**แรมเดือนสิบสอง** ll แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ (๒) P.8 [25/08/65]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: **แรมเดือนสิบสอง** ll แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ (๒) P.8 [25/08/65]  (อ่าน 55229 ครั้ง)

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 127
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4


“ธันวาหายไปไหน”


เพื่อนสามคนหันมองหน้ากันเมื่อเดือนแรมถามถึงธันวา ไม่ใช่ไม่รู้ว่าแม้เพื่อนจะทำตัวลึกลับหลบหน้าหลบตาแต่ก็ยังคอยมองส่องหารุ่นน้องคนนั้นอยู่ตลอดจนถูกชมแกมเหน็บบ่อย ๆ ว่าซ่อนตัวเก่ง เพียงแต่พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าหลายวันมานี้ธันวาหายไปไหน


“ไม่รู้” สุดท้ายคนที่เป็นเพื่อนร่วมห้องนอนก็ต้องเป็นตัวแทนในการบอกข่าวร้ายกับเดือนแรม


“สามวันแล้วนะเว้ย!!” เดือนแรมเผลอทำเสียงดุใส่ แต่พวกเขาใจเย็นพอที่จะไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ “รูมเมทมึงหายไปสามวันไม่กลับมานอนที่ห้อง มึงไม่สงสัยหรืออยากรู้บ้างรึไงวะ”


“ก็น้องมันไม่ได้บอกใครไว้” โอ๊คว่า


เดือนแรมทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้บริเวณส่วนกลางหน้าห้องพัก ทุกวันที่กลับเข้าหอดึก ๆ ก็เพื่อได้มีโอกาสมองหน้าธันวาโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องอึดอัดใจ ซึ่งเขาจะแวะเข้าไปในห้องของโอ๊คหลังจากได้รับคำยืนยันว่าน้องหลับแล้ว แต่สามคืนมานี้กลับไม่เจอธันวานอนอยู่บนเตียงเดิม


“ไอ้น้องธันว์อาจจะกลับบ้านเฉย ๆ ก็ได้ นี่มันเสาร์อาทิตย์นะมึง รอดูพรุ่งนี้ดิ” บอยว่า ไม่อยากเห็นเพื่อนเศร้านานจึงอยากต่อความหวังให้อีกนิด


“ปกติน้องมันไม่ค่อยกลับบ้านนะ”


“เชี่ยโอ๊ค!”


ไนท์เดินเข้าไปวางมือบนบ่า บีบเบา ๆ ให้กำลังใจ “แต่มันก็เป็นโอกาสดีที่มึงจะได้ตัดใจนะ”


“พออกหักจริง ๆ แม่งไม่ไหวว่ะ กูไม่ไหว”


ทั้งสามคนต่างมองไปที่เดือนแรมด้วยความเป็นห่วง แม้จะรู้ว่าเพื่อนยังสามารถดูแลตัวเองได้ดีแต่ก็ต้องยอมรับว่าอาการหนักเอาเรื่องทีเดียว


“กูจะไม่ได้เห็นหน้าน้องแล้วเหรอวะ รู้อย่างนี้กูน่าจะยังอยู่ในที่ของตัวเอง มองน้องจากตรงนั้นไม่ต้องออกมา จะได้ไม่เจ็บแบบนี้”


“ไอ้แรม…” แม้แต่คนที่มีอารมณ์ร่วมน้อยที่สุดในหลาย ๆ เรื่องอย่างไนท์ยังอดสะเทือนใจกับความรู้สึกของเดือนแรมไม่ได้ “มีแต่คนสมหวังเท่านั้นแหละที่บอกว่าการรอมันคุ้มค่า กูว่าตอนนี้มึงน่าจะรู้แล้วนะว่ามันคุ้มค่าหรือเสียเปล่า คนมันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ออกมาแล้วเจอแบบนี้ก็ดี กูว่ามึงเสียเวลากับธันวามามากไปแล้ว ทำใจเถอะ”


“กูก็ไม่ได้อยากทุ่มเวลาให้คนคนเดียวนานขนาดนี้นะ แต่มึงก็เห็นว่าที่ผ่านมากูไม่รู้สึกแบบนี้กับใครเลย กูอยู่กับความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้ธันวามาเกือบห้าปีเลยนะ”


“เอาหน่าไอ้ไนท์ ให้เวลามันหน่อย” บอยแทรกขึ้นก่อนที่ไนท์จะทันได้ว่าอะไรเดือนแรมอีก “ในทุก ๆ ความสัมพันธ์ มันอาจมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าเสียใจนะ แต่ไม่ควรมีเรื่องไหนที่ทำให้รู้สึกเสียดาย อย่างน้อยมึงก็ได้เรียนรู้จากรักครั้งนี้ แล้วการดึงความรู้สึกกลับมาอยู่กับตัวเองน่ะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันก็ไม่ยาก มึงรู้ใช่ไหมแรม”


“เออ เอาตามที่คนอกหักบ่อยว่าแล้วกัน” บอยฟึดฟัดเล็กน้อยเมื่อได้ยินไนท์เหน็บตนก่อนเดินหนีกลับห้องตัวเอง


“อย่าถือสาเลย มันเป็นห่วงมึง” โอ๊คว่า


“กูรู้ ขอบใจพวกมึงมาก” เดือนแรมส่งยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อนเป็นการส่งสัญญาณว่าอยากอยู่คนเดียวสักพัก


เดือนแรมไถลตัวเองพิงศีรษะกับพนักแล้วหลับตาลงช้า ๆ ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างตนกับธันวาเหมือนอย่างทุกวันก่อนนอน เพื่อหวังจะให้ตอกย้ำถึงความจริงที่ว่าธันวาไม่เลือกเขา แต่กลับกลายเป็นว่าการคิดแบบนี้ยิ่งทำให้เขาคิดถึงธันวามากกว่าเดิมและไม่อาจสลัดอีกฝ่ายออกจากห้วงคำนึงไปได้


‘ในที่สุดน้องธันวาของฉันกับน้องหวานก็คบกันจนได้ ใครบอกว่าน้องเป็นเกย์ยะ ไบฯชัด ๆ’


เรื่องเล่าจากเพื่อนชายออกสาวที่เขาบังเอิญได้ยินก่อนขึ้นห้องนอนในคืนเดียวกันกับที่ธันวาบอกเขาว่าไม่ต้องรอในช่วงเย็น ในตอนนั้นเขาไม่อาจห้ามใจไม่ให้เดินเข้าไปถามรายละเอียดต่อได้ แม้อีกฝ่ายจะตกใจเล็กน้อยที่เห็นเขาสนใจเรื่องของคนอื่นเป็นครั้งแรกแต่ก็ยอมบอกแต่โดยดีว่าได้ยินมาเองกับหูว่าสองคนนั้นตกลงคบกันที่ร้านอาหารข้างโรงพยาบาล


ธันวาเลือกแล้ว


ที่น้องเคยลังเลใจมาตลอดและไม่เปิดใจให้เขาเต็มร้อย ตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่าธันวาไม่เลือกเขา


ในวันนั้นบังคับขาให้พาตัวเองขึ้นมาถึงห้องได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะเพียงแค่คิดว่าที่ธันวาบอกว่าไม่ต้องรอเจอตอนเย็นเหมือนทุกวันเพื่อที่ตนจะได้ไปกับหวานก็อดคิดต่อไม่ได้ว่าเจ้าตัวคงตัดสินใจมาดีแล้วในช่วงหลายวันก่อนหน้านั้นที่หลบหน้าเขามาตลอด


เดือนแรมรู้ว่าเขาไม่ควรเชื่อคนง่าย แต่เพราะความขี้ขลาด ไม่กล้าเดินเข้าไปถามหาความจริงเพราะกลัวรับไม่ไหว ไม่กล้าแม้แต่จะสู้หน้าธันวา กลัวจะพบว่าที่ผ่านมาความรักความจริงใจของเขาไม่อาจซึมลึกเข้าไปถึงใจน้องได้เลย


และแม้จะไม่ถาม แต่เรื่องเล่าจากปากเพื่อนก็ชัดเจนขึ้นเมื่อเห็นสองคนนั้นตัวติดกันไปเกือบทุกที่ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่


นับตั้งแต่วันนั้นเขาก็ตัดสินใจถอย แม้เขาไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือความผูกพัน แต่เดือนแรมเชื่อว่าตนสามารถควบคุมการกระทำของตัวเองได้ด้วยการหยุดเอาตัวเองไปอยู่ในชีวิตของอีกฝ่ายให้ลำบากใจ ไม่ส่งข้อความใด ๆ ให้ใครคนนั้นยังรู้สึกถึงการมีตัวตนของเขา ทำได้แค่ยังคงรักธันวาอยู่เงียบ ๆ รอให้ถึงวันที่ใจตัวเองคลายความรู้สึกรักเขาลงไปเองจนเลิกรักในที่สุด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดีสิ่งสุดท้ายที่เขาจะสามารถทำเพื่อธันวาได้


แต่ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ธันวาหายไปจากสายตาก็ทำให้เขาไม่อาจอยู่ในที่ของตัวเองได้อย่างสงบอีกต่อไป




ธันวาไม่กลับมาในวันจันทร์อย่างที่บอยให้ความหวัง


ในวันอังคารก็ด้วย...


แม้ว่าเดือนแรมจะขยันออกมาเข้าห้องน้ำเพราะหวังจะเจอคนชอบหลับในห้องเรียนออกมาล้างหน้าบ้างแต่ก็ไม่เคยเจอ


ซ้ำร้ายกว่านั้นคือการได้เจอรุ่นน้องสาวคนที่ธันวาเลือก และที่เหนือความคาดหมายคือเธอเรียกรั้งเขาไว้


“เดี๋ยวค่ะพี่แรม”


“ครับ?”


“หวานมีอะไรจะถาม”


เดือนแรมลอบหายใจเข้าลึกก่อนตอบรับ


แม้ใบหน้าเรียบเฉยของรุ่นพี่หนุ่มจะดูดุน่าเกรงขามมากแค่ไหนแต่หวานก็ยังทำใจกล้าถามสิ่งที่อยากรู้ออกไป “พี่แรมชอบธันวาใช่ไหมคะ”


จะให้เขาตอบอย่างไร ตอบว่าไม่ใช่ก็คงเป็นการโกหกทั้งคนอื่นและตัวเอง แต่หากยอมรับออกไปตรง ๆ ความรู้สึกของเขาจะทำให้เธอไม่สบายใจหรือเปล่า








เมฆฝนก่อตัวตั้งแต่ช่วงพลบค่ำ กว่าจะเทกระหน่ำลงมาก็เป็นช่วงดึกที่ใครหลายคนรวมถึงดีนและธันวาเข้านอนแล้ว


ทว่าคนที่มาขออาศัยอยู่ด้วยยังไม่อาจหลับตาได้ และเจ้าของห้องเองก็รู้สึก ดีนรอจนกระทั่งเสียงประตูกระจกที่กั้นระเบียงกับห้องนอนไว้ปิดลงแล้วจึงลืมตาขึ้นมามอง


คนที่เป็นฝ่ายตัดสัมพันธ์ในความเชื่อของกรองเกียรติมักจะใช้เวลากลางคืนหมดไปกับการนั่งเหม่อตรงระเบียงเสียมากกว่านอนหลับบนเตียงในทุกวัน และคงเพราะคืนนี้ฝนตกหนัก เพื่อนของเขาถึงได้ถือโอกาสนี้นั่งซุกหน้ากับเข่าร้องไห้ตัวโยนด้วยหวังจะให้เสียงฝนกลบเสียงร้องไห้ของตัวเองคงเพราะไม่อยากให้เสียงดังเข้ามารบกวนการนอนของเขา


ดีนไม่รู้ว่าธันวาจะรู้ตัวหรือไม่ ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ตอนนี้อาการหนักกว่าครั้งก่อนอยู่มาก แต่คนที่อยู่ด้วยทั้งสุขและทุกข์อย่างเขารู้ดี


หนุ่มลูกเสี้ยวมองเพื่อนด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ฝนจะไม่สาดระเบียง ก็ใช่ว่าธันวาจะไม่ได้รับละอองฝน เพราะอย่างนั้นเขาจึงไม่สามารถปล่อยให้เพื่อนได้มีเวลาระบายความเสียใจอยู่ตรงนั้นนานนัก


“ธันวา” เปิดประตูระเบียงแล้วก็ส่งเสียงเข้มแกมดุออกไป “เข้ามาในห้อง คิดจะนั่งรับละอองฝนจนป่วยเลยรึไง” พูดจบแล้วก็แกล้งเดินกลับเข้าห้องด้วยการย่ำเท้าให้เกิดเสียงดังกว่าปกติเพื่อส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าเขาไม่ได้กำลังจับตามองภาพที่ตนเองเช็ดน้ำตาอยู่


ดีนแสร้งมองเลยตาแดง ๆ กับขอบตาบวมฉึ่งของเพื่อนรัก ตบมือบนที่นอนข้างตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายเดินมานั่งข้างกัน “ไง กลางค่ำกลางคืนไม่หลับไม่นอน นั่งทำอะไรทุกคืนวะ”


“...” ธันวาก้มหน้าต่ำลงจนคางเกือบชิดอก


“กูชอบพี่แรม” ธันวายอมรับเสียงแผ่ว และถ้าไม่ได้ตาฝาด ดีนคิดว่าเขาเห็นอีกฝ่ายน้ำตาตกในตอนที่ยังก้มหน้าหลบตาเขา


“นี่คือพูดเพื่อให้กูรู้หรือกำลังยอมรับกับตัวเอง”


“ดีน” ธันวาลากเสียงยาวอย่างงอแง เจ้าของชื่อยิ้ม ยื่นมือออกไปโยกศีรษะเพื่อนไปมาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู


“แล้วทำไมถึงเลือกปล่อยมือเขา”


ธันวาเงยหน้าแล้วหันมามองสบกันแวบหนึ่ง “มึงก็รู้ว่าทำไม”


ดีนดึงมือกลับ พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “ธันวา”


“ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่ได้ต่างกันมากนักหรอก” ธันวาชิงพูดขึ้นก่อนเหมือนรู้ว่าเพื่อนกำลังจะบอกอะไร “ยังต้องใช้ความกล้ามหาศาลเปิดตัวว่าชอบเพศเดียวกันท่ามกลางกระแสสังคมและครอบครัว มึงก็รู้ดีว่าตอนนั้นกูกล้าเพราะมั่นใจในความรู้สึกของพี่ภีม สุดท้ายแม่งก็พังไม่เป็นท่า กูเนี่ยพังไม่เป็นท่า!”


ดีนปล่อยให้เพื่อนได้ระบายอย่างเต็มที่ ธันวาไม่มีใคร ดีนรู้ดีว่าเพื่อนรู้สึกแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ที่เสียไปทั้งพ่อและแม่ และดีนก็รู้ว่าการมีภีมเป็นสิ่งสำคัญมากขนาดไหนในชีวิตของธันวาในตอนนั้น ภีมที่เป็นทุกอย่างในชีวิต เพียงแค่ภีมเผยความรู้สึกว่าคิดเกินพี่น้อง ธันวาก็รีบตอบรับความรู้สึกนั้นเพราะกลัวจะเสียอีกฝ่ายไปทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกที่ตนมีต่ออีกฝ่ายเป็นแบบไหนกันแน่ และดีนเข้าใจดีว่าในตอนนั้นธันวาต้องใช้ความกล้ามากมายขนาดไหนในการยอมรับกับเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดว่าชอบผู้ชายด้วยกัน แต่เพราะมั่นใจในความรักของภีม ธันวาจึงไม่ลังเลที่จะก้าวเข้าไปในโลกใบนั้น


“แล้วถ้าตอนนี้กูยอมเปิดอีกอะ กูยอมรับอีกว่ากูชอบผู้ชายแล้วถูกเขาทิ้งอีกมันจะเป็นยังไงวะ กูจะอยู่ยังไงอะ”


“ธันวา กูไม่รู้หรอกนะว่าในอนาคตเขาจะทิ้งมึงรึเปล่า แต่ตอนนี้เขาชอบมึงจริง ๆ”


“เขาอาจจะไม่ได้ชอบกูจริง ๆ เหมือนกับพี่ภีมก็ได้”


ดีนถอนหายใจ ธันวายังคงฝังใจกับความรู้สึกที่ภีมมอบให้ในครั้งนั้นจนไม่มั่นใจในความรู้สึกของใครอีกเลย “ครั้งที่แล้วพี่ภีมเขาชอบมึง...มึงต่างหากที่ไม่ชอบเขา”


“หมายความว่าไง”


“…”


“มึงรู้ใจกูดีกว่ากูได้ไงดีน”


“กูไม่รู้หรอก แต่พี่ภีมเขารู้ ไว้มึงไปถามเขาเองแล้วกัน”


“…”


“ว่าแต่มึงเถอะ หวั่นไหวกับผู้ชายถึงสองครั้งแล้ว ยอมรับเถอะว่าตัวเองชอบแบบไหน อย่าเอาแต่คิดว่าจะกลับลำยังไง หรืออยู่ยังไงในสังคม มึงไม่จำเป็นต้องแคร์คนเยอะขนาดนั้น”


“ค...ครั้งนี้กูก็อาจจะไม่ได้ชอบพี่แรมเหมือนครั้งพี่ภีมก็ได้”


“...”


“ครั้งนี้กูก็คงแค่เสพติดการมีเขาเหมือนครั้งก่อนไง ไม่นานกูก็จะทำใจได้เหมือนกัน”


“กูเข้าใจดีว่ามึงกำลังกลัวอะไร แต่มึงคิดสักนิดไหมว่าทำไมมึงถึงกลัว”


“...” ธันวารู้


“เพราะมึงชอบเขามากไง และมึงไม่ได้กำลังกลัวว่าถ้าถูกทิ้งแล้วมึงจะกลับลำไปชอบผู้หญิงยังไง จะมีผู้หญิงมาชอบมึงอีกไหม แต่มึงกลัวถูกพี่แรมทิ้ง ไม่ใช่ผู้ชายทิ้ง...เพราะว่าเป็นผู้ชายคนนั้น เพราะว่าเป็นพี่แรม แค่นั้นเลยเว้ย”


“ละ แล้วถ้าเขาทิ้งกูจริง ๆ ขึ้นมาละวะ กูจะทำยังไง”


“แล้วไงวะ ก็แค่อกหักป่ะ มึงยังมีพวกกูอยู่ข้าง ๆ ใช้ชีวิตให้สนุกดิ ถ้าเขาไม่รักมึงแล้วจริง ๆ มึงก็แค่ต้องไปรักคนอื่น จะยึดติดอะไรกับคนคนเดียว”


“ดีน…”


“สำคัญและต้องทำให้เร็วที่สุดตอนนี้คือแยกให้ออกว่าที่เสพติดการอยู่ใกล้เขาเพราะอุ่นใจวางใจเห็นเขาเป็นที่พึ่งได้เหมือนคนในครอบครัวหรือว่ามันมีอะไรที่มากกว่านั้น”


“มากกว่านั้น...เช่น?”


ดีนชะงัก ทำไมคนที่ไม่เคยมีความรักและไม่อินกับมันอย่างเขาต้องมาให้คำปรึกษาเรื่องความรักแก่คนรอบข้างด้วย แค่เพราะว่าเป็นกลาง รักความถูกต้อง ดูน่าเชื่อถือและมีตรรกะเป็นเหตุเป็นผลที่สุดในกลุ่มอย่างนั้นหรือ “เช่นการทำอะไรด้วยความถี่ที่มากกว่าคนทั่วไป คุยกันเกือบทุกเรื่อง วันละหลาย ๆ ครั้ง ส่งข้อความหา อยากเล่าเรื่องเล็กน้อย หรือแม้กระทั่งการขออนุญาตในเรื่องที่ไม่เคยต้องขอใครโดยไม่รู้ตัว”


“มีอย่างอื่นอีกไหม”


“ก็…ออกอาการเวลาเขาขอสัมผัสหรือแสดงความรู้สึกแบบคนรัก”


“ตื่นเต้น ประหม่า เขิน แต่ก็อยากให้เขาทำ แบบนั้นน่ะเหรอ”


ดีนพยักหน้า “something like that”


ธันวามีสีหน้าคิดหนัก “มึงลองคิดดูนะ เมื่อก่อนมึงก็ตัวติดกูจะตาย มึงเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมล่ะว่ารู้สึกกับกูเกินกว่าเพื่อนไหม” ธันวาส่ายหน้าพลางคิดไปด้วย “ไม่เคยถามเพราะกูไม่ได้จีบมึงเหมือนสองคนนั้นน่ะเหรอ” คราวนี้ธันวาหันมามองตากันแล้วส่ายหน้าอีกครั้ง “เราไปไหนมาไหนด้วยกัน กอดกัน ซบกันมากกว่าเพื่อนคนอื่นเป็นเรื่องปกติ แต่มึงไม่เคยสงสัยในความรู้สึกของกันและกัน ก็เพราะว่าความรู้สึกดี ๆ ที่พิเศษแบบนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นกับใครก็ได้ไง”


“แต่มึงบอกว่ากูไม่ได้ชอบพี่ภีม แล้วกูจะรู้ได้ยังไงว่ากูชอบพี่แรมแบบ...คนรักจริง ๆ”


ดีนนิ่งชั่วอึดใจ “นั่นคือสิ่งที่มึงต้องรีบหาคำตอบด้วยตัวเอง”


ธันวาหันมองหน้าดีน ขมวดคิ้วมุ่นอย่างคนคิดไม่ตกก่อนทิ้งตัวเอนหลังนอนมองเพดานแล้วถอนหายใจโดยที่ดีนเองก็ล้มตัวตามลงไปนอนข้าง ๆ


“มันไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะหน้าตาแบบไหนหรือเพศอะไร ถ้ามึงกังวลว่าเขาจะชอบมึงจริงรึเปล่า มึงต้องถามตัวเองดี ๆ ว่ามึงมองเห็นคนคนนี้ให้กำลังใจมึงในวันที่มึงเหนื่อย มึงท้อไหม” ดีนย้ำเรื่องที่เพื่อนกังวลอีกครั้ง


“...”


“เขาจะยอมลดทิฐิมาปรับความเข้าใจกับมึงในวันที่ทะเลาะกันรึเปล่า”


“...”


“ในความคิดเขา มึงสำคัญกับเขามากขนาดไหน...ชั่งน้ำหนักดูเอาแล้วกัน”


“...”


“แต่ถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้หรือภาพมันไม่ชัดเจน มึงก็ต้องห้ามความรู้สึกตัวเองให้ได้”


ดีนเชื่อว่าธันวารู้ใจตัวเองแล้วว่าคิดอย่างไรกับเดือนแรม แต่ที่ยังลังเลเพราะกลัวตีความความรู้สึกของอีกฝ่ายผิดไปเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง คำว่ารักในวันนี้ที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้าจึงทำให้ธันวาไม่กล้าเดินตามทางที่เสียงหัวใจตัวเองเรียกร้อง




“ธันวาเพื่อนรัก” ตฤณลากเสียงยาวอย่างออดอ้อนในตอนที่เลิกเรียนครึ่งเช้าของวันพุธ “เย็นนี้มาดูกูซ้อมด้วยนะ”


“กูส่งไอ้เก่งไปดูแล้วนี่” หลายวันมานี้ธันวาไม่ได้โผล่หน้าไปที่สนามบาสเลย เลิกเรียนก็รีบกลับห้องของดีนทันที ไม่ใช้เวลาอยู่ในฝั่งโรงพยาบาลนานนัก


“วันนี้มันไม่ว่าง มึงไปดูกูเถอะนะ คอยดูแลกูไง นะ นะ นะ”


ธันวาหันมองกรองเกียรติทันที “วันนี้ไม่ว่างเหรอวะ”


กรองเกียรติไม่สบตา เอาแต่เก็บของใส่กระเป๋าอย่างเร่งรีบ “อือ จะกลับบ้าน”


“หือ กลับวันนี้เหรอ มีอะไรด่วนเปล่าวะ” ธันวาถามด้วยความเป็นห่วง แม้ว่าช่วงบ่ายของวันพุธจะว่างและบ้านอยู่ไม่ไกลนักแต่พวกเขาก็ไม่เคยกลับบ้านเลยสักครั้ง


“คิดถึงแม่ ไปละ เจอกันพรุ่งนี้นะมึง” กรองเกียรติว่าแล้วก็รีบโบกมือลา ชิงเดินออกไปก่อนโดยเร็ว แต่ธันวาไม่ได้โง่ เขารู้จักเพื่อนตัวเองดีทุกคนและรู้ดีว่ากรองเกียรติมีบางอย่างปิดบังอยู่ ได้แต่หวังว่าคงไม่ใช่การเห็นดีเห็นงามให้เขาไปสนามบาสในวันนี้


“เจอกันตอนเย็นเลยนะ” เมื่อถูกตื้อมากเข้าธันวาก็จำต้องยอมอย่างเสียไม่ได้


“เดี๋ยวดิ ไม่กินข้าวเที่ยงกับกูเหรอ”


“โทษทีว่ะ กูรีบ” ธันวาไม่พิลี้พิไลมากนักเพราะกลัวจะออกจากห้องเรียนช้าจนตรงกับเวลาที่รุ่นพี่ปีสามเลิกเรียนพอดี


เขายังไม่พร้อมจะเจอหน้า ไม่รู้ว่าจะปั้นหน้าอย่างไรในตอนที่บังเอิญเจอกัน เขายังต้องการเวลาเตรียมใจอีกนิดก่อนจะต้องเจอกันจริง ๆ ในเย็นวันนี้







TBC.
--------------------------------------------------
ใครเคยอ่านเรื่องหากันจนเจอ จะรู้ว่านี่เป็นเรื่องราวที่ย้อนกลับไป ซึ่งก็ประมาณปี 55 นะคะ
ในยุคสมัยนั้น เด็กวัยมัธยมแบบนั้น สังคมยังไม่เปิดกว้างเรื่องเพศเท่าทุกวันนี้
การที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งยอมรับกับคนรอบข้างว่าชอบผู้ชายด้วยกันได้ต้องใช้ความกล้ามากๆ
ซึ่งสิ่งที่ทำให้เขากล้าได้เพราะเขารู้ว่าเขาจะไม่โดดเดี่ยว
ความรักของผู้ชายคนที่เขาชอบคือของจริงที่ทำให้เขากล้าเข้าไปอยู่ในโลกใบนั้น
แต่ในวันที่มันพังทลายลงเพราะอีกคนบอกว่ารู้สึกด้วยแค่พี่น้อง
นั่นจึงเท่ากับว่าอีกฝ่ายสร้างบาดแผลในใจเขา

อาจจะมาอัพให้อีกตอนในช่วงวันหยุดนี้นะคะ แต่ถ้าไม่ทัน เจอกันวีคเอนค่ะ

ด้วยรักและขอบคุณ

ธัญญ์



ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
รอดูว่าอะไรทำให้ธันวากล้าก้าวผ่านความกลัว

ออฟไลน์ Malibu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คนอย่างพี่แรมนี่หาได้ที่ไหนอีกคะ อยากได้เป็นของตัวเอง ขนาดตอนหวานมาถามยังกลัวเค้าไม่สบายใจอีก
คือถ้าไม่มีเก่งกับดีนนี่ไม่อยากจะคิด เห้ออออ

ออฟไลน์ JaikOrn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 :katai5: ใครเอามือบีบหัวใจเราไว้ สงสารพี่แรมมากๆเลย น้องธันยังไม่รู้ใจตัวเอง แต่เค้าสองคนใจตรงกันนะ แค่ต่างคนเลือกที่จะไม่แสดงความรู้สึกออกไป แล้วก็เลือกที่จะคิดเองเออเอง // เอาใจช่วยน้องธันให้ซื้อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองไวไวนะคะ

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ saccarrum

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
อย่างพี่แรมจะหาจากไหนได้อีกเหรอคะ  :mew4:

ออฟไลน์ love2y

  • (′~‵)
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2059
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +502/-11
ตามมาอ่านจากในทวิต~

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 127
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
แรมเดือนสิบสอง

แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒
(๑)







ธันวาใช้ชีวิตกับดีนอย่างสมบูรณ์แบบมาหลายวันแล้ว รับประทานอาหารเช้าง่าย ๆ ที่หอหรือบางวันอาจจะเป็นที่โรงอาหารคณะอักษรศาสตร์ แม้กระทั่งพักกลางวันก็ยังแวบไปหาดีนที่คณะ เลิกเรียนในแต่ละวันก็รีบเผ่นไปขลุกอยู่ในห้องสมุดของคณะนั้นจนถึงเวลาปิด เขาใช้ชีวิตเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของคณะอักษรศาสตร์ไปแล้ว


อ่านหนังสือได้บ้างเผลอหลับไปบ้างในแต่วัน แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาไม่ต้องคอยพะวงว่าจะเจอคนรู้จัก เพราะที่นี่เป็นห้องสมุดประจำคณะที่ต้องใช้บัตรนักศึกษาคณะนี้เท่านั้นถึงจะเข้ามาได้


และทั้งที่เป็นห้องสมุดเฉพาะทางซึ่งไม่มีตำราแพทย์อยู่เลยสักเล่มเดียว แต่ธันวาก็ยังพาตัวเองมายืนในซอกแถวชั้นวางหนังสือประหนึ่งเพื่อค้นหาเล่มที่ถูกใจ ทว่าความจริงแล้ว เขากำลังคิดหาข้ออ้างดี ๆ ในการเบี้ยวนัดตฤณเพราะยังไม่พร้อมจะไปเจอหน้าเดือนแรมในเย็นวันนี้ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายโผล่หน้ามาที่สนามซ้อมบ้างแล้วหรือยัง


...ไม่กล้าไปเจอหน้าเพราะกลัวอีกฝ่ายไม่อยากเห็นหน้ากัน...


สองเท้าก้าวเดินอย่างช้า ๆ นิ้วเรียวกรีดสันปกผ่าน ๆ นัยน์ตามองข้ามหนังสือที่นิ้วลากผ่านอย่างไม่มีจุดหมาย ไร้จุดโฟกัส เพราะห้วงคำนึงมีแต่ภาพของผู้ชายคนนั้น ใบหน้าคมคายกับนัยน์ตาคมดุที่มักซ่อนความเอ็นดูเขาเสมอที่มองมาพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ขยายกว้างขึ้นเวลาที่เขาทำอะไรโง่ ๆ แต่ทำไม ทำไมอยู่ ๆ ภาพนั้นก็กลายเป็นใบหน้าเดียวกันที่นิ่งขรึมและแววตาเศร้าหมองมองมาอย่างตัดพ้อปรากฎขึ้นมาแทนที่ตรงหน้า


“ธันวา” ชัดเหลือเกิน เสียงทุ้มต่ำนั่นชัดจนเสมือนจริง ธันวาพบว่าตัวเองไม่ได้คิดถึงเดือนแรมมากเกินไปจนเห็นแต่ภาพของเขาอีกแล้ว แต่เดือนแรมตัวเป็น ๆ กำลังยืนอยู่ตรงหน้าในอีกฟากของชั้นวางหนังสือ ในเสี้ยววินาทีที่รู้อย่างนั้นก็เหมือนเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่ทำให้สองขารีบสาวเท้าหนี


ธันวาอาจจะตกใจที่บังเอิญเจอเดือนแรมที่นี่ แต่สำหรับเขา นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ


“ใจร้ายจังวะ” ไม่ต้องให้อีกฝ่ายเอ่ยชื่อว่ากำลังพูดกับใคร เพราะเพียงแค่เดือนแรมว่าอย่างนั้นธันวาก็ไม่อาจก้าวขาเดินหนีได้อีกต่อไป


เมื่ออีกฝ่ายหยุด เดือนแรมก็รีบสาวเท้าเข้าไปยืนเผชิญหน้าด้วย ดวงหน้าที่ไม่ได้มองมาหลายวันไม่สดใสอย่างเคย ดวงตาที่อยากมองสบก็หลุบต่ำไม่เงยขึ้นฉายแววรั้นสู้อย่างทุกที


“พอรู้ว่ากูรัก ก็เลยใจร้ายเหรอ”


“อะไรของพี่” ธันวาเงยขึ้นมองสบแวบหนึ่งก่อนหันเหไปโฟกัสจุดอื่นราวกับหน้าเขาไม่มีอะไรน่าดึงดูดพอให้จ้องมอง


“สนุกไหมเล่นกับความรู้สึกกูอะ”


“ผมเล่นตรงไหน” คราวนี้ธันวาหันไปจ้องตอบอย่างไม่ลดละ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยให้รู้ว่าตนไม่ยอมจำนนต่อข้อกล่าวหา


“ก็ที่มึงหายหัวไปนี่ไง”


“พี่คิดว่าผมทำเพราะพี่ทำกับผมก่อนใช่ไหมล่ะ”


“...”


“พี่กำลังเล่นกับความรู้สึกผมอะ เข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตคนอื่นเขาแล้วอยู่ดี ๆ ก็หาย”


“ทำไมคิดว่ากูทำแบบนั้น”


“เออ! สรุปว่าไม่ได้ทำใช่ไหมล่ะ ไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำ ช่างแม่งเหอะ!”


“เดี๋ยว!” เดือนแรมรีบคว้าแขนคนที่กำลังจะหันหลังหนีเขาอีกครั้ง


“อะไรอีก” ธันวาพยายามบิดแขนออกแต่อีกฝ่ายไม่ยอม


“มึงกำลังทำตัวเอง”


“ทำอะไร!”


“ทำให้กูไม่อยากปล่อยมึงให้คลาดสายตาไปไหนอีกเลย”


ธันวานิ่ง ยิ่งมองจ้องเข้าไปในดวงตาดำขลับคู่นั้นก็ยิ่งระลึกได้ว่าไม่มีครั้งไหนที่เดือนแรมจะไม่จริงจังและจริงใจ


ไม่มีใครพูดอะไรต่อและธันวาก็จ้องมองอยู่อย่างนั้นก่อนจะค่อย ๆ แบะปากเหมือนจะร้องไห้ และยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เพราะทันทีที่เดือนแรมบอกว่าห้ามร้องธันวาก็ปล่อยโฮออกมาอย่างที่ไม่อาจอดกลั้นไว้ได้อีก


“หยุดร้องนะธันวา เบา ๆ เดี๋ยวคนก็แห่มากันหรอก” แม้ว่าที่ตรงนี้จะไกลผู้คนและไม่ใช่ที่ที่มีใครเดินผ่านไปมา แต่เดือนแรมก็กลัวว่าเสียงของธันวาจะดังจนมีใครผ่านมาได้ยินเข้าได้


คนเด็กกว่าโผเข้าสวมกอดคนพี่แน่นเพื่อยืนยันอีกครั้งว่านี่คือตัวจริงไม่ใช่มโนภาพของตัวเองอย่างทุกที ขณะที่เดือนแรมยืนตัวแข็งทื่อเพราะตามอารมณ์อีกฝ่ายไม่ทัน


“ขอโทษ ฮึก ขอโทษที่ปล่อยให้พี่รอ ขอโทษจริง ๆ”


“ขอโทษเพราะรู้สึกผิดกับรุ่นพี่ในคณะอย่างกูหรือว่า—”


“คิดถึง”


“...”


“ขอโทษที่ปล่อยให้รอ คิดว่าพี่จะไม่รอผมแล้ว ฮึก”


“ระ รอ—”


“ผมคิดถึง”


“หยุดร้องก่อน”


“ฮึก” ธันวาปาดน้ำตาทิ้งทั้งที่ยังกอดคนพี่อยู่อย่างนั้น “ทั้งที่เป็นคนหลบหน้าพี่ก่อนเองแท้ ๆ แต่พออยู่ดี ๆ พี่หายไป ผมก็อดใจเสียไม่ได้ นึกว่าพี่จะถอดใจไม่ชอบผมแล้ว”


เดือนแรมระบายยิ้มเต็มหน้า ยกมือกอดธันวาตอบแล้วลูบหลังปลอบอย่างอ่อนโยน “ขอโทษที่หายไปเหมือนกัน แต่ถึงกูจะหายหน้ากูก็ยังชอบมึงเหมือนเดิมนะ”


ไม่มีคำตอบจากธันวา มีเพียงเสียงสูดน้ำมูกที่บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังพยายามหยุดร้องไห้ และแม้จะอยากกอดนาน ๆ ให้หายคิดถึงแต่เดือนแรมกลับดึงอีกฝ่ายออกเพราะอยากมองหน้ามากกว่า


เดือนแรมปล่อยให้ธันวาเช็ดหน้าเช็ดตา เขาเพียงแค่ยืนมองด้วยรอยยิ้มรอเวลาให้น้องพร้อมแล้วเงยขึ้นมาสบตาเอง “ขี้แยจังวะ”


“อะไรเล่า” ธันวาไม่ได้อยากร้องไห้ แต่มันอดไม่ได้เมื่อรู้ว่าเดือนแรมยังรู้สึกดีกับตัวเองทั้งที่เขาทำไม่ดีด้วยตั้งมากมาย “แค่รู้สึกผิดหรอก”


“งั้นทำดีไถ่โทษหน่อยไหม”


“ทำอะไร” ธันวาหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ ยิ่งเมื่อรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต้มใบหน้าคมคายก็ยิ่งหวั่นใจจนเผลอถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว


เดือนแรมยิ้มขำเมื่อเห็นท่าทีเหมือนกลัวเขาเสียเต็มประดาของธันวา “กลัวอะไร แค่จะให้ไปดูกูซ้อมบาสเย็นนี้เท่านั้นเอง คิดไปถึงไหนวะ ฮึ” เดือนแรมบีบปลายจมูกคนน้องที่แดงอยู่แล้วให้แดงมากขึ้นไปอีกในตอนประโยคท้าย


“อื้อ” ธันวาดิ้นหนี เบี่ยงหน้าหลบด้วยทั้งเจ็บทั้งอาย “วันนี้จะไปอยู่แล้ว ไอ้ตฤณให้ไปเชียร์”


“ไปเชียร์กู”


“ห๊ะ”


“วันนี้ไปเพื่อเชียร์กู”


“...”


“วันอื่น ๆ ด้วย”


ธันวาหลบสายตาทำเป็นมองนั่นมองนี่ด้วยความขลาดเขิน ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยู่ด้วยกันก็ได้ยินคำพูดทำนองนี้ออกบ่อยไม่ยักเขินมากเท่าตอนนี้ที่เผยความรู้สึกออกไปแล้ว เดือนแรมเห็นอย่างนั้นจึงแกล้งย้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ “ไม่ได้เหรอ”


“ได้” เดือนแรมลอบยิ้มขำเมื่ออีกฝ่ายตอบรับเสียงค่อยในลำคอ


“ชัด ๆ”


ธันวาหันมองคาดโทษคนที่ใช้น้ำเสียงเหมือนตอนสวมบทบาทประธานรุ่นในงานรับน้องแล้วตอบรับเสียงดังฟังชัดว่า “ได้ครับ!”


คนฟังยิ้มกว้าง พอใจในคำตอบ “ขอกอดอีกได้ป่ะ”


“มากไปแล้วพี่แรม”


“ก็คิดถึงอะ” ธันวาขอบคุณที่เดือนแรมไม่ได้ทำเสียงเง้างอดใส่ ไม่อย่างนั้นคงได้ขำมากกว่าเขิน แต่เพราะน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังแบบที่เป็นเดือนแรมสุด ๆ ถึงได้ทำให้เขาจำต้องยอมอย่างไม่อาจปฏิเสธเสียงหัวใจตัวเองได้ว่ารู้สึกแบบเดียวกัน


เดือนแรมระบายยิ้มเต็มหน้า รู้สึกได้ว่าตั้งแต่ชอบธันวาตัวเองยิ้มได้จริง ๆ ก็วันนี้ วันที่น้องไม่ใช่แค่บอกว่าคิดถึง แต่การสวมกอดเขาแน่นกว่าที่เขาคาดหวังต่างหากที่ชัดเจนกว่าคำพูดเหล่านั้น “รู้ไหมว่าตอนที่มึงหลบหน้า กูกลัวมากแค่ไหน”


ธันวาก้มหน้าลงซุกลาดไหล่เดือนแรมคล้ายต้องการปลอบปะโลม


“กูเข้าใจนะว่ามึงคงอยากได้เวลาคิดทบทวน กูเองก็อยากให้เวลามึงคิดนาน ๆ ไม่ได้อยากเร่ง แต่อีกใจก็กลัวว่ามันจะนานจนทำให้มึงรู้ว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับกูเลย”


“พี่แรม”


“แต่วันนี้ที่มึงบอกว่าคิดถึง รู้ใช่ไหมว่ากูตีความว่ายังไง”


“...รู้ครับ”


“มึงคิดดีแล้วใช่ไหม”


ธันวาผละออก แม้จะขลาดเขินอยู่บ้างแต่ก็อยากให้อีกฝ่ายเห็นถึงความจริงใจของตน “ครับ”


“กูไม่ให้เปลี่ยนใจแล้วนะ”


ธันวาหลุดขำเพราะเดือนแรมดูดุกว่าครั้งไหน ๆ “ผมก็ไม่ให้พี่เปลี่ยนใจเหมือนกัน”


เดือนแรมยิ้มมุมปาก เกลี่ยนิ้วเช็ดคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่ให้น้องอย่างอ่อนโยน “อนาคตกูไม่รู้หรอก รู้แค่ยังไม่เคยมีใครเปลี่ยนความรู้สึกที่กูมีให้มึงได้ แต่กูสัญญาได้อย่างหนึ่ง กูจะดูแลความรักครั้งนี้ให้ดีที่สุด”


ธันวายิ้มรับทั้งตาและปาก เกือบจะน้ำตาแตกอีกครั้งเพราะความเต็มตื้นในใจเมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าตนเลือกถูก คนที่ทำให้หัวใจเต้นแรง คนที่มีอ้อมกอดอบอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัย คนที่ทำให้มีชีวิตชีวา คนที่จะไม่ทำให้เขาโดดเดี่ยว


คนคนนั้นคือเดือนแรมจริง ๆ




ธันวาใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการอ่านหนังสือที่ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์อย่างที่ตั้งใจโดยมีเดือนแรมฟุบหลับอยู่ฝั่งตรงข้ามเพื่อรอเวลาซ้อมบาสเกตบอลในตอนสี่โมงเย็น เด็กหนุ่มระบายยิ้มเต็มหน้าเมื่อมองจ้องคนที่ยังหลับอยู่ ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาไม่เคยเห็นเดือนแรมหลับในเวลาอ่านหนังสือมาก่อน ยิ่งช่วงบ่ายวันพุธที่มีเวลาว่างเยอะเป็นพิเศษก็ยิ่งไม่เคยเห็นเดือนแรมเสียเวลาไปกับการทำสิ่งอื่นนอกจากอ่านหนังสือเลยสักครั้ง แต่เมื่อคิดหาสาเหตุว่าอีกฝ่ายอดหลับอดนอนจากอะไรได้บ้างก็อรู้สึกผิดไม่ได้ว่าหนึ่งในนั้นคงเป็นเพราะตน


สองหนุ่มตรงไปยังสนามบาสของคณะตนเองพร้อมทั้งหนังสือกองพะเนินของธันวาโดยมีเดือนแรมช่วยถือ ยิ่งเดินเข้าใกล้บริเวณนั้นธันวาก็ยิ่งเดินตัวลีบ จากที่เดินข้างกายคนพี่ก็ค่อย ๆ ถอยไปเดินตามหลัง อาศัยร่างกายที่สูงใหญ่กว่าของอีกฝ่ายบดบังตนจากสายตาผู้คนที่ไม่รู้ทำไมถึงพากันจ้องมองมาที่ตนนัก ลำพังแค่สายตาของเพื่อนสนิทของเดือนแรมที่มองมาอย่างล้อ ๆ ก็ทำเอาหน้าเห่อร้อนแล้ว แต่นี่ยังมีสายตาของคนอื่นอีกด้วยจนธันวาชักทำตัวไม่ถูก


“นั่งตรงนี้นะ” เดือนแรมหันมาบอกพร้อมกับจัดแจงให้นั่งข้างกลุ่มเพื่อนของตัวเองซึ่งใกล้ที่พักนักกีฬาที่สุด


ธันวายิ้มบาง ๆ ทักทายพี่ทั้งสามคนด้วยความเคอะเขิน ไม่มีใครมีสีหน้าโกรธเคืองหรือไม่พอใจเขาเหมือนอย่างหลายวันก่อนอีกแล้ว


ธันวามองเดือนแรมคุยกับนักกีฬาในทีมซึ่งหนึ่งในนั้นมีตฤณที่มองมาที่เขาด้วยความฉงนแวบหนึ่งก่อนจะให้ความสนใจกับกัปตันทีมอย่างเต็มที่ แม้หลายวันที่ผ่านมาธันวาจะไม่ได้สนใจสิ่งที่ตฤณพูดเกี่ยวกับการซ้อมมากนักแต่เขาก็พอรู้ว่าในช่วงนี้เดือนแรมนัดให้มาซ้อมทุกวันเพื่อให้เล่นเป็นทีมเข้าขากันมากขึ้น เพราะเมื่อใกล้สอบจะซ้อมแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งและหยุดซ้อมในช่วงสอบ

 
“มาด้วยกันได้ไงอะ” ตฤณที่เดินเข้ามาพร้อมเดือนแรมถามขึ้น สีหน้าฉงนจนปิดไม่มิด “คืนดีกันแล้วเหรอ”


ทว่าคนที่ตกใจมากกว่ากลับกลายเป็นคนถูกทัก ธันวาตกใจเพราะคิดมาตลอดว่าตฤณไม่รู้และไม่น่าจะระแคะระคายเรื่องตนกับเดือนแรม “มึงรู้ด้วยเหรอ”


“โอ้ย ใครดูไม่ออกก็โง่แล้ว ก่อนหน้านี้สนิทกันขนาดไหน อยู่ ๆ ห่างหายกันไปแล้วยังถามถึงเขาอีก กูไม่โง่นะเว้ย”


คงมีแต่เขาที่โง่...ธันวาอดคิดอย่างนั้นไม่ได้


“มึงไม่โง่หรอก” ฝ่ามือที่วางลงบนศีรษะแล้วโยกไปมาเบา ๆ และสายตาที่มองมาอย่างเอ็นดูยังไม่ทำให้ธันวาตกใจได้มากเท่ากับสิ่งที่อีกคนพูดออกมา


“ไม่โง่?” คนอย่างเดือนแรมนี่หรือบอกว่าเขาไม่โง่


เดือนแรมพยักหน้ายืนยันขณะดึงมือกลับ


“ปกติพี่ว่าผมโง่ตลอดเลยนะ”


“มึงแค่ไม่รู้ แต่ตอนนี้รู้แล้ว”


“หมายความว่าพี่จะไม่ด่าผมว่าโง่อีกแล้วใช่ไหมครับ”


“มึงซีเรียสเรื่องนี้เหรอ”


“เปล่า ก็แค่สงสัยว่าตัวเองโง่มากเลยเหรอ ทำไมถึงโดนด่าแบบนี้อยู่ตลอด”


“ขอโทษ”


ธันวาตาโต ไม่ได้คิดว่าคนอย่างเดือนแรมขอโทษไม่เป็น แต่ตกใจที่อีกฝ่ายขอโทษเพราะเรื่องแค่นี้ “ขอโทษทำไมวะพี่ เรื่องแค่นี้เอง”


“แต่เป็นเรื่องแค่นี้ที่มึงซีเรียสไง มันทำให้มึงไม่สบายใจไม่ใช่เหรอ”


“...”


“อะแฮ่ม!” ตฤณส่งเสียงขัดก่อนทำใจกล้ายื่นหน้าพร้อมรอยยิ้มแหย ๆ เข้ามาแทรก “สรุปว่าคืนดีกันแล้วเนอะ”


“ทำไมยังไม่ไปวอร์มเหมือนคนอื่น” เดือนแรมเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดุจนคนไม่เกี่ยวข้องโดยตรงยังขยาดแทน ขณะที่คนโดนว่ายิ้มแห้งแล้วรีบปลีกตัวออกไปทันทีไม่รอให้ต้องเอ่ยซ้ำ


“ผูกให้หน่อย” คล้อยหลังตฤณเดือนแรมก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมลงสนามด้วยเหมือนกัน ยางมัดผมเส้นเล็กในมือถูกยื่นออกไปให้คนตรงหน้าเหมือนที่เคยทำ ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้รับไปทันที ธันวาเหลือบมองซ้ายขวายังไม่กล้ารับมาจนเดือนแรมเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงยังไม่กล้าเปิดเผยความสัมพันธ์กับเขาให้ใครรู้มากนัก “กูมัดเองดีกว่า”


ธันวารีบแย่งยางมัดผมมาถือไว้เองในตอนที่เดือนแรมดึงมือกลับไป “ผมมัดให้”


“เฮ้ย ไม่ต้อง กูเข้าใจ ตรงนี้คนเยอะ”


“เถอะหน่า ผมอยากทำ” เมื่อก่อนก็เคยทำ ต่อหน้าคนเยอะกว่านี้เสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ที่ลังเลเพราะขัดเขินกับสถานะที่เปลี่ยนไปต่างหาก


“แน่ใจนะ”


ธันวาพยักหน้าแล้วดันเดือนแรมให้นั่งลงแทนที่ตนเพื่อให้ง่ายต่อการมัดผม บางทีเขาก็สงสัยว่าเดือนแรมไม่อายบ้างหรืออย่างไรที่ถูกมองด้วยสายตาในเชิงล้อ ตัวเขาเองหลายคนรู้ว่าเป็นเกย์เพราะเคยมีแฟนเป็นผู้ชายมาแล้ว แต่เดือนแรมที่ไม่เคยแสดงออกว่าชอบเพศเดียวกันมาก่อนกลับไม่สนใจเลยสักนิดว่าใครจะมองอย่างไร


เสียงโห่แซวดังไปทั้งสนามจนธันวาเขิน มุดหน้าไม่กล้าสู้สายตาใคร เดือนแรมรอให้น้องมัดผมจุกให้เสร็จก่อนแล้วจึงลุกขึ้นยืนหันหน้าเข้าหาคนดูเพื่อบังสายตาคนอื่นไม่ให้จ้องมองคนของตน “ถ้าใครแซวธันวา อย่าหาว่าผมไม่เตือน”


“พวกกูแซวได้ไหมวะ” โอ๊คถามขึ้นด้วยสายตาชวนให้คนถูกมองอายยิ่งขึ้น รวมถึงไนท์และบอยด้วย


“พวกมึงก็ไม่ได้” เดือนแรมว่าแล้วกวาดสายตามองคนอื่นจนทั่ว ไม่มีใครกล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมาที่ทำให้ธันวาประหม่าไปมากกว่านี้ บางคนไม่แม้แต่จะกล้าสบตาเดือนแรมด้วยซ้ำ


“อย่าน่ารัก”


“ห๊ะ!” ธันวาตั้งตัวแทบไม่ทันเมื่อเดือนแรมหันมาบอกตนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าที่พูดกับคนอื่นเมื่อครู่


“ถึงจะน่ารักแต่กูก็ไม่ชอบเห็นมึงเขินเพราะคนอื่นแซว กูชอบเวลามึงเขินเพราะกูแซวมากกว่า”


“...”


“เพราะฉะนั้น...อย่าน่ารัก”


ธันวาถึงกับทำหน้าไม่ถูกเมื่อได้ยินอย่างนั้น ซึ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้เดือนแรมอมยิ้ม เพราะตอนนี้ธันวากำลังเขินที่เขาแซว และน้องก็น่ารักมากเสียด้วย ถึงอย่างนั้นเดือนแรมก็ไม่อยากแกล้งต่อให้น้องยิ่งอายหนัก เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ก็ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่เห็น จึงต้องเปลี่ยนเรื่องเสียเอง “ไม่ต้องรอข้างสนามหรอก ไปอ่านหนังสือเถอะ”


“ไหนบอกว่าให้มาเชียร์ไง”


“มาแค่นี้พอแล้ว ไม่ต้องรอจนจบเกมหรอก”


“แต่ผมอยากรอ”


“ธันวา” เดือนแรมเรียกเสียงเข้มขึ้น “อ่านหนังสือทันแล้วรึไง”


“อ่านอยู่เรื่อย ๆ เหอะหน่า วันนี้อยากรออะ ไม่ได้เหรอ”


คนเจอลูกอ้อนถึงกับไปไม่เป็น อยากจะไล่ไปอ่านหนังสืออีกครั้งแต่ลึก ๆ แล้วก็อยากเห็นแก่ตัวตามใจตัวเองเหมือนกัน “ตามใจ งั้นก็ช่วยหิ้วท้องรอไปกินข้าวพร้อมกันด้วยล่ะ”


ธันวายิ้มพร้อมพยักหน้ารับงึกงักแทนคำตอบให้คนพี่ได้ยื่นมือมายีผมเล่นด้วยความเอ็นดูก่อนผละไปวิ่งวอร์มรอบสนามเหมือนคนอื่นบ้าง


เพื่อนทั้งสามคนของเดือนแรมปลีกตัวออกไปเมื่อจบสองควอเตอร์แรกขณะที่ธันวานั่งดูจนจบ และเป็นการนั่งดูที่สนุกไปกับเกมในสนามมากกว่าทุกที อาจเพราะความสบายใจที่มากขึ้นหรืออย่างไรธันวาไม่ได้หาคำตอบ รู้แค่ว่าเพราะได้นั่งอยู่ตรงนี้และรับรู้ว่าเดือนแรมอยู่ใกล้กันก็เท่านั้น


“กินข้าวที่โรงอาหารข้างหอแล้วกันนะ จะได้รีบขึ้นไปพัก มึงเองก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” เดือนแรมว่าขณะใช้ผ้าเย็นเช็ดใบหน้าและเนื้อตัวที่ชุ่มเหงื่อ


“เอ่อ คือ ผมต้องกลับไปนอนที่ห้องดีนครับ”


เดือนแรมขมวดคิ้วมุ่น เผลอมองน้องตาขุ่นจนอีกฝ่ายเสียความมั่นใจ


เดือนแรมไม่อยากเก็บเรื่องที่ธันวาไปนอนค้างห้องเพื่อนสนิทอย่างดีนมาคิดให้เป็นอารมณ์ขุ่นมัว แต่ครั้นจะยอมให้ค้างต่อไปก็คงไม่ได้ เพราะอย่างนั้นเขาจึงต้องตามน้องมาถึงห้องของดีนเพื่อช่วยขนของกลับหอพักแพทย์ดังเดิมหลังจากรับประทานอาหารและเก็บของส่วนหนึ่งในหอพักเรียบร้อยแล้ว


ทั้งที่ธันวามีคีย์การ์ดแต่กลับกดกริ่งเพื่อขออนุญาตเจ้าของห้องและยืนรออีกฝ่ายที่หน้าห้องอยู่อย่างนั้น ไม่นานนักดีนก็โผล่หน้าออกมา ใบหน้าเรียบตึงเผยยิ้มยียวนเมื่อเห็นว่ามีใครมาด้วยก่อนดึงธันวามายืนซ้อนหลังตนเองแล้วจับมือของเพื่อนไว้แน่น “ขอบคุณที่พาธันวามาส่งนะครับ”


“ไม่ได้พามาส่ง จะมารับกลับ” เดือนแรมพูดพร้อมมองมือของดีนที่จับมือธันวาอยู่ด้วยความไม่พอใจ


“เป็นแฟนกันแล้วเหรอ”


“ดีน!” ธันวาตกใจที่อยู่ ๆ เพื่อนก็ถามโพล่งขึ้นมา


“ทำไมล่ะ ถ้าไม่ใช่แล้วเขามีสิทธิ์อะไรมองกูแบบนั้นวะ พี่มีสิทธิ์ไม่พอใจที่ผมจับมือธันวาเหรอ”


“ดีน” คนกลางอย่างธันวากระตุกแขนเพื่อนด้วยสีหน้าลำบากใจ จะบอกว่าเป็นแฟนกันแล้วก็พูดได้ไม่เต็มปาก แม้ว่าเคลียร์ใจกันชัดแล้วแต่ก็ยังไม่ได้พูดถึงสถานะที่เป็นอยู่หรือมีการตกลงกันอย่างเป็นทางการ


“จริง ๆ คำถามนี้มึงตอบแทนเขาได้นะ” ดีนพูดกับธันวาทั้งที่ยังจ้องหน้าเดือนแรมไม่วางตา


“รอผมเก็บของแป๊บนึงนะครับพี่แรม” ธันวาบอกคนของตนแล้วรีบดึงแขนเพื่อนให้ตามเข้าไปในห้อง ดีนยอมเดินตามแต่โดยดีเพื่อไม่ให้เพื่อนเปลืองแรงนักโดยไม่ลืมบอกให้หนุ่มรุ่นพี่ยืนรอหน้าห้อง ไม่ต้องตามเข้ามาด้วย


“มึงนี่จริง ๆ เลย ชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่” ตัวเองเป็นคนพาเดือนแรมเข้าไปในห้องสมุดเพื่อเจอเขาแท้ ๆ แต่พอเวลาแบบนี้กลับหาเรื่องอีกฝ่ายอีกเสียอย่างนั้น


ดีนไหวไหล่ไม่สนใจจะต่อความประเด็นนั้น ธันวาเห็นก็ถอนหายใจเลิกเถียงด้วยแล้วเดินเข้าห้องนอนไปเก็บของใส่กระเป๋า


ดีนเดินตามเข้าไปยืนพิงกรอบประตูมองเพื่อนเก็บของด้วยความเร่งรีบแล้วอดถามสิ่งที่คาใจไม่ได้ “ตัดสินใจดีแล้วเหรอ”


“อือ” ธันวาพยักหน้างึกงักแล้วรีบพูดย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นเพื่อนยืนมองตนนิ่ง ๆ “จริง ๆ นะ กูคิดดีแล้ว”


ดีนยิ้มอย่างอ่อนใจ “มากอดหน่อยมา”


ธันวาวางของในมือแล้วยอมเดินเข้าไปกอดเพื่อนตามที่อีกฝ่ายขอ “กูไม่รู้หรอกนะว่าอะไรทำให้มึงกล้าตัดสินใจแบบนี้ และมึงคงเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าแล้ว ยังไงก็ขอให้รู้ว่ายังมีพวกกูอยู่ข้างมึงเสมอนะธันวา”


“ขอบใจมึงมากนะดีน กูเคยบอกมึงรึยังว่าสำหรับกู มึงเหมือนแฝดกูเลยนะ เป็นเหมือนคนเดียวในครอบครัวที่ยังเหลืออยู่ของกู” ดีนรู้ ธันวาไม่เคยมองว่าลุงประภาสและปกป้องเป็นคนในครอบครัวที่ให้ความรู้สึกสบายใจได้ทั้งที่สายเลือดใกล้ชิดกัน


ดีนผละออก มองเพื่อนด้วยแววตาและรอยยิ้มล้อ “ครอบครัวที่มีสมาชิกใหม่เป็นเขาด้วยใช่ไหม”




เดือนแรมยืนพิงผนังห้องฝั่งตรงข้ามรออย่างใจเย็น ไม่ถึงสิบห้านาทีธันวาก็เดินออกมาพร้อมสะพายกระเป๋าใบโตโดยมีดีนถือถุงผ้าซึ่งมีของบางส่วนของธันวาออกมาด้วย ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบเข้าไปรับช่วงต่อจากดีนทันที


“มานอนห้องกูได้เสมอนะมึง”


ธันวาพยักหน้า


“ขอบใจมาก แต่คงไม่ต้องรบกวนแล้ว” เดือนแรมว่าเสียงนิ่ง ดีนปรายตามองแวบหนึ่งแล้วยกยิ้มยียวนเหมือนส่งให้ลมให้ฟ้า


“มาให้กูกอดหน่อยมา”


“ในห้องก็กอดไปแล้วนี่”


เดือนแรมคิ้วกระตุก และดีนเห็น หนุ่มคณะอักษรฯถึงได้นึกสนุกยิ่งขึ้น “อยากกอดอีก”


ธันวาไม่ทันหันไปหาเดือนแรมด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าแบบไหนก็โดนดีนดึงเข้าไปกอดเสียก่อน ไม่รู้ด้วยว่าเพื่อนรักกำลังยักคิ้วยียวนให้คนรักของตนเพราะความหมั่นไส้ที่มีต่อกัน


“ธันวาต้องกลับไปพักแล้ว” เดือนแรมว่าออกมานิ่ง ๆ ดีนยิ้มมุมปาก ยอมปล่อยเพื่อนแต่โดยดี


“มีอะไรก็ติดต่อมานะ”


“อือ ขอบใจมึงมาก”


ดีนยืนมองเพื่อนเดินเคียงข้างไปพร้อมคนที่อีกฝ่ายเลือกด้วยความยินดี คำสารภาพของธันวาในห้องเมื่อครู่ยังชัดเจนในความรู้สึก


‘รู้ไหม กูตัดสินใจได้ในตอนที่เจอหน้าพี่แรมนั่นแหละ แค่กูเห็นหน้าเขา แค่เขาบอกว่าไม่อยากให้กูหายไปไหนอีก แค่นั้นกูก็รู้เลยว่ากูอยากอยู่กับเขา ไม่รู้หรอกว่าจะตลอดไปไหม รู้แค่ว่ากูไม่อยากเสียเขาไปและอยากจะดูแลความสัมพันธ์ครั้งนี้ให้ดีที่สุด’


ดีนไม่มีความรู้สึกอื่นนอกจากจะยินดีกับธันวาด้วย เพื่อนอย่างเขาก็ได้แต่หวังว่า ‘ตลอดไป’ จะเกิดขึ้นจริงกับธันวา เพราะเขาเชื่อว่าธันวาเลือกคนถูก และมั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร ธันวาจะไม่มีวันที่ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอย่างแน่นอน






เช้านี้ไม่มีสติกเกอร์รูปหัวใจ…


ธันวารีบหันมองโต๊ะอ่านหนังสือของตัวเองก่อนจะปีนลงไปเตรียมตัวอาบน้ำเสียอีก


เช้านี้ก็ยังไม่มีน้ำชาร้อนอีกเช่นกัน


ไม่ใช่ว่าเมื่อวานคุยกันเรียบร้อยแล้วหรือ จะว่าเป็นเพราะเคืองเรื่องของดีน ก็ไม่น่าใช่ ธันวาคิดย้อนถึงเมื่อคืนก็พบว่าไม่มีความผิดปกติอะไรที่จะทำให้สถานการณ์ยังไม่กลับคืนสู่สภาวะปกติ


“ไปอาบน้ำได้แล้วมึง เดี๋ยวก็สายหรอก” อาร์ตที่กำลังแต่งตัวพูดเตือนสติ


ธันวาทำตามอย่างงง ๆ ยังคงคิดทบทวนว่าตนทำอะไรผิดหรือไม่ หรือว่าตอนนี้ตนกำลังฝันและยังไม่ตื่นอย่างที่เข้าใจ จนกระทั่งออกมานอกห้อง


“พะ พี่แรม” เดือนแรมตัวเป็น ๆ ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว นี่ไม่ใช่ภาพในฝันแน่ ๆ เพราะในนั้น รอยยิ้มของเดือนแรมไม่มีทางเจิดจ้าจนทำให้ใจของเขาสั่นได้มากขนาดนี้แน่


“วันนี้ยังไม่ได้ให้สติกเกอร์รูปหัวใจเลย”


“ก็แล้วทำไมไม่—” เสียงของธันวาขาดหายไปพร้อมกับสติเมื่ออีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาจูบแก้มเขาแบบที่ไม่มีพื้นที่มุมไหนของปากไม่แนบสนิทกับผิวแก้มของเขา


“ถ้ากูทาลิปสติก ตอนนี้ที่แก้มมึงคงมีรูปหัวใจติดอยู่”


“...”


“ต่อไปนี้ ขอให้สติกเกอร์แบบนี้ทุกเช้าเลยได้ไหม”


ฝันอยู่ ฝันอยู่แน่ ๆ เพราะตอนนี้ภาพตรงหน้าพร่าเบลอกลายเป็นขาวโพลนหมดแล้ว และอีกสักครู่เขาก็คงจะตื่น


“นะ”


“ไม่ไหว...แบบเดิมเถอะครับ แบบนี้ผมไม่ไหว”


ถ้าเป็นฝัน ตอบแบบนี้ก็คงได้ใช่ไหม







TBC.
-----------------------------------------------------------------------
ในที่สุด!!!
หลังจากนี้จะมีเรื่องราวความรักของทั้งคู่อีกมาก
ฝากติดตามด้วยนะคะ

#แรมเดือนสิบสอง

ด้วยรักและขอบคุณ
ธัญญ์

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
เฮ้ออออโล่ง
รอดูเดือนแรมรักกับธันวา

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1521
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
ดีใจยิ่งกว่าพี่แรมก็เรานี่แหละ สมหวังสักทีหลังจากที่เป็นพระเอกรันทดมานาน

ออฟไลน์ saccarrum

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ใครไหวไปก่อนเลย :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
 แบบนี้ไม่ไหวเหมือนกัน แงงงงง  เขินพี่แรมมาก

ออฟไลน์ mellowshroom

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-1
พี่แรมมมมมมม ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ
เขินแทนน้องไปหมดแล้ววววว

ออฟไลน์ van16

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 875
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-2
อ่านแล้วก็สงสารพี่แรม แต่มันกำลังดีขึ้น เป็นกำลังใจให้พี่แรมนะ
ชอบวิธีส่งหัวใจแบบใหม่ให้น้องธันวาจริงๆ  :hao7:

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 127
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
แรมเดือนสิบสอง

แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒
(๒)






“ไงมึง” กรองเกียรติทักทายหน้าระรื่นทันทีที่ธันวาเดินเข้ามาใกล้


คนถูกทักมองด้วยความหมั่นไส้ ให้เดาก็คงรู้เรื่องจากตฤณหมดแล้วเป็นแน่ “เมื่อวานที่หายไปนี่จงใจให้กูไปสนามบาสให้ได้เลยใช่ไหม”


“กูทำเพื่อมึงน้า”


“เสียงสูง ๆ” ธันวาว่าอย่างไม่ใส่ใจนักขณะสอดตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างกรองเกียรติที่เพื่อนเว้นไว้ให้


“แล้วตกลงเป็นไง ดีกันแล้วใช่ไหม”


“อือ” ธันวาแสร้งปั้นหน้านิ่ง ไม่อยากออกอาการมากให้เพื่อนล้อเอาได้


“ไอ้ตฤณบอกว่ามึงกับพี่แรมเดินเข้าไปที่สนามพร้อมกันเหรอ ไปดีกันที่ไหน”


“ก็ถามไอ้ตฤณต่อดิ”


“เหี้ยธันว์” กรองเกียรติตีหน้านิ่ง


“เพิ่งเคยเห็นมึงขี้เสือก”


“ไอ้ธันว์ ถ้ามึงไม่ใช่เพื่อนกูจะไม่สนใจเลยนะเว้ย แล้วนี่คือการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของมึงด้วย กูก็อยากรู้เป็นธรรมดา”


ธันวาหันมองกรองเกียรติเลยไปถึงตฤณที่เอียงหูฟังแบบโจ่งแจ้งด้วย “เจอกันที่ฝั่งโน้น กูไม่ได้คิดอะไรเยอะ แค่ยอมรับใจตัวเอง”


“แล้วเป็นไง มึงสบายใจขึ้นไหมล่ะ”


ธันวาพยักหน้ายอมรับอาย ๆ นัยน์ตาหลุกหลิกไม่โฟกัสคนถามเหมือนเดิม ยิ่งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์หน้าห้องเมื่อเช้าก็ยิ่งรู้สึกหน้าร้อนจวนจะไหม้จนกลัวว่าจะประจานความรู้สึกตัวเองออกมาเป็นริ้วแดงบนแก้มให้เพื่อนจับได้ว่าออกอาการกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย


โชคเข้าข้างธันวาเมื่ออาจารย์แพทย์เดินเข้ามาในห้อง เป็นผลให้นอกจากเขาจะรอดจากการล้อและซักฟอกจากเพื่อนแล้ว ความเคลื่อนไหวที่แสนวุ่นวายในห้องเรียนยามเช้าก็สงบลงด้วย


แต่ไม่วายยังโดนเพื่อนแซวต่อทันทีที่อาจารย์ปล่อยในตอนพักกลางวัน


“วันนี้ของไม่ขาดแล้วดิ ตั้งใจเรียนได้ตลอดไม่หลับเลยนะมึง” ตฤณส่งเสียงข้ามกรองเกียรติที่คั่นกลางไปหาธันวา “หรือเป็นเพราะว่าถูกใครดุมากันแน่วะ”


ตฤณชักจะรู้ดีเกินไปแล้ว ธันวาเข่นเขี้ยวในใจ ไม่สวนกลับแต่ชิงเดินนำออกจากห้องไปก่อน ถึงอย่างนั้นตฤณก็ยังส่งเสียงตามหลังมาแกล้งถามว่าเขาจะไปพักด้วยกันหรือนัดใครไว้หรือไม่


คนเดินหนีอยากจะหันกลับไปชูนิ้วกลางใส่แก้เขินแต่ก็ไม่ต่อความด้วยให้อีกฝ่ายยิ่งได้ใจว่าเขาแกล้งง่าย แต่ไม่คิดเลยว่าการเร่งสาวเท้าหนีของเขาจะทำให้มาเจอกับเพื่อนสาวร่วมชั้นเรียนตรงทางลงบันไดเลื่อนจนจำต้องยิ้มทักทายและเดินไปด้วยกันอย่างเลี่ยงไม่ได้


ธันวาไม่ได้อึดอัดหรือรังเกียจการอยู่ใกล้หวาน เขาเพียงแค่รู้สึกผิดกับเธอจนไม่กล้าสบตาด้วยก็เท่านั้น


“กับพี่แรม...คุยกันแล้วใช่ไหม”


ไม่เพียงแต่อยู่ดี ๆ ก็พูดขึ้นมา แต่ประเด็นที่เธอพูดถึงยังทำให้คนฟังเบิกตาโตด้วยความตกใจอีกด้วย “ม...หมายความว่าไงเหรอ”


เธอยิ้ม ยังคงเป็นยิ้มที่ทำให้ธันวารู้สึกว่าสมกับชื่อของเธอเสียงจริงแม้ในยามที่กำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่น่ายินดีสำหรับตนเองสักเท่าไหร่ แววตาสุกใสนั่นก็ด้วย “เราได้คุยกับพี่แรม เลยรู้ว่าพี่เขาเข้าใจเรื่องของเราผิด”


ธันวานิ่งอึ้ง ไม่รู้จะพูดอย่างไร


“ธันว์เคลียร์กับพี่แรมแล้วใช่ไหม”


“เอ่อ…” ธันวาลูบท้ายทอยแก้เก้อ ไม่แน่ใจนักว่า ‘เคลียร์’ ที่เธอพูดถึงคืออะไร “ก็...คุยกันแล้ว”


หวานยิ้มกว้างกว่าเดิม “เรารู้ตั้งแต่แรกแล้วแหละว่าพี่แรมน่าจะจีบธันว์อยู่ แต่พี่เขาจีบก็ใช่ว่าธันว์จะชอบนี่เนอะ เพราะอย่างนั้นเราถึงได้รีบสารภาพออกไปว่าชอบ เราแค่อยากรู้ชัด ๆ ไปเลยว่าตัวเองจะสมหวังไหม ไม่อยากคิดสรุปเรื่องราวเอาเองแล้วพบว่าตัวเองพลาดทีหลัง”


ธันวาทำได้แค่พยักหน้า รู้ซึ้งว่าตัวเองเกือบจะพลาดเสียเดือนแรมไปเหมือนกันจากการที่ทึกทักเรื่องราวเอาเองและคิดแทนอีกฝ่ายโดยไม่ถามก่อน


“ยังไงก็...ยินดีกับความรักครั้งนี้ด้วยนะ”


ธันวายิ้มขำด้วยความขัดเขิน “อย่างกับอวยพรงานแต่งแหนะหวาน”


เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังประสานขึ้นมา “ก็รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ นี่ ยินดีกับธันวาด้วยจริง ๆ”


“ขอบใจนะ”


ธันวาเดินเคียงข้างกับหวานโดยปราศจากการพูดคุยต่อจากนั้นจนมาถึงด้านในของโรงอาหาร ก่อนจะแยกกันไปหาที่นั่งเพื่อนสาวยังไม่วายแกล้งเขาด้วยการสะกิดให้หันไปหาเดือนแรมที่มองมาอยู่ก่อนแล้วให้ขลาดเขินจนต้องแกล้งมองเลยอีกฝ่ายไป ทำทีเป็นไม่เห็นทั้งที่สบตากันแล้วแม้จะแค่พริบตาเดียวก็ตาม


“ยืนทำหน้าเลิกลั่กทำไม หาที่นั่งดิวะ” ตฤณที่ตามมาถึงทีหลังกระแทกไหล่เล็กน้อยแทนการสะกิดก่อนแยกตัวไปหาที่นั่งก่อน


“หน้าแดงหูแดง ร้อนเหรอวะ” กรองเกียรติถามซื่อ ๆ ด้วยความสงสัย


“ดะ แดงเหรอวะ เออร้อนมั้ง ในนี้มันอบว่ะ”


“ทนแดก ๆ ไปเถอะ ไปที่อื่นตอนนี้ไม่ทันแล้ว ขี้เกียจไปต่อแถวยาว...นั่น ไอ้ตฤณได้ที่นั่งพอดี ไปซื้อข้าวกัน”


“มึงไปก่อนเลย เดี๋ยวกูไปนั่งจองที่แทนมันดีกว่า กูยังคิดไม่ออกว่าจะกินไร”


กรองเกียรติจ้องก่อนตอบรับอย่างงง ๆ แล้วเลิกสนใจ ธันวาพรูลมหายใจในตอนที่เดินเลี่ยงไปอีกทางกับที่เดือนแรมนั่งอยู่ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร อยากเจอเขาแต่ก็ไม่กล้าสู้หน้า แค่ได้สบตาคู่นั้นก็ขลาดเขินไปเสียหมด แต่ไม่คิดเลยว่าการไม่ยอมสบตาทักทายจะกลายเป็นการเรียกให้อีกฝ่ายเข้ามาหากันถึงที่เสียเอง


ธันวาตัวเกร็งเล็กน้อยในตอนที่เดือนแรมเดินเข้ามายืนใกล้ “ทำไมไม่เข้าไปทัก” เสียงทุ้มนุ่มไม่ได้เจือความขุ่นเคืองไม่พอใจหรือน้อยใจแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายประหม่าเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ


คนเด็กกว่าเหลือบสายตามองเพื่อน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจ้องตนอยู่ก็เบาใจ แม้จะรู้ว่าทั้งสองคนกำลังตั้งใจฟังอยู่ก็ตาม อีกทั้งยังมีกลุ่มเพื่อนสนิทของเดือนแรมยืนล้อมโต๊ะอยู่อีกด้วย “คนมันทำตัวไม่ถูกอะ”


“ทำตัวเหมือนปกติดิ”


ธันวาเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนหันข้างให้ตนและหันหน้าไปด้านอื่นทั้งที่พูดกับเขาแล้วยิ้มขำกับการทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีของอีกฝ่าย “อย่างกับพี่ปกตินักนี่” ไม่ทันระวังตัว เมื่ออยู่ ๆ ใบหน้าคร้ามคมก็หันมามองกัน ธันวาจึงหันหลบแทบไม่ทัน


“ก็กูเขิน มองมึงมาตั้งนาน จีบมึงมาก็หลายเดือน พอได้สถานะจริง ๆ แล้วมันเขินแปลก ๆ”


“อะแค่ก ๆ” ไม่มีเวลาให้ธันวาได้เขินกับคำพูดตรงไปตรงมาชวนใจสั่นเพราะกรองเกียรติเพื่อนรักเล่นสำลักน้ำซุปชวนให้อายจนไม่กล้าสู้หน้าใครเสียก่อน ซ้ำเจ้าตัวยังเอ่ยขอโทษออกมาอย่างโจ่งแจ้งให้รู้อีกด้วยว่าตั้งใจฟังพวกเขาคุยกันอยู่จริง ๆ


“เย็นนี้อย่าขาดซ้อมนะไอ้ตฤณ” เดือนแรมเปลี่ยนเรื่องเสียงเข้ม ทำเป็นไม่สนใจกรองเกียรติและลืมคำพูดชวนอ้วกของตัวเองไป


“ผมน่ะเหรอจะขาดซ้อม จะพูดเป็นนัยว่าให้ใครบางคนไปดูตัวเองซ้อมด้วยก็พูดตรง ๆ เถอะครับพี่” ตฤณไม่เพียงแต่แซวเดือนแรมเท่านั้นแต่ยังมองล้อเพื่อนตัวเองด้วย


“เออ...” เดือนแรมว่าเสียงเรียบพอกันกับใบหน้าที่นิ่งเฉยให้เด็กมันตระหนักรู้ว่าตนไม่ใช่คนที่จะเล่นด้วยง่าย ๆ “...มึงไปดูกูซ้อมด้วยนะธันวา”


“ครับ” ธันวามองคาดโทษเพื่อน รู้สึกขอบคุณที่เดือนแรมเพียงแค่วางมือบนบ่าก่อนจากไปแทนการลูบผมหรือทำอะไรที่ทำให้เขาต้องเขินสายตาเพื่อนไปมากกว่านี้


“พี่แรมแม่ง...ถ้าได้ของดีแบบนี้กูก็ยอมเป็นเกย์วะ” ตฤณว่าอย่างเพ้อ ๆ เมื่อคล้อยหลังเดือนแรมแล้ว “คนอะไร เท่ฉิบหาย สูง หล่อ หุ่นดี เรียนโคตรดี กีฬาก็เด่น แถมยังมีภาวะผู้นำอีก อีกหน่อยชีวิตมึงก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ถึงตอนนั้นมีแต่คนอิจฉาแน่…” ธันวาไม่สนใจเรื่องนี้นักเพราะตนไม่ได้หวังอะไรแบบนั้นจากการคบกับเดือนแรม “...ความจริงกูว่าคงมีคนอยากได้พี่แรมเยอะแหละ แต่ที่สาว ๆ ไม่ค่อยกรี๊ดพี่แรมออกนอกหน้ามากคงเพราะหน้าดุ ๆ ของพี่แกเนี่ยแหละมั้ง เสียดายจริง ๆ”


“ดีแล้วที่สาว ๆ ไม่กรี๊ดมาก ไม่งั้นคนแถวนี้มีคู่แข่งเยอะแน่” กรองเกียรติเสริม พร้อมใจกันมองล้อเพื่อนตัวเองกันอย่างสนุกสนาน


“แล้วไง ก็ได้แค่กรี๊ดแหละวะ พี่เขาชอบกูคนเดียวมานานแล้ว” พูดเองก็กระดากอายในความมั่นหน้าของตัวเอง แต่เพราะไม่อยากถูกแกล้งอยู่ฝ่ายเดียวจึงจำต้องปั้นหน้านิ่งสู้กลับไป


“โอ้โห มั่นหน้ามากเพื่อนกู” ตฤณว่าติดตลก


“เรื่องจริง ถ้ามึงกล้าก็ไปถามพี่แรมได้เลยนะ”


“ค้าบ เชื่อแล้วครับ หนึ่งเดียวในใจพี่แรมคือธันวา เพื่อนกูเองครับ”


“กวนตีน” ธันวาสบถทิ้งท้ายก่อนจะเลิกต่อล้อต่อเถียงด้วย




กว่านักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สองจะเลิกเรียนในคาบบ่ายก็จวนจะห้าโมงเย็นแล้ว ตฤณที่นัดซ้อมกีฬาในเวลาห้าโมงตรงจึงรีบเร่งวิ่งออกจากห้องเรียนไปโดยไว ธันวาเองก็คิดว่าคงได้เจอเดือนแรมที่สนามบาสแต่กลับกลายเป็นว่าเจอกันใต้หอพักในตอนที่เขาลงมาจากเก็บกระเป๋าและเปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้องเรียบร้อยแล้วเสียอย่างนั้น


“อ้าวพี่แรม ทำไมยังอยู่ตรงนี้อะ” ธันวาตะโกนเรียกก่อนจะวิ่งตามเข้าไปใกล้


“เพิ่งเลิกเรียน สายแล้วด้วยเนี่ย”


“ไม่เป็นไรหรอกมั้งพี่ ปีสองก็เพิ่งเลิกเหมือนกัน”


เดือนแรมครางรับในลำคอแต่ยังไม่ลดความเร็วของฝีเท้าลง


“เย็นนี้ไปกินข้าวกัน...ผมเลี้ยง”


เดือนแรมอมยิ้ม ไม่ถึงกับหยุดเพื่อมองหน้าคนพูด เขาเพียงแค่ชะลอฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้น้องเองก็อยากใช้เวลาอยู่กับเขาโดยที่เขาไม่ต้องเป็นฝ่ายร้องขออยู่ข้างเดียวอีกแล้ว หัวใจพองโตจบคับอกเป็นอย่างไรเดือนแรมเพิ่งรู้ซึ้งก็วันนี้


“ไม่ไปเหรอ” ธันวาถามย้ำเมื่อเดือนแรมยังไม่ยอมให้คำตอบ


“ไปดิ มึงก็รู้ว่ากูรอวันนี้มานานมากแค่ไหน”


“วันที่จะได้กินฟรีน่ะเหรอ” ธันวาเบี่ยงประเด็นแก้เขินจากสายตาที่อีกฝ่ายมองมาอย่างหวานซึ้ง


เดือนแรมร้องหึในลำคอก่อนกอดคออีกฝ่ายดึงเข้ามาใกล้แล้วก้มลงไปกระซิบใกล้หูให้ได้ยินกันแค่สองคน “ถ้าให้เทียบแล้ว กูรอวันที่จะได้กินมึงมากกว่ากินฟรีอีกนะ”


“พี่แรมโว้ย!” ธันวาโวยวายด้วยสีหน้าแดงก่ำ เบี่ยงตัวเองออกห่างแล้วยังผลักไสอีกฝ่ายออกไกลตัวอีกด้วย “เป็นคนแบบนี้เหรอเนี่ย ไปไกล ๆ เลยนะ คนคิดไม่ดี”


“ไอ้น้องธันว์” เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้นเรียกความสนใจของคนทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี


“พี่ต้า หวัดดีครับ” ธันวายกมือไหว้ตามมารยาท แม้ไม่ยินดีจะพบเจอแต่อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็อาวุโสกว่าและเป็นเพื่อนของญาติผู้พี่ตนด้วย “มาทำอะไรแถวนี้เหรอครับ”


“กูมาเยี่ยมญาติน่ะ แต่ไม่มีเพื่อนกินข้าวด้วย มึงไปกินข้าวกับกูนะ ที่โรงอาหารคณะมึงก็ได้”


“เอ่อ…”


“มึงไม่ว่างก็บอกเขาไปตรง ๆ จะมัวอ้ำอึ้งอยู่เพื่อ?” เดือนแรมแทรกด้วยน้ำเสียงขุ่น ๆ ไม่ได้ไม่พอใจน้อง เขาหงุดหงิดแขกไม่ได้รับเชิญมากกว่าเพราะดูจากสายตาที่มองมาก็รู้ว่าหวังอะไรที่มากกว่าอาหารเย็นธรรมดา ๆ แน่ เพียงแต่ธันวาคงไม่รู้


“ผมไม่ว่างน่ะครับ ขอโทษด้วย”


ต้าเหลือบมองคนที่ออกตัวแทนธันวาแวบหนึ่ง เก็บรายละเอียดด้วยท่าทีที่ทำเป็นไม่สนใจนักพลางคิดว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เขาเห็นผู้ชายคนนี้อยู่กับธันวา “แล้วมึงกินข้าวเย็นกี่โมง กูรอได้นะ”


เดือนแรมขมวดคิ้ว ใบหน้าหล่อตึงขึ้น ชักหงุดหงิดกับความรั้นของอีกฝ่ายจนอยากจะเสียมารยาทบอกปัดแทนธันวาเสียเอง


“ผมมีนัดแล้วครับ ขอโทษจริง ๆ”


“ไปกันเถอะ สายแล้ว” เดือนแรมไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับหรือต่อรองใด ๆ อีก รีบกอดคอรั้งให้คนน้องเดินตามตนออกไปจากตรงนี้โดยเร็ว


ธันวารู้ว่าเดือนแรมไม่ได้หงุดหงิดตัวเองเพราะไม่ได้มีท่าทีมึนตึงใส่ เพราะอย่างนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดคุยอะไรให้มากความนอกจากยอมให้อีกฝ่ายกอดคอพาเดินไปจนถึงสนามบาสเกตบอล และยืนยันความคิดของธันวาได้ดีเมื่อก่อนปลีกตัวออกไปหาทีม เดือนแรมยังหันมาบอกกันด้วยน้ำเสียงปกติอีกด้วยว่าให้รอไม่นานเพราะวันนี้ตั้งใจจะเลิกซ้อมเร็ว


คนทำหน้าที่เป็นกองเชียร์นั่งดูได้ครู่หนึ่ง ยังไม่ทันจบควอเตอร์แรกบรรดาเพื่อนสนิททั้งสามของเดือนแรมก็เข้ามาสมทบ ได้รับคำแซวจากบอยบ้างโอ๊คบ้างหนุ่มรุ่นน้องก็แค่ยิ้มรับเพราะเริ่มชินเสียแล้ว


“พวกมึงมากันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” เดือนแรมเอ่ยทักทายเพื่อนในตอนที่เดินออกจากสนามมาพัก ทว่าสายตากลับพุ่งตรงมาที่ธันวาเพียงคนเดียว มิหนำซ้ำยังยื่นมือออกไปยีผมคนรักเล่นอีกด้วย ทำเอาอีกสามคนอดคิดไม่ได้ว่าถูกลืมเสียแล้วว่านั่งอยู่ตรงนี้ด้วย


“ทักพวกกูแต่เดินมาแกล้งแฟน”


แก้มธันวาซับสีระเรื่อให้พวกรุ่นพี่ได้แซวทางสายตากันต่อจนเดือนแรมต้องเอาตัวมาบังโดยหันหน้าเข้าหาน้อง “อย่าน่ารัก”


“โว้ย!! ไอ้แรม!!” บอยโวยลั่นด้วยทั้งหมั่นไส้และอิจฉาเพื่อน


“พอแล้วพี่แรม” ธันวาปั้นหน้าดุทั้งที่กลั้นยิ้มแทบจะไม่อยู่ขณะยื่นน้ำดื่มและผ้าเย็นให้อีกฝ่าย “รีบซ้อมได้แล้ว หิว”


“เออ พวกกูก็หิว” โอ๊คแทรกขึ้นมาทำให้เดือนแรมหันกลับไปมอง


“อย่าบอกนะว่าที่มารอเพราะจะชวนไปกินข้าวด้วย”


“เออสิวะ”


“ไม่ได้ เย็นนี้กูมีนัดแล้ว”


“มีเดทเหรอวะ” โอ๊คแซวทั้งน้ำเสียงและสายตาเลยไปถึงคนที่ถูกซ่อนไว้ข้างหลังด้วย


“เออ” เดือนแรมตอบเสียงนิ่งอย่างไม่สนใจอะไร


“วันอื่นพวกมึงก็ไปกันได้ วันนี้เดทแบบมีพวกกูด้วยไม่ได้เหรอ” เดือนแรมรู้ว่าที่บอยพูดไม่ได้หมายความว่ากำลังน้อยใจอยู่แต่อย่างใด เพียงแค่เห็นว่าเขายืนกรานแล้วอยากจะแกล้งกันก็เท่านั้น


“วันนี้ไม่เหมือนวันอื่น กูรอวันนี้มานาน ไม่ต้องมาแกล้งทำหน้างอใส่กูเลยนะ”


“เอ่อ...เราไปกันวันอื่นก็ได้นะพี่แรม วันนี้ไปกินกับพี่ ๆ เขาก่อน เดี๋ยวผมชวนไอ้ตฤณกับเก่งไปด้วย ได้ใช่ไหมครับพี่ ๆ”


“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้สิวะค่อยเข้ากันได้หน่อย”


“ทำไมมึงยืดหยุ่นในสถานการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลนักวะ ต่อไปถ้านัดกูแล้วเปลี่ยนใจง่าย ๆ แบบนี้กูลงโทษมึงหนักแน่”


บอยกับโอ๊คระเบิดเสียงหัวเราะลั่น แม้แต่ไนท์ยังหลุดยิ้มขำให้สีหน้าเหรอหราของหนุ่มรุ่นน้องและความจริงจังของเพื่อนตัวเอง


“ไปกับเพื่อนพี่เถอะไอ้น้องธันว์ มันรอวันนี้มานาน อย่าปล่อยให้มันเก้อเลย” ไนท์บอก ในน้ำเสียงยังติดความขบขันไว้อย่างปิดไม่มิด


“พวกมันแค่แกล้งกูเล่น ไม่ได้งอนจริงจังหรอก มึงไม่ต้องคิดมาก” เดือนแรมอธิบายเมื่อเห็นธันวายังเป็นกังวล คงกลัวว่าจะเข้ามาทำให้เขามีปัญหากับเพื่อนฝูง


“ซื่อจังวะ” สายตาเอ็นดูแกมล้อและมือของโอ๊คที่ยื่นมาหาคือภาพสุดท้ายที่ธันวาเห็นก่อนจะถูกกำแพงมนุษย์อย่างเดือนแรมแทรกตัวเข้ามาขวางไว้


“ปากว่าได้ แต่มือไม่ต้องถึง”


“แหม หวงซะจริงเลยนะ หมั่นไส้โว้ย!”


“ถ้ามาหากูด้วยเรื่องนี้ก็ไปกินข้าวกันเถอะ”


“ยังอยากนั่งเป็นเพื่อนน้องมันว่ะ กลัวมันเหงา” โอ๊คยังไม่เลิกแกล้งให้เดือนแรมหงุดหงิดใจ


“นั่งรอกู จะเหงาได้ยังไง”


“ไว้กลับมาแก้ตัวเถอะ กูว่าวันนี้มึงแพ้” ไนท์เคลียร์สถานการณ์ เพราะหากปล่อยไว้อย่างนี้มีหวังคงได้หิ้วท้องฟังสองคนนี้ย้อนกันไปมาจนไส้กิ่ว “กูหิวแล้ว”


เดือนแรมยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะยิ่งทำให้โอ๊คฟึดฟัดที่ไนท์เหมือนจะเข้าข้างเดือนแรมมากกว่าจึงเลือกที่จะทิ้งท้ายในสิ่งที่ทำให้รอยยิ้มของอีกฝ่ายจางลงไปจนเกือบหายสนิท “ยังมีเวลาให้กูแก้ตัวอีกเยอะ อย่างน้อยน้องมันก็นอนห้องเดียวกับกูละวะ”


เดือนแรมหันมองหน้าธันวานิ่งเหมือนใช้ความคิด แต่คนน้องกลับร้อนตัวรีบพูดคำสัญญาออกมารัวเร็วด้วยกลัวว่าอีกคนจะคิดมาก “สัญญาว่าจะไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอนอีก จะใส่ชุดนอนที่มิดชิดและระวังตัวให้มากขึ้นด้วยครับ!”


คนฟังยิ้มเอ็นดู “ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”


“ก็เห็นพี่ซีเรียสเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง”


“ขอบใจ” เขาหมายความว่าอย่างนั้นจริง ๆ รู้สึกอยากขอบคุณที่อีกฝ่ายเต็มใจจะปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อความสบายใจของเขาโดยไม่ต้องเอ่ยบอกให้ลำบากใจกันทั้งสองฝ่าย เพราะแม้เขาจะหวงแต่ก็ไม่อยากบังคับให้น้องรู้สึกอึดอัดและไม่เป็นตัวเอง “หิวรึยัง รออีกนิดนะ”


“ไม่ต้องห่วงหรอกหน่า”


เดือนแรมรักษาคำพูดที่บอกว่าจะปล่อยให้ธันวารอไม่นาน เพราะการซ้อมในวันนี้จบลงที่สองควอเตอร์เท่านั้น หลายคนในทีมต่างมองมายิ้ม ๆ อยากจะแซวออกเสียงที่กัปตันทีมมีคนดูแลปรนนิบัติพัดวีให้อย่างดีแต่ก็ไม่กล้า


คนพี่แอบยิ้มอย่างพอใจเมื่อธันวาไม่ได้เอ่ยปากชวนเพื่อนอย่างตฤณไปร่วมโต๊ะอาหารเย็นด้วยกัน จะเพราะอยากสงวนให้ช่วงเวลานี้เป็นของพวกเขาแค่สองคนอย่างที่ควรจะเป็นหรือเพราะอะไรก็ตาม แต่มันก็ทำให้เดือนแรมพอใจมากทีเดียว


“อยากกินอะไรสั่งเลยนะครับ” ธันวายิ้มแป้นหลังพูดประโยคแสดงความมือใหญ่ใจโตออกมาที่หน้าร้านอาหารตามสั่งในโรงอาหารคณะแพทย์


“นึกว่าจะเลี้ยงอย่างอื่นซะอีก” เดือนแรมไม่ได้มีสีหน้าผิดหวังนัก


“ไหนพี่บอกว่าถ้าวันนี้มาถึง แค่ข้าวร้านป้าชื่นก็ยอมแล้วไง”


“หึ ครับ ยอมอยู่แล้วครับ”


“สั่งเลย เต็มที่!”


“ผมเอาฉู่ฉี่หมูไข่เจียวครับป้า”


“กินอีกแล้ว ไม่เบื่อเหรอพี่”


“รู้ด้วยเหรอว่ากูกินบ่อย”


“ไม่รู้ก็เกินไปป่ะ กินข้าวด้วยกันมากี่มื้อละ”


เดือนแรมยิ้ม “น่ารักเกินไปแล้วนะมึงน่ะ”


“พะ พูดบ่อยเกินไปแล้ว”


“ก็มึงทำตัวน่ารัก”


“อะไร คนเขาเป็นแบบนี้มานานแล้วเหอะ” ธันวาหลบตาด้วยการแสร้งก้มหน้าจดรายการอาหารของตัวเองใส่กระดาษแทนการแจ้งโดยตรงทั้งที่ไม่มีลูกค้าคนอื่นเลยสักคน


“กูรู้” เดือนแรมยิ้มเอ็นดูคนน้องจนอยากจะรวบมากอดเสียตรงนี้ “รู้มานานแล้วว่ามึงน่ารัก”


คนพี่ถึงกับหลุดขำเมื่ออีกคนเงยหน้าขึ้นมายักคิ้วใส่ยิ่งทำให้รู้สึกอยากแกล้งต่ออีกนิด “แต่ช่วงนี้น่ารักขึ้น...” เมื่อธันวายังไม่ยอมเหยียดตรงขึ้นมาเสียทีเขาจึงต้องเป็นฝ่ายก้มลงไปเสียเอง “...พี่หลงจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วรู้ไหม”


“น...นี่จีบเหรอ” ธันวายืดตัวขึ้นตรงแต่ยังจับเสาร้านไว้เพราะยอมรับกับตัวเองว่าบางอย่างในร่างกายฟ้องว่าตนกำลังจะไม่ไหว


“จีบดิ” เดือนแรมทำหน้าจริงจังไร้แววล้อหลอกต่างจากเมื่อครู่ที่แพรวพราวเสียจนอีกคนทำตัวไม่ถูก


“ทำไมต้องจริงจังขนาดนี้เนี่ย”


“ก็จริงจัง คิดว่ากูล้อเล่นอยู่เหรอ”


ธันวากระพริบตาปริบ ๆ ไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าเดือนแรมจะล้อเล่นกับความรู้สึก “เปล่าสักหน่อย แค่ไม่คิดว่า...” คนเด็กกว่าเกาท้ายทอยแก้เก้อ ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้ตรงกับความรู้สึกและไม่เป็นการตรงเกินไปจนขัดเขินไปมากกว่านี้


“ว่าอะไร” เห็นอีกฝ่ายหน้าแดงหูแดงแล้วก็พอรู้ว่าเจ้าตัวรู้สึกอย่างไร เพียงแต่ยังเดาคำตอบของอีกฝ่ายไม่ได้


“...ว่าคบกันแล้วยังจะจีบอีก”


เดือนแรมงับปากตัวเองไว้ไม่ให้หัวเราะลั่นออกมาได้ทัน และเพราะมัวแต่มองคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจึงไม่ทันสนใจว่าพวกตนกำลังยืนคุยกันหน้าร้านอาหารตามสั่งและมีสายตาของใครจับจ้องอยู่บ้าง “ก็ที่ผ่านมามึงรู้สึกตัวช้า กลัวยังไม่รู้ว่าจีบอยู่นะ”


“ก็...” ตั้งใจจะเงยหน้าขึ้นมาแย้ง แต่พอเจอสายตาแพรวพราวก็เกิดอาการพูดไม่ออกจนต้องหันหน้าหนีอีกครั้งจึงไม่ทันสังเกตว่าหน่วยตาคู่นั้นฉายแววขบขันตนปนอยู่ด้วย “คบแล้ว ไม่ต้องจีบแล้ว”


“เหรอวะ” เดือนแรมนิ่งคิด “แต่อยากจีบอีกเรื่อย ๆ อะ”


“เพื่อ” เหมือนจะอ่อนใจและเหนื่อยกับความดื้อของคนพี่ แต่ธันวาก็ไม่อาจกลั้นยิ้มเอาไว้ได้


“อยากให้มึงหลงกูแบบที่กูหลงมึงบ้างไง”


“...”


“ทั้งรักทั้งหลงจนหัวปักหัวปำ”







TBC.
---------------------------------------
ปล่อยให้มีช่วงเวลาหวานๆไปก่อนนนน
#แรมเดือนสิบสอง

ด้วยรักและขอบคุณ
ธัญญ์

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ goosongta

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1521
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-6
ไม่ใช่แค่ธันวาที่ใจสั่น คนอ่านก็ใจสั่นอีพี่แรมหยอดอะไรขนาดนั้น มันเขิน

ออฟไลน์ BaGgYsOdA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ฮือออออออ เขินนนนนนนนนนนนน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3327
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ Januarysky

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 507
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
พี่แรมมมมมมมมมมมมมมม
อ้อยให้น้องหลงแรงๆ เลยนะพี่ มีโซแดม โซฮอตเท่าไหร่จัดไป งานนี้มิต้องกั๊กกันแล้ว
fc พี่แรม
 :hao7:

ออฟไลน์ aommyga40

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 99
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
คนอ่านเขินจนมือหงิกไปหมดแล้ว  :hao7: :-[

ออฟไลน์ mellowshroom

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-1
โอ้ยยยย ไอ้พี่บ้า เขินแทนน้องไปหมดแล้วเนี่ย


Sent from my iPhone using Tapatalk

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
โอ้ยยยย อยากอ่านต่อ

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 127
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
แรมเดือนสิบสอง

แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒






เช้าวันเสาร์สุดท้ายที่บ้านก่อนเข้าสู่ช่วงสอบบล็อกสุดท้ายของเทอมหนึ่ง ธันวาตื่นขึ้นมาในตอนเกือบแปดโมงหลังจากที่กดเลื่อนปลุกของโปรแกรมในสมาร์ทโฟนถึงสามครั้ง หากไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเช้าพร้อมหน้าพร้อมตากับลุงและพี่ชายผู้เป็นเจ้าของบ้าน เขาเองก็อยากนอนตื่นสายบ้างเหมือนกัน


ชีวิตนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สองที่ตนเดินทางมาเกือบครึ่งทางแล้วสูบพลังชีวิตไปเยอะพอสมควรจากการตื่นเช้าในทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ไม่มีเรียนคาบเช้าตอนแปดโมงตรง ตารางเรียนของเขายิ่งกว่าตอนเรียนชั้นมัธยมเสียอีก แม้บางครั้งจะโชคช่วยหรือเวรกรรมแต่อย่างไรก็ไม่รู้เมื่อมีการยกเลิกคลาสกะทันหันเพราะอาจารย์ติดคนไข้บ้างติดภาระงานอื่นบ้างทำให้พอมีเวลาว่างแต่ก็ต้องแลกมากับการชดเชยเวลาเรียนในวันหยุด รวมถึงการที่แต่ละคาบยาวนานกว่าสี่ชั่วโมงก็ทำเอาสมองล้าอยู่ไม่น้อย หากช่วงหลังมานี้ไม่ได้น้ำชาของเดือนแรมช่วยให้ไม่หลับในคาบเรียนได้ เขาเองก็คงต้องเหนื่อยตามทบทวนทีหลังอีกมาก


แม้จะผลัดเวลาตื่นมาหลายนาทีแล้วแต่ก็ยังพอมีเวลาให้บิดขี้เกียจบนเตียงนอนก่อนอาหารเช้าอีกเล็กน้อย ธันวาจึงเช็คการแจ้งเตือนจากโปรแกรมแชทต่าง ๆ ก่อนลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน และสิ่งหนึ่งที่ยังคงเห็นในเวลาเดียวกันของทุกเช้าก็ยังคงเด้งในวันหยุดแบบนี้


สติกเกอร์หัวใจจากเดือนแรม


นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาได้ยิ้มให้กับตัวเองในทุกเช้าทันทีที่ตื่นนอน แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมตนถึงยังได้รับสิ่งนี้ในทุกเช้าทั้งที่เดือนแรมก็น่าจะเลิกแกล้งส่งมากวนกันได้แล้ว ไวเท่าความคิด ธันวารีบพิมพ์ส่งข้อความตอบกลับไปทันที


‘พี่แรม ถามไรหน่อยดิ ทำไมยังส่งหัวใจมาให้ตอนเช้าอะ’



และแม้ว่าสติกเกอร์ของเดือนแรมจะถูกส่งมานานเกือบชั่วโมงแล้วแต่อีกฝ่ายยังโทรกลับมาทันทีที่ได้รับข้อความของเขา


[มึงรำคาญเหรอ] ไม่มีคำทักทายยามเช้าด้วยเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง มีแต่คำพูดเข้าประเด็นเหมือนเป็นเรื่องร้อนใจ


“เปล่า แค่สงสัย เมื่อก่อนพอเข้าใจนะว่าพี่ส่งมากวนประสาท แต่ตอนนี้สงสัยว่าทำไมไม่ส่งข้อความหรืออะไรอื่น ๆ เลย เอาแต่ส่งหัวใจมาให้” ธันวาพลิกตัวนอนคว่ำหน้าบนเตียงจนผ้าห่มร่นไปเกาะเอวสอบ ยิ่งได้คุยโทรศัพท์แบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกขี้เกียจลุกออกจากที่นอน เปลือกตาสีอ่อนจึงปิดลงอีกครั้งทั้งที่ยังถือโทรศัพท์คาไว้ที่หู


[ไม่เคยส่งไปกวนประสาท ตอนนั้นส่งไปจีบ อยากให้มึงเห็นแล้วนึกถึงกูทันทีที่ตื่นนอน แต่มึงก็ยังไม่เข้าใจความหมายของมัน]


“แล้วตอนนี้อะ เคยชินงี๊เหรอ”


[เปล่า ส่งไปเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรด้วย แต่อยากส่งให้รู้ว่ากูตื่นแล้วและกำลังคิดถึงมึงอยู่]


นัยน์ตาสุกใสเบิกขึ้นเต็มตาเมื่อได้ยินอย่างนั้นพร้อมกับร่างที่พลิกกลับมานอนหงายเพราะใจที่เต้นรัวเร็วเกินกว่าจะกดทับเอาไว้ได้ ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าต่อไปตนจะส่งสติกเกอร์หัวใจกลับไปให้ทันทีที่ตื่นนอนเช่นกัน


“พี่แรม”


[ครับ]


“วันนี้ไปอ่านหนังสือด้วยได้ไหมครับ”


ได้ยินปลายสายหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ [ไม่อยากเล่นเกมหรือทำอย่างอื่นแล้วรึไง]


“ไม่อะ กลัวชวนพี่เล่นแล้วพากันเสียคน อ่านหนังสือตามพี่ดีกว่าจะได้ไม่หนักตอนสอบ”


[อือ เอาสิ จะมาที่บ้านเหรอ]


“ครับ ได้ไหมอะ หรือเราเจอกันที่คาเฟ่ในสวนก็ได้นะ”


[บ้านกูก็ได้ ไม่มีคนอยู่ ทางสะดวก]


“หมายถึงอ่านหนังสือใช่ไหมพี่”


ธันวาได้ยินเสียงหัวเราะดังแว่วจากปลายสาย [เออสิวะ เดี๋ยวไปรับช่วงสาย ๆ นะ]


“ครับ”


อีกฝ่ายกดวางสายไปแล้วแต่ธันวายังกำโทรศัพท์แนบไว้กับตัว ใบหน้าเนียนใสระบายยิ้มเต็มหน้า รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ลืมไปหมดสิ้นแล้วว่าเมื่อก่อนตนรู้สึกอย่างไรและเหมือนอย่างตอนนี้หรือไม่ตอนที่ไปเที่ยวเล่นอยู่บ้านคนรักเก่าเป็นวัน ๆ อยู่หลายเดือน



ธันวาพกพาสีหน้าระรื่นอย่างคนมีความสุขลงไปเจอทุกคนที่โต๊ะอาหาร และคงเพราะนานมากแล้วที่หลานชายไม่ได้มีสีหน้าแบบนี้ คนเป็นลุงถึงได้จ้องมองด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ปกป้องเองก็เช่นกัน


“นอนพอหรือไร เช้านี้หน้าตาสดใสเชียว”


“ผมว่ามีบางอย่างพิเศษเกิดขึ้นมากกว่า” ปกป้องออกความเห็น คำบอกเล่าของเพื่อนสนิทอย่างต้าดังย้อนขึ้นมาให้เขาสงสัยว่าบางทีคนคนนั้นอาจจะเป็นสาเหตุของความสุขบนใบหน้าญาติผู้น้องก็เป็นได้


“ไม่มีอะไรพิเศษหรอกครับ...คุณลุงครับ วันนี้ผมจะไปอ่านหนังสือที่บ้านรุ่นพี่นะครับ อยู่หมู่บ้านเดียวกับเรานี่เอง” ได้ทีจึงรีบขออนุญาตขณะที่ป้าแม่บ้านยกอาหารมาเสิร์ฟ


“ใช่คนที่เคยเอาหนังสือมาให้เรายืมรึเปล่า ที่มานั่งเล่นเกมกระดานอยู่กับเจ้าดีนรอเราตั้งครึ่งวันน่ะ”


ธันวายิ้มแห้ง นึกถึงวันนั้นที่แค่หืออือกับคำบอกเล่าของลุงประภาสแต่ไม่มีปฏิกิริยาใดกับการมาหาถึงบ้านของเดือนแรมแล้วก็รู้สึกผิดขึ้นมา “ครับ”


“ถ้าธันว์ต้องการคนช่วยติวก็ให้เขามาอ่านที่บ้านเราได้ไหม สุดสัปดาห์หน้าธันว์ก็ไม่กลับบ้านจนกว่าจะสอบเสร็จ ลุงจะไม่ได้เจอเราเลยนะลูก วันนี้อยู่บ้านเถอะ” คนเป็นลุงร้องขอและธันวาก็ไม่อาจดื้อรั้นที่จะปฏิเสธความต้องการนั้นได้


“น้องแค่ไปอ่านหนังสือ บ่าย ๆ เย็น ๆ ก็กลับบ้านแล้วนะครับพ่อ” ปกป้องว่า พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้ขุ่นเหมือนในใจ


“แต่พ่ออยากให้ธันว์อยู่ในสายตา”


ธันวาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เหลือบมองพี่ชายสลับกับลุงแล้วจำต้องเอ่ยตอบรับออกไปอย่างไม่เต็มเสียงนัก


เมื่อจบมื้ออาหารธันวาจึงส่งข้อความไปบอกเดือนแรมให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลง โชคดีของเขาที่อีกฝ่ายเข้าใจและไม่ตั้งคำถามอะไรมาก


ธันวาใช้เวลาหลังมื้ออาหารร่วมกับประภาสในห้องนั่งเล่น รายการเบาสมองที่กำลังฉายบนหน้าจอโทรทัศน์คือจุดสนใจก่อนจะถูกแทนที่ด้วยใครอีกคนที่เดินเข้ามาร่วมวงด้วยทั้งที่ปกติแล้วไม่เคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมแบบนี้เลย


“วันนี้ไม่รีบแต่งตัวออกไปข้างนอกรึไง”


“ไม่ล่ะครับ อยู่บ้านอาจมีอะไรน่าสนุกมากกว่า” ธันวาไม่ได้มองอีกฝ่ายอย่างที่ประภาสให้ความสนใจจึงไม่ทันรู้ตัวว่าตนถูกพาดพิงทางสายตาแวบหนึ่ง


“ดี วันหยุดก็อยู่บ้านซะบ้าง”


“แล้วรุ่นพี่นายจะมาเมื่อไหร่” ปกป้องถามคนน้องที่นับวันจะยิ่งหลบสายตากันให้หันมามองกันบ้าง ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็แค่เหลือบมามองแวบหนึ่งในตอนที่ให้คำตอบสั้น ๆ เท่านั้น


“10 โมงครับ”


“ชวนเขาทานมื้อกลางวันด้วยแล้วใช่ไหม”


“ครับคุณลุง”


“ถ้ารู้ว่าเขาชอบทานอะไรก็ไปบอกในครัวไว้นะ จะได้ทำให้ถูกปาก”


“ครับคุณลุง”


“เป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องรู้ด้วยเหรอว่าเขาชอบทานอะไร” ปกป้องตั้งข้อสังเกตที่ธันวายังคงไม่รู้ตัวว่ากำลังตกเป็นที่สงสัยเรื่องอะไร


“สนิทกันพอสมควรครับ”


ปกป้องเหยียดยิ้มที่ไม่มีใครทันเห็น “ก็คงงั้น”


เดือนแรมมาถึงบ้านของธันวาพร้อมหนังสือและเอกสารประกอบการเรียนอีกปึกใหญ่ในตอนสิบโมงตรงไม่ขาดไม่เกินจนประภาสอดแซวไม่ได้


พื้นที่สำหรับอ่านหนังสือของสองหนุ่มคือศาลาในสวนที่เดิมที่เดือนแรมเคยมานั่งเล่นหมากรุกกับดีนครั้งก่อน ธันวาช่วยเดือนแรมถือหนังสือไปยังศาลาไม้ก่อนกลับขึ้นห้องไปหยิบของตัวเองบ้าง โดยไม่ลืมแวะเข้าห้องครัวไปเตรียมอาหารว่างตามที่คนเป็นลุงบอก


ฝั่งคนรอเลือกนั่งด้านที่มองเห็นบ้านหลังข้าง ๆ ได้ชัดเจน ระเบียงห้องฝั่งตรงข้ามของบ้านข้างกันยังเป็นเรื่องกวนใจเขา แต่ตราบใดที่ธันวาไม่ให้ความสนใจหรือพูดถึง เขาก็จะพยายามไม่คิดถึงให้บั่นทอนจิตใจด้วยเช่นกัน


ธันวาหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมเอกสารและสมุดบันทึกโดยมีแม่บ้านถือขนมและเครื่องดื่มตามหลังมาด้วย


“มาแล้วครับ มีกาแฟของพี่ ชาเขียวร้อนของผม และคุกกี้กับถั่วไว้ทานเล่นครับ” นอกจากที่ธันวาบรรยายเจื้อยแจ้วแล้วยังมีน้ำเปล่าเย็น ๆ อีกหนึ่งเหยือกใหญ่ ซึ่งจำเป็นไม่แพ้เครื่องดื่มที่เจ้าตัวว่ามาเลย “คุณลุงสั่งให้ทำของโปรดพี่ไว้ด้วยนะ เตรียมพุงกางได้เลย” ธันวายังเล่าต่อเพราะประภาสพูดชวนรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันแล้วในตอนที่เจอกัน


“กินเยอะขนาดนั้นตอนบ่ายคงไม่ต้องอ่านหนังสือแล้วมั้ง เตรียมนอนเถอะ” เดือนแรมว่ายิ้ม ๆ ขณะจัดพื้นที่ของอาหารและหนังสือให้เข้าที่เข้าทาง


ธันวายิ้มแห้ง ร้อนตัวเหมือนถูกอีกฝ่ายเหน็บเรื่องชอบหลับเวลาเรียนและอ่านหนังสืออย่างไรชอบกล


ทั้งสองจัดแจงตัวเองให้นั่งเยื้องกันเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับวางเอกสารของตัวเอง ต่างฝ่ายต่างตั้งใจอ่านหนังสือในส่วนของตัวเอง ไม่มีใครชวนคุย มีแค่บางครั้งที่ธันวาขอความช่วยเหลือให้เดือนแรมอธิบายในส่วนที่ตนไม่เข้าใจและอีกฝ่ายก็ยินดีที่จะสอน


และต่อให้ตั้งใจอ่านหนังสือมากแค่ไหนแต่คนที่สมาธิสั้นอย่างธันวาก็ยังละความสนใจจากหนังสือมาหาคนตรงหน้าอยู่ดี


คนเด็กกว่าทิ้งศีรษะลงกับท่อนแขนบนโต๊ะ เอียงหน้าเล็กน้อยเพื่อมองคนที่นั่งเยื้องกับตนได้ชัดเจน ไม่ทันรู้ตัวว่าใช้สายตาแบบไหนจ้องมองอีกฝ่าย แต่เพียงไม่นานคนที่ถูกจ้องก็เริ่มทำเป็นเฉยไม่ไหว


“มองอะไรนัก” เดือนแรมไม่ได้ดุ


“มองพี่”


เมื่อได้คำตอบตรงไปตรงมาคนพี่จึงจำต้องวางปากกาลงแล้วหันไปหาอีกคนเต็ม ๆ ตา “มองทำไม”


“ไม่รู้ดิ” นัยน์ตาใสจ้องมองตาแป๋ว


“ไม่รู้ได้ไง ไม่รู้จะมองเหรอ”


“คงเพราะอยากมองละมั้ง...มองแล้วสบายใจดี...ชอบ”


“ชอบกู?”


ธันวายิ้มบางทว่าหวานอยู่ในที เป็นรอยยิ้มที่เดือนแรมชอบ ไม่ได้ทำให้ใจเต้นแรงหรือวาบหวามในอก แต่มองแล้วสบายตาและใจจนไม่อาจละสายตา เขาเคยแต่แอบมองอยู่ไกล ๆ ยามเจ้าตัวมอบมันให้คนอื่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ได้มองใกล้ขึ้น เพราะเขาคือคนที่ได้รับมัน “ชอบตัวเองเวลาสบายใจ” เดือนแรมยังไม่ทันว่าอะไรต่อเขาก็ยืดตัวขึ้นตรงแล้วมองจ้องด้วยสายตาที่จริงจังขึ้น “เห็นพี่ขยันแบบนี้ ผมชักสงสัยว่าพี่เฟลบ้างไหมเวลาที่ทำข้อสอบพลาดไปบ้าง”


“กูไม่ใช่คนแบบ perfectionist นะ ที่จะพลาดไม่ได้เลยหรือพลาดแล้วเครียดมาก ๆ ถึงกูจะคิดอยู่เสมอว่าคนเรียนแพทย์ไม่ควรตอบข้อสอบผิด เพราะนั่นเท่ากับความรู้เราไม่พอที่จะดูแลคนอื่นอย่างถูกต้อง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้รู้ไปเสียหมดทุกอย่าง อะไรที่ไม่รู้ก็แค่ต้องหาให้รู้”


“แต่เคยได้ยินมาว่าพี่อยากได้เกียรติฯหนึ่งเหรียญทอง”


เดือนแรมชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงความตั้งใจของตัวเองที่วางไว้ก่อนจะเผยยิ้มออกมา “จริง ๆ แล้วกูเพิ่งวางเป้าหมายนี้ตอนที่เห็นชื่อมึงเข้ามาเป็นรุ่นน้อง”


“หมายความว่าไงวะพี่”


“ไว้เมื่อถึงเวลาแล้วจะบอก”


“ทำไมไม่บอกตอนนี้เลยล่ะ”


“ปวดฉี่ว่ะ ไปเข้าห้องน้ำแป๊บ”


“ได้ไงวะพี่” ธันวาโวยวายที่อยู่ ๆ เดือนแรมก็เลี่ยงคำถามของตัวเองหนีไปดื้อ ๆ แบบนี้ แต่ตนก็ยังระบายยิ้มน้อย ๆ ออกมาอยู่ดี เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะหมายความว่าอย่างไร สาเหตุของเป้าหมายนั่นก็คือเขาอยู่ดี


สิ่งแรกที่สะดุดตาเดือนแรมในตอนที่เดินกลับมายังศาลาไม้ไม่ใช่ธันวาที่กำลังตั้งใจเขียนสรุปย่อของตัวเอง แต่คือร่างสูงสง่าที่ยืนบนระเบียงของบ้านอีกหลังและกำลังจ้องมองมายังคนน้องต่างหาก


ภีม...คนรักเก่าของธันวา


จนเมื่อเดือนแรมเดินเข้าไปยืนที่โต๊ะในศาลา สายตาอีกฝ่ายถึงได้เปลี่ยนจากธันวามาเป็นเขา ทั้งสองสบตากัน ภีมยืนอยู่ไกลเกินกว่าที่เดือนแรมจะเห็นรายละเอียดในแววตาคู่นั้น แต่เขารู้ว่าตนมีแววสั่นไหวในแววตาของตนเอง โดยไม่รับรู้เลยว่ายังมีสายตาอีกคู่ที่จับจ้องมายังตนจากในบ้านหลังเดียวกันนี้


“ทำไมยังไม่นั่งลงอีกอะ” ธันวาพูดขึ้นโดยไม่ได้ละสายตาจากสมุดจดขึ้นมามองคนพี่จึงไม่เห็นว่านัยน์ตาคมคู่นั้นกำลังจดจ้องสิ่งใดอยู่


เดือนแรมละสายตาจากคนบนระเบียงมามองน้อง ทิ้งความไม่สบายใจทั้งหมดไปแล้วสนใจแต่คนที่อยู่ในสายตาตนตอนนี้พร้อมกับยื่นมือออกไปลูบท้ายทอยอีกฝ่ายอย่างจงใจให้คนที่กำลังมองอยู่รับรู้ถึงระดับความสัมพันธ์ของพวกเขา หากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงไม่กล้า แต่เพราะตอนนี้น้องเปิดใจให้เขาและกำลังคบหากันอยู่จริง ๆ นั่นเท่ากับว่าเขามีสิทธ์ที่จะแสดงความเป็นเจ้าของอีกฝ่ายแล้ว


“กำลังดูว่ามึงอ่านอะไรอยู่ ไหน บล็อกนี้สอบอะไรบ้าง”


“พี่ไม่ต้องอ่านเผื่อผมแล้วนะ” ธันวาเงยหน้าขึ้นโวยวายในตอนที่เดือนแรมนั่งลงพอดี


“ใครบอกกูอ่านเผื่อ กูอ่านเตรียมสอบเอ็นแอลหนึ่งหรอก” เดือนแรมหมายถึงการสอบใบประกอบโรคศิลป์ขั้นที่หนึ่งที่จะสอบเมื่อเขาเรียนจบชั้นปีที่สาม


“ไว้ค่อยอ่าน ตอนนี้อ่านแค่ที่จะสอบบล็อกตัวเองก็พอ ส่วนของผมเดี๋ยวจะอ่านเอง”


“กูอยากช่วย” เขารู้ว่าธันวาเก่งพอจะเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว ยิ่งถ้าขยันสักนิดก็ติดท็อปของรุ่นได้ไม่ยาก


“แต่ผมอยากให้พี่พัก ไม่อยากให้หักโหมอ่านเยอะเพื่อติวผมจนตัวเองนอนน้อยอีกแล้วอะ”


เดือนแรมยิ้มมีเลศนัย “ก็ดีเหมือนกัน จะได้มีเวลาไปเดท”


“ใครจะไปด้วยเล่า” ธันวาหันหน้าหนีอย่างเขิน ๆ


“แล้วมึงจะให้กูไปเดทกับใครละวะ”


“อยากให้ไปด้วยก็ชวนดี ๆ ก่อนสิ พูดเพราะ ๆ ไปเดทกับพี่นะครับ แบบนี้”


“ชักเอาใหญ่แล้วนะธันวา” เดือนแรมแกล้งตีหน้าเข้ม


คนน้องแม้จะหวั่นเกรงบ้างแต่ยังรั้นสู้ “อยากไปคนเดียวก็ตามใจ”


“ไปคนเดียวจะเรียกว่าเดทเหรอวะ” แม้จะน้ำเสียงขุ่น ๆ แต่ก็อ่อนลงมากจนคนฟังยิ่งได้ใจก่อนสะดุดลมหายใจกับคำพูดต่อมาของอีกฝ่าย “ไม่เป็นไร กูชวนคนอื่นไปก็ได้”


“แล้วไปกับคนอื่นเรียกว่าเดทรึไงเล่า!”


“ธันวาอยากไปเดทกับพี่ไหมละครับ”


“ทะ ทำไมยอมแพ้อะ” เพราะไม่ทันตั้งตัวว่าจะได้ยิน จากที่แกล้งให้อีกคนพูดกลายเป็นตัวเองเสียอย่างนั้นที่รู้สึกเหมือนถูกแกล้งและเสียเปรียบในสถานการณ์นี้


“กลัวมึงไม่ยอมไปด้วย...อยากให้ไปด้วยกัน”


“...”


“จะปฏิเสธเหรอ” เดือนแรมถามย้ำ


“ไปดิ” ธันวาอ้อมแอ้มตอบก่อนจะกลบเกลื่อนความขลาดเขินด้วยการเร่งให้อีกฝ่ายเริ่มอ่านหนังสือเสียที


อาหารมื้อกลางวันของบ้านนี้เริ่มในเวลาเที่ยงตรงจนเดือนแรมอดกระซิบแซวกับธันวาไม่ได้ว่าตรงเวลาประหนึ่งอยู่ในชั้นเรียน แต่เหมือนประภาสจะล่วงรู้ความคิดนั้นเพราะเอ่ยดักออกมาเสียก่อนว่าที่ตั้งโต๊ะตรงเวลาเพราะวันนี้ได้ต้อนรับแขกที่ตรงเวลามาก ๆ อย่างเขา


ธันวาโล่งใจที่นอกจากสายตาที่คอยจ้องสังเกตการณ์แล้วปกป้องก็ไม่ได้ทำหรือพูดอะไรที่ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารแย่ลง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคนนั่งหัวโต๊ะไม่เปิดช่องว่างให้ใครแทรกบทสนทนาระหว่างตนกับแขกได้เลย


หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของหลานชายคนโปรด อยู่ที่มหาวิทยาลัยธันวาเป็นอย่างไร ขยันมากเกินไปไหม ทำกิจกรรมบ้างหรือเปล่า มีเวลาได้ออกกำลังกายและกินอาหารอร่อย ๆ บ้างไหม ประภาสถามจนคนถูกพูดถึงทำหน้าไม่ถูก กลัวคนตอบจะรำคาญใจ ขณะที่คนตอบกลับใจเย็นและให้คำตอบประหนึ่งคนรู้จักกันผิวเผิน ไม่ได้สนิทกันมากเพื่อไม่ให้ปกป้องล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ของพวกตนได้ โดยไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่ควรเปิดเผยแต่เดือนแรมรับรู้ได้ว่าสัญชาตญาณกำลังเตือนให้ตนสงวนท่าทีเอาไว้ก่อน


เดือนแรมกลับบ้านไปในช่วงก่อนสี่โมงเย็นเพื่อให้ลุงหลานได้ใช้เวลาร่วมกันในการออกกำลังกายด้วยการวิ่งภายในหมู่บ้านและเลือกโทรหาก่อนนอนโดยใช้เวลาไม่นานนักในการพูดคุยเรื่องจิปาถะ






(มีต่อนะคะ)

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 127
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4
ลงท้ายเดือนแรมก็ไม่ได้ชวนธันวาไปเดทที่ไหนในช่วงก่อนสอบนอกจากหาโอกาสอ่านหนังสือด้วยกันในช่วงเย็นที่เหมารวมถึงช่วงเวลาของอาหารเย็นแบบเร่งรีบอีกด้วย สาเหตุหลักก็เพราะต่างก็อ่านหนังสือไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้นกลับยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปมากกว่าการออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันเสียอีกจนเพื่อนฝูงต่างล้อกันว่าสองคนนี้ตัวติดกันอย่างกับปาท่องโก๋ คนที่ไม่รู้ว่าเดือนแรมปีสามกับธันวาปีสองกำลังคบกันอยู่ก็ได้รู้ในช่วงนี้เอง และเพราะอย่างนั้นหลายคนจึงทำนายกันว่าการสอบครั้งนี้ ธันวาจะต้องได้คะแนนสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน บ้างก็คาดเดาว่าอาจจะได้ท็อปเหมือนเดือนแรมในปีที่แล้วเสียด้วยซ้ำ


ขณะที่คนได้รับความคาดหวังโดยไม่รู้ตัวเหน็ดเหนื่อยกับการเร่งอ่านหนังสือจนต้องทิ้งศีรษะหนักอึ้งโดยใช้ส่วนของหน้าผากพิงต้นแขนของคนที่นั่งอ่านหนังสือข้างกันอยู่ทุกวันไว้พร้อมกับหลับตาพักโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รำคาญเลยสักนิดเดียวที่ถูกขัดจังหวะการอ่านหนังสือ


“พิงดี ๆ ธันวา”


เมื่อคนพี่ขยับตัวจะเปลี่ยนท่าทางอีกฝ่ายก็รีบส่งเสียงแย้งแบบอ้อน ๆ “อื้อ ขออยู่ท่านี้แป๊บนึงครับ” ธันวาไม่ได้ตั้งใจจะอิงซบหรือคลอเคลีย เขาแค่อยากพิงเพื่อทิ้งสมองหนัก ๆ ของตัวเองเท่านั้น


“ให้พี่ขยับก่อน จะได้พิงสบาย ๆ ไง” ไม่บ่อยนักที่เดือนแรมจะแทนตัวเองว่าพี่โดยไม่ได้ตั้งใจจะกวนประสาทหรือหยอกกัน และนั่นทำให้ธันวารู้สึกลื่นหูเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเวลาที่เหนื่อยล้าแบบนี้


“ไม่เอา แบบนี้พี่จะได้อ่านหนังสือไปด้วย ขอรบกวนไม่นานหรอก” ธันวาว่าทั้งที่ยังหลับตาจึงไม่เห็นรอยยิ้มของคนพี่


เดือนแรมเลิกเจรจาแต่ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ จับตัวน้องออกห่างและใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวหมุนตัวเข้าหาอีกฝ่ายเปลี่ยนตำแหน่งที่ให้อีกฝ่ายพิงจากต้นแขนเป็นอกกว้างแทน “แบบนี้สบายกว่าเยอะ จริงไหม”


“อื้อ” ธันวาครางรับด้วยความเหนื่อยล้า “ขอบคุณครับ”


วงแขนโอบล้อมคนน้องไว้หลวม ๆ ถือโอกาสนี้เป็นการพักสายตาไปด้วย ทว่าเพียงครู่เดียวคนที่ซบอกอยู่ก็ปริปากพูดขึ้นมาเหมือนกับว่าสาเหตุของความอ่อนล้าไม่ได้มีเพียงแค่การอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วงในทุกวัน “คนเขาพูดกันว่าผมคบพี่เพราะหวังเกรดเอ”


เดือนแรมเองก็ได้ยินผ่านหูมาบ้างแต่ไม่ได้เก็บมาสนใจนัก เพราะอย่างนั้นถึงได้ดีใจที่อีกฝ่ายพูดออกมาตรง ๆ เมื่อมีบางอย่างทำให้ไม่สบายใจ “ไม่สบายใจเหรอ”


“ผมกลัวพี่ไม่สบายใจมากกว่า...กลัวจะคิดมาก”


“กลัวกูคิดเหมือนที่คนอื่นพูดกันน่ะเหรอ”


คนน้องผละออกมาพยักหน้างึกงักแล้วมองสบตาตรง ๆ “ไม่ได้ร้อนตัวนะ แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ”


เดือนแรมมองยิ้ม ๆ จัดผมเผ้าอีกฝ่ายทั้งที่ไม่ได้ยุ่งเหยิงอะไรนักอย่างเบามือ “ธันวา กูไม่สนใจความคิดเห็นของคนอื่นหรอก กูไม่สนด้วยว่าใครจะตั้งคำถามกับรสนิยมทางเพศของกูยังไง เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นอะไรที่กูต้องคิดแบบนั้นหรอกนะ เพราะถ้ามึงหวังผลประโยชน์จากกูจริง ๆ มึงไม่จำเป็นต้องรับรักกูก็ได้ มึงแค่ให้ความหวังกูไปวัน ๆ เปิดโอกาสให้กูจีบอยู่ฝ่ายเดียวเหมือนเมื่อก่อนมึงก็ได้ในสิ่งที่คนอื่นคิดกันแล้ว”


“โห ทำไมฉลาด ไม่คิดเหรอว่าผมยอมเปลืองตัวเพื่อให้ได้ผลที่มากกว่าเดิมอะ”


เดือนแรมยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้างั้นก็ยอมเสียตัวดิ จะทำให้ได้เต็มทุกบล็อกเลย”


ธันวาถอยห่างด้วยสีหน้าตื่นกลัว “ผมไม่ใช่คนมักใหญ่ใฝ่สูงขนาดนั้นหรอกครับ เท่านี้พอแล้ว”


เดือนแรมหลุดขำ รู้ว่าน้องไม่ได้หวาดกลัวจริง ๆ อย่างที่แสดงออกเพราะไร้ท่าทีขัดขืนเมื่อถูกดึงกลับเข้ามาซบอกเหมือนเดิม “คบกัน อย่าฟังความเห็นลบ ๆ ของคนอื่นมาก ฟังเสียงหัวใจของเราก็พอแล้ว”


ธันวาซ่อนยิ้มไว้กับอกคนพี่ “ครับ”







บล็อกสุดท้ายในเทอมหนึ่งของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สองใกล้เข้ามาทุกที ขณะที่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สามเริ่มสอบกันแล้ว


“เป็นไงบ้างพี่แรม” ธันวารีบผละจากเพื่อนฝูงเดินกึ่งวิ่งเข้าไปถามเดือนแรมทันทีที่เจอหน้าใต้หอพักในช่วงเย็น เมื่อช่วงกลางวันก็ไม่ได้พักด้วยกัน เจอกันครู่เดียวตอนที่เขาอาสาซื้ออาหารไปให้อีกฝ่ายรองท้องเพราะไม่ยอมลงมากินข้าวที่โรงอาหาร


เดือนแรมยิ้มบาง ไม่ได้สดชื่นอย่างที่คนถามอยากจะเห็น รวมถึงน้ำเสียงนั่นด้วย “ก็ดีนะ”


“เสียงไม่สดใสเลยพี่แรม” คนถามพานเสียงค่อยเพราะไม่สบายใจไปด้วย


“ไอ้แรมมันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งแหละธันว์” ธันวามองข้ามเดือนแรมไปหาเจ้าของเสียงที่เดินตามหลังมาด้วย “ไม่ต้องห่วงมันหรอก”


“จริงอย่างที่พี่ไนท์ว่าเหรอครับ”


เดือนแรมยิ้มเอ็นดู “ทำได้หรือไม่ได้มึงก็ไม่ต้องห่วงกูขนาดนั้นหรอก” คนเป็นพี่วางฝ่ามือลงบนศีรษะน้องแล้วโยกไปมาเบา ๆ “อย่าคิดมากเลย”


ธันวาพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะยิ้มแป้นเมื่ออีกฝ่ายชวนไปกินข้าว “วันนี้หาของหวานกินด้วยดีป่ะ”


“หืม” เดือนแรมหันมองด้วยความสงสัย


“คลายเครียดไง เทคน้ำตาลหน่อย”


“กลัวกูน้ำตาลตกหรือมึงอยากกินเองกันแน่วะ ชอบจังเลยนะของหวาน ๆ มัน ๆ เนี่ย”


“อะไรเล่า ลดลงเยอะแล้วนะ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกินเนื้อสัตว์ติดมันแล้ว ของหวานก็นาน ๆ ทีเหอะ”


เดือนแรมเพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ ไม่ว่าอะไรต่อนอกจากกอดคอคนน้องเดินออกจากลานใต้หอพักเพราะรู้ดีว่าเจ้าตัวเปลี่ยนพฤติกรรมการกินแล้วอย่างที่บอกจริง ๆ


เข้าสู่ช่วงสอบของชั้นปีที่สอง เดือนแรมกับธันวาแยกกันอ่านหนังสือโดยสมบูรณ์แบบ ต่างก็เข้าร่วมกลุ่มติวกันในชั้นปีของตัวเอง เวลาที่เจอกันจึงน้อยลงกว่าที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้นธันวาที่เลิกสอบก่อนก็ยังรอเจอเดือนแรมพร้อมนมหนึ่งขวดใหญ่ที่เตรียมไว้ให้อีกฝ่ายรองท้องก่อนไปรับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกันในช่วงค่ำหลังจากต่างฝ่ายต่างติวเสร็จแล้ว


กลุ่มของชั้นปีที่สองที่ธันวาและกรองเกียรติเข้าร่วมติวด้วยนัดหมายสถานที่เป็นคาเฟ่ข้างมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถานที่ประจำของรุ่นพวกเขามาตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่ง และก็เป็นคนหน้าเดิม ๆ อีกด้วย ขณะที่กลุ่มปีสามของเดือนแรมเลือกจะอ่านหนังสือกันที่ห้องติวในหอสมุดคณะฝั่งโรงพยาบาล


ทุกเย็นหลังพระอาทิตย์ตก เดือนแรมจะนั่งรถโดยสารภายในมารับธันวาที่ฝั่งมหาวิทยาลัยเพื่อรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน แม้ธันวาจะบอกให้เดือนแรมเป็นฝ่ายรอตนกลับไปเองจะได้ไม่เสียเวลาในการอ่านหนังสือของคนพี่ แต่ก็ไม่อาจหักล้างเหตุผลที่อีกฝ่ายอยากมารับเพื่อจะได้ถือโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศมื้อเย็นไปด้วย


“มาแล้ว ๆ” เสียงใครบางคนพูดด้วยความตื่นเต้นแทรกคำอธิบายของหวานเกี่ยวกับเนื้อหาที่ออกความเห็นกันว่าน่าจะเจอในข้อสอบของวันพรุ่งนี้


“มาเวลาเดิมเป๊ะ” ใครบางคนออกความเห็นที่ทำให้ทั้งคนที่ถูกเบรกและเจ้าตัวที่นั่งติดกันรู้ในทันทีว่าเพื่อนฝูงกำลังให้ความสนใจเรื่องใดอยู่


เดือนแรมยืนมองอยู่หน้าร้าน เมื่อเห็นว่าเป็นใคร คนที่นั่งข้างเธอก็ลุกออกไปทิ้งไว้เพียงไออุ่นของร่างกายจาง ๆ เท่านั้น


“ประคบเย็นบ้างนะ สมองมึงบวมหมดแล้ว” เดือนแรมว่ายิ้ม ๆ พลางยื่นมือไปสางผมที่ยุ่งเหยิงของอีกฝ่ายให้เป็นทรง


“เดี๋ยวเถอะ!” ธันวาปล่อยกำปั้นใส่อกแกร่งไม่แรงนัก


“หิวยัง ไปกินข้าวกัน” เดือนแรมมองเลยเข้าไปในร้านเห็นเครื่องดื่มและขนมวางอยู่เต็มโต๊ะก็เปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ “กินขนมอิ่มแล้วดิ”


ธันวายิ้มแห้ง “ครับ สมองมันขาดน้ำตาล...แต่ว่าผมไปกับพี่ได้นะ ไปนั่งด้วย” ทุกทีจะเห็นดื่มแค่นมสดเหมือนกัน แต่วันนี้มีขนมด้วยเดือนแรมก็เข้าใจได้ว่าน้องคงหิวและเพลียมากจริง ๆ


“ไม่เป็นไรหรอก ไปติวต่อเถอะ เดี๋ยวกูนั่งกินข้าวรอแถวนี้ได้”


“จริง ๆ ก็ใกล้เสร็จแล้วแหละ เดี๋ยวผมไปนั่งอ่านหนังสือเป็นเพื่อนพี่กินข้าวดีกว่า รอนี่แป๊บนะครับ ไปเก็บของก่อน” ธันวาไม่รอให้คนพี่ปฏิเสธความต้องการของตน รีบสรุปรีบผละกลับเข้าร้านไปโดยเร็วแต่ก็ยังถูกเรียกรั้งไว้อีกอยู่ดี


“ขอบใจนะ”


“ที่ไปนั่งด้วยอะนะ”


เดือนแรมส่ายหน้าเล็กน้อยแค่ให้รู้ว่าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น “ที่บอกกันตามตรงว่าอิ่มแล้ว ไม่ฝืนตัวเองให้ลำบากใจภายหลัง”


ธันวายิ้มซุกซนอีกครั้ง “ภูมิใจล่ะสิ มีแฟนดีขนาดนี้”


เดือนแรมหลุดขำ ได้เจอหน้าธันวาแค่ไม่กี่นาทีก็ทำให้เขาลืมความตึงเครียดของการสอบไปเสียสนิท “อือ ภูมิใจที่จีบติด”


กลายเป็นคนยอตัวเองเสียอย่างนั้นที่เป็นฝ่ายเขินจนต้องรีบกลับเข้าไปเก็บของในร้าน บอกลาเพื่อนฝูงด้วยความเร่งรีบเพราะกลัวถูกล้อแล้วกลับออกไปโดยเร็ว


ธันวาทำอย่างที่บอกจริง ๆ เขาปล่อยให้เดือนแรมจัดการกับอาหารขณะที่ตัวเองนั่งอ่านส่วนที่เหลือจากการติวอย่างขะมักเขม้น ขณะที่เดือนแรมเองก็เหลือบมองคนน้องเป็นระยะ ตั้งแต่เลื่อนสถานะกันแบบไม่มีการตกลงชื่อเรียกสถานะอย่างชัดเจน มีเพียงแค่ความรู้สึกของคนสองคนที่ตรงกันและรู้กันดีว่าต่างเป็นคนสำคัญของกันและกัน ชีวิตของพวกเขาก็ไม่มีอะไรหวือหวามากนัก ที่ผ่านมาใช้เวลาอยู่ด้วยกันหมดไปกับการอ่านหนังสือ ดูเหมือนชีวิตคู่รักที่แสนจืดชืดแต่เดือนแรมกลับรู้สึกสบายใจที่อยู่ด้วยกันและหวังว่าอีกฝ่ายจะคิดแบบเดียวกันด้วย


เดือนแรมจุดยิ้มมุมปาก มีความสุขทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน


“พรุ่งนี้กูก็สอบเสร็จแล้ว อยู่ด้วยกันนะ เดี๋ยวติวให้”


ธันวายิ้มซน แม้สีหน้าเดือนแรมจะไม่แสดงออกมากนัก แต่น้ำเสียงและการหลบหน้าหลบตายามเอ่ยข้อเสนอก็เผยความรู้สึกโหยหาเขาออกมาอย่างปิดไม่มิด


“คิดถึงเหรอ” ธันวาเย้า


“เออ” ทั้งที่ยั่วให้อีกฝ่ายพูดออกมาเอง แต่พอได้ยินเข้าจริง ๆ พร้อมสีหน้าจริงจังอย่างทุกทีกลับไปไม่เป็นเสียอย่างนั้น ราวกับการตั้งรับที่เตรียมไว้ไม่ได้ผล...มันไม่เคยได้ผล


“ไม่คิดถึงกันเลยเหรอ” เดือนแรมย้อนถามเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ให้คำตอบว่าจะยอมอยู่ด้วยกันหลังจากเขาสอบเสร็จหรือไม่ “ใจร้ายจังวะ”


“ไม่มีใครใจดีเท่าธันวาหรอกหน่า” ธันวาตอบอ้อมแอ้ม แม้จะไม่พูดออกมาตรง ๆ ว่าคิดถึงเหมือนกัน แต่เดือนแรมก็จะถือว่านี่คือคำตอบตกลง





 ช่วงก่อนสอบธันวาและกรองเกียรติยุ่งกับการอ่านหนังสือจนไม่ได้ติดต่อเพื่อนสนิทต่างคณะและต่างมหาวิทยาลัยเลยนอกจากนัดหมายฉลองหลังสอบเสร็จเท่านั้น โดยที่ธันวาไม่ลืมแจ้งล่วงหน้าเพื่อขออนุญาตชวนเดือนแรมไปด้วยกัน ซึ่งคนที่จะมาฉลองด้วยได้เพียงคนเดียวอย่างดีนตอบรับอย่างไร้ข้อกังขา


สามหนุ่มจากคณะแพทยศาสตร์ที่มาถึงห้างสรรพสินค้าก่อนเลือกรออีกคนที่ร้านหนังสือ แต่ถึงอย่างนั้นคนคงแก่เรียนอย่างเดือนแรมก็ไม่ได้ทำตัวเป็นหนอนหนังสือในแผนกตำราแพทย์แต่อย่างใด แต่กลับตามธันวาไปดูหนังสือนวนิยายแปลหมวดสืบสวนสอบสวนของญี่ปุ่น โดยมีกรองเกียรติยืนอยู่ด้วยเพราะมีความสนใจหนังสือประเภทเดียวกันกับเพื่อนสนิท


“ปกติพี่แรมชอบอ่านหนังสือแนวไหนครับ” ธันวาถามขณะที่ตัวเองนั่งยอง ๆ เพื่อหาหนังสือแถวล่างสุดของชั้น “อ่านแนวนี้บ้างรึเปล่า”


“อ่านบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะติดการ์ตูนมากกว่า อ่านง่ายจบเป็นเล่ม ๆ เร็ว”


“แต่นานมากกว่าจะจบเรื่อง” ธันวาเงยหน้าขึ้นมาล้อ


“ข้างล่างมีของอาจารย์เคโงะไหมวะมึง” เสียงของกรองเกียรติดังแทรกขึ้นมาถามถึงหนังสือของนักเขียนคนโปรดของพวกตนที่มักจะซื้อมาแบ่งกันอ่านทั้งกลุ่ม


“ผลงานระดับอาจารย์ใครจะเอามาวางข้างล่างวะ” ธันวาว่าพร้อมยืดตัวขึ้นยืนคล้ายกับได้ข้อสรุปของการค้นหาแล้ว ทว่ากลับหยิบเล่มหนึ่งที่ไม่ใช่ผลงานของนักเขียนคนดังกล่าวติดมือขึ้นมาด้วย “เล่มล่าสุดที่ออกมึงก็อ่านแล้วป่ะวะ ยังอยากได้เล่มไหนอีก”


“อยากซื้อพวกตระกูลกาลิเลโอเล่มเก่า ๆ เก็บไว้ว่ะ แว่วว่าแกจะเขียนออกมาอีกหลายเล่ม จะได้มีครบ ๆ” กรองเกียรติว่า สายตายังสาดส่องมองรายชื่อเล็ก ๆ ตามสันหนังสือไปทั่วทั้งชั้นอย่างไม่ย่อท้อ ธันวาจำได้ว่าหนังสือเรื่องเหล่านั้นที่เพื่อนกำลังต้องการ พวกตนยืมอ่านจากคู่แฝดที่มีสะสมครบทุกเล่ม ปัญหาใหญ่สำหรับช่วงนั้นไม่ใช่การที่หนังสือขาดมือ แต่เป็นการหลบเลี่ยงสปอยล์จากเพื่อนที่อ่านจบก่อนแล้วต่างหาก


“ถ้าอย่างนั้นมึงคงต้องลิสต์รายชื่อไปให้พี่เขาหาแล้วแหละ บางทีอาจต้องสั่งจองไว้ล่วงหน้าด้วยซ้ำ”


“คงงั้น”


เมื่อกรองเกียรติได้ข้อสรุปและปลีกตัวออกไปแล้วธันวาจึงได้หันมาหาเดือนแรม เห็นอีกฝ่ายกำลังสนใจหนังสือเล่มหนึ่งในมือก็ไม่อยากกวน แต่เพราะอยากรู้ชื่อหนังสือจึงก้มหน้าลงไปดูหน้าปกหนังสือเสียเอง


เดือนแรมจุดยิ้มมุมปากเมื่อเห็นใบหน้าของคนรักแทรกเข้ามาเป็นส่วนเล็ก ๆ ขณะตนกำลังอ่านหนังสือหน้าฝั่งเดียวกับปกที่คนน้องกำลังสนใจมันอยู่เช่นกันก่อนที่อีกฝ่ายจะยิ้มแห้งเพราะคิดว่าทำให้เขาเสียสมาธิเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้สนใจตัวหนังสืออีกต่อไป แต่เป็นใบหน้าของตนต่างหากที่กำลังอยู่ในสายตาแพรวพราวคู่นี้


ธันวายืดตัวขึ้นตรง ยื่นหน้าเข้าไปกวาดสายตาอ่านหน้าที่เดือนแรมยังเปิดค้างเอาไว้ “อ่านแล้วเป็นไง ชอบไหมครับ”


เดือนแรมพยักหน้า


“งั้นซื้อ”


“ไม่ดีกว่า ซื้อไปก็ไม่ได้อ่าน พี่ไม่มีเวลาอ่านเล่มหนา ๆ แบบนี้หรอก”


ธันวารู้ว่าชีวิตเดือนแรมหลังจากนี้จะยุ่งมากแค่ไหน หนังสือประเภทเดียวที่เขาต้องใช้เวลาด้วยคงมีแต่ตำราเรียนเท่านั้น แต่แววตาใคร่รู้คลางแคลงใจในเนื้อเรื่องของอีกฝ่ายก็ไม่ใช่สิ่งที่ธันวาจะต้องมองข้าม


“งั้นผมซื้อเอง” ธันวากวาดตามองแวบเดียวก็เจอว่าเรื่องเดียวกันนี้วางอยู่ตรงไหนของชั้นหนังสือตรงหน้าก่อนจะคว้ามาถือไว้เองหนึ่งเล่ม “ไว้พี่อยากอ่านเมื่อไหร่ก็ค่อยมายืมผมนะ แต่ถ้าไม่มีเวลาอ่านจริง ๆ เดี๋ยวผมอ่านแล้วไปเล่าให้ฟังเอง”


“หึ มีแฟนดีจริง ๆ เลย” เดือนแรมบีบปลายจมูกโด่งของอีกฝ่ายส่ายไปมาพลางว่าด้วยความหมั่นไส้อย่างรู้ทันว่าน้องกำลังหาเรื่องเลี่ยงอ่านหนังสือเรียนเสียมากกว่า


แม้ว่าตรอกหนังสือที่พวกเขายืนอยู่นี้จะไม่ได้ใกล้กระจกร้านนักแต่ก็ทำให้คนที่ตามมาสมทบทีหลังมองเห็นสองหนุ่มจากนอกร้านได้ไม่ยาก และการแสดงออกของทั้งสองคนก็ทำให้ดีนหยุดยืนมองอยู่นานตั้งแต่ที่กรองเกียรติยังยืนอยู่ด้วยจนแยกออกไปแล้ว


ดีนมองสองคนที่ยืนคุยกันกระหนุงกระหนิงตามลำพังด้วยสายตาที่ไม่มีใครอ่านออก หนึ่งในนั้นคือเพื่อนสนิทที่ใกล้ชิดตัว ส่วนอีกคนก็คือคนที่คอยแอบมองเพื่อนเขาจากที่ไกล ๆ อยู่นานหลายปี มาวันนี้ทั้งสองได้ยืนอยู่ด้วยกันตรงหน้าเขาแล้ว และดูเหมือนว่าคนที่มีความสุขที่สุดเห็นจะไม่ใช่คนที่เป็นฝ่ายอยากเข้าใกล้มานาน แต่เป็นเพื่อนของเขาเอง


ธันวามีความสุข


แววตาคู่นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่เพื่อนสนิทอย่างเขาไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว


ใบหน้าหนุ่มลูกเสี้ยวแต้มยิ้มบางก่อนโทรบอกกรองเกียรติว่าตนมาถึงแล้วและนัดเจอกันที่ร้านอาหาร ก่อนจะยอมละสายตาจากคนทั้งคู่แล้วเดินไปยังจุดหมายก่อน





(มีต่อนะคะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-10-2019 23:25:02 โดย ธัญญ์ »

ออฟไลน์ ธัญญ์

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 127
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +87/-4




สามเพื่อนซี้ทักทายกันหน้าร้านอาหารแบบปิ้งย่างโดยที่ดีนเพียงแค่พยักหน้าน้อย ๆ ให้รุ่นพี่เพียงหนึ่งเดียวในวันนี้แทนการไหว้ ซึ่งอีกฝ่ายไม่ได้ถือสาแต่อย่างใด


“หิวเนื้อ หิวเนื้อ” กรองเกียรติบ่นตั้งแต่เดินนำเข้าร้านจนหย่อนก้นลงนั่งฝั่งเดียวกับดีนซึ่งตรงข้ามกับหนุ่มรุ่นพี่ “สั่งหมูก่อนเลยแล้วกันเนอะ เอาสามชั้นเท่าไหร่ดีวะ”


“ไม่ต้องสั่งสามชั้นเผื่อกูนะ” ดีนเงยหน้ามองคนบอกด้วยความแปลกใจเพราะแต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาชอบรับประทานอาหารแบบเดียวกัน สั่งรวมกัน จึงไม่เคยเกิดปัญหาเกี่ยงกันอย่างอันนั้นของมึงอันนี้ของกูเลยสักครั้ง “กูจะกินสันคอ...ของพี่เอาสันในเนอะ เท่าไหร่ดีอะ” ประโยคหลังธันวาหันไปพูดกับคนรักที่กำลังเปิดดูเมนูด้วยความสนใจ


“เดี๋ยวนี้กินเนื้อไม่ติดมันเป็นแล้วเหรอ” ดีนถามด้วยความฉงน เพราะคนที่ชอบเนื้อติดมันเยอะ ๆ แบบเบคอนหรือหมูสามชั้นกว่าใครเพื่อนก็คือธันวาและไม่ชอบเนื้อล้วนเลยเพราะเจ้าตัวบอกว่าไม่อร่อยเท่า ทั้งในส่วนของรสชาติและสัมผัสเวลาเคี้ยว


“มีคนสอน” ธันวายักคิ้วข้างเดียวแถมกลับมาด้วย ความจริงแล้วเดือนแรมไม่ได้สอนอย่างที่บอก เขาแค่พูดแกล้งเพื่อนเล่นเท่านั้นเอง เพราะตั้งแต่คบกับเดือนแรม นี่เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้กินบุฟเฟ่ต์และเป็นเนื้อสัตว์เยอะขนาดนี้ แต่ใช่ว่าที่ผ่านมาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่สั่งอาหารเขาพยายามกินเนื้อติดมันน้อยลง เพียงแต่ยังปรับไปทานเนื้อล้วนแบบเดือนแรมไม่ได้ จึงจำต้องสั่งสันคอซึ่งมีมันแทรกอยู่บ้างเล็กน้อย


ดีนปรายตามองคนที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนภูมิใจในผลงานของตัวเองเสียเต็มประดาแล้วอยากจะเบะปากด้วยความหมั่นไส้ออกมาแต่ก็ต้องเก็บอาการไว้ “เขาบังคับมึง?”


“ไม่ใช่ ๆ” ธันวาโบกมือพัลวัน “กูแค่อยากลองแบบพี่เขา ไป ๆ มา ๆ ก็ชิน แล้วก็เริ่มรู้สึกเอียนเวลากินมันเยอะ ๆ แล้วว่ะ”


ดีนมองตามสายตาเดือนแรมที่มองเพื่อนของตนประหนึ่งว่าหากตรงนี้มีเพียงแค่พวกตนสองคน เขาคงจะยื่นมือออกไปวางบนศีรษะธันวาด้วยความเอ็นดูพร้อมคำพูดว่า ‘เก่งมาก’ อะไรประมาณนั้น


“เสียดายที่พวกมันไม่ได้มาด้วย คิดถึงว่ะ” ธันวารำพึงถึงเพื่อนในกลุ่มอีกสามคนที่ติดสอบในช่วงนี้พอดิบพอดีหลังจากสั่งอาหารแล้ว


“รอให้เพื่อนสอบเสร็จแล้วค่อยนัดใหม่ก็ได้”


ดีนกลอกตาให้กับความอ่อนโยนในน้ำเสียงและแววตาที่คนพูดมอบให้เพื่อนของเขา ประโยคนี้ถ้าเป็นเพื่อนในกลุ่มพูดคงเป็นน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกว่าถูกด่าด้วยคำว่า ‘โง่’ เสียมากกว่าจะเอ็นดู


“มึงน่าจะชวนผิงมาด้วย” กรองเกียรติผู้ไม่รับรู้และสนใจอารมณ์ของเพื่อนร่วมโต๊ะเปรยกับเพื่อนต่างคณะอย่างเซ็ง ๆ


“มากันแต่ผู้ชาย จะชวนเธอมาทำไม”


“ครั้งที่แล้วมึงยังชวน”


“ครั้งที่แล้วเธออยากกินด้วย”


“ครั้งนี้ก็น่าจะชวนมาด้วย ไอ้ธันว์ยังชวนพี่แรมมาด้วยเลย” กลุ่มพวกเขาเหมือนเป็นสังคมปิด นัดสังสรรค์กันเมื่อไหร่น้อยครั้งมากที่จะมีคนนอกกลุ่มมาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่สำคัญมากพอให้ขออนุญาตเพื่อนในกลุ่ม ไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นที่รู้กันว่าสมาชิกในกลุ่มบางคนไม่ได้สบายใจที่จะสังสรรค์ร่วมกับคนที่ไม่สนิท


“ก็มันเป็นคนติดแฟน”


“เออกูจะฟ้อง เชี่ยธันว์แม่งติดพี่แรมมาก ๆ อะ” กรองเกียรติแกล้งบ่นเพื่อนต่อหน้าเจ้าตัว ทว่าดีนกลับพูดนิ่ง ๆ เรียบ ๆ อย่างจริงจังโดยไม่สนสีหน้าคนที่ถูกพาดพิงอย่างเดือนแรมเลยสักนิด


“ธันวาเป็นคนติดแฟนอยู่แล้วมึงก็น่าจะจำได้”


และกรองเกียรติเองก็ไม่ได้สนใจรอบตัว “ไม่เหมือนกับคนก่อนนะเว้ย”


ดีนกดยิ้มมุมปาก แม้ไม่หันมองหรือให้ความสนใจแต่ก็ยังรอปฏิกิริยาจากเดือนแรมอย่างใจจดใจจ่อ “ยังไงวะ”


“เก็บไว้คุยกันสองคนดีกว่าไหม” เดือนแรมเปรยเสียงเรียบ แต่ใบหน้าที่ขรึมขึ้นนั้นดูดุจนกรองเกียรติสำนึกได้ว่าตนทำผิดและรู้สึกหวั่นเกรงขึ้นมา


ดีนไม่ได้กลัวเดือนแรมเหมือนเพื่อนอีกคน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดเซ้าซี้ถามย้ำให้เสียบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร เพราะต่อให้กรองเกียรติไม่บอก เขาก็รู้คำตอบด้วยตัวเองอยู่แล้ว


เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าต่างกับครั้งก่อนอย่างไร ห่วงก็แต่ธันวาเท่านั้นว่าจะรู้ตัวบ้างหรือไม่


และเพราะว่ายังลอยหน้าลอยตาทำเป็นทองไม่รู้ร้อนจึงโดนธันวาเตะขาใต้โต๊ะเข้าให้ด้วยความหมั่นไส้หลังจากดูแลความรู้สึกของเดือนแรมแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นคนเจ็บกลับเพียงแค่ยิ้มขำออกมาเล็กน้อยเท่านั้น ธันวาจึงเลิกสนใจไปในที่สุด


ทั้งสี่ช่วยกันปิ้งและย่างโดยไม่แบ่งแยกว่าใครเลือกรับประทานเนื้อแบบไหน ขณะที่บทสนทนาบนโต๊ะยังเป็นเรื่องสัพเพเหระโดยที่ไม่มีใครรู้สึกเป็นส่วนเกินเพราะต่างก็ร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่อย่างคนคุ้นเคย จนมาสะดุดเมื่อหมูสามชั้นที่สุกกำลังดีเป็นชิ้นแรกบนเตาถูกคีบไปวางบนจานของธันวาโดยดีน คนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ก็พร้อมใจกันหยุดชะงักในทันที


“โทษที กูลืมว่ามึงไม่กินสามชั้นแล้ว” ดีนยื่นตะเกียบออกไปอีกครั้งหมายจะคีบหมูชิ้นนั้นคืนเมื่อนึกขึ้นได้แต่ธันวากลับคีบเอาไว้เสียก่อน


“ก็แค่กินน้อยลง ไม่ใช่ว่าไม่กินเลยเหมือนกินชิ้นเดียวก็ไม่ได้อะไรแบบนั้น” ธันวาว่าโดยไม่ทันมองสายตาเดือนแรมที่จ้องมองเพื่อนของตนด้วยความฉงน แต่ไม่ใช่กับคนถูกมอง เพราะดีนรู้สึกได้ ถึงได้อยากจะคีบกลับมา


“แต่เขาคงไม่อยากให้มึงกิน”


ธันวาหันมองเดือนแรม เห็นอีกฝ่ายจ้องดีนก่อนละสายตามาหาเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ธันวาไม่เข้าใจความนัยของสายตาคู่นั้น แต่เขารู้ว่าเดือนแรมไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลที่จะห้ามอะไรอย่างที่ดีนว่า


“อันนี้กูขอแย้ง” กรองเกียรติแทรกขึ้นมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะเกรงใจรุ่นพี่ตนเอง


“กูว่าพี่แรมไม่ได้อยากห้ามหรือบังคับไม่ให้ไอ้ธันว์กินหมูสามชั้นเลย แต่เขาอาจจะไม่พอใจที่มึงคีบอาหารให้มันมากกว่า”


ดีนขมวดคิ้ว ยังคงไม่เข้าใจว่า ‘แค่’ คีบอาหารให้จะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน


“กูหมายความว่าเขาไม่พอใจที่มึงดูแลเอาใจแฟนเขา เพราะมันเป็นหน้าที่เขาไม่ใช่ส่วนที่มึงจะไปเจ๋อ” กรองเกียรติว่าออกมาด้วยความหงุดหงิดในความไม่เข้าใจเรื่องบทบาทสถานะของเพื่อนสนิท


“อ้อ โทษที เคยชินไปหน่อย” ดีนว่าอย่างไม่ใส่ใจเหมือนกับท่าทีเฉยเมยอย่างการคีบเนื้อพลิกไปมาบนเตาและคีบชิ้นหนึ่งวางบนจานของกรองเกียรติบ้าง แม้ใจจะอยากวางระเบิดอีกประโยคเช่น ‘กับคนก่อนไม่เห็นมีปัญหา’ แต่ก็ต้องสงวนคำพูดไว้เพราะไม่อยากให้เพื่อนตนลำบากใจ


เดือนแรมไม่อยากใส่ใจความเคยชินของอีกฝ่ายให้รำคาญใจ แต่พอเห็นคนรักยิ้มแหยเหมือนหากว่าเมื่อครู่กรองเกียรติไม่พูดขึ้นมาตนก็ยังไม่รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจเรื่องใดอยู่กันแน่ก็ชักหงุดหงิดใจขึ้นมาอีกครั้ง


“แฟนมึงขี้หึง รู้ไว้ด้วย” กรองเกียรติกระซิบบอกที่ถึงอย่างไรคนที่ถูกพาดพิงก็ได้ยินอยู่ดี


“กูเคยเตือนมันแล้วว่าจะขาดอิสระตลอดกาล” ดีนพูดนิ่ง ๆ


“ผมจะระวังตัวให้มากขึ้นครับ” ธันวาหันไปพูดกับเดือนแรมด้วยน้ำเสียงและแววตาจริงจัง


“กับเพื่อน กูจะพยายามไม่คิดมาก แต่ให้อยู่ในขอบเขต” ประโยคหลังเดือนแรมหันไปมองดีนเพื่อเป็นการเตือนกลาย ๆ แต่ดีนกลับไหวไหล่ไม่สนใจ “ที่ผ่านมามึงอาจจะดูแลธันวาดี ถือเป็นโชคดีของมันที่มีเพื่อนดี แต่ตอนนี้ธันวาเป็นแฟนกู หวังว่าจะให้เกียรติกูบ้าง ไม่ได้จะห้ามไม่ให้สนิทกันเหมือนก่อน แต่อยากให้คิดว่าไม่มีใครอยากเห็นคนอื่นเทคแคร์แฟนเราเหมือนเป็นแฟนเขาเองหรอกนะ”


“ถ้าไม่เห็น...ไม่รู้...ก็ได้ใช่ไหมครับ” ดีนยิ้มยียวน ไม่ได้อยากสร้างศัตรู แต่แค่พูดอย่างที่คิดเท่านั้นเอง


เดือนแรมไม่ได้ฉุนเฉียว ตรงกันข้าม รุ่นพี่คนนี้กลับนิ่งและพูดเสียงเรียบทว่าหนักแน่นและจริงจังกลับมาเท่านั้น “กูไม่อยากเป็นแฟนงี่เง่าที่จำกัดขอบเขตแฟนกับเพื่อน ไม่อยากดึงเขาออกจากใครหรือกีดกันไม่ให้สนิทกัน แต่มึงก็ต้องเข้าใจ กูอยากเป็นคนเดียวที่ดูแลมันดีเหมือนเป็นอีกคนในครอบครัว”


ดีนยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินอย่างนั้นขณะคีบหมูสันคอใส่จานธันวาอีกหนึ่งชิ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน “แต่เผอิญว่าผมเป็นคนในครอบครัวของมัน...จริงไหมธันวา”


คนกลางอย่างธันวากลืนน้ำลายหนืดลงคอ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากกรองเกียรติแต่อีกฝ่ายกลับหลบตาเอาแต่ดื่มน้ำหนีสถานการณ์ตรงหน้าไปอย่างเงียบ ๆ


“พ...พี่แรมครับ คือว่า…”


เดือนแรมละสายตาจากดีนมามองคนที่อ้ำอึ้งด้วยไม่รู้จะอธิบายอย่างไรด้วยรอยยิ้มที่สดใจจนอีกฝ่ายเริ่มสับสนเพราะคิดว่าจะถูกโกรธเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อคนพี่ยื่นมือมากอบใบหน้าตนและลูบแก้มแผ่วเบาก็ยิ่งสร้างความงุนงนให้ทั้งเขาและอีกสองคนที่มองอยู่ “อย่าทำหน้าแบบนี้ กูเข้าใจ กูรู้ว่าเพื่อนมึงทำด้วยความเคยชิน ไม่ได้คิดกับมึงเกินเพื่อน ความจริงกูไม่ควรทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยซ้ำ…”


เดือนแรมหันมองดีน “แต่จากนี้ถือว่ากูขอเถอะ ขอให้หน้าที่ดูแลธันวาเป็นของกู ได้ไหมวะ”


ดีนไหวไหล่ไม่ตอบอะไรแต่หันไปหาเพื่อนข้างกายแทน “อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นพยานรักของเขาสองคนว่ะ”


เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตึงเครียดเรื่มคลี่คลายลงกรองเกียรติก็หายใจโล่งขึ้นจนกล้าพูดเล่นได้เหมือนเดิม “อ้าว มึงเป็นพ่อมันอะ เขาขอมึงดูแลมันก็ถูกแล้วป่ะวะ”


“อย่าคืนคำก็แล้วกัน” ไร้ท่าทียียวนเหมือนทุกที ดีนมองอีกฝ่ายด้วยแววตาจริงจังเช่นเดียวกันกับคนถูกมอง


“มึงรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทาง”


“อย่าเอาผมไปค้ำประกันความรักที่พี่มีให้ธันวา เพราะผมต้องอยู่ฝ่ายเพื่อนตัวเองอยู่แล้ว”


“เอ่อ เอาเป็นว่าพี่แรมจะดูแลเพื่อนของพวกเราเป็นอย่างดี ส่วนไอ้ดีนก็จะลดความโอเวอร์ในการดูแลธันว์ลง เป็นอันจบนะครับ...กินเถอะครับทุกคน” กรองเกียรติถือวิสาสะสรุปใจความเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างเพื่อนสนิทและคนรักของธันวา อีกทั้งยังคีบเนื้อหมูใส่จานทั้งสามคนเพื่อเป็นการคืนความสงบสุขให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารด้วย “นี่ครับ สันในของพี่แรม...สันคอของธันว์...ส่วนสามชั้นชิ้นนี้ของมึงไอ้ดีน”


หลังจากนั้นบรรยากาศก็ไม่อึมครึมอีก ไม่มีหัวข้อสนทนาที่รู้กันแค่ไม่กี่คนเพื่อให้ใครต้องอึดอัดหรือถูกกีดกันเป็นส่วนเกิน ซึ่งล้วนเป็นหัวข้อเกี่ยวกับความสนใจที่ร่วมแสดงความเห็นได้อย่างอิสระ ขณะที่เดือนแรมกับธันวาก็ดูแลเอาใจใส่กันอย่างเปิดเผยแบบไม่โจ่งแจ้งมากเกินไปนัก และกรองเกียรติเห็นว่าบ่อยครั้งที่ดีนนิ่งมองคู่รักตรงหน้า ไม่รู้ว่าดีนกำลังสนใจสิ่งใด แต่สำหรับเขา เขาสังเกตมาได้พักใหญ่แล้วว่าหากมีธันวาอยู่ใกล้ ๆ แม้จะหน้านิ่งแต่เดือนแรมก็ไม่เคยหน้าบึ้ง ใบหน้านิ่งเรียบมักแต้มรอยยิ้มจาง ๆ เหนือริมฝีปากเสมออย่างคนที่มีความสุขมากโดยไม่ต้องยิ้มกว้างออกมาอย่างคนอื่น


การเพลิดเพลินกับอาหารและบทสนทนาจิปาถะผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถามหาของหวานมาปิดท้ายมื้ออาหาร


“กูไปตักไอติม มึงจะเอาด้วยเลยไหม” เป็นเดือนแรมที่ยอมแพ้ให้กับอาหารคาวก่อนใคร


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมออกไปตักเองดีกว่า”


“มึงนั่งข้างใน จะเข้าจะออกลำบาก กูตักให้เลยดีกว่า”


“รู้เหรอว่าผมจะกินรสอะไร” ตั้งแต่รู้จักกันมาเคยไปกินไอศกรีมข้างมหาวิทยาลัยกันแค่ครั้งเดียวเห็นจะได้ ไม่คาดหวังสักนิดว่าเดือนแรมจะจำได้ว่าเขาโปรดรสอะไรเป็นพิเศษ


“ชาเขียวไง”


“เก่งจังอะ เก่งทุกเรื่องเลยนะเราน่ะ” ธันวาแกล้งเย้า


“แล้วจะเอาเลยไหม”


“พี่ตักมาให้เลยก็ได้ครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูง”


“เยอะ ๆ” เดือนแรมว่าในความล้นของคนน้องด้วยความเอ็นดู


ดีนสะกิดส่งสัญญาณให้กรองเกียรติลุกออกไปพร้อมเดือนแรมด้วยเพื่อที่ตนจะได้มีเวลาอยู่กับธันวาสองคน ซึ่งเพื่อนรักก็รู้หน้าที่ดี


ดีนมองธันวาที่มองตามหลังเดือนแรมไปด้วยแววตาพราวระยับและใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อย ๆ อยู่ตลอดเวลา “มึงดูมีความสุข”


ธันวาหันขวับมามองกันด้วยอารมณ์ที่ต่างจากเมื่อครู่สุดขั้ว “ไอ้ห่า เกือบทุกข์เพราะมึงหาเรื่องให้กูเนี่ยแหละ”


“อ้อ อยากผลักไสกูแล้วสินะ”


“อย่ามางอนกูนะไอ้ดีน กูรู้ว่ามึงแกล้งพี่แรมเล่น”


“กูทำด้วยความเคยชินจริง ๆ”


“การกระทำมึงน่ะธรรมชาติ แต่พอรู้ตัวแล้วมึงก็ยังพูดแกล้งเขาต่ออีก มึงเป็นเพื่อนกูอยู่แล้ว แต่อย่าให้กูเลือกข้างได้ไหมวะ กูลำบากใจนะเว้ย”


“ไม่ต้องห่วงกูหรอก ห่วงตัวเองเถอะ อย่าผูกติดกับเขามากเกินไปเหมือนคนก่อนอีกล่ะ”


ธันวานิ่งคิด ดีนไม่แน่ใจว่าเพื่อนจะแค่คิดไต่ตรองความรู้สึกตัวเองตอนนี้ว่าเผลอทำแบบที่เขาเตือนไปแล้วหรือยัง หรือว่ากำลังคิดถึง ‘คนก่อน’ กันแน่


“แล้วที่กูถามไอ้เก่งค้างไว้แต่ยังไม่ได้คำตอบ...”


“พอเลยดีน” แค่เพื่อนเปรยขึ้นมาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าหมายถึงเรื่องอะไร “อย่าพูดถึงเขาต่อหน้าพี่แรมอีกนะ กูขอล่ะ กูไม่อยากให้พี่แรมไม่สบายใจ”


“กูไม่ได้จะพูดต่อหน้าเขา กูแค่อยากถามมึง ว่าสิ่งที่ไอ้เก่งบอกว่าไม่เหมือนกันน่ะ มึงรู้ตัวเหมือนอย่างที่เพื่อนสังเกตเห็นบ้างไหม”


“ท...ที่บอกว่าต่างจากคนก่อนอะ หมายความว่าไงวะ”


“คนนอกจะรู้ดีกว่าใจมึงเองได้ไงวะ” ดีนเชื่อว่าถ้าธันวาได้รู้ใจตัวเองอย่างแท้จริงแล้วจะทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ดีขึ้นกว่าเดิมเพราะปราศจากความกลัวต่าง ๆ อันเกิดจากอดีตของธันวา


ธันวามีสีหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะรีบเปลี่ยนเป็นสดใสเมื่อสองหนุ่มเดินกลับมาพร้อมไอศกรีม


“พี่แรมแม่งเก่งทุกอย่าง ตักไอติมยังเก่งเลย ดูดิ”


ธันวาเห็นตั้งแต่ที่เดือนแรมวางถ้วยลงแล้ว แต่ไม่ทันได้เอ่ยชมก็มีคนชมแทนเสียก่อน จากที่อยากชื่นชมคนรักก็กลายเป็นหมั่นไส้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น “มึงยอจนเขาจะลอยได้อยู่แล้วนะ”


“ก็มันจริงนี่หว่า มีใครตักไอติมให้มึงได้ดีทั้งปริมาณและคุณภาพแบบพี่แรมบ้าง”


ธันวารีบหันไปยิ้มหวาน เอ่ยขอบคุณเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเดือนแรมจากสิ่งที่กรองเกียรติเพิ่งหลุดพูดออกมาจนคนที่มองอยู่อย่างดีนหลุดยิ้มขำมุมปาก ขณะที่คนพูดมีสีหน้าหวั่นเกรงเพราะเพิ่งตระหนักได้ว่าอาจเกิดปัญหาขึ้นอีกครั้ง ทว่าเดือนแรมเองก็มองข้ามมันไปเหมือนกัน


“กูสอบผ่านใช่ไหมล่ะ”


“ให้ห้าดาวเลยครับ” คนน้องทำมือประกอบคำตอบด้วย


ธันวาน่ารักเสียจนอยากเย้าหยอกกลับว่าขอรางวัลเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ดาวแต่ก็ได้แค่ยิ้มกว้างเพราะรู้ตัวว่าไม่ได้อยู่กันตามลำพัง


พวกเขาพากันออกจากร้านก่อนหมดเวลาที่ทางร้านกำหนดไว้เล็กน้อย ดีนเป็นคนอาสารวบรวมเงินไปจ่ายแม้ว่าเดือนแรมจะเสนอตัวขึ้นก่อนก็ตาม


ขณะรอชำระเงินที่เคาน์เตอร์ ดีนก็ไม่พลาดที่จะสังเกตอีกสามคนที่ออกไปยืนนอกร้านแล้ว


ธันวาบ่นพึมพำพลางลูบท้องตัวเองแล้วทำท่าแอ่นน้อย ๆ เหมือนโชว์ให้กรองเกียรติดูว่าอาหารมื้อนี้ทำพิษกับตัวเองอย่างไรบ้าง ขณะที่ดีนยืนห่างออกไปเล็กน้อยที่ดูก็รู้ว่าตั้งใจให้พื้นที่เพื่อนสนิทได้คุยกันเพื่อไม่ให้คนไม่มีคู่อย่างกรองเกียรติทำตัวไม่ถูกเพราะรู้สึกเป็นส่วนเกิน


ดีนซ่อนรอยยิ้มพอใจไว้ภายใน


ให้เขาเดาก็คิดว่ารู้ใจเพื่อนอย่างกรองเกียรติดี แน่นอนอยู่แล้วว่าต่อให้เป็นผู้ชายเหมือนกันและเข้ากับแฟนเพื่อนได้ดี แต่ในยามที่อยู่กันสามคน กรองเกียรติก็ต้องประดักประเดิดทำตัวไม่ถูกกันบ้าง คนอย่างกรองเกียรติคงคิดแน่ว่าไม่อยากทำตัวติดกับธันวาให้คนรักอีกฝ่ายเหงา แต่กลายเป็นเดือนแรมเสียเองที่ให้พื้นที่กับกรองเกียรติอย่างเต็มที่โดยที่ตัวเองไม่ได้ไปไหน แค่รอมีบทบาทตามโอกาส คงเพราะหวั่นว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน หากเขาจะทำตัวกระหนุงกระหนิงกับธันวาเหมือนอยู่กันแค่สองคน


และที่น่าดีใจคือธันวาเองก็ไม่ได้ทอดทิ้งความรู้สึกของเพื่อน


คนกลางอย่างธันวาไม่มีทางไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่ชวนให้วางตัวไม่ถูกแน่ ไม่ใช่ว่าอึดอัด เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างเกรงใจกัน เพราะอย่างนั้น การที่เจ้าตัวคุยเล่นกับเพื่อนแล้วยังหันไปทำหน้างอแงใส่คนรักเกี่ยวกับเรื่องที่ท้องป่องด้วยก็ดูเป็นการสร้างบรรยากาศการอยู่ร่วมกันได้ดี


แม้ว่าธันวาจะถูกคนเป็นลุงเรียกตัวกลับบ้านทันทีที่ปิดเทอม ขณะที่เดือนแรมตั้งใจจะค้างที่หอพักจนกว่าจะถึงวันงานกีฬาสัมพันธ์ แต่หลังมื้ออาหารในวันนี้ธันวากลับปฏิเสธที่จะกลับบ้านพร้อมดีนที่กล่าวอ้างว่าจะไปหาอาม่าพอดิบพอดีเพราะกำลังหาโอกาสอยู่กับเพื่อนสนิทตามลำพัง


ธันวาให้เหตุผลว่ายังอยากเดินเที่ยวเล่นกับเดือนแรมอีกครู่หนึ่งที่เป็นใครมองก็รู้ว่าเจ้าตัวมีเรื่องไม่สบายใจบางอย่างที่อยากพูดกับคนรักให้เรียบร้อยก่อนจากกันในวันนี้


“กลับบ้านกัน” เดือนแรมเป็นฝ่ายออกความเห็นหลังจากแยกทางกับสองคนนั้นแล้ว


“ผมกลับเองได้ครับ พี่ไม่ต้องไปส่งหรอก” เขาไม่อยากให้คนรักต้องเสียเวลาย้อนกลับไปโรงพยาบาลอีก “...แค่มีเรื่องอยากคุยด้วยก่อนกลับเท่านั้นเอง”


เดือนแรมยิ้มบางทว่าสว่างไสวเหลือเกินในความรู้สึกของคนที่มีเรื่องกวนใจ “ขอบคุณนะที่ไม่อยากปล่อยให้มีเรื่องคาใจกันข้ามวัน แต่เอาไว้คุยกันตอนเดินเข้าหมู่บ้านดีกว่า...ไม่ต้องห่วงว่ากูจะเสียเวลาหรอกหน่า คืนนี้เปลี่ยนใจจะกลับไปนอนบ้านแล้ว” เดือนแรมรีบพูดออกมาเมื่อเห็นสีหน้าคนฟังกังวล


“เอางั้นเหรอ”


“อือ กลับกัน” เดือนแรมว่าพร้อมคว้าแขนอีกคนให้เดินตาม


ตลอดการเดินทางทั้งโดยรถไฟฟ้าและแท็กซี่มาลงหน้าหมู่บ้านไม่มีใครพูดอะไรสักคำ แต่ถึงอย่างนั้นบรรยากาศก็ไม่ได้อึมครึมเหมือนขึ้งโกรธกันแต่อย่างใด จนกระทั่งเดินเคียงคู่กันตามถนนในหมู่บ้านแล้ว ธันวาจึงได้เอ่ยพูดขึ้นก่อนด้วยความไม่สบายใจที่อัดแน่นในอก


“พี่แรมครับ คือว่าเรื่องดีน…”


“หือ” ความจริงเดือนแรมไม่อยากเซ้าซี้วุ่นวายจึงไม่ได้ถามออกไปก่อน แต่ถ้าหากน้องอยากจะเล่าให้ฟัง เขาก็ดีใจที่อีกฝ่ายยอมเล่าเรื่องส่วนตัวมาก ๆ ให้ฟังบ้าง


ธันวาเหลือบมองท่าทีคนข้างกาย เห็นอีกฝ่ายมองตรงไปข้างหน้าเรียบนิ่งแล้วต้องเรียกความกล้าจากภายในออกมาเพื่อพูดต่อ “ผมไม่รู้ว่าพี่รู้รึเปล่าว่าผมไม่มีพ่อกับแม่แล้ว”


“...” เขาไม่เคยสืบเรื่องของธันวา ทุกเรื่องที่รู้เกี่ยวกับอีกฝ่ายก็มาจากการสังเกตเท่านั้นซึ่งก็พอรู้เรื่องนี้จากการที่เห็นว่าธันวาพักอยู่บ้านลุงและมีเพียงลุงเป็นผู้ปกครอง


“ผมเสียพวกท่านไปตั้งแต่มอสาม นอกจากลุงภาสก็มีเพื่อน ๆ กลุ่มนี้ที่เป็นที่พึ่งพิงของผม”


นอกจากคนที่เดินฝั่งติดถนนอย่างเดือนแรมจะต้องระวังรถที่สวนมาแล้วยังใส่ใจเกี่ยวกิ่งไม้ไม่ให้โดนคนข้างในที่ไม่ทันสนใจภัยรอบตัวเพราะสายตาจับจ้องอยู่ที่เขาตลอดอีกด้วย “แต่สนิทกับดีนที่สุดใช่ไหม”


“ครับ ดีนเป็นเหมือนครอบครัวของผม...เป็นครอบครัวที่ยังเหลืออยู่ของผม”


คนข้างกายหยุดชะงักทันทีที่เขาพูดจบ ธันวาเดาใจไม่ถูกว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไร เขาเพียงแต่อยากพูดความจริงทั้งหมดให้ฟังในตอนนี้


“อยากกอด”


“...”


“ไม่อยากให้มึงอยู่กับความรู้สึกแบบนี้คนเดียว”


ธันวารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในหน่วยตาคู่นั้นที่มองมา แม้อีกฝ่ายจะเพียงแค่ยืนมองนิ่ง ๆ ไม่ได้ทำอย่างที่พูดออกมาจะเพราะไม่เหมาะสมหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ธันวาก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกโอบกอดจากคนคนนี้


คนที่จะไม่ทำให้เขาต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป


เพราะเดือนแรมไม่กล้าทำอะไรที่มากไปกว่านั้น ธันวาจึงเป็นฝ่ายยื่นมือไปหาและเกี่ยวนิ้วก้อยของอีกฝ่ายไว้แล้วก้าวเดินอีกครั้ง


ไออุ่นจากการสัมผัสกันเพียงน้อยนิดแต่กลับมหาศาลในใจของทั้งคู่


สำหรับเขา ความรู้สึกที่มีให้ภีมและเดือนแรมต่างกันอย่างไร?


อีกหนึ่งเรื่องที่คาใจคือประเด็นที่ดีนทิ้งไว้ให้


ธันวาเหลือบมองใบหน้าคนข้างกายไล่เลื่อนลงมายังนิ้วที่เกี่ยวกัน


สำหรับเขา ภีมเหมือนเป็นที่พึ่งทางใจคนเดียวที่เหลืออยู่หลังจากสูญเสียมารดาไป เขากลายเป็นทุกอย่างในชีวิตของธันวาได้เพียงแค่ทำให้คนอ่อนกว่ารู้สึกปลอดภัย ดีใจที่มีเขาในชีวิต ภีมต่างจากดีนหรือกลุ่มเพื่อนตรงที่อยู่ห่างกันแค่รั้วบ้านกั้น เพราะอย่างนั้นธันวาจึงสะดวกในการใช้เวลาอยู่ด้วยมากกว่าใคร


แต่กับเดือนแรม...


ธันวาไม่เพียงแค่อุ่นใจหรือรู้สึกปลอดภัยที่มีที่พึ่งพิงเมื่อมีเดือนแรมในชีวิต แต่เขาอยากอยู่ในชีวิตของเดือนแรมด้วย


ไม่เพียงแต่ยิ้มได้เพราะมีเดือนแรมอยู่ตรงหน้า แต่ยิ้มได้กว้างขึ้นเมื่อมีตัวตนอยู่ในสายตาของเดือนแรม


ธันวากระชับนิ้วให้เกี่ยวกันแน่นขึ้น สัมผัสกันมากขึ้น


เขาดีใจที่ตัวเองได้อยู่ในชีวิตของเดือนแรม


“ถึงบ้านแล้ว” เดือนแรมบอกพร้อมกับปล่อยมืออย่างอาวรณ์เมื่อเดินมายืนอยู่หน้ารั้วบ้านของธันวาแล้ว


“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ เดินกลับบ้านดี ๆ ถึงแล้วบอกด้วยนะ”


“อื้อ เข้าบ้านได้แล้วไป”


แม้จะอยากยืนรอส่งแต่ธันวาก็คร้านจะรั้นเพราะคงเถียงสู้เดือนแรมไม่ได้อยู่ดี แต่คนพี่ก็ไม่คาดคิดว่าคนที่ยอมเดินเข้าบ้านง่าย ๆ จะหันกลับมาหากันอีก


“พี่แรม...”


“หือ”


“รักพี่ว่ะ”


เดือนแรมนิ่งอึ้งด้วยเพราะทั้งไม่ทันตั้งตัวและไม่คิดว่าจะได้ยินคำนั้นในตอนนี้ อีกทั้งยังออกจากปากอีกฝ่ายก่อนด้วย ทั้งที่เขาเป็นคนรู้สึกก่อนแท้ ๆ แต่กลับไม่เคยพูดออกไปตรง ๆ สักครั้ง มีแค่คำว่าชอบที่ฟังดูเหมือนแค่ความรู้สึกดี ๆ ที่ไม่มีน้ำหนักมากพอให้ผู้ชายคนหนึ่งกล้าลงเอยด้วยเลย


“ใจร้ายจังวะ”


“ผมเนี่ยนะ”


“สารภาพรักหลังประตูรั้วและหน้าบ้านแบบนี้ใครจะกล้าเดินเข้าไปกอด”


อีกคนฟังแล้วก็หัวเราะชอบใจ ไม่ยอมบอกให้รู้ว่าเพราะเป็นแบบนี้ถึงได้กล้าพูดออกไป ไม่อย่างนั้นคงเขินจนทำตัวไม่ถูกเป็นแน่


“รักมึงเหมือนกัน”


จากที่กลั้นยิ้มไม่เผยให้รู้ว่ากำลังเขินอยู่ก็เริ่มคลายริมฝีปากออกทีละนิด คำว่ารักที่ได้ยินทำให้ธันวารู้ในทันทีว่าอะไรคือความแตกต่างของความสัมพันธ์ที่ตนเคยมีให้ผู้ชายสองคนในชีวิต คำว่ารักของเดือนแรมทำให้เขาอยากตอบรับในทันทีเพราะรู้สึกแบบเดียวกันไม่ใช่ตอบรับเพราะกลัวว่าปฏิเสธแล้วจะเสียเขาไปเหมือนคนก่อน









TBC.
------------------------------------------------------------
ยังไม่ทิ้งน้าาาาาาาาาา
#แรมเดือนสิบสอง

ด้วยรักและขอบคุณ
ธัญญ์

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด