แม้นมั่นคำสัญญา ตอนพิเศษที่หน้า 21จ้า [28/02/13]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แม้นมั่นคำสัญญา ตอนพิเศษที่หน้า 21จ้า [28/02/13]  (อ่าน 224656 ครั้ง)

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23

สงสารอ่ะ

สงสารทั้งต้นทั้งไผ่เลย


 :sad2: :sad2: :sad2:


The Living River Ping

  • บุคคลทั่วไป
ไม่ ไม่นะ ยังไม่ได้ชนท้ายกันเลย ไปเรียกต้นให้กลับมาก่อน มาให้เขาใส่สร้อยข้อมือให้ และไผ่ก็บอกว่า ไม่ว่านานแค่ไหนก็จะรอต้นคนเดียว  :angry2:

juuuno99

  • บุคคลทั่วไป
ป้าคับ ไอ้เอสุดแสนจะน่ารักกลับมาแล้วคับ  :m13:



กลับมาแล้วก็


 :angry2:ทำไมทำงี้ ผมกับมาจะให้เสียน้ำตาเหรอ  :serius2:ไม่ยอม เค้าไม่ยอมอ่ะป้า :serius2:

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog

สงสารอ่ะ

สงสารทั้งต้นทั้งไผ่เลย


 :sad2: :sad2: :sad2:



สงสารเหมือนกัน  :sad2: (แล้วไปพรากเค้าทำม้ายยย) ยังไงอย่าเพิ่งถอดใจเลิกลุ้นเน่อ รออ่านต่อก่อง


ไม่ ไม่นะ ยังไม่ได้ชนท้ายกันเลย ไปเรียกต้นให้กลับมาก่อน มาให้เขาใส่สร้อยข้อมือให้ และไผ่ก็บอกว่า ไม่ว่านานแค่ไหนก็จะรอต้นคนเดียว  :angry2:

 :m29: ขอเช็คกับไผ่ก่อนนะว่าทำประกันชั้นไหนไว้ อิๆๆ

ป้าคับ ไอ้เอสุดแสนจะน่ารักกลับมาแล้วคับ  :m13:



กลับมาแล้วก็


 :angry2:ทำไมทำงี้ ผมกับมาจะให้เสียน้ำตาเหรอ  :serius2:ไม่ยอม เค้าไม่ยอมอ่ะป้า :serius2:

โอ๋ๆๆ มาให้ป้ารับขวัญมะ ก็รักแท้มันต้องใช้ระยะทางและการเวลาเป็นตัวพิสูจน์ง้ายยยยย รออ่านตอนต่อไปละกาน  :laugh:

pickki_a

  • บุคคลทั่วไป
สงสารทั้งคู่ล่ะคับ
ทั้งต้นและไผ่เลย

ป้าคับ อย่าให้มันเศร้าไปนะคับ เดี๊ยวเรื่องของผมจะสู้ไม่ได้  :serius2:

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
-UP- แม้นมั่นคำสัญ#
«ตอบ #95 เมื่อ11-10-2008 15:12:01 »

พอดีต้องมาเฝ้าน้องที่โรงพยาบาล เลยเอาโน้ตบุ๊คมาพิมพ์ต่อซะเลย  :m9:

ตอนนี้...ไม่เศร้าเท่าตอนที่แล้ว...มั้ง?   :m28:



11.

ท่ามกลางเสียงเอะอะจอแจของสื่อมวลชนและแขกวีไอพีรวมทั้งดารานักแสดงที่เดินขวักไขว่อยู่ในโถงจัดเลี้ยงของโรงแรมดังใจกลางเมือง แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปและไฟติดกล้องอัดเทปบันทึกภาพจากรายการโทรทัศน์หลากช่องสว่างวาบขึ้นตามจุดต่างๆหลังจากที่เพิ่งจบงานแถลงข่าวก่อนการเปิดโครงการ “แพนดิโมเนียม” ซึ่งเป็นการรวมหุ้นของกลุ่มสุวรรณฤทธิ์กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศซึ่งจะเปิดตัวในประเทศไทยสองโครงการและที่เกาหลีอีกหนึ่งโครงการพร้อมกันในช่วงต้นปีหน้า

ชายร่างสูงกำยำดูโดดเด่นในชุดเสื้อสูทสีเข้มสวมทับเชิ้ตผ้าไหมสีเทาปลดกระดุมเม็ดบนไม่ผูกเน็คไทเดินฝ่าฝูงชนที่พยายามเข้ามารุมล้อมขอสัมภาษณ์และถ่ายรูปเพื่อผ่านเข้าไปยังห้องพักวีไอพีที่เยื้องกับบริเวณที่จัดเลี้ยงอย่างรีบร้อน เสียงทุ้มเอ่ยปัดเมื่อนักข่าวคนหนึ่งวิ่งตามมาแล้วเอาเครื่องมืออัดเสียงยื่นมาใกล้ๆ

“ขอโทษครับ ถ้าหากมีคำถามเกี่ยวกับโครงการ ขอให้สอบถามจากคุณวรชัย ที่ปรึกษาอาวุโสของโครงการนะครับ”

ตระการปิดประตูตามหลังเมื่อก้าวเข้ามาในห้องพักแล้วก็ถอนหายใจ ชายหนุ่มเสยผมอย่างอ่อนเพลีย ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เขากลับมาเมืองไทยก็ยุ่งกับงานตลอดเพราะต้องเดินทางขึ้นลงระหว่างกรุงเทพฯกับภูเก็ตเพื่อคอยตรวจเช็คความคืบหน้าของโครงการที่บิดาร่วมผลักดันกับบริษัทต่างชาติให้เกิดเป็นรูปร่าง โดยก่อนหน้านั้นตระการถึงกับต้องเดินทางไปประจำกับบริษัทย่อยในเครือที่เกาหลีเพื่อคอยติดต่อธุรกิจกับพาร์ทเนอร์โดยตรง และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีไม่มีสะดุดตามคำสั่งของบิดาผู้กำลังประสบปัญหาทางสุขภาพซึ่งมีแต่คนใกล้ตัวที่รู้ ส่วนตัวเขาเองก็พอจะตระหนักถึงภาระความรับผิดชอบที่ตนต้องสืบทอด ประกอบกับความจำเป็นที่จะต้องกำจัดความกังขาจากบอร์ดผู้บริหารและเหล่าพนักงานด้านความสามารถในการรับช่วงกิจการของเขาให้หมดไปจึงต้องมุทำงานหนักเช่นนี้

ร่างสูงรินน้ำเย็นจากเหยือกที่บริเวณเคาน์เตอร์ในห้องขึ้นดื่มแล้วก็เดินไปมองทิวทัศน์กรุงเทพฯยามหัวค่ำจากหน้าต่างกระจกชั้นที่ 30 ของโรงแรม เส้นขอบฟ้าขมุกขมัวที่ไกลออกไปยังพอมีริ้วสีแดงเข้มจากแสงอาทิตย์สุดท้ายพาดผ่าน อาบย้อมให้ปุยเมฆที่ลอยล่องเรื่อไปด้วยสีม่วงอมแดงซีดๆชวนให้เหงาหงอย ชายหนุ่มวางมือหนาลงทาบกระจก เมืองใหญ่ที่ดูจอแจไปด้วยผู้คนและแออัดไปด้วยตึกรามบ้านช่องทรงเหลี่ยมก่อให้เกิดบรรยากาศอ้างว้างจับใจ

แผ่นฟ้าที่ไร้ทิวเขาบดบังช่วยให้มองเห็นทัศนียภาพได้ไกล แต่ก็ไม่ไกลพอที่จะเห็นสถานที่ที่อยู่ในใจเขาตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา มือแข็งแรงกระชับแก้วน้ำแน่นขึ้นเมื่อหวนคิดถึงความทรงจำที่ทำให้ปวดยอกในอก เขาปรารถนาเหลือเกินที่จะทิ้งงานที่กำลังทำให้ชีวิตยุ่งเหยิงจนไร้เวลาส่วนตัวแล้วบินขึ้นไปเชียงใหม่เพื่อปรับความเข้าใจกับคนรักที่ต้องแยกจากทั้งที่ความสัมพันธ์เพิ่งเริ่มต้น นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ยินเสียง กี่วันต่อกี่เดือนที่ไม่ได้เห็นหน้า แม้จะห่างเหินกันเพียงใดแต่ความถวิลหาอีกฝ่ายนั้นไม่เคยลดน้อยตามไปเลย

“แม่ครับ เมื่อไหร่ต้นจะได้ปรับความเข้าใจกับไผ่เสียที?”

ตระการรู้สึกถึงโทรศัพท์มือถือที่สั่นอยู่ในกระเป๋าเสื้อนอกจึงหยิบออกมาดูแล้วก็ถอนหายใจก่อนกดรับ

“ครับพ่อ”

“งานแถลงข่าวกับงานเลี้ยงเป็นไงบ้าง?”

“งานแถลงข่าวได้รับความสนใจจากสื่อธุรกิจพอสมควรครับ ส่วนงานเลี้ยงตอนค่ำก็มีสื่อด้านบันเทิงมาเยอะ น่าจะเพราะเราจ้างดารามาหลายคน แขกที่ส่งบัตรเชิญไปก็มากันเกือบหมด”

“ฉันหวังว่าแกจะกำลังรับแขกและตอบคำถามสื่ออยู่นะ การเป็นหน้าเป็นตาในสายตาสื่อก็เป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจเหมือนกัน อย่าให้ฉันรู้ว่าแกให้วรชัยออกหน้าอยู่คนเดียว นี่เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร ลูกน้องจะมองยังไงถ้าแกมัวแต่หลบหน้าผู้คน”

ชายหนุ่มแค่นยิ้มกับประโยคดักทางที่แม่นยำราวอีกฝ่ายมาร่วมงานและสังเกตการณ์ด้วยตนเอง “ผมทราบครับ พอดีตอนแถลงข่าวผมโดนนักข่าวสัมภาษณ์เยอะเลยเพลีย ตอนนี้ผมเบรกอยู่แต่เดี๋ยวจะออกไปเปลี่ยนกับอาวีแล้วครับ”

“งั้นก็ดี”

ตระการกดวางสาย เมื่อมองไปนอกหน้าต่างฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มแล้ว ชายหนุ่มหมุนตัวกลับแล้วก็สูดหายใจเข้าลึกก่อนเปิดประตูห้องพักเพื่อกลับไปร่วมงานสังสรรค์ที่ตนเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง

ร่างสูงโดดเด่นก้าวเข้างานได้ไม่ถึงอึดใจก็มีวงแขนบอบบางตรงรี่มาคว้าแขนแกร่งข้างหนึ่งไปคล้องอย่างสนิทสนม

“พี่ต้นหายไปไหนมา ลี่รอถ่ายรูปคู่กับเจ้าภาพตั้งนานแล้วนะคะเนี่ย ไปตรงหน้างานกันดีกว่า”

ตระการยิ้มตามมารยาทเมื่อโดนดึงตัวไปบริเวณที่จัดไว้สำหรับถ่ายรูปบริเวณทางเข้างานแล้วก็มีแต่คนที่ไม่รู้จักเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยเต็มไปหมด  แต่ไม่ว่าจะมีใครสับเปลี่ยนเข้ามาสักกี่ราย หญิงสาวข้างกายก็ไม่ผละห่างจากเขาเลย ตรงกันข้ามกลับยิ่งเบียดกายในชุดเกาะอกสั้นรัดรูปเข้าใกล้มากขึ้นเวลาถ่ายรูปหมู่หลายๆคน ด้วยพื้นที่ที่จำกัดแม้ชายหนุ่มจะพยายามถอยสร้างระยะห่างก็ไม่เกิดผลเท่าใดนัก

“อุ๊ย เจ้ปาล์มมาด้วยเหรอวันนี้”

ลลิตาจูงมือชายหนุ่มเดินตามหลังคนรู้จักของตนอย่างถือวิสาสะ ตระการกลอกตาแม้ไม่ชอบใจ เอาเถอะ บางทีเขาอาจหาโอกาสปลีกตัวออกมาระหว่างที่นางแบบสาวคุยอยู่กับเพื่อนได้ ใบหน้าคมคายขมวดคิ้วเมื่อได้พิศใบหน้าของคนที่กำลังถูกจูงเข้าไปหาในระยะใกล้ ชายหนุ่มจำไม่ได้ว่าเคยเห็นใบหน้านั้นที่ไหนแต่ก็รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาหญิงสาวผมซอยสั้นอย่างบอกไม่ถูก

เสียงที่ค่อนข้างแหบต่ำเมื่อเทียบกับผู้หญิงทั่วไปเอ่ยตอบเมื่อโดนหญิงสาวร้องทักเสียงแหลม “พอดีวันนี้อิเว้นท์ชนกันหลายงาน พี่ที่กองเลยขอให้มาเก็บภาพกับเนื้อข่าวของงานนี้ไปให้ ไม่คิดว่าจะเจอลี่ที่นี่เหมือนกันนะ”

“พี่ต้นคะ นี่เจ้ปาล์ม เป็นลูกพี่ลูกน้องลี่เอง ทำงานอยู่นิตยสาร ว่าแต่เมี่อกี้เจ้ได้ทันถ่ายรูปคู่ของลี่กับพี่ต้นตรงทางเข้างานรึเปล่า” ท้ายประโยคหญิงสาวหันกลับไปถามญาติของตน

“ก็ได้ไปหลายช็อตแล้วแหละ แต่ถ่ายอีกก็ได้” หญิงสาวยักไหล่แล้วยกกล้องขึ้นเก็บภาพเมื่อเห็นนางแบบสาวเตรียมโพสท์ท่ากับนายแบบจำเป็นไปแล้ว ลลิตาผละแขนจากตระการไปขอดูรูปที่ขึ้นบนจอของกล้องดิจิตอลแล้วก็ทำแก้มป่องเสียงกระเง้ากระงอด

“พี่ต้นน่ะ ทำไมไม่ยิ้มเลยล่ะคะ”

ชายหนุ่มยิ้มจืดๆ แต่ไม่ทันพูดอะไรคนที่เป็นตากล้องก็ชิงพูดปรามหญิงสาวขึ้นเสียก่อน “เอาน่ะลิลลี่ เห็นใจกันหน่อย ท่านเจ้าภาพเค้าคงเหนื่อย”

หญิงสาวผมสั้นในเสื้อเชิ้ตแขนสามส่วนเข้ารูปและกางเกงยีนส์ทรงตรงยืนกดปุ่มเลื่อนเช็ครูปไปเรื่อยๆ  ตระการสังเกตว่าคนตรงหน้าเตี้ยกว่าลลิตาที่สวมรองเท้าส้นแหลมเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แสดงว่าเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างสูงพอสมควร ขณะที่ชายหนุ่มพยายามนึกว่าเคยพบกับคนตรงหน้าที่ไหน สายตาที่ดูฉลาดรู้ทันคนก็เหลือบขึ้นสบตาเขายิ้มๆอย่างผู้ที่ถือไพ่ลับเอาไว้
   
“ว่าแต่ เจ้าของบ้านนฤมิตรตอนนี้สบายดีเหรอ?”


*************


“เฮ้ย! ปล่อยซะทีสิ จะพาเราไปไหนเนี่ย!?”

ปฏิมาโวยเสียงฉุนพลางพยายามสะบัดมือที่ถูกมือใหญ่ลากให้เดินตามทันทีหลังสิ้นประโยคคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบจริงจังของตน ชายหนุ่มตาโตขึ้นหลังจากได้ยินคำถามนั้น แล้วก็ตรงเข้ามาคว้าข้อมือหล่อนไว้แน่นก่อนหันไปบอกลิลลี่ว่ามีธุระอยากขอดูรูปถ่ายของงานด่วนและขอให้อย่าตามไปที่ห้องพัก จากนั้นก็หมุนตัวพาหล่อนออกมาทันทีทั้งๆที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

ตระการจูงหญิงสาวเข้าในห้องพักวีไอพีแล้วปิดประตูตามหลัง ร่างสูงเพรียวสะบัดข้อมือหลุดจากการจับกุมแล้วก็ก้าวออกห่างจากร่างสูงใหญ่ก่อนหันมองอีกฝ่ายอย่างระแวง

“มีธุระอะไร?”

ชายหนุ่มยกมือทั้งสองข้างขึ้นเมื่อเห็นนัยน์ตาไม่ไว้ใจมองจ้องตรงๆ “ขอโทษที่บังคับพามาที่นี่ ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดีจริงๆ แต่พอคุณถามขึ้นมาเมื่อกี้ผมเลยจำได้ คุณเคยไปพักที่เกสต์เฮ้าส์ของไผ่ช่วงเดียวกับผมเมื่อปีที่แล้วใช่ไหม?”

หญิงสาวเลิกคิ้ว “เราจำชื่อเจ้าของบ้านนั้นไม่ได้หรอก แต่ถ้าหมายถึงคนหน้าหวานๆตัวผอมๆนั่นล่ะก็ใช่ ทำไมเหรอ เลิกกันแล้วรึไง?”

คำถามตรงๆแทงใจดำจนชายหนุ่มหน้าหมองลง “ผมไม่รู้ ถ้าคุณถามไผ่คุณอาจได้คำตอบแบบนั้น แต่สำหรับผม ผมยังรักเขาอยู่”

ทายาทหนุ่มของกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังบอกเล่าตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงมั่นคงจนคนฟังประหลาดใจ ปฏิมากอดอกพิงเคาน์เตอร์แล้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม

“ทำไมกล้าพูดแบบนั้น ไม่กลัวเราแบล็คเมล์หรือไง แล้วที่ลิลลี่บอกใครๆว่าคบนายอยู่หมายความว่าไง?”

“ผมเคยไปไหนมาไหนกับลิลลี่กับกลุ่มเพื่อนของเขาบ้างตอนเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ แต่ผมไม่เคยคิดอะไรกับเขาเกินความเป็นเพื่อนหรือพี่น้อง บังเอิญร้านเพชรของครอบครัวลิลลี่เป็นผู้เช่ารายสำคัญในโครงการหลายๆแห่งของเครือผมพวกเราก็เลยเจอกันในงานบ่อยก็เท่านั้นเอง”

“พูดง่ายดีนี่ ถ้างั้นนายจะบอกว่าลิลลี่กุข่าวงั้นเหรอ?”

“ถ้าคุณถามผม ผมก็จะตอบตรงๆว่าใช่” ชายหนุ่มถอนหายใจ “ลิลลี่ไม่ใช่คนไม่ดี แต่เขาไม่ใช่คนที่ผมรัก”

ปฏิมาขมวดคิ้วเมื่อเห็นแววตาคมทอประกายเศร้าจึงพูดเสียงอ่อนลง

“แล้วทำไมถึงกล้าเล่าให้เราฟัง เราเป็นลูกพี่ลูกน้องลิลลี่นะ ไม่กลัวเราไปบอกเค้าเหรอ?”

มือหนายกขึ้นลูบหน้าอย่างใคร่ครวญ “แบบนั้นอาจดีกว่าก็ได้ ไม่รู้สิ ผมแค่ดีใจที่ได้เจอคนที่เป็นพยานว่าเคยเห็นผมกับไผ่ช่วงที่มีความสุขด้วยกัน แล้วถ้าเป็นไปได้ ผมขอร้องว่าอย่าเอารูปคู่ของผมกับลิลลี่ตีพิมพ์ในหนังสือของคุณก็พอ”

หญิงสาวยืนนิ่งพลางลอบมองคนตรงหน้า สายตาของตระการซื่อตรงเกินกว่าจะคิดว่าชายหนุ่มกำลังเสแสร้งขอความเห็นใจ และหญิงสาวก็เคยเห็นภาพความสนิทสนมระหว่างทายาทธุรกิจพันล้านกับเจ้าของเกสต์เฮ้าส์เล็กๆบนชายเขาในเมืองทางเหนือกับตามาแล้วจริงๆ ร่างเพรียวคลายแขนที่กอดอกอยู่แล้วทรุดตัวลงนั่งที่โซฟามุมห้อง ตระการมองตาม

“ไหนๆคืนนี้เราก็ไม่ได้มีแผนจะไปไหนต่อ ยังไงช่วยเล่าเรื่องของนายกับไผ่ให้เราฟังได้ไหม?”


*************


“รสชาติเป็นไงมั่งไผ่ คิดว่าจานนี้พอจะนำเสนอไหวมั้ย”

คนถูกขอความเห็นเงยหน้าขึ้นจากจานอาหารแล้วก็ยิ้มบางๆให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “อร่อยดี อ้นนี่ความคิดสร้างสรรค์ดีนะ ไม่เสียแรงที่ไปฝึกทำอาหารที่ญี่ปุ่นมา”

คนถูกชมยิ้มเขินพลางเกาท้ายทอยซึ่งคงเป็นกิริยาที่ติดมาจากการไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นอยู่หลายปี

“ก็ลองผิดลองถูกไปเรื่อยแหละ ยังไงถ้าไม่ได้เอาให้คนอื่นชิมดูก่อนก็ไม่กล้าเอาลงเมนูหรอก อาหารแนวลูกผสมแบบนี้”

พรพฤกษ์ส่งเสียงแย้งในคอแล้วหยิบแก้วน้ำชาอุ่นๆขึ้นจิบ ชายหนุ่มนั่งอยู่ในร้านอาหารของอภิสิทธิ์ อดีตเพื่อนร่วมโรงเรียนสมัยเด็กซึ่งไม่ได้พบกันตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย ร้านดังกล่าวตั้งอยู่ในถนนชื่อดังกลางตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นแหล่งที่ใกล้หอพักนักศึกษา ระหว่างวันจึงมีลูกค้าเข้าร้านมากมายเพราะติดใจในความแปลกใหม่ของรสชาติอาหารที่นำแนวอาหารแบบไทยและญี่ปุ่นมาผสมกันอย่างลงตัว แต่เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาใกล้ปิดร้านแล้วลูกค้าจึงเหลือเพียงไม่กี่โต๊ะ

“นี่ยังดีนะที่ป๊ายอมให้ยืมเงินมาลงทุน ตอนที่บอกว่าจะออกมาทำร้านของตัวเองโดนบ่นอู้เลย”

 “ก็น่าอยู่หรอก ป๊าของอ้นคงอยากให้ลูกชายสืบทอดร้านข้าวซอยของตัวเองมากกว่าน่ะสิ”

พรพฤกษ์ว่าแล้วก็หัวเราะ อีกฝ่ายจึงถอนหายใจเฮือก “ให้แอ้มันทำไปแล้วกัน น้องสาวเราเชื่อฟังป๊ากับม้าดี น่าจะสืบทอดร้านได้ดีกว่า จะว่าไป ไผ่มาอยู่บ้านนอหลายเดือนแล้วเหมือนกันนะ นี่กะปิดบ้านนฤมิตรยาวเลยเหรอ”

คำถามนั้นเหมือนจุดไต้ตำตอ นัยน์ตาหวานเสมองไปนอกร้านแล้วก็อ้อมแอ้มตอบ

“พอดีช่วงนี้อยากพักผ่อนแล้วลุยทำงานแปลน่ะ ถ้าจะอยู่คนเดียวที่บ้านนั้นมันก็เหงา เลยคิดว่าเข้ามาอยู่ในเมืองสักพักดีกว่า ตอนแรกก็จะไปเช่าหออยู่แต่นอบอกว่าไหนๆก็ต้องช่วยดูร้านอยู่แล้วก็ไปอยู่ที่บ้านซะเลย”

นัยน์ตาของอีกฝ่ายเป็นประกายขึ้นทันที

“ความจริงเรายังพอมีห้องชั้นบนเหลือนะ ถ้าเกิดไผ่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากบ้านนอ จะมาอยู่ชั้นบนร้านเราก็ได้ ที่นี่มีเราอยู่คนเดียวเพราะเด็กๆในร้านเค้าไปเช้าเย็นกลับ”

ใบหน้าหวานหันกลับมาเลิกคิ้ว จริงอยู่ว่าถึงแม้ช่วงนี้จะติดต่อกับเพื่อนคนนี้มากขึ้นแต่เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองสนิทกับอีกฝ่ายขนาดที่จะมารบกวนเรื่องที่พัก แต่กระนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจที่ถูกหยิบยื่นให้เสียทีเดียว

“ขอบใจนะ จะเอาไปคิดดู”

“เดี๋ยวเราเข้าไปหลังร้านแป๊บนะ จะดูว่าปิดครัวกันเรียบร้อยหรือยัง”

พรพฤกษ์เท้าคางมองดูรถที่ขับผ่านไปมาบนถนนด้านหน้าร้านอย่างเหม่อๆ เกือบสี่เดือนแล้วหลังจากชายหนุ่มเจ้าของบ้านนฤมิตรประกาศแจ้งบนเว็บไซต์ว่ากำลังปิดเกสต์เฮ้าส์เพื่อทำการปรับปรุง ชีวิตที่ไร้เงาของคนที่เคยผูกพันดำเนินไปอย่างเหงาหงอย ในช่วงเวลาหลังจากที่ตระการกลับไปกรุงเทพฯช่วงแรกๆนั้นเป็นปลายฤดูฝนเข้าฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวทยอยมาพักเขาจึงพอมีอะไรให้ทำบ้าง แต่พอเข้าช่วงโลว์ซีซัน&#
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2009 18:51:49 โดย bellbomb »

The Living River Ping

  • บุคคลทั่วไป
อ้างจาก: bellbomb
ในช่วงเวลาหลังจากที่ตระการกลับไปกรุงเทพฯช่วงแรกๆนั้นเป็นปลายฤดูฝนเข้าฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวทยอยมาพักเขาจึงพอมีอะไรให้ทำบ้าง แต่พอเข้าช่วงโลว์ซีซัน&#

ตัวเอง bellbomb ทำไมมันห้วนๆ หดๆไปซะอย่างนั้นล่ะ โลว์ซีซั่นแล้วไงต่อเนี่ย ให้เค้าจินตนาการต่อให้เอาไหม หึหึหึ วะฮะฮ่า  :oni1:

เหนื่อยมากไปหรือเปล่า พักผ่อนมั่งนะตัวเองอ่ะ  :m13:

ออฟไลน์ บุหรง

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 854
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +709/-3
    • My FB
จบห้วนๆ เพราะโดน กบว  เซนเซอร์มั๊ง  :laugh: :laugh: :laugh:

juuuno99

  • บุคคลทั่วไป
น้องป้าเนียะ  ปู้ยิ๋ง หรือ ปู้ชายอ่ะคับ แล้วไม่สบายเป็นใยเหยอ ต้องการคนดูแลป่าวคับ :laugh: :laugh:

 :angry2: แล้วไมมันจบห้วนแบบนี้อ่ะป้า

มาต่อให้ไวเลยนะ

pickki_a

  • บุคคลทั่วไป
ป้าๆๆ
มันหายไปอ่ะ
 o12
เอามาต่อด้วยนะคับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: -UP- แม้นมั่นคำสัญญา ตอนที่ 11 [11/10/08]
« ตอบ #99 เมื่อ: 11-10-2008 22:16:56 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






fc_uk

  • บุคคลทั่วไป
 :L2: :L2: :L2: :L2: :L2: :L2: :L2:

BeePed

  • บุคคลทั่วไป
เจ๊มาต่อด่วน  :angry2: :angry2: อย่าลีลา

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
คนเขียนงงด้วย เออเหวย ตอนโพสท์เมื่อวานก็เช็คแล้วนะว่ามันก็ลงครบนิ ไหงมาเช็คเช้านี้ดันขาดหว่า เลยทำคนอ่านอารมณ์ค้างกันเป็นทิวแถว เค้ามะด้ายตั้งจายน้า ไปโทษเน็ตคาเฟ่ของโรงบาลนู่น  :laugh:

ขอขอบคุณทุกเสียงแห่งความห่วงใย ขอต่อจากครึ่งตอนที่แล้วละกันนะจ๊า

ป.ล. น้องป้าเป็นปู้หญิงอ่า เสียจายด้วย มาเจี๋ยนไส้ติ่ง พรุ่งนี้น่าจะได้ออกแล้วละ

ป.ล. 2 ตอนใหม่อาจมาบ่ายๆหรือค่ำๆนี้เน้อ



*************


“รสชาติเป็นไงมั่งไผ่ คิดว่าจานนี้พอจะนำเสนอไหวมั้ย”

คนถูกขอความเห็นเงยหน้าขึ้นจากจานอาหารแล้วก็ยิ้มบางๆให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “อร่อยดี อ้นนี่ความคิดสร้างสรรค์ดีนะ ไม่เสียแรงที่ไปฝึกทำอาหารที่ญี่ปุ่นมา”

คนถูกชมยิ้มเขินพลางเกาท้ายทอยซึ่งคงเป็นกิริยาที่ติดมาจากการไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นอยู่หลายปี

“ก็ลองผิดลองถูกไปเรื่อยแหละ ยังไงถ้าไม่ได้เอาให้คนอื่นชิมดูก่อนก็ไม่กล้าเอาลงเมนูหรอก อาหารแนวลูกผสมแบบนี้”

พรพฤกษ์ส่งเสียงแย้งในคอแล้วหยิบแก้วน้ำชาอุ่นๆขึ้นจิบ ชายหนุ่มนั่งอยู่ในร้านอาหารของอภิสิทธิ์ อดีตเพื่อนร่วมโรงเรียนสมัยเด็กซึ่งไม่ได้พบกันตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย ร้านดังกล่าวตั้งอยู่ในถนนชื่อดังกลางตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นแหล่งที่ใกล้หอพักนักศึกษา ระหว่างวันจึงมีลูกค้าเข้าร้านมากมายเพราะติดใจในความแปลกใหม่ของรสชาติอาหารที่นำแนวอาหารแบบไทยและญี่ปุ่นมาผสมกันอย่างลงตัว แต่เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาใกล้ปิดร้านแล้วลูกค้าจึงเหลือเพียงไม่กี่โต๊ะ

“นี่ยังดีนะที่ป๊ายอมให้ยืมเงินมาลงทุน ตอนที่บอกว่าจะออกมาทำร้านของตัวเองโดนบ่นอู้เลย”

 “ก็น่าอยู่หรอก ป๊าของอ้นคงอยากให้ลูกชายสืบทอดร้านข้าวซอยของตัวเองมากกว่าน่ะสิ”

พรพฤกษ์ว่าแล้วก็หัวเราะ อีกฝ่ายจึงถอนหายใจเฮือก “ให้แอ้มันทำไปแล้วกัน น้องสาวเราเชื่อฟังป๊ากับม้าดี น่าจะสืบทอดร้านได้ดีกว่า จะว่าไป ไผ่มาอยู่บ้านนอหลายเดือนแล้วเหมือนกันนะ นี่กะปิดบ้านนฤมิตรยาวเลยเหรอ”

คำถามนั้นเหมือนจุดไต้ตำตอ นัยน์ตาหวานเสมองไปนอกร้านแล้วก็อ้อมแอ้มตอบ

“พอดีช่วงนี้อยากพักผ่อนแล้วลุยทำงานแปลน่ะ ถ้าจะอยู่คนเดียวที่บ้านนั้นมันก็เหงา เลยคิดว่าเข้ามาอยู่ในเมืองสักพักดีกว่า ตอนแรกก็จะไปเช่าหออยู่แต่นอบอกว่าไหนๆก็ต้องช่วยดูร้านอยู่แล้วก็ไปอยู่ที่บ้านซะเลย”

นัยน์ตาของอีกฝ่ายเป็นประกายขึ้นทันที

“ความจริงเรายังพอมีห้องชั้นบนเหลือนะ ถ้าเกิดไผ่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากบ้านนอ จะมาอยู่ชั้นบนร้านเราก็ได้ ที่นี่มีเราอยู่คนเดียวเพราะเด็กๆในร้านเค้าไปเช้าเย็นกลับ”

ใบหน้าหวานหันกลับมาเลิกคิ้ว จริงอยู่ว่าถึงแม้ช่วงนี้จะติดต่อกับเพื่อนคนนี้มากขึ้นแต่เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองสนิทกับอีกฝ่ายขนาดที่จะมารบกวนเรื่องที่พัก แต่กระนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจที่ถูกหยิบยื่นให้เสียทีเดียว

“ขอบใจนะ จะเอาไปคิดดู”

“เดี๋ยวเราเข้าไปหลังร้านแป๊บนะ จะดูว่าปิดครัวกันเรียบร้อยหรือยัง”

พรพฤกษ์เท้าคางมองดูรถที่ขับผ่านไปมาบนถนนด้านหน้าร้านอย่างเหม่อๆ เกือบสี่เดือนแล้วหลังจากชายหนุ่มเจ้าของบ้านนฤมิตรประกาศแจ้งบนเว็บไซต์ว่ากำลังปิดเกสต์เฮ้าส์เพื่อทำการปรับปรุง ชีวิตที่ไร้เงาของคนที่เคยผูกพันดำเนินไปอย่างเหงาหงอย ในช่วงเวลาหลังจากที่ตระการกลับไปกรุงเทพฯช่วงแรกๆนั้นเป็นปลายฤดูฝนเข้าฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวทยอยมาพักเขาจึงพอมีอะไรให้ทำบ้าง แต่พอเข้าช่วงโลว์ซีซันส์อีกครั้งก็รู้สึกเบื่อความเหงาที่ไม่เคยประสบมาก่อนจนต้องบอกเพื่อนๆว่าจะเข้ามาอยู่ในเมืองสักระยะ ซึ่งพอนรพัฒน์รู้ก็ชวนแกมบังคับให้มาอยู่ที่บ้านแทนที่จะไปเช่าหออยู่ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรกทันที

“จะไปเช่าหออยู่ให้เปลืองทำไม อยู่ที่บ้านเราน่ะแหละประหยัดดี ช่วยกันดูร้านง่ายดีด้วย แนนก็อยู่ จะได้ครึกครื้น”

ช่วงก่อนที่พรพฤกษ์จะปิดบ้านนฤมิตรเข้ามาอยู่ในเมืองเป็นช่วงที่อภิสิทธิ์เริ่มกลับมาติดต่อด้วยหลังจากไม่ได้เจอกันนาน โดยเริ่มจากมาถามหาที่ร้านกึ่งผับซึ่งเขาลงหุ้นกับเพื่อนไว้ ตอนแรกชายหนุ่มค่อนข้างแปลกใจที่เพื่อนซึ่งไม่เคยสนิทกันแถมยังชอบแกล้งล้อปมด้อยของเขาตอนเด็กๆจู่ๆก็มาพูดคุยสานสัมพันธ์ด้วย แต่แล้วก็คิดได้ว่าคงเพราะเพื่อนรุ่นเดียวกันส่วนมากเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯหรือกระจัดกระจายไปที่อื่นกันหมดแล้วอีกฝ่ายจึงคิดถึงเพื่อนวัยเยาว์ขึ้นมา

นัยน์ตาหวานละจากวิวนอกร้านหลังมองดูได้สักพักแล้วก็เปลี่ยนไปมองจอโทรทัศน์ตรงเคาน์เตอร์แทนอย่างไม่รู้จะทำอะไร แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในรายการบันเทิงคั่นข่าวภาคดึก

ใบหน้าคมคายและเรือนร่างแข็งแรงที่เคยคุ้นและปรากฏในความฝันบ่อยครั้งในชุดสูทลำลองชั้นดีดูกร้านและเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ท่าทางเหมือนอยู่ในงานสังคมงานหนึ่งเนื่องจากมีผู้คนแต่งตัวสวยงามและมีแสงแฟลชถ่ายภาพวูบวาบเต็มไปหมด ภาพที่เห็นในจอนั้นมีหญิงสาวรูปร่างสูงระหงแต่งตัวเซ็กซี่คอยคล้องแขนร่างสูงไม่ห่าง จนเมื่อภาพซูมที่ใบหน้ายิ้มแย้มของทั้งสองเข้าใกล้ๆพรพฤกษ์ก็ตัวแข็งเมื่อเห็นตัวหนังสือในกรอบที่แสดงอยู่ด้านล่าง

“ตระการ สุวรรณฤทธิ์ ทายาทนักธุรกิจชื่อดัง กำลังควงกับนางแบบสาว ลลิตา ธนประสิทธิ์อยู่จริงหรือไม่?”

“เรียบร้อยแล้ว อ้าวไผ่ เป็นอะไรทำไมหน้าซีดจัง?”

พรพฤกษ์ยกมือลูบหน้า อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนอยากร้องไห้ขึ้นมาจนต้องกลั้นสุดชีวิต “อ้น เรารู้สึกเพลียๆอยากกลับบ้านแล้วล่ะ เดี๋ยวขอเข้าห้องน้ำแป๊บแล้วรบกวนอ้นไปส่งที่บ้านนอหน่อยนะ”

ชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวอย่างคนมีเชื้อจีนพยักหน้างงๆก่อนจะเบี่ยงตัวให้อีกฝ่ายลุกไปทางหลังร้านอย่างรีบร้อน พรพฤกษ์รีบก้าวเข้าห้องน้ำแล้วก็ปิดประตูลงกลอนก่อนจะยกมือข้างหนึ่งปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น ชายหนุ่มเหลือบมองสร้อยเงินบนข้อมือซ้ายที่เคยได้รับจากตระการแล้วก็ยิ่งรู้สึกเจ็บร้าวในใจมากขึ้น ข้อความที่อีกฝ่ายเคยกล่าวไว้ก่อนแยกจากกันยังสะท้อนก้องอยู่ในความทรงจำ


‘ไม่ว่าไผ่จะได้ยินใครพูดอะไร แต่คนที่ต้นรักคือไผ่คนเดียว’


“คนโกหก...ฮึก”

ร่างบางทรุดตัวลงนั่งชันเข่ากับพื้นพรมในห้องน้ำแล้วก็ปล่อยน้ำตาให้ไหลรินอย่างห้ามไม่อยู่อีกต่อไป


*************
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2009 18:53:40 โดย bellbomb »

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23

เข้าใจผิดไปใหญ่แล้วอ่ะไผ่

เมื่อไรต้นจะกลับมาเคลียร์สักทีน้อ


 :serius2:


The Living River Ping

  • บุคคลทั่วไป
แหม เอาบทโศกมาต่อซะงั้น  o7

pickki_a

  • บุคคลทั่วไป
อ่านแล้วจะ  :sad2: ตาม

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
อ่า ตอนที่แล้วป้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายจิตใจคนอ่านน้า ยังไงอ่านตอนนี้แล้วน่าจะพอเบรกอารมณ์โศกกันได้บ้างเน้อ  :m32:


12.


ร่างสูงเพรียวผมซอยสั้นในกางเกงผ้าทรงหลวมและเสื้อยืดแขนสั้นทับเสื้อแขนสามส่วนสีเข้มหยุดยืนที่ทางเข้าร้าน “ดื่ม-เล่า” ก่อนจะก้มลงมองกระดาษจดในมือ ชื่อร้านและชื่อถนนถูกต้องตามที่ได้รับการบอกเล่ามา ที่เหลือคือสอบถามข้อมูลของผู้ที่ตนถูกไหว้วานให้ช่วยตามหาว่าอยู่ที่นี่หรือไม่

เนื่องจากมาถึงตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ทางร้านจึงดูไม่เรียบร้อยพร้อมเปิดให้บริการนักเนื่องจากเป็นร้านอาหารกึ่งผับที่ให้บริการยามกลางคืนเป็นหลัก ปฏิมาเลือกนั่งที่โต๊ะด้านนอกเพื่อจะได้สังเกตการณ์บรรยากาศรอบร้านได้ถนัดก่อนจะสั่งแค่อาหารจานเดียวกับน้ำเปล่า หญิงสาวเรียกเด็กเสิร์ฟไว้หลังจากนำอาหารมาให้ตามที่สั่งแล้ว

“น้อง เจ้าของร้านอยู่หรือเปล่า?”

ชลิตหันกลับมามองลูกค้าด้วยใบหน้าสงสัย “สองสามวันนี้เฮียไปต่างจังหวัด พี่มีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่าครับ”

หญิงสาวหน้ามุ่ย มาเสียเที่ยวหรือนี่

“อ๊ะ...แต่ถ้าพี่มีอะไรฝากไว้กับพี่ย่ามก่อนก็ได้นะ รายนั้นก็หุ้นส่วนของร้านนี้เหมือนกัน ยังไงคืนนี้เค้าก็มีคิวเล่นดนตรีที่นี่อยู่แล้ว เดี๋ยวอีกสักพักก็มาแล้วพี่”

ปฏิมาค่อยยิ้มออกเมื่อได้ยินอีกชื่อหนึ่งที่เคยได้ยินมาก่อน “ขอบใจ งั้นเค้ามาเมื่อไหร่บอกว่าพี่ขอพบหน่อยแล้วกัน”

เวลาล่วงไปเกือบชั่วโมง เริ่มมีลูกค้าเข้ามาในร้านมากขึ้น ปฏิมานั่งเขี่ยผักที่ใช้ประดับจานอาหารที่ทานหมดแล้วไปมาอย่างเซ็งๆ ไม่นานนักก็เห็นกลุ่มผู้ชายสามคนเดินเข้ามาในร้านพร้อมเครื่องดนตรี หญิงสาวจึงหวังว่าชายที่ตนจะขอความช่วยเหลือคงเป็นหนึ่งในสามคนนี้

“พี่ย่ามๆ มีลูกค้าอยากเจอแนะพี่”

ชายร่างใหญ่มีหนวดเคราเฟิ้ม ผมยาวประบ่ารวบมัดไว้หลวมๆด้านหลังหันกลับมาจากการต่อสายลำโพง

“ใครวะไอ้บอย ธุระสำคัญรึเปล่า ถ้าไม่ใช่สาวสวยก็รอไปก่อน” ชายหนุ่มว่าแล้วก็หันกลับไปจัดการเครื่องเสียงต่อ

ชลิตเกาหัวที่ปัจจุบันย้อมเป็นสีแดงอมส้ม “สวยก็สวยแหละพี่ แต่ไม่สาวว่ะ”

“ไม่สาวนี่แปลว่าแก่รึไงวะ พูดอะไรวกวนจริงมึงนี่ เอ้า อยู่โต๊ะไหน เดี๋ยวกูไปหาก่อนก็ได้ เฮ้ยเต้ย พี่ฝากเซ็ทอัพให้ด้วย”

ดิษยะกล่าวบอกเพื่อนร่วมวงก่อนเดินไปยังโต๊ะที่เด็กเสิร์ฟบอกว่ามีคนรอพบ ฝ่ายเจ้าของโต๊ะเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้าขึ้น เมื่อสายตาประสานกันชายหนุ่มก็เผลอยืนมองคนตรงหน้านิ่ง

ปฏิมานิ่วหน้า หญิงสาวไม่ชอบใจนักที่มีคนแปลกหน้ามายืนจ้องจึงถามออกไปเสียงห้วน

“มีธุระอะไร?”

ชายหนุ่มกระพริบตาเหมือนตื่นจากภวังค์ แล้วก็อมยิ้มขำกับประโยคทักทายไม่ใคร่เป็นมิตรนั้น

“พอดีเด็กในร้านบอกผมว่าลูกค้าโต๊ะนี้อยากเจอ ไม่ทราบใช่คุณหรือเปล่า สาวน้อย”

หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจกับกับสรรพนามลงท้าย แต่ไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำจึงรีบตัดบท

“ใช่ เราเองแหละ พอดีมีเรื่องจะถามนิดหน่อย จะนั่งมั้ย?”

ประโยคลงท้ายเหมือนคำสั่งมากกว่าคำถาม ชายหนุ่มจึงทรุดตัวลงนั่งฝั่งเดียวกับหญิงสาวแทนที่จะเป็นฝั่งตรงข้ามจนปฏิมาเผลอขยับไปชิดอีกด้านโดยอัตโนมัติแล้วมองอีกฝ่ายอย่างระแวง

ใบหน้ากลมล้อมด้วยหนวดเคราดกหนายิ้มตาเป็นมันพลางเท้าคางมองหญิงสาว “เอ้า จะถามอะไรครับ?”

อะไรของหมอนี่นะ หญิงสาวคิดในใจแต่ก็ยิงคำถามเข้าประเด็นทันที

“เรามาหาคนชื่อไผ่ ช่วงนี้เขามาที่นี่หรือเปล่า?”

คนถูกถามเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะมองคนตรงหน้าอย่างสนใจจริงจัง

“คุณมาหาเอง หรือใครจ้างให้มาหา?”

“อย่าตอบคำถามด้วยคำถามได้ไหม แล้วถ้าจะมีใครจ้างเราหรือเปล่ามันก็ไม่เกี่ยวกับนาย”

ชายหนุ่มร่างใหญ่เอนหลังพิงเก้าอี้กอดอกพลางยกมือหนึ่งขึ้นเกาคาง “ก็ที่พูดถึงอยู่มันเพื่อนผมนี่คุณ ผมก็ต้องสกรีนก่อนสิว่าคนที่มาถามหาเพื่อนผมมีประสงค์ดีหรือไม่ดี แล้วถ้าเกิดเจ้าตัวเขาไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะเจอใครผมก็ยิ่งปล่อยให้ไปเจอง่ายๆไม่ได้ จริงมั้ย”

ปฏิมาสะอึกกับเหตุผลที่อีกฝ่ายมอบให้ และถึงแม้จะเข้าใจในคำอธิบายนั้นแต่ก็อดมองอีกฝ่ายตาขวางไม่ได้ ชายหนุ่มอมยิ้มนัยน์ตาเป็นประกายก่อนจะขยับนั่งตัวตรงขึ้น

“เอางี้ เรามาแลกเปลี่ยนกัน ถ้าคุณยอมเล่าให้ผมฟังดีๆว่ามาตามหาไผ่มันทำไม ผมอาจยอมช่วยตะล่อมให้มาเจอคุณก็ได้ คงไม่อยากมาเสียเที่ยวใช่ไหม”

ปฏิมามองอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะตัดสินใจ เอาเถอะ ถ้ามันจะทำให้เรื่องง่ายเข้า อย่างไรเสียผู้ชายคนนี้ก็เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของพรพฤกษ์ตามที่ตระการเคยเล่าให้ฟังไว้


*************


“อืม...”

“เข้าใจแล้วใช่ไหม งั้นก็ไปตามเจ้าตัวมาให้ซะที” หญิงสาวกระแทกแก้วน้ำที่ยกขึ้นดื่มลงกับโต๊ะหลังเล่าเรื่องราวคร่าวๆเท่าที่ตนรู้ให้อีกฝ่ายฟังจบแล้ว

“จะว่าไงดีล่ะ ยังกับนิยายน้ำเน่าเลยนะเนี่ย”

ปฏิมาแค่นหัวเราะแล้วเสมองไปทางอื่น ตอนแรกที่ได้ฟังเรื่องจากตระการหล่อนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ไปๆมาๆดูเหมือนว่าแม้แต่ตัวเองก็โดนลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนิยายเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วจึงไม่รู้จะพูดอะไร

ดิษยะนั่งกอดอกอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เสนอความคิดขึ้น “เอางี้ เอาเบอร์โทรศัพท์คุณมา แล้วเดี๋ยวผมโทรไปบอกอีกทีว่าจะให้มาเจอไผ่เมื่อไหร่”

“เราไม่ได้มาหลายวันนักหรอกนะ ทำไมถึงเจอตอนนี้เลยไม่ได้?”

ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเตรียมบันทึกหมายเลขของอีกฝ่ายแล้วกล่าวเสียงยียวน

“ใจเย็นหน่อยสิคู้ณ แล้วอีกอย่างตอนนี้ไผ่มันก็ไปข้างนอก ถ้ารอแล้วไม่เจอตัวก็เสียเวลาเปล่าจริงมั้ย แล้วนี่จะอยู่ที่นี่อีกกี่วัน?”

“...คืนวันอาทิตย์นี้ก็กลับแล้ว” หญิงสาวถอนใจก่อนตอบเสียงอ่อย เป็นสัญญาณว่ายอมถอยสำหรับวันนี้

ใบหน้าที่มีหนวดเคราดกหนายิ้มแป้น “โอเค งั้นเดี๋ยวผมจะเข็นมันให้ออกมาเจอคุณก่อนกลับกรุงเทพฯให้ได้แล้วกัน ขอเบอร์ด้วยครับสาวน้อย”

“เลิกเรียกสาวน้อยซักที เราชื่อปาล์ม บอกเบอร์นายมาเดี๋ยวเรายิงไปเอง”

ลับหลังหญิงสาวร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อผ้าทะมัดทะแมงแบบผู้ชายแล้ว ชลิตก็เดินเข้ามาเก็บจานและแก้วน้ำแล้วก็เห็นใบหน้ายิ้มกริ่มของหนึ่งในเจ้าของร้านจึงเอ่ยกระเซ้า

“เป็นไรพี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว ลูกหนี้พี่เอาเงินต้นพร้อมดอกมาคืนเหรอ”

“ทะลึ่งละไอ้บอย กูแค่เจอสาวในสเป็คเท่านั้นแหละ”

เด็กเสิร์ฟหนุ่มทำหน้าเหรอหราก่อนจะหันตามร่างหญิงสาวที่เพิ่งเดินออกไปจากร้าน “สาว!? ทอมที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อกี้เนี่ยนะ? มองยังไงก็แมนกว่าผมอีกนะพี่”

“ไอ้ตาถั่ว มึงใช้ก้อนหินแทนลูกตาหรือไงวะ แต่ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมาแย่งกู”

เด็กหนุ่มผมแดงแกล้งหดคอจนดิษยะทำท่าง้างขาเหมือนจะเตะจึงยอมเผ่นไปโดยดี ชายหนุ่มเกาคาง นึกถึงปฏิกิริยาของปฏิมาตอนได้ยินเขาแหย่ว่าสาวน้อยและท่าทางเกร็งๆยามที่โดนเขาจ้องมองแล้วก็ยิ้มขำ

ทอมตรงไหนล่ะวะนั่น...ผู้หญิงเต็มตัวเลยต่างหากบอยเอ๊ย...


 
*************

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2009 18:58:40 โดย bellbomb »

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
12. [ต่อ]

พรพฤกษ์รู้สึกงงๆที่วันนี้เพื่อนสนิทคะยั้นคะยอให้มาที่ร้านตั้งแต่ก่อนเวลาเปิดร้าน พอถามก็บอกว่ามีรายการอาหารใหม่อยากให้ช่วยวิจารณ์เผื่อจะเพิ่มในเมนู แต่พอมานั่งแล้วเจ้าตัวก็เอาแต่กดโทรศัพท์มือถือส่งข้อความแล้วก็หัวเราะชอบใจอยู่คนเดียวจนชายหนุ่มเริ่มเบื่อ

“เฮ้ยย่าม ตกลงเมนูที่ว่ายังทำไม่เสร็จอีกเหรอ อีกเดี๋ยวก็ได้เวลาเปิดร้านแล้วนะ”

เพื่อนชายตัวโตจุ๊ปาก “เดี๋ยวน่า มึงอย่าทำตัวเป็นวัยรุ่นใจร้อนนักสิ ของดีมันต้องรอนิดนึง”

เสียงสัญญานจากโทรศัพท์มือถือของคนตัวใหญ่แจ้งว่ามีข้อความเข้า พอชายหนุ่มกดอ่านแล้วก็หัวเราะจนตัวงอ พรพฤกษ์ยังไม่ทันถามว่าข้อความอะไรก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังตึงตังมาจากทางหน้าร้าน และหญิงสาวผมซอยสั้นเดินจ้ำอ้าวตรงมาที่คนทั้งสอง

“ไอ้โรคจิต! หยุดส่งข้อความปัญญาอ่อนมาเดี๋ยวนี้นะ!”

ใบหน้าสวยหวานขัดกับเสื้อผ้าแบบทะมัดทะแมงที่ใส่อยู่ชี้มือที่ถือโทรศัพท์มือถือมาทางคนตัวโตด้วยใบหน้าแดงก่ำ ดิษยะหัวเราะหนักจนต้องเอามือกุมท้อง

“อูย ปาล์มนี่ตลกดีนะ ‘ไปขอแต่งงานกับแมวที่บ้านแกสิ’ เลยเหรอ คิดได้ไง ฮ่าๆๆๆ”

หญิงสาวถลึงตาใส่คนที่ยังหัวเราะไม่หยุดก่อนจะหันขวับมาทางพรพฤกษ์จนชายหนุ่มสะดุ้ง มือเรียวยื่นมาดึงแขนเขาพลางทำท่าจะพาไปนั่งอีกโต๊ะ

“มีคนขอให้เรามาคุยกับนาย”

ยังไม่ทันก้าวพ้นโต๊ะมือหนาใหญ่ก็คว้าหมับเข้าที่แขนอีกข้างของเพื่อน “จะพามันไปไหนล่ะคุณ นั่งคุยกันโต๊ะนี้ก็ได้”

“เรามีธุระกับไผ่ ไม่ใช่กับนาย!”

“แต่ผมเป็นคนทำให้ปาล์มได้เจอมันนะ” ชายหนุ่มทำเสียงกระเง้ากระงอดแล้วก็แสร้งทำปากยื่นเหมือนเด็กที่ถูกขัดใจจนหญิงสาวนึกอยากหาอะไรเขวี้ยงใส่ตงิดๆ

พรพฤกษ์สับสนกับสถานการณ์แปลกๆตรงหน้า แต่แล้วก็ตัดสินใจแทนในฐานะคนกลาง

“นั่งคุยกันตรงนี้ก็ได้ครับ ย่ามเป็นเพื่อนสนิทผม มีธุระสำคัญอะไรให้ฟังด้วยก็ได้”

ประโยคนั้นทำให้ชายร่างใหญ่ยิ้มอย่างมีชัยในขณะที่หญิงสาวมองคนยิ้มตาเขียวก่อนจะยอมทรุดนั่งลง

“ไผ่อาจจำไม่ได้ เราเคยไปพักที่บ้านนฤมิตรกับน้องสาวแล้วก็เพื่อนๆเมื่อปีที่แล้ว ส่วนที่เรามาหาวันนี้เพราะต้นขอร้องมา เขาอยากคุยปรับความเข้าใจกับนาย”

ชื่อที่ไม่ได้ยินจากปากคนอื่นมานานลอยเข้าหู สีหน้าพรพฤกษ์จึงเรียบเฉยขึ้นทันทีก่อนจะหลบตาหญิงสาว

“คุณหมายถึงตระการ สุวรรณฤทธิ์ ทายาทธุรกิจพันล้านน่ะเหรอ เค้ากำลังคบกับนางแบบชื่อดังอยู่นี่ คงยุ่งมากเลยสินะถึงมาด้วยตัวเองไม่ได้”

น้ำเสียงชายหนุ่มนิ่งจนแม้ตัวเองยังแปลกใจ ปฏิมาขมวดคิ้วเอียงคอแล้วชำเลืองไปทางชายหนุ่มตัวโตที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ ดิษยะใช้มือข้างหนึ่งป้องปากทำท่าพูดแต่ไม่ออกเสียง “ยัง-ไม่-ได้-เล่า” หญิงสาวจึงพยักหน้าเข้าใจ

“ไผ่ คือว่าที่ต้นหายหน้าไปนานหลังจากที่กลับไปกรุงเทพฯนั่นเพราะต้องไปดูแลธุรกิจที่เกาหลีน่ะ แล้วจากนั้นพอกลับมาเมืองไทยก็ต้องบินขึ้นๆลงๆระหว่างกรุงเทพฯกับภูเก็ตเพราะต้องตรวจโครงการ เค้าพยายามโทรติดต่อไปที่บ้านนฤมิตรก็ไม่มีใครรับสาย เบอร์มือถือเดิมของไผ่ก็ติดต่อไม่ได้ ที่จริงเค้าก็ร้อนใจอยากมาเองนะแต่ยังไม่มีเวลา นี่เห็นว่าเดี๋ยวก็ต้องกลับไปเกาหลีอีกเป็นเดือนเลย”

พรพฤกษ์ยังนั่งเงียบไม่โต้ตอบ ปฏิมาจึงเอ่ยต่อ

 “แล้วก็ลิลลี่ คนที่เป็นข่าวกับต้นน่ะเป็นลูกพี่ลูกน้องเราเอง เค้าไม่ได้กำลังคบกันหรอกนะ ถ้าอ่านข่าวหรือดูทีวีจะเห็นว่าลิลลี่เป็นคนเดียวที่ออกมาให้สัมภาษณ์ ต้นไม่เคยยอมรับว่าเค้าคบกันอยู่สักครั้ง”

ใบหน้าหวานคมแค่นยิ้ม “งั้นที่เห็นออกงานด้วยกันแล้วทำตัวสนิทสนมขนาดนั้นล่ะ บางครั้งคนเราจะคบกันก็ไม่จำเป็นต้องพูดบอกคนอื่นนี่ หรือจะบอกว่าการสร้างข่าวเป็นงานอดิเรกที่คนมีชื่อเสียงชอบทำกัน”

หญิงสาวตบโต๊ะอย่างเริ่มมีอารมณ์จนชายหนุ่มทั้งสองสะดุ้ง “นี่! รู้ไว้ด้วยนะว่าที่จริงเราก็ไม่สนใจเหมือนกันแหละว่าใครจะเป็นอะไรกับใคร แต่เพราะต้นขอร้องไว้ตอนที่เราบอกว่าจะมาเชียงใหม่ นายไม่ได้เห็นตอนที่เค้าเล่าเรื่องนายให้เราฟัง นายไม่รู้หรอกว่าเค้าเสียใจขนาดไหน”

พรพฤกษ์หน้าเสียเมื่อได้รับรู้ความเป็นไปของอีกฝ่าย ริมฝีปากบางเผยอเหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่แล้วก็หุบเงียบไป บรรยากาศรอบคนทั้งสามอวลไปด้วยความอึดอัด แต่แล้วในที่สุดชายหนุ่มก็หายใจเข้าลึกก่อนปริปากทำลายความเงียบขึ้น

“ผมยอมรับว่าผมรู้สึกดีกับต้น แต่เส้นทางชีวิตของเราตอนนี้ดูจะต่างกันเกินไป ถ้าหากว่าต้นจะได้มีความสุขกับผู้หญิงที่เหมาะสมผมก็อยากอวยพรให้ เขาไม่ควรยึดติดอยู่กับคนที่นี่” ท้ายประโยคเสียงของชายหนุ่มแผ่วหวิวจนผู้ร่วมโต๊ะสัมผัสได้

“แต่นั่นมันไม่ใช่ปัญหานะ”

หญิงสาวพยายามจะพูดค้านแต่ก็อับจนถ้อยคำ แล้วจู่ๆชายหนุ่มอีกคนที่นั่งเงียบฟังทุกอย่างมาตั้งแต่ต้นก็ตบบ่าเพื่อนก่อนเอ่ยความเห็นขึ้นบ้าง

“ไผ่เอ๊ย บางทีมึงก็คิดอะไรไกลเกินไป ความสุขของใครก็ต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนนั้นสิวะ จะไปคิดแทนให้ได้ยังไง  ทำปากดีเฉไฉไปมาอย่างนี้ ผ่านมาจะปีนึงแล้วตัวเองลืมเขาได้ไหมล่ะ”

พรพฤกษ์น้ำตารื้นเมื่อถูกจี้ใจดำ แต่แล้วก็เงยหน้าขึ้นบังคับน้ำตาให้ไหลกลับเข้าไปก่อนจะลุกขึ้นยืน

“ผมฝากความยินดีไปถึงต้นด้วยแล้วกันเรื่องธุรกิจแล้วก็เรื่องคนรัก บอกเขาว่าให้ลืมผมเสีย ทุกอย่างจบลงอย่างที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว”

ชายหนุ่มร่างสูงเพรียวเดินออกไปแล้ว สีหน้าปฏิมาแสดงออกว่าหงุดหงิดชัดจนชายหนุ่มอีกคนต้องเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย

“ถามอะไรหน่อยได้มั้ย?”

“อะไร!” หญิงสาวถามกลับห้วนๆ ดิษยะยิ้มเอ็นดูกับกิริยากระฟัดกระเฟียดนั้น

“ผมชื่นชมในความพยายามของคุณที่จะช่วยสองคนนั้นนะ ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วยล่ะ? ไม่เกี่ยวกับตัวเองสักหน่อย”

หญิงสาวอึกอัก แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ “เราเคยเข้าใจผิดว่าต้นจับปลาสองมือเพราะเคยได้ยินข่าวเรื่องลิลลี่มาก่อนที่จะเห็นเค้าคบอยู่กับไผ่ ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าต้นนักหรอก แต่พอได้ฟังเค้าอธิบายว่าเรื่องจริงๆเป็นยังไงแล้วก็อดเห็นใจไม่ได้”

ดิษยะนั่งกอดอก มือข้างหนึ่งเกาคางพลางมองหญิงสาวนิ่ง

“คืนวันเสาร์ปาล์มกับเพื่อนๆมีโปรแกรมไปไหนกันหรือยัง”

หญิงสาวทำหน้างงที่อยู่ๆชายหนุ่มก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน

“วันเสาร์น่ะเหรอ ยังไม่รู้ ทำไมล่ะ?”

“คืนนั้นร้านผมจะจัดงานเลี้ยงครบรอบสองปี ยังไงพาเพื่อนๆมาสิ เดี๋ยวเอาตั๋วเข้างานให้”

“ไม่รู้สิ ขอไม่รับปากแล้วกัน”

“มาเหอะน่า ผมมีแผน เท่าที่ดูเมื่อกี้ไผ่มันเริ่มจะใจอ่อนแล้วแต่ยังปากแข็งอยู่ ผมรู้นิสัยเพื่อนดี ไม่แน่ถ้ากระทุ้งถูกจุดเสาร์นี้มันอาจยอมคุยกับต้นก็ได้”

ปฏิมาเลิกคิ้ว อีกฝ่ายยิ้มตอบตาเป็นประกายจนหญิงสาวระแวง เจ้าคนตัวใหญ่หน้าตาเจ้าเล่ห์นี่มีแผนจะทำอะไรกันแน่...



*************

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2009 19:02:37 โดย bellbomb »

juuuno99

  • บุคคลทั่วไป
มาทักป้าก่อน

ไว้ค่อยอ่านพรุ่งนี้ รวดเดียว

แว้บมาได้เปปนึง o7 ไอ้ตัวปัญหามันออกดูดบุหรี่


BeePed

  • บุคคลทั่วไป
ชอบ ชอบ ชอบ  :oni2: :oni2:
อยากอ่านตอนต่อไปแล้ว หวังว่าจะมีเซอร์ไพรส์  แบบ....ต้นบินมาหาอะไรทำนองนี้  :t2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
มาทักป้าก่อน

ไว้ค่อยอ่านพรุ่งนี้ รวดเดียว

แว้บมาได้เปปนึง o7 ไอ้ตัวปัญหามันออกดูดบุหรี่




ฝากบอกจักรว่าดูดบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพนะ เปลี่ยนเป็นดูด....ดีกว่า *กร๊าก*  :laugh:

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7395
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23

ใจอ่อนแล้วๆ

ไผ่ใจอ่อนแล้ว


 :oni2: :oni2: :oni2: :oni2:


marchmenlo

  • บุคคลทั่วไป
ตามอ่านจนทันแระ เด๊วมาเม้ม ตอนนี้ปวดตา ไม่ไหว ๆ ป้าแกขยันเกิน
งง ๆ อยู่เหมือนกัน ไอ้งานที่ได้เงินจะขยันยังงี้ป่าวเนี๊ย.. o13


แต่......................





พี่เอ...กลับไปต่อของตัวเองเลยน่ะ มาป่วนอะไรแถวนี้ o12

juuuno99

  • บุคคลทั่วไป
เข้ามาอ่านอย่างสบายอุรา   :m4:  ตอนหน้ามาเมื่อไรคับป้า เอาสักสองสามตอนอีกนะ 


 :a5:


พี่เอ...กลับไปต่อของตัวเองเลยน่ะ มาป่วนอะไรแถวนี้ o12


 :o12: :sad2:

pickki_a

  • บุคคลทั่วไป
มีเซอร์ไพร์ส
อะไรหว่า??
 o12 o12

The Living River Ping

  • บุคคลทั่วไป
ลับลมคมใน ร้อยเล่ห์เพทุบาย อย่างนี้ไม่พ้นชนท้าย..หัวใจ  :m12:

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
13.
   
นรพัฒน์นิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญเลี้ยงเพลที่บ้านในวันเสาร์ที่มีกำหนดจัดงานเลี้ยงครบรอบ 2 ปีของร้านหลังกลับจากไปเยี่ยมพ่อแม่ที่จังหวัดน่าน หลังจากพนักงานในร้านทานอาหารกลางวันเสร็จก็ต่างวุ่นวายกับการตกแต่งร้านและจัดวางโต๊ะและเก้าอี้เสริมเพราะแค่จำนวนแขกประจำที่จองตั๋วไว้ล่วงหน้าก็แทบเต็มร้านแล้ว ยังไม่รวมลูกค้าที่อาจวอล์คอินเข้ามายามค่ำเนื่องจากทางร้านจ้างวงดนตรีรับเชิญที่กำลังมีชื่อเสียงมาร่วมเล่นมินิคอนเสิร์ตด้วย

ดิษยะดึงเทปกระดาษแถบใหญ่ออกมาแปะลงบนโต๊ะกลางร้านที่สามารถมองเห็นเวทีได้ชัดแล้วก็เขียนว่า “จองแล้ว – ย่าม” ลงไป  ชลิตเดินยกลังโซดาผ่านมาเห็นเข้าก็ส่งเสียงแซวทันที

“ไรอะพี่ย่าม เย็นนี้เฮียนอบอกใครมาก่อนได้เลือกโต๊ะก่อนนะ พี่จะจองโต๊ะไว้ให้แฟนเหรอ?”

“เออ” ชายหนุ่มร่างใหญ่รับก่อนจะปลีกตัวเดินไปทางอื่น

พรพฤกษ์นั่งตัดกระดาษเตรียมห่อของขวัญสำหรับจับสลากในงานตอนกลางคืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ ปกติหน้าที่ที่ต้องใช้ฝีมือแบบนี้เป็นของแนน แต่เนื่องจากเด็กสาวติดไปออกค่ายต่างจังหวัดหน้าที่นี้จึงตกเป็นของพรพฤกษ์ที่ดูจะสันทัดด้านงานฝีมือมากกว่าเพื่อนร่วมร้านคนอื่นๆไปโดยปริยาย

นรพัฒน์ยืนคุยกับดิษยะบริเวณหน้าเวทีเล็กสำหรับเล่นดนตรีสดพลางตรวจลิสต์เพลงที่วงประจำร้านจะเล่นก่อนวงรับเชิญในตอนค่ำ ชายหนุ่มร่างผอมสูงยิ้มแล้วก็ส่ายหน้าหลังฟังเพื่อนเล่าเรื่องราวระหว่างที่เขาไม่อยู่และแผนที่ตั้งใจไว้สำหรับคืนนี้ให้ฟังคร่าวๆ

“หวังว่าจะได้ผลก็แล้วกัน มึงนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆว่ะ”

ชายหนุ่มร่างใหญ่หัวเราะแล้วก็เดินกอดคอนำเพื่อนไปหาพรพฤกษ์ที่กำลังง่วนติดเทปกาวลงบนกล่องของขวัญ มือหนาตบลงบนบ่าบางไม่เบานักก่อนจะถือวิสาสะเท้าแขนลงชะโงกดูกองของขวัญที่ห่อเสร็จไปเยอะแล้ว

“แหม้...สมแล้วที่เป็นลูกรักครูนาตอนประถม แกมาเห็นคงอยากให้เกรด 4 วิชาการฝีมือมึงอีกรอบ”

“ไอ้ย่าม เดี๋ยวเพื่อนมึงไหล่หักหรอก เล่นมันเบาๆหน่อย” นรพัฒน์เอ่ยปรามพลางช่วยติดกระดาษที่เขียนหมายเลขไว้ลงบนกล่องที่ห่อเสร็จแล้ว

พรพฤกษ์หัวเราะแล้วเอาศอกแกล้งถองเพื่อนตัวใหญ่ “ช่างมันเหอะนอ ชินแล้วล่ะ ย่ามมันคงทำอะไรแบบทะนุถนอมไม่เป็น”

เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นมือเรียวจึงหยิบออกมากดรับ “ว่าไงอ้น ตอนนี้ที่ร้านก็ยุ่งๆกันอยู่แหละ จะเริ่มเอาอาหารมาตอน 5 โมงเหรอ ได้เดี๋ยวบอกนอให้ โอเค ขอบคุณมาก เดี๋ยวเจอกัน”

เนื่องในโอกาสฉลองพิเศษ นอกจากอาหารตามเมนูของร้านแล้ว บริเวณพื้นที่ด้านหน้าร้านส่วนหนึ่งยังถูกกันไว้เป็นซุ้มอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ โดยอาหารในซุ้มมาจากร้านของอภิสิทธิ์ผู้เสนอความคิดนี้ขึ้นเมื่อได้รู้ว่าร้านของเพื่อนวางแผนจะจัดงานเลี้ยงครบรอบ

“สนุกดีนะได้จัดงานแบบนี้ เสียดายเมื่อปีแรกเราไม่ค่อยได้มาช่วยที่ร้านเลย”

พรพฤกษ์เปรยขึ้นหลังกวาดตามองบรรยากาศรอบร้านที่เด็กเสิร์ฟร่วมแรงกันเตรียมงานตัวเป็นเกลียว ช่วงปีแรกที่ทั้งสามเพิ่งเปิดร้านนั้นกิจการไม่ค่อยดีนักเพราะไม่ค่อยมีลูกค้า แต่นรพัฒน์อาศัยวิธีทำโปรโมชั่นถี่ยิบและดิษยะใช้เส้นสายดึงนักดนตรีดังๆที่ตนรู้จักมาเล่นที่ร้าน ตลอดจนจ้างแม่ครัวที่มีฝีมือมาช่วยดูแลด้านอาหาร จากนั้นก็ปรับปรุงขยายร้านมาเรื่อยๆจนลงตัวและมีกลุ่มลูกค้าประจำในที่สุด

“ตอนเปิดร้านปีแรกนั่นไผ่ก็ยุ่งกับงานศพของตาแล้วก็เกสต์เฮ้าส์ของตัวเองนี่นา แล้วตอนนั้นร้านก็เล็กกว่านี้ ไม่ต้องคิดมากหรอก วันนี้ก็มาฉลองการก้าวสู่ปีที่สามด้วยกันดีกว่า”

นรพัฒน์เอ่ยขึ้นแล้วตบบ่าพรพฤกษ์เบาๆ ใบหน้าหวานคมจึงยิ้มออกมาได้


*************


“โต๊ะ 3 แสงแบน น้ำแข็ง โซดา โค้กอย่างละ 2”

“โต๊ะ 7 ฮันเดรดกลม น้ำเปล่า 3 โซดา 2 โค้ก 2”

“โต๊ะ 11 ขอที่เขี่ยบุหรี่กับน้ำแข็งเพิ่มคร้าบ”

พรพฤกษ์หยิบยื่นของตามที่เด็กเสิร์ฟมาแจ้งออร์เดอร์ตรงบริเวณเคาน์เตอร์มือเป็นระวิง โดยนรพัฒน์ออกไปต้อนรับลูกค้าที่หน้าร้านและดูแลการซื้อขายตั๋วเข้างาน ส่วนดิษยะคอยคุมแสงไฟในร้านและเลือกแผ่นซีดีเปิดเพลงระหว่างรองานเริ่ม หลังมือเรียวยกขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมบนหน้าผาก แล้วก็รู้สึกถึงมือหนาที่แตะลงบนบ่าพร้อมกับขวดน้ำเย็นยื่นให้

“เดี๋ยวอีกห้านาทีไอ้นอจะเปิดงาน โต๊ะส่วนใหญ่ได้ออร์เดอร์กันครบแล้ว เดี๋ยวตรงนี้มึงคงยุ่งน้อยลงแล้วล่ะ”

ร่างบางพยักหน้ารับแล้วยกขวดน้ำขึ้นดื่มอย่างกระหาย เพื่อนร่างใหญ่ผละไปทางเวทีแล้วทดสอบเสียงไมค์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะยื่นให้นรพัฒน์ที่ยืนรอท่าอยู่แล้ว เสียงแหบห้าวต่ำๆกระแอมเรียกความสนใจจากนั้นจึงกล่าวทักทายทุกคนในร้าน

“สวัสดีครับ ลูกค้าขาจรและขาประจำทุกท่าน ขอบคุณมากที่มาร่วมงานเลี้ยงครบรอบ 2 ปีของเราในวันนี้ และขอบคุณที่ให้การสนับสนุนมาตลอด ผมหวังว่าทุกท่านจะสนุกสนานกับค่ำคืนนี้ร่วมกันจนถึงเวลาจับสลากแจกรางวัลนะครับ และก่อนไปพบวงดนตรีรับเชิญของคืนนี้ ขอเชิญพบกับวงเปิดของคืนนี้กันก่อน “Sensory” ครับ”

สิ้นเสียงของชายหนุ่มเจ้าของร้านก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นเกรียวกราว ชายหนุ่มร่างใหญ่เลื่อนเก้าอี้สตูลของตัวเองขึ้นมาด้านหน้าพลางปรับไมค์ลง ใบหน้าที่เคยมีหนวดเคราดกหนาคืนนี้ได้รับการแต่งเล็มจนดูไม่รุงรังเหมือนปกติ สายตาคมกวาดตามองหาคนที่ตนเชิญมาร่วมงานวันนี้ที่โต๊ะที่จองไว้ให้แล้วก็ยิ้มกริ่ม

“สวัสดีครับทุกท่าน ขาประจำร้านนี้คงคุ้นหน้าคุ้นตาผมดี ยังไงก็รับผู้ชายหัวใจอ่อนไหวคนนี้ไว้ในอ้อมอกและมาอุดหนุนร้านกันไปนานๆด้วยนะครับ”

เหล่าลูกค้าตามโต๊ะต่างๆปรบมือและหัวเราะชอบใจ ดิษยะรอจนเสียงซาลงก็เริ่มพูดอีกครั้ง

“คืนนี้ผมเชิญคนพิเศษของผมมางานนี้ด้วย แล้วก็เลยขอมอบเพลงแรกของคืนนี้ให้แก่เธอ ช่วยกันอวยพรให้เธอคนนั้นที่โต๊ะ 5 รับรักผมด้วยนะครับ”

คราวนี้เสียงปรบมือและเสียงผิวปากดังสนั่นโดยสายตาแทบทุกคู่มองตรงไปที่โต๊ะ 5 ซึ่งมีสมาชิกสาวๆนั่งอยู่เต็มโต๊ะเป็นตาเดียว


สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึก สิ่งที่ฉันไม่เคยจะนึกว่ามี
แต่แล้วฉันก็พบจาก ได้พบจากเธอ เธอคนนี้

แค่เธอก็พอ ฉันไม่ขอมากกว่านี้
แค่เธอก็พอ ฉันจะไม่ขออะไรอีก
แค่เธอก็พอ ชีวิตฉันเพียงพอแล้วแค่คนนี้


นรพัฒน์ที่กลับมายืนที่เคาน์เตอร์แล้วมองไปทางเพื่อนบนเวทีแล้วก็อุทานยิ้มๆ

“เชื่อมันเลย ท่าทางจะเอาจริงแฮะ ไผ่รู้มั้ยว่าสาวที่มันพูดถึงนี่คนไหน”

พรพฤกษ์เองก็มองไปที่โต๊ะที่เพื่อนนักดนตรีของตนเอ่ยประกาศอย่างสนใจ แม้แสงไฟในร้านจะค่อนข้างสลัวแต่เขาก็จำรูปร่างและท่าทางของหญิงสาวที่เคยมาหาตนได้ พอชายหนุ่มนึกถึงพฤติกรรมของเพื่อนเมื่อวันก่อนและพอจะสังเกตได้ว่าหญิงสาวนั่งหน้าตาบอกบุญไม่รับอยู่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าใช่ จึงทำท่าชี้บอกเพื่อนว่าเป็นคนไหน นรพัฒน์มองตามแล้วก็หัวเราะในคอ

“ท่าทางเอาเรื่องอยู่ มิน่าย่ามมันถึงติดใจ”

จะไม่มีวันรักใคร และจะไม่มีวันไปไหน
ฉันสัญญาว่าฉันจะ จะรักกับเธอเป็นคนสุดท้าย



เมื่องานเลี้ยงเริ่มไปได้สักพักเครื่องดื่มและอาหารตามโต๊ะต่างๆก็พร่องลงจึงเริ่มมีออร์เดอร์เข้ามาอีกครั้ง แต่กระนั้นก็วุ่นวายน้อยลงกว่าตอนแรกมาก อภิสิทธิ์เดินเลาะตามโต๊ะภายในร้านที่ลูกค้าแน่นไปหมดแล้วมาหยุดที่เคาน์เตอร์
“ไงอ้น ท่าทางลูกค้าชอบอาหารร้านนายนะ เห็นเดินไปตักกันตั้งหลายคน ครัวเราหงอยเลย” นรพัฒน์เอ่ยแซวจนเจ้าตัวยิ้มเขิน
“นี่ดีนะว่าร้านเราคนละแนวกัน ไม่งั้นสงสัยแย่งลูกค้ากันแย่”
นัยน์ตายาวรีหันมาทางร่างเพรียวที่กำลังจิ้มไส้กรอกทอดอยู่แล้วก็เอ่ยถาม “ไผ่ ไปนั่งข้างนอกกันมั้ย? เรามีโต๊ะเล็กใกล้ๆซุ้มอยู่”

มือเรียวยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วก็ส่ายหน้า “ไม่ดีกว่า เราอยากอยู่ข้างใน เผื่อมีอะไรในร้านจะได้ช่วย”

สีหน้าคนชวนดูหงอยจนเห็นได้ชัด นรพัฒน์แสร้งยกแก้วขึ้นเช็ดพลางทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ เสียงไมโครโฟนที่หอนขึ้นมาจากทางเวทีเรียกความสนใจทุกคนกลับไปยังนักดนตรีอีกครั้ง

“แหะๆ โทษทีครับ เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อย ต่อไปจะเป็นเพลงสุดท้ายก่อนทุกท่านจะได้พบกับวงรับเชิญในคืนนี้ ผมขออุทิศเพลงนี้ให้กับเพื่อนผมคนหนึ่งที่มีเหตุให้ต้องอยู่ห่างจากคนที่ตัวเองรัก แต่ผมเชื่อว่าถ้าเค้าและคนรักมั่นคงในความรัก ไม่ว่าตัวจะอยู่ห่างกันแค่ไหน แต่หัวใจก็ไม่มีวันห่างกันครับ”

เสียงผิวปากและเสียงปรบมือดังก้องร้านอีกครั้ง ตามด้วยเสียงเขย่าโต๊ะจากลูกค้าบางรายที่คงเริ่มมึนเมาได้ที่

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2009 22:10:55 โดย bellbomb »

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
13. [ต่อก๊าบ]

แม้วันนี้ไม่มีเธอใกล้ๆ
แต่ก็รู้ว่าใจเรานั้นไม่เคยจะห่างกัน
ใครกี่คนไม่เคยคิดผูกพัน
เพราะใจฉันนั้นมีแต่เธอเพียงเท่านี้

ด้วยภาระ และทางที่เราต้องเดิน
แต่ว่าฉันไม่เคยเพลิดเพลิน คิดมองใคร
อาจจะเผลอก็เพียงแค่สายตา
เพราะหัวใจฉันรู้ว่า มีเธอในใจเท่านั้น

อยู่ตรงนั้นเธอคิดถึงฉัน มากเท่าไร
อยู่ตรงนี้เธอรู้ไว้เลยว่า คิดถึงเธอจนล้นหัวใจ
ได้โปรดเธอจงมั่นใจ ว่าฉันคนนี้รักเพียงแต่เธอ


“ย่ามนี่โรแมนติกเหมือนกันนะเนี่ย อยากรู้จังว่าร้องเพลงนี้ให้เพื่อนคนไหน”

อภิสิทธิ์เอ่ยขึ้นเปรยๆพลางยกขวดเบียร์ขึ้นจิบ พรพฤกษ์นั่งมองแก้วน้ำของตัวเองนิ่ง ทำไมจะไม่รู้ว่าคนที่เจ้าเพื่อนนักร้องนำตัวดีเอ่ยถึงคือใคร มือเรียวยกข้อมือข้างที่ใส่สร้อยเงินไว้ขึ้นดูแล้วก็ลูบเบาๆ พลันก็รู้สึกปวดแปลบในใจขึ้นมาเมื่อนึกถึงประโยคสุดท้ายที่เจ้าของสร้อยมอบให้

‘...คนที่ต้นรักคือไผ่คนเดียว’

มือผอมเกร็งเลื่อนมาตบหลังมือของเขาเบาๆ เมื่อพรพฤกษ์เงยหน้าขึ้นก็เห็นนรพัฒน์ยิ้มให้กำลังใจอยู่ “ย่ามกับเราเป็นห่วงไผ่นะ ไผ่ก็ยอมคุยกับเค้าให้รู้เรื่องไปเถอะ ทรมานตัวเองอยู่อย่างนี้ไม่ดีหรอก”

นัยน์ตาคมมองตามหลังเพื่อนที่เดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ไป ก่อนจะหันมองที่สร้อยเงินบนข้อมืออีกครั้งแล้วก็ตัดสินใจ

“นักร้องวงเมื่อกี้เสียงดีว่ะ ถ้าไปออกเทปน่าจะดังนะเนี่ย” หญิงสาวคนหนึ่งในวงเพื่อนของปฏิมาเอ่ยขึ้นหลังจากนักดนตรีรับเชิญขึ้นเวทีต่อจากวงเปิดแล้ว

“เหอะ อ้วนดำอย่างงั้นคงถ่ายปกอัลบัมขึ้นอยู่หรอก”

เพื่อนร่วมโต๊ะทุกคนหันมาที่ต้นเสียงเป็นตาเดียว “นั่นเค้ายังไม่เข้าขั้นอ้วนโว้ยไอ้ปาล์ม แกไปอคติอะไรกับเค้าเนี่ย เขินที่เค้าร้องเพลงจีบแกอะดิ”

ปฏิมาทำตาดุใส่คนพูดทั้งที่หน้าร้อนวูบ “ใครจีบใคร! เค้าแค่บอกว่านั่งอยู่โต๊ะนี้ อาจเป็นใครในพวกแกก็ได้”

เพื่อนๆในโต๊ะส่งสายตากันอย่างรู้ทัน เพราะคืนนี้หญิงสาวเป็นคนออกปากชวนเพื่อนๆมาที่ร้านนี้เองโดยบอกว่ามีคนเชิญไว้ แถมตอนที่ร้องเพลงชายหนุ่มนักร้องนำตัวโตก็ส่งตาหวานมาที่โต๊ะตลอด เพื่อนสาวคนหนึ่งในวงยกแก้วตัวเองขึ้นสูง “เอ้าทุกคน ดื่มในโอกาสที่ไอ้ปาล์มขายออกเว้ย!”

หญิงสาวที่ตอนนี้กำลังโดนเพื่อนรุมแซวนึกค่อนขอดคนต้นเหตุในใจ แล้วก็สะดุ้งโหยงเมื่อมีมืออุ่นวางแตะลงบนบ่า หญิงสาวหันกลับไปมองแล้วก็ระบายลมหายใจเมื่อเห็นว่าเป็นใคร “ว่าไงไผ่”

พรพฤกษ์ลดมือลงแล้วก็ให้รู้สึกเขินกับสายตาของสาวๆในโต๊ะที่พุ่งมาที่เขาเป็นจุดเดียว

“คือว่า...”


*************

“ลิลลี่หมดธุระหรือยังครับ?”
“ทำไมพี่ต้นถามอย่างนี้อีกแล้ว ลี่โทรมาทีไรชวนคุยแต่เรื่องร้านเพชรของคุณพ่อทุกที ทำไมเราไม่คุยกันเรื่องอื่นบ้างล่ะคะ”
ตระการถอนหายใจ ถ้าไม่ติดที่เขาเกรงใจหญิงสาวซึ่งเป็นทายาทธุรกิจร้านเพชรที่เป็นผู้เช่ารายสำคัญในโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในเครือก็คงรีบตัดสายไปแล้ว ชายหนุ่มจำได้ว่าตอนที่เคยออกไปเที่ยวด้วยกันร่วมกับกลุ่มเพื่อนคนไทยตอนอยู่ที่ต่างประเทศหญิงสาวก็วางตัวดี แต่หลังจากกลับมาเมืองไทยแล้วก็พยายามตีสนิทกับเขาจนน่าอึดอัด

เสียงสัญญาณเรียกสายซ้อนดังขึ้น ตระการสบโอกาสจึงรีบขอตัดสายลลิตาทันที “ลิลลี่ครับ พอดีมีสายซ้อน ผมคงต้องรับนะครับเพราะอาจเป็นเรื่องงาน”

“ดึกขนาดนี้ใครจะโทรมาเรื่องงานล่ะคะพี่ต้น”

ชายหนุ่มยกโทรศัพท์ขึ้นดู เมื่อเห็นว่าหมายเลขโทรเข้าเป็นใครก็บอกตัดสายลิลลี่อย่างรีบร้อน “ผมจำเป็นต้องรับสายนี้ แค่นี้นะครับ”

ทว่าเมื่อชายหนุ่มกดสลับสายอีกฝ่ายก็วางหูไปแล้ว ตระการรีบกดโทรกลับอย่างร้อนใจเพราะเหตุเดียวที่เจ้าของหมายเลขนี้จะโทรมาคือเกี่ยวกับเรื่องที่เขาไหว้วานเท่านั้น

เสียงทุ้มเอ่ยอย่างตื่นเต้นเมื่อได้ยินสัญญาณรับสาย

“ปาล์มเหรอครับ เจอไผ่แล้วหรือยัง?”

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อเขาเบาๆ

“ต้น...”

มือใหญ่กำโทรศัพท์มือถือในมือแน่น ชายหนุ่มกลั้นหายใจเหมือนไม่เชื่อหู

“ไผ่ ไผ่จริงๆใช่มั้ย?”

“อื้อ...”

เสียงทุ้มใสตอบรับในคอ พรพฤกษ์รู้สึกว่าน้ำตารื้นขึ้นมาเพียงแค่ได้ยินเสียงที่เคยคุ้นที่ไม่ได้ยินมานาน

“ไผ่เป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย รู้มั้ยว่าต้นพยายามติดต่อไผ่มาตลอดตั้งแต่กลับมาจากเกาหลีเลย ไผ่หายโกรธบ้างหรือยัง?”

ร่างเพรียวทรุดนั่งลงบนระเบียงหลังบ้านของนรพัฒน์ซึ่งแยกออกมาจากส่วนที่เป็นร้าน หูได้ยินเสียงโห่ร้องและปรบมือจากการเล่นเกมจับสลากลอยมาแว่วๆ

“ทีละคำถามสิต้น อยากให้พี่ชายตอบข้อไหนก่อนล่ะ?”

“ไม่ใช่พี่ชายสักหน่อย แล้วก็แก่กว่าแค่สองปีเอง”

ตระการยิ้มเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆจากปลายสาย ชายหนุ่มหลับตาลง “ไผ่ ต้นขอโทษที่ตอนนั้นไม่ได้บอกความจริงตั้งแต่แรก ตอนที่กลับมาต้นกลัวจริงๆว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ไผ่ยกโทษให้ต้นได้มั้ย?”

พรพฤกษ์กระชับหูโทรศัพท์แน่นเข้าพลางใช้แขนอีกข้างกอดขาที่ยกขึ้นชันเข่าไว้ ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง ความจริงเขาเคยคิดใคร่ครวญเรื่องนี้มาตลอดหลังจากแยกกับอีกฝ่ายถึงเรื่องราวในอดีต แล้วก็ตระหนักว่าไม่มีใครผิดในเรื่องที่เกิดขึ้นและเขาไม่มีสิทธิ์โทษตระการ ทว่าความรู้สึกที่มาแทนที่หลังจากคิดตกเรื่องนั้นได้คือความน้อยใจที่อีกฝ่ายไม่ติดต่อมา ซ้ำยังไปมีข่าวกับนางแบบชื่อดังอีกต่างหาก

“ต้น จำที่ต้นเคยว่าไผ่ก่อนจะกลับไปกรุงเทพฯได้มั้ย?”

“หือ!?”

ใบหน้าหวานอมยิ้ม ขอทดสอบหน่อยเถอะว่าอีกฝ่ายจำได้หรือเปล่าว่าเคยพูดอะไรกับเขาไว้และหมายความตามนั้นจริงหรือไม่

“ถ้าต้นจำได้ว่าเคยว่าไผ่ว่าอะไร จะยกโทษให้”

“ต้นเนี่ยนะจะไปว่าอะไรไผ่ ตอนนั้นต้นบอกว่า ไม่ว่าใครจะพูดยังไง ต้นก็รักไผ่คนเดียวต่างหาก”

ตระการขมวดคิ้วงง แต่แล้วก็ยิ้มออกเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะ

“อะไรกัน เดี๋ยวนี้เจ้าเล่ห์แบบนี้แล้วเหรอ ทีหลังอยากได้ยินต้นบอกรักก็ขอตรงๆก็ได้ ให้พูดกี่ครั้งก็ยอมถ้าไผ่ขอ”

คนถูกบอกรักหน้าร้อนวูบแล้วก็รีบเอ่ยแก้ตัว “ไม่ได้เจ้าเล่ห์ซักหน่อย แค่อยากทดสอบความจำเท่านั้นแหละ เห็นไปมีข่าวกับนางแบบสุดสวยอยู่ จะแน่ใจได้ไงว่าต้นยังไม่เปลี่ยนใจ”

“ไม่เปลี่ยนหรอก รักแล้วก็รักเลย อย่างนี้เท่ากับไผ่ยกโทษให้แล้วใช่มั้ย?”

พรพฤกษ์เหลือบมองสร้อยเงินบนข้อมือตัวเองที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายแล้วก็ยิ้ม “เอาไงดีน้า...”
 

*************

ย้างงงง ยังมีต่อ   :a11:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2009 22:18:37 โดย bellbomb »

ออฟไลน์ bellbomb

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1561
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1261/-7
    • Bellbomb's Blog
13. [ต่ออีก เอาให้หมดก๊อก แฮ่กๆ]

ปฏิมานั่งโยกเก้าอี้ชิงช้าตรงสนามหญ้าหน้าบ้านระหว่างนั่งรอพรพฤกษ์ อีกฝ่ายยืมโทรศัพท์ของตนแล้วก็หายเข้าไปในบ้านกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว หญิงสาวหวังว่าทั้งสองจะปรับความเข้าใจกันได้แม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้างต่อลูกพี่ลูกน้องของตน แต่ถ้าตระการไม่ได้ชอบลลิตาก็เป็นเรื่องไม่ถูกนักถ้าหล่อนจะสนับสนุนให้ญาติไปเป็นตัวขัดความสุขของคนอื่น

“มานั่งทำอะไรตรงนี้คนเดียวครับ มารอผมเหรอ?”

ร่างเพรียวสะดุ้งเฮือกแล้วก็หันไปตวาดคนพูดเสียงไม่ดังนัก “ใครจะไปรอนาย! เรานั่งรอไผ่ต่างหาก เค้าเพิ่งยืมโทรศัพท์ไปคุยกับต้นเมื่อกี้”

ชายหนุ่มร่างใหญ่พยักหน้าแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ หญิงสาวจึงขยับหนีไปชิดพนักเก้าอี้อีกด้านจนอีกฝ่ายหัวเราะ

“ไม่ต้องหนีขนาดนั้นก็ได้ ถึงผมจะหน้าโจรแต่ก็สุภาพบุรุษเต็มร้อย เอ้านี่”

หญิงสาวมองจินเจอร์เอลในกระป๋องสีแดงแล้วก็เหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่าย
“เอามาให้ทำไม?”

“ปาล์มไม่ดื่มเหล้าไม่ใช่เหรอ มาร้านวันก่อนโน้นก็สั่งน้ำเปล่า เมื่อเย็นนี้ก็ไม่เห็นแตะเหล้าเลยนี่”

หญิงสาวขอบคุณแล้วก็รับเครื่องดื่มมาไว้ในมือ รู้สึกแปลกๆที่รู้ตัวว่าโดนอีกฝ่ายสังเกตขนาดนั้น ดิษยะยกขวดเบียร์ของตัวเองขึ้นดื่มแล้วก็เอาเท้ายันเก้าอี้ชิงช้าให้โยกเบาๆพลางเหม่อมองไปบนฟ้า ปฏิมาเหลือบมองคนข้างตัว น่าแปลกที่ยามนี้หญิงสาวไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับคนตัวใหญ่คนนี้เหมือนตอนเจอกันครั้งแรก

“เพลงที่เล่นไปเมื่อหัวค่ำ เอ่อ...เลือกได้ดีนะ”

ชายหนุ่มหันมาเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม “เพลงไหน เพลงที่ผมร้องให้ปาล์มน่ะเหรอ?”

หญิงสาวถลึงตาใส่ “ไม่ใช่! เราหมายถึงเพลงสุดท้ายต่างหาก นั่นร้องให้ไผ่ใช่มั้ยล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเพลงนั้นตอนนี้เค้าอาจยังไม่ยอมคุยกับต้นก็ได้”

“ผมรู้จักไผ่มานานแต่ไม่เคยเห็นมันคบใคร ถ้าได้เห็นเพื่อนมีความสุขผมก็ดีใจ”

ชายหนุ่มวางขวดเบียร์ลงข้างเก้าอี้ชิงช้าพลางเอาสองมือประสานท้ายทอยก่อนจะหันหาคนข้างตัว “เรื่องของคนอื่นก็ถือว่าจบไปด้วยดีแล้วนะ แล้วเรื่องของเราจะว่าไงดี?”

ปฏิมาสำลักเครื่องดื่มแล้วก็ไอจนหน้าแดง

“เฮ้ย! โดนขอความรักแค่นี้สำลักเลยเหรอ งี้ถ้าโดนมากกว่านี้จะเป็นไงเนี่ย?”

นิ้วเรียวหยิกหลังมือที่ช่วยลูบหลังตัวเองอยู่พลางมองตาเขียวจนอีกฝ่ายต้องปล่อย “ไม่มีมากกว่านี้ทั้งนั้นแหละ! เรากลับกรุงเทพฯไปเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องเจอนายแล้ว”

“จะจริงเร้อ~” หญิงสาวเหล่มองคนข้างๆที่ยิ้มร่า “เมื่อกี้ผมไปคุยกับเพื่อนของปาล์ม เค้าบอกว่านิตยสารของปาล์มกำลังจะมาเปิดหัวใหม่ที่นี่ แล้วปาล์มก็เป็นหนึ่งในทีมที่ต้องมาดูแลเล่มนั้นด้วยไม่ใช่เหรอ?”

หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางคิดคาดโทษเพื่อนที่ปากบอนไว้ในใจ  กลับถึงโรงแรมเมื่อไหร่มีรายการเฉ่งยกกลุ่มแน่


*************


คงสะใจแฟนๆต้น-ไผ่นะจ๊ะ หวังว่าตอนนี้คู่รองคงไม่ขโมยซีนมากไปนะ เหอๆ :m29:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2009 22:19:59 โดย bellbomb »

abcd

  • บุคคลทั่วไป
กว่าจะง้อกันได้ เด๋วจะมีมารมาผจญต่อชิมิ  :man1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด