64
ตอนพิเศษที่ 17 : The Shopaholic
เสียงพูดคุยจอแจและเสียงฟู้ฟ่าจากเตาย่างในเย็นวันศุกร์เป็นบรรยากาศที่ผมคุ้นเคย การได้มานั่งกินข้าวสังสรรค์กับพี่ ๆ น้อง ๆ ที่แผนกหลังเลิกงานคือช่วงเวลาผ่อนคลายของชาว office อย่างผม
“พี่จี เอาหมูสไลด์อีกไหม” น้องฝึกงานถามอย่างกระตือรือร้น
“เอามาเลย”
ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนกับการปิ้งเนื้อหมู วัว ไก่ บนเตา ผมเผลอหันมองออกไปนอกกระจกร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง ... แล้วสายตาของผมก็ต้องสะดุดกับใครคนหนึ่ง
ท่ามกลางฝูงชนที่เดินขวักไขว่ มีร่างหนึ่งที่โดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ... ไม่ใช่แค่เพราะส่วนสูงหรือหน้าตา แต่เป็นรัศมีความ 'แพง' ที่แผ่ออกมารอบตัว ... มิลค์ ... โลกกลมชะมัด
วันนี้มิลค์อยู่ในชุดทำงานที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสาร Vogue เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีงาช้างปลดกระดุมเม็ดบนโชว์ลำคอขาวผ่อง ทับด้วยเบลเซอร์สีน้ำตาลคาราเมลคัตติ้งเนี้ยบกริบ กางเกงสแล็คเข้ารูปที่ขับให้ขาดูยาวเหยียด นาฬิกา Patek Philippe บนข้อมือสะท้อนแสงไฟวิบวับ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องยกมือกุมขมับไม่ใช่ความหล่อเหลาของเมีย ... แต่เป็นถุงช้อปปิ้งในมือต่างหาก ... ถุงสีส้มสดใบใหญ่ 2 ใบ ถุงสีดำอีก 3 ใบ และถุงกระดาษแบรนด์เนมอื่น ๆ ที่เกี่ยวอยู่ตามข้อนิ้วจนแทบจะครบทุกนิ้ว
“อุ้ย!!! นั่นคุณมิลค์ แฟนพี่จีหรือเปล่าคะ” พี่ส้ม ตาดีสมกับเป็นฝ่ายบัญชี ชี้เป้าทันที
“เฮ้ย!!! จริงด้วย”
“นี่นัดกันมาหรือเปล่า”
ผมส่ายหัวแทนคำตอบ
“พรหมลิขิตเวอร์”
“ถือของพะรุงพะรังยังดูดีเลยแก ... นั่นเขามองมาทางนี้ปะ?”
ใช่ครับ ... มิลค์มองมาทางนี้ สายตาเราประสานกันผ่านกระจก ทันทีที่เห็นผม ใบหน้านิ่ง ๆ แบบท่านประธานก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างจนตาหยี มิลค์ยกถุงในมือขึ้นโบกทักทายในท่าทางทุลักทุเลนิดหน่อยก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้ามาในร้าน
ผมรีบลุกขึ้นยืน ... ใจหนึ่งก็ดีใจที่เจอเมีย แต่อีกใจก็เกร็งฉิบหาย เพราะไม่แน่ใจว่ามิลค์จะเข้ากับเพื่อน ๆ ที่ทำงานของผมได้ไหม แม้จะเป็นร้านอาหารในห้างหรูแต่เมื่อเปรียบเทียบกับแต่เมียของผมที่หิ้วถุงใบละ 4 แสนเดินเข้ามา ... ความคอนทราสต์นี้มันช่างจ้าซะเหลือเกิน
“จี บังเอิญจัง” มิลค์เดินเข้ามาถึงโต๊ะ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยฟุ้งกลบกลิ่นเนื้อย่างและควันไปชั่วขณะ
“ซื้ออะไรมาเยอะแยะเนี่ย หนักไหม” ผมรีบเข้าไปช่วยรับถุงจากมือมิลค์ ... โอ้โห หนักฉิบหาย นี่มันซื้อกระเป๋าหรือซื้ออิฐบล็อกวะ
“ไม่หนักหรอก ตอนแรกไม่ตั้งใจจะซื้อ แต่เห็นแล้วอดไม่ได้วะ...” เป็นคำแก้ตัวที่โคตรคลาสสิก
“... สวัสดีครับพี่ ๆ ทุกคน” ประโยคหลังมิลค์หันไปยกมือไหว้พี่เอก พี่ส้ม และน้อง ๆ ในทีมผมอย่างนอบน้อม
ภาพ CEO หมื่นล้านก้มหัวไหว้พนักงานออฟฟิศธรรมดา ๆ ทำเอาทุกคนในโต๊ะทำตัวไม่ถูก รีบรับไหว้กันพัลวัน
“สะ... สวัสดีครับคุณมิลค์ มาช้อปปิ้งเหรอครับ” พี่เอกถามเสียงสั่น
“ครับผม ... ทานอะไรกันอยู่ครับ น่าอร่อยจัง” มิลค์ชะโงกหน้ามาดูด้วยความสนใจ ตาเป็นประกายเหมือนเด็กเห็นขนม
“ปิ้งย่างครับ... เอ่อ ถ้าคุณมิลค์ไม่รังเกียจ นั่งทานด้วยกันไหมครับ” พี่เอกชวนตามมารยาท แต่ใจจริงคงอยากให้ปฏิเสธ เพราะเกรงใจ
ผมกำลังจะอ้าปากบอกว่ามิลค์คงไม่สะดวก เพราะดูจากชุดและข้าวของแล้วน่าจะอยากกลับไปบ้าน unpack ของมากกว่า แต่ทว่า
“ได้เหรอครับ มิลค์หิวพอดีเลย เดินจนหมดแรง ... จี กูขอนั่งด้วยนะ” มิลค์หันมาทำตาปริบ ๆ ใส่ผม
“เอาสิ ... เดี๋ยวกูขอเก้าอี้เพิ่มให้”
และแล้ว ... ภาพประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น
คุณมิลค์ ติณสิงห์ ผู้ถือครองหุ้นรายใหญ่ของ Nemean Group นั่งลงตรงหน้าเตาปิ้งย่างควันโขมง ถอดสูทตัวแพงพาดไว้พนักเก้าอี้ โดยมีถุง Hermès วางกองอยู่บนพื้นข้าง ๆ อย่างไม่ไยดี พับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น แล้วเริ่มคีบหมูสไลด์วางบนตะแกรงอย่างคล่องแคล่ว
“พี่ส้มใช่ไหมครับ จีเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ว่าพี่ส้มช่วยตรวจเอกสารให้จีตลอด ขอบคุณมากนะครับ” มิลค์ชวนคุยอย่างเป็นธรรมชาติ ตักลูกชิ้นใส่ถ้วยให้พี่ส้มด้วยมือตัวเอง
“อุ้ย... ไม่เป็นไรค่ะคุณมิลค์ หน้าที่พี่อยู่แล้ว” พี่ส้มหน้าแดงก่ำ มือไม้สั่นจนตะเกียบแทบหลุด
“น้องนัท ฝึกงานเป็นไงบ้างครับ จีดุไหม? ถ้าจีดุบอกพี่นะ เดี๋ยวพี่จัดการให้” มิลค์หันไปแซวน้องฝึกงาน พร้อมรอยยิ้มพิฆาตที่ทำเอาน้องนัทแทบจะลงไปกองใต้โต๊ะ
ตลอดมื้ออาหาร มิลค์ไม่ใช่ CEO ผู้ถือตัว แต่เป็นน้องมิลค์ที่น่ารัก สุภาพ และถ่อมตัวสุด ๆ คอยรินน้ำให้พี่ ๆ คอยตักอาหารให้ผม และกินทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีบ่นเรื่องร้อน เรื่องควัน หรือเรื่องกลิ่น
“ขอตัวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะครับ” มิลค์ลุกขึ้นหลังจากกินอิ่ม
ทันทีที่แผ่นหลังกว้างของมิลค์หายลับไปทางห้องน้ำ ... วงสนทนาก็ระเบิดออกทันที!
“กรี๊ดดดดดดดดด! ไอ้จี เมียมึงน่ารักมากกกกกกกก!” พี่ส้มหวีดร้องเสียงหลง ทุบโต๊ะรัวๆ
“โคตรกันเองเลยว่ะ! กูคิดว่าจะหยิ่ง ๆ แบบพวกลูกคุณหนู นี่ไหว้กูสวยกว่าลูกกูไหว้กูอีก” พี่เอกเสริมด้วยความทึ่ง
“แล้วหล่อมากพี่จี ผิวโคตรดี นั่งใกล้ ๆ แล้วเขินอะ แล้วดูของที่เขาซื้อมาดิ ... ราคาแพงกว่าเงินเดือนกูทั้งปีรวมกันอีกมั้ง แต่เขาวางพื้นเฉยเลย” น้องนัทยังคงช็อกกับกองถุงแบรนด์เนม
“มึงนี่โชคดีฉิบหายเลยนะจี ... มีแฟนทั้งหล่อ ทั้งรวย แถมยังนิสัยดีขนาดนี้ เขาดูรักมึงมากเลยนะ คอยตักนั่นตักนี่ให้มึงตลอดเลย”
“ใช่ ๆ สายตาที่เขามองมึงนะ... หวานจนน้ำซุปเค็มไปเลยแก”
คำชมพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ทุกคนแย่งกันพูดถึงความประทับใจที่มีต่อมิลค์
ผมนั่งฟังคำชมเหล่านั้น ... แล้วรู้สึกเหมือนแก้มมันจะปริแตกออกมา
ความรู้สึกภูมิใจมันพองฟูขึ้นมาคับอก ผมพยายามจะหุบยิ้มแล้วทำหน้านิ่ง ๆ แต่มันทำไม่ได้จริง ๆ มุมปากมันกระตุกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองตอนนี้คง 'บานเป็นกระด้ง' อย่างที่เขาว่ากันจริงๆ
“ก็ ... เขาเป็นแบบนี้แหละครับพี่” ผมตอบสั้น ๆ แต่เสียงสั่นด้วยความปลื้มปริ่ม
ไม่ใช่แค่ภูมิใจที่มิลค์ดูดีในสายตาคนอื่น แต่ภูมิใจที่มิลค์ให้เกียรติเพื่อนของผม ภูมิใจที่เขาไม่เคยรังเกียจสังคมของผม และภูมิใจที่สุด ... ที่คนแสนดีขนาดนี้เป็นภรรยาของผม
“นินทาอะไรมิลค์กันอยู่หรือเปล่าครับเนี่ย หน้าบานกันเชียว”
มิลค์เดินกลับมาพอดี ยิ้มหวานใส่กลุ่มพวกเรา
“เปล่าครับคุณมิลค์ ชมล้วน ๆ เลยครับ” พี่เอกรีบแก้ตัว
“งั้นมื้อนี้มิลค์ขออนุญาตเลี้ยงนะครับ ถือว่าเลี้ยงต้อนรับน้องนัทด้วย”
“เฮ้ย ไม่ต้องครับคุณมิลค์ เกรงใจ American share ครับ”
“เหรอ ... งั้นเดี๋ยวมิลค์ขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงของหวานนะครับ ... เราไปกินบิงซูร้านข้างๆ กันต่อไหมครับ”
เสียงเฮดังลั่นร้าน ผมมองมิลค์ที่ยืนหัวเราะอยู่ท่ามกลางพี่ ๆ น้อง ๆ ของผม ... ภาพที่เห็นมันช่างงดงามและอบอุ่นยิ่งกว่าของแบรนด์เนมในถุงพวกนั้นเป็นล้านเท่า
ผมลุกขึ้น เดินไปโอบเอวมิลค์ไว้หลวม ๆ กระซิบข้างหูให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ขอบคุณนะมึง ... วันนี้น่ารักมาก”
มิลค์หันมายักคิ้วให้ผมข้างหนึ่ง
“แค่นี้เอง แต่คืนนี้มึงต้องมีช่วยกูดูนะ ว่าของที่ซื้อมาเข้ากับกูไหม”
ฮะ!!! รอยยิ้มของผมแข็งค้างอยู่บนใบหน้าเมื่อได้ยินคำตอบของภรรยา ... มึงซื้อมาหมดนี้ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเข้ากับตัวเองไหมเนี่ยนะ
----------
#The Shopaholic
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย