62
« กระทู้ล่าสุด โดย intouch เมื่อ 19-08-2026 21:55:04 »
บทที่ 2 รู้จัก
คาบแรกของวันเปิดเทอมจบลงตอนที่ผมยังไม่ทันตั้งหลัก
ผมเดินออกจากห้องตามเบสมา แต่พอถึงหน้าแผนกช่างยนต์ ทุกคนก็เริ่มแยกไปคนละทาง เบสเดินออกไปกับเพื่อนคนอื่น ๆ ผมจะเรียกแต่ก็ไม่ยอมเรียก จะเดินตามไปขาก็ไม่ยอมขยับ สุดท้ายผมจึงเดินไปคนเดียว
ระหว่างทางมีเสียงคุยกันดังมาจากหลายทิศ ผมเดินผ่านเด็กต่างแผนก รุ่นพี่ที่ยืนรวมกันตรงมุมตึก และครูคนหนึ่งที่ถือแฟ้มเดินสวนมา ผมหลบตาแทบทุกคน เดินไปเรื่อย ๆ จนเจอที่นั่งอยู่ใต้ตึกอะไรไม่รู้
จากในห้องใกล้ ๆ มีเสียงครูบรรยายดังออกมา ฟังอยู่พักหนึ่งพอจับใจความได้ว่าเป็นวิชาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ตรงนั้นไม่ได้คุ้นอะไรกับผมเลย เพียงแต่มีร่มเงา มีที่ให้นั่ง และดูเหมือนไม่มีใครสนใจว่าผมเป็นใคร
ผมวางกระเป๋าไว้ข้างตัวแล้วนั่งลง ถอนหายใจเบา ๆ และผมหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ตกทอดมาจากที่บ้านออกมา
Nokia 3200
ตัวเครื่องมีรอยถลอกอยู่ตามมุม ปุ่มกดแข็งจนต้องกดให้ตรงถึงจะติด แล้วกดเบอร์หนึ่งที่จำได้ขึ้นใจ
ตู๊ด ตู๊ด เสียงรอสายดังอยู่ในหู ไม่นานปลายสายก็รับ
“โหล มิว” เสียงผมเบากว่าปกติ
“ว่าไงเด็กเทคนิค เป็นไงมั่ง กูเรียนอยู่ว่ะ”
แค่ได้ยินเสียงมัน ผมก็เผลอยิ้มออกมานิดหนึ่ง
“คิดถึงว่ะมึง ที่นี่น่าเบื่อฉิบหายเลย”
ผมพูดออกไปตามตรง ขณะที่มีนักเรียนกับครูเดินผ่านไปมา
“เหรอ…เออมึง ไว้ค่อยคุยนะเว้ย กูเรียนก่อน ห้ามงอน” น้ำเสียงมันรีบ แต่ยังติดขำเหมือนเดิม
“เออ ๆ บาย”
สายตัดไป
ผมลดโทรศัพท์ลงจากหู มองหน้าจอเล็ก ๆ ที่กลับมาเงียบเหมือนเดิม เวลาบนนั้นเพิ่งสิบเอ็ดโมง ส่วนคาบต่อไปเริ่มบ่ายโมง
ผมหันไปมองทางโรงอาหาร นักเรียนเดินเข้าออกกันแน่น เสียงช้อนกระทบจานดังมาไกล ๆ สลับกับเสียงแม่ค้าตะโกนถามว่าจะเอาอะไร
ท้องเริ่มหิว แต่ขาผมไม่ขยับ
ผมไม่รู้ว่าต้องต่อแถวตรงไหน ไม่รู้ว่าร้านไหนขายอะไร ไม่รู้ว่าต้องพูดกับแม่ค้าว่ายังไง ไม่รู้ว่ากินเสร็จแล้วต้องถือจานไปเก็บที่ไหน และไม่รู้ว่าถ้านั่งคนเดียวจะมีใครมองหรือเปล่า
ผมเลยนั่งอยู่ที่เดิม ทำเหมือนไม่หิว ทั้งที่ท้องร้องแล้ว
เวลาผ่านไปช้ามาก ผมมองพื้นบ้าง มองรองเท้าตัวเองบ้าง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูรายชื่อในเครื่องแล้วก็เก็บลงไปอีก จะโทรหาแม่ก็ไม่อยากให้แม่เป็นห่วง จะโทรหามิวอีกรอบก็กลัวมันยังเรียนอยู่
สุดท้ายผมจึงนั่งเฉย ๆ ปล่อยให้เสียงรอบตัวผ่านไปทีละเสียง
ใกล้เที่ยงครึ่ง ฟ้าเริ่มหม่นลง ตอนแรกมีเพียงเมฆครึ้ม แต่ไม่นานลมก็พัดแรงขึ้น กลิ่นดิน กลิ่นปูน กลิ่นใบไม้ และกลิ่นความชื้นลอยปนกันมา นักเรียนที่อยู่ภายนอกอาคารเริ่มทยอยกันเข้ามาในอาคาร
ผมรีบลุก สะพายกระเป๋าแล้วเดินกลับไปทางแผนกอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรอเรียนคาบบ่าย
เมื่อขึ้นไปถึงระเบียงชั้นสอง เพื่อนหลายคนมานั่งรออยู่ตรงหน้าห้อง และตามระเบียงที่นั่งแล้ว ผมไม่ได้นั่งแต่ยืนอยู่บริเวณหน้าห้องเรียน มือยังจับสายกระเป๋าไว้เหมือนเดิม
“เฮ่ย มึงไปนั่งอยู่แถวไหนวะ”
ผมหันไปมอง เบสนั่งอยู่ไม่ไกล มันลุกเดินมาหาผม
“อ๋อ ไม่รู้อะ ตึกที่เขาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์กัน”
เบสทำหน้าคิดแวบหนึ่ง ก่อนหัวเราะ “เออ แล้วชื่ออะไรนะ จำไม่ได้ว่ะ”
“อินไง”
“โอเค ๆ อิน แล้วบ้านอยู่แถวไหนวะ”
ผมบอกชื่อหมู่บ้านตัวเองไป เบสทำหน้าเหมือนเพิ่งเจอญาติห่าง ๆ ของมัน
“อ้าว ใกล้บ้านกูเลยนี่หว่า”
“จริงดิ”
“เออ มึงมาทางไหน”
“นั่งสองแถวมาลงในเมือง แล้วต่อรถเมล์สีแดงมา”
“เหมือนกัน งั้นตอนกลับก็กลับด้วยกันได้”
“อืม ได้ ๆ”
ผมพยักหน้ารับ มือที่จับสายกระเป๋าอยู่คลายลงนิดหนึ่ง
เราคุยกันต่ออีกอีกสองสามเรื่อง เบสพูดง่าย ผมตอบเท่าที่ตอบได้ บางคำยังมี “ข้า” หลุดออกมาอยู่บ้าง แต่มันไม่ได้สนใจอะไร คุยกับผมเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ทั้งที่เมื่อกี้มันยังจำชื่อผมไม่ได้ด้วยซ้ำ
แล้วฝนก็ตกลงมา
จากเม็ดเล็ก ๆ กระทบหลังคาเป็นจังหวะแปะ ๆ ไม่นานเม็ดฝนก็ถี่ขึ้น เสียงกระทบหลังคาดังจนกลบเสียงคุยไปครึ่งหนึ่ง น้ำสาดเข้ามาตามช่องระเบียง ลมพัดแรงจนทุกคนต้องขยับเข้ามาชิดผนัง เสียงรองเท้าของคนที่วิ่งขึ้นบันไดดังปนกับเสียงฝน
สักพักมีเพื่อนสามคนวิ่งขึ้นมาบนระเบียง นัท เชน และเด็กผู้ชายอีกคน ในสภาพเปียกที่ไม่มากเท่าไหร่
“นี่ใช่กลุ่มสี่เปล่า” นัทถามรวม ๆ
“ใช่ ๆ” เด็กผู้ชายคนหนึ่งตอบ
นัทพยักหน้า ก่อนมองไปรอบ ๆ “กูนัทนะ นี่เชน แล้วพวกมึงชื่ออะไรกันบ้าง”
“พงศ์” คนที่ตอบเมื่อครู่พูดเสียงยาน ๆ
เด็กอีกคนที่นั่งอยู่บนราวบันไดที่สามคนนั้นวิ่งผ่านขึ้นมา ยกมือขึ้นนิดหนึ่ง “บาส”
ผมพยักหน้าตามไปด้วย จำชื่อใหม่เพิ่มมาอีกสองคน
“แล้วบ้านอยู่ไหนกัน เมื่อเช้าครูพูดอะไรบ้างก่อนที่กูจะเข้ามา” นัทถามต่อหลายคำถาม
พอมีใครตอบ มันก็ถามต่อ หรือไม่ก็หยิบคำตอบนั้นมาแซว เสียงหัวเราะจึงเริ่มแทรกอยู่ระหว่างเด็กใหม่ที่ยังไม่ค่อยรู้จักกัน
เชนนั่งอยู่ใกล้ผม มันหัวเราะเสียงประหลาด “เฮอเฮ้อ~” อยู่เป็นระยะ แค่เสียงนั้นดังขึ้น เพื่อนบางคนก็หันไปยิ้มแล้ว
ผมนั่งฟังพวกมันคุยกัน ยิ้มและหัวเราะเล็กน้อย ตามจังหวะของมุกตลก อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าที่นั่งเงียบอยู่คนเดียวเหมือนเมื่อเช้าแล้ว
“เปียกไปหมดเลยเว้ย เซ็ง…”
เสียงผู้ชายอีกคนดังขึ้นตรงบันได ผมหันไปมอง
ตันวิ่งขึ้นมาบนระเบียง เสื้อช็อปเปียกแนบตัว หัวเปียกจนผมลงมาปิดหน้าผาก น้ำหยดจากปลายผมลงบนพื้น ส่วนรองเท้าเปียกจนทุกก้าวมีเสียงน้ำกระทบพื้น
“อ้าว ตัน เปียกซกไปทั้งตัวเลยว่ะ” นัททักแล้วหัวเราะ
ตันยกมือปาดน้ำออกจากหน้า “ทำไงดีวะเนี่ย เข้าห้องไปโดนครูด่าชัวร์”
มันขยี้ผมตัวเองแรง ๆ เหมือนจะทำให้แห้งขึ้นมาได้ทันที แต่ยิ่งขยี้ ผมก็ยิ่งยุ่ง
ผมไม่ได้ตั้งใจจะมองนาน แต่ก็มองอยู่ดี
“มีทิชชูไหมวะ” ตันถามพลางล้วงกระเป๋ากางเกง นัทล้วงตามแล้วส่ายหน้า
“ไม่มีว่ะ”
เชนหัวเราะ “เอาซองบุหรี่ไปเช็ดก่อนไหม เฮอเฮ้อ~”
ตันถอนหายใจ แล้วขยี้ผมอีกครั้ง น้ำกระเด็นลงพื้นเป็นจุดเล็ก ๆ
มือผมเลื่อนไปแตะกระเป๋าเสื้อช็อปตรงอกซ้าย ผ้าเช็ดหน้าที่แม่สอดไว้ให้เมื่อเช้ายังอยู่ตรงนั้น ตอนแม่ใส่ให้ ผมเพียงก้มมองมันแวบเดียว แต่ปลายนิ้วจับขอบผ้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ตันยังยืนเปียกอยู่ตรงนั้น และไม่ได้มองมาทางผมด้วยซ้ำ
ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา กำไว้สองสามวินาที ก่อนค่อย ๆ ยื่นไปให้ ไม่ได้ยื่นสูงนัก และไม่ได้มองหน้ามันเต็มตา
“เอาไหม” เสียงผมเบากว่าเสียงฝน
ตันหันมามองผ้าในมือผม ก่อนจะมองหน้า
“ของมึงเหรอ”
“อืม”
“เปียกนะ”
“ไม่เป็นไร”
ตันนิ่งไปแป๊บหนึ่ง ก่อนรับไป “ขอบใจ”
ผมพยักหน้าแล้วรีบมองออกไปนอกระเบียง เชนยังหัวเราะอยู่ข้าง ๆ นัทยังแซวเรื่องตันเหมือนหมาตกน้ำ แต่ผมฟังไม่ค่อยชัดแล้ว
ตันก้มลงเช็ดหน้า เช็ดผม แล้วขยี้ผ้าบนหัวตัวเองแบบไม่ถนอมเลยสักนิด ส่วนผมยืนมองมือของตันที่ขยี้ผ้าบนหัวตัวเองอยู่
“สวัสดีครับครู” บาสที่นั่งอยู่บนราวบันไดลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นครูบุญธรรม ครูที่ปรึกษาของพวกเราเดินขึ้นมา จึงยกมือไหว้ ทุกคนรีบไหว้ตาม
ครูบุญธรรมหันมามองพวกเรา “เรียนวิชาอะไรกัน”
“วงจรไฟฟ้ากระแสตรงครับครู” บาสตอบ
“เรียนกับครูดาวเรืองใช่ไหม วันนี้ครูเขาไม่สบาย ไม่ได้มา”
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่มีเรียนแล้วต้องนั่งรอ หรือมีครูคนอื่นมาสอนแทน หรือกลับบ้านได้เลยก็ไม่รู้ จนเชนถามขึ้น
“อ้าว งั้นก็กลับได้เลยใช่ไหมครับ เฮอเฮ้อ~”
ครูบุญธรรมมองหน้ามันนิ่ง ๆ “อืม...” พูดจบก็เดินเข้าไปในห้องข้าง ๆ ไป ส่วนพวกผมหันมามองหน้ากัน ก่อนเชนจะยกมือขึ้นเหมือนประกาศชัยชนะ
“กลับบ้านแทงสนุ๊กเว้ย เฮอเฮ้อ~”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที
“มึงจะกลับยังไง ฝนยังตกอยู่เลย” นัทถาม
“กูก็รอฝนหยุดดิ ไม่ได้โง่ขนาดวิ่งออกไปให้เปียกรอบสองนะเว้ย”
เพื่อนแถวระเบียงหัวเราะกันลั่น
“เปิดเทอมวันแรก เรียนครึ่งวัน โคตรสบายเลยว่ะ” บาสพูด
“แล้วพวกมึงไปไหนกันต่อ กินข้าวก่อนไหม หรือกลับเลย” นัทถาม
“โรงอาหารไหม กูยังไม่ได้กินอะไรเลย” บาสพูด
“คนเต็มแน่ ฝนตกแบบนี้ทุกคนแม่งไปรวมกันหมด” เบสตอบ
เสียงคุยเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ส่วนผมยังยืนอยู่ที่เดิม ฟังพวกมันคุยกัน แต่บางจังหวะสายตาก็เผลอวกไปอีกทาง
ตันยืนคุยกับนัทอยู่ไม่ไกล เส้นผมเปียกเริ่มยุ่งกว่าเดิม เสื้อช็อปยังชื้นตรงไหล่ ส่วนผ้าเช็ดหน้าของผมถูกมันกำไว้หลวม ๆ ในมือ
ผมมองอยู่แวบหนึ่ง ก่อนหันไปทางอื่น
“งั้นกลับเถอะวะ อิน” เสียงเบสดังขึ้นข้างตัว
ผมหันไปมอง “เออ ๆ”
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาบีม เมื่อเช้าเรามาด้วยกัน ถ้าตอนกลับผมจะไปกับเบส อย่างน้อยก็ควรบอกมันไว้ก่อน
รอสายไม่นาน บีมก็รับ
“โหล บีม วันนี้เรากลับเองนะ มีเพื่อนอยู่หมู่บ้านใกล้ ๆ กัน ทางเดียวกันพอดี”
บีมตอบว่าโอเค ไม่ได้ถามอะไรมาก ผมจึงเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า
ไม่นานฝนก็หยุด เหลือเพียงกลิ่นเปียกของพื้นปูนกับลมเย็นที่พัดผ่านระเบียง วันแรกของเทคนิคดูเหมือนจะจบเร็วกว่าที่คิด ผมเดินตามเบสลงบันไดไป
“เฮ่ย นาย…”
เสียงหนึ่งเรียกจากด้านหลัง
ผมหันกลับไป ตันยืนอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้ากลับมาให้
“ผ้าเช็ดหน้า”
ผมมองผ้าผืนนั้น มันเปียกนิดหน่อย ยับนิดหน่อย และไม่เหมือนตอนที่แม่สอดไว้ให้เมื่อเช้า
“เออ เกือบลืม”
ผมรับกลับมา ความชื้นจากผ้าติดอยู่ที่ปลายนิ้ว พับมันลวก ๆ แล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อช็อป
ตันยังมองผมอยู่
“แล้วชื่ออะไร”
ผมตอบช้ากว่าปกติไปนิดหนึ่ง
“ข้าชื่อ…อิน”
ตันพยักหน้า “นี่ตันนะ”
ผมพยักหน้ากลับ ทั้งที่รู้อยู่แล้ว
“ขอบใจนะ อิน”
ผมมองเส้นผมเปียก ๆ ของมันอยู่แวบหนึ่ง ก่อนหลบตา
“อืม”
แล้วผมก็เดินออกจากแผนกไปกับเบส
ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เบสค่อยแนะนำว่าหลังจากลงรถเมล์แล้วต้อง ไปต่อรถสองแถวตรงไหน หรือ ถ้าไม่ทันรถสองแถวให้ไปต่อรถเมล์คันไหนแทน และหมู่บ้านของผมอยู่ห่างจากบ้านมันขนาดไหน ผมฟัง พยักหน้า แล้วตอบบ้างเป็นบางคำ
โดยที่
ในกระเป๋าเสื้อ
ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น
ยังคงชื้นอยู่