กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 ... 10
31
Boy's love story / Re: ความลับในม่านหมอก : บทที่ 14 (19.09.20)
« กระทู้ล่าสุด โดย Achaya เมื่อ 19-09-2020 16:20:24  »
บทที่ 14

     บรรยากาศภายในบ้านช่วงใกล้ค่ำวันนี้เงียบสงัด ไร้เสียงโทรทัศน์หรือเสียงเดินของคนในบ้านจนภูหมอกลอบกลืนน้ำลาย เสียงต้นไม้เสียดสีกับลมดังหวีดหวิด พาให้รอบด้านดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น เขาปลอบตัวเองว่าคงเพราะเครียดมากเกินไปจึงสร้างบรรยากาศกดดันตัวเองขึ้นมา ทั้งที่เย็นวันนี้ก็เป็นเพียงเย็นของวันธรรมดาทั่วไป

     แม้แปลกใจที่ไม่มีเสียงโทรทัศน์ทั้งที่บิดาก็อยู่บ้าน แต่เพราะคิดว่าเจ้าตัวคงหลับอยู่ที่โซฟาหรือบนห้องนอน จึงก้าวเข้าไปในบ้านอย่างเงียบเชียบ

     สิ่งที่น่าแปลกใจอีกสิ่งคือไฟในบ้านยังไม่ถูกเปิด ทั้งที่ปกติเพียงเริ่มจะเย็นก็เปิดไฟเพื่อช่วยให้สว่างแล้ว ส่งผลให้ทั้งบ้านในเวลาเกือบค่ำเช่นนี้เห็นเป็นเพียงแสงสลัวเท่านั้น

     ภูหมอกมองซ้ายมองขวาจึงเห็นบิดานั่งอยู่บนโซฟา ไร้ท่าทางสัปหงกอย่างคนหลับ แต่นิ่งค้างอยู่เช่นนั้นจนลมหายใจของภูหมอกติดขัด เขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องพร้อมกับหัวใจที่เริ่มเต้นกระหน่ำ

     เค้าลางบางอย่างบอกเขาว่านี้ไม่ใช่ท่าทางปกติ แต่เป็นความสงบก่อนพายุจะเข้า เขาทบทวนเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติไปที่ทำให้พ่อเกิดอาการเช่นนี้ แต่ก็ไม่พบ เขาไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าพี่ชายจะกลับมาที่บ้าน จะว่าพ่อโกรธที่พี่ชายกลับบ้านมาก็คงไม่ใช่

     แล้วอะไร เกิดอะไรขึ้นอีก..

     ทันทีที่เสียงฝีเท้าไม่หนักไม่เบาเดินเข้ามาภายในบ้าน ร่างของชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนโซฟาก็หันกลับมาหาต้นเสียง กล่าวเสียงทุ้มต่ำราวคำรามออกมาจากลำคอ

     "กลับมาแล้วเหรอ ไอ้ตัวดี"

     ดวงตาสองข้างของชายวัยกลางคนที่หันกลับมาแดงก่ำ หลากหลายอารมณ์สะท้อนออกมาจากภายในจนสับสน แต่เห็นชัดเจนที่สุดคงไม่พ้นความผิดหวังและเสียใจ ภูหมอกจับต้นชนปลายไม่ถูกกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่ก็ยังรีบก้าวเข้าไปหาบิดาด้วยความเป็นห่วง

     "พ่อ พ่อเป็นอะไร เกิดอะไ-"

     "ฉันเป็นอะไรเหรอ!!! ฉัน! ฉัน เป็นพ่อของแกไงภูหมอก! " เสียงของบิดาดังแทรกขึ้นมาจนภูหมอกนิ่ง เสียงตะโกนสั่นเครือของคนตรงหน้าบ่งบอกความปวดร้าวภายในอย่างสุดจะกลั้น

     "แล้วแกล่ะ แกเป็นอะไร เป็นลูกชายของฉันใช่ไหม!!! " กระเป๋าสตางค์กับรูปใบหนึ่งถูกโยนเข้ามาใส่หน้าของเด็กหนุ่ม ภูหมอกผงะถอยหลังอย่างตกใจ ก่อนรู้สึกถึงเลือดในกายที่เย็นเฉียบเมื่อเห็นภาพนั้นชัดเจน

     รูปถ่ายที่เขาแต่งตัวเป็นผู้หญิงครั้งไปเที่ยวกับเพื่อน

     หัวใจของภูหมอกบีบรัดแน่น ราวกับอากาศรอบด้านเหือดไปจนหายใจไม่ออก เสียงที่ขาดห้วงของบิดาและแววตาที่สะท้อนความอ้อนวอนออกมาในคำกล่าวสุดท้าย

     "แก ยังเป็นลูกชายของฉัน..ใช่ไหม ภูหมอก"

     พ่อที่ไม่เคยร้องไห้ ขณะนี้กลับมีน้ำใสไหลลงมาจากดวงตาคู่นั้น เสียงที่คล้ายกลั้นสะอื้นออกมาจากอก ไหล่สองข้างตกลงอย่างคนสิ้นหวัง ผู้ชายตรงหน้าเขาไม่เหมือนพ่อผู้ใจร้ายที่ชอบเขวี้ยงปาข้าวของหรือตีเขาหนักๆ ด้วยไม้เมตรคนก่อน เป็นเพียงภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ราวกับ...ใจสลาย

     ม่านฟ้าเดินเข้ามาทันเห็นภาพตรงหน้าก็ชะงัก เขาไม่ได้เตรียมใจมาเห็นภาพเช่นนี้ แม้จะเห็นไม่ชัดว่ารูปที่ตกอยู่ข้างตัวภูหมอกคืออะไร แต่ให้เดาก็คงไม่พ้นหลักฐานสำคัญที่มัดตัวภูหมอก

     เขาจะไม่แปลกใจหากพ่อหยิบไม้ขึ้นมาตี หรือไล่ตะเพิดพวกเขาอย่างหมูอย่างหมา แต่ภาพผู้ชายคนหนึ่งที่อ่อนแอลงได้ขนาดนี้เพราะรูปเพียงใบเดียวนั้นยิ่งย้ำชัด

     ภูหมอกเป็นราวกับแก้วตาดวงใจของพ่อจริงๆ

     เด็กหนุ่มเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ เขาก้าวเข้าไปหาพ่ออีกครั้งทั้งน้ำตานอง ปากขยับจะปัดเรื่องทุกอย่างตรงหน้าให้หมดไป คิดเพียงลบความเสียใจของพ่อให้ได้เท่านั้น

     'ไม่ใช่ เป็นแค่การแสดง เป็นการถ่ายรูปเล่นเท่านั้น เขาโดนเพื่อนแกล้ง บังคับให้แต่งหน้าแต่งตัว'

     ข้ออ้างร้อยพันเกิดขึ้นในสมองของภูหมอก แต่ก่อนคำพูดจะหลุดออกจากปาก หางตาก็เหลือบไปเห็นพี่ชายที่ก้าวเข้ามาในบ้าน

     กี่ครั้งแล้วที่เขาปัดเรื่องออกไปจากตัว กี่ครั้งที่ความเห็นแก่ตัวของเขาทำพี่ชายเดือดร้อน เขาห่วงความรู้สึกของพ่อ แต่กับพี่ชายที่รับทุกอย่างไว้กับตัวจะให้เขาเมินเฉยอย่างไร แค่ครั้งที่พ่อเข้าใจผิดเรื่องเครื่องสำอางของเขานั่นก็หนักหนามากแล้ว หากครั้งนี้เขายังปฏิเสธ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรที่แย่ยิ่งกว่าเดิมอีกหรือไม่

     ภูหมอกหายใจเข้าลึก ก้าวเข้าไปใกล้กับบิดา พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

     “หมอกขอโทษ พ่อ หมอกเป็นลูกชายให้พ่อไม่ได้”

     ดวงตาที่เจ็บปวด กับสีหน้าบิดเบี้ยวของชายวัยกลางคนปรากฏขึ้นชัดเจนเมื่อคำสารภาพพรากเอาความหวังสุดท้ายของเขาไป ริมฝีปากอ้าออกเหมือนจะกล่าวบางอย่างแต่ได้เพียงอึกอักในลำคอราวกับก้อนความเสียใจจุกอยู่ที่อกจนทำได้เพียงหลับตาแน่น ร่างหนาถอยไปจนพิงโซฟาก่อนกลั่นคำพูดออกมา

     “ออกไป”

     มีเพียงเสียงเบาหวิวราวคนจะขาดใจเท่านั้นดังขึ้น

     “แกออกไปซะ”

     ภูหมอกผวาเข้าไปจะรับบิดาที่ทำท่าเหมือนจะล้มลง แต่ช้ากว่าม่านฟ้าที่เข้าไปถึงตัวก่อน สองแขนประคองร่างที่สูงพอกับตนไว้แล้วกระชับแน่น นภดลเงยหน้ามามองลูกชายอีกคนที่เข้ามารับไว้ด้วยสายตาไม่บอกความหมาย ปล่อยเสียงหอบเบาๆ ก่อนพูดเสียงลอดไรฟัน

     “แกเองก็รู้สินะ แล้วก็คงช่วยน้องมึงปิดบังสินะ ดีนักนิ ดี”

     “พ่อ พ่อฟังก่อนได้ไหม” ม่านฟ้าหายใจลึกๆ จะว่ารับมือไม่ถูกก็ไม่ผิดนัก เขาเตรียมรับมือกับคำโวยวายบ้านแตก แต่ไม่ได้คิดถึงพ่อที่นิ่งจนน่ากลัวขนาดนี้ “เราค่อยๆ มานั่งคุยกันได้ไหม ให้เมฆได้อธิบาย ให้หมอกได้อธิบาย นะพ่อนะ”

     คำตอบที่ได้รับเป็นเพียงการส่ายหน้า

     “ออกไปให้หมด โดยเฉพาะแก” พ่อเหลือบตาขึ้นมามองตรงไปยังลูกชายคนเล็ก “ภูหมอก” ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น “อย่า… อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก” เหมือนแต่ละคำพูดที่เปล่งออกมาดึงพลังงานจากร่างชายวัยกลางคนไปมากจนหอบตัวโยน เสียงตะกุกตะกักปนสะอื้นของพ่อพาลเอาลูกทั้งสองเป็นกังวล แต่ยิ่งพวกเขายืนนิ่ง พ่อก็ยิ่งไล่ จนสุดท้ายม่านฟ้าก็ต้องตัดใจ

     “หมอก เราออกไปก่อนเถอะ รอพ่อใจเย็นกว่านี้แล้วเราค่อยกลับมา"

     "ไม่เอาพี่เมฆ หมอกจะอยู่กับพ่อ"

     "แต่พ่อเขาไม่อยากให้แกอยู่แล้วไง" คำพูดตรงๆ ของม่านฟ้า ทำเอาภูหมอกสะอึก ไม่เพียงภูหมอกเท่านั้น แม้แต่คนเป็นพ่อเองก็กัดฟันแน่น เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ก่อนคนทำลายความเงียบจะเป็นม่านฟ้าอีกครั้ง

     "ถอยก่อน ให้พ่อเขาทำใจได้กว่านี้หน่อย"

     ภูหมอกทำท่าจะปฏิเสธ มือเรียวยาวเอื้อมไปหาบิดาเหมือนอยากจะยื้อไว้ แต่กลับถูกปัดออกอย่างรังเกียจ เด็กหนุ่มหน้าเสียกว่าเดิม จนสุดท้ายก็ต้องยอมถอยออกมาตามคำเตือนของพี่ชาย

     ----

     สองพี่น้องเมฆหมอกออกมายืนแกร่วอยู่หน้าบ้าน ม่านฟ้าหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่ต่างกับภูหมอกที่เพิ่มเติมด้วยน้ำตานอง แม้คราวนี้ภูหมอกไม่ได้ร้องไห้คร่ำครวญดังครั้งก่อน แต่สภาพจิตใจดูท่าว่าจะบอบช้ำกว่าครั้งก่อนไม่น้อย ม่านฟ้ามองน้องชายสักพักก็สะบัดหัว บอกตัวเองว่าไม่ใช่เวลามาปลอบกัน ต้องแก้ปัญหาตรงหน้าเสียก่อน

     มือเรียวของม่านฟ้าคว้าโทรศัพท์ออกมากดไปยังเบอร์ที่คุ้นเคย

     “แม่” รอไม่นานปลายสายก็ตอบรับกลับมา

     “แม่อยู่ไหนแล้ว”

     ‘อยู่แถวตลาดหน้าหมู่บ้านแล้ว มีอะไร’

     “มีเรื่องไงแม่ แม่รีบกลับมาบ้านเหอะ”

     ‘เรื่องอะไร เรื่องเจ้าหมอกเหรอ’

     “อืม พ่อรู้แล้ว แม่รีบกลับมาดูพ่อเหอะ ดูเครียดๆ โคตรน่ากลัว ตอนนี้เมฆกับหมอกก็ออกมาอยู่นอกบ้านแล้วด้วย เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองแตกตายไปไม่มีใครช่วย แม่รีบๆ มาแล้วกัน”

     ‘แล้วทำไมถึงรีบบอก แม่บอกให้รอแม่ก่อนใช่ไหม’

     ม่านฟ้าก็ขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืดกับมารดา จึงรีบตัดบทไปเสียก่อน

     “เดี๋ยวเมฆเล่าให้ฟังอีกที ตอนนี้เมฆพาน้องไปหลบก่อนแล้วกัน แม่รีบกลับมานะ” พอย้ำแล้วย้ำอีกกับมารดาให้รีบกลับ ม่านฟ้าก็จูงน้องชายออกจากบริเวณหน้าบ้าน พาเดินเรื่อยๆ รับลมอุ่นในช่วงเย็นผ่านซอยนั้นทะลุซอยนี้ในหมู่บ้าน จนมาถึงที่หมายแห่งแรก



    “แล้วมึงจะกลับบ้านทำไม พรุ่งนี้มึงก็มีกิจกรรมอีกไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่นอนหอ”

     “สแตนด์บายไง เผื่อวันนี้มีเด็กโดนไล่ออกจากบ้านมาเพิ่ม”

     “ปากเสีย”

     “เออๆ ขอให้กูไปสแตนด์บายเก้อก็แล้วกัน”



     ไม่เก้อแล้วล่ะ

     ม่านฟ้าถอนหายใจ หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ในสถานการณ์อย่างนี้ก็ได้แต่รู้สึกขอบคุณบริการเสริมจากอาจารย์สอนพิเศษของน้องชายที่หวังดีมารอให้ความช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ แม้เขาจะไม่อยากใช้บริการแค่ไหนก็ตาม

     กริ๊ง

     ชายหนุ่มกดกริ่งสั้นๆ เพียงครั้งเดียวแล้วยืนรอ ปล่อยน้องชายที่ดูหมดเรี่ยวหมดแรงนั่งยองๆ ลงกอดเข่าอยู่ด้านข้าง เจ้าตัวดูไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเขาพามาที่ไหน แค่เห็นเขาหยุดก็นั่งลงไปเท่านั้น ไม่นานร่างของเจ้าของบ้านที่เขามากดกริ่งก็เดินออกมา พิธานไล่สายตามองสองพี่น้องที่เสื้อผ้ายังอยู่ครบดี แต่กลับมองออกถึงสภาพที่ดูไม่จืดสักเท่าไหร่

     “เป็นไง”

     ดูเป็นคำถามที่โง่มาก แม้จะยั้งปากไม่ทันแล้วก็ตาม แต่พิธานก็ยังด่าตัวเองในใจ

     ไม่มีคำตอบรับ มีเพียงการส่ายหน้าเบาๆ ที่บ่งบอกคำตอบและความหมายทุกอย่างของคนเป็นพี่ พิธานพยักหน้ารับ จะว่าไม่เกินคาดก็ไม่ผิด ถ้าพ่อรับได้สิคงเป็นเรื่องแปลก

     “พ่อรับไม่ได้สินะ”

     “จริงๆ ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย เขารู้เรื่องหมอกก่อนแล้ว พอถึงบ้าน ก็ระเบิดลง ยับ”

     คิ้วของพิธานขมวดลงเล็กน้อย เอ่ยย้ำความเข้าใจของตนกับคนตรงหน้า

     “หมายถึง… มึงเลยยังไม่ได้พูดอะไรเลย ..งั้นสิ”

     สายตาของคนตัวเล็กกว่าช้อนมองขึ้นมาเสี้ยววินาทีก่อนจะหลุบลงไป แล้วพยักหน้าตอบเบาๆ แวบหนึ่งที่ได้รับคำตอบสายตาของพิธานกลับฉายแววบางอย่าง ร่างใหญ่เบือนหน้าไปอีกทาง จากนั้นสูดลมหายใจเข้าหนักๆ

     “แล้ว.. จะทำยังไงต่อ” ชายหนุ่มเจ้าของบ้านหันกลับมาอีกครั้ง “กูหมายถึงเรื่องหมอก”

     “ไปส่งหน่อยสิ”

     “นี่มึงจะไปไหน นอนบ้านกูเนี่ยแหละ”

     “ไปส่งหน่อย” เหมือนม่านฟ้าไม่ได้ยินประโยคคำถามและประโยคคำสั่งจากพิธาน อีกทั้งยังย้ำคำเดิมให้ฟังอีกครั้งพร้อมสายตาที่ช้อนขึ้นมามอง สารถีจำเป็นมองคนตรงหน้าคิ้วขมวด เห็นเค้าลางของ ‘เด็กดื้อ’ ปรากฏตัวขึ้นมารางๆ

     “จะไปไหนทำไม ไม่เอาอ่ะ กูขี้เกียจขับรถแล้ว มืดแล้วด้วย พรุ่งนี้ไปมออีก”

     พูดจบก็สะบัดหน้าไปอีกทาง แสดงออกว่าคราวนี้อย่างไรก็ไม่ยอมคนตรงหน้า แต่ยังไม่ทันเก๊กท่าได้เกินห้าวินาทีก็รู้สึกถึงแสงสว่างจนต้องหันกลับมอง

     แอพลิเคชั่นเรียกรถสีเขียวปรากฏขึ้นที่หน้าจอโทรศัพท์ของผู้มาเยือนยามวิกาล ทำให้พิธานฉุนกึก เอื้อมมือทะลุรั้วเหล็กไปคว้าข้อมือของคนตรงหน้า แล้วดึงให้ทะลุรั้วมาฝั่งตนก่อนคว้าโทรศัพท์ตัวการไว้

     “เมฆ” หนุ่มวิศวะกดเสียงลงต่ำ พร้อมกระชับข้อมืออีกคนเอาไว้

     สงครามการจ้องตาของสองหนุ่มเริ่มขึ้นเงียบๆ ก่อนที่ผลแพ้ชนะจะปรากฏในเวลาไม่นาน

     “เออๆ กูไปส่งก็ได้” พิธานส่ายหัวทั้งขำทั้งหงุดหงิด รู้สึกปลงขึ้นมาที่สุดท้ายเขาก็เอาชนะคนตัวเล็กกว่าคนนี้ไม่ได้เสียที เขาปล่อยข้อมือม่านฟ้าลง จากนั้นเอื้อมมือไปลากรั้วบ้านออก “เข้ามาก่อน กูไปหยิบของแปบ”

     ม่านฟ้าขยับตัวดึงน้องชายให้เดินตามเข้ามา พอดีกับเสียงบ่นของร่างสูงที่แว่วเข้ามาให้ได้ยิน “ทำไมถึงไม่ยอมมานอนบ้านกูสักทีว่ะ แม่ง”

     หนุ่มอักษรฯ เหลือบมองคนขี้บ่นนิ่งๆ ไม่ปริปากพูดอะไรจนกระทั่งบางคำหลุดออกมา “กลัวผิดผีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วมั้ง”

     เสียงลมพัดใบไม้เสียดสีจนเกิดเสียงดังแว่ว นกฝูงใหญ่ที่บินกลับรัง และแมลงกลางคืนที่เริ่มออกหากิน ท่ามกลางเสียงธรรมชาติเล่านั้น กลับได้ยินคล้ายเสียงสบถด่าของผู้มาเยือนเบาๆ

     ----

     “จะไปไหน”

     คำถามที่เขาจำไม่ได้ว่าถามออกมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวัน

     “เดี๋ยวกูบอกทางให้”

     แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบเสียที

     พิธานส่ายหัวเอือม บอกตัวเองว่าควรชินได้แล้ว จะว่าม่านฟ้ากวนประสาทเขาก็พูดได้ไม่เต็มปาก สภาพม่านฟ้าตอนนี้เหมือนคนเบลอๆ งงๆ มากกว่า

     ตั้งแต่รู้จักกันมา สิ่งที่เขานิยามได้จากคนคนนี้คือ ‘คนเอื่อยๆ เรื่อยๆ’ ม่านฟ้าเป็นคนที่มีพลังงานในแต่ละวันอย่างจำกัด วันไหนที่ต้องใช้ความคิดมากเป็นพิเศษ หรือออกแรงมากเกินไป ก็มักจะเกินอาการ ‘เครื่องรวน’ ให้ได้เห็นกันบ้าง ทั้งอาการเบลอๆ มึนๆ หรือหนักหน่อยก็จะเอาแต่ใจ (หรืองอแง) เป็นบางครั้ง

     อย่างตอนนี้ที่เขาพยายามถามถึงจุดมุ่งหมายของการเดินทาง แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมบอกเขาเสียที

     อย่าถามว่าภูหมอกรู้ไหม เด็กนั่นตอนนี้ดูเอ๋อกว่าพี่ชายเสียอีก

     “มึงบอกไม่ยอมนอนบ้านกูเพราะเกรงใจพี่กู กลัวน้องมึงเกร็ง แล้วไม่แคร์กูบ้างรึไง มึงต้องจ่ายค่าเสียเวลากับค่าน้ำมันรถให้กูด้วยนะ ไม่งั้นกูไม่ยอมจริงด้วย” พิธานออกปากกวนประสาทตุ๊กตาหน้ารถที่นั่งนิ่ง หวังไม่ให้บรรยากาศในรถเงียบเกินไปนัก

     “...” สายตาว่างเปล่าที่ส่งกลับมา ทำให้พิธานรู้ตัว

     โอเค ม่านฟ้าตอนนี้เหมือนฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องแล้ว แบลงค์โดยสมบูรณ์

     พิธานตัดสินใจหุบปากนั่งเงียบๆ ขับรถไปตามทางที่ม่านฟ้าบอกมาเป็นระยะ จนมาจอดหน้าทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กๆ หลังหนึ่งห่างจากหมู่บ้านพวกเขาไปไม่ไกล

     ม่านฟ้าเปิดประตูลงไปก่อนเป็นคนแรก ตามด้วยพิธาน ชายหนุ่มอ้อมตัวรถมายืนข้างเนวิเกเตอร์ เขาเห็นสายตาลังเลของเจ้าตัวครู่หนึ่งก่อนจะหายไป ม่านฟ้าหันกลับไปเปิดประตูแล้วคว้าแขนของน้องชายลงมาจากรถ สายตาของภูหมอกที่ส่งกลับมาหาพี่ชายและคุณครูเป็นคำถามเดียวกับที่อยู่ในใจชายหนุ่มตัวโตเช่นกัน

     ‘ที่นี่ที่ไหน’

     แน่นอน พิธานไม่คิดที่จะถามคำถามนี้ออกไปแน่ รู้ทั้งรู้ว่าจะไม่ได้คำตอบ เพราะฉะนั้นถามไปก็เปลืองน้ำลาย เขาถึงได้แต่เลยตามเลย ปล่อยให้ม่านฟ้าเดินนำไปถึงหน้าประตูรั้วสีซีด

     ไม่มีการกดกริ่งที่หน้าบ้าน มือเรียวของม่านฟ้าจับเข้าที่รั้วเหล็ก แล้วออกแรงลากไปด้านข้างโดยไม่มีการไขกุญแจใดๆ จนกว้างพอที่คนจะเดินเข้าไปได้ ชายหนุ่มก็แทรกตัวเข้าไปด้านในทันที

     พิธานกับภูหมอกมองหน้ากันอย่างงุนงงปนตกใจ ม่านฟ้าเหมือนรู้ดีว่าเจ้าของบ้านหลังนี้จะไม่ล็อกประตูรั้วและเดินตรงเข้าไปถึงบริเวณหน้าประตูบ้านแล้ว

     ก๊อกๆๆๆ

     เสียงเคาะประตูบ้านออกจะดังและรัวไปสักหน่อย ราวกับคนเคาะร้อนใจจนเผลอส่งแรงไปพร้อมกับจังหวะ เหมือนเจ้าตัวจะรู้ตัวถึงรีบผละมือออกมา แต่ก็ปิดอาการกระวนกระวายไว้ได้ไม่มิด

     “ใครน่ะ มาค่ำๆ มืดๆ” เสียงอู้อี้ปนแหบแห้งดังออกมาจากภายใน พวกเขาได้ยินคล้ายเสียงใครบางคนเดินใกล้เข้ามาหลังประตูบานนี้ ก่อนที่ผู้มาเยือนจะตะโกนกลับไป

     “ผมเอง เมฆครับ”

     เสียงฝีเท้าของคนที่อยู่ภายในบ้านชะงักไปอย่างชัดเจน ทำเอาภูหมอกกับพิธานเหลือบมองหน้ากันอีกครั้ง

     จากนั้นการก้าวเท้าก็ดังขึ้นมาอีกหนด้วยจังหวะที่เปลี่ยนไป

     ประตูไม้บานเล็กถูกเปิดออก ปรากฏร่างหญิงวัยกลางคนในชุดนอนตัวยาว ผมสีดำยาวทิ้งตัวลงกลางหลัง ใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉม แต่ยังสังเกตได้ถึงความสวยงามของเจ้าของที่แม้จะมีอายุแล้วก็ตาม รูปร่างเพรียวบางแต่กลับมีส่วนเว้าโค้งที่ชัดเจน ทั้งหมดประกอบเป็นเจ้าบ้านที่เกินความคาดหมายสำหรับสองหนุ่มอย่างพิธานและภูหมอกมาก ก่อนที่สถานะของเจ้าบ้านจะได้รับการเฉลย

     “จำผมได้รึเปล่าครับ อาที”



     TBC



     Achaya (Writer) :

     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์ค่ะ

32
Boy's love story / Re: I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 1st step
« กระทู้ล่าสุด โดย Lambosasha เมื่อ 19-09-2020 15:19:14  »
13
พีรพลยืนมองทาวเฮ้าส์สองชั้นที่ค่อนข้างเก่าตรงหน้าพลางขมวดคิ้ว การที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ มันไม่เกี่ยวกับงานเลยสักนิด แต่เป็นคำขอจากพี่ๆ

“ยังไงพลก็เคยเจอมันแล้ว ช่วยพวกพี่หน่อยแล้วกัน ทศกลับไปมันก็ไล่เอาๆ บ้านช่องมันก็ดูแลคนเดียวไม่ได้ พวกพี่ก็จนใจกับมันแล้วจริงๆ อย่างน้อยช่วยไปดูสภาพบ้านกับคนให้หน่อยก็ยังดี”

พลนึกถึงคำขอร้องของพี่ชายต่างแม่ กับแฟนของพี่ชาย ทั้งที่จริงตัวเขาไม่ได้รู้จักมักจี่กับน้องชายของแฟนพี่เลย เคยเจอกันแค่ครั้งเดียว ไม่ทันได้บอกชื่อแซ่หรือคุยกันสักคำ แต่กลับต้องมาเยี่ยมถึงบ้านแบบนี้...

เขากระชับเนคไทที่ผูกจนติดคอแล้วกดออดหน้าบ้าน กดอยู่นาน ก็ไม่มีใครออกมา พลเลยคิดว่าคงไม่มีใครอยู่ เลยล้วงหากุญแจสำรองที่ทศวรรษ แฟนของพี่ชายให้มา

เขาเปิดประตูรั้ว เดินผ่านรถยนต์คันเก่าไปถึงหน้าประตูบ้าน พอลองบิดลูกบิดดู ปรากฏว่ามันเปิดอยู่ เลยเปิดเข้าไป

“ขออนุญาตนะครับ” แม้จะไม่มีคน ก็ต้องขอ พลถูกสอนมาแบบนั้น เขากวาดสายตามองรอบๆ บ้าน มันรกน่าดู เสื้อผ้ากองระเกะระกะทั้งบนโซฟา บนพื้น รองเท้าก็กระจัดกระจาย กล่องอาหารทั้งจากร้านสะดวกซื้อและที่สั่งมากินกองสุมกันเต็มโต๊ะ ส่งกลิ่นเหม็นโชยมา จนพลต้องเบ้หน้า เอามือปิดจมูก

“โหย อยู่ได้ไงเนี่ย” หนุ่มน้อยวัย 22 ปีที่เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ เดินผ่านกองขยะที่สุมๆ อยู่เข้าไปในโซนที่จัดไว้สำหรับนั่งดูทีวี กางถุงขยะสีดำที่ติดมือมาด้วยจากที่บ้านออกแล้วลงมือเก็บกวาดขยะเน่าเสียก่อนเป็นอันดับแรก บางอย่างมีราขึ้นแล้วด้วย แม้จะขยะแขยง แต่พลก็ยังก้มหน้าก้มตาเก็บด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่พี่ๆ มอบหมายมาให้

“ยี้” เด็กหนุ่มใช้ตะเกียบไม้ที่ใช้แล้ว คีบบางอย่างขึ้นมาจากพื้น มันมีลักษณะเป็นยางสีชมพูอ่อนๆ ที่น่าจะมีกลิ่นสตรอเบอรี่ แต่กลิ่นหายไปหมดแล้ว เหลือแต่คราบของเหลวข้างใน แต่พอพลกำลังจะรีบยัดมันทิ้งลงถุงขยะ เสียงดุๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“มึงเป็นใคร เข้ามาได้ไง”

“เหวอ” พลตกใจจนทำเศษชิ้นส่วนเมื่อสักครู่หลุดมือ ร่วงลงบนพื้นตามเดิม พอหันไปก็เห็นเจ้าของบ้านยืนกอดอกจ้องเขม็งอยู่ ยังดีที่ไม่พุ่งเข้ามาต่อยก่อนคุย

“คะ คือ พล...เอ่อ ผมเป็นน้องชายพี่เพจไง เราเคยเจอกันแล้วครั้งหนึ่ง” เขารีบอธิบาย “พี่เพจกับพี่ทศให้ผมมาดูบ้าน”

“ดูบ้าน?” เจ้าของบ้านขมวดคิ้ว “ดูทำห่าไรวะ บ้านก็อยู่เหมือนเดิม” วรรษบ่นอุบอิบ

“นี่คือเหมือนเดิมเหรอครับ” พลเผลอพูดตามใจคิด พลันต้องสะดุ้งเฮือกกับแววตาดุดันของเจ้าของบ้านที่หันมามอง

“เออ”

“...ครับ” เหมือนก็เหมือนครับ พลคิดในใจ ก้มหน้าก้มตาเก็บขยะต่อ

วรรษยืนกอดอกพิงผนัง มองคนอายุน้อยกว่าที่ตั้งอกตั้งใจเก็บขยะที่ตนทำรกไว้ “มึงชื่อไรนะ”

“ครับ?” พลมัวแต่รีบเก็บขยะจนไม่ทันฟัง เลยต้องหันไปอีกรอบ พอสบตากันก็รู้สึกเกร็งๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะน้องชายของทศวรรษดูน่ากลัวมาก ต่างจากพี่ชายลิบลับ

“กูถามว่ามึงชื่ออะไร เป็นน้องพี่เพจ ก็อ่อนกว่ากู มึงต้องเรียกกูพี่นะ” วรรษรู้สึกดีนิดๆ ที่ได้ข่มเด็ก ยิ่งพลท่าทางแหยๆ ด้วย

“ครับพี่” พลก้มหน้างุดๆ แอบบ่นในใจนิดหน่อย แต่ก็เก็บขยะต่อ

“ตกลงมึงชื่ออะไรเนี่ย ไม่บอกสักทีเว้ย” วรรษชักหงุดหงิด เตะข้าวของที่กองเกะกะขวางทางเข้าไปนั่งบนโซฟา

“พะ พลครับ” พลสะดุ้งตอนที่วรรษนั่งลง เหล่ไปมองก็เห็นทำหน้าดุอีกแล้ว “พี่...วรรษ”

“เออ แค่นั้นแหละ” วรรษทำเสียงหงุดหงิด เอื้อมมือไปหยิบรีโมททีวีมาเปิดดูข่าวสารบ้านเมืองช่วงเย็น ไม่สนใจจะช่วยพลเก็บของเลยแม้แต่น้อย แต่สายตาก็มองพลเป็นพักๆ

พลเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาคล้ายพี่ชายอยู่ไม่น้อย แต่ตัวเล็กกว่าเพจ ก็หมายความว่าตัวเล็กกว่าเขาด้วย เขาหรี่ตามองพินิจพิจารณาเด็กหนุ่ม จนพลรู้สึกได้ เลยหันมามอง

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

วรรษเสมองไปทางอื่น “เปล่า เก็บเสร็จยัง”

พลอยากจะถอนหายใจออกมาดังๆ เยอะขนาดนี้จะเก็บยังไงให้หมดดีกว่า “ยังครับ”

“งั้นก็เลิกเก็บก่อน กูหิวแล้ว”

พลกะพริบตาปริบๆ หิวแล้วบอกทำไม งง

“อุ่นข้าวในตู้เย็นให้ที เอามาเสิร์ฟตรงนี้ด้วย”

ถึงพลจะค่อนข้างหวาดๆ วรรษไม่น้อย แต่พอโดนสั่งเหมือนมาเป็นคนรับใช้แบบนั้น ก็ชักจะไม่ไหวเหมือนกัน เด็กหนุ่มลุกพรวด

“ผมไม่ใช่คนใช้พี่นะ ทำเองครับ” พร้อมชี้นิ้วไปทางตู้เย็นที่เห็นอยู่หน้าครัวให้ด้วย “เชิญ”

“แต่พวกพี่มึงสั่งให้มาดูแลไม่ใช่เหรอ” วรรษเลิกคิ้ว พลหน้ามุ่ย

“ไม่ใช่แล้วครับ ให้มาดูบ้าน ดูสภาพพี่เฉยๆ ที่ผมเก็บกวาดให้ก็เกินพอแล้วครับ กรุณาดูแลตัวเองด้วย” แล้วพลก็นั่งยองๆ ลงเก็บขยะต่อ ไม่มีทีท่าว่าจะยอมทำตามที่สั่ง

วรรษยกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ เห็นแหยๆ แต่พอเอาจริงก็กล้าน่าดู สมเป็นน้องชายของเพจ เขาชักจะถูกใจเจ้าหน้าอ่อนนี่ซะแล้ว

******

“อะไรนะวรรษ เอางั้นเหรอ ไม่รู้นะ เดี๋ยวกูถามให้แล้วกัน” ทศกดวางสายแล้วหันไปมองหน้าเพจที่นั่งทำงานอยู่บนเตียง ตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่แสนสบายของพวกเขา

“มีไร?” เพจเงยหน้ามอง

ทศเดินไปนั่งข้างๆ เพจ หน้าตาดูลำบากใจเล็กน้อยที่จะพูด “คือ ไอ้วรรษมันโทรมา”

“แล้ว?” เพจเลิกคิ้วถาม

“มันบอกว่า อยากให้พลไปช่วยมันทำความสะอาดบ้านอีก”

“หือ” เพจเองก็ยังทำหน้าเหมือนประหลาดใจ “กูว่าน้องมึงมีเป้าหมายใหม่ละ”

“เจ้าพลเหรอ สงสารน้องมึงจังว่ะ” ทศถอนหายใจ “เอาไงดีวะ”

“เดี๋ยวกูโทรบอกพลให้” เพจว่าพลางหยิบสมาร์ทโฟนมาต่อสายหาน้องชาย

และด้วยคำขอร้องจากพี่ชาย พีรพลคนซื่อก็ต้องมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้อีกครั้งจนได้

“ไง น้องพล” แต่วันนี้มาแปลก คราวก่อนยังหยาบคายใส่ทำเสียงดุอยู่เลย มาวันนี้ศตวรรษดูยิ้มแย้มใจดีผิดปกติ หรือแบบนี้คือปกติ วันนั้นอาจจะอารมณ์ไม่ดี พลเอียงคอน้อยๆ ด้วยความสงสัย แต่ก็คลี่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“สวัสดีครับพี่วรรษ วันนี้ผมซื้อข้าวมาฝากด้วย” เด็กหนุ่มชูถุงอาหารขึ้น

วรรษยิ้มรับ “ขอบใจนะ มาๆ เข้าบ้านก่อน”

พลใจชื้นขึ้นกว่าครั้งก่อน เพราะท่าทีที่ดูอ่อนลงของวรรษ เดินตามอีกคนเข้าบ้านและจัดอาหารใส่จานมาให้พร้อม

“ยังไม่ค่อยรกมาก พี่วรรษทิ้งขยะทุกวันใช่มั้ยครับ” พลวางจานอาหารลงบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา แล้วนั่งลงข้างๆ วรรษที่รีบคว้าจานมาแล้วลงมือกินทันที “หิวมากเลยเหรอครับ”

“อือ หิว” วรรษยิ้มให้ พลรู้สึกแปลกๆ กับสายตาคู่นั้น แต่พยายามจะไม่สนใจ พลนั่งรอสักพัก ก็ลุกขึ้น

“งั้นผมขอทำความสะอาดหน่อยนะครับ พี่วรรษกินตามสบายเลย”

วรรษพยักหน้ารับ พลจึงเริ่มทำความสะอาดจากครัวก่อนเป็นอย่างแรก ดีที่ขยะไม่มากเท่าครั้งก่อนแล้ว เลยทำความสะอาดได้สบายขึ้น วรรษกินเสร็จระหว่างที่พลยังทำความสะอาด เขาลุกมายืนแอบดูคนตัวเล็กกว่ากำลังตั้งอกตั้งใจทำงานที่พี่ชายมอบหมาย

“แล้วพลกินอะไรมายัง พี่ก็ลืมถามเลย” ทั้งวิธีพูดและน้ำเสียง ราวกับคนละคนกับคราวก่อน พลกะพริบตาปริบๆ อย่างอึ้งๆ

“กะ กินแล้วครับ”

“แล้วเย็นนี้อยากกินอะไรมั้ย พี่ว่าจะทำเอง”

พลอ้ำอึ้ง ไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้านี้ใช่คนเดียวกับที่เจอครั้งก่อนๆ หรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากคิดให้เปลืองสมอง “เอ่อ อะไรก็ได้ครับ”

เย็นนั้น พลได้อยู่กินข้าวกับวรรษเป็นครั้งแรก วรรษเข้าครัวทำอาหารง่ายๆ เป็นกะเพราหมูสับกับไข่ดาวคนละฟอง ระหว่างมื้ออาหารก็ได้พูดคุยกันมากขึ้น

“พี่วรรษเป็นนักแคสเกมเหรอ ดีจัง” ตาเป็นประกายของพลจับจ้องวรรษด้วยความชื่นชม “พลอ่ะ ต้องทำงานตามที่พ่ออยากให้ทำ ไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำเลย” ด้วยความที่ผ่อนคลายแล้ว พลก็เลยเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกตัวเองกับวรรษในตอนแรก ให้เหมือนเวลาคุยกับพวกเพจ

“จริงๆ แล้วพลอยากทำงานอะไรล่ะ” วรรษถามพลางรินเบียร์ใส่แก้วให้ พลผงกหัวขอบคุณ ยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบไปคุยไป

“ผมก็ไม่ได้มีอะไรอยากทำเป็นพิเศษหรอก ตอนม.ปลายเคยทำวงดนตรีกับเพื่อน ก็อยากทำต่อนะ แต่พ่อบอกให้เรียนบริหาร เพราะต้องมาช่วยงานที่บ้าน เกมผมก็ชอบเล่นนะ เป็นนักแคสเกมเวลาว่างๆ ก็น่าจะดี”

“งั้นมาลองเล่นกับพวกพี่มั้ยล่ะ ถ้าอยากลงแข่งก็เทรนให้ได้ เผื่อว่าได้เงินจากตรงนี้เยอะ ก็จะได้ขอพ่อออกมาทำอิสระ” วรรษเสนอ พลส่ายหน้า

“พ่อไม่ยอมหรอก เดี๋ยวไม่มีคนช่วยงานพี่เพจด้วย”

“งั้นแค่เล่นๆ กับพวกพี่ก็ได้ ว่างก็มา ลองมั้ย” วรรษพยายามชวน พลทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตอบตกลง “งั้นคืนนี้ค้างที่นี่สิ เดี๋ยวพี่ให้ลงด้วย ไม่ซีเรียสนะ แค่เล่นขำๆ ลงทวิต ไม่ใช่ซ้อมแข่ง”

“ได้เหรอพี่วรรษ” พลเองก็ดูเหมือนจะอยากลองเล่นเกมแบบเป็นทีมที่วรรษว่า

“อยากทำอะไรก็ทำเลย ครั้งหนึ่งในชีวิตก็ยังดี เป็นคติของพี่น่ะ”

พลมองวรรษอย่างชื่นชมอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้า “อื้อ”

แล้วคืนนั้น พลก็ได้ค้างที่บ้านของวรรษ เพื่อจะลองเล่นเกมกับพวกเพื่อนๆ ของวรรษ

“เดี๋ยวพี่หาชุดให้ใส่ เข้าไปอาบน้ำได้เลย” วรรษบอกก่อนจะวิ่งขึ้นไปชั้นบนเพื่อรื้อหาเสื้อผ้าตอนวัยรุ่นมาให้พลใส่ เพราะพลตัวเล็ก ใส่ชุดของเขาตอนนี้ไม่น่าพอดี น่าจะใส่ได้แค่เสื้อ แต่อาจจะหลวมหน่อย

วรรษวางเสื้อผ้าไว้ให้พลตรงหน้าห้องน้ำ พอพลเดินออกมาก็หยิบไปเปลี่ยน ก่อนจะกลับออกมาอีกรอบด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ

“พี่วรรษ คือ กางเกงมันตัวเล็กไปมั้ยครับ” พลดึงเสื้อยืดตัวโคร่งที่วรรษให้มาลงมาปิดต้นขาที่โผล่พ้นกางเกงบอลขาสั้น เป็นกางเกงที่วรรษใส่ตอนม.ต้น

“ตัวอื่นนายก็ไม่น่าจะใส่ได้ คับไปมั้ย” วรรษหันไปมองคนตัวเล็กที่ยืนบิดไปมาอยู่หน้าห้องน้ำ ท่าทางขัดๆ เขินๆ ของพลกับขาขาวๆ ที่โผล่พ้นกางเกงออกมาทำเอาวรรษเกือบเลือดกำเดาพุ่ง

“มันก็ไม่คับหรอกครับ แต่มันสั้น...”

“งั้นเดี๋ยวพี่ขออาบน้ำแป้ปนะ ไปรอบนห้องก่อนก็ได้” วรรษเมินที่พลพูดมันซะอย่างนั้น ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำบ้าง

พลเลยยืนมึนอยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะเดินไป ดึงชายเสื้อไป ขึ้นไปบนห้องของวรรษ

พอวรรษอาบน้ำเสร็จก็ขึ้นไปหาพลบนห้อง เห็นคนตัวเล็กนั่งมองหน้าจอโน๊ตบุ๊คของตนอยู่ เขาอมยิ้ม เดินเข้าไปนั่งข้างๆ พลบนเตียง

“ยู เอ็น ไอ ซี โอ อาร์ เอ็น”

พลเงยหน้ามองวรรษ บนหน้าเหมือนมีเครื่องหมาย ?

“พาสเวิร์ดไง เปิดเครื่องดิ หรือจะเล่น PC”

“อ๋อ เล่นเครื่องนี้ก็ได้ครับ” พลว่าพลางกดพาสเวิร์ดเข้าเครื่องตามที่บอก “สอนผมด้วยนะพี่วรรษ”

“พี่จะสอนแบบจัดเต็มเลยครับน้องพล โหดหน่อยนะ บอกก่อน”
............
.........
......
...
ผ่านไป 1 ชั่วโมง

“เยส! ชนะอีกแล้วพี่วรรษ” หลังจากได้รับการสอนสั่งชี้แนะจากวรรษและเพื่อนๆ พลก็เล่นจนเอาชนะคู่ต่อสู้ทีมอื่นมาได้เรื่อยๆ แม้ช่วงแรกจะแพ้บ้างก็ตาม

“เออ เก่งๆ เก่งครับ” วรรษขยี้ผมม้าเต่อของพล

[ตระกูลพี่เพจนี่เขากินอะไรเป็นอาหารวะ เล่นเกมเก่งทั้งบ้านหรือไง]
[น้องพลเอาอีกตามั้ยครับ]
[น้องพลโครตสุภาพ จนพวกพี่นี่หยาบไม่ออกเลยครับ]

เสียงเพื่อนๆ ของวรรษดังลอดดิสคอร์ดออกมา ดูเหมือนทุกคนจะชอบพลไม่แพ้เพจ และพอได้รับคำชวนให้เล่นต่อ พลก็มองหน้าวรรษเป็นเชิงขออนุญาต หน้าตาเหมือนลูกหมาน้อยนั่นช่างน่ารักจนวรรษฟินแล้วฟินอีก ก็เลยยอมให้ยึดโน๊ตบุ๊คไปเล่นยาวๆ ส่วนวรรษใช้ PC เอา

[ว่างๆ เรามาจัดมีทติ้งกันหน่อยมั้ยวะ พี่อยากเจอน้องพลตัวเป็นๆ จังครับ]
[เออ นั่นสิ เสียงก็น่ารัก ตัวจริงคงโครตน่ารัก มาเจอพวกพี่หน่อยมั้ยครับ]

“เอ๊ะ มีทติ้งเหรอครับ ก็ได้นะ พลเลิกงานห้าโมง เดี๋ยวขอพี่เพจพักงานร้านวันนึง” พลก็ตอบรับแบบไม่ต้องคิด เพราะรู้สึกสนิทกับพวกพี่ๆ ในเวลาไม่นาน คุยกันแล้วเพลินดี

“เดี๋ยว พวกมึงไม่ชวนกูด้วยเหรอ ทำไมชวนแค่พลวะ” วรรษนิ่วหน้าขึ้นมาทันที

[กูรู้ไงว่ามึงไม่ชอบออกนอกบ้าน เลยไม่ชวน]

“กูไปครับ”

[ห๊า! มึงว่าไงนะวรรษ อะไรนะ กูขอฟังอีกที]
[มึงไม่ได้เพี้ยนใช่มั้ยวะ]
[ฝนตกแน่มึงงานนี้]

เสียงเพื่อนๆ ของวรรษดังแทรกกันเข้ามาจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่วรรษก็ยืนยันคำเดิม

“เออ กูไปแน่”

 :jul1:
33
นิยายที่โพสจนจบแล้ว / Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ== [END]
« กระทู้ล่าสุด โดย KKKwanGGG เมื่อ 19-09-2020 15:13:15  »
สนุกมาก ๆ ขอบคุณครับ
34
Boy's love story / Re: ○ หลงรักเร่ ○ บทที่ 5 ○ 18/9/2020
« กระทู้ล่าสุด โดย blove เมื่อ 19-09-2020 13:07:51  »
ชีวิตปัณบัดซบจริง! หนีเสือปะจระเข้? ความสุขจริงแท้ที่จะได้พบคงอีกนาน ไม่ใช่สิ ความสุขจริงแท้ของปัณเจอมานานแล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกันและแม้ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่มันบางเบาและเป็นแค่บางช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นที่เจอกัน เขาคือความสุขเดียวของปัณ เริ่มจากชอบ มาหลงไหล ใจเต้นไม่เป็นตัวเอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับใครในความรู้สึกนี้ มันใกล้กับคำว่ารักเข้าไปทุกที หรือมันใช่แล้วแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้น และกับทั้งสองคนนั่นละที่ซุกซ่อนความปรารถนาต่อกันไว้ในซอกหลึบของหัวใจ แต่อย่างน้อยก็ได้จูบแรกมาด้วยความเต็มใจ อุ๊กรี๊ด! เขิน (>///<) 5555 เวลาฉากที่ปัณกับอาจารย์อยู่ด้วยกัน มันให้ความรู้สึกแปลบวาบ เสียดเสียว วาบหวาบ อีโรติกอ่ะ แบบ อ่าา~~ :-[ 5555 //อะไรกันอย่าบอกนะว่าแย่งหญิงคนเดียวกันแล้วจะมาแย่งชายคนเดียวกันอีก ครั้งนั้นน้องได้ไป แต่ครั้งนี้มันเป็นของพี่มาตั้งนานแล้ว (ใจ) อาจารย์เจออะไรมากับคำว่า "กินไม่เลือก" ถึงได้เจ็บปวดขนาดนั้น จะเจอซ้ำรอยอีกไหม? //ในใจลึกๆเรา ในสักวันนึง ถ้ากุนต์รู้ว่าอาจารย์กับปัณมีความสัมพันธ์กัน เรารู้สึกแอบสะใจยังไงไม่รู้หว่ะ ร้ายนะว่าไหม 55555 โอเคกุนต์ก็ดีอยากช่วยปัณ มันก็แค่เสี้ยวนิดเดียว แต่อีกส่วนมากเสี้ยวนั้นคืออยากได้อยากครอบครองเขา และนั่นปัณก็ไม่ได้มีความสุขไปด้วยเลย คนอย่างปัณลำบากกายได้แต่สุขใจมันก็ย่อมดีกว่า ไม่ใช่หรือ แต่ก็ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเป็นยังไงเมื่อปัณเสนอไปแบบนั้น สนุกม๊ากกกกแม่มเอ๊ยยย ชอบอ่ะชอบ ดราม่า โรแมนติก ภาษาดี บรรยายลื่นไหล คำผิดมีประปราย จบ 5 ตอนรวดแทบรอตอนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่แต่งและมาอัพใน thaiboys ให้ได้อ่านกัน FCเรื่องนี้ 55  :pig4: :pig4: :pig4:
35
Boy's love story / Re: I cannot understand you... [drama 18+] 11 [NC] <19/09/20>
« กระทู้ล่าสุด โดย Lambosasha เมื่อ 19-09-2020 12:23:13  »
12
toss's part

พักนี้เจ้าวรรษมันทำตัวแปลกๆ เวลาเพจมาที่บ้าน แล้วเพจเองก็แปลกๆ ไป ทุกทีจะต้องเล่นเกมด้วยกัน หาอะไรทำกันสองพี่น้อง ส่วนผมคนละแนวกัน ไม่ได้ชอบเล่นเกมแบบพวกมัน เลยเข้านอนก่อนตลอด แต่หลังๆ มานี้ เพจพยายามจะชวนผมไปที่ห้องเขา เหมือนไม่ค่อยอยากมาที่บ้าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกว่า อยู่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีผม หรือมันจะเบื่อที่ต้องคอยระวังตัวตอนไอ้วรรษอยู่ด้วย เพราะผมยังไม่กล้าบอกน้องเรื่องของเรา

วรรษมันชื่นชมไอ้เพจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว กับผมยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ามันรู้ว่าเพจเป็นเกย์เหมือนกัน มันจะคิดยังไงก็ไม่รู้ ผมเลยยังลังเลที่จะบอก กะจะให้มันค่อยๆ รู้เอง เพราะเพจก็ค่อนข้างเปิดเผยอยู่แล้ว ผมกลัวว่าน้องจะรังเกียจที่พวกเราคบกันเองด้วย

แล้วผมก็มาคิดอีกทีว่า มันจะรังเกียจพวกเราทำไมล่ะ ขนาดเจ้าพล น้องชายของเพจที่ตอนแรกเหมือนจะรับไม่ค่อยได้ ตอนที่เพจบอกว่าผมเป็นแฟน ตอนนี้เจอกันมันยังยกมือไหว้ทักทายปกติมาก แถมเรียกผมพี่สะใภ้อีก ไม่รู้ไอ้เพจไปเล่าให้ฟังยังไง ส่วนน้องสาวของเพจ น้องพรีน รายนั้นยิ่งสบาย เจอปุ๊บยอมรับปั๊บ เหมือนรายนั้นจะสายวายพอดี สงสัยได้รับอิทธิพลจากพี่ชายตัวดีแน่ๆ แต่ผู้หญิงก็มักจะรับเรื่องพวกนี้ง่ายกว่าผู้ชายอยู่แล้วล่ะนะ

“มึง บี๋ก็ไม่อยู่แล้ว กูปล่อยวรรษทิ้งไว้คนเดียวบ่อยๆ ไม่ได้หรอก” ผมขอเพจว่า จะกลับบ้านศุกร์เสาร์อาทิตย์พอ ยอมอยู่ห้องมันจันทร์-ศุกร์เลย แต่มันก็งอแง อยากให้ผมอยู่ด้วยทุกวันอีก

“มันโตแล้ว”

“ก็รู้ แต่ก็ห่วงไง ดูสภาพมัน มึงก็เห็น” ขืนผมไม่กลับไปดูมันบ้าง ไอ้วรรษอาจจะเป็นศพคาห้องก็ได้

แต่คุณชายรายนี้ก็งอแงชะมัด ดีดดิ้นเป็นเด็กๆ จะไม่ให้ผมกลับบ้าน ผมเลยชวนมันไปด้วยกัน มันก็ไม่เอาอีก

“บ้านกูมีผีหรือไงวะ มึงถึงได้กลัวนัก” ถ้าเป็นผีบี๋ ผมก็อยากเจอนะ

“ไม่ใช่เรื่องนั้น ก็กู...” มันพ่นลมหายใจออกจมูกอย่างเซ็งๆ สะบัดแขนผมออก “งั้นมึงก็กลับไปเลย กูอยู่คนเดียวก็ได้”

“อะไรของมึง ให้ไปด้วยก็ไม่เอา มีอะไรกันแน่” หรือมันจะทะเลาะกับไอ้วรรษ “มึงทะเลาะกันเหรอ กับวรรษ”

ไอ้เพจสะดุ้ง มันหันหลังให้ผม ยืนกอดอกทำเท่อีก “เปล่า แค่ไม่ค่อยอยากเจอแล้ว”

“มีอะไรวะ บอกกูได้มั้ย” ผมคาดคั้น รู้ว่าอาจจะยุ่งเรื่องของพวกมันมากไป แต่นี่ก็แฟน นั่นก็น้องไง

ไอ้เพจก็เงียบอีก ผมล่ะหน่าย มีอะไรไม่บอก แล้วผมจะไปตรัสรู้ได้ไง

“มึงมีอะไรก็บอกมาตรงๆ ถ้ามีปัญหากับวรรษ ก็ไปคุยกันให้เข้าใจ เรื่องเกมเหรอ ผิดใจอะไรกัน” ผมคว้าตัวมันมากอด วางคางเกยบนบ่ามัน

เพจถอนหายใจเสียงดัง “มึงรู้ไปก็เครียดเปล่าๆ”

“เอ้า ไม่รู้แบบนี้ กูยิ่งเครียดกว่านะ” ผมว่าพลางเอียงคอมองมันจากข้างๆ เพจยกไหล่ถอนหายใจอีกรอบ แล้วมันก็เล่าให้ผมฟังถึงสาเหตุที่ไม่อยากไปที่บ้านของผม

ต้นเหตุมาจากไอ้วรรษจริงๆ ด้วย

ผมได้ฟังจากปากของเพจ และยังนิ่งได้อยู่ ผมรู้ว่าที่เพจลำบากใจแบบนี้ เพราะไม่ได้ชอบไอ้วรรษ เลยอยากออกห่าง ให้มันตัดใจไปเอง แต่ไอ้วรรษไม่ใช่ผม มันไม่ใช่คนที่ถอดใจอะไรง่ายๆ กับแค่ทำเป็นไม่สนใจ บอกเลยว่า ถ้าไอ้เพจไม่สนใจ ไม่มาหาผมบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ ผมคงตัดใจไปแล้ว

“ไว้มาคุยกันสามคนเลยดีกว่า กูว่ามันคงไม่ได้คิดจริงจังอะไรนักหรอก ไม่เคยเห็นมันคบใครเลยด้วยซ้ำ” ที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นวรรษมีแฟน แต่มันก็ชอบดูทีวีแล้วบอกว่าชอบผู้หญิงแบบนั้นแบบนี้ตลอดนะ

“ถ้ามึงว่างั้น ก็ตามนั้นแล้วกัน แต่บอกเลยนะ กูไม่ยอมให้มึงทิ้งกู เพื่อหลีกทางให้น้องนะเว้ย” มันโวยวาย ที่แท้ก็กลัวโดนผมทิ้ง ผมอมยิ้ม คว้าคอมันมากอดไว้

“เออๆ กูชอบมึงมาเป็นสิบปีขนาดนี้ กว่าจะได้มึงมาอีก จะทิ้งง่ายๆ ได้ไงวะ”

“จริงนะ” ไอ้เพจถามย้ำ “กูรักมึงนะทศ ห้ามทิ้งกูเด็ดขาด”

“เออน่า กูก็...ชอบมึง” เขินเลยทีนี้ ผมไม่ค่อยกล้าพูดว่ารักมันเท่าไหร่ มันอายๆ บอกไม่ถูก แต่ไอ้เพจมันพูดบ่อย ยิ่งเวลา...นั่นแหละ แม่งพูดจนผมหูชา

“พูดว่ารักไม่ได้เหรอ” นั่นไง มาอ้อนอีก มันเอาหน้ามาถูไหล่ผมพรืดๆ อย่างกับแมว

“ก็บอกไปแล้วไง”

“มึงบอกว่าชอบ ไม่ใช่รัก Like กับ Love ความหมายต่างกันเยอะเลยนะมึง” มันท้วง

“ต่างตรงไหนวะ ก็เหมือนกัน” ผมเถียงกลับ เพจหมุนตัวผมให้หันไปหา จ้องตาผม

“ไหนพูดสิ รักเพจจังเลยครับ”

“พ่อง” ผมสบถ รู้สึกหน้ามันร้อนๆ ทั้งที่หลังๆ มานี้แทบไม่เขินมันแล้ว มาบอกรักอะไรกันตอนนี้วะ

“มึงจะรักพ่อกูไม่ได้” แม่งกวนตีนอีก ผมกลั้นยิ้ม คือจะขำไง ไอ้เพจก็เล่นหูเล่นตาใหญ่ “เร็วๆ ดิ บอกรักกูหน่อย”

ผมยังกลั้นยิ้ม ที่พูดนี่เพื่อตัดรำคาญหรอกนะ “เออ รักมึง” โอ๊ย เขินว้อยยย

ไอ้เพจฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาวๆ ดึงตัวผมไปกอดไว้ แล้วก็บอกรักผมซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยจูบหวานๆ ของมัน

******

แล้วเราก็นัดกันว่าจะคุยกันเรื่องนี้ให้เคลียร์ ผมต้องบอกว่าเพจเป็นแฟนผม ให้เจ้าวรรษตัดใจไปซะ แต่คือ...ไอ้เพจมันจะพาน้องมันมาด้วยทำไมก็ไม่เข้าใจ

“มึงพาพลมาทำไรวะ” ผมกระซิบถามมัน เพจเอี้ยวตัวมากระซิบกลับ

“พอดีออกมาทำงาน เลยพามันมากินข้าวด้วย”

“อ๋อ” ผมพยักหน้าว่าเข้าใจ ลืมไปว่าเจ้าพลยังต้องติดสอยห้อยตามเพจไปทำงานหลายที่ นี่ก็นั่งกินข้าวอยู่ เหมือนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามาทำอะไรกันที่นี่

“มาแล้วคร้าบ” เสียงไอ้วรรษดังมาก่อนตัวอีก ไม่เคยอายครับน้องผม บ้ายังไงก็บ้าอย่างนั้น “พี่ๆ มากันเร็วจริง อ้าว แล้วนี่ใคร”

พอวรรษเดินมาถึงโต๊ะ มันก็ชี้ไปที่พล ซึ่งกำลังดูดเส้นราเม็งเข้าปาก เจ้าพลก็เงยหน้ามองมันอย่างงุนงง

“น้องกูเอง” เพจแนะนำ “มันแค่มากินข้าว”

“อ้อ” ไอ้วรรษเหล่มองพล แล้วนั่งลงข้างๆ เจ้าพลนั่นแหละ ก็ที่มันเหลือแค่นั้น พลก็เขยิบให้ พลางส่งยิ้มทักทาย แล้วก็กินต่อไม่ได้สนใจว่าเราจะคุยอะไรกัน เด็กนี่มันอยู่เป็นดีครับ

ว่าแต่ จะคุยกันต่อหน้าพลมันจริงดิ?

“ถามตรงๆ นะวรรษ มึงชอบเพจจริงๆ เหรอ” ผมเริ่มประเด็นหลักทันทีที่มันนั่งลง ไอ้วรรษกะพริบตาปริบๆ มองผม แล้วก็หันไปมองเพจ ส่วนพลเหมือนจะสำลักนิดหน่อย

“เรียกมาถามเรื่องนี้เนี่ยนะ? กลับไปคุยที่บ้านมั้ยวะ” วรรษขมวดคิ้ว

“ไม่อ่ะ ตรงนี้แหละ” ผมว่าพลางจ้องหน้ามัน ไอ้วรรษทำหน้าลำบากใจพลางเหล่มองคนข้างๆ พลก็ทำเป็นกินต่อไม่รู้ไม่ชี้

“ถ้ากูชอบจริงๆ แล้วมันทำไมวะ มึงก็น่าจะรู้นะ เรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ ไม่เกี่ยวว่าเพศไหน”

“ไม่ทำไมหรอก แต่เพจเป็นแฟนกู”

“หา?” คราวนี้ไอ้วรรษถึงกับหน้าเบ้ มองพวกผมสลับกันไปมา แล้วก็มองพลที่ยังกินอยู่ พลก็พยักหน้า แบบว่า ผมรู้แล้วครับ

“กูขอโทษที่ไม่ได้บอกแต่แรก เพราะมัวยุ่งๆ เรื่องบี๋ แล้วก็เลยลืมไปว่าควรจะบอกมึงตั้งแต่แรก” ผมอธิบาย ไอ้วรรษนิ่วหน้าเหมือนหงุดหงิด

“เรียกกูมาเพื่อบอกว่าพวกมึงเป็นแฟนกัน ให้กูตัดใจจากพี่เพจงี้?”

“เออ” ผมก็พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ไม่ไว้หน้าใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเพจเป็นของผม “ตัดใจเหอะ”

“เฮอะ” มันหัวเราะ แล้วลุกขึ้น “กูกลับล่ะ ไร้สาระเป็นบ้าพวกมึงอ่ะ”

ผมมองวรรษที่เดินดุ่มๆ ออกจากร้านไป มันคงโกรธที่พวกผมไม่บอกมันเรื่องสำคัญแบบนี้ ทำให้มันปล่อยไก่กับไอ้เพจ แล้วก็ลากมันมาตอกหน้าในที่แบบนี้ แต่เพจมาบอกทีหลังว่า ถ้าวรรษเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ การไปพูดคุยกันส่วนตัวที่บ้าน จะทำให้มันยิ่งไม่ยอม คนแบบนี้ต้องตอกหน้าหนักๆ ต่อหน้าคนอื่น (ไอ้พลนั่นเอง) มันจะได้เลิกรา แต่ก็อาจจะทำให้มันโกรธจัดด้วย ต้องยอมแลกกันไป

ผมไม่รู้ว่าที่ทำไปมันผิดหรือถูก มันดีแล้วหรือเปล่า และวรรษจะยอมตัดใจจริงมั้ย แล้วเราจะกลับมาเป็นพี่น้องที่สนิทกันเหมือนเดิมได้มั้ย แต่ผมก็เลือกที่จะทำตามที่เพจบอกไปแล้ว ผมเลือกเพจยิ่งกว่าสิ่งไหนทั้งนั้น

******

“หายนอยด์ยังวะ” ผมกลับมาบ้านเย็นวันเสาร์ เห็นเจ้าวรรษนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นหน้าทีวี โซฟามีก็ไม่นั่ง มันเมินผมเฉยเลยครับ ทำเป็นไม่ได้ยิน

“วรรษ”

“อะไรวะ” สุดท้ายก็ยอมพูด ผมอมยิ้ม นั่งลงบนโซฟาข้างหลังมัน มันกำลังดูทีวีอยู่

“โกรธเหรอ” ผมเอาเท้าเขี่ยๆ มัน

“กูจะโกรธทำไม” มันเงยหน้ามองผม “ถ้ากูไม่บอกจะจีบพี่เพจ มึงก็จะไม่บอกกูใช่มั้ยว่าคบกันอยู่”

ผมสะอึก “เอ่อ ก็...”

“บอกตรงๆ นะ กูรับไม่ได้หรอกที่พวกมึงไปรักกันแล้วไม่บอกกู ปล่อยให้กูคิดไปเองว่ามีโอกาส เพราะกูก็ชอบพี่เพจมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเหมือนกัน”

ผมนิ่งเงียบ

“เพราะงั้น ช่วงนี้กูขออยู่คนเดียว” แล้วมันก็ลุกหนีขึ้นชั้นบนไป ผมถอนหายใจ

คงต้องให้เวลามันสักพักแล้วล่ะ

END 1st part
36
อยากอ่านภาคต่อตอนเจี๊ยบโตขึ้นจัง
37
ติดตาม
38
ขอให้คุณแม่อาการดีขึ้นนะคะ
สู้ๆค่ะ

ส่วนน้องจิ๊บก็สู้ๆนะจ๊ะ 555
39
Boy's love story / Re: Lost Love: รักที่สูญหาย (ตอนที่ 7-8 update 9 กย 63)
« กระทู้ล่าสุด โดย ordkrub เมื่อ 19-09-2020 11:37:09  »
ยังเขียนเรื่องได้สนุกเหมือนเดิมเลยครับ
ชอบการเขียนแบบนี้
มาต่อเร็วๆนะครับ
❤️❤️❤️
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด