[นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 51 [31.12.20] -END-
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 51 [31.12.20] -END-  (อ่าน 11136 ครั้ง)

ออฟไลน์ panpang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 527
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
ใจไม่ไหวเลย เราก็สูญเสียคุณตาคุณยายเพราะโรคนี้ น้าแก้วสู้ๆนะกำลังใจสำคัญที่สุดเลยอย่าท้ออย่าคิดมาก โชคอยู่ข้างๆอยู่แล้วน้าแก้วต้องสู้นะคะ

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 41

 

        ความตายคือสิ่งที่ทำให้โรคร้ายและความชราน่าหวาดกลัว ส่วนความทุกข์ทนจากมันทำให้คนเราทรมาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบเองหรือผู้เฝ้ามอง

 

        โชคยืนอยู่ในอาคารฉุกเฉิน แก้วถูกพาเข้าห้องตรวจไปแล้ว ในขณะที่เขาต้องไปกรอกเอกสารต่างๆ ที่จำเป็น ระหว่างนั้นชายหนุ่มวัยยี่สิบสามปีก็ได้เห็นรอยต่อระหว่างความเป็นและความตายมากมายผ่านหน้าเขาไป

 

        อุบัติเหตุ ความชรา โรคที่รักษาไม่หาย

 

        ผู้คนมากมายมาที่นี่ ทั้งในฐานะคนที่กำลังเผชิญหน้ากับแสงสุดท้ายที่กำลังจะมอดดับ หรือผู้ที่คอยภาวนาให้แสงนั้นสว่างจ้าและโชติช่วงต่อไป

 

        ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย... ทุกคนล้วนเจ็บปวด

 

        ไม่ต่างจากเขาเลย

 

 

 

        แก้วถูกย้ายไปห้องพิเศษหลังจากที่ได้รับการพยาบาลเบื้องต้นแล้วอาการสงบลง

 

        ‘เป็นผลข้างเคียงจากคีโม’ พยาบาลบอกกับโชคอย่างนั้น ขณะที่เดินเข็นรถเข็นอุปกรณ์สำหรับการฉีดยาและให้น้ำเกลือออกจากห้องไป

 

        ชายหนุ่มใช้เวลาพักใหญ่ไปกับการยืนมองคนบนเตียง มองดูแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นสัญญาณของลมหายใจ มือสั่นไหวเอื้อมไปคว้าจับมือคนป่วยข้างที่ไม่ได้ถูกเจาะต่อสายน้ำเกลือมากุมไว้ ซบหน้าผากลงไปเพื่อสัมผัสอุ่นไอของสิ่งมีชีวิต ท่ามกลางความเงียบงันที่ทำให้ได้ยินเสียงเส้นเลือดเต้นตุบบ่งบอกว่าหัวใจยังคงทำหน้าที่ของมัน เนิ่นนานจนแน่ใจแล้วว่าแก้ว...ยังไม่ตาย เขาถึงได้พรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้าระคนโล่งอก

 

        ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันกะทันหันเกินไป ในวินาทีที่แก้วทรุดลงไปตอนกำลังเดินออกจากห้องน้ำ เขาโอบช้อนตัวแก้วเอาไว้ได้ทัน แต่เสียงลมหายใจหอบทว่าแผ่วเบากับสีหน้าทรมานของแก้วยังคงติดตา ริมฝีปากซีดเซียวสั่นระริก ดวงตาปิดปรือเลื่อนลอย คิ้วขมวดแน่น ตัวเกร็งไปหมด ...โชคคิดว่าเขาจะต้องเสียแก้วไปเสียแล้ว

 

        ความตาย

 

        คำหนึ่งคำที่วนเวียนอยู่ในหัว ช่างดูห่างไกลและแสนใกล้ในขณะเดียวกัน อาจจะเพราะทุกคนรู้ว่าสักวันจะต้องตาย แต่สักวันมันก็ยังไม่ใช่วันนี้ ในชั่วพริบตาที่เวลานั้นมาถึงจึงไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน เมื่อต่างคิดกันว่าตัวเองจะมีวันรุ่งขึ้นให้ตื่นขึ้นมา ทั้งที่ความจริงแล้วคำว่าพรุ่งนี้มันไกลห่างเสียยิ่งกว่าความตาย ไม่แน่ไม่นอน ลอยฟุ้งเหมือนม่านควัน แต่ก็ทรงพลังเปี่ยมไปด้วยความหวัง

 

        เช่นเดียวกับที่โชคภาวนาให้วันพรุ่งนี้ของเขายังคงมีน้าแก้วอยู่

 

        “โชค” เสียงเคาะประตูรัวทว่าแผ่วเบา ก่อนจะเปิดเข้ามาทันทีอย่างร้อนใจ ธีร์รีบออกจากบ้านมาทั้งชุดนอนทันทีที่โชคโทรไปหา ตื่นเต็มตาทั้งที่เป็นเวลาเกือบตีสาม ขับรถเกือบครึ่งชั่วโมงก็มาถึงโรงพยาบาลเอกชนที่ตั้งอยู่คนละฝั่งกับบ้านเขาโดยสิ้นเชิง “แก้วเป็นยังไงบ้าง”

 

        “พยาบาลบอกว่าเป็นผลข้างเคียงจากคีโมครับ ตอนนี้ให้ดูแลตามอาการไปก่อน รอพรุ่งนี้หมอเจ้าของไข้มาค่อยตรวจดูอีกที” คนข้างเตียงบอก เขาโทรหาผู้ใหญ่อีกแค่คนเดียวที่เขาคุ้นเคยตอนเดินตามเตียงเข็นผู้ป่วยมาที่ห้องพิเศษ โชคโตแล้ว แต่เขาก็ยังเด็กนักสำหรับเรื่องแบบนี้ ยังคงต้องการที่พึ่งพิงให้อุ่นใจ และคนเดียวที่เขาพอจะคิดออกก็คืออาธีร์

 

        “คีโม?” ธีร์เลิกคิ้วทวนคำ ไม่ต้องใช้เวลามากมายเลยที่จะทำความเข้าใจ “ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ”

 

        “...” โชคเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมที่ทอดมองมาอย่างแหลกร้าว ...น้าแก้วยังไม่ได้บอกอาธีร์

 

        “ตรวจเจอตั้งแต่เมื่อไหร่” เสียงทุ้มยังคงนุ่มนวลยามเอ่ยถามซ้ำ พร้อมกับขยับเดินเข้ามาลูบหัวชายหนุ่มอายุน้อยกว่าอย่างปลอบโยน ทั้งที่ตัวเองกำลังถูกข่าวใหม่ที่เพิ่งจะได้รู้ฟาดทุบเข้ากลางหน้าผาก ดวงตาคมจับจ้องคนหลับด้วยความห่วงใยระคนสงสัยที่ยังไม่อาจเอ่ยถาม

 

        “กลางพฤษภาครับ” คำตอบชัดเจน แม้จะเป็นเพียงเสียงกระซิบ เขาไม่รู้ว่าทำไมแก้วถึงยังไม่ได้บอกธีร์ แต่มันคงมีเหตุผลอยู่ แม้ตอนนี้อีกคนจะรู้ไปแล้วก็ตาม

 

        “เดือนกว่าแล้วสินะ” ชายวัยกลางคนตัวสูงใหญ่พึมพำ ขณะที่บีบไหล่โชคเบาๆ แล้วผละไปนั่งบนโซฟาตัวยาวสำหรับญาติที่มาเฝ้าเมื่อพื้นที่ข้างเตียงผู้ป่วยไม่ได้มีที่ว่างพอสำหรับสองคน ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววร้าวราน แต่ก็ยังคงสงบนิ่งอย่างคนที่ผ่านวันเวลาและเห็นการจากลามามากมาย “แล้ว... เป็นหนักแค่ไหน”

 

        โชคหันหน้ามาพูดคุยกับคู่สนทนา บอกเล่าอาการของแก้วอย่างละเอียดเท่าที่เขารู้มาจากหมอ ละเอียดพอๆ กับที่ตัวแก้วเองรับรู้

 

        ย่ำรุ่งคืนนั้นระหว่างคนทั้งสองไม่มีใครหลับลง พวกเขาต่างร่วมกันแบ่งปันความเงียบงัน กับบทสนทนาสั้นๆ บ้างเป็นครั้งคราวจนฟ้าสาง กระทั่งสายแล้วแสงอาทิตย์ก็ยังไม่อาจลอดผ่านมวลเมฆครึ้มส่องลงมาถึงพื้นได้ มันจึงเป็นท้องฟ้าขมุกขมัวชวนให้บรรยากาศหดหู่

 

        ธีร์บอกให้โชคกลับบ้านไปอาบน้ำจัดการตัวเองและเก็บของจำเป็นสำหรับนอนเฝ้าแก้วในคืนนี้มา โดยในระหว่างนั้นตัวเขาจะอยู่เฝ้าแทนให้ โชคจึงออกจากห้องไปทั้งที่ใจยังคงติดอยู่ในนั้น แม้จะหวาดกลัวว่าทุกย่างก้าวที่ห่างออกมาจะทำให้เขากลับเข้าไปไม่ทันการณ์ แต่สองเท้าก็ยังต้องเดินไปข้างหน้า ทำสิ่งที่ควรทำ ...ทำสิ่งที่ต้องทำ

 

        ชีวิตคนเรายังคงต้องดำเนินต่อไป หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเหมือนกับกาลเวลา

 

 

 

        ในห้องพักผู้ป่วยเงียบเหงา กว่าแก้วจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ตอนเกือบเที่ยงที่พยาบาลเข้ามาเปลี่ยนกระปุกน้ำเกลือให้ใหม่เรียบร้อยแล้ว ดวงตาสีเข้มที่เพิ่งปรือเปิดยังคงพร่ามัวจากความมึนงงเพราะพิษไข้ แต่ก็ยังมองออกว่าคนข้างเตียงเป็นใคร

 

        “โชคล่ะ” แก้วถามหาคนที่ควรอยู่ตรงนั้นอีกคน เสียงแหบเพราะลำคอแห้งผาก ธีร์รีบเทน้ำใส่แก้วมายื่นให้ พร้อมกับกดปุ่มปรับระดับเตียงให้ฝั่งหัวสูงขึ้นได้ระดับพอดีกับการดื่มน้ำ

 

        “กลับไปเอาของที่บ้านน่ะ เดี๋ยวก็มา”

 

        “อืม” คนป่วยครางรับพลางจิบน้ำให้ชุ่มคอ ก่อนจะพูดถามต่อ “มึงมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

        “เมื่อคืน... โชคโทรหากูต้อนเขาย้ายมึงมาห้องพิเศษ”

 

        “อ่อ”

 

        บทสนทนาสั้นเพียงเท่านั้นเมื่อต่างคนต่างไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี พอดีกับที่พยาบาลเข้ามาอีกครั้งพร้อมมื้อกลางวันและยาเม็ดในแก้วเล็กข้างถาดอาหาร สอบถามอาการอีกเล็กน้อยก่อนจะบอกว่าหมอจะเข้ามาตอนช่วงบ่าย ระหว่างนี้ให้พักผ่อนไปก่อน และถ้ามีอาการอะไรขึ้นมาก็ให้รีบกดปุ่มเรียกทันที

 

        “กินไหวรึเปล่า” คล้อยหลังพยาบาล ธีร์ก็ช่วยจัดแจงปรับเตียงให้สะดวกกับการกินอาหาร แก้วย่นจมูกกับกลิ่นข้าวต้มหอมฉุยที่ลอยขึ้นมา แม้ในปากจะขม แต่ท้องไส้เขากำลังประท้วงว่าน้ำย่อยต้องการทำงานของมัน

 

        “น่าจะไหว” ตอบไปอย่างนั้นแล้วตักเข้าปาก รสสัมผัสแรกคือความมันเลี่ยนของไขในน้ำซุป แม้จะเป็นอาหารโรงพยาบาลที่ปรุงรสอ่อนมาเพื่อผู้ป่วย แต่ต่อมรับรสของแก้วในตอนนี้ก็บอดสนิทจนเพี้ยนไปหมด

 

        “อยากอ้วกไหม” น้ำเสียงเจือความกังวลถามไถ่เมื่อเห็นสีหน้าของเจ้าตัว พลางยื่นกระดาษทิชชูไปให้ คอยดูแลจนแก้วฝืนตักข้าวต้มกลืนลงท้องไปได้เกือบครึ่งถ้วยแล้วเลิกกินไป คนตัวใหญ่ก็จัดการเก็บออกไปวางตรงจุดคืนที่โถงทางเดินหน้าห้องให้เรียบร้อย

 

        “ธีร์” แก้วเรียก

 

        “หืม” เจ้าของชื่อขานรับพอดีกับที่กลับออกมาจากห้องน้ำพร้อมกะละมังน้ำและผ้าขนหนูผืนเล็ก ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนเดินมาถึงข้างเตียง บิดผ้าชุ่มน้ำให้พอหมาดแล้วยื่นส่งให้คนบนนั้นรับไปเช็ดหน้าเช็ดตา แม้เขาจะอยากเช็ดให้เองด้วยซ้ำ แต่ก็ถูกฉุดรั้งด้วยเส้นกั้นบางอย่าง

 

        เส้นกั้นที่เรียกว่าสถานะความสัมพันธ์

 

        “ขอบใจ”

 

        “กูเต็มใจ” แววตาฉายชัดถึงความรู้สึกข้างในว่าตรงกับที่พูดไป เต็มใจจะช่วยเหลือ เต็มใจที่จะดูแล เต็มใจที่จะอยู่เคียงข้าง แต่ลึกลงไปข้างในก็ยังคงมีคำถาม ว่าแม้แต่ในฐานะเพื่อน เขาก็ไม่มีความสำคัญมากพอที่จะได้รับรู้เลยหรือ

 

        ...ทั้งที่เคยสัญญาเอาไว้แล้วแท้ๆ

 

        “รู้แล้วใช่ไหม” แก้วว่า หันมาสบตาพร้อมรอยยิ้มบางบนใบหน้าซีดเซียว

 

        “อืม” ธีร์ตอบรับ พยายามจะยกมุมปากส่งยิ้มกลับไปให้ แต่มันกลับฝืดฝืนไปจนถึงดวงตา และสุดท้ายก็ยิ้มไม่ออก “ทำไมถึงไม่บอก”

 

        เสียงสั่นน้อยๆ นัยน์ตาวูบไหว หัวใจบีบแน่น ธีร์มองรอยยิ้มของชายวัยกลางคนที่เขารู้จักมากว่าครึ่งชีวิต รอคอยคำตอบที่ไม่รู้ว่ามันสำคัญอย่างไรในตอนนี้ที่เขาได้รู้แล้ว แต่ก็ยังอยากฟัง...

 

        “เพราะว่ามึงจะทำหน้าแบบนี้ไง” เหตุผลที่ได้ทำให้ต้องขมวดคิ้ว ธีร์ไม่เข้าใจ ว่าหน้าแบบไหนกันที่แก้วพูดถึง หน้าแบบที่กำลังจะร้องไห้ หรือหน้าแบบที่ร้าวระทมจนรอยยิ้มเหือดหาย หรือทั้งสองแบบ “ยิ่งเห็นมึงทำหน้าแบบนี้... กูก็ยิ่งตัดใจยากขึ้นไปอีก”

 

 

 

        โชคขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกวูบโหวง ที่นั่งข้างคนขับว่างเปล่า เพลงสากลเก่าๆ ที่เขากับน้าแก้วเคยช่วยกันหาในสักหน้าร้อนที่ผ่านมายังคงดังจากลำโพง แต่ผลพวงจากการที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืนก็ทำให้ในหูอื้ออึง ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากลมหายใจและการขยับไหวของเส้นเลือด

 

        ระยะทางบนท้องถนนไม่ได้ยาวไกล แต่กลับเนิ่นนานพอที่จะให้คิดทบทวนถึงความหมายของคำอีกคำ...

 

        ชีวิต

 

        คำอีกหนึ่งคำที่แสนเรียบง่ายพอๆ กับความตาย คนเราได้ชีวิตมาโดยที่ไม่ต้องแลกด้วยอะไร แต่ราคาของการมีและรักษาชีวิตเอาไว้กลับสูงลิบ ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐานไปจนถึงการรักษาพยาบาลล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่มหาศาล แก้วไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน เช่นเดียวกับโชคที่ไม่ได้สนใจว่าจะต้องจ่ายมากมายเพียงใดเพื่อให้วันพรุ่งนี้ของแก้วมาถึง

 

        ทั้งที่ท้ายที่สุดสักวันก็ต้องจากลา แต่คนเราก็หวงแหนชีวิตเหลือเกิน

 

        โดยเฉพาะชีวิตของตัวเองและคนสำคัญ

 

        ความคิดฟุ้งซ่านหาที่มาไม่ได้ต้องจบลงที่หน้าบ้านไม้สีขาว โชคเปิดรั้วที่ไม่ได้คล้องโซ่เข้าไป ยังดีที่ก่อนออกไปเขามีสติมากพอจะล็อกประตูไม้บานพับหน้าบ้านเอาไว้

 

        ชายหนุ่มตรงขึ้นบ้านไปเก็บเสื้อผ้ากับของจำเป็นใส่กระเป๋า ก่อนจะลงมาอาบน้ำ เสร็จเรียบร้อยก็อุ้มแมวสองตัวใส่กรงพาขึ้นรถไปส่งที่บ้านเพื่อนสนิทที่โทรไปบอกก่อนแล้วว่าจะฝากเลี้ยงสักวันสองวัน จากนั้นก็ตรงกลับไปโรงพยาบาลทันที

 

        ทั้งหมดนั้นใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมง และเมื่อมาถึงหน้าห้องพิเศษ น้าแก้วของเขาก็ตื่นแล้ว

 

        จากบานกระจกใสตรงประตูมองเห็นเตียงคนไข้ได้อย่างชัดเจน ชัดพอๆ กับคนที่อยู่บนเก้าอี้ไม่ห่าง โชคเห็นสายตาของคนสองคนที่จ้องมองกัน รอยยิ้มประดับบนใบหน้าสว่างจ้าแม้นอกหน้าต่างจะมีฝนโปรยปราย กับมือที่กุมกันไว้หลวมๆ

 

        อาธีร์ยังคงเป็นคนที่จุดรอยยิ้มแบบนั้นให้น้าแก้วได้เสมอ

 

        ความรู้สึกหึงหวงก่อตัว แต่ก็สลายลงไปในชั่วพริบตา ชีวิตคนมันสั้นเกินกว่าจะเสียเวลามาหวาดระแวงหาเรื่องชวนทะเลาะกับอะไรเล็กน้อยเช่นนี้

 

        โชคยกมือขึ้นเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้าไป ไม่ได้หลบสายตาไปจากสองมือที่ค่อยๆ ผละจากกันอย่างนุ่มนวล ไม่มีวี่แววของความตกใจหรือร้อนรนของคนทำผิด แก้วกับธีร์ยังคงแตะตัวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติเสียจนน่าหงุดหงิด โชคจึงส่งยิ้มไปให้ ขณะที่พยายามลบความรู้สึกไร้สาระในใจออกไปให้หมด

 

        ...แก้วรักเขา และเขารู้ว่าทั้งสองคนจะไม่ล้ำเส้นเกินเลยกันลับหลังเขา

 

 

 

        สามวันต่อมาแก้วก็ได้ออกจากโรงพยาบาล อาการข้างเคียงยังคงมีอยู่บ้างแต่ไม่ได้ถึงขั้นวิกฤติ แผนการรักษาด้วยยาเคมีของเขาจะยังคงดำเนินต่อไป โดยมีการปรับตัวยาตามความเหมาะสมด้วยดุลยพินิจของแพทย์เมื่อดูจากผลข้างเคียงรุนแรงในรอบนี้



        ในช่วงวันก่อนจะถึงนัดเจาะเลือดเพื่อตรวจก่อนการทำคีโมชุดต่อไป แก้วจึงต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการรับยา และคนที่รับหน้าที่ดูแลอาหารหารกินไปตลอดจนพาออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ก็คือโชค



        และกิจกรรมการออกกำลังแรกสุดที่พวกเขาทำก็คือการเดิน



        สองร่างเดินเคียงกันไปบนถนนหน้าบ้าน ค่อยๆ ก้าวไปอย่างไม่เร่งรีบ มือเกี่ยวกุมกันไว้ในเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังย้อมทั้งเมืองให้เป็นสีของมัน

 

        “น้าแก้ว” โชคเริ่มพูดขึ้นมา

 

        “ว่าไง”

 

        “ถ้าผมเปิดเทอมแล้วมีวันไหนที่ผมพาน้าแก้วไปโรงพยาบาลเองไม่ได้จริงๆ อาธีร์จะเป็นคนพาไปนะครับ” ชายหนุ่มพูดถึงเรื่องที่เขาตกลงกับคุณอาเอาไว้ แม้ในใจเขาจะอยากพาไปเองทุกครั้งก็ตาม แต่หากมันสุดวิสัยจริงๆ ก็คงต้องฝากฝังคนอื่น

 

        “อืม” แก้วครางรับอย่างเข้าใจ “ถ้าเธอติดเรียนก็ไม่ต้องลามาหรอกนะ”

 

        “ไม่เอาครับ” ปฏิเสธทันควัน แววตามุ่งมั่นว่าหากไม่ได้มีสอบที่ขาดไม่ได้จริงๆ เขาก็จะไปด้วยให้ได้ “ผมอยากอยู่ตรงนั้นกับแก้ว ถึงจะทำอะไรไม่ได้แต่ผมก็อยากอยู่ข้างๆ”

 

        “...จริงๆ ฉันเองก็อยากให้เธออยู่ด้วยเหมือนกัน” แรงบีบจากฝ่ามือที่ประสานกันกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย โชคดึงมืออีกฝ่ายขึ้นมาจูบเบาๆ แทนการรับปากว่าจะไม่ห่างไปไหน

 

        เส้นทางการเดินออกกำลังกายยาวไกลจนถึงสะพานข้ามคลอง แก้วกับโชคเดินขึ้นไปจนถึงกลางสะพาน บนส่วนโค้งจุดที่สูงที่สุด พวกเขาหยุดยืนมองผิวน้ำกระเพื่อมไหว ปล่อยให้ลมโชยพัดผ่านผิว ใต้ท้องฟ้าสีส้มแดงและแสงอาทิตย์อัสดงที่กำลังจะลาลับ มีรถมอเตอร์ไซค์แล่นผ่านด้านหลังส่งเสียงรบกวน เช่นเดียวกับเสียงหมาเห่าและขี้เมาจากบ้านสักหลังในคุ้มชุมชนแถวนั้นที่ตะโกนด่ามัน

 

        “แล้วช่วงหลังทำคีโมมา ถ้าผมไปเรียนอาธีร์ก็จะมาอยู่ดูน้าแก้วให้เหมือนกัน” โชคยังคงพูดถึงเรื่องการเปิดเทอมของเขาที่จะทำให้ตัวเองไม่อาจอยู่ดูแลอีกคนได้ตลอดเวลาเหมือนเช่นเคย

 

        “อ่อ” และแก้วก็ยังคงตอบรับอย่างเรียบง่าย

 

        “...ผมหึงนะ” หลังจากเงียบไปสักพักโชคก็พูดความในใจอีกอย่างออกไป ดวงตาสีเข้มจึงหันมาสบอย่างเอ็นดูปนขบขันให้กับคนรักที่เยาว์วัยกว่าและยังคงมีนิสัยหวงของติดตัว “ผมดูเด็กใช่ไหมครับ”

 

        “ก็นะ” แก้วหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพูดต่อ “แต่เธอมีสิทธิ์นี่”

 

        โชคนิ่งงัน มองรอยยิ้มของแก้วที่ระบายออกมาพร้อมกับถ้อยคำที่ทำให้หัวใจเขาอุ่นวาบ

 

        “เราเป็นคนรักกัน มันไม่ผิดหรอกนะที่จะรู้สึกแบบนั้นบ้าง แล้วเธอก็ไม่ได้เป็นคนไม่มีเหตุผลที่จะทำอะไรรุนแรงแค่เพราะอารมณ์ในตอนนั้นด้วย”

 

        “แล้วน้าแก้วเคยหึงผมไหมครับ” เอ่ยถามอย่างนึกสงสัย

 

        “หืม ฉันเหรอ” คนถูกถามครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ “เธอไม่เคยทำให้ฉันหึงนี่”

 

        “แต่แก้วทำนะ บ่อยด้วย”

 

        “อืม นั่นสินะ” แก้วว่า พลางเป็นฝ่ายดึงมือใหญ่ที่กอบกุมขึ้นมาประทับริมฝีปากบ้าง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยอย่างหนักแน่นพร้อมแววตามั่นคง “แต่เชื่อใจฉันนะโชค”

 

        ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำแต่มีพลังดั่งมนต์สะกด โชคลดมือที่กั้นกลางระหว่างพวกเขาลง โน้มใบหน้าไปจูบลงบนหน้าผากผู้เป็นเจ้าของหัวใจตนแนบแน่น เนิ่นนานกว่าจะผละออก โดยไม่สนใจว่าใครจะมองอยู่หรือไม่ เพราะในสายตาของเขามันมีเพียงแค่คนคนเดียว...

 

        “ครับ”

 

        มีเพียงแก้วที่อยู่ในนั้น

 



 

        เข้าช่วงปลายกรกฎา แก้วก็ได้รับคีโมชุดที่สาม ผลข้างเคียงในช่วงวันแรกยังคงสาหัส มึนหัวพะอืดพะอมกินข้าวไม่ได้ แต่ก็ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นกว่าสองครั้งก่อน

 

        โชคยังคงคอยดูแลอยู่ไม่ห่างได้ตลอดเวลาเพราะยังไม่เปิดเทอม ชีวิตประจำวันวนซ้ำกับการแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ ห้ามื้อ ปริมาณน้ำที่ดื่มต้องสองลิตรขึ้นไป กับออกกำลังกายนิดๆ หน่อยๆ ที่จะไม่ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากนัก ทุกเย็นพวกเขาจึงออกไปเดินเล่นจนกลายเป็นกิจวัตร หรือถ้าวันไหนมีเวลาหน่อยก็ทำกายบริหารอยู่ในสวนตอนเช้าด้วย

 

        “วันนี้หิวไหมครับ” โชคถามหลังจากยืดเส้นยืดสายกันไปกว่าครึ่งชั่วโมง

 

        “นิดหน่อย”

 

        “อยากกินอะไรครับ”

 

        “อะไรก็ได้ที่เธอทำ”

 

        “ครับ”

 

        บทสนทนาซ้ำซากแต่กลับไม่น่าเบื่อเลย โชคจูงมือแก้วกลับเข้าบ้าน ปล่อยให้อีกคนไปพักก่อนอาบน้ำล้างตัว เสร็จออกมามื้อเช้าก็เตรียมพร้อมพอดี พวกเขากินข้าวเช้าด้วยกันทุกวัน มื้อสายของแก้วโชคก็อยู่ไม่ห่าง ก่อนจะร่วมมื้อเที่ยงกับของว่างตอนบ่าย และอาหารค่ำบนโต๊ะอาหาร ไปจนถึงเวลาเข้านอน และเมื่อตอนเช้ามาถึงก็จะเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง บางวันอาจจะมีออกไปข้างนอกกันบ้าง ที่ทำงาน ซื้อของเข้าบ้าน ทานอาหารในร้าน ชายหนุ่มก็จะเป็นคนขับรถพาไป

 

        ตลอดเวลา... คอยช่วยดูแลอยู่ข้างๆ เสมอ

 

        จนกระทั่งสิงหาคมที่โชคเปิดเทอม วันที่แก้วไปรับยาเคมีชุดที่สี่เขายังคงเป็นคนพาไปอยู่ แต่วันถัดมาที่แก้วเริ่มเจอกับผลข้างเคียงเขากลับต้องไปเรียน การเช็คชื่อครั้งแรกของรายวิชาเพื่อยืนยันจำนวนคนในชั้นเรียนที่ขาดไม่ได้ ธีร์จึงเป็นคนที่มาโผล่อยู่หน้ารั้วไม้ตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมงดี และรับช่วงดูแลคนป่วยต่อให้แทน

 

        โชคย้ำเรื่องยาและอาหาร กับเรื่องเล็กน้อยอีกจบเป็นครั้งที่สามแล้วจึงค่อยยอมจากไป แก้วหัวเราะแผ่วเบาเมื่อเหลือบไปเห็นแววตาอาวรณ์ของเจ้าหมาที่มองตาละห้อยกลับมาอย่างเป็นห่วง ทั้งที่รู้สึกขมปากและหายใจติดขัด แต่ก็ยังคงอารมณ์ดี

 

        ธีร์เองก็เช่นกัน หนุ่มหล่อรุ่นใหญ่รับรู้ได้ถึงความรับผิดชอบหนักอึ้งที่วางลงบนบ่า แต่แก้วก็ไม่ได้ทำให้เรื่องมันยากมากนัก เพราะนอกจากอาการวิงเวียนควบด้วยหายใจลำบาก กับแน่นหน้าอกขึ้นมาบ้างเป็นระยะ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรรุนแรง

 

        โชคตรงกลับบ้านทันทีหลังสามชั่วโมงที่แสนยาวนานสิ้นสุดลง ไม่สนแม้ว่าจะมีวิชาต่อไปรออยู่ตอนบ่ายสอง และพอมาถึงบ้านไม้สีขาวสองชั้นแสนสงบ เขาก็โล่งใจที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยดี ก่อนจะกินมื้อเที่ยงง่ายๆ แล้วขับรถกลับไปมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าเรียนต่อ

 

        ความวิตกกังวลค่อยๆ จางไปพร้อมกับเวลาที่ผันผ่าน ผลข้างเคียงจากคีโมของแก้วไม่ได้เลวร้าย มีบางครั้งที่รุนแรงจนเขานอนซม แต่ก็ไม่ได้ผิดปกติจนต้องเข้าโรงพยาบาลไปหยอดน้ำเกลือ

 

        โชคเริ่มวางใจ ธีร์เริ่มคุ้นชิน แก้วเริ่มแข็งแรงขึ้นทีละนิด และทุกคนก็กลับไปใช้ชีวิตปกติที่มีการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มเติมขึ้นมากันอีกครั้ง

 

        นิสิตหนุ่มไปเรียนได้อย่างสบายใจ เจ้าของร้านอาหารสามารถเข้าไปคุมร้านได้อย่างเคย นายสถาปนิกกลับไปทำงานที่บริษัท แม้จะไม่ได้ไปทุกวัน แต่ก็บ่อยครั้งกว่าช่วงแรกๆ ที่เริ่มรักษาตัวมากโข

 

        หลังให้ยาเคมีไปเจ็ดชุด ก้อนเนื้อในปอดของแก้วตอบสนองกับยาได้ดีและสามารถวางแผนรักษาขั้นต่อไปได้แล้ว

 

 

 

TBC...

        ชีวิตและความตาย เป็นสองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคนเรามากกว่าที่คิด หวังว่าทุกคนจะได้มีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายอย่างที่ใจตนต้องการก่อนที่วันพรุ่งนี้จะไม่มีวันมาถึงนะคะ ในช่วงเวลาที่รีนเขียนตอนนี้เองรีนก็ได้ทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างเลยล่ะค่ะ แต่ก็หวังว่านักอ่านทุกคนจะไม่เครียดจนเกินไปนะคะ แง้ รีนอยากให้ทุกคนที่มาอ่านนิยายของรีนมีความสุข แต่เนื้อหากลับหนักเหลือเกิน

        ปล. โรคมะเร็งแสดงผลในผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันออกไป กระบวนการรักษาและระยะเวลาไม่เท่ากัน รีนไม่มีเจตนาจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในตัวโรคนี้แต่อย่างใด ข้อมูลต่างๆ ถูกนำมาจากการค้นคว้าประกอบกับประสบการณ์ส่วนตัวรีนที่เสียคุณพ่อไปด้วยโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กเท่านั้นค่ะ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้นะคะ และหากมีข้อมูลใดผิดพลาดก็สามารถบอกรีนได้เลยค่ะ จะปรับแก้ให้ทันทีเลย

        ปล2. สำหรับนักอ่านทุกคนที่สูญเสียคนรักให้กับโรคมะเร็ง หรือไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม กอดๆ นะคะ ขอให้รอยยิ้มของพวกคุณยังคงสวยงามเฉกเช่นเดียวกันกับรอยยิ้มของเหล่าผู้จากไปที่ยังคงเบ่งบานในความทรงจำของคุณ  :กอด1:

        อย่างไรก็ตาม ขอบคุณทุกการอ่าน คอมเมนต์ และกำลังใจเลยนะคะ

        ขอบคุณค่ะ!

 

        See You on THURSDAY

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
เอาใจช่วยน้าแก้ว  :katai2-1: ในเวลาแบบนี้กำลังใจสำคัญที่สุด ทั้งจากอาธีร์และโชค ดีแล้วที่อยู่เคียงข้าง แวะมาดูแลกันตลอด  :pig4: :pig4: รอตอนต่อไปค่ะ  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 42

 

          เช้ากลางเดือนกุมภาพันธ์แก้วตื่นลงจากบ้านมาในช่วงสายแล้ว เลยไม่ได้เจอกับโชคที่ออกไปเรียนตั้งแต่เช้า และเพราะตอนนี้เขาดีขึ้นมากจนไม่จำเป็นต้องมีคนคอยอยู่ด้วยตลอดเวลา ธีร์ก็เลยไม่ได้แวะเวียนมาเปลี่ยนเวรกับชายหนุ่มเหมือนช่วงก่อนหน้านี้



          ถุงน้ำเต้าหู้รออยู่บนโต๊ะอาหารกับแก้วกระเบื้อง แทนที่จะเป็นกระติกน้ำร้อนเสียบปลั๊กกับกระปุกกาแฟและโหลน้ำตาล แก้วเลิกกินกาแฟเป็นมื้อเช้ามาตั้งแต่เริ่มรักษาตัวจนกลายเป็นเลิกกินไปโดยปริยาย ทุกเช้าโชคจึงเปลี่ยนมาเตรียมน้ำเต้าหู้หรือน้ำถั่วรวมไว้กับอาหารง่ายๆ รสอ่อน อย่างวันนี้ก็มีข้าวต้มธัญพืชอยู่บนเตา

 

          ชายวัยกลางคนจัดการเสิร์ฟอาหารให้ตัวเอง เทน้ำเต้าหู้ใส่แก้วเข้าไมโครเวฟ จุดเตาแก๊สอุ่นข้าวต้มให้ร้อนก่อนตักใส่ถ้วยแล้วยกออกไปตั้งโต๊ะที่ห้องนั่งเล่น

 

          บนโต๊ะไม้หน้าโซฟายังคงมีที่เขี่ยบุหรี่ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ววางตั้งอยู่ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจเคลื่อนย้ายไปไหนแม้จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป และที่ข้างกันนั้นก็มีดอกกุหลาบสีสดจากต้นในสวนถูกวางไว้ให้เมื่อถึงวันแห่งความรัก

 

          แก้วกินข้าวเช้า พร้อมกับแววตาอ่อนโยนที่ทอดมองกลีบดอกไม้สีแดง

 

          ...วานเลนไทน์ปีนี้โชคไม่ลืม

 



 

          กลางเดือนมีนาคมแก้วต้องเริ่มไปรับการฉายรังสี การฉายรังสีจริงๆ ในแต่ละครั้งสำหรับมะเร็งปอดใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบนาที แต่เมื่อรวมกับการเตรียมตัวจัดท่าทางต่างๆ แล้วก็กินเวลาไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง โดยต้องเข้ารับการรักษาห้าวันต่อสัปดาห์ ซึ่งในเคสของแก้วต้องทำอย่างต่อเนื่องทั้งสิ้นหกอาทิตย์

 

          โชคยังคงพาแก้วไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง เพราะพอมีเวลาว่างระหว่างคาบเรียนอยู่บ้าง ยกเว้นวันพฤหัสบดีที่มีเรียนเต็มวัน ในวันนั้นจึงจะเป็นธีร์ที่พาไปแทน

 

          “วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ” ทันทีที่ถึงบ้าน โชคก็เอ่ยถามคนบนโซฟาที่วันนี้ไปรับการฉายแสงมาโดยที่เขาไม่ได้ไปด้วย

 

          “เจ็บคอ” แก้วพูดเสียงแหบเล็กน้อย แต่รอยยิ้มกว้างกว่าปกตินิดหน่อย เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ไม่ได้ติดกระดุมสักเม็ดแหวกออกจนเห็นหน้าท้องแบนราบที่มีชั้นไขมันกองรวมกันเป็นเนินนิ่มน้อยๆ เหนือขอบกางเกง

 

          “เจ็บมากไหมครับ กินข้าวไหวไหม” ชายหนุ่มยังคงถามต่อขณะเดินไปทิ้งตัวลงข้างๆ ปลายนิ้วแหวกสาบเสื้อให้กว้างขึ้นอีก ก่อนจะแตะลงบนกระดูกไหปลาร้านูนเด่น มองดูผิวเนื้อขึ้นสีเรื่อแดงบริเวณอกของอีกฝ่ายที่ถูกเผาไหม้ด้วยแววตาหม่นหมองที่ซุกซ่อนไว้ในห่วงความห่วงใยอีกที

 

          “กินได้ แค่รู้สึกขัดๆ” คนถูกมองรู้ว่าเด็กตรงหน้าคิดอะไรอยู่ มือเรียวยกขึ้นลูบหัวเจ้าหมาตาเศร้าแผ่วเบา ก่อนจะเพิ่มแรงขยี้อย่างมันเขี้ยวเมื่อดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมาสบ “มันไม่ได้เจ็บขนาดนั้นหรอกนะโชค”

 

          “น้าแก้วก็ไม่เคยพูดว่าเจ็บอยู่แล้ว” เด็กน้อยตัดพ้อ

 

          “ก็มันไม่เจ็บจริงๆ” ผู้ใหญ่ยืนยันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ฉันไม่เคยโกหกเธอ”

 

          “ผมรู้” โชครับคำ ก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมก็ไม่อยากเห็นแก้วเจ็บ แค่อาจจะเจ็บก็ไม่อยาก”

 

          “เพราะเธอรักฉันไง”

 

          “ครับ เพราะผมรักแก้ว”

 

          “ฉันก็รักเธอ”

 

          เสื้อเชิ้ตบนตัวถูกปลดไปวางพาดไว้กับที่พักแขน เพื่อปล่อยให้ผิวหนังส่วนที่โดนรังสีได้สัมผัสอากาศมากที่สุด โชคกดจูบลงบนลาดไหล่เปลือยเปล่าหนักๆ ทีหนึ่งก่อนลุกเข้าครัวไปเตรียมทำมื้อเย็น เลือกเมนูเป็นซุปผักโขมเพื่อให้คนเจ็บคอกลืนได้ง่ายๆ

 

 

 

          เข้าสู่พฤษภาการรักษาด้วยการฉายรังสีของแก้วก็เสร็จสิ้น แต่ด้วยตัวโรคที่โอกาสรักษาหายขาดได้มีน้อยมากเหลือเกิน แก้วจึงต้องวนกลับไปรับยาเคมีบำบัดซ้ำอีกครั้งเพื่อประคับประคองไม่ให้ก้อนเนื้อลุกลามมากกว่าหวังผลให้หายขาด

 

          ...สองปี

 

          เพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดแบบเซลล์เล็กในระยะจำกัดที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง แก้วไม่รู้ว่าเขาจะได้เป็นหนึ่งในยี่สิบเปอร์เซ็นต์นั้นหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที

 

          “โชค” แก้วเรียกคนบนพื้นหน้าเตียงที่กำลังก้มหน้าก้มตาตัดเล็บเท้าให้เขาอยู่

 

          “ครับ” เจ้าของชื่อขานรับ หูฟังแต่ตายังคงจดจ่อกับมือที่เล็มตัดเล็บให้อีกคนอย่างระมัดระวัง

 

          “คืนนี้ทำไหม” คำถามวาบหวิวแต่เรียบง่าย ดวงตาคู่สวยช้อยเงยขึ้นมาสบ เปล่งประกายวาววับแต่ก็เต็มไปด้วยความกังวล จนคนชักชวนต้องเอ่ยต่อพร้อมกับรอยยิ้มเอ็นดู "ฉันไหว”

 

          “ผมอยากทำนะ แต่ไม่อยากให้น้าแก้วผืนตัวเอง”

 

          “มันก็ไม่ได้ฝืนอะไรนี่ ฉันแค่อยากทำกับเธอ”

 

          “ครับ งั้น...”

 

          “ฉันเตรียมตัวมาแล้ว”

 

          โชคมองหน้าคนแก่กว่า น้าแก้วของเขาดูเหมือนเป็นคนใจเย็นแสนเฉยชา แต่บางทีก็ร้อนแรงแถมเจ้าเล่ห์นิดหน่อยเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาเชื้อเชิญขึ้นเตียง ไม่ว่ากี่ครั้งถ้าแก้วเป็นคนเอ่ยปาก โชคจะหาเหตุผลมาปฏิเสธไม่ได้เลย...

 

          หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะตัวเขาเองนั่นแหละที่ไม่คิดจะปฏิเสธจริงจัง

 

          การร่วมรักนั้นยาวนาน เนิบช้า และนุ่มนวล โชคค่อยๆ แทรกกายเข้าไปเติมเต็มคนรักของเขาอย่างทะนุถนอม ตะกองกอดอย่างเปี่ยมรัก ประทับจูบลึกซึ้งดูดดื่ม ปลายนิ้วประสานกันแนบแน่น เช่นเดียวกับนัยน์ตาที่สะท้อนภาพของกันและกัน กังขังภาพจำความรักเอาไว้ในใจ สลักให้ลึกลงไปไม่ให้เลือนหายแม้วินาทีเดียว

 

          แก้วผล็อยหลับแทบจะทันทีที่โชคถอนกายออกไป มันเป็นการร่วมสัมพันธ์แบบสอดใส่ครั้งแรกในรอบหลายเดือน มีเพียงจูบแผ่วเบาข้างขมับแทนคำบอกราตรีสวัสดิ์อย่างอ่อนล้า คนเด็กกว่าได้แต่ยิ้มแล้วกดจูบซ้ำบนเปลือกตาที่ปรือปิดแล้วบอกราตรีสวัสดิ์กลับไป ก่อนจะเก็บกวาดเศษซากถุงยางให้เรียบร้อย ลงไปเอากะละมังน้ำกับผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้คนหลับ หาเสื้อผ้ามาใส่พร้อมห่มผ้าให้เสร็จสรรพ จากนั้นตัวเองก็ไปอาบน้ำแล้วค่อยกลับมานอนลงข้างกัน

 

          เรียวนิ้วไล้เกลี่ยปอยผมให้พ้นจากใบหน้าของอีกฝ่าย เฝ้ามองชายที่เขารักใต้เงาแสงสีฟ้าสลัวราง

 

          สิบเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกัน

 

          สิบสามปีที่ตกหลุมรัก

 

          แปดปีที่รู้ตัวว่าหลงรักไปแล้ว

 

          กับสี่ปีกว่าในความสัมพันธ์ รักและได้รับรักตอบ

 

          เนิ่นนาน แต่ก็ยังคงหวังว่ามันจะนานได้มากกว่านี้ ...ตลอดไปเลยยิ่งดี

 

          ชายหนุ่มขยับตัวเข้าไป ใกล้พอให้ลมหายใจอุ่นร้อนของอีกคนรินรดผิวหน้า กอบกุมมือเรียวไว้ในอุ้งมือใหญ่ หลับไปโดยที่คิดถึงรุ่งสาง...

 

          รุ่งสางที่จะได้ตื่นมาบอกอรุณสวัสดิ์กันอีกครั้งในทุกวันพรุ่งนี้

 




 

          พฤษภาคมยังไม่ทันสิ้นสุดลง งานศพแรกที่โชคได้ไปร่วมก็ถูกจัดขึ้น ฝนโปรยปราย บรรยากาศหม่นหมองและรอยคราบน้ำตาบนใบหน้าของเหล่าเจ้าภาพ แม้พวกเขาจะพยายามยกยิ้มให้กับแขก แต่รอยยิ้มนั้นก็ส่งไปไม่ถึงนัยน์ตาปริร้าว

 

          พ่อของธีร์เสียแล้ว... ด้วยวัยเจ็ดสิบหกปี ขณะที่เดินขึ้นบันไดวันที่ไม่มีใครอื่นอยู่ในบ้านแล้วเกิดหน้ามืดเสียหลักตกลงมาหัวกระแทกพื้น ชายชราจากไปอย่างโดดเดี่ยว เงียบงัน และเรียบง่าย ความตายมาเยือนพร้อมกับหยาดฝนที่ปกคลุมบ้านทั้งหลังให้จมลงสู่ความโศกเศร้า

 

          ไม่มีใครสาปส่งโชคชะตา ด้วยเพราะว่ามันเป็นสิ่งเที่ยงแท้ที่จะต้องเกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครไม่โทษตัวเอง ที่หากในวันนั้นพวกเขาอยู่บ้าน หรือกลับมาเร็วขึ้นอีกสักหน่อย ก็อาจจะพอยืดระยะเวลาที่ต้องจากลากันออกไปได้ แม้มันจะเป็นเพียงถ้าหากที่กลวงเปล่าและไม่มีวันเกิดขึ้นจริงก็ตาม

 

          “ย่ารู้นะ ว่ายังไงคนเราก็ต้องตาย” คุณแม่ของอาธีร์พูดขึ้น ขณะที่ช่วยเรียงน้ำใส่ถาดในมือโชคที่อาสาช่วยน้องเมษายกไปเสิร์ฟแขกเรื่อที่กำลังรอฟังสวดอภิธรรม เสียงของเธอฟังดูระโหยโรยแรง เหมือนกับประกายในดวงตาที่ยังคงเปล่งแสงแต่ก็จืดจางเหลือเกิน “ตั้งแต่วันที่แต่งงาน อย่างแรกที่ปู่เขาบอกย่าก็คือสักวันเราจะตายจากกัน ไม่รู้หรอกว่าใครจะไปก่อน แต่ถ้าปู่เป็นคนที่ไปก่อนก็ขอโทษด้วยที่ทำให้ต้องร้องไห้...”

 

          พูดได้เพียงเท่านั้น ดวงตาของหญิงชราก็แดงก่ำ ก่อนความทรงจำเก่าเก็บจะกลั่นตัวออกมาเป็นเสียงสะอื้นไห้กับไหล่บอบบางใต้เสื้อลูกไม้สีดำที่สั่นเทา โชคทำอะไรไม่ถูก เขาทำได้แค่วางถาดพักไว้บนฝาถังน้ำแข็งแล้วโอบกอดภรรยาที่สูญเสียสามีผู้ยืนเคียงข้างเธอมาเนิ่นนานกว่าห้าสิบปีเอาไว้

 

          “คุณปู่เขา... รักคุณย่ามากเลยนะครับ” คำปลอบโยนเดียวที่มอบให้ไปเบาหวิว เหมือนกับหัวใจที่เปียกปอนพอๆ กับอกเสื้อที่ชุ่มน้ำตา

 

          ชายหนุ่มไม่รู้ว่าพูดสิ่งที่ไม่ควรออกไปหรือเปล่า เมื่อคุณย่าร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากพูด พูดสิ่งที่คุณปู่ไม่อาจพูดด้วยตัวเองได้อีกต่อไป

 

          เพราะชายคนนั้นคงอยากบอกมันกับผู้หญิงคนนี้อีกสักครั้ง... สักหลายๆ ครั้งทั้งที่ไม่มีโอกาส

 

          บอกว่ารัก

 

 

 

          หลังจากที่เสิร์ฟน้ำเสร็จก็ถึงเวลาพระสวดพอดี ชายหนุ่มกับเด็กชายวัยสิบสามปีกลับเข้าไปในศาลาที่ตั้งศพ นั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกแถวหลังๆ เพื่อให้พวกผู้ใหญ่และคนสนิทหลายๆ คนของผู้ตายที่แวะเวียนมาร่วมไว้อาลัยได้มีพื้นที่นั่งตามสมควรของลำดับอาวุโส

 

          คุณย่าเองก็กลับเข้ามาแล้ว เธอนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่จัดไว้แถวหน้าสุด รอบดวงตายังคงฉ่ำชื้น แต่สีหน้าสงบนิ่งและไร้เสียงสะอื้น มือเหี่ยวย่นยกขึ้นพนมหลังเหยียดตรงขณะที่เสียงสวดดังระงมผ่านเครื่องเสียงทั่วบริเวณ

 

          ...ช่างดูเดียวดาย แม้อยู่ท่ามกลางผู้ร่วมแสดงความเสียใจนับสิบ

 

          บางทีที่ว่างตรงนั้นมันคงเป็นพื้นที่พิเศษของคู่ชีวิต โลกใบเล็กที่มีเพียงพวกเขาสองคน ไม่อาจหาใครแทน ไม่มีใครแทรกได้ แม้แต่ลูกที่มีร่วมกันมา เพราะความรักของสามีภรรยานั้นแตกต่างจากพ่อแม่ลูก ต้นทุนของมันไม่เท่ากันตั้งแต่แรก ความรักที่เกิดขึ้นมาจากศูนย์ เริ่มต้นจากคนอื่นต่อกันโดยสิ้นเชิง ไร้เงื่อนไขของสายเลือดที่สืบทอด ไม่ได้ก่อตัวขึ้นผ่านความคาดหวังและวันเวลาที่นับรอคอยให้อีกฝ่ายลืมตาดูโลก

 

          พ่อแม่ลูกเป็นครอบครัวโดยดุษณี แต่คู่ชีวิตคือครอบครัวที่เลือกด้วยตัวเอง

 

          โชคหลับตาลง หลบหนีทิวทัศน์แผ่นหลังผอมแห้งที่โดดเดี่ยวชวนให้น้ำตารื้น เมื่อชายหนุ่มเห็นมันสะท้อนภาพของตน แต่เพียงเสี้ยวหนึ่งของนาทีดวงตาคู่สวยก็ปรือเปิดขึ้นอีกครั้ง จ้องมองไปยังเบื้องหลังของคนในความคิดที่นั่งเคียงข้างเพื่อนสนิทอยู่บนเก้าอี้ไม้แถวหน้าสุด

 

          ...สักวันเขาก็คงต้องเดียวดายท่ามกลางผู้คนมากมายบนโลกใบนี้ที่ไร้น้าแก้ว ทว่ามันก็คงดีกว่าการที่ตัวเองเป็นฝ่ายจากไปแล้วทิ้งอีกคนเอาไว้

 

          โชคจะร้องไห้ให้กับแก้ว แต่ไม่อยากให้แก้วต้องร้องไห้เพราะเขา

 

          ชายหนุ่มไม่รู้ว่ามันต้องใช้สักกี่พันคำขอโทษถึงจะเพียงพอชดใช้ให้กับหยดน้ำตาของคนรัก และหากวันนั้นมาถึงจริงๆ เขาก็คงไม่มีโอกาสได้ชดใช้ให้แม้สักคำ

 

 

 

          งานสวดศพคืนแรกสิ้นสุดลงตอนสองทุ่มกว่า แขกที่มางานร่วมโต๊ะกระเพาะปลากับของหวานทับทิมกรอบพลางพูดคุยแสดงความเสียใจให้กับเจ้าภาพ หรือไม่ก็เพื่อนสนิทวัยโรยราที่โคจรมาพบปะกันตามงานสีดำจับกลุ่มพูดถึงความตายที่คืบคลานตามหลัง พรากพวกพ้องของพวกเขาไปที่ละคนสองคนในทุกช่วงปีหลังมานี้ กว่าจะแยกย้ายกันกลับไปหมดจริงๆ ก็เกือบสี่ทุ่ม แน่นอนว่าโชคและแก้วยังคงอยู่กับครอบครัวธีร์ที่งานจนส่งแขกคนสุดท้ายจากไป

 

          “คิดอะไรอยู่” ระหว่างทางกลับบ้านแก้วถามขึ้น ขณะจ้องมองใบหน้าด้านข้างของคนขับรถใต้เงาแสงไฟถนนสีส้มอุ่น แต่กลับให้ความรู้สึกเหน็บหนาวเมื่อสะท้อนเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววอ้างว้าง

 

          “ผมกำลังคิดว่าคืนนี้คุณย่าคงจะนอนไม่หลับ” สารถีหนุ่มตอบ เลื่อนมือซ้ายมาหงายรอบนตักคนข้างๆ อย่างรอคอยให้เจ้าตัววางมือลงมา แก้วส่งมือให้ตามที่อีกฝ่ายต้องการ สานเกี่ยวเรียวนิ้วกระชับจับกันแนบแน่น

 

          “นั่นสินะ แต่ธีร์ก็คงไปนอนเป็นเพื่อนแหละ”

 

          “ถึงอาธีร์จะไปนอนด้วยมันก็ไม่เหมือนกันอยู่ดีนี่ครับ”

 

          “อืม... ก็คนมันนอนข้างกันมาห้าสิบปีนี่นะ”

 

          “...น้าแก้ว”

 

          “หืม”

 

          “น้าแก้ว”

 

          “อืม”

 

          “แก้ว”

 

          “โชค” คำขานรับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงเรียกแทน โชคละสายตาจากท้องถนนเมื่อรถจอดติดไฟแดงมาสบตาคู่สนทนา ก่อนจะเห็นว่ามันฉ่ำชื้นแม้ริมฝีปากจะแย้มยิ้มบาง “เธอเคยนึกเสียใจบ้างไหมที่มารักฉัน”

 

          “ไม่ครับ ไม่เลย” รีบเอ่ยตอบทันควันโดยไม่จำเป็นต้องคิด เพราะเขาไม่เคยเสียใจ ไม่เคยแม้แต่จะคิด “ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะครับ”

 

          “ฉันแค่คิดว่ามันแปลกดี” แก้วเอี้ยวตัวขยับมานั่งกึ่งหันเข้าหาฝั่งคนขับ ยกมือข้างที่ไม่ได้อยู่ในอุ้งมืออุ่นที่จับกันเอาไว้ขึ้นทาบแก้มคนรักอ่อนวัยของตน ก่อนจะขยับปากพูดเสียงอ่อนโยนทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ “ต่อให้ฉันไม่ได้เป็นมะเร็งตอนนี้ สักวันฉันก็จะตายจากเธอไปก่อนอยู่ดี แต่เธอก็ยังรักฉันทั้งที่รู้ว่ายังไงก็ต้องเจ็บปวด...”

 

          “ครับ ถึงอย่างนั้นผมก็ยังจะรักแก้วเหมือนเดิม”

 

          “อือ ...เหมือนกัน” ว่าจบก็ผละกลับไปนั่งหลังพิงเบาะเมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียวพอดี แต่มือที่เกี่ยวประสานกันไว้ยังคงแนบแน่นไม่คลาย

 

          “เหมือนอะไรเหรอครับ” โชคถาม ขณะปล่อยให้รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า แล้วค่อยๆ เร็วขึ้นตามแรงเหยียบบนคันเร่ง

 

          “ฉันก็ยังจะรักเธอเหมือนกัน” แก้วตอบ คลี่ยิ้มจนตาปิดให้กับมือจับกันไว้บนตัก ก่อนจะอธิบาย “ต่อให้ฉันรู้ว่าตัวเองต้องตายไปก่อน หรือต่อให้เธอกลายเป็นคนที่ตายจากฉันไป ฉันก็ยังจะเลือกรักเธอโชค”

 

          เพราะชีวิตคนเราไม่แน่ไม่นอน อุบัติเหตุ โรคร้าย ความตายไล่ตามทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีอะไรรับรองได้ว่าคนแก่กว่าจะจากไปก่อน หรือต่อให้คนอายุเท่ากันก็ต้องมีใครสักคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังอยู่ดี และถึงจะรู้แบบนั้นคนเราก็ยังรักทั้งที่สักวันต้องรวดร้าว กระโจนเข้าหาความสุขเพียงชั่วคราวที่อาจแลกมาด้วยความร้าวรานอีกทั้งชีวิต

 

          ความรักเป็นสิ่งที่แปลก... แค่เพื่อให้มันเบ่งบานเพียงชั่วระยะหนึ่งในช่วงชีวิต ก็ทำให้คนเราไม่คิดเกรงกลัวต่อความเจ็บปวดอีกต่อไป

 

          “ผมรักแก้วนะครับ ไม่เคยเสียใจเลยที่รัก แล้วก็จะไม่มีวันเสียใจ” โชคเอ่ยอย่างหนักแน่นขณะที่กำลังจูงมือแก้วผ่านเข้ารั้วบ้าน ราวกับเป็นคำสัญญา ดั่งสัตย์สาบานที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

          “อืม ขอบใจนะ...” แก้วก้าวนำขึ้นบันไดไปก่อนขั้นหนึ่ง กลืนถ้อยคำกลับลงคอไปชั่วนาทีที่ริมฝีปากแนบประทับ สองแขนโอบรั้งเด็กน้อยของเขาเข้ามาไว้ในอ้อมกอด จรดพรมจูบแผ่วเบาลากไล้ไปตามเครื่องหน้าจนมาหยุดที่ปลายจมูก ก่อนผละออกแล้วแนบหน้าผากชิดลงมาแทน “ขอบคุณที่ไม่เคยเลิกรักฉันเลย”

 

          “ครับ ขอบคุณเหมือนกันที่รับรักผม”

 

          สิ้นคำขอบคุณกันและกัน โชคก็รวบช้อนสะโพกแก้วแล้วยกขึ้น คนถูกอุ้มเองก็รู้งาน กระหวัดขาเกี่ยวรั้งเอวอีกฝ่ายไว้พลางคล้องแขนรอบลำคอชายหนุ่ม พวกเขามองตาแล้วก็หัวเราะ จูบกันก่อนจะผละออกแล้วมองตากันอีก เนิ่นนานจนแผ่นหลังคนโดนยกลอยแนบลงกับเบาะโซฟาถึงได้ละสายตาจากกัน

 

          โชคแนบหูไว้เหนืออกซ้ายของแก้วโดยไม่ได้ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงไป เฝ้าฟังเสียงหัวใจเต้นขณะที่รับรู้ถึงไออุ่นจากมือที่ลูบสางผมเขาซ้ำไปซ้ำมา

 

          ...น้าแก้วของเขาตัวเบาขึ้นอีกแล้ว

 

 

 

          งานสวดอภิธรรมศพคืนที่สองมีคนมาร่วมงานหนาตากว่าคืนแรก ซึ่งเป็นเรื่องปกติด้วยเพราะงานศพเป็นงานกะทันหัน คืนแรกคนที่มาส่วนใหญ่จึงเป็นคนสนิทที่ค่อนข้างใกล้ชิด ส่วนในคืนต่อๆ มาคนรู้จักที่ได้ทราบข่าวและจัดสรรเวลาได้จึงค่อยทยอยตามมา จะมีก็เพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นญาติสนิทแต่เพิ่งจะได้มาร่วมงานเอาในคืนนี้...

 

          ยี่สิบกว่าชั่วโมงบนเครื่องบิน สี่ชั่วโมงที่จุดแวะพัก ทั้งที่ซื้อตั๋วทันทีที่ได้รู้ข่าว แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินทางเป็นวัน

 

          ปรางเพิ่งบินกลับจากอเมริกามาถึงไทยตอนห้าโมงครึ่ง และไม่ถึงชั่วโมงหลังจากนั้นก็ได้มายืนอยู่หน้าโลงจำปา จุดธูปไหว้หน้ารูปตั้งศพของคุณตาตัวเอง

 

          สาวสวยดวงตาแดงก่ำ บวมช้ำจากการร้องไห้มาตลอดทางบนน่านฟ้า ตอนนี้เลยไม่เหลือหยดน้ำตาให้หลั่งรินอีกต่อไป แต่ความเศร้าหลังนัยน์ตาสีน้ำตาลใสกระจ่างคู่นั้นก็ยังคงฉายแววเด่นชัดไม่จางลงเลยแม้แต่น้อย

 

          มือเรียวเล็กปักธูปลงกระถาง ถอยออกมานั่งมองควันลอยสูงอยู่ห่างๆ อย่างเลื่อนลอย โชคไม่ได้ถามว่าพี่สาวของเขากำลังคิดอะไรอยู่ ชายหนุ่มทำเพียงแค่นั่งคุกเข่าลงข้างๆ อย่างเงียบงัน รอจนถึงเวลาต้อนรับแขก ปรางจึงค่อยลุกไปประจำโต๊ะรับซองกับแม่ของตัวเอง ส่วนโชคก็ลงไปเตรียมเสิร์ฟน้ำกับน้องเมษา และเมื่อพระเริ่มสวด พวกเขาก็กลับขึ้นมานั่งเรียงกันสามคนที่แถวหลัง พิงไหล่โดนกันแผ่วเบาราวหาที่ยึดเหนี่ยวให้กับหัวใจที่กำลังหลงทาง

 

          “พี่เพิ่งวิดีโอคอลคุยกับตาไปเมื่อวานตอนเช้านี่เอง” ปรางพูดขึ้นหลังจากที่บทสวดเงียบลงและผู้คนทยอยลุกออกจากศาลาไปยังโต๊ะอาหารที่จัดเตรียมไว้บริเวณลานด้านนอก “บทคนเราจะตายนี่มันก็ปุ๊บปั๊บจังเลยเนอะ”

 

          “...” ทั้งโชคทั้งเมษาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ด้วยเพราะรู้ว่าหญิงสาวไม่ได้ต้องการคำปลอบโยนหรือปรัชญาชีวิตในตอนนี้ เธอก็แค่อยากระบายมันออกมา ระบายความรู้สึกที่คั่งค้างอยู่ในอกให้ใครสักคนช่วยรับฟัง

 

          “แล้วทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะมาพูดเอาป่านนี้ แต่ถ้าพี่รู้... ถ้าพี่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้...” น้ำตาที่แห้งเหือดผุดตัวจากความเสียใจจนเอ่อล้นออกมาอีกครั้ง เสียงหวานแตกพร่าขณะสะอื้นฮัก ปลายนิ้วเรียวที่ทาเล็บสีสวยจิกกำชายกระโปรงสีดำของตัวเองแน่น “ถ้ารู้ว่าจะต้องจากกันไวขนาดนี้ พี่น่าจะโทรหาตาบ่อยๆ น่าจะคุยกันให้เยอะๆ น่าจะบินกลับมาบ้านทุกปี น่าจะ.. น่าจะใช้เวลากับตา...ให้มากกว่านี้”

 

          เมษาโผเข้ากอดเอวลูกพี่ลูกน้องคนโตกว่าเอาไว้แน่น ซุกซบใบหน้าเข้ากับหน้าท้องของหญิงสาวแล้วเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นตามเพราะตัวเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ทั้งที่เขาสลับมาอยู่บ้านพ่ออาทิตย์ละตั้งหลายวัน และขณะที่อยู่ที่นั่นก็ใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับคุณปู่คุณย่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พออยู่ดี

 

          โชคมองสองพี่น้องที่ร้องไห้จนแทบขาดอากาศหายใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ถึงเขาจะรู้จักกับคุณปู่ แต่ก็ไม่ได้ผูกพันลึกซึ้งถึงขนาดที่จะร่วมแบ่งปันความเจ็บปวดเหล่านั้นด้วยได้ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงกอดทั้งสองคนเอาไว้ ปล่อยให้อกเสื้อของตนช่วยซับน้ำตาของหญิงสาว และอีกมือก็ลูบหัวปลอบโยนเด็กชายที่กำลังแหลกร้าว

 

          เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีมากมายสักเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอเลย

 

          ไม่เลยสักนิดเมื่อเดินทางมาถึงวินาทีที่ต้องจากลา

 

 

 

          คืนที่ห้าเป็นค่ำคืนสุดท้ายของการไว้อาลัยให้กับพ่อของธีร์ หลังจากแขกเรื่อเดินทางกลับจนหมดแล้ว ทั้งศาลาก็เงียบเหงาจนได้ยินเสียงพัดลมดังหึ่งเคล้ากับเสียงหมาเห่าไล่กันดังแว่วมา คุณย่านั่งลงบนผืนพรมหน้ากระถางธูป ใช้เวลาอยู่กับสามีเพียงลำพังในโลกของคู่ชีวิตที่กำลังจะเลือนหายหลงเหลือไว้เพียงเถ้ากระดูก ลูกสองคนก็จับจองพื้นที่คนละมุมอยู่บนเก้าอี้ไม้ เฝ้ามองแผ่นหลังของแม่ที่ผอมบางและโดดเดี่ยวด้วยความรู้สึกอ้างว้าง แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่านั้น

 

          ธัญนั่งซบไหล่สามี ธีร์นั่งกุมมือแก้วไว้ ในขณะที่โชคมองเห็นทุกอย่าง เขาไม่เคยชอบใจที่สองคนนั้นแตะต้องตัวกันเลย แต่ครั้งนี้เขากลับคิดว่าดีแล้ว ...ดีแล้วที่น้าแก้วนั่งอยู่ตรงนั้น กุมมือเพื่อนรักของตนไว้ในยามที่อีกฝ่ายจมลงสู่ก้นสมุทรของความโศกเศร้า

 

          อาจจะเป็นเพราะโชคคลับคล้ายคลับคลาว่าแก้วเคยเล่าให้ฟังถึงคืนวันที่เสียพ่อไปในตอนที่ตนอายุสิบเจ็ด เด็กหนุ่มผู้สูญเสียบิดากะทันหันคนนั้นเคว้งคว้าง แหลกร้าว และพังทลาย มีเพียงเด็กหนุ่มตัวโตผู้ครอบครองรอยยิ้มเจิดจ้าและความอบอุ่นล้นเหลืออีกคนที่กอดเขาเอาไว้จนถึงเช้า ประกอบร่างชิ้นส่วนที่แตกสลายขึ้นมาใหม่

 

          ...ธีร์เป็นคนที่พาแก้วข้ามผ่านช่วงเวลายากลำบากครั้งใหญ่ในชีวิต และเจ้าตัวเองก็คงต้องการแก้วในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนี้เช่นกัน

 

          โชคเลยไม่คิดจะหึงหวงหาเรื่องชวนทะเลาะ เหมือนที่แก้วเองก็ไม่คิดมากอะไรกับการที่เขาให้ปรางยืมอกซับน้ำตา กับมือใหญ่ข้างหนึ่งที่ประสานเรียวนิ้วไว้กับพี่สาวต่างสายเลือด ส่วนเด็กชายอีกคนที่เขาช่วยปลอบกลับบ้านไปก่อนแล้วกับมารดา

 

          ความตายทิ้งเงาขมุกขมัวเอาไว้กับควันธูปในอากาศ และโดยที่ไม่มีอะไรจะลบเลือนไปได้นอกจากกาลเวลา

 

          มันจึงเป็นค่ำคืนที่แสนเงียบงัน เปลี่ยวเหงา และเศร้าหมอง

 

          จนเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง พิธีก่อนการเผาศพที่เป็นของคนในครอบครัวซึ่งนับรวมแก้วกับโชคเอาไว้ด้วยก็ดำเนินไปตามลำดับอย่างเรียบง่าย ต่อเนื่องไปถึงในช่วงบ่ายที่ผู้มาร่วมงานวางดอกไม้จันทน์แล้วรับของชำร่วยก่อนทยอยกลับกันไปจนหมด

 

          ควันจากการเผาไหม้สีดำพวยพุ่งจากยอดเมรุลอยสูงขึ้นไปสู่ท้องฟ้า จางหายไปก่อนได้สัมผัสกับมวลเมฆสีหม่นที่ไม่นานหลังจากนั้นก็โปรยเม็ดฝนลงมา แต่ถึงอย่างนั้นเปลวเพลิงก็ยังคงทำหน้าที่ของมัน แผดเผาต่อไปจนกว่าจะเหลือไว้เพียงเถ้ากระดูกสีขาวที่ครอบครัวจะได้รับกลับไปในตอนรุ่งสางของวันถัดไป

 

          แสงแรกของการเริ่มต้นวันใหม่ เป็นจุดสิ้นสุดของชายคนหนึ่ง

 

 

 

...TBC

          บรรยากาศของงานศพนี่เป็นความหม่นหมองที่ทุกคนสามารถร่วมรู้สึกได้แม้จะไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับผู้ตายเลยนะคะ อาจจะเพราะความเศร้าของเหล่าผู้จัดงานกระมัง ในตอนที่เขียนตอนนี้รีนเจอทางตันหลายรอบมากค่ะ เขียนไม่ออกบ้าง เขียนแล้วไม่ถูกใจบ้าง แต่สุดท้ายก็เขียนได้จนจบพร้อมกับนั่งร้องไห้ไปกับคุณย่า

          สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนแข็งแรงนะคะ ทั้งร่างกายและหัวใจเลย อาจจะต้องเหน็ดเหนื่อยท้อแท้มองไม่เป็นอนาคตในประเทศแห่งนี้ แต่ก็อย่ายอมแพ้แล้วเงยหน้ามองจันทร์ดวงสวย หรือหลับตาแล้วแหงนสู่ท้องฟ้าในยามที่ดวงตะวันลอยเด่น จากนั้นก็ขอให้วันคืนของคุณถูกห่อหุ้มไว้ด้วยพลังแห่งความสดใสที่แสนอบอุ่นนะคะ

 

          ขอบคุณทุกการอ่าน คอมเมนต์และกำลังใจ

          ขอบคุณค่ะ

 

          SEE YOU on MONDAY

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
เออบรรยากาศหม่นจริง  :heaven เกิดแก่เจ็บตายมันเป็นเรื่องธรรมดา ขออยู่เคียงข้างทุกคน ณ ตอนนี้   :L2: :กอด1: ขอบคุณนะคะที่มาต่อสม่ำเสมอ น่ารัก  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 43

         ปิดเทอมก่อนขึ้นชั้นปีที่ห้าเป็นช่วงเวลาที่โชคต้องฝึกงาน เมื่อเดือนมิถุนายนมาถึงเขาจึงเริ่มแวะเวียนไปยังบริษัทรับออกแบบบ้านที่น้าแก้วถือหุ้นครึ่งหนึ่งและยังคงสถานะพนักงานเอาไว้แม้จะยังต้องรักษาตัวก็ตาม


         นิสิตหนุ่มได้เริ่มศึกษางานอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่ได้เข้มงวดมากนักเมื่อเขาต้องดูแลแก้วไปด้วย ส่วนใหญ่ก็จะได้รับงานกลับมาทำอยู่บ้านโดยมีนายสถาปนิกใหญ่ช่วยให้คำแนะนำ แล้วถ้าช่วงไหนแก้วรู้สึกดีพอจะออกไปที่สำนักงาน เขาก็จะได้เจอกับเพื่อนสนิทที่มาฝึกงานด้วยกันแต่คนละแผนกบ้าง


         ทั้งที่มันก็เป็นชีวิตที่วนซ้ำไปซ้ำมาอยู่แค่นั้น แต่ชายหนุ่มกลับไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อเลยสักนิด กลับกันเขาคิดว่ามันช่างดีเหลือเกินที่ได้มีอีกวันที่แสนธรรมดาเคียงข้างคนรัก


         โชควาดภาพอนาคตหลังเรียนจบเอาไว้ว่าจะได้ใช้ชีวิตแบบนั้นในทุกๆ วันไปกับน้าแก้ว


         จนเข้าช่วงหลังของเดือนโชคก็อายุยี่สิบสี่ปีเต็ม ขณะที่แก้วเข้ารับคีโมชุดที่สองพอดี เย็นวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้านจึงไม่มีงานเลี้ยงฉลอง แต่ก่อนจะผล็อยหลับไปพร้อมกับความวิงเวียนที่โลกทั้งใบพร่าเบลอ ดวงตาสีเข้มจับจ้องใบหน้าชายหนุ่มของเขา พยายามปรับโฟกัสให้มันชัดเจนที่สุดขณะที่เอ่ยบอก


         “สุขสันต์วันเกิด”


         “ขอบคุณครับ” เจ้าของวันเกิดตอบรับ กดจูบหนักๆ ลงที่กลางฝ่ามืออีกฝ่าย แล้วจึงค่อยเปลี่ยนไปจูบอีกครั้งบนหน้าผาก จากนั้นก็จัดการเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คนหลับเรียบร้อยแล้วค่อยจากไปเก็บของกับทำงานบ้านที่คั่งค้างเอาไว้ต่อ


         วันเกิดเรียบง่ายอีกปี ...ที่ยังได้อยู่ด้วยกัน




         เข้าสู่กรกฎาที่ท้องฟ้าแจ้งเพราะฝนทิ้งช่วง โชคตากผ้าอยู่ข้างบ้านในขณะที่ใครอีกคนนั่งรอเขาอยู่บนชิงช้าใต้ต้นมะม่วง มะลิกับโมกเองก็อยู่ตรงนั้นด้วย แม่แมวนอนแผ่บนพื้นหญ้าข้างเท้าแก้ว ส่วนลูกแมวหนุ่มวัยซุกซนก็กำลังฝนเล็บเข้ากับลำต้นไม้ใหญ่


         ...ช่างเป็นวันพุธแสนสงบสุขของทุกคนในบ้านไม้สีขาว


         “เสร็จแล้วครับ” โชคเดินมาเข้าสมทบใต้ร่มไม้พร้อมกับตะกร้าเปล่า เขายื่นมือข้างที่ว่างออกไปตรงหน้าชายวัยกลางคน หวังจะช่วยออกแรงพยุงดึงอีกฝ่ายให้ลุกยืนขึ้นมา แต่กลับไม่เป็นไปตามที่คิด เมื่อแก้วเป็นฝ่ายออกแรงกระตุกให้เขาเสียหลักถลาลงไปคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแทน


         มะลิส่งเสียงครางประท้วงอย่างไม่ชอบใจที่ถูกรบกวนเวลานอนเมื่อท่อนขาของโชคแตะโดนตัวเธอนิดหน่อย ตะกร้าที่ถือมาด้วยหลุดมือกลิ้งไปตามพื้นก่อนที่โมกจะกระโจนเข้าไปเหยียบไว้ราวกับเป็นของเล่นชิ้นใหม่ แก้วหัวเราะแผ่วเบาขณะยกแขนขึ้นมาคล้องรอบคอคนรักที่นั่งตั้งเข่าทำให้ความสูงของพวกเขาไม่ต่างกันนักในตอนนี้


         “อะไรครับ” โชคถามยิ้มๆ ไม่มีแววของความขุ่นเคืองที่ถูกดึงให้ล้มลงมาอยู่ในท่านี้เลยแม้แต่น้อย


         “อยากสูบบุหรี่” แก้วว่า และคู่สนทนาก็สวนกลับทันที


         “ไม่ได้ครับ”


         “รู้แล้ว” ตัวคนบนชิงช้าตอบเสียงอ่อน ก่อนจะยกยิ้มที่ส่งความซุกซนไปถึงดวงตา “แค่ปากมันว่างเฉยๆ”


         ไม่จำเป็นต้องให้พูดอะไรอีก ปากที่ว่างจนเกินไปก็ยุ่งขึ้นมาด้วยริมฝีปากของอีกคน เรียวลิ้นฉ่ำชื้นไล้เลียก่อนแทรกเข้าไปเกี่ยวกระหวัดกันลึกซึ้ง


         “น้าแก้วอย่าจ้องแบบนั้นสิครับ” โชคหลุดหัวเราะอย่างขัดเขินเมื่อถูกจ้องมองในระยะประชิด กระซิบติดกลีบปากที่ยังคงแตะสัมผัสกันอยู่


         “เธอก็หลับตาสิ” ฝ่ายคนโดนท้วงตอบกลับ อย่างไม่คิดจะปิดเปลือกตาลงแม้แต่น้อย


         “ก็ผมอยากมองหน้าแก้ว”


         “ฉันก็อยากเห็นหน้าเธอ”


         สุดท้ายก็ไม่มีใครยอมหลับตา พวกเขาจูบกันต่อไปทั้งเสียงหัวเราะ รอยยิ้มเหยียดกว้าง แม้จะมองไม่เห็นเพราะระยะสายตาไม่เอื้ออำนวย แต่ก็ยังคงรับรู้ได้อย่างชัดเจนผ่านสัมผัสและความรู้สึกอุ่นซ่านในใจ


         รสจูบละมุนเหมือนกับลมอุ่นที่พัดมาไล้ผิว ทว่าร้อนผ่าวราวแสงอาทิตย์จ้าที่สาดส่องลงมาตอนเที่ยงวัน


         ความรักของแก้วกับโชคเองก็เป็นเช่นนั้น


         แผดเผาเร่าร้อน อย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล




         สิงหาคมแก้วไปรับยาเคมีบำบัดครั้งที่สี่ อาการข้างเคียงหลังให้ยาครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรงและเห็นชัดเจนตั้งแต่ตอนที่กำลังรอรับยา ธีร์ที่เป็นคนพาไปแทนโชคที่ติดเรียนเลยตัดสินใจให้แอดมิทนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการสักคืนแทนที่จะกลับบ้าน


         ตอนห้าโมงเย็นกว่าๆ โชคก็พรวดพราดเข้ามาในห้องพิเศษที่มีป้ายชื่อของแก้วปะอยู่หน้าประตูอย่างรีบร้อน พร้อมกับกระเป๋าสัมภาระที่แวะกลับไปเก็บจากบ้าน และไม่ลืมเทอาหารเอาไว้ให้แมวสองแม่ลูกเรียบร้อยก่อนมุ่งตรงมาโรงพยาบาล


         “เป็นไงบ้างครับ” ชายหนุ่มถามทั้งที่ยังหายใจหนักหน่วงจากการซอยเท้าถี่เมื่อตามอาคารต่างๆ ไม่อนุญาตให้วิ่งเพราะจะเป็นการรบกวนผู้ป่วยคนอื่น


         “ตอนจะลุกกลับไปขึ้นรถเกิดหน้ามืดขึ้นมาน่ะ แก้วบอกไม่เป็นไรแต่อาไม่อยากให้หนักแล้วค่อยมาเลยให้แอดมิทดูอาการสักคืน” ธีร์ลุกขึ้นบิดคลายกล้ามเนื้อเล็กน้อยหลังจากนั่งเฝ้าข้างเตียงมานาน ก่อนจะเก็บของเพื่อเปลี่ยนเวรกับตัวจริงที่สมควรอยู่ตรงนั้นในตอนที่แก้วตื่นมากกว่าเขาอย่างง่ายดาย


         “อาธีร์” โชคเอ่ยเรียกเจ้าของมือใหญ่ที่วางลงบนหัวตนก่อนขยี้แผ่วเบาแล้วเตรียมจะจากไป ใบหน้าหล่อเหลาไม่ร้างรา มีแต่จะจะถูกวันเวลาสลักเสลาให้เข้าที่สมวัยหันมาหา รอยยิ้มเจิดจ้าระบายออกมาอย่างอ่อนโยนและรอคอยให้เขาพูดต่อ “ขอบคุณครับ”


         “ครับ” ธีร์รับคำ แล้วมอบมันกลับคืน “ขอบคุณเหมือนกัน”


         ชายหนุ่มไม่ได้ถาม และเจ้าตัวก็ไม่ได้บอกว่าที่มาของคำขอบคุณของตนนั้นหมายถึงอะไร แต่ก็คิดว่าโชคคงเข้าใจได้อยู่แล้ว


         ...ขอบคุณที่ยอมให้เขาได้ดูแลแก้ว




         คืนนั้นกว่าแก้วจะตื่นขึ้นมาก็เกือบห้าทุ่มแล้ว เขาไม่ได้ถามถึงเพื่อนสนิทในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ ด้วยเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงกลับบ้านไปอยู่เป็นเพื่อนมารดาที่ต้องอยู่ในบ้านหลังใหญ่โดยไร้เงาสามีเพียงลำพัง


         “หิวไหมครับ มีน้ำส้มที่ผมเอามาจากบ้านด้วยนะ” โชคลุกจากโซฟามายืนข้างเตียงผู้ป่วย แนบหลังมือลงบนหน้าผากก่อนไล้ลงมาเกลี่ยผมที่ปรกข้างแก้มน้าแก้วออกอย่างเบามือ


         “อยากกินขนมจีบ” คำที่หลุดออกมาเรียกรอยยิ้มโชคให้เหยียดออกกว้าง รีบลงไปหาซื้อจากร้านสหกรณ์ยี่สิบสี่ชั่วโมงของโรงพยาบาลขึ้นมาให้ทันที รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นคนป่วยมีความอยากอาหารเช่นนี้


         แก้วไม่ได้ดูอิดโรยนักเมื่อเทียบกับครั้งก่อนที่ต้องเข้านอนโรงพยาบาล ออกจะดูสดชื่นจนพร้อมกลับบ้านได้แล้วด้วยซ้ำ ทว่าโชคก็ยังไม่วางใจเลยขอให้อยู่ต่อจนเช้า และถึงจะยังเป็นห่วงแต่ก็ไม่ได้บังคับเมื่อแก้วบอกปฏิเสธพยาบาลที่เข้ามาเตรียมเปลี่ยนกระปุกน้ำเกลือให้ใหม่


         “โชค” ท่ามกลางความมืดที่ยังคงมองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนจากไฟโถงทางเดินหน้าห้องที่ส่องผ่านบานกระจกใสเข้ามา คนบนเตียงพลิกตัวตะแคงหันมาทางโซฟา จ้องสบกับดวงตาคู่สวยที่ปรือเปิดขึ้นอย่างง่วงงุน แต่ก็รีบเด้งตัวขึ้นลูบหน้าลูบตาเตรียมพร้อมช่วยเหลือเจ้าของเสียงเรียกชื่อตนทุกอย่าง


         “ครับ” เสียงแหบแตกพร่า แก้วยิ้มให้กับท่าทีของเจ้าหมาตัวโตของเขา รับรู้ได้ถึงความรักมากมายที่อีกฝ่ายมอบให้อย่างไม่เคยเหน็ดเหนื่อย หัวใจในอกพองโตขึ้นมาเสียจนคับแน่นไปหมด


         “มานอนด้วยกัน...นะ” คล้ายว่าเป็นคำสั่ง แต่ก็เป็นดั่งคำวอน โชคลุกไปหาตามที่ถูกเรียกร้อง ปีนขึ้นไปแทรกตัวใต้ผ้าห่มบนเตียงของโรงพยาบาลเอกชนที่กว้างขวาง แต่ก็คับแคบลงไปทันตาเมื่อมีร่างของผู้ชายโตเต็มวันสองคนเบียดชิดกันอยู่


         “นอนถนัดเหรอครับ” แม้ไม่มีสายน้ำเกลือระโยงรยางค์ให้ต้องเป็นห่วง โชคก็ยังคงกังวลว่าอีกคนจะนอนไม่สบาย แก้วส่ายหน้าอยู่กับอกอีกฝ่าย ซุกเข้าหาไออุ่นราวกับเป็นลูกแมวเพิ่งคลอด ก่อนจะกระซิบถ้อยคำที่ทำให้หัวใจใต้อกที่ตัวเองหนุนนอนเต้นเร็วขึ้นอย่างช่วยไม่ได้


         “ถ้าได้นอนกับเธอต่อให้นอนไม่ถนัดก็ไม่เป็นไร”


         ไม่ได้มีบทสนทนาใดหลุดออกมาอีก โชคแค่ฝังปลายจมูกลงกลางกระหม่อมคนในอ้อมแขนที่กึ่งนอนเกยทับอยู่บนตัวเขาแล้วสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ถูไถกลุ่มผมนุ่มที่บางลงจากเมื่อก่อนเล็กน้อยเพราะหลุดร่วงบ้างจากผลข้างเคียงของยาเคมีอย่างมันเขี้ยว


         เช้าวันต่อมาพวกเขาถูกปลุกด้วยเสียงเปิดประตูของพยาบาลที่เข้ามาตรวจอาการ เธอชะงักไปชั่วอึดใจที่มีผู้ป่วยสองคนบนเตียง โชคเลยต้องรีบลงมาเพื่อหลีกทางให้การวัดอุณหภูมิและความดันยามเช้าทำได้อย่างสะดวก จนหญิงสาวในชุดขาวผละจากไปโดยไม่วายส่งยิ้มเจื่อนๆ แทนคำขอโทษที่รบกวนมาให้ก่อนปิดประตู


         สองคนที่เหลือในห้องสบตากัน แก้วเอนหลังพิงหัวเตียงที่ยกสูงขึ้นมาให้สะดวกกับการนั่ง แสงแดดส่องผ่านประตูกระจกระเบียงเข้ามาย้อมให้ห้องเย็นเยียบด้วยเครื่องปรับอากาศอบอุ่น


         “อรุณสวัสดิ์ครับ”


         “อรุณสวัสดิ์”


         โชคขยับตัวเข้าไปโน้มใบหน้าลงประทับริมฝีปากเข้ากับของอีกฝ่าย เพียงชั่วอึดใจก่อนจะผละออกไปเตรียมเก็บของกลับบ้าน




         ปลายฝนต้นหนาวเดือนตุลาคม แก้วแก่ขึ้นอีกปีในวันที่อาการข้างเคียงจากคีโมยังชวนให้พะอืดพะอมอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้แย่มากนักและเขาไม่ได้เบื่ออาหาร ข้าวเย็นฝีมือโชคกับเค้กโฮมเมดที่เจ้าตัวอบเองจึงถูกตักเข้าปากเจ้าของวันเกิดครบทุกเมนู


         “อร่อยไหมครับ” คนทำเอ่ยถามอย่างคาดหวังด้วยแววตาระยิบระยับ


         “อร่อยดี” นักชิมก็ไม่ได้ทำลายความคาดหวังนั้น เพราะมันก็อร่อยจริงอย่างที่ปากว่า แก้วมองเทียนตัวเลขสี่กับเจ็ดที่ละลายไปเล็กน้อยวางอยู่ข้างถาดรองเค้กแล้วพูดสิ่งที่คิดต่ออีกอย่าง “ไว้ปีหน้าทำให้อีกหน่อยนะ”


         “...ได้สิครับ” เพราะคำว่าปีหน้า โชคถึงได้หายใจสะดุด ดวงตาคู่สวยฉายแววอ่อนลงแต่น้ำเสียงกลับหนักแน่นขึ้น “จะทำให้ไปเรื่อยๆ ทุกปีเลยครับ”


         “อืม ขอบใจนะ”


         สัญญาในสายลมหนาวฉ่ำชื้น คือคำสวดภาวนาให้ปีหน้ามาถึงพวกเขาทั้งสองคน




         จันทร์เต็มดวงลอยเด่น น้ำในคลองถูกทะเลหนุนสูงขึ้นจนปริ่มเสาวัดระดับ โชคยังคงเก็บดอกไม้มาตกแต่งกระทงแผ่นขนมปังเหมือนกับทุกปี โดยมีเจ้าเหมียววัยใกล้จะครบสองปีกำลังเป็นหนุ่มเต็มที่คอยก่อกวนอยู่ไม่ห่าง


         แก้วมองโชคโยนดอกเฟื่องฟ้าให้โมกวิ่งไล่ตามไปตะปบเล่นด้วยความเอ็นดู ทั้งคนทั้งแมวต่างก็เป็นเด็กน้อยของเขาไม่เคยเปลี่ยน ก่อนที่ดวงตาสีเข้มจะลงหลุบต่ำลงมองปลายเท้าที่ถูกก้อนขนนุ่มนิ่มอุ่นร้อนจับจองเอาไว้


         มะลิเองก็ยังคงเป็นเหมือนกับเพื่อนของเขา ทั้งที่ตอนเจอกันครั้งแรกแมวสาวก็เพิ่งอายุได้ขวบปีเดียวเท่านั้น แต่กลับให้ความรู้สึกอุ่นใจอย่างน่าประหลาด อาจจะเป็นเพราะความสุขุมและดวงตาเจนโลกคู่นั้นของเจ้าตัวที่มองตรงสบกับเขาอย่างไม่เกรงกลัวกระมัง


         “มะลิ” เอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา พลางขยับปลายเท้าสะกิด เจ้าของชื่อยกคอขึ้นอ้าปากหาวยาวๆ ทีหนึ่งก่อนขยับตัวเล็กน้อยแล้วนอนต่อ แก้วยกยิ้มบาง เอื้อมมือไปไล้ใบหูที่กางออกเล็กน้อยเป็นสัญญาณของความผ่อนคลาย พร้อมกับได้ยินเสียงครางเครือในคอโดยที่ดวงตาสีเขียวเหลืองยังคงปิดสนิท


         “น้าแก้ว” โชคหันมาเรียก “เสร็จแล้วนะครับ”


         “อืม” แก้วรับคำ ค่อยๆ ขยับเท้าออกจากใต้ตัวเพื่อนสาวตัวอวบของเขาอย่างนุ่มนวล พร้อมกับกระซิบบอก “ฉันกับโชคออกไปข้างนอกแป๊บนึงนะ เดี๋ยวกลับมา”


         กรร... ยังคงมีเพียงเสียงอื้ออึงในลำคอเป็นคำตอบรับอย่างเรียบง่าย




         เดือนธันวาคมส่งท้ายปี แก้วอยู่ในช่วงพักหลังจากการรับยาเคมีมาทั้งหมดแปดชุด ผมที่ร่วงประปรายก่อนหน้านี้ลดลง เหมือนกับที่ความอยากอาหารมีมากขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของร่างกายที่กำลังฟื้นตัว


         ต้นสนพลาสติกวางตั้งประจำที่เมื่อถึงเวลาใกล้เทศกาล โชคยังคงรับหน้าที่ตกแต่งมัน โดยที่มีแมวตัวเพรียวดูปราดเปรียวคอยไล่จับเส้นสายรุ้งอยู่ใกล้ๆ ปีนี้โมกเป็นตัวแทนก่อกวนมนุษย์แทนแม่มะลิที่นอนม้วนตัวอยู่ข้างกองกล่องของขวัญใบเล็กสำหรับแขวนประดับ


         แก้วเดินลงมาจากบ้านในช่วงบ่ายแก่หลังจากนอนกลางวัน เห็นภาพเหล่านั้นพลันสงสัยขึ้นมาว่าครอบครัวเขามันใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และในขณะเดียวกันก็ยกมุมปากขึ้นสูงตอบกลับรอยยิ้มกว้างแสนสดใสที่คนผู้เป็นตัวการทำให้บ้านของเขาไม่เงียบเหงาคนนั้นส่งมาให้


         สองเท้าก้าวเดินตรงเข้าไปหา ก่อนจะนั่งลงซ้อนด้านหลังแล้วสอดแขนโอบเอวอีกฝ่ายไว้พลางเกยคางบนบ่ากว้าง ดวงตาจ้องมองลูกบอลสีทองเคลือบเงาที่สะท้อนภาพตนกับคนรักหนุ่มก่อนจะเอ่ยปาก


         “เมอร์รี่คริสต์มาส”


         “เมอร์รี่คริสต์มาสครับ”


         “แต่มันยังไม่ถึงคริสต์มาสเลยนี่นะ” แก้วหัวเราะผะแผ่วด้วยแววตาแสนอ่อนโยน


         โชคหันหน้ามาหอมแก้มน้าแก้วฟอดใหญ่ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเอี้ยวทั้งตัวกลับมารวบอีกคนไปกอดไว้บนตัก ซุกจมูกเข้ากับหัวไหล่ผอมบางพลางถูไถไปมาอย่างออดอ้อน โมกที่เห็นชายเชือกผูกเสื้อคลุมแก้วขยับไหวกระโจนเข้ามาร่วมวงอีกตัว มะลิที่อยู่ใกล้ๆ เองก็ปรายตามามองด้วยสายตาที่ราวกับทอดถอนใจให้กับความซุกซนของเหล่าผู้ชายของเธอ


         เสียงหัวเราะกับเสียงแมวร้องดังระงมไปทั่วบ้าน โชคยังคงโอบเอวแก้วไว้หลวมๆ ขณะที่เอื้อมมือไปสัมผัสหน้าท้องนุ่มนิ่มของพี่สาวขนสวย ส่วนในอ้อมแขนของชายวัยกลางคนที่จับจองพื้นที่บนตักคนรักก็มีเจ้าเหมียวโมกที่ถูกกอดเอาไว้กำลังประท้วงเพราะเล่นซนไม่ได้




         คนในบ้านใช้เวลาคืนคริสต์มาสอีฟกันในห้องนั่งเล่นเหมือนอย่างเคย ร่วมมื้อเย็นที่โชคทำการอบไก่เองตามสูตรในอินเทอร์เน็ตด้วยกัน และมีคุกกี้อัลมอนด์ที่เขาทำไว้อีกเต็มขวดโหลใหญ่ๆ ให้กินเล่นขณะดูหนัง การทำอาหารดูเหมือนจะกลายเป็นงานอดิเรกของชายหนุ่มไปเสียแล้ว


         บนโซฟาแก้วกึ่งนั่งกึ่งนอนเอนหลังพิงอกคนตัวใหญ่กว่าด้วยท่าทางสบายๆ ผ้าห่มเนื้อนิ่มคลุมทับจากเอวช่วยให้ปลายเท้าไม่หนาวนัก และสักพักก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ดึงรั้งให้มันร่นลงไปอีกเล็กน้อยจากตัวกลมขนนุ่มที่กระโดดขึ้นมาจับจองพื้นที่ว่างระหว่างขายาวๆ ของคนสองคนที่วางก่ายทับกันอยู่


         มะลิหมอบเก็บเท้าใต้ไว้ตัว ดวงตาปรือต่ำก่อนจะหลับสนิท สี่ขาใต้ผืนผ้ายังคงขยับเปลี่ยนท่าหามุมสบายได้โดยที่ไม่ต้องเกร็งเพราะกลัวจะไปทำคุณผู้หญิงรำคาญ ด้วยเพราะรู้ว่าแมวสาวไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งรบกวนการนอนเหล่านั้นนัก ไม่สนใจแม้ลูกชายจะปีนขึ้นมาย่ำไปย่ำมาอยู่ข้างตัว


         ...เธอแค่ต้องการพักผ่อน ในพื้นที่ปลอดภัยแสนสบายใจใกล้ๆ กับคนในครอบครัวของเธอ


         หลังจากหนังบนหน้าจอโทรทัศน์จบลงก็ถึงเวลาขึ้นบ้านนอนเสียที แต่แก้วกลับรู้สึกไม่อยากไปไหน ความอบอุ่นที่รายล้อมในตอนนี้กำลังดีจนไม่อยากจากไป สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่าทุกคนนอนรวมกันอยู่บนโซฟา โชคต้องรับหน้าที่เป็นทั้งเบาะรองนอนและหมอนให้คนแก่กว่า แต่เขาก็ไม่ได้บ่นสักคำเมื่อน้าแก้วของเขาก็ตัวเบาเท่านี้เอง แม้จะรู้ว่าถึงอีกคนจะตัวเบาแค่ไหน ตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมาคงหนีไม่พ้นโดนเหน็บชาเล่นงานอยู่ดีก็ตาม


         “ราตรีสวัสดิ์ครับ” เอ่ยกระซิบชิดริมหูคนในอ้อมแขนก่อนแนบริมฝีปากลงไปแล้วขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจัดท่าทางเตรียมจะนอน


         “ราตรีสวัสดิ์” แก้วตอบกลับมา ปล่อยให้โชคจับเขาขยับหามุมสบายตามใจ ในขณะที่ตัวเองทอดสายตามองสองสมาชิกหน้าขนที่นอนกองกันอยู่เหนือผ้าห่มตรงแถวท่อนขา เจ้าโมกยังคงเหยียดตัวพลิกไปมาเล่นกับอากาศ ในขณะที่แมวสาวรุ่นใหญ่จมลงไปในห้วงนิทรานานแล้ว


         ราตรีสวัสดิ์นะมะลิ... ชายวัยกลางคนบอกแม่แมววัยชราผ่านแววตาอบอุ่น




         คืนสิ้นปีที่หน้าบ้านไม้สีขาวมีสมาชิกมารวมตัวกันอยู่พร้อมหน้า แก้วอุ้มมะลิไว้แนบอก ขณะที่โมกอยู่ในอ้อมแขนของโชค


         ท้องฟ้ายามค่ำคืนวูบวาบประดับประดาแสงไฟหลากสี พวกเขายืนมองจนดอกไม้ไฟโรยรากลางสายลมหนาว ...ที่ก็ไม่ได้ทำให้หนาวเหน็บสักเท่าไหร่เมื่อมีอุ่นไอจากร่างกายที่ใกล้ชิดกัน


         จนกระทั่งหมดเดือนมกราคมที่โมกอายุเต็มสองปี ในวันที่สามของเดือนที่สอง แก้วนั่งอยู่บนโซฟาที่ประจำ อ่านหนังสือนิยายฆ่าเวลาแก้เบื่อ แมวสีขาวแต้มน้ำตาลส้มอ่อนจางตัวเดิมก็เดินมานอนอยู่ไม่ห่างจากปลายเท้าเขาเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา


         ช่วงหลังมานี้มะลิใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการนอนหลับ เธอแก่มากแล้ว หากเทียบเป็นคนก็คงเป็นคุณยายอายุแปดสิบปี ถึงแม้จะยังอวบอัดขนสลวยดูสุขภาพดีแค่ไหน แต่เวลาที่ต้องลาจากกันก็กำลังใกล้เข้ามาทุกที


         ว่ากันว่าแมวนั้นรับรู้ได้ถึงช่วงชีวิตที่กำลังจะมอดดับของตัวเอง พวกเขาจะจากไปหาที่ตายเพียงลำพังไม่ให้มนุษย์ได้เห็น หลายคนก็ว่ามันเป็นเรื่องโรแมนติกแสนซึ้งที่คุณเขาคงไม่อยากให้คนต้องเศร้าหมอง แต่ความจริงแล้วเมื่อแมวแก่ตัวลงหรือเจ็บป่วย พวกเขาจะไม่สามารถล่าหรือป้องกันตัวเองได้เลยต้องไปหาที่หลบซ่อนเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย และสุดท้ายก็มักจากไปอย่างโดดเดี่ยว


         ...เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่เห็นจะโรแมนติกตรงไหนเลย


         แก้วคิดอย่างนั้น และในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าช่างดีเหลือเกินที่สำหรับมะลิ บ้านหลังนี้คือที่ปลอดภัยของเธอ ตรงข้างเท้าของเขาเป็นที่ที่เธอเลือกใช้มันในวาระสุดท้าย


         ก้อนขนอุ่นนุ่มนิ่มค่อยๆ เย็นลงอย่างช้าๆ


         มะลิหลับใหลไปตลอดกาลในอุ้งมือของแก้วที่คอยลูบไล้ปลอบโยนแผ่วเบา




...TBC

         เหงา และอ้างว้างจับใจ เป็นตอนที่เขียนได้ลื่นไหลแต่ก็เคล้าน้ำตามากๆ เลยค่ะ อายุขัยของแต่ละสิ่งก็มีช่วงต่างนี่ทำเอาหัวใจกลวงโบ๋จริงๆ เลยนะคะ

         ปล.วันพฤหัสบดีนี้เราจะต้องห่างหายกันไปสักหน่อยนะคะ รีนเดินทางพอดีน่ะค่ะ เพราะงั้นเราจะเจอกันวันจันทร์หน้าน้าาาา

         รักษาสุขภาพ ดูแลหัวใจ ยิ้มให้กับตัวเองเยอะๆ นะคะ


         ขอบคุณทุกการอ่าน คอมเมนต์ และกำลังใจ

         ขอบคุณมากค่ะ


         See You on NEXT Monday!!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-12-2020 19:46:50 โดย FebruarySea »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

ออฟไลน์ narongyut

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1
 :L1: ขอบคุณครับ ขอบคุณจากหัวใจ เป็นนิยายที่ละมุมมากๆครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
งื้อออมะลิ~~~~น้ำตาซึมตามเลย อยู่ด้วยกันมานานจริง ผูกพันธ์กับมันมาก  :hao5: :hao5: ยังดียัังมีเจ้าโมกคอยซนเป็นเพื่อนแทนความเหงา  :katai2-1: ต่างก็ดูแลซึ่งกันและกัน ตื้นตันใจจริงๆ รู้สึกโชคดีมากเหลือเกินที่เก็บเด็กข้างถังขยะมาวันนั้น ยังไม่จบแต่อยากย้อนกลับไปอ่านซ้ำอีกแล้ว 555555 ชอบบ ขอบคุณนะคะที่มาต่อ  รอตอนต่อไปเลย จะเป็นไงบ้าง น้าแก้วสู้ๆนะ :pig4: :pig4: :กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 44

 

        โชคร้องไห้ออกมาอย่างเงียบงัน ไม่ได้ฟูมฟายแต่ก็ไม่อาจหยุดน้ำตาที่ทะลักทลายออกมาได้เลย เมื่อเขากลับมาถึงบ้านแล้วเจอน้าแก้วนั่งอยู่บนพื้น เคียงข้างกับร่างเย็นเฉียบที่เริ่มแข็งตัวบนผ้ารองนอนสีม่วงอ่อนผืนโปรดของเจ้าตัว ด้วยสีหน้าสงบนิ่งแต่แววตากลับจมดิ่ง... ลึกลงไปในทะเลความเหงา

 

        มะลิจากไปด้วยความชรา อย่างสงบเรียบง่ายในยามบ่ายของปลายหน้าหนาว โดยมีเพื่อนมนุษย์ของเธออยู่เคียงข้างจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย

 

        ความตายของเธอไม่ได้เจ็บปวด แต่ก็ยังคงนำความโศกเศร้ามาด้วยอยู่ดี

 

        พวกเขาฝังศพมะลิที่สวนฝั่งต้นมะม่วงตรงริมรั้วด้านหลังบ้าน ขุดหลุมลงไปลึกมากพอที่จะไม่ถูกสัตว์ตัวอื่นคุ้ยเขี่ยขึ้นมาได้ และเมื่อกลบดินลงไปจนมองไม่เห็นร่างของแมวสาวผู้อยู่คู่บ้านหลังนี้มาเนิ่นนาน กิ่งชำของต้นไม้ชื่อเดียวกับชื่อของเธอ จากกระถางที่เธอเคยใช้แอบซ่อนในวันวานก็ถูกปักลงไป...

 

        ราวกับเป็นป้ายสุสานที่ไม่มีคำไว้อาลัย มีเพียงดอกใบที่จะผลิบานแทนความทรงจำในวันข้างหน้า

 

        โมกยังคงเดินเตร่อยู่แถวกองดิน ที่สุดท้ายซึ่งกลิ่นของแม่ลอยอวล ทว่าก็ไม่ได้พยายามจะขุดค้นลงไป แค่วนเวียนอยู่อย่างฉงนสงสัย ว่าเหตุใดทั้งที่ร้องเรียกไปแต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับมา

 

        ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ ปล่อยให้เสียงร้องแหลมคล้ายเสียงลูกแมวแรกเกิดร้องหานมแม่เป็นดั่งการไว้ทุกข์ โชคยกมือเปื้อนดินขึ้นปาดน้ำตาจนหน้าเลอะไปหมด แก้วที่นั่งยองอยู่ข้างๆ ช่วยยื่นมือมาเช็ดให้แผ่วเบา ขณะที่ความคิดของเขากำลังล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย

 

        ...อยู่ๆ ก็นึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา

 

        อย่างน้อยรสขมปร่าฝาดเฝื่อนของมันก็เบาบางกว่าช่องว่างเว้าแหว่งในหัวใจตอนนี้

 

 

 

        กลางดึกคืนนั้นแก้วกอดโชคไว้แนบแน่นจนอีกฝ่ายหลับไป ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ลุกจากเตียงลงไปชั้นล่างของบ้านเพียงลำพัง

 

        ...เงียบสนิท

 

        ทั้งที่ปกติจะหากมีคนลงมาตอนกลางดึกแมวหนุ่มจอมซนจะรีบพุ่งมาหาอย่างสนอกสนใจ แต่เพราะตอนนี้โมกถูกพาขึ้นไปนอนบนห้องนอนด้วย เมื่อเจ้าบ้านทั้งสองต่างกลัวว่าเจ้าเหมียวจะเหงาขึ้นมาหากต้องอยู่ตัวเดียวบนเบาะนอนใต้บันไดที่ไร้ไออุ่นจากแมวอีกตัวที่เคยจับจองเป็นเจ้าของ

 

        ทว่าแม้จะไม่ได้เข้าใกล้เบาะนอนเย็นเฉียบ ไม่แม้แต่จะมองเห็นมันจากบนโซฟาที่ถูกฉากไม้บังสายตาเอาไว้ตรงนี้ มันก็ยังคงเหงาขึ้นมาอยู่ดี เมื่อในใจทุกคนต่างก็รู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว

 

        วันเวลาทำให้คนเปราะบางเสียจริง แก้วคิดพร้อมกับยกมือขึ้นปิดหน้า วางทิ้งไว้อย่างนั้นเพื่อปิดบังดวงตา รับรู้ได้ว่ามันเห่อร้อนเพียงใดก่อนจะกลายเป็นชื้นฉ่ำ

 

        ทีละคน ทีละคน จากไปตามกาลเวลา

 

        อีกไม่นานก็คงถึงคราวของตัวเอง...

 

 

 

        เช้าวันรุ่งขึ้นโชคตื่นมาเห็นแผ่นหลังคนข้างกายเป็นอย่างแรก แก้วยังคงหลับสนิทเขาเลยไม่อยากปลุก ได้แต่สัมผัสเบาๆ บนแผ่นหลังผอมบาง แค่เพื่อให้แน่ใจว่าความร้อนยังไม่จางหาย และร่างกายยังคงขยับตามจังหวะหายใจอยู่ พอได้รับรู้เช่นนั้นแล้วก็ค่อยโล่งอก กดจูบลงแผ่วเบาหลังท้ายทอยที่ถูกเส้นผมบดบัง จากนั้นจึงค่อยลงจากเตียงแล้วออกจากห้องไปเงียบๆ เพื่อเตรียมมื้อเช้า

 

        จนกระทั่งอาหารเช้าทำเสร็จแล้วแก้วยังไม่ตื่น โชคจึงยังไม่ได้จัดจานขึ้นโต๊ะเพราะตัวเองก็ยังไม่หิวมากเลยกะจะรอกินพร้อมกัน ในขณะที่กำลังจะเดินออกไปเปิดประตูไม้บานพับหน้าบ้านให้ลมและแสงผ่านอย่างเช่นทุกวัน ดวงตาคู่สวยก็เหลือบไปเห็นโมกที่ออกจากห้องมาพร้อมกับเขากำลังเดินวนเวียนอยู่ใต้บันได ก่อนจะเดินไปตามมุมที่ยังคงเหลือกลิ่นจากการสร้างอาณาเขตของเจ้าถิ่นตัวเก่าที่ทิ้งเอาไว้

 

        ไม่รู้ว่ามันต้องใช้เวลาเนิ่นนานแค่ไหนที่จะทำให้กลิ่นเบาบางลง แต่ในสักวันมันก็คงจางหายไปจนสิ้นอยู่ดี

 

        เหมือนกับที่กลิ่นบุหรี่ของน้าแก้วจางหายไปหมดแล้ว และในสักวันกลิ่นของเจ้าตัวเองก็จะจืดจางไปเช่นกัน

 

        ประตูหน้าบ้านวันนั้นสุดท้ายไม่ได้ถูกเปิดออก มีเพียงเด็กน้อยสองคนที่แบ่งปันความอ้างว้าง ร่วมร้องไห้ด้วยกันอย่างเงียบงันทั้งที่ไม่มีน้ำตา

 

        โชคกับโมก เด็กน้อยตลอดกาลของแก้วและมะลิ

 

 

 

        แก้วตื่นขึ้นมาก่อนเที่ยงเพียงไม่นาน ดูเหมือนปริมาณความเสียใจที่สวนทางกับหยดน้ำตาที่รินไหลเมื่อคืนจะดึงพลังงานของเขาออกไปไม่น้อยเลย

 

        ชายวัยกลางคนลุกลงจากเตียง พาตัวเองออกจากห้องเพราะคิดว่าชายหนุ่มที่เขาเข้านอนเคียงข้างคนนั้นน่าจะอยู่ชั้นล่าง ทำอาหารเตรียมเอาไว้ให้เขา และอาจจะรอกินพร้อมกันอยู่ด้วยก็ได้ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนไกลจากหน้าห้องนอน เสียงที่เล็ดลอดออกมากับบานประตูห้องเก็บของที่แง้มไว้เล็กน้อยก็ทำให้เขาเปลี่ยนจุดหมาย

 

        “ทำอะไรอยู่เหรอ” แก้วเอ่ยถามคนที่นั่งหันหลังให้เขาที่กำลังรื้อค้นผ้าออกมาจากตู้

 

        “ตื่นแล้วเหรอครับ” โชคหันกลับมาส่งยิ้มให้ ก่อนจะตอบคำถามด้วยเสียงนุ่มนวล แต่มันกลับทำให้รู้สึกเปลี่ยวเหงาขึ้นมา “ผมหาเศษผ้าอยู่น่ะครับ จะเอาไปยัดไส้เบาะนอนให้โมก”

 

        “อ่อ” รับคำเพียงเท่านั้นเมื่อคิดถึงเบาะรองนอนในตะกร้าสาน มรดกตกทอดจากเจ้าของเก่าสู่เจ้าของใหม่ ผ้าสีม่วงอ่อนผืนโปรดของมะลิยังคงพาดทับอยู่บนนั้น และหากเปิดขึ้นดูด้านล่างก็จะพบกับเบาะที่ถูกเจ้าโมกลับเล็บจนมีรอยขาดตรงมุมทำให้นุ่นข้างในทะลักออกมา ปุยขาวบางส่วนก็ถูกลูกแมวในวัยเด็กรื้อจนปลิวหาย เหลือเพียงช่องว่างกลวงเปล่ายุบตัวไม่เป็นทรง และโชคกำลังจะซ่อมแซมมันให้กลับคืนสู่สภาพคล้ายของเดิมให้มากที่สุดด้วยเศษผ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วในห้องเก็บของห้องนี้

 

        “น้าแก้ว” เอ่ยเรียกคนที่นั่งลงข้างๆ ดวงตาคู่สวยจ้องมองมือเรียวที่ขยับช่วยเขารื้อผ้าออกมาจากตู้ทีละกอง

 

        “หืม”

 

        “ผมน่าจะเย็บซ่อมให้ตั้งนานแล้วเนอะ”

 

        “ตอนนี้ก็ได้ทำแล้วนี่”

 

        “...ครับ”

 

        “อืม”

 

        หลังจากนั้นแก้วก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่สะดุดขาดห้วงจากคนข้างกาย เขามองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายทำสีหน้าเช่นไรใต้ผืนผ้าที่ยกขึ้นมาปิดบัง แต่ก็ยังคงยื่นมือไปลูบหัวเจ้าหมาตัวโตแผ่วเบา

 




 

        กลางเดือนสองเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับวันที่สามหลังรับยาเคมีบำบัดชุดใหม่ของแก้วที่ผลข้างเคียงมักจะแสดงอาการออกมารุนแรงที่สุด โชคช่วยลูบหลังให้กับคนที่โก่งคออ้วกจนน้ำหูน้ำตาเล็ดอยู่หน้าชักโครกเป็นอย่างแรกของวัน หลังจากนั้นแก้วก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปบนโซฟา พยายามนอนให้หลับเพื่อไม่ให้ความวิงเวียนในหัวทำให้อยากอ้วกอีกรอบ กว่าจะดีขึ้นจนลุกขึ้นมาได้โดยไม่รู้สึกเหมือนจะวูบก็กินเวลาไปถึงช่วงบ่ายแล้ว

 

        แต่ถึงจะเริ่มต้นวันไม่ดีสักไหร่ วันแห่งความรักของเขามันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

 

        “นี่ครับ” คนรักหนุ่มกับดอกกุหลาบสีแดงที่ยื่นมาให้ โชคยิ้มหวานเป็นการต้อนรับแก้วกลับจากห้วงนิทรา กดจมูกจูบหอมหลังมือเรียวที่รับเอาของขวัญวาเลนไทน์ไปอย่างรักใคร่ ก่อนจะถามคำถามเดิมๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย “หิวรึยังครับ”

 

        “อืม นิดหน่อย” คำตอบของแก้วทำให้โชคยิ้มกว้าง รีบลุกจะพุ่งตัวเข้าครัวไปเตรียมจัดสำรับอาหารทันที แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนก็ถูกดึงรั้งข้อมือไว้ไม่แรงนัก

 

        “ครับ?” ชายหนุ่มหันมามองอีกฝ่ายอย่างรอคอย เห็นรอยยิ้มเบาบางขยับคลี่ออกกว้างกว่าเดิมเล็กน้อยก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาสวมกอดเขาแนบแน่น

 

        “ขอบใจ” เสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหู กับแรงกอดรัดที่แน่นขึ้นแต่กลับแทบไม่รู้สึกถึงความอึดอัดเลยสักนิด โชคเลยกระชับกอดตอบ ด้วยแรงที่มากกว่าทว่าอ่อนโยนมากพอที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายหายใจไม่ออก

 

        ไม่มีใครพูดอะไรในระหว่างที่ยืนกอดกันอยู่อย่างนั้น แค่แลกเปลี่ยนไออุ่นจากร่างกายกันและกัน จนในที่สุดแก้วก็เป็นฝ่ายผละออก เดินจูงมือเข้าครัวไปพร้อมกันกับโชค

 

        ดอกไม้สีสดถูกยกขึ้นมาจรดปลายจมูก สูดกลิ่นหอมอ่อนจางที่เขารับรู้ได้เพียงบางเบาจากประสาทรับกลิ่นที่พังไปแล้วเพราะสูบบุหรี่จัด และเย็นวันนั้น บนเนินดินที่มีกิ่งชำของต้นมะลิปักอยู่ก็ถูกแต่งแต้มสีแดงด้วยกุหลาบสามดอกจากต้นใต้บานหน้าต่าง

 

        ทั้งที่ตอนอยู่ก็ไม่เคยมอบให้ แต่เมื่อจากไปแล้วกลับกลายเป็นเครื่องเซ่น

 

        คนเรามักทำอะไรเมื่อมันสายเกินไปเสมอเลย

 




 

        เมษายนช่วงวันหยุดสงกรานต์อากาศร้อนอบอ้าว มันเป็นวันหยุดสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่การสอบปลายภาคของมหาวิทยาลัยที่โชคเรียน แต่เพราะเขาอยู่ชั้นปีสุดท้าย และยิ่งเป็นเทอมสุดท้ายที่ไม่มีการเรียนการสอน มีแต่การทำวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษา ซึ่งว่ากันว่าเป็นโปรเจกต์มหาโหดที่นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทุกคนต้องได้เจอ

 

        เช่นนั้นแล้วเมื่อเวลาใกล้จวนตัว หนำซ้ำนายสถาปนิกใหญ่ที่ปกติจะเป็นคนช่วยงานเขาก็ไม่สามารถนั่งโต้รุ่งไปด้วยกันได้อีกแล้ว แม้แต่ในวันหยุดแบบนี้ชายหนุ่มก็เลยไม่ได้อยู่บ้านอีกตามเคย หอบของไปสิงสถิตที่ห้องสตูดิโอของคณะเพื่อให้เพื่อนพ้องน้องพี่ที่แวะเวียนมาช่วยกันปั่นคนละไม้ละมือในช่วงโค้งสุดท้าย

 

        “เดี๋ยวตอนเย็นผมกลับไปกินข้าวด้วยนะครับ” เสียงจากปลายสายฟังดูอื้ออึงอย่างมีชีวิตชีวาจากรอบข้างที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าววุ่นวาย ก่อนจะค่อยๆ แผ่วเบาลงเมื่อเจ้าตัวเดินหลบออกห่างไปหาที่สงบเพื่อพูดคุยกับคนรัก

 

        “ทำงานให้เสร็จก่อนค่อยกลับมาก็ได้” แก้วตอบกลับไป

 

        “ยังไงวันนี้ก็ไม่น่าเสร็จอยู่แล้วล่ะครับ” โชคหัวเราะแผ่วเบาอย่างปลงใจ ก่อนจะพูดต่อ “แล้วคืนนี้ผมว่าจะกลับมาอยู่ทำต่อด้วย พวกมิกซ์ก็ว่าจะมา ...เพราะงั้นอย่างน้อยถ้าไม่ได้นอนด้วยกันผมก็อยากกินข้าวกับน้าแก้ว”

 

        “อืม ธีร์กำลังออกไปซื้อกับข้าวพอดี”

 

        “...คืนนี้อาธีร์ค้างรึเปล่าครับ” คำถามนั้นเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าคนโตกว่า เขารับรู้ได้ถึงความหงุดหงิดเล็กๆ ที่เจือมาในน้ำเสียง

 

        “เธอจะยอมให้ค้างรึไง”

 

        “ผมก็ไม่อยากให้ค้างหรอก ...แต่ถ้าน้าแก้วรู้สึกไม่ดี มีอาธีร์อยู่ด้วยคืนนี้ก็คงดีกว่า”

 

        “ขี้หึงจังนะ” แก้วหยอกเย้าอย่างอารมณ์ดี ฟังโชคงอแงใส่อีกเล็กน้อยก่อนจะบอกลากันแล้ววางสายไป พอดีกับที่ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนอีกคนที่หน้ารั้วบ้าน

 

        ธีร์กลับมาพร้อมถุงกระดาษใบใหญ่ที่ข้างในใส่กล่องทัพเพอร์แวร์บรรจุอาหารหลายเมนูซ้อนกันอยู่ ด้วยกระแสการรณรงค์ลดใช้พลาสติกเพื่อลดโลกร้อนทำให้หมู่นี้เวลาพวกเขาไปซื้ออาหารจากนอกบ้านก็มักจะนำภาชนะไปใส่มาเอง และถึงแม้ว่าอาหารเย็นวันนี้จะมาจากหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ธีร์เป็นเจ้าของก็ตาม เขาก็ยังคงขับรถเอากล่องไปใส่อาหารกลับบ้านมาด้วยตัวเองอยู่ดี

 

        “คุยกับโชคเหรอ” คนที่เพิ่งมาถึงเอ่ยทักเมื่อเห็นโทรศัพท์ในมือของเพื่อน

 

        “อืม โชคบอกจะกลับมากินข้าวด้วย” แก้วว่า ช่วยรับถุงผลไม้ที่อีกฝ่ายแวะซื้อติดมาด้วยเดินนำเข้าครัวไป ธีร์ที่เดินตามหลังคนตัวเล็กกว่า ...ที่ดูจะเล็กลงไปอีกเรื่อยๆ ได้แต่หัวเราะแผ่วขณะพึมพำออกมา

 

        “โตมาขี้หึงเหมือนกันนะเนี่ย ทั้งที่ตอนเด็กๆ ไม่เห็นหวงของเท่าไหร่เลย”

 

        “เพราะว่าตอนนั้นไม่คิดว่ามีอะไรที่เป็นของตัวเองจริงๆ ล่ะมั้ง”

 

        “อืม ...แต่ตอนนี้มีแล้วนี่นะ”

 

        “อืม ตอนนี้มีแล้ว”

 

        แก้วระบายยิ้มอ่อนโยนผ่านแววตา

 

        ธีร์มองมันด้วยหัวใจเปี่ยมสุขแต่ก็ปริร้าวเล็กน้อย

 

        โชคช่างเป็นชายที่น่าอิจฉา ...เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบได้เป็น

 



 

        พฤษภาคมหมดไป เช่นเดียวกับที่โชคจบการศึกษา แล้วสิ้นทุกอย่างที่ค้างคาจากตลอดห้าปีที่ผ่านมา เหลือเพียงแค่การรับปริญญาที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม เขาไม่ได้คิดจะเข้าพิธีรับปริญญา แต่ก็ยังคงตั้งใจจะไปถ่ายรูปรวมกับเพื่อนๆ และร่วมงานเลี้ยงในเดือนกันยายนอยู่

 

        มิถุนา... กรกฎา... สิงหา...

 

        ในระหว่างสามเดือนนั้นเขาจึงมีเวลาอยู่กับแก้วได้ตลอดทั้งวัน ทำอาหารให้ พาไปโรงพยาบาล เก็บกวาดเส้นผมยาวที่ร่วงไหลไปคาตระแกรงท่อระบายน้ำ

 

        ทุกวันผ่านไปอย่างเรียบง่าย ...ดั่งแผนชีวิตที่วางเอาไว้ของชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปี

 

        ‘สุขสันต์วันเกิด’ แก้วยังคงอวยพรเขาด้วยถ้อยคำเดิม ที่มีความหมายดังเดิม ในวันที่เขาอายุเข้าเบญจเพส

 

        ‘ผมรักแก้ว’ แล้วเขาก็บอกรักไปด้วยสามคำที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหมือนกับความรู้สึกที่ไม่เคยเปลี่ยนไป ในยามค่ำคืนก่อนเข้านอนกับตอนเช้าหลังลืมตาตื่น และได้รับรอยยิ้มตอบกลับมา

 

        ‘ฉันก็รักเธอ โชค’

 

        ...มากกว่าสองปี และแก้วยังอยู่ตรงนี้ เป็นหนึ่งในน้อยกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เคยหวังเอาไว้

 

        พวกเขาช่างโชคดี

 

 

 

        วันรับปริญญาจริงมาถึง โชคตื่นขึ้นมาตอนสายหน่อยพร้อมกับแก้ว และไม่รีบเร่งเวลายามเช้าบนเตียงของพวกเขานัก

 

        ปลายนิ้วไล้ผิวแก้มที่มันเล็กน้อยเพราะครีมบำรุงที่เขาทาให้อีกฝ่ายก่อนนอน ไล่สายตามองสำรวจใบหน้าของคนที่เขาตกหลุมรัก นัยน์ตาสีเข้ม เรียวคิ้วเหนือดวงตา จมูก ริมฝีปาก ร่องรอยแห่งกาลเวลา ...แก้วแก่ตัวลงไปมาก แต่ในขณะเดียวกันก็แทบไม่เปลี่ยนไปจากในความทรงจำของโชคเลย

 

        ยังคงเหมือนเดิม...

 

        เหมือนกับผู้ชายคนนั้นที่ใต้อุโมงค์สีน้ำทะเลเมื่อสิบสี่ปีก่อน

 

        “อะไร” แก้วถาม

 

        “อะไรอะไรครับ” โชคถามกลับ

 

        “เธอจ้องฉันแบบนั้นทำไม”

 

        “ก็แค่คิดว่าผมรักแก้วมาสิบสี่ปีแล้ว...” ชายหนุ่มเว้นช่วง กอบเกี่ยวเรียวนิ้วผอมบางขึ้นมาประทับจูบ ไล่ไปตามข้อนิ้วถึงข้อมือ และยังคงคืบคลานไปตามเรียวแขนจรดหัวไหล่ใต้เสื้อนอนตัวหนา จากนั้นจึงค่อยขยับขึ้นมาเอ่ยกระซิบเคลียริมหู “แล้วก็จะรักต่อไปเรื่อยๆ ...เรื่อยๆ จนกว่าผมจะตาย”

 

        “ไม่ต้องรักฉันนานขนาดนั้นก็ได้” คำตอบกลับมาทันทีทำให้หัวใจวูบไหว แก้วดึงคนรักที่อ่อนวัยกว่าตนนักคนนั้นให้กลับมาหัวหนุนหมอนนอนสบตากันอีกครั้ง เขายิ้มให้กับโชคอย่างจริงใจ กดจูบลงบนฝ่ามือใหญ่ที่ตนยึดไว้ในอุ้งมือ “แค่จนกว่าฉันจะตายก็พอ...”

 

        ยังไม่ทันได้พูดอะไรกันต่อ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของบัณฑิตหนุ่มก็ร้องเรียกความสนใจ เขาเลยต้องผละไปกดรับสายจากเพื่อนสนิท

 

        มิกซ์โทรมาถามเรื่องเวลานัดเจอกันอีกครั้ง เมื่อพวกเขาต่างเลือกที่จะไม่เข้าพิธี แต่จะตามไปถ่ายรูปเก็บความทรงจำกับเพื่อนคนอื่นๆ กันทีหลัง โดยกะว่าจะไปกันสักสิบโมงกว่า ร่วมกิจกรรมกับรุ่นน้องคณะก่อนส่งเพื่อนเข้าพิธีรอบบ่าย ส่วนพวกตัวเองก็คงไปแสดงความยินดีกับเพื่อนต่างคณะที่รับปริญญาในรอบเช้าไปแล้วระหว่างรอรวมตัวกับชาวสถาปัตย์อีกทีหลังพิธีจบ

 

        “ไม่อยากให้ฉันไปด้วยจริงๆ น่ะเหรอ” แก้วถามหลังจากที่โชควางโทรศัพท์ลงที่เดิม สอดตัวกลับเข้ามาใต้ผ้าห่มข้างกายเขา

 

        “ไม่เอาหรอกครับ แดดร้อนจะตาย หรือแก้วอยากไปรึเปล่า” คนถูกถามกลับส่ายหน้า แก้วไม่สนใจพิธีอะไรแบบนี้นัก เมื่อใบปริญญาที่สำคัญจริงๆ ก็เบิกเอาจากฝ่ายทะเบียนได้อยู่แล้ว ในปีที่เขาเรียนจบ ระหว่างรอเพื่อนในพิธีกลับออกมาถ่ายรูปด้วยกัน เขากับบัณฑิตหนุ่มต่างคณะที่ตัดสินใจไม่เข้าร่วมรับปริญญาเหมือนกันจึงไปฆ่าเวลาอยู่ในโลกใบสีน้ำเงินของอความเรียมในห้างที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนัก

 

        ...ครุยผ้าโปร่งสีขาวแถบทองถูกถอดพาดไว้บนที่นั่งระหว่างกลาง ขณะที่มือพวกเขาบนนั้นเกี่ยวสัมผัสกันไว้หลวมๆ

 

        “คิดอะไรอยู่ครับ” เหมือนกับมีสัมผัสจับได้ว่าอีกฝ่ายคิดถึงคนอื่น โชคโถมตัวไปคร่อมทับแก้วไว้โดยทิ้งน้ำหนักตัวลงบนสองแขนของตัวเองแทนที่จะเป็นร่างกายของคนรัก คนถูกจับได้หัวเราะอย่างเอ็นดู ลูบเสยผมเปิดหน้าผากคนบนร่างแล้วหยัดตัวขึ้นไปจูบ

 

        “คิดถึงงานรับปริญญาปีฉันน่ะ”

 

        “แล้ว...”

 

        “แล้ว... เธอก็ไปอาบน้ำได้แล้ว”

 

        “น้าแก้วครับ” โชคไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบ แต่แววตาก็บ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังหึงคนในความทรงจำคนนั้น เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกขานเลยได้แต่ระบายยิ้ม ยกแขนโอบรั้งเจ้าตัวลงมากอดแนบแน่น

 

        “คืนนี้กลับกี่โมง” เอ่ยถามเสียงอ่อนพร้อมปล่อยให้เจ้าหมาตัวยักษ์ฟัดหน้าฟัดคอตัวเองเต็มที่

 

        “ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ น่าจะหลังเที่ยงคืน”

 

        “อืม งั้นเอาไว้วันหลัง”

 

        “อะไรวันหลังครับ” โชคเลิกคิ้วขณะที่ผละห่างหลังทิ้งรอยจูบสีอ่อนที่จะจางหายไปในอีกไม่กี่นาทีไว้ตามลำคอของแก้วแล้ว

 

        “เซ็กส์” คำตอบห้วนสั้นที่ทำให้ชายหนุ่มนึกอยากเปลี่ยนใจยกเลิกนัดเพื่อนขึ้นมากะทันหัน

 

        “งั้นผมกลับเร็วขึ้นก็ได้”

 

        “ไม่ต้องหรอก ไปสนุกกับเพื่อนเถอะ” ฝ่ายคนโตกว่าหัวเราะขบขัน ขยี้หัวเด็กน้อยของตนอย่างอ่อนโยน “ฉันไม่ได้จะหายไปไหนสักหน่อย... ยังไม่ใช่พรุ่งนี้”

 

        อยู่ๆ บรรยากาศสีหวานยามเช้าก็ฝาดเฝื่อนขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยจ้องสบเข้าไปยังนัยน์ตาสีเข้ม แก้วเลยจูบเขา ราวกับจะใช้แทนคำสัญญาว่าจะไม่หายไปไหนจริงๆ

 

        “แก้ว...” เสียงเรียกสั่นเครือนิดหน่อย ขณะที่ซบหน้าผากลงบนไหล่ผอมบางของเจ้าของชื่อและเจ้าของหัวใจที่ยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังกว้าง

 

        “ไปอาบน้ำได้แล้ว มิกซ์รอ”

 

        “...ครับ”

 

        “โชค” เอ่ยเรียกชื่อย้ำเมื่อเจ้าตัวรับคำแต่ยังไม่ยอมลุกเสียที ทว่าคราวนี้ไม่ต้องรอนาน เจ้าหมาขโมยหอมแก้มน้าแก้วอีกฟอดใหญ่ก่อนจะผุดลุกจากเตียงไป

 

        “ผมรู้” สองคำที่หนักแน่นชัดเจนไม่ได้บอกว่าตอบรับคำพูดไหน และก่อนจะปิดประตูชายหนุ่มก็หันมาส่งยิ้มกว้างสดใสที่ฉายแววเช่นเดียวกับดวงตา “ไว้พรุ่งนี้ผมจะกอดแก้วนะ”

 

        “เด็กน้อยเอ๊ย”

 

        “แต่ก็โตพอเป็นผัวแก้วได้แล้วกัน”

 

        คนโดนเด็กลามปามไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงแค่ซุกตัวกลับเข้าไปในกองผ้านวม รู้สึกปั่นป่วนในวัยใกล้จะครึ่งร้อย

 

        ตั้งแต่คบหากันในฐานะคนรักมากว่าห้าปี นี่เป็นครั้งแรกที่โชคทำให้แก้วเสียอาการ...

 




 

        เช้าวันดีถูกเริ่มขึ้นด้วยความสงบสุขที่ชวนให้ใจเต้นอย่างมีชีวิตชีวาข้างคนรัก แต่ตกดึกคืนนั้นฝนก็เทกระหน่ำลงมา และโชคกลับถึงบ้านเร็วกว่าที่บอกเอาไว้

 

        ...พร้อมหัวใจที่แหลกสลายอยู่หลังนัยน์ตาแดงก่ำ

 

 

 

...TBC

        เป็นตอนที่หลากความรู้สึกอีกแล้วค่ะ สวิงมู้ดไปมา แต่ก็อยากให้ซึมซับทุกๆ ความรู้สึกเลยนะคะ ในตอนที่เขียนรีนเองก็ทั้งเศร้า ทั้งเหงา และฟูฟ่องหลากหลาย โดยเฉพาะตอนที่เขียนฉากบนเตียงยามเช้า รีนชอบมากๆ เลย รู้สึกว่ามันเป็นความโรแมนติกที่แสนเรียบง่าย การได้เข้านอนเคียงข้างใครสักคนเพื่อตื่นมาพบกับเขาในตอนเช้า รู้สึกนุ่มฟูน่ารักมากๆ เลยล่ะค่ะ ถึงคำพูดของน้องโชคจะทำให้รู้สึกกระดากอายในฐานะคนเขียนก็ตาม แต่รู้สึกว่าคนเป็นแฟนกันก็คงหยอกกันแบบนี้บ้างแหละน่า 


 
        สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกคนมีวันที่ดีและมีคืนที่แสนสุข ไม่ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวและไม่ปวดหัวนะคะ 

 

        ขอบคุณทุกการอ่าน คอมเมนต์ และกำลังใจ

        ขอบคุณค่ะจากหัวใจเลยเช่นเดียวกันค่ะ

 

        เจอกันวันพฤหัสบดีน้าาาา


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
โชครับปริญญาแล้วววว ยินดีด้วย  :L2: :L2: ก็ทำงานเลี้ยงน้าแก้วหรือที่รักเพียงคนเดียวต่อไปจากนี้อะนะ อิอิ   เอ็นดูเจ้าโมก อีกหน่อยก็คงทำใจได้ว่าต้องอยู่กับมนุษย์ทาสเพียงตัวเดียว แม่คงไปสวรรค์แล้ว  :sad11: อาธีร์น่ารักที่มาดูแลน้าแก้วเสมอ ถึงคราวที่ต้องทำเพื่อน้าแก้วบ้างแล้ว  :katai2-1: :katai2-1: น้าแก้วเองก็สู้ๆนะคะ อยู่กับโชคไปนานๆ มาไกลจริงๆอะโชค 555 รอตอนต่อไปค่ะ จะเป็นไงต่อ ขอบคุณนะคะที่ขยันมาอัพ  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 45



Warning: Sensitive Content - Abortion Mentioned

 

     แดดจ้าร้อนแรงแผดเผาทั้งที่เป็นปลายฤดูฝนจะเข้าสู่หน้าหนาว รอบข้างเต็มไปด้วยผู้คนจนรู้สึกตาลาย ทั้งบัณฑิตในชุดครุยขาวทอง ทั้งผู้ปกครองพี่น้องพร้อมญาติ ไหนจะเพื่อนที่มาร่วมแสดงความยินดี

 

     โชคกับมิกซ์ในชุดพิธีการสีขาวแต่ไม่ได้เรียบร้อยนักกับครุยที่พาดทบอยู่บนท่อนแขน พากันขยับคอเสื้อระบายความร้อนทั้งที่เพิ่งลงจากรถที่วนหาที่จอดกันอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง พวกเขาก้าวเดินตรงไปยังเขตคณะ สู่ตึกหลักอันเป็นจุดนัดรวมตัวแรกของเหล่าบัณฑิตทุกคน ระหว่างทางก็เจอกับคนรู้จักให้ได้ทักทายบ้างประปราย

 

     “อ้าว พี่โชค พี่มิกซ์ เพิ่งมาเหรอครับ พวกพี่บัณฑิตคนอื่นไปรวมรอเข้าฮอลกันหมดแล้วนะ” เป็นรุ่นน้องที่เดินสวนมาเอ่ยบอก ดวงตาคมทว่ากลมโตมองพวกเขาเปล่งประกายอย่างกระตือรือร้น จนโชคอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปขยี้หัวคนเด็กกว่าที่สูงถึงแค่ใต้จมูกเขา

 

     “เออ ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวค่อยเจอกันตอนออกมาก็ได้” มิกซ์ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะอย่างไรเสียก็นัดรวมตัวกันอีกครั้งหลังออกจากพิธีอยู่แล้ว

 

     “แล้วนี่เราจะไปไหน” โชคถามรุ่นน้องกลับบ้าง และเมื่อไม่เห็นอีกสองชีวิตที่มักจะตัวติดกันเป็นกลุ่มทรีโอ้ ซึ่งอีกสองคนนั้นคือน้องสายรหัสของเขากับของมิกซ์เลยถามถึง “ไม่ได้อยู่กับปั้นกับนิวเหรอ”

 

     “อ่อ พวกนั้นยังอยู่ใต้ตึกอยู่พี่ แต่เดี๋ยวผมไปหาพี่สาวผมก่อน แม่โทรมาบอกว่าเขาปล่อยพวกรับช่วงเช้าออกมาแล้ว” ชายหนุ่มตัวเล็กตอบ ก่อนบอกลาเสียงใส “ไว้เจอกันอีกทีตอนรวมนะครับ”

 

     ใกล้ชิดเป็นรุ่นน้องที่ถัดจากพวกเขาลงไปสามรุ่น ซึ่งภายนอกดูคล้ายกับมิกซ์อยู่ไม่น้อย ทั้งใบหน้าที่ดูน่ารัก ผิวขาวตาโต รูปร่างผอมโปร่งพิมพ์นิยม ทั้งยังนิสัยร่าเริงสดใส เข้ากับคนง่ายและจริงใจที่ราวกับถอดกันมา และอาจจะเป็นเพราะอย่างนั้นโชคถึงได้รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน เอ็นดูมากเสียยิ่งกว่าน้องคนไหนในสายของตัวเองเสียอีก

 

     สองรุ่นพี่ไม่ได้รั้งตัวหนุ่มน้อยไว้นานไปกว่านั้น แต่ก่อนจะเดินเลี้ยวพ้นทางแยกเพื่อเข้าสู่ตัวคณะ เสียงเรียกตามหลังก็ทำให้ต้องหันกลับไป

 

     “พี่โชค! พี่มิกซ์!” รอยยิ้มสวยระบายออกมากว้างอย่างน่ามอง “ยินดีด้วยนะครับที่เรียนจบ”

 

     “ขอบใจ” เป็นมิกซ์ที่ตอบกลับไปด้วยเสียงดังและมีชีวิตชีวาพอๆ กัน ในขณะที่โชคได้แต่ยืนนิ่ง แย้มยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อยอย่างประหม่าโดยไม่รู้สาเหตุ

 

     ราวกับตกอยู่ในภวังค์ของรอยยิ้มเจิดจ้า

 

     ...บางทีมันอาจจะเป็นอะไรบางอย่างในดวงตากลมสุกสกาวคู่นั้น

 

 

 

     ความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อรุ่นน้อง มันชัดเจนว่าไม่ใช่ความขัดเขินชวนหวั่นไหวในหัวใจอย่างที่โชครู้สึกกับแก้ว แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันคืออะไรที่ติดใจเขาอยู่

 

     ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่สักพักจนมันสลายไปกับความชุลมุนของการร่วมแสดงความยินดีกับคนรู้จัก ถูกลากไปถ่ายรูปกลางแจ้งจนเพลียแดด ก่อนจะยกกันไปกินข้าวกลางวันเป็นหมู่คณะจนแน่นร้าน บทสนทนา ความวุ่นวาย และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง...

 

     โชคไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องนั้นอีกเลย

 

     จนกระทั่งยามบ่ายแก่ที่แดดอ่อนลงแต่ยังคงร้อนอยู่ เหล่าบัณฑิตในพิธีช่วงบ่ายก็ถูกปล่อยออกมาถ่ายรูปเก็บความทรงจำกันต่อจากเมื่อเช้าที่ยังไม่หนำใจ

 

     โชคเดินเข้าไปร่วมเฟรมบันทึกภาพกับเพื่อนเกือบทุกกลุ่ม ก่อนจะถูกสายรหัสที่รวมถึงพี่ที่จบไปแล้วกลับมาร่วมแสดงความยินดีด้วยแยกออกจากเพื่อนสนิทที่ไปรวมกับสายของตัวเองเหมือนกัน

 

     บัณฑิตจบใหม่ได้รับช่อดอกไม้และของขวัญมาเต็มอ้อมแขน พูดคุยเอ่ยขอบคุณรุ่นพี่รุ่นน้องพร้อมส่งยิ้มให้กล้องกันไม่ว่างเว้น จากนั้นก็วนกลับไปสู่การถ่ายรูปกับเพื่อนรายคนจนแสงเริ่มโรยรา

 

     “พี่โชคครับ!” เสียงตะโกนเรียกพร้อมรอยยิ้ม โชคหันกลับไปคลี่ยิ้มตอบ

 

     กลางสนามกว้างใหญ่ ใต้ท้องฟ้าสีส้มอมแดง ในสายลมเย็นเบาบาง

 

     โลกของโชคหยุดเคลื่อนไหว ...ในเสี้ยวนาทีที่ใกล้ชิดเดินเข้ามา

 

     แต่มันไม่ใช่เพราะคนตรงหน้า สายตาของเขาจับจ้องไปที่หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังรุ่นน้องพร้อมครอบครัวของเธอ ความรู้สึกมากมายปั่นป่วนอยู่ในช่องท้องจนเหมือนกับลืมหายใจไปชั่วขณะ

 

     เรือนผมยาวหยักศก ใบหน้าสะสวย รูปร่างเพรียวระหง ผิวนวลละเอียด

 

     เขาไม่มั่นใจนัก แต่กลับแน่ใจ เมื่อมันราวกับเป็นภาพสะท้อน

 

     ดวงตาคู่สวยของผู้หญิงคนนั้นมันเหมือนกันกับที่เขาเห็นทุกวันในกระจก

 

     ดวงตาของเขาที่พ่อบอกว่ามันช่างเหมือนกันกับแม่...

 




 

     ในระหว่างที่ยังคงหลงทางอยู่กลางความสับสน โชคก็มาถึงร้านเหล้าที่เหมาเอาไว้เลี้ยงส่งชาวสถาปัตย์ นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเพื่อนสนิท รับเอาแก้วน้ำเมาที่ถูกหยิบยื่นมาให้ คนคุ้นหน้ามากมายเข้ามาชวนชน ยกกระดกดื่มลงคอไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน

 

     เหล้าชงเข้มข้นขมปร่ารสร้อนแรง แต่กลับไม่รู้สึกถึงอะไรเลยนอกจากความฝาดเฝื่อนที่บาดลึกลงไปถึงในอก

 

     โชคหันไปมองโต๊ะของรุ่นน้องที่ตั้งห่างออกไปไกลพอสมควร จ้องมองชายหนุ่มผู้พาหญิงสาวที่ละม้ายคล้ายกับมารดาในความทรงจำอันเลือนรางของเขามาด้วยในดวงตาคู่นั้น

 

     แข็งกร้าวทว่างดงาม เปล่งประกายเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แตกต่างไปจากความโศกาช้ำชอกและรอยน้ำตาของแม่ที่เขาจดจำได้โดยสิ้นเชิง

 

     ทว่าแม้จะแตกต่างเสียขนาดนั้นก็ยังรู้สึก ...รู้สึกคุ้นเคยกับมันเหลือเกิน

 

     ชั่วพริบตาที่ได้สบตากับแม่ของใกล้ชิด โชคเหมือนย้อนกลับไปเป็นเด็กชายวัยสี่ขวบปีที่ทำได้เพียงนั่งฟังเสียงของแม่ที่กำลังร้องไห้ กลับไปเป็นเด็กชายโชคที่เดียวดายอยู่ในห้องโกโรโกโส กลับไปเป็นโชคที่เกิดขึ้นมาในสลัม ผลผลิตจากกามารมณ์ของคนที่ชื่อขามกับช้อย

 

     และทั้งที่มันไม่มีอะไรดีเลย เขาก็ยังคงโหยหา...

 

     ชายหนุ่มเบนสายตากลับมาที่ปากแก้ว มองลึกลงไปถึงก้นที่ยังคงเหลือก้อนน้ำแข็งบนแอ่งน้ำสีเหลืองทอง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขากำลังโหยหาอะไรอยู่ สมองของมนุษย์เราจะพัฒนาระบบความจำได้อย่างเต็มที่ตอนอายุประมาณสี่ปี และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ช้อยทิ้งโชคไป นั่นทำให้แม่ในความทรงจำตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขาพร่าเบลอ

 

     บางทีมันอาจจะแค่เรื่องบังเอิญที่แม่ของรุ่นน้องมีดวงตาคล้ายคลึงกับเขาเสียจนน่ากลัว ก็เลยเผลอคิดไปว่ามันอาจจะใช่ เหมาเอาไปซ้อนทับกับภาพวาดในหัว ประกอบชิ้นส่วนของแม่ตัวเองขึ้นมาจากความว่างเปล่า ด้วยความหวังที่ว่าภาพนั้นจะสมบูรณ์ได้ในสักวัน

 

     แต่เรื่องบังเอิญก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ...

 

     “เต้” โชคเรียกเพื่อนที่นั่งฝั่งตรงข้าม รู้สึกเมามายทั้งที่สติแจ่มใส “มึงพี่สายใกล้ชิดใช่ไหม”

 

     ถ้าหากเขาไม่ขุดค้นให้ลึกลงไปมากกว่านี้

 




 

     สี่ทุ่มคืนนั้นฝนเทกระหน่ำลงมา หลังจากขับรถฝ่าพายุฝนที่ทำให้เบื้องหน้าพร่ามัวด้วยม่านน้ำโชคก็มาถึงบ้าน เขาลงจากรถเดินตากฝนไปยังประตูรั้ว ปลดโซ่คล้องออกแผ่วเบาอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่ดูเหมือนคนในบ้านที่ยังไม่ขึ้นนอนจะได้ยินเสียงเลยออกมาดู

 

     “โชค” แก้วเอ่ยเรียก และเจ้าของชื่อก็เงยหน้าขึ้นสบตา พยายามจะยิ้มแต่กลับรู้สึกร้อนฉ่า

 

     หยดน้ำฝนวันนี้ร้อนกว่าที่จดจำได้ยามมันไหลผ่านแก้ม

 

     แก้วเดินทั้งเท้าเปล่าลงมาช่วยชายหนุ่มเปิดประตูรั้ว ดึงรั้งเด็กน้อยของตนเข้าสู่อ้อมแขน กอดเอาไว้แนบแน่นด้วยกลัวว่าหากเขาปล่อยมือไปโชคจะแตกกระจาย

 

     ...เหมือนหัวใจที่แหลกสลายอยู่หลังนัยน์ตาแดงก่ำ

 

     “น้าแก้ว” เสียงสั่นเครือกับความเปียกชุ่มอุ่นร้อนบนบ่า

 

     “อืม” แก้วตอบรับ แม้โชคจะยังไม่ได้พูดอะไร แต่เขาก็ตอบรับมัน เขาจะตอบรับและช่วยแบกรับทุกความรู้สึกในใจของอีกฝ่าย

 

     เพราะมันเป็นหน้าที่ที่เขาสมัครใจจะทำในฐานะคู่ชีวิต

 

     การตากฝนในช่วงปลายฤดูไม่ได้เนิ่นนานนัก แม้โชคจะร้องไห้จนในหัวตื้อตัน แต่เขาก็ยังรับรู้ได้โดยไม่ต้องไตร่ตรองว่าร่างกายของแก้วมันไม่ได้แข็งแรงเช่นแต่ก่อน

 

     ในห้องน้ำคับแคบไปทันตาเมื่อมีสองร่างเบียดกันใช้ คนแก่กว่ายกมือขึ้นช่วยสระผมให้เด็กขี้แยที่ยังคงร้องไห้อย่างเงียบงันตรงหน้า ระบายยิ้มอ่อนจางขณะลูบปาดฟองบนหน้าผากคนสูงกว่าออกก่อนที่มันจะไหลเข้าตาบวมแดงให้ยิ่งแสบขึ้นไปอีก

 

     “หลับตานะ” กระซิบบอกอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหมุนก๊อกเปิดน้ำจากฝักบัวให้ชโลมรดลงมาล้างฟองของสบู่กับแชมพูกลิ่นฟุ้งให้ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ

 

     “แก้ว...”

 

     “หืม”

 

     “แก้ว”

 

     “อืม”

 

     “แก้ว”

 

     “เด็กดี เธอต้องเช็ดตัวก่อน”

 

 

 

     ห้องนั่งเล่นเหน็บหนาวแม้ไม่ได้เปิดกระทั่งพัดลม โชคนั่งอยู่บนพื้นปล่อยให้คนบนโซฟาช่วยเช็ดผมให้ โมกโผล่หน้ามาทักทายก่อนจะกลับไปนอนบนเบาะอุ่นใต้บันได ทิ้งบ้านทั้งหลังเอาไว้ในสายฝน และคนสองคนที่ยังเปียกปอนแม้ใส่ชุดใหม่ที่แห้งสนิท

 

     “น้าแก้ว” โชคคว้าจับมือเรียวที่เย็นเฉียบเพราะความชื้นเอาไว้ หลับตาแล้วเอนหัวพิงเข้ากับเข่าแข็ง แต่กลับมองเห็นเข็มของนาฬิกาเหนือจอโทรทัศน์ในความมืดมิดชัดเจน... ชัดเจนเหมือนกับความคิดในหัวที่ขึ้นรูปร้อยเรียงสร้างเรื่องราวขึ้นมาจากหมอกควันและคำบอกเล่าที่ได้ฟังมา

 

     “ฉันฟังอยู่” เสียงของแก้วแผ่วเบาขณะเอ่ยบอก รับรู้ได้ถึงความอุ่นร้อนจากอุ้งมือใหญ่ และความเหน็บหนาวจากเส้นผมชื้นน้ำใต้ผ้าขนหนู

 

     “ผม...คิดว่าผมเจอแม่” ประโยคบอกเล่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่สะดุดไม่สั่นไหว “แต่ผมไม่รู้หรอกว่าใช่จริงรึเปล่า แก้วจำรุ่นน้องที่ชื่อใกล้ชิดได้ไหมครับ...”

 

     ชายหนุ่มเล่าเรื่องวันนี้ที่ได้เจอกับหญิงวัยกลางคนที่มีดวงตาคมคู่สวย ผู้หญิงที่โชคคิดว่าอาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ จนกระทั่งได้ฟังประวัติครอบครัวเชิงลึกของใกล้ชิดที่ถูกบอกเล่ามาเพียงผิวเผิน แต่กลับสอดคล้องลงตัวไปเสียทุกอย่างจนอยากจะหัวเราะและร้องไห้ไปพร้อมๆ กัน

 

     โชคคิดว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ช้อย เพราะเธอมีลูกสาวคนโตที่อายุไล่เลี่ยกันกับเขาอยู่ ครอบครัวแสนสุขสันต์ พ่อแม่ลูกสาวลูกชาย ไม่มีที่ตรงไหนที่เขาจะแทรกตัวเข้าไปได้ เช่นเดียวกับความหม่นหมองและรอยคราบน้ำตาที่เคยติดอยู่เป็นนิจบนใบหน้าของสาวงามคุ้มริมน้ำ

 

     แต่เรื่องราวของชีวิตก็พลิกผันได้อย่างง่ายดายเพียงชั่วอึดใจที่ได้ยินคำนั้น...

 

     ใกล้ชิดกับจันทร์เจ้าไม่ใช่พี่น้องกันโดยสายเลือด

 

     ชายหนุ่มเป็นลูกติดแม่ และหญิงสาวเป็นลูกติดพ่อ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เติบโตมาด้วยกันฉันท์พี่น้อง ด้วยตั้งแต่จำความได้ใกล้ชิดก็มีพี่เจ้าเป็นพี่สาวมาโดยตลอด ...พ่อของจันทร์เจ้าแต่งงานกับแม่ของใกล้ชิดตอนเด็กชายได้ขวบกว่า

 

     ช่างเป็นเวลาที่พอเหมาะพอเจาะกับที่น้องชายครึ่งหนึ่งวัยใกล้ครบปีของเขาจากไปพร้อมกับแม่ ทิ้งเขาเอาไว้กับพ่อและถ้อยคำที่ไม่ได้ตั้งใจจะจำ แต่กลับยังชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน

 

     ‘มันไม่ได้รักมึงเลยไอ้โชค มันรักแต่ไอ้ชิดลูกกับชู้มันนู่น แหกตาดูซะบ้าง หอบข้าวหอบของหนีไปแต่ทิ้งมึงเอาไว้ให้เป็นภาระกู’

 

     ไอ้ชิดลูกชู้... น้องใกล้ชิดที่มีรอยยิ้มสดใส

 

     ดูห่างไกลราวฟ้ากับเหว แต่ก็คล้ายกับเป็นคนคนเดียวกัน

 

     แล้วผู้หญิงคนนั้นชื่อช้อยหรือเปล่า แต่ชื่อนั้นสำคัญตรงไหนหากทิ้งมันไปกับชีวิตเก่าทั้งหมดแล้ว ก็แค่ฝังกลบชื่อเดิมลงไปพร้อมกับเหล่าผู้คนที่ไม่อยากจดจำ แล้วไปเริ่มต้นใช้ชีวิตเป็นคนใหม่กับผู้คนดีๆ ที่เลือกเองเสียก็พอแล้วนี่

 

     ส่วนคนที่ถูกทอดทิ้งเอาไว้เบื้องหลังกับอดีตเลวร้ายนั้นก็ไม่รู้ ไม่รู้หรอกว่ามันใช่จริงหรือเปล่า เขาไม่ได้ถามอะไรมากไปกว่านั้น และเพื่อนของเขาคนนั้นเองก็ไม่ได้มีคำตอบอะไรจะให้ไปมากกว่านี้ โชคแค่เก็บเศษเสี้ยวของเรื่องราวเอามาผูกโยงกัน

 

     มันอาจจะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อที่คิดไปเอง หรืออาจจะเป็นเรื่องจริงที่แสนเศร้า

 

     เขาไม่รู้หรอก เพียงแต่ว่าในตอนนั้น...

 

     ‘ยินดีด้วยนะจ๊ะ’ เธอยิ้มให้โชค อย่างอ่อนโยนขณะที่ก้าวมาหยุดยืนเคียงข้างลูกชาย เสียงของเธออ่อนหวานและฟังดูใจดี ...เหมือนกับแววตา ‘ขอบใจที่ช่วยดูแลลูกชายแม่มาตลอดนะคะ’

 

     “เขายิ้มให้ผม น้าแก้ว... เขายิ้มให้ผม...” โชคหันมาสบตากับคนที่รับฟังเงียบๆ โผเข้ากอดเอวอุ่นไว้แน่นในขณะที่ร่างกายสั่นไหวไปถึงขั้วหัวใจ “...ยิ้มแบบที่แม่ไม่เคยยิ้มให้ผมตอนเด็กเลย”

 

     รอยยิ้มเดียวใต้แสงอาทิตย์อัสดง ณ ใจกลางเมือง

 

     เป็นทั้งสายฝนชุ่มฉ่ำและเพลิงโหมลุกโชนแผดเผาหัวใจให้มอดไหม้ เขารักรอยยิ้มของผู้หญิงที่เป็นดั่งร่างอวตารของแม่ และโกรธแค้นมันไปในเวลาเดียวกัน

 

     ถ้าหากว่านั่นคือช้อยจริงๆ โชคก็หวังว่าเขาจะไม่ได้เห็นมันเลยเสียยังจะดีกว่า

 

     เพราะแม่ยิ้ม ยิ้มกว้างอย่างสดสวย ส่งความสุขไปถึงดวงตา ทั้งยามที่มอบมันให้กับลูกชายอย่างใกล้ชิด ลูกเลี้ยงอย่างจันทร์เจ้า และคนแปลกหน้าอย่างเขา

 

     ราวกับมันเป็นเพียงรอยยิ้มราคาถูก ...ที่เด็กชายโชควัยสี่ปีไม่มีปัญญาจ่ายให้ได้มันมาแม้สักครั้ง

 

     “โชค” แก้วลูบแผ่นหลังปลอบโยนเด็กชายของเขาที่ร่ำไห้ออกมาได้ร้าวรานยิ่งกว่าสายฝนนอกหน้าต่าง รู้ว่าตนไม่อาจทำอะไรกับบาดแผลในใจเรื่องแม่ของอีกฝ่ายได้เลย เขาทำได้เพียงรับฟังความเจ็บปวดที่สาดซัดขึ้นมาจากทะเลความรู้สึก

 

     “ผมไม่ชอบเลย ไม่อยากเห็นแม่ยิ้มแบบนั้นเลย...” เสียงสั่นเครือแตกพร่า แต่กลับดั่งกึกก้องอย่างเจ็บปวดไปทั่วทั้งบ้าน “ถ้ามีความสุขขนาดนั้นแล้วทำไมถึงไม่พาผมไปด้วยล่ะ ทำไมถึงทิ้งผมเอาไว้! ทำไมถึงไม่เคยกลับมา! ทำไม! ...ทำไมถึงลืมผม”

 

     โชคชิงชังรอยยิ้มหวานหยดของแม่ ทว่าก็รู้ดีว่าสักแห่งในตัวเขาร่ำร้องบอกว่าแม้จะเป็นเพียงครั้งเดียวนี้ เขาก็จะหวงแหนมันเอาไว้ในความทรงจำจนวันตาย

 

     เขาโกรธตัวเองที่ดีใจเมื่อได้เห็นมัน

 

     ชายหนุ่มสะอื้นฮัก ดวงตาคู่สวยซึ่งถอดมาจากมารดาแดงก่ำ แน่นหน้าอกจนทรมานเมื่อหัวใจบีบรัดส่งเลือดทั้งหมดขึ้นมากลั่นเป็นหยดน้ำตา

 

     โชคร้องไห้ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้... เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้

 

     แก้วปล่อยให้ตัวเองถูกดึงรั้งลงมาคร่อมตักคนบนพื้น ขยับขาวาดไปเกี่ยวทิ้งไว้หลังสะโพกชายหนุ่มเพื่อให้นั่งถนัด สองแขนยกขึ้นโอบกอดโชคเอาไว้มั่น ออกแรงกระชับให้มันแนบแน่นที่สุดเท่าที่ร่างกายเขาจะมีแรงไหว เพื่อบอกให้รู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้ ...จะอยู่กับโชคตรงนี้ในตอนนี้ไม่จากไปไหน

 

     เนิ่นนานจนหยาดน้ำตาแห้งเหือด

 

     ท้องฟ้ายังเป็นผู้ชนะ สายฝนยังคงร่วงโปรยลงมา ราวกับเป็นการบอกลาของหน้าฝน

 

 

 

     “น้าแก้ว” เสียงแหบแห้งเปล่งผ่านลำคอแสบระบม โชคยังคงซุกหน้าอยู่ข้างคอของคนรัก สูดกลิ่นของความปลอดภัยและสบายใจเข้าไปให้ใจสงบ

 

     “ว่าไง” เจ้าของชื่อขานรับ คางที่เกยบนบ่าขยับตามจังหวะที่ริมฝีปากอ้าเปิด

 

     “ผมไม่รู้ว่าเขาใช่แม่ผมจริงๆ ไหม แต่ถ้าใช่เขาก็ดูมีความสุขมาก” คำพูดถูกกลืนหายไปชั่วขณะที่สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหลั่งไหลออกมาพร้อมกับความรวดร้าวอย่างสงบนิ่ง “มากจนผมคิดว่าถ้าผมไม่ได้เกิดมา แม่จะมีความสุขแบบนั้นมาตั้งนานแล้วรึเปล่า”

 

     ความเงียบงันนั้นยาวนาวในความรู้สึก แก้วครุ่นคิดอย่างจริงจังถึงคำตอบที่จะมอบให้ไป เขารู้ว่าโชคไม่ได้หวังคำปลอบโยนหวานหูที่กลวงเปล่า แต่กำลังหาเหตุผลและคุณค่าให้กับชีวิตที่ถูกโยนทิ้งขว้างเอาไว้ และเพราะมันเป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดนั้นเขาเลยต้องพูดออกไป

 

     แม้มันจะทำให้ลมหายใจของโชคสะดุดขาดช่วง และหัวใจร่วงลงไปยังก้นเหวก็ตาม

 

     “นั่นสินะ ก็อาจจะใช่”

 

     เพราะไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่อยากจะเป็นแม่ เช่นเดียวกับที่ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะเป็นแม่ได้

 

     ความรับผิดชอบ เงินตรา ความรู้ เวลา... มันมีปัจจัยมากมายในการเป็นแม่ที่ดีของใครสักคน

 

     ชีวิต ความฝัน วัยสาว สุขภาพ... รวมถึงสิ่งที่ต้องสูญเสียเพื่อการนั้นด้วย

 

     เช่นนั้นแล้วแก้วจึงพูดแทนช้อยไม่ได้ เขาไม่รู้จักเธอ ไม่รู้ว่าในตอนนั้นเธอมีความพร้อมต่อการเป็นแม่สักแค่ไหน และไม่รู้ว่าเธอเสียอะไรไปบ้างกับการคลอดเด็กสักคนหนึ่งออกมา เพราะเธออาจจะเป็นหญิงสาวที่ประสบความสำเร็จหากมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา อาจเป็นภรรยาที่มีความสุขที่สุดในโลกหากได้มีเวลาได้ศึกษาดูใจกับชายหนุ่มที่คู่ควร และอาจจะเป็นมารดาที่รักลูกสุดหัวใจหากได้ตั้งท้องในเวลาที่เหมาะสม

 

     เธออาจได้เป็นผู้หญิงคนนั้น ...เหมือนกับที่ผู้หญิงทุกคนอาจได้เป็น

 

     หากเธอมีโอกาส เวลา และความพร้อม

 

     ทว่านั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่แก้วจะหาคำตอบได้ ไม่มีใครตอบได้ และไม่แม้แต่ตัวช้อยเอง เขาจึงไม่มีสิทธิ์ไปว่าร้ายเธอ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่คิดสรรเสริญสิ่งที่เธอทำ มันเป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตแสนห่างไกล และได้แต่หวังว่าในอนาคตผู้หญิงทุกคนจะได้มีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกเป็นแม่ได้ด้วยตัวเอง

 

     ไม่ใช่สังคม ไม่ใช่กรอบจารีต ไม่ใช่กฎหมาย ที่จะมามีสิทธิ์ลงโทษและประณามพวกเธอด้วยการยัดเยียดความเป็นแม่ให้ เรียกร้องหาความรับผิดชอบจากฝ่ายหญิงทั้งที่ผู้กระทำร่วมอีกคนยังคงใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย

 

     เด็กๆ ที่เกิดมาจากความพลาดพลั้งอาจไม่โชคดีเหมือนอย่างโชค

 

     ...ที่แม้ถูกทอดทิ้งก็มีแก้วที่โอบอุ้มขึ้นมาส่งเสียเลี้ยงดู มีธีร์ที่คอยสอนสั่ง มีป้าดาที่คอยดุเตือน มีป้าธัญที่คอยแนะนำ มีคุณปู่คุณย่าที่เอ็นดู มีปรางเป็นพี่ มีมิกซ์เป็นเพื่อน มีคนดีๆ มากมายเข้ามาในชีวิต

 

     “แม่ของเธออาจจะมีความสุขมากกว่าถ้าเขาแท้งเธอไปตั้งแต่แรก หรือไม่เคยท้องเธอเลยก็อาจจะดีกว่า” แก้วผละออกจากอ้อมกอด ถอยห่างมากพอให้สบตากับชายหนุ่มของเขาได้อย่างชัดเจน สองมือประคองใบหน้าหล่อเหลาของเด็กน้อยผอมแห้งที่เติบโตขึ้นมาได้อย่างงดงาม จ้องตรงเขาไปยังดวงตาคู่สวยที่มองเขาอย่างเปี่ยมรักอยู่เสมอ

 

     ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะโชคดีเหมือนอย่างโชค

 

     แต่เพราะโชคเป็นเด็กที่โชคดีคนนั้น...

 

     “แต่ฉันดีใจที่เธอได้เกิดมานะโชค” ถ้อยคำเรียบง่าย จริงใจ ไร้การปรุงแต่งให้เลิศหรู แค่คำพูดที่สื่อความหมายเช่นเดียวกับคำอวยพรวันเกิดตลอดสิบเจ็ดครั้งที่ผ่านมา

 

     สุขสันต์วันเกิด... ยินดีด้วยที่เธอได้เกิดมา

 

     ฉันดีใจที่เธอได้เกิดมา

 

     “น้าแก้ว...” หยดน้ำตาร่วงเผาะ แต่ในอกไม่ได้รู้สึกเหน็บหนาวอีกต่อไป ความอบอุ่นจากมือที่ยื่นมาให้ในคืนฝนตกซึมซาบเข้าไปเติมเต็มทุกช่องว่างข้างในหัวใจของโชค

 

     “หืม” คนถูกเรียกครางรับ จรดริมฝีปากลงกลางกระหม่อมคนใต้ร่าง พรมจูบไปทั่วอย่างรักใคร่ เขาไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่พี่ชาย ไม่เคยใช่ เขาเป็นเพียงผู้ปกครองของเด็กชายในวันวาน และกลายเป็นคนรักในวันนี้ แต่ความรักที่มอบให้ไปไม่ว่าในรูปแบบไหนก็เพียงพอต่อหัวใจดวงนั้นแล้ว

 

     ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่ลูก ไม่ต้องเป็นพี่น้อง ไม่ได้จำกัดแค่ด้วยสายเลือด

 

     คนเราจะเลือกครอบครัวของตนด้วยตัวเอง

 

     “น้าแก้ว”

 

     “หืม”

 

     “แก้ว”

 

     “อือ”

 

     “ขอบคุณครับ”

 

     “ฉันรักเธอโชค ฉันรักเธอ”

 

     “ผมก็รักแก้ว”

 

     “ฉันรู้”

 

     “แก้ว”

 

     “อืม”

 

     “แก้ว...”

 

     เสียงหนึ่งเอ่ยเรียก และอีกเสียงก็ขานตอบ

 

     ไม่เคยเหนื่อยหน่าย ไม่เคยจากไปไหน และไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย

 

     ในบ้านไม้สีขาวสองชั้นหลังนี้ ...โชคจะยังคงมีแก้วอยู่ด้วยเสมอ

 

 

 

...TBC

     ผู้หญิงคนหนึ่งต้องสูญเสียหลายสิ่งเพื่อการเป็นแม่คน เช่นเดียวกับเด็กคนหนึ่งอาจไม่มีโอกาสได้รับสักอย่างหากเกิดมาจากหญิงสาวที่ไม่พร้อมหรือไม่ต้องการเป็นแม่ โดยเฉพาะในสังคมที่คาดหวังความดีงามขาวสะอาดผุดผ่องจากเพศหญิง กดทับผู้คนด้วยขนบปิตาธิปไตยเชิดชูชายเป็นใหญ่เช่นนี้ แต่กลับหลงลืมหรืออาจจะแค่ทำเป็นมองข้ามไปว่าการตั้งท้องนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็จำเป็นต้องมีฝ่ายชายร่วมกระทำด้วย และยิ่งย่ำแย่เลวร้ายเข้าไปอีกกับสารพัดคำพูด อย่างที่รีนเคยได้ยินมากับหูตัวเองเลยว่า "จะเอาอะไรกับผู้ชายมันมาก สันดานผู้ชายมันก็อย่างนี้ ยังไงผู้หญิงเราก็เป็นแม่ก็ต้องเลี้ยงดูลูกไป" ซึ่งนั่นไม่ใช่เหตุผลและไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างแต่อย่างใดเลยค่ะ

     ส่วนตัวรีนสนับสนุน #ทำแท้งถูกกฎหมาย ค่ะ นักอ่านหลายคนอาจจะเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ หรือแนวคิดนี้อาจจะผิดกับความเชื่อในหัวใจของคุณ รีนจะไม่บังคับให้คุณยอมรับนะคะ แต่ก็อยากจะบอกว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนตั้งใจท้องเพื่อไปทำแท้งหรอกค่ะ หากจะมีก็คงจะน้อยนิดมากเหลือเกิน การทำแท้งไม่ใช่เรื่องง่ายดายและไม่ใช่เรื่องสนุก มีความเสี่ยงทั้งในด้านของสุขภาพร่างกายไปจนถึงสภาพจิตใจ และหากจะบอกว่ามันเป็นบาปกรรม ก็อยากให้มองเหล่าเด็กที่เกิดมาแล้วเผชิญกับความโหดร้ายของโลกใบนี้ด้วยวัยเพียงไม่กี่ปีกันสักหน่อยค่ะ หากคุณสงสารน้องโชคในนิยายเรื่องนี้ รีนก็อยากจะบอกว่าในชีวิตจริงยังมีเด็กอีกมากมายที่ต้องเจอกับความเลวร้ายมากกว่าน้องโชค พวกเขาซึ่งเป็นคนจริงๆ และไม่ได้โชคดีอย่างเด็กชายโชคคนนี้ในนิยาย หากการทำแท้งเป็นบาปกรรมอันใหญ่หลวง แล้วเหล่าเด็กที่ต้องเกิดมาทนทุกข์เช่นนั้นเพียงเพื่อให้ศีลธรรมในใจของคนในสังคมสงบสุขมันคือเรื่องดีงามงั้นหรือคะ บทสรุปของเรื่องนี้แท้จริงแล้วอาจจะไม่มีคำตอบที่ถูกต้องหรือถูกใจคนทุกคนอยู่เลยก็เป็นได้ ทว่าถึงอย่างนั้นรีนก็ยังคงเชื่อมั่นในเสรีภาพเหนือร่างกายตนที่จะทำให้ผู้หญิงอีกหลายล้านคนในประเทศนี้ได้มีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตที่แสนสำคัญเช่นนี้ได้ด้วยตัวเองค่ะ

     หากเนื้อหาในตอนนี้และในทอล์กของรีนทำให้คุณไม่สบายใจ รีนก็ต้องขอโทษในฐานะนักเขียนที่ไม่สามารถมอบเพียงความสนุกสนานให้กับคุณได้ แต่รีนจะไม่ขอโทษในฐานะคนคนหนึ่งที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันนะคะ  :กอด1:

 

     ทอล์กไปยาวมากๆ เลย แล้วก็ยังมีต่ออีกล่ะค่ะ

     จากตอนที่แล้วรีนเห็นหลายคนกังวลเป็นห่วงน้าแก้วกันใหญ่ รู้สึกเหมือนแกงคนอ่านเลยค่ะ เพื่อนคนที่คอยอ่านพรูฟให้ตอนอ่านเองก็บอกว่า "โดนสาปแน่มึง นักอ่านเกียมตีมุงแล้วแน่ๆ" แง้ แต่ประเด็นนี้ก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่รีนอยากจะบอกเล่าค่ะ ไม่รู้ว่าสื่อสารออกมาได้ดีพอไหม เพราะช่างเป็นหนึ่งตอนที่รวดเร็วและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดูรวบรัด และถึงอย่างนั้นรีนก็ใส่ทุกสิ่งของรีนลงไปแล้ว ยังไงก็ยังหวังว่าทุกคนจะ enjoyed reading นะคะ

 

     ขอให้มีวันที่ดี

     ขอบคุณทุกการอ่าน คอมเมนต์ และกำลังใจ

     ขอบคุณค่า

 

     เจอกัน MONDAY นะคะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-12-2020 21:15:12 โดย FebruarySea »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
โลกของโชคที่บิดเบี้ยวตอนเด็กฉไหนมากลมเอาตอนนี้ 555 เขามีความสุขกับชีวิตใหม่แล้ว ก็อย่าไปรื้อฟื้นมัน ต่างคนต่างอยู่ไปดีกว่านะ อย่างน้อยก็เห็นว่ามีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว  :hao3: อยู่กับปัจจุบันกับน้าแก้ว  :กอด1: ขอบคุณนะคะที่มาต่อ เห็นด้วยกับช่วงtalkเช่นกันค่ะ  :katai2-1: :katai2-1: รอตอนต่อไปเลย  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 46

 

       ฝนตกต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงรุ่งสาง แก้วตื่นขึ้นมาหลังจากที่แสงอาทิตย์ละลายไอชื้นในอากาศไปจนหมดสิ้นแล้ว

 

       ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวตรงเข้าเล่นงาน แก้วไม่รู้ว่าพวกเขาขึ้นห้องนอนกันตอนไหน เขาหลับไปบนตักโชคตั้งแต่อยู่ในห้องนั่งเล่น ด้วยความเหนื่อยล้าผสมกับความร้อนในร่างกายที่สูงกว่าปกตินิดหน่อยจากการตากฝน ทว่าไม่จำเป็นต้องเดาก็รู้ได้ว่าชายหนุ่มเป็นคนอุ้มเขาขึ้นมา ทั้งยังแปะแผ่นเจลลดไข้ไว้บนหน้าผากให้อีกด้วย

 

       แต่โชคก็ไม่ได้อยู่บนเตียงเคียงข้างเขาเพื่อรอบอกอรุณสวัสดิ์ในเช้าวันนี้ มีเพียงร่องรอยบนที่นอนทางฝั่งของเจ้าตัวที่บ่งบอกว่ามันถูกใช้งาน

 

       ดวงตาสีเข้มจ้องมองพื้นที่ว่างเปล่าสักพักก่อนจะหยัดตัวลุกออกจากห้องไป

 

       ชั้นล่างของบ้านเงียบเหงาทั้งที่มีกลิ่นของอาหารอบอวลจากห้องครัว แก้วเดินวนในบ้านจนครบทุกห้องหับก็ยังไม่พบคนที่ตามหา สุดท้ายเลยโผล่ออกไปหน้าบ้านพอดีกับที่โชคเดินกลับเข้าเขตรั้วมาพร้อมกับช่อดอกไม้เต็มแขนและถุงกระดาษที่ใช้ใส่ของขวัญอีกสองสามถุง ...ของที่ได้มาจากงานรับปริญญาที่เพิ่งไปขนลงมาจากรถ

 

       “ตื่นแล้วเหรอครับ” โชคส่งยิ้มกว้างให้เป็นการทักทาย

 

       “อืม” แก้วพยักหน้าพลางขยับหลีกทางให้อีกฝ่ายเข้ามาในบ้าน วางของลงบนพื้นที่โล่งหน้าตู้โชว์ ก่อนจะหันมาเช็คอุณหภูมิบนหน้าผากที่แผ่นเจลลดไข้ถูกเขาดึงออกไปแล้วด้วยความเป็นห่วง

 

       “ปวดหัวไหมครับ”

 

       “ไม่เป็นไร” คนโตกว่าว่า ยกมือขึ้นไล้ปลายนิ้วไปตามรอยบวมแดงรอบดวงตาคู่สวย “เธอล่ะ”

 

       “ไม่เป็นไรครับ” โชครวบมือเรียวมาจุมพิตเบาๆ ก่อนจะจูงเข้าห้องครัวไป “ผมย่างปลากับทำซุปเต้าเจี้ยวไว้แล้ว เอาอะไรอีกไหมครับ”

 

       “...แค่นี้ก็พอ” แก้วบอก พลางกระชับกำมืออีกฝ่ายให้แนบแน่น

 

 

 

       เวลาช่วงบ่ายของโชคใช้ไปกับกองของที่ได้มาจากงานรับปริญญา ถุงของขวัญถูกเปิดออกดูของข้างใน พร้อมกับมือใหญ่ที่กดส่งข้อความไปขอบคุณผู้ให้อีกครั้งแบบรายบุคคล แม้ของส่วนใหญ่จะเป็นของตั้งโชว์มากกว่าจะใช้งานได้จริง แต่เขาก็รู้สึกขอบคุณทุกคนที่อุตส่าห์ไปเลือกซื้อมาให้ รวมถึงดอกไม้นานาพันธุ์ที่ได้รับมาก็ด้วย แม้น่าเสียดายที่มันจะเหี่ยวเฉาไปในไม่กี่วันแล้วก็คงต้องเก็บทิ้งไป ทว่าความรู้สึกของผู้ให้เขาก็รับมาด้วยใจทั้งหมดแล้ว

 

       ชายหนุ่มนั่งแกะริบบิ้นและวัสดุห่อช่อดอกไม้ออกเพื่อแยกทิ้งขยะ ส่วนตัวดอกก็จะกลายไปเป็นปุ๋ยที่โคนต้นไม้สักต้นในสวน จนกระทั่งทำมาได้ถึงครึ่งทาง ช่อดอกไม้ที่ติดมือขึ้นมาก็ทำให้เขาหยุดชะงัก ทั้งที่มันเป็นเพียงดอกไม้ช่อเล็กที่มีกุหลาบขาวอวบอ้วนที่ยังผลิบานไม่เต็มที่ดอกเดียวท่ามกลางหมู่ดอกแคสเปียแห้ง ถูกห่อมาด้วยกระดาษสีน้ำตาลและผูกด้วยเชือกป่านสีอ่อน...

 

       ไม่ได้แตกต่างไปจากดอกไม้ช่ออื่นๆ เลยสักนิด แต่กลับแสนพิเศษในความรู้สึก

 

       ช่อดอกไม้ที่ได้มาจากใกล้ชิด พร้อมกับรอยยิ้มของผู้หญิงที่มีดวงตาคมคู่สวย

 

       ผู้ที่เฝ้ามองชายหนุ่มของเขาจากบนโซฟาเห็นทุกการกระทำ ทุกจังหวะที่หยุดชะงักงัน และทุกความวูบไหวในแววตา ไม่ต้องเอ่ยปากถามแก้วก็รู้ได้ว่ามันเป็นของที่มาจากใคร เขาเลยลุกเดินเข้าไปใกล้ นั่งยองลงตรงหน้าคนรักแล้ววางมือลงบนหัวอีกฝ่าย



       “เก็บไว้ก่อนก็ได้นะ” เอ่ยบอกอย่างอ่อนโยน เพราะแม้จะเหี่ยวเฉาจนแห้งกรอบ แต่มันก็ใช้เวลาสักพักกว่าจะสูญสลาย หากอยากเก็บเอาไว้ให้เป็นความทรงจำสักพักก็คงไม่เป็นไร ...ถ้าหากโชคต้องการ

 

       “ไม่เอาหรอกครับ” แต่โชคไม่ได้ต้องการ เขาไม่ได้ต้องการความทรงจำครึ่งๆ กลางๆ แบบนั้น ชายหนุ่มปฏิเสธขณะที่เริ่มลงมือรื้อวัสดุห่อแยกออกจากตัวดอกไม้ต่อ

 

       “โชค” แก้วพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เงียบงันไปพักหนึ่ง และสักพักนั้นมันก็นานพอที่จะให้โชคแยกส่วนช่อดอกไม้ในมือออกจากกันเรียบร้อยแล้ว

 

       “ครับ” ดวงตาคู่สวยเบนจากดอกกุหลาบขาวไปสบกับคู่สนทนา

 

       “เธอจะทำยังไงต่อ...กับเรื่องแม่” คำถามจริงจังแต่กลับเรียบง่าย ชายวัยกลางคนทิ้งก้นลงกับพื้น วางคางลงบนท่อนแขนที่พาดกอดหัวเข่า รอคอยคำตอบโดยที่ดวงตาสีเข้มจับจ้องมองคนรักอย่างลึกซึ้ง ...โชครู้สึกว่าแก้วตอนนี้ช่างเหมือนกับแมว

 

       “ก็คงไม่ทำอะไรหรอกครับ” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะตอบอย่างชัดเจนแม้เสียงเบาหวิว โน้มหน้าผากมาแนบชิดกับคนตรงหน้า หลับตาขณะที่ใช้ปลายจมูกไล้เคลียกัน “ยังไงตอนนี้มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรแล้วนี่ครับ”

 

       ชายหนุ่มหมายความตามที่พูดไป ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นช้อยตัวจริงหรือไม่ เธอก็ดูมีชีวิตที่ดีกับครอบครัวในตอนนี้แล้ว และเขาไม่คิดจะช่วงชิงมันไป ไม่แม้แต่จะอยากเข้าไปฝากรอยหม่นมัวเอาไว้ เพราะรอยยิ้มกว้างสดใสเหมาะกับใบหน้าสะสวยของเธอมากกว่ารอยน้ำตา

 

       ความฝันสูงสุดของเด็กน้อยในวันวานที่เขาจดจำได้ดีคือขอให้แม่มีความสุข

 

       ในวันนี้มันคงเป็นจริงแล้ว...

 

       “เสียใจรึเปล่า” แก้วถาม ไม่รู้ว่าหมายถึงเรื่องไหนกันแน่ เส้นทางที่เขาเลือกให้อนาคตหรือเรื่องราวในอดีต แต่ถึงจะไม่รู้...

 

       “ไม่เลยครับ” ชายหนุ่มก็ยังตอบกลับไปอย่างมั่นใจแน่วแน่

 

       โชคไม่คิดจะกลับไปรื้อฟื้นสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกที่ขาดสะบั้นไปในวันวาน ไม่ได้อยากจะกลับไปเป็นครอบครัวเดียวกับผู้หญิงที่ให้กำเนิดเพียงด้วยเหตุผลเรื่องสายเลือด ตอนนี้ช้อยมีครอบครัวของช้อย เขาเองก็มีครอบครัวของเขา ...บ้านของเขาอยู่ตรงนี้

 

       เรื่องราวของคนสามคนในห้องสี่เหลี่ยมริมน้ำมันจบลงไปตั้งนานแล้ว

 

       “ผมมีน้าแก้ว...” โชควางสองมือลงข้างกรอบหน้าคนรัก ครอบครัว และบ้านของเขา ประคองแผ่วเบาอย่างรักใคร่ กดจูบลงบนริมฝีปากนุ่มชื้นเนิ่นนานกว่าจะผละออก “ผมไม่เสียใจหรอกครับ”

 

       “อืม” รับคำเพียงเท่านั้นก่อนจะปีนขึ้นคร่อมตักอีกฝ่าย โอบกอดให้ร่างกายแนบชิด มอบจุมพิตร้อนผ่าว ชายหนุ่มตอบรับสัมผัสวาบหวามแม้จะไม่ทันได้ตั้งตัว

 

       “น้าแก้ว” เอ่ยเรียกเสียงอ่อนที่แหบพร่าเล็กน้อยเพื่อหยั่งเชิง ด้วยไม่แน่ใจว่าความร้อนแรงที่ถูกจุดขึ้นมาจะพาไปถึงไหน “เป็นไรครับ”

 

       “วันนี้เธอบอกจะกอดฉันไม่ใช่รึไง”

 

       “...ประตูบ้านยังเปิดอยู่เลยนะครับ”

 

       “แล้วไง”

 

       แก้วเหมือนแมวที่เฉยชาแต่บางครั้งก็เอาแต่ใจ และโชคเป็นหมาตัวใหญ่ที่ยินดีจะตามใจเสมอ

 

       “ไม่มีอะไรครับ”

 

       พวกเขาสัมผัสกันและกันอยู่กลางกองดอกไม้และเศษกระดาษกับริบบิ้นกระจัดกระจาย แต่ไม่ได้ถึงขั้นสอดใส่เพราะแก้วยังไม่ได้เตรียมตัว เสียงหอบครางต่ำดังอื้ออึง แก้วซบหน้าลงบนบ่ากว้าง โชคขบผิวต้นคอแก้วจนขึ้นสีจาง ความร้อนพุ่งทะยาน ทั้งจากอุ้งมือและร่างกายที่กำลังจะถึงจุดสุดยอด

 

       แก้วเงยหน้าขึ้นมารับจูบดูดดื่มของชายหนุ่มเมื่อความสุขสมล้นทะลัก ท้องฟ้าเดือนตุลาคมไม่ได้สดใสนัก และลมที่พัดเข้ามาก็ให้ความรู้สึกเย็นชื้น ...ผ่านบานประตูหน้าที่เปิดกว้าง หากมีใครสักคนมองเข้ามาก็คงเห็นพวกเขาได้อย่างชัดเจน

 

       แต่นั่นมันก็เป็นปัญหาของคนที่แอบมองไม่ใช่เจ้าของบ้านเสียหน่อย

 

       “ผมเอาไปปลูกดีไหมครับ” คำถามไม่มีปี่มีขลุ่ยดังขึ้นที่ข้างหูขณะที่กำลังเช็ดคราบเปรอะเปื้อน แก้วมองตามสายตาของอีกฝ่ายที่จับจ้องไปยังกุหลาบขาวดอกเดียวดอกนั้น

 

       “จะปลูกยังไงล่ะ”

 

       “ผมเคยเห็นในคลิปที่เขาเอาไปจุ่มน้ำผึ้งก่อนปักใส่มันฝรั่งแล้วฝังดิน สองสามอาทิตย์ก็มีรากออกมาแล้วครับ” โชคว่า โยนกระดาษทิชชูทิ้งรวมกับกองของทิ้งขยะ โอบกระชับเอวแก้วที่อยู่บนตักแล้วซุกซบใบหน้าลงกับอกอีกฝ่าย “แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรอดไหม”

 

       “ลองดูก่อนก็ได้”

 

       “ครับ”

 

       พายุร้ายโหมกรรโชกรุนแรงที่พัดพามาอย่างกะทันหันสลายตัวไปในชั่วข้ามคืน หลงเหลือไว้เพียงร่องรอยของน้ำตาและกิ่งชำกุหลาบในกระถางข้างบ้าน

 

       ฤดูฝนที่ยี่สิบห้า โชคไม่ได้เปียกปอนสักเท่าไหร่นัก

 



 

       ผ่านไปกว่าสองสัปดาห์ กิ่งชำกุหลาบยังคงมีแต่ก้านโดดๆ แต่ก็ยังคงเป็นสีเขียวไม่แห้งกรอบบ่งบอกว่ามีโอกาสรอดชีวิต โชคไม่ได้คาดหวังนักว่ามันจะผลิบาน เขาแค่ดูแลรดน้ำมันไปในแต่ละวัน เฝ้าเอาใจใส่เหมือนตอนที่เขาเอาต้นกุหลาบแดงมาปลูก

 

       และในขณะที่ดอกไม้รอวันงอกงาม

 

       แก้วก็ขยับเข้าใกล้วัยโรยราขึ้นอีกปี

 

       “สุขสันต์วันเกิดครับ” คำอวยพรที่กระซิบชิดริมหูตั้งแต่ลืมตาตื่น โชคนั่งอยู่บนพื้นข้างเตียง เอียงแก้มแนบกับฟูกที่นอนเพื่อรอสบตาคนรัก เขากลับขึ้นห้องมาเพื่อเช็คอาการคนที่เพิ่งรับคีโมมาเมื่อวันก่อนพอดีกับที่แก้วเริ่มฟื้นขึ้นจากห้วงนิทรา

 

       ช่วงหลังมานี้แก้วนอนตื่นสายเป็นประจำ เพราะตอนกลางดึกมักจะตื่นขึ้นมาเพราะแน่นหน้าอกหายใจลำบากทำให้นอนหลับไม่สนิทนัก

 

       “อือ” เสียงครางรับงึมงำในลำคอ แก้วยื่นมือไปลูบหัวเจ้าหมาตาใส รอยยิ้มบางจุดขึ้นที่มุมปาก “ขอบใจ”

 

       “ครับ” โชคตอบรับ ยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ไล้มือไปตามนิ้วเรียวที่ขึ้นข้อกระดูกชัดอย่างนุ่มนวล “ผมอบเค้กไว้ให้แล้วนะครับ”

 

       “เหรอ รอบนี้เป็นเค้กอะไรล่ะ”

 

       “เค้กแครอทครับ ใส่อัลมอนด์ด้วย”

 

       “อืม” บทสนทนาเงียบลง โชคปีนขึ้นเตียงไปนอนเบียดน้าแก้ว พื้นที่ว่างตรงขอบนั้นไม่ได้มีมากนักจนชายหนุ่มตัวโตจวนจะตกมิตกแหล่

 

       แก้วหัวเราะแผ่วเบา ขยับตัวถอยเพื่อให้มีที่เพียงพอสำหรับอีกคน ก่อนดวงตาสีเข้มจะจับจ้องอย่างรอคอยว่าเด็กน้อยตรงหน้าจะทำอะไรต่อ

 

       “จูบได้ไหมครับ” เด็กน้อยถาม

 

       “ฉันยังไม่ได้แปรงฟัน” ผู้ใหญ่ตอบ

 

       “ผมรู้”

 

       แก้วไม่ได้บอกอนุญาตเป็นคำพูด แค่หลับตาแล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยให้อีกฝ่ายประทับริมฝีปากลงมาได้ถนัด แต่ก็ไม่ได้เปิดปากให้ล้วงล้ำเข้าไปเช่นกัน จูบครั้งนี้จึงไม่ได้ดูดดื่มชวนให้หัวใจไหวสะท้าน เพียงแค่แตะสัมผัสกันผิวเผินแล้วผละออก ก่อนจะแนบชิดลงมาใหม่ที่มุมปาก ข้างแก้ม เปลือกตา หน้าผาก ไล่ลงมาถึงปลายจมูก โชคพรมจูบไปทั่วใบหน้าชายที่เขารัก จากนั้นก็หัวเราะไปด้วยกันเมื่อได้สบตา

 

       แม้หัวใจจะไม่ได้ไหวสะท้าน แต่ก็อุ่นซ่านจนรู้สึกจั๊กจี้

 

       “พอใจแล้วเหรอ” แก้วถาม

 

       “ครับ” โชคตอบ โอบรั้งแก้วเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน “แค่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ก็พอใจแล้ว”

 

       “อือ”

 

       ความเงียบงันที่ไม่ได้ทำให้อึดอัดเข้าปลกคลุม ต่างคนต่างฝังจมูกสูดกลิ่นกายแสนคุ้นเคยของกันและกัน ปล่อยเวลาทิ้งไปอย่างไร้จุดหมายเช่นนั้นโดยที่ไม่มีใครคิดเสียดาย จนกระทั่งร่างกายเรียกร้องอาหาร พวกเขาถึงได้ลุกออกจากห้องนอนลงไปชั้นล่าง

 

       แก้วเข้าไปแปรงฟันในขณะที่โชคจัดสำหรับมื้อสายรอ แต่พอออกมาคนแก่กว่ากลับไม่ได้ตรงไปนั่งประจำที่ตัวเอง มือเรียวตะปบเข้าที่ข้างแก้มของคนรักหนุ่ม ดึงรั้งไปรับจูบร้อนเร่าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ...ทว่าเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ

 

       “อะไรครับ” โชคถามเมื่อปากว่างแล้ว

 

       “หืม” เจ้าของดวงตาสีเข้มและรอยยิ้มยั่วเย้าเหมือนแมวเจ้าเล่ห์ถอยกลับไปที่นั่งตัวเองก่อนจะตอบ “ก็เมื่อกี้ฉันยังไม่พอใจนี่”

 

       “น้าแก้ว...” ชายหนุ่มลากเสียงยาวอย่างยอมแพ้ให้กับคนตรงหน้า

 

       ไม่ว่าจะคบกันมาสักกี่ปี โชคก็ยังแพ้ให้กับน้าแก้วโหมดนี้เสมอเลย

 



 

       ใกล้หมดเดือนตุลา อากาศเริ่มเย็นลงและไร้ไอชื้นจากฝน โชคจะเริ่มทำงานที่บริษัทของแก้วอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า และแม้บริษัทจะไม่ใช่บริษัทใหญ่โตที่มีระบบบริหารงานซับซ้อนอะไรมากมายนัก กอปรกับที่ทุกคนในบริษัทเป็นห่วงผู้ถือหุ้นและพนักงานเก่าแก่อย่างแก้วที่ยังคงรักษาตัวอยู่จึงอนุญาตให้เขาทำงานที่บ้านได้ แต่ถึงอย่างไรนายสถาปนิกหนุ่มก็ต้องเข้าไปที่สำนักงานหรืออาจจะต้องออกไปพบลูกค้าบ้างเป็นครั้งคราวอยู่ดี เพราะฉะนั้นเขาจะได้อยู่กับอีกคนแบบยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวันแบบนี้อีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

 

       “ผมไม่อยากห่างแก้วเลย” นิสิตจบใหม่ที่กำลังจะได้ทำงานเริ่มงอแงใส่คนรัก ทิ้งหัวลงบนตักพลางซุกใบหน้าเข้ากับหน้าท้องของอีกฝ่าย “ถ้าผมเริ่มไปทำงานแล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกันน้อยลงสินะครับ ถ้าไปบริษัทก็อาจจะได้อยู่ด้วยกันอยู่ แต่ถ้าไปเจอลูกค้าข้างนอกผมก็คงไปกับพี่อินทีเรียร์คนอื่น...”

 

       “ก็เหมือนเวลาที่เธอไปเรียนนั่นแหละ” คนโตกว่าขยี้หัวเจ้าหมายักษ์คล้ายกำลังปลอบใจ “กลับบ้านมาก็ได้เจอกันแล้ว”

 

       “ผมรู้ แต่ก็อยากอยู่ด้วยกันทั้งวันแบบตอนนี้นี่ครับ” โชคยังคงไม่หยุดบ่นกระปอดกระแปดอย่างขัดใจ แก้วได้แต่ยิ้มอย่างนึกเอ็นดูให้เด็กน้อยของเขา แม้จะอายุถึงวัยเบญจเพสแล้ว แต่โชคก็ยังคงเป็นเด็กในสายตาของแก้วอยู่ดี...

 

       โชคจะไม่มีวันโตทันแก้ว และแก้วก็ไม่อาจหยุดเวลาของตัวเองเพื่อรอโชค

 

       ดวงตาสีเข้มจ้องมองเข็มนาฬิกาเหนือสมาร์ตทีวีจอแบน บ้านหลังนี้ยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่เจ้าของบ้านคนปัจจุบันเป็นเด็กชาย เขาไม่เคยโยกย้ายมุมจัดวางสิ่งของเลยสักครั้ง แต่ในขณะเดียวกันข้าวของเครื่องใช้ก็มีการเปลี่ยนผ่านตามอายุการใช้งาน ของเก่าผุพังก็เอาออกก่อนนำของใหม่เข้ามาแทนที่

 

       ไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์... เวลาไม่เคยหยุดเดิน เช่นเดียวกับที่ไม่อาจต่อรองขอเพิ่มได้

 

       “ไปข้างนอกกันไหม” แก้วเอ่ยชวน ขณะที่ไล้นิ้วสางผมสีดำขลับของคนหนุ่มไปด้วย

 

       “อยากไปไหนครับ” โชคถามกลับ เงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนา ยกมือขึ้นไล้เกลี่ยปอยผมยาวที่ผ่านการย้อมดำจนรู้สึกว่ามันแห้งหยาบกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อยออกจากใบหน้าคนที่วัยเยาว์กำลังโรยรา

 

       “เธอเลือกเลย” แก้วก้มลงมากระซิบชิดหน้าผากของโชค นุ่มนวล แผ่วเบา และแสนเศร้าแม้โชคจะมองไม่เห็นมันในแววตาของเจ้าตัว

 

       ที่ไหนก็ได้... ที่ได้ไปกับเธอ

 

 

 

       คำว่าที่ไหนก็ได้พาคนสองคนมายังสถานที่แห่งความทรงจำอันห่างไกล พวกเขาเคยมาที่นี่ด้วยกันเพียงครั้งเดียวเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ตอนที่โชคยังเป็นแค่เด็กชายและแก้วยังคงเป็นชายหนุ่ม

 

       ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพมหานคร... ที่ซึ่งกลิ่นอายประหลาดยังคงลอยอวล ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าเบื่อเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

       คราวนี้พวกเขาขับรถมาเอง ทางที่ใช้เข้าจึงเป็นด้านข้างต่างจากครั้งก่อน โชคจับมือแก้วแน่น ประสานเกี่ยวเรียวนิ้วเข้าด้วยกันอย่างไม่สนใจสายตาใคร เพราะมันไม่ใช่ปัญหาที่พวกเขาต้องกังวลเสียหน่อย คนที่จ้องมองต่างหากที่กำลังทำตัวไร้มารยาท

 

       “รอบบ่ายโมงนะคะ อีกห้านาทีไปรอที่ทางเข้าเลยก็ได้”

 

       โชคเอ่ยขอบคุณพร้อมยิ้มรับตั๋วเข้าชมท้องฟ้าจำลองจากพนักงาน ก่อนเดินกลับไปหาน้าแก้วที่ยืนรออยู่นอกแถว ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้มีเวลาให้เข้าไปเดินเล่นดูนิทรรศการเหมือนอย่างครั้งก่อน จึงตรงไปที่โดมจัดแสดงท้องฟ้าจำลองกันเลย

 

       แอร์ยังคงเย็นฉ่ำจนหนาวยะเยือก แต่เพราะพวกเขาต่างใส่เสื้อแขนยาวกันอยู่แล้วจึงไม่ได้เป็นปัญหามากนัก ส่วนมือของคนที่ไวกับอากาศก็ไม่ได้เหน็บหนาวเมื่ออีกคนเอื้อมมือมากอบกุมมือเขาไว้ โชคหันมายิ้มให้ และแก้วก็ยิ้มตอบ ก่อนจะเอนศีรษะไปพิงซบกับไหล่กว้าง ขณะที่ดวงตาทั้งสองคู่จ้องมองไปยังท้องฟ้าเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเครื่องฉายภาพ

 

       จักรวาลกว้างใหญ่บนเพดานโค้งมนจำกัด ถูกแต่งแต้มด้วยแสงสว่างของภาพจำลองดวงดาวนับล้าน หมู่ดาวนับแสน กาแล็กซี่นับหมื่น ก่อนจะขยายเจาะจงเข้ามายังทางช้างเผือกที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของโลกใบนี้

 

       เสียงของผู้บรรยายนุ่มทุ้มและราบเรียบขณะบอกเล่าเรื่องราวของดวงดารา แต่ครั้งนี้แก้วกลับไปคิดอยากหลับ ภาพบนจอเหนือหัวยังคงเปลี่ยนผันไปเรื่อยๆ บ้างลากเส้นโยงใยเป็นรูปร่างของหมู่ดาว บ้างก็กลายเป็นภาพจำลองของเทพเจ้าและเหล่าสัตว์ในตำนานกรีกโบราณ แต่ภาพเดียวในดวงตาของเขากลับเป็นเสี้ยวหน้าของชายหนุ่ม...

 

       แก้วรักโชค ทว่าว่าเขาค่อยๆ รักที่ละเล็กทีละน้อยผ่านวันเวลานานนับปี นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอย่างนี้

 

       บางทีมันคงเป็นความรู้สึกของการตกหลุมรัก

 

       ใต้โดมเล็กๆ ที่มีแสงสลัวรางของดวงดาวจำลองส่องลงมา บนเก้าอี้เบาะหนังที่เย็นเฉียบเพราะเครื่องปรับอากาศพ่นลมอุณหภูมิต่ำปะทะ ในอุ้งมือใหญ่ที่อบอุ่นของคนที่เคยตัวเล็กจนนั่งบนตักเขาได้

 

       ...อุ่นร้อนและอ่อนโยน

 

       การตกหลุมรักของชายวัยสี่สิบแปดปี มันเกิดขึ้นในสถานที่เช่นนี้เอง

 

 

 

       หลังออกจากอาคารโดมจำลอง โชคในวัยยี่สิบห้าปีไม่ได้สนใจนิทรรศการวิทยาศาสตร์ในตึกเหมือนเช่นในวันวานแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้เข้าไปเดินชมสิ่งต่างๆ เบียดเด็กนักเรียนที่มาทัศนศึกษา แต่เดินไปยังอาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ชิดริมรั้วกันแทน

 

       ภายในอควาเรียมขนาดย่อมยังคงไม่แตกต่างไปจากที่จดจำได้นัก ทางเดินทอดยาวไม่กี่เมตรถูกขนาบข้างด้วยตู้โชว์ มีแทงก์น้ำทรงกลมตรงทางเข้า มีบ่อน้ำไม่ใหญ่มากแบบเปิดอยู่ตรงกลางระหว่างทางเดินยกระดับกับพื้นธรรมดา และที่มุมสุดก่อนถึงประตูทางออกก็เป็นห้องจัดแสดงเปลือกหอยคละรูปร่าง

 

       มันไม่ได้มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจเมื่อพวกเขาต่างเคยได้ไปอควาเรียมใหญ่ที่ครบครันทั้งที่ใจกลางเมืองกรุงแห่งนี้ และที่ติดอ่าวโอซาก้าในต่างแดนมาแล้ว

 

       ทว่าแม้จะไม่ได้น่าสนใจนัก มันก็ยังคงเต็มไปด้วยความทรงจำในวัยเด็กของโชค และความรงจำในตอนที่เริ่มต้นการเป็นผู้ปกครองของแก้ว

 

       กว่าสิบแปดปีแล้วนับจากวันนั้น

 

       “น้าแก้ว” เจ้าของชื่อหันไปหาต้นเสียง โชคหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายรูปเขาที่หน้าตู้ปลาการ์ตูนเอาไว้

 

       “ยังจะถ่ายรูปฉันไว้อยู่เหรอ” เอ่ยถามอย่างไม่จริงจังนัก “ฉันแก่แล้วไม่น่าดูหรอกนะ”

 

       “ไม่หรอกครับ ไม่เลย” แต่กลับได้คำตอบกลับจริงจังหนักแน่น “น้าแก้วยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย”

 

       ภาพสะท้อนของตนในดวงตาคมคู่สวยทำให้เขารู้สึกเหมือนมันเป็นจริงดังนั้น

 

       ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน แก้วจะยังคงเป็นชายคนนั้นในสายตาของโชค ...ในหัวใจของโชค

 

       “ผมรักแก้วมากเลยนะรู้ไหม” โชคพูดขึ้นมาขณะที่จูงมือกันเดินไปตามบาทวิถีเพื่อไปหาของกินในห้างสรรพสินค้าฝั่งตรงข้ามถนน

 

       “รู้สิ...” และแก้วก็ตอบกลับไปพร้อมกับหยุดฝีเท้าที่ก้าวเดิน รอคอยให้โชคหันกลับมาแล้วจึงคอยพูดต่อ “ฉันก็รักเธอมากเหมือนกัน”

 

       “ผมรู้ครับ”

 

       “อืม”

 

       ผ่านมาจะสิบเก้าปี โชครู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ารอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าของแก้วมันกว้างขึ้นมาก

 

       คงจะเป็นเพราะความรักของเขามันถึงได้ผลิบาน... หวังว่ามันจะเป็นเพราะความรักของเขา

 

       และมันก็เป็นเพราะโชคจริงๆ แก้วรู้ตัวดี

 

 

 

...TBC

       ขมไม่สุด แต่ก็ไม่ได้หวานจับใจ นิยายเรื่องนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายความเหงาสมเป็นนิยายเหงาอยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นเวลาเกือบสิบเก้าปีที่ผ่านพ้นไปก็ทำให้รอยยิ้มของน้าแก้วกว้างขึ้นแล้วนะคะ 

       วันนี้ขอทอล์กสั้นๆ เพราะรีนไม่สบายแหละค่ะ กลัวจะเป็นโควิดแต่ในประเทศนี้ถ้าไม่ตรวจ=ไม่เจอ=ไม่เป็น แง้ แต่จริงๆ ก็คือรีนแพ้อากาศค่ะ พอดีช่วงนี้จากหนาวๆ ลมดีๆ กลายเป็นร้อนเปรี้ยงร่างกายเลยปรับไม่ทันจนป่วยนอนซมเลย ยังไงก็ตาม ทุกคนรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ขอให้แข็งแรงๆ กันน้าาา

 

       ขอบคุณทุกการอ่าน คอมเมนต์ และกำลังใจเสมอ

       ขอบคุณค่า

 

       See You on Thursday


ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
มาเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดี  :-[ ความรักของน้าแก้วกับโชคมันเป็นอะไรที่มากกว่ารัก เป็นครึ่งชีวิตของกันและกัน  :กอด1: โชคคิดถูกแล้วเรื่องแม่ ปล่อยให้เป็นความทรงจำที่ดีปนขมไปซะ ใจจะสงบขึ้นเอง มีน้าแก้วอยู่ด้วยก็พอ   :katai2-1: ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รอตอนต่อไปเลย  :pig4: :pig4: เป็นกำลังใจให้ทุกตอนและดูแลตัวเองด้วยนะคะ  :L1: :L1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 47

 

       ลมหนาวช่วงท้ายปีมักหอบพัดเอาความทรงจำเก่าๆ กลับมาเยี่ยมเยือน ในขณะที่กำลังรื้อต้นสนพลาสติกออกมาเตรียมจะเอาลงไปตั้งรับเทศกาลคริสต์มาสยังที่ประจำของมันในห้องนั่งเล่น โชคก็เหลือบไปเห็นว่าตู้ลิ้นชักเก็บของที่มุมห้องถูกกองทัพปลวกจับจองสร้างรังเกาะแผ่นไม้ด้านข้างไปเสียเกือบครึ่งแผง

 

       และเพราะอย่างนั้นกิจกรรมตกแต่งต้นคริสต์มาสประจำปีจึงต้องถูกพักเอาไว้ก่อน แล้วมาลงมือจัดการรื้อของออกจากตู้ไม้พร้อมจัดการปัญหาปลวกกวนใจแทน

 

       “เดี๋ยวตอนบ่ายๆ เขาจะส่งคนมา” แก้วยืนอยู่หน้าประตูห้องที่เปิดกว้าง เช่นเดียวกับบานหน้าต่างห้องเก็บของที่นานๆ ทีถึงจะได้เปิดระบายอากาศจนทำให้ค่อนข้างอับทึบและชื้นจนมีมดปลวกมาอาศัยสร้างรังอยู่อย่างในตอนนี้เอ่ยบอก หลังจากที่เขาโทรศัพท์ไปหาบริษัทรับกำจัดปลวกแล้ว

 

       “ครับ” โชครับคำแล้วพูดต่อ “น้าแก้วลงไปอยู่ข้างล่างเถอะ ในนี้ฝุ่นไม้มันฟุ้ง เดี๋ยวผมเก็บของออกจากตู้ก่อน”

 

       “อืม” แก้วครางรับอย่างว่าง่าย ไม่คิดจะดื้อดึงอยู่ช่วยชายหนุ่มเมื่อในปอดของเขาสูญเสียพื้นที่ให้ก้อนเนื้อไปหลายส่วนจนทำให้มีปัญหากับระบบหายใจเรื้องรังเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้จากไปในทันที “งั้นเดี๋ยวต้นคริสต์มาสปีนี้ฉันจัดการให้เองแล้วกัน”

 

       คำเสนอช่วยแบ่งเบาภาระงานในบ้านนั้นถูกตอบรับด้วยรอยยิ้มอย่างกระตือรือร้น แก้วอุ้มกล่องลังที่เต็มไปด้วยของประดับประดา ในขณะที่โชคยกต้นสนพลาสติกสูงท่วมอกเดินตามอีกคนลงมาส่งให้ที่ชั้นล่าง จากนั้นสักพักเอาถุงใส่สายไฟหลากสีลงมาให้อีกอย่าง ก่อนตัวเองจะวนกลับขึ้นบ้านไปจัดการกับห้องเก็บของต่อ

 

       เป็นวันหนึ่งในช่วงปลายปีที่วุ่นวาย แต่ก็เรียบง่ายเหมือนเช่นเคย

 

 

 

       วันต่อมาท้องฟ้าหน้าหนาวปลอดโปร่ง แดดจ้าสาดส่องลงมาปะทะกับสายลมเย็นทำให้รู้สึกไม่แสบร้อนนัก ต้นคริสต์มาสถูกประดับประดาดีไซน์แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อยเมื่อปีนี้เป็นฝีมือของแก้ว แต่ก็ยังให้ความรู้สึกคุ้นเคยเมื่อของทุกชิ้นล้วนแต่เป็นของที่ใช้ประจำ

 

       โชคซักตากผ้าตะกร้าใหญ่ที่รื้อออกมาจากตู้ปลวกเจาะบนชั้นสองตั้งแต่เช้า และเมื่อตกบ่ายผ้าแห้งดีก็ออกไปเก็บมาเตรียมพับเข้าตู้เก็บของอีกใบที่ยังมั่นคงแข็งแรงตั้งอยู่ในห้องเก็บของที่ถูกทำความสะอาดและเปิดหน้าต่างระบายอากาศเรียบร้อยแล้ว

 

       ในขณะที่ปล่อยให้เสียงโทรทัศน์ดังคลอชั้นล่างของบ้าน พัดลมส่ายไปมาด้วยเบอร์ต่ำสุด โมกตรงเข้ามาหมายจะย่ำกองผ้าจนโดนโชคดุห้ามวุ่นวายกันไปยกใหญ่ และท่ามกลางกองสิ่งทอที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นก็มีบางสิ่งปะปนอยู่ในนั้น บางสิ่งที่กวนตะกอนความทรงจำให้ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ สะท้อนเงาซีดจางอยู่หลังนัยน์ตาคู่สวย

 

       ...ผืนผ้าชีฟองสีเข้มใต้ลวดลายผีเสื้อสยายปีก และคล้ายว่าปีกบอบบางของแมลงแสนสวยที่แน่นิ่งนั้นมีแรงกระพือพัดพาวันเวลาให้หวนย้อนกลับไปในอดีตแสนห่างไกล

 

       ความรู้สึกเก่าๆ ลอยฟุ้งกรุ่นชัด แม้ภาพใบหน้าของหญิงชราจะพร่าเลือน

 

       ยายหอม... ความโชคดีแรกของเด็กชายโชค และเธอก็จากไปในสายฝนของเดือนกันยา ขณะที่เขากำลังพับผ้าอย่างในตอนนี้พอดี

 

       น่าเศร้าที่หลังจากนั้นเขาในวัยเยาว์ก็ไม่ได้รู้เรื่องของเธออีกเลย ไม่ได้มีแม้แต่โอกาสไปร่วมส่งลาในงานศพ ไม่มีแม้สักคำขอบคุณที่พูดออกไปด้วยความตั้งใจอย่างเหมาะสม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ยายแก่ทำให้เขานั้นสำคัญกับตนแค่ไหน

 

       ในตอนนั้น... เขายังเด็กเกินไป

 

       “คิดอะไรอยู่” แก้วที่เดินมานั่งลงช่วยพับผ้าเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินทางอยู่ในห้วงความคิดจนไม่สังเกตเห็นแม้เขาจะเข้ามาใกล้

 

       “ครับ?” ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์กลับมายังปัจจุบันที่ผืนผ้ารอบกายไม่ใช่สถานที่สุดท้ายของใครคนหนึ่ง หันมาสบกับดวงตาที่ยังคงมีประกายชีวิตในแก้วตาสีเข้มของคนรัก แล้วจึงค่อยตอบคำถาม “ผมกำลังคิดถึงตอนเด็กๆ น่ะครับ... มียายข้างบ้านชื่อยายหอม แกเป็นคนเลี้ยงผมหลังจากที่แม่ทิ้งไป ...ผมเคยเล่าให้แก้วฟังไหมครับ”

 

       “นิดหน่อยน่ะ” แก้วตอบ ดวงตาทอแสงอ่อนโยนลงอีกเมื่อคิดถึงเด็กชายตัวน้อยที่ร้องไห้ออกมาทั้งที่ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความตายคนนั้น "แต่ตอนนั้นเธอเด็กมาก เรื่องที่เล่าเลยไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่”

 

       “เหรอครับ” โชคหัวเราะผะแผ่ว นึกย้อนกลับไปถึงความหลังในความเงียบงัน และแก้วก็ทำเพียงแค่ระบายยิ้มอ่อนจางอย่างรอคอยแทนคำบอกกล่าวว่าจะรับฟังเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจของเขาให้เอง

 

       “ตอนนี้ผมจำหน้ายายหอมไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ แต่ผมจำได้นะว่าเวลายายยิ้มตาจะหยีจนเป็นเส้น ...ใจดีมากด้วยล่ะครับ คอยหาข้าวให้ผมกิน หาเสื้อผ้าให้ใส่ ช่วยทำแผลให้... แล้วก็จะได้กลิ่นเหมือนน้ำอบจากตัวแกอยู่ตลอดเลยด้วย...” เรื่องราวเล็กน้อยไม่ปะติดปะต่อ แต่กลับทำให้รับรู้ได้ถึงความเหงาในห้องคับแคบริมคลองของคนสองคนที่ใช้เวลาแต่ละวันไปด้วยกันอย่างชัดเจน

 

       เรื่องของยายหอมที่โชคจดจำได้มีไม่มากมายนัก มันจึงจบลงอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงม่านความรู้สึกที่ลอยคว้าง หลงทางในอากาศ และวูบไหวเมื่อยามสายลมพัดมาต้องโดน ...เหมือนกับน้ำเสียงแตกพร่าเล็กน้อยของชายหนุ่มยามเอ่ยพูดความเสียใจสุดท้ายที่ค้างคาออกมา “ยายหอมเป็นคนสอนให้ผมพูดคำว่าขอบคุณ แต่ผมไม่เคยได้บอกขอบคุณยายเลย... ทั้งที่ยายเป็นคนแรกที่ควรได้ยินคำนั้นแท้ๆ”

 

       แก้วไม่ได้พูดอะไร และโชคก็ไม่มีอะไรให้พูดต่อเช่นกัน พวกเขาต่างนั่งพับผ้ากันเงียบๆ จนเสร็จเรียบร้อย ก่อนโชคจะเป็นคนยกกองผ้าขึ้นไปเก็บใส่ตู้บนห้องเก็บของ โดยแยกเก็บผ้าคลุมไหล่แสนสวยไว้ในช่องลิ้นชักบุกำมะหยี่สำหรับเก็บเครื่องประดับที่ว่างเปล่าอย่างหวงแหน

 

       สมบัติเพียงชิ้นเดียวของเขาที่นำติดตัวมาจากคุ้มริมน้ำ

 

       เช่นเดียวกับที่มันเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวของหญิงชรา

 

       โชคจะเก็บรักษามันเอาไว้เป็นอย่างดี...

 

 

 

       ความมืดที่มีแสงเรื่อรางจากเครื่องปรับอากาศ ย้อมราตรีกาลในห้องนอนให้กลายเป็นสีน้ำเงิน บนเตียงนอนกว้างใหญ่ที่เจ้าของบ้านใช้หลับนอนด้วยกัน โชคขยับเข้าไปใกล้แก้ว ไม่ได้คว้ามากอดเมื่ออีกฝ่ายหนุนนอนหมอนสูงและดูอึดอัดกับการหายใจ เขาเพียงแค่วางมือทาบทับหลังมือแข็ง ก่อนกระชับกุมไว้เพื่อให้ไออุ่นจากตัวเองไหลสู่ผิวเนื้อที่เริ่มจะเย็นน้อยๆ เพราะอากาศ

 

       “น้าแก้ว”

 

       “หืม”

 

       “ขอบคุณครับ... สำหรับทุกอย่างเลย”

 

       “อืม”

 

       “ผมรักแก้วนะ”

 

       “ฉันก็รักเธอเหมือนกันโชค ...ขอบใจ”

 

       “ครับ”

 

       บทสนทนาก่อนห้วงนิทรามาเยือนนั้นแผ่วเบา ซ้ำซากราวกับกล่าวมาแล้วเป็นร้อยเป็นพันครั้ง แต่ก็ยังอยากจะพูดบอกออกไป เพราะต่อให้ใช้ถ้อยคำลึกซึ้งกินใจมากมายหลายล้านคำแค่ไหนมันก็ไร้ค่าหากส่งไปไม่ถึงปลายทาง...

 

       หากในวันนั้นคนที่อยากให้รับฟังไม่อยู่ตรงนี้อีกแล้ว

 



 

       หลังจากเข้าสู่ปีใหม่ได้ไม่นานก็มีข่าวน่ายินดีพร้อมกับซองกระดาษสีชมพูถูกส่งมาให้ ข้อความด้านในบอกกล่าวว่ามีชายหญิงคู่หนึ่งตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน

 

       ในวัยสี่สิบเก้าปี เนตรจะเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่อีกครั้งกับชายหนุ่มรุ่นน้องที่เข้ามาขอโอกาสดูแลเธอ

 

       วันงานจะถูกจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์แห่งความรัก แต่เป็นวันที่ยี่สิบเอ็ดเพราะตรงกับฤกษ์ดี แขกเรื่อที่ได้รับเทียบเชิญมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวและคนใกล้ชิดสนิทสนมของบ่าวสาว ซึ่งครอบครัวของอดีตสามีที่เลิกรากันไปด้วยดี และในตอนนี้ก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอเพราะเรื่องของลูกไว้ด้วย

 

       ส่วนแก้วกับโชคนั้นแน่นอนว่าถูกนับรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวธีร์ที่สนิทสนมกับเมษาลูกชายของเจ้าสาว และแม้พวกเขาจะไม่ได้ติดต่อกันโดยตรง แต่เมื่อคนเราโตเป็นผู้ใหญ่ คนรอบตัวที่ยังพอมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอยู่บ้างก็เหลือไม่มากแล้ว

 

       ทว่าน่าเสียดายที่วันเวลาไม่เป็นใจนัก วันงานเป็นวันหลังจากการเข้ารับยาเคมีบำบัดของแก้วพอดี แขกจากบ้านนี้จึงไม่ได้เดินทางไปร่วมงาน มีเพียงซองกับคำอวยพรที่ฝากผ่านธีร์ไปส่งให้กับทางเจ้าภาพ

 

       “เป็นไงบ้างครับ เวียนหัวรึเปล่า” หลังจากยามเช้าที่แก้วหน้ามืดในห้องน้ำแต่โชคดีที่คว้าขอบอ่างล้างหน้าไว้ได้ทันก่อนจะล้มลงกระแทกพื้น และโชคก็โสตประสาทไวพอที่จะได้ยินเสียงความผิดปกติแล้วพุ่งเข้ามารวบตัวแก้วพยุงไปนอนพักบนโซฟาได้ในทันที ชายหนุ่มก็คอยเฝ้าดูแลอยู่ข้างๆ ไม่ห่างไปไหน

 

       “ไม่เป็นไรแล้ว” คนน่าเป็นห่วงที่งีบหลับไปพักใหญ่หลังจากกินยาแก้วิงเวียงตอบ ขยับลุกขึ้นนั่งโดยมีอีกคนช่วยประคอง “กี่โมงแล้ว”

 

       “จะเที่ยงแล้วครับ หิวรึเปล่า” โชคตอบพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเจือด้วยความห่วงใยในแววตา

 

       “อืม หิวแล้ว” แก้วว่า และโชคก็ยิ้มกว้างกับการที่เขามีความอยากอาหาร

 

       มื้อเที่ยงสงบสุขมีบทสนทนาเรื่อยเปื่อย พอกินเสร็จโชคก็จัดการเก็บกวาดล้างจานก่อนจะเข้าไปทำงานต่อในห้องทำงาน แม้เจ้าตัวจะอยากยกเครื่องคอมพิวเตอร์ออกมานั่งทำที่ห้องนั่งเล่นเพื่อที่แก้วจะได้อยู่ในสายตาตลอดจนใจจะขาดก็ตาม แต่ก็โดนคนโตกว่าหยุดไว้ด้วยดวงตาดุๆ และคำพูดที่ว่า ‘ฉันไม่ใช่เด็ก’ เสียก่อน

 

       จนกระทั่งบ่ายแก่กล้ามเนื้อและดวงตาของมัณฑนากรหนุ่มก็เริ่มประท้วงขึ้นมาเมื่อเข้าใช้งานมันอย่างหนักอยู่หน้าจอติดต่อกันมาหลายชั่วโมง โชคยืดเส้นยืดสายบิดตัวไปมาพร้อมกับลุกยืนเตรียมจะออกไปดูอีกคนว่าโดนผลข้างเคียงจากยาเคมีเล่นงานอีกหรือเปล่า แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดินแม้สักก้าว หางตาที่เหลือบไปมองนอกหน้าต่างก็พาคนในความคิดมาอยู่ในกรอบสายตา

 

       ช่วงท้ายเดือนกุมภาพันธ์ไร้ไอหนาวแล้ว บนม้าหินติดเฉลียงยกสูงถูกจับจองด้วยขาประจำ และต้นไม้กลางลานก็ยังคงขยันโปรยดอกสีขาวลงมายามเมื่อลมโชยพัด หอบเอากลิ่นหอมจางให้ลอยละล่องไปทั่วบริเวณ แมวหนุ่มนิสัยซุกซนวันนี้กลับสงบเสงี่ยมอยู่บนตักของชายที่หรี่ตามองริ้วแสงเหนือยอดไม้เอนไหว ดวงตาสีเข้มมองไปยังท้องฟ้าโดยไร้จุดหมายแน่ชัด ราวกับกำลังเดินทางไปในห้วงอากาศ

 

       ในลานอิฐทิศตะวันตกยังคงเหมือนเดิมทุกประการ มีเพียงแก้วที่นั่งอยู่ตรงนั้นที่แลดูบอบบางซูบผอมลงไป

 

       แต่ถึงอย่างไรแก้วก็ยังคงงดงาม... ไม่แปรเปลี่ยนไปเลยในสายตาของผู้เฝ้ามอง

 

       ชายหนุ่มหยุดมองภาพนั้นอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเดินออกไปโดยมีปลายทางคือเจ้าของหัวใจ ...เผื่อว่าบางทีน้าแก้วของเขาอาจจะเหงาปากจนอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาอีก

 

       โชคไม่ปล่อยให้แก้วคิดถึงบุหรี่มากกว่าคิดถึงเขาหรอกนะ

 

 

 

       คืนนั้นก่อนเข้านอนแก้วเอนหลังพิงหัวเตียงมองจอสมาร์ตโฟนอยู่นานสองนาน โชครู้สึกว่ามันผิดวิสัยปกติของอีกฝ่ายที่ไม่เล่นมือถือก่อนนอนเล็กน้อยเลยขยับเข้าไปใกล้ แต่ก็ไม่ได้ละลาบละล้วงแอบมองโดยพลการ เพราะอย่างไรเสียโทรศัพท์ก็ถือเป็นของส่วนตัว ที่แม้จะเป็นคนรักกันก็ใช่ว่าจะทำตัวเสียมารยาทรุกล้ำเข้าไปยุ่มย่ามได้

 

       “ดูอะไรอยู่ครับ” เขาถามเสียงอ่อนอย่างต้องการความสนใจบ้าง

 

       “หืม” แก้วเบนสายตามาหา ยกยิ้มส่งให้อย่างรู้ว่าเจ้าหมาต้องการอะไร ก่อนหันหน้าจอที่กำลังดูรูปถ่ายที่ถูกส่งมาจากเพื่อนสนิทให้อีกฝ่ายดูบ้าง “งานแต่งเนตรน่ะ”

 

       “เหรอครับ” เห็นดังนั้นชายหนุ่มเลยขยับไปนอนชิดอีกคน วาดแขนไปวางพักบนหมอนนุ่มที่ซ้อนหลังแก้วอยู่ด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนจะซบหัวลงบนไหล่กว้างทว่าผอมบางเพื่อดูรูปต่อไปด้วยกัน “อาเนตรสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ”

 

       “อืม สวยมากเลยล่ะ”

 

       “คนนี้เจ้าบ่าวเหรอ” พอเลื่อนมาถึงรูปถ่ายของคู่ชายหญิงในชุดขาวยืนคู่กัน โชคก็แสดงความเห็นออกมา เกี่ยวกับฝ่ายชายที่ยังคงดูเยาว์วัยอยู่มากเมื่อเทียบกับหญิงสาววัยใกล้ห้าสิบปี “...ยังดูเด็กอยู่เลย”

 

       “ห่างกันเจ็ดปีน่ะ ตอนนี้เพิ่งสี่สิบนิดๆ เอง” แก้วบอก เอียงหัวไปชนกับคนรักอายุน้อยของตัวเองบ้าง “แต่ก็เด็กไม่เท่าเธอหรอกนะ”

 

       “แล้ว...เด็กแล้วไม่ดีเหรอครับ” ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองสบ วาววับอย่างออดอ้อนและหยอกเย้า

 

       “ไม่รู้สิ” เขาตอบกลับทันทีอย่างไม่ต้องคิด ก่อนจะแหย่หมาน้อยด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวของแมวโตเต็มวัยผู้เจนจัด “แล้วเธอล่ะ คนแก่แบบฉันมีอะไรดีนักรึไง”

 

       โชคเงียบงัน มองรอยยิ้มมุมปากที่ทำให้น้าแก้วดูยั่วยวนโดยที่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจงใจหรือเปล่า แต่จะจงใจหรือไม่ก็ช่างประไร เพราะจะอย่างไหนมันก็เป็นเหตุผลที่มากพอให้เขากดจูบลงไปบนนั้นเป็นคำตอบ “ผมน่ะพอรักแก้วแล้วก็คิดแค่ว่ารัก ไม่ได้คิดอย่างอื่นเลยครับ”

 

       “หืม คิดหน่อยก็ดีนะ” แก้ววางโทรศัพท์ ตะแคงตัวหันเข้าหาคนข้างกาย วางมือลงบนกลุ่มผมไม่สั้นไม่ยาวนักแล้วลูบเสยตามไปแนวหู

 

       “ส่วนแก้วน่ะคิดมากเกินไป” คนโดนลูบไล้อย่างอ่อนโยนยึดมือที่มอบสัมผัสอบอุ่นมากุมไว้ แนบริมฝีปากลงบนปลายนิ้วเรียวยาว พลางนึกถึงช่วงเวลาหลายปีที่แก้วใช้ไปในการทบทวนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา

 

       “ฉันก็ต้องคิดสิ” คนโดนกล่าวหาพรูลมหายใจยาว แววตาอ่อนลงแต่ยังคงความจริงจังเอาไว้ “ฉันเลี้ยงเธอมานะโชค ฉันอยากจะแน่ใจว่าที่เธอรู้สึกกับฉันมันเพราะเธอรักฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะฉันใจดีกับเธอ หรือเพราะฉันเป็นคนเดียวที่เธอจะพึ่งพาได้เลยเอาหัวใจมาผูกไว้กับฉันแล้วหลงคิดไปว่ามันคือความรักน่ะ”

 

       “แล้วแก้วคิดว่ายังไงครับ” คำถามนั้นทำให้แก้วครุ่นคิด เขามั่นใจว่าโชครักเขา แต่ก็ยังคงมีบางส่วนที่ไม่แน่ใจว่ามันเริ่มมาจากความรู้สึกต้องการที่ยึดเหนี่ยวด้วยความไร้เดียงสาหรือเปล่า

 

       “ฉันไม่แน่ใจ” รู้สึกขมฝาดขึ้นมาเมื่อพูดจบ เพราะแม้จะยังไม่มั่นใจเต็มร้อยแต่เขากับโชคก็มาไกลกันถึงขนาดนี้แล้ว ทั้งที่บางทีมันอาจจะเป็นการใช้ประโยชน์จากความรักที่ก่อตัวขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกชักนำของเด็กชายมาห่อหุ้มหัวใจเดียวดายของตัวเองก็ได้ ช่างเป็นผู้ใหญ่ที่น่าละอายเสียจริง

 

       “ผมต้องทำยังไงให้แก้วแน่ใจ” คำถามของโชคดึงแก้วกลับมาอยู่ต่อหน้าแววตามั่นคงและลึกซึ้งซึ่งสะท้อนภาพเขาอย่างซื่อตรง “ผมรักแก้ว ไม่ใช่แค่เพราะแก้วใจดีหรอกนะ ถึงจะไม่รู้ว่ามันเริ่มมาจากแบบที่แก้วบอกรึเปล่า แต่ถ้ามันเป็นแค่ความรู้สึกของเด็กๆ แบบนั้นมันก็น่าจะจางไปบ้างสิครับ แล้วแก้วก็ไม่เคยขอให้ผมรักนี่ ผมรักของผมเอง ผมเคยพยายามลองรักคนอื่นแล้วด้วย แต่มันก็ไปไม่รอด...”

 

       “ผมน่ะ... มั่นใจนะว่าผมรักแก้วด้วยตัวของผมเอง” มือใหญ่ไล้เรียวนิ้วของอีกฝ่ายให้เหยียดออก ทาบฝ่ามือราวกับเป็นเด็กน้อยที่กำลังเทียบขนาดมือกัน “ผมรักแก้วมาก...รักมากมานานขนาดนี้แล้ว แก้วเชื่อผมเถอะนะครับ”

 

       “อือ” คำตอบแสนสั้น แต่เขาจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้ แค่ได้เห็นแก้วยิ้มออกมาผ่านดวงตาสีเข้มที่ระยะห่างระหว่างกันค่อยๆ ลดลงจนลมหายใจที่กั้นกลางสลายไป หลงเหลือไว้เพียงความร้อนที่มอบประทับแผ่วเบาบนกลีบปาก กับร่างกายที่กอดก่ายกันเอาไว้แนบแน่น

 

       เขาจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้...

 



 

       พายุฤดูร้อนก่อตัวในช่วงกลางเดือนมีนาคม โหมกรรโชกแรงจนต้องปิดบานหน้าต่างรอบบ้านกันฝนสาดเข้ามา แก้วมีไข้อ่อนๆ และโมกก็หวาดกลัวเสียงฟ้าร้องคำราม

 

       ชายหนุ่มผู้ต้องดูแลแมวสองตัวที่นอนขดอยู่บนเตียงในห้องนอนจึงต้องเดินขึ้นลงบ้านไม่ว่างเว้น

 

       “หนาวไหมครับ น้ำเย็นไปรึเปล่า” โชคถามขณะที่ปั้นผ้าชุบน้ำขึ้นมาเช็ดใบหน้าและลำคอให้คนป่วย

 

       “อือ แต่ห่มผ้าแล้วร้อน” แก้วงึมงำตอบ พลางปัดผืนผ้านวมให้พ้นตัว

 

       “เท้าเย็นหมดแล้วนะครับ” พยาบาลจำเป็นว่า แต่มือก็ช่วยดึงผ้าห่มผืนหนาไปกองไว้อีกฝั่งเตียง ก่อนจะลุกไปรื้อค้นตู้เสื้อผ้าแล้วกลับมาประคองอีกฝ่ายขึ้นนั่ง “ไม่ห่มผ้าก็ได้ครับ แต่ใส่เสื้ออีกตัวกับถุงเท้าก่อนนะ”

 

       “อือ” ชายวัยกลางคนที่ในหัวมึนงงเพราะพิษไข้ยอมให้ความร่วมมืออย่างว่าง่าย สอดแขนสวมเสื้อแขนยาวตามที่คนรักหนุ่มบอกราวกับเด็กน้อยที่กำลังฝึกแต่งตัว แต่หลังจากที่ชายเสื้อทิ้งคลุมลงสุดความยาว เขาก็ทิ้งตัวลงนอนต่ออย่างอ่อนล้าทันที ปล่อยให้หน้าที่สวมถุงเท้าให้ตนเป็นของอีกคน

 

       โชคส่งยิ้มให้เมื่อแก้วพยายามปรือตามองเขา ฝ่ามืออุ่นร้อนลูบวนกอบกุมปลายเท้าเย็นเฉียบเอาไว้เพื่อถ่ายอุณหภูมิความร้อน ก่อนจะบรรจงสวมเครื่องกันหนาวให้อย่างใจเย็นและตั้งใจ

 

       “ขอบใจ” เสียงพึมพำแผ่วเบา แต่ก็ได้ยินชัดเจน

 

       “ครับ” เขารับคำแล้วเอนตัวลงนอนข้างๆ พร้อมกับจับมือเรียวไว้ให้ไออุ่นจากร่างกายตัวเองซึมผ่านไปหาเจ้าตัว ไม่นานนักก็รู้สึกง่วงตาม และก่อนจะร่วงสู่ห้วงนิทราไปด้วยกันเขาก็รับรู้ได้ถึงก้อนขนนุ่มที่มาซุกอยู่กับท่อนขา

 

       อบอุ่น... แม้อากาศจะเย็นชื้นท่ามกลางเสียงลมฝนฟ้าคะนอง

 

 

 

       ท้องฟ้าหน้าร้อนหลังมรสุมสลายตัวปลอดโปร่งโล่งแจ้ง และแสงแดดก็ร้อนแรงแผดเผาให้อบอ้าวจนร่างกายกระหายน้ำ

 

       โชคออกมาดูต้นไม้ดอกไม้ในสวนข้างบ้านว่าถูกฝนชะดินออกจากกระถางไปหมดแล้วหรือยัง และในขณะที่กำลังเติมดินใส่ปุ๋ยให้กับต้นกุหลาบขาวที่รอดชีวิตกำลังแตกกิ่งผลิดอกตูมอยู่ สิ่งที่เจิดจ้ายิ่งกว่าแสงอาทิตย์ก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาสาดแสงแยงตาถึงหน้าบ้านไม้สีขาวสองชั้น

 

       ...แม้วันแห่งความรักจากไปพร้อมกับเดือนกุมภา แต่ดูท่าว่าปีแห่งความรักจะยังไม่สิ้นสุดลง

 

       หญิงสาวเต็มวัยกำลังสดสวยเต็มที่ยืนฉีกยิ้มหวานหยดให้น้องชายต่างสายเลือด

 

       “งานแต่งงานพี่ ไปให้ได้นะโชค”

 

       ปรางกำลังจะแต่งงาน กับคนรักชาวต่างชาติของเธอ...

 

       เรื่องการจดทะเบียนสมรสและเอกสารต่างๆ จะดำเนินการที่ต่างแดนเพราะปรางได้แปลงสัญชาติเป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว และคู่สมรสเองก็เป็นอเมริกันชนโดยกำเนิด ส่วนงานพิธีจะกลับมาจัดที่ประเทศไทยในเดือนมิถุนายน บนเกาะริมชายหาดทะเลอันดามันของจังหวัดภูเก็ต

 

       มันยังเป็นเพียงคำชวนปากเปล่าเพราะการเตรียมงานและออกแบบการ์ดเชิญยังไม่พร้อมดีด้วยซ้ำ แต่ปรางก็อยากจะมาบอกข่าวแก่น้องชายด้วยตัวเองแต่เนิ่นๆ ในระหว่างที่กลับมาเยี่ยมครอบครัวที่บ้านเกิดและวางแผนงานแต่งงาน

 

       โชคสวมกอดพี่สาวคนสวยเอาไว้แน่นด้วยความยินดีจากใจ รู้สึกตื้นตันและตื่นเต้นไปด้วยทั้งที่ไม่ใช่คนที่จะเข้าพิธีเองเสียหน่อย แต่เพราะเขาเห็นว่าในดวงตาสีน้ำตาลกระจ่างใสคู่นั้นมันทอประกายเช่นไรยามหญิงสาวพูดถึงงานสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

       ...มันมีความสุขมากมายจนแทบจะล้นทะลักออกมา

 

       “พี่ปราง” โชคเอ่ยเรียกเมื่อเดินออกไปส่งสาวเจ้าถึงหน้าประตูรั้ว

 

       “คะ?” สาวสวยหันกลับมา แจกรอยยิ้มสดใสที่ทำให้ดวงตะวันล่าถอย

 

       ปรางกำลังจะได้เป็นหญิงสาวที่สวยที่สุดและมีความสุขที่สุดในวันแต่งงานของเธอ

 

       และเช่นเดียวกัน...

 

       “คนคนนั้นโชคดีมากเลยนะครับ”

 

       “อื้อ แต่จริงๆ ก็โชคดีกันทั้งคู่นั่นแหละ”

 

       คำตอบรับแสนอ่อนโยนเหมือนกับที่ฉายแววอยู่หลังนัยน์ตา แม้จะยังไม่เคยได้เจอกับคนรักของหญิงสาว แต่โชคก็มั่นใจว่าใครคนนั้นคงคู่ควรแล้ว... ในเมื่อแหวนซันสโตนบนนิ้วนางข้างซ้ายทำให้พี่สาวเขายิ้มได้กว้างถึงขนาดนี้เลยนี่

 

       “มาให้ได้นะ” ปรางเอ่ยกำชับอีกครั้งก่อนจากกัน

 

       “ครับ จะไปให้ได้เลย” และโชคก็รับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ

 

       โชคกลับเข้ามาในบ้านหลังจัดการกับไม้ดอกในกระถางเสร็จเรียบร้อย ปรางที่แวะมาไม่ได้อยู่คุยนานนักและเพราะว่าแก้วยังนอนพักจากพิษไข้อยู่จึงไม่ได้เข้ามาทักทาย เขาตรงขึ้นไปยังห้องนอนใหญ่บนชั้นสอง ตรวจเช็คอุณหภูมิคนป่วยด้วยปรอทวัดไข้ พอเห็นว่ามันลดลงมากแล้วก็สบายใจ

 

       “น้าแก้ว...” ชายหนุ่มนั่งลงบนพื้นข้างเตียง เกยคางบนที่นอนมองคนรักที่ยังคงหลับใหล พลางคิดถึงเรื่องที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนอย่างการแต่งงาน

 

       ...ระหว่างเขากับแก้ว

 

 

 

...TBC

       ผ่านไปกับอีกตอนที่เดินทางผ่านช่วงเวลาอย่างเอื่อยเฉื่อย แต่ก็ได้เห็นความเปลี่นแปลงในชีวิตของตัวละครมากมาย รวมถึงเรื่องของยายหอมที่ติดอยู่ในใจของโชคด้วย และเพราะหลายๆ ครั้งในชีวิตคนเราก็มีสิ่งที่เสียใจหรือเสียดาย แต่ก็ไม่อาจทำอะไรกับมันได้อยู่เยอะแยะไปหมดเลยล่ะค่ะ คนเราเลยทำได้แค่คิดถึงมัน รู้สึกถึงมัน แล้วก็ก้าวเดินต่อไปเท่านั้น

       แล้วก็ในตอนนี้ก็ถึงตอนที่รีนได้สัญญาเอาไว้ในท้ายตอนก่อนๆ นู้น ว่าจะมีการพูดชี้แจงถึงประเด็นที่ดูสุ่มเสี่ยงและก้ำกึ่งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างน้าแก้วกับน้องโชคแล้วนะคะ อยากให้ทุกคนอ่านจริงๆ เพราะงั้นรีนเลยไม่ใส่แสดงสปอยล์นะคะ เพราะงั้นอ่านด้วยนะคะ

     

.....

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
.....



       1. กรณีเปโด (Pedophilia) หรือ การใคร่เด็ก ซึ่งเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ทางเพศกับเด็กอายุต่ำกว่า 13-14 ปี (ช่วงก่อนวัยหรือวัยเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม/สาว) และเมื่อเด็กโตพ้นช่วงนี้ก็มักจะหมดความสนใจและมองหาเหยื่อรายใหม่แทน และเปโดเป็นความป่วยทางจิตนะคะ เป็นอาชญากรรมด้วย! ส่วนในนิยายเรื่องนี้น้าแก้วไม่เข้าข่ายนี้ค่ะ น้าแก้วไม่ได้มีอารมณ์ทางเพศกับโชคในตอนเด็ก ไม่ได้มองหรือมีเจตนาในด้านนี้แต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย คนรักเก่าอย่างอาธีร์เองก็ไม่ใช่เด็กที่ยังไม่พ้นวัย Pre-puberty หรือกำลังอยู่ระหว่าง Puberty ด้วยเหตุนั้นจึงเหมารวมว่าเป็นเปโดไม่ได้ อนึ่งเรื่องของเรนจ์อายุเด็กที่ระบุไว้นั้นมีข้อกังขากันในเรื่องของสรีระของชาว Westerner กับชาวเอเชียนที่มีช่วงระยะการเติบโตที่ไม่เท่ากันอยู่ก็ตาม แต่น้องโชคในช่วงวัยที่น้าแก้วเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกนั้นเองก็เติบโตจนพ้นวัยที่เข้าข่ายเปโดแล้วค่ะ น้องโชควัย 17-18 โตเป็นหนุ่มแล้วนะคะ

       2. กรณี Child Grooming หรือ การเตรียมเด็กเพื่อทารุณกรรมทางเพศ ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเลี้ยงต้อยไว้กินตอนโตนั่นเองค่ะ โดยที่การกรูมมิ่งจะมีเจตนาเป็นหลัก การกรูมมิ่งคือการที่มีเจตนามุ่งเน้นเพื่อที่จะมีเพศสัมพันธุ์กับเหยื่อ หรือเพื่อให้เหยื่อมีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับผู้กระทำ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เลี้ยงดูเองก็ได้นะคะ เพื่อนพ่อเพื่อนแม่ ลุงป้าน้าอา คนรู้จักก็สามารถเป็นผู้กระทำได้เช่นกัน และมันจะต่อเนื่องมาถึงการกระทำที่แสดงออกต่อเหยื่อค่ะ เช่น การทำให้เหยื่อรู้สึกเป็นมิตร เชื่อใจ หรือหนักๆ เลยก็ทำให้หลงเชื่อว่าเป็นที่พักพิงเพียงหนึ่งเดียว สร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เหยื่อต้องพึ่งพาตัวผู้กระทำเอง จนอาจถึงขั้นกักขังจำกัดอิสรภาพ โดยอ้างถึงความปลอดภัยต่างๆ กล่อมเหยื่อยให้คล้อยตามเลยก็มี และการกรูมมิ่งเป็นอาชญากรรมร้ายแรงนะคะ!! ส่วนในกรณีนี้น้าแก้วไม่ได้เข้าข่ายนั้นค่ะ น้าแก้วรับโชคมาเลี้ยงด้วยความรู้สึกสงสาร และหลังจากนั้นก็เลี้ยงดูอย่างดีโดยที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน น้าแก้วไม่เคยพยายามทำให้โชคต้องพึงพาแก้วเลย น้าแก้วอยากให้โชคมีสังคม มีชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป ในตอนที่โชคกำลังจะมีแฟน น้าแก้วก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำหน้าที่ผู้ปกครองอย่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นน้าแก้วจึงไม่เข้าข่ายกรูมมิ่งทั้งในด้านของเจตนาที่สำคัญที่สุดและในด้านการกระทำเลยค่ะ

       3. กรณี Power Dynamic หรือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้างจะคลุมเครือและยากที่จะตัดสินถูกผิด เพราะอำนาจในแต่ละความสัมพันธ์ก็แตกต่างกันไปในทุกๆ คู่เลย หากจะพูดตามทฤษฎี ความสัมพันธ์ที่ Balance ทั้งเรื่องของวุฒิภาวะ ฐานะ การศึกษา และอื่นๆ คือความสัมพันธ์ที่ Healthy ส่วนความสัมพันธ์ที่ Imbalance จะ Unhealthy ซึ่งในความเป็นจริงการที่จะ Balance กันในทุกๆ ด้านเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากเลยค่ะ และในนิยายเรื่องนี้ ว่ากันตามอายุ วุฒิภาวะ ฐานะ น้าแก้วมีมากกว่าโชคในทุกด้านจริงค่ะ และมันก็อาจจะไม่เฮลตี้จริง แต่ก็ไม่ได้ท๊อกซิกนะคะ ในความคิดของรีน (ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้) รีนมองว่าความสัมพันธ์ที่ไม่เท่ากันแบบนี้จะท๊อกซิกก็ต่อเมื่อฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าใช้สิ่งนั้นกดทับอีกฝ่าย เช่น “ผมเป็นคนหาเงินเข้าบ้านเป็นหัวหน้าครอบครัว คุณต้องฟังคำสั่งของผมโดยห้ามโต้แย้ง” หรือในรูปแบบที่เป็นไม่ได้แสดงออกโดยตรงอย่างแด๊ดดี้กับเด็กเสี่ย ที่เสี่ยเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ เด็กเสี่ยเลยทำตามที่แด๊ดดี้ต้องการทุกอย่างเพราะเกรงใจหรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้ตัวเด็กเสี่ยเองรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า เป็นต้น แต่ในความสัมพันธ์ของน้าแก้วกับโชคไม่ได้มีการใช้อำนาจในเชิงนั้นเลยค่ะ มีแค่น้าแก้วที่โตกว่าดุหรือห้ามปรามโชคบ้างในบางเวลาที่โชคทำตัวไม่เหมาะสมเท่านั้น และเมื่อดูจากช่วงเวลาหลังจากที่น้าแก้วกับโชคคบหากันหลังจากนั้น รีนก็คิดว่ารีนค่อนข้างจะชัดเจนในการเล่าเรื่องออกมาให้ว่าระหว่างทั้งสองคนเขาต่างมีอำนาจในด้านของจิตใจต่อกันมากๆ ทั้งคู่นะคะ ไม่ใช่แค่โชคที่พึ่งพิงแก้ว แก้วเองก็ต้องการโชค มันไม่ใช่การคลั่งรักอยู่ฝ่ายเดียว ความสัมพันธ์มันมีการพัฒนาไปจนอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าเท่าเทียมกันแล้วค่ะ

      4. กรณีที่ตกหลุมรักโดยมีความรู้สึกอ่อนไหวทางสภาพจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง(?) รีนไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรค่ะ แต่มันเหมือนอย่างการที่คนไข้ตกหลุมรักหมอเพราะรู้สึกปลอดภัย หมอสามารถดูแลรักษาตัวเองได้ ประมาณนี้ ซึ่งความสัมพันธ์ประเภทนี้จะผิดในเรื่องของจรรยาบรรณวิชาชีพนะคะ ไม่ได้ผิดศีลธรรมหรือข้อกฎหมายใด ซึ่งในนิยายเรื่องนี้รีนในฐานะคนเขียน รีนก็ไม่ได้ตั้งใจให้ความรู้สึกของโชคแสดงออกไปในรูปแบบนั้นเลยค่ะ อย่างตอนที่น้องโชคตกหลุมรักในอุโมงค์อควาเรียม ตอนนั้นน้องเด็กมากจนไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นคืออะไร แต่เพราะในตอนนั้นน้าแก้วที่จมลงไปในอดีตกำลังดูเหงาและเศร้า น้องก็เลยอยากจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนั้นแล้วได้เห็นน้าแก้วยิ้มและมีความสุขเท่านั้น ต่อมาในตอนที่น้องปรางถามน้องโชคว่าทำไมถึงชอบน้าแก้ว น้องโชคตอบว่า “เพราะน้าแก้วใจดีที่สุดเลย” ซึ่งมันเป็นคำตอบในตอนที่ทั้งคู่ยังเด็กอยู่ ไม่ได้เข้าใจอะไรมากนัก แค่พูดออกไปโดยไม่มีอะไรแอบแฝง จนมาครั้งที่สองที่ทั้งสองคนเริ่มโตแล้ว ตอนที่ปรางถามแล้วโชคอึกอั่กตอบว่าชอบ ปรางบอกว่า “ก็เพราะน้าแก้วของน้องโชคใจดีที่สุดเลยนี่เนอะ” ซึ่งในตอนนั้นปรางรับรู้แล้วนะคะว่าโชคชอบแก้วแบบไหน มากเกินกว่าในวัยเยาว์ไปแล้ว และมันก็มากกว่าแค่เพราะน้าแก้วใจดีไปแล้วเช่นกัน แต่เพราะน้องดูอึดอัดใจที่จะพูดออกมาตรงๆ พี่สาวเลยช่วยให้มันง่ายขึ้นโดยการพูดแบบนั้นออกไปแทน สรุปแล้วรีนก็แค่อยากจะบอกว่าน้องโชครักน้าแก้วโดยความรู้สึกที่อยากจะทำให้อีกคนมีความสุขค่ะ ไม่ใช่ว่าเพราะน้องขาดแล้วน้าแก้วช่วยเติมให้เลยรัก แต่ตัวน้องเองนั่นแหละที่อยากจะเข้าไปเติมน้าแก้วให้เต็มไปด้วยรอยยิ้มต่างหาก

      5. ต่อมาจะพูดถึงพัฒนาการความรู้สึกของตัวละครหลักทั้งสองตัวนะคะ ของน้องโชค น้องตกหลุมรักในวัย 11 ปี ซึ่งก็เด็กมาก แต่น้องก็ไม่ได้รู้ตัวและไม่ได้ส่งผลอะไรกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่เลย จนกระทั่งที่น้องเริ่มโต ตอนที่น้องเริ่มรับรู้แล้วว่าความรู้สึกของน้องที่มีมันมากเกินกว่าแค่เด็กชายกับผู้ปกครอง ซึ่งตอนนั้นน้องอายุ 15 เป็นวัยแรกรักก็คงจะว่าได้ และเพราะความรักของน้องมันไม่ควร น้องก็เลยเก็บมันเอาไว้กับตัวเอง พยายามที่จะไม่ให้มันส่งผลกระทบกับน้าแก้วหรืออาธีร์ แต่มันก็เจ็บปวดอยู่ดียิ่งด้วยช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ และตอนอายุ 16 น้องโชคก็คิดจะมูฟออนจากน้าแก้วเหมือนกัน น้องโชคเปิดใจให้กับพี่แพร พยายามก้าวออกจากมุมแอบรักที่ความหวังริบหรี่ แต่สุดท้ายความสัมพันธ์นั้นก็ต้องจบลง แล้วโชคก็ได้รู้อย่างชัดเจนอีกครั้งว่าตัวเองรักแก้วมากแค่ไหน และทั้งหมดนี้น้าแก้วไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการทำให้เกิดความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ส่วนในด้านความรู้สึกของแก้ว แก้วเลี้ยงโชคมาด้วยความหวังดี อยากให้เด็กชายได้มีชีวิตที่ดีจนเป็นเด็กหนุ่ม แล้วก็ยังคงมองต่อไปถึงอนาคตวันที่ตัวเองจากไปด้วยซ้ำ กว่าน้าแก้วจะรู้ว่าโชคไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่น้าแก้วโชคก็ 17 แล้ว ในตอนแรกที่รู้แก้วก็ไม่ได้รู้สึกดีกับความรู้สึกที่ได้รับ แก้วถอยห่างโดยการไม่ทำอะไรเลย ใช้ชีวิตไปแบบปกติโดยที่มันเป็นคำตอบปฏิเสธในตัวอยู่แล้ว แต่โชคก็ไม่ได้ยอมแพ้ที่จะพยายามเป็นผู้ชายคนหนึ่งในสายตาแก้ว และมันใช้เวลาอีกครึ่งปีกว่าแก้วจะเริ่มมองเห็นว่าโชคไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิมอีกแล้ว โชคโตเป็นหนุ่มแล้ว หลังจากนั้นแก้วก็ทบทวนกับตัวเองอยู่อีกหลายเดือนถึงความรู้สึกของโชค จนเมื่อเข้าใจว่าความรู้สึกที่โชคมอบให้มันจริงจังมาก แก้วเลยพยายามที่จะตอบรับไปโดยไม่รู้ตัว และกว่าแก้วจะข้ามผ่านความรู้สึกต่างๆ มาได้ก็ไม่ได้ง่ายดายเลยนะคะ กว่าทั้งสองคนจะรักกันได้ ทุกคนที่อ่านมาก็คงจะรู้กันอยู่แล้วว่าทั้งโชคและแก้วต่างก็มีช่วงเวลายากลำบากและอึดอัดใจในความรู้สึกที่เกิดขึ้นมา และเพราะว่าทุกตัวละครที่รีนสร้างขึ้นมาไม่ได้สมบูรณ์แบบ ไม่ได้ sensible อิงตรรกะกันหมด มันมีอารมณ์และความรู้สึกยุ่งเหยิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ในหลายๆ ครั้งตัวละครก็เลือกทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือไร้เหตุผลลงไปเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการอ่าน คิดและตัดสินใจว่าการกระทำของตัวละครส่งผลกระทบอย่างไรบ้างด้วยตัวเองนะคะ

       6. ในข้อนี้จะขอพูดถึงเรื่องกฎหมายและอายุของน้องโชคที่ดูก้ำกึ่งค่ะ อย่างแรกเลยคือตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุไว้ว่าบุคคลจะบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ต่ำกว่านั้นยังคงเป็นผู้เยาว์อยู่ (ซึ่งใช้ในด้านของกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำนิติกรรม) แต่ในทางอาญาซึ่งตีความตามตัวอักษรระบุความผิดโทษฐานพรากผู้เยาว์เอาไว้สองกรณีเท่านั้น ก็คือ ต่ำกว่า 15 ปี กับ 15-18 ปี (ปล. Age of consent ของไทยอยู่ที่ 15 ปีนะคะ อย่างในกรณีพรากผู้เยาว์ 15-18 ปีจะมีมาตราแยกย่อยไปอีก คือ ถูกพรากแบบไม่เต็มใจจะเข้ามาตรา 318 แต่ถ้าหากพรากแบบเต็มใจจะเข้ามาตรา 319) และไม่มีการระบุโทษในช่วงที่มากกว่า 18 ไปแล้วค่ะ ซึ่งจูบแรกของน้าแก้วกับโชคก็เกิดขึ้นเมื่อน้องโชคอายุครบ 18 ปี ทั้งสองคนเริ่มเรียกได้ว่าคบหาดูใจกันตอนน้อง 19 กำลังจะ 20 และมีเซ็กส์กันหลังจากโชคผ่าน 20 ไปแล้วค่ะ ส่วนในช่วงที่โชค 17 ปลายๆ ที่มีการจับไม้จับมือกันนั้นก็ต้องดูที่เจตนาของแก้วเป็นหลักค่ะ และแก้วก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะเกินเลยกับโชคเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความผิดตามข้อกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นแต่อย่างใด

       7. ประเด็นอินเซส (Incest) หรือ การมีความสัมพันธ์กับคนร่วมสายเลือด ในตอนที่ 29 เองก็มีการบรรยายถึงเรื่องนี้เอาไว้ในเนื้อหาค่ะ อย่างที่บอกไปว่าเพราะเลี้ยงมากับมือ แบบนี้มันก็แทบไม่ต่างอะไรกับการมีสัมพันธ์กับลูกในไส้เลย นั่นคือในเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวค่ะ น้าแก้วกับโชคไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เพราะงั้นทั้งสองคนนี้ไม่เข้าข่ายอินเซสแน่นอน จะมีก็แต่ความรู้สึกที่ถูกกลั่นกรองจากจารีตและสังคม ซึ่งหากจะพูดถึงประเด็นนี้ก็คงคล้ายกับประเด็นที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยมีความสัมพันธ์กันแล้วเพิ่งพบว่าเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดค่ะ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ผิดศีลธรรมตามมุมมองสังคมอยู่ดี แต่หากมองในมุมของบุคคลที่ไม่รับรู้มาก่อนมันก็เป็นเรื่องที่ตัดสินได้ยากว่าถูกหรือผิดนะคะ หรืออย่างในกรณีที่ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเลือด แต่ถูกเลี้ยงมาด้วยกันให้เป็นพี่น้องกัน เช่นพ่อแม่แต่งงานกัน ในกรณีนี้เองก็ยากจะบอกเช่นกันว่ามันถูกผิดอย่างไร เพราะทั้งสองไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกัน แต่ก็เป็นพี่น้องกัน แต่ในขณะเดียวกันตัวของพวกเขาเองก็อาจจะไม่ได้มองอีกฝ่ายเป็นพี่น้องในมุมมองของเขา เพราะงั้นนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รีนอยากให้นักอ่านทุกคนขบคิดและหาคำตอบให้กับตัวเองค่ะ

       หลายๆ ประเด็นข้างต้นรีนก็ได้สอดแทรกเข้าไปในเนื้อหาอยู่แล้ว สำหรับนักอ่านทุกคนรีนก็มั่นใจว่าคงผ่านตากันมาบ้างแน่นอน เพราะจริงๆ รีนก็อยากจะกล่าวถึงเรื่องเปโดและกรูมมิ่งเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ขึ้นมา เหมือนในประเด็นอื่นๆ ที่รีนใส่มาเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องเซฟเซ็กส์ เซ็กส์ ท้องไม่พร้อม เพศ และอีกหลายๆ ประเด็น แต่เพราะพื้นที่ให้น้ำหนักอาจจะน้อยไปหน่อยเลยดูเหมือนไม่เด่นชัดนักก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ อย่างไรงานเขียนเรื่องนี้ก็เป็นนิยายไม่ใช่ตำราความรู้ที่จะสามารถนำไปอ้างอิงได้ รีนก็ขอให้นักอ่านทุกคนค้นคว้าข้อมูลอื่นๆ ด้วยตัวเอง ศึกษาและช่วยกันทำให้สังคมนี้ดีขึ้นไปด้วยกันโดยที่ยังคงรักษามารยาทเอาไว้ด้วยนะคะ (ทุกวันนี้ฉอดกันแรงมากเลย บางทีมันก็เป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจมากๆ เพราะงั้นเลยอยากให้ระวังกันด้วยนะคะ  :L2: ) และถ้าในส่วนไหนที่รีนบ้งและผิดจริง รีนก็พร้อมรับฟังค่ะ คุณสามารถมาคุยกับรีนได้เสมอเลย ส่วนถ้าหากว่าส่วนที่ทำให้คุณไม่สบายใจไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด แต่ขัดกับศีลธรรมหรือความเชื่อในจิตใจของคุณก็สามารถมาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เช่นกันค่ะ ขอแค่อย่าเอาไม้บรรทัดส่วนตัวมาวัดแล้วตราหน้าด่าว่าทุกสิ่งที่ขัดใจผิดไปเสียหมดก็พอ

       และเพื่อความสบายใจของรีน เพราะรีนก็ไม่อยากให้ใครมาด่าหรือลากออกไปแหกว่าเขียนนิยายที่เป็นพิษกับสังคมหรืออะไรก็ตาม รีนเขียนเรื่องนี้มาด้วยความรักค่ะ รีนรักนิยายเรื่องนี้ รักตัวละครของรีน การที่จะต้องถูกตราหน้าด่าว่าอิกนอร์ทั้งที่รีนก็มั่นใจในระดับหนึ่งว่าแม้รีนจะแตะประเด็นสุ่มเสี่ยงและอ่อนไหว แต่รีนก็เอ็ดดูเคดตัวเองอยู่เสมอ มันเลยเป็นอะไรที่ปวดใจจริงๆ เวลาที่โดนว่าก่อนที่จะอ่านเสียด้วยซ้ำ รีนก็เลยตัดสินใจจะเพิ่ม TW ไว้ที่หน้าแนะนำนิยายค่ะ หวังว่าทุกคนที่อ่านจะได้รับสารจากรีนอย่างครบถ้วนนะคะ ขอบคุณทุกความรักที่มอบให้นิยายเรื่องนี้ค่ะ

       ปล.ถ้าใครอยากจะหวีดหรือรีวิวในทวิตเตอร์ #น้าแก้วของโชค ก็สามารถช่วยกันชี้แจงประเด็นนี้ให้คนที่ไม่ได้อ่านเข้าใจด้วยได้เลยนะคะ เพราะบางคนที่ผ่านมาเห็นรีวิวเขาก็ตัดสินนิยายเรื่องนี้กันไปแล้วโดยที่ยังไม่ได้เข้ามาอ่านเลยค่ะ

 

       ส่วนในตอนต่อไปที่จะมาถึงในวันจันทร์ รีนก็อยากให้ทุกคนเก็บความสวยงามและอารมณ์ความรู้สึกมากมายในตอนนั้นอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลหรือกลัวอะไรเลยนะคะ สัญญาว่าตอนหน้าไม่ใจร้ายแน่นอนค่ะ 

 

       ขอบคุณทุกการอ่าน ทุกคอมเมนต์ และทุกกำลังใจ

       ขอบคุณมากนะคะ

 

       เจอกันวันจันทร์ค่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-12-2020 21:10:10 โดย FebruarySea »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
ทำงานเก็บเงินซื้อแหวนแทนใจให้ก็ได้นะโชค อิอิ  :-[ ทุกคนก็แยกกันไปมีครอบครัว เราอยู่กันแบบนี้ก็มีความสุขได้  :กอด1: ลืมยายหอมไปเลย ทำบุญให้บ้างก็ดีนะโชค คิดถึงแกเลย  :hao5: สู้ๆนะน้าแก้วผ่านไปอีกเข็ม เป็นกำลังใจให้ทั้งน้าแก้ว โชคและผู้แต่งนะคะ   :3123: รอตอนต่อไปเลย

ปล.ที่อธิบายเพิ่ม ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ ส่วนตัวเราไม่ซีเรียสนะเพราะมันคือนิยาย 555 ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆเรื่องนี้ค่ะ  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Gimlongdeep

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 54
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
อุแงงงง จนทันแล้วฮะ ตาล้้้้าทีเดียว มาเม้นต์แล้วววค่าหลังจากไปหวีดอยู่แต่ในทวิต ไม่รู้จะเม้นถึงว่ายังไงมันอ่านมาหลายตอนละเกิน ไปแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับเรามันเป็นงานเขียนที่ดีมากค่ะ ปริ่ม คุณรีนแต่งได้ดี สำนวนดีและเนื้อเรื่องทุกอย่างดีมากกก ชอบหลายประโยคมากเลยค่ะที่อ่านมา  :katai4: อยู่ในใจเป็นหมื่นล้านคำ และขอบคุณสำหรับการที่คุณแต่งเรื่องนี้นะ และอยากขอเป็นกำลังใจในการแต่งนิยายต่อไปๆ อ่านทุกทอร์คเลยค่ะ  จาเป็นกำลังจัยเร้กๆ :mew1: ให้

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 48

 

       มิถุนายนฝนตั้งเค้าตามฤดูกาล โชคเก็บกระเป๋าสัมภาระสำหรับเดินทางลงใต้ห้าวันสี่คืนทั้งของเขาและของแก้ว เพื่อเตรียมพร้อมจะไปร่วมงานแต่งงานที่จัดขึ้นบนเกาะภูเก็ตกลางช่วงมรสุม แต่ปรางก็หาได้หวั่นเกรงต่อสายฝนไม่ ยังคงยืนยันการตัดสินใจที่จะเป็นเจ้าสาวเดือนหก แม้สภาพอากาศของไทยจะแตกต่างจากอเมริกาที่กำลังเข้าสู่ฤดูร้อนอยู่มากก็ตามที

 

       ‘ทำไมต้องเจ้าสาวเดือนหก’ โชคเคยถามเมื่อตอนที่อีกฝ่ายโทรผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตมาพูดคุยเล่นด้วยเหมือนกับทุกที

 

       ‘ไม่รู้สิ’ และนั่นคือคำตอบที่เขาได้รับพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก ก่อนปรางจะเล่าถึงตำนานรักของเทพเจ้าโรมันกับความเชื่อที่ว่าหญิงสาวผู้แต่งงานในเดือนมิถุนาจะได้เป็นเจ้าสาวตลอดกาล ครองคู่กับคนรักอย่างมีความสุขตลอดไป แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงที่เธอเลือกเดือนนี้หรอก...

 

       ปรางก็แค่อยากแต่งงานในเดือนมิถุนายนเท่านั้นเอง

 

       “จัดของเสร็จแล้วเหรอ” แก้วถามชายหนุ่มที่เปิดประตูเข้าห้องมา

 

       “ครับ” โชคตอบ หันมองคนบนเตียงเป็นเชิงถามว่าให้ปิดไฟเลยไหม และเมื่อแก้วพยักหน้าไฟทั้งห้องก็ดับลงจนเข้าสู่ชั่วขณะที่มืดสนิทก่อนดวงตาจะปรับโฟกัสได้ แต่เจ้าหมาประสาทดีก็ยังคลำทางมาปีนขึ้นเตียงแถมเกี่ยวเอวเจ้าของไปกอดไว้แน่นได้เรียบร้อยแล้ว

 

       ส่วนคนโดนกอดรัดเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่ขยับจัดท่าทางให้นอนสบายแล้วเอ่ยราตรีสวัสดิ์แผ่วเบา

 

       “ฝันดี”

 

       “ฝันดีครับ”

 




 

       แก้วกับโชคใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่งบนเครื่องบินโดยสาร เพื่อที่จะมาถึงจุดหมายปลายทางบนเกาะทางตอนใต้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทว่าเที่ยวบินยามเย็นเมื่อลงจอดมันก็เป็นเวลาหกโมงกว่าที่แสงราหมดฟ้าแล้ว ทั้งยังมีเค้าลางของเมฆฝนที่ดูท่าจะโปรยลงมากลางดึกคืนนี้อีก พวกเขาจึงตรงไปยังโรงแรมที่ทางเจ้าภาพจองไว้ให้เพื่อพักผ่อนกันทันทีโดยไม่ได้แวะที่ไหน

 

       “เหนื่อยเหรอครับ” โชคถามคนที่อาบน้ำทันทีที่มาถึงห้องพัก และพอจัดการมื้อเย็นที่สั่งรูมเซอร์วิสมากินเสร็จก็แปรงฟันแล้วขึ้นเตียงเตรียมเข้านอนทันที

 

       “อือ” แก้วครางอู้อี้อยู่กับหมอน ก่อนจะปรายสายตามาทางชายหนุ่มแล้วเอ่ยบอก “เธอออกไปดื่มกับธีร์กับปรางก็ได้นะ จะได้ไม่เบื่อ”

 

       “ไม่เบื่อหรอกครับ” เขาปฏิเสธทันทีขณะผุดลุกไปกดสวิตช์ไฟที่อยู่ข้างเตียงนอนให้เหลือเพียงไฟแสงสีนวลสลัวจากช่องเล็กๆ บนฝ้าเพดานรอบห้อง ก่อนจะโน้มลงจุมพิตเหนือบนหน้าผากอีกฝ่ายเป็นการส่งเข้านิทรา “แก้วนอนเถอะ ราตรีสวัสดิ์นะครับ”

 

       “ราตรีสวัสดิ์” แก้วยิ้มบาง ใช้เวลาไม่นานเลยเพื่อร่วงลงสู่ห้วงความฝัน

 

       ...และรุ่งสางเองก็มาเยือนอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน

 

       ดวงตาสีเข้มปรือเปิดหลังนอนหลับสนิทมากว่าสิบชั่วโมง นอกบานประตูกระจกใสที่เชื่อมไปสู่ระเบียงตรงหน้าคือทิวทัศน์ของท้องน้ำสีฟ้าเขียวใต้แสงแดดอุ่น และแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เมื่อหันกลับมาสบตาก็มอบรอยยิ้มสว่างจ้าแสนอ่อนโยนให้

 

       ประตูระเบียงถูกเปิดกว้าง ก่อนความร้อนจะแผดเผาริมฝีปาก

 

       “อรุณสวัสดิ์ครับ”

 

       กลิ่นของทะเล...

 

       “อรุณสวัสดิ์”

 

       ...เค็มปร่าแต่ก็หวานจับใจ

 

 

 

       วันที่สองบนเกาะภูเก็ตของโชคและแก้วเป็นวันก่อนวันงาน ทางเจ้าภาพวุ่นวายเล็กน้อยกับการเตรียมตัวรวมถึงเช็คความพร้อมของสถานที่กันตั้งแต่เช้า และพอสายหน่อยชายหนุ่มก็ถูกพี่สาวยืมตัวไปช่วยขับรถซื้อของสำหรับปาร์ตี้สละโสดที่จะจัดขึ้นในตอนเย็นวันนี้ ส่วนอีกคนก็ได้แต่ยิ้มส่งแล้วไปนั่งๆ นอนๆ เล่นริมสระว่ายน้ำกับเพื่อนสนิทที่ไปเฝ้าลูกชายกับพวกเด็กๆ จากครอบครัวทางฝั่งพ่อของปราง

 

       “เนตรมาไหม” แก้วถาม

 

       “มาเย็นนี้” และธีร์ตอบ พร้อมกับขยับตัวเล็กน้อยเพื่อบังแสงแดดไม่ให้สาดส่องไปถึงตัวอีกคน

 

       บทสนทนาเรื่อยเปื่อยไหลไปกับเวลาใต้ท้องฟ้าสีใสในยามบ่ายที่มองเห็นชายทะเล โดยที่มีสายตาของใครคนหนึ่งจับจ้องคู่สนทนาข้างกายอยู่ตลอดเวลา

 

       อ่อนโยนและเปี่ยมรัก... ดวงตาคู่คมของธีร์ยังคงฉายแววเฉกเช่นเดิม

 

       เหมือนกับที่ไหนสักแห่งในหัวใจของแก้วที่มันก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยเช่นกัน

 

       บางครั้งคนเราก็ทำอะไรกับความรู้สึกไม่ได้ ทำได้เพียงปล่อยให้มันลอยฟุ้งต่อไป ...โดยไม่คิดไปไขว่คว้ามา

 

 

 

       “วันนี้ทำอะไรมาบ้างเหรอครับ” โชคเอ่ยถามขณะที่นอนเท้าศอกรองข้างแก้มขวางกลางเตียงเพื่อรอแก้วที่กำลังเป่าผมอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำที่ประตูเปิดกว้างและมองเห็นกันได้พอดี

 

       “ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ไปนอนดูพวกเด็กๆ เล่นน้ำที่สระว่ายน้ำจนเธอกลับมานั่นแหละ” ตอบพลางปิดไดร์ที่ใช้เป่าผมเมื่อมันแห้งหมาดพอดี ก่อนจะสอดนิ้วขยี้เช็คว่าโคนแห้งสนิทแล้วหรือยังขณะที่เดินกลับเตียง

 

       “เหรอครับ” ชายหนุ่มขยับเปลี่ยนท่านอนเพื่อให้มีที่สำหรับอีกคน พร้อมกับยื่นมือไปสัมผัสปลายผมชื้นน้อยๆ แล้วทำหน้าดุ “ผมยังไม่แห้งเลยนะครับ”

 

       “เดี๋ยวก็แห้ง”

 

       “เดี๋ยวก็ไม่สบาย”

 

       “ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย” แก้วหัวเราะผะแผ่ว ใช้ปลายนิ้วบีบจมูกเจ้าหมาหน้ายุ่งอย่างมันเขี้ยว

 

       “ผมรู้” โชคบอก แต่ในดวงตายังคงเคลือบด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย และอีกฝ่ายก็รับรู้ได้อย่างชัดเจน

 

       “เป็นอะไรน่ะหืม”

 

       “เปล่าครับ”

 

       “โชค”

 

       “...”

 

       “ฉันรอฟังอยู่” ความใจเย็นของแก้วทำให้เจ้าตัวยอมสารภาพออกมาในที่สุด

 

       “ผมหึงนะครับ ...มากๆ เลยด้วยเวลาที่แก้วอยู่กับอาธีร์”

 

       “เด็กน้อย”

 

       “ครับ” คนขี้หึงกระชับแขนกอดเอวคนรักแน่น ฝังจมูกลงบนหลังคอกรุ่นกลิ่นแชมพูของโรงแรม “น่ารำคาญรึเปล่า”

 

       “ไม่หรอก” คนโตกว่าว่า “ก็น่ารักดี”

 

       ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดผิวอ่อนพ่นพรูออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะถูไถใบหน้าไปมากับแผ่นหลังกว้างอย่างออดอ้อนจนคนโดนกอดรัดต้องหันกลับมาลูบหัวเด็กน้อยของตนด้วยความเอ็นดู

 

       พวกเขานอนคุยกันอีกพักใหญ่ ฟังเรื่องราววันนี้ของโชคจนแก้วหลับไป ชายหนุ่มถึงได้ลุกออกจากห้องไปร่วมงานปาร์ตี้สละโสดของปรางที่บาร์ริมสระน้ำจนดึกดื่นแล้วกลับขึ้นห้องไปนอนกอดอีกคนไว้จนฟ้าสาง...

 

 

 

       เช้าวันที่สามบนชายฝั่งทะเลอันดามันก็ยังคงเริ่มต้นด้วยการตื่นมาเจอคนรักเหมือนกับทุกที แต่ที่พิเศษไปจากปกติเล็กน้อยคือวันนี้เป็นวันงานที่แก้วกับโชคต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวทำผมให้ดูเป็นทางการกว่าทุกวัน

 

       “มัดผมแบบไหนดีครับ” ชายหนุ่มถามเจ้าของเรือนผมยาวเคลียบ่าที่ผ่านการย้อมดำทำสีปกปิดวัยที่เริ่มโรยรา

 

       “เดี๋ยวฉันทำเอง เธอไปเซ็ตผมตัวเองเถอะ” แก้วว่าอย่างนั้น พร้อมกับรับหวีมากจากมืออีกฝ่าย ใช้มันสางผ่านกลุ่มผมรวบปลายไปด้านหลังก่อนมัดต่ำด้วยยางสีดำไว้ตรงบริเวณท้ายทอย และในขณะเดียวกันโชคก็จัดการปาดเจลเซ็ตผมเปิดหน้าผากเผยใบหน้าคมคายของชายวัยย่างยี่สิบหกปีที่น่ามองไม่ยอกเสร็จเรียบร้อยพอดี

 

       ดวงตาสองคู่มองภาพสะท้อนของกันและกันบนกระจกเงาบานใหญ่ ใต้ชุดสูทสีน้ำเงินทว่าต่างเฉดเล็กน้อยตามธีมเดรสโค้ดขาวฟ้าให้เข้ากับบรรยากาศของท้องทะเล คนโตกว่าดูเหมาะกับสีน้ำเงินลึกล้ำ ในขณะที่ชายหนุ่มตัวใหญ่กว่าดูเข้ากันดีกับสีน้ำเงินสด

 

       รอยยิ้มถูกจุดขึ้นมาที่มุมปาก ก่อนจะยกสูงกลายเป็นรอยยิ้มกว้างเมื่อโชคดึงแก้วเข้าไปฟัดแก้มแรงๆ อย่างมันเขี้ยว เสียงหัวเราะปนดุอย่างไม่จริงจังดังระงมไปทั่วห้องเมื่อเจ้าหมากำลังจะทำให้ชุดของเจ้านายยับยู่ยี่

 

       “น้าแก้ว” โชควางคางเกยไว้บนไหล่ผอมบาง สบตากับเจ้าของชื่อผ่านเงาสะท้อน ในขณะที่โอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้จากด้านหลัง

 

       “หืม ว่าไง” แก้วเอียงศีรษะไปพิงกับคนบนบ่า พร้อมกับเลื่อนมือไปกุมกระชับทับหลังมือเกี่ยวเอวตนอยู่

 

       “ผมรักแก้ว” คำบอกรักไร้ที่มาที่ไป แต่อย่างไรเสียมันก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรในการบอกรักใครสักคนที่เรารักหมดหัวใจอยู่แล้ว และก็เพราะอย่างนั้นแก้วเลยหันไปกระซิบตอบ...

 

       “ฉันก็รักเธอเด็กน้อย” อย่างอ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยรักอย่างปากว่า

 

       ชายร่างสูงสองคนเดินเคียงกันไปยังห้องแต่งตัวสำหรับญาติที่ทางเจ้าภาพจ้างช่างแยกต่างหากมาไว้ให้ได้สวยหล่อกันทุกคน หลังลงแป้งเติมลิปพอให้หน้ามีสีสันกันเรียบร้อยก็ออกไปรออยู่บริเวณที่จัดงานช่วงเช้า ซึ่งก็คือพิธียกน้ำชาตามความเชื่อของทางบ้านบิดาเจ้าสาวชาวไทยเชื้อสายจีน

 

       เมื่อถึงเวลางานพิธีก็ดำเนินไปตามขั้นตอน แต่ไม่ได้เคร่งครัดยึดมั่นถือตามขนบดั้งเดิมนัก ทุกอย่างจึงเป็นไปอย่างเรียบง่าย บรรยากาศดูผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความอบอุ่น ปรางกับว่าที่คู่ชีวิตประคองถาดถ้วยชาส่งให้ผู้ใหญ่ในบ้านเรียงตามลำดับอาวุโสร่วมกัน

 

       รอยยิ้ม แววตา ถ้อยคำอวยพร... ความสุขห้อมล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้อย่างนุ่มนวล

 

 

 

       ยามบ่ายแก่ตะวันคล้อยอ่อนแสงแรงร้อนลง ก็ถึงเวลาเริ่มพิธีศีลสมรสแบบคริสต์ตามความเชื่อของอีกฝั่งบ้าง

 

       ท่ามกลางสายลมที่หอบเอากลิ่นอายทะเลมาปะทะ เสียงเกลียวคลื่นม้วนตัวซัดเข้าหาฝั่งอยู่เบื้องล่างไกลห่างออกไปเล็กน้อย บนลานกระจกใสที่ยื่นออกไปเหนือสระน้ำซึ่งถูกย้อมด้วยสีของผืนฟ้าและมหาสมุทรจนเหมือนล่องลอยอยู่กลางอากาศ โชคมองพี่สาวในชุดเกาะอกกระโปรงสุ่มสีขาวยืนอยู่หน้าศิษยาภิบาลหญิงอย่างตื่นเต้นและรอคอยด้วยรอยยิ้ม

 

       กระทั่งในนาทีถัดมาที่เสียงไวโอลินบรรเลงดังขึ้นเป็นท่วงทำนองหวานหู เหล่าสักขีพยานที่มีไม่ถึงหกสิบคนซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืน ทุกสายตาต่างหันกลับไปจับจ้องหญิงสาวหน้าคมผมสีอ่อนในชุดเจ้าสาวผ้าซาตินชายยาวลากพื้นที่ควงแขนบิดาชาวตะวันตกของเธอก้าวเดินไปตามทางสู่ปรัมพิธีประดับประดาดอกไม้

 

       สองเจ้าสาวสบตากันผ่านผ้าคลุมหน้า ก่อนจะค่อยๆ สลับกันช้อนผืนผ้าขาวบางตวัดทบไปไว้ด้านหลังเผยดวงหน้างามของเจ้าของหัวใจ สัตย์ปฏิญาณถูกลั่นออกมาอย่างแน่วแน่มั่นคง จุมพิตศักดิ์สิทธิ์ในฐานะคู่ชีวิตได้รับเสียงเฮลั่นเคล้าเสียงปรบมือ และแหวนวงใหม่ที่ดูเรียบง่ายกว่าแหวนหมั้นซันสโตนสีร้อนแรงก็ถูกสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของกันและกัน

 

       ปรางกับเอลลี่... เป็นภรรยากันอย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว

 

       “I love you”

 

       “I love you more”

 

       สองสาวคู่แต่งงานใหม่บอกรักกันด้วยรอยยิ้มกว้าง เอลลี่ช่วยเกลี่ยหยาดน้ำฉ่ำชื้นออกจากหางตาของปรางที่แดงก่ำ ทั้งที่ในขณะเดียวกันหยดน้ำจากนัยน์ตาของตัวเองก็กำลังกลิ้งผ่านแก้มหยดลงบนช่อดอกไม้

 

       หวานล้ำ... หยาดน้ำตาบางครั้งก็ให้รสชาติเช่นนี้

 

       โชคเบนสายตากลับมาหาคนข้างกาย ลมทะเลเค็มปร่าไล้ปอยผมที่ยาวไม่พอให้รวบเก็บขยับไหว ดวงตาสีเข้มฉายแววอ่อนโยน ริมฝีปากแต้มสีอ่อนจางยกยิ้มบางอย่างนุ่มนวลขณะที่ทอดมองภาพประทับใจเบื้องหน้า แต่เพียงไม่นานเจ้าตัวก็รู้สึกได้ว่าโดนแอบมอง

 

       แก้วหันมาสบตาคนรัก มือเรียวสัมผัสปลายนิ้วเกี่ยวรั้งให้สอดประสานกันแนบแน่น ปากขยับกระซิบบอกถ้อยคำฝังความอุ่นซ่านให้วูบวาบไปทั่วทั้งอก เช่นเดียวกับคำตอบกลับของชายหนุ่มที่ราวกับปลดปล่อยผีเสื้อนับพันให้บินวนในช่องท้อง

 

       “I love you”

 

       “I love you more... and more”

 

 

 

       งานเลี้ยงยามเย็นเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง โต๊ะอาหารยาวใต้แสงไฟสีส้มนวลส่องสะท้อนย้อมค่ำคืนให้สว่างไสว พ่อเจ้าสาวผลัดกันกล่าวคำอวยพรพร้อมกับแขกเรื่อที่ยกแก้วแชมเปญขึ้นโห่ร้องร่วมแสดงความยินดี โชคได้ที่นั่งติดกับแก้วในวงล้อมของญาติผู้ใหญ่ต่างวัยชวนให้รู้สึกแปลกแยก แต่เมื่อได้อยู่กับคนสำคัญแล้วอย่างอื่นก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น...

 

       “ปรางกับแฟนนี่เจอกันตอนไฮท์สคูลใช่ไหม” แก้วถามขึ้นเมื่อคิดถึงภาพวิดีโอที่ฉายตอนงานเลี้ยงมื้อค่ำ บอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาร่วมกันของสองเจ้าสาว

 

       “ครับ ก็ตั้งแต่ที่ไป’เมกาครั้งแรกเลย ...ที่ไปแลกเปลี่ยนน่ะครับ” โชคที่ได้ฟังเรื่องรักของพี่สาวอยู่เป็นประจำตลอดหลายปีกว่าจะมาถึงวันนี้เริ่มเล่า “แต่กว่าจะได้ลงเอยกันได้นี่ก็ยากเอาเรื่อง...”

 

       การคบหากับของเด็กสาวสองคนนั้นแน่นอนว่าต้องมีคนมาออกความเห็นทั้งที่ไม่จำเป็น บ้างก็ว่าความสัมพันธ์แบบนี้จะคงอยู่ได้เพียงชั่วคราว บ้างก็ว่าเป็นการหลงผิดในวัยคึกคะนอง หรือที่เลวร้ายกว่าก็บอกว่าหากได้ลองมีเซ็กส์กับผู้ชายแล้วก็จะเปลี่ยนใจกลับมาอยู่บนเส้นทางที่ถูกที่ควรเอง และนั่นก็บั่นทอนจิตใจจนทำให้ปรางกับเอลลี่คิดปล่อยมือกันอยู่บ่อยครั้ง แต่เพราะรักจึงยังคงฉุดรั้งกันเอาไว้ จนกระทั่งสาวไทยต้องเดินทางกลับบ้านเกิด ระยะทางกับความเหนื่อยล้าที่จะประคับประคองกันต่อไปในฐานะคนรักก็ทำให้มันขาดสะบั้นลงก่อนเข้าฤดูร้อนของเดือนมิถุนา

 

       ...ปรางอกหักเป็นครั้งแรกในปีที่อายุสิบเจ็ด

 

       แม้หลังจากนั้นเด็กสาวจะตัดสินใจกลับไปเรียนต่อที่อเมริกาจนกว่าจะจบปริญญาเลยก็ตาม แต่รัฐที่เธอไปอยู่ก็ห่างไกลจากเมืองที่ทั้งคู่ตกหลุมรักกันคนละฟาก การติดต่อจึงเว้นช่องว่างไปเนิ่นนานหลายปี ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป เปิดใจคบหาผู้คนที่ผ่านเข้ามาทั้งชายหญิงเพื่อที่จะได้รู้ว่าคำพูดของคนพวกนั้นมันไม่จริง เพราะต่อให้นอนกับผู้ชายอีกครึ่งล้าน หัวใจของพวกเธอก็จะไม่ถูกเติมเต็ม และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด พวกเธอไม่ได้บิดเบี้ยว ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะหลุดไปจากเส้นทางที่ถูกที่ควร...

 

       รสนิยมทางเพศไม่ใช่สิ่งตัดสินความผิดปกติของมนุษย์

 

       ดังนั้นเมื่อรู้แจ้งแก่ใจแล้วว่าสิ่งที่ตามหาคืออะไร ทั้งปรางทั้งเอลลี่จึงเสี่ยงดวงมาเรียนต่อในนครแห่งความฝันที่เคยวาดไว้ร่วมกัน ที่ซึ่งพวกเธอสามารถรักกันได้อย่างเสรี และมีสิทธิ์จดทะเบียนสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หอบเอาความหวังอันริบหรี่ที่อาจจะได้เจอกันอีกครั้งใส่มาในกระเป๋าเดินทาง

 

       และคืนหนึ่งในฤดูหนาวของช่วงเวลาใกล้สิ้นปีตอนที่อายุยี่สิบเอ็ด ณ ผับแสงสีกลางย่านราตรีของซานฟรานซิสโก ท่ามกลางภาพพร่าเบลอจากความมัวเมาด้วยฤทธิ์สุรา... ในที่สุดทั้งสองก็ได้สบกับดวงดาวแสนสวยหลังนัยน์ตาที่ต่างก็ไม่อาจลืมเลือน

 

       “โรแมนติกจังนะ” ชายวัยกลางคนพึมพำออกมา เอนหลังทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนแผ่นอกเปลือยเปล่าของอีกคนที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง

 

       “ครับ” โชครับคำอย่างเห็นพ้อง เรื่องราวของปรางและเอลลี่นั้นเป็นความโรแมนติกอย่างจริงแท้แน่นอน ...แต่ความรักของทุกคนก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ทั้งสวยงามทั้งเจ็บปวด หลอมรวมออกมาเป็นเรื่องราวเฉพาะตัวที่ตรึงติดในหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นรักที่เรียบง่ายหรือหวือหวาสักแค่ไหน ทุกความรักก็ล้วนแต่เป็นเรื่องโรแมนติกกันทั้งนั้น “อย่างกับในนิยายเลยนะครับ”

 

       ...รักของพวกเขาเองก็เช่นกัน

 

       ในอ่างน้ำอุ่นร้อนที่หมุนวนช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าให้ร่างกายมีชายสองคนเบียดชิดกันอยู่ โชคกดจูบลงบนฝ่ามือร้อนชื้นของคนในอ้อมแขน ลากไล้ปลายลิ้นร้อนผ่าวไปตามข้อนิ้วเรียวจนพอใจ ก่อนจะผละริมฝีปากมาคลอเคลียบนลาดไหล่ไล่ไปจนถึงซอกคอชุ่มฉ่ำหยาดน้ำ ขบกัดแผ่วเบาทิ้งร่องรอยสีอ่อนจางไว้อย่างทะนุถนอมและหวงแหน

 

       ความรู้สึกวาบหวามก่อตัวกลางม่านไอน้ำสีขุ่น แต่ก่อนที่มันจะแล่นพล่านไปทั่วร่างพาไฟร่านราคะแผดเผาเสียจนเลยเถิด แก้วก็หยุดยั้งมันไว้ด้วยปลายนิ้วแตะลงบนกลีบปากอีกฝ่ายเหมือนเช่นเคย

 

       “ขอโทษนะโชค” เสียงยามเอ่ยบอกทั้งอ่อนโยนและอ่อนล้า “วันนี้ฉันเหนื่อยน่ะ”

 

       “ครับ” ชายหนุ่มรับคำอย่างง่ายดาย กระชับกอดแนบแน่นโดยไม่ได้ล่วงล้ำทำอะไรเกินเลย เพียงแค่ซบอิงใบหน้าไว้ในสัมผัสแสนคุ้นเคยให้เนิ่นนานขึ้นอีกสักหน่อย “แต่ไม่ต้องขอโทษหรอกนะครับ... ไม่ต้องขอโทษเลย”

 

       คำกระซิบแผ่วเบานุ่มนวล แก้วหันมามอบจูบละมุนเหนือหน้าผากของเจ้าหมาแสนเชื่องก่อนลุกออกจากอ่างไปแต่งตัวเตรียมเข้านอน ปล่อยให้โชคได้จัดการตัวเองต่อให้เรียบร้อยแล้วจึงค่อยตามออกไปนกอดเขาไว้ พูดคุยกัน หัวเราะไปด้วยกัน จนกระทั่งจมสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกัน

 

 

 

       ยามเช้าวันที่สี่ค่อนข้างเงียบเหงาเมื่อเหล่าเจ้าสาวและผองเพื่อนยังคงสลบไสลจากการปาร์ตี้สุดเหวี่ยงกันจนเกือบรุ่งสาง ในห้องอาหารมื้อเช้าของทางโรมแรมจึงได้เห็นแต่คนคุ้นหน้าคุ้นตาที่เป็นพวกผู้หลักผู้ใหญ่ หรือไม่ก็พวกเด็กๆ ที่ดูตื่นเต้นเพราะจะได้ไปเล่นเซิร์ฟโต้คลื่นกันต่อ

 

       แสงแดดสาดส่องผ่านบานกระจกเข้ามาอย่างอ่อนโยน ตกกระทบลงบนซีกหน้าของแก้วและโชคคนละข้าง ดวงตาสีเข้มถูกส่องสะท้อนปรากฏสีน้ำตาลดั้งเดิมของมัน เช่นเดียวกับนัยน์ตาคู่สวยที่ทอประกายระยิบระยับใต้ลำแสงสีทองอบอุ่น พวกเขาไม่ได้รีบร้อนกันนัก ค่อยๆ ละเลียดชิมรสอาหารกับเวลาที่ไหลผ่านไป...

 

       หลังจากมื้อเช้าจบลงทั้งสองคนก็ออกไปรับลมทะเลริมชายหาด เท้าเปลือยเปล่าสัมผัสเม็ดทรายนุ่มละเอียด บางครั้งก็เย็นเฉียบด้วยคลื่นน้ำที่ซัดขึ้นมากรอมข้อเท้า มือข้างหนึ่งจับกันเอาไว้ ส่วนอีกข้างหิ้วรองเท้าแตะ ก้าวเดินต่อไปอย่างไร้จุดหมายใต้ดวงอาทิตย์เจิดจ้า ร้อนผ่าวราวกับจะมอดไหม้ด้วยไฟที่ถูกจุดขึ้นเหนือริมฝีปาก

 

       ...จูบรสซอสมะเขือเทศและแยมสตรอว์เบอร์รี่

 

       “แก้ว” ชายหนุ่มเรียก

 

       “ว่าไง” เขาขานตอบ

 

       “เรา...แต่งงานกันบ้างดีไหมครับ” คำถามเคล้าเสียงคลื่นลมฟังดูเรียบง่าย แต่ฉายความจริงจังผ่านแววตา

 

       “หมายถึงแต่งแบบไหนล่ะ” แก้วย้อนถามกลับมา เว้นช่วงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อเมื่อโชคดูจะไม่เข้าใจคำถามนั้น “ถ้าเป็นเรื่องสิทธิตามกฎหมาย เราก็เหมือนแต่งงานกันแล้วนี่นะ”

 

       “หมายความว่ายังไงครับ” โชคยังคงไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกดีใจที่มันไม่ใช่คำปฏิเสธ จ้องมองคนรักสูงวัยตาใสอย่างรอคอยคำอธิบายต่อ

 

       แก้วระบายยิ้มบางพร้อมกับยกมือขึ้นทาบบนแก้มอุ่นของชายหนุ่มของเขา “ก็เพราะที่นี่เรายังจดทะเบียนสมรสกันไม่ได้...”

 

       เพราะในประเทศไทยยังไม่อนุมัติข้อกฎหมายให้คนรักร่วมเพศสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ มีคู่รักมากมายที่ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะคู่ชีวิต แต่กลับไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องสำคัญต่างๆ ได้ในฐานะคู่สมรสตามกฎหมาย ตั้งเรื่องการเงินเพื่อร่วมสร้างเนื้อสร้างตัว ไปจนถึงเรื่องสำคัญทางการแพทย์อย่างการเซ็นยินยอมรับความเป็นความตาย กระทั่งวาระสุดท้ายเมื่อมีคนหนึ่งจากไป สิ่งที่เหลือไว้ให้คนข้างหลังก็มีเพียงแค่ความทรงจำ ...แค่เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกันตามกฎหมาย

 

       เช่นนั้นแล้วคู่รักร่วมเพศในประเทศแห่งนี้หากอยากมีพันธะผูกพันกันเอาไว้แบบเป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารทางราชการ พวกเขาจะใช้วิธีให้ทางครอบครัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเซ็นรับอีกฝ่ายเข้าเป็นบุตรบุญธรรม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้ครอบคลุมให้มีสิทธิอย่างคู่สมรสอยู่ดีเมื่อการลำดับทายาทจะจัดให้พวกเขาเป็นเพียงพี่น้อง และในสังคมไทยที่ยังคงยึดกรอบคับแคบเรื่องเพศเอาไว้ก็ยังมีคู่รักหลายคู่ที่โดนครอบครัวผลักไสและปฏิเสธจะช่วยเหลือ แม้จะยังมีอีกทางเลือกหนึ่งที่จะส่งต่อทรัพย์สินให้แก่คนรักได้ผ่านพินัยกรรม ทว่าคนเราจะมีสักกี่คนกันที่เตรียมพร้อมรับความตายที่ไม่เคยแจ้งเตือนก่อนล่วงหน้า

 

       แต่เพราะในกรณีของแก้วกับโชค แก้วอายุห่างกับโชคมากพอจะรับเป็นบุตรบุญธรรมด้วยตนเอง ซึ่งทำให้ชายหนุ่มได้เป็นทายาทลำดับที่หนึ่งของเขาโดยชอบธรรม อีกทั้งเขาไม่มีญาติใกล้ชิดคนไหนที่จะมาอ้างสิทธิ์ในมรดกของเขาได้ รวมไปถึงไม่เคยได้จดทะเบียนสมรสกับใคร ทำให้โชคสามารถตัดสินใจเรื่องความเป็นความตายแทนเขาได้ในฐานะลูกตามกฎหมาย

 

       “...แต่เธอกับฉัน เราเกี่ยวข้องกันตั้งแต่ที่เธอเซ็นยอมรับฉันเป็นพ่อบุญธรรมแล้วล่ะนะ” แก้วพูดบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบแสนอ่อนโยน แม้ดวงตาจะฉายแววหม่นเล็กน้อยเพราะด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่โชคนึกหงุดหงิดอยู่ในใจ

 

       “แต่ผมก็ไม่ได้เป็นสามีแก้วอยู่ดี”

 

       “อืม ตอนนี้น่ะนะ”

 

       ถึงแม้ว่าสิ่งที่พวกเขามีอยู่ในตอนนี้ก็ถือว่าโชคดีกว่าอีกหลายๆ คู่แล้ว แต่มันก็ช่างน่าเศร้าและแสนเจ็บปวดอยู่ดีที่คนมากมายไม่อาจครองคู่กันได้ตามสถานะที่แท้จริงเพียงเพราะเรื่องของเพศ

 

       “ถ้าสักวันเราจดทะเบียนสมรสกันได้แล้ว แก้วเลิกเป็นพ่อแล้วมาเป็นสามีผมแทนเลยนะครับ”

 

       “ถึงวันนั้นฉันอาจจะแก่งั่กแล้วก็ได้ เธอยังจะอยากได้คุณปู่เป็นสามีอยู่รึไง”

 

       “ถ้าเป็นแก้ว จะเมื่อไหร่ผมก็อยากได้อยู่ดีแหละครับ”

 

       “เด็กน้อย”

 

       “ของแก้วคนเดียว” เป็นอีกครั้งที่คำบอกกล่าวไม่อาจเป็นจริง แต่เขาก็คิดจะเชื่อมันสุดหัวใจ “...ตลอดไปเลย”

 

       ทั้งสองหัวเราะแผ่วเบา ออกเดินกันต่อไปบนผืนทรายที่ซึ่งฟองคลื่นถูกซัดขึ้นมาเกยตื้นแล้วสลายไป แต่มือที่เกี่ยวประสานกันไว้ยังคงกอบกุมแนบแน่น

 

       “กลับกันเถอะ” แก้วเอ่ยปากชวนเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มร้อนแรงขึ้นในช่วงสาย

 

       “เหนื่อยแล้วเหรอครับ” โชคเตะน้ำทะเลเล่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหันกลับไปยังทิศที่ตั้งของโรงแรม

 

       “เปล่า” แมวเฒ่าเจ้าเล่ห์ว่า “ก็เธอชวนฉันมาเดทไม่ใช่รึไง”

 

       “ก็...ครับ” เจ้าหมาหน้าซื่อยังคงไม่เข้าใจ กระทั่งสบกับนัยน์ตาวับวาวอย่างซุกซนคู่นั้น

 

       “ต้องให้ฉันสอนไหมว่าเดทแบบผู้ใหญ่เขาทำกันยังไงน่ะ เด็กน้อย”

 

 

.....

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
.....



       เดทแบบผู้ใหญ่ที่แก้วว่าไม่ได้นำพาความร้อนแรงมาเช่นคำเชิญชวนเมื่อมันเป็นการร่วมรักกับชายที่อายุใกล้ห้าสิบปี มีเพียงสองร่างเปล่าเปลือยที่กอดก่ายกันใต้แสงของวันอย่างไม่เนียมอาย เมื่อพวกเขาต่างสัมผัสกันและกันอย่างลึกซึ้งมานับครั้งไม่ถ้วนเพื่อมอบความสุขสมล้นทะลักให้แก่ร่างกาย และมอบความวาบหวามให้แก่หัวใจที่เต้นเร่าใต้ผิวเนื้อแนบชิด

 

       “ไหวไหมครับ” โชคถามคนที่คร่อมทับขยับควบสะโพกพร้อมพ่นลมหายใจหอบกระเส่าอยู่ด้านบนอย่างห่วงใย มือใหญ่ยกขึ้นไล้ปอยผมยาวชุ่มเหงื่อไปทัดไว้หลังหูให้อย่างเบามือเพื่อสบตา ...ท่านี้จะทำให้แก้วเหนื่อย และแม้มันจะทำให้รู้สึกดีแค่ไหนเขาก็ไม่อยากให้แก้วต้องฝืนตัวเอง

 
 
       “ไหว” ทว่าเจ้าตัวบอกอย่างนั้น เขาจึงปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจต่อไป แต่ก็ช่วยประคองบั้นเอวนุ่มนิ่มด้วยชั้นไขมันใต้ผิวหนังไว้ให้ทรงตัวได้อย่างมั่นคง

 

       จวบจนจังหวะการกระทั้นกายเร่งเร้าขึ้นเมื่อพายุอารมณ์ใกล้ถึงฝั่ง โชคก็หยัดตัวขึ้นมากอดแก้วเอาไว้อย่างนุ่มนวล มือหนึ่งลูบไล้แผ่นหลังผอมบางอย่างปลอบโยน ส่วนอีกมือก็ช่วยปรนเปรอส่วนอ่อนไหวด้านหน้าให้ได้ปลดปล่อยออกมาด้วยกัน

 

       พวกเขาปล่อยให้ร่างกายที่เชื่อมต่อกันค้างคาอยู่อย่างนั้นอีกพักใหญ่ ขณะที่รอให้ความร้อนจางไปและเสียงหอบหายใจสงบลง แก้วทิ้งตัวทาบทับเหนืออกอุ่น ซุกซบแอบอิงอยู่ในอ้อมแขนของคนรักอย่างอ่อนล้า เนิ่นนานกว่าจะผละออกจากกัน เพื่อที่โชคจะได้ลุกขึ้นเก็บกวาดเศษซากต่างๆ ไปทิ้งลงถังขยะแล้วกลับมาเช็ดคราบทำความสะอาดให้กับคนที่ผล็อยหลับไปแล้วอย่างเบามือ

 

       อ่อนโยน เฝ้าทะนุถนอม ...โชคไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย

 

       กว่าแก้วจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งตะวันก็คล้อยลงต่ำแล้ว แต่ก็ยังพอมีเวลาก่อนจะหมดวันแล้วผันเข้าสู่ค่ำคืนอยู่ พวกเขาเลยออกมาเดินเล่นในย่านเมืองเก่าเที่ยวชมอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่สไตล์ชิโนโปรตุกีส และเพราะว่าเป็นวันอาทิตย์พอดีถึงได้มีตลาดนัดถนนคนเดินทำให้บรรยากาศยามใกล้สิ้นแสงยังคงคึกคัก มีแสงไฟสีนวลส่องย้อมอย่างอบอุ่นใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงินที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ

 

       “เมื่อก่อนแก้วเคยคิดจะแต่งงานบ้างไหมครับ” บทสนทนาเรื่อยเปื่อยเคล้าเสียงดนตรีและกลิ่นของแอลกอฮอล์ในร้านอาหารกึ่งบาร์วนกลับมายังเรื่องการแต่งงานอีกครั้ง โชคนั่งเท้าคางมองคนรักอย่างรอคอย

 

       “เมื่อก่อนไม่” คนถูกถามว่า ขณะที่สายตาทอดมองเรียวนิ้วตนบนโต๊ะที่ถูกอีกคนลูบเล่นอย่างที่ชอบทำประจำ “แต่ตอนนี้เริ่มคิดแล้ว”

 

       คำตอบที่ได้รับทำเอาชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อมันหมายความว่าแก้วคิดอยากจะแต่งงานกับเขา และเพราะอย่างนั้นถึงได้ยิ่งกระตือรือร้นที่จะชวนคุยต่อ “งั้นจัดงานที่ไหนดีครับ ริมทะเลแบบงานพี่ปรางดีไหม หรือจะเป็นในสวนดี แต่จัดที่โรงแรมก็สะดวก...”

 

       “หัวหิน” เสียงพึมพำแผ่วเบาบอกสถานที่ในใจออกมา โชคที่ถูกขัดทั้งที่ยังพูดไม่จบไม่ได้มีแววของความไม่พอใจแม้แต่น้อย มีแต่รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าที่ดูจะเจิดจ้าเช่นเดียวกับแววตาที่ทอประกายสว่างไสวขึ้นไปอีก

 

       แผนการจัดงานแต่งงานยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันต่อไปอีกยาวนาน เบียร์ในแก้วค่อยๆ พร่องไปจนหมดแล้วก็สั่งมาใหม่ จูบชื้นฉ่ำแนบลงบนหลังมือ ไล่ไปจนถึงข้อนิ้วนางที่ซึ่งเส้นเลือดต่อตรงเข้าสู่หัวใจ และคงเป็นเพราะอย่างนั้นมันถึงได้ส่งความร้อนวูบวาบถึงกลางอกได้ในทันที

 

       ...หัวหิน ใต้ร่มเงาของต้นมะพร้าวที่มีชิงช้าตัวใหญ่ยึดโยงห้อยอยู่ เสียงของคลื่นทะเล กลิ่นของเกลือในสายลม และทิวทัศน์ของท้องน้ำฝั่งอ่าวไทยที่มองเห็นอยู่ไกลๆ เบื้องหน้า

 

       โชคกับแก้วแต่งงานกัน ณ ที่แห่งนั้นในห้วงฝันของค่ำคืนนี้

 

 

 

...TBC


       หวานละมุนจนลมทะเลกลายเป็นกลิ่นน้ำตาล และเป็นตอนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรักเชิงโรแมนติก รีนชอบตอนนี้มากๆ เลยล่ะค่ะ ตอนเขียนก็เขียนไปยิ้มไป และด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้นะคะ แต่งานแต่งงานเป็นงานที่รีนชอบมากเลย รีนรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ต่อให้เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเจ้าภาพ แค่เดินผ่านก็ยังรู้สึกมีความสุขและยินดีร่วมไปด้วย เหมือนมีมนต์วิเศษอะไรบางอย่างอยู่ในรอยยิ้มของบ่าวสาวเลยล่ะค่ะ :L2:

       และในตอนนี้ที่มีเรื่องของการแต่งงานเข้ามา รีนก็อยากจะชวนทุกคนมาช่วยกันสนับสนุนและผลักดัน #สมรสเท่าเทียม ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยกันค่ะ อย่างที่รีนใส่ไว้ในเนื้อหาเลย ความรักของคู่รักมากมายถูกจำกัดเอาไว้ภายใต้กรอบของกฎหมายเพียงเพราะเรื่องของเพศ และมันไร้สาระสิ้นดีค่ะ ทุกคนควรได้มีความสุข ทุกคนสมควรได้รับความสุข ไม่มีความรักของใครที่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังนะคะ มาช่วยกันเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ให้ดีขึ้นสำหรับทุกคนกันเถอะค่ะ ถึงจะทีละเล็กละน้อยแค่ไหนก็ช่วยสู้กันต่อไปด้วยนะคะ

       ปล.ตอนนี้เราอาจจะยังทำอะไรกับข้อกฎหมายไม่ได้นัก แต่เราเริ่มต้นจากการช่วยกระจายความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศให้กับคนรอบตัวกันก่อนก็ได้ค่ะ และเมื่อวันที่ต้องใช้เสียงของประชาชนมาถึง วันนั้นเสียงของพวกเราจะได้มากพอและดังพอที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงสังคมได้นะคะ  o13

 

 

       ขอบคุณทุกกำลังใจ คอมเมนต์ และการอ่าน

       ขอบคุณจากใจเสมอเลยค่า

 

 

       See You on Thursday!


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 293
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1545
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
 :-[ :-[ :กอด1: :กอด1: ความรักมันเป็นสิ่งที่สวยงาม ไม่มีแบ่งเพศ

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 49

 

       ครึ่งปีแรกผ่านไปพร้อมกับโชคที่อายุเต็มยี่สิบหกปี แก้วตัดสินใจลาออกจากบริษัท โดยมีปุณ รุ่นน้องผู้อยู่คู่สำนักงานมาเนิ่นนานจนกลายเป็นคุณพ่อลูกสองขึ้นมารับช่วงต่อทำหน้าที่แทน ส่วนมิกซ์ที่ไปทำงานกับบริษัทของญาติที่ต่างจังหวัดหลังเรียนจบก็กำลังจะย้ายกลับมากรุงเทพฯ ในช่วงปลายปี โดยที่ยื่นใบสมัครงานใหม่กับสถานที่ฝึกงานที่เดิมแห่งนี้เอาไว้

 

       โชคจะไม่เหงาแล้ว ...แก้วก็สบายใจ

 

       “กินข้าวยังครับ” สายตรงต่อจากนายสถาปนิกตกแต่งภายในที่วันนี้ออกไปทำงานข้างนอกร้องเรียกในเวลาเที่ยงครึ่งพอดิบพอดี และคำถามแรกที่ถามมาก็เรียกรอยยิ้มให้กับคนฟัง

 

       “กินแล้ว ที่เธอทำไว้ให้นั่นแหละ” แก้วตอบแล้วถามกลับ “เธอล่ะ”

 

       “ยังเลยครับ เพิ่งออกจากร้านลูกค้ามา แต่เดี๋ยวกำลังจะไปกินแล้วล่ะ” เสียงเปิดปิดประตูที่แทรกมาในสายบอกให้รู้ว่ารุ่นพี่ที่ไปทำงานด้วยกันกับโชคกลับขึ้นรถมาพอดี และก็คงถึงเวลาต้องวางสาย

 

       “อือ ขับรถดีๆ”

 

       “ครับ เจอกันที่บ้านเย็นนี้นะครับ”

 

       คำบอกลาเพื่อที่จะได้เจอกันอีกครั้งเมื่อกลับถึงบ้านทิ้งความอุ่นซ่านเอาไว้ แก้วยังคงมองโทรศัพท์มือถือในมือต่อสักพักหลังจากกดวางสาย เนิ่นนานแค่ไหนไม่รู้กว่าจะเบนสายตาไปหาเจ้าโมกที่เดินเข้ามาคลอเคลียชวนให้หยอกเล่นด้วยกัน

 

       วันที่โชคไม่อยู่บ้านมันช่างว่างเปล่าชวนให้เหงาเหลือเกิน

 

 

 

       สิงหาคมฝนตกลงมาถี่ ดอกแก้วผลิบานขาวทั่วทั้งต้นจนแทบกลบใบ ร่วงโปรยย้อมลานอิฐชื้นน้ำให้กลายเป็นทะเลดอกไม้ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกรุ่นไอดิน ละล่องลอยอวลโชยผ่านซี่กรงมุ้งลวดหน้าต่างเข้ามาในห้องทำงาน โชคนั่งมองหน้าจอคอมสลับกับคนที่หลับอยู่บนเดย์เบดเบาะผ้าที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาในห้องเมื่อไม่นานมานี้

 

       “ฝันดีไหมครับ” ชายหนุ่มทักทายคนรักด้วยรอยยิ้มทันทีที่ดวงตาสีเข้มปรือเปิด

 

       “อือ” แก้วครางรับในลำคอ ขยับพลิกตัวตะแคงหันมาทางฝั่งคู่สนทนา “ฝันถึงตอนเด็กน่ะ... เห็นแม่นั่งอยู่ตรงเฉลียงกับแมวตัวอ้วนๆ ที่เมื่อก่อนเคยแวะมาบ่อยๆ”

 

       “แล้ว...ได้คุยกับแม่ไหมครับ” โชควางงานไว้ชั่วคราวเพื่อย้ายตัวเองมานั่งลงบนพื้นหน้าโซฟาตัวยาว แนบแก้มลงกับหมอนที่อีกคนหนุนนอนพลางมองจ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่สะท้อนเงาเขากลับมา

 

       “ไม่หรอก ไม่ได้พูดอะไรกันเลย ฉันแค่ยืนมองแม่จากตรงหน้าประตู ...อาจจะเป็นเพราะฉันลืมเสียงแม่ไปแล้วล่ะมั้ง” ถ้อยคำนั้นฟังดูแสนเศร้า แต่ก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์เราที่จะหลงลืม โดยมีลำดับเริ่มจากเสียงเป็นสิ่งแรก ต่อมาคือรูปลักษณ์ที่มองเห็นผ่านดวงตา จากนั้นก็จะเป็นสัมผัสแล้วตามด้วยรสที่เคยลิ้มชิม และสิ่งสุดท้ายที่จะค่อยเลือนจางไปก็คือ... “แต่ก็ยังได้กลิ่นดอกกรรณิการ์ที่พ่อชอบเก็บมาจากที่ทำงานให้แม่ลอยน้ำสรงพระอยู่นะ ทั้งที่ก็ไม่ได้เห็นต้นมันมานานแล้ว ...แปลกดีเหมือนกัน”

 

       “ในฝันได้เจอพ่อด้วยไหมครับ” คนที่ไม่ได้ฝันด้วยยังคงถามถึงเรื่องราวในโลกอีกใบที่ตนไม่อาจไล่ตามอีกฝ่ายเข้าไปได้อย่างสนใจ มือก็เริ่มไล้ไปตามข้อนิ้วเรียวด้วยความเคยชินที่แสนชื่นชอบ

 

       “ไม่ได้เจอ แต่รู้สึกว่าก็คงอยู่ในบ้านนั่นแหละ” ผู้ท่องฝันเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้มบางเบาที่ดูเหงาเล็กน้อย

 

       “คิดถึงบ้างไหมครับ” คำถามหลังจากที่เงียบงันไปพักหนึ่งได้รับเสียงหัวเราะแผ่วเบาก่อนคำตอบ

 

       “คิดถึงสิ” แก้วว่าพลางกำรวบปลายนิ้วที่ลูบนิ้วเขาอยู่แล้วดึงมาไว้ตรงหน้า แทรกกลางระหว่างพวกเขาที่ห่างเพียงให้ดวงตาจับภาพกันได้ชัดเจน “แต่แค่นานๆ ทีน่ะนะ”

 

       “แล้วปกติแก้วคิดถึงอะไรบ่อยๆ” เจ้าหมายักษ์วอนขอคำตอบที่คาดหวังผ่านแววตากับริมฝีปากอุ่นบนหลังมือ และแก้วก็รับสินบนนั้นมาอย่างเต็มใจ

 

       “คิดถึงเธอไง”

 

       รอยยิ้มกริ่มผลิบานบนใบหน้าชายหนุ่ม โชคกดจูบซ้ำลงบนหลังมืออีกครั้งแล้วจึงค่อยย้ายไปยังกลีบปากสีซีดจางของอีกคน ก่อนจะถูกดึงรั้งให้ขยับป่ายปีนขึ้นไปแทรกกายนอนกอดก่ายเบียดชิดกันบนเดย์เบด

 

       “ผมรักแก้วนะ”

 

       “อือ ฉันก็รักเธอ”

 

       ขอโทษนะครับ แต่อย่าเพิ่งให้แก้วคิดถึงคุณมากนักเลย... โชคอ้อนวอนต่อหญิงสาวผู้มีชื่อเดียวกับดอกไม้ที่ฝังกลิ่นลงบนกายเธอ

 

       กรรณิการ์... มารดาของแก้ว

 

 

 

       ปลายหน้าฝนก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาวครั้งที่สี่สิบเก้าของแก้ว บนเตียงนอนอุ่นร้อนวูบวาบด้วยร่างกายเปลือยเปล่าที่แนบชิดกัน มันทั้งเนิบช้าและนุ่มนวล แต่หัวใจกลับเต้นเร่าอย่างรัญจวนปนเสียงหอบครางสั่นเครือ

 

       ไม่รู้ว่ามันใช้เวลานานแค่ไหนกว่าความร้อนจะสงบลง โชคกอดคนในอ้อมแขนไว้แน่นในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วันใหม่

 

       “สุขสันต์วันเกิดครับแก้ว” กระซิบแผ่วเบาชิดริมหูถึงคำอวยพรจากใจไม่ต่างจากที่เคยได้รับมา

 

       ดีใจที่แก้วเกิดมา... ขอบคุณที่แก้วเกิดมา
 


       “ขอบใจ” แก้วตอบรับ ขยับซุกกายเข้าหาความอบอุ่นขึ้นอีกนิดก่อนจะร่วงลงสู่นิทราที่ความทรงจำสีซีดจางพักนี้กลับมาเยี่ยมเยือนอยู่บ่อยครั้งในรูปแบบของความฝัน

 

       แต่ขอเวลาอีกสักพักนะครับ... แก้วบอกกับหญิงสาวบนเก้าอี้สานและชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเขาหลังเลนส์แว่นกรอบทอง

 

       กรรณิการ์กับสนธยา

 

       แม่กับพ่อ...

 

       รุ่งสางเดินมาถึงในชั่วอึดใจ แก้วได้ลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับชายหนุ่มของเขาอีกวัน สายตาไล่มองจดจำใบหน้านั้นเอาไว้ให้ขึ้นใจ พรมจูบไล่สัมผัสเพียงผิวเผินก่อนที่อีกฝ่ายจะปรือตาด้วยความง่วงงุนมาส่งยิ้มให้ น่าเสียดายที่ยามเช้าไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักสำหรับเก็บจำรสจุมพิต เขาเลยข้ามไปซุกหน้าเข้าใต้คางพลางฝังจมูกลงบนคออุ่นเพื่อสูดกลิ่นกายแสนคุ้นเคยที่โอบกอดเขาอย่างนุ่มนวลเสมอใส่ความทรงจำเอาไว้แทน

 

       หลังจากนั้นเมื่อเข้าช่วงสายของวันพวกเขาก็อบเค้ก เป็นครั้งแรกที่แก้วเข้าครัวในรอบหลายปี ช่วยชั่งตวงส่วนผสมให้โชคได้ตีแป้งในชามด้วยตะกร้อมือ จนเมื่อเอาเข้าเตาอบเรียบร้อยเหลือเพียงรอเวลาให้มันสุก ชายหนุ่มก็พักแขนที่เมื่อยล้าเติมพลังด้วยการอ้อนนอนหนุนตักแก้วอยู่บนโซฟาหน้าทีวี

 

       อีกปี... วันเกิดที่ได้อยู่ด้วยกัน

 

 

 

       พฤศจิกายนน้ำทะเลหนุนสูงท่วมปริ่มริมคลอง โชคทำกระทงแผ่นขนมปัง ส่วนแก้วนั่งรออย่างเงียบงันกระทั่งได้ยินเสียงเรียกบอกว่าเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงค่อยลุกเดินออกไปด้วยกัน ตามทางที่ใช้เดินออกกำลังกายเป็นประจำอยู่ทุกวันยามก่อนอาทิตย์อัสดง แต่วันนี้กลับได้เดินท่องไปใต้ไฟนีออนสีขาวที่ย้อมกลบแสงนวลของจันทร์ดวงเด่น

 

       “หนาวไหมครับ” คนหนุ่มหันมาถาม ขณะที่พวกเขายืนกันอยู่กลางสะพาน ทอดมองผืนน้ำสีดำที่ส่องแสงเรืองรองด้วยเปลวไฟจากยอดเทียนไหลผ่านไปเบื้องล่าง

 

       “อืม นิดหน่อย” แก้วบอกตามจริง ขยับเข้าไปชิดอีกคนทั้งที่ปลายทางสายตายังจมลงไปใต้กระแสธารเหน็บหนาว

 

       โชคยกแขนโอบไหล่แก้วไว้หลวมๆ ใช้ตัวบังทางลมเย็นเฉียบไม่ให้เฉียดโดนผิวเนื้อของอีกฝ่าย แบ่งปันความร้อนจากไออุ่นกาย ยืนแนบชิดกันอยู่อย่างนั้นราวกับโลกทั้งใบไม่มีใครอื่น

 

       ประเพณีลอยกระทงมีไว้เพื่อขอขมาต่อพระแม่คงคา

 

       ทว่าแม้จะรู้อย่างนั้นพวกเขาในวันนี้กลับต่างกำลังขอพร

 

 

 

       เทศกาลคริสต์มาสกำลังจะผันผ่านมาเยือนอีกครั้งพร้อมกับลมหนาวที่ทวีหนักกว่าคราก่อนๆ กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าอุณหภูมิจะลดลงต่ำสุดในรอบห้าปี ห้องนั่งเล่นในค่ำคืนนี้จึงต้องปิดบานประตูหน้าต่างขณะที่เหล่าเจ้าของบ้านช่วยกันตกแต่งต้นสนพลาสติกที่นำลงมาตั้งยังที่ประจำของมันแล้ว

 

       แก้วแขวนลูกบอลประดับกับโชคที่พันสายไฟ ช่วยกันเติมเต็มกิ่งใบให้สนปลอมกลายเป็นต้นไม้แห่งนิรันดรภาพของชาวคริสต์ โมกคราวนี้ไม่ได้เข้ามาก่อนกวนบรรดาของตกแต่ง แต่ไปสาละวนเล่นอยู่กับกล่องลังเก็บของแทน

 

       หลังจากชายวัยกลางคนแขวนกล่องของขวัญสีแดงกล่องสุดท้ายบนปลายกิ่งก้านที่ทำมาจากลวดเหล็กเสร็จเรียบร้อย เขาก็นั่งชันขาข้างหนึ่งขึ้นกอดรองแก้มแนบกับเข่าอย่างรอคอย จวบจนแสงไฟหลากสีกระพริบติดขึ้นมาเมื่ออีกคนกดเปิดสวิตช์ ดวงตาสีเข้มจึงค่อยเบนไปสบกับคนที่จ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย

 

       “อะไร” ...เป็นอีกครั้งที่โชคคิดว่าแก้วช่างเหมือนกับแมว

 

       “เปล่าครับ” โชคบอกอย่างนั้น แต่ก็ยื่นหน้าเข้าใกล้ให้ปลายจมูกแตะสัมผัสกันก่อนจะประทับริมฝีปาก

 

       ...เบาบางและยาวนานเพียงเสี้ยวนาที

 

       ไม่ได้มีบทสนทนาเป็นเรื่องเป็นราวหลังจากนั้น ชายหนุ่มแค่ดึงรั้งคนรักให้โน้มตัวลงมานอนซบอกขณะทิ้งตัวลงนอนแผ่หลังแนบพื้นหน้าต้นไม้เรืองแสง มือใหญ่ขยับลูบสางเส้นผมยาวระท้ายทอยอย่างอ่อนโยน ขณะที่หัวเราะกับเรื่องไร้สาระในอดีตที่หยิบยกขึ้นมาจากความทรงจำ

 

       หนึ่งวันที่แสนธรรมดาในช่วงเวลาก่อนสิ้นปี

 

       ในบ้านหลังนี้ยังคงอุ่นร้อนกลางสายลมหนาว ...ยาวไปจนถึงคริสต์มาสอีฟที่นอนดูหนังด้วยกันจนดึกดื่น กินพิซซ่าโฮมเมดในตอนเที่ยงคืน และขึ้นนอนพร้อมคำบอกราตรีสวัสดิ์ก่อนรุ่งสางมาเยือนเพียงไม่นานนัก

 

       กระทั่งแสงวูบวาบของดอกไม้ไฟผลิบานเต็มเวิ้งฟ้าบ่งบอกเวลาเข้าสู่ปีใหม่ แก้วยืนพิงอยู่ในอ้อมอกโชค มองดูท้องนภาจนริ้วแสงโรยราหมดสิ้นไป ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูบอกว่ารักเหลือเกินเหมือนกับทุกปี และเขาก็ตอบกลับไปว่ารักเหมือนกัน

 

       สองคนในบ้านไม้สีขาวตื่นมาดูอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของปีด้วยกันผ่านบานหน้าต่างห้องนั่งเล่น ลำแสงระยิบระยับสีทองอาบย้อมสวนเขียวที่มีดอกไม้เบ่งบานหลากสีให้ดูอบอุ่น แก้วคลี่ยิ้มออกมาด้วยแววตาอ่อนโยน และสำหรับโชคมันงดงามยิ่งว่าทิวทัศน์ใด

 

       “สวัสดีปีใหม่” ถ้อยคำที่ลืมบอกก่อนเข้านอนเมื่อคืนถูกพูดออกมาในตอนนี้เอง

 

       “สวัสดีปีใหม่ครับ” โชคตอบกลับไป เอนศีรษะพิงซบกับหัวไหล่คนข้างกาย ...ที่บอบบางราวกับหากออกแรงมากไปจะทำให้แตกสลาย

 

       ช่วงเวลายามเช้าถูกทิ้งไว้ใต้แสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาไล้ใบหน้า

 

       โชคหวาดกลัววันเวลามากกว่าคราไหนๆ

 

 

 

       แล้วในที่สุดเมื่อเข้าสู่เดือนกุมภา ความหวาดกลัวที่ซุกซ่อนอยู่หลังนัยน์ตาคู่สวยก็เผยตัวออกมา

 

       “โชค...” เสียงเรียกแหบแปร่งและแก้วที่ซวนเซ โชครีบทิ้งถ้วยจานในมือพุ่งตัวไปคว้าคนที่เพิ่งก้าวขาพ้นครัวก็หน้ามืดล้มพับลงกับพื้น

 

       สลบไสลทั้งลมหายใจรวยริน

 

       หัวใจของโชคร่วงหล่นไปพร้อมกับแก้วที่ทรุดลงตรงหน้า

 

 

 

       เนิ่นนานเป็นวันกว่าแก้วจะลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนที่คุ้นเคย โชครีบกดปุ่มเรียกพยาบาลให้เข้ามาตรวจอาการเบื้องต้นทันที และพอตกบ่ายนายแพทย์เจ้าของไข้ก็เข้ามาพร้อมเอกสารรายงานผลการตรวจร่างกายที่ดำเนินการไปตั้งแต่ตอนที่คนป่วยยังไม่ได้สติ

 

       ทั้งที่นอกบานกระจกคือท้องฟ้าโปร่งสดใสเป็นสีของปลายหน้าหนาว แต่พวกเขากลับได้ยินเสียงของฝนดังกึกก้องในหูจนอื้ออึงไปหมด

 

       แก้วสงบนิ่งเอนหลังพิงหัวเตียงที่ยกสูง ในขณะที่โชคเหม่อมองออกไปไกลสุดปลายฟ้าซึ่งถูกตึกรามบดบัง มือใหญ่ที่กอบกุมมือเรียวไว้นั้นเย็นเฉียบแม้เครื่องปรับอากาศจะไม่ได้ลดอุณหภูมิลงต่ำเสียขนาดนั้นก็ตาม...

 

       เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มือของแก้วอบอุ่นกว่าโชค

 

       “ฉันรักเธอนะโชค” เสียงกระซิบแผ่วเบากับรอยยิ้มบางที่ชายหนุ่มรักนักรักหนา ทว่าบัดนี้กลับทำใจยากเหลือเกินที่จะหันมามอง

 

       “ครับ ผมรู้” แต่โชคก็ยังคงหันกลับมา คลี่ยิ้มตอบพร้อมกับกลืนหยดน้ำตาและพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นไหว “ผมก็รักแก้วเหมือนกัน”

 

 

 

       การนอนโรงพยาบาลของแก้วครั้งนี้กินเวลากว่าสัปดาห์ และทุกครั้งที่เขาลืมตาโชคก็จะอยู่ตรงนั้นด้วยเสมอ มีเพียงยามเช้าตรู่ที่เขายังไม่ตื่นเท่านั้นที่อีกฝ่ายจะกลับบ้านไปจัดการซักผ้าก่อนเก็บของใช้เพื่อมานอนเฝ้าเขาใหม่ ส่วนโมกก็ถูกนำไปฝากฝังไว้กับบ้านของมิกซ์ให้ช่วยดูแล

 

       เช้าวันนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่แก้วตื่นก่อนเวลาปกติมาเจอกับห้องที่ว่างเปล่า ดวงตาสีเข้มจับจ้องที่ซึ่งอีกคนมักจะนั่งทำงานอยู่เป็นประจำตรงข้างประตูระเบียง

 

       ความเงียบงันในตอนนั้นเองที่ทำให้ชายวัยกลางคนได้ยินเสียงของตัวเองชัดเจนขึ้นมา

 

       สองปี... ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กในระยะจำกัดจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง และเพียงห้าเปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยในระยะแพร่กระจาย

 

       สำหรับแก้วเขาคงได้เป็นน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่โชคดีที่อยู่มาได้ถึงเกือบสี่ปี ทว่าความโชคดีนั้นไม่ได้จะคงอยู่ตลอดไป เขารู้ดี รู้ดีพอๆ กับโชคที่เฝ้ามองมาด้วยแววตาหม่นหมองซึ่งซ่อนเร้นแฝงกายอยู่ในความรักล้นตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา

 

       แก้วน้ำหนักลดลงทั้งที่กินเท่าเดิม เขาผ่ายผอมลงเรื่อยๆ สวนทางกับชั่วโมงหลับใหลที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน เขาเหนื่อยล้าและเซื่องซึม อ่อนแรงกระทั่งการหายใจก็กลายเป็นเรื่องลำบากจนบางครั้งก็แทบลืมไปแล้วว่าที่ผ่านมาเขาทำได้อย่างไร

 

       ยาเคมีที่ใช้ยับยั้งช่วยชะลอการเติบโตของก้อนมะเร็งนั้น ร่างกายของแก้วรับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

 

       ความตาย... แก้วไม่เคยหวาดกลัวปลายทางสู่ความมืดมิดนิรันดร์ ในเมื่อมันเป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของทุกชีวิต แต่เมื่อคิดถึงชายหนุ่มผู้รักเขาด้วยทุกสิ่งเจ้าตัวที่มี เขาก็กลับรู้สึกอยากให้ลมหายใจของตนนี้ยาวนาน ต่อเวลาให้ได้อยู่กับคนที่หัวใจปารถนา ให้ได้เห็นรอยยิ้มสว่างไสวบนใบหน้านั้นในวันพรุ่งนี้ต่อไปไม่สิ้นสุด

 

       แก้วไม่เคยกระหายการมีชีวิตเท่านี้มาก่อนเลย

 

       ความรักนั้นช่างปวดร้าว...

 

       “ตื่นแล้วเหรอครับ” แก้วหันไปสบตาตัวจริงของคนในความคิดที่โผล่เข้ามาจากหลังบานประตูปิดสนิท

 

       “อืม” เขายิ้มให้และโชคยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มกว้างสว่างไสวอย่างที่เขาอยากจะเห็นมันไปตลอดกาล

 

       “นี่ครับ” ชายหนุ่มมอบของขวัญวันแห่งความรักแก่คนรักของเขา ดอกกุหลาบสีแดงที่เก็บมาจากสวนข้างบ้าน เผยอกลีบบอบบางกำลังดีแผ่กลิ่นหอมจางลอยฟุ้ง แก้วไม่ได้กลิ่นของมันเพราะประสาทรับกลิ่นในจมูกเขาพังไปแล้วจากการสูบบุหรี่จัดเช่นเดียวกับปอดสองข้าง ทว่ามันก็ไม่ได้ยากนักที่จะหวนรำลึกจากความทรงจำเมื่อกลิ่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่มนุษย์จะลืมเลือน

 

       “ขอบใจ”

 

       ความรักนั้นช่างปวดร้าว แต่ก็แสนงดงามจนแม้สุดท้ายต้องแหลกสลายก็เต็มใจจะโอบกอดไว้...

 

       “โชค...” แก้วเรียกรั้งเจ้าของรอยจูบที่แนบลงบนหน้าผากเขาในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจะผละจากไป

 

       “ครับ” ในแววตาที่จ้องสบตรงมาอย่างรอคอยมันยังคงเต็มไปด้วยความรักใคร่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แก้วจึงค่อยๆ ระบายยิ้มอ่อนโยน ยกมือขึ้นแตะปลายนิ้วบนผิวแก้ม ลากไล้ไปตามรอยแดงใต้ดวงตาคู่สวย ก่อนเอ่ยกระซิบเพียงแผ่วเบา

 

       “กลับบ้านกันเถอะ”

 

       ...แค่เพียงเพื่อให้มันได้เบ่งบานสักครั้งหนึ่งในชั่วชีวิตที่แสนสั้น

 




 

       ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ท้องฟ้าจ้าด้วยแสงของดวงตะวันที่ใกล้เข้าสู่หน้าร้อน แต่ในสายลมยังคงมีกลิ่นอายของฤดูหนาวโชยผ่านพัดพาเอาไอแดดแผดเผาให้ระเหยจางไป

 

       อาทิตย์กว่าแล้วหลังออกจากโรงพยาบาลมา อาการของแก้วยังคงทรงตัวอยู่ เขายังคงใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้ และไม่ลำบากนักเมื่อมีอีกคนคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาทั้งสองต่างก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าชั่วขณะนี้จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

       เวลาเป็นสิ่งน่าพิศวงที่มีมากมายเพียงใดก็ไม่เคยเพียงพอ

 

       ชายวัยกลางคนนั่งอยู่บนชิงช้าใต้ต้นมะม่วง ออกแรงขาแกว่งไกวให้มันโยกไหวเป็นจังหวะ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มปิดพริ้มทิ้งหัวเอนพิงกับเชือกเส้นหนาสีด่างเหลือง โชคมองภาพนั้นอยู่นานกว่าจะขยับเดินเข้าไปใกล้ นำพาหัวใจที่หนักแน่นแต่ก็วูบโหวงเบาหวิวไปทิ้งเข่าลงบนพื้นหญ้าต่อหน้าคนรัก

 

       “น้าแก้ว” โชคเรียก โอบกอดเอวผอมบางเอาไว้ขณะที่ซบหน้าลงบนตักอีกฝ่าย

 

       “หืม” แก้วค่อยๆ ปรือตาพลางยกมือขึ้นลูบสางผ่านเส้นผมดำขลับด้วยความเอ็นดู “ว่าไง”

 

       ชายหนุ่มช้อนตามองจากองศาที่ต่ำกว่า ออดอ้อนวอนขอบางสิ่งโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา และแก้วก็รู้ว่าเจ้าหมากำลังรออะไรอยู่

 

       พวกเขาจูบกัน เหมือนในวันนั้นแม้แก้วจะไม่ได้กำลังเหงาปากอยากสูบบุหรี่

 

       พวกเขาจูบกัน แนบแน่นนุ่มนวล เนิ่นนานหลอมละลายใต้ผืนฟ้าส่องสว่าง

 

       พวกเขาจูบกัน อีกครั้งและอีกครั้ง...

 

       “แก้ว” โชครวมกุมมือแก้วเอาไว้ ประทับริมฝีปากลงบนโคนนิ้วเรียวที่จำเพาะเจาะจง ดวงตาคู่สวยพราวน้ำราวกับทะเลดวงดาววาวระยับจับจ้องมองเจ้าของหัวใจด้วยความรักทั้งหมดที่มี “แต่งงานกับผมนะครับ”

 

       แก้วจมลงไปในท้องทะเลสีน้ำตาลคู่นั้น

 

       ไม่เคยลดละ ไม่เคยลังเล และจะไม่เลือนราง

 

       แววตาของโชคตะโกนบอกว่าจะรักเขาไปตราบเท่าที่ยังคงมีลมหายใจ

 

       “อืม แต่งสิ” แก้วแย้มยิ้มบาง แต่โชคกลับรู้สึกว่ามันช่างเจิดจ้าจนดวงตาพร่าเบลอ “แต่งงานกันนะโชค”

 

       “ครับ” หัวใจของเขามันอุ่นร้อน และราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในขณะเดียวกัน

 

 

 

       ณ หน้าบ้านไม้สีขาวสองชั้น ใต้ต้นมะม่วงที่ยึดโยงชิงช้าทำมือตัวน้อยเอาไว้ เคล้าเสียงของหมาไล่เห่ารถมอเตอร์ไซค์ ในสายลมกลิ่นปนเปที่แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร และทิวทัศน์ที่ได้เห็นเบื้องหน้ามีเพียงถังขยะสีเหลืองใบใหญ่ข้างเสาไฟฟ้านอกแนวรั้ว

 

       งานแต่งงานของแก้วและโชคที่เคยวาดไว้ในวันวานเกิดขึ้นแล้วในวันนี้

 

       โชคบรรจงสวมแหวนทองที่มีเพชรเม็ดเล็กฝังอยู่ตรงกลางที่เตรียมมาใส่นิ้วนางข้างซ้ายของแก้ว มันเป็นแหวนของกรรณิการ์แม่ของเจ้าตัว และเคยเป็นของย่าเขามาก่อนหน้านั้น ...แหวนของเหล่าผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ หนึ่งในรายการทรัพย์สินที่แก้วเคยแสดงให้โชคดู

 

       ดวงตาสีเข้มจับจ้องโคนนิ้วที่ไม่ว่างเปล่าของตัวเอง เพราะเป็นแหวนของผู้หญิงจึงมีขนาดวงไม่ใหญ่นัก หากเป็นเมื่อก่อนแก้วคงสวมเข้าได้เพียงแค่ครึ่งนิ้ว แต่ตอนนี้กลับใส่ได้พอดิบพอดี ผิดกับโชคที่แม้จะเป็นแหวนทองเกลี้ยงเกลาที่สืบทอดมาจากพ่อและปู่ของเขา มันก็ยังคงคับแน่นเกินไปสำหรับสวมที่โคนนิ้วนาง แก้วเลยต้องย้ายมาใส่ที่นิ้วก้อยของชายหนุ่มแทน ก่อนจะแนบจูบลงบนโคนนิ้วที่มีเส้นเลือดเชื่อมตรงเข้าสู่หัวใจเป็นดั่งคำสาบาน ต่อหน้าสักขีพยานที่มีเพียงเจ้าตัวสีควันที่นั่งเลียอุ้งเท้าอยู่บนเฉลียง กับต้นมะลิที่กำลังแตกกิ่งอยู่ชิดริมรั้วหลังบ้าน

 

       แก้วยังคงนั่งอยู่บนชิงช้า และโชคยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหญ้า ดวงตาที่จ้องสบกันพลันร้อนผ่าวขึ้นมาในขณะที่ริมฝีปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง

 

       “ฉันรักเธอนะโชค”

 

       “ผมก็รักแก้วเหมือนกัน”

 

       ช่างห่างไกลจากที่เคยฝัน แต่ก็ยังคงแผดเผาเร่าร้อน อย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล...

 

       ความรักของพวกเขา

 

 

 

       มื้อเย็นวันนั้นถูกจัดขึ้นใต้แสงไฟสว่างจ้าในห้องครัว ด้วยเมนูปกติธรรมดารสอ่อนแบบที่แก้วกินได้ไม่ลำบากนัก จากนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่ห้องนั่งเล่นมืดสลัว สมาร์ตทีวีต่ออินเตอร์เน็ตเปิดเพลงหวานหูส่องสว่างเรื่อเรืองวูบไหวตามภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ

 

       แก้วทิ้งตัวอยู่ในอ้อมแขนของโชค โอบกอดกันไว้แนบแน่นขณะขยับไปตามจังหวะเสียงดนตรี การเต้นรำแสนงุ่มง่ามเมื่อไม่มีใครแตกฉาน โชคเคยเรียนลีลาศแค่เมื่อตอนชั้นมัธยม ส่วนแก้วลืมไปแล้วว่าเคยมีวิชานี้ให้ลงบ้างไหมในยุคสมัยของเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงก้าวขากันต่อไป ท่ามกลางแสงไฟหลากสีของต้นคริสต์มาสที่แจ่มชัดขึ้นมาหลังเปลือกตาปิดสนิท

 

       อบอุ่น แสนอ่อนโยน

 

       กระทั่งค่ำคืนแต่งงานของสองเจ้าบ่าวก็ไม่ได้เร่าร้อนหวามไหว แค่นอนกอดกันเอาไว้จนถึงเช้าเพื่อตื่นมาใช้ชีวิตวันถัดมาด้วยกันไปตามปกติ

 

       เรียบง่ายและสงบสุข

 

       ฮันนีมูนรสหวานในบ้านไม้สีขาว...

 



.....

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด