[นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 34 [26.10.20]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 34 [26.10.20]  (อ่าน 5146 ครั้ง)

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 31



          อากาศช่วงปลายปียังไม่ทำให้เหน็บหนาวเท่าระยะห่างที่ถูกสร้างขึ้นมา แก้วค่อยๆ ถอยห่างจากโชคทีละนิดอย่างนุ่มนวลเสียจนกว่าเด็กหนุ่มจะรู้ตัว เขาก็ไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้อย่างเคยอีกต่อไปแล้ว

 

          “น้าแก้วโกรธผมเหรอครับ” เขาถามในวันที่เขาพยายามจะจับมืออีกฝ่าย แต่ชายหนุ่มกลับคว้าซองบุหรี่ลุกออกไปหน้าบ้านเอาเสียดื้อๆ

 

          “เปล่า” แก้วมองเปลวไฟวูบไหวเผาไหม้ปลายแท่งกระดาษ ไม่แม้แต่จะปรายตาไปมองความขมขื่นในดวงตาคู่สวย เพราะเขารู้ว่ามันคงฉายชัดมากแน่ๆ

 

          โชคไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ และไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ ในเมื่อน้าแก้วเย็นชาใส่เขาชัดเจนขนาดนี้ เขาเคยถามแก้วครั้งหนึ่ง หลังจากที่เขาบอกไปว่าไม่เคยมองอีกฝ่ายเป็นพ่อไม่กี่วัน ยังจำได้อยู่เลยว่าตอนนั้นขัดเขินจนแทบหายใจไม่ออก

 

          ‘ผมจีบแก้วได้ไหม’

 

          ในตอนนั้นเขาไม่ได้รับคำตอบ มีเพียงรอยยิ้มขบขันกับแววตาเอ็นดูจากคนถูกถาม เขาเลยคิดว่านั่นเป็นคำอนุญาต แต่บางทีชายหนุ่มอาจจะเปลี่ยนใจ หรือไม่ก็ไม่เคยยินยอมมาตั้งแต่ต้น แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เขารู้เพียงแค่ต้องถอยออกไปเท่านั้น

 



 

          เทศกาลคริสต์มาสเวียนมาอีกครั้ง และในบ้านไม้สีขาวสองชั้นก็ยังคงรื้อต้นสนปลอมออกมาจากห้องเก็บของ พวกเขายังคงตกแต่งห้องนั่งเล่นของบ้านให้ดูมีชีวิตชีวา แต่ทว่ากลับไม่มีงานเลี้ยงฉลองเหมือนอย่างเคย คืนคริสต์มาสอีฟที่ซานต้าควรจะมาส่งของขวัญ คนในบ้านต่างแยกย้ายขึ้นห้องนอนตั้งแต่ก่อนสี่ทุ่ม มีเพียงแสงไฟหลากสีกระพริบสลับกันอย่างหงอยเหงาอยู่ในความมืดจนถึงเช้า

 

          วันที่ 25 โชคตื่นก่อนฟ้าจะสว่าง ลงมาชั้นล่างเพื่อเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา จากนั้นก็ใช้เวลากับตัวเองบนโซฟาหน้าทีวี เด็กหนุ่มประสานมือซุกไว้ตรงหว่างขา ทิ้งตัวเอนไปด้านหลังคล้ายหาท่าสบายเพื่องีบหลับ ทว่าดวงตาของเขากลับเพียงหรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องต้นคริสต์มาสที่เคยสูงท่วมหัว จนตอนนี้เขาสูงเลยมันไปแล้วอย่างเงียบงัน

 

          สายลมเย็นพัดผ่านซี่มุ้งลวดเข้ามาทางบานหน้าต่างไม้ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ม่านลายดอกไม้เล็กๆ ขยับไหว เหมือนร่างกายที่เริ่มสะท้านสั่น ทั้งที่ก็ใส่เสื้อแขนยาวตัวหนาแล้วแท้ๆ แต่กลับรู้สึกหนาวจับใจ

 

          คริสต์มาสปีนี้ หนาวกว่าที่เคยจดจำได้

 

          โชคนั่งกอดตัวเองอยู่อย่างนั้นจนแสงแรกจับขอบฟ้า ไม่นานแสงจากสายไฟประดับก็ถูกแสงอาทิตย์ย้อมกลบจนริบหรี่ โชคเดินไปปิดสวิตช์ ก่อนจะกลับขึ้นห้องไปเอาเสื้อผ้าลงมาอาบน้ำเตรียมไปโรงเรียน

 

 

 

          แก้วลงจากห้องมาในตอนที่โชคอาบน้ำอยู่ เข้าครัวไปชงกาแฟอย่างเคย ปลั๊กกระติกน้ำร้อนถูกเสียบไว้ พร้อมกับแก้วกระเบื้อง กระป๋องกาแฟและโหลน้ำตาลที่ปกติจะวางอยู่บนชั้น ถูกนำมาจัดเตรียมไว้ให้หยิบใช้ได้ทันทีรออยู่ก่อนแล้ว โชคทำเช่นนี้ทุกวันมาตลอดหลายปี ตั้งแต่ก่อนจะมีใครจำได้ว่ามันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ และหลายๆ ครั้งก็เอ่ยปากอาสาชงให้เองด้วยซ้ำ

 

          “น้าแก้ว” เจ้าของชื่อหันไป เด็กหนุ่มเพิ่งออกจากห้องน้ำมายังดูชื้นฉ่ำทั้งที่สวมชุดนักเรียนเรียบร้อยแล้ว

 

          “ว่าไง”

 

          “หิวไหมครับ เดี๋ยวผมทำข้าวเช้าให้” แก้วส่ายหัว อาจจะเป็นเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น เขาถึงได้กินน้อยลงกว่าเดิม ตอนเช้าแค่กาแฟก็ทำให้รู้สึกอิ่มแล้ว ต่างกับอีกคนที่กำลังโต ชายวัยสี่สิบเอ็ดปีมองเด็กกำลังโตคนนั้นพยักหน้ารับแล้วเดินจากไป พลางคิดถึงความต่างของช่วงเวลายี่สิบสองปีครึ่งระหว่างพวกเขา

 

          กว่าเขาจะคิดตก กาแฟที่คนไปมาก็ส่งไอร้อนลอยหายไปจนเกือบหมดแล้ว และเด็กนักเรียนก็บอกลาเขาโดดขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนไปโรงเรียนแล้วเช่นกัน

 

          ชายหน่มออกมานั่งจิบกาแฟอุ่นอยู่หน้าโทรทัศน์ แต่ไม่ได้เปิดฟังข่าวอย่างทุกที เขาเพียงแค่นั่งเงียบๆ ไล่สายตามองสายรุ้งสีเขียวสีแดงสะท้อนแสงวิบวับตามผนัง ก่อนจะมาหยุดที่ต้นคริสต์มาสประดับประดาสวยงามที่โชคเป็นคนตกแต่ง

 

          แก้วลุกไปเปิดสวิตช์ให้ไฟหลากสีเรื่อเรืองขึ้นมา แม้ในห้องนั่งเล่นที่หันหน้าเข้าสู่ทิศตะวันออกจะสว่างจ้าด้วยแสงตะวัน เขาก็ยังเห็นสีสันของหลอดไฟชัดเจน

 

          ...เหมือนกับในทุกๆ ปี

 



 

          ช่วงบ่ายวันสุดท้ายของปี มิกซ์โผล่มาหาเพื่อนสนิทถึงที่บ้าน เด็กหนุ่มคุยเล่นเรื่อยเปื่อยกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ในขณะที่เจ้าของบ้านอยู่ในห้องทำงาน จนพอใกล้เวลาสี่โมงเย็น แก้วก็ออกมาเข้าห้องน้ำ พอดีกับที่ได้ยินที่คนตัวเล็กเอ่ยชวนโชค

 

          “คืนนี้พวกกูไปเคาท์ดาวน์บ้านไอ้แสนกัน มึงไปด้วยเปล่า” เป็นการชวนที่ไม่ได้คาดหวังการตอบรับ เพราะในทุกๆ ปีโชคก็มักจะเลือกอยู่บ้านกับน้าแก้วอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเขาได้รู้ว่าเพื่อนคิดกับคุณน้าที่มีใบหน้าเฉยชาแต่กลับใจดีผิดคาดคนนั้นยังไง เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าโชคคงไม่ไปด้วยแน่ แต่ก็ยังคงถามอย่างนี้ทุกปีเพื่อไม่ให้โชครู้สึกเหมือนเป็นคนนอกกลุ่ม

 

          “ไปกันทุกคนเลยรึเปล่า” โชคถาม

 

          “อือ ไปหมดแหละ”

 

          “งั้น...” มิกซ์กระพริบตาปริบ เป็นครั้งแรกที่เห็นโชคดูลังเล และในความลังเลนั้นก็ดูจะมีความเศร้าปนอยู่ด้วย

 

          เด็กหนุ่มตัวเล็กไม่รู้เรื่องราวหลังจากที่เพื่อนสนิทบอกชอบน้าแก้วไปว่าเป็นอย่างไร เพราะโชคไม่ได้เล่า เขาไม่ได้ถาม และก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องไปคิดจินตนาการเอาเองด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รับรู้ได้จากการอยู่ที่ข้างๆ กันมาตลอด ว่ามีช่วงหนึ่งที่เพื่อนของเขาร่าเริงสดใส มีความสุขแฝงอยู่ในดวงตา และรอยยิ้มก็ฉีกกว้างจนน่าหมั่นไส้

 

          แต่นั่นก็เป็นช่วงเวลาก่อนหน้านี้

 

          มิกซ์ไม่ได้คิดต่อไปมากกว่านั้น พอดีกับที่แก้วโผล่เข้ามาช่วยให้การตัดสินใจของโชคง่ายขึ้น

 

          “จะไปบ้านเพื่อนกันเหรอ”

 

          “ก็... ไปได้ไหมครับ” โชคมองสบตา แก้วไม่รู้ว่ามันกำลังขอร้องให้เขาอนุญาตหรือรั้งเด็กหนุ่มเอาไว้กันแน่ แต่เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ที่เคยผ่านช่วงวัยรุ่นมา เขาเลยออกความเห็นอย่างผู้ปกครองคนหนึ่ง

 

          “ไปสิ ปีใหม่ทั้งทีไปฉลองกับเพื่อนๆ บ้างก็ดี”

 

          โชคสับสน เขาตื่นเต้นที่จะได้ไปร่วมฉลองส่งท้ายปีกับกลุ่มเพื่อนเป็นครั้งแรก แต่ก็รู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูกที่จะไม่ได้อยู่ดูพลุกับน้าแก้วจากหน้าบ้านไม้สีขาวหลังนี้

 

 

 

          ห้าทุ่มห้าสิบแปด แก้วเดินออกไปยืนตากลมหนาวพร้อมกับแมวสาวที่เดินพัวพันขาเขาออกมาด้วย จากหน้าบันไดขึ้นบ้าน พ้นจากปีกหลังคาออกมาก็จะเห็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้ากว้าง เมฆสีเทาลอยเอื่อยเหมือนกับช่วงเวลาไม่กี่นาทีก่อนเสียงพลุจะลั่น แต่แค่ไม่กี่นาทีก็เพียงพอที่จะพาเจ้าของบ้านคนปัจจุบันหวนกลับไปในความทรงจำ

 

          ตั้งแต่จำความได้ ทุกปีแก้วจะออกมายืนที่ตรงนี้ พร้อมกับพ่อและแม่ของเขา จากเด็กที่อยู่ในอ้อมแขนจนกระทั่งยืนได้ด้วยตัวเอง จากที่เคยมีสามคนก็ลดลงเหลือสองก่อนจะเหลือหนึ่ง และหนึ่งคนนั้นก็ไม่เคยคิดจะออกมายืนดูพลุไฟด้วยตัวเองอีกเลย

 

          แก้วไม่สนใจวันเทศกาล มีบ้างที่เขาถูกลากให้ไปร่วมฉลองกับครอบครัวของเพื่อนสนิท แต่ถ้าปีไหนเขาไม่ยอมไป ปีนั้นธีร์ก็จะเป็นฝ่ายโผล่มาหาหลังเที่ยงคืนที่เคาท์ดาวน์กับที่บ้านเสร็จแล้ว นั่งดูหนังรอบดึกกับเขา พูดคุยกับเขา กอดเขาเอาไว้ เพราะอย่างนั้นเขาถึงไม่เคยรู้สึกเหงา แม้ช่วงปีที่วุ่นวายตอนยี่สิบปลายๆ ทั้งเขาและธีร์มีเวลาให้กันน้อยมาก แก้วก็ไม่รู้สึกเหงาเพราะเขามีงานของบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ให้ทำจนหัวหมุน และหลังจากนั้นไม่นานก็มีเด็กชายอีกคนที่เข้ามาทำให้ชีวิตเขาห่างไกลคำว่าเหงาเข้าไปอีก

 

          ปีใหม่ครั้งที่สามสิบของแก้ว เขากลับออกมายืนดูพลุไฟจากหน้าบ้านอีกครั้ง

 

          หลังจากนั้นจำนวนคนในแต่ละปีก็ไม่เคยเป็นหนึ่งอีกเลย

 

          “ปีนี้ก็มีเธออยู่” แก้วพึมพำ พร้อมกับเสียงนับถอยหลังจากข้างบ้านสิ้นสุดลง

 

          เหมี๊ยว... มะลิร้องตอบ แผ่วเบาแต่ชัดเจนแม้เสียงพลุจะดังกลบ

 

          ดอกไม้ผลิบานบนผืนผ้าใบสีเข้ม สว่างวาบก่อนลาลับ แก้วนั่งลงบนขั้นบันได ลูบปลอบมะลิอย่างอ่อนโยน ถึงจะรู้ว่าแมวสาวจะไม่ได้ตื่นตกใจกับเสียงดังก็ตาม แสงระยิบระยับส่องสะท้อนในดวงตาต่างสีของหนึ่งคนหนึ่งแมว จนกระทั่งมอดดับเหลือเพียงเวิ้งฟ้าว่างเปล่า แก้วดึงสายตากลับลงมามองที่ว่างข้างๆ พลันรู้สึกขึ้นมา

 

          ปีใหม่มันชวนให้หนาวแล้วก็เหงาเท่านี้เลยสินะ...

 

          “น้าแก้ว” เพิ่งรนไฟที่ปลายมวนบุหรี่ โชคก็พุ่งมาเกาะประตูรั้ว และเมื่อหันมาสบตากับเขาก็ส่งยิ้มกว้างมาให้ ตามมาด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กหนุ่มอีกหลายคนที่ทยอยกันเดินมาโผล่หน้าข้ามรั้วยกมือไหว้เจ้าของบ้าน แก้วเลยได้รู้ว่าเสียงมอเตอร์ไซค์ที่เขาคิดว่าคงเป็นของแก๊งเด็กจากคุ้มริมคลองแท้จริงแล้วคือเจ้าพวกนี้นี่เอง

 

          ชายหนุ่มถูกดวงตาเจ็ดคู่จับจ้องมองมา เขาจึงขยี้บุหรี่ที่ยังไม่ทันได้สูบกับพื้นกรวดก่อนลุกเดินหายเข้าบ้านไป เพียงชั่วอึดใจก็กลับออกมาพร้อมลูกกุญแจ

 

          “มานี่ได้บอกพ่อแม่กันรึยัง” แก้วว่า ขณะที่ไขกุญแจโซ่คล้องรั้วออก

 

          “บอกแล้วคร้าบ!” หลายเสียงประสานกันจนแยกไม่ออกว่าใครพูดบ้าง ทั้งตัวเขาเองก็ไม่ค่อยคุ้นหน้าเพื่อนของโชคคนไหนเลยนอกจากมิกซ์

 

          ถึงอย่างนั้นแก้วก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจอะไรที่จะต้อนรับแขกของเด็กหนุ่ม แต่ที่บ้านไม่มีน้ำอัดลมหรือขนมขบเคี้ยวติดไว้มากขนาดที่จะเพียงพอต่อเด็กม.ปลายเจ็ดคน เขาเลยต้องโทรสั่งพิซซ่ายี่สิบสี่ชั่วโมงสาขาใกล้ๆ ให้เข้ามาส่งให้แทน จากนั้นก็ใช้เวลาจนค่อนคืนที่เฉลียงหน้าบ้าน จนเกือบตีสามเด็กๆ ถึงได้ขอตัวบิดมอเตอร์ไซค์ฝ่าลมหนาวกลับไปเล่นเกมกันต่อที่บ้านของแสน

 

          แก้วยอมให้กลับกันเองโดยไม่ได้ว่าอะไร เขาก็เคยมีช่วงวัยแบบนี้มาก่อน ถึงได้เข้าใจและรู้ว่าพวกเด็กๆ นั้นแข็งแกร่งและดูแลตัวเองกันได้มากกว่าที่พ่อแม่คิดเสมอ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ห่วง ชายหนุ่มนั่งลงบนบันไดขั้นบนสุดข้างๆ กับเด็กหนุ่มของเขา รอให้มิกซ์ส่งข้อความมาบอกว่าถึงที่หมายโดยปลอดภัยแล้วจึงจะขึ้นบ้านนอนได้อย่างสบายใจ

 

          ช่างเป็นปีใหม่ที่คึกคักเหลือเกินสำหรับบ้านหลังนี้

 

          ตั้งแต่ที่มีโชคเข้ามามันก็ไม่เคยเหงาอีกเลยจริงๆ

 

          ในช่วงเวลาที่รอคอยแสนเนิ่นนานเมื่อลมหนาวพัดเสียดผิว โชคห่อไหล่เป่าลมหายใจอุ่นร้อนใส่มือ ในขณะที่แก้วคาบบุหรี่ไว้แต่ไม่ได้จุดสูบ ดวงตาสีเข้มจ้องมองไปด้านหน้า มองชิงช้าใต้ต้นมะม่วงโยกไหวน้อยๆ ตามแรงลม

 

          “ทำไมถึงได้พากันมาที่นี่ล่ะ” แก้วถามขึ้น

 

          “ก็...ผมไม่อยากให้น้าแก้วต้องอยู่คนเดียวเลยว่าจะยืมรถมิกซ์กลับมา แต่เพื่อนบอกว่าขี่รถคนเดียวมันอันตรายก็เลยพากันมาส่ง” โชคเล่าพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยพลางจ้องมองไปยังปลายทางเดียวกับคู่สนทนา “แล้วทุกคนก็อยากเจอน้าแก้วด้วย”

 

          “อยากเจอฉันเหรอ”

 

          “ครับ” โชคหันกลับมา ลอบมองใบหน้าด้านข้างของคนข้างตัว ในหัวสับสนกับความรู้สึกที่อยากจะอวดน้าแก้วที่แสนใจดีของเขากับทุกคน แต่อีกใจก็ไม่อยากให้ใครได้เห็นเลยนอกจากตัวเอง

 

          “อืม” แก้วครางรับแผ่วเบาไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่แววตากลับวูบไหว “เด็กพวกนั้นเป็นเพื่อนที่ดีนะ”

 

          โชคเกิดสงสัย ว่าในความอ่อนโยนที่ฉายออกมา ลึกเข้าไปทำไมมันถึงได้โศกเศร้านัก

 

          “น้าแก้ว”

 

          “ว่าไง”

 

          “ผมทำอะไรผิดเหรอครับ”

 

          คำถามนั้นดึงเอาม่านความเงียบงันลงมาปกคลุม โชคไม่ได้เร่งเร้าเอาคำตอบ เด็กหนุ่มชันขาขึ้นมากอดเข่าไว้ รู้สึกถึงช่องว่างในอกที่มันยิ่งเหน็บหนาวเข้าไปอีก

 

          “เปล่าหรอก เธอไม่ได้ทำอะไร..” ในที่สุดแก้วก็ตอบออกมาเพียงแผ่วเบา หลับตาลงเอนพิงเสาเฉลียง สูบควันจากบุหรี่ที่ติดไฟในจินตนาการ หวังให้มันช่วยกวาดเอาตะกอนความรู้สึกที่ตกค้างออกไปกับลมหายใจที่พ่นออกมา

 

          “แล้วทำไม...” น้าแก้วถึงได้ถอยห่างผมไปอีกแล้วล่ะ คำที่อยากถามติดอยู่ในปาก เพราะโชคไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขาเคยได้เข้าไปใกล้อีกฝ่ายจริงๆ บ้างแล้วหรือยัง เข้าใกล้...ที่ไม่ใช่แค่สัมผัสทางร่างกาย

 

          แต่แม้จะไม่ได้ถามจนจบประโยค แก้วก็เข้าใจที่อีกฝ่ายอยากถาม และมันคงถึงเวลาที่ต้องพูดบอกเหตุผลกับเด็กหนุ่มแล้ว ดีกว่าปล่อยให้ค้างคากันอยู่อย่างนี้ ปล่อยให้โชคต้องสับสนอยู่กับความโลเลและเห็นแก่ตัวของเขาเช่นนี้

 

          “เพราะว่าเธอยังเด็ก” ดวงตาสีเข้มปรือเปิด มองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย “เพราะเธอยังเด็กโชค ...เธอควรได้มีความรักกับคนรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ คนที่จะพูดคุยกับเธอได้ทุกเรื่อง คิดแล้วก็มองอะไรคล้ายๆ กัน คนที่จะอยู่กับเธอได้จนเธอแก่...คนที่รักเธอได้มากเท่าที่เธอรักเขา”

 

          “...ผมรักแก้ว” เสียงยามเอ่ยบอกความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยใช้มาตลอดเบาหวิว ทว่ามั่นคงและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก

 

          “แต่ฉันไม่” คำตอบกลับเองก็เช่นกัน ชัดเจนแม้แผ่วเบา ดวงตาสีเข้มหันมามองเด็กหนุ่มในที่สุด รอยยิ้มอ้างว้างถูกจุดขึ้นมาที่มุมปาก “ฉันไม่คิดว่าฉันจะรักเธอได้อย่างที่เธอรักฉัน โชค ...ฉันมีคนที่ฉันไม่คิดว่าจะเลิกรักได้อยู่”

 

          “อาธีร์สินะครับ”

 

          “อืม”

 

          “ผมรู้อยู่แล้ว”

 

          “อืม”

 

          “แต่ผมก็ไม่คิดว่าผมจะเลิกรักน้าแก้วได้อยู่ดี”

 

          “ฉันถึงได้บอกไงว่าเธอยังเด็ก” แก้วยื่นมือมาลูบหัวเด็กหนุ่มของเขา “ชีวิตเธอจะเจอคนอีกมาก ถึงตอนนั้นก็ลองเปิดใจให้พวกเขาหน่อย แล้วเธอจะได้เจอคนที่เหมาะสมกับเธอเอง”

 

          โชคไม่ได้พูดอะไร ไม่ตอบรับคำแนะนำ ไม่ได้ปฏิเสธ เขาแค่ซุกหน้าลงบนเข่า ซ่อนเงาของความปวดร้าวเอาไว้หลังท่อนแขนที่โอบกอดตัวเอง เขาไม่พูด เพราะหากพูดไปตอนนี้ มันก็คงเป็นเสียงสั่นเครือที่ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

 

          หยดน้ำตาเค็มปร่า แต่กลับขื่นขมจนใจเจ็บ

 

          รสชาติของการอกหัก... มันเป็นเช่นนี้เอง

 



 

          เข้าสู่เดือนที่สองของปี ฤดูหนาวยังคงทิ้งกลิ่นอายเจือจางในอากาศยามเช้าตรู่ แต่พอสายไอแดดละลายความชื้นหมดสิ้นก็จะร้อนขึ้นจนเกือบหลงลืมไปแล้วว่ายังคงอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์

 

          โชคยังทำทุกอย่างเหมือนเช่นเคย แก้วกาแฟกับกระติกน้ำร้อนที่เสียบปลั๊กเอาไว้ในตอนเช้า มื้อกลางวันในตู้กับข้าวของวันหยุด อาหารเย็นที่จัดเตรียมไว้อย่างเรียนร้อยก่อนเวลาในทุกๆ วัน อีกทั้งงานบ้านปัดกวาดเช็ดถูกรวมไปถึงซักผ้า โชคยังคงทำทุกอย่าง ยังคงดูแลน้าแก้วเหมือนเดิม แต่ก็เว้นระยะห่างเอาไว้ ไม่แตะต้องตัวแก้ว ไม่มีการพูดถึงเรื่องที่คุยกันเมื่อวันปีใหม่ ไม่มีสัญญาณของความไม่เข้าใจและคำถามใดๆ

 

          ...ครั้งนี้โชคคงจะตัดใจแล้วจริงๆ แก้วคิดอย่างนั้น

 

          จนกระทั่งวันที่ 14 วันเลนไทน์แห่งความรักกลับมาอีกครั้ง และตรงหน้าเขาก็คือเด็กหนุ่มคนเดิมที่มาส่งของขวัญ

 

          โชควางดอกกุหลาบสีแดง จากต้นกุหลาบต้นเดิมในสวนข้างบ้านลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย ข้างที่เขี่ยบุหรี่สีใสที่เพิ่งมีกองเถ้าถ่านเล็กๆ จากปลายมวนกระดาษเคาะทิ้งลงมา

 

          “ผมรักแก้ว” โชคดูขัดเขิน แต่ไม่มีความสั่นไหวในน้ำเสียง มีเพียงความอ่อนโยนและมั่นคงของคนที่ตัดสินใจมาแน่วแน่ “แก้วบอกผมว่าผมยังเด็ก เลยให้ลองเปิดใจให้คนที่จะเข้ามาในวันข้างหน้า... แต่แก้วเองก็ยังไม่แก่ขนาดนั้นนี่ครับ”

 

          แก้วคีบบุหรี่ค้างอยู่เหนือขอบถาดแก้วใส เป็นเพราะเด็กหนุ่มนั่งลงบนพื้น ตรงตำแหน่งเดียวกันกับในเช้าวันที่บอกกับเขาว่าโตพอจะกอดเขาได้แล้ว แต่สีหน้ากลับแตกต่างไปจากวันนั้นโดยสิ้นเชิง

 

          “น้าแก้ว” โชคคลี่ยิ้มสดใส สว่างจ้าเสียจนแก้วรู้สึกว่าดวงตาพร่าเบลอ “ลองเปิดใจให้ผมหน่อยได้ไหมครับ”

 

          แก้วครุ่นคิด คีบมวนบุหรี่จรดริมฝีปาก โชคที่ถูกเขาปฏิเสธไปอย่างชัดเจนต้องใช้ความกล้ามากแค่ไหนในการมาขอโอกาสเช่นนี้ ในดวงตาที่จ้องมองตรงมาช่างจริงใจแสนซื่อตรง ไร้แววของความขลาดกลัวที่จะถูกปฏิเสธ ชายหนุ่มรู้ว่าหากเขาพูดว่าไม่ โชคจะไม่พยายามต่อรองและยอมเข้าใจแต่โดยดี

 

          แต่ว่า...

 

          เพราะโชคไม่กลัวที่จะถูกปฏิเสธ ไม่กลัวแม้ถ้าสักวันความพยายามครั้งนี้จะไม่ได้พาไปสู่ตอนจบที่สุขสันต์ ไม่กลัวว่าจะต้องเจ็บปวดกันอีกครั้ง

 

          ...เช่นนั้นแล้วเขาเองก็ไม่ควรจะกลัวที่จะลองเปิดใจ

 

          สักวันพวกเขาอาจแตกหัก หัวใจแหลกสลาย และอาจจะไม่มีทางกลับมาเป็นเช่นเดิมได้อีก

 

          ถึงอย่างนั้นแก้วก็ยังหัวเราะแผ่วเบา พ่นควันขาวให้ลอยเชื่องช้า จ้องมองสบตากับเด็กหนุ่ม

 

          เขาคงเป็นคนเห็นแก่ตัวที่หวาดกลัวความเหงาเข้าเสียแล้ว

 

          “อืม ก็ลองดู”

 

 

 

TBC...

          ไม่รู้ว่ามันดูเร็วเกินไปรึเปล่า แต่ความรู้สึกของคนเราก็อย่างนี้ โลเลและสับสน อีกทั้งนิยายเรื่องนี้จะมีแต่รสขมไม่ได้!!! ต่อจากนี้ไปทุกคนจะได้พบกับความหวาน(ที่ไม่เลี่ยน)กันแล้วล่ะค่ะ เดินทางฝ่าความขื่นขมมากว่าครึ่งเพื่อช่วงเวลานี้  :hao5:

          เอาใจช่วยเจ้าหมาให้เข้าไปในใจแก้วได้เสียทีกันด้วยนะคะ

 

          ปล.เนื่องจากต้นฉบับน้องโชคได้เดินทางไปถึงตอนสุดท้ายที่สุดท้ายจริงๆ(แม้จะยังปิดไม่ลงก็ตาม)แล้ว รีนก็เลยตัดสินใจว่าจะเพิ่มวันลงเป็น 2 วัน/สัปดาห์ค่ะ และวันที่เลือกมาก็คือพฤหัสบดีที่แสนคุ้นเคย กับวันจันทร์ต้นสัปดาห์ที่อย่างน้อยก็อาจจะทำให้วันที่แสนเหนื่อยล้าน่ารอคอยให้มาถึงได้สักนิดหนึ่ง เย้!

          ปล.2 ในวันที่ 18 ตุลาเป็นวันเกิดน้าแก้ว น่าเสียดายที่ไม่ตรงกับทั้งวันพฤหัสและวันจันทร์เลย ยังไงก็ตาม ไปอวยพรวันเกิดน้าแก้วกันได้ที่ #น้าแก้วของโชค ทางทวิตเตอร์นะคะ

 

ขอบคุณทุกกำลังใจ คอมเมนต์ และการอ่านจากใจจริง

ขอบคุณค่ะ

 

See You on Monday ค่า!!!!

 



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1357
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
 :katai2-1: :katai2-1: หวานๆขมๆปนกันไปยาวๆ กับเส้นทางรักนี้ อิอิ เห้อ ยาก ต่างคนก็เลิกรักต่ออีกคนของตัวเองยาก จะเป็นยังไงต่อ ขอบคุณนะคะที่ยังมาต่อ  :pig4: :pig4: :pig4: เป็นกำลังใจให้นะคะ  :L1: :L1:

ออฟไลน์ panpang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 536
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 32

 

       พฤษภาคมเปิดปีการศึกษาใหม่ ชีวิตมัธยมของเด็กหนุ่มก้าวเข้าสู่ช่วงปีสุดท้าย โชคส่งยิ้มให้คนหลังเลนส์กล้องได้ลั่นชัตเตอร์เก็บภาพหนุ่มม.ปลายเอาไว้ ก่อนจะยื่นมือไปขอเปลี่ยนเป็นฝ่ายที่ได้เก็บอีกฝ่ายเอาไว้ในม้วนฟิล์มบ้าง

 

       กล้องตัวเก่าอายุสิบกว่าปีที่ช่วยบันทึกเรื่องราวหลายร้อยหลายพันใบของพวกเขาเอาไว้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มันยังใช้งานได้อยู่ แต่ทั้งสองคนก็รู้ว่าคงอีกไม่นานแล้ว

 

       “ฉันว่าจะซื้อใหม่สักตัว” แก้วว่าหลังจากที่โชคลดกล้องลง แล้วเอ่ยถามความเห็น “เอาเป็นกล้องดิจิตอลดีไหม”

 

       “กล้องดิจิตอลก็น่าจะสะดวกดีนะครับ” เด็กหนุ่มพูด ดวงตาจับจ้องเครื่องบันทึกภาพที่เคยใหญ่จนเขากลัวจะทำมันตกในตอนเด็กๆ มาตอนนี้กลับพอดีจนอาจจะเล็กไปด้วยซ้ำนั้นเต็มไปด้วยความผูกพัน “แต่ผมก็ยังชอบกล้องฟิล์มมากกว่าอยู่ดี”

 

       “ทำไมล่ะ”

 

       “เพราะว่ามันลบไม่ได้ไงครับ ...จะรูปดีหรือรูปเสียก็ลบไม่ได้”

 

       “เพราะแบบนั้นมันถึงได้เปลืองฟิล์มไง”

 

       “ไม่เปลืองหรอกครับ” โชคเงยหน้าขึ้นมาสบตา รอยยิ้มหวานเหมือนกับดวงตา “ต่อให้รูปมันออกมาเป็นยังไง ผมก็อยากเก็บรูปน้าแก้วไว้ทั้งหมดอยู่ดี”

 

       “ถึงมันจะเบลอจนแทบไม่เห็นหน้าน่ะเหรอ” ชายหนุ่มหัวเราะแผ่ว พูดถึงรูปจากทริปเที่ยวญี่ปุ่นที่ล้างออกมา แล้วหนึ่งในภาพมากมายเหล่านั้น มีรูปหนึ่งที่ใบหน้าของเขาพร่าเบลอจากความสั่นไหวในจังหวะที่กดปุ่มบันทึกภาพ

 

       “ครับ” ...รูปที่ถ่ายบนถนนโบราณย่านฮิกาชิยาม่า ในวันที่ท้องฟ้าโปร่งใสจนเหมือนกับความฝัน “แต่ถึงมันจะเบลอแค่ไหน ทุกครั้งที่หยิบมาดูผมก็จะยังจำความรู้สึกตอนที่ถ่ายได้อยู่ดีนี่ครับ”

 

       ทั้งที่เป็นเพียงบทสนทนาเรื่อยเปื่อย ไม่มีความหมายแอบแฝง ไม่มีการแตะต้องสัมผัสใดๆ แต่แก้วกลับรู้สึกเหมือนกำลังโดนเด็กจีบผ่านน้ำเสียงและแววตา

 

       ...ในใจมันดันรู้สึกยุบยิบขึ้นมาอีกแล้ว

 

       “ไปโรงเรียนได้แล้ว” แก้วรับกล้องกลับคืนมา พูดบอกเมื่อเห็นสารถีส่วนตัวของคนตรงหน้ามาเทียบรถรออยู่หน้าประตูรั้ว

 

       “ไปก่อนนะครับ”

 

       “ขี่รถกันดีๆ”

 



 

       โชคอายุครบสิบเก้าปีก่อนเข้าช่วงฝนทิ้ง วันเกิดเรียบง่ายอีกปีมีมื้อเย็นเป็นอาหารที่เด็กหนุ่มทำเองกับเค้กจากร้านประจำ และของขวัญวันเกิดจากคนสำคัญ

 

       “สุขสันต์วันเกิด”

 

       แก้วให้แล็ปท็อปเครื่องใหม่เป็นของขวัญ เพราะเครื่องเก่าของเขาที่เด็กหนุ่มเอาไว้ใช้ยกไปทำงานข้างนอกนั้นน้ำหนักเอาเรื่อง อีกทั้งยังตกรุ่นไปแล้ว และแม้จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานที่เป็นรุ่นใหม่ยี่ห้อเดียวกับสมาร์ตโฟนยอดฮิตแล้วก็ตาม เขาก็ยังคิดว่าโชคจำเป็นต้องมีไว้อยู่ดี

 

       “ขอบคุณครับ” โชครับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง

 

       หลังจากนั้นพวกเขาก็นั่งกินเค้กกันอยู่ที่โซฟาหน้าทีวี พอเสร็จโชคก็เก็บจานไปล้าง ก่อนจะกลับมานั่งดูหนังกันจนถึงเวลาอาบน้ำขึ้นบ้านนอน

 

       งานวันเกิดของโชคจบลงเท่านั้น

 

       ...ไม่มีจูบวาบหวามชวนให้ใจเต้นรัว

 



 

       ต้นกรกฎาไร้ฝน อากาศอบอ้าว เครื่องปรับอากาศในห้องโชคทำงานได้ดีสมกับที่เป็นเครื่องใหม่ หลังจากที่พังบ่อยๆ ในช่วงปีก่อน แก้วก็ตัดสินใจซื้อตัวใหม่มาเปลี่ยนดีกว่าต้องเรียกช่างทุกเดือน แต่มาคืนนี้กลับเป็นตัวในห้องเขาเองที่ไม่ยอมทำงาน ไม่ใช่เพียงไม่เย็น แต่ไม่มีอะไรออกมาเลยต่างหากนอกจากเสียงเครื่องครางต่ำแล้วดับไป

 

       เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จนปัญญาจะหาทางแก้ด้วยตัวเอง นายสถาปนิกทำได้แค่สับเบรกเกอร์ลง แล้วไปเอาพัดลมจากในห้องเก็บของมาเสียบปลั๊กเปิดหวังช่วยบรรเทาความร้อน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์สักเท่าไหร่

 

       แก้วตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะกระหายน้ำ ทั้งยังเหนียวตัวไปหมดจากเหงื่อที่ชุ่มหลัง ชายหนุ่มลงไปหาน้ำในครัวดื่มดับกระหาย ก่อนจะเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำให้สบายตัวอีกรอบ กลับออกมาอีกทีก็เจอกับเด็กหนุ่มที่ลงมาเข้าห้องน้ำพอดี

 

       “น้าแก้วอาบน้ำเหรอครับ” โชคมองปลายผมที่เปียกชุ่ม สัมผัสได้ถึงไอความฉ่ำชื้นจากตัวอีกฝ่าย “ทำไมอาบอีกรอบล่ะ”

 

       “แอร์ห้องฉันมันเสียน่ะ เหงื่อออกเลยอาบน้ำใหม่” แก้วอธิบาย ยกผ้าเช็ดปลายผมให้แห้งหมาด พลางเบี่ยงตัวหลีกทางให้อีกคนได้เข้าไปใช้ห้องน้ำ

 

       โชคพยักหน้าหงึกหงักรับรู้แล้วเดินเข้าไปทำธุระของตัวเอง ก่อนกลับออกมาอีกทีด้วยสีหน้าที่ดูจะตื่นดีแล้ว

 

       “น้าแก้วไปนอนห้องผมสิครับ” เด็กหนุ่มเสนอ

 

       “หืม” คนบนโซฟาหันมา คาบมวนบุหรี่ไว้อย่างไม่คิดจะจุดสูบ ลูบไฟแช็กสีทองไปมาในฝ่ามือ สัมผัสเย็นเฉียบจากเนื้อทองคำ 18K ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นในคืนอบอ้าวเช่นนี้ “งั้นเดี๋ยวฉันตามขึ้นไป เธอนอนไปก่อนเลย”

 

       “ครับ” โชครับคำเพียงแค่นั้น ไม่เอ่ยถามถึงแววความเปลี่ยวเหงาในดวงตาสีเข้มที่เขามองเห็นได้อย่างชัดเจน...

 

 

 

       แก้วกลับขึ้นชั้นสองหลังจากเด็กหนุ่มครึ่งชั่วโมง เขาไม่ได้ทำอะไรในห้องนั่งเล่นมากไปกว่านั่งตากพัดลมและไล้จับไฟแช็กราคาแพงเล่นจนมันอุ่นร้อน แก้วตรงไปที่ห้องนอนเล็กทันที ไม่จำเป็นต้องหยิบหมอนจากห้องตัวเองไปด้วยเมื่อในห้องของโชคก็มีเพียงพออยู่แล้ว

 

 

       “โชค” แก้วเอ่ยเรียกแผ่วเบา ทว่าคนที่นอนอยู่บนผืนผ้านวมบนพื้นหลับไปแล้ว

 

       โชคไปรื้อเอาผ้านวมผืนใหญ่ที่ซักไว้เปลี่ยนเวียนใช้จากตู้เก็บผ้าในห้องเก็บของมาพับทบกันเพื่อปูรองนอน คนโตกว่าได้แต่ก้มลงไปดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นคลุมอกให้อีกฝ่ายก่อนจะก้าวยาวๆ อ้อมไปขึ้นที่นอนจากทางปลายเตียง

 

       แก้วขยับพลิกตัวหาองศานอนสบาย เหลือบไปเห็นดวงดาวสีซีดบนเพดานแล้วนึกถึงวันที่เขาปีนบันไดขึ้นไปแปะติดมันให้เด็กชายที่แหงนคอมองอย่างตื่นเต้น

 

       ...นานเหลือเกิน หรืออาจจะเพราะเวลาเดินไวกว่าที่เขาเคยคิดเอาไว้

 

       แก้วพลิกตัวตะแคงฝั่งที่นอนถนัด กอดหมอนข้างแล้วหลับตา ลมเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศเป่าปะทะทำให้รู้สึกสะท้านจนต้องดึงผืนผ้านวมขึ้นคลุมไหล่ กลิ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อนจางเหมือนกับที่ใช้กับผ้าปูในห้องของเขา เหมือนกับเสื้อผ้าทุกตัวในช่วงนี้ แต่กลับมีกลิ่นที่แตกต่างแทรกปนอยู่... แตกต่างทว่าคุ้นเคย มันคงเป็นกลิ่นของเจ้าของห้องที่นอนอยู่หน้าเตียง

 

       ดวงตาสีเข้มลืมเปิดขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่ห้องนี้เคยเป็นของเขามาก่อนแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่คุ้นชิน แม้จะอยู่บนเตียงตัวเดิมที่เขาใช้นอนตั้งแต่ยังเล็กจนจบชั้นมัธยม ก่อนจะย้ายไปนอนห้องนอนใหญ่ที่ว่างลงเพราะเจ้าของเก่าทั้งสองคนต่างจากไปแล้ว

 

       เวลายี่สิบกว่าปีเนิ่นนานพอจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ห้องทั้งห้อง เตียงทั้งเตียง ทุกสิ่งรอบตัวเขาตอนนี้ล้วนถูกย้อมไปด้วยกลิ่นของโชค เหมือนกับบ้านทั้งหลังและตัวเขาเอง ที่เมื่อมีอีกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งแล้วก็ไม่อาจโยนทิ้ง ไม่อาจลบเลือน ไม่อาจจางหาย จะคงอยู่ไปจนชั่วชีวิต

 

       ความสัมพันธ์ของมนุษย์เกิดขึ้นมาอย่างง่ายดาย แต่ใช้เวลายาวนานในการถักทอให้แนบแน่น เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นความผูกพัน... และความผูกพันก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกลึกซึ้งอีกหลากหลายรูปแบบ

 

       แก้วซุกหน้าครึ่งหนึ่งไว้ใต้ผ้าห่ม ป้องกันความเย็นที่จะทำให้สองแก้มเขาเหน็บหนาว จมอยู่ในกองผ้าที่มีกลิ่นของโชคติดอยู่เต็มไปหมดก่อนจะดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา

 

       ...ที่ราวกับว่าเขาถูกอีกฝ่ายโอบกอดเอาไว้อย่างนุ่มนวลตลอดทั้งคืน

 



 

       ฝนหวนกลับมาอีกครั้งตอนกลางเดือนเจ็ด เสียงฟ้าร้องคำรามกับแสงสว่างวาบในมวลเมฆหม่น ย้อมบรรยากาศให้ดูดึกดื่นทั้งที่ยังไม่ทันถึงหนึ่งทุ่มด้วยซ้ำ

 

       แก้วกับโชคกินมื้อเย็นกันอยู่ในครัว วันนี้โชคไม่ได้เข้าครัวเอง แต่แวะซื้อจากร้านขายข้าวแกงหน้าปากซอยตลาดเพราะเด็กหนุ่มมีเรียนพิเศษตอนเลิกเรียนถึงหกโมงครึ่งเพื่อเตรียมพร้อมที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย อาจจะดูเหมือนเริ่มเตรียมตัวช้าไป เพราะส่วนใหญ่เด็กคนอื่นๆ มักจะเตรียมกันตั้งแต่ช่วงเทอมสองของชั้นมัธยมปีที่ห้า หรือใครฟิตกว่านั้นและอยากเข้าคณะที่คะแนนสูงก็เริ่มกันมาตั้งแต่ขึ้นม.ปลายหรืออาจจะตั้งแต่ม.ต้นเลยด้วยซ้ำ

 

       แต่ไม่ใช่กับโชค ส่วนหนึ่งเพราะเด็กหนุ่มยังไม่ได้คิดจริงจังว่าอยากจะทำอะไร และอีกส่วนเพราะน้าแก้วของเขาไม่คิดจะกดดันเรื่องการเรียนอยู่แล้ว

 

       แก้วคิดว่าระบบการศึกษาของที่นี่มันล้มเหลวสิ้นดี และตัวเขาเองก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของมันมาก่อน เขารู้ดีว่ามันไม่เอื้อให้เด็กๆ มีความฝันเลยสักนิด สำหรับชายหนุ่มแล้วหากโชคจะไม่ต่อมหาวิทยาลัย แต่ไปสายอาชีพ อย่างเรียนทำอาหารหรือทำขนม หรืออะไรก็ตามแต่ เขาก็ไม่ติดอะไร ยินดีสนับสนุนเต็มที่ด้วยซ้ำเพราะเขามีเงินมากพอ

 

       อาจจะฟังดูเหลื่อมล้ำ แต่ราคาความฝันของคนในประเทศนี้สูงลิบลิ่ว

 

       หากอยากจะไล่ตามมันก็จำเป็นต้องใช้เงิน... ใช้มากเสียด้วย

 

       “น้าแก้ว” โชคเริ่มชวนคุย เหมือนบทสนทนาระหว่างมื้ออาหารเกือบทุกครั้งที่ผ่านมา

 

       “ว่าไง”

 

       “น้าแก้วว่าผมเรียนอะไรต่อดี” พูดพลางตักหมูทอดมากินกับข้าวสวยร้อนๆ ท่าทีสบายๆ แต่ในดวงตากลับฉายแววลังเล สับสน และหลงทาง “เพื่อนผมจะไปต่อมหา’ลัยกันหมดเลย ผมก็อยากไปนะ แต่ผมไม่รู้ว่าจะเข้าคณะอะไรดี”

 

       “แล้วเธออยากต่อสายวิชาที่มีในมหา’ลัยไหมล่ะ หรืออยากไปต่ออย่างอื่น อย่างทำอาหาร ทำขนมอะไรพวกนั้น”

 

       เด็กหนุ่มครุ่นคิด แต่ก็มีเพียงความว่างเปล่าในหัว “ผมไม่รู้เลยน้าแก้ว ผมไม่รู้ด้วยว่าอยากจะเป็นอะไรหลังเรียนจบ”

 

       “อืม ...งั้นก็ยังไม่ต้องคิดถึงเรื่องนั้นก็ได้นะ” แก้วว่า ระบายยิ้มอ่อนโยนขณะพูดต่อ “ถ้ายังคิดไม่ออกก็ยังไม่ต้องคิดก็ได้ เอาแค่ว่าอยากจะเรียนอะไร สนใจอะไรตอนนี้ มหา’ลัยมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการค้นหาตัวเอง บางคนก็เรียนเพราะรู้อยู่แล้วว่าอยากเป็นอะไร แต่บางคนก็เรียนไปเพราะยังไม่รู้ ไม่ต้องกัดดันตัวเองหรอกนะโชค เธอยังมีเวลา แล้วฉันก็มีเงินพอส่งเธอ เพราะงั้นแค่คิดว่าตัวเองอยากจะทำอะไรตอนนี้ก็พอ”

 

       ในวันนั้นโชคก็ยังไม่ได้คำตอบให้กับอนาคตของตัวเอง แต่เขากลับรู้สึกสบายใจขึ้นมาที่จะค่อยๆ คิดถึงมันอย่างไม่รีบร้อน

 

 

 

       เข้าสู่เดือนสิงหาคม ฝนตกลงมาในช่วงหัวค่ำ โชคเตรียมมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่เจ้าของบ้านก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับมาสักที เด็กหนุ่มจึงออกมานั่งรอหน้าบ้านจนกับข้าวใต้ฝาชีบนโต๊ะอาหารเย็นชืด เลยเวลากินข้าวไปมากโขแล้วแก้วก็ยังไม่กลับมา จนเขาเริ่มเป็นห่วง...

 

       โชคกดโทรไปอีกครั้งหลังจากสองสายก่อนหน้าที่ไม่มีคนรับกับข้อความที่ส่งไปแล้วไม่มีคนอ่าน รอจนเสียงสัญญาณตัดไปก็ยิ่งกังวล คิดไปต่างๆ นาๆ ทั้งเรื่องที่น้าแก้วเคยโหมงานหนักจนล้มพับไปนอนหยอดน้ำเกลืออยู่โรงพยาบาลก่อนหน้านี้ หรือด้วยฟ้าฝนที่ยังตกต่อเนื่องอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาระหว่างทาง

 

ความคิดฟุ้งซ่านยิ่งทำให้รู้สึกวุ่นวายใจเพราะไม่ได้รับคำตอบ เด็กหนุ่มคิดเพียงว่าถ้าอีกสิบนาทียังไม่ได้รับการตอบกลับมา เขาจะไปเรียกแท็กซี่หน้าปากซอยไปลงที่ทำงานอีกฝ่ายแล้ว

 

       แต่แก้วก็ไม่ได้ทำให้โชคต้องรอนานขนาดนั้น เพราะยังไม่ทันเริ่มจับเวลา เสียงเครื่องยนต์และไฟรถสว่างจ้ากลางม่านฝนก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนหักเลี้ยวไปจอดตรงลานว่างฝั่งตรงข้าม ไม่นานก็เห็นผู้ชายร่างสูงในชุดทำงานก้าวลงมา พร้อมกับกระบอกแปลนและกระเป๋าเอกสารหอบพะรุงพะรัง

 

       โชครีบคว้าร่มออกไปรับพร้อมกับช่วยรับของมาถือ ไม่ได้เอ่ยถามคาดคั้นว่าทำไมถึงได้กลับช้านัก เพราะแค่ได้เห็นหน้าของแก้วเขาก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกแล้ว

 

       “กินข้าวรึยัง” แก้วถาม เมื่อเข้ามาถึงในบ้านแล้ว

 

       “ยังครับ”

 

       “รอฉันเหรอ”

 

       “ครับ”

 

       “โทษที รถติดน่ะ” ชายหนุ่มกล่าว เดินไปคว้าผ้าขนหนูมาเช็ดหยดน้ำที่เกาะอยู่บนผิวจากการที่เขาตากฝนลงจากรถมาในตอนแรก “ฉันหาโทรศัพท์ไม่เจอ น่าจะลืมไว้ที่ออฟฟิศเลยไม่ได้โทรบอก”

 

       “ครับ” โชครับคำ ไม่ติดใจอะไรมาก เขาห่วงก็แต่คนที่เสื้อเย็นชื้น น่าจะเพราะโดนฝนก่อนขับรถตากแอร์กลับมาคนนั้นมากกว่า “น้าแก้วไปเปลี่ยนชุดก่อนไหม เดี๋ยวไม่สบาย”

 

       “อืม เธออุ่นกับข้าวแล้วเริ่มกินก่อนเลยก็ได้”

 

       “ครับ” รับคำอย่างนั้น แต่หลังจากที่เอาของไปไว้ในห้องทำงานให้อีกฝ่ายแล้วไปอุ่นกับข้าวบนโต๊ะอาหาร โชคก็ยังนั่งรอเพื่อที่จะได้เริ่มกินพร้อมกันอยู่ดี

 

       แก้วกลับลงมาในชุดใหม่ ไม่แปลกใจนักที่เด็กหนุ่มยังรอแม้เขาจะบอกว่าไม่จำเป็นก็ตาม จากนั้นมื้อเย็นที่เลยเวลาปกติมาชั่วโมงกว่าก็ดำเนินไปอย่างสงบเช่นทุกวัน

 

 

 

       “น้าแก้ว” หลังเก็บโต๊ะเสร็จ โชคก็ไปเคาะประตูห้องทำงานของแก้ว เอาเหยือกน้ำเข้าไปให้เพราะคืนนี้ดูแล้วแก้วน่าจะอยู่ทำงานจนดึก และหลายๆ ครั้งเจ้าตัวก็จะทำงานจนลืมเวลา พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีร่างกายก็ขาดน้ำจนคอแห้งผากอยู่เสมอ

 

       “ขอบใจ” แก้วยิ้มบาง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

 

       หากเป็นปกติเด็กหนุ่มจะออกจากห้องไปทันที ปล่อยให้นายสถาปนิกได้มีสมาธิทำงานเงียบๆ แต่วันนี้เขากลับอยากรู้ขึ้นมา เกี่ยวกับสิ่งที่น้าแก้วของเขาทำมาตลอด

 

       “งานของน้าแก้วทำอะไรบ้างเหรอครับ”

 

       ดวงตาสีเข้มเงยขึ้นสบอีกครั้ง แต่เพียงชั่วครู่ก็เบนกลับลงไปยังแผ่นกระดาษเอสามและเริ่มขยับมือขีดเขียนต่อ ก่อนจะบอกให้โชคไปยกเก้าอี้มานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม แล้วจึงเริ่มอธิบายให้ฟัง...

 

       ภาพอนาคตของโชคค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างทีละเล็กละน้อย

 

 

 

       สิ้นสุดเดือนสิงหา โชคก็ตัดสินใจได้ว่าตอนนี้เขาสนใจอยากเรียนต่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ได้คิดภาพไปไกลถึงการประกอบอาชีพ แต่อย่างที่น้าแก้วบอกว่าให้เขาคิดถึงเรื่องที่อยากทำในตอนนี้ก็พอ เด็กหนุ่มจึงเดินไปบอกกับสถาปนิกตัวจริงว่าเขาอยากจะทำอะไร แล้วน้าแก้วก็ส่งเขาไปเรียนโรงเรียนสอนศิลปะ ลงคอร์สติวสถาปัตย์โดยเฉพาะ

 

       ยังไม่ทันได้เริ่มเรียน เพื่อนสนิทอย่างมิกซ์ก็ตามมาลงทะเบียนเรียนด้วย กับเหตุผลง่ายๆ อย่างไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียนอะไรต่อดี แต่แม่บอกให้เขาเรียนให้จบอย่างน้อยปริญญาตรี จะสาขาอะไรก็ได้ทั้งนั้น นักล่าปริญญาบัตรจึงจิ้มสุ่มตามเพื่อน ตัวเขาไม่มีแรงบัลดาลใจในการเรียนอยู่แล้ว ถ้าหากจะต้องเรียนต่อไปอีกสี่ห้าปีก็ขอไปเรียนแบบที่มีเพื่อนด้วยดีกว่า

 

       สองเพื่อนซี้ที่มองเห็นอนาคตเพียงเลือนรางจึงจับมือกันไปซื้อดินสออีอีและกระดานวาดเขียน ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกของเหล่านักออกแบบสิ่งปลูกสร้างที่เวลานอนเฉลี่ยน้อยนิดไปด้วยกัน

 

       แม้จะไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่มีแรงบัลดาลใจ ไม่มีความมุ่งมั่น แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่พวกเขาจะลองดูสักครั้ง

 

       จุดเริ่มต้นความฝันของคนเรามันก็มาจากการลองทำอะไรเล่นๆ เป็นส่วนใหญ่ทั้งนั้นแหละ

 



 

       ตุลาคมปลายฝนต้นหนาว วันอาทิตย์กลางเดือนเป็นช่วงการผลัดเปลี่ยนของฤดูกาลพอดี ท้องฟ้าสีหม่น ลมหนาวและความชื้น ชวนให้รู้สึกเปลี่ยวเหงาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

 

       แสงแดดอ่อนจางที่แทรกผ่านเงาเมฆครึ้มส่องลงมากระทบผิวอบอุ่นเพียงชั่ววูบก่อนจะถูกสายลมเย็นกลบทับ แก้วสูบบุหรี่พลางรดน้ำต้นไม้อยู่ในสวนข้างบ้าน ทางทิศตะวันออกนอกบานหน้าต่างของห้องนั่งเล่น ควันขาวลอยเอื่อยก่อนสลายตัวไปอย่างรวดเร็วเมื่อถูกลมพัดกระจาย กับสายยางเย็นเฉียบในมือที่บ่งบอกอุณหภูมิของน้ำที่ไหลผ่านได้เป็นอย่างดี

 

       ชายหนุ่มเริ่มต้นวันเกิดปีที่สี่สิบสองอย่างเรียบง่ายข้างต้นกุหลาบที่กลางสวน

 

       “ไม่หนาวเหรอครับ” เสียงทักทายดังมาจากในบ้าน ก่อนจะเห็นใบหน้าคนพูดโผล่มาหลังมุ้งลวดหน้าต่าง

 

       “หนาวสิ” แก้วตอบกลับตามจริง

 

       “งั้นแป๊บนึงนะครับ” ว่าจบโชคก็หายไปสักพัก แล้วกลับมาให้เห็นหน้าอีกครั้งที่เฉลียง เด็กหนุ่มหยิบรองเท้าแตะในชั้นวางมาสวมก่อนก้าวยาวๆ เอาเสื้อคลุมแขนยาวมาส่งให้ถึงไหล่คนขี้หนาว

 

       “ขอบใจ”

 

       “ครับ”

 

       ...แก้วใช้วันเกิดปีที่สี่สิบสองทั้งวันที่เหลืออย่างเรียบง่ายเคียงข้างเด็กหนุ่มเจ้าของต้นกุหลาบ

 



 
.....

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
.....






       พฤศจิกายนระดับน้ำในแม่น้ำลำคลองสูงขึ้นจากน้ำทะเลหนุน พระจันทร์ดวงโตลอยเด่นแม้อยู่กลางเมืองกรุง เป็นสัญญาณของประเพณีขอขมาพระแม่คงคา

 

       15 ค่ำ เดือน 12 วันลอยกระทง

 

       โชคนั่งทำกระทงจากขนมปังแผ่น ใช้มันรองเป็นฐานให้กับดอกไม้เล็กๆ ไม่กี่ดอก เพราะปัญหาขยะล้นคลองในทุกๆ ปีจากกระทงตกค้างจนทำให้น้ำเน่าเสีย เขาและน้าแก้วจึงเลิกใช้ต้นกล้วยที่แม้จะทำมาจากวัสดุธรรมชาติ แต่ก็ใช้เวลานานในการย่อยสลาย ยิ่งเมื่อมีมากมายเกินไปก็ย่อยไม่ทันกันมาตั้งแต่ปีที่เด็กชายอายุสิบสาม

 

       “ใส่ดอกอะไรอีกไหมครับ” เด็กหนุ่มผู้รับหน้าที่ตกแต่งกระทงเอ่ยถาม เขาเก็บเอาดอกไม้จากในสวนมาอย่างละนิดละหน่อยรวมกันไว้ตรงกลางแผ่นขนมปังที่กดตรงกลางให้ยุบลงไปเป็นหลุมตื้นๆ

 

       “แค่นั้นก็พอแล้ว” แก้วว่า เอื้อมคว้าเอากุญแจบ้านที่แขวนอยู่กับราวตะขอเหนือโต๊ะวางของเล็กๆ ข้างบานประตู “ไปเลยไหม”

 

       “ครับ” โชคลุกตามออกไป ถือประคองกระทงแผ่นบางไว้ไม่ให้กลีบดอกไม้ร่วงหล่น

 

       ระยะทางจากบ้านไปถึงคลองท้ายซอยไม่ใกล้ไม่ไกล สองคนจึงเดินเท้าเคียงกันไปใต้แสงไฟนีออนสีขาว แต่กลับไม่ค่อยสว่างนัก หลายปีแล้วที่โชคไม่ได้ไปลอยกระทงที่ท่าน้ำแถวคุ้มริมคลองที่เขาจากมา เพราะครั้งล่าสุดเมื่อห้าปีที่แล้วมีแก๊งวัยรุ่นเมาแล้วอาละวาดยกพวกตีกันเสียวุ่นวาย แก้วเลยไม่ได้พาไปที่นั่นอีก แต่ส่งไปลอยกับทางบ้านมิกซ์แทน

 

       ...นี่จึงเป็นครั้งแรกในรอบห้าปีที่พวกเขามาลอยกระทงด้วยกัน

 

       เมื่อมาถึงคุ้มชุมชนท้ายซอยนอกเขตหมู่บ้าน ชาวบ้านในละแวกนั้นก็พากันจูงลูกหลานมาต่อคิวกันลงบันไดสู่ท่าน้ำข้างเชิงสะพาน ส่วนบางบ้านที่อยู่ติดริมน้ำอยู่แล้วก็ออกมาจุดธูปเทียนลอยจากท่าซักล้างหลังบ้านตัวเอง โชคหันไปมองท่าน้ำของห้องโกโรโกโสที่เขาเคยอาศัย ขณะรอให้ยายหลานที่อยู่ข้างหน้าสวดขอขมาและขอพรเสร็จ

 

       ห้องเช่าเก่ามีเจ้าของใหม่ย้ายเข้ามาอยู่แล้ว เป็นครอบครัวที่มีพ่อแม่วัยรุ่นกับลูกเล็กไม่น่าจะเกินสี่ขวบปีหนึ่งคน โชคไม่รู้หรอกว่าพวกเขาหาเลี้ยงปากท้องกันอย่างไร แต่เขาเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหญิงเมื่อผู้เป็นพ่อช่วยจุดธูปเทียนให้ ก่อนที่แม่จะช่วยประคองกระทงที่ใหญ่กว่ามือน้อยๆ จะถือไหวไปปล่อยลงในน้ำ ทั้งสามคนขยับมานั่งใกล้ชิดกัน เด็กอยู่ในอ้อมแขนแม่ และพ่อก็โอบกอดพวกเขาไว้อีกที

 

       โชคได้แต่ยกยิ้มตามทั้งสามคนนั้น

 

       ห้องสี่เหลี่ยมแสนเหน็บหนาวของเขาไม่เหลืออยู่แล้ว...

 

       แก้วที่ยืนอยู่ข้างๆ มองตามปลายสายตาของเด็กหนุ่มไป เขาไม่รู้ว่าโชคกำลังคิดอะไรอยู่ และไม่คิดจะเข้าไปรบกวนช่วงเวลาที่ดวงตาคู่สวยดำดิ่งลงไปในความทรงจำแสนห่างไกล เขารู้เพียงแค่ว่าตอนนี้โชคไม่ได้เจ็บปวด... ซึ่งเท่านั้นมันก็เพียงพอแล้ว

 

       หนึ่งเด็กหนุ่มหนึ่งชายวัยกลางคนส่งเครื่องขอขมาแผ่นบางลงสู่คลองน้ำ พวกเขาไม่ได้จุดธูปเทียน มีเพียงดอกไม้ที่เมื่อขนมปังถูกปลาแทะกินจนขาดวิ่นก็จะแตกกระจายอยู่เหนือผิวน้ำ ไหลลอยล่องไร้จุดหมายแต่กลับมีทิศทางแน่ชัด ตามติดไปกับขบวนแสงสีนวลสว่างไสวที่ค่อยๆ ไกลห่างออกไปตามกระแสธาร

 

       หลังจากที่ลอยกระทงเสร็จ แก้วกับโชคใช้เวลาครู่หนึ่งยืนมองเปลวเทียนวูบไหวในสายลมหนาวจากบนสะพาน บ้างก็ยังคงสว่างโชติช่วงจนลับตา บ้างก็มอดดับไประหว่างทาง ความรู้สึกอ้างว้างทว่าเปรมปรีดิ์ผุดขึ้นกลางใจโดยไร้ที่มา แต่บรรยากาศของเทศกาลหน้าหนาวก็มักให้ความรู้สึกเช่นนั้นอยู่แล้วจึงไม่มีใครคิดจะค้นหาคำตอบให้ยุ่งยาก ...แค่รู้สึกถึงมันอย่างเงียบงันก็พอ

 

       “น้าแก้วขอพรว่าอะไร” โชคถามขึ้น

 

       “ลอยกระทงเขาเอาไว้ขอขมา ไม่ใช่ขอพร” คำตอบเรียบง่ายสมกับเป็นแก้วสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแผ่วเบาให้กับเจ้าของคำถาม

 

       “ครับ แต่คนเราก็ยังขอพรอยู่ดี”

 

       “อืม ก็ปกติแหละ” ดวงตาสีเข้มหันมาสบ ความสูงของพวกเขานั้นไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่เมื่อยืนอยู่บนสะพานที่มีความโค้งชันจึงทำให้ชายหนุ่มต้องช้อนมองขึ้นไปจากระดับที่ต่ำกว่าเล็กน้อย “คนเราขอพรกับทุกสิ่งทุกอย่าง”

 

       “แต่น้าแก้วก็ไม่ได้ขอ”

 

       “...ฉันไม่ได้ขอ”

 

       “แต่ผมขอนะ”

 

       “เหรอ” แก้วเห็นประกายวิบวับในดวงตาคู่สวย แต่ก็ยอมเล่นตามน้ำไปด้วย “ขอว่าอะไรล่ะ”

 

       “ขอให้ผมโตพอจะกอดแก้วได้สักที”

 

       ถ้อยคำที่พูดออกมานั้นเรียบง่าย แต่แววตากลับแฝงความหมายลึกซึ้ง แก้วไม่เคยคิดว่าเขาในวัยสี่สิบสองจะถูกเด็กที่อายุน้อยกว่าเขาหารสองและเลี้ยงดูมากับมือลามปามขนาดนี้

 

       คนแก่กว่าเบนสายตาออกจากรอยยิ้มหวานหยด หันหลังเดินหนีไปตามถนนคอนกรีตสองเลนที่จะพาตรงกลับบ้าน โชคได้แต่รีบก้าวขายาวๆ ตามมาเดินเคียงข้าง ไม่มั่นใจว่าแก้วกำลังรู้สึกแบบไหนภายใต้สีหน้าสงบนิ่งของเจ้าตัว แต่เมื่อกี้ที่กำลังจ้องมองสบตากัน เขามั่นใจว่าเห็นนัยน์ตาคู่นั้นวูบไหว ...แม้จะชั่วพริบตาเดียวก็ตาม

 

       ระหว่างทางเดินกลับบ้านมีเพียงแสงอ่อนจางจากเสาไฟข้างทางที่ตั้งห่างกัน เงียบงันจนทำให้อึดอัดใจ ในตอนที่โชคพูดออกไปเขาไม่ได้ตั้งใจจะสื่อความหมายในเชิงสองแง่สองง่าม แต่พอมาคิดดูแล้วมันก็ชวนให้รู้สึกไปในทางนั้นอยู่พอตัวเลยทีเดียว เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมา และที่เหนือไปกว่านั้นคือกลัวน้าแก้วโกรธ

 

       “...น้าแก้ว” เอ่ยเรียกเสียงอ่อนอย่างสำนึกผิด ขณะที่ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ๆ แต่ก็รักษาระยะห่างไว้ให้ไม่ดูประชิดตัวเกินไป

 

       “ว่าไง” อีกฝ่ายขานรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบปกติ แต่ก็ไม่ได้ชะลอฝีเท้ารอเขาเลยสักนิด และเมื่อเป็นเช่นนั้นคนมีชนักติดหลังก็ยิ่งร้อนรน

 

       “น้าแก้ว ผมขอโทษ ผม..ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น..”

 

       “แบบไหน”

 

       “ก็...” จนปัญญาจะหาคำอธิบาย สุดท้ายก็ได้แต่ก้มหน้ามองปลายเท้าราวกับหมาโดนเจ้านายดุ หางลู่หูตกไปหมด

 

       แก้วเหลือบตามามอง ดูก็รู้ว่าเจ้าลูกหมาของเขาไม่กล้าตั้งใจจะพูดจาล่วงเกินรุกหนักขนาดนั้นหรอก แต่เพราะเขาเองก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านพ้นช่วงวัยกลัดมันและความสัมพันธ์มามากพอดู เขาถึงได้ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดที่รู้ว่าเจ้าเด็กตรงหน้าไม่ได้ตั้งใจ...

 

       “ไว้โตกว่านี้ก่อน”

 

       “ครับ?” โชคเงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจในคำที่อยู่ๆ อีกคนก็พูดออกมา

 

       “ตอนนี้เธอยังเด็กเกินไป” แก้วหยุดเท้าที่ก้าวเดิน หันมาประจันหน้ากับเด็กหนุ่มตัวสูงท่วมหัว มองตรงเข้าไปในดวงตาตื่นๆ คู่นั้น ก่อนจะพูดขยายความให้ฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ไว้โตกว่านี้ก่อนค่อยมากอดฉัน”

 

       ว่าจบก็ออกเดินต่อ โชคที่เมื่อสมองประมวลความหมายได้ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนหัวใจระเบิดจนจะหน้ามืด ทั้งแก้มทั้งหูเห่อร้อนไปหมด ได้แต่ตัดพ้อคนขี้โกงที่มาทำให้เขาทรุดตัวลงนั่งกุมหน้าใต้เสาไฟข้างถังขยะสีเหลืองใบใหญ่ในคืนวันเพ็ญเช่นนี้

 

       ส่วนคนขี้โกงที่ว่าก็ไปถึงหน้าประตู ไขกุญแจเปิดรั้วเข้าบ้านไปเรียบร้อยแล้ว

 

       เพราะว่าชายในวัยสี่สิบก็มีศักดิ์ศรีของตัวเอง

 

       ...จะไม่ยอมถูกทำให้ปั่นป่วนอยู่ฝ่ายเดียวเด็ดขาด







TBC...

       รู้สึกเขินน้าแก้วอย่างบอกไม่ถูก เล่นเอาเจ้าหมาหัวใจระเบิดตู้มจนหน้ามืดเลยทีเดียว 555555 เป็นตอนที่เรื่องราวค่อยๆ เดินอย่างไม่รีบร้อนแต่กินเวลาไปเกือบปี บอกเล่าความสัมพันธ์ที่ขยับเชื่องช้าแต่ก็ขยับไปข้างหน้าเรื่อยๆ เลยนะคะ

 

       ขอบคุณทุกกำลังใจ คอมเมนต์ และการอ่านเสมอ

       ขอบคุณค่ะ

 

       เจอกันวันพฤหัสบดีค่ะ


ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1357
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
 ทำไมแอบรู้สึกเขิน :-[ 5555 โอววโชคจะตามรอยน้าแก้ว ขำเด็กมิกซ์จิ้มตามเพื่อน ไปไหนไปด้วยกันเข้าใจเลย เพราะเราเคยเป็น 55555 ค่อยๆกระเถิบกับความสัมพันธ์นี้ รอดูข้างหน้าเลย จะเบ่งบานดอกไม้ได้ไหม ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รอตอนต่อไปเลย  :pig4: :pig4: เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ  :L1:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 33

 

          ลมหนาวทวีกำลังเมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี ต้นสนพลาสติกสว่างไสวอยู่ในห้องนั่งเล่น ปกติแล้วเจ้าของบ้านจะจัดเลี้ยงฉลองกันในคืนก่อนวันคริสต์มาส ตามตำนานที่ว่าซานตาคลอสจะออกมาแจกของขวัญในค่ำคืนนั้น แต่เพราะปีนี้วันคริสต์มาสตรงกับวันศุกร์พอดี พวกเขาเลยตัดสินใจเลื่อนไปฉลองกันในคืนก่อนวันหยุดเลยดีกว่า ...อย่างไรเสียบ้านนี้ก็ไม่มีคริสต์เตียนอยู่แล้ว

 

          สองสมาชิกในบ้านนั่งอยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์ ดวงตาจับจ้องภาพเคลื่อนไหวของหนังแอคชั่นโด่งดังที่เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ไปเมื่อหลายปีก่อน พัดลมถูกเปิดให้ส่ายไปมาเพื่อให้อากาศถ่ายเท แม้จะชวนให้รู้สึกสะท้านทุกครั้งที่หันมาเป่าลมปะทะผิว แต่ก็ไม่ได้เหน็บหนาวจนเกินไปนัก เมื่อต่างคนต่างอยู่ใต้ผ้าห่มเนื้อนุ่มอบอุ่นผืนเดียวกัน

 

          “น้าแก้วเอาถุงเท้าไหมครับ” เนิ่นนานจนหนังเข้าสู่ช่วงกลางที่เดินเรื่องเอื่อย โชคก็เอ่ยถามขึ้นมา แม้จะนั่งกันคนละฝั่ง แต่เพราะแก้วเอนตัวพิงที่พักแขนเหยียดตัวกินที่กว่าครึ่งโซฟา ช่วงขายาวตั้งชันเข่าขึ้นเพื่อให้พอดีกับพื้นที่ สุดปลายเท้าเปลือยเปล่าที่แม้จะอยู่ใต้ผ่าห่มก็ยังคงเย็นเฉียบจึงวางอยู่ชิดติดกับต้นขาของเด็กหนุ่ม

 

          “ไม่ต้องหรอก” แก้วปฏิเสธ ถึงผิวภายนอกจะเย็นตามอุณหภูมิไปแล้วก็ตาม แต่เขาไม่ได้รู้สึกหนาวมากขนาดนั้น

 

          และเมื่อเจ้าตัวบอกว่าไม่ต้องการ โชคก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก หันไปมองจอดูหนังครึ่งหลังต่อ

 

          เนื้อเรื่องช่วงท้ายเข้มข้นจนไม่มีใครละสายตาจากโทรทัศน์ และโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ปลายเท้าเย็นเยียบที่ค่อยๆ ซุกเบียดหาไอร้อนจากร่างกายคนอื่นก็ถูกดึงขึ้นไปวางพาดบนตักอุ่น สัมผัสจากปลายนิ้วที่ไล้บีบนวดให้นั้นร้อนฉ่า แต่กลับให้ความรู้สึกดี...

 

          จนกระทั่งหนังจบลงแล้วก็ยังไม่มีใครผละจากไปไหน

 

          ถูกฉุดรั้งไว้ด้วยอุณหภูมิจากผิวกายของกันและกัน

 

 

 

          สัญญาณว่าผ่านพ้นไปอีกปีคือพลุไฟที่แตกกระจายอยู่กลางฟ้า โชคขยับเข้าหาคนข้างกายที่ยืนแหงนหน้าชมดอกไม้ไฟหลากสี ปลายนิ้วเกี่ยวสัมผัสกันไว้เพียงผิวเผิน แต่ก็เพียงพอจะให้รู้สึกอุ่นซ่านท่ามกลางลมหนาวของคืนสิ้นปี

 

          “น้าแก้ว” เด็กหนุ่มไม่ได้จับจ้องทิวทัศน์เช่นเดียวกับคนที่เขาเอ่ยเรียก แต่ก็มองเห็นวงริ้วไฟพร่างพราวผ่านภาพสะท้อนในดวงตาสีเข้มของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

 

          ...งดงามเสียยิ่งกว่าแหงนมองฟ้าด้วยตาตนเอง

 

          “ว่าไง” ขานรับทั้งที่ยังไม่ละสายตามามองคู่สนทนา แต่โชคก็ยังคงคลี่ยิ้มส่งให้อย่างอ่อนโยน ติดจะขวยเขินด้วยเล็กน้อย

 

          “รักนะครับ”

 

          ถ้อยคำลึกซึ้งที่ไม่ค่อยได้พูดบ่อยนักทำเอาเจ้าของคำหวานอายม้วนเสียเอง แก้วระบายยิ้มออกมากว้างกว่าทุกทีเมื่อเห็นเจ้าหมาปากเก่งแต่ใจปลาซิวหันหน้าหนีไปซุกซ่อนสองแก้มเรื่อแดงไว้ในฝ่ามืออีกข้างที่ไม่ได้ประสานนิ้วเกี่ยวกับเขาเอาไว้

 

          “อา..” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเอ็นดูหรือมีใจ แต่คำตอบรับของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไปแล้ว... “ขอบใจนะโชค”

 

 

 

          หลังจากปีใหม่ไปเดือนครึ่งก็ถึงวันแห่งความรัก หนึ่งปีหลังจากที่โชคขอโอกาสและแก้วตอบตกลง ความสัมพันธ์ของพวกเขายังคงไม่ได้ก้าวไปไหน แต่กลับรู้สึกว่าค่อยๆ ได้ขยับเข้าไปใกล้กันมากกว่าเดิม ไม่ได้รีบร้อนดันทุรังเหมือนก่อนหน้านี้ที่ใช้ร่างกายเข้าแนบชิด แต่เป็นการก้าวเข้าไปในโลกของกันและกันที่ไม่ใช่แค่การรับรู้เรื่องราวในฐานะคนร่วมบ้าน...

 

          ทว่าในฐานะคนที่มีส่วนร่วมในชีวิต

 

          ดอกกุหลาบสีแดงยังคงผลิดอกบานสะพรั่งตราบเท่าที่มีน้ำและแสงแดดจัด โชคย้ายต้นมันออกจากกระถางมาลงหลุมดินที่ใต้บานหน้าต่างห้องนั่งเล่นแล้ว แก้วจึงสามารถมองเห็นกลีบดอกสีสดได้ตลอดทั้งปี แต่ถึงอย่างนั้นในวันนี้เด็กหนุ่มก็ยังคงไปเก็บมาให้อยู่ดี และครั้งนี้ก็ไม่ได้วางไว้ที่มุมโต๊ะเหมือนคราวก่อนๆ แล้ว

 

          “น้าแก้วครับ”

 

          มือเรียวเอื้อมไปรับดอกไม้ที่ยื่นมาให้ตรงหน้า ดวงตาจ้องมองกลีบดอกนุ่มนวลที่เผยอบานแต่ยังไม่เต็มที่นักด้วยความรู้สึกหลากหลาย แม้โชคจะไม่ได้ถาม แก้วก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงอยากรู้ ว่าในช่วงเวลาหนึ่งปีมานี้ เจ้าตัวได้เข้ามาอยู่หัวใจเขาบ้างแล้วหรือยัง

 

          “ขอบใจ” แต่ก็เอ่ยออกไปได้เพียงเท่านั้น ด้วยเพราะตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าความรู้สึกที่มีให้เด็กหนุ่มมันเพียงพอที่จะเรียกได้ว่ารัก... หรือแค่รู้สึกดีที่ถูกรัก

 

          โชคไม่ได้ซักไซ้ไล่หาคำตอบ เขาไม่อยากกดดันให้น้าแก้วต้องรีบรู้สึกแบบเดียวกัน ขอแค่ทีละเล็กทีละน้อยก็พอ ขอแค่ชายหนุ่มค่อยๆ เปิดใจให้เขาเข้าไป แล้วในสักวันเขาคงได้ครองส่วนหนึ่งของหัวใจดวงนั้นบ้าง

 

          เด็กหนุ่มนั่งคุกเข่าลงบนพื้น ซบหน้าผากลงบนเข่าแข็ง ก่อนจะรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือที่ลูบหัวเขาแผ่วเบา ชั่วขณะนั้นไม่มีใครพูดอะไรออกมา โชคเบียดเข้าหาคนบนโซฟา กอดท่อนขาแล้ววางคางเกยตัก ช้อนดวงตาคู่สวยขึ้นมองใบหน้าคนที่เขารักหมดใจด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง

 

          “ไม่ต้องรักผมมากเท่าที่เคยรักอาธีร์ก็ได้นะครับ ขอแค่น้าแก้วชอบผมบ้างสักนิดก็พอ”

 

          “แบบนั้นมันก็ไม่แฟร์น่ะสิ” น้ำเสียงเนิบนาบกับแววตาว่างเปล่า ดอกกุหลาบถูกวางทิ้งไว้บนตัก ในขณะที่สองมือเรียวเลื่อนไปประคองสองแก้มของอีกฝ่าย ขยี้หัวลูบหูเหมือนกำลังหยอกหมาตัวใหญ่ๆ สักตัว

 

          “ไม่หรอกครับ ผมเป็นคนที่มารักน้าแก้วเอง...” เจ้าหมาตัวโตยกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบกุมมือแก้วไว้ เอียงหน้าไปประทับจูบในอุ้งมืออุ่น ก่อนจะแนบค้างไว้ข้างแก้มของตัวเองอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มจริงใจ แม้นัยน์ตาจะมีร่อยรอยร้าวรานก็ตามที “เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอกครับ”

 

          แม้จะเจ็บปวด แต่คำพูดของเด็กหนุ่มก็ออกมาจากใจจริง และหมายความตามนั้นจริงๆ

 

          แก้วรู้ดี...

 




 

          ปลายเดือนกุมภาพันธ์คือมหกรรมการสอบของเด็กมัธยมศึกษาปีสุดท้าย โชคสมัครสอบในรายการที่จำเป็นต่อการยื่นคะแนนเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเดียวกับที่แก้วจบมา ซึ่งเกณฑ์คะแนนค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีอัตราการแข่งขันที่ดุเดือด เด็กหนุ่มจึงต้องทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือและติวจากข้อสอบเก่าจนแทบไม่ได้หลับได้นอนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสอบ

 

          เพราะเริ่มต้นช้า และกว่าจะมั่นใจว่าอยากไปต่อสายนี้จริงๆ ก็เสียเวลาไปมากโขแล้ว โชคจึงต้องพยายามหนักขึ้นเป็นเท่าตัวของคนที่เตรียมตัวมาแต่เนิ่นๆ แต่โชคดีที่เขามีน้าแก้วเป็นทั้งแรงบัลดาลใจและติวเตอร์ส่วนตัว ทำให้สัปดาห์ที่สามของเดือนที่แสนจะเหนื่อยล้าผ่านไปได้ด้วยดี จนเข้าสัปดาห์ที่สี่ ในช่วงของการสอบ โชคก็ได้นอนหลับเต็มอิ่มก่อนวันลงสนามจริงทุกครั้ง ผิดกับอีกคนที่เอาเวลามาใส่ใจเขาจนต้องทำงานของตัวเองหามรุ่งหามค่ำแทน

 

          “น้าแก้ว” หลังจากเคาะประตูขออนุญาต เจ้าของเสียงเรียกก็แง้มประตูเข้ามา แก้วปรือตามองอย่างง่วงงุน เขาเพิ่งนอนไปตอนเกือบสว่างจึงยังไม่ลุกจากเตียงแม้จะใกล้เวลาออกไปทำงานตามปกติแล้วก็ตาม วันนี้เขาจะใช้สิทธิ์พนักงานอาวุโสและหุ้นส่วนในการขอลาช่วงเช้าแบบกะทันหันเสียบ้าง หลังจากที่ครองตำแหน่งพนักงานดีเด่นมาตลอดหลายปี

 

          “ว่าไง” เสียงงึมงำแหบแห้ง แต่ก็ตั้งใจรอฟังสิ่งที่เด็กหนุ่มจะพูด

 

          โชคเดินเข้ามานั่งลงบนขอบเตียง รู้สึกผิดเล็กน้อยที่เป็นตัวต้นเหตุทำให้ช่วงหลังมานี้แก้วนอนไม่เป็นเวลา แต่เพราะเจ้าตัวพูดเสมอว่าไม่เป็นไร ถึงจะไม่ได้ติวให้โชค งานช่วงนี้ก็ล้นมืออยู่แล้ว

 

          “เดี๋ยวผมจะออกไปแล้วนะครับ” พูดบอก ขณะที่เลื่อนมือไปทาบประสานเรียวนิ้วเข้ากับมือของอีกคน

 

          “อืม” แก้วครางรับรู้ ก่อนจะปรือเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นอีกครั้ง พลางคิดถึงกำหนดการสอบของคนตรงหน้า วันนี้เป็นความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์... “มานี่สิ”

 

          เด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่ามานี่ของแก้วคือให้ไปที่ไหน ในเมื่อเขานั่งอยู่ข้างเจ้าตัวจนจะชิดติดกันอยู่แล้ว จนกระทั่งแก้วยกมือข้างที่ไม่ได้ถูกกอบกุมขึ้นมา ดึงรั้งหลังคอเขาให้ก้มลงไปหา กดจูบแนบแน่นเพียงชั่วพริบตาลงบนขมับ กระซิบแผ่วเบาทว่าอ่อนโยนชิดริมหู

 

          “เธอทำได้อยู่แล้ว ทำให้เต็มที่ก็พอ” ว่าจบก็ผละทิ้งตัวกลับไปนอนจมหมอนต่อ โชคที่เมื่อรู้สึกตัวก็ยิ้มเขินน้อยๆ ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นคลุมทับไหล่ใต้เสื้อยืดสีขาวตัวบางให้ แล้วค่อยจากไปพร้อมกำลังใจในการทำข้อสอบที่เต็มเปี่ยม

 

          “ครับ”

 

 

 

          ค่ำคืนสุดท้ายของเดือนสาม ในเวลาที่ผลัดเปลี่ยนเข้าสู่เดือนสี่ คะแนนสอบในรายการที่มีสัดส่วนมากที่สุดสำหรับการยื่นเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็ประกาศผล สองคนในบ้านตกลงกันว่าจะดูคะแนนด้วยกันผ่านคอมพิวเตอร์ในห้องทำงาน โชคนั่งอยู่หน้าจอ ส่วนแก้วยืนอยู่ข้างหลังเด็กหนุ่มอีกที มือเรียววางลงบนไหล่ที่กำลังเครียดเกร็งเพราะความกดดันและตื่นเต้น ช่วยบีบนวดให้อีกฝ่ายผ่อนคลายลงได้เล็กน้อย

 

          หลังจากที่กดรีเฟรซหน้าเว็บที่ล่มเพราะจำนวนผู้เข้าใช้บริการมากเกินไปอยู่สักพัก หน้าจอลงทะเบียนก็ปรากฏตัว โชคกรอกเลขประจำตัวและรหัสผ่านอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่จะกดยืนยันกลับลังเลขึ้นมา และอีกคนก็สังเกตเห็น

 

          “โชค..”

 

          “ถ้าคะแนนผมออกมาไม่ดีล่ะครับ” ทั้งที่ไม่ได้หันกลับมา แต่ชายหนุ่มก็รู้ได้ว่าเด็กตรงหน้ากำลังทำสีหน้ากังวลใจอยู่แน่ๆ

 

          “...ก็ไม่เป็นไร” คนโตกว่าเลื่อนมือที่วางบนบ่าเปลี่ยนไปใช้วงแขนโอบรอบคอเด็กหนุ่มไว้หลวมๆ จากด้านหลัง “ถ้าเธอยังอยากเรียนสายนี้อยู่ก็ค่อยสอบแล้วยื่นคะแนนใหม่ปีหน้าก็ได้ หรือถ้าเปลี่ยนใจแล้วจะไปเรียนทำอาหารให้เป็นเรื่องเป็นราวต่อจากเมื่อตอนปิดเทอมที่แล้วก็ยังได้ ชีวิตเธอไม่ได้จบตรงนี้หรอกนะ”

 

          ถ้อยคำแสนอ่อนโยน แก้วไม่ได้กำลังพูดปลอบใจ เขาเพียงแต่พูดสิ่งที่คิดจริงๆ ออกไปเท่านั้น เพราะไม่ว่าโชคจะทำได้ดีในตอนนี้หรือไม่ ในอนาคตก็ไม่แน่นอนอยู่ดี หากโชคเรียนไปแล้วเกิดรู้สึกว่าไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลือกับงานสถาปนิก เขาก็ไม่คิดจะบังคับให้อีกฝ่ายฝืนเรียนจนจบ ยังมีหนทางอีกตั้งมากมายให้เลือกเดิน อย่างการทำอาหารที่โชคไปลองลงเรียนคอร์สทำอาหารไทยระยะสั้น กับขนมหวานที่เจ้าตัวลงเรียนควบด้วยมาเมื่อตอนปิดเทอมเล็ก หากคิดว่าชอบมากกว่าเขาก็ยินดีสนับสนุน

 

          ช่วงวัยยี่สิบปีควรได้ใช้ไปกับการลองผิดลองถูก ค้นหาตัวเองให้เจอว่าอยากจะทำอะไรจริงๆ ไม่ใช่ทุ่มเทมันไปกับการเรียนสิ่งที่คิดว่ามั่นคง จนสุดท้ายก็ทรมานกับมันไปอีกกว่าครึ่งชีวิตที่เหลือ

 

          แต่การลองเองก็มีระยะเวลาจำกัด อย่างน้อยก่อนอายุครบสามสิบปี แก้วก็อยากเห็นโชคที่ดูแลตัวเองได้

 

          น้ำหนักที่โถมทับมาพร้อมกับอุณหภูมิจากร่างกาย โชครู้สึกอุ่นใจขึ้นมาที่ด้านหลังเขามีน้าแก้วอยู่ ปุ่มยืนยันถูกกดอย่างเงียบงัน รอจนหน้าจอสีขาวปรากฏช่องตารางคะแนนขึ้นมา

 

          ...ไม่มากไม่น้อย อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องไปวัดดวงเอาตอนประกาศรายชื่ออีกที

 

          “เก่งมากแล้ว” แก้วเอ่ยชมอย่างจริงใจ คนเก่งเลยเงยหน้าขึ้นมาสบตาจากองศาที่ต้องแหงนคอจนสุด โชคเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่มีดวงตาทรงเสน่ห์ แต่เมื่อมองจากมุมของแก้วในตอนนี้ที่อีกฝ่ายกลับหัวหลับหางจึงดูน่าตลกชอบกล

 

          ...ทว่าถึงจะน่าตลก เขาก็ยังโน้มใบหน้าลงไปหา จรดจูบแผ่วเบาลงบนกลีบปากนุ่ม ก่อนจะถอนออกไปด้วยเป็นห่วงสุขภาพกระดูกคอของคนที่ต้องแหงนเกร็งจนปวดตึงไปหมดคนนั้น

 

          “น้าแก้ว..” เสียงเรียกแหบแปร่งสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้าง และหน้าขึ้นสีเมื่อถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว โชครีบหมุนเก้าอี้โต๊ะทำงานกลับมากอดรั้งเอวแก้วไว้แน่น ราวกับกลัวอีกคนจะจางหายไปแล้วที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงภาพฝัน

 

          “หืม ว่าไง” แก้วหัวเราะแผ่ว ยกมือโอบไหล่เด็กหนุ่มตอบ

 

          “ทำไมถึงจูบล่ะครับ” คำถามตรงไปตรงมา โชคอยากรู้ว่าทำไมแก้วถึงจูบเขา ตอนที่ถูกจูบขมับในเช้าวันสอบเขาคิดว่าคงเพราะเอ็นดูและเป็นการให้กำลังใจ แต่ครั้งนี้กลับเป็นที่ปาก และทั้งที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เด็กหนุ่มจึงอยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าอีกฝ่ายมีใจ แต่ก็หวาดหลัวเหลือเกินว่าจะต้องเจ็บปวดกับการคิดไปเองฝ่ายเดียว

 

          “...แล้วเมื่อก่อนเธอจูบฉันทำไม” ไม่ได้ให้คำตอบ แต่ย้อนถามกลับ ถึงอย่างนั้นโชคก็ยังคงตอบคำถามอยากจริงจัง

 

          “เพราะผมอยากจูบ”

 

          “ทำไมถึงอยากล่ะ”

 

          “ก็เพราะผมชอบน้าแก้ว...”

 

          “อืม...ฉันเหมือนกัน” โลกทั้งใบเหลือเพียงคนสองคน ในห้องทำงานที่กรุ่นกลิ่นดอกแก้วจากลานอิฐ แก้วประคองใบหน้าเด็กหนุ่มให้มองสบตา แม้รู้ว่าโชคสามารถรอเขาได้อีกแสนนาน แต่เขาก็ไม่ได้อยากให้โชคต้องรอนานขนาดนั้น “ฉันจูบเธอก็เพราะฉันอยากจูบ อยากจูบก็เพราะว่าชอบ แต่มันคงไม่มากเท่าที่เธอชอบฉันหรอกนะ”

 

          “ไม่เป็นไรครับ” อ้อมกอดรัดกระชับขึ้นอีก แต่ไม่ได้แน่นเกินไปจนทำให้คนถูกกอดรู้สึกอึดอัด เหมือนกับความรักที่โชคมอบให้เขามาตลอด

 

          มากมายไม่ลดละ มั่นคงไม่สั่นคลอน และจริงใจแม้ไร้สิ่งตอบแทน

 

          แก้วไม่เคยแน่ใจว่าควรตอบรับความรู้สึกนั้นไหม ด้วยหัวใจที่มีความรู้สึกเพียงครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้มันคู่ควรกับความรักมากมายขนานนั้นแล้วหรือ แต่เพราะโชคบอกเขาว่าไม่เป็นไร...

 

          “ผมรักน้าแก้วนะ”

 

          “ฉันก็ชอบเธอ โชค”

 

 

 

TBC...

          น้าแก้วตอบรับความรู้สึกของน้องโชคแล้ววววว หลังจากที่ผ่านไปกว่าปีจากวันที่เริ่มเปิดใจ ในตอนนี้ก็อาจจะเป็นตอนที่สั้นไปสักหน่อย แต่ในตอนหน้ารับรองว่ายาวและคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอนค่ะ ฝากติดตามกันด้วยนะคะ  :mew1:
 

          ขอบคุณทุกการอ่าน คอมเมนต์ และกำลังใจมากๆ เลย

          ขอบคุณนะคะ

 

          เจอกันวันจันทร์หน้าค่า
          ปล.เพิ่งเห็นว่าสีเหลืองมันกลืนหายไปเลย แง้


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1357
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 34
 


          ปิดเทอมใหญ่ก่อนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัยนั้นยาวนาน และเป็นช่วงเวลาที่ต้องวัดดวงว่าจะได้ที่เรียนหรือเปล่า โชคต้องยื่นคะแนนครั้งแรกในช่วงปลายเมษา กว่าจะรู้ผลอีกทีก็เกือบกลางพฤษภา และถ้าไม่ได้ก็ต้องยื่นอีกครั้งแล้วหวังว่าปลายเดือนห้า เขาจะได้รับการตอบกลับมาว่าให้ไปสัมภาษณ์จากคณะที่ต้องการ

 

          แต่เพราะมันเป็นเรื่องของอนาคต สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือใช้ชีวิตของเด็กหนุ่มต่อไป

 

          ในเดือนเมษาที่ร้อนแผดเผา วันสงกรานต์โชคออกไปเล่นน้ำกับกลุ่มเพื่อนเพราะถือว่าเป็นปีสุดท้ายก่อนแยกย้ายกันไปตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เช่นนั้นแล้วจะขาดใครในแก๊งไปไม่ได้เด็ดขาด กว่าจะกลับถึงบ้านอีกทีฟ้าก็มืดสนิทไปนานแล้ว

 

          แก้วไม่ได้รอกินข้าวเย็นพร้อมกัน เพราะโชคส่งข้อความมาบอกแล้วว่าจะกลับดึก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงนั่งรออยู่ที่โซฟา เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กหนุ่มกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย

 

          “น้าแก้ว” โชคเอ่ยทักเสียงใส ตัวยังคงเปียกชื้นทั้งที่หลังเลิกเล่นน้ำก็ไปนั่งกินหมูกระทะกับเพื่อนมาตั้งนานสองนาน

 

          ดวงตาสีเข้มที่ปรือต่ำเพราะความง่วงงุนหันมามองก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไปอาบน้ำก่อนสิ”

 

          โชคใช้เวลาไม่นานนักในห้องน้ำ เพราะเขาไม่อยากให้อีกคนต้องรอนาน พอออกมาก็เห็นเพียงเถ้าบุหรี่ที่ยังคงอุ่นอยู่ในที่เขี่ย กับกลิ่นเบาบางที่บอกให้รู้ว่าตัวคนสูบขึ้นห้องนอนไปสักพักแล้ว

 

          “น้าแก้ว” เด็กหนุ่มเคาะแผ่วเบาก่อนเปิดประตูห้องนอนใหญ่เข้าไป เห็นเจ้าของห้องหลับไปแล้ว แต่ยังคงเว้นที่ว่างฝั่งหนึ่งของเตียงไว้อยู่ เขาจึงขยับเข้าไปล้มตัวลงนอนบนนั้น ก่อนจะค่อยๆ ดึงร่างอีกคนมากอดเอาไว้ในอ้อมแขน...

 

          เหมือนกับความฝัน ความสัมพันธ์ของโชคกับแก้วก้าวไปสู่อีกขั้นแล้ว ไม่ได้นิยามออกมาอย่างจริงจังว่าเป็นอะไร แต่การที่เขาสามารถกอดอีกฝ่ายไว้แบบนี้ได้ตลอดทั้งคืน จูบตอนไหนก็ได้ที่อยากจะจูบ พูดคำว่าชอบบ่อยแค่ไหนก็ได้รับรอยยิ้มกลับมา

 

          ...แค่เพียงเท่านี้ก็ดีเกินกว่าที่เคยหวังไว้แล้ว

 

          โชคซุกปลายจมูกลงในกลุ่มผมของคนในอ้อมกอด หลับตาแล้วสัมผัสอุณหภูมิจากร่างกายที่แนบชิด ภาวนาให้เมื่อยามเช้ามาถึง แก้วจะยังคงอยู่ตรงนี้ไม่จากไปไหน

 

          “โชค” เสียงงัวเงียของคนที่สะลึมสะลือตื่น ก่อนจะพลิกตัวหันมาหา

 

          “ผมทำให้ตื่นเหรอครับ” โชคยิ้มเผล่ แต่ไม่ได้ผ่อนแรงแขนลงเลยแม้แต่น้อย

 

          “เปล่าหรอก ฉันหลับไม่ค่อยสนิทอยู่แล้ว”

 

          “ก็เพราะน้าแก้วสูบบุหรี่ก่อนนอนไงครับ”

 

          “อืม คงงั้น” คนโดนดุไม่จริงจังนักว่า ซุกซบใบหน้าเข้ากับลำคออุ่น ไม่นานก็หลับไปอีกครั้ง

 

          กลิ่นบุหรี่เจือจางบนผิวเนื้อลอยแตะจมูก โชคกดจูบหนักๆ ลงบนหน้าผาก ก่อนไล่ไปตามไรผม เขาไม่ได้ชอบกลิ่นเหม็นไหม้ของใบยาสูบขมปร่า ไม่เคยชอบเลย ทว่ากลับแสนคุ้นเคยและทำให้รู้สึกสงบเมื่อมันติดอยู่บนตัวน้าแก้ว

 

          เช้าวันถัดมาโชคตื่นขึ้นพร้อมกับอาการแสบจมูก สำลักไอจนดวงตาแดงก่ำน้ำตาคลอ แก้วได้แต่ยื่นทิชชู่ให้ พลางช่วยลูบหลังแม้มันจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากก็ตาม

 

          หลังจากนั้นแก้วก็เลิกสูบบุหรี่ก่อนเข้านอน เมื่อในตอนนี้บนเตียงของเขามีเด็กจมูกไวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

 



 

          พายุฤดูร้อนทำฝนฟ้าคะนองตอนปลายเดือนเมษา ลมกรรโชกแรงจนต้องปิดหน้าต่างห้องนั่งเล่น แก้วไม่ได้ออกไปทำงาน เพราะไม่อยากขับรถฝ่าม่านเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำจนทิวทัศน์รอบข้างพร่าเบลอขมุกขมัวชวนเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุเช่นนี้

 

          “เอากาแฟไหมครับ” ช่วงสายที่ท้องฟ้าขาวโพลนด้วยมวลเมฆ โชคแวะเข้ามาถามคนในห้องทำงานอย่างใส่ใจ

 

          “อืม ขอบใจ” แก้วตอบทั้งที่ยังหรี่ตาจ้องจอคอมอยู่ แว่นสายตาของเขาดูท่าว่าคงต้องเปลี่ยนใหม่อีกรอบแล้ว

 

          เด็กหนุ่มหายออกไปเพียงครู่เดียวก็กลับมาพร้อมแก้วกาแฟหอมกรุ่น ยื่นส่งให้ถึงมือและแถมบริการนวดไหล่ให้ด้วย

 

          “ตอนเที่ยงกินอะไรดีครับ”

 

          “เธอจะทำอะไรล่ะ”

 

          “มีปลาอยู่ ผมเลยว่าจะทอด แล้วก็อาจจะต้มยำอะไรอีกสักอย่าง”

 

          “อืม ก็เอาตามนั้นแหละ”

 

          “ครับ” บทสนทนาประจำวันเกี่ยวกับเมนูอาหารจบลงไป แต่โชคก็ยังไม่ผละไปไหน ยังคงตั้งใจบีบนวดบ่าไหล่ไล่ไปจนถึงหลังคอให้ชายวัยกลางคนที่นั่งหลังขดหลังแข็ง สลับระหว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์กับแผ่นกระดาษเอสามบนโต๊ะทำงานรูปตัวแอลไปมาตั้งแต่ตื่นนอน แก้วเองก็ไม่ได้ว่าอะไร หนำซ้ำยอมพักจากงาน หลับตาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ปล่อยให้เด็กหนุ่มช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้ด้วยท่าทีสบายๆ

 

          “น้าแก้ว...” ดวงตาสีเข้มปรือขึ้นเพียงเล็กน้อยพร้อมเสียงครางรับในลำคอ รอคอยให้อีกฝ่ายพูดต่อจนจบ “ไปทะเลกันไหมครับ”

 

          แก้วลืมตาขึ้น เขาพร้อมตอบรับคำชวนนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องวันเวลาที่จะไปอยู่ พอดีกับที่เหลือบไปเห็นกรอบรูปทำมือที่ถูกวางคว่ำไว้ใกล้กับโคมไฟมุมโต๊ะทำงาน

 

          ...กรอบรูปไม้อัดประดับประดาด้วยเปลือกหอยคละรูปร่างกับกากเพชรหลากเฉดของสีน้ำทะเล และภาพถ่ายของคนสามคน

 

          ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่มันถูกคว่ำลงซุกซ่อนรอยยิ้มสุขสันต์เอาไว้ อาจจะตั้งแต่ที่รู้ว่ารอยยิ้มเหล่านั้นจะไม่มีวันหวนคืนกลับมา หรืออาจจะแค่เพราะว่ามันบังเอิญล้มพับลงมาเองแล้วเจ้าของโต๊ะไม่ทันสังเกตจึงไม่ได้หยิบตั้งขึ้นคืน

 

          แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน แก้วก็ไม่ได้คิดจะจัดวางมันให้เข้าที่ ปล่อยให้มันคว่ำปิดอยู่อย่างนั้น อย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่โชคหมุนเก้าอี้เขาให้หันไปหา ในเวลาที่จูบกันเขาก็อยากมองเพียงคนตรงหน้า ไม่ใช่สบตากับเงาของใครอีกคนที่สะท้อนอยู่บนรูปภาพเก่าเก็บ

 

          “ไปทะเลกันนะครับ” หลังจากถอนริมฝีปากออกไป โชคก็เอ่ยซ้ำ ทว่าไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำวอน ดวงตาคู่สวยมองตรงมาอย่างออดอ้อน แก้วเลยบีบปลายจมูกของอีกฝ่ายอย่างมันเขี้ยวทีหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางให้เจ้าหมาที่รอคอยคำตอบ

 

          “อืม ไว้ไปกัน”

 



 

          พฤษภาเข้ากลางเดือนด้วยความเคร่งเครียด การยื่นคะแนนรอบแรกของโชคไม่ผ่าน ในขณะที่เพื่อนรักอย่างมิกซ์ติดสัมภาษณ์ลำดับสุดท้ายพอดี เด็กหนุ่มจึงยื่นรอบต่อไปที่เดิมอีกครั้ง แต่เพิ่มสาขาอื่นนอกจากสถาปัตยกรรมหลักไปด้วย

 

          วันเวลาเดินช้าจนน่าหงุดหงิดเมื่อรอคอยบางสิ่งบางอย่าง เพียงแค่สัปดาห์ที่สองไปจนถึงปลายเดือนก็เหมือนกับครึ่งชีวิต แต่การรอคอยของโชคก็คุ้มค่า เมื่อปลายเดือนนั้นเขาได้รับผลว่าติดรอบสัมภาษณ์ ซึ่งก็ราวกับก้าวขาเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยในฝันแล้วข้างหนึ่ง

 

          “กูบอกแล้วยังไงมึงก็ติด” เสียงจากปลายสายเปลี่ยนจากกังวลเป็นร่าเริงสดใสในพริบตาที่โชคเอ่ยบอกข่าวดี

 

          “อือ แล้วสอบสัมภาษณ์ยากไหมอะ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่เคยผ่านการสอบขั้นสุดท้ายมาก่อน

 

          “ไม่นะ เขาก็ถามนู่นนี่เฉยๆ กูก็ตอบไปตามตรง อะไรรู้ไม่รู้ ยังไงก็ไปเรียนเพื่อรู้อยู่แล้วอะ”

 

          “โอเค ขอบใจนะมิกซ์”

 

          “ขอบใจไรกูอะ” เสียงหัวเราะแผ่วเบาแว่วมาจากอีกฝั่งของโทรศัพท์ ก่อนมิกซ์จะพูดต่อ “มึงทำได้อยู่แล้วเว้ยโชค”

 

          และเมื่อจบสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน โชคก็ได้ที่เรียนแน่นอนอย่างเป็นทางการ เหมือนกับเพื่อนสนิทที่จะได้กอดคอเรียนด้วยกันไปอีกห้าปี ในคณะเดียวกันแม้จะต่างสาขาวิชา

 

          ...คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรมหลักของมิกซ์ และสถาปัตยกรรมภายในของโชค

 



 

          มิถุนายนล่วงเลยเข้าสู่ช่วงท้ายของเดือน โชคอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ จากเด็กหนุ่มสู่การเริ่มต้นการเป็นผู้ใหญ่ ในสายตาของแก้วเด็กชายของเขาโตขึ้นทุกๆ ปีอยู่แล้ว แต่ในครั้งนี้กลับรู้สึกว่าเจ้าหนูคนนั้นเติบโตขึ้นกว่าทุกวันเกิดที่ผ่านมา

 

          ทั้งที่เคยตัวเล็กแค่เขาโอบอุ้มด้วยแขนข้างเดียว ตอนนี้กลับตัวใหญ่เสียยิ่งกว่าเขา

 

          ทั้งที่เคยตัวสั่นกลั้นน้ำตา ตอนนี้กลายเป็นมีรอยยิ้มกว้างติดใบหน้าอยู่เสมอ

 

          ทั้งที่เคยเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่เก็บมาจากข้างถังขยะกลางพายุฝน ตอนนี้กลับกลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของบ้าน

 

          จากแค่คนแปลกหน้า สู่การเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคนรู้ใจ

 

          “สุขสันต์วันเกิด” ถ้อยคำที่ยังคงมีความหมายไม่ต่างจากครั้งแรกที่เคยเอ่ย

 

          ...ยินดีที่เธอได้เกิดมา

 

          “ขอบคุณครับ” โชคยิ้มรับ ฝังหน้าเข้ากับหน้าท้องเจ้าของตักที่เขากำลังหนุนนอน โอบรอบเอวสอบแน่นพลางถูหน้าไปมาเหมือนหมาอ้อนเจ้าของไม่มีผิด

 

          แก้วปล่อยให้โชคทำตามใจ พลางลูบกลุ่มผมที่เริ่มยาวจนไม่ตำมือเพราะไม่ได้ตัดตั้งแต่ปิดเทอมของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน

 

 

 

          คืนนั้นโชคมานอนห้องแก้วเหมือนอย่างที่ทำประจำในช่วงสองสามเดือนมานี้ แต่พอตกดึกกลับลุกลงจากเตียง เจ้าของห้องนอนใหญ่ที่ยังหลับไม่สนิทลืมตาตื่นเมื่อไออุ่นที่แนบชิดแผ่นหลังจางหายไป

 

          แก้วไม่ได้ตามออกไปดู เขารู้ว่าชายหนุ่มวัยยี่สิบปีหายไปไหน เหมือนกับหลายๆ คืนที่ผ่านมา และยามเช้าที่เขารับรู้ได้ถึงร่างกายที่ตื่นตัวของอีกฝ่าย ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรในเมื่อโชคเองก็เป็นผู้ชายวัยเจริญพันธุ์ที่สุขภาพแข็งแรงดีคนหนึ่ง...

 

          แต่ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แก้วก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดี

 

          ปัญหาไม่ใช่เรื่องของการมีเซ็กส์ แก้วผ่านโลกมาเนิ่นนานเกินครึ่งชีวิต ทั้งยังรู้ขั้นตอนก่อนมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกันดี แต่เป็นความรู้สึกต่างหากที่ทำให้เขายังคงลังเลใจ โชคไม่เคยมีเซ็กส์มาก่อน ถึงจะเกือบๆ กับแฟนเก่าตามคำบอกเล่าของเจ้าตัว แต่ก็ยังไม่ได้เกินเลยถึงขั้นนั้น

 

          แก้วรู้ว่าโชครักเขา แต่นั่นก็เป็นคนละเรื่องกัน เซ็กส์นั้นสะเปะสะปะและน่าตลก ทำให้รู้สึกดี แต่ก็ไม่ได้งดงามหอมหวานเหมือนอย่างในภาพฝัน มันมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ความชอบ ความต้องการ ทุกอย่างล้วนต้องปรับเข้าหาคู่นอน ...หากสุดท้ายแล้วเขากับโชคเข้ากันไม่ได้จะทำอย่างไร ในเมื่อปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของการคบหาระหว่างคู่รัก

 

          และหากพวกเขาผ่านมันมาได้ด้วยดี แก้วก็ยังมีสิ่งที่ต้องคิดอีกอยู่

 

          สัมผัสทางกายที่ลึกซึ้ง จะยิ่งนำความรู้สึกให้แนบแน่น ความสัมพันธ์ของเขากับโชคจะขยับก้าวไปอีกขั้น และมันจะเป็นก้าวที่ไม่อาจถอยหลังได้อีก แล้วพอถึงตอนนั้น ความรู้สึกที่มีไม่เท่ากันตั้งแต่แรกจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาหรือเปล่า

 

          ...ฟู่ฟ่อง ล่องลอย ร่วงหล่น แตกสลาย

 

          เพราะราคาความเสี่ยงของความรักนั้นสูงเสมอ

 

          โชคกลับเข้ามาอีกครั้งหลังจากหายไปเกือบครึ่งชั่วโมง ค่อยๆ แทรกตัวลงใต้ผ้าห่มอย่างระมัดระวังเพราะกลัวจะทำอีกคนตื่น แต่อีกคนนั้นตื่นอยู่แล้ว แก้วพลิกตัวหันมาหา ขยับหัวเข้าไปอิงซบติดหัวไหล่กว้าง เลื่อนมือลงไปกุมเกี่ยวเข้ากับเรียวนิ้วของอีกฝ่าย

 

          “โชค เธออยากทำไหม” เอ่ยถามเพียงแผ่วเบา แต่ก็มั่นคงไม่สั่นไหว

 

          “ครับ? ทำอะไร” ในตอนแรกโชคยังไม่เข้าใจความนัยน์กำกวม กระทั่งได้สบเข้ากับดวงตาสีเข้ม แม้ในความมืดสลัวราง ก็ยังเห็นมันแวววาวอย่างเชิญชวน

 

          “เซ็กส์” คำตอบเรียบง่าย แต่กลับเรียกความร้อนวูบแล่นพล่านไปทั่วร่างของผู้ฟัง โชครู้สึกเอียงอายเกินกว่าจะมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ทั้งที่ก็เคยปล่อยร่างกายไหลไปตามอารมณ์จนเกือบเลยเถิดกันมาแล้วในวันวาน แต่พอถูกถามตรงไปตรงมาแบบนี้กลับรู้สึกขลาดเขินเหลือเกิน

 

          ทว่าแม้จะเขินอาย ก็ยังคงพยักหน้าตอบ

 

          “ครับ”

 

          “อือ” มีเพียงเสียงครางเครือในลำคอบ่งบอกว่ารับรู้แล้ว และโดยดุษณี โชคก็เข้าใจได้ว่ายังไม่ใช่ในวันนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังต้องการสัมผัสแนบชิดที่จะมาช่วยปลอบโยนหัวใจที่กำลังเต้นเร่า

 

          รสจูบร้อนฉ่า ทว่าไม่เร่งรีบ ค่อยๆ ละเลียดชิมรสรักหวานฉ่ำอย่างอ่อนโยน ความหวามไหวไหลผ่านจากปลายลิ้นสู่กลางอก ความอบอุ่นแล่นริ้วจากปลายนิ้วที่สอดประสานสู่กลางหัวใจ ทีละเล็กทีละน้อย...

 

          แก้วคิดว่าคำว่ารักของเขาคงใกล้ตรงกันกับของโชคแล้ว

 



.....

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
.....
 





          วันเสาร์แรกของเดือนกรกฎาคม แก้วที่กินอาหารรสอ่อนมาตั้งแต่วันศุกร์กินแค่ข้าวต้มเป็นมื้อสาย พอฟ้ามืดก็เข้าไปอาบน้ำอยู่นานกว่าจะกลับออกมาเปลี่ยนให้อีกคนไปอาบบ้าง โชครู้สึกใจสั่นอย่างตื่นเต้นและเป็นกังวลไปพร้อมกัน

 

          หลังจากวันนั้นที่น้าแก้วถามว่าเขาอยากทำไหม และคำตอบของเขาคือใช่ เขาอยากทำ อยากกอดแก้วให้ลึกซึ้งที่สุด อยากหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แม้จะเพียงร่างกายและยืนยาวเพียงชั่วข้ามคืน แต่คนเราก็มีความละโมบอยากกลืนกินตีตราเสมือนว่าเป็นเจ้าของคนที่ตนรักกันอยู่แล้วทั้งนั้น...

 

          โชคยืนระส่ำระส่ายอยู่หน้าประตูห้องนอนใหญ่ ใจเขาเปิดประตูเข้าห้องไปรอก่อนแล้ว แต่ร่างกายกลับยังละล้าละลังอย่างประหม่า ...มันจะเป็นครั้งแรกของเขา แม้ว่าจะเคยสัมผัสร่างกายตัวเอง และเคยได้มีช่วงเวลาวาบหวามเกือบเกินเลยกับแฟนสาวคนแรกมาก่อน แต่นั่นมันแตกต่างไปจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง

 

          ...กับแพร ส่วนหนึ่งในความรุ่มร้อนนั้นมากจากความอยากรู้อยากลองตามประสาวัยรุ่น และความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อกันนั้นก็ยังคงเบาบางผิวเผิน แม้แพรจะชอบโชคมาก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเรียกได้ว่ารัก เหมือนกันกับที่โชคชอบแพรเพราะเป็นความสบายใจ ไม่ใกล้คำว่ารักเลยสักนิด

 

          ส่วนในตอนนี้ คนที่อยู่หลังบานประตูกั้นคือน้าแก้ว... คือแก้วที่เขารักจนหมดใจ ความรู้สึกลึกซึ้งหยั่งรากมั่นคงจนหาไม่เจอแล้วว่ามาจากที่ตรงไหน และน้ำหนักของการตัดสินใจที่จะทำกันต่อจากนี้ก็ห่างไกลจากคำว่าอยากรู้อยากลองไปมากเหลือเกิน

 

          เขากำลังจะได้ร่วมรัก อย่างจริงจังกับคนเดียวที่เป็นเจ้าของหัวใจ

 

          หลังจากรวบรวมความกล้าทั้งชีวิต โชคก็บิดลูกบิดประตูเข้าไป เอ่ยเรียกเสียงแหบแห้ง “น้าแก้ว...”

 

          คล้ายว่าคนในห้องรับรู้ถึงตัวตนของเขาที่ยืนใจฝ่ออยู่หน้าห้องมาสักพักแล้ว ใบหน้าที่ปกติจะเรียบเฉยจึงดูผ่อนคลายลงอย่างนึกเอ็นดู แก้วนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง กวักมือเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มานี่สิ”

 

          ชายหนุ่มทำตามอย่างว่าง่าย ย้ายตัวเองไปหยุดยืนข้างเตียง แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อเลยได้แต่ยืนนิ่งๆ ฝ่ายคนเจนสนามยกยิ้มปลอบโยน คว้าข้อมือออกแรงดึงเป็นคำใบ้ให้นั่งลงเสียที ก่อนจะค่อยๆ ดึงรั้งให้ร่างกายเครียดเกร็งขยับเข้ามาใกล้... ใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวลามเลียใบหน้ากันและกัน

 

          “ไม่เป็นไร ครั้งแรกของทุกคนมันก็ดูตลกแล้วก็น่าอายกันทั้งนั้นแหละ” คำพูดใกล้เคียงกับที่เคยเอ่ยสอนเด็กวัยรุ่นไปในวันวานถูกใช้อีกครั้ง ทุกคำล้วนมาจากประสบการณ์ของชายวัยกลางคนเอง

 

          ตลก เพราะร่างกายที่ขยับเงอะงะอย่างไม่คุ้นชิน

 

          น่าอาย เพราะเมื่อเวลาผ่านไปจะนึกขึ้นมาได้ว่าน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้

 

          แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นประสบการณ์ให้ได้เรียนรู้

 

          พื้นฐานชีวิตคนเราเองก็ไม่ต่างไปจากการมีเซ็กส์นักหรอก

 

          ริมฝีปากแนบชิดบดเบียดกันอย่างนุ่มนวล ร่างกายที่เคยแข็งเกร็งเริ่มผ่อนคลายลงโอนอ่อนตามสัมผัสหวามไหว แก้วทิ้งตัวลงจนแผ่นหลังแนบเข้ากับเตียง ปล่อยให้คนเด็กกว่าทาบทับอยู่ด้านบน พวกเขาจูบกัน ก่อนจะผละออกเพื่อสบตาแล้วจูบกันใหม่ ยิ่งเวลาผ่านไปความร้อนก็ค่อยๆ แผดเผาให้ความกังวลหรือเนียมอายมอดไหม้ไปจนหมดสิ้น

 

          ฝ่ามือร้อนแทรกสอดเข้าไปลูบผ่านผิวกายใต้เนื้อผ้า ริมฝีปากฉ่ำชื้นลากไล้สัมผัสไปตามเรียวคางยาวถึงลำคอก่อนจรดลงที่ไหปลาร้านูนเด่น โชคพยายามจะถอดเสื้อนอนสีเข้มที่กั้นขวางเขากับผิวเนื้อของอีกฝ่ายออก แต่แก้วรั้งมือเขาเอาไว้เสียก่อน

 

          “จะเปิดไฟทำหรือปิดไฟ” คำถามในช่วงที่ความต้องการพุ่งทะยานทำเอาชายหนุ่มหยุดชะงัก แต่เพียงไม่นานก็เข้าใจถึงความสำคัญของคำถาม เพราะเป็นครั้งแรกของเขา มันจึงมีความกระดากอายที่อยากซุกซ่อนเอาไว้ในเงามืด แต่อีกใจก็อยากจะเห็นใบหน้าของน้าแก้วเหลือเกิน อยากเห็นร่างกายที่เขาจะได้สัมผัสให้ชัดเจนเต็มสองตา และเพราะความปารถนาจะจดจำภาพคนที่รักเอาไว้มีมากกว่า โชคจึงเอ่ยตอบอย่างไม่ลังเล

 

          “เปิดไฟครับ”

 

          “อืม” ตอบรับเพียงเท่านั้น เสื้อยืดที่สวมใส่ก็ถูกถอดออกอย่างง่ายดาย โชคไล่สายตามองแผ่นอกแบนราบที่มีขี้แมลงวันแต้มอยู่ทางด้านขวา นิ้วเรียวยาวแตะลงอย่างแผ่วเบาตรงจุดสีเข้ม ก่อนจะโน้มตัวไปจูบลงบนนั้นทั้งหัวใจที่เต้นรัว

 

          เรียวลิ้นร้อนแลบเลียชิมรสผิวกายกรุ่นกลิ่นสบู่อ่อนจาง ลากไล้เข้าใกล้ยอดอกสีน้ำตาลอ่อนอย่างไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร แก้วหัวเราะขบขันกับท่าทีใสซื่อนั้น มือเรียวช่วยประคองศีรษะของอีกฝ่ายให้ขยับไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม พูดบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

          “ค่อยๆ เลีย ไม่ต้องรีบ อืม...ดูดเบาๆ แบบนั้นแหละ” เป็นคำพูดลามกที่ฟังดูนุ่มนวลเหลือเกินเมื่อออกจากปากของแก้ว โชคเหลือบตาขึ้นมามองสบ เห็นแววในดวงตาสีเข้มที่ทอดมองเขาอย่างอบอุ่น จนไม่แน่ใจนักว่าน้าแก้วกำลังมองเขาด้วยความรู้สึกของแม่ที่กำลังให้นมลูกน้อยอยู่หรือเปล่า...

 

          แต่ก็คงไม่ใช่ ในเมื่อมันทอประกายแวววาวอย่างเย้ายวน และเคล้าด้วยเสียงครางเครืออย่างพึงพอใจ

 

          แก้วไม่ได้แสดงท่าทีขัดเขินสมกับที่โชกโชนประสบการณ์ ขยับร่างกายนำอีกคนให้เคลื่อนไหวไปอย่างถูกที่ถูกทาง การเล้าโลมไม่ได้เนิ่นนานนักเมื่อถูกทำโดยคนไม่ประสา ก่อนที่มันจะกลายเป็นน่าเบื่อแก้วก็หยัดตัวขึ้นเผชิญหน้า กลายเป็นฝ่ายเร้าร่างกายคนหนุ่มที่อารมณ์ที่พลุ่งพล่านให้เตลิดฟุ้งขึ้นไปอีก

 

          เสื้อผ้าถูกปลดเปลื้องจนสองกายเปลือยเปล่า แก้วใช้มือรูดรั้งส่วนตื่นตัวจนแข็งขึงปริ่มจะรินหลั่งออกมา จากนั้นก็คว้าเอาถุงยางที่เตรียมไว้จากโต๊ะข้างหัวเตียงมาฉีกซองสวมใส่ให้อย่างช่ำชอง โชคมองคนตรงหน้าเทเจลหล่อลื่นใส่มือจนชุ่ม สองเข่าแยกออกให้ได้ระยะฐานมั่นคง ก่อนยกสะโพกขึ้นเพื่อตระเตรียมช่องทาง

 

          ใบหน้าชวนมองของชายวันสี่สิบสองเชิดขึ้นเล็กน้อย แผ่นอกขยับไหวตามจังหวะการหายใจที่แรงกว่าปกติ ขณะที่เรียวนิ้วค่อยๆ แทรกสอดเข้าไปในร่างกาย เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันในช่วงแรกๆ ที่ดูติดขัดเพราะห่างหายไปหลายปี แต่ไม่นานก็ปรับตัวได้ด้วยร่างกายยังคงจดจำสัมผัสคุ้นเคยที่ผ่านมาได้อยู่

 

          นี่คงเป็นสิ่งที่อาธีร์ได้เห็นตลอดมา... อยู่ๆ โชคก็คิดถึงชายร่างสูงใหญ่ ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาและครอบครองรอยยิ้มดุจดวงตะวันคนนั้นขึ้นมา

 

          หัวใจบีบรัดแน่นจนเจ็บปวด ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องมาคิดถึงเอาตอนนี้ด้วย ในตอนที่เขากำลังจะได้โอบกอดเติมเต็มคนที่เขารักหมดหัวใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งเมื่ออยู่บนเตียงหลังเดียวกับที่ใครคนนั้นเคยโอบกอดแก้วไว้ เคยจูบ เคยลูบไล้ เคยแทรกกายเข้าไป...ก่อนเขา

 

          หึงหวง ชื่อของความรู้สึกที่ก่อร่างขึ้นมาภายในใจ

 

          โชคโถมตัวเข้าไปคว้ากอดแก้วเอาไว้ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่เตรียมตัวไม่เสร็จ แก้วงุนงง แต่ก็ใช้มือข้างที่ว่างโอบกอดตอบ ลูบหัวลูบหลังอย่างปลอบประโลมทั้งที่เขาไม่เข้าใจ แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าตัวโชคกำลังสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่แสนเปราะบาง

 

          “เป็นไร หืม” แก้วถอนนิ้วออกจากช่องทางที่พร้อมใช้งานแล้ว ขยับขึ้นคร่อมบนตักจัดท่าให้ได้องศาสอดใส่ แต่ไม่ได้รีบร้อนเร่งทำอะไร ทิ้งเวลาให้ไหลผ่านไปกับการจ้องตา

 

          “ย้ายไปทำต่อที่ห้องผมได้ไหมครับ” เด็กน้อยเว้าวอน ดวงตาคู่สวยที่มองสบฉายชัดทุกความรู้สึก หากแต่มีมากเกินไปจนแก้วเดาไม่ออก

 

          “ทำไมล่ะ” โชคฝังหน้าเข้ากับแผ่นอกแน่นเนื้อ อู้อี้ตอบกลับมาไม่เต็มเสียงนัก “เพราะว่าน้าแก้ว.. กับอาธีร์...ที่นี่”

 

          แก้วเข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่อถึงอะไร สองแขนจึงกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่น

 

          “ถ้าเพราะเรื่องนั้น ฉันกับธีร์ก็เคยทำกันในห้องนั้นเหมือนกันนะ” คำบอกกล่าวทำให้คนที่ถูกกอดชะงักงัน อยากจะเอ่ยถามรายละเอียด แต่ในใจก็ร่ำร้องว่าไม่อยากรู้ และดูเหมือนคนโตกว่าจะเข้าใจความคิดของเขาได้เป็นอย่างดี

 

          จูบอ่อนโยนแนบชิดลงมา ไล่จากหน้าผากมาจนถึงปลายจมูกแล้วผละห่าง ดวงตาสีเข้มจ้องมองเข้าไปยังนัยน์ตาคมสวยที่กำลัง...น้อยใจ

 

          “เรื่องที่ฉันกับธีร์เคยมีอะไรกันทำให้เธอรู้สึกแย่เหรอ” ต้นเหตุความน้อยใจเอ่ยถาม

 

          “ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่แบบนั้น” คนขี้น้อยใจส่ายหน้าปฏิเสธ

 

          “แล้วทำไมล่ะ”

 

          “เพราะว่า... เพราะพอผมคิดว่าอาธีร์เคยกอดน้าแก้วแบบไหน ผมก็รู้สึก..โกรธ...”

 

          “หึงฉันเหรอ”

 

          “...ครับ” ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา เขาไม่ชอบความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้เลยสักนิด

 

          “โชค” เมื่อถูกเรียกชื่ออย่างอ่อนโยน โชคก็ยอมโอนอ่อนตามที่อีกฝ่ายชี้นำ แผ่นหลังพิงสัมผัสกับหมอน ในขณะที่คนข้างบนขยับถอยไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “เรื่องของฉันกับธีร์มันผ่านไปแล้ว”

 

          “ผมรู้ แต่...” พูดได้เท่านั้นก็หาคำอธิบายต่อไม่ได้ ในเมื่อตัวเองยังไม่เข้าใจความรู้สึกที่วิ่งวุ่นอยู่ในหัวเลย

 

          “เธอคิดว่าเพราะฉันเคยนอนกับธีร์ก็เลยเป็นของธีร์ก่อนเธอใช่ไหม” ชายหนุ่มพูดถูก ตรงประเด็นจนโชคได้แต่หยักหน้ารับ แก้วถอนหายใจ “เด็กน้อย ...แค่เพราะฉันเคยนอนกับใครไม่ได้หมายความว่าฉันจะกลายเป็นของคนนั้น ฉันไม่เคยเป็นของธีร์ และจะไม่มีวันเป็นของเธอ ฉันเป็นของตัวฉันเอง”

 

          “...ครับ” โชคเข้าใจในสิ่งที่แก้วบอก แม้จะรู้สึกวูบโหวงในใจกับคำว่าจะไม่มีวันเป็นของเขาก็ตาม แต่เพราะน้าแก้วเป็นน้าแก้ว เป็นคนคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของตัวเองเหมือนกับทุกๆ คน ไม่ใช่สิ่งของที่ต้องมีเจ้าของครอบครอง นั่นคือความเคารพตัวเองที่แก้วมี และการทำความเข้าใจยอมรับมันก็คือการเคารพผู้อื่นที่โชคควรกระทำ... แม้จะทำใจยากลำบากก็จำเป็นต้องทำ

 

          มือเรียวยื่นมาแตะสัมผัสแผ่วเบาที่ข้างแก้ม เชื้อเชิญให้มองสบตากันอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่มีแววยั่วยวนเร่าร้อนสะท้อนอยู่ มีเพียงความจริงใจแสนอ่อนโยน

 

          “คนที่ฉันอยู่ด้วยตอนนี้คือเธอนะ” ประโยคเรียบง่ายที่มีความหมายตรงตัว สำหรับโชคแล้วมันกลับให้ความรู้สึกลึกซึ้งราวคำบอกรัก

 

          “ครับ” รับคำเสียงอ่อน ก่อนจะคว้าตัวคนตรงหน้าเข้าไปกอดแน่น ร่างกายยังคงร้อนผ่าวด้วยอารมณ์ความต้องการ แต่หัวใจกลับสงบเพียงได้มีอีกคนอยู่ในอ้อมแขน

 

          เวลาเดินผ่านไปอย่างอ้อยอิ่ง แก้วทิ้งหัวซบไว้บนอกอุ่นเปลือยเปล่า ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอชวนกล่อมให้จมสู่นิทรา ทว่าส่วนกลางตัวที่แข็งขึงบดเบียดกับหน้าท้องเขากลับกำลังอ้อนวอนว่าอย่าเพิ่งนอนในตอนนี้

 

          “ทำต่อไหม” แก้วว่า และเมื่อโชคพยักหน้า เขาก็ขยับเปลี่ยนท่าให้พร้อมสำหรับการร่วมรัก

 

          ชายวัยกลางคนนั่งคร่อมตักชายหนุ่ม บีบเจลหล่อลื่นชโลมส่วนกลางกายที่อ่อนลงเล็กน้อย แล้วสัมผัสกระตุ้นให้ตื่นตัวเต็มที่อีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนสวมถุงยางอันใหม่ให้พร้อมกับใส่ให้ตัวเอง เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพก็ทำการสอดใส่อย่างใจเย็น

 

          แก้วค่อยๆ ทิ้งสะโพกลงรับเอาโชคเข้ามาจนเต็มแน่น แม้จะตระเตรียมช่องทางมาแล้วแต่ก็ยังคงคับแคบเกินไปสำหรับของจริง ฝ่ายที่ต้องทนรับความเจ็บปวดนิ่วหน้า เอนหน้าผากอิงซบกับไหล่กว้างอย่างต้องการที่พักพิง ขยับเนิบนาบจนในที่สุดก็รับเข้ามาได้สุดความยาว โชคกัดฟันพยายามอดทนกับความรุ่มร้อนและอ่อนนุ่มที่ตอดรัด แต่เขายังเป็นแค่ลูกเจี๊ยบอ่อนหัดในกิจกรรมบนเตียง สุดท้ายก็ทำได้แค่คว้ากอดแก้วแน่น หัวใจเต้นระรัว ลมหายใจหอบขาดห้วง แล้วหลั่งหยาดอารมณ์ออกมาเต็มถุงยาง

 

          ฝ่ายคนเจนสนามรับรู้ได้ถึงส่วนสำคัญที่กระตุกเกร็งในร่างกาย โชคเสร็จเพียงแค่เพราะการขยับเคลื่อนไหวเชื่องช้า เด็กน้อยของเขาก้มหน้างุดอย่างอับอาย แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกอายเสียหน่อย ภาพจำจากหนังโป๊ที่สร้างความคิดที่ว่าการเสร็จเร็วเป็นเรื่องน่าหัวเราะนั้นไร้สาระสิ้นดี ร่างกายคนตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบ คนเรามีเซ็กส์ก็เพื่อให้เสร็จสม แล้วทำไมการที่ร่างกายตอบสนองตามธรรมชาติถึงกลายเป็นเรื่องน่าขายหน้าไปได้ แม้ว่ามันจะจริงที่หากเสร็จเร็วเกินไป ก็อาจจะทำให้คู่นอนพอใจไปด้วยไม่ได้

 

          แต่กับโชคที่นี่เพิ่งเป็นครั้งแรก ความตื่นเต้นและประหม่ายังมีอยู่มาก ในครั้งต่อๆ ไปที่ร่างกายเริ่มคุ้นชินแล้วก็คงทำได้นานขึ้นกว่าเดิมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

 

          “โชค ไม่เป็นไรหรอกนะ” แก้วกระซิบเรียกเสียงหวานอย่างปลอบโยน ยกสะโพกให้หลุดจากการเชื่อมต่อของสองกาย รูดรั้งถุงยางที่เต็มไปด้วยสารคัดหลั่งมามัดปากแล้วทิ้งลงถังขยะข้างเตียง ก่อนจะหยิบอันใหม่มาพร้อมกับใบหน้าที่เคลื่อนลงต่ำลงไปตรงหว่างขาที่ส่วนชูชันยังคงแข็งตัวอยู่ครึ่งๆ กลางๆ

 

          “น้าแก้ว!” โชคร้องเรียก รีบใช้สองมือจับตรึงใบหน้าคนโตกว่าไว้เพื่อให้หยุดการกระทำ ถึงแม้จะอ่อนประสบการณ์ แต่เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร และเพราะกระดากเขินเกินกว่าจะรับไหว พวงแก้มแดงซ่านลามถึงหูจนเห่อร้อนไปหมด

 

          “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร” เพราะศีรษะถูกจับตรึงไว้ แก้วจึงใช้มือแทน และก่อนที่โชคจะทันได้ปริปากว่าอะไรอีก เรียวลิ้นฉ่ำชื้นก็แตะลงบนส่วนปลาย ความรู้สึกสะท้านวาบวิ่งปั่นป่วนไปทั่วช่องท้อง เรี่ยวแรงในมือที่ค้ำดันใบหน้าแก้วไว้หดหาย สุดท้ายก็เหลือเพียงความเสียวซ่านจากโพรงปากร้อนชุ่มที่ปรนเปรอให้ล่องลอย

 

          โชคครางแผ่วเมื่อความต้องการทะยานสูง แก้วถอนปากออกแล้วสวมถุงยางให้อีกครั้ง ก่อนจะคว้าหมอนมารองบั้นเอวแล้วดึงให้ชายหนุ่มขึ้นมาคร่อมอยู่ด้านบนแทน เรียวขาแยกออกกว้างพอให้อีกฝ่ายแทรกกายอยู่ตรงกลาง เกี่ยวกระหวัดรั้งสะโพกให้แนบชิดบดเบียดตรงจุดที่จะใช้เชื่อมต่อ คนหนุ่มรู้งานโดยไม่ต้องให้บอกเป็นคำพูด หยิบเจลหล่อลื่นมาใช้อีกครั้ง ก่อนค่อยๆ แทรกกายเข้าไปเนิบช้าเพราะกลัวจะทำอีกฝ่ายเจ็บ

 

          ฝ่ายคนโดนสอดใส่เชิดหน้าขึ้นหลับตาเมื่อร่างกายที่คุ้นชินกับสิ่งแปลกปลอมแล้วเริ่มส่งความรู้สึกวาบหวามไปตามเส้นประสาท ยิ่งเมื่อตรงนั้นของโชคเคลื่อนผ่านจุดกกระสันในตัวก็ยิ่งหอบครางอย่างรัญจวน กระทั่งอีกฝ่ายเข้ามาจนสุดความยาวแล้วแช่ค้างไว้อย่างไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ ดวงตาสีเข้มจึงค่อยปรือเปิดแล้วเบนกลับขึ้นมองคนบนตัว

 

          ...เด็กน้อยของเขากำลังร้องไห้

 

          “ร้องไห้ทำไม” แก้วถาม ยกมือขึ้นลูบปาดหยดน้ำตาที่ไหลริน

 

          “ผมไม่รู้...” โชคตอบเสียงสั่น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร้องไห้ทำไม เพียงแต่ในตอนที่เขาอยู่ข้างในตัวแก้ว เมื่อได้มองคนใต้ร่างอย่างเต็มตา เรือนผมยาวเคลียบ่าสยายอยู่บนผ้าปู มีบางปอยที่เปียกชุ่มเหงื่อแนบลู่ไปกับลำคอ ขี้แมลงวันบนอกราบกับอีกแต้มจุดข้างสะดือเด่นชัดเมื่อร่างกายเปล่าเปลือย ใบหน้าที่ปกติจะนิ่งเฉยแสดงอารมณ์ความต้องการออกมา เสียงหอบครางเครืออย่างพึงพอใจก็ด้วย ...ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะเขา

 

          เพียงแค่คิดว่าในที่สุดก็ได้โอบกอดแก้วจนลึกสุดใจขนาดนี้ ความร้อนทั้งหมดในร่างกายก็กลั่นตัวไหลออกมาจากกระบอกตา แล้วก็ยิ่งร้องไห้หนักเมื่อคนตรงหน้าคลี่ยิ้มเช่นเดียวกับแววตา... อบอุ่นแสนอ่อนโยน

 

          เด็กขี้แยถูกรั้งหลังคอให้โน้มลงไปรับจูบ นุ่มนวล แนบแน่น แสนเนิ่นนาน

 

          หวานหยดทั้งที่หยาดน้ำตาเค็มปร่า

 

          “ขยับสิ” มือเรียวประคองกรอบหน้าคนเด็กกว่าไว้ เอ่ยบอกเสียงอ่อนก่อนร่างกายจะขยับเป็นจังหวะสอดรับประสานกันจนความสุขสมล้นทะลัก

 

          ในความเร่าร้อนของจังหวะเนิบช้า แก้วคอยช่วยปาดน้ำตาให้เด็กน้อยตัวโตของเขา

 

 

 

          ท่ามกลางความมืดที่เหลือเพียงแสงเรื่อรางจากเครื่องปรับอากาศ แก้วมองคนในอ้อมแขนที่ยังคงมีหยดน้ำเกาะตามแพขนตา ทั้งที่เสร็จกิจกันไปแล้วก็ยังคงร้องไห้ จนลุกไปทำความสะอาดร่างกายกันแล้วก็ยังคงมีน้ำตาคลอ โชคร้องไห้เพียงแค่เพราะได้กอดเขา ร่างกายของชายวัยกลางคนทำให้รู้สึกดีได้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ หรือเป็นเพราะเขาคือคนที่โชครัก

 

          ถ้าเป็นเช่นนั้น...

 

          เขาก็คงถูกรักมากมายเหลือเกิน

 

          แก้วซุกจมูกลงตรงไรผมสั้น แนบริมฝีปากทิ้งไว้บนหน้าผากของชายหนุ่ม กระชับแขนกอดให้ได้มุมพอดีอีกครั้งแล้วหลับตาลง เขาถูกรักมากมายขนาดที่ไม่รู้เลยว่าจะให้คืนกลับไปได้อย่างเท่าเทียมเมื่อไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นในตอนนี้ เขาก็ให้ชื่อกับความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายว่ารักได้แล้ว

 

          ...ฉันก็รักเธอ โชค

 

 

 

TBC...

           :-[ ไม่ไหวแล้วค่ะทุกคน เขินมากเลย พอเอามาลงจริงก็เขินสุดๆ แต่ก็หวังว่ามันจะเป็นฉากร่วมรักที่แสนอ่อนโยน ละมุนละไม และเต็มไปด้วยความเข้าใจชวนให้หัวใจอุ่นฟูนะคะ เพราะรีนตั้งใจไว้ว่าอยากเล่าเรื่องราวความรักที่ยาวนานโดยถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกมากกว่าความเร่าร้อนของตัวเอก อยากจะให้ค่อยๆ ซึบซับความรักของพวกเขาแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าตลอดกาลจะสิ้นสูญ

 

          ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกคอมเมนต์ และทุกการอ่านนะคะ

          ขอบคุณเสมอ พวกคุณคือกำลังใจของรีน

 

          See U on Thursday!


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด