พิมพ์หน้านี้ - [นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 51 [31.12.20] -END-

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Boy's love => Boy's love story => นิยายที่โพสจนจบแล้ว => ข้อความที่เริ่มโดย: FebruarySea ที่ 12-03-2020 00:31:46

หัวข้อ: [นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 51 [31.12.20] -END-
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 12-03-2020 00:31:46
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

____________________________________________________________________________




ASHTRAY
ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้
_____________________________



"ผมไม่อยากเรียกคุณว่าน้าแก้วอีกแล้ว ผมไม่อยากให้คุณมองผมเป็นแค่เด็กที่คุณเลี้ยงมา"
"แก้ว.. ผมโตพอจะกอดคุณได้แล้วนะ"







Warning !!

Eternity doesn't last FOREVER


ความสัมพันธ์ของตัวละครหลักในนิยายเรื่องนี้อาจมีความสุ่มเสี่ยงและก้ำกึ่งทางด้านศีลธรรม

อีกทั้งมีการกล่าวถึงการใช้สารเสพติดอย่างการสูบบุหรี่อย่างโจ่งแจ้ง

ขอให้นักอ่านทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน



เรื่องนี้เป็นนิยาย Slow burn อบอุ่นหัวใจ ซึ่งตัวละครหลักมีช่องว่างระหว่างวัยสูงมาก

[แต่ย้ำว่าไม่ใช่เปโดและไม่กรูมมิ่ง]

บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่วันแรกเจอ จวบจนวันสุดท้ายที่ต้องจากลา

เป็นดราม่าที่อบอุ่น เป็นความเศร้าที่ไม่ได้ขมแต่ก็เรียกน้ำตา

แผดเผาความรักให้ซึมลึกเข้าไป จนแม้สุดท้ายจะมอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่าน

ความรักนั้นก็จะยังลุกโชนตลอดไปในความทรงจำ



สามารถพูดคุยกันได้ที่ #น้าแก้วของโชค




บทนำ (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4028327#msg4028327)
ตอนที่ 1 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4029054#msg4029054)
ตอนที่ 2 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4030002#msg4030002)
ตอนที่ 3 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4030845#msg4030845)
ตอนที่ 4 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4031760#msg4031760)
ตอนที่ 5 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4033243#msg4033243)
ตอนที่ 6 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4034518#msg4034518)
ตอนที่ 7 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4035498#msg4035498)
ตอนที่ 8 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4036744#msg4036744)
ตอนที่ 9 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4037824#msg4037824)
ตอนที่ 10 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4039012#msg4039012)
ตอนที่ 11 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4039995#msg4039995)
ตอนที่ 12 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4040877#msg4040877)
ตอนที่ 13 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4041649#msg4041649)
ตอนที่ 14 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4042453#msg4042453)
ตอนที่ 15 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4043344#msg4043344)
ตอนที่ 16 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4044026#msg4044026)
ตอนที่ 17 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4044587#msg4044587)
ตอนที่ 18 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4045071#msg4045071)
ตอนที่ 19 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4045541#msg4045541)
ตอนที่ 20 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4046011#msg4046011)
ตอนที่ 21 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4046426#msg4046426)
ตอนที่ 22 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4046891#msg4046891)
ตอนที่ 23 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4047334#msg4047334)
ตอนที่ 24 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4047744#msg4047744)
ตอนที่ 25 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4048104#msg4048104)
ตอนที่ 26 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4048456#msg4048456)
ตอนที่ 27 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4048802#msg4048802)
ตอนที่ 28 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4049072#msg4049072)
ตอนที่ 29 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4049406#msg4049406)
ตอนที่ 30 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4049704#msg4049704)
ตอนที่ 31 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4049974#msg4049974)
ตอนที่ 32 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4050135#msg4050135)
ตอนที่ 33 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4050250#msg4050250)
ตอนที่ 34 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4050471#msg4050471)
ตอนที่ 35 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4050647#msg4050647)
ตอนที่ 36 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4050817#msg4050817)
ตอนที่ 37 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4050966#msg4050966)
ตอนที่ 38 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4051247#msg4051247)
ตอนที่ 39 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4051379#msg4051379)
ตอนที่ 40 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4051509#msg4051509)
ตอนที่ 41 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4051680#msg4051680)
ตอนที่ 42 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4051857#msg4051857)
ตอนที่ 43 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4052034#msg4052034)
ตอนที่ 44 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4052255#msg4052255)
ตอนที่ 45 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4052355#msg4052355)
ตอนที่ 46 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4052494#msg4052494)
ตอนที่ 47 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4052589#msg4052589)
ตอนที่ 48 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4052704#msg4052704)
ตอนที่ 49 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4052812#msg4052812)
ตอนที่ 50 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4052958#msg4052958)
ตอนที่ 51 (https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=71663.msg4053060#msg4053060)

______________
หัวข้อ: Re: Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : บทนำ [12.03.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 12-03-2020 00:36:39

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

บทนำ

               Warning: Domestic Violence มีฉากความรุนแรงในครอบครัว


 

               “ไอ้เด็กเวร มึงไม่น่าเกิดมาเลย” ถ้อยคำด่าทอพ่นผ่านปากของบิดา เด็กชายได้แต่หมอบต่ำยกแขนขึ้นกันหัวเมื่อพ่อผู้บังเกิดเกล้าลงมือทุบตี ทั้งที่หายหน้าหายตาไปตั้งนาน พอกลับมาทีก็เมาหัวราน้ำ เห็นหน้าใครก็ด่ากราด โชคร้ายสุดก็คือผู้เป็นลูก ที่ต้องมาเป็นที่รองมือรองเท้าให้อีกฝ่ายระบายความเกรี้ยวกราดใส่ทั้งที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร

 

 

               "ไหน แม่มึงไปไหนแล้ว อีกะหรี่ดีแต่ร่านไปวันๆ มันไปอยู่ไหน" เมื่อเห็นว่าเด็กมันไร้หนทางสู้ คนที่เป็นผู้ใหญ่แต่ตัวก็ยิ่งได้ใจ สาดถ้อยคำร้ายกาจกรีดแทงหัวใจดวงน้อย “มันไม่ได้รักมึงเลยไอ้โชค มันรักแต่ไอ้ชิดลูกกับชู้มันนู่น แหกตาดูซะบ้าง หอบข้าวหอบของหนีไปแต่ทิ้งมึงเอาไว้ให้เป็นภาระกู อย่างมึงน่ะกูเอาขี้เถ้ายัดปากให้ตายไปตั้งแต่คลอดซะก็ดี"

 

 

               เด็กน้อยคู้กายปกป้องตัวเองด้วยแผ่นหลังสั่นเทา แต่กลับไม่มีเสียงร้องสักแอะ เพราะถ้าร้องก็จะยิ่งโดนตี ไม่มีน้ำตา เพราะถ้ามันไหลออกมาก็จะยิ่งโดนทุบ ไม่มีคำอ้อนวอนขอให้หยุด เพราะถ้าเปิดปากไปสักครึ่งคำก็จะโดนฟาด ที่ทำได้มีเพียงแค่อดทนแล้วกอดตัวเองไว้ให้แน่น หากอีกฝ่ายเห็นเขาแน่นิ่งไม่โต้แย้งเดี๋ยวก็เบื่อแล้วจากไปเอง

 

 

               “หึ นิ่งเหรอมึง กูพูดกับมึงอยู่น่ะไอ้เด็กเปรต!” ในที่สุดการทารุณก็เดินทางมาถึงจุดจบ แต่ก่อนที่พ่อขี้เมาไร้หัวใจจะจากไป ยังไม่วายหันมาเตะร่างน้อยๆ จนปลิวไปชนเก้าอี้พลาสติกล้มตึง

 

 

               “เหี้ยเอ๊ย เหล้าหมดแล้ว” นั่นเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะถีบประตูไม้ผุพังจนมันแทบหักกลางแล้วหายตัวไปอีกครั้ง

 

 

               ไอ้โชค เด็กเหลือขอที่เกิดจากนังช้อย กะหรี่ท้ายซอยกับไอ้ขามคนขับรถรับจ้าง เด็กน้อยเกิดมาจากกลิ่นคาวราคี ไม่มีความรักความเอ็นดู แค่ผลผลิตที่ผิดพลาด เติบโตขึ้นมากับความรุนแรง พ่อก็ทุบตีด่าทอ แม่ก็ปล่อยปละไม่เหลียวแล พอเด็กมันอายุได้สี่ปี คนแม่ก็หนีไปมีชู้กับลูกคนใหม่ ทิ้งลูกคนนี้ให้อยู่กับพ่อใจทรามที่เอาแต่กินเหล้าเมายา

 

 

               “โชคเอ๊ย เจ็บมากไหม” อย่างน้อยโชคก็ยังพอมีโชคอย่างชื่ออยู่บ้าง ที่มียายหอม หญิงชราข้างบ้านที่สมเพชชะตาชีวิตของเด็กน้อยช่วยให้ข้าวให้น้ำ แต่เพราะแก่มากแล้ว เรี่ยวแรงก็ไม่มี ลูกหลานก็หนีไปหมด ยายแก่ตัวคนเดียวจึงไม่สามารถช่วยเด็กน้อยจากการทารุณของพ่อมันได้ อย่างดีก็ได้แค่ช่วยทำแผลให้เด็กมันไปตามมีตามเกิด

 

 

               โชคนั่งอยู่ในบ้านของยายหอม ที่แขนเล็กผอมบางนั้นมีแผลถูกพลาสติกบาดเป็นทางยาวจนเลือดซิบ แต่ดีที่แผลไม่ลึก ยายหอมใส่ยาให้แล้วก็เอาข้าวเย็นที่แกทำไว้ออกมากินกับเด็กชายเงียบๆ ในยามที่ท้องฟ้าข้างนอกเปลี่ยนเป็นสีม่วงพอดี

 

 

               “ทำไมแม่ไม่เอาโชคไปด้วยล่ะยาย” เด็กน้อยถามขึ้นขณะที่หญิงแก่เก็บถ้วยจานไปล้างที่ริมคลองหลังบ้าน เขาออกมานั่งที่ธรณีประตู เหม่อมองผิวน้ำสีดำสนิทสะท้อนแสงไฟสว่างจากถนนฝั่งตรงข้าม ถึงแม้จะจำหน้าแม่ได้เลือนราง แต่ความรู้สึกที่เคยมีแม่ก็ยังฝังอยู่ในจิตใจ

 

 
               
               คนถูกถามไม่ได้ตอบอะไร เพราะตัวแกเองก็ไม่รู้เหมือนกัน จำได้แค่ว่าวันนั้นพายุเข้า ฝนตกหนักจนหลังคาสังกะสีลั่นเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะปลิดปลิวไปตามลม พอเช้ามาลมฝนสงบรับดวงตะวันสดใส เด็กชายก็ถูกทิ้งเอาไว้ในห้องโกโรโกโสเพียงลำพัง

 

 

               ยายหอมล้างแล้วคว่ำจานไว้ในกะละมังสีดำใบใหญ่ มือเหี่ยวย่นยื่นไปลูบหัวทุยที่ผมเริ่มยาวชี้กระเซิงไม่เป็นทรงเพราะคนตัดไร้ฝีมือ ที่ยายแก่ทำได้ก็เพียงใช้กรรไกรเล็มส่วนที่ยาวออกเท่านั้น ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่เคยสนใจ หรืออาจจะไม่รู้ว่าต้องสนใจอะไร เพราะไม่เคยมีใครสอนเด็กชายว่าควรทำอะไร ควรใช้ชีวิตแบบไหน ที่เด็กน้อยรู้ก็มีแค่เมื่อหิวก็ต้องหาของกิน เมื่อโดยตีก็ต้องขดตัวเอาหลังรับแทนหน้า และเมื่อง่วงก็ต้องนอน

 

               ตัวยายหอมเองเพราะเป็นเพียงหญิงชราที่ถูกทิ้งไว้ลำพังกับโรคที่มาพร้อมอายุ ตอนเป็นเด็กก็ถูกเลี้ยงมาในต่างจังหวัด แต่สภาพแวดล้อมเองก็ไม่ต่างกับที่นี่นัก พอเป็นสาวก็ได้ผู้ชายไม่ได้ความพามาอยู่กรุงเทพ มีลูกสาวสองคน คนแรกพอเริ่มแตกเนื้อสาวก็เกเรมัวเมาไปกับผู้ชายและยาเสพติด รู้ข่าวอีกทีก็ตายแล้ว ลูกอีกคนที่ได้ยายเอาไปเลี้ยงที่ต่างจังหวัดตั้งแต่ยังเล็กก็ไม่คิดจะมาดูดำดูดีอะไร ส่วนสามีก็ไม่ต้องพูดถึง หายหน้าไปตั้งแต่ลูกคนเล็กยังไม่ทันคลอด

 

 

               ยายหอมจึงไม่รู้ว่าเธอจะสั่งสอนอะไรให้เด็กชายที่น่าเวทนาคนนี้เมื่อชีวิตของเธอก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ สิ่งที่พอจะพูดออกมาได้ก็มีเพียงแค่ “อดทนไว้นะโชค อดทนไว้แล้วมันจะผ่านไปเอง”

 

 

               เด็กชายหกขวบปีได้แต่พยักหน้า ทั้งที่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วคำนั้นมีความหมายว่าอย่างไร เขาก็เพียงแค่ต้องทำอย่างที่เคยทำมาตลอด ไม่ร้องไห้ ไม่เปิดปากพูดอะไร แค่กอดตัวเองอยู่ในมุมห้องก็พอ

 

 

               ตกดึกคืนนั้นอยู่ๆ ฝนก็เทลงมาโดยไม่มีเค้าล่วงหน้า น้ำหยดลงมาทางรอยรั่วของหลังคาที่ไม่ได้แข็งแรงอะไร โชคลุกขึ้นมาหากระป๋องหาถังมารองน้ำไม่ให้เจิ่งนองพื้น แล้วในขณะที่กำลังจะกลับไปซุกตัวนอนบนผ้าที่ปูกับพื้นติดผนังด้านใน ประตูที่ปิดลงกลอนไว้ก็ถูกทุบอย่างแรง

 

 

               “เปิด! ไอ้ห่าโชค มึงจะล็อกทำKไร!” แม้เสียงตะคอกจะถูกกลบด้วยเสียงฝน แต่ความเกรี้ยวกราดที่สาดมาด้วยกันกลับชัดเจน ขามผู้เป็นพ่อเวียนกลับมาอย่างไม่คาดคิด ทั้งที่ปกติจะหายหน้าไปอีกหลายวันแท้ๆ โชคกำผ้าห่มผืนบางแน่น แต่ก็รู้ว่าถ้าหากไม่ยอมไปเปิดประตู พ่อก็คงพังเข้ามาแล้วเขาก็จะโดนหนักกว่าเดิมอยู่ดี

 

 

               “ไอ้เวรนี่!” ทันทีที่ผลักประตูเปิดออกได้ เท้าก็ยกขึ้นถีบลูกชายที่ไม่เห็นเป็นลูกด้วยซ้ำ เด็กน้อยเซถอยไปหลายก้าวก่อนล้มลงกุมท้องตรงที่โดนถีบ จุกจนแทบลุกไม่ไหว แต่ก็ยังกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้

 

 

               “มึงคิดจะล็อกกูไว้ข้างนอกใช่ไหม ไอ้เด็กเวร!” ว่าจบก็ทำท่าจะฟาดขวดเหล้าที่เหลือน้เมาก้นขวดในมือใส่ โชคหลับตาปี๋ยกมือขึ้นกัน ตรงที่ถูกขวดกระแทกจึงเป็นนิ้วมือน้อยๆ ความปวดร้าววิ่งพล่านขึ้นมาถึงสมองพร้อมกับสัญญาณอันตรายจากท่าทีคุกคามของอีกฝ่าย ร่างสูงใหญ่ยืนขึ้นเต็มความสูงแต่ก็ซวนเซเพราะฤทธิ์เหล้า ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาอย่างมุ่งร้าย ปากขยับพ่นคำด่าทอแข่งเสียงฟ้าคำราม และมือที่คว้าเอาราวผ้าเหล็กขึ้นสนิมจนหักกลางมาถือไว้มั่น

 

 

               โชคขดตัวเพื่อปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณทันที ท่อนเหล็กเบาถูกฟาดลงมาไม่ยั้ง เสียงเนื้อหนังถูกทุบดังตุบตับ ถึงแม้ว่าเด็กชายจะโตมากับมือเท้าของบิดา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายลงมือทารุณเขาด้วยสิ่งของ ท่อนอะลูมิเนียมไม่ได้มาตรฐานตีโปร่งข้างในกลวงจนเบาหวิว แต่ยามมันฟาดลงบนเนื้อ รอยแดงช้ำยังคงปรากฏชัดเจน แม้สำหรับโชคแล้วความเจ็บปวดที่ได้รับจะไม่ต่างจากที่แล้วมานัก แต่ความเย็นเยียบของผิวโลหะทำให้ทุกร่องรอยปวดหนึบต่างจากรอยมือที่ทิ้งสีเรื่อแต่ยังคงเหลืออุณหภูมิจากร่างกายมนุษย์นัก

 

 

               “นับวันมึงก็ยิ่งหน้าเหมือนอีนั่น เห็นแล้วขวางหูขวางตีน!” ศีรษะเล็กถูกกระชากจนลอยหวือ ดวงตาเมามายแดงก่ำจ้องมองมาอย่าอาฆาต ก่อนจะถูกเหวี่ยงไปด้านข้างจนตัวปลิว ผู้กระทำไม่แม้แต่จะปรายตามอง ราวกับสิ่งนั้นเป็นของแสลง ยิ่งเมื่อยกเหล้าที่เหลือน้อยนิดขึ้นดื่มทีเดียวหมดก็ยิ่งแสดงอารมณ์ร้ายกาจออกมาทางสีหน้า คำรามในคออย่างเดือดดาล ก่อนจะฟาดขวดแก้วใส่พื้นข้างเด็กชายจนมันแตกกระจาย โชคสะดุ้งเฮือก และยิ่งสั่นกลัวเพราะดวงตาดุร้ายหันมาจ้องเขม็ง ร่างเล็กรีบขดตัวรอรับแรงกระแทกอีกครั้ง แต่เนิ่นนานก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

 

               ทั้งที่ร่างกายไม่ถูกทำร้าย แต่หัวใจกลับหวาดกลัวยิ่งกว่า ความเงียบงันในคืนมืดมิดเช่นนี้ราวกับเคยเกิดขึ้นมาแล้วในความทรงจำ...เมื่อครั้งที่แม่ของเขายังอยู่ พ่อมักจะตบตีแม่ และแม่มันจะเกรี้ยวกราดตวาดกลับไป การทะเลาะเบาะแว้งจะลุกลามใหญ่โต แต่เมื่อใดก็ตามที่พ่อไม่ลงมือ ไม่ขึ้นเสียง ทำเพียงนิ่งเงียบและจ้องมองด้วยแววตาของสัตว์ เมื่อนั้นแม่ของเขาจะถูกกดร่างลงกับพื้น จากนั้นก็จะกรีดร้อง ร่ำไห้ อ้อนวอนขอให้หยุด จวบจนพ่อจากไปแล้ว แม่ก็จะยังคงกัดริมฝีปากจนห้อเลือดด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ตาบวมแดง เหม่อมองออกไปยังที่แสนไกลจนไม่อาจตามไปได้

 

 

               “มึงเหมือนแม่มึงมากจริงๆ” เสียงพึมพำเบาราวกับเสียงกระซิบ ผู้เป็นพ่อย่างสามขุมเขาหาพร้อมกับถอดเสื้อออก ภาพความทรงจำไม่ปะติดปะต่อเด่นชัดขึ้น ชายตรงหน้าทำอย่างเดียวกันนี้กับแม่ ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในหัวใจส่งให้ร่างกายสั่นเทิ้ม แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร แต่สองเท้าน้อยๆ ก็ออกวิ่ง ไม่สนเสียงตะโกนขู่ด่าทอ ไม่เกรงกลัวต้อฟ้าฝนที่โหมกระหน่ำ ไม่หยุดแม้เท้าเปลือยเปล่าจะเจ็บแปลบและชุ่มโชก

 

 

               เขาเพียงต้องวิ่ง ต้องหนีไปให้ไกลจากที่นี่...

 



 

 

               ฝนยังกระหน่ำทิ้งตัวลงมาไม่ขาดสาย ลมแรงพัดโหยหวนมาเป็นระยะ และฟ้าสีดำยังคงร้องคำรามลั่นหลังแสงสว่างวาบเหนือชั้นเมฆ เด็กชายตัวจ้อยนั่งกอดเข่าอยู่ใต้เสาไฟนีออน ข้างถังขยะสีเหลือง เปียกปอนไปทั้งตัวแต่กลับไร้หยดน้ำตา เขาสิ้นไร้หนทางไปต่อ เด็กน้อยที่ไม่เคยมีคนสอนให้เรียนรู้ชีวิต เขาไม่เคยไกลเกินกว่าหัวมุมสะพานอีกฝั่งที่เป็นคุ้มชุมชนแออัดไม่ต่างกับที่ตนอาศัยอยู่ ครั้งนี้เขาจึงเคว้งคว้าง อยู่ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงไฟถนนกับเสียงฝนซัดสาดเป็นเพื่อน

 

 

               กาลเวลาที่คล้ายชั่วนิรันดร์ในสายฝนพลันหยุดลงเมื่อมีเงาร่างหนึ่งหยุดยืนอยู่ไม่ไกลนัก

 

 

               “มานั่งทำอะไรตรงนี้” ชายร่างสูงโปร่งถือร่มสีดำสนิท ในมืออีกข้างคีบบุหรี่ไว้ เขาดูไม่น่าเข้าหาเท่าไหร่เพราะคิ้วที่ขมวดมุ่นกับดวงตาที่เรียบเฉยคล้ายไม่ไยดีต่อสิ่งใด เด็กชายเงยหน้าขึ้น ไม่ได้ตอบคำถาม รู้เพียงว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือนเพราะน้ำฝนที่ตกใส่ดวงตา

 

 

               “เข้าไปข้างในก่อนเถอะ อยู่อย่างนี้เดี๋ยวจะป่วยเอา” ความอบอุ่นจากมือที่ยื่นมาตรงหน้า แผ่ซ่านไปทั่วทั้งที่ยังไม่ทันได้สัมผัส แล้วภาพตรงหน้าก็ยิ่งพร่าเลือนยิ่งกว่าเก่าเพราะคราวนี้มีน้ำฝนที่ไหลออกจากตาผสมมาด้วย เด็กชายกลั้นเสียงสะอื้น หวังว่าสายฝนจะช่วยกลบรอยน้ำตาให้คนตรงหน้าจะไม่รู้ว่าเขาร้องไห้แล้วทุบตีอย่างที่เคยโดนมา และดูเหมือนว่ามันจะเป็นอย่างที่เขาหวัง

 

 

               ส่วนคนแปลกหน้าที่ผ่านมาในละอองฝน แม้รับรู้ว่าร่างเล็กในอ้อมแขนที่เขาโอบอุ้มไว้จนตัวเองต้องเปียกปอนสั่นไหวด้วยแรงสะอื้นที่ไร้เสียง เขาก็ไม่พูดอะไรออกมา

 

 


 

...TBC.

 


หัวข้อ: Re: Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 1 [19.03.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 19-03-2020 19:02:47

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 1


 

               แก้ว ชายหนุ่มอายุยี่สิบแปดปีเต็ม เป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวสองชั้นที่ตั้งอยู่ในเขตรั้วถัดจากเสาไฟที่ทั้งคู่พบกัน เขาพาเด็กน้อยที่บังเอิญเจอขณะเดินกลับบ้านหลังจากที่ไปดื่มกับเพื่อนที่ทำงานมาตรงไปยังห้องน้ำ จัดแจงปรับอุณหภูมิน้ำให้อุ่นขึ้นแล้วเปิดใส่ถังใส่น้ำใบใหญ่พอที่จะให้เด็กหกขวบที่ผอมกว่าเกณฑ์ลงไปแช่ได้ทั้งตัว ขณะรอน้ำก็ถอดเสื้อผ้าเปียกชื้นของเจ้าหมาจรที่เก็บมาตัวนี้ออกจนหมด ตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นรอยช้ำตามตัว รวมถึงรอยแผลที่แขนบอบบางข้างนั้นด้วย แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา พอน้ำได้ระดับก็ยกเด็กลงไปแช่ในถังอย่างระมัดระวัง

 

 

               “อยู่ในนั้นไปก่อนนะ” ชายหนุ่มหันมาบอกเจ้าหมาน้อยที่มองตามเขาด้วยดวงตาแดงก่ำแต่ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ก่อนจะหายขึ้นไปบนบ้านชั้นสองแล้วกลับลงมาพร้อมผ้าเช็ดตัวสองผืน ผืนหนึ่งพาดบนบ่าของตัวเอง อีกผืนพาดไว้บนราว ก่อนจะนั่งยองลงมาเปิดน้ำจากฝักบัวใส่หัวที่เริ่มเย็นชื้นให้อุ่นขึ้น เทแชมพูใส่แล้วช่วยสระผมไม่ได้ทรงนั้นอย่างเก้ๆ กังๆ เขาไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน ทั้งยังไม่ใช่คนพูดเก่งหรือใจดี แต่ก็ไม่ได้ใจดำถึงขนาดจะปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ นั่งตากฝนอยู่ข้างถังขยะจนถึงเช้า

 

 

               ไม่มีบทสนทนา เด็กชายนั่งสูดขี้มูกอยู่บนโซฟาหน้าทีวีในห้องนั่งเล่น พร้อมกับการ์ตูนที่ถูกเปิดทิ้งไว้ให้ดูในขณะที่เจ้าของบ้านเข้าไปอาบน้ำ ไม่นานแก้วก็เดินกลับออกมาในชุดที่แห้งสนิท มีเพียงเส้นผมที่ยังเปียกชื้น

 

 

               “ยื่นแขนมาสิ” เจ้าของบ้านสั่ง เด็กน้อยก็ทำตามอย่างว่าง่าย แผลที่ถูกพลาสติกบาดเมื่อเย็นนั้นโดนน้ำจนหนังรอบๆ ดูบางใสจนเกือบเปื่อยยุ่ย ทั้งยังแผลใต้ฝ่าเท้าน้อยที่ถูกเศษแก้วบาดอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าแผลที่แขนเสียอีก ถ้าปล่อยไว้อีกไม่นานคงเป็นหนองเพราะติดเชื้อ ถึงแผลจะไม่ใหญ่และไม่ลึก แต่ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นอยู่ดี ชายหนุ่มเทน้ำเกลือใส่สำลีแท่งเพื่อจะล้างแผลให้ แตะเบาๆ ลงไปที่ปากแผลแล้วลงมือทำความสะอาดอย่างเบามือทั้งสองจุด พอทำแผลเสร็จขณะที่มองดูเผื่อว่ามีแผลตรงไหนอีกจะได้ทำแผลให้ทีเดียว ตาก็เหลือบไปเห็นข้อนิ้วที่เริ่มขึ้นสีม่วงช้ำ

 

 

               มือใหญ่เลื่อนไปจับมือเล็กเพื่อตรวจดูอาการ แต่เด็กชายกลับสะดุ้งเกร็งตัวแข็งทื่อ ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปที่มือที่ถูกจับ แต่ปากกลับเม้มแน่น เขาเคยเห็นเด็กแบบนี้แถวๆ คุ้มชุมชนริมคลองมาบ้าง เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยความหวาดกลัวจนไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวจะโดนตี แต่เด็กคนนี้แย่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา แค่จะร้องเพราะเจ็บยังไม่กล้าเลย

 

 

               “เจ็บเหรอ” คนโตกว่าเอ่ยเสียงเบา เช่นเดียวมืออุ่นที่กอบกุมมือเล็กเอาไว้หลวมๆ “ถ้ามันเจ็บจะร้องไห้ก็ได้นะ”

 

 

               เด็กชายเงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ ตลอดทั้งชีวิตหกปี คำที่เขารู้จักก็มีแต่คำว่าอดทนไว้นะ ไม่เคยมีใครบอกเขาว่าจะร้องไห้ก็ได้เลยสักคน แต่ผู้ชายคนนี้กลับพูดออกมาอย่างง่ายดายราวกับมันเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อกี้ตอนที่เขาร้องไห้ในห้องน้ำก็ไม่ตีเขา ไม่ด่าทอเขา มีเพียงฝ่ามืออุ่นที่สระผมให้เขาเงียบๆ

 

 

               หยดน้ำตาพรั่งพรูออกมาก่อนที่จะได้ยินเสียงสะอื้นไห้ เด็กชายหน้าบิดเบี้ยวปล่อยเสียงร้องไห้ออกมาราวกับจะแข่งขันกับท้องฟ้าทมิฬด้านนอก ว่าค่ำคืนใครจะร่ำไห้จนเปียกปอนได้มากกว่ากัน เขากำมือเรียวข้างนั้นเอาไว้แน่น แม้นิ้วจะเจ็บแต่หัวใจกลับอบอุ่น และเพราะเป็นความอบอุ่นที่ไม่เคยได้สัมผัส เด็กชายถึงคว้ากำไว้แนบอก หวงแหนหวาดกลัวว่าหากปล่อยมันไปแล้วเขาจะไม่มีวันรับรู้ถึงมันได้อีก

 

 

               หลังจากที่แม่จากไป เด็กชายไม่ได้ร้องไห้บ่อยนัก หรือจะเรียกว่าหลังจากช่วงนั้นที่เขาร้องไห้แล้วถูกพ่อปลอบประโลมด้วยการทุบตี เขาก็ไม่เคยได้ร้องไห้ออกมาอีกเลย และเพราะอย่างนั้นการร้องไห้ครั้งนี้จึงทำให้เด็กชายเหนื่อยล้า เปลือกตาหนักอึ้งแม้จะยังคงมีหยาดน้ำรินไหล ฝ่ายที่ถูกมือเล็กเกาะไว้สังเกตเห็นเลยใช้มืออีกข้างเอื้อมไปโน้มหัวทุยให้ซบลงมาบนตัก ลูบผมที่อ่อนนุ่มสะอาดสะอ้านขับกล่อมให้เข้าสู่ห้วงนิทรา

 

 

               โชคไม่เข้าใจเลย ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่โมโหแม้น้ำมูกน้ำตาเขาจะเปรอะเปื้อนกางเกงขายาวที่อีกฝ่ายสวมใส่ ไม่รำคาญแม้ว่าเขาจะยึดกอดมือไว้แน่น ไม่บอกให้เขาหยุดร้องหรือขอให้เข้มแข็ง และทั้งที่เขาไม่ได้เรียกร้อง มือข้างนั้นก็ยังยื่นมาให้คว้าจับ เด็กชายอายุหกขวบไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร แต่เขาก็ยินดีที่ค่ำคืนนี้มีความอบอุ่นโอบกอดเขายามหลับใหล

 

 

               แก้วลูบสางผมชี้ชี้โด่เด่ไร้ทรงเล่นจนเจ้าของศีรษะเล็กนั้นผล็อยหลับไป ลมหายใจสม่ำเสมอ ดวงตาชุ่มชื้นปิดไม่สนิทนัก และอุณหภูมิบนหน้าผากก็สูงกว่าที่ควรจะเป็น ชายหนุ่มไม่มีความรู้เรื่องการดูแลคนป่วยสักนิด โดยเฉพาะกับเด็กเล็กอย่างนี้ ตัวเขาหากป่วยก็แค่กินยา ดื่มน้ำอุ่น แล้วก็นอนพักสักงีบ เพราะงั้นเขาเลยไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าอุ้มเด็กชายขึ้นซบบ่า จัดแจงปิดโทรทัศน์และไฟชั้นล่างจนหมด แล้วพาย้ายขึ้นไปยังห้องนอนบนชั้นบน

 

 

               ชั้นสองของบ้านหลังนี้มีห้องอยู่สามห้อง เป็นห้องนอนใหญ่หนึ่ง ห้องนอนเล็กหนึ่ง และห้องเก็บของ แต่เพราะห้องนอนเล็กไม่ได้ถูกใช้มานานจึงกลายเป็นที่รวมฝุ่นจนไม่สามารถยัดเหยียดให้คนป่วยเข้าไปนอนได้ แก้วพาเด็กชายแปลกหน้าเข้าไปในห้องนอนตน จัดแจงที่นอนฝั่งหนึ่งให้ร่างเล็ก ห่มผ้าผืนหนาให้แล้วตัวเองไปรื้อเอาผ้าห่มจากตู้มาปีนขึ้นเตียงนอนฝั่งที่เหลือ
 

 


               รุ่งสางแก้วตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน หันมองเห็นร่างไม่คุ้นเคยที่ซุกตัวเข้ามาเบียดแขนตนราวกับหาไออุ่น เขาวางมือลงบนหน้าผากเล็ก วัดดูอุณหภูมิแล้วพบว่ามันลดลงจากเดิมเล็กน้อย ช่างประหลาดที่เด็กคนนี้ตัวเล็กบอบบางแต่กลับแข็งแรงกว่าที่คิด เขาพลิกตัวตะแคงมองผู้อาศัยไร้ชื่อโดยที่สมองว่างเปล่า เด็กน้อยไม่ได้มีหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก แต่ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียด ทั้งยังมีเครื่องหน้าค่อนข้างชัด หากโตไปก็คงพอดูได้ แต่แก้วไม่ได้คิดจะเลี้ยงเด็กคนนี้หรือคนไหน เขาไม่ได้สนใจว่าเด็กคนนี้จะเติบโตไปอย่างไร หรือร่องรอยบนตัวนั่นได้มาจากไหน เขาเพียงแค่ปล่อยเด็กคนหนึ่งเอาไว้ข้างถนนในคืนพายุเข้าไม่ได้ก็เท่านั้น ความรู้สึกก็คงคล้ายกับหมาจรที่พอเห็นก็อยากแบ่งลูกชิ้นในมือให้

 

 

               แก้วรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสาย เหลือบมองนาฬิกาบอกเวลาใกล้เที่ยง เด็กชายที่นอนหลับเพราะพิษไข้ยังคงหลับใหลในความฝัน เสียงท้องครางประท้วงให้รับรู้ว่าน้ำย่อยต้องการทำหน้าที่ของมัน ชายหนุ่มลุกขึ้นบิดตัว เดินเอื่อยลงไปชั้นล่าง จัดการล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เข้าครัวไปทำอาหารง่ายๆ โดยที่เลือกเอาเมนูรสอ่อนเพื่อให้คนป่วยกินด้วยได้

 

 

               ข้าวต้มปลาหอมฉุยแม้หน้าตาจะดูแปลกไปจากที่คนทำคาดไว้ แต่รสชาติก็จัดว่าพอกินได้อยู่ เขายกถ้วยทั้งสองใบขึ้นไปบนห้องนอน เขย่าปลุกเด็กน้อยให้ตื่นขึ้นมากินข้าวกินปลา เด็กชายตื่นขึ้นมาอย่างสับสน เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนหรือคนตรงหน้าเป็นใคร แต่เพราะตรงหน้ามีอาหาร เด็กชายก็ไม่ลังเลที่จะอ้าปากกินมันเข้าไป พอกินเสร็จดวงตาบวมเป่งเพราะร้องไห้อย่างหนักนั้นก็ปรือลงอีกครั้ง อุณหภูมิลดลงจากเมื่อคืนแต่ใบหน้ากลับแดงขึ้นกว่าเก่า แก้วเลยปล่อยให้อีกฝ่ายนอนพักต่อ พร้อมกับผ้าชุบน้ำที่วางโปะบนหน้าผากตามที่เขาจำได้เลาๆ ว่าแม่เคยทำให้ตอนเด็ก

 

 

               ตกบ่ายแก่ เด็กชายลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในห้องว่างเปล่า ผ้าชุบน้ำบนหน้าผากถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นเจลลดไข้สีฟ้า อากาศภายนอกยังคงชื้นแฉะจากฝนที่ตกหนักมาตลอดคืน รวมถึงที่โปรยลงมาอีกทีตอนช่วงบ่าย โชคกำผ้าห่มในมือแน่นคล้ายไม่แน่ใจว่าความอบอุ่นเมื่อคืนเป็นความจริงหรือแค่ความฝัน

 

 

               “ตื่นแล้วเหรอ” ประตูห้องเปิดออก ชายผู้ปรากฏตัวกลางพายุฝนก้าวเข้ามาพร้อมกับกระติกน้ำเก็บความร้อน แก้วเทน้ำอุ่นส่งให้เด็กชายจิบ เด็กชายรับมาด้วยสองมือ ยกดื่มรวดเดียวจนหมดแล้วส่งคืน สีหน้าแววตาที่มองมาเต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึกจนแยกไม่ออกว่าไปในด้านที่ดีหรือด้านลบมากกว่ากัน

 

 

               “แล้วนี่ชื่ออะไรล่ะ” แก้วไม่ติดใจกับสีหน้าที่แสดงออกมา เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ถึงกับเรียกได้ว่าอ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างซะทีเดียว ภายในห้องนอนเงียบสนิทอยู่นานกว่าเด็กชายจะยอมปริปาก

 

 

               “ชื่อโชค...คับ” คำลงท้ายดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่มั่นใจเท่าไหร่ เด็กน้อยไม่มีโอกาสพูดกับคนอื่นมากนัก ส่วนมากก็แค่พูดคุยยายแก่ข้างบ้าน และก็เป็นคนเดียวกับที่สอนให้เด็กชายพูดจาลงหางเสียงกับผู้ใหญ่ แม้ก่อนหน้านี้เขาจะไม่เคยได้ใช้เลยก็ตาม

 

 

               “ฉันชื่อแก้ว” แก้วเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “เรียกน้าแก้วก็ได้”

 

 

               “...น้าแก้ว” เด็กชายเอ่ยทวนด้วยเสียงเบาหวิว และไม่คุ้นเคย

 


 

 



               ตลอดวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่บ้านของแก้วมีแขกตัวน้อยอาศัยอยู่ด้วย ชายหนุ่มทาบอุ้งมือบนหน้าผากเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิของเด็กชาย มันลดลงมากจนเกือบปกติแล้ว ถึงจะยังมีน้ำมูกอยู่บ้างก็ตาม ส่วนแผลที่แขนและเท้าที่กลัวว่าจะติดเชื้อจนอักเสบกลับไม่เป็นอย่างที่กลัว หลังจากดูแลใส่ยามาสองวันปากแผลก็เริ่มสมานกัน โดยทิ้งสะเก็ดแผลเอาไว้บนผิวเนื้อให้เห็นชัดเจน

 

 

               “นอนอีกหน่อยก็ได้” แก้วผละมือออกจากเด็กชาย เท่าที่ดูอาการ หากให้นอนอีกสักงีบก็คงหายแล้ว โชคพยักหน้ารับแล้วทิ้งตัวกลับลงไปนอนบนเตียงที่เขาจับจองครึ่งหนึ่งมาถึงสองคืน เด็กชายง่วงงุนเพราะยังไม่หายดี แต่ก็รู้สึกดีขึ้นกว่าคืนแรกมากโข

 

 

               แก้วลงมาชั้นล่าง หน้าต่างไม้บานพับทรงเก่าของห้องนั่งเล่นเปิดกว้างเช่นเดียวกับบานประตู ม่านผ้าลายดอกไม้เล็กๆ ที่ติดตั้งมาตั้งแต่รุ่นแม่หรือนานกว่านั้นถูกรวบมัดหลีกทางให้ลมและแสงสาดเข้าบ้านได้สะดวก เขานั่งลงบนโซฟาที่ตั้งชิดขอบหน้าต่าง บนโต๊ะไม้ตรงหน้ามีที่เขี่ยบุหรี่ทรงกลมสีใสวางอยู่ ภายในนั้นอัดแน่นด้วยก้นกรองและเศษขี้เถ้าจากการเผาไหม้

 

 

               แก้วเป็นนักสูบตัวยง จุดเริ่มต้นการสูบของเขาคือตอนม.ปลาย ตอนแรกก็แค่ลองตามเพื่อน พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังคงสูบเรื่อยๆ ทั้งช่วยแก้เบื่อหรือเวลาที่คิดงานไม่ออก จนพอมาทำงาน อาชีพสถาปนิกของบริษัทรับออกแบบบ้านขนาดกลางแห่งหนึ่งที่มีพนักงานไม่มากนักเมื่อเทียบกับปริมาณงาน ทำให้เขาต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชีวิตวัยทำงาน ในระยะเวลาสามปีที่ทำงานที่นั่น แก้วสูบจัดขึ้นถึงกว่าสองซองต่อวัน แต่หลังจากที่มีรุ่นพี่ชวนออกมาร่วมหุ้นเปิดบริษัทของตัวเองและเขาตอบตกลง สองปีหลังมานี้งานจึงลดลงจนมีเวลาว่างบ้าง รวมถึงปริมาณการสูบของเขาก็ลดลง จากวันละสองเหลือวันละซอง หรือน้อยกว่านั้น แต่ยังไงแก้วก็ยังจัดว่าเป็นสิงห์อมควันอยู่ดี

 

 

               ควันขาวถูกพ่นออกมาตามลมหายใจ ก่อนล่องลายหายออกไปทางบานหน้าต่าง แก้วนั่งเอนตัวด้านข้างพิงพนักโซฟา ทอดสายตามองออกไปยังสวนข้างบ้าน ต้นมะม่วงใหญ่ในสวนมีชิงช้าทำมือถูกผูกยึดเอาไว้กับกิ่งแข็งแรง เชือกสีขาวเปื่อยตามกาลเวลาเช่นเดียวกับไม้กระดานที่ใช้ทำที่นั่งผุพังจนใช้การไม่ได้ แต่บริเวณสวนโดยรอบยังคงเขียวขจี ดอกไม้ต้นไม้ที่อายุยืนพอๆ กับเจ้าของคนปัจจุบันยังคงผลิดอกออกใบสวยเพราะชายหนุ่มชอบใช้เวลาว่างรดน้ำให้มันอยู่เสมอ

 

 

               บรรยากาศร่มรื่นน่านอนส่งให้เปลือกตาหย่อนลง แก้วคาบบุหรี่ไว้ในปากจนไฟแดงฉานลามเข้ามาใกล้โคน เศษขี้บุหรี่ตรงปลายเกาะยึดกันไว้หลวมๆ ปริ่มจะร่วงหล่นใส่เฟอร์นิเจอร์ ชายหนุ่มรู้สึกตัวก่อนที่มันจะตกลงเปรอะเปื้อน ส่งแท่งนิโคตินใกล้มอดไปขยี้ในที่เขี่ยแล้วทิ้งมันเอาไว้อย่างนั้น พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กยืนอยู่หลังฉากไม้โปร่งที่ใช้กั้นระหว่างห้องนั่งเล่นกับบันไดบ้านและส่วนครัวด้านหลังออกจากกันให้เป็นสัดส่วน

 

 

               “ตื่นแล้วเหรอ” เด็กชายพยักหน้าแต่ไม่ตอบ แก้วเป็นคนพูดน้อย แต่พออยู่กับเด็กคนนี้เขากลับรู้สึกว่าตัวเองพูดมาก หรือจะเรียกว่าพูดคนเดียวเลยมากกว่า เมื่ออีกฝ่ายแทบไม่โต้ตอบอะไรกลับมาเลย จนอดคิดไม่ได้ว่าบางทีเด็กนี่อาจจะพูดไม่เป็น แบบที่พัฒนาการช้าอะไรแบบนั้น แต่จากที่ดูมาเขาก็ปัดความคิดนั้นตกไป เด็กน้อยที่อายุไม่มากคนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยไปมากแล้ว ดวงตา สีหน้า ท่าทาง ทุกอย่างดูราวกับไม่ใช่เด็ก อาจจะเพราะในระหว่างการเติบโต เด็กน้อยต้องเผชิญกับโลกใบนี้มากกว่าที่เด็กวัยเดียวกันควรได้เจอ

 

 

               “มานั่งสิ” เจ้าของบ้านตบที่ว่างข้างตัว เด็กชายทำตาม

 

 

               ความเงียบงันก่อตัวอีกครั้ง แก้วไม่ได้รังเกียจความสงบยามบ่ายแบบนี้ เขาเอนตัวพิงเบาะนุ่ม ยกเท้าขึ้นพาดบนโต๊ะไม้ หลับตาลงพักผ่อนยามบ่าย ในขณะที่เด็กชายที่นอนมาเต็มที่ตลอดสองวันกลับไม่ง่วงสักนิด โชคไม่เข้าไปรบกวนชายหนุ่ม แม้เขาจะรับรู้ได้ว่าต่อให้เขาก่อกวน น้าแก้วคนนี้ก็จะไม่ลงไม้ลงมือกับเขาอย่างแน่นอน แต่โชคก็ยังคงนั่งนิ่ง กอดเข่าใต้เสื้อนอนตัวเขื่องที่ไม่ใช่ของตนเอาไว้ รอจนคิดว่าเจ้าของบ้านหนุ่มหลับสนิทดีแล้ว มือน้อยค่อยเอื้อมไปแตะหลังมือที่ประสานกันไว้บนท้องน้อย ค่อยๆ สัมผัสความอบอุ่นที่สับสนอยู่ในใจว่าเป็นจริงหรือความฝัน

 

 

               ฝ่ายคนถูกแอบจับมือยังไม่หลับเสียทีเดียว ดวงตาสีเข้มปรือขึ้นมองดูอากัปเก้กังของเด็กชาย แต่ไม่ได้ท้วงติงอะไร ปล่อยให้มือเล็กสำรวจมือเขาได้ตามใจชอบ ผ่านไปสักพักก็รู้สึกหนักที่หน้าตัก หัวทุยทิ้งลงมาซุกอยู่บนหน้าขา มือน้อยกอบกุมมือใหญ่ไว้ด้วยสองมือ ราวกับจะส่งคืนความอบอุ่นที่ได้รับให้เจ้าของ แก้ววางมืออีกข้างที่ยังเป็นอิสระลงบนหน้าผากเล็ก เช็คดูความร้อนที่กลับสู่ปกติแล้วทิ้งมือไว้อย่างนั้น

 

 

               สองคนในบ้านเงียบงัน ไม่รู้สึกหนาวแม้ด้านนอกจะมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมา เพราะความร้อนที่ส่งผ่านมือทั้งสองคู่ที่สัมผัสกันและกัน ก็มากมายเพียงพอแล้วที่จะช่วยไล่ไอเย็นชื้นให้จางหายไป

 

 



 

...TBC.

ฝากคอมเม้นให้กำลังใจกันด้วยนะคะ


หัวข้อ: Re: Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 1 [19.03.20]
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 20-03-2020 20:18:56
สงสารน้อง~ :hao5:
หัวข้อ: Re: Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 2 [27.03.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 27-03-2020 15:08:56
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้


ตอนที่ 2


 

               เช้าวันจันทร์มาถึง แก้วออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อไปทำงาน บอกกับเด็กชายที่ยังคงนอนอุตุอยู่บนเตียงของเขาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าตัวเองจะไม่อยู่ แต่ก็ทำอาหารง่ายๆ ทิ้งไว้ในตู้กับข้าว แต่ก็ไม่ได้บอกว่าให้รอตัวเองกลับมาหรือให้รีบออกจากบ้านไปเช่นกัน

 

               เมื่อถึงตอนเย็นแก้วกลับมาถึงบ้านตอนช่วงก่อนมืด แต่ในบ้านกลับมืดสนิทและประตูไม้ยังเปิดอ้าทิ้งไว้ มีเพียงประตูมุ้งลวดชั้นในที่ถูกปิดกั้นไม่ให้ยุงเข้าบ้าน เขาเข้าไปในบ้าน เดินขึ้นชั้นสองเพื่อตามหาเด็กชายแต่ก็ไร้เงาแขกตัวน้อย พอลงมาที่ครัว เปิดตู้กับข้าวดูก็เห็นไข่เจียวที่ถูกกินไปเกินครึ่งเก็บอยู่ที่เดิม ในอ่างล้างจานมีจานข้าวที่ยังไม่ได้ล้างทิ้งไว้ นอกจากร่องรอยในครัวและเตียงนอนที่ยังไม่ได้เก็บบนชั้นสอง ก็ไร้วี่แววว่าเคยมีคนอื่นอยู่ในบ้านหลังนี้นอกจากตัวเขา

 

               แก้วไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าคนเคยให้อาหารหมาจรครั้งหนึ่ง แล้ววันต่อมาเจ้าหมาตัวนั้นก็หายไปจากที่เดิม เขาเก็บล้างจานหลังจากที่กินข้าวกับปลาทูและไข่เจียวที่เหลือในตู้เป็นมื้อเย็น จากนั้นก็ไปสูบบุหรี่ในห้องนั่งเล่นพร้อมกับเปิดกระเป๋าเอาเอกสารเกี่ยวกับงานที่บริษัทเล็กๆ ซึ่งเขาร่วมหุ้นเป็นเจ้าของด้วยออกมาดู จากนั้นก็อาบน้ำแล้วกลับมาสูบบุหรี่พลางดูหนังจนดึก แล้วจึงกลับขึ้นไปบนห้องนอน จัดแจงที่นอนให้กลับเป็นเหมือนเก่าแล้วนอนกลางเตียงแบบที่เขาทำประจำเวลาอยู่คนเดียว เข็นนาฬิกาแปะผนังยังไม่บอกเวลาเข้าวันใหม่ ชายหนุ่มก็ผล็อยหลับไปแล้ว

 



 

               โชคกลับมาที่บ้านในชุมชนแออัดข้างคลองหลังจากหายหน้าหายตาไปสองวันสามคืน เขาออกจากบ้านไม้หลังเก่าสีขาวที่ยังมั่นคงแข็งแรงตอนเย็น เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเพื่อประวิงเวลากลับสู่ห้องเงียบเหงาที่หนาวเหน็บแม้ในวันอากาศร้อนออกไป จนพลบค่ำแล้วจึงค่อยลัดเลาะกลับสู่ที่ของตน เด็กน้อยหวั่นใจว่าพ่อของเขาจะยังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่ขามกลับมาก็อยู่เพียงครึ่งวันไม่ก็คืนเดียวเท่านั้นแล้วจากไปอีก แต่เขาก็ยังกลัวอยู่ดี กลัวว่าถ้ากลับไปเจอพ่อที่โมโหเพราะเขาวิ่งหนีออกมาในคืนนั้นแล้วจะถูกทารุณ หากโดนทุบตีเหมือนเก่าก็คงไม่เป็นไร เด็กชายคิดอย่างนั้น แต่หากพ่อทำเหมือนกับที่ทำกับแม่ของเขา เหมือนกับที่จะทำกับเขาเมื่อคืนนั้น เขาคงได้วิ่งเตลิดเปิดเปิงไปอีกแน่

 

               แต่คราวนี้อาจจะไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าตัวเองควรหลบไปอยู่ที่ไหน

 

               “ไอ้โชค หายหน้าไปไหนมาล่ะเอ็ง” เสียงร้องทักลุงเก๋า ชายสูงวัยที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้นำชุมชนแห่งนี้ร้องทัก เขารับรู้เรื่องราวของเด็กชายอับโชคคนนี้ดีพอๆ กับทุกคนในชุมชน แต่เพราะขามเป็นนักเลงหัวไม้ที่เคยพลั้งมือฆ่าคนตายสมัยยังหนุ่ม เลยไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเด็กชายเวลาที่ถูกทารุณ อย่างมากก็ช่วยยายหอมหาข้าวหาน้ำให้เด็กมันบ้างบางเวลา อาจจะดูใจดำแต่ในสภาพแวดล้อมและชีวิตของคนในย่านนี้ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระและหาปัญหาใส่ตัวเพิ่มหรอก ซึ่งเด็กชายไม่ได้เข้าใจถึงเหตุผลลึกซึ้ง แต่ก็รับรู้ได้ถึงปลายทางของมัน

 

               “เอ็งกลับบ้านไปเถอะ ไอ้ขามคงหายไปสักพักนั่นแหละ เห็นบอกว่าจะไปทำงานที่ชลบุรี” ลุงเก๋าเดาความกังวลได้จากแววตาขมขื่นของเด็กชาย วางมือลงบนหัวทุยเล็กแล้วขยี้เบาๆ ก่อนเดินจากไป

 

               โชคกลับมาที่ห้องโกโรโกโส ประตูไม้ผุบานนั้นยังคงใช้งานได้อยู่ เขาผลักให้แง้มเปิดเข้าไปเบาๆ มองไปทั่วบริเวณคับแคบด้วยความระแวง และเมื่อไร้เงาของผู้เป็นพ่ออย่างที่หัวหน้าชุมชนว่าไว้จริงๆ จึงค่อยเดินเข้าไป

 

               “โชคเอ๊ย หายไปไหนมาล่ะ” เสียงแหบของหญิงชราดังผ่านความมืดมาก่อนที่ไฟดวงน้อยเหนือประตูหลังที่เชื่อมสู่ที่ซักล้างหลังบ้านข้างๆ จะติดขึ้น ยายหอมโผล่ออกมาอย่างแช่มช้าตามสังขารที่ร่วงโรย รอยยิ้มอ่อนโยนเหนื่อยล้าผุดขึ้นมาบนใบหน้าเหี่ยวย่น โชคนั่งยองมองผืนน้ำอยู่บนท่าหลังบ้านตนขยับตัวหันไปหายายแก่ผู้มีคุณ

 

               “บ้านน้าแก้ว..” เสียงพูดไม่ดังนักแต่ก็ฟังได้ยินเพราะระยะห่างที่ไม่มากนักระหว่างทั้งสอง

 

               “ใครล่ะนั่น”

 

               “น้าแก้ว.. พาไปที่บ้าน ให้นอนเตียง ให้กินข้าว อาบน้ำ..” คำบอกเล่าของเด็กหกขวบค่อยๆ เป็นเรื่องเป็นราวเมื่อใจเย็นพอที่จะรอฟัง โชคเล่าเรื่องของชายแปลกหน้าให้ยายแก่ฟังด้วยถ้อยคำสั้นๆ ที่ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ปากเล็กก็ขยับไม่หยุด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอเห็นเด็กชายตั้งใจพูดมากขนาดนี้

 

               “แล้วได้บอกขอบคุณเขารึยังล่ะ หืม”

 

               “...” เด็กชายนิ่งไป ไม่เข้าใจความหมายที่ยายแก่พูด

 

               “โชคเอ๊ย ถ้ามีใครให้อะไรมา หรือทำอะไรดีๆ กับเรา เอ็งก็ต้องขอบคุณเขานะรู้ไหม” ยายแก่ระบายยิ้มจางขณะเอ่ยสอน เธอลืมไปว่าเด็กน้อยตรงหน้านี้เป็นเพียงเด็กหกขวบที่ไม่มีใครสอนสั่งอะไรทั้งนั้น ตั้งแต่คลอดมาแม่เด็กให้นมอยู่แค่ครึ่งปีด้วยความเป็นแม่ แต่หลังจากนั้นก็ทิ้งขว้างไม่ได้ใยดีสัดเท่าไหร่ พอเด็กไปปีกว่ายังไม่พูดสักคำ ยายแก่ข้างบ้านเลยสงสารยืนมือไปโออบอุ้มคุยเล่นหยอกเล่นจนเด็กเริ่มอ้อแอ้ หลังจากนั้นเด็กชายที่อาศัยนอนกับพ่อแม่ในตอนกลางคืน ตอนกลางวันก็จะมาอยู่ในอ้อมแขนของยายแก่ แต่ยายหอมที่เคยเลี้ยงเด็กเล็กเมื่อนานมาแล้วก็หลงลืมความรูสึกตอนนั้นไปบ้างก็ทำได้แค่เลี้ยงไปตามมีตามเกิด แค่พอให้อยู่ได้ในโลกใบเล็กของที่แห่งนี้ เพราะงั้นเรื่องมารยาทหรือการเข้าสังคมของเด็กชายจึงแทบเป็นศูนย์ แต่ก็หวังว่าจะไม่สายเกินไปที่จะสอนเอาตอนนี้

 

               “ขอบคุน..” เด็กชายลองพูด

 

               “ขอบคุณครับ” ยายแก่ช่วยเติม

 

               “ขอบคุณครับ” คำพูดชัดถ้อยชัดคำตามที่ถูกสอน ดวงตาคู่น้อยมองตรงหมาที่หญิงชรายามที่เอ่ยปาก ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ แต่หัวใจเหี่ยวเฉาของผู้ฟังกลับรู้สึกชุ่มชื้นขึ้นมาอย่างประหลาด ถ้อยคำเพียงคำเดียวก็ทำให้หญิงแก่น้ำตาคลอ แม้เด็กชายอาจจะไม่เข้าใจความหมายและไม่ได้สื่อถึงตน แต่หยดน้ำตาก็ยังหลั่งรินออกมาอยู่ดี

 

               “ยาย?” โชคตกใจที่เห็นยายข้างบ้านร้องไห้ เขากระวนกกระวายไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ยายร้องไห้เพราะอะไร แล้วยายจะโดนตีหรือเปล่า สายตาหวาดระแวงมองไปรอบตัว หากเขาถูกตีก็ไม่เป็นไรเพราะชาชินไปแล้ว แต่กับหญิงแก่ตรงหน้า เขาไม่อยากให้โดนตี ไม่ใช่เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายร่างกายอ่อนแอหลังผ่านวันเวลามาเนิ่นนาน แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากให้คนสำคัญตรงหน้าต้องเจ็บอย่างที่เขาเคยเผชิญ

 

               หญิงชราส่งยิ้มหลังเช็ดน้ำตา ปลอบประโลมเด็กชายที่กระโดดข่ามาที่ท่าน้ำหลังบ้านตนอย่างรีบร้อนด้วยอุ้มมือหนาวางลงบนศีรษะเล็ก ลูบไล้มันอย่างอ่อนโยน

 

               “ยายเจ็บตรงไหน”

 

               “ยายไม่ได้เจ็บตรงไหนหรอก”

 

               “แต่ยายร้องไห้”

 

               “ยายร้องไห้เพราะยายดีใจ” หญิงชรายิ้ม รู้ว่าเด็กชายไม่เข้าใจสิ่งที่เธอบอก แต่ก็ไม่คิดว่าคำอธิบายจะช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจได้มากขึ้นเลยไม่พูดออกไป สองมือดึกเด็กน้อยมาโอบกอด หัวเล็กซบลงกับพุงโย้หนาเพราะชั้นไขมัน โชคไม่ยืนนิ่งให้ยายหอมกอด โดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนดีใจถึงต้องร้องไห้

 

 

 

               สองสามวันต่อมาในช่วงบ่าย โชคยืนชะเง้อคอมองข้ามรั้วเตี้ยที่สูงท้วมหัวเขาไปนิดหน่อยเพื่อมองดูบ้านไม้สีขาวด้านใน ประตูบานพับที่เคยเปิดกลับปิดสนิทล็อกกุญแจจากด้านนอก แต่หน้าต่างทั่วบ้านถูกเปิดทิ้งไว้เหมือนยามมีคนอยู่ เด็กชายไม่มีที่ไปอื่นจึงป้วนเปี้ยนอยู่หน้าประตู รอจนฟ้าเริ่มมืดยุงเริ่มตอม ในที่สุดคนที่เขาตั้งใจมาหาก็กลับมาบ้านเสียที

 

               ไม่มีคำทักทาย แก้วแค่เดินไปไขกุญแจรั้วแล้วเดินนำเข้าไปเปิดบ้านโดยมีเจ้าหมาจรตัวเดิมเดินตามต้อยๆ พอเปิดบ้านเปิดไฟเรียบร้อย เจ้าบ้านก็เอาถุงกับข้าวเข้าไปเทจัดจานในครัว ขณะที่แขกตัวน้อยยืนอยู่ตรงซุ้มกรอบไม้ขนาดเท่าประตูห้องทั่วไปที่เป็นทางเชื่อระหว่างบ้านกับครัว โชคไม่รู้ว่าเขาควรทำอะไร ที่มาวันนี้ก็แค่เพราะยายแก่ข้างบ้านบอกว่าเขาควรจะพูดบางสิ่งกับเจ้าของบ้านเท่านั้น

 

               “มากินข้าวสิ” ชายหนุ่มในครัวหันมาเรียกเมื่อเตรียมสำรับพร้อมแล้ว โชคเดินเข้าไปปีนเก้าอี้โต๊ะกินข้าวกลางครัวแล้วเริ่มตักอาหารเข้าปากโดยไม่รอเจ้าบ้าน การกระทำของเด็กชายไร้มารยาทแต่แก้วไม่ติดใจอะไร เขาไม่ใช่คนจุกจิก หลังเทน้ำใส่แก้ววางไว้ให้เด็กชายกับตัวเองแล้วก็นั่งลงกินอาหารตรงหน้า เขาซื้อต้มจืดกับผัดเผ็ดมาเพราะไม่รู้ว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญปรากฏตัวที่หน้าบ้าน แต่ก็ยังดีที่ไข่ที่ต้มไว้ตอนเช้ายังเหลือในหม้อ เด็กชายถึงมีกับข้าวหลากหลายขึ้นมาหน่อย

 

               หลังกินข้าวเสร็จ กับข้าวที่เหลือน้อยนิดไม่จำเป็นต้องเก็บเข้าตู้ เขาเอาจานชามไปเทเศษแล้วใส่ไว้ในซิงค์ล้างจาน พร้อมกับลากเก้าอี้เตี้ยๆ ตัวหนึ่งมาตั้งที่ตำแหน่งหน้าอ่าง ถึงแก้วจะไม่ติดใจกับการให้ข้าวเจ้าหมดจรตัวนี้ แต่เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาอกเอาใจเช่นกัน

 

               “ไปล้างจาน”

 

               โชคปีนเก้าอี้เตี้ยที่ช่วยเพิ่มความสูงเขาให้เอื้อมล้างจานได้พอดี เปิดน้ำ เทน้ำยาใส่ฟองน้ำแล้วเริ่มล้างจานอย่างคล่องแคล่ว เด็กชายอายุยังน้อยแต่เพราะต้องดูแลตัวเองแต่เล็กจึงต้องทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยตัวเอง ถึงแม้จะมีหญิงชราข้างบ้านคอยช่วยเหลือ แต่ในหลายๆ ครั้งเขาก็รับรู้ได้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่าตัวเองควรช่วยแบ่งเบาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเก็บกวาดหลังมื้ออาหาร

 

               แก้วจุดบุหรี่สูบอยู่ไม่ห่างจากเด็กชายนัก แต่ก็เลือกทิศทางตรงข้ามกับพัดลมเพื่อให้พัดเอาควันออกไปห่างจากเด็กชาย เขาอยู่ดูจนแน่ใจแล้วว่าเด็กน้อยล้างจานเองได้โดยไม่มีปัญหาอะไรแล้วจึงออกจากครัวไป เรื่องแผลที่แขนก็แห้งแล้ว ทั้งยังอยู่ในจุดที่ไม่ได้โดนน้ำโดยตรงเลยไม่น่าห่วง แก้วกดเปิดสวิตช์ไฟเหนือหน้าต่างนอกบ้านฝั่งสวน เดินออกไปพิงประตูพ่นควันข้าวผ่านมุ่งลวดกันแมลง เหม่อมองท้องฟ้าสีเข้มที่ทอดตัวอยู่สูงขึ้นไปเหนือแสงไฟจากเมืองกรุง

 

               “น้าแก้ว” แก้วหันมาหาเด็กชายที่ตัวเปียกเพราะเจ้าตัวเช็ดน้ำจากมือกับเสื้อตัวเอง เขาไม่รู้หรอกว่าถ้อยคำที่เอ่ยชื่อของเขานั้นใช้เวลานานแค่ไหนกว่าเด็กชายจะเปล่งมันออกมาได้

 

               “ว่าไง”

 

               “ขอบ.. ขอบคุณ..ครับ” เสียงเบาลงในช่วงท้าย แต่ก็ยังเป็นคำชัดเจน เด็กชายไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดคำพูดหนึ่งคำนี้ถึงได้กล่าวออกไปยากเย็นนัก

 

               “หือ” ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยิน แต่ชายหนุ่มประหลาดใจที่ได้ยินต่างหาก แต่เด็กชายคิดว่าอีกฝ่ายไม่ฟังไม่ชัดจึงได้พูดซ้ำออกไปอีกครั้ง

 

               “ขอบคุณครับ” คำพูดที่พูดยากในตอนแรกพอได้พูดออกไปครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อมากลับพูดออกไปได้อย่างง่ายดาย เด็กชายรู้สึกดีอย่างประหลาดที่ได้พูดคำนั้น มุมปากเล็กยกขึ้นน้อยๆ แต่ไม่ถึงกับเป็นรอยยิ้ม เช่นเดียวกับมุมปากของคนที่พ่นลมหายใจเจือกลิ่นไหม้ที่ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย

 

               “อืม”

 

 

TBC.

 

สวัสดีค่ะ มาช้าไปหน่อย จริงๆเรื่องนี้จะอัพทุกวันพฤหัสนะคะ แต่พอดีติดธุระจนลืมไปเลย

ยังไงช่วงนี้ก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาร่วมอ่านงานของรีนค่ะ

คอมเม้นให้กำลังใจกันด้วยนะคะ

หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 2 [27.03.20]
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 27-03-2020 18:10:55
หวังว่าน้าแก้วจะช่วยอบรมสั่งสอน นะ
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 2 [27.03.20]
เริ่มหัวข้อโดย: tasteurr ที่ 28-03-2020 15:45:48
สงสารน้องโชค หวังว่าน้องจะได้มีชีวิตดีๆ :sad2:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 3 [2.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 02-04-2020 19:38:44

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 3



              Warning: Domestic Violence มีฉากความรุนแรงในครอบครัว



               หลังจากวันที่เด็กน้อยโผล่ไปกล่าวคำพูดที่เจ้าบ้านไม่คิดว่าจะได้ยินคืนนั้น แก้วก็มันจะเห็นเด็กชายแวะเวียนมาที่บ้านเขาทุกสองสามวัน บางครั้งก็มากินข้าวเย็นด้วย แล้วถ้าตรงกับวันหยุดที่เขาอยู่บ้านทั้งวันก็จะเข้ามานอนเล่นนั่งเล่นอยู่บนโซฟา หรือไม่ก็เดินดูต้นไม้ใบหน้าในสวนรอบบ้าน



               แก้วเทน้ำหวานยกออกมาให้เด็กชายที่กำลังยืนแหงนมองต้นไม้ใหญ่ในสวน ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ในตู้เย็นของเขามีน้ำหวานที่ปกติเขาไม่ดื่มติดตู้อยู่เสมอ รวมถึงขนมขบเคี้ยวที่เขาไม่ชอบวางอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว เช่นเดียวกับที่เขาไม่ทันรู้ตัว เด็กชายผู้เงียบงันคนนั้นก็เริ่มพูดคุยกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ



               “น้าแก้ว มีรังนกด้วย” เด็กชายชี้ขึ้นไปยังรังหญ้าแห้งเหนือกิ่งก้านของต้นมะม่วง



               “นกกระจิบล่ะมั้ง” แก้วไม่ได้สนใจหรือมีความรู้ในสายพันธุ์สัตว์ปีก แต่ก็ตอบกลับไปเพื่อไม่ให้กลายเป็นบทสนทนาข้างเดียว



               “น้าแก้ว นี่ดอกอะไร”



               “ดอกบานชื่น”



               “แล้วนี่ล่ะ”



               “เฟื่องฟ้า”



               “น้าแก้ว” เจ้าของชื่อมองหาต้นเสียง ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยแปลกหน้าแต่ตอนนี้กลับคุ้นชินกำลังยกมุมปากขึ้นสูง เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นมัน เช่นเดียวกับเจ้าของรอยยิ้มร่าเริงสมวัย เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักการยิ้ม



               “หืม” ชายหนุ่มครางรับในลำคอ บนใบหน้าเฉื่อยชาผุดรอยยิ้มบางเบา



               “น้าแก้ว...” การพูดคุยไร้สาระสำคัญถามคำตอบคำสั้นๆ ระหว่างทั้งสองดำเนินต่อไปอย่างนั้นตลอดทั้งบ่ายที่ท้องฟ้าแจ้ง และแดดส่องถึงพื้น แต่เด็กชายก็ไม่หวั่นต่อแสงจ้า วนเวียนไปทั่วทั้งสวนเล็กเพื่อสำรวจสิ่งต่างๆ ที่เขาไม่เคยรู้จัก โดยมีคนช่วยตอบคำถามที่นั่งสูบบุหรี่พิงเสาหลบร่มอยู่บนเฉลียงไม้หน้าบ้านที่ยกสูงไปสามขั้น







               กลางดึกคืนที่อากาศร้อน โชคใส่เสื้อกล้ามตัวย้วยกับกางเกงขาสั้นนอนบนผืนผ้าบางปูบนพื้นแข็ง พลิกตัวไปมาหามุมสบายเพื่อที่จะได้หลับเสียที แต่เสียงฝีเท้าตึงตังที่ใกล้เข้ามาปลุกให้ต้องเด้งตัวลุกขึ้น เสียงที่คุ้นเคยนั้นหยุดลงหน้าบานประตู ไม่ต้องรอให้ฝ่ามือหยาบยกขึ้นทุบเรียก โชคก็รีบพุ่งไปเปิดออกให้ผู้เป็นพ่ออย่างรวดเร็ว



               “มองอะไร!” เสียงตะคอกหงุดหงิดทันทีที่เห็นใบหน้าของลูกชาย ขามชิงชังใบหน้าที่ย้ำเตือนให้นึกถึงหญิงสาวที่เขาเคยรักหมดใจอย่างช้อย ช้อยเป็นคนสวย เครื่องหน้าคมชัดโดยเฉพาะดวงตา ส่วนโชคนั้นไม่ได้ถอดแบบแม่มาทั้งหมด เด็กชายไม่ได้หน้าตาสละสลวยเหมือนมารดา แต่เพราะดวงตาที่ถอดเบ้ามาคู่นั้นทำให้ขามเห็นกี่ทีก็เดือดดาล



               “กูบอกให้เลิกมองไง!” เสียงตวาดดังขึ้นอีกครั้งทั้งที่เด็กชายหลบสายตาไปแล้ว แต่เพราะความเมาที่ทำให้ขามเห็นภาพซ้อนทับของหญิงสาวที่หนีจากเขาไปนานแล้วจ้องมองมาอยู่ คำด่าท่อหยาบคายพ่นผ่านคออกมาอีกมากมาย พร้อมกับเสียงทุบตีที่ดังก้องไปทั่วทั้งห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบๆ



               โชคคู้กายลงในท่าประจำ สองมือเล็กป้องหัวขณะที่ขดข้าเข้ามาไว้ใต้ตัว แรงจากฝ่ามือฟาดกระทบแผ่นหลังกระจายไปทั่ว เด็กชายกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้องเอาไว้ ดวงตาเห่อร้อนแต่ไม่อาจปล่อยให้น้ำตารินไหล สัมผัสของมืออุ่นคู่นั้นเด่นชัดขึ้นมาในมโนภาพ เมื่อก่อนการกลั้นน้ำตาดูจะเป็นเรื่องง่ายดายกว่านี้







               “เข้ามาสิ” ในน้ำเสียงของผู้เชื้อเชิญยังคงมีความง่วงงุนเจืออยู่ แก้วเปิดบ้านรับเด็กชายเข้าไป เขาทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นจนเผลอหลับ พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็ว่าจะลุกไปปิดบ้านช่องให้เรียบร้อย แต่พอเปิดบานมุ้งลวดออกเพื่อปิดประตูบานพับ นอกรั้วไม้ที่คล้องโซ่ล็อกกุญแจแน่นหนา ร่างเล็กจ้อยยืนห่อไหล่ตาบวมแดง ริมฝีปากเล็กๆ แตกจนเลือกซิบ ตามเนื้อตัวที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามตัวย้วยปรากฏร่องรอยบอบช้ำเต็มไปหมด



               นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหลังจากวันที่พบกันที่โชคมาหาเขากลางดึกในสภาพแบบนี้ แก้วพาเด็กชายขึ้นไปบนบ้านหลังปิดล็อกประตูเรียบร้อย ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตามรอยช้ำให้เงียบๆ ไม่เอ่ยถาม และเด็กชายไม่พูดถึง



               ห้องนอนเล็กที่ร้างมานานถูกทำความสะอาดครั้งใหญ่มาได้สักพักแล้ว มันถูกเตรียมไว้ให้เจ้าหมาจรตัวน้อยไว้พักพิงในคืนที่ถูกไล่ตะเพิดออกจากที่ซุกหัวนอน



               “น้าแก้ว” เจ้าหมาครางหงิง เรียกร้องให้เจ้าของบ้านที่กำลังจะจากไปนั่งลงตรงขอบเตียง



               “ว่าไง”



               “...เจ็บ”



               “เจ็บมากไหม”



               เจ้าตัวเล็กไม่ตอบ แต่ดวงตาที่ถูกบิดาเกลียดชังคู่นั้นรื้นหยาดน้ำ ก่อนจะพรั่งพรูออกมามืออุ่นแนบสัมผัสลงบนหน้าผาก ลูบไล้เส้นผมที่เริ่มยาวระกรอบหน้าให้พ้นใบหน้าดวงน้อย หากย้อนกลับไปเมื่อหกเดือนก่อน ในตอนที่เขาพบกับเด็กชายคนนี้เป็นครั้งแรก แก้วที่ไม่ใช่คนใจดีและห่างไกลกับคำว่ารักเด็กคงคิดภาพตัวเองตอนนี้ไม่ออก เวลาครึ่งปีเปลี่ยนแปลงผู้คนไปได้มากเกินกว่าที่จะทันรู้ตัว



               “เจ็บก็ร้องไห้ออกมา”







               เช้าวันต่อมาแก้วออกไปทำงานแต่เช้าเหมือนเคย เด็กชายตื่นขึ้นมาในตอนสายก็ไม่เจอเจ้าของบ้านอยู่แล้ว เท้าน้อยเดินออกจากห้องนอนเล็ก สายลมอุ่นของหน้าร้อนพัดเข้ามาทางหน้าต่างสุดทางเดินซึ่งอยู่ใกล้กับประตูห้องนอนเล็ก หอบเอาดอกแก้วจากต้นที่สูงบังทิวทัศน์ด้านนอกไปเสียครึ่งบานเข้ามากองไว้บนพื้นไม้ กลิ่นหอมอวลในอากาศ เด็กชายไม่รู้ว่าดอกไม้นั้นมีชื่อเดียวกับเจ้าของบ้าน



               แต่เขาก็รู้สึกว่าต้นไม้ต้นนั้นช่างให้ความรู้สึกคล้ายกันกับน้าแก้วเหลือเกิน



               โชคเอาผัดผักในตู้กับข้าวออกมายัดใส่ไมโครเวฟ หมุนเวลาไปตามที่ชายหนุ่มเคยสอนเขา รอจนมีเสียงเตือนแล้วจึงค่อยเอาออกมา พอกินเสร็จก็เก็บจานข้าวไปล้าง ผัดผักที่เหลือก็เอาเข้าตู้กับข้าว เด็กชายออกไปนั่งเล่นที่เฉลียงยกสูงหน้าบ้าน ตรงนั้นมีตั่งไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่ เขาเคยนอนกลางวันบนนั้นในวันที่อากาศแจ่มใส จากตรงนั้นจะมองเห็นต้นแก้วที่ปลูกเอาไว้ในพื้นที่เล็กๆ ระหว่างรั้วกับหน้าต่างห้องทำงานชั้นล่างที่ถูกตกแต่งด้วยไม้ดอกในกระถาง



               เขาเดินกลับเข้าไปเอาหมอนจากโซฟาออกมานอนหนุน เฝ้ามองกิ่งก้านเรียวเล็กโยกไหวไปตามลม ก่อนดอกบอบบางสีขาวบริสุทธิ์จะร่วงโรยลงมาทอดกายอยู่บนพื้นร่มรื่นส่งกลิ่นหอมจางลอยล่อง







               ปลายเดือนกันยายน ลมหนาวเริ่มพัดมา และสายฝนยังคงโปรยปรายลงจากฟากฟ้าสีหม่น เด็กชายยืนเปียกปอนอยู่ตรงหัวสะพานปากทางเข้าชุมชนที่ตนอาศัย เฝ้ามองรถพยาบาลและกลุ่มคนในเครื่องแบบพาร่างอ้วนท้วนของหญิงชราแล่นจากเขาไป



               หญิงแก่ผู้ถูกทอดทิ้งมีโรครุมเร้ามานานหลายปี พอเจอกับอากาศหนาวที่มาพร้อมความชื้น ร่างกายอ่อนแอเลยทรุดหนัก ท้ายที่สุดก็จากไปขณะที่กำลังเก็บผ้าที่ตากไว้หลังบ้าน เท้าอวบเพิ่งพ้นธรณีประตูก็ล้มตึงลงไปต่อหน้าต่อตาเด็กชายที่มาช่วยพับเก็บ โชคเขย่าเรียกเท่าไหร่ก็แน่นิ่งไม่มีการตอบสนอง เด็กน้อยวิ่งหน้าตั้งออกไปตามลุงเก๋าที่ท้ายซอย หัวหน้าชุมชนโทรติดต่อโรงพยาบาลใกล้เคียงให้มารับ แต่รถพยาบาลก็มาถึงไม่ทันการณ์ หญิงชราหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน



               ยายหอมสิ้นใจแล้ว



               เม็ดฝนยังคนหยดลงมาตามร่องหลังคาที่รั่วซึม เด็กชายนำกระป๋องมารองน้ำเช่นเดียวกับที่เคยทำ เฝ้ามองน้ำหยดลงในนั้นจนมันปริ่มขอบ ท้องฟ้าหม่นมัวยามบ่ายแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าหมองหม่นสีดำ เช่นเดียวกับหัวใจดวงน้อยในอกที่บีบรัดแน่นจนดันเอาหยดน้ำไหลย้อนออกมาทางดวงตา



               เด็กชายอายุเจ็ดปียังไม่รู้จักความตายนัก แต่จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่นั้นบอกกับเขาว่ายายหอมจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว จากไปไม่มีวันหวนกลับมา ลาลับไปพร้อมกับสายฝน ทิ้งเขาไว้เช่นเดียวกับแม่ที่จากไปกลางพายุในคืนนั้น



               โชคกอดผ้าห่มผืนบางแน่น ท่ามกลางราตรีกาลเดียวดายและโศกเศร้า เป็นครั้งแรกที่เขาคิดถึงบิดา แม้จะถูกทุบตีด่าทอ เขาก็อยากให้ชายคนนั้นอยู่กลับมา อย่างน้อยก็เพื่อให้รับรู้ว่า เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่เพราะ ‘ไอ้ขามมันติดคุกอยู่สมุทรปราการ’ นั่นเป็นข่าวสุดท้ายที่ได้รู้เกี่ยวกับพ่อ ขามถูกส่งเข้าเรือนจำด้วยคดียาเสพติดและทำร้ายร่างกาย รายละเอียดนอกจากนั้นไม่มีใครบอกให้เด็กชายทราบ เขาจึงรับรู้เพียงว่า พ่อเองก็จะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว



               แม่ทิ้งเขาไปกว่าสามปีแล้ว ส่วนพ่อที่หายหน้าไปหลายเดือน พวกผู้ใหญ่ก็บอกว่าจะไม่ได้กลับมา ยายข้างบ้านที่เลี้ยงดูก็จากไปเมื่อวาน สองเท้าเล็กๆ ก้าวเดินไปตามทางที่คุ้นเคย มุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวที่เขาเหลืออยู่ อย่างน้อยก็ยังมีน้าแก้วที่จะให้ข้าวเขากิน



               “โชค ใช่ไหม” เสียงที่เอ่ยชื่อเขาแล้วถามต่ออย่าไม่แน่ใจนั้นไม่ใช่ของเจ้าของบ้านหนุ่ม แต่เป็นชายวัยเดียวกับเขา รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาแต่งตัวสะอาดสะอ้าน “เข้ามาสิ”



               โชคเปิดรั้วเดินเข้าไปตามคำเชิญที่ราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเองของผู้มาใหม่ เขาไม่เปิดปากพูดกับชายแปลกหน้า เอาแต่ชะเง้อหาคนที่เขาคุ้นเคย แก้วกำลังใส่เสื้อเบลเซอร์คุมทับเสื้อยืดสีขาวเพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอก ดวงตาสีเข้มหันมาเห็นเด็กชายก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้ประหลาดใจกับการจู่ๆ ก็โผล่มาแบบนี้ของเจ้าหมาน้อย แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงดี ตัวเขามีธุระต้องออกไปงานเลี้ยงสละโสดเพื่อนในกลุ่มสมัยเรียนมัธยมปลาย ส่วนเด็กชายคนนี้ก็คงปล่อยไว้ทั้งที่ท้องน้อยร้องโครกครากไม่ได้



               “มึงไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวกูค่อยตามไป” เจ้าของบ้านหันไปบอกชายร่างใหญ่ ธีร์ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้นที่ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอตั้งแต่นั้นจนอายุใกล้จะก้าวเข้าสู่เลขสามกันแล้ว



               “ไปพร้อมกันนี่แหละ ไปหาอะไรมาให้โชคกินก่อนดิ” ธีร์ตอบกลับอย่างไม่ต้องคิด พร้อมเน้นประโยคหลัง แววตาอ่อนโยนทอดมองเด็กชาย เขาเป็นคนรักเด็ก มีหลานลูกพี่สาวอยู่คนหนึ่ง อายุน่าจะไล่เลี่ยกับเด็กชายตรงหน้า พอได้เจอตัวเด็กน้อยที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่าชอบมีแผลเต็มตัวอยู่บ่อยๆ เลยยิ่งรู้สึกสงสารอยากจะช่วยปลอบโยน



               “อิ่มยัง เอาข้าวเพิ่มอีกหน่อยสิ” โชคนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว มีไข่เจียวหมูสับหอมฉุยเป็นกับง่ายๆ แต่บรรยากาศบนโต๊ะที่เคยเงียบสงบกว่านี้กลายเป็นถูกชายแปลกหน้าตัวใหญ่ชวนพูดคุยไม่หยุด ทั้งยังคะยั้นคะยอให้เขากินข้าวเยอะๆ



               “เดี๋ยวจะออกไปข้างนอกนะ น่าจะกลับดึกๆ ง่วงก็ขึ้นไปนอนเลย” แก้วบอกกับเด็กชายขณะที่มีสายเรียกเข้าครั้งที่สอง “ฮัลโหล เดี๋ยวพวกกูออกแล้ว.. ไอ้ปลื้มโทรตามแล้ว”



               ธีร์ ที่บอกให้เด็กชายเรียกตนว่าอาธีร์ทำท่าลังเลที่จะปล่อยเด็กชายทิ้งไว้เพียงลำพัง แต่ก็ยอมลุกไปแต่โดยดีเมื่อแก้วบอกว่าโชคดูแลตัวเองได้ ก่อนไปไม่วายหันมาขยี้หัวทุยเล็กที่ผมถูกตัดเล็มไม่เป็นทรงโดยฝีมือยายหอมเช่นเคย



               “เดี๋ยวจะรีบพาน้าแก้วกลับมาส่งนะครับ”



               “จะล็อกข้างนอกนะ เดี๋ยวกลับมา” โชคพยักหน้ารับคำของทั้งสอง ขณะที่กินข้าวไข่เจียวไปด้วย ความรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจที่รู้สึกก่อนหน้านี้สงบลงด้วยคำพูดเพียงคำเดียวที่บอกว่าจะกลับมาของชายคนนั้น







               กว่าแก้วจะไขกุญแจเปิดบ้านเข้ามาเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว ภายในบ้านเงียบฉี่ แต่ยังมีเสียงพัดลมพัดอยู่ แก้วเปิดไฟหน้าบันได แสงส่องจากกลางบ้านเข้ามากระทบร่างน้อยที่นอนหลับอยู่บนโซฟาโดยปราศจากผ้าห่ม แก้วเดินเข้าไปจับแขนเล็กที่โผล่พ้นเสื้อแขนสั้นออกมาก็รู้สึกได้ว่ามันเย็นเพราะตากลม



               โชคสะลืมสะลือขึ้นมาในอ้อมแขนที่กำลังอุ้มเขาขึ้นบันได หน้าเล็กถูไปมาบนบ่าที่ซบอยู่คล้ายจะบอกให้ชายหนุ่มรู้ว่าเขาตื่นแล้ว



               “หลับต่อไปเลยก็ได้” แก้วลูบหลังกล่อมเด็กชาย



               “น้าแก้ว” เสียงแหบแปร่งกระซิบเรียก



               “หือ”



               “น้าแก้ว”



               “ว่าไง”



               “น้าแก้ว” พอได้ยินชื่อตัวเองซ้ำเป็นครั้งที่สาม ชายหนุ่มก็รู้ว่าเด็กชายไม่ได้ต้องการพูดคุยเป็นเรื่องเป็นราว แค่เพียงเรียกหาเขาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาอยู่ตรงนี้เท่านั้น



               “อืม”



               “น้าแก้ว”



               “อือ”



               “น้าแก้ว”



               “ฉันอยู่นี่”



               “น้าแก้ว..” คืนนั้นแก้วไม่ได้ไปส่งเจ้าตัวเล็กที่ห้องนอนเล็ก แต่พาเข้าไปนอนที่เตียงนอนของเขาในห้องนอนใหญ่แทน ห่มผ้าให้ก่อนจะนอนตะแคง มองริมฝีปากเล็กๆ ขยับเรียกชื่อเขาซ้ำๆ อย่างจนใจ แต่ก็ครางรับในคำกลับไปทุกครั้ง จนกระทั่งเผลอหลับกันไปทั้งคู่







               ยามเช้ามาเยือนเร็วกว่าดวงจันทร์ปรากฏตัวเสมอ โชคตื่นขึ้นมาก่อนเจ้าของบ้าน ซึ่งต่างจากปกติที่เมื่อเขาตื่น แก้วก็จะออกจากบ้านไปทำงานแล้ว หรือแม้แต่ในวันหยุดที่โชคมานอนค้าง แก้วก็มักจะตื่นแต่เช้าขึ้นมานั่งสูบบุหรี่อยู่ที่โซฟาห้องนั่งเล่น



               เด็กชายขยับกายเข้าหาแผ่นหลังของคนข้างๆ รู้สึกอุ่นในอกทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้กับชายคนนี้ แก้วรู้สึกตัวเลยปรือตาตื่นขึ้น เหลือบไปเห็นเจ้าหมาตัวจ้อยที่ซุกอิงแอบตัวเองอยู่เลยพลิกหันกลับไป โอบหัวทุยเข้ามาแนบอก แล้วปล่อยให้มือน้อยคว้ามือตัวเองไปกำไว้



               กว่าหนึ่งปีมาแล้วนับจากคืนที่เขาเก็บหมาจรตัวเปียกปอนกลับมาบ้าน จากเด็กน้อยที่ตัวสั่นยามกลั้นเสียงสะอื้นและไม่ยอมพูดจา กลายเป็นเด็กชายที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าและชอบเอ่ยเรียกชื่อเขาแม้ไม่มีบทสนทนา ตัวเขาเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากที่เคยมองเด็กตรงหน้าเป็นแค่หมาจรจัดบาดเจ็บที่ควรช่วยรักษา ก็กลายเป็นว่าเขามีความรู้สึกห่วงใยและเอ็นดูให้เสียแล้ว







               “น้าแก้ว” คนถูกเรียกครางรับในคอ พ่นควันออกมาลอยวนเวียนตรงหน้าเป็นม่านสีขาวเพียงชั่วคราวก็สลายไป



               “ว่าไง” เพราะรออยู่นานเด็กชายก็ไม่พูดต่อเสียที เขาเลยต้องเอ่ยถาม



               “ทำไมคนเราต้องตายด้วย”



               “นั่นสิ ทำไมนะ” โชคเดินมานั่งยองลงที่พื้นหน้าขั้นบันไดที่ถูกจับจอง เด็กชายไม่ได้คำตอบที่อยากรู้ เอากิ่งไม้แห้งเขี่ยหินบนพื้นไปมาอย่างไร้จุดหมาย แก้วยื่นมือมาวางบนหัวเล็ก โยกคลอนมันไปมาช้าๆ เขาไม่มีคำตอบของคำถามนั้น เพราะว่าไม่มีคำตอบไหนที่เด็กวัยนี้จะทำความเข้าใจได้ หรือบางทีคำถามนี้อาจจะไม่มีคำตอบที่แท้จริงอยู่เลยก็ได้



               “ลุงเก๋าบอกว่าตายก็คือจะไม่กลับมาอีก”



               “งั้นเหรอ”



               “ยายหอมก็เลยไม่กลับมาที่บ้านอีกแล้ว”



               “อืม” แก้วรู้สึกได้ว่าศีรษะน้อยๆ กำลังสั่น ดวงตาคู่สวยฉ่ำชื้น หยดน้ำตาร่วงเผลาะลงจนร่องบนดินที่เด็กชายใช้ไม้ขีดเขียนเปียกเป็นดวง ชายหนุ่มขยับกายลงมาคุกเข่ากับพื้นดิน สองแขนโอบเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้เข้ามากอดไว้แน่น เป็นครั้งแรกที่เขากอดปลอบโชคแบบนี้



               เพราะครั้งนี้น้ำตาที่ไหลไม่ใช่เพราะร่างกายบาดเจ็บ แต่เป็นเพราะหัวใจดวงน้อยกำลังเจ็บปวด



               “โชค.. มาอยู่กับฉันไหม”







...TBC.


               ฝากคอมเม้นเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะคะ  :mew1:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 2 [27.03.20]
เริ่มหัวข้อโดย: tasteurr ที่ 02-04-2020 19:53:59
น้าแก้วยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าจริงๆแล้วตัวเองเป็นคนใจดีมากๆๆๆ
หลังจากนี้น้องโชคจะได้รับสิ่งดีๆได้เจอคนดีๆอีกเยอะเลยใช่ไหม :impress:

 :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 4 [9.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 09-04-2020 20:51:13


ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 4





               ‘โชค... มาอยู่กับฉันไหม’



               แก้วหมายความตามที่พูดจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่หลุดปากออกมาด้วยความเวทนา แม้โชคจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็พยักหน้ารับ ถ้าได้อยู่กับน้าแก้วแล้ว เขาก็ยินดีทั้งนั้น วันต่อมาแก้วจึงพาเด็กชายเด็กชายเดินทอดน่องไปยังชุมชนแออัดริมคลอดที่ติดกับท้ายหมู่บ้านของเขา ติดต่อพูดคุยกับหัวหน้าชุมชนเรื่องที่จะรับเด็กชายไปอาศัยอยู่ด้วย รวมถึงสอบถามเรื่องของการย้ายทะเบียนบ้านเพราะเขาตั้งใจจะส่งเสียเด็กคนนี้ให้ได้เรียนหนังสือ และด้วยความบังเอิญที่ดีเมื่อเด็กชายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของลุงเก๋า เช่นเดียวกับเด็กในคุ้มนี้ที่พ่อแม่ไม่มีเล่มทะเบียนบ้านเป็นของตัวเอง การดำเนินการจึงง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปควานหาตัวบุพการีที่หนึ่งหนีหายอีกหนึ่งถูกจำคุก



               การดำเนินการเรื่องเอกสารของเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองเซ็นรับรองใช้เวลาและขั้นตอนเกือบสองสัปดาห์ แต่ก็สามารถจัดการได้เรียบร้อยดีโดยไม่มีปัญหาอะไรเมื่อเด็กชายเป็นเด็กจากย่านสลัมที่ไม่มีใครจะมาเรียกร้องสิทธิ์เลี้ยงดู กอปรกับผู้ใหญ่บ้านแถวนั้นที่ช่วยเซ็นรับรองให้โดยง่าย ท้ายที่สุดแล้วในเล่มทะเบียนบ้านของแก้วก็มีรายชื่อผู้อยู่อาศัยเพิ่มมาอีกหนึ่งหน้า



               “มีอะไรที่อยากเอาไปด้วยอีกไหม” แก้วถามเด็กชายที่เดินหอบผ้าผืนบางลายผีเสื้อที่ดูเก่าแต่ยังได้รับการดูแลอย่างดีออกมาจากห้องแคบที่เด็กน้อยเคยอาศัยอยู่ โชคส่ายหน้า ชายหนุ่มหรี่ตาลงมองร่างเล็กที่กอดผ้าคลุมไหล่ผืนนั้นไว้อย่างหวงแหน เขาพอจะเดาได้ว่าใครเป็นเจ้าของมันมาก่อน



               ผ้าคลุมลายผีเสื้อสีเข้ม สัมผัสของชีฟองนุ่มฟูแต่ไม่เรียบลื่น โชคจำได้ว่านานๆ ทียายหอมจะหยิบมันออกมาพาดคลุมไหล่ ขณะนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีแดงแล้วมองออกไปยังท้องฟ้ากระจ่างผ่านบานประตูที่เปิดกว้าง ร่องรอยของความสุขจะฉายชัดขึ้นหลังนัยน์ตาฝ้าฟาง ...ของขวัญเพียงชิ้นเดียวจากลูกสาวที่อยู่ต่างเมือง มันถูกส่งมาทางไปรษณีย์พร้อมจดหมายที่เขียนด้วยลายมือเพียงประโยคเดียวสั้นๆ ว่า ‘สุขสันต์วันเกิดค่ะ แม่’ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีการติดต่อจากบ้านเกิดอีกเลย



               เพราะเป็นของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่ยายหอมได้รับ และเป็นของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่เธอได้มอบให้คนอื่น สองวันก่อนที่เธอจากไปตลอดกาล ไม่รู้ว่าเป็นลางสังหรณ์หรือเพียงเรื่องบังเอิญ แต่ขณะที่ยายแก่รื้อหาเสื้อผ้าในตู้เก็บของเพื่อเอามาตัดเย็บเป็นเสื้อตัวใหม่ให้เด็กชายตัวน้อยที่สวมใส่เสื้อแขนกุดยืดย้วยและเริ่มขาดตรงชาย เธอก็หยิบเอาสมบัติแสนล้ำค่านี้ออกมาแล้วกางคลุมทับลงบนร่างเล็ก พร้อมกับคลี่ยิ้มอ่อนโยนโดยไม่พูดอะไร



               แก้วชำเลืองมองเด็กชายที่เดินตามหลังไม่ห่าง ชายผ้าผืนยาวมุมหนึ่งร่วงหลุดทิ้งตัวลงไประกับพื้น เขาเลยยื่นมือไปตวัดทบมันกลับขึ้นมาไว้บนสองแขนเล็ก ชะลอฝีเท้าเคียงข้างเจ้าหมาจรที่กลายมาเป็นหมาบ้านของเขา คอยช่วยดึงรั้งชายผ้ากลับขึ้นไปทุกครั้งที่มันร่วงหล่น... ไปตลอดทางกลับบ้าน





               พฤศจิกายนมาถึงไวกว่าที่คิด ร่วมเดือนแล้วที่เด็กชายย้ายเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านของแก้วอย่างเป็นทางการ ชีวิตประจำวันของทั้งสองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นเพราะโชคมักจะแวะเวียนมาค้างอยู่เป็นประจำ ทุกวันจึงดำเนินไปอย่างที่เคยเป็นมา จะมีก็แค่อาหารที่แก้วต้องเตรียมหาเพิ่มขึ้นสำหรับอีกหนึ่งปากท้อง และความรู้สึกกังวลใจเล็กๆ เวลาที่เขาเลิกงานช้าในขณะที่ปล่อยให้เด็กชายอยู่เพียงลำพัง



               “กลับมาแล้ว” คำที่ปกติไม่เคยได้พูดก็เพิ่มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ในขณะความมืดมิดเงียบเหงาที่เคยรอคอยเขากลับมาก็หายไปแล้วเช่นกัน



               “น้าแก้ว” เด็กชายโผล่หน้าออกมาจากห้องครัว ในมือถือกล่อมนมออกมาด้วย



               “ไง โชค อาซื้อขนมมาฝากด้วยนะ” เสียงทักที่สองไม่ได้มาจากเจ้าของบ้าน แต่เป็นอาธีร์ที่นานๆ ครั้งจะโผล่มากินข้าวเย็นด้วย โชคเดินเข้าไปรับถุงขนมมาเปิดดู ขณะที่หัวเล็กถูกมือใหญ่ขยี้อย่างหมั่นเขี้ยว แล้วหันไปพูดกับเพื่อนสนิทที่เดินถือถุงกับข้าวเข้าไปในครัว “พาไปตัดผมมาแล้วเหรอ”



               “อืม”



               “จะให้เข้าเรียนที่ไหนล่ะ”



               “ยังไม่ได้คิด” เสียงตอบราบเรียบ ธีร์ถอนหายใจอย่างปลงตกแล้วอุ้มเด็กชายขึ้นนั่งตักบนโซฟา แกะห่อขนมให้แล้วช่วยเช็ดเวลาที่เศษขนมเลอะตามขอบปากเล็ก พอได้ยินเสียงเจ้าบ้านเรียกให้ไปกินข้าว ก็อุ้มเจ้าตัวเล็กเข้าไปล้างมือในห้องน้ำก่อนจะพาไปส่งถึงเก้าอี้



               คืนนั้นหลังจากที่เด็กชายอาบน้ำแล้วก็ไปนอนดูโทรทัศน์กับผู้ใหญ่สองคนในห้องนั่งเล่น เขาเผลอหลับไปตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งเรื่อง อาธีร์ที่สุดแสนจะเห่อหลานชายคนใหม่ก็อุ้มพาขึ้นไปส่งที่ห้องนอนเล็กที่มีการตกแต่งเพิ่มเติมสำหรับการอยู่ถาวร จัดแจงห่มผ้าพร้อมจูบราตรีสวัสดิ์บนหน้าผากเล็กอย่างเอ็นดู โชครับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่แตกต่างไปจากสัมผัสของน้าแก้ว ถึงในตอนแรกเขาจะรู้สึกไม่คุ้นเคยและหวาดกลัวชายที่ตัวสูงใหญ่คล้ายกับพ่อ แต่ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกชื่นชอบอาธีร์ขึ้นมาหน่อยนึงแล้ว



               “สูบอีกแล้วนะ” ธีร์ลงมาชั้นล่าง เห็นเพื่อนสนิทกำลังสูดควันเข้าปอดก่อนจะพ่นมันออกมาแล้วปลิวหายไปเพราะแรงพัดลม เขาไม่ได้รังเกียจกลิ่นไหม้ของใบยาสูบ หรือควันขมุกขมัวชวนให้สำลักไอ ตัวเขาเองก็เคยสูบ สมัยเรียนม.ปลาย แล้วก็เลิกไปช่วงที่เรียนมหาลัยปีสุดท้าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงชอบบ่นให้อีกฝ่ายหงุดหงิดเล่น “เหม็น”



               “เหม็นก็ไปนั่งไกลๆ”



               “ไม่”



               “งั้นอย่าบ่น” พูดจบก็พ่นควันใส่หน้าอีกฝ่าย ธีร์หัวเราะคิกคักไม่ได้รู้สึกว่าการกระทำของเพื่อนชวนให้หงุดหงิดสักนิด



               “แก้ว”



               “อะไร”



               “คืนนี้ค้างนะ”



               “อืม”







               เช้าวันจันทร์แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย เมื่อคนที่จะออกไปทำงานแต่เช้ายังคงเดินวนเวียนอยู่ในบ้าน รื้อค้นหาเอกสารในซองตามชั้นต่างๆ ขณะเดียวกันก็หนีบเครื่องมือสื่อสารแบบฝาพับพุดคุยกับปลายสายไปด้วย



               “ไม่พี่ วันนี้ไม่เข้า บอกเด็กที่ออฟฟิศไว้แล้วไง... อือ เดี๋ยวจะไปติดต่อโรงเรียน...”



               แก้วหันมาพยักหน้าให้เด็กชายที่แง้มประตูห้องตัวเองออกมาแอบมองเขา ชี้มือไปทางบันไดเพื่อจะบอกให้เด็กชายลงไปอาบน้ำสักที โชคเข้าใจคำสั่งนั้น วิ่งลงไปชั้นล่างเพื่อจัดการตัวเองให้เรียบร้อยในเวลาแค่ไม่ถึงยี่สิบนาที



               “น้าแก้ว จะพาไปข้างนอกเหรอ”



               “อืม ไปดูโรงเรียน”



               เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก แก้วเดินเก็บจานชามไปล้างด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากให้พนักงานประจำตำแหน่งนี้ต้องตัวเปียกเปลี่ยนเสื้ออีกรอบก่อนออกไปทำธุระนอกบ้าน มันไม่ใช่การออกไปนอกบ้านครั้งแรกของโชค แต่เด็กน้อยก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี



               โชคค้นพบว่าสิ่งที่เขาชอบรองลงมาจากการเดินเล่นอยู่ในสวนยามบ่ายที่มีน้าแก้วนั่งสูบบุหรี่อยู่บนขั้นบันไดหน้าบ้าน นั่นก็คือการที่ชายหนุ่มเดินจูงมือเขาเดินไปตามถนนสองเลนของซอยหมู่บ้านไปจนถึงถนนใหญ่ ระยะทางแสนใกล้กับช่วงเวลาแสนสั้น แต่ก็พอให้เด็กน้อยรู้สึกอบอุ่นจนยิ้มกว้างไปตลอดทาง



               สถานที่แรกที่แท็กซี่สีเขียวเหลืองพาพวกเขามาส่งคือหน้าโรงเรียนประถมของรัฐบาลแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านถ้าเดินทางโดยรถยนต์ แต่ไกลโขถ้าเดินด้วยสองเท้า แก้วไม่ได้เลือกโรงเรียนที่เด็กชายคงไม่สามารถมาเองได้เป็นตัวเลือกแรกเพราะที่ตั้ง แต่เพราะชื่อเสียงที่ค่อนข้างดี ทั้งวิชาการ อาหารกลางวัน และความเอาใจใส่ของครูบาอาจารย์ อีกทั้งเป็นโรงเรียนที่แก้วเคยเรียนสมัยเป็นเด็กน้อยอายุไล่เลี่ยกับเด็กชาย เขาเดินตรงเข้าไปยังห้องวิชาการ พูดคุยสอบถามเรื่องต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ แต่อาจจะเพราะวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร บรรดาครูรุ่นเก่าก็ต่างพากันเกษียณออกไป บรรยากาศที่ชายหนุ่มจดจำได้ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย



               โรงเรียนเก่าของน้าแก้ว... ตัดออกไป



               เช่นเดียวกับจุดหมายที่สอง โรงเรียนเก่าของเพื่อนสนิทที่ถูกแนะนำมาโดยเพื่อนสนิท เป็นโรงเรียนเอกชนที่มุ่งการเรียนรู้แบบเน้นการพัฒนาเด็กผ่านกิจกรรมมากกว่าการวัดผลทางวิชาการ ซึ่งแลกมาด้วยค่าเทอมที่แพงลิบลิ่ว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับสถาปนิกหนุ่มผู้ถือหุ้นบริษัทรับออกแบบบ้านที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเดียวของที่นี่สำหรับเขาก็คือตั้งอยู่ไกลจากบ้านมากเกินไป ถึงแม้จะเดินทางโดยรถยนต์ก็ยังต้องใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งสำหรับวันที่การจราจรไม่ติดขัด เขาไม่ต้องการให้เด็กชายวัยกำลังกินกำลังนอนต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีห้าเพื่อเตรียมตัวออกจากบ้านก่อนหกโมง กว่าจะกลับอีกทีก็มืดค่ำ



               โรงเรียนเก่าของอาธีร์... ก็ตัดออกไป



               เด็กชายกับผู้ปกครองมือใหม่ของเขาตระเวนไปตามโรงเรียนต่างๆ อีกสองสามแห่ง ทุกที่ล้วนมีข้อดีให้พิจารณา แต่พอชั่งน้ำหนักกับข้อเสียแล้วแก้วก็ตัดตัวเลือกออกไปจนหมด เขาเพิ่งรู้ว่าการที่พ่อแม่จะตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้กับลูกสักแห่ง มันไม่ง่ายเลย



               “โชค” เด็กน้อยละสายตาจากเมืองใหญ่นอกหน้าต่าง หันมาหาคนเรียก บนใบหน้ายังคงมีแววกระตือรือร้นสนอกสนใจสิ่งใหม่ๆ ที่ได้เจอ แต่ในดวงตาคู่นั้นก็ยังฉายชัดว่ากำลังจะหมดแรงเพราะความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถไปมาหลายที่



               แก้วคว้าศีรษะเล็กให้เอนลงมานอนหนุนตักตน ลูบหัวเด็กชายไปพลางคิดถึงตัวเลือกในหัว



               “ที่ไปมาวันนี้ ชอบที่ไหนบ้าง”



               “ทุกที่เลย”



               “แล้วที่ไหนมากสุด”



               “...น้าแก้วชอบที่ไหน” แก้วหัวเราะน้อยๆ เมื่อถูกถามกลับ



               “ถามฉันทำไม คนที่จะไปเรียนน่ะเธอนะ”



               “ถ้าน้าแก้วไปด้วยก็ชอบทุกที่เลย” ดวงตาซื่อแหงนขึ้นมามองสบ แก้วได้แต่ยิ้มให้กับความไร้เดียงสาของเด็กน้อย



               “น้าแก้ว เราจะไปไหนกัน” รถโดยสารยังคงแล่นไปบนท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยยานพาหนะรูปทรงต่างๆ และทิวทัศน์สองข้างทางก็แตกต่างจากทางกลับบ้านที่เด็กชายพอจะจำได้



               “ไปที่ทำงานฉัน” แก้วล้วงเอาโทรศัพท์ฝาพักในกระเป๋ากางเกงออกมากดหารายชื่อติดต่อออฟฟิศ เพื่อโทรบอกล่วงหน้าว่าเขาเปลี่ยนใจจะแวะเข้าไปเอาแบบแปลนที่วาดค้างไว้กลับไปทำต่อที่บ้าน หลังจากที่บอกว่าจะขอลาหยุดทั้งวัน



               โชคตาปรือใกล้หลับเต็มทีเมื่อโดนแอร์เย็นฉ่ำเป่ารดมาทั้งทาง แก้วปล่อยให้เด็กชายยืมตักเขาต่างหมอน ขณะที่ตัวเองทอดสายตามองออกไปนอกกระจก ที่ทำงานของเขาตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่มีห้างร้านครบครันและการคมนาคมเข้าถึงสะดวก แต่ก็ไม่ใช่จุดใจกลางเมืองจึงไม่ดูแออัดจนเกินไปนัก และในขณะที่มองทิวทัศน์ข้างทางเพลินๆ ป้ายโรงเรียนรัฐขนาดกลางก็ผ่านเข้ามาในสายตา



               “พี่ครับ จอดแถวนี้เลยครับ”







               โชคนั่งดูดน้ำหวานในแก้วพลาสติกที่เตรียมไว้รับแขกของสำนักงานบริษัทรับออกแบบบ้านที่แก้วทำงานอยู่ เด็กชายไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศการถูกเอาอกเอาใจแบบนี้สัดเท่าไหร่ บรรดาพี่สาวพี่ชายต่างเอาขนมเอาน้ำมาให้ พร้อมทั้งลูบหัวเอ็นดู บางคนก็เข้ามากอดแน่นจนเด็กชายทำตัวไม่ถูก



               แก้วเก็บของจากโต๊ะทำงาน รอยยิ้มจางผุดขึ้นขณะที่มองเจ้าตัวเล็กปั้นหน้าไม่ถูกอยู่กลางวงเด็กฝึกงานสาวที่กำลังเห่อของเล่นใหม่ เขาอารมณ์ดีเพราะหลังจากที่บอกให้แท็กซี่จอดข้างทาง แล้วพาเด็กชายที่กำลังสะลึมสะลือเข้าไปติดต่อโรงเรียนรัฐขนาดกลางที่บังเอิญเห็น เขาก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าเด็กชายจะเข้าเรียนที่นั่น



               “ลูกพี่แก้วเหรอคะ”



               “หลานป่าว พี่แก้วยังไม่มีแฟนนี่”



               “รู้ได้ไงว่าไม่มี” รุ่นน้องชายที่เป็นพนักงานประจำแทรกขึ้นมาขัดจนสาวๆ หันไปมองค้อนควับ



               “ยังไม่มีหรอก” แก้วตอบยิ้มๆ ขณะที่เดินหนีบกล่องแปลนออกมา เขาบอกให้โชคบอกลาทุกคนพอเป็นมารยาทแล้วโบกแท็กซี่หน้าที่ทำงานพาเด็กชายกลับบ้านทันที ระหว่างทางหลังจากขึ้นรถมาได้ไม่ถึงห้านาที เจ้าตัวเล็กก็แบตหมด เอนหลังพิงเบาะหลับสนิท แก้ววางมือบนหน้าผากเล็กเพื่อวัดอุณหภูมิ กลัวว่าการเดินทางไปนู่นนี่ทั้งวันจะทำให้เด็กป่วยอย่างที่ได้ยินคนเขาพูดมา โชคดีที่วันนี้เด็กชายแค่หมดแรงหลับไปเท่านั้น



               แก้วอ่านเอกสารที่ได้มาล่าสุด จากโรงเรียนที่บังเอิญผ่าน แต่กลับกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งเดียวสำหรับเขาในตอนนี้ เขาไม่ได้มองหาโรงเรียนที่สามารถปั้นเด็กให้เก่งวิชาการ หรือโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนพิเศษแตกต่างจากที่อื่น เขาเพียงต้องการโรงเรียนที่สอนตามหลักสูตร มีกิจกรรมให้ทำสมวัย มีอาหารกลางวันที่ดี กับครูที่พูดคุยด้วยง่าย ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ตอบโจทย์พื้นฐานของเขาได้ครบหมด รวมไปถึงยังอยู่ใกล้กับที่ทำงานเขาอีกด้วย



               ชายหนุ่มวัยย่างสามสิบที่เพิ่งเคยได้สัมผัสความรู้สึกของการเป็นผู้ปกครองเด็กเจ็ดขวบเป็นครั้งแรก วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยล้าสำหรับเขา และคงหนักหนายิ่งกว่าสำหรับเด็กชาย



               แก้วมองถนนที่ไฟสองข้างทางเริ่มส่องสว่าง บางทีอาจถึงเวลาที่เขาต้องซื้อของเข้าบ้านเพิ่มอีกอย่างแล้ว







               สองสามวันมานี้แก้วเอาแต่ดูโบชัวร์รถยี่ห้อต่างๆ ค้นหาข้อมูลรวมถึงปรึกษาเพื่อนอย่างธีร์อย่างจริงจัง วันหยุดหลังจากนั้นก็ไปที่โชว์รูมรถ และอาทิตย์ต่อมารถเก๋งสี่ประตูขนาดกลางสีดำก็มาจอดอยู่หน้าบ้าน



               แก้วขับรถเป็น และเคยมีคิดจะซื้อรถตั้งแต่ช่วงที่ทำงานแรกๆ แต่เพราะเขาอยู่คนเดียว ที่จอดรถในบ้านก็ไม่มี และหากต้องการไปไหนไกลก็มีสารถีที่เรียกใช้ได้อย่างธีร์อยู่แล้ว เขาที่ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อจึงผลัดความคิดนั้นมาเรื่อยๆ แต่เพราะการที่เห็นเด็กน้อยหมดแรงบนแท็กซี่วันนั้น แก้วก็รู้สึกว่าเขาควรมีรถส่วนตัวไว้ใช้บ้างแล้ว



               บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อทุกคนเคยรู้สึกเวลาที่ครอบครัวใหญ่ขึ้น...รึเปล่านะ







TBC...



               ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ ช่วงนี้ก็รักษาสุขภาพกันด้วย เจอกันอาทิตย์หน้าค่ะ
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 4 [9.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 14-04-2020 21:51:43
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 5 [16.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 16-04-2020 21:34:50
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 5

 

               “อะ สอนโชคให้ด้วย” แก้วยื่นถุงทรงสี่เหลี่ยมให้เพื่อนสนิทที่โผล่มาที่บ้างเขาในช่วงสายของวันหยุด ธีร์รับถุงมาเปิดดู สมุดภาพหลายเล่มที่ฝ่ายเจ้าของบ้านไปเลือกซื้อมาจากร้านหนังสือนอนนิ่งอยู่ในนั้น ทั้งสมุดฝึกเขียน ก.-ฮ. A-Z และเลข 1-100 นอกจากนี้ยังมีพวกสมุดระบายสีรูปร่างเราขาคณิต รวมภาพสัตว์โลก และอีกมากมายหลากหลายให้เลือกสรรได้ตอบใจผู้สอน

 

               “อะไรเนี่ย”

 

               “ก่อนเข้าเรียนต้องมีพื้นพวกนี้ก่อน โชคไม่ได้เรียนอนุบาลเลยต้องมาฝึกเอง” แก้วอธิบาย ตอนแรกเขากะจะสอนเอง แต่เพราะมีงานค้างอยู่ และประจวบเหมาะพอดีกับที่เพื่อนผู้แสนรักเด็กของเขาโผล่มา เลยมอบหน้าที่ที่เจ้าตัวน่าจะชื่นชอบนี้ให้

 

               ใบหน้าหล่อเหลายับย่นน้อยๆ เขามาเพื่อมาเล่นกับเด็กชายและเจ้าของบ้าน แต่กลับถูกใช้งานเสียอย่างนั้น ธีร์ถอนหายใจ ก่อนจะเดินไปเรียกเด็กชายให้มานั่งกับพื้นข้างโต๊ะหน้าโซฟาด้วยกัน แล้วเริ่มหยิบเอาคู่มือการเรียนรู้ออกมาให้เด็กชายเลือกว่าอยากทำเล่มไหนเป็นอันดับแรก

 

               แก้วพ่นลมหายใจเจือไอขมุกขมัวออกมาก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานชั้นล่างไป รู้สึกว่าเพื่อนสนิทของเขาดูจะเหมาะกับการเลี้ยงเด็กมากเลยทีเดียว และเช่นเดียวคนที่หน้ายู่เมื่อกี้ พอเห็นแววตาเปล่งประกายสนอกสนใจของเด็กชายแล้วก็เริ่มรู้สึกว่า บางทีการใช้เวลาวันหยุดไปกับการสอนหนังสือให้เด็กชายก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร

 

 

 

               “หลับแล้วเหรอ” เป็นคำถามที่ไม่ได้หมายถึงเจ้าตัว เมื่อเห็นเพื่อนสนิทที่พาเด็กชายขึ้นไปส่งนอนทั้งที่ไม่จำเป็นเดินลงบันไดมา

 

               “หลับแล้ว” ร่างสูงก้าวยาวๆ เข้ามาทิ้งตัวลงที่ว่างข้างเจ้าของบ้าน เอนหัวซบพนักโซฟาหันหน้าไปมองดุแบบไม่จริงจังนักใส่คนที่สูบบุหรี่อีกแล้ว ก่อนจะเริ่มเล่ากิจกรรมล่าสุดที่ได้ทำกับเด็กชายให้เขาฟัง “วันนี้กูอ่านนิทานที่แถมมากับสมุดไดโนเสาร์ให้ฟังด้วย ชอบใหญ่เลย”

 

               “ก็ดีแล้ว”

 

               “มึงน่าจะทำบ้างนะ”

 

               “กูเล่านิทานไม่เป็น”

 

               “อ่านเอาก็ได้”

 

               ดวงตาสีเข้มหรี่ลงคล้ายพิจารณาแต่ไม่รับปาก ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องอื่นแทน

 

               “จะค้างไหม”

 

               “อืม แต่กูไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาด้วยนะ”

 

               “ไปหาเอาในตู้ น่าจะมีของมึงอยู่”

 

               “ครับผม” ธีร์ยิ้มรับคำ แต่ก็อ้อยอิ่งอยู่เนิ่นนานจนอีกคนขยี้บุหรี่ลงบนที่เขี่ยแก้วบนโต๊ะ แล้วจึงค่อยลุกเดินกลับขึ้นชั้นสองของบ้านไปด้วยกัน

 

 

 

               ฟ้ายังไม่ทันสว่างแก้วก็ถูกปลุกด้วยการขยับตัวลุกของคนข้างๆ ธีร์บอกให้เขานอกต่ออีกหน่อย แต่เจ้าบ้านปฏิเสธ เขาลงมาส่งเพื่อนสนิทถึงประตูรั้วเพื่อที่จะได้คล้องโซ่ปิดหลังอีกคนออกไป รอจนรถเก๋งสีขาวคันใหญ่แล่นพ้นจากสายตาแล้วจึงค่อยเดินกลับเข้าไปในบ้าน มวนบุหรี่ถูกจุดขึ้นอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้บนโซฟาตัวเดิม มุมเดิมๆ แก้วนั่งชันเข่าพิงตัวด้านข้างกับพนักพิง มองผ่านมุ้งลวดกันยุงออกไปทางหน้าต่างที่เปิดเอาไว้เสมอยกเว้นเวลาที่ฝนตก

 

               สวนขนาดไม่ใหญ่แต่ก็มีพื้นที่พอให้ใช้สอยได้ยังคงร่มรื่นเขียวขจี ทิวทัศน์สีเขียวเริ่มเด่นชัดเมื่อแสงแรกของวันเริ่มรำไรอยู่ที่เส้นขอบฟ้า ดวงอาทิตย์ใช้เวลาไม่นานนักก็กลืนกินทั้งท้องฟ้า ส่องสว่างไล่น้ำค้างให้ค่อยๆ จางหายไป แต่ก็เนิ่นนานพอที่บุหรี่ในมือของชายหนุ่มจะมอดจนถึงโคน

 

               แก้วไม่ได้จุดบุหรี่มวนใหม่หลังจากที่ทิ้งก้นกรองลงในที่เขี่ย เขาเพียงแค่หลับตาลง ปล่อยให้ลำแสงอบอุ่นอาบไล้ใบหน้าซีกหนึ่งอย่างอ่อนโยน

 

               “น้าแก้วทำอะไร” เด็กชายที่ตื่นแล้วลงมาชั้นล่างในตอนสายๆ ได้ยินเสียงกุกกักจากในสวน พอเดินออกมาชะโงกหน้าดูตรงประตูก็เห็นชายหนุ่มเจ้าของบ้านกำลังปีนบันไดขึ้นไปแกะปมเชือกสีขาวที่เปรอะจนสีเปลี่ยนให้หลุดจากกิ่งต้นมะม่วง

 

               “มันพังแล้ว เลยเอาออก” แก้วว่าขณะก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้ายมาเหยียบพื้นอย่างปลอดภัย แล้วขยับบันไดไปอีกนิดเพื่อปีนขึ้นไปแก้ปมอีกฝั่งที่เหลือ โชคใส่รองเท้าแตะเดินลงมาเก็บเชือกเก่าเปื่อยยุ่ยที่กองอยู่ขึ้นมาเล่น แต่ด้วยปลายเชือกถูกยึดติดกับแผ่นไม้กระดานและยังคงเชื่อมอยู่กับเชือกอีกเส้นที่ยังไม่ถูกปลดลงมา เขาเลยยังไม่สามารถลากมันเดินไปรอบๆ สวนได้อย่างที่ใจนึก เล่นต้องนั่งยองลงคลี่ปลายรุ่นแล้วดึงเล่นอยู่ตรงนั้นแทน

 

               ปลายเชือกอีกฝั่งที่ยึดโยงกับกิ่งไม้ใหญ่ถูกปลดลงมาได้สำเร็จ ซากชิงช้าเก่ากองอยู่บนพื้น แก้วปล่อยให้เด็กชายได้สำรวจมันเต็มที่ เด็กชายหยิบแผ่นไม้กระดานขึ้น ถอยหลังออกไปไกลจนเชือกที่ขดอยู่เหยียดออกจนสุดดูคล้ายหาง แล้วออกวิ่งวนไปในสวนขณะที่มองมายังหางสองเส้นที่ไล่ตาม เขาพึงพอใจกับของเล่นชิ้นใหม่ แต่เมื่อมองไปยังใต้ต้นมะม่วงที่ว่างเปล่า หัวใจดวงน้อยก็วูบไหวด้วยความรู้สึกที่ยังไม่รู้จักชื่อเรียก

 

               “เพราะมันพังเลยต้องทิ้งเหรอ” เด็กชายถาม

 

               “อืม ถ้าปล่อยไว้สักวันก็ขาดตกลงมาเองอยู่ดี” ชายหนุ่มตอบ เขาเห็นแววตาเศร้าสร้อยมองขึ้นไปยังร่องรอยบนกิ่งไม้ที่เกิดจากการถูกเชือกเส้นหนาผูกรัดมันมานานหลายปี มืออบอุ่นที่เด็กชายชื่นชอบจึงวางลงบนศีรษะเล็ก “แล้วฉันก็ว่าจะทำอันใหม่ไว้ให้เธอเล่นน่ะ”

 

               บ่ายวันนั้นหลังจากที่ทั้งสองขับรถออกไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นกลับมาแล้ว ในสวนเล็กๆ ที่เคยเงียบสงบก็มีเสียงเครื่องมือและเสียงพุดคุยดังระงมให้ไม่เงียบเหงาจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดง ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ก็มีชิงช้าทำจากแผ่นไม้กระดานและเชือกเส้นใหญ่สีขาวอันใหม่ห้อยอยู่ตรงที่เดิม

 

 

 

               อากาศยังคงหนาวเย็นในช่วงเวลาส่งท้ายปี เสื้อแขนยาวตัวหนาถูกสวมทับชุดนอนของเด็กชายอีกชั้น เช่นเดียวกับคนที่ใส่ให้เขา ซึ่งวันนี้ก็เพิ่มเสื้อคลุมตัวยาวทับเสื้อยืดกับกางเกงที่ใส่นอนเป็นประจำขึ้นมาอีกตัว

 

               “อาธีร์จะมาไหม” โชคถามอย่างตื่นเต้น

 

               “มาสิ เดี๋ยวก็มา” แก้วอุ่นนมมาให้เด็กชายดื่มคลายหนาว ขณะที่กำลังรอตัวต้นคิดที่บอกว่าอยากให้เด็กชายได้รู้จักวันคริสต์มาส ทั่วทั้งบ้านจึงเต็มไปด้วยของตกแต่งสีเขียวแดงและขาวให้เข้ากับบรรยากาศของเทศกาล อีกทั้งยังมีต้นสนปลอมขนาดสูงท่วมหัวเด็กชายซึ่งถูกประดับประดาด้วยไฟและของแวววาวตั้งอยู่ที่มุมข้างชั้นวางทีวี

 

               “อาธีร์บอกว่าจะมีลุงใส่ชุดแดงเอาของขวัญมาให้” เด็กชายยังคงพูดด้วยประกายวิววับในดวงตา เขาไม่เคยได้จัดงานอะไรแบบนี้มาก่อน สำหรับเขาแล้วมีเพียงวันปีใหม่ที่ยายหอมจะทำอาหารมากกว่าสองอย่างให้กินเท่านั้นที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นการฉลองวันสำคัญ

 

               “ตื่นเต้นเหรอ”

 

               “อื้ม” เด็กน้อยพยักหน้าแรง แก้วกำลังจะพูดต่อ แต่ร่างสูงในชุดแดงกับถุงย่ามสีเดียวกับชุดใบใหญ่ก็โผล่ขึ้นที่หน้าประตูเสียก่อน

 

               ธีร์มาในชุดซานต้าคลอส แต่กลับเป็นลุงซานต้าที่หุ่นดีและไร้หนวดเคราสีขาวอย่างที่ตำนานเล่ากันมา เขาไม่ได้พยายามจะปิดบังตัวเองเพื่อที่จะปลอมตัวเป็นนักส่งของขวัญจากขั้วโลกเหนือต่อหน้าเด็กชายเลยสักนิด แต่เด็กชายก็ยังคงตาโตด้วยความประหลาดใจและวิ่งเข้าหาอย่างกระตือรือร้น

 

               “ซานต้าทำไมไม่มีหนวด” แก้วแซะเมื่อเพื่อนเขาโผล่มาด้วยใบหน้าเกลี้ยงเกลาจนเหมือนจะไปให้ของขวัญสาวๆ มากกว่ามาไล่แจกของขวัญให้เด็ก

 

               “ที่นี่ไม่มีคริสต์เตียน ซานต้าไม่มาหรอก” ธีร์ยักไหล่ ก่อนจนหันไปขยี้หัวเล็กของเด็กชายที่แววตาเริ่มสั่นคลอนเมื่อเขาบอกว่าซานต้าจะไม่มาผิดจากที่เคยเล่าให้ฟังครั้งก่อน “แล้วที่นี่ก็ไม่ต้องการซานต้าด้วย เพราะว่ามีอาธีร์อยู่นี่แล้วไง”

 

               แก้วถอนหายใจกับท่าทางที่อ้าแขนออกกว้างราวกับจะประกาศการมาถึงของตัวเองของเพื่อนสนิท แต่กลับมีแฟนคลับที่ด้วยตาเป็นประกายจ้องมองอย่างชื่นชมอยู่คนหนึ่ง

 

               “น้องโชคเป็นเด็กดีรึเปล่าครับ” ซานต้าหนุ่มหล่อถามด้วยรอยยิ้มกว้างไม่แพ้เจ้าตัวเล็กพระเอกของงาน คนถูกถามพยักหน้าหงึกหงัก แล้วหันไปคล้ายจะขอคำยืนยันจากคนข้างหลัง แก้วพยักหน้าพร้อมกับหัวเราะออกมาน้อยๆ ขณะที่มองดูหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กที่กำลังคุ้ยเอากล่องของขวัญใบน้อยใหญ่ออกมาจากถุงย่ามยักษ์

 

               อากาศหนาวเย็น แต่ในห้องนั่งเล่นบ้านเขากลับอบอุ่น

 

 

 

               ภายในห้องนั่งเล่นเหลือเพียงเจ้าบ้านสองคน เพราะแขกกิตติมศักดิ์กำลังใช้ห้องอาบน้ำอยู่ โชคยังคงถือหุ่นยนต์ของเล่น หนึ่งในของขวัญที่เขาชอบที่สุดที่ได้รับจากอาธีร์ไว้ ดวงตาเปล่งประกายดูมีความสุขจนคนที่นั่งมองอดรู้สึกยินดีตามไปด้วยไม่ได้

 

               “ชอบเหรอ”

 

               “ชอบครับ”

 

               “แล้วจิ๊กซอว์ที่ฉันให้ล่ะ”

 

               “...ก็ชอบอยู่” เสียงเล็กตอบอู้อี้ ไม่กล้าสบตาคนถาม เขาชอบของขวัญที่ได้จากน้าแก้ว แต่เด็กอายุเจ็ดปีก็คงไม่สามารถชอบจิ๊กซอว์สามร้อยชิ้นได้มากกว่าหุ่นยนต์ของเล่นอยู่แล้ว

 

               แก้วหัวเราะกับท่าทางร้อนรนของเด็กชาย ยื่นมือออกไปวางบนหัวเล็กแล้วพูดประโยคที่คิดจะพูดออกไปก่อนหน้านี้ แต่โดนขัดด้วยการปรากฏตัวของซานต้าครอสเสียก่อน

 

               “ชอบคริสต์มาสรึเปล่า”

 

               “ชอบครับ” คราวนี้เด็กน้อยตอบเสียงดังฟังชัด หันมายิ้มแฉ่งให้น้าแก้วคนโปรด

 

               “งั้นปีหน้าจัดกันอีกนะ”

 

               “อื้ม” โชคพยักหน้าแรงจนน่ากลัวว่าคอจะหลุด เพื่อยืนยันคำตอบ เขาชอบคริสต์มาสมากจริงๆ

 

 

 

               ค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่าของโชคไม่ครึกครื้นเท่าคืนคริสต์มาส เพราะขาดตัวสร้างสีสันอย่างธีร์ที่ติดเลี้ยงฉลองกับครอบครัวไป แต่เด็กชายก็ยังมีความสุขกับมื้ออาหารเงียบๆ ในห้องครัวที่มีเพียงเขากับน้าแก้วสองคน

 

               “น้าแก้วจะไปไหน” เด็กชายถามคนที่ลุกออกจากห้องนั่งเล่นตรงไปที่ประตูบ้าน

 

               “สูบบุหรี่” แก้วชูซองบุหรี่กับไฟแช็กอันใหม่ในมือให้เด็กชายดู โชคพยักหน้าแล้วกลับไปสนใจสมุดระบายสีของตัวเองต่อ

 

               คนออกมาหน้าบ้านกระชับเสื้อคลุมตัวนอกเมื่อปะทะกับสายลมหนาว คาบมวนบุหรี่ไว้ในปาก เสียงใสยามเปิดฝาไฟแช็กราคาแพงดังกังวาน เขารนไฟที่ปลายแท่งยาสูบ สูดเอาควันอุ่นเขาไปร่างกาย ขณะที่มองออกไปยังท้องฟ้ามืดสนิทของค่ำคืนสุดท้ายแห่งปีด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

 

               โชคแอบมองชายหนุ่มจากในบ้าน เขาไม่รู้ราคาของวัตถุโลหะสีทองอันนั้น แต่ก็รับรู้ได้ว่าน้าแก้วมีความสุขทุกครั้งที่ใช้มันจุดไฟ

 

               เมื่อเข็มนาฬิกาติดผนังบอกเวลาใกล้วันใหม่ เจ้าของบ้านหนุ่มจับเด็กชายใส่เสื่อกันหนาวตัวใหญ่ก่อนจะพาออกไปยืนหน้าบันไดขึ้นบ้าน รอจนได้ยินเสียงเซ็งแซ่ของบ้านข้างๆ ที่จัดงานเลี้ยงฉลองกันเฮลั่น พลุไฟลูกแรกก็พุ่งขึ้นไปบนฟ้า แตกกระจายออกเป็นดอกไม้ไฟสดสวยย้อมราตรีกาลให้มีสีสัน ก่อนที่จะตามมาอีกเป็นชุด เบ่งบานสว่างไสวเพียงชั่วครู่แล้วดับสูญกลางเวิ้งนภากว้างใหญ่

 

               ดวงตาคู่สวยที่ถอดแบบจากมารดาแวววาวสะท้อนแสงไฟหลากสี แก้วยืนกอดอกมองเด็กชายที่แหงนคอจนสุดอย่างเอ็นดู ก่อนร่างเล็กจะถูกยกลอยขึ้นสูง แก้วออกแรงแขนมากกว่าปกติเพื่อยกเด็กชายขึ้นให้พ้นหัว โชคตกใจคว้าเอาเส้นผมสีดำสนิทที่ไว้ยาวระต้นคอเอาไว้พร้อมกับหลับตาปี๋

 

               “โชค” น้ำเสียงอ่อนโยน มืออุ่นข้างหนึ่งจับขาเด็กชายไว้ อีกมือเอื้อมไปกุมมือเล็กเพื่อปลอบให้ผ่อนคลายลง เด็กชายซุกหน้าลงมากลางศีรษะคนที่ให้เขาขี่คอ ยังไม่ยอมลืมตาสักทีจนแก้วหัวเราะออกมา “ถ้าไม่รีบลืมตาพลุจะหมดก่อนนะ”

 

               เด็กชายเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาเล็กเปิดปรืออย่างไม่แน่ใจนัก แล้วสิ่งที่รออยู่ก็เบื้องหน้าก็คือทะเลดอกไม้ไฟบนท้องฟ้าเปิดโล่งที่เห็นได้ชัดเจนกว่ามุมมองจากความสูงร้อยสิบสี่เซนติเมตรของตัวเอง โชคมองแสงวูบวาบจนมันสลายไปด้วยความตื่นเต้น

 

               “สวยไหม”

 

               “สวยมากๆ เลย” แก้วยิ้มตามรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเด็กชาย ถึงดอกไม้ไฟจะร่วงโรยไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงปล่อยให้โชคยืมคอเขาเป็นฐาน เพื่อมองไปยังท้องฟ้าสีดำที่ยังคงเหลือเงาความทรงจำสุกสกาวในแววตาคู่นั้นต่ออีกสักพัก

 




 

               สามอาทิตย์แรกของปีใหม่ผ่านไปอย่างเรียบง่ายเหมือนเดิม วันทำงานแก้วจะออกจากบ้านแต่เช้า แล้วกลับมาในตอนเย็น ส่วนเด็กชายก็จะตื่นขึ้นมาในช่วงสายหน่อย ลงมากินข้าวที่ชายหนุ่มเตรียมไว้ให้แล้วหาอะไรเล่นแก้เบื่อ โดยที่ตกลงกันไว้ว่าเขาจะต้องคัดตัวอักษรในสมุดฝึกคัดให้ได้อย่างน้อยสามตัว ส่วนในวันหยุดแก้วจะตื่นสายกว่าปกติ แล้วลงมากินข้าวเช้าพร้อมกับเด็กชาย ก่อนจะหายเข้าไปทำงานในห้องทำงาน หรือบางทีก็นั่งเคลียร์เอกสารอยู่ที่ห้องนั่งเล่น โดยมีเด็กชายวนเวียนอยู่ใกล้ๆ แต่ก็ไม่เคยส่งเสียงดังรบกวน

 

               บ้านไม้สีขาวสองชั้นจังมักจะเงียบสงบอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่วันนี้

 

               “ไม่!!!! หนูจะไปกับแม่!” เสียงกรี๊ดร้องแหลมสูงของเด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงฟูฟ่องสีฟ้าทำเอาโชคตกใจหลบไปอยู่ข้างหลังน้าแก้วที่ยืนข่มไมเกรนอยู่หน้าประตูบ้าน

 

               “ไหนเราคุยกันแล้วไงคะ ว่าวันนี้น้องปรางจะเป็นเด็กดีน่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เป็นที่คุ้นเคยของเจ้าบ้านทั้งสองดี ธีร์กำลังพยายามปลอบสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่ร้องไห้จนตาแดงให้สงบลง แก้วมองความชุลมุนตรงหน้าอย่างอ่อนใจ เขาไม่ถูกโรคกับเสียงกรีดร้องงอแงสักเท่าไหร่ โชคดีที่เด็กชายของเขาไม่ใช่เด็กที่เมื่อไม่พอใจก็ร้องไห้โยเยแบบนั้น

 

               “น้าแก้ว เขาร้องไห้ทำไม” เด็กชายกำชายเสื้อเขาไว้แน่น “เขาเจ็บเหรอ”

 

               “ไม่หรอก น่าจะเพราะถูกขัดใจมากกว่า” แก้วตอบโดยเดาจากที่หลานสาวสุดที่รักของเพื่อนสนิทที่ปกติติดน้าชายของตัวเองอย่างกับอะไรดีกำลังกรีดร้องอยู่แบบนี้

 

               “อาธีร์จะไม่ตีเขาใช้ไหม” คำถามใสซื่อที่บ่งบอกถึงอดีตเลวร้ายทำให้แก้วต้องก้มลงไปมอง เด็กชายเกาะเขาไว้แน่น แต่ในแววตาสั่นไหวคู่นั้นฉายแววเป็นห่วงเป็นใยแต่ไม่ได้หวาดกลัวเหมือนเมื่อก่อนนี้แล้ว

 

               “ไม่ตีหรอก” มืออุ่นจับมือเล็กให้เดินตามออกไปหาอีกสองคนที่ยังเถียงกันไม่จบไม่สิ้น อันที่จริงเป็นหลานสาวคนเดียวต่างหากที่โวยวายใส่น้าชาย ส่วนธีร์นั้นได้แต่ยิ้มแหยพลางยกเรื่องสัญญาว่าจะพาไปกินไอศกรีมของโปรดเพื่อดับความเกรี้ยวกราดของสาวน้อยลง

 

               “อ๊ะ นี่ไงหลานน้าแก้ว น้องเขาเด็กกว่าปรางปีนึง” ธีร์รีบเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กหญิงไปสู่สิ่งใหม่ แต่เด็กชายไม่คุ้นเคยกับคนอื่นมาใหม่ จึงเอาแต่หลบอยู่หลังเจ้าของบ้าน

 

               “สวัสดีค่ะน้าแก้ว” เด็กสาวสูดขี้มูกพรืดใหญ่พลางเช็ดน้ำตาก่อนจะเดินไปตรงหน้าชายหนุ่ม ยกมือไหว้พร้อมกล่าวทักทายอย่างสวยงามตามที่ถูกสั่งสอนมา

 

               “สวัสดีครับน้องปราง” แก้วยิ้มให้เด็กสาว ก่อนจะมองเลยไปยังผู้ใหญ่ด้านหลังอย่างหาคำอธิบาย

 

               “เจ๊ธัญฝากดูน่ะ เจ๊แกต้องพาแม่ย่าไปโรงพยาบาล” ธีร์ยิ้มกว้างขณะพูด เพราะว่าพี่สาวเพียงคนเดียวของเขาต้องพาแม่สามีไปตรวจสุขภาพประจำปี เขาจึงเต็มใจรับฝากลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่ถูกเลี้ยงมาราวกับเจ้าหญิงคนนี้ไว้ และเหตุผลที่เขาพาหลานสาวมาที่นี่แทนที่จะไปเที่ยวเล่นในห้างอย่างที่เด็กสาวต้องการ ก็เพราะเขาอยากให้เด็กทั้งสองคนได้เจอกัน

 

               สำหรับปรางที่เข้าโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลนั้น เธอมีเพื่อนเยอะแยะและเป็นเด็กร่างเริง ต่างกับโชคที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมไม่สู้ดีนัก ทั้งชีวิตนอกจากพ่อแม่ที่ทิ้งขว้าง เขาก็มีแค่ยายข้างบ้านที่เสียไปแล้ว กับแก้วและธีร์เพียงสองคนเท่านั้น เด็กชายไม่เคยมีเพื่อนวัยเดียวกันเลยสักคน เพราะอย่างนั้นธีร์ถึงอยากพาหลานสาวของตัวเองมาเจอกับโชค เพื่อให้เด็กชายได้มีเพื่อนคนแรก

 

               “พี่ชื่อปรางนะ น้องชื่ออะไรคะ” เด็กสาวฉีกยิ้มทักทายเสียงใสราวกับเมื่อครู่ไม่ได้ร้องไห้จนตาเปียก

 

               “บอกพี่เขาไปสิ” แก้วดันหลังน้อยๆ ให้ออกจากที่ซ่อน แต่ยังคงแตะแผ่นหลังเด็กชายไว้เพื่อให้เด็กชายไม่รู้สึกว่าถูกผลักไส เด็กชายประหม่าด้วยความไม่คุ้นชิน แต่ก็ยอมตอบออกไปแม้จะไม่เต็มเสียงนัก

 

               “ชื่อโชค..ครับ”

 

               “น้องโชค” มือนุ่มนิ่มคว้าเอามือเล็กไปจับไว้หลวมๆ รอยยิ้มกว้างจริงใจช่วยทำให้บรรยากาศอึดอัดระหว่างคนแปลกหน้าละลายสิ้นไป “เรียกพี่ว่าพี่ปรางนะคะ”

 

               “พี่ปราง”

 

 

 

               หลังจากผ่านไปสองชั่วโมง เด็กทั้งสองก็เข้ากันได้ดีราวกับรู้จักกันมานาน นั่นอาจจะเป็นข้อดีของวัยเด็ก พวกเขาสามารถผูกมิตรได้อย่างรวดเร็ว ไว้วางใจกันโดยปราศจากเงื่อนไข

 

               แก้วหนีบแก้วพลาสติกสองใบด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างถือกล่องน้ำผลไม้รสหวานที่ซื้อมาไว้ให้เด็กชายกินออกมาหน้าบ้าน ธีร์ช่วยรับแก้วสองใบนั้นไปถือไว้รองให้อีกคนรินน้ำใส่ ทั้งที่ดวงตายังจับจ้องไปยังสองร่างเล่นๆ ที่เดินวิ่งเล่นไปทั่วสวนท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นยามบ่ายของฤดูหนาว

 

               “เด็กๆ สนิทกันเร็วดีเนอะ”

 

               “อืม สนิทกันได้ก็ดีแล้ว”

 

               “กูเพิ่งเคยเห็นโชคคุยกับเด็กด้วยกันครั้งแรกเลยนะเนี่ย” ธีร์พูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มประจำตัว ก่อนจะตะโกนเรียกเด็กๆ ให้มาดื่มน้ำเติมพลังแล้วกลับไปเล่นกันต่อ เด็กหญิงยอมให้เด็กชายนั่งชิงช้าก่อนแล้วช่วยแกว่งให้ด้วยเพราะถือว่าเป็นพี่ แก้วมองรอยยิ้มสดใสนั้นด้วยแววตาอ่อนโยน

 

               “ธีร์” เขารอจนเจ้าของชื่อหันมาสบตา แล้วจึงค่อยพูดต่อ “ขอบใจ”

 

               “เรื่องอะไร”

 

               “ที่พาเพื่อนมาให้โชค”

 

               “อือ ปรางเองก็จะได้มีน้องชายเหมือนกัน”

 

               สองผู้ปกครองนั่งมองเด็กๆ อยู่บนบันไดขึ้นบ้าน ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก แต่ก็เสียงหัวเราะคิดคักสดใสที่ช่วยให้ไม่เงียบเหงา ธีร์บ่นอุบเช่นเคยเมื่อเพื่อนสนิทพ่นควันบุหรี่ออกจากปาก แต่ก็ไม่ยอมลุกหนีไปไหน และไม่ได้ไล่ให้อีกคนไปสูบไกลๆ ด้วย

 

               เจ้าของบ้านหนุ่มรับรู้ได้ถึงน้ำหนักของร่างที่เอนมาพิงซบตัวเอง เขาปรายตามองเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ใช้เขาเป็นที่ค้ำหลับตาพริ้ม ก่อนจะเบนกลับออกไปมองท้องฟ้าสีสดใส รู้สึกว่าบ้านของเขามันชักจะอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ

 

 

 

TBC...


               ตอนที่ 5 แล้ว แต่เรื่องยังเดินเอื่อยๆ อยู่เลย ขอโทษด้วยนะคะถ้ามันน่าเบื่อ นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องยาวเรื่องแรกของรีน ปกติแล้วจะถนัดเขียนเรื่องสั้นมากกว่าน่ะค่ะ ถ้ามันไม่สนุกก็ขอโทษด้วยนะคะ
               ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณค่ะ
               ฝากคอมเม้นติชมกันด้วยนะคะ

หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 5 [16.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: tasteurr ที่ 17-04-2020 00:25:38
เรื่องนี้เป็นนิยายที่อ่านได้เรื่อยๆไม่น่าเบื่อเลยค่ะ สำหรับเราจะรู้สึกเรื่อยๆแบบระแวงหน่อยๆกลัวจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น
รู้สึกว่าพี่ปรางค์น่ารักจัง ต้องเป็นพี่สาวที่โอ๋น้องชายแน่ๆเลย

 :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 6 [23.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 23-04-2020 20:09:42
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 6

 

          เสียงรถยนต์สีดำคันใหญ่แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน เจ้าของบ้านเดินออกไปรับแขกที่โทรมาบอกตั้งแต่เช้าตรู่แล้วว่าจะแวะเข้ามาหา แต่กลับไม่ได้บอกว่าจะมีแขกเพิ่มมาด้วยถึงสองคน คนแรกคือสาวน้อยที่มักจะแวะเวียนมาเล่นอยู่บ่อยครั้งนับตั้งแต่วันที่เธอสถาปนาตัวเองเป็นพี่สาวน้องโชค แก้วจึงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ แต่อีกคนที่มาด้วยต่างหากที่ทำให้เขาเลิกคิ้วประหลาดใจ

 

          “สวัสดีครับพี่ธัญ”

 

          “สวัสดีค่ะน้องแก้ว” สาวใหญ่วัยสามสิบแปดฉีกยิ้มกว้างจนตาเป็นขีด ธัญ พี่สาวเพียงคนเดียวของธีร์ และคุณแม่ของน้องปราง ไม่น่าแปลกใจเลยที่เด็กหญิงจะมีหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักเมื่อแม่ของเธอเป็นคนสวยเสียขนาดนี้ ดีเอ็นเอความหน้าตาดีฝังอยู่ในเบ้าของคนทั้งบ้านจริงๆ

 

          “น้องโชคอยู่ไหมคะน้าแก้ว” เสียงใสเอ่ยถามแต่ไม่รอคำตอบ ร่างเล็กในชุดสีหวานวิ่งพรวดเข้าไปในบ้านเพื่อตามหาเด็กชายของเธอทันที

 

          “น้องปรางสวัสดีน้าแก้วก่อนสิคะ” คุณแม่เตือนเสียงดุ แต่ก็มีเพียงเสียงหวานตะโกนสวัสดีค่ะกลับมาแล้วเจ้าตัวก็หายขึ้นชั้นสองของบ้านไป “โทษทีนะแก้ว มารบกวนบ่อยเลยสิ”

 

          “หมายถึงคนน้าหรือคนหลานล่ะครับ” แก้วตอบเย้า เขาค่อนข้างสนิทกับสาวเจ้าตรงหน้าทีเดียว สมัยเรียนก็ไปค้างที่บ้านเพื่อสนิทบ่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนคนในครอบครัวอีกคน แต่พักหลังๆ มานี้ลูกชายบ้านนั้นเป็นฝ่ายมาบ้านเขาแทน แก้วเลยไม่ค่อยได้ไปเจอกับครอบครัวนั้นอีกสักเท่าไหร่

 

          “ทั้งคู่นั่นแหละ”

 

          ทั้งสองคนหัวเราะก่อนจะไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน ส่วนคนโดนพาดพิงเมื่อกี้ได้แต่ทำหน้ามุ่ย เดินไปขนของฝากมากมายที่ทางบ้านฝากให้เอามาให้เพื่อนสนิทจากท้ายรถคนเดียว

 

          “พวกหนูไปเล่นชิงช้านะคะ” แก้วเพิ่งรินน้ำเสิร์ฟแขก เจ้าตัวป่วนทั้งสองก็วิ่งตึงตังลงจากชั้นสองมาแล้วพุ่งออกไปนอกบ้านทันที ได้ยินเสียงแว่วๆ มาว่ากำลังก่อกวนคนที่ขนของอยู่ข้างนอกนั่นจนถูกวิ่งไล่ไปทั่วสวน

 

          ธีร์มันชอบเด็กมากจริงๆ เลยเนอะ” ฝ่ายคนแก่กว่าเป็นคนพูดขึ้น ขณะทอดสายตาผ่านหน้าต่างออกไปมองผู้ชายตัวใหญ่ๆ ที่กับลังหยอกล้อกับเด็กสองคนอย่างสนุกสนาน “แต่บางทีมันก็ทำตัวเหมือนเด็กซะเอง”

 

          “ครับ” แก้วยิ้มให้สาวใหญ่ที่หันมาสบตา เขาสนิทกับพี่สาวคนนี้ แต่ก็รู้ว่าการที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็มาเยี่ยมเขาถึงบ้านทั้งที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานคงไม่ใช่แค่เพราะลูกสาวกับน้องชายมาเที่ยวเล่นบ่อยๆ แน่ แก้วรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย และอีกคนก็ดูออก

 

          “แก้ว รู้ใช่ไหมว่าพี่ไม่ได้แค่มาเล่นด้วยเฉยๆ น่ะ” เจ้าของบ้านพยักหน้า นั่งลงบนเก้าอีกไม้เข้าชุดกับโต๊ะหน้าทีวี โดยปล่อยให้อีกฝ่ายจับจองโซฟาตัวยาวได้เต็มที่ “ตอนที่ธีร์มันบอกพี่ว่าเราเอาเด็กมาเลี้ยง พี่แทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยนะ”

 

          เมื่อแก้วทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีไม่พูดอะไรขัด ธัญก็ถอนหายใจยาวแล้วพูดต่อ

 

          “พี่ก็ไม่ได้จะว่าอะไรเราหรอกนะ แต่เราเลี้ยงเด็กเป็นใช่ไหม ลูกคนไม่เหมือนลูกหมานะ แค่ให้ข้าวให้น้ำมันไม่พอหรอก” หญิงสาวยกน้ำเย็นขึ้นมาจิบ แววตาอ่อนโยนลงขณะพูดถึงการเป็นพ่อแม่ “ถ้าคิดจะเลี้ยงแล้วก็ต้องเลี้ยงให้ดี ถ้าตัดสินใจรับเขามาแล้วก็ต้องทุ่มเทให้เต็มที่ ต้องให้ทุกอย่างเท่าที่พ่อแม่คนนึงจะให้ลูกได้ ถึงจะไม่ใช่ลูกในไส้ แต่ก็ต้องรักเขาให้เหมือนลูกจริงๆ นะแก้ว”

 

          “ผมไม่รู้หรอกพี่ธัญ ว่าจะรักเหมือนลูกจริงๆ ได้รึเปล่า” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงไม่ดังนักหลังจากใคร่ควรครู่หนึ่ง แต่ก็หนักแน่นในความหมาย “ผมไม่เคยมีลูกเลยไม่รู้ แต่ผมก็คิดว่าจะเลี้ยงโชคให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้”

 

          “อืม ก็ดีแล้ว” มือนุ่มที่มีกลิ่นหอมจางยื่นมาลูบไหล่กว้าง “งั้นก็พาพี่ไปดูห้องนอนน้องโชคหน่อย”

 

          แก้วมึนงงกับการเปลี่ยนหัวข้อของคุณแม่มือโปร แต่ก็ยอมพาเดินขึ้นไปดูน้องนอนเล็กบนชั้นสอง ห้องของโชคอยู่ติดกับห้องเก็บของและอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องของเขา โดยประตูทางเข้าห้องของเด็กชายอยู่ติดกับฝั่งที่มีบานหน้าต่างที่เปิดไว้ให้กลิ่นดอกแก้วโชยเข้ามาอยู่เสมอตรงสุดทางเดิน

 

          พอเปิดประตูเข้าไปก็จะมีโต๊ะเขียนหนังสือไม้เข้าชุดตัวไม่ใหญ่มากวางอยู่ติดหน้าต่างที่ติดตั้งมุ้งลวดกันยุงในห้อง ลึกเข้าไปก็จะมีตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ กับเตียงนอนขนาด 5.5 ฟุตปูด้วยผ้าปูที่นอนลายการ์ตูนตั้งอยู่อีกฝั่ง การตกแต่งห้องนั้นเรียบง่ายแต่ก็สะอาดสะอ้านอยู่เสมอ

 

          “ห้องโล่งจังนะ”

 

          “ผมกะว่าไว้พอโชคโตแล้วจะให้แต่งห้องเอง เลยไม่อยากใส่อะไรเข้าไปเยอะ”

 

          ธัญเดินเข้าไปในห้อง ลูบไล้สัมผัสผิวเรียบแข็งของโต๊ะหนังสือที่มีสมุดคัดอักษรสองเล่มวางทิ้งอยู่บนนั้น “แต่นี่มันเหมือนเป็นห้องนอนแขกมากกว่าห้องที่มีคนอยู่นะ อย่างน้อยก็น่าจะมีรูปสักรูปสิ เมื่อกี้ในห้องรับแขกก็ไม่เห็นมีรูปน้องโชคเลยนี่”

 

          แก้วไม่ค่อยเข้าใจคนตรงหน้านัก แต่ก็รับฟังความเห็นด้วยความเคารพ สำหรับเขา พี่ธัญเป็นผู้หญิงเก่ง ตอนเรียนก็เก่ง ตอนทำงานก็ไต่เต้าได้เป็นถึงรองผู้จัดการสาขาทั้งที่อายุยังน้อย หลังจากที่ลาออกมาแต่งงานกับลูกชายเจ้าของภัตตาคารย่านเยาวราชที่มีสาขาทั่วกรุงเทพก็ช่วยเรื่องการบริหารจัดการงานต่างๆ ได้เรียบร้อยเหมาะสมจนเป็นที่รักของพ่อปู่แม่ย่า พอได้เป็นแม่คน ธัญก็ยังคงเป็นแม่ที่เพียบพร้อม ดูแลเอาใจใส่ลูกเป็นอย่างดี จัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด เรียกได้ว่าเธอเป็นคนที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่แก้วรู้จัก

 

          “ผมไม่ค่อยชอบถ่ายรูป” คำอธิบายเรียบง่ายชัดเจน แต่กลับทำให้คนฟังย่นคิ้ว ตาคู่สวยตวัดมองดุ

 

          “มันไม่ใช่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบแล้วนะแก้ว คนเป็นพ่อเป็นแม่น่ะ ไม่ได้ทำแต่สิ่งที่ตัวเองชอบหรอกนะ บางครั้งเราก็ต้องฝืนตัวเองเพื่อเจ้าตัวเล็กของเรา ตอนที่พี่มีปรางแรกๆ พี่ต้องฝืนหลายอย่างเหมือนกัน พี่ไม่ชอบการนอนดึกเลยนะ แต่ก็ต้องตื่นตอนตีหนึ่งทุกวันเพื่อมาให้นมลูก พี่ชอบทำงานไม่ชอบอยู่เฉยๆ แต่เพราะต้องดูปรางพี่ก็เลยต้องเลิกทำงานที่ร้านทุกอย่าง พี่ชอบไปเที่ยวชอบเดินทาง แต่เพราะปรางยังเด็กพี่ก็เลยอยู่แต่บ้าน มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องไร้สาระ แต่สำหรับคนที่ต้องแลกอะไรหลายๆ อย่างเพื่อเด็กคนเดียว ในตอนนั้นมันก็ท้อนะ” หญิงสาวพูดขณะที่เหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าไกลราวกับย้อนกลับไปในวันเก่าๆ ก่อนจะหันมาโปรยยิ้มสดใสและภาคภูมิใจ “แต่สุดท้ายมันก็คุ้มค่าที่จะแลก”

 

          แก้วไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้พี่สาวทำหน้าที่สั่งสอนในฐานะคนอาบน้ำร้อนมาก่อน

 

          “อีกอย่างเรื่องรูปถ่ายน่ะ แก้วอาจจะไม่รู้สึกอะไรเพราะพ่อแม่เราเก็บรูปเราไว้เป็นอัลบั้มอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ แต่กับน้องโชค น้องเขาเพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ถึงจะกลมกลืนเข้ากับสถานที่ได้ดียังไง เขาก็ยังเป็นคนอื่นอยู่ดี พี่ว่าถ้าเรามีรูปของเขาวางไว้ในบ้านบ้างก็คงจะดี มันน่าจะช่วยให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวขึ้นมาอีกขั้น มีหลักฐานบอกว่าที่นี่เป็นที่ของเขาจริงๆ บอกว่าเขาเป็นที่ต้องการสำหรับบ้านหลังนี้”

 

          แก้วรับฟังและครุ่นคิด ขณะเดินตามหญิงสาวไปยังส่วนต่างๆ ของบ้าน โดยมีพี่ธัญ คุณแม่มือหนึ่งผู้มีความห่วงใยเหลือล้นเผื่อแผ่ไปยังเด็กชายในฐานะแม่ของเพื่อนอย่างน้องปราง และพี่สาวของชายหนุ่มผู้ปกครองมือใหม่ คอยแนะนำไม่หยุดปากเขาว่าควรต้องทำอะไรอีกบ้าง เพื่อให้เด็กชายได้เติบโตขึ้นมาอย่างดีที่สุดในบ้างหลังนี้




 
          แก้วกลับมาถึงบ้านตอนหกโมงเย็นนิดๆ สองมือถือของเต็มไปหมด ข้างหนึ่งเป็นงานอย่างเคย แต่อีกข้างที่ควรเป็นกับข้าวสำเร็จกลับกลายเป็นของสด ทั้งเนื้อสัตว์และผักหลากสี

 

          หลังจากที่ฟังคุณแม่น้องปรางเลกเชอร์ยาวเหยียดเรื่องสารอาหารที่เหมาะกับเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต อีกทั้งยังใจดีเขียนสูตรทำอาหารง่ายๆ ให้ตั้งหลายอย่าง แก้วจึงรู้สึกว่าคงเสียมารยาทแย่ถ้ายังไม่ยอมเข้าครัวสักครั้ง ถึงแม้จะไม่มั่นใจในฝีมือของตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เพราะอยู่คนเดียวมานาน พวกอาหารง่ายๆ อย่างผัดผักหรือต้มจืดเขาก็พอทำได้อยู่บ้าง และอย่างน้อยถ้าทำพลาดคืนนี้พวกเขาก็ยังมีไข่เหลือให้ทอดกินประทังชีวิตกันอยู่ตั้งครึ่งแผง

 

          “น้าแก้วจะทำกับข้าวเหรอ” เด็กชายเดินตามเข้ามาในห้องครัว เห็นชายหนุ่มกำลังเลือกวัตถุดิบให้ตรงกับที่เขียนไว้ในกระดาษ

 

          “อืม จะทำแกงจืดมะระ ผัดฟักทอง แล้วก็ทอดมันปลากราย แต่ไม่รู้ว่าจะกินได้กี่อันนะ” แก้วขมวดคิ้วอ่านสูตร แกงจืดกับผัดฟักทองไม่ใช่ปัญหา ทอดมันปลาเองถ้าส่วนผสมครบถ้วนก็น่าจะทำไม่ยากแล้ว แต่กว่าจะทำเสร็จหมดก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กิน

 

          ขณะที่กำลังชั่งใจอยู่ว่าลดจำนวนเมนูอาหารลงดูดีไหม เด็กชายก็ลากเก้าอี้ตัวเตี้ยที่เขาไว้ใช้ปีนล้างจานไปประจำที่เรียบร้อยแล้ว

 

          “จะทำอะไรน่ะ”

 

          “ช่วยล้างผัก” เด็กชายหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ เขาเคยช่วยยายหอมล้างผักอยู่บ่อยๆ

 

          แก้วเห็นท่าทีกระตือรือร้นของเด็กชายแล้วก็เลิกคิดมาก เอาผักที่จะใช้ไปให้เด็กชายล้างก่อน แล้วค่อยล้างที่เหลือเพื่อเก็บเข้าตู้เย็นทีหลัง ส่วนตัวเขาเองก็เริ่มเตรียมเนื้อและเครื่องปรุง ก่อนตั้งเตาต้มน้ำเตรียมทำแกงจืด โชคจัดการล้างผักได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่เจ้าของบ้านหนุ่มตะกุกตะกักไปบ้างในการทำอาหารจริงจังครั้งแรก แต่ในที่สุดตอนเกือบสองทุ่ม อาหารเย็นของพวกเขาก็พร้อมรับประทานอยู่บนโต๊ะกินข้าว

 

          “เป็นไง” สิ่งแรกที่เด็กชายเลือกตักคือทอดมันปลา แก้วรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงกว่าปกติจังหวะหนึ่ง

 

          “เค็ม”

 

          “คงใส่น้ำปลาเยอะไป” แก้วตักทอดมันไปชิมบ้าง แล้วก็เค็มอย่างที่เด็กชายว่า ไม่ได้ถึงกับเค็มปวดไต แต่ก็ยังเค็มเกินไปอยู่ดี

 

          “อันนี้ขม” โชคตักน้ำแกงไปซด แล้วทำหน้ายู่เพราะรสชาติขมปร่าของมะระ

 

          “มะระก็ต้องขมอยู่แล้วสิ” แก้วตักน้ำแกงมาซดดูบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าขมเหมือนเด็กชายว่า บางทีคงเป็นเพราะธรรมชาติของเด็กที่ทำให้เจ้าตัวไม่ชอบของที่มีรสขม แก้วไม่ได้คะยั้นคะยอให้เด็กชายฝืนกินของที่ไม่อยากกิน เขาตักเอามะระมาใส่จานตัวเอง หั่นเอาเนื้อหมูสับวุ้นเส้นที่ยักไส้ด้านในออกมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วชิมดู เห็นว่ารสขมของมะระไม่ได้ซึมเข้าไปในเนื้อหมูมากเท่าในน้าซุปแล้วจึงตักไปวางใส่จานให้เด็กชาย

 

         ส่วนกับข้าวอย่างสุดท้ายบนโต๊ะอาหารคือผัดฟังทองใส่ไข่ แก้วไม่ได้คาดหวังกับอาหารมื้อแรกฝีมือตัวเองอีกแล้ว เขาหวังแค่ขอให้มันพอกันได้ก็พอ แต่เด็กชายที่ตักไปชิมก่อนกลับยิ้มแป้น แล้วตักไปอีกช้อนใหญ่

 

          “อันนี้อร่อย น้าแก้วกินดู” เด็กชายไม่พูดเปล่า ตักฟักทองชิ้นใหญ่กับข้าวในจานตัวเองยื่นไปป้อนคนตรงหน้า ดวงตาใสแป๋วจ้องมองอย่างคาดหวัง แก้วอ้าปากรับอาหารที่ตัวเองทำเข้าปาก รสหวานของฟักทองเด่นชัด เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันอร่อยตรงไหน ก็แค่ฟักทองผัดใส่ไข่ทั่วไป แต่ก็เข้าใจว่าเพราะเด็กชอบของหวาน เมนูนี้ถึงได้เป็นที่โปรดปรานของเจ้าตัวเล็กนัก

 

          ตลอดทั้งมื้ออาหาร แก้วจัดการกับแกงจืดมะระรสขม และทอดมันปลาที่ลดจำนวนลงไปเพียงสองจากสิบชิ้น โดยปล่อยให้ผัดฟักทองเป็นของเด็กชายแต่เพียงผู้เดียว

 

          ทั้งที่เมื่อก่อนชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจการทำอาหารเลยแท้ๆ สำหรับเขาขอเพียงแค่กินได้ก็พอ แต่ครั้งหน้าแก้วคิดว่าเขาอยากจะทำอาหารออกมาได้ดีกว่านี้เพื่อที่จะได้เห็นเด็กชายกินอย่างเอร็ดอร่อย นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่สินะ


.....
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 6 [23.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 23-04-2020 20:10:11

 
          บ่ายแก่วันศุกร์ที่แก้วขอเลิกงานก่อนเวลา เขาแวะร้านขายกล้องถ่ายรูปเล็กๆ ที่รับถ่ายรูปติดบัตรด้วยแถวที่ทำงาน ด้านหลังกระจกสีชาคือเจ้าของร้านวัยกลางคน หนวดเคราครึ้มนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่หลังเคาน์เตอร์ไม้

 

          “มาถ่ายรูปเหรอ” เจ้าของร้านขยี้บุหรี่ลงในที่เขี่ย เตรียมต้อนรับลูกค้าด้วยท่าทีสบายๆ

 

          “เปล่าครับ มาซื้อกล้อง” แก้วตอบ ไล่สายตาดูกล้องหลากรุ่นหลายยี่ห้อที่โชว์อยู่ ทั้งบนชั้นโชว์ด้านหลังและในตู้กระจกใต้เคาน์เตอร์ไม้

 

         “ดูไม่เหมือนคนเล่นกล้องเลยนะ”

 

         “ครับ”

 

          “แล้วดูๆ รุ่นไหนไว้บ้างรึยังล่ะ” เจ้าของร้านซักถามความต้องการของลูกค้าต่อทันที นานแล้วที่ไม่เจอลูกค้าแบบนี้ เพราะปกติร้านของเขาค่อนข้างจะเงียบ ที่อยู่ได้ก็เพราะมีเด็กนักเรียนแวะเวียนมาถ่ายรูปติดบัตรเสมอๆ ส่วนลูกค้าที่มาซื้อกล้องนั้น ส่วนมากที่มีแต่พวกนักสะสมตัวยงที่รู้จักกันเท่านั้น

 

          “ยังครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องกล้องสักเท่าไหร่”

 

          “อยากได้แบบไหน”

 

          “ครับ?” แก้วมองเจ้าของร้านด้วยสีหน้าแสดงเครื่องหมายคำถามชัดเจน

 

          “อยากได้กล้องฟิล์มหรือว่ากล้องดิจิตอลล่ะ” เจ้าของร้านอธิบาย แก้วครุ่นคิดถึงความแตกต่างของกล้องสองแบบที่เจ้าของร้านบอกมา เขารู้เพียงแค่ว่ากล้องฟิล์มเป็นกล้องที่ต้องใส่ม้วนฟิล์มเข้าไปเพื่อบันทึกภาพ และถ้าถ่ายไปแล้วก็จะกดลบไม่ได้ ส่วนกล้องดิจิตอลที่กำลังเป็นที่นิยมนั้นสามารถเก็บรูปไว้ในการ์ดข้อมูลได้ ถ้าให้เทียบกันแล้วกล้องดิจิตอลก็คงสะกวดกว่า แต่ที่ผ่านมาเวลาที่ต้องใช้กล้องเพื่อทำงาน เขาก็เคยจับแต่กล้องฟิล์มเสียด้วย

 

          “เอางี้นะคุณ” เจ้าของร้านพอจะรับรู้ได้ถึงความลังเลในใจของลูกค้าหนุ่ม เลยตัดสินใจจะช่วยเลือกกล้องสักตัวที่เหมาะกับการใช้งานให้อีกฝ่าย “จะเอาไปถ่ายอะไร”

 

          “ถ่ายรูป.. เด็ก”

 

          “ลูกเหรอ”

 

          “ไม่.. ใช่ครับ” เจ้าของร้านงงกับคำตอบที่เหมือนไม่แน่ใจของชายหนุ่ม แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะต้องไปหาคำตอบ เขาพียงแค่ต้องแนะนำต่อเท่านั้น

 

          “ถ้าคุณถามผม กล้องดิจิตอลจะสะดวกกว่า ถ้าถ่ายออกมาแล้วไม่ชอบใจก็กดลบทิ้งไปได้เลย” แก้วพยักหน้า ถ้าคนขายบอกแบบนั้นก็คงตามนั้น แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากว่าจะเอา เจ้าของร้านก็พูดต่อ “แต่ถ้าจะเอาไปถ่ายคนน่ะ ผมว่ากล้องฟิล์มมันมีเสน่ห์กว่านะ พอคุณจะกดชัตเตอร์ ภาพแค่ครั้งเดียวนั้นก็จะถูกเก็บเอาไว้ แล้วก็ต้องรอลุ้นว่าภาพที่ถ่ายจะออกมาเป็นยังไงตอนเอามาล้าง มันก็เหมือนเลี้ยงเด็กนั่นแหละ คุณไม่รู้หรอกว่าเขาจะโตขึ้นไปเป็นยังไงจนกว่าจะถึงตอนนั้น”

 

          แก้วขับรถกลับบ้านโดยที่เบาะข้างคนขับมีกล้องตัวหนึ่งกับม้วนฟิล์มสองตลับนอนแน่นิ่งอยู่บนนั้น เพราะคำบอกเล่าของเจ้าของร้าน เขาชักอยากจะลองถ่ายภาพใบนั้นที่เก็บเอาเสี้ยววินาทีที่มีครั้งเดียวในโลกของเด็กชายตัวน้อยเอาไว้บ้างแล้ว แต่ถ้าหากรูปออกมาไม่ดีเขาคงต้องย้อนกลับไปซื้อกล้องดิจิตอลมาอีกตัวแน่ๆ

 

 

 
          “หนึ่ง สอง..” เสียงลั่นชัตเตอร์ฟังดูติดขัดนิดหน่อย แต่ภาพของเด็กชายที่ยืนยิ้มอยู่หน้าชั้นวางทีวีก็ถูกเก็บบันทึกลงบนแผ่นฟิล์มเรียบร้อยแล้ว ถึงจะไม่อาจรู้ได้ว่าภาพใบนั้นออกมาเป็นอย่างไรจนกว่าจะนำฟิล์มไปล้าง แต่แก้วก็ยิ้มอย่างพึงพอใจที่ได้เก็บหลักฐานชิ้นแรกของการเป็นส่วนหนึ่งของบ้านของเด็กชายเอาไว้

 

          “น้าแก้ว ดูหน่อย” โชคโถมตัวเข้าใส่น้าแก้วที่นั่งขัดสมาธิถือกล้องอยู่ในมืออย่างสนอกสนใจ

 

          “ยังดูไม่ได้หรอก ต้องรอเอาฟิล์มไปล้างก่อน” เด็กชายกระพริบตาปริบ ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ถ้าชายหนุ่มบอกเขาว่ายังไม่ได้ก็คือยังไม่ได้

 

          “แล้วน้าแก้วล่ะ” เด็กชายถามเมื่อเห็นว่าเจ้าของบ้านเก็บกล้องใส่กระเป๋าคล้ายว่าพอใจกับรูปสองสามรูปนั้นแล้ว

 

          “หืม”

 

          “ไม่เห็นถ่ายน้าแก้วบ้างเลย” แก้วยิ้ม มืออุ่นลูบศีรษะเล็กที่โน้มเข้ามาใกล้ ดวงตาใสซื่อจ้องมองเขาอย่างจริงจัง

 

          “รูปฉันมีเยอะแล้ว”

 

          “รูปน้าแก้วอยู่ไหนล่ะ” โชคยังคงยิงคำถามใส่ชายหนุ่ม น้าแก้วบอกว่ามีรูปเยอะแล้วก็จริง แต่เขาไม่เคยเห็นมันเลย ในบ้านหลังนี้ไม่มีรูปน้าแก้วอยู่เลย จริงๆ แล้วไม่มีรูปของใครอยู่เลยต่างหาก ภาพที่ถูกแขวนตกแต่งทั้งหมดเป็นภาพทิวทัศน์ ไม่มีภาพของคนอยู่เลย

 

          “อยากดูเหรอ”

 

          “อยากดู”

 

          ชายหนุ่มยิ้มบาง ก่อนขยับตัวไปที่ตู้โชว์ข้างทีวี ชั้นล่างที่เป็นตู้ไม้บานทึบถูกเปิดออก อัลบั้มภาพมากมายทั้งเล็กใหญ่ รวมถึงกรอบรูปมากมายถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบอยู่ในนั้น แก้วหยิบเอาอัลบั้มที่อยู่บนสุดออกมาเปิดดูผ่านๆ พอเห็นว่าเป็นรูปตัวเองสมัยประถม น่าจะไม่ห่างกับเด็กชายในปัจจุบันนักก็เอาออกมาให้ดู

 

          “นี่ใครเหรอ” โชคถาม เมื่อในรูปถ่ายสีซีดมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยยืนอยู่ข้างแก้วในวัยเด็ก เธอมีรอยยิ้มสดใสกับแววตาอ่อนโยน แตกต่างกับเด็กชายที่กำลังทำหน้าบูดลิบลับ

 

          “แม่ฉันเอง” แก้วเหลือบตามามองเล็กน้อยก่อนจะตอบ ในขณะที่มือยังคงง่วนหารูปตัวเองในอัลบั้มอื่นเพื่อเอามาให้เด็กชายได้ดูเพิ่มอยู่

 

          “สวยจัง”

 

          “เหรอ”

 

          “อื้ม”

 

          “ตอนนั้นแม่น่าจะเพิ่งสามสิบกว่าๆ” ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้เด็กชายเพื่อดูรูปในมือเล็กด้วย มองภาพของหญิงสาวในชุดกระโปรงสีครีมลายดอกกุหลาบเล็กๆ เขาจำวันนั้นได้ดี พ่อกับแม่พาเขาไปบ้านยายที่ต่างจังหวัด แดดร้อนของเดือนเมษายน แม่สวมหมวกปีกกว้างให้เขา ขณะที่พ่อเรียกให้มองกล้อง เขาไม่พอใจหมวกสีขาวที่เหมือนของเด็กผู้หญิงเลยทำหน้ายู่ใส่ แม่ของเขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนมือขาวบางจะจับไหล่เขาไว้ขณะยิ้มกว้างให้กล้อง ...นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่เขาได้ถ่ายกับแม่

 

          สองวันหลังจากนั้น ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพ แม่ก็จากเขาไปตลอดกาล

 

          “แม่น้าแก้วไม่อยู่แล้วเหรอ”

 

          “อืม ไม่อยู่นานแล้ว”

 

          “เหมือนกันเลย” เด็กชายพูดเสียงใสจนน่าปวดใจ รอยยิ้มและแววตาที่มองมานั้นคล้ายกำลังพยายามปลอบใจคนโตกว่าอยู่ แก้วคว้าเอาตัวเล็กขึ้นมานั่งตักแล้วกอดเอาไว้หลวมๆ ขณะที่พลิกเปลี่ยนหน้าอัลบั้มภาพไปด้วย

 

          “อันนี้ตอนฉันอายุสิบสอง ถ่ายตอนวันปีใหม่กับพ่อ” เด็กชายมองตามที่แก้วชี้ เป็นชายวัยกลางคนสวมเสื้อโปโลมีตราหน่วงงานราชการ เขาดูคล้ายแก้วมาก แต่ดูเนี๊ยบกว่าในหลายๆ ความหมาย ผมตัดสั้นดูสบายตา หลังเหยียดตรงทั้งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สาน ทั้งยังสวมแว่นตากรอบทองดูจริงจังกว่าน้าแก้วที่ชอบใส่เสื้อผ้าสบายๆ ผมก็ไว้ยาวระต้นคอ แถมชอบรวบเก็บลวกๆ เหมือนเพิ่งออกจากห้องน้ำตลอดเวลา

 

          “น้าแก้วตอนแก่” เด็กชายหัวเราะคิกคัก

 

          “ฉันดูเหมือนพ่อมากเลยเหรอ”

 

         “เหมือน แต่น้าแก้วหล่อกว่า”

 

         คราวนี้เป็นแก้วที่หัวเราะ ขยี้หัวเด็กชายแรงๆ ก่อนจะปล่อยลงจากตัก ให้เจ้าเด็กปากหวานนอนพลิกดูรูปถ่ายของเขาในอัลบั้มที่เหลือต่อตามสบาย ในขณะที่ตัวเขาหันไปรื้อกองภาพในกรอบรูปที่ถูกเก็บเข้าไปไว้ในตู้อับทึบออกมาไล่ดูทีละภาพ ส่วนใหญ่แล้วเป็นภาพครอบครัว มีเขา พ่อ และแม่ บางรูปก็มียายที่อยู่ต่างจังหวัดของเขาด้วย แต่คนในภาพทั้งหมดนั้น ปัจจุบันไม่มีใครเหลืออยู่แล้วนอกจากเขา

 

          แก้วจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ภาพเหล่านั้นได้วางโชว์อยู่ตามมุมต่างๆ ของบ้านคือหลังงานศพคืนสุดท้ายของแม่ วันแรกหลังจากเรื่องทุกอย่างจบลง ความวุ่นวายทั้งหมดที่เคยเบี่ยงเบนความโศกเศร้าก็หมดไป แล้วความเหงาที่เกิดจากช่องว่างของคนหนึ่งคนก็แทรกตัวแผ่ขยายปกคลุมบ้านทั้งหลังเอาไว้ พ่อของเขาร้องไห้เงียบๆ อยู่บนโซฟา ในมือถือกรอบรูปที่มีหญิงสาวในวันที่เธอสวยที่สุดยืนยิ้มอยู่ข้างเขาที่สวมชุดสูทสีขาว แล้วหลังจากนั้นรูปภาพทั้งหมดที่ทำให้คิดถึงเธอคนนั้นก็ถูกเก็บไว้อย่างดีหลังบานประตู้ไม้สีทึมทึบ เช่นเดียวกับน้ำตาของชายที่หัวใจแหลกสลาย แก้วไม่เคยเห็นพ่อของเขาร้องไห้อีกเลย

 

         “น้าแก้ว มีอีกไหม” แก้วหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง หันไปมองเด็กชายนอนอยู่ท่ามกลางอัลบั้มภาพที่กระจายอยู่เต็มพื้น เขาไม่รู้ว่าตัวเองใช้เวลาในความทรงจำเก่าๆ ไปนานแค่ไหน แต่มันก็คงมากพอที่จะให้โชคได้พลิกดูภาพถ่ายของเขาทั้งหมดที่มีได้จนครบ

 

          “มีแค่นั้นแหละ”

 

          “ทำไมไม่มีน้าแก้วตอนโตเลยล่ะ” แก้วหยิบอัลบั้มที่ใกล้มือที่สุดขึ้นมาเปิดดู อัลบั้มนั้นเป็นรูปของเขาตอนห้าขวบ พอหยิบอีกอันก็เป็นรูปของเขาตอนแรกช่วงเกิด เป็นอย่างที่เด็กชายว่า ภาพของเขามีแต่ภาพตอนยังเด็กเท่านั้น คงเป็นเพราะหลังจากที่แม่เขาเสียไป พ่อก็เริ่มถ่ายรูปน้อยลง นอกจากวันพิเศษหรือโอกาสสำคัญๆ แล้วก็แทบไม่เห็นพ่อเอากล้องตัวโปรดนั้นออกมาอีกเลย

 

          บางทีพ่อเขาอาจจะเกลียดการถ่ายรูปไปแล้วก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็เก็บไว้ได้เพียงแค่ความทรงจำ ในขณะที่คนในภาพอาจจากไปไกลแสนไกลแล้ว

 

          “แล้วอันนั้นอะไรเหรอน้าแก้ว” ถุงพลาสติกสีขาวทึบที่ถูกยัดไว้ในตะกร้าใส่กระบอกฟิล์ม แก้วคิดว่าในนั้นก็คงใส่ฟิล์มที่เอาไปอัดกับร้านมาแล้วเช่นกัน แต่ความอยากรูอยากเห็นของเด็กชายทำให้เขาต้องล้วงมันออกมา

 

         ในถุงสีขาวใบนั้นไม่ใช่ตลับทรงกระบอกอย่างที่เขาคิด แต่เป็นกระดาษโฟโต้ปึกใหญ่ ถุงพลาสติกที่ถูกเก็บมานานหลายปีจนเริ่มกรอบ บวกกับน้ำหนักของสิ่งของข้างใน พอชายหนุ่มหิ้วหูมันมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง ก้นถุงก็ทะลุ ภาพถ่ายจำนวนมากกระจายออกมาเต็มพื้น โชครีบหยิบขึ้นมาดูอย่างสนใจ ในขณะที่แก้วจ้องมองมันเงียบๆ

 

          พ่อเขาไม่ได้เกลียดการถ่ายรูป ไม่เลยสักนิด

 

          “นี่ไงน้าแก้วตอนโต” เด็กชายโชว์ภาพถ่ายที่ร่วงจากถุงให้เจ้าตัวดู แก้วรับรูปของเด็กชายหัวเรียนสวมชุดนักเรียนม.ปลายกำลังสะพายกระเป๋าเดินออกจากบ้านมา เด็กหนุ่มคนนั้นคือเขาเอง เขาไม่รู้ว่าพ่อของเขายังชอบการถ่ายรูปอยู่ไหม มันอาจจะลดลงหลังแม่ตาย แต่พ่อก็ไม่เคยพลาดที่จะเก็บรูปของเขาในทุกช่วงการเติบโตเอาไว้เลย

 

          แก้วกับเด็กชายช่วยกันเก็บภาพเหล่านั้นแล้วพยายามเรียงลำดับโดยดูจากวันที่ตรงมุมล่าง รูปถ่ายมากมายที่มีเขาเป็นนายแบบ มีหลายรูปที่เขาหันมามองกล้อง บางทีเขาอาจจะสับสนกับภาพในอดีต เลยเหมาเอาความทรงจำที่เห็นพ่ออยู่หลังเลนส์นั้นคือช่วงเวลาก่อนที่แม่จะจากไปเสียทั้งหมด

 

          “นี่อาธีร์เหรอ” เมื่อเรียงภาพจนใกล้ครบหมดแล้ว โชคก็สังเกตเห็นหน้าตาของคนที่ดูคุ้นเคยอย่างคุณอาเพื่อนสนิทของน้าแก้ว ในภาพนั้นมีเด็กหนุ่มสองคน ตัวสูงไล่ๆ กัน คนหนึ่งใส่ชุดลำลองกำลังปลดโซ่ที่คล้องประตู้รั้วออก ในขณะที่อีกคนใส่ชุดนักเรียนยืนยิ้มอยู่ด้านนอก แล้วรูปถัดจากนั้นเด็กชายผู้มีรอยยิ้มเหลือเฟือก็ดูจะรู้สึกตัวว่ากำลังถูกเก็บภาพ เลยหันมาส่งยิ้มกว้างประจำตัวให้คนถ่าย พร้อมกับดึงให้ลูกชายเจ้าของบ้านในเวลานั้นหันมามองกล้องด้วยกัน

 

          แก้วจำไมได้ว่าเคยเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น อาจจะเป็นเพราะมันเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งของเขา เช่นเดียวกับภาพถ่ายที่หมดลงหลังจากนั้นไม่กี่ใบ พ่อจากเขาไปด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงในเวลาเพียงไม่นาน แก้วในวัยสิบเจ็ดกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นหลังเลิกเรียน เห็นพ่อของเขากำลังชักอยู่ที่พื้น เขาโทรเรียกรถพยาบาลทันที เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เวลาของเขาเหมือนหยุดลงตรงหน้าห้องฉุกเฉิน หลังจากนั้นการรับรู้ของเขาก็พร่ามัวไปหมด รู้ตัวอีกทีก็ตอนดึกคืนเดียวกันนั้น เขายืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว คืนนั้นธีร์เป็นคนพาเขากลับบ้าน กอดเขาที่น้ำตาไหลไม่หยุดเอาไว้จนถึงเช้า และเรื่องการจัดงานหลังจากนั้นบ้านของเพื่อนสนิทก็เข้ามาช่วยดูแลจัดการให้ทั้งหมด

 

          “อืม อาธีร์ตอนวัยรุ่นน่ะ”

 

 

 
          หลังจากที่ส่งเด็กชายเช้านอนพร้อมกับอ่านนิทานให้ฟังอย่างที่เพื่อนสนิทชอบย้ำซ้ำๆ เรียบร้อยแล้ว แก้วก็ลงมาเก็บอัลบั้มรูปกลับเข้าที่เดิม ส่วนรูปถ่ายฝีมือพ่อที่เขาเพิ่งจะค้นพบก็ถูกสอดเก็บใส่อัลบั้มเปล่าที่เหลืออยู่ในตู้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งเก็บใส่ถุงพลาสติก รออัลบั้มอันใหม่ที่เขาจะไปซื้อ ในสักวันที่เขาจะเอารูปถ่ายของเด็กชายไปล้าง

 

          แก้วมองกรอบรูปมากมายที่วางแน่นิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนยี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก่อนที่เขาจะปิดตู้เก็บความทรงจำใบนั้น เขาก็เลือกที่จะเอามันออกมา วางตั้งไว้ตามชั้นต่างๆ ไม่ได้เอาออกมาครบทุกอัน แต่ก็มากเพียงพอที่จะบอกได้ว่าคนในภาพนั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

 

          ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว พ่อของเขาเลือกที่จะเก็บเอาความทรงจำมากมายเอาไว้ในตู้เก็บของเพราะทุกครั้งที่เห็นมัน เขาจะเจ็บปวดและเปลี่ยวเหงา และแก้วเองก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกันถึงได้ปล่อยมันเอาไว้อย่างนั้นมาตั้งเนิ่นนาน แต่ตอนนี้เขาไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว

 

          ถึงคนในภาพเหล่านั้นจะไม่ได้อยู่กับเขา แก้วก็ไม่เหงาแล้ว

 

 

 

TBC...


อาทิตย์นี้ก็มีเรื่องราวของน้าแก้วโผล่ออกมาบ้างแล้ว ยังไงก็ฝากติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ
นิยายเรื่องนี้รีนตั้งใจเขียนมาก ถ้าคุณชอบก็ช่วยคอมเม้นเป็นกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กับรีนด้วยนะคะ
แล้วก็ขอขอบคุณคอมเม้นที่ให้กำลังใจ มีค่ามากๆ เลยค่ะ ขอบคุณจริงๆ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ รักษาสุขภาพกันด้วย
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 6 [23.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 24-04-2020 00:22:13
เพราะมีเด็กน้อยโชคมาอยู่ด้วย จากนี้ก็ไม่มีเวลามาเหงาแล้วนะน้าแก้ว กว่าจะโต 555 สนุกกกมากเลยค่ะ แต่งเก่งนะ บรรยายและภาษาดีอ่านลื่นไหล อ่านแล้วอิน ชีวิตโชคอับโชคจริง ดีใจที่มาเจอน้าแก้ว ความผูกพันธ์ก่อเกิดขึ้นเรื่อยๆ แม้วันข้างหน้าไม่รู้จะเจอกับอะไรบ้าง แต่เราจะคอยติดตามนะโชค สนุกกกกกกก ชอบค่ะชอบ มาๆมาต่ออีก รอตอนต่อไปเลย ขอบคุณนะคะที่แต่งและมาอัพ  :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 6 [23.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 24-04-2020 10:57:01
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 6 [23.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 27-04-2020 01:36:31
บ้านเริ่มเป็นบ้านขึ้นมาแล้ว :กอด1:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 7 [30.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 30-04-2020 21:28:44
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 7



          เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงเวลาเปิดภาคการศึกษา แก้วพาเด็กชายไปซื้ออุปกรณ์การเรียนรวมถึงเสื้อผ้าตามระเบียบมาเตรียมเอาไว้อย่างครบถ้วน การประชุมผู้ปกครองก็ไม่เคยขาด ความรู้พื้นฐานที่ทางโรงเรียนกำหนดมาก็สอนให้หมดทุกหัวข้อแล้ว อีกทั้งงานของบริษัทช่วงนี้เองก็แบ่งให้พนักงานใหม่เอาไปทำจนปริมาณงานของเขาลดลงอย่างมาก พอมาถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งเด็กชายทั้งผู้ปกครองจึงต่างคนต่างว่าง



          แก้วเลยถือโอกาสนี้พาเด็กชายออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านตามคำแนะนำอีกอย่างจากพี่ธัญ ที่บอกว่าเขาควรพาเด็กชายไปเที่ยวข้างนอกบ้าง อย่างพวกสวนสาธารณะหรือแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้แก่เยาวชนต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมของกรุงเทพ



          ท้องฟ้าจำลอง คือสถานที่ที่ชายหนุ่มเลือกมาจากหนึ่งในความทรงจำสมัยเด็กของเขา คลับคล้ายคลับคลาว่าได้มาทัศนศึกษาที่นี่เมื่อตอนป.ห้า หลายอย่างดูเปลี่ยนแปลงไป แต่กลิ่นอายประหลาดที่เขาอธิบายไม่ได้นั้นยังเหมือนเดิม มันทั้งน่าตื่นเต้น แต่ก็น่าเบื่อในเวลาเดียวกัน แต่ไม่ใช่สำหรับเด็กชาย โชคดูสนอกสนใจไปเสียทุกอย่าง อาจเพราะเขาไม่เคยได้มายังสถานที่แบบนี้มาก่อน ทุกอย่างรอบตัวถึงได้ดูเป็นเรื่องใหม่ที่รอให้เขาไปสำรวจ



          “เข้าชมท้องฟ้าจำลองรอบบ่ายโมงนะคะ” พนักงานขายตั๋วบอก แก้วข้อมือมาดูนาฬิกา ตอนนี้เพิ่งสิบเอ็ดโมง เหลือเวลาสองชั่วโมงก่อนที่จะถึงเวลาเข้าชม เขาจูงมือเด็กชายฝ่าฝูงชนที่เต็มไปด้วยผู้ปกครองที่พาลูกหลานมาเที่ยวในวันหยุด ไม่เคยคิดเลยว่าคนจะเยอะขนาดนี้



          “เข้าไปเดินเล่นข้างในก่อนแล้วกัน” ชายหนุ่มดันหลังเล็กในเข้าไปในอาคารที่เดียวกับจุดขายตั๋วตั้งอยู่ ภายในเต็มไปด้วยของจัดแสดงที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์ โดยที่มีห้องแยกย่อยตามหัวข้อเฉพาะอื่นๆ อีกหลากหลายให้เลือกชม เขาปล่อยให้เด็กชายเป็นคนนำ คอยเดินตามพลางตอบคำถามที่มีมาไม่หยุดให้เจ้าตัวเล็กหายสงสัย ส่วนอันไหนที่เขาตอบไม่ได้ ก็จะหันไปหาความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ซึ่งประจำอยู่ตามจุดให้ช่วยอธิบาย



          พวกเขาใช้เวลาในอาคารนั้นกันเกือบชั่วโมง เดินวนเวียนจนครบแล้วค่อยออกมาหาของกินที่ร้านค้าด้านหน้าเพราะถึงเวลาเที่ยงพอดี แก้วนั่งฟังเด็กชายเจื้อยแจ้วถึงความสุดยอดของสิ่งที่ได้เรียนรู้มาสดๆ ร้อนๆ ขณะที่ดูให้เจ้าตัวเคี้ยวและกลืนอาหารให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนจะพูด เพียงแปบเดียวเวลาสองชั่วโมงก็หมดลง หลังจากทิ้งขยะลงถังแล้วเขาก็พาเด็กชายไปต่อแถวเข้าชมท้องฟ้าจำลองในโดมยักษ์



          แอร์เย็นฉ่ำกับบรรยากาศมืดสลัวชวนให้หาวหวอด แก้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ จัดท่าทางหามุมสบายแล้วเตรียมจะงีบสักพัก กะว่าพอจบรอบการจัดแสดงนี้แล้วค่อยตื่นมาพาเด็กชายไปเดินดูนิทรรศการกับอควาเรียมที่เหลือ แต่ยังไม่ทันได้หลับตาก็ถูกคนข้างๆ สะกิดยิก



          “ว่าไง”



          “น้าแก้ว”



          “หืม”



          “หนาว” โชคลูบผิวเนื้อที่โผล่พ้นเสื้อแขนสั้นออกมา ปากเล็กสั่นน้อยๆ เพราะอุณหภูมิที่ลดต่ำกว่าด้านนอกอย่างชัดเจน



          แก้วไม่ได้ใส่เสื้อคลุมตัวนอกมา เช่นเดียวกับที่ไม่ได้เตรียมมาให้เด็กชาย เขาเลยได้แต่ขยับตัวนั่งดีๆ แล้วตบตักตัวเองพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคนเพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น “มานี่สิ”



          เด็กชายเปลี่ยนที่นั่งอย่างรวดเร็ว เพียงเสี้ยวนาทีก็ปีนขึ้นไปประจำที่บนตักน้าแก้วพร้อมกับเอนหลังพิงอกอุ่น แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าปลอมที่ยังคงมืดมิด รอคอยจนกระทั่งเสียงบรรยายชวนหลับเริ่มพูด แสงสว่างก็ถูกฉายขึ้นไปสะท้อนอยู่บนเพดานโค้ง ปรากฏภาพของดวงดาวนับหมื่นกระจายตัวอยู่เหนือหัว



          เรื่องราวมากมายถูกเล่าผ่านน้ำเสียงราบเรียบ หลากหลายหมู่ดาวที่ถูกโยงเส้นเข้าหากัน บ้างก็กลายเป็นรูปของสัตว์ประจำราศี บ้างก็กลายเป็นร่างของเทพเจ้าตามตำนานกรีก โชคมองท้องฟ้าจำลองประดับดาวแสนสวยพวกนั้นอย่างตั้งใจ ในขณะที่สองมือเล็กก็กอดรัดแขนอบอุ่นของเบาะรองนั่งเอาไว้แน่น



          ช่วงครึ่งหลังของการโชว์ท้องฟ้าจำลองเป็นการฉายการ์ตูนที่เกี่ยวกับการปกป้องอวกาศ แก้วไม่ได้สนใจนักจึงผล็อยหลับไป ผิดกับคนบนตักที่ยังคงจับจ้องไปยังเพดานที่ถูกใช้แทนจอฉายหนังไม่วางตา อย่างที่ว่าเด็กกับการ์ตูนหรรษาเป็นของคู่กัน



          “น้าแก้ว เมื่อกี้นี้กัปตันสเปซเท่มากเลยเนอะ” เด็กชายพูดถึงการ์ตูนฮีโร่อวกาศไม่หยุดตั้งแต่ออกจากอาคารท้องฟ้าจำลอง ในขณะที่คนข้างๆ ได้แต่เออออตามทั้งที่ไม่รู้เรื่องเลยสักนิด



          แก้วพาเด็กชายที่ไปยังอาคารหลังเล็กที่แยกออกมาอยู่ติดริมรั้ว อควาเรียมเรียมเล็กๆ ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากมายนัก แต่โชคก็ยังเกาะขอบตู้กระจกเฝ้ามองปลาการ์ตูนสีส้มสดใสว่ายไปมาอย่างสนุกสนาน แก้วย่อตัวลงไปให้หน้าอยู่ในระดับเดียวกันกับเด็กชาย ค้นหาว่าดวงตาคู่นั้นมองเห็นอะไร ทำไมถึงได้เปล่งประกายได้สว่างไสวเต็มไปด้วยความสุขขนาดนั้น



          “โชค ชอบปลาเหรอ”



          “ชอบมากเลย ในทีวีตอนเย็นนะ มีที่เขาไปใต้น้ำกันด้วย มีปลาเต็มไปหมดเลย มีฉลามด้วย แต่ฉลามไม่กินคนนะ” เด็กชายรีบเล่าถึงสารคดีหลังข่าวที่ได้ดูบ่อยๆ ให้ชายหนุ่มฟัง เขาชอบตอนท้องทะเลมหัศจรรย์มากที่สุดเลย



          “งั้นวันหลังฉันพาไปอความเรียมที่มันใหญ่กว่านี้ดีไหม” แก้วขยี้ผมสีดำสนิทนั้นอย่างเอ็นดู “ที่นั่นมีปลายเยอะกว่านี้ มีอุโมงค์ที่พอมองขึ้นไป ก็จะเห็นปลายว่ายอยู่บนหัวเราด้วย”



          “ไป อยากไป น้าแก้วพาไปหน่อย” แก้วมองดวงตาใสซื่อที่ฉายแววความกระตือรือร้นอย่างตรงไปตรงมาคู่นั้นอย่างขบขัน โชคไม่เคยปกปิดความต้องการของตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ซื่อสัตย์กับความรู้สึกอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เคยเรียกร้องในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็นคนเสนอให้เลยสักครั้ง



          ชายหนุ่มก็ได้แต่หวังว่าในสักวันหนึ่ง เด็กชายจะกล้าเรียกร้องบางอย่างจากเขาด้วยตัวเอง มันอาจจะใช้เวลาสักหน่อย แต่วันที่โชคทำตัวเหมือนเป็นคนในครอบครัวเขาจริงๆ จะต้องมาถึงแน่



          “ไว้คราวหน้านะ”



          “อื้ม”



          “ครับ”



          “ครับ”







          แก้วกับเด็กชายกลับมาถึงบ้านตอนทุ่มกว่าๆ หลังจากที่พวกแวะกินข้าวมาจากข้างนอกแล้ว ทันทีไฟในบ้านบ้านสว่างขึ้น แก้วก็รู้ตัวว่าสิ่งที่เขาลืมก่อนออกจากบ้านในตอนเช้าคืออะไร



          กล้องถ่ายรูปที่เขาเตรียมไว้เพื่อไปเก็บรูปของโชคในวันนี้นอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะไม้ข้างที่เขี่ยบุหรี่



          ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างขบขัน เขาคงเริ่มแก่แล้วถึงได้ขี้ลืมแบบนี้ เขาคิดขณะเดินไปทิ้งตัวนั่งบนโซฟา ใช้ให้เด็กชายกดเปิดพัดลมหลังจากที่จุดบุหรี่ขึ้นสูบ



          “ไปอาบน้ำไป” แก้วไล่ให้เด็กชายไปอาบน้ำ แต่โชคไม่ขยับ กลับเอื้อมมือมาหยิบเอาเจ้าเครื่องมือบันทึกภาพเจ้าปัญหาไปถือไว้ ล้วงออกจากกระเป๋าของมันอย่างตะกุกตะกักเพราะขนาดไม่พอดีมือ



          “น้าแก้ว ทำยังไง”



          “ทำอะไร”



          “ถ่ายรูป” แก้วหรี่ตาลงมองเด็กชายที่ดื้อไม่ฟังคำสั่งเขาเป็นครั้งแรก แต่ก็เข้าใจได้ถึงความอยากรู้อยากเห็นตามวัย และเพราะตอนนี้เพิ่งจะหัวค่ำ แก้วเลยปล่อยให้เด็กชายสำรวจอุปกรณ์ในมือเล่น โชคทำตามที่เคยเห็นเขาทำ ยกกล้องขึ้นมาใกล้หน้า ปิดตาข้างหนึ่ง แต่เหมือนเด็กน้อยจะไม่รู้ว่าควรมองตรงไหน เลยก้มๆ เงยๆ อยู่หลังเครื่องบันทึกภาพนั้นงงๆ



          “มองผ่านตรงช่องเล็กๆ ตรงนั้น แล้วก็กดปุ่มข้างบน” แก้วใช้มือข้างที่คีบบุหรี่ชี้บอกตำแหน่งที่ถูกต้องอยู่ไกลๆ เพราะกลัวว่าควันจะโดนเด็กชายถ้าเขาขยับเข้าไปใกล้ “จะถ่ายฉันเหรอ”



          โชคพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะทำตามคำแนะนำ เขายกกล้องขึ้นมาอีกครั้งโดยที่มีคนตรงหน้าเป็นแบบ ดวงตามองส่องผ่านช่องมองภาพเล็กๆ แล้วลั่นชัตเตอร์เก็บเอาภาพของน้าแก้วที่กำลังนั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่ พร้อมกับรอยยิ้มนิดๆ ที่มุมปาก โชคไม่รู้ว่าภาพของเขาจะออกมาเป็นยังไง แต่เขาก็มีความสุขกับการที่ได้ถ่ายรูปน้าแก้วของเขาแล้วเลยฉีกยิ้มกว้างออกมา



          “จะได้มีรูปน้าแก้วตอนโต”



          แก้วยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร เขาขยี้บุหรี่ที่เหลือทิ้งลงในที่เขี่ย มองเด็กชายที่เก็บกล้องใส่กระเป๋าตามเดิมด้วยสีหน้าภูมิใจ เสร็จแล้วก็เดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำตามที่เขาสั่งไปตอนแรก ก่อนจะเบนสายตาไปยังภาพถ่ายในกรอบที่เขาเพิ่งเอาออกมาวางโชว์หลังจากเก็บไว้ในตู้มาหลายปี



          นานแล้วเหมือนกันที่เขาไม่ได้ถูกใครสักคนจ้องมองผ่านเลนส์





TBC...


          ตอนนี้สั้นไปหน่อย เป็นวันเดย์ทริปของน้าแก้วกับโชค วันสบายๆ น่ารักๆ ของพวกเขาล่ะค่ะ
          แล้วก็ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นนะคะ น่ารักมากเลย กำลังใจเต็มเปี่ยม ใจฟูมากๆ สำหรับคนเขียนแล้ว แค่มีคนคอมเม้นมาคุยด้วยก็มีความสุขมากๆ แล้วค่ะ ช่วยคุยกับรีนต่อไปอย่างนี้นานๆ เลยนะคะ  :mew1:

          เจอกันตอนหน้าค่ะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 7 [30.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: t2007 ที่ 01-05-2020 02:02:34
ตอนแรกๆ เศร้ามาก อ่านไม่ไหว หัวใจ อ่อนแอ
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 7 [30.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 01-05-2020 21:08:46
อื้ออโชคมาทำให้น้าแก้วเปิดตัวเปิดใจอีกครั้ง น่ารักมากตอนนี้มีพาไปเที่ยวท้องฟ้าจำลองได้เที่ยวได้ความรู้ ดีใจกับโชคเหมือนเราก็ได้ตามไปด้วยเลย 5555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ สนุก รอตอนต่อไปเลยค่ะ เด็กน้อยโชคกับน้าแก้วผู้เปล่าเปลี่ยวจะเป็นยังไงต่อไป ตามๆ 555  :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 7 [30.04.20]
เริ่มหัวข้อโดย: TheDoungJan ที่ 01-05-2020 21:29:10
ตอนช่วงแรกๆที่โชคยังไม่มาอยู่บ้านแก้วแบบถาวร อึดอัดมากเลย แต่พอมาอยู่ด้วยกันแล้ว อบอุ่นมาก โชคมาทำให้ชีวิตแก้วสดใสขึ้นมา ส่วนแก้วก็โอบอุ้มโชคให้เติบโตได้ สนุกมากเลยค่ะ รอติดตามตอนต่อไปนะคะ
หัวข้อ: Re: Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 8 [7.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 07-05-2020 21:11:54
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 8



          เช้าของการเปิดเรียนวันแรก โชคถูกปลุกก่อนเวลาปกตินิดหน่อยโดยแขกที่มาค้างคืนด้วยอย่างอาธีร์ เขาถูกอุ้มลงมาส่งถึงหน้าห้องน้ำ นั่นเป็นอย่างหนึ่งที่เขาชอบเมื่อแขกขาประจำคนนี้มานอนที่บ้าน



          “ชุดแขวนอยู่ตรงเก้าอี้ข้างพัดลมนะ” เสียงตะโกนบอกออกมาจากครัว เจ้าของบ้านหนุ่มกำลังยุ่งกับการเตรียมมื้อเช้าให้กับคนสามคน แต่พอมีพ่อครัวใหญ่อีกคนเข้ามาสมทบ แก้วก็ผละจากครัวมาหาเด็กชายตัวเปียกชื้นใต้ผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ เขาปล่อยให้เด็กชายเช็ดตัวเอง เสร็จแล้วเขาก็ส่งเสื้อผ้าให้เด็กชายทีละชิ้น ช่วยดูว่าติดกระดุมเข้ารังไม่ผิดอัน จากนั้นก็ช่วยสอดเสื้อขาวเข้าไปในกางเกง ก่อนจะสอนวิธีใส่เข็มขัดให้



          “กระเป๋าอยู่ไหนครับ” ธีร์ถามขึ้นเมื่อจัดการกับมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ทั้งเขาและแก้วต้องออกจากบ้านแล้วถ้าจะไปให้ทันเข้างาน เช่นเดียวกับเด็กชายที่ถ้าไม่อยากไปสายตั้งแต่วันแรก เขาก็ต้องรีบไปขึ้นรถแล้ว



          “อยู่บนบ้าน วางอยู่ข้างโต๊ะในห้องโชค” แก้วแต่งตัวด้วยความเร็วแสงอยู่ในห้องน้ำ ผมยาวประบ่าเพราะไม่ได้ตัดมานานถูกรวบมัดลวกๆ พอเขาพูดจบอาธีร์ของน้องโชคก็พุ่งขึ้นไปชั้นสองเพื่อเอากระเป๋าสะพายสีดำที่ใส่อุปกรณ์การเรียนของเด็กชายเอาไว้ตั้งแต่คืนก่อนลงมาให้ทันที แก้วออกจากห้องน้ำมาก็เดินวนกลับเข้าไปในครัว หยิบนมกล่องออกมายัดใส่กระเป๋าที่ใบโตเมื่อเทียบกับตัวของผู้ใช้งาน



          “ของครบแล้วใช่ไหม”



          “อืม ข้าวเที่ยงที่โรงเรียนมีให้ ส่วนค่าขนมใส่ไว้ในกระเป๋าเป็ดในช่องเล็กนะ” คำแรกตอบคำถามเพื่อน ส่วนประโยคหลังหันมาบอกกับเด็กชาย โชคพยักหนารับรู้ ขณะที่สอดแขนเข้าไปยังสายสะพานที่ถูกยื่นมาให้ถึงที่โดยมือใหญ่ของอาธีร์



          ยามเช้าที่ดูวุ่นวาย แต่ก็เงียบสงบในบ้านไม้สีขาวสองชั้นจบลงเมื่อบานประตูหน้าบ้านถูกปิดล็อก แต่ก่อนที่เด็กชายจะวิ่งไปขึ้นรถ เจ้าของบ้านหนุ่มก็เรียกรั้งไว้ก่อน กล้องถ่ายรูปที่เขาเพิ่งซื้อมาได้สักพัก และม้วนฟิล์มในนั้นยังใช้ไปได้ไม่ถึงครึ่งถูกล้วงออกมา



          “จะถ่ายรูปเหรอ” คนที่ถามคือคนที่เดินนำไปถึงรถแล้วแต่ยังไม่เห็นใครตามมาเลยย้อนกลับมาดู



          “อืม ไปโรงเรียนวันแรกก็เลยอยากถ่ายเก็บไว้” แก้วตอบ ยกกล้องขึ้นมาพลางบอกให้เด็กชายขยับไปในทิศที่ต้องการ “หนึ่ง สอง..”



          “เอากล้องมานี่มา” ธีร์แย่งกล้องไปจากมือเจ้าของหลังจากที่แก้วลั่นชัตเตอร์เก็บรูปเด็กชายไปสองรูปแล้ว



          “จะทำอะไร”



          “ไปยืนกับโชคไป”



          “ไม่เอาหรอก” แก้วส่ายหัวพรืด รู้สึกเขินยังไงอย่างบอกไม่ถูกที่จะเข้าไปยืนกับเด็กชายแล้วปล่อยให้เพื่อนสนิทเป็นคนถ่ายรูปให้ มันรู้สึกเหมือนครอบครัวพ่อแม่ลูกมากเกินไป



          “ไปเถอะน่า”



          “น้าแก้ว” ยังไม่ทันได้ปฏิเสธซ้ำ เสียงใสก็ร้องเรียกชื่อเขา แก้วเลยได้แต่เดินเข้าไปหาเด็กชายที่จ้องมองเขาอย่างรอคอย มือเล็กยืนมากุมมือเขาไว้ก่อนจะหันกลับไปยิ้มร่า ชายหนุ่มรู้สึกเกร็งเล็กน้อย แต่ก็ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางขณะหันไปทางตากล้อง



          “เหมือนครอบครัวเลยเนอะ” ธีร์พูดกลั้วหัวเราะขณะที่กดปุ่มบันทึกภาพ



          “อืม เหมือนครอบครัวเลย” แก้วกระชับมือเล็กให้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก้มลงมองสบดวงตาใสซื่อเหมือนลูกหมาที่แหงนขึ้นมามองเขา เด็กชายยิ้มในขณะที่รู้สึกอุ่นวาบไปทั่วทั้งอก



          “เหมือนครอบครัวเลย” โชคพึมพำซ้ำ เขาชอบคำนี้เหลือเกิน





          ชีวิตในรั้วโรงเรียนวันแรกของโชคเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเด็กวัยเดียวกัน โรงอาหารที่มีโต๊ะตัวยาวให้ทุกคนได้ร่วมกินข้าวเที่ยง เสียงพูดคุยจอแจ และเพื่อนใหม่ที่เข้ามาทักทายทำความรู้จักเขาตลอดทั้งวัน



          ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องใหม่สำหรับโชค เขาไม่เคยมีเพื่อนคนอื่นนอกจากปรางที่เพิ่งรู้จักกันก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาไม่เคยกินข้าวร่วมกับคนมากมายขนาดนี้ และรอบตัวเขาเมื่อก่อนก็ล้วนแต่อยู่ในความเงียบ ความเงียบงันของห้องแคบๆ ที่มีเขาเพียงลำพัง ความเงียบงันยามที่เขาไร้บทสนทนากับยายหอม และความเงียบสงบในบ้านไม้สีขาวสองชั้น ซึ่งโชคก็ไม่ได้เกลียดมัน แต่หากเลือกได้ เขาก็ชอบความคึกคักที่ช่วยคลายความเหงาแบบนี้มากกว่า



          “นี่ ชื่อไรอะ” ไหล่เล็กถูกสะกิด โชคหันไปมองคนถาม เป็นเด็กชายตัวพอๆ กับเขา หน้าตาน่ารัก แต่ก็ฉายแววดื้อรั้นผ่านดวงตา และรอยแผลเป็นบนหน้าผาก



          “โชค” เด็กชายตอบ



          “มิกซ์” เด็กชายอีกคนบอก





          แก้วมารับเด็กชายหลังเวลาเลิกเรียนไม่นานนัก ยังคงมีเด็กที่รอผู้ปกครองมารับคนอื่นๆ อยู่กว่าครึ่งห้อง โชครีบคว้ากระเป๋า บอกลาเพื่อนใหม่ที่กำลังนั่งเกาะกลุ่มกันเล่นตบไม้ไอติมอยู่หลังห้องเรียนทันที สองขาเล็กก้าวยาวๆ ไปหาชายหนุ่มที่หน้าประตู บอกลาครูประจำชั้นแล้วจับมืออุ่นไว้แน่นขณะเดินไปที่รถ



          “วันแรกเป็นไงบ้าง” แก้วถามขณะที่กำลังถอยรถออกจากซอง



          “ได้กินข้าวโต๊ะเดียวกันตั้งสิบคน”



          “เหรอ แล้วมีเพื่อนบ้างรึยัง”



          เด็กชายยิ้มกว้างพยักหน้าแรง ก่อนจะอวดเพื่อนหมาดๆ ให้ผู้ปกครองฟัง แก้วรับฟังเรื่องราวของเด็กชายที่เขายังไม่เคยเห็นหน้า หรืออาจจะเห็นแล้วแต่ไม่รู้ว่าเป็นคนไหนผ่านคำบอกเล่าของเด็กชายวัยเจ็ดปี เท่าที่ฟังมามิกซ์ดูเป็นเด็กแก่นๆ ซุกซนตามวัย แต่ก็จริงใจเปิดเผย และร่าเริงมากพอที่จะเป็นฝ่ายชวนโชคคุยหรือเล่นอะไรก่อนอยู่เสมอ คงเป็นพวกหัวโจกตัวจี๊ดอะไรทำนองนั้น



          ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจ การได้เพื่อนในวันเปิดเทอมวันแรกถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กอย่างโชคที่ไม่เคยมีเพื่อน ไม่รู้จักวิธีเข้าหาคนอื่นก่อน การที่มีคนแบบมิกซ์อาสาเข้ามาเป็นเพื่อนเองแบบนี้ทำให้เขารู้สึกโล่งใจแล้ว ว่าอย่างน้อยเด็กชายก็ไม่ต้องมีชีวิตที่โดดเดี่ยวในโรงเรียนแห่งนี้





          หลังจากเปิดเทอมช่วงกลางเดือนพฤษภาคมได้ประมาณเดือนหนึ่ง ก็จะถึงวันเกิดของโชคที่แก้วเพิ่งได้รู้เมื่อเห็นในเอกสารตอนย้ายทะเบียนบ้าน



          “โทษที มาช้าไปหน่อย” ธีร์ที่เพิ่งมาถึงส่งยิ้มให้เด็กชาย ก้าวยาวๆ เข้ามาวางถุงของกินที่ซื้อมากเต็มสองมือลงบนโต๊ะรับแขกหน้าทีวี แต่แอบฉวยเอาถุงที่ใส่กล่องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เข้าไปเก็บในครัวโดยที่ไม่ทำให้เด็กชายสงสัยได้อย่างแนบเนียน



          “เทซอสใส่ถ้วยเลย” แก้วพูดกับเด็กชาย ขณะที่เขาแกะห่อของกินที่มีไก่ทอดยี่ห้อดังเป็นเมนูหลักใส่ภาชนะต่างๆ ที่เตรียมรอไว้ก่อนแล้ว อาหารเย็นมื้อนี้เต็มไปด้วยของฟาสต์ฟู๊ดที่ปกติเด็กชายจะไม่ค่อยได้กินเพราะให้สารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อการเติบโตที่ดีของเด็ก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันอร่อยกว่าอาหารสุขภาพฝีมือแก้วมากนัก



          “ล้างมือรึยัง” เพื่อนสนิทหนุ่มที่พักหลังๆ มานี้แวะเวียนมาค้างด้วยบ่อยจนแทบจะกลายเป็นสมาชิกอีกคนของบ้านไปแล้วถามขึ้น เมื่อเห็นเด็กชายใช้มือเปล่าหยิบของกินใส่ปาก



          “อ้างแอ้วอั๊บ” เด็กชายตอบทั้งที่ปากยังคาน่องไก่ชินโต



          “กินก่อนค่อยพูด” แก้วเอ็ดไม่จริงจังนัก เด็กชายจึงรีบเคี้ยวรีบกลืนก่อนจะตอบชัดถ้อยชัดคำ



          “ล้างแล้วครับ”



          “เก่งมากครับ” ธีร์แทรกตัวเข้ามานั่งร่วมวงด้วย แขนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนถูกพับขึ้นจนถึงศอก แต่แทนที่จะรีบกินอาหาร เขากลับนั่งเท้าคางมองเด็กชายสลับกับเพื่อนสนิทที่กำลังเคี้ยวแก้มตุ่ยยิ้มๆ



          “ไม่กินเหรอ”



          “อิ่ม เพิ่งกินกับลูกค้าไปตอนห้าโมง” แต่ถึงปากจะบอกว่าอิ่ม มือใหญ่ก็คว้านักเก็ตเข้าปากเพื่อกินเล่นไปพลางอยู่ดี



          “ถ้ามึงยุ่ง มึงไม่ต้องมาก็ได้”



          “ไม่ได้หรอก” แก้วดูดน้ำอัดลมในแก้วขณะที่จ้องมองแววตาอบอุ่นที่อีกคนใช้ทอดมองเด็กชาย มันทั้งเอ็นดูและรักใคร่ สมกับที่เจ้าตัวเคยบอกอยู่เสมอว่าชอบเด็ก



          พอกินของคาวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่สองคนก็มองหน้ากันเป็นเชิงส่งสัญญาณให้ไปเอาเค้กออกมาให้เด็กชายเป่าเทียนได้แล้ว แต่กลับไม่มีใครลุกสักทีจนธีร์พยักพเยิดหน้าไปทางครัวเพื่อบอกว่าให้แก้วเป็นคนไป ฝ่ายคนถูกใช้ก็ส่ายหัว คนต้นคิดที่อยากทำเซอร์ไพรส์ไม่ใช่เขาสักหน่อย อีกอย่างถ้าเป็นอาธีร์ที่มีหลานวัยไล่เลี่ยกับเจ้าของวันเกิด แถมยังเอาใจเด็กเก่งอย่างกับอะไรดีคนนั้น คงทำให้โชครู้สึกสนุกสนานได้มากกว่าเขาที่ทำเซอร์ไพรส์วันเกิดให้เพื่อนครั้งสุดท้ายก็ตั้งแต่ตอนมหา’ลัยปีหนึ่งนู่น



          “แก้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเรียกเป็นเชิงให้ตามไปด้วยกัน โชคมองผู้ใหญ่สองคนงงๆ แต่ก็ไม่ได้สนมากไปกว่าสารคดีภาคค่ำที่กำลังฉายเรื่องขั้วโลกเหนือที่มีหมีขาว แต่ไม่มีเพนกวินอยู่บนทีวี



          “มึงถือไป” ธีร์วางกล่องเค้กใส่มือเพื่อน ขณะที่ปักเทียนลงไปเกินจำนวนอายุเด็กชายอยู่หนึ่งแท่ง



          “มึงถือสิ” แก้วใช้มือข้างที่ว่างล้วงเอาไฟแช็กสีทองออกมาจุดเทียนทั้งเก้าเล่ม เสร็จแล้วก็ยื่นไปตรงหน้าอีกคน



          “มึงนั่นแหละ”



          “มึงเป็นคนซื้อเค้กมา”



          “แต่ถ้ามึงเป็นคนถือ โชคจะดีใจกว่า”



          “ใครถือก็เหมือนกันแหละ”



          “ไม่เหมือนหรอก สำหรับโชค มึงสำคัญมากนะ” ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปยืนยันคำพูดของตนกับอีกฝ่าย ในที่สุดกล่องเค้กที่ถูกยื้อยัดใส่กันไปมาในที่สุดก็อยู่ในมือของเจ้าของบ้าน ธีร์ยิ้มจนตาปิดให้เพื่อน เดินนำออกไปก่อนเพื่อไปกดสวิตช์ปิดไฟ



          เด็กชายสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ ทั้งไฟในบ้านก็ดับลง เหลือไว้เพียงแสงจากจอโทรทัศน์ที่สว่างวูบไหวเปลี่ยนไปมา กับแสงสีส้มอุ่นจากเปลวเทียนบนเค้กที่น้าแก้วของเขาค่อยๆ ถือเข้ามาใกล้ เสียงเพลงแฮปปี้เบิร์ตเดย์ที่เด็กชายไม่คุ้นเคยแต่ก็พอรู้จักอยู่บ้างดังขึ้นด้วยสองเสียงประสานกัน ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะดังมาจากอาธีร์ที่ขยับตัวแทรกเข้ามานั่งข้างเขาแล้วปรบมือตามจังหวะไปด้วยก็ตาม ส่วนคนถือเค้กเพียงขยับปากร้องเพลงคลอเบาๆ แต่ถ้อยคำที่ถ่ายทอดมาทางสายตาที่จ้องสบกับเด็กชายกลับชัดเจน



          “แฮป...ปี้..เบิร์ตเดย์...ทู้..ยู...”



          สุขสันต์วันเกิดนะโชค



          วันที่ 22 มิถุนายน ในฤดูฝนเมื่อแปดปีที่แล้ว เด็กชายได้เกิดมาบนโลกใบนี้





          หลังจากที่รู้ชื่อกันในวันนั้น ที่นั่งกินข้าวประจำข้างโชคก็เป็นของมิกซ์ เช่นเดียวกับที่มิกซ์ไปไหน โชคก็จะไปด้วยเสมอ เด็กสองคนตัวติดกัน เล่นด้วยกันเรียนด้วยกัน มิกซ์ยังคงเป็นเด็กแสบซ่าช่างเจรจา ในขณะที่โชคก็เริ่มซึมซับนิสัยเหล่านั้นทีละน้อย จากที่ไม่ค่อยชวนคุยก่อน เดี๋ยวนี้ก็สรรหาเรื่องต่างๆ มาพูดคุยกับอีกฝ่ายบ้างแล้ว แก้วพึงพอใจกับการเติบโตทีละนิดละหน่อยนั้นของเด็กชาย จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งที่เขาไม่ได้ไปรับเด็กชายด้วยตัวเองเพราะติดงาน เลยฝากให้รุ่นน้องช่วยรับไปส่งบ้านให้แทน



          “กลับมาแล้ว ขอบใจมากปุณที่ไปรับโชคให้พี่ กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนค่อยกลับนะ” แก้วก้าวเข้ามาในบ้าน เห็นรุ่นน้องที่ช่วยเป็นธุระให้ยังอยู่เป็นเพื่อนโชคเลยเอ่ยปากชวนให้อยู่กินมื้อเย็นด้วยกันเป็นการขอบคุณ แต่กลับได้ความเงียบเป็นคำตอบ เงียบจากทั้งลูกน้องและเด็กชาย



          “มีอะไรรึเปล่า” เจ้าของบ้านหนุ่มมองหน้าตาอึดอัดใจของรุ่นน้อง แล้วเบนสายตาไปหาเจ้าตัวเล็กด้านหลังที่นั่งอยู่บนโซฟา ใบหน้าของเด็กชายมีรอยช้ำ มุมปากแตก แขนขาก็ขึ้นรอยเขียว



          “โชค” เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมา ไม่ยิ้มแต่ก็ไม่มีน้ำตา ถึงแม้ว่าสีหน้าจวนจะร้องไห้เต็มที แก้วเดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กชาย สำรวจดูร่องรอยบนตัวอย่างใจเย็น แม้ว่าในใจเขาจะร้อนรนมากแค่ไหนก็ข่มอารมณ์เอาไว้ “เกิดอะไรขึ้น”



          “ตอนผมไปรับครูน้องไม่อยู่ห้อง ถามน้องน้องไม่ยอมบอก พอผมจะโทรหาพี่ก็ไม่ยอมอีก ผมก็ไม่รู้จะทำไงเลยรอพี่กลับมาอยู่นี่แหละ” สายตาของปุณแสดงความห่วงใยชัดเจน เขาเป็นลูกคนเดียว ไม่มีน้องไม่มีหลานเลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี จะโทรหาผู้ปกครองเด็กชาย น้องโชคก็คว้าชายเสื้อไว้ส่ายหน้าดิกด้วยสีหน้าแบบที่ถ้าเขากดโทรออกไป เขาคงจะกลายเป็นคนเลว สุดท้ายก็เลยทำได้แค่อยู่รอให้แก้วกลับบ้านเป็นเพื่อนเด็กชายเท่านั้น



          “อืม ขอบใจมาก วันนี้กลับไปก่อนแล้วกัน วันหลังเดี๋ยวพี่เลี้ยงข้าว” แก้วเห็นไหล่เล็กสั่นไหวแต่ไม่ยอมให้น้ำตาไหล เลยตัดสินใจให้รุ่นน้องกลับบ้านไปก่อน เพราะตอนนี้เด็กชายคงอยากจะอยู่กับเขาเพียงลำพัง เพื่อที่จะได้ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะต่อว่าหรือทุบตีตัวเองอีก



          ปุณไม่อยากกลับไปก่อน แต่พอเห็นแววตาที่ปกติจะเฉื่อยชาจ้องมาเชิงออกคำสั่งก็ยอมกลับแต่โดยดี พอคนนอกไปแล้ว มือเล็กก็คว้าเอามืออุ่นที่ยึดเหนี่ยวเดียวของเขาไปกุมไว้แน่น น้ำตาไหลทะลักทลายออกมาหลังจากที่กลั้นเอาไว้มานาน เสียงสะอื้นดังระงม แก้วค่อยๆ ตะล่อมถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้ความว่าถูกเด็กห้องข้างๆ รุมตีเพราะแย่งที่ในสนามเด็กเล่นกัน เด็กห้องโชคนั้นไปถึงก่อน ส่วนพวกมาใหม่ก็เข้ามาแย่ง มิกซ์ที่เป็นหัวโจกห้อง 1 ไม่ยอมเลยผลักหัวโจกห้อง 2 หลังจากนั้นการทะเลาะวิวาทของเด็กประถมก็ขยายวงกว้างจนมั่วไปหมด เพื่อนร่วมห้องของเด็กชายต่างวิ่งหนีเพราะเด็กอีกห้องตัวใหญ่กว่า แต่ด้วยนิสัยของน้องมิกซ์ที่ไม่ยอมใครเลยไม่ยอมถอย โชคที่เห็นเพื่อนโดนรังก็เลยเข้าไปขวาง สุดท้ายก็ได้แต่คู้กายรับมือรับเท้าแทนมิกซ์ที่อยู่ด้านล่าง



          แก้วรู้สึกโกรธ โกรธจนแน่นหน้าอกไปหมด เขาไม่ได้โกรธเด็กคนอื่น เขาไม่ได้โทษคุณครูที่ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ เขารู้ว่าการทะเลาะกันของเด็กๆ นั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นเด็กชายในสภาพยับเยินแบบนี้ แต่มันเป็นครั้งแรกที่เด็กชายตกอยู่ในสภาพนี้นับตั้งแต่มาอยู่กับเขา แก้วกดฟันจนกรามนูนชัด เขากำลังโมโหที่เด็กชายของเขานั้นเอาตัวเข้าปกป้องเพื่อนเพราะรู้ดีว่าการโดนตีนั้นมันเจ็บ ยอมใช้ตัวเองเป็นโล่ให้คนอื่นทำร้ายได้โดยไม่โต้ตอบ แล้วก็กลั้นน้ำตาเอาไว้มาตลอดเพราะกลัวว่าจะโดนตีซ้ำถ้าตัวเองร้องไห้



          แก้วโมโหตัวเองที่วันนี้เขากลับมาช้าเหลือเกิน เขาโมโหที่ปล่อยให้เด็กชายต้องกลั้นน้ำตารอเขาเนิ่นนานเสียขนาดนี้ และโมโห.. ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่ได้ช่วยดึงเด็กชายออกมาจากความมืดมิดนั้นเลยสักนิด



          “โชค” เสียงเขาสั่นเพราะความโมโหมันกลั่นตัวขึ้นมาคลออยู่ที่เบ้าตาร้อนฉ่า “การทำร้ายคนอื่นน่ะมันไม่ดีหรอก แต่ว่า.. แต่ถ้าเราโดนคนอื่นทำร้ายมา เราก็ต้องสู้กลับไปสิ ฉันไม่ได้บอกให้เธอไปหาเรื่องชกต่อยกับคนอื่นนะ แต่ถ้าเธอถูกเขาตีมา ก็ปกป้องตัวเองหน่อยเถอะ... อย่าปล่อยให้ตัวเองโดนทำร้ายง่ายๆ แบบนี้สิ”



          แก้วรู้สึกได้ว่าความคับแค้นใจของเขาไหลออกมาจากตา เขากำลังร้องไห้ ครั้งแรกในรอบหลายปี หรืออาจจะในรอบสิบปี หยดแล้วหยดเล่า เขาเพิ่งจำได้ว่าการร้องไห้มันเหนื่อยล้าถึงขนาดนี้ แล้วกับคนที่กลั้นน้ำตาไว้ตลอดเวลาที่ผ่านมา จะเหนื่อยล้ากว่าเขาขนาดไหน มืออุ่นประคองแก้มนุ่มเพื่อให้เด็กชายมองหน้าเขา



          “แล้วถ้าเธออยากร้องไห้ ก็ร้องออกมาเถอะ คนเราก็ร้องไห้กันทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องฝืนอีกต่อไปแล้วนะ ไม่มีใครจะตีเธอถ้าเธอร้องไห้อีกแล้ว ฉันจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเธออีก ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”





          หลังจากที่เด็กชายร้องไห้จนน้ำตาแห้งเหือด ส่วนแก้วนั้นน้ำตาหยุดไหลนานแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่ขอบตาแดงเรื่อ พวกเขาก็เข้าไปนั่งกินข้าวเย็นกันเงียบๆ ในครัว เสร็จแล้วก็อาบน้ำทำแผลขึ้นห้องนอน ระหว่างนั้นครูประจำชั้นที่โทรมาหาแก้วรอบหนึ่งแล้วแต่แก้วคุยงานอยู่เลยไม่ได้รับสายก็โทรเข้ามาเล่าอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟังอีกครั้ง รวมถึงขอโทษและสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นแบบนี้ขึ้นอีก



          “น้าแก้ว” เด็กชายขยับนอนตะแคงหันมาหาคนที่นั่งพิงหัวเตียงด้านหนึ่ง ซึ่งกำลังเลือกเอาหนังสือภาพสัตว์ทะเลออกมาเพื่ออ่านให้เขาฟัง



          “ว่าไง”



          “ไม่มีอะไร เรียกเฉยๆ” เด็กชายยิ้มซุกซน ดึกผ้าห่มขึ้นมาปิดครึ่งหน้าหัวเราะคิกคัก แก้วดึงผ้าไปกองไว้ใต้คางเล็ก พร้อมขยับขึ้นไปกึ่งนั่งกึ่งนอนข้างเจ้าของเตียงแล้วอ่านเรื่องราวของปลาวาฬสีน้ำเงิน สัตว์ที่มีขนานใหญ่ที่สุดในโลกให้ฟัง พออ่านจบโชคก็หาวหวอดพอดี



          “ทำไมถึงเอาตัวเองไปกันให้มิกซ์ล่ะ” แก้วเก็บหนังสือเข้าที่ ขยับลงมานอนหนุนหมอนใบเดียวกับเด็กชาย ตั้งใจว่าจะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าจะหลับ



          “มิกซ์ตัวนิดเดียว พวกนั้นตัวใหญ่”



          “ตัวเองก็ตัวแค่นี้ เอาอะไรไปสู้เขา”



          “เดี๋ยวมิกซ์เจ็บ”



          “แล้วเธอไม่เจ็บรึไง”



          “ไม่เป็นไร ผมไม่อยากให้มิกซ์เจ็บ เพราะมิกซ์เป็นเพื่อนของผม” รอยยิ้มใสซื่อฉีกกว้าง แม้ในความมืดมันก็ยังคงสว่างไสวชัดเจน



          “ใจดีจังเลยนะ” แก้วพึมพำ มืออุ่นลูบผมตัดสั้นทรงนักเรียนเพื่อกล่อมให้อีกคนนอน จนสุดท้ายก็ผล็อยหลับไปทั้งคู่



          เย็นวันต่อมาแก้วไปรับโชคที่โรงเรียน แต่รถยนต์สี่ประตูสีดำไม่ได้พาแล่นตรงกลับบ้านอย่างทุกที แก้วพาเด็กชายมาที่ทำงานของเขา แต่ไม่ได้เดินเข้าตึก กลับพาข้ามถนนไปอาคารพาณิชย์สามชั้นสองคูหาที่เปิดเป็นโรงเรียนสอนเทควันโด้ฝั่งตรงข้ามแทน 



          “ทีหลังจะได้ไม่โดนเขาตีอยู่ฝ่ายเดียวอีก”




TBC...


          สวัสดีค่า ก็มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นในตอนนี้เลยนะคะ ทั้งโรงเรียนใหม่ ทั้งเพื่อนใหม่ น้องโชคของเราเริ่มโตขึ้นทีละนิดแล้วนะคะ ช่วยติดตามเด็กชายโชคกันไปจนกว่าน้องเขาจะโตไปด้วยกันนะคะ
          ปล.ขอหวีดอาธีร์หน่อยนะคะ ธีร์เป็นตัวละครที่รีนเคยวางไว้ให้เป็นแค่ส่วนเล็กๆ แต่พอเขียนจริงกลับกลายเป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่มากๆ เลยค่ะ หลงเสน่ห์ตัวละครตัวนี้มากๆ เลย เป็นผู้ชายในแบบที่ถ้าอยู่ในชีวิตจริงรีนก็คงจะตกหลุมรักขึ้นไม่ไหวแน่ๆ แง้
          เรื่องราวอบอุ่นหัวใจที่คลุ้งไปด้วยควันบุหรี่นี้จะเดินไปในทิศทางไหน ยังไงก็ฝากติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ

          ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านเลยค่ะ รักษาสุขภาพกันด้วย
          เจอกันใหม่วันพฤหัสบดีหน้าค่ะ

หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 8 [07.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: Leenboy ที่ 09-05-2020 02:49:04
เทควันโดสายดำเลยโชค อิอิ
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 8 [07.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 09-05-2020 16:08:50
น้าแก้วคนจริงเว้ยเฮ้ย!!5555 จัดไปถึงสายดำเลยนะโชค จะได้ปกป้องตัวเองและเพื่อนรัก ความภูมิใจเล็กๆของเด็กที่ได้ปกป้องเพื่อน ชอบที่น้าแก้วไม่ดุด่าว่า เพียงแต่บอกให้รู้จักป้องกันตัวเอง มันก็จริงนะโชค เจ็บตัวบ่อยๆน้าแก้วเสียใจนะ โทษตัวเองเลย น้าแก้วอาธีร์ทำซึ้งอ่ะ จัดงานวันเกิดให้  :mew4: น่ารัก อบอุ่นใจ ถ้าไม่ปากแตกลับมาจากโรงเรียนอะนะ 555555 เดี๋ยวๆรอเรียนเทควันโดก่อนเถอะมึง ตัวใหญ่แค่ไหนก็ล้มได้ เนาะโชค 555 สนุกมากกกกกกกก ชอบๆ จะเกิดไรขึ้นบ้าง รออ่านตอนหน้าเลย ขอบคุณนะคะที่มาต่อให้ รออ่านเสมอค่ะ  :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 9 [14.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 14-05-2020 18:50:54
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 9





          “เก็บของเสร็จยัง” ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องนอนเล็กของบ้าน มองดูเด็กชายที่กำลังละล้าละลังกับกองสัมภาระข้างกระเป๋าเดินทางแบบมีล้อใบเล็ก



          ปิดเทอมใหญ่ก่อนเลื่อนชั้นนั้นตรงกับฤดูร้อน แก้วเลยใช้โควต้าลางานเพราะตั้งใจจะพาเด็กชายขับรถไปทะเลสักที่ ให้โชคได้เห็นผืนน้ำสีครามกว้างใหญ่ที่เจ้าตัวหลงใหลและเฝ้ามองผ่านจอโทรทัศน์กับตาตัวเองเสียที



          “มันใส่ไม่หมดน้าแก้ว” ดวงตาใสเหมือนลูกหมาเงยขึ้นมาจากพื้น แก้วเป็นคนเตรียมของทั้งหมดให้ แต่เรื่องจัดเก็บใส่กระเป๋าเขาให้เด็กชายทำเอง เพราะฉะนั้นเขาค่อนข้างมั่นใจว่าจัดเอาไว้ให้ใส่ได้พอดีกับกระเป๋าแล้ว พอเดินเข้าไปนั่งลงข้างเพื่อช่วยเก็บ เขาก็พบคำตอบว่าทำไมพื้นที่ในกระเป๋าถึงไม่พอสำหรับใส่เสื้อผ้าแค่ไม่กี่ตัวนั้น



          “เอาตุ๊กตาออกมาก่อนสิ”



          “ไม่เอา” เจ้าตัวเล็กส่ายหัวปฏิเสธเสียงแข็ง ยื้อตุ๊กตาฉลามกับโลมาที่ถูกมือขาวหยิบออกจากประเป๋าเดินทางไว้แน่น แก้วเลิกคิ้วขึ้นเป็นคำถามระคนแปลกใจ ไม่บ่อยนักที่โชคจะขัดคำเขาแบบนี้



          “อยากพาบลูกับทีลกลับไปบ้านที่ทะเลด้วย” ถ้อยคำใสซื่อพูดงึมงำ ดวงตาหลุบต่ำคล้ายรู้สึกผิดเพราะกำลังดื้อกับน้าแก้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ผ่อนแรงที่รั้งตุ๊กตาเพื่อนรักจากใต้มหาสมุทรทั้งสองตัวลง เพราะเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะพาเพื่อนกลับบ้านให้ได้



          แก้วยิ้มอย่างอดเอ็นดูไม่ได้ เขายอมปล่อยมือจากฉลามที่ชื่อบลู และโลมาที่ชื่อทีล ชื่อทั้งสองที่มาจากเฉดของสีฟ้า ซึ่งเขาเป็นคนช่วยเด็กชายตั้ง



          “เอาไปด้วยก็ได้ แต่เอาไปใส่กระเป๋าใบอื่นนะ” แก้วลูบหัวเด็กชายที่ยอมเอาตุ๊กตาออกจากกระเป๋าแล้วเริ่มเก็บข้าวของที่จำเป็นจริงๆ ใส่เข้าไปแทน เมื่อไม่มีของที่เกินมา ไม่นานโชคก็เก็บกระเป๋าเรียบร้อยพร้อมเดินทาง แต่เพราะกำหนดการเดินทางคือรุ่งสางของวันถัดไป เจ้าหมาน้อยเลยได้แต่นอนลืมตาโพลงมองเพดาน ในขณะที่ในอ้อมแขนมีบลูกับทีลอยู่ข้างละตัว เฝ้าคิดถึงพื้นที่สีฟ้าและกลิ่นอายที่ไม่เคยได้รู้จักอย่างตื่นเต้นจนหลับไป







          เช้าวันต่อมาทั้งเด็กชายและเจ้าของบ้านต่างตื่นกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แก้วลงไปอาบน้ำก่อน เสร็จแล้วก็เข้าครัวไปทำอาหารเช้าง่ายๆ รอเด็กชาย พอโชคออกจากห้องน้ำมาด้วยชุดใหม่รวมกึงใบหน้าที่สดชื่นหลังล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้วก็กินข้าวกัน หลังจากนั้นก็เก็บเอาของไปขึ้นรถ เช็คฟืนไฟให้เรียบร้อยก่อนปิดล็อกบ้านอย่างแน่นหนา แล้วกระโดดขึ้นรถเก๋งสี่ประตูขนาดกลาง มุ่งหน้าลงใต้พอดีกับที่แสงจางสีทองผุดขึ้นตรงขอบฟ้า



          แก้วชอบทะเลใต้มากกว่าทะเลแถบกรุงเทพ ทั้งที่เป็นอ่าวไทยเหมือนกันแต่เขาก็เลือกที่จะขับรถเลยลงไปถึงหัวหิน เมืองเล็กๆ ที่อยู่ตรงรอยต่อของสองจังหวัด แต่ถูกนับรวมเขากับประจวบคีรีขันธ์ที่อยู่ใต้จังหวัดเพชรบุรีอีกที ชายหนุ่มแวะจอดรถริมถนน ขณะที่ปล่อยเครื่องยนต์ที่วิ่งทางไกลได้พักก่อนดับเครื่อง ก็เอี้ยวตัวไปควานหาของจากเบาะหลังมาวางลงบนหัวเด็กชาย



          หมวกปีกสีฟ้าขนาดพอดีศีรษะเล็ก โชคเงยหน้าช้อนดวงตาขึ้นมองคนใส่ให้ “ถึงแล้วเหรอน้าแก้ว”



          “ถึงแล้ว”



          คำตอบนั้นทำให้ใบหน้าเล็กดูผิดหวังนิดหน่อย เมื่อวิวรอบตัวยังคงเป็นตึกรามบ้านช่อง ไม่เห็นมีสีฟ้าของทะเลที่เขาใฝ่ฝันเลยสักนิด แก้วรู้ทันอีกฝ่ายยกยิ้มน้อยๆ พอดีกับระยะเวลาพักเครื่องที่พอสมควรแล้ว เขาก็ดับเครื่องแล้วลงรถอ้อมไปรอโชคที่เปิดประตูอย่างทุลักทุเลเพราะมัวแต่หนีบตุ๊กตาสัตว์น้ำเพื่อนรักเอาไว้เต็มสองแขน



          ทันทีที่บานประตูเปิดกว้างด้วยความช่วยเหลือของมือขาว เมื่อเท้าเล็กทั้งสองข้างแตะลงบนบาทวิถี กลิ่นอายเค็มปร่าที่พัดพามาพร้อมกับสายลมอุ่นก็พุ่งเข้าปะทะจมูก แก้ววางมือเหนือหมวกปีกที่เขาใส่ให้เด็กชายเพื่อกันแดด โยกโคลงไปมาเบาๆ “ได้กลิ่นไหม”



          โชคแหงนคอขึ้นเพื่อมองสบตาผู้พูด แต่เพราะแสงแดดจ้าทั้งที่ยังเป็นตอนเช้าส่องลงมาแยงตาทำให้ดวงตาคู่น้อยต้องหรี่ลง ภาพใบหน้าขาวสะอาดของคนที่เขาจดจำได้ดีถูกซ่อนไว้ในเงา แต่ถึงอย่างนั้นโชคก็รู้ว่าน้าแก้วกำลังมองเขาด้วยแววตาเช่นไร



          “กลิ่นของทะเล”



          ...อ่อนโยน เฉกเช่นเดียวกับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กำลังบอกกับเขา







          หาดทรายสีสว่างตัดกับท้องน้ำสีเดียวกับเวิ้งนภา ทะเลวันนี้เป็นสีฟ้าใสเหมือนท้องฟ้าวันแดดจัด เกลียวคลื่นตีฟองขาวให้ลอยล่องดั่งก้อนเมฆ เด็กชายยืนมองภาพสะท้อนของท้องฟ้าที่ตีซัดเข้าฝั่งอย่างตื่นตาตื่นใจ รอยยิ้มเล็กๆ เหยียดออกกว้าง สดใสเหมือนดั่งแสงตะวันที่ส่องลงมา



          โชคหันมาหาผู้ปกครองที่ใส่เสื้อยืดแขนยาวสีขาวกับกางเกงขาสั้น คีบรองเท้าแตะยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหลังตรงหัวมุมซอยแคบที่พวกเขาใช้ลัดเลาะผ่านมาเป็นเชิงขอคำอนุญาตให้ลงเล่นน้ำได้ แก้วพยักหน้าพร้อมกับปล่อยควันสีหม่นให้ลอยล่อง เฝ้ามองเด็กชายวิ่งดุกดิกตรงไปยังที่ซึ่งฟองคลื่นจูบกับหาดทราย แต่ไม่ทันน้ำจะโดดเท้า ก็กระโดดหยองแหยงหนี ใบหน้าเปื้อนยิ้มเต็มหน้าจนตาแทบปิด ในขณะที่อ้อมแขนกอดตุ๊กตาไว้



          “น้าแก้ว” คนที่กำลังตื่นเต้นกับท้องน้ำสุดลูกหูลูกตาหันมาร้องเรียก เจ้าของชื่อสูบบุหรี่เสร็จแล้วเลยเดินอาดๆ ลงไปหาเด็กชายที่ยังไม่กล้าให้น้ำทะเลสัมผัสตัวสักที



          “ถอดรองเท้าสิ” ชายหนุ่มพูดพลางถอดรองเท้าแตะของตัวเองออกไว้กลางเนินทรายขาว เด็กชายทำตาม สี่เท้าเปลือยเปล่าบนผืนทราย สัมผัสหยาบแต่ไม่ถึงกับทำให้เจ็บชวนให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก โชคขยับเท้ายุกยิกราวกับกำลังสำรวจสิ่งใหม่ ทั้งที่เขาเคยเล่นทรายในสนามเด็กเล่นของโรงเรียนแล้วแท้ๆ แต่มันกลับให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากทรายบนหาดที่เขากับลังเหยียบอยู่



          มืออุ่นยื่นมาตรงหน้า และเด็กชายก็คว้าจับไว้ทันที ตุ๊กตาสองตัวถูกถ่ายไปไว้ในอ้อมแขนเล็กข้างเดียวจนจะหล่นไมหล่นแหล่ แต่โชคก็กำมือแก้วไว้แน่น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนโตกว่ามีจุดประสงค์อะไรถึงขอมือเขา แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม หากมือคู่นั้นส่งมาตรงหน้า เด็กชายก็จะคว้าจับไว้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย



          “ไม่ต้องกลัว ฉันจับเธอไว้อยู่” สองขาสั้นก้าวตามคนขายาวที่จงใจเดินช้าลงเพื่อรออีกฝ่ายตรงไปยังทะเลสีฟ้า หยุดยืนอยู่บนทรายชื้นแฉะ รอจนคลื่นตีเข้าหาฝั่งอีกครั้ง น้ำทะเลเย็นเฉียบสัมผัสผิว แต่ในความเย็นเยียบนั้นกลับอบอุ่น อาจจะเป็นเพราะอยู่ในหน้าร้อน หรือไม่ก็เพราะมือที่กุมกันอยู่



          โชคสะดุ้งอีกครั้งเมื่อคลื่นโถมมาลูกใหญ่กว่าเดิม ซัดสาดจนขางกางเกงที่ยาวคลุมเข่าเขาเปียกปอน บลู ฉลามตัวน้อยร่วงลงบนผิวน้ำ ก่อนจะถูกท้องทะเลกลืนกลับไป เด็กชายยังไม่ทันอ้าปากพูดอะไร เจ้าของมืออุ่นก็ผละออก เดินลุยน้ำเกลือเค็มปร่าจนเปียกขึ้นมาถึงสะโพกไปคว้ากลับคืนมาให้



          “ร้องไห้ทำไม บลูอยู่นี่แล้วไง” แก้วงงกับน้ำตาที่ไหลทะลักออกมาจากเบ้าของเด็กชาย คิดว่าคงตกใจที่เกือบเสียเพื่อนรักไป แต่พอยื่นบลูกลับไปให้ตรงหน้า เจ้าของกลับไม่ได้รับไป โถมตัวเข้ามากอดเอวเขาไว้แน่นแทน แก้วรับรู้ได้ถึงความอุ่นชื้นท่ามกลางความเย็นฉ่ำเมื่อลมทะเลพัดมา



          “น้าแก้ว.. ฮึก น้าแก้ว ไม่ไป..”



          “ไม่เป็นไรนะ โชค ฉันอยู่นี่” สองมือที่เปียกชุ่มยกขึ้นโอบศีรษะเล็กเอาไว้ เขาเข้าใจแล้วว่าเมื่อกี้ที่เด็กชายตกใจไม่ใช่ว่าจะเสียเพื่อนรัก แต่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียเขาให้กับท้องทะเลต่างหาก กลัวว่าเขาจะถูกพัดพาออกไปไกลจนไม่มีวันกลับมา กลัวว่าสัตว์น่ากลัวที่แหวกว่ายอยู่ใต้ผืนน้ำจะกลืนกินเขาเหมือนที่กินแมวน้ำอย่างที่ได้ดูในสารคดี







          ยามเที่ยงวันแดดทวีความร้อนแรงขึ้นกว่าเดิม แก้วพาเด็กชายมาหลับร้อนในร้านอาหารข้างทางที่มองเห็นวิวทะเลอยู่ลิบๆ โชคเลิกร้องไห้แล้ว กลับไปสดใสร่าเริงตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งรอบตัวอีกครั้ง ชายหนุ่มมองคนตรงข้ามที่ยกตุ๊กตาฉลามที่ยังคงชื้นอยู่ขึ้นมาดม กลิ่นเกลือทะเลแปร่งๆ ทำให้เจ้าตัวเล็กยู่จมูก แต่ก็หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ โชคดีเหลือเกินที่เด็กชายไม่ได้เกลียดทะเล เขาคิด



          หลังจากมื้อเที่ยง รถญี่ปุ่นสีดำก็แล่นออกไปตามถนน มุ่งตรงสู่ที่พักที่โทรมาจองเอาไว้ เป็นรีสอร์ทที่ปลูกบ้านหลายๆ หลังบนที่สูงพอจะมองออกไปเห็นทะเล แต่ไม่ใกล้พอที่จะลงไปเล่น กลิ่นอายเฉพาะพื้นที่ชวนให้ผ่อนคลาย แก้วไขกุญแจบ้านพักหลังเล็กที่อยู่ตรงมุมสุด เป็นส่วนตัวแต่ก็ไม่ได้ห่างไกลจนโดดเดี่ยว



          “น้าแก้ว” เด็กชายพูดขึ้นหลังจากเก็บข้าวของเสร็จแล้ว โผล่หน้าน้อยๆ ออกไปที่ระเบียงหน้าบ้านซึ่งถูกอีกคนจับจองไว้ก่อน ควันขาวลอยเคว้ง ก่อนถูกลมพัดให้กระเจิงหายไป แก้วอยู่ทางใต้ลมอยู่แล้ว โชคเลยขยับปีนขึ้นไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ถูกกั้นกลางด้วยโต๊ะกระจกใส “บลูอาจจะอยากกลับทะเลรึเปล่า”



          คำถามนั้นกล่าวถึงตุ๊กตาฉลามที่เอาไปผึ่งแดดไว้ตรงราวระเบียงอีกฟาก เด็กน้อยก้มหน้าลงมองลายวงกลมเบียดเสียดของผิวโต๊ะ บางทีที่บลูร่วงลงไปบนผืนน้ำ บลูอาจจะอยากให้คลื่นซัดพาลอยออกไป และบางที เจ้าโลมาทีลเองก็อาจจะอยากแหวกว่ายไปด้วยกัน กลับสู่บ้านที่กว้างใหญ่สีครามนั้น



          “แล้วถ้าบลูลอยหายไป เธอจะเสียใจไหม”



          “ไม่เสียใจหรอก” เด็กชายส่ายหน้าแทบไม่ต้องคิด “ถ้าบลูอยากกลับบ้าน ผมก็อยากให้บลูได้กลับบ้าน”



          “จะไม่เหงาเหรอ ไม่มีเพื่อนให้นอนกอดแล้วน่ะ”



          เด็กชายเงียบไปอึดใจ ก่อนจะตอบเสียงอ่อย “ก็คงเหงา”



          “ถ้างั้นก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยมือหรอก” แก้วขยี้บุหรี่ที่เหลือเพียงน้อยนิดลงบนที่เขี่ย เศษขี้เถ้าสีหม่นกระจายตัวเช่นเดียวกับไอขมุกขมัวที่ลอยขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาสีเข้มทอดต่ำลงมองก้นกรองที่ปลายนิ้วตน “คนเราจะเห็นแก่ตัวเพื่อความสุขของตัวเองบ้างก็ไม่เป็นไร”



          โชคมองอย่างไม่เข้าใจ เขายังเด็กและไม่ประสา แต่ก็รู้สึกได้ว่าถ้อยคำที่อีกฝ่ายพูดนั้นมีความหมายอยู่แน่นอน แก้วช้อนสายตากลับขึ้นไปสบตาเด็กชาย ส่งยิ้มบางๆ ให้ “แล้วฉันก็คิดว่าบลูกับทีลคงอยากอยู่กับเธอมากกว่า ในทะเลมันหนาวแล้วก็มืดมากเลยนะ”



          มืออุ่นวางลงบนศีรษะเล็กที่ไร้หมวกปีกกั้นขวาง ลูบไล้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดต่อ “แต่ถ้าอยู่กับเธอพวกนั้นก็จะได้รับกอดอุ่นๆ ทุกวัน ไม่ต้องเหงาอยู่ในทะเลคนเดียว”



          “แต่ถ้าบลูกับทีลอยู่ด้วยกันก็ไม่เหงาแล้วนี่”



          “แต่ถ้าอยู่กับเธอด้วยก็จะไม่มีใครต้องเหงา”



          แก้วกดยิ้มมุมปากเป็นภาพที่น่ามองจนเด็กชายเผลอมองค้าง เขาเคยเห็นรอยยิ้มแบบนั้นมาก่อน แต่ตอนนั้นมันไม่ได้ส่งมาให้เขา มันเป็นรอยยิ้มที่จะถูกจุดขึ้นเมื่ออาธีร์พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้น้าแก้วขมวดคิ้ว แล้วหลังจากนั้นน้าแก้วก็จะตอบกลับไป สุดท้ายก็กลายเป็นรอยยิ้มบนหน้าของทั้งสองคน



          “มีชิงช้าด้วย ไปเล่นไหม” แก้วถาม เมื่อต้นมะพร้าวต้นหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากตัวบ้านพักนักถูกโยงเชือกทำชิงช้าตัวใหญ่ทิ้งไว้ เด็กชายพยักหน้า กระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งตามขายาวที่เดินนำไปก่อน



          ใต้ต้นมะพร้าวไม่ได้มีร่มเงานัก แต่ก็บังแดดจ้าที่จะส่องลงมาเลียผิวเอาไว้ได้ อากาศร้อน ลมทะเลเค็มปร่า ผิวเหนอะหนะเพราะความชื้น แต่โชคก็ยังคงนั่งพิงหัวกับไหล่กว้าง โดยที่เจ้าของบ่านั้นไม่ได้ว่าอะไร พวกเขาปล่อยให้ชิงช้าโยกไหวไปตามแรงของคนโตกว่า ปล่อยเวลาทิ้งเอาไว้ในยามบ่ายของหน้าร้อน ที่มีท้องทะเลสีเดียวกับเวิ้งฟ้าและเสียงคลื่นซัดสาดอยู่เบื้องหน้าไกลห่างออกไป



          ...ราวกับชั่วนิรันดร์มาถึงแล้ว







          สามวันสองคืนที่ใช้ที่ริมทะเล แก้วพาโชคเที่ยวไปทั่วเมืองหัวหิน กินอาหารทะเลสดใหม่ และลงเล่นน้ำในเวลาที่แดดไม่แสบร้อนผิวนัก ตกเย็นก็พาไปเดินตลาดกลางคืนขึ้นชื่อ กล้องถ่ายภาพถูกยกขึ้นมาเก็บเสี้ยววินาทีของเด็กชายเอาไว้มากมาย เช่นเดียวกับที่นานๆ ครั้งมันก็ถูกมือเล็กรับไป ลั่นชัตเตอร์เก็บเอาน้าแก้วขังไว้ในม้วนฟิล์ม น้าแก้วคนที่เขาเห็นผ่านดวงตาคู่นั้น



          รถญี่ปุ่นมุ่งหน้าออกจากหัวหินตอนบ่ายแก่ และถึงที่หมายตอนหัวค่ำ หน้ารั้วไม้สีซีดมีรถยนต์สีขาวจอดรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นว่าเจ้าของบ้านมาถึง คนบนรถก็ลงมายืนพิงประตูรอพร้อมรอยยิ้มกว้าง



          “อาธีร์” ร่างเล็กกระโจนลงจากรถ วิ่งไปโถมตัวใส่อ้อมแขนที่อ้ารออยู่แล้ว ธีร์อุ้มเด็กชายขึ้น รอเจ้าของบ้านตัวจริงหอบหิ้วของลงจากรถมาไขกุญแจรั้วเข้าไป



          “ทำไมไม่เข้าไปรอในบ้าน กุญแจก็มี” แก้วถามเพื่อนสนิทที่เขาฝากกุญแจบ้านอีกชุดไว้เผื่อฉุกเฉิน ขณะที่รวบของไปไว้มือเดียว แล้วใช้มืออีกข้างพยายามสอดลูกกุญแจให้เข้ารู



          “ลืมหยิบมาด้วย” คนตัวใหญ่ตอบด้วยท่าทีสบายๆ เอื้อมมือมาช่วยแบ่งถุงสัมภาระในมืออีกฝ่ายไปถือไว้ทั้งที่ตัวเองก็กำลังอุ้มเด็กชายอยู่



          หลังจากเปิดประตูไม้บานพับเข้าไปในบ้าน แก้ววางของไว้ที่หน้าทีวี เปิดไฟทั้งในห้องนั่งเล่นและรอบบ้านด้านนอกให้สว่างจ้า ธีร์ปล่อยเด็กชายลงเพื่อให้เอาถุงเสื้อผ้าใช้แล้วไปใส่ตะกร้าผ้ารอซักตามที่เจ้าของบ้านหนุ่มสั่ง ส่วนตัวเองก็ก้าวขายาวๆ ตามเพื่อนไปที่รถ ช่วยขนของที่เหลือเข้าบ้าน



          คืนนั้นธีร์เป็นคนส่งเด็กชายเข้านอน พร้อมกับบลู ทีล และเยล ตุ๊กตาวาฬสำน้ำเงินตัวใหม่ที่ตั้งชื่อตามเฉดของสีฟ้าเช่นเดียวกับเพื่อนของมัน คนตัวใหญ่พลิกตัวนอนตะแคงเท้าแขนกับศอก ผมสั้นที่ยังคงเปียกชื้นของเขาปรกลงบนหน้าผาก ทั้งที่สอนเด็กชายว่าให้เช็ดผมให้แห้งทุกครั้งแท้ๆ มือใหญ่วางลงบนหน้าผากเล็ก กล่าวราตรีสวัสดิ์ด้วยเสียงกระซิบ



          “อาธีร์” คนที่คิดว่าหลับไปแล้วพึมพำขึ้นมา



          “หืม”



          “อาธีร์นอนเป็นเพื่อน้าแก้วแบบนี้ด้วยรึเปล่า” คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่นานดวงตาคมก็หรี่ลงมองเด็กชายอย่างอ่อนโยนเช่นปกติ ใช้เวลาเสี้ยวนาทีที่แสนเนิ่นนานก่อนจะตอบ



          “อืม บางครั้งน่ะ”



          “เหรอ” ไม่ใช่ประโยคคำถาม เด็กชายดึงผ้าห่มขึ้นมาจนถึงใต้ตา ขยับยุกยิกหามุมก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงอู้อี้ใต้ผืนผ้านวม “ผมเองก็อยากนอนเป็นเพื่อน้าแก้วแบบนั้นบ้างจัง”



          “ไม่ได้หรอก” ธีร์พูดเจือหัวเราะในคอ เด็กชายพลิกตัวหันขวับมามองเขาด้วยแววตาผิดหวัง แสงจากโคมไฟสีอุ่นส่องสว่างอยู่เบื้องหลังเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา โชคเลยไม่แน่ใจว่าอาธีร์กำลังแสดงสีหน้าแบบไหนออกมา



          “ทำไมล่ะ”



          “เพราะว่าถ้าโชคแย่งงานอาธีร์ไปแล้ว..” ยังไม่ทันพูดต่อให้จบประโยค ประตูห้องก็ถูกแง้มเปิด คนที่เป็นหัวข้อสนทนาเยี่ยมหน้าเข้ามามอง



          “ยังไม่นอนกันอีกเหรอ”



          “กำลังจะนอนแล้ว” แขกประจำเป็นคนตอบแทน ใช้นิ้วชี้กดลงตรงหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่นของเด็กชายให้คลายออก ก่อนจะส่งยิ้มทะเล้นแบบที่ชอบทำให้ “รีบนอนได้แล้ว อาจะได้ไปกล่อมน้าแก้วต่อ”



          “ไม่เอา ผมก็จะนอนกับน้าแก้วด้วย”



          “พอเลย เลิกกวนโชคได้แล้ว แบบนี้เมื่อไหร่จะได้นอน” คนยืนฟังประโยคปั่นประสาทนั้นอยู่ทำหน้ามุ่ยแต่หูกลับขึ้นสีเรื่อ เดินไปดึงคนตัวใหญ่ลงจากเตียงแล้วขึ้นไปนอนแทนที่ วางมือลงบนแก้มอุ่นของเด็กชายแล้วลูบเบาๆ “เดี๋ยวฉันนอนเป็นเพื่อนเอง”



          ธีร์ที่ถูกลากลงจากเตียงหัวเราะร่วน ก่อนปีนขึ้นมาเบียดด้วยอีกคน “อาธีร์ก็จะนอนด้วย”



          “เตียงมันแคบ มึงลงไปเลยนะ”



          “ชู่วววว” ธีร์ใช้นิ้วชี้แตะปาก ตาคมมองดุ แต่แววตากลับยิ้มยวน “อยู่ต่อหน้าโชคพูดให้มันดีๆ หน่อย”



          “ลงไป มันอึดอัด”



          “แบบนี้ก็ไม่อึดอัดแล้ว” พูดจบคนตัวใหญ่ก็แนบตัวซ้อนหลังเพื่อนสนิท สอดมือกอดเอวเจ้าของบ้านไว้แน่น ซุกปลายจมูกลงบนท้ายทอยกรุ่นกลิ่นแชมพู



          “ธีร์”



          “นอนได้แล้ว เนอะโชค” มือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมเลยร่างในอ้อมแขนไปยีหัวเด็กชาย ขยับยกศีรษะตัวเองขึ้นมาส่งยิ้มหวานให้ โชคพยักหน้าตอบคำเสียงใส เพราะเขาชอบอุ้งมือใหญ่ที่แสนอ่อนโยนของอาธีร์ และความอบอุ่นจากแผ่นอกของน้าแก้วที่ถูกเบียดเข้ามาจนชิดก็ช่วยให้เขารู้สึกสงบ แม้หัวใจจะกำลังเต้นโครมครามก็ตาม



          ค่ำคืนนั้นเด็กชายหลับสนิท แขกประจำที่มักมาค้างคืนเองก็ด้วย มีเพียงเจ้าของบ้านที่ถูกเบียดไว้ตรงกลางเท่านั้นที่ขยับตัวเพราะความร้อนจากอ้อมแขนทั้งสองที่กอดรัดเขาไว้ เตียงนอนขนาด 5.5 ฟุตเล็กเกินไปสำหรับผู้ชายตัวใหญ่ๆ สองคน และเด็กชายที่กำลังโตอีกหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นคืนที่ดีที่สุดคืนหนึ่งของโชค






TBC...



          แสงแดดจ้ากับกลิ่นอายของทะเล คงเป็นความทรงจำหน้าร้อนในวัยเด็กของหลายๆ คนเลยสินะคะ ตอนนี้รีนเขียนด้วยความรู้สึกที่อยากให้น้องโชคได้เป็นเด็กผู้ชายตัวน้อยๆ คนนึงเหมือนกับคนอื่นๆ ตอนนี้จึงเป็นหนึ่งในตอนที่รีนชอบมากที่สุดเลยค่ะ และแน่นอนว่าชอบช่วงท้ายเรื่องที่สุด  :katai2-1:

          จริงๆ เรื่องนี้รีนเขียนมาตั้งแต่ต้นมีนา และตอนนี้ก็เขียนไปได้ถึงครึ่งหลังของเรื่องแล้วค่ะ ส่วนตอนที่เอาตอนแรกลงตอนนั้นรีนเขียนถึงตอนนี้พอดีเลย รู้สึกเหมือนเดินทางไกลอยู่เลยล่ะค่ะ ทุกวันตั้งแต่ลงนิยายมา รีนก็เข้ามาเช็คทุกวันเลยว่ามีคนอ่านรึเปล่านะ มีคนคอมเม้นรึยัง ทุกคนจะชอบนิยายของรีนรึเปล่า กังวลสุดๆ เลยค่ะ ซึ่งในตอนนี้เองก็มีความกังวลอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ความกังวลแบบตอนแรกที่กลัวไม่มีคนอ่านแล้วนะคะ (ต้องขอขอบคุณคอมเม้นที่คอยให้กำลังใจและยอดอ่านที่เพิ่มขึ้นจริงๆ) ตอนนี้มันกลายเป็นความกังวลจากความรู้สึกรับผิดชอบต่อนักอ่านแทนค่ะ รีนกลัวมากๆ เลยค่ะว่าถ้าทุกคนอ่านไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่ามันไม่สนุกขึ้นมาจะทำยังไงดี ที่กำลังเขียนอยู่ทุกวันนี้ดีพอรึยังนะ เป็นความรู้สึกที่ไม่ชอบตัวเองที่คิดมากแบบนี้เลยค่ะ แต่ไม่ว่ายังไงก็อยากจะเขียนเรื่องนี้ให้จบจริงๆ จะพยายามเขียนให้จบค่ะ
          ถ้าวันนึงที่คุณอ่านนิยายเรื่องนี้แล้วรู้สึกไม่สนุกขึ้นมา ก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ และถ้านิยายเรื่องนี้สามารถทำให้คุณยิ้มได้ถึงแม้จะแค่ในตอนนี้ก็ตาม นั่นถือเป็นความสำเร็จของรีนแล้ว

          ขอบคุณที่รับฟังความในใจของรีนค่ะ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลยสักนิด แต่บ่นซะยาวเหมือนนักเขียนขี้งอแงเลย555555 ขอโทษนะคะ

          สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ

หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 9 [14.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 15-05-2020 00:43:30
อบอุ่นมาก อบอุ่นจนร้อนเลยเนอะน้าแก้ว 5555 ดีใจที่น้าแก้วพาโชคไปเที่ยวทะเลแล้ว สนุกเล่นน้ำ ชอบใจใหญ่เลย ต่างคนก็ต่างห่วงกัน คนนึงก็ไม่อยากให้บลูหายเพราะกลัวเขาจะเหงา อีกคนก็ห่วงว่าน้ำทะเลจะพัดพาไป น้าแก้วก็เข้าใจความหมายของน้ำตานั่นได้ดี ฉากนี้ทำซึ้งเลย  :mew4: //แต่ตอนนี้กำลังสับสนในตัวเองว่าอยากจะให้น้าแก้วเกิดความรักกับใคร รักแบบผู้ชายคนนึง ถ้ากับโชคก็เด็กไป(อยากจะให้โตเร็วๆ จะได้เชียร์555) ดูเหมือนว่าโชคจะมีความรู้สึกต่อก่อน แต่ยังเด็กคงไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร กับเพื่อนสนิ๊ทสนิทแนบเนื้อคุณอาธีร์ก็โอ เพราะเขาก็นิสัยดี รักโชค อยู่ข้างแก้วมาตลอด ตัวน้าแก้วเองคิดไม่ซื่อกับเพื่อนสนิทป่าวนะ เราพลาดตรงไหนไหม ก็แอบเขินอยู่นะกับบางโมเม้นท์ 55555 จะยังไงกับใจตัวเราดี เชียร์ทางไหนไม่รู้ รอดูน้ำหนักว่าจะเทไปข้างใครในตอนหน้าๆต่อๆไป 555 สนุกกมากกเลยค่า น้าแก้วกับโชค ดีต่อกันจริงๆอบอุ่น อมยิ้มไปด้วยเลย (: บรรยายเห็นภาพดี เก็บรายละเอียดใช้ได้เลยนะในแต่ละฉาก ภาษาดี อ่านลื่นไหล แต่งมาดีแล้วค่ะ แต่งต่อไปนะคะ อย่ากังวลอย่าเกร็ง จะแต่งออกมาแบบไหนก็ตามอ่านค่า ไม่ทิ้งไปไหน ขอผู้แต่งไม่เทพอ 555555 หรือถ้าคิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็พักจนมีฟิลค่อยมาต่อก็ได้ นักอ่านใน thaiboys ชอบเป็นนักอ่านเงาค่ะ คืออ่านแต่อาจจะไม่ค่อยเม้นท์เพราะงั้นไม่ต้องซีเรียสนะคะ ชาวthaiboys น่าเอ็นดูค่ะ 5555 สู้ๆค่ะ ในตอนต่อไป ไฟว้ติ้งงงงงง  :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 9 [14.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: smmikie ที่ 15-05-2020 12:55:05
อ่านลื่นอบอุ่นเป้นครอบครัวน่ารัก
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 10 [21.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 21-05-2020 18:29:45
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 10





          หลังจากที่ขึ้นชั้นป.สองได้ไม่นาน มิกซ์ เพื่อนตัวเล็กแต่ใจใหญ่ก็ถูกส่งไปเรียนเทควันโด้ที่เดียวกับเด็กชาย ชั่วโมงเรียนนั้นมีสองวันต่อสัปดาห์ วันอังคารกับวันพุธจึงเป็นหน้าที่แก้วที่จะขับรถมารับเด็กทั้งสองไปส่งที่ตึกแถวสองคูหา แล้วตัวเองก็วนกลับขึ้นไปทำงานในออฟฟิศที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนวันที่เหลือบ้านของเพื่อนสนิทจะพาเด็กชายมาส่งที่บ้านให้ ถ้าวันไหนสถาปนิกหนุ่มจำเป็นต้องกลับบ้านดึกก็จะช่วยพาไปกินข้าวเย็นด้วยก่อนจะวนมาส่งในตอนที่เขากลับมาแล้ว แต่โดยปกติโชคก็จะได้รออยู่ที่บ้านคนเดียวเป็นส่วนใหญ่



          วันนี้ก็เช่นกัน



          รถมอเตอร์ไซต์สีแดงแล่นจากไปโดยที่เพื่อนของเขายังหันมาโบกมือลาไหวๆ โชคโบกมือตอบ ก่อนจะเข้าไปในบ้าน รื้อเอาการบ้านออกมานอนทำอยู่บนพื้นหน้าชั้นวางของ ซึ่งตอนนี้มีภาพถ่ายของเขาวางประดับ รูปของโชคมีอยู่หลายรูป ทั้งรูปแรกที่แก้วหัดถ่ายหน้าทีวี รูปเด็กชายใต้หมวกปีกสีฟ้ายิ้มร่าสดใสแข่งกับแสงแดดจัดริมทะเล แต่รูปที่โชคชอบที่สุดก็คือรูปที่ถ่ายคู่กับน้าแก้วที่หน้าบ้าน ในเช้าของวันแรกที่เขาได้ไปโรงเรียน และมันถูกถ่ายโดยอาธีร์คนโปรดของเขา



          เพล้ง!



          เสียงของแตกดังอยู่นอกบ้าน เด็กชายสะดุ้งตกใจ ก่อนจะลุกออกไปส่องดูที่มาของเสียง ท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้ว ไฟถนนรวมถึงไฟนอกบ้านส่องสว่างทำให้เกิดเงามืดตามซอกหลืบ โชคก้าวเดินไปตามทางที่คิดว่าเป็นต้นเสียง สวนเล็กหน้าบ้านฝั่งที่มีต้นแก้วกับไม้ดอกในกระถางนานาพันธุ์



          ดวงตาเล็กหรี่ลงจับสังเกต ในเงามืดข้างกระถางดินเผามีแสงวาววับส่องประกายคู่หนึ่งจ้องตรงมา ไม่ทันได้รู้ว่าเป็นอะไร เพียงแค่เขาขยับขาเข้าใกล้อีกนิด เงาสีดำก็พุ่งทะยานออกมา แล้วดีดตัวผ่านลานเล็กนั้นหายไปในเงาข้างบ้าน โชคตกใจร้องเสียงหลง พอดีกับที่เจ้าของบ้านกลับมาถึง แก้วพุ่งเข้ามายืนเคียงข้างเด็กชายทันที



          “เป็นอะไรโชค!”



          “มีตัวอะไรไม่รู้ดำๆ วิ่งผ่านไป” แก้วถอนหายใจเมื่อไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไขปริศนาของเด็กชายให้กระจ่างโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก



          “แมวล่ะมั้ง”



          “แมวเหรอ”



          “อืม เมื่อก่อนมีอยู่สองสามตัว แม่ฉันให้ข้าวเลยแวะมาน่ะ แต่หลังๆ ไม่มีคนให้อาหารแล้วก็หายไป” มืออุ่นโคลงศีรษะเล็ก ก่อนจะผละไปเก็บถุงของที่เขาทิ้งกองไว้เมื่อครู่ขึ้นมากลับเข้าบ้าน “มากินข้าวได้แล้ว”



          “ครับ” เด็กชายร้องตอบ มองทิศทางที่เงาดำหายไปอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าไปตามคำเรียกของอีกคน







          ช่วงเย็นวันต่อมาโชคนอนทำการบ้านอยู่ที่เดิม และในเวลาที่แสงของดวงอาทิตย์ลาขอบฟ้าเช่นเดียวกับเมื่อวาน ก็เกิดเสียงขึ้นนอกบ้านอีกแล้ว เด็กชายลุกเดินออกไปชะโงกหน้าดูจากบนเฉลียง



          กรร...แง๊ว!



          แม๊ว!!!



          สิ้นเสียงขู่ฟ่อ สองร่างที่พองขนก็พุ่งเข้าใส่กัน อุ้งเท้านุ่มกางกรงเล็บตะปบข่วน แยกเขี้ยวแหลมไล่งับกันอย่างไม่ยอมแพ้ แมวสองตัวกับกำลังกัดกันอยู่ในสวน ตัวหนึ่งสีเทา ส่วนอีกตัวเป็นสีขาวแซมน้ำตาลส้มอ่อนๆ พอเงาร่างที่ทอดยาวออกไปเพราะแสงจากหลอดไฟหน้าบ้านคลุมทับสัตว์สี่เท้าทั้งสองตัวก็ดีดตัวออกไปคนละฟาก ตัวสีเทาวิ่งหลบหนีไปทางหลังบ้าน ส่วนสีขาวแซมส้มหลบไปอยู่ข้างกระถางต้นไม้ ตรงที่เมื่อเช้าแก้วมาเก็บเศษกระถางเซรามิกใบเล็กที่หล่นแตกเมื่อเย็นวานไปทิ้ง



          “เมี๊ยวๆๆ” เด็กชายเลียนเสียงเพื่อเรียกแมว แต่เพราะแมวเป็นสัตว์สูงส่งที่ชอบเมินมนุษย์เป็นทุนเดิม บวกกับเสียงเลียนแบบที่ไม่เหมือนสักนิดนั้นอีก ดวงตาวาวสะท้อนแสงสีเหลืองอมเขียวจ้องมองอย่างหวาดระแวง และเมื่อได้ยินเสียงรั้วเปิดออก ก็พุ่งตัวหนีไปทางเดียวกับคู่อริสีเทา



          วันต่อมาเป็นวันเสาร์ เจ้าของบ้านอยู่บ้านกันทั้งวัน แก้วหายเข้าไปทำงานในห้องทำงานชั้นล่าง โดยที่เด็กชายออกมานอนเล่นบนตั่งตรงเฉลียงหน้าบ้าน วันนี้ไม่ต้องรอจนถึงเย็น ประมาณบ่ายสองก็เห็นแมวสีขาวแซมน้ำตาลส้มออกมาวนเวียนแถวกระถางดอกมะลิที่เดิม



          “เมี๊ยวๆๆๆๆ” เด็กชายส่งเสียงเรียกอีกครั้ง คราวนี้ผู้บุกรุกสี่ขาไม่ได้เตลิดหนี แต่ชะงักงันค้าง จ้องมองเขาไม่วางตา



          “แมวเหรอ โชค” แก้วโผล่หน้ามาตรงหน้าต่างห้องทำงานที่หันเข้าใส่ต้นแก้ว จากตรงนั้นจะมองเห็นเฉลียงบ้านได้ส่วนหนึ่ง ชายหนุ่มเบนสายตาลงบนพื้นอิฐสีส้มอมแดง เห็นสัตว์หน้าขนสีขาวแซมสีอ่อนหมอบตัวอยู่ในท่าดูลาดเลาท่ามกลางมวลดอกไม้สีขาวที่โรยตัวลงมาประดับพื้น



          “น้าแก้ว” เพราะเด็กชายโผล่พรวดมาที่ราวไม้ ชะโงกมาส่งยิ้มให้คนในห้องกะทันหัน สี่เท้าเล็กเลยจ้ำอ้าว กระโจนหนีหายไปทางหลังบ้านอีกครั้ง แก้วพ่นควันบุหรี่ให้ลอยผ่านมุ้งลวดออกไปข้างนอก พลางครุ่นคิดถึงความทรงจำในอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว







          วันอาทิตย์บ้านน้องมิกซ์ขับรถกระบะสี่ประตูมารับเด็กชายออกไปว่ายน้ำตอนสายๆ แก้วเปิดกระเป๋าย่ามเช็คดูว่าไม่ลืมเอาผ้าเช็ดตัวไปด้วยอีกครั้งก่อนจะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กวิ่งไปหาเพื่อน เขายกมือไหว้ผู้ปกครองของอีกฝ่ายที่อายุมากกว่า แม่ของมิกซ์เป็นสาวแกร่ง ทำร้านขายของอยู่หน้าตลาด รวมถึงมีตึกปล่อยเช่าอยู่สองสามที่ แต่ด้วยพื้นฐานมาจากบ้านที่ไม่ได้มีฐานะนัก เลยค่อนข้างจะติดดินและเรียบง่าย



          “ไปนะน้าแก้ว” โชคโบกมือลา แก้วโบกตอบยิ้มๆ พอเด็กชายไปแล้วก็หมุนตัวจะกลับเข้าไปทำงานต่อ ช่วงนี้งานที่บริษัทยุ่งๆ เพราะรับงานโครงการบ้านจัดสรรมา สถาปนิกมือหนึ่งอย่างเขาเลยต้องลงมารับผิดชอบ



          เมี๊ยว..



          ยังไม่ทันได้ก้าวขาไปไหน เสียงร้องของเจ้าแมวตัวเดิมก็ดังขึ้น แก้วเดินไปเท้าแขนกับราวเฉลียงไม้สีสว่าง เจ้าของดวงตาสีเหลืองอมเขียวหันมามองเขาค้าง นัยน์ตาแคบลงเป็นขีด ชะงักขาขวาที่กำลังเยื้องย่างไว้บนอากาศอย่างดูเชิง ในขณะที่ชายหนุ่มร่วงหล่นลงไปยังความทรงจำในอดีต



          แม่ของเขามักจะเอาเศษอาหารมาวางไว้ใกล้กับกระถางมะลิที่เรียงกันอยู่ริมรั้ว พอถึงเวลาก็จะมีแมวจรสองสามตัวมาเล็มกิน หญิงสาวจะนั่งมองมันจากเก้าอี้หวายบนเฉลียงที่ปัจจุบันผุพังจนเอาออกไปแล้ว และในยามบ่ายของวันหยุดที่เธอนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด นานๆ ทีก็จะมีแมวสีขาวแต้มสีส้มเข้มที่หูซ้ายกินวงกว้างไปรอบดวงตา กับหางและกลางลำตัวกระโดดขึ้นมานอนบนตัก อุ้งเท้านุ่มนิ่มขยุมนวดอย่างออดอ้อนก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอยู่บนนั้นอย่างถือวิสาสะ



          ดวงตาสองคู่ตาจ้องสบกันสักพักจนชายหนุ่มขยับตัว เพียงแค่การเคลื่อนไหวเดียวแมวจรตัวนั้นก็ปรี่หายไปอีกครั้ง แก้วไม่ได้มองตาม เพียงแค่ทอดสายตามองที่ว่างหน้าเสาค้ำตรงมุมเฉลียงไม้ ที่ซึ่งเคยมีเก้าอี้หวายและสาวสวยนั่งอยู่ในภาพจำของเขาเงียบๆ







          ตกเย็นที่พระอาทิตย์ยังคงให้แสงสว่าง รถกระบะสีเขียวเข้มแล่นมาจอดที่หน้าบ้านไม้สีขาวสองชั้น ส่งเด็กชายเข้าเขตรั้วได้ก็ขับออกไป โชคที่ผิวคล้ำขึ้นเล็กน้อยเพราะว่ายน้ำกลางแจ้งเดินขึ้นบันไดจะเข้าบ้าน แต่เพราะกลิ่นเผาไหม้ที่คุ้นเคยทำให้เขาขยับไปส่องลงดูสวนเล็กจากบนพื้นที่ยกสูงขึ้นมา



          ดอกไม้สีขาวดอกเล็กบอบบางโรยตัวลงมาเงียบงัน เช่นเดียวกับอีกสองชีวิต แก้วนั่งยองคีบบุหรี่ไว้ระหว่างนิ้ว ปล่อยให้ควันลอยเคว้งอ่อยอิ่งผสมกับมวลหมอกก้อนใหญ่ที่พ่นผ่านปาก ตรงหน้ามีแมวขาวแซมสีน้ำตาลส้มอ่อนจางที่แต้มลายคล้ายลายของแมวพันธุ์วิเชียรมาศ ผิดก็แค่ตรงที่ใส่ถุงเท้าแค่สามข้างเท่านั้น กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารในจานเล็ก



          “น้าแก้ว” เสียงเอ่ยเรียกเบาหวิวราวกับไม่อยากรบกวนความสงบเงียบนั้น



          “หือ กลับมาแล้วเหรอ” แก้วเอ่ยถามเสียงเรียบ บี้บุหรี่กับพื้นอิฐเพราะลมพัดเอาควันตีกลับไปทางที่เด็กชายยืนอยู่ ส่วนเจ้าสี่เท้าหน้าขนที่กำลังกิน แม้จะเห็นผู้มาใหม่แต่ก็ยังคงกินอาหารอย่างสงบนิ่ง ไร้วี่แววจะเผ่นหนีอย่างเคย



          หลังจากนั้นทุกวันตอนเย็น เด็กชายก็จะเอาอาหารแมวที่เจ้าของบ้านซื้อมาติดตู้ไว้ออกมาเทใส่ถาดอาหารใบเล็ก รอคอยให้เจ้าตัวขาวออกมากินแลกกับการได้ลูบหัวเกาคางนิ่มเป็นค่าตอบแทน แล้วผลจากการที่ตามจีบด้วยอาหารอยู่เป็นเดือน ในที่สุดสมาชิกในบ้านเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว







          “มะลิ” หลังจากกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่เด็กชายทำคือการเข้าไปน้วยแมว เจ้าแมวขนสวยรูปร่างดีนอนแผ่อยู่บนพื้นกระเบื้องเย็น หลังจากที่ตัดสินใจจะเลี้ยงเป็นจริงเป็นจัง เจ้าของบ้านทั้งสองก็เอามันไปฉีดวัคซีนจนครบ แต่ยังไม่ทำหมั้นเพราะกะจะให้แมวสาวได้มีลูกสักครอกสองครอกก่อน ส่วนชื่อก็มาจากต้นไม้ในกระถางที่เจ้าตัวชอบไปแอบสมัยโผล่มาแรกๆ นั่นเอง



          “ไปล้างมือก่อนสิครับโชค” เสียงดุไม่จริงจังดังมาจากคนตัวใหญ่ที่เดินตามเข้าบ้านมา วันนี้อาธีร์เป็นคนไปรับเด็กชายเพราะว่าง กอปรกับช่วงนี้ก็มาค้างที่บ้านนี้บ่อยจนแทบจะย้ายมาอยู่ด้วยแล้ว



          แมวสาวปรายตามองคนคุ้นเคยที่เดินผ่านเข้าไปล้างมือในห้องน้ำ ก่อนจะกลับมาจับจองพื้นที่บนโซฟาหน้าทีวีด้วยกัน พอชายหนุ่มที่อายุล่วงเข้าเลขสามแล้วคนนั้นหยิบเอาก้านพลาสติกที่ตรงปลายทำเป็นพู่ห้อยมาเหวี่ยงล่อ มะลิก็ค่อยขยับตัวเข้าไปหา ตะปบของเล่นทำมือนั้นสักพักก่อนจะถูกอุ้มขึ้นไปวางบนตักกว้าง



          “มะลิ เป็นชื่อที่เข้ากับแก้วยังไงไม่รู้เนอะ” มือใหญ่ลูบไปตามแนวขน ขณะที่มือเล็กของคนข้างๆ เอื้อมเข้ามาเกาคางให้แมว



          “ทำไมเหรอครับอาธีร์”



          “ดอกแก้วกับดอกมะลิไง สีขาวเหมือนกันด้วย” ทั้งแววตาทั้งน้ำเสียงอ่อนโยน สำหรับธีร์แล้ว เขาชอบหมามากกว่า ซึ่งทุกคนก็ลงความเห็นว่าชายหนุ่มช่างเหมาะกับหมาตัวใหญ่ ตอนแรกเขาก็กะจะเอาหมามาเลี้ยงที่นี่ให้เด็กชายได้มีเพื่อนเล่น แต่พอมีเจ้าแมวตัวนี้เข้ามาก็พับโครงการเก็บไป เขาชอบหมา แต่ก็ไม่ได้เกลียดแมว ยิ่งแมวสาวสวยที่ไม่ได้ขี้อ้อน แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเมินเจ้าของแบบนี้ยิ่งชอบ



          หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งแมวนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟา โทรทัศน์ฉายรายการตามเวลาไปเรื่อยจนฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีดำ คนที่ทุกคนรออยู่ถึงเพิ่งกลับมา สีหน้าดูอิดโรยนิดหน่อยเพราะช่วงหลังมานี้ทำงานหนัก แต่ก็ยังส่งยิ้มให้เมื่อเห็นแววตาดีใจทั้งสามคู่ที่จ้องมองมา



          “กลับมาแล้ว”

 




TBC...

          สวัสดีค่า วันนี้รีนกลับมาพร้อมพลังเต็มเปี่ยมมากๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ที่แบ่งออกมาแล้วจะสั้นไปสักหน่อยก็ตามทีค่ะ 55555
          ขอบคุณสำหรับคอมเม้นให้กำลังใจนะคะ รีนอ่านตลอด อ่านเสมอ เวลาท้อก็เข้ามาอ่านคอมเม้นของคุณ ของพวกคุณ ขอบคุณค่ะ
          ส่วนในตอนนี้ก็เป็นตอนน่ารักๆ อีกตอนนึงที่ได้เปิดตัวมะลิ แมวสาวแสนสวยที่เป็นสมาชิกอีกคนของบ้านแล้ว ตอนเขียนสนุกมากๆ เลยค่ะ เป็นตอนเดียวเลยที่เขียนยาวๆ รวดเดียวแล้วไม่ต้องมาทวนแก้ซ้ำเลย (อาจจะเป็นเพราะจิตวิญญาณแห่งทาสแมวก็ได้)
         
          ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ เจอกันใหม่ตอนหน้า(ที่จะเป็นตอนที่ยาวนานทั้งตัวอักษรและความรู้สึกเลย)ค่ะ

หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 10 [21.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 22-05-2020 09:14:34
 :pig4:
 :กอด1:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 10 [21.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 22-05-2020 13:59:50
โอ๊ยยยยยยอบอุ่นขึ้นมามากๆเลย มีแมวมาเลี้ยง โชคจะได้มีเพื่อนตอนรอน้าแก้วเลิกงาน เป็นอะไรที่น่าเอ็นดูจริง 2คน1แมวนอนบนโซฟาอย่างสบายใจรออีกคนกลับบ้าน น้าแก้วเห็นแบบนี้ หายเหนื่อยทันทีเนอะ 555 สนุกกกกกกก ชอบจริง  o13 ขอบคุณนะคะที่แต่งมาอัพต่อให้ได้อ่านกัน รอตอนต่อไปเลยค่ะ ep.หน้าเจอกันจะเกิดไรขึ้นบ้าง อยากอ่านๆๆ (ฮา)  :pig4: :pig4: :pig4:   
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 10 [21.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: t152_rakjai ที่ 26-05-2020 08:22:56
 :pig4: :pig4: อบอุ่น
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 11 [28.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 28-05-2020 18:58:29

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 11

 

 

          ตั้งแต่ที่โชคขึ้นชั้นประถมสาม อาธีร์ของเขาก็ดูเหมือนไม่ค่อยว่างแวะเวียนมาเล่นด้วยสักเท่าไหร่ นานๆ ทีจะถึงแวะมาค้างด้วย แต่ยังดีที่เด็กชายมีมะลิ แม่แมวสาวที่เพิ่งคลอดลูกครอกที่สองออกมาสี่ตัวถึงได้ไม่เหงานัก ส่วนน้าแก้วก็ยังคงยุ่งเหมือนเคย เพราะลูกค้าบ้านจัดสรรรายเดิมนั้นถูกใจเลยให้ดูแลโครงการใหม่ที่กำลังจะเปิดจองเร็วๆ นี้ด้วย

 

          “น้าแก้ว” เด็กชายเกาะขอบประตูห้องทำงานเรียกคนที่กำลังทำงานเสียงใส แก้วครางรับในคอแต่ยังไม่เงยหน้าขึ้นจากกระดาษเอสามที่วางอยู่ตรงหน้า “ไปกินข้าวกัน”

 

          “เสร็จแล้วเหรอ” ในที่สุดก็ยอมเงยหน้าขึ้น เหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้องบอกว่าเลยเวลากินข้าวปกติมานานโขแล้ว ชายหนุ่มก้มลงไปขีดเขียนต่อคล้ายว่าจะทำส่วนนั้นให้เสร็จก่อน “เธอกินไปก่อนเลย”

 

          “ผมรอน้าแก้ว” โชคยังคงยืนยันจะรอ แก้วเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากวางดินสอในมือแล้วลุกขึ้นปิดขี้เกียจ ยอมออกไปกินข้าวแต่โดยดี

 

          พักหลังมานี้เด็กชายจะเป็นคนเตรียมอาหารเย็นแทนชายหนุ่มที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก เมนูอาหารเลยมักจะเป็นอะไรง่ายๆ หรือไม่บางวันก็เป็นของซื้อสำเร็จมาจากข้างนอกแล้วให้เด็กชายจัดเตรียมใส่จาน แก้ววางมือบนศีรษะเล็กที่ใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนพอสมควร ลูบผมสั้นเกรียนเพลินมือระหว่างที่เดินไปห้องครัวด้วยกัน รู้สึกผิดเล็กน้อยที่ต้องให้เด็กตัวเท่านี้มาช่วยรับผิดชอบเรื่องอาหารการกิน แต่อีกใจก็คิดว่าดีแล้วที่ให้เด็กชายได้มีหน้าที่รับผิดชอบในบ้าน โตไปจะได้ดูแลตัวเองได้ไม่น่าเป็นห่วง แล้วโชคก็ดันทำทุกอย่างออกมาได้ดีเสียด้วย

 

          “น้าแก้ว” บทสนทนาบนโต๊ะอาหารไม่ใช่ข้อห้ามสำหรับบ้านนี้

 

          “หืม”

 

          “อาธีร์บอกว่าปิดเทอมแล้วจะพาพี่ปรางมาเล่นด้วย”

 

          “อืม ก็ดีแล้ว”

 

          “อยากปิดเทอมเร็วๆ จัง” แก้วระบายยิ้ม ถึงแม้ว่าเด็กชายจะเติบโตขึ้น แต่เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี

 

 

 

          คนที่บอกจะมามาตามที่พูดไว้จริงๆ หลังจากเด็กประถมปิดเทอมไปได้ไม่ถึงอาทิตย์ น้าหลานจากตระกูลหน้าตาดีก็มาโผล่ที่นอกรั้วด้วยรถยนต์สีขาวคันเดิม ธีร์ยิ้มให้เพื่อนสนิทที่เป็นคนออกมาไขกุญแจรั้วให้ ส่วนน้องปรางหลังจากไหว้ย่อสวัสดีน้าแก้วอย่างสวยงามแล้วก็พุ่งเข้าไปในบ้านทันที เพื่อไปหาน้องชายสุดที่รักกับบรรดาลูกแมวที่ยังอยู่ในช่วงกินนมแม่อยู่

 

          “งานยุ่งไหมช่วงนี้” คนตัวใหญ่กว่าเป็นคนถาม

 

          “ไม่ค่อยแล้ว เคลียร์เสร็จเมื่อวันก่อน” เจ้าของบ้านตอบ ขณะรนไฟที่ปลายมวนกระดาษ เดินอ้อมเฉลียงหน้าบ้านไปที่ลานอิฐ เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งเอาเก้าอี้ม้าหินอ่อนมาลงไว้ตัวหนึ่งกับโต๊ะกระจกตัวเล็ก เอาไว้เป็นที่สูบบุหรี่นอกบ้าน

 

          “สูบอีกละ” ธีร์เดินตามเจ้าของบ้านมานั่งลงบนม้าหินข้างกัน แก้วพ่นควันอย่างเหม่อลอย มองเลยกิ่งก้านต้นแก้วขึ้นไปบนท้องฟ้าสีใสในขณะที่อากาศกำลังเย็นลงเพราะเข้าสู่ฤดูหนาว

 

          “เหงาไหม”

 

          “อะไร”

 

          “กูไม่ค่อยได้มาหา เหงาไหม” แก้วหัวเราะในคอ หันมาสบตาคนถาม “ไม่ค่อย แต่โชคเหงา”

 

          ธีร์ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรอีก แต่แย่งบุหรี่ที่เผาไหม้ไปครึ่งมวนในมือเพื่อนไป ริมฝีปากได้รูปจรดลงตรงก้นกรอง สูบควันหม่นมัวเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนปล่อยออกมาให้ลอยเคว้งอยู่ตรงช่องว่างระหว่างกัน

 

          “นึกว่ามึงเลิกสูบไปตั้งนานแล้ว”

 

          “เลิกแล้ว” แก้วไม่ได้ถามว่าแล้วทำไม แต่ธีร์ก็บอกออกมาเอง “แค่นานๆ ทีมันก็คิดถึง”

 

          บุหรี่ถูกส่งคืนเจ้าของ และพื้นที่ก็กลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง แก้วไม่ได้ถามถึงความหมายของสิ่งที่เพื่อนบอกว่าคิดถึง แต่ก็รับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่อิงซบลงมาบนบ่า ควันลอยอ้อยอิ่ง ต่างจากดอกไม้สีขาวที่ร่วงโรยลงพื้นอย่างรวดเร็ว

 

 

 

          สองน้าหลานกลับไปในตอนโพล้เพล้ ไม่ได้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน แต่เด็กชายก็รู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้เล่นกับพี่สาวที่ไม่ได้เจอกันมานาน หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยแล้วโชคก็รีบขึ้นไปชั้นสอง หมกตัวอยู่บนนั้นจนดึกดื่น แก้วไม่ได้ตามขึ้นไปส่งนอนเหมือนแต่ก่อนเพราะถึงเวลาแล้วที่เด็กชายอายุสิบขวบต้องนอนคนเดียวให้ได้

 

          เกือบเที่ยงคืนแล้วในตอนที่โชคค่อยๆ แอบย่องลงมา เสียงฝนโปรยกระทบหลังคาไม่ดังนัก แก้วยังคงดูหนังดังรอบดึกที่ฉายในโทรทัศน์อยู่บนโซฟา กลิ่นของนิโคตินและการเผาไหม้ยังคงเหลืออยู่ในอากาศ บ่งบอกว่าเจ้าตัวเพิ่งขยี้บุหรี่ให้มอดดับไปได้ไม่นาน โชคชินกับกลิ่นบุหรี่ของชายหนุ่มแล้ว และรู้ว่าน้าแก้วไม่ชอบใจนักถ้าเขาเข้าใกล้ในเวลาที่กำลังสูบ

 

          “น้าแก้ว”

 

          “ว่าไง” แก้วขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งจากนอนเหยียดเต็มโซฟาเป็นนั่งเอนหลังพิงพนักเพื่อให้มีที่ว่างให้อีกคน ก่อนจะบอกเสียงเนือยๆ “เปิดพัดลมด้วย”

 

          เด็กชายทำตาม กดปุ่มเปิดพัดลมตรงข้างเก้าอี้ไม้แม้ว่าอากาศจะเย็นชื้นก็ตาม ปล่อยให้มันพัดพาเอากลิ่นไอขมุกขมัวให้จางลงก่อนจะขยับเข้าไปนั่งตรงที่ที่ถูกเว้นไว้ให้ตัวเอง แม่แมวสาวที่พาลูกน้อยนอนในกล่องตรงข้างประตูครัวเยื้องย่างออกมาดูเจ้านาย ก่อนจะเดินอาดๆ มากระโดดขึ้นแทรกตรงกลางระหว่างทั้งสอง

 

          “ไง มะลิ ลูกนอนแล้วเหรอ” ชายหนุ่มเป็นคนถาม เกาคางนุ่มนั้นจนแม่แมวแหงนคอขึ้นหาวหวอด ส่งเสียงร้องตอบราวกับคุยกันรู้เรื่อง ในขณะที่โชคขยับตัวยุกยิก ซ่อนมือเอาไว้ด้านหลัง แก้วสังเกตเห็นเลยเลิกคิ้วถาม “โชค เป็นอะไร”

 

          เด็กชายก้มหน้าหงุด นั่งคุกเข่าอยู่บนโซฟาหันหน้ามาทางเขา ปากเล็กอ้าออก แล้วก็หุบ แล้วก็อ้าใหม่ แต่กลับไม่พูดสักที แก้วอดทนรอจนเด็กชายหาเสียงตัวเองเจอแล้วโพล่งออกมาเสียงดัง “น้าแก้ว!”

 

          “ว่าไง”

 

          “นี่” กลิ่นหอมจางลอยฟุ้งเมื่อเด็กชายยื่นมือมาตรงหน้า ดอกไม้สีขาวบอบบางขนาดเล็กถูกถักร้อยต่อกันเป็นวงไม่ค่อยสมบูรณ์นัก รูปร่างบิดเบี้ยวชอบกลแต่ก็ยังมองออกได้ชัดเจนว่าคนทำนั้นตั้งใจแค่ไหน ก้านดอกแก้วสั้นนิดเดียว การที่จะเอามาร้อยทำเป็นมงกุฎนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เจ้าตัวก็ยังพยายามต่อมันตามที่พี่ปรางสอนมาเมื่อกลางวันให้มันเป็นวงกว้างพอที่จะวางบนหัวผู้ใหญ่ได้พอดี โชคยิ้มด้วยท่าทีขัดเขินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ผมทำให้น้าแก้ว”

 

          “เหรอ ทำให้ฉันเหรอ” เสียงตอบรับเบาบางแต่อ่อนโยน ไม่ต่างจากแววตาที่ทอดมองมา แก้วค้อมหัวไปรับมงกุฎดอกแก้วจากมือเล็ก โชคยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจกับผลงาน บรรจงวางเครื่องหัวหอมฟุ้งลงบนกลุ่มผมนุ่มสีดำขลับอย่างเบามือ คนที่ได้รับของขวัญสุดพิเศษนั้นเงยหน้าขึ้นมา โน้มใบหน้าเข้าประทับจูบแผ่วเบาบนหน้าผากเล็ก “ขอบใจนะ”

 

          โชคแก้มแดงปลั่งเมื่อได้รับจุมพิตตอบแทน ยิ้มอย่างขัดเขินแต่ก็ชอบใจเหลือเกิน ร่างเล็กขยับเข้าไปใกล้ ซุกอิงแอบเอาไออุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มแย่งกันกับแม่แมวสาวที่จับจ้องพื้นที่บนตักไว้ก่อนแล้วนั้น เสียงฝนพรำดังกลบเสียงพัดลม หน้าจอโทรทัศน์ยังคงฉายภาพเคลื่อนไหวไปมาสว่างจ้าในความมืด แก้วกอดเด็กชายและแมวเอาไว้ คิดย้อนกลับไปถึงคำถามของเพื่อนเมื่อกลางวัน

 

          เขาไม่คิดว่าเขาเหงา.. ห่างไกลกับคำว่าเหงาไปเยอะเลย

 




 

          ตุลาคมเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว และในปีนี้สายฝนก็จากไปช้าเช่นเดียวกับทุกปี ท้องฟ้าขมุกขมัว อากาศชื้นแฉะ ผนวกเข้ากับสายลมหนาวที่พัดมาทำเอาหนาวไปถึงกระดูก ถึงกระนั้นในห้องนั่งเล่นที่เปิดหน้าต่างไว้ครบทุกบานที่ควรจะหนาวเย็น กลับอบอุ่นด้วยเปลวไฟจากเทียนวันเกิด

 

          “แฮปปี้เบิร์ตเดย์น้าแก้ว!”

 

          “แฮปปี้เบิร์ตเดย์นะแก้ว”

 

          สองเสียงนั้นดังขึ้นคนละช่วงจังหวะ เพื่อให้เจ้าตัวได้มีโอกาสยื่นกล่องของขวัญที่ต่างคนต่างเตรียมมาให้เจ้าของวันเกิด แก้วรับมา แต่เลือกแกะห่อสีฟ้าลายการ์ตูนของเด็กชายก่อน ซึ่งเรียกให้เจ้าตัวยิ้มหน้าบานหันไปเยาะเย้ยคุณอาคนโปรดทันที ธีร์หัวเราะ ขยี้หัวเล็กอย่างมันเขี้ยว

 

          ของขวัญจากเด็กชายเป็นของทำมือ กรอบรูปทำจากไม้อัด ดูแล้วคงได้คนแถวนี้ช่วยด้วย แต่การตกแต่งนั้นทำเองคนเดียว เปลือกหอยที่เก็บสะสมจากชายทะเลที่ได้ไปในวันหยุดฤดูร้อนทั้งสองครั้งก่อนถูกเอามาใช้ประดับ แก้วอมยิ้มเมื่อเห็นรอยแหว่งหลายจุดบนช่องว่างที่คนทำคงตั้งใจให้มันเปลือกหอยมันชิดสนิทกันแต่ก็ทำไม่ได้ แต่สุดท้ายมันก็ออกมาสวยงามน่าพึงพอใจ โดยเฉพาะรูปที่ถูกใส่มาแล้วราวกับบังคับว่าต้องใช้รูปนี้เท่านั้น

 

          รูปของแก้ว โชค และธีร์ในชุดสีแดง ทั้งสามคนนั่งอยู่บนโซฟาโดยที่เด็กชายอยู่บนตักซานต้าคลอสหน้าหล่อ และเจ้าของบ้านหนุ่มอยู่ในวงแขนใหญ่ที่โอบรอบคอ ซึ่งถูกถ่ายไว้เมื่อวันคริสมาสต์ปีที่แล้ว พวกเขายิ้ม มันไม่ใช่ยิ้มที่สวยงามเพอร์เฟ็ก แต่เป็นรอยยิ้มตลกๆ เพราะกะจังหวะการลั่นชัตเตอร์ของกล้องที่ตั้งเวลาไว้ไม่ได้ต่างหาก ถึงอย่างนั้นแก้วก็ชอบ เช่นเดียวกับทุกคนในห้องนั้น ที่จดจำได้ว่าความสุขในค่ำคืนนั้นเป็นอย่างไร

 

          “ขอบใจนะ” คล้ายว่าเคยพูดแบบนี้ไปเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ แต่ท่าทีตอบรับของคนฟังก็เป็นเช่นครั้งก่อนแม้ไม่มีรอบจูบอุ่นบนหน้าผาก โชคขวยเขินและภาคภูมิไปพร้อมกัน

 

          “เปิดของผมบ้างสิครับคุณแก้ว” ผู้ใหญ่ขี้อิจฉากระเง้ากระงอดด้วยถ้อยคำสุภาพเพราะไม่อยากใช้คำสรรพนามติดปากที่ค่อนข้างหยาบต่อหน้าเด็กชาย ในขณะดวงตาที่จ้องมองมายิ้มเช่นเดียวกับริมฝีปาก

 

          “อะไรอีกคราวนี้ เล่นของแพงอีกล่ะสิมึงน่ะ” ธีร์จิ๊ปากใส่คนที่หลุดคำหยาบไม่จริงจังนัก แก้วหัวเราะร่วนพลางเอื้อมไปหยิบกล่องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่มีน้ำหนัก

 

          กล่องของธีร์ไม่ได้ห่อกระดาษ เพียงแค่ผูกริบบิ้นสีเงินตัดกับตัวกล่องสีดำสนิท แก้วเปิดมันอย่างไม่คาดหวังนัก เพราะทุกปีก็ได้ของขวัญจากเพื่อนคนนี้จนไม่รู้ว่าจะมีอะไรแปลกใหม่ให้ต้องตื่นเต้นอีกแล้ว แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ของขวัญไม่ได้น่าตื่นเต้นหรืออลังกาลใดๆ ในนั้นมีที่ทับกระดาษคริสตัล แต่แม้จะดูธรรมดา แก้วก็รู้ว่ามันคงราคาไม่น้อยเลยเมื่อมาจากมือคนอย่างธีร์ และจริงดังนั้น พอเขาหยิบก้อนคริสตัลออกมาก็รู้ได้ว่าไม่ใช่ของดาษๆ แบบของชำร่วยขายยกโหล มันถูกสั่งทำพิเศษเพื่อเขาโดยเฉพาะ ดอกแก้วเบ่งบานลอยอยู่ใจกลางก้อนคริสตัลใส ด้านในมันถูกแกะสลักเป็นลายดอกไม้ที่มาของชื่อเขา

 

          “เว่อร์ตลอด” คนได้ของขวัญว่า แต่ตายิ้ม มันอาจจะดูเป็นของขวัญที่ไร้ประโยชน์ แต่ชายหนุ่มได้ใช้จริง

 

          “ก็เห็นบอกอันเก่าตกแตกไปแล้ว”

 

          “อืม” แก้วรับคำในคอ ยังคงจ้องมองลวดลายด้านในนั้นด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่ก็เดาได้ว่ากำลังมีความสุขอยู่ มันอาจจะเป็นเพราะเขาไม่คิดว่าเพื่อนที่ช่วงนี้ยุ่งจนไม่ค่อยมีเวลาได้เจอกันคนนั้นจะจำสิ่งที่เขาบ่นไปเพียงครั้งเดียวได้ แต่ธีร์ก็จำได้ “ขอบใจ”

 

 

 

          คืนนั้นแขกประจำที่ห่างหายไปนอนค้างด้วย งานเลี้ยงวันเกิดจบลงไปตั้งแต่สี่ทุ่มกว่า โชคอาบน้ำและขึ้นนอนตามเวลาปกติที่เด็กควรนอน โดยมีอาธีร์ของเขาขึ้นไปส่ง นอนอ่านหนังสือให้ฟังราวกับย้อนกลับไปตอนที่เขาเด็กกว่านี้ ธีร์ยังคงชอบกิจกรรมก่อนนอนนั้นอยู่ ถึงแม้ว่าแก้วจะบอกให้เลิกเพื่อที่เด็กชายจะได้ไม่ติดนิสัย แต่นานๆ ทีเขาก็จะแวะไปอยู่ดี

 

          เกือบห้าทุ่มแล้วตอนที่ธีร์ลงมา แก้วไม่ได้เปิดทีวีดูหนังรอบดึกอย่างเคย เพียงเอนตัวนอนราบไปบนโซฟา พ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นวงแหวน

 

          “ทำได้ตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”

 

          “นานแล้ว”

 

          “ไม่เห็นเคยทำ”

 

          “กูทำตอนเบื่อๆ”

 

          ธีร์ยิ้ม เดินไปยกขาที่พาดยาวเต็มพื้นที่ขึ้นพาดตักตัวเองเมื่อแทรกตัวนั่งลงได้สำเร็จ กาลเวลาเหมือนผ่านไปเนิ่นนาน แต่เข็มนาฬิกากลับขยับช้าเสียจนไม่แน่ใจว่ามันตายแล้วหรือเปล่า

 

          “แก้ว”

 

          “หืม”

 

          ร่างสูงใหญ่ขยับขึ้นทอดเงาทาบทับคู่สนทนา บุหรี่ถูกริบไปขยี้ทิ้งในที่เขี่ยบนโต๊ะแล้ว แต่ความอบอุ่นในปากยังคงอยู่ แผ่ซ่านกระจายไปทั่วอย่างอ้อยอิ่ง

 

          “ขึ้นไปบนห้องกัน”

 

 

 

          เช้าวันต่อมาโชคตื่นขึ้นมาในบ้านที่เงียบสงัด สองคนในห้องนอนใหญ่ยังไม่มีใครออกมา เด็กชายไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการหาอาหารเช้ากินจึงไม่ได้ขึ้นไปปลุก รอจนสายก็เห็นแขกกิตติมศักดิ์ลงมา ทักทายเขาด้วยเสียงอ่อนล้าแต่ยังคงมีรอยยิ้มเช่นเดิม ก่อนเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแล้วกลับขึ้นไปอีกครั้ง รออีกสักพักชายคนเดิมก็กลับลงมาในชุดใหม่

 

          ธีร์เดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้างเด็กชายบนโซฟาที่ประจำ วางมือลงบนผมสั้นที่เริ่มยาวเพราะไม่ได้ตัดตั้งแต่ปิดเทอม ขยับลูบอย่างอ่อนโยน เหมือนกับแววตา เหมือนกับรอยยิ้มที่ระบายอยู่บนหน้า ทุกการกระทำล้วนเหมือนปกติทุกอย่าง แต่โชคกลับรู้สึกเหมือนมันแปลกประหลาด แต่ผิดแปลกไปตรงไหนเขาก็ไม่รู้

 

          “อาธีร์” เด็กชายเรียก อยากจะถามแต่ไม่รู้คำถามเลยเงียบไป

 

          “ว่าไงครับ โชค” โชคช้อนตาขึ้นสบดวงตาคม มองอย่างไม่เข้าใจ เขาชอบเวลาที่ถูกเรียกด้วยเสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนของคนตรงหน้า แต่วันนี้มันกลับรู้สึกหนักๆ ในอกอย่างบอกไม่ถูก เช่นเดียวกับแววตาที่มองมา มันยังคงเต็มไปด้วยความรักใครเอ็นดู แต่ก็ดูอ้างว้างจนเกินไป

 

          “ทะเลาะกับน้าแก้วเหรอ”

 

          ถูกถามหัวเราะในคอ แต่ดวงตาไม่ได้หัวเราะไปด้วย “เปล่าหรอก ถ้าทะเลาะกันอาจจะดีกว่านี้”
         
 

          “ทะเลาะกันมันไม่ดีไม่ใช่เหรอ”

 

          “ก็ส่วนใหญ่ล่ะนะ” เด็กชายถูกดึงเข้าไปกอดแน่น แต่ไม่ถึงกับอึดอัด “แต่บางครั้งที่คนเราทะเลาะกัน ก็เพราะเราสนิทกันมาพอให้ทะเลาะ”

 

          สำคัญมากพอให้ทะเลาะ ประโยคหลังเขาไม่ได้พูดออกไป

 

 

 

          ธีร์ออกจากบ้านไปแล้วตอนที่แก้วลงมา เจ้าของบ้านหนุ่มไม่ได้พูดอะไรสักคำ ชุดนอนที่ถูกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อคืน แก้วทิ้งตัวลงนั่งชันเข่าอยู่บนโซฟามุมประจำ เอนลำตัวข้างหนึ่งพิงพนัก ดวงตาจับจ้องมองไปในสวน มองต้นมะม่วงใหญ่ มองชิงช้าอันใหม่ที่เชือกเริ่มด่างเป็นสีเหลือง แท่งบุหรี่ยังคงคั่นระหว่างริมฝีปากแต่ไม่ได้จุดสูบเมื่อมีเด็กชายอยู่ใกล้ๆ กลิ่นอายบางอย่างแผ่ออกมาจากแผ่นหลังนั้น และเหมือนว่าทุกคนจะสัมผัสมันได้ ไม่เว้นแม้แต่แม่แมวสาว

 

          โชคขยับเข้าไปนั่งชิด ให้อุณหภูมิของร่างกายส่งผ่านไปหาอีกคน ส่วนมะลิกระโจนขึ้นไปแทรกตัวอยู่ในช่องว่างเล็กๆ ตรงหน้าท้องแน่น โดยที่ไม่รู้ว่าลำพังไออุ่นจากร่างกายเล็กๆ จะสามารถทดแทนความอบอุ่นจากร่างของคนตัวใหญ่คนนั้นได้เปล่า แต่มันก็คงดีกว่าปล่อยให้คนสำคัญของพวกเขาถูกความหนาวเหน็บกัดกินเพียงลำพัง

 

 

 

          ต้นเดือนพฤศจิกายน โรงเรียนของประถมเปิดภาคการศึกษาใหม่แล้ว แต่เด็กชายกลับได้หยุดในวันพฤหัสบดี เขาถูกจับสวมชุดไทยหล่อเหลาคู่กับพี่ปรางคนสนิท ยืนอยู่ในงานพิธีที่ไม่คุ้นเคยในบ้านหลังใหญ่ พอตกบ่ายก็เปลี่ยนเป็นชุดสูทคู่กับเจ้าหญิงในชุดกระโปรงฟูฟ่อง เดินถือตะกร้ากลีบดอกไม้ให้อีกฝ่ายโปรยตามทางเดิน

 

          อาธีร์อยู่ที่นั่น กับผู้หญิงที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่ก็ละม้ายคล้ายใครบางคนที่เขารู้จัก ตรงสุดทางเดินฝั่งตรงข้ามกับที่น้าแก้วยืนอยู่ เขารู้จากชายหนุ่มว่าคุณอาคนโปรดของเขากำลังจะไปสร้างครอบครัวของตัวเอง โชคไม่เข้าใจคำบอกเล่านั้นอย่างลึกซึ้ง แต่ก็รับรู้ได้ว่าชายหนุ่มร่างใหญ่กำลังจะไปมีชีวิตแบบที่เคยใช้กับเขาและน้าแก้วในบ้านไม้สองชั้น แต่เป็นกับคนอื่น และในบ้านหลังอื่น

 

          เด็กชายวิ่งกลับไปหาแก้วหลังจากที่งานที่ถูกมอบหมายมาเสร็จสิ้นลง มือเล็กกำมือใหญ่ที่เย็นเฉียบเพราะยืนตากลมหนาวเอาไว้แน่น เขารู้ว่าชายหนุ่มไม่ถูกกับอากาศหนาวเย็นแบบนี้ เช่นเดียวกับที่เจ้าของงานรู้ ธีร์เดินเข้ามาหาเมื่อว่างจากแขกเรื่อที่มาแสดงความยินดี ริมฝีปากยกยิ้มแต่ดวงตาไม่ มือใหญ่เอื้อมมาแตะมือเย็นอีกข้าง

 

          “มือเย็นแล้วนะ”

 

          “อืม” เจ้าของมือตอบรับเพียงเท่านั้น ปล่อยให้อีกฝ่ายยกขึ้นไปอังลมหายใจอุ่นร้อน ปล่อยให้ความอบอุ่นที่คุ้นเคยแล่นจากปลายนิ้วเข้าสู่กลางอก โชคมีคำถาม แต่ก็รู้ได้ว่าไม่ควรถามออกไป เขาเลยได้แต่ขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงในชุดสีขาวอีกนิด ยกมืออีกข้างคว้าจับมืออุ่นที่ยังว่าง มือใหญ่บีบตอบ ก่อนที่ธีร์จะก้มลงมาส่งยิ้มให้เขา เป็นยิ้มจริงใจทว่าปวดร้าว โชคชอบรอยยิ้มของคนตรงหน้าเสมอ แต่ครั้งนี้เขากลับไม่ชอบมันเอาเสียเลย

 

          “ธีร์” เสียงเอ่ยเรียกชื่อนั้นเบาหวิว แต่ไม่ได้สั่นไหว

 

          “แก้ว” เสียงตอบรับก็เช่นกัน

 

          “ยินดีด้วยนะ”

 

          “ขอบใจ”

 




 

          ฤดูหนาวส่งท้ายปีมาพร้อมกับงานรื่นเริง ในบ้านไม้สีขาวสองชั้นยังคงมีต้นสนพลาสติกที่ถูกรื้อออกมาจากห้องเก็บของตั้งอยู่ตรงมุมประจำของมัน ของตกแต่งและไฟประดับถูกแขวนเกี่ยวด้วยมือเล็ก ในขณะที่คนโตกว่าปีนขึ้นติดพู่ตามผนัง บ้านทั้งหลังถูกแต่งเสร็จตั้งแต่วันที่ยี่สิบสาม

 

          และในคืนวันที่ยี่สิบสี่อาหารมากมายก็ถูกวางลงบนโต๊ะหน้าทีวี โชคแกะห่อของขวัญที่ได้รับจากชายหนุ่ม ปีนี้เขาได้โมเดลไดโนเสาร์ตัวใหญ่ที่กำลังสนใจเพราะติดสารคดีย้อนยุคดึกดำบรรพ์อยู่พอดี โชคยิ้มร่าให้คนให้ แก้วยิ้มอย่างพอใจที่เจ้าตัวเล็กชอบ แต่ยังมีของขวัญอีกห่อที่ถูกส่งมาเมื่อเช้า โดยรถยนต์สีบรอนซ์เงินคันใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่คนส่งของกลับเป็นคนคุ้นเคย เป็นคนเดียวกับที่เคยใส่ชุดซานต้าสีแดงเข้ามาส่งของขวัญในห้องนี้ เวลานี้ ของปีก่อนและก่อนๆ

 

          ของขวัญจากอาธีร์ยังคงเป็นของน่าสนใจและโปรดปรานโดยเด็กชายเช่นเคย เพียงแต่ความรู้สึกตอนแกะกระดาษห่อสีเขียวประกายวิววับนั้นแตกต่างจากทุกปีที่จะมีสายตาลุ้นระทึกกับรอยยิ้มคาดหวังถูกส่งมาให้ งานคริสต์มาสที่มีคนสามคนนั้นดูครึกครื้นกว่านี้ ทั้งที่จำนวนคนลดไปเพียงคนเดียว แต่ที่ว่างกลับดูกว้างใหญ่เหลือเกิน

 

          คริสต์มาสที่สี่ของบ้านหลังนี้...ไม่มีซานตาคลอสอีกต่อไป

 

 

 

          แก้วส่งเด็กชายเข้านอนทั้งที่เลิกทำมานานแล้ว เพราะในใจลึกๆ รู้ว่าค่ำคืนนี้มันเหงาเกินกว่าจะปล่อยให้เด็กชายข่มตาหลับเพียงลำพัง หนังสือเกี่ยวกับไดโนเสาร์ถูกเลือกขึ้นมา แต่เด็กชายกลับส่ายหน้า แล้วเลือกเอาเรื่องของวาฬสีน้ำเงินที่ได้ฟังมานับสิบครั้งแล้วแทน แก้วยอมตามใจ ขยับตัวขึ้นไปนอนข้างเด็กชายวันสิบขวบ อ่านตามตัวอักษรเดิมๆ ที่บางช่วงก็จำได้ขึ้นใจไปแล้ว

 

          “คืนนี้น้าแก้วนอนกับผมไหม” หลังจากเรื่องราวของวาฬเจ้าสมุทรจบลง ดวงตาใสแจ๋วจับจ้องมาเป็นคำอ้อนวอน

 

          “อยากให้ฉันนอนด้วยเหรอ”

 

          “ครับ”

 

          “ทำไมล่ะ” ปากถาม แต่มือกลับเลิกผ้าห่มขึ้นคลุมตัว ขยับหาองศาที่นอนสบายบนหมอนคนละใบกับเจ้าของห้อง

 

          “นอนด้วยกันมันอุ่นกว่า” คำว่านอนด้วยกันดึงเอาภาพจำบางอย่างขึ้นมาบนเตียงขนาด 5.5 ฟุต ต่างกันก็เพียงแต่คืนนั้นอยู่ในหน้าร้อน แต่ถึงจะร้อนก็ยังคงนอนเบียดกันจนถึงเช้า

 

          “ราตรีสวัสดิ์ โชค”

 

          “ราตรีสวัสดิ์ครับ น้าแก้ว”

 

          ราตรีสวัสดิ์อีกคนในความทรงจำ

 

          แก้วขยับตัวเข้าไปเบียดเด็กชายทั้งที่พื้นที่เตียงเหลืออีกตั้งมาก โอบกอดก้อนอบอุ่นเอาไว้ราวกับจะให้มันเติมเต็มช่องว่างภายในที่มันยับเยินไปในวันนั้น

 

          ...คืน 18 ตุลาคมหัวใจเขาฟูฟ่อง และเมื่อเข้าสู่วันที่ 19 มันก็แตกละเอียด

 

 

TBC...


          เอาล่ะค่ะ เนื้อเรื่องเดินมาถึงจุดเปลี่ยนแรกแล้ว แง้ เป็นตอนที่เขียนไปปวดใจไป แต่จะเป็นอย่างไรต่อก็ต้องติดตามกันต่อไปยาวๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้องโชค หรือความสัมพันธ์ระหว่างน้าแก้วกับอาธีร์ เป็นนิยายที่รีนวางไว้ยาวมากจริงๆ ยังไงก็อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ มาค่อยๆ เผาไหม้ไปด้วยกันบนมวนบุหรี่ที่แสนยาวไกลนี้กันเถอะค่ะ
         
          ถ้าว่างๆ ก็ไปพูดคุยกันได้ในทวิตเตอร์ #น้าแก้วของโชค นะคะ

          ขอบคุณทุกคอมเม้นและทุกการอ่านเลยค่ะ

           See you on Thursday เจอกันวันพฤหัสบดีหน้าค่า
 


หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 11 [28.05.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 31-05-2020 23:09:17
ทำไมใจร้ายยยยยยย โฮรร TT ตอนแรกคิดว่าธีร์เป็นฝ่ายใจร้ายนะ แต่ลองคิดดูอีกที หรือน้าแก้วเองที่เป็นฝ่ายใจร้ายกับธีร์ 555 แต่ที่รู้คือทั้งสองเจ็บไม่ต่างกัน น้าแก้วจะทำอะไรได้ถ้าครอบครัวเขาต้องการให้แต่งงาน ก็เลยไม่คิดรั้ง ไม่ทะเลาะ ยินยอมปล่อย  อีกคนก็คงอยากให้รั้งเหมือนว่าเป็นคนสำคัญ แต่ว่านะบางทีไม่แสดงออกก็ใช่ว่าไม่รักไม่เจ็บ เลี้ยวโค้งหักศอกเลย ตั้งตัวไ่ม่ทัน หัวโขกเลย 5555 แผลใจน้าแก้วนี้โชคจะเยียวยาให้เองเนอะ เอ็นดูโชคตอนให้ของขวัญวันเกิดน้าแก้ว ให้กรอบรูปเขานะแต่ก็ใส่รูปมาด้วย 55555 เวลามันผ่านไปเร็วจริงแปปๆป.3 แปปๆสิ้นปี อยากเห็นโชคตอนโต เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อจากนี้นะ อยากรู้มากๆอยากอ่านต่ออีกแล้ว 5555 สนุกมากกกกก ชอบจริง ภาษาดีอ่ะ ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รอตอนต่อไปเยจะเกิดไรขึ้นบ้าง  :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 12 [4.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 04-06-2020 19:05:34

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 12

 

 

       โชคขึ้นป.สี่แล้ว สูงขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังตัวเล็กอยู่ดี ส่วนแก้วยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ทำงานหนักขึ้น และสูบบุหรี่จัดกว่าเก่า ไม่ถึงกับย้อนไปในช่วงวันทำงานแรกๆ ที่แทบจะอมควันทั้งวัน แต่ก็บ่อยกว่าที่เด็กชายเคยจดจำได้ มะลิเพิ่งคลอดลูกครอกล่าสุดไปเมื่อสองเดือนก่อน ตอนนี้ลูกๆ ถูกคนอื่นรับไปเลี้ยงหมดแล้ว ทั้งที่เจ้าของบ้านกะจะให้แม่แมวสาวมีลูกเพียงสักสองครอก แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้เจ้าเหมียวได้เป็นแม่มากกว่านั้นอยู่ดี

 

       เหมี๊ยว...

 

       เสียงครางเครือ มะลิบิดขี้เกียจจนก้นโด่ง ก่อนจะเดินนวยนาดเข้าไปคลอเคลียขาของชายหนุ่มที่กำลังสูบบุหรี่อยู่ตรงม้าหิน แก้วขยับขาหยอกล้อเล่นด้วย ไม่นานก็ฉวยอุ้มขึ้นไปวางบนตัก ลูบไล้ไปตามแนวขนนุ่ม ปล่อยเวลาให้จมอยู่ในลานอิฐ ที่ซึ่งมีบางสิ่งลอยฟุ้งมากกว่าแค่ม่านหมอกสีหม่นมัว

 

       โชคไม่รู้ว่าในเวลาแบบนี้เขาจะเข้าหาน้าแก้วอย่างไรดี ในช่วงเวลาที่ราวกับอีกคนหลุดเข้าไปในโลกอีกใบ เขาไม่รู้ว่าจำต้องทำอย่างไรจึงจะไล่ตามไปถึง เด็กชายจึงได้แต่นั่งอยู่บนตั่งไม้หน้าบ้าน แกว่งขาไปมาตีอากาศ ร่วมแบ่งปันความเงียบงันอยู่อย่างนั้น




 

       “โชค” เจ้าของชื่อกำลังจะขึ้นบันไดไปทำการบ้านในห้องของตัวเอง แต่ถูกเรียกรั้งไว้โดยคนที่กำลังสูบบุหรี่อยู่หน้าทีวีที่ประจำ “เสาร์นี้อยากไปไหนรึเปล่า”

 

       “เสาร์นี้เหรอ”

 

       “ของขวัญวันเกิดเธอล่วงหน้า” แก้วยิ้ม พูดถึงวันเกิดครอบรอบสิบเอ็ดปีของเด็กชายที่จะมาถึงในวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป โชคยิ้มกว้าง และตอบกลับมาอย่างไม่ลังเล

 

       “อควาเรียม”

 

       “อคาเรียมเหรอ”

 

       “ที่น้าแก้วเคยบอกว่าจะพาไปไง” ชายหนุ่มนิ่งงันไปเล็กน้อยราวกับกำลังคิดย้อนกลับไปในความทรงจำ แต่เพียงไม่นานก็ยิ้มพลางพยักหน้ารับปาก เด็กชายยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะกระโดดขึ้นบันไดทีละสองขั้นขึ้นชั้นบนไปอย่างมีความสุข

 

 

 

       ช่วงสายวันเสาร์ที่รถราไม่ถึงกับแน่นขนัด แต่ก็ไม่ได้โล่งสะดวกนัก แก้วกับโชคมายืนอยู่หน้าทางเข้าอควาเรียมใหญ่ยักษ์ที่ตั้งอยู่ในห้างกลางเมือง มีผู้คนเข้าชมค่อนข้างหนาตาแต่ไม่ถึงกับพลุกพล่านนัก เพราะเป็นวันเสาร์ที่ไม่ใช่วันพิเศษอะไร

 

       “ตื่นเต้นเหรอ” ชายหนุ่มถามคนตัวเล็กกว่าที่เอามองซ้ายขวาไม่หยุด โชคไม่ได้ตอบ แค่อมยิ้มสบตาแวบเดียวแล้วหันหนีไปมองอย่างอื่นต่อ แก้วหัวเราะน้อยๆ ก่อนพาเด็กชายเดินเข้าไปด้านใน สถานที่ซึ่งเขาเคยสัญญาเอาไว้ แต่กลับใช้เวลาหลายปีกว่าจะเดินทางมาถึง ทั้งที่ก็ไม่ได้อยู่ไกลอะไรเลยแท้ๆ

 

       ภายในนั้นถูกตบแต่งด้วยโทนสีน้ำเงินเพื่อให้บรรยากาศของท้องทะเลลึก ลึกลับชวนค้นหา งดงามทว่าอันตราย แต่ในพื้นที่จำลองแห่งนี้ไม่ได้ทำให้เด็กชายรู้สึกกลัวความมืดทึมทึบนั้นเลย โชคตื่นตาตื่นใจไปกับทุกสิ่งอย่าง สองเท้าสาวเร็วถี่เพื่อพุ่งไปดูตู้โชว์ฝังผนังใบใหญ่ ปลาตัวน้อยสีส้มลายขาวที่เขาเคยเห็นจากที่อื่นว่ายวนไปมาแถวปะการัง

 

       “น้าแก้ว” เด็กชายกวักมือเรียก แก้วเดินไปยืนอยู่ข้างๆ มองปลาตัวจิ๋วที่เคยเป็นดาราหนังการ์ตูนโด่งดังเมื่อไม่กี่ปีก่อน “เหมือนที่นั่นเลยเนอะ”

 

       “อืม” แก้วขยี้หัวเล็ก ตอบรับทั้งที่ความจริงแล้วตู้โชว์และฝูงปลาของที่นี่ล้วนอลังการยิ่งกว่าที่ที่พวกเขาเคยไป

 

       แก้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา เหลือเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าโชว์พิเศษประจำวันจะเริ่มขึ้น เลยปล่อยให้เด็กชายเดินสำรวจตู้โน้นทีตู้นี้ที เดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่เร่งรีบ หยุดยืนอ่านป้ายให้ความรู้ไปพร้อมกับฟังเสียงเจื้อยแจ้วอ่านออกเสียงอย่างชัดเจน

 

       “ปลาไหลมอเรย์เป็นปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร ออกหากินในเวลากลางคืน..”

 

       ดวงตาเป็นประกายวาววับขณะจับจ้องเจ้าปลาไหลตัวยาว หน้าตาน่ากลัวและอันตราย ถึงแม้จะไม่ได้มีนิสัยดุร้ายก็ตาม โชคหันมายิ้มเมื่ออ่านสาระน่ารู้หน้าตู้กระจกจบ หางตาเหลือบไปเห็นแท็งก์ทรงกระบอกที่ตั้งโดดเด่นกลางห้องโถงในโซนถัดไป มือเล็กคว้าให้คนโตกว่าก้าวตามไปทันที

 

       สิ่งมีชีวิตที่กระจ่างใสและดูนุ่มนิ่มเด้งดึ๋งลอยไปมาอย่างอิสระในแท็งก์น้ำสีม่วงคราม ริ้วรยางค์ยาวออกมาจากส่วนบนที่โค้งมนคล้ายร่ม พลิ้วไหวสะท้อนแสงไฟหลากสีที่ส่องลงมาดูเหมือนชายผ้าแพรเบาบางของนักแสดงที่กำลังร่ายรำในสายน้ำเยียบเย็น

 

       “สวยจังเลยเนอะน้าแก้ว” พูดทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากแมงกะพรุนในตู้โชว์ เด็กชายจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวในนั้นอย่างตั้งใจ ภาพจริงที่เห็นด้วยตาตรงหน้างดงามกว่าที่เฝ้ามองผ่านจอโทรทัศน์อย่างเทียบไม่ติดเลยสักนิด

 

       แก้วบีบมือที่เย็นเฉียบเพราะความตื่นเต้นเบาๆ ขณะที่จับจ้องไปยังทัศนียภาพเดียวกันนั้น ส่งผ่านอุณหภูมิจากตัวเองผ่านปลายนิ้วไปสู่อีกคน โชคชอบทะเล ชอบท้องทะเลมากจริงๆ

 

       “อืม สวยมากเลย”

 

 

 

       บ่ายสองหลังจากโชว์ให้อาหารสัตว์น้ำจบลง เด็กชายและผู้ปกครองของเขาเดินวนเวียนดูปลาในตู้กระจกที่ถูกจัดแสดงไว้เต็มพื้นที่ที่ยังไม่ได้เดินสำรวจต่อ แก้วปล่อยให้โชคเดินเล่นตามสะดวก โดยเดินทอดน่องตามอย่างช้าๆ ในขณะที่ตัวเองไม่ได้สนใจสัตว์น้ำเหล่านั้นเลยสักนิด จนกระทั่งมาถึงอุโมงค์ใต้น้ำยาวเหยียด ขาทั้งสองข้างก็หยุดลง ปล่อยให้เด็กชายวิ่งนำออกไปยังปลายทางอีกฝั่งเพียงลำพัง

 

       ‘รู้ไหมว่าม้าน้ำจับคู่แค่ครั้งเดียวจนตาย’

 

       โชคย้อนกลับมาหลังจากหายไปสำรวจพื้นที่อีกฝั่งสักพัก เมื่อรู้สึกตัวว่าคนที่มาด้วยกันไม่ได้ตามเขามา น้าแก้วของเขาหาเจอได้ไม่ยากนัก ชายหนุ่มยืนอยู่ในอุโมงค์สีทึม ริ้วแสงที่ลอดลงมาจากผิวน้ำด้านบนพลิ้วไหวตามแรงกระเพื่อมจากเครื่องทำออกซิเจนในแท็งก์เหนือหัวส่องกระทบใบหน้าเรียบเฉย

 

       มวลน้ำมหาศาลกำลังเคลื่อนไหวในความสงบนิ่งที่ผู้คนมองเห็น ดวงตาสีเข้มจับจ้องไปยังสีฟ้าที่ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือเพราะการตกแต่งถึงทำให้สีมันชัดเจนถึงขนาดนั้น หากดูเผินๆ คงคิดว่าเขากำลังดูฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่ภายในกระแสน้ำเย็นเฉียบ แต่แท้จริงแล้วนัยน์ตาคู่นั้นกลับไม่ได้โฟกัสสิ่งใดอยู่เลย

 

       โชคไม่รู้ว่าชายหนุ่มกำลังจ้องมองอะไร แววตาคู่นั้นถึงได้สะท้อนความรู้สึกออกมามากมายขนาดนั้น มากมายจนไม่อาจนิยามได้หมด มันทั้งอ้างว้าง หม่นมัว โดดเดี่ยว แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความคิดถึง และเหนือสิ่งอื่นใด ...เปี่ยมรัก ราวกับกำลังจ้องมองไปในอากาศ ข้ามผ่านวันเวลา ย้อนกลับไปในความทรงจำสีจางที่แสนห่างไกล เด็กชายไม่อาจรู้ได้เลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขารู้ เขารู้ว่าตัวเองกำลังจ้องมองอะไรอยู่ ในสายตาของเขามันจับจ้องไปยังที่เดียว

 

       มันมีเพียงน้าแก้วที่อยู่ในนั้น

 

       เงาของฉลามขาวที่ว่ายผ่านเหนือหัวบดบังแสงที่ส่องลงมาตกกระทบชายหนุ่ม แต่เพียงชั่วขณะเดียวก็ผ่านพ้นไป ใบหน้าที่ไม่ถึงกับหล่อเหลา แต่ก็ชวนมองนั้นเด่นชัดขึ้นอีกครั้งเมื่อต้องแสงสว่าง มือเรียวยกขึ้นสัมผัสปลายเส้นผมที่ไว้ยาวระกรอบหน้าของตน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยในองศาที่คล้ายกับเป็นรอยยิ้ม ดวงตาสีเข้มทอประกายวาบหวามแบบที่โชคไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วทุกอย่างก็หยุดนิ่งลงตรงนั้น

 

       ความรู้สึกอบอุ่นไหลวูบจากอกไปถึงปลายนิ้ว เรียบง่ายและชัดเจน แม้จะไร้เดียงสาเกินจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการคำอธิบาย

 

       โชคเดินเข้าไปยืนเคียงข้างชายหนุ่ม มองเงาสะท้อนของตัวเองที่สูงยังไม่ถึงอกของเขาคนนั้น รอยยิ้มแปลกประหลาดผุดขึ้นมาบนใบหน้ายามเอื้อมมือไปคว้าจับมืออุ่น สอดประสานนิ้วทั้งห้าเข้าด้วยกัน ใบหน้าแดงซ่านจนต้องก้มคางชิดอกมองปลายเท้า

 

       “โชค” คนเหม่อลอยคล้ายได้สติกลับมาแล้ว แก้วหันมามองเด็กชายที่จับมือเขาแน่นแต่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตา ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าคนตัวเล็กต้องการอะไรกันแน่ แต่ก็บีบกระชับมือที่ถูกฉวยไปกุมไว้ให้แนบแน่นกว่าเดิม เพียงแค่นั้นโชคก็เหมือนลูกโป่งที่ถูกสูบลมเข้าไป พองโตฟู่ฟ่องจนเหมือนจะล่องลอยขึ้นไปบนชั้นฟ้า

 

       ...การตกหลุมรักของเด็กชาย มันเกิดขึ้นง่ายดายเช่นนั้นเอง

 

 

 

       แก้วกับโชคกลับมาถึงบ้านในตอนหัวค่ำ เพราะหลังจากออกจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแล้วพวกเขาก็ไปกินข้าวและซื้อของในห้างกันต่อ เมื่อเจ้าของบ้านกลับมา มะลิที่ถูกทิ้งไว้ตัวเดียวทั้งวันก็เดินมาล้มตัวนอนแผ่หงายท้องลงแทบเท้า แก้วก้มลงไปลูบท้องนุ่มฟูเพื่อทักทายเพียงเล็กน้อยแล้วผ่านไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กชายที่จะเข้ามาหยอกล้อกับสัตว์เลี้ยงแทน

 

       คืนนั้นโชคเอามะลิขึ้นไปนอนด้วยกันในห้อง กอดก้อนขนนุ่มอุ่นเอาไว้แนบอก เหม่อมองเพดานในความมืดที่มีแสงสลัวจากไฟถนนลอดขอบบานหน้าต่างไม้เข้ามาเพียงน้อยนิด

 

       “มะลิ”

 

       เหมี๊ยว..

 

       “มะลิ”

 

       กรร...

 

       “มะลิ” เสียงครางเครือในลำคอขานรับอีกครั้ง เด็กชายเงียบงันไปเนิ่นนานพอที่ดวงตาคมของนักล่าจะปิดลงคล้ายหลับไปแล้ว ก่อนที่เสียงพึมพำแผ่วเบาจะกระซิบบอกความลับบางอย่างให้แมวสาวฟังในห้วงฝันที่ไม่ปะติดปะต่อ “...น้าแก้ว”

 




 

       วันอังคารมาถึง เด็กชายอายุครบสิบเอ็ดปีในวันนี้ ตอนเช้าพอไปถึงโรงเรียน เพื่อนสนิทก็เอาพวกกุญแจปลาดาวมาห้อยกระเป๋านักเรียนให้เป็นของขวัญวันเกิด ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ตเดย์เพี้ยนๆ ให้ฟังตั้งแต่ยังไม่เคารพธงชาติ ตอนพักกลางวันก็แบ่งไข่ผะโล้ในถาดอาหารมาให้เขาอีกครึ่งหนึ่ง พร้อมรอยยิ้มจริงใจและสดใสเสมอ โชครู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีที่มีเพื่อนอย่างมิกซ์

 

       ตกเย็นแก้วขับรถมารับเด็กชายกับเพื่อนไปส่งที่โรงเรียนสอนเทควันโด้ วันนั้นแก้วไม่มีงานอะไรให้ต้องสะสางที่ออฟฟิศแล้วจึงมานั่งรอเด็กๆ ที่เก้าอี้ม้าหินริมรั้วสังกะสีที่กั้นเขตก่อสร้างตรงตึกเลยสถาบันมานิดหน่อย บุหรี่ถูกจุดขึ้นสูบเพื่อฆ่าเวลา แต่เหมือนว่าม่านควันที่บดบังทัศนวิสัยเบื้องหน้านั้นจะลักพาตัวชายหนุ่มไปในสถานที่อันห่างไกลอีกแล้ว แต่แก้วก็ไม่ได้เดินทางในหมอกจางนั้นนานนักเมื่อเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ในกางเกงดังขึ้น

 

       ...เบอร์เดิมที่คุ้นเคย และชื่อที่บันทึกไว้ไม่เคยเปลี่ยน

 

       “ฮัลโหล”

 

       “ฮัลโหล แก้ว” เสียงปลายสายยังคงสดใสเช่นเคย เหมือนทุกครั้งที่โทรมาหา “โชคล่ะ”

 

       “เรียนเทควันโด้อยู่”

 

       “อ่อ วันนี้วังอังคารสินะ” ปลายสายเงียบไป แก้วขยี้บุหรี่ใกล้มอดลงกับพื้นฟุตบาท ดีดก้นกรองลงถังขยะข้างทางขณะที่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ “งั้นไว้เดี๋ยวเลิกแล้วกูโทรหาใหม่”

 

       “อืม”

 

       “โอเค”

 

       “...” บทสนทนาจบลงแล้ว แต่สัญญาณกลับยังไม่ถูกตัดไปคล้ายรอให้ชายหนุ่มเป็นคนกดตัดสาย ธีร์ทำอย่างนี้เสมอ แต่เขาก็ยังไม่กด ยืนแนบหูฟังเสียงลมหายใจที่ผ่านมาโดยคลื่นวิทยุทางอากาศ ซึ่งบ่งบอกว่าปลายทางอีกฝั่งเองก็กำลังทำแบบเดียวกันอยู่

 

       “น้าแก้ว! เลิกแล้วครับ” เสียงใสกับเด็กชายสองคนที่เดินตรงมา คนที่เรียกคือมิกซ์ที่ยิ้มร่าหิ้วถุงชุดพาดบ่าอย่างอารมณ์ดี

 

       “จะคุยกับโชคเลยไหม เลิกพอดี” ชายหนุ่มพูดกับคนในสาย ยิ้มให้กับเพื่อนของเด็กในปกครองเขาบางๆ คล้ายรับคำที่อีกฝ่ายพูดเมื่อครู่

 

       “ได้ๆ ..” โชครับโทศัพท์ที่ส่งมาให้ มองสบตาน้าแก้วอย่างงุนงง แต่ก็พอจะเดาได้เพราะคนที่โทรมาคุยกับเขาผ่านมือถือเจ้าตัวบ่อยๆ ก็มีแค่คนเดียว

 

       “อาธีร์เหรอครับ”

 

       “ใช่แล้วครับ” เสียงปลายสายเว้นช่วงไป ก่อนจะกล่าวอวยพรด้วยเสียงนุ่มนวลอบอุ่นเช่นเดียวกับวันนี้ในปีที่แล้ว “สุขสันต์วันเกิดนะโชค”

 

       แก้วรับโทรศัพท์มาหลังจากที่เด็กชายยื่นคืนเป็นเชิงว่าธุระจบลงแล้ว เขาพอจะเดาได้ว่าธีร์คงโทรมาอวยพรวันเกิดให้โชค เขากดตัดสายในที่สุด เก็บมันเข้าไปไว้ในกางเกงอย่างเดิม กุมมือเด็กทั้งสองคนละข้างพาข้ามถนน ขับรถไปส่งมิกซ์ที่บ้านเจ้าตัวแล้วจึงค่อยมุ่งหน้ากลับบ้านตัวเอง กล่องเค้กช็อกโกแลตวางอยู่เบาะหลัง เค้กหนึ่งปอนด์ที่มากเกินไปสำหรับคนสองคน

 

       รถยนต์สีดำแล่นเข้ามาจอดตรงลานว่างเล็กๆ ฝั่งตรงข้ามกับบ้าน ไฟถนนตรงบริเวณนั้นเสียจึงทำให้มองรอบข้างได้ไม่ถนัดนัก แต่ทันทีที่แสงไฟในรถติดขึ้นพร้อมประตูที่เปิดออก เงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนส่งยิ้มกว้างมาให้จากข้างรถคันแปลกตาแต่กลับดูคุ้นเคยราวกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนนั้นก็ชัดเจน

 

       “ทำไมมาอยู่นี่”

 

       “คิดถึง..”

 

       “อาธีร์!” โชคกระโดดเข้าหาอ้อมแขนใหญ่คุ้นเคยนั้นทันที ธีร์ยกเด็กชายที่ตัวหนักขึ้นทุกวันขึ้นอุ้มได้โดยง่ายราวกับว่าไม่เคยเปลี่ยนไปเลย “ผมนึกว่าอาจะไม่มา”

 

       “ไม่มาได้ไง วันเกิดเราทั้งที” เด็กชายยิ้มกว้าง เช่นเดียวกับคนพูด แก้วเก็บของลงจากรถเงียบๆ แล้วเดินนำไปไขกุญแจรั้ว สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับวูบไหว

 

       งานฉลองวันเกิดครบสิบเอ็ดปีของเด็กชายถูกจัดขึ้นง่ายๆ ในห้องนั่งเล่น มื้ออาหารที่แวะซื้อจากร้านข้างทาง น้ำผลไม้ที่แช่ทิ้งไว้ในตู้ เค้กช็อกโกแลตที่เจ้าของบ้านหนุ่มซื้อมาวางคู่กับเค้กครีมที่แขกอีกคนถือมาด้วย โชคเป่าเทียนที่แบ่งปักก้อนละหกเล่มอย่างมีความสุข

 

       เค้กหนึ่งปอนด์มันมากเกินไปสำหรับคนสองคน แต่เค้กสองปอนด์กลับพอดีกับจำนวนคนสามคนอย่างน่าประหลาด

 

 

 

       “เอามะลิไปนอนด้วยได้ไหม น้าแก้ว” โชคถามชายหนุ่มที่กำลังล้างจานอยู่ในครัว เด็กชายสวมชุดนอนเรียบร้อย ในอ้อมแขนมีแมวสาวถูกหิ้วหนีบเอาไว้ ดวงตาจ้องรอคำอนุญาตอย่างออดอ้อน

 

       “ได้ แต่อย่าเล่นจนดึกนะ พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียน” เด็กชายพยักหน้ารับ หันไปยิ้มให้ร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงราวบันไดรอขึ้นไปส่งเขาเข้านอน นานแล้วนับจากครั้งสุดท้ายที่น้าแก้วยอมนอนเป็นเพื่อนเขา โชคนอนคนเดียวได้ แต่ถ้าเลือกได้ เขาก็ชอบให้มีคนนอนข้างๆ จนกว่าจะหลับมากกว่าอยู่ดี

 

       “อาธีร์” ในความมืดสลัวเหลือเพียงไฟหัวเตียงที่เปิดเอาไว้ โชคเอ่ยเรียกคนข้างตัวเบาๆ

 

       “ว่าไงครับ”

 

       “อารู้ไหมว่าม้าน้ำตัวผู้จะอุ้มท้องแทนตัวเมียแหละ” เด็กชายเล่าถึงเกร็ดความรู้ที่ได้มาจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ได้ไปมาก่อนหน้านี้ไม่นาน “แล้วมันก็จะมีคู่แค่ตัวเดียวตลอดชีวิตเลยด้วย”

 

       “โรแมนติกจังเลยเนอะ” ธีร์กระซิบเสียงเบาจนเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าตอบอีกฝ่าย มือใหญ่ลูบขนนุ่มของแมวสาวที่นอนตรงกลางระหว่างเขากับเด็กชาย เป็นเพราะแสงที่ส่องมาทางด้านหลังของเขาอีกแล้วที่ทำให้โชคไม่รู้ว่าดวงตาคมที่หลุบต่ำลงนั้นกำลังฉายแววความรู้สึกแบบไหนออกมา

 

       “ใช่ไหมล่ะ” เด็กชายเข้าใจคำว่าโรแมนติก แม้จะเพียงแค่ผิวเผินก็ตาม “ทำไมคนเราถึงไม่เป็นแบบม้าน้ำบ้างนะ”

 

       “ที่ให้ผู้ชายท้องแทนน่ะเหรอ” ธีร์เย้ากลั้วหัวเราะเบาๆ แต่คำตอบที่สวนกลับมาทันทีกลับทำให้เสียงนั้นจางหายไปในลำคอ

 

       “ที่มีคู่เดียวตลอดชีวิตต่างหาก”

 

       “นั่นสินะ”

 

       ความเงียบงันเกิดขึ้นภายในห้องหลังจากเสียงแผ่วเบานั้นจางหายไปในอากาศ เนิ่นนานจนคล้ายว่าคนบนเตียงต่างหลับไปแล้ว จนกระทั่งได้ยินเสียงสวบสาบจากการพลิกตัวของร่างเล็ก

 

       “อาธีร์”

 

       “ว่ายังไงครับ”

 

       “คืนนี้อาธีร์จะไปนอนเป็นเพื่อนน้าแก้วด้วยรึเปล่า”

 

       “...”

 

       “เหมือนเมื่อก่อน”

 

 

 

       ธีร์กลับลงมาชั้นล่างหลังจากที่โชคหลับไปแล้ว เจ้าของบ้านยังคงอยู่ตรงนั้น บนโซฟานุ่มตัวยาว กับควันขาวจากการเผาไหม้ที่ปลายบุหรี่ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเมื่อร่างสูงใหญ่เดินไปนั่งลงข้างๆ แต่ความเงียบงันกลับทำให้มันเหมือนไกลห่างจนไม่อาจเอื้อมถึงกันได้เลย

 

       “เนตรเป็นไงบ้าง” ในที่สุดก็มีคนทำลายความเงียบ แก้วขยี้บุหรี่ลงกับที่เขี่ยพลางเอ่ยถามถึงภรรยาของอีกฝ่าย

 

       “ก็เหมือนเดิมแหละ ขี้บ่น”

 

       “เหรอ คิดว่าเป็นคนเงียบๆ ซะอีก”

 

       “อืม เมื่อก่อนน่ะใช่ แต่พอแต่งงานแล้วไม่รู้ทำไมถึงเปลี่ยนไป”

 

       “ปกติของมนุษย์เมียล่ะมั้ง” รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้า ในขณะที่อีกคนหลุดหัวเราะเบาๆ บรรยากาศห่างเหินที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ค่อยๆ ละลายหายไป

 

       หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นานจนเข็มนาฬิกาชี้เลยเลขสิบเอ็ด และก้นกรองในที่เขี่ยบุหรี่เพิ่มขึ้นอีกอัน แก้วขยับตัวซบหัวกับพนักพิงโซฟา ดวงตาสีเข้มมองสบกับตาคม เอ่ยถามคำถามที่ไม่ค่อยได้เป็นฝ่ายเสนอก่อนออกมา

 

       “คืนนี้ค้างไหม”

 

       “ไม่รู้สิ” คำตอบกลับมาเบาหวิว เช่นเดียวกับดวงตาคมที่ฉายแวววูบไหว “ค้างได้รึเปล่าล่ะ”

 

       สายฝนโปรยลงกระทบหลังคาแผ่วเบาแทนคำตอบ ก่อนจะโหมกระหน่ำซัดลงมาจนดังกึกก้องห้องนั่งเล่นที่มีเพียงเสียงลมหายใจจากคนสองคน

 

 

 

       เช้าวันพุธโชคตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพราะเจ้าเหมียวที่เอาไปนอนด้วยตะกรุยประตูแทนคำสั่งให้ปล่อยตัวเองออกไป เด็กชายจึงเดินลงบันไดมาพร้อมกับมะลิ ทั้งบ้านยังคงมืดสนิท แต่ในความมืดที่สายตาของเขาคุ้นชินแล้วนั้นปรากฏภาพเงาอย่างชัดเจน

 

       บนโซฟาตัวยาว แก้วตื่นนอนแล้วหรืออาจจะตื่นมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมลุกจากอ้อมแขนที่โอบรอบเอวตัวเองเอาไว้ ดวงตาสีเข้มจ้องมองใบหน้ายามหลับของอีกฝ่าย ไล่สายตาไปตามโครงสร้างงดงามของคนตรงหน้าราวกับกำลังเก็บรายละเอียด คิ้ว ดวงตา สันจมูก ริมฝีปาก มือเรียวทาบลงบนแก้มอุ่น ก่อนจะซุกตัวเข้าไปซบฝังจมูกลงบนอกแกร่ง เบียดตัวเข้าหาความอบอุ่นที่ห่างหายไปแสนนานนั้นให้มากที่สุด

 

       โชคไม่รู้ว่าน้าแก้วกำลังทำอะไรอยู่ เขาเห็นเพียงแผ่นหลังของคนที่ซุกตัวเข้าหาร่างใหญ่โตของอาธีร์ แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าไม่ควรเข้าไปแทรก เลยได้แต่ฉวยแมวสาวขึ้นมาอุ้มแล้วพาย่องกลับขึ้นห้องไปด้วยกันอย่างเงียบเชียบ นานแล้วที่ธีร์ไม่ได้มาค้างที่บ้านหลังนี้ ตั้งแต่วันเกิดเจ้าของบ้านหนุ่มปีที่แล้ว เด็กชายจึงปล่อยให้ค่ำคืนของสองคนบนโซฟายาวนานขึ้นอีกหน่อย ปล่อยให้น้าแก้วของเขาได้มีความสุขนานขึ้นอีกนิด

 

       เด็กชายลงมาชั้นล่างอีกทีตอนฟ้าสางตามเวลาปกติของวันไปโรงเรียน ธีร์กลับไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นจากควันบุหรี่บางเบาที่พ่นออกจากปากของคนที่ยังอยู่ ดวงตาสีเข้มยังคงมองออกไปตามทางที่ใครอีกคนจากไป

 

       ฟ้ายามเช้าหม่นหมองหลังคืนฝนตก มันช่างดูปวดร้าวและเดียวดาย ...ทั้งท้องฟ้าทั้งชายหนุ่ม

 

       โชคชอบอาธีร์ ชอบมากมาตลอด แต่ตอนนี้กลับนึกเกลียดผู้ชายคนนั้นขึ้นมาหน่อยแล้ว เพราะเมื่อธีร์จากไป เขาก็จะพรากประกายในดวงตาคู่นั้นของแก้วไปด้วย

 

       “น้าแก้ว” เจ้าของชื่อหันกลับมา รอยยิ้มจางเพียงริมฝีปากถูกส่งมาให้ พลันในอกของเด็กชายก็บีบรัดแน่นจนได้ยินเสียงปริแตกของบางสิ่งภายในนั้น

 

       โชคเดินเข้าไปหาคนที่ยังคงสูบบุหรี่อยู่กับความอ้างว้าง ถึงจะรู้ว่าคงโดนดุแน่ เพราะอีกฝ่ายไม่ชอบให้เขาเข้าใกล้ในตอนที่ยังกรุ่นควันพิษ แต่เขาก็ยอม เด็กชายคุกเข่าลงกับพื้นหน้าโซฟา ซุกหน้าเข้ากับหน้าท้องอุ่น สองแขนโอบรัดรอบเอวแก้วไว้แน่น หวังให้กอดของตัวเองเพียงพอที่จะแทนที่เงาของคนๆ นั้น

 

       “เป็นอะไรไป หืม” บุหรี่ถูกดับแล้ว และแก้วไม่ได้ดุเด็กชายอย่างที่เจ้าตัวคิดเอาไว้ มีเพียงสัมผัสอ่อนโยนที่ลูบไล้ผ่านเส้นผมสั้นทรงนักเรียนของเขาเท่านั้น

 

       “ต่อไปผมจะกอดน้าแก้วเอง” เสียงอู้อี้ตอบกลับมา เรียกรอยยิ้มอ่อนจางจากคนฟัง แก้วโน้มตัวลงไปซบหน้าบนแผ่นหลังเล็ก สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิของร่างกายและเสียงของหัวใจที่เต้นระรัว แก้วไม่เข้าใจสิ่งที่เด็กชายคิด แต่ก็ยินดีรับความอบอุ่นที่อีกคนหยิบยื่นมาให้

 

       “ตัวแค่นี้จะกอดฉันไหวเหรอ”

 

       “เดี๋ยวผมก็โตแล้ว!” โชคตอบกลับเสียงดังชัดเจน ก่อนจะกลับไปงึมงำอีกครั้งเมื่อแก้วหัวเราะขบขัน “เดี๋ยวผมก็โต เดี๋ยวผมก็ตัวใหญ่ขึ้น แล้วตอนนั้นผมก็จะกอดน้าแก้วเอาไว้เอง น้าแก้วจะได้ไม่ต้องเหงาอีกต่อไป”

 

       “ฉันดูเหงาเหรอ” ดวงตาสีเข้มหรี่ลงขณะเอ่ยถาม

 

       “อื้อ”

 

       “ขอโทษนะ” เด็กชายผละจากตักอุ่น หลุดออกจากอ้อมกอดกันและกัน ดวงตาใสซื่อจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

 

       “น้าแก้วขอโทษทำไม”

 

       “ขอโทษที่ทำตัวเป็นคนเหงาไง”

 

       “ทำไมต้องขอโทษล่ะ” คิ้วเล็กขมวดมุ่นหนักเข้าไปใหญ่ แก้วหัวเราะในลำคอน้อยๆ นิ้วเรียวจิ้มเข้าที่หน้าผาก ตรงหว่างคิ้วที่ยับย่น ไล้วนให้มันคลายออกจากกัน

 

       “เพราะว่าฉันไม่ควรเหงาน่ะสิ” ชายหนุ่มยิ้มออกมา จากทั้งริมฝีปากและดวงตา “ฉันมีเธออยู่ทั้งคน”

 

       คำตอบนั้นไม่ได้ไขข้อข้องใจของเด็กชาย แต่เขากลับดีใจทั้งที่ไม่รู้ความหมาย

 

 

 

TBC...

       มาถึงตอนที่ 12 กันแล้วนะคะ น้องโชคเองก็ป.4 แล้ว ค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ เลย ความรู้สึกในหัวใจก็เริ่มเติบโตไปเป็นอย่างอื่นแล้วววว ส่วนน้าแก้วกับอาธีร์ก็ยังคงอยู่ในความสัมพันธ์ที่เหมือนหมอกควัน รู้สึกลึกซึ้งแต่ก็แสนอ้างว้าง เป็นตอนที่รีนชอบมากๆ อีกตอนหนึ่งเลยค่ะ
       และถ้าหากใครที่รอโมเม้นโรแมนติกระหว่างตัวเอกอยู่ก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ เพราะยังอีกยาวไกลเลยค่า!!!  :katai1:
       ก่อนอื่นเลยก็คือต้องรอให้น้องโตก่อน และเพราะเรื่องนี้เป็น slow burn ที่เทคไทม์ยาวนานถึง 20 ปี ตอนนี้ก็เลยได้แต่ติดตามการเติบโตของเด็กชายกันไปก่อนนะคะ
​       
       ขอบคุณทุกการอ่านและคอมเม้นเลยค่ะ

       ปล.โดยเฉพาะคุณ blove ขอบคุณที่คอมเม้นมาตลอดนะคะ น่ารักมากๆ ใส่ใจรายละเอียดในทุกๆ ตอนเลย รีนชอบอ่านมากๆ เลยค่ะ อ่านซ้ำตั้งหลายรอบ ขอบคุณนะคะ  :mew1:


       เจอกันอีกครั้งวันพฤหัสบดีหน้าค่ะ
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 12 [4.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 06-06-2020 22:09:24
เนอะน้าแก้ว มีโชคอยู่ทั้งคนไม่ควรเหงาสิ ค่อยๆปล่อยใจเขาไป แม้เจ็บก็ต้องทำ เพราะเขามีเมียแล้ว ไม่สะดวกใจเชียร์(ยกเว้นหย่า) 55555 กายอยู่กับคนนั้น แต่ใจอยู่กับคนนี้ อาธีร์โชคว่ามันไม่ใช่แล้วละ 55555 ถ้าตัดสินใจไปแบบนั้นแล้วก็ต้องตัดความสัมพันธ์ที่มันคลุมเครือเหลือไว้เพียงแค่เพื่อนไปมาถามไถ่ทุกข์สุขดิบพอ รอให้โชคโตเร็วๆอย่างที่ว่านะจะได้มากอดน้าแก้วเอง ทีมโชคละนี่ 5555 น่าเอ็นดูจริงๆเวลาพาไปดูอะไรที่ชอบจะตื่นเต้นประกายตาวาวเชียว มองดูแล้วก็ยิ้มๆตามนะ มีความสุขไปด้วย 5555 รู้สึกว่าโชคเป็นคนที่อบอุ่นมากเลยนะ ชอบความที่โชคจับความรู้สึกของน้าแก้วอ่ะมองจากตาเห็นด้วยใจแล้วบรรยายบรรยากาศรอบตัวออกมาได้ลึกซึ้งดี และรู้จังหวะการเข้าหาน้าแก้ว เวลาเขาเหม่อก็ช่วยดึงสติกลับมาด้วยวิธีน่ารักๆอย่างจับมือประสานนิ้ว คอยสะกิดตลอดก็เพราะด้วยความเป็นห่วงความรู้สึกเขานั่นเอง อบอุ่นที่สุดเลย โชคอย่าปล่อยให้น้าแก้วเหงานะ อีกปีสองปีจะก็จะจบประถมแล้ว ขึ้นมัธยมเจอโลกกว้างกว่านี้ ความสัมพันธ์จะพัฒนาไปทางไหน แล้วจะรอไม่ไหวแล้วค่ะ ติดงอมแงมเลย 55555 สนุกจริง แต่งดี ชอบภาษาบรรยายมาก รรรรรรตอนหน้าเลยจ้า จะเป็นยังไงบ้าง ขอบคุณที่แต่งมาต่อให้ได้อ่าน ไม่ลืมไม่เทกันนะ 5555  :pig4: :pig4: :pig4: กลัวอย่างเดียวคือกว่าโชคจะโต น้าแก้วจะไม่เป็นมะเร็งปอดนะ บุหรี่เพลาๆบ้างก็ดีน้าแก้ว อยากให้อยู่กับโชคไปนานๆ  :กอด1:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 13 [11.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 11-06-2020 19:10:08
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 13



          หลังจากวันนั้นไม่นานก็มีข่าวดี แม้ตอนที่ชายหนุ่มได้รู้ผ่านสายเรียกเข้าจากเพื่อนสนิทจะมีเพียงเสียงของฝนที่ซัดกระหน่ำลงมา หนักหนาเสียจนสัญญาณโทรศัพท์ติดขัด คำยินดีจึงถูกส่งผ่านไปอย่างสั่นเครือ และในเดือนเมษายนปีถัดมาก็มีเด็กชายอีกคนลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้



          น้องเมษา.. ลูกชายของอาธีร์



          แก้วพาโชคออกจากบ้านในตอนบ่าย แวะซื้อของในห้างระหว่างทาง เด็กชายเข็นรถเข็นตามคนโตกว่าไปถึงแผนกของใช้เด็กอ่อน เพื่อหาของขวัญรับขวัญหลานคนใหม่



          “น้าแก้วจะซื้ออะไรอะ”



          “ไม่รู้สิ เด็กแรกเกิดนี่ต้องใช้อะไรบ้าง” หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ยืนอยู่หน้าชั้นวางสินค้าที่เรียงรายไปด้วยผ้าอ้อม ชุดขวดนม ชุดเครื่องนอนและเสื้อผ้าของเด็กแรกเกิด แต่ไม่มีใครในนี้เลยที่จะรู้ว่าพวกเขาควรหยิบอะไรไปจ่ายตัง



          “อันนี้ไหม” เด็กชายคว้าเอาแปรงล้างขวดนมขึ้นมาเสนอ ชายหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า มันดูค่อนข้างจะเป็นของที่คิดข้ามขั้นเกินไปหน่อย



          “อันนี้อะไร” เด็กชายยังคงขยันหยิบ แก้วรับเอาของรูปร่างแปลกตาในมือเล็กมาพลิกอ่านฉลากด้านหลัง



          “ที่ดูดน้ำมูก”



          “ไว้ใช้ทำอะไร”



          “ดูดน้ำมูกไง”



          “เอาอันนี้ไหม” แก้วส่ายหัวแบบไม่ต้องคิด ถึงมันจะเป็นของที่ใช้ได้จริง แต่คงไม่เหมาะจะให้เป็นของขวัญสักเท่าไหร่



          พวกเขาเสียเวลาอยู่ตรงนั้นอีกเกือบชั่วโมง หยิบของชิ้นนั้นชิ้นนี้มาแล้ววางกลับไป เสื้อผ้าก็คงมีแล้ว ผ้าอ้อมก็คงซื้อแล้ว ชุดเครื่องนอนทางบ้านนั้นก็คงหาไว้แล้ว แก้วคิดไม่ออกเลยว่ามีอะไรที่คนอย่างธีร์จะยังไม่ได้เตรียมไว้รับลูกของตัวเอง ในเมื่อผู้ชายคนนั้นน่ะเฝ้ารอมาตลอด...



          ‘แก้ว มึงชอบเด็กรึเปล่า’



          ‘เฉยๆ ไม่ได้เกลียด แค่ไม่ชอบตอนเด็กร้อง’ รอยยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบของเขายังเปล่งประกายในความทรงจำ



          ‘แต่กูชอบมากเลยนะ’



          ‘เด็กตอนร้องไห้น่ะเหรอ’ ธีร์ในชุดนักเรียนม.ปลายหัวเราะเบาๆ ยื่นมือมาวางบนหัวเขา โยกคลอนไปมาเหมือนหยอกเด็ก



          ‘ไม่ใช่สิ แต่ก็ไม่ได้เกลียดหรอก ถ้าเห็นเด็กร้องกูก็อยากปลอบ’ มือที่วางบนหัวเลื่อนลงมาแนบที่ข้างแก้ม รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า แววตาที่จ้องมองมาจริงจัง แต่ยังคงหวานหยดย้อยชวนให้ฝันไปกับคำที่ราวกับเป็นสัญญาบางอย่างระหว่างกัน ‘กูชอบเด็ก แล้วถ้ามึงก็โอเค...’



          ‘กูอยากมีลูก’



          ...ธีร์อยากมีลูก







          สุดท้ายแก้วก็เลือกเอาโมบายแขวนเตียงที่มีสัตว์นาๆ ชนิดห้อยต่องแต่งเป็นสวนสัตว์ใส่รถเข็นไปจ่ายเงิน ด้วยเหตุผลที่ง่ายที่สุดว่ามันน่ารักดี และอีกอย่างคือเขาคิดว่าคนอย่างธีร์คงเลือกซื้อโมบายดวงดาวก้อนเมฆที่ดูเรียบหรูมากกว่าลายสัตว์สีสันฉูดฉาดแน่ๆ จะได้เอาไว้เผื่อวันไหนน้องเมษาเบื่อดาวสีจืดของปะป๊าแล้วจะได้มีเปลี่ยน



          และแก้วก็คิดถูก เมื่อเขามาถึงบ้านของพ่อแม่เพื่อนสนิทที่แสนคุ้นเคย ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวแยกบ้านไปแล้ว แต่กลับมาอยู่เพื่อให้คุณย่าช่วยดูหลานในช่วงแรกๆ ที่พ่อแม่มือใหม่ยังไม่ชิน แก้วมองสำรวจไปรอบๆ ถึงจะไม่ได้มาเหยียบหลายปีแล้วก็ตาม แต่เขายังคงจำได้หมดว่าอะไรอยู่ตรงไหน และมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มแล้วสวมกอดแน่น แม่ของธีร์เอาแต่ถามไถ่ชายหนุ่มไม่หยุดปาก ส่วนพ่อก็ยิ้มกว้างเมื่อได้เห็นหน้าลูกชายอีกคนที่ไม่เจอกันนาน โชคเองก็มีพี่ปรางเข้ามาพูดคุยเล่นด้วย บรรยากาศอบอุ่นเป็นมิตร ทุกคนเข้าไปรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่นใหญ่โต ที่กลางห้องมีเปลเด็กเล็กอันใหม่ตั้งอยู่ โดยที่เหนือเปลนั้นมีโมบายก้อนเมฆสีขาวกับดวงดาวสีทองค่อยๆ หมุนตามกลไกภายใน



          “ออกมาสามพันแปด ตอนแรกก็กลัวกันว่าจะไม่แข็งแรงเพราะแม่เริ่มอายุมากแล้ว แต่กลับออกมาตัวใหญ่ขนาดนี้” คำบอกกล่าวออกมาจากปากคนเป็นย่า แก้วยิ้มขณะที่มองทารกน้อยในเปลอยู่ห่างๆ เด็กชายผู้เกิดในหน้าร้อน มีหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักถอดแบบผู้เป็นแม่มา คงมีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ถอดทรงมาจากพ่อ



          โชคยืนเกาะขอบเปล จ้องมองสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เพิ่งกำเนิดขึ้นมาไม่กี่วันก่อน ร่างกายเล็กจิ๋วขยับยุกยิกเล็กน้อยใต้ผ้าห่อตัว เด็กชายตาลุกวาว หันมาสบตากับแก้วอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะหันกลับไปมองเจ้าตัวน้อยต่อ ธีร์นั่งอยู่บนโซฟาใกล้กับเด็กชาย มือใหญ่วางลงบนศีรษะที่ขนาดใกล้พอดีกับมือเขาแล้วขยี้เบาๆ



          “น้องมองเห็นผมไหม” โชคหันมาถาม



          “เห็นสิ แต่ต้องเข้าไปใกล้หน่อย” ธีร์ตอบ



          “ลองอุ้มดูไหมจ๊ะ” คราวนี้เป็นคนแม่ที่นั่งอยู่ไม่ห่างเปลถามยิ้มๆ เด็กชายส่ายหน้าหวือ เขาไม่กล้าแตะของที่ดูบอบบางพังง่ายแบบนั้นหรอก เนตรเลยหันมาถามอีกคนต่อ “แก้วลองดูไหม”



          “ไม่ดีกว่า ไว้ให้โตกว่านี้ก่อนแล้วกัน” ชายหนุ่มเองก็ปฏิเสธ แต่ก็ขยับเข้าไปมองเด็กเล็กในเปลใกล้ขึ้น นิ้วเรียวเขี่ยอุ้มมือเล็กใต้ถุงมือผ้าเบาๆ เจ้าตัวเล็กตอบสนองด้วยการกำปลายนิ้วเขาเอาไว้ แก้วระบายยิ้มอ่อนโยน ขณะที่หันมาพูดคุยกับเด็กชายข้างๆ ที่ตื่นเต้นสนใจไปหมดทุกอย่าง มือเล็กยื่นไปให้มือที่เล็กกว่าจับบ้าง พอสมใจแล้วก็ชอบใจใหญ่ ระบายยิ้มแฉ่งสดใสออกมาเต็มหน้า



          ธีร์ยิ้มบางให้กับภาพตรงหน้า ก่อนจะเบนสายตาไปสบกับภรรยาแล้วระบายยิ้มให้กว้างขึ้น



          “น้องหน้าเหมือนน้าแก้วเลยเนอะ” อยู่ๆ เสียงใสก็เรียกความสนใจจากทั้งห้อง ปรางโตขึ้นมากแล้ว เป็นสาวน้อยอายุย่างสิบสาม แต่ยังคงมีแววตาซุกซนของเด็กอยู่ เธอยืนเท้าแขนกับขอบเปลอีกฝั่งพลางก้มเงยมองใบหน้าของเด็กเล็กกับชายหนุ่มสลับกัน



          “ก็คล้ายๆ อยู่นะ” คราวนี้เป็นเสียงสนับสนุนจากคุณย่า และคุณปู่เองก็พยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดเสริมอีกอย่าง



          “พ่อว่าหนูเนตรเองก็หน้าคล้ายแก้วอยู่เหมือนกัน”



          “อืม จะว่าไปรูปตานี่ทรงเดียวกันเลยนะ ปากก็คล้ายๆ ถ้าแก้วเป็นผู้หญิงก็คงเหมือนเนตรนี่แหละ” แก้วยิ้มแห้งรับสิ่งที่แม่เพื่อนสนิทพูดถึงตน เหลือบไปสบตากับคนที่ถูกพาดพิงอีกคนแล้วก็ได้แต่หัวเราะให้กันเบาๆ จนกระทั่งประโยคสุดท้ายที่ทำให้รอยยิ้มแห้งของเขาฝืดฝืนยิ่งกว่าเดิม



          “ถ้าแก้วเป็นผู้หญิงก็คงได้แต่งกับธีร์มันไปตั้งนานแล้วล่ะเนอะ”



          อยู่ๆ ทั้งห้องก็เงียบลง แววตาหลายคู่ฉายแววแตกต่างกันออกไป แก้วหันไปสบตาคมโดยที่ไม่รู้ตัว แววตาที่มองกลับมานั้นอ่านไม่ออก เช่นเดียวกับของเขาเอง แต่เขาก็รู้ว่าในดวงตาของตน มันคงมีความขมขื่นและร้าวรานผสมอยู่ด้วย



          อุแว้!!!



          แก้วไม่เคยชอบเสียงร้องไห้โยเยของเด็ก แต่กลับรู้สึกว่าครั้งนี้ไม่น่ารำคาญอย่างที่คิด คุณแม่มือใหม่รีบเข้าไปดูลูกน้อยในเปลพร้อมกับผู้เป็นพ่อ



          “คงหิวแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวเนตรขอให้นมลูกแปบนึงนะคะ” หญิงสาวหันมาบอก และไม่ต้องให้อธิบายเพิ่มแก้วก็สะกิดให้โชคเดินออกไปจากบริเวณนั้นด้วยกัน ว่าจะพาเด็กชายไปเดินเล่นรอบๆ บ้าน แต่กลับถูกแย่งตัวไปโดยเด็กสาวที่เกาะไหล่เล็กแล้วดันให้เดินไปด้วยกันแทน



          “เดี๋ยวหนูพาน้องไปเล่นข้างหลังนะคะ” แก้วได้แต่พยักหน้ารับเมื่อเจอกับดวงตาวาววับออดอ้อน คิดว่าดีแล้วเหมือนกันที่ให้ทั้งสองคนได้มีเวลาเล่นด้วยกันบ้าง ให้เหมือนกับเมื่อก่อน เพราะเผลออีกแค่แปบเดียว เด็กทั้งคู่ต่างก็จะเติบโตเกินไปจนห่างเหินกันในที่สุด







          โชคเดินตามพี่สาวที่ยังคงสูงกว่าเขาไปที่สวนหลังบ้าน บ้านอาธีร์หลังใหญ่มาก มากกว่าบ้านน้าแก้วตั้งสามเท่าหรือมากกว่านั้น ที่ด้านหลังจึงมีบ่อน้ำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ซึ่งในนั้นมีปลาคาร์ฟหลากสีว่ายวนอยู่ ในขณะที่เขาฟังเรื่องเล่ามากมายของเด็กสาวที่กำลังจะขึ้นชั้นมัธยมในโรงเรียนแห่งใหม่ กลิ่นควันฝาดเฝื่อนเบาบางก็ลอยมาตามลม



          แก้วนั่งอยู่ใต้ร่มเงาของไม้ระแนงอีกฝั่ง แสงแดงวูบวาบที่ปลายมวนวิ่งเข้าหาโคนเมื่อสูดลมเข้าปอด ลมหายใจสีขาวพ่นผ่านออกมาทางจมูก แดดส่องผ่านซี่ไม้ลงมาบนใบหน้าที่แหงนขึ้นมองฟ้า แต่เพราะแสงจ้าเกินไปดวงตาสีเข้มจึงต้องหรี่ลงจนในที่สุดเปลือกตาก็ปิดสนิท ไฟยังคงลามเลียกระดาษ ขี้เถ้าจากการเผาไหม้หล่นลงบนพื้นปูน แตกกระจายเป็นวงคล้ายดอกไม้ไฟสีเทา



          โชคยังคงได้ยินเสียงของปราง แต่สมองกลับไม่รับรู้เรื่องราวเลยสักนิด เอาแต่จดจ่ออยู่กับร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามาในฉากตรงหน้า มือใหญ่ฉวยเอาบุหรี่ออกไปขยี้ลงบนทรายในถาดดินเผาแถวๆ นั้นได้ทันก่อนที่ความร้อนจะลามถึงเรียวนิ้วของเจ้าของ แก้วลืมตา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง



          เด็กชายไม่รู้ว่าสองคนนั้นคุยอะไรกันถึงได้หลุดขำออกมา ธีร์ทิ้งตัวนั่งข้างเพื่อนสนิท เงยขึ้นมองลอดซี่กรงของไม้ระแนงขึ้นไปสู่ท้องฟ้าจ้าและแดดจัดจนตาหยีเหมือนกับที่คนข้างๆ ทำก่อนหน้านี้ สองไหล่เอนพิงกันโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก ดวงตาสองคู่ปิดลงอย่างสงบ ราวกับกำลังหลบหนีไปอยู่ในที่แสนไกลกันเพียงลำพัง



          โชคชอบช่วงเวลานี้ เขาชอบเวลาที่ทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกัน เพราะมันทำให้น้าแก้วของเขามีความสุข แม้มันจะคงอยู่เพียงชั่วคราวก็ตาม



          แม่ของธีร์เดินออกมาตามลูกชายให้เข้าไปช่วยลูกสะใภ้ดูแลลูก แก้วไม่ได้เข้าไปด้วยเพราะตัวเขาติดกลิ่นบุหรี่ ไม่เหมาะจะเข้าใกล้เด็กเล็ก เลยได้แต่นั่งรับลมอยู่ตรงนั้น โชคเพิ่งรู้ว่าตัวเองจ้องชายหนุ่มนานเกินไปแล้วเมื่อพี่สาวข้างๆ นั่งยองลงมาให้ระดับสายตาตรงกับเขา ก่อนชะโงกหน้ามาบดบังจุดหมายของสายตาให้เห็นเพียงดวงหน้าน่ารักที่กำลังยับยู่อย่างไม่พอใจ



          “น้องโชคได้ฟังพี่ปรางพูดรึเปล่าคะ” เด็กชายสะดุ้งน้อยๆ หลบตาพี่สาวอย่างคนทำผิดที่โดนจับได้



          “ขอโทษครับ” เสียงพูดอุบอิบกับสีหน้าน่าสงสาร ปรางจงใจถอนหายใจหนักเพื่อให้คนที่ไม่สนใจเธอได้ยิน แม้ในดวงตาสีน้ำตาลใสกระจ่างจะไร้แววหม่นมัวเพราะไม่ได้รู้สึกไม่พอใจจริงจังอะไรอยู่แล้ว เธอก็แค่ชอบแกล้งน้องโชคเท่านั้นเอง



          ปรางดึงตัวกลับไปนั่งยองกอดเข่ามองภาพเดียวกับที่เด็กชายจับจ้องมาตลอด ก่อนที่ใบหน้าสวยหวานจะทิ้งแก้มแนบลงบนแขนขณะที่รอให้เด็กชายหันกลับมาสบตา และเมื่อโชคหันมา เด็กสาวถามก็เอ่ยถามด้วยเสียงราบเรียบ



          “ชอบมากเลยเหรอ”



          “ชอบอะไรเหรอ” โชคกระพริบตาปริบ ไม่ค่อยเข้าใจคำถามไม่มีที่มาที่ไปนั้นสักเท่าไหร่



          “น้าแก้ว โชคชอบน้าแก้วมากเลยเหรอ”



          “อื้ม ชอบมากเลย” เสียงที่ตอบกลับนั้นไม่ดังนักแต่ก็ได้ยินชัดเจนเพราะระยะห่างของทั้งสอง ปรางกับโชคหันกลับไปมองชายหนุ่มที่หลับตาพริ้มอยู่ใต้ร่มระแนงไม้ผู้เป็นหัวข้อสนทนาของพวกเขา



          “ทำไมล่ะ”



          “น้าแก้วใจดี”



          “แค่นั้นเหรอ”



          “ใจดีที่สุดเลย”



          “น้าธีร์ก็ใจดีนะ”



          “อื้อ แต่อาธีร์ชอบหายไป”



          “หายไปเหรอ”



          “ชอบหายไป แล้วก็ทำให้น้าแก้วเหงา”



          “เหรอ” เด็กสาวรับคำ แม้เธอจะไม่เข้าใจที่น้องชายต่างสายเลือดคนนี้พูด แต่ก็พอรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มที่อยู่ในสายตาคนนั้นดูอ้างว้างจริงๆ เมื่อไร้เงาน้าชายของเธอ “นั่นสินะ นิสัยไม่ดีเลยเนอะ”



          สิ้นเสียงหวานก็กลายเป็นเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กทั้งสอง เด็กสาวเอนตัวทิ้งน้ำหนักลงพิงร่างเล็กข้างๆ และเด็กชายเองก็เอนหัวมาซบไหล่บางของเธอคืน พลางพูดคุยไร้สาระกันไปเรื่อยใต้ท้องฟ้าใสกระจ่าง โชคกับปราง น้องชายกับพี่สาว ได้ย้อนเวลายามบ่ายกลับไปเป็นเด็กตัวน้อยด้วยกันอีกครั้ง







          พอเข้าช่วงเย็นทุกคนก็กลับเข้าไปในบ้าน แขกผู้มาเยือนจะอยู่กินมื้อค่ำด้วยเพราะเจ้าของบ้านสูงวัยทั้งสองเอ่ยปากชวนแกมบังคับ ปรางกับโชคเปิดซีดีการ์ตูนค่ายดังเกี่ยวกับครอบครัวฮีโร่ดูบนจอโทรทัศน์ยักษ์ในห้องนั่งเล่น แก้วเองก็นั่งอยู่มุมหนึ่งของโซฟาหนังสีขาวสะอาด ดวงตาจ้องภาพเคลื่อนไหวในทีวีแต่ไม่ได้สนใจรายละเอียดมากนัก เช่นเดียวกับเพื่อนสนิทของเขาที่นั่งอยู่อีกฟาก จนกระทั่งคุณแม่ป้ายแดงลงบันไดมาพร้อมลูกน้อยในอ้อมแขน



          “อ๊ะ คุณแม่ เดี๋ยวหนูช่วยทำกับข้าวนะคะ” เนตรรีบเอ่ยปากอาสาช่วยทันทีที่เห็นแม่ย่าเดินออกมาจากครัวทั้งผ้ากันเปื้อน “ธีร์ มาเอาลูกเรอหน่อย ให้นมไปสักพักแล้วแหละ”



          คนถูกเรียกใช้เอี้ยวตัวข้ามพนักพิงโซฟาไปรับลูกมาอุ้มไว้ ท่อนแขนแข็งแรงที่ใช้ประคองเด็กทารกไว้เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะอุ้มขึ้นซบบ่ากว้างที่พาดผ้าอ้อมเนื้อนิ่มรองไว้ก่อนแล้ว มือใหญ่ลูบแผ่นหลังเล็กเบาๆ อย่างรักใคร่ ธีร์โยกตัวเล็กน้อยเป็นจังหวะ ไม่นานน้องเมษาก็เรอออกมาเสียงดัง



          “เก่งมาเลยครับคนดีของป๊า” คำชมที่มาพร้อมกับแววตาเอ็นดู เด็กสองคนที่นั่งอยู่ด้วยหันไปสนใจการกระทำนั้น



          “ทำไมต้องทำให้น้องเรอด้วยล่ะคะ น้าธีร์” ปรางเป็นคนถาม



          “ก็เพราะเวลาน้องกินนมจะมีลมเข้าไปในท้องด้วยน่ะสิคะ ถ้าไม่จับเรอน้องจะปวดท้องเอา” ธีร์ยิ้มพลางอธิบาย ใบหน้าเล็กของเด็กหญิงเด็กชายพยักหงึกหงักเป็นเชิงว่ารับรู้แล้วหันกลับไปสนใจการ์ตูนในจอต่อ



          มีเพียงแก้วที่ยังคงจ้องมองไปยังสองพ่อลูก ธีร์อุ้มเด็กน้อยขึ้นตรงหน้าพลางรองคอเล็กที่ยังไม่แข็งแรงนักเอาไว้อย่างทะนุถนอม เอนซบหน้าผากตัวเองกับหนังนิ่มบนหน้าผากของอีกฝ่าย หยอกล้อลูกชายด้วยรอยยิ้ม สีหน้า แววตาและน้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุข



          ...อบอุ่น มากเสียจนแผดเผาอยู่หลังแววตาผู้เฝ้ามองให้ร้อนฉ่าไปทั้งกระบอกตา



          “แก้ว” ไม่รู้ว่าชายหนุ่มติดอยู่กับภาพนั้นนานแค่ไหน จนไม่รู้ตัวว่าคนในภาพนั้นขยับลุกเดินมายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว



          “ว่าไง” แก้วเงยหน้าขึ้นสบกับตาคมที่หลุบมองลงมา ประกายความอ่อนโยนและเปี่ยมรักในนัยน์ตายังคงส่องประกาย



          “อุ้มไหม”



          “ไม่ดีกว่า กูเหม็นบุหรี่”



          “เหรอ” น้ำเสียงนั้นเจือด้วยความขี้เล่น คนตัวโตโน้มลงมาใกล้ ขยับจมูกสูดกลิ่นฟุดฟิดคล้ายกับจะพิสูจน์คำพูดนั้น “ไม่เห็นได้กลิ่นเลย”



          “จมูกมึงพังแล้วไง” คนถูกดมขยับตัวเบี่ยงหนีพร้อมกับดันใบหน้าหล่อเหลาให้ถอยห่าง



          “เพราะอยู่กับมึงไง” ธีร์ตอบกลัวกลั้วหัวเราะเบาๆ แต่ก็ยอมถอยออกไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวกันโดยเว้นระยะห่างออกไปพอที่ทารกน้อยจะไม่ถูกรบกวนด้วยกลิ่นของนิโคตินบนตัวของเพื่อน “แต่กูชอบนะ”



          “กลิ่นบุหรี่น่ะเหรอ”



          “อืม กลิ่นบุหรี่บนตัวมึง”



          “...” ทั้งสองเงียบงัน ธีร์ลูบหัวเล็กของเด็กแรกเกิดในอ้อมกอดแผ่วเบา โดยที่อยู่ในสายตาของอีกคนตลอดเวลา



          “แก้ว”



          “หืม”



          “ไว้คราวหน้ามึงมาอุ้มเมษาก่อนค่อยสูบนะ” ธีร์หันมาสบตา เอ่ยขออย่างจริงจังกว่าครั้งไหนๆ



          “ทำไมถึงอยากให้กูอุ้มขนาดนั้น” แก้วถามพลางยื่นมือไปเขี่ยเท้าน้อยใต้ถุงเท้าทรงกลมคู่เล็ก



          “กูแค่อยากเห็นมึงอุ้มเด็ก.. อยากเห็นมึงอุ้มลูกกู”



          “อืม ไว้คราวหน้านะ”



          “กูจะรอ”



          “อืม”







          แก้วกับโชคกลับออกจากบ้านธีร์ตอนหัวค่ำหลังจากอาหารเย็นมื้อใหญ่ ขณะที่กำลังจะขึ้นรถ ตรงบานกระจกใสของห้องนั่งเล่นก็มีเงาของคุณพ่อที่อุ้มลูกน้อยมาโบกมือให้แทนคำกล่าวลา เปลนอนที่อยู่ใกล้ๆ นั้นมีโมบายแขวนอยู่สองอัน อันหนึ่งเป็นดวงดาวสีทองและก้อนเมฆขาว ส่วนอีกอันสีสดใสเต็มไปด้วยตุ๊กตาสัตว์ เด็กชายโบกมือตอบก่อนจะเข้าไปนั่งประจำที่ข้างคนขับ แต่ที่หลังพวกมาลัยข้างเขากลับยังคงว่างเปล่า



          “น้าแก้ว..” ส่งเสียงเรียกออกไปได้เพียงแผ่วเบาเมื่อเห็นแววตาของคนที่เปิดประตูรถค้างไว้แต่ยังไม่เข้ามาเสียที มันทอดมองสองพ่อลูกอย่างอ่อนโยนแต่ก็แฝงความรู้สึกบางอยู่ด้วย เป็นความรู้สึกซับซ้อนที่เด็กชายไม่เข้าใจ แต่ก็สัมผัสได้ว่าไม่ใช่ความเปลี่ยวเหงาหรือปวดร้าวเหมือนเวลาที่ธีร์จากไปในตอนเช้าตรู่ จนกระทั่งมีผู้หญิงอีกคนเดินเข้าไปยืนอยู่ตรงนั้น ข้างสามีและลูกชายของเธอ ดวงตาสีเข้มจึงค่อยหลุบต่ำลงแล้วหันกลับมา



          ระยะทางกลับบ้านวันนี้ดูยาวไกลและเนิ่นนานกว่าทุกที เมื่อเด็กชายเอาแต่จ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสารถี เสียงเพลงสากลจากวิทยุดังคลอไปกับไฟถนนที่สาดผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาย้อมผิวขาวนวลด้วยสีส้มให้ดูมีชีวิตชีวาท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน และนัยน์ตาที่สะท้อนแสงวาววับคู่นั้นไม่ได้ฉายแววเจ็บปวดแล้ว แต่โชคกลับรู้สึกว่ามันเย็นเฉียบ ไฟข้างทางสีอุ่นไม่ได้ช่วยละลายน้ำแข็งในหัวใจของชายหนุ่ม น้าแก้วยังคงถูกทิ้งไว้เดียวดายในความเหน็บหนาวเมื่อปราศจากไออุ่นของอาธีร์



          ทำไมคนๆ หนึ่งถึงทำให้ใครอีกคนมีความสุข แต่ก็เจ็บปวดไปพร้อมกันได้มากมายขนาดนี้กันนะ



          โชคไม่เข้าใจเลย





TBC...


          ตอนที่ 13 ก็ยังคงเป็นเรื่องราวของแก้วกับธีร์ไปซะเยอะเลยนะคะ ความรู้สึกขมปนเหงาของน้าแก้วเป็นอะไรที่ทำให้ใจเจ็บมากเลย
          จริงๆ เรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องของน้องโชคกับแก้วก็คงไม่ถูกนัก เหมือนเป็นเรื่องของน้าแก้วกับธีร์ที่มีโชคเข้ามาต่างหาก 5555555 เป็นเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของคนสามคนและอาจจะมากกว่านั้น ซึ่งตอนนี้รีนก็ยังสรุปนิยามของเรื่องนี้ไม่ได้เลยค่ะ ทั้งที่เห็นภาพยาวไปถึงตอนจบชัดเจนมากๆ แล้วก็ตาม แหะๆ
          ก็คงต้องฝากให้นักอ่านทุกคนติดตามอ่านไปจนจบแล้วให้ความหมายกับนิยายเรื่องนี้เองแล้วล่ะค่ะ  :L2:
         
          [จากนี้จะเป็นการบ่นงอแงนะของรีนนะคะ]
          เมื่อวานนี้ในตอนที่เขียนน้องโชควัยสิบเจ็ดอยู่ รีนก็รู้สึกท้อขึ้นมา รู้สึกว่าเขียนไม่สนุกเลย แล้วก็นอยด์กับตัวเองเลยกลับมาย้อนอ่านคอมเม้นตั้งแต่เม้นแรกจนถึงเม้นสุดท้ายในทุกๆ แพตฟอร์มที่รีนลงเลยค่ะ แล้วก็ได้พลังกลับมา รีนเลยอยากบอกอีกครั้งค่ะ ว่าขอบคุณมากๆ จริงๆ ในทุกๆ คอมเม้นเลย แม้จะเป็นคอมเม้นสั้นๆ ก็มีความหมายมากๆ นะคะ
          ส่วนอีกเรื่องคือรีนคงโกหกถ้าบอกว่าไม่ได้คาดหวังการตอบกลับเลย แต่การที่คุณเข้ามาอ่านงานของรีน เห็นยอดวิวที่เพิ่มขึ้นแม้จะทีละหลักหน่วยก็ตาม มันทำให้รีนมีกำลังใจในการเขียนต่อค่ะ

          เช่นนั้นแล้วก็ขอขอบคุณในทุกๆ การอ่าน และคอมเม้นจากใจจริงอีกครั้ง
          ขอบคุณค่ะ  :pig4:

          See You on Thursday เจอกันวันพฤหัสหน้าค่ะ

หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 13 [11.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 15-06-2020 21:58:57
ก็เพราะโชคยังเด็ก ประสบการณ์ชีวิตและความนึกคิดยังไม่เยอะ รอโตโชคจะเข้าใจมันทุกอย่างเพียงแค่มองตาเท่านั้น โว้ยยยยแม่เอ๊ยยยมันหน่วง มันอึมครึมคล้ายสีควันบุหรี่จริง แววตาของแก้วที่ไม่สะท้อนความเจ็บปวดออกมาเมื่อเห็นแล้วว่ามีพ่อแม่ลูกอยู่ตรงนั้น มันสะท้อนอะไรบางอย่าง ทำให้เริ่มจะคิดได้ว่าควรจะตัดใจจริงๆหลังจากนี้ไหม มาบ้านธีร์ครั้งนี้ในใจเหมือนมาตัดขาดความสัมพันธ์ที่มันชอบทำให้ตัวเองเจ็บปวดออกเลย เพราะสายตาก่อนไปคือเย็นชาว่างเปล่า มันคืออะไร๊? อย่าว่าแต่โชคที่ไม่เข้าใจ พี่เองก็เหมือนกันนะโชค มะเข้าใจเลอ 5555 มันคือการปล่อยอย่างแท้จริง??? อยากให้ปล่อยนะ เห็นน้าแก้วเศร้าเจ็บปวดแบบนี้ โชคจะนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วง 555 ยินดีกับธีร์ที่ได้ลูกชายสมดังใจที่อยากมีลูก หน้าตาเหมือนแก้วนี่ทำให้คิดนะ คิดลึก คิดไม่ไกลเลยละ ละยังคะคั้นคะยอให้อุ้มอีกนี่บับ เฮ้ยๆพอๆ คิดไปได้มันคงไม่.. 55555555 ชอบนะความอึมครึมของสองคนนี้แต่อยากให้แก้วเย็นชาต่อธีร์อีกระดับเบาๆ 5555 หรือว่านี่มันคือการเอาคืนในรูปแบบของธีร์วะ สรุปทั้งสองใจร้ายต่อกันพอกันเลย 5555 สนุกกมากว้อยยยย ชอบอะชอบ เห็นอัพนะแต่ไม่ยอมอ่านเลย กลัวจบเร็วแล้วมันค้างรอนาน ขนาดนั้นเลย 555555 เนื้อเรื่องยังไม่ถึงไหนนี่ว่าจะกลับไปอ่านซ้ำอีกแล้ว คือชอบไง ถ้าชอบก็จะอ่านวนอยู่นั่นแหละ 55555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รอตอนหน้าเลยจ้าจะเกิดไรขึ้นบ้าง เป็นกำลังใจและรออ่านเสมอค่า  :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 14 [18.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 18-06-2020 21:32:18

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 14


 

       สุดท้ายเวลาก็ผ่านไปอีกปี เด็กทารกเติบโตขึ้นจนเริ่มเดินได้แล้ว แต่แก้วก็ยังไม่เคยได้อุ้มหลานชายคนนั้นเลย เหตุผลก็เพราะหลังจากที่ไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น งานที่บริษัทเขาก็ยุ่งขึ้นมาก เพราะบ้านจัดสรรโครงการใหม่ของลูกค้าประจำเจ้าเก่ามีเข้ามาอีกแล้ว แถมรอบนี้มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มครอบครัวคนมีฐานะเสียด้วย สเกลงานใหญ่ขึ้น อลังการขึ้น ชายหนุ่มจึงต้องเข้าออฟฟิศแต่เช้า แล้วหอบงานกลับมาทำที่บ้านจนดึกดื่นอยู่เสมอ ส่วนทางด้านพ่อเด็กอย่างธีร์เองพอภรรยาหมดช่วงลาคลอด เขาก็ต้องรับหน้าที่ดูแลลูกแบบฟูลไทม์ตามประสาเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่มีเวลาอยู่บ้าน แต่ถึงจะดูเหมือนว่าง แต่เจ้าตัวก็ยุ่งกับการตรวจบัญชีของร้านอาหารของตัวเองจนหัวหมุนอยู่เหมือนกัน เพื่อนสนิทที่เคยไปมาหาสู่จึงทำได้เพียงยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหากันไม่ให้ขาดการติดต่อบ้างนานๆ ครั้งเท่านั้น

 

       “เมษาเดินเองได้แล้วนะ”

 

       “เหรอ อีกหน่อยมึงก็ไล่จับไม่ทันแล้วสิ”

 

       “กูยังไม่แก่ขนาดนั้นสักหน่อย”

 

       “สามสิบสี่กันแล้วนะ แก่แล้วเถอะ”

 

       “แต่ยังวิ่งไหวอยู่ เตะปี๊บดังด้วย” แก้วหัวเราะให้กับปลายสายเบาๆ เขาพ่นควันสีหม่นให้ลอยออกไปนอกหน้าต่าง มองทิวทัศน์ดอกแก้วร่วงโรยกลางลานอิฐด้านนอกห้องทำงาน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อคนเราโตเป็นผู้ใหญ่ ภาพที่เคยเกิดขึ้นบนม้าหินตัวนั้นชัดเจนเหมือนกับเมื่อวาน แต่ก็ไกลห่างจนซีดจางไปหมดแล้ว

 

       “กูทำงานต่อแล้ว แค่นี้นะ”

 

       “อืม อย่าโหมโต้รุ่งอีกล่ะ ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว”

 

       “เมื่อกี้ใครมันบอกว่ายังไม่แก่” มีเพียงเสียงหัวเราะตอบกลับมา และสัญญาณโทรศัพท์ที่รอคอยให้เขาเป็นคนกดตัดเช่นเคย แก้วพับฝามือถือเป็นการจบบทสนทนา แต่กลับไม่ได้รีบกลับไปทำงานอย่างที่บอกอีกฝ่ายไป ร่างสูงสูบควันเข้าอีกรอบ ปล่อยมันลอยคว้างกลางอากาศเป็นม่านบาง ยืนพิงตัวเข้ากับมุ้งลวดหน้าต่าง ปล่อยให้แสงจันทร์ที่สาดลงมาผสมกับไฟนีออนข้างทางไล้ผ่านใบหน้าจนเกิดเป็นเงาตกกระทบสีดำสนิท

 

       โชคยืนอยู่ตรงนั้น หน้าบานประตูที่กั้นกลางแต่ไม่ได้ปิดสนิท รับฟังบทสนทนาและเฝ้ามองเจ้าของบ้านหนุ่มในความเงียบอยู่มุมนั้น ปล่อยให้น้าแก้วตกตะกอนความคิดเรียบร้อยจนขยับตัวกลับมานั่งบนเก้าอี้เตรียมทำงานต่อค่อยเคาะประตู แล้วเข้าไปด้านในพร้อมอาหารเย็นของอีกฝ่าย

 

       “วันนี้มีแกงส้มกับไข่เจียวชะอมนะครับ” แก้วมองของกินในถาด ซึ่งมีข้าวหนึ่งจาน แกงส้มในถ้วย กับไข่เจียวอีกจาน แกงส้มเป็นของที่เขาซื้อติดมือกลับมา ส่วนไข่เจียวชะอมหน้าตาน่ากินเป็นฝีมือของเด็กชาย

 

       “ขอบใจนะ แล้วเธอทำการบ้านเสร็จรึยัง”

 

       “เสร็จแล้วครับ” โชคตอบคำถามพร้อมรอยยิ้มกว้าง และก่อนจะออกจากห้องไปก็หันมาขออนุญาตชายหนุ่มอีกอย่าง “ผมอยู่ดูหนังก่อนได้ไหม”

 

       “หนังเรื่องไรล่ะ” แก้วถามขณะที่ตักข้าวเข้าปากไปด้วย

 

       “เรียกเขาว่าอีกา”

 

       “มีแผ่นเหรอ” เด็กชายส่ายหน้าก่อนจะตอบ

 

       “โปรแกรมหนังรอบดึกเอามาฉายในทีวี ที่น้าแก้วชอบดูเมื่อก่อนอะ”

 

       “อ่อ” แก้วตักข้าวแก้งส้มขึ้นซด เหลือบตามองนาฬิกาบนชั้นเก็บเอกสารติดผนังห้อง แล้วพยักหน้าเบาๆ “เอาสิ พรุ่งนี้วันหยุดอยู่แล้วด้วย เธอไม่ต้องออกไปไหนใช่ไหม”

 

       “ตอนบ่ายมิกซ์ชวนไปว่ายน้ำครับ แต่ไม่รู้ว่าแม่มิกซ์จะพาไปบ้านป้ารึเปล่า”

 

       “ถ้าตอนบ่ายก็ไม่เป็นไรหรอก เปิดไฟตอนดูทีวีด้วยล่ะ”

 

       “ครับน้าแก้ว”

 

       โชคออกไปแล้ว ไม่นานก็มีเสียงจากโทรทัศน์ดังมาให้ได้ยินแว่วๆ แก้วเลื่อนถาดใส่กับข้าวที่กินเสร็จออกไปไว้มุมโต๊ะด้านหนึ่งเพื่อให้มีพื้นที่ทำงานต่อ ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อในห้องมืดๆ ที่มีเพียงแสงสว่างจ้าจากโคมไฟส่องแผ่นกระดาษเอสามตรงหน้าเท่านั้น กว่าจะเงยหน้าขึ้นมาอีกที เข็มนาฬิกาก็บอกเวลาล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้ว ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าขยับบิดตัวคลายกล้ามเนื้อจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นกรอบ เขาคงจะเริ่มแก่แล้วจริงๆ

 

       แก้ววางดินสอพร้อมปิดโคมไฟเป็นอันว่างานวันนี้พอแค่นี้ก่อน มือเรียวคว้าเอาถาดใส่มื้อเย็นของเขาเตรียมเอาไปเก็บในครัว พลันหางตาเหลือบไปเห็นกรอบรูปที่ล้มคว่ำอยู่ในกองเอกสารใกล้ๆ กับคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าที่เปิดไม่ติดแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลาขนออกไปทิ้งเสียที

 

       กรอบรูปไม้อัดตกแต่งด้วยเปลือกหอยล้อมรอบรูปถ่ายในคืนคริสต์มาสของคนสามคน แก้วหยิบมันตั้งขึ้นในมุมเดิมของมัน มุมที่เขาสามารถมองเห็นได้ชัดเจนเสมอจากเก้าอี้ทำงาน

 

 

 

       “หนังยังไม่จบเหรอ” แก้วถามเด็กชายที่นอนเหยียดเต็มพื้นที่โซฟาโดยมีมะลิ แมวเพศเมียโตเต็มวัยนอนให้ลูบเล่นอยู่บนหน้าท้อง แต่เข้ากลับไม่ได้รอฟัง เดินเอาถาดมื้อค่ำไปเก็บในครัวก่อนแล้วจึงค่อยกลับมาเอาคำตอบทีหลัง

 

       “ใกล้แล้วน้าแก้ว หลังโฆษณารอบนี้ก็ตอนสุดท้ายแล้ว” โชคขยับตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับคนที่เดินเข้ามาหา แก้วทิ้งตัวลงข้างเด็กชาย ยื่นมือไปเกาคางแมวสาวจนมันแหงนคอสูงคล้ายชอบใจ

 

       สองคนในห้องนั่งเล่นจับจ้องไปที่จอโทรทัศน์เมื่อหนังกลับมาฉายหลังจากพักโฆษณา ฉากการโรมรันต่อสู้ท่ามกลางสายฝนของเหล่าเด็กหนุ่มนั้นตรึงสายตาพวกเขาไว้ ถึงทั้งคู่จะไม่ใช่พวกนิยมความรุนแรง แต่ฉากการวิวาทของลูกผู้ชายแห่งโรงเรียนอีกานั้นก็ยังคงทำให้รู้สึกได้ถึงความสุดยอดบางอย่างในการเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนที่พร้อมเข้าปะทะทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

 

       เมื่อหนังจบแล้วก็ถึงเวลาขึ้นนอน แต่กลับไม่มีใครขยับไปจากตรงนั้น รายการทีวีตัดเข้าสู่ข่าวสั้นรอบดึก มีเพียงแมวสาวที่กระโจนหนีจากตักเด็กชายแล้วเดินนวยนาดไปยังเบาะนอนของตัวเองที่ใต้บันได

 

       “โชค”

 

       “ครับ” ดวงตาคู่สวยเหมือนมารดาที่คมขึ้นตามกาลเวลาหันมาสบ มืออุ่นวางลงบนหัวเกรียนทรงนักเรียนเบาๆ

 

       “ขอโทษนะที่ตอนปิดเทอมไม่ได้พาไปทะเล” เด็กชายยิ้มออกมาแทบจะทันที ขยับตัวเข้าไปทิ้งหัวลงบนตักคนพูดแล้วส่ายหัวคล้ายจะบอกว่าไม่เป็นไร

 

       โชคชอบทะเล ทุกหน้าร้อนตลอดห้าปีมานี้แก้วจะพาเขาไปเที่ยวตามจังหวัดแนวชายฝั่งเสมอ แต่เพราะเมื่อปิดเทอมครั้งล่าสุดนั้นแก้วงานยุ่งมากจนไม่มีเวลาหยุด ทั้งหน้าร้อนปีที่สิบสองของเด็กชายจึงถูกใช้ไปกับสระว่ายน้ำและบ้านไม้สองชั้นหลังนี้เพียงสองที่ แต่โชคก็ไม่เสียใจเลย สำหรับเขาแล้วไม่ว่าจะไปที่ไหน ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆ น้าแก้วเขาก็มีความสุข ต่อให้เป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการทำอาหารง่ายๆ ให้ชายหนุ่มก็กลายเป็นเรื่องสนุกขึ้นมา

 

       ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เด็กชายเริ่มมีความคิดแบบนี้ ความคิดที่อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระที่ตัวเองพอทำได้จากอีกฝ่าย อยากทำอะไรหลายๆ อย่างให้เพื่อไม่ให้อีกคนต้องเหนื่อยเกินไป อาจจะเพราะช่วงหลังมานี้สถาปนิกหนุ่มงานยุ่งมากแทบจะตลอดเวลา เขาก็เลยรู้สึกอยากดูแลขึ้นมา

 

       อยากดูแลน้าแก้วบ้าง เหมือนกับที่น้าแก้วช่วยดูแลเขามาตลอด

 

       “ไว้ปิดเทอมหน้าไปเที่ยวไกลๆ กันไหม” เป็นคำถามที่คล้ายกับเป็นการบอกเล่าเสียมากกว่า เจ้าของประโยคนั้นได้ตัดสินใจไปแล้ว

 

       “ไปไหนเหรอ”

 

       “ญี่ปุ่นไหม”

 

       “ญี่ปุ่นเหรอ” ดวงตาใสวาววับเมื่อคิดถึงฉากในหนังที่เพิ่งดูจบไป “ผมอยากไปนะ”

 

       “อืม ไว้ไปกัน”

 

       “ครับ”

 

       เวลายังคงไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงจากทีวียังคงขับกล่อมให้บ้านไม่เงียบเหงา แต่ก็ไม่มีใครสนใจจะฟังเนื้อหาของมัน โชคนอนหนุนตักแก้ว ยึดเอามือเรียวอบอุ่นข้างหนึ่งไว้ในมือตัวเอง ลูบไล้สำรวจมันอย่างที่เจ้าตัวชอบทำมาตั้งแต่เด็ก โดยที่เจ้าของมือนั้นก็ไม่ได้ทักท้องอะไร เพียงทอดสายตามองมือที่เล็กกว่าขยับไปตามเรียวนิ้วตนทีละข้อ กระทั่งมีเสียงหยดน้ำโปรยลงมาจากฟ้า กระทบหลังคาดังระงมก็ยังไม่ผละจากกันไปไหน ปล่อยให้ความอบอุ่นลอยอวลไล่ความเย็นชื้นเหมือนย้อนกลับไปยังบ่ายวันหนึ่งในความทรงจำเก่าเก็บ

 

       สัญญาในเดือนกรกฎา ฝนตกลงมาอีกแล้ว




 

       ต้นเทอมสองของปีการศึกษาระดับประถมปีสุดท้ายของเด็กชาย แดดยังคงร้อนแรงแม้จะเข้าหน้าหนาวแล้วก็ตาม

 

       “บาย” โชคโบกมือให้มิกซ์หลังจากยกมือไหว้ป้าดา แม่ของเพื่อนสนิทที่ขับรถเอสยูวีคันใหม่มาส่งที่หน้าบ้าน พอหันกลับมาเปิดรั้วก็เจอน้าแก้วยืนพิงกรอบประตูไม้บานพับบนเฉลียงทางเข้าบ้านรออยู่แล้ว “น้าแก้วกลับเร็วจังวันนี้”

 

       “ปิดโปรเจ็คแล้วน่ะ เลยลาพักยาวถึงอาทิตย์หน้าเลย” แก้วอธิบาย ดวงตาสีเข้มระบายยิ้มออกมาแม้ริมฝีปากจะเรียบเฉย “วันเสาร์นี้ไปเที่ยวกันไหม”

 

       “ไปครับ!” น้าเสียงร่าเริงตอบกลับไปทันที แต่ไม่นานก็สลดลงเมื่อคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “วันเสาร์สัญญากับมิกซ์ไว้ว่าจะไปเล่นเกมที่บ้านมิกซ์”

 

       “งั้นก็ชวนมิกซ์ไปเที่ยวด้วยกันสิ”

 

       “ได้เหรอครับ”

 

       “ได้สิ” ดวงตาเป็นประกายสดใสอีกครั้งเมื่อได้ยินดังนั้น โชคยิ้มกว้างก่อนจะเดินฮัมเพลงเข้าบ้านไปอย่างอารมณ์ดี

 

 

 

       วันเสาร์ทั้งสามคนจึงมานั่งอยู่บนรถเก๋งสีดำที่อายุการใช้งานใกล้ครบกำหนดที่จะต้องเปลี่ยน แต่ยังคงสภาพดีอยู่ มุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เพิ่งตัดสินใจกันได้เมื่อครู่ที่หน้าบ้านของมิกซ์ ซึ่งป้าดาเป็นคนช่วยออกความคิดให้

 

       “ที่นั่นมีนั่งรถดูสิงโตด้วย เห็นโคตรใกล้เลย” เด็กชายผิวขาว หน้าตาจิ้มลิ้มแต่นิสัยเอาเรื่องเริ่มเล่าถึงสถานที่ที่กำลังไปกันจากความทรงจำของตัวเอง

 

       “แล้วมันไม่กัดเหรอ” เด็กชายอีกคนถาม

 

       “เราอยู่ในกรง มันเข้ามาไม่ได้”

 

       “เราอยู่ในกรงเหรอ”

 

       “อื้อ”

 

       “เหมือนสลับกันเลยเนอะ” มุมปากของสารถียกขึ้นน้อยๆ ขณะเหลือบมองเด็กสองคนบนเบาะหลัง โชคพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ส่วนมิกซ์ขมวดคิ้งงุนงงยังไม่เข้าใจความหมาย

 

       “ยังไงอะ”

 

       “ก็เหมือนเราถูกจับใส่กรงให้พวกสัตว์ดูเราแทนไง” คิ้วเรียวเล็กยังคงขมวดเป็นปมในตอนแรก แต่ไม่นานก็คลายออก มิกซ์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนหัวข้อสนทนาจะถูกเปลี่ยนไปตามแต่คนช่างพูดจะสรรหา บางครั้งโชคก็เป็นฝ่ายหยิบยกประเด็กขึ้นมา ซึ่งแก้วรู้สึกได้เลยว่าเด็กชายของเขาช่างพูดขึ้นมากจริงๆ

 

 

 

       สวนสัตว์เปิดขนาดใหญ่เปิดให้ผู้เข้าชมได้ใกล้ชิดกับสัตว์สมชื่อ เด็กชายทั้งสองพากันเดินวุ่นวายไปหมด แวะชมทุกจุด ให้อาหารสัตว์ทุกชนิดที่ให้ได้ เผลอแปบเดียวก็ผ่านไปเกือบสามชั่วโมงแล้ว แต่ดูเหมือนเด็กๆ จะยังมีแรงเหลือจากข้าวเช้าที่กินเมื่อตอนสายๆ อยู่ ผิดกับคนที่เป็นผู้ใหญ่ แก้วทิ้งตัวนั่งบนม้านั่งระหว่างทาง ยกขวดน้ำเปล่าขึ้นกระดกทีเดียวครึ่งขวด ทั้งที่เข้าหน้าหนาวแล้วแท้ๆ แต่อากาศตอนกลางวันยังคงร้อนแผดเผาดึงเอาความชื้นในร่างกายให้ระเหยออกมาเป็นหยาดเหงื่อ

 

       “น้าแก้ว” สรรพนามเรียกเขานั้นคุ้นหู แต่มาจากเสียงที่แตกต่างจากที่คุ้นเคย

 

       “ว่าไง มิกซ์” เด็กชายที่ย้อนกลับมาทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา โน้มตัวฟุบลงไปกับตัก แต่ดวงตากลมยังคงจ้องมองเขา คล้ายกำลังพยายามมองชายหนุ่มจากหลายๆ มุม แก้วเริ่มรู้สึกอึดอัด เขาไม่ใช่คนที่เข้ากับเด็กได้ดี ถึงแม้จะเลี้ยงเด็กชายคนหนึ่งมาเกือบเจ็ดปี แต่นอกจากกับโชคแล้ว เขาก็ยังคงเป็นแก้วคนเดิมคนนั้นอยู่

 

       “โชคไปไหนแล้วล่ะ” ชายหนุ่มถามเพื่อคลายบรรยากาศแปลกๆ นี้ลง ซึ่งได้ผล เด็กชายที่เขาคุ้นหน้า แต่ไม่ถึงกับคุ้นเคยเด้งตัวกลับขึ้นไปนั่งเอนหลังทิ้งน้ำหนักลงบนท่อนแขนเรียวเล็กที่ค้ำไปด้านหลัง สองขาแกว่งเล่นไปมาขณะเอ่ยตอบอย่างเป็นกันเอง

 

       “ไปเข้าห้องน้ำครับ เดี๋ยวก็มา”

 

       “อืม” ชายหนุ่มตอบไปเพียงเท่านั้น ประโยคสนทนาระหว่างพวกเขาจึงจมลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ก็เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นเมื่อเด็กช่างพูดเอ่ยเรียกชื่อเขาอีกครั้ง

 

       “น้าแก้ว”

 

       “หืม”

 

       “น้าแก้วไม่ใช่น้าจริงๆ ของโชคใช่ไหม” แก้วหันมาสบกับดวงตากลมที่มองเขาอยู่ก่อนแล้วเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ มิกซ์ไม่ได้คำตอบเลยเป็นฝ่ายพูดต่อเอง “ก็น้าแก้วไม่เห็นหน้าเหมือนโชคเลยนี่”

 

       “อืม ไม่ใช่หรอก” แก้วระบายยิ้มบางขณะกล่าว

 

       “แล้วทำไมโชคถึงมาอยู่กับน้าแก้วล่ะ”

 

       “เพราะฉันอยากดูแลเขาก็เลยชวนมาอยู่ด้วยกันน่ะสิ”

 

       “แล้วพ่อแม่โชคล่ะ” คำถามยิงมาอย่างต่อเนื่อง ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยขณะคิดถึงคำตอบที่เขาจะบอกกับเด็กชายข้างๆ เขารู้ว่าแม่ของโชคทิ้งไปตอนเด็กชายอายุได้สี่ขวบ ส่วนพ่อก็ติดคุกหลังจากที่พวกเขารู้จักกันได้สักพัก แล้วล่าสุดที่ได้ยินมาก็เสียไปแล้วเพราะใช้ยาเกินขนาดขณะที่ไปรับจ้างทำงานแถวชายแดน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาควรบอกเพื่อนของเด็กชายในตอนนี้

 

       “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขาไม่อยากให้แววตากลมโตสดใสและแสนร่าเริงที่มองเด็กชายของเขาเปลี่ยนไป เขาไม่อยากให้โชคถูกมองด้วยสายตาเวทนาและสงสาร โดยเฉพาะจากเพื่อนที่แสนสำคัญของเจ้าตัวคนนี้

 

       “น้าแก้วก็ไม่รู้เหรอ” มิกซ์พยักหน้ารับอย่างง่ายดาย แต่ยังคงพูดต่อ “คนอื่นชอบพูดกันว่าคนไม่มีพ่อกับแม่น่าสงสาร”

 

       “น่าสงสารเหรอ” เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน แก้วมองผู้คนเดินผ่านหน้าไปมาแต่ไม่ได้โฟกัสกับสิ่งใด

 

       “อื้อ” เด็กชายพยักหน้าแรง คิ้วเรียวขมวดมุ่นดูคล้ายไม่ชอบใจคำพูดพวกนั้น

 

       “แล้วเธอคิดว่ายังไงล่ะ”

 

       “ผมว่าถึงไม่มีพ่อกับแม่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย” ใบหน้าน่ารักที่มีรอยแผลเป็นตรงคิ้วข้างซ้ายเงยขึ้นมาหาชายหนุ่ม พร้อมยิ้มโชว์เขี้ยวเล็กๆ ด้วย “ผมก็มีแค่แม่ แต่ผมก็มีความสุขดี โชคเองก็มีน้าแก้วเหมือนกัน เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก คนอื่นจะพูดยังไงก็ช่างหัวมันสิ”

 

       “ไม่เป็นไรหรอก..เหรอ” แก้วยิ้มนิดๆ รู้สึกขอบคุณเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ที่เด็กคนนี้เป็นเพื่อนกับเด็กชายของเขา ถึงจะหยาบคายไปบ้าง แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยอย่างที่เด็กชายบอก ต่อให้ถ้าวันหนึ่งโชคกลายเป็นเด็กหยาบคายที่มีความสุข มันก็ไม่เป็นไรหรอก

 

       “อื้อ เพราะว่าถ้าได้อยู่กับคนที่เราชอบ เราก็จะมีความสุขใช่ไหมล่ะ” เด็กชายตอบรับและถามคำถามในทีเดียว

 

       “อืม คงงั้นมั้ง”

 

       “งั้นโชคก็มีความสุข เพราะโชคชอบน้าแก้วมาก”

 

       “ชอบฉันมากเลยเหรอ” แก้วยิ้มออกมาด้วยแววตาอบอุ่นที่ทอดมองไปยังร่างเล็กคุ้นตาที่กำลังเดินตรงมาทางพวกเขา รอยยิ้มจากริมฝีปากและดวงตาที่เด็กข้างๆ ไม่เคยเห็น และในตอนนั้นเองมิกซ์ก็เริ่มเข้าใจนิดหน่อยแล้วว่าทำไมเพื่อนเขาถึงชอบชายคนนี้นัก




 

       ปิดเทอมหน้าร้อนสุดท้ายของระดับประถมศึกษาของโชคหมดไปกับการเตรียมตัวเข้าโรงเรียนมัธยมแห่งใหม่ โรงเรียนชายล้วนกางเกงดำที่ตั้งอยู่ใกล้กับวัดชื่อเดียวกัน โดยที่เหตุผลในการเลือกนั่นก็เพราะมิกซ์ถูกป้าดาส่งไปเข้าเรียนที่นั่น โดยฟังมาจากคนรอบข้างอีกทีว่าโรงเรียนนี้ดี ดัดนิสัยเด็กดื้อได้อยู่หมัด

 

       “หนังสือเอาลงมาหมดแล้วใช่ไหม” แก้วถามเด็กชายที่หอบหิ้วถุงใส่หนังสือเข้ามาในบ้าน หลังจากที่เขาถือถุงชุดเครื่องแบบเข้ามาก่อน

 

       “เอามาหมดแล้วครับ” แก้วพยักหน้ารับรู้ ขณะที่กดรีโมตสั่งล็อกรถจากระยะไกล รถเก๋งสี่ประตูสีดำเหมือนเดิมแต่เป็นรุ่นใหม่มีแสงไฟกระพริบวาวจากลานว่างเล็กๆ ฝั่งตรงข้ามบ้าน

 

       “เสื้อจะเอาไปปักพร้อมกับมิกซ์ใช่ไหม”

 

       “อื้อ พรุ่งนี้จะไปว่ายน้ำกัน แม่มิกซ์บอกว่าให้ถือไปด้วย เดี๋ยวแม่เอาไปส่งร้านให้”

 

       “โอเค งั้นตอนได้คืนมาค่อยเอาลงซักแล้วกันนะ” เด็กชายรับคำ ก่อนจะขนของขึ้นไปเก็บบนห้องตัวเอง ในขณะที่เจ้าของบ้านเดินมาทิ้งตัวนั่งบนโซฟา เสียงใสกิ๊งจากการเปิดฝาไฟแช็กสีทองดังขึ้นในความเงียบสงบยามบ่าย ไอแดดอุ่นถูกลมพัดพาเข้ามาวูบหนึ่งแล้วจากไปพร้อมกับควันบุหรี่สีเทา

 

       เด็กชายอายุสิบสาม ในขณะที่เขาย่างสามสิบหก เวลาไหลผ่านไปไวเกินกว่าที่จะทันได้รู้สึกตัว แก้วทิ้งหัวลงพิงพนักโซฟา มองภาพบนชั้นโชว์ที่มีมากขึ้นทุกปี เผลอแปบเดียวก็เจ็ดปีแล้ว

 

       ในหน้าร้อนปีที่สิบสามของโชค เขายังไม่ได้ไปญี่ปุ่นอย่างที่สัญญาเอาไว้

 


​TBC...

       น้องโชคก็โตขึ้นอีกปี กำลังจะเข้าชั้นมัธยมแล้วล่ะค่ะ โตขึ้นทีละนิดละหน่อย แล้วนี่ก็ใกล้วันเกิดน้องโชคแล้วด้วย น่าเสียดายที่วันที่ 22 ไม่ตรงกับวันพฤหัสบดีนะคะ แต่ไม่เป็นไร ของขวัญที่รีนจะให้น้องได้ก็คงเป็นการเขียนเรื่องนี้จนจบ แม้จะยากเย็นเหลือเกินในช่วงตอนท้ายเรื่อง  :z3:
       
       ขอบคุณที่ยังคงติดตามอ่านงานของรีนและให้กำลังใจตลอดเลยนะคะ ขอบคุณเสมอ อ่านคอมเม้นเป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ
       และขอบคุณทุกการอ่าน

       เจอกันใหม่วันพฤหัสบดีหน้าค่ะ
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 14 [18.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: psychological ที่ 19-06-2020 01:16:07
 :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 14 [18.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 23-06-2020 23:10:30
เอาไว้ว่างติดต่อกันหลายวันรอบใหม่อีกทีละกันนะค่อยไปเที่ยวญี่ปุ่น โชคห่างจากน้าแก้วยี่สิบสามปี ถ้าโชคยี่สิบกว่าน้าแก้วก็สี่สิบปลาย ว๊าวมันกร๊าวใจดีแท้ มันใช่ 55555 //โชคจะเข้าช่วงอีกวัยแล้วเป็นเด็กม.ต้นก็คงเจออะไรหลายอย่าง สังคมที่เปลี่ยน ความคิดก็เริ่มโตแล้ว อยากจะแบ่งเบาภาระดูแลน้าแก้ว โชคทำได้ดีนะ น้าแก้วก็ยังคงเป็นน้าแก้วที่ไม่สันทัดกับเด็ก ขำตอนมิกซ์มาชวนน้าแก้วคุย 5555 เด็กมิกซ์น่ารักมาก เป็นเด็กคิดบวกจริง เนาะ ถ้าได้อยู่กับคนที่เรารักก็เพียงพอแล้วที่จะมีความสุข จากวันนั้นมาถึงวันนี้ก็หลายปีแล้วสินะ น้าแก้วคนจริงเลี้ยงเด็กมาจนโตทั้งคน รู้สึกขอบคุณน้าแก้วที่เอาโชคมาเลี้ยงดูอย่างดี ตอนไปจะเป็นยังไงกันบ้างนะ งื้ออชอบมากเลย ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รออ่านอยู่เสมอไม่ทิ้งไม่เทกันนะคะ 555 เป็นกำลังใจให้ในการแต่งทุกๆตอน ฮึบๆ :pig4: :pig4: :pig4: :กอด1:

ทักท้อง=ทักท้วง
ประเด็ก=ประเด็น  o13
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 15 [25.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 25-06-2020 20:12:08
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 15



          ชีวิตมัธยมในรั้วโรงเรียนชายล้วนไม่ได้แตกต่างจากตอนประถมนัก เพียงแค่เพื่อนร่วมชั้นเป็นเด็กผู้ชายกันหมด โชคและมิกซ์ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เป็นอย่างดี หลังเปิดเทอมไปสองอาทิตย์พวกเขาก็มีเพื่อนเพิ่มขึ้นเป็นกลุ่มเจ็ดคน เมื่อคนเยอะความวุ่นวายก็ตามมา เวลาพักเที่ยงโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มต้นสาละข้างสนามไม่เคยเงียบเหงา ติดจะโหวกเหวกโวยวายจนน่าปวดหัว แต่มันก็เจือด้วยเสียงหัวเราะอยู่ไม่ขาดเช่นกัน



          “ทำไรวะมึง” ต้น หนึ่งในกลุ่มเพื่อนชะโงกหน้าเข้าไปดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัสรุ่นใหม่ของนัท เพื่อนอีกคนอย่างละลาบละล้วง แต่คนถูกแอบดูไม่ได้ติดใจเอาความ ทำเพียงรัวนิ้วพิมพ์ข้อความใส่ช่องแชทพร้อมกับตอบเสียงเรียบ



          “คุยกับแฟน” เสียงโห่แซวตามมาเซ็งแซ่จากรอบตัว โชคไม่ได้ร่วมไปด้วยแต่ก็ระบายยิ้มออกมาตาม



          “ใครวะ” หนึ่งในคนข้างๆ รีบเอ่ยถามอย่างสนอกสนใจ นัทผู้เป็นเป้าสายตากดล็อกหน้าจอเครื่องมือสื่อสารแล้ววางลงบนโต๊ะพลางเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ริมฝีปากเหยียดเป็นรอยยิ้มยียวน



          “เสือก”



          “โหย ขี้งกว่ะ” หลังจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะร่วนจากทุกคนร่วมกัน จนกระทั่งได้ยินเสียงออดบอกหมดเวลาพักค่อยย้ายร่างพากันกลับขึ้นอาคารเรียน



          โชคเดินตามอยู่หลังสุด สะกิดไหล่ของเพื่อนสนิทข้างหน้าให้หันมาสนใจระหว่างที่กำลังขึ้นบันได



          “ว่าไง” ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอีกเล็กน้อยตอนหันมาสบตาเป็นคำถาม



          “เป็นแฟนกันหมายความว่าไง” สิ้นคำถามเหลือเพียงดวงตาสองคู่ที่จ้องมองกันอยู่กะพริบปริบๆ มิกซ์ชะงักค้างไปนิดหน่อยคล้ายคิดคำตอบ แต่สุดท้ายจนถึงหน้าห้องเรียนแล้วก็ยังไม่ได้ตอบคำถามนั้น โชคเลยต้องเก็บความสงสัยเอาไว้กับตัวเองก่อน แต่จนกระทั่งถึงเวลากลับบ้าน ระหว่างทางบนรถยนต์เอสยูวีของป้าดา มิกซ์ก็ยังไม่ได้บอกคำตอบกับเขาเลย







          “กลับมาแล้ว” เสียงเหนื่อยอ่อนของคนที่เพิ่งเลิกงานกลับมาตอนหัวค่ำดังมาจากห้องนั่งเล่น ไม่นานก็เดินไปโผล่หน้าเข้าไปในครัวที่เด็กชายกำลังตั้งเตาต้มแกงจืดสำหรับมื้อเย็นอยู่ “โชค”



          “ครับ” โชคสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งได้สติจากการเหม่อลอยชั่วขณะ



          “วันนี้ทำไรกิน”



          “แกงจืดฟักกับหมูผัดพริกครับ”



          “อืม” แก้วพยักหน้ารับ แต่ไม่ได้เดินออกไปจากบริเวณนั้น เขากอดอกพิงไหล่เข้ากับกรอบประตูไม้สีเข้มที่ไม่มีบานประตูของห้องครัว มองเด็กชายจุดเตาแก๊สอีกฝั่งเพื่อทำหมูผัดพริกแกงจากด้านหลัง สองปีมานี้โชครับผิดชอบทำข้าวเย็นบ่อยครั้งจนคุ้นเคยกับการทำอาหารมากเสียยิ่งกว่าคนที่เคยรับผิดชอบหน้าที่นี้มาเกินครึ่งทศวรรษอย่างเขา แต่วันนี้กลับดูเหมือนว่าเด็กชายจิตใจจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไหร่



          “โชค” เจ้าของชื่อหันมาอีกครั้งโดยที่ครั้งนี้ไม่ได้สะดุ้งจนตัวโยนอย่างครั้งก่อน แต่ก็ไม่ได้ดูปกติดีสักเท่าไหร่



          “ครับ”



          “วันนี้ที่โรงเรียนเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า”



          “ครับ?”



          “วันนี้มีเรื่องอะไรรึเปล่า” คนถูกถามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเป็นคำตอบ ดวงตาคมใสกระจ่างจ้องมองคนถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่



          เมื่อเด็กชายปฏิเสธ แก้วก็ได้แค่พยักหน้ารับก่อนจะปลีกตัวออกไปเก็บของในห้องทำงานเพื่อรอเวลาอาหารจัดขึ้นโต๊ะ



          มื้อเย็นของบ้านหลังนี้ยังคงสงบเป็นส่วนใหญ่ การพูดคุยของพวกเขามักเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างวันนี้เป็นไงบ้าง ที่โรงเรียนสนุกไหม เพื่อนเป็นยังไง จากนั้นก็กินข้าวกันอย่างเงียบๆ เมื่อหมดเรื่องให้เล่า แต่วันนี้มันกลับเงียบกว่าปกติจนแก้วรู้สึกได้ทั้งที่เขาเป็นพวกเฉื่อยชาที่โปรดปรานความเงียบแท้ๆ



          ดวงตาสีเข้มมองเด็กชายตรงหน้าที่กำลังเขี่ยข้าวในจานใส่ช้อนอย่างอ้อยอิ่งผิดวิสัย



          “โชค”



          “ครับน้าแก้ว”



          “คิดอะไรอยู่” คำถามธรรมดาแต่คนถูกถามกลับหน้าแดดแปร๊ดขึ้นมาทันที ชายหนุ่มผู้เป็นคนเอ่ยถามนิ่งงันกับภาพตรงหน้า ส่วนเด็กชายที่หน้าขึ้นสีเรื่อก้มหน้าลงซ่อนแก้มแดงๆ ของตัวเอง แต่เพราะความร้อนมันแล่นไปทั่ว ใบหูจึงขึ้นสีชัดเจนจนปิดไม่มิดอยู่ดี



          “โชค”



          “ผม..” เสียงอึกอักดูเหมือนลำบากใจที่จะตอบ แก้วเลยได้แต่ถอยหายใจแล้วก้มลงกินข้าวในจานตัวเองต่อ



          “ช่างมันเถอะ”







          ตกดึกใกล้ถึงเวลาผลัดเปลี่ยนวัน แก้วยังคงนั่งอยู่หน้าโทรทัศน์ สูบบุหรี่ไปพร้อมกับลูบขนนุ่มของมะลิไปด้วย รายการทีวีเคเบิ้ลที่เพิ่งติดตั้งเมื่อไม่นานมานี้พร้อมกับอินเทอร์เน็ตบ้านมีหนังให้ดูตลอดเวลา เขาไม่ได้มีเรื่องไหนที่อยู่ในใจเป็นพิเศษ เลยกดสุ่มๆ ขึ้นมาสักช่องหนึ่ง



          “น้าแก้ว” เสียงเรียกแผ่วเบาของเด็กชายที่ควรเข้านอนไปแล้วแต่กลับมาปรากฏตัวที่หน้าบันได แก้วขยับโน้มตัวไปขยี้บุหรี่ใส่ที่เขี่ยบนโต๊ะก่อนจะพิงหลังกลับที่เดิม



          “มานั่งนี่สิ”



          เด็กชายทำตามอย่างว่าง่าย ทิ้งตัวลงนั่งห่างจากอีกคนไม่มากนัก แมวสาวกระโจนไปคลอเคลียกับมือคนมาใหม่อย่างออดอ้อน แต่ก็คล้ายกำลังช่วยปลอบโยนอยู่ในที หนังบนจอที่เกี่ยวกับการชิงบัลลังก์ราชวงศ์ทางยุโรปยังคงดำเนินเรื่องต่อไป



          “น้าแก้ว” เจ้าของชื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของคนข้างๆ แต่เขาไม่ได้รีบร้อนจะเค้นเอาความอะไร ชายหนุ่มทิ้งหัวลงบนพนักพิง เรือนผมสีดำแผ่สยายบนหนังสีอ่อน ดวงตาจับจ้องไปยังภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า



          “ว่าไง”



          “ผม..” คำพูดขาดช่วงไป แต่ไม่นานก็มาต่อหลังจากที่เด็กชายหาคำพูดที่จะพูดเจอแล้ว “เป็นแฟนกันหมายถึงอะไรเหรอครับ”



          “หืม แฟนเหรอ”



          “อื้อ มิกซ์บอกว่าคนเป็นแฟนกันคือคนที่..มีอะไรกันแบบผูกขาดโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน” โชคเลือกใช้คำที่เบากว่าที่ได้ยินมากับหู เพราะรู้สึกกระดากเกินกว่าจะพูดออกมาชัดถ้อยชัดคำอย่างเพื่อนสนิทที่แอบมากระซิบข้างหูเขาตอนกำลังลงจากรถเมื่อตอนเย็น



          “งั้นเหรอ หึ” เสียงหัวเราะในลำคอหลุดออกไปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่หลังจากนั้นมันก็หลุดออกมาตามๆ กัน แก้วหัวเราะเพียงแผ่วเบาแต่ก็หยุดไม่ได้ไปพักหนึ่ง



          คนถูกหัวเราะใส่ทำตัวไม่ถูก หน้าร้อนวูบวาบ ความกล้าที่รวบรวมมาเอ่ยถามถดถอยจนแทบหมดสิ้น แต่แก้วไม่ได้ทิ้งให้เขารู้สึกอย่างนั้นนานนัก มือเรียวอบอุ่นวางลงบนหัวเด็กชาย ทิ้งไว้อย่างนั้นคล้ายเรียกร้องให้หันไปมองเจ้าตัว แต่ก็ใช้เวลาเนิ่นนานพอดูกว่าโชคจะกล้าเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาสีเข้มคู่นั้น



          แววความขัดเขินและกระดากอายยังคงฉายชัดอยู่บนพวกแก้มสีเรื่อ คิ้วขมวดมุ่นไม่ค่อยพอใจนัก แต่ในดวงตาใสก็ไม่ได้มีแววขุ่นมัวขัดเคืองใจอะไร ข้อดีของเด็กชายคือเขาเป็นคนใจเย็นและโกรธยาก



          “ขอโทษทีนะ ไม่ได้ตั้งใจจะหัวเราะเธอหรอก แค่มัน.. ผูกขาด มิกซ์นี่เข้าใจคิดคำดีนะ” แก้วยกยิ้มบางให้คนตรงหน้า โชคดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มออกแรงมือเพียงเล็กน้อยก็ดึงเอาศีรษะของอีกฝ่ายให้เอนลงมาหนุนอยู่บนตักตัวเองได้ง่ายๆ ก่อนจะทวนคำถามของเด็กชายอีกครั้ง “แฟนหมายความว่าไงงั้นเหรอ”



          แก้วคิดหาคำตอบที่จะบอกกับเด็กชาย เขาคิดว่าเด็กของเขาเติบโตแล้ว แต่จริงๆ ก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น ส่วนคำว่า ‘แฟน’ ที่เอ่ยถามมานั้นก็คงไม่ใช่ว่าอ่อนต่อโลกมากจนไม่รู้จัก โชคได้ยินคำนี้บ่อยครั้ง เพียงแต่สภาพแวดล้อมของเขาไม่มีกรณีที่จะทำให้คุ้นเคยกับคำนั้นได้บ้างเลย ในเมื่อคนรอบตัวนั้นไม่มีใครอยู่ในสถานะแบบนั้นสักคน



          แก้วโสดมาตลอดช่วงเวลาที่โชคมาอยู่กับเขา



          อาธีร์ที่แต่งงานกับอาเนตรไปก็เป็นสามีภรรยา



          ป้าดาแม่ของเพื่อนสนิทก็เป็นแม่หม้าย



          ส่วนพ่อแม่ของโชค... เรียกว่าคบหากันยังไม่ได้เลย



          การที่เด็กชายจะไม่เห็นภาพความสัมพันธ์ฉันท์แฟนนั้นจึงสามารถเข้าใจได้ ดังนั้นหน้าที่ของเขาคือการอธิบายกับอีกฝ่ายในฐานะผู้ปกครองและผู้ใหญ่คนหนึ่ง



          “แฟนก็คือคนรักกันสองคนตกลงจะอยู่ในสถานะที่เปิดเผยต่อคนรอบข้างโดยที่ยังไม่ได้ผูกมัดกันตามกฎหมายน่ะ” คำอธิบายของแก้วซับซ้อนไปหน่อย ซึ่งเจ้าตัวก็รู้สึกได้จึงพูดต่อไปอีก “จริงๆ ก็คือคนรักนั่นแหละ คบหาดูใจกัน ศึกษากัน ลองใช้ชีวิตด้วยกัน ไม่ได้มีแต่เรื่องบนเตียงหรอกนะ”



          เด็กชายหน้าร้อนวูบอีกแล้ว แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันฟังดูน่าอายเหมือนอย่างตอนที่เพื่อนของเขาพูดออกมา อาจจะเพราะการเลือกใช้คำ หรือน้ำเสียง หรือบาทีอาจจะเป็นเพราะสีหน้าแววตาที่พูดมันออกมาอย่างสบายๆ คล้ายเป็นเรื่องธรรมดาของน้าแก้วเอง



          “แล้วคนเป็นแฟนกันเขาต้องทำอะไรบ้างเหรอครับ”



          “ทำอะไรบ้าง.. ไม่รู้สิ แต่ละคู่ก็มีเรื่องราวของตัวเองแตกต่างกันไปล่ะนะ” คำตอบของชายหนุ่มนั้นเป็นการตอบแบบกว้างๆ เพราะเอาเข้าจริงแล้วคำตอบของคำถามนี้ก็ไม่มีอยู่จริงๆ นั่นแหละ มันปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และตัวบุคคลเสมอ แต่ก็อาจจะมีจุดร่วมบางประการอยู่บ้าง “ส่วนใหญ่ก็ดูแลกัน เป็นห่วงกัน อยู่ข้างๆ อยากให้อีกคนมีความสุข.. ละมั้งนะ”



          โชคพยักหน้าหงึกหงัก แก้วมองออกว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นแหละ แต่ก็ไม่เห็นต้องไปเร่งให้รับรู้ทุกอย่างตอนนี้เลยนี่ เด็กชายของเขายังมีเวลาให้ได้เรียนรู้อีกมาก เมื่อเติบโตคนเราก็จะซึมซับสิ่งต่างๆ เข้ามาเองในเวลาที่เหมาะสมกับตัวเองนั่นแหละ



          ซีรีส์ฝรั่งบนจอกำลังฉายฉากเลิฟซีนอยู่พอดี เจ้าของบ้านหนุ่มดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในขณะที่คนเด็กกว่าหน้าร้อนฉ่าเล็กน้อย พวกเขาดูฉากร่วมรักนั้นเงียบๆ ไม่มีการกดเปลี่ยนหรือพยายามเบี่ยงประเด็นอะไรทั้งนั้น แก้วรู้ว่าเจ้าหมาน้อยของเขาเติบโตถึงวัยนั้นแล้ว วัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็นเรื่องแบบนี้ เขาจึงไม่ได้คิดจะห้ามหรือปัดมันทิ้งทั้งนั้น



          เซ็กส์..เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ หน้าที่เขาไม่ใช่การกันเด็กชายให้ออกห่างจากเรื่องสามัญเช่นนั้น แต่เป็นการสั่งสอนชี้แนะให้มันเป็นไปในทางที่ถูกที่ควรต่างหาก



          ฉากร้อนแรงวาบหวิวจบไปแล้ว และไม่นานหลังจากนั้นก็จบตอนของวันนี้ แก้วลูบหัวที่นอนหนุนตักเขาเล่น สัมผัสของผมสั้นเกรียนสากมือแต่ให้ความรู้สึกดีแปลกๆ ในขณะที่เจ้าของหัวนั้นลูบไล้กลุ่มขนนุ่มฟูสีขาวแต้มน้ำตาลส้มอ่อนจางของแมวเหมียวบนหน้าท้องตน



          แก้วไม่รู้ว่าโชคกำลังคิดอะไรอยู่ พวกแก้มถึงได้ขึ้นสีเรื่อขณะที่ริมฝีปากอมยิ้มบาง ดวงตาสุกใสแวววาวมองสบกับมะลิอย่างเนียมอาย ...อาจจะกำลังคิดถึงเรื่องอย่างว่าอยู่ล่ะมั้ง ชายหนุ่มคิดพลางเหลือบตาไปมองรูปถ่ายในกรอบบนชั้นวางของ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ ด้วยสินะ



          ส่วนคนที่โดนกล่าวหาในใจนั้นกลับลืมเรื่องนั้นไปหมดแล้ว ฉากรักร้อนจางหายไปแทบจะทันทีที่มันจบลง ในหัวเขากำลังคิดวนถึงเรื่องแฟนที่อีกฝ่ายบอกต่างหาก



          ...ดูแลกัน เป็นห่วงกัน อยู่ข้างๆ อยากให้อีกคนมีความสุข



          ถ้าอย่างนั้นแล้ว ตอนนี้เขาได้เป็นแฟนของน้าแก้วรึยังนะ?









          เมื่อเดือนกุมภาพันธ์มาถึง ชีวิตของเด็กมัธยมปีที่หนึ่งก็เข้าสู่ช่วงท้ายของเทอมสอง



          “น้าแก้ว”



          “หื้ม”



          “ผมไปโรงเรียนก่อนนะครับ” เด็กชายร้องตะโกนบอกคนที่ยังอยู่ในห้องน้ำเมื่อที่หน้าบ้านมีรถของบ้านเพื่อนสนิทจอดรออยู่ วันนี้มีกิจกรรมตอนเช้าทำให้ต้องไปก่อนเวลาปกติ ป้าดาเลยอาสามาแวะรับเด็กชายให้ติดรถไปด้วยเพราะเธอต้องไปเปิดร้านแต่เช้าอยู่แล้ว แก้วเองก็จะได้ไม่ต้องเร่งตัวเองนัก



          “เอ้านี่ อันนี้ของโชค” หญิงสาววัยสี่สิบกว่าหันมายื่นห่อขนมหวานสีน้ำเงินเข้มให้เขาขณะที่รถติดไฟแดง



          “ขอบคุณครับ” เด็กชายรับของมางงๆ เพื่อนสนิทหันมายิ้มแป้นให้ก่อนจะช่วยอธิบาย



          “วันนี้วันวาเลนไทน์ แม่เลยซื้อช็อกโกแลตให้” จากคำบอกกล่าวของเพื่อน โชคก็คิดขึ้นมาได้ว่าวันนี้คือวันที่ 14 ของเดือนกุมภาพันธ์ และกิจกรรมยอดฮิตประจำเดือนนี้ก็หนีไม่พ้นวันวาเลนไทน์



          เด็กชายก้มมองห่อขนมผิวเรียบลื่นอีกครั้ง วาเลนไทน์ที่ผ่านมาของเขาคือการแปะสติ๊กเกอร์รูปหัวใจให้กันโดยมักเริ่มมาจากพวกเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นผู้หญิง เคยมีได้ขนมมาบ้างแต่ก็เป็นเพียงลูกอมรสหวานที่ซื้อมาแจกคนทั้งห้อง แต่เท่าที่เขารู้มาคือจริงๆ แล้วมันควรจะพิเศษกว่านั้น มันควรเป็นการให้ของขวัญแทนใจแก่คนที่ชอบ



          ...คนที่ชอบ







          พักเที่ยงวันวาเลนไทน์ในรั้วโรงเรียนชายล้วนเองก็ดูคึกคักอยู่ไม่น้อย ไม่ได้ดูหวานแหว๋วทุกคนแปะสติ๊กเกอร์หัวใจสีแดงหรือแจกลูกอมให้กันอย่างที่อยู่ในความทรงจำของเด็กชาย มันเป็นความคึกคักในเชิงการแข่งขันมากกว่า อย่างเช่นว่าใครได้ของมามากกว่ากัน แต่ส่วนใหญ่แล้วนั่นก็เป็นเรื่องของพวกรุ่นพี่ม.ปลายที่โด่งดังในหมู่เด็กสาวโรงเรียนใกล้เคียง ไม่ใช่เด็กม.หนึ่งอย่างพวกเขา



          “กูได้มาสองอันเมื่อเช้า” บิ๊ก เพื่อนตัวโตสมชื่อเดินเข้ามารวมกลุ่มที่โต๊ะประจำพร้อมกับโยนห่อขนมช็อกโกแลตเข้าไปกลางวง



          “โห ได้จากใครวะเนี่ย” ภูมิที่นั่งอยู่ใกล้จุดตกกระทบของห่อขนมรีบคว้าหมับไปแกะห่อยัดเข้าปากทันที



          “น้องสาวกู”



          “โบว์กับบิวอะนะ” คราวนี้เป็นแสนที่นั่งฝั่งตรงข้าม หยิบห่อช็อกโกแลตทำมือขึ้นพลิกดู



          “เออ เมื่อคืนก็บังคับกูกินจนจะอ้วกแล้ว พวกมึงช่วยกินหน่อย” เจ้าของขนมหวานนั้นบอกเซ็งๆ



          โชคอ้าปากรับช็อกโกแลตที่ถูกส่งมาป้อนถึงปากด้วยมือของมิกซ์ เคี้ยวแล้วก็กลืน รสชาติมันหวานจนแสบคอไปหมด แต่เมื่อเห็นกระดาษห่อที่ถูกพับมาอย่างสวยงามและประณีตก็รับรู้ได้ว่าคนทำตั้งใจมากแค่ไหน เด็กชายเงยหน้าขึ้นไปมองเพื่อนที่ชื่อบิ๊กเล็กน้อย ในสีหน้าเซ็งๆ นั้นยังคงมีแววของความรู้สึกดีๆ ฉาบอยู่ขณะที่โยนช็อกโกแลตหวานเจี๊ยบชิ้นสุดท้ายเข้าปากตัวเองไป



          การได้รับของขวัญจากใครสักคนก็ต้องทำให้รู้สึกดีอยู่แล้ว



          วันนั้นระหว่างทางกลับบ้านที่ป้าดาพาแวะซื้อของในร้านสะดวกซื้อยี่สิบสี่ชั่วโมง โชคเลยตั้งใจหยิบห่อสีน้ำตาลเข้มของช็อกโกแลตเข้มข้นที่เจือความหวานเพียงเล็กน้อยไปจ่ายเงิน เขาตั้งใจจะให้มันกับน้าแก้วที่ไม่ชอบกินของหวานของเขา พลางจินตนาการถึงตอนที่อีกฝ่ายได้รับไป ชายหนุ่มคงจะเผยรอยยิ้มเพียงบางเบาแล้วกล่าวขอบคุณเขาพร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่วางลงบนศีรษะ และแค่เพียงเท่านั้นก็สามารถทำให้หัวใจของเด็กชายพองโตได้แล้ว



          แต่ช็อกโกแลตห่อนั้นมันก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางสักที เพราะจนกระทั่งเข็มนาฬิกาบอกเวลาเลยเลขสิบและอาหารเย็นที่เตรียมไว้ก็เย็นชืด ก็ยังไม่มีโทรศัพท์กลับมาที่บ้านสักสายเดียว



          เช่นเดียวกับคนที่เขาเฝ้ารอ...







TBC...


          เจ้าหมาน้อยขึ้นม.1 แล้วนะคะ อีกประเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็นหนุ่มแล้วโตเร็วจนรีนรู้สึกแก่เลยล่ะค่ะ  :hao5:

          เนื้อเรื่องก็ยังคงเดินแบบเอื่อยๆ เรื่อยๆ เหมือนเดิม กลัวทุกคนเบื่อจังค่ะ แต่จริงๆ แล้วมันก็คงเป็นเสน่ห์ของนิยายเรื่องนี้กระมังคะ 555555

          ตอนนี้รีนเขียนไปถึงโค้งสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ เขียนถึงประโยคโปรยของเรื่องนี้แล้ว เย้!! ลากเลือดมากๆ เลย แต่ก็สนุกมากเช่นกันค่ะ

          ปล1.หากเจอคำผิดต้องขอโทษด้วยนะคะ บางตอนก็ลงแบบรีบมากจนไม่ได้เช็คเลย แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเขียนเนื้อเรื่องหลักจบแล้วจะทยอยตรวจทานอีกทีค่ะ ถ้าเจอจุดผิดก็สามารถคอมเม้นบอกไว้ได้เลยนะคะ

          ปล2.รีนทอล์กท้ายตอนเยอะไปรึเปล่าคะ รีนรู้สึกอยากเล่าอะไรหลายๆ อย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่านักอ่านจะรำคาญรึเปล่าที่นักเขียนขี้ฝอย 555555 คิดเห็นยังไงก็คอมเม้นบอกไว้ได้เลยเช่นกันนะคะ


          ขอบคุณทุกคอมเม้น ทุกกำลังใจและการอ่านเลยค่ะ

          เจอกันใหม่วันพฤหัสบดีหน้าค่า





หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 15 [25.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: AkuaPink ที่ 26-06-2020 00:14:25
 :pig4:
 :3123:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 15 [25.06.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 30-06-2020 22:40:25
อื้ออออน้าแก้วไปไหน ทำไมกลับช้า โชครอให้ของขวัญวันวาเลนไทน์อยู่ จะรอเก้อไหมเนี้ย  :mew2: ขำคำผูกขาดของนิยามแฟน คิดได้นะมิกซ์ 5555 แฟนคือต้องตกลงกันสองคน มันจะมีความรักอีกแบบหนึ่งที่จะเป็นแฟนกัน และถ้ารักแบบแฟนเพียงฝ่ายเดียวเขาเรียกว่าแอบรัก รออีกหน่อยโชคจะเข้าใจมัน โตเป็นหนุ่มแล้วโชค อีกหน่อยก็คงมีคนมาจีบ คราวนี้ละจะได้รู้ว่าแฟนคืออะไร 555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อให้ได้อ่าน รอตอนหน้าเลยจะเป็นยังไงต่อไป จะขึ้นม.2แล้ว เร็วแปปๆ  :กอด1: :pig4: :pig4: :pig4:

พวกแก้ม=พวงแก้ม
หรือบาทีอาจจะเป็นเพราะสีหน้าแววตา=หรือบางที

ชอบอีกอย่างคือเจอคำผิดน้อยมาก   o13 ถ้าเจอเลยจะแก้ให้ไปด้วย (:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 16 [02.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 02-07-2020 18:46:32

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 16



          น้าแก้วเข้าโรงพยาบาล โชคได้รู้เรื่องนั้นตอนเกือบห้าทุ่มเมื่อพี่ปุณ รุ่นน้องและลูกน้องที่ทำงานของแก้วปรากฏตัวที่หน้าบ้าน พร้อมกับบอกให้เขาไปเก็บเสื้อผ้าแล้วพาขึ้นรถ ก่อนจะมาโผล่ที่หน้าห้องพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนไม่ไกลจากที่ทำงานของสถาปนิกหนุ่มนัก

 

          “น้าแก้ว” เจ้าของชื่อขยับตัวขึ้นนั่งพิงหมอนแล้วหันมาส่งยิ้มที่ดูเหนื่อยล้าให้เด็กชาย โชคตรงเข้าไปเกาะขอบเตียงเย็นเฉียบเพราะแอร์ที่เปิดเอาไว้พลางชะโงกหน้าสำรวจร่างกายของอีกฝ่าย

 

          “ฉันไม่เป็นไร แค่ช่วงนี้นอนน้อยไปหน่อยเลยเป็นลมน่ะ” มือข้างที่ถูกเจาะสายน้ำเกลือเข้าไปในเส้นเลือดถูกประคองไว้แผ่วเบาในขณะที่ขอบตาคนฟังเริ่มแดงเรื่อ แก้ววางมืออีกข้างลงบนหัวเด็กชาย ดึงเข้ามาซบลงบนบ่าตัวเอง ลูบท้ายทอยสากมือเพื่อปลอบขวัญ “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว”

 

          “พี่แก้ว” อีกคนในห้องเอ่ยเรียก ส่งโทรศัพท์คืนให้เจ้าของ พลางเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “ไม่เป็นไรจริงๆ ใช่ไหม”

 

          “อืม หมอบอกว่าช่วงนี้คงเครียดกับงานมากไป บวกกับนอนน้อยด้วยเลยเป็นลมน่ะ”

 

          “เฮ้อ งั้นก็ดีแล้ว ตอนกลับเข้าออฟฟิศไปเห็นพี่ฟุบอยู่กับพื้น ผมนี่ใจหายหมด” ชายหนุ่มอายุน้อยกว่าถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ปุณเป็นคนที่ย้อนกลับเข้าไปเอาของในออฟฟิศตอนสามทุ่มกว่าแล้วพบว่ารุ่นพี่ของเขาสลบเหมือดอยู่กับพื้น ลองเขย่าปลุกดูแก้วก็สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา แต่เพราะใบหน้าซีดเผือดอ่อนแรงนั้นเขาเลยไม่วางใจรีบพามาโรงพยาบาล แล้วในตอนที่หมอตรวจอาการก็ถูกไหว้วานให้ไปรับเด็กชายเลยไม่รู้ว่าสรุปแล้วรุ่นพี่ของเขาอาการดีแย่แค่ไหน

 

          “ขอบใจมากนะ” คนบนเตียงเอ่ย ใบหน้ายังคงซีดเซียวแต่ดูดีขึ้นมากกว่าเดิมเยอะแล้ว

 

          “ไม่เป็นไรพี่ แค่นี้เอง” ปุณบอก พลางยกข้อมือดูนาฬิกาเห็นว่าเลยเวลาเยี่ยมมาสักพักแล้ว “งั้นผมกลับก่อนนะครับ ถ้ายังไงพรุ่งนี้พี่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศหรอก เดี๋ยวผมบอกพี่เก่งให้เอง”

 

          “อื้ม ขอบใจ” หนุ่มรุ่นน้องโบกมือปัดคล้ายบอกว่าเรื่องเล็กน้อย ก่อนจะหายออกจากบานประตูสีขาวไป เหลือทิ้งไว้แค่แก้วกับโชคในห้องพิเศษของโรงพยาบาลที่ยังคงมีกลิ่นยาฆ่าเชื้อลอยเจือจางในอากาศ

 

          “กินข้าวรึยัง” แก้วถามหลังจากที่ผละจากเด็กชายแล้ว โชคอ้าปากจะตอบ แต่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าออกมาพร้อมรอยยิ้มบางๆ

 

          “กินแล้วครับ”

 

          “เหรอ”

 

          “ครับ”

 

          “โชค” น้ำเสียงที่ใช้เรียกชื่อนั้นเข้มขึ้นเล็กน้อย เด็กชายก้มมองปลายนิ้วตัวเองที่เกี่ยวกันอยู่บนตักขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วย โชคโกหก เขายังไม่ได้กินข้าว เพราะเขารอที่จะกินมันพร้อมกับคนที่ไม่ได้กลับบ้านคนนี้อยู่ แต่เพราะเขาไม่อยากให้น้าแก้วเป็นห่วงเลยคิดว่าโกหกไปน่าจะดีกว่า แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะแก้วจับได้ จับได้เสมอเวลาที่เขาปิดบัง “เธอโกหกไม่เก่งเลยนะ”

 

          “ผมยังไม่ได้กินข้าวครับ” ดวงตาหลุบต่ำอย่างคนทำผิดยังคงไม่เงยขึ้นมา แก้วถอนหายใจยาว แต่ไม่ได้ดุด่าอะไรเพิ่มเติม

 

          “หิวไหม” มือเรียวยกขึ้นชี้ไปยังตู้เย็นตรงใต้ชั้นข้างทีวีแบบบิ้วอิน เด็กชายเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อไม่ถูกต่อว่า “ในนั้นมีขนมอยู่ ไปเอามากินสิ”

 

          โชคทำตามที่อีกฝ่ายบอกอย่างว่าง่าย เอาขนมปังในตู้เย็นกับน้ำผลไม้ออกมานั่งกินพลางดูทีวีที่เปิดช่องสารคดีไปด้วย กินเสร็จก็นั่งสักพักก่อนเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด กว่าจะเสร็จทุกอย่างเวลาก็ล่วงเลยไปเที่ยงคืนกว่าแล้ว

 

          “นอนได้แล้ว” คนป่วยบนเตียงบอก ก่อนจะกดรีโมตปิดทีวีแล้วทิ้งตัวลงนอนห่มผ้า

 

          “ครับ” เด็กชายรับคำ เดินไปกดปิดสวิตช์ไฟห้องให้ดับลง แล้วคลำทางกลับไปที่โซฟาที่ถูกจัดเตรียมเป็นที่นอนไว้แล้วแทรกตัวเข้าไปในกองผ้าห่ม

 

          ห้องทั้งห้องมืดสนิทเพราะหน้าต่างถูกม่านทึบรูดปิดเอาไว้ มีเพียงแสงไฟจากทางเดินที่ส่องผ่านกระจกตรงประตูเข้ามา แต่ก็ไม่ได้สว่างมากพอจะทำให้มองเห็นอะไรได้

 

          “น้าแก้ว” เด็กชายเรียก

 

          “หืม” เจ้าของชื่อครางตอบ

 

          “ราตรีสวัสดิ์ครับ”

 

          “อืม ราตรีสวัสดิ์”








          หน้าร้อนมาเยือนอีกครั้ง แก้วถูกรุ่นพี่ที่ถือหุ้นร่วมกันอย่างพี่เก่งสั่งให้พักผ่อนหลังจากที่ปิดโปรเจ็กใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว เดือนเมษายนสั้นๆ แสนยาวนานของสองคนในบ้านจึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อผลการเรียนของโชคออกมาว่าวิชาภาษาอังกฤษทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เด็กชายจึงถูกส่งไปเรียนพิเศษพร้อมกับคู่หูที่คะแนนตีคู่กันมา แก้วไม่ได้เป็นคนบังคับให้ไปหรอก แต่เป็นป้าดาต่างหากที่ประกาศประกาศิตส่งทั้งสองคนไปเรียนโดยห้ามโต้แย้งใดๆ เป็นอันขาด

 

          “น้าแก้วมีเพลงฝรั่งที่ชอบไหม” อยู่ๆ เด็กชายก็ถามขึ้นในตอนบ่ายของวันศุกร์ที่ไม่มีเรียน

 

          คนถูกถามหยุดคิดคิดสักพักก่อนตอบพร้อมถามกลับ “ไม่..น่ามีนะ ถามทำไม”

 

          โชคทิ้งตัวลงไปนอนคว่ำซุกหน้าเข้ากับท้องแมวสาวบนพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง แขนขาแผ่เป็นปลาดาวเพื่อให้กระเบื้องเย็นๆ ช่วยคลายความร้อน อู้อี้ตอบกลับมา

 

          “ครูที่เรียนพิเศษบอกให้ไปหาเนื้อเพลงอังกฤษมาแปลด้วยกันในห้อง แต่ผมไม่รู้จักสักเพลงเลย”

 

          “ลองหาในเน็ตดูสิ” แก้วช่วยเสนอความคิดเห็น เมื่อเห็นว่าเจ้าหมาน้อยที่ชักจะตัวโตขึ้นทุกวันของเขากำลังทำหางลู่หูตกอยู่

 

          “ผมไม่รู้จะหาว่าอะไร” ดวงตาใสที่คมขึ้นจนเกือบเหมือนแม่ผู้ให้กำเนิดแล้วคู่นั้นช้อนขึ้นมองคนบนโซฟาอย่างออดอ้อนปนสิ้นหวัง คนโดนอ้อนมองยิ้มๆ ก่อนจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

 

          “ไปเปิดคอมหากัน” คำพูดเรียบง่ายกับน้ำเสียงอ่อนโยนเรียกรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าเด็กชาย โชครีบลุกตามเจ้าของบ้านหนุ่มเข้าห้องทำงานไปทันที

 

          บ่ายวันศุกร์หนึ่งของเดือนเมษายน พวกเขารู้สึกว่ามันก็ไม่ได้น่าเบื่อนักเมื่อได้ใช้เวลาทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้วยกัน

 

 

 

          กลางเดือนเมษาหลังหมดเทศกาลปีใหม่ไทยไปได้ไม่กี่วัน ฝนก็โหมกระหน่ำลงมาในช่วงสายที่ร้อนอบอ้าวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เช่นเดียวกับร่างสูงใหญ่ของคนคุ้นเคยที่ห่างหายไปนานปรากฏตัวขึ้นหน้าประตูรั้วสีขาว เรือนผมเปียกลู่แนบลงมาปิดซ่อนดวงตาคมไว้ในเงา แต่รอยยิ้มจากริมฝีปากคู่สวยนั้นยังคงแย้มออกในองศาที่น่ามองไม่เปลี่ยนจากเดิมสักนิด

 

          แก้วไม่ได้พูดอะไรสักคำกับภาพที่เห็นตรงหน้า บุหรี่ที่เตรียมจุดสูบถูกเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง เขาย้อนกลับเข้าไปในบ้าน คว้าเอาร่มสีดำออกมากาง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินไปยื่นมันกันหยดน้ำที่ยังคงร่วงกราวไม่ให้โดนตัวแขกที่โผล่มาโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าของเขาอีกต่อไป มือใหญ่ซีดเซียวและเย็นเฉียบเพราะตากฝนเลื่อนมาสัมผัสมือเรียวข้างที่เพิ่งไขกุญแจรั้วเสร็จ

 

          “อุ่นจัง” ธีร์พูดยิ้มๆ เสียงเบาหวิวจนแทบจางหายไปในสายฝน แต่แก้วก็ได้ยินชัดเจน และแม้จะมองไม่เห็นแววตาหลังเส้นผมที่บดบังอยู่ เขาก็รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังเปราะบาง

 

          เงาของร่มที่คลุมตัวทั้งสองคนหายไปกองอยู่บนพื้นเพราะแก้วไม่อยากปล่อยมืออีกฝ่ายเลยต้องทิ้งร่มแล้วใช้มือข้างนั้นเปิดประตูออกแทน ความอบอุ่นโอบรอบตัวธีร์เมื่อสองแขนเอื้อมไปคว้าเขาเข้ากอด น้ำฝนจากทั้งบนฟ้าและร่างกายเปียกปอนของอีกคนซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าไปถึงผิวเนื้อเจ้าของอ้อมแขนจนรู้สึกเย็นเฉียบ แก้วกระชับกอดให้แน่นขึ้น ซุกใบหน้าเข้ากับลำคอชื้นแฉะ ในขณะที่อีกคนก้มลงมาฝังจมูกลงบนกลุ่มผมที่เริ่มเปียกจนได้กลิ่นแชมพูชัดเจน

 

          “ก็เพราะมึงตัวเย็น”

 

 

 

          บรรยากาศในห้องนั่งเล่นหม่นมัวทั้งที่สายฝนด้านนอกจากไปแล้ว

 

          ธีร์นั่งบนเก้าอี้ไม้ หยดน้ำจากตัวเขาหยดลงบนพื้นกระเบื้องจนเจิ่งนองเป็นวง โชคอยู่ที่นั่นด้วย เด็กชายเฝ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้นหน้ารั้วไม้ผ่านบานหน้าต่าง จนกระทั่งถึงตอนที่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนกลับเข้ามาในบ้าน เขามีคำถามมากมาย แต่ก็รู้ว่าเขาไม่ควรอยู่ตรงนั้นอีกต่อไปเมื่อแก้วเดินลงมาในชุดใหม่ พร้อมกับเสื้อผ้าแห้งและผ้าขนหนูในมือสำหรับอีกคน

 

          “ไปเปลี่ยนชุดก่อน” แก้วพาดผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ลงบนศีรษะเพื่อนสนิท พร้อมกับยื่นชุดในมือให้ เป็นจังหวะเดียวกับที่โชคเดินสวนเขาไปเพื่อขึ้นชั้นสอง ดวงตาสีเข้มเหลือบไปสบตากับเด็กชาย โชคผงกหัวให้เป็นเชิงบอกว่าจะขึ้นไปอยู่บนห้องตัวเองอย่างรู้งาน แก้วพยักหน้าตอบ ส่งยิ้มบางคล้ายว่าไม่มีอะไรต้องกังวล

 

          หลังจากที่โชคไปแล้ว ในห้องเหลือแค่สองเพื่อนสนิท มือใหญ่ยื่นออกมา แต่ไม่ได้รับเสื้อผ้าไปเปลี่ยนตามที่อีกคนบอก ธีร์คว้ามือเรียวแล้วดึงให้แก้วขยับเข้าไปใกล้ แนบหน้าผากลงมันหลังมือแข็ง สัมผัสหยาบกร้านของฝ่ามือที่ไม่ได้กอบกุมมานานทำให้เขารู้สึกสงบลง

 

          “ธีร์” แก้วเอ่ยเรียกเสียงอ่อนเมื่อคนตัวเปียกยังไม่ยอมลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้า หนำซ้ำยังโอบรอบเอวเขาแล้วซบหน้าเข้ากับท้องเขาจนเสื้อตัวใหม่ที่เพิ่งไปเปลี่ยนมาเริ่มชื้น

 

          “ขออยู่แบบนี้อีกสักพักได้ไหม” คำขอร้องนั้นราวกับกำลังอ้อนวอนเมื่อเสียงที่เปล่งออกมามันสั่นเครือ

 

          “..อืม” แก้วครางรับแผ่วเบา สองมือที่เป็นอิสระเมื่อมือใหญ่ทั้งสองข้างกำผละไปโอบแผ่นหลังเขาไว้อยู่ เจ้าของบ้านหนุ่มค่อยๆ ขยี้ผ้าขนหนูผืนใหญ่เช็ดผมที่เปียกชุ่มให้อย่างเงียบงัน

 

          ธีร์กับเนตรมีปัญหาเรื่องความเข้ากันของนิสัยกันมาสักพักแล้ว แต่ไม่เคยมีใครรู้เลยตามนิสัยของคนตัวใหญ่ที่ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรก็ซ่อนเร้นมันไว้เบื้องหลังรอยยิ้มเจิดจ้า จนกระทั่งมันค่อยๆ ปริแตกจนกลายเป็นรอยร้าวใหญ่โตถึงขนาดที่ฝ่ายหญิงขอเลิกและจะเอาสิทธิการเลี้ยงดูบุตรไปด้วย

 

          “ถ้าฟ้องร้องกันจริงๆ กูก็อาจจะมิสิทธิ์ชนะเพราะหลังจากเนตรกลับไปทำงาน กูก็ได้อยู่กับลูกมากกว่า” ธีร์ว่า หลังจากที่เขาลุกไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำเสร็จแล้วก็กลับมานอนหนุนตักคนสูบบุหรี่บนโซฟา ปล่อยให้เรียวนิ้วนั้นไล้สางผมเขาไปเรื่อย

 

          “แล้วมึงจะเอาไงต่อ”

 

          “ไม่รู้ว่ะ กูไม่อยากฟ้อง” ดวงตาคมมองควันลอยอ้อยอิ่งจากปลายแท่งนิโคตินที่อีกฝ่ายคาบไว้ในปาก มันฟุ้งไร้ทิศทางเหมือนกับความคิดของเขาในตอนนี้ “ถ้าพ่อแม่ฟ้องแย่งลูกกัน มึงคิดว่าเด็กจะรู้สึกยังไงวะ กูไม่อยากให้เมษาโตขึ้นมากับเรื่องแบบนั้น”

 

          “...”

 

          “กูไม่อยากให้เขาจดจำภาพครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เลือนรางว่ะ”

 

 

 

          ค่ำคืนนั้นธีร์ไม่ได้กลับบ้านตัวเอง มื้อเย็นในบ้านไม้สีขาวสองชั้นหลังนี้จึงย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง ในตอนที่มันมักจะมีคนสามคนอยู่เสมอ

 

          “สูงขึ้นอีกแล้วนะเรา” ธีร์ยังคงใส่ใจตักกับข้าวไปวางใส่จานให้เด็กชายเช่นเคย เขาไม่ได้เจอโชคมานานแล้ว แต่เพราะทุกวันนี้มีช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายขึ้น เขาเลยได้ติดตามการเติบโตของเด็กชายผ่านรูปภาพที่บังคับให้เพื่อนสนิทถ่ายส่งไปให้ดูอยู่เสมอ

 

          “ก็ผมจะสิบห้าแล้วนี่” โชคทำแก้มพอง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มตอบกลับไป “อาเถอะ ปีนี้สามจะสิบเจ็ดแล้ว ยังเหมือนเดิมอยู่เลย”

 

          “เหมือนตรงไหน อาว่าอาอ้วนขึ้นตั้งเยอะ”

 

          “ไม่เห็นอ้วนเลย พุงก็ไม่เห็นมี”

 

          “จริงเหรอ แสดงว่าอายังหล่ออยู่สินะ” พอถึงตรงนี้เด็กชายไม่ตอบ เม้มปากหรี่ตาทำหน้ากวนเพื่อหยอกอีกฝ่าย ธีร์หัวเราะร่วน แก้วเองก็ยิ้มตาม โชคโตขึ้นมาก นิสัยบางอย่างก็เปลี่ยนไปเช่นกัน อาจจะเพราะสังคมมัธยมที่มีคนหลากหลาย แถมกลุ่มเพื่อนเขาก็เป็นพวกตัวแสบ เด็กชายเลยซึมซับเอานิสันทะเล้นแบบนั้นมาด้วย

 

          โชคไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมทั้งๆ ที่เขากำลังมีความสุขกับมื้ออาหารที่ได้ทานพร้อมหน้าสามกันคนหลังจากที่ห่างหายไปนานเช่นนี้ แต่ข้าวในปากกลับกลืนลำบากกว่าที่เคย

 

          หน้าร้อนปีที่สิบสี่ โชคใช้มันไปกับการเฝ้ามองน้าแก้วที่เอาแต่รอคอยให้ใครบางคนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู

 

 

 

TBC...

 

          อาธีร์กลับมาอีกแล้วค่าาาาาาา ค่าตัวถูกก็เลยโผล่มาบ่อยเหลือเกิน เพิ่งหายไปแปบๆ เอง 555555 แต่การกลับมาครั้งนี้จะเป็นยังไง เรื่องราว ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจะเป็นไปในทิศทางไหน ก็ฝากติดตามตอนต่อไปกันด้วยนะคะ

          ยังไงก็แวะไปคุยกันในทวิตเตอร์ #น้าแก้วของโชค กันได้นะคะ เงียบเหงามากเลย พอๆ กับยอดอ่านที่น้อยลงเรื่อยๆ  :hao5:

          แต่ถึงอย่างไรรีนก็จะพยายามฮึบแล้วเขียนจนจบให้ได้ค่ะ  o13


          ขอบคุณทุกคอมเม้นและการอ่านเสมอค่ะ

          เจอกันใหม่วันพฤหัสบดี

 


หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 16 [02.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 08-07-2020 15:44:56
งื้อออโชคคคค ได้แต่เฝ้ามองเขาคอยอีกคน  :mew2: ยังไงค่ะธีร์ ยึกๆยักๆ แก้วเลยต้องเป็นงึกๆงักๆไปด้วย มันเป็นบ่ซื่นบ่ซ่วง (ยังอึนๆ) 555555 แม้ฝนหยุดตก ท้องฟ้าก็ยังอึมครึมไม่สร่าง ไม่รู้ว่าวันแดดจ้า สดใสจะมาเมื่อไหร่ กับใจทั้งสามคน เราก็ได้แต่ตามต่อรอคอยเช่นกัน พักผ่อนเยอะๆนะน้าแก้ว โชคเป็นห่วงมากกว่าใดๆ จะเอายังไงไปทางไหนดี รอตอนหน้าพรุ่งนี้เลยจ้า มาต่อๆ ขำตอนที่บอก คู่หูที่คะแนนตีคู่กันมา 55555 อิ้งร่อแร่แบบนี้เลยได้เรียนพิเศษซะ 555  :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 17 [09.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 09-07-2020 19:38:32

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 17

 

        เดือนกว่าแล้วนับจากวันที่ธีร์กลับมาพร้อมกับพายุฤดูร้อน หลังจากวันนั้นเจ้าตัวก็หายไปสักพักเพื่อจัดการเรื่องที่ค้างคา จนได้ข้อสรุปว่าชายหนุ่มกับภรรยาจะแยกกันอยู่โดยที่ยังไม่จดทะเบียนหย่า ธีร์สามารถไปหาลูกได้เสมอที่บ้านซึ่งตอนนี้เขายกให้เนตรกับเมษา โดยที่ตัวเขาย้ายกลับไปบ้านพ่อแม่ตัวเองแทน พอเคลียร์เรื่องทุกอย่างลงตัว แขกประจำก็แวะเวียนมาหายังบ้านไม้สองชั้นหลังนี้บ่อยครั้งจนเหมือนย้อนกลับไปวันเก่าๆ มันจึงเป็นภาพปกติที่เมื่อโชคกลับมาถึงบ้าน เขาจะเห็นอาธีร์นั่งเล่นกับมะลิอยู่ที่ตั่งไม้บนเฉลียง

 

        “วันนี้เป็นไงบ้างครับโชค” ธีร์เอ่ยทักถามถึงวันแรกของการเปิดเรียนชั้นมัธยมปีที่สองของเด็กชาย

 

        “ก็ดีครับ วันแรกยังไม่ค่อยได้เรียนเท่าไหร่” เด็กชายวางกระเป๋าพิงขาตั่งแล้วนั่งลงกับพื้นเพื่อเล่นกับแมวสาวบ้าง

 

        “ครั้งก่อนที่อาเห็นเราใส่ชุดนักเรียนยังเป็นชุดเด็กประถมอยู่เลยแท้ๆ แปบเดียวโตเป็นหนุ่มแล้วนะ” ฝ่ามือใหญ่เลื่อนวางลงบนศีรษะที่เคยเล็กกว่ามือเขา แต่ตอนนี้กลับใหญ่พอดีแล้ว

 

        “ผมเพิ่งม.สองเอง น้าแก้วบอกยังเด็กอยู่เลย” ประโยคหลังโชคลดระดับเสียงลงราวกับพึมพำกับตัวเอง ธีร์หัวเราะน้อยๆ กับท่าทางของอีกฝ่าย ขยี้หัวเด็กชายด้วยความมันเขี้ยว

 

        “เป็นเด็กอีกไม่นานหรอก เดี๋ยวก็โตทันอาแล้ว”

 

        “ถึงตอนนั้นอาก็แก่แล้วสิ”

 

        เสียงหัวเราะร่าเริงดังมาจากเฉลียง ปกคลุมบ้านทั้งหลังให้หวนกลับไปสู่วันเก่าๆ ในความทรงจำ เด็กชายเติบโตขึ้นมาก แต่โชคก็ยังเป็นเด็กน้อยคนเดิมที่ชื่นชอบและนับถือคุณอาคนโปรด ส่วนธีร์เองก็ยังคงเป็นชายคนนั้นที่ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มและแววตาแสนอบอุ่น...


        อบอุ่นเสียจนโชครู้สึกร้อนในท้องอย่างบอกไม่ถูก

 

        “โชค” เจ้าของชื่อหลุดออกจากห้วงความคิดที่ฟุ้งกระจายสะเปะสะปะกลับมาหาต้นเสียงที่ยังคงรอยยิ้มเจิดจ้า

 

        “ครับ”

 

        “เหม่อๆ นะเรา คิดอะไรอยู่”

 

        “..ผมกำลังคิดว่าเย็นนี้จะทำอะไรกินดี” โชคตอบออกไปเสียงใส ทิ้งหัวลงไปพิงกับเข่าแข็งของคู่สนทนาขณะที่ยื่นมือไปเกาคอมะลิเล่นไปด้วย



 



        เมื่อเข้าสู่อาทิตย์ที่สามของเดือนมิถุนายน เด็กชายก็อายุครบสิบห้าปี งานเลี้ยงฉลองถูกจัดขึ้นที่หน้าทีวีเช่นเคย พิซซ่าถาดใหญ่กับไก่ทอด และสปาเก็ตตี้บนโต๊ะถูกจัดการเรียบในเวลาเพียงไม่นานนัก หลังจากนั้นเค้กครีมก้อนใหญ่กว่าของปีก่อนเล็กน้อยปักเทียนตัวเลขสิบหกที่มากกว่าอายุจริงไปหนึ่งปีก็ถูกนำออกมา เสียงร้องเพลงวันเกิดจากผู้ใหญ่ทั้งสองคนซ้อนทับกับคืนวันที่เด็กชายอายุแปดขวบ ในงานวันเกิดครั้งแรกของเขาที่มีอาธีร์เป็นนักร้องนำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟัง และน้าแก้วที่ร้องคลอตามเพียงแผ่วเบาด้วยแววตาอ่อนโยน

 

        “แฮปปี้เบิร์ตเดย์นะครับโชค” ของขวัญชิ้นแรกถูกส่งมาให้โดยคนตัวใหญ่ ถุงกระดาษสีเข้มถูกแกะออกดูของข้างในทันที

 

        “ขอบคุณครับอาธีร์” เด็กชายตาลุกวาวเมื่อเห็นของข้างใน ของขวัญจากอาธีร์ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังจริงๆ กล่องสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่กำลังฮิตกันในหมู่วัยรุ่น ซึ่งราคาไม่ได้เหมาะกับวัยรุ่นด้วยเลยสักนิดนอนนิ่งอยู่ก้นถุง โชครีบล้วงออกมาแกะดูข้างในอย่างตื่นเต้น

 

        “อาเลือกสีดำมาให้ ชอบรึเปล่า” เจ้าของของขวัญเท้าคางมองเด็กชายพร้อมรอยยิ้มกว้าง เอ่ยถามทั้งที่มั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องชอบมันแน่ๆ อยู่แล้ว

 

        “อื้ม ชอบครับ ขอบคุณนะครับอาธีร์” เด็กชายที่กลายเป็นเด็กหนุ่มแล้วยิ้มร่าตอบ จะสีอะไรเขาก็ชอบหมดนั่นแหละ ในเมื่อมันเป็นของที่เขาอยากได้ แต่ไม่เคยกล้าเอ่ยปากขอมาตลอดนี่

 

        โชคกำลังรื้อตัวเครื่องออกมาสำรวจดู แต่ไม่นานก็เก็บลงไปเช่นเดิมเมื่อคิดขึ้นได้ว่ายังมีอีกคนที่รอให้ของขวัญเขาอยู่ แก้วยิ้มบางเมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาสบตาตน ดวงตาคมคู่สวยทอประกายวิบวับด้วยคาดหวังเต็มเปี่ยม

 

        “ของฉันไม่ได้เว่อร์เท่าของธีร์หรอกนะ แต่คิดว่าเธอน่าจะได้ใช้” แก้วบอกขณะที่ยื่นถุงกระดาษใบใหญ่ข้ามโต๊ะไปให้เด็กหนุ่ม เขารู้ว่าสำหรับโชคแล้ว ไม่ว่าของที่ได้จะราคาถูกหรือแพงแค่ไหน โชคก็จะรักษาของทุกชิ้นที่ได้รับมาเป็นอย่างดีเท่ากันหมด และนั่นเป็นหนึ่งในข้อดีมากมายของเด็กชายที่เขาเลี้ยงมา “สุขสันต์วันเกิด”

 

        “ขอบคุณครับน้าแก้ว” คนที่ได้รับของขวัญไปกอดถุงใบใหญ่นั้นไว้แนบอก กล่าวขอบคุณด้วยเสียงสดใสเช่นเดียวกับสีหน้าตื่นเต้นดีใจเหมือนตอนเด็กไม่มีผิด โดยเฉพาะในดวงตาคู่นั้นที่ฉายแววออกมาอย่างซื่อตรง

 

        “เปิดดูก่อนสิ” แก้วเอนหลังพิงโซฟาด้วยท่าทางสบายๆ เช่นเดียวกับธีร์ที่ขยับมานั่งข้างเพื่อนสนิทในท่าเดียวกัน

 

        “น้าแก้วให้อะไรมาผมก็ชอบหมดนั่นแหละ” โชคพึมพำขณะที่เปิดดูของข้างใน

 

        ของขวัญจากแก้วเป็นรองเท้ากีฬาแบรนด์ดัง แต่เป็นดีไซน์ที่เอาไว้ใส่แฟชั่นมากกว่าเล่นกีฬาจริงๆ สีที่ชายหนุ่มเลือกมานั้นก็เป็นสีพื้นที่ใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เป็นของที่ใช้งานได้จริงที่ผ่านการคิดไตร่ตรองมาดีแล้ว โชคไม่ได้สนใจเรื่องแบรนด์รองเท้ามากนัก แต่เขาก็ชอบรองเท้าคู่นี้ เพราะมันสมกับเป็นของขวัญจากน้าแก้วดี

 

        “ชอบไหม”

 

        “ชอบครับ ชอบมากเลย”

 

        “ชอบก็ดีแล้วล่ะ”

 

        ภายในห้องนั่งเล่นของบ้านไม้สีขาวสองชั้นยังคงมีเสียงพูดคุยและเสียงโทรทัศน์ดังออกมาให้ได้ยินจนดึกดื่น หลังจากที่เด็กชายลองรองเท้าที่ได้จากน้าแก้วแล้ว ธีร์ก็ช่วยเอาโทรศัพท์เครื่องใหม่ของเด็กชายไปเสียบชาร์จแบตไว้ และเริ่มสอนวิธีใช้คร่าวๆ ให้จากเครื่องของตัวเองที่เป็นรุ่นเก่ากว่าเล็กน้อย แต่ฟังก์ชั่นส่วนใหญ่ยังคงเหมือนกัน

 

        เจ้าของบ้านหนุ่มยืนกอดอกพิงบานประตูหน้าบ้านอยู่ด้านนอก ปล่อยควันสีหม่นไหลผ่านริมฝีปากให้ลอยล่องไปในสายลมชื้นจากละอองฝนที่ตกเมื่อตอนเย็น ดวงตาสีเข้มจับจ้องภาพของชายสองคนในบ้านของเขาที่เคยเห็นอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังคงรู้สึกคิดถึงอย่างบอกไม่ถูก

 

        จะเป็นเพราะช่องว่างเกือบห้าปีนั้น ที่ทำให้เขารู้สึกว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ความจริง และหวาดกลัวว่ามันจะเป็นแค่ความฝันของเขาเอง

 

        ความรู้สึกสีควันบุหรี่อยู่กับแก้วไม่นานนักเมื่อมีสัมผัสอุ่นนุ่มคลอเคลียอยู่ที่เท้า

 

        “ว่าไงมะลิ” แก้วย่อตัวลงนั่งยองเพื่อลูบขนสวยของแมวสาวใหญ่ ดวงตาสีเขียวเหลืองจ้องสบกับเขาราวกับล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเจ้านาย “มาปลอบใจฉันเหรอ”

 

        เหมี๊ยว..

 

        แก้วคีบบุหรี่ไว้ในมือข้างที่รองคางตัวเอง ส่วนมืออีกข้างไล้ขนฟูจากลำคอขึ้นไปเกาคางให้แมวสาว ก่อนจะกระซิบออกมาแผ่วเบา “ขอบใจนะ”

 

 

 

        ห้าทุ่มกว่าแล้วในตอนที่พวกเขาเริ่มเก็บกวาด และเพราะวันถัดไปเป็นวันหยุด เด็กนักเรียนจึงไม่ได้ถูกไล่ให้รีบขึ้นไปนอนเหมือนวันปกติ เจ้าของบ้านรับหน้าที่เป็นคนรอล้างจานอยู่ในครัว โดยมีเพื่อนสนิทและเด็กหนุ่มเก็บรวบรวมถ้วยจานไปให้ จากนั้นทั้งสองคนก็กลับไปเก็บขยะเช็ดโต๊ะช่วยกันจนสะอาดหมดจรดพอดีกับที่แก้วล้างจานเสร็จ

 

        “โชค” เจ้าของชื่อชะงักเท้าที่กำลังก้าวขึ้นบันได หันกลับมาสบตากับต้นเสียง

 

        “ครับน้าแก้ว”

 

        แก้วไม่ได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปทันที แต่กลับยืนมือไปวางบนศีรษะของเด็กหนุ่มที่สูงเกือบถึงปลายคางเขาแล้ว “โตขึ้นมากเลยนะ”

 

        “..ครับ” เสียงตอบรับนั้นเจือด้วยความงุนงงอยู่บ้าง แต่โชคก็ยังคงยิ้มกว้างให้ชายหนุ่ม เฝ้าจดจ้องเงาสะท้อนของตนบนนัยน์ตาสีเข้มที่ทอดมองมาอย่างเงียบงันจนเสี้ยวนาทีนั้นดูยาวนานกว่าความเป็นจริง

 

        “โชค” แก้วเรียกชื่อเขาซ้ำอีกครั้ง แววตาอ่อนโยนทอประกายเช่นเดียวกับรอยยิ้มบางและน้ำเสียงที่พูดออกมาอย่างหนักแน่นชัดเจน “เธออยากเป็นลูกฉันไหม”

 

        “...ครับ?” ครั้งนี้เสียงของโชคสูงขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถามมากกว่าตอบรับ เด็กหนุ่มรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะเพราะตามสิ่งที่คนตรงหน้าพูดไม่ทัน

 

        “อยากมาเป็นลูกฉันไหม” แก้วเอ่ยย้ำคำเดิมอีกครั้ง ก่อนจะอธิบายต่อเมื่อเด็กหนุ่มยังคงนิ่งงันคล้ายว่ายังไม่เข้าใจความหมายที่เขาถาม “ลูกบุญธรรมตามกฎหมายน่ะ เธอจะได้มีสิทธิ์ทุกอย่างเหมือนเป็นลูกแท้ๆ ของฉัน”

 

        ดวงตาใสซื่อของเจ้าหมากระพริบปริบๆ คล้ายกำลังประมวนผล แก้วไม่ได้เร่งเร้าเอาคำตอบทันที เช่นเดียวกับคนในห้องน้ำที่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดแต่ยังคงไม่ออกมาขัดจังหวะของเจ้าบ้านทั้งสอง มันเป็นเรื่องของแก้วและโชคที่ธีร์ไม่เกี่ยว ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างเพราะเพื่อนสนิทไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อนเลยก็ตาม

 

        “เป็นลูกน้าแก้วเหรอครับ” โชคพึมพำกับคนตรงหน้า แต่ก็เหมือนพูดกับตัวเองลำพัง ในหัวของเด็กหนุ่มกับลังวิ่งวุ่น และเมื่อจับใจความได้แล้วใบหน้าครุ่นคิดเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้าง ริมฝีปากเผยออ้าออกเตรียมตอบกลับไปอย่างมั่นใจ

 

        “...” แต่สุดท้ายกลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากลำคอเด็กหนุ่มเลย ใบหน้าที่ฉีกยิ้มกว้างหม่นลงเมื่อหัวใจเขาตีความรู้สึกสวนทางกับสมอง

 

        “โชค?”

 

        “ทำไม...” โชคเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ปกครองที่กำลังขออนุญาตเป็นพ่อเขาด้วยแววตาสับสน มีแต่คำถามว่าทำไมเต็มไปหมด แต่ไม่ใช่คำถามที่เขาอยากถามน้าแก้ว เขาอยากถามตัวเองมากกว่าว่าทำไม...

 

        ทำไมเขาถึงได้ลังเลที่จะตอบตกลง ทั้งที่หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงดีใจไปสามวันที่จะได้เป็นครอบครัวเดียวกับน้าแก้วจริงๆ เสียที

 

        ทำไมเขาถึงได้รู้สึกเหมือนคนกำลังจมน้ำ มันอึดอัดจนหายใจไม่ออก และความปวดร้าวก็แล่นริ้วไปทั่วทั้งอกจนรู้สึกแสบตาไปหมด

 

        และทำไม..เขาถึงรู้สึกถึงคำตอบของคำถามทั้งหมดนั้นได้ชัดเจนขนาดนี้

 

        เขาไม่ได้อยากให้น้าแก้วเป็นพ่อของเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาก็ไม่ได้อยากเป็นแค่ลูกของน้าแก้วเหมือนกัน
 


        “ทำไมอะไรเหรอ” แก้วถามถึงสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดออกมาก่อนหน้านี้ มืออุ่นเลื่อนลงมาสัมผัสข้างลำคอคู่สนทนา เรียวนิ้วแตะผิวแก้มนุ่มที่มีรอยนูนจากสิวตามวัยอยู่ประปรายอย่างแผ่วเบา รอคอยให้ริมฝีปากที่เม้มแน่นนั้นผ่อนคลายลงแล้วเอ่ยตอบกลับมา

 

        โชคหลุบตาลงเมื่อความคิดในหัวชัดเจนแล้ว เขาไม่กล้าสู้หน้าชายหนุ่มเพราะรู้สึกหวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะล่วงรู้ว่าเบื้องหลังแววตาของเขาซุกซ่อนความรู้สึกแบบไหนเอาไว้อยู่ เด็กหนุ่มจึงได้แต่ถามคำถามที่โผล่เข้ามาในจังหวะนั้นออกไปแทน

 

        “ทำไมอยู่ๆ ถึงถามล่ะครับ”

 

        “อืม ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็ถามหรอก ฉันคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนเข้าโรงพยาบาลแล้ว” ชายหนุ่มผละมือจากตัวเด็กหนุ่มแล้วเดินนำไปที่ห้องนั่งเล่นเป็นเชิงว่าเรื่องที่เขาจะพูดคงไม่เหมาะให้ยืนคุยกันที่หน้าบันไดสักเท่าไหร่ ระหว่างทางตอนผ่านหน้าห้องน้ำก็บังเอิญสบตากับคนข้างในที่เปิดประตูไว้อยู่แล้วเข้า ในแววตาของธีร์มันดูตัดพ้อและเต็มไปด้วยคำถาม แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา และไม่ได้เดินตามเข้าไปในห้องนั่งเล่นด้วย ชายร่างสูงทำเพียงแค่เดินสวนพวกเขาขึ้นไปชั้นสองของบ้าน โดยที่ยังไม่วายส่งฝ่ามือใหญ่มาขยี้หัวเด็กหนุ่มพร้อมรอยยิ้มที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัยมาให้ด้วย

 

        ในห้องนั่งเล่นเงียบงันเมื่อเหลือเพียงเจ้าบ้านสองคน แก้วนั่งลงที่โซฟามุมประจำ ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังลังเลว่าควรนั่งตรงไหนดี

 

        “นั่งสิ” คนโตกว่าเป็นฝ่ายเอ่ยปาก ตบที่ว่างข้างตัวเพื่อเป็นสัญญาณให้เด็กหนุ่มนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน

 

        โชคนั่งลงที่สุดขอบโซฟาคนละฝั่งกับแก้ว ซุกมือลงตรงหว่างขา ไล้นิ้วสัมผัสกับวัสดุหุ้มหนังสีอ่อนอย่างทำตัวไม่ถูกนัก เป็นครั้งแรกเลยที่เขารู้สึกแบบนี้ และเด็กหนุ่มก็ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ที่ว่าเลยสักนิด

 

        “ตอนอยู่ที่โรงพยาบาล..” แก้วเริ่มพูดขึ้น เขาอยากสบตากับคู่สนทนา แต่ก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแบบเดียวกันในตอนนี้ "ตอนนั้นฉันเกิดกลัวขึ้นมาน่ะ ถ้าฉันไม่โชคดีแค่พักผ่อนน้อยจนเป็นลมไป แต่เป็นโรคร้ายแรง หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุแล้วฉันตายไปขึ้นมา ถึงตอนนั้นเธอจะอยู่ยังไง”

 

        “...เพราะเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันตามกฎหมายเลย” ฝ่ามืออุ่นที่คุ้นเคยวางลงในตำแหน่งเดิมเป็นครั้งที่นับพันนับหมื่น ลูบเรือนผมสั้นเกรียนอย่างอ่อนโยน “โชค ถ้าฉันตายไปตอนนี้ บ้านหลังนี้ เงินทั้งหมดที่ฉันมี ทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน มันจะไม่เหลืออะไรไว้ให้เธอเลย ฉันไม่อยากทิ้งเธอเอาไว้แบบนั้น อย่างน้อยฉันก็อยากเหลือสิ่งที่ฉันสร้างมาทั้งหมดนี้ไว้ให้กับเธอ”

 

        “..ทำไมน้าแก้วพูดเหมือนตัวเองกำลังจะตายแบบนี้ล่ะ” คนฟังที่เอาแต่เงียบพึมพำออกมาแผ่วเบา แต่ความขุ่นเคืองและสั่นเครือในน้ำเสียงกลับชัดเจน

 

        “ฉันแค่พูดเผื่อไว้ก่อน ความตายมันไม่ได้บอกเราล่วงหน้าหรอกนะโชค ถ้าวันนั้นมาถึงฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้บอกลาเธอด้วยซ้ำ”

 

        “ผมไม่อยากให้น้าแก้วตาย”

 

        “ฉันก็ไม่อยากตายเหมือนกัน”

 

        “ผมไม่ชอบที่น้าแก้วพูดว่าตัวเองจะตายด้วย”

 

        “แต่สักวันคนเราต้องตาย เธอเองก็ด้วย”

 

        “ทำไมล่ะ” เด็กหนุ่มเสียงสั่น รอบดวงตาคู่สวยแดงเรื่อ ก่อนที่หยดน้ำจะรินไหลออกมา หยดแล้วหยดเล่า แต่ก็ยังไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ภาพของเด็กหนุ่มในวันนี้ซ้อนทับกับเด็กชายตัวเล็กที่กลั้นเสียงสะอื้นไห้เมื่อเก้าปีก่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน

 

        “นั่นสินะ” แก้วขยับเข้าไปโอบเด็กน้อยของเขาเข้ามาแนบอก ลูบแผ่นหลังสั่นเทาเพื่อปลอบโยน พอดีกับที่สายฝนทิ้งตัวลงมาจากหมู่เมฆสีดำ คำถามและคำตอบที่เหมือนจะเคยออกจากปากพวกเขามาแล้ว แต่ก็เนิ่นนานจนเลือนรางไปแล้วเช่นกัน

 

 

 

        โชคนอนมองเพดานห้องในความมืด มีเพียงแสงสลัวจากเครื่องปรับอากาศ และดวงดาวสีเขียวส่องแสงจางๆ ที่เขาและน้าแก้วเอามาแปะไว้เมื่อตอนที่เขาอายุได้สิบเอ็ดปี

 

        ‘เธอคงสับสนที่อยู่ๆ ฉันก็พูดเรื่องนี้ ขอโทษนะ แต่ที่ฉันมาถามเธอวันนี้ก็เพราะฉันอยากให้เธอตัดสินใจด้วยตัวเอง ไว้เอาไปคิดดูก่อนแล้วค่อยตอบก็ได้’

 

        น้าแก้วบอกกับเขาแบบนั้น เกือบสี่เดือนแล้วหลังจากที่ชายหนุ่มเข้าโรงพยาบาล ความคิดที่จะรับเด็กชายเป็นบุตรบุธรรมตามกฎหมายเขาก็ได้ตัดสินใจไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว แต่เหตุผลที่เขารอจนถึงวันนี้ก็เพื่อให้เด็กหนุ่มมีสิทธิ์ตัดสินใจเอง เพื่อให้โชคได้มีสิทธิ์เซ็นเอกสารยินยอมด้วยตัวเองเมื่ออายุครบสิบห้าปี

 

        โชคพลิกตัวตะแคงมองชั้นหนังสือเตี้ยๆ ข้างเตียงนอน คว้าเอาสมุดภาพเล่มเก่าเก็บแต่ยังสภาพดีอยู่ออกมาเปิดดูซ้ำ เรื่องของวาฬสีน้ำเงินที่เขาชอบมากที่สุด และสิ่งที่เขาชอบมากกว่าเรื่องราวในนั้น ก็คงเป็นเสียงของน้าแก้วเวลาที่อ่านให้เขาฟัง ดวงตาสีเข้มจับจ้องตัวอักษรบนแผ่นกระดาษในช่วงแรกๆ แต่พอนานวันเข้าก็เริ่มละสายตาจากในนั้นหันมาสบตากับเขาเป็นระยะจนจบเรื่อง

 

        จากวันนั้นมันใช้เวลากี่ปีกันนะกว่าชายหนุ่มจะจำเรื่องราวของวาฬเจ้าสมุทรได้ขึ้นใจ แล้วมันกี่ปีแล้วกันนะที่เขาได้เฝ้ามองใบหน้าด้านข้างของชายคนนั้น

 

        จากเด็กชายจนกลายเป็นเด็กหนุ่ม โชคคิดว่ามันก็เป็นระยะเวลาที่นานพอดูเลยทีเดียว

 

        แต่ตอนไหนในระหว่างการเติบโตกัน ที่เขาไม่ได้มองอีกฝ่ายเป็นผู้ปกครองที่แสนดีอีกต่อไป เมื่อไหร่กันที่น้าแก้วไม่ได้เป็นแค่น้าคนโปรด แต่กลายมาเป็นคนโปรดของเขา

 

        และเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ภาพใบหน้าที่ถูกริ้วแสงตกกระทบใต้อุโมงค์อควาเรียมยักษ์ก็เด่นชัดขึ้นมาทันที ในตอนนั้นโชครู้สึกตัวชัดเจนว่าเขาตกหลุมรักเข้าแล้ว แต่เพิ่งจะมาตระหนักถึงความหมายของคำว่ารักที่แตกต่างไปจากเดิมได้เอาตอนนี้เอง

 

        ใบหน้าเด็กหนุ่มเห่อร้อนขึ้นมาทันที ความรู้สึกประหลาดวิ่งเต้นไปทั่วทุกส่วนราวกับไหลเวียนผ่านไปกับเส้นเลือด รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดพร้อมกับหัวใจ

 

        เขินอาย ประหม่า และรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน

 

        เขาไม่ควรมีรู้สึกในเชิงนั้นให้กับน้าแก้ว ไม่ควรเลยจริงๆ

 

        โชคยกหมอนขึ้นปิดหน้า บดบังภาพเบื้องหน้าให้มืดสนิท เช่นเดียวกับที่ปิดซ่อนใบหน้าเขาไว้ไม่ให้ใครได้เห็น ความรู้สึกของเขาจะไม่ทำร้ายใครหากมันถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในที่ของมัน จนกว่าวันที่ความรู้สึกผิดที่ผิดทางนี้จะจางลงไปตามกาลเวลา จนกว่าวันที่เขาจะสามารถมองหน้าอีกฝ่ายได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจอีกต่อไปจะมาถึง

 

        จนกว่าจะถึงตอนนั้นเขาก็จะซ่อนมันเอาไว้ให้ลึกที่สุด

 

 

 

        “คุยกันเสร็จแล้วเหรอ” ร่างสูงใหญ่ของแขกประจำก้าวเข้ามาในเขตห้องนั่งเล่น แต่ไม่ได้ตรงไปทิ้งตัวลงนั่งข้างเพื่อนสนิทที่กำลังสูบบุหรี่อยู่อย่างที่เคย ธีร์ยืนพิงฉากไม้โปร่งที่ช่วยบังสายตาของคนในห้องนั่งเล่นกับบันไดออกจากกันด้วยท่าทางสบายๆ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับไม่สบายตามเลยสักนิด

 

        “อืม แต่โชคยังไม่ตอบหรอก” แก้วตอบพร้อมไอควันที่พรูออกมาพร้อมคำพูด

 

        “เริ่มเข้าวัยนั้นแล้วก็คงต้องใช้เวลาหน่อย” ธีร์บอกยิ้มๆ แต่แก้วกลับไม่รู้สึกชอบรอยยิ้มแบบนั้นของอีกฝ่ายเลย

 

        “ธีร์”

 

        “หืม”

 

        “เป็นอะไร”

 

        “ไม่รู้สิ” คำตอบไม่ช่วยให้คิ้วที่ขมวดมุ่นของเจ้าของคำถามคลายลงแม้แต่น้อย ธีร์เม้มปากครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “อาจจะน้อยใจ แล้วก็หงุดหงิดนิดหน่อย”

 

        “ที่กูไม่ปรึกษามึงเรื่องนี้น่ะเหรอ”

 

        “เปล่า ไม่เกี่ยวกันเลย” เพราะเสียงของแก้วเริ่มจะแข็งกร้าวขึ้นอย่างหาได้ยาก ธีร์เลยยอมข่มอารมณ์ขุ่นมัวของตัวเองแล้วตอบเสียงอ่อนลง ขยับกายเข้าไปนั่งลงข้างๆ คว้าเอามือข้างที่ว่างของอีกคนมากุมไว้หลวมๆ “เรื่องของมึงกับโชคเป็นเรื่องของมึงกับโชค กูเข้าใจว่าทำไมมึงถึงตัดสินใจไปแบบนั้น แล้วต่อให้กูไม่เข้าใจ กูก็รู้ว่ามึงคิดมาดีแล้ว”

 

        แก้วไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรอีก เมื่อไหล่ถูกคนตัวใหญ่โถมน้ำหนักทิ้งหัวลงมาซบอิงเอาไว้ มือเรียวยื่นบุหรี่ไปขยี้ลงบนที่เขี่ย ก่อนจะย้อนกลับมาโอบกอดแผ่นหลังของคนตรงหน้า เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าธีร์หมายถึงเรื่องไหน และใจเย็นมากพอที่จะรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากออกมาเอง

 

        “มึงเข้าโรงพยาบาลตอนไหน”

 

        “กุมภา”

 

        “ทำไมกูไม่รู้เรื่องเลย”

 

        “กูไม่ได้บอกมึง”

 

        “แล้วทำไมถึงไม่บอก”

 

        “กูไม่ได้เป็นไรมาก แค่เป็นลมเพราะช่วงนั้นอดนอนติดกันเฉยๆ”

 

        “แก้ว” ไอร้อนของลมหายใจที่ทอดถอนออกมาจากปลายจมูกลามเลียผิวอ่อนตรงลำคอเจ้าของชื่อ ธีร์ผละถอยไปให้ไกลพอที่จะสบตากันได้ชัดเจน “โทรหากู”

 

        “...”

 

        “ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหน โทรหากูนะ”

 

        “กูไม่ได้เป็น...”

 

        “ขอร้อง” เพราะเสียงของธีร์ชัดเจนหนักแน่น แต่ก็สั่นเครือด้วยอารมณ์มากมายในนั้น แก้วเลยได้แต่ทิ้งหัวลงไปแนบหน้าผากกับแผ่นอกอุ่น ปล่อยตัวเองไว้ในอ้อมกอดที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยมากกว่าที่ใดบนโลกใบนี้

 

        และเพราะเป็นผู้ชายคนนี้ แก้วถึงปฏิเสธไม่ได้เลย

 

        “อืม ไว้จะโทร”

 

 

 

        โชคนั่งอยู่บนขั้นบันได เอนหัวพิงราวไม้อย่างเลื่อนลอย เขาตั้งใจจะลงไปหาอะไรดื่มเพื่อให้ลำคอที่แห้งผากชื้นขึ้นสักหน่อย แต่บังเอิญได้ยินบทสนทนาของผู้ใหญ่สองคนที่ไม่น่าเข้าไปรบกวนพอดีเลยได้แต่นั่งรออยู่อย่างนั้น และเพราะฉากไม้โปร่งที่กั้นบังสายตาของคนในห้องนั่งเล่นไม่ได้บังสายตาของคนอีกฝั่ง เขาจึงมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน

 

        น้าแก้วที่อยู่ในอ้อมกอดของอาธีร์ ดูผ่อนคลายกว่าเวลาที่อยู่ในอ้อมแขนเล็กๆ ของเด็กชายและแมวตัวจ้อยในวันหลังคืนพายุโหมนัก เช่นเดียวกับที่ในดวงตาสีเข้มยามสะท้อนภาพชายคนนั้น ที่มันช่างหวามไหวและเปี่ยมรัก

 

        รัก...ในแบบที่แตกต่างจากความรักที่เขามีให้เด็กหนุ่มอย่างสิ้นเชิง

 

        และโชคก็รู้ดี ว่าที่ตรงนั้นจะไม่มีวันเป็นของเขา ในหัวใจของแก้วจะเป็นที่ของธีร์ตลอดไป

 

        โชคหลับตาลง เมื่อก่อนเขาชอบเวลาที่ได้เห็นสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน เพราะมันจะมีความสุขลอยฟุ้งอยู่ในอากาศอย่างบอกไม่ถูก น้าแก้วของเขาจะดูมีความสุขเสมอเมื่อมีอีกคนอยู่ใกล้ๆ แต่ตอนนี้เขากลับไปไม่ชอบมันเลย ไม่อยากเห็นเลย ไม่อยากรับรู้เลย เพราะมันทำให้หัวใจของเขา...เจ็บ

 

        ในขณะที่ความคิดในหัวกำลังก่อร่างขึ้นมาอย่างบิดเบี้ยว ก้อนขนอุ่นนุ่มก็แทรกตัวขึ้นมาบนตัก มะลิซุกตัวเข้าหาเด็กชายของเธอ ถูไถใบหน้าเรียวเล็กเข้ากับท่อนแขนมนุษย์อย่างออดอ้อน

 

        โชคก้มลงมองแมวสาวตัวโตที่อ้าปากหาววอด ลูบสัมผัสกับขนอ่อนนุ่มและอุ่นร้อนจากอุณหภูมิของสัตว์เลือดอุ่น

 

        “มะลิ” เด็กหนุ่มซุกหน้าเข้ากับแมวเหมียวในอ้อมกอด พึมพำกระซิบอู้อี้แผ่วเบาถึงสิ่งที่อยู่ในหัวให้อีกฝ่ายช่วยรับฟัง “ฉันชอบน้าแก้ว ชอบมากจริงๆ นะ”

 

        และก็เพราะว่าชอบมากเหลือเกิน เขาจึงจะยอมเป็นในสิ่งที่เขาได้รับอนุญาตให้เป็น เพื่อที่อย่างน้อยมันจะยังคงมีบางสิ่งผูกโยงเขากับน้าแก้วไว้ด้วยกันอยู่บ้าง...

 

 

 

        “ผมอยากเป็นครอบครัวเดียวกับน้าแก้วนะ” นั่นคือสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดออกไปในลานอิฐที่มีดอกแก้วสีขาวโปรยลงสู่พื้นที่ยังคงเหลือร่องรอยความชุ่มฉ่ำของหยาดฝน แสงแรกของวันส่องลงมาไล่ไอหมอกแต่ยังไม่ทำให้รู้สึกร้อนสักเท่าไหร่

 

        “งั้นเหรอ” รอยยิ้มที่ฉาบด้วยแววของความดีใจส่องผ่านดวงตา สว่างจ้าและอบอุ่นกว่าแสงอาทิตย์ในความรู้สึกของคนที่มองอยู่ “ฉันดีใจนะ”

 

        “อื้ม ผมก็ดีใจ” ที่จะได้อยู่เคียงข้างน้าแก้ว ...ไม่ว่าจะในสถานะอะไรก็ตาม

 

        วันนั้นเป็นวันหนึ่งกลางฤดูฝนที่ท้องฟ้าแจ่มใส และไม่มีฝนตกลงมาเลย

 

 

 

 

TBC...

        อาธีร์กลับมาแบบเต็มตัวแล้ววว น้องโชคก็กลายเป็นลูกชายโซนของน้าแก้วเต็มตัวแล้วเหมือนกัน หนทางยังอีกยาวไกลเลยล่ะค่ะ  :z3: แต่อย่าเพิ่งเบื่อกันเลยนะคะ อยู่ด้วยกันไปนานๆ น้า  :mew1:


        ปล.อย่าลืมช่วยกันติดตาม ผลักดัน และสนับสนุน #สมรสเท่าเทียม ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยด้วยนะคะ เพราะนี่เป็นเรื่องสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับอยู่แล้ว และมันส่งผลต่อชาว LGBTQ+ โดยตรงจริงๆ เพราะเหมือนกับที่น้าแก้วบอกกับโชค ว่าเพราะไม่มีความเกี่ยวพันธ์กันทางกฎหมาย ทรัพสินย์ทั้งหมด หรืออำนาจการตัดสินใจทางการแพทย์และเรื่องอื่นๆ ทางกฎหมายอีกมากมายก็ทำให้พวกเขาไม่สามารถตัดสินใจร่วมกันหรือตัดสินใจแทนกันได้ ทั้งที่ใช้ชีวิตร่วมกันแท้ๆ เช่นนั้นแล้วก็อย่าลืมช่วยกันเป็นเสียงเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยนะคะ

        รีนเองก็ตั้งใจจะกล่าวถึงประเด็นนี้ในนิยายเรื่องนี้ โดยหวังว่าจะช่วยให้กลุ่มคนที่ได้อ่านตระหนักถึงประเด็นนี้ขึ้นมาไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว และในตอนนี้ก็พอดีกับที่มีโซเชี่ยลมูฟเม้นในเรื่องนี้พอดีเลย อย่างไรก็ขอฝากไว้ด้วยนะคะ มาช่วยกันทำให้โลกใบนี้สวยงามมากขึ้นสำหรับทุกคนกันเถอะค่ะ  o13
 

        ขอบคุณทุกคอมเม้น ทุกกำลังใจ และการอ่านเสมอค่ะ

 

        See you on Thursday เจอกันวันพฤหัสบดีหน้าค่า!!

หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 17 [09.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 15-07-2020 00:55:32
โฮรรรอกหักแทนโชค  :hao5: โชคเข้าใจความรู้สึกตัวเองชัดเจนแล้ว และที่กำลังทำอยู่นี้สื่อถึงรักบริสุทธิ์ รักที่เสียสละไม่ใช่การอยากครอบครอง มีแต่ความหวังดี เมื่อเห็นแล้วว่าไม่มีทางที่จะได้รับรักแบบเดียวกันตอบกลับมา ก็ให้น้าแก้วมีความสุขกับน้าธีร์ไป จะไม่ทำให้อึดอัด จะเก็บห้วงรักนี้ไว้ในซอกหลึบของหัวใจเพียงคนเดียว  :mew4: เข้าใจความรู้สึกของโชคเลย และก็เข้าใจน้าแก้วด้วย มันก็จริงหากน้าแก้วเป็นไรไป มันก็จะยากหากโชคไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทางกฎหมาย ก็เลยต้องออกมาในรูปแบบนี้ ก็ถือว่าโอเค เข้าใจโชคเข้าใจน้าแก้วแต่ไม่เข้าใจอาธีร์เลย ต้องการอะไรคะ ถึงมาตัดพ้อน้อยใจเขา 555 สรุปแล้วคือ แก้วธีร์ สินะ  :กอด1: 5555 ขอบคุณนะคะที่มาอัพต่อตามนัด รอตอนหน้าเลยค่ะ เป็นกำลังใจในการแต่งทุกๆตอน รอลุ้น จะเป็นยังไงต่อไปกับเส้นทางรักของแต่ละคน อย่าหักโหมในการแต่งนิยายมากนะคะ พักผ่อนเยอะๆ  :กอด1: :pig4: :pig4: :pig4:

กับลังวิ่งวุ่น=กำลังวิ่งวุ่น
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 18 [16.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 16-07-2020 19:16:13

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 18

 

       ปลายเดือนกันยายน ในคืนที่ฝนตกลงมาตอนหัวค่ำหลังจากกลางวันที่ร้อนอบอ้าว โชคตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงกวักประตูของแมวสาวที่กำลังหาที่กำบังจากเสียงฟ้าร้องดังลั่น เขาเปิดให้มะลิเข้ามาในห้อง บานหน้าต่างสุดทางเดินนั้นถูกปิดสนิท โถงที่ทอดยาวไปถึงบันไดจึงเห็นเพียงเลือนรางในความมืด แต่เด็กหนุ่มก็รับรู้ถึงตำแหน่งของประตูห้องนอนอีกห้องได้อย่างชัดเจน

 

       และค่ำคืนนี้ข้างในห้องนั้นไม่ได้มีน้าแก้วเพียงลำพัง

 

       เสียงอื้ออึงของสายฝนดังระงมกลบเสียงที่มักจะเล็ดลอดออกมาจากห้องนอนใหญ่ในคืนที่มีแขก เสียงพูดคุยที่เจือด้วยเสียงหัวเราะแผ่วเบา เสียงกระซิบกระซาบฟังไม่ได้ศัพท์แต่ก็รับรู้ได้ถึงความอ่อนหวานจับใจ และบางครั้งก็เป็นเสียงครางเครือแหบแห้ง

 

       เด็กหนุ่มละสายตาจากบานประตูในความมืดมิด กลับเข้ามาทิ้งตัวลงบนเตียงในห้องของตัวเอง หมอนใบที่เขามักใช้หนุนนอนทางฝั่งที่ติดกำแพงถูกยึดไปโดยแมวสาวตัวใหญ่ โชคเลยต้องซุกหัวลงบนหมอนอีกใบที่มีกลิ่นของใครอีกคนติดอยู่จางๆ

 

       เนิ่นนานแค่ไหนแล้วไม่รู้ที่ไม่มีคนมาส่งเขาเข้านอน ปลอกหมอนก็ถูกซักเปลี่ยนใหม่แทบทุกเดือน แต่กลิ่นอายเลือนรางของน้าแก้วยังคงอยู่ ติดอยู่ที่ปลายจมูกและในห้วงความทรงจำอย่างชัดเจน

 

       เด็กหนุ่มหลับตาลง พยายามบังคับตัวเองให้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องคิดถึงอะไรอีก

 

       เพราะโชคเติบโตมากพอที่จะรู้แล้วว่าหลังบานประตูที่ปิดสนิทนั้นมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง

 




 

       “กลับยังโชค” เด็กชายหน้าตาน่ารักรูปร่างผอมบางเดินเข้ามาหาเพื่อนสนิทที่ข้างสนามหลังจากที่เตะบอลจนเหงื่อชุ่มเสื้อนักเรียนไปหมด มิกซ์ยังคงตัวเล็กเหมือนเดิม แต่ใจก็ยังใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง เอ่ยถามเด็กหนุ่มที่อายุนำหน้าเขาไปเกือบรอบปีแต่เรียนชั้นเดียวกันมาตั้งแต่ประถม

 

       “อือ ไปดิ” โชคคว้ากระเป๋าสองใบบนโต๊ะม้าหินอ่อนติดมือมาด้วยระหว่างที่ออกเดินไปพร้อมกับเพื่อนรักที่ตัวเล็กกว่าเขาอยู่พอสมควร พอมิกซ์เช็ดเหงื่อที่ไหลตามกรอบหน้าและลำคอออกเรียบร้อยแล้วค่อยยื่นกระเป๋าเป้คืนให้เจ้าของ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ความสูงของเขาเพิ่มขึ้นจนทิ้งห่างกันมากมายขนาดนี้

 

       “เป็นไรอะ”

 

       “อะไรเหรอ” โชคหันไปสบตากับเพื่อนตัวเล็กที่อยู่ๆ ก็ถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยขณะที่เดินไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโรงเรียนนัก

 

       “มึงดู.. ไม่ค่อยมีความสุข” มิกซ์เอียงคอมองช้อนขึ้นมาจากองศาที่ต่ำกว่าเมื่อทั้งคู่หยุดรอสัญญาณไฟข้ามถนน ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องสบค้นหาความขุ่นมัวที่ซ่อนอยู่หลังแววตาของเด็กหนุ่ม เขาเป็นเพื่อนกับโชคมานานมากพอที่จะสามารถพูดได้เต็มปากว่าหากเพื่อนของเขาแปลกไป แม้จะเล็กน้อยแค่ไหน เขาก็รู้สึกได้

 

       “ไม่นี่ ไม่ได้เป็นไร”

 

       “เหรอ”

 

       “อือ”

 

       “เหรอ”

 

       “อืม”

 

       “เหรอ”

 

       “เราดูไม่มีความสุขขนาดนั้นเลยเหรอ” หลังจากถูกย้ำด้วยน้ำเสียงกดดันซ้ำๆ โชคก็เอ่ยถามออกมาอย่างยอมจำนนต่อคำกล่าวหาของเพื่อน

 

       “ไม่หรอก ไม่ขนาดนั้น” มิกซ์เว้นช่วงไปเมื่อไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงบอกให้รถหยุด ก้าวนำอีกคนข้ามทางม้าลายไปจนถึงอีกฝั่งถนนแล้วจึงค่อยพูดต่อ “มึงดูไม่มีความสุขแค่นิดหน่อย แต่กูแค่รู้ว่ามึงไม่ปกติมากๆ”

 

       “ยังไง” โชคถามอย่างงุนงงกับคำตอบที่ได้รับ

 

       “ทะเลาะกับน้าแก้วมาเหรอ” คนตัวเล็กกว่าไม่ได้ตอบแต่ย้อนถามกลับมา ในขณะที่พวกเขาก้าวขาเหยียบขั้นบันไดที่เลื่อนลงไปสู่ชั้นใต้ดินที่แอร์เย็นเฉียบจนโชครู้สึกสะท้านวูบในอก ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุณหภูมิที่ลดต่ำฉับพลัน หรือเป็นเพราะคำถามของมิกซ์กันแน่

 

       “เปล่า ไม่ได้ทะเลาะ”

 

       “หรือทะเลาะกับอาธีร์?”

 

       “ไม่ ไม่ใช่” โชคพึมพำแผ่วเบาเมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวลงมาจนสุดทางเลื่อนหลุบตามองต่ำ รู้สึกเหมือนกำลังโกหกทั้งที่ก็พูดความจริงแท้ๆ

 

       “เหรอ” คราวนี้น้ำเสียงที่ตอบกลับมาไม่ได้คาดคั้นเหมือนอย่างครั้งก่อน มิกซ์พยักหน้าเหมือนรับรู้แต่ไม่ได้ใส่ใจนัก แล้วบทสนทนาหลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่น การ์ตูน เกม ดินฟ้าอากาศ จนกระทั่งพวกเขามาถึงสถานีจุดหมาย ต่อรถเมล์ประจำทางที่จะผ่านซอยบ้านของมิกซ์ก่อนจะถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้านของโชค ซึ่งตั้งแต่ที่เด็กๆ เข้าสู่เทอมสองของชั้นมัธยมปีแรก ผู้ปกครองสองบ้านก็เลิกไปรับไปส่งทำให้พวกเขาก็ต้องเดินทางกันเองอย่างนี้เป็นจนกลายเป็นกิจวัตรไปแล้ว

 

       “บาย” โชคบอกลาเพื่อนสนิทพลางขยับขาเพื่อให้คนที่นั่งติดหน้าต่างออกได้สะดวก แต่มิกซ์กลับไม่ยอมเดินออกไปสักทีทั้งที่ใกล้จะถึงจุดลงแล้ว “มิกซ์?”

 

       “ปะ ลงเล่นบ้านกูก่อน” โชคเงยหน้าขึ้นสบกับแววตาที่จ้องมองมา มันใสกระจ่างและเต็มไปด้วยความเข้าใจในตัวเขาอย่างลึกซึ้ง “ยังไม่อยากกลับบ้านไม่ใช่รึไง”

 

       “เดี๋ยว..” ยังไม่ทันได้ตอบตกลง โชคก็ถูกอีกคนลากจูงลงรถไปด้วยแล้ว

 

       ที่ป้ายรถเมล์เก่าสภาพตามอายุการใช้งาน เด็กชั้นม.ต้นสองคนยืนมองรถโดยสารประจำทางสีแดงแล่นห่างออกไปด้วยความเร็วที่ไม่ได้เหมาะกับสภาพจราจรของเมืองหลวงแห่งนี้นัก

 

       “แล้วเราจะกลับยังไง” เด็กตัวสูงถาม

 

       “เดี๋ยวให้แม่ไปส่ง” และเด็กตัวเล็กกว่าก็ตอบอย่างสบายๆ พร้อมรอยยิ้มกว้าง โชคเลยได้แต่กดพิมพ์ข้อความส่งไปบอกน้าแก้วว่าตัวเองจะกลับช้าพร้อมกับคิดเมนูอาหารเย็นไปด้วย

 

       เด็กสองคนที่เติบโตผ่านวัยเด็กมาด้วยกันเดินเคียงไหล่ไปตามทางที่คุ้นเคย พูดคุยเรื่องไร้สาระเรื่อยเปื่อยในแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ย้อมให้ทุกสิ่งเป็นสีของมัน

 

       นั่นเป็นครั้งแรกที่โชคกลับบ้านช้าโดยที่ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรทั้งนั้น

 



 

       กลางเดือนตุลาคมที่ละอองฝนหลอมรวมกับไอหนาว แก้วก็อายุสามสิบแปดปีเต็ม งานวันเกิดเล็กๆ จัดขึ้นตรงที่ประจำในห้องนั่งเล่น เค้กช็อกโกแลตสั่งทำพิเศษให้หวานน้อยกว่าปกติถูกตัดแบ่งหลังเจ้าของวันเกิดเป่าเทียนแล้ว เสียงพูดคุยเคล้าเสียงโทรทัศน์ ของขวัญจากเพื่อนสนิทและเด็กหนุ่มถูกยื่นส่งให้พร้อมกับคำอวยพร

 

       “แฮปปี้เบิร์ตเดย์นะ”

 

       “สุขสันต์วันเกิดครับ”

 

       “ขอบใจ” เจ้าของวันเกิดระบายยิ้มบางพร้อมกับดวงตาสีเข้มที่ทอประกายอ่อนโยน แล้วโชคก็จมลงไปในภาพตรงหน้านั้น เนิ่นนานจนคนถูกมองหันมาสบตาเข้าถึงค่อยรู้สึกตัวแล้วฉีกยิ้มกว้างกลบเกลื่อนความวูบโหวงในหัวใจ

 

       น้าแก้วของเขาไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดในสายตาของเจ้าตัว

 

       เช่นเดียวกับแววตาที่ทอดมองไปยังชายอีกคน...ที่มันไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลย

 

       แม้ว่ารุ่งสางของค่ำคืนนี้เมื่อห้าปีก่อน หัวใจของชายหนุ่มนั้นจะพังยับเยินมากแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

 

       เด็กหนุ่มเบนสายตาหนีเมื่อธีร์วาดแขนขึ้นพาดโซฟาด้านหลังของแก้วจนดูคล้ายว่าเจ้าตัวกำลังโอบกอดชายหนุ่มอยู่ โชครู้ว่ามันดูไร้สาระที่เขาเพิ่งจะมารู้สึกไม่ชอบใจกับความสนิทสนมที่ดูคุ้นเคยกันดีของสองคนนี้ เพราะทุกการวางสัมผัสลงบนร่างกายของกันและกันของคนทั้งสองที่ดูนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติราวกับเคยเกิดมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วแบบนั้น ทั้งที่มันก็ไม่ได้ดูประเจิดประเจ้ออะไรเลยแท้ๆ แต่เขาก็ยังรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

 

       โชคเลยได้แต่มองออกไปยังไฟนีออนบนเสาหน้าบ้านผ่านมุ้งลวดหน้าต่าง ก้อนแสงสีขาวสว่างฟุ้งเป็นดวงในม่านฝนจนรู้สึกตาพร่าเมื่อจ้องมองนานๆ ที่ตรงนั้น ใต้เสาไฟข้างถังขยะสีเหลืองในคืนฝนตก...

 

       ถ้าเขาได้เจอกับน้าแก้วเร็วกว่านี้สักสิบยี่สิบปี เขาจะสามารถแทนที่อาธีร์ได้รึเปล่านะ

 

       แต่ก็เพราะมันเป็นความคิดเรื่อยเปื่อยที่ไม่อาจเป็นจริง เด็กหนุ่มเลยปัดมันทิ้งไป แล้วเบนสายตากลับมานั่งเท้าคางมองใบหน้าเปี่ยมสุขของผู้ใหญ่สองคนตรงหน้า ส่งยิ้มฝาดเฝื่อนให้เวลาที่ใครสักคนหันมาสบตา

 

       เขายังคงชอบน้าแก้วกับอาธีร์เหมือนเดิม แต่ไม่ชอบเลยจริงๆ เวลาที่สองคนนี้อยู่ด้วยกัน

 



 

       ปลายเดือนธันวาเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของปี และคริสต์มาสก็เวียนมาถึงอีกครั้ง

 

       ในห้องนั่งเล่นที่ถูกตกแต่งด้วยสายรุ้งวิววับและต้นคริสต์มาสประดับประดาด้วยไฟหลากสี บรรยากาศเดิมๆ เหมือนกับปีก่อน เพียงแต่ค่ำคืนนี้ซานตาคลอสหนุ่มของพวกเขากลับมาแล้ว แม้จะไม่ได้ใส่ชุดสีแดงและแบกถุงของขวัญเหมือนอย่างเคย แต่ธีร์ก็ยังคงพกพาความสุขติดตัวมาสู่บ้านหลังนี้ด้วยเสมอ

 

       และความสุขนั้นก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนบนใบหน้าของเจ้าของบ้าน

 

       “วันนี้กินข้าวน้อยจังเลยนะ” ธีร์ถามขึ้นขณะที่เขากับเด็กหนุ่มกำลังต่อเครื่องเล่นวิดีโอเกมเข้ากับจอทีวีสี่สิบนิ้วที่เพิ่งซื้อมาเปลี่ยนแทนที่เครื่องเก่าที่สายช็อตดับไปไม่กี่สัปดาห์ก่อน เมื่อในระหว่างมื้อค่ำเขาเห็นโชคเอาแต่เขี่ยอาหารในจานไปมาทั้งที่เพิ่งกินไปได้ไม่ถึงครึ่ง

 

       คนถูกทักประหลาดใจนิดหน่อยที่ธีร์สังเกตเห็นเรื่องเล็กน้อยแบบนั้น แต่เมื่อมาคิดดูอีกทีมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในเมื่ออาธีร์ก็เป็นอย่างนี้มาตลอดอยู่แล้ว ทั้งสว่างไสวและเอาใจใส่ผู้คนรอบตัวอยู่เสมอ เหมือนกับดวงอาทิตย์สีทองที่กลางฟ้า ส่องประกายเจิดจ้าเสียจน...น่าอิจฉา

 

       “ก็เมื่อตอนเลิกเรียนผมกับเพื่อนไปกินก๋วยเตี๋ยวกันมาแล้วรอบนึง เลยไม่ค่อยหิวอะครับ” โชคเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มพลางระบายยิ้มกลบเกลื่อนความผิดปกติของตัวเอง

 

       “งั้นเหรอ งั้นถ้ากินไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนหรอก แต่วัยกำลังโตอย่างเราต้องกินให้อิ่มนะรู้ไหม” คุณอาวัยใกล้เลขสี่ไม่ได้คาดคั้นอะไรต่ออีก เพียงแค่ส่งยิ้มอบอุ่นและแววตาห่วงใยเช่นเดียวกับวันแรกที่ได้เจอกันมาให้เขาอย่างอ่อนโยน

 

       “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำด้วยรอยยิ้ม ทว่ามันไม่ได้เป็นรอยยิ้มซื่อตรงอย่างที่เด็กชายตัวน้อยเคยมีให้กับชายหนุ่มในวันวาน แต่เป็นรอยยิ้มที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สับสนซ้อนทับกันอยู่ มันมีทั้งความใสซื่อและจริงใจ แต่ก็ฝืดฝืนและขุ่นเคืองในเวลาเดียวกัน

 

       ระยะห่างและรอยร้าวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นบนความสัมพันธ์อย่างเงียบงัน ในค่ำคืนหนึ่งกลางฤดูหนาวแสนสงบ ท่ามกลางแสงไฟหลากสีที่กระพริบเป็นจังหวะในห้องนั่งเล่นของบ้านไม้สีขาว ซึ่งอบอวลไปด้วยไออุ่นอันเหน็บหนาว

 



 

       แก้วเกิดในช่วงต้นของหน้าหนาว ในขณะที่ธีร์เกิดในตอนปลายของฤดูกาล...เดือนกุมภาพันธ์ วันที่สิบ

 

       แก้วกับโชคไม่เคยได้จัดงานวันเกิดให้กับธีร์เพราะเจ้าตัวมักจะกลับไปใช้เวลากับพ่อแม่เสมอ ทุกปีจึงมีเพียงโทรศัพท์หนึ่งสายจากคนสองคนต่อตรงไปอวยพรกับของขวัญที่ให้ย้อนหลังเท่านั้น แต่ไม่ใช่ปีนี้ ในวันเกิดอายุครบสามสิบแปดปี หลังจากช่วงเช้าที่ใช้ไปกับบุพารีที่บ้านแล้ว ตอนบ่ายนิดๆ ร่างสูงใหญ่ก็กลับมาโผล่ที่หน้ารั้วไม้สีขาวพร้อมกับเด็กชายตัวเล็กในอ้อมแขน

 

       “สวัสดีครับรึยังครับคนเก่ง” ธีร์ในร่างคุณพ่อบอกลูกชายตัวเองให้ทักทายเจ้าของบ้านหนุ่มขณะปล่อยให้ลงเดินเองเมื่อมาถึงเฉลียง

 

       “สะหวัดดีคับ” เด็กน้อยยกมือไหว้พร้อมกับพูดเสียงดังชัดเจนและแจกรอยยิ้มสดใสไปด้วย เมษาเป็นเด็กร่าเริง ไม่กลัวคนแปลกหน้าและกล้าแสดงออก ทำให้รู้ได้เลยว่าถูกเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรักและความเอาใจใส่ ถึงแม้ว่าธีร์กับเนตรจะแยกทางกันโดยพฤตินัยไปแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังคงทำหน้าที่ของพ่อและแม่ได้เป็นอย่างดี

 

       “สวัสดีครับเมษา” แก้วยิ้มตอบ จ้องสบกับดวงตากลมโตใสแป๋วของลูกชายเพื่อนอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันมาถามคนพ่อ “อายุเท่าไหร่แล้วนะ สาม? หรือสี่?”

 

       “เมษาอายุสามขวบแล้วคับ” เจ้าตัวเล็กเจื้อยแจ้วตอบแทนพ่อพร้อมกับชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้วประกอบคำตอบ

 

       “เมษานี้ก็สี่ปีเต็มแล้ว” ธีร์ช่วยขยายเพิ่มพลางใช้มือประคองแผ่นหลังเล็กให้ก้าวเดินตามเพื่อนสนิทตนเข้าไปในบ้าน

 

       “แล้ววันนี้ไม่กินข้าวกับแม่เหรอ” แก้วถามขึ้นเมื่อแขกของบ้านต่างจับจองพื้นที่ในห้องนั่งเล่นตามสะดวกกันแล้ว โดยที่มีเขานั่งบนโซฟาที่ประจำ ส่วนคุณพ่อตัวโตนั่งลงบนพื้นกระเบื้องเย็นฉ่ำเพื่อคอยดูลูกน้อยที่กำลังเดินสำรวจไปทั่ว

 

       “แม่บอกเบื่อหน้าแล้ว เจอกันทุกวัน” ธีร์ตอบตามความจริงที่มารดาสุดที่รักของเขาบอกทุกประการเรียกให้มุมปากคู่สนทนายกขึ้นน้อยๆ อย่างขบขัน ดวงตาสีเข้มที่มักจะเฉื่อยชาฉายแววซุกซนน้อยๆ ออกมา ก่อนที่ริมฝีปากจะขยับพูดเย้า

 

       “กูก็เบื่อแล้วเหมือนกันนะ”

 

       “อย่าพูดคำหยาบต่อหน้าเด็กสิ” ปะป๊าน้องเมษายกมือขึ้นปิดหูลูกชายพลางดุผู้ใหญ่ไม่รู้ความตรงหน้า แต่ทว่าน้ำเสียงกลับยียวนไร้ความจริงจัง ก่อนจะช้อนตาคมวาววับขึ้นมาสบกับคนที่นั่งสูงกว่าในองศาที่ดูออดอ้อนจนน่าหมั่นไส้ “แล้วแก้วเบื่อผมแล้วจริงๆ เหรอครับ”

 

       แก้วยังไม่ได้ตอบคำถามที่คำตอบมันแน่ชัดอยู่แล้ว เด็กชายตัวน้อยก็โผเข้าไปเกาะขาชายหนุ่มแปลกหน้าที่ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกคนนั้นเอาไว้แน่น ดวงตาใสซื่อจ้องมองเพื่อนสนิทของคุณพ่อไม่วางตาขณะเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล

 

       “ไม่ชอบปะป๊าธีร์เหรอคับ”

 

       “หืม” แก้วมองใบหน้าเล็กสลับกับผู้เป็นพ่อที่ยกยิ้มอย่างพึงพอใจกับคำถามของลูกชาย เมษาหน้าเหมือนเนตรที่เป็นแม่ แต่ดวงตากลับเหมือนของธีร์ไม่มีผิด ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าชายหนุ่มถูกดวงตาคมสวยสองคู่จับจ้อง หนึ่งแพรวพราววาววับแสนเจ้าเล่ห์ กับอีกหนึ่งที่รอคอยและคาดหวังอย่างซื่อตรง

 

       “ไม่ชอบปะป๊าของเมษาเหรอ” เจ้าตัวเล็กย้ำถามอย่างร้อนรน เด็กชายไม่อยากให้ใครเกลียดพ่อของเขา โดยเฉพาะคนตรงหน้า ถึงแม้เขาจะไม่ได้เข้าใจอะไรนักตามประสาเด็กหัดเดิน แต่เด็กน้อยก็รู้ว่าคนๆ นี้สำคัญกับปะป๊าของเขา เพราะว่าปะป๊าธีร์ยิ้ม

 

       ...ยิ้มที่ทั้งอบอุ่นแล้วก็ทำให้รู้สึกดีกว่ารอยยิ้มไหนๆ ยิ้มในแบบที่เมษาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

 

       “เปล่า ไม่ได้ไม่ชอบหรอกนะ” แก้วลูบหัวเด็กชายอย่างเอ็นดู ระบายยิ้มอ่อนโยนให้ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบบอกบางอย่างเพียงแผ่วเบาที่ข้างหูเล็กให้รู้กันแค่สองคนเท่านั้น

 

       แต่ถึงจะไม่ได้ยินสิ่งที่แก้วบอกกับลูกชาย ธีร์ก็ยังคงระบายยิ้มขณะเฝ้ารอให้ดวงตาสีเข้มเหลือบมาสบกับตน และเมื่อแก้วเผลอสบเข้ากับแววตาวาบหวามลึกซึ้งที่รอคอยเขาอยู่ ความรู้สึกร้อนวูบก็แล่นไปทั่วอกจรดปลายนิ้วจนต้องเบนหน้าหลบเพื่อซ่อนสองแก้มที่กำลังแผดเผาตัวเองให้พ้นจากสายตาตัวต้นเหตุ

 

       เจ้าของแววตาหวานหยดหัวเราะในลำคอเมื่อโดนเจ้าของบ้านเมินหนี ธีร์รู้ว่าแก้วบอกอะไรกับเมษา ถึงจะไม่เคยได้ยินจากปากของเจ้าตัว เขาก็รู้ ...เพราะมันชัดเจนมาตั้งนานแล้ว และไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอดยี่สิบปี

 

 

 

       บ่ายสามโมงโชคกลับมาจากเรียนพิเศษคณิตศาสตร์ที่ต้องไปประจำทุกวันเสาร์ เด็กหนุ่มแปลกใจที่แขกของบ้านวันนี้เป็นเด็กชายตัวน้อยที่กำลังนอนกอดมะลิแน่น ขณะที่ดูการ์ตูนในโทรทัศน์ด้วยตาปรือต่ำจนแทบจะปิดอยู่ข้างๆ เจ้าของบ้านหนุ่ม แทนที่จะเป็นแขกประจำตัวโตอย่างธีร์ที่ตอนนี้หายออกไปซื้อของข้างนอกอยู่ แต่ถึงจะไม่คุ้นนักเขาก็ยังพอจำเด็กชายที่มีใบหน้าถอดแบบผู้เป็นแม่มา ซึ่งคล้ายคลึงกับใบหน้าของคนที่เขาคุ้นเคยที่สุดในโลกได้ แม้จะเลือนรางเต็มที เพราะครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาได้เจอกับลูกชายของอาธีร์ น้องเมษายังเป็นเพียงทารกน้อยในเปลอยู่เลย

 

       “น้องโตขึ้นเยอะเลยนะครับ” หลังจากที่เอากระเป๋าไปเก็บบนห้องแล้วกลับลงมา โชคก็มานั่งแหมะลงตรงหน้าโซฟา เอนหัวซบกับขาของน้าแก้ว ตาก็จ้องมองเด็กชายที่หลับไปแล้ว

 

       “ก็นะ ตอนนั้นเพิ่งคลอดได้ไม่กี่วันเองนี่” แก้วลูบหัวเจ้าหมาน้อยตัวโข่งของเขา โชคในวัยสิบห้าปีเศษเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่กี่เดือนก็สูงพรวดพราดขึ้นมาจนเกือบจะเท่าเขาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ยังคงเป็นแค่เด็กน้อยในสายตาของเขาอยู่ดี “ตอนที่ฉันเจอเธอครั้งแรก ตัวเธอก็ไม่ได้ใหญ่กว่านี้มากหรอกนะ”

 

       “ก็ตอนนั้นผมยังเด็ก” โชคบอกพร้อมขยับหัวถูไถไปมาในอุ้งมืออบอุ่น เขาชอบมือของน้าแก้ว มันใหญ่พอที่เมื่อเขากอบกุมแล้วจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัย และก็อบอุ่นเหมือนกับวันแรกที่มือข้างนั้นถูกยื่นมาตรงหน้าเขาไม่เคยเปลี่ยนเลย

 

       พวกเขาพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยโดยมีเสียงของการ์ตูนในทีวีที่ไม่มีใครสนใจจะดูดังเป็นฉากหลัง โชคคิดถึงบ่ายวันหยุดธรรมดาๆ ที่ได้ใช้ไปด้วยกันอย่างสงบแบบนี้เหลือเกิน คิดถึงช่วงเวลาที่มีแค่เขากับน้าแก้วเพียงสองคน

 

       แต่ช่วงเวลาแสนสุขนั้นก็สั้นนิดเดียวเมื่อเด็กน้อยลืมตาตื่นขึ้นมา เมษาช่างพูดและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานเหลือล้น พอตื่นขึ้นมาก็รีบทำความรู้จักพี่ชายหน้าใหม่ จากนั้นก็เรียกร้องให้พาตนออกไปเล่นในสวน โชคมองมือแก้วอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาอยากจับมันไว้ให้เนิ่นนาน ตลอดกาลเลยยิ่งดี แต่สุดท้ายต้องก็ยอมแพ้ให้กับดวงตาใสแป๋วของเด็กน้อย กับรอยยิ้มเอ็นดูที่ระบายอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่ม

 

       “พาน้องออกไปเล่นหน่อยสิ”

 

       “ครับ”

 

       สวนข้างบ้านในพื้นที่จำกัดไม่ได้มีอะไรให้น่าสนใจนักสำหรับเด็กหนุ่ม แต่กับเด็กชายวัยสามขวบเศษกลับเห็นเป็นโลกใบใหม่ที่น่าค้นหาไปเสียทุกส่วน โชคเลยปล่อยให้เมษาวิ่งสำรวจไปรอบๆ โดยที่ตัวเองนั่งแกว่งชิงช้าเอื่อยๆ คอยดูไม่ให้อีกฝ่ายเข้าไปยุ่งกับอะไรจะเป็นอันตราย

 

       “ยิ้มหน่อยสิ” เสียงของน้าแก้วดังขึ้นหลังจากเสียงแผ่วเบาของการลั่นชัตเตอร์ครั้งแรก โชคหันไปหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนเฉลียงกับกล้องตัวเก่าอายุกว่าครึ่งหนึ่งของตัวเขาในมือ แก้วยกกล้องขึ้นมาอีกครั้ง ระบายยิ้มผ่านริมฝีปากที่คาบบุหรี่ปลายแดงฉานเอาไว้บางๆ แล้วกดปุ่มบันทึกภาพเสี้ยววินาทีเดียวที่จะเคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้เอาไว้

 

       โชคสบตากับเลนส์กล้อง จ้องมองผ่านไปถึงดวงตาคนด้างหลัง จ้องมองค้างอยู่อย่างนั้นแม้ตากล้องจะละสายตาจากเขาไปแล้ว

 

       น้าแก้วหลังม่านควันเบาบางสีขาว กับรอยยิ้มอ่อนโยนในแสงอาทิตย์สีทองยามบ่ายแก่ ช่างเป็นภาพที่งดงามเสียยิ่งกว่าทิวทัศน์ของท้องทะเลกว้างใหญ่ที่เขาเคยเห็นเสียอีก

 

       ...งดงามอย่างที่ไม่มีอะไรเทียบเคียงได้เลย

 

       “พี่โชค” เจ้าของชื่อหันกลับมาสนใจเด็กชายตัวเล็กที่เรียกหาเขา พอเห็นรอยยิ้มสดใสและแววตาใคร่รู้ที่ดูสนุกสนานก็รู้สึกเหมือนมีภาพซ้อนทับขึ้นมา

 

       ภาพของเด็กชายวัยหกขวบกว่าที่เดินเล่นไปทั่วทั้งสวน เอ่ยถามคำถามมากมายที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยสักนิด แต่ชายหนุ่มที่นั่งสูบบุหรี่อยู่บนบันไดทางขึ้นบ้านก็ยอมตอบมันไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายไม่รู้จบ

 

       “ว่าไงครับ”

 

       “นี่ดอกอะไรคับ”

 

       “นั่นชื่อว่าดอกเฟื้องฟ้าครับ” โชคลุกจากชิงช้าทำมือที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อเขา ขยับเข้าไปใกล้ร่างเล็กแล้วนั่งยองลงเคียงข้าง พร้อมกับแนะนำดอกไม้นาๆ สายพันธุ์ที่ผลิบานอยู่ในสวนแห่งนี้ให้เด็กชายได้รู้จักด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างที่ตนเคยได้รับมา

 

       บ่ายวันนั้นท้องฟ้าใสกระจ่างไม่ต่างจากวันนี้เลย

 

 

 

       ตกค่ำหลังมื้อเย็นและการเป่าเค้กที่เจ้าของวันเกิดถูกแย่งหน้าที่ไปโดยเจ้าตัวเล็ก ทุกคนก็มานั่งรวมตัวกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ไม่ได้มีกิจกรรมพิเศษหรืออะไรที่แตกต่างไปจากปกติ เพียงแค่ดูหนังไปด้วยกันโดยมีเสียงพูดคุยขึ้นมาบ้างเป็นระยะเท่านั้น งานวันเกิดครั้งแรกของธีร์ที่จัดขึ้นในบ้านไม้สีขาวสองชั้นหลังนี้เป็นไปอย่างเรียบง่ายสามัญ

 

       “เดี๋ยวจะกลับแล้วนะ” ธีร์หันมาบอกเจ้าของบ้านหลังจากเหลือมองนาฬิกาบนผนัง เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้วในตอนนั้น

 

       “อืม จะปลุกไหม” แก้วพยักหน้ารับ ก่อนถามถึงลูกชายเจ้าตัวที่ยืมตักเขาต่างหมอนอยู่

 

       “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวอุ้มไปขึ้นรถเลย” คุณพ่อยื่นมือไปจะอุ้มลูก แต่ก็เปลี่ยนใจเสียก่อน “อุ้มไปส่งหน้าบ้านหน่อยสิ เดี๋ยวจะไปเลื่อนรถมารับ”

 

       “อือ ไปดิ” แก้วช้อนตัวเมษาขึ้นอุ้มแนบอกเดินตามเพื่อนออกไป

 

       ทั้งที่ระยะทางจากประตูบ้านถึงรั้วไม้ไม่ได้มากมายอะไรเลย และน้ำหนักของคนในอ้อมแขนก็ไม่ได้เยอะสักหน่อย แต่แก้วกับคนข้างๆ กลับใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะก้าวขาเดินไปถึงที่หมาย

 

       “เกือบสี่ปี” ธีร์พูดเมื่อพวกเขามาถึงประตูรั้ว

 

       “อะไร” แก้วหันไปสบกับตาคมที่จ้องมองมาก่อนแล้วอย่างงุนงง

 

       “ที่กูรอให้มึงมาอุ้มเมษา” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยบอก ธีร์มองหน้าแก้ว ก่อนจะหลุบต่ำลงไปมองดวงหน้าเล็กที่ซุกอยู่ในอกของคนตรงหน้า “นานเหมือนกันนะ”

 

       “อืม ตอนนี้ก็อุ้มแล้วไง” แก้วหรี่ตาลงมองตามคนตัวใหญ่ เด็กชายที่หน้าเหมือนภรรยาของธีร์ทุกกระเบียดนิ้วยามที่ดวงตาคู่สวยปิดสนิทอยู่ในอ้อมแขนของเขา ทั้งที่เมษาตัวไม่หนักเลยแท้ๆ แต่หัวใจเขากลับรู้สึกหนักอึ้ง

 

       “อืม เห็นแล้ว” ธีร์คลี่ยิ้มขณะที่ยื่นมือมาเกลี่ยแก้มนุ่มนิ่มเบาๆ

 

       “ธีร์”

 

       “หืม”

 

       “ทำไมถึงอยากให้กูอุ้มลูกมึงล่ะ” คำถามถูกถามออกไปโดยที่เจ้าของคำถามไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนา มีเพียงเจ้าของคำตอบเท่านั้นที่กำลังเฝ้ามองอีกฝ่ายอยู่

 

       “นั่นสิ” ธีร์ตอบเสียงแผ่ว มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนโยน “บางทีอาจจะเป็นเพราะกูอยากให้เป็นมึงมาตลอด”

 

       คำตอบที่ดูคล้ายว่าไม่ตรงกับคำถามนั้นไม่ได้ถูกขยายต่อว่าหมายความว่าอย่างไร และแก้วไม่ได้ซักไซ้ต่อไปอีก จนหลงเหลือเอาไว้เพียงเสียงของลมหายใจที่ได้ยินชัดเจนขึ้นทุกขณะ

 

       “ขออีกอย่างสิ” ธีร์คลี่ยิ้มผ่านดวงตาในระยะที่ใกล้จนแก้วมองเห็นไม่ชัดนัก

 

       “อะไร”

 

       “จูบได้ไหม”

 

       “อืม”

 

       แสงไฟขาวจากหลอดนีออนส่องลงมาเหนือสองร่างที่แนบชิดกันเพียงริมฝีปาก นุ่มนวลแผ่วเบา แต่ก็แนบแน่นอ้อยอิ่งพอจะทิ้งร่องรอยความร้อนเอาไว้แม้ผละจากกันไปแล้ว

 

       “ขอบใจสำหรับของขวัญวันเกิด” ธีร์ยิ้มร่าพร้อมกระซิบบอก

 

       “สุขสันต์วันเกิด” และแก้วก็กระซิบตอบด้วยรอยยิ้มบาง

 

 

 

TBC...

       อาธีร์กับน้าแก้วเป็นคู่ที่เขียนสนุกแล้วก็ทำให้รีนเขินมากๆ เลยล่ะค่ะ  :o8: ทีมน้องโชครอก่อนนะคะ รอให้เด็กมันโตก่อน!!!! 555555

       ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ไม่ได้เล่าเรื่องต่อเนื่องอะไรเท่าไหร่เลยค่ะ เป็นเรื่องราวในแต่ละวันแต่ละช่วงของปีที่บอกเล่าอะไรหลายๆ อย่างในตัวของมันเองทีละเล็กละน้อย หวังว่าจะไม่เบื่อกันนะคะ มาค่อยๆ เดินไปพร้อมกับตัวละครและรีนกันเถอะค่ะ ตอนนี้รีนก็ยังคงติดอยู่กับน้องโชควัย 17 ที่ค้างคามาเนิ่นนาน อยากเขียนให้จบไวๆ จังเลยค่ะ จะได้เอามาอัพสัปดาห์ละสองตอนสักที จะพยายามกระดึ๊บไปเรื่อยๆ นะคะ เพื่อที่สักวันจะได้ทอล์กท้ายตอนว่าเขียนจบแล้วบ้าง แง้  :z3:

       ปล.รีนไม่ได้หักโหมนะคะ อย่างช่วงนี้ก็พักแบบพักยาวเลยจริงๆ 55555 ขอบคุณจริงๆ นะคะที่เป็นกำลังใจดีๆ เสมอเลย  :mew1:

 

       ขอบคุณทุกกำลังใจ คอมเม้น และการอ่านเสมอเลยค่ะ

 

       เจอกันใหม่วันพฤหัสบดีหน้านะคะ

 


หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 18 [16.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 22-07-2020 21:35:35
อุต๊ะ!  :o8: ชัดเจนกันแล้วดิ รึไง  :hao4: วันเวลาก็เปลี่ยนไปตามกาล ต่างคนก็ต่างโตขึ้น หวังว่าโชคจะเปลี่ยนความรู้สึกกับน้าแก้วได้ในเร็ววัน เอาใจช่วยนะจะได้มีความสุขยิ้มได้ปลอดโปร่งสักที  :katai2-1: จะเป็นยังไงต่อแต่ละคน ขอบคุณนะคะที่มาต่อตามวันสม่ำเสมอ รอตอนหน้าเลยค่ะ  :pig4: :pig4: :pig4:

ด้วยความที่นิยายเรื่องนี้มันไม่ใช่วายจ๋า มันเหมือนเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่กับเด็กคนนึงซึ่งก็คือน้าแก้วกับโชค มันก็เลยอาจจะไม่ค่อยตรงกับเป้าหมายที่คนต้องการอ่านวาย ซึ่งชอบอ่านวายจ๋าไปเลย ชี้ชัดพระนายชัดเจน แม้ในเรื่องกว่าพระเอกจะโผล่มาหรือกว่าจะระบุได้ว่าใครรุกรับแต่ก็ยังรู้พระนายคือใคร ถ้าเรื่องนี้เป็นของน้าแก้วกับธีร์ไปเลย อาจจะเวิร์คกว่า เพราะว่าวายกับคู่น้าแก้วธีร์มันมีน้อย แต่ความดราม่าของคู่นี้คือให้เลย ผ่าน ไม่มีอะไรต้องปรับปรุงเพราะแต่งดีแล้ว ชอบภาษาสำนวนการแต่งและความดราม่าอึมครึมนี้มาก คำผิดก็น้อย  o13 o13 o13 ถ้าหากจบเรื่องนี้ อย่าเพิ่งไปไหนนะคะ อยู่เขียนผลงานต่อไปแต่เอาแบบวายๆเลย วายจ๋า ยังคงความดราม่า โรแมนติก อยากจะอ่านสักเรื่องหรือหลายเรื่อง มันดีมากๆแน่ เพราะชอบสไตล์การแต่งจริงๆ :katai2-1: :katai2-1: พักผ่อนเยอะๆนะคะ เป็นกำลังใจแต่งทุกๆตอน  (:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 19 [23.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 23-07-2020 20:10:30

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 19

 

          เช้าวันอาทิตย์ที่ท้องฟ้าแจ่มใสตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง โชคตื่นขึ้นมาทันเห็นตั้งแต่มันยังไม่สว่าง เด็กหนุ่มนั่งอยู่หน้าบานหน้าต่างที่เปิดกว้างเหนือโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่ที่ถูกวางแทนที่โต๊ะเล็กตัวเก่า ภาพที่เห็นจากหน้าต่างบานนั้นคือต้นแก้วในลานอิฐเช่นเดียวกับบานที่อยู่สุดทางเดินใกล้กับประตูห้อง แต่เพราะมันมีมุ้งลวดกั้นเอาไว้ ดอกไม้สีขาวนั้นเลยไม่เคยปลิวเข้ามาในห้องเขาเลย

 

          โชคพรูลมหายใจออกมายาวเหยียดราวกับจะให้มันช่วยคลายมวลความอึดอัดในอกลงบ้างสักนิด ซบหน้าลงกับผิวโต๊ะปล่อยให้แดดอุ่นอาบไล้จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นไอร้อนจึงค่อยลุกหนี

 

          กว่าเด็กหนุ่มจะลงมาชั้นล่างยามเช้าของวันก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งแล้ว จึงไม่แปลกอะไรที่เขาจะเห็นน้าแก้วนั่งอยู่ที่โซฟามุมประจำ พร้อมกับแก้วกาแฟที่วางอยู่ข้างที่เขี่ยบุหรี่ ดวงตาสีเข้มเหลือบขึ้นมามองเขาก่อนเจ้าตัวจะคลี่ยิ้มอ่อนโยนแทนคำทักทาย

 

          โชคพยายามจะยิ้มตอบ แต่มุมปากกลับฝืดฝืนเสียจนยกไม่ขึ้น สุดท้ายก็ได้แต่เอ่ยถามออกไปผ่านลำคอแห้งผาก “...ตื่นนานแล้วเหรอครับ”

 

          “อืม สักพักแล้ว” แก้วสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มแปลกไปจากปกติ แต่เขาก็เบนสายตาลงมองหนังสือพิมพ์ในมือทำเป็นไม่รู้อะไร เพราะมันชัดเจนเหลือเกินว่าอีกฝ่ายพยายามเก็บซ่อนมันเอาไว้

 

          “ครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยรับคำเพียงแผ่วเบาแล้วหายเข้าไปในห้องครัวทันที

 

          โชครู้ว่าเขากำลังทำตัวประหลาด แต่เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไงให้เป็นปกติ เหมือนว่าอยู่ๆ ก็ลืมไปแล้วว่าที่ผ่านมาเขามองตาน้าแก้วยังไง ทำสีหน้าแบบไหน ยิ้มออกมาได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้ในหัวเขามันไม่อาจลบภาพที่เห็นออกไปได้เลย และความรู้สึกที่พยายามวิ่งหนีมาตลอดมันก็ยิ่งชัดเจน...

 

          ภาพของอาธีร์กับน้าแก้วในแสงสลัวยังคงแผดเผาอยู่หลังนัยน์ตา และความหึงหวงที่สุดท้ายก็ท่วมท้นจนแทบสำรอกออกมา

 

          เสียงตะหลิวกระทบกับกระทะเงียบลง เด็กหนุ่มดับเตาแก๊สแล้วตักข้าวผัดใส่จาน เก็บเข้าไปไว้ในตู้กับข้าวเพื่อเอาไว้เป็นมื้อเที่ยงของชายหนุ่ม จากนั้นก็กลับขึ้นไปอยู่บนห้องของตัวเองตลอดทั้งวันที่เหลือ รวมถึงปฏิเสธมื้อเย็นที่ถูกเรียกให้ลงไปกินโดยชายอีกคนที่ร่วมเป็นต้นเหตุของม่านหมอกในหัวใจของเขาด้วย

 

          โชคพยายามที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองแล้ว แต่ว่ามันไม่ง่ายเลย ไม่ง่ายเลยจริงๆ




 

          “กลับมาแล้วเหรอ” แก้วเดินออกจากห้องทำงานมาเจอเข้ากับเด็กหนุ่มที่เพิ่งกลับถึงบ้านพอดี ช่วงนี้โชคกลับบ้านค่ำบ่อยขึ้นกว่าปกติ แต่แก้วก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร ขอเพียงแค่ส่งข้อความหรือโทรมาบอกเขาไว้ก่อนก็พอ

 

          “ครับ” โชคตอบรับ กำลังจะเดินขึ้นบันไดเพื่อเอากระเป๋าไปเก็บ แต่เหลือบเห็นแก้วกาแฟว่างเปล่าในมืออีกฝ่ายก่อนเลยยื่นมือไปคว้ามาไว้เอง “เดี๋ยวผมไปชงมาให้นะครับ”

 

          แก้วไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยให้เด็กหนุ่มหายไปในครัว ส่วนตัวเขาเดินออกจากบ้านไปสูบบุหรี่เพื่อคลายบรรยากาศอุดอู้หลังจากหมกตัวทำงานอยู่ในห้องมาหลายชั่วโมง ชายหนุ่มกลับเข้าบ้านหลังขยี้ก้นกรองทิ้ง เวลาที่มวนบุหรี่เผาไหม้จนถึงโคนนั้นไม่นานนัก แต่ในตอนที่เขากลับเข้ามามันก็เหลือเพียงแก้วกาแฟกรุ่นไอร้อนที่ถูกวางไว้ข้างที่เขี่ยบุหรี่แล้ว

 

 

 

          โชคกลับขึ้นมาบนห้องทันทีที่เขาเอาแก้วกาแฟไปวางไว้ให้น้าแก้ว โยนกระเป๋าทิ้งไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนที่นอนทั้งที่ยังใส่ชุดนักเรียน ซึ่งมันผิดไปจากตัวเขาตามปกติ แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่มีแรงกระตุ้นอะไรที่ทำให้อยากลุกไปเก็บกระเป๋าเข้าที่หรือเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยสักนิด ได้แต่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงเหมือนคนไร้เรี่ยวแรงให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนรู้สึกเบื่อก็เลยล้วงเอาโทรศัพท์เครื่องสีดำออกมากะจะเล่นเกมฆ่าเวลาสักหน่อย แต่เพราะใบหน้าคนให้ลอยขึ้นมาเลยได้แต่ซุกมันเข้าไปไว้ใต้หมอนแทน

 

          โชคไม่ชอบชอบความรู้สึกแบบนี้เลย

 

          ไม่ชอบตัวเองในตอนนี้เลย




 

          ปลายเดือนมีนาก็เข้าสู่ปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้นชั้นมัธยมปีที่สาม ตั้งแต่วันหยุดวันแรกโชคก็ออกไปเล่นที่บ้านมิกซ์ตั้งแต่เช้าจนค่ำทุกวัน ป้าดาแม่เพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าของบ้านนั้นยินดีต้อนรับเด็กหนุ่มอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นเด็กที่เคยติดบ้านและแทบไม่ห่างจากแก้ว เอาแต่แวะเวียนมาจนผิดสังเกตก็อดเป็นห่วงไม่ได้

 

          “ทะเลาะกับน้าแก้วเหรอ” คำถามนั้นมาจากปากเพื่อนสนิทที่ถูกแม่ฝากฝังกำชับให้มาถามอีกที

 

          “ไม่นะ ไม่ได้ทะเลาะ” โชคตอบขณะที่มองไปยังคนที่นอนอ่านการ์ตูนอยู่บนเตียงอย่างประหลาดใจที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็ถามขึ้นมา

 

          “แล้วเป็นไรไม่อยากอยู่บ้าน” มิกซ์กลิ้งตัวมานอนคว่ำให้ใบหน้าอยู่ใกล้กับคนที่นั่งบนพื้นเพื่อสนทนาอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่ละสายตาจากหนังสือในมือ

 

          “ก็ไม่ได้เป็นไร” เด็กหนุ่มว่า ก่อนวางการ์ตูนเรื่องเดียวกับเด็กหนุ่มอีกคน แต่เป็นเล่มก่อนหน้าลงเมื่อเขาอ่านจบพอดี “แค่อยู่บ้านมันไม่มีอะไรให้ทำเฉยๆ”

 

          “เหรอ”

 

          “อืม” โชคเอนหลังพิงขอบเตียง เหม่อมองเพดานขณะรอเล่มต่อในมือเพื่อน คิดถึงคำถามเดียวกันนี้ที่มิกซ์เคยถามเขาเมื่อนานมาแล้ว และในตอนนั้นคำตอบของเขาก็ไม่ได้ต่างกับตอนนี้เลย เขาไม่ได้ทะเลาะกับน้าแก้ว ไม่เคยทะเลาะเลยด้วยซ้ำ แต่กลับรู้สึกห่างไกลจนกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

 

          ‘ถ้าทะเลาะกันอาจจะดีกว่านี้’ อยู่ๆ โชคก็คิดถึงคำพูดของธีร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะจากไปในตอนเช้าที่อากาศหม่นมัว และเขาในวัยเด็กที่ยังไม่เข้าใจอะไรนักจึงเอ่ยถาม ‘ทะเลาะกันมันไม่ดีไม่ใช่เหรอ’

 

          โชคในวันนี้เองก็ไม่ได้เติบโตจนเข้าใจอะไรไปมากกว่าในวันนั้นนัก แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เขาเริ่มเข้าใจและเห็นด้วยกับคำพูดของอาธีร์ขึ้นมา

 

          ถ้าทะเลาะกันมันอาจจะดีกว่านี้ เพราะถ้าทะเลาะกันก็ยังหาทางคืนดีกันได้

 

          แต่เพราะเขาไม่ได้ทะเลาะกับน้าแก้ว...

 

          “อะ จบแล้ว” เสียงของมิกซ์และน้ำหนักของหนังสือการ์ตูนที่ถูกวางแหมะลงบนหัว ทำให้โชคหยุดความคิดที่กำลังลอยฟุ้งเอาไว้เท่านั้น

 

          ตลอดทั้งบ่ายที่เหลือ เด็กหนุ่มทั้งสองต่างจดจ่อกับเนื้อเรื่องในแผ่นกระดาษตรงหน้าตัวเอง หลุดเข้าไปในโลกของการ์ตูนที่พวกเขาออกเงินหารกันยืมมาจากร้านหน้าโรงเรียน ที่มีโปรยืดระยะยืมได้ยาวเป็นหนึ่งสัปดาห์ในช่วงปิดเทอมใหญ่นี้ด้วยกัน ...ในห้องที่ไม่มีเงาของคนที่ทำให้หัวใจของโชคต้องหนักอึ้ง

 

          ในห้องที่ไม่มีกลิ่นอายของน้าแก้วกับอาธีร์




 

          กลางฤดูร้อนก่อนถึงสงกรานต์ไม่กี่วัน ป้าดาก็พามิกซ์กลับไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัดและจะอยู่ที่นั่นยาวไปจนหมดเทศกาล เด็กหนุ่มเลยหมดข้ออ้างที่จะออกจากบ้าน แต่เพราะแก้วไปทำงานตั้งแต่เช้าทุกวันอยู่แล้ว พวกเขาเลยไม่ได้เจอกันบ่อยนัก และนั่นก็เป็นสิ่งที่โชคต้องการ

 

          เด็กหนุ่มออกจากครัวมาหลังกินมื้อเที่ยงที่ช้ากว่าเวลาไปมากโขเสร็จ สองขากำลังก้าวตรงจะขึ้นบันไดกลับไปอยู่บนห้องนอนอย่างที่เขาทำตลอดช่วงหลังมานี้ แต่เพราะอะไรบางอย่างดึงสายตาให้เขาหันกลับไปมองในห้องนั่งเล่นที่เงียบงัน พลันภาพของใครบางคนก็ซ้อนทับขึ้นมา

 

          ที่ตรงนั้น บนโซฟามุมประจำ กับร่างสูงของชายหนุ่มที่นั่งสูบบุหรี่ และดวงตาสีเข้มที่มักมองออกไปนอกหน้าต่าง

 

          ไม่ทันรู้ตัวเด็กหนุ่มก็เดินมาหยุดหน้าโซฟาตัวนั้นเสียแล้ว ทิ้งตัวนั่งลงแทนที่ของคนในความคิด ลองทอดสายตาออกไปตามทิศที่ชายคนนั้นเฝ้ามองอยู่เสมอในความทรงจำ แต่โชคก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจากตรงนี้ น้าแก้วของเขามองเห็นอะไร เพราะในแววตาของชายหนุ่ม มันจับจ้องออกไปไกลแสนไกล ไกลเกินกว่าจะเห็นแค่ต้นมะม่วงและชิงช้าสีซีดที่ห้อยอยู่ในสวนเท่านั้น

 

          ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ปล่อยให้ม่านราตรีเข้าปกคลุม โชคเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็เป็นตอนที่เจ้าของบ้านหนุ่มและแขกขาประจำคนเดิมกลับมาถึง

 

          “เผลอหลับไปเหรอ ถึงว่าทำไมอยู่มืดๆ” สัมผัสอบอุ่นแนบลงบนหน้าผาก โชคเปิดเปลือกตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาของคุณอาเป็นอย่างแรก เด็กหนุ่มผงะถอยพร้อมปัดมือที่สัมผัสตนออกอย่างแรง จนแมวสาวรุ่นใหญ่ที่แอบปีนขึ้นมาซุกบนตักตอนเขาหลับตกใจกระโจนหนี

 

          เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะที่หลอดไฟเหนือหน้าต่างนอกบ้านกระพริบก่อนติดสว่างจ้า โชคนิ่งงันอย่างทำตัวไม่ถูกเช่นเดียวกับเจ้าของมือใหญ่ที่ค้างเติ่งอยู่บนอากาศ มีเพียงแก้วที่ไปกดสวิตช์ไฟตรงแผงติดผนังแล้วตรงเข้าครัวไปทันทีที่ไม่รับรู้ถึงบรรยากาศกระอักกระอ่วนที่เกิดขึ้นในห้องนั่งเล่น

 

          “โทษทีที่ทำให้ตกใจ” เป็นธีร์ที่ระบายยิ้มออกมาก่อน “แต่ถ้าจะนอนก็เปิดพัดลมดีๆ สิ เหงื่อออกจนเปียกไปหมดแล้วนะ”

 

          “เอ่อ.. ครับ ผมเพิ่งตื่นเลยมึนๆ อยู่ ขอโทษครับ” โชคยกมือขึ้นลูบหน้า พยายามหลบเลี่ยงที่จะสบตากับอีกฝ่าย ธีร์หัวเราะแผ่วเบาในคอแทนคำตอบรับ วางมือลงขยี้หัวเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู ก่อนจะเดินจากไปช่วยคนในครัวเทกับข้าวที่ซื้อมาใส่จานสำหรับมื้อเย็นด้วยท่าทางสบายๆ ไม่ติดใจอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

          ห้องนั่งเล่นกลับมาอยู่ในความเงียบอีกครั้งหลังธีร์จากไป แต่ยังคงมีเสียงพูดคุยดังแว่วออกมาจากห้องครัวให้ไม่เงียบเหงาเกินไปนัก โชคนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคมจ้องมองมือตัวเอง สัมผัสยามปัดมือใหญ่ข้างนั้นให้พ้นตัวยังชัดเจนในความรู้สึก

 

          แสบ...หลังมือมันแสบชาไปหมด ไม่ต่างจากในอกเขาเลย

 

          “ไปล้างหน้าล้างตาก่อนสิ” แก้วบอกเด็กหนุ่มเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นเจ้าตัวยืนอยู่ตรงกรอบประตู ก่อนจะสังเกตเห็นใบหน้าที่ดูซีดกว่าปกติกับแววตาลังเลสับสนอย่างที่เขาไม่อาจเข้าใจได้จนน่าเป็นห่วง “โชค เป็นอะ..”

 

          “ผมไม่ค่อยหิว” แก้วยังพูดไม่ทันจบประโยค โชคก็โพล่งขึ้นมารัวเร็ว แล้วเดินหนีขึ้นบันไดไปโดยทิ้งไว้แค่เสียงตามหลัง “ผมขอขึ้นไปนอนเลยนะครับ”

 

          ผู้ใหญ่สองคนที่เหลือได้แต่หันมามองหน้ากันอย่างงุนงง พวกเขาทั้งคู่ต่างรับรู้ได้ว่าโชคเปลี่ยนไปในระยะหลังมานี้ ทั้งหลบหน้าทั้งตีตัวออกห่าง แต่เพราะเด็กหนุ่มเองก็ถึงวัยที่คงอยากมีเวลาส่วนตัวขึ้นมาแล้วเลยไม่ได้พูดอะไรออกไป

 

          “วัยต่อต้านสินะ” ธีร์พูดขณะเทข้าวในจานที่ไม่ต้องใช้แล้วกลับลงหม้อ

 

          “เด็กๆ นี่โตเร็วจังนะ” แก้วพึมพำ ทั้งที่ยังคงมองตามทิศที่เด็กหนุ่มเดินหนีไป

 

 

 

          กลางดึกคืนนั้นอากาศร้อนอบอ้าว และบนชั้นสองของบ้านไม้สีขาวก็เปิดไฟสว่างจ้า ธีร์กับแก้วเดินเข้าออกห้องนอนเล็กกันไม่หยุด

 

          “อะ ที่วัดไข้” คนตัวใหญ่วางกะละมังน้ำลงข้างเตียง ก่อนจะยื่นปรอทวัดไข้ที่ลงไปเอามาจากตู้ยาชั้นล่างให้กับพยาบาลจำเป็นมือหนึ่ง

 

          โชคไม่สบาย คงเป็นเพราะอุณหภูมิกลางหน้าร้อนปีนี้พุ่งสูงขึ้นกว่าทุกปี แถมเจ้าตัวยังเผลอไปนอนหลับในห้องนั่งเล่นโดยไม่เปิดพัดลมให้อากาศได้ถ่ายเทอีก ความร้อนเลยสะสมอยู่ในร่างกายจนเป็นหวัดแดดขึ้นมา โชคดีที่ธีร์บังเอิญสังเกตเห็นว่าหน้าผากเด็กหนุ่มร้อนผะผ่าวกว่าปกติตั้งแต่ตอนที่กลับมาถึงบ้าน พอกินข้าวเสร็จเลยตามขึ้นไปเช็คดูอีกที หลังจากที่เคาะประตูเรียกอยู่นานแต่ก็ไม่มีแม้แต่เสียงตอบรับ เขาเลยให้แก้วใช้กุญแจไขเปิดเข้าไป ก็เลยได้เห็นคนป่วยนอนซมเหงื่อหายใจแรงอยู่บนเตียง

 

          “เป็นไงบ้าง” ธีร์เอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวไม่สู้ดีของเด็กหนุ่ม ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาไม่เคยเห็นโชคป่วยแบบนี้เลยสักครั้ง อย่างมากก็แค่ตัวรุมๆ ดูเซื่องซึมไปนิดหน่อย และหลังจากนอนพักสักคืนก็จะหายดีเป็นปลิดทิ้ง

 

          “สามสิบแปดองศา” แก้วอ่านค่าจากปรอทวัดไข้ ถือว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงกับเลวร้าย

 

          “พาไปโรงพยาบาลเลยไหม” คนตัวใหญ่ที่ยืนอยู่ปลายเตียงเสนอ พอดีกับที่โชคขยับตัวสะบัดผ้าห่มออกเพราะรู้สึกร้อน แต่ไม่นานก็ปัดป่ายคลำหาผืนผ้านวมอีกครั้งเมื่อทั่วร่างกลับหนาวสะท้านขึ้นมา

 

          “วันนี้เช็ดตัวกับเฝ้าไข้ไปก่อน ถ้าตอนเช้าไม่ดีขึ้นค่อยพาไป” แก้วดูนาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือ เวลาตอนนี้สามทุ่มเศษแล้ว และเด็กหนุ่มเองก็ไม่ได้ดูอาการร้ายแรงอะไรมาก ถ้าพาไปโรงพยาบาลก็อาจจะได้แค่นอนหยอดน้ำเกลือเฉยๆ อยู่ดี สู้ดูอาการคืนนี้เองก่อน หากเช้าแล้วยังอาการไม่ดีขึ้นค่อยพาไปจะดีกว่า

 

          ธีร์พยักหน้ารับ พร้อมขยับเข้าไปพยุงจับเด็กหนุ่มขึ้นถอดเสื้อผ้าชุ่มเหงื่อออก เพื่อให้อีกคนช่วยเช็ดตัวได้สะดวก โชคโตขึ้นมาก แขนขายาวขึ้น น้ำหนักก็เพิ่ม ไม่ใช่เด็กชายตัวน้อยที่ธีร์อุ้มได้ด้วยแขนข้างเดียวอีกต่อไปแล้ว ในตอนแรกมันจึงติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง แต่ไม่นานพยาบาลจำเป็นทั้งสองก็เริ่มคุ้นชิน สุดท้ายก็เช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คนป่วยได้สำเร็จ

 

          “เดี๋ยวลงไปเปลี่ยนน้ำมาให้” เป็นอีกครั้งที่แขกประจำเอ่ยปากอาสา ก้มเก็บเสื้อผ้าเปียกชื้นขึ้นพาดแขนก่อนจะยกเอากะละมังน้ำลงไปเปลี่ยนกลับขึ้นมาให้ใหม่ ส่วนแก้วที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงก็มีหน้าที่คอยปั้นผ้าไล่เช็ดระบายความร้อนให้เด็กหนุ่มอยู่อย่างนั้น ซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งน้ำเย็นในกะละมังเปลี่ยนเป็นอุณหภูมิห้อง ธีร์ก็จะเป็นคนเอาลงไปเทเปลี่ยนมาให้ใหม่วนไปทั้งคืน

 

 

 

          แสงแรกของวันเพิ่งจับเส้นขอบฟ้า โชคปรือเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ กระพริบตาสองสามทีเพื่อปรับโฟกัสให้ชัดเจน สิ่งแรกที่เขาเห็นคือเรือนผมสีดำแผ่อยู่บนผ้าปูที่นอนสีอ่อน น้าแก้วฟุบหน้าหลับอยู่บนฟูกเตียง มือข้างหนึ่งวางอยู่ใกล้กับปรอทวัดไข้ ส่วนอีกข้างวางทิ้งไว้ไม่ไกลจากเด็กหนุ่มนัก

 

          เย็น... มือของแก้วเย็นเฉียบเพราะสัมผัสกับน้ำอยู่ทั้งคืน แต่พอเขากุมมือข้างนั้นไว้ไม่นานมันก็เริ่มอุ่นขึ้นมา โชคเลยขยับตัวเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด แนบหน้าผากตัวเองเข้ากับความเย็นที่กำลังพอดีจากฝ่ามือข้างนั้น หลับตาแล้วภาวนาให้ช่วงเวลานี้ยาวนานขึ้นอีกสักหน่อย เพราะอีกไม่นานมือที่เขากอบกุมเอาไว้ก็คงจะกลับไปอยู่ในมือของคนอื่นแล้ว

 

          และคนอื่นที่ว่านั้นก็กำลังฟุบหลับอยู่ที่ปลายเตียงของเขา ด้วยใบหน้าอ่อนล้าทั้งที่คิ้วยังขมวดด้วยความกังวล ไม่ห่างจากกองเสื้อผ้าที่ถูกเปลี่ยนรอบสองตอนตีสี่ และกะละมังน้ำที่ใช้เช็ดตัวให้เขาจนถึงเช้า ความร้อนวิ่งวูบขึ้นมาคลอที่ดวงตา ก่อนจะกลั่นตัวไหลออกมาอย่างเงียบเชียบ

 

          โชคไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่ หลังจากคืนที่สะลึมสะลือเพราะพิษไข้ กับโลกในห้วงฝันแสนยาวนาน และยามเช้าที่ตื่นมาเจอกับคนทั้งสองที่เฝ้าไข้เขาไม่ห่าง

 

          ในความฝันแสนเลือนรางสีซีดจาง แต่ก็สว่างไสว เด็กหนุ่มเห็นตัวเองยืนอยู่หน้าบ้านไม่สีขาวสองชั้น จากนั้นก็เดินทางอยู่ในความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ ภาพจำมากมายที่เคยลืมเลือนไปแล้วโผล่มาทักทาย เช่นเดียวกับความรู้สึกที่จางหายไปตามกาลเวลาก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง อย่างในวันนั้น ยามบ่ายแก่ที่แดดร่มลมตก บนถนนในซอยที่ทอดยาว บนจักรยานสองล้อที่เขาปั่น โดยมีจุดหมายคือชายผู้ยืนกอดอกสูบบุหรี่รออยู่ที่ประตูรั้วไม้ และชายอีกคนที่คอยก้าวตามอยู่ด้านหลังเพื่อกันไม่ให้เขาล้มคะมำหน้าคว่ำเวลาที่ตัวสั่นจนเสียหลัก

 

          ถึงแม้ว่าในตอนนี้มันจะบิดเบี้ยวไปตามระยะทางการเติบโตของความรู้สึกในใจเด็กหนุ่มแล้ว แต่ความสุขแสนอบอุ่น ความอ่อนโยนที่ได้รับ และความรักที่เคยเกิดขึ้นครั้งนั้นมันก็เป็นของจริงอยู่ดี ช่างน่าสับสน ในเมื่อความรู้สึกรักที่เขามีให้กับคนทั้งสอง มันมากมายพอๆ ความความเกลียดชัง ถึงจะอุ่นซ่านแต่ก็แผดเผาหัวใจให้กลายเป็นจุณ เป็นความรู้สึกน่ารังเกียจที่ชวนให้สำลัก แต่ก็อยากจะไขว่ค้าเอาไว้ไม่ให้หลุดมือ

 

          โชครักแก้ว ด้วยทุกอย่างที่เขามี แต่ก็เกลียดชัง เมื่อความรักที่ได้รับกลับนั้นไม่ใช่รักในแบบที่เขาต้องการ

 

          โชครักธีร์ อย่างที่ลูกชายคนหนึ่งจะรักพ่อ แต่ก็เกลียดชัง อย่างชายคนหนึ่งที่เป็นผู้พ่ายแพ้ในความรัก

 

          และทั้งที่เป็นอย่างนั้น น้าแก้วกับอาธีร์ก็ยังอยู่ตรงนั้นเสมอ ในเวลาที่ต้องการ...แม้ไม่ได้เรียกหา



 

          หลังเทศกาลปีใหม่ไทยจบลง หวัดฤดูร้อนของโชคก็หายดี และแก้วก็กลับไปทำงานตามปกติหลังวันหยุดยาว ส่วนมิกซ์ เพื่อนสนิทที่ไปต่างจังหวัดก็ยังไม่กลับมากรุงเทพฯ เด็กหนุ่มจึงควรจะได้ใช้เวลาช่วงปิดเทอมใหญ่ในบ้านที่มีเพียงเขาและแมว แต่มันกลับไปเป็นอย่างนั้น

 

          เด็กหนุ่มตื่นตั้งแต่เช้า แต่กว่าจะลงมาก็สายแล้ว ที่ชั้นล่างของบ้านว่างเปล่าไร้เงาสิ่งมีชีวิตอื่น โชคลองเดินไปส่องดูในครัวก็ยังไม่เห็นใคร ประตูห้องน้ำที่แง้มไว้ก็ไม่มีคนใช้อยู่ ในห้องทำงานของแก้วก็เงียบสงัด แต่เขาก็รู้ดีว่าอาธีร์คงอยู่ที่ไหนสักแห่งในบ้านหลังนี้

 

          โชคเดินออกมาอยู่บนเฉลียงหน้าบ้าน ยังไม่ทันมองหาเงาร่างสูงใหญ่ กลิ่นนิโคตินมอดไหม้ก็ลอยมาจากฝั่งลานอิฐ ควันขาวลอยเอื่อยขึ้นสูงเป็นสายจากตรงที่สูบบุหรี่ประจำของเจ้าของบ้าน โชคเห็นภาพของชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมยาวระต้นคอนั่งลูบขนแมวสาวบนตัก พลางพ่นลมหายใจเจือกลิ่นขมปร่า กับดวงตาสีเข้มจับจ้องมองฟ้าผ่านม่านฝนดอกแก้วที่ร่วงโรยสู่พื้น แต่ตอนนี้น้าแก้วไม่อยู่ ตรงหน้าเขามีเพียงอาธีร์

 

          ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นในองศาที่แสงแดดส่องผ่านแมกไม้ลงมาตกกระทบพอดี ดวงตาคมหลับพริ้มในขณะที่ปล่อยให้ไอขมุกขมัวลอยเคว้ง เป็นครั้งแรกที่โชคเห็นธีร์สูบบุหรี่

 

          “อาสูบด้วยเหรอครับ” เด็กหนุ่มเท้าแขนกับขอบเฉลียงไม้ เบนสายตาจากคนเบื้องล่างที่ยังคงไม่ลืมตาขึ้นไปมองฟ้า ทิวทัศน์เดียวกับที่ทั้งสองคนนั้นมอง แต่สิ่งที่เห็นก็คงแตกต่างกันออกไปอยู่ดี

 

          “เดี๋ยวควันเข้าตาเอานะ” เสียงทุ้มอ่อนโยนเช่นเดียวกับแววตาที่ลืมขึ้นมอง ธีร์ขยี้ดับบุหรี่ทันทีที่รู้ว่าเด็กหนุ่มเข้ามาอยู่ใกล้ก่อนค่อยตอบคำถาม “เมื่อก่อนสูบ แต่ก็เลิกไปนานแล้วล่ะ”

 

          “แล้วทำไมวันนี้ถึงสูบล่ะครับ” โชคยังคงถามต่อ ก้มสงมาสบตา ไม่คิดหนีอย่างเคยแล้ว

 

          “นานๆ ทีมันก็คิดถึงขึ้นมา...ล่ะมั้ง” คำตอบไม่จริงจังกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ โชคเคยชอบเสียงแบบนั้นของอาธีร์ ก่อนที่ก็เกลียดมัน แล้วตอนนี้ก็เริ่มจะกลับมาชอบนิดหน่อยแล้ว เด็กหนุ่มสูดลมหายใจ ไม่เข้าใจว่าตอนนี้ความรู้สึกที่มีให้คนตรงหน้าเป็นแบบไหน แต่ถึงจะยังไม่รู้เขาก็มีสิ่งที่อยากจะพูดกับอีกฝ่ายอยู่

 

          “อาธีร์”

 

          “หืม”

 

          “ขอบคุณครับ” คนได้รับคำขอบคุณนิ่งงันไปเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มจะผลิบานสดใสบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง

 

          “ครับ”

 

          ฤดูร้อนปีที่สิบห้า เด็กหนุ่มใช้มันไปกับการหาคำตอบให้หัวใจยุ่งเหยิงของตนเอง

 

 

 

TBC...

          น้องโชคเติบโตขึ้นอีกนิดแล้วค่ะทุกคน ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปอย่างช้าๆ ตามจังหวะของชีวิต หัวอกทีมคุณแม่นั้นแสนจะภูมิใจ  :hao5:

          น้าแก้วก็ยังคงเป็นน้าแก้ว และธีร์ก็ยังคงเป็นผู้ชายแสนดีคนเดิมเลย ตอนต่อไปจะมีสาวสวยโผล่มาด้วยล่ะค่ะ ฝากติดตามกันด้วยน้าาาาา

          ปล.เรื่องราวของน้องโชคยังอีกยาวไกลเลยนะคะ รีนเคยคิดว่าคงจบที่ 30 ตอนกว่าๆ แต่เขียนไปเขียนมาน่าจะทะลุไปเกือบ 40 ตอนเลยล่ะค่ะ กลัวจะเบื่อจังเลยค่ะ แต่อย่าเพิ่งทิ้งรีนไปไหนเลยนะคะ อยู่ด้วยกันก่อน  :mew2:

 

          ขอบคุณทุกคอมเม้น ทุกกำลังใจ และทุกๆ การอ่าน

          ขอบคุณค่ะ

 

          See you on Thursday เจอกันวันพฤหัสบดีหน้าค่า

 

หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 19 [23.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: blove ที่ 30-07-2020 00:54:45
โถถถถโชค จะจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไงดีละเนี้ย ไหวไหม เป็นไข้เลย ไข้ใจสินะ เราจะผ่านไปด้วยกันโชค *ตบบ่าปุปุ* 555 อาธีร์ก็ขยันมาจังเลยน๊า อิอิ จะเป็นยังไงต่อจบม.3แล้ว เป็นหนุ่มมากนะเนี้ยเรา รอตอนเลยต่อไปเลยค่ะ จะแต่งกี่ตอนก็ไม่ว่าเลยค่ะ เอาให้เคลียร์ไม่ต้องรีบตัดจบก็ได้ ตามอ่านเสมอค่ะ ชอบบบบบบ  :katai2-1: :katai2-1:  :pig4: :pig4: :pig4:
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 20 [30.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 30-07-2020 19:46:54

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 20

 

          เมื่อเปิดเทอมชั้นมัธยมปีที่สาม สิ่งที่แตกต่างไปจากปกติอย่างแรกสำหรับโชค คือการไปโรงเรียนที่ไม่ต้องเดินหรือติดรถแก้วไปรอขึ้นรถประจำทางหน้าปากซอยแล้ว

 

          “ใส่หมวกกันน็อกด้วย” แก้วออกมาส่งเด็กหนุ่มที่หน้าบ้าน รู้สึกกังวลนิดหน่อยเมื่อเห็นนักบิดมือใหม่ป้ายแดงนั่งคร่อมมอเตอร์ไซต์รออยู่นอกรั้ว

 

          “สวัสดีครับน้าแก้ว!” มิกซ์ยิ้มกว้างโชว์ฟันเขี้ยวให้กับผู้ปกครองของเพื่อนราวกับจะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเขาฝึกขี่รถสองล้อนี่ตลอดปิดเทอมมาจนชำนาญแล้ว แถมยังได้ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวมาแล้วด้วย

 

          “ไปก่อนนะครับน้าแก้ว” โชคบอกลาชายหนุ่มหลังจากคว้าหมวกกันน็อกขึ้นสวมหัว แล้วจึงค่อยจับล็อกสายคาดคางระหว่างที่เดินตรงไปยังหน้าประตูรั้วที่เพื่อนนักบิดของเขารออยู่ “ปลอดภัยแน่นะ”

 

          “โหย ระดับกู สอบรอบเดียวผ่านนะครับผม” มิกซ์หัวเราะร่ากับสายตาไม่ค่อยจะวางใจเท่าไหร่ของเพื่อน พลางสตาร์ทเครื่องรถไปด้วย

 

          โชคหันไปมองแก้วที่ยังไม่กลับเข้าบ้าน ส่งยิ้มแบบเดียวกับที่เคยส่งให้ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนตั้งแต่เด็กไปให้ ก่อนจะก้าวขาขึ้นนั่งซ้อนท้ายวินมอ’ ไซต์ส่วนตัว ไม่นานก็รู้สึกได้ถึงแรงบิดของเครื่องยนต์ในจังหวะก่อนที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้า พร้อมกันกับได้ยินเสียงคุ้นเคยดังไล่หลังมาว่า “ขี่รถกันดีๆ”




 

          ปลายเดือนพฤษภาคมลมฝนเริ่มตั้งเค้า พร้อมกับที่เด็กสาวคนหนึ่งโผล่หน้ามาทักทายในวันหยุดสุดสัปดาห์ ปรางในวัยสิบเจ็ดย่างสิบแปดก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมกับน้าชายของเธอ เสียงหวานเอ่ยทักทายเจ้าของบ้าน ก่อนจะหันมาทางเด็กหนุ่ม ใบหน้าสะสวยกับผมสีอ่อนแปลกตา แต่โชคก็ยังจำรอยยิ้มที่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดนั้นได้ดี

 

          “ไง ไม่เจอกันนานมากเลยเนอะ” ปรางขยับเข้าไปหาเด็กหนุ่ม ยกมือขึ้นวัดความสูงเทียบกับน้องชายที่เคยตัวเล็กกว่า ตอนนี้เธอสูงแค่หูอีกฝ่ายเสียแล้ว “สูงขึ้นเยอะเลย มีสาวมาจีบบ้างเปล่าเนี่ย”

 

          “ไม่มีหรอก” โชคหัวเราะบอกปฏิเสธอย่างขัดเขิน เด็กหนุ่มไม่ค่อยมีเพื่อนสาวนักเพราะเขาเรียกโรงเรียนชายล้วน เพื่อนจากสมัยประถมก็แค่เป็นเพื่อนกันในโซเชี่ยลมีเดีย ไม่ได้พูดคุยอะไร กับสาวสวยตรงหน้าที่ถือได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เขาใกล้ชิดที่สุดก็ห่างกันไปนานแล้ว ครั้งล่าสุดที่ติดต่อกันเมื่อปีที่แล้วก็มีแค่บอกข่าวว่าเจ้าตัวไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ “แล้วพี่ปรางล่ะ อยู่นู่นเป็นไงบ้างครับ”

 

          “ก็มีแหละ แต่ก็คบๆ ไปงั้น กลับไทยก็เลิก” พี่สาวตอบสบายๆ คล้ายไม่ได้สนใจความสัพพันธ์ที่เคยเกิดขึ้นนั้นจริงๆ แต่โชคก็ยังมองเห็นความวูบไหวในแววตาคู่นั้นอยู่แวบหนึ่ง

 

          “งั้นปรางอยู่เป็นเพื่อนน้องแล้วกันนะคะ น้าไปก่อน ใกล้ถึงเวลางานแล้ว” น้าชายหันมาบอกหลานสาว ขณะที่ยกข้อมือดูนาฬิกา พอดีกับแก้วที่ขึ้นไปเปลี่ยนชุดบนบ้านกลับลงมาพอดี พวกเขาต้องไปร่วงงานเผาศพแม่ของเพื่อนในกลุ่มสมัยมัธยม เด็กสองคนเลยถูกทิ้งให้รออยู่บ้านเพียงลำพัง

 

          “ถ้าหิวก็กินข้าวกันก่อนเลยนะ” แก้วบอกกับคนของตนบ้าง พลางยกมือขึ้นลูบหัวเด็กหนุ่มเบาๆ ก่อนเดินตามร่างสูงใหญ่ออกไป

 

          เด็กสองคนไม่ได้เดินตามออกไปส่ง มีเพียงสายตาของโชคที่มองตามแผ่นหลังของน้าแก้วไป จนมันหายขึ้นรถยุโรปสี่ประตูสีขาวคันใหญ่ของอาธีร์ แล้วแล่นหายไปจากคลองจักษุจึงค่อยหันกลับมา โดยมีใบหน้าสวยหวานยื่นเข้ามารอเสียใกล้อยู่ก่อนแล้ว

 

          “อะ..อะไร พี่ปรางทำไร” โชคสะดุ้งถอยหลังไปหลายก้าวจนหลังชนตู้วางทีวี ส่วนตัวต้นเหตุกลับเหยียดยิ้มมุมปาก พร้อมหรี่ตาลงอย่างคนขี้แกล้งไม่ต่างจากในวัยเด็กเลยสักนิด

 

          “ไปเล่นข้างบ้านกัน” ปรางเอ่ยชวนพร้อมกับก้าวเดินนำออกไป โดยไม่ให้เวลาเด็กชายได้อ้าปากแย้ง

 

          ข้างบ้านที่ปรางพูดถึงผิดจากที่โชคคิดเอาไว้ ปกติพี่สาวคนละสายเลือดของเขามักจะชอบไปนั่งเล่นอยู่ที่ชิงช้าใต้ต้นมะม่วงอยู่ตลอด แต่วันนี้กลับมาโผล่อยู่ใต้ต้นแก้วในลานอิฐแทน เด็กสาวนั่งยองลง ก้มเก็บเอาดอกไม้บอบบางสีขาวขึ้นมาทีละดอกอย่างเบามือ

 

          “จำได้ไหม ที่พี่เคยสอนเราทำมงกุฎดอกไม้” เสียงหวานเอ่ยถาม ฟังดูนุ่มนวลและเต็มไปด้วยความคิดถึง

 

          “อื้อ ตอนนั้นผมป.สาม” โชคนั่งยองลงข้างๆ เริ่มเก็บดอกไม้เล็กๆ เหล่านั้นตามอีกคนโดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเขาต่างคิดถึงความทรงจำที่แสนห่างไกล ...ครั้งสุดท้ายที่ปรางได้มาเล่นที่บ้านไม้สีขาวสองชั้นหลังนี้

 

          “อันที่โชคบอกว่าจะทำให้น้าแก้วได้ทำต่อไหม” ปรางถาม เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าวันนั้นเธอกลับไปก่อนที่มงกุฎดอกไม้ของน้องชายตัวเล็กจะเสร็จเต็มวง

 

          “อ่อ เสร็จอยู่ แต่ไม่ค่อยสวยหรอก” โชคหัวเราะแผ่วเบาเมื่อนึกถึงรูปร่างบิดเบี้ยวแปลกประหลาดที่วางลงบนกลุ่มผมนุ่มสีดำสนิทในคืนนั้น ก่อนที่แก้มจะร้อนฉ่าเมื่อคิดไปถึงสิ่งตอบแทนที่ได้รับมา

 

          “แล้วได้ให้ไปรึยัง”

 

          “ให้ไปแล้วครับ”

 

          “น้าแก้วชอบรึเปล่า”

 

          “ก็ชอบอยู่..มั้งครับ”

 

          “เหรอ” หลังจากที่เก็บดอกแก้วได้เต็มอุ้งมือ เด็กสาวกับเด็กหนุ่มก็ขยับขึ้นมานั่งบนม้าหิน ปลายนิ้วขยับจับก้านดอกบิดคล้องกันไปมาโดยระวังน้ำหนักมือไม่ให้แรงมากจนทำตัวดอกหลุดออกจากขั้ว “แล้วโชคล่ะ”

 

          “ผมทำไมเหรอ” ดวงตาคมละสายตาจากพวงดอกไม้ในมือ หันมองคนข้างกายอย่างไม่เข้าใจคำถาม

 

          “ชอบรึเปล่า” ปรางยังคงไม่หยุดมือ ถักร้อยดอกไม้กลิ่นหอมจางต่ออย่างชำนิชำนาญขึ้นกว่าในวัยเยาว์นัก เช่นเดียวกับริมฝีปากที่ยังขยับพูดต่อไป “น้าแก้วน่ะ”

 

          โชคชะงัก หัวใจเต้นระรัว สองแก้มร้อนฉ่าจนเหมือนจะมอดไหม้ ส่วนในลำคอก็แห้งผากจนไม่มีเสียงจะเอ่ยตอบ หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเขาพูดตอบออกไปอย่างซื่อตรงกับความรู้สึกที่มีจริงๆ ข้างในไม่ได้ต่างหาก

 

          ปรางเงยหน้าขึ้นมาเมื่อเด็กหนุ่มเงียบไปนาน แต่เมื่อเห็นแววตาสั่นไหวและริมฝีปากที่เม้มเน้นอย่างครุ่นคิดแล้วเธอก็เข้าใจได้ทันที เป็นอย่างที่คิดไว้เลย น้องชายของเธอน่ะ...

 

          “หมายถึงยังชอบน้าแก้วที่สุดเหมือนเดิมรึเปล่า ที่เราเคยคุยกันตอนเด็กๆ ไง” ปรางช่วยขยายความ ดึงย้อนเอาบทสนทนาในสวนหลังบ้านอาธีร์ขึ้นมาให้เด็กหนุ่มตอบง่ายขึ้นอีกสักหน่อย

 

          “เอ่อ ก็..ครับ” โชคพึมพำตอบเสียงเบาหวิว หลุบตาต่ำคล้ายกำลังหลบหนี แต่ถึงอย่างไรคำตอบของเขาก็เป็นความจริง

 

          “นั่นสิเนอะ” ปรางตอบรับ ดวงตาโตใสกระจ่างเบนจากเด็กหนุ่มไปมองต้นไม้ที่กำลังทิ้งดอกโรยลงสู่พื้นแทน รอยยิ้มสดใสเปล่งประกายพร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบา “ก็น้าแก้วของโชคใจดีที่สุดเลยนี่”




 

          เดือนมิถุนายน ในวันเกิดของโชค เด็กหนุ่มไม่ได้ฉลองครบรอบสิบหกปีที่ห้องนั่งเล่นของบ้านไม้สีขาว แต่กลับมายืนอยู่ในสนามบินพร้อมกับน้าแก้วและคณะครอบครัวอาธีร์ เพื่อรอส่งพี่สาวที่เพิ่งกลับจากแลกเปลี่ยนมาได้ไม่นาน แต่ตัดสินใจว่าอยากเรียนไฮท์สคูลต่อที่อเมริกามากกว่ากลับมาเรียนที่ไทย พอคุยกับที่บ้านได้ก็รีบติดต่อญาติฝั่งพ่อที่มีบ้านอยู่ที่นั่นทันที เรื่องเอกสารที่จัดทำอย่างเร่งรีบมีปัญหาหลายอย่าง เพราะรัฐที่ปรางเคยไปแลกเปลี่ยนกับที่กำลังจะไปอยู่เป็นคนละรัฐ เวลาเปิดปิดเทอมจึงไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายมันก็ผ่านไปได้ด้วยดีแบบฉิวเฉียด

 

          “ไปนะ” ปรางหันมาบอกน้องชายที่ตอนเด็กเธอไม่เคยคิดว่าจะได้มี ยื่นมือไปแตะกับปลายนิ้วที่ใหญ่กว่าเธอเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เกี่ยวขึ้นมาทาบทับเทียบขนาดกันตรงหน้า เกือบสิบปีที่เธอรู้จักเด็กคนนี้มา และเกือบครึ่งหนึ่งของเวลานั้นที่ไม่ได้พบเจอกันเลย พวกเขาต่างเติบโตขึ้นมาก แต่น้องชายก็ยังคงเป็นน้องชายของพี่สาวอยู่ดี “Happy birthday”

 

          “ขอบคุณครับ” โชคยิ้ม ขยับมือสอดประสานกับมือบางเอาไว้แล้วบีบเบาๆ “โชคดีนะพี่ปราง”

 

          “อื้อ” เสียงหวานใสดังขึ้นข้างหูเมื่อเด็กสาวโถมตัวเข้ากอดเขาแน่น เป็นครั้งแรกเลยที่พวกเขาแนบชิดกันขนาดนี้ แต่โชคก็ไม่ได้ขัดเขินหรือลังเลที่จะยกแขนขึ้นโอบตอบ ในหัวใจรู้สึกวูบโหวงขึ้นมานิดหน่อยเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะบินห่างไปแสนไกล แต่มันก็ยังคงพองฟูเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังดีและความห่วงใยที่มีให้กัน “ไว้เจอกันนะ”

 

          “ไว้เจอกันครับ”

 

 

 

          คืนนั้นหลังออกจากสนามบินตอนหัวค่ำ ธีร์กับแก้วแวะซื้อเค้กปอนด์กลับมาปักเทียนฉลองวันเกิดให้เด็กหนุ่ม เพียงแต่ไม่มีมื้ออาหารเช่นเคยเพราะไปกินกันมาตอนเลี้ยงส่งปรางแล้ว และเมื่อกินเค้กกันเสร็จตอนใกล้จะสามทุ่ม ธีร์ก็กลับบ้านตัวเองเพราะวันถัดไปมีงานที่ต้องเข้าไปร้านแต่เช้า ทั้งบ้านตอนนี้จึงเหลือเพียงเจ้าของบ้าน เด็กหนุ่ม แล้วก็แมว

 

          “เหงารึเปล่า” แก้วถามขึ้นมาขณะที่ทอดสายตามองคนข้างๆ ที่ดูห่อเหี่ยวนิดหน่อย เพราะช่วงสามสัปดาห์มานี้จะมีพี่สาวแวะเวียนมาเล่นด้วยอยู่เป็นประจำ แต่หลังจากนี้คงไม่ได้เจอกันอีกนาน

 

          “ก็ไม่ได้เหงาหรอกครับ” โชคเงยหน้าขึ้นมาตอบ คลี่ยิ้มนิดๆ ที่ดูแล้วไม่เห็นเป็นอย่างปากว่า “ผมแค่คิดว่าพอคนเราโตก็ต้องห่างกันไปสินะครับ ทั้งที่เคยสนิทกันมาก แต่สุดท้ายก็ต้องแยกกันไปมีชีวิตของตัวเองอยู่ดี”

 

          “อืม ก็ปกติล่ะนะ” คนที่โตจนเป็นผู้ใหญ่แล้วเอ่ยตอบ ยื่นมือไปคว้าศีรษะเด็กหนุ่มที่ยังคงอยู่ในช่วงเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในสักวันให้ลงมานอนหนุนตัก มันเป็นการแสดงออกถึงความใกล้ชิดเล็กๆ น้อยๆ ที่โชคชื่นชอบตอนยังเด็ก และในตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะมีเสียงของหัวใจเต้นโครมครามและความรู้สึกวูบวาบที่แล่นไปตามกระดูกสันหลังกับช่องท้องเพิ่มขึ้นมาก็ตามที

 

          “แล้วผมกับน้าแก้วล่ะ” โชคเอ่ยด้วยเสียงสั่นน้อยๆ ทั้งด้วยหัวใจที่เต้นแรงอยู่ในอก และความรู้สึกวูบโหวงที่ซึมเข้ามาพร้อมกับคำตอบรับของชายหนุ่ม เรียวคิ้วเหนือดวงตาสีเข้มเลิกขึ้นน้อยๆ อย่างครุ่นคิด แก้วใช้เวลาสักพักก่อนจะให้คำตอบ

 

          “นั่นสินะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ความเงียบงันกัดกินเสี้ยวนาทีให้ยาวนานในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม ก่อนที่แก้วจะวางมือทิ้งไว้บนหน้าผากที่เคยเล็กนิดเดียว แต่ตอนนี้กลับเต็มมือเขาแล้วด้วยความเอ็นดู “วันนึงที่เธอโตเป็นผู้ใหญ่ เธอก็อาจจะออกไปสร้างบ้าน มีครอบครัวของเธอเอง แล้วก็คงห่างจากฉันไป.. แต่ว่านะ โชค ถึงตอนนั้นฉันก็ยังจะอยู่ที่นี่ แล้วที่นี่ก็จะยังเป็นบ้านของเธออยู่ไม่ว่าเธอจะจากมันไปไกลแค่ไหน เธอกลับมาหาฉันได้ตลอดนั่นแหละนะ”

 

          แก้วระบายยิ้มให้กับเด็กหนุ่ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้โชคจมลงไปในความอบอุ่นที่สว่างไสว แม้จะไม่ใช่รอยยิ้มเจิดจ้าแบบที่อาธีร์ครอบครอง แต่รอยยิ้มของน้าแก้วก็มากเพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาตาพร่า

 

          “เพราะงั้นมันไม่เป็นไรหรอก ต่อให้สักวันเราต้องห่างกันไป ฉันกับเธอก็ไม่ได้ห่างไกลกันจริงๆ”

 

          “ตลอดไปเลยรึเปล่าครับ” โชคพึมพำ ฟังดูคล้ายคำอ้อนวอนมากกว่าเอ่ยถาม

 

          “ตลอดไปไม่ได้หรอก แต่ฉันก็อยากให้มันนานที่สุดเท่าที่ทำได้” แต่แก้วก็ตอบอยู่ดี



 

          การสอบปลายภาคเรียนที่หนึ่งอยู่ในช่วงต้นเดือนตุลาคม โชคกับมิกซ์จึงถูกป้าดาส่งไปติวพิเศษเสริมหลังเลิกเรียนตั้งแต่เดือนกันยา กว่าเด็กหนุ่มจะกลับถึงบ้าน ฟ้าก็มืดเหลือเพียงแสงจากหลอดไฟให้ความสว่างแล้ว ที่หน้าบ้านกับห้องนั่งเล่นเปิดไฟไว้รอเขา แต่ข้างในกลับเงียบเหงาไม่มีคนอยู่เลย

 

          โชคพอจะเดาได้ว่าน้าแก้วคงอยู่ในห้องทำงานตามปกติ แม้มองจากข้างนอกจะไม่เห็นไฟเปิดก็ตาม ส่วนอาธีร์ถ้าวันไหนอยู่ที่บ้านก็จะเห็นอยู่ในห้องนั่งเล่น ดูทีวีหยอกมะลิไปตามเรื่องเพื่อรอเขากลับถึงบ้านแล้วค่อยกินข้าวเย็นพร้อมกัน แต่ถ้าไม่เห็นอยู่แถวนี้ก็คงไม่ได้มา

 

          เพราะคิดอย่างนั้นโชคเลยตรงไปที่หน้าประตูห้องทำงานเพื่อที่จะบอกเจ้าของบ้านหนุ่มว่าเขากลับมาแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ยกมือเคาะตามมารยาท เสียงที่ดังลอดออกมาก็ทำให้เขาต้องลดมือลง แม้บทสนทนาจะงึมงำแผ่วเบาจนเขาฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงถอนสัมผัสฉ่ำชื้นนั้นกลับชัดเจน

 

          เด็กหนุ่มรีบหนีขึ้นไปอยู่บนห้อง ปิดขังตัวเองไว้ให้ความขุ่นเคืองบรรเทาลง น้าแก้วกับอาธีร์ไม่เคยพูดถึงความสัมพันธ์ของพวกตนออกมา แต่ก็ไม่เคยปิดบังเลยเช่นกัน สำหรับโชคแล้วมันจึงเป็นความคลุมเครือที่แสนชัดเจน

 

          และเพราะความคลุมเครือ เขาจึงทำเป็นมองข้ามเพื่อให้หัวใจของตัวเองไม่เจ็บปวดนัก

 

          และก็เพราะความชัดเจน เขาถึงได้ทำใจให้ยอมรับเพื่อให้คนสำคัญของเขามีความสุข

 

          มันไม่ใช่ความผิดของแก้วกับธีร์ที่เขาต้องเจ็บปวด เช่นนั้นแล้วมันถึงเป็นโชคเองที่ต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวเองให้ได้




 

          หลังสอบปลายภาคก็เข้าสู่การปิดเทอมเล็ก โชคแวะไปบ้านมิกซ์บ้างเป็นครั้งคราวยามที่ว่างจนไม่มีอะไรทำ แต่วันนี้กลับกันตรงที่หน้าบ้านเขามีมอเตอร์ไซต์คันคุ้นตา กับเพื่อนสนิทที่ยืนยิ้มร่าอยู่นอกรั้วพร้อมกับเป้ใบใหญ่ที่สะพายติดหลังมาด้วย

 

          “คืนนี้ขอนอนด้วยดิ”

 

          ตอนที่มิกซ์มาถึงเป็นช่วงสิบเอ็ดโมงเช้า โชคเลยทำอาหารเที่ยงง่ายๆ กินกันสองคน พอตกบ่ายก็เอาเครื่องเกมที่ธีร์ซื้อมาติดบ้านไว้ให้เขาออกมาต่อกับจอทีวีเล่นกัน สลับกับอ่านหนังสือการ์ตูนที่เด็กหนุ่มอีกคนเอาติดตัวมาด้วยจนมืดค่ำ

 

          “เมี๊ยวๆๆๆๆ” มิกซ์ที่เบื่อกับการเล่นเกมและกองหนังสือแล้วเลื้อยตัวลงไปนอนบนพื้นกระเบื้อง หยิบของเล่นแมวทำมือขึ้นมาโบกล่อให้มะลิมาเล่นด้วยแทน

 

          “อย่างจับแรงนะ มะลิท้องอยู่” โชคหันมาเตือนเพื่อนเมื่อแมวสาวเดินเข้ามาทิ้งตัวลงคลอเคลียกับแขกที่นานๆ ครั้งจะโผล่มา แต่ก็แวะเวียนมาเรื่อยจนคุ้นหน้าคุ้นกลิ่นตลอดหลายปีที่เธออยู่ในบ้านหลังนี้

 

          “แม่มะลิคนสวย ไปท้องกับใครมาอีกแล้วเนี่ย” เด็กหนุ่มร่างเล็กก้มลงไปใช้จมูกดุนเนินท้องนูนใต้กลุ่มขนนุ่ม พูดถามแม่แมวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ก่อนจะโดนอุ้งเท้านิ่มแปะลงบนหน้าคล้ายโดนดุเบาๆ ว่าเสียมารยาท ทำเอาเจ้าตัวหัวเราะคิกคักก่อนจะแกล้งเป่าลมใส่คืน เป็นจังหวะเดียวกับที่ทุกคนได้ยินเสียงประตูรั้วด้านนอกเปิดออก

 

          “กลับมาแล้ว” แก้วถือถุงกับข้าวเข้ามาเอ่ยบอก ก่อนจะชะงักไปนิดหน่อยเมื่อเห็นแขกที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอในเวลานี้ของวัน “มิกซ์ก็อยู่ด้วยเหรอ”

 

          “สวัสดีครับน้าแก้ว” เจ้าของชื่อทกทายเสียงใส ขณะที่โชคเดินไปรับถุงอาหารเย็นจากคนที่เพิ่งกลับมา

 

          “ผมส่งข้อความไปบอกน้าแก้วแล้วนะว่าคืนนี้มิกซ์มานอนด้วย”

 

          “อ่อ โทษที ฉันไม่ได้เปิดดูน่ะ” แก้วพยักหน้ารับ วันนี้เขาค่อนข้างจะยุ่ง แถมนิสัยส่วนตัวก็ไม่ค่อยติดโทรศัพท์เสียด้วย โชคผงกหัวหงึกหงักเดินเข้าครัวไปเตรียมจัดสำรับมื้อเย็น ได้ยินเพียงเสียงสดใสร่าเริงของมิกซ์ที่ทักทายคนตัวใหญ่ที่เดินหอบกระบอกแปลนกับกระเป๋าเอกสารของเจ้าของบ้านตามเข้ามาทีหลัง ทำให้รู้ว่าเขาควรจะตักข้าวไว้กี่จาน

 

 

 

          โชคที่ลงไปอาบน้ำต่อจากมิกซ์กลับขึ้นมาบนห้องในตอนที่เพื่อนสนิทเพิ่งวางสายโทรศัพท์จากแม่พอดี เพราะป้าดาต้องไปทำธุระทำให้ที่บ้านเหลือเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว เลยต้องฝากฝังให้มานอนค้างที่นี่เพื่อความสบายใจตามประสาคนเป็นแม่

 

          “ป้าดาเหรอ” โชคถามทั้งที่เดาได้อยู่แล้วเมื่อเพื่อนหันมาสบตาพอดี

 

          “อื้อ โทรมาสั่งว่าให้ทำตัวดีๆ นี่แม่เห็นกูเป็นคนยังไงวะ” คำพูดของลูกชายตัวแสบทำให้โชคยิ้มขบขันน้อยๆ

 

          “คนดื้อ”

 

          “โห มึงพูดซะน่ารักเลย” มิกซ์หัวเราะกับคำของเพื่อน เขาเป็นคนโผงผางเหมือนแม่ แถมยังหัวดื้อกว่าใคร คำพูดคำจาจึงค่อนข้างจะรุนแรงตามประสาเด็กหนุ่มกำลังโต ผิดกับโชคที่จนถึงตอนนี้ คำหยาบคายที่สุดที่หลุดจากปากก็มีแค่สรรพนามแทนตัวอย่างกูกับมึงเท่านั้น

 

          “ก็น้าแก้วกับอาธีร์ไม่ชอบให้พูดคำหยาบ” โชครู้ว่าในตอนที่เขายังเด็ก ผู้ใหญ่ทั้งสองไม่อยากให้เขาเติบโตมาเป็นคนหยาบคายเลยพยายามสอนให้เขาพูดจาดีๆ มาตลอด จนพอเริ่มโตสองคนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรเรื่องนี้อีก ปล่อยให้เขาเรียนรู้และคิดเองว่าอะไรควรไม่ควรไปตามวัย ซึ่งต่อให้ตอนนี้เขาจะพูดคำหยาบบ้างกับเพื่อนฝูงก็คงไม่โดนดุอะไร แต่ยังไงเขาก็ไม่อยากให้ใครมาบอกว่าที่บ้านไม่สั่งสอนอยู่ดี “แล้วกูก็ไม่อยากพูดด้วย”

 

          “อืออออ เด็กดี” มิกซ์ครางรับยาวๆ ในคออย่างยอมแพ้ให้กับนิสัยติดตัวที่เขาก็ไม่ได้ไม่ชอบใจอะไรของเพื่อนคนนี้ และโดยที่ไม่รู้ตัว เด็กหนุ่มเองก็ได้รับอิทธิพลจากความสุภาพของอีกฝ่ายมาไม่น้อย อย่างในเวลาที่อยู่ด้วยกันแบบนี้ เขาก็แทบจะไม่มีคำหยาบหลุดออกมาจากปากเลยเหมือนกัน “เออ มึง”

 

          “หื้อ” โชคขานรับ เมื่อดูเหมือนว่าเพื่อนสนิทจะคิดขึ้นได้ว่ามีอะไรที่อยากพูดอยู่อีก

 

          “น้าแก้วกับอาธีร์คบกันเหรอ”

 

          คำถามนั้นทำเอาคนถูกถามหายใจสะดุด ท่ามกลางความเงียบที่โรยตัวลงมาอย่างน่าอึดอัด โชคได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศปนกับเสียงลมหายใจของตัวเอง ผิดกับมิกซ์ที่ยังคงนั่งตาใสรอคำตอบอย่างไม่คิดอะไรมาก

 

          “ทำไม...” โชคถามกลับ แต่เป็นคำถามที่ไม่จบประโยค เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากจะพูดอะไรกันแน่

 

          “ห้ะ ก็ไม่ทำไม กูแค่คิดว่าน้าแก้วกับอาธีร์ทำตัวเหมือนแฟนกันเฉยๆ” แม้คำถามจะคลุมเครือ มิกซ์ก็ยังตอบกลับมาแบบสบายๆ ตามที่ตัวเองเข้าใจ และด้วยท่าทีของเจ้าตัวนั่นเองที่ช่วยให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่าบรรยากาศมันผ่อนคลายลงจนเขาเริ่มหายใจได้คล่องขึ้นนิดหน่อย

 

          “ก็ไม่รู้สิ สองคนนั้นไม่เคยพูดอะไรเรื่องนี้เลย” โชคเบนสายตาหลบขณะที่พูดออกไป รู้สึกเหมือนโกหกทั้งที่พูดความจริง อาจเพราะมันเป็นความจริงที่ทั้งสองคนนั้นไม่เคยพูด แต่เขาก็รู้อยู่แก่ใจ

 

          มิกซ์พยักหน้ารับ แล้วหันกลับไปสนใจอย่างอื่นต่อราวกับเรื่องที่พูดคุยกันไปไม่ได้สำคัญอะไรมาก แต่สำหรับโชคแล้วมันไม่ใช่ สำหรับเขามันสำคัญ และเขายังมีคำถามที่ไม่เคยเอ่ยถามใครได้เลยอยู่

 

          “มิกซ์”

 

          “ห้ะ”

 

          “แล้วถ้าน้าแก้วกับอาธีร์คบกันจริงๆ ..” โชคเว้นช่วงไปอย่างลังเลว่าควรถามออกไปรึเปล่า แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะพูด เมื่อสายตาของมิกซ์มันบอกว่าไม่ว่าเขาจะถามอะไร เจ้าตัวก็จะตอบมันกลับมาอย่างซื่อตรง “มันไม่แปลกเหรอวะ”

 

          “ก็คงแปลกแหละ” คำตอบทันทีทันใดทำเอาหัวใจเด็กหนุ่มหล่นวูบ แต่ประโยคต่อมาก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป “แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยเปล่าวะ มันก็อาจจะแปลกๆ สำหรับคนอื่น แต่ถ้าสองคนนั้นมีความสุขแล้วมันจะทำไม คนเราก็รักคนที่ตัวเองรักกันทั้งนั้นแหละ”

 

          “อืม นั่นสินะ” โชคพึมพำ กับขอบตาที่ร้อนผะผ่าว เขายังมีสิ่งที่อยากจะบอกคนตรงหน้าอีก และรู้ว่าต่อให้บอกไปเพื่อนสนิทของเขาก็คงจะยอมรับมันได้อย่างง่ายดาย

 

          ...แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้

 

 

 

TBC...

          และสาวสวยที่กลับมาเยี่ยมเยียนก็คือพี่ปรางนั่นเองค่า :katai2-1: หายไปนานเลยสำหรับเด็กสาวแสนสวยคนนี้ พี่ปรางมีส่วนในการเติบโตของเด็กชายโชคมากจริงๆ นะคะในตอนยังเด็ก เพื่อนคนแรกอะเน้ออ ส่วนน้องมิกซ์เองก็เป็นอีกคนที่ทำให้รีนรู้สึกภูมิใจเหลือเกินที่สร้างเขาขึ้นมา ทั้งนิสัย ความคิด และจิตใจ ช่างเป็นเด็กที่ดีจริงๆ เลยค่ะ ฮรืออออ

          ในตอนนี้น้องโชคก็ยังคงอยู่ในช่วงการจัดการความรู้สึกนะคะ น้องพยายามทำใจ แต่ก็ยังคงเจ็บปวด เป็นความปกติธรรมดาของคนที่ยังรักอยู่ เอาใจช่วยน้องกันด้วยนะคะ :mew1:

 

          ขอบคุณทุกคอมเมนต์ กำลังใจ และการอ่าน

          ขอบคุณค่ะ

 

          See you on วันพฤหัสบดีน้าาาา
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 20 [30.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: narongyut ที่ 31-07-2020 22:29:17
 :hao4: โชคเติบโตขึ้นแล้ว คงเข้าใจทุกอย่างมากกว่านี้
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 20 [30.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: manarina ที่ 01-08-2020 21:12:55
อ่านแล้วอินค่ะ แง  :o12:
เหมือนกะลังสิงน้องโชคอยู่ เลยอดอินกะความหวานชื่นเลยอะ แต่ก็ยังอยากให้ทั้งสองคนมีความรักที่ราบรื่นนะคะ อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะคุณน้าคุณอา
เอาเป็นว่าสู้ๆ นะคะน้องโชค กอดๆ นะ
หัวข้อ: Re: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 21 [30.07.20]
เริ่มหัวข้อโดย: FebruarySea ที่ 06-08-2020 19:54:51

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 21
 



          ปิดเทอมเล็กสามสัปดาห์แสนสั้น พอเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน เด็กนักเรียนก็ต้องกลับไปเรียนเทอมที่สองกันแล้ว

 

          วันแรกของการเปิดเทอมของโชคยังคงเหมือนกับทุกที แก้วจะออกมาส่งเด็กหนุ่มที่หน้าประตู จนคล้ายเป็นธรรมเนียมประจำบ้านไปเสียแล้ว

 

          “ค่าขนมพอไหม” ชายหนุ่มถามเด็กในปกครองของเขา ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมมาเขายังไม่เคยปรับขึ้นค่าขนมให้อีกฝ่ายเลยสักครั้ง

 

          “พออยู่ครับ ไม่ต้องจ่ายค่ารถแล้วเลยเหลือตั้งเยอะ” โชคตอบพลางสวมรองเท้าไปด้วย พอเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ “ผมไปนะครับ”

 

          “อื้ม” แก้วมองตามร่างสูงของเด็กหนุ่มที่วิ่งเยาะๆ ออกไปกระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์เพื่อนสนิท แล้วก็ได้แต่คิดว่าเด็กๆ นั้นเติบโตกันเร็วมากจริงๆ “ขี่รถกันดีๆ ล่ะ”

 

          “ครับ”

 

          “คร้าบ”

 

 

 

          ก่อนจะเข้าโรงเรียน มิกซ์แวะซื้อหมูปิ้งข้างทางเจ้าประจำที่มาตั้งแผงอยู่แถวหน้าประตูอย่างทุกทีเป็นการต้อนรับเทอมใหม่ ส่วนโชคที่กินข้าวเช้ามาจากบ้านก็จะนั่งกอดกระเป๋ารออยู่ที่รถจนเป็นกิจวัตร คอยผงกหัวเอ่ยทักทายเพื่อนร่วมห้องร่วมชั้นหรือรุ่นพี่รุ่นน้องคนรู้จักที่เดินผ่านบ้างตามเรื่องตามราว

 

          เพียงแต่วันนี้คนที่เข้ามาทักทายเขาไม่ได้มีแค่เด็กจากโรงเรียนชายล้วนด้วยกัน

 

          “น้องโชคคะ” เด็กสาวในชุดนักเรียนม.ปลายของโรงเรียนสหศึกษาห่างไปไม่ไกลเอ่ยทัก เสียงใสสั่นเล็กน้อย แต่ก็ดังชัดเจน กับผิวแก้มขึ้นสีเรื่อจางอย่างขัดเขิน

 

          “อะ ครับ” โชคประหลาดใจนิดหน่อยที่โดยทักโดยคนแปลกหน้า แต่ก็ขานรับพร้อมรอยยิ้มไป

 

          “เอ่อ.. คือ..” เด็กสาวยิ้มแหยอย่างทำตัวไม่ถูก รู้สึกเหมือนมือไม้เกะกะไปหมด ทั้งลำคอก็แหบแห้งเสียจนเสียงหาย แต่เธอก็ตัดสินใจมาแล้วว่าจะบอกออกไป แม้หัวใจจะเต้นโครมครามแค่ไหน ก็พยายามบังคับเสียงที่พูดออกไปให้สงบนิ่งที่สุด “พี่ชอบโชคนะคะ ชอบมานานแล้ว”

 

          คราวนี้คนที่ทำตัวไม่ถูกกลายเป็นเด็กหนุ่มเอง โชครู้สึกว่าแก้มร้อนวูบและท้องไส้ปั่นป่วนขึ้นมา แต่ไม่เหมือนกับที่เขาประหม่าตอนอยู่กับน้าแก้ว มันเป็นความขัดเขินอีกแบบหนึ่งที่ยังไม่เคยได้รู้จัก และเพราะอย่างนั้นเขาเลยไม่ได้พูดอะไรออกไปเลยสักคำเดียว

 

          “อ๊ะ พี่ชื่อแพรนะ มันคงแปลกๆ แหละเนอะที่อยู่ๆ ก็มาพูดแบบนี้” เด็กสาวที่เพิ่งแนะนำตัวเสร็จพูดรัวเร็วอย่างเขินอาย กอปรกับที่เวลาก่อนเข้าเรียนเหลือไม่มากแล้ว เธอเลยยิ่งดูร้อนรนนิดหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าและความหวังในนัยน์ตาก็ยังไม่คลายลง “ไว้พรุ่งนี้เช้าพี่ขอมาหาอีกนะคะ”

 

          โชคได้แต่มองตามแผ่นหลังบอบบางที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางโรงเรียนของเจ้าตัวอย่างงงๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้มันรวดเร็วมากจนเขาตามไม่ทัน ผิดกับเพื่อนรักที่ซื้อหมูปิ้งเสร็จแล้วกลับมาทันฉากสำคัญพอดี แต่ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ว่าที่ได้ยินมานั้นถูกต้องหรือเปล่า

 

          “เมื่อกี้ใครวะ”

 

          “พี่เขาบอกว่าชื่อแพร”

 

          “อาฮะ”

 

          “แล้วก็บอกว่าชอบกู”

 

          “แล้วมึงว่าไง”

 

          “ไม่ว่าไง”

 

          “ห้ะ”

 

          “ไม่ว่าไง ก็กูไม่ได้ชอบเขา” หลังจากโชคตอบแบบนั้นออกไปด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง มิกซ์ก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้

 

          และในเช้าวันต่อมา เด็กสาวก็มารอเจอโชคที่เดิมอย่างที่บอกเอาไว้

 




 

          ต้นเดือนธันวาอากาศยังไม่หนาวมาก แต่ในตอนเช้าก็ยังพอมีลมเย็นๆ พัดผ่านมาพอให้ได้รู้สึกถึงฤดูกาลอยู่ หน้าโรงเรียนจึงเต็มไปด้วยเหล่าเด็กนักเรียนที่สวมเสื้อกันหนาวหลากสีเดินกันเพ่นพ่าน และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่มีเด็กสาวรุ่นพี่มายืนรอโชคอยู่ข้างร้านหมูปิ้งเจ้าประจำของเพื่อนสนิท

 

          “หวัดดีครับพี่แพร” เสียงแรกที่ทักทายไม่ใช่ของโชค แต่เป็นมิกซ์ที่โบกมือพร้อมยิ้มร่าก่อนเดินเลยสาวเจ้าไปซื้อหมูปิ้ง ทิ้งให้เพื่อนอยู่กับสาวเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา

 

          “สวัสดีครับพี่แพร” โชคลงจากรถ ไปยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลคนที่มารอตน แพรอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว เทอมนี้จึงเป็นเทอมสุดท้ายของชีวิตมัธยม และเป็นเหตุผลเดียวกับที่เธอตัดสินใจมาสารภาพความรู้สึก

 

          “อื้ม ขี่มอ’ ไซต์มากันไม่หนาวเหรอ” ไม่พูดเปล่า มือเรียวบางเอื้อมมาแตะผิวแก้มเย็นเฉียบให้ร้อนวูบจากอุณหภูมิที่ต่างกันชัดเจน “แก้มเย็นมากเลยนะ”

 

          “ก็..ครับ” โชคไม่ได้ปฏิเสธสัมผัสเบาบางนั้นตรงๆ เพียงแค่ยกคอเสื้อกันหนาวขึ้นมาปิดถึงจมูก ให้ความร้อนจากลมหายใจแล่นวนอยู่ใต้เนื้อผ้าหนาช่วยคลายความเย็นบนใบหน้าหลังจากที่ตากลมมา

 

          “วันเสาร์นี้น้องโชคว่างรึเปล่าคะ” แพรยังคงถามต่อด้วยรอยยิ้ม ถดมือกลับอย่างเข้าใจการปฏิเสธแบบอ้อมๆ นั้น

 

          “วันเสาร์ผมมีเรียนพิเศษตอนบ่าย แต่วันอาทิตย์ว่างทั้งวันครับ” โชคตอบตามจริง และมันก็ช่วยให้รอยยิ้มบนใบหน้าเด็กสาวมีชีวิตชีวาขึ้นไปอีก

 

          “งั้นวันอาทิตย์ไปเที่ยวกันไหม”

 

          “...ครับ ได้ครับ” โชคตอบรับคำชวน สำหรับเขาแล้วการอยู่ใกล้ๆ กับผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร แพรเป็นคนร่าเริง แถมยังคุยสนุก และถึงการแสดงออกของอีกฝ่ายจะชัดเจนแค่ไหน แพรก็ไม่ได้ยัดเหยียดอะไรให้เขาต้องลำบากใจเลยสักครั้ง

 

 

 

          เช้าวันอาทิตย์ที่นัดไว้มาถึง โชคตื่นเช้ากว่าปกติที่เคยตื่นในวันหยุดนิดหน่อย ชั้นล่างของบ้านยังคงเงียบสนิทเมื่อเจ้าของบ้านอีกคนยังหลับอยู่ จนกระทั่งเด็กหนุ่มอาบน้ำสระผมแล้วกลับขึ้นไปแต่งตัวในชุดที่ดูดีกว่าชุดอยู่บ้านเสร็จแล้ว แก้วถึงค่อยออกจากห้องลงมา

 

          “แต่งตัวหล่อเชียวนะ” แก้วเอ่ยแซวยิ้มๆ เมื่อรู้จากเด็กหนุ่มแล้วว่าวันนี้เจ้าตัวจะไปเที่ยวกับสาวรุ่นพี่ต่างโรงเรียน

 

          “ก็ปกตินี่ครับ” โชคหันมาตอบสบายๆ เมื่อการไปเที่ยวกับแพรสำหรับเขาแล้วก็เหมือนไปเที่ยวกับเพื่อน ก่อนจะกลับไปสนใจข้าวต้มในหม้อต่อ “น้าแก้วเอากาแฟไหม เดี๋ยวผมชงให้”

 

          “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันชงเอง” ชายหนุ่มปฏิเสธคนที่กำลังทำอาหารเช้าอยู่หน้าเตา เดินไปกดน้ำร้อนใส่กาแฟสำเร็จรูปจากกระติกไฟฟ้าที่อีกคนเสียบปลั๊กไว้รอให้ก่อนแล้ว “จะไปเที่ยวไหนกันบ้างล่ะ”

 

          “ไม่รู้เหมือนกันครับ พี่แพรบอกแค่ว่าจะไปดูหนัง แล้วก็ไปกินเค้กที่ไหนสักที่แถวๆ นั้นแหละ” โชคว่าตามที่ฝ่ายสาวเจ้าบอกมาในแชทที่คุยกันเมื่อคืน ก่อนจะปิดเตาแก๊สแล้วตัดข้าวต้มแบ่งใส่สองถ้วยให้แก้วด้วย

 

          มื้อเช้าในวันหยุดของพวกเขาดำเนินไปอย่างสงบสุขเหมือนทุกเช้าวันหยุดที่ผ่านมาตลอดหลายปี แก้วยังคงเป็นคนพูดน้อยเหมือนเคย เพียงแต่โชคที่เติบโตขึ้นแล้วชวนคุยเก่งขึ้นกว่าเก่า ระหว่างมื้ออาหารจึงมีเสียงพูดคุยเรื่อยเปื่อยเพิ่มเติมเข้ามาให้บ้านทั้งหลังดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

 

          “ผมไปก่อนนะครับ” โชคโผล่หน้าข้ามระเบียงเฉลียงไม้มาบอกคนที่กำลังสูบบุหรี่อยู่ในลานอิฐข้างบ้านเมื่อใกล้ถึงเวลาต้องออกเดินทาง แก้วที่นั่งอยู่บนม้าหินเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กหนุ่มจากองศาที่ต่ำกว่า โชคหัวใจกระตุก รู้สึกร้อนวูบและหนึบชาในเวลาเดียวกัน แต่ตัวต้นเหตุกลับไม่รู้เลย และเพราะไม่รู้แก้วถึงได้ระบายยิ้มซุกซนอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

 

          ริมฝีปากที่คาบมวนบุหรี่ไว้หมิ่นเหม่แย้มยิ้ม ดวงตาสีเข้มที่ช้อนขึ้นสบทอประกายแวววาวเมื่อริ้วแสงส่องลงมาทอดกายเหนือใบหน้าชวนมองพอดี ทุกอย่างในวินาทีนั้นล้วนสมบูรณ์แบบสำหรับโชค ทั้งลมหนาวที่พัดผ่านมาอ้อยอิ่ง ทั้งกิ่งต้นไม้กลางลานที่โยกไหวบิดเบือนแสงแดดให้เต้นระบำ ทั้งดอกไม้สีขาวที่โปรยปรายลงเป็นฉากหลัง และผู้ชายที่อยู่ในม่านควันเบาบาง

 

          ทั้งหมดนั้นช่างสมบูรณ์แบบ...

 

          ภาพของน้าแก้วยังเป็นภาพที่งดงามที่สุดในสายตาเขาเสมอ

 

          “โชค” เด็กหนุ่มหลุดจากภวังค์สีทองของแสงตะวันในห้วงของการตกหลุมรักซ้ำๆ กลับมาสู่ความเป็นจริงที่แก้วลุกยืนเต็มความสูงจนใบหน้าเลยขอบเฉลียงขึ้นมาอยู่ในระยะที่แขนของเด็กหนุ่มเอื้อมถึง แต่โชคก็รู้ว่าเขาคว้าไม่ถึงอยู่ดี

 

          “ครับน้าแก้ว” โชคกลืนความรู้สึกที่ล้นอยู่ในอกกลับลงไป เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปกติที่เขาใช้เวลาเกือบปีกว่าจะทำให้มันเป็นธรรมชาติในเวลาแบบนี้ได้ขนาดนี้

 

          “อะ เอาไป” แก้ววางเงินแบงก์สีเทาลงในมือเด็กหนุ่ม เห็นโชคจะอ้าปากปฏิเสธก็ชิงพูดดักก่อน “เผื่อไว้ถ้ามันจำเป็นจะได้มีใช้ ถ้าเหลือยังไงก็ค่อยเอามาคืน โอเคไหม”

 

          “...โอเคครับ” และโชคก็ทำได้แค่งึมงำตอบ ก่อนจะออกจากบ้านมาโดยมีเจ้าของรอยยิ้มกลิ่นควันบุหรี่มองส่งจนลับตา

 

 

 

          โชคนั่งรถโดยสารประจำทางไปลงสถานีรถไฟฟ้า แล้วต่อตรงไปลงใกล้ห้างดังย่านกลางเมือง ใช้เวลาไม่นานเลยที่จะตามหาคนที่นัดเขาไว้ให้เจอเมื่ออีกฝ่ายมายืนรอตรงจุดนัดพบอยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังแต่งหน้าแต่งตัวมาอย่างที่ดูก็รู้ว่าตั้งใจมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้มากไปจนเกินพอดี

 

          “น้องโชค” เมื่อเห็นเด็กหนุ่มแพรก็ยิ้มสดใส รีบเดินเข้ามาหาทันที “กินข้าวมารึยังคะ ใกล้เที่ยงแล้ว หิวรึเปล่า”

 

          “ผมกินข้าวเช้ามาแล้วครับ แต่ถ้าพี่แพรหิวแล้วเราไปกินข้าวเที่ยงเลยก็ได้” โชคตอบ ก้าวเท้าเดินเคียงข้างร่างกายที่เล็กกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัดไปตามที่อีกฝ่ายนำ

 

          แพรเป็นคนตัวค่อนข้างเล็ก ใบหน้าเรียวรูปไข่กับเครื่องหน้าอย่างละนิดละหน่อยทำให้ดูน่ารักมากกว่าสวย ในเรื่องของหน้าตาสำหรับโชคแล้วแพรสวยไม่สู้ปรางที่เขาโตมาด้วยตั้งแต่เด็ก รายนั้นจัดว่าเป็นพวกหน้าตาดีมาตั้งแต่ดีเอ็นเอ ตอนเด็กก็เป็นสาวน้อยน่ารัก โตมาเป็นสาวสวยพราวเสน่ห์ แต่ก็เพราะแตกต่างโชคถึงได้รู้สึกว่าคนข้างๆ มีอะไรให้สังเกตมากกว่าความสวยทุกมุมมองอย่างที่เขาเคยเห็นมา

 

          “กินร้านนี้ดีไหมคะ หรือน้องโชคอยากกินอย่างอื่น” แพรหันมาถามเมื่อถึงหน้าร้านอาหารญี่ปุ่นจานข้าวที่ราคาไม่ถึงกับฉีกกระเป๋าเด็กมัธยมอย่างพวกเขา

 

          “เอาร้านนี้ก็ได้ครับ” โชคพยักหน้า กดปุ่มเปิดประตูกระจกบานเลื่อนให้เด็กสาวเข้าไปก่อน แล้วตัวเองค่อยตามเข้าไป

 

          นอกจากโชคที่สังเกตอีกฝ่ายในมุมต่างๆ แพรเองก็สังเกตเห็นความเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กหนุ่มแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

 

          หลังจากกินข้าวเที่ยงกันเสร็จแล้ว โชคกับแพรก็ไปดูหนังด้วยกัน มันเป็นหนังญี่ปุ่นที่เน้นเรื่องราวของครอบครัวและมิตรภาพ บรรยากาศหลังออกจากโรงจึงเต็มไปด้วยความอบอุ่นหัวใจ และแพรก็ได้เห็นโชคยิ้ม ยิ้มแบบที่ไม่ใช่ยิ้มที่มอบให้เธอหรือใครอื่นที่เธอเคยเห็น มันเป็นรอยยิ้มที่ทั้งรักใคร่และมั่นคงจนแก้มเธอร้อนผ่าว แม้มันจะไม่ได้ส่งมาให้เธอก็ตาม

 

          “น้องโชคชอบหนังครอบครัวเหรอคะ” แพรถามหลังจากที่แยกกันไปเข้าห้องน้ำมาแล้ว แต่อารมณ์ที่ยังคงตกค้างอยู่ในดวงตาคมคู่สวยก็ยังฉายชัด

 

          โชคนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ ด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าแพรจะเข้าใจได้ “ครับ มันทำให้รู้สึกอบอุ่นดี”

 

          “นั่นสิเนอะ เหมือนแดดตอนบ่ายที่ส่องเข้ามาในห้องนั่งเล่นเลย” โชคยิ้มกับคำพูดของเด็กสาว เพียงแต่ภาพของเขามันไม่ใช่แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาอาบไล้ห้องนั่งเล่น แต่เป็นกลางดึกที่พายุฝนโหมกระหน่ำ กับมือข้างหนึ่งที่ยื่นมาตรงหน้า

 

 

 

          เดตของหนุ่มสาวจบลงหลังการไปกินขนมหวานและเดินเที่ยวตามร้านขายของต่างๆ ห้าโมงเย็นของหน้าหนาวมืดเร็วกว่าเวลา แพรเลยได้ใช้ช่วงเวลาไม่กี่นาทีสุดท้ายกับเด็กหนุ่มใต้ท้องฟ้าสีม่วงเทา บนบาทวิถีขณะรอรถประจำทางสายที่ผ่านบ้านเธอแล่นเข้าเทียบป้าย

 

          “น้องโชค”

 

          “ครับ”

 

          “พี่ชอบโชคนะ” แพรบอกความรู้สึกของเธอออกไปอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้จังหวะลมหายใจไม่สะดุด และเสียงไม่สั่นเหมือนกับครั้งแรกแล้ว ทั้งที่ความตื่นเต้นยังเด้งโครมครามอยู่ในอก แต่ในใจกลับรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด “ชอบมากเลยจริงๆ”

 

          “ครับ” คำตอบรับสั้นๆ ที่ไม่มีการตอบกลับ แพรเคยได้ยินมาว่ารับรู้แต่ไม่ได้รักนั้นเจ็บปวด แต่สำหรับเธอแล้วมันไม่เห็นจะร้าวรานอย่างนั้นเลย

 

          “น้องโชค” ความตั้งใจสุดท้ายที่เตรียมมาในวันนี้ทำให้ใบหน้าน่ารักหันมองขึ้นไปยังดวงดาวคู่หนึ่งซึ่งตรึงหัวใจของเธอเอาไว้ จ้องสบกับนัยน์ตาพราวระยับของชายที่เธอตกหลุมรัก เอ่ยถามด้วยความหวังทั้งหมดที่ตนมี “คบกับพี่ได้ไหมคะ”

 

          โชคไม่ได้ให้คำตอบทันที เขาหยุดมองดวงตาที่สะท้อนภาพตนในนั้น เห็นว่ามันวูบไหวแม้จะมุ่งมั่งเพียงใด เห็นพวงแก้มที่ขึ้นสีเรื่อจางใต้บลัชออนสีอ่อน เห็นกลีบปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีหวานสั่นไหวน้อยๆ แพรเป็นคนกล้าหาญในสายตาของเขา เอ่ยบอกความรู้สึกอย่างซื่อตรง เอ่ยขอซึ่งสิ่งที่ตนต้องการอย่างซื่อสัตย์ แต่ก็ยังคงเผื่อใจที่จะยอมรับความผิดหวัง

 

          “พี่แพร” โชคเอ่ยชื่อเด็กสาวเสียงอ่อน เข้าใจเหลือเกินว่าอีกฝ่ายรู้สึกแบบไหน เข้าใจว่าการชอบใครสักคนมากๆ มันเป็นยังไง และเพราะอย่างนั้นเขาถึงต้องตอบไปตามตรง “ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

 

          “แล้วเขาว่ายังไงคะ” คำที่ถามกลับมาชวนให้หัวใจจุกเสียด แพรไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายโชค คำถามนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เธออยากรู้จริงๆ

 

          “เขา..เขาไม่รู้” และถึงรู้ เขาก็คงไม่ตอบรับ ประโยคหลังโชคทิ้งมันเอาไว้เพียงในใจ พยายามยกยิ้มให้อีกฝ่าย แต่มันกลับอ่อนล้าและอ้างว้างจนคนมองปวดร้าวตาม

 

          “งั้นเหรอ” เด็กสาวยิ้มเศร้า แต่ก็ยังคงซุกซ่อนมันเอาไว้ได้ดีกว่าเด็กหนุ่ม “แล้วน้องโชคคิดจะบอกเขาไหมคะ”

 

          “ไม่ครับ ผมบอกไม่ได้” โชคตอบคำถาม ทั้งที่จะเงียบไปเสียเลยก็ได้ แต่เมื่อเป็นกับผู้หญิงตรงหน้าแล้วเขารู้สึกว่าเขาอยากจะบอก อยากจะพูดออกไป อาจจะเป็นเพราะเขากำลังทำให้อีกฝ่ายเสียใจเลยอยากชดใช้ให้คืน

 

          “ถ้าอย่างนั้นสำหรับพี่แล้วมันก็ไม่เป็นไรหรอกนะคะ” แพรคว้ามือโชคขึ้นมากุมไว้หลวมๆ อุณหภูมิเย็นเฉียบทำให้โชครู้ว่าอีกฝ่ายใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการเอ่ยพูดแต่ละคำ “ถึงโชคจะยังไม่ชอบพี่ ถึงโชคจะยังชอบคนๆ นั้นอยู่ก็ไม่เป็นไร พี่ขอแค่ให้พี่มีโอกาสที่สักวันเราอาจจะหันมาชอบพี่บ้างก็พอแล้วค่ะ”

 

          รถประจำทางสายที่รอคอยแล่นมาจอดเทียบพอดี แพรผละจากเด็กหนุ่มไปขึ้นรถที่รีบร้อนออกตัวจนไม่มีเวลาให้ผู้โดยสารก้าวขึ้นลงมากนักทันที เพราะกลัวจะพลาดรถเที่ยวนี้แล้วต้องรออีกคันที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ เด็กสาวส่งยิ้มพร้อมกับยกมือขึ้นโบกลาเบาๆ ให้โชคในจังหวะที่หันมาสบตาพอดีขณะที่รถเมล์สีแดงเคลื่อนตัวผ่านไป โชคทำได้แค่ยกยิ้มตอบ ก่อนจะเดินไปขึ้นบีทีเอสเพื่อกลับบ้านตัวเองบ้าง

 

          ตลอดทางบนขนส่งสาธารณะวันนั้น โชคได้แต่คิดถึงคำสารภาพรักของแพรที่วนเวียนอยู่ในหัว รวมถึงประโยคสุดท้ายที่ทิ้งไว้ก่อนที่เธอจะไป

 

          ‘ไม่ต้องฝืนตอบรับความรู้สึกของพี่หรอกค่ะ แต่ยังไงพรุ่งนี้เช้าช่วยยิ้มให้พี่เหมือนเดิมทีนะคะ’

 

          โชคลุกให้กับเด็กวัยประถมต้นที่เดินเข้ามาพร้อมกับผู้ปกครองแล้วย้ายตัวเองไปพิงกระจกใสกั้นตรงสุดที่นั่งแทน เหม่อมองออกไปยังทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ที่ทอดตัวอยู่เบื้องหลังรูช่องว่างของสติ๊กเกอร์โฆษณาที่ห่อหุ้มรถไฟฟ้าขบวนนี้อยู่เงียบๆ

 

          โชคเข้าใจคำพูดของแพรแทบทุกอย่าง เป็นเพราะชอบมากถึงได้คาดหวัง และแม้จะผิดหวังก็ยังคงอยากยืนอยู่ตรงนั้น อยู่ในที่ๆ ได้รับรอยยิ้มจากคนที่ทำให้หัวใจเรายิ้มตามได้เสมอ

 

          ...แม้จะไม่มีวันได้ครอบครองก็ตาม

 




 

          คริสต์มาสปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ ที่บ้านไม้สีขาวซึ่งไม่มีคริสเตียนอยู่เลยสักคนกลับวุ่นวายตั้งแต่เช้าวันเสาร์ เพราะแขกประจำกับลูกชายวัยสี่ขวบกว่าของเขาโผล่มาที่หน้าประตูตั้งแต่แปดโมง แก้วหาววอดเพราะเขาเพิ่งนอนไปตอนตีสี่ ขณะนั่งมองเด็กชายตัวน้อยหยิบของประดับต่างๆ ไปส่งให้เด็กหนุ่มที่นั่งประจำที่คอยจับแขวนของตกแต่งเข้ากับต้นสนปลอม ส่วนตัวคนที่ไปยกของลงมาก็มานั่งเอนหลังพิงพนักโซฟาอยู่ไม่ห่าง

 

          “ง่วงเหรอ” ผู้บุกรุกตัวโตถาม แต่แก้วไม่ตอบเป็นคำพูด ม้วนตัวลงซุกหัวกับไหล่กว้าง ผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น ธีร์หัวเราะน้อยๆ ยกมือขึ้นลูบปลายผมที่ยาวระต้นคอเจ้าตัวก่อนจะกระซิบบอกฝันดีแผ่วเบา

 

          ทุกอย่างเกิดขึ้นเงียบงันอยู่ด้านหลัง แต่โชคก็ยังเห็นมันผ่านเงาสะท้อนบนลูกบอลประดับเคลือบเงาสีทองอยู่ดี และสิ่งที่เด็กหนุ่มทำได้ก็มีเพียงเบนสายตาหนีไปจดจ่ออยู่กับการแขวนกล่องของขวัญสีแดงใบเล็กลงบนกิ่งก้านของต้นคริสต์มาสต่อเท่านั้น

 

          “ปะป๊า!” เสียงใสของเมษาเอ่ยเรียกคุณพ่อ แต่เพราะเสียงดังไปเลยโดนธีร์ยกนิ้วขึ้นจุ๊ปากปรามเบาๆ ไม่ให้รบกวนคนหลับ พอเด็กชายเห็นว่าเจ้าของบ้านหนุ่มหลับอยู่บนไหล่กว้างของพ่อ ก็ทิ้งริบบิ้นยาวที่ถือแล้วปีนขึ้นไปครองพื้นที่บนตักอุ่นเพื่อส่องดูแก้วใกล้ๆ ทันที “ปะป๊าแก้วหลับแล้วเหรอ”

 

          “ครับ เมื่อคืนปะป๊าแก้วไม่ได้นอนเลยง่วงมาก”

 

          “หรอ” เมษายื่นมือไปจับปอยผมที่ปรกข้างแก้มคนหลับออกให้อย่างตั้งอกตั้งใจจนมือสั่นน้อยๆ พอส่งเส้นผมพ้นกรอบหน้าชายหนุ่มแล้วจึงหันมายิ้มร่าให้พ่อ พร้อมกับเอ่ยถาม “แล้วทำไมปะป๊าไม่อุ้มปะป๊าแก้วไปนอนในห้องนอนล่ะครับ”

 

          ดวงตากลมโตใสซื่อจ้องมองอย่างรอคอยคำตอบ คิดว่าถ้าหากมีใครหลับปะป๊าของเขาก็จะอุ้มไปส่งถึงเตียงนอนอย่างที่ทำกับตน ธีร์ได้แต่ยิ้มขบขัน ลูบหัวเจ้าตัวเล็กแล้วค่อยตอบ “เพราะว่าปะป๊าแก้วจะได้อยู่กับเมษาแล้วก็พี่โชคด้วยไงครับ ไม่ต้องขึ้นไปนอนเหงาอยู่คนเดียวข้างบน”

 

          “งั้นเมษาก็จะนอนเป็นเพื่อนปะป๊าแก้วด้วย” ว่าจบก็ซบหัวลงกับอกคุณพ่อตัวใหญ่ จับจองพื้นที่ของตนโดยเหลือไหล่กว้างอีกข้างไว้ให้พี่ชายคนโปรด “พี่โชคมานอนด้วยกันเร็ว”

 

          โชคมองภาพตรงหน้าด้วยหลากความรู้สึก สรรพนามที่เด็กชายใช้เรียกเพื่อนของพ่อนั้นไม่ได้แปลกอะไร แต่มันฟังดูจั๊กจี้ในหัวใจเขายังไงไม่รู้ เพราะมันช่างดูอบอุ่นและชวนให้ยิ้มเหมือนหนังครอบครัวแสนสุขที่เขาไปดูมา แต่ก็ช่างห่างไกลเหมือนเขาเป็นได้แค่คนดูที่มีสิทธิ์เพียงเฝ้ามองอยู่หน้าจอกว้าง

 

          “พี่มีเรียนพิเศษตอนบ่ายครับ เดี๋ยวต้องไปอาบน้ำเก็บของเตรียมออกไปแล้ว”

 

          น้าแก้วมีอาธีร์ที่เป็นความสุขของน้าแก้วอยู่แล้ว ตัวเขาเองก็ควรจะก้าวต่อไปเหมือนกัน

 

 

 

          วันจันทร์สุดท้ายของปีอากาศหนาวเหน็บ หน้าโรงเรียนยามเช้ายังคงมีเด็กสาวยืนคอยอยู่ที่เดิม โชคเดินเข้าไปยืนข้างเธอขณะรอเพื่อนที่เดินเลยไปซื้อหมูปิ้งเหมือนกับทุกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาเป็นคนยื่นมือออกไปหาอีกฝ่าย

 

          “มายืนรอผมแต่เช้าเลย หนาวไหมครับ” มืออุ่นแนบลงข้างใบหูเปลือยเปล่าเพราะผมยาวถูกรวบไปด้านหลังตามระเบียบโรงเรียน มันเย็นเฉียบ แต่ไม่นานก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเหมือนสองแก้มอย่างขวยเขิน

 

          “ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง” แพรยิ้มกว้าง เอียงคอแนบอุ้งมืออุ่นซ่านที่พาให้หัวใจเต้นแรง สัมผัสเพียงแผ่วเบาแสนอ่อนโยนของเด็กหนุ่มทำให้เธอตกหลุมรักเข้าอีกแล้ว เหมือนกับในเดือนพฤศจิกาย