[นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 51 [31.12.20] -END-
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 51 [31.12.20] -END-  (อ่าน 14362 ครั้ง)

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
.....



       วันสุดท้ายของเดือนมีนาคม อากาศร้อนอบอ้าวสมกับที่เป็นหน้าร้อน แก้วตื่นนอนในตอนสาย จัดการปิดแอร์แล้วออกจากห้องนอนเย็นฉ่ำมาปะทะกับสายลมอุ่นวาบที่โชยพัดเข้ามาผ่านบานหน้าต่างสุดทางเดิน กิ่งใบของต้นไม้ชื่อเดียวกับเขากำลังโยกไหวน้อยๆ ขณะทิ้งดอกร่วงลงสู่พื้นอิฐแดง

 

       ดวงตาสีเข้มเบนจากทิวทัศน์นอกหน้าต่างไปยังประตูห้องนอนเล็กที่อยู่ติดกันซึ่งถูกแง้มเปิดเอาไว้ ได้ยินเสียงดังเล็ดลอดออกมาบอกให้รู้ว่าสมาชิกอีกคนของบ้านคงกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ข้างในนั้น สองเท้าจึงก้าวตรงไปหยุดยืนมองด้านหลังของชายหนุ่มที่กำลังก้มๆ เงยๆ รื้อกองกระดาษออกจากโต๊ะหนังสือริมหน้าต่างไม้ปิดสนิท

 

       “ทำอะไรอยู่น่ะ”

 

       คนถูกถามพอได้ยินเสียงคุ้นหูก็หันกลับมาส่งยิ้มกว้างให้ โชครีบวางทุกอย่างตรงหน้าเพื่อลุกเดินมาขโมยหอมแก้มคนโตกว่าไปฟอดใหญ่ แก้วได้คำตอบของคำถามว่าอีกฝ่ายกำลังหาเอกสารประกอบการเรียนเก่าไปให้รุ่นน้องที่ขอมา แต่ดูเหมือนว่าโชคจะเลือกเป็นคนรักของเขามากกว่ารุ่นพี่ผู้ใจดี เมื่อเจ้าตัวเลือกที่จะทิ้งกองของระเกะระกะเอาไว้กลางคันเช่นนั้นแล้วจูงมือเขาลงบันไดไปกินมื้อเช้าที่เตรียมเอาไว้พร้อมสรรพด้วยกันในครัวแทน

 

 

 

       ยิ่งใกล้เที่ยงวันดวงอาทิตย์ก็ยิ่งฉายแสงแรงจัดจ้า ย้อมสวนเขียวให้ดูสดใสแต่ก็ไม่มีใครมีกะใจจะออกไปท้าแดดแผดเผา แก้วนั่งมองต้นไม้ใบหญ้าผ่านมุ้งลวดหน้าต่างจากบนโซฟาที่ประจำ พัดลมตั้งพื้นเปิดเบอร์แรงสุดหันหน้าส่ายไปมาหวังไล่ไอร้อนแม้จะเปล่าประโยชน์

 

       หยดเหงื่อไหลชุ่มไรผมและเริ่มกลิ้งหยดผ่านแผ่นหลัง โชคที่หาของเตรียมให้รุ่นน้องเสร็จแล้วลงมาตามแก้วให้ขึ้นบ้านไปอยู่ในห้องแอร์เพราะกลัวอีกฝ่ายจะจับไข้ไม่ก็เป็นลมแดดอย่างหนึ่งอย่างใดไปเสียก่อน

 

       “ติดแอร์ในห้องนั่งเล่นกันดีไหม” แก้วถามขึ้นมาท่ามกลางเสียงของเครื่องปรับอากาศครางต่ำ

 

       “งั้นก็ต้องเปลี่ยนบานหน้าต่างใหม่ด้วยน่ะสิครับ” โชคพลิกตัวตะแคง ใช้แขนข้างหนึ่งค้ำศีรษะเอาไว้ ส่วนอีกข้างเอื้อมไปลูบไล้เรียวนิ้วผอมบางตามความเคยชิน และสัมผัสเย็นเฉียบของโลหะที่เพิ่มมาบนโคนนิ้วนางของอีกฝ่ายก็พาให้หัวใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา

 

       “อือ แล้วก็ต้องติดฉากพลาสติกไม่ก็กั้นกระจกให้เป็นห้องแยกกับโถงตรงบันไดด้วย”

 

       “หรือจะซื้อเป็นพัดลมไอเย็นแทนดีครับ แบบนั้นจะได้ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากมาก”

 

       “นั่นสินะ”

 

       บทสนทนาเรื่องการปรับปรุงห้องนั่งเล่นดำเนินไปราวกับจะลงมือทำจริงจังกันในวันพรุ่งนี้ กระทั่งโทรศัพท์มือถือของโชคมีแจ้งเตือนอีเมลล์เข้ามาเรียกให้เจ้าตัวต้องลงไปเปิดคอมในห้องทำงานชั้นล่างเพื่อแก้งานอีกครั้ง แก้วปล่อยให้เจ้าหมายักษ์เติมกำลังใจด้วยการกอดรัดฟัดเหวี่ยงเขาอย่างเบามือจนเสื้อผ้ายับย่นเล็กน้อยก่อนออกจากห้องไป เหลือไว้เพียงหนึ่งคนหนึ่งแมวที่นอนเอกเขนกอย่างพวกว่างงาน

 

       แก้วไม่ชอบเล่นโทรศัพท์ และหนังสือที่มีในห้องก็อ่านจนจบหมดแล้ว เขาเลยเลือกที่จะนอน โมกเองก็เช่นกัน ทว่านอนจนตื่นขึ้นมาความว่างจนน่าเบื่อก็ยังไม่จางหาย ดวงตาสีเข้มจ้องสบกับดวงตาสีฟ้าใสกระจ่าง พลันความเบื่อหน่ายไร้จุดหมายทำให้แก้วต้องลุกออกจากห้องไปเอาไม้ตกแมวที่ชั้นล่าง ระหว่างทางก็แวะเข้าไปในห้องทำงาน เห็นสภาพมัณฑนากรหนุ่มที่ทำหน้าตาเคร่งเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เดินเข้าไปช่วยบีบนวดไหล่คลายความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อให้อย่างห่วงใย

 

       “พักก่อนก็ได้” เขาว่า

 

       “อีกนิดเดียวเองครับ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” และโชคก็ตอบมาอย่างนั้น พร้อมกับเอนหัวมาพิงหน้าท้องคนที่ยืนซ้อนอยู่หลังเก้าอี้ ดวงตาคู่สวยช้อนมองขึ้นมาสบตาจากองศาที่ซ้อนทับกับในความทรงจำ และแก้วก็เลือกที่จะทำซ้ำกับในวันนั้นอีกครั้ง

 

       จูบแผ่วเบาที่ทำเอาคนข้างล่างต้องปวดคอ แต่ก็ยินดีที่จะตอบรับอย่างกระตือรือร้น แก้วหัวเราะผะแผ่ว โชคระบายยิ้มเหยียดกว้าง ยามบ่ายของพวกเขาไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น โชคกลับไปทำงานต่อ แก้วกลับขึ้นห้องนอนไปเล่นกับแมว ยาวนานจนบ่ายแก่ชายหนุ่มถึงได้ตามขึ้นมายึดพื้นที่ครึ่งหนึ่งของเตียงและโอบเกี่ยวเอวคนรักไว้หลวมๆ ขณะนอนมองโมกเกลือกกลิ้งตัวไปมาเพื่อตะปบจับของเล่นที่วางไว้ตรงขอบเตียงให้ส่วนพู่ห้อยลงไปล่อตาล่อใจสัญชาตญาณของนักล่าหน้าขน

 

 

 

       ยามเย็นเมื่อแดดร่มลมตก อากาศยังร้อนจนทำให้เหนียวตัวน่าหงุดหงิดแต่ก็ดีขึ้นกว่าตอนกลางวันมากโข โชคเข้าไปเตรียมมื้อเย็นอยู่ในครัว ส่วนแก้วออกไปลากสายยางรดน้ำต้นไม้ดอกไม้ในสวนทั้งสองฝั่ง มองดูดอกใบสีสันสดใสใต้แสงสุดท้ายของวัน จากนั้นก็กลับเข้าบ้านไปกินข้าว ดูข่าวภาคค่ำกับหนังฝรั่งสักเรื่อง ก่อนจะอาบน้ำแล้วขึ้นห้องนอนตอนสี่ทุ่มกว่า

 

       ใต้แสงไฟสีขาวสว่างโร่ คนที่อยู่บนเตียงกับแก้วนั้นไม่ใช่คนรักยังเยาว์ของเขา แต่เป็นแมวหนุ่มรูปร่างปราดเปรียวสีควันบุหรี่ โมกกำลังทำหน้าที่ออดอ้อนชายวัยกลางคนแทนโชคที่กำลังอาบน้ำ ใบหน้าเล็กๆ ไล่คลอเคลียไปตามลำคออุ่น ขยับสูงขึ้นถูไถใต้คางก่อนจะลากยาวไปจนถึงข้างแก้ม อุ้งเท้านุ่มนิ่มเหยียบย่างลงบนแผ่นอกผอมบางเบาหวิว ปีนตะกายขึ้นไปเพื่อมอบสัมผัสแสดงความรักให้มนุษย์ของตนรับรู้

 

       แก้วยิ้มบาง ยกมือขึ้นลูบจากกลางหน้าผากไปตามแนวขนจนถึงสุดใบหูที่ขยับลู่ไปตามปลายนิ้วของเขา ดวงตาสีฟ้าจ้องมองเนิ่นนานกว่าจะกระพริบอย่างเชื่องช้า โมกทำอย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมากระทั่งหมาขี้อิจฉาเข้ามาแย่งชิงเรียกร้องความสนใจของแก้วให้เบนไปหาตัวเอง

 

       “ถ้าโมกเป็นคนผมคงต่อยไปแล้ว” โชคงึมงำอยู่กับหน้าท้องนุ่มนิ่ม ปั้นหน้าจริงจังจนคนฟังหัวเราะขบขัน

 

       “เธอขี้หึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันหืม” มือเรียวยกขึ้นขยี้หัวเด็กน้อยที่หึงแม้แต่แมวอย่างมันเขี้ยวปนเอ็นดู ก่อนจะประคองสองแก้มแล้วออกแรงดึงรั้งอีกฝ่ายให้ขยับขึ้นมาใกล้เพื่อสบตาในระยะประชิด

 

       “ก็ผมไม่อยากให้แก้วรักใครมากกว่าผมนี่ครับ” ชายหนุ่มว่าเสียงอ่อน ก่อนจะซุกใบหน้าลงไปยังซอกคออุ่น ฝังจมูกไว้บนผิวอ่อนนุ่ม สูดกลิ่นกายของคนรักก่อนจะจามออกมาเมื่อมีขนแมวปะปนเข้าไปให้ระคายจมูก

 

       คนโตกว่าได้แต่หยิบกระดาษทิชชูจากโต๊ะข้างหัวเตียงมายื่นให้คนที่จามจนจมูกแดง แต่เจ้าตัวก็ยังไม่วายหันไปส่งสายตาคาดโทษให้ตัวต้นเหตุที่กำลังยืดขาบิดขี้เกียจอยู่บนผืนผ้านวมที่ถูกถีบร่นลงไปกองอยู่ตรงปลายเตียง และหลังจากที่อาการคัดจมูกบรรเทาลงแล้วโชคก็ทำการจู่โจมเจ้าตัวเล็กทันที หน้าท้องที่ถูกปกคลุมด้วยขนนุ่มนิ่มถูกขยำด้วยแรงที่ไม่ถึงกับทำให้เจ็บ อุ้งเท้าทั้งสี่ตะปบจับมือใหญ่ โมกอ้าปากงับปลายนิ้วผู้ร้ายไม่แรงนักเป็นการหยอกกลับ เสียงหัวเราะดังเคล้าเสียงร้องแหลมสูงระงมปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง

 

       ช่างเป็นช่วงเวลาก่อนนอนที่แสนวุ่นวาย... แก้วมองเด็กๆ ทั้งสองของเขาด้วยแววตาอ่อนโยน

 

 

 

       ตกดึกคืนเดียวกันนั้นโชคถูกปลุกขึ้นมาในช่วงเวลาของวันใหม่ด้วยเสียงของคนข้างกายที่ขยับลุกขึ้นนั่งหอบหายใจหนักหน่วง พยายามจะสูดอากาศเข้าไปอย่างทรมานเมื่อปอดทั้งสองข้างไม่อาจฟอกออกซิเจนได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

 

       “น้าแก้ว...” ชายหนุ่มยื่นมือไปแตะสัมผัสแผ่นหลังบอบบางที่กำลังสั่นไหวตามแรงกระเพื่อมของจังหวะการหายใจถี่ ...มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นเช่นนี้ ทว่าไม่ว่าจะสักกี่ทีในอกของโชคก็ยังคงบีบตัวรัดแน่นจนแทบขาดใจตาม

 

       “...ไม่เป็น...ไร” แก้วหันมาคว้าจับข้อมือใหญ่ไว้อย่างไร้เรี่ยวแรง เอ่ยเสียงแหบพร่าขาดช่วงอย่างปลอบประโลม

 

       “ไปโรงพยาบาลกันเถอะครับ” โชคอ้อนวอนเสียงแผ่ว เมื่อเขารู้คำตอบของอีกฝ่ายดี

 

       “ไม่ต้องหรอก... เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็ต้องไปตามนัดอยู่แล้ว”

 

       “แก้ว ผม...”

 

       “ฉันไม่เป็นไร” แม้จะรู้สึกเหมือนกำลังจมลงไปใต้น้ำหนาวเหน็บที่จะทำให้ขาดใจตายในนาทีถัดไป แต่แก้วก็ยังคงคลี่ยิ้มบางให้กับเด็กน้อยของเขาเพื่อยืนยันคำตอบ

 

       และเด็กน้อยคนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเฝ้ามองคนรักของตนทุกข์ทรมานอยู่ตรงหน้า เฝ้าอยู่เคียงข้างภาวนาให้ช่วงเวลานี้ผ่านพ้นไปเสียที

 

       เฝ้าภาวนาด้วยหัวใจที่ร้าวรานแหลกสลาย...

 

       โชคไม่อาจร่วมแบ่งปันความเจ็บปวดนั้นของแก้วมาได้เลยแม้แต่น้อย

 

 

 

       กว่าอาการหอบของแก้วจะสงบลงก็กินเวลาไปนับสิบนาที เป็นสิบนาทีที่ยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ แต่ในที่สุดมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว

 

       ชายวัยกลางคนเอนแผ่นหลังลงพิงกองหมอนซ้อนกันสามใบดันกับหัวเตียงเหล็กที่โชคเป็นคนจัดวางเพื่อให้เขาใช้หนุนนอนในองศาที่ช่วยให้หายใจได้สะดวก ดวงตาสีเข้มปรือต่ำอย่างอ่อนล้า ทว่าก็ยังคงมองเห็นความปวดร้าวหลังนัยน์ตาคู่สวยที่จ้องมองมาใต้แสงเรื่อรางสีฟ้าได้อย่างชัดเจน

 

       “นอนได้แล้วโชค ฉันไม่เป็นไรแล้ว” แก้วพลิกตัวตะแคงข้างพลางยื่นมือไปวางแนบทิ้งไว้เหนือขมับอีกฝ่าย ลูบไล้ผ่านไปตามแนวหูอย่างช้าๆ แผ่วเบาและอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบโยนหมาตัวใหญ่ที่กำลังตกใจเสียงฟ้าร้องคำราม

 

       “มัน...ทรมานมากไหมครับ” โชคยึดจับมือข้างนั้นไว้มั่นในอุ้งมือใหญ่อุ่นร้อน ดันหัวคลอเคลียเรียวนิ้วผอมบางไม่ห่างขณะเอ่ยปากถามด้วยเสียงสั่นเครือ

 

       “ก็... มากอยู่ แต่ก็พอทนได้” คนถูกถามไม่คิดจะบ่ายเบี่ยงหรือปฏิเสธ ด้วยเพราะเขารู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร หากปลายทางสุดท้ายแล้วไม่ว่าอย่างไรโชคก็ยังต้องทุกข์ทน มันก็คงจะดีกว่าหากอีกฝ่ายได้ทุกข์ทนกับความจริงมิใช่คำโกหกเพียงเพื่อความสบายใจกลวงเปล่าที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการหลอกลวง

 

       น้ำตาร้อนผ่าวกลิ้งหยดลงเปียกหมอน แก้วระบายยิ้มแล้วช่วยบรรจงเช็ดขอบตาฉ่ำชื้นด้วยปลายนิ้วตน สิ่งที่จะบรรเทาความเจ็บปวดในหัวใจของโชคได้มีเพียงแค่รอยยิ้มและเสียงลมหายใจของเขา และเพราะรู้อย่างนั้นเขาจึงทำได้เพียงดึงรั้งเด็กขี้แยเข้ามาแนบอก โอบกอดกระชับให้แนบแน่น เพื่อให้ร่างกายแนบชิดสนิทมากพอที่จะได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะของชีวิต

 

       “น้าแก้ว” โชคสูดลมหายใจเข้าลึก ยกแขนขึ้นโอบกอดเรือนร่างผอมบางที่เขาหวาดกลัวเหลือเกินว่าแรงแขนของตนจะทำให้มันแตกสลาย

 

       “หืม ว่าไง” แต่แก้วก็ยังคงเป็นแก้วที่ไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น เสียงตอบกลับยังคงมั่นคงและเจือด้วยความอบอุ่นอยู่เฉกเช่นเดิม แตกต่างจากเสียงแหบแห้งแตกพร่าที่ส่งผ่านลำคอร้าวระบมของคนตัวใหญ่

 

       “ผมรักน้าแก้วนะครับ รักมากๆ รักจนผมไม่รู้เลยว่าถ้าวันนึงผมไม่มีแก้วแล้วผมจะอยู่ยังไง”

 

       “นั่นสินะ” คนโตกว่าทว่าก็ไม่ได้ฉลาดกว่านักในเรื่องความตายเอ่ย วางคางเกยกระหม่อมของเด็กน้อยในอ้อมแขน พยายามประมวลคำตอบที่จับต้องได้จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาเกือบครึ่งร้อยของตัวเอง “ก็คงแค่ต้องอยู่ต่อไปล่ะมั้ง กินข้าว เข้านอน ตื่นขึ้นมาในเช้าอีกวัน วนไปอย่างนั้นซ้ำๆ แล้วสักวันเธออาจจะได้เจอกับคนที่ทำให้เธอรู้เหตุผลที่มีชีวิตอยู่... เหมือนที่ฉันมีเธอ”

 

       “ผมก็มีแก้วไง ...ผมมีแก้วตลอดไปเลยไม่ได้เหรอครับ”

 

       “ตลอดไปไม่มีจริงหรอกนะโชค สักวันตลอดไปก็ต้องจบลงเหมือนกัน”

 

       “แต่ไม่ใช่วันนี้ได้ไหมครับ ไม่ใช่ตอนนี้ แล้วก็ไม่ใช่พรุ่งนี้ด้วย”

 

       แก้วไม่ได้ตอบอะไรนอกจากหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ กับอ้อมกอดที่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยด้วยแรงทั้งหมดที่ตนมี เพราะตัวเขาเองก็ไม่มีคำตอบให้กับอีกฝ่าย รู้เพียงว่าในใจเขาเองก็คิดแบบเดียวกันกับโชค

 

       ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่วันนี้ และไม่ใช่พรุ่งนี้ ...ขอให้ชีวิตนี้ของเขายาวนานกว่านี้อีกสักหน่อย

 

       “ฉันรักเธอนะโชค รักมากกว่าที่เธอคิดว่าฉันรัก”

 

       “ผมก็รักแก้ว รักมากกว่าที่แก้วจะคิดได้ว่ามากแค่ไหน”

 

       “จะแข่งกันเหรอ” แก้วเย้าด้วยรอยยิ้มที่ฉายไปถึงดวงตา

 

       “แก้วสู้ผมไม่ได้หรอก” และโชคก็แทนที่หยดน้ำตาด้วยริมฝีปากที่ระบายยิ้มกว้าง

 

       ชายหนุ่มขยับผละจากอ้อมอกอุ่นมานอนพิงหมอนซ้อนสูงให้ระดับสายตาพวกเขาเท่ากัน ปล่อยให้ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดใบหน้า ก่อนจะค่อยๆ เกลี่ยปอยผมยาวที่ปรกหน้าผากของอีกคนออกแล้วประทับจูบลงบนนั้นอย่างนุ่มนวล

 

       “อยากฟังเรื่องวาฬสีน้ำเงินไหมครับ” คำถามทำเอาคนฟังประหลาดใจเล็กน้อย แต่แก้วก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มบางเบากับแววตาอ่อนโยน

 

       “เอาสิ”

 

       เรื่องราวของยักษ์ใหญ่ใต้มหาสมุทรสีฟ้าครามถูกเล่าด้วยเสียงทุ้มของชายหนุ่มผู้เป็นฝ่ายถูกกล่อมมาตลอดเกือบยี่สิบปี และทั้งที่ทั้งสองคนบนเตียงนั้นล้วนรู้อยู่แล้วว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะจบอย่างไร แต่กลับรู้สึกแปลกใหม่ในความคุ้นเคยเหลือเกิน

 

       ...อาจจะเป็นเพราะวันนี้เปลี่ยนตัวคนเล่าเรื่องกระมัง

 



 

       เช้าวันแรกของเดือนเมษา หลังจากกินมื้อเช้าและอาบน้ำเรียบร้อย ในขณะที่กำลังรอคอยให้โชคเก็บของพร้อมเตรียมเอกสารประจำตัวผู้ป่วยอีกเล็กน้อยเสร็จ แก้วที่นั่งจ้องตากับโมกก็รู้สึกขึ้นมาว่าผ้ารองนอนสีม่วงอ่อนผืนโปรดของมะลิถูกใช้งานมาเนิ่นนานจนเยินไปหมดแล้ว ถึงเวลาที่ควรจะเปลี่ยนใหม่ให้เสียที

 

       หนึ่งคนหนึ่งแมวเดินขึ้นบันไดตรงสู่ห้องเก็บของ ข้างในนั้นไม่ได้อับทึบชวนให้ปลวกขึ้นเหมือนแต่ก่อนเมื่อโชคเข้ามาเปิดหน้าต่างระบายอากาศอยู่เป็นประจำ และเพราะเป็นหน้าร้อนถึงได้เปิดทิ้งเอาไว้ข้ามวันข้ามคืนอย่างในตอนนี้

 

       แดดยามเช้าไม่อาจสาดส่องเข้ามายังห้องที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของบ้าน แต่แสงสว่างก็ยังลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาตกกระทบเครื่องเรือนให้มองเห็นแม้ไม่ได้เปิดไฟ แก้วตรงเข้าไปยังตู้เก็บผ้า รื้อค้นเอาผืนผ้านุ่มนิ่มสีเขียวออกมากางให้ว่าที่เจ้าของสำรวจดู

 

       “ชอบเหรอ” และดูท่าเจ้าตัวเล็กเองก็คงถูกใจผ้าผืนนั้นเข้าให้แล้วเมื่อเจ้าตัวเดินมาถูตัวทิ้งกลิ่นใส่อย่างอ้อยอิ่ง

 

       เมี๊ยว...

 

       เสียงร้องแหลมสูงเรียกให้มุมปากมนุษย์หนึ่งเดียวในห้องยกสูง และอยู่ๆ ห้วงเวลายามเช้าในหน้าร้อนของแก้วก็หยุดชะงักลงในห้องนั้น ท่ามกลางของมากมายที่ถูกเก็บไว้ชิดผนังตามมุมต่างๆ ตู้เก็บผ้านวมขนาดกลางที่เคยเป็นตู้เสื้อผ้าของเด็กชายแก้วในตอนเด็ก โต๊ะไม้ตัวเล็กที่เด็กชายโชคเคยใช้ ไม้กอล์ฟของพ่อ ชุดแต่งงานสีขาวในซองกันฝุ่นของแม่ ชุดครุยผ้าโปร่งบางแถบสีทองของเขาและของโชคที่แขวนเอาไว้ข้างกัน กับต้นสนพลาสติกข้างลังเก็บอุปกรณ์ตกแต่งต้นคริสต์มาส

 

       ...ทุกอย่างในห้องนี้นั้นล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำอัดแน่น

 

       ในห้วงเวลาที่หยุดชะงัก แก้วรู้สึกว่ามันช่างผ่านไปเร็วนัก

 

       เร็วจนเกินไป...

 

       “น้าแก้ว” โชคเรียกขณะผลักบานประตูให้เปิดกว้าง ก่อนจะรีบถลาเข้ามาหาเจ้าของชื่ออย่างตื่นตระหนก “แก้วร้องไห้ทำไมครับ”

 

       ชายวัยกลางคนที่กำลังร้องไห้โดยที่ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำเงยหน้ามองคนรัก สองแขนยื่นออกไปไขว่คว้าตัวคนเข้ามากอด แนบแก้มลงบนไหล่กว้าง ซุกฝังปลายจมูกเข้ากับลำคออุ่น หวังอยากจะหยุดทุกอย่างเอาไว้ที่ตรงนั้น ตลอดกาลในอ้อมแขนที่กอดเขาตอบ ท่ามกลางสัมผัสอุ่นร้อนและเสียงของลมหายใจ

 

       แก้วอยากให้ชั่วนิรันดร์เกิดขึ้นจริงระหว่างเขากับโชคในบ้านไม้สีขาวหลังนี้

 

 

 

       และมันคงเป็นดั่งลางสังหรณ์ ของทั้งคนทั้งแมว แก้วไม่อยากจากบ้านไป เช่นเดียวกับโมกที่มองส่งมนุษย์ของตนจนลับตาจากริมขอบหน้าต่างสุดโถงทางเดินบนชั้นสองและไม่ยอมขยับไปไหนอยู่เนิ่นนาน

 

       ‘เฝ้าบ้านดีๆ นะโมก’ นั่นเป็นถ้อยคำสุดท้ายที่โมกได้ยินจากแก้ว

 

       ฮันนีมูนรสหวานในบ้านไม้สีขาว...

 

       ยาวนานตราบเท่าหนึ่งเดือน

 

 

 

...TBC

       งานแต่งงานหน้าบ้านไม้สีขาว กับฮันนีมูนรสหวานปนขม เป็นตอนที่ยาวมากๆ เลยค่ะ และรีนก็ใช้เวลาเนิ่นนานมากๆ ในการเขียนตอนนี้ เหมือนกับอีกสองตอนที่เหลือที่รีนใช้เวลาเป็นเดือนเพื่อเรียงร้อยเรื่องราวออกมาในแต่ละตอน หลังจากนี้ไปอาจจะขมปนรสน้ำตา แต่ก็ขอให้ทุกคนช่วยเดินทางไปกับน้าแก้ว น้องโชค อาธีร์ เหล่าตัวละคร และรีนจนกว่าจะถึงปลายทางด้วยกันนะคะ

       สำหรับค่ำคืนคริสต์มาสอีฟนี้ รีนก็ขอให้ทุกคนได้มีช่วงเวลาท้ายปีที่ดีที่สุดเท่าที่ปัจจัยแวดล้อมจะเอื้ออำนวยนะคะ ถึงสถานการณ์รอบข้างตอนนี้จะยากลำบากชวนให้หัวใจเหนื่อยล้า แต่รีนก็ขอให้คุณได้มีรอยยิ้มจากหัวใจ แม้จะจากเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ขอให้ในหนึ่งวันที่ผ่านพ้นไม่ทุกข์ทนจนเกินไปนัก และสุดท้ายนี้รีนก็ขอให้คุณสุขภาพแข็งแรงค่ะ Merry Christmas

 

       ขอบคุณทุกการอ่าน ทุกคอมเมนต์ ทุกกำลังใจ

       ขอบคุณมากค่ะ

 

       ไว้พบกันวันจันทร์หน้าค่ะ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 369
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
โฮรรรร จะร้องแล้วววว ทั้งหวานทั้งเศร้า  :m15: :m15: :monkeysad: :monkeysad: :sad11: :sad11:

 :pig4: :pig4: merry christmas ka  :L1: :L1:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 50

 

       การมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายตามนัดของแก้วในครั้งนี้ ผลอัลตร้าซาวด์ช่วงอกออกมาว่ามีภาวะหัวใจโตกับน้ำในเยื่อหุ้มปอดแทรกซ้อน แพทย์เจ้าของไข้แนะนำให้แอดมิททันทีเพื่อดูแลรักษาตามอาการอย่างใกล้ชิดและเตรียมทำหัตถการเจาะระบายของเหลวออกนอกร่างกายที่วางแผนจะดำเนินการในวันถัดไป

 

       แก้วถูกย้ายไปยังห้องพิเศษบนชั้นสามของอาคารเดิมที่แสนคุ้นเคย โชคเลยต้องรีบกลับบ้านไปจัดการเก็บของเพื่อมานอนเฝ้าพร้อมกับพาโมกไปฝากไว้ที่บ้านเพื่อนสนิทให้ช่วยดูแลอีกครั้ง และในระหว่างที่กำลังลังเลใจเพราะไม่อยากทิ้งอีกคนไว้ลำพัง อาธีร์ผู้ยังคงหล่อเหลาในวัยใกล้ห้าสิบปีก็มาถึงพอดี

 

       โชคฝากฝังอีกฝ่ายให้อยู่เป็นเพื่อนน้าแก้วแทนชั่วคราวก่อนจะคว้าของติดตัวกับกุญแจรถออกจากห้องไป ได้ยินเพียงเสียงพูดคุยที่แว่วหลังมา

 

       “วันนี้วันเกิดเมษาทั้งที มึงไม่เห็นต้องมาเลย”

 

       “ต้องมาสิ ยังไงกูก็ต้องมาหามึงอยู่แล้ว...”

 

       ...มันทั้งน่าหมั่นไส้

 

       “วันเกิดเมษาน่ะปีหน้าก็ยังมี”

 

       “นั่นสินะ”

 

       ...และอ้างว้างจนหัวใจวูบโหวงเหลือเกิน

 

 

 

       คืนนั้นโชคนั่งอยู่ข้างเตียงของแก้ว พูดคุยกันเคล้าเสียงโทรทัศน์ที่เปิดคลอให้ห้องไม่เงียบเหงา ยิ้ม หัวเราะ จูบราตรีสวัสดิ์ และแม้กระทั่งหลังจากที่คนบนเตียงร่วงลงสู่ห้วงนิทราไปแล้วเขาก็ยังคงปักหลักอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น เฝ้ามองใบหน้าคนรักยามหลับใหลในแสงสลัว กอบกุมมือเรียวข้างที่ไม่ได้ถูกเจาะต่อสายน้ำเกลือไว้แผ่วเบาจนตัวเองผล็อยหลับไป

 

       อย่างน้อยในค่ำคืนนั้นโชคก็ไม่ได้ถูกปลุกด้วยเสียงหอบหายใจแสนทรมานของแก้ว

 




 

       2 เมษายนฝนตกลงมา พายุฤดูร้อนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยมวลอากาศเย็นของประเทศจีนที่เคลื่อนตัวมาปะทะเข้ากับอากาศร้อนของประเทศไทย กลั่นหยดน้ำมหาศาลเทกระหน่ำซัดสาดพร้อมกับลมกรรโชกจนคลองระบายน้ำกรุงเทพมหานครทำงานไม่ทัน

 

       ทีมแพทย์และพยาบาลเข้ามาในห้องพร้อมกับรถเข็นอุปกรณ์ในช่วงสาย โชคถูกขอให้ออกไปรอด้านนอกระหว่างที่พวกเขาทำการเจาะดูดน้ำในปอดของแก้ว มันไม่ได้ใช้เวลาเนิ่นนานเท่าที่โชคคิดไว้ในตอนแรก เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงประตูที่กั้นขวางเขากับทุกความกังวลใจก็เปิดออก โชคจึงกล่าวขอบคุณทุกคนด้วยรอยยิ้มจริงใจอย่างรีบร้อนก่อนจะเดินสวนเข้าห้องไปหาคนด้านในทันที

 

       แก้วส่งยิ้มบางมาให้จากบนเตียงที่เดิม และมันก็สว่างไสวมากพอจะย้อมให้โลกทั้งใบของโชคอบอุ่นแม้นอกหน้าต่างจะมีพายุฝนชื้นฉ่ำและเย็นเฉียบ

 

       “เจ็บไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามขณะขยับเดินเข้าไปทิ้งตัวลงบนที่ประจำข้างเตียง

 

       “ตอนฉีดยาชาก็เจ็บอยู่ แต่ก็พอทนได้” คำตอบเหมือนกับทุกครั้งที่โชคถามคำถามเดียวกันนี้ ถึงจะมีบางครั้งที่แก้วบอกว่าไม่เจ็บขนาดนั้นหรือมันไม่เจ็บเลย แต่โชคก็ไม่รู้เลยว่าคำว่าไม่เจ็บของแก้วมันหมายความว่าไม่เจ็บเลยสักนิดจริงๆ หรือว่ามันเป็นความเจ็บปวดที่อีกฝ่ายรับมือไหวกันแน่...

 

       เพราะถึงแก้วไม่โกหก แต่ความจริงของคนเราก็ไม่ได้ตรงกันเสมอไป

 

       “แต่ถ้าวันไหนที่ทนไม่ได้แล้วแก้วจะร้องไห้กับผมบ้างก็ได้นะครับ” ขณะที่พูดอยู่ๆ ลำคอก็ตีบตันขึ้นมาจนเค้นเสียงออกไปได้ลำบาก โชคมองคนตรงหน้าด้วยทะเลสีน้ำตาลที่ดวงดาวไม่เปล่งแสง “แก้วรู้ใช่ไหมว่าผมจะอยู่ตรงนี้ข้างๆ แก้วไม่ไปไหน...ไม่ไหนทั้งนั้น”

 

       “ฉันรู้” แก้วระบายยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย และดำลึกลงไปในทะเลตรงหน้าเพื่อค้นหาดวงดาวที่หายไป ...ในเมื่อเขาชอบนัยน์ตาคู่สวยที่พราวระยับยามจับจ้องมองมามากกว่า “ฉันเองก็จะอยู่กับเธอไม่ไปไหนโชค ตราบเท่าที่เธอยังไม่ลืมฉัน ฉันจะอยู่กับเธอในนี้”

 

       มือเรียวผอมบางแตะสัมผัสลงที่กลางหน้าผาก ราวกับจะบอกว่าพื้นที่ในสมองส่วนหน้าที่เก็บความทรงจำมนุษย์จะเป็นที่อยู่ต่อไปของตนในวันข้างหน้า โชคเลยคว้ามือข้างนั้นให้เลื่อนต่ำลงมา แนบประทับกับแผ่นอกที่รับรู้ได้ถึงจังหวะของก้อนเนื้อที่เต้นตุบอยู่ด้านใน

 

       “อยู่ในนี้ด้วยครับ” คนฟังได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะ ขยับตัวเพียงเล็กน้อยอีกฝ่ายก็รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการอะไร

 

       โชคโน้มตัวเข้าไปใกล้คนบนเตียง ในองศาที่เจ้าของริมฝีปากซีดจางแนบจูบลงบนหน้าผากเขาได้อย่างสะดวก ก่อนที่จะเป็นฝ่ายมอบจุมพิตเนิบนาบหวานละมุนแต่ไม่เนิ่นนานจนรบกวนจังหวะหายใจให้กลับไป ได้ยินเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาอยู่ในลำคอ

 

       “เด็กน้อย” ...ของแก้ว
 

 

 


       เที่ยงวันเจ้าหน้าที่นำอาหารผู้ป่วยมาให้ถึงหน้าห้อง โชคออกไปรับก่อนกลับมาจัดแจงปรับระดับยกหัวเตียงและโต๊ะล้อเลื่อนเพื่อให้สะดวกต่อการกินข้าว จากนั้นก็ตั้งสำรับพร้อมรินน้ำใส่แก้วเตรียมไว้ให้อีกคนได้กินยาหลังอาหารอย่างเสร็จสรรพ

 

       ข้าวสวยร้อนๆ กับปลานึ่งและผัดผักรสอ่อน แก้วที่ไม่มีความอยากอาหารมากนักตักกินเพียงเล็กน้อยแล้วก็เลิกกินไป ยังดีที่มีผลไม้อีกสองสามอย่างในจานเล็กที่เขาพอจะกลืนลงท้องได้

 

       “น้าแก้วครับ” โชคเอ่ยเรียกเสียงอ่อนเมื่อเขาอยากให้อีกคนกินอาหารมากกว่านี้สักนิด แต่ก็ไม่ได้บังคับเมื่อดวงตาสีเข้มที่หันมาสบฉายแววอ่อนล้าเต็มที

 

       “ฉันไม่ค่อยหิวน่ะ” คนป่วยว่า แม้จะไม่ใช่คนเลือกกินแต่รสชาติของอาหารโรงพยาบาลก็ไม่ได้กระตุ้นความอยากอาหารของเขาสักเท่าไหร่ และเมื่อเชฟใหญ่ของบ้านได้ชิมก็ตัดสินใจในทันทีว่าหลังจากนี้ตอนเช้าเขาจะกลับบ้านไปทำอาหารสำหรับแต่ละวันมาให้แก้วเอง

 

       “งั้นกินผลไม้อีกไหมครับ เดี๋ยวผมลงไปซื้อมาให้” แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมแพ้เสียทีเดียว เสนอทางเลือกใหม่ที่จะเติมท้องแก้วให้เต็มขึ้นได้สักอีกหน่อย

 

       “อือ เอาส้มก็ได้” แก้วบอกขณะที่เอนหลังพิงหมอนและเปลือกตาปรือต่ำ ทว่ามุมปากยังคงยกสูงเป็นรอยยิ้มเมื่อโชคหอมแก้มเขาเร็วๆ ก่อนจากไปพร้อมกับคำที่บอกว่าจะรีบกลับมา

 

 

 

       โชคถือโอกาสแวะเอาถุงเสื้อผ้าใช้แล้วไปเก็บที่รถ ก่อนจะไปซื้อส้มกับของกินเล็กๆ น้อยๆ สำหรับตัวเองจากร้านรวงในละแวกนั้น แถมยังได้ดอกทานตะวันสีเหลืองที่เบ่งบานอย่างสดใสใต้ท้องฟ้ามืดครึ้มและม่านฝนหม่นมัวอยู่หน้าร้านขายดอกไม้ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลติดมือขึ้นมาด้วย

 

       “นั่นของเยี่ยมเหรอ” คนบนเตียงส่งยิ้มบางขณะเอ่ยถาม เขาไม่ได้นอนหลับอย่างที่ตั้งใจเมื่อสิ่งเดียวที่ทำมาตลอดก็คือการนอนจนข่มตาไม่ลง และอาจจะเป็นเพราะเขากำลังรอให้ใครอีกคนกลับมาอยู่ด้วย

 

       “ครับ” โชคยิ้มตอบพลางเดินเข้าไปยื่นช่อดอกไม้ผู้รักมั่นในดวงอาทิตย์น้อยใหญ่ให้กับคนรัก “แก้วจะได้รู้สึกสดใสขึ้นบ้าง ฝนน่าจะตกยาวไปถึงเย็นเลย”

 

       “อือ” แก้วครางรับแผ่วเบา ดวงตาจ้องมองกลีบดอกเรียวรีที่ซ้อนทับกันหลายชั้นรอบวงเกสรดวงใหญ่ตรงใจกลาง ราวกับดวงตะวัน สดใสอย่างที่คนให้ว่าเลย “ขอบใจ”

 

       ชายหนุ่มรับช่อดอกไม้คืนมาเพื่อไปจัดใส่แจกันใสทรงสูงที่ทางโรงพยาบาลมีให้อยู่ในทุกห้องแล้ววางตั้งไว้บนขอบไม้ริมหน้าต่างเยื้องๆ กับด้านหลังเก้าอี้ที่เขานั่ง หากเป็นตรงนั้นแก้วจะสามารถมองเห็นมันได้ตลอดเวลา และดูเหมือนว่ามันจะทำให้เจ้าตัวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาในดวงตาสีเข้ม...

 

       นับตั้งแต่นั้นโชคจึงเก็บดอกไม้จากสวนที่บ้านในตอนเช้าที่เขากลับไปทำอาหาร สลับกับซื้อจากร้านหน้าโรงพยาบาลมาเปลี่ยนใส่แจกันข้างบานหน้าต่างทุกสองสามวัน...

 

       แล้วเมื่อถึงวันที่แจกันถูกประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู เหล่าเพื่อนร่วมงานจากบริษัทก็พากันมาเยี่ยมเยียนตอนช่วงพักเที่ยงจนทั้งห้องดูวุ่นวายพร้อมกระเช้าผลไม้หลากชนิด

 

       ต่อมาพอเปลี่ยนเป็นดอกกุหลาบขาวและแดงเบ่งบานในวันหยุดสุดสัปดาห์ ครอบครัวของเพื่อนสนิทก็พากันมาเยือนอย่างพร้อมหน้าหลังจากที่เคยมีธีร์เพียงคนเดียวที่แวะเวียนมาอยู่ทุกวัน

 

       จนกระทั่งกลายเป็นดอกบานชื่นอ้วนกลมสีสันสดสวยเบียดเสียดกันอวดความสดใส เพื่อนเก่าสมัยเรียนของแก้วก็รวมตัวกันมาหา บางคนโชคก็คุ้นหน้าเหมือนเคยเจอมาบ้างตามงานสังคมที่อีกคนเคยพาไป ส่วนบางคนก็แปลกหน้าโดยสิ้นเชิงเพราะเพิ่งได้รู้จักกันในวันนี้

 

       ทั้งน่ายินดีและแสนเศร้า

 

       เมื่อผู้คนที่เคยห่างกันไปต่างกลับมาพบเจอกันด้วยเหตุผลที่ว่ามันอาจจะไม่มีวันหน้าให้ได้เจอกันอีกแล้ว

 




 

       กลางเดือนเมษาที่ไร้ฝน แสงอาทิตย์สาดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาตกกระทบพื้นสีขาวและเก้าอี้ที่ประจำของโชคอย่างอ่อนโยนในตอนที่เขากลับมาถึงโรงพยาบาลอีกครั้ง หลังหายกลับบ้านไปทำอาหารสำหรับทั้งวันของแก้วและตัวเองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ที่ข้างหน้าต่างวันนี้จึงมีดอกหน้าวัวมาแทนที่ ชูดอกเด่นสวยรับแสงเจิดจ้าของท้องฟ้าหน้าร้อนที่ส่องย้อนเข้ามาในอาคารยามสาย แต่ในอากาศกลับมีกลิ่นหอมจางของมวลดอกแก้วลอยอวลอยู่

 

       โชคนั่งพันก้านดอกบอบบางสีเขียว ม้วนเกลียวเกี่ยวดอกไม้สีขาวร้อยเข้าด้วยกันอย่างใจเย็น ขณะเฝ้ารอให้คนรักของเขาลืมตาตื่นขึ้นมาเหมือนกับในทุกๆ วัน เฝ้ารอคอยอย่างอดทน...

 

       ระยะแพร่กระจาย มะเร็งชนิดเซลล์เล็กในปอดของแก้วเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อไม่ได้รับยาเคมี จากแค่ภายในปอดสองข้างลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง และจะกระจายไปทั่วร่างในอีกไม่ช้า การรักษาที่ทำได้ตอนนี้มีเพียงการประคับประคองเพื่อให้ผู้ป่วยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายเท่านั้น

 

       “ทำอะไรอยู่น่ะ” ช่วงเวลาแสนยาวนานของชายหนุ่มที่หยุดชะงักไปได้กลับมาเริ่มเดินต่ออีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแหบแห้งเอื้อนเอ่ยแผ่วเบา

 

       “มงกุฎดอกแก้วครับ” โชคเงยหน้าขึ้นตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง ขณะเดียวกันก็หยุดมือเพื่อหันไปรินน้ำใส่แก้วจากโต๊ะวางของด้านข้างมาให้คนเพิ่งตื่นจิบ จัดแจงปรับระดับหัวเตียงให้ยกขึ้นได้องศาเสร็จสรรพเรียบร้อยอย่างคล่องแคล่วก่อนจะลุกไปเตรียมสำรับมื้อเช้าที่รวบมารวมกับมื้อเที่ยงให้อีกฝ่าย โดยที่เขาเองก็ร่วมโต๊ะด้วยเช่นกัน

 

       กระทั่งเก็บล้างจานชามเสร็จหมดแล้วชายหนุ่มจึงค่อยกลับมานั่งถักร้อยดอกแก้วต่อ

 

       แก้วมองมือใหญ่ที่ขยับไปมาอย่างนุ่มนวลเพื่อต่อความยาวโซ่ดอกไม้กลิ่นหอมจาง พลางชวนคุยขึ้นมาฆ่าเวลายามบ่ายที่ไร้จุดหมาย

 

       “ที่บ้านเป็นไงบ้าง”

 

       “ก็เหมือนเดิมครับ ...โมกยังอยู่บ้านมิกซ์ ต้นแก้วโดนฝนเมื่ออาทิตย์ก่อนออกดอกเต็มต้นเลย อ่อ แล้วก็ดอกกุหลาบขาวที่เราแยกกิ่งไปปักชำไว้ตอนนั้นเริ่มแตกยอดแล้วนะครับ ส่วนกุหลาบแดงก็ยังบานเรื่อยๆ ...” โชคเล่าความเป็นไปในบ้านไม้สองชั้นที่ทุกชีวิตยังคงเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ ให้เจ้าของบ้านฟัง

 

       “เหรอ” แก้วยิ้ม อย่างเปลี่ยวเหงาเล็กน้อย เมื่อเขาเป็นสิ่งเดียวที่จะไม่ได้เติบโตต่อไปในเขตรั้วไม้สีขาวอันเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำ

 

       บ้าน... ที่เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกแล้ว

 

       ชายวัยกลางคนยื่นมือออกไปลูบหัวเด็กน้อยของตนอย่างเอ็นดู คิดหวังเพียงว่าอีกฝ่ายคงได้เติบโตจนแก่ชราอย่างงดงาม ณ ที่แห่งนั้น

 

       “ครับแก้ว?” โชคเหลือบตาขึ้นมามองเผื่อว่าเขาต้องการอะไร แต่แก้วเพียงแค่ระบายยิ้มขณะผละมือออกเพื่อกลับไปนอนพิงหมอนแล้วชวนคุยเรื่องอื่นต่อ

 

       “เธอทำอะไรบ้างตอนฉันหลับ”

 

       “ผมรอแก้วตื่น” คำตอบของโชคเรียบง่ายและเป็นความจริง

 

       “ฉันทำให้เธอรอนานรึเปล่า” คำถามของแก้วเองก็เช่นกัน เรียบง่าย แสนธรรมดา

 

       “ไม่ครับ ไม่เลย ...แต่ต่อให้นานแค่ไหนผมก็รอได้นะ” ขอแค่แก้วตื่นขึ้นมาก็พอ ประโยคหลังโชคพูดผ่านแววตาที่หลุบต่ำ จับจ้องยังเส้นโซ่ดอกแก้วในมือที่ได้ความยาวตามต้องการพอดี เขาจึงม้วนขดเกี่ยวรัดก้านเขียวขัดกันไว้ให้เป็นวงสมบูรณ์ ก่อนจะมอบมันให้แด่ชายผู้มีชื่อเดียวกับดอกไม้หอม “ผมทำให้แก้ว”

 

       มงกุฎดอกแก้ว บนกลุ่มผมดำขลับแซมสีอ่อนปะปนเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาและแววตาอ่อนโยน

 

       “ขอบใจ” หนึ่งจูบประทับเหนือหน้าผากพาย้อนเวลากลับไปในอดีต ก่อนที่พวกเขาจะเดินท่องไปในความทรงจำนับสิบปีผ่านคำพูดคุยและบทสนทนาเรื่อยเปื่อย

 

       เนิ่นนานคล้ายห้วงเวลาไร้ที่สิ้นสุด จวบจนแก้วหมดแรงอ่อนล้าและดวงตาสีเข้มปรือปิดไป หลับใหลด้วยจังหวะการหายใจสม่ำเสมอใต้สายออกซิเจนที่คาดผ่านจมูก

 

       กาลเวลากลับไปเดินแช่มช้าชะงักงันอีกครั้ง

 

       ราวกับโชคมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมงในหนึ่งวันขณะที่แก้วตื่นขึ้นมาสบตา

 




 

       เข้าสู่ช่วงท้ายของเดือนเมษายนที่ไร้ฝนไร้ลมหนาว พายุฤดูร้อนจากไปนานกว่าสามสัปดาห์แล้ว แก้วหายใจด้วยตัวเองได้ยากขึ้นทุกวันแม้จะเปลี่ยนจากสายออกซิเจนมาเป็นหน้ากาก กระทั่งใช้หน้ากากออกซิเจนแบบมีถุงก็ยังคงรู้สึกอึดอัดทรมาน แต่ถึงอย่างนั้น...

 

       “คุณหมอถามว่าจะใส่ท่อช่วยหายใจไหมครับ” โชคถามเสียงเบาหวิว

 

       “ไม่ล่ะ” แล้วแก้วก็ตอบกลับทันทีด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับจะปลิวหายไปในสายลมที่พัดผ่านมา

 

       ชายวัยกลางคนที่กำลังจะสูญเสียปอดทั้งสองข้างไปอย่างสิ้นเชิงยืนกรานปฏิเสธการสอดท่อช่วยหายใจรวมไปถึงการเจาะคอ และเมื่อเป็นเช่นนั้นมันจึงนำไปสู่อีกหนึ่งคำถาม ...ที่โชครวดร้าวเหลือเกินยามเอ่ยออกมา

 

       “แล้ว... แก้วจะให้ปั๊มหัวใจไหมครับ” ก้อนความรู้สึกจุกลำคอจนแสบร้อนทั่วกระบอกตา โชคไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรนอกจากความเจ็บปวดที่ไม่มีที่มา เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองคาดหวังคำตอบแบบไหนจากแก้วกันแน่ ในนาทีที่หัวใจใต้แผ่นอกผอมบางหยุดเต้นลง แก้วจะยอมรับความตายในทันที หรือจะเสี่ยงดวงที่อาจจะฟื้นมันกลับมาได้ชั่วคราวแลกกับการที่ซี่โครงก็อาจจะหักหักทิ่มปอด ทางเลือกของแก้ว...

 

       เขาส่ายหน้า

 

       โชคจึงแจ้งความจำนงอันแน่วแน่ของตัวผู้ป่วยเองนี้กับแพทย์เจ้าของไข้ ไม่นานก็มีเอกสารถูกส่งมาผ่านพยาบาลที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เธอยื่นคลิปบอร์ดเย็นเฉียบและปากกาลูกลื่นมาให้ด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครในห้องนั้นพูดอะไรออกมาแม้สักคำเดียว

 

       แดดยามเช้ายังคงส่องย้อนเข้ามาทางบานหน้าต่าง สาดแสงอาบกลีบดอกทิวลิปสีเพลิงในแจกันใส ทอดกายย้อมพื้นขาวให้กลายเป็นสีทองของความอบอุ่น และตกกระทบลงบนเสี้ยวหน้าด้านหนึ่งของคนที่นั่งอยู่บนเตียง ...ชายผู้ตัดสินใจทางเลือกชีวิตของตนเองแต่ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอจะบังคับปากกาให้ตวัดเป็นลายลักษณ์อักษร

 

       แก้วเพียงแค่คลี่ยิ้มบางอย่างอ่อนโยน ให้กับโชคที่เซ็นชื่อรับรองในหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาเพื่อยื้อชีวิตแทนเขา

 

       ...แสนรวดร้าว ปลายนิ้วของชายหนุ่มชาหนึบด้วยความเย็นเยียบที่ซึมลึกเข้ามาถึงขั้วหัวใจ

 

       ...แต่ก็เต็มใจจะทำให้ ในเมื่อมันเป็นการตัดสินใจของแก้วในฐานะเจ้าของชีวิตของตัวเอง

 

       “ผมรักแก้วนะครับ” ดวงตาคู่สวยแวววาวด้วยหยาดน้ำใส โชคพูดออกมาเมื่อพยาบาลนำเอกสารสำคัญออกจากห้องไปแล้ว ...เขาร้องไห้

 

       “มานี่สิ” แก้วเรียกพร้อมเรียวแขนที่อ้าออกรอ โชคจึงขยับเข้าไปซุกกอดเรือนร่างผ่ายผอมบอบบางอย่างทะนุถนอม ก่อนถูกรั้งให้ปีนขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงแคบ ในอ้อมแขนของคนที่เขารักหมดหัวใจ และอีกฝ่ายเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน “ฉันก็รักเธอโชค”

 

       ไม่นานหลังจากนั้นแก้วก็ถูกย้ายมาอยู่ที่ห้องไอซียูเพื่อให้มีบุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง โชคจึงไม่สามารถนอนเฝ้าและเข้าเยี่ยมได้แค่ตามเวลาที่กำหนด

 

       แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็จะมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเข้าไปจูบอรุณสวัสดิ์บนหน้าผากคนที่ตื่นบ้างหลับบ้างขณะที่เขาเข้าเยี่ยม จากนั้นก็เฝ้าวนเวียนรออยู่หน้าห้องทั้งวันเพื่อเข้าไปหาอีกครั้งในตอนเที่ยงและตอนเย็น เตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมายจนล่วงเลยไปหมดหัวค่ำค่อยกลับบ้านนอน ก่อนจะมาใหม่อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น

 

 

 

       จนกระทั่งวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆบดบังดวงอาทิตย์ยามเที่ยง พยาบาลประจำห้องไอซียูก็บอกกับคนที่รออยู่หน้าห้องว่าวันนี้ควรอยู่ที่นี่อย่าไปไหน รวมถึงสามารถเข้าไปนั่งที่ข้างเตียงได้ตลอดเวลา

 

       ...ชีพจรของแก้วอ่อนลงและไม่ตอบสนองต่อยากระตุ้นแล้ว

 

       ชายหนุ่มหันมาสบกับดวงตาคู่คมของคนที่มาเยี่ยมแก้วทุกวันไม่เคยขาดตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงพยาบาล และเป็นคนเดียวกับที่เขาจะได้พบหน้าเสมอหน้าห้องบริบาลผู้ป่วยหนักแห่งนี้ ในทุกเช้าที่มาถึงด้วยเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนจะกลับออกไปพร้อมๆ กันในตอนเย็น

 

       โชคพยักหน้าให้เล็กน้อย ธีร์จึงได้เป็นฝ่ายขยับก่อน

 

       ชายวัยใกล้เลขห้าที่ยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับใบหน้าหล่อเหลาราวกับกาลเวลาไม่อาจเอาชัยชนะไปจากเขาได้ลุกขึ้นยืน สองขาก้าวเดินหายเข้าไปหลังบานประตูกระจกขุ่นที่ซึ่งหัวใจของตนถูกทิ้งเอาไว้กับคนในนั้น

 

       กลิ่นของยาฆ่าเชื้อและเสียงเครื่องจับสัญญาณชีพ เตียงเรียงรายถูกกั้นด้วยม่านขาว ความเงียบงันเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงรบกวนเหล่านั้น

 

       ราวกับโลกใบนี้ของเขาไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากคนตรงหน้า

 

       “แก้ว...” เสียงเอ่ยเรียกชื่อนุ่มทุ้มแหบพร่า แม้จะไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย

 

       “...ธีร์” และเสียงที่แหบยิ่งกว่าก็ตอบกลับมา เบาหวิวเสียแทบกลืนหายไปกับเสียงจับชีพจรหัวใจที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอข้างเตียง

 

       ดวงตาสองคู่จ้องสบกัน พลันคำพูดมากมายมลายหายสิ้น ทั้งที่เคยมีสิ่งที่อยากเอ่ยบอกและได้ยินอยู่ล้นใจ แต่สุดท้ายเพียงได้มองตากันคำพูดเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ...พวกเขาต่างรับรู้มันมาตลอดแม้ไม่เคยพูดบอกออกมา

 

       ระยะเวลาสามสิบห้าปีที่แสนยาวนานผ่านพ้นไปในชั่วอึดใจเดียว

 

       ธีร์ลูบเสยเรือนผมยาวที่ปรกหน้าผากแก้วออกให้พ้นใบหน้า ก่อนก้มลงไปประทับริมฝีปากอย่างนุ่มนวล แนบแน่น และภาวนาให้ชั่วนาทีนี้เนิ่นนาน

 

       ดวงตาคมที่จ้องมองมาในระยะเพียงเอื้อมมือฉาบความอ่อนโยนโบกทับความเจ็บปวดเอาไว้ได้มิดชิด ส่องสะท้อนภาพของคนที่เขารักอย่างลึกซึ้ง พร้อมด้วยรอยยิ้มที่ยังคงเจิดจ้าและอบอุ่นจนความร้อนตีขึ้นกระบอกตาของผู้ได้รับ

 

       แก้วหลับตาลงแผ่วเบา ก่อนจะปรือเปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มบางของเด็กหนุ่มม.ปลายที่ทำให้ธีร์ตกอยู่ในห้วงภวังค์ดั่งต้องมนต์

 

       ...อีกครั้งและอีกครั้ง ไม่เคยจางหาย

 

       ความรู้สึกของการตกหลุมรักในวัยเยาว์ที่แผดเผาหัวใจให้ไหวหวั่น

 

       “ขอบใจ” ชายคนหนึ่งบอก

 

       “ขอบใจเหมือนกัน” และชายอีกคนตอบกลับไปพร้อมความร้อนจากรอยจูบสุดท้ายบนปลายนิ้วเรียวบางที่ยกขึ้นมาแนบอยู่ข้างแก้มตน “เดี๋ยวจะไปเรียกโชคมาให้นะ”

 

       ระหว่างแก้วและธีร์... ไม่มีคำกล่าวลา

 



.....​

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
.....

 

       ธีร์ใช้เวลาอยู่ข้างเตียงแก้วไม่นานนักเมื่อเขารู้ดีว่าคนที่ควรอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ตัวเอง และโชคที่รออยู่ด้านนอกเมื่อเห็นอีกคนกลับออกมาก็ลุกเดินสวนเข้าไปทันทีโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไร

 

       ...ในเมื่อพวกเขาต่างก็กำลังแบ่งปันความรู้สึกแบบเดียวกันอยู่

 

       ความแหลกร้าวในดวงตาคมบนใบหน้าสงบนิ่ง และนัยน์ตาคู่สวยที่ซ่อนหัวใจแหลกสลายไว้เบื้องหลัง

 

       เครื่องปรับอากาศปล่อยลมเย็นฉ่ำที่บรรยากาศทำให้มันเหน็บหนาวเกินจริงเข้าปะทะผิวกายให้วูบสะท้าน หัวใจบีบตัวรัดแน่นขึ้นมาและราวกับจะเต้นเชื่องช้าลงตามจังหวะเนิบนาบบนหน้าจอมอนิเตอร์ โชคกลืนความร้าวรานกลับลงไปแล้วส่งยิ้มให้คนบนเตียง

 

       ม่านขาวยาวเฉียดพื้นกั้นขวางคนอื่นเอาไว้เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาสุดท้าย แต่ก็ยังคงเผยอเปิดฝั่งปลายเตียงไว้เป็นช่องน้อยๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประจำสามารถติดตามอาการผู้ป่วยได้สะดวกตลอดเวลา มือใหญ่กอบกุมมือเรียวผอมบางเอาไว้อย่างนุ่มนวลทว่าแนบแน่น ส่งความร้อนเข้าไล่ไอเย็นเฉียบบนผิวเนื้อ พลางคิดถึงคืนที่มือนี้ยื่นมาตรงหน้าท่ามกลางพายุฝนและหยดน้ำตา

 

       การพบพานครั้งแรกของพวกเขาในละอองฝน...

 

       “คิดอะไรอยู่ หืม” แก้วถามยิ้มๆ อยากจะหยัดตัวขึ้นนั่งพร้อมรั้งเด็กน้อยของตนเข้ามากอดแต่ก็ไร้เรี่ยวแรง สุดท้ายก็ทำได้แค่นอนมองเด็กตาแดงด้วยแววตาอ่อนโยน

 

       “คิดว่า... ผมรักแก้วมากเลยนะครับ” ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงที่พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สั่นไหวไปกับหัวใจ ถ้อยคำที่เขาพูดออกไปนั้นเป็นความจริง เขารักแก้วนั้นเป็นสิ่งที่จริงแท้ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงของคำถาม เพราะสิ่งที่โชคคิดนั้น...

 

       “พูดมาเถอะ” อีกคนดูออก ดวงตาสีเข้มจ้องมองอย่างรอคอยและใจเย็น ราวกับพวกเขามีเวลาอีกมากมายนักทั้งที่รู้กันอยู่แก่ใจว่ามันสั้นนิดเดียว โชคเลยยอมเปิดปากพูดความในใจออกมา

 

       “ผมคิดว่าจนถึงตอนนี้ ผมก็ยังโตไม่ทันแก้วในวันที่เราเจอกันเลยนะครับ...” เสียงแหบแปร่งแตกพร่าอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหว “ทั้งที่อยากอยู่ด้วยกันไปจนแก่ ทั้งที่ยังอยากทำหลายๆ อย่างด้วยกันอยู่ ผมอยากไปทะเลกับแก้วอีก อยากไปต่างประเทศด้วยกัน อยากนอนอยู่บนโซฟาแล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ อยากกอดแก้วในทุกๆ คืน พอตื่นมาก็กินข้าวเช้าด้วยกัน... ผมอยากมีแก้วอยู่กับผมในวันพรุ่งนี้แล้วก็วันต่อๆ ไปอีก”

 

       สิ่งที่โชคเก็บไว้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาในโรงพยาบาลพรั่งพรูออกมา ชายหนุ่มไม่เคยสักครั้งที่จะพูดขอเวลาจากแก้ว ไม่เคยขอว่าให้อดทนอยู่กับตนให้นานขึ้นอีกสักหน่อย ไม่เคยร้องขอในสิ่งที่จะทำให้อีกคนต้องทุกข์ใจ เมื่อใครต่อใครก็ต่างพูดว่าในวาระสุดท้ายเราก็ควรส่งอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม แต่แท้จริงแล้วมันกลับทรมานเหลือเกิน...

 

       การที่ต้องเก็บความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้เพียงในใจอย่างสิ้นหวัง

 

       น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนหลังมือข้างที่ไม่ได้เสียบสายน้ำเกลือ รินไหลผ่านแหวนทองคำบนนิ้วนางข้างซ้ายที่แก้ววอนขอต่อพยาบาลว่าไม่อยากถอดออกจนกว่าจะหมดลมหายใจ และสุดท้ายคนที่เข้มแข็งตลอดมาก็พ่ายให้กับน้ำตาของคนรัก ดวงตาสีเข้มฉ่ำวาวด้วยหยาดน้ำใส ท่วมทะลักจากปลายหางตารินหลั่งจนชุ่มหมอน

 

       แก้วร้องไห้ไปกับโชค ขยับปลายนิ้วแตะแก้มเปียกชุ่มเย็นเยียบของอีกคนอย่างอาลัย ...เพราะเขาเองก็ไม่ต่างกัน

 

       “ฉันไม่เคยคิด...ว่าฉันกลัวความตายเลยนะโชค” ริมฝีปากซีดเผือดขยับกระซิบเสียงแหบพร่าขาดห้วงเพื่อบอกเล่าถ้อยคำจากใจ “ฉันไม่ได้อยากตาย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าอยากมีชีวิตอะไรมากมายขนาดนั้น... จนเจอกับเธอ ฉันตั้งใจอยากเลี้ยงเธอจนโต จนพอได้รักเธอ ฉันก็อยากอยู่กับเธอให้นานพอ...พอที่จะได้เห็นเธอแก่ อยากจะมีชีวิตอยู่ให้นานกว่านี้...”

 

       “น้าแก้ว...” ปลายเสียงยามเอ่ยเรียกชื่อนั้นเพี้ยนหาย ทั้งสั่นเครือไปพร้อมกับร่างกายที่สะอื้นฮัก

 

       “น่าจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันให้มากกว่านี้” เรียวนิ้วเย็นเฉียบเกลี่ยปอยผมบนหน้าผากเด็กชายในวันวานที่กลายเป็นชายหนุ่มในวันนี้ผ่านดวงตาของเขาที่เฝ้ามองมาตลอดยี่สิบปี “...เราสองคน”

 

       ยี่สิบปี... ที่อยู่ด้วยกันมา

 

       เจ็ดปีในความสัมพันธ์... ที่น้อยเกินไปสำหรับคนทั้งสอง

 

       “ผมรักแก้วนะครับ ผมรักแก้วมาก” โชคบอก ด้วยความรักทั้งหมดที่ตนมีส่องสะท้อนออกมาผ่านดวงตาคู่สวย

 

       “ฉันรู้ ฉันก็รักเธอโชค” และแก้วตอบรับ ด้วยหัวใจที่รักอีกฝ่ายมากมายจนไม่อยากตายด้วยซ้ำ ก่อนจะพูดบอกอีกอย่างเมื่อไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะหนีจากมันไม่พ้นอยู่ดี “...ขอโทษนะ”

 

       “ไม่ต้องขอโทษผมหรอกนะครับ ไม่ต้องขอโทษเลย” ชายหนุ่มไม่รับคำขอโทษนั้นเอาไว้ ไม่ว่าแก้วจะขอโทษเขาเรื่องอะไรก็ตามเขาก็ไม่อาจรับมันเอาไว้ ...ในเมื่อเขาไม่เคยโกรธแก้วเลย ไม่เคยเลยสักครั้ง แล้วก็จะไม่มีวัน

 

       “อืม งั้นก็ขอบใจ”

 

       “ผมสิต้องขอบคุณแก้ว” โชคโน้มตัวไปประทับจูบบนกลีบปากไร้สีเลือดของแก้วแผ่วเบา ไม่ได้ผละจากเร็วนักเมื่อแก้วรั้งเขาไว้ด้วยเรียวลิ้นอุ่นร้อนที่ค่อยๆ แทรกเข้ามาเกี่ยวกระหวัดอย่างเนิบช้า จูบดูดดื่มสร้างความร้อนให้กับร่างกาย ซึมลึกเข้าไปในหัวใจเป็นครั้งสุดท้าย สลักฝังความทรงจำเอาไว้ในห้วงเวลานี้ก่อนที่มันจะเย็นเฉียบเมื่อมีใครคนหนึ่งจากไป

 

       จูบแสนหวานช่างขมปร่า

 

       ร้าวรานแต่ก็เปี่ยมรักละมุน

 

       “เด็กน้อย”

 

       “ของแก้วคนเดียว ...ตลอดไปเลย”

 

       แก้วหัวเราะให้กับคำพูดที่ไม่อาจเป็นจริงแต่ก็ยังอยากจะเชื่อมั่นสุดหัวใจนั้น เขาครางรับเพียงแผ่วเบาในลำคอ รับรู้ถึงจุมพิตที่พรมไปทั่วใบหน้าอย่างรักใคร่และหวงแหนแสนทะนุถนอม ก่อนจะผละจากไปอังไอร้อนจากลมหายใจรินรดมือเขาข้างที่ถูกกุมไว้ในมือใหญ่อีกที

 

       คนสองคนพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยอย่างไร้แก่นสาร เพียงแค่คุยกันต่อไปเรื่อยๆ ราวกับมีเรื่องมากมายไม่รู้จบให้แลกเปลี่ยน ทั้งที่เพียงอยากจะได้ยินเสียงของคนรักก็เท่านั้น กระทั่งแก้วดูอ่อนล้าและหายใจลำบากบทสนทนาถึงได้ขาดช่วงไป หลงเหลือเอาไว้แค่เสียงเรียกขานและเสียงตอบรับดังแว่วเคล้าเสียงสัญญาณชีพ

 

       “น้าแก้ว”

 

       “ว่าไง”

 

       “น้าแก้ว”

 

       “หืม”

 

       “แก้ว”

 

       “หือ”

 

       “แก้ว”

 

       “อือ...” เนิ่นนานจวบจนดวงตาสีเข้มปรือเปิดมาอย่างอ่อนล้าพร้อมกับริมฝีปากที่คลี่ยิ้มบางเบาเป็นครั้งสุดท้ายให้กับชายคนรัก

 

       “น้าแก้วครับ”

 

       “...” ไม่มีเสียงขานรับตอบอีกต่อไปแล้ว

 

       โลกใบน้อยของคู่ชีวิตค่อยๆ พังทลายลงพร้อมกับตัวเลขบนจอที่ลดลงทีละนิดอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีเข้มปิดสนิท ร่างกายของแก้วเกร็งกระตุกอย่างทรมานอยู่ร่วมนาทีก่อนนิ่งไปพร้อมกับเส้นกราฟหัวใจที่เรียบตรง เสียงร้องเตือนดังขึ้น ตามด้วยพยาบาลที่แหวกม่านเข้ามาจัดการตามขั้นตอน

 

       โชคนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กเย็นเฉียบ มันไม่มีการจากไปอย่างสงบเหมือนในหนังหรือนิยาย ไม่สวยงามเลยสักนิด ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของบทกวีที่ยกยอ จะมีก็แต่ความร้าวรานเจ็บปวด ทุกทรมานจนแทบขาดใจ แสนเศร้าราวกับหัวใจถูกฉีกทึ้ง

 

       ความตายเป็นเช่นนั้นเอง

 

       สิบห้านาฬิกายี่สิบแปดนาที นาฬิกาชีวิตของแก้วหยุดเดินตลอดกาลในชั่วขณะนั้น

 

       ท่ามกลางกลิ่นยาฆ่าเชื้อฉุนกึกที่ลอยวนอยู่ในอากาศ ทัศนียภาพรอบด้านถูกย้อมด้วยสีขาวเสียจนดวงตาแสบร้อนพร่าเบลอไปหมด โชคถอดแหวนแต่งงานบนนิ้วนางของแก้วมาสวมไว้กับคู่ของมันที่นิ้วก้อยซ้ายของตนเอง

 

       ชายหนุ่มมองใบหน้าของคนรักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่มันจะถูกบดบังด้วยผืนผ้าขาว

 

       ยังคงเหมือนเดิมเสมอ ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

 

       งดงามไม่สร่างซา... แก้วในสายตาและความทรงจำของโชค

 

 

 

...TBC

 

       เจอกันอีกครั้งวันสิ้นปีค่ะ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 369
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ narongyut

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 127
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-1
 :L1: :L2: ขอบคุณครับ ความรัก ของ น้าแก้ว กับ โชค ยังคงงดงามอยู่เสมอ จากวันแรกที่พบกันจนถึงวินาทีสุดท้าย

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
โฮรรรรรรร  :m15: :m15: :monkeysad: :monkeysad: :sad11: :sad11: ไม่ไหวแล้ว น้ำตาท่วม TT_________TT อึก น้าแก้ว โชค มัน..... พูดอะไรไม่ออก ขอร้องไห้แปป  :m15:

 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0


ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 51

 

...ชั่วขณะที่ความตายมาเยือนนั้นผ่านพ้นไปในพริบตา

รวดเร็วเสียจนใจหาย แต่ก็เนิ่นนานพอให้หัวใจพังทลาย
[/i]

 

       ชายสองคนเดินตามเตียงเข็นร่างไร้ชีวิตของแก้วใต้ผืนผ้าขาวปรกหน้าไปสู่ห้องดับจิต ขณะที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกระหว่างเจ้าหน้าที่ทำการฉีดฟอร์มาลีนเพื่อรักษาสภาพศพ ชายหนุ่มเซ็นชื่อลงในเอกสารสำคัญของทางโรงพยาบาลอย่างเลื่อนลอยโดยอ่านเนื้อหาแค่เพียงแค่ผ่านตา ส่วนชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างกันโทรศัพท์หามารดาเพื่อแจ้งข่าว จากนั้นก็ติดต่อจองศาลาวัดกับร้านขายโลง โดยมีคุณแม่วัยเจ็ดสิบกว่าอาสาช่วยเป็นธุระเรื่องการจัดดอกไม้ งานผ้า และของใช้ต่างๆ ในงานพิธีให้ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเคล้าเสียงสูดลมหายใจกลั้นสะอื้น

 

       เมื่อว่างจากเอกสารและการเตรียมงานศพเบื้องต้น ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมอาคารหลังเล็กที่ตั้งอยู่ไกลห่างจากตึกอื่นๆ มันเป็นอาคารชั้นเดียว มีที่นั่งปูนก่อติดกับระเบียงทางเดินที่ทอดสู่ประตูคู่บานใหญ่ที่กั้นขวางระหว่างพื้นที่ของคนเป็นกับคนตายเอาไว้ ต้นลีลาวดีในสวนด้านนอกยืนทิ้งดอกกลิ่นหอมโหยชวนระทม ท่ามกลางสายลมที่พัดมาแผ่วเบาหอบเอาอากาศอุ่นไล้ผิวกาย

 

       ทว่าแม้ท้องฟ้าจะแจ้งและแสงแดดส่องถึงพื้น คนทั้งสองตรงนั้นกลับติดอยู่ในค่ำคืนมืดมิดที่มีฝนโหมกระหน่ำซัดสาดเสียจนเปียกปอน

 

       เนิ่นนาน... และช่างแสนว่างเปล่า

 

       โชคเอนแผ่นหลังพิงผนังปูนเย็นเฉียบ ทิ้งหัวพิงไว้บนเหลี่ยมขอบมน จรดปลายสายตาไว้ยังท้องฟ้านอกชายคาผ่านกิ่งก้านของต้นลีลาวดี

 

       “ไฟแช็กสีทองอันนั้น อาธีร์เป็นคนให้น้าแก้วใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไร้จุดหมาย คล้ายกับว่ามันเป็นบทสนทนาฆ่าเวลาที่เดินผ่านไปอย่างแช่มช้ากว่าจะพ้นนาทีที่ไม่สลักสำคัญอะไร เพียงแค่นึกถึงขึ้นมาได้พอดีเท่านั้น

 

       ส่วนคนถูกถามก็ไม่ได้ตอบในทันที ธีร์ใช้เวลาสักพักในการคิดถึงไฟแช็กเนื้อทองคำยี่ห้อฝรั่งเศสที่เขาจำได้แม่นมั่นว่ามอบมันให้กับใครบางคนในคืนที่บ้านไม้สีขาวจัดงานเทศกาลคริสต์มาสเป็นครั้งแรก...

 

       ‘เมอร์รี่คริสต์มาสครับ’ ซานตาคลอสของค่ำคืนนั้นเอ่ยบอก หลังจุดประกายไฟเผาไหม้ปลายมวนกระดาษ

 

       ชายหนุ่มผมยาวเคลียต้นคอนั่งพิงที่พักแขน สองขายกขึ้นมาพาดตักคนให้ของขวัญ พลางวางหัวลงบนข้อมือที่เท้าศอกค้ำกับพนักพิงโซฟา มืออีกข้างที่ยังว่างจรดมวนบุหรี่ชิดริมฝีปาก สูดควันเข้าปอดอย่างเชื่องช้าก่อนพ่นม่านขาวขมุกขมัวออกมาลอยคว้างขวางกั้น ทว่าเพียงไม่นานก็เลือนหายไปเผยให้เห็นดวงตาสีเข้มฉายแววซุกซนจ้องมองตรงมา

 

       ภาพของแก้วในค่ำคืนนั้นยังคงเด่นชัดหลังนัยน์ตาคมที่จมดิ่งลงไปในทะเลความทรงจำ

 

       ‘แล้ว...มึงอยากได้อะไรจากกู’

 

       ‘อะไรก็ได้’

 

       เด่นชัดพอๆ กับรสจูบขมปร่า ฝาดเฝื่อนด้วยกลิ่นใบยาสูบมอดไหม้ ลมหายใจร้อนผ่าวและเสียงกระซิบเอ่ยถ้อยคำคลอเคลียชิดริมหู

 

       ‘เมอร์รี่คริสต์มาสคุณซานต้า’

 

       “อืม” ชายวัยใกล้ห้าสิบแย้มยิ้มออกมาขณะตอบรับ ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววของความสุขเมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต “อาเป็นคนให้เองแหละ”

 

       “เหรอครับ” โชครับคำเพียงเท่านั้นแล้วเงียบไป

 

       พวกเขาทั้งคู่ต่างรู้ว่าชายหนุ่มไม่ได้หยิบยกมันขึ้นมาเพื่อที่จะหาเรื่องกล่าวโทษว่าอีกคนเป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้แก้วจากไปไวเหลือเกิน ในเมื่อมะเร็งมันเป็นเหมือนกับเกมจิ้มสุ่ม บางคนใช้ชีวิตอย่างดีถูกหลักอนามัยทุกอย่างแต่ก็ยังถูกมันเลือก ในขณะที่บางคนใช้ชีวิตเหลวแหลกกินเหล้าเมายาเช้าเย็นแต่ก็มีชีวิตที่ยืนยาวและจากไปด้วยโรคชราอื่น

 

       บุหรี่ก็แค่ตัวกรองที่ช่วยให้มะเร็งเลือกเหยื่อได้ง่ายขึ้นก็เท่านั้น...

 

       “อารักแก้ว” คราวนี้เป็นธีร์ที่ทำลายความเงียบงันยามบ่ายแก่ ถ้อยคำของชายวัยใกล้ครึ่งร้อยเปี่ยมไปด้วยความหมาย แต่ก็ไร้ค่าเมื่อคนที่อยากให้รับฟังไม่อาจได้ยินอีกต่อไป เจ้าของคำรักที่ไม่เคยส่งถึงปลายทางเบนสายตาขึ้นมองท้องฟ้ากระจ่างใสในท่วงท่าไม่ต่างจากคนข้างกายมากนัก “รักมาตลอด”

 

       “ผมรู้” และโชคก็ตอบรับด้วยเสียงเบาหวิว เขายังคงจดจำภาพที่เห็นในเช้าวันหนึ่งของหน้าหนาวตอนตัวเองอายุเก้าขวบปีได้ดี

 

       หลังบานประตูห้องนอนใหญ่ที่ปิดไม่สนิทนัก ด้านในนั้นสว่างไสวด้วยแสงจากภายนอกที่ส่องผ่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้ให้ลมผ่านเข้ามา แก้วยังคงหลับใหลใต้ผืนผ้านวมหนา มีเพียงธีร์ที่ตื่นขึ้นมา มือใหญ่ลูบสางไปตามเรือนผมสีเข้มแผ่วเบาด้วยแววตาเปี่ยมรักสุดใจที่เฝ้ามองอย่างอ่อนโยน

 

       ตอนนั้นโชคยังเด็กนัก เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอาธีร์กับน้าแก้วสนิทกันเหลือเกิน แต่หลังจากที่โตพอจะเข้าใจ และตัวเองก็ตกหลุมรักชายคนนั้นเข้าให้เหมือนกัน เขาถึงได้เริ่มไตร่ตรองและคิดถึงภาพนั้นซ้ำๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย กระทั่งที่ธีร์เลือกจากแก้วไปถึงสองครั้งเข้าก็ยิ่งสงสัย ...ว่าทำไม

 

       “แล้วทำไมถึงไปแต่งงานกับอาเนตรล่ะครับ” ปริศนาที่เก็บงำอยู่เพียงในใจมาเนิ่นนานก็ถูกเอ่ยถามออกไป ในบทสนทนายามบ่ายที่ไร้ความหมายเพื่อฆ่าเวลาอันยาวนานที่ราวกับว่าไม่มีที่สิ้นสุดนี้

 

       ...หรือบางทีมันอาจจะเป็นการพูดเปิดใจอย่างจริงจังครั้งแรกระหว่างโชคกับธีร์ ที่เกิดขึ้นมาอย่างง่ายดายไร้เหตุผล แต่ปะปนด้วยมวลความเศร้ามหาศาล

 

       “นั่นสินะ” ธีร์ประสานมือไว้ตรงหว่างขา ปล่อยให้ท้องฟ้ากระจ่างถูกบดบังด้วยเปลือกตาปิดสนิท “บางทีอาจจะเป็นเพราะตอนนั้นอาเห็นว่าเนตรเหมือนกับแก้วมาก ก็เลยคิดว่าอาจะรักเนตรได้เหมือนที่อารักแก้ว... แต่มันก็ไม่ใช่”

 

       โชคมองเห็นความอ้างว้างไร้ก้นบึ้งในดวงตาคมที่ค่อยๆ ปรือเปิดก่อนจะหันมาสบกับคู่สนทนา ริมฝีปากที่มักคลี่ยิ้มเจิดจ้าขยับเอ่ยถ้อยคำด้วยเสียงนุ่มทุ้มละมุนหู แต่กลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้งของบางสิ่งที่กัดกินหัวใจ “เนตรไม่เหมือนแก้วเลย แล้วต่อให้เหมือน เนตรก็ไม่ใช่แก้วอยู่ดี”

 

       ...มันคงเป็นบางสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกผิด

 

       “รักอาเนตรบ้างไหมครับ” คำถามที่ฟังดูตอบยากยังคงยิงมาอย่างต่อเนื่อง

 

       “รักสิ แต่ก็ไม่มากพอ” ทว่าธีร์ก็ยินดีจะตอบมันอย่างตรงไปตรงมา

 

       “แล้วอาเนตรรู้ไหม ...ว่าอาธีร์รักน้าแก้วน่ะ”

 

       “เพิ่งรู้ตอนก่อนจะหย่ากัน”

 

       หลังสิ้นคำ ชั่วขณะหนึ่งนั้นไม่มีใครพูดอะไรออกมา ดวงตาคู่งามทั้งสองเบนสายตาออกจากกันหันไปมองอย่างอื่น ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในห้วงความคิดที่ลอยฟุ้งในหัวของตัวเอง เนิ่นนานมากพอให้ดอกลีลาวดีด้านหลังทิ้งดิ่งลงจากต้นร่วงลงสู่พื้นหญ้าสีเขียวขจี ...ดอกแล้วดอกเล่า

 

       “เห็นแก่ตัวมากเลยสินะ อาน่ะ” ธีร์พึมพำแผ่วเบาออกมา

 

       “คนเราก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้นแหละครับ” โชคจึงพึมพำตอบกลับไป และราวกับมีภาพซ้อนทับกับตัวเขาเองในอดีต ในตอนที่ความสัมพันธ์ยาวนานห้าสิบเอ็ดวันระหว่างเด็กหนุ่มกับเด็กสาวได้จบลง

 

       ...ไม่ต่างกันเลย ทั้งโชคทั้งธีร์

 

       พวกเขาต่างก็โง่งมในเรื่องความรัก เห็นแก่ตัวและขลาดเขลา ทำร้ายใครต่อใครไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าไม่มีใครแทนที่ใครได้ทั้งนั้น ...ไม่มีใครแทนที่แก้วได้ทั้งนั้น

 

       “ตอนนี้อาเนตรเองก็ได้แต่งงานใหม่แล้วนี่ครับ ดูมีความสุขดีด้วย เพราะงั้นมันก็ไม่เป็นไรแล้วล่ะครับ” คำปลอบโยนฟังดูมักง่ายและแสนจะไร้ความรับผิดชอบ แต่เพราะพวกเขาต่างก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องผิดพลาด... “มันผ่านไปแล้ว”

 

       ไม่มีใครย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตได้ คนเราทำได้เพียงโอบกอดร่องรอยความแตกสลายของตัวเองไว้เต็มอ้อมแขนแล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น

 

       ชายวัยกลางคนไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ระบายยิ้มบางที่ทำให้เขาดูน่ามองไม่น้อย พร้อมด้วยประกายในดวงตาคมที่ฉายแววยินดีจากใจที่อดีตภรรยามีคู่ชีวิตคนใหม่ หลังจากเวลาหลายปีที่เสียไปกับเขาและความรักที่ไม่เคยเท่ากัน ...เนตรควรได้รับความรักดีๆ เช่นนั้นมาตั้งนานแล้ว

 

       “แล้วอาล่ะครับ” คำถามลอยๆ ที่ไม่แน่ใจนักว่าหมายถึงอะไรเรียกให้คนทั้งสองสบตากันอีกครั้ง ก่อนโชคจะขยายความด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเอื่อยเฉื่อยเหมือนลมหน้าร้อน “คิดจะแต่งงานใหม่แล้วมีความสุขกับใครสักคนบ้างไหม”

 

       “...ที่เนตรแต่งงานใหม่ก็เพราะเนตรเจอคนที่เนตรรักได้มากกว่าที่เคยรักอาแล้ว” คล้ายว่าคำตอบของชายวัยกลางคนไม่ตรงกับคำถาม แต่ความหมายของมันกลับส่องสะท้อนออกมาอย่างเด่นชัดในแววตามั่นคง เช่นเดียวกับน้ำเสียงที่เปล่งผ่านริมฝีปากที่คลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้างสว่างไสว

 

       และโชคก็สามารถเข้าใจมันได้ในทันทีอย่างน่าประหลาด บางทีมันอาจเป็นเพราะพวกเขามีสิ่งที่เหมือนกันอยู่

 

       พวกเขาที่ต่างก็ตกหลุมรักชายคนเดียวกันหมดทั้งหัวใจ

 

       ...ธีร์จะไม่แต่งงานใหม่ ชั่วชีวิตนี้เขาไม่อาจรักใครไปมากกว่าแก้วอีกแล้ว

 

       ชายหนุ่มจ้องมองรอยยิ้มเจิดจ้าบนใบหน้าหล่อเหลา อาธีร์ของเขากำลังกลบฝังความภินท์พังเอาไว้ใต้เปลือกของดวงตะวันผู้ไม่อาจมีน้ำตา

 

       ในเสี้ยวนาทีนั้นโชครู้สึกว่าเขาจะต้องพูดมันออกมา บางสิ่งที่เขารับรู้มาตลอด แม้ว่าหัวใจจะต้องปริร้าวแค่ไหนก็ไม่อาจปฏิเสธมันได้เลย

 

       “น้าแก้วไม่เคยเลิกรักอาธีร์เลยนะครับ” ...แล้วก็จะไม่มีวันเลิกรัก

 

       สิ้นคำนั้นธีร์ก็นิ่งงันไป ราวกับท้องฟ้าใสกระจ่างสว่างเกินทนไหว ดวงตาเขาถึงพร่าเบลอเห่อร้อนขึ้นมา มือใหญ่ยกขึ้นปิดบังดวงตา แต่ก็ไม่อาจซ่อนหยดน้ำที่ไหลออกมาอย่างเงียบงันได้เลย

 

       ดอกลีลาวดียังคงส่งกลิ่นหอมชวนโหยหา ลมยังพัดพาเอาหน้าร้อนมาต้องกาย ชายวัยกลางคนใช้เวลาสักพักที่เนิ่นนานจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง

 

       กระทั่งยามบ่ายที่เปียกปอนไปด้วยฝนจากดวงตาผ่านพ้นเข้าสู่ยามเย็น แสงอาทิตย์ก่อนอัสดงย้อมปลายขอบฟ้าให้กลายเป็นสีส้มอ่อนก่อนจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผันผ่านไป กระบวนการเตรียมศพเสร็จสิ้นลง และโลงจำปาสีขาวทองพร้อมรถขนก็มาถึง

 

       ร่างของแก้วถูกเคลื่อนย้ายไปยังวัดที่จัดงานพิธี โดยที่มีโชคขับรถตามหลังไปด้วยหัวใจวูบโหวง

 




 

       งานสวดอภิธรรมจะถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเป็นเวลาสามคืนนับจากนี้ตามคำสั่งเสียของเจ้าตัว แก้วไม่ใช่คนเคร่งศาสนา และไม่ได้มีความเชื่อเรื่องภพภูมิหลังความตาย เขาเพียงแต่ให้จัดพิธีตามขนบธรรมเนียมสังคมเพื่อไม่ให้ใครมาว่าโชคอกตัญญูกับผู้เลี้ยงดูได้ก็เท่านั้น

 

       บริเวณศาลาจึงมีเพียงการประดับดอกไม้สีขาวตรงหน้าโลง กระถางธูปกระเบื้องของทางวัด กับรูปตั้งหน้าศพในกรอบสีทองที่มีวันเกิดและวันตายบอกใต้รูปภาพผู้วายชนม์

 

       ...แก้วเลือกรูปนั้นเอาไว้ด้วยตัวเอง เลือกภาพนั้นที่เขากำลังยิ้ม

 

       ยิ้มเพียงบางเบาแต่กลับสดใส เมื่อมันถูกส่งให้กับตากล้องของเขาในเช้าวันหนึ่งของหน้าร้อนเมื่อสองปีก่อนบนเฉลียงหน้าบ้าน

 

       โชคมองภาพที่เขาถือเอาไปให้ร้านถ่ายรูปจัดทำให้กับมือด้วยแววตาเศร้าสร้อย แต่ก็ยังคงรักรอยยิ้มของแก้วที่เบ่งบานอยู่ในนั้นจนล้นใจ

 

       บรรดาแขกเรื่อคนใกล้ชิดที่ได้ยินข่าวเริ่มทยอยกันมาเมื่อเลยเวลาตะวันตกดิน ชายหนุ่มจึงต้องละสายตาจากรูปตรงหน้าเพื่อไปทำหน้าที่ต้อนรับพร้อมสดับถ้อยคำแสดงความเสียใจที่ไม่ได้ช่วยบรรเทาความทุกข์ตรมในอกลงสักเท่าไหร่ ทว่าปากก็ยังคงเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจด้วยรอยยิ้มอ่อนล้า ก่อนจะนำทางพาไปที่เคารพศพ จุดธูปให้ครบตามจำนวนคน วนไปอย่างนั้นจวบจนใกล้ถึงเวลาพระสวด เขาถึงได้ปลีกตัวมาเพื่อทำพิธีที่ดำเนินไปโดยมีลำดับและเรื่องจิปาถะมากมายชวนสับสน

 

       เขาทำทุกอย่างไปตามที่ผู้หลักผู้ใหญ่บอกกล่าว ในสมองเริ่มวุ่นวายและหัวใจที่ว่างเปล่าก็เกิดยุ่งขึ้นมาจนแทบไม่มีเวลาให้คิดถึงอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ต้องทำในขณะนั้น กระทั่งเสียงสวดอภิธรรมผ่านลำโพงแผ่วดับลง ตลอดจนมื้ออาหารจัดขึ้นโต๊ะ ผู้คนพูดคุยเซ็งแซ่ถามไถ่กันไม่หยุดหย่อน ก่อนจะกลายเป็นเงียบงันเมื่อทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไป

 

       ความอ้างว้างที่รอคอยอยู่แผ่ขยายตัวตนออกกว้าง โอบล้อมรอบกายชายหนุ่มเอาไว้จนรู้สึกเหน็บหนาวในค่ำคืนอบอ้าวกลางหน้าร้อน

 

       และทั้งที่ยังแว่วเสียงคนในครอบครัวของธีร์ที่กำลังพูดคุยถึงการตระเตรียมสิ่งต่างๆ สำหรับงานวันถัดไปอยู่ในศาลา ห่างจากโชคไปเพียงไม่กี่ขั้นบันไดและประตูกระจกใสอ้ากว้าง แต่โชคที่ยืนอยู่ด้านนอกนั้นก็ยังราวกับอยู่เพียงลำพัง ตัวคนเดียวบนโลกกว้างใหญ่ที่รอบข้างมืดมิดสนิทด้วยสีดำ

 

       ...มันคงเป็นโลกใบนั้นของคู่ชีวิตที่แสงสว่างวูบดับลงพร้อมคนที่จากไป

 

       ชายหนุ่มไม่ได้ร้องไห้ คล้ายว่าน้ำตาของเขาแห้งเหือดไปจนหมดบ่อ และทะเลความรู้สึกในใจก็เงียบสงบไร้คลื่นลมจนเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง ลอยคว้างอย่างไร้จุดหมาย ในขณะที่หัวใจค่อยๆ พังทลายซ้ำอีกครั้ง

 

       ทว่ามันก็ไม่ได้พังลงจนสิ้นเชิงนักเมื่อมีเสียงเรียกรั้งให้หวนกลับมายังหน้าศาลาวัดที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออนขาว

 

       “โชค” ดวงตากลมโตบนใบหน้าน่ารักของชายวัยยี่สิบกลางๆ จ้องมองตรงมาอย่างห่วงใยและเต็มไปด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งแม้ไม่ต้องพูดกัน

 

       “...พอไม่มีคนแล้วมันก็เหงาดีเนอะ” โชคเดินนำไปนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินเข้มใต้เต็นท์ผ้าใบที่มีไว้ให้แขกที่มาร่วมงานใช้นั่งฟังสวดอภิธรรมเมื่อพื้นที่ด้านในไม่กว้างพอจะรองรับทุกคน และจะถูกใช้ยาวไปจนถึงงานเผาในอีกสามวันข้างหน้า

 

       มิกซ์ตามมานั่งลงบนเก้าอี้เว้นห่างโชคไปหนึ่งตัว ใช้เวลาที่มีมากมายเกินไปในขณะนี้ไปกับการวางสายตาที่พรมลายดอกไม้สีสดบนพื้นหน้าโลงเย็นที่มีแสงไฟหลากสีกระพริบปริบตามจังหวะจากสายไฟประดับที่ถูกเสียบปลั๊กทิ้งไว้ เขากำลังรอคอย...

 

       แต่จนแล้วจนรอดโชคก็ไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย

 

       “เดี๋ยวกูพาโมกไปส่งให้ที่บ้านนะ” มิกซ์พูดบอกเพียงแผ่วเบาเคล้าเสียงแมลงและพัดลมอุตสาหกรรมตัวใหญ่ที่ครางต่ำขณะส่ายหน้าไปมาอยู่ข้างเสาปูน

 

       โชคหันมาระบายยิ้มบนริมฝีปาก แม้เหล่าดวงดาวต่างจมหายไปจากท้องทะเลสีน้ำตาลคู่สวย

 

 

 

       ค่ำคืนนั้นของโชคผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วด้วยความเหนื่อยล้าบนโซฟาห้องนั่งเล่นและอุณหภูมิอุ่นร้อนใต้เรือนขนนุ่มสีควันบุหรี่ในอ้อมแขน โมกถูกพามาส่งตามที่เพื่อนรักของเขาบอกไม่นานหลังจากที่เขากลับถึงบ้าน โชคใช้เวลาสักพักในการปล่อยให้แมวหนุ่มคลอเคลียไปมาก่อนจะไปอาบน้ำ แล้วต่อมาไม่นานความง่วงงุนก็พาเขาร่วงหล่นสู่ห้วงนิทราอย่างง่ายดาย และเมื่อยามเช้ามาถึง แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านมุ่งลวดหน้าต่างเข้ามาก็ปลุกเขาด้วยความกระตือรือร้นของช่วงปลายฤดูร้อน

 

       ...แดดวันนี้จัดจ้าเสียยิ่งกว่าเมื่อวาน

 

       โชครีบจัดการตัวเองแล้วแวะไปจุดธูปปักกระถางหน้าโลงที่วัด ก่อนจะออกไปสำนักงานเขตเพื่อยื่นเอกสารแจ้งตายและรับใบมรณบัตร มันเป็นการขอเอกสารทางราชการที่จัดการได้อย่างรวดเร็วและเจ้าหน้าที่ก็ให้บริการเป็นอย่างดีที่สุดเท่าที่โชคเคยทำมา

 

       กลิ่นอายของความตายทำให้คนเรามีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้นเล็กน้อยเสมอ

 

 

 

       หลังจากไปเขตโชคก็ไปแจกการ์ดกำหนดการงานศพต่อ ก่อนจะกลับไปถึงที่วัดตอนใกล้เวลาถวายเพลพอดี เขาช่วยคุณย่ากับแม่ครัวจัดสำรับแล้วยกไปถวายด้วยกันกับอาธีร์ และแม้จะเป็นวันทำงานก็ยังมีคนจากบริษัทกับเพื่อนของแก้วมาร่วมงานกลางวันบ้างประปรายให้ภายในศาลาดูไม่ว่างโหวงนัก ก่อนจะร่วมโต๊ะกันกินข้าว พูดถึงเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวข้องกับแก้วบ้างไม่เกี่ยวบ้าง แล้วหลังมื้ออาหารก็จากไปโดยบอกว่าไว้เจอกันอีกครั้งในตอนเย็น

 

       ช่วงเวลายามบ่ายสั้นๆ ที่คนไม่พลุกพล่านจึงถูกใช้ไปกับการลากเส้นบรรทัดพร้อมกับเขียนชื่อผู้ร่วมเป็นเจ้าภาพงานสวดอภิธรรมประจำค่ำคืนบนกระดานไวท์บอร์ดกรอบไม้ที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้างาน ลายมือของโชคไม่สวยนักมันจึงกลายเป็นหน้าที่ของธีร์ที่จะต้องบรรจงเขียนตัวอักษรคมกริบตวัดหางเล็กน้อยไปตามเส้นที่ชายหนุ่มขีดขึ้นมา

 

       ชายสองคนพูดคุยกันไปพลาง โดยที่โชคเป็นฝ่ายรับฟังมากกว่า คอยรับฟังเรื่องราวของน้าแก้วที่เขาไม่รู้จัก น้าแก้วในวัยเยาว์ น้าแก้วในช่วงวันที่เขายังไม่ทันจะเกิด น้าแก้วก่อนที่เด็กชายโชคจะได้เจอ ...อย่างตั้งใจไม่รู้เบื่อ พลางนึกจินตนาการภาพมากมายตามไปในหัว

 

       ทั้งเด็กหนุ่มม.ปลายที่มีดวงตาเฉยชาและไม่ช่างพูด แต่กลับทำให้อยากคุยด้วยเรื่อยไปไม่สิ้นสุด

 

       ทั้งหนุ่มมหา’ ลัยผมยาวเคลียบ่าที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายและใจเย็น ทว่ากลับมีมุมที่ดื้อรั้นทั้งยังซุกซนอยู่ในตัว

 

       ทั้งชายหนุ่มผู้มักคาบมวนบุหรี่และยกยิ้มมุมปากเพียงเบาบาง ที่ราวกับเป็นการยั่วยวนโดยเจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ

 

       แก้วคนนั้น...

 

       โชคยังคงตกหลุมรักเงาน้าแก้วของเขาซ้ำไปซ้ำมาแม้ไม่เคยได้เจอ

 

 

 

       งานคืนที่สองคนเยอะขึ้นกว่าเดิม โชคกลับเช้าสู่ชั่วขณะที่แสนวุ่นวายจนไม่มีเวลาให้คิดอะไร ตั้งแต่รับแขก พาไปจุดธูปเคารพศพจนถึงขั้นตอนพิธีการ เชิญประธานจุดธูปเทียน ฟังคำอาราธนาแล้วรับศีลก่อนที่พระสงฆ์จะเริ่มต้นบทสวดอภิธรรม และแม้จะอยู่ระหว่างการสวด โชคก็ยังต้องลุกออกไปกลางคันเพื่อจัดหาพานถวายซองพร้อมเครื่องไทยธรรมสำหรับเหล่าผู้ร่วมเป็นเจ้าภาพในค่ำคืนนี้มาเตรียมเอาไว้

 

       กว่าความเงียบจะโรยตัวลงมาอีกทีก็เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว แต่ไฟประดับก็ยังคงกระพริบปริบสลับสีอยู่เหนือโลงเย็น และธูปที่จำเป็นต้องจุดต่อเนื่องไปจนถึงเช้าอย่าให้มอดดับก็ถูกปักลงไปในกระถางด้วยมือของชายหนุ่ม ส่วนต่อจากนี้ไปเด็กวัดที่ถูกว่าจ้างให้นอนเฝ้าศาลาจะเป็นธุระจัดการจุดมันต่อให้จนกว่าจะถึงรุ่งสาง

 

       โชคยืนมองปลายก้านธูปแปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านสีเทาหม่น ร่วงหล่นลงทับถมบนกองขี้เถ้าของก่อนหน้าอย่างช้าๆ กลุ่มควันขมุกขมัวตีวนเข้าตา พลันรอยยิ้มกลิ่นบุหรี่ของน้าแก้วปรากฏชัดขึ้นมาในความทรงจำ

 

       กลิ่นเหม็นไหม้ของใบยาสูบ กับจูบขมปร่าที่แสนหวาน

 

       ยังคงเหมือนเพิ่งเมื่อวาน แต่ก็ราวกับนานแสนนานผ่านมาแล้ว

 

       ระหว่างทางบนรถขับกลับบ้าน เศษเสี้ยวบทสนทนาของเขากับแก้วเมื่อครั้งงานศพบิดาธีร์เมื่อหลายปีก่อนดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างเลือนรางข้างในหัว

 

      ‘เธอเคยนึกเสียใจบ้างไหมที่มารักฉัน’

 

       ‘ไม่ครับ ไม่เลย’

 

       ‘...สักวันฉันก็จะตายจากเธอไปอยู่ดี แต่เธอก็ยังรักฉันทั้งที่รู้ว่ายังไงก็ต้องเจ็บปวด’

 

       ‘ถึงอย่างนั้นผมก็ยังจะรักแก้วเหมือนเดิม’


 

       ...จนถึงตอนนี้โชคก็ยังไม่นึกเสียใจเลยสักนิดที่ได้รักแก้ว

 

 

 

       วันที่สามโชคมาถึงวัดตั้งแต่เช้าตรู่ เขาพาโมกใส่ตะกร้ามาด้วย จุดธูปแล้วเอ่ยทักทายชายที่คงไม่ได้ยินเสียงเขาอีกต่อไปแล้วด้วยถ้อยคำเดิมๆ

 

       “อรุณสวัสดิ์ครับน้าแก้ว”

 

       หลังจากนั้นไม่นานทางบ้านธีร์ก็เดินทางมาถึง ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ถือปิ่นโตมื้อเช้าพร้อมประคองมารดาขึ้นศาลา และด้านหลังก็ตามมาด้วยหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ถือถุงน้ำเต้าหู้กับโถข้าวสวยอุ่นร้อนเต็มสองมือ โชคสบตาพร้อมส่งยิ้มให้พี่สาว ...ที่เพิ่งเดินทางมาถึงไทยตอนกลางดึกเมื่อคืนนี้

 

       “หิวไหม” นั่นเป็นคำแรกที่ปรางเอ่ยทักน้องชาย

 

       “ครับ” และนั่นก็เป็นคำเดียวที่โชคใช้ตอบรับด้วยเสียงแหบแห้ง

 

 

 

       คืนวันนั้นแขกที่มาร่วมงานหนาตากว่าทุกวัน ในศาลาเต็มแน่นและที่นั่งด้านนอกก็มีไม่พอจนโชคกับมิกซ์ต้องไปขอเจ้าอาวาสให้ช่วยเปิดห้องเก็บของเพื่อเอาเก้าอี้ออกมาเรียงแถวเพิ่ม ตอนขึ้นโต๊ะมื้ออาหารก็เสียงดังคึกครื้นและเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายของผู้วายชนม์ ร่วมกันระลึกถึงแก้วในความทรงจำของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป

 

       ...อาจจะเป็นเพราะมันเป็นคืนสุดท้าย

 

       และเพราะมันเป็นคืนสุดท้าย หลังแขกเรื่อจากไปในตอนสี่ทุ่มกว่า โชคถึงได้นั่งทิ้งเวลาอยู่บนเก้าอี้สีซีดเพราะโดนแดดเลีย จ้องมองรอยยิ้มในกรอบสีทองก่อนปิดเปลือกตาแล้วมองหารอยยิ้มมากมายในภาพจำแทน

 

       “น้าแก้ว” โชคเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา

 

       “หืม ว่าไง” แก้วในจินตนาการของเขาตอบกลับมา

 

       “ผมรักแก้วนะ” โชคลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อเห็นเพียงความว่างเปล่า เขาส่งผ่านคำรักไปในอากาศไร้ตัวตน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังบอกซ้ำอีกครั้ง “ผมรักแก้วนะครับ”

 

       “ผมรักแก้ว” และอีกครั้ง

 

       ตลอดช่วงเวลาที่คบหากันมาพวกเขาต่างบอกรักกันบ่อยครั้งจนดูเหมือนคำฟุ่มเฟือย แต่มาถึงตอนนี้กลับรู้สึกว่าจำนวนเหล่านั้นมันยังไม่พอเลย ไม่พอสำหรับความรู้สึกทั้งหมดที่มี ไม่พอเมื่อจะไม่มีโอกาสได้บอกกล่าวอีกต่อไปแล้ว...

 

       แก้วในห้วงความคิดของเขาแย้มยิ้มผ่านแววตาอ่อนโยน ขณะกระซิบตอบคำรักกลับมา

 

       “ฉันก็รักเธอ เด็กน้อย”

 

 

 

       ในตอนที่กำลังจะแยกกันกลับบ้าน ธีร์กับคุณแม่วัยเจ็บสิบกว่าและหลานสาวของเขาถามไถ่ชายหนุ่มว่าอยากให้ใครสักคนไปอยู่เป็นเพื่อนไหม แต่โชคบอกว่าไม่เป็นไร เมื่อกลับมาถึงหน้าบ้านไม้สีขาวมันจึงมืดสนิทและไร้ซึ่งเสียงใดนอกจากหมาที่เห่าไล่กันเคล้าเสียงรถราที่แว่วมาจากที่ไกลๆ

 

       โชคทรุดนั่งลงที่ขั้นบันไดขึ้นเฉลียง เหนื่อยล้าไม่มีเรี่ยวแรงจะเดินไปไขประตูเข้าบ้าน ทุกอย่างในที่แห่งนี้ดูแตกต่าง ไม่มีอะไรสักอย่างที่เหมือนเดิม

 

       เมี๊ยว...

 

       เสียงร้องเรียกของเจ้าเหมียวในตะกร้าเรียกให้ชายหนุ่มหันไปสบดวงตาสีฟ้าวาววับท่ามกลางความมืดสลัว โมกปีนออกมาบิดตัวยืดหลังก่อนจะซุกหัวถูไถแขนมนุษย์ของตนอย่างออดอ้อน

 

       โชคโอบกอดแมวหนุ่มเอาไว้ในอ้อมแขนขณะลุกเดินไปไขกุญแจเปิดประตู แล้วแสงไฟก็สาดส่องโอบย้อมชั้นล่างของบ้านไม้สีขาวให้สว่างไสว ก่อนที่มันจะมืดดับไปอีกครั้งเมื่อเจ้าของบ้านจมสู่แดนฝันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของใครคนหนึ่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่นที่เดิม

 



.....

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
.....


 

       งานวันเผามีคนอื่นนอกจากโชคและครอบครัวของธีร์มาร่วมงานด้วยตั้งแต่ช่วงก่อนเที่ยงวัน ร่วมถวายเพลพระ จากนั้นก็รอเวลาเคลื่อนย้ายศพลงจากศาลาตามกำหนดการที่ทำให้แขกทยอยกันมาจนหนาตาในช่วงเวลานี้ โชคถือรูปกรอบทอง ธีร์ประคองกระถางธูปตามหลังพระ นำขบวนผู้คนใกล้ชิดคนอื่นๆ ที่ช่วยกันแบกจูงโลงศพเวียนซ้ายวนครบรอบสามครั้งก่อนนำขึ้นไปตั้งที่หน้าเมรุ

 

       พิธีการหลังจากนั้นดำเนินไปตามครรลองโดยไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง เพียงแต่ค่อนข้างจะเงียบงันเมื่อคำสั่งเสียที่แก้วทิ้งเอาไว้ไม่ประสงค์จะให้มีอ่านประวัติเพื่อระลึกถึงตนที่จากไป มันจึงมีเพียงเสียงนุ่มทุ้มสงบนิ่งของธีร์ที่ประกาศลำดับชื่อผู้ขึ้นทอดผ้าบังสุกุลผ่านลำโพงเป็นระยะ จนกระทั่งครบหมดทุกรายชื่อแล้วก็เอ่ยเชิญผู้มาร่วมงานขึ้นวางดอกไม้จันทน์

 

       แขกเรื่อที่มาหลายคนเดินทางกลับทันทีหลังรับของชำร่วย ทว่าก็มีบางคนที่อยู่รอส่งจนกว่าผู้จากไปจะกลายเป็นไอควัน แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นที่ข้างโลงเป็นช่วงเวลาของคนในครอบครัว

 

       เงียบงัน... และเศร้าหมองแม้ไร้หยดน้ำตา

 

       วัดในกรุงเทพส่วนใหญ่ไม่มีการเปิดโลงในวันฌาปนกิจ รวมถึงที่วัดนี้เองก็ด้วย โชคและธีร์จึงทำได้เพียงยืนนิ่งมองส่งโลงจำปาเข้าสู่เตาเผา มองเปลวไฟลุกโชนที่จะค่อยๆ เผาไหม้ร่างชายที่พวกเขารักกระทั่งประตูเหล็กหนาทึบบดบังริ้วเพลิงวูบไหว

 

       ...ปิดสนิทและจะเปิดอีกครั้งเมื่อแก้วกลายเป็นเถ้าถ่าน

 

       ซึ่งมันใช้เวลาเพียงไม่นาน แค่สองสามชั่วโมงแก้วก็จะเหลือเพียงเถ้ากระดูก แต่โชคก็ต้องรอจนถึงวันรุ่งเพื่อที่จะมาเก็บโกยรับส่วนที่เหลือของแก้วกลับไปอยู่ดี

 

 

 

       ควันดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากปลายปล่องเมรุ ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ใต้เงาเต็นท์ผ้าใบมืดสลัว ดวงตาคู่สวยจ้องมองออกไปยังส่วนหนึ่งของคนรักล่องลอยปลิวหายไปตามสายลมก่อนเดินทางถึงท้องฟ้าสดใส ที่ซึ่งไม่มีเค้าลางของฝนที่จะตกลงมาเพื่อร่วมไว้อาลัย มีเพียงเมฆขาวลอยไปมาคล้ายฟองคลื่นทะเล

 

       โชครอคอยอย่างไร้จุดหมาย เมื่อปลายทางของมันจะไม่มีวันมาถึง

 

       ...สิ่งเดียวที่เขารอคอย

 

       “น้องโชค” เสียงเรียกหวานเหมือนริมฝีปากทาสีสวย ปรางในชุดกระโปรงสีดำส่งยิ้มให้เขาเพียงเบาบาง “พี่ขอนั่งด้วยนะคะ”

 

       “ครับ” โชคเลื่อนเก้าอี้ตัวติดกับที่ตนนั่งเล็กน้อยเป็นสัญญาณอนุญาตให้หญิงสาวเข้าใกล้เข้าได้ถึงเพียงนั้น

 

       ปรางนั่งลง สายตามองตรงไปยังทิวทัศน์เดียวกันกับน้องชาย พลันหน้าร้อนเมื่อตอนยังเป็นเด็กหญิงเด็กชายย้อนคืนกลับมา

 

       ในบ่ายแก่วันนั้นเองพวกเขาก็กำลังแอบมองน้าแก้วอยู่เช่นเดียวกัน

 

       “น้องโชคน่ะ ...ก็ยังชอบน้าแก้วมากที่สุดในโลกมาตลอดเลยสินะ” สาวสวยพึมพำแผ่วเบา ระบายยิ้มทั้งที่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนเล็กน้อย

 

       “ไม่ใช่หรอกนะพี่ปราง” คำตอบกลับมาที่คาดไม่ถึง เรียกดึงให้สาวสวยหันไปมองหน้าอีกฝ่ายที่ยังจรดปลายทางสายตาอยู่บนน่านฟ้าที่กลุ่มควันค่อยๆ กระจายตัวหายไปในอากาศ

 

       ปรางประหลาดใจด้วยเพราะเธอมั่นใจมาตลอดว่าในใจของโชคคือพื้นที่พำนักถาวรของน้าแก้ว ทว่าแล้วทำไมโชคถึงบอกปฏิเสธออกมาได้ง่ายดายขนาดนี้ แต่ช่วงเวลาแห่งความสับสนก็คงอยู่ไม่นาน เมื่อทันทีที่ดวงตาคู่สวยเบนมาสบ หญิงสาวก็รับรู้ได้ว่าโชคยังคงเป็นเด็กชายในสวนคนนั้น และยังคงเป็นเด็กหนุ่มใต้หยาดฝนดอกแก้วคนเดิม

 

       “ผมไม่ได้แค่ชอบน้าแก้วหรอกนะครับ” โชคพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่ท้องทะเลไร้ดาวสีน้ำตาลคู่นั้นวาววับ กระซิบถ้อยคำนุ่มนวลราวกับกำลังบอกมันกับใครอีกคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ “ผมรักแก้ว ...รักมาตลอด แล้วก็จะไม่มีวันเลิกรัก”

 

       จากเด็กชายไร้เดียงสาที่บอกว่าชอบอย่างตรงไปตรงมาไร้ความนัยน์ใดแฝง สู่เด็กหนุ่มที่ล่วงรู้หัวใจตนเองแต่ก็ยังไม่อาจพูดออกมาได้เต็มปากนัก มาจนวันนี้ วันที่ชายหนุ่มพูดว่ารักออกมาอย่างมั่นใจและแน่วแน่ แต่ถึงอย่างนั้นคนบนโลกใบนี้ที่ได้รู้เรื่องราวระหว่างแก้วและโชคก็ยังคงมีเพียงแค่สามคน

 

       ธีร์ มิกซ์ ปราง... แค่สามคนเท่านั้น

 

       ปรางโถมตัวเข้ากอดโชคเอาไว้แน่น หยาดน้ำตาร่วงกราวพรั่งพรู เธอร้องไห้ออกมาราวกับจะขาดใจ และไม่นานอีกฝ่ายก็ยกแขนขึ้นกอดตอบ ร่างกายใหญ่โตสั่นระริก โชคอิงซบไหล่บางของพี่สาว เขาไม่อาจทานทนเก็บหยดเลือดสีใสที่ท่วมท้นออกมาจากปากแผลของหัวใจแหลกสลายได้อีกต่อไป

 

       โชคร้องไห้จนเหนื่อยล้า ร้องไห้จนตาบวมแดง ร้องไห้จนเมื่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าหน้าร้อนอีกครั้ง ควันสุดท้ายของน้าแก้วก็กระจายตัวเลือนหายไปในแสงของดวงตะวันที่ยังแรงกล้าแม้จะเริ่มโรยราแล้ว...
 






       ยามเย็นที่ดวงอาทิตย์ยังคงไม่ลาลับฟ้าสนิทดี โชคกลับถึงบ้านเร็วกว่าวันไหนๆ ในรอบเดือน ยังพอมีเวลาให้ได้ชมสวนใต้แสงอัสดงสีส้มที่ย้อมทั้งเมืองให้เป็นสีของมัน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจนัก แค่เดินตรงเข้าบ้านไปนั่งทิ้งเวลาให้เลยผ่านอยู่บนโซฟา จนแสงจมขอบฟ้า ท้องนภาแปรเปลี่ยนจากสีส้มเป็นแดง จากนั้นก็ม่วง แล้วก็มืดสนิท

 

       เมื่องานศพจบลงโชคก็มีเวลามากเกินไป

 

       บางทีงานพิธีที่จัดขึ้นคงไม่ได้มีไว้เพื่อผู้ตาย แต่เพื่อปลอบประโลมหัวใจของผู้ที่ยังอยู่ เยียวยาผู้ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลังด้วยเหล่าผู้คนที่เกี่ยวโยงกับคนที่จากไป ผ่านเรื่องราว คำบอกเล่า และแววตาที่มองเห็นคนคนนั้นแตกต่างกันไป หลอมรวมเข้ากับความวุ่นวายที่ทำให้หัวใจไม่ได้ว่างเว้น ความเหนื่อยล้าที่ทำให้ข่มตาหลับได้ในยามเย็น ...งานศพแท้จริงแล้วมันมีไว้เพื่อคนเป็นไม่ใช่คนตาย

 

       ดวงตาคู่สวยจ้องมองเรือนนาฬิกาเหนือจอโทรทัศน์ในความมืดที่มีเพียงแสงไฟถนนจากด้านนอกส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ทอดเงาพาดทับเครื่องเรือนและตัวเขาอย่างนุ่มนวล แต่ก็แสนเย็นชาจนหัวใจสะท้านไหว

 

       บ้านไม้สีขาวสองชั้นที่ไร้เงาเจ้าของเก่า เหมือนกับหัวใจของเขาที่ไม่มีที่ให้กลับไป

 

       เหน็บหนาว... บ้านที่ไม่มีน้าแก้วอีกต่อไปสิ้นไร้ซึ่งไออุ่น

 

       โชคเพิ่งรู้สึกตัว ว่าแก้วไม่อยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้วจริงๆ

 

       ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนอนขดอยู่บนโซฟา ในเงามืดมิดที่ไร้แสงใดตกกระทบ หลีกเร้นซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนที่โอบกอดตัวเองไว้ ประวิงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับค่ำคืนหม่นหมองยาวนานที่จะค่อยๆ คืบคลานผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหมือนเวลาหยุดเดินนี้ออกไป

 

       ...แต่เขาก็รู้ว่าไม่อาจหนีได้ตลอดกาล

 

       นาฬิกาเดินผ่านไปกว่ารอบ และแสงนีออนเย็นชาขึ้นกว่าเก่าเมื่อย่ำเข้าสู่กลางราตรี โชคหยัดตัวลุกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะขึ้นบันไดไปชั้นสองของบ้านด้วยหัวใจที่ทิ้งเศษไว้รายทางตามทุกก้าวที่ย่างเดิน







       บานประตูห้องนอนใหญ่ยังคงปิดสนิทอยู่เบื้องหน้านัยน์ตาคู่สวย และโชคก็ยังคงยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้นเหมือนกับตัวเขาเองในวัยยี่สิบปีที่ประหม่าเกินกว่าจะเข้าไปหาคนรักในค่ำคืนแรกที่ได้ร่วมสัมพันธ์กัน เพียงแต่ในวันนี้ความรู้สึกมันสวนทางกับในวันนั้นอย่างสิ้นเชิง

 

       โชคไม่ได้ประหม่าเพราะความตื่นเต้นหรือเป็นกังวล แต่เขากำลังหวาดกลัวและบอบช้ำจนสั่นไหว

 

       ตั้งแต่เริ่มต้นเดือนเมษาที่แก้วเข้าโรงพยาบาลและเขาตามไปนอนเฝ้ามันก็ไม่ได้ถูกใช้งานอีกเลย แม้แต่ในช่วงวันคืนที่แก้วอยู่ในห้องบริบาลผู้ป่วยหนัก เขาก็ไม่ได้เข้ามานอนในห้องนี้ กระทั่งตอนที่ร่างของแก้วถูกแช่ไว้ในอุณหภูมิต่ำของโลงเย็นบนศาลาวัด โชคก็ยังปักหลักอยู่ที่โซฟา ไม่ย่างกรายขึ้นมาราวกับมันเป็นเขตแดนต้องห้าม ด้วยรู้ดีว่าสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวความทรงจำแห่งนี้จะกวนเอาตะกอนความรู้สึกให้ล้นทะลักขึ้นมา

 

       ทว่าตอนนี้ที่ชายผู้เป็นเจ้าของหัวใจของเขาคนนั้นถูกเปลวเพลิงเผาไหม้จนหลงเหลือไว้เพียงเถ้าถ่าน มันก็ถึงเวลาที่โชคต้องเผชิญหน้ากับความจริง...

 

       ความจริงที่ว่าหลังประตูที่กั้นขวางบานนั้นไม่มีน้าแก้วที่กำลังรอเขาอยู่อีกแล้ว

 

       มือใหญ่แตะสัมผัสบนลูกบิดประตูเย็นเฉียบแผ่วเบา ค่อยๆ ขยับหมุนเปิดมันออก อากาศอุ่นของหน้าร้อนในห้องที่ถูกปิดมิดชิดมาแรมเดือนไหลออกมาโอบกอดเขาพร้อมนำเอากลิ่นอายของคนที่เคยมีชีวิตอยู่ในนั้นมาต้องจมูก

 

       ฉ่ำชื้น รินไหล ร้อนผ่าว

 

       ทว่าแห้งแล้ง แน่นิ่ง เหน็บหนาว

 

       หยดน้ำตาและความเศร้า

 

       โชคนอนมองพื้นที่ว่างเปล่าข้างกายจนถึงเช้า เฝ้ามองหาคนรักของเขาที่จะไม่มีวันกลับมาที่ตรงนี้อีกต่อไปแล้วในแสงสลัวรางสีฟ้าของเครื่องปรับอากาศ นึกถึงตอนจบเรื่องราวของวาฬสีน้ำเงินที่สุขสันต์กับเสียงเล่านิทานกล่อมนอนของแก้วคนนั้น...

 

       เพิ่งรู้ว่าความคิดถึงมันทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้

 

       เมื่อมันจะไม่มีวันสิ้นสุดจวบจนชั่วชีวิตของเขามอดดับลงไป

 





       อากาศยามเช้าตรู่ของหน้าร้อนกำลังดี ลมอุ่นพัดเมฆขาวลอยเอื่อยเฉื่อย และแสงแดดสีทองที่สาดส่องลงมาก็ยังไม่แผดเผาผิวมากนัก

 

       โชคมารับแก้วใต้ท้องฟ้าโปร่งใสที่งดงามราวกับภาพฝันผืนนั้น

 

       ชายหนุ่มเก็บโกยเอาเศษเสี้ยวที่เหลือของคนรักบนใบตองที่สัปเหร่อนำออกมาวางให้ทำพิธีใส่ผืนผ้าขาวบาง เก็บเอากระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อยสีควันในวันฝนตกตัดกับกลีบดอกไม้สีสดสวยที่ปะปนอยู่มากมายในกองเถ้า และเฝ้าประครองผ้าห่อนั้นอย่างนุ่มนวลทะนุถนอมไปตลอดทางกลับบ้าน...

 

       วันนี้น้าแก้วของเขาก็เบาขึ้นอีกแล้ว

 

 

 

       หลังจากกลับมาถึงบ้าน โชคใช้เวลาร่วมชั่วโมงไปกับการกอดห่อผ้าสีขาว สัมผัสของสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นทั้งขรุขระและบางเหลี่ยมมุมก็คมจนทิ่มแทงมือให้รู้สึกเจ็บ แต่เขาก็ยังคงกอบกุมไว้แน่น เพราะมันล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่แก้วหลงเหลือเอาไว้ และมันก็ไม่ได้จะอยู่กับเขาเนิ่นนานสักเท่าไหร่ตามคำสั่งเสีย

 

      ‘โปรยเถ้ากระดูกฉันลงน้ำ ปล่อยให้ไหลไปไม่ต้องเก็บเอาไว้หรอกนะ’

 

       เช่นเดียวกับที่ไม่มีรูปในกรอบสีทองไว้ให้บูชา เมื่อมันถูกเผาไหม้ไปพร้อมๆ กับตัวคนในรูปด้วยเปลวไฟแรงร้อนของเตาเผา เพราะวันเกิดกับวันตายเด่นชัดเพียงในใบมรณบัตรก็พอแล้ว และหากอยากจะระลึกถึงกันก็ให้ดูรูปถ่ายมากมายที่เก็บความทรงจำเปี่ยมสุข ดีกว่าจุดธูปไหว้รูปตั้งหน้าโลงที่ทำให้ใจหม่นหมอง แก้วบอกอย่างนั้น

 

       ...ราวกับจะไม่ให้เหลืออะไรไว้เลยนอกจากความทรงจำ ที่สักวันก็จะเลือนรางและซีดจางจนหายไปในที่สุด

 

       ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนั้นเอง หากไม่มีคนที่ยังมีชีวิตอยู่คอยจดจำเรื่องราว ตัวตนของเราก็จะสิ้นสูญไปในชั่วพริบตา บางทีด้วยเหตุนั้นมันจึงมีความเชื่อที่ส่งต่อกันมาอย่างการบูชาบรรพบุรุษที่เราไม่เคยแม้แต่จะได้รู้จักหรือทันเห็นหน้าด้วยตาตัวเอง ...คนเราก็คงแค่ไม่อยากเลือนหายไปอย่างง่ายดายเช่นนั้น

 

       เวลาผันผ่านไปอีกพักใหญ่ ดวงอาทิตย์ลอยสูงในองศาที่สาดแสงแรงร้อนเข้ามาไม่พ้นขอบหน้าต่าง โมกนอนอ้าปากกว้างหาวหวอดมองแขกคุ้นตาที่ปรากฏตัวหน้ารั้วไม้ ธีร์จัดการส่งตัวเองเข้าบ้านเมื่อประตูรั้วไม่ได้คล้องโซ่เอาไว้ รอยยิ้มอ่อนล้าแต่ยังไม่ราแสงถูกส่งให้ชายหนุ่มที่นั่งนิ่งงันกับห่อผ้าในอ้อมแขน

 

       “กินข้าวกันเถอะ” เขาบอก ก่อนจะเดินเข้าครัวไปเตรียมสำรับ

 

       โชคในฐานะเจ้าบ้านเห็นดังนั้นจึงต้องผละจากเถ้ากระดูกของคนรักแล้วไปช่วยแขกในครัว พวกเขากินมื้อแรกของวันกันเงียบๆ มีเพียงการพูดคุยถึงสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำตามคำสั่งเสียของคนที่จากไป

 

       ลอยอังคาร... โปรยเถ้ากระดูกลงสู่ผืนน้ำ ปล่อยให้จมลงไปในกระแสธารที่จะพัดพาไปอย่างไร้จุดหมายไม่มีที่สิ้นสุดตราบเท่าท้องทะเลยังไม่แห้งเหือด

 

       “คิดไว้รึยังว่าจะเอาไปลอยที่ไหน” ธีร์ถาม

 

       “ครับ” โชคตอบ ริมฝีปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มบางขณะเอ่ยถึงจุดหมายแห่งนั้น “...ที่หัวหิน”

 

       เจ้าของคำถามไม่รู้ว่าที่อำเภอเล็กๆ ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยนั้นมีความทรงจำแบบไหนถูกสร้างขึ้นมาระหว่างโชคกับแก้ว แต่มันก็คงมากมายและแสนสำคัญอย่างที่ฉายชัดออกมาผ่านแววตา...

 

       ยังคงเปี่ยมรักละมุนไม่ร้างราแม้จะผ่านความทุกข์ทนมาไม่น้อย

 

       “จะไปวันไหนล่ะ”

 

       “วันนี้แหละครับ”

 

       “เอางั้นเหรอ” ธีร์ถามซ้ำ ด้วยเพราะมันอาจเร็วเกินไปสำหรับอีกฝ่ายที่จะปล่อยมือจากเศษเสี้ยวสุดท้ายของชายที่รัก

 

       โชคชะงักงัน ติดอยู่ในห้วงที่กาลเวลาไม่เคลื่อนไหว เพิ่งคิดขึ้นมาได้ว่าชั่วระยะของการจากลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่ารวดเร็วนัก จากวันนั้นที่แก้วไม่ได้ขานรับกลับมา จนกระทั่งวันนี้ที่เหลือเพียงเถ้าธุลี

 

       เนิ่นนานในความรู้สึก แต่ก็ชั่วพริบตาจนใจวูบโหวง

 

       อยู่ๆ ข้าวบางคำก็เค็มปร่าด้วยรสน้ำตาปะปน โชควางช้อนลงทั้งที่เพิ่งกินไปไม่ถึงครึ่ง

 

       “ผมไม่รู้ว่าผมควรทำอะไรดี... อาธีร์” ชายหนุ่มยกมือขึ้นปิดหน้า ราวกับพยายามเก็บซ่อนความร้าวรานเอาไว้ในฝ่ามือ “พอไม่มีน้าแก้วแล้วผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไร”

 

       ทั้งชีวิตที่โชคตั้งใจจะใช้มันไปกับแก้วนั้นแสนสั้นจนตั้งตัวไม่ทัน เขากำลังลอยคว้างกลางมหาสมุทรกว้างใหญ่ที่ไร้คลื่นลม เมื่อเด็กชายโชคในวัยเยาว์เติบโตมากับความคิดที่มีแค่ว่าต้องเรียนแล้วก็อยากรีบโตไปดูแลน้าแก้ว จนกระทั่งใกล้จะเรียนจบนายโชคก็วางแผนอนาคตไว้ที่การทำงานแล้วก็ดูแลแก้วของเขา จากนั้นพอเรียนจบเขาก็ใช้ชีวิตไปอย่างนั้น ทำงานตามรอยแก้ว ดูแลแก้ว รักแก้ว อยู่เคียงข้างแก้ว...

 

       เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันของโชคก็คือแก้ว

 

       พอไม่มีแก้วแล้วมันก็เลยดูจะไร้ความหมายขึ้นมา

 

       ...ชีวิตของโชคแท้จริงแล้วช่างแสนกลวงเปล่า

 

       “แก้วรักเรามากนะ” ไม่ใช่ทั้งคำตอบหรือคำปลอบโยนที่ออกจากปากชายวัยกลางคนผู้ที่รับฟังอย่างเงียบงันกระทั่งดวงตาคู่สวยปรากฏตัว ธีร์มองรอยแดงและความฉ่ำชื้นซึ่งเป็นร่องรอยของความเสียใจบนใบหน้าโชค คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะที่พูดซ้ำถึงความจริงที่เขารับรู้ “แก้วรักเรามากนะโชค...”

 

       เรื่องราวเล็กน้อยจากในวันวานถูกบอกเล่า เรื่องราวระหว่างเขากับเพื่อนรักที่เป็นดั่งดวงใจคนนั้นในวันที่ได้รับรู้ถึงอาการป่วยของเจ้าตัวเป็นครั้งแรก แก้วเป็นคนดื้อ หัวแข็งไม่ชอบพึ่งพาใครและมักเก็บอะไรๆ เอาไว้กับตัวเองคนเดียวเสมอ เพราะอย่างนั้นหลังจากที่ถามออกไปว่า ‘ทำไมถึงไม่บอก’ แล้วได้คำตอบที่ทำให้หัวใจไหววูบกลับมา บทสนทนาของพวกเขาไม่ได้จบลงแค่ที่ตรงนั้น แต่มันกลับยังคงเต็มไปด้วยความรักในดวงตาสีเข้มและทุกถ้อยคำที่แก้วพูดออกมา

 

       “ที่แก้วบอกเราตั้งแต่แรกทั้งที่ปกติคงหนีไปตรวจเองคนเดียวเงียบๆ แล้วมาบอกทีหลังน่ะ ก็เพราะว่าแก้วตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดไปกับเรา... ในฐานะคู่ชีวิต” ดอกแก้วสีขาวในลานอิฐร่วงโปรยลงสู่พื้น เช่นเดียวกับหยดน้ำตาฉ่ำชื้นที่รื้นไหลผ่านหางตาแดงก่ำของชายหนุ่ม “แก้วรักเรามากขนาดนั้นเลยล่ะนะ”

 

       “ครับ” โชคตอบรับได้เพียงเท่านั้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นฮักที่ดังระงมไปทั่วทั้งบ้าน

 

 

 

       เกือบบ่ายแล้วกว่าโชคกับธีร์จะจัดการเก็บล้างจานชามแล้วย้ายออกมาอยู่หน้าทีวีในห้องนั่งเล่น หากอยากไปให้ถึงปลายทางที่หมายไว้ใต้แสงของวันอันโชติช่วงโชคก็ควรเริ่มออกเดินทางเสียที

 

       กุญแจรถและห่อเถ้ากระดูก... ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมในชั่วนาที

 

       ดวงตาคู่สวยหันมามองใบหน้าหล่อเหลาของคนที่รู้จักเขามาค่อนชีวิต ไม่มีความคิดที่จะไล่ให้กลับไป แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะฝากฝังบ้านไว้กับอีกฝ่ายดีหรือเปล่า ในเมื่อชีวิตคนเรามีเรื่องให้ต้องทำอยู่ตั้งมากมายในเวลาที่จำกัด

 

       “อารออยู่ที่นี่นะ” จนธีร์เป็นคนพูดออกมา ระบายรอยยิ้มเจิดจ้าผ่านดวงตาคมแสนอ่อนโยน “อาจะรอจนกว่าเราจะกลับมานะโชค”

 

       ชายหนุ่มไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาแค่ขับรถออกจากบ้านมุ่งหน้าลงใต้ไปตามทางหลวงหมายเลข 4 โดยมีท้องฟ้ากระจ่างใสและดวงตะวันจัดจ้าปกคลุมโลกทั้งใบในคลองจักษุ

 

 

 

       สามชั่วโมงบนท้องถนนหลังจากนั้น โชคลงจากรถมาพบกับสายลมที่หอบกลิ่นเกลือขึ้นมาจากมหาสมุทร บนริมทางเท้าของซอกซอยเดิมที่เคยเดินผ่านกับใครอีกคนที่กอบกุมมือกันไว้ ดวงตาคู่สวยก้มลงมองห่อผ้าในมือ แสงสว่างเหนือหัวย้อมให้ใบหน้าถูกซ่อนไว้ในเงา

 

       “ได้กลิ่นไหมครับแก้ว” เขาหวังว่าน้าแก้วจะรับรู้แม้มองไม่เห็น ว่าดวงดาวในทะเลสีน้ำตาลมันกำลังส่องแสงสุกสกาวแวววาวอย่างที่แก้วชอบนักหนา “...กลิ่นของทะเล”

 

       โชคลัดเลาะตามทางมาจนถึงชายหาด ดวงตะวันยามบ่ายคล้อยยังคงสาดลงกระทบเม็ดทรายเป็นประกายระยิบระยับเช่นเดียวกับบนผิวน้ำ ระลอกคลื่นม้วนตัวตีเข้าหาฝั่ง สาดซัดก่อนไหลย้อนกลับคืน

 

       เย็น... จนเหน็บหนาว ทั้งที่เป็นทะเลหน้าร้อนใต้ท้องฟ้าสว่างไสวและแสงอาทิตย์เจิดจ้า

 

       สองเท้าเปลือยเปล่าก้าวเดินเลียบแนวคลื่นกลืนผืนทราย มุ่งหน้าไปยังจุดที่มีท่าเรือยื่นลงไปในทะเล หาเช่าเหมาเรือประมงเล็กลำหนึ่งให้พาออกสู่กลางน่านน้ำห่างไกลจากชายฝั่ง เพื่อให้เถ้ากระดูกของแก้วนั้นไม่ถูกตีกลับคืนมาคั่งค้างอยู่บนแผ่นดิน

 

       โชคประครองห่อผ้าอย่างหวงแหนระหว่างที่เรือแล่นกรีดผิวน้ำ เสียงของลมทะเลพัดหวีดหวิวผ่านข้างหู และฝั่งก็ดูไกลห่างออกไปทุกที ยิ่งสีฟ้าโอบล้อมย้อมทุกสิ่งในกรอบสายตามากเท่าไหร่ หัวใจก็ยิ่งวูบไหวมากขึ้นเท่านั้น

 

       “ของใครล่ะนั่นน่ะ” และมันคงแสดงออกมาทางสีหน้าชัดเจน คนขับเรือวัยสามสิบถึงได้ถามเขาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแข็งกระด้างทว่าอุ่นร้อนจนขอบตาร้อนผ่าวเช่นนั้น “ครอบครัว... หรือว่าคนรัก”

 

       “...เป็นทั้งครอบครัว แล้วก็คนรักเลยครับ” โชคตอบ “เป็นทุกอย่างของผมเลย”

 

       “รักมากเลยสินะ” คราวนี้โชคหันไปยิ้มแทนคำตอบรับ อีกฝ่ายเลยยิ้มตอบกลับมา “ชีวิตคนเรามันก็แบบนี้แหละ รักมากแค่ไหนก็ต้องจากกันสักวันอยู่ดี...”

 

       “แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีที่ได้รักเขามากตั้งขนาดนี้เลยนี่นะ”

 

       “ครับ” บทสนทนาเลือนหายไปกับคลื่นลม มีเพียงเสียงกระซิบแผ่วของชาวประมงที่บอกโชคว่า ‘ถึงแล้ว’ เป็นสัญญาณของการบอกลาครั้งสุดท้าย แม้โชคจะไม่คิดพูดมันออกมาก็ตาม

 

       โชคจะไม่บอกลาแก้ว ...เขาจะบอกเพียงว่ารัก

 

       เรือลำน้อยยังคงแล่นไปอย่างเอื่อยช้า ห่อผ้าขาวถูกเปิดออก ละอองฝุ่นผงฟุ้งปลิว ก่อนชิ้นกระดูกจะถูกโปรยอย่างนุ่มนวลลงสู่ท้องน้ำสีฟ้าคราม กลีบดอกไม้กับเศษเสี้ยวสุดท้ายของแก้วลอยเหนือผิวน้ำเป็นทางยาวก่อนจะแตกกระจายอย่างไร้ทิศทางตามริ้วคลื่น

 

       โชคมองตามทุกชิ้นส่วนอย่างอาลัยจนเผลอทำผืนผ้าบางพลิ้วไหวในกระแสน้ำเย็นเยียบหลุดมือ ล่องริ้วราวกับกำลังเริงระบำในโลกสีน้ำเงินชั่วขณะหนึ่งก่อนจมหาย ราวกับเป็นตัวแทนหัวใจของโชคที่ร่วงหล่นลงไปใต้มหาสมุทรสุดลึก ดำดิ่งติดตามน้าแก้วของเขาไปทั่วทุกแห่งหนตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ

 

       เสี้ยวหนึ่งของนาทีที่เนิ่นนาน โชคอยากกระโจนลงน้ำแล้วจมลงไปยังท้องทะเลไร้ก้นบึ้งด้วยกันกับแก้ว แต่ก็ถูกฉุดรั้งเอาไว้ด้วยคำสัญญาฝ่ายเดียวที่เขาไม่ได้ตอบรับ แต่อีกคนก็จะยังคงรักษามันเอาไว้อยู่ดี

 

       ‘อาจะรอจนกว่าเราจะกลับมานะโชค’

 

       บ้านไม้สีขาวหลังนั้นยังมีคนที่รอให้เขากลับไป ไหนจะเจ้าแมวสีควันตัวนั้นอีก

 

       ระหว่างทางแล่นเรือกลับเข้าฝั่ง โชคปล่อยความคิดไปกับสายน้ำเย็นเฉียบและเกลียวคลื่นที่ไล้ผ่านมือ คิดถึงต้นมะลิที่หลังบ้าน คิดถึงผืนผ้านุ่มนิ่มสีม่วงอ่อนกับผ้าคลุมไหล่ชีฟองลายผีเสื้อ ภาพจำของรอยยิ้มและเสียงหัวเราะยังคงก้องกังวาน ณ สถานที่แห่งนั้น

 

       ชีวิตที่กลวงเปล่าเมื่อไร้น้าแก้วดูมีความหมายขึ้นมาเมื่อมีเรื่องราวมากมายให้ช่วยจดจำ มีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อคิดถึงคนสำคัญ แบกรับตัวตนของพวกเขาเหล่านั้นเอาไว้ในลมหายใจ พร้อมกับที่ค่อยๆ ค้นหาไป ...เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง

 

       ชีวิตที่แก้วมอบให้เขาพร้อมกับสายสัมพันธ์ที่ได้รับมาไม่ได้กลวงเปล่าแม้แต่น้อย

 

       โชคขับรถมุ่งตรงกลับบ้านก่อนเวลาอาทิตย์ตกดิน หันหลังให้กับเมืองชายฝั่ง เขาไม่ได้แวะไปยังรีสอร์ทเล็กๆ แห่งความทรงจำ เลยไม่รู้ว่าชิงช้าตัวใหญ่นั้นยังแข็งแรงดีอยู่หรือเปล่า ไม่รู้ว่าเสียงคลื่นกระทบฝั่งยังคงก้องกังวาน ณ ที่แห่งนั้นอยู่หรือไม่ ไม่รู้ว่าทิวทัศน์ยามแสงอาบไล้ลงบนผืนน้ำยังคงส่องประกายราวกับทะเลดวงดาวเช่นเคยไหม เพราะมันไม่มีเหตุผลอะไรในการไปยังที่แห่งนั้นอีกแล้ว

 

       ดวงตะวันจะไม่จมทะเลอ่าวไทยที่เมืองนี้ จะไม่มีทิวทัศน์ยามมันตกลงอันดามันอย่างที่เขากับแก้วเคยดูด้วยกันที่ภูเก็ต หรือต่อให้มีและงดงามสักเพียงใด โชคก็ไม่อยากดูอีกแล้วเมื่อแสงสีส้มอบอุ่นนั้นจะไม่มีวันตกกระทบลงบนใบหน้าคนที่เขารักยามหันไปข้างกาย

 

       ชั่วนิรันดร์ในเดือนเมษา ตลอดกาลของโชคจากไปแล้ว

 

       ...น้าแก้วคนนั้น

 




 

       ฤดูร้อนจากไปในสายฝนพรำ โชคเก็บของในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยกองกระดาษ และถือโอกาสทำความสะอาดครั้งใหญ่ไปด้วยในตัว

 

       เที่ยงวันตะวันตรงหัวแต่กลับชื้นแฉะ ลมพัดเอาละอองฝนผ่านมุ้งลวดหน้าต่างเข้ามาปะทะผิว หอบเอากลิ่นหอมจางของดอกไม้สีขาวเข้ามาต้องจมูก ต้นแก้วกลางลานทิ้งดอกร่วงโปรยปรายราวสายฝน โชคค้นเจอไฟแช็กสีทองกับซองบุหรี่นอนแน่นิ่งอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน

 

       บุหรี่มวนสุดท้ายยังคงถูกเก็บไว้ในนั้น แก้วตัดสินใจเลิกไปก่อนจะได้สูบมัน

 

       โชคนั่งมองที่เขี่ยบุหรี่สีใสบนโต๊ะไม้หน้าโซฟา มันเคยถูกอัดแน่นไปด้วยขี้เถ้าและก้นกรอง ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่มันค่อยๆ ลงลดจนกลายเป็นแค่ถาดว่างเปล่าที่เอาไว้วางประดับ บางทีมันอาจจะตั้งแต่ที่แก้วเริ่มรู้สึกตัวถึงความเป็นไปได้ที่ก้อนเนื้อจะเติบโตขึ้นในปอด หรืออาจจะตอนที่ทั้งสองคนเริ่มคบกัน หรืออาจจะนานกว่านั้น อาจจะตั้งแต่ที่โชคมาอยู่ในบ้านหลังนี้เลยด้วยซ้ำที่ทำให้แก้วพยายามลดมันลงโดยไม่รู้ตัว

 

       บุหรี่กลิ่นเดิมถูกจุดขึ้นอีกครั้งแต่กลับไม่มีใครสูบ โชคเพียงแค่วางมันไว้บนขอบที่เขี่ยแก้วใส ปล่อยให้มวนกระดาษและใบยาสูบถูกเผาไหม้อย่างเงียบงัน ในห้องนั่งเล่นที่ยังคงกรุ่นกลิ่นของความทรงจำ

 

       กระทั่งบุหรี่มวนนั้นกลายเป็นขี้เถ้า... มันก็ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่ลุกโชนอยู่ในหัวใจ

 

       ความรักที่อุ่นร้อน ทว่าแสนอ่อนโยนที่เกิดขึ้นมา

 

       ในบ้านไม้สีขาวสองชั้นหลังนี้ โชคจะยังคงมีแก้วเสมอ

 

 

 

 

 

“ผมรักแก้วนะครับ”

 

“ฉันก็รักเธอ โชค”

 

 

 

 

 

...To Be Eternity
[/b]

       แผดเผาอย่างเชื่องช้า เนิ่นนาน ในชั่วพริบตา ก่อนหลงเหลือไว้เพียงเถ้าถ่าน ทว่าความรักที่เกิดขึ้นมาจะยังคงงดงามสุกสกาวตลอดกาลในห้วงทรงจำ

       ขอบคุณทุกคนที่เดินทางมาด้วยกันจนกระทั่งถึงปลายทางแห่งนี้ หวังว่าจะได้รับความทรงจำที่ดี และเรื่องราวขมอมหวานเรื่องนี้จะสามารถจุดรอยยิ้มบนริมฝีปาก จุดหยดน้ำตรงปลายหางตา และจุดไฟอุ่นร้อนในหัวใจของทุกคนได้นะคะ

 

       สุดท้ายนี้ สุขสันต์วันสิ้นปี และสวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอให้ช่วงเวลาของพวกคุณเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นสดใสนะคะ มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง ไม่ปวดหลังปวดไหล่ นอนหลับสนิทในทุกๆ คืน และขอให้หัวใจของคุณยังคงอ่อนโยนเหมือนในวัยเยาว์ แม้ต้องเผชิญกับความใจร้ายมากมายของโลกใบนี้ ได้โปรดอย่าลืมรอยยิ้มจากหัวใจนะคะ

 

รักและขอบคุณ

FebruarySea.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-01-2021 15:31:38 โดย FebruarySea »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 369
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1054
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1879
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-1
 :pig4:
 :3123:
สวัสดีปีใหม่2564ค่ะ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1504
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-0
สวยงามในความเศร้า อบอุ่นในความว่างเปล่า  :m15: :monkeysad: :sad11: ใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อน้าแก้วนะโชค

ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆเรื่องนี้ ภาษาการแต่งสวยทุกตอน สนุกและชอบมาก ชอบจริงๆ จะรอตามผลงานต่อไป และขอสวัสดีปีใหม่2564นะคะ ขอให้ผู้แต่งแข็งแรง เฮงๆ แต่งนิยายดีๆให้อ่านต่อไปนะ  :กอด1: :L1: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ mentholss

  • "เหตุผล" หรือ "ข้ออ้าง"
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ airicha

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 774
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
อ่านแล้วน้ำตาไหล
ยิ่งตอนน้าแก้วตายยิ่งร้องไห้
ปกติเราจะไม่ค่อยชอบอ่านแนวนี้เท่าไหร่
แต่พอหลุดเข้ามาแล้วมันก็วางไม่ลง
ต้องอ่านต่อไปเรื่อยๆ อยากรู้เรื่องราวของตัวละครแต่ละคน
เราไม่ชอบธีร์เลย นิสัยไม่ดี เห็นแก่ตัว นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป
ชอบในตัวธีร์อย่างเดียวคือรักและเอ็นดูโชคแค่นั้น
ยังไงก็ขอบคุณคนเขียนค่ะ ที่ทำให้เราน้ำตาไหลได้ เนื้อเรื่องสนุกมากๆ อ่านแล้วจุกแน่นไปหมดตลอดทั้งเรื่องเลย

ออฟไลน์ Namna

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
พึ่งได้เข้ามาอ่าน และอ่านรวดเดียวจนจบ บอกได้คำเดียวว่าเยี่ยมบรรยายได้ดีเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกทุกตัวละคร สุข เศร้า เหงา เสียใจ เป็นนิยายที่มาก หวังว่าจะได้อ่านนิยายเรื่องต่อๆไปของนักเขียนอีกนะคะ จะติดตามอ่านทุกเรื่องเลย

ออฟไลน์ sugarcane_aoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 270
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
ทำไมถึงเศร้าอย่างนี้ สงสารทั้งแก้วและโชครวมถึงธีร์ด้วย เข้าใจว่ามีพบก็ต้องมีจาก แต่จากกันแบบนี้มันทรมานใจจริงๆ :mew4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด