[นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 11 [28.05.20]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [นิยายดราม่า] Ashtray ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 11 [28.05.20]  (อ่าน 1293 ครั้ง)

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

____________________________________________________________________________




ASHTRAY
ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้
_____________________________



"ผมไม่อยากเรียกคุณว่าน้าแก้วอีกแล้ว ผมไม่อยากให้คุณมองผมเป็นแค่เด็กที่คุณเลี้ยงมา"
"แก้ว.. ผมโตพอจะกอดคุณได้แล้วนะ"







Warning !!

Not a Happily Together Ever After Ending



สวัสดีค่ะ เรื่องนี้เป็นนิยายอบอุ่นหัวใจนะคะ ซึ่งตัวละครหลักของเรามีช่องว่างระหว่างวัยสูงมากกกกกก

แต่ย้ำนะคะว่าไม่ใช่เปโด จะออกแนว Slow burn มากกว่า

และตอนจบมีคนตาย เป็นดราม่าที่อบอุ่น เป็นความเศร้าที่ไม่ได้ขมแต่ก็เรียกน้ำตา

ยังไงก็ฝากติดตามนิยายอบอุ่นหัวใจที่จะแผดเผาความรักให้ซึมลึกเข้าไป จนแม้สุดท้ายจะมอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่าน

ความรักนั้นก็จะยังลุกโชนตลอดไปในความทรงจำ



สามารถพูดคุยกันได้ที่ #น้าแก้วของโชค นะคะ





______________
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-05-2020 19:01:50 โดย FebruarySea »

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

บทนำ

               Warning: Domestic Violence มีฉากความรุนแรงในครอบครัว


 

               “ไอ้เด็กเวร มึงไม่น่าเกิดมาเลย” ถ้อยคำด่าทอพ่นผ่านปากของบิดา เด็กชายได้แต่หมอบต่ำยกแขนขึ้นกันหัวเมื่อพ่อผู้บังเกิดเกล้าลงมือทุบตี ทั้งที่หายหน้าหายตาไปตั้งนาน พอกลับมาทีก็เมาหัวราน้ำ เห็นหน้าใครก็ด่ากราด โชคร้ายสุดก็คือผู้เป็นลูก ที่ต้องมาเป็นที่รองมือรองเท้าให้อีกฝ่ายระบายความเกรี้ยวกราดใส่ทั้งที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร

 

 

               "ไหน แม่มึงไปไหนแล้ว อีกะหรี่ดีแต่ร่านไปวันๆ มันไปอยู่ไหน" เมื่อเห็นว่าเด็กมันไร้หนทางสู้ คนที่เป็นผู้ใหญ่แต่ตัวก็ยิ่งได้ใจ สาดถ้อยคำร้ายกาจกรีดแทงหัวใจดวงน้อย “มันไม่ได้รักมึงเลยไอ้โชค มันรักแต่ไอ้ชิดลูกกับชู้มันนู่น แหกตาดูซะบ้าง หอบข้าวหอบของหนีไปแต่ทิ้งมึงเอาไว้ให้เป็นภาระกู อย่างมึงน่ะกูเอาขี้เถ้ายัดปากให้ตายไปตั้งแต่คลอดซะก็ดี"

 

 

               เด็กน้อยคู้กายปกป้องตัวเองด้วยแผ่นหลังสั่นเทา แต่กลับไม่มีเสียงร้องสักแอะ เพราะถ้าร้องก็จะยิ่งโดนตี ไม่มีน้ำตา เพราะถ้ามันไหลออกมาก็จะยิ่งโดนทุบ ไม่มีคำอ้อนวอนขอให้หยุด เพราะถ้าเปิดปากไปสักครึ่งคำก็จะโดนฟาด ที่ทำได้มีเพียงแค่อดทนแล้วกอดตัวเองไว้ให้แน่น หากอีกฝ่ายเห็นเขาแน่นิ่งไม่โต้แย้งเดี๋ยวก็เบื่อแล้วจากไปเอง

 

 

               “หึ นิ่งเหรอมึง กูพูดกับมึงอยู่น่ะไอ้เด็กเปรต!” ในที่สุดการทารุณก็เดินทางมาถึงจุดจบ แต่ก่อนที่พ่อขี้เมาไร้หัวใจจะจากไป ยังไม่วายหันมาเตะร่างน้อยๆ จนปลิวไปชนเก้าอี้พลาสติกล้มตึง

 

 

               “เหี้ยเอ๊ย เหล้าหมดแล้ว” นั่นเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะถีบประตูไม้ผุพังจนมันแทบหักกลางแล้วหายตัวไปอีกครั้ง

 

 

               ไอ้โชค เด็กเหลือขอที่เกิดจากนังช้อย กะหรี่ท้ายซอยกับไอ้ขามคนขับรถรับจ้าง เด็กน้อยเกิดมาจากกลิ่นคาวราคี ไม่มีความรักความเอ็นดู แค่ผลผลิตที่ผิดพลาด เติบโตขึ้นมากับความรุนแรง พ่อก็ทุบตีด่าทอ แม่ก็ปล่อยปละไม่เหลียวแล พอเด็กมันอายุได้สี่ปี คนแม่ก็หนีไปมีชู้กับลูกคนใหม่ ทิ้งลูกคนนี้ให้อยู่กับพ่อใจทรามที่เอาแต่กินเหล้าเมายา

 

 

               “โชคเอ๊ย เจ็บมากไหม” อย่างน้อยโชคก็ยังพอมีโชคอย่างชื่ออยู่บ้าง ที่มียายหอม หญิงชราข้างบ้านที่สมเพชชะตาชีวิตของเด็กน้อยช่วยให้ข้าวให้น้ำ แต่เพราะแก่มากแล้ว เรี่ยวแรงก็ไม่มี ลูกหลานก็หนีไปหมด ยายแก่ตัวคนเดียวจึงไม่สามารถช่วยเด็กน้อยจากการทารุณของพ่อมันได้ อย่างดีก็ได้แค่ช่วยทำแผลให้เด็กมันไปตามมีตามเกิด

 

 

               โชคนั่งอยู่ในบ้านของยายหอม ที่แขนเล็กผอมบางนั้นมีแผลถูกพลาสติกบาดเป็นทางยาวจนเลือดซิบ แต่ดีที่แผลไม่ลึก ยายหอมใส่ยาให้แล้วก็เอาข้าวเย็นที่แกทำไว้ออกมากินกับเด็กชายเงียบๆ ในยามที่ท้องฟ้าข้างนอกเปลี่ยนเป็นสีม่วงพอดี

 

 

               “ทำไมแม่ไม่เอาโชคไปด้วยล่ะยาย” เด็กน้อยถามขึ้นขณะที่หญิงแก่เก็บถ้วยจานไปล้างที่ริมคลองหลังบ้าน เขาออกมานั่งที่ธรณีประตู เหม่อมองผิวน้ำสีดำสนิทสะท้อนแสงไฟสว่างจากถนนฝั่งตรงข้าม ถึงแม้จะจำหน้าแม่ได้เลือนราง แต่ความรู้สึกที่เคยมีแม่ก็ยังฝังอยู่ในจิตใจ

 

 
               
               คนถูกถามไม่ได้ตอบอะไร เพราะตัวแกเองก็ไม่รู้เหมือนกัน จำได้แค่ว่าวันนั้นพายุเข้า ฝนตกหนักจนหลังคาสังกะสีลั่นเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะปลิดปลิวไปตามลม พอเช้ามาลมฝนสงบรับดวงตะวันสดใส เด็กชายก็ถูกทิ้งเอาไว้ในห้องโกโรโกโสเพียงลำพัง

 

 

               ยายหอมล้างแล้วคว่ำจานไว้ในกะละมังสีดำใบใหญ่ มือเหี่ยวย่นยื่นไปลูบหัวทุยที่ผมเริ่มยาวชี้กระเซิงไม่เป็นทรงเพราะคนตัดไร้ฝีมือ ที่ยายแก่ทำได้ก็เพียงใช้กรรไกรเล็มส่วนที่ยาวออกเท่านั้น ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่เคยสนใจ หรืออาจจะไม่รู้ว่าต้องสนใจอะไร เพราะไม่เคยมีใครสอนเด็กชายว่าควรทำอะไร ควรใช้ชีวิตแบบไหน ที่เด็กน้อยรู้ก็มีแค่เมื่อหิวก็ต้องหาของกิน เมื่อโดยตีก็ต้องขดตัวเอาหลังรับแทนหน้า และเมื่อง่วงก็ต้องนอน

 

               ตัวยายหอมเองเพราะเป็นเพียงหญิงชราที่ถูกทิ้งไว้ลำพังกับโรคที่มาพร้อมอายุ ตอนเป็นเด็กก็ถูกเลี้ยงมาในต่างจังหวัด แต่สภาพแวดล้อมเองก็ไม่ต่างกับที่นี่นัก พอเป็นสาวก็ได้ผู้ชายไม่ได้ความพามาอยู่กรุงเทพ มีลูกสาวสองคน คนแรกพอเริ่มแตกเนื้อสาวก็เกเรมัวเมาไปกับผู้ชายและยาเสพติด รู้ข่าวอีกทีก็ตายแล้ว ลูกอีกคนที่ได้ยายเอาไปเลี้ยงที่ต่างจังหวัดตั้งแต่ยังเล็กก็ไม่คิดจะมาดูดำดูดีอะไร ส่วนสามีก็ไม่ต้องพูดถึง หายหน้าไปตั้งแต่ลูกคนเล็กยังไม่ทันคลอด

 

 

               ยายหอมจึงไม่รู้ว่าเธอจะสั่งสอนอะไรให้เด็กชายที่น่าเวทนาคนนี้เมื่อชีวิตของเธอก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ สิ่งที่พอจะพูดออกมาได้ก็มีเพียงแค่ “อดทนไว้นะโชค อดทนไว้แล้วมันจะผ่านไปเอง”

 

 

               เด็กชายหกขวบปีได้แต่พยักหน้า ทั้งที่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วคำนั้นมีความหมายว่าอย่างไร เขาก็เพียงแค่ต้องทำอย่างที่เคยทำมาตลอด ไม่ร้องไห้ ไม่เปิดปากพูดอะไร แค่กอดตัวเองอยู่ในมุมห้องก็พอ

 

 

               ตกดึกคืนนั้นอยู่ๆ ฝนก็เทลงมาโดยไม่มีเค้าล่วงหน้า น้ำหยดลงมาทางรอยรั่วของหลังคาที่ไม่ได้แข็งแรงอะไร โชคลุกขึ้นมาหากระป๋องหาถังมารองน้ำไม่ให้เจิ่งนองพื้น แล้วในขณะที่กำลังจะกลับไปซุกตัวนอนบนผ้าที่ปูกับพื้นติดผนังด้านใน ประตูที่ปิดลงกลอนไว้ก็ถูกทุบอย่างแรง

 

 

               “เปิด! ไอ้ห่าโชค มึงจะล็อกทำKไร!” แม้เสียงตะคอกจะถูกกลบด้วยเสียงฝน แต่ความเกรี้ยวกราดที่สาดมาด้วยกันกลับชัดเจน ขามผู้เป็นพ่อเวียนกลับมาอย่างไม่คาดคิด ทั้งที่ปกติจะหายหน้าไปอีกหลายวันแท้ๆ โชคกำผ้าห่มผืนบางแน่น แต่ก็รู้ว่าถ้าหากไม่ยอมไปเปิดประตู พ่อก็คงพังเข้ามาแล้วเขาก็จะโดนหนักกว่าเดิมอยู่ดี

 

 

               “ไอ้เวรนี่!” ทันทีที่ผลักประตูเปิดออกได้ เท้าก็ยกขึ้นถีบลูกชายที่ไม่เห็นเป็นลูกด้วยซ้ำ เด็กน้อยเซถอยไปหลายก้าวก่อนล้มลงกุมท้องตรงที่โดนถีบ จุกจนแทบลุกไม่ไหว แต่ก็ยังกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้

 

 

               “มึงคิดจะล็อกกูไว้ข้างนอกใช่ไหม ไอ้เด็กเวร!” ว่าจบก็ทำท่าจะฟาดขวดเหล้าที่เหลือน้เมาก้นขวดในมือใส่ โชคหลับตาปี๋ยกมือขึ้นกัน ตรงที่ถูกขวดกระแทกจึงเป็นนิ้วมือน้อยๆ ความปวดร้าววิ่งพล่านขึ้นมาถึงสมองพร้อมกับสัญญาณอันตรายจากท่าทีคุกคามของอีกฝ่าย ร่างสูงใหญ่ยืนขึ้นเต็มความสูงแต่ก็ซวนเซเพราะฤทธิ์เหล้า ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาอย่างมุ่งร้าย ปากขยับพ่นคำด่าทอแข่งเสียงฟ้าคำราม และมือที่คว้าเอาราวผ้าเหล็กขึ้นสนิมจนหักกลางมาถือไว้มั่น

 

 

               โชคขดตัวเพื่อปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณทันที ท่อนเหล็กเบาถูกฟาดลงมาไม่ยั้ง เสียงเนื้อหนังถูกทุบดังตุบตับ ถึงแม้ว่าเด็กชายจะโตมากับมือเท้าของบิดา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายลงมือทารุณเขาด้วยสิ่งของ ท่อนอะลูมิเนียมไม่ได้มาตรฐานตีโปร่งข้างในกลวงจนเบาหวิว แต่ยามมันฟาดลงบนเนื้อ รอยแดงช้ำยังคงปรากฏชัดเจน แม้สำหรับโชคแล้วความเจ็บปวดที่ได้รับจะไม่ต่างจากที่แล้วมานัก แต่ความเย็นเยียบของผิวโลหะทำให้ทุกร่องรอยปวดหนึบต่างจากรอยมือที่ทิ้งสีเรื่อแต่ยังคงเหลืออุณหภูมิจากร่างกายมนุษย์นัก

 

 

               “นับวันมึงก็ยิ่งหน้าเหมือนอีนั่น เห็นแล้วขวางหูขวางตีน!” ศีรษะเล็กถูกกระชากจนลอยหวือ ดวงตาเมามายแดงก่ำจ้องมองมาอย่าอาฆาต ก่อนจะถูกเหวี่ยงไปด้านข้างจนตัวปลิว ผู้กระทำไม่แม้แต่จะปรายตามอง ราวกับสิ่งนั้นเป็นของแสลง ยิ่งเมื่อยกเหล้าที่เหลือน้อยนิดขึ้นดื่มทีเดียวหมดก็ยิ่งแสดงอารมณ์ร้ายกาจออกมาทางสีหน้า คำรามในคออย่างเดือดดาล ก่อนจะฟาดขวดแก้วใส่พื้นข้างเด็กชายจนมันแตกกระจาย โชคสะดุ้งเฮือก และยิ่งสั่นกลัวเพราะดวงตาดุร้ายหันมาจ้องเขม็ง ร่างเล็กรีบขดตัวรอรับแรงกระแทกอีกครั้ง แต่เนิ่นนานก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

 

               ทั้งที่ร่างกายไม่ถูกทำร้าย แต่หัวใจกลับหวาดกลัวยิ่งกว่า ความเงียบงันในคืนมืดมิดเช่นนี้ราวกับเคยเกิดขึ้นมาแล้วในความทรงจำ...เมื่อครั้งที่แม่ของเขายังอยู่ พ่อมักจะตบตีแม่ และแม่มันจะเกรี้ยวกราดตวาดกลับไป การทะเลาะเบาะแว้งจะลุกลามใหญ่โต แต่เมื่อใดก็ตามที่พ่อไม่ลงมือ ไม่ขึ้นเสียง ทำเพียงนิ่งเงียบและจ้องมองด้วยแววตาของสัตว์ เมื่อนั้นแม่ของเขาจะถูกกดร่างลงกับพื้น จากนั้นก็จะกรีดร้อง ร่ำไห้ อ้อนวอนขอให้หยุด จวบจนพ่อจากไปแล้ว แม่ก็จะยังคงกัดริมฝีปากจนห้อเลือดด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ตาบวมแดง เหม่อมองออกไปยังที่แสนไกลจนไม่อาจตามไปได้

 

 

               “มึงเหมือนแม่มึงมากจริงๆ” เสียงพึมพำเบาราวกับเสียงกระซิบ ผู้เป็นพ่อย่างสามขุมเขาหาพร้อมกับถอดเสื้อออก ภาพความทรงจำไม่ปะติดปะต่อเด่นชัดขึ้น ชายตรงหน้าทำอย่างเดียวกันนี้กับแม่ ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในหัวใจส่งให้ร่างกายสั่นเทิ้ม แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร แต่สองเท้าน้อยๆ ก็ออกวิ่ง ไม่สนเสียงตะโกนขู่ด่าทอ ไม่เกรงกลัวต้อฟ้าฝนที่โหมกระหน่ำ ไม่หยุดแม้เท้าเปลือยเปล่าจะเจ็บแปลบและชุ่มโชก

 

 

               เขาเพียงต้องวิ่ง ต้องหนีไปให้ไกลจากที่นี่...

 



 

 

               ฝนยังกระหน่ำทิ้งตัวลงมาไม่ขาดสาย ลมแรงพัดโหยหวนมาเป็นระยะ และฟ้าสีดำยังคงร้องคำรามลั่นหลังแสงสว่างวาบเหนือชั้นเมฆ เด็กชายตัวจ้อยนั่งกอดเข่าอยู่ใต้เสาไฟนีออน ข้างถังขยะสีเหลือง เปียกปอนไปทั้งตัวแต่กลับไร้หยดน้ำตา เขาสิ้นไร้หนทางไปต่อ เด็กน้อยที่ไม่เคยมีคนสอนให้เรียนรู้ชีวิต เขาไม่เคยไกลเกินกว่าหัวมุมสะพานอีกฝั่งที่เป็นคุ้มชุมชนแออัดไม่ต่างกับที่ตนอาศัยอยู่ ครั้งนี้เขาจึงเคว้งคว้าง อยู่ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงไฟถนนกับเสียงฝนซัดสาดเป็นเพื่อน

 

 

               กาลเวลาที่คล้ายชั่วนิรันดร์ในสายฝนพลันหยุดลงเมื่อมีเงาร่างหนึ่งหยุดยืนอยู่ไม่ไกลนัก

 

 

               “มานั่งทำอะไรตรงนี้” ชายร่างสูงโปร่งถือร่มสีดำสนิท ในมืออีกข้างคีบบุหรี่ไว้ เขาดูไม่น่าเข้าหาเท่าไหร่เพราะคิ้วที่ขมวดมุ่นกับดวงตาที่เรียบเฉยคล้ายไม่ไยดีต่อสิ่งใด เด็กชายเงยหน้าขึ้น ไม่ได้ตอบคำถาม รู้เพียงว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือนเพราะน้ำฝนที่ตกใส่ดวงตา

 

 

               “เข้าไปข้างในก่อนเถอะ อยู่อย่างนี้เดี๋ยวจะป่วยเอา” ความอบอุ่นจากมือที่ยื่นมาตรงหน้า แผ่ซ่านไปทั่วทั้งที่ยังไม่ทันได้สัมผัส แล้วภาพตรงหน้าก็ยิ่งพร่าเลือนยิ่งกว่าเก่าเพราะคราวนี้มีน้ำฝนที่ไหลออกจากตาผสมมาด้วย เด็กชายกลั้นเสียงสะอื้น หวังว่าสายฝนจะช่วยกลบรอยน้ำตาให้คนตรงหน้าจะไม่รู้ว่าเขาร้องไห้แล้วทุบตีอย่างที่เคยโดนมา และดูเหมือนว่ามันจะเป็นอย่างที่เขาหวัง

 

 

               ส่วนคนแปลกหน้าที่ผ่านมาในละอองฝน แม้รับรู้ว่าร่างเล็กในอ้อมแขนที่เขาโอบอุ้มไว้จนตัวเองต้องเปียกปอนสั่นไหวด้วยแรงสะอื้นที่ไร้เสียง เขาก็ไม่พูดอะไรออกมา

 

 


 

...TBC.

 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-03-2020 17:17:05 โดย FebruarySea »

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 1


 

               แก้ว ชายหนุ่มอายุยี่สิบแปดปีเต็ม เป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวสองชั้นที่ตั้งอยู่ในเขตรั้วถัดจากเสาไฟที่ทั้งคู่พบกัน เขาพาเด็กน้อยที่บังเอิญเจอขณะเดินกลับบ้านหลังจากที่ไปดื่มกับเพื่อนที่ทำงานมาตรงไปยังห้องน้ำ จัดแจงปรับอุณหภูมิน้ำให้อุ่นขึ้นแล้วเปิดใส่ถังใส่น้ำใบใหญ่พอที่จะให้เด็กหกขวบที่ผอมกว่าเกณฑ์ลงไปแช่ได้ทั้งตัว ขณะรอน้ำก็ถอดเสื้อผ้าเปียกชื้นของเจ้าหมาจรที่เก็บมาตัวนี้ออกจนหมด ตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นรอยช้ำตามตัว รวมถึงรอยแผลที่แขนบอบบางข้างนั้นด้วย แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา พอน้ำได้ระดับก็ยกเด็กลงไปแช่ในถังอย่างระมัดระวัง

 

 

               “อยู่ในนั้นไปก่อนนะ” ชายหนุ่มหันมาบอกเจ้าหมาน้อยที่มองตามเขาด้วยดวงตาแดงก่ำแต่ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ก่อนจะหายขึ้นไปบนบ้านชั้นสองแล้วกลับลงมาพร้อมผ้าเช็ดตัวสองผืน ผืนหนึ่งพาดบนบ่าของตัวเอง อีกผืนพาดไว้บนราว ก่อนจะนั่งยองลงมาเปิดน้ำจากฝักบัวใส่หัวที่เริ่มเย็นชื้นให้อุ่นขึ้น เทแชมพูใส่แล้วช่วยสระผมไม่ได้ทรงนั้นอย่างเก้ๆ กังๆ เขาไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน ทั้งยังไม่ใช่คนพูดเก่งหรือใจดี แต่ก็ไม่ได้ใจดำถึงขนาดจะปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ นั่งตากฝนอยู่ข้างถังขยะจนถึงเช้า

 

 

               ไม่มีบทสนทนา เด็กชายนั่งสูดขี้มูกอยู่บนโซฟาหน้าทีวีในห้องนั่งเล่น พร้อมกับการ์ตูนที่ถูกเปิดทิ้งไว้ให้ดูในขณะที่เจ้าของบ้านเข้าไปอาบน้ำ ไม่นานแก้วก็เดินกลับออกมาในชุดที่แห้งสนิท มีเพียงเส้นผมที่ยังเปียกชื้น

 

 

               “ยื่นแขนมาสิ” เจ้าของบ้านสั่ง เด็กน้อยก็ทำตามอย่างว่าง่าย แผลที่ถูกพลาสติกบาดเมื่อเย็นนั้นโดนน้ำจนหนังรอบๆ ดูบางใสจนเกือบเปื่อยยุ่ย ทั้งยังแผลใต้ฝ่าเท้าน้อยที่ถูกเศษแก้วบาดอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าแผลที่แขนเสียอีก ถ้าปล่อยไว้อีกไม่นานคงเป็นหนองเพราะติดเชื้อ ถึงแผลจะไม่ใหญ่และไม่ลึก แต่ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นอยู่ดี ชายหนุ่มเทน้ำเกลือใส่สำลีแท่งเพื่อจะล้างแผลให้ แตะเบาๆ ลงไปที่ปากแผลแล้วลงมือทำความสะอาดอย่างเบามือทั้งสองจุด พอทำแผลเสร็จขณะที่มองดูเผื่อว่ามีแผลตรงไหนอีกจะได้ทำแผลให้ทีเดียว ตาก็เหลือบไปเห็นข้อนิ้วที่เริ่มขึ้นสีม่วงช้ำ

 

 

               มือใหญ่เลื่อนไปจับมือเล็กเพื่อตรวจดูอาการ แต่เด็กชายกลับสะดุ้งเกร็งตัวแข็งทื่อ ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปที่มือที่ถูกจับ แต่ปากกลับเม้มแน่น เขาเคยเห็นเด็กแบบนี้แถวๆ คุ้มชุมชนริมคลองมาบ้าง เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยความหวาดกลัวจนไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวจะโดนตี แต่เด็กคนนี้แย่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา แค่จะร้องเพราะเจ็บยังไม่กล้าเลย

 

 

               “เจ็บเหรอ” คนโตกว่าเอ่ยเสียงเบา เช่นเดียวมืออุ่นที่กอบกุมมือเล็กเอาไว้หลวมๆ “ถ้ามันเจ็บจะร้องไห้ก็ได้นะ”

 

 

               เด็กชายเงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ ตลอดทั้งชีวิตหกปี คำที่เขารู้จักก็มีแต่คำว่าอดทนไว้นะ ไม่เคยมีใครบอกเขาว่าจะร้องไห้ก็ได้เลยสักคน แต่ผู้ชายคนนี้กลับพูดออกมาอย่างง่ายดายราวกับมันเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อกี้ตอนที่เขาร้องไห้ในห้องน้ำก็ไม่ตีเขา ไม่ด่าทอเขา มีเพียงฝ่ามืออุ่นที่สระผมให้เขาเงียบๆ

 

 

               หยดน้ำตาพรั่งพรูออกมาก่อนที่จะได้ยินเสียงสะอื้นไห้ เด็กชายหน้าบิดเบี้ยวปล่อยเสียงร้องไห้ออกมาราวกับจะแข่งขันกับท้องฟ้าทมิฬด้านนอก ว่าค่ำคืนใครจะร่ำไห้จนเปียกปอนได้มากกว่ากัน เขากำมือเรียวข้างนั้นเอาไว้แน่น แม้นิ้วจะเจ็บแต่หัวใจกลับอบอุ่น และเพราะเป็นความอบอุ่นที่ไม่เคยได้สัมผัส เด็กชายถึงคว้ากำไว้แนบอก หวงแหนหวาดกลัวว่าหากปล่อยมันไปแล้วเขาจะไม่มีวันรับรู้ถึงมันได้อีก

 

 

               หลังจากที่แม่จากไป เด็กชายไม่ได้ร้องไห้บ่อยนัก หรือจะเรียกว่าหลังจากช่วงนั้นที่เขาร้องไห้แล้วถูกพ่อปลอบประโลมด้วยการทุบตี เขาก็ไม่เคยได้ร้องไห้ออกมาอีกเลย และเพราะอย่างนั้นการร้องไห้ครั้งนี้จึงทำให้เด็กชายเหนื่อยล้า เปลือกตาหนักอึ้งแม้จะยังคงมีหยาดน้ำรินไหล ฝ่ายที่ถูกมือเล็กเกาะไว้สังเกตเห็นเลยใช้มืออีกข้างเอื้อมไปโน้มหัวทุยให้ซบลงมาบนตัก ลูบผมที่อ่อนนุ่มสะอาดสะอ้านขับกล่อมให้เข้าสู่ห้วงนิทรา

 

 

               โชคไม่เข้าใจเลย ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่โมโหแม้น้ำมูกน้ำตาเขาจะเปรอะเปื้อนกางเกงขายาวที่อีกฝ่ายสวมใส่ ไม่รำคาญแม้ว่าเขาจะยึดกอดมือไว้แน่น ไม่บอกให้เขาหยุดร้องหรือขอให้เข้มแข็ง และทั้งที่เขาไม่ได้เรียกร้อง มือข้างนั้นก็ยังยื่นมาให้คว้าจับ เด็กชายอายุหกขวบไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร แต่เขาก็ยินดีที่ค่ำคืนนี้มีความอบอุ่นโอบกอดเขายามหลับใหล

 

 

               แก้วลูบสางผมชี้ชี้โด่เด่ไร้ทรงเล่นจนเจ้าของศีรษะเล็กนั้นผล็อยหลับไป ลมหายใจสม่ำเสมอ ดวงตาชุ่มชื้นปิดไม่สนิทนัก และอุณหภูมิบนหน้าผากก็สูงกว่าที่ควรจะเป็น ชายหนุ่มไม่มีความรู้เรื่องการดูแลคนป่วยสักนิด โดยเฉพาะกับเด็กเล็กอย่างนี้ ตัวเขาหากป่วยก็แค่กินยา ดื่มน้ำอุ่น แล้วก็นอนพักสักงีบ เพราะงั้นเขาเลยไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าอุ้มเด็กชายขึ้นซบบ่า จัดแจงปิดโทรทัศน์และไฟชั้นล่างจนหมด แล้วพาย้ายขึ้นไปยังห้องนอนบนชั้นบน

 

 

               ชั้นสองของบ้านหลังนี้มีห้องอยู่สามห้อง เป็นห้องนอนใหญ่หนึ่ง ห้องนอนเล็กหนึ่ง และห้องเก็บของ แต่เพราะห้องนอนเล็กไม่ได้ถูกใช้มานานจึงกลายเป็นที่รวมฝุ่นจนไม่สามารถยัดเหยียดให้คนป่วยเข้าไปนอนได้ แก้วพาเด็กชายแปลกหน้าเข้าไปในห้องนอนตน จัดแจงที่นอนฝั่งหนึ่งให้ร่างเล็ก ห่มผ้าผืนหนาให้แล้วตัวเองไปรื้อเอาผ้าห่มจากตู้มาปีนขึ้นเตียงนอนฝั่งที่เหลือ
 

 


               รุ่งสางแก้วตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน หันมองเห็นร่างไม่คุ้นเคยที่ซุกตัวเข้ามาเบียดแขนตนราวกับหาไออุ่น เขาวางมือลงบนหน้าผากเล็ก วัดดูอุณหภูมิแล้วพบว่ามันลดลงจากเดิมเล็กน้อย ช่างประหลาดที่เด็กคนนี้ตัวเล็กบอบบางแต่กลับแข็งแรงกว่าที่คิด เขาพลิกตัวตะแคงมองผู้อาศัยไร้ชื่อโดยที่สมองว่างเปล่า เด็กน้อยไม่ได้มีหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก แต่ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียด ทั้งยังมีเครื่องหน้าค่อนข้างชัด หากโตไปก็คงพอดูได้ แต่แก้วไม่ได้คิดจะเลี้ยงเด็กคนนี้หรือคนไหน เขาไม่ได้สนใจว่าเด็กคนนี้จะเติบโตไปอย่างไร หรือร่องรอยบนตัวนั่นได้มาจากไหน เขาเพียงแค่ปล่อยเด็กคนหนึ่งเอาไว้ข้างถนนในคืนพายุเข้าไม่ได้ก็เท่านั้น ความรู้สึกก็คงคล้ายกับหมาจรที่พอเห็นก็อยากแบ่งลูกชิ้นในมือให้

 

 

               แก้วรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสาย เหลือบมองนาฬิกาบอกเวลาใกล้เที่ยง เด็กชายที่นอนหลับเพราะพิษไข้ยังคงหลับใหลในความฝัน เสียงท้องครางประท้วงให้รับรู้ว่าน้ำย่อยต้องการทำหน้าที่ของมัน ชายหนุ่มลุกขึ้นบิดตัว เดินเอื่อยลงไปชั้นล่าง จัดการล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เข้าครัวไปทำอาหารง่ายๆ โดยที่เลือกเอาเมนูรสอ่อนเพื่อให้คนป่วยกินด้วยได้

 

 

               ข้าวต้มปลาหอมฉุยแม้หน้าตาจะดูแปลกไปจากที่คนทำคาดไว้ แต่รสชาติก็จัดว่าพอกินได้อยู่ เขายกถ้วยทั้งสองใบขึ้นไปบนห้องนอน เขย่าปลุกเด็กน้อยให้ตื่นขึ้นมากินข้าวกินปลา เด็กชายตื่นขึ้นมาอย่างสับสน เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนหรือคนตรงหน้าเป็นใคร แต่เพราะตรงหน้ามีอาหาร เด็กชายก็ไม่ลังเลที่จะอ้าปากกินมันเข้าไป พอกินเสร็จดวงตาบวมเป่งเพราะร้องไห้อย่างหนักนั้นก็ปรือลงอีกครั้ง อุณหภูมิลดลงจากเมื่อคืนแต่ใบหน้ากลับแดงขึ้นกว่าเก่า แก้วเลยปล่อยให้อีกฝ่ายนอนพักต่อ พร้อมกับผ้าชุบน้ำที่วางโปะบนหน้าผากตามที่เขาจำได้เลาๆ ว่าแม่เคยทำให้ตอนเด็ก

 

 

               ตกบ่ายแก่ เด็กชายลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในห้องว่างเปล่า ผ้าชุบน้ำบนหน้าผากถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นเจลลดไข้สีฟ้า อากาศภายนอกยังคงชื้นแฉะจากฝนที่ตกหนักมาตลอดคืน รวมถึงที่โปรยลงมาอีกทีตอนช่วงบ่าย โชคกำผ้าห่มในมือแน่นคล้ายไม่แน่ใจว่าความอบอุ่นเมื่อคืนเป็นความจริงหรือแค่ความฝัน

 

 

               “ตื่นแล้วเหรอ” ประตูห้องเปิดออก ชายผู้ปรากฏตัวกลางพายุฝนก้าวเข้ามาพร้อมกับกระติกน้ำเก็บความร้อน แก้วเทน้ำอุ่นส่งให้เด็กชายจิบ เด็กชายรับมาด้วยสองมือ ยกดื่มรวดเดียวจนหมดแล้วส่งคืน สีหน้าแววตาที่มองมาเต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึกจนแยกไม่ออกว่าไปในด้านที่ดีหรือด้านลบมากกว่ากัน

 

 

               “แล้วนี่ชื่ออะไรล่ะ” แก้วไม่ติดใจกับสีหน้าที่แสดงออกมา เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ถึงกับเรียกได้ว่าอ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างซะทีเดียว ภายในห้องนอนเงียบสนิทอยู่นานกว่าเด็กชายจะยอมปริปาก

 

 

               “ชื่อโชค...คับ” คำลงท้ายดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่มั่นใจเท่าไหร่ เด็กน้อยไม่มีโอกาสพูดกับคนอื่นมากนัก ส่วนมากก็แค่พูดคุยยายแก่ข้างบ้าน และก็เป็นคนเดียวกับที่สอนให้เด็กชายพูดจาลงหางเสียงกับผู้ใหญ่ แม้ก่อนหน้านี้เขาจะไม่เคยได้ใช้เลยก็ตาม

 

 

               “ฉันชื่อแก้ว” แก้วเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “เรียกน้าแก้วก็ได้”

 

 

               “...น้าแก้ว” เด็กชายเอ่ยทวนด้วยเสียงเบาหวิว และไม่คุ้นเคย

 


 

 



               ตลอดวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่บ้านของแก้วมีแขกตัวน้อยอาศัยอยู่ด้วย ชายหนุ่มทาบอุ้งมือบนหน้าผากเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิของเด็กชาย มันลดลงมากจนเกือบปกติแล้ว ถึงจะยังมีน้ำมูกอยู่บ้างก็ตาม ส่วนแผลที่แขนและเท้าที่กลัวว่าจะติดเชื้อจนอักเสบกลับไม่เป็นอย่างที่กลัว หลังจากดูแลใส่ยามาสองวันปากแผลก็เริ่มสมานกัน โดยทิ้งสะเก็ดแผลเอาไว้บนผิวเนื้อให้เห็นชัดเจน

 

 

               “นอนอีกหน่อยก็ได้” แก้วผละมือออกจากเด็กชาย เท่าที่ดูอาการ หากให้นอนอีกสักงีบก็คงหายแล้ว โชคพยักหน้ารับแล้วทิ้งตัวกลับลงไปนอนบนเตียงที่เขาจับจองครึ่งหนึ่งมาถึงสองคืน เด็กชายง่วงงุนเพราะยังไม่หายดี แต่ก็รู้สึกดีขึ้นกว่าคืนแรกมากโข

 

 

               แก้วลงมาชั้นล่าง หน้าต่างไม้บานพับทรงเก่าของห้องนั่งเล่นเปิดกว้างเช่นเดียวกับบานประตู ม่านผ้าลายดอกไม้เล็กๆ ที่ติดตั้งมาตั้งแต่รุ่นแม่หรือนานกว่านั้นถูกรวบมัดหลีกทางให้ลมและแสงสาดเข้าบ้านได้สะดวก เขานั่งลงบนโซฟาที่ตั้งชิดขอบหน้าต่าง บนโต๊ะไม้ตรงหน้ามีที่เขี่ยบุหรี่ทรงกลมสีใสวางอยู่ ภายในนั้นอัดแน่นด้วยก้นกรองและเศษขี้เถ้าจากการเผาไหม้

 

 

               แก้วเป็นนักสูบตัวยง จุดเริ่มต้นการสูบของเขาคือตอนม.ปลาย ตอนแรกก็แค่ลองตามเพื่อน พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังคงสูบเรื่อยๆ ทั้งช่วยแก้เบื่อหรือเวลาที่คิดงานไม่ออก จนพอมาทำงาน อาชีพสถาปนิกของบริษัทรับออกแบบบ้านขนาดกลางแห่งหนึ่งที่มีพนักงานไม่มากนักเมื่อเทียบกับปริมาณงาน ทำให้เขาต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชีวิตวัยทำงาน ในระยะเวลาสามปีที่ทำงานที่นั่น แก้วสูบจัดขึ้นถึงกว่าสองซองต่อวัน แต่หลังจากที่มีรุ่นพี่ชวนออกมาร่วมหุ้นเปิดบริษัทของตัวเองและเขาตอบตกลง สองปีหลังมานี้งานจึงลดลงจนมีเวลาว่างบ้าง รวมถึงปริมาณการสูบของเขาก็ลดลง จากวันละสองเหลือวันละซอง หรือน้อยกว่านั้น แต่ยังไงแก้วก็ยังจัดว่าเป็นสิงห์อมควันอยู่ดี

 

 

               ควันขาวถูกพ่นออกมาตามลมหายใจ ก่อนล่องลายหายออกไปทางบานหน้าต่าง แก้วนั่งเอนตัวด้านข้างพิงพนักโซฟา ทอดสายตามองออกไปยังสวนข้างบ้าน ต้นมะม่วงใหญ่ในสวนมีชิงช้าทำมือถูกผูกยึดเอาไว้กับกิ่งแข็งแรง เชือกสีขาวเปื่อยตามกาลเวลาเช่นเดียวกับไม้กระดานที่ใช้ทำที่นั่งผุพังจนใช้การไม่ได้ แต่บริเวณสวนโดยรอบยังคงเขียวขจี ดอกไม้ต้นไม้ที่อายุยืนพอๆ กับเจ้าของคนปัจจุบันยังคงผลิดอกออกใบสวยเพราะชายหนุ่มชอบใช้เวลาว่างรดน้ำให้มันอยู่เสมอ

 

 

               บรรยากาศร่มรื่นน่านอนส่งให้เปลือกตาหย่อนลง แก้วคาบบุหรี่ไว้ในปากจนไฟแดงฉานลามเข้ามาใกล้โคน เศษขี้บุหรี่ตรงปลายเกาะยึดกันไว้หลวมๆ ปริ่มจะร่วงหล่นใส่เฟอร์นิเจอร์ ชายหนุ่มรู้สึกตัวก่อนที่มันจะตกลงเปรอะเปื้อน ส่งแท่งนิโคตินใกล้มอดไปขยี้ในที่เขี่ยแล้วทิ้งมันเอาไว้อย่างนั้น พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กยืนอยู่หลังฉากไม้โปร่งที่ใช้กั้นระหว่างห้องนั่งเล่นกับบันไดบ้านและส่วนครัวด้านหลังออกจากกันให้เป็นสัดส่วน

 

 

               “ตื่นแล้วเหรอ” เด็กชายพยักหน้าแต่ไม่ตอบ แก้วเป็นคนพูดน้อย แต่พออยู่กับเด็กคนนี้เขากลับรู้สึกว่าตัวเองพูดมาก หรือจะเรียกว่าพูดคนเดียวเลยมากกว่า เมื่ออีกฝ่ายแทบไม่โต้ตอบอะไรกลับมาเลย จนอดคิดไม่ได้ว่าบางทีเด็กนี่อาจจะพูดไม่เป็น แบบที่พัฒนาการช้าอะไรแบบนั้น แต่จากที่ดูมาเขาก็ปัดความคิดนั้นตกไป เด็กน้อยที่อายุไม่มากคนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยไปมากแล้ว ดวงตา สีหน้า ท่าทาง ทุกอย่างดูราวกับไม่ใช่เด็ก อาจจะเพราะในระหว่างการเติบโต เด็กน้อยต้องเผชิญกับโลกใบนี้มากกว่าที่เด็กวัยเดียวกันควรได้เจอ

 

 

               “มานั่งสิ” เจ้าของบ้านตบที่ว่างข้างตัว เด็กชายทำตาม

 

 

               ความเงียบงันก่อตัวอีกครั้ง แก้วไม่ได้รังเกียจความสงบยามบ่ายแบบนี้ เขาเอนตัวพิงเบาะนุ่ม ยกเท้าขึ้นพาดบนโต๊ะไม้ หลับตาลงพักผ่อนยามบ่าย ในขณะที่เด็กชายที่นอนมาเต็มที่ตลอดสองวันกลับไม่ง่วงสักนิด โชคไม่เข้าไปรบกวนชายหนุ่ม แม้เขาจะรับรู้ได้ว่าต่อให้เขาก่อกวน น้าแก้วคนนี้ก็จะไม่ลงไม้ลงมือกับเขาอย่างแน่นอน แต่โชคก็ยังคงนั่งนิ่ง กอดเข่าใต้เสื้อนอนตัวเขื่องที่ไม่ใช่ของตนเอาไว้ รอจนคิดว่าเจ้าของบ้านหนุ่มหลับสนิทดีแล้ว มือน้อยค่อยเอื้อมไปแตะหลังมือที่ประสานกันไว้บนท้องน้อย ค่อยๆ สัมผัสความอบอุ่นที่สับสนอยู่ในใจว่าเป็นจริงหรือความฝัน

 

 

               ฝ่ายคนถูกแอบจับมือยังไม่หลับเสียทีเดียว ดวงตาสีเข้มปรือขึ้นมองดูอากัปเก้กังของเด็กชาย แต่ไม่ได้ท้วงติงอะไร ปล่อยให้มือเล็กสำรวจมือเขาได้ตามใจชอบ ผ่านไปสักพักก็รู้สึกหนักที่หน้าตัก หัวทุยทิ้งลงมาซุกอยู่บนหน้าขา มือน้อยกอบกุมมือใหญ่ไว้ด้วยสองมือ ราวกับจะส่งคืนความอบอุ่นที่ได้รับให้เจ้าของ แก้ววางมืออีกข้างที่ยังเป็นอิสระลงบนหน้าผากเล็ก เช็คดูความร้อนที่กลับสู่ปกติแล้วทิ้งมือไว้อย่างนั้น

 

 

               สองคนในบ้านเงียบงัน ไม่รู้สึกหนาวแม้ด้านนอกจะมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมา เพราะความร้อนที่ส่งผ่านมือทั้งสองคู่ที่สัมผัสกันและกัน ก็มากมายเพียงพอแล้วที่จะช่วยไล่ไอเย็นชื้นให้จางหายไป

 

 



 

...TBC.

ฝากคอมเม้นให้กำลังใจกันด้วยนะคะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-03-2020 19:06:03 โดย FebruarySea »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
สงสารน้อง~ :hao5:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้


ตอนที่ 2


 

               เช้าวันจันทร์มาถึง แก้วออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อไปทำงาน บอกกับเด็กชายที่ยังคงนอนอุตุอยู่บนเตียงของเขาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าตัวเองจะไม่อยู่ แต่ก็ทำอาหารง่ายๆ ทิ้งไว้ในตู้กับข้าว แต่ก็ไม่ได้บอกว่าให้รอตัวเองกลับมาหรือให้รีบออกจากบ้านไปเช่นกัน

 

               เมื่อถึงตอนเย็นแก้วกลับมาถึงบ้านตอนช่วงก่อนมืด แต่ในบ้านกลับมืดสนิทและประตูไม้ยังเปิดอ้าทิ้งไว้ มีเพียงประตูมุ้งลวดชั้นในที่ถูกปิดกั้นไม่ให้ยุงเข้าบ้าน เขาเข้าไปในบ้าน เดินขึ้นชั้นสองเพื่อตามหาเด็กชายแต่ก็ไร้เงาแขกตัวน้อย พอลงมาที่ครัว เปิดตู้กับข้าวดูก็เห็นไข่เจียวที่ถูกกินไปเกินครึ่งเก็บอยู่ที่เดิม ในอ่างล้างจานมีจานข้าวที่ยังไม่ได้ล้างทิ้งไว้ นอกจากร่องรอยในครัวและเตียงนอนที่ยังไม่ได้เก็บบนชั้นสอง ก็ไร้วี่แววว่าเคยมีคนอื่นอยู่ในบ้านหลังนี้นอกจากตัวเขา

 

               แก้วไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าคนเคยให้อาหารหมาจรครั้งหนึ่ง แล้ววันต่อมาเจ้าหมาตัวนั้นก็หายไปจากที่เดิม เขาเก็บล้างจานหลังจากที่กินข้าวกับปลาทูและไข่เจียวที่เหลือในตู้เป็นมื้อเย็น จากนั้นก็ไปสูบบุหรี่ในห้องนั่งเล่นพร้อมกับเปิดกระเป๋าเอาเอกสารเกี่ยวกับงานที่บริษัทเล็กๆ ซึ่งเขาร่วมหุ้นเป็นเจ้าของด้วยออกมาดู จากนั้นก็อาบน้ำแล้วกลับมาสูบบุหรี่พลางดูหนังจนดึก แล้วจึงกลับขึ้นไปบนห้องนอน จัดแจงที่นอนให้กลับเป็นเหมือนเก่าแล้วนอนกลางเตียงแบบที่เขาทำประจำเวลาอยู่คนเดียว เข็นนาฬิกาแปะผนังยังไม่บอกเวลาเข้าวันใหม่ ชายหนุ่มก็ผล็อยหลับไปแล้ว

 



 

               โชคกลับมาที่บ้านในชุมชนแออัดข้างคลองหลังจากหายหน้าหายตาไปสองวันสามคืน เขาออกจากบ้านไม้หลังเก่าสีขาวที่ยังมั่นคงแข็งแรงตอนเย็น เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเพื่อประวิงเวลากลับสู่ห้องเงียบเหงาที่หนาวเหน็บแม้ในวันอากาศร้อนออกไป จนพลบค่ำแล้วจึงค่อยลัดเลาะกลับสู่ที่ของตน เด็กน้อยหวั่นใจว่าพ่อของเขาจะยังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่ขามกลับมาก็อยู่เพียงครึ่งวันไม่ก็คืนเดียวเท่านั้นแล้วจากไปอีก แต่เขาก็ยังกลัวอยู่ดี กลัวว่าถ้ากลับไปเจอพ่อที่โมโหเพราะเขาวิ่งหนีออกมาในคืนนั้นแล้วจะถูกทารุณ หากโดนทุบตีเหมือนเก่าก็คงไม่เป็นไร เด็กชายคิดอย่างนั้น แต่หากพ่อทำเหมือนกับที่ทำกับแม่ของเขา เหมือนกับที่จะทำกับเขาเมื่อคืนนั้น เขาคงได้วิ่งเตลิดเปิดเปิงไปอีกแน่

 

               แต่คราวนี้อาจจะไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าตัวเองควรหลบไปอยู่ที่ไหน

 

               “ไอ้โชค หายหน้าไปไหนมาล่ะเอ็ง” เสียงร้องทักลุงเก๋า ชายสูงวัยที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้นำชุมชนแห่งนี้ร้องทัก เขารับรู้เรื่องราวของเด็กชายอับโชคคนนี้ดีพอๆ กับทุกคนในชุมชน แต่เพราะขามเป็นนักเลงหัวไม้ที่เคยพลั้งมือฆ่าคนตายสมัยยังหนุ่ม เลยไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเด็กชายเวลาที่ถูกทารุณ อย่างมากก็ช่วยยายหอมหาข้าวหาน้ำให้เด็กมันบ้างบางเวลา อาจจะดูใจดำแต่ในสภาพแวดล้อมและชีวิตของคนในย่านนี้ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระและหาปัญหาใส่ตัวเพิ่มหรอก ซึ่งเด็กชายไม่ได้เข้าใจถึงเหตุผลลึกซึ้ง แต่ก็รับรู้ได้ถึงปลายทางของมัน

 

               “เอ็งกลับบ้านไปเถอะ ไอ้ขามคงหายไปสักพักนั่นแหละ เห็นบอกว่าจะไปทำงานที่ชลบุรี” ลุงเก๋าเดาความกังวลได้จากแววตาขมขื่นของเด็กชาย วางมือลงบนหัวทุยเล็กแล้วขยี้เบาๆ ก่อนเดินจากไป

 

               โชคกลับมาที่ห้องโกโรโกโส ประตูไม้ผุบานนั้นยังคงใช้งานได้อยู่ เขาผลักให้แง้มเปิดเข้าไปเบาๆ มองไปทั่วบริเวณคับแคบด้วยความระแวง และเมื่อไร้เงาของผู้เป็นพ่ออย่างที่หัวหน้าชุมชนว่าไว้จริงๆ จึงค่อยเดินเข้าไป

 

               “โชคเอ๊ย หายไปไหนมาล่ะ” เสียงแหบของหญิงชราดังผ่านความมืดมาก่อนที่ไฟดวงน้อยเหนือประตูหลังที่เชื่อมสู่ที่ซักล้างหลังบ้านข้างๆ จะติดขึ้น ยายหอมโผล่ออกมาอย่างแช่มช้าตามสังขารที่ร่วงโรย รอยยิ้มอ่อนโยนเหนื่อยล้าผุดขึ้นมาบนใบหน้าเหี่ยวย่น โชคนั่งยองมองผืนน้ำอยู่บนท่าหลังบ้านตนขยับตัวหันไปหายายแก่ผู้มีคุณ

 

               “บ้านน้าแก้ว..” เสียงพูดไม่ดังนักแต่ก็ฟังได้ยินเพราะระยะห่างที่ไม่มากนักระหว่างทั้งสอง

 

               “ใครล่ะนั่น”

 

               “น้าแก้ว.. พาไปที่บ้าน ให้นอนเตียง ให้กินข้าว อาบน้ำ..” คำบอกเล่าของเด็กหกขวบค่อยๆ เป็นเรื่องเป็นราวเมื่อใจเย็นพอที่จะรอฟัง โชคเล่าเรื่องของชายแปลกหน้าให้ยายแก่ฟังด้วยถ้อยคำสั้นๆ ที่ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ปากเล็กก็ขยับไม่หยุด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอเห็นเด็กชายตั้งใจพูดมากขนาดนี้

 

               “แล้วได้บอกขอบคุณเขารึยังล่ะ หืม”

 

               “...” เด็กชายนิ่งไป ไม่เข้าใจความหมายที่ยายแก่พูด

 

               “โชคเอ๊ย ถ้ามีใครให้อะไรมา หรือทำอะไรดีๆ กับเรา เอ็งก็ต้องขอบคุณเขานะรู้ไหม” ยายแก่ระบายยิ้มจางขณะเอ่ยสอน เธอลืมไปว่าเด็กน้อยตรงหน้านี้เป็นเพียงเด็กหกขวบที่ไม่มีใครสอนสั่งอะไรทั้งนั้น ตั้งแต่คลอดมาแม่เด็กให้นมอยู่แค่ครึ่งปีด้วยความเป็นแม่ แต่หลังจากนั้นก็ทิ้งขว้างไม่ได้ใยดีสัดเท่าไหร่ พอเด็กไปปีกว่ายังไม่พูดสักคำ ยายแก่ข้างบ้านเลยสงสารยืนมือไปโออบอุ้มคุยเล่นหยอกเล่นจนเด็กเริ่มอ้อแอ้ หลังจากนั้นเด็กชายที่อาศัยนอนกับพ่อแม่ในตอนกลางคืน ตอนกลางวันก็จะมาอยู่ในอ้อมแขนของยายแก่ แต่ยายหอมที่เคยเลี้ยงเด็กเล็กเมื่อนานมาแล้วก็หลงลืมความรูสึกตอนนั้นไปบ้างก็ทำได้แค่เลี้ยงไปตามมีตามเกิด แค่พอให้อยู่ได้ในโลกใบเล็กของที่แห่งนี้ เพราะงั้นเรื่องมารยาทหรือการเข้าสังคมของเด็กชายจึงแทบเป็นศูนย์ แต่ก็หวังว่าจะไม่สายเกินไปที่จะสอนเอาตอนนี้

 

               “ขอบคุน..” เด็กชายลองพูด

 

               “ขอบคุณครับ” ยายแก่ช่วยเติม

 

               “ขอบคุณครับ” คำพูดชัดถ้อยชัดคำตามที่ถูกสอน ดวงตาคู่น้อยมองตรงหมาที่หญิงชรายามที่เอ่ยปาก ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ แต่หัวใจเหี่ยวเฉาของผู้ฟังกลับรู้สึกชุ่มชื้นขึ้นมาอย่างประหลาด ถ้อยคำเพียงคำเดียวก็ทำให้หญิงแก่น้ำตาคลอ แม้เด็กชายอาจจะไม่เข้าใจความหมายและไม่ได้สื่อถึงตน แต่หยดน้ำตาก็ยังหลั่งรินออกมาอยู่ดี

 

               “ยาย?” โชคตกใจที่เห็นยายข้างบ้านร้องไห้ เขากระวนกกระวายไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ยายร้องไห้เพราะอะไร แล้วยายจะโดนตีหรือเปล่า สายตาหวาดระแวงมองไปรอบตัว หากเขาถูกตีก็ไม่เป็นไรเพราะชาชินไปแล้ว แต่กับหญิงแก่ตรงหน้า เขาไม่อยากให้โดนตี ไม่ใช่เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายร่างกายอ่อนแอหลังผ่านวันเวลามาเนิ่นนาน แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากให้คนสำคัญตรงหน้าต้องเจ็บอย่างที่เขาเคยเผชิญ

 

               หญิงชราส่งยิ้มหลังเช็ดน้ำตา ปลอบประโลมเด็กชายที่กระโดดข่ามาที่ท่าน้ำหลังบ้านตนอย่างรีบร้อนด้วยอุ้มมือหนาวางลงบนศีรษะเล็ก ลูบไล้มันอย่างอ่อนโยน

 

               “ยายเจ็บตรงไหน”

 

               “ยายไม่ได้เจ็บตรงไหนหรอก”

 

               “แต่ยายร้องไห้”

 

               “ยายร้องไห้เพราะยายดีใจ” หญิงชรายิ้ม รู้ว่าเด็กชายไม่เข้าใจสิ่งที่เธอบอก แต่ก็ไม่คิดว่าคำอธิบายจะช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจได้มากขึ้นเลยไม่พูดออกไป สองมือดึกเด็กน้อยมาโอบกอด หัวเล็กซบลงกับพุงโย้หนาเพราะชั้นไขมัน โชคไม่ยืนนิ่งให้ยายหอมกอด โดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนดีใจถึงต้องร้องไห้

 

 

 

               สองสามวันต่อมาในช่วงบ่าย โชคยืนชะเง้อคอมองข้ามรั้วเตี้ยที่สูงท้วมหัวเขาไปนิดหน่อยเพื่อมองดูบ้านไม้สีขาวด้านใน ประตูบานพับที่เคยเปิดกลับปิดสนิทล็อกกุญแจจากด้านนอก แต่หน้าต่างทั่วบ้านถูกเปิดทิ้งไว้เหมือนยามมีคนอยู่ เด็กชายไม่มีที่ไปอื่นจึงป้วนเปี้ยนอยู่หน้าประตู รอจนฟ้าเริ่มมืดยุงเริ่มตอม ในที่สุดคนที่เขาตั้งใจมาหาก็กลับมาบ้านเสียที

 

               ไม่มีคำทักทาย แก้วแค่เดินไปไขกุญแจรั้วแล้วเดินนำเข้าไปเปิดบ้านโดยมีเจ้าหมาจรตัวเดิมเดินตามต้อยๆ พอเปิดบ้านเปิดไฟเรียบร้อย เจ้าบ้านก็เอาถุงกับข้าวเข้าไปเทจัดจานในครัว ขณะที่แขกตัวน้อยยืนอยู่ตรงซุ้มกรอบไม้ขนาดเท่าประตูห้องทั่วไปที่เป็นทางเชื่อระหว่างบ้านกับครัว โชคไม่รู้ว่าเขาควรทำอะไร ที่มาวันนี้ก็แค่เพราะยายแก่ข้างบ้านบอกว่าเขาควรจะพูดบางสิ่งกับเจ้าของบ้านเท่านั้น

 

               “มากินข้าวสิ” ชายหนุ่มในครัวหันมาเรียกเมื่อเตรียมสำรับพร้อมแล้ว โชคเดินเข้าไปปีนเก้าอี้โต๊ะกินข้าวกลางครัวแล้วเริ่มตักอาหารเข้าปากโดยไม่รอเจ้าบ้าน การกระทำของเด็กชายไร้มารยาทแต่แก้วไม่ติดใจอะไร เขาไม่ใช่คนจุกจิก หลังเทน้ำใส่แก้ววางไว้ให้เด็กชายกับตัวเองแล้วก็นั่งลงกินอาหารตรงหน้า เขาซื้อต้มจืดกับผัดเผ็ดมาเพราะไม่รู้ว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญปรากฏตัวที่หน้าบ้าน แต่ก็ยังดีที่ไข่ที่ต้มไว้ตอนเช้ายังเหลือในหม้อ เด็กชายถึงมีกับข้าวหลากหลายขึ้นมาหน่อย

 

               หลังกินข้าวเสร็จ กับข้าวที่เหลือน้อยนิดไม่จำเป็นต้องเก็บเข้าตู้ เขาเอาจานชามไปเทเศษแล้วใส่ไว้ในซิงค์ล้างจาน พร้อมกับลากเก้าอี้เตี้ยๆ ตัวหนึ่งมาตั้งที่ตำแหน่งหน้าอ่าง ถึงแก้วจะไม่ติดใจกับการให้ข้าวเจ้าหมดจรตัวนี้ แต่เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาอกเอาใจเช่นกัน

 

               “ไปล้างจาน”

 

               โชคปีนเก้าอี้เตี้ยที่ช่วยเพิ่มความสูงเขาให้เอื้อมล้างจานได้พอดี เปิดน้ำ เทน้ำยาใส่ฟองน้ำแล้วเริ่มล้างจานอย่างคล่องแคล่ว เด็กชายอายุยังน้อยแต่เพราะต้องดูแลตัวเองแต่เล็กจึงต้องทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยตัวเอง ถึงแม้จะมีหญิงชราข้างบ้านคอยช่วยเหลือ แต่ในหลายๆ ครั้งเขาก็รับรู้ได้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่าตัวเองควรช่วยแบ่งเบาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเก็บกวาดหลังมื้ออาหาร

 

               แก้วจุดบุหรี่สูบอยู่ไม่ห่างจากเด็กชายนัก แต่ก็เลือกทิศทางตรงข้ามกับพัดลมเพื่อให้พัดเอาควันออกไปห่างจากเด็กชาย เขาอยู่ดูจนแน่ใจแล้วว่าเด็กน้อยล้างจานเองได้โดยไม่มีปัญหาอะไรแล้วจึงออกจากครัวไป เรื่องแผลที่แขนก็แห้งแล้ว ทั้งยังอยู่ในจุดที่ไม่ได้โดนน้ำโดยตรงเลยไม่น่าห่วง แก้วกดเปิดสวิตช์ไฟเหนือหน้าต่างนอกบ้านฝั่งสวน เดินออกไปพิงประตูพ่นควันข้าวผ่านมุ่งลวดกันแมลง เหม่อมองท้องฟ้าสีเข้มที่ทอดตัวอยู่สูงขึ้นไปเหนือแสงไฟจากเมืองกรุง

 

               “น้าแก้ว” แก้วหันมาหาเด็กชายที่ตัวเปียกเพราะเจ้าตัวเช็ดน้ำจากมือกับเสื้อตัวเอง เขาไม่รู้หรอกว่าถ้อยคำที่เอ่ยชื่อของเขานั้นใช้เวลานานแค่ไหนกว่าเด็กชายจะเปล่งมันออกมาได้

 

               “ว่าไง”

 

               “ขอบ.. ขอบคุณ..ครับ” เสียงเบาลงในช่วงท้าย แต่ก็ยังเป็นคำชัดเจน เด็กชายไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดคำพูดหนึ่งคำนี้ถึงได้กล่าวออกไปยากเย็นนัก

 

               “หือ” ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยิน แต่ชายหนุ่มประหลาดใจที่ได้ยินต่างหาก แต่เด็กชายคิดว่าอีกฝ่ายไม่ฟังไม่ชัดจึงได้พูดซ้ำออกไปอีกครั้ง

 

               “ขอบคุณครับ” คำพูดที่พูดยากในตอนแรกพอได้พูดออกไปครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อมากลับพูดออกไปได้อย่างง่ายดาย เด็กชายรู้สึกดีอย่างประหลาดที่ได้พูดคำนั้น มุมปากเล็กยกขึ้นน้อยๆ แต่ไม่ถึงกับเป็นรอยยิ้ม เช่นเดียวกับมุมปากของคนที่พ่นลมหายใจเจือกลิ่นไหม้ที่ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย

 

               “อืม”

 

 

TBC.

 

สวัสดีค่ะ มาช้าไปหน่อย จริงๆเรื่องนี้จะอัพทุกวันพฤหัสนะคะ แต่พอดีติดธุระจนลืมไปเลย

ยังไงช่วงนี้ก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาร่วมอ่านงานของรีนค่ะ

คอมเม้นให้กำลังใจกันด้วยนะคะ


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
หวังว่าน้าแก้วจะช่วยอบรมสั่งสอน นะ

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 638
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
สงสารน้องโชค หวังว่าน้องจะได้มีชีวิตดีๆ :sad2:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 3



              Warning: Domestic Violence มีฉากความรุนแรงในครอบครัว



               หลังจากวันที่เด็กน้อยโผล่ไปกล่าวคำพูดที่เจ้าบ้านไม่คิดว่าจะได้ยินคืนนั้น แก้วก็มันจะเห็นเด็กชายแวะเวียนมาที่บ้านเขาทุกสองสามวัน บางครั้งก็มากินข้าวเย็นด้วย แล้วถ้าตรงกับวันหยุดที่เขาอยู่บ้านทั้งวันก็จะเข้ามานอนเล่นนั่งเล่นอยู่บนโซฟา หรือไม่ก็เดินดูต้นไม้ใบหน้าในสวนรอบบ้าน



               แก้วเทน้ำหวานยกออกมาให้เด็กชายที่กำลังยืนแหงนมองต้นไม้ใหญ่ในสวน ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ในตู้เย็นของเขามีน้ำหวานที่ปกติเขาไม่ดื่มติดตู้อยู่เสมอ รวมถึงขนมขบเคี้ยวที่เขาไม่ชอบวางอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว เช่นเดียวกับที่เขาไม่ทันรู้ตัว เด็กชายผู้เงียบงันคนนั้นก็เริ่มพูดคุยกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ



               “น้าแก้ว มีรังนกด้วย” เด็กชายชี้ขึ้นไปยังรังหญ้าแห้งเหนือกิ่งก้านของต้นมะม่วง



               “นกกระจิบล่ะมั้ง” แก้วไม่ได้สนใจหรือมีความรู้ในสายพันธุ์สัตว์ปีก แต่ก็ตอบกลับไปเพื่อไม่ให้กลายเป็นบทสนทนาข้างเดียว



               “น้าแก้ว นี่ดอกอะไร”



               “ดอกบานชื่น”



               “แล้วนี่ล่ะ”



               “เฟื่องฟ้า”



               “น้าแก้ว” เจ้าของชื่อมองหาต้นเสียง ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยแปลกหน้าแต่ตอนนี้กลับคุ้นชินกำลังยกมุมปากขึ้นสูง เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นมัน เช่นเดียวกับเจ้าของรอยยิ้มร่าเริงสมวัย เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักการยิ้ม



               “หืม” ชายหนุ่มครางรับในลำคอ บนใบหน้าเฉื่อยชาผุดรอยยิ้มบางเบา



               “น้าแก้ว...” การพูดคุยไร้สาระสำคัญถามคำตอบคำสั้นๆ ระหว่างทั้งสองดำเนินต่อไปอย่างนั้นตลอดทั้งบ่ายที่ท้องฟ้าแจ้ง และแดดส่องถึงพื้น แต่เด็กชายก็ไม่หวั่นต่อแสงจ้า วนเวียนไปทั่วทั้งสวนเล็กเพื่อสำรวจสิ่งต่างๆ ที่เขาไม่เคยรู้จัก โดยมีคนช่วยตอบคำถามที่นั่งสูบบุหรี่พิงเสาหลบร่มอยู่บนเฉลียงไม้หน้าบ้านที่ยกสูงไปสามขั้น







               กลางดึกคืนที่อากาศร้อน โชคใส่เสื้อกล้ามตัวย้วยกับกางเกงขาสั้นนอนบนผืนผ้าบางปูบนพื้นแข็ง พลิกตัวไปมาหามุมสบายเพื่อที่จะได้หลับเสียที แต่เสียงฝีเท้าตึงตังที่ใกล้เข้ามาปลุกให้ต้องเด้งตัวลุกขึ้น เสียงที่คุ้นเคยนั้นหยุดลงหน้าบานประตู ไม่ต้องรอให้ฝ่ามือหยาบยกขึ้นทุบเรียก โชคก็รีบพุ่งไปเปิดออกให้ผู้เป็นพ่ออย่างรวดเร็ว



               “มองอะไร!” เสียงตะคอกหงุดหงิดทันทีที่เห็นใบหน้าของลูกชาย ขามชิงชังใบหน้าที่ย้ำเตือนให้นึกถึงหญิงสาวที่เขาเคยรักหมดใจอย่างช้อย ช้อยเป็นคนสวย เครื่องหน้าคมชัดโดยเฉพาะดวงตา ส่วนโชคนั้นไม่ได้ถอดแบบแม่มาทั้งหมด เด็กชายไม่ได้หน้าตาสละสลวยเหมือนมารดา แต่เพราะดวงตาที่ถอดเบ้ามาคู่นั้นทำให้ขามเห็นกี่ทีก็เดือดดาล



               “กูบอกให้เลิกมองไง!” เสียงตวาดดังขึ้นอีกครั้งทั้งที่เด็กชายหลบสายตาไปแล้ว แต่เพราะความเมาที่ทำให้ขามเห็นภาพซ้อนทับของหญิงสาวที่หนีจากเขาไปนานแล้วจ้องมองมาอยู่ คำด่าท่อหยาบคายพ่นผ่านคออกมาอีกมากมาย พร้อมกับเสียงทุบตีที่ดังก้องไปทั่วทั้งห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบๆ



               โชคคู้กายลงในท่าประจำ สองมือเล็กป้องหัวขณะที่ขดข้าเข้ามาไว้ใต้ตัว แรงจากฝ่ามือฟาดกระทบแผ่นหลังกระจายไปทั่ว เด็กชายกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้องเอาไว้ ดวงตาเห่อร้อนแต่ไม่อาจปล่อยให้น้ำตารินไหล สัมผัสของมืออุ่นคู่นั้นเด่นชัดขึ้นมาในมโนภาพ เมื่อก่อนการกลั้นน้ำตาดูจะเป็นเรื่องง่ายดายกว่านี้







               “เข้ามาสิ” ในน้ำเสียงของผู้เชื้อเชิญยังคงมีความง่วงงุนเจืออยู่ แก้วเปิดบ้านรับเด็กชายเข้าไป เขาทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นจนเผลอหลับ พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็ว่าจะลุกไปปิดบ้านช่องให้เรียบร้อย แต่พอเปิดบานมุ้งลวดออกเพื่อปิดประตูบานพับ นอกรั้วไม้ที่คล้องโซ่ล็อกกุญแจแน่นหนา ร่างเล็กจ้อยยืนห่อไหล่ตาบวมแดง ริมฝีปากเล็กๆ แตกจนเลือกซิบ ตามเนื้อตัวที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามตัวย้วยปรากฏร่องรอยบอบช้ำเต็มไปหมด



               นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหลังจากวันที่พบกันที่โชคมาหาเขากลางดึกในสภาพแบบนี้ แก้วพาเด็กชายขึ้นไปบนบ้านหลังปิดล็อกประตูเรียบร้อย ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตามรอยช้ำให้เงียบๆ ไม่เอ่ยถาม และเด็กชายไม่พูดถึง



               ห้องนอนเล็กที่ร้างมานานถูกทำความสะอาดครั้งใหญ่มาได้สักพักแล้ว มันถูกเตรียมไว้ให้เจ้าหมาจรตัวน้อยไว้พักพิงในคืนที่ถูกไล่ตะเพิดออกจากที่ซุกหัวนอน



               “น้าแก้ว” เจ้าหมาครางหงิง เรียกร้องให้เจ้าของบ้านที่กำลังจะจากไปนั่งลงตรงขอบเตียง



               “ว่าไง”



               “...เจ็บ”



               “เจ็บมากไหม”



               เจ้าตัวเล็กไม่ตอบ แต่ดวงตาที่ถูกบิดาเกลียดชังคู่นั้นรื้นหยาดน้ำ ก่อนจะพรั่งพรูออกมามืออุ่นแนบสัมผัสลงบนหน้าผาก ลูบไล้เส้นผมที่เริ่มยาวระกรอบหน้าให้พ้นใบหน้าดวงน้อย หากย้อนกลับไปเมื่อหกเดือนก่อน ในตอนที่เขาพบกับเด็กชายคนนี้เป็นครั้งแรก แก้วที่ไม่ใช่คนใจดีและห่างไกลกับคำว่ารักเด็กคงคิดภาพตัวเองตอนนี้ไม่ออก เวลาครึ่งปีเปลี่ยนแปลงผู้คนไปได้มากเกินกว่าที่จะทันรู้ตัว



               “เจ็บก็ร้องไห้ออกมา”







               เช้าวันต่อมาแก้วออกไปทำงานแต่เช้าเหมือนเคย เด็กชายตื่นขึ้นมาในตอนสายก็ไม่เจอเจ้าของบ้านอยู่แล้ว เท้าน้อยเดินออกจากห้องนอนเล็ก สายลมอุ่นของหน้าร้อนพัดเข้ามาทางหน้าต่างสุดทางเดินซึ่งอยู่ใกล้กับประตูห้องนอนเล็ก หอบเอาดอกแก้วจากต้นที่สูงบังทิวทัศน์ด้านนอกไปเสียครึ่งบานเข้ามากองไว้บนพื้นไม้ กลิ่นหอมอวลในอากาศ เด็กชายไม่รู้ว่าดอกไม้นั้นมีชื่อเดียวกับเจ้าของบ้าน



               แต่เขาก็รู้สึกว่าต้นไม้ต้นนั้นช่างให้ความรู้สึกคล้ายกันกับน้าแก้วเหลือเกิน



               โชคเอาผัดผักในตู้กับข้าวออกมายัดใส่ไมโครเวฟ หมุนเวลาไปตามที่ชายหนุ่มเคยสอนเขา รอจนมีเสียงเตือนแล้วจึงค่อยเอาออกมา พอกินเสร็จก็เก็บจานข้าวไปล้าง ผัดผักที่เหลือก็เอาเข้าตู้กับข้าว เด็กชายออกไปนั่งเล่นที่เฉลียงยกสูงหน้าบ้าน ตรงนั้นมีตั่งไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่ เขาเคยนอนกลางวันบนนั้นในวันที่อากาศแจ่มใส จากตรงนั้นจะมองเห็นต้นแก้วที่ปลูกเอาไว้ในพื้นที่เล็กๆ ระหว่างรั้วกับหน้าต่างห้องทำงานชั้นล่างที่ถูกตกแต่งด้วยไม้ดอกในกระถาง



               เขาเดินกลับเข้าไปเอาหมอนจากโซฟาออกมานอนหนุน เฝ้ามองกิ่งก้านเรียวเล็กโยกไหวไปตามลม ก่อนดอกบอบบางสีขาวบริสุทธิ์จะร่วงโรยลงมาทอดกายอยู่บนพื้นร่มรื่นส่งกลิ่นหอมจางลอยล่อง







               ปลายเดือนกันยายน ลมหนาวเริ่มพัดมา และสายฝนยังคงโปรยปรายลงจากฟากฟ้าสีหม่น เด็กชายยืนเปียกปอนอยู่ตรงหัวสะพานปากทางเข้าชุมชนที่ตนอาศัย เฝ้ามองรถพยาบาลและกลุ่มคนในเครื่องแบบพาร่างอ้วนท้วนของหญิงชราแล่นจากเขาไป



               หญิงแก่ผู้ถูกทอดทิ้งมีโรครุมเร้ามานานหลายปี พอเจอกับอากาศหนาวที่มาพร้อมความชื้น ร่างกายอ่อนแอเลยทรุดหนัก ท้ายที่สุดก็จากไปขณะที่กำลังเก็บผ้าที่ตากไว้หลังบ้าน เท้าอวบเพิ่งพ้นธรณีประตูก็ล้มตึงลงไปต่อหน้าต่อตาเด็กชายที่มาช่วยพับเก็บ โชคเขย่าเรียกเท่าไหร่ก็แน่นิ่งไม่มีการตอบสนอง เด็กน้อยวิ่งหน้าตั้งออกไปตามลุงเก๋าที่ท้ายซอย หัวหน้าชุมชนโทรติดต่อโรงพยาบาลใกล้เคียงให้มารับ แต่รถพยาบาลก็มาถึงไม่ทันการณ์ หญิงชราหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน



               ยายหอมสิ้นใจแล้ว



               เม็ดฝนยังคนหยดลงมาตามร่องหลังคาที่รั่วซึม เด็กชายนำกระป๋องมารองน้ำเช่นเดียวกับที่เคยทำ เฝ้ามองน้ำหยดลงในนั้นจนมันปริ่มขอบ ท้องฟ้าหม่นมัวยามบ่ายแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าหมองหม่นสีดำ เช่นเดียวกับหัวใจดวงน้อยในอกที่บีบรัดแน่นจนดันเอาหยดน้ำไหลย้อนออกมาทางดวงตา



               เด็กชายอายุเจ็ดปียังไม่รู้จักความตายนัก แต่จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่นั้นบอกกับเขาว่ายายหอมจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว จากไปไม่มีวันหวนกลับมา ลาลับไปพร้อมกับสายฝน ทิ้งเขาไว้เช่นเดียวกับแม่ที่จากไปกลางพายุในคืนนั้น



               โชคกอดผ้าห่มผืนบางแน่น ท่ามกลางราตรีกาลเดียวดายและโศกเศร้า เป็นครั้งแรกที่เขาคิดถึงบิดา แม้จะถูกทุบตีด่าทอ เขาก็อยากให้ชายคนนั้นอยู่กลับมา อย่างน้อยก็เพื่อให้รับรู้ว่า เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่เพราะ ‘ไอ้ขามมันติดคุกอยู่สมุทรปราการ’ นั่นเป็นข่าวสุดท้ายที่ได้รู้เกี่ยวกับพ่อ ขามถูกส่งเข้าเรือนจำด้วยคดียาเสพติดและทำร้ายร่างกาย รายละเอียดนอกจากนั้นไม่มีใครบอกให้เด็กชายทราบ เขาจึงรับรู้เพียงว่า พ่อเองก็จะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว



               แม่ทิ้งเขาไปกว่าสามปีแล้ว ส่วนพ่อที่หายหน้าไปหลายเดือน พวกผู้ใหญ่ก็บอกว่าจะไม่ได้กลับมา ยายข้างบ้านที่เลี้ยงดูก็จากไปเมื่อวาน สองเท้าเล็กๆ ก้าวเดินไปตามทางที่คุ้นเคย มุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวที่เขาเหลืออยู่ อย่างน้อยก็ยังมีน้าแก้วที่จะให้ข้าวเขากิน



               “โชค ใช่ไหม” เสียงที่เอ่ยชื่อเขาแล้วถามต่ออย่าไม่แน่ใจนั้นไม่ใช่ของเจ้าของบ้านหนุ่ม แต่เป็นชายวัยเดียวกับเขา รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาแต่งตัวสะอาดสะอ้าน “เข้ามาสิ”



               โชคเปิดรั้วเดินเข้าไปตามคำเชิญที่ราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเองของผู้มาใหม่ เขาไม่เปิดปากพูดกับชายแปลกหน้า เอาแต่ชะเง้อหาคนที่เขาคุ้นเคย แก้วกำลังใส่เสื้อเบลเซอร์คุมทับเสื้อยืดสีขาวเพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอก ดวงตาสีเข้มหันมาเห็นเด็กชายก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้ประหลาดใจกับการจู่ๆ ก็โผล่มาแบบนี้ของเจ้าหมาน้อย แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงดี ตัวเขามีธุระต้องออกไปงานเลี้ยงสละโสดเพื่อนในกลุ่มสมัยเรียนมัธยมปลาย ส่วนเด็กชายคนนี้ก็คงปล่อยไว้ทั้งที่ท้องน้อยร้องโครกครากไม่ได้



               “มึงไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวกูค่อยตามไป” เจ้าของบ้านหันไปบอกชายร่างใหญ่ ธีร์ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้นที่ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอตั้งแต่นั้นจนอายุใกล้จะก้าวเข้าสู่เลขสามกันแล้ว



               “ไปพร้อมกันนี่แหละ ไปหาอะไรมาให้โชคกินก่อนดิ” ธีร์ตอบกลับอย่างไม่ต้องคิด พร้อมเน้นประโยคหลัง แววตาอ่อนโยนทอดมองเด็กชาย เขาเป็นคนรักเด็ก มีหลานลูกพี่สาวอยู่คนหนึ่ง อายุน่าจะไล่เลี่ยกับเด็กชายตรงหน้า พอได้เจอตัวเด็กน้อยที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่าชอบมีแผลเต็มตัวอยู่บ่อยๆ เลยยิ่งรู้สึกสงสารอยากจะช่วยปลอบโยน



               “อิ่มยัง เอาข้าวเพิ่มอีกหน่อยสิ” โชคนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว มีไข่เจียวหมูสับหอมฉุยเป็นกับง่ายๆ แต่บรรยากาศบนโต๊ะที่เคยเงียบสงบกว่านี้กลายเป็นถูกชายแปลกหน้าตัวใหญ่ชวนพูดคุยไม่หยุด ทั้งยังคะยั้นคะยอให้เขากินข้าวเยอะๆ



               “เดี๋ยวจะออกไปข้างนอกนะ น่าจะกลับดึกๆ ง่วงก็ขึ้นไปนอนเลย” แก้วบอกกับเด็กชายขณะที่มีสายเรียกเข้าครั้งที่สอง “ฮัลโหล เดี๋ยวพวกกูออกแล้ว.. ไอ้ปลื้มโทรตามแล้ว”



               ธีร์ ที่บอกให้เด็กชายเรียกตนว่าอาธีร์ทำท่าลังเลที่จะปล่อยเด็กชายทิ้งไว้เพียงลำพัง แต่ก็ยอมลุกไปแต่โดยดีเมื่อแก้วบอกว่าโชคดูแลตัวเองได้ ก่อนไปไม่วายหันมาขยี้หัวทุยเล็กที่ผมถูกตัดเล็มไม่เป็นทรงโดยฝีมือยายหอมเช่นเคย



               “เดี๋ยวจะรีบพาน้าแก้วกลับมาส่งนะครับ”



               “จะล็อกข้างนอกนะ เดี๋ยวกลับมา” โชคพยักหน้ารับคำของทั้งสอง ขณะที่กินข้าวไข่เจียวไปด้วย ความรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจที่รู้สึกก่อนหน้านี้สงบลงด้วยคำพูดเพียงคำเดียวที่บอกว่าจะกลับมาของชายคนนั้น







               กว่าแก้วจะไขกุญแจเปิดบ้านเข้ามาเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว ภายในบ้านเงียบฉี่ แต่ยังมีเสียงพัดลมพัดอยู่ แก้วเปิดไฟหน้าบันได แสงส่องจากกลางบ้านเข้ามากระทบร่างน้อยที่นอนหลับอยู่บนโซฟาโดยปราศจากผ้าห่ม แก้วเดินเข้าไปจับแขนเล็กที่โผล่พ้นเสื้อแขนสั้นออกมาก็รู้สึกได้ว่ามันเย็นเพราะตากลม



               โชคสะลืมสะลือขึ้นมาในอ้อมแขนที่กำลังอุ้มเขาขึ้นบันได หน้าเล็กถูไปมาบนบ่าที่ซบอยู่คล้ายจะบอกให้ชายหนุ่มรู้ว่าเขาตื่นแล้ว



               “หลับต่อไปเลยก็ได้” แก้วลูบหลังกล่อมเด็กชาย



               “น้าแก้ว” เสียงแหบแปร่งกระซิบเรียก



               “หือ”



               “น้าแก้ว”



               “ว่าไง”



               “น้าแก้ว” พอได้ยินชื่อตัวเองซ้ำเป็นครั้งที่สาม ชายหนุ่มก็รู้ว่าเด็กชายไม่ได้ต้องการพูดคุยเป็นเรื่องเป็นราว แค่เพียงเรียกหาเขาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาอยู่ตรงนี้เท่านั้น



               “อืม”



               “น้าแก้ว”



               “อือ”



               “น้าแก้ว”



               “ฉันอยู่นี่”



               “น้าแก้ว..” คืนนั้นแก้วไม่ได้ไปส่งเจ้าตัวเล็กที่ห้องนอนเล็ก แต่พาเข้าไปนอนที่เตียงนอนของเขาในห้องนอนใหญ่แทน ห่มผ้าให้ก่อนจะนอนตะแคง มองริมฝีปากเล็กๆ ขยับเรียกชื่อเขาซ้ำๆ อย่างจนใจ แต่ก็ครางรับในคำกลับไปทุกครั้ง จนกระทั่งเผลอหลับกันไปทั้งคู่







               ยามเช้ามาเยือนเร็วกว่าดวงจันทร์ปรากฏตัวเสมอ โชคตื่นขึ้นมาก่อนเจ้าของบ้าน ซึ่งต่างจากปกติที่เมื่อเขาตื่น แก้วก็จะออกจากบ้านไปทำงานแล้ว หรือแม้แต่ในวันหยุดที่โชคมานอนค้าง แก้วก็มักจะตื่นแต่เช้าขึ้นมานั่งสูบบุหรี่อยู่ที่โซฟาห้องนั่งเล่น



               เด็กชายขยับกายเข้าหาแผ่นหลังของคนข้างๆ รู้สึกอุ่นในอกทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้กับชายคนนี้ แก้วรู้สึกตัวเลยปรือตาตื่นขึ้น เหลือบไปเห็นเจ้าหมาตัวจ้อยที่ซุกอิงแอบตัวเองอยู่เลยพลิกหันกลับไป โอบหัวทุยเข้ามาแนบอก แล้วปล่อยให้มือน้อยคว้ามือตัวเองไปกำไว้



               กว่าหนึ่งปีมาแล้วนับจากคืนที่เขาเก็บหมาจรตัวเปียกปอนกลับมาบ้าน จากเด็กน้อยที่ตัวสั่นยามกลั้นเสียงสะอื้นและไม่ยอมพูดจา กลายเป็นเด็กชายที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าและชอบเอ่ยเรียกชื่อเขาแม้ไม่มีบทสนทนา ตัวเขาเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากที่เคยมองเด็กตรงหน้าเป็นแค่หมาจรจัดบาดเจ็บที่ควรช่วยรักษา ก็กลายเป็นว่าเขามีความรู้สึกห่วงใยและเอ็นดูให้เสียแล้ว







               “น้าแก้ว” คนถูกเรียกครางรับในคอ พ่นควันออกมาลอยวนเวียนตรงหน้าเป็นม่านสีขาวเพียงชั่วคราวก็สลายไป



               “ว่าไง” เพราะรออยู่นานเด็กชายก็ไม่พูดต่อเสียที เขาเลยต้องเอ่ยถาม



               “ทำไมคนเราต้องตายด้วย”



               “นั่นสิ ทำไมนะ” โชคเดินมานั่งยองลงที่พื้นหน้าขั้นบันไดที่ถูกจับจอง เด็กชายไม่ได้คำตอบที่อยากรู้ เอากิ่งไม้แห้งเขี่ยหินบนพื้นไปมาอย่างไร้จุดหมาย แก้วยื่นมือมาวางบนหัวเล็ก โยกคลอนมันไปมาช้าๆ เขาไม่มีคำตอบของคำถามนั้น เพราะว่าไม่มีคำตอบไหนที่เด็กวัยนี้จะทำความเข้าใจได้ หรือบางทีคำถามนี้อาจจะไม่มีคำตอบที่แท้จริงอยู่เลยก็ได้



               “ลุงเก๋าบอกว่าตายก็คือจะไม่กลับมาอีก”



               “งั้นเหรอ”



               “ยายหอมก็เลยไม่กลับมาที่บ้านอีกแล้ว”



               “อืม” แก้วรู้สึกได้ว่าศีรษะน้อยๆ กำลังสั่น ดวงตาคู่สวยฉ่ำชื้น หยดน้ำตาร่วงเผลาะลงจนร่องบนดินที่เด็กชายใช้ไม้ขีดเขียนเปียกเป็นดวง ชายหนุ่มขยับกายลงมาคุกเข่ากับพื้นดิน สองแขนโอบเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้เข้ามากอดไว้แน่น เป็นครั้งแรกที่เขากอดปลอบโชคแบบนี้



               เพราะครั้งนี้น้ำตาที่ไหลไม่ใช่เพราะร่างกายบาดเจ็บ แต่เป็นเพราะหัวใจดวงน้อยกำลังเจ็บปวด



               “โชค.. มาอยู่กับฉันไหม”







...TBC.


               ฝากคอมเม้นเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะคะ  :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-04-2020 19:56:01 โดย FebruarySea »

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 638
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
น้าแก้วยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าจริงๆแล้วตัวเองเป็นคนใจดีมากๆๆๆ
หลังจากนี้น้องโชคจะได้รับสิ่งดีๆได้เจอคนดีๆอีกเยอะเลยใช่ไหม :impress:

 :pig4:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0


ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 4





               ‘โชค... มาอยู่กับฉันไหม’



               แก้วหมายความตามที่พูดจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่หลุดปากออกมาด้วยความเวทนา แม้โชคจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็พยักหน้ารับ ถ้าได้อยู่กับน้าแก้วแล้ว เขาก็ยินดีทั้งนั้น วันต่อมาแก้วจึงพาเด็กชายเด็กชายเดินทอดน่องไปยังชุมชนแออัดริมคลอดที่ติดกับท้ายหมู่บ้านของเขา ติดต่อพูดคุยกับหัวหน้าชุมชนเรื่องที่จะรับเด็กชายไปอาศัยอยู่ด้วย รวมถึงสอบถามเรื่องของการย้ายทะเบียนบ้านเพราะเขาตั้งใจจะส่งเสียเด็กคนนี้ให้ได้เรียนหนังสือ และด้วยความบังเอิญที่ดีเมื่อเด็กชายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของลุงเก๋า เช่นเดียวกับเด็กในคุ้มนี้ที่พ่อแม่ไม่มีเล่มทะเบียนบ้านเป็นของตัวเอง การดำเนินการจึงง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปควานหาตัวบุพการีที่หนึ่งหนีหายอีกหนึ่งถูกจำคุก



               การดำเนินการเรื่องเอกสารของเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองเซ็นรับรองใช้เวลาและขั้นตอนเกือบสองสัปดาห์ แต่ก็สามารถจัดการได้เรียบร้อยดีโดยไม่มีปัญหาอะไรเมื่อเด็กชายเป็นเด็กจากย่านสลัมที่ไม่มีใครจะมาเรียกร้องสิทธิ์เลี้ยงดู กอปรกับผู้ใหญ่บ้านแถวนั้นที่ช่วยเซ็นรับรองให้โดยง่าย ท้ายที่สุดแล้วในเล่มทะเบียนบ้านของแก้วก็มีรายชื่อผู้อยู่อาศัยเพิ่มมาอีกหนึ่งหน้า



               “มีอะไรที่อยากเอาไปด้วยอีกไหม” แก้วถามเด็กชายที่เดินหอบผ้าผืนบางลายผีเสื้อที่ดูเก่าแต่ยังได้รับการดูแลอย่างดีออกมาจากห้องแคบที่เด็กน้อยเคยอาศัยอยู่ โชคส่ายหน้า ชายหนุ่มหรี่ตาลงมองร่างเล็กที่กอดผ้าคลุมไหล่ผืนนั้นไว้อย่างหวงแหน เขาพอจะเดาได้ว่าใครเป็นเจ้าของมันมาก่อน



               ผ้าคลุมลายผีเสื้อสีเข้ม สัมผัสของชีฟองนุ่มฟูแต่ไม่เรียบลื่น โชคจำได้ว่านานๆ ทียายหอมจะหยิบมันออกมาพาดคลุมไหล่ ขณะนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีแดงแล้วมองออกไปยังท้องฟ้ากระจ่างผ่านบานประตูที่เปิดกว้าง ร่องรอยของความสุขจะฉายชัดขึ้นหลังนัยน์ตาฝ้าฟาง ...ของขวัญเพียงชิ้นเดียวจากลูกสาวที่อยู่ต่างเมือง มันถูกส่งมาทางไปรษณีย์พร้อมจดหมายที่เขียนด้วยลายมือเพียงประโยคเดียวสั้นๆ ว่า ‘สุขสันต์วันเกิดค่ะ แม่’ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีการติดต่อจากบ้านเกิดอีกเลย



               เพราะเป็นของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่ยายหอมได้รับ และเป็นของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่เธอได้มอบให้คนอื่น สองวันก่อนที่เธอจากไปตลอดกาล ไม่รู้ว่าเป็นลางสังหรณ์หรือเพียงเรื่องบังเอิญ แต่ขณะที่ยายแก่รื้อหาเสื้อผ้าในตู้เก็บของเพื่อเอามาตัดเย็บเป็นเสื้อตัวใหม่ให้เด็กชายตัวน้อยที่สวมใส่เสื้อแขนกุดยืดย้วยและเริ่มขาดตรงชาย เธอก็หยิบเอาสมบัติแสนล้ำค่านี้ออกมาแล้วกางคลุมทับลงบนร่างเล็ก พร้อมกับคลี่ยิ้มอ่อนโยนโดยไม่พูดอะไร



               แก้วชำเลืองมองเด็กชายที่เดินตามหลังไม่ห่าง ชายผ้าผืนยาวมุมหนึ่งร่วงหลุดทิ้งตัวลงไประกับพื้น เขาเลยยื่นมือไปตวัดทบมันกลับขึ้นมาไว้บนสองแขนเล็ก ชะลอฝีเท้าเคียงข้างเจ้าหมาจรที่กลายมาเป็นหมาบ้านของเขา คอยช่วยดึงรั้งชายผ้ากลับขึ้นไปทุกครั้งที่มันร่วงหล่น... ไปตลอดทางกลับบ้าน





               พฤศจิกายนมาถึงไวกว่าที่คิด ร่วมเดือนแล้วที่เด็กชายย้ายเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านของแก้วอย่างเป็นทางการ ชีวิตประจำวันของทั้งสองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นเพราะโชคมักจะแวะเวียนมาค้างอยู่เป็นประจำ ทุกวันจึงดำเนินไปอย่างที่เคยเป็นมา จะมีก็แค่อาหารที่แก้วต้องเตรียมหาเพิ่มขึ้นสำหรับอีกหนึ่งปากท้อง และความรู้สึกกังวลใจเล็กๆ เวลาที่เขาเลิกงานช้าในขณะที่ปล่อยให้เด็กชายอยู่เพียงลำพัง



               “กลับมาแล้ว” คำที่ปกติไม่เคยได้พูดก็เพิ่มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ในขณะความมืดมิดเงียบเหงาที่เคยรอคอยเขากลับมาก็หายไปแล้วเช่นกัน



               “น้าแก้ว” เด็กชายโผล่หน้าออกมาจากห้องครัว ในมือถือกล่อมนมออกมาด้วย



               “ไง โชค อาซื้อขนมมาฝากด้วยนะ” เสียงทักที่สองไม่ได้มาจากเจ้าของบ้าน แต่เป็นอาธีร์ที่นานๆ ครั้งจะโผล่มากินข้าวเย็นด้วย โชคเดินเข้าไปรับถุงขนมมาเปิดดู ขณะที่หัวเล็กถูกมือใหญ่ขยี้อย่างหมั่นเขี้ยว แล้วหันไปพูดกับเพื่อนสนิทที่เดินถือถุงกับข้าวเข้าไปในครัว “พาไปตัดผมมาแล้วเหรอ”



               “อืม”



               “จะให้เข้าเรียนที่ไหนล่ะ”



               “ยังไม่ได้คิด” เสียงตอบราบเรียบ ธีร์ถอนหายใจอย่างปลงตกแล้วอุ้มเด็กชายขึ้นนั่งตักบนโซฟา แกะห่อขนมให้แล้วช่วยเช็ดเวลาที่เศษขนมเลอะตามขอบปากเล็ก พอได้ยินเสียงเจ้าบ้านเรียกให้ไปกินข้าว ก็อุ้มเจ้าตัวเล็กเข้าไปล้างมือในห้องน้ำก่อนจะพาไปส่งถึงเก้าอี้



               คืนนั้นหลังจากที่เด็กชายอาบน้ำแล้วก็ไปนอนดูโทรทัศน์กับผู้ใหญ่สองคนในห้องนั่งเล่น เขาเผลอหลับไปตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งเรื่อง อาธีร์ที่สุดแสนจะเห่อหลานชายคนใหม่ก็อุ้มพาขึ้นไปส่งที่ห้องนอนเล็กที่มีการตกแต่งเพิ่มเติมสำหรับการอยู่ถาวร จัดแจงห่มผ้าพร้อมจูบราตรีสวัสดิ์บนหน้าผากเล็กอย่างเอ็นดู โชครับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่แตกต่างไปจากสัมผัสของน้าแก้ว ถึงในตอนแรกเขาจะรู้สึกไม่คุ้นเคยและหวาดกลัวชายที่ตัวสูงใหญ่คล้ายกับพ่อ แต่ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกชื่นชอบอาธีร์ขึ้นมาหน่อยนึงแล้ว



               “สูบอีกแล้วนะ” ธีร์ลงมาชั้นล่าง เห็นเพื่อนสนิทกำลังสูดควันเข้าปอดก่อนจะพ่นมันออกมาแล้วปลิวหายไปเพราะแรงพัดลม เขาไม่ได้รังเกียจกลิ่นไหม้ของใบยาสูบ หรือควันขมุกขมัวชวนให้สำลักไอ ตัวเขาเองก็เคยสูบ สมัยเรียนม.ปลาย แล้วก็เลิกไปช่วงที่เรียนมหาลัยปีสุดท้าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงชอบบ่นให้อีกฝ่ายหงุดหงิดเล่น “เหม็น”



               “เหม็นก็ไปนั่งไกลๆ”



               “ไม่”



               “งั้นอย่าบ่น” พูดจบก็พ่นควันใส่หน้าอีกฝ่าย ธีร์หัวเราะคิกคักไม่ได้รู้สึกว่าการกระทำของเพื่อนชวนให้หงุดหงิดสักนิด



               “แก้ว”



               “อะไร”



               “คืนนี้ค้างนะ”



               “อืม”







               เช้าวันจันทร์แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย เมื่อคนที่จะออกไปทำงานแต่เช้ายังคงเดินวนเวียนอยู่ในบ้าน รื้อค้นหาเอกสารในซองตามชั้นต่างๆ ขณะเดียวกันก็หนีบเครื่องมือสื่อสารแบบฝาพับพุดคุยกับปลายสายไปด้วย



               “ไม่พี่ วันนี้ไม่เข้า บอกเด็กที่ออฟฟิศไว้แล้วไง... อือ เดี๋ยวจะไปติดต่อโรงเรียน...”



               แก้วหันมาพยักหน้าให้เด็กชายที่แง้มประตูห้องตัวเองออกมาแอบมองเขา ชี้มือไปทางบันไดเพื่อจะบอกให้เด็กชายลงไปอาบน้ำสักที โชคเข้าใจคำสั่งนั้น วิ่งลงไปชั้นล่างเพื่อจัดการตัวเองให้เรียบร้อยในเวลาแค่ไม่ถึงยี่สิบนาที



               “น้าแก้ว จะพาไปข้างนอกเหรอ”



               “อืม ไปดูโรงเรียน”



               เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก แก้วเดินเก็บจานชามไปล้างด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากให้พนักงานประจำตำแหน่งนี้ต้องตัวเปียกเปลี่ยนเสื้ออีกรอบก่อนออกไปทำธุระนอกบ้าน มันไม่ใช่การออกไปนอกบ้านครั้งแรกของโชค แต่เด็กน้อยก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี



               โชคค้นพบว่าสิ่งที่เขาชอบรองลงมาจากการเดินเล่นอยู่ในสวนยามบ่ายที่มีน้าแก้วนั่งสูบบุหรี่อยู่บนขั้นบันไดหน้าบ้าน นั่นก็คือการที่ชายหนุ่มเดินจูงมือเขาเดินไปตามถนนสองเลนของซอยหมู่บ้านไปจนถึงถนนใหญ่ ระยะทางแสนใกล้กับช่วงเวลาแสนสั้น แต่ก็พอให้เด็กน้อยรู้สึกอบอุ่นจนยิ้มกว้างไปตลอดทาง



               สถานที่แรกที่แท็กซี่สีเขียวเหลืองพาพวกเขามาส่งคือหน้าโรงเรียนประถมของรัฐบาลแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านถ้าเดินทางโดยรถยนต์ แต่ไกลโขถ้าเดินด้วยสองเท้า แก้วไม่ได้เลือกโรงเรียนที่เด็กชายคงไม่สามารถมาเองได้เป็นตัวเลือกแรกเพราะที่ตั้ง แต่เพราะชื่อเสียงที่ค่อนข้างดี ทั้งวิชาการ อาหารกลางวัน และความเอาใจใส่ของครูบาอาจารย์ อีกทั้งเป็นโรงเรียนที่แก้วเคยเรียนสมัยเป็นเด็กน้อยอายุไล่เลี่ยกับเด็กชาย เขาเดินตรงเข้าไปยังห้องวิชาการ พูดคุยสอบถามเรื่องต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ แต่อาจจะเพราะวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร บรรดาครูรุ่นเก่าก็ต่างพากันเกษียณออกไป บรรยากาศที่ชายหนุ่มจดจำได้ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย



               โรงเรียนเก่าของน้าแก้ว... ตัดออกไป



               เช่นเดียวกับจุดหมายที่สอง โรงเรียนเก่าของเพื่อนสนิทที่ถูกแนะนำมาโดยเพื่อนสนิท เป็นโรงเรียนเอกชนที่มุ่งการเรียนรู้แบบเน้นการพัฒนาเด็กผ่านกิจกรรมมากกว่าการวัดผลทางวิชาการ ซึ่งแลกมาด้วยค่าเทอมที่แพงลิบลิ่ว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับสถาปนิกหนุ่มผู้ถือหุ้นบริษัทรับออกแบบบ้านที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเดียวของที่นี่สำหรับเขาก็คือตั้งอยู่ไกลจากบ้านมากเกินไป ถึงแม้จะเดินทางโดยรถยนต์ก็ยังต้องใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งสำหรับวันที่การจราจรไม่ติดขัด เขาไม่ต้องการให้เด็กชายวัยกำลังกินกำลังนอนต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีห้าเพื่อเตรียมตัวออกจากบ้านก่อนหกโมง กว่าจะกลับอีกทีก็มืดค่ำ



               โรงเรียนเก่าของอาธีร์... ก็ตัดออกไป



               เด็กชายกับผู้ปกครองมือใหม่ของเขาตระเวนไปตามโรงเรียนต่างๆ อีกสองสามแห่ง ทุกที่ล้วนมีข้อดีให้พิจารณา แต่พอชั่งน้ำหนักกับข้อเสียแล้วแก้วก็ตัดตัวเลือกออกไปจนหมด เขาเพิ่งรู้ว่าการที่พ่อแม่จะตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้กับลูกสักแห่ง มันไม่ง่ายเลย



               “โชค” เด็กน้อยละสายตาจากเมืองใหญ่นอกหน้าต่าง หันมาหาคนเรียก บนใบหน้ายังคงมีแววกระตือรือร้นสนอกสนใจสิ่งใหม่ๆ ที่ได้เจอ แต่ในดวงตาคู่นั้นก็ยังฉายชัดว่ากำลังจะหมดแรงเพราะความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถไปมาหลายที่



               แก้วคว้าศีรษะเล็กให้เอนลงมานอนหนุนตักตน ลูบหัวเด็กชายไปพลางคิดถึงตัวเลือกในหัว



               “ที่ไปมาวันนี้ ชอบที่ไหนบ้าง”



               “ทุกที่เลย”



               “แล้วที่ไหนมากสุด”



               “...น้าแก้วชอบที่ไหน” แก้วหัวเราะน้อยๆ เมื่อถูกถามกลับ



               “ถามฉันทำไม คนที่จะไปเรียนน่ะเธอนะ”



               “ถ้าน้าแก้วไปด้วยก็ชอบทุกที่เลย” ดวงตาซื่อแหงนขึ้นมามองสบ แก้วได้แต่ยิ้มให้กับความไร้เดียงสาของเด็กน้อย



               “น้าแก้ว เราจะไปไหนกัน” รถโดยสารยังคงแล่นไปบนท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยยานพาหนะรูปทรงต่างๆ และทิวทัศน์สองข้างทางก็แตกต่างจากทางกลับบ้านที่เด็กชายพอจะจำได้



               “ไปที่ทำงานฉัน” แก้วล้วงเอาโทรศัพท์ฝาพักในกระเป๋ากางเกงออกมากดหารายชื่อติดต่อออฟฟิศ เพื่อโทรบอกล่วงหน้าว่าเขาเปลี่ยนใจจะแวะเข้าไปเอาแบบแปลนที่วาดค้างไว้กลับไปทำต่อที่บ้าน หลังจากที่บอกว่าจะขอลาหยุดทั้งวัน



               โชคตาปรือใกล้หลับเต็มทีเมื่อโดนแอร์เย็นฉ่ำเป่ารดมาทั้งทาง แก้วปล่อยให้เด็กชายยืมตักเขาต่างหมอน ขณะที่ตัวเองทอดสายตามองออกไปนอกกระจก ที่ทำงานของเขาตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่มีห้างร้านครบครันและการคมนาคมเข้าถึงสะดวก แต่ก็ไม่ใช่จุดใจกลางเมืองจึงไม่ดูแออัดจนเกินไปนัก และในขณะที่มองทิวทัศน์ข้างทางเพลินๆ ป้ายโรงเรียนรัฐขนาดกลางก็ผ่านเข้ามาในสายตา



               “พี่ครับ จอดแถวนี้เลยครับ”







               โชคนั่งดูดน้ำหวานในแก้วพลาสติกที่เตรียมไว้รับแขกของสำนักงานบริษัทรับออกแบบบ้านที่แก้วทำงานอยู่ เด็กชายไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศการถูกเอาอกเอาใจแบบนี้สัดเท่าไหร่ บรรดาพี่สาวพี่ชายต่างเอาขนมเอาน้ำมาให้ พร้อมทั้งลูบหัวเอ็นดู บางคนก็เข้ามากอดแน่นจนเด็กชายทำตัวไม่ถูก



               แก้วเก็บของจากโต๊ะทำงาน รอยยิ้มจางผุดขึ้นขณะที่มองเจ้าตัวเล็กปั้นหน้าไม่ถูกอยู่กลางวงเด็กฝึกงานสาวที่กำลังเห่อของเล่นใหม่ เขาอารมณ์ดีเพราะหลังจากที่บอกให้แท็กซี่จอดข้างทาง แล้วพาเด็กชายที่กำลังสะลึมสะลือเข้าไปติดต่อโรงเรียนรัฐขนาดกลางที่บังเอิญเห็น เขาก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าเด็กชายจะเข้าเรียนที่นั่น



               “ลูกพี่แก้วเหรอคะ”



               “หลานป่าว พี่แก้วยังไม่มีแฟนนี่”



               “รู้ได้ไงว่าไม่มี” รุ่นน้องชายที่เป็นพนักงานประจำแทรกขึ้นมาขัดจนสาวๆ หันไปมองค้อนควับ



               “ยังไม่มีหรอก” แก้วตอบยิ้มๆ ขณะที่เดินหนีบกล่องแปลนออกมา เขาบอกให้โชคบอกลาทุกคนพอเป็นมารยาทแล้วโบกแท็กซี่หน้าที่ทำงานพาเด็กชายกลับบ้านทันที ระหว่างทางหลังจากขึ้นรถมาได้ไม่ถึงห้านาที เจ้าตัวเล็กก็แบตหมด เอนหลังพิงเบาะหลับสนิท แก้ววางมือบนหน้าผากเล็กเพื่อวัดอุณหภูมิ กลัวว่าการเดินทางไปนู่นนี่ทั้งวันจะทำให้เด็กป่วยอย่างที่ได้ยินคนเขาพูดมา โชคดีที่วันนี้เด็กชายแค่หมดแรงหลับไปเท่านั้น



               แก้วอ่านเอกสารที่ได้มาล่าสุด จากโรงเรียนที่บังเอิญผ่าน แต่กลับกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งเดียวสำหรับเขาในตอนนี้ เขาไม่ได้มองหาโรงเรียนที่สามารถปั้นเด็กให้เก่งวิชาการ หรือโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนพิเศษแตกต่างจากที่อื่น เขาเพียงต้องการโรงเรียนที่สอนตามหลักสูตร มีกิจกรรมให้ทำสมวัย มีอาหารกลางวันที่ดี กับครูที่พูดคุยด้วยง่าย ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ตอบโจทย์พื้นฐานของเขาได้ครบหมด รวมไปถึงยังอยู่ใกล้กับที่ทำงานเขาอีกด้วย



               ชายหนุ่มวัยย่างสามสิบที่เพิ่งเคยได้สัมผัสความรู้สึกของการเป็นผู้ปกครองเด็กเจ็ดขวบเป็นครั้งแรก วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยล้าสำหรับเขา และคงหนักหนายิ่งกว่าสำหรับเด็กชาย



               แก้วมองถนนที่ไฟสองข้างทางเริ่มส่องสว่าง บางทีอาจถึงเวลาที่เขาต้องซื้อของเข้าบ้านเพิ่มอีกอย่างแล้ว







               สองสามวันมานี้แก้วเอาแต่ดูโบชัวร์รถยี่ห้อต่างๆ ค้นหาข้อมูลรวมถึงปรึกษาเพื่อนอย่างธีร์อย่างจริงจัง วันหยุดหลังจากนั้นก็ไปที่โชว์รูมรถ และอาทิตย์ต่อมารถเก๋งสี่ประตูขนาดกลางสีดำก็มาจอดอยู่หน้าบ้าน



               แก้วขับรถเป็น และเคยมีคิดจะซื้อรถตั้งแต่ช่วงที่ทำงานแรกๆ แต่เพราะเขาอยู่คนเดียว ที่จอดรถในบ้านก็ไม่มี และหากต้องการไปไหนไกลก็มีสารถีที่เรียกใช้ได้อย่างธีร์อยู่แล้ว เขาที่ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อจึงผลัดความคิดนั้นมาเรื่อยๆ แต่เพราะการที่เห็นเด็กน้อยหมดแรงบนแท็กซี่วันนั้น แก้วก็รู้สึกว่าเขาควรมีรถส่วนตัวไว้ใช้บ้างแล้ว



               บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อทุกคนเคยรู้สึกเวลาที่ครอบครัวใหญ่ขึ้น...รึเปล่านะ







TBC...



               ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ ช่วงนี้ก็รักษาสุขภาพกันด้วย เจอกันอาทิตย์หน้าค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 5

 

               “อะ สอนโชคให้ด้วย” แก้วยื่นถุงทรงสี่เหลี่ยมให้เพื่อนสนิทที่โผล่มาที่บ้างเขาในช่วงสายของวันหยุด ธีร์รับถุงมาเปิดดู สมุดภาพหลายเล่มที่ฝ่ายเจ้าของบ้านไปเลือกซื้อมาจากร้านหนังสือนอนนิ่งอยู่ในนั้น ทั้งสมุดฝึกเขียน ก.-ฮ. A-Z และเลข 1-100 นอกจากนี้ยังมีพวกสมุดระบายสีรูปร่างเราขาคณิต รวมภาพสัตว์โลก และอีกมากมายหลากหลายให้เลือกสรรได้ตอบใจผู้สอน

 

               “อะไรเนี่ย”

 

               “ก่อนเข้าเรียนต้องมีพื้นพวกนี้ก่อน โชคไม่ได้เรียนอนุบาลเลยต้องมาฝึกเอง” แก้วอธิบาย ตอนแรกเขากะจะสอนเอง แต่เพราะมีงานค้างอยู่ และประจวบเหมาะพอดีกับที่เพื่อนผู้แสนรักเด็กของเขาโผล่มา เลยมอบหน้าที่ที่เจ้าตัวน่าจะชื่นชอบนี้ให้

 

               ใบหน้าหล่อเหลายับย่นน้อยๆ เขามาเพื่อมาเล่นกับเด็กชายและเจ้าของบ้าน แต่กลับถูกใช้งานเสียอย่างนั้น ธีร์ถอนหายใจ ก่อนจะเดินไปเรียกเด็กชายให้มานั่งกับพื้นข้างโต๊ะหน้าโซฟาด้วยกัน แล้วเริ่มหยิบเอาคู่มือการเรียนรู้ออกมาให้เด็กชายเลือกว่าอยากทำเล่มไหนเป็นอันดับแรก

 

               แก้วพ่นลมหายใจเจือไอขมุกขมัวออกมาก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานชั้นล่างไป รู้สึกว่าเพื่อนสนิทของเขาดูจะเหมาะกับการเลี้ยงเด็กมากเลยทีเดียว และเช่นเดียวคนที่หน้ายู่เมื่อกี้ พอเห็นแววตาเปล่งประกายสนอกสนใจของเด็กชายแล้วก็เริ่มรู้สึกว่า บางทีการใช้เวลาวันหยุดไปกับการสอนหนังสือให้เด็กชายก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร

 

 

 

               “หลับแล้วเหรอ” เป็นคำถามที่ไม่ได้หมายถึงเจ้าตัว เมื่อเห็นเพื่อนสนิทที่พาเด็กชายขึ้นไปส่งนอนทั้งที่ไม่จำเป็นเดินลงบันไดมา

 

               “หลับแล้ว” ร่างสูงก้าวยาวๆ เข้ามาทิ้งตัวลงที่ว่างข้างเจ้าของบ้าน เอนหัวซบพนักโซฟาหันหน้าไปมองดุแบบไม่จริงจังนักใส่คนที่สูบบุหรี่อีกแล้ว ก่อนจะเริ่มเล่ากิจกรรมล่าสุดที่ได้ทำกับเด็กชายให้เขาฟัง “วันนี้กูอ่านนิทานที่แถมมากับสมุดไดโนเสาร์ให้ฟังด้วย ชอบใหญ่เลย”

 

               “ก็ดีแล้ว”

 

               “มึงน่าจะทำบ้างนะ”

 

               “กูเล่านิทานไม่เป็น”

 

               “อ่านเอาก็ได้”

 

               ดวงตาสีเข้มหรี่ลงคล้ายพิจารณาแต่ไม่รับปาก ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องอื่นแทน

 

               “จะค้างไหม”

 

               “อืม แต่กูไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาด้วยนะ”

 

               “ไปหาเอาในตู้ น่าจะมีของมึงอยู่”

 

               “ครับผม” ธีร์ยิ้มรับคำ แต่ก็อ้อยอิ่งอยู่เนิ่นนานจนอีกคนขยี้บุหรี่ลงบนที่เขี่ยแก้วบนโต๊ะ แล้วจึงค่อยลุกเดินกลับขึ้นชั้นสองของบ้านไปด้วยกัน

 

 

 

               ฟ้ายังไม่ทันสว่างแก้วก็ถูกปลุกด้วยการขยับตัวลุกของคนข้างๆ ธีร์บอกให้เขานอกต่ออีกหน่อย แต่เจ้าบ้านปฏิเสธ เขาลงมาส่งเพื่อนสนิทถึงประตูรั้วเพื่อที่จะได้คล้องโซ่ปิดหลังอีกคนออกไป รอจนรถเก๋งสีขาวคันใหญ่แล่นพ้นจากสายตาแล้วจึงค่อยเดินกลับเข้าไปในบ้าน มวนบุหรี่ถูกจุดขึ้นอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้บนโซฟาตัวเดิม มุมเดิมๆ แก้วนั่งชันเข่าพิงตัวด้านข้างกับพนักพิง มองผ่านมุ้งลวดกันยุงออกไปทางหน้าต่างที่เปิดเอาไว้เสมอยกเว้นเวลาที่ฝนตก

 

               สวนขนาดไม่ใหญ่แต่ก็มีพื้นที่พอให้ใช้สอยได้ยังคงร่มรื่นเขียวขจี ทิวทัศน์สีเขียวเริ่มเด่นชัดเมื่อแสงแรกของวันเริ่มรำไรอยู่ที่เส้นขอบฟ้า ดวงอาทิตย์ใช้เวลาไม่นานนักก็กลืนกินทั้งท้องฟ้า ส่องสว่างไล่น้ำค้างให้ค่อยๆ จางหายไป แต่ก็เนิ่นนานพอที่บุหรี่ในมือของชายหนุ่มจะมอดจนถึงโคน

 

               แก้วไม่ได้จุดบุหรี่มวนใหม่หลังจากที่ทิ้งก้นกรองลงในที่เขี่ย เขาเพียงแค่หลับตาลง ปล่อยให้ลำแสงอบอุ่นอาบไล้ใบหน้าซีกหนึ่งอย่างอ่อนโยน

 

               “น้าแก้วทำอะไร” เด็กชายที่ตื่นแล้วลงมาชั้นล่างในตอนสายๆ ได้ยินเสียงกุกกักจากในสวน พอเดินออกมาชะโงกหน้าดูตรงประตูก็เห็นชายหนุ่มเจ้าของบ้านกำลังปีนบันไดขึ้นไปแกะปมเชือกสีขาวที่เปรอะจนสีเปลี่ยนให้หลุดจากกิ่งต้นมะม่วง

 

               “มันพังแล้ว เลยเอาออก” แก้วว่าขณะก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้ายมาเหยียบพื้นอย่างปลอดภัย แล้วขยับบันไดไปอีกนิดเพื่อปีนขึ้นไปแก้ปมอีกฝั่งที่เหลือ โชคใส่รองเท้าแตะเดินลงมาเก็บเชือกเก่าเปื่อยยุ่ยที่กองอยู่ขึ้นมาเล่น แต่ด้วยปลายเชือกถูกยึดติดกับแผ่นไม้กระดานและยังคงเชื่อมอยู่กับเชือกอีกเส้นที่ยังไม่ถูกปลดลงมา เขาเลยยังไม่สามารถลากมันเดินไปรอบๆ สวนได้อย่างที่ใจนึก เล่นต้องนั่งยองลงคลี่ปลายรุ่นแล้วดึงเล่นอยู่ตรงนั้นแทน

 

               ปลายเชือกอีกฝั่งที่ยึดโยงกับกิ่งไม้ใหญ่ถูกปลดลงมาได้สำเร็จ ซากชิงช้าเก่ากองอยู่บนพื้น แก้วปล่อยให้เด็กชายได้สำรวจมันเต็มที่ เด็กชายหยิบแผ่นไม้กระดานขึ้น ถอยหลังออกไปไกลจนเชือกที่ขดอยู่เหยียดออกจนสุดดูคล้ายหาง แล้วออกวิ่งวนไปในสวนขณะที่มองมายังหางสองเส้นที่ไล่ตาม เขาพึงพอใจกับของเล่นชิ้นใหม่ แต่เมื่อมองไปยังใต้ต้นมะม่วงที่ว่างเปล่า หัวใจดวงน้อยก็วูบไหวด้วยความรู้สึกที่ยังไม่รู้จักชื่อเรียก

 

               “เพราะมันพังเลยต้องทิ้งเหรอ” เด็กชายถาม

 

               “อืม ถ้าปล่อยไว้สักวันก็ขาดตกลงมาเองอยู่ดี” ชายหนุ่มตอบ เขาเห็นแววตาเศร้าสร้อยมองขึ้นไปยังร่องรอยบนกิ่งไม้ที่เกิดจากการถูกเชือกเส้นหนาผูกรัดมันมานานหลายปี มืออบอุ่นที่เด็กชายชื่นชอบจึงวางลงบนศีรษะเล็ก “แล้วฉันก็ว่าจะทำอันใหม่ไว้ให้เธอเล่นน่ะ”

 

               บ่ายวันนั้นหลังจากที่ทั้งสองขับรถออกไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นกลับมาแล้ว ในสวนเล็กๆ ที่เคยเงียบสงบก็มีเสียงเครื่องมือและเสียงพุดคุยดังระงมให้ไม่เงียบเหงาจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดง ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ก็มีชิงช้าทำจากแผ่นไม้กระดานและเชือกเส้นใหญ่สีขาวอันใหม่ห้อยอยู่ตรงที่เดิม

 

 

 

               อากาศยังคงหนาวเย็นในช่วงเวลาส่งท้ายปี เสื้อแขนยาวตัวหนาถูกสวมทับชุดนอนของเด็กชายอีกชั้น เช่นเดียวกับคนที่ใส่ให้เขา ซึ่งวันนี้ก็เพิ่มเสื้อคลุมตัวยาวทับเสื้อยืดกับกางเกงที่ใส่นอนเป็นประจำขึ้นมาอีกตัว

 

               “อาธีร์จะมาไหม” โชคถามอย่างตื่นเต้น

 

               “มาสิ เดี๋ยวก็มา” แก้วอุ่นนมมาให้เด็กชายดื่มคลายหนาว ขณะที่กำลังรอตัวต้นคิดที่บอกว่าอยากให้เด็กชายได้รู้จักวันคริสต์มาส ทั่วทั้งบ้านจึงเต็มไปด้วยของตกแต่งสีเขียวแดงและขาวให้เข้ากับบรรยากาศของเทศกาล อีกทั้งยังมีต้นสนปลอมขนาดสูงท่วมหัวเด็กชายซึ่งถูกประดับประดาด้วยไฟและของแวววาวตั้งอยู่ที่มุมข้างชั้นวางทีวี

 

               “อาธีร์บอกว่าจะมีลุงใส่ชุดแดงเอาของขวัญมาให้” เด็กชายยังคงพูดด้วยประกายวิววับในดวงตา เขาไม่เคยได้จัดงานอะไรแบบนี้มาก่อน สำหรับเขาแล้วมีเพียงวันปีใหม่ที่ยายหอมจะทำอาหารมากกว่าสองอย่างให้กินเท่านั้นที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นการฉลองวันสำคัญ

 

               “ตื่นเต้นเหรอ”

 

               “อื้ม” เด็กน้อยพยักหน้าแรง แก้วกำลังจะพูดต่อ แต่ร่างสูงในชุดแดงกับถุงย่ามสีเดียวกับชุดใบใหญ่ก็โผล่ขึ้นที่หน้าประตูเสียก่อน

 

               ธีร์มาในชุดซานต้าคลอส แต่กลับเป็นลุงซานต้าที่หุ่นดีและไร้หนวดเคราสีขาวอย่างที่ตำนานเล่ากันมา เขาไม่ได้พยายามจะปิดบังตัวเองเพื่อที่จะปลอมตัวเป็นนักส่งของขวัญจากขั้วโลกเหนือต่อหน้าเด็กชายเลยสักนิด แต่เด็กชายก็ยังคงตาโตด้วยความประหลาดใจและวิ่งเข้าหาอย่างกระตือรือร้น

 

               “ซานต้าทำไมไม่มีหนวด” แก้วแซะเมื่อเพื่อนเขาโผล่มาด้วยใบหน้าเกลี้ยงเกลาจนเหมือนจะไปให้ของขวัญสาวๆ มากกว่ามาไล่แจกของขวัญให้เด็ก

 

               “ที่นี่ไม่มีคริสต์เตียน ซานต้าไม่มาหรอก” ธีร์ยักไหล่ ก่อนจนหันไปขยี้หัวเล็กของเด็กชายที่แววตาเริ่มสั่นคลอนเมื่อเขาบอกว่าซานต้าจะไม่มาผิดจากที่เคยเล่าให้ฟังครั้งก่อน “แล้วที่นี่ก็ไม่ต้องการซานต้าด้วย เพราะว่ามีอาธีร์อยู่นี่แล้วไง”

 

               แก้วถอนหายใจกับท่าทางที่อ้าแขนออกกว้างราวกับจะประกาศการมาถึงของตัวเองของเพื่อนสนิท แต่กลับมีแฟนคลับที่ด้วยตาเป็นประกายจ้องมองอย่างชื่นชมอยู่คนหนึ่ง

 

               “น้องโชคเป็นเด็กดีรึเปล่าครับ” ซานต้าหนุ่มหล่อถามด้วยรอยยิ้มกว้างไม่แพ้เจ้าตัวเล็กพระเอกของงาน คนถูกถามพยักหน้าหงึกหงัก แล้วหันไปคล้ายจะขอคำยืนยันจากคนข้างหลัง แก้วพยักหน้าพร้อมกับหัวเราะออกมาน้อยๆ ขณะที่มองดูหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กที่กำลังคุ้ยเอากล่องของขวัญใบน้อยใหญ่ออกมาจากถุงย่ามยักษ์

 

               อากาศหนาวเย็น แต่ในห้องนั่งเล่นบ้านเขากลับอบอุ่น

 

 

 

               ภายในห้องนั่งเล่นเหลือเพียงเจ้าบ้านสองคน เพราะแขกกิตติมศักดิ์กำลังใช้ห้องอาบน้ำอยู่ โชคยังคงถือหุ่นยนต์ของเล่น หนึ่งในของขวัญที่เขาชอบที่สุดที่ได้รับจากอาธีร์ไว้ ดวงตาเปล่งประกายดูมีความสุขจนคนที่นั่งมองอดรู้สึกยินดีตามไปด้วยไม่ได้

 

               “ชอบเหรอ”

 

               “ชอบครับ”

 

               “แล้วจิ๊กซอว์ที่ฉันให้ล่ะ”

 

               “...ก็ชอบอยู่” เสียงเล็กตอบอู้อี้ ไม่กล้าสบตาคนถาม เขาชอบของขวัญที่ได้จากน้าแก้ว แต่เด็กอายุเจ็ดปีก็คงไม่สามารถชอบจิ๊กซอว์สามร้อยชิ้นได้มากกว่าหุ่นยนต์ของเล่นอยู่แล้ว

 

               แก้วหัวเราะกับท่าทางร้อนรนของเด็กชาย ยื่นมือออกไปวางบนหัวเล็กแล้วพูดประโยคที่คิดจะพูดออกไปก่อนหน้านี้ แต่โดนขัดด้วยการปรากฏตัวของซานต้าครอสเสียก่อน

 

               “ชอบคริสต์มาสรึเปล่า”

 

               “ชอบครับ” คราวนี้เด็กน้อยตอบเสียงดังฟังชัด หันมายิ้มแฉ่งให้น้าแก้วคนโปรด

 

               “งั้นปีหน้าจัดกันอีกนะ”

 

               “อื้ม” โชคพยักหน้าแรงจนน่ากลัวว่าคอจะหลุด เพื่อยืนยันคำตอบ เขาชอบคริสต์มาสมากจริงๆ

 

 

 

               ค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่าของโชคไม่ครึกครื้นเท่าคืนคริสต์มาส เพราะขาดตัวสร้างสีสันอย่างธีร์ที่ติดเลี้ยงฉลองกับครอบครัวไป แต่เด็กชายก็ยังมีความสุขกับมื้ออาหารเงียบๆ ในห้องครัวที่มีเพียงเขากับน้าแก้วสองคน

 

               “น้าแก้วจะไปไหน” เด็กชายถามคนที่ลุกออกจากห้องนั่งเล่นตรงไปที่ประตูบ้าน

 

               “สูบบุหรี่” แก้วชูซองบุหรี่กับไฟแช็กอันใหม่ในมือให้เด็กชายดู โชคพยักหน้าแล้วกลับไปสนใจสมุดระบายสีของตัวเองต่อ

 

               คนออกมาหน้าบ้านกระชับเสื้อคลุมตัวนอกเมื่อปะทะกับสายลมหนาว คาบมวนบุหรี่ไว้ในปาก เสียงใสยามเปิดฝาไฟแช็กราคาแพงดังกังวาน เขารนไฟที่ปลายแท่งยาสูบ สูดเอาควันอุ่นเขาไปร่างกาย ขณะที่มองออกไปยังท้องฟ้ามืดสนิทของค่ำคืนสุดท้ายแห่งปีด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

 

               โชคแอบมองชายหนุ่มจากในบ้าน เขาไม่รู้ราคาของวัตถุโลหะสีทองอันนั้น แต่ก็รับรู้ได้ว่าน้าแก้วมีความสุขทุกครั้งที่ใช้มันจุดไฟ

 

               เมื่อเข็มนาฬิกาติดผนังบอกเวลาใกล้วันใหม่ เจ้าของบ้านหนุ่มจับเด็กชายใส่เสื่อกันหนาวตัวใหญ่ก่อนจะพาออกไปยืนหน้าบันไดขึ้นบ้าน รอจนได้ยินเสียงเซ็งแซ่ของบ้านข้างๆ ที่จัดงานเลี้ยงฉลองกันเฮลั่น พลุไฟลูกแรกก็พุ่งขึ้นไปบนฟ้า แตกกระจายออกเป็นดอกไม้ไฟสดสวยย้อมราตรีกาลให้มีสีสัน ก่อนที่จะตามมาอีกเป็นชุด เบ่งบานสว่างไสวเพียงชั่วครู่แล้วดับสูญกลางเวิ้งนภากว้างใหญ่

 

               ดวงตาคู่สวยที่ถอดแบบจากมารดาแวววาวสะท้อนแสงไฟหลากสี แก้วยืนกอดอกมองเด็กชายที่แหงนคอจนสุดอย่างเอ็นดู ก่อนร่างเล็กจะถูกยกลอยขึ้นสูง แก้วออกแรงแขนมากกว่าปกติเพื่อยกเด็กชายขึ้นให้พ้นหัว โชคตกใจคว้าเอาเส้นผมสีดำสนิทที่ไว้ยาวระต้นคอเอาไว้พร้อมกับหลับตาปี๋

 

               “โชค” น้ำเสียงอ่อนโยน มืออุ่นข้างหนึ่งจับขาเด็กชายไว้ อีกมือเอื้อมไปกุมมือเล็กเพื่อปลอบให้ผ่อนคลายลง เด็กชายซุกหน้าลงมากลางศีรษะคนที่ให้เขาขี่คอ ยังไม่ยอมลืมตาสักทีจนแก้วหัวเราะออกมา “ถ้าไม่รีบลืมตาพลุจะหมดก่อนนะ”

 

               เด็กชายเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาเล็กเปิดปรืออย่างไม่แน่ใจนัก แล้วสิ่งที่รออยู่ก็เบื้องหน้าก็คือทะเลดอกไม้ไฟบนท้องฟ้าเปิดโล่งที่เห็นได้ชัดเจนกว่ามุมมองจากความสูงร้อยสิบสี่เซนติเมตรของตัวเอง โชคมองแสงวูบวาบจนมันสลายไปด้วยความตื่นเต้น

 

               “สวยไหม”

 

               “สวยมากๆ เลย” แก้วยิ้มตามรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเด็กชาย ถึงดอกไม้ไฟจะร่วงโรยไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงปล่อยให้โชคยืมคอเขาเป็นฐาน เพื่อมองไปยังท้องฟ้าสีดำที่ยังคงเหลือเงาความทรงจำสุกสกาวในแววตาคู่นั้นต่ออีกสักพัก

 




 

               สามอาทิตย์แรกของปีใหม่ผ่านไปอย่างเรียบง่ายเหมือนเดิม วันทำงานแก้วจะออกจากบ้านแต่เช้า แล้วกลับมาในตอนเย็น ส่วนเด็กชายก็จะตื่นขึ้นมาในช่วงสายหน่อย ลงมากินข้าวที่ชายหนุ่มเตรียมไว้ให้แล้วหาอะไรเล่นแก้เบื่อ โดยที่ตกลงกันไว้ว่าเขาจะต้องคัดตัวอักษรในสมุดฝึกคัดให้ได้อย่างน้อยสามตัว ส่วนในวันหยุดแก้วจะตื่นสายกว่าปกติ แล้วลงมากินข้าวเช้าพร้อมกับเด็กชาย ก่อนจะหายเข้าไปทำงานในห้องทำงาน หรือบางทีก็นั่งเคลียร์เอกสารอยู่ที่ห้องนั่งเล่น โดยมีเด็กชายวนเวียนอยู่ใกล้ๆ แต่ก็ไม่เคยส่งเสียงดังรบกวน

 

               บ้านไม้สีขาวสองชั้นจังมักจะเงียบสงบอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่วันนี้

 

               “ไม่!!!! หนูจะไปกับแม่!” เสียงกรี๊ดร้องแหลมสูงของเด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงฟูฟ่องสีฟ้าทำเอาโชคตกใจหลบไปอยู่ข้างหลังน้าแก้วที่ยืนข่มไมเกรนอยู่หน้าประตูบ้าน

 

               “ไหนเราคุยกันแล้วไงคะ ว่าวันนี้น้องปรางจะเป็นเด็กดีน่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เป็นที่คุ้นเคยของเจ้าบ้านทั้งสองดี ธีร์กำลังพยายามปลอบสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่ร้องไห้จนตาแดงให้สงบลง แก้วมองความชุลมุนตรงหน้าอย่างอ่อนใจ เขาไม่ถูกโรคกับเสียงกรีดร้องงอแงสักเท่าไหร่ โชคดีที่เด็กชายของเขาไม่ใช่เด็กที่เมื่อไม่พอใจก็ร้องไห้โยเยแบบนั้น

 

               “น้าแก้ว เขาร้องไห้ทำไม” เด็กชายกำชายเสื้อเขาไว้แน่น “เขาเจ็บเหรอ”

 

               “ไม่หรอก น่าจะเพราะถูกขัดใจมากกว่า” แก้วตอบโดยเดาจากที่หลานสาวสุดที่รักของเพื่อนสนิทที่ปกติติดน้าชายของตัวเองอย่างกับอะไรดีกำลังกรีดร้องอยู่แบบนี้

 

               “อาธีร์จะไม่ตีเขาใช้ไหม” คำถามใสซื่อที่บ่งบอกถึงอดีตเลวร้ายทำให้แก้วต้องก้มลงไปมอง เด็กชายเกาะเขาไว้แน่น แต่ในแววตาสั่นไหวคู่นั้นฉายแววเป็นห่วงเป็นใยแต่ไม่ได้หวาดกลัวเหมือนเมื่อก่อนนี้แล้ว

 

               “ไม่ตีหรอก” มืออุ่นจับมือเล็กให้เดินตามออกไปหาอีกสองคนที่ยังเถียงกันไม่จบไม่สิ้น อันที่จริงเป็นหลานสาวคนเดียวต่างหากที่โวยวายใส่น้าชาย ส่วนธีร์นั้นได้แต่ยิ้มแหยพลางยกเรื่องสัญญาว่าจะพาไปกินไอศกรีมของโปรดเพื่อดับความเกรี้ยวกราดของสาวน้อยลง

 

               “อ๊ะ นี่ไงหลานน้าแก้ว น้องเขาเด็กกว่าปรางปีนึง” ธีร์รีบเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กหญิงไปสู่สิ่งใหม่ แต่เด็กชายไม่คุ้นเคยกับคนอื่นมาใหม่ จึงเอาแต่หลบอยู่หลังเจ้าของบ้าน

 

               “สวัสดีค่ะน้าแก้ว” เด็กสาวสูดขี้มูกพรืดใหญ่พลางเช็ดน้ำตาก่อนจะเดินไปตรงหน้าชายหนุ่ม ยกมือไหว้พร้อมกล่าวทักทายอย่างสวยงามตามที่ถูกสั่งสอนมา

 

               “สวัสดีครับน้องปราง” แก้วยิ้มให้เด็กสาว ก่อนจะมองเลยไปยังผู้ใหญ่ด้านหลังอย่างหาคำอธิบาย

 

               “เจ๊ธัญฝากดูน่ะ เจ๊แกต้องพาแม่ย่าไปโรงพยาบาล” ธีร์ยิ้มกว้างขณะพูด เพราะว่าพี่สาวเพียงคนเดียวของเขาต้องพาแม่สามีไปตรวจสุขภาพประจำปี เขาจึงเต็มใจรับฝากลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่ถูกเลี้ยงมาราวกับเจ้าหญิงคนนี้ไว้ และเหตุผลที่เขาพาหลานสาวมาที่นี่แทนที่จะไปเที่ยวเล่นในห้างอย่างที่เด็กสาวต้องการ ก็เพราะเขาอยากให้เด็กทั้งสองคนได้เจอกัน

 

               สำหรับปรางที่เข้าโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลนั้น เธอมีเพื่อนเยอะแยะและเป็นเด็กร่างเริง ต่างกับโชคที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมไม่สู้ดีนัก ทั้งชีวิตนอกจากพ่อแม่ที่ทิ้งขว้าง เขาก็มีแค่ยายข้างบ้านที่เสียไปแล้ว กับแก้วและธีร์เพียงสองคนเท่านั้น เด็กชายไม่เคยมีเพื่อนวัยเดียวกันเลยสักคน เพราะอย่างนั้นธีร์ถึงอยากพาหลานสาวของตัวเองมาเจอกับโชค เพื่อให้เด็กชายได้มีเพื่อนคนแรก

 

               “พี่ชื่อปรางนะ น้องชื่ออะไรคะ” เด็กสาวฉีกยิ้มทักทายเสียงใสราวกับเมื่อครู่ไม่ได้ร้องไห้จนตาเปียก

 

               “บอกพี่เขาไปสิ” แก้วดันหลังน้อยๆ ให้ออกจากที่ซ่อน แต่ยังคงแตะแผ่นหลังเด็กชายไว้เพื่อให้เด็กชายไม่รู้สึกว่าถูกผลักไส เด็กชายประหม่าด้วยความไม่คุ้นชิน แต่ก็ยอมตอบออกไปแม้จะไม่เต็มเสียงนัก

 

               “ชื่อโชค..ครับ”

 

               “น้องโชค” มือนุ่มนิ่มคว้าเอามือเล็กไปจับไว้หลวมๆ รอยยิ้มกว้างจริงใจช่วยทำให้บรรยากาศอึดอัดระหว่างคนแปลกหน้าละลายสิ้นไป “เรียกพี่ว่าพี่ปรางนะคะ”

 

               “พี่ปราง”

 

 

 

               หลังจากผ่านไปสองชั่วโมง เด็กทั้งสองก็เข้ากันได้ดีราวกับรู้จักกันมานาน นั่นอาจจะเป็นข้อดีของวัยเด็ก พวกเขาสามารถผูกมิตรได้อย่างรวดเร็ว ไว้วางใจกันโดยปราศจากเงื่อนไข

 

               แก้วหนีบแก้วพลาสติกสองใบด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างถือกล่องน้ำผลไม้รสหวานที่ซื้อมาไว้ให้เด็กชายกินออกมาหน้าบ้าน ธีร์ช่วยรับแก้วสองใบนั้นไปถือไว้รองให้อีกคนรินน้ำใส่ ทั้งที่ดวงตายังจับจ้องไปยังสองร่างเล่นๆ ที่เดินวิ่งเล่นไปทั่วสวนท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นยามบ่ายของฤดูหนาว

 

               “เด็กๆ สนิทกันเร็วดีเนอะ”

 

               “อืม สนิทกันได้ก็ดีแล้ว”

 

               “กูเพิ่งเคยเห็นโชคคุยกับเด็กด้วยกันครั้งแรกเลยนะเนี่ย” ธีร์พูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มประจำตัว ก่อนจะตะโกนเรียกเด็กๆ ให้มาดื่มน้ำเติมพลังแล้วกลับไปเล่นกันต่อ เด็กหญิงยอมให้เด็กชายนั่งชิงช้าก่อนแล้วช่วยแกว่งให้ด้วยเพราะถือว่าเป็นพี่ แก้วมองรอยยิ้มสดใสนั้นด้วยแววตาอ่อนโยน

 

               “ธีร์” เขารอจนเจ้าของชื่อหันมาสบตา แล้วจึงค่อยพูดต่อ “ขอบใจ”

 

               “เรื่องอะไร”

 

               “ที่พาเพื่อนมาให้โชค”

 

               “อือ ปรางเองก็จะได้มีน้องชายเหมือนกัน”

 

               สองผู้ปกครองนั่งมองเด็กๆ อยู่บนบันไดขึ้นบ้าน ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก แต่ก็เสียงหัวเราะคิดคักสดใสที่ช่วยให้ไม่เงียบเหงา ธีร์บ่นอุบเช่นเคยเมื่อเพื่อนสนิทพ่นควันบุหรี่ออกจากปาก แต่ก็ไม่ยอมลุกหนีไปไหน และไม่ได้ไล่ให้อีกคนไปสูบไกลๆ ด้วย

 

               เจ้าของบ้านหนุ่มรับรู้ได้ถึงน้ำหนักของร่างที่เอนมาพิงซบตัวเอง เขาปรายตามองเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ใช้เขาเป็นที่ค้ำหลับตาพริ้ม ก่อนจะเบนกลับออกไปมองท้องฟ้าสีสดใส รู้สึกว่าบ้านของเขามันชักจะอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ

 

 

 

TBC...


               ตอนที่ 5 แล้ว แต่เรื่องยังเดินเอื่อยๆ อยู่เลย ขอโทษด้วยนะคะถ้ามันน่าเบื่อ นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องยาวเรื่องแรกของรีน ปกติแล้วจะถนัดเขียนเรื่องสั้นมากกว่าน่ะค่ะ ถ้ามันไม่สนุกก็ขอโทษด้วยนะคะ
               ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณค่ะ
               ฝากคอมเม้นติชมกันด้วยนะคะ


ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 638
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
เรื่องนี้เป็นนิยายที่อ่านได้เรื่อยๆไม่น่าเบื่อเลยค่ะ สำหรับเราจะรู้สึกเรื่อยๆแบบระแวงหน่อยๆกลัวจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น
รู้สึกว่าพี่ปรางค์น่ารักจัง ต้องเป็นพี่สาวที่โอ๋น้องชายแน่ๆเลย

 :pig4:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 6

 

          เสียงรถยนต์สีดำคันใหญ่แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน เจ้าของบ้านเดินออกไปรับแขกที่โทรมาบอกตั้งแต่เช้าตรู่แล้วว่าจะแวะเข้ามาหา แต่กลับไม่ได้บอกว่าจะมีแขกเพิ่มมาด้วยถึงสองคน คนแรกคือสาวน้อยที่มักจะแวะเวียนมาเล่นอยู่บ่อยครั้งนับตั้งแต่วันที่เธอสถาปนาตัวเองเป็นพี่สาวน้องโชค แก้วจึงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ แต่อีกคนที่มาด้วยต่างหากที่ทำให้เขาเลิกคิ้วประหลาดใจ

 

          “สวัสดีครับพี่ธัญ”

 

          “สวัสดีค่ะน้องแก้ว” สาวใหญ่วัยสามสิบแปดฉีกยิ้มกว้างจนตาเป็นขีด ธัญ พี่สาวเพียงคนเดียวของธีร์ และคุณแม่ของน้องปราง ไม่น่าแปลกใจเลยที่เด็กหญิงจะมีหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักเมื่อแม่ของเธอเป็นคนสวยเสียขนาดนี้ ดีเอ็นเอความหน้าตาดีฝังอยู่ในเบ้าของคนทั้งบ้านจริงๆ

 

          “น้องโชคอยู่ไหมคะน้าแก้ว” เสียงใสเอ่ยถามแต่ไม่รอคำตอบ ร่างเล็กในชุดสีหวานวิ่งพรวดเข้าไปในบ้านเพื่อตามหาเด็กชายของเธอทันที

 

          “น้องปรางสวัสดีน้าแก้วก่อนสิคะ” คุณแม่เตือนเสียงดุ แต่ก็มีเพียงเสียงหวานตะโกนสวัสดีค่ะกลับมาแล้วเจ้าตัวก็หายขึ้นชั้นสองของบ้านไป “โทษทีนะแก้ว มารบกวนบ่อยเลยสิ”

 

          “หมายถึงคนน้าหรือคนหลานล่ะครับ” แก้วตอบเย้า เขาค่อนข้างสนิทกับสาวเจ้าตรงหน้าทีเดียว สมัยเรียนก็ไปค้างที่บ้านเพื่อสนิทบ่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนคนในครอบครัวอีกคน แต่พักหลังๆ มานี้ลูกชายบ้านนั้นเป็นฝ่ายมาบ้านเขาแทน แก้วเลยไม่ค่อยได้ไปเจอกับครอบครัวนั้นอีกสักเท่าไหร่

 

          “ทั้งคู่นั่นแหละ”

 

          ทั้งสองคนหัวเราะก่อนจะไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน ส่วนคนโดนพาดพิงเมื่อกี้ได้แต่ทำหน้ามุ่ย เดินไปขนของฝากมากมายที่ทางบ้านฝากให้เอามาให้เพื่อนสนิทจากท้ายรถคนเดียว

 

          “พวกหนูไปเล่นชิงช้านะคะ” แก้วเพิ่งรินน้ำเสิร์ฟแขก เจ้าตัวป่วนทั้งสองก็วิ่งตึงตังลงจากชั้นสองมาแล้วพุ่งออกไปนอกบ้านทันที ได้ยินเสียงแว่วๆ มาว่ากำลังก่อกวนคนที่ขนของอยู่ข้างนอกนั่นจนถูกวิ่งไล่ไปทั่วสวน

 

          ธีร์มันชอบเด็กมากจริงๆ เลยเนอะ” ฝ่ายคนแก่กว่าเป็นคนพูดขึ้น ขณะทอดสายตาผ่านหน้าต่างออกไปมองผู้ชายตัวใหญ่ๆ ที่กับลังหยอกล้อกับเด็กสองคนอย่างสนุกสนาน “แต่บางทีมันก็ทำตัวเหมือนเด็กซะเอง”

 

          “ครับ” แก้วยิ้มให้สาวใหญ่ที่หันมาสบตา เขาสนิทกับพี่สาวคนนี้ แต่ก็รู้ว่าการที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็มาเยี่ยมเขาถึงบ้านทั้งที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานคงไม่ใช่แค่เพราะลูกสาวกับน้องชายมาเที่ยวเล่นบ่อยๆ แน่ แก้วรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย และอีกคนก็ดูออก

 

          “แก้ว รู้ใช่ไหมว่าพี่ไม่ได้แค่มาเล่นด้วยเฉยๆ น่ะ” เจ้าของบ้านพยักหน้า นั่งลงบนเก้าอีกไม้เข้าชุดกับโต๊ะหน้าทีวี โดยปล่อยให้อีกฝ่ายจับจองโซฟาตัวยาวได้เต็มที่ “ตอนที่ธีร์มันบอกพี่ว่าเราเอาเด็กมาเลี้ยง พี่แทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยนะ”

 

          เมื่อแก้วทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีไม่พูดอะไรขัด ธัญก็ถอนหายใจยาวแล้วพูดต่อ

 

          “พี่ก็ไม่ได้จะว่าอะไรเราหรอกนะ แต่เราเลี้ยงเด็กเป็นใช่ไหม ลูกคนไม่เหมือนลูกหมานะ แค่ให้ข้าวให้น้ำมันไม่พอหรอก” หญิงสาวยกน้ำเย็นขึ้นมาจิบ แววตาอ่อนโยนลงขณะพูดถึงการเป็นพ่อแม่ “ถ้าคิดจะเลี้ยงแล้วก็ต้องเลี้ยงให้ดี ถ้าตัดสินใจรับเขามาแล้วก็ต้องทุ่มเทให้เต็มที่ ต้องให้ทุกอย่างเท่าที่พ่อแม่คนนึงจะให้ลูกได้ ถึงจะไม่ใช่ลูกในไส้ แต่ก็ต้องรักเขาให้เหมือนลูกจริงๆ นะแก้ว”

 

          “ผมไม่รู้หรอกพี่ธัญ ว่าจะรักเหมือนลูกจริงๆ ได้รึเปล่า” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงไม่ดังนักหลังจากใคร่ควรครู่หนึ่ง แต่ก็หนักแน่นในความหมาย “ผมไม่เคยมีลูกเลยไม่รู้ แต่ผมก็คิดว่าจะเลี้ยงโชคให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้”

 

          “อืม ก็ดีแล้ว” มือนุ่มที่มีกลิ่นหอมจางยื่นมาลูบไหล่กว้าง “งั้นก็พาพี่ไปดูห้องนอนน้องโชคหน่อย”

 

          แก้วมึนงงกับการเปลี่ยนหัวข้อของคุณแม่มือโปร แต่ก็ยอมพาเดินขึ้นไปดูน้องนอนเล็กบนชั้นสอง ห้องของโชคอยู่ติดกับห้องเก็บของและอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องของเขา โดยประตูทางเข้าห้องของเด็กชายอยู่ติดกับฝั่งที่มีบานหน้าต่างที่เปิดไว้ให้กลิ่นดอกแก้วโชยเข้ามาอยู่เสมอตรงสุดทางเดิน

 

          พอเปิดประตูเข้าไปก็จะมีโต๊ะเขียนหนังสือไม้เข้าชุดตัวไม่ใหญ่มากวางอยู่ติดหน้าต่างที่ติดตั้งมุ้งลวดกันยุงในห้อง ลึกเข้าไปก็จะมีตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ กับเตียงนอนขนาด 5.5 ฟุตปูด้วยผ้าปูที่นอนลายการ์ตูนตั้งอยู่อีกฝั่ง การตกแต่งห้องนั้นเรียบง่ายแต่ก็สะอาดสะอ้านอยู่เสมอ

 

          “ห้องโล่งจังนะ”

 

          “ผมกะว่าไว้พอโชคโตแล้วจะให้แต่งห้องเอง เลยไม่อยากใส่อะไรเข้าไปเยอะ”

 

          ธัญเดินเข้าไปในห้อง ลูบไล้สัมผัสผิวเรียบแข็งของโต๊ะหนังสือที่มีสมุดคัดอักษรสองเล่มวางทิ้งอยู่บนนั้น “แต่นี่มันเหมือนเป็นห้องนอนแขกมากกว่าห้องที่มีคนอยู่นะ อย่างน้อยก็น่าจะมีรูปสักรูปสิ เมื่อกี้ในห้องรับแขกก็ไม่เห็นมีรูปน้องโชคเลยนี่”

 

          แก้วไม่ค่อยเข้าใจคนตรงหน้านัก แต่ก็รับฟังความเห็นด้วยความเคารพ สำหรับเขา พี่ธัญเป็นผู้หญิงเก่ง ตอนเรียนก็เก่ง ตอนทำงานก็ไต่เต้าได้เป็นถึงรองผู้จัดการสาขาทั้งที่อายุยังน้อย หลังจากที่ลาออกมาแต่งงานกับลูกชายเจ้าของภัตตาคารย่านเยาวราชที่มีสาขาทั่วกรุงเทพก็ช่วยเรื่องการบริหารจัดการงานต่างๆ ได้เรียบร้อยเหมาะสมจนเป็นที่รักของพ่อปู่แม่ย่า พอได้เป็นแม่คน ธัญก็ยังคงเป็นแม่ที่เพียบพร้อม ดูแลเอาใจใส่ลูกเป็นอย่างดี จัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด เรียกได้ว่าเธอเป็นคนที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่แก้วรู้จัก

 

          “ผมไม่ค่อยชอบถ่ายรูป” คำอธิบายเรียบง่ายชัดเจน แต่กลับทำให้คนฟังย่นคิ้ว ตาคู่สวยตวัดมองดุ

 

          “มันไม่ใช่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบแล้วนะแก้ว คนเป็นพ่อเป็นแม่น่ะ ไม่ได้ทำแต่สิ่งที่ตัวเองชอบหรอกนะ บางครั้งเราก็ต้องฝืนตัวเองเพื่อเจ้าตัวเล็กของเรา ตอนที่พี่มีปรางแรกๆ พี่ต้องฝืนหลายอย่างเหมือนกัน พี่ไม่ชอบการนอนดึกเลยนะ แต่ก็ต้องตื่นตอนตีหนึ่งทุกวันเพื่อมาให้นมลูก พี่ชอบทำงานไม่ชอบอยู่เฉยๆ แต่เพราะต้องดูปรางพี่ก็เลยต้องเลิกทำงานที่ร้านทุกอย่าง พี่ชอบไปเที่ยวชอบเดินทาง แต่เพราะปรางยังเด็กพี่ก็เลยอยู่แต่บ้าน มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องไร้สาระ แต่สำหรับคนที่ต้องแลกอะไรหลายๆ อย่างเพื่อเด็กคนเดียว ในตอนนั้นมันก็ท้อนะ” หญิงสาวพูดขณะที่เหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าไกลราวกับย้อนกลับไปในวันเก่าๆ ก่อนจะหันมาโปรยยิ้มสดใสและภาคภูมิใจ “แต่สุดท้ายมันก็คุ้มค่าที่จะแลก”

 

          แก้วไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้พี่สาวทำหน้าที่สั่งสอนในฐานะคนอาบน้ำร้อนมาก่อน

 

          “อีกอย่างเรื่องรูปถ่ายน่ะ แก้วอาจจะไม่รู้สึกอะไรเพราะพ่อแม่เราเก็บรูปเราไว้เป็นอัลบั้มอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ แต่กับน้องโชค น้องเขาเพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ถึงจะกลมกลืนเข้ากับสถานที่ได้ดียังไง เขาก็ยังเป็นคนอื่นอยู่ดี พี่ว่าถ้าเรามีรูปของเขาวางไว้ในบ้านบ้างก็คงจะดี มันน่าจะช่วยให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวขึ้นมาอีกขั้น มีหลักฐานบอกว่าที่นี่เป็นที่ของเขาจริงๆ บอกว่าเขาเป็นที่ต้องการสำหรับบ้านหลังนี้”

 

          แก้วรับฟังและครุ่นคิด ขณะเดินตามหญิงสาวไปยังส่วนต่างๆ ของบ้าน โดยมีพี่ธัญ คุณแม่มือหนึ่งผู้มีความห่วงใยเหลือล้นเผื่อแผ่ไปยังเด็กชายในฐานะแม่ของเพื่อนอย่างน้องปราง และพี่สาวของชายหนุ่มผู้ปกครองมือใหม่ คอยแนะนำไม่หยุดปากเขาว่าควรต้องทำอะไรอีกบ้าง เพื่อให้เด็กชายได้เติบโตขึ้นมาอย่างดีที่สุดในบ้างหลังนี้




 
          แก้วกลับมาถึงบ้านตอนหกโมงเย็นนิดๆ สองมือถือของเต็มไปหมด ข้างหนึ่งเป็นงานอย่างเคย แต่อีกข้างที่ควรเป็นกับข้าวสำเร็จกลับกลายเป็นของสด ทั้งเนื้อสัตว์และผักหลากสี

 

          หลังจากที่ฟังคุณแม่น้องปรางเลกเชอร์ยาวเหยียดเรื่องสารอาหารที่เหมาะกับเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต อีกทั้งยังใจดีเขียนสูตรทำอาหารง่ายๆ ให้ตั้งหลายอย่าง แก้วจึงรู้สึกว่าคงเสียมารยาทแย่ถ้ายังไม่ยอมเข้าครัวสักครั้ง ถึงแม้จะไม่มั่นใจในฝีมือของตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เพราะอยู่คนเดียวมานาน พวกอาหารง่ายๆ อย่างผัดผักหรือต้มจืดเขาก็พอทำได้อยู่บ้าง และอย่างน้อยถ้าทำพลาดคืนนี้พวกเขาก็ยังมีไข่เหลือให้ทอดกินประทังชีวิตกันอยู่ตั้งครึ่งแผง

 

          “น้าแก้วจะทำกับข้าวเหรอ” เด็กชายเดินตามเข้ามาในห้องครัว เห็นชายหนุ่มกำลังเลือกวัตถุดิบให้ตรงกับที่เขียนไว้ในกระดาษ

 

          “อืม จะทำแกงจืดมะระ ผัดฟักทอง แล้วก็ทอดมันปลากราย แต่ไม่รู้ว่าจะกินได้กี่อันนะ” แก้วขมวดคิ้วอ่านสูตร แกงจืดกับผัดฟักทองไม่ใช่ปัญหา ทอดมันปลาเองถ้าส่วนผสมครบถ้วนก็น่าจะทำไม่ยากแล้ว แต่กว่าจะทำเสร็จหมดก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กิน

 

          ขณะที่กำลังชั่งใจอยู่ว่าลดจำนวนเมนูอาหารลงดูดีไหม เด็กชายก็ลากเก้าอี้ตัวเตี้ยที่เขาไว้ใช้ปีนล้างจานไปประจำที่เรียบร้อยแล้ว

 

          “จะทำอะไรน่ะ”

 

          “ช่วยล้างผัก” เด็กชายหันมาตอบพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ เขาเคยช่วยยายหอมล้างผักอยู่บ่อยๆ

 

          แก้วเห็นท่าทีกระตือรือร้นของเด็กชายแล้วก็เลิกคิดมาก เอาผักที่จะใช้ไปให้เด็กชายล้างก่อน แล้วค่อยล้างที่เหลือเพื่อเก็บเข้าตู้เย็นทีหลัง ส่วนตัวเขาเองก็เริ่มเตรียมเนื้อและเครื่องปรุง ก่อนตั้งเตาต้มน้ำเตรียมทำแกงจืด โชคจัดการล้างผักได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่เจ้าของบ้านหนุ่มตะกุกตะกักไปบ้างในการทำอาหารจริงจังครั้งแรก แต่ในที่สุดตอนเกือบสองทุ่ม อาหารเย็นของพวกเขาก็พร้อมรับประทานอยู่บนโต๊ะกินข้าว

 

          “เป็นไง” สิ่งแรกที่เด็กชายเลือกตักคือทอดมันปลา แก้วรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงกว่าปกติจังหวะหนึ่ง

 

          “เค็ม”

 

          “คงใส่น้ำปลาเยอะไป” แก้วตักทอดมันไปชิมบ้าง แล้วก็เค็มอย่างที่เด็กชายว่า ไม่ได้ถึงกับเค็มปวดไต แต่ก็ยังเค็มเกินไปอยู่ดี

 

          “อันนี้ขม” โชคตักน้ำแกงไปซด แล้วทำหน้ายู่เพราะรสชาติขมปร่าของมะระ

 

          “มะระก็ต้องขมอยู่แล้วสิ” แก้วตักน้ำแกงมาซดดูบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าขมเหมือนเด็กชายว่า บางทีคงเป็นเพราะธรรมชาติของเด็กที่ทำให้เจ้าตัวไม่ชอบของที่มีรสขม แก้วไม่ได้คะยั้นคะยอให้เด็กชายฝืนกินของที่ไม่อยากกิน เขาตักเอามะระมาใส่จานตัวเอง หั่นเอาเนื้อหมูสับวุ้นเส้นที่ยักไส้ด้านในออกมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วชิมดู เห็นว่ารสขมของมะระไม่ได้ซึมเข้าไปในเนื้อหมูมากเท่าในน้าซุปแล้วจึงตักไปวางใส่จานให้เด็กชาย

 

         ส่วนกับข้าวอย่างสุดท้ายบนโต๊ะอาหารคือผัดฟังทองใส่ไข่ แก้วไม่ได้คาดหวังกับอาหารมื้อแรกฝีมือตัวเองอีกแล้ว เขาหวังแค่ขอให้มันพอกันได้ก็พอ แต่เด็กชายที่ตักไปชิมก่อนกลับยิ้มแป้น แล้วตักไปอีกช้อนใหญ่

 

          “อันนี้อร่อย น้าแก้วกินดู” เด็กชายไม่พูดเปล่า ตักฟักทองชิ้นใหญ่กับข้าวในจานตัวเองยื่นไปป้อนคนตรงหน้า ดวงตาใสแป๋วจ้องมองอย่างคาดหวัง แก้วอ้าปากรับอาหารที่ตัวเองทำเข้าปาก รสหวานของฟักทองเด่นชัด เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันอร่อยตรงไหน ก็แค่ฟักทองผัดใส่ไข่ทั่วไป แต่ก็เข้าใจว่าเพราะเด็กชอบของหวาน เมนูนี้ถึงได้เป็นที่โปรดปรานของเจ้าตัวเล็กนัก

 

          ตลอดทั้งมื้ออาหาร แก้วจัดการกับแกงจืดมะระรสขม และทอดมันปลาที่ลดจำนวนลงไปเพียงสองจากสิบชิ้น โดยปล่อยให้ผัดฟักทองเป็นของเด็กชายแต่เพียงผู้เดียว

 

          ทั้งที่เมื่อก่อนชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจการทำอาหารเลยแท้ๆ สำหรับเขาขอเพียงแค่กินได้ก็พอ แต่ครั้งหน้าแก้วคิดว่าเขาอยากจะทำอาหารออกมาได้ดีกว่านี้เพื่อที่จะได้เห็นเด็กชายกินอย่างเอร็ดอร่อย นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่สินะ


.....

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

 
          บ่ายแก่วันศุกร์ที่แก้วขอเลิกงานก่อนเวลา เขาแวะร้านขายกล้องถ่ายรูปเล็กๆ ที่รับถ่ายรูปติดบัตรด้วยแถวที่ทำงาน ด้านหลังกระจกสีชาคือเจ้าของร้านวัยกลางคน หนวดเคราครึ้มนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่หลังเคาน์เตอร์ไม้

 

          “มาถ่ายรูปเหรอ” เจ้าของร้านขยี้บุหรี่ลงในที่เขี่ย เตรียมต้อนรับลูกค้าด้วยท่าทีสบายๆ

 

          “เปล่าครับ มาซื้อกล้อง” แก้วตอบ ไล่สายตาดูกล้องหลากรุ่นหลายยี่ห้อที่โชว์อยู่ ทั้งบนชั้นโชว์ด้านหลังและในตู้กระจกใต้เคาน์เตอร์ไม้

 

         “ดูไม่เหมือนคนเล่นกล้องเลยนะ”

 

         “ครับ”

 

          “แล้วดูๆ รุ่นไหนไว้บ้างรึยังล่ะ” เจ้าของร้านซักถามความต้องการของลูกค้าต่อทันที นานแล้วที่ไม่เจอลูกค้าแบบนี้ เพราะปกติร้านของเขาค่อนข้างจะเงียบ ที่อยู่ได้ก็เพราะมีเด็กนักเรียนแวะเวียนมาถ่ายรูปติดบัตรเสมอๆ ส่วนลูกค้าที่มาซื้อกล้องนั้น ส่วนมากที่มีแต่พวกนักสะสมตัวยงที่รู้จักกันเท่านั้น

 

          “ยังครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องกล้องสักเท่าไหร่”

 

          “อยากได้แบบไหน”

 

          “ครับ?” แก้วมองเจ้าของร้านด้วยสีหน้าแสดงเครื่องหมายคำถามชัดเจน

 

          “อยากได้กล้องฟิล์มหรือว่ากล้องดิจิตอลล่ะ” เจ้าของร้านอธิบาย แก้วครุ่นคิดถึงความแตกต่างของกล้องสองแบบที่เจ้าของร้านบอกมา เขารู้เพียงแค่ว่ากล้องฟิล์มเป็นกล้องที่ต้องใส่ม้วนฟิล์มเข้าไปเพื่อบันทึกภาพ และถ้าถ่ายไปแล้วก็จะกดลบไม่ได้ ส่วนกล้องดิจิตอลที่กำลังเป็นที่นิยมนั้นสามารถเก็บรูปไว้ในการ์ดข้อมูลได้ ถ้าให้เทียบกันแล้วกล้องดิจิตอลก็คงสะกวดกว่า แต่ที่ผ่านมาเวลาที่ต้องใช้กล้องเพื่อทำงาน เขาก็เคยจับแต่กล้องฟิล์มเสียด้วย

 

          “เอางี้นะคุณ” เจ้าของร้านพอจะรับรู้ได้ถึงความลังเลในใจของลูกค้าหนุ่ม เลยตัดสินใจจะช่วยเลือกกล้องสักตัวที่เหมาะกับการใช้งานให้อีกฝ่าย “จะเอาไปถ่ายอะไร”

 

          “ถ่ายรูป.. เด็ก”

 

          “ลูกเหรอ”

 

          “ไม่.. ใช่ครับ” เจ้าของร้านงงกับคำตอบที่เหมือนไม่แน่ใจของชายหนุ่ม แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะต้องไปหาคำตอบ เขาพียงแค่ต้องแนะนำต่อเท่านั้น

 

          “ถ้าคุณถามผม กล้องดิจิตอลจะสะดวกกว่า ถ้าถ่ายออกมาแล้วไม่ชอบใจก็กดลบทิ้งไปได้เลย” แก้วพยักหน้า ถ้าคนขายบอกแบบนั้นก็คงตามนั้น แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากว่าจะเอา เจ้าของร้านก็พูดต่อ “แต่ถ้าจะเอาไปถ่ายคนน่ะ ผมว่ากล้องฟิล์มมันมีเสน่ห์กว่านะ พอคุณจะกดชัตเตอร์ ภาพแค่ครั้งเดียวนั้นก็จะถูกเก็บเอาไว้ แล้วก็ต้องรอลุ้นว่าภาพที่ถ่ายจะออกมาเป็นยังไงตอนเอามาล้าง มันก็เหมือนเลี้ยงเด็กนั่นแหละ คุณไม่รู้หรอกว่าเขาจะโตขึ้นไปเป็นยังไงจนกว่าจะถึงตอนนั้น”

 

          แก้วขับรถกลับบ้านโดยที่เบาะข้างคนขับมีกล้องตัวหนึ่งกับม้วนฟิล์มสองตลับนอนแน่นิ่งอยู่บนนั้น เพราะคำบอกเล่าของเจ้าของร้าน เขาชักอยากจะลองถ่ายภาพใบนั้นที่เก็บเอาเสี้ยววินาทีที่มีครั้งเดียวในโลกของเด็กชายตัวน้อยเอาไว้บ้างแล้ว แต่ถ้าหากรูปออกมาไม่ดีเขาคงต้องย้อนกลับไปซื้อกล้องดิจิตอลมาอีกตัวแน่ๆ

 

 

 
          “หนึ่ง สอง..” เสียงลั่นชัตเตอร์ฟังดูติดขัดนิดหน่อย แต่ภาพของเด็กชายที่ยืนยิ้มอยู่หน้าชั้นวางทีวีก็ถูกเก็บบันทึกลงบนแผ่นฟิล์มเรียบร้อยแล้ว ถึงจะไม่อาจรู้ได้ว่าภาพใบนั้นออกมาเป็นอย่างไรจนกว่าจะนำฟิล์มไปล้าง แต่แก้วก็ยิ้มอย่างพึงพอใจที่ได้เก็บหลักฐานชิ้นแรกของการเป็นส่วนหนึ่งของบ้านของเด็กชายเอาไว้

 

          “น้าแก้ว ดูหน่อย” โชคโถมตัวเข้าใส่น้าแก้วที่นั่งขัดสมาธิถือกล้องอยู่ในมืออย่างสนอกสนใจ

 

          “ยังดูไม่ได้หรอก ต้องรอเอาฟิล์มไปล้างก่อน” เด็กชายกระพริบตาปริบ ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ถ้าชายหนุ่มบอกเขาว่ายังไม่ได้ก็คือยังไม่ได้

 

          “แล้วน้าแก้วล่ะ” เด็กชายถามเมื่อเห็นว่าเจ้าของบ้านเก็บกล้องใส่กระเป๋าคล้ายว่าพอใจกับรูปสองสามรูปนั้นแล้ว

 

          “หืม”

 

          “ไม่เห็นถ่ายน้าแก้วบ้างเลย” แก้วยิ้ม มืออุ่นลูบศีรษะเล็กที่โน้มเข้ามาใกล้ ดวงตาใสซื่อจ้องมองเขาอย่างจริงจัง

 

          “รูปฉันมีเยอะแล้ว”

 

          “รูปน้าแก้วอยู่ไหนล่ะ” โชคยังคงยิงคำถามใส่ชายหนุ่ม น้าแก้วบอกว่ามีรูปเยอะแล้วก็จริง แต่เขาไม่เคยเห็นมันเลย ในบ้านหลังนี้ไม่มีรูปน้าแก้วอยู่เลย จริงๆ แล้วไม่มีรูปของใครอยู่เลยต่างหาก ภาพที่ถูกแขวนตกแต่งทั้งหมดเป็นภาพทิวทัศน์ ไม่มีภาพของคนอยู่เลย

 

          “อยากดูเหรอ”

 

          “อยากดู”

 

          ชายหนุ่มยิ้มบาง ก่อนขยับตัวไปที่ตู้โชว์ข้างทีวี ชั้นล่างที่เป็นตู้ไม้บานทึบถูกเปิดออก อัลบั้มภาพมากมายทั้งเล็กใหญ่ รวมถึงกรอบรูปมากมายถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบอยู่ในนั้น แก้วหยิบเอาอัลบั้มที่อยู่บนสุดออกมาเปิดดูผ่านๆ พอเห็นว่าเป็นรูปตัวเองสมัยประถม น่าจะไม่ห่างกับเด็กชายในปัจจุบันนักก็เอาออกมาให้ดู

 

          “นี่ใครเหรอ” โชคถาม เมื่อในรูปถ่ายสีซีดมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยยืนอยู่ข้างแก้วในวัยเด็ก เธอมีรอยยิ้มสดใสกับแววตาอ่อนโยน แตกต่างกับเด็กชายที่กำลังทำหน้าบูดลิบลับ

 

          “แม่ฉันเอง” แก้วเหลือบตามามองเล็กน้อยก่อนจะตอบ ในขณะที่มือยังคงง่วนหารูปตัวเองในอัลบั้มอื่นเพื่อเอามาให้เด็กชายได้ดูเพิ่มอยู่

 

          “สวยจัง”

 

          “เหรอ”

 

          “อื้ม”

 

          “ตอนนั้นแม่น่าจะเพิ่งสามสิบกว่าๆ” ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้เด็กชายเพื่อดูรูปในมือเล็กด้วย มองภาพของหญิงสาวในชุดกระโปรงสีครีมลายดอกกุหลาบเล็กๆ เขาจำวันนั้นได้ดี พ่อกับแม่พาเขาไปบ้านยายที่ต่างจังหวัด แดดร้อนของเดือนเมษายน แม่สวมหมวกปีกกว้างให้เขา ขณะที่พ่อเรียกให้มองกล้อง เขาไม่พอใจหมวกสีขาวที่เหมือนของเด็กผู้หญิงเลยทำหน้ายู่ใส่ แม่ของเขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนมือขาวบางจะจับไหล่เขาไว้ขณะยิ้มกว้างให้กล้อง ...นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่เขาได้ถ่ายกับแม่

 

          สองวันหลังจากนั้น ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพ แม่ก็จากเขาไปตลอดกาล

 

          “แม่น้าแก้วไม่อยู่แล้วเหรอ”

 

          “อืม ไม่อยู่นานแล้ว”

 

          “เหมือนกันเลย” เด็กชายพูดเสียงใสจนน่าปวดใจ รอยยิ้มและแววตาที่มองมานั้นคล้ายกำลังพยายามปลอบใจคนโตกว่าอยู่ แก้วคว้าเอาตัวเล็กขึ้นมานั่งตักแล้วกอดเอาไว้หลวมๆ ขณะที่พลิกเปลี่ยนหน้าอัลบั้มภาพไปด้วย

 

          “อันนี้ตอนฉันอายุสิบสอง ถ่ายตอนวันปีใหม่กับพ่อ” เด็กชายมองตามที่แก้วชี้ เป็นชายวัยกลางคนสวมเสื้อโปโลมีตราหน่วงงานราชการ เขาดูคล้ายแก้วมาก แต่ดูเนี๊ยบกว่าในหลายๆ ความหมาย ผมตัดสั้นดูสบายตา หลังเหยียดตรงทั้งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สาน ทั้งยังสวมแว่นตากรอบทองดูจริงจังกว่าน้าแก้วที่ชอบใส่เสื้อผ้าสบายๆ ผมก็ไว้ยาวระต้นคอ แถมชอบรวบเก็บลวกๆ เหมือนเพิ่งออกจากห้องน้ำตลอดเวลา

 

          “น้าแก้วตอนแก่” เด็กชายหัวเราะคิกคัก

 

          “ฉันดูเหมือนพ่อมากเลยเหรอ”

 

         “เหมือน แต่น้าแก้วหล่อกว่า”

 

         คราวนี้เป็นแก้วที่หัวเราะ ขยี้หัวเด็กชายแรงๆ ก่อนจะปล่อยลงจากตัก ให้เจ้าเด็กปากหวานนอนพลิกดูรูปถ่ายของเขาในอัลบั้มที่เหลือต่อตามสบาย ในขณะที่ตัวเขาหันไปรื้อกองภาพในกรอบรูปที่ถูกเก็บเข้าไปไว้ในตู้อับทึบออกมาไล่ดูทีละภาพ ส่วนใหญ่แล้วเป็นภาพครอบครัว มีเขา พ่อ และแม่ บางรูปก็มียายที่อยู่ต่างจังหวัดของเขาด้วย แต่คนในภาพทั้งหมดนั้น ปัจจุบันไม่มีใครเหลืออยู่แล้วนอกจากเขา

 

          แก้วจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ภาพเหล่านั้นได้วางโชว์อยู่ตามมุมต่างๆ ของบ้านคือหลังงานศพคืนสุดท้ายของแม่ วันแรกหลังจากเรื่องทุกอย่างจบลง ความวุ่นวายทั้งหมดที่เคยเบี่ยงเบนความโศกเศร้าก็หมดไป แล้วความเหงาที่เกิดจากช่องว่างของคนหนึ่งคนก็แทรกตัวแผ่ขยายปกคลุมบ้านทั้งหลังเอาไว้ พ่อของเขาร้องไห้เงียบๆ อยู่บนโซฟา ในมือถือกรอบรูปที่มีหญิงสาวในวันที่เธอสวยที่สุดยืนยิ้มอยู่ข้างเขาที่สวมชุดสูทสีขาว แล้วหลังจากนั้นรูปภาพทั้งหมดที่ทำให้คิดถึงเธอคนนั้นก็ถูกเก็บไว้อย่างดีหลังบานประตู้ไม้สีทึมทึบ เช่นเดียวกับน้ำตาของชายที่หัวใจแหลกสลาย แก้วไม่เคยเห็นพ่อของเขาร้องไห้อีกเลย

 

         “น้าแก้ว มีอีกไหม” แก้วหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง หันไปมองเด็กชายนอนอยู่ท่ามกลางอัลบั้มภาพที่กระจายอยู่เต็มพื้น เขาไม่รู้ว่าตัวเองใช้เวลาในความทรงจำเก่าๆ ไปนานแค่ไหน แต่มันก็คงมากพอที่จะให้โชคได้พลิกดูภาพถ่ายของเขาทั้งหมดที่มีได้จนครบ

 

          “มีแค่นั้นแหละ”

 

          “ทำไมไม่มีน้าแก้วตอนโตเลยล่ะ” แก้วหยิบอัลบั้มที่ใกล้มือที่สุดขึ้นมาเปิดดู อัลบั้มนั้นเป็นรูปของเขาตอนห้าขวบ พอหยิบอีกอันก็เป็นรูปของเขาตอนแรกช่วงเกิด เป็นอย่างที่เด็กชายว่า ภาพของเขามีแต่ภาพตอนยังเด็กเท่านั้น คงเป็นเพราะหลังจากที่แม่เขาเสียไป พ่อก็เริ่มถ่ายรูปน้อยลง นอกจากวันพิเศษหรือโอกาสสำคัญๆ แล้วก็แทบไม่เห็นพ่อเอากล้องตัวโปรดนั้นออกมาอีกเลย

 

          บางทีพ่อเขาอาจจะเกลียดการถ่ายรูปไปแล้วก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็เก็บไว้ได้เพียงแค่ความทรงจำ ในขณะที่คนในภาพอาจจากไปไกลแสนไกลแล้ว

 

          “แล้วอันนั้นอะไรเหรอน้าแก้ว” ถุงพลาสติกสีขาวทึบที่ถูกยัดไว้ในตะกร้าใส่กระบอกฟิล์ม แก้วคิดว่าในนั้นก็คงใส่ฟิล์มที่เอาไปอัดกับร้านมาแล้วเช่นกัน แต่ความอยากรูอยากเห็นของเด็กชายทำให้เขาต้องล้วงมันออกมา

 

         ในถุงสีขาวใบนั้นไม่ใช่ตลับทรงกระบอกอย่างที่เขาคิด แต่เป็นกระดาษโฟโต้ปึกใหญ่ ถุงพลาสติกที่ถูกเก็บมานานหลายปีจนเริ่มกรอบ บวกกับน้ำหนักของสิ่งของข้างใน พอชายหนุ่มหิ้วหูมันมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง ก้นถุงก็ทะลุ ภาพถ่ายจำนวนมากกระจายออกมาเต็มพื้น โชครีบหยิบขึ้นมาดูอย่างสนใจ ในขณะที่แก้วจ้องมองมันเงียบๆ

 

          พ่อเขาไม่ได้เกลียดการถ่ายรูป ไม่เลยสักนิด

 

          “นี่ไงน้าแก้วตอนโต” เด็กชายโชว์ภาพถ่ายที่ร่วงจากถุงให้เจ้าตัวดู แก้วรับรูปของเด็กชายหัวเรียนสวมชุดนักเรียนม.ปลายกำลังสะพายกระเป๋าเดินออกจากบ้านมา เด็กหนุ่มคนนั้นคือเขาเอง เขาไม่รู้ว่าพ่อของเขายังชอบการถ่ายรูปอยู่ไหม มันอาจจะลดลงหลังแม่ตาย แต่พ่อก็ไม่เคยพลาดที่จะเก็บรูปของเขาในทุกช่วงการเติบโตเอาไว้เลย

 

          แก้วกับเด็กชายช่วยกันเก็บภาพเหล่านั้นแล้วพยายามเรียงลำดับโดยดูจากวันที่ตรงมุมล่าง รูปถ่ายมากมายที่มีเขาเป็นนายแบบ มีหลายรูปที่เขาหันมามองกล้อง บางทีเขาอาจจะสับสนกับภาพในอดีต เลยเหมาเอาความทรงจำที่เห็นพ่ออยู่หลังเลนส์นั้นคือช่วงเวลาก่อนที่แม่จะจากไปเสียทั้งหมด

 

          “นี่อาธีร์เหรอ” เมื่อเรียงภาพจนใกล้ครบหมดแล้ว โชคก็สังเกตเห็นหน้าตาของคนที่ดูคุ้นเคยอย่างคุณอาเพื่อนสนิทของน้าแก้ว ในภาพนั้นมีเด็กหนุ่มสองคน ตัวสูงไล่ๆ กัน คนหนึ่งใส่ชุดลำลองกำลังปลดโซ่ที่คล้องประตู้รั้วออก ในขณะที่อีกคนใส่ชุดนักเรียนยืนยิ้มอยู่ด้านนอก แล้วรูปถัดจากนั้นเด็กชายผู้มีรอยยิ้มเหลือเฟือก็ดูจะรู้สึกตัวว่ากำลังถูกเก็บภาพ เลยหันมาส่งยิ้มกว้างประจำตัวให้คนถ่าย พร้อมกับดึงให้ลูกชายเจ้าของบ้านในเวลานั้นหันมามองกล้องด้วยกัน

 

          แก้วจำไมได้ว่าเคยเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น อาจจะเป็นเพราะมันเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งของเขา เช่นเดียวกับภาพถ่ายที่หมดลงหลังจากนั้นไม่กี่ใบ พ่อจากเขาไปด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงในเวลาเพียงไม่นาน แก้วในวัยสิบเจ็ดกลับมาถึงบ้านในตอนเย็นหลังเลิกเรียน เห็นพ่อของเขากำลังชักอยู่ที่พื้น เขาโทรเรียกรถพยาบาลทันที เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เวลาของเขาเหมือนหยุดลงตรงหน้าห้องฉุกเฉิน หลังจากนั้นการรับรู้ของเขาก็พร่ามัวไปหมด รู้ตัวอีกทีก็ตอนดึกคืนเดียวกันนั้น เขายืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว คืนนั้นธีร์เป็นคนพาเขากลับบ้าน กอดเขาที่น้ำตาไหลไม่หยุดเอาไว้จนถึงเช้า และเรื่องการจัดงานหลังจากนั้นบ้านของเพื่อนสนิทก็เข้ามาช่วยดูแลจัดการให้ทั้งหมด

 

          “อืม อาธีร์ตอนวัยรุ่นน่ะ”

 

 

 
          หลังจากที่ส่งเด็กชายเช้านอนพร้อมกับอ่านนิทานให้ฟังอย่างที่เพื่อนสนิทชอบย้ำซ้ำๆ เรียบร้อยแล้ว แก้วก็ลงมาเก็บอัลบั้มรูปกลับเข้าที่เดิม ส่วนรูปถ่ายฝีมือพ่อที่เขาเพิ่งจะค้นพบก็ถูกสอดเก็บใส่อัลบั้มเปล่าที่เหลืออยู่ในตู้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งเก็บใส่ถุงพลาสติก รออัลบั้มอันใหม่ที่เขาจะไปซื้อ ในสักวันที่เขาจะเอารูปถ่ายของเด็กชายไปล้าง

 

          แก้วมองกรอบรูปมากมายที่วางแน่นิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนยี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก่อนที่เขาจะปิดตู้เก็บความทรงจำใบนั้น เขาก็เลือกที่จะเอามันออกมา วางตั้งไว้ตามชั้นต่างๆ ไม่ได้เอาออกมาครบทุกอัน แต่ก็มากเพียงพอที่จะบอกได้ว่าคนในภาพนั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

 

          ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว พ่อของเขาเลือกที่จะเก็บเอาความทรงจำมากมายเอาไว้ในตู้เก็บของเพราะทุกครั้งที่เห็นมัน เขาจะเจ็บปวดและเปลี่ยวเหงา และแก้วเองก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกันถึงได้ปล่อยมันเอาไว้อย่างนั้นมาตั้งเนิ่นนาน แต่ตอนนี้เขาไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว

 

          ถึงคนในภาพเหล่านั้นจะไม่ได้อยู่กับเขา แก้วก็ไม่เหงาแล้ว

 

 

 

TBC...


อาทิตย์นี้ก็มีเรื่องราวของน้าแก้วโผล่ออกมาบ้างแล้ว ยังไงก็ฝากติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ
นิยายเรื่องนี้รีนตั้งใจเขียนมาก ถ้าคุณชอบก็ช่วยคอมเม้นเป็นกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กับรีนด้วยนะคะ
แล้วก็ขอขอบคุณคอมเม้นที่ให้กำลังใจ มีค่ามากๆ เลยค่ะ ขอบคุณจริงๆ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ รักษาสุขภาพกันด้วย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-04-2020 00:08:19 โดย FebruarySea »

ออนไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +71/-0
เพราะมีเด็กน้อยโชคมาอยู่ด้วย จากนี้ก็ไม่มีเวลามาเหงาแล้วนะน้าแก้ว กว่าจะโต 555 สนุกกกมากเลยค่ะ แต่งเก่งนะ บรรยายและภาษาดีอ่านลื่นไหล อ่านแล้วอิน ชีวิตโชคอับโชคจริง ดีใจที่มาเจอน้าแก้ว ความผูกพันธ์ก่อเกิดขึ้นเรื่อยๆ แม้วันข้างหน้าไม่รู้จะเจอกับอะไรบ้าง แต่เราจะคอยติดตามนะโชค สนุกกกกกกก ชอบค่ะชอบ มาๆมาต่ออีก รอตอนต่อไปเลย ขอบคุณนะคะที่แต่งและมาอัพ  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
บ้านเริ่มเป็นบ้านขึ้นมาแล้ว :กอด1:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 7



          เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงเวลาเปิดภาคการศึกษา แก้วพาเด็กชายไปซื้ออุปกรณ์การเรียนรวมถึงเสื้อผ้าตามระเบียบมาเตรียมเอาไว้อย่างครบถ้วน การประชุมผู้ปกครองก็ไม่เคยขาด ความรู้พื้นฐานที่ทางโรงเรียนกำหนดมาก็สอนให้หมดทุกหัวข้อแล้ว อีกทั้งงานของบริษัทช่วงนี้เองก็แบ่งให้พนักงานใหม่เอาไปทำจนปริมาณงานของเขาลดลงอย่างมาก พอมาถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งเด็กชายทั้งผู้ปกครองจึงต่างคนต่างว่าง



          แก้วเลยถือโอกาสนี้พาเด็กชายออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านตามคำแนะนำอีกอย่างจากพี่ธัญ ที่บอกว่าเขาควรพาเด็กชายไปเที่ยวข้างนอกบ้าง อย่างพวกสวนสาธารณะหรือแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้แก่เยาวชนต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมของกรุงเทพ



          ท้องฟ้าจำลอง คือสถานที่ที่ชายหนุ่มเลือกมาจากหนึ่งในความทรงจำสมัยเด็กของเขา คลับคล้ายคลับคลาว่าได้มาทัศนศึกษาที่นี่เมื่อตอนป.ห้า หลายอย่างดูเปลี่ยนแปลงไป แต่กลิ่นอายประหลาดที่เขาอธิบายไม่ได้นั้นยังเหมือนเดิม มันทั้งน่าตื่นเต้น แต่ก็น่าเบื่อในเวลาเดียวกัน แต่ไม่ใช่สำหรับเด็กชาย โชคดูสนอกสนใจไปเสียทุกอย่าง อาจเพราะเขาไม่เคยได้มายังสถานที่แบบนี้มาก่อน ทุกอย่างรอบตัวถึงได้ดูเป็นเรื่องใหม่ที่รอให้เขาไปสำรวจ



          “เข้าชมท้องฟ้าจำลองรอบบ่ายโมงนะคะ” พนักงานขายตั๋วบอก แก้วข้อมือมาดูนาฬิกา ตอนนี้เพิ่งสิบเอ็ดโมง เหลือเวลาสองชั่วโมงก่อนที่จะถึงเวลาเข้าชม เขาจูงมือเด็กชายฝ่าฝูงชนที่เต็มไปด้วยผู้ปกครองที่พาลูกหลานมาเที่ยวในวันหยุด ไม่เคยคิดเลยว่าคนจะเยอะขนาดนี้



          “เข้าไปเดินเล่นข้างในก่อนแล้วกัน” ชายหนุ่มดันหลังเล็กในเข้าไปในอาคารที่เดียวกับจุดขายตั๋วตั้งอยู่ ภายในเต็มไปด้วยของจัดแสดงที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์ โดยที่มีห้องแยกย่อยตามหัวข้อเฉพาะอื่นๆ อีกหลากหลายให้เลือกชม เขาปล่อยให้เด็กชายเป็นคนนำ คอยเดินตามพลางตอบคำถามที่มีมาไม่หยุดให้เจ้าตัวเล็กหายสงสัย ส่วนอันไหนที่เขาตอบไม่ได้ ก็จะหันไปหาความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ซึ่งประจำอยู่ตามจุดให้ช่วยอธิบาย



          พวกเขาใช้เวลาในอาคารนั้นกันเกือบชั่วโมง เดินวนเวียนจนครบแล้วค่อยออกมาหาของกินที่ร้านค้าด้านหน้าเพราะถึงเวลาเที่ยงพอดี แก้วนั่งฟังเด็กชายเจื้อยแจ้วถึงความสุดยอดของสิ่งที่ได้เรียนรู้มาสดๆ ร้อนๆ ขณะที่ดูให้เจ้าตัวเคี้ยวและกลืนอาหารให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนจะพูด เพียงแปบเดียวเวลาสองชั่วโมงก็หมดลง หลังจากทิ้งขยะลงถังแล้วเขาก็พาเด็กชายไปต่อแถวเข้าชมท้องฟ้าจำลองในโดมยักษ์



          แอร์เย็นฉ่ำกับบรรยากาศมืดสลัวชวนให้หาวหวอด แก้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ จัดท่าทางหามุมสบายแล้วเตรียมจะงีบสักพัก กะว่าพอจบรอบการจัดแสดงนี้แล้วค่อยตื่นมาพาเด็กชายไปเดินดูนิทรรศการกับอควาเรียมที่เหลือ แต่ยังไม่ทันได้หลับตาก็ถูกคนข้างๆ สะกิดยิก



          “ว่าไง”



          “น้าแก้ว”



          “หืม”



          “หนาว” โชคลูบผิวเนื้อที่โผล่พ้นเสื้อแขนสั้นออกมา ปากเล็กสั่นน้อยๆ เพราะอุณหภูมิที่ลดต่ำกว่าด้านนอกอย่างชัดเจน



          แก้วไม่ได้ใส่เสื้อคลุมตัวนอกมา เช่นเดียวกับที่ไม่ได้เตรียมมาให้เด็กชาย เขาเลยได้แต่ขยับตัวนั่งดีๆ แล้วตบตักตัวเองพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคนเพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น “มานี่สิ”



          เด็กชายเปลี่ยนที่นั่งอย่างรวดเร็ว เพียงเสี้ยวนาทีก็ปีนขึ้นไปประจำที่บนตักน้าแก้วพร้อมกับเอนหลังพิงอกอุ่น แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าปลอมที่ยังคงมืดมิด รอคอยจนกระทั่งเสียงบรรยายชวนหลับเริ่มพูด แสงสว่างก็ถูกฉายขึ้นไปสะท้อนอยู่บนเพดานโค้ง ปรากฏภาพของดวงดาวนับหมื่นกระจายตัวอยู่เหนือหัว



          เรื่องราวมากมายถูกเล่าผ่านน้ำเสียงราบเรียบ หลากหลายหมู่ดาวที่ถูกโยงเส้นเข้าหากัน บ้างก็กลายเป็นรูปของสัตว์ประจำราศี บ้างก็กลายเป็นร่างของเทพเจ้าตามตำนานกรีก โชคมองท้องฟ้าจำลองประดับดาวแสนสวยพวกนั้นอย่างตั้งใจ ในขณะที่สองมือเล็กก็กอดรัดแขนอบอุ่นของเบาะรองนั่งเอาไว้แน่น



          ช่วงครึ่งหลังของการโชว์ท้องฟ้าจำลองเป็นการฉายการ์ตูนที่เกี่ยวกับการปกป้องอวกาศ แก้วไม่ได้สนใจนักจึงผล็อยหลับไป ผิดกับคนบนตักที่ยังคงจับจ้องไปยังเพดานที่ถูกใช้แทนจอฉายหนังไม่วางตา อย่างที่ว่าเด็กกับการ์ตูนหรรษาเป็นของคู่กัน



          “น้าแก้ว เมื่อกี้นี้กัปตันสเปซเท่มากเลยเนอะ” เด็กชายพูดถึงการ์ตูนฮีโร่อวกาศไม่หยุดตั้งแต่ออกจากอาคารท้องฟ้าจำลอง ในขณะที่คนข้างๆ ได้แต่เออออตามทั้งที่ไม่รู้เรื่องเลยสักนิด



          แก้วพาเด็กชายที่ไปยังอาคารหลังเล็กที่แยกออกมาอยู่ติดริมรั้ว อควาเรียมเรียมเล็กๆ ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากมายนัก แต่โชคก็ยังเกาะขอบตู้กระจกเฝ้ามองปลาการ์ตูนสีส้มสดใสว่ายไปมาอย่างสนุกสนาน แก้วย่อตัวลงไปให้หน้าอยู่ในระดับเดียวกันกับเด็กชาย ค้นหาว่าดวงตาคู่นั้นมองเห็นอะไร ทำไมถึงได้เปล่งประกายได้สว่างไสวเต็มไปด้วยความสุขขนาดนั้น



          “โชค ชอบปลาเหรอ”



          “ชอบมากเลย ในทีวีตอนเย็นนะ มีที่เขาไปใต้น้ำกันด้วย มีปลาเต็มไปหมดเลย มีฉลามด้วย แต่ฉลามไม่กินคนนะ” เด็กชายรีบเล่าถึงสารคดีหลังข่าวที่ได้ดูบ่อยๆ ให้ชายหนุ่มฟัง เขาชอบตอนท้องทะเลมหัศจรรย์มากที่สุดเลย



          “งั้นวันหลังฉันพาไปอความเรียมที่มันใหญ่กว่านี้ดีไหม” แก้วขยี้ผมสีดำสนิทนั้นอย่างเอ็นดู “ที่นั่นมีปลายเยอะกว่านี้ มีอุโมงค์ที่พอมองขึ้นไป ก็จะเห็นปลายว่ายอยู่บนหัวเราด้วย”



          “ไป อยากไป น้าแก้วพาไปหน่อย” แก้วมองดวงตาใสซื่อที่ฉายแววความกระตือรือร้นอย่างตรงไปตรงมาคู่นั้นอย่างขบขัน โชคไม่เคยปกปิดความต้องการของตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ซื่อสัตย์กับความรู้สึกอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เคยเรียกร้องในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็นคนเสนอให้เลยสักครั้ง



          ชายหนุ่มก็ได้แต่หวังว่าในสักวันหนึ่ง เด็กชายจะกล้าเรียกร้องบางอย่างจากเขาด้วยตัวเอง มันอาจจะใช้เวลาสักหน่อย แต่วันที่โชคทำตัวเหมือนเป็นคนในครอบครัวเขาจริงๆ จะต้องมาถึงแน่



          “ไว้คราวหน้านะ”



          “อื้ม”



          “ครับ”



          “ครับ”







          แก้วกับเด็กชายกลับมาถึงบ้านตอนทุ่มกว่าๆ หลังจากที่พวกแวะกินข้าวมาจากข้างนอกแล้ว ทันทีไฟในบ้านบ้านสว่างขึ้น แก้วก็รู้ตัวว่าสิ่งที่เขาลืมก่อนออกจากบ้านในตอนเช้าคืออะไร



          กล้องถ่ายรูปที่เขาเตรียมไว้เพื่อไปเก็บรูปของโชคในวันนี้นอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะไม้ข้างที่เขี่ยบุหรี่



          ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างขบขัน เขาคงเริ่มแก่แล้วถึงได้ขี้ลืมแบบนี้ เขาคิดขณะเดินไปทิ้งตัวนั่งบนโซฟา ใช้ให้เด็กชายกดเปิดพัดลมหลังจากที่จุดบุหรี่ขึ้นสูบ



          “ไปอาบน้ำไป” แก้วไล่ให้เด็กชายไปอาบน้ำ แต่โชคไม่ขยับ กลับเอื้อมมือมาหยิบเอาเจ้าเครื่องมือบันทึกภาพเจ้าปัญหาไปถือไว้ ล้วงออกจากกระเป๋าของมันอย่างตะกุกตะกักเพราะขนาดไม่พอดีมือ



          “น้าแก้ว ทำยังไง”



          “ทำอะไร”



          “ถ่ายรูป” แก้วหรี่ตาลงมองเด็กชายที่ดื้อไม่ฟังคำสั่งเขาเป็นครั้งแรก แต่ก็เข้าใจได้ถึงความอยากรู้อยากเห็นตามวัย และเพราะตอนนี้เพิ่งจะหัวค่ำ แก้วเลยปล่อยให้เด็กชายสำรวจอุปกรณ์ในมือเล่น โชคทำตามที่เคยเห็นเขาทำ ยกกล้องขึ้นมาใกล้หน้า ปิดตาข้างหนึ่ง แต่เหมือนเด็กน้อยจะไม่รู้ว่าควรมองตรงไหน เลยก้มๆ เงยๆ อยู่หลังเครื่องบันทึกภาพนั้นงงๆ



          “มองผ่านตรงช่องเล็กๆ ตรงนั้น แล้วก็กดปุ่มข้างบน” แก้วใช้มือข้างที่คีบบุหรี่ชี้บอกตำแหน่งที่ถูกต้องอยู่ไกลๆ เพราะกลัวว่าควันจะโดนเด็กชายถ้าเขาขยับเข้าไปใกล้ “จะถ่ายฉันเหรอ”



          โชคพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะทำตามคำแนะนำ เขายกกล้องขึ้นมาอีกครั้งโดยที่มีคนตรงหน้าเป็นแบบ ดวงตามองส่องผ่านช่องมองภาพเล็กๆ แล้วลั่นชัตเตอร์เก็บเอาภาพของน้าแก้วที่กำลังนั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่ พร้อมกับรอยยิ้มนิดๆ ที่มุมปาก โชคไม่รู้ว่าภาพของเขาจะออกมาเป็นยังไง แต่เขาก็มีความสุขกับการที่ได้ถ่ายรูปน้าแก้วของเขาแล้วเลยฉีกยิ้มกว้างออกมา



          “จะได้มีรูปน้าแก้วตอนโต”



          แก้วยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร เขาขยี้บุหรี่ที่เหลือทิ้งลงในที่เขี่ย มองเด็กชายที่เก็บกล้องใส่กระเป๋าตามเดิมด้วยสีหน้าภูมิใจ เสร็จแล้วก็เดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำตามที่เขาสั่งไปตอนแรก ก่อนจะเบนสายตาไปยังภาพถ่ายในกรอบที่เขาเพิ่งเอาออกมาวางโชว์หลังจากเก็บไว้ในตู้มาหลายปี



          นานแล้วเหมือนกันที่เขาไม่ได้ถูกใครสักคนจ้องมองผ่านเลนส์





TBC...


          ตอนนี้สั้นไปหน่อย เป็นวันเดย์ทริปของน้าแก้วกับโชค วันสบายๆ น่ารักๆ ของพวกเขาล่ะค่ะ
          แล้วก็ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นนะคะ น่ารักมากเลย กำลังใจเต็มเปี่ยม ใจฟูมากๆ สำหรับคนเขียนแล้ว แค่มีคนคอมเม้นมาคุยด้วยก็มีความสุขมากๆ แล้วค่ะ ช่วยคุยกับรีนต่อไปอย่างนี้นานๆ เลยนะคะ  :mew1:

          เจอกันตอนหน้าค่ะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2601
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +127/-5
ตอนแรกๆ เศร้ามาก อ่านไม่ไหว หัวใจ อ่อนแอ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออนไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +71/-0
อื้ออโชคมาทำให้น้าแก้วเปิดตัวเปิดใจอีกครั้ง น่ารักมากตอนนี้มีพาไปเที่ยวท้องฟ้าจำลองได้เที่ยวได้ความรู้ ดีใจกับโชคเหมือนเราก็ได้ตามไปด้วยเลย 5555 ขอบคุณนะคะที่มาต่อ สนุก รอตอนต่อไปเลยค่ะ เด็กน้อยโชคกับน้าแก้วผู้เปล่าเปลี่ยวจะเป็นยังไงต่อไป ตามๆ 555  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 759
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ตอนช่วงแรกๆที่โชคยังไม่มาอยู่บ้านแก้วแบบถาวร อึดอัดมากเลย แต่พอมาอยู่ด้วยกันแล้ว อบอุ่นมาก โชคมาทำให้ชีวิตแก้วสดใสขึ้นมา ส่วนแก้วก็โอบอุ้มโชคให้เติบโตได้ สนุกมากเลยค่ะ รอติดตามตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 8



          เช้าของการเปิดเรียนวันแรก โชคถูกปลุกก่อนเวลาปกตินิดหน่อยโดยแขกที่มาค้างคืนด้วยอย่างอาธีร์ เขาถูกอุ้มลงมาส่งถึงหน้าห้องน้ำ นั่นเป็นอย่างหนึ่งที่เขาชอบเมื่อแขกขาประจำคนนี้มานอนที่บ้าน



          “ชุดแขวนอยู่ตรงเก้าอี้ข้างพัดลมนะ” เสียงตะโกนบอกออกมาจากครัว เจ้าของบ้านหนุ่มกำลังยุ่งกับการเตรียมมื้อเช้าให้กับคนสามคน แต่พอมีพ่อครัวใหญ่อีกคนเข้ามาสมทบ แก้วก็ผละจากครัวมาหาเด็กชายตัวเปียกชื้นใต้ผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ เขาปล่อยให้เด็กชายเช็ดตัวเอง เสร็จแล้วเขาก็ส่งเสื้อผ้าให้เด็กชายทีละชิ้น ช่วยดูว่าติดกระดุมเข้ารังไม่ผิดอัน จากนั้นก็ช่วยสอดเสื้อขาวเข้าไปในกางเกง ก่อนจะสอนวิธีใส่เข็มขัดให้



          “กระเป๋าอยู่ไหนครับ” ธีร์ถามขึ้นเมื่อจัดการกับมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ทั้งเขาและแก้วต้องออกจากบ้านแล้วถ้าจะไปให้ทันเข้างาน เช่นเดียวกับเด็กชายที่ถ้าไม่อยากไปสายตั้งแต่วันแรก เขาก็ต้องรีบไปขึ้นรถแล้ว



          “อยู่บนบ้าน วางอยู่ข้างโต๊ะในห้องโชค” แก้วแต่งตัวด้วยความเร็วแสงอยู่ในห้องน้ำ ผมยาวประบ่าเพราะไม่ได้ตัดมานานถูกรวบมัดลวกๆ พอเขาพูดจบอาธีร์ของน้องโชคก็พุ่งขึ้นไปชั้นสองเพื่อเอากระเป๋าสะพายสีดำที่ใส่อุปกรณ์การเรียนของเด็กชายเอาไว้ตั้งแต่คืนก่อนลงมาให้ทันที แก้วออกจากห้องน้ำมาก็เดินวนกลับเข้าไปในครัว หยิบนมกล่องออกมายัดใส่กระเป๋าที่ใบโตเมื่อเทียบกับตัวของผู้ใช้งาน



          “ของครบแล้วใช่ไหม”



          “อืม ข้าวเที่ยงที่โรงเรียนมีให้ ส่วนค่าขนมใส่ไว้ในกระเป๋าเป็ดในช่องเล็กนะ” คำแรกตอบคำถามเพื่อน ส่วนประโยคหลังหันมาบอกกับเด็กชาย โชคพยักหนารับรู้ ขณะที่สอดแขนเข้าไปยังสายสะพานที่ถูกยื่นมาให้ถึงที่โดยมือใหญ่ของอาธีร์



          ยามเช้าที่ดูวุ่นวาย แต่ก็เงียบสงบในบ้านไม้สีขาวสองชั้นจบลงเมื่อบานประตูหน้าบ้านถูกปิดล็อก แต่ก่อนที่เด็กชายจะวิ่งไปขึ้นรถ เจ้าของบ้านหนุ่มก็เรียกรั้งไว้ก่อน กล้องถ่ายรูปที่เขาเพิ่งซื้อมาได้สักพัก และม้วนฟิล์มในนั้นยังใช้ไปได้ไม่ถึงครึ่งถูกล้วงออกมา



          “จะถ่ายรูปเหรอ” คนที่ถามคือคนที่เดินนำไปถึงรถแล้วแต่ยังไม่เห็นใครตามมาเลยย้อนกลับมาดู



          “อืม ไปโรงเรียนวันแรกก็เลยอยากถ่ายเก็บไว้” แก้วตอบ ยกกล้องขึ้นมาพลางบอกให้เด็กชายขยับไปในทิศที่ต้องการ “หนึ่ง สอง..”



          “เอากล้องมานี่มา” ธีร์แย่งกล้องไปจากมือเจ้าของหลังจากที่แก้วลั่นชัตเตอร์เก็บรูปเด็กชายไปสองรูปแล้ว



          “จะทำอะไร”



          “ไปยืนกับโชคไป”



          “ไม่เอาหรอก” แก้วส่ายหัวพรืด รู้สึกเขินยังไงอย่างบอกไม่ถูกที่จะเข้าไปยืนกับเด็กชายแล้วปล่อยให้เพื่อนสนิทเป็นคนถ่ายรูปให้ มันรู้สึกเหมือนครอบครัวพ่อแม่ลูกมากเกินไป



          “ไปเถอะน่า”



          “น้าแก้ว” ยังไม่ทันได้ปฏิเสธซ้ำ เสียงใสก็ร้องเรียกชื่อเขา แก้วเลยได้แต่เดินเข้าไปหาเด็กชายที่จ้องมองเขาอย่างรอคอย มือเล็กยืนมากุมมือเขาไว้ก่อนจะหันกลับไปยิ้มร่า ชายหนุ่มรู้สึกเกร็งเล็กน้อย แต่ก็ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางขณะหันไปทางตากล้อง



          “เหมือนครอบครัวเลยเนอะ” ธีร์พูดกลั้วหัวเราะขณะที่กดปุ่มบันทึกภาพ



          “อืม เหมือนครอบครัวเลย” แก้วกระชับมือเล็กให้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก้มลงมองสบดวงตาใสซื่อเหมือนลูกหมาที่แหงนขึ้นมามองเขา เด็กชายยิ้มในขณะที่รู้สึกอุ่นวาบไปทั่วทั้งอก



          “เหมือนครอบครัวเลย” โชคพึมพำซ้ำ เขาชอบคำนี้เหลือเกิน





          ชีวิตในรั้วโรงเรียนวันแรกของโชคเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเด็กวัยเดียวกัน โรงอาหารที่มีโต๊ะตัวยาวให้ทุกคนได้ร่วมกินข้าวเที่ยง เสียงพูดคุยจอแจ และเพื่อนใหม่ที่เข้ามาทักทายทำความรู้จักเขาตลอดทั้งวัน



          ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องใหม่สำหรับโชค เขาไม่เคยมีเพื่อนคนอื่นนอกจากปรางที่เพิ่งรู้จักกันก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาไม่เคยกินข้าวร่วมกับคนมากมายขนาดนี้ และรอบตัวเขาเมื่อก่อนก็ล้วนแต่อยู่ในความเงียบ ความเงียบงันของห้องแคบๆ ที่มีเขาเพียงลำพัง ความเงียบงันยามที่เขาไร้บทสนทนากับยายหอม และความเงียบสงบในบ้านไม้สีขาวสองชั้น ซึ่งโชคก็ไม่ได้เกลียดมัน แต่หากเลือกได้ เขาก็ชอบความคึกคักที่ช่วยคลายความเหงาแบบนี้มากกว่า



          “นี่ ชื่อไรอะ” ไหล่เล็กถูกสะกิด โชคหันไปมองคนถาม เป็นเด็กชายตัวพอๆ กับเขา หน้าตาน่ารัก แต่ก็ฉายแววดื้อรั้นผ่านดวงตา และรอยแผลเป็นบนหน้าผาก



          “โชค” เด็กชายตอบ



          “มิกซ์” เด็กชายอีกคนบอก





          แก้วมารับเด็กชายหลังเวลาเลิกเรียนไม่นานนัก ยังคงมีเด็กที่รอผู้ปกครองมารับคนอื่นๆ อยู่กว่าครึ่งห้อง โชครีบคว้ากระเป๋า บอกลาเพื่อนใหม่ที่กำลังนั่งเกาะกลุ่มกันเล่นตบไม้ไอติมอยู่หลังห้องเรียนทันที สองขาเล็กก้าวยาวๆ ไปหาชายหนุ่มที่หน้าประตู บอกลาครูประจำชั้นแล้วจับมืออุ่นไว้แน่นขณะเดินไปที่รถ



          “วันแรกเป็นไงบ้าง” แก้วถามขณะที่กำลังถอยรถออกจากซอง



          “ได้กินข้าวโต๊ะเดียวกันตั้งสิบคน”



          “เหรอ แล้วมีเพื่อนบ้างรึยัง”



          เด็กชายยิ้มกว้างพยักหน้าแรง ก่อนจะอวดเพื่อนหมาดๆ ให้ผู้ปกครองฟัง แก้วรับฟังเรื่องราวของเด็กชายที่เขายังไม่เคยเห็นหน้า หรืออาจจะเห็นแล้วแต่ไม่รู้ว่าเป็นคนไหนผ่านคำบอกเล่าของเด็กชายวัยเจ็ดปี เท่าที่ฟังมามิกซ์ดูเป็นเด็กแก่นๆ ซุกซนตามวัย แต่ก็จริงใจเปิดเผย และร่าเริงมากพอที่จะเป็นฝ่ายชวนโชคคุยหรือเล่นอะไรก่อนอยู่เสมอ คงเป็นพวกหัวโจกตัวจี๊ดอะไรทำนองนั้น



          ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจ การได้เพื่อนในวันเปิดเทอมวันแรกถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กอย่างโชคที่ไม่เคยมีเพื่อน ไม่รู้จักวิธีเข้าหาคนอื่นก่อน การที่มีคนแบบมิกซ์อาสาเข้ามาเป็นเพื่อนเองแบบนี้ทำให้เขารู้สึกโล่งใจแล้ว ว่าอย่างน้อยเด็กชายก็ไม่ต้องมีชีวิตที่โดดเดี่ยวในโรงเรียนแห่งนี้





          หลังจากเปิดเทอมช่วงกลางเดือนพฤษภาคมได้ประมาณเดือนหนึ่ง ก็จะถึงวันเกิดของโชคที่แก้วเพิ่งได้รู้เมื่อเห็นในเอกสารตอนย้ายทะเบียนบ้าน



          “โทษที มาช้าไปหน่อย” ธีร์ที่เพิ่งมาถึงส่งยิ้มให้เด็กชาย ก้าวยาวๆ เข้ามาวางถุงของกินที่ซื้อมากเต็มสองมือลงบนโต๊ะรับแขกหน้าทีวี แต่แอบฉวยเอาถุงที่ใส่กล่องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เข้าไปเก็บในครัวโดยที่ไม่ทำให้เด็กชายสงสัยได้อย่างแนบเนียน



          “เทซอสใส่ถ้วยเลย” แก้วพูดกับเด็กชาย ขณะที่เขาแกะห่อของกินที่มีไก่ทอดยี่ห้อดังเป็นเมนูหลักใส่ภาชนะต่างๆ ที่เตรียมรอไว้ก่อนแล้ว อาหารเย็นมื้อนี้เต็มไปด้วยของฟาสต์ฟู๊ดที่ปกติเด็กชายจะไม่ค่อยได้กินเพราะให้สารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อการเติบโตที่ดีของเด็ก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันอร่อยกว่าอาหารสุขภาพฝีมือแก้วมากนัก



          “ล้างมือรึยัง” เพื่อนสนิทหนุ่มที่พักหลังๆ มานี้แวะเวียนมาค้างด้วยบ่อยจนแทบจะกลายเป็นสมาชิกอีกคนของบ้านไปแล้วถามขึ้น เมื่อเห็นเด็กชายใช้มือเปล่าหยิบของกินใส่ปาก



          “อ้างแอ้วอั๊บ” เด็กชายตอบทั้งที่ปากยังคาน่องไก่ชินโต



          “กินก่อนค่อยพูด” แก้วเอ็ดไม่จริงจังนัก เด็กชายจึงรีบเคี้ยวรีบกลืนก่อนจะตอบชัดถ้อยชัดคำ



          “ล้างแล้วครับ”



          “เก่งมากครับ” ธีร์แทรกตัวเข้ามานั่งร่วมวงด้วย แขนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนถูกพับขึ้นจนถึงศอก แต่แทนที่จะรีบกินอาหาร เขากลับนั่งเท้าคางมองเด็กชายสลับกับเพื่อนสนิทที่กำลังเคี้ยวแก้มตุ่ยยิ้มๆ



          “ไม่กินเหรอ”



          “อิ่ม เพิ่งกินกับลูกค้าไปตอนห้าโมง” แต่ถึงปากจะบอกว่าอิ่ม มือใหญ่ก็คว้านักเก็ตเข้าปากเพื่อกินเล่นไปพลางอยู่ดี



          “ถ้ามึงยุ่ง มึงไม่ต้องมาก็ได้”



          “ไม่ได้หรอก” แก้วดูดน้ำอัดลมในแก้วขณะที่จ้องมองแววตาอบอุ่นที่อีกคนใช้ทอดมองเด็กชาย มันทั้งเอ็นดูและรักใคร่ สมกับที่เจ้าตัวเคยบอกอยู่เสมอว่าชอบเด็ก



          พอกินของคาวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่สองคนก็มองหน้ากันเป็นเชิงส่งสัญญาณให้ไปเอาเค้กออกมาให้เด็กชายเป่าเทียนได้แล้ว แต่กลับไม่มีใครลุกสักทีจนธีร์พยักพเยิดหน้าไปทางครัวเพื่อบอกว่าให้แก้วเป็นคนไป ฝ่ายคนถูกใช้ก็ส่ายหัว คนต้นคิดที่อยากทำเซอร์ไพรส์ไม่ใช่เขาสักหน่อย อีกอย่างถ้าเป็นอาธีร์ที่มีหลานวัยไล่เลี่ยกับเจ้าของวันเกิด แถมยังเอาใจเด็กเก่งอย่างกับอะไรดีคนนั้น คงทำให้โชครู้สึกสนุกสนานได้มากกว่าเขาที่ทำเซอร์ไพรส์วันเกิดให้เพื่อนครั้งสุดท้ายก็ตั้งแต่ตอนมหา’ลัยปีหนึ่งนู่น



          “แก้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเรียกเป็นเชิงให้ตามไปด้วยกัน โชคมองผู้ใหญ่สองคนงงๆ แต่ก็ไม่ได้สนมากไปกว่าสารคดีภาคค่ำที่กำลังฉายเรื่องขั้วโลกเหนือที่มีหมีขาว แต่ไม่มีเพนกวินอยู่บนทีวี



          “มึงถือไป” ธีร์วางกล่องเค้กใส่มือเพื่อน ขณะที่ปักเทียนลงไปเกินจำนวนอายุเด็กชายอยู่หนึ่งแท่ง



          “มึงถือสิ” แก้วใช้มือข้างที่ว่างล้วงเอาไฟแช็กสีทองออกมาจุดเทียนทั้งเก้าเล่ม เสร็จแล้วก็ยื่นไปตรงหน้าอีกคน



          “มึงนั่นแหละ”



          “มึงเป็นคนซื้อเค้กมา”



          “แต่ถ้ามึงเป็นคนถือ โชคจะดีใจกว่า”



          “ใครถือก็เหมือนกันแหละ”



          “ไม่เหมือนหรอก สำหรับโชค มึงสำคัญมากนะ” ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปยืนยันคำพูดของตนกับอีกฝ่าย ในที่สุดกล่องเค้กที่ถูกยื้อยัดใส่กันไปมาในที่สุดก็อยู่ในมือของเจ้าของบ้าน ธีร์ยิ้มจนตาปิดให้เพื่อน เดินนำออกไปก่อนเพื่อไปกดสวิตช์ปิดไฟ



          เด็กชายสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ ทั้งไฟในบ้านก็ดับลง เหลือไว้เพียงแสงจากจอโทรทัศน์ที่สว่างวูบไหวเปลี่ยนไปมา กับแสงสีส้มอุ่นจากเปลวเทียนบนเค้กที่น้าแก้วของเขาค่อยๆ ถือเข้ามาใกล้ เสียงเพลงแฮปปี้เบิร์ตเดย์ที่เด็กชายไม่คุ้นเคยแต่ก็พอรู้จักอยู่บ้างดังขึ้นด้วยสองเสียงประสานกัน ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะดังมาจากอาธีร์ที่ขยับตัวแทรกเข้ามานั่งข้างเขาแล้วปรบมือตามจังหวะไปด้วยก็ตาม ส่วนคนถือเค้กเพียงขยับปากร้องเพลงคลอเบาๆ แต่ถ้อยคำที่ถ่ายทอดมาทางสายตาที่จ้องสบกับเด็กชายกลับชัดเจน



          “แฮป...ปี้..เบิร์ตเดย์...ทู้..ยู...”



          สุขสันต์วันเกิดนะโชค



          วันที่ 22 มิถุนายน ในฤดูฝนเมื่อแปดปีที่แล้ว เด็กชายได้เกิดมาบนโลกใบนี้





          หลังจากที่รู้ชื่อกันในวันนั้น ที่นั่งกินข้าวประจำข้างโชคก็เป็นของมิกซ์ เช่นเดียวกับที่มิกซ์ไปไหน โชคก็จะไปด้วยเสมอ เด็กสองคนตัวติดกัน เล่นด้วยกันเรียนด้วยกัน มิกซ์ยังคงเป็นเด็กแสบซ่าช่างเจรจา ในขณะที่โชคก็เริ่มซึมซับนิสัยเหล่านั้นทีละน้อย จากที่ไม่ค่อยชวนคุยก่อน เดี๋ยวนี้ก็สรรหาเรื่องต่างๆ มาพูดคุยกับอีกฝ่ายบ้างแล้ว แก้วพึงพอใจกับการเติบโตทีละนิดละหน่อยนั้นของเด็กชาย จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งที่เขาไม่ได้ไปรับเด็กชายด้วยตัวเองเพราะติดงาน เลยฝากให้รุ่นน้องช่วยรับไปส่งบ้านให้แทน



          “กลับมาแล้ว ขอบใจมากปุณที่ไปรับโชคให้พี่ กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนค่อยกลับนะ” แก้วก้าวเข้ามาในบ้าน เห็นรุ่นน้องที่ช่วยเป็นธุระให้ยังอยู่เป็นเพื่อนโชคเลยเอ่ยปากชวนให้อยู่กินมื้อเย็นด้วยกันเป็นการขอบคุณ แต่กลับได้ความเงียบเป็นคำตอบ เงียบจากทั้งลูกน้องและเด็กชาย



          “มีอะไรรึเปล่า” เจ้าของบ้านหนุ่มมองหน้าตาอึดอัดใจของรุ่นน้อง แล้วเบนสายตาไปหาเจ้าตัวเล็กด้านหลังที่นั่งอยู่บนโซฟา ใบหน้าของเด็กชายมีรอยช้ำ มุมปากแตก แขนขาก็ขึ้นรอยเขียว



          “โชค” เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมา ไม่ยิ้มแต่ก็ไม่มีน้ำตา ถึงแม้ว่าสีหน้าจวนจะร้องไห้เต็มที แก้วเดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กชาย สำรวจดูร่องรอยบนตัวอย่างใจเย็น แม้ว่าในใจเขาจะร้อนรนมากแค่ไหนก็ข่มอารมณ์เอาไว้ “เกิดอะไรขึ้น”



          “ตอนผมไปรับครูน้องไม่อยู่ห้อง ถามน้องน้องไม่ยอมบอก พอผมจะโทรหาพี่ก็ไม่ยอมอีก ผมก็ไม่รู้จะทำไงเลยรอพี่กลับมาอยู่นี่แหละ” สายตาของปุณแสดงความห่วงใยชัดเจน เขาเป็นลูกคนเดียว ไม่มีน้องไม่มีหลานเลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี จะโทรหาผู้ปกครองเด็กชาย น้องโชคก็คว้าชายเสื้อไว้ส่ายหน้าดิกด้วยสีหน้าแบบที่ถ้าเขากดโทรออกไป เขาคงจะกลายเป็นคนเลว สุดท้ายก็เลยทำได้แค่อยู่รอให้แก้วกลับบ้านเป็นเพื่อนเด็กชายเท่านั้น



          “อืม ขอบใจมาก วันนี้กลับไปก่อนแล้วกัน วันหลังเดี๋ยวพี่เลี้ยงข้าว” แก้วเห็นไหล่เล็กสั่นไหวแต่ไม่ยอมให้น้ำตาไหล เลยตัดสินใจให้รุ่นน้องกลับบ้านไปก่อน เพราะตอนนี้เด็กชายคงอยากจะอยู่กับเขาเพียงลำพัง เพื่อที่จะได้ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะต่อว่าหรือทุบตีตัวเองอีก



          ปุณไม่อยากกลับไปก่อน แต่พอเห็นแววตาที่ปกติจะเฉื่อยชาจ้องมาเชิงออกคำสั่งก็ยอมกลับแต่โดยดี พอคนนอกไปแล้ว มือเล็กก็คว้าเอามืออุ่นที่ยึดเหนี่ยวเดียวของเขาไปกุมไว้แน่น น้ำตาไหลทะลักทลายออกมาหลังจากที่กลั้นเอาไว้มานาน เสียงสะอื้นดังระงม แก้วค่อยๆ ตะล่อมถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้ความว่าถูกเด็กห้องข้างๆ รุมตีเพราะแย่งที่ในสนามเด็กเล่นกัน เด็กห้องโชคนั้นไปถึงก่อน ส่วนพวกมาใหม่ก็เข้ามาแย่ง มิกซ์ที่เป็นหัวโจกห้อง 1 ไม่ยอมเลยผลักหัวโจกห้อง 2 หลังจากนั้นการทะเลาะวิวาทของเด็กประถมก็ขยายวงกว้างจนมั่วไปหมด เพื่อนร่วมห้องของเด็กชายต่างวิ่งหนีเพราะเด็กอีกห้องตัวใหญ่กว่า แต่ด้วยนิสัยของน้องมิกซ์ที่ไม่ยอมใครเลยไม่ยอมถอย โชคที่เห็นเพื่อนโดนรังก็เลยเข้าไปขวาง สุดท้ายก็ได้แต่คู้กายรับมือรับเท้าแทนมิกซ์ที่อยู่ด้านล่าง



          แก้วรู้สึกโกรธ โกรธจนแน่นหน้าอกไปหมด เขาไม่ได้โกรธเด็กคนอื่น เขาไม่ได้โทษคุณครูที่ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ เขารู้ว่าการทะเลาะกันของเด็กๆ นั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นเด็กชายในสภาพยับเยินแบบนี้ แต่มันเป็นครั้งแรกที่เด็กชายตกอยู่ในสภาพนี้นับตั้งแต่มาอยู่กับเขา แก้วกดฟันจนกรามนูนชัด เขากำลังโมโหที่เด็กชายของเขานั้นเอาตัวเข้าปกป้องเพื่อนเพราะรู้ดีว่าการโดนตีนั้นมันเจ็บ ยอมใช้ตัวเองเป็นโล่ให้คนอื่นทำร้ายได้โดยไม่โต้ตอบ แล้วก็กลั้นน้ำตาเอาไว้มาตลอดเพราะกลัวว่าจะโดนตีซ้ำถ้าตัวเองร้องไห้



          แก้วโมโหตัวเองที่วันนี้เขากลับมาช้าเหลือเกิน เขาโมโหที่ปล่อยให้เด็กชายต้องกลั้นน้ำตารอเขาเนิ่นนานเสียขนาดนี้ และโมโห.. ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่ได้ช่วยดึงเด็กชายออกมาจากความมืดมิดนั้นเลยสักนิด



          “โชค” เสียงเขาสั่นเพราะความโมโหมันกลั่นตัวขึ้นมาคลออยู่ที่เบ้าตาร้อนฉ่า “การทำร้ายคนอื่นน่ะมันไม่ดีหรอก แต่ว่า.. แต่ถ้าเราโดนคนอื่นทำร้ายมา เราก็ต้องสู้กลับไปสิ ฉันไม่ได้บอกให้เธอไปหาเรื่องชกต่อยกับคนอื่นนะ แต่ถ้าเธอถูกเขาตีมา ก็ปกป้องตัวเองหน่อยเถอะ... อย่าปล่อยให้ตัวเองโดนทำร้ายง่ายๆ แบบนี้สิ”



          แก้วรู้สึกได้ว่าความคับแค้นใจของเขาไหลออกมาจากตา เขากำลังร้องไห้ ครั้งแรกในรอบหลายปี หรืออาจจะในรอบสิบปี หยดแล้วหยดเล่า เขาเพิ่งจำได้ว่าการร้องไห้มันเหนื่อยล้าถึงขนาดนี้ แล้วกับคนที่กลั้นน้ำตาไว้ตลอดเวลาที่ผ่านมา จะเหนื่อยล้ากว่าเขาขนาดไหน มืออุ่นประคองแก้มนุ่มเพื่อให้เด็กชายมองหน้าเขา



          “แล้วถ้าเธออยากร้องไห้ ก็ร้องออกมาเถอะ คนเราก็ร้องไห้กันทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องฝืนอีกต่อไปแล้วนะ ไม่มีใครจะตีเธอถ้าเธอร้องไห้อีกแล้ว ฉันจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเธออีก ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”





          หลังจากที่เด็กชายร้องไห้จนน้ำตาแห้งเหือด ส่วนแก้วนั้นน้ำตาหยุดไหลนานแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่ขอบตาแดงเรื่อ พวกเขาก็เข้าไปนั่งกินข้าวเย็นกันเงียบๆ ในครัว เสร็จแล้วก็อาบน้ำทำแผลขึ้นห้องนอน ระหว่างนั้นครูประจำชั้นที่โทรมาหาแก้วรอบหนึ่งแล้วแต่แก้วคุยงานอยู่เลยไม่ได้รับสายก็โทรเข้ามาเล่าอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟังอีกครั้ง รวมถึงขอโทษและสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นแบบนี้ขึ้นอีก



          “น้าแก้ว” เด็กชายขยับนอนตะแคงหันมาหาคนที่นั่งพิงหัวเตียงด้านหนึ่ง ซึ่งกำลังเลือกเอาหนังสือภาพสัตว์ทะเลออกมาเพื่ออ่านให้เขาฟัง



          “ว่าไง”



          “ไม่มีอะไร เรียกเฉยๆ” เด็กชายยิ้มซุกซน ดึกผ้าห่มขึ้นมาปิดครึ่งหน้าหัวเราะคิกคัก แก้วดึงผ้าไปกองไว้ใต้คางเล็ก พร้อมขยับขึ้นไปกึ่งนั่งกึ่งนอนข้างเจ้าของเตียงแล้วอ่านเรื่องราวของปลาวาฬสีน้ำเงิน สัตว์ที่มีขนานใหญ่ที่สุดในโลกให้ฟัง พออ่านจบโชคก็หาวหวอดพอดี



          “ทำไมถึงเอาตัวเองไปกันให้มิกซ์ล่ะ” แก้วเก็บหนังสือเข้าที่ ขยับลงมานอนหนุนหมอนใบเดียวกับเด็กชาย ตั้งใจว่าจะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าจะหลับ



          “มิกซ์ตัวนิดเดียว พวกนั้นตัวใหญ่”



          “ตัวเองก็ตัวแค่นี้ เอาอะไรไปสู้เขา”



          “เดี๋ยวมิกซ์เจ็บ”



          “แล้วเธอไม่เจ็บรึไง”



          “ไม่เป็นไร ผมไม่อยากให้มิกซ์เจ็บ เพราะมิกซ์เป็นเพื่อนของผม” รอยยิ้มใสซื่อฉีกกว้าง แม้ในความมืดมันก็ยังคงสว่างไสวชัดเจน



          “ใจดีจังเลยนะ” แก้วพึมพำ มืออุ่นลูบผมตัดสั้นทรงนักเรียนเพื่อกล่อมให้อีกคนนอน จนสุดท้ายก็ผล็อยหลับไปทั้งคู่



          เย็นวันต่อมาแก้วไปรับโชคที่โรงเรียน แต่รถยนต์สี่ประตูสีดำไม่ได้พาแล่นตรงกลับบ้านอย่างทุกที แก้วพาเด็กชายมาที่ทำงานของเขา แต่ไม่ได้เดินเข้าตึก กลับพาข้ามถนนไปอาคารพาณิชย์สามชั้นสองคูหาที่เปิดเป็นโรงเรียนสอนเทควันโด้ฝั่งตรงข้ามแทน 



          “ทีหลังจะได้ไม่โดนเขาตีอยู่ฝ่ายเดียวอีก”




TBC...


          สวัสดีค่า ก็มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นในตอนนี้เลยนะคะ ทั้งโรงเรียนใหม่ ทั้งเพื่อนใหม่ น้องโชคของเราเริ่มโตขึ้นทีละนิดแล้วนะคะ ช่วยติดตามเด็กชายโชคกันไปจนกว่าน้องเขาจะโตไปด้วยกันนะคะ
          ปล.ขอหวีดอาธีร์หน่อยนะคะ ธีร์เป็นตัวละครที่รีนเคยวางไว้ให้เป็นแค่ส่วนเล็กๆ แต่พอเขียนจริงกลับกลายเป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่มากๆ เลยค่ะ หลงเสน่ห์ตัวละครตัวนี้มากๆ เลย เป็นผู้ชายในแบบที่ถ้าอยู่ในชีวิตจริงรีนก็คงจะตกหลุมรักขึ้นไม่ไหวแน่ๆ แง้
          เรื่องราวอบอุ่นหัวใจที่คลุ้งไปด้วยควันบุหรี่นี้จะเดินไปในทิศทางไหน ยังไงก็ฝากติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ

          ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านเลยค่ะ รักษาสุขภาพกันด้วย
          เจอกันใหม่วันพฤหัสบดีหน้าค่ะ


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
เทควันโดสายดำเลยโชค อิอิ

ออนไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +71/-0
น้าแก้วคนจริงเว้ยเฮ้ย!!5555 จัดไปถึงสายดำเลยนะโชค จะได้ปกป้องตัวเองและเพื่อนรัก ความภูมิใจเล็กๆของเด็กที่ได้ปกป้องเพื่อน ชอบที่น้าแก้วไม่ดุด่าว่า เพียงแต่บอกให้รู้จักป้องกันตัวเอง มันก็จริงนะโชค เจ็บตัวบ่อยๆน้าแก้วเสียใจนะ โทษตัวเองเลย น้าแก้วอาธีร์ทำซึ้งอ่ะ จัดงานวันเกิดให้  :mew4: น่ารัก อบอุ่นใจ ถ้าไม่ปากแตกลับมาจากโรงเรียนอะนะ 555555 เดี๋ยวๆรอเรียนเทควันโดก่อนเถอะมึง ตัวใหญ่แค่ไหนก็ล้มได้ เนาะโชค 555 สนุกมากกกกกกกก ชอบๆ จะเกิดไรขึ้นบ้าง รออ่านตอนหน้าเลย ขอบคุณนะคะที่มาต่อให้ รออ่านเสมอค่ะ  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 9





          “เก็บของเสร็จยัง” ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องนอนเล็กของบ้าน มองดูเด็กชายที่กำลังละล้าละลังกับกองสัมภาระข้างกระเป๋าเดินทางแบบมีล้อใบเล็ก



          ปิดเทอมใหญ่ก่อนเลื่อนชั้นนั้นตรงกับฤดูร้อน แก้วเลยใช้โควต้าลางานเพราะตั้งใจจะพาเด็กชายขับรถไปทะเลสักที่ ให้โชคได้เห็นผืนน้ำสีครามกว้างใหญ่ที่เจ้าตัวหลงใหลและเฝ้ามองผ่านจอโทรทัศน์กับตาตัวเองเสียที



          “มันใส่ไม่หมดน้าแก้ว” ดวงตาใสเหมือนลูกหมาเงยขึ้นมาจากพื้น แก้วเป็นคนเตรียมของทั้งหมดให้ แต่เรื่องจัดเก็บใส่กระเป๋าเขาให้เด็กชายทำเอง เพราะฉะนั้นเขาค่อนข้างมั่นใจว่าจัดเอาไว้ให้ใส่ได้พอดีกับกระเป๋าแล้ว พอเดินเข้าไปนั่งลงข้างเพื่อช่วยเก็บ เขาก็พบคำตอบว่าทำไมพื้นที่ในกระเป๋าถึงไม่พอสำหรับใส่เสื้อผ้าแค่ไม่กี่ตัวนั้น



          “เอาตุ๊กตาออกมาก่อนสิ”



          “ไม่เอา” เจ้าตัวเล็กส่ายหัวปฏิเสธเสียงแข็ง ยื้อตุ๊กตาฉลามกับโลมาที่ถูกมือขาวหยิบออกจากประเป๋าเดินทางไว้แน่น แก้วเลิกคิ้วขึ้นเป็นคำถามระคนแปลกใจ ไม่บ่อยนักที่โชคจะขัดคำเขาแบบนี้



          “อยากพาบลูกับทีลกลับไปบ้านที่ทะเลด้วย” ถ้อยคำใสซื่อพูดงึมงำ ดวงตาหลุบต่ำคล้ายรู้สึกผิดเพราะกำลังดื้อกับน้าแก้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ผ่อนแรงที่รั้งตุ๊กตาเพื่อนรักจากใต้มหาสมุทรทั้งสองตัวลง เพราะเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะพาเพื่อนกลับบ้านให้ได้



          แก้วยิ้มอย่างอดเอ็นดูไม่ได้ เขายอมปล่อยมือจากฉลามที่ชื่อบลู และโลมาที่ชื่อทีล ชื่อทั้งสองที่มาจากเฉดของสีฟ้า ซึ่งเขาเป็นคนช่วยเด็กชายตั้ง



          “เอาไปด้วยก็ได้ แต่เอาไปใส่กระเป๋าใบอื่นนะ” แก้วลูบหัวเด็กชายที่ยอมเอาตุ๊กตาออกจากกระเป๋าแล้วเริ่มเก็บข้าวของที่จำเป็นจริงๆ ใส่เข้าไปแทน เมื่อไม่มีของที่เกินมา ไม่นานโชคก็เก็บกระเป๋าเรียบร้อยพร้อมเดินทาง แต่เพราะกำหนดการเดินทางคือรุ่งสางของวันถัดไป เจ้าหมาน้อยเลยได้แต่นอนลืมตาโพลงมองเพดาน ในขณะที่ในอ้อมแขนมีบลูกับทีลอยู่ข้างละตัว เฝ้าคิดถึงพื้นที่สีฟ้าและกลิ่นอายที่ไม่เคยได้รู้จักอย่างตื่นเต้นจนหลับไป







          เช้าวันต่อมาทั้งเด็กชายและเจ้าของบ้านต่างตื่นกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แก้วลงไปอาบน้ำก่อน เสร็จแล้วก็เข้าครัวไปทำอาหารเช้าง่ายๆ รอเด็กชาย พอโชคออกจากห้องน้ำมาด้วยชุดใหม่รวมกึงใบหน้าที่สดชื่นหลังล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยแล้วก็กินข้าวกัน หลังจากนั้นก็เก็บเอาของไปขึ้นรถ เช็คฟืนไฟให้เรียบร้อยก่อนปิดล็อกบ้านอย่างแน่นหนา แล้วกระโดดขึ้นรถเก๋งสี่ประตูขนาดกลาง มุ่งหน้าลงใต้พอดีกับที่แสงจางสีทองผุดขึ้นตรงขอบฟ้า



          แก้วชอบทะเลใต้มากกว่าทะเลแถบกรุงเทพ ทั้งที่เป็นอ่าวไทยเหมือนกันแต่เขาก็เลือกที่จะขับรถเลยลงไปถึงหัวหิน เมืองเล็กๆ ที่อยู่ตรงรอยต่อของสองจังหวัด แต่ถูกนับรวมเขากับประจวบคีรีขันธ์ที่อยู่ใต้จังหวัดเพชรบุรีอีกที ชายหนุ่มแวะจอดรถริมถนน ขณะที่ปล่อยเครื่องยนต์ที่วิ่งทางไกลได้พักก่อนดับเครื่อง ก็เอี้ยวตัวไปควานหาของจากเบาะหลังมาวางลงบนหัวเด็กชาย



          หมวกปีกสีฟ้าขนาดพอดีศีรษะเล็ก โชคเงยหน้าช้อนดวงตาขึ้นมองคนใส่ให้ “ถึงแล้วเหรอน้าแก้ว”



          “ถึงแล้ว”



          คำตอบนั้นทำให้ใบหน้าเล็กดูผิดหวังนิดหน่อย เมื่อวิวรอบตัวยังคงเป็นตึกรามบ้านช่อง ไม่เห็นมีสีฟ้าของทะเลที่เขาใฝ่ฝันเลยสักนิด แก้วรู้ทันอีกฝ่ายยกยิ้มน้อยๆ พอดีกับระยะเวลาพักเครื่องที่พอสมควรแล้ว เขาก็ดับเครื่องแล้วลงรถอ้อมไปรอโชคที่เปิดประตูอย่างทุลักทุเลเพราะมัวแต่หนีบตุ๊กตาสัตว์น้ำเพื่อนรักเอาไว้เต็มสองแขน



          ทันทีที่บานประตูเปิดกว้างด้วยความช่วยเหลือของมือขาว เมื่อเท้าเล็กทั้งสองข้างแตะลงบนบาทวิถี กลิ่นอายเค็มปร่าที่พัดพามาพร้อมกับสายลมอุ่นก็พุ่งเข้าปะทะจมูก แก้ววางมือเหนือหมวกปีกที่เขาใส่ให้เด็กชายเพื่อกันแดด โยกโคลงไปมาเบาๆ “ได้กลิ่นไหม”



          โชคแหงนคอขึ้นเพื่อมองสบตาผู้พูด แต่เพราะแสงแดดจ้าทั้งที่ยังเป็นตอนเช้าส่องลงมาแยงตาทำให้ดวงตาคู่น้อยต้องหรี่ลง ภาพใบหน้าขาวสะอาดของคนที่เขาจดจำได้ดีถูกซ่อนไว้ในเงา แต่ถึงอย่างนั้นโชคก็รู้ว่าน้าแก้วกำลังมองเขาด้วยแววตาเช่นไร



          “กลิ่นของทะเล”



          ...อ่อนโยน เฉกเช่นเดียวกับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กำลังบอกกับเขา







          หาดทรายสีสว่างตัดกับท้องน้ำสีเดียวกับเวิ้งนภา ทะเลวันนี้เป็นสีฟ้าใสเหมือนท้องฟ้าวันแดดจัด เกลียวคลื่นตีฟองขาวให้ลอยล่องดั่งก้อนเมฆ เด็กชายยืนมองภาพสะท้อนของท้องฟ้าที่ตีซัดเข้าฝั่งอย่างตื่นตาตื่นใจ รอยยิ้มเล็กๆ เหยียดออกกว้าง สดใสเหมือนดั่งแสงตะวันที่ส่องลงมา



          โชคหันมาหาผู้ปกครองที่ใส่เสื้อยืดแขนยาวสีขาวกับกางเกงขาสั้น คีบรองเท้าแตะยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหลังตรงหัวมุมซอยแคบที่พวกเขาใช้ลัดเลาะผ่านมาเป็นเชิงขอคำอนุญาตให้ลงเล่นน้ำได้ แก้วพยักหน้าพร้อมกับปล่อยควันสีหม่นให้ลอยล่อง เฝ้ามองเด็กชายวิ่งดุกดิกตรงไปยังที่ซึ่งฟองคลื่นจูบกับหาดทราย แต่ไม่ทันน้ำจะโดดเท้า ก็กระโดดหยองแหยงหนี ใบหน้าเปื้อนยิ้มเต็มหน้าจนตาแทบปิด ในขณะที่อ้อมแขนกอดตุ๊กตาไว้



          “น้าแก้ว” คนที่กำลังตื่นเต้นกับท้องน้ำสุดลูกหูลูกตาหันมาร้องเรียก เจ้าของชื่อสูบบุหรี่เสร็จแล้วเลยเดินอาดๆ ลงไปหาเด็กชายที่ยังไม่กล้าให้น้ำทะเลสัมผัสตัวสักที



          “ถอดรองเท้าสิ” ชายหนุ่มพูดพลางถอดรองเท้าแตะของตัวเองออกไว้กลางเนินทรายขาว เด็กชายทำตาม สี่เท้าเปลือยเปล่าบนผืนทราย สัมผัสหยาบแต่ไม่ถึงกับทำให้เจ็บชวนให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก โชคขยับเท้ายุกยิกราวกับกำลังสำรวจสิ่งใหม่ ทั้งที่เขาเคยเล่นทรายในสนามเด็กเล่นของโรงเรียนแล้วแท้ๆ แต่มันกลับให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากทรายบนหาดที่เขากับลังเหยียบอยู่



          มืออุ่นยื่นมาตรงหน้า และเด็กชายก็คว้าจับไว้ทันที ตุ๊กตาสองตัวถูกถ่ายไปไว้ในอ้อมแขนเล็กข้างเดียวจนจะหล่นไมหล่นแหล่ แต่โชคก็กำมือแก้วไว้แน่น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนโตกว่ามีจุดประสงค์อะไรถึงขอมือเขา แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม หากมือคู่นั้นส่งมาตรงหน้า เด็กชายก็จะคว้าจับไว้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย



          “ไม่ต้องกลัว ฉันจับเธอไว้อยู่” สองขาสั้นก้าวตามคนขายาวที่จงใจเดินช้าลงเพื่อรออีกฝ่ายตรงไปยังทะเลสีฟ้า หยุดยืนอยู่บนทรายชื้นแฉะ รอจนคลื่นตีเข้าหาฝั่งอีกครั้ง น้ำทะเลเย็นเฉียบสัมผัสผิว แต่ในความเย็นเยียบนั้นกลับอบอุ่น อาจจะเป็นเพราะอยู่ในหน้าร้อน หรือไม่ก็เพราะมือที่กุมกันอยู่



          โชคสะดุ้งอีกครั้งเมื่อคลื่นโถมมาลูกใหญ่กว่าเดิม ซัดสาดจนขางกางเกงที่ยาวคลุมเข่าเขาเปียกปอน บลู ฉลามตัวน้อยร่วงลงบนผิวน้ำ ก่อนจะถูกท้องทะเลกลืนกลับไป เด็กชายยังไม่ทันอ้าปากพูดอะไร เจ้าของมืออุ่นก็ผละออก เดินลุยน้ำเกลือเค็มปร่าจนเปียกขึ้นมาถึงสะโพกไปคว้ากลับคืนมาให้



          “ร้องไห้ทำไม บลูอยู่นี่แล้วไง” แก้วงงกับน้ำตาที่ไหลทะลักออกมาจากเบ้าของเด็กชาย คิดว่าคงตกใจที่เกือบเสียเพื่อนรักไป แต่พอยื่นบลูกลับไปให้ตรงหน้า เจ้าของกลับไม่ได้รับไป โถมตัวเข้ามากอดเอวเขาไว้แน่นแทน แก้วรับรู้ได้ถึงความอุ่นชื้นท่ามกลางความเย็นฉ่ำเมื่อลมทะเลพัดมา



          “น้าแก้ว.. ฮึก น้าแก้ว ไม่ไป..”



          “ไม่เป็นไรนะ โชค ฉันอยู่นี่” สองมือที่เปียกชุ่มยกขึ้นโอบศีรษะเล็กเอาไว้ เขาเข้าใจแล้วว่าเมื่อกี้ที่เด็กชายตกใจไม่ใช่ว่าจะเสียเพื่อนรัก แต่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียเขาให้กับท้องทะเลต่างหาก กลัวว่าเขาจะถูกพัดพาออกไปไกลจนไม่มีวันกลับมา กลัวว่าสัตว์น่ากลัวที่แหวกว่ายอยู่ใต้ผืนน้ำจะกลืนกินเขาเหมือนที่กินแมวน้ำอย่างที่ได้ดูในสารคดี







          ยามเที่ยงวันแดดทวีความร้อนแรงขึ้นกว่าเดิม แก้วพาเด็กชายมาหลับร้อนในร้านอาหารข้างทางที่มองเห็นวิวทะเลอยู่ลิบๆ โชคเลิกร้องไห้แล้ว กลับไปสดใสร่าเริงตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งรอบตัวอีกครั้ง ชายหนุ่มมองคนตรงข้ามที่ยกตุ๊กตาฉลามที่ยังคงชื้นอยู่ขึ้นมาดม กลิ่นเกลือทะเลแปร่งๆ ทำให้เจ้าตัวเล็กยู่จมูก แต่ก็หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ โชคดีเหลือเกินที่เด็กชายไม่ได้เกลียดทะเล เขาคิด



          หลังจากมื้อเที่ยง รถญี่ปุ่นสีดำก็แล่นออกไปตามถนน มุ่งตรงสู่ที่พักที่โทรมาจองเอาไว้ เป็นรีสอร์ทที่ปลูกบ้านหลายๆ หลังบนที่สูงพอจะมองออกไปเห็นทะเล แต่ไม่ใกล้พอที่จะลงไปเล่น กลิ่นอายเฉพาะพื้นที่ชวนให้ผ่อนคลาย แก้วไขกุญแจบ้านพักหลังเล็กที่อยู่ตรงมุมสุด เป็นส่วนตัวแต่ก็ไม่ได้ห่างไกลจนโดดเดี่ยว



          “น้าแก้ว” เด็กชายพูดขึ้นหลังจากเก็บข้าวของเสร็จแล้ว โผล่หน้าน้อยๆ ออกไปที่ระเบียงหน้าบ้านซึ่งถูกอีกคนจับจองไว้ก่อน ควันขาวลอยเคว้ง ก่อนถูกลมพัดให้กระเจิงหายไป แก้วอยู่ทางใต้ลมอยู่แล้ว โชคเลยขยับปีนขึ้นไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ถูกกั้นกลางด้วยโต๊ะกระจกใส “บลูอาจจะอยากกลับทะเลรึเปล่า”



          คำถามนั้นกล่าวถึงตุ๊กตาฉลามที่เอาไปผึ่งแดดไว้ตรงราวระเบียงอีกฟาก เด็กน้อยก้มหน้าลงมองลายวงกลมเบียดเสียดของผิวโต๊ะ บางทีที่บลูร่วงลงไปบนผืนน้ำ บลูอาจจะอยากให้คลื่นซัดพาลอยออกไป และบางที เจ้าโลมาทีลเองก็อาจจะอยากแหวกว่ายไปด้วยกัน กลับสู่บ้านที่กว้างใหญ่สีครามนั้น



          “แล้วถ้าบลูลอยหายไป เธอจะเสียใจไหม”



          “ไม่เสียใจหรอก” เด็กชายส่ายหน้าแทบไม่ต้องคิด “ถ้าบลูอยากกลับบ้าน ผมก็อยากให้บลูได้กลับบ้าน”



          “จะไม่เหงาเหรอ ไม่มีเพื่อนให้นอนกอดแล้วน่ะ”



          เด็กชายเงียบไปอึดใจ ก่อนจะตอบเสียงอ่อย “ก็คงเหงา”



          “ถ้างั้นก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยมือหรอก” แก้วขยี้บุหรี่ที่เหลือเพียงน้อยนิดลงบนที่เขี่ย เศษขี้เถ้าสีหม่นกระจายตัวเช่นเดียวกับไอขมุกขมัวที่ลอยขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาสีเข้มทอดต่ำลงมองก้นกรองที่ปลายนิ้วตน “คนเราจะเห็นแก่ตัวเพื่อความสุขของตัวเองบ้างก็ไม่เป็นไร”



          โชคมองอย่างไม่เข้าใจ เขายังเด็กและไม่ประสา แต่ก็รู้สึกได้ว่าถ้อยคำที่อีกฝ่ายพูดนั้นมีความหมายอยู่แน่นอน แก้วช้อนสายตากลับขึ้นไปสบตาเด็กชาย ส่งยิ้มบางๆ ให้ “แล้วฉันก็คิดว่าบลูกับทีลคงอยากอยู่กับเธอมากกว่า ในทะเลมันหนาวแล้วก็มืดมากเลยนะ”



          มืออุ่นวางลงบนศีรษะเล็กที่ไร้หมวกปีกกั้นขวาง ลูบไล้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดต่อ “แต่ถ้าอยู่กับเธอพวกนั้นก็จะได้รับกอดอุ่นๆ ทุกวัน ไม่ต้องเหงาอยู่ในทะเลคนเดียว”



          “แต่ถ้าบลูกับทีลอยู่ด้วยกันก็ไม่เหงาแล้วนี่”



          “แต่ถ้าอยู่กับเธอด้วยก็จะไม่มีใครต้องเหงา”



          แก้วกดยิ้มมุมปากเป็นภาพที่น่ามองจนเด็กชายเผลอมองค้าง เขาเคยเห็นรอยยิ้มแบบนั้นมาก่อน แต่ตอนนั้นมันไม่ได้ส่งมาให้เขา มันเป็นรอยยิ้มที่จะถูกจุดขึ้นเมื่ออาธีร์พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้น้าแก้วขมวดคิ้ว แล้วหลังจากนั้นน้าแก้วก็จะตอบกลับไป สุดท้ายก็กลายเป็นรอยยิ้มบนหน้าของทั้งสองคน



          “มีชิงช้าด้วย ไปเล่นไหม” แก้วถาม เมื่อต้นมะพร้าวต้นหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากตัวบ้านพักนักถูกโยงเชือกทำชิงช้าตัวใหญ่ทิ้งไว้ เด็กชายพยักหน้า กระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งตามขายาวที่เดินนำไปก่อน



          ใต้ต้นมะพร้าวไม่ได้มีร่มเงานัก แต่ก็บังแดดจ้าที่จะส่องลงมาเลียผิวเอาไว้ได้ อากาศร้อน ลมทะเลเค็มปร่า ผิวเหนอะหนะเพราะความชื้น แต่โชคก็ยังคงนั่งพิงหัวกับไหล่กว้าง โดยที่เจ้าของบ่านั้นไม่ได้ว่าอะไร พวกเขาปล่อยให้ชิงช้าโยกไหวไปตามแรงของคนโตกว่า ปล่อยเวลาทิ้งเอาไว้ในยามบ่ายของหน้าร้อน ที่มีท้องทะเลสีเดียวกับเวิ้งฟ้าและเสียงคลื่นซัดสาดอยู่เบื้องหน้าไกลห่างออกไป



          ...ราวกับชั่วนิรันดร์มาถึงแล้ว







          สามวันสองคืนที่ใช้ที่ริมทะเล แก้วพาโชคเที่ยวไปทั่วเมืองหัวหิน กินอาหารทะเลสดใหม่ และลงเล่นน้ำในเวลาที่แดดไม่แสบร้อนผิวนัก ตกเย็นก็พาไปเดินตลาดกลางคืนขึ้นชื่อ กล้องถ่ายภาพถูกยกขึ้นมาเก็บเสี้ยววินาทีของเด็กชายเอาไว้มากมาย เช่นเดียวกับที่นานๆ ครั้งมันก็ถูกมือเล็กรับไป ลั่นชัตเตอร์เก็บเอาน้าแก้วขังไว้ในม้วนฟิล์ม น้าแก้วคนที่เขาเห็นผ่านดวงตาคู่นั้น



          รถญี่ปุ่นมุ่งหน้าออกจากหัวหินตอนบ่ายแก่ และถึงที่หมายตอนหัวค่ำ หน้ารั้วไม้สีซีดมีรถยนต์สีขาวจอดรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นว่าเจ้าของบ้านมาถึง คนบนรถก็ลงมายืนพิงประตูรอพร้อมรอยยิ้มกว้าง



          “อาธีร์” ร่างเล็กกระโจนลงจากรถ วิ่งไปโถมตัวใส่อ้อมแขนที่อ้ารออยู่แล้ว ธีร์อุ้มเด็กชายขึ้น รอเจ้าของบ้านตัวจริงหอบหิ้วของลงจากรถมาไขกุญแจรั้วเข้าไป



          “ทำไมไม่เข้าไปรอในบ้าน กุญแจก็มี” แก้วถามเพื่อนสนิทที่เขาฝากกุญแจบ้านอีกชุดไว้เผื่อฉุกเฉิน ขณะที่รวบของไปไว้มือเดียว แล้วใช้มืออีกข้างพยายามสอดลูกกุญแจให้เข้ารู



          “ลืมหยิบมาด้วย” คนตัวใหญ่ตอบด้วยท่าทีสบายๆ เอื้อมมือมาช่วยแบ่งถุงสัมภาระในมืออีกฝ่ายไปถือไว้ทั้งที่ตัวเองก็กำลังอุ้มเด็กชายอยู่



          หลังจากเปิดประตูไม้บานพับเข้าไปในบ้าน แก้ววางของไว้ที่หน้าทีวี เปิดไฟทั้งในห้องนั่งเล่นและรอบบ้านด้านนอกให้สว่างจ้า ธีร์ปล่อยเด็กชายลงเพื่อให้เอาถุงเสื้อผ้าใช้แล้วไปใส่ตะกร้าผ้ารอซักตามที่เจ้าของบ้านหนุ่มสั่ง ส่วนตัวเองก็ก้าวขายาวๆ ตามเพื่อนไปที่รถ ช่วยขนของที่เหลือเข้าบ้าน



          คืนนั้นธีร์เป็นคนส่งเด็กชายเข้านอน พร้อมกับบลู ทีล และเยล ตุ๊กตาวาฬสำน้ำเงินตัวใหม่ที่ตั้งชื่อตามเฉดของสีฟ้าเช่นเดียวกับเพื่อนของมัน คนตัวใหญ่พลิกตัวนอนตะแคงเท้าแขนกับศอก ผมสั้นที่ยังคงเปียกชื้นของเขาปรกลงบนหน้าผาก ทั้งที่สอนเด็กชายว่าให้เช็ดผมให้แห้งทุกครั้งแท้ๆ มือใหญ่วางลงบนหน้าผากเล็ก กล่าวราตรีสวัสดิ์ด้วยเสียงกระซิบ



          “อาธีร์” คนที่คิดว่าหลับไปแล้วพึมพำขึ้นมา



          “หืม”



          “อาธีร์นอนเป็นเพื่อน้าแก้วแบบนี้ด้วยรึเปล่า” คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่นานดวงตาคมก็หรี่ลงมองเด็กชายอย่างอ่อนโยนเช่นปกติ ใช้เวลาเสี้ยวนาทีที่แสนเนิ่นนานก่อนจะตอบ



          “อืม บางครั้งน่ะ”



          “เหรอ” ไม่ใช่ประโยคคำถาม เด็กชายดึงผ้าห่มขึ้นมาจนถึงใต้ตา ขยับยุกยิกหามุมก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงอู้อี้ใต้ผืนผ้านวม “ผมเองก็อยากนอนเป็นเพื่อน้าแก้วแบบนั้นบ้างจัง”



          “ไม่ได้หรอก” ธีร์พูดเจือหัวเราะในคอ เด็กชายพลิกตัวหันขวับมามองเขาด้วยแววตาผิดหวัง แสงจากโคมไฟสีอุ่นส่องสว่างอยู่เบื้องหลังเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา โชคเลยไม่แน่ใจว่าอาธีร์กำลังแสดงสีหน้าแบบไหนออกมา



          “ทำไมล่ะ”



          “เพราะว่าถ้าโชคแย่งงานอาธีร์ไปแล้ว..” ยังไม่ทันพูดต่อให้จบประโยค ประตูห้องก็ถูกแง้มเปิด คนที่เป็นหัวข้อสนทนาเยี่ยมหน้าเข้ามามอง



          “ยังไม่นอนกันอีกเหรอ”



          “กำลังจะนอนแล้ว” แขกประจำเป็นคนตอบแทน ใช้นิ้วชี้กดลงตรงหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่นของเด็กชายให้คลายออก ก่อนจะส่งยิ้มทะเล้นแบบที่ชอบทำให้ “รีบนอนได้แล้ว อาจะได้ไปกล่อมน้าแก้วต่อ”



          “ไม่เอา ผมก็จะนอนกับน้าแก้วด้วย”



          “พอเลย เลิกกวนโชคได้แล้ว แบบนี้เมื่อไหร่จะได้นอน” คนยืนฟังประโยคปั่นประสาทนั้นอยู่ทำหน้ามุ่ยแต่หูกลับขึ้นสีเรื่อ เดินไปดึงคนตัวใหญ่ลงจากเตียงแล้วขึ้นไปนอนแทนที่ วางมือลงบนแก้มอุ่นของเด็กชายแล้วลูบเบาๆ “เดี๋ยวฉันนอนเป็นเพื่อนเอง”



          ธีร์ที่ถูกลากลงจากเตียงหัวเราะร่วน ก่อนปีนขึ้นมาเบียดด้วยอีกคน “อาธีร์ก็จะนอนด้วย”



          “เตียงมันแคบ มึงลงไปเลยนะ”



          “ชู่วววว” ธีร์ใช้นิ้วชี้แตะปาก ตาคมมองดุ แต่แววตากลับยิ้มยวน “อยู่ต่อหน้าโชคพูดให้มันดีๆ หน่อย”



          “ลงไป มันอึดอัด”



          “แบบนี้ก็ไม่อึดอัดแล้ว” พูดจบคนตัวใหญ่ก็แนบตัวซ้อนหลังเพื่อนสนิท สอดมือกอดเอวเจ้าของบ้านไว้แน่น ซุกปลายจมูกลงบนท้ายทอยกรุ่นกลิ่นแชมพู



          “ธีร์”



          “นอนได้แล้ว เนอะโชค” มือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมเลยร่างในอ้อมแขนไปยีหัวเด็กชาย ขยับยกศีรษะตัวเองขึ้นมาส่งยิ้มหวานให้ โชคพยักหน้าตอบคำเสียงใส เพราะเขาชอบอุ้งมือใหญ่ที่แสนอ่อนโยนของอาธีร์ และความอบอุ่นจากแผ่นอกของน้าแก้วที่ถูกเบียดเข้ามาจนชิดก็ช่วยให้เขารู้สึกสงบ แม้หัวใจจะกำลังเต้นโครมครามก็ตาม



          ค่ำคืนนั้นเด็กชายหลับสนิท แขกประจำที่มักมาค้างคืนเองก็ด้วย มีเพียงเจ้าของบ้านที่ถูกเบียดไว้ตรงกลางเท่านั้นที่ขยับตัวเพราะความร้อนจากอ้อมแขนทั้งสองที่กอดรัดเขาไว้ เตียงนอนขนาด 5.5 ฟุตเล็กเกินไปสำหรับผู้ชายตัวใหญ่ๆ สองคน และเด็กชายที่กำลังโตอีกหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นคืนที่ดีที่สุดคืนหนึ่งของโชค






TBC...



          แสงแดดจ้ากับกลิ่นอายของทะเล คงเป็นความทรงจำหน้าร้อนในวัยเด็กของหลายๆ คนเลยสินะคะ ตอนนี้รีนเขียนด้วยความรู้สึกที่อยากให้น้องโชคได้เป็นเด็กผู้ชายตัวน้อยๆ คนนึงเหมือนกับคนอื่นๆ ตอนนี้จึงเป็นหนึ่งในตอนที่รีนชอบมากที่สุดเลยค่ะ และแน่นอนว่าชอบช่วงท้ายเรื่องที่สุด  :katai2-1:

          จริงๆ เรื่องนี้รีนเขียนมาตั้งแต่ต้นมีนา และตอนนี้ก็เขียนไปได้ถึงครึ่งหลังของเรื่องแล้วค่ะ ส่วนตอนที่เอาตอนแรกลงตอนนั้นรีนเขียนถึงตอนนี้พอดีเลย รู้สึกเหมือนเดินทางไกลอยู่เลยล่ะค่ะ ทุกวันตั้งแต่ลงนิยายมา รีนก็เข้ามาเช็คทุกวันเลยว่ามีคนอ่านรึเปล่านะ มีคนคอมเม้นรึยัง ทุกคนจะชอบนิยายของรีนรึเปล่า กังวลสุดๆ เลยค่ะ ซึ่งในตอนนี้เองก็มีความกังวลอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ความกังวลแบบตอนแรกที่กลัวไม่มีคนอ่านแล้วนะคะ (ต้องขอขอบคุณคอมเม้นที่คอยให้กำลังใจและยอดอ่านที่เพิ่มขึ้นจริงๆ) ตอนนี้มันกลายเป็นความกังวลจากความรู้สึกรับผิดชอบต่อนักอ่านแทนค่ะ รีนกลัวมากๆ เลยค่ะว่าถ้าทุกคนอ่านไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่ามันไม่สนุกขึ้นมาจะทำยังไงดี ที่กำลังเขียนอยู่ทุกวันนี้ดีพอรึยังนะ เป็นความรู้สึกที่ไม่ชอบตัวเองที่คิดมากแบบนี้เลยค่ะ แต่ไม่ว่ายังไงก็อยากจะเขียนเรื่องนี้ให้จบจริงๆ จะพยายามเขียนให้จบค่ะ
          ถ้าวันนึงที่คุณอ่านนิยายเรื่องนี้แล้วรู้สึกไม่สนุกขึ้นมา ก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ และถ้านิยายเรื่องนี้สามารถทำให้คุณยิ้มได้ถึงแม้จะแค่ในตอนนี้ก็ตาม นั่นถือเป็นความสำเร็จของรีนแล้ว

          ขอบคุณที่รับฟังความในใจของรีนค่ะ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลยสักนิด แต่บ่นซะยาวเหมือนนักเขียนขี้งอแงเลย555555 ขอโทษนะคะ

          สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ


ออนไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +71/-0
อบอุ่นมาก อบอุ่นจนร้อนเลยเนอะน้าแก้ว 5555 ดีใจที่น้าแก้วพาโชคไปเที่ยวทะเลแล้ว สนุกเล่นน้ำ ชอบใจใหญ่เลย ต่างคนก็ต่างห่วงกัน คนนึงก็ไม่อยากให้บลูหายเพราะกลัวเขาจะเหงา อีกคนก็ห่วงว่าน้ำทะเลจะพัดพาไป น้าแก้วก็เข้าใจความหมายของน้ำตานั่นได้ดี ฉากนี้ทำซึ้งเลย  :mew4: //แต่ตอนนี้กำลังสับสนในตัวเองว่าอยากจะให้น้าแก้วเกิดความรักกับใคร รักแบบผู้ชายคนนึง ถ้ากับโชคก็เด็กไป(อยากจะให้โตเร็วๆ จะได้เชียร์555) ดูเหมือนว่าโชคจะมีความรู้สึกต่อก่อน แต่ยังเด็กคงไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร กับเพื่อนสนิ๊ทสนิทแนบเนื้อคุณอาธีร์ก็โอ เพราะเขาก็นิสัยดี รักโชค อยู่ข้างแก้วมาตลอด ตัวน้าแก้วเองคิดไม่ซื่อกับเพื่อนสนิทป่าวนะ เราพลาดตรงไหนไหม ก็แอบเขินอยู่นะกับบางโมเม้นท์ 55555 จะยังไงกับใจตัวเราดี เชียร์ทางไหนไม่รู้ รอดูน้ำหนักว่าจะเทไปข้างใครในตอนหน้าๆต่อๆไป 555 สนุกกมากกเลยค่า น้าแก้วกับโชค ดีต่อกันจริงๆอบอุ่น อมยิ้มไปด้วยเลย (: บรรยายเห็นภาพดี เก็บรายละเอียดใช้ได้เลยนะในแต่ละฉาก ภาษาดี อ่านลื่นไหล แต่งมาดีแล้วค่ะ แต่งต่อไปนะคะ อย่ากังวลอย่าเกร็ง จะแต่งออกมาแบบไหนก็ตามอ่านค่า ไม่ทิ้งไปไหน ขอผู้แต่งไม่เทพอ 555555 หรือถ้าคิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็พักจนมีฟิลค่อยมาต่อก็ได้ นักอ่านใน thaiboys ชอบเป็นนักอ่านเงาค่ะ คืออ่านแต่อาจจะไม่ค่อยเม้นท์เพราะงั้นไม่ต้องซีเรียสนะคะ ชาวthaiboys น่าเอ็นดูค่ะ 5555 สู้ๆค่ะ ในตอนต่อไป ไฟว้ติ้งงงงงง  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ smmikie

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 440
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
อ่านลื่นอบอุ่นเป้นครอบครัวน่ารัก

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 14
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 10





          หลังจากที่ขึ้นชั้นป.สองได้ไม่นาน มิกซ์ เพื่อนตัวเล็กแต่ใจใหญ่ก็ถูกส่งไปเรียนเทควันโด้ที่เดียวกับเด็กชาย ชั่วโมงเรียนนั้นมีสองวันต่อสัปดาห์ วันอังคารกับวันพุธจึงเป็นหน้าที่แก้วที่จะขับรถมารับเด็กทั้งสองไปส่งที่ตึกแถวสองคูหา แล้วตัวเองก็วนกลับขึ้นไปทำงานในออฟฟิศที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนวันที่เหลือบ้านของเพื่อนสนิทจะพาเด็กชายมาส่งที่บ้านให้ ถ้าวันไหนสถาปนิกหนุ่มจำเป็นต้องกลับบ้านดึกก็จะช่วยพาไปกินข้าวเย็นด้วยก่อนจะวนมาส่งในตอนที่เขากลับมาแล้ว แต่โดยปกติโชคก็จะได้รออยู่ที่บ้านคนเดียวเป็นส่วนใหญ่



          วันนี้ก็เช่นกัน



          รถมอเตอร์ไซต์สีแดงแล่นจากไปโดยที่เพื่อนของเขายังหันมาโบกมือลาไหวๆ โชคโบกมือตอบ ก่อนจะเข้าไปในบ้าน รื้อเอาการบ้านออกมานอนทำอยู่บนพื้นหน้าชั้นวางของ ซึ่งตอนนี้มีภาพถ่ายของเขาวางประดับ รูปของโชคมีอยู่หลายรูป ทั้งรูปแรกที่แก้วหัดถ่ายหน้าทีวี รูปเด็กชายใต้หมวกปีกสีฟ้ายิ้มร่าสดใสแข่งกับแสงแดดจัดริมทะเล แต่รูปที่โชคชอบที่สุดก็คือรูปที่ถ่ายคู่กับน้าแก้วที่หน้าบ้าน ในเช้าของวันแรกที่เขาได้ไปโรงเรียน และมันถูกถ่ายโดยอาธีร์คนโปรดของเขา



          เพล้ง!



          เสียงของแตกดังอยู่นอกบ้าน เด็กชายสะดุ้งตกใจ ก่อนจะลุกออกไปส่องดูที่มาของเสียง ท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้ว ไฟถนนรวมถึงไฟนอกบ้านส่องสว่างทำให้เกิดเงามืดตามซอกหลืบ โชคก้าวเดินไปตามทางที่คิดว่าเป็นต้นเสียง สวนเล็กหน้าบ้านฝั่งที่มีต้นแก้วกับไม้ดอกในกระถางนานาพันธุ์



          ดวงตาเล็กหรี่ลงจับสังเกต ในเงามืดข้างกระถางดินเผามีแสงวาววับส่องประกายคู่หนึ่งจ้องตรงมา ไม่ทันได้รู้ว่าเป็นอะไร เพียงแค่เขาขยับขาเข้าใกล้อีกนิด เงาสีดำก็พุ่งทะยานออกมา แล้วดีดตัวผ่านลานเล็กนั้นหายไปในเงาข้างบ้าน โชคตกใจร้องเสียงหลง พอดีกับที่เจ้าของบ้านกลับมาถึง แก้วพุ่งเข้ามายืนเคียงข้างเด็กชายทันที



          “เป็นอะไรโชค!”



          “มีตัวอะไรไม่รู้ดำๆ วิ่งผ่านไป” แก้วถอนหายใจเมื่อไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไขปริศนาของเด็กชายให้กระจ่างโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก



          “แมวล่ะมั้ง”



          “แมวเหรอ”



          “อืม เมื่อก่อนมีอยู่สองสามตัว แม่ฉันให้ข้าวเลยแวะมาน่ะ แต่หลังๆ ไม่มีคนให้อาหารแล้วก็หายไป” มืออุ่นโคลงศีรษะเล็ก ก่อนจะผละไปเก็บถุงของที่เขาทิ้งกองไว้เมื่อครู่ขึ้นมากลับเข้าบ้าน “มากินข้าวได้แล้ว”



          “ครับ” เด็กชายร้องตอบ มองทิศทางที่เงาดำหายไปอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าไปตามคำเรียกของอีกคน







          ช่วงเย็นวันต่อมาโชคนอนทำการบ้านอยู่ที่เดิม และในเวลาที่แสงของดวงอาทิตย์ลาขอบฟ้าเช่นเดียวกับเมื่อวาน ก็เกิดเสียงขึ้นนอกบ้านอีกแล้ว เด็กชายลุกเดินออกไปชะโงกหน้าดูจากบนเฉลียง



          กรร...แง๊ว!



          แม๊ว!!!



          สิ้นเสียงขู่ฟ่อ สองร่างที่พองขนก็พุ่งเข้าใส่กัน อุ้งเท้านุ่มกางกรงเล็บตะปบข่วน แยกเขี้ยวแหลมไล่งับกันอย่างไม่ยอมแพ้ แมวสองตัวกับกำลังกัดกันอยู่ในสวน ตัวหนึ่งสีเทา ส่วนอีกตัวเป็นสีขาวแซมน้ำตาลส้มอ่อนๆ พอเงาร่างที่ทอดยาวออกไปเพราะแสงจากหลอดไฟหน้าบ้านคลุมทับสัตว์สี่เท้าทั้งสองตัวก็ดีดตัวออกไปคนละฟาก ตัวสีเทาวิ่งหลบหนีไปทางหลังบ้าน ส่วนสีขาวแซมส้มหลบไปอยู่ข้างกระถางต้นไม้ ตรงที่เมื่อเช้าแก้วมาเก็บเศษกระถางเซรามิกใบเล็กที่หล่นแตกเมื่อเย็นวานไปทิ้ง



          “เมี๊ยวๆๆ” เด็กชายเลียนเสียงเพื่อเรียกแมว แต่เพราะแมวเป็นสัตว์สูงส่งที่ชอบเมินมนุษย์เป็นทุนเดิม บวกกับเสียงเลียนแบบที่ไม่เหมือนสักนิดนั้นอีก ดวงตาวาวสะท้อนแสงสีเหลืองอมเขียวจ้องมองอย่างหวาดระแวง และเมื่อได้ยินเสียงรั้วเปิดออก ก็พุ่งตัวหนีไปทางเดียวกับคู่อริสีเทา



          วันต่อมาเป็นวันเสาร์ เจ้าของบ้านอยู่บ้านกันทั้งวัน แก้วหายเข้าไปทำงานในห้องทำงานชั้นล่าง โดยที่เด็กชายออกมานอนเล่นบนตั่งตรงเฉลียงหน้าบ้าน วันนี้ไม่ต้องรอจนถึงเย็น ประมาณบ่ายสองก็เห็นแมวสีขาวแซมน้ำตาลส้มออกมาวนเวียนแถวกระถางดอกมะลิที่เดิม



          “เมี๊ยวๆๆๆๆ” เด็กชายส่งเสียงเรียกอีกครั้ง คราวนี้ผู้บุกรุกสี่ขาไม่ได้เตลิดหนี แต่ชะงักงันค้าง จ้องมองเขาไม่วางตา



          “แมวเหรอ โชค” แก้วโผล่หน้ามาตรงหน้าต่างห้องทำงานที่หันเข้าใส่ต้นแก้ว จากตรงนั้นจะมองเห็นเฉลียงบ้านได้ส่วนหนึ่ง ชายหนุ่มเบนสายตาลงบนพื้นอิฐสีส้มอมแดง เห็นสัตว์หน้าขนสีขาวแซมสีอ่อนหมอบตัวอยู่ในท่าดูลาดเลาท่ามกลางมวลดอกไม้สีขาวที่โรยตัวลงมาประดับพื้น



          “น้าแก้ว” เพราะเด็กชายโผล่พรวดมาที่ราวไม้ ชะโงกมาส่งยิ้มให้คนในห้องกะทันหัน สี่เท้าเล็กเลยจ้ำอ้าว กระโจนหนีหายไปทางหลังบ้านอีกครั้ง แก้วพ่นควันบุหรี่ให้ลอยผ่านมุ้งลวดออกไปข้างนอก พลางครุ่นคิดถึงความทรงจำในอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว







          วันอาทิตย์บ้านน้องมิกซ์ขับรถกระบะสี่ประตูมารับเด็กชายออกไปว่ายน้ำตอนสายๆ แก้วเปิดกระเป๋าย่ามเช็คดูว่าไม่ลืมเอาผ้าเช็ดตัวไปด้วยอีกครั้งก่อนจะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กวิ่งไปหาเพื่อน เขายกมือไหว้ผู้ปกครองของอีกฝ่ายที่อายุมากกว่า แม่ของมิกซ์เป็นสาวแกร่ง ทำร้านขายของอยู่หน้าตลาด รวมถึงมีตึกปล่อยเช่าอยู่สองสามที่ แต่ด้วยพื้นฐานมาจากบ้านที่ไม่ได้มีฐานะนัก เลยค่อนข้างจะติดดินและเรียบง่าย



          “ไปนะน้าแก้ว” โชคโบกมือลา แก้วโบกตอบยิ้มๆ พอเด็กชายไปแล้วก็หมุนตัวจะกลับเข้าไปทำงานต่อ ช่วงนี้งานที่บริษัทยุ่งๆ เพราะรับงานโครงการบ้านจัดสรรมา สถาปนิกมือหนึ่งอย่างเขาเลยต้องลงมารับผิดชอบ



          เมี๊ยว..



          ยังไม่ทันได้ก้าวขาไปไหน เสียงร้องของเจ้าแมวตัวเดิมก็ดังขึ้น แก้วเดินไปเท้าแขนกับราวเฉลียงไม้สีสว่าง เจ้าของดวงตาสีเหลืองอมเขียวหันมามองเขาค้าง นัยน์ตาแคบลงเป็นขีด ชะงักขาขวาที่กำลังเยื้องย่างไว้บนอากาศอย่างดูเชิง ในขณะที่ชายหนุ่มร่วงหล่นลงไปยังความทรงจำในอดีต



          แม่ของเขามักจะเอาเศษอาหารมาวางไว้ใกล้กับกระถางมะลิที่เรียงกันอยู่ริมรั้ว พอถึงเวลาก็จะมีแมวจรสองสามตัวมาเล็มกิน หญิงสาวจะนั่งมองมันจากเก้าอี้หวายบนเฉลียงที่ปัจจุบันผุพังจนเอาออกไปแล้ว และในยามบ่ายของวันหยุดที่เธอนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด นานๆ ทีก็จะมีแมวสีขาวแต้มสีส้มเข้มที่หูซ้ายกินวงกว้างไปรอบดวงตา กับหางและกลางลำตัวกระโดดขึ้นมานอนบนตัก อุ้งเท้านุ่มนิ่มขยุมนวดอย่างออดอ้อนก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอยู่บนนั้นอย่างถือวิสาสะ



          ดวงตาสองคู่ตาจ้องสบกันสักพักจนชายหนุ่มขยับตัว เพียงแค่การเคลื่อนไหวเดียวแมวจรตัวนั้นก็ปรี่หายไปอีกครั้ง แก้วไม่ได้มองตาม เพียงแค่ทอดสายตามองที่ว่างหน้าเสาค้ำตรงมุมเฉลียงไม้ ที่ซึ่งเคยมีเก้าอี้หวายและสาวสวยนั่งอยู่ในภาพจำของเขาเงียบๆ







          ตกเย็นที่พระอาทิตย์ยังคงให้แสงสว่าง รถกระบะสีเขียวเข้มแล่นมาจอดที่หน้าบ้านไม้สีขาวสองชั้น ส่งเด็กชายเข้าเขตรั้วได้ก็ขับออกไป โชคที่ผิวคล้ำขึ้นเล็กน้อยเพราะว่ายน้ำกลางแจ้งเดินขึ้นบันไดจะเข้าบ้าน แต่เพราะกลิ่นเผาไหม้ที่คุ้นเคยทำให้เขาขยับไปส่องลงดูสวนเล็กจากบนพื้นที่ยกสูงขึ้นมา



          ดอกไม้สีขาวดอกเล็กบอบบางโรยตัวลงมาเงียบงัน เช่นเดียวกับอีกสองชีวิต แก้วนั่งยองคีบบุหรี่ไว้ระหว่างนิ้ว ปล่อยให้ควันลอยเคว้งอ่อยอิ่งผสมกับมวลหมอกก้อนใหญ่ที่พ่นผ่านปาก ตรงหน้ามีแมวขาวแซมสีน้ำตาลส้มอ่อนจางที่แต้มลายคล้ายลายของแมวพันธุ์วิเชียรมาศ ผิดก็แค่ตรงที่ใส่ถุงเท้าแค่สามข้างเท่านั้น กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารในจานเล็ก



          “น้าแก้ว” เสียงเอ่ยเรียกเบาหวิวราวกับไม่อยากรบกวนความสงบเงียบนั้น



          “หือ กลับมาแล้วเหรอ” แก้วเอ่ยถามเสียงเรียบ บี้บุหรี่กับพื้นอิฐเพราะลมพัดเอาควันตีกลับไปทางที่เด็กชายยืนอยู่ ส่วนเจ้าสี่เท้าหน้าขนที่กำลังกิน แม้จะเห็นผู้มาใหม่แต่ก็ยังคงกินอาหารอย่างสงบนิ่ง ไร้วี่แววจะเผ่นหนีอย่างเคย



          หลังจากนั้นทุกวันตอนเย็น เด็กชายก็จะเอาอาหารแมวที่เจ้าของบ้านซื้อมาติดตู้ไว้ออกมาเทใส่ถาดอาหารใบเล็ก รอคอยให้เจ้าตัวขาวออกมากินแลกกับการได้ลูบหัวเกาคางนิ่มเป็นค่าตอบแทน แล้วผลจากการที่ตามจีบด้วยอาหารอยู่เป็นเดือน ในที่สุดสมาชิกในบ้านเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว







          “มะลิ” หลังจากกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่เด็กชายทำคือการเข้าไปน้วยแมว เจ้าแมวขนสวยรูปร่างดีนอนแผ่อยู่บนพื้นกระเบื้องเย็น หลังจากที่ตัดสินใจจะเลี้ยงเป็นจริงเป็นจัง เจ้าของบ้านทั้งสองก็เอามันไปฉีดวัคซีนจนครบ แต่ยังไม่ทำหมั้นเพราะกะจะให้แมวสาวได้มีลูกสักครอกสองครอกก่อน ส่วนชื่อก็มาจากต้นไม้ในกระถางที่เจ้าตัวชอบไปแอบสมัยโผล่มาแรกๆ นั่นเอง



          “ไปล้างมือก่อนสิครับโชค” เสียงดุไม่จริงจังดังมาจากคนตัวใหญ่ที่เดินตามเข้าบ้านมา วันนี้อาธีร์เป็นคนไปรับเด็กชายเพราะว่าง กอปรกับช่วงนี้ก็มาค้างที่บ้านนี้บ่อยจนแทบจะย้ายมาอยู่ด้วยแล้ว



          แมวสาวปรายตามองคนคุ้นเคยที่เดินผ่านเข้าไปล้างมือในห้องน้ำ ก่อนจะกลับมาจับจองพื้นที่บนโซฟาหน้าทีวีด้วยกัน พอชายหนุ่มที่อายุล่วงเข้าเลขสามแล้วคนนั้นหยิบเอาก้านพลาสติกที่ตรงปลายทำเป็นพู่ห้อยมาเหวี่ยงล่อ มะลิก็ค่อยขยับตัวเข้าไปหา ตะปบของเล่นทำมือนั้นสักพักก่อนจะถูกอุ้มขึ้นไปวางบนตักกว้าง



          “มะลิ เป็นชื่อที่เข้ากับแก้วยังไงไม่รู้เนอะ” มือใหญ่ลูบไปตามแนวขน ขณะที่มือเล็กของคนข้างๆ เอื้อมเข้ามาเกาคางให้แมว



          “ทำไมเหรอครับอาธีร์”



          “ดอกแก้วกับดอกมะลิไง สีขาวเหมือนกันด้วย” ทั้งแววตาทั้งน้ำเสียงอ่อนโยน สำหรับธีร์แล้ว เขาชอบหมามากกว่า ซึ่งทุกคนก็ลงความเห็นว่าชายหนุ่มช่างเหมาะกับหมาตัวใหญ่ ตอนแรกเขาก็กะจะเอาหมามาเลี้ยงที่นี่ให้เด็กชายได้มีเพื่อนเล่น แต่พอมีเจ้าแมวตัวนี้เข้ามาก็พับโครงการเก็บไป เขาชอบหมา แต่ก็ไม่ได้เกลียดแมว ยิ่งแมวสาวสวยที่ไม่ได้ขี้อ้อน แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเมินเจ้าของแบบนี้ยิ่งชอบ



          หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งแมวนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟา โทรทัศน์ฉายรายการตามเวลาไปเรื่อยจนฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีดำ คนที่ทุกคนรออยู่ถึงเพิ่งกลับมา สีหน้าดูอิดโรยนิดหน่อยเพราะช่วงหลังมานี้ทำงานหนัก แต่ก็ยังส่งยิ้มให้เมื่อเห็นแววตาดีใจทั้งสามคู่ที่จ้องมองมา



          “กลับมาแล้ว”

 




TBC...

          สวัสดีค่า วันนี้รีนกลับมาพร้อมพลังเต็มเปี่ยมมากๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ที่แบ่งออกมาแล้วจะสั้นไปสักหน่อยก็ตามทีค่ะ 55555
          ขอบคุณสำหรับคอมเม้นให้กำลังใจนะคะ รีนอ่านตลอด อ่านเสมอ เวลาท้อก็เข้ามาอ่านคอมเม้นของคุณ ของพวกคุณ ขอบคุณค่ะ
          ส่วนในตอนนี้ก็เป็นตอนน่ารักๆ อีกตอนนึงที่ได้เปิดตัวมะลิ แมวสาวแสนสวยที่เป็นสมาชิกอีกคนของบ้านแล้ว ตอนเขียนสนุกมากๆ เลยค่ะ เป็นตอนเดียวเลยที่เขียนยาวๆ รวดเดียวแล้วไม่ต้องมาทวนแก้ซ้ำเลย (อาจจะเป็นเพราะจิตวิญญาณแห่งทาสแมวก็ได้)
         
          ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ เจอกันใหม่ตอนหน้า(ที่จะเป็นตอนที่ยาวนานทั้งตัวอักษรและความรู้สึกเลย)ค่ะ



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด