[นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 41 [23.11.20]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [นิยายดราม่า] ASHTRAY ขี้เถ้ากับการเผาไหม้ : ตอนที่ 41 [23.11.20]  (อ่าน 6228 ครั้ง)

ออฟไลน์ panpang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
ใจไม่ไหวเลย เราก็สูญเสียคุณตาคุณยายเพราะโรคนี้ น้าแก้วสู้ๆนะกำลังใจสำคัญที่สุดเลยอย่าท้ออย่าคิดมาก โชคอยู่ข้างๆอยู่แล้วน้าแก้วต้องสู้นะคะ

ออฟไลน์ FebruarySea

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ASHTRAY

ขี้เถ้า กับ การเผาไหม้

ตอนที่ 41

 

        ความตายคือสิ่งที่ทำให้โรคร้ายและความชราน่าหวาดกลัว ส่วนความทุกข์ทนจากมันทำให้คนเราทรมาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบเองหรือผู้เฝ้ามอง

 

        โชคยืนอยู่ในอาคารฉุกเฉิน แก้วถูกพาเข้าห้องตรวจไปแล้ว ในขณะที่เขาต้องไปกรอกเอกสารต่างๆ ที่จำเป็น ระหว่างนั้นชายหนุ่มวัยยี่สิบสามปีก็ได้เห็นรอยต่อระหว่างความเป็นและความตายมากมายผ่านหน้าเขาไป

 

        อุบัติเหตุ ความชรา โรคที่รักษาไม่หาย

 

        ผู้คนมากมายมาที่นี่ ทั้งในฐานะคนที่กำลังเผชิญหน้ากับแสงสุดท้ายที่กำลังจะมอดดับ หรือผู้ที่คอยภาวนาให้แสงนั้นสว่างจ้าและโชติช่วงต่อไป

 

        ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย... ทุกคนล้วนเจ็บปวด

 

        ไม่ต่างจากเขาเลย

 

 

 

        แก้วถูกย้ายไปห้องพิเศษหลังจากที่ได้รับการพยาบาลเบื้องต้นแล้วอาการสงบลง

 

        ‘เป็นผลข้างเคียงจากคีโม’ พยาบาลบอกกับโชคอย่างนั้น ขณะที่เดินเข็นรถเข็นอุปกรณ์สำหรับการฉีดยาและให้น้ำเกลือออกจากห้องไป

 

        ชายหนุ่มใช้เวลาพักใหญ่ไปกับการยืนมองคนบนเตียง มองดูแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นสัญญาณของลมหายใจ มือสั่นไหวเอื้อมไปคว้าจับมือคนป่วยข้างที่ไม่ได้ถูกเจาะต่อสายน้ำเกลือมากุมไว้ ซบหน้าผากลงไปเพื่อสัมผัสอุ่นไอของสิ่งมีชีวิต ท่ามกลางความเงียบงันที่ทำให้ได้ยินเสียงเส้นเลือดเต้นตุบบ่งบอกว่าหัวใจยังคงทำหน้าที่ของมัน เนิ่นนานจนแน่ใจแล้วว่าแก้ว...ยังไม่ตาย เขาถึงได้พรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้าระคนโล่งอก

 

        ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันกะทันหันเกินไป ในวินาทีที่แก้วทรุดลงไปตอนกำลังเดินออกจากห้องน้ำ เขาโอบช้อนตัวแก้วเอาไว้ได้ทัน แต่เสียงลมหายใจหอบทว่าแผ่วเบากับสีหน้าทรมานของแก้วยังคงติดตา ริมฝีปากซีดเซียวสั่นระริก ดวงตาปิดปรือเลื่อนลอย คิ้วขมวดแน่น ตัวเกร็งไปหมด ...โชคคิดว่าเขาจะต้องเสียแก้วไปเสียแล้ว

 

        ความตาย

 

        คำหนึ่งคำที่วนเวียนอยู่ในหัว ช่างดูห่างไกลและแสนใกล้ในขณะเดียวกัน อาจจะเพราะทุกคนรู้ว่าสักวันจะต้องตาย แต่สักวันมันก็ยังไม่ใช่วันนี้ ในชั่วพริบตาที่เวลานั้นมาถึงจึงไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน เมื่อต่างคิดกันว่าตัวเองจะมีวันรุ่งขึ้นให้ตื่นขึ้นมา ทั้งที่ความจริงแล้วคำว่าพรุ่งนี้มันไกลห่างเสียยิ่งกว่าความตาย ไม่แน่ไม่นอน ลอยฟุ้งเหมือนม่านควัน แต่ก็ทรงพลังเปี่ยมไปด้วยความหวัง

 

        เช่นเดียวกับที่โชคภาวนาให้วันพรุ่งนี้ของเขายังคงมีน้าแก้วอยู่

 

        “โชค” เสียงเคาะประตูรัวทว่าแผ่วเบา ก่อนจะเปิดเข้ามาทันทีอย่างร้อนใจ ธีร์รีบออกจากบ้านมาทั้งชุดนอนทันทีที่โชคโทรไปหา ตื่นเต็มตาทั้งที่เป็นเวลาเกือบตีสาม ขับรถเกือบครึ่งชั่วโมงก็มาถึงโรงพยาบาลเอกชนที่ตั้งอยู่คนละฝั่งกับบ้านเขาโดยสิ้นเชิง “แก้วเป็นยังไงบ้าง”

 

        “พยาบาลบอกว่าเป็นผลข้างเคียงจากคีโมครับ ตอนนี้ให้ดูแลตามอาการไปก่อน รอพรุ่งนี้หมอเจ้าของไข้มาค่อยตรวจดูอีกที” คนข้างเตียงบอก เขาโทรหาผู้ใหญ่อีกแค่คนเดียวที่เขาคุ้นเคยตอนเดินตามเตียงเข็นผู้ป่วยมาที่ห้องพิเศษ โชคโตแล้ว แต่เขาก็ยังเด็กนักสำหรับเรื่องแบบนี้ ยังคงต้องการที่พึ่งพิงให้อุ่นใจ และคนเดียวที่เขาพอจะคิดออกก็คืออาธีร์

 

        “คีโม?” ธีร์เลิกคิ้วทวนคำ ไม่ต้องใช้เวลามากมายเลยที่จะทำความเข้าใจ “ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ”

 

        “...” โชคเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมที่ทอดมองมาอย่างแหลกร้าว ...น้าแก้วยังไม่ได้บอกอาธีร์

 

        “ตรวจเจอตั้งแต่เมื่อไหร่” เสียงทุ้มยังคงนุ่มนวลยามเอ่ยถามซ้ำ พร้อมกับขยับเดินเข้ามาลูบหัวชายหนุ่มอายุน้อยกว่าอย่างปลอบโยน ทั้งที่ตัวเองกำลังถูกข่าวใหม่ที่เพิ่งจะได้รู้ฟาดทุบเข้ากลางหน้าผาก ดวงตาคมจับจ้องคนหลับด้วยความห่วงใยระคนสงสัยที่ยังไม่อาจเอ่ยถาม

 

        “กลางพฤษภาครับ” คำตอบชัดเจน แม้จะเป็นเพียงเสียงกระซิบ เขาไม่รู้ว่าทำไมแก้วถึงยังไม่ได้บอกธีร์ แต่มันคงมีเหตุผลอยู่ แม้ตอนนี้อีกคนจะรู้ไปแล้วก็ตาม

 

        “เดือนกว่าแล้วสินะ” ชายวัยกลางคนตัวสูงใหญ่พึมพำ ขณะที่บีบไหล่โชคเบาๆ แล้วผละไปนั่งบนโซฟาตัวยาวสำหรับญาติที่มาเฝ้าเมื่อพื้นที่ข้างเตียงผู้ป่วยไม่ได้มีที่ว่างพอสำหรับสองคน ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววร้าวราน แต่ก็ยังคงสงบนิ่งอย่างคนที่ผ่านวันเวลาและเห็นการจากลามามากมาย “แล้ว... เป็นหนักแค่ไหน”

 

        โชคหันหน้ามาพูดคุยกับคู่สนทนา บอกเล่าอาการของแก้วอย่างละเอียดเท่าที่เขารู้มาจากหมอ ละเอียดพอๆ กับที่ตัวแก้วเองรับรู้

 

        ย่ำรุ่งคืนนั้นระหว่างคนทั้งสองไม่มีใครหลับลง พวกเขาต่างร่วมกันแบ่งปันความเงียบงัน กับบทสนทนาสั้นๆ บ้างเป็นครั้งคราวจนฟ้าสาง กระทั่งสายแล้วแสงอาทิตย์ก็ยังไม่อาจลอดผ่านมวลเมฆครึ้มส่องลงมาถึงพื้นได้ มันจึงเป็นท้องฟ้าขมุกขมัวชวนให้บรรยากาศหดหู่

 

        ธีร์บอกให้โชคกลับบ้านไปอาบน้ำจัดการตัวเองและเก็บของจำเป็นสำหรับนอนเฝ้าแก้วในคืนนี้มา โดยในระหว่างนั้นตัวเขาจะอยู่เฝ้าแทนให้ โชคจึงออกจากห้องไปทั้งที่ใจยังคงติดอยู่ในนั้น แม้จะหวาดกลัวว่าทุกย่างก้าวที่ห่างออกมาจะทำให้เขากลับเข้าไปไม่ทันการณ์ แต่สองเท้าก็ยังต้องเดินไปข้างหน้า ทำสิ่งที่ควรทำ ...ทำสิ่งที่ต้องทำ

 

        ชีวิตคนเรายังคงต้องดำเนินต่อไป หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเหมือนกับกาลเวลา

 

 

 

        ในห้องพักผู้ป่วยเงียบเหงา กว่าแก้วจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ตอนเกือบเที่ยงที่พยาบาลเข้ามาเปลี่ยนกระปุกน้ำเกลือให้ใหม่เรียบร้อยแล้ว ดวงตาสีเข้มที่เพิ่งปรือเปิดยังคงพร่ามัวจากความมึนงงเพราะพิษไข้ แต่ก็ยังมองออกว่าคนข้างเตียงเป็นใคร

 

        “โชคล่ะ” แก้วถามหาคนที่ควรอยู่ตรงนั้นอีกคน เสียงแหบเพราะลำคอแห้งผาก ธีร์รีบเทน้ำใส่แก้วมายื่นให้ พร้อมกับกดปุ่มปรับระดับเตียงให้ฝั่งหัวสูงขึ้นได้ระดับพอดีกับการดื่มน้ำ

 

        “กลับไปเอาของที่บ้านน่ะ เดี๋ยวก็มา”

 

        “อืม” คนป่วยครางรับพลางจิบน้ำให้ชุ่มคอ ก่อนจะพูดถามต่อ “มึงมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

        “เมื่อคืน... โชคโทรหากูต้อนเขาย้ายมึงมาห้องพิเศษ”

 

        “อ่อ”

 

        บทสนทนาสั้นเพียงเท่านั้นเมื่อต่างคนต่างไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี พอดีกับที่พยาบาลเข้ามาอีกครั้งพร้อมมื้อกลางวันและยาเม็ดในแก้วเล็กข้างถาดอาหาร สอบถามอาการอีกเล็กน้อยก่อนจะบอกว่าหมอจะเข้ามาตอนช่วงบ่าย ระหว่างนี้ให้พักผ่อนไปก่อน และถ้ามีอาการอะไรขึ้นมาก็ให้รีบกดปุ่มเรียกทันที

 

        “กินไหวรึเปล่า” คล้อยหลังพยาบาล ธีร์ก็ช่วยจัดแจงปรับเตียงให้สะดวกกับการกินอาหาร แก้วย่นจมูกกับกลิ่นข้าวต้มหอมฉุยที่ลอยขึ้นมา แม้ในปากจะขม แต่ท้องไส้เขากำลังประท้วงว่าน้ำย่อยต้องการทำงานของมัน

 

        “น่าจะไหว” ตอบไปอย่างนั้นแล้วตักเข้าปาก รสสัมผัสแรกคือความมันเลี่ยนของไขในน้ำซุป แม้จะเป็นอาหารโรงพยาบาลที่ปรุงรสอ่อนมาเพื่อผู้ป่วย แต่ต่อมรับรสของแก้วในตอนนี้ก็บอดสนิทจนเพี้ยนไปหมด

 

        “อยากอ้วกไหม” น้ำเสียงเจือความกังวลถามไถ่เมื่อเห็นสีหน้าของเจ้าตัว พลางยื่นกระดาษทิชชูไปให้ คอยดูแลจนแก้วฝืนตักข้าวต้มกลืนลงท้องไปได้เกือบครึ่งถ้วยแล้วเลิกกินไป คนตัวใหญ่ก็จัดการเก็บออกไปวางตรงจุดคืนที่โถงทางเดินหน้าห้องให้เรียบร้อย

 

        “ธีร์” แก้วเรียก

 

        “หืม” เจ้าของชื่อขานรับพอดีกับที่กลับออกมาจากห้องน้ำพร้อมกะละมังน้ำและผ้าขนหนูผืนเล็ก ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนเดินมาถึงข้างเตียง บิดผ้าชุ่มน้ำให้พอหมาดแล้วยื่นส่งให้คนบนนั้นรับไปเช็ดหน้าเช็ดตา แม้เขาจะอยากเช็ดให้เองด้วยซ้ำ แต่ก็ถูกฉุดรั้งด้วยเส้นกั้นบางอย่าง

 

        เส้นกั้นที่เรียกว่าสถานะความสัมพันธ์

 

        “ขอบใจ”

 

        “กูเต็มใจ” แววตาฉายชัดถึงความรู้สึกข้างในว่าตรงกับที่พูดไป เต็มใจจะช่วยเหลือ เต็มใจที่จะดูแล เต็มใจที่จะอยู่เคียงข้าง แต่ลึกลงไปข้างในก็ยังคงมีคำถาม ว่าแม้แต่ในฐานะเพื่อน เขาก็ไม่มีความสำคัญมากพอที่จะได้รับรู้เลยหรือ

 

        ...ทั้งที่เคยสัญญาเอาไว้แล้วแท้ๆ

 

        “รู้แล้วใช่ไหม” แก้วว่า หันมาสบตาพร้อมรอยยิ้มบางบนใบหน้าซีดเซียว

 

        “อืม” ธีร์ตอบรับ พยายามจะยกมุมปากส่งยิ้มกลับไปให้ แต่มันกลับฝืดฝืนไปจนถึงดวงตา และสุดท้ายก็ยิ้มไม่ออก “ทำไมถึงไม่บอก”

 

        เสียงสั่นน้อยๆ นัยน์ตาวูบไหว หัวใจบีบแน่น ธีร์มองรอยยิ้มของชายวัยกลางคนที่เขารู้จักมากว่าครึ่งชีวิต รอคอยคำตอบที่ไม่รู้ว่ามันสำคัญอย่างไรในตอนนี้ที่เขาได้รู้แล้ว แต่ก็ยังอยากฟัง...

 

        “เพราะว่ามึงจะทำหน้าแบบนี้ไง” เหตุผลที่ได้ทำให้ต้องขมวดคิ้ว ธีร์ไม่เข้าใจ ว่าหน้าแบบไหนกันที่แก้วพูดถึง หน้าแบบที่กำลังจะร้องไห้ หรือหน้าแบบที่ร้าวระทมจนรอยยิ้มเหือดหาย หรือทั้งสองแบบ “ยิ่งเห็นมึงทำหน้าแบบนี้... กูก็ยิ่งตัดใจยากขึ้นไปอีก”

 

 

 

        โชคขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกวูบโหวง ที่นั่งข้างคนขับว่างเปล่า เพลงสากลเก่าๆ ที่เขากับน้าแก้วเคยช่วยกันหาในสักหน้าร้อนที่ผ่านมายังคงดังจากลำโพง แต่ผลพวงจากการที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืนก็ทำให้ในหูอื้ออึง ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากลมหายใจและการขยับไหวของเส้นเลือด

 

        ระยะทางบนท้องถนนไม่ได้ยาวไกล แต่กลับเนิ่นนานพอที่จะให้คิดทบทวนถึงความหมายของคำอีกคำ...

 

        ชีวิต

 

        คำอีกหนึ่งคำที่แสนเรียบง่ายพอๆ กับความตาย คนเราได้ชีวิตมาโดยที่ไม่ต้องแลกด้วยอะไร แต่ราคาของการมีและรักษาชีวิตเอาไว้กลับสูงลิบ ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐานไปจนถึงการรักษาพยาบาลล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่มหาศาล แก้วไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน เช่นเดียวกับโชคที่ไม่ได้สนใจว่าจะต้องจ่ายมากมายเพียงใดเพื่อให้วันพรุ่งนี้ของแก้วมาถึง

 

        ทั้งที่ท้ายที่สุดสักวันก็ต้องจากลา แต่คนเราก็หวงแหนชีวิตเหลือเกิน

 

        โดยเฉพาะชีวิตของตัวเองและคนสำคัญ

 

        ความคิดฟุ้งซ่านหาที่มาไม่ได้ต้องจบลงที่หน้าบ้านไม้สีขาว โชคเปิดรั้วที่ไม่ได้คล้องโซ่เข้าไป ยังดีที่ก่อนออกไปเขามีสติมากพอจะล็อกประตูไม้บานพับหน้าบ้านเอาไว้

 

        ชายหนุ่มตรงขึ้นบ้านไปเก็บเสื้อผ้ากับของจำเป็นใส่กระเป๋า ก่อนจะลงมาอาบน้ำ เสร็จเรียบร้อยก็อุ้มแมวสองตัวใส่กรงพาขึ้นรถไปส่งที่บ้านเพื่อนสนิทที่โทรไปบอกก่อนแล้วว่าจะฝากเลี้ยงสักวันสองวัน จากนั้นก็ตรงกลับไปโรงพยาบาลทันที

 

        ทั้งหมดนั้นใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมง และเมื่อมาถึงหน้าห้องพิเศษ น้าแก้วของเขาก็ตื่นแล้ว

 

        จากบานกระจกใสตรงประตูมองเห็นเตียงคนไข้ได้อย่างชัดเจน ชัดพอๆ กับคนที่อยู่บนเก้าอี้ไม่ห่าง โชคเห็นสายตาของคนสองคนที่จ้องมองกัน รอยยิ้มประดับบนใบหน้าสว่างจ้าแม้นอกหน้าต่างจะมีฝนโปรยปราย กับมือที่กุมกันไว้หลวมๆ

 

        อาธีร์ยังคงเป็นคนที่จุดรอยยิ้มแบบนั้นให้น้าแก้วได้เสมอ

 

        ความรู้สึกหึงหวงก่อตัว แต่ก็สลายลงไปในชั่วพริบตา ชีวิตคนมันสั้นเกินกว่าจะเสียเวลามาหวาดระแวงหาเรื่องชวนทะเลาะกับอะไรเล็กน้อยเช่นนี้

 

        โชคยกมือขึ้นเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้าไป ไม่ได้หลบสายตาไปจากสองมือที่ค่อยๆ ผละจากกันอย่างนุ่มนวล ไม่มีวี่แววของความตกใจหรือร้อนรนของคนทำผิด แก้วกับธีร์ยังคงแตะตัวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติเสียจนน่าหงุดหงิด โชคจึงส่งยิ้มไปให้ ขณะที่พยายามลบความรู้สึกไร้สาระในใจออกไปให้หมด

 

        ...แก้วรักเขา และเขารู้ว่าทั้งสองคนจะไม่ล้ำเส้นเกินเลยกันลับหลังเขา

 

 

 

        สามวันต่อมาแก้วก็ได้ออกจากโรงพยาบาล อาการข้างเคียงยังคงมีอยู่บ้างแต่ไม่ได้ถึงขั้นวิกฤติ แผนการรักษาด้วยยาเคมีของเขาจะยังคงดำเนินต่อไป โดยมีการปรับตัวยาตามความเหมาะสมด้วยดุลยพินิจของแพทย์เมื่อดูจากผลข้างเคียงรุนแรงในรอบนี้



        ในช่วงวันก่อนจะถึงนัดเจาะเลือดเพื่อตรวจก่อนการทำคีโมชุดต่อไป แก้วจึงต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการรับยา และคนที่รับหน้าที่ดูแลอาหารหารกินไปตลอดจนพาออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ก็คือโชค



        และกิจกรรมการออกกำลังแรกสุดที่พวกเขาทำก็คือการเดิน



        สองร่างเดินเคียงกันไปบนถนนหน้าบ้าน ค่อยๆ ก้าวไปอย่างไม่เร่งรีบ มือเกี่ยวกุมกันไว้ในเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังย้อมทั้งเมืองให้เป็นสีของมัน

 

        “น้าแก้ว” โชคเริ่มพูดขึ้นมา

 

        “ว่าไง”

 

        “ถ้าผมเปิดเทอมแล้วมีวันไหนที่ผมพาน้าแก้วไปโรงพยาบาลเองไม่ได้จริงๆ อาธีร์จะเป็นคนพาไปนะครับ” ชายหนุ่มพูดถึงเรื่องที่เขาตกลงกับคุณอาเอาไว้ แม้ในใจเขาจะอยากพาไปเองทุกครั้งก็ตาม แต่หากมันสุดวิสัยจริงๆ ก็คงต้องฝากฝังคนอื่น

 

        “อืม” แก้วครางรับอย่างเข้าใจ “ถ้าเธอติดเรียนก็ไม่ต้องลามาหรอกนะ”

 

        “ไม่เอาครับ” ปฏิเสธทันควัน แววตามุ่งมั่นว่าหากไม่ได้มีสอบที่ขาดไม่ได้จริงๆ เขาก็จะไปด้วยให้ได้ “ผมอยากอยู่ตรงนั้นกับแก้ว ถึงจะทำอะไรไม่ได้แต่ผมก็อยากอยู่ข้างๆ”

 

        “...จริงๆ ฉันเองก็อยากให้เธออยู่ด้วยเหมือนกัน” แรงบีบจากฝ่ามือที่ประสานกันกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย โชคดึงมืออีกฝ่ายขึ้นมาจูบเบาๆ แทนการรับปากว่าจะไม่ห่างไปไหน

 

        เส้นทางการเดินออกกำลังกายยาวไกลจนถึงสะพานข้ามคลอง แก้วกับโชคเดินขึ้นไปจนถึงกลางสะพาน บนส่วนโค้งจุดที่สูงที่สุด พวกเขาหยุดยืนมองผิวน้ำกระเพื่อมไหว ปล่อยให้ลมโชยพัดผ่านผิว ใต้ท้องฟ้าสีส้มแดงและแสงอาทิตย์อัสดงที่กำลังจะลาลับ มีรถมอเตอร์ไซค์แล่นผ่านด้านหลังส่งเสียงรบกวน เช่นเดียวกับเสียงหมาเห่าและขี้เมาจากบ้านสักหลังในคุ้มชุมชนแถวนั้นที่ตะโกนด่ามัน

 

        “แล้วช่วงหลังทำคีโมมา ถ้าผมไปเรียนอาธีร์ก็จะมาอยู่ดูน้าแก้วให้เหมือนกัน” โชคยังคงพูดถึงเรื่องการเปิดเทอมของเขาที่จะทำให้ตัวเองไม่อาจอยู่ดูแลอีกคนได้ตลอดเวลาเหมือนเช่นเคย

 

        “อ่อ” และแก้วก็ยังคงตอบรับอย่างเรียบง่าย

 

        “...ผมหึงนะ” หลังจากเงียบไปสักพักโชคก็พูดความในใจอีกอย่างออกไป ดวงตาสีเข้มจึงหันมาสบอย่างเอ็นดูปนขบขันให้กับคนรักที่เยาว์วัยกว่าและยังคงมีนิสัยหวงของติดตัว “ผมดูเด็กใช่ไหมครับ”

 

        “ก็นะ” แก้วหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพูดต่อ “แต่เธอมีสิทธิ์นี่”

 

        โชคนิ่งงัน มองรอยยิ้มของแก้วที่ระบายออกมาพร้อมกับถ้อยคำที่ทำให้หัวใจเขาอุ่นวาบ

 

        “เราเป็นคนรักกัน มันไม่ผิดหรอกนะที่จะรู้สึกแบบนั้นบ้าง แล้วเธอก็ไม่ได้เป็นคนไม่มีเหตุผลที่จะทำอะไรรุนแรงแค่เพราะอารมณ์ในตอนนั้นด้วย”

 

        “แล้วน้าแก้วเคยหึงผมไหมครับ” เอ่ยถามอย่างนึกสงสัย

 

        “หืม ฉันเหรอ” คนถูกถามครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ “เธอไม่เคยทำให้ฉันหึงนี่”

 

        “แต่แก้วทำนะ บ่อยด้วย”

 

        “อืม นั่นสินะ” แก้วว่า พลางเป็นฝ่ายดึงมือใหญ่ที่กอบกุมขึ้นมาประทับริมฝีปากบ้าง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยอย่างหนักแน่นพร้อมแววตามั่นคง “แต่เชื่อใจฉันนะโชค”

 

        ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำแต่มีพลังดั่งมนต์สะกด โชคลดมือที่กั้นกลางระหว่างพวกเขาลง โน้มใบหน้าไปจูบลงบนหน้าผากผู้เป็นเจ้าของหัวใจตนแนบแน่น เนิ่นนานกว่าจะผละออก โดยไม่สนใจว่าใครจะมองอยู่หรือไม่ เพราะในสายตาของเขามันมีเพียงแค่คนคนเดียว...

 

        “ครับ”

 

        มีเพียงแก้วที่อยู่ในนั้น

 



 

        เข้าช่วงปลายกรกฎา แก้วก็ได้รับคีโมชุดที่สาม ผลข้างเคียงในช่วงวันแรกยังคงสาหัส มึนหัวพะอืดพะอมกินข้าวไม่ได้ แต่ก็ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นกว่าสองครั้งก่อน

 

        โชคยังคงคอยดูแลอยู่ไม่ห่างได้ตลอดเวลาเพราะยังไม่เปิดเทอม ชีวิตประจำวันวนซ้ำกับการแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ ห้ามื้อ ปริมาณน้ำที่ดื่มต้องสองลิตรขึ้นไป กับออกกำลังกายนิดๆ หน่อยๆ ที่จะไม่ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากนัก ทุกเย็นพวกเขาจึงออกไปเดินเล่นจนกลายเป็นกิจวัตร หรือถ้าวันไหนมีเวลาหน่อยก็ทำกายบริหารอยู่ในสวนตอนเช้าด้วย

 

        “วันนี้หิวไหมครับ” โชคถามหลังจากยืดเส้นยืดสายกันไปกว่าครึ่งชั่วโมง

 

        “นิดหน่อย”

 

        “อยากกินอะไรครับ”

 

        “อะไรก็ได้ที่เธอทำ”

 

        “ครับ”

 

        บทสนทนาซ้ำซากแต่กลับไม่น่าเบื่อเลย โชคจูงมือแก้วกลับเข้าบ้าน ปล่อยให้อีกคนไปพักก่อนอาบน้ำล้างตัว เสร็จออกมามื้อเช้าก็เตรียมพร้อมพอดี พวกเขากินข้าวเช้าด้วยกันทุกวัน มื้อสายของแก้วโชคก็อยู่ไม่ห่าง ก่อนจะร่วมมื้อเที่ยงกับของว่างตอนบ่าย และอาหารค่ำบนโต๊ะอาหาร ไปจนถึงเวลาเข้านอน และเมื่อตอนเช้ามาถึงก็จะเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง บางวันอาจจะมีออกไปข้างนอกกันบ้าง ที่ทำงาน ซื้อของเข้าบ้าน ทานอาหารในร้าน ชายหนุ่มก็จะเป็นคนขับรถพาไป

 

        ตลอดเวลา... คอยช่วยดูแลอยู่ข้างๆ เสมอ

 

        จนกระทั่งสิงหาคมที่โชคเปิดเทอม วันที่แก้วไปรับยาเคมีชุดที่สี่เขายังคงเป็นคนพาไปอยู่ แต่วันถัดมาที่แก้วเริ่มเจอกับผลข้างเคียงเขากลับต้องไปเรียน การเช็คชื่อครั้งแรกของรายวิชาเพื่อยืนยันจำนวนคนในชั้นเรียนที่ขาดไม่ได้ ธีร์จึงเป็นคนที่มาโผล่อยู่หน้ารั้วไม้ตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมงดี และรับช่วงดูแลคนป่วยต่อให้แทน

 

        โชคย้ำเรื่องยาและอาหาร กับเรื่องเล็กน้อยอีกจบเป็นครั้งที่สามแล้วจึงค่อยยอมจากไป แก้วหัวเราะแผ่วเบาเมื่อเหลือบไปเห็นแววตาอาวรณ์ของเจ้าหมาที่มองตาละห้อยกลับมาอย่างเป็นห่วง ทั้งที่รู้สึกขมปากและหายใจติดขัด แต่ก็ยังคงอารมณ์ดี

 

        ธีร์เองก็เช่นกัน หนุ่มหล่อรุ่นใหญ่รับรู้ได้ถึงความรับผิดชอบหนักอึ้งที่วางลงบนบ่า แต่แก้วก็ไม่ได้ทำให้เรื่องมันยากมากนัก เพราะนอกจากอาการวิงเวียนควบด้วยหายใจลำบาก กับแน่นหน้าอกขึ้นมาบ้างเป็นระยะ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรรุนแรง

 

        โชคตรงกลับบ้านทันทีหลังสามชั่วโมงที่แสนยาวนานสิ้นสุดลง ไม่สนแม้ว่าจะมีวิชาต่อไปรออยู่ตอนบ่ายสอง และพอมาถึงบ้านไม้สีขาวสองชั้นแสนสงบ เขาก็โล่งใจที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยดี ก่อนจะกินมื้อเที่ยงง่ายๆ แล้วขับรถกลับไปมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าเรียนต่อ

 

        ความวิตกกังวลค่อยๆ จางไปพร้อมกับเวลาที่ผันผ่าน ผลข้างเคียงจากคีโมของแก้วไม่ได้เลวร้าย มีบางครั้งที่รุนแรงจนเขานอนซม แต่ก็ไม่ได้ผิดปกติจนต้องเข้าโรงพยาบาลไปหยอดน้ำเกลือ

 

        โชคเริ่มวางใจ ธีร์เริ่มคุ้นชิน แก้วเริ่มแข็งแรงขึ้นทีละนิด และทุกคนก็กลับไปใช้ชีวิตปกติที่มีการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มเติมขึ้นมากันอีกครั้ง

 

        นิสิตหนุ่มไปเรียนได้อย่างสบายใจ เจ้าของร้านอาหารสามารถเข้าไปคุมร้านได้อย่างเคย นายสถาปนิกกลับไปทำงานที่บริษัท แม้จะไม่ได้ไปทุกวัน แต่ก็บ่อยครั้งกว่าช่วงแรกๆ ที่เริ่มรักษาตัวมากโข

 

        หลังให้ยาเคมีไปเจ็ดชุด ก้อนเนื้อในปอดของแก้วตอบสนองกับยาได้ดีและสามารถวางแผนรักษาขั้นต่อไปได้แล้ว

 

 

 

TBC...

        ชีวิตและความตาย เป็นสองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคนเรามากกว่าที่คิด หวังว่าทุกคนจะได้มีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายอย่างที่ใจตนต้องการก่อนที่วันพรุ่งนี้จะไม่มีวันมาถึงนะคะ ในช่วงเวลาที่รีนเขียนตอนนี้เองรีนก็ได้ทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างเลยล่ะค่ะ แต่ก็หวังว่านักอ่านทุกคนจะไม่เครียดจนเกินไปนะคะ แง้ รีนอยากให้ทุกคนที่มาอ่านนิยายของรีนมีความสุข แต่เนื้อหากลับหนักเหลือเกิน

        ปล. โรคมะเร็งแสดงผลในผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันออกไป กระบวนการรักษาและระยะเวลาไม่เท่ากัน รีนไม่มีเจตนาจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในตัวโรคนี้แต่อย่างใด ข้อมูลต่างๆ ถูกนำมาจากการค้นคว้าประกอบกับประสบการณ์ส่วนตัวรีนที่เสียคุณพ่อไปด้วยโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กเท่านั้นค่ะ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้นะคะ และหากมีข้อมูลใดผิดพลาดก็สามารถบอกรีนได้เลยค่ะ จะปรับแก้ให้ทันทีเลย

        ปล2. สำหรับนักอ่านทุกคนที่สูญเสียคนรักให้กับโรคมะเร็ง หรือไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม กอดๆ นะคะ ขอให้รอยยิ้มของพวกคุณยังคงสวยงามเฉกเช่นเดียวกันกับรอยยิ้มของเหล่าผู้จากไปที่ยังคงเบ่งบานในความทรงจำของคุณ  :กอด1:

        อย่างไรก็ตาม ขอบคุณทุกการอ่าน คอมเมนต์ และกำลังใจเลยนะคะ

        ขอบคุณค่ะ!

 

        See You on THURSDAY

ออนไลน์ Nattie69

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1441
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
เอาใจช่วยน้าแก้ว  :katai2-1: ในเวลาแบบนี้กำลังใจสำคัญที่สุด ทั้งจากอาธีร์และโชค ดีแล้วที่อยู่เคียงข้าง แวะมาดูแลกันตลอด  :pig4: :pig4: รอตอนต่อไปค่ะ  :pig4: :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด