Up! [Mpreg] ☆YOUniverse☆ .. #พี่ภูของผม (2020-09-18 : Universe 40th)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Up! [Mpreg] ☆YOUniverse☆ .. #พี่ภูของผม (2020-09-18 : Universe 40th)  (อ่าน 15145 ครั้ง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
**Warning: เนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ที่กล่าวถึงในนิยายเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น ไม่ได้อ้างอิงจากหลักการทางการแพทย์แต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ**



Universe 37th : เหม็นสามี


“อ๊อก...”

เช้านี้ผมไปทำงานไม่ไหว โก่งคออาเจียนจนแทบหมดไส้หมดพุง อาหมอบอกว่าที่จริงถ้าอายุครรภ์ย่างเข้าเดือนที่สี่แล้วโดยปกติจะแพ้ท้องน้อยลง แต่ด้วยความที่ผมเป็นผู้ชายและมีฮอร์โมนที่ค่อนข้างแตกต่างจากเพศหญิงที่ตั้งท้องเลยทำให้ผมยังคงมีการแพ้อยู่ แต่ที่หนักกว่าอาการแพ้ก็คือ..

“ช่วยไปยืนห่างๆ ผมได้ไหม คุณใส่น้ำหอมฉุนขนาดนี้ ผมเวียนหัว”

“พี่ไม่ได้ใส่น้ำหอมเลยนะไนล์ หลังจากวันนั้นที่ไนล์บอกว่าเหม็น ไม่ชอบ พี่ก็ไม่ได้ฉีดน้ำหอมอีกเลย”

ผมมีอาการแปลกๆ และมักจะไล่พี่ภูทุกครั้งที่เขาเข้ามาใกล้ ซึ่งเขาก็ขยันเข้าใกล้ผมมากเหลือเกิน เข้าใจแหละว่าอยากจะดูแล เข้าใจแหละว่าเป็นห่วง สมองส่วนที่เป็นเหตุเป็นผลของผมพยายามจะบอกให้ตัวเองตระหนักถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมฟัง มันเอาแต่ขับไล่และบอกว่าผมไม่อยากให้เขาเข้ามาใกล้ ซึ่งผมห้ามตัวเองไม่ได้เลยสักครั้ง ผมไล่พี่ภูตลอด ไล่เขาแรงๆ หลายครั้งเลยก็มี บางทีเห็นเขาทำหน้าเสียผมก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ แต่พอเขาเข้ามาใกล้อีกผมก็ผะอืดผะอม เวียนหัว อยากจะอาเจียนอยู่ร่ำไป ซึ่งนั่นทำให้ผมยิ่งหงุดหงิด และท้ายที่สุดมันก็ลงโดยการที่ผมก็เอ่ยปากไล่เขาอยู่ดี


แม่กับพ่อบอกผมว่านี่เป็นอาการเหม็นสามีตัวเอง


มันไม่ใช่เรื่องแปลกของคนท้อง แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันระหว่างสามีภรรยา .. ซึ่งผมกับเขา ไม่ง่ายหรอกที่จะมานั่งปรับความเข้าใจอะไรกัน เพราะผมไม่ได้ขอให้เขามาดูแล และถ้าเขาทนไม่ไหวกับอารมณ์ที่แปรปรวนของผม สักวันหนึ่งเขาก็คงถอยและกลับไปเอง

ถือว่าเป็นบททดสอบความอดทนอีกอย่างของเขาก็แล้วกัน

ถ้าเขาอดทนได้มากพอ ผมอาจจะใจอ่อนและยอมให้เขาได้มีส่วนในการเป็นพ่อของเจ้าตัวเล็กในท้องผมก็ได้ เพราะยังไงพี่ภูก็เป็นพ่อ ผมไม่อยากกีดกันอะไร แต่อย่างน้อยผมก็อยากให้พี่ภูได้แสดงออกให้ผมเห็นว่าเขามีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็นพ่อของลูกผม ได้

“แต่ผมเหม็น! ถ้าคุณไม่ออกไปยืนห่างๆ ผมจะเข้าไปอยู่ในห้องแล้วไม่ยอมออกมาจริงๆ ด้วย!!”

ผมตวาดพี่ภูเสียงดัง พูดออกไปแล้วก็ตกใจตัวเองไม่น้อยไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้เกรี้ยวกราดขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ว่าการทำแบบนี้มันไม่ดี แต่ผมห้ามตัวเองไม่ได้เลย ผมหงุดหงิด ผมเวียนหัว แล้วผมก็รู้สึกเหมือนเหม็นพี่ภูตลอดเวลา ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาจะไม่ได้เข้ามาใกล้ แค่ยืนอยู่ไกลๆ ผมก็เหมือนได้กลิ่นลอยมาแตะจมูกแล้ว

พี่ภูเองก็รู้ตัวเพราะช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาเองก็พยายามจะอยู่ห่างผมเท่าที่ทำได้ เว้นแต่บางครั้งที่ผมทำท่าเหมือนจะวูบหรือจะหน้ามืดเขาถึงจะเข้ามาหา มาประคอง

และผลลัพธ์สุดท้ายก็จะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง นั่นก็คือผมไล่ตะเพิดเขา ซึ่งเขาก็จะถอยไปอยู่ในมุมตัวเองเงียบๆ

ที่เขาทำได้โดยจะไม่ถูกผมดุหรืออารมณ์เสียใส่นั่นก็คือ นั่งแอบมองผมไม่ให้ผมเห็น เพราะไม่อย่างนั้นผมก็จะมีอาการอีก แต่ด้วยความที่เขาอยากจะดูแลผมมันเลยเลี่ยงอะไรแบบนี้ได้ไม่มากนัก สุดท้ายเขาเลยยอมที่จะถูกผมดุ ผมไล่ โดยไม่เคยอารมณ์เสียหรือหงุดหงิดใส่ผมคืนสักครั้ง

เอาจริงก็ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้สึกผิดนะ แต่จะให้ผมทำยังไง ที่ทำได้ก็คงต้องภาวนาให้อาการเหม็นสามีนี้หายไปไวๆ ก็พอ

“ก็ได้ครับ ก็ได้ พี่ออกไปนั่งรอไนล์หน้าห้องครัวนะ ถ้าไนล์อยากได้อะไรหรืออยากกินอะไรไนล์ตะโกนบอกพี่ เดี๋ยวพี่ยกมาให้กิน ไนล์จะได้ไม่ต้องเดิน”

“ผมอยากกินน้ำมะม่วงเบาปั่น” พี่ภูยิ้มดีใจตอนที่ผมบอก เพราะอาการเหม็นมันดีขึ้นหลังจากที่เขายอมถอยห่างออกไปจากผมเกือบจะคนละฝั่งของห้องนั่งเล่น ซึ่งพอมองตรงไปจะเห็นห้องครัว “แต่คุณไม่ต้องเอามาให้ ให้พี่กิ่งยกมา ไม่งั้นพอผมเห็นคุณผมก็พาลจะกินไม่ได้อีก”

พี่ภูหน้าเสีย ผมเองก็ตกใจเพราะพอพูดไปแล้วมาลองฟังความหมายดู... มันก็ค่อนข้างจะแย่ แต่ผมไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายจิตใจเขา เพียงแค่พูดออกไปตามที่คิด เหมือนกินไม่ได้ในแง่ที่ว่าผมคงอาเจียนออกมาเพราะอาการเหม็นสามีตัวเองอีกแน่ๆ แต่เพราะคิดน้อย พอพูดออกไปแล้วก็เลยเหมือนการตอกย้ำว่า การมีเขาอยู่ใกล้ๆ ทำให้ผมกินอะไรไม่ลง แต่ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อยนี่

“แล้วข้าวล่ะครับ ไนล์อยากกินอะไร ข้าวต้มไหม กินข้าวก่อนค่อยกินน้ำปั่น เดี๋ยวพี่ทำให้”

ผมเฉย ไม่ได้ตอบอะไรเพราะไม่หิว พี่ภูเลยถอยหลังเดินเข้าครัวไปเงียบๆ เดาว่าคงไปทำอะไรให้ผมกินนั่นแหละ แต่ผมไม่อยากเท่าไหร่ เลยเรียกให้เด็กในบ้านเข้าไปบอกพี่ภูในครัวว่าไม่ต้องทำอะไรมาให้ ผมยังไม่หิวและไม่อยากกิน เดี๋ยวกินน้ำมะม่วงเบาปั่นเสร็จแล้วผมอยากจะนอนสักงีบมากกว่า เหมือนผมติดนิสัยที่จะต้องนอนตอนกลางวันไปเสียแล้ว เพราะตั้งแต่มีเจ้าตัวน้อย ผมก็เอาแต่นอนมากขึ้น

พอคิดได้แบบนั้น ผมเลยตั้งใจจะกลับขึ้นไปบนห้อง แต่ยังไม่ทันจะได้ลุกไปไหนเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ที่หายไปเข้าครัวก่อนหน้าก็กลับมาพร้อมถ้วยข้าวต้มร้อนๆ ในมือ

แล้วผมก็รู้สึกคลื่นไส้ทันที ทั้งกลิ่นซุป ทั้งกลิ่นพี่ภู ทุกอย่างตีรวนอยู่ในอกพาลให้ทั้งหงุดหงิดทั้งอยากอาเจียน

“กินข้าวต้มร้อนๆ ก่อนนะไนล์ แล้วเดี๋ยวพี่ให้พี่กิ่งยกน้ำปั่นมาให้”

พี่ภูวางถ้วยข้าวต้มลงบนโต๊ะ พร้อมกับส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ แต่ตอนนั้นผมเหม็นจนรู้สึกแย่ไปหมด แถมจู่ๆ ยังเกิดนึกโมโหที่พี่ภูทำข้าวต้มถ้วยนี้มาให้กิน ทั้งที่ผมบอกแล้วไงว่าไม่กิน แล้วทำไม่ยังทำออกมาให้ผมอีก ทำไมเขาพูดไม่ฟังเลยสักนิด

“อ็อก..”

“ไนล์ พี่..”

พี่ภูยื่นมือมาจะจับผมเมื่อเห็นผมอาการไม่ดี ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ผมยื่นมืออกไปจะผลักเขาออก ซึ่งจริงๆ แล้วผมแค่อยากบอกให้เขาออกไป เพราะผมเหม็นมากจนทนไม่ไหว แต่พูดไม่ได้เพราะเหมือนจะอาเจียน เลยกลายเป็นว่าผมดันไปปัดมือพี่ภูออกแทน และมือพี่ภูที่ถูกผมปัดออกก็เหวี่ยงไปกระแทกกับถ้วยข้าวต้มที่วางอยู่บนโต๊ะ ถ้วยหล่นแตกกระจายแถมข้าวต้มยังกระฉอกหกเลอะเต็มพื้น

แน่นอนว่าข้าวต้มร้อนๆ ที่ว่ากระเด็นโดนมือพี่ภูด้วยเต็มๆ

เขาสะบัดมือที่โดนลวกด้วยข้าวต้มร้อนๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหันมาถามผมยังห่วงใย

“ไนล์ ข้าวต้มกระเด็นโดนไนล์ไหม มีตรงไหนเจ็บรึป่าว?” พี่ภูยื่นมือข้างที่ไม่เจ็บมาลูบตามเนื้อตามตัวด้วยความเป็นห่วง “ถ้าเจ็บตรงไหนต้องบอกพี่นะ รู้ไหมครับ?”

พี่ภูเตรียมจะสำรวจผมอีกรอบ แต่ผมทนไม่ไหวแล้วเพราะมันรู้สึกอยากจะอาเจียน ผมเลยผลักพี่ภูออก แล้ววิ่งตรงดิ่งไปที่ห้องน้ำ เพื่อเอาไอ้ที่คลื่นไส้ออกมาให้หมด โดยไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งที่ผมทำนั้นทำให้อีกคนเสียใจแค่ไหน

.

.

.

ผมเดินกลับมาหลังจากอาเจียนออกหมด อาการเวียนหัวเริ่มกลับมา ผมเห็นพี่ภูยังคงนั่งที่เดิม เขากุมมือตัวเองข้างที่โดนข้าวต้มลวกไว้ ไม่ยอมไปทำแผลเหมือนกับว่าเขายังรอผมอยู่

และภาพวันนั้นมันก็ฉายชัดเข้ามาในหัว วันที่ผมถูกน้ำชาลวกมือโดยฝีมือคุณรัน

ผมนึกหงุดหงิดรู้สึกเหมือนภาพพี่ในวันวานมันถูกปล่อยเข้ามาในหัว และยิ่งพี่ภูไม่ยอมไปทำแผลให้เรียบร้อย ผมยิ่งหงุดหงิดเพราะนึกถึงภาพตัวเองตอนที่โดนกระทำไม่ต่างจากนี้

หรืออีกนัยลึกๆ ผมอาจจะรู้ดีก็ได้ว่ามันคือความรู้สึกผิด ปนๆ กับการทำตัวไม่ถูก ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำกับเขาแบบนั้น แต่เพราะไม่รู้จะแสดงออกยังไงบวกกับความหงุดหงิดต่างๆ ผมเลยเผลอโพล่งใส่อีกฝ่ายที่กำลังเจ็บอย่างลืมตัวและทำร้ายความรู้สึกของพี่ภูอีกครั้ง

“ผมบอกคุณแล้วไม่ใช่หรอว่าไม่กินๆๆ ไม่กินแล้วคุณจะทำมาทำไม” ผมพูดทั้งที่น้ำตาไหลฟูมฟาย แต่พี่ภูก็ยังอดทน เขาตอบผมเสียงนุ่ม แถมยังพยายามใช้มือข้างที่ไม่เจ็บมาปลอบโยน แต่ผมไม่ยอมอีกทั้งยังถอยหลังหนี

“พี่ขอโทษ พี่แค่อยากให้ไนล์กินอะไรรองท้องก่อน พี่ไม่ได้ตั้งใจจะ…”

“ไม่ต้องทำอะไรมาให้กิน! ผมไม่อยากกิน!” ผมส่งเสียงสะบัดอย่างดื้อดึงและเอาแต่ใจ เอาแต่ใจชนิดที่ว่าถ้าพี่เทมส์มาเห็นผมต้องถูกดุแน่ๆ “เรื่องที่บอกให้ทำไม่ยอมทำ ดันไปทำในเรื่องที่ไม่ได้บอก”

“ไนล์.. พี่..” พี่ภูทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ผมที่หลุดจากการควบคุมตัวเองไปแล้วกลับไม่อยากฟัง

“ผมบอกให้คุณไปไกลๆ ทำไมไม่ไป! มันเหม็น มันเวียนหัว มันทำให้ผมรู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี! คุณไม่เข้าใจรึไง!”

ผมตวาดพี่ภูเสียงดัง เสียงดังชนิดที่ว่าป้าบัวถึงกับวิ่งมาดูในขณะที่พี่ภูยืนนิ่งค้าง เขามองหน้าผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจ แต่แทนที่เขาจะตอบกลับผมด้วยคำพูดเจ็บแสบไม่ต่าง เขากลับยิ้มเศร้าๆ ส่งมาให้ก่อนจะตอบผมอย่างอ่อนโยนทั้งที่ไม่จำเป็น

“ครับ พี่เข้าใจแล้ว พี่ขอโทษนะที่ขวางหูขวางตาทำให้ไนล์กินอะไรไม่ได้ ยังไงพี่จะเข้าไปอยู่ในครัวแล้วกัน.. เดี๋ยวพี่ให้พี่กิ่งยกน้ำปั่นที่ไนล์อยากกินมาให้ไนล์นะ”

พี่ภูยิ้มเศร้าก่อนจะกุมมือข้างที่เจ็บของตัวเองไว้หลวมๆ แล้วหันหลังเดินออกไปจากห้อง ผมใจเสีย อยากจะแก้ตัวแต่ก็พูดไม่ออก มันหงุดหงิดไปหมด จนพาลอยากจะร้องไห้ออกมาดื้อๆ

“ฮึก.. คะ คุณ อึก! เดี๋ยวสิ! ฮึก.. คุณอย่า อย่าเพิ่งไป”

ผมปล่อยให้น้ำตาตัวเองไหลออกมาอย่างไม่คิดจะห้าม ผมที่ในเวลานี้ทั้งแปรปรวน ทั้งเจ้าอารมณ์ ทั้งขี้น้อยใจ มันดูงี่เง่ามากๆ งี่เง่าจนอาจจะทำให้พี่ภูทนไม่ไหวและหันหลังให้ผมจริงๆ ก็ได้.. หันหลังให้เราสองคนแม่ลูก เพราะความเป็นบ้าเป็นบอของผม

ผมหัวเราะขื่นๆ ในใจให้ตัวเองอย่างสมเพช ปากบอกว่าจะทดสอบความอดทนของเขา ปากบอกว่าจะกระตุ้นให้เขาปรับตัวเพื่อลูก แต่สุดท้ายผมมันก็แค่คนที่เก่งแต่ปาก เพราะพอถึงเวลาที่เขาทำท่าจะไปจากผมจริงๆ ผมก็ฟูมฟายกลายเป็นเด็ก .. น่าไม่อายชะมัด ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าที่พี่ภูอยู่ตรงนี้นั้น ...


เขาอยู่เพราะผม หรือเขาอยู่เพราะลูกในท้อง


ผมปล่อยตัวเองทรุดลงนั่งแล้วสะอื้นฮักออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นึกรังเกียจตัวเองอยู่บ่อยๆ ที่อิจฉาแม้กระทั่งลูก ผมแค่อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าผมไม่ท้อง ถ้าผมไม่มีลูกให้เขา เขาจะยังมาตามดูแล มาตามเอาใจใส่ผมอย่างนี้ไหม

หรือก็คงไม่ เพราะที่เขาทำทุกวันนี้ก็เพราะลูกทั้งนั้น

“ไนล์ .. ไนล์ร้องไห้ทำไมครับ” พี่ภูหันหลังกลับเข้ามา ผมมองเขาที่หน้าตาตื่นทั้งที่น้ำตากลบหน้า จะเดินเข้ามาก็ไม่กล้า จะถอยออกไปก็ไม่ได้ เขาเลยทำได้แค่ละล้าละลังอยู่ตรงนั้น

จนกระทั่งในที่สุดเขาก็เดินมาทรุดตัวคุกเข่าลงตรงหน้าผมที่นั่งอยู่บนโซฟา พร้อมกับยื่นมือมาเกลี่ยน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน อีกทั้งยังเอ่ยถามเสียงอ่อนให้ผมได้ร้องไห้หนักกว่าเดิม

“เด็กดี ไหนบอกพี่หน่อยครับ ไนล์ร้องไห้เรื่องอะไร? ไนล์ปวดหัวหรอ? หรือปวดท้อง? หรือเป็นอะไรไหนบอกพี่หน่อยได้ไหมครับ?”

“ฮึก… คุณจะไป จะไปไหน?” ผมสะอื้นถาม พลางยกมือขึ้นยึดชายเสื้อพี่ภูไว้อย่างลืมตัว

พี่ภูดูงุนงงแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังส่งเสียงตอบผมอย่างอ่อนโยน อีกทั้งยังยกมือข้างที่ไม่เจ็บขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ผมอย่างเบามือ

“พี่จะไปทำแผลแล้วก็ไปอยู่ในครัวครับ ไม่ได้จะไปไหนไกล ไนล์จะเอาอะไรก็ให้คนไปเรียกพี่ได้ พี่แค่อยากให้ไนล์ได้กินอะไรสักหน่อย วันนี้ไนล์กินไปนิดเดียวเองนะ”

ผมมองพี่ภูตอบทั้งที่ยังสะอื้น ซึ่งเขาก็ยังคงส่งยิ้มให้ผมอยู่อย่างนั้น เพื่อย้ำว่าเขาพูดจริง

“จะ ..ฮึก จริงนะ คุณพูดจริงนะ?” ผมเผลออ้อน “ไม่ได้จะไปไหนจริงๆ ใช่ไหม?”

“ครับ พี่ไม่ได้จะไปไหน” พี่ภูยิ้มพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวผมเบาๆ “ไนล์กินข้าวนะ หรือกินน้ำปั่นก็ได้ เดี๋ยวพี่ให้พี่กิ่งเอาออกมาให้ ถ้าอยากได้อะไรอีกก็บอกพี่ เดี๋ยวพี่นั่งรอในครัว”

“ครับ”

ผมสงบได้ในที่สุด ซึ่งหลังจากที่ผมได้กินน้ำปั่นที่อยากกินอิ่ม แถมยังกินได้มากกว่าปกติ และพอทุกอย่างผ่านพ้นไป ผมก็ตั้งสติได้และคิดว่าตัวเองพูดและทำแรงไป แต่ผมก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไง อารมณ์ผมแปรปรวนเหมือนคนเป็นไบโพล่าร์ ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าพี่ภูจะทนผมได้นานอีกสักแค่ไหน ถ้าวันนึงเขาจะไปผมก็ไม่แปลกใจหรอก ใครจะทนอยู่กับคนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ได้กัน นานๆ เข้าเขาก็คงเบื่อสักวัน

พอคิดมาถึงตรงนี้ผมก็อดจะน้ำตาไหลไม่ได้ ผมกลายเป็นคนขี้กังวล โวยวาย และคิดมาก ผมเป็นตัวเองในแบบที่ผมไม่ชอบสักอย่าง ซึ่งขนาดตัวผมยังไม่ชอบตัวเองเลย แล้วจะมาคาดหวังให้พี่ภูรักผมได้ยังไงกัน


ทุกวันที่เขาอยู่ตรงนี้ก็เพราะลูกทั้งนั้นแหละ


ผมล้มตัวลงนอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่น จากที่ตั้งใจจะขึ้นไปเอนหลังบนห้อง เพราะเริ่มรู้สึกเพลียแต่พอได้เริ่มคิดมาก เรี่ยวแรงที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วก็หดหายลงไปด้วย สุดท้ายจากที่ตั้งใจจะขึ้นไปบนห้อง ผมก็เลยนอนที่โซฟาแทน คิดแต่จะพักสายตา แต่ทำไปทำมาดันหลับจริงๆ เสียอย่างนั้น

ผมผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว มารู้อีกทีก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่คุ้นเคย จนอดไม่ได้ที่ผมจะซุกตัวเข้าหา สัมผัสที่ผมโหยหามาตลอดแม้จะหลอกว่าตัวเองไม่ต้องการ แต่พอได้รู้สึกถึงอีกครั้งผมก็ปฏิเสธหัวใจตัวเองไม่ลง

สัมผัสที่มาพร้อมกับประโยคที่ผมไม่ได้ยิน…


“ฝันดีนะครับเด็กดีของพี่ พี่รักไนล์นะ”

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


Kirin’s Part


พักนี้ไนล์ค่อนข้างจะหงุดหงิดและอารมณ์แปรปรวน ซึ่งไม่ทำให้ผมหนักใจเท่ากับอาการเหม็นสามีที่ไนล์เป็น เพราะเขาไล่ผมทุกครั้งที่เห็นหน้า ขนาดว่าปกติก็ไม่อยากจะให้เข้าใกล้อยู่แล้ว ตอนนี้หนักกว่าเดิมอีก เพราะไม่ใช่แค่ไนล์ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่กลับมีอาการเหม็นผมควบคู่ไปด้วย

ตอนแรกผมก็ตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีอาการแพ้ท้องแบบนี่ด้วย แต่พอทั้งแม่ของผมและคุณแม่ของน้องยืนยันว่ามันมีและสามารถเกิดขึ้นได้จริง ผมก็ต้องคอตกรับชะตากรรมยอมถูกไนล์ไล่บ้าง หงุดหงิดใส่บ้าง ในขณะที่คนทั้งบ้านสงสารและคอยช่วยผม ก็มีแต่ไอ้เทมส์แหละที่ดูจะชอบอกชอบใจที่น้องเหม็นผมทุกครั้งที่เข้าใกล้ ซึ่งผมเองก็เข้าใจน้องนะ ไม่ได้จะโกรธเคืองหรืออะไรที่บางครั้งถูกน้องไล่หรือหงุดหงิดใส่ แต่ลึกๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าผมอดน้อยใจน้องไม่ได้ แต่จะให้ทำไงได้ล่ะ ผมจะไปไหนได้ในเมื่อผมรักน้องกับลูกมากขนาดนี้

แต่จะว่าไปอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของน้องนี่ก็มีแง่ดีอยู่บ้าง เพราะมันจะมีบางครั้งที่น้องเผลอแสดงความรู้สึกอีกด้านของตัวเองออกมา อย่างเมื่อวันก่อนก็ร้องไห้ยกใหญ่ เดาว่าคงรู้สึกผิดที่ทำข้าวต้มลวกมือผม และยังเผลอออกปากไล่ผมอีก ซึ่งพอผมทำท่าจะไปน้องก็ร้องไห้แล้วเรียกหา ไม่ยอมให้ผมไป ทั้งที่จริงผมก็แค่จะไปทำแผล แล้วก็จะไปหาอะไรให้เจ้าตัวกินใหม่นั่นแหละ

บอกตามตรงว่าตอนนั้นผมอดใจฟูไม่ได้ ไนล์ทั้งอ้อนทั้งขอร้องผ่านสายตาและท่าทางขอให้ผมไม่ไป ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมมีหวังขึ้นมาอีกครั้ง หวังว่าผมจะสามารถทำเรื่องของเราให้ดีขึ้นได้ หวังว่าน้องจะให้อภัย และกลับมาอยู่กับผม ยอมให้โอกาสผมได้กลับมาใช้ชีวิตครอบครัวกับน้องอีกครั้ง และผมหวังว่ามันคงจะเกิดขึ้นจริงได้ในสักวัน สักวันที่เป็นวันของผมจริงๆ

.

.

.

หลายวันต่อมาอาการแพ้ท้องของไนล์เริ่มดีขึ้น น้องไม่ค่อยเหม็นผมแล้ว ยกเว้นแค่บางวันเท่านั้น และพอมาวันนี้เป็นวันที่ไม่มีใครอยู่บ้าน คุณพ่อกับคุณแม่ไปพบคู่ค้าที่ต่างจังหวัด ส่วนไอ้เทมส์เข้าไปเคลียร์งานด่วน ผมเองที่ยังไม่ได้ยุ่งอะไรกับมิกซ์ยูสมากเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงก่อสร้าง เลยอาสาดูแลไนล์แทนทุกคน ซึ่งเพราะอาการเหม็นสามีตัวเองของน้องดีขึ้น ทุกคนเลยยอมวางใจ แต่ถึงอย่างนั้นแม่ผมก็บอกว่าจะแวะมาหาช่วงบ่าย คงจะคิดถึงน้องนั่นแหละ ซึ่งก็น่าจะดีให้แม่เแวะมาคุยน้องจะได้ไม่เหงา เพราะผมเองก็คงทำได้แค่นั่งเฝ้านั่งมองไปตามมีตามเกิด

ได้แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว

“คุณไนล์ เป็นอะไรรึป่าวคะ ทำไมเดินมาแบบนั้น” ผมที่กำลังทำอาหารอยู่ต้องหันไปตามเสียงของป้าบัวที่ร้องทักไนล์ ตอนที่น้องกำลังเดินมาที่ห้องครัว เลยทันได้เห็นว่าน้องเดินช้าๆ แปลกๆ

“ไนล์เมื่อยขาเมื่อยเท้านิดหน่อยครับป้า สงสัยจะนอนมากไปน่ะครับ” น้องพูดกลั้วเสียงหัวเราะ แต่ท่าทางแล้วจะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ น้องดูปวดเมื่อยมากจริงๆ

“ไนล์นั่งก่อนไหม ยืนนานๆ เดี๋ยวจะวูบเอา” ผมตัดสินใจพูดเพราะกลัวน้องจะล้ม ไนล์ยู่หน้านิดหน่อย แต่ก็ยอมหาเก้าอี้แถวนั้นนั่งลง

“ว่าแต่คุณหนูของบัวอยากได้อะไรคะ ถึงได้เดินมาถึงห้องครัวแบบนี้” ป้าบัวเดินเข้าไปหาน้องพร้อมกับกอดน้องไว้หลวมๆ ซึ่งไนล์เองก็กอดป้าบัวตอบ แถมยังอ้อนป้าบัวจนผมใจเหลวไปหมด

“ไนล์หิวครับป้า ไนล์อยากกินโจ๊ก ป้าทำให้ไนล์กินหน่อยได้ไหมครับ” น้องช้อนตามองป้าบัวอย่างออดอ้อน จนผมต้องแอบยิ้ม “เนี่ย ตัวเล็กก็อยากกิน ป้าทำให้ไนล์กินนะครับนะ”

ป้าบัวหัวเราะเบาๆ ตอนได้ยินไนล์พูดแบบนั้น ผมเองยังแทบกลั้นยิ้มไม่อยู่ มีอย่างที่ไหนตัวเองอยากกินเองแต่เอาลูกมาอ้าง ผมฟังไนล์งุ๊งๆ งิ๊งๆ ใส่ป้าบัวแต่มือก็ยังไม่หยุดเคี่ยวโจ๊กในหม้อ

ไม่รู้ว่าบังเอิญโชคดีหรือผมใจตรงกับน้อง ผมได้ถึงเลือกทำโจ๊กวันนี้ แล้วไนล์ก็อยากกินพอดีอีก

“ไม่ต้องรอให้ป้าทำหรอกค่ะ” ป้าบัวตอบน้องพร้อมกับบุ้ยใบ้มาทางผม “คุณภูกำลังทำโจ๊กให้คุณไนล์กับคุณหนูน้อยทานพอดีเลย .. สงสัยจะใจตรงกัน”

ป้าบัวพูดแซวยิ้มๆ ในขณะที่น้องทำหน้ายึ้งหน้างอน ผมกลับยิ้มกว้างแก้มแทบแตก

“เหอะ แค่บังเอิญเท่านั้นแหละครับ ไม่ใช่ว่าใจตรงเติงกันอะไรสักหน่อย”

น้องว่างอนๆ แต่ผมก็ไม่ได้เก็บเอามาคิดมากอะไร เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน หากมีใครพูดแบบนี้ขึ้นมาไนล์โวยวายต่อว่าแล้ว แต่ตอนนี้ถือว่าดีขึ้นมากน้องแค่พูดแก้เฉยๆ แต่ก็ไม่ได้ลุกหนีไปไหน นั่นทำให้ผมมีกำลังใจมากขึ้นอีกเท่าตัว

“ว่าแต่พูดแบบนี้คุณไนล์จะไม่ทาน…”

“กินครับ ไนล์กิน” ป้าบัวหลุดขำที่เห็นน้องโพล่งออกมา ผมเองยังแทบจะหุบยิ้มไม่ได้เลย ส่วนคนที่กำลังโป๊ะแตกกลับแกล้งทำเฉไฉไม่รู้ไม่ชี้ “ตัวเล็กในท้องอยากกินต่างหาก ไนล์กินเผื่อลูกหรอก”

“เอาค่ะๆ ทานเพื่อคุณหนูน้อยก็เพื่อคุณหนูน้อย” ป้าบัวพูดไปลูบหัวน้องไปอย่างเอ็นดู “ว่าแต่ทานไหวใช่ไหม จะไม่แพ้แล้วใช่ไหมคะ?”

“น่าจะไหวนะครับ สองสามวันมานี้ไนล์กินได้เยอะขึ้นเยอะเลย ไม่ค่อยอาเจียนแล้ว” เสียงหวานๆ ตอบอย่างสดใสทำเอาผมใจฟูตามไปด้วย เพราะที่ไนล์กินได้เยอะขึ้นก็อาหารฝีมือผมทั้งนั้น และทุกเมนูก็ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อคนท้องทั้งสิ้น

“ดีจังเลยค่ะ” ป้าบัวพูดชม ก่อนจะเริ่มแซว “สงสัยอาหารจะอร่อยถูกปากแน่ๆ เลย”

“ไม่ใช่สักหน่อย ไนล์กินได้เพราะก่อนนี้ไนล์ไม่ค่อยได้กินต่างหาก” ไนล์งอแงไม่จริงจัง “ป้าบัวอย่าล้อสิครับ”

“ค่ะๆ ป้าไม่ล้อก็ไม่ล้อ” ป้าบัวพูดขำๆ ก่อนจะหันมาทางผม “ว่าแต่คุณภูทำเสร็จรึยังคะ ป้าจะได้ไปเตรียมให้ ให้คุณภูมานั่งทานเป็นเพื่อนคุณไนล์”

ผมยิ้มบาง พลางแอบมองน้องที่ตอนนี้ทำเฉไฉไม่ยอมมองหน้าผม “ไม่เป็นไรครับป้า ป้าเตรียมให้ไนล์กินเถอะครับ เดี๋ยวผมออกไปนั่งรอข้างนอก พอน้องอิ่มแล้วผมค่อยกินก็ได้”

“แต่ป้าว่า…” ป้าบัวทำท่าจะแย้ง แต่เพราะผมไม่อยากให้ไนล์อึดอัดอารมณ์เสียและอาจจะเลยเถิดเป็นอาการแพ้จนกินอะไรไม่ได้อีก ผมเลยต้องรีบบอก

“ให้ไนล์กินเถอะครับ ผมกินทีหลังน่าจะดีกว่า”

“เขาไม่อยากกินกับไนล์ก็ไม่ต้องไปบังคับเขาหรอกครับป้า ไนล์กินคนเดียวก็ได้” น้องพูดเสียงสั่นจนผมรู้สึกได้ และพอหันไปมองก็เห็นเจ้าตัวกลั้นน้ำตาจนตาแดงก่ำ ผมเลยถึงกับต้องวางมือปิดแก๊สแล้วรีบเดินเข้าไปหาน้องที่นั่งทำหน้าจะร้องไห้แหล่ไม่ร้องไห้แหล่ด้วยความร้อนรน

“ไนล์ ไม่ใช่แบบนั้นนะ ไม่ใช่พี่ไม่อยากกินข้าวกับไนล์ แต่พี่กลัวไนล์จะเหม็นพี่ พี่ไม่อยากให้ไนล์กินอะไรไม่ลงเพราะพี่อีก พี่ไม่ได้ไม่อยากกินข้าวกับไนล์เลย ไนล์ไม่คิดแบบสิครับ”

และสิ่งที่ออกมาจากปากน้องก็ทำเอาผมอยากจะยิ้มออกมากว้างๆ เสียให้ได้ เพราะไม่คาดคิดว่าจะเป็นประโยคที่น้องจะพูด

“ก็ถ้าผมไม่ได้บอกให้คุณไป คุณไม่ต้องไปก็ได้ ตอนนี้ผมไม่ค่อยได้เหม็นคุณแล้วสักหน่อย เมื่อกี้ก็บอกอยู่” น้องอ้อมแอ้มพูดด้วยท่าทางที่ทำให้ผมอดใจไม่ไหวต้องยื่นมือไปลูบแก้มนุ่มเบาๆ แก้มนุ่มๆ ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะยุ้ยมากขึ้นกว่าเดิมเพราะการตั้งท้อง

และผมก็ต้องประหลาดใจอีกรอบที่น้องไม่ผละหนีหรือปัดมือผมออก ตรงกันข้ามเจ้าตัวกลับเอียงหน้าซบมือผมอย่างอ้อนๆ อีกต่างหาก.. แล้วแบบนี้ผมจะไปไหนรอดกัน

“งั้นพี่ขอกินข้าวด้วยคนนะครับ” ผมขออนุญาตน้อง เพราะอยากจะให้แน่ใจว่าน้องยอมให้ผมนั่งอยู่ด้วยจริงๆ

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย อยากกินก็กินสิ”

ผมต้องหันไปแอบยิ้มกับป้าบัว ซึ่งก็ดูเหมือนว่าป้าจะดีใจยิ่งกว่าผมเสียอีก

“ผมรบกวนป้าบัวจัดโจ๊กให้ผมอีกชามด้วยนะครับ ผมจะนั่งกินกับน้อง”

“ได้ค่ะ” ป้าบัวรับคำด้วยรอยยิ้มกว้าง “ป้าจะจัดให้ทั้งของคุณไนล์และของคุณภูเลย คุณๆ รอป้าสักครู่นะคะ”

ป้าบัวเดินออกไปทิ้งให้ผมนั่งอยู่กับไนล์สองคน ซึ่งเราก็นั่งเงียบๆ ไม่ได้คุยอะไรกัน แต่แค่นั้นก็ทำให้ผมมีความสุขมากเหลือเกิน ขอแค่ไนล์ไม่ไล่ ไม่หงุดหงิด ไม่อารมณ์เสีย หรือไม่กินอะไรไม่ได้เพราะผม แค่นี้ผมก็ดีใจมากพอแล้ว เพราะต่อให้ต้องนั่งเงียบและทำได้แค่มองหน้าน้องโดยที่น้องไม่ว่าอะไร แค่นี้ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดีมากๆ สำหรับเราสองคนแล้ว

.

.

.

คืนนั้นก่อนเข้านอน ผมที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเตรียมจะล้มตัวลงนอนบนฟูกที่ประจำของตัวเอง ก็ได้เห็นว่าไนล์ของผมนอนพลิกไปพลิกมาโดยที่ไม่มีวี่แววว่าจะหลับสักนิด ทั้งที่ปกติไนล์หลับง่ายมากตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง

น้องดูหงุดหงิดนิดหน่อย ใบหน้าหวานงอง้ำเพราะเหมือนยังหาท่าทางที่จะนอนให้สบายไม่ได้สักที ผมเลยเดินเข้าไปใกล้ ทุดตัวนั่งลงบนเตียงอย่างถือวิสาสะหลังจากดมสำรวจตัวเองแล้วว่าไม่น่าจะเหม็นอะไร เพราะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ อีกอย่าอาการแพ้ท้องแบบเหม็นสามีของน้องก็ดีขึ้นมากด้วย ดูจากการที่วันนี้น้องร่วมโต๊ะอาหารกับผมได้โดยไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนให้เห็น

“เป็นอะไรรึป่าวไนล์ ทำไมยังไม่นอนล่ะ? นอนไม่หลับหรอครับ?”

น้องมองหน้าผมอย่างชั่งใจ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นว่าพยายามไปยังไงก็คงนอนไม่หลับ และในขณะที่ผมกำลังลุ้นว่าน้องจะตอบคำถามผมไหม ริมฝีปากบางๆ ก็เผยอออกให้เสียงหวานๆ ที่ผมชอบฟังหลุดออกมาในที่สุด

“นอนไม่หลับครับ.. ผมปวดขา ปวดเท้า มันแบบไม่สบายตัวเลย”

ปลายเสียงของน้องแผ่วลงและดูงอแงเล็กน้อย ผมเลยรู้ทันทีว่าอาการที่ไนล์เป็นมาตั้งแต่เมื่อเช้าตอนที่ป้าบัวทักคงยังไม่ดีขึ้น และอาจมีวี่แววและแนวโน้มที่จะเป็นหนักกว่าเดิม ถ้าให้เดาผมก็คิดว่ามันคงเป็นหนึ่งในอาการของคนที่กำลังตั้งท้อง แต่เพื่อความแน่นอน ผมเลยคิดว่าควรจะหาตัวช่วยมากกว่ามาเดาสุ่มแบบนี้ สุดท้ายผมเลยตัดสินใจว่าควรไปหยิบหนังสือคู่มือคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ซื้อมาคราวก่อนตามคำแนะนำของอาหมอ เพราะเป็นคู่มือที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้ทางด้านเนื้อหาซึ่งจะเริ่มตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ จนถึงหลังจากคุณแม่คลอดลูกแล้วในระยะเดือนแรกๆ ผมอ่านไปได้ครึ่งเล่มแล้ว ก็คุ้นๆ ว่ามีเรื่องอาการปวดเมื่อยของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์อยู่ด้วย เลยคิดว่าเอามาช่วยอ้างอิงหรือแนะนำก็น่าจะดี

“งั้นไนล์รอพี่แปปนึงนะครับ พี่ขอไปหยิบคู่มือมาก่อน แล้วมาดูว่าเราจะทำยังไงกับอาการปวดขาปวดเท้าของไนล์ได้บ้าง” ผมยิ้มบางพร้อมกับยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องเบาๆ ตอนเห็นน้องทำหน้าหงอยๆ ท่าทางจะปวดมากพอตัวอยู่ถึงได้สิ้นฤทธิ์ เผลออ้อนผมขนาดนี้

ผมเดินกลับมาพร้อมกับหนังสือคู่มือในมือ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างน้องที่กำลังนั่งมองผมตาแป๋ว ... น่ารักจนใจผมเจ็บไปหมด

“อ่านสิครับ จะได้รู้ว่าต้องทำยังไง ไม่งั้นคืนนี้ผมไม่ได้นอนแน่ๆ .. เมื่อยไปหมดเลยเนี่ย” น้องบ่นพึมพำให้ผมต้องหลุดยิ้มอย่างเอ็นดู

“ครับๆ” ผมรับคำก่อนจะพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ เพื่อหาหัวข้อที่ผมจะอ่าน “อ่า.. เจอแล้ว ในหนังสือเขาบอกว่าปกติอาการปวดขาจะเกิดกับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ในไตรมาสที่สาม วิธีการก็คือให้นวดได้เบาๆ แต่อย่าใช้ยานวดหรือให้ใช้การประคบร้อนควบคู่ไปด้วยได้ ซึ่งถ้าพักผ่อนเยอะๆ ไม่ทำงานหนัก อาการปวดก็จะดีขึ้นเอง”

ผมอ่านจบก่อนจะเงยหน้ามองไนล์ น้องทำหน้าสงสัยก่อนจะถามออกมา “เขาบอกว่าอายุครรภ์ช่วงประมาณไตรมาสที่สาม แต่ของไนล์เพิ่งจะไตรมาสที่สองเองทำไมปวดแล้วล่ะ”

ผมกลั้นยิ้มจนปวดแก้มตอนที่ได้ยินน้องเผลอแทนตัวเองว่าไนล์ นี่คงจะลืมตัวจริงๆ เลยถามผมออกมาแบบนั้น ผมพยายามวางท่านิ่งๆ ไม่กระโตกกระตาก เพราะไม่อยากให้ช่วงเวลาที่มีค่าแบบนี้หายไป

“อาหมอเคยบอกไว้ไงครับว่าอาจจะเป็นเพราะสรีระของไนล์ไม่ได้รองรับกับการตั้งครรภ์เท่ากับผู้หญิง อาการต่างๆ เลยปรากฎให้เห็นเร็วมากขึ้น... แต่ไนล์ไม่ต้องกังวลนะครับ พี่ถามอาหมอมาไว้หมดแล้ว อาหมอว่ามันเกิดขึ้นได้ ไม่มีอะไรผิดปกติ”

“แต่มันปวดนี่ครับ แล้วจะทำยัไงให้หายปวด ไนล์นอนไม่หลับ” น้องเริ่มงอแง ผมเลยหาทางออกให้

“งั้นเดี๋ยวพี่นวดให้ครับ ไนล์รอแปปนึงพี่ขอลงไปเอาน้ำอุ่นกับผ้าขนหนูมาประคบร้อนให้ เลือดมันจะได้หมุนเวียนได้ดีขึ้น พี่ว่ามันน่าจะพอช่วยได้”

ผมไม่รอให้น้องตอบอะไร รีบผละออกไปเอาอุปกรณ์ต่างๆ ที่ว่าด้านล่างของบ้าน เพราะไม่อยากให้ไนล์รอนานและตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว จากที่สังเกตน้องตาปรอยมาก ถ้าให้เดาก็คงง่วงนั่นแหละแต่นอนไม่หลับเพราะปวดขา

ผมกลับขึ้นมาบนห้องพร้อมกับกะละมังใบเล็กที่มีน้ำอุ่นอยู่เกือบเต็มพร้อมกับผ้าขนหนูสะอาด ก่อนจะเดินไปหาน้องที่กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียง

“มาครับ พี่มาแล้ว ไนล์หย่อนเท้าลงมาในกะละมังมา น้ำไม่ร้อนหรอกพี่เอามือวัดอุณหภูมิให้แล้วเมื่อกี้”

ผมตรงเข้าประชิดตัวน้องก่อนจะจับน้องนั่งหย่อนขาลงมาข้างเตียง ส่วนตัวเองก็นั่งขัดสมาธิกับพื้น เพราะตั้งใจว่าหลังจากน้องแช่เท้าแล้วสักพักผมจะนวดเบาๆ ให้ น้องจะได้หลับสบาย ผมเลยจัดการจับเท้าทั้งสองข้างของน้องแช่ลงไปในกะละมังแต่ไนล์กลับขืนเท้าตัวเองไว้พร้อมกับทำหน้าแตกตื่น

“มะ ไม่ต้องครับ.. คือ คือผมทำเองได้ คุณไม่ต้องหรอก”

ผมยิ้มก่อนจะบอกปัด “ไม่เป็นไรนะ พี่ทำให้ พอแช่ลงไปแล้วเดี๋ยวพี่จะได้นวดเบาๆ ให้ ไนล์จะได้สบายตัวมากขึ้น”

แต่น้องก็ยังดื้อดึง พร้อมกับชักเท้าตัวเองออกจากมือของผมที่จับไว้อย่างตกใจ .. และการกระทำดังกล่าวของน้องก็ทำให้ใจผมเจ็บวูบ ผมลืมไปได้ยังไงกันว่าน้องไม่อยากให้ผมเข้าใกล้ ไม่อยากให้ผมแตะตัว กับการที่น้องยอมใจดีกับผม ไม่ได้หมายความว่าน้องจะยอมให้อภัย หรือให้ผมทำอะไรตามอำเภอใจได้แบบนี้ แม้ว่าผมจะหวังดีกับน้องก็ตาม

“พี่.. พี่ขอโทษครับ พี่ลืมไปว่าไนล์ไม่อยากให้พี่เข้าใกล้หรือแตะตัว... เอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่ไปเรียกเทมส์มาให้นะ ไนล์จะได้สบายใจถ้าต้องมีใครนวดให้สักคน”

ผมพูดเสียงอ่อย และแน่นอนว่าผมไม่ได้โกรธแต่ก็แค่น้อยใจเหมือนทุกครั้ง ... ความหวังดีของผม ไม่เคยมีค่าเลยไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม แต่จะโทษใครได้ ในเมื่อตอนนั้นผมเองก็ทำแบบนี้กับไนล์ ...


เหยียบย่ำความหวังดีของน้อง ตอนนี้น้องจะทำแบบนี้กับผมบ้างก็ไม่แปลก


แต่แล้วความผิดหวังที่กำลังกัดกินหัวใจก็เหมือนได้รับการปัดเป่าด้วยเพียงคำพูดประโยคเดียวของไนล์ที่ดังขึ้นหลังจากที่ผมเตรียมจะหันหลังเดินออกจากห้องไปตามไอ้เทมส์ที่อยู่ห้องข้างๆ

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย!” ผมชะงัก ก่อนจะกลับหันไปมองน้องอย่างมีความหวัง “ผมแค่.. แค่ แค่เกรงใจ คือ คือ.. เท้ามันเป็นของต่ำ แล้วคุณก็อายุมากกว่าผม ผมจะ..”

ผมถลาลงไปนั่งข้างกะละมังอีกครั้งโดยไม่รอให้น้องพูดจบ พร้อมกับยิ้มเต็มแก้มเหมือนคนสติไม่ดี


“ไม่ต้องคิดมากนะ พี่เต็มใจทำให้ไนล์ เรื่องแค่นี้เองพี่ไม่คิดมากหรอก.. ไนล์อุ้มท้องลูกของเรา ลำบากกว่าพี่ตั้งเยอะ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ไนล์ให้พี่ช่วยเถอนะ ให้พี่ได้ดูแลไนล์ ได้ดูแลลูกของเรา.. นะครับ”


ผมหยอดเสียงอ้อนลงไปปลายประโยค ซึ่งไนล์ก็ดูอ่อนลงเยอะเพราะไม่ชักเท้าหนีหรือขืนเท้าตัวเองไว้ไม่ให้ผมจับในตอนแรก


“พี่ยินดีทำให้ ยิ่งกว่านวดเท้าพี่ก็ทำให้ได้ ไม่ลำบากอะไรเลย.. ขอให้ไนล์บอก เพื่อไนล์ เพื่อลูกพี่ทำได้ทุกอย่าง”


น้องเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตาหลังจากผมเงยหน้าขึ้นไปมอง ให้ผมต้องลอบยิ้มเมื่อเห็นแก้มยุ้ยๆ ของน้องขึ้นสีแดงเมื่อได้ยินผมพูดแบบนั้น และก็อย่างที่บอกว่าผมเองไม่อยากจะทำลายช่วงเวลาดีๆ แบบนี้ ผมเลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันไป เพราะสิ่งที่ผมอยากบอกให้น้องฟัง ผมก็บอกน้องไปหมดแล้ว แค่น้องไม่ปฏิเสธที่จะฟังเหมือนตอนแรกๆ ผมก็ดีใจมากแล้ว

ผมจัดการแช่เท้าและนวดเท้าให้น้องเบาๆ ไนล์ดูผ่อนคลายมากขึ้น และพอผมเห็นว่าแช่เท้าได้สักระยะแล้ว ผมก็ยกเท้าน้องขึ้นจากน้ำมาวางบนตัก ก่อนจะใช้ผ้าชนหนูเช็ดให้อย่างเบามือ น้องดูเกร็งๆ นิดหน่อยตอนที่วางเท้าลงบนตักของผม แต่ผมก็ใช้ความอ่อนโยนและจริงใจเข้าสู้

ผมแสดงออกให้น้องเห็นว่าผมเต็มใจทำและอยากทำให้ น้องเลยเลิกที่จะดื้อดึงและปล่อยให้ผมนวดเท้าเบาๆ ให้อย่างผ่อนคลาย ผ่านไปสักระยะผมก็ต้องหลุดยิ้มเมื่อได้ยินเสียงกรนเบาๆ ของเจ้าของเท้า ซึ่งพอผมเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นว่าคนที่บ่นว่าปวดเมื่อยจนนอนไม่ได้ ตอนนี้ล้มตัวหลับไปแล้วหลับไปทั้งๆ ที่ขาหย่อนอยู่ข้างเตียงและเท้าวางพาดอยู่บนตักผม.. ท่าทางคงจะง่วงมากจริงๆ

ผมเลยเลิกนวดและจับขาน้องทั้งสองข้างของไนล์ขึ้นไปวางบนเตียง ก่อนจะจัดท่าทางการนอนของน้องให้อยู่ในสภาพที่ปกติและนอนสบายที่สุด ซึ่งน้องเองก็พลิกตัวอยู่สองสามที ก่อนลมหายใจจะสม่ำเสมอและจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

ผมเลยถือโอกาสอาศัยจังหวะที่น้องหลับขอรางวัลเล็กๆ น้อยๆ โดยการก้มลงจูบหน้าผากมน กับริมฝีปากเล็กๆ สีแดงเรื่อที่ผมคิดถึงนักหนา เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมเดินหน้าต่อไปสู่จุดหมายที่อาจจะไม่ได้ไกลเหมือนตอนแรกๆ ที่ผมออกเดิน

“ฝันดีนะครับคุณหม่าม๊า.. เจ้าตัวเล็ก พ่อรักทั้งสองคนมากนะรู้ไหม”

ผมไม่ได้คาดหวังคำตอบ ไม่คาดหวังว่าน้องจะได้ยิน ผมแค่อยากบอกออกไปโดยที่หวังลึกๆ ว่า .. วันหนึ่งผมจะมีโอกาสได้บอกคำนี้กับน้องต่อหน้าด้วยตัวเอง ไม่ใช่เป็นการบอกผ่านลมผ่านฟ้าเหมือนที่เคย

.

.

.

เช้านี้ไนล์ยังคงพักอยู่บ้านเพราะยังปวดๆ ตึงๆ ที่ขาอยู่ ส่วนผมมีเอกสารที่ต้องเข้ามาเคลียร์และคุยกับวิศวกรก่อสร้างเกี่ยวกับมิกซ์ยูสที่ตอนนี้คืบหน้าไปแล้วพอสมควร

ผมบอกน้องว่าจะรีบไปรีบกลับไม่ให้เกินเที่ยงน้องดูงอแงนิดหน่อย แต่ก็พยายามแสดงออกว่าไม่ได้สนใจ ทำให้ผมที่พยายามเก็บอาการแทบจะระงับความดีใจไม่ไหว เพราะช่วงนี้ไนล์ค่อนข้างติดผมมากพอสมควร .. ติดจนไอ้เทมส์มองเขม่นผมบ่อยๆ แต่มันก็ไม่อยากจะว่าอะไร เพราะไม่อยากให้น้องคิดมาก ซึ่งความรักน้องของมันเนี่ยทำให้ผมได้ผลประโยชน์เต็มๆ และผมก็ชอบเหลือเกิน

ผมใช้เวลาคุยงานและเคลียร์เอกสารไม่นาน ซึ่งงานก็เสร็จเร็วกว่าที่คาดจริงๆ ผมเลยเก็บของเพื่อจะรีบกลับไปหาลูกกับเมียที่บ้าน และในขณะที่ผมเดินลงมาที่ล็อบบี้เพื่อตรงไปยังรถที่จอดตรงลานด้านหน้า เนื่องจากว่าวันนี้ผมรีบ และผมก็คิดว่าตัวเองน่าจะไม่อยู่ที่ออฟฟิศนานเลยไม่ได้ไปใช้ที่จอดรถเฉพาะของผู้บริหาร ซึ่งผมก็ไม่คาดคิดเลยว่าความรีบของผม จะทำให้ผมเจอกับผู้หญิงรูปร่างคุ้นตา ที่ผมจำได้ว่าพยายามบอกกับเธอหลายครั้งต่อหลายครั้งแล้วว่าให้ออกไปจากชีวิตผม


... เธอกำลังเดินผ่านหน้าผมไปพร้อมกับผู้หญิงอีกคนที่ผมจำได้ว่าเป็นเลขาฯ ของไอ้เทมส์


ผมขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ชอบใจ เพราะคิดว่าเมื่ออะไรๆ กำลังจะลงตัว ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงต้องกลับเข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิต หรือเข้ามาใกล้กับคนรอบตัวผมทุกครั้ง?

ผมยอมรับว่าผมไม่สบายใจ ไม่เข้าใจว่าเธอมาหาไอ้เทมส์ทำไม? หรือจะมาสร้างเรื่องอะไรให้ผมกับคนใกล้ตัวของผมเข้าใจผิดกันอีก โดยเฉพาะกับไนล์ ซึ่งผมจะไม่มีวันยอมให้มันเป็นอย่างนั้นเด็ดขาด

... จีน คุณกำลังทำอะไรกันแน่?

.

.

.

To Be Continue

--------------------------------------------

คอมเม้นท์ทุกคอมเม้นท์ กำลังใจทุกกำลังใจที่ส่งมาให้กันเมื่อแช็ปเตอร์ที่แล้ว ... เราขอบคุณมากๆ เลยนะคะ ขอบคุณมากที่สุดในโลกกก เราได้รับทั้งหมด และเราก็ดีใจมากที่ยังมีทุกๆ คนอยู่ข้างๆ มาจนถึงตอนนี้

ตอนที่เราแต่งเรื่องนี้จบแน้ววว เย่ๆ ^^

เบ็ดเสร็จ 41 ตอนจบ ถือว่ายาวมากกก 5555555 ไม่เคยเขียนยาวขนาดนี้มาก่อนเลย ตินต่อไปมาวันพฤหัสนะคะ ขอปั่นตอนพิเศษต่ออีกหน่อย เดี๋ยวจะมาลงให้แบบวันเว้นวันเรยยยย อิอิ

แล้วเจอกันค้าบบบ รักทุกคนนะฮะ >3<

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8530
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Janemera

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 155
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เรื่องเก่ายังไม่วายยยเรื่องใหม่จะมาอีกแล้วหรออออออคะะ :ling2: :ling2:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
จะมีเรื่องอะไรอีกล่ะเนี่ย

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7679
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
อะไม่จบ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
หึ! นี่คงจะใช้เป็นโอกาสที่จะเรียกความเป็นพระเอกคืนกลับมาสินะ ดูออกหมดแล้ว อิพี่ภูเอ้ย แกคิดจะทำอะไรยังไงต่อไป ฉันรู้ ถถถ เรียกความเห็นใจมาได้แน่นอน ไม่ต้องออกแรงมากก็ได้ เพราะลำพังตอนนี้ก็แทบจะดีหมดละ งึงึ  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 38th : บททดสอบ


Kirin’s Part

ผมกลับมาอยู่เป็นเพื่อนไนล์ที่บ้าน แต่ในใจกลับรู้สึกไม่โอเคเลยสักนิด ผมมั่นใจว่าผมตาไม่ฝาด ผู้หญิงที่เดินไปกับเลขาฯ ของไอ้เทมส์วันนี้ต้องเป็นจีนแน่ๆ

มันจะไม่เป็นอะไรเลยถ้าจีนไม่ใช่สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผมกับไนล์ต้องเข้าใจผิดกันมากมายขนาดนี้ ดังนั้นการที่อีกฝ่ายเข้ามาป้วนเปี้ยนกับคนใกล้ตัวผมและน้องนั่นน่าจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่นัก

และเพื่อไม่ต้องให้ตัวเองทรมานกับความอยากรู้และความไม่สบายใจทั้งหมดทั้งมวล ผมเลยตัดสินใจว่าจะถามเพื่อนสนิทของตัวเองให้แน่ว่าผู้หญิงคนนั้นใช่หรือไม่ใช่จีน ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป แต่ถ้าใช่เธอมาทำอะไรที่ออฟฟิศของทีเอ็น พร็อพเพอร์ตี้กัน แน่

ในที่สุดการรอคอยของผมก็สิ้นสุดลงเมื่อไอ้เทมส์กลับมาถึงบ้าน โชคดีที่วันนี้ไนล์เข้านอนเร็ว เพราะเห็นบ่นง่วงตั้งแต่เย็น แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องรีบคุยกับไอ้เทมส์ให้เสร็จเร็วๆ อยู่ดี เพราะไม่รู้ว่าไนล์จะตื่นขึ้นมาตอนไหน เกิดน้องตื่นมาแล้วอยากเข้าห้องน้ำ ผมก็เป็นห่วงกลัวจะหกล้มหกลุกหากผมไม่อยู่ดูแลหรืออยู่เป็นเพื่อน

“เทมส์” ผมเรียกไอ้เทมส์ไว้ตอนที่มันกำลังจะเดินเข้าห้อง มันหันมามองนิดๆ ก่อนจะเริ่มพูด

“นึกว่ามึงนอนแล้ว” มันหันกลับมาทั้งตัวและออกเดินไปที่บันได “ตอนแรกไม่กล้าไปเรียก กลัวไนล์ตื่น แต่ไหนๆ มึงก็ยังไม่นอน ไปคุยกันหน่อยดิ มีเรื่องจะคุยด้วย”

ผมถอนหายใจออกมาแรงๆ นึกรู้ขึ้นมาทันทีว่าเรื่องที่มันจะคุยด้วยคือเรื่องอะไร แทบจะไม่ต้องเดาและไม่ต้องคิด ..


ผู้หญิงที่ผมเห็นเมื่อกลางวันต้องเป็นจีนแน่ๆ


เราสองคนเดินไปที่ห้องนั่งเล่นเงียบๆ พอนั่งที่โซฟาได้ ผมก็เริ่มเปิดประเด็นทันทีเพราะไม่อยากให้เสียเวลา

“วันนี้จีนมาหามึงที่ออฟฟิศใช่ไหม?”

ไอ้เทมส์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มันดูสงสัยแต่ก็แค่ชั่วเวลาแปปเดียว “มึงเจอจีนหรอ?”

“เปล่า ไม่ได้เจอ แค่เห็นเดินผ่านไปกับเลขาฯ มึง” ผมตอบเสียงเครียด นึกไม่ชอบใจที่จีนเข้ามาใกล้และป้วนเปี้ยนอยู่กับคนรอบตัวของผมแบบนี้ “ตอนแรกไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้มั่นใจละว่าใช่แน่”

ไอ้เทมส์จ้องหน้าผมนิ่งเหมือนกับกำลังจะค้นหาอะไรบางอย่าง ก่อนที่มันจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“จีนมาถามหามึงจากกู” ผมส่ายหัวทันทีที่ได้ยินแบบนั้น “จีนมั่นใจมากว่ากูรู้ว่ามึงอยู่ไหน เห็นว่าอยากปรับความเข้าใจ อยากคุยกับมึงให้รู้เรื่อง เพราะมึงกับจีนมีเรื่องผิดใจกันนิดหน่อย”

“มึงเชื่อ?” ผมถามไอ้เทมส์เสียงหลงเพราะเห็นมันเล่าเนิบนาบ เหมือนกับว่าคล้อยตามไปกับสิ่งที่จีนบอก ทั้งที่คำพูดเหล่านั้นไม่ได้น่าเชื่อเลยสักประโยค

“มึงถามใคร? ถามกูหรอ? หรือถามตัวเอง?” มันยิ้มเยาะใส่ผม “กูไม่ใช่มึงนะภู ถึงได้จะต้องเชื่อในสิ่งที่จีนบอกทุกเรื่องน่ะ”

“กัดกูนะ มึงเป็นหมาหรอ?” ผมสวนมันทันทีที่ถูกด่า ปกติผมกับมันก็ปากอย่างนี้ใส่กันอยู่แล้ว เพิ่งจะมามีช่วงหลังนี่แหละที่มีแต่เรื่องเครียดๆ ให้ได้ห่างๆ กันไป ไอ้เทมส์เองมันก็ตึงกับผมเรื่องไนล์ด้วย

แต่พอได้มานั่งเถียงกันเป็นเด็กๆ แบบนี้อีกครั้ง ผมก็รู้สึกได้เพื่อนเก่าคนเดิมของผมกลับมา... ได้บรรยากาศดีๆ ของเราทั้งคู่กลับมาอีกครั้ง

“ถึงเป็นหมาก็คงจะเป็นหมาที่ดีกว่ามึง เพราะอย่างน้อยหัวกูก็ไม่ได้เน่า ไม่ได้ถูกไนล์เหม็นสามเวลาเช้าเย็นเหมือนมึงแน่ๆ ฮ่าๆ”

ไอ้เทมส์สวนกลับผมมาอีกประโยคก่อนจะหัวเราะดังลั่นกับคำพูดของตัวเอง ก่อนที่ผมจะหลุดหัวเราะออกมาบ้างหลังจากที่กลั้นอยู่นาน .. นึกๆ ไปก็ขำดี เพราะผมรู้ดีว่าในตอนนี้เราสองคนไม่ได้โกรธอะไรกันมากขนาดช่วงแรกๆ แล้ว แต่ในฐานะพี่ชายของไนล์มันอาจจะยังเคืองๆ ผมอยู่บ้าง แต่ผมก็มองออกว่าระยะหลังมานี้มันเปิดโอกาสให้ผมดูแลไนล์มากขึ้น ซึ่งอันที่เห็นได้ชัดเลยก็คือโปรเจ็คมิกซ์ยูส เทมส์ดึงเอาหลายเรื่องไปรับผิดชอบ นอกจากบางเรื่องที่มันไม่ถนัดจริง เรื่องนั้นถึงจะเหลือตกมาถึงผม ซึ่งก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ ทำให้ผมมีเวลาให้ไนล์กับเจ้าตัวน้อยในท้องมากขึ้น

ผมรู้มันอาจจะไม่ได้เห็นแก่ผมเสียทีเดียว แต่มันคงเห็นแก่น้อง เห็นแก่หลานที่จะเกิดมาในอนาคต และถ้าผมพิสูจน์ตัวเองให้มันวางใจได้ ผมก็ว่ามันคงพร้อมจะปล่อยไนล์ให้ผมได้มาดูแล

“เออๆ มัวแต่กัดกันไปมาเนี่ย ว่าแต่มึงจะเล่าต่อได้รึยัง ว่าเรื่องมันเป็นมายังไง” ผมถามพยายามวกกลับมาเข้าประเด็นอีกครั้ง

“ก็ไม่ยังไง จีนคงเซฟเบอร์กูไว้ตั้งแต่ตอนที่กูเสนอตัวให้ยืมเงินนั่นล่ะ” ไอ้เทมส์เล่าเนือยๆ เหมือนเรื่องจีนไม่ใช่เรื่องที่มันใส่ใจอะไรมากนัก “ก็โทรมาหาอยู่หลายรอบ กูก็พยายามไม่รับ จนตอนหลังคงเห็นข่าวกูกับมึงเปิดตัวมิกซ์ยูสด้วยกัน เลยบุกมาหากูถึงออฟฟิศ ส่งข้อความมากดดันกูเสร็จสรรพว่าจะนั่งรอเจอจนกว่ากูจะว่าง สุดท้ายกูรำคาญเพราะจะทำงาน เลยให้เลขาฯ ลงไปรับ จะได้คุยให้จบๆ ไป”

“แล้วไงต่อ?” ผมกระตุ้นถามย้ำ

“ก็ไม่แล้วไง จีนมานั่งร้องไห้ให้กูดูอยู่สิบนาที กูก็เฉยๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร พอหลังสิบนาทีจีนก็เลยหยุดร้อง เปลี่ยนเป็นพรรณาถึงความเข้าใจผิดที่มึงมีให้ โดยมีน้องชายกูเป็นตัวร้ายสร้างเรื่องให้มึงกับจีนเข้าใจผิดกัน”

ผมขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ชอบใจ ปนตกใจนิดๆ ไม่อยากจะคิดว่าตอนนั้นไอ้เทมส์จะหัวร้อนแค่ไหนตอนได้ยินว่าไนล์ถูกใส่ร้ายทั้งที่คนที่ถูกกระทำเต็มๆ ในครั้งนี้คือน้องชายมัน

“นี่จีนพูดถึงขนาดนั้นเลยหรอวะ?”

“ก็ไม่ใช่แบบนี้ซะทีเดียว” ผมถอนหายใจโล่งอก แต่ก็โล่งได้แปปเดียว เมื่อได้ยินประโยคต่อมาของไอ้เทมส์ “เพราะที่จีนพูดเต็มๆ น่ะ แรงกว่านี้เยอะ แรงจนกูนึกว่าไนล์มีร่างแยกเป็นฝาแฝดอีกคน ที่ร้ายจนถึงขั้นใจกล้าจะทำร้ายจีนให้บาดเจ็บได้”

“ห๊ะ? มึงว่าอะไรนะ?” ผมตกใจอีกรอบที่จีนปั้นน้ำเป็นตัวขนาดนี้

“ไม่ต้องห๊ะ มึงได้ยินไม่ผิดหรอก” เสียงไอ้เทมส์เข้มขึ้นในจังหวะหนึ่ง ผมว่าผมฟังไม่ผิด “แต่กูก็ไม่ได้สนใจฟังอะไรมาก เพราะรู้ว่าไม่จริง น้องกู กูเลี้ยงมากับมือขนาดตียุงตายตัวเดียวซึมไปเป็นอาทิตย์ แล้วนี่อะไร.. เหอะ ไร้สาระ”

ไอ้เทมส์โบกมือปัดแบบไม่สนใจ แต่ลึกๆ ผมก็รู้ดีว่ามันคงโมโหไม่น้อยที่มีคนมาว่าไนล์แบบนั้น เพราะขนาดผมไม่ได้ยินเองผมยังโมโหเลย ทั้งที่ไนล์ดีกับจีนขนาดนั้น จีนยังสร้างเรื่องใส่ร้ายมากมายไม่จบไม่สิ้น ทำอย่างนี้ได้ยังไงกัน

“กูขอโทษแทนจีนด้วยนะ ที่พูดจาให้ไนล์เสียหาย เป็นเพราะกูจีนเลยทำตัวแบบนี้.. กูขอโทษนะเทมส์”

“ช่างแม่งเหอะ กูบอกแล้วไงว่ากูไม่ใส่ใจ” ไอ้เทมส์หันมามองผมจริงจังก่อนบอก “อีกอย่าง.. กูก็บอกจีนไปแล้วด้วยว่าไม่รู้ว่ามึงอยู่ไหน ให้จีนไปตามหาเอาเอง”

“เออ กูขอบใจมาก” ผมตบบ่าเพื่อนสนิทเบาๆ ที่อย่างน้อยมันก็ไม่ผลักจีนให้เข้ามาทำให้ความสัมพันธ์ของผมกับไนล์แย่ลงกว่าเดิมอีก

“ไม่ต้องขอบใจกูหรอก เพราะที่กูเรียกมึงลงมาคุยก็เพื่อจะบอกว่า.. มึงควรไปจัดการเรื่องจีนให้เรียบร้อยซะ ถ้ามึงคิดจะใช้ชีวิตครอบครัวจริงจังกับไนล์กับลูก กูบอกตามตรงว่ากูไม่อยากให้น้องกูกับหลานกูมาเจออะไรแบบนี้นะภู”

“...” ผมมองหน้าไอ้เทมส์นิ่ง สัมผัสได้จากดวงตาคู่นั้นว่ามันพูดจริง

“กูไม่รู้หรอกว่ามึงจะทำยังไงให้จีนหยุด แต่มึงต้องทำให้จีนหยุดให้ได้จริงๆ มึงต้องเด็ดขาด ต้องเอาจริง เพราะถ้ามึงทำไม่ได้ กูคงปล่อยให้มึงมาดูแลไนล์ไม่ได้เหมือนกัน กูไม่อยากฝากน้องกูไว้ในมือมึงทั้งที่จีนยังมาป้วนเปี้ยนแบบนี้ ..

“...” ผมนิ่งไม่ได้ตอบอะไรแต่แค่รอฟังไอ้เทมส์พูดให้จบ

“บอกตามตรงว่ากูไม่ไว้ใจ แค่เรื่องที่ผ่านมาที่จีนสร้างไว้ แค่นั้นกูก็โมโหจะตายแล้ว กูเลี้ยงน้องของกูมาดีๆ จะทำให้ร้องไห้สักครั้งยังไม่เคย เพิ่งจะมีพวกมึงนี่แหละที่ทำให้ไนล์เสียใจมากขนาดนี้”

“เทมส์.. กู...”

“พี่สูจน์ตัวเองให้กูเห็นหน่อยภู ทำให้กูวางใจว่าจะฝากน้องกูกับหลานกูไว้กับมึงได้ ... ทำให้สมกับคำว่า ‘หัวหน้าครอบครัว’ มึงทำได้ไหมวะ?”

“กูทำได้ กูจะไม่พูดซ้ำๆ ว่ากูทำได้ แต่กูจะพิสูจน์ให้มึง ให้คนในครอบครัวมึงเห็น.. และที่สำคัญกูจะทำให้น้องรับรู้ว่ากูทำได้จริงๆ ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละเพื่อไนล์ เพื่อลูก”

ไอ้เทมส์ไม่ได้พูดอะไร มันมองหน้าผมนิ่งก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วทำท่าจะเดินผ่านผมออกไปที่ทางออกห้องรับแขก แต่แล้วผมก็ต้องยิ้ม เพราะตอนที่มันกำลังจะเดินผ่านผมไป มันตบลงบนไหล่ผมเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจและให้โอกาส

“ทำให้ได้ภู ให้สมกับที่กูเป็นเพื่อนสนิทกับมึงมาเป็นสิบปี”

ผมหัวเราะออกมาเบาๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร ทั้งที่ในใจรู้ดีว่านี่แหละ... คือสิ่งที่ผมต้องการจากมัน มันที่เป็นเพื่อนสนิทคนเดียวที่ผมรักและไว้ใจมาเป็นสิบๆ ปี

.

.

.

หลังจากวันที่เจอจีนที่ออฟฟิศ ผมก็ตัวติดกับไนล์เป็นตังเม ประกอบกับช่วงนี้ไนล์อาการดีขึ้น เลยงอแงจะกลับไปทำงานให้ได้ ทั้งผมทั้งไอ้เทมส์พยายามทัดทานแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเลยต้องตามใจให้ไนล์กลับมาทำงาน

แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผมต้องได้ดูแลไนล์ใกล้ชิด และไนล์เองก็ต้องห้ามดื้อ ถ้ารู้สึกไม่ไหวหรือเวียนหัว ต้องรีบพักหรือไม่ก็ต้องให้รีบบอกผม เพราะคนที่ออฟิฟิศไม่มีใครรู้เรื่องไนล์ตั้งท้อง โชคดีที่ไนล์ตัวเล็ก ท้องก็เลยไม่ได้ใหญ่มาก ประกอบกับไนล์เป็นคนชอบใส่เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ๆสบายๆ มาทำงาน คนเลยไม่ค่อยได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องดูแลระมัดระวังเป็นพิเศษ

เอาเข้าจริงผมเองก็ไม่คิดปิดบังใคร ตรงกันข้ามผมกลับภูมิใจมากด้วยซ้ำจนอยากจะอวดให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าเมียผมน่ารักขนาดไหน แต่เพราะไม่อยากให้ไนล์ถูกนินทาหรือถูกพูดถึงลับหลังในทางเสียหาย ทุกอย่างเลยต้องเก็บไว้เป็นความลับ ซึ่งก็ดีแล้วแหละเพราะผมไม่ค่อยชอบให้ใครมายุ่มย่ามกับไนล์เท่าไหร่ ต้องยอมรับเลยว่ายิ่งท้อง ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น ไนล์ยิ่งดูน่ารัก มีน้ำมีนวล จะจับจะแตะตรงไหนก็นิ่มไปหมด แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนแป้งเด็กตลอดเวลาอีกต่างหาก

... อย่าไปบอกไนล์ล่ะ ว่าผมแอบหอมแก้ม แอบจุ๊บปาก แอบหอมพุงไนล์ทุกคืนหลังจากไนล์หลับสนิทไปแล้ว

สำหรับผมแล้วตอนนี้ไนล์ดีไปหมดทุกอย่าง น้องไม่ค่อยตั้งแง่กับผมเท่าไหร่ แต่สิ่งที่มาแทนที่นั้น ก็ไม่ได้ลดน้อยไปกว่าการตั้งแง่หรอก เผลอๆ หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“วันนี้ผมอยากกินก๋วยเตี๋ยวที่นครปฐม คุณพาผมไปหน่อยได้ไหม”

“ท.. ที่ไหนนะครับ? นครปฐมหรอ?”

ใช่ครับ เรื่องกิน!! จากที่กินไม่ค่อยได้ก็เปลี่ยนเป็นกินได้มากขึ้น แรกๆ ผมก็ดีใจอยู่หรอกที่ไนล์กินได้มากขึ้น น้องอยากจะกินอะไรผมสรรหามาให้ได้หมด จนหลังๆ ที่น้องเริ่มขออะไรที่หาซื้อ หากินได้ยากขึ้น บางทีก็ออกนอกกรุงเทพ ไปไกลถึงต่างจังหวัด ไอ้จากดีใจที่ไนล์กินได้ ผมก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความกังวลแทน เพราะบางครั้งผมก็ไม่สามารถพาไนล์นั่งรถไปกินอะไรไกลขนาดนั้นได้ แต่ครั้นจะให้ขัดใจน้องผมก็ทำไม่ได้อีก เพราะนอกจากทำไม่ลงแล้ว เหตุผลสำคัญที่เหนือกว่าเลยก็คือกลัวน้องโกรธ สุดท้ายก็พากันปุเลงๆ ไปทุกที่ที่ไนล์อยากจะไปอยู่ดี

“ใช่ นครปฐม” น้องพูดหน้าตาเฉย บ่งบอกว่าไม่ได้อำผมแต่เอาจริง “ผมเห็นคนรีทวีตเข้ามาในหน้าไทม์ไลน์อะ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟที่ศาลายา น่ากินมาก”

ผมอมยิ้มน้อยๆ ตอนเห็นน้องพูดถึงของกินด้วยตาเป็นประกาย แล้วแบบนี้ผมจะขัดใจได้ยังไงกัน

“งั้นไปตอนเลิกงานได้ไหมครับ ขอพี่เคลียร์เอกสารตรงนี้อีกหน่อย กลางวันนี้กินอย่างอื่นแทนก่อน แล้วเดี๋ยวมื้อเย็นพี่พาไปกินก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟที่ไนล์อยากกินกัน”

“เจ้าตัวเล็กหิว.. เจ้าตัวเล็กอยากกินเลย” ไนล์มองผมตาแป๋วตอนพูดประโยคนั้น ทำเอาผมใจเต้นรัวเร็วด้วยความดีใจ


... น้องไม่เคยพูดแบบนี้กับผมเลยสักครั้งตั้งแต่ผมกลับมาหา นี่แทบจะเป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำที่ไนล์เปิดใจให้ผมขนาดนี้


“คะ ครับ? ไนล์.. ไนล์ว่าไงนะ?” ผมถามย้ำตะกุกตะกัก แทบจะกวาดเอกสารทุกอย่างทิ้งแล้วพาน้องไปกินก๋วยเตี๋ยวเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย .. ใครจะว่าผมยอมเมีย เป็นทาสเมียตัวเองผมก็ไม่สนหรอก เพราะผมอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้

“ลูกหิว... อยากกินกลางวันนี้เลย รอถึงตอนเย็นไม่ไหวครับ” น้องพูดตอบ เสียงเริ่มสะบัดนิดๆ เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ผมได้รู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกงอน ผมเลยต้องรีบกลับตัว

“โอเคครับ ไปกลางวันนี้เลย พาไปกินทั้งแม่ทั้งลูกนี่ล่ะ กินกี่ชามก็ได้ สิบชามก็ยังได้ .. ไม่สิ ไนล์อยากกินทั้งร้านเลยก็ไม่มีปัญหา พี่ซื้อให้กินครับ”

น้องยิ้มหวาน ก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมกับฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดีแล้วก็หันไปอ่านเอกสารของตัวเองต่อ ปล่อยให้ผมนั่งใจเต้นแรงเพราะความสุขมันล้นไปอก นี่ขนาดแค่ว่าน้องยอมพูดดีๆ กับผม อะ.. โอเคอาจจะมีอ้อนผมนิดหน่อย แต่แค่นี้ก็มากพอแล้ว ขอแค่น้องให้โอกาส ขอแค่น้องยอมให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตน้อง ให้ผมได้รู้สึกว่าความพยายามของผมไม่สูญเปล่า คล้ายกับว่าตรงปลายอุโมงค์นั้นมีแสงสว่างรออยู่

และสุดท้ายงานที่ผมแพลนไว้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาทำทั้งวันก็เสร็จลงอย่างรวดเร็วใตอนสาย ก่อนที่ผมกับไนล์จะพากันออกไปกินก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟที่นครปฐม ... ความจริงมันก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่หรอก ถ้าได้พาคนที่ผมรักไป ที่ไหนก็ใกล้เหมือนหน้าปากซอยบ้านทั้งนั้นแหละ

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(โดนปาดนิดนึง อ่านต่อจากด้านบนค่ะ)


Nateetouch’s Part

พักหลังมานี้ผมใจอ่อนลงให้พี่ภูเยอะเลย เยออะมากๆ เยอะจนผมเองก็เริ่มอ่อนใจกับตัวเอง...

แค่เขาทำดีด้วยเข้าหน่อย เอาใจเข้าหน่อย พูดเพราะกับผม ดูแลผมเข้าหน่อย ความหนักแน่นที่จะไม่ให้อภัยเขาก็เริ่มเบาบางลง แต่ก็ใช่ว่าผมจะยอมยกโทษให้เขาได้ในทันที เพราะก็อย่างที่บอก จนถึงตอนนี้ตอนที่ผมท้องจนจะย่างเข้าเดือนที่ห้า พี่ภูก็ยังไม่เคยได้พูดคำว่ารักกับผม และเหตุผลสำคัญเลยก็คือผมยังไม่วางใจในตัวเขาร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม

ไม่ว่าจะเป็นไอ้ความอารมณ์ร้อน ความหึงหวง หรือแม้กระทั่งความไม่ฟังเหตุผลใดๆ ยังมีผลทำให้ผมวางใจในตัวเขาไม่ได้ทั้งหมด ... ก็เหมือนที่ผมเคยพูดไปนั่นแหละ เพราะว่าเขาเป็นพ่อของลูกผม เป็นคนที่ลูกผมจะต้องพึ่งพาอาศัย ไม่ว่าผลลัพธ์ในความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขาจะเป็นยังไง ผมก็อยากให้เขาเป็นพ่อที่ดีของลูกผมได้ เป็นคนที่ลูกผมสามารถหันไปหาและขอให้ช่วยเหลือได้ ซึ่งพี่ภูจะต้องทำให้ผมมั่นใจได้จริงๆ ว่าไอ้นิสัยผีเข้าผีออกตอนสมัยผมกับเขาอยู่ด้วยกันมันหมดไปแล้ว หรืออย่างน้อยก็ดีขึ้นให้ผมได้ฝากฝังลูกบ้างก็ยังดี

“ไนล์ วันนี้ไนล์จะเข้าออฟฟิศไหมครับ หรือจะอยู่บ้านดี” พี่ภูที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จและกำลังเก็บฟูกที่ตัวเองใช้ปูนอนหันมาถามผมที่กำลังดูความเรียบร้อยของตัวเองอยู่ตรงหน้ากระจก

“เข้าออฟฟิศครับ วันนี้ผมมีประชุมกับทีมการตลาด”

ผมเหลือบมองพี่ภูที่กำลังคร่ำเคร่งกับการเก็บฟูก และพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ เพราะนี่ก็สองเดือนได้แล้วที่ผมอนุญาตให้เขาเข้ามานอนในห้อง แต่ต้องนอนบนฟูกที่ปูไว้ข้างเตียง ผมไม่อนุญาตให้เขานอนบนโซฟาด้วยซ้ำ ซึ่งเขาก็ยอมและไม่เคยต่อรองใดๆ แม้ผมจะใจอ่อนลงมากแล้ว ซึ่งเดี๋ยวนี้ผมก็ไม่ได้แพ้ท้องหรือเวียนหัวหนักเหมือนเมื่อก่อน ผมเองก็บอกเขาไปตั้งหลายทีแล้วว่าให้กลับไปนอนห้องตัวเอง ไม่ต้องมาเฝ้า มานอนลำบากๆ ในห้องผมแล้วก็ได้ แต่พี่ภูก็ไม่ยอม เขายังคงยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ลำบากอะไร นอนกับฟูกก็สบายดี

ผมคิดว่าเขาพูดจริงและไม่ได้ลำบากลำบนอะไรกับการนอนฟูกมาตลอด จนกระทั่งวันนั้นที่ผมแอบไปได้ยินเขาคุยกับพี่เทมส์ ไอ้จากที่ใจอ่อนลงมากแล้ว ก็ยิ่งทำให้ใจผมยวบลงไปอีก เมื่อรู้ว่าแท้จริงแล้วการนอนฟูกนั้นไม่ได้สะดวกสบายสำหรับพี่ภูเลย ตรงกันข้าม มันค่อนข้างที่จะทำให้เขาทรมานพอตัว เพราะฟูกที่ปูนอนมันไม่พอดีกับขนาดร่างกายที่ใหญ่โตของเขา แต่เพราะเขาห่วงผม เขาเลยบอกพี่เทมส์ว่าเขาทนได้ ไม่ได้ลำบากอะไร


‘มียานวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อไหมวะเทมส์ ขอหน่อยดิ กูปวดหลังว่ะ’

‘มึงไปทำไรมา ถึงปวดหลัง?’


‘เมื่อคืนหลับเพลินไปหน่อย แต่สงสัยจะนอนผิดท่า เช้ามามันเลยเคล็ดๆ หลัง ฟูกที่นอนมันไม่ค่อยพอดีตัว นี่ป้าบัวก็หาซื้อแบบใหญ่สุดมาให้แล้ว แต่นอนยังไงไม่ขาก็ไหล่เลยออกไปนอกฟูกตลอด’

‘หึ! มึงก็กลับไปนอนห้องมึงดิ เตียงก็มี หรือมึงจะกลับไปนอนบ้านไปนอนคอนโดมึงเลยก็ได้ มึงจะมาลำบากมาทรมานตัวเองนอนฟูกแข็งๆ ในห้องไนล์ทำไม เป็นซาดิสม์หรอ? ถึงชอบอะไรเจ็บๆ ปวดๆ น่ะ’

‘ไม่! กูนอนได้ กูไม่ไปไหนทั้งนั้น ไม่ไปจากห้องน้องมึงด้วย ไม่ต้องมาหาทางไล่หรือกีดกันกู.. ได้เข้าครั้งหนึ่งคืออยู่ตลอดไป’

‘กูไม่ได้ไล่ แต่แค่เห็นมึงทรมานตัวเอง ก็เลยงงว่ามึงจะมาทนทำไม?’

‘กูห่วงน้องมึงไง ทั้งห่วงทั้งกังวล... ท้องไนล์ก็ใหญ่ขึ้นทุกวัน ทั้งที่ตัวน้องก็เล็กนิดเดียว แค่คิดสภาพว่าน้องต้องทนอุ้มท้องใหญ่ๆ หนักๆ ทั้งวันทุกวัน กูก็รู้สึกแย่จะตายละที่ช่วยทำไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอให้กูได้ดูแลน้องก็ยังดี อย่างน้อยจะลุกเดินไปไหน หรือลุกเข้าห้องน้ำดึกๆ ให้กูได้ช่วย ให้กูทำอะไรเพื่อน้องบ้าง.. เอาจริงถ้าอุ้มท้องแทนไนล์ได้ กูก็อยากจะทำอยู่นะเทมส์’


ผมที่แอบฟังอยู่นอกห้องนั่งเล่นถึงกับใจเต้นแรงกับความใส่ใจที่พี่ภูมีให้ผม ตัวพี่เทมส์เองก็แอบอมยิ้มบางๆ ตอนที่พี่ภูไม่ได้มอง ผมรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ได้มีแค่ผมหรอกที่กำลังแอบสังเกตพฤติกรรมของพี่ภู พี่เทมส์เองก็คอยมองอยู่เงียบๆ ยิ่งพ่อกับแม่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผมเห็นว่ามีคนรายงานตลอด ถ้าเป็นที่ที่ทำงานก็จะเป็นเลขาฯ พี่เทมส์ แต่ถ้าเป็นที่บ้านก็จะเป็นป้าบัว

เราทุกคนในบ้านล้วนคอยติดตามพฤติกรรมของพี่ภู และก็ดูเหมือนว่าพี่ภูกำลังซื้อใจคนทั้งบ้านได้ด้วยความสม่ำเสมอ ความอดทน และความเอาใจใส่ที่มีให้ผมและทุกคนในบ้าน


และผมก็ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์วัดใจพี่ภูจะเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่ผมคิด มาถึง.. โดยที่ผมไม่ได้ร้องขอหรือเป็นคนสร้างสถานการณ์เลยสักนิด


“แต่วันนี้พี่ต้องเข้าบริษัทไปหาคุณแม่ กว่าจะกลับมาหาไนล์ได้ก็เย็นเลย... ไนล์อยู่บ้านดีไหมครับ ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนตอนกลางวัน พี่เป็นห่วง ตอนนี้ท้องไนล์ก็โตขึ้นมากแล้วด้วย พี่ว่า..”

ผมหันไปมองเขาดุๆ และแค่นั้นก็เพียงพอให้พี่ภูหยุดพูดและยอมฟังผมแต่โดยดี

“ผมอยู่ได้ครับ อยู่คนเดียวก็อยู่ได้” ผมบอกพี่ภูเสียงเรียบ พอเห็นเขาทำหน้าหงอยแต่สายตาดูยังไม่คลายความกังวลและห่วงใย ก็ทำเอาผมใจอ่อน ต้องระบายลมหายใจออกมาน้อยๆ “คุณไปหาคุณป้าเถอะ ผมอยู่ได้จริงๆ มีแค่ประชุมกับทีมการตลาดในห้องนั่นแหละ ไม่ได้ต้องเดินไปไหนหรอก มีคนอยู่ด้วยเป็นเพื่อนเยอะแยะ ไม่มีอะไรให้คุณต้องห่วงเลย”

ผมลดความราบเรียบในน้ำเสียงลง และใส่ลูกอ้อนลงไปนิดหน่อย แค่นั้นพี่ภูก็ถอนหายใจอย่างปลงตกแล้ว

เขาห้ามผมไม่เคยได้ และที่หนักเลยคือ... เขามักจะแพ้ เวลาผมอ้อน

“งั้นพี่ให้เลขาฯ ของเทมส์เอาข้าวกลางวันไปให้ในห้องนะครับ ไนล์จะได้ไม่ต้องเดินออกมา”

ผมทำท่าจะเถียงและบอกว่าไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ แต่แล้วพอผมหันไปมองพี่ภูไอ้คำพูดต่างๆ ก็ต้องถูกกลืนลงคอเมื่อผมมองดวงตาคมปราบคู่นั้นแล้วเห็นว่าเขาเป็นห่วงผมจริงๆ .. และผมก็แพ้ใจตัวเองเหลือเกินเวลาพี่ภูแสดงออกแบบนี้

“เฮ้อ... ก็ได้ครับก็ได้ เอาไงก็เอา แล้วแต่คุณเลย”

พี่ภูยิ้มกว้างกับประโยครับปากของผม และนั่นก็ทำให้ใจผมอดเต้นแรงขึ้นมาไม่ได้ .. รอยยิ้มของเขามักจะสั่นหัวใจผมเสมอ และมันก็เป็นแบบนั้นมาตลอดสิบปี ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

พี่ภูเก็บฟูกนอนเสร็จพอดี ก่อนที่จะลุกขึ้นมาจูงมือผม ตอนแรกเขาก็ชะงักเหมือนลืมตัว แต่พอเห็นผมไม่ว่าอะไร เขาก็เนียนจูงมือผมพาเดินลงไปข้างล่าง

“ป่ะ ไปกินข้าวเช้ากัน เสร็จแล้วเดี๋ยวพี่พาไปส่งที่ออฟฟิศไนล์ก่อนแล้วพี่ค่อยไปหาแม่” พี่ภูบอกอย่างอารมณ์ดีทำเอาผมถึงกับต้องแอบยิ้มตาม

“ผมไปกับพี่เทมส์ก็ได้ คุณจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา”

“ไนล์ก็รู้ว่าคำตอบจะเป็นยังไง .. ไปเถอะ กินข้าวกัน เมื่อวานพี่ไปเจอเมนูใหม่มาเป็นตับผัดพริกหวาน พี่ยังไม่เคยทำให้ไนล์กินเลย ลองดูนะ เดี๋ยวถ้าชอบครั้งหน้าพี่ทำให้กินอีก”

พี่ภูพูดถึงเมนูอาหารไปเรื่อยเปื่อยในขณะที่ประคองผมลงบันได ตอนนี้หัวใจผมพองฟูจนคับอก พี่ภูที่ผมเคยคิดถึง พี่ภูที่ผมเคยเจอสมัยเด็กกำลังกลับมาทีละน้อยๆ ละค่อยๆ เติมเต็มรูโหว่ที่เขาเคยทำไว้ให้มันเพิ่มขึ้นทีละน้อย

ผมหวังให้เราสองคนเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดีๆ แบบนี้ไปด้วยกันเรื่อยๆ เพื่อที่ว่ามันจะได้ซ่อมแซมทั้งความรู้สึกเสียใจของผมและซ่อมแซมข้อผิดพลาดของพี่ภูให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าบททดสอบบทใหม่จะมาถึงเราสองคนเร็วมากกว่าที่ผมคิด

และมันก็คงจะเป็นบททดสอบที่ชี้ชะตาความสัมพันธ์ของเราสองคน ว่าจะสามารถไปต่อในฐานะครอบครัวเดียวกันได้ หรือจะต้องพอแค่นี้แล้วเป็นได้แค่คนแปลกหน้าของกันและกัน

.

.

.

พี่ภูมาส่งผมที่ออฟฟิศเรียบร้อยก่อนที่จะออกไปที่ออฟฟิศตัวเอง แล้วผมก็ต้องแปลกใจเมื่อเปิดประตูห้องทำงานเข้าไป แล้วได้เจอกับคนที่พักนี้หายหน้าหายตาไปไม่ค่อยได้มาให้ผมเจอ

ผมไม่รู้ว่าเขาแค่ไปพักใจ หรือว่าไม่ว่างมาเจอผมจริงๆ แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุไหน ผมก็เคารพการตัดสินใจของเขาทั้งสิ้น... เพราะเขาเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ผมแคร์และห่วงใย

“ว่าไงคนอ้วน? นึกว่าวันนี้จะไม่เข้าออฟฟิศเสียแล้ว”

ลมเอ่ยทักปนๆ แซวผมด้วยรอยยิ้มกว้าง พร้อมกับลุกมาหาตรงเข้ามาประคองทั้งที่เมื่อกี้เพิ่งจะแซวผมว่าเป็นคนอ้วนแท้ๆ

“เดี๋ยวเถอะ! มาล้อเรา เดี๋ยวเราให้เจ้าตัวเล็กจัดการเลยนิ... ที่เห็นอ้วนๆ นี่ก็เจ้าตัวเล็กทั้งนั้นแหละ”

ผมตอบเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มไม่ต่าง ยอมรับเลยว่าตั้งแต่ผมปฏิเสธลมไปจริงจังคราวนั้น ผมก็สะดวกใจกับลมมากขึ้น เปิดรับเขามากขึ้นและวางใจให้เขาได้อย่างสนิทใจมากที่สุดในรอบสิบปีที่ผ่านมา

“ไงครับตัวเล็ก? หนูดื้อกับแม่ไหมนี่? ลุงไม่ได้มาเจอเรานานเลย พากันกินกับแม่ไม่หยุดเลยสินะ..” ลมพาผมไปนั่ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วคุยกับเจ้าหนูในท้องผมเป็นวรรคเป็นเวร ทั้งที่ริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง

ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่ผมที่สนิทใจกับลมมากขึ้น ลมเองก็คงไม่ต่าง เขาดู.. ทำใจได้มากขึ้น ปลงในความสัมพันธ์ของเราได้มากขึ้น และถ้าผมไม่คิดไปเอง ผมว่าเขายอมรับได้แล้วว่าระหว่างเราคงไม่มีทางเป็นได้มากกว่าเพื่อน

“ไม่ดื้อหรอก.. พักนี้ไม่แพ้ท้องแล้ว แถมยังกินได้มากขึ้นด้วย.. พากันกินอย่างที่ลมว่าแหละ.. ดูดิ เนี่ยแก้มเราเป็นก้อนเลย เหนียงใต้คางก็ออกอีกต่างหาก”

ผมเล่า ทำหน้าทำตาตัดพ้อในขณะที่ลมเอาแต่ยิ้มขำตอนที่ผมพยายามจะหนีบเนื้อส่วนที่เกินออกมาตรงแก้มของตัวเองให้ลมดู

“กินได้ก็ดีแล้ว ดีกว่าตอนนั้นที่แพ้เยอะๆ ลมน่ะเป็นห่วงมากเลยนะ โชคดีที่ไนล์ดีขึ้นเร็ว ลมเลยโล่งใจพอจะบินไปทำงานได้.. นี่ก็เพิ่งกลับมาเนี่ย”

“อ่าว ลมไปไหนมา เราไม่เห็นรู้เลย” ผมถาม ไม่ได้รู้เลยว่าที่ลมหายไป คือหายไปทำงานที่ต่างประเทศมา

“ไปดูสาขาที่ญี่ปุ่นน่ะ มันมีปัญหานิดหน่อยต้องอยู่แก้เป็นอาทิตย์เลย .. พักหลังมานี้ลมถึงไม่ได้มาหาไนล์กับตัวเล็กเลยไง ทำได้แค่ส่งข้อความมาถาม .. ขอโทษนะที่หายไปไม่บอก”

“หื้ออ.. ไม่เป็นไรเลย คิดมากน่า ลมไปทำงาน เราเข้าใจ เราไม่งอแงหรอก... แค่วันนี้มาหาก็ดีใจแล้ว เนี่ยตัวเล็กก็ดีใจนะ” ผมแอ่นท้องอวดให้ลมต้องหัวเราะออกมาเบาๆ

“สี่เดือนกว่าจะเข้าห้าเดือนแล้วใช่ไหม” ลมยื่นมือมาลูบหน้าท้องที่ยื่นออกมานิดหน่อยของผมเบาๆ “เร็วจัง แป๊ปๆ ก็คลอดแล้ว”

“อื้อ” ผมยิ้ม ก้มลงมองท้องตัวเอง “อีกไม่นานก็จะได้เห็นหน้าแล้ว จะว่าไปก็ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน ตอนคลอดจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

ผมพูดไปเรื่อย ยอมรับเลยว่าทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี จนกระทั่งได้ยินคำถามของลม

“แล้วกับพี่ภูล่ะ? เป็นยังไงบ้างตอนนี้”

ผมชะงัก แต่ก็ทำเป็นเฉไฉ “ก็ไม่เป็นไง เขาอยู่ของเขา เราอยู่ของเรา คุยกันแค่เฉพาะเรื่องลูก”

“ไนล์.. ไม่ใจอ่อนลงบ้างเลยหรอ? พี่เทมส์เล่าให้ลมฟังว่าพี่ภูยอมไนล์ทุกอย่าง ไนล์ไม่ลองคิดดูใหม่หน่อยหรอ ยังไงลูกในท้องก็ต้องการพ่อนะ”

ผมปิดปากเงียบ ไม่ใช่แค่เพราะหาคำตอบให้ลมไม่ได้ แต่ผมหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ด้วย ว่าจะเอายังไงต่อดีกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ เพราะตอนนี้มีแค่ผมคนเดียวเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ว่าจะให้มันไปทิศทางใด


แต่ผมยังคิดไม่ตกเลย


“ไม่รู้สิลม.. เราไม่รู้เลย” ผมถอนหายใจ “หลายครั้งเราก็เหมือนจะใจอ่อนให้เขา แต่ลึกๆ ในใจเราก็ยังไม่พร้อมจะให้อภัย มันยังมีอีกหลายอย่างในตัวเขาที่เรายังไม่มั่นใจ เราเลยยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอายังไงกับเรื่องพี่ภูดี”

ลมยิ้มพร้อมกับกุมมือผมไว้หลวมๆ “งั้นก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ดูเขาไปก่อนก็ได้ ลมว่าพี่ภูเขารอไนล์ได้ทั้งชีวิตนั่นแหละ ทั้งรักทั้งตามใจขนาดนี้”

“รักหรอ?.. หึ!” ผมยิ้มฝืนๆ พร้อมกับพูดออกมาเบาๆ “จะพูดสักครั้งเขายังไม่เคยพูดเลย”

“หือ? ไนล์ว่าไงนะ? เมื่อกี้พูดอะไรกับลมรึเปล่า” ลมถามผม เพราะคงได้ยินอะไรแว่วๆ แต่ไม่ชัด ผมเลยเลือกที่จะบอกปัด

“เปล่า ไม่ได้พูดอะไร แค่สงสัยเฉยๆ ว่าลมจะอยู่ถึงกินข้าวกลางวันกับเราไหม หรือต้องรีบกลับไปเคลียร์งาน”

“อยู่สิ ลมตั้งใจจะมากินข้าวกลางวันกับไนล์เลยนะ คิดถึงจะแย่ไม่ได้เจอกันตั้งนาน จะให้รีบกลับได้ไง” ลมพูดก่อนจะก้มลงไปคุยกระหนุงกระหนิงกับเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในท้องผม “ตัวเล็ก เดี๋ยววันนี้ลุงจะพาหนูกับแม่ไปกินของอร่อย ดีไหมครับ หื้ม?”

“เนี่ย แล้วก็มาว่าว่าเราอ้วน ทั้งที่ตัวเองกำลังจะสปอยล์เราด้วยการพาไปกินของอร่อย.. ย้อนแย้งจริงๆ เลยปราณนต์”

ลมหัวเราะ ก่อนที่จะถอยไปนั่งรอผมที่โซฟารับแขก “ว่าแต่พี่ภูหายไปไหนล่ะ เห็นพี่เทมส์บอกว่าปดติตัวติดกับไนล์เป็นปาท่องโก๋เลยไม่ใช่หรอ”

“ไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศน่ะ บ่ายๆ คงกลับมั้ง” ผมตอบ “แต่ก็ดีแล้วล่ะที่ไม่อยู่ ถ้าอยู่แล้วเดี๋ยวมาเจอลม ก็มานั่งทำตาขวางใส่ลมอีก…ไม่รู้จักปล่อยวางสักที”

“เอาน่า เข้าใจเขาหน่อย ถ้าไม่รักเขาก็คงไม่หวงไนล์ขนาดนี้หรอก” ลมแก้ตัวแทนพี่ภู แต่ผมยิ่งได้ยินยิ่งรู้สึกไม่ดี เพราะเรื่องนี้เนี่แหละที่เป็ยปัญหาใหญ่ของผม

คำว่ารักที่ไม่เคยได้ยินเลยจากพี่ภู

“เอาเถอะ ช่างเรื่องนี้เถอะ คิดเมนูดีกว่าว่ากลางวันนี้จะกินอไร ต้องอร่อยสมคำโฆษณานะ ไม่งั้นเจ้าตัวเล็กงอนแน่ๆ”

“รับรองเลย ถูกใจทั้งแม่ทั้งลูกแน่นอน”

ลมพูดเคล้าเสียงหัวเราะ ให้ผมได้ยิ้มกว้าง ซึ่งทำให้ผมพอจะเนียนทำเป็นไม่พูดเรื่องภูต่อไปได้ ก็ได่แต่หวังว่าลมจะไม่ขุดหัวข้อนี้ขึ้นมาพูดอีก

.

.

.

ลมอยู่รอผมจนถึงตอยพักกลางวันตามที่เขาได้บอกไว้ว่าจะพาผมไปกินข้าว ตอนแรกเราสองคนชวนพี่เทมส์แล้วแต่พี่เทมส์ไม่ว่างมาเพราะติดประชุม เราสองคนบวกหนึ่งตัวจิ๋วในท้องเลยตัดสินใจไปกันเอง

โชคดีที่ก่อนหน้านี้พี่ภูโทรมาบอกว่างานยังเคลียร์ไม่เสร็จและคงจะกลับเข้ามารับผมได้อีกทีก็เลิกงานเลย ผมเองก็ไม่อยากจะปิดบังหรือทำอะไรที่ถ้าพี่ภูมารู้ทีหลังแล้วจะว่าได้ เลยตัดสินใจบอกเขาไปตรงๆ ว่าจะออกไปกินข้าวกับลม


‘กลางวันนี้ผมจะออกไปกินข้าวกับลมนะครับ ลมแวะมาหา’

‘ไปกันแค่สองคนหรอครับ เทมส์ไปด้วยไหม?’ ผมสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของเขา แต่พี่ภูก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจอะไรชัดเจนขนาดนั้น

‘สามครับ.. ตัวเล็กในท้องไปด้วย ลมบอกว่าจะพาผมกับลูกไปกินของอร่อย’

‘พี่ก็พาไปได้..’ พี่ภูพูดเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังได้ยิน


‘ผมแค่ไปทานข้าวกับเพื่อนเฉยๆ ครับ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง’ ผมพูดอธิบายเรียบๆ และพี่ภูก็ดูจะตั้งใจฟัง ‘ที่จริงผมจะไม่บอกก็ได้ แต่ที่ผมบอกคุณเพราะไม่อยากให้คุณมารู้ทีหลัง’

‘ขอโทษครับ ขอโทษที่พี่ทำตัวงี่เง่าแล้วก็หวงไนล์มากไปหน่อย’

‘ช่างเถอะครับ คุณเสร็จงานแล้วก็รีบกลับมาแล้วกัน เดี๋ยวผมทำงานรอที่ออฟิศ’

‘ครับ งั้นเดี๋ยวพี่รีบกลับไปหานะ’



ผมถอนหายใจหลังจากที่คุยกับพี่ภูจบ ก่อนจะหันมาหาลมที่ยืนรออยู่ไม่ไกล

“เรียบร้อยแล้วไปกันเถอะ” ผมหันไปบอกลมก่อนที่จะออกเดิน

“ว่าแต่พูดยังไงล่ะ ทำไมพี่ภูมันยอมง่ายจัง”

ผมออกเดินตามทางมาเรื่อยๆ โดยมีลมเดินตามออกมาไม่ห่าง และจู่ๆ ลมก็ถามประโยคข้างต้นออกมา

“ก็ไม่ได้ทำอะไร แค่บอกไปตรงๆ ว่าจะไปต่อ ไม่อยากให้มารู้แล้วมามีปัญหากันทีหลัง" ซึ่งลมเองก็เห็นด้วย

“ดีแล้ว พี่ภูจะได้ไม่ตามมาแหกอกลมทีหลัง ฮ่าๆ”

เราสองคนเดินคุยกันมาตามทางเรื่อยๆ เพื่อจะไปที่รถที่ลมจอดไว้ด้านหน้า เราลงมาจนถึงล็อบบี้ด้านล่าง และจู่ๆ ผมก็เกิดยกเท้าไม่พ้นและเหมือนจะก้าวผิดจังหวะ เลยทำให้ผมเกือบจะสะดุดล้มดีที่ลมตรงเข้ามาโอบและประคองไว้ได้ทัน

“โอ๊ะ!”

“เฮ้ย!” ลมร้องเสียงหลง แต่ก็ไวมากพอที่จะเข้ามาโอบประคองผมได้ทัน “ระวังหน่อยสิไนล์ เกือบล้มแล้วเห็นไหม”

ผมหันไปยิ้มแห้งๆ ให้เพื่อนสนิททั้งที่ยังตกใจไม่หาย “ขอบใจนะลม ถ้าลมเข้ามาไม่ทัน เราล้มแน่ๆ เลย”

ลมยังคงกอดผมไว้ เหมือนเขาจะยังไม่กล้วางใจ คงกลัวผมล้มอีก “ไม่ได้นะไนล์ เวลาเดินต้องระวังมากกว่านี้ ตอนนี้ไนล์ไม่ได้ตังคนเดียวแล้ว รู้ใช่ไหม”

“อื้อ.. รู้” ผมยิ้มกว้างอ้อนเพือน เพราะไม่อยากถูกดุ “ขอบคุณลมมากนะ ต่อไปเราจะเดินระวังๆ มากกว่านี้”

“โอเค” ลมประคองผมให้ยืนดีๆ “ไปกันเถอะ เดี๋ยวเราพาเดินไป”

ลมประคองผมหลวมๆ ก่อนจะออกเดิน ผมเองก็ไม่ได้ขัดอะไร เพราะเมื่อกี้ก็ยังตกใจอยู่มากจริงๆ คือถ้าล้มลงไปคงแย่แน่ ผมเลยปล่อยให้ลมดูแลแบะประครองผมอยู่แบบนั้น

เราเดินคุยกันไป ประคองกันไป ยิ้มให้กันไป จนออกจากประตูบริษัทไปโดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ามีใครบางคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด โดยเฉพาะตอนที่ลมประคองผมไว้

.

.

.

“นั่นมันเด็กรับใช้ของภูนี่ .. ไม่ผิดแน่! มันมาทำอะไรที่นี่นะ”

แม้จีรณาจะพึมพำด้วยความสงสัย แต่เธอก็ไวมากพอที่จะยกมือถือขึ้นมาถ่ายทุกย่างไว้ อย่างน้อยมันก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าคีรินคนที่เธอตามหาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเด็กคนนี้แล้ว

แต่ถ้ายังเกี่ยวกันอยู่ เธอก็จะเอาคลิปเอารูปที่ถ่ายไว้ ยืนยันกับเขาเอง

ว่าเด็กไนล์นั่นมันไม่ได้ใสๆ หรือดีอย่างที่ใครๆ คิดสักนิด.. และพอถึงเวลานั้นเธอจะเอาคีรินกลับคืนมาเอง!

.

.

.

To Be Continue

-------------------------------------

อ่านให้สนุกนะคะ ขอบคุณมากๆ สำหรับทุกกำลังใจและทุกคอมเม้นท์เลยยย อ่านละใจฟูมากๆ ... ขอบคุณนะคะ

ตอนต่อไปมาจันทร์ไม่ก็อังคารค่ะ รออีกนิดนะคะ ใกล้จบแน้ววว มาลุ้นๆ กัน

แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ .. รัก <3

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8530
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3397
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

อีนังบอสใหญ่จีน  เมื่อไรเมิงจะไปผุดไปเกิดสักที?

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
ก็รู้ล่ะว่าเดี๋ยวไนล์ก็ใจอ่อน ที่ยังไม่ยอมคืนดีทั้ง ๆ ที่ใจอ่อนแล้วแบบนี้ก็เพราะอิตาภูมันไม่ยอมสารภาพรักหรือบอกรักออกมาก่อนใช่ไหมล่ะ เฮ้อออออ ความจริงอยากบอกว่าเดี๋ยวนี้ซิงเกิ้ลมัมก็มีเยอะแยะจะไปแคร์ทำไมเลี้ยงเดี่ยวไปเลยก็ได้ ให้รับเป็นแค่พ่อก็ดีแค่ไหนแล้ว

ออฟไลน์ Pe_no

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ลำนัััังจีนมากแม่ :mew2:

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 39th : ลูกของเรา


พี่ภูกลับมาที่ออฟฟิศตอนเกือบจะเลิกงาน ซึ่งลมเองก็กลับไปพักใหญ่แล้ว พอมาถึงเขาก็ปรี่เข้ามาหาผมทันที ใบหน้าหล่อเหลาดูอึกอักเหมือนมีเรื่องอยากถามซึ่งก็เดาได้ไม่ยากหรอกว่าเรื่องอะไร ผมถอนหายใจนิดหน่อยก่อนจะตัดสินใจเอ่ย

“ผมแค่ไปกินข้าวกับลมเฉยๆ ครับ ถ้าคุณอยากจะถามเรื่องนี้น่ะนะ”

พี่ภูหันเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่เข้าหาตัวเอง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ ให้เสมอกับผม “ไม่ใช่ว่าพี่จะจับผิดหรือไม่ไว้ใจอะไรไนล์นะ ไนล์อย่าเข้าใจพี่ผิด พี่รู้ว่าไนล์ไม่ได้คิดอะไรกับเด็กนั่น..”

“ลมครับ เพื่อนผมชื่อลม” ผมแก้ ไม่อยากให้พี่ภูทำตัวตั้งแง่กับเพื่อนของผม เพราะตอนนี้ดูเหมือนลมจะยอมถอยออกไปก้าวหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นพี่ภูเองก็ต้องเริ่มถอยบ้างเหมือนกัน

เพราะถึงยังไงผมกับลมก็คงเลิกเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ถ้าเขายังมัวหึงหวงหรือไม่เข้าใจเรื่องนี้ ผมก็นึกไม่ออกเลยว่าเรื่องของเราจะลงเอยยังไง ทั้งที่ทุกวันนี้มันก็ทั้งยุ่งยาก ทั้งซับซ้อนอยู่แล้ว

“ครับ พี่ขอโทษ” พี่ภูพูดหงอยๆ แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร “พี่รู้ว่าไนล์ไม่ได้คิดอะไรกับลม.. เพื่อนไนล์ แต่พี่ก็แค่อดหวงไม่ได้ พี่หวงทั้งไนล์ทั้งลูกเลย พี่รู้ว่ามันเป็นความคิดที่งี่เง่า ซึ่งพี่ก็พยายามปรับปรุงตัวเองอยู่ ไนล์ให้เวลาพี่หน่อยนะ”

ผมมองพี่ภูที่จ้องหน้าผมอย่างจริงจังราวกับกำลังให้สัญญาผ่านทางสายตา ใจผมอ่อนยวบเมื่อสัมผัสความจริงใจที่เขาส่งมาให้อย่างมุ่งมั่น ผมตัดสินใจเสมองไปทางอื่น ก่อนที่หัวใจผมจะทรยศความตั้งใจของตัวเอง ความตั้งใจที่อยากจะพิสูจน์ว่า ตกลงแล้วพี่ภูจะเอายังไงต่อกันแน่กับความสัมพันธ์ของเรา

“กลับบ้านกันเถอะครับ เย็นแล้วเดี๋ยวรถติด” ผมเปลี่ยนเรื่อง “นั่งแช่อยู่ในรถนานๆ แล้วผมปวดหลัง ปวดขา”

ผมลุกขึ้นยืนโดยมีพี่ภูกระวีกระวาดคอยช่วงประคอง เขาฉวยกระเป๋าของผมไปถือให้ พร้อมกับโอบผมไว้เหมือนกับกลัวว่าผมอาจจะล้มได้ทุกเมื่อ

“งั้นคืนนี้พี่นวดให้ไหมครับ นวดเบาๆ” พี่ภูยิ้ม พร้อมเสนอ “หรือไนล์จะเอาเท้าแช่น้ำอุ่นก็ได้ เดี๋ยวพี่ทำให้ ไนล์จะได้สบายตัวขึ้น”

“ไหนคุณบอกว่าคุณรีบกลับมาหาผมทั้งที่งานยังไม่เสร็จ เลยต้องเอางานจากที่ออฟฟิศกลับมาทำที่บ้านไง แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมานวดให้ผม” ผมเตือนความจำเขา เพราะก่อนที่พี่ภูจะกลับมาถึงที่นี่เขาโทรมาบอกผมว่างานยังไม่เสร็จ แต่ไม่อยากให้ผมรอนาน เลยตัดสินใจเอางานจากที่ออฟฟิศกลับมาทำที่บ้าน

“ก็เดี๋ยวพี่นวดให้ไนล์ก่อนแล้วค่อยทำงานก็ได้” พี่ภูพูดพลางพาประคองผมออกเดิน “ไนล์นอนเร็ว เดี๋ยวพี่ค่อยทำงานดึกๆ”

“คุณจะทำงานดึกๆ แล้วจะได้นอนกี่โมง” ผมแย้ง “ไม่ต้องนวดให้ผมหรอก คุณทำงานเถอะ ถ้างานเสร็จไวจะได้พักผ่อนเร็วขึ้น”

“พี่ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่มีสมาธิตอนดึก ตอนหัวค่ำพี่ดูแลไนล์ก่อนได้” พี่ภูหันมายิ้มกว้างให้ผม ตาเป็นประกายวิบวับอย่างน่าสงสัย ผมไม่รู้ว่าเขากำลังดีใจเรื่องอะไรอยู่ “แค่รู้ไนล์เป็นห่วงพี่ พี่ก็มีเรี่ยวแรงกำลังใจเหลือเฟือแล้ว.. ขอบคุณนะครับ”

พี่ภูยื่นหน้ามากระซิบข้างหูผม ตอนที่เราเดินมาถึงล็อบบี้ด้านล่างแล้ว เพราะพี่ภูจอดรถที่ด้านหน้า เนื่องจากเห็นว่าเย็นแล้ว และอีกอย่างเขาขึ้นมารับผมแล้วก็จะกลับบ้านเลย เพราะฉะนั้นเขาก็เลยไม่เอารถไปจอดที่ลานจอดรถ เพราะมันเดินค่อนข้างไกล

หน้าผมร้อนไปหมด อีกทั้งยังใจเต้นแรงจนเจ็บ แต่ก็ยังพยายามตีหน้านิ่งเฉยไว้ ทั้งที่รู้ตัวดีกว่าแก้มของผมตอนนี้ต้องแดงก่ำแน่ๆ

“ใครบอกคุณว่าผมห่วง ผมยังไม่ได้พูดสักคำ อย่ามาคิดไปเองหน่อยเลย” ผมดันหน้าพี่ภูให้ถอยออกไปห่างๆ ในขณะที่เจ้าตัวกลับหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี

“อะๆ ครับๆ ไม่ห่วงก็ไม่ห่วง ถือเสียว่าพี่ขี้ตู่เองก็ได้” พี่ภูยังคงยิ้มแย้มอารมณ์ดี ในขณะที่ผมทั้งเขิน ทั้งหงุดหงิดตัวเองที่เผลอแสดงความในใจออกไป

“รีบเดินเลยอย่ามัวพูดมาก ผมอยากกลับบ้านแล้ว” ผมพูดเสียงสะบัดไม่ยอมสบนัยน์ตาวิบวับของพี่ภูเลยสักนิด เพราะรู้ดีว่าผมจะต้องเขินหรือเผลอแสดงความรู้สึกให้เขาเห็นอีกแน่ๆ ถ้าหาทำแบบนั้น

“คร้าบ ครับ กลับบ้านเรากันครับ ป่ะ”

พี่ภูพูดเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะพาผมเดินออกไปขึ้นรถ โดยที่เราสองคนไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองตามไปด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง

.

.

.

ช่วงหัวค่ำของคืนนั้นก่อนที่จะเข้านอน พี่ภูก็นวดเท้านวดขาให้ผมตามที่เขาได้บอกไว้ ทุกอย่างไม่ได้มีอะไรต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา ยกเว้น...

“เอ๊ะ” ผมร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบท้องตัวเองเบาๆ

พี่ภูเงยหน้าขึ้นมองผมที่นั่งอยู่ทันที ก่อนจะถามออกมาด้วยความตกใจเพราะเขาเห็นผมกำลังยกมือขึ้นลูบท้องตัวเองอยู่

“เป็นอะไรครับไนล์ มีอะไรรึป่าว? เจ็บตรงไหนไหม? ไนล์บอกพี่สิครับ” พี่ภูถามรัว ในขณะที่ผมยังคงนิ่ง ความรู้สึกเต็มตื้นตีขึ้นมาจนน้ำตาคลอ

“พี่.. พี่ภู ลูก.. ลูกดิ้น..” ผมทั้งยิ้ม ทั้งพูด ทั้งน้ำตาคลอ ตอนแรกไม่รู้ว่าไอ้ความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรตอดๆ ในท้องนี่มันคืออะไร แต่เหมือนเจ้าตัวเล็กของผมจะแสบน่าดู เพราะขยับตอดไม่ยอมหยุด จนผมนึกรู้ว่าเจ้าตัวจิ๋วของผมกำลังดิ้น

ผมน้ำตาไหลแต่ไม่ใช่ไหลเพราะความเสียใจตรงกันข้าม มันเป็นความดีใจจนผมไม่รู้จะบรรยายยังไงมากกว่า มันเหมือนกับว่าผมได้รับรู้และสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของเจ้าตัวน้อยจริงๆ เขามีชีวิต และกำลังเติบโตอยู่ภายในตัวของผม เพื่อรอเวลาที่จะออกมาเจอกัน

พี่ภูเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยความตกใจหลังจากที่ผมพูดจบ เขาดูอึ้งๆ และละล้าละลัง มือใหญ่ถูกยื่นมือออกมาและชักมือกลับไปเหมือนลังเลที่จะแตะท้องผม เขาอยากสัมผัสแต่ไม่กล้ามากพอ ผมเห็นเขาตาแดงก่ำพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล


และไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศเพราะอารมณ์อ่อนไหว หรือเพราะความเป็นพ่อเป็นแม่ของลูกในท้อง ที่ทำให้ผมตัดสินใจยื่นมือออกไปจับมือพี่ภูไว้ แล้ววางมือของเขาลงบนหน้าท้องของตัวเอง


และก็เป็นอีกหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมเห็นพี่ภูร้องไห้

“ลูก ลูกพ่อ.. เด็กดีของพ่อ” เขาพึมพำเบาๆ สลับกับน้ำตาไหลไม่หยุด ดูเหมือนว่าจะไม่มีคำพูดไหนหลุดออกมาจากปากเราสองคนมากนัก แต่ในความเงียบงันนั้นกลับท่วมท้นไปด้วยบรรยากาศที่เรารู้สึกกันได้เป็นอย่างดีว่าตอนนี้มันเต็มอิ่มและตื้นตันแค่ไหน


เป็นความรู้สึกของการเป็น ‘ครอบครัว’ ครั้งแรกที่ผมและพี่ภูรับรู้ได้ถึงมันจริงๆ


เจ้าตัวน้อยในท้องขยับตัวยกใหญ่เหมือนชอบใจที่ได้ยินเสียงของพี่ภู อาจจะด้วยเพราะท้องผมบางเราสองคนถึงได้รู้สึกถึงการดิ้นของลูกได้ชัดเจนมากขึ้น ผมหัวเราะทั้งน้ำตา พี่ภูเองก็เหมือนกัน


ความรู้สึกของการเป็นพ่อเป็นแม่มันวิเศษแบบนี้นี่เอง


พี่ภูผละมือออกจากท้องผมหลังจากที่เจ้าตัวจิ๋วสงบไปแล้ว เขาเขย่งตัวขึ้นพร้อมกับสวมกอดผม ผมเองก็ไม่ได้ดิ้นรนหรือขัดขืนไม่ให้เขากอดเหมือนที่ผ่านๆ มา อาจจะเพราะบรรยากาศมันเป็นใจ อาจจะเพราะผมใจอ่อน หรือ...


...อาจจะเพราะผมเองก็อยากให้เขากอดไม่ต่างกัน


ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน แต่ตอนนี้ผมอยากอยู่แบบนี้ไปนานๆ ไม่อยากให้เวลาขยับเดินหน้าไปไหนเลย

“ขอบคุณนะไนล์ พี่ขอบคุณมากๆ ขอบคุณที่มีเขา และขอบคุณที่ให้พี่ได้อยู่ตรงนี้ ได้อยู่ข้างๆ ไนล์และลูกแบบนี้ ฮึก.. พี่ พี่มีความสุขมากๆ เลยครับ”

ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่น้ำตาไหลไปพร้อมๆ กับพี่ภู ผมรู้ ผมเข้าใจว่าเขารู้สึกยังไง ก่อนหน้านี้ผมอาจจะโกรธ ผมอาจจะไม่พอใจ แต่พอผมได้รับรู้ถึงความรู้สึกของการเป็นแม่ ของการเป็นผู้ให้กำเนิด ผมกลับคิดว่าตัวเองช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้อุ้มท้องและกำลังจะให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยที่แสนจะวิเศษที่สุดในชีวิต ผมก็มีความสุขมากๆ จนไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดยังไง

และเพื่อแทนคำพูดทั้งหมดที่ผมมี ผมเลยตัดสินใจแขนขึ้นกอดตอบพี่ภูแทน พี่ภูชะงักไปนิดหนึ่งก่อนที่ผมจะรู้สึกถึงแรงกระชับจากอ้อมกอดของเขาที่แน่นขึ้น .. แน่นขึ้นจนผมเกือบจะอึดอัดแต่ก็ยังคงนิ่งให้พี่ภูกอดอยู่แบบนั้น ไม่ได้ทัดทานอะไร

เรากอดกันอยู่แบบนั้นถ่ายทอดความรู้สึกที่มีให้กันและกัน ผมปล่อยให้ตัวเองใจอ่อนจนถึงที่สุด แม้จะยังไม่แน่ใจหรือวางใจในตัวพี่ภู แต่ตอนนี้มันอดยอมรับไม่ได้ เขาคือความรักและความผูกพันที่ผมมีโดยมีเจ้าตัวน้อยในท้องเชื่อมเราเอาไว้

พี่ภูผละออกจากผมหลังจากที่เขารู้สึกว่ากอดผมนานเกินไป เขายกมือขึ้นเช็ดหน้าปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเมื่อครู่ ก่อนจะเริ่มพูดทั้งที่เสียงเริ่มสั่นเครือ

“พี่ขอโทษนะครับ เมื่อกี้น่าจะกอดแรงไป ไนล์เจ็บรึป่าว?”

ผมส่ายหน้า และก็ไม่รู้อะไรดลใจให้ยกหัวนิ้วโป้งขึ้นไปปาดน้ำตาที่ค้างอยู่ตรงหางตาให้พี่ภูอย่างเบามือ ... พี่ภูชะงักไปนิดหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมา พร้อมกับยกมือของตัวเองขึ้นมาจับมือผมไว้หลวมๆ ก่อนจะดึงมือผมไปจูบอย่างอ่อนโยน

“พรุ่งนี้เราไปหาอาหมอกันนะ ไปเช็คสุขภาพของลูกกัน” พี่ภูพูดขึ้น สีหน้าและประกายนัยน์ตาของเขาเป็นประกายอย่างมีความสุข “ไม่รู้จะรู้เพศเลยหรือป่าว อาจจะต้องลองอัลตร้าซาวด์ดู...”

พี่ภูพูดพึมพำนั่นนี่อย่างตื่นเต้น ผมนั่งมองเขาเงียบๆ และสุดท้ายผมก็พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป พูดไปโดยที่พี่ภูยังพูดประโยคของตัวเองไม่จบเลยด้วยซ้ำ


“คืนนี้พี่ภูขึ้นมานอนบนเตียงกับไนล์ไหมครับ ไนล์อยากกอดพี่ภู”


“...” คราวนี้ไม่ใช่แค่ชะงัก แต่พี่ภูถึงกับอึ้งไปเลยเมื่อผมถามออกไปแบบนั้น เขาหยุดพูด หยุดพึมพำ สีหน้าตื่นเต้นมีความสุขแปรเปลี่ยนเป็นตกใจแทน ให้ผมต้องถามย้ำอีก

“จะนอนไหมครับ? ถ้าไม่อยากก็..”

“นอนครับนอน” พี่ภูรีบตอบรับเมื่อได้สติ ทำเอาผมต้องกลั้นขำแทบแย่เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นเกินเหตุของเขา “พี่ขอนอนด้วยนะครับ”

“ไปหยิบหมอมาสิครับ หรือพี่จะนั่งตะลึงตรงนี้ทั้งคืนก็ได้ ไนล์ไม่ว่า”

พี่ภูไม่รอให้ผมพูดซ้ำ เขารีบกระโจนไปหยิบหมอนตัวเองที่วางอยู่บนฟูกข้างเตียงผมอย่างว่องไว แล้วเอาหมอนตัวเองมาวางข้างหมอนผมไว้ราวกับว่าถ้าเขาช้ากว่านี้ผมอาจจะเปลี่ยนใจได้

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปเก็บกะละมังกับผ้าขนหนูก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวพี่จะรีบกลับมาพาไนล์กับลูกเข้านอน”

ผมพยักหน้าและพี่ภูก็ไม่รอช้าให้ผมต้องพูดอะไรซ้ำ เขายกอุปกรณ์ที่ใช้ในการนวดเท้านวดขาผมออกไปเก็บด้านนอก โดยที่ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ผมลอบยิ้มในขณะที่ล้มตัวนอนบนเตียงตรงฝั่งที่หมอนตัวเองวางอยู่ และไม่ถึงอึดใจ ไฟในห้องก็ดับลงพร้อมๆ กับที่พี่ภูสอดตัวเข้ามาในผ้าห่มผืนเดียวกับผม แล้วล้มตัวลงนอนข้างๆ ผมที่ตะแคงหันหลังให้เขา

พี่ภูเขยิบเข้ามาใกล้ เขาชะโงกหน้าเข้ามากระซิบข้างหูผมพร้อมกับถามแผ่วเบา

“พี่กอดได้ไหมครับ? พี่ขอกอดไนล์กับลูกได้รึป่าว?” ผมไม่ตอบแต่เลือกที่จะพลิกตัวกลับมาแล้วขยับซุกอกพี่ภูอย่างออดอ้อน แทนคำตอบของคำถามก่อนหน้า และนั่นก็ทำให้พี่ภูล้มตัวลงนอนกอดผมไว้ทันที

“ฝันดีนะครับเด็กดีของพี่” พี่ภูประทับริมฝีปากลงมาบนหน้าผากผมอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน แต่ทำเอาใจผมเต้นเป็นส่ำไม่หยุด “ฝันดีนะครับลูกรักของพ่อ”

ผมปิดเปลือกตาลงอย่างมีความสุขพร้อมกับตัดทุกความกังวล ทุกความไม่สบายใจ และทุกปัญหาออกไปพร้อมกับคิดว่าถ้าคืนนี้ผมจะเห็นแก่ตัวสักนิด.. คงไม่น่าจะเป็นอะไร

ขอแค่ยืดเวลาของความสุขนี้ไปอีกนิด ใครจะว่าผมโง่เง่าหรืออ่อนแอผมก็ไม่อยากจะแคร์หรือสนอะไรทั้งนั้น นอกจากความรู้สึกของตัวเอง

และพอผมตัดสินใจแบบนั้น ผมก็ขยับซุกอกพี่ภูให้ใกล้ขึ้นโดยมีอ้อมแขนอันอบอุ่นโอบกอดผมไว้ .. และคำว่าฝันดีของพี่ภูก็ไม่ได้ไกลเกินจริงเลย เมื่อเราสองคนได้อยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


Kirin’s Part


คืนที่ผ่านมาเหมือนความฝัน ผมมีความสุขจนแทบจะสำลัก คิดว่าถ้าตื่นมาแล้วไม่เป็นความจริง ผมก็จะไม่เสียดายอะไรสักนิด

แต่นี่มันกลับตรงกันข้าม เมื่อผมตื่นมาและพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นความจริง ไนล์ยังคงหลับไหลและคุดคู้ตัวอยู่ในอ้อมกอดผมอย่างมีความสุข ริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อที่ผมมักจะแอบจูบอยู่บ่อยครั้งติดจะมีรอยยิ้มน้อยๆ นั่นยิ่งทำให้ผมมีความสุขมากยิ่งขึ้นไปอีก

เพราะภาพที่เห็นนั้นมันทำให้ผมได้รู้ว่าไม่ได้มีแค่ผมที่มีความสุข แต่ไนล์เองก็กำลังมีความสุขไม่ต่างกัน

ซึ่งนั่นทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่ามีอีกคนที่ผมต้องขอบคุณ อีกคนที่ทำให้ผมกับไนล์ได้ใกล้กันขึ้นมาอีกก้าว อีกคนที่เป็นเหมือนโซ่เล็กๆ ที่คล้องใจและผูกพันเราเอาไว้ด้วยสายใยบางๆ

“ตัวเล็ก... ตื่นรึยังครับ?” ผมลดตัวลงไปตรงหน้าท้องของไนล์พร้อมกับกระซิบแผ่วเบา “อรุณสวัสดิ์นะครับลูก วันนี้หนูเป็นเด็กดีนะครับ พ่อจะพาหนูกับแม่ไปหาหมอ เราไปตรวจสุขภาพกันเนาะ ไปกันสามคนพ่อแม่ลูกดีไหมครับ?”

เมื่อก่อนเวลาผมเห็นคนทำแบบนี้ ผมจะคิดว่ามันไร้สาระมาก แต่พอมาเป็นตัวเองทำ ผมกลับคิดว่ามันก็ดูน่ารักดีไม่หยอก และก่อนที่จะต้องลุกขึ้นตื่นอย่างเป็นทางการ ผมก็ยื่นหน้าไปจูบหน้าท้องของน้องอย่างแผ่วเบา

“ขอบคุณนะครับตัวเล็ก.. พ่อรักหนูนะ”

ไนล์ขยับตัวนิดหน่อย เมื่อถูกผมรบกวนตอนกำลังนอนคิ้วเล็กๆ ขมวดมุ่นเป็นปมคล้ายกับกำลังหงุดหงิด ภาพที่เห็นทำเอาผมต้องหลุดยิ้ม .. ไนล์ดูน่ารักมากๆ น่ารักจนผมอดใจไม่ไหว ยื่นหน้าลงไปประทับจูบแผ่วเบาบนริมฝีปากเล็กๆ สีแดงสดตรงหน้า


จุ๊บ ~


“อื้อ...” ผมรีบถอยออกห่าง เมื่อเปลือกตาสีอ่อนขยับคล้ายกับเป็นสัญญาณว่าเด็กน้อยตรงหน้าของผมกำลังจะตื่น

“เป็นไงบ้างครับ หลับสบายไหม? ปวดเมื่อยตรงไหนหรือเปล่า?”

น้องกะพริบตาปริบๆ เมื่อลืมตาตื่นมาเห็นผมตรงหน้า ตากลมกลอกไปมารวาวกับครุ่นคิด และก็ใช้เวลาเพียงไม่นานเมื่อแก้มยุ้ยๆ ที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ไนล์เริ่มตั้งท้องขึ้นริ้วสีแดงจางๆ .. เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าไนล์จำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้ทั้งหมด

“เอ่อ.. ไม่ครับ” ไนล์ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับจัดแต่งเสื้อผ้าและขยับมือไปมาอย่างเก้อเขิน “ผม.. ไนล์ เอ๊ย ไม่สิ.. ผม ผมจะไปอาบน้ำ วะ..วันนี้คุณจะพาผมไปหาอาหมอไม่ใช่หรอ?”

ผมกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถเมื่อเห็นท่าทางเลิ่กลั่ก ตะกุกตะกัก และพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติของไนล์เพราะไม่อยากให้น้องอาย .. และถึงแม้ว่าผมจะอยากรำลึกถึงเรื่องราวเมื่อคืนแค่ไหน แต่ผมก็ต้องยั้งใจไว้ เมื่อไนล์ยังไม่พร้อมและผมก็อยากจะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

ไม่ว่าเมื่อคืนมันจะเป็นเพราะอะไร เพราะบรรยากาศพาไป เพราะลูก หรือเพราะไนล์ใจอ่อนให้ผมแล้ว ผมไม่สนใจหรอก ขอเพียงแค่เราได้ขยับเข้าใกล้กันอีกนิด ผมก็ถือว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดีทั้งนั้น

“ครับ วันนี้พี่จะพาไนล์กับลูกไปหาหมอ” ผมพูดพร้อมรอยยิ้ม ไม่รุกเร้า แต่อ่อนโยนและค่อยเป็นค่อยไป “เมื่อคืนลูกเราดิ้น พี่เลยคิดว่าไปให้อาหมอเช็คดูสักหน่อยดีกว่า เผื่อเราจะต้องเตรียมตัวอะไรเพิ่ม จะได้ตั้งหลักกันได้ทัน”

น้องแก้มแดงหนักยิ่งกว่าเดิมตอนผมพูดว่าลูกดิ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไนล์กำลังนึกถึงตอนไหน คงจะต้องเป็นตอนที่ชวนผมนอนด้วยแน่ๆ

ผมว่าตอนนั้นน้องคงไม่ได้ทันคิดอะไร แต่พอมานึกย้อนเอาตอนนี้คงกำลังอายมากแน่ๆ และผมเองก็ไม่อยากเร่งรัด เลยอยากให้เวลาน้องได้อยู่กับตัวเอง และทบทวนสิ่งต่างๆ ลำพังสักนิด

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปอาบน้ำห้องตัวเองนะครับ ไนล์อาบเสร็จแล้วจะได้ไม่รอพี่นาน”

“อื้อ.. เอ๊ย ครับ” ผมลุกขึ้นยืนข้างเตียงแต่ก็ยังคงปักหลักไม่ไปไหน จนไนล์ต้องเงยหน้าขึ้นมาถาม “ทำไมไม่ไปล่ะครับ คุณรออะไร”

ผมชี้นิ้วไปที่น้องก่อนที่จะยิ้มบาง “รอไนล์ไงครับ” ไนล์ทำหน้าแปลกใจผมเลยเฉลย “พี่รอไปส่งไนล์ที่ห้องน้ำครับ ไนล์เพิ่งตื่น เดี๋ยวงัวเงียแล้วจะสะดุดล้ม”

ผมเห็นน้องเม้มปากก้มหน้าไม่ตอบอะไร ผมเองก็เลยพยายามนิ่งทั้งที่ใจเต้นแรงแทบแย่ อีกใจก็กลัวไนล์ปฏิเสธทั้งๆ ที่ผมรู้สึกว่าเรื่องของเรากำลังดีขึ้น แต่อีกใจก็คาดหวังเพราะคิดว่าน้องน่าจะใจอ่อนลงบ้างแล้วหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน

“กะ.. ก็อ้อมมาฝั่งนี้สิครับ ผม ผมจะได้ลุก” ไนล์อ้อมแอ้มพูดเสียงเบา แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ได้ยินชัดเจนทุกประโยค และตัดสินใจเดินกึ่งวิ่งอ้อมเตียงไปยืนข้างน้องทันที

ไนล์ลุกขึ้นยืนโดยมีผมประคอง น้องไม่ขัดขืนแถมยังเหมือนเต็มใจด้วยซ้ำที่ผมดูแลแบบนี้

“อาบคนเดียวได้ใช่ไหม หรือจะให้พี่นั่งเฝ้าตรงนี้ก่อน แล้วเดี๋ยวพอไนล์อาบเสร็จละพี่ค่อยไปอาบ” ผมถาม เพราะลึกๆ ผมเองก็ยังคงห่วง ยิ่งตอนนี้ไนล์ท้องโตมากขึ้นด้วย

“อาบได้ครับ คุณไปอาบเถอะ ถ้ามัวมารอกันมันจะช้า ออกจากบ้านสายเดี๋ยวรถก็ติดอีก” ไนล์ว่าพร้อมกับพยักเพยิดไปที่ประตู แต่ผมก็ยังคงยืนนิ่ง ลังเลใจไม่น้อย จนไนล์ระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะปรับโทนเสียงให้อ่อนลง และดู... อ้อนมากขึ้น “ไปเถอะครับ ผมสัญญาว่าจะค่อยๆ เดิน และดูแลตัวเองดีๆ”

ผมยอมล่าถอยออกมาในที่สุดเมื่อเห็นน้องรับปาก เอาเข้าจริงก็ไม่อยากไปเซ้าซี้อะไรน้องมากในเมื่อทุกอย่างมันกำลังไปได้ด้วยดี

“งั้นเดี๋ยวพี่จะรีบอาบแล้วรีบมานะ” ผมปล่อยน้องให้เดินเข้าห้องน้ำไปเมื่อน้องพยักหน้ารับก่อนที่ตัวเองจะเดินออกไปจากห้องน้อง เพื่อไปจัดการตัวเองบ้าง

.. จะว่าไปเช้านี้ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดนะ ไม่สิ! ดีกว่าที่คิดเยอะเลยแหละ

.

.

.

ผมกับน้องเดินทางมาถึงโรงพยาบาลตอนช่วงสายๆ ของวัน ผมให้ลุงชัยเป็นคนขับรถพามา ไม่อยากขับเองเพราะอยากจะดูแลไนล์มากกว่า .. จะว่าผมเห่อก็ได้ แต่ก็นะ... ลูกดิ้นครั้งแรก แถมยังเป็นลูกคนแรกของผมอีกตะหาก ถ้าไม่เห่อสิถึงจะแปลก

ผมนัดแนะกับลุงชัยก่อนจะประคองพาไนล์ลงมาจากรถ ตอนนี้ท้องไนล์เริ่มใหญ่มากขึ้น แต่ด้วยความที่เป็นผู้ชายมันเลยมองไม่ออกมากนัก ถ้าไนล์ใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ ก็แทบไม่สังเกตเห็น แต่ที่จะเห็นชัดก็คงมีเรื่องการเคลื่อนไหวนี่ล่ะ ไนล์เดินได้ช้าลง เพราะด้วยความที่ตัวเล็กเลยทำให้ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น เพราะอย่างนั้นผมเลยต้องเอาใจใส่เรื่องเดินเหินของไนล์เป็นพิเศษ

“ไนล์เดินไหวไหม หรือจะเอารถเข็นดี เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้ ไนล์นั่งรอตรงนี้ก่อน” ผมเสนอเมื่อเห็นว่าน้องเดินช้าลงกว่าเดิม

ไนล์ส่ายหน้าก่อนจะยิ้มเขินๆ ให้ผม แล้วอ้อมแอ้มตอบ “ไม่เป็นไรครับ ผมเดินไหว มันแค่..”

“แค่..?” จู่ๆ น้องก็หยุดพูดไป ดูอายๆ ไม่ยอมพูดต่อ ผมเลยต้องถามซ้ำ เพราะกลัวน้องไม่สบายตัวแต่ไม่ยอมบอก

“แค่กลัวเจ้าตัวเล็กจะตกใจ ถ้าเดินเร็วเกินไป” น้องพึมพำตอบเบาๆ ทำเอาผมแทบกลั้นยิ้มไม่อยู่ “ห้ามหัวเราะนะ”

ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่ผมล่ะมั้งที่เห่อลูก ไนล์เองก็ไม่ต่าง ว่าแต่.. จะน่ารักอะไรขนาดนี้กันนะ เวลาไนล์เขินไปพูดไปเนี่ย ผมเห็นทีไรอยากฟัดให้แก้มช้ำทุกที ยิ่งช่วงนี้แก้มไนล์เยอะขึ้นด้วย ถ้ากดจมูกลงไปคงนิ่มน่าดู ที่ผมรู้เพราะผมเคยขโมยหอมน้องหลายครั้งแล้วตอนน้องหลับ

“ไม่หัวเราะครับ ไม่หัวเราะ” ผมพูดพลางลูบศีรษะทุยเบาๆ “งั้นเราค่อยๆ เดินก็ได้ ป่ะ.. ครับ พี่ประคองไป”

ไนล์เขยิบเบียดเข้ามาใกล้ผมอีกนิด ราวกับจะตอบรับคำพูดของผม ทำเอาผมต้องลอบยิ้มกับตัวเองอย่างใจชื้น... เพราะเหมือนเรื่องระหว่างเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ เลย

ผมพาน้องเดินตัดผ่านล็อบบี้ของโรงพยาบาลเข้าไปด้านในตรงแผนกสูตินรีเวชที่อาหมอรออยู่ และในขณะที่กำลังจะเดินเข้าห้องตรวจของอาหมอนั้น ผมก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกเหมือนมีใครกำลังมองอยู่ไกลๆ ... แต่พอหันหลังกลับไปก็ไม่เห็นใครทั้งนั้น

“มีอะไรรึป่าวครับ คุณมองหาใครหรอ?” น้องหันมาถาม ตอนเห็นผมหันไปยังทางที่ว่า ผมเลยต้องรีบหันกลับมาหาน้องแล้วส่ายศีรษะเบาๆ เป็นคำตอบ

“ไม่ได้มองหาใครครับ” ผมโอบน้องเข้าในอ้อมแขนอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูพาน้องเข้าไป “เราเข้าไปหาอาหมอกันเถอะ พี่ตื่นเต้นจะแย่แล้ว”

“อื้อ..” น้องพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องโดยทีมีผมตามไปติดๆ ตามไปทั้งที่ยังนึกตะหงิดในใจเพราะรู้สึกเหมือนถูกใครแอบมองอยู่จริงๆ

ผมสลัดศีรษะขับไล่ความฟุ้งซ่าน คิดว่าตัวเองคงคิดมากไป โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า.. คนที่ผมไม่อยากเจอ และไม่อยากให้เข้าใกล้ไนล์ กำลังรุกคืบเข้ามาใกล้มากกว่าที่คิด

.

.

.

“เป็นยังไงบ้างไนล์ ทำไมถึงมาหาอาก่อนวันนัดล่ะ หื้ม?” อาหมอเอ่ยถาม ในขณะที่ไนล์เองก็ดูกระวีกระวาดที่จะตอบ

“อาหมอครับ.. เมื่อคืนลูกดิ้น” ไนล์บอกอาหมออย่างยินดี แววตากลมเป็นประกาย แถมริมฝีปากบางยังยิ้มกว้างอย่างน่ารัก “เมื่อคืนไนล์รู้สึกหมือนมันมีลมอยู่ในท้อง คือยังไงดีล่ะครับ ไนล์ก็อธิบายไม่ถูก มันเป็นตอดๆ แล้วสักพักก็รู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อกระตุก พอนึกถึงหนังสือที่พี่ภู.. เอ่อ คุณภูซื้อให้อ่านเลยนึกรู้ว่าลูกดิ้น”

น้องเล่าไปยิ้มไป แต่คนที่ยิ้มกว้างกว่าน้องคือผม ตอนนี้ไนล์เริ่มหลุดกลับไปเรียกผมว่าพี่ภูเหมือนเดิมแล้ว ผมพยายามไม่ทักท้วงหรือทำดีอกดีใจเกินหน้า เพราะไม่อยากให้น้องหมั่นไส้แล้วเปลี่ยนใจกลับไปเรียกผมคุณๆๆ เหมือนแต่ก่อน ซึ่งผมไม่ชอบเอาเสียเลย

“จริงหรอ? เจ้าตัวเล็กดิ้นแล้วหรอเนี่ย?” อาหมอถามด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “อืม.. แสดงว่าก็อัลตร้าซาวด์ดูเพศได้แล้วสิเนี่ย”

“ได้แล้วจริงหรอครับอาหมอ?” เป็นผมเองที่ถามออกมาอย่างตื่นเต้น ในขณะที่ไนล์แอบอมยิ้มตอนได้ยินผมโพล่งถามออกมา

“ที่จริงก็ได้สักพักแล้วล่ะ แต่อาอยากให้เจ้าตัวเล็กดิ้นก่อน จะได้ซาวด์ดูการเจริญเติบโต พัฒนาการ การเต้นของหัวใจและเพศเลยทีเดียว ... เราสองคนอยากดูไหมล่ะ?”

อาหมอถาม ไนล์หันมามองผมเหมือนอยากขอคำปรึกษา ซึ่งถ้าถามผมบอกตามตรงเลยว่าไม่ต้องคิด ผมอยากดูมาก อยากรู้มากว่าลูกของเราจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่ใช่ว่าผมจะเลือกเพศลูกหรืออะไร เพียงแต่ผมอยากจะซื้อของใช้ ของเล่น และแต่งห้องให้เหมาะกับลูก ผมไม่ได้มีปัญหาเลยว่าจะได้ลูกชายหรือลูกหญิง เพราะผมรักทั้งนั้น.. รักเพราะเขาเป็นลูกผมกับไนล์

แต่ถึงแม้ผมอยากจะตอบตกลงดูการอัลตร้าซาวด์ของอาหมอแค่ไหน ผมก็ต้องเคารพการตัดสินใจของไนล์เป็นหลักในฐานะแม่ ไนล์เป็นคนอุ้มท้อง และผมก็ยินดีจะตามใจเขามากกว่าตามใจตัวเอง .. ผมจะไม่มีวันทำตัวเอาแต่ใจเหมือนตอนแรกๆ ที่เราอยู่ด้วยกันอีก

“พี่แล้วแต่ไนล์ครับ” ผมว่าพลางลูบศรีษะน้องเบาๆ “ถ้าไนล์อยากดู เราก็ดูกัน หรือถ้าไนล์อยากจะเอาไว้ลุ้นตอนคลอด พี่ก็จะไม่ว่า พี่ตามใจไนล์ได้หมด”

ผมบอกน้องตามตรงอย่างบริสุทธิ์ใจ อย่างที่ผมบอกแม้ผมอยากจะเห็นหน้าลูกแค่ไหน แต่ผมก็จะเอาไนล์เป็นที่ตั้ง

“คุณอยากรู้เพศลูกไม่ใช่หรอ? เห็นบ่นว่าจะไปซื้อเสื้อผ้ากับของใช้ให้ลูก แล้วทำไมถึงมาตามใจผมล่ะ” ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามไนล์อย่างสงสัยก่อนจะถามออกไป

“ไนล์รู้ได้ยังไงครับ พี่จำได้ว่าพี่ไม่เคยบอกไนล์เรื่องนี้เลยนะ .. พี่เกรงใจ ไม่อยากกดดันหรือเอาแต่ใจกับไนล์”

ไนล์ทำหน้าตาเลิ่กลั่กอย่างมีพิรุธ และผมก็ฉลาดพอที่จะกดดันน้องเนียนๆ โดยการทำหน้าสงสัยแบบอยู่แบบนั้นไม่ยอมเลิก และสุดท้ายความพยายามของผมก็สัมฤทธิ์ผล

“ก็... วันนั้นผมได้ยินคุณกับพี่เทมส์คุยกันเลยรู้” ไนล์อ้อมแอ้มสารภาพ ก่อนจะโวยวายขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อน “ก็ถ้าคุณอยากดูเพศลูกก็ดูสิ ไม่เห็นต้องมาอ้างผมเลย ชิ!”

ผมหันไปลูบศรีษะน้องเบาๆ พร้อมกับกับหัวเราะเมื่อเห็นท่าทีกระเง้ากระงอดแสนงอนของว่าที่คุณแม่ลูกหนึ่ง

“พี่ไม่ได้เอาไนล์มาอ้างครับ พี่ตามใจไนล์เพราะไนล์เป็นคนอุ้มท้อง เป็นคนลำบาก พี่เลยอยากให้เรื่องนี้ได้เป็นสิทธิ์ของไนล์ในการตัดสินใจ.. แค่นั้นเองครับ”

และพอน้องได้ฟังเหตุผลของผม ท่าทีกระเง้ากระงอดของน้องก็ลดลงแต่เปลี่ยนมาเป็นแก้มแดงเพราะเขินแทน และสุดท้ายก็อ้อมแอ้มตอบ

“งั้นดูเลยก็ได้ ไนล์อยากรู้ครับอาหมอว่าเจ้าตัวเล็กเป็นผู้ชายหรือว่าผู้หญิง”

และพอน้องตัดสินใจได้ อาหมอก็พาไนล์เคลื่อนย้ายไปนอนตรงเตียงนอนด้านข้างที่มีอุปกณ์ตรวจอัลตร้าซาวด์ตั้งอยู่ และหลังจากเตรียมอุปกรณ์และเตรียมความพร้อมให้ไนล์เสร็จสิ้นเรียบร้อย อาหมอก็ใช้เครื่องตรวจกลิ้งลงไปบนหน้าท้องน้องที่มีเจลทาแปะไว้บางๆ และภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้ผมต้องน้ำตาไหลอีกครั้ง

ผมเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กว่าเม็ดถั่วที่เริ่มมีพัฒนาการของรูปร่างให้เห็นบ้างขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นแขนขาหรือศีรษะ ...


ลูกของผมช่างสมบูรณ์แบบที่สุดในโลก


“เจ้าตัวเล็กแข็งแรงดี แขน ขา เติบโตตามพัฒนาการ หัวใจก็เต้นเป็นจังหวะปกติ แต่ท่าทางจะแสบน่าดู ดูสิ ไขว้ขาแน่นเชียวไม่ยอมให้ดูว่ามีจุ๊ดจู๋หรือเปล่า”

ไนล์สะอื้นเบาๆ ตอนได้ยินอาหมอบรรยาย แต่เสียงสะอื้นนั้นก็มาพร้อมกับรอยยิ้มยินดีในแบบที่ผมเองเข้าใจดี…

มันทั้งตื้นตันทั้งมีความสุข กับการได้เห็นว่ามีอีกชีวิตกำลังเติบโต ชีวิตที่เป็นเลืดเนื้อเชื้อไขของเราทั้งสองคน

และในขณะที่ผมกำลังจ้องมองเจ้าตัวน้อยขยับตัวไปมาอย่างขี้เล่นอยู่นั้น อาหมอก็หัวเราะขึ้นบาๆ ก่อนจะชี้ไปตรงกึ่งกลางจอ

“เจ้าตัวแสบยอมอ้าขาแล้ว” ผมกับไนล์จ้องไปตรงจุดที่อาหมอชี้ “เห็นแหลมๆ นี่ไหม จุ๊ดจู๋น้อยล่ะ… เด็กผู้ชายนะ ลูกเราสองคนน่ะเป็นเด็กผู้ชาย”

ไนล์หันมามองหน้าผมพร้อมรอยยิ้มกว้าง ผมเองก็ยิ้มตอบน้องอย่างยินดี ความรู้สึกของการเป็นพ่อเป็นแม่มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

“ฮึก..” ไนล์สะอื้น ผมเลยก้มลงไปจูบหน้าผากน้องเบาๆ พร้อมกับลูบหัวปลอบ

“ไม่ร้องนะครับ.. เห็นลูกแล้วต้องดีใจเนาะ” ไนล์หันมามองผม พอผมยิ้มให้น้องก็พยักหน้ารับ ก่อนที่ผมจะค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้น้องอย่างเบามือ

“ลูกของเรา..” ไนลผ์พึมพำแผ่วเบา แต่ผมกลับได้ยินชัดเจน

“ครับ.. ลูกของเรา”

… ใช่ ลูกของเราสองคน ลูกที่ทำให้ผมกับไนล์ขยับเข้ามาใกล้กันอีกก้าว

.

.

.

ผมปล่อยให้ไนล์อยู่กับอาหมอในห้องตรวจเพราะเห็นน้องมีเรื่องถามอาหมอเต็มไปหมด ส่วนผมเองก็ออกมาเอายาให้น้อง ไนล์จะได้ไม่ต้องออกมารอนาน เผื่อว่าน้องคุยกับอาหมอเสร็จแล้วจะได้กลับเลย

แต่ในขณะที่ผมกำลังจะเดินถึงห้องจ่ายยา จู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนนึงเดินมาขวางผมไว้ และพอผมเงยหน้าขึ้นมองเธอเต็มตา ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นใคร

“จีน..”

“ภู.. ภูหายไปไหนมาคะ? จีนตามหาภูตั้งนาน เราต้องคุยกันนะภู” จีตรงเข้ามายึดแขนผม ในขณะที่ผมถอยหนีเธออย่างตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่ งั้นก็แสดงว่าเมื่อกี้ผมไม่ได้คิดไปเองสินะที่รู้สึกว่ามีคนมองอยู่น่ะ

“จีน ผมว่าผมบอกคุณไปชัดเจนแล้วนะว่าเราสองคนไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก จีนเลิกยุ่งกับผมเถอะนะ ผมขอร้อง เราต่างคนต่างอยู่ได้ไหม” ผมตัดสินใจพูดออกไปตามตรง แต่จีนกลับไม่ยอม

“ภูคะ จีนรู้ว่าภูกำลังโกรธ ภูกำลังเข้าใจผิด ภูฟังจีนก่อนนะคะ” จีนพยายามขอร้อง แต่ผมเองก็ยืนกรานจะปฏิเสธ

“พอเถอะจีน คุณจะให้ผมย้ำอีกกี่ครั้งว่าผมไม่ได้รักคุณแล้ว” ผมพูดออกมาในที่สุด เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะยืดเยื้อต่อไป “ผมมีคนที่ผมรักแล้ว และผมก็กำลังจะสร้างครอบครัวกับคนที่ผมรัก”

ใช่.. ผมกำลังจะสร้างครอบคร้วกับไนล์ เรากำลังไปกันด้วยดี ผมควรทำอย่างที่เทมส์บอก ผมควรตัดจีนให้ขาดเพื่อที่ในอนาคตผมจะได้ไม่มีปัญหาอะไรกับไนล์อีก

“ใครคะ คนที่ภูรัก?” จีนถามเสียงแหลม ท่าทางไม่พอใจมาก “ภูกมายถึงไอ้เด็กไนล์นั่นน่ะหรอ? ทำไมภูถึงไม่เลิกยุ่งกับมันสักที มันมีอะไรดี มันหลอกลวงภูนะคะ”

จีนยังคงพยายามพูดทำให้ผมนึกโมโห นี่เธอกำลังพูดถึงไนล์ในทางเสียหายอีกแล้ว ทำไมจีนถึงยังไม่เลิกนิสัยแบบนี้สักที

“หยุดเดี๋ยวนี้นะจีน! หยุดพูดถึงไนล์ในทางเสียๆ หายๆ เดี๋ยวนี้นะ .. ถ้าจีนยังไมืหยุดผมจะไม่เกรงใจแล้วนะ”

ผมตัดสินใจขู่ออกไป แต่แทนที่จีนจะหยุด มันกลับให้ผลตรงกันข้ามเพราะดูเหมือนเธอจะยิ่งโกรธกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“ทำไมจีนจะพูดถึงมันแบบนี้ไม่ได้ ก็ในเมื่อมันทำแบบนี้จริงๆ นี่คะ!” จีนทำเสียงหยันขึ้นจมูก ก่อนจะทำเหมือนคนที่ถือไพ่เหนือกว่าผม “มันหลอกลวงภูอยู่นะคะ ภูอย่าไปเชื่อมัน อย่าไปยอมให้มันหลอกแบบนี้สิ! "

ผมส่ายศีรษะและพยายามจะเดินหนี เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด และนึกรำคาญที่จีนไม่ยอมฟังผมสักที เอาไว้ใจเย็นกว่านี้แล้วค่อยคุยกันดีกว่า

แต่จีนกลับไม่ยอมเธอเดินมาขวางหน้าผมไว้อีกครั้ง พลางหยิบโทรศัพท์มือออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะกดเปิดหน้าจอที่มีรูปๆ หนึ่งอยู่ แล้วยื่นโทรศัพท์นั้นมาจ่อตรงหน้าผม

ผมชะงักไปเมื่อเห็นภาพนั้นเต็มๆ

จีนยิ้มเยาะเมื่อเห็นอาการของผม ก่อนที่เธอจะพูดย้ำ เพื่อสุมไฟให้ร้อนยิ่งขึ้น

“วันนั้นจีนไปหาคุณเทมส์ที่ออฟฟิศเพื่อตามหาภู แต่กลับเจอไอ้เด็กนั่น ยืนให้ผู้ชายที่ไหนไม่รู้กอด” จีนทำเสียงเยาะเย้บ “หึ! สงสัยพอชวดจากภูมันก็เลยไปหาเหยื่อรายใหม่ ก็คงเป็นคนรู้จักกับคุณเทมส์นั่นแหะ .. แล้วคนแบบนี้น่ะหรอที่ภูจะเอาชีวิตไปทิ้ง เอาเวลาไปเสียด้วย คนที่อ่อยไปทั่วแบบนี้น่ะหรอภู?”

ผมไม่ได้พูดอะไร แต่จ้องรูปนั้นนิ่งทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยคำถามหลายหลาก

ซึ่งอาการและท่าทางของผมยิ่งทำให้จีนกระหน่ำใส่ไม่หยุด “ทั้งยืนกอด ยืนประคองแบบนี้ ภูคิดว่ามันเป็นแค่เพื่อนกันหรอ? หึ! ไม่มีทางอยู่แล้ว ถ้าภูยังติดต่อกับมันอยู่หรือกำลังจะเอามันมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต จีนก็อยากให้ภูรู้ไว้นะ ว่ามันไม่ได้จริงใจกับภูหรอก.. มาอิหรอบนี้ก็คงคบซ้อนชัดๆ”

ผมไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับกำลังประมวลผลอย่างหนัก ก่อนที่จะตัดสินใจพูดออกมา

“ช่วยหลีกทางด้วย แล้วอย่ามายุ่งกับผมอีก” ผมกล่าวเสียงเย็น ก่อนจะสำทับ “เพราะถึงไม่มีไนล์ก็ใช่ว่าผมจะกลับไปหาคุณ”

จีนทำท่าจะกรีดร้องออกมา แต่ผมตัดสินใจเดินหนีออกมาก่อย เพร่ะไม่อยากให้ทุกอย่างยืดเยื้อ

“ภู ภู! ภูจะหนีไปไหน??!” ผมเดินจ้ำอ้าวออกมาเพราะขี้เกียจฟังอะไรที่จีนพูดอีก แม้ลึกๆ ในใจจะกำลังลำบากใจกับรูปที่เพิ่งได้เห็นไป

รูปของไนล์กับไอ้เด็กลมกำลังกอดกัน แถมยังเป็นรูปเมื่อไม่นานนี้ด้วย

จีนมีรูปนี้ได้ยังไง ไม่สำคัญเท่ากับคำถามต่างๆ ที่เกิดขึ้นในใจผมตอนนี้หรอก

.

.

.

To Be Continue

------------------------------------------------

อีกสองตอนจบงับบบบบ ตอนต่อไปมาไม่เกินวันศุกร์ค่ะ

ขอบคุณทุกๆ กำลังใจและทุกคอมเม้นท์ที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงวันนี้ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ ขอบคุณจริงๆ .. แล้วเจอกันตอนต่อไปค่ะ

รัก <3

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3397
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +102/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

อิภู....แกจะทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือไม่? 

หากแกไม่ถามไนล์ไปตรง ๆ ไม่ฟังไนล์  และเชื่ออิแพศยาจีนอย่างเดียวแล้วหล่ะก็นะ

แสดงว่าแกนี่มันเกินเยียวยาจริง ๆ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 153
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7679
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ยังนะๆ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8530
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
 :hao7: :hao7: :hao7: :hao7: ใจเย็นๆนะพี่ภู

ออฟไลน์ Pe_no

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
จะจบแล้วววววว :mew2:

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
ร้อยทั้งร้อยกับขี้หมาแห้งอีพี่ภูมันไม่ยอมโง่อีกหร๊อก เพราะกะจะใช้ความฉลาดเรียกให้เราเห็นใจในบั้นท้ายของความเป็นพระเอกไง โถๆๆๆๆๆ อะจ๊ะ 5555

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
ไนล์ก็บอกอยู่ว่าลมเป็นเพื่อน แล้วเพื่อนกันมันจะกอดกันไม่ได้เลยเหรอไง อย่ามาบ้าระแวงไนล์อีกนะตาภู เดี๋ยวประวัติศาสตร์จะได้ซ้ำรอยอีกหรอก

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 40th : สิ่งที่ไนล์มี


พี่ภูนิ่งไป... นิ่งไปจนผิดสังเกต

หลังจากที่เรากลับมาจากโรงพยาบาลผมก็เห็นพี่ภูนิ่งไป ซึ่งมันก็เดาได้ไม่ยากเท่าไหร่ว่าเขาเป็นอะไร สาเหตุก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน ... คงจะเป็นคุณจีนที่พี่ภูบังเอิญเจอที่โรงพยาบาล เจอตอนที่ออกไปเอายาให้ผมนั่นแหละ

และใช่... ผมเห็น ผมเห็นเขาสองคนยืนคุยกัน เพราะมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผมเดินตามพี่ภูออกมาพอดี

ผมไม่ได้หึงหวง ไม่ได้โกรธ และไม่ได้ระแวงไม่ไว้ใจ เพราะผมเห็นทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมได้ยินเกือบจะทุกอย่างเลยด้วยซ้ำในสิ่งที่คุณจีนพูดและพี่ภูรับฟัง เธอเอารูปตอนที่ลมกอดผมให้พี่ภูดู เธอพูดจาถากถางเยาะเย้ยว่าพี่ภูถูกผมหักหลังเพื่อกระตุ้นให้พี่ภูโกรธ

ตอนแรกผมยอมรับเลยว่าผมค่อนข้างรู้สึกดีที่พี่ภูเก็บอารมณ์ได้ แต่พอมาตอนหลังผมกลับรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดถนัด เพราะการนิ่งเงียบของพี่ภูนั้นทำให้ผมไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ และตอนนี้ผมกำลังรอเวลา…


... รอเวลาให้พี่ภูถาม เพื่อที่ผมจะได้อธิบาย


แต่แล้วผมก็ต้องผิดหวัง เมื่อจนแล้วจนรอดพี่ภูก็ไม่ถามออกมาสักที ในเมื่อเขามีโอกาสที่จะถามผมตั้งหลายต่อหลายครั้งแต่เขาก็เลือกที่จะไม่ถาม เขาปล่อยให้ความสงสัยกัดกินหัวใจ และก็คงหนีไม่พ้นการระแวงกัน การไม่เชื่อใจกัน การฟังคนอื่นมากกว่าที่จะฟังคำพูดของผม

และสุดท้ายมันก็กลับเข้าสู่ลูปเดิมๆ... วังวนที่เราหนีไม่พ้น และมันก็อาจจะเป็นอีกข้อพิสูจน์หนึ่งว่าเราคงไปด้วยกันไม่ได้


ผมไม่เข้าใจ... ช่วงเวลาที่ผ่านมา พี่ภูไม่เรียนรู้อะไรเลยหรือยังไงกัน


พี่ภูประคองผมลงจากรถเมื่อเราถึงบ้าน ระหว่างทางที่นั่งรถมาด้วยกัน ไม่มีเลยสักนิดที่พี่ภูจะคิดถามผม เอาเข้าจริงถ้าเขาถามผมก็จะตอบ ผมไม่ได้ปิดบังอะไรเขา วันนั้นที่ผมออกไปกับลมผมก็บอกให้เขารับรู้ และรูปที่เห็นที่เป็นอย่างนั้นผมก็สามารถให้เหตุผลและอธิบายได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมจะบอกเขาว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะผมจะล้มลมเลยเข้ามาประคองไว้ ก็แค่นั้น

แต่... ก็อย่างที่เห็นพี่ภูเลือกที่จะเงียบ ผมก็เลยคิดว่าตัวเองคงไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายอะไร เขาจะเลือกเข้าใจแบบไหนก็เรื่องของเขา


และถ้าสุดท้ายแล้วเรื่องของเรามันจะไปไม่รอด ผมก็คงต้องปล่อยไป


ทั้งๆ ที่ผมคาดหวังไว้แท้ๆ คาดหวังไว้... ว่ามันจะดีขึ้น ผมเปิดใจให้พี่ภูได้มากขึ้น พี่ภูเองก็พยายามปรับปรุงตัว จนผมเกือบจะเชื่อแล้วว่าระหว่างเราน่าจะกลับมาเหมือนได้

แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ทำให้ผมต้องถอยกลับไปตั้งหลักอีกครั้ง ... ไม่น่าเชื่อเลยว่าบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ของเราจะเดินทางมาเร็วกว่าที่คิด และมันก็มาจากคนเดิมๆ คนที่เคยทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผมมีต่อพี่ภู คนที่ทำให้พี่ภูหูเบาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนผมชักจะปักใจเชื่อแล้วว่าบางทีที่เป็นแบบนี้มันอาจะไม่ใช่เพราะคุณจีนก็ได้ แต่มันอาจจะเป็นเพราะพี่ภูยังรักเธอ และไม่ได้รักผมเหมือนที่ผมรักเขา

เราสองคนเดินลงจากรถจนขึ้นมาถึงห้องนอนด้านบน ผมเลยตัดสินใจเอ่ยขึ้น

“ผมอยากนอน รู้สึกเพลียๆ นิดหน่อย คุณจะไปทำอะไรก็ไปเถอะครับ” ผมดันตัวเองออกจากอ้อมกอดพี่ภูเมื่อเขาเดินมาส่งผมถึงหน้าห้อง และคำตอบของพี่ภูก็ทำให้ผมต้องยิ้มหยันในใจ

“งั้นพี่ไปเคลียร์งานก่อนนะ มีงานค้างจากออฟฟิศที่พี่เอากลับมาทำที่บ้าน ไนล์พักผ่อนเถอะ เดี๋ยวอีกสักพักพี่...”

ผมเดินหนีเข้าห้องทันทีโดยที่ไม่รอให้พี่ภูพูดจบประโยค ไม่ใช่ว่าโกรธหรืออะไรเพียงแต่ผมไม่อยากให้เขาเห็นว่าน้ำตาของผมกำลังจะไหลอยู่รอมร่อ... ไหลทั้งๆ ที่ผมไม่ได้อยากจะอ่อนแอหรือร้องไห้เลยสักนิด

แค่นี้ผมก็รู้แล้วว่าทุกมันผิดปกติและไม่เหมือนเดิม

ทั้งที่ปกติแล้วเขาแทบไม่อยากอยู่ห่างผมด้วยซ้ำ แม้ว่าเขาจะมีงาน พี่ภูก็จะเอางานมานั่งทำข้างๆ พร้อมกับดูแลผมไปด้วย แต่วันนี้เขากลับปฏิเสธกลายๆ ที่จะทำแบบนั้น เขาเลือกที่จะตีตัวออกห่างหลังจากฟังคำพูดของคุณจีน แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมเสียใจหรือน้อยใจได้ยังไงกัน

... ความหวังของการเป็นครอบครัว ความหวังของการอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก ทำไมมันถึงได้ยากมากขนาดนี้ก็ไม่รู้

หรือว่าผมควรจะพอ เลิกเดินต่อ และเลิกดันทุรังเสียที

.

.

.

ผมตื่นขึ้นมาอีกทีก็บ่ายคล้อย พอรู้สึกตัวก็ลุกขึ้นนั่งและกวาดตามองไปรอบๆ แล้วก็ต้องถอนหายใจอีกครั้ง

พี่ภูไม่ได้อยู่ตรงนี้ ไม่ได้ปรากฎวี่แววว่าเขาเคยอยู่หรือเข้ามาหา ก็แปลความได้ไม่ยากหรอกว่าเขาคงไม่ได้เข้ามา ไม่ได้มาอยู่ข้างๆ ผม ข้างๆ ลูกแบบที่เขาเคยทำหรือสัญญาไว้ว่าจะทำ

ผมนั่งลูบท้องตัวเองเบาๆ นึกขอโทษเจ้าตัวเล็กเป็นร้อยเป็นพันครั้งที่ไม่อาจจะรักษาครอบครัวของตัวเองไว้ได้ ก็อย่างที่ผมบอกไป ว่าถึงผมจะรักเขาแต่ผมก็ทนอยู่แบบหวาดระแวงหรือไม่ไว้ใจกันไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วที่ผมจะให้พี่ภูได้ก็คงเป็นเพียงฐานะพ่อของลูก แต่ถ้าในฐานะสามีหรือคู่ชีวิต มันคงเป็นไปได้ยากหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย

ผมปาดน้ำตาที่ไหลออกลวกๆ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา แต่ในจังหวะที่ผมกำลังจะลุกนั้นผมก็ต้องชะงัก เมื่อรู้สึกถึงแรงเตะเบาๆ จากในห้อง...

เจ้าตัวน้อยของผมกำลังดิ้น เขากำลังแสดงออกว่าเขารับรู้ รับรู้ถึงความรู้สึกทุกอย่างของผม นั่นทำให้ผมที่พยายามจะทำตัวเข้มแข็ง พังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า

ผมนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับกอดท้องตัวเองไว้แน่น ปากก็พร่ำขอโทษลูกน้อยที่อยู่ในท้องไม่หยุด โดยที่ผมสัญญากับตัวเองและลูกว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะร้องไห้ให้กับพี่ภูและความรักครั้งนี้ .. ผมควรต้องพอเสียที ถ้าหากคิดจะมีชีวิตอยู่เพื่อลูกชายของตัวเอง

.

.

.

หลังจากที่ผมร้องไห้จนหนำใจ ผมก็ล้างหน้าล้างตาทำตัวให้เป็นปกติที่สุดแล้วลงมาที่ห้องรับแขก และสิ่งที่เห็นก็ทำให้ผมต้องอึ้งและรู้สึกไม่พอใจ


พี่ภูกำลังนั่งคุยอยู่กับลม


ทั้งสองคนนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดในขณะที่กำลังพูดคุยกัน และหัวข้อในการสนทนาครั้งนี้ก็คงเดาไม่ยาก ผมคิดว่าก็คงไม่พ้นเรื่องผม

และจู่ๆ ผมก็ตัดสินใจถลาเข้าไปทันทีเมื่อผมเห็นว่าจู่ๆ พี่ภูก็ลุกยืนขึ้นค้ำศีรษะลม

“คุณ! คุณจะทำอะไรน่ะ?” ผมตรงเข้าไปขวางกลางคนทั้งสองและใช้สองแขนเกาะเอวพี่ภูไว้แน่น โดยมีลมนั่งอยู่ ในขณะที่พี่ภูยืนจังก้าท่าทางไม่ยอม

“ไนล์!” พี่ภูดันตัวผมออกจากอ้อมกอด ทำเอาผมใจสะท้านวูบ “วิ่งมาได้ยังไง? ถ้าเกิดหกล้มขึ้นมาไม่แย่หรอ?!”

และเสียงพูดดุๆ ของพี่ภูก็ทำเอาน้ำตาที่ปริ่มจะไหล มันพรากลงมาอย่างกับทำนบแตก ...เขาดุผมทำไม ผมทำอะไรผิดอีก หรือเพียงเพราะเขาฟังสิ่งที่คุณจีนพูดมา เขาเลยเป็นแบบนี้กับผม พูดแบบนี้กับผม มันเป็นแบบนั้นใช่ไหม

“ฮึก..” ผมไม่ตอบอะไรและเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด จนพี่ภูดึงผมเข้าไปกอด

“ชู่วว เด็กดี.. ไม่ร้องนะครับ พี่ขอโทษครับพี่ขอโทษ ไหนหนูบอกพี่หน่อยได้ไหมว่าหนูร้องไห้ทำไม? พี่ทำอะไรผิดอีกแล้วหรือเปล่า หนูบอกพี่ได้นะ บอกให้พี่รู้ พี่จะได้ปรับปรุงตัวเอง” พี่ภูพูดและถามผมยาวเหยีดด้วยประโยคเดิมๆ ประโยคของคนเห็นแก่ตัว

ทำไมทุกครั้งที่เราทะลาะกันพี่ภูจะต้องพูดแบบนี้ตลอด?


‘พี่ผิดอะไร ไนล์บอกพี่ให้พี่รู้นะครับ พี่จะได้ปรับปรุงตัว’ … แล้วกับผมล่ะ เขาคิดจะถามอะไรผมบ้างไหม


เรียกร้องให้ผมเอาแต่บอก แต่ตัวเขาเองกลับไม่คิดจะถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นสักคำ

“แล้วคุณล่ะ? คุณเคยคิดจะบอกหรือเคยคิดจะถามอะไรผมบ้างไหม?” ผมตะโกนใส่พี่ภูทั้งน้ำตา ความอัดอั้นที่มาพร้อมกับความผิดหวังเสียใจระเบิดออกมาโดยที่ผมแทบจะไม่ทันได้ควบคุมอารมณ์ตัวเอง “คุณเอาแต่ให้ผมบอก ให้ผมถาม โดยที่คุณแทบจะไม่บอกอะไรผมเลย แบบนี้ไม่ให้เรียกว่าเอาเปรียบแล้วจะให้เรียกว่าอะไรกัน?”

พี่ภูทำหน้างง เหมือนเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด นั่นยิ่งทำให้ผมโมโห

“นี่มันอะไรกันไนล์ พี่งงไปหมดแล้ว” พี่ภูพยายามจะเข้ามากอดผม แต่ผมขืนตัวออก

“งงหรอ?” ผมทำเสียงหยันขึ้นจมูก “งั้นบอกผมหน่อยสิว่าคุณเรียกลมให้มาที่นี่ทำไม คุณที่ไม่ค่อยจะถูกกับลม ทำไมจู่ๆ ถึงมานั่งคุยกัน.. ไม่ใช่ว่ากำลังคุยกันเรื่องที่ผมกอดกับลมอยู่งั้นหรอ?”

พี่ภูตาเหลือกโตทันทีที่ได้ยินผมถามแบบนั้น เขาดูตกใจมากที่ผมรู้ ซึ่งนั่นก็เท่ากับยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ผมสงสัยทั้งหมดเป็นเรื่องจริง


พี่ภูไม่ไว้ใจผม เขาเลือกที่จะเคลียร์กับลมลับหลังผม แต่ไม่ยอมมาถามผมด้วยตัวเอง


เขาทำแบบนี้ได้ยังไงกัน?

“ไนล์.. พี่..”

“หึ! สงสัยใช่ไหมว่าผมรู้ได้ยังไง” ผมหัวเราะขื่นๆ “ผมเห็นและผมก็ได้ยินทั้งหมดแหละที่คุณคุยกับคุณจีนน่ะ ผมเดินตามออกมาเลยได้เห็นและได้รับรู้ว่าคุณจีนพูดถึงผมว่ายังไงและเอาอะไรให้คุณดู”

“...” พี่ภูนิ่งเงียบไปเพราะตกใจ ในขณะที่ผมเองก็ปาดน้ำตาออกแล้วพูดต่อ

“ตอนแรกผมก็ดีใจที่คุณไม่โวยวาย ไม่ใส่อารมณ์กับผม แต่แล้วผมก็ได้รู้ว่าตัวเองคิดผิด เพราะการนิ่งเงียบของคุณมันหมายถึงว่าคุณกำลังเชื่อในสิ่งที่คุณจีนพูดอยู่... แล้วมันก็เหมือนเดิม เหมือนตอนก่อนหน้าที่เกิดเรื่องทั้งหมดขึ้นนั่นแหละ.. ฮึก”

ผมจ้องหน้าพี่ภูอย่างผิดหวังและเสียใจ นัยน์ตากลบไปด้วยน้ำใสเต็มไปหมด จนผมแทบมองหน้าพี่ภูไม่เห็นเลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้เขากำลังทำหน้ายังไงอยู่

“สุดท้ายคุณก็เลือกที่จะเชื่อ...”

พี่ภูดึงผมเข้าไปกอด โดยที่ไม่รอให้ผมพูดจบประโยค เขากอดผมแน่น ส่วนปากก็แต่พึมพำว่า...


‘ไม่ใช่นะไนล์ ไนล์กำลังเข้าใจผิด’


หึ! เข้าใจผิดอะไรในเมื่อก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าสิ่งที่ผมคิดมันเป็นความจริง

“พี่ไม่ได้เชื่อใคร พี่ไม่ได้เชื่อที่จีนพูดนะไนล์ ไนล์ฟังที่พี่อธิบายก่อน”

พี่ภูละล่ำละลักพูดในขณะที่ผมเอาแต่ส่ายหน้า เพราะไม่อยากฟังคำโกหกของเขาอีก เอาจริงถ้าผมไม่ถามเขาคิดที่จะพูดไหม เขาก็ไม่พูดหรอก คงปล่อยให้เรื่องมันคาราคาซังไปแบบนี้นี่แหละ... ผมรู้นิสัยพี่ภูดี

“ผมไม่อยากฟัง.. ฮึก” ผมสะอื้นและพยายามจะขืนตัวออก “เพราะถ้าคุณคิดจะพูดคิดจะถามคุณก็คงพูดก็คงถามนานแล้วล่ะ ไม่ใช่รอให้ผมมาจี้แบบนี้ก่อนหรอก .. สุดท้ายคุณก็ไม่เคยจะไว้ใจผม ไม่เคยเลย เพราะถ้าคุณไว้ใจคุณจะไม่เรียกลมมาคุยลับหลังผมแบบนี้แน่”

“ไนล์ใจเย็นๆ เด็กดี.. ชู่วว ใจเย็นๆ พี่ขอร้องนะ ไนล์ฟังพี่ก่อน” ผมพยายามดิ้น แต่พี่ภูก็กอดผมแน่นขึ้น “พี่เรียกลมมาคุยด้วยจริง แต่พี่ไม่ได้คุยเรื่องนี้นะไนล์ พี่ถามลมเรื่องอื่น ส่วนเรื่องที่ไนล์ว่า พี่ตั้งใจว่าจะคุยกับไนล์อยู่แล้วหลังจากนี้ พี่ไม่ได้ไม่เชื่อใจไนล์นะ .. พี่ขอร้องนะไนล์ ฟังพี่สักนิดเถอะนะ อย่าเพิ่งโกรธพี่เลย พี่ขอร้อง”

“ตอนนี้จะพูดอะไรก็ได้ คุณหวังจะให้ผมเชื่ออะไร ก็เพราะที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะความไม่เชื่อใจ ความไม่คิดจะถาม หรือการเลือกเชื่อคนอื่นมากกว่าผมหรอกหรอ? เรื่องของเราถึงได้เป็นแบบนี้... ฮึก”

ผมส่ายหน้าแถมยังพยายามจะขืนตัวออกแต่ก็สู้แรงพี่ภูไม่ได้เลย ผมคิดแต่ว่าเขาโกหก เขาพูดไม่จริง เขาจะอ้างอะไรก็ได้ ในเมื่อตอนนี้ผมจับได้แล้วนี่ การที่เขาจะพูดเอาตัวรอดไปอย่างนั้นมันจะไปยากอะไร


และทั้งๆ ที่เขาเองก็รู้ว่าปัญหาที่ผ่านมาของเรามันคืออะไร มันคือความไม่เชื่อใจ มันคือความที่เขาไม่เคยคิดจะถามนี่แหละ ที่ทำลายความสัมพันธ์เราแบบนี้


ผมแค่หวัง.. หวังว่าเขาจะปรับปรุงตัวและดีขึ้น หวังว่าเขาจะไม่หูเบาเหมือนเมื่อก่อน ผมหวังมากไปหรือไง.. ทำไมมันไม่มีอะไรดีขึ้นเลยล่ะ เรื่องระหว่างเราสองคน...

แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดชะงัก เมื่อเสียงทุ้มคุ้นหูของเพื่อนสนิทผมดังขึ้น เสียงของลมที่นั่งอยู่ตรงนี้นานแล้ว แต่เพิ่งจะพูดประโยคๆ หนึ่งประโยคออกมา และเป็นประโยคที่ผมไม่ได้คาดคิดคิอไว้ว่าจะได้ยินจากเขา


“ไนล์.. ฟังพี่ภูก่อนเถอะ ให้เขาได้อธิบายนะไนล์ .. เพราะสิ่งที่เขาบอกไนล์ ลมยืนยันได้ทั้งหมดว่าเป็นเรื่องจริง”
 

“....” ผมหยุดดิ้น ก่อนจะหันไปมองลมช้าๆ เพื่อยืนยันด้วยสายตาตัวเองว่าลมพูดออกมาจริงๆ ไม่ใช่เพราะจะโกหกเพื่อให้ผมยอมฟังพี่ภูอธิบาย และสายตาของลมที่มองมายังผมนั้นก็ดูเหมือนจะย้ำในสิ่งที่ตัวเองพูด

“เชื่อลมนะไนล์ ไนล์ก็รู้ว่าลมเกลียดขี้หน้าพี่ภูจะตาย ลมไม่โกหกเพื่อช่วยเขาหรอก... ลมยืนยันนะว่าสิ่งที่พี่ภูบอกกับไนล์เป็นความจริงทั้งหมด”

ผมละสายตาจากลม หันมามองคนที่กำลังกอดผมอยู่ แววนัยน์ตาของพี่ภูดูร้อนรน เขาพยายามขอร้องผ่านดวงตาคมคู่นั้น น้ำเสียงที่สั่นเครือและท่าทางที่แสดงออกของเขาทำให้ผมสัมผัสได้ว่าเขากำลังกังวลจริงๆ

“พี่ขอร้องนะไนล์ ฟังพี่สักนิดนะ” เขาใช้นิ้วปาดน้ำตาออกจากหางตาของผมอย่างอ่อนโยน “พอไนล์ฟังจบแล้วไนล์ค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อพี่ก็ได้ แต่ตอนนี้พี่ขอร้องไนล์ ... ฟังพี่ก่อนนะครับนะ”

ผมชั่งใจอย่างลังเล แต่แล้วก็ต้องหลุดปากตอบตกลง เมื่อรับรู้ได้ถึงแรงเตะเบาๆ ที่หน้าท้องจนผมต้องเผลอยกมือขึ้นลูบเบาๆ

“...ฮึก ก็.. ก็ได้”

.

.

.

(อ่านต่อข้างล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


Kirin’ s Part


ผมโทรหาเพื่อนสนิทของไนล์ลังจากได้เห็นรูปนั้น ผมนั่งคิดมาอย่างถี่ถ้วนตลอดทางที่นั่งรถกลับบ้าน ตอนแรกผมตั้งใจจะกลับมาคุยกับไนล์ที่บ้าน แต่พอเห็นไนล์เงียบๆ และก็ดูเหนื่อยๆ ผมเลยตัดสินใจว่าจะโทรหาลมและถามในเรื่องที่ผมสงสัยก่อนแล้วค่อยไปคุยกับไนล์ทีหลัง

ดังนั้นพอไนล์บอกว่าจะขึ้นไปนอน ผมเลยเห็นว่าได้โอกาสพอดีที่จะใช้เวลาช่วงนี้คุยกับลมในเรื่องที่ผมสงสัย โดยที่ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าการกระทำที่มีพิรุธของผมยิ่งทำให่ไนล์สงสัย และปักใจเชื่อว่าผมระแวงและไม่ไว้ใจเขา เพราะผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าไนล์เห็นและได้ยินเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาล ผมไม่รู้เลยว่าไนล์รับรู้ทุกอย่าง และพอยิ่งผมไม่ถามเลยยิ่งทำให้ทุกอย่างบานปลาย เพราะไนล์คิดว่าผมปักใจเชื่อคำพูดจีนไม่ต่างจากคราวที่แล้ว


ทั้งที่ความจริงแล้วผมไม่ได้เชื่อคำพูดจีนเลยสักนิด ให้ผมสาบานก็ได้... ผมไม่ได้เชื่อเลย แต่ผมคิดแหละว่ายังไงก็ต้องกลับมาถามไนล์ ถึงจะเชื่อหรือไม่เชื่อเราก็ควรเปิดใจคุยเรื่องนี้กัน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่ออนาคตหรือความสัมพันธ์ระยะยาวของเราสองคน


แต่ผมกลับชะล่าใจมากเกินไป เพียงเพราะคิดไปเองว่าไนล์เหนื่อยและอยากพัก และสุดท้ายมันก็บานปลายเพราะความเข้าใจผิดไปกันใหญ่ทั้งของผมและไนล์ แต่โชคดีที่ได้ลมช่วยไว้

ครั้งนี้ผมก็คงต้องให้เครดิตให้เด็กนั่นจริงๆ น่ะแหละ เพราะถ้าลมไม่เอ่ยปากช่วย ผมก็ไม่รู้ว่าไนล์จะยอมฟังไหม และคำพูดของลมก็มีน้ำหนักมากพอให้ไนล์ยอมฟังจริงๆ

ทำไงได้ล่ะ เพื่อนสนิทสิบปีที่รักและหวังดีไม่เคยทำร้าย กับผมผู้ซึ่งทำร้ายไนล์ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวมาตลอด ถ้าให้ไนล์ต้องเลือกเชื่อคำพูด ไนล์จะเชื่อคำพูดลมก็ไม่แปลกหรอก ... เอาจริงผมไม่ได้น้อยใจอะไรขนาดนั้นนะ ผมมั่นใจว่าตัวเองสามารถเรียกความไว้ใจจากไนล์กลับคืนมาได้แน่ เพียงต้องใช้เวลาและความพยายาม

จะว่าไปมันก็ดูสมน้ำสมเนื้อดีกับสิ่งที่ผมเคยทำกับไนล์ ผมไม่ควรได้อะไรมาง่ายๆ อย่างน้อยผมก็ควรจะได้พยายามและได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็ยังดี

เพื่อที่ผมจะได้เห็นค่าของไนล์และลูกให้มากๆ ต่อไปจะทำอะไรผมจะได้คิดถึงใจของคนที่ผมรักเป็นหลัก และเพราะความอดทน ความพยายาม และการปรับปรุงตัวที่ผ่านมาของผมก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อในวันนี้ผมสามารถพิสูจน์ อย่างน้อยก็ให้ตัวผมเองได้เห็นแล้วว่าผมโตมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และสามารถที่จะดูแลไนล์และลูกให้สมกับการเป็นหัวครอบครัวที่ดีได้

“ไนล์นั่งลงก่อนนะ” ผมประคองไนล์ลงนั่ง โดยที่ตัวเองตามลงไปนั่งด้วยติดๆ ผมกุมมือไนล์ไว้แน่นก่อนจะเริ่มพูด “พี่ขอโทษนะที่ไม่รีบถามไนล์ให้เร็วกว่านี้ พี่แค่คิดว่าไนล์คงจะอยากพักผ่อนพี่เลยให้ไนล์พัก พี่ไม่รู้เลยว่าไนล์โกรธพี่เพราะได้ยินเรื่องที่พี่คุยกับจีนทั้งหมด”

“...” น้องนั่งฟังผมนิ่ง ไม่ได้พูดโต้ตอบอะไร แต่ก็ไม่ได้ดูต่อต้านเท่าทีแรก ผมเลยตัดสินใจพูดต่อ

“ให้พี่สาบานก็ได้ พี่ตั้งใจว่าถ้าไนล์ตื่นขึ้นมา พี่จะคุยเรื่องนี้กับไนล์ ไม่เคยคิดจะหลบเลี่ยงหรือปล่อยผ่านอะไรเลยนะ” ไนล์หันมามองหน้าผมให้ผมได้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ก่อนที่คนตัวเล็กกว่าจะเอ่ยถามเสียงเบา

“แล้วคุณโทรตามลมมาทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะสงสัยเรื่องผมกับลม” น้องถาม แววนัยน์ตาดูไม่ไว้ใจและสับสน ซึ่งผมก็ไม่โทษน้องเลย เพราะเหตุการณ์มันชวนให้เข้าใจผิดจริงๆ

“พี่โทรตามลมมาเพราะจะถาม ว่าทำไมวันนั้นไนล์ถึงจะล้ม แล้วไนล์มีอาการอะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า แล้วจากรูปที่พี่เห็นน่ะมันวันไหน พี่สงสัยเรื่องพวกนี้ และที่พี่ต้องเรียกลมมาถามก็เพราะรู้ว่าถ้าพี่ถามไนล์ ไนล์ก็คงไม่ยอมตอบ”

“...” ผมร่ายยาวแทบไม่หายใจ ในขณะที่น้องก็ดูอึ้งไปจนพูดไม่ออก

“พี่เป็นห่วงไนล์มากนะ พี่จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ เพราะถ้าเกิดไนล์มีอาการผิดปกติอะไร พี่จะรู้ว่ามันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นและได้เอาไปบอกกับอาหมอถูก เพียงแต่พี่ไม่กล้าถามจากไนล์โดยตรง เพราะกลัวไนล์จะรำคาญหรือหงุดหงิดใจ พี่ขี้ขลาดเองแหละเลยทำให้ไนล์เข้าใจผิดไปกันใหญ่ .. พี่ขอโทษนะครับ”

ผมบีบมือน้องแน่นเพราะกลัวว่าน้องจะไม่ให้อภัย แต่แล้วก็พอจะระบายลมหายใจออกมาได้บ้าง เมื่อเจ้าเด็กยักษ์ที่นั่งถัดไปจากไนล์เริ่มพูด

“เป็นอย่างที่พี่ภูบอกจริงๆ นั่นแหละไนล์ เพราะตั้งแต่ลมมา เขาก็ถามแต่เรื่องที่ไนล์จะล้มและอาการทั่วไปที่ไนล์มีในวันนั้น เขาไม่ได้ถามลมเลยด้วยซ้ำว่าทำไมลมถึงกอดไนล์ จนลมนี่แหละต้องเป็นคนที่ตั้งคำถามนี้กลับไปให้เขา”

“ถาม? ... ถามเรื่องอะไรหรอลม?" ไนล์หันไปถามลมอย่างสงสัย ผมเลยปล่อยให้ลมเป็นคนตอบคำถามนี้แทน

“เรื่องรูปที่พี่ภูเห็นไง” ไนล์จ้องหน้าลมตาแป๋ว ทำเอาทั้งผมและลมต้องเผลออมยิ้ม “เพราะตอนแรก ตอนที่พี่ภูเริ่มเกริ่นน่ะ ลมยังคิดเลยว่าเขาต้องเรียกลมมาถามเรื่องนี้แน่ๆ ลมเลยตั้งใจว่าถ้าเขาหาเรื่องลมหรือต่อยลมก่อนเมื่อไหร่ ลมต่อยกลับแน่”

“....” ไอ้เด็กลมยังพูดต่อ ส่วนไนล์ก็ดูตั้งใจฟังมากยิ่งขึ้น

“แต่ตรงกันข้าม นอกจากเขาจะไม่ต่อยลมแล้ว เขายังบอกอีกว่าเรื่องนี้เขาจะไปคุยกับไนล์เอง แถมยังบอกอีกว่าไม่ต้องกังวล เขาไม่ได้เชื่ออะไร แต่ยังไงก็ต้องถามไนล์อีกที จะได้ไม่มีปัญหากันทีหลัง”

น้องหันมามองผมทันทีที่ลมพูดจบ ทำเอาผมต้องรีบพยักหน้ารับคอแทบหัก

“ลมไม่รู้หรอกนะว่าไนล์กับเขาตกลงอะไรกันไว้ยังไง.. แต่พี่ภูสำหรับลมในวันนี้ เขาดีขึ้นมากๆ แล้วนะไนล์ เขาทั้งคอยปกป้อง ดูแล และเชื่อใจ" ลมยิ้มบาง สายตาที่เขาส่งมาให้ผมดูจริงจังและจริงใจจนผมรับรู้ได้ "ที่สำคัญเขาพยายามปรับปรุงตัวเพื่อไนล์มากๆ... ลมคิดว่าถ้าบางทีไนล์จะยอมให้โอกาสเขาบ้าง มันก็น่าจะดีกับทั้งตัวไนล์เองและก็ลูกไนล์นะ”

น้องมองผมที ลมที ก่อนจะถอนหายใจ แล้วหันกลับมาถามผมเสียงเบา

“คุณแน่ใจหรอว่าไม่ได้สงสัยเรื่องนั้นจริงๆ” ไนล์ถามย้ำ แต่ไม่ได้ดูไม่ไว้ใจเท่าตอนแรก

“ไม่ได้สงสัยครับ” ผมเองก็ย้ำคำตอบเดิม “ก็ไนล์บอกพี่ไปแล้วนี่ว่าวันนั้นไนล์อยู่กับลม แล้วพี่จะสงสัยอะไรไปทำไม”

ไนล์ขมวดคิ้วทันทีพอได้ยินผมบอกแบบนั้น ซึ่งผมเองก็ไม่แปลกใจหรอกที่น้องจะจำไม่ได้ เพราะน้องอาจจะเห็นว่ามันไม่สำคัญอะไร แต่ผมน่ะเห็นเรื่องของไนล์สำคัญทุกเรื่อง ผมเลยจำได้

หรือถ้าจะให้ยอมรับตามตรงก็คือ วันนั้นผมออกจะหวงน้องหน่อยๆ แต่เพราะทำอะไรไม่ได้เลยต้องยอม แถมยังเป็นการยอมที่ผมไม่ค่อยจะเต็มใจอีกต่างหาก แต่เพราะวันนั้นผมติดงานจริงๆ และถ้าจะว่ากันตามตรงก็ถือว่าโชคดีมากเลยด้วยซ้ำที่วันนั้นลมอยู่กับไนล์ด้วย เพราะถ้าขืนไนล์อยู่คนเดียว แล้วทำท่าจะล้มหน้าคว่ำไปแบบนั้น ทั้งน้องทั้งลูกต้องได้รับอันตรายแน่ๆ

“วันนั้น? ผมบอกคุณ? วันไหนกันครับ?” ไนล์ยังคงสงสัย ผมเลยต้องท้าวความให้ฟัง


‘กลางวันนี้ผมจะออกไปกินข้าวกับลมนะครับ ลมแวะมาหา’

‘ไปกันแค่สองคนหรอครับ เทมส์ไปด้วยไหม?’

‘สามครับ.. ตัวเล็กในท้องไปด้วย ลมบอกว่าจะพาผมกับลูกไปกินของอร่อย’

‘พี่ก็พาไปได้..’

‘ผมแค่ไปทานข้าวกับเพื่อนเฉยๆ ครับ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง ... ที่จริงผมจะไม่บอกก็ได้ แต่ที่ผมบอกคุณเพราะไม่อยากให้คุณมารู้ทีหลัง’

‘ขอโทษครับ ขอโทษที่พี่ทำตัวงี่เง่าแล้วก็หวงไนล์มากไปหน่อย’

‘ช่างเถอะครับ คุณเสร็จงานแล้วก็รีบกลับมาแล้วกัน เดี๋ยวผมทำงานรอที่ออฟฟิศ’

‘ครับ งั้นเดี๋ยวพี่รีบกลับไปหานะ’


“วันนั้นที่ลมแวะไปหาไนล์ที่ออฟฟิศ แล้วไนล์กับลมก็ออกไปกินข้าวด้วยกันไง.. ไนล์ยังโทรมาบอกพี่อยู่เลย เพราะไนล์ไม่อยากให้พี่ไปรู้เองทีหลัง พี่จำได้”

“อ๋อ.. วันนั้นเองน่ะหรอ” ไนล์พึมพำเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ และผมก็เห็นว่าแก้มของน้องขึ้นริ้วสีแดงมากขึ้น เพราะพอหลังจากเรียบเรียงเรื่องราวตามที่ผมพูดได้แล้ว ไนล์ก็คงนึกเขินไม่น้อยที่ทึกทักไปคนเดียวและเผลอโมโหใส่ผมเต็มที่

“พอพี่เห็นรูปที่จีนยื่นมาให้ดู พี่ก็จำชุดที่ไนล์ใส่ได้ทันทีว่ามันเป็นวันเดียวกันกับที่พี่ไม่อยู่ แต่ที่พี่เงียบไปนั่นก็เพราะพี่ตกใจ และลึกๆ พี่ก็คิดว่ามันเป็นความผิดของพี่ที่พี่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นและทำหน้าที่ดูแลไนล์กับลูกให้ดี .. ส่วนเรื่องอื่น พี่ไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ”

“ก็คุณต้องทำงาน จะไปคิดมากทำไม.. อีกอย่าง ผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมากด้วย” น้องอ้อมแอ้มพูดแก้ตัวแทนผม ให้ผมได้ยิ้มออกมาได้บ้าง

“ตกลงตอนนี้.. เราเข้าใจกันแล้วใช่ไหมครับ?” ผมรีบถาม เพราะดูจากท่าทางแล้วน้องอ่อนลงให้ผมเยอะมาก

“ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรคุณนี่” ไนล์พึมพำเฉไฉ “หิวแล้ว อยากกินกุ้งเผาตัวใหญ่ๆ ที่อยุธยา”

ผมยิ้มเอ็นดู เมื่อเห็นน้องเปลี่ยนเรื่อง และพยายามยกเอาเมนูที่อยากกินมาบังหน้าความเข้าใจผิดของตัวเอง และพอได้ชื่อเมนูที่น้องบอกอยากกิน ผมก็ต้องหยิกแก้มนิ่มเบาๆ ที่ตอนนี้แดงระเรื่อเพราะความเขินอายที่คิดอะไรไปเองด้วยความมันเขี้ยว .. กลับมาแล้วสินะ อาหารชื่อดังของแต่ละจังหวัดเนี่ย

“งั้นไปครับ เดี๋ยวพี่เอารถออก... ไปอยุธยา ไปกินกุ้งเผากัน” ผมรีบพูดเอาใจน้องแม้เราจะคืนดีกันแบบงงๆ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงบุคคลที่สามที่นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย บุคคลที่ทำให้ผมคืนดีกับไนล์ได้ด้วยเพียงการพูดไม่กี่ประโยค

และนั่นก็ทำให้ผมได้รู้ว่าลมเป็นเพื่อนสนิทที่มีอิทธิพลมากกับไนล์มากแค่ไหน และที่สุดของที่สุดที่ถึงแม้ผมจะไม่อยากยอมรับ แต่มันก็ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดในวันนี้


นั่นก็คือ... ลมรักและหวังดีกับไนล์มากๆ


ทั้งที่ความจริงแล้วลมจะฉวยโอกาสนี้ทำให้ไนล์เข้าใจผิดหรือทำให้ไนล์โกรธผมมากกว่าเดิมก็ได้ แต่ลมกลับเลือกที่จะพูดไกล่เกลี่ยและช่วยผมปรับความเข้าใจกับไนล์ .. เขาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับน้อง และเขาก็เป็นลูกผู้ชายมากพอที่จะยอมรับและทำในสิ่งที่ควรทำ

“ลมคงไม่ไปด้วยนะไนล์ เพราะเดี๋ยวต้องกลับไปทำงานต่อ” เด็กยักษ์ยื่นมือไปลูบศีรษะทุยๆ ของไนล์เบาๆ ด้วยท่าทางเคยชิน ซึ่งนั่นก็ทำเอาคิ้วผมกระตุกไม่น้อย

“ไม่ไปกินหรอ? ให้คุณภูจ่ายเงิน โทษฐานทำให้ลมตกใจ” ไนล์พูดเสียงใสตาแป๋ว แต่แทนที่จะทำให้ผมโกรธผมกลับนึกเอ็นดูและคิดว่าน้องน่ารักมากๆ .. ชั่วโมงนี้ให้จ่ายหมดตัว ผมก็ยอม

“ฮ่าๆ ไนล์ไปเถอะ ฝากกินเผื่อลมด้วยนะ” ไนล์พยักหน้าพร้อมกับยิ้มรับด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนที่เด็กลมจะพูดต่อ “แล้วต่อไป.. ถ้ามีอะไรสงสัยให้ถามพี่ภูเขาไปเลยตรงๆ ห้ามเก็บไปคิดมากอีกรู้ไหม? มันไม่ดีต่อสุขภาพไนล์เอง แล้วก็ไม่ดีต่อเจ้าตัวเล็กในท้องด้วย”

“อื้อ.. เรารู้แล้ว ต่อไปเราจะไม่คิดมากอีก... ถ้าใครบางคนไม่ทำให้เราคิดมากน่ะนะ” ไนล์ตอบลมเสียงใส ก่อนจะปรายตามาทางผมเล็กน้อย ให้ผมได้สะดุ้งเล่น.. ไม่มีอีกแล้วว่าที่คุณแม่ที่ร้องไห้น้ำตานองเมื่อกี้ ฮอร์โมนคนท้องนี่ช่างน่ากลัวจริงๆ

“ครับๆ ต่อไปพี่จะระวังมากกว่านี้ พี่สัญญา” ผมรีบรับปากเหมือนคนร้อนตัว แต่ถึงอย่างนั้นสีหน้าไนล์ก็ดูดีขึ้นมาก ไม่บึ้งตึงโกรธเคืองเหมือนตอนแรกแค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว

“ส่วนคุณ...” แต่แล้วขณะที่ทุกอย่างจะจบลง จู่ๆ เด็กลมก็หันมาทางผมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไปจัดการปัญหาของคุณให้เรียบร้อยน่าจะดีกว่าปล่อยไว้แบบนี้ .. เพราะเท่าที่ผมรู้มาก็คือแฟนเก่าคุณตามติดราวีไปถึงออฟฟิศพี่เทมส์แล้ว ผมว่าไม่วันไหนก็สักวันเธอต้องได้เจอกับไนล์ตรงๆ แน่ๆ และผมก็ไม่อยากให้มันมีปัญหา หรือทางที่ดีไม่มีวันนั้นเลยจะดีมาก .. ผมห่วงไนล์กับหลานไม่อยากให้เจอเรื่องแย่ๆ อะไรอีก”

ลมพูดและมองหน้าผมไม่ละสายตา เพื่อบ่งบอกว่าเขาจริงจังมากแค่ไหนกับเรื่องนี้ แต่ถึงลมไม่บอกผมก็คิดว่าผมจะจัดการเรื่องจีนแน่ๆ อยู่แล้ว

“ผมสัญญาว่าจะไม่ให้ไนล์เจอเรื่องอะไรแบบนั้นอีกแน่”

“อีกอย่าง..” ดูเหมือนลมจะยังไม่หมดเรื่องคุยกับผมง่ายๆ “คงไม่ต้องให้ผมบอกคุณใช่ไหม ว่าปัญหาหลักที่ผ่านมาของคุณกับไนล์คืออะไร เพราะผมคิดว่าคุณน่าจะรู้..." ลมถอนหายใจก่อนจะพูดจริงจัง "หนักแน่นให้มากๆ หน่อย หรือถ้ามีอะไรที่คุณเจอมาแล้วไม่สบายใจคุณต้องถามต้องคุย เพราะก็อย่างที่เห็น พอไม่คุยก็ต่างฝ่ายต่างเข้าใจไปคนละทาง แล้วสุดท้ายก็มานั่งทะเลาะกันให้เสียใจอีก”

“....” ผมเงียบเพราะรู้ดีว่ามันเป็นอย่างที่ลมพูดทุกอย่าง เพราะความหูเบาและเพราะความไม่เชื่อใจไนล์ของผมถึงทำให้เรื่องแย่ขนาดนี้

“ครั้งหน้าผมไม่เตือนและไม่ใจดีกับคุณแล้วนะ เพราะถ้าคุณทำให้ไนล์เสียใจอีก ผมแย่งไนล์กับเจ้าตัวเล็กมาแน่.. แล้วผมก็ไม่เกี่ยงวิธีด้วย”

ลมขู่ผมเสียงเย็น ให้คิ้วผมกระตุกเพราะรู้สึกไม่พอใจขึนมาลึกๆ ... คิดว่าผมจะยอมให้ใครแย่งไนล์ไปง่ายๆ หรือไง ไม่มีทางหรอก

“อืม.. ผมรู้” ผมตอบรับเรียบๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เพราะอยากจะกวนอารมณ์ฝ่ายตรงข้ามกลับบ้าง “แต่คงไม่มีวันนั้นหรอก คุณตัดใจเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ดี”

เด็กลมกัดฟันกรอดจนสันกรามนูน และไนล์คงเห็นท่าไม่ดีเลยพยายามจะจับเราสองแยก เมื่อเราเริ่มจะฮึ่มๆ ใส่กัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังญาติดีกันอยู่แท้ๆ

“คุณไปเอารถออกได้แล้ว” ไนล์ดันผมให้ออกเดิน “ส่วนลม เดี๋ยวเราเดินไปส่งที่รถ .. ป่ะ!”

ผมกับลมมองหน้ากันนิดหน่อยก่อนจะแยกกันไปคนละทาง... เอาเถอะ อย่างน้อยผมก็รู้สึกดีกับไอ้เด็กนั่นมากขึ้นกว่าเมื่อวานนิดนึง อย่างน้อยลมก็ยอมที่จะยอมที่จะถอยเพื่อความสุขของคนที่เรารักทั้งคู่อย่างไนล์

.

.

.

แล้วก็ดูเหมือนว่าเวลาที่ผมจะได้เคลียร์กับจีนเดินทางมาเร็วกว่าที่คิด ทั้งที่ผมเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่ทัน...

วันนี้ผมพาไนล์มาทำงานปกติ แต่เพราะพักหลังมานี้ท้องไนล์ใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังคงดื้อดึงอยากจะเข้าออฟฟิศ ผมที่ขัดใจน้องไม่เคยจะได้ก็เลยต้องยอมตามใจ และเพื่อความปลอดภัยผมเลยไม่ขับรถเองแล้วปล่อยให้ไนล์นั่งคนเดียวข้างหลัง แต่เลือกที่จะให้ลุงชัยเป็นคนขับรถมาส่งเราสองคนทุกเช้า ดังนั้นเราเลยมักจะเข้าออฟฟิศจากทางเข้าหลัก ไม่ค่อยได้เข้าจากทางลานจอดรถเหมือนเมื่อก่อน

และเพราะอย่างนั้นวันที่ผมไม่อยากจะให้เกิดก็มาถึง เมื่อเราสองคนได้เจอกับจีนที่กำลังมาดักรอเจอเทมส์ที่ล็อบบี้ ทั้งที่ผมตั้งใจว่าจะนัดเจอจีนแล้วจบเรื่องนี้ แต่ก็ดูเหมือนจะช้าเกินไป

และด้วยสัญชาตญาณของการที่ต้องปกป้องคนที่ตัวเองรัก ผมเลยดันไนล์ให้หลบไปข้างหลังตัวเองทันทีเมื่อเกิดการเผชิญหน้า

“ภู! ทำไมภูยังอยู่กับมันอีกคะ? ที่จีนให้ภูดูไปคราวที่แล้ว ไม่ได้ทำให้ภูตาสว่างขึ้นเลยหรือไง?” จีนถามผมเสียงสะบัด โชคดีที่ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ตรงล็อบบี้เลยมีแค่เราสามคนเท่านั้นไม่ได้มีพนักงานคนอื่นมาร่วมเห็นเหตุการณ์ด้วย

“จีน! หลีก! ผมจะพาไนล์ขึ้นข้างบน” ผมพยายามจะพาไนล์เลี่ยง ตั้งใจว่าหลังจากที่พาไนล์ไปถึงห้องทำงานแล้วผมจะลงมาเคลียร์กับจีนอีกรอบแล้วจบเรื่องนี้สักที แต่จีนกลับไม่ยอม

“ไม่! จีนไม่หลีก! ทำไมจีนต้องหลีกด้วยในเมื่อจีนมาก่อน! .. มาก่อนในที่นี้จีนหมายรวมถึงเรื่องที่จีนคบกับภูก่อนมันด้วย! มันนั่นแหละที่ต้องหลีกไป มาทีหลังแล้วยังหน้าด้านแย่งของคนอื่น.. หน้าไม่อายเป็นผู้ชายแท้ๆ”

จีนว่าไนล์สาดเสียเทเสีย ในขณะที่ผมกำมือแน่น นึกโกรธที่จีนพูดจาไม่ดีกับไนล์ ผมสาบานเลยว่าถ้าจีนไม่ใช่ผู้หญิง ผมไม่ยืนเฉยแบบนี้แน่

“หยุดเดี๋ยวนี้นะจีน! ถ้าคุณไม่หยุด ผมจะไม่เกรงใจคุณแล้วนะ” ผมเดินตรงเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย พร้อมกับใช้สายตาจ้องมองอย่างไม่พอใจ “ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ยุ่งกับไนล์.. ไม่ให้ยุ่งกับเมียผม และผมก็จะไม่พูดเป็นครั้งที่สาม ผมสาบานว่าครั้งนี้มันจะไม่ใช่แค่คำเตือนแน่.. คุณรู้นิสัยผมดีนะจีนว่าผมพูดจริงทำจริงแค่ไหน”

“ภู! แต่มันกำลังหลอกคุณนะคะ มันกำลังสวมเขาหลอกคุณ ทำไมคุณยังโง่งมหลงเชื่อมารยามันอยู่อีก มันมีอะไรดีห๊ะภู? ไอ้เด็กนั่นมันมีอะไรดี?” จีนหวีดร้องกระทืบเท้าและเต้นเร่าเมื่อถูกผมต่อว่าแบบไม่ไว้หน้า แถมยังเข้าข้างไนล์จนไม่เห็นหัวเธออีก

ผมรู้ดีว่าเธอไม่ได้รักอะไรผมขนาดนั้นแล้ว แต่ที่เธอยังดึงดันไม่ยอมเลิกยุ่งกับผมนั่นเพราะเธอไม่เหลือที่พึ่งและเธอไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนแพ้แล้วเสียผมไปให้กับไนล์ที่เธอมองว่าด้อยกว่าเธอทุกอย่าง แต่ผมไม่แคร์และไม่ได้สนใจอะไรขนาดนั้นหรอก เพราะสำหรับผมๆ ไม่เคยคิดเรื่องว่าใครดีใครด้อยกว่าผมสนแค่ว่าใครคือคนที่ผมรัก


และคนที่ผมรักในตอนนี้คือไนล์ ไม่ใช่จีน


“ผมไม่ได้โง่งมเพราะหลงเชื่ออะไรไนล์ทั้งนั้น แต่ความโง่งมและงี่เง่าเดียวที่ผมเคยมีมันเกิดจากการที่เคยหลงเชื่อคำโกหกของคุณต่างหาก .. และในวันนี้คำพูดคำโกหกเหล่านั้นก็ทำอะไรผมไม่ได้แล้ว... ขอโทษด้วยนะจีน”

“กรี๊ดดด ไม่! จีนไม่ให้ภูขอโทษ!” จีนกรีดร้องดังลั่น จน รปภ.ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเริ่มได้ยินและกำลังออกเดินมายังต้นเสียง ซึ่งก็คือที่ที่ผมกับไนล์ยืนอยู่

ซึ่งจีนก็เริ่มตรงเข้ามาประชิดตัวผม เธอพูดทั้งน้ำตานองหน้า แถมยังใช้สองแขนกอดเอวผมไว้แน่นให้ผมต้องรีบดันไนล์ที่อยู่ด้านหลังของตัวเองให้ถอยห่างออกไป ห่างจนเกือบจะถึงกำแพงอีกด้าน

“ไนล์ถอยไปครับ..” ผมกระซิบบอกน้องเสียงเบา แต่ถึงอย่างนั้นจีนก็ยังได้ยิน

“ฮึก.. ภู ภูมองจีน..” จีนพยายามใช้มือทั้งสองจับหน้าผมให้หันไปมอง แต่ผมขืนไว้และหันกลับไปมองไนล์ที่ยืนอยู่ไม่ห่างออกไปแทน “จีนทั้งสาว ทั้งสวย แถมจีนยังเป็นผู้หญิง.. จีนเป็นคนที่ภูเคยรักมากกว่าใคร แล้วทำไมภูถึงเปลี่ยนใจไปหามันล่ะคะ? ภูกลับมาหาจีนเถอะนะ.. จีนขอร้อง”

ผมถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย และผมก็คิดว่ามันยื้อมานานเกินไปแล้วถึงเวลาที่ทุกอย่างควรจะจบเสียที .. ถึงเวลาที่ผมควรจะพูดตรงๆ ให้จีนตัดใจและเลิกคาดหวัง เพราะผมไม่ใช่คีรินคนเดิม คนที่เคยอยู่อเมริกากับเธอในตอนนั้นแล้ว


ตอนนี้ผมเป็นแค่พี่ภู พี่ภูของไนล์ พี่ภูของเด็กผู้ชายในร้านไอศครีมเมื่อสิบปีก่อน .. ตอนนี้ผมเป็นเด็กผู้ชายคนนั้นที่กำลังย้อนเวลากลับมาเพื่อตามหาของสำคัญและคนสำคัญของตัวเอง


ซึ่งตอนนี้ผมก็เจอเขาคนนั้น เขาที่มีผมเป็นรักแรก เขาที่รอคอยผมมาตลอด เขาที่หวังดีกับผมมากกว่าใคร เขาที่ผมรักและเป็นแม่ของลูกของผม เป็นคนที่ผมอยากจะใช้ชีวิตที่เหลือไปด้วยจนแก่จนเฒ่า


“ไนล์อาจจะไม่ได้สาว ไม่ได้สวย ไม่ได้มีอะไรอย่างที่จีนมี แต่สิ่งเดียวที่ไนล์มีและจีนไม่มีก็คือความรักของผม.. เมื่อก่อนความรักของผมอาจจะเป็นของคุณนะจีน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ... ผมรักไนล์ นั่นคือสิ่งที่ไนล์มีและผมไม่คิดจะเอาคืน”


ผมหันไปมองน้องที่ยืนอยู่ไม่ห่าง เด็กน้อยของผมยิ้มทั้งน้ำตา และก็เป็นตอนนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า... ผมกำลังจะได้หัวใจของน้องกลับคืน

.

.

.

To Be Continue

-----------------------------------------------------------

ตอนหน้าจบแล้วจ้าาาาา ขอบคุณทุกคนมากๆ นะคะที่อยู่มาด้วยกันจนถึงตอนนี้ ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์ ทุกๆ กำลังใจ... แล้วตอนหน้าเรามาดูบทสรุปของเรื่องนี้กัน

รักทุกคนมากๆ คับบบ <3

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8530
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
หึหึหึ ตามนั้น อะจ๊ะ 55555555

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด