Up! [Mpreg] ☆YOUniverse☆ .. #พี่ภูของผม (2020-09-18 : Universe 40th)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Up! [Mpreg] ☆YOUniverse☆ .. #พี่ภูของผม (2020-09-18 : Universe 40th)  (อ่าน 15343 ครั้ง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

☆YOUniverse☆
#พี่ภูของผม

'เพราะผมมีเขาเป็นโลกทั้งใบ
เขา... ที่ทำให้คนประหลาดแบบผมกล้าที่จะรักใครสักคน'

ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ เรื่องนี้เป็น Mpreg (ผู้ชายตั้งท้องได้) อาจจะมีเนื้อหาเกินจริงไปบ้างเพราะไม่มี fact อ้างอิง เน้นอ่านเพื่อความบันเทิงและสนุกสนาน พล็อตน้ำเน่าและตลาดนิดๆ ถ้าใครชอบแนวนี้ฝากสนับสนุนนะคะ ขอบคุณทุกคนล่วงหน้าคค่ะ ^^

**Warning : อาจมีเนื้อหาบางฉากบางตอนที่ไม่เหมาะสมทางการใช้ภาษา และมีความรุนแรงทางเพศ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ**

Warning 2: พระเอกอาจจะโง่ไปบ้าง และนายเอกก็อาจจะแสนดีเกินไปจนทำให้คนอ่านหงุดหงิด อยากให้ทุกคนอดทนไปพร้อมๆ กันนะคะ 5555555
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-09-2020 20:27:11 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
ผมไม่เคยรู้ว่าความรักคืออะไร จนกระทั่งได้เจอกับ ‘เขา’




Prolouge

ตั้งแต่เกิดมาจนจำความได้ ผมรู้แค่ว่าผมแตกต่าง เป็นตัวประหลาด และไม่เหมือนคนอื่น...

คนในครอบครัวพร่ำบอกผมเสมอว่า ผมต้องดูแลตัวเอง ต้องรักษาตัวเอง ต้องเอาใจใส่ตัวเองให้มากๆ มากกว่าใคร

ผมไม่เข้าใจ ไม่พยายามเข้าใจ ผมแค่ใช้ชีวิตไปให้เหมือนกับคนอื่น พยายามไม่ทำตัวแปลกแยก เพื่อที่อย่างน้อยผมจะได้ปลอบประโลมตัวเองได้ว่า ‘ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งบนโลกกว้างใบนี้ไม่ได้ต่างจากใคร’

จนกระทั่งวันนั้น วันที่ถ้าหากว่าไม่ได้ ‘เขา’ ผมคงสูญสิ้นทุกอย่าง ไม่หลงเหลือแม้แต่ความเป็นตัวเอง...




‘ปล่อยนะ! บอกให้ปล่อย! ปล่อยไง มาจับผมทำไม??’

‘จับเพราะอยากจับไง เป็นผู้ชายเหมือนกัน จะมาหวงตัวทำไมวะ?’

‘ผมไม่รู้จักพวกคุณ ปล่อยผมนะ ผมจะไปหาพี่ชายผม’

‘อย่าเอาพี่ชายมาอ้างหน่อยเลย... ไปสนุกกับพวกพี่ดีกว่า พี่มีเรื่องสนุกๆ ให้ทำเยอะเลยนะ’

‘ใช่ เป็นผู้ชายตัวขาวๆ นุ่มนิ่มๆ แบบนี้ รับรอง โดนไปสักทีมีติดใจ ฮ่าๆๆๆ’

‘ฮึก... ไม่เอา อึก.. ปล่อยผม ผมไม่ไป’

‘ร้องไห้ทำไมหนุ่มน้อย เก็บเสียงร้องไว้ตอนอื่นดีกว่านะ ฮ่าๆๆๆ’

‘อย่าทำอะไรผมเลย ฮึก... ผมขอร้อง อย่าทำอะไรผมเลยนะ ผม.. ผม.. ฮืออ’

‘รำคาญ! เล่นตัวอยู่ได้ ท้องก็ไม่ได้ แค่สนุกๆ เสือกมาร้องไห้คร่ำครวญ พวกมึงก็รีบๆ ลากไปหลังโรงเรียนเหอะ เดี๋ยวแม่งก็มีใครโผล่มาเห็นพอดี’

‘อย่าทำผมเลยนะ ผม.. ผมไม่เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่น... ฮืออออ’

‘ไม่ต้องฟังแม่งละ กูบอกให้ลากไปไง!! เร็ว!’

‘ไม่เอา ฮือออ ผมไม่ไป ช่วยด้วย ใครก็ได้ ช่วยด้วย’

‘ใครจะช่วย...’

‘พวกมึงทำเหี้ยอะไรกันเนี่ย!! ปล่อยน้องเขาเดี๋ยวนี้นะ!!!’





และนั่นคือจุดเริ่มต้นเรื่องราวระหว่างเรา ... เรื่องราวความรักของผม

.
.
.

To Be Continue

-----------------------------------------------------------------

ฝากติดแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบยังไงบอกกันได้น้าาา แล้วเจอกันแชปเตอร์แรกเร็วๆ นี้จ้า
ขอบคุณค่ะ ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-02-2020 21:44:58 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
รอติดตามจ้า

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1712
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-7
น่าสนใจ



ตามมมมม

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
**warning: มีเนื้อหาบางฉากบางตอนที่อาจจะไม่เหมาะสมทางการใช้ภาษา และมีความรุนแรงทางเพศ โปรดใช้วิจารณญานและทำความเข้าใจในการอ่านด้วยนะคะ**

Universe 1st - The first time we met


‘น้องไนล์ พี่เทมส์เค้าลืมหนังสือที่ใช้ทำรายงานไว้ น้องไนล์เอาไปให้พี่เทมส์ที่โรงเรียนหน่อยได้ไหมลูก พอดีแม่ติดคุยงาน เดี๋ยวแม่ให้ลุงชัยขับรถไปส่ง’


วันนั้นก็เป็นวันธรรมดาหนึ่งวัน วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ใครหลายๆ คนคงนอนหลับพักผ่อนอยู่ที่บ้าน แต่ผมกลับถูกแม่ไหว้วานให้เอาของที่พี่ชายลืมไว้ที่บ้านมาให้พี่ที่โรงเรียนมัธยมปลายที่พี่ผมเรียนอยู่ เพราะพี่ต้องมาทำรายงานที่ค้างไว้ให้เสร็จ

ผมในวัยสิบสี่ย่างสิบห้าปีรู้สึกดีใจมากที่รับมอบหมายหน้าที่สำคัญ จึงรีบกระตือรือร้นออกจากบ้านมาทำหน้าที่ตามที่แม่บอก ซึ่งสำหรับคนอื่นแล้วอาจจะมองว่ากับอีแค่เอาของมาให้พี่ชายที่อายุห่างกันสามปีที่โรงเรียนผมจะดีใจอะไรนักหนา
แต่เชื่อเถอะว่าสำหรับคนโลกแคบอย่างผม คนที่ไปไหนก็ต้องมีแม่หรือไม่ก็พ่อหรือไม่ก็พี่ชายต้องตามประกบดูแลทุกฝีก้าว การได้ออกมาโรงเรียนมัธยมปลายของพี่ชายโดยไม่มีพ่อหรือแม่ตามออกมาด้วยนี่คงเป็นอะไรที่ตื่นเต้นที่สุดแล้วในรอบสิบห้าปีตั้งแต่ผมเกิดมา

แม้ว่าการออกมาในครั้งนี้แม่จะให้ลุงชัยคนขับรถคอยตามดูแลใกล้ชิดก็เถอะ แต่ลุงชัยก็ขัดใจอะไรผมมากไม่ได้หรอก แกตามใจผมจะตาย

“ลุงรอไนล์ที่นี่ก็ได้ครับ เดี๋ยวไนล์เดินเอาเข้าไปให้พี่เทมส์ในโรงเรียนเอง วันนี้วันหยุด ประตูโรงเรียนเขาไม่เปิดให้ลุงขับรถเข้าไปหรอก”

ผมบอกกับลุงชัยคนขับรถคนเก่าคนแก่ของที่บ้าน ที่พ่อกับแม่มักจะไว้ใจให้พาผมไปไหนมาไหน ลุงชัยมีสีหน้ากระอักกระอ่วนนิดหน่อยตอนได้ยินผมบอกแบบนั้นออกไป ... ก็บอกแล้วว่าผมน่ะ ไม่ค่อยได้ไปไหนคนเดียวหรอก

“จะดีเหรอครับคุณหนู ให้ลุงจอดรถ แล้วเดินเข้าไปเป็นเพื่อนดีกว่าไหมครับ”

“ไนล์เดินเข้าไปได้จริงๆ นะครับลุง จอดรถทิ้งไว้ไม่มีคนเฝ้าไม่ดีหรอก ลุงรออยู่ที่นี่แหละ พี่เทมส์คงออกมารอรับไนล์แถวๆ ประตูแล้ว ลุงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

ผมพยายามพูดกล่อม บอกตามตรงว่าไหนๆ ก็ได้มาโรงเรียนพี่เทมส์ทั้งที ผมก็อยากจะเดินเล่นทัวร์โรงเรียนพี่เทมส์สักหน่อย เพราะถึงแม้เราสองคนจะเรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่ฝั่งมัธยมต้นกับมัธยมปลายมันอยู่แยกกัน และแน่นอนว่าผมไม่เคยได้รับอนุญาตให้มาที่ฝั่งมัธยมปลายเท่าไหร่

พี่เทมส์บอกว่าพวกเด็กโต โดยเฉพาะเด็กมัธยมปีสุดท้ายแบบพี่เทมส์มักจะชอบทำอะไรแผลงๆ ซึ่งผมก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าไอ้คำว่าแผลงๆ ของพี่เทมส์เนี่ยคืออะไร แต่ถ้าพี่เทมส์ไม่ให้มาก็คือไม่ให้ ดังนั้นทุกครั้งพี่เทมส์จึงเป็นฝ่ายไปหาผมเองฝั่งมัธยมต้นตลอด

... แต่บางทีผมก็นึกอยากจะเปิดหูเปิดตาบ้าง ผมอายุห่างจากพี่ชายแค่สามปี แต่ทุกคนทำเหมือนผมอายุสามขวบก็ไม่ปาน ละนี่หมดเทอมนี้พี่เทมส์ก็จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ส่วนผมเองก็ต้องย้ายมาอยู่ฝั่งมัธยมปลายเหมือนกัน จะไม่ผมสำรวจอะไรเลยก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อยจริงไหม

“ถ้างั้นคุณหนูต้องรีบเดินไปหาคุณหนูเทมส์ ไม่เถลไถลนะครับ ตกลงไหม”

ผมยิ้มกว้างทำตาใสใส่ลุงชัย พยายามซ่อนนิ้วที่ไขว้ไว้ข้างหลังก่อนจะรับปากให้อีกฝ่ายสบายใจ

“ตกลงครับ ไนล์สัญญาว่าจะรีบไปรีบกลับไม่ให้ลุงชัยเป็นห่วง”
.
.
.
ผมเดินลัดเลาะไปตามทางที่แม่บอกไว้คร่าวๆ อันที่จริงพี่เทมส์ไม่ได้จะมารอรับอะไรอย่างที่ผมบอกลุงชัยหรอก แม่บอกว่าพี่เทมส์จะนั่งทำรายงานรออยู่ที่ใต้อาคารเรียนให้ลุงชัยเดินไปพร้อมกับผม แต่ผมเองกลับเลือกที่จะไม่บอกลุงชัย เพราะถ้าลุงชัยมาด้วย มีหวังก็คงได้รีบเดินจ้ำๆ ไม่ได้มาสำรวจอะไรแบบนี้แน่

ผมหันมองไปรอบๆ ด้วยความชอบใจ ฝั่งมัธยมปลายสนามฟุตบอลกว้างกว่าฝั่งมัธยมต้นอีก แถมยังมีม้านั่งเป็นหย่อมๆ เยอะแยะไปหมด อาคารเรียนก็อยู่ห่างกันไม่มาก ไม่เหมือนกับฝั่งผม เวลาเปลี่ยนห้องเรียนทีนี่เดินกันจบหอบ

หลายๆ อย่างของที่นี่ทำให้ผมนึกชอบแต่เห็นจะมีข้อเสียอยู่อย่างตรงที่ว่า พออาคารเยอะ ซอกหลืบหลังอาคารที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกันมา ก็เยอะตามไปด้วย ยิ่งพอประกอบกับบรรยากาศเงียบๆ ไร้ผู้คนแบบนี้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวิวๆ เข้าไปใหญ่ ผมเลยตัดสินใจซอยเท้าขึ้นเร็วอีกนิดเมื่อเห็นอาคารเรียนที่พี่เทมส์รออยู่ไม่ไกลจากกรอบสายตา

“อ๊ะ!”

ผมชะงักฝีเท้ากึก เมื่อจู่ๆ ก็มีรุ่นพี่ผู้ชายตัวใหญ่สามคนมายืนล้อมผมไว้ พวกเขาอยู่ในชุดไปรเวทเดาว่าอาจจะมานั่งทำรายงานเหมือนพี่เทมส์ แต่ลักษณะของพวกเขาดูไม่เหมือนนักเรียนมัธยมปลายสักนิดแถมยังมีกลิ่นบุหรี่ลอยอบอวลอยู่รอบตัวจนทำให้ผมรู้สึกไม่ดี

“ขะ..ขอทางหน่อยครับ”

ผมตัดสินใจเอ่ยบอก ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจมากๆ แล้วยิ่งพวกพี่เขายืนขวางทางตีโอบผมไว้ทุกด้านแบบนี้ผมยิ่งกลัวไปหมด มือที่ถือหนังสือของพี่เทมส์ถูกยกขึ้นมากอดอยู่กลางอก ราวกับว่าหนังสือและวงแขนเล็กๆ ของตัวเองจะป้องกันผมจากสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยในยามนี้ได้

“จะรีบไปไหนครับ อยู่คุยเล่นกันพวกพี่ก่อนสิ”

คนที่ตัวโตที่สุดในกลุ่มและยืนอยู่ตรงหน้าผมสืบเท้าเข้ามาใกล้ตอนเอ่ยพูดประโยคนั้นให้ผมต้องถอยเท้าหนี แต่ก็หนีได้ไม่กี่ก้าว เพราะดันถอยไปชนกับพี่ผู้ชายอีกคนที่ยืนประกบอยู่ด้านหลัง

ตัวผมเริ่มสั่น สัญญาณเตือนว่าอันตรายดังลั่นในหัวจนผมนึกกลัว

“ผม.. ผมมาหาพี่ชายครับ พี่ชายผมรออยู่ ขะ..ขอผมไปเถอะนะครับ”

ผมเอาพี่เทมส์ขึ้นมาอ้าง เพื่อที่ว่าถ้าอย่างน้อยพวกนี้รู้ว่ามีคนรอผมอยู่ไม่ได้มีแค่พวกเขาลำพังในโรงเรียนนี้ เขาจะนึกกลัวและไม่กล้าทำอะไรที่แย่ๆ ใส่ผม

แต่ดูเหมือนว่าผมจะมองโลกแง่ดีเกินไป

“ที่นี่ไม่มีใครหรอกนอกจากพวกพี่ ไปกับพวกพี่ดีกว่าไปหาอะไรสนุกๆ ทำกัน”

คนตัวโตกว่าคนเดิมเริ่มเข้ามาประชิดและอาศัยจังหวะที่ผมไม่ทันตั้งตัวฉวยเข้าที่ข้อมือ ทำให้ผมตกใจเผลอสะบัดจนหนังสือของพี่เทมส์ตกลงกับพื้น

“หึๆ ชอบความรุนแรงก็ไม่บอก จะได้จัดให้!”

คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าผมคนเดิมหันไปพยักเพยิดส่งสัญญาณให้กับเพื่อนอีกสองคนที่เหลือที่ยืนประกบผมอยู่ กว่าผมจะรู้ตัว ผมก็ถูกสองคนที่ว่าตรงเข้ามาจับแขนทั้งสองข้างของผมไว้ ผมตกใจมาก รู้แค่ว่าต้องตะโกนให้ดังที่สุดโดยที่มีความหวังอยู่น้อยนิดว่าพี่ชายผมจะได้ยิน

"พี่เทมส์ช่วยไนล์ด้วย" แต่ก็เปล่าประโยชน์ เพราะมันไกลเกินกว่าที่พี่ชายผมจะได้ยิน “ปล่อยนะ! บอกให้ปล่อย! ปล่อยไง มาจับผมทำไม??”

ผมทั้งร้องโวยวายทั้งดิ้นสะบัด แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าสองคนข้างๆ นี่จะปล่อยผมสักนิด ในขณะที่คนตัวโตที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ก้าวเข้ามาประชิด พร้อมทั้งยื่นมือมาบีบคางผมไว้จนเจ็บ

“จับเพราะอยากจับไง เป็นผู้ชายเหมือนกัน จะมาหวงตัวทำไมวะ?” มันพูดด้วยสีหน้ายิ้มย่อง ดูชอบใจที่ผมกลัวจนตัวสั่นแบบนี้

“ผมไม่รู้จักพวกคุณ ปล่อยผมนะ ผมจะไปหาพี่ชายผม” ผมพยายามสะบัดตัวออกถึงแม้ว่าใกล้จะร้องไห้แล้วเต็มทีก็ตาม

“อย่าเอาพี่ชายมาอ้างหน่อยเลย... ไปสนุกกับพวกพี่ดีกว่า พี่มีเรื่องสนุกๆ ให้ทำเยอะเลยนะ”

“ใช่ เป็นผู้ชายตัวขาวๆ นุ่มนิ่มๆ แบบนี้ รับรอง โดนไปสักทีมีติดใจ ฮ่าๆๆๆ”

แต่พวกมันก็ยังคงไม่ปล่อย มันยังคงพูดด้วยสีหน้าสนุกสนานราวกับผมเป็นของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกตาต้องใจพวกมัน และมันจะไม่มีวันปล่อยผมไปง่ายๆ แน่ๆ

และในตอนนั้นเองที่ความกลัวผมพุ่งถึงขีดสุด น้ำตาแห่งความตกใจ เสียใจ ตื่นตระหนก ไหลปะปนออกมาจากตากลมของผมไม่หยุด

ผมนึกชิงชังตัวเองที่อ่อนแอไม่แม้แต่จะดิ้นหลุดจากมือใหญ่ๆ ของคนที่นิสัยไม่ดีได้ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผมตระหนักได้ถึงความหวังดีของพ่อของแม่และของพี่เทมส์รวมไปถึงลุงชัยที่นั่งรออยู่ที่รถว่าทำไมพวกเขาจึงไม่เคยปล่อยให้ผมไปไหนมาไหนคนเดียว

นั่นก็เพราะทุกที่มันอันตราย มนุษย์ทุกคนก็อันตราย อันตรายอย่างมากกับคนแปลกประหลาด คนที่ไม่เหมือนและแตกต่างจากคนอื่นแบบผม

“ฮึก... ไม่เอา อึก.. ปล่อยผม ผมไม่ไป” ผมได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นและสะบัดตัวอย่างสิ้นหวัง เพราะพี่เทมส์ไม่ได้มาปรากฎตัวเพื่อช่วยเหลืออย่างที่ผมคิดไว้

มันคงไกลเกินไป ไกลเกินกว่าพี่ชายของผมจะได้ยินเสียงร้องไห้อันน่าเวทนาของผม เสียงร้องไห้ของเด็กดื้อที่ตอนนี้กำลังโดนลงโทษ เพราะเผลอคิดไปว่าตัวเองเป็นคนๆ หนึ่งที่ไม่ต่างจากคนอื่นบนโลกบนี้

“ร้องไห้ทำไมหนุ่มน้อย เก็บเสียงร้องไว้ตอนอื่นดีกว่านะ ฮ่าๆๆๆ”

“อย่าทำอะไรผมเลย ฮึก... ผมขอร้อง อย่าทำอะไรผมเลยนะ ผม.. ผม.. ฮืออ”

คำพูดกักขฬะของพวกมันยิ่งทำให้ผมร้องไห้ ผมกลัวและรู้ดีว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีใครผ่านมาช่วยหรือเห็นผม และมันจะเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิตผม เลวร้ายเกินกว่าที่ผมจะจินตนาการได้

“รำคาญ! เล่นตัวอยู่ได้ ท้องก็ไม่ได้ แค่สนุกๆ เสือกมาร้องไห้คร่ำครวญ พวกมึงก็รีบๆ ลากไปหลังโรงเรียนเหอะ เดี๋ยวแม่งก็ใครโผล่มาเห็นพอดี”

ผมตาเหลือกโตทันทีเมื่อได้ยินว่าพวกมันจะลากผมไปที่ไหน เพราะถ้าพวกมันสามารถทำแบบนั้นได้ โอกาสที่ผมจะรอดย่อมเป็นศูนย์แน่ๆ นั่นทำให้ผมต้องขอร้องพวกมันทั้งน้ำตา และกำลังจะตัดสินใจบอกความลับที่ผมกดมันไว้ลึกจนสุดใจ เผื่อพวกมันจะเห็นใจคนประหลาดอย่างผมบ้าง ... ซึ่งไม่แน่ ผมอาจจะโชคดีมากกว่านั้นเพราะถ้าพวกมันรู้ความจริงแล้วนึกรังเกียจ มันอาจจะยอมปล่อยผมไปก็ได้

“อย่าทำผมเลยนะ ผม.. ผมไม่เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่น... ฮืออออ”

... แต่ผมก็ใจไม่กล้าพอที่จะพูดมันออกไป ความลับที่มีแค่ผมและครอบครัวผมที่รู้

“ไม่ต้องฟังแม่งละ กูบอกให้ลากไปไง เร็ว”

“ไม่เอา ฮือออ ผมไม่ไป ช่วยด้วย ใครก็ได้ ช่วยด้วย” ผมได้แต่ร้องขออย่างสิ้นหวัง ไม่มีใครผ่านมาเลยสักคนจนกระทั่งถึงตอนนี้

“ใครจะช่วย...” และในจังหวะที่พวกมันกำลังจะพาผมออกไปจากตรงนั้น เสียงทุ้มของเขาคนนั้นก็ดังขึ้น

... เขาที่ผมไม่มีวันลืม

“พวกมึงทำเหี้ยอะไรกันเนี่ย!! ปล่อยน้องเขาเดี๋ยวนี้นะ!!”

ผมดีใจจนร้องไห้ออกมาอีกรอบ ผมนึกว่าจะไม่มีใครมาช่วยผมแล้ว แต่จู่ๆ ก็มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งตัวโตสูงพอๆ กับไอ้หัวหน้าแก็งค์ที่จับผมอยู่ โผล่พรวดออกมาจากซอกตึกมาขวางไว้ สีหน้าของพี่เขาดูไม่พอใจมากตอนมองไปยังพวกมัน แต่พอพี่เขาหันกลับมามองผมที่ถูกพวกมันจับอยู่แววตาคมก็อ่อนแสงลงอย่างอ่อนโยน
และนั่นทำให้ผมนึกรู้ว่าผมจะปลอดภัย ถ้ายังมีพี่เขาอยู่ตรงนี้

“ไม่ใช่เรื่องของมึง มึงอย่าเสือก” ไอ้หัวหน้าแก็งค์ตวาดแต่พี่เขาก็ไม่ถอยหนี

“กูจะเสือก! ดูก็รู้ว่าน้องเขาไม่เต็มใจไปกับพวกมึง แล้วพวกมึงมีสิทธิ์อะไรมาบังคับถูลู่ถูกังเขาแบบนี้?!”

พี่ที่ใจดีคนนั้นตวาดกร้าวจนผมเห็นว่าไอ้คนที่จับแขนผมแอบสะดุ้ง แต่ดูเหมือนว่าไอ้หัวหน้าแก็งค์มันจะไม่ได้สะทกสะท้านสักเท่าไหร่ เพราะมันยังหันมากำชับเพื่อนมันด้วยสายตาว่าไม่ให้ปล่อยให้ผมหลุดมือ

“พี่ครับ พี่ช่วยผมด้วย ผม.. ฮึก ผมไม่อยากไปกับพวกนี้”

ผมรีบละล่ำละลักบอกพี่คนนั้นเพื่อให้เขาได้รับรู้ว่าสิ่งที่เขาคิดไว้นั้นถูก ผม.. ไม่ได้เต็มใจไปกับพวกนี้สักนิด ไม่สิ ผมไม่เต็มใจให้พวกมันถูกตัวเลยด้วยซ้ำ

“มึงได้ยินที่น้องเขาพูดแล้วใช่มั้ย? ปล่อยน้องเขาเดี๋ยวนี้!”

พี่คนใจดีไม่พูดเปล่าแต่กลับสืบเท้าเข้ามาช้าๆ อย่างไม่เกรงกลัว ทั้งที่อีกฝ่ายมีถึงสามคนก็ตาม

“กูไม่ปล่อย แล้วไงมึงจะทำอะไรกู? น้ำหน้าอย่างมึงจะทำอะไรได้?”

ไอ้หัวหน้าแก็งค์มันลอยหน้าลอยตาท้าทาย ซึ่งพี่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่อาศัยทีเผลอกระโดดถีบเข้ากลางยอดอกไอ้หัวหน้าแก็งค์จนหงายหลังลงไปนอนกับพื้น

ผมอ้าปากค้าง น้ำหูน้ำตาที่กำลังไหลเปรอะสองข้างแก้มดูเหมือนจะหยุดชะงัก ไอ้สองคนที่จับผมอยู่ก็ดูเหมือนจะตกใจจนตัวแข็งไปเลยเหมือนกัน ซึ่งพี่คนใจดีก็อาศัยจังหวะนี้พุ่งเข้าไปยกเท้าเหยียบอกไอ้หัวหน้าแก็งค์ที่นอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นไว้

“กูให้โอกาส จะวิ่งหนีไปหรือจะลงไปนอนวัดพื้นแบบเพื่อนมึง... หรือจะเข้ามาพร้อมกันก็ได้ กูได้หมด”

หน้าตาคนถามดูเอาจริงและไม่ได้มีวี่แววของการพูดเล่นสักนิดในขณะที่ไอ้หัวหน้าแก็งค์ก็พยายามจะลุกขึ้นมาแต่เจอพี่เขาใช้เท้าขยี้อกซ้ำๆ จนมันได้แต่นอนโอดโอยอยู่กับพื้น

ก่อนที่พี่เขาจะทำให้ผมตกใจรอบสองด้วยการยกเท้าขึ้นแล้วกระทืบซ้ำๆ ลงบนหน้าอกและหน้าท้องของไอ้หัวหน้าแก็งค์ที่ตอนนี้ส่งเสียงร้องครวญครางราวกับเจ็บปวดเสียเหลือเกิน

และแน่นอนว่าตอนนี้ไอ้สองคนที่จับแขนผมไว้แน่นก่อนหน้าก็วิ่งหนีจนหางจุกตูดไปเรียบร้อยแล้ว เหลือก็แต่ไอ้หัวหน้าแก็งค์ที่นอนเป็นสนามอารมณ์ให้พี่เขาระบายน้ำหนักจากปลายเท้าใส่ไม่หยุด

“พี่.. พะ พี่ครับพอแล้ว”

ผมรีบวิ่งเข้าไปห้าม ด้วยการเอื้อมมือไปแตะที่ท่อนแขนแกร่งอย่างกล้าๆ กลัวๆ และเหมือนพี่เขาจะเพิ่งรู้ตัว ถึงได้หันมามองผมเต็มตาในที่สุด

“....”

“พะ พอแล้วครับ ผม.. ผมกลัวว่าเดี๋ยวพวกนั้นจะไปแจ้งตำรวจแล้วมาเอาเรื่องพี่ ผมไม่อยากให้พี่เดือดร้อนเพราะผม”

ผมบอกในสิ่งที่ตัวเองคิดให้พี่เขาได้ชะงักเท้าที่กำลังจะกระทืบไอ้หัวหน้าแก็งค์อีกรอบ ก่อนที่จะก้มลงไปขยุ้มคอเสื้อมันแล้วลากมันลุกขึ้นยืน

“ไปให้พ้นหน้ากู แล้วอย่าให้กูรู้ว่ามึงรังแกคนอื่นแบบนี้อีก” พี่คนใจดีพูดเสียงเข้ม “ละถ้าคิดจะไปแจ้งความก็ให้รู้ไว้เลยว่ากูจะแจ้งกลับ คดีทำร้ายร่างกายเพราะช่วยเหลือคนเดือดร้อนกับคดีลักพาตัวชาวบ้านเพื่อไปทำเรื่องเลวๆ เนี่ย ต่อให้มึงโง่แค่ไหนก็น่าจะนึกออกนะว่าอะไรคดีไหนที่จะมีโอกาสติดคุกมากกว่ากัน!!... ไป!!”

พี่คนใจดีเหวี่ยงไอ้หัวหน้าแก็งค์ลงไปนอนกับพื้นอีกรอบ ก่อนที่มันจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปหายไปทางเดียวกับเพื่อนมัน

ผมจ้องมองแผ่นหลังของผู้มีพระคุณด้วยความซาบซึ้งใจ ความหวาดกลัวที่มีก่อนหน้าหายไปสิ้น หัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นแรงเพราะความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัยก่อนหน้า ตอนนี้กลับเต้นแรงเพียงเพราะผู้ชายคนที่เพิ่งช่วยชีวิตผมหันกลับมามอง ผมรีบก้มหน้ามองพื้นทันทีเนื่องจากไม่กล้าสบตาเขา

“ไงเรา เจ็บตรงไหนไหม?”

“มะ.. ไม่ครับ” ผมตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วผมก็พบว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผิด เพราะดูเหมือนว่าหัวใจของผมจะเต้นแรงเร็วมากกว่าเดิมเสียอีก “ขอบคุณนะครับที่พี่มาช่วยไว้ได้ทัน”

และก็เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังจะตายเพราะอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติแค่เพียงเห็นพี่เขายิ้มให้เท่านั้น

“ไม่เป็นไรแต่คราวหลังต้องระวังตัวรู้ไหม มาเดินในที่เปลี่ยวๆ เงียบๆ คนเดียวไม่น่าจะดี ละยิ่งตัวบางๆ ผอมๆ แบบนี้จะยิ่งถูกรังแกง่าย”

พี่เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนใจดี ทำเอาผมแสดงสีหน้าไม่ถูกรู้แค่ว่าหัวใจเต้นแรงมากๆ แรงจนเจ็บอก สุดท้ายก็ต้องเผลอเอามือยกขึ้นมากุมหน้าอกไว้หลวมๆ

“เจ็บหน้าอกเหรอ?”

พี่เขาดูตกใจมากถลาเข้ามาหาผมหน้าตาตื่น ให้ผมต้องถอยหลังหนีพลางยกมือขึ้นมาโบกพัลวัน

... ไม่ได้รังเกียจหรือกลัว เพียงแต่ผมห่วงว่าพี่เขาจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นดังจนน่าเกลียดของผม

“ปะ.. เปล่าครับ ไม่ได้เจ็บ ผมแค่.. เอ่อ เอ่อ..”

“แค่...?” พี่เขาเลิกคิ้วถามผมด้วยท่าทีล้อเลียน จนทำเอาผมรู้สึกร้อนไปทั้งหน้า

“อะ.. อ้อ! แค่กำลังคิดว่าหนังสือที่ถือมาด้วยอยู่ไหนน่ะครับ” ผมนึกหาข้ออ้างได้เลยรีบตอบให้พี่เขาต้องหัวเราะออกมาเบาๆ

“หึ” ก่อนที่พี่เขาจะเขยิบไปด้านข้างแล้วก้มลงหยิบหนังสือเล่มที่ว่าขึ้นมาให้ผม “เล่มนี้ใช่ไหม?”

“ใช่ครับ” ผมยกมือขึ้นไหว้ ก่อนจะเอื้อมไปรับจากมือพี่ชายคนใจดีที่ว่า “ขอบคุณพี่มากนะครับ ขอบคุณที่เข้ามาช่วย ขอบคุณที่เป็นห่วง ขอบคุณที่หยิบหนังสือให้... ถ้าวันนี้ผมไม่ได้พี่ ผมต้องตายแน่ๆ”

ผมพูดเสียงแผ่ว ความรู้สึกตื่นกลัวจนตัวสั่นกลับเข้ามาอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอวัยวะในร่างกายผมจะหยุดทำงานเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆ เบาๆ ที่สัมผัสลงมาบนศีรษะตัวเอง

“บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร พี่ยินดีช่วย ขอแค่ครั้งหน้าเราดูแลตัวเองให้ดีก็พอ”

ผมเงยหน้าสบตาคมดำสนิทคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ใจดี ก่อนจะก้มหน้างุดแล้วพยักหน้ารับคำสั่งสอนที่เต็มไปด้วยความห่วงใยพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ ที่แต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากของตัวเอง

“ครับ ผมจะดูแลตัวเองดีๆ ... แล้วผมก็สัญญาว่าโตขึ้นผมจะตอบแทนพี่ พี่ช่วยชีวิตผมไว้ ผมจะไม่มีวันลืม”

“หึๆ” พี่เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลูบหัวผมอีกสองสามทีก่อนจะลดมือลงแล้วเอื้อมมาหยิกเบาๆ ที่แก้มผมราวกับจะหยอกล้อ “ตัวแค่นี้จะตอบแทนพี่ไหวหรอ ฮึ?”

ผมส่งยิ้มกว้างให้พี่ชายใจดีตรงหน้า ทั้งที่ใจเต้นแรงจนเจ็บอกไปหมด

“ไหวสิครับ ไหวแน่ๆ ไม่เชื่อพี่รอดูได้เลย”

ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับจะบอกย้ำว่านี่คือคำสัญญาของผม พี่คนใจดีไม่รู้หรอกว่าวันนี้ที่เขาช่วยผมไว้มันยิ่งใหญ่ในใจผมขนาดไหน เพราะถ้าพี่เขามาไม่ทันจนผมถูกพวกนั้นล่วงเกิน ผมต้องอยู่เหมือนตายทั้งเป็นแน่ๆ แล้วหนำซ้ำถ้ามีอะไรผิดพลาด... ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าผมจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไง

เพราะฉะนั้น ผมถือว่าผมเป็นหนี้ชีวิตพี่คนใจดีคนนี้ ต่อให้โตขึ้นแม้จะยากลำบากแค่ไหนผมก็จะตอบแทนพี่เขาให้จนได้

“อ่ะๆ ตอบแทนก็ตอบแทน ตัวก็นิดเดียวทำไมดื้อนักนะเรา” พี่เขาพูดขำๆ ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมามองเวลาแล้วก็สะดุ้งเล็กๆ ราวกับนึกขึ้นได้

“เฮ้ย! พี่ต้องไปแล้ว เพื่อนพี่คงรออยู่”

ผมพยักหน้ารับแม้จะแอบเสียดายเล็กน้อย แต่ก็ไม่อยากทำให้พี่เขาเสียเวลากับผมมากไปกว่านี้ แค่นี้ก็รบกวนพี่เขามากแล้ว

“ครับ ว่าแต่พี่ชื่อ...”

“พี่ไปนะ ไว้เจอกัน!!”

พี่เขาไม่รอให้ผมถามจบ แต่กลับออกวิ่งไปก่อนโดยที่ผมทำได้แค่มองตามอย่างเสียดาย เพราะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เขาเลยแม้แต่ชื่อแซ่ก็ถามไม่ทัน

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือหัวใจผมเต้นแรงจนเจ็บไปหมดยามพี่เขายืนอยู่ตรงหน้า... ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรแต่ผมรู้แค่ว่ามันเป็นการใจเต้นในแง่ที่ดี

ไม่เป็นไร ยังไงผมก็จะต้องตามหาพี่เขาให้เจอ และผมก็ต้องตอบแทนพี่เขาให้ได้ในอนาคต ไม่ว่าพี่เขาจะอยากได้อะไรจากผมก็ตาม...
.
.
.
To Be Continue

------------------------------------------------------------------

ฝากติดแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ แล้วเดี๋ยวตอนหน้ามาลุ้นกันค่ะว่าน้องไนล์จะได้เจอพี่คนใจดีอีกเมื่อไหร่ ... ^^

ชอบไม่ชอบคอมเม้นท์บอกกันได้นะคะ ขอบคุณทุกคนมากๆ เลยค่ะ ... รัก ♡

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
มาไว ไปไว555

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
warning: เนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่ได้อ้างอิงจากข้อเท็จจริงทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์แขนงใด เป็นเพียงจิตนาการที่เกิดขึ้นจากผู้แต่งเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ



Universe 2nd : Too Late



“นทีธัชช์ พี่ต้องการคำตอบดีๆ สักคำตอบว่าทำไมเราไม่เอาหนังสือไปให้พี่ ปล่อยให้พี่รอตั้งนานแถมยังต้องมาโกหกแม่ให้เราอีกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีทั้งที่ไม่ได้เรียบร้อยเลยสักนิด”

ผมนั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนเตียงพี่เทมส์ที่ตอนนี้เจ้าของเตียงกำลังยืนกอดอกจ้องหน้าผมเขม็ง แถมน้ำเสียงที่ใช้ยังดุมากๆ อีก ผมรู้ได้ในทันทีเลยว่าตอนนี้พี่เทมส์กำลังโกรธผมมากแน่ๆ

“มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นนิดหน่อยครับ” ผมอ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียง รับรองได้ว่าจากนาทีนี้เป็นต้นไปผมต้องถูกพี่เทมส์ดุยกใหญ่แน่ๆ

“อุบัติเหตุ? อุบัติเหตุอะไร? บอกพี่มาเดี๋ยวนี้นะไนล์” พี่เทมส์ทรุดตัวลงนั่งข้างผม ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจังทำเอาผมต้องก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาพี่ชายตัวเองแม้แต่น้อย

“แต่ไนล์กลัวพี่เทมส์ดุ ไนล์ไม่กล้าเล่า” ผมพูดเสียงแผ่วให้พี่ชายที่นั่งข้างกันได้ถอนหายใจออกมาหนักๆ ก่อนจะวาดแขนมาโอบไหล่ผมแล้วดึงผมเข้าไปกอด

พี่เทมส์จูบหนักๆ มาที่ขมับผม ผมหลับตาซึมซับความอ่อนโยนที่พี่ชายของผมมักจะแสดงออกกับผมบ่อยๆ เอาไว้ ก่อนที่เสียงทุ้มที่แสนจะคุ้นหูในความทรงจำของผมจะดังขึ้นอย่างอบอุ่นไม่เจือความจริงจังเท่าในตอนแรก

“พี่เคยดุไนล์ได้เกินสามประโยคเหรอ? แต่ถึงพี่ดุก็ดุเพราะเป็นห่วงไนล์มาก ไนล์ก็รู้นี่ครับว่าทำไม”

ผมพยักหน้าหงึกๆ อยู่ในอ้อมแขนกว้างที่คุ้นเคยเพราะรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คนในครอบครัวทำนั่นก็เพราะความหวังดีทั้งนั้น ผมจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่ชายฟังถึงแม้จะโดนดุก็คงเลี่ยงไม่ได้ เพราะยังไงสุดท้ายแล้วผมก็ไม่เคยมีความลับกับพี่เทมส์ได้เลยสักครั้งตั้งแต่เกิดมา

“ตอนที่ไนล์ถึงโรงเรียนพี่เทมส์ ไนล์บอกให้ลุงชัยรออยู่ที่รถ ไม่ต้องเข้าไปด้วยกัน เพราะไนล์อยากเดินเล่นสำรวจนั่นนี่นิดหน่อย ไนล์กลัวว่าถ้าลุงชัยลงมาด้วยกันแล้วไนล์จะเถลไถลไม่ได้”

ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ตอนที่ภาพต่างๆ เมื่อตอนกลางวันไหลย้อนเข้ามาในความทรงจำ ตัวผมเริ่มสั่นเพราะความกลัวที่อยู่ลึกๆ ในใจ ก่อนที่ใบหน้าใจดีของพี่ชายคนนั้นจะปรากฎขึ้น ทำให้ตัวที่เริ่มสั่นและความกลัวที่ผุดขึ้นมาจะค่อยๆ บรรเทาลงจนผมควบคุมตัวเองได้ในที่สุด

“แต่ตอนที่ไนล์กำลังจะเดินถึงอาคารเรียนที่พี่รออยู่ จู่ๆ ไนล์ก็เจอผู้ชายตัวใหญ่ๆ สามคนเข้ามาล้อมไว้ เขา.. พวกเขา..” ผมเริ่มเลียริมฝีปากที่อยู่ๆ ก็แห้งผาก ในขณะที่อ้อมกอดของพี่เทมส์ก็ดูเหมือนจะแน่นขึ้นโดยไม่มีสาเหตุทั้งที่ผมก็รู้ดีว่ามันเป็นเพราะอะไร

พี่เทมส์พอจะเดาออกว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น...

“พวกมันได้ทำอะไรไนล์รึป่าว? บอกพี่มาห้ามโกหก”

พี่เทมส์ไม่รอให้ผมเล่าต่อ เขาดันตัวผมออกจากอ้อมกอดพร้อมกับถามคำถามด้วยน้ำเสียงจริงจังและเต็มไปด้วยโทสะ ดวงตาคมปราบที่ได้มาจากผู้เป็นพ่อจ้องมองผมราวกับจะมองหาความจริง ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เคยโกหกพี่ชายตัวเองได้สักครั้ง เขาถึงมองสบเข้ามาที่ดวงตากลมของผมนิ่งเพราะเขารู้ดีว่าความเป็นจริงทุกอย่างสามารถหาได้จากที่ไหน

“มะ.. ไม่ครับ แค่เกือบ พอดีมีคนมาช่วยไนล์ไว้ได้ทัน”

สีหน้าพี่ชายของผมเปลี่ยนไปจนน่ากลัวเมื่อได้ยินผมบอกแบบนั้น ทำเอาผมต้องโผเข้ากอดเขาไว้แน่น รู้สึกผิดก็รู้สึก กลัวก็กลัว ที่มากที่สุดก็คือกลัวพี่เทมส์จะโกรธ จนพาลให้น้ำตาไหลออกมาดื้อๆ

“พี่เทมส์ ... ฮึก ไนล์ขอโทษ ไนล์ขอโทษครับ ฮืออ ต่อไปไนล์จะไม่ดื้อ ไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”

ผมกอดพี่เทมส์ไว้แบบนั้นจนร่างกายที่เครียดเกร็งของคนเป็นพี่ผ่อนคลายลง และในที่สุดผมก็ได้ยินเสียงพรูลมหายใจออกมาช้าๆ พร้อมกับอ้อมกอดอุ่นๆ ที่โอบล้อมรอบตัวให้ผมได้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง

“เฮ้อ... พี่ไม่ได้โกรธไนล์ พี่โกรธตัวเอง พี่เกือบเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไนล์ถูกทำร้ายและได้รับอันตราย ถ้าพี่ไม่..”

“พี่เทมส์มันไม่ใช่นะ ฮึก.. พี่เทมส์ห้ามพูดแบบนี้ แค่นี้ไนล์ก็รู้สึกผิดจะแย่แล้ว เป็นเพราะไนล์ดื้อเองไนล์ไม่เชื่อฟังที่แม่กับพี่บอก ไนล์เลยต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ อึก..”

พี่ชายของผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเมื่อเห็นว่าผมร้องไห้ไม่หยุด เขาทั้งโอ๋ทั้งปลอบผมอยู่ยกใหญ่ จนผมสงบลงทั้งที่น้ำตายังเปรอะเต็มสองแก้ม

“ไนล์พร้อมจะคุยกับพี่หรือยัง หื้ม?”

ผมพยักหน้ารับ ก่อนที่พี่เทมส์จะดันตัวผมออก เพื่อคุยกันดีๆ

“ไนล์รู้ใช่ไหมครับว่าทำไมทั้งพี่ ทั้งแม่ ทั้งพ่อถึงตามประคบประหงมไนล์เหมือนไข่ในหินแบบนี้”


ใช่ผมรู้ ผมรู้ดี... ผมไม่มีทางลืมได้หรอกว่าเพราะความเป็นตัวประหลาดของผมถึงทำให้คนในครอบครัวต้องเป็นห่วงขนาดนี้


“พวกเราไม่อยากให้มีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นกับไนล์ทั้งนั้น ตอนนี้ไนล์ยังเด็กไนล์เลยอาจจะระแวดระวังอะไรได้ไม่มากพอ เดี๋ยวอีกหน่อยถ้าไนล์โตขึ้นมากกว่านี้ดูแลและช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่านี้ ตอนนั้นพี่กับพ่อกับแม่อาจจะไม่ต้องตามดูแลไนล์แล้วหรือถ้ามันอาจจะพอมีทางรักษาได้... พี่เลยอยากให้ไนล์อดทน”

“พี่เทมส์ ทำไมไนล์ต้องเป็นแบบนี้ด้วย ไนล์อยากเป็นเหมือนคนปกติคนอื่น ไม่อยากเป็นตัวประหลาดเลย.. ฮึก”

ผมพูดพลางปล่อยให้น้ำตาไหลลงข้างแก้มเงียบๆ นึกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง ไม่เข้าใจสักนิดว่าผมไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้ทำไมถึงไม่เกิดมาปกติเหมือนคนอื่น


ทำไมต้องเกิดมาประหลาดเป็นผู้ชายแต่กลับตั้งท้องได้เหมือนผู้หญิง


.... นี่แหละความลับของผมและครอบครัว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุผลเดียวนั่นก็คือ ‘ผมตั้งท้องได้’ และมันก็เป็นความลับที่ติดตัวผมมาแล้วสิบห้าปีเต็มๆ

ครอบครัว นรดิษฐ์โยธิน ของผมมีกันอยู่สี่คนพ่อแม่ลูก ตอนที่เด็กชาย นทีบดี นรดิษฐ์โยธิน เกิดพ่อกับแม่ของผมเลือกที่จะตั้งชื่อเด็กชายโดยใช้ความหมายของชื่อท่านทั้งสองมาอยู่ในชื่อของพี่ชายผม อธิปัตย์ชื่อของพ่อ แปลว่ายิ่งใหญ่ ส่วนนีราภาชื่อของแม่แปลว่า ประกายน้ำ ดังนั้น นทีบดี จึงแปลว่าเจ้าแห่งแม่น้ำ รวมถึงเทมส์ที่เป็นชื่อเล่นก็หมายถึงแม่น้ำสายใหญ่ที่หล่อเลี้ยงประเทศอังกฤษ พี่เทมส์เกิดมาตรงตามใจพ่อกับแม่ทุกอย่าง เขาทั้งฉลาด ทั้งเก่ง ทั้งหน้าตาหล่อเหลา พี่เทมส์แทบจะถอดพ่อมาทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างสูงใหญ่หรือหน้าตาคมคาย ในขณะที่แม่ผมเป็นผู้หญิงร่างเล็ก หน้าตาสวยหวาน ซึ่งพี่เทมส์แทบจะไม่เฉียดมาทางท่านเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นท่านทั้งสองก็ทั้งรักและภูมิใจในตัวพี่เทมส์มาก จนพี่เทมส์เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มน้อยน่ารักในวัยสามขวบแม่ผมก็ได้รับข่าวดีว่าตัวเองกำลังตั้งท้องอีกครั้ง ซึ่งเด็กในท้องก็คือผม ... เด็กชายที่เกิดมาพร้อมกับความแปลกประหลาดที่หาสาเหตุไม่ได้

ตอนที่แม่คลอดผมออกมาเป็นเด็กผู้ชายทุกคนก็ดูไม่ประหลาดใจเท่าไหร่ พ่อกับแม่ไม่ได้ผิดหวังเพราะลูกคนที่สองนี้ท่านไม่ได้คาดหวังว่าต้องเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย พวกท่านเลือกที่ไม่อัลตร้าซาวด์ดูเพศผมแต่เลือกที่จะไปรอลุ้นเอาตอนผมเกิด และพอผมคลอดออกมาทุกคนก็ดีใจมากแต่คนที่ดูเหมือนจะดีใจสุดกลับกลายเป็นพี่เทมส์

พี่เทมส์ผู้ซึ่งพร่ำบอกกับพ่อและแม่เสมอว่าอยากได้น้องผู้ชายไว้เล่นต่อสู้ ขี่จักรยาน ปีนต้นไม้ และทำอะไรทะโมนๆ ด้วยกัน แต่พอพี่เทมส์เห็นหน้าผมทุกความคิดที่เขาเคยคิดไว้ตามประสาเด็กสามขวบก็ถูกพับลง และแปรเปลี่ยนเป็นความหวงแหนแทน นั่นเป็นเพราะผมเป็นเด็กผู้ชายที่จิ้มลิ้มเกินกว่าจะพาไปเล่นอะไรแผลงๆ อย่างที่พี่เทมส์เคยวาดฝันไว้ได้ สิ่งที่พี่เทมส์คิดอย่างเดียวในตอนนั้นคือ

‘น้องตัวเล็กนิดเดียว... เทมส์จะดูแลและปกป้องน้องเอง’

นทีธัชช์ นรดิษฐ์โยธิน แม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจาก แม่น้ำไนล์ จึงกลายมาเป็นชื่อจริงและชื่อเล่นของผม แต่ในความเป็นจริงผมกลับไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น...

ผมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก เรียกได้ว่าตัวเล็กตั้งแต่เกิด ถ้าพี่เทมส์ถอดพ่อมาทั้งภาคส่วน ผมเองก็คงถอดแม่มาทั้งร่างโดยไม่เฉียดไปที่พ่อเลยสักนิดเหมือนกัน ผิวผมขาวจนอมชมพู ใบหน้าเล็กรูปไข่ ดวงตากลมโตแถมยังแพขนตายังหนางอนตั้งแต่เด็ก ใครก็บอกว่าผมเป็นเด็กจิ้มลิ้ม พ่อกับแม่หลงผมมาก ตอนผมเป็นเจ้าเด็กทารกใครๆ ก็อยากจะอุ้มชู โดยที่ทุกคนไม่เฉลียวใจสักนิดว่าทำไมผมถึงตัวเล็กผอมบางและไม่มีส่วนไหนที่คล้ายคลึงพี่เทมส์เลย จนกระทั่งถึงการตรวจสุขภาพตอนครบกำหนดหกเดือน

คุณหมอเริ่มเห็นพัฒนาการบางอย่างของผมซึ่งมีความคล้ายคลึงกับพัฒนาการของเด็กผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย คุณหมอจึงขอทำการตรวจสุขภาพและร่างกายของผมอย่างละเอียดอีกครั้ง นั่นทำให้พบว่าผมมีฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน อยู่ในระดับที่สูงกว่าเพศชายปกติทั่วไป ซึ่งส่งผลให้ผมมีพัฒนาการ ‘บางอย่าง’ ออกมาให้เห็นชัดเจนกว่าเด็กชายคนอื่นๆ เช่นผิวขาวละเอียด ใบหน้าเรียวเล็ก รูปร่างบอบบาง สะโพกกลมกลึงได้สัดส่วน และที่สุดของความแปลกที่เป็นเหตุให้ที่บ้านผมต้องระมัดระวังในการดูแลผมเป็นพิเศษนั่นก็คือ ผมมีรังไข่ซึ่งสามารถปฏิสนธิได้หากเจอกับน้ำเชื้อของผู้ชายถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ผมสามารถตั้งท้องได้แม้จะอยู่ในเพศสภาพของการเป็นผู้ชายก็ตาม

พ่อกับแม่ตกใจมากพอได้รู้เรื่องราว พวกท่านถามกับหมอตรงๆ ว่าผมเป็นกะเทยหรือเปล่า ประเภทที่ว่าผมมีสองเพศในตัวคนเดียวอะไรแบบนั้น ซึ่งหมอก็ยืนยันว่าผมเป็นผู้ชายแท้แต่แค่เป็นผู้ชายที่มีฮอร์โมนบางอย่างที่สูงเกินไป จนทำให้ร่างกายผิดปกติ หากจะเรียกว่าเป็นอาการป่วยก็คงไม่ผิด เพียงแต่มันผิดตรงที่เป็นอาการป่วยที่ไม่มีทางรักษาได้ก็เท่านั้น

แต่ไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่ของผมจะไม่หาทางรักษา พวกท่านพาผมไปตรววจไปหาหมอที่ต่างประเทศแต่ก็ไม่มีหมอคนไหนของมุมโลกเคยเห็นเคสแบบผมมาก่อน โชคยังดีที่ร่างกายภายนอกของผมไม่ได้ผู้หญิงจ๋าเสียขนาดนั้น ติดแค่เรื่องตัวเล็กกับหน้าหวาน นอกนั้นเรื่องอื่นผมก็ไม่ได้ต่างจากเด็กผู้ชายปกติคนอื่นๆ ซึ่งเรื่องตัวเล็กกับหน้าหวานถ้ามองว่าเป็นกรรมพันธุ์ที่ผมได้มาจากทางแม่ก็ไม่น่าจะมีใครสงสัย ดังนั้น ครอบครัวของผมจึงไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้นอกจากคนในครอบครัว และคนรับใช้เก่าแก่ในบ้านเท่านั้น เพราะผมต้องได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษ อาจจะไม่ถึงขั้นห้ามไปไหนแต่ก็ต้องมีคนไปด้วยในทุกๆ ที่ เพื่อให้สบายใจได้ว่าผมจะปลอดภัยไม่ให้เกิดอะไรผิดพลาดโดยไม่จำเป็น

พอตอนที่ผมอายุได้เกือบๆ สิบขวบ ตอนที่พ่อกับแม่เห็นว่าผมพอที่จะเข้าใจอะไรได้แล้ว ท่านจึงบอกเรื่องนี้ให้ผมรับรู้เพราะผมเอาแต่งอแงถามพวกท่านกับพี่เทมส์ว่าทำไมต้องตามดูแลกันขนาดนี้ ผมอยากออกไปเล่นกับเพื่อน ไปปีนต้นไม้ ยิงนก ตกปลา อะไรก็ได้แบบที่เพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ เขาทำกันแต่พ่อกับแม่ผมก็ห้ามตลอด จนพอผมรู้ความจริงผมก็ตกใจมาก จำได้ว่าร้องไห้ไม่หยุดสับสนอยู่เป็นเดือนๆ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเพศไหนกันแน่ เป็นผู้ชายหรือเป็นผู้หญิง ผมเครียดมากจนทุกคนเป็นห่วงแล้วก็เป็นพี่เทมส์ที่ตอนนั้นน่าจะขึ้นมัธยมต้นแล้วเดินมากอดผมไว้แล้วกระซิบกับผมเบาๆ แต่หนักแน่นว่า...


‘ไม่ว่าไนล์จะเป็นเพศไหน เป็นผู้ชายหรือเป็นผู้หญิง แต่พี่อยากไนล์รู้ไว้ว่าไนล์จะเป็นน้องของพี่เสมอ และความจริงข้อนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พี่จะอยู่ข้างๆ ไนล์ ดูแลไนล์จนกว่านายจะดูแลตัวเองได้หรือมีใครคนที่ไนล์อยากจะให้เขาช่วยดูแล’


ผมในเวลานั้นร้องไห้โฮราวกับเด็กน้อยกำลังหลงทาง คำพูดของพี่เทมส์ปลดล็อคทุกความหนักอึ้งในใจทำให้ผมคิดได้ว่าต่อให้ผมจะไม่มีใคร แต่ผมก็จะยังมีพ่อมีแม่มีพี่ชายคอยอยู่ข้างเสมอๆ จนกว่าผมจะไม่ต้องการ

ผมที่ตอนนั้นไม่เคยได้เข้าใจอะไรในความรักเพราะยังเด็กกว่ากว่าจะเรียนรู้ เพียงแค่ได้ยินว่าพี่ชายจะไม่ทิ้งไปไหนก็เพียงพอแล้วสำหรับโลกใบเล็กของเด็กประถม ซึ่งพี่เทมส์เองก็ทำตามสัญญาได้ดีมาโดยตลอด ด้วยความที่เราอายุห่างกันไม่มากพี่เทมส์จึงเป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ และทั้งพ่อและแม่ได้ในบางคราวเราจึงสนิทกันมาก ผมคุยกับพี่เทมส์ได้ทุกเรื่องและพี่เทสม์เองก็รู้ทุกเรื่องของผมไม่ต่างกัน

ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงโอบกอดผมไว้แน่น และพูดปลอบผมด้วยประโยคที่ผมคุ้นชิน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็อบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้ยิน

“ชู่ว ไม่เอาไม่พูดแบบนี้นะครับไนล์ สำหรับพี่ สำหรับพ่อสำหรับแม่ ไนล์ไม่ได้เป็นตัวประหลาดอะไรทั้งนั้นไนล์เป็นลูกชายที่ดีเป็นน้องชายที่น่ารัก ไนล์ประหลาดตรงไหนไม่เลยสักนิด เพราะฉะนั้นห้ามเอาเรื่องนี้มาบั่นทอนตัวเองตกลงไหม”

“ตอนแรกไนล์ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมพี่เทมส์กับพ่อกับแม่ต้องเข้มงวดตามติดไนล์ขนาดนั้น ไนล์แค่อยากมีอิสระทำอะไรโดยลำพังบ้าง จนพอเหตุการณ์เมื่อบ่ายเกิด...ตอนนั้นไนล์นึกถึงแต่หน้าพี่กับพ่อกับแม่และถึงได้ความเข้าใจหวังดีทุกอย่าง เพราะไนล์ยังเด็ก ยังอ่อนแอเกินไปเลยรับมือเรื่องพวกนี้คนเดียวลำพังไม่ได้ ไนล์เข้าใจแล้ว”

พี่เทมส์ไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ลูบศีรษะผมเบาๆ ปลอบประโลมจนผมรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยดีเมื่ออยู่ตรงนี้ อยู่ในอ้อมกอดของคนเป็นพี่ที่พร้อมจะปกป้องผมเสมอ

“ว่าแต่ไนล์จำหน้าคนที่มาช่วยไนล์ได้ไหมครับ ถามชื่อเขาไว้ไหมพี่จะได้ไปขอบคุณเขาที่ช่วยไนล์ของพี่ไว้ได้ทัน”

ผมส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับเม้มปาก รู้สึกเจ็บใจตัวเองไม่หายเพราะความขี้อาย ขี้ไม่มั่นใจ ทำให้ผมพลาดโอกาสดีๆ ที่จะได้รู้จักพี่คนใจดีไปหมด

“ไนล์จำหน้าพี่เขาได้ครับแต่ไนล์ไม่ได้ถามชื่อไว้ พี่เขาบอกว่าเพื่อนรออยู่แล้วก็วิ่งไปเลย” ผมทำหน้าหงอย ก่อนจะตาโตเมื่อนึกขึ้นได้ “แต่ไนล์ว่าพี่เขาต้องอยู่โรงเรียนเดียวกับพี่เทมส์แน่ๆ น่าจะมอหกด้วยเพราะเขาตัวสูงสูงพอๆ กับพี่เทมส์เลย”

“เหรอครับ? อืมม.. แต่ก็มีสิทธิ์เพราะวันนั้นมีมอหกหลายกลุ่มเหมือนกันที่ไปนั่งทำรายงานที่โรงเรียน พี่ว่าทั้งไอ้คนที่ลวนลามไนล์ทั้งคนที่ช่วยไนล์ไว้ก็น่าจะอยู่มอหกด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ เอาไว้เดี๋ยวพี่จะลองไปสืบดู”

สีหน้าอบอุ่นของพี่เทมส์เปลี่ยนไปอีกครั้งพอพูดถึงเรื่องนี้ มือใหญ่ที่เคยลูบหัวผมกำแน่นแถมแววตายังดูเอาเรื่องมากๆ ด้วย อย่างที่บอกเพราะเราสนิทกันมา และเพราะผมเป็นแบบนี้พี่เทมส์จึงปกป้องดูแลผมอย่างดีมาโดยตลอด เวลามีใครมาแกล้งหรือทำท่าเหมือนจะมาลวนลามพี่เทมส์ก็ซัดกลับไปทุกครั้ง ดังนั้นเรื่องของผมจึงเป็นเรื่องใหญ่ของพี่เทมส์เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

“ไนล์ไม่เป็นอะไรแล้วครับพี่เทมส์ ช่างมันเถอะนะ”

ผมร้องขอเพราะไม่อยากให้พี่เทมส์เดือดร้อนเพราะผมอีก นี่ก็ใกล้จะจบมอหกแล้วด้วย ผมไม่อยากให้มีปัญหา

“แต่มันรังแกไนล์ พี่ยอมไม่ได้” ผมต้องยื่นมือไปลูบต้นแขนพี่ชายเบาๆ ก่อนจะเอาหัวเล็กๆ ของตัวเองไถอ้อน

“แต่ถ้าพี่มีเรื่องแล้วถึงหูพ่อกับแม่ ไนล์ต้องแย่แน่ๆ เลย พี่เทมส์ก็รู้ว่าพ่อกับแม่เคยบอกไว้ว่า ถ้าไนล์มีอันตรายจนเกือบจะพลาดพลั้งหรือเลยเถิดไนล์ต้องถูกส่งไปรักษาตัวที่อังกฤษ ... ไนล์ไม่อยากไป ไนล์อยากอยู่กับพี่เทมส์”

พี่ชายผมชะงักกึกเมื่อนึกถึงความเป็นจริงข้อนี้ เพราะว่ามันจริงอย่างที่ผมบอก พ่อกับแม่เคยตกลงกันไว้ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมมีอันตราย หรือมีเหตุที่ผมจะพลาดพลั้งพวกเขาจะส่งผมไปรักษาตัวที่อังกฤษ ซึ่งเรามีบ้านคุณอาอยู่ที่นั่น และมันจะหมายความว่าเราสองคนพี่น้องจะต้องห่างกัน ซึ่งคนติดน้องแบบพี่เทมส์ต้องไม่มีวันยอมแน่ๆ

“ก็ได้ พี่ไม่ตามหามันก็ได้ แต่ถ้ามันมายุ่งกับไนล์อีกพี่ไม่เอามันไว้แน่ ต่อให้พลิกโรงเรียนหาพวกมันพี่ก็จะทำ โอเคไหมครับ?”

“โอเคครับ” ผมรีบรับปากเมื่อเห็นพี่เทมส์ยอมอ่อนลง อีกอย่างเพราะไม่ว่ายังไงผมก็คงไม่ได้ไปโรงเรียนพี่เทมส์ด้วยตัวคนเดียวอีกแน่ๆ

“ถ้างั้นก็ไปล้างหน้าล้างตาแล้วลงไปทานข้าวได้แล้ว เดี๋ยวพ่อกับแม่จะสงสัยเอา” พี่เทมส์รีบฉุดผมให้ลุกจากเตียง ก่อนจะจับผมหันหลังแล้วดันไหล่เบาๆ เดินไปห้องน้ำด้วยกันแบบขบวนรถไฟสมัยเด็ก

แต่จู่ๆ ผมก็หันหลังกลับมาหาพี่ชายก่อนจะเอ่ยอ้อน เพราะรู้ว่าพี่เทมส์จะใจอ่อนแน่ถ้าผมทำแบบนี้ ไม่ว่าขออะไรก็จะให้เสมอ

“พี่เทมส์สัญญากับไนล์ก่อนว่าจะไม่บอกพ่อกับแม่เรื่องนี้... ให้เป็นความลับของเราสองคน น้า.. นะครับ”

พี่เทมส์มองหน้าผมยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาบิดจมูกผมเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว

“เรามันฉลาด ขี้ต่อรอง รู้จักอ้อน เพราะรู้ว่าพี่จะตามใจไม่เคยขัดถูกไหม หื้ม?”

ผมหัวเราะจนตาปิดและเสียงหัวเราะของผมก็ทำให้บรรยากาศขมุกขมัวมาคุที่เคยอบอวลอยู่ในห้องพี่เทมส์ละลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง

“เฮ้อ... ยิ้มแบบนี้พี่จะขัดเราได้ยังไงล่ะเจ้าตัวแสบเอ๊ย!”

ผมยิ้มกว้าง ก่อนจะควงแขนพี่ชายเดินเข้าห้องน้ำพลางคิดในใจว่าอ้อนพี่เทมส์อีกหน่อยดีกว่าจะได้ไม่ต้องล้างหน้าเอง

.

.

.

หลังจากวันนั้น ผมก็พยายามมองหาพี่ชายใจดีคนนั้นทุกครั้งเวลาที่ออกนอกบ้าน ผมพยายามมองหาตามถนนแถวๆ โรงเรียน มองหาตามทางเท้าข้างทาง ยิ่งวันไหนที่ต้องแวะไปรับพี่เทมส์กลับบ้านด้วย ผมจะยิ่งมองหาเป็นพิเศษ แต่ผมก็ไม่เคยเจอพี่เขาอีกเลย จนกระทั่งใกล้ช่วงสอบปลายภาคครั้งสุดท้ายของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก

วันนั้นพี่เทมส์มีติวกับเพื่อน ส่วนผมก็สอบเสร็จนานแล้ว ฝั่งมัธยมต้นของโรงเรียนผมจะสอบปลายภาคเสร็จก่อนฝั่งมัธยมปลายเป็นเดือนๆ เนื่องจากความหนักหน่วงของเนื้อหาและการเรียนการสอนไม่เท่ากัน ผมก็เลยเหลือแค่เรียนเสริมพิเศษกับเตรียมตัวเพื่อข้ามระดับไปเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผมก็คงเรียนที่เดิมจึงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากนักเพราะมันมีโควต้าสำหรับนักเรียนฝั่งมัธยมต้นอยู่แล้วที่สามารถเข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้เลยโดยไม่ต้องสอบ ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะเรียนพิเศษเกี่ยวกับภาษาที่ผมชอบเพื่อฆ่าเวลาหรือก็เรียนอย่างน้อยจนกว่าพี่เทมส์จะสอบเสร็จ เพราะให้อยู่บ้านคนเดียวในช่วงปิดเทอมผมก็เบื่อๆ อุดอู้ สู้ออกมาหาความรู้เพิ่มในระหว่างวันรอพี่เทมส์เลิกเรียนแล้วกลับบ้านพร้อมกันน่าจะดีกว่า

วันนี้ก็เป็นอีกวันหลังเรียนพิเศษเพิ่งเสร็จระหว่างที่ผมนั่งรอพี่ชายอยู่ที่ร้านไอศครีมใกล้ๆ โดยมีลุงชัยนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ผมก็ได้เจอกับคนที่ผมตามหามานาน ..


พี่ชายใจดีคนนั้น


“ไงเรา? มาทำอะไรแถวนี้?”

พี่เขาเดินมานั่งที่โต๊ะเดียวกับผมด้วยเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยที่ผมยังไม่ทันเห็นพี่เขาเลยด้วยซ้ำเพราะกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่

“พี่...” ด้วยอารมณ์ดีใจ ทำเอาผมตกใจจนพูดไม่ออกจนลุงชัยเข้ามาประชิดตัวนั่นแหละ ผมถึงได้รู้สึกตัว

“คุณเป็นใครครับ?” ลุงชัยถามพลางลุกพรวดมายืนข้างเก้าอี้ตัวที่ผมนั่ง ในขณะที่พี่เขาทำหน้างงๆ ผมถึงได้สติลุกขึ้นห้าม

“ลุงชัยครับลุงชัย ผมรู้จักพี่เขาครับ” ลุงชัยหันมามองหน้าผม พร้อมกับทำหน้าสงสัยน้อยๆ ก่อนจะถามย้ำ

“คุณหนูแน่ใจนะครับว่ารู้จัก?” ผมหน้าซีดลูกตากลมกลอกไปมา แน่นอนว่าเรื่องคราวนั้นไม่มีใครรู้นอกจากพี่เทมส์ ผมเลยจำเป็นต้องหาเหตุผลเพื่อบอกกับลุงชัยให้ได้ว่าผมรู้จักกับพี่เขาได้ยังไง

“ครับ เจอกันคราวที่แล้วพี่เขาบอกทางไปห้องน้ำให้ไนล์” ผมหลับหูหลับตาบอกเหตุผลที่นึกขึ้นได้สดๆ ร้อนๆ ซึ่งลุงชัยเองก็ขมวดคิ้วนิดหน่อยตอนได้ยิน แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรก่อนที่จะถอยไปนั่งที่โต๊ะตัวเองเหมือนเดิม

แต่พี่คนใจดีนี่สิ จ้องผมตาเขม็งเลย ทำเอาผมเลิ่กลั่กได้แต่หลบสายตาเขาไปมาอยู่อย่างนั้น

“พี่บอกทางเราไปห้องน้ำเหรอ? ไม่เห็นจำอะไรแบบนั้นได้เลย”

“คือ.. ผมไม่ได้บอกให้ที่บ้านรู้น่ะครับ ผม.. ผมไม่อยากให้ที่บ้านเป็นห่วง พี่ไม่โกรธใช่ไหมครับที่ผมโกหกแบบนั้น”

ผมรีบละล่ำละลักถามพอได้ยินพี่เขาพูดมาเสียงเรียบแบบนั้น ใจผมร้อนรนไปหมดกลัวพี่เขาจะโกรธจะผิดหวังที่ผมเป็นเด็กขี้โกหก แต่แล้วทุกความกังวลก็ต้องสงบเมื่อได้ยินเสียงทุ้มของพี่เขาหัวเราะออกมาเบาๆ

“หึ... ก็ไม่ได้ว่าอะไร” พี่เขายื่นมือมาลูบศีรษะผมเบาๆ แบบที่เขาเคยทำเมื่อคราวที่แล้ว ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงใจดีแบบที่ผมชอบ “เราน่ะโคตรน่าแกล้งเลยรู้ตัวป่ะ? ตอนทำหน้าตกใจนี่โคตรน่ารัก ตาถลนแทบจะออกมานอกเบ้า ฮ่าๆ”

“พี่อ่ะ...” ผมครางเบาๆ ปนความโล่งใจเมื่อรู้ว่าถูกพี่เขาหยอก ก่อนจะทำใจกล้าถาม เมื่อเห็นว่าได้โอกาสที่จะทำความรู้จักพี่เขาแล้ว “พี่ชื่ออะไรเหรอครับ ครั้งที่แล้วผมยังไม่ทันได้ถาม ไม่ทันได้ขอบคุณเลย”

พี่เขายิ้มให้ผม ... แล้วจู่ๆ ก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายของผมก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“ชื่อภู .. พี่ชื่อภู”

“พี่ภู...” ผมทวนชื่อพี่เขาเบาๆ ก่อนที่จะยิ้มออกมา

พี่ภูคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือพี่ภูคนเดียวกับที่เคยช่วยผมไว้เมื่อหลายวันก่อน นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้เจอกับเขา และเป็นครั้งที่สองที่ผมได้เห็นเขาเต็มตา พี่ภูเป็นเด็กผู้ชายตัวสูงใหญ่ เขาน่าจะสูงพอๆ กับพี่เทมส์พี่ชายผมหรืออาจจะดูสูงกว่าอีกด้วยซ้ำ คงประมาณร้อยแปดสิบกว่าๆ ช่วงไหล่กว้าง ลำตัวหนาแต่ไม่ถึงกับเทอะทะจนน่าเกลียดเพียงแต่สมส่วนกับสูงของเขา

ที่สำคัญคือใบหน้าของพี่ภูหล่อเหลาเทียบเท่ากับพี่ชายของผมได้เลย ตาเขาเรียวคม แถมจมูกก็ยังโด่งมากๆ รับกับริมฝีปากหยักลึกที่พอยิ้มทีก็ดูหล่อร้ายจนผมแอบมองตาค้าง พี่ภูจัดได้ว่าหน้าตาดีมากๆ แบบนี้สาวๆ ต้องติดตรึมแน่ๆ

“ยิ้มอะไรเรา? ชื่อพี่ตลกเหรอ? หรือว่าโหล?” พี่เขาถามกลับทั้งที่ริมฝีปากยังคงเปื้อนรอยยิ้มไม่ต่างจากผม

“เปล่าครับ ผมแค่คิดว่าชื่อนี้เหมาะกับพี่ดี .. เหมาะมากๆ เลย” ผมพูดพลางทำหน้าจริงจังเพื่อยืนยันคำพูดตัวเองให้พี่ภูต้องหลุดขำออกมาอีกรอบ

“พี่แซวเล่น ไม่ได้จะว่าอะไร” พี่ภูยิ้มขำ ก่อนจะยื่นมือมาลูบศีรษะผมเบาๆ อีกครั้ง “ว่าแต่ยังไม่ได้ตอบพี่เลยนะว่าเรามาทำอะไรแถวนี้ หื้ม?”

“อ๋อ ผมมารอพี่ชายติวครับ น่าจะใกล้เสร็จแล้ว” ผมตอบก่อนที่พี่ภูจะทำตาโตราวกับนึกอะไรได้

“เออใช่! ตายห่าแล้วเนี่ย” อยู่ๆ พี่ภูก็สบถออกมา “พี่ไปก่อนนะ เพื่อนให้ไปซื้อของแต่พอดีเห็นเราจากหน้าร้านพี่เลยแวะมาทัก”

ผมพยักหน้ารับงงๆ เพราะเจอพี่ภูกี่รอบพี่ภูก็ดูรีบทุกรอบ แม้แต่รอบนี้พอพี่ภูบอกลาผมเสร็จก็พรวดพราดออกประตูไปทันที ให้ผมได้แต่นั่งงงเพราะยังตั้งตัวไม่ทัน

แต่พอนึกถึงท่าทางของพี่ภูที่ผมได้เห็นเมื่อครู่ ก็ทำให้ผมก็หลุดยิ้มออกมา ...

พี่เขาดูเป็นตัวของตัวเองแล้วก็เท่มากๆ ไม่ว่าจะทำอะไร และก็ไม่ต่างจากคราวที่แล้วที่ผมเจอพี่ภู เมื่อผมรู้สึกถึงความสุขและความอิ่มเอมแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งหัวใจจนก้อนเนื้อเล็กๆ ในอกข้างซ้ายเต้นแรงขึ้นมาเบาๆ

และในขณะที่ผมกำลังสงสัยในอาการของตัวเอง จู่ๆ ประตูร้านก็ถูกเปิดพรวดเข้ามาอีกครั้งและก็เป็นพี่ภูที่ยื่นหน้าทั้งที่หอบแฮ่กเข้ามาแค่ครึ่งตัว

“เด็กน้อย ถ้าพรุ่งนี้ต้องมารอพี่ชายอีกก็มารอที่นี่นะ เผื่อพี่ว่างพี่จะแวะมาหาแล้วจะซื้อหนมมาฝากด้วย เคป่ะ?”

ผมมองหน้าพี่เขางงๆ แต่ก็พยักหน้ารับตอนที่เห็นพี่เค้าทำท่าประมาณว่าให้ผมพยักหน้าตามที่พี่เค้าทำ ช่างเป็นคนที่อ่อนต่อโลกจริงๆ ผมน่ะ

“อ่อ.. ครับ”

“ดีมาก พรุ่งนี้เจอกัน บาย”

แล้วพี่เขาก็ไม่รอให้ผมบอกลาเพราะพอจบคำของตัวเอง ประตูหน้าร้านก็ถูกปิด พร้อมๆ กับที่ใบหน้าหล่อเหลาคมคายหายไปจากกรอบสายตาผมเช่นกัน

ว่าแต่พรุ่งนี้ ผมเองก็ควรมีขนมมาฝากพี่ภูเหมือนกันไหมนะ

... แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว

.

.

.

วันต่อมาผมมานั่งรอพี่เทมส์ที่ร้านไอศกรีมร้านเดิมที่นัดแนะไว้กับพี่ภูด้วยใจจดจ่อ ผมไม่มีสมาธิที่จะทำอะไรทั้งนั้นแม้แต่หนังสือเล่มโปรดที่ผมชอบอ่านก็ไม่สามารถดึงความสนใจจากผมได้ เพราะตอนนี้ผมเอาแต่นั่งกำปากถุงคุ้กกี้ที่อยู่ในมือแน่น พลางชะเง้อชะแง้คอยมองทุกครั้งที่ประตูร้านเปิดเข้าเปิดออก เพื่อดูว่าพี่ภูที่ผมรอเจอนั้นจะมาถึงหรือยัง จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงผ่านไป เจ้าของรูปร่างสูงโปร่งดูดีก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับมองหาผมไม่นานอยู่อึดใจก็เจอ

“มารอนานยัง?”

พี่ภูเดินตรงมาหาพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งตรงข้าม ภาพเดียวกับเมื่อวานดูเหมือนจะซ้อนทับและเรียกรอยยิ้มจากผมได้ไม่น้อย

“ไม่นานครับ ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลย”

(อ่านต่อด้านล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-02-2020 22:02:24 โดย Gade_ka »

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(ต่อจากด้านบน)

ตอนที่ผมตอบพี่ภู ผมเห็นลุงชัยหันมามองนิดหน่อยจากโต๊ะข้างๆ แต่พอลุงชัยรู้ว่าพี่ภูคือพี่ชายคนใจดีคนเดียวกับที่บอกทางผมเมื่อวาน ลุงชัยก็หันกลับไปเพื่อให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผมและพี่ภู ซึ่งพี่ภูเองก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ตอนเห็นท่าทางของลุงชัยที่เป็นห่วงผมจนสังเกตเห็นได้ชัด แต่พี่ภูก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรแล้วชวนผมคุยเรื่องอื่นแทน

“ครึ่งชั่วโมงแล้วก็นานเหอะ นี่พี่ชายเรายังติวกับเพื่อนไม่เสร็จเหรอ?” พี่ภูถามพลางมองไปรอบๆ แต่พอผมเอ่ยปากตอบ พี่ภูก็เลื่อนสายตากลับมามองผมแทน

“ยังเลยครับแต่ก็น่าจะใกล้เสร็จแล้วล่ะมั้งครับ วันนี้เห็นบอกไว้ว่าจะเลิกไม่เย็นมาก”

“อือ ดีละ จะได้รีบกลับบ้าน มานั่งตัวเล็กตัวน้อยอยู่คนเดียวแบบนี้ เกิดใครมาจับตัวไปสู้เขาไม่ได้แน่ หึๆ”

พี่ภูพูดแซวแน่นอนว่าลุงชัยคงได้ยิน แกเลยหันมามองตาขวางใส่พี่ภู ซึ่งนอกจากพี่ภูจะไม่โกรธแล้วกลับยังหัวเราะจนตาหยี ในขณะที่ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ใส่พี่เขา

“พี่ภูก็...” ผมได้แต่ครางเสียงอ่อยให้เจ้าของมือใหญ่คงนึกมันเขี้ยว จึงยื่นมือมาขยี้หัวผมเบาๆ

“อ่ะ พี่ซื้อมาให้” พี่ภูยื่นถุงขนมรังผึ้งเจ้าดังที่ขายอยู่ฝั่งมัธยมปลายมาให้ ซึ่งเป็นขนมที่ผมชอบกินมากต้องให้พี่เทมส์ซื้อมาฝากบ่อยๆ แต่พักหลังพี่เทมส์เรียนหนักกว่าจะเลิกเรียนเลิกติวก็ทำเอาขนมรังผึ้งหมด ผมเลยไม่ได้กินมาพักใหญ่แล้ว

“ขนมรังผึ้ง” ผมตาวาว รีบพุ่มมือไหว้คนอายุมากกว่าที่ยังคงส่งยิ้มใจดีให้เหมือนวันแรกที่เจอกัน ก่อนจะรับเอาถุงขนมมาหมุนซ้าย หมุนขวามองด้วยความดีใจ

ดีใจที่ได้กินขนมของโปรดและดีใจที่พี่ภูยอมอุตส่าห์ไปต่อคิวรอซื้อขนมรังผึ้งมาให้ผม

“เจ้านี้อร่อย พี่ชายเราเคยซื้อไปให้กินแล้วใช่ไหม”

ใช่... ขนมเจ้านี้อร่อย อร่อยมาก อร่อยจนเด็กนักเรียนโรงเรียนผมไม่ว่าจะฝั่งมัธยมต้นหรือมัธยมปลายต้องไปต่อแถวยาวเหยียดหลังเลิกเรียนเพื่อรอซื้อ ซึ่งผมก็ไม่เคยไปต่อแถวซื้อเองหรอกเพราะอย่างที่บอกว่าพี่เทมส์จะซื้อมาให้กินทุกครั้งที่ผมขอ แต่มันก็จะต้องมาพร้อมกับคำบ่นแกมระอานิดๆ ที่ต้องรอคิวยาวเหยียดเพื่อขนมรังผึ้งสิบกว่าบาท

“เคยครับ ผมชอบมากๆ” ผมบอกพร้อมกับมองขนมตาเป็นประกาย “ว่าแต่พี่ภูไปต่อคิวรอนานไหมครับนี่ ผมเกรงใจจัง แหะๆ”

“เกรงใจแต่กำถุงขนมแน่นไม่ปล่อยเลยนี่นะ? หึๆ” พี่ภูว่า พลางพยักเพยิดไปที่มือเล็กๆ ของผม ที่ข้างหนึ่งกุมถุงรังผึ้งกับอีกข้างกำถุงคุ้กกี้ไว้ไม่ปล่อย “รอไม่นานหรอก พี่ไปรอกะเพื่อนบ่อยมันชอบไปซื้อให้น้องมัน”

ผมยิ้มอายๆ ส่งให้พี่ภูเพราะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็มีขนมมาให้พี่ภูเหมือนกัน

“นี่ครับ ผมเอามาฝาก” ผมยื่นถุงคุ้กกี้ที่อยู่ในมืออีกข้างให้พี่ภู พร้อมกับพูดอ้อมแอ้มเขินๆ ปนกังวลเพราะไม่แน่ใจว่าถ้าพูดออกไปแล้วพี่ภูอาจจะไม่อยากรับขนมที่ผมให้ไว้ก็ได้ “ผมทำเอง อยากให้พี่ภูลองชิม อาจจะไม่ได้อร่อยมากเท่าขนมรังผึ้งที่พี่ภูซื้อมาฝากแต่พอทานได้แน่ๆ ครับ ผมรับรอง”

พี่ภูหรี่ตามองผมเหมือนไม่ไว้วางใจในสิ่งที่ผมพูดเท่าไหร่นัก ซึ่งการกระทำที่ว่าของเขาทำเอาผมหน้าเสียกลัวว่าพี่เขาจะไม่กล้ากินคุ้กกี้ที่ผมทำให้จริงๆ

“แต่ถ้าพี่ภูไม่อยากทานเพราะกลัวว่าจะไม่อร่อยก็ไม่เป็นไรนะครับ คือผม...” ผมพยายามจะพูดต่อ แต่ในใจมันตื้อไปหมด ความรู้สึกหน่วงๆ ในอกที่เกิดขึ้นมาในตอนนี้ทำให้ผมสับสนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ที่รู้ๆ เลยก็คือผมรู้สึกไม่ดีมากเหมือนความสุขที่เคยอบอวลก่อนหน้า มันจางหายไปจนเหลือแต่หมอกบางๆ ที่ทำเอาผมอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

“เฮ้ย.. พี่แค่ล้อเล่น อย่าทำตาแดงเหมือนจะร้องไห้ดิวะ” พอได้ยินพี่ภูพูดแบบนั้นผมก็รีบก้มหน้าเม้มปากแน่น นิสัยลูกคนเล็กของบ้านแบบที่พี่เทมส์ชอบล้อเวลาผมงอแงกำลังจะแผลงฤทธิ์ใส่คนที่เพิ่งจะรู้จักกันอย่างพี่ภู

“ผม.. อึก! ไม่ได้จะร้องสักหน่อย!” ผมอ้อมแอ้มเถียงแต่ยังไม่ยอมเงยหน้าสบตาพี่ภู เพราะกลัวพี่เขาจะเห็นว่าผมแอบน้ำตาคลออย่างที่พี่เขาว่าจริงๆ

“ไม่ได้ร้องแล้วทำไมไม่มองหน้าพี่อ่ะ พี่หยอกเล่นเฉยๆ เนี่ยเดี๋ยวกินให้ดูตอนนี้เลยก็ได้ เงยหน้ามาคุยกันก่อนเร็ว”

ผมไม่ยอมทำตามที่พี่ภูบอก ก่อนจะได้ยินเสียงก๊อบแก๊บของถุงพลาสติกที่ถูกันไปมา จากนั้นเสียงพี่ภูก็เงียบไป สักพักเขาก็ยื่นคุ้กกี้ที่ถูกกัดไปแล้วมาตรงหน้าผม

“นี่ไง กินแล้ว อร่อยมาก... เงยมามองตาพี่ดิจะได้รู้ว่าพี่โกหกหรือพูดจริง” ผมเหลือบมองคุ้กกี้ที่อยู่ในมือพี่ภูเห็นว่ามันแหว่งหายไปครึ่งชิ้น ก่อนจะตัดสินใจเงยมองหน้าคนที่นั่งตรงข้ามก็ได้ทันเห็นอีกฝ่ายเคี้ยวคุ้กกี้กร้วมๆ ส่งยิ้มให้ผมจนตาปิด

“อร่อยจริงๆ พี่ชอบ ชอบเพราะมันไม่ได้หวานมาก พี่ไม่ชอบกินอะไรหวานๆ เลี่ยนๆ”

พี่ภูว่าก่อนจะส่งคุ้กกี้อีกครึ่งชิ้นในมือเข้าปากจากนั้นก็เคี้ยวกุบกับๆ จนได้ยินมาถึงผม

“ถ้างั้นครั้งหน้า...” ผมพูดด้วยน้ำเสียงลังเลไม่มั่นใจ แต่ยังไม่ทันที่จะได้รวบรวมความกล้าพูดต่อ พี่ภูก็สวนออกมาเสียก่อน

“ทำมาอีกก็ได้ ขนมอะไรก็ได้ ทำมาให้พี่ลองชิม ขอแค่ไม่หวานมากพี่กินได้หมดแหละ” พี่ภูยิ้ม พลางหยิบคุ้กกี้อีกชิ้นเข้าปาก พอหมดชิ้นพี่ภูก็พูดในสิ่งที่ทำให้ผมต้องยิ้มกว้างออกมา

“สัญญาว่าถ้าอันไหนชอบไม่ชอบ อร่อยไม่อร่อยจะบอกตรงๆ เราจะได้ไม่ต้องคิดมาก ดีป่ะ?”

“ดีครับ ขอบคุณนะครับพี่ภู” ผมยังคงยิ้ม ก่อนที่จะสะดุ้งเบาๆ เมื่อพี่ภูยื่นมือข้างที่ไม่ได้ใช้หยิบคุ้กกี้มาเกลี่ยเบาๆ ที่หางตาของผม

“เด็กขี้แย แล้วมาบอกว่าไม่ได้ร้องไห้ น้ำตานี่อะไรกัน หื้ม?” ผมเกาแก้มแก้เก้อก่อนที่จะหันไปทางอื่น ไม่ยอมตอบพี่ภู ให้พี่ภูต้องหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

“พี่ไปละ เดี๋ยวเพื่อนด่า ไว้พรุ่งนี้เจอกันใหม่จะพยายามแวะมาหามานะ”

“อื้อ.. ครับ” ผมพยักหน้ารับ ให้พี่ภูยื่นมือมาขยี้หัวผมเบาๆ แบบที่เขาชอบทำ

“กินขนมให้อร่อย แล้วพรุ่งนี้พี่จะรอกินขนมเราบ้าง... บายๆ”

ผมพยักหน้ารับอีกครั้งพลางมองพี่ภูที่วิ่งแผล็วออกนอกประตูร้านไปด้วยรอยยิ้มกว้างมากกว่าทุกวัน

... การมานั่งรอพี่เทมส์ติวหนังสือ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออะไรนักหรอก ผมว่านะ

.

.

.

ผมมานั่งรอพี่เทมส์หลังเลิกเรียนพิเศษที่ร้านไอศครีมร้านเดิมทุกวัน และก็เป็นทุกวันที่ผมจะได้เจอพี่ภูประมาณสิบถึงสิบห้านาที ไม่มากหรือไม่น้อยไปกว่านี้ เพราะพี่ภูบอกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่พี่เขาจะอาสาออกมาซื้อเสบียงให้กลุ่มเพื่อนที่กำลังติวกันอยู่ ผมเคยถามว่าแล้วทำไมถึงต้องเป็นพี่ภูออกมาทุกวัน ทำไมถึงไม่เป็นคนอื่นบ้าง ซึ่งคำตอบของพี่ภูก็ทำเอาผมต้องแอบหัวเราะ

‘เพราะพี่เก่ง ออกมาแค่สิบนาทีสิบห้านาทีกลับไปพี่ก็ตามพวกมันได้สบายๆ’

จำได้ว่าวันนั้นผมชอบใจคำตอบของพี่ภูจนยิ้มตาหยี แต่แล้วผ่านไปไม่ถึงนาทีพี่ภูกลับทำให้ใจผมเต้น ความรู้สึกหกคะเมนตีลังกาไปหมด

‘แต่ที่จริงพี่ก็อยากมาเจอเราด้วยแหละ พี่ชอบคุยกับเรา เราทำให้พี่สบายใจหายเครียดกับการติวหนักๆ ด้วย’

นาทีนั้นบอกตามตรงว่าผมใจเต้นแรงมาก หน้าร้อน หูร้อน ร้อนไปหมด จนแอบสงสัยว่าผมกำลังจะเป็นโรคอะไรหรือเปล่า เอาเข้าจริงผมเองก็ไม่เคยสำรวจตัวเองเลยว่าผมมักจะมีอาการแบบนี้บ่อยๆ เวลาอยู่ใกล้พี่ภู ผมไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไรหรืออาจจะเป็นเพราะผมยังเด็กเกินกว่าจะนึกรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ทำให้ผมเจ็บใจจนถึงวันนี้ เพราะถ้าผมรู้ใจตัวเองเร็วขึ้นอีกสักนิด รู้ก่อนหน้าเรื่องราวต่างๆ จะพลิกผัน มันจะทำให้อะไรแตกต่างไปจากเดิมบ้างหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ผมมักจะตั้งคำถามกับตัวเอง ในหลายๆ ปีที่ผ่านพ้นมา

หลายคนมักจะบอกว่า เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ และผมเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นถึงความเป็นจริงในเรื่องนั้น

เมื่อเย็นวันหนึ่งในร้านไอศครีมของผมกับพี่ภูไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความสุขเหมือนที่ผ่านมา แต่กลับเป็นช่วงเวลาแห่งการบอกลา ที่ผมยังไม่ได้ทันเตรียมตัวแม้แต่นิด

“วันจันทร์กับอังคารหน้าพี่ต้องติวเข้มแล้ว อาจจะออกมาหาเราไม่ได้เพราะวันพุธพี่ต้องสอบ”

พี่ภูเริ่มประโยคหลังจากยื่นไอศครีมที่พี่เขาเดินไปสั่งมาให้ผม ทำเอาใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มเพราะกำลังจะได้กินไอศครีมของผมต้องเหี่ยวเฉาลงทันตา

“เหรอครับ แบบนี้ผมก็ไม่ได้เจอพี่ภูแล้วน่ะสิ”

ผมพูดเสียงเศร้า และพี่ภูเองก็คงรู้สึกได้ว่าผมหงอยลงกว่าเดิมมากโข พี่เขาเลยพยายามยิ้มและพูดปลอบซึ่งก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่นัก

“ได้เจอสิ ไว้อีกอาทิตย์พี่สอบเสร็จเรามาเจอพี่ก็ได้ มาเจอที่ร้านไอติมนี่แหละ เดี๋ยวพี่เลี้ยง”

ผมยิ้มบางๆ ที่ดูคล้ายจะเป็นยิ้มฝืนๆ มากกว่าจะเป็นยิ้มที่ออกมาจากใจปกติแบบที่เคยยิ้มให้พี่ภู

“แต่ผมไม่รู้ว่าจะมาได้ไหมนะครับ พ่อกับแม่ไม่ค่อยอยากให้ผมออกจากบ้าน”

พี่ภูทำหน้าเคร่งเครียดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะดีดนิ้วราวกับคิดอะไรดีๆ ออก

“ก็ให้พี่เราพามาสิ พี่สอบเสร็จ พี่ชายเราก็คงสอบเสร็จเหมือนกัน ถ้าพี่เราเป็นคนพามาออกมาพ่อกับแม่คงไม่ว่า.. ใช่ไหม?”

ผมตาโตราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้เพราะมัวแต่กังวลว่าจะไม่ได้เจอกับพี่ภูอีก เลยลืมคิดไปว่าพี่เทมส์กับพี่ภูเรียนชั้นเดียวกัน สอบเสร็จพร้อมกันแบบนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

“ไม่ว่าครับ ผมให้พี่ชายพามาก็ได้”

“อื้อ ดี” พี่ภูยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้ผมก่อนจะยื่นมือมาลูบศีรษะผมเบาๆ แบบที่เขาชอบทำ “ระหว่างนี้ก็ดูแลตัวเองดีๆ แล้วเดี๋ยวอีกอาทิตย์นึงไว้เจอกัน”

“ครับ พี่ภูก็สอบสู้ๆ นะครับ ทำให้ได้เต็มๆ ทุกวิชาเลยนะ”

ผมพยักหน้ารับด้วยความดีใจ พร้อมกับอวยพรให้พี่ภูทำข้อสอบได้ ซึ่งพี่ภูเองก็หัวเราะรับพร้อมกับคุยโอ่ว่าระดับเขาไม่มีพลาดอยู่แล้ว ผมเองก็รับฟังด้วยความผ่อนคลายวาดหวังว่าจะทำอะไรต่างๆ ให้พี่ภูหลังจากพี่ภูสอบเสร็จ โดยที่ไม่ได้นึกรู้เลยว่าสิ่งที่ต่างๆ ที่หวังไว้จะไม่มีวันได้เกิดขึ้นจริง

.

.

.

หลังจากพี่เทมส์สอบเสร็จ ซึ่งก็เล่นเอาอ่วมพอสมควร เนื่องจากเนื้อหาวิชาที่หนักอึ้งพร้อมกับความเครียดและความกดดันทีถาโถมก็ทำเอาพี่ชายคนเก่งของผมถึงเซซวนไปพักใหญ่ แต่ถึงกระนั้นการสอบจบชั้นมัธยมปลายของพี่ชายผมก็จบลงด้วยดี ซึ่งลึกๆ ผมก็หวังว่าพี่ภูเองก็คงจะผ่านพ้นทุกอย่างไปด้วยดีเช่นกัน

ผมไม่ได้เจอพี่ภูเลยนับตั้งแต่วันนั้น แม้ผมจะไปรอพี่เทมส์ที่ร้านไอศครีมร้านเดิมประจำผมก็ไม่ได้เจอพี่ภู จนกระทั่งใกล้ถึงวันที่ผมรอคอย ผมรบเร้าให้พี่เทมส์พาผมออกมาทานไอศครึมร้านประจำจนพี่เทมส์ถึงกับสงสัยว่าทำไมผมถึงได้อยากออกไปมากขนาดนั้น ผมเลยเล่าให้พี่ชายฟังว่าผมนัดกับพี่ชายคนใจดีที่เคยช่วยผมไว้จากเหตุการณ์เมื่อคราวนู้นไว้ พี่เทมส์ก็เลยเข้าใจและรับปากผมว่าจะพาผมไปเจอกับพี่ภู เพราะพี่เทมส์เองก็อยากจะรู้จักกับผู้มีพระคุณที่เคยช่วยเหลือผมไว้เช่นกัน พี่เทมส์อยากจะตอบแทน หรืออย่างน้อยก็ขอบคุณที่พี่ภูช่วยผมไว้ในยามที่ฉุกเฉิน

และแล้ววันที่ผมนัดเจอกับพี่ภูก็มาถึง ผมแต่งตัวหล่อมานั่งรอพี่ภูที่ร้านไอศครีมตั้งแต่ร้านเปิดโดยมีพี่เทมส์ไปนั่งอ่านหนังสือคอยเป็นเพื่อน รออย่างใจจดใจจ่อแต่รอจนเที่ยงก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาพี่ภู

ไหล่ที่ตั้งตรงด้วยความยินดีที่จะได้เจอคนที่อยากเจอมาตลอดอาทิตย์กลับลู่ลง พร้อมๆ กับคำถามของพี่ชายที่ดังขึ้น

“ไหนล่ะครับไนล์ ไนล์นัดเขาไว้กี่โมง ทำไมพี่ไม่เห็นเขามาสักที?”

ผมสบตาพี่เทมส์หงอยๆ ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบ “ไนล์ไม่ได้นัดเวลากับเขาไว้ครับ แต่ไนล์รู้ว่ายังไงพี่เขาก็ต้องมาแน่ๆ พี่เทมส์รออีกแปปได้ไหม?”

ผมอ้อน เอาศีรษะถูกับแขนพี่ชายตัวเองไม่หยุดทำเอาพี่เทมส์ต้องพรูลมหายใจออกมาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“ถ้าไนล์อยากรอ พี่ก็รอเป็นเพื่อนได้ แต่นี่เที่ยงแล้วต้องหาอะไรทานก่อนตกลงไหม เดี๋ยวพี่สั่งข้าวให้ทาน”

ผมพยักหน้ารับหงึกหงักทั้งที่ท้องไม่ได้หิวเท่าไหร่แต่รู้ว่ายังไงก็ต้องกิน ขืนปฏิเสธไปพี่เทมส์ได้พาผมกลับบ้านตอนนี้แน่ๆ สุดท้ายก็เลยต้องกินอาหารจานเดียวที่ร้านไอศครีมมีขายอยู่บางเมนูรองท้องไป

เวลาล่วงเลยจนไปถึงเย็น ผมก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของพี่ภู พี่เทมส์ดูหงุดหงิดเล็กน้อยที่พี่ภูปล่อยให้ผมมานั่งคอยนานขนาดนี้ และด้วยความที่ผมไม่อยากให้พี่ชายตัวเองต้องโกรธพี่ภูทั้งที่ยังไม่ได้เจอหน้ากันอย่างไม่จำเป็น ผมเลยชวนพี่เทมส์กลับบ้านพร้อมกับอ้อนขอว่าให้พรุ่งนี้ช่วยพาผมมาใหม่ โดยอ้างว่าผมผิดเองที่ไม่ได้นัดแนะเวลาที่แน่นอนกับพี่ภูไว้เลยอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ซึ่งพี่ภูเองก็เพิ่งสอบเสร็จอาจจะติดเรื่องอะไรเลยไม่สามารถทำให้มาในวันนี้ได้เลยทันที

พี่เทมส์ได้ฟังเหตุผลของผมแล้วก็ต้องยอมแพ้ แต่ส่วนหนึ่งผมรู้ดีว่าพี่ชายของผมรักและตามใจผมมากขนาดไหน พี่เทมส์ไม่เคยขัดใจผมเลยสักเรื่อง ผมถึงมักจะอ้อนขอนั่นขอนี่จากพี่ชายตัวเองมากกว่าพ่อและแม่ ซึ่งเหตุการณ์คราวนี้ก็เช่นกัน พี่เทมส์เลือกที่จะพาผมมา มานั่งรอเป็นเพื่อนโดยที่ไม่บ่นว่าเบื่อหรือปริปากต่อว่าอะไรผมเลยแม้แต่นิด

ผมยังคงมานั่งคอยพี่ภูที่ร้านไอศครีมเหมือนเดิมทุกวัน จนหนึ่งวันผ่านไปเป็นสองวัน สามวัน สี่วัน จนครบอาทิตย์พี่ภูก็ไม่เคยปรากฎตัวเลยสักครั้ง จากที่เคยไปนั่งรอด้วยความตื่นเต้นในวันแรกๆ หัวใจผมก็เริ่มห่อเหี่ยวลงวันละนิดเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนพี่เทมส์ทนไม่ไหวยื่นคำขาดว่าให้ผมเลิกไปรอ ซึ่งผมก็ทัดทานอะไรมากไม่ได้ เพราะก็อย่างที่เห็นพี่ภูไม่มาตามที่ได้บอกผมไว้เลย ไม่เคยมาเลยสักวัน...

ผมไม่รู้ว่าพี่ภูมีเหตุผลอะไรหรือเป็นอะไรหรือเปล่าถึงไม่ได้มาตามที่ได้นัดกับผมไว้ ผมเสียใจมากและก็เอาแต่คิดถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เราได้เจอกันที่ร้านไอศครีมในทุกๆ เย็น แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาไม่กี่นาทีแต่ผมก็มีความสุขมาก ผมได้คุย ได้พูดเล่น ได้กล้าแสดงออกทั้งๆ ที่เป็นคนขี้อาย เพราะรู้ดีว่าพี่ภูจะรับฟังและมองผมด้วยสายตาและรอยยิ้มที่อ่อนโยนอบอุ่น ผมเป็นเด็กโลกแคบที่ได้เห็นโลกกว้างขึ้นเมื่อได้รู้จักกับพี่ภูที่แสนใจดีคนนั้น จนผมนึกไม่ออกเลยว่าเพราะเหตุอะไรพี่ภูถึงได้ปล่อยให้ผมรอเก้อ ทั้งๆ ที่เรานัดกันไว้แล้ว ทั้งๆ ที่ผมเองก็ตั้งใจไว้แล้วด้วยเช่นกันว่าจะขอช่องทางการติดต่อกับพี่ภูไว้ เพราะหลังจากนี้พี่ภูก็ต้องเรียนจบออกไปเป็นผู้ใหญ่ ไปอยู่มหาวิทยาลัย ไปอยู่ในโลกกว้างๆ ที่ไม่อุดอู้อยู่แต่กับครอบครัวแบบผม

ผมคาดหวังเอาไว้ไม่น้อยว่าพี่ภูจะเป็นโลกอีกใบที่ผมกล้าจะออกไปเผชิญ ผมถึงขั้นกับวาดฝันเอาไว้เลยด้วยซ้ำว่าผมจะยังคงติดต่อกับพี่ภูได้ ยังคงออกไปกินไอศครีมด้วยกันได้บ้าง โดยที่พี่ภูจะมีขนมอร่อยๆ มาฝาก พร้อมกับเรื่องราวสนุกๆ ในมหาวิทยาลัยที่ภูออกไปเจอ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าผมช่างเพ้อฝันและมโนไปไกล แต่จะให้ผมทำไงได้ เพราะนอกจากพี่ภูแล้วผมก็ไม่เคยมีเพื่อนคุยคนไหน ไม่เคยมีใครที่ทำให้ผมตื่นเต้นและอยากจะก้าวขาออกไปผจญภัยหลังจากติดอยู่ในเซฟโซนที่ครอบครัววางไว้ให้มานานถึงสิบห้าปี

ผมไม่มีเพื่อนสนิทไม่มีคนที่จะนั่งคุยด้วยได้เป็นวรรคเป็นเวร เพราะผมรู้ตัวดีว่าเป็นคนคุยไม่สนุกและออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ เพื่อนในห้องที่มีเราก็ปฏิสัมพันธ์กันเฉพาะเรื่องเรียน ผมไม่เคยออกไปเที่ยว ออกไปเล่น ออกไปติวกันกับกลุ่มเพื่อนแบบนั้น ด้วยข้อจำกัดที่ทุกคนก็รู้ดีว่ามันคืออะไร ผมไม่โกรธไม่โทษพ่อกับแม่หรอก เพราะผมรู้ว่าพวกท่านหวังดี ยิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น ผมยิ่งเข้าใจ

ดังนั้นการที่พี่ภูก้าวเข้ามา ทั้งเข้ามาปกป้องและเข้ามาสร้างสีสันในโลกใบแคบๆ ของผม ยิ่งทำให้ผมผูกหัวใจติดกับพี่ภูไว้โดยที่ไม่รู้ตัว

.

.

.

วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบเหงา พี่เทมส์เลิกพาผมไปที่ร้านไอศครีมร้านนั้นแล้ว แต่เพราะยังเห็นผมทั้งซึมทั้งเศร้าพี่เทมส์เลยพยายามพาผมไปเที่ยวไปเปิดหูเปิดตา พาไปดูมหาวิทยาลัยใหม่ที่พี่เทมส์จะไปเข้าเรียน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงไม่ลืมพี่ภูและหวนคิดถึงเขาอยู่เสมอ

จนกระทั่งวันนั้นวันที่ผมไม่คาดคิด วันที่ผมได้เจอกับพี่ภูอีกครั้งแต่กลับเป็นการเจอกันที่ทำให้ผมเจ็บปวดมากที่สุดในชีวิตและคงไม่มีวันลืม…

“คุณหนูเทมส์คะ มีเพื่อนมาขอพบค่ะ รออยู่ในห้องรับแขก”

ผมที่กำลังนั่งห้อยขาเล่นอยู่ริมสระ โดยมีพี่เทมส์นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้อาบแดดตัวยาวข้างๆ หันไปมองด้วยความแปลกใจ เพราะพี่เทมส์ไม่ค่อยให้เพื่อนมาหาที่บ้านสักเท่าไหร่

“อ่อ ขอบคุณครับป้าบัว มันบอกเทมส์อยู่ว่าจะมา ยังไงเทมส์รบกวนป้าบัวหาน้ำหาขนมให้มันทีนะครับ เดี๋ยวเทมส์ตามไป”

พี่เทมส์เตรียมพับหนังสือเก็บ ก่อนจะหันมาเลิกคิ้วให้ผมเมื่อเห็นว่าผมกำลังจ้องหน้าพี่เทมส์อยู่ด้วยความสงสัย

“ครับ?”

“เพื่อนพี่เทมส์มา? แต่ปกติพี่เทมส์ไม่ค่อยให้เพื่อนมาบ้านนี่ครับ?”

“ฮ่าๆ เรามันเจ้าหนูจำไม” พี่เทมส์หยิกแก้มผมเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว “คนนี้เพื่อนสนิทครับ เมื่อคืนมันอุตส่าห์ดั้นด้นโทรมาบอกว่าต้องเจอพี่เพราะมีเรื่องด่วนจะคุยด้วย พี่ขี้เกียจพาไนล์ออกไปตะลอนๆ เลยนัดให้มันมาหาที่บ้านแทน”

“อ่อ.. ไนล์แปลกใจเฉยๆ แต่ที่จริงก็แอบไม่เข้าใจหน่อยๆ ว่าทำไมพี่เทมส์ไม่ค่อยชวนเพื่อนมาบ้าน”

ผมพูดขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้จะถามหาคำตอบอะไรจากพี่ชายตัวเองอยู่แล้ว แต่คำตอบที่ได้จากพี่เทมส์ทำเอาผมต้องหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“ก็พี่หวงไนล์ไงครับ ไนล์น่ารัก พวกเพื่อนพี่มันปากไม่ค่อยดีเลยไม่อยากให้เจอ”

“ฮ่าๆ พี่เทมส์ก็พูดไป” ผมขำ แต่พี่ชายผมกลับไม่ขำด้วย แถมยังทำหน้าเอาจริงเอาจังอีกต่างหาก

“พี่พูดจริงๆ ไม่ขำครับไนล์” ผมหุบปากฉับไม่กล้าขำต่อ แต่ก็ยังอมยิ้มแบบเม้มปากอยู่เพราะไม่อยากให้พี่เทมส์ดุ

“ก็ได้ครับ ไม่ขำก็ไม่ขำ” ผมย่นจมูกใส่พี่ชายตัวเอง ทำเอาพี่เทมส์ต้องยื่นมือมาบิดจมูกผมเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว “ว่าแต่ทำไมคนนี้มาได้ล่ะครับ ไหนว่าพี่เทมส์หวงไนล์”

“ก็คนนี้เพื่อนสนิทครับ มันไม่กล้ารุ่มร่ามใส่ไนล์หรอกเพราะกลัวพี่เตะ”

“ฮ่าๆ” ผมขำเสียงดังเพราะเห็นว่าบทสนทนาเราดูผ่อนคลายมากขึ้น “พี่ชายไนล์เก่งจัง เตะเพื่อนด้วย”

พี่เทมส์เองก็หลุดขำออกมาเบาๆ ตอนเห็นผมหัวเราะจนตาปิด ซึ่งนี่เป็นการหัวเราะอย่างจริงจังครั้งแรกจากหลายวันที่ผ่านมาเลยมั้ง หลังจากที่ผมเศร้าหงอยเพราะไม่ได้เจอพี่ภู

“ไม่คุยด้วยแล้ว เพื่อนพี่รออยู่” พี่เทมส์ว่าพลางลุกขึ้นยืน แต่ก่อนที่จะเดินไปพี่เทมส์ก็หันกลับมาหาผมราวกับนึกขึ้นได้ “ว่าแต่ไนล์อยากรู้จักเพื่อนพี่ไหมครับ คนนี้พี่อนุญาตให้รู้จักได้”

ผมหัวเราะกับความขี้หวงของพี่ชายตัวเอง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่เอาดีกว่าครับ พี่เทมส์กับเพื่อนตามสบายเลย เดี๋ยวไนล์นั่งตรงนี้อีกแปปก็ว่าจะขึ้นไปอาบน้ำแล้ว เหนียวตัว”

พี่เทมส์ยิ้มให้ก่อนที่จะเดินออกไปไม่เซ้าซี้ผมต่อ เพราะพี่เทมส์รู้ดีว่าผมเป็นคนขี้อายไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองและเปิดใจให้คนแปลกหน้ายากเลยไม่อยากเซ้าซี้ ต่างจากพี่ภูที่ผมเปิดใจให้อย่างง่ายดายเพราะเขาเป็นคนช่วยชีวิตผมไว้และผมมั่นใจด้วยว่าตัวเองจะปลอดภัยหากอยู่ใกล้เขา

ผมพรูลมหายใจออกมาช้าๆ เมื่อรู้สึกตัวได้ว่ากำลังคิดถึงพี่ภูอีกแล้ว ผมยิ้มขื่นๆ ให้ตัวเองก่อนจะสะบัดศรีษะเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นยืนตั้งใจว่าจะเดินอ้อมห้องรับแขกเข้าห้องนั่งเล่น ไม่ตัดผ่านไปตรงๆ เพราะไม่อยากกวนพี่เทมส์กับเพื่อน แต่ในจังหวะที่ผมเดินเลาะห้องรับแขกไปเพื่อเข้าห้องนั่งเล่นผมกลับได้ยินเสียงคุ้นหูลอยเข้ามา มันคุ้นมากเสียจนทำให้เท้าที่กำลังจะก้าวไปทางบันไดขึ้นชั้นสองกลับต้องเปลี่ยนทิศทางมุ่งไปยังห้องรับแขกแทน

“ไหนน้องชายมึง? ไม่เห็นพามาให้รู้จักสักทีวะ หวงจั๊ง!” ผมได้ยินเสียงคุ้นหูของเพื่อนพี่เทมส์ต่อว่าพี่เทมส์ไม่จริงจังในขณะที่พี่ชายผมก็โต้ตอบนิ่งๆ ตามประสา

“น้องกูไม่อยากรู้จักคนชั่วๆ อย่างมึงไง เพราะน้องกูฉลาด”

“ฮ่าๆ อย่ามาอ้างเลยว่ะ กูรู้ทันคนขี้หวงน้องอย่างมึงดีไอ้เทมส์”

ผมเดินเข้าใกล้เสียงพูดคุยระหว่างพี่เทมส์และเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับหัวใจที่สั่นระรัวถี่ขึ้นตามจังหวะ ความตื่นเต้น ดีใจ ประหม่า ล้นเอ่ออยู่เต็มอก เพียงแค่ว่าถ้าเพื่อนพี่เทมส์จะเป็นคนเดียวกับที่ผมคิด...

“ว่าแต่ที่มึงว่ามีเรื่องด่วนจะมาบอกนี่เรื่องอะไรวะ หายหัวไปเป็นอาทิตย์ๆ จู่ๆ นึกจะขอโผล่มาบ้านกูก็มาเฉย น่าหน่ายใจชิบหายเป็นเพื่อนมึงเนี่ย”

และทันทีที่พี่เทมส์พูดจบประโยค ผมก็เดินไปถึงทางเข้าตรงหน้าห้องรับแขกพอดี ผมยืนหลบอยู่ข้างกำแพงพร้อมกับชะโงกหน้าออกไปแอบมองช้าๆ ก่อนที่ร่างกายทั้งหมดจะแข็งทื่อไปโดยอัตโนมัติ

เขานั่งอยู่ตรงนั้น เขานั่งอยู่ที่โซฟาฝั่งตรงข้ามพี่เทมส์ และถึงแม้ผมจะเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา ผมก็จำได้


พี่ภู... พี่ภูของผม


“เออ ก็มีเรื่องสำคัญจะบอก สำคัญมาก”

น้ำเสียงขี้เล่นของพี่ภูเปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียดตอนไหนผมก็ไม่อาจนึกหาคำตอบได้ เพราะสิ่งเดียวที่ตอนนี้ผมสนใจก็คือ...

พี่ภูกับพี่เทมส์เป็นเพื่อนสนิทกัน

และความจริงข้อนี้ก็ทำให้ผมยิ้มออก...

ถ้าพี่ภูกับพี่เทมส์สนิทกันก็หมายความว่าผมจะมีโอกาสได้เจอพี่ภูมากขึ้น บ่อยขึ้น และยิ่งถ้าพี่เทมส์รู้ว่าเพื่อนสนิทของเขาเป็นคนช่วยเหลือผมไว้ความสัมพันธ์ของพี่ภูกับพี่เทมส์ก็จะยิ่งแน่นแฟ้น ผมกับพี่ภูก็จะยิ่งได้มีโอกาสเจอกันบ่อยๆ พูดคุยกันบ่อยๆ ได้เล่าเรื่องสนุกหรือขอคำปรึกษาพี่ภูบ่อยๆ

ผมคิดนั่นคิดนี่ไปมากมายอย่างมีความสุขจากที่เคยขลาดอายที่จะต้องแสดงตัวต่อหน้าเพื่อนพี่เทมส์ก็ทำให้ผมเปลี่ยนความคิด

เพราะถ้าเพื่อนคนนั้นของพี่เทมส์คือพี่ภู ผมก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลหรือไม่มั่นใจ เราเข้ากันได้ดี ความจริงข้อนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้ดีอยู่แก่ใจ

ก้อนเนื้อเล็กๆ ใต้อกข้างซ้ายของผมเต้นกระหน่ำรัวอย่างยินดี ผมไม่รู้ว่ามันเต้นแรงพราะผมมีความสุขมากเกินไปหรือมันเต้นแรงเพราะกำลังฟ้องความรู้สึกบางอย่างที่ผมไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีต่อพี่ภู ... ความรู้สึกที่มากกว่าการเป็นพี่เป็นน้อง การเป็นคนรู้จัก หรือการเป็นผู้มีพระคุณ

ผมไม่ได้นึกสนใจอะไรมากนักในตอนนั้นและในขณะที่ผมกำลังจะก้าวออกไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง ตั้งใจจะตะโกนเรียกชื่อพี่ภูแล้วออกไปยืนตรงหน้า จิตนาการไปหมดว่าจะได้เห็นสีหน้าแปลกใจแบบไหนที่พี่ภูจะแสดงออกออกมาเมื่อยามที่เห็นและได้รู้ว่าผมเป็นน้องชายของพี่เทมส์ …

“กูกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอกว่ะ เดินทางวันพรุ่งนี้ นี่แหละเรื่องสำคัญที่กูจะบอกมึงเทมส์”

เสียงที่เปล่งออกมาของพี่ภูทำให้เท้าเล็กๆ ที่กำลังจะก้าวเข้าไปในห้องรับแขกของผมหยุดชะงัก พร้อมๆ กับรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าของผมเลือนหาย จินตนาการแห่งความสุขและความคาดหวังที่อยู่ในอกดับวูบและผมกำลังรู้สึกเหมือนตัวเองตกจากบนฟ้าหล่นลงมากระแทกพื้นจนเจ็บจุกไปทั่วทั้งอก ทั้งตัว และหัวใจ

พี่ภูกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก และต้องออกเดินทางในวันพรุ่งนี้

จากที่เคยคาดหวังว่าจะได้อยู่ใกล้ จะได้เจอ จะได้พูดคุย กลับกลายเป็นว่างเปล่าเพราะความจริงกำลังร้องประท้วงบอกผมว่าพี่ภูกำลังจะจากไป จากไปจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะกลับมา

และถึงแม้ว่าพี่ภูจะกลับมา ก็ใช่ว่าเขาจะจำเด็กผู้ชายในร้านไอศครีมคนนั้นได้

น้ำใสๆ ไหลออกมาจากตากลมผมช้าๆ ความรู้สึกของการต้องจากลาทำให้ผมเจ็บจนจุกไปหมด

ผมค่อยๆ ก้าวถอยหลังกลับมาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เหมือนกับที่กำลังก้าวถอยหลังกลับเข้ามาในโลกแคบๆ ที่ไม่มีใครของตัวเอง ความกล้าที่จะแสดงตัวว่าเป็นน้องชายของพี่เทมส์ไม่เหลือหรอ ผมกลับกลายเป็นคนขี้กลัวและไม่มั่นใจในตัวเองอีกครั้ง

เสียงคุยของพี่เทมส์กับพี่ภูเบาลงเรื่องๆ หลังจากที่ผมตัดสินใจเดินจากมา ผมยอมรับว่าผมไม่มีความเข้มแข็งมากพอที่จะทนรับอะไรแบบนี้ได้

ความแปลกใจที่เคยมีมากมายในความรู้สึกถูกปลดล็อคช้าๆ

ทำไมผมถึงยอมให้พี่ภูก้าวเข้ามาในชีวิต

ทำไมทุกครั้งที่เจอเขาแล้วผมต้องตื่นเต้น ประหม่า และดีใจจนไม่เป็นตัวของตัวเอง

ทำไมแค่ไม่เจอกัน หรือแค่พี่ภูไม่มาหาตามที่สัญญาไว้ ผมถึงได้ผิดหวังและเสียใจจนมากมายมายขนาดนั้น

ภาพต่างๆ ในความทรงจำระหว่างผมและพี่ภูไหลบ่าเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกคำถามที่ผมตั้งว่าทำไม ทำไม ทำไม ได้รับคำตอบอย่างชัดเจนหลังจากที่ผมรู้ว่าตัวเองต้องห่างไกลกับพี่ภู หรืออาจจะต้องจากกันไกลโดยไม่ได้เจอกันอีกตลอดกาล


ผมตกหลุมรักพี่ภู ตกหลุมรักตั้งแต่วันแรกที่เราได้รู้จักกัน ... ตั้งแต่วันที่เขาช่วยชีวิตผมไว้

หัวใจของผมก็กลายเป็นของเขานับตั้งแต่นั้นมา....


.

.

.

To Be Continue

-----------------------------------------

ฝากติดแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบยังไงเม้นท์บอกได้เด้อ จะได้เอาไปปรับปรุงแก้ไขจ้า

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2643
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 3rd : I will


ผมกลับเข้ามานั่งน้ำตาไหลเงียบๆ ในห้อง ผมรู้ใจตัวเองในวันที่พี่ภูกำลังจะจากไป และจะกลับมาเมื่อไหร่ไม่รู้...

ผมร้องไห้จนหลับเผลอหลับไป พอตื่นขึ้นมาก็ได้แต่คิดวนไปวนมาไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ผมไม่เคยมีความรัก ผมไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่มันวนเวียนอยู่ในความรู้สึกของผมตอนนี้เรียกว่าความรัก ผมคิดเรื่องนี้จนปวดหัวเพราะไม่ใช่แค่ว่าพี่ภูกำลังจะไปในที่ไกลแสนไกล แต่มันยังมีอีกเหตุผลที่ทำให้ใจผมเจ็บไปหมด


ผมเป็นตัวประหลาดแบบนี้ใครจะมารัก พี่ภูอาจจะรังเกียจผมถ้ารู้ว่าผมเป็นผู้ชายแล้วตั้งท้องได้


ยิ่งคิดน้ำตาผมยิ่งไหล ผมไม่ได้ร้องไห้สะอึกสะอื้นแต่ผมก็เสียใจจนไม่อยากจะขยับตัว

รักครั้งแรกของผม... ไม่เห็นแม้แต่ทางที่จะสมหวัง


ก็อก ก็อก ก็อก


เสียงเคาะประตูดังขึ้นจนผมที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยสะดุ้งโหย่ง ผมรีบยกมือขึ้นปาดน้ำหูน้ำตาที่ไหลเปรอะแก้มออก เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าคนที่มาเคาะห้องคือพี่เทมส์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าพี่ภูคงกลับไปแล้ว

และมันก็คงจะหมายถึงว่าโอกาสสุดท้ายที่ผมจะได้ร่ำลาและเจอพี่ภูก็หมดลงไปแล้วด้วยเช่นกัน

ผมกลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วรีบเดินตรงไปยังประตูเพื่อเปิดให้พี่เทมส์เข้ามา เพราะไม่อยากให้พี่เทมส์สงสัยว่าผมทำอะไรอยู่ถึงเปิดประตูช้ากว่าปกติ

“ไหนว่าจะอาบน้ำไงครับ ทำไมยังอยู่ชุดเดิมล่ะ พ่อกับแม่ใกล้จะกลับมาแล้วนะ”

แต่พอพี่เทมส์เห็นหน้าผมชัดๆ ก็ต้องชะงัก เมื่อสังเกตเห็นว่าผมร้องไห้หนักมากขนาดที่ว่าตาบวมขึ้นมามากกว่าปกติ

“ไนล์ร้องไห้ทำไมครับ? ใครทำอะไร ไหนบอกพี่”

พี่เทมส์ถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้อง ปิดประตูแล้วจูงมือผมไปนั่งที่เตียง ซึ่งผมเองพอได้ยินคำถามของคนเป็นพี่ น้ำตาที่เพิ่งจะเหือดแห้งก็ไหลลงมาอีกรอบ จากที่ตั้งใจหนักแน่นว่าจะไม่ให้ใครรู้เรื่องนี้ก็รู้ได้โดยทันทีในนาทีนั้นว่าผมไม่สามารถก้าวผ่านความรู้สึกและความสับสนต่างๆ ได้หากไม่มีใครช่วย และผมก็มองไม่เห็นว่าจะมีใครเข้าใจและช่วยเหลือผมให้พ้นจากสิ่งที่เป็นอยู่ได้ นอกจากพี่ชายแท้ๆ ที่เผลอๆ อาจจะรู้จักผมดีมากกว่าที่ผมรู้จักตัวเองด้วยซ้ำ

“พี่เทมส์.. ฮึก นะ ไนล์ ไนล์ไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไง”

ผมก้มหน้านิ่งพร้อมกับกลั้นก้อนสะอื้น โดยมีพี่เทมส์คอยลูบศีรษะปลอบโยนอยู่ข้างๆ ไม่ห่าง

“ค่อยๆ ครับ ใจเย็นๆ ไนล์หยุดร้องไห้ก่อนแล้วค่อยๆ เล่าให้พี่ฟังช้าๆ ทีละเรื่องดีไหมครับ”

ผมพยักหน้ารับก่อนที่จะพยายามตั้งสติ รวบรวมความคิดตัวเองที่กระจัดกระจาย และพอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ผมก็โผเข้ากอดคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ราวกับจะหาที่พึ่ง

“พี่เทมส์ ไนล์ ไนล์... พี่เทมส์จะดุไนล์ไหม ถ้าไนล์บอกอะไรบางอย่างให้พี่เทมส์ฟัง”

ผมได้ยินเสียงพี่เทมส์ถอนหายใจ ก่อนที่น้ำเสียงใจดีของพี่ชายจะดังอยู่เหนือศีรษะซึ่งเป็นประโยคที่ทำให้ผมต้องหลุดยิ้ม

“อย่าถามในสิ่งที่ไนล์รู้คำตอบดีครับ” พี่ชายผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นก่อนจะเอ่ยถาม “ไหนครับ มีอะไรจะบอกพี่ พี่ไม่ดุไนล์หรอก ดุไม่ลง ทั้งรักทั้งหลงน้องตัวเองขนาดนี้”

“พี่เทมส์ครับ ไนล์คิดว่า... ไนล์หลงรักพี่คนนั้น คนที่เขาช่วยชีวิตไนล์ไว้”

ผมอ้อมแอ้มบอกพี่ชายเสียงเบาแต่ทุกคำพูดกลับหนักแน่นและชัดเจน แน่นอนว่าพี่เทมส์ตกใจในสิ่งที่ได้ยินพอสมควรเพราะพี่ชายผมถึงกลับดันตัวผมออกจากอ้อมกอดพร้อมกับสบตาผมนิ่ง เพื่อจะดูว่าสิ่งที่ผมพูดออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือว่าผมกำลังล้อเล่น

“ไนล์.. ไนล์ว่าไงนะครับ ไนล์รักใคร ไนล์เพิ่งจะอายุสิบห้าเองนะ ไนล์รู้จักความรักแล้วเหรอครับ”

พี่ชายผมหน้าซีดเผือด ผมรู้ดีว่าพี่เทมส์คงตกใจมากเพราะในสายตาของเขาผมเป็นน้องน้อยที่ต้องได้รับการดูแลปกป้องประคบประหงม ผมไม่มีเคยมีเพื่อนสนิท ผมไม่เคยให้ความสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ ผมมีแต่พ่อ แม่ พี่เทมส์ มีแต่ครอบครัวของเรา มันก็ไม่แปลกหรอกที่พี่เทมส์จะคิดว่าผมอ่อนเดียงสาและไม่น่าจะรู้จักความรักดีมากขนาดนั้น

บางทีพี่เทมส์อาจจะคิดถูก... ซึ่งก็คงเป็นเพราะความอ่อนเดียงสาอีกนั่นแหละ ที่ทำให้ผมตกหลุมรักพี่ภูง่ายๆ โดยที่ผมเองยังไม่ทันจะรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

“ตอนแรกไนล์ก็ไม่รู้แต่ไนล์เพิ่งรู้เมื่อกี้” พอพูดผมก็นึกถึงภาพของพี่ภูที่บอกพี่เทมส์ว่ากำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก น้ำตาผมก็พาลจะไหลออกมาอีก เดือดร้อนให้พี่เทมส์ต้องยื่นนิ้วมาเกลี่ยเช็ดให้จ้าละหวั่น

“เพิ่งรู้เมื่อกี้?” พอเห็นสีหน้าสงสัยระคนไม่เข้าใจของพี่ชาย ผมเลยสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะอธิบายให้พี่เทมส์ฟังช้าๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

“ครับ ไนล์เพิ่งรู้ตัวเมื่อกี้ว่าไนล์รักเค้า ตอนที่ไนล์แอบได้ยินเค้าบอกพี่เทมส์ว่าเค้าจะไปเรียนต่อเมืองนอก ใจไนล์หาย มันวูบเหมือนกำลังจะดิ่งลงเหวแล้วก็เจ็บในอกไปหมด ไนล์รู้แค่ว่า.. ฮึก! ไนล์ไม่อยากให้เค้าไป ไนล์อยากให้เค้าอยู่ใกล้ๆ อยู่ดูแลไนล์ อยู่เป็นเพื่อนคุยกับไนล์ อยู่ให้ไนล์ได้เห็นเค้าในสายตา... ฮือออ แบบนี้มันคือความรักใช่ไหมครับพี่เทมส์”

พี่เทมส์ตกใจจนตาโต ดูเหมือนว่าพี่ชายผมจะเรียบเรียงความคิดประกอบคำพูดผมได้แล้ว ถึงได้ละล่ำละลักถามออกมาแทบไม่เป็นคำ

“เดี๋ยวนะครับไนล์ ไอ้ที่ไนล์บอกว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอกเนี่ย มันไอ้ภูเพื่อนพี่หรือคนที่ไนล์รัก ไหนไนล์บอกพี่ว่าไนล์รักคนที่ช่วยชีวิตไนล์ไว้ไง”

“ถ้าไนล์จะบอกว่าทั้งสองคนเป็นคนเดียวกันล่ะครับพี่เทมส์... พี่เทมส์จะว่าอะไรไหม?”

ผมสบตาพี่ชายพร้อมกับตอบอ้อมแอ้ม ใจนึงก็เขินอีกใจก็เสียใจ ความรู้สึกต่างๆ มันตีปนกันมั่วไปหมด

“นี่ไนล์กำลังจะบอกพี่ว่าไอ้ภูกับคนที่เคยช่วยชีวิตไนล์ไว้เป็นคนเดียวกันงั้นเหรอ? ... เป็นไปได้ยังไง?”

พี่เทมส์ถามผมด้วยใบหน้าที่ดูตกใจและดูเหมือนว่าประโยคหลังพี่เขาจะพึมพำกับตัวเองมากกว่าที่จะถามผม แต่ผมก็อยากจะย้ำเพื่อให้พี่เทมส์มั่นใจ

“เป็นไปแล้วครับ ไนล์ก็เพิ่งรู้ว่าพี่ภูที่เคยช่วยไนล์กับเพื่อนสนิทพี่เทมส์เป็นคนๆ เดียวกัน เมื่อกี้ตอนที่ไนล์เห็นพี่ภู ไนล์ดีใจมากๆ พอยิ่งรู้ว่าพี่เทมส์กับพี่ภูเป็นเพื่อนสนิทกันไนล์ก็ยิ่งดีใจ แต่พอไนล์ได้ยินพี่ภูบอกว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก...”

ผมหยุดพูด พร้อมกับน้ำตาที่ไหลงลงมาเงียบๆ

ผมคิดในใจว่าผมนี่โชคดีเป็นบ้า พอได้รู้จักว่าความรักคืออะไร นาทีถัดมาก็อกหักไปพร้อมๆ กันเลย ... จะมีใครได้รับโอกาสดีๆ แบบนี้เหมือนผมบ้าง

พี่เทมส์ดึงผมไปกอดพร้อมกับลูบหลังลูบไหล่เบาๆ ราวกับจะปลอบโยน

“ไม่เป็นไรนะครับไนล์... ไม่เป็นไร พี่เองก็ไม่ดีไม่เคยได้ถามไนล์เลยว่าคนที่เคยช่วยไนล์ไว้ชื่ออะไร เพราะดันลืมคิดไปว่าโรงเรียนมันก็แคบแค่นี้ไม่น่าที่พี่จะไม่รู้จัก คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นคนใกล้ตัวพี่มากๆ แบบไอ้ภู”

ผมกลั้นก้อนสะอื้นเงียบๆ พลางขยับแขนโอบกอดพี่ชายเอาไว้แน่น

“พี่เทมส์อย่าโทษตัวเองเลย ถ้าพี่เทมส์ผิด ไนล์ก็ผิด ไนล์เคยได้คุยกับพี่ภูทุกวัน แต่ไนล์กลับไม่เคยถามพี่ภูเลยว่ามาติวกับใคร ไนล์เอาแต่คุยเรื่องตัวเอง ขนาดว่าชื่อ ไนล์ยังไม่เคยบอกพี่ภูเลยว่าไนล์ชื่ออะไร พี่ภูเองก็ไม่ถามเค้าเอาแต่เรียกไนล์ว่าเด็กขี้แย... จังหวะมันคงไม่ได้จริงๆ นั่นแหละครับ ทุกอย่างมันเลยผิดที่ผิดโอกาสไปหมด”

ผมนึกน้อยใจและตำหนิตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมมีโอกาสหลายต่อหลายครั้งที่จะแนะนำตัวเอง ที่จะคุยจะถามพี่ภู แต่เวลาอยู่ด้วยกัน ผมก็ดันเอาแต่ตักตวงความสุขที่ได้รับจนหลงลืมทุกอย่างไปหมด บอกตามตรงว่าผมไม่โทษใครทั้งนั้นนอกจากตัวเอง

“ช่างมันเถอะไนล์ ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว โอเคไหมครับ”

พี่เทมส์พยายามปลอบผม กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นและลูบศีรษะผมเบาๆ ราวกับจะอยากให้ผ่อนคลายและเลิกคิดมาก เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกได้แต่ปล่อยความเงียบทำงาน ผมรู้ดีตอนนี้พี่เทมส์คงกังวลๆ หลายเรื่องเลยแหละ

ไหนจะเรื่องที่ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะรักใครแถมยังเป็นรักที่ไม่อาจจะสมหวัง ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ผมรักยังเป็นเพื่อนสนิทของพี่เทมส์อีก ผมรู้ว่าพี่เทมส์คงลำบากใจไม่น้อยเพราะเค้าทั้งเป็นห่วงและหวงผมมาก เขาคงไม่ทันได้ทำใจเพื่อที่จะต้องมารับรู้ว่าน้องชายอายุสิบห้าของตัวเองกำลังตกหลุมรักทั้งๆ ที่ร่างกายใช่ว่าจะปกติเหมือนคนอื่นทั่วไป

“พี่เทมส์...”

“หือ? ว่าไงครับ?”

“พี่ภูจะรังเกียจไนล์ไหม? เพราะไนล์ .. ไนล์เป็นแบบนี้ นายผิด...”

“ห้ามพูดว่าตัวเองผิดปกตินะไนล์ พี่ไม่ชอบคำนี้” พี่เทมส์พูดเสียงดุ ทำเอาผมเม้มปากฉับ “ไนล์ไม่ได้ผิดปกติ สิ่งที่เกิดขึ้นกับไนล์พี่เชื่อว่ามันมีเหตุและผล อย่ามองว่ามันคือคำสาปให้มองว่ามันเป็นของขวัญที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้รับ”

“แต่ใช่ว่าคนอื่นจะเข้าใจนะครับพี่เทมส์ ไนล์กลัว ไนล์กลัวพี่ภูรับไม่ได้ รับไม่ได้แม้แต่จะเป็นพี่น้องกัน”

“ไนล์ฟังพี่นะครับ พี่สนิทกับไอ้ภูมาก พี่คบกับมันมาตั้งแต่ม.ต้น และพี่ก็กล้าพูดเต็มปากเลยว่ามันไม่ได้เป็นคนแบบนั้นและถึงมันจะเป็นคนแบบนั้น.. แบบที่ไนล์กลัว ไนล์ก็ไม่ต้องไปสนใจเพราะถึงยังไงไนล์ก็จะมีพี่ ตั้งแต่วันที่ไนล์เกิดจนถึงวันนี้พี่ถือว่าไนล์คือของขวัญชิ้นพิเศษที่สุดของครอบครัวเรา โอเคไหมครับ”

น้ำตาที่เหือดแห้งไปจากตากลมทั้งสองข้างของผมไหลลงมาอีกครั้งราวกับทำนบแตก ผมสะอึกสะอื้นอยู่กับอ้อมอกแข็งแรงที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก และก็เป็นอีกครั้งที่เจ้าของอ้อมอกนี้ปกป้องดูแลผมตามสัญญาที่เคยให้ไว้ตั้งแต่ผมจำความได้

“..ฮึก ฮืออ พี่เทมส์ ไนล์ ไนล์ขอโทษ..”

“ชู่วว ไม่เอาครับ ไม่ร้องไห้... ไม่ต้องขอโทษนะ ไนล์ไม่ได้ทำอะไรผิด” พี่เทมส์จูบลงมาเบาๆ ที่หน้าผากผม “ไนล์อยากรักไอ้ภูไนล์ก็รัก พี่ไม่ห้าม พี่ไม่ว่า อยากรักเท่าไหร่ก็ได้แต่ไนล์ต้องรักตัวเองด้วย โอเคไหมครับ?”

“ครับ.. ฮึก!” ผมปล่อยโฮอีกครั้ง ก่อนที่จะปล่อยให้ตัวเองร้องไห้คาอกพี่ชายอยู่แบบนั้นจนเผลอหลับไป โดยที่ไม่ทันได้เห็นความกังวลใจที่ส่งผ่านออกมาจากสายตาของพี่เทมส์

สายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและคาดหวัง หวังให้รักครั้งนี้ของน้องชายไม่จริงจัง ไม่ฝังใจและหวังว่าไนล์จะลืมไอ้ภูได้ในสักวัน เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพื่อนรักของตัวเองจะไปนานแค่ไหน อาจจะนานมากพอให้ไนล์ลืมหรืออาจจะนานไม่มากพอให้ไนล์ได้ทันตัดใจ...

.

.

.

“ไนล์ครับ ไนล์อยากไปส่งไอ้ภูพรุ่งนี้ไหม เดี๋ยวพี่พาไป จะได้ไปร่ำลามันเพราะมันน่าจะไปหลายปี”

พี่เทมส์ถามขึ้นตอนที่ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงของเขา คืนนี้ผมขอพี่เทมส์มานอนด้วยเพราะมั่นใจว่าถ้านอนคนเดียวผมต้องคิดนั่นคิดนี่จนนอนไม่หลับแน่ๆ สู้มานอนให้พี่เทมส์ลูบหัวเล่นดีกว่า มือพี่เทมส์อุ่นลูบหัวผมไม่กี่ทีผมก็หลับปุ๋ยแล้ว

“มะ.. ไม่เอาครับพี่เทมส์ ไนล์ไม่กล้าไป”

ผมส่ายหน้าดิกตอนที่พี่เทมส์หันมามองเพื่อเอาคำตอบ... ผมก็ยังคงผมเป็นผมที่ไม่กล้าและขาดความมั่นใจ

ผมกังวลไปหมดว่าควรทำสีหน้ายังไงแสดงออกแบบไหน แล้วยิ่งพอรู้ใจตัวเองว่าแอบคิดไม่ซื่อกับพี่ภูผมก็ยิ่งไม่กล้าไปเจอ กลัวไปทำอะไรให้พี่เขานึกรู้ อาจจะยิ่งอึดอัดและลำบากใจพอได้รู้ว่าผมเป็นน้องชายของเพื่อนสนิทตัวเอง

และอีกเหตุผลที่สำคัญ เหตุผลที่ทำให้ยังไงผมไม่กล้าไปปรากฎตัวต่อหน้าพี่ภูในวันพรุ่งนี้

“ไนล์กลัวว่าไนล์จะไม่กล้าบอกลาพี่ภู ไนล์กลัวว่าไนล์จะทำตัวน่าอายด้วยการร้องไห้ แล้วขอร้องพี่ภูไม่ให้ไป”

ผมตอบพี่ชายตัวเองเสียงค่อย ให้พี่เทมส์ต้องถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินเข้ามาล้มตัวนอนลงข้างผมแล้วกอดผมไว้แน่น

ผมกอดพี่เทมส์ตอบเพราะผมชอบอ้อมกอดของพี่เทมส์ อ้อมกอดที่ปลอบประโลมผมได้เสมอ อ้อมกอดที่อบอุ่นปลอดภัยและหวังดี ผมรู้ว่าถ้าผมอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายอันเป็นที่รักของตัวเองแล้วผมจะมีความสุข นั่นคือเหตุผลที่เรามักจะกอด จะหอมกันบ่อยๆ การแสดงออกของเราสองคนพี่น้องเป็นไปโดยธรรมชาติ พี่เทมส์ติดผม ส่วนผมก็ชอบอ้อนพี่เทมส์ จึงไม่แปลกนักที่เราจะชอบสกินชิพ โดนเนื้อโดนตัวซึ่งกันและกันเพื่อให้อุ่นใจว่ามีอีกคนอยู่ข้างๆ ไม่ได้ทิ้งกันไปไหน

“แต่พี่อยากให้ไนล์ไป ไม่ได้ต้องไปในฐานะคนที่ชอบมันก็ได้แต่ไปในฐานะน้องชายพี่”

ผมถอนหายใจก่อนจะตอบพี่ชายตัวเองจริงจังตามตรง “ถ้าเป็นก่อนหน้าที่ไนล์จะรู้ใจตัวเอง ไนล์จะไม่ปฏิเสธที่จะไปกับพี่เทมส์เลย แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะไนล์ไม่บริสุทธิ์ใจ...ไนล์เลยไม่อยากรู้จักกับพี่ภูในฐานะน้องชายเพื่อน ไม่อยากให้พี่ภูมองหรือเอ็นดูไนล์แค่ในฐานะน้อง”

“ไนล์!”

พี่เทมส์ดูตกใจที่ผมคิดแบบนั้น ซึ่งเอาเข้าจริงตัวผมเองก็ตกใจกับความคิดของตัวเองไม่น้อยเหมือนกัน แต่ในเมื่อผมถลำลึกเข้าไปในความรู้สึกของตัวเองแล้ว ผมก็ไม่อยากจะโกหก ผมอยากจริงใจและซื่อสัตย์กับสิ่งที่ผมคิดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“พี่เทมส์ไนล์ขอร้อง.. ไนล์รู้ว่าไนล์ทำตัวแก่แดด ไม่น่ารักแถมยังคิดไปไกลเป็นตุเป็นตะ แต่ไนล์มั่นใจนะ ว่ามันน่าจะโอเคกว่าการพาตัวเองไปรู้จักพี่ภูในฐานะน้องชาย เพราะไนล์ไม่ได้คิดกับพี่เขาแค่พี่ชายจริงๆ”

“เฮ้อ... เอ้าๆ พี่ล่ะเหลือเชื่อเลย เราน่ะเหมือนเด็กหัวอ่อนว่าง่ายแต่เวลาดื้อหรือยึดมั่นในความคิดตัวเองเนี่ย พี่สู้ไนล์ในเวอร์ชั่นนั้นไม่ไหวจริงๆ”

พี่เทมส์พูดปลงๆ ทำเอาผมต้องหลุดหัวเราะ

“ฮ่ะๆ พี่เทมส์ก็...”

“อ่ะ โอเค ไม่ไปก็ไม่ไป งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งมันเองแล้วจะบอกมันด้วยว่าน้องชายพี่ฝากมาส่ง ... แบบนี้ดีไหมครับคุณหนูน้อย”

ผมยิ้มจนตาปิด คือ.. ที่จริงมันบวมเต่งจนขยับหน้านิดก็ปิดเองอัตโนมัติต่างหาก เอาเถอะ ผมยิ้มขอบคุณคนเป็นพี่แต่ก็ไม่วายอ้อนขอในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ในวันพรุ่งนี้

ผมคงอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้แน่ ถ้ารู้ว่าพี่ภูกำลังจะไป ขืนอยู่แล้วเอาแต่นั่งคิดว่าภูกำลังจะบิน ผมต้องอกแตกตายแน่ๆ

“แต่พี่เทมส์ครับ พรุ่งนี้พี่เทมส์พาไนล์ไปที่ร้านไอศครีมร้านประจำได้ไหมครับ ไปก่อนที่พี่เทมส์จะไปส่งพี่ภูที่สนามบินก็ได้ แล้วเดี๋ยวไนล์ให้ลุงชัยไปรับ”

พี่เทมส์มองหน้าผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและเป็นห่วงเป็นใย พี่เขาคงรู้ดีว่าผมไม่อยากอยู่บ้านเลยรับปากว่าจะพาทั้งไปส่ง ไปรับ แล้วแถมยังจะเลี้ยงไอศครีมด้วย

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ไปรับไปส่งเราเอง ไม่ต้องใม้ลุงชัยขับตามไปหรอก มันยุ่งยาก”

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่ เอาตามนี้แหละ” พี่เทมส์ตัดบท “พรุ่งนี้อยากกินอะไรบอก เดี๋ยวพี่เลี้ยง โอเคไหมครับ?”

ผมยิ้มกว้างพอรู้ว่าตัวเองจะได้กินของโปรด “ดีครับ ขอบคุณพี่เทมส์นะครับ”

“ครับ” พี่เทมส์ว่าพลางจุ๊บที่หน้าผากผมเบาๆ “แต่ตอนนี้เด็กติดไอศครีมต้องนอนได้แล้ว วันนี้ร้องไห้เยอะแยะเลย ตาบวมไปหมด พักผ่อนก่อนนะ พรุ่งนี้ตาจะได้หายบวม พ่อกับแม่จะได้ไม่สงสัย”

ผมปิดเปลือกตาลงทันทีที่ได้ยินพี่ชายบอกแบบนั้น และผมก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็วเพราะความอ่อนเพลียทางด้านจิตใจกับความรู้สึกที่ถาโถม ซึ่งผมก็ทำอะไรได้ไม่มากนอกจากภาวนาขอให้วันพรุ่งนี้จงอย่ามาถึงเลย

.

.

.

แต่คำภาวนาของผมก็ไม่เป็นจริง

สายๆ วันต่อมา พี่เทมส์ขับรถพาผมมาที่ร้านไอศครีมเจ้าประจำที่ผมมักจะมานั่งรอพี่ภูในทุกเย็น ก่อนที่จะเลิกมาไปเมื่อตอนอาทิตย์ก่อนเพราะพี่ภูไม่มาตามที่นัดไว้

ผมเดินเข้ามาในร้านพร้อมพี่ชายในขณะที่มองไปรอบๆ ภาพความทรงจำต่างๆ ระหว่างผมกับพี่ภูไหลบ่าเข้ามาอย่างท่วมท้น ผมกลืนก้อนสะอื้นลงคอเพราะไม่อยากให้พี่ชายต้องเป็นห่วง และไม่อยากจะบอกลาพี่ภูด้วยน้ำตาและความทรงจำที่ไม่ดี

“ไนล์ทานอะไรดีครับ โกโก้ปั่นไหม”

ผมกับพี่เทมส์เดินไปนั่งโต๊ะประจำ ด้วยความที่ผมมาบ่อยเป็นปกติ โดยเฉพาะมานั่งรอพี่เทมส์เลิกเรียน เลยพอจะคุ้นหน้าคุ้นตาพี่เจ้าของร้านอยู่บ้างเพราะพอเธอเห็นหน้าผมเธอก็ยิ้มกว้างเดินตรงรี่เข้ามาหาพร้อมกับเมนูและสมุดจดในมือ

“สวัสดีค่ะ น้องไม่มานานเลย วันนี้ทานอะไรดีจ๊ะ”

ผมยิ้มบางๆ ให้พี่เจ้าของร้านส่วนพี่เทมส์ก็ทำหน้าที่รับเมนูมาเปิดเลือกทั้งขนมและเครื่องดื่มสำหรับทั้งผมและตัวเอง

“เอาโกโก้ปั่น ลาเต้ร้อน แล้วก็วาฟเฟิลไอศครีมที่นึงครับ”

“โอเคค่ะ รอสักครู่นะคะ” พี่เจ้าของร้านส่งยิ้มหวานให้พี่เทมส์หลังจากรับออเดอร์เสร็จ เธอเก็บเมนูเตรียมจะเดินจากไปก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ตอนหันมามองหน้าผมอีกรอบ

“อ่า... พี่ลืมเกือบสนิทเลย” พี่เจ้าของร้านหันมาพูดกับผมพร้อมกับทำหน้าราวกับว่าตัวเองเพิ่งจะนึกเรื่องสำคัญได้ “เราไม่มาเกือบอาทิตย์พี่เลยเพิ่งนึกขึ้นได้ รอแปปนึงนะจ๊ะ”

ผมทำหน้างงว่าพี่เจ้าของร้านกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่ยังไม่ได้ทันถามทันตอบกันให้รู้เรื่องเธอก็เดินถอยออกไปจากโต๊ะผมเสียก่อน พี่เทมส์หันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ซึ่งผมก็ได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ ราวกับจะบอกว่าตัวเองก็ยังงงๆ อยู่ จนกระทั่งพี่เจ้าของร้านกลับมาอีกครั้งพร้อมกับกล่องขนาดกลางๆ ในมือ

“อ่ะ นี่จ้ะ... ของเรา น้องนักเรียนม.ปลายที่สูงๆ หล่อๆ ที่เรานั่งคุยด้วยทุกเย็นเมื่อเดือนก่อนเขาฝากไว้ให้”

ผมถึงกับชะงัก ตอนที่กำลังจะยื่นมือไปรับ จากสายตาและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนไป ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่

ผมยื่นมือไปรับกล่องที่ว่าด้วยมือสั่นเทาและนึกรู้ในทันทีว่าเจ้าของของที่ฝากไว้เป็นใคร ถ้าไม่ใช่


... พี่ภู


(อ่านต่อด้านล่าง)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(ต่อจากด้านบน)


“ที่จริงของที่น้องเขาฝากไว้ให้เราคือของที่อยู่ในกล่องน่ะจ้ะ อืม... พี่รู้สึกว่าเราสองคนน่าจะคลาดกันนะเพราะหลังจากวันที่เราไม่มาวันนึง น้องม.ปลายเขาก็มามานั่งรอเกือบทั้งวันเหมือนที่เรานั่งรอนี่แหละ มาอยู่เป็นอาทิตย์เชียว นานพอๆ กับเราเลย”

พี่เขาทำหน้านึกอยู่แปป ในขณะที่ผมได้ยินในสิ่งที่พี่เจ้าของร้านบอกแล้วก็ได้แต่สมองว่างเปล่า ใจเต้นแรงจนเจ็บ ผมไม่รู้ว่าผมเจ็บเพราะผมดีใจหรือผมเจ็บที่โอกาสของเรามันไม่ใช่โอกาสที่ให้เราได้พบเจอกันจริงๆ จังๆ เสียที

“เขามาทุกวัน รออยู่ทุกวัน พอจะกลับก็กังวลกลัวว่าเราจะมาแล้วคลาดกัน เพราะพี่ก็บอกน้องเขาไปอยู่ว่าก่อนนี้เราก็มารอ เขาดูเสียใจมากนะที่ไม่ได้มาเจอน้อง เขาเลยตัดสินใจเขียนโน้ตแล้วฝากพี่ไว้ เผื่อเรามาตอนน้องเขาไม่อยู่จะได้ไม่คลาดหรือต้องรอกันจนเก้ออีก และถึงแม้ว่าเราจะไม่มาเลยน้องเขาก็ยังคงฝากโน้ตไว้ทุกวันๆ บางวันก็มีของมีขนมด้วย จากที่แค่วันละชิ้นสองชิ้น มันก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนพี่ต้องเอากล่องมาใส่ไว้ให้นี่แหละจ้ะ”

ผมแทบจะไม่กระพริบตาเลยสักครั้งตอนที่ฟังพี่เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง ผมซึมซับคำพูดทุกคำประโยคทุกประโยคที่พี่เจ้าของร้านบอกเอาไว้ในใจจนมันล้นอกไปหมด ผมทั้งดีใจทั้งเสียใจทั้งเขินอาย ทุกความรู้สึกมันวิ่งวุ่นจนผมคิดว่าตัวเองอาจจะขาดใจตายได้ และก่อนที่บรรยากาศมันจะกระอักกระอ่วนไปมากกว่านี้พี่เทมส์ก็พูดขึ้นแทนผมที่เพิ่งได้สติ

“ขอบคุณมากนะครับ รบกวนพี่เลยต้องมาเก็บของไว้ให้น้องชายผม”

“โอ๊ย ไม่เป็นไรจ้ะ ลูกค้าประจำ เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมาก”

พี่เจ้าของร้านหันมายิ้มให้ผม ผมถึงได้รู้สึกตัวจึงยิ้มตอบกลับไปพร้อมกับพุ่มมือขึ้นกลางอก แล้วยกไหว้พี่เขาอย่างนึกขอบคุณ

“ขอบคุณพี่มากนะครับ ขอบคุณมากๆ ครับ”

“ลองเปิดดูเอานะว่ามีอะไรบ้าง เผื่อจากที่โกรธเขาอยู่เราจะได้หายโกรธ”

พี่เขาว่าพร้อมกับเดินจากไปให้ผมได้มองตาม ก่อนจะหันมามองหน้าพี่ชายตัวเองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ราวกับกำลังจะถามด้วยสายตาว่าผมควรเปิดหรือไม่เปิดมันออกมา


... เพราะถ้าจะให้เปรียบกล่องที่อยู่ในมือผมมันก็คงเป็นเหมือนกล่องแพนโดร่าที่คงเต็มไปด้วยความลับที่ผมอยากรู้ มันคงหอมหวานมากมายหลังจากที่ผมได้เห็นของข้างในกล่อง แต่แน่นอนว่าผมก็ต้องยอมแลกกับความเป็นจริงที่ว่า

ทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป หลังจากผมเปิดกล่องใบนี้ออก


“ทำตามใจที่ไนล์อยากทำครับ จะเปิดหรือไม่เปิดไนล์ก็แค่ถามใจตัวเอง เพราะพี่ก็คงจะบอกเหมือนทุกครั้งที่พี่บอกว่าไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป แต่พี่จะยังคงอยู่ข้างๆ ไนล์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน”

พอได้ยินพี่เทมส์พูดแบบนั้น ผมก็เลิกคิด เลิกใช้ตรรกะทุกอย่าง แล้วถามหัวใจตัวเองที่กำลังเต้นรัวอยู่ใต้แผ่นอกว่าความต้องการที่ผมอยากได้คืออะไร


และสุดท้ายผมก็เอื้อมมือที่สั่นเทาของตัวเองไปเปิดฝากล่องออก


ของในกล่องไม่ได้แตกต่างจากที่พี่เจ้าของร้านบอกเท่าไหร่นัก มันเต็มไปด้วยกระดาษเกือบสิบแผ่น บางแผ่นก็เขียนข้อความยาวเหยียด บางแผ่นก็เขียนสั้นๆ นอกจากนั้นก็มีพวงกุญแจรูปเด็กน้อยกำลังนั่งร้องไห้อยู่สองอัน ซึ่งมีโพสต์อิทอันเล็กๆ ติดไว้ที่ตัวด้านบน ‘เห็นแล้วนึกถึง หน้าเหมือนเราชะมัด’ ส่วนอีกชิ้นก็เป็นพวงกุญแจเหมือนกันแต่เป็นพวงกุญแจรูปเด็กผู้ชายกำลังยิ้มกว้างจนตาปิดพร้อมกับโพสท์อิทเล็กๆ แบบเดียวกัน ‘อยากให้ยิ้มเยอะๆ เหมือนเจ้าตัวนี้ เวลาเรายิ้มเราน่ารักมากนะ’ ส่วนอันสุดท้ายเป็นสร้อยข้อมือถัก เป็นของขวัญที่ทำให้ผมต้องยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อเห็นโพสท์อิทที่แนบไว้ ‘มีเส้นเดียวในโลกเพราะพี่สั่งทำมาเพื่อเรา’ และ...

กระดาษแผ่นที่ใหญ่ที่สุด ที่เขียนชื่อนามสกุลจริง ที่อยู่ที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด รวมไปถึงอีเมล์แอดเดรส


KIRIN AKIRAPAIBOON

2xx LARK SPUR


CALIFORNIA SPRINGS

CA 92xx

USA


e-mail: Phu_KA26อย่าแสดงเมลบนบอร์ด


น้ำตาที่ผมพยายามกลั้นไว้ไหลลงมาเป็นทางเพียงแค่เห็นข้อความต่อมาในกระดาษนั้น แม้จะไม่ยาวแต่ก็เหมือนต่อลมหายใจให้กับคนที่กำลังสิ้นหวังอย่างผมให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์


‘ติดต่อมาหาพี่นะเจ้าเด็กขี้แย... แล้วพี่จะรอ’


ผมปาดน้ำตาออกลวกๆ ก่อนจะตัดสินใจแยกกระดาษและของกระจุ๊กกระจิ๊กชิ้นเล็กที่ภูให้ไว้เอามาวางกองไว้ที่โต๊ะ จากนั้นก็ค่อยๆ หยิบกระดาษโน้ตแผ่นไม่ใหญ่มากขึ้นมาทีละแผ่น ก่อนจะอ่านมันช้าๆ ทีละประโยค


‘พี่ขอโทษนะที่ไม่ได้มาหาเราตามสัญญา พอดีพี่ติดธุระสำคัญเรื่องเรียน พูดแล้วก็เหมือนแก้ตัวซึ่งพี่ก็แก้ตัวจริงๆ นั่นแหละ แต่พี่ต้องไปจัดการเรื่องเรียนให้เรียบร้อยและมันก็โคตรยุ่งยากเลยกว่าจะเสร็จ เรามารอพี่นานหรือเปล่า ... พี่อยากเจอเรานะ อยากเล่าต่อหน้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยังไงก็ถ้าได้อ่านโน้ตฉบับนี้ก่อนวันพรุ่งนี้ เรารอพี่หน่อยนะ พรุ่งนี้พี่จะมาหา สัญญา’


ผมพับมันลงพร้อมกับความรู้สึกวูบโหวงในใจ

ถ้าผมรู้ ผมคงจะมา เสียดายที่โอกาสและจังหวะเวลาของเราสองคน... ไม่เคยตรงกันเลย

แต่ผมก็ตัดสินใจคลี่กระดาษแผ่นต่อมาออกแล้วอ่านต่อ


‘วันนี้มาไม่ได้เหรอเจ้าเด็กขี้แย พี่แอบผิดหวังนิดหน่อยแต่ก็เข้าใจได้เพราะคนที่ผิดสัญญาก่อนก็คือพี่ แต่ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ยังมี พี่จะมารอที่นี่เหมือนเดิมนะ หวังว่าเราจะมาหาพี่ได้ มีเรื่องอยากเล่าให้ฟังเยอะแยะเลย มาให้ได้นะ’


ผมกลั้นก้อนสะอื้น และพยายามรวบรวมสติเพื่อที่จะได้อ่านโน้ตแผ่นต่อๆ ไป


‘วันนี้เราก็คงมาไม่ได้สินะ แต่ไม่เป็นไรไว้พรุ่งนี้พี่จะมาใหม่ ที่จริงนอกจากเรื่องราวมากมายที่พี่อยากเล่า พี่ก็มีเรื่องสำคัญที่จะบอกเราด้วย ... พี่อยากบอกต่อหน้าไม่อยากเขียนเล่าทางจดหมาย ยังไงพี่จะรอนะ’


ผมเปิดกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าอ่าน ข้อความก็ไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้คือพี่ภูมาที่ร้านไอศครีมทุกวัน บางวันก็มามากกว่าหนึ่งรอบเพราะกลัวว่าจะคลาดกับผมที่อาจจะมาคนละเวลา ดังนั้น จำนวนแผ่นโน้ตที่มีเลยมากกว่าจำนวนวันที่ผมไม่ได้มาและที่เราไม่ได้เจอกัน จนถึงกระดาษแผ่นสุดท้ายที่น่าจะเพิ่งเขียนเมื่อวานก่อนแวะไปหาพี่เทมส์ที่บ้าน ทำให้ผมห้ามตัวเองไม่ไหว ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาจนพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ โผเข้ามากอดแทบไม่ทัน


‘เราคงมาไม่ได้จริงๆ ซึ่งพี่ก็คงต่อว่าอะไรเราไม่ได้เพราะคนที่ผิดสัญญาก่อนคือพี่ และพี่ก็ต้องรับสภาพการกระทำของตัวเอง พี่ไม่อยากแก้ตัวแต่อยากอธิบายว่าจริงๆ แล้วช่วงอาทิตย์แรกที่พี่หายไป พี่ต้องไปติดต่อเรื่องเรียนมาจริงๆ เพราะที่บ้านอยากให้พี่ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ มันค่อนข้างจะปุบปับ ซึ่งใจจริงแล้วพี่ก็ไม่อยากไปเท่าไหร่ ตั้งใจจะเข้ามหาวิทยาลัยและคณะที่ตั้งใจไว้ แต่การไปต่างประเทศครั้งนี้มันเลี่ยงไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ดังนั้น พี่จึงต้องรีบไปจัดการติดต่อที่เรียน ทำวีซ่า ต่างๆ นาๆ เลยกินเวลาหลายวันกว่าจะเรียบร้อย แต่มันก็คงช้าเกินไปทำให้เรากับพี่เลยคลาดที่จะต้องเจอกัน ใจจริงพี่เองก็อยากบอกเรื่องนี้ให้เรารู้ด้วยตัวเอง แต่ในเมื่อมันสุดวิสัย ทำอะไรไม่ได้ พี่ก็ได้แต่หวังว่าเราจะได้อ่านโน้ตพวกนี้ในสักวัน และถ้ามันยังทัน ก่อนที่พี่จะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ มาส่งพี่ที่สนามบินนะ พี่คงถึงสนามบินประมาณบ่ายสามโมง แต่ถ้ามาไม่ได้หรือไม่ทันก็ไม่เป็นไร เพราะไม่รู้ว่าเราจะยังพอเชื่อคำสัญญาพี่ได้ไหม แต่เมื่อไหร่ที่พี่กลับมา พี่จะมารอเจอเราที่ร้านนี้และสัญญาว่าจะกลับมาเจอเราให้ได้ ไม่ว่ามันจะผ่านไปอีกกี่ปีก็ตาม

ไม่รู้ว่าพี่พอจะหวังได้ไหม แต่พี่ก็ยังคงหวังว่าเราจะได้เจอกันก่อนที่พี่จะไปเพราะพี่เองก็ไม่รู้ว่าต้องไปนานกี่ปี อย่างน้อยพี่ก็อยากจะบอกลาเราด้วยตัวเองและขอช่องทางในการติดต่อไว้ ให้เรียกแต่เจ้าเด็กขี้แยคงไม่ไหว อยากเรียกชื่อเราบ้าง อยากเรียกชื่อเราสักครั้ง ก่อนที่เราจะต้องจากกันจริงๆ

... มาให้ได้นะเจ้าเด็กขี้แย แล้วพี่จะรอ’


หลังจากอ่านข้อความพวกนั้นจบ ผมก็กอดพี่ชายตัวเองแน่น อีกใจก็ดีใจที่พี่ภูไม่ได้ผิดสัญญา ไม่ได้ลืมผม แต่พี่ภูแค่มีเหตุผลที่ทำให้มาไม่ได้ ผมนิ่งคิดและพยายามชั่งใจว่าจะเอาอย่างไรดี

ผมไม่อยากจะพลาดโอกาสสุดท้ายในการเจอพี่ภูไปแต่ผมก็ไม่กล้าพอที่จะไปแสดงตัว อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้บริสุทธิ์ใจ จะให้ผมไปปั้นหน้ายิ้มแล้วบอกกับพี่ภูว่าเป็นน้องชายของพี่เทมส์ผมก็ทำไม่ได้

“ไนล์ครับ บางเรื่องไนล์อาจจะไม่จำเป็นต้องคิดหาเหตุผลอะไรมากมายนะ ไนล์แค่ทำตามที่ใจไนล์อยากจะทำ แค่นั้นก็พอ”

ผมเอาคำพูดของพี่เทมส์มาคิด ก่อนที่จะตัดสินใจในที่สุด

“พี่เทมส์ครับ ไนล์อยากไปส่งพี่ภู” พี่เทมส์ยิ้มตอนที่ได้ยินผมบอกแบบนั้นแต่แล้วก็ต้องทำหน้าประหลาดใจ เมื่อได้ยินผมพูดประโยคต่อมา “แต่ไนล์ไม่ออกไปให้พี่ภูเจอนะครับ ไนล์ขอแค่แอบไปส่งพอ ได้ไหมครับพี่เทมส์”

พี่ชายผมพรูลมหายใจออกมาเบาๆ เพราะรู้ว่าขัดอะไรผมไม่ได้ เพราะถึงแม้ผมจะหัวอ่อนและขี้อาย แต่เรื่องดื้อแพ่งผมก็มีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใครเหมือนกัน

“เอ้าๆ ตามใจไนล์เลยครับ อยากจะแอบส่งหรือส่งตรงๆ ก็ได้” พี่เทมส์ว่าพร้อมกับพาผมลุกขึ้นยืน “แต่ตอนนี้เราต้องออกไปสนามบินกันได้แล้ว ถ้าไม่อยากไปส่งไอ้ภูช้าเนาะ”

ผมพยักหน้าพร้อมกับกระชับมือพี่ชายที่จับไว้แน่น และได้แต่หวังในใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของผมจะเป็นการตัดสินใจที่ดีมากพอที่จะไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง

.

.

.

ผมกับพี่เทมส์มาถึงสนามบินตอนเวลาเกือบจะบ่ายสาม ผมมองเห็นพี่ภูยืนอยู่ไกลๆ กับครอบครัว เขาเหมือนกำลังมองหาใครสักคนอยู่ และถ้าผมไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป คนที่ภูกำลังมองหาอาจจะเป็นผมก็ได้ ผมได้แต่ปล่อยให้ตัวเองยิ้มบางๆ กับความคิดที่เพ้อฝันของตัวเอง แม้ไม่รู้ว่าจะจริงหรือไม่จริงแต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมมีความสุขมากพอที่จะปลอบประโลมให้ตัวเองยืนส่งพี่ภูแค่ตรงนี้ ไม่เข้าไปใกล้มากเกินความจำเป็น

“พี่เทมส์ไปเถอะครับ ไนล์รอตรงนี้ได้” ผมเอ่ยปากพลางมือปล่อยให้พี่ชายที่จับกันอยู่ให้เดินเข้าไปหาเพื่อนสนิท พร้อมกับรับปากว่าจะรอพี่เทมส์อยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน

“เข้าไปใกล้อีกนิดก็ได้นะไนล์ ไอ้ภูมันไม่เห็นหรอก” พี่เทมส์พยายามคะยั้นคะยอคนขี้ขลาดแบบผม ซึ่งก็คงไม่ได้ผลนัก เมื่อผมยืนยันเจตนารมย์เดิม

“ไม่เป็นไรครับ ตรงนี้ก็เห็น เข้าไปใกล้กว่านี้ไนล์กลัวห้ามตัวเองไม่ไหว ไม่ได้กลัวว่าพี่ภูจะหันมาเห็นหรอก”

“อ่ะ รอตรงนี้ก็ตรงนี้ แต่ถ้าพี่หันมาไม่เห็นไนล์ พี่ทิ้งไอ้ภูทันทีนะ” พี่ชายผมย้ำ ผมจึงพยักหน้าหงึกหงักรับปากว่าจะไม่ไปไหน

“ครับ ไนล์ไม่ไปไหนหรอก พี่เทมส์ไปเถอะ” ผมดันหลังพี่ชายให้ออกเดิน “ฝากส่งพี่ภูด้วยนะครับ อวยพรแทนไนล์ด้วยว่าขอให้พี่ภูเดินทางปลอดภัย อยู่ที่นั่นก็ดูแลตัวเองด้วย อากาศไม่เหมือนที่บ้านเรา อย่าปล่อยให้ตัวเองป่วยง่ายๆ”

ผมพูดในสิ่งที่ใจคิดยาวเหยียดจนพี่เทมส์หลุดยิ้ม ก่อนจะยกมือขึ้นยีศีรษะผมด้วยความเอ็นดู

“ก็บอกแล้วว่าให้ไปด้วยกัน เนี่ย สั่งเสียยาว ห่วงมันขนาดนี้ไนล์น่าจะไปบอกมันเอง” พี่เทมส์จ้องหน้าผม พร้อมกับพูดจริงจังขึ้นอีกนิด “พี่ว่าถ้ามันได้เจอไนล์ก่อนไป มันคงดีใจ”

ผมลังเล ใจนึงก็อยากบอกอยากอวยพรอยากร่ำลาคนที่ผมรักด้วยตัวเอง แต่อีกใจก็ไม่กล้าพอขนาดนั้น ซึ่งความขี้ขลาดและไม่มั่นใจมักจะเอาชนะผมได้ทุกทางเสมอ

“ไม่เป็นไรครับ ไนล์ฝากพี่เทมส์บอกแหละ.. ดีแล้ว” ผมว่าเสียงแผ่ว และดูเหมือนพี่ชายผมจะรู้ทันไม่น้อยว่าผมกำลังลังเลเลยยิ่งถามย้ำ

“แน่ใจนะว่าไม่อยากบอกด้วยตัวเอง” พอเจอพี่ชายคาดคั้นผมก็เริ่มเงียบ แต่พอพี่เทมส์เห็นความไม่มั่นคงทั้งทางอารมณ์และทางสายตาของผม เขาจึงตัดสินใจแทน

“เอางี้” พี่เทมส์พูด ก่อนจะวิ่งไปที่เคาน์เตอร์ให้บริการเช่ารถที่อยู่ใกล้ๆ พูดอะไรกับพนักงานหญิงที่เฝ้าเคาน์เตอร์อยู่สองสามคำ จากนั้นก็ส่งยิ้มหวานสุดๆ ให้ ผ่านไปไม่ถึงอึดใจพี่พนักงานคนที่ว่าก็หันไปค้นกุกกักที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ พร้อมกับส่งกระดาษกับปากกามาให้พี่เทมส์ ที่กล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้มบาดใจที่ทำเอาคนเห็นแทบจะแข้งขาอ่อน

ผมมองการกระทำของพี่ชายอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก เขาวิ่งกลับมาพร้อมกับกระดาษและปากกาในมือ ก่อนที่จะยื่นให้ผม แล้วพูดในสิ่งที่ผมไม่ได้คิดเผื่อไว้มาก่อน

“อยากบอกอะไรไอ้ภูมัน ไนล์ก็เขียนลงกระดาษนี่เลย เดี๋ยวพี่อ้างเองว่าเมื่อกี้แวะไปร้านไอศครีมมาแล้วเจ้าของร้านฝากมาให้มัน เพราะน้องคนที่มันไปรอหาทุกวันฝากไว้ให้ ไอ้ภูมันไม่สงสัยหรอกหัวมันช้าเรื่องอะไรแบบนี้ มันฉลาดหมดทุกเรื่องอ่ะ ยกเว้นเรื่องความสัมพันธ์”

ผมคิดตามก่อนที่จะพบว่าแผนของพี่เทมส์ก็เข้าท่าดี ผมเลยจัดการเดินไปหาที่นั่ง ก่อนจะบรรจงเขียนสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ลงไปในกระดาษแผ่นนั้น ซึ่งคงจะกลายเป็นของแทนใจที่สำคัญที่สุดที่ผมมีให้พี่ภู


‘พี่ภูครับ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ผมไม่ส่งพี่ภูไม่ได้ ผมเพิ่งจะรู้ข่าววันนี้เองว่าพี่ภูจะเดินทาง ที่ทำได้ก็คงมีเพียงเขียนโน้ตทิ้งไว้ เผื่อว่าจะมีใครบังเอิญเอากระดาษแผ่นนี้ไปให้พี่ภูแทนผมได้ เพราะผมเองก็อยากจะอวยพรให้พี่ภูเดินทางปลอดภัยและไปอยู่ที่นู่นอย่างมีความสุข ไม่ว่าพี่ภูจะทำอะไรก็ตาม

สำหรับเรื่องของเรา ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงในเมื่อจังหวะเวลามันไม่ได้ไปเสียหมด ผมไม่โกรธ ผมเข้าใจ แต่ลึกๆ ผมก็อดเสียดายไม่ได้ที่เราจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกหลายปี แต่อย่างไรก็ดีผมอยากให้พี่ภูดูแลตัวเอง อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าปล่อยปละละเลยตัวเองนะครับ เพราะยังไงแล้วสุขภาพก็ควรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่พี่ภูควรให้ความใส่ใจ

สุดท้าย ผมเองก็ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสที่จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ แต่ผมสัญญาครับว่าผมจะไม่มีวันลืมพี่ภูคนใจดีที่สุดในโลกคนนี้เด็ดขาด ส่วนผมเองก็ไม่ขออะไรมาก ถึงพี่ภูจะลืมผม ผมก็ไม่ว่าอะไรขอแค่ให้พี่ภูเก็บเรื่องของเราไว้เป็นความทรงจำดีๆ ก็พอ ผมจะรอวันที่พี่ภูกลับมานะครับ แล้วพอถึงวันนั้นผมจะแนะนำตัวอย่างเป็นทางการกับพี่ภูแน่นอน ผมสัญญา

ลาก่อนครับพี่ภู ... N’


ผมตัดสินใจที่จะไม่ใส่ชื่อตัวเองลงไป เพราะอยากจะบอกเขาต่อหน้าด้วยตัวเองว่าผมชื่ออะไร อยากได้ยินเสียงเขาเรียกชื่อผม เหมือนอย่างที่พี่ภูบอกไว้ในโน้ตก่อนหน้านี้

“เสร็จแล้วครับพี่เทมส์” ผมพับกระดาษนั้นให้เล็กลง แล้วยื่นให้พี่ชายที่รับไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนที่พี่เทมส์จะยื่นมือมาเกลี่ยน้ำใสๆ ที่คลออยู่ในตากลมของผมอย่างเบามือ

“ไม่ร้องไห้ตอนพี่ไม่อยู่นะครับคนเก่ง เดี๋ยวพี่กลับมา ให้พี่ไปส่งไอ้ภูมันแทนไนล์ โอเคไหมครับ”

ผมพยักหน้าพร้อมกับปาดน้ำตาออกลวกๆ เพราะใจจริงก็ไม่อยากร้องไห้โยเยส่งพี่ภูแบบนี้

“ไปเถอะครับพี่เทมส์ เดี๋ยวจะไม่ทันพี่ภูเข้าเกท”

พี่เทมส์หันไปมองเพื่อนก่อนจะหันมาสำรวจผมอีกรอบ เมื่อเห็นว่าน้ำตาผมหยุดไหลแล้ว พี่ชายอันเป็นที่รักก็ลูบศีรษะผมเบาๆ ก่อนที่จะผละออกไปให้ผมมองตามตาละห้อย

ผมเห็นพี่เทมส์เดินเข้าไปหาพี่ภู ก่อนที่ภูจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาหาเป็นใคร สองคนเพื่อนสนิทกอดกัน จากนั้นพี่เทมส์ก็หันไปยกมือไหว้คุณแม่ของพี่ภู ผมเดาว่าเป็นแม่เพราะรูปหน้าของพี่ภูคล้ายผู้หญิงคนนั้นมาก คุณแม่พี่ภูดูสวยและใจดี เวลายิ้มกว้างยิ่งดูใจดีและอบอุ่นเหมือนรอยยิ้มของพี่ภูไม่มีผิด คุณแม่พี่ภูพูดอะไรบางอย่างกับสองคนก่อนจะเดินแยกออกมา

หลังจากคล้อยหลังคุณแม่ ผมก็เห็นพี่เทมส์พูดอะไรบางอย่างกับพี่ภู ก่อนที่จะตบไหล่พี่ภูเบาๆ เดาว่าคงร่ำลาและสั่งให้ดูแลตัวเองดีๆ ผมเห็นพี่ภูยิ้มก่อนจะตบไหล่เพื่อนสนิทกลับแล้วสองคนก็กอดกันอีกครั้ง จากนั้นพี่เทมส์ก็หยิบกระดาษแทนใจของผมออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนจะส่งให้พี่ภู พี่ภูทำหน้าประหลาดใจก่อนจะก้มลงคลี่กระดาษในมือออกอ่าน ซึ่งพี่เทมส์ก็อาศัยจังหวะนั้นหันมามองทางผมช้าๆ

ผมพยักหน้าให้พี่ชายตัวเองเป็นเชิงว่ารับรู้แล้วว่าจดหมายของผมถึงมือพี่ภูเรียบร้อย พี่เทมส์จึงหันหลับไปซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พี่ภูอ่านข้อความในกระดาษนั้นจบพอดี

หน้าตาพี่ภูดูประหลาดใจปนตื่นเต้นปนผิดหวัง ปนอะไรหลายๆ อย่างคาดว่าคงไม่ต่างจากผมตอนเห็นกระดาษโน้ตพวกนั้นที่ร้านไอศครีม ซึ่งพี่ชายผมเองก็ใจเย็นมากพอที่จะอธิบายให้เพื่อนสนิทฟังช้าๆ พี่ภูเองก็ดูตั้งใจรับฟัง จนใจผมเต้นแรงไปหมด

หลังจากที่สองคนเพื่อนสนิทคุยกันเสร็จ ก็ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่ได้พูดอะไรกันอีกเพราะพี่ภูเอาแต่มองจดหมายของผมที่อยู่ในมือของตัวเอง ผมได้แต่ภาวนาขอให้พี่ภูไม่ขยำมันแล้วทิ้งลงถังขยะ ไม่งั้นผมคงขาดใจแน่ๆ แต่แล้วพี่ภูก็ทำให้ผมน้ำตาไหลลงมาอีกรอบ เมื่อเขาพับกระดาษแผ่นที่ว่าช้าๆ อย่างเบามือก่อนจะเก็บลงกระเป๋าเสื้อ พร้อมกับตบที่กระเป๋าเบาๆ ราวกับต้องการจะแน่ใจว่ากระดาษแผ่นนั้นถูกเก็บอย่างดีแล้ว และแล้วช่วงเวลาสุดท้ายก็มาถึงเมื่อแม่พี่ภูเดินกลับมาพร้อมพูดอะไรบางอย่าง เดาว่าคงถึงเวลาที่พี่ภูจะต้องเขาเกทแล้ว

ผมเห็นพี่ภูหันมองรอบๆ อีกครั้งก่อนที่คุณแม่ของพี่ภูจะเดินเข้ามา ท่านกอดพี่ภูแน่นในขณะที่พี่ภูก็กอดตอบท่านอยู่เป็นเวลานาน ผมเห็นแม่พี่ภูพูดจาฝากฝังยกใหญ่ ซึ่งพี่ภูเองก็ตั้งใจรับฟังเต็มที่ และหลังจากที่พี่ภูฟังคุณแม่พูดจบพี่ภูก็หันกลับมากอดพี่เทมส์อีกครั้ง แต่แล้วก็เหมือนพี่ภูจะนึกขึ้นได้เลยหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวครีมของตัวเองขึ้นมา แล้วยืมปากกาจากพี่เทมส์ขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนผ้าเช็ดหน้าผืนดังกล่าวแล้วก็ยื่นให้พี่เทมส์ จากนั้นก็จากฝากฝังอะไรพี่เทมส์ยกใหญ่ ซึ่งพี่เทมส์ก็พยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ ผมเองก็ได้แต่ชะเง้อมองเพราะอยากรู้ว่าสองเพื่อนสนิทคุยอะไรกัน จนช่วงเวลาสุดท้ายมาถึงจริงๆ พี่เทมส์กับพี่ภูกอดกันอีกครั้ง จากนั้นพี่ภูก็หันไปไหว้คุณแม่ แล้วกระชับสายเป้ที่อยู่บนบ่าให้มั่น เดินตรงไปที่เกท ในขณะที่ผมได้แต่มองตามทั้งที่น้ำใสกลบอยู่รอบดวงตาเต็มไปหมด

พี่ภูหันมาโบกมือลาคุณแม่กับพี่เทมส์อีกครั้ง ก่อนที่หันหลังเดินเข้าไปในเกทที่สุด โดยที่ผมทำได้แค่เพียงบอกลาพี่ภูอยู่ไกลๆ ตรงนี้

“ลาก่อนครับพี่ภู ... ไนล์จะรอพี่ภูนะครับ”

.

.

.

พี่เทมส์เดินกลับมาหาผมที่ยืนร้องไห้อยู่เงียบๆ ก่อนจะกอดผมไว้แน่นพร้อมกับลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจผม โดยที่ระหว่างเราสองคนพี่น้องไม่ได้มีคำพูดแม้เพียงสักคำแต่ผมก็อุ่นใจที่รู้ว่าพี่ชายผมอยู่ตรงนี้

และหลังจากที่ผมสงบ พี่เทมส์ก็จูงผมกลับมาที่รถก่อนที่จะยื่นผ้าเช็ดหน้าให้

“ไนล์ไม่ได้ร้องไห้แล้วครับ ขอบคุณครับพี่เทมส์”

ผมบอกปฏิเสธพี่ชายเพราะตอนนี้น้ำตาผมเหือดแห้งไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่เทมส์บอกกลับสร้างความประหลาดใจให้ผมไม่น้อย

“ไอ้ภูมันฝากมา ไนล์ลองเปิดอ่านดูนะครับ”

ผมคลี่ผ้าเช็ดหน้าในมือออก ก่อนที่จะเห็นลายมือคุ้นตาของพี่ภูที่เขียนสั้นๆ ตอบกลับมา ซึ่งทำให้น้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วของผมไหลลงมาอีกรอบ


'พี่สัญญาว่าจะกลับมาหา แล้วพอถึงวันนั้นเรามาแนะนำตัวกับพี่นะ พี่จะได้เรียกชื่อเราต่อหน้าอย่างที่เราอยากให้ทำ'


"ฮึก.. พี่ภู ฮือออ ไนล์.. ไนล์จะรอพี่ภูนะครับ"

และนาทีนั้นนั่นเองที่ผมตัดสินใจว่าผมจะรอพี่ภูจนกว่าพี่ภูจะกลับมา ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม

.

.

.

To Be Continue

-------------------------------------------------

ฝากติแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ ต่อไปจะพยายามมาลงอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งน้าา

ชอบไม่ชอบยังไงรบกวนคอมเม้นท์บอกกันทีเน้อ จะได้เก็บไว้เป็นกำลังใจ

... แล้วเจอกันตอนหน้าคับ ^^

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2643
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
รอวันที่พี่ภูกลับมาเจอน้องนะคะ

ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 482
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-2

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
น้องงงงงงง​ น่ารัก

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
ชอบความรักแบบนี้จังเลยยยยย

รีบมต่ออีกนะคะ

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 4th - Still waiting for


สิบปีผ่านไป


“ไม่ครับ ไนล์ไม่แต่ง ไนล์เคยบอกพ่อกับแม่แล้วไงครับว่าไนล์ไม่แต่ง เราสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ไนล์ไม่เคยคิดอะไรกับลมในแง่นั้นเลยนะครับ”

ผมยืนยันคำพูดของตัวเองเสียงแข็ง ในขณะที่เราสามคนพ่อแม่ลูกนั่งคุยกันอย่างเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้าน ซึ่งหัวข้อสนทนาก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมสักเท่าไหร่ พูดเรื่องนี้กันมาตั้งแต่ผมเรียนจบยันผมทำงานได้มาสองสามปีแล้ว พ่อกับแม่ของผมก็ไม่เคยเปลี่ยนความตั้งใจทั้งที่ผมก็ชัดเจนทุกครั้งว่าไม่ตกลง

“แต่ลมเป็นคนดีนะคะน้องไนล์ อีกอย่างลมก็รู้ด้วยว่า...”

“ไนล์ตั้งท้องได้และลมก็ไม่รังเกียจ ลมยินดีจะดูแลจะอยู่ข้างไนล์ ซึ่งไนล์ไม่ควรปฏิเสธ ... แม่จะพูดแบบนี้ใช่ไหมครับ”

ผมลอกคำพูดประโยคเดิมๆ ที่แม่เพียรพยายามพูดกับผมมาหลายปี เพื่อจะบอกกลายๆ ว่าผมเข้าใจดีว่าเพราะอะไรพวกท่านถึงอยากให้ผมแต่งงานกับลม


ลมที่เป็นผู้ชายเหมือนกับผม ลมที่เป็นเพื่อนสนิท และใช่... ลมรู้ความลับของผมแม้กระทั่งเรื่องที่ผมตั้งท้องได้


ลม หรือ ปราณนต์ พิพัฒน์ปรีชา เป็นเพื่อนสนิทของผมตอนที่ผมย้ายเข้าไปเรียนฝั่งมัธยมปลาย ลมเป็นนักเรียนเข้าใหม่ไม่ใช่ศิษย์เก่าที่ย้ายมาจากมัธยมต้นเหมือนผม จึงไม่มีเพื่อนอะไรมากนักซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากผมเท่าไหร่ เพราะถึงแม้ว่าผมจะมาจากมัธยมต้นโรงเรียนเดิมก็ใช่ว่าผมจะมีเพื่อนอะไรมากมาย

ลมเข้ามาตีสนิทผมทันทีตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก เขามาขอนั่งข้างผม ขอยืมอุปกรณ์การเรียนจากผม แรกๆ ผมก็งงๆ ไม่รู้จะปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ยังไง แต่ลมเป็นคนอัธยาศัยดี คุยเก่ง แถมยังหน้าตาดีมากๆ ซึ่งผมเองก็ยังคงไม่เข้าใจจนวันนี้ว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะเข้ามาคุยกับผม ทั้งๆ ที่มีเพื่อนๆ มากมายอยากจะคุยและอยากจะทำความรู้จักกับลมเยอะแยะเต็มไปหมด

และจากวันนั้นเลยทำให้ผมกับลมกลายเป็นเพื่อนกัน เราตัวติดกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน และด้วยความที่พี่เทมส์เองก็ต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ในช่วงปีแรกพี่เทมส์เรียนหนักมากประกอบกับกิจกรรมที่ต้องทำก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทำให้พี่เทมส์มีเวลาน้อยลง เขาไม่ถึงกับปล่อยปละละเลยผมแต่ก็เปิดโอกาสให้ผมเปิดรับเพื่อนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งลมก็เป็นหนึ่งในคนที่พี่เทมส์อนุญาตให้ผมคบหา เพราะถึงแม้ลมจะดูอัธยาศัยดีสังคมจ๋า แต่ลมก็เป็นคนที่มีความรับผิดชอบในระดับหนึ่ง และที่สำคัญก็คือลมปกป้องดูแลผมได้ เขาคอยจัดการบรรดาผู้ชายและผู้หญิงที่เข้ามาเกาะแกะผม ผู้หญิงน่ะไม่เท่าไหร่เพราะมีเข้ามาไม่เยอะ แต่บรรดาผู้ชายนี่สิ ไม่รู้มองเห็นอะไรในตัวผมกันนัก

ช่วงมัธยมปลายมีคนเข้ามาจีบผมเยอะมาก พี่เทมส์บอกว่าเป็นเพราะผมโตขึ้น ความน่ารักของผมก็พุ่งขึ้นมากตามไปด้วย ตอนแรกผมปฏิเสธเสียงแข็งว่ามันไม่ใช่แบบนั้น เป็นพี่เทมส์เองนั่นแหละที่คิดมากไป แต่ลมก็ยืนยันในสิ่งที่พี่เทมส์บอกอีกเสียงประกอบกับมีคนเข้ามาหาผมมากมาย ผมเลยไม่รู้จะหาเหตุผลมาทัดทานยังไง ผมที่เคยใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ ในช่วงมัธยมต้มก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกหลังจากขึ้นมัธยมปลาย

ผมกลายเป็นที่รู้จักและมักจะถูกเอาไปพูดถึงบ่อยๆ ในกระทู้เว็บบอร์ดและแฟนเพจของโรงเรียน หัวข้อส่วนใหญ่ก็มักจะพูดถึงความน่ารักอะไรต่างๆ นาๆ ของผม จากที่ตกใจและปรับตัวไม่ได้ในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นเคยชินไปในที่สุด แต่ถึงแม้ผมจะได้รับการพูดถึงมากแค่ไหนหรือได้รับความนิยมอะไรยังไง ผมก็ยังคงเป็นผมที่ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเองและชอบเก็บตัวอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่เด็ก มีแค่ลมที่ผมยอมให้ความสนิทสนมคุ้นเคยด้วยคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นชีวิตผมจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะอย่างที่บอกว่าผมไม่ได้สนใจหรือใส่ใจใครเป็นพิเศษ ผมก็แค่ไปเรียนตามตามปกติ มีเข้ากิจกรรม มีทำงานกลุ่มบ้างโดยมีลมตามติดเป็นเงา และคอยกันบุคคลไม่พึงประสงค์ออกจากชีวิตผมโดยที่ผมไม่ต้องทำอะไร

ผมกับลมกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันแบบงงๆ จะด้วยความที่ผมไม่เอาใครหรือเพราะเขาตามติดผมไม่เลิกก็ไม่อาจทราบได้ สุดท้ายเราสองคนก็คบกันมาในฐานะเพื่อนสนิทจนจบมัธยมปลาย และพอผมเข้ามหาวิทยาลัย ลมก็ตามมาสอบเข้าคณะเดียวกับที่ผมเรียน และคอยกำจัดคนที่เข้ามาจีบผมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมก็นึกว่าเขาทำไปตามหน้าที่เพื่อนสนิทอย่างที่ทำมาตลอด


นั่นเพราะผมไม่เคยเปิดใจให้ใคร ผมไม่สนใจว่าใครจะรู้สึกกับผมยังไง ไม่ได้สนว่าใครมาจีบ ไม่ได้มองว่าใครจะมาชอบ ใจผมจดจ่ออยู่กับแค่รักแรกและรักเดียวของผมเท่านั้น ... แค่พี่ภู


ผมเฝ้ารอเขามาตลอดตั้งแต่มัธยมปลาย จนขึ้นมหาวิทยาลัยและจบออกมาจากมหาวิทยาลัยในที่สุด สิบปีที่ผ่านพ้นผมก็ยังคงรอ ผมไม่เคยมองใคร ไม่เคยเปิดใจให้ใครในฐานะแฟนหรือคนรักทั้งสิ้น ยิ่งในช่วงมหาวิทยาลัย ผมถูกจีบหนักมาก คนเข้ามาหาผมไม่เว้นแต่ละวัน แต่ผมก็ไม่เคยสนใจ แม้แต่ลมผมก็ยังมองเขาเป็นเพื่อนสนิทมาโดยตลอด ผมพยายามปิดหูปิดตาไม่รับรู้ว่าเขามองผมด้วยสายตาแบบไหน หรือคิดยังไงกับผม จนถึงวันที่เขาตัดสินใจสารภาพรักผมก็ยังคงใจร้ายใจดำหยิบยื่นความสัมพันธ์แบบเดิมที่เป็นมาตลอดสิบปีให้ โดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น


‘ไนล์.. ไนล์ก็รู้ว่าเราไม่ได้คิดกับนายแค่เพื่อน เรามองไนล์เกินเพื่อนมาตั้งนานแล้ว ทำไมไนล์ถึงไม่เปิดโอกาสให้เราบ้าง ไนล์จะรอเขาไปถึงเมื่อไหร่ เขาที่ไม่ได้ติดต่อกลับมาหาไนล์เลยตั้งแต่เราขึ้นมหาลัย แล้วทำไมไนล์ยังจะรอเขาอีก!’


ลมระเบิดอารมณ์ใส่ผมในวันที่เราเรียนจบรับปริญญา เขาเข้ามาสารภาพรักและอยากจะขอขยับสถานะจากเพื่อนสนิทมาเป็นแฟน ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ทั้งรู้ว่าผมรอพี่ภูมาตลอดแต่เขาก็ยังจะลองเสี่ยง แน่นอนว่าสิ่งที่ลมพูดออกมานั้นเสียดแทงให้ใจผมเจ็บไม่น้อย แต่ผมสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะรอพี่ภู ผมก็จะรอเขาแบบนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่หนักแน่นมากพอที่จะโค่นล้มความรู้สึกที่ผมมีต่อพี่ภูได้

ในช่วงปีแรกหลังจากที่พี่ภูไปเรียนต่อเราสองคนยังคงติดต่อกันผ่านการส่งอีเมล์หากัน ผมมีความสุขมากแม้ว่าจะเป็นแค่การพูดคุยผ่านตัวอักษรก็สามารถทำให้ผมยิ้มได้ พี่ภูมักจะเล่านั่นเล่านี่ให้ผมฟังตลอด ผมเองก็เล่าเรื่องที่โรงเรียนให้พี่ภูฟังเสมอๆ เราพูดคุยกันเป็นปกติเหมือนสมัยที่นั่งคุยกันในร้านไอศครีม เราคุยกันทุกเรื่องแต่สิ่งหนึ่งที่ภูไม่เคยถามผมเลยก็คือชื่อของผม เขายังคงเรียกผมว่า ‘เด็กน้อยของพี่’ หรือไม่ก็ ‘เด็กขี้แยของพี่’ มาโดยตลอดช่วงระยะเวลาสามปีที่เราคุยกัน ผมเคยถามพี่ภูเหมือนกันว่าอยากให้ผมบอกกับเขาไหมว่าผมชื่ออะไร แต่เขาก็บอกปัดทุกครั้ง เขายังคงยืนยันว่าอยากได้ยินชื่อของผมจากปากของผมเอง

ผมวาดฝันไปไกลว่าอีกไม่นานพี่ภูของผมก็คงจะกลับมา แต่ไม่น่าเชื่อว่านอกจากฝันของผมจะไม่ใกล้เคียงความเป็นจริงแล้ว มันยังหนีขยับออกไปจากผมอย่างโหดร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อผมเรียนจบชั้นมัธยมปลายและเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่อยากเรียนได้จนสำเร็จ ผมก็บอกข่าวดีนี้ให้พี่ภูรู้ พี่ภูแสดงความยินดีกับผมพร้อมกับรับปากรับคำว่าเขาจะเลี้ยงฉลองและมีของขวัญให้ในฐานะที่ผมเป็นเด็กดีจนประสบความสำเร็จ

แต่นอกจากว่าผมจะไม่ได้รับของขวัญอะไรจากพี่ภูแล้ว พี่ภูที่เคยส่งอีเมล์มาหาทุกสองสามวันกลับเริ่มขาดการติดต่อ จากอาทิตย์เริ่มหายไปเป็นเดือน จากเป็นเดือนก็ขยับหนีไปเป็นปี ผ่านพ้นไปจนถึงปีสี่ที่ผมเรียนจบพี่ภูก็ยังคงไม่ติดต่อกลับมา ผมที่เพียรพยายามส่งอีเมล์หาเขาตลอดก็ส่งเมล์หาเขาไม่ได้อีกเนื่องจากกล่องข้อความของเขาเต็ม เพราะเขาคงไม่ได้เปิดอีเมล์ของผมอ่านเลยแม้แต่ฉบับเดียวหลังจากที่ผมขึ้นมหาวิทยาลัย

ผมต้องไปถามหาความเป็นไปของพี่ภูจากพี่เทมส์พี่ชายของผมแทน พี่เทมส์เองก็เข้าใจว่าผมมาถามถึงทั่วไปก็เต็มใจตอบให้ทุกครั้ง เขาไม่ได้รู้เลยว่าพี่ภูไม่ได้ตอบอีมล์ผมมานานมากแล้ว ผมเองก็ไม่อยากบอกพี่เทมส์เพราะไม่เห็นว่ามันจะได้ประโยชน์อะไร แม้จะน้อยใจแต่ผมก็เข้าใจดี เพราะช่วงแรกๆ ที่พี่ภูขาดการติดต่อไปก็เห็นว่าเขาดูยุ่งๆ อยู่กับการเรียนของเขา ผมก็เลยไม่อยากจะไปเซ้าซี้อะไร

แต่พอนับวันรอพี่ภูแล้วก็ไม่ได้รับวี่แววว่าเขาจะติดต่อกลับมา จากที่เริ่มเข้าใจก็กลายเป็นไม่เข้าใจ น้อยใจ และเสียใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะโวยวายอะไรได้ มานับๆ ดูแล้ว ผมได้รู้จัก ได้พูดคุยกับพี่ภูก็นับว่าเป็นเรื่องผิวเผินมาก ผมไม่เคยได้รู้รายละเอียดปลีกย่อยอะไรในชีวิตเขาเลย เพราะฉะนั้นการที่เขาจะเลิกติดต่อไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ผมก็คงไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องอะไรมากไปกว่าการรอเขาอยู่เงียบๆ และหวังว่าเขาจะยังจำผม จำสัญญาของเราได้ หรืออย่างน้อยถ้าเขายังพอนึกออกว่ามีผมอยู่ตรงนี้เขาอาจจะติดต่อกลับมา ผมเลยแอคทีฟอีเมล์นั้นที่ใช้ติดต่อกับพี่ภูไว้ตลอด แต่มันก็เปล่าประโยชน์เพราะล่วงเลยมาจนถึงปีที่สิบก็ยังไร้วี่แววที่ผมจะได้รับการติดต่ออะไรจากพี่ภูอีก

ผมเลยต้องอัพเดทชีวิตและความเป็นไปของพี่ภูผ่านทางพี่เทมส์เรื่อยๆ เพราะถึงแม้จะน้อยใจ แต่ความรักและความโหยหาที่มีต่อเขากลับไม่เคยน้อยตามลงไปเลยสักนิด ตรงข้ามมันกับทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความคิดถึง

ผมได้รับรู้ว่พี่ภูมีความสุขดี เขาเรียนจบปริญญาโทจากที่สหรัฐอเมริกา ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างมีความสุข เริ่มทำงานในสายอาชีพตามที่เรียนมา มีแฟน มีสังคม มีชีวิตในแบบวัยรุ่นทั่วไปที่ผมได้ยินแล้วก็ต้องยิ้มรับเมื่อเห็นว่าเขาสุขสบายดี


คีริน อคิระไพบูลย์ ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน เขาก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ มีชีวิตที่ดีและมีคนรักที่น่ารัก


ในขณะที่ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมและไม่คิดจะก้าวไปไหน เพราะกลัวว่าพี่ภูของผมหันกลับมาแล้วจะไม่เจอกัน ยังคงมีแต่ผมเองที่ติดอยู่ที่เดิมและมั่นคงอยู่อย่างนั้นไม่คิดเปลี่ยนแปลง แม้พี่ภูจะมีคนรักเป็นตัวเป็นตนและอาจจะลืม 'เด็กขี้แยของเขา' ไปแล้วก็ตาม

ตอนที่พี่ภูเริ่มมีแฟนและคบกับคนรัก พี่เทมส์ไม่ยอมปริปากบอกผมสักนิด จนกระทั่งผมไปแอบเห็นตอนที่พี่ภูกับพี่เทมส์คุยกันในแอพแชทยอดนิยม พี่ภูมักจะส่งรูปแฟนตัวเองมาอวดให้พี่เทมส์ดูบ่อยๆ พี่ภูรักแฟนคนนี้มาก เธอเป็นคนไทยที่ไปเรียนอยู่ที่อเมริกาเหมือนกัน พวกเขารู้จักกันและเป็นเพื่อนกันมาจนมาขยับความสัมพันธ์ตอนเริ่มเรียนปริญญาโท หรือพูดง่ายๆ ว่าก็ช่วงเดียวกับที่พี่ภูขาดการติดต่อจากผมไปนั่นแหละ

ตอนที่ผมรู้ ผมถึงกับซึมไปเป็นอาทิตย์ นอนร้องไห้ทุกคืน เอาเข้าจริงผมไม่ได้เสียใจที่พี่ภูมีแฟน อะไรที่เขาทำแล้วมีความสุขผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะบั่นทอนหรือเป็นปัญหาอะไร แต่ที่ผมเสียใจก็คงเป็นเรื่องที่ว่าพี่ภูอาจจะหลงลืมหรือทำผมตกหล่นหายออกจากชีวิตเขาไป เพียงเพราะเขากำลังมีความรักและผมก็ไม่ได้มีค่าหรือสำคัญพอให้เขาจดจำไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงซื่อสัตย์และภักดีต่อความรู้สึกของตัวเองเสมอ แม้ผมจะน้อยใจหรือเสียใจมากแค่ไหนผมก็ไม่สามารถที่จะหยุดรักพี่ภูได้ ผมยังคงหยุดอยู่ที่เดิม ไม่เดินหน้า ไม่ถอยหลัง ยังผูกตัวเองติดอยู่กับความทรงจำดีๆ ระหว่างเรา และไม่สามารถพาตัวเองให้หลุดพ้นออกมาได้

และจนถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานถึงสิบปีผมก็ยังคงรักพี่ภูอยู่แบบนั้น ในขณะเดียวกันพี่ภูกับผู้หญิงคนนั้นก็ยังคงคบหาและเป็นแฟนกันมาตลอด ผมเคยภาวนาให้เขาทั้งสองแต่งงาน ภาวนาให้ทุกอย่างจบสิ้น เผื่อว่ามันจะสามารถหยุดทุกความรู้สึกที่ผมมีให้พี่ภูได้เสียที แต่คำภาวนาของผมไม่เป็นผล ในทางตรงกันข้ามมันกลับพลิกผันมากกว่าที่ผมคิด เพราะหลังจากเข้าสู่ปีที่เจ็ดผมก็เริ่มได้ยินข่าวของพี่ภูจากพี่เทมส์อีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นข่าวที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

พี่ภูเริ่มระหองระแหงกับคนรัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาถรรพ์ปีที่เจ็ดหรือเป็นเพราะความรักจืดจาง พวกเขาทั้งคู่ทะเลาะกันบ่อยครั้ง และก็เป็นพี่เทมส์ทุกครั้งที่จะได้รับรู้ปัญหาที่เพื่อนสนิทมาปรับทุกข์ด้วยบ่อยๆ ถึงแม้ผมจะแอบรักพี่ภูอยู่แต่ผมก็ไม่เคยคิดอยากจะให้เขากับคนรักมีปัญหาหรือไม่เข้าใจกัน เพราะอย่างที่ผมบอก ผมรักพี่ภูมากและผมหวังให้พี่ภูมีความสุขกับทุกๆ อย่างที่เขาเลือก

แต่ในเวลานี้เขากลับเป็นทุกข์เพราะชีวิตรักที่ง่อนแง่นขึ้นทุกที ถ้าฟังจากพี่เทมส์เล่า ดูเหมือนว่าคนรักของพี่ภูกำลังตีตัวออกห่างเพราะมีชายหนุ่มนักธุรกิจใหญ่มาติดพัน ชายหนุ่มคนที่ว่าค่อนข้างมีฐานะ เพราะถึงแม้ว่าพี่ภูจะไม่ได้ยากจนข้นแค้นแต่เขาก็ค่อนข้างยึดมั่นถือมั่นในศักดิ์ศรีของตัวเองพอสมควร พี่ภูไม่เคยขอเงินที่บ้านใช้เลยถ้าไม่จำเป็น ตั้งแต่ย้ายไปอเมริกาพอเรียนจบและหางานทำเองได้ พี่ภูก็ทำงานหาเลี้ยงตัวเองและคนรักมาตลอด ซึ่งนั่นมันอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของแฟนพี่ภูก็ได้

และหลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้รู้ข่าวอีกครั้งว่าพี่ภูเลิกรากับคนรักแล้ว แถมยังเป็นการเลิกราที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนว่าพี่ภูจะจับได้ว่าอีกฝ่ายนอกใจไปหาคนใหม่ก่อนที่จะบอกเลิกกับเขาอย่างเป็นทางการ พี่เทมส์บอกว่าพี่ภูเสียศูนย์เป็นอย่างมาก เพราะเขารักและผูกพันกับผู้หญิงคนนี้ไม่น้อย

ความเป็นห่วงที่มีต่อรักแรกและรักเดียวของผมตีตื้นขึ้นมาในอก ความปรารถนาที่จะเห็นเขามีความสุขไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้ผมพลอยทุกข์ใจกับพี่ภูไปด้วย ผมไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิดที่รู้ว่าเขาเลิกกับคนรักแล้วเจ็บหนักขนาดนั้น และดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ดีขึ้นเลยจนแม่ของพี่ภูถึงกับยื่นคำขาดให้พี่ภูกลับประเทศไทย เพราะคิดว่าจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้พี่ภูคนเดิมกลับมา

และความหวังที่ผมจะได้เจอพี่ภูอีกครั้งก็กลับมาด้วยเช่นกัน...

เหตุผลที่แม่ของพี่ภูยื่นคำขาดแบบนี้นั่นก็เพราะ หลังจากที่พี่ภูเลิกกับคนรักเขาก็ทำตัวย่ำแย่ ออกเที่ยวกลางคืน กินเหล้า โดนเพ่งเล็งจากที่ทำงาน แม่พี่ภูเลยบอกให้เขากลับมาช่วยธุรกิจของที่บ้าน ก็อย่างที่ผมบอกแหละว่าที่จริงแล้วครอบครัวของพี่ภูค่อนข้างมีฐานะ บ้านของพี่ภูทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจที่พ่อของพี่ภูริเริ่มเอาไว้ โดยมีแม่ของพี่ภูเป็นกำลังสำคัญของสามี แต่โชคไม่ดีที่พ่อของพี่ภูประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปก่อน แม่ของพี่ภูเลยต้องมารับช่วงต่อ และสาเหตุที่พี่ภูต้องไปเรียนที่ต่างประเทศนั้นก็เป็นเพราะแม่ของพี่ภูอยากให้เรียนแล้วกลับมาช่วยทำธุรกิจของที่บ้าน ซึ่งแรกๆ พี่ภูก็อิดออดเพราะเข้าใจว่าต้องไปเรียนเกี่ยวกับการบริหาร แต่ที่ตอนหลังเปลี่ยนใจมายอมก็เพราะแม่ของพี่ภูยื่นข้อเสนอให้ว่าเรียนอะไรที่เกี่ยวข้องก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนบริหารอย่างเดียว ขอแค่เอามาช่วยงานท่านได้บ้างท่านก็พอใจแล้ว

ซึ่งโดยพื้นฐานจากที่พี่เทมส์เล่าให้ฟัง เขาก็บอกว่าพี่ภูเป็นคนเรียนเก่ง แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้ชอบอะไรที่เป็นวิชาการเท่าไหร่ พี่ภูชอบพวกงานศิลปะและงานสร้างสรรค์ เขาถึงไปเรียนเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบต่อที่เมืองนอก โดยที่แม่ของพี่ภูก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะแค่ลูกชายยอมไปเรียนให้ตามที่ขอท่านก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว

แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเพราะพอพี่ภูไปเรียนที่นั่น เขากลับชอบความอิสระเสรีที่ได้รับ ประกอบกลับมีคนรักเป็นตัวเป็นตนจึงตัดสินขออนุญาตคุณแม่ หาประสบการณ์ในการทำงานต่อที่นั่นสักสองสามปี แล้วก็ลากยาวผลัดผ่อนมาเรื่อยเพราะชีวิตรักและหน้าที่การงานของพี่ภูไปได้ดีจนถึงตอนที่เลิกกับคนรักนี่ล่ะ กราฟชีวิตของพี่ภูถึงดิ่งลงเหวได้อย่างไม่น่าเชื่อ

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)

ผมไม่อยากคิดหาเหตุผลว่าอะไรที่ทำให้พี่ภูเปลี่ยนตัวเองให้ย่ำแย่ได้ขนาดนั้น เพราะถึงไม่บอกก็พอจะมองออกว่านั่นเป็นเพราะพี่ภูรักผู้หญิงคนนั้นมาก มากจนทำให้เขาแทบไม่หลงเหลือความเป็นตัวเอง

และครั้งนี้พอแม่ของพี่ภูขอร้องแกมบังคับให้พี่ภูกลับประเทศไทย พี่ภูก็เลยรับปากและไม่บิดพริ้วอีกต่อไป เขาตกปากรับคำบอกกับแม่ว่าจะกลับมาเพราะความทรงจำที่มีต่อที่นี่ทำให้เขาแทบจะใช้ชีวิตต่อไม่ได้ ตัวผมเองพอรู้ว่าเขาจะกลับมาก็ทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น ความหวังที่จะได้เจอพี่ภูอีกครั้งถูกจุดประกายขึ้น อย่างที่บอกว่าผมไม่เคยโกรธหรือเกลียดเขาสักนิดที่ทำผมตกหล่นหายไปจากชีวิต เพราะสำหรับผมแล้วพี่ภูคือผู้มีพระคุณ คือผู้ช่วยชีวิต คือโลกอีกใบ คือรักแรกและรักเดียวของผม

ใครจะว่าผมจมปลัก ใครจะว่าผมโง่เง่า ผมไม่สนใจหรอก ผมแค่รักเขาในแบบของผม ผมไม่ได้ต้องการให้ใครมาเข้าใจ เพราะฉะนั้นแค่ปล่อยให้ผมได้รักเขาต่อไปในแบบของผมก็พอ

และนั่นคือเหตุผลหลักที่ผมกำลังค้านพ่อกับแม่หัวชนฝาเรื่องที่จะให้ผมแต่งงานกับลม ผมพูดไปไม่รู้จักกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ว่าผมไม่ได้รักลมแบบนั้น แต่พ่อกับแม่ดูเหมือนจะไม่ยอมเข้าใจสักนิด

“แม่ไม่เข้าใจน้องไนล์เลย ทำไมถึงไม่ยอมใจอ่อนให้ลมบ้างล่ะลูก ลมเขาอยู่ข้างน้องไนล์มาตลอด พ้นจากพี่เทมส์แล้วแม่ก็เห็นว่าน้องไนล์มีแต่ลมนี่แหละ ทำไมไม่ลองเปิดใจให้ลมเขาบ้าง แม่เชื่อว่าน้องไนล์จะรักลมได้ไม่ยากนะ”

“แม่ครับ ไนล์รักลมนะครับแต่ไนล์รักลมแบบเพื่อน ไนล์ไม่เคยคิดเป็นอื่น เรื่องของความรู้สึกมันบังคับกันไม่ได้นะครับแม่”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่และเห็นว่าวันนี้ผมตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ แม่กับพ่อของผมรู้จักแต่ลม เคยเห็นแต่ลม มีภาพดีๆ ที่ลมคอยปกป้องดูแลผมมาตลอดหลายปี แต่ในขณะที่พี่ภูที่เป็นทั้งผู้มีพระคุณและผู้ช่วยชีวิตผม พ่อกับแม่ไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้จักเขาเลย เพราะผมปิดเรื่องที่โดนทำร้ายมาตลอด พวกท่านเลยไม่เคยได้รู้เลยว่าแท้จริงแล้วนอกจากลมก็มีพี่ภูอีกคนที่ดูแลและปกป้องผม และก็เป็นเขานั่นแหละที่ผมให้ใจไป เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่แค่ลมคนเดียวที่จะใช้เรื่องพวกนี้มาขโมยหัวใจผมได้ พี่ภูเองก็มีคุณสมบัติที่จะทำให้ผมรักเขาได้ไม่ต่างกัน

ผมคิดว่าเที่ยวนี้พ่อกับแม่คงวางแผนมาแล้วว่าตั้งใจจะพูดเรื่องนี้วันนี้เนื่องจากพี่เทมส์ไม่อยู่ เพราะถ้าปกติพี่เทมส์อยู่ พี่เทมส์ก็มักจะคอยช่วยพูดและเข้าข้างผมไม่ให้ถูกพ่อกับแม่กดดัน แต่พอได้จังหวะเหมาะเจาะที่พี่เทมส์ต้องเดินทางไปติดต่องานที่ต่างประเทศ พวกท่านก็เอาเรื่องนี้มาพูดกับผมตามลำพังทันที

“น้องไนล์ ถือว่าพ่อกับแม่ขอได้ไหมลูก พ่อกับแม่เป็นห่วงน้องไนล์มาตั้งแต่เด็กน้องไนล์ก็รู้ อีกอย่างลมก็รู้ข้อจำกัดของน้องไนล์ดีทุกอย่าง แถมลมยังยอมรับได้และไม่เคยมองว่าเป็นปัญหาเลยสักครั้ง ถ้าพ่อกับแม่จะไว้ใจใครสักคนได้ก็คงเป็นลมนี่แหละ”

ถึงคราวของพ่อที่เริ่มเป็นคนออกปากบ้าง และท่านก็ยังคงกล่อมผมอย่างต่อเนื่อง

“พ่อกับแม่ไม่เคยบังคับอะไรน้องไนล์เลยนะลูก พ่อกับแม่รักเรามาก เราอยากเรียนเกี่ยวกับภาษาไม่อยากเรียนบริหารพ่อกับแม่ก็ไม่เคยว่า ปล่อยให้เรื่องธุรกิจของครอบครัวเป็นความรับผิดชอบของพี่เทมส์ไป น้องไนล์อยากทำอะไรพ่อกับแม่ก็ให้ทำ แต่ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวไม่ได้เหรอลูก? พ่อกับแม่อยากให้น้องไนล์มีคนคอยดูแล รัก และเข้าใจ ซึ่งลมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดนะ แค่ความรักที่ลมมีให้น้องไนล์ มันก็มากพอที่จะทำให้พ่อกับแม่สบายใจได้แล้ว”

“พ่อครับ ไนล์โตแล้วนะครับ ไนล์อายุยี่สิบห้าแล้ว พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงไนล์แล้ว ไนล์ดูแลตัวเองได้ ไหนจะมีพี่เทมส์อีก พี่เทมส์ไม่มีทางปล่อยให้ไนล์ต้องลำบากลำบนหรือไม่เหลือใครหรอกครับ”

“แต่วันนึงพี่เทมส์เขาก็ต้องไปมีครอบครัวของเขาเองนะน้องไนล์ พี่เขาไม่สามารถอยู่กับน้องไนล์ไปได้ตลอดหรอก แม่ถึงอยากให้มีคนอยู่เคียงข้างน้องไนล์ไง คนที่เข้าใจและรับในสิ่งที่น้องไนล์เป็นได้หมด ... ซึ่งมันก็มีแค่ลมถูกไหมคะ?”

แม่ยังคงอ้างเหตุผลร้อยแปดเพื่อที่อยากจะให้ผมกับลมแต่งงานกัน เพราะพอท่านรู้ว่าลมรู้ความลับของผมและยังคงรักผมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่นั้นพวกท่านก็หมายมั่นปั้นมือว่าตลอดว่าอยากให้ผมกับลมสร้างครอบครัวด้วยกัน ซึ่งลมเองก็ดูจะยินดีมากๆ มีแต่ผมนี่แหละที่บอกปัดตลอด ไม่ใช่บอกปัดเพราะจะรอให้พร้อม แต่บอกปัดเพราะการแต่งงานที่ว่ามันจะไม่มีทางเกิดขึ้นต่างหาก

เอาเข้าจริงผมก็ไม่รู้ว่าทำไมลมถึงยึดมั่นถือมั่นรักในตัวผมขนาดนี้ เพราะก่อนที่ลมจะรู้ความลับผม ช่วงหลังจากที่เรียนจบและลมมาสารภาพรักและผมก็บอกปัดไปว่าให้ได้แค่ความเป็นเพื่อน ลมก็ไม่ยอมแพ้ เขามั่นใจมากกว่าเขาจะเอาชนะใจผมและสู้คนที่อยู่ไกลถึงคนละฟากทวีปอย่างพี่ภูได้ เพราะความใกล้ชิดน่าจะทำให้ผมใจอ่อน และยอมเปิดใจเพราะเห็นความดีในตัวเค้าในที่สุด

ผมเองพอเห็นความมั่นคงของลมก็เลยคิดได้ว่าควรจะทำอะไรสักอย่าง ในเมื่อบอกกันตรงๆ แล้วลมไม่ฟัง ผมก็คงต้องพูดความจริงอีกอย่างออกไปให้อีกฝ่ายรู้ และถึงแม้มันอาจจะรุนแรงจนถึงขั้นเลิกคบกันเป็นเพื่อนไปเลยเพราะลมอาจจะรับไม่ได้กับสิ่งที่ผมเป็น ผมก็ไม่ว่าอะไร ผมไม่อยากให้ลมมาเสียเวลากับผมโดยที่ไม่จำเป็น และเขาอาจจะเจอคนที่ดีกว่าได้ถ้าตัดใจจากผมเสียที


‘ลม เราไม่ได้เป็นอย่างที่ลมคิดหรอก ลมเชื่อเราเถอะ... อย่ารักเราเลยเพราะนอกจากเราจะรักตอบลมไม่ได้แล้ว เรายังไม่มีอะไรคู่ควรให้ลมรักสักนิด’

‘ไนล์ ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งปิดโอกาสเรา มองเราบ้าง ถ้าไนล์เปิดใจให้เรา มันอาจจะมีสักวันที่ไนล์รักเราได้เหมือนกับที่ไนล์รักพี่คนนั้นก็ได้นะ’

‘มันไม่ใช่แค่นั้นไงลม... คือ คือเราผิดปกติ ร่างกายเราผิดปกติ เราไม่เหมือนลม ไม่เหมือนผู้ชายคนอื่น’

‘ไนล์หมายความว่ายังไง?’

‘เราตั้งท้องได้ลม เราเป็นผู้ชายที่สามารถตั้งท้องได้เหมือนผู้หญิง’


ผมจำวันนั้นที่ตัดสินใจบอกความลับให้เพื่อนสนิทรู้ได้เป็นอย่างดี ผมจำได้ว่าลมช็อคมาก เขาถึงกับนั่งอึ้งไปเลยโดยที่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้โกรธเคืองหรือน้อยใจอะไรหรอกนะ ผมเข้าใจดีถ้าเขาจะตกใจหรือรับไม่ได้

แต่หลังจากตั้งสติได้ชั่วครู่เขาก็หันมาถามย้ำกับผมว่าที่ผมพูดไปเป็นความจริงใช่ไหม ผมไม่ได้โกหกเพื่อที่จะบอกปัดความสัมพันธ์หรืออะไรใช่ไหม พอผมยืนยันว่าที่ผมพูดไปทุกอย่างเป็นความจริง ประกอบกับลมเองก็มานั่งทบทวนทุกพฤติกรรมของผมและครอบครัวตั้งแต่สมัยเด็กที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เขาก็ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ และประโยคแรกที่หลุดอออกมาจากปากเขาก็กลับกลายเป็นผมเองที่ต้องช็อค


‘ช่างสิ จะท้องได้จะอะไรก็เถอะ เรารับได้ เรารักไนล์ไม่ว่าไนล์จะเป็นยังไงก็ตาม’


และหลังจากนั้นทุกอย่างก็บานปลายมากยิ่งขึ้น ลมเข้ามาหาพ่อกับแม่และพี่เทมส์ที่บ้าน เขาเข้ามาขออนุญาตขอดูแลผมและบอกว่ารู้ความจริงเกี่ยวกับอาการป่วยของผมแล้ว ในคราวแรกพ่อกับแม่ดูตกใจมาก แต่พอลมยืนยันว่าความรู้สึกที่เขามีให้ผมไม่เปลี่ยนไปสักนิดแม้จะรู้ความจริง ตรงกันข้ามเขากลับยิ่งอยากที่จะดูแลผมมากกว่าเดิม พ่อกับแม่ที่พอจะมองออกอยู่บ้างว่าลมรู้สึกยังไงกับผมก็เลยดูสนับสนุนออกนอกหน้าบ้างไม่ออกนอกหน้าบ้าง ผมเองด้วยความที่ไม่อยากจะเสียความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่คบกันมายาวนานหลายปีกับลมเลยต้องแบ่งรับแบ่งสู้ แต่หลังๆ ก็อึดอัดใจมาก จนกลายเป็นพี่เทมส์ที่ทนไม่ไหว ออกตัวแทนว่าให้ทุกคนเลิกกดดันผมทางอ้อมเสียที


‘พ่อครับ แม่ครับ เห็นใจไนล์บ้างเถอะครับ น้องไม่ได้รักได้ชอบ ก็อย่าไปฝืนหรือบังคับจิตใจน้องเลย... นายเองก็เหมือนกันลม เห็นพี่ไม่พูดไม่ใช่ว่าพี่จะสนับสนุนนะ แต่เพราะพี่เห็นเรามาตั้งแต่เด็ก เราเป็นเพื่อนไนล์ก็เหมือนเป็นน้องชายพี่อีกคน อย่ากดดันไนล์ด้วยการเอาพ่อกับแม่พี่มาอ้าง พี่ไม่ชอบให้เราทำแบบนี้’


พี่เทมส์ปรี๊ดแตกขึ้นมากลางโต๊ะกินข้าวในเย็นวันหนึ่ง วันนั้นลมมากินข้าวบ้านเราตามปกติเหมือนอย่างที่เคยมาตั้งแต่เด็กในฐานะเพื่อนสนิทคนเดียวของผม แต่ที่ไม่ปกติก็คือลมมาขอคบกับผมต่อหน้าพ่อกับแม่ ซึ่งพวกท่านก็เห็นดีด้วย การกระทำดังกล่าวของทั้งสามคนทำเอาผมน้ำตาคลอ ผมยอมรับว่าผมโกรธมาก ผมโกรธพ่อกับแม่ที่ไม่เคยฟังสิ่งที่ผมพยายามบอกเลย ผมโกรธลมที่ฉวยโอกาสทั้งที่รู้ว่าผมคิดกับเขาแค่เพื่อน

ซึ่งพี่เทมส์เองก็ดูเหมือนจะอดทนกับเรื่องนี้มาพอสมควร เย็นวันนั้นเขาถึงโพล่งออกมาจนไม่เหลือก่อนจะคว้าแขนผมลุกออกจากโต๊ะอาหารไป พี่เทมส์รู้ดีว่าผมยังรักและรอคอยพี่ภูอยู่เสมอ ผมไม่เคยหยุดรักพี่ภูเลยแม้แต่เสี้ยววินาที และเพราะพี่เทมส์รู้ดีเขาจึงเข้าใจและเห็นใจผมมากที่สุด เมื่อรู้ว่าผมต้องเจอพ่อกับแม่กดดันเรื่องอะไรบ้าง เขาแค่อยากให้ผมได้รักพี่ภูมากเท่าที่ผมอยากจะรัก โดยที่ให้ผมสัญญาว่าถ้าวันไหนผมเจอคนที่ดีมากพอ คนที่ผมพอจะรักมากเทียบเท่ากับพี่ภูได้ ก็ขอให้ผมปล่อยพี่ภูไปจากใจ และเลิกผูกมัดตัวเองไว้กับรักที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เสียที

ผมต้องให้พี่เทมส์ทั้งโอ๋ทั้งปลอบยกใหญ่ ก่อนที่อารมณ์พลุ่งพล่านของผมจะสงบลงเมื่อพี่เทมส์เล่าเรื่องพี่ภูให้ฟัง และดูเหมือนว่าเหตุการณ์ปรี๊ดแตกของพี่เทมส์ครั้งนั้นจะพอทำให้เหตุการณ์สงบลงได้บ้าง ซึ่งตอนหลังลมก็มาขอโทษและขอกลับมาเป็นเพื่อนกับผมเหมือนเดิม ผมเองก็ให้อภัยและไม่ได้ติดใจอะไรเพราะเป็นเพื่อนกับลมมานาน ผมไม่อยากจะให้เราเลิกคบกันเพราะเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย

เราสองคนกลับมาเป็นเหมือนตอนสมัยเรียนอีกครั้ง แต่แล้วเมื่อผมเริ่มทำงานหลังเรียนจบด้วยเพราะเรียนเกี่ยวกับภาษามา ผมเลยเข้าไปช่วยงานพี่เทมส์และคอยประสานงานกับชาวต่างชาติทั้งที่จะเข้ามาร่วมลงทุน หรือจะเข้ามาขอติดต่อซื้อขายอสังหาฯ ในโครงการต่างๆ แรกๆ ก็ดูเหมือนจะราบรื่นไปได้ด้วยดี แต่หลังจากที่ผมปรากฎตัวบ่อยขึ้น ก็ดูเหมือนเหล่าคู่ค้าและลูกค้าจะพุ่งเป้าตรงเข้ามาหาผมทั้งในเรื่องงานและนอกเหนือจากเรื่องงานมากขึ้น

เหตุการณ์ที่หนักสุดก็เห็นจะเป็นคู่ค้ารายใหญ่ชวนผมไปดื่มเพื่อจะขอเจรจาร่วมลงทุนกับการสร้างคอนโดโครงการใหม่ที่ค่อนข้างใหญ่และใช้เงินสูง ผมในฐานะน้องชายของรองประธานกรรมการคนปัจจุบันจึงต้องไปติดต่อและพูดคุยด้วยตนเอง แต่ใครจะรู้ว่าไอ้คู่ค้าที่ว่าพอเมาก็เริ่มลวนลามผม โชคดีที่ลมที่ตามมารับไปช่วยไว้ได้ทัน ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำความคิดของพ่อกับแม่มากขึ้นว่าผมควรที่จะต้องมีคนดูแล และลมก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่พ่อกับแม่มองไว้

แล้วจู่ๆ การคะยั้นคะยอให้ผมคบกับลม ก็เลื่อนขั้นขยับขึ้นเป็นอยากให้ผมแต่งงานกับลมแทน

ทั้งพ่อแม่ของผมและของลมมาตกลงพูดคุยกันโดยที่ผมไม่รู้ จนวันที่นัดทานข้าวร่วมกันสองบ้านพ่อกับแม่ก็บอกถึงเรื่องที่พวกท่านคุยกันให้พวกเรารู้ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่พี่เทมส์โกรธมาก แต่ผมห้ามพี่เทมส์ไว้ไม่ให้อาละวาด ในขณะที่ลมไม่ได้ปฏิเสธเพราะลึกๆ แล้วเขายังคงรักผมในแง่นั้นอยู่ แต่อีกนัยลมก็ไม่กล้าตกปากรับคำ เพราะรู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นผมจะต้องไม่พอใจมาและครั้งนี้ถ้าเราทะเลาะกัน เราคงไม่สามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้แน่ๆ เขาเลยเลือกที่จะนิ่งเฉย แล้วปล่อยให้พ่อแม่จัดการแทน

ลมไม่ได้ ไม่เสียประโยชน์ แต่ผมแค่รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับผม และครั้งนี้ผมจะเป็นคนเอ่ยปากปฏิเสธเอง ผมไม่อยากให้พี่เทมส์ดูไม่ดีในสายตาของพ่อกับแม่ของลม แพราะเรายังต้องทำธุรกิจร่วมกันกับทางนั้นอยู่


‘ผมคงแต่งงานกับลมไม่ได้ครับ เราสองคนเป็นแค่เพื่อนกัน และถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือผมไม่ได้รักเขา เท่าที่ให้ได้ก็มีแค่มิตรภาพและมันคงจะไม่มีวันมากไปกว่านี้’


พ่อกับแม่ของลมหน้าเสีย ท่านได้แต่ส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้ผม ในขณะที่พ่อกับแม่ของผมดูไม่พอใจกับคำพูดของผมอย่างมาก แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำผิดอะไร ในเมื่อทุกคนจ้องแต่จะกดดันและมัดมือชกผม ผมก็แค่ต้องยืนยันและซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ในขณะที่ลมเองก็หันมามองผมด้วยสายตาที่ผมแทบอ่านไม่ออก ผมรู้ว่าเขาเสียใจ ผมเองก็เสียใจ แต่ผมไม่ได้รักเขา จะให้ผมแต่งงานกับเขาได้ยังไง

ไอ้วลีที่ว่าแต่งๆ กันไป อยู่ๆ กันไปเดี๋ยวรักกันเองนั้นใช้ไม่ได้กับผมหรอก ในเมื่อคนที่ผมรักมีแต่ภู มีแต่เขาคนเดียวและเป็นแบบนั้นมาตลอดเกือบสิบปี

ซึ่งลมเองก็รู้เรื่องนี้ดี ผมไม่เคยปิดบัง แต่เป็นเขาเองต่างหากที่ไม่ยอมรับความจริง

มื้ออาหารวันนั้นพังลงไม่เป็นท่า พี่เทมส์มาคุยกับพ่อและแม่เป็นการส่วนตัว พวกท่านเหมือนจะยอมรามือแต่ก็ไม่ เพราะหลังจากนั้นไอ้เหตุการณ์ ‘ขอให้ผมแต่งงาน’ ก็มีมาเรื่อยๆ ยิ่งพอพวกท่านเห็นผมไม่ยอมคบกับใครหรือลงเอยกับใคร ท่านก็ยิ่งพูดเรื่องนี้บ่อยมากขึ้น

จนมาถึงตอนนี้ผมกำลังจะอายุครบยี่สิบห้าปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเด็นรวบรัดให้แต่งงานกับลมก็กลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะหนักหน่วงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะพวกท่านเห็นว่าผมควรจะมีใครดูแลจริงๆ จังๆ ได้แล้วสักที เพราะอายุก็ไม่ได้เป็นเด็กน้อยเหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งตัวพ่อกับแม่เองก็อายุมากขึ้นทุกวัน พี่เทมส์ก็ทำงานหนัก พวกท่านเป็นห่วงผมไม่อยากให้ผมใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียวอีก

ผมรู้แหละว่าที่พวกท่านบังคับขู่เข็ญเรื่องลมนั้นก็เพราะพวกท่านหวังดี ท่านอยากให้ผมมีคนที่อยู่ร่วมชีวิตได้ทั้งในฐานะเพื่อนและคนรัก ซึ่งลมก็ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยๆ ลมก็ไม่รังเกียจและยอมรับความผิดปกติของผมได้ อีกทั้งความรักที่ลมมีให้ผมมาตลอดหลายปีก็การันตรีว่าเขารักจะรักและดูแลผมเป็นอย่างดี ไม่มีวันทิ้งผมไปไหนแน่

นั่นยิ่งทำให้พ่อกับแม่ยึดมั่นถือมั่น อยากได้ลมมาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ไม่เปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนความคิดเลยแม้จะผ่านมาสองสามปีแล้วก็ตาม


แต่ในทางตรงกันข้าม พ่อกับแม่ไม่ได้รู้เลยว่าผมเองก็มีความตั้งใจกับเรื่องบางอย่างแรงกล้ามากขึ้นเช่นกัน เป็นความตั้งใจที่เพิ่งจะมาแน่วแน่เอาในช่วงไม่กี่เดือนหลัง เมื่อได้เห็นสภาพและข่าวคราวของพี่ภูผ่านทางพี่เทมส์


พี่ภูที่เคยสดใสแข็งแรง พี่ภูที่เคยเป็นโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยสีสันของผมเปลี่ยนไปราวกับคนละคน เขากลายเป็นคนขี้โมโห หงุดหงิดง่าย ทั้งเที่ยวทั้งดื่มอย่างหนัก ร่างกายที่เคยแข็งแรงดูสุขภาพดีก็ดูทรุดโทรมลงจนพี่เทมส์เองที่เห็นรูปเพื่อนตัวเองผ่านทางสื่อโซเชียลต่างๆ จากอีกฟากของทวีปถึงกับกุมขมับ แต่ถึงกระนั้นความหล่อเหลาและความดูดีของพี่ภูก็ยังคงมีอยู่ นั่นเลยทำให้พี่ภูควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า และที่ผมรู้ได้นั่นก็เพราะบรรดาสาวๆ ของพี่ภูอัพรูปพี่ภูแล้วแท็กพี่ภูมาไม่เว้นแต่ละวัน พี่ชายของผมเป็นห่วงพี่ภูมาก ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างจากที่เทมส์เลยสักนิด

และเพราะความเป็นห่วง ทำให้ผมพยายามคิดหาหนทางต่างๆ เพื่อจะช่วยพี่ภู แต่ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่าพี่ภูจะจำ เด็กขี้แยของเขา คนนั้น ได้หรือเปล่าเลยทำให้ผมไม่กล้าออกนอกหน้าอะไรมากนัก จะให้เข้าหาเขาในฐานะน้องชายของเพื่อนสนิทผมก็ไม่สะดวกใจอีก ก็อย่างที่บอก ผมคิดกับเขาแค่พี่น้องเสียเมื่อไหร่ ถ้าอยากจะเข้าไปหา ผมก็อยากเข้าไปหาเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะดูแลเขาด้วยใจจริง ดูแลในฐานะอะไรก็ได้ อย่างน้อยก็เพื่อตอบแทนที่เขาเคยช่วยให้ผมได้มีชีวิตที่ไม่ต้องแปดเปื้อนสักครั้งก็ยังดี

ผมเคยพยายามหาหนทางอยู่หลายครั้งซึ่งสุดท้ายคำตอบมันก็จะวกกลับไปที่คำตอบเดิมๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจของผมสักพักหนึ่งแล้ว แต่ผมไม่กล้าพอที่จะทำแบบนั้น มันเป็นวิธีที่ค่อนข้างจะบ้าระห่ำพอสมควร และอีกอย่างผมก็ไม่มั่นใจด้วยว่าพี่เทมส์จะไม่ยอมให้ทำแบบนั้นหรือเปล่า เพราะถ้าผมคิดจะทำเรื่องนี้ ผมต้องได้รับความเห็นชอบจากใครสักคนในครอบครัว แน่นอนว่าพ่อกับแม่คงไม่ยอม ทีนี้ก็เหลือแค่พี่เทมส์คนเดียวที่น่าจะตามใจผมได้

ตอนแรกผมก็ไม่กล้าที่จะเลือกวิธีนี้หรอก แต่หลังจากที่ได้ตุยกับพ่อและแม่ในวันนี้ ผมก็คิดว่าทางเลือกที่ว่าน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ช่วยทั้งผมและพี่ภูได้ เพราะพวกท่านดูจะมัดมือชกให้ผมแต่งงานกับลมให้ได้ ท่านเลือกคุยเรื่องนี้ช่วงที่พี่เทมส์ไม่อยู่ เดินทางไปต่างประเทศ ไม่ต้องเดาก็พอมองออกว่าพวกท่านคิดจะทำอะไร เพราะถ้าพี่เทมส์อยู่คงค้านหัวชนฝาแน่ๆ

แต่เอาเข้าจริงทางออกของผมก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่าวิธีที่พ่อกับแม่ยัดเยียดมาให้สักเท่าไหร่ ผมไม่ได้แน่ใจหรอกว่าพี่เทมส์จะเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ผมเลือกและอยากจะทำ แต่แล้วยังไงล่ะ สุดท้ายคนที่ตัดสินใจว่าจะเลือกทางเลือกไหนก็คือผมอยู่ดี เพราะฉะนั้นข้อได้เปรียบของทางเลือกของผมก็คือ ถ้าผมอยากจะทำในแบบที่ตนเองอยากจะทำ แม้แต่พี่เทมส์เองก็ขัดใจผมไม่ได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องทำในตอนนี้ก่อนก็คือ ถ่วงเวลาพ่อกับแม่ ให้เรื่องแต่งงานนี้มันดูหาข้อสรุปไปไม่ได้อีกสักระยะ หรืออย่างน้อยก็จนกว่าพี่เทมส์จะกลับมาจากต่างประเทศ

เพราะการไปต่างประเทศครั้งนี้นอกจากงานที่พี่เทมส์ต้องไปทำล้ว พี่ชายผมก็ถือโอกาสนี้หอบหิ้วเพื่อนสุดที่รักกลับมาด้วย เพราะถ้าขืนรอให้กลับมาเอง ป่านนั้นคงไม่เหลือซากของหนุ่มสุดฮ็อตอย่าง คีริน อคิระไพบูลย์ กันพอดี

“ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้รักลมน่ะหรอครับแม่? แม่จะให้ผมแต่งงานอยู่กินกับลม ทั้งที่ผมมองลมเป็นแค่เพื่อนอย่างนั้นหรอครับ?” เป็นอีกครั้งที่ผมเถียงแม่ และมันก็วนมาสู่เหตุผลเดิมๆ เหตุผลที่ผมพูดออกมากกว่าร้อยครั้งแล้วเห็นจะได้ “มันจะไม่ได้เจ็บแค่ผมนะครับแม่ แต่ลมก็จะเจ็บไปด้วยถ้าเขาต้องทนอยู่กับผมที่ไม่เคยรักเขาเลยไปตลอดชีวิต”

“แต่งกันไป อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเองนั่นแหละน้องไนล์ แม่เขาพูดถูกนะ เพราะ...”

“ประโยคนี้ใช้ไม่ได้กับไนล์หรอกครับพ่อ” ผมพูดสวนบุพการี โดยไม่ยอมให้ท่านพูดจบประโยคด้วยซ้ำ ผมปล่อยให้การถกเถียงของเราในวันนี้ยืดเยื้อมาพอสมควรแล้ว อย่างที่บอกนั่นแหละว่าผมต้องเตะถ่วงเวลารอพี่เทมส์ เพราะฉะนั้นผมต้องเอาตัวรอดจากการพูดคุยของเราสามคนพ่อแม่ลูกในวันนี้ให้ได้ก่อน ก่อนที่มันจะบานปลายไปมากกว่านี้ “เพราะไนล์มีคนที่ไนล์รักอยู่แล้ว ไนล์คงรักใครไม่ได้อีก ต่อให้ลมดีกับไนล์แค่ไหน ไนล์ก็รักลมไม่ได้ อย่าพยายามเลยครับพ่อ..แม่”

เป็นไปตามคาดพ่อกับแม่ผมตาเหลือกโตอ้าปากค้าง พวกท่านดูตกใจมาก ไม่คิดว่าคนที่วันๆ ไม่เคยจะสนใจใคร ไม่มีสังคมที่ไหน จะไปตกหลุมรักใครหรือมีใครผ่านเข้ามาในชีวิตให้ตกหลุมรักมากนัก

“น้องไนล์อย่าโกหก..”

“ไนล์ไม่ได้โกหกนะครับ ไนล์ไม่ใช่เด็กขี้โกหกพ่อกับแม่ก็รู้ ไนล์พูดจริงๆ ไม่งั้นไนล์ก็คงไม่ดื้อ ยื้อไม่ยอมแต่งงานกับลมมานานขนาดนี้หรอก”

ผมพูดย้ำ ทำเอาพวกท่านทั้งสองทำหน้าไม่ถูก และพอเห็นปฏิกริยาที่ยังไม่พร้อมจะประมวลผลใดๆ ของพวกท่านผมก็เลยรีบชิ่ง เพื่อเป็นการตัดจบการพูดคุยในวันนี้

“ในเมื่อพ่อกับแม่ทราบเรื่องนี้แล้ว ไนล์ขอไม่คุยเรื่องแต่งงานอีกนะครับ ถ้าพร้อมแต่งกับใคร เมื่อไหร่ ไนล์จะมาบอกพ่อกับแม่ทันทีไนล์สัญญา ตอนนี้ไนล์ยังไม่ได้คิดอะไรเรื่องนั้น พ่อกับแม่เข้าใจไนล์นิดนะครับ ไนล์ขอร้อง”

ผมพูด พลางลุกขึ้นเดินไปนั่งข้างแม่แล้วกอดเอวท่านไว้หลวมๆ ผมซุกใบหน้าของตัวเองลงบนไหล่เล็กๆ ของแม่ ใช้ใบหน้าและดวงตากลมที่เหมือนท่านราวกับถอดพิมพ์กันมามองอย่างอ่อนอ้อน เพียงเท่านั้นทั้งพ่อและแม่ก็พรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างจนใจ ซึ่งกริยาแบบนั้นของพวกท่านก็ทำให้ผมต้องลอบยิ้มอย่างยินดี

“ไม่รู้ล่ะ ตอนนี้แม่ช็อคอยู่ แม่ยังคิดอะไรไม่ออก ไว้เราค่อยคุยเรื่องตาลมกันใหม่ แม่ไม่ยอมถอดใจหรอกนะคะน้องไนล์”

ผมแอบกลอกตาเล็กน้อยตอนรู้ว่าแม่ยังไม่ละความพยายาม แต่ผมจะไม่เถียงอะไรท่านตอนนี้ให้เป็นประเด็น ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ ผมอยากให้ท่านหยุดรบกับผมแค่ช่วงนี้ เพื่อรอเวลาให้พี่เทมส์กลับมา แล้วพอถึงเวลานั้นผมก็จะได้เลือกทำตามใจที่ผมอยากจะทำทันที

“เฮ้อออ งั้นไนล์ขอตัวก่อนนะครับแม่ ต้องเข้าไปเคลียร์งานที่บริษัท ช่วงนี้พี่เทมส์ไม่อยู่มันก็เลยวุ่นหน่อยๆ”

ผมแสร้งถอนหายใจแหย่บุพการีตัวเองนิดหน่อย ซึ่งท่านก็ทำได้แค่มองค้อนแต่ไม่ได้ต่อว่าอะไรผม เอาจริงผมก็พอรู้นะว่าทุกคนในครอบครัวค่อนข้างจะตามใจผมพอสมควร อาจจะเพราะผมเป็นลูกคนเล็กหรือเพราะผมไม่ได้เกิดมาปกติเหมือนคนอื่นเขา ทั้งพ่อทั้งแม่และพี่เทมส์จึงไม่ค่อยได้บังคับอะไรผมเท่าไหร่ เพิ่งจะมีเรื่องนี้นี่แหละที่พวกท่านเอาจริงเอาจังพอสมควร แต่ถึงจะเถียงกันยังไง สุดท้ายพวกท่านก็ไม่วายโอกอดผมด้วยความรักอยู่ดี

“เอาๆ ไว้คุยเรื่องนี้กันวันหลังก็ได้” แม่ผมไม่วายฝากความหวัง “แล้วน้องไนล์จะไปยังไงคะ? จะให้พ่อหรือลุงชัยไปส่งไหมหรือลูกจะขับรถไปเอง”

แม่ถามผมอย่างเป็นห่วงเป็นใย แม้ผมจะโตแค่ไหน แต่ผมก็ยังเป็นเด็กชายนทีธัชช์ผู้มีโรคประหลาดที่ต้องได้รับการดูแลสูงสุดสำหรับพ่อกับแม่อยู่ดี

“ไนล์ขับไปเองดีกว่าครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เย็นนี้ไม่ต้องรอไนล์ทานข้าวนะครับไนล์อาจจะกลับเย็น... สวัสดีครับพ่อ สวัสดีครับแม่”

พอหลังจากผมยกมือไหว้พวกท่านเสร็จ ผมก็กอดและหอมแก้มพวกท่านไปคนละที พลางนึกอย่างโล่งใจว่า อย่างน้อยก็รอดไปอีกวัน

ผมเดินออกไปนอกบ้านพร้อมกับตรงไปยังรถยุโรปคู่ใจที่พี่เทมส์ซื้อให้เป็นของขวัญวันเรียนจบ เพื่อเตรียมออกไปที่บริษัทเพื่อเคลียร์งานนั้น จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของผมก็แผดร้องขึ้น พอผมหยิบขึ้นมาดูก็เห็นเบอร์โทรที่คุ้นเคยโชว์หราอยู่หน้าจอ

ผมยกยิ้มอย่างดีใจเมื่อเห็นว่าใครโทรมา แม้ว่าอย่างน้อยพี่เทมส์จะยังไม่ได้กลับในเร็วๆ นี้ แต่การได้ยินเสียงพี่ชายที่ผมแสนจะเกาะติดก็ทำให้ผมอารมณ์ดีจนลืมเรื่องขุ่นข้องหมองใจไปแทบหมด

“พี่เทมส์!! เมื่อไหร่จะกลับครับไนล์คิดถึง!”

ผมถามแบบไม่ได้คาดหวังคำตอบ เพราะเท่าที่รู้คือเรื่องงานเที่ยวนี้ของพี่เทมส์ติดพันพอสมควร แล้วไหนจะไม่ใช่เรื่องงานอีก

ได้ข่าวว่าจู่ๆ พี่ภูก็อาละวาดไม่ยอมกลับยกใหญ่ ทั้งที่ตอนแรกก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะยอมกลับมา ซึ่งแม่ของพี่ภูเองก็ร้อนใจมากอยากจะให้ลูกชายมาอยู่ด้วยกันแล้ว เพราะอยู่ที่นั่นพี่ภูก็รังแต่จะทำร้ายตัวเอง

“พี่จะกลับคืนนี้ครับไนล์ น่าจะไปถึงพรุ่งนี้บ่ายๆ คงให้ลุงชัยไปรับ อาจจะไม่เข้าบริษัทนะเดี๋ยวเราค่อยไปเจอกันที่บ้าน”

คำตอบของพี่ชายทำเอาผมนิ่งอึ้งเพราะไม่คิดว่าพี่เทมส์จะจัดการ ‘ธุระต่างๆ’ ได้รวดเร็วขนาดนั้น ซึ่งธุระต่างๆ ที่ว่าผมก็หมายความรวมถึงเรื่องนี้ด้วย

“แล้วพี่ภู..?” หรือว่าเขาจะดื้อแพ่งไม่ยอมกลับมาพร้อมพี่เทมส์?

“ลากมันกลับด้วยนี่แหละ พี่ถึงเข้าบริษัทไม่ได้เพราะคงต้องไปส่งมันที่บ้านก่อน”

คำตอบของพี่เทมส์ทำเอาผมนิ่งอึ้งไปเป็นครั้งที่สอง ในใจผมคือตีรวนกันไปหมด ทั้งเป็นห่วง ทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ และที่สุดคงจะหนีไม่พ้นความคาดหวัง


หวังว่าพี่ภูจะจำผมได้ หวังว่าทุกอย่างระหว่างเราจะเป็นเหมือนเดิมหากได้เจอกันอีกครั้ง


“พี่พาหัวใจของไนล์กลับมาให้ไนล์แล้วนะครับ”

หรืออย่างน้อยขอให้หัวใจของผมเป็นเหมือนเดิมสักครึ่งหนึ่งก็ยังดี แล้วอีกครึ่งหนึ่งผมจะฟื้นฟูให้เต็มร้อยเอง

นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจไว้ว่าจะทำ เมื่อพี่เทมส์พาหัวใจของผมกลับคืนมา

.

.

.

To Be Continue

--------------------------------------------------

ฝากติดแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ

ชอบไม่ชอบยังไงคอมเม้นท์บอกได้จ้าาา แช็ปเตอร์นี้อาจจะเป็นการเล่าเยอะไปหน่อย เพราะเวลามันค่อนข้างก้าวกระโดด เลยต้องปูพื้นกันสักนิด จะได้รู้ว่าช่วงสิบปีที่ผ่านพ้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

.. มาเอาใจช่วยน้องไนล์กันด้วยนะคะ นังพี่ภูกำลังจะกลับมาแล้ว แต่จะกลับมาในสภาพไหนก็คงต้องมารอลุ้นกัน

แล้วเจอกันแช็ปเตอร์หน้าค่ะ ขอบคุณสำหรับการติดตามน้าา

เริ้บๆ <3

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
สู้ๆนะคะน้องไนล์ 

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
อยากอ่านต่อจะแย่แล้ว
อยากรู้ว่าพี่ภูเจอน้องแล้วจะเป็นยังไงจะจำได้ไหม

ให้กำลังใจผู้แต่งด้วย้นาาาา
รีบมาต่อน้าาาอยากอ่านอีกกก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
ไม่ได้ติดต่อกันมานาน แล้วยังกลับมาในสภาพนี้อีก น้องไนล์จะทำยังไงต่อไปล่ะ แล้วพี่ภูจะจำน้องได้ไหม พี่ภูเปลี่ยนไปแบบนี้น้องจะรับมือไหวไหมนะ สู้ ๆ นะน้องไนล์

ออฟไลน์ pearlluv

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
รอเลยค่ะ อยากอ่านต่อๆๆแล้ววว  :hao5:
ขอบคุณมากๆเลยนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 5th - It's (not) you


“พี่เทมส์ กลับมาถึงบ้านแล้วเหรอครับ?”

เย็นวันต่อมาหลังจากที่พี่เทมส์กลับมาถึงประเทศไทย และไปส่งพี่ภูที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ผมที่เพิ่งกลับมาจากออฟฟิศเห็นพี่ชายนั่งเครียดอยู่ที่สวนหลังบ้านเลยเดินเข้าไปหาพร้อมร้องทัก คนเป็นพี่เองพอเห็นผมก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับตรงดิ่งเข้ามาดึงผมไปกอด พี่เทมส์จูบขมับผมย้ำๆ พร้อมกับพร้อมบอกว่าคิดถึงผมมากๆ

ก็แหงล่ะ คนติดน้องแบบเขาปกติไปต่างประเทศสามสี่วันก็บ่นคิดถึง โทรหาผมแทบจะทุกเวลา แต่เที่ยวนี้พี่เทมส์ไปอเมริกาเป็นอาทิตย์ แถมยุ่งมากๆ อย่าว่าแต่จะรีบกลับเลย แค่เวลาจะโทรหาผมเขาก็ไม่มี พอกลับมาถึงนี่จะกอดจะหอมผมยกใหญ่ ผมก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด

“กลับมาแล้วครับ คิดถึงพี่ไหม หื้ม?”

พี่เทมส์ถามพร้อมกับยิ้มกว้าง แม้ใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายผมจะดูเหนื่อยล้า แต่แววตาเขาดูมีความสุขมากยามมองมาที่ผม ผมเลยพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มตอบเพราะอยากให้เขาสบายใจว่าน้องชายคนนี้ยังขี้อ้อนสำหรับเขาเหมือนเดิม

“คิดถึงมากๆ เลยครับ พี่เทมส์ไม่อยู่ไนล์เหนื่อยมากๆ”

ผมซุกตัวเองเข้าหาอกพี่ชายพร้อมเอ่ยอ้อน ที่เหลือก็รอแค่ให้พี่เทมส์ถาม แล้วทีนี้ผมก็จะเปิดปากเล่าทุกอย่าง ทั้งเรื่องงานและเรื่องในครอบครัวนี่แหละ

“เกิดอะไรขึ้น? ที่บริษัทมีปัญหาอะไรหรอ? แต่พี่ไม่เห็นว่าเลขาฯ พี่จะแจ้งอะไรนะ หรือว่าเรื่องที่บ้าน?”

พี่ชายผมรัวถามเป็นชุด เขาไม่ทำให้ผมผิดหวังสักนิด เขาถามได้เข้าเป้าประเด็นราวกับรู้ใจผมมากๆ แต่ในฐานะน้องชายที่ดี ผมก็ไม่คิดจะเล่าเรื่องที่พ่อกับแม่บังคับให้แต่งงานให้พี่เทมส์ฟังทันทีหรอก เพราะเขาดูเหนื่อยและล้ามากๆ แถมท่าทางจะมีอาการเจ็ทแลคด้วย ผมอยากให้เขาพักผ่อนมากกว่าที่จะต้องมาฟังเรื่องหนักอกหนักใจเพิ่ม

“ที่บริษัทก็มีงานด่วนนิดหน่อยครับ แต่ไนล์จัดการไปแล้วพี่เทมส์ไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องที่บ้านก็เรื่องเดิมๆ ไว้ไนล์ค่อยเล่า เพราะตอนนี้ไนล์อยากให้พี่เทมส์นอนพักก่อน”

ผมตัดสินใจพูดรวบๆ เพราะรู้ดีว่าหากไม่เล่าเลยหรือปิดบังพี่เทมส์ พี่เทมส์จะต้องไม่ยอมวางมือแน่ๆ ดังนั้นพอเห็นเขาจะอ้าปากถามต่อ ผมเลยตัดบทอีกรอบ

“เล่ามา...”

“ยังไม่เล่าครับ พี่เทมส์ต้องพักก่อน จะนอนยาวเลยก็ได้พรุ่งนี้เช้าตื่นมาจะได้หายเจ็ทแลค ส่วนเรื่องของไนล์เอาไว้ทีหลังได้ มันรอได้ พี่เทมส์ไม่ต้องห่วงหรอกว่าไนล์จะไม่เล่า เพราะไนล์เล่าแน่ ไนล์อยากปรึกษา”


ใช่.. ไม่ต้องห่วงเลยว่าผมจะไม่เล่า เพราะไม่ว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย ยังไงผมก็ต้องเล่าให้พี่ชายผมฟัง ก็อย่างที่บอกไปแหละว่าผมก็มีหนทางและวิธีแก้ของผม เพียงแต่มันอาจจะต้องได้รับความเห็นชอบจากพี่ชายผมก็เท่านั้น


“เฮ้ออออ ก็ได้ๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นพี่น้องกันแน่เนี่ย หื้ม?” พี่ชายผมถามยิ้มๆ ก่อนจะยื่นมือมาโยกศีรษะผมเบาๆ อย่างมันเขี้ยว “ว่าแต่คืนนี้มานอนกับพี่ไหม คิดถึงเราแย่ อีกอย่างกลัวนอนไม่หลับด้วย เวลามันไม่คุ้น ได้ตัวนิ่มๆ ของไนล์มากอดเล่นเผื่อพี่จะหลับง่ายขึ้น”

ผมแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดคำตอบเลย ... ก็บอกแล้วว่าพี่เทมส์ติดผมคนเดียวเมื่อไหร่ ผมเองก็ขี้อ้อนพี่ชายตัวเองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

“นอนนน ไนล์นอนด้วย เดี๋ยวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องเสร็จแล้วจะไปหาที่ห้องนะครับ”

ผมตอบรับพี่ชายด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะผละออกแยกย้ายกับพี่ชาย แล้วเดินไปห้องตัวเองที่อยู่ตรงข้ามห้องพี่เทมส์เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย โชคดีที่คืนนี้พ่อกับแม่มีไปงานเลี้ยง เลยเลี่ยงการเผชิญหน้าไปได้อีกเฮือกหนึ่ง อย่างน้อยก็ขอจนกว่าผมจะได้คุยกับพี่เทมส์ก็ยังดี

หลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ผมก็หอบหิ้วหมอนเน่าใบเล็กที่ต้องนอนกอดทุกคืนถือติดมือไปที่ห้องของพี่ชายที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ผมเคาะประตูเล็กน้อยพอเป็นพิธี โดยที่ไม่ต้องรอให้พี่เทมส์อนุญาตผมก็เปิดผางเข้าไปในห้อง ก่อนที่จะได้เห็นว่าพี่ชายของผมนั่งอยู่ที่ปลายเตียงกำลังคุยโทรศัพท์เสียงเข้ม และสถานการณ์น่าจะตึงเครียดไม่น้อย เพราะเขาแทบจะไม่ได้สังเกตเลยว่าผมเข้ามาในห้องแล้ว

“กูบอกมึงแล้วไงว่าให้มึงพัก! มึงจะออกไปไหนอีก นี่เพิ่งจะกลับมาเองนะ”

พี่เทมส์พูดเสียงดุใส่ปลายสาย ผมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ดูแล้วน่าจะทำอะไรบางอย่างให้พี่เทมส์หงุดหงิดน่าดู

“กูไม่ไป! กูจะนอน! เหนื่อยจะตายห่า ไหนจะเรื่องงาน ไหนจะลากมึงกลับ นี่มึงยังมีหน้ามาออกไปเที่ยวอีก อยู่บ้านให้แม่มึงหายคิดถึงหน่อยเหอะไอ้ห่าภู”


ผมชะงัก เมื่อได้ยินชื่อของคนที่อยู่ในใจผมมาตลอดสิบปี คนที่อยู่อีกฝั่งของปลายสาย คนที่กำลังคุยกับพี่เทมส์


และถ้าเดาไม่ผิด ตอนนี้พี่ภูต้องกำลังหาเรื่องออกไปเที่ยวกลางคืนแน่ๆ

เห้อ.. นี่เพิ่งจะกลับมาจากอเมริกายังไม่ยี่สิบสี่ชั่วโมงดีเลย ทำไมเขาถึงได้มีแรงเหลือเฟือขนาดนี้นะ

“เออ เรื่องของมึงเถอะ! กูจะนอนแล้ว ไม่ต้องโทรมาอีกล่ะ ไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้” พี่เทมส์เงยหน้าหันมาทางประตู และเห็นเข้ากับผมพอดี ดูเหมือนว่าเขาพยายามที่จะพูดให้เบาและซอฟต์ลง คงไม่อยากให้ผมรู้ว่ากำลังคุยกับใคร “ไม่ไปคือไม่ไปดิวะ กูจะอยู่กับน้องกู แค่นี้แหละ เชิญมึงท่องโลกท่องราตรีอะไรของมึงไปคนเดียวเถอะ”

พอว่าเสร็จพี่เทมส์ก็กดตัดสายและกดปิดเครื่องทันที ก่อนจะหันมายิ้มให้ผมบางๆ เขาตบลงบนฟูกข้างตัวเป็นเชิงเรียกให้เข้าไปหา ผมจึงเข้าไปนั่งข้างๆ ปล่อยให้พี่ชายดึงเข้าไปกอด เราต่างคนต่างเงียบแต่ในใจของเราสองคนพี่น้องก็รู้ดีว่าไม่ใครก็ใครสักคนนี่แหละที่จะต้องทนไม่ได้และเอ่ยปากพูดถึงบุคคลที่สามขึ้นมาก่อน บุคคลที่พี่เทมส์เพิ่งจะวางสายไปหนีเมื่อก่อนหน้านี้


และสุดท้ายก็เป็นผมเองที่ห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ไหว ข้างในใจมันตีรวนไปหมด ทั้งตื่นเต้น ทั้งคาดหวัง ทั้งน้อยใจ และสุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นความคิดถึง


“พี่ภูเป็นยังไงบ้างครับพี่เทมส์ สบายดีไหม? เขาทำใจเรื่องแฟนเก่าได้บ้างหรือยัง?”

ผมถามเสียงเบา เหมือนลึกๆ จะกลัวคำตอบอยู่ไม่น้อย แต่อีกใจก็ใคร่อยากรู้ซึ่งพี่เทมส์ก็คงเข้าใจผมเป็นอย่างดี เพราะผมได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ จากเจ้าของอ้อมกอด มือใหญ่ลูบศรีษะผมไปมาอย่างปลอบประโลม

“นอนคุยกันดีกว่าไหมครับ เผื่อไนล์ง่วง ไนล์จะได้หลับได้เลย” พี่เทมส์เฉไฉถ่วงเวลา ผมเองก็ไม่อยากจะขัด เลยผละตัวออกจากอ้อมกอดของคนเป็นพี่แล้วคลานไปนอนฝั่งที่ตัวเองชอบนอนเวลามาค้างที่ห้องพี่เทมส์

ผมนอนตะแคงข้างหันหน้ามาทางพี่ชายพร้อมกับกอดหมอนเน่าไว้แน่น ให้คนเป็นพี่ตามมานอนติดๆ ต้องอมยิ้มด้วยความเอ็นดูกับการกระทำที่ดูแล้วช่างขัดกับอายุวัยเบญจเพสของผมเหลือเกิน

“แล้วไม่ให้พี่หวง แต่ดูเราสิต่างจากสิบปีที่แล้วตรงไหน หื้ม?”

ผมกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะเริ่มเถียง “ไนล์โตขึ้นตั้งเยอะ สูงขึ้นตั้งหลายเซ็นต์ ไม่ได้เป็นเด็กน้อยแบบเมื่อก่อนแล้วนะครับ”

พี่เทมส์หัวเราะลั่นตอนได้ยินผมพูดออกไปแบบนั้น เขาใช้นิ้วชี้เคาะปลายจมูกโด่งรั้นของผมเบาๆ ให้ผมต้องย่นจมูกหนีเพราะถูกพี่ชายแกล้ง

“พี่หมายถึงนิสัยของเราต่างหาก ดูสิ สิบปีที่แล้วอ้อนพี่ยังไง ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน”

“โถ่ อย่างกับพี่เทมส์ไม่ชอบให้ไนล์อ้อนอย่างนั้นแหละ” ผมว่าพลางขยับตัวเข้าหาพี่ชายอีกนิด ซึ่งพี่เทมส์เองก็เข้าใจอาการของผมเป็นอย่างดี เลยขยับเข้ามาหามากอดผมอย่างอ่อนโยน “พี่เทมส์...”

“เฮ้อ.. เปลี่ยนเรื่องแล้วก็ยังไม่ได้ผลอีกเหรอครับ?” พี่ชายผมถามเสียงเบา เพราะเขารู้ว่าผมเรียกชื่อเขาทำไม

พี่เทมส์ถ่วงเวลามานานเกินไปแล้ว ผมอยากรู้เรื่องพี่ภู อย่างน้อยขอให้ได้ยินว่าเขากลับมาครบสามสิบสองปกติดี แม้จะมีเพียงสภาพจิตใจที่ไม่ได้แข็งแรงเต็มร้อยเหมือนเดิมก็เถอะ

“อืม.. มันก็ค่อนข้างแย่แหละ สภาพภายนอกไม่เท่าไหร่ แต่แววนัยน์ตามันแห้งแล้งมาก แถมนิสัยบางอย่างมันก็เปลี่ยนไปด้วย ถ้าไม่ได้เห็นกับตาพี่ก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าแค่ผู้หญิงคนเดียวจะทำให้มันเป็นได้ขนาดนี้”

พี่เทมส์ร่ายยาวราวกับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหลุดปาก ถ้าให้ผมเดา ผมคิดว่าเขาเองก็คงจะเครียดเรื่องนี้ไม่น้อย เพราะพอได้พูดได้ระบายมันก็เลยเหมือนปลดล็อค พี่เทมส์ก็เลยพรั่งพรูออกมาแทบจะทั้งหมด

ในขณะที่ผมนั้นได้แต่นอนนิ่งให้พี่ชายลูบศีรษะเล่นพร้อมทั้งระบายความอึดอัดใจให้ฟัง โดยที่ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหรือหายใจด้วยซ้ำ เพราะถึงแม้ใจจะเจ็บและไม่ได้มีความสุขสักเท่าไหร่ที่ได้รู้ว่าคนที่ผมรักเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่มันก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกใจผมก็กระหายอยากจะรู้เพราะหวังลึกๆ ว่าผมอาจจะพอช่วยอะไรพี่ภูได้บ้างสักนิดก็ยังดี

“โดยเฉพาะนิสัยเรื่องคบคนของมัน ปกติไอ้ภูมันไม่คบใครเรี่ยราด มันค่อนข้างเป็นคนเลือกเพื่อนเลือกผู้หญิงพอสมควร แต่ตอนนี้มันกลับคบคนนั้น รู้จักคนนี้มั่วไปหมด แล้วพวกที่รู้จักและที่ไปคบหานี่ก็ได้มาจากการเที่ยวกลางคืนของมันทั้งนั้น แล้วจะไม่ให้พี่กับแม่มันห่วงได้ยังไง”

“แล้วเมื่อกี้คนที่โทรมาคือ...?” ผมแกล้งถามทั้งที่รู้คำตอบดีว่าเป็นใคร

“ก็มันนั่นแหละ เพิ่งจะกลับมายังไม่ทันข้ามวันแม่งออกเที่ยวอีกแล้ว พรุ่งนี้ไม่แคล้วแม่มันต้องโทรมาบ่นกับพี่อีกแน่ๆ” พี่เทมส์ว่าพลางถอนหายใจ ก่อนจะหลุดพึมพำออกมาอย่างลืมตัว แม้จะเบาแต่ผมก็ได้ยินชัดเจน “ภาวนาให้มันไม่หิ้วผู้หญิงเข้า... เชี่ย!”

พี่เทมส์ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองก่อนจะก้มมองคนในอ้อมกอดแบบผมตาโต ผมเลยต้องฝืนส่งยิ้มกว้างให้พี่ชายพร้อมกับส่ายหัวเล็กน้อย

“ช่างเถอะครับพี่เทมส์ ไนล์ไม่ได้คิดอะไรหรอก ยังไงมันก็เป็นสิทธิ์ของพี่ภูเขา จะทำอะไร จะคบใคร ... ไนล์ห่วงก็แต่เขาจะไปเจอคนไม่ดีเข้า แล้วพี่ภูเขาจะลำบากเอา”

“โถ่.. ไนล์ก็แสนดีซะอย่างนี้ แล้วจะไม่ให้หวงได้ยังไง แถมหนำซ้ำยังแอบชอบมันมาเป็นสิบๆ ปีอีกต่างหาก พี่ล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมไนล์ถึงได้ฝังใจกับภูขนาดนั้น”

“ก็พี่ภูเคยช่วยชีวิตไนล์ไว้นี่พี่เทมส์”

ผมยังอ้างค้างๆ คูๆ รู้ว่าใช้เรื่องนี้อ้างกับพี่เทมส์มาเป็นสิบๆ ปี ซึ่งมันก็ฟังขึ้นแค่ในช่วงสามสี่ปีแรกเท่านั้นแหละ แต่หลังจากนั้นช่วงที่พี่ภูขาดการติดต่อไป แทนที่ผมจะตัดใจ กลับกลายเป็นความผมใช้ความคิดถึงความโหยหาเป็นตัวพันธนาการความรู้สึกของตัวเองไว้กับเขา โดยไม่คิดจะผลักออก

“ตั้งสิบปีแล้วนะไนล์ ถ้าไนล์จะยังรักมันอยู่พี่ก็ไม่ว่าหรอก แต่พี่อยากให้ไนล์ขยับทำอะไรให้มันชัดเจนเด็ดขาดสักที ก่อนที่พ่อกับแม่จะบังคับให้ไนล์แต่งงานอีก"

พี่เทมส์ก้มลงมามองหน้าผมอย่างจริงจัง ก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจะซีเรียสกว่าเดิม

"ถ้าไนล์หมดรักมันแล้ว ไนล์ก็ปล่อยมันไป ทั้งไนล์ทั้งมันจะได้ไม่เสียเวลากับรักที่ไม่เคยจะได้สานต่อความสัมพันธ์กันแบบนี้สักที พี่มองไม่เห็นประโยชน์เลยนะที่ไนล์จะยึดมันไว้ในใจแบบนี้โดยไม่คิดจะทำอะไร ไอ้ภูเองก็ด้วย วันนึงมันอาจจะเจอใครใหม่ ใครสักคนที่ทำให้มันลืมแฟนเก่าและพร้อมจะเริ่มต้นอีกครั้ง”

พี่เทมส์พูดโพล่งความหนักใจของตัวเองออกมา ทำเอาผมแอบสะดุ้งเพราะไม่แน่ใจว่าพี่เทมส์รู้ความคิดของผมได้ยังไง เลยลองเลียบๆ เคียงๆ ถาม เผื่อว่าพี่เทมส์ที่รู้จักพี่ภูดีกว่าผมจะพอให้ความเห็นและคำแนะนำได้บ้าง

“พี่เทมส์ว่า... ถ้าพี่ภูเจอใครใหม่พี่ภูจะลืมแฟนเก่าได้เหรอครับ? แต่เขารักกันมานานมากเลยนะ”

“อืม.. ก็ไม่แน่หรอก ของแบบนี้มันต้องลอง”

พอเห็นพี่เทมส์ตอบแล้วผมก็ถามต่อ แม้เสียงพี่เทมส์จะเบาๆ ลงบ้างแต่เพราะนอนใกล้กันแค่นี้มันเลยได้ยิน

“แล้วพี่ภูเขาจะยอมมีแฟนใหม่เหรอครับ? ถ้าเขาจะมีใหม่ ทำไมไม่มีตั้งแต่ตอนที่อยู่ที่อเมริกาล่ะ?”

“บรรยากาศมันเปลี่ยน ใจมันอาจจะเปลี่ยนก็ได้ พี่ไม่รู้หรอก”

ผมใจเต้น เมื่อเห็นความหวังเรืองรองจากคำตอบของพี่เทมส์ เลยพยายามรวบรวมความกล้าบอกกับพี่เทมส์ในสิ่งที่ตัวเองคิด

“พี่เทมส์ คือไนล์มีเรื่องจะบอก...”

“อือ.. ครับ? "

“พี่เทมส์ ไนล์คิดว่า ไนล์อยากจะ...”

ผมเงยหน้าขึ้นเพราะต้องการจะสบตาคนเป็นพี่ ผมอยากจะพูดและให้พี่เทมส์ได้เห็นความมุ่งมั่นจากแววตา แต่กลายเป็นว่าผมต้องชะงัก เพราะพี่เทมส์ที่อือๆ ออๆ กับผมเมื่อกี้หลับตานิ่งไปแล้ว

อันที่จริงเขาก็ดูง่วงๆ เพลียๆ มาพักใหญ่แล้วล่ะ แต่ผมไม่คิดว่าพี่เทมส์จะหลับตอนที่ผมกำลังจะพูดเรืองสำคัญพอดีแบบนี้ ทำเอาผมได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตกที่ไม่ได้มีโอกาสพูดเรื่องที่อยากพูดออกไป

ผมนอนลืมตาโพลงมองเพดานอยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆ ของคนเป็นพี่ที่ตอนนี้หลับไปแล้ว ทิ้งให้ผมคิดนั่นคิดนี่เรื่อยเปื่อย โดยเฉพาะเรื่องของพี่ภู และคำพูดของพี่เทมส์


‘บรรยากาศเปลี่ยน ใจมันอาจจะเปลี่ยนก็ได้ พี่ไม่รู้หรอก’


จริงสินะ ถ้าบรรยากาศมันเปลี่ยน แล้วพี่ภูจะลองเปิดใจมากขึ้นไหม ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่หาคำตอบได้ยากพอสมควร นอกจากจะลอง... ลองเสี่ยงทำดูสักครั้งเผื่อมันจะได้ผลจริงๆ

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(ต่อจากด้านบน)


‘ไนล์ จะให้เราไปรับไหม คุยงานเสร็จกี่โมง?’


ผมอ่านข้อความจากในมือถือที่เพื่อนสนิทเพิ่งส่งมาให้ แล้วก็ต้องชั่งใจว่าจะเอายังไงดี เนื่องจากวันนี้ผมมีคุยงานกับคู่ค้าที่ผับกึ่งร้านอาหารย่านทองหล่อ ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะขับรถไปเอง แต่พี่เทมส์ห้ามไว้เพราะไม่รู้ว่าจะต้องมีดื่มกับคู่ค้าหรือเปล่า เพราะผมค่อนข้างจะเป็นคนคออ่อนมากๆ ไม่ค่อยได้แตะแอลกฮอล์เลยด้วยซ้ำ

นอกจากบางครั้งที่ออกไปพบหรือไปคุยงานนอกสถานที่ก็อาจจะต้องมีบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็จะเนียนๆ จิบๆ ไม่ได้ดื่มเยอะ แก้วเดียวนั่งทั้งคืนเพื่ออย่างน้อยจะได้ไม่เสียมารยาท ซึ่งพี่เทมส์เองก็เป็นห่วงเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ดังนั้น จึงมีข้อตกลงระหว่างผมกับพี่ชายว่า ถ้าครั้งไหนต้องออกไปพบลูกค้าในสถานที่กึ่งๆ ผับ กึ่งๆ คลับนี่ให้อนุมานไว้ได้เลยว่าต้องมีแอลกอฮอล์แน่ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เซฟที่สุดก็คือผมไม่ต้องขับรถไป พี่เทมส์จะให้ลุงชัยคนขับรถที่บ้านหรือไม่ก็ตัวพี่เทมส์เองไปรับแทน

แต่เนื่องจากวันนี้พี่เทมส์ติดงานอีกงาน ส่วนลุงชัยก็ต้องขับรถพาพ่อกับแม่ไปงานเลี้ยง สุดท้ายหน้าที่ตามไปรับผมจึงไปตกอยู่ที่ลม เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวและเป็นเพื่อนสนิทที่พ่อกับแม่ร่ำๆ จะจับคู่ให้ ซึ่งไม่ต้องถามก็พอจะเดาได้ว่าทำไมลมถึงรู้และอาสาไปรับ ก็คงไม่พ้นแม่ผมนั่นแหละที่โทรไปบอก ไม่งั้นลมจะรู้ได้ยังว่าผมมีคุยงาน เพราะผมเองยังไม่ได้คุยหรือบอกอะไรลมสักคำ

เอาเข้าจริงถามว่าผมอยากจะให้ลมมารับไหม ก็ไม่ค่อยจะอยากเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่ากลัวตัวเองจะหวั่นไหว หรือกลัวว่าใครจะมองไม่ดี แต่เหตุผลจริงๆ เลยก็คือมันดึกและผมก็เกรงใจ ลมเองก็มีงานต้องทำ จะให้มาตามรับตามส่งผมทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ผมเองก็ไม่สบายใจและคิดว่ามันแปลกๆ แต่ครั้นจะปฏิเสธขอขับรถกลับเองก็ไม่ได้อีก เพราะถ้าพี่เทมส์รู้ แผนไปคุยงานกับลูกค้าวันนี้คือต้องล่มแน่ๆ เขาจะต้องห้ามไม่ให้ผมไปและหาทางกระเสือกกระสนไปเอง ดูไปดูมาแล้วลำบากยิ่งกว่าเดิม ผมเลยตัดสินใจยอมรับความช่วยเหลือจากลม เพราะถึงยังไงเราสองคนก็เป็นเพื่อนสนิทกัน ผมบริสุทธิ์ใจและไม่ได้มีปัญหาอะไรที่จะเจอกับเพื่อนตัวเอง

หลายคนอาจจะเห็นว่าผมเองก็โตป่านนี้แล้ว ทำไมที่บ้านถึงยังทรีทเหมือนเมื่อสิบกว่าปีก่อนไม่มีเปลี่ยน ในขณะที่ตัวผมเองก็ดูเหมือนจะยอมถูกดูแลจากคนที่บ้านไม่สิ้นสุด เอาเข้าจริงผมก็รู้นะว่ามันดูเป็นลูกแหง่ไม่น้อยแต่หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมก็ไม่กล้ามองข้ามหรือเห็นว่า ‘มันคงไม่น่าจะมีอะไรหรอก’ ‘แค่นี้เอง ผมน่าจะดูแลตัวเองได้’ ได้อีก และอีกอย่างสภาพร่างกายผมก็ไม่เอื้อต่อการดูแลตัวเองสักเท่าไหร่ อย่างที่เคยบอกไปผมเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างตัวเล็ก แม้จะพอมี พอเรียนวิชาป้องกันตัวมาบ้าง แต่ถ้าเจอคนที่ตัวใหญ่กว่ามากๆ เข้าประชิด ผมก็ไม่แน่ใจเลยว่าจะป้องกันตัวเองจากอันตรายต่างๆ ได้

และนั่นคือเหตุผลทั้งหมด ที่ผมยังยอมให้ที่บ้านเป็นห่วงเป็นใยและคอยดูแลอยู่อย่างนี้ ผมรู้ว่าพวกเขาหวังดี และความหวังดีของพวกเขาก็ทำให้ผมเห็นค่าตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อจากสิบปีที่แล้ว


‘เอาสิ แต่น่าจะดึกหน่อย เดี๋ยวถ้าคุยงานเสร็จแล้วหาทางพอชิ่งได้จะรีบส่งข้อความบอกเนิ่นๆ ... ขอบใจลมมากนะ’


ผมกดส่งข้อความตอบลมไป ไม่นานเขาส่งข้อความว่ารับทราบกลับมา พอทุกอย่างเรียบร้อยผมก็โทรไปหาพี่เทมส์ เพื่อบอกรายละเอียดการคุยงานวันนี้ให้พี่ชายรู้ ซึ่งพี่เทมส์เองก็กำชับให้ระมัดระวังตัวเองให้ดีๆ ดื่มได้เท่าที่ดื่มไหว ซึ่งผมก็ไม่ได้หนักใจอะไรเท่าไหร่เพราะคู่ค้าที่ไปคุยด้วยวันนี้เป็นหญิงชาวแคนาดาที่ค่อนข้างจะอัธยาศัยดีมากๆ ผมชอบคุยงานกับเธอ ซึ่งเธอจะเดินทางมาประเทศไทยไม่บ่อย และทุกครั้งที่มาตารางงานเธอมักจะแน่นมากๆ จนทำให้ผมต้องมาหาเก็บรอบคุยกับเธอนอกเหนือจากเวลางาน แต่งานที่คุยวันนี้ก็ไม่ได้เครียดมากอะไร เป็นเพียงแผนโครงการคร่าวๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ทั้งแผนการพัฒนาที่ดิน การสร้างตึกและอาคารในพื้นที่เศรษฐกิจเพื่อเปิดให้เช่า ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดอะไรเท่าไหร่ ผมแค่ต้องการสโคปงานกว้างๆ ที่เธอตั้งไว้เพื่อเอาไปให้พี่เทมส์ดูความเหมาะสมและเป็นไปได้อีกครั้ง

ดังนั้นหากจะพูดว่าการคุยงานครั้งนี้ของผมเป็นการคุยกึ่งๆ การสังสรรค์ก็คงจะไม่ผิดเท่าไหร่ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก รีบคุยรีบกลับก็น่าจะได้

แต่ดูเหมือนว่าผมจะนิ่งนอนใจเกินไป โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าการคุยงานครั้งนี้จะทำให้ผมได้เจอกับคนสำคัญ คนที่เขาทำผมตกหล่นออกจากชีวิตมานานเกือบสิบปี

.

.

.

แล้วพอมาถึงร้านผมก็เจอเซอรไพร์สเรื่องแรกเข้าให้

คู่ค้าที่นัดไว้ขอยกเลิกนัด ขอยกเลิกนัดตอนที่ผมมาถึงที่ร้านแล้ว และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือทางนั้นส่งตัวแทนที่เป็นหนึ่งในกรรมการบริหารของสาขาฝั่งไทยเข้ามาคุยแทน ซึ่งถ้าผมรู้ว่าเป็นหมอนี่มาผมจะไม่มาเด็ดขาด เพราะจากที่เคยเจอกันในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาผมรู้สึกไม่โอเคกับเขามากๆ เขาชอบใช้สายตาที่ค่อนข้างจะเสียมารยาทจ้องมองผม โชคดีที่เขาทำอะไรหยาบคายกับผมมากไม่ได้เพราะเกรงใจคู่ค้าของผม ซึ่งเป็นเจ้านายใหญ่ของเขาอีกที ส่วนมากเขาเลยทำได้แค่มอง

จนมีครั้งหนึ่งที่เขาพยายามจะถึงเนื้อถึงตัวผม ผมเลยฟ้องพี่เทมส์ไป พักหลังเขาเลยไม่ค่อยมาให้เห็น ไม่รู้ว่าพี่เทมส์ไปคุยกับเขาเอง หรือว่าเจ้านายของเขาไปเตือนเขาโดยตรงกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันทำให้รู้สึกโล่งใจขึ้นมากที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับเขา

แต่ครั้งนี้กลับยิ่งแล้วกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะนอกจากผมจะต้องมาคุยงานกับเขาโดยไม่ทันได้ตั้งตัวแบบสองต่อสองแล้ว สถานที่ในการคุยงานยังโคตรไม่อำนวยสุดๆ ผมเลยต้องตั้งสติและตั้งใจว่าจะไม่แตะแอลกอฮอล์เด็ดขาด อีกทั้งยังส่งข้อความหาลมตั้งแต่เห็นหมอนั่นเดินเข้ามาที่โต๊ะ


‘ลม อีกชั่วโมงนึงลมมารับเราได้เลยนะ คิดว่าวันนี้น่าจะเสร็จเร็ว’


ผมตัดสินใจไม่บอกความจริง เพราะไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ทั้งที่ยังไม่มีอะไรเกิด เพียงแต่อยากกันไว้ก่อน อีกทั้งยังตั้งใจว่าจะชิ่งกลับทันทีหากมีโอกาสอำนวย

“สวัสดีครับคุณไนล์ ยินดีนะครับที่ได้เจอคุณไนล์อีก” อีกฝ่ายเอ่ยทักผมอย่างสนิทสนมพร้อมยื่นมือมาให้จับ แถมยังยิ้มหวานหยดย้อยจนผมขนลุกไปหมด

“สวัสดีครับคุณพฤกษ์ เอ่อ.. ผมอาจจะต้องขอเสียมารยาท แต่เวลาคุยงานผมไม่ค่อยสะดวกให้ใครเรียกชื่อเล่นเท่าไหร่ รบกวนใช้ชื่อจริงแทนนะครับ”

ผมเอ่ยปัดเนียนๆ นึกไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายพยายามทำตัวสนิทสนม แต่ผมก็ไม่ได้โกหกนะ เพราะโดยปกติหากคุยเรื่องงานที่เป็นทางการ ผมไม่ค่อยชอบให้ใครเรียกผมด้วยชื่อเล่นมันดูไม่เป็นมืออาชีพ แต่วันนี้มันก็ไม่ใช่งานที่เป็นทางการเท่าไหร่หรอก เพียงแค่ผมอยากจะขีดเส้นกั้นระหว่างผมกับเขาให้ชัดเจนขึ้นก็เท่านั้น

“อ่า.. ได้ครับคุณนทีธัชช์ เชิญนั่งครับ”

คุณพฤกษ์หน้าเสียไปนิดหนึ่งแต่พยายามคงท่าทีที่สุภาพเอาไว้ เขาผายมือเชื้อเชิญ ผมเองก็ทรุดลงนั่งและเชื้อเชิญเขาตามมารยาทเช่นกัน

“เชิญคุณพฤกษ์เช่นกันครับ”

เราทั้งคู่นั่งลงและสั่งเมนูเครื่องดื่มมาคนละแก้ว แน่นอนว่าผมเลือกน้ำผลไม้ที่ไม่เจือแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น ยิ่งได้ยินว่าคุณพฤกษ์สั่งอะไรมาดื่ม ผมยิ่งต้องระวัง .. กันไว้ดีกว่าแก้

“ผมขอเบียร์ที่นึงครับ” เขาหันไปสั่งพนักงานเสิร์ฟ ก่อนจะหันมาถามผม “คุณนทีธัชช์ทานอะไรดีครับ?”

“อืม.. ผมขอเป็นน้ำส้มคั้นแก้วนึงครับ”

เด็กเสิร์ฟรับออเดอร์ไปในขณะที่คนที่นั่งตรงข้ามผมหันมาเลิกคิ้วใส่ผมด้วยความสงสัย

“น้ำผลไม้หรอครับ? น่าสนใจดีแฮะ”

เขาถามผม แต่ประโยคหลังเหมือนจะพึมพำไม่ดังมากนัก ด้วยความที่ผับที่เรามานั่งคุยเป็นผับกึ่งร้านอาหารมันจึงไม่ได้เสียงดังมาก มีแค่ดนตรีเปิดคลอ ยิ่งตรงโซนที่เรานั่งเป็นโซนวีไอพีที่มีนักธุรกิจมานั่งคุยงานมากพอสมควรเหมือนกัน เลยทำให้ผมได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ตั้งใจพูดได้ชัดพอสมควร ซึ่งยอมรับว่าลึกๆ ผมรู้สึกไม่โอเค แต่ไม่อยากให้เสียงานเลยต้องเก็บอาการ ก่อนจะเริ่มคุยงานโดยทำเป็นไม่สนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก่อนหน้า

“ถ้างั้นผมขออนุญาตนำเสนอแผนงานคร่าวๆ ของปีหน้าเลยแล้วกันนะครับ จะได้เป็นข้อมูลให้คุณพฤกษ์ไปแจ้งให้คุณแครอลทราบ”

“คุยกันก่อนก็ได้นี่ครับคุณนทีธัชช์ ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลย เราเพิ่งจะมาถึงกันเองนะครับ”

เขาพูดพลางจ้องมองสบตาผมอย่างไม่มีมารยาท เขาใช้ดวงตาเจ้าเล่ห์ๆ นั่นกวาดมองไปทั่วใบหน้าผม แถมยังลากเลื้อยสายตามาตาลำคอจนผมนึกผวา ยกมือขึ้นมากุมคอเสื้อโดยอัตโนมัติ

และเหมือนกับเขาจะรู้ตัวว่าเขากำลังทำกริยาที่ไม่ดีใส่ผม เขาถึงแสร้งหันไปทางอื่น แต่ผมเห็นว่ามุมปากเขายกยิ้มราวกับกำลังพอใจกับอาการตื่นกลัวของผมที่มีต่อสายตาที่เขามองมา

“พอดีผมมีธุระต่อน่ะครับ เดี๋ยวอีกสักชั่วโมงเพื่อนคงมารับ เลยไม่อยากจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์”

ผมเลี่ยงพร้อมกับเอ่ยถึงเหตุผลให้อีกฝ่ายได้รู้ไปตามตรง เขาจะได้เลิกถ่วงเวลาไร้สาระสักที

แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่นัก เพราะตอนนี้คุณพฤกษ์เอาแต่อ้างว่ามีสายเข้าและเป็นเรื่องด่วน เขาเลยต้องรับและคุยเดี๋ยวนั้น

ผมนั่งอดทนรอออยู่นาน จนเครื่องดื่มมาเสิร์ฟและผมจิบไปค่อนแก้วและคุณพฤกษ์ก็ไม่คุยกับผมสักที สุดท้ายผมทนอึดอัดกับสถานการณ์ตอนนี้ไม่ไหว เลยขอตัวอีกฝ่ายไปเข้าห้องน้ำ

“คุณพฤกษ์ตามสบายนะครับ ผมขอไปเข้าห้องน้ำก่อน”

ผมบอกเขาและยกแก้วน้ำส้มของตัวเองดื่มจนหมดแก้ว ไม่ให้เหลือแม้แต่นิด เพราะตั้งใจว่าถ้ากลับมาผมจะไม่มีวันดื่มน้ำจากแก้วนี่ซ้ำอีก ... ก็อย่างที่บอกแหละว่าตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นผมก็ระวังตัวแจ อย่างน้อยก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้คนในครอบครัวเป็นห่วงไปมากกว่านี้

ผมลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังหลังร้านที่มีห้องน้ำชายหญิงแยกฝั่งกันอยู่ซ้ายขวา และให้ขณะที่กำลังจะเลี้ยวไปทางฝั่งซ้ายเพื่อเข้าห้องน้ำชายนั้น ร่างผมก็ปะทะเข้ากับหญิงชายคู่หนึ่งที่กอดกันกลมออกมาจากห้องน้ำ เขาทั้งคู่เอาแต่มองหน้ากันและหัวเราะคิกคักจนไม่เห็นว่ามีใครเดินสวนเข้ามา .. หรืออันที่จริงจะเรียกว่าไม่สนใจมากกว่าถึงจะถูก

“โอ๊ย!”

และด้วยความที่ผมตัวเล็กกว่าผู้ชายคนนั้นตั้งหลายเซนติเมตร ทำให้หน้าผมชนเข้ากับอกกว้างและกระเด็นลงมานั่งกองที่พื้นเต็มแรง และแทนที่เขาจะสนใจเขากลับแค่หยุดยืนแล้วหันมาปรายตามอง ผมที่กำลังสำรวจร่างกายของตัวเองอยู่ว่ามีตรงไหนได้แผลหรือได้เลือดหรือไม่ก็ได้แต่นึกฮึดฮัดอยู่ในใจ


คนอะไร ชนคนอื่นแล้วยังไม่ขอโทษอีก เอาแต่มองอยู่ได้


ด้วยอารมณ์เจ็บปนหงุดหงิดกับเรื่องงานเป็นทุน ผมเลยตั้งใจจะเงยหน้าขึ้นต่อว่าเขาให้รู้สำนึก แต่เมื่อได้มองหน้าและสบเข้ากับดวงตาเรียวคมของอีกฝ่าย ก็กลายเป็นผมเองที่อ้าปากค้างและพูดไม่ออก


รูปร่างสูงใหญ่ ดวงตาเรียวคมแข็งกร้าวแต่ก็ดูคุ้นเคยถ้าได้มองสบนานๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ที่ดูเหมือนจะดูดีมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเขาอายุมากขึ้นกว่าเมื่อสิบปีก่อน

...พี่ภู


เราสองคนเอาแต่จ้องตากันอยู่แบบนั้น โดยไร้การพูดคุย แต่เสียงหัวใจของผมกับดึงกึงก้องอยู่ในอก เหมือนใบหูของผมได้ยินแค่เสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัว

ผมมองสำรวจใบหน้าของคนที่ผมรักและไม่เคยลืมมาตลอดสิบปีอย่างคิดถึง พี่ภูของผมไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ไม่สิ.. เขาเปลี่ยนไปมากพอสมควรเลยแหละในแง่ของรูปร่างและหน้าตา พี่ภูตัวสูงขึ้นจากสิบกว่าปีที่แล้วหลายเซ็นต์เลย แถมใบหน้าหล่อๆ ของเขายังคงคมเข้มขึ้นด้วย ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะแววตาคู่นั้นหรือเปล่าที่ทำให้พี่ภูดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าสิบกว่าปีก่อน แต่ที่แน่ๆ ก็คือเขายังคงเป็นพี่ภูที่ทำให้ผมใจเต้นได้เสมอ

ผมนิ่งเงียบไปเพราะทั้งช็อคทั้งดีใจ จนกระทั่งเสียงหวานของผู้หญิงที่อยู่ข้างตัวพี่ภูดังขึ้นนั่นหละ ผมถึงได้สติ

“ภูคะ ไปกันเถอะค่ะ เขาก็ดูไม่น่าจะเจ็บอะไร คงลุกเองไหวแหละ”

พี่ภูไม่ตอบอะไรผู้หญิงคนนั้น เขายังคงจ้องผมนิ่ง ก่อนจะปลดมือที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังเกาะแขนเขาอยู่ออก พลางเดินมาทรุดนั่งยองๆ ตรงหน้าผม ในขณะที่ผมได้แต่มองเขาตาโต ยอมรับว่าเกินคาดไปเหมือนกัน ผมไม่คิดว่าเขาจะเดินเข้ามาดู

พี่ภูยื่นมือออกมาให้ผมเป็นเชิงว่าจะให้จับเพื่อให้ผมลุกขึ้นยืน ผมเลยยื่นมือที่สั่นเทาของตัวเองออกไปช้าๆ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ตีตื้นในอกมากมาย


เขาจะจำผมได้ไหม เขายังคงอ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อนสินะ เขายังคงเป็นพี่ภูคนเดิมของผมเสมอ


ประโยคเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ผมยิ้มออกมานิดๆ ตอนมองหน้าเขาซึ่งเขาเองก็ยิ้มตอบผม ทำเอาผมหน้าร้อนไปหมดเมื่อได้เจอกับรอยยิ้มที่คุ้นเคย และในขณะที่ผมกำลังชั่งใจว่าควรบอกเขาไปไหมว่าตัวเองเป็นใคร ความรู้สึกเหมือนฟ้าทลายตรงหน้าก็เกิดขึ้นเสียก่อน ... ด้วยคำพูดจากพี่ภูประโยคเดียว

“ถ้านายสนใจจะไปกับฉันคืนนี้ รอหน้าร้าน ขอสลัดยัยนี่ก่อนแล้วจะตามไป”

เขาขยิบตาและยกยิ้มมุมปากให้ผมด้วยท่าทางร้ายกาจ ในขณะที่หัวใจผมวูบโหวง คำอธิษฐานของผมไม่เป็นจริงเลยสักข้อ

ผมไม่ได้ตอบอะไรพี่ภูนอกจากเม้มปากแล้วก้มหน้าจนเกือบจะชิดอก ผมพยายามปลดมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขา ผมไม่ได้โกรธ เพียงแค่รู้สึกว่าผมต้องการตั้งหลัก ผมไม่อยากเผชิญหน้าพี่ภูในสถานการณ์แบบนี้ สถานที่แบบนี้ มันสุ่มเสี่ยงและชวนให้คิดได้ ดังนั้น ถ้าเขาจะพูดจาใจร้ายแบบนี้มันก็ไม่น่าจะแปลกใจเท่าไหร่ ในเมื่อผมก็รู้ทั้งรู้ว่าจุดประสงค์ที่เขาออกมาเที่ยวยามค่ำคืนนั้นคืออะไร

“มะ .. ไม่ครับ ผม ผมขอตัว”

ผมพูดจาอึกอักและพยายามพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ แต่ดูเหมือนพี่ภูจะไม่ให้ความร่วมมือกับผมเลยสักนิด เขายังคงเอื้อมมือมาดึงต้นแขนผมไว้ และยื้อยุดไม่ให้ผมออกเดิน

“ไม่เอาน่า .. อย่ามาทำเล่นตัวหน่อยเลย นายมองฉันตาเยิ้มขนาดนั้นแล้วจะมาปฎิเสธ” เขาก้มลงมากระซิบ ปลายจมูกโด่งเฉียดแก้มผมไปนิดเดียว “หึ! รอหน้าร้านแล้วเดี๋ยวคืนนี้ฉันจะพานายไปสนุกเอง”

ใจผมเต้นรัวจนน่ากลัวว่าพี่ภูจะได้ยิน และถึงแม้ว่าผมจะรู้ทั้งรู้ว่าประโยคทั้งหลายทั้งแหล่ที่พี่ภูพูดออกมานั้น เขาพูดเพราะเขาพึงพอใจและปรารถนาในตัวผม พูดเพราะความใคร่ไม่ใช่ความรัก แต่มันก็อดร้อนวูบวาบไปทั้งตัวไม่ได้อยู่ดี

จะเอาอะไรกับคนอ่อนหัดในความรักและไม่มั่นใจในตัวเองอย่างผมกันล่ะ

“มะ ไม่ครับ คุณ..คุณ ปล่อยผมไปเถอะนะครับ ผม ผมมาคุยงานตอนนี้ลูกค้ากำลังนั่งรออยู่”

ผมพยายามอธิบาย แต่ไม่คิดเลยว่าพอยิ่งพูดเหตุการณ์จะยิ่งแย่ลง

“อ่อ.. นายขายงั้นสิ เท่าไหร่ล่ะ ฉันจะซื้อ ฉันให้นายมากกว่าไอ้ลูกค้านายสามเท่าเลยยังได้”

ผมตะลึงตาโต ได้แต่ละล้าละลังทำตัวไม่ถูกเพราะดูท่าแล้วพี่ภูจะลากผมกลับด้วยให้ได้ แต่แล้วจู่ๆ มือพี่ภูที่จับอยู่ที่ต้นแขนของผมก็หลุดออก แถมพี่ภูยังถูกกระชากกลับไปด้วยมือเล็กๆ ของผู้หญิงที่เขาโอบประคองกันออกมาจากห้องน้ำนั่นแหละ

“ภูคะ! ทำอะไรคะ? ลิตายืนรอคุณนานแล้วนะ ไหนว่าจะพาไปหาที่เงียบๆ คุยกันสองคนไง”

ผมแอบเหลือบมองเห็นพี่ภูกลอกตาใส่อีกฝ่ายด้วยความรำคาญใจ พี่ภูคนที่เคยอ่อนโยนใจดีคนนั้นตอนนี้กำลงใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม พร้อมกับหันไปพูดใส่ผู้หญิงคนนั้นด้วยเสียงที่ไม่ได้เบาเลยสักนิด .. เอาเป็นว่าผมได้ยินชัดเจนทั้งประโยคเลยล่ะ

"ไม่ไปแล้ว! รำคาญ! จุกจิกอยู่ได้ ผมไม่ชอบคนพูดมากนะเผื่อคุณไม่รู้”

พอว่าเสร็จพี่ภูก็สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของผู้หญิงคนนั้นก่อนจะหันมาหาผมที่กำลังทำเนียนๆ เดินหนีกลับไปที่โต๊ะ แต่พี่ภูก็ตาไว เขาก้าวยาวๆ มาไม่กี่ก้าวก็ตามผมทัน ในขณะที่ผมอยู่ตรงมุมอับตรงโค้งเกือบจะถึงโต๊ะอยู่แล้วเชียว

“จะไปไหนเด็กน้อย ก็บอกแล้วไงว่าจะให้สามเท่า ทำไมยังเล่นตัวอยู่อีก หื้ม?”

“คุณครับ ผมไม่ได้ขายหรือทำอะไรอย่างนั้นจริงๆ นะครับ คุณปล่อยผมไปเถอะนะ ผมขอร้อง”

ผมตัวสั่น เพราะตอนนี้นอกจากพี่ภูจะไม่ได้จับแค่ต้นแขนผมแล้ว เขายังรวบเอวผมไปกอดไว้แน่นแถมยังกระชับวงแขนจนตัวผมแทบจะแนบไปกับเขาทั้งตัว ด้วยเพราะตอนนี้เราอยู่ในพื้นที่ที่ลับตาคนอื่นพอสมควร พี่ภูเลยดูเหมือนจะยิ่งทำอะไรไม่เกรงใจสายตาคนได้ง่ายขึ้น

“ไม่ได้ขายแล้วมายิ้มอ่อยมองอ่อยทำไมวะ? ถึงฉันจะไม่ได้ใส่สูทผูกไทด์ แต่ฉันก็มีเงินมากพอจะจ่ายค่าตัวนายได้ทั้งคืน หรือยังไง? ค่าตัวมันแพงมากจนคิดว่าฉันไม่มีปัญญาจ่ายนายหรือไง”

ผมเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไรเลยสักคำ ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นว่าผมยิ้มอ่อยเขาไปได้ล่ะ ในเมื่อตอนนั้นผมก็แค่ลืมตัวยิ้มออกมาเพราะดีใจที่ได้เจอเขาอีกครั้งก็แค่นั้นเอง

“เอาน่า ไปกับฉันเถอะ รับรองจะจ่ายให้อย่างงาม แถมเผลอๆ นายอาจติดใจลีลาฉันจนให้กันฟรีๆ เลยก็ได้นะ หึ!”

พี่ภูทั้งกล่อมทั้งปลอบเพื่อให้ผมไปกับเขา ในขณะที่ผมก็ได้แต่ทำอะไรไม่ถูก ยืนสั่นเป็นลูกนกให้เขากอด และดูเหมือนว่าการที่ผมก้มหน้าไม่ยอมเงยไปมองเขาของผมจะทำให้พี่ภูหงุดหงิดไม่น้อย เพราะตอนนี้เขาเริ่มจะก้มลงมาใกล้ ใกล้มากเสียจนลมหายใจร้อนๆ กำลังรดรินอยู่ที่ข้างแก้มของผม


เขาเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปมากจริงๆ


“...”

“ตอบดิวะ! อย่ามาทำเงียบนะ! เห็นฉันแต่งตัวปอนด์ๆ เลยคิดว่าฉันไม่มีเงินงั้นสิ! แม่ง!! พวกหิวเงินมันเป็นงี้ทุกคนเลยป่าววะ พอคิดว่าไม่มีเงินก็ถีบหัวส่ง ความรักเฮงซวยห่วยแตกแม่งไม่มีจริงหรอก มีแต่เรื่องเงินแหละที่จริง!!”

แต่พอเขาเห็นผมนิ่งเงียบเขาก็เริ่มอารมณ์เสียและตวาดผมเสียงดัง แต่แทนที่ผมจะหวาดกลัวกับการแสดงออกของเขา ใจผมกลับเจ็บไปหมด เพราะปลายประโยคสุดท้ายที่เขาสบถออกมามันทั้งสั่น ทั้งไม่มั่นคง ผมรู้ว่าเขาคงหวนคิดถึงคนรักเก่า คิดถึงความรักที่พังทลายเพียงเพราะมีเรื่องเงินเข้ามาเป็นตัวแปร

“ผม...”

ผมได้แต่พึมพำแผ่วเบาเพราะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมามองพี่ภูในที่สุด แววตาที่ก่อนหน้านี้แข็งกระด้างกลับดูวูบไหว ผมรู้ว่าในใจเขาคงเจ็บไปหมด แต่เขาก็ฝืนทำตัวแย่ๆ เพื่อกลบเกลื่อนถมทับหลุมกว้างที่อยู่ลึกในอก เพียงแต่แสดงออกเท่าไหร่ ทำตัวแย่แค่ไหน ไอ้หลุมกว้างที่ว่านั่นมันก็ไม่เคยถูกเติมเต็มได้สักที


เป็นเวลาแค่ช่วงเสี้ยววินาทีที่ผมคิดจะยกแขนโอบกอดเขาตอบ อย่างน้อยก็เพื่อปลอบประโลม


แต่เสียงคุ้นหูที่เรียกชื่อผมกลับดังทะลุกลางปล้องให้ผมได้สติและหันไปมอง

“ไนล์!!”

ลมเดินตรงเข้ามาด้วยใบหน้าไม่พอใจถึงขีดสุด เขาผลักพี่ภูออกแล้วดึงตัวผมกลับมา ก่อนที่เขาจะดันผมไปอยู่ข้างหลังตัวเองแล้วก้าวขึ้นมาขวางและเผชิญหน้ากับพี่ภูแทน

“คุณทำอะไร? มีสิทธิ์อะไรมากอดไนล์?” ลมถามเสียงเรียบ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยว ดูก็รู้ว่าพยายามข่มอารมณ์โกรธเต็มที่

“อ่อ.. ลูกค้ามาตามถึงที่เลยเว้ย ท่าทางจะเด็ดจริง”

พี่ภูไม่ตอบลม แต่กลับมองเลยมายังด้านหลังที่ผมแอบยืนมองเขาอยู่เงียบๆ พี่ภูกระตุกยิ้ม แถมยังยักไหล่อย่างไม่สนใจอะไรใครทั้งสิ้น

“ผมถามว่าคุณทำอะไร คุณมาลวนลามไนล์อย่างนี้ได้ยังไง?”

ลมยังคงถามซ้ำ ในขณะที่พี่ภูเบนสายตาคมกริบหันไปมองลมช้าๆ และนั่นเป็นสัญญาณที่ทำให้ผมสัมผัสได้ว่ามันค่อนข้างไม่ปกติและอันตราย เลยกระตุกชายเสื้อเพื่อนสนิทพร้อมกับร้องขอแผ่วเบา

“ไปกันเถอะลม เราอยากกลับแล้ว” แต่ลมก็ยังคงนิ่ง ผมจึงต้องเพิ่มความอ่อนแรงลงไปในน้ำเสียงอีก “นะลม.. ขอร้อง อย่ามีเรื่องกันเลย ไปกันเถอะ เราไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”

สองคนยังคงจ้องหน้ากันอยู่แบบนั้น จนผมยื่นมือไปแตะมือของเพื่อนสนิทที่กำลังกำแน่นอยู่ข้างตัวแผ่วเบา ซึ่งการกระทำดังกล่าวของผมทำให้ลมได้สติ เขาถึงได้หันมามองผมด้วยสายตาที่ไม่ได้แข็งกร้าวเท่าตอนแรก และพอสำรวจเห็นว่าผมปลอดภัยดี อีกทั้งผมก็ร้องขอผ่านเขาทางสายตาอย่างวิงวอนแลยทำให้ลมใจอ่อนในที่สุด

“ไนล์แน่ใจนะว่าไม่ได้เป็นอะไร มันไม่ได้ทำอะไรไนล์แน่นะ ห้ามโกหกรู้ไหม”

“อื้อ เราไม่ได้เป็นอะไร กลับกันเถอะนะ”

ผมยืนยันกับคนตรงหน้า โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่ามีสายตาอีกคู่ที่คาดเดาความรู้สึกไม่ได้กำลังจับจ้องอยู่

ลมระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะใจอ่อนยอมพาผมกลับในที่สุด

“โอเค กลับก็กลับ ไปลาลูกค้าไนล์ก่อนแล้วไปจากที่นี่กัน ไม่งั้นมีหวังเราได้ต่อยไอ้กวนประสาทข้างหลังนั่นแน่ๆ”

ลมพูดโดยไม่หันไปมอง แต่ผมก็รู้ดีว่าเขาหมายถึงใคร

เขาที่ผมแอบมอง เขาที่ผมอยากจะปลอบใจให้หายคิดมาก แต่ในสถานการณ์แบบนี้ผมรู้ดีว่าผมทำแบบนั้นไม่ได้ ทางที่ดีตอนนี้คือต้องแยกลมกับพี่ภูออกจากกันก่อนไม่งั้นมีเรื่องแน่ๆ

เราสองคนตัดสินใจหันหลังกลับออกมาจากตรงนั้นโดยที่ทิ้งพี่ภูไว้ข้างหลัง แต่ไม่น่าเชื่อว่าพี่ภูจะผูกใจเจ็บกว่าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคที่ออกมาจากปากเขาที่ทำเอาผมอยากจะทรุดลงนั่งตรงนั้นให้ได้


“ลาก่อนนะครับคุณไนล์! ไว้โอกาสหน้าผมขอใช้บริการคุณไนล์บ้างนะครับ!! เรื่องเงินไม่มีปัญหาถ้าคุณไนล์มีดีจริง! หึ!!”


ลมกำหมัดแน่นตอนได้ยินประโยคนั้น ในขณะที่ผมเองก็ถูกทุกความรู้สึกตีรวนมั่วไปหมดแต่ถึงกระนั้นก็มีสติมากพอที่จะห้ามคนที่กำลังหันหลังถลันไปหาพี่ภู

“ลม! อย่า!! ช่างเขา.. เราไปกันเถอะ”

“แต่มัน...”

“ช่างเขาลม! ถ้าลมไม่ทำตามที่เราขอ ไม่ออกไปพร้อมเราตอนนี้ เราจะไปเองแล้วปล่อยให้ลมตีกับเขาให้ตายเลย เอาแบบนั้นไหม” ผมยื่นคำขาดพร้อมกับเดินหนีให้คนข้างตัวได้ฮึดฮัดนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามมาในที่สุด

ผมเดินออกมาทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก การได้เจอกับพี่ภูโดยไม่คาดคิดทำให้ผมตั้งตัวไม่ทัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่ภูที่เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ยิ่งทำให้สิ่งที่ผมอยากทำแจ่มชัดในความรู้สึกมากขึ้น น่าแปลกที่ผมไม่ได้โกรธเคืองถ้อยคำดูถูกหยาบคายที่พี่ภูเอ่ยออกมาเลยสักประโยค ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะแววตาวูบไหวในตอนนั้น คำพูดตัดพ้อถึงคนรักเก่าที่ทำให้สัมผัสได้แต่ความอ่อนแอและเปราะบางที่อยู่ข้างในขัดกับท่าทีแข็งกร้าวที่พี่ภูแสดงออก

และนั่นทำให้ผมอยากดูแล และทำให้เขาที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ภายในดีขึ้นสักเล็กน้อยก็ยังดี

และอีกเหตุผลที่แสนจะเห็นแก่ตัว...

อาจจะเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พี่ภูเรียกชื่อผม แต่ประโยคที่เขาพูดออกมามันไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวังว่าจะได้ยินสักนิด มันมีแต่ถ้อยคำว่าร้าย หยาบคาย และดูถูก

ถ้าผมอยากจะแค่เห็นแก่ตัว เรียกร้องเอาสัญญาที่พี่ภูเคยให้ไว้กลับมา การที่ทำให้พี่ภูกลับมาเป็นคนเดิมหรือใกล้เคียงกับพี่ภูคนเดิมน่าจะเป็นทางออกที่ทำให้ความหวังของผมเป็นจริงง่ายที่สุด

เพื่อที่วันนั้นพี่ภูจะได้เรียกชื่อผมในแบบที่เคยสัญญาไว้อีกครั้ง ... เรียกผมหลังจากที่ผมได้บอกกับพี่เขาด้วยตัวเองว่าผมชื่ออะไร


‘พี่ภูครับ ... นี่ไนล์เอง ไนล์เจ้าเด็กขี้แยของพี่ภูไงครับ...ไนล์สัญญานะว่าไนล์จะเป็นคนช่วยพี่ภูเอง ช่วยพี่ภูเหมือนที่พี่ภูเคยช่วยไนล์เมื่อสิบปีที่แล้ว'


... เห็นที ผมคงต้องคุยเรื่องนี้กับพี่เทมส์จริงๆ จังๆ เสียที

.

.

To Be Continue

----------------------------------------

ด่านังพี่ภูได้ค่ะแต่ขอล้องอย่าด่าคนเขียน ใจหนูบางจ๋อยนึงงงง 555555555555555

ล้อเล่นค่า คอมเม้นท์ได้เลยตามสบายยย ติชมได้ทุกอย่างงง แต่ฝากติดแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ

ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่แวะเข้ามาอ่านและให้กำลังใจ แม้จะไม่ได้มีมากมายอะไร แต่เราก็รู้สึกขอบคุณทุกคนมากๆ ทุกๆ ครั้งที่เห็นเลยยย ขอบคุณจริงๆ นะคะ แล้วก็หวังว่าจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปนานๆ เลยน้าาา <3

แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ ^^

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
พี่ภูทำไมทำแบบนี้
รีบจำน้องให้ได้เถอะน้องรอยู่นะ

รีบมาต่ออีกน้าาาาา
สนุกกน่าติดตามมากเลยยยจ❤️

ออฟไลน์ Windtofree

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 52
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
พี่ภู Ver เถื่อนมาแล้ววว

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
พี่ภูทำไมถึงต้องประชดตัวเองด้วยการทำตัวให้แย่ ๆ แบบนี้ฮะ พี่ต้องยิ่งทำตัวให้ดี ภูมิฐานเข้าไว้ หาเงินให้ได้มาก ๆ เพื่อทำให้แฟนเก่ามันเสียดายดิ ไม่ใช่ทำตัวแบบให้แฟนเก่าคิดว่า "เออ ดีแล้วที่กูทิ้งมึงมา" ไม่ใช่ซิ พี่รีบคิดให้ได้เลยนะ

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
อยากอ่านแล้วอยากรู้ตอนพี่ภูจำน้องได้

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 6th - Try my best


“ลมว่าไงนะ? ไนล์ทำไมนะ? ไหนบอกให้พ่อฟังชัดๆ อีกทีซิ”

ผมนั่งก้มหน้าเม้มปากแน่นต่อหน้าคนในครอบครัว พ่วงเพื่อนสนิทที่ตอนนี้กำลังเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้พ่อกับแม่และพี่เทมส์ฟัง โดยที่ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะแย้งสักนิด

“ไนล์ถูกลวนลามในผับเมื่อคืนครับ โชคดีที่ผมไปรับพอดี ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะโดนไอ้หมอนั่นมันทำมิดีมิร้ายอะไรบ้าง”

แม่ควักยาดมขึ้นมาดมทันทีเมื่อได้ยินลมบอกแบบนั้น ในขณะที่พ่อมองเหม่อไปด้านหลังด้วยแววตาแข็งกร้าว มีแต่พี่เทมส์ที่นิ่งเงียบ... นิ่งเงียบจนน่าหวั่นใจ ผมอยู่กับพี่ชายมาตั้งแต่เกิดย่อมรู้ดีว่าไอ้อาการสงบๆ แบบนี้น่ะ จะทำให้เกิดพายุคลั่งหรือมหาสมุทรแปรปรวนอะไรบ้างหลังจากนี้

ทุกคนในบ้านดูตื่นตระหนกจนผมพูดไม่ออก ไอ้ครั้นจะบอกว่าไม่มีอะไรก็ไม่ได้ เพราะเรื่องที่ลมพูดมันเป็นเรื่องจริง อีกอย่างนับตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อสิบปีที่แล้วผมก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้อีก แถมยังเป็นเหตุการณ์ที่พ่อกับแม่ไม่เคยรู้ ดังนั้นมันจึงไม่แปลกเลยสักนิดที่พวกท่านจะดูตื่นตูมจนผมไม่รู้จะหาข้อแก้ตัวอะไรมาทำให้พวกท่านหายเป็นห่วงได้

และในขณะที่ทั้งบ้านเกิดความตึงเครียดนั้น ก็เป็นพี่เทมส์ที่เอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ แต่เย็นยะเยือกไปทั้งไขสันหลังจนผมหวั่นใจ

“ไนล์ เกิดอะไรขึ้น? เล่าให้พี่ฟังมาให้ละเอียดเดี๋ยวนี้!”

ผมสะดุ้งนิดๆ แต่ก็ยอมเอ่ยปากเล่า และก็พยายามเล่าแบบข้ามๆ เพราะตั้งใจว่าจะเล่าให้พี่เทมส์ฟังทุกอย่างทีหลัง ต้องไม่ใช่ต่อหน้าพ่อกับแม่แบบนี้

“ก็.. ที่จริงมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันน่ะครับ คุณคนนั้นเขาไม่รู้คิดว่าไนล์ เอ่อ ไนล์..”

“ไนล์อะไร? มันคิดว่าไนล์ทำไม?”

พี่เทมส์ถามย้ำ ในขณะที่ผมเหลือบมองลมนิดหน่อย พอเห็นสายตาเขาแล้วผมก็เดาได้ไม่ยากว่าถ้าตัวเองไม่พูด ยังไงลมก็ต้องเป็นคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแน่ๆ และพอถึงตอนนั้นพี่เทมส์จะต้องโกรธหนักมากกว่าเดิม

“เค้าคิดว่าไนล์.. เอ่อ ขายบริการครับ”

พอจบคำที่ผมพูด พี่เทมส์ก็กัดฟันกรอดทันที ในขณะที่แม่เอาแต่พึมพำว่า ‘ฉันจะเป็นลม ฉันจะเป็นลม’ จนผมเลิ่กลั่กไปหมด

“พ่อครับ แม่ครับ พี่เทมส์ครับ ใจเย็นกันก่อนนะครับ มันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย ลมไปทันเวลาพอดี เขาไม่ได้ทำอะไรไนล์เลยสักนิด”

ผมละล่ำละลักบอก แต่ก็โดนลมพูดขัดในประโยคสุดท้าย “แต่มันกอดไนล์นะ แถมมันยังพูดจาลวนลามไนล์ด้วย ไนล์จะบอกว่ามันไม่ได้ทำอะไรไนล์ได้ยังไง”

“ลม!!” ผมหันขวับและตัดสินใจส่งเสียงปรามเพื่อนสนิท นึกไม่พอใจที่ลมทำตัวช่างฟ้อง เขาจะพูดทุกอย่างมันให้แย่กว่าเดิมไปทำไมกัน

แต่ผมก็ลืมนึกไปว่า ... สถานการณ์ของผมในตอนนี้ไม่ได้เอื้อให้ผมทำตัวดื้อดึงได้สักเท่าไหร่นัก

“ไม่ต้องทำเสียงอย่างนั้นใส่ลมเลยนะน้องไนล์” พ่อเตือนผมเสียงเย็น ในขณะที่แม่ยังคงดมยาดมไม่เลิก และเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังเสียเปรียบเลยโผเข้าไปนั่งข้างพี่ชายพร้อมกับเกาะแขนอีกฝ่ายไว้แน่น

“พี่เทมส์ครับ...” ผมส่งเสียงเรียกแต่พี่เทมส์ก็ยังคงนิ่ง ไม่ได้ออกโรงปกป้องผมเหมือนทุกครั้งจนผมเริ่มจะใจเสีย

“ไม่ต้องไปขอให้พี่เทมส์ช่วยเลยนะน้องไนล์ แม่ว่าพวกเรายอมตามใจน้องไนล์มามากเกินไปแล้ว เห็นทีต้องเด็ดขาดกันสักที”

คำพูดของแม่ทำให้ผมชะงัก ผมหันมองหน้าทุกคนเลิ่กลั่กไปหมด นึกรู้ทันทีว่าแม่จะพูดเรื่องอะไร มือเล็กของผมที่เกาะอยู่บนแขนพี่ชายก็เริ่มกระชับแน่นขึ้นพร้อมกับออกแรงบีบเบาๆ แต่พี่เทมส์ก็ยังคงนิ่งอยู่แบบนั้น

“น้องไนล์ ฟังนะ! เรื่องนี้มันใหญ่มากจนพ่อกับแม่คิดว่าจะปล่อยให้น้องไนล์ดูแลตัวเองแบบนี้ไม่ได้อีก น้องไนล์ต้องมีคนดูแล และพ่อกับแม่ก็ไว้ใจแค่ลม เพราะฉะนั้นแต่งงานกับลมซะ นี่เป็นคำขาดของพ่อกับแม่” พ่อผมพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและพอผมอ้าปากจะเถียงแม่ก็พูดเสริมขึ้นมาอีก

“จะไม่มีการต่อรองอะไรอีกต่อไปแล้วค่ะน้องไนล์ นี่ไม่ใช่การขอร้องหรือขอความเห็น แม่กับพ่อต้องการให้น้องไนล์แต่งงานกับลม และก็จะไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้ทั้งนั้นแม้แต่พี่เทมส์”

“แม่.. พ่อ” ผมครางอย่างขัดใจ ก่อนจะหันไปหาพี่ชายอย่างขอความช่วยเหลือ “พี่เทมส์ พี่เทมส์ช่วยพูดกับพ่อกับแม่หน่อยสิครับ ไนล์ไม่อยากแต่ง ไม่เอาไม่แต่งนะพี่เทมส์ ลมเป็นเพื่อนไนล์ จะให้ไนล์แต่งงานกับเพื่อนตัวเองได้ยังไง”

ผมงอแงใส่พี่ชายพร้อมกับย้ายมือจากที่เกาะแขนพี่เทมส์ไว้ไปโอบเอวหนาของอีกฝ่ายแทน แต่พี่เทมส์ก็ยังคงเฉย เฉยจนผมใจไม่ดี เลยกระชับวงแขนตัวเองกอดอีกฝ่ายให้แน่นขึ้น

ในขณะที่คนที่ถูกพาดพิงให้แต่งงานกับผมอย่างลมนั้นนั่งนิ่ง ผมรู้ดีเขากำลังเซฟตัวเอง เขาจะไม่ออกความเห็นใดๆ เพราะจะรอดูท่าทีของผมก่อน

 

ลมเป็นคนฉลาด เขาไม่เคยปฏิเสธพ่อกับแม่สักครั้ง แต่ถ้าผมค้านว่าไม่ยอมจนหัวชนฝา เอาแต่ใจจนพ่อกับแม่ยอมล่าถอย ลมก็จะทำตัวตามน้ำแล้วจะบอกว่าแล้วแต่ผม ซึ่งนั่นทำให้ผมโกรธเขาไม่ลงสักครั้ง

 

ครั้งนี้เขาก็กำลังทำแบบเดิมอยู่ และเปอร์เซ็นต์ที่ผมจะชนะได้ในครั้งนี้มีน้อยมาก ยิ่งพี่เทมส์เฉยแบบนี้ยิ่งไม่เป็นผลดีกับผมเลยสักนิด

“พี่เทมส์.. พี่เทมส์ช่วยไนล์พูดหน่อยนะครับ นะ..”

พอได้ยินผมอ้อนมากเข้าพี่เทมส์ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ กอ่นจะจับแขนผมออกจากเอวตัวเอง และดันตัวผมออกมาเผชิญหน้าราวกับมีเรื่องอยากจะคุยด้วย

“ไนล์.. แต่ครั้งนี้พี่ว่าพี่เห็นด้วยกับพ่อกับแม่นะ”

“พี่เทมส์...”

ผมอึ้ง รู้สึกเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ตัวเองยึดไว้กำลังขาดสะบั้นลง ความรู้สึกหลากหลายตีวนไปมามากมาย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความรู้สึกหนึ่งเด่นชัดขึ้นมา เด่นชัดจนผมตั้งใจว่าไม่ว่ายังไงผมก็จะทำมัน...

 

ในเมื่อครอบครัวกดดันผม ผมก็จะหาทางออกในแบบที่ตัวผมสบายใจเอง

 

“ไนล์ ฟังพี่...” พี่เทมส์เลื่อนมือมาจับที่ต้นแขนทั้งสองข้างของผมอย่างอ่อนโยน แต่ผมรู้ดีว่านี่คือปฏิกริยาของพี่ชายที่กำลังจะทำในสิ่งที่ใจผมไม่ต้องการ “เหตุการณ์เมื่อคืนมันค่อนข้างไม่โอเคมากสำหรับครอบครัวเรา ไนล์ก็รู้ ตอนนี้พ่อกับแม่เองก็อายุมากแล้ว ท่านไม่สามารถตามดูแลไนล์ได้ตลอด พี่เองก็งานยุ่งจนไม่มีเวลาให้ไนล์ได้เหมือนตอนไนล์ยังเด็กๆ เท่าที่เห็นก็มีแต่ลมที่จะดูแลไนล์ได้ .. ถ้าให้พี่เลือกพี่ก็ต้องเลือกลม เลือกคนที่ดูแลไนล์ได้จริงๆ ไม่ใช่คนที่เราจับต้องไม่ได้ ไนล์เข้าใจพี่ใช่ไหมครับ”

ผมมองตอบพี่ชายด้วยแววตาตัดพ้อ น้ำใสๆ ไหลคลอกลบหน่วยตาเต็มไปหมดก่อนจะไหลออกมาช้าๆ ความอึดอัดใจน้อยใจตีตื้นขึ้นมาเต็มอก ผมเข้าใจที่ทุกคนหวังดีแต่ที่ผมไม่เข้าใจคือทำไมต้องบังคับกัน เห็นผมเป็นตุ๊กตาที่จะจับยืน จับนอน จับนั่ง จับแต่งงาน หรือจับทำอะไรก็ได้หรือไง

แล้วยิ่งประโยคสุดท้ายของพี่เทมส์ เขาหมายถึงอะไรทำไมผมจะไม่รู้ พี่เทมส์เลือกลมเพราะลมคือคนที่รักผม แต่กลับไม่เลือกพี่ภูเพราะไม่รู้ว่าพี่ภูจะรักผมเหมือนที่ลมรักหรือเปล่า...

แต่แล้วยังไงล่ะ? คนที่ต้องอยู่กับคนๆ นั้นไปตลอดชีวิตมันคือผมไม่ใช่หรอ? ก่อนที่จะตัดสินใจกัน พวกเขาได้ให้โอกาสผมใกล้ชิดกับพี่ภูหรือยัง? ถ้ายัง... ทำไมถึงได้ตัดสินแบบนั้น ทำไมไม่ให้โอกาสความรักของผมบ้าง

 

ได้! ในเมื่อทุกคนไม่ให้โอกาส ผมก็จะสร้างโอกาสของผมขึ้นมาเอง


อย่างที่บอกว่าผมคิดไว้แล้วว่าจะจัดการอะไรยังไง เพื่อทั้งพี่ภู เพื่อทั้งความรักของผม และถ้าคนเดียวในบ้านที่ผมหวังพึ่งพาไม่เห็นด้วยกับผม ผมก็จะทำมันด้วยตัวของผมเอง อย่าคิดว่าผมที่หัวอ่อน ขี้อาย และไม่มั่นใจในตัวเองจะไม่กล้าทำอะไรแบบนี้ เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเวลาที่ผมดื้อหรือค้านจนหัวชนฝามันเป็นยังไง ไม่งั้นผมไม่ดึงดันเรื่องแต่งงานกับลมมาได้นานหลายปีขนาดนี้หรอก

ผมยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองลวกๆ และไม่ตอบอะไรพี่เทมส์ทั้งสิ้น จากนั้นผมก็แกะมือพี่เทมส์ที่จับอยู่บนต้นแขนของตัวเองออก ผมมองเห็นสายตาของพี่ชายที่มองมาอย่างไม่สบายใจ แต่ผมก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกมาจากตรงที่ทุกคนในครอบครัวนั่งอยู่

ผมได้ยินเสียงพ่อตะโกนเรียกผมว่า ‘น้องไนล์ๆๆ' ไม่หยุด แต่ผมก็เลือกที่จะไม่หันกลับไปมอง และก่อนที่ผมจะเดินพ้นประตูห้องนั่งเล่นออกมา ผมก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยพูดแว่วๆ ขึ้นมาว่า


‘ไม่เป็นไรนะครับพ่อแม่ เดี๋ยวเทมส์ไปคุยกับน้องเอง’

 

จากนั้นก็ได้เสียงฝีเท้าหนักๆ เดิมตามหลังมาห่างๆ ในขณะที่ผมเองก็เดินหนีมาเรื่อยๆ จนมาถึงชั้นสองของบ้านและตรงดิ่งไปที่ห้องนอนของตัวเอง โดยมีพี่เทมส์เองก็ตามมาไม่ห่าง

และใช่.. แบบนั้นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(ต่อจากด้านบน)


ก็อก ก็อก ก็อก


“ไนล์ครับ ขอพี่เข้าไปได้ไหม”

หลังจากผมปิดประตูได้ไม่นาน พี่เทมส์ก็ตามมาเคาะห้องอย่างที่คาด ผมเช็ดหน้าเช็ดตาหลังจากที่ร้องไห้ออกมาแล้วยกหนึ่งเห็นจะได้ จากนั้นก็พยายามตั้งสติ เพราะตั้งใจเอาไว้แล้วว่าถ้าพี่เทมส์มาคุย ผมก็อยากคุยกับเขาด้วยเหตุผล แม้ว่าเรื่องที่ผมอยากจะทำนั้นมันอาจจะดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลในสายตาคนอื่นก็ตาม

“ครับ”

ผมตอบรับก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูห้อง แล้วหันหลังเดินกลับมานั่งที่ปลายเตียง ปล่อยให้พี่เทมส์เดินตามหลังเข้ามานั่งข้างๆ เขายื่นมือมาจับมือผมไว้ พร้อมกับเริ่มพูด

“ไนล์ครับ ไนล์รู้ใช่ไหมครับว่าตั้งแต่เด็กจนโต พี่ไม่เคยเลยที่จะขัดใจไนล์ แต่เรื่องนี้พี่...”

“คนที่กอดไนล์เมื่อคืนที่ผับคือพี่ภูครับ”

ผมกลั้นใจพูดสวนพี่เทมส์โดยที่พี่เทมส์ยังพูดไม่ทันจบประโยค และก็ดูเหมือนประโยคที่ผมพูดสวนพี่ชายไปนั้นน่าจะอิมแพคพอสมควร เพราะพี่เทมส์หยุดชะงักทุกคำพูดพร้อมกับหันมามองผมช้าๆ ราวกับจะถามย้ำถึงสิ่งที่ผมเพิ่งบอกไป

“เมื่อกี้ไนล์พูดว่าอะไรนะ?”

ผมสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะตอบพี่เทมส์ด้วยประโยคเดิม ประโยคเดียวกับเมื่อกี้เป๊ะ

“ไนล์บอกว่า คนที่กอดไนล์ที่ผับเมื่อคืนคือพี่ภูครับ”

“ไอ้ภู.. คีริน เพื่อนพี่น่ะนะ?”

“ใช่ครับ พี่ภูเพื่อนพี่เทมส์ คนที่ไนล์แอบรักมาเป็นสิบๆ ปีนั่นล่ะ พี่ภูคนนั้นเลย”

ผมบอกพี่ชายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ซึ่งในคราวแรกพี่เทมส์ก็ดูตกใจไม่น้อย แต่พอหลังจากรวบรวมสติได้ พี่ชายผมก็ตาวาวตั้งท่าจะลุกขึ้นเดินไปไหนสักที่

“เดี๋ยวครับๆ พี่เทมส์จะไปไหนครับ” ผมรีบถามพร้อมกับฉุดข้อมือพี่ชายตัวเองไว้แน่น

“จะไปเอาเลือดหัวมันออก ไอ้เพื่อนนรก มันลวนลามไนล์ก็ข้อหานึงแล้วนะ ไอ้ที่พี่ทนไม่ได้เลยคือการที่มันพูดจาดูถูกไนล์ ถึงต่อให้ไม่ใช่ไนล์ มันก็ไม่ควรพูดกับคนที่ตัวเองไม่รู้จักแบบนี้”

“แต่พี่เทมส์ครับ.. พี่ภูคงไม่ได้ตั้งใจ”

ผมแย้งพี่ชายเสียงแผ่ว ฟังดูก็รู้ว่าเข้าข้าง แหงล่ะ... ไม่มีใครเห็นแววตาที่วูบไหวของพี่ภูในตอนนั้นเหมือนที่ผมเห็นนี่ ถ้าผมจะนึกเห็นใจหรือถือหางเขามันก็ไม่น่าจะผิดอะไรไม่ใช่หรอ?

“ไนล์.. ไนล์กำลังเข้าข้างมัน ทั้งๆ ที่มันพูดจาไม่ดีกับไนล์นะครับ ไนล์จะแอบรักหรือแอบชอบมันพี่ไม่เคยว่า แต่บางอย่างบางเรื่องมันก็ควรมีขอบเขตนะไนล์”

พี่ชายผมดุผมยาวเหยียด ผมเลยกระตุกข้อมือเขาเบาๆ เป็นเชิงว่าให้นั่งลง เพื่อพี่ผมจะได้อธิบายทุกอย่างให้เขาฟัง

“พี่เทมส์ฟังก่อน ฟังไนล์อธิบายก่อน” ผมพยายามพูดอย่างใจเย็นและหนักแน่น แม้เสียงจะอู้อี้เพราะเพิ่งร้องไห้มาก็ตาม “เราเปิดใจคุยกันพี่น้องได้ไหมครับ ไนล์ตั้งใจอยากจะคุยกับพี่เทมส์เรื่องนี้มากๆ และไนล์ก็หวัง.. หวังอยากให้พี่ชายที่ไนล์รักมากที่สุดในโลกเข้าใจ”

ผมขยับตัวเข้ากอดพี่เทมส์อีกครั้ง จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ จากคนเป็นพี่ ก่อนที่มือใหญ่ที่ผมคุ้นเคยในสัมผัสจะยื่นมาลูบศีรษะผมเบาๆ คล้ายกับเป็นเชิงอนุญาตให้เราสองคนพี่น้องเปิดใจคุยกัน

“ไนล์มีอะไรจะคุยกับพี่ ว่ามาได้เลยครับ”

พอพี่เทมส์เปิดโอกาส ผมก็ขยับตัวตรงพร้อมกับหันหน้าเข้าหาพี่ชายพร้อมกับเริ่มพูด

“เอาเรื่องพี่ภูเมื่อคืนก่อนนะครับ”

“ครับ พี่ฟังอยู่”

“พี่เทมส์อย่าโกรธพี่ภูเลยนะครับ ไนล์ว่าพี่ภูเขาคงไม่ได้ตั้งใจ เพราะเมื่อคืนตอนที่เขาพูดเรื่อง เอ่อ.. เรื่องขายบริการอะไรนั่นออกมาอ่ะ ไนล์สังเกตเห็นนะครับว่าพี่ภูเขาดูเจ็บปวดมาก เสียงเขาก็สั่น แถมแววตาเขายังไหววูบแปลกๆ อีก .. ถ้าให้ไนล์เดา ไนล์คิดว่าเขาก็คงคิดถึงแฟนเก่าเขานั่นล่ะ ไม่งั้นเขาคงไม่พูดดูถูกใครไปทั่วแบบนี้หรอก”

ผมพูดยาวรวดเดียวด้วยน้ำเสียงสั่นๆ คล้ายคนจะร้องไห้ และพี่เทมส์เองก็คงรู้ เลยยื่นมือมาลูบศีรษะผมเบาๆ พร้อมกับปลอบใจ

“ไนล์ฟังพี่นะ ยังไงพี่ก็คิดว่าไอ้ภูมันทำไม่ถูกอยู่ดี ต่อให้มันจะเจ็บหรือปวดใจกับการที่แฟนมันทิ้งไปเพราะเรื่องเงินหรือเรื่องบ้าอะไรก็ไม่รู้มากแค่ไหน มันก็ไม่มีสิทธิ์พาลพาโลใส่คนอื่นที่เขาไม่รู้เรื่องด้วย ทำแบบนั้นมันเรียกว่านิสัยไม่ดี”

ผมจับมือพี่ชายที่ลูบหัวตัวเองอยู่มากุมไว้ พร้อมกับพูดออกไปตรงๆ ตามที่คิด

“แต่ความรักมันทำให้เราขาดสติและไม่มีเหตุผลนะครับพี่เทมส์ ไนล์จะไม่พูดย้ำ แต่พี่เทมส์เป็นเพื่อนกับพี่ภูมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม พี่เทมส์คงรู้นิสัยพี่ภูดีที่สุด พี่เทมส์เองก็รู้ว่าก่อนหน้านี้พี่ภูไม่ใช่คนแบบนี้ ตอนนี้เขาแค่เสียศูนย์เขาแค่ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ไนล์เชื่อนะว่าลึกๆ ลงไปแล้วพี่ภูคนเดิมของพวกเรายังคงอยู่ตรงนั้น .. และเขาอาจจะกำลังรอเวลาที่จะกลับมาก็ได้”

“....” พี่เทมส์เงียบไป ผมเลยพูดต่อ

“พี่ภูเขาต้องการการช่วยเหลือนะครับพี่เทมส์ เขาอาจจะอยากกลับมาแต่เขาคงไม่รู้ว่าเขาจะเริ่มมันจากตรงไหน ไนล์ว่าไนล์เข้าใจนะว่าเวลาที่เราผิดหวังจากความรักน่ะมันเป็นยังไง ไนล์รู้ดี เพราะไนล์ก็แอบชอบพี่ภูมาตั้งเป็นสิบปีทำไมไนล์จะไม่เข้าใจ”

“แต่พี่ก็ไม่เห็นเลยว่าไนล์จะเป็นบ้าเป็นบอแบบมัน ตอนไนล์อกหัก ตอนไนล์รู้ว่ามันมีแฟน ไนล์ก็ยังผ่านมันไปได้ ไม่เห็นพาลใครเขาไปทั่วเป็นหมาบ้าแบบไอ้ภูเลย”

พี่เทมส์แย้งเสียงแข็ง และสิ่งที่เขาพูดออกมาก็ทำให้ผมต้องอมยิ้ม พร้อมกับเลื่อนศีรษะตัวเองไปซุกอกอุ่นๆ ที่คุ้นเคยมาตลอดยี่สิบกว่าปี

“เพราะไนล์มีพี่เทมส์ มีพ่อ มีแม่ มีลมอยู่ข้างๆ ไนล์ไงครับ ไนล์เลยไม่เป็นอะไร ซึ่งต่อให้ไนล์ไม่ได้ความรักจากพี่ภูตอบแทน แต่ไนล์ก็ได้รับความรักจากพี่เทมส์ จากเพื่อน จากครอบครัว แล้วไนล์จะเอาจังหวะไหนไปเสียอกเสียใจจนเสียศูนย์ได้อีกล่ะครับ ในเมื่อไนล์มีความรักที่อบอุ่นโอบอุ้มอยู่แบบนี้”

“แต่ไอ้ภูมันก็มี...” พี่เทมส์ชะงักไป เมื่อนึกขึ้นได้ถึงในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะพูด

“มีใครครับ? พี่ภูมีใครครับพี่เทมส์” พี่ชายของผมเงียบไป ให้ผมต้องยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดต่อ “พี่ภูไม่มีใครไนล์พูดถูกไหมครับพี่เทมส์”

“....”

เมื่อเห็นว่าพี่ชายเถียงในสิ่งที่ผมพูดไม่ออก ผมก็พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาจนหมด

“พี่ภูไม่มีใครเลยนอกจากคุณแม่กับพี่เทมส์ แต่คุณแม่กับพี่เทมส์ก็อยู่ที่ไทย มีแค่พี่ภูที่อยู่ต่างประเทศลำพัง จนถึงวันที่พี่ภูมีคนรัก เขาจะคาดหวังและทุ่มเทให้กับคนรักคนนี้ไนล์ก็ว่าไม่น่าจะแปลกนะ เค้าอาจจะคิดไปไกลถึงการสร้างครอบครัว ถึงการมีกันและกันแบบนี้ไปตลอด และพี่ภูก็คงจะยึดคนรักของเขาเอาไว้เป็นที่พึ่งทางใจ”

“...” ผมค่อยๆ พูดเรื่อยๆ ในขณะที่พี่เทมส์เองก็เป็นผู้ฟังที่ดี เขาไม่พูดขัดผมเลยสักประโยค ปล่อยให้ผมพูดไปแบบนั้น

“พอจนถึงวันหนึ่งความรักที่เขายึดไว้มันไม่เหมือนเดิม และเขาเองก็ไม่ได้มีใครคอยโอบอุ้มหรือประคับประคอง การที่พี่ภูจะเสียตัวตนไปขนาดนั้นไนล์ก็ว่ามันสมเหตุสมผลอยู่นะครับพี่เทมส์”

“...”

“เพราะฉะนั้น พี่เทมส์เข้าใจพี่ภูเถอะนะครับ พี่ภูเขาเองก็ไม่มีใคร ไนล์ไม่แน่ใจเลยว่านอกจากเพื่อนสนิทอย่างพี่เทมส์ที่พี่ภูเหลือแล้ว พี่ภูจะมีใครอีกได้”

พี่ชายผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกดริมฝีปากลงมาบนขมับของผมเบาๆ

“ช่างพูดช่างเจรจานักนะเรา พี่เชื่อแล้วเนี่ยว่าไนล์รักมันมากจริงๆ”

“ฮื่อ” ผมแก้มแดงเพราะนึกเขินที่พี่ชายดูออก แต่ก็บอกปัดไปหน้าตาเฉย “ไม่ใช่สักหน่อย ไนล์แค่อธิบายให้พี่เทมส์ฟังเฉยๆ”

“หื้ม? อธิบายเฉยๆ หรอครับ? ไนล์พูดไม่หายใจเลยนะ”

“พี่เทมส์อ่ะ!”

“ฮ่าๆๆ” พอโดนผมกระเง้ากระงอดใส่ พี่ชายผมก็หัวเราะยกใหญ่ ก่อนจะยกตัวของผมขึ้นไปนักบนตักตัวเองพร้อมกับกอดผมไว้หลวมๆ โยกตัวผมไปมาเบาๆ

ผมชอบให้พี่เทมส์ทำแบบนี้ มันเหมือนกับว่าผมยังคงเป็นน้องน้อยของเขาเสมอไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม...

อีกอย่างพี่เทมส์น่ะตัวใหญ่มากๆ ตักก็กว้างอกก็อุ่น เวลานั่งแบบนี้ตัวเล็กๆ ของผมแทบจะจมหายเข้าไปในอ้อมกอดของพี่ชาย .. มันดีชะมัด เพราะผมจะรู้สึกปลอดภัยเสมอหากเราอยู่ด้วยกันแบบนี้

“ไนล์รักไอ้ภูมันมากเลยใช่ไหม? ตอบพี่มาตามตรงนะ”

ผมเงียบไป พร้อมกับพยายามควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้พี่เทมส์ได้ยิน แต่มันก็ยังยากอยู่ดี

“ครับ.. ไนล์รักพี่ภู”

เราสองพี่น้องต่างเงียบไป ก่อนที่ผมจะรวบรวมความกล้า แล้วบอกอีกเรื่องสำคัญที่ผมตั้งใจจจะพูดกับพี่เทมส์ในวันนี้

“ว่าแต่พี่เทมส์ครับ.. ไนล์มีเรื่องจะคุยกับพี่เทมส์อีกเรื่อง พี่เทมส์ฟังไนล์หน่อยได้ไหมครับ”

“พี่เคยไม่ฟังไนล์ด้วยหรอ? พี่ฟังไนล์ตลอดแหละ ไหนบอกพี่ซิ ว่าเรามีอะไรจะอ้อนขออีกหื้ม?”

ผมสูดลมหายใจเรียกความกล้านิดหน่อย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกไปตามตรง

“พี่เทมส์ ไนล์ไม่อยากแต่งงาน ไม่อยากเลย ไนล์ไม่ได้รักลม... ขอโอกาสให้ไนล์ไปอยู่ดูแลพี่ภูได้ไหมครับ ไนล์อยากดูแลพี่ภู อยากไปช่วยเขาให้อาการแย่ๆ ของเขาดีขึ้น แม้สักนิดก็ยังดี .. นะครับพี่เทมส์”

พี่ชายผมดันตัวผมออกจากอ้อมกอดทันที พร้อมกับมองมายบังใบหน้าผมอย่างตกตะลึง เขาคงไม่คิดว่าประโยคดังกล่าวจะออกมาจากปากน้องชายที่ขี้อายและไม่มั่นใจในตัวเองอย่างผม

“ไนล์ว่ายังไงนะครับ?”


“ไนล์อยากดูแลพี่ภูครับ อยากช่วยเขา เหมือนที่เขาเคยช่วยไนล์เอาไว้”


ผมพูดย้ำทั้งที่พี่เทมส์ยังคงดูเหมือนคนช็อคอยู่ไม่เลิก

“ไนล์ .. ไนล์รู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา ไนล์แน่ใจแล้วหรอว่าอยากจะทำแบบนั้นน่ะ ไนล์รู้ใช่ไหมว่าการดูแลที่ไนล์หมายถึงมันคืออะไร”

“ไนล์รู้ ไนล์อายุยี่สิบห้าแล้วนะครับพี่เทมส์ ไนล์คิดและตัดสินใจมาดีแล้ว ไนล์อยากดูแลพี่ภูจริงๆ อยากไปอยู่ด้วย.. ในฐานะอะไรก็ได้”

ผมย้ำหนักแน่น มั่นคงในความคิดและการตัดสินใจของตัวเอง จนชนิดที่ว่าพี่เทมส์ยังตกใจ

“ไม่ได้! ยังไงก็ไม่ได้!! พี่ไม่มีทางยอม!!” พี่เทมส์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาไม่ยอมมองหน้าผมด้วยซ้ำ “เรื่องนี้พี่จะไม่ตามใจไนล์เด็ดขาด พี่เลี้ยงของพี่มา พี่ดูแลไนล์อย่างดี เรื่องอะไรที่พี่ต้องยอมให้ไนล์ไปดูแลไอ้ภูมัน”

“พี่เทมส์...” ผมครางเรียกชื่อพี่ชายตัวเองอย่างจนใจ แม้จะไม่ต่างจากที่คาดไว้เท่าไหร่ แต่พอได้ยินเขาประกาศกร้าวแบบนี้ผมก็อดท้อไม่ได้

“ความหมายคำว่าดูแลมันกว้างมากนะไนล์ กว้างมากจนพี่ไม่กล้าที่จะคิดเลยว่ามันครอบคลุมไปถึงเรื่องอะไรบ้าง” เสียงพี่ชายผมเต็มไปด้วยความไม่สบายใจจนผมสัมผัสได้ ซึ่งเรื่องนี้จะโทษว่าพี่เทมส์คิดมากเกินไปก็ไม่ได้ เพราะตัวพี่ภูเองก็มีวี่แววว่าจะเป็นอย่างที่พี่เทมส์กังวล ยิ่งมีเรื่องที่ผับเมื่อคืนเข้ามา ผมยิ่งเข้าใจดีว่าทำไมพี่เทมส์ถึงไม่ยอม

“ไนล์จะดูแลตัวเองให้ดี ไนล์สัญญา พี่เทมส์เชื่อใจไนล์นะครับ” ผมยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ แม้จะไม่ได้มั่นใจในคำสัญญาของตัวเองมากขนาดนั้นก็ตาม


ก็ถ้าจะให้สารภาพกันตามตรง... ใจผมมันก็แค่นี้ แถมยังรักพี่ภูมาเป็นสิบๆ ปี แค่เมื่อคืนนี้เค้าแสดงท่าทีเจ็บปวดให้เห็นแม้แค่เพียงชั่วระยะเวลาเดียว ผมยังแทบจะยกแขนขึ้นกอดตอบเขาเลย นับประสาอะไรถ้าได้ลองอยู่ใกล้ชิดกันทุกวัน...


แต่ถ้าคิดในอีกแง่ ก็ไม่ใช่ว่าพี่ภูจะพิศวาสผมขนาดนั้นสักหน่อย เพราะถ้าว่ากันตามความตั้งใจจริง ผมแค่อยากดูแลพี่ภูเท่านั้น ไม่จำเป็นว่าเขาต้องรักผม แต่ผมอยากแค่ใช้ความรักของตัวเองเยียวยาและดูแลพี่ภูให้ดีขึ้น ให้เป็นพี่ภูที่อ่อนโยนคนเดิมที่ผมเคยรู้จัก หรืออย่างน้อยใกล้เคียงกับคนเดิมให้ได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี

“พี่เชื่อใจไนล์แต่พี่ไม่เชื่อใจไอ้ภู” พี่เทมส์หันมาเผชิญหน้าพร้อมกับก้มลงแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของผมไว้ “พี่บอกตามตรงนะไนล์ว่าถ้าเป็นไอ้ภูคนเมื่อก่อนพี่อาจจะยอมให้ แต่ไอ้ภูคนปัจจุบันพี่ยอมให้ไม่ได้แน่ ลองส่งไนล์ไปอยู่ใกล้ชิดมัน ไม่ถึงเดือนแม่งต้อง... ไม่อ่ะ ยังไงพี่ก็ไม่โอเค”

ใบหน้าหล่อเหลาของพี่เทมส์แข็งเกร็ง แถมฟันยังขบกันจนกรามนูนเป็นสัน ดูก็รู้ว่าเขากำลังข่มอารมณ์กับความคิดของตัวเองขนาดไหน แต่ผมก็ยังคงไม่ยอมแพ้

“พี่เทมส์ แต่นี่เป็นทางเดียวที่ไนล์จะได้ทำตามหัวใจตัวเองนะครับ ไม่งั้นพ่อกับแม่ก็ต้องบังคับให้ไนล์แต่งงานกับลมแน่ๆ นี่ขนาดเมื่อกี้พี่เทมส์เองยังเห็นดีเห็นงามกับพวกท่านเลย... ทำไมถึงต้องบังคับกันขนาดนี้ก็ไม่รู้”

ผมพึมพำเสียงสั่น เอาจริงนี่ไม่ใช่การแสดงหรือแกล้งทำอะไรเลยนะ แต่ผมน้อยใจจริงๆ ทำไมผมถึงเลือกความรักหรือคนรักด้วยตัวเองไม่ได้ แค่ผมเกิดมาผิดปกติ สิทธิ์ทุกอย่างที่ผมพึงมีมันเลยไม่เท่าคนอื่นหรือไง?

“เพราะทุกคนหวังดีกับไนล์ไงครับ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งพี่ พวกเราเห็นแล้วว่าลมน่าจะดูแลไนล์ได้ อีกอย่างเจ้าลมมันก็ไนล์มาก มากพอที่จะทำทุกอย่างเพื่อไนล์ได้เลยด้วยซ้ำ”

“แต่ไนล์ไม่ได้รักลมนี่ครับ จะให้ไนล์พูดกี่ครั้งว่าไนล์ไม่ได้รัก พี่เทมส์จะให้ไนล์อยู่กับลมไปงั้นๆ อยู่แบบลมรักไนล์ฝ่ายเดียวแต่ไนล์ไม่ได้รักลมตอบ ไม่ได้อยากจะสร้างครอบครัวด้วย ไม่ได้มีความสุขแบบที่คู่คนอื่นเขามี ชีวิตแบบนั้นหรอครับที่พี่เทมส์อยากให้ไนล์ได้ใช้ในอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ”

“...” พี่ชายผมเงียบกริบเมื่อหาทางแย้งไม่ได้

“แต่กับพี่ภู ไนล์รักเขา ไนล์ไม่ได้อยากครอบครองเขา แต่ไนล์แค่อยากให้โอกาสทั้งกับเขาและกับตัวเอง ถ้ามันเวิร์คไนล์ก็จะได้สมหวังกับรักที่ไนล์รอคอยมาตลอดสิบปีเต็ม แต่ถ้ามันไม่... อย่างน้อยไนล์ก็ได้ดูแลพี่ภูอย่างที่ไนล์อยากทำ และจากนั้นไนล์จะได้มูฟออนไปมีชีวิตของตัวเองสักที”

ผมบอกพี่เทมส์ทั้งที่น้ำตาไหล ความอึดอัดใจที่มีมานานพรั่งพรูออกมาเป็นคำพูดไม่หยุด ผมแค่อยากจะทำตามใจตัวเองสักครั้ง และครั้งที่ว่านี่มันก็สำคัญกับผมมากเหลือเกิน เพราะมันคือเรื่องของอีกครึ่งชีวิตที่เหลือ ที่ผมอยากกำหนดมันด้วยมือและหัวใจของตัวเอง

“ถ้าตอนนั้นลมจะยังรอไนล์อยู่ ไนล์ก็อาจจะลองให้โอกาสลมดูสักครั้ง แต่ลมไม่รอไนล์ก็ไม่ว่า ไนล์อยู่กับพ่อ กับแม่ กับพี่เทมส์ได้ทั้งชีวิต ไม่จำเป็นต้องมีใครมาดูแลก็ได้”

“แล้วถ้าพี่ยังยืนยันว่าไม่ยอมล่ะ”

พี่เทมส์ฟังทุกประโยคที่ผมพูดจนจบอย่างสงบ ก่อนจะถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ทำเอาผมจุกไปทั้งอก

แต่ก็แค่เสี้ยวนาทีเดียว เพราะหลังจากที่ได้ยินพี่ชายตัวเองถามจบ ผมก็สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นปาดน้ำหูน้ำตาที่ไหลเปรอะแก้มออก ก่อนจะตอบพี่เทมส์ด้วยน้ำเสียงและแววตามที่มั่นคงชัดเจนไม่ต่างจากครั้งแรกที่ผมยืนยันความต้องการว่าอยากดูแลพี่ภู

“ไนล์จะหนีออกจากบ้าน และจะหาทางทำให้ตัวเองได้เข้าไปอยู่ในชีวิตพี่ภู .. แม้มันจะมีไม่กี่วิธี ไนล์ก็จะทำ!”

พี่ชายผมเบิกตากว้างกับคำตอบที่ได้ยิน ก่อนจะเรียกผมเสียงกร้าว น้ำเสียงที่แทบจะไม่เคยใช้กับผมเลยนอกจากตอนที่โกรธมากจริงๆ

“นทีธัชช์!!”

“ไนล์ไม่ได้ขู่พี่เทมส์นะครับ แต่ในเมื่อพี่เทมส์ไม่ได้เหลือทางให้ไนล์เลือกมากนัก ไนล์ก็ต้องทำแบบนี้”

ผมเถียงตาใส อย่างที่เคยบอกไปนั่นแหละว่าถ้าถึงคราวที่จะดื้อผมก็จะดื้อมาก เหมือนอย่างตอนที่หนีเที่ยวโรงเรียนพี่เทมส์จนเกิดเรื่องนั่นล่ะ และผมก็ฉลาดพอที่จะเอาความรักและการตามใจของพี่เทมส์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะต่อให้เขาจะดุผมมากแค่ไหน หรือไม่ชอบเรื่องที่ผมขอยังไง แต่สุดท้ายเขาก็ใจแข็งได้ไม่ขนาดนั้น เขาไม่เด็ดขาดมากพอที่จะเห็นผมเสียใจ และเพราะเหตุนี้เลยทำให้เขายอมผมในที่สุด

“เรานี่มัน...” พี่เทมส์ถึงกับยกมือขึ้นกุมศีรษะผมกับขยี้ผมของตัวเองอย่างหงุดหงิด

“ไนล์ให้สิทธิ์พี่เทมส์เลือก ระหว่างพี่เทมส์เป็นคนพาไนล์เข้าไปอยู่ในชีวิตพี่ภู แลพี่เทมส์ก็จะได้รู้ทุกอย่าง ได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว ไนล์จะอยู่ในสายตาพี่ตลอด เพื่อให้พี่เทมส์เข้าหาพี่ภูและไนล์ได้ทันถ้ารู้สึกว่าตรงไหนมันไม่โอเค”

พี่ชายผมขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาดูไม่สบอารมณ์สุดๆ “แล้วอีกทางล่ะ”

“อีกทางก็อย่างที่ไนล์บอกพี่เทมส์ไปก่อนหน้านั่นแหละครับ ไนล์จะหนีออกจากบ้าน หนีไปจากการถูกทุกคนบังคับ แล้วไนล์ก็จะหาทางเข้าไปอยู่ในชีวิตพี่ภู โดยที่พี่เทมส์จะไม่มีทางรู้ความเป็นไปเลยว่าไนล์เป็นยังไงหรือถูกพี่ภูทำอะไรบ้างระหว่างที่เราอยู่ด้วยกัน”

ผมอธิบายทั้งสองทางเลือกให้พี่ชายฟัง แน่นอนว่าพี่เทมส์เป็นคนฉลาดและเขาก็เป็นนักธุรกิจที่เก่งมากๆ ด้วย ข้อดีข้อเสียมันเห็นได้ชัดอยู่แล้ว และคนหวงน้องอย่างเขาไม่มีทางยอมทำตามทางเลือกที่สองแน่

เพราะถึงแม้ทางเลือกที่หนึ่งจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี และไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกใจเขาสักเท่าไหร่ แต่พี่เทมส์ก็รู้ดีว่าผมทำอย่างที่พูดแน่ๆ ดังนั้นเขาไม่กล้าเสี่ยงหรอก เพราะอย่างน้อยถ้าเขาได้เห็นและได้รับรู้ความเป็นไปของผมในสายตาของตัวเองย่อมดีกว่าการไม่ได้รับรู้อะไรเลย

“ว่าไงครับพี่เทมส์ พี่เทมส์จะเลือกทางไหน? ที่ไนล์กล้าเสนอเรื่องนี้กับพี่เทมส์เพราะไนล์อยากมีที่พึ่ง อยากมีสักคนในครอบครัวได้รับรู้และสนับสนุนกับสิ่งที่ไนล์ตัดสินใจ และเพราะไนล์รู้ว่าพี่เทมส์จะไม่บังคับไนล์เหมือนที่พ่อกับแม่ทำ”

พี่ชายผมนิ่งเงียบไปจนผมใจไม่ดี ผมรู้ว่าตอนนี้พี่เทมส์กำลังคิดหนัก ใจหนึ่งเขาก็ไม่กล้าเสี่ยงปฏิเสธหรือบังคับผมเพราะรู้ว่าผมดื้อมากแค่ไหน แต่อีกใจเขาก็ไม่อยากจะส่งอ้อยอย่างผมไปเข้าปากช้างอย่างพี่ภู .. เพราะเป็นเขาเป็นเพื่อนกันและรู้จักซึ่งกันและกันดี

ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางไหน มันก็ไม่ดีกับหัวใจของคนหวงน้องแบบเขาเลยสักทาง

แต่ไม่ว่าจะทางไหนสุดท้ายพี่เทมส์ก็ต้องตัดสินใจอยู่ดี

“ก็ได้ พี่จะทำตามทางเลือกแรกที่ไนล์ขอ...”

ผมยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจทันทีที่ได้ข้อสรุป ผมโผเข้ากอดพี่ชายของตัวเองแน่น ก่อนที่ยิ้มจะเจื่อนลง เมื่อได้ยินประโยคต่อมาของพี่เทมส์

“แต่พี่มีข้อแม้สองข้อ และไนล์ก็ต้องทำตาม ถ้าไนล์ไม่ทำตามข้อแม้ของพี่ พี่จะไม่เลือกทางไหนทั้งนั้น และพี่ก็จะมีทางที่สามขึ้นมาและบังคับให้ไนล์ทำตาม”

พี่ชายผมยื่นคำขาด เขาพูดออกมาเรียบๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง และผมก็รู้ว่าเขาพูดจริง

“ข้อแม้ของพี่เทมส์คืออะไรครับ?” ผมตัดสินใจถาม ตั้งใจจะลองบวกลบคูณหารข้อดีข้อเสียดู และจะลองดูว่าข้อแม้ของพี่เทมส์นั้นผมจะทำให้ได้มากน้อยแค่ไหน ในสถานการณ์ที่ผมต้องพาตัวเองไปอยู่ในชีวิตพี่ภูแบบนั้น

“ข้อแม้แรก พี่จะเป็นคนพาไนล์เข้าไปหาไอ้ภูเอง และไนล์ก็ต้องทำตามวิธีของพี่เท่านั้น ห้ามบิดพริ้ว ห้ามต่อรอง พี่จะจัดการทุกอย่างเอง รวมถึงข้ออ้างที่จะบอกพ่อกับแม่ด้วย จะให้พ่อกับแม่รู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าไนล์คิดจะทำอะไร”

ข้อแม้ข้อแรกของพี่เทมส์ไม่ได้ผิดจากที่ผมคาดเท่าไหร่นัก และแน่นอนว่าที่ผมตัดสินใจบอกพี่เทมส์เรื่องนี้ก็เพราะอยากได้รับความช่วยเหลือแบบนี้ แล้วเรื่องอะไรกันที่ผมจะปฏิเสธ

“ตกลงครับ แล้วข้อแม้อีกข้อล่ะครับ” แต่ผมว่าข้อนี้แหละที่ต้องไม่ธรรมดา

“พี่ให้เวลาไนล์แค่สามเดือน ถ้าสามเดือนนี้ไอ้ภูมันไม่ได้คิดหรือไม่ได้รู้สึกอะไรกับไนล์ ไนล์ต้องหยุดและต้องพอ ต่อให้นิสัยมันจะดีขึ้นหรือแย่ลงไนล์ก็ต้องปล่อยมันไป พี่ถือว่าพี่ยอมให้ไนล์ทำอะไรเพื่อมันแล้วไนล์ก็ต้องยอมรับผลให้ได้”

“สามเดือนหรอครับ..?” ผมพึมพำ เป็นเวลาที่ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยจนเกินไป แม้ผมจะอยากได้มากกว่านี้แต่เห็นทีจะขัดพี่เทมส์ไม่ได้

ผมซึ่งกำลังจะรับปากก็ต้องชะงัก เพราะดูเหมือนข้อแม้ที่สองของพี่เทมส์จะยังไม่จบลงง่ายๆ


“และที่สำคัญถ้าเรื่องของไอ้ภูกับไนล์ไม่เวิร์คอย่างที่ไนล์ว่าไว้ก่อนหน้า ไนล์ต้องแต่งงานกับลม โดยไม่มีการต่อรอง ไม่มีข้ออ้าง เพราะพี่เชื่อว่าลมคือคนสุดท้ายที่จะสามารถทำให้ไนล์มีความสุขได้ถ้าไม่นับไอ้ภู”
 

นั่นไง เป็นข้อแม้ที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย

“แต่พี่เทมส์ครับ ก็อย่างที่ไนล์บอกพี่เทมส์ไปว่าใช่ว่าลมจะรอได้ ไนล์จะหายไปจากลมสามเดือนเต็มๆ เลยนะครับ พี่เทมส์คิดว่าลมจะรอหรอ?”

ผมยังไม่รับปาก เพราะอยากรู้คำตอบของคำถามนี้ก่อน จะมีใครที่ไหนกันที่ต้องมารอโดยที่ไม่รู้ว่าผมหายไปไหน พี่เทมส์ไม่มีทางบอกลมโต้งๆ แน่ๆ ว่าจะให้ผมไปทำอะไร หรือถ้าพี่เทมส์กล้าบอกลมตามตรงผมก็ไม่เชื่อว่าลมจะรับได้ นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สักหน่อย

“พี่มีวิธีก็แล้วกัน และพี่มั่นใจด้วยว่าลมจะยอมรอ ไนล์แค่ตอบพี่มาก็พอว่าไนล์จะยอมรับข้อแม้ทั้งสองข้อของพี่ไหม พี่อยากรู้แค่นี้ครับ”

ผมใช้เวลาคิดอยู่ชั่วครู่ แม้จะรู้แน่ว่าไม่มีอะไรจะการันตรีได้ว่าพี่ภูจะรักผมแต่ผมก็อยากจะเสี่ยง อยากจะลองให้โอกาสหัวใจตัวเองสักครั้งในชีวิต

“ตกลงครับ ไนล์ตกลง”

ผมรับคำพี่ชายด้วยสายตามั่นคงและน้ำเสียงมุ่งมั่น สามเดือนอาจจะไม่ใช่เวลาที่นานแต่ก็ไม่ได้สั้นเกินไป และถึงแม้ว่าพี่ภูจะไม่ได้รับรักผมเหมือนที่ผมคาดหวัง แต่อย่างน้อยสามเดือนนี้ผมก็ได้เข้าใกล้เขาอย่างที่รอคอยมาตลอดสิบปี ได้ดูแล ได้ตอบแทน ได้อยู่ใกล้ๆ ...

ขอแค่เท่านั้น และสามเดือนนี้ขอให้มันเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตผมก็ยังดี

.

.

.

To Be Continue

 --------------------------------------

น้องไนลลลล์ พี่ภูมิใจในตัวหนูที่สุด งี้สิ นายเอกของแม่ 555555555555

มีหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพี่ภูจำไนล์ไม่ได้ ตอนหลังๆ จะมีเฉลยค่ะ แล้วเราค่อยไปเม้ามอยหอยกาบกันในช่วงนู้นเนาะ อาจจะอีกไกลสักนิด เรื่องอาจจะค่อยเป็นค่อยไปสักหน่อย แต่ด้วยความที่เราไม่อยากข้ามรายละเอียดที่เป็นอารมณ์และเหตุผลของไนล์ไป มันเลยต้องเล่าๆ สักนิด

คนแอบรักอ่ะค่ะ .. ยิ่งแอบรักผู้มีพระคุณ มันไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เกินไปจนเราทำให้เขาไม่ได้หรอก กรณีของน้องไนล์ เราว่ามันก็สมเหตุสมผลอยู่นะ ด้วยอะไรหลายๆ อย่างเลยทำให้ไนล์อยากจะแหกคอก โรยตัวลงมาจากหอคอยเพื่อไปหาพี่ภูขนาดนั้น

ช่วงนี้ก็ให้น้องทำเพื่อพี่ไปก่อนค่ะ แล้วเดี๋ยวถึงเวลาที่พี่ต้องทำเพื่อน้องบ้าง ค่อยเอาคืนให้สาสม(น้ำหน้า).. เนาะ 555555555555

ก่อนจาก วันนี้เม้าเยอะไปหน่อย อิอิ ชอบไม่ชอบบอกได้นะคะ พยายามเร่งเขียนให้อยู่วว เพื่อที่เผื่อจะเอามาลงอาทิตย์ละสองตอนให้ได้ แต่ยังไงก็ฝากทุกคนคอมเม้นติ-ชมหน่อยเน้ออ ชอบไม่ชอบช่วยบอกกันหน่อย เราจะได้เอาไปปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นนน ... รออ่านทุกความคิดเห็นของทุกคนอยู่นะคะ

แล้วก็ขอขอบคุณนักอ่านทุกคนมากๆ ที่เข้ามาอ่าน มาไลค์ มาให้กำลังใจ .. แรงใจของพวกคุณทำให้เราไปต่อได้อย่างไม่ติดขัด ขอบคุณมากๆ นะคะ แล้วหวังว่าจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปนานๆ จนจบเรื่องเนาะ ^^

ไว้เจอกันตอนหน้าค่า .. เริ้บ <3

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด