OWAZA ตอนที่ 12 (16/9/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: OWAZA ตอนที่ 12 (16/9/63)  (อ่าน 5680 ครั้ง)

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 3 (31/1/2563)
«ตอบ #60 เมื่อ20-02-2020 15:37:59 »

 :hao5:   :hao5:  อยากหยิกตัวเอง อ่านตั้งนานแล้ว ลืมเม้นท์ซะงั้น


ความรู้สึกตอนนี้ >>>>>>> กลัวผี<<<<<<


แต่ลึกลับดีจัง ลุ้นว่าบลูจะเอาโอเวนมาส่งที่ตอนไหน

รอจ้า  :mew1:


ออฟไลน์ AeAng11

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 548
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 3 (31/1/2563)
«ตอบ #61 เมื่อ20-02-2020 21:24:20 »

รอแป๊บน้าเคลียร์งานก่อน

ออฟไลน์ ปีศาจน้อยสีชมพู

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 411
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 3 (31/1/2563)
«ตอบ #62 เมื่อ21-02-2020 07:57:28 »

มารอ  :กอด1:

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3295/-9
OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #63 เมื่อ29-02-2020 08:12:52 »

ตอนที่ 4

เป็นเวลากลางคืน ที่เงียบสงัดไม่มีแม้แต่เสียงของแมลงกลางคืน
คฤหาสน์หลังนั้นตกอยู่ท่ามกลางความมืด มีแสงสว่างเพียงริบหรี่ที่ลอดผ่านหน้าต่างห้องหนึ่ง
ลุค เมอร์ฟี ที่สวมชุดสีดำอยู่เสมอ จอดรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ไว้ใต้ร่มไม้หน้าบ้าน เมื่อโบกมือ 1 ครั้งรถคันใหญ่ก็กลมกลืนไปกับความมืด จากนั้นก็กระโดดข้ามรั้วสูงเข้าไปข้างใน
ภายในโรงรถมีรถจอดอยู่หลายคัน ถึงแม้ว่าบ้านจะปิดเงียบแต่ชายหนุ่มมั่นใจว่าบรรดาเจ้าของรถเหล่านี้ยังอยู่ในบ้าน ขณะที่เหลียวมองหาจุดที่จะขึ้นไปใกล้ห้องที่มองเห็นแสงไฟริบหรี่ให้ได้มากที่สุด ประตูหน้าบานใหญ่ก็ขยับเปิด มือข้างหนึ่งกระชากให้หลบมาอยู่ด้านหลังพุ่มไม้ในสวน มืออีกข้างปิดปากแน่นสนิท
บลู...
แปลก ที่บลูซึ่งอยู่ในชุดสีขาวกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเวลากลางคืน เหมือนจะโปร่งใส แต่ก็ไม่โปร่งใส
ลุคเคยพบเจอพลังงานในลักษณะนี้ครั้งหนึ่งเมื่อนานกว่า 300 ปีที่แล้ว เป็นพลังงานกึ่งปีศาจ กึ่งวิญญาณ กึ่งพ่อมด
หรือว่า...
คนในบ้านทยอยออกมา ต่างคนต่างตรงไปที่รถของตนแล้วขับออกไป
รอจนกระทั่งทั้งหมดพ้นแนวรั้วออกไปแล้ว บลูจึงปล่อยมือออก
“ถ้าหายตัวไม่ได้ เปลี่ยนร่างไม่ได้ ก็ควรจะรู้ว่าต้องหลบซ่อนตัว นายมีชีวิตรอดมา 400 ปีได้ยังไงกัน”
ลุคไม่เถียง แต่ถ้าสามารถหัวเราะได้ด้วยดวงตา เสียงหัวเราะนั้นก็คงจะดังมาก
ดีที่บลูกำลังมองไปทางอื่น ไม่อย่างนั้นคงได้โดนดุอีกแน่ ๆ
เมื่อเจ้าของบ้านกลับเข้าไปแล้วบลูจึงออกคำสั่งโดยที่ไม่ได้หันมามอง
“ฉันจะขึ้นไปดูที่ห้องนั้น นายรออยู่ที่นี่”
ชายหนุ่ม กลายเป็นละอองสีขาวพุ่งผ่านหน้าต่างบานนั้นแล้ววนอ้อมกลับมาหา แม้จะยังเป็นเพียงละออง แต่เวลาที่ออกคำสั่งชัดเจนมาก
“ออกไปข้างนอกก่อนแล้วจะบอก”
ลุคขับรถมอเตอร์ไซค์ออกมาเกือบครึ่งทางก็รู้สึกถึงน้ำหนักที่ซ้อนท้ายอยู่ จึงจอดรถ “เปลี่ยนรูปร่างได้นี่มันดีอย่างนี้นี่เอง”
บลูยักคิ้วแล้วนึกขึ้นได้ ฟาดหลังมือใส่คนขับรถ
“จริงจังหน่อยได้ไหม”
ลุคฉวยโอกาสคว้ามือไว้ “ก็จริงจังอยู่ แต่ก็ชื่นชมไง เปลี่ยนรูปร่างได้ด้วย”
“ปล่อยมือ” บลูทำเสียงแข็ง
ลุคปล่อยมือตามสั่ง แล้วถามเข้าเรื่อง “เห็นอะไรบ้าง”
“พวกเขาทำพิธีบางอย่างในห้องนั้น แต่ไม่มีอะไรที่ชี้ว่า เขาตามหาโอเวนจากที่นั่น” บลูหันไปมองทางตำแหน่งของบ้าน “แต่ฉันกำลังคิดว่า ฉันควรจัดอุบัติเหตุประเภทฟ้าผ่า หรือไฟไหม้บ้านหลังนั้น ก่อนที่จะลุกลามไปเรื่องอื่น”
“บลู” ลุคเตือนสติ “ในกลุ่มคนที่ออกมาจากบ้าน นอกจากคาร่าที่ฉันรู้ว่านายตามเธอมา ก็ยังมีกลุ่มคนที่เป็นพรรคพวกของเธอในอดีตอยู่ด้วย” ทั้งน้ำเสียงและดวงตาในเวลาที่กล่าวประโยคนี้จริงจัง จนเหมือนเป็นคนละคนกับเมื่อ 5 วินาทีก่อนหน้า
นั่นเป็นเรื่องราวในส่วนที่บลูไม่เคยรู้
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาบลูยังคงตามฆ่าคาร่ากับทหารที่เข้ามาจับกุมครอบครัวไร้ท์ โดยไม่สนใจที่จะสืบหาเรื่องราวส่วนอื่น
“คาร่าคือแม่มดงั้นหรือ”
ลุคนิ่งไปชั่วครู่ “ตามไปที่ของฉัน แล้วฉันจะให้ดูบางอย่าง”
บลูส่ายหน้า “ยังไม่ใช่เวลานี้ ฉันยังมีเรื่องต้องไปทำก่อน”
“จะไปหานักศึกษาคนนั้นน่ะหรือ”
“ใช่”
“งั้นฉันไปด้วย”
บลูหันมามองหน้า “นายมันสสารเคลื่อนที่ช้า”
“แข่งกันไหมล่ะ บอกที่หมายมาก็แล้วกัน ดูสิว่าใครจะไปถึงก่อน”
“ได้ยินว่าเพื่อนของเขานัดไปเที่ยว แต่ต้องกลับมาบ้านก่อนที่แม่ของเขาจะกลับมา”
ลุคพยักหน้า “จะไปรอที่บ้านนะ”
รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่เคลื่อนที่ออกไปก่อน และทั้งที่บลูใช้เส้นทางลัดที่ตรงมายังบ้าน แต่ก็ยังมาถึงทีหลังลุคอยู่ดี
“นายทำได้ไง” บลูทึ่งมาก และแทนที่ถามคนจะมองคน แต่กลับมองไปที่รถที่กลืนหายไปกับความมืด “ยอดเยี่ยมมาก”
ลุคบ่นให้ได้ยิน “ตกลงชมคนหรือรถกันแน่ แล้วยุคนี้ไม่มีใครเขาชมกันด้วยคำนั้นแล้ว”
“แล้วเขาชมกันว่าอะไร”
“เยี่ยม!” ลุคทำน้ำเสียงเวอร์เกินความจำเป็นไปมาก จนหนุ่มตัวเล็กส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
ยิ่งลุคพยายามทำตลกเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดยิ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเครียด และจริงจังมากเมื่อชะโงกมองเข้าไปในบ้าน เห็นว่ารถยังไม่กลับมาทั้ง 2 คัน
บลูหลับตาฟังเสียงรอบตัว “ทั้ง 2 คนไม่ได้อยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตร”
“ระหว่างที่มาที่นี่ ฉันเห็นรถของคาร่าไปอีกทางหนึ่ง”
หนุ่มตัวเล็กหันมาดุ”แล้วทำไมเพิ่งบอก ออกรถสิ”
“คราวนี้นายจะซ้อนท้ายรถฉันใช่ไหม”
“ก็ใช่น่ะสิ เร็ว ๆ”
ลุคกลับไปที่รถพยักหน้าให้บลูซ้อนท้าย แล้วจับให้กอดเอวไว้
“เดี๋ยวจะปลิว”
“นายมันหลงตัวเอง”
“อ้อ”
“สสารหลงตัวเอง ออกรถได้แล้ว”
ลุคหัวเราะให้กับตัวเองแล้วออกรถ
บลูใช้ประสาทสัมผัสไล่ตามรถของคาร่าที่ตรงออกไปนอกเมือง จากนั้นเธอก็เปลี่ยนรถอีกคันเพื่อเข้าไปในซอยลึก
เมื่อเข้าไปใกล้รถของคาร่า ทั้งลุคและบลูต่างก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นมาก่อน
ลุคจอดรถ “บลู นายรอที่นี่”
“ไม่”
“บลู นายต้องรอที่นี่ ถ้าคาร่าเห็นนาย เธอจะสานต่อเรื่องทั้งหมดได้ แล้วคนอื่น ๆ จะไม่ปลอดภัยไปด้วย”
บลูยกมือลูบใบหน้าของตนเอง แสงสีฟ้าเปลี่ยนใบหน้าเป็นเพียงผืนหนังขาวซีดที่ไร้ความรู้สึก
“เร็วหน่อย ใบหน้านี้คงอยู่แค่ชั่วโมงเดียว”
ลุครู้สึกเหนื่อยใจ “ทำไมถึงได้ดื้อขนาดนี้นะ”
“เร็วสิ” บลูเร่งอีกครั้ง
ไม่มีเวลาให้โต้เถียง แต่เมื่อตามมาจนเห็นรถญี่ปุ่นจอดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เงามืดที่หน้าบ้านซึ่งมองเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้บลูทักขึ้น
“คลินิกเถื่อนหรือ”
ที่นี่คือ “ศูนย์รวมของวิญญาณที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น” ลุคจอดรถแล้วหันมาถามอีกครั้ง “นายแน่ใจนะว่าจะเข้าไป”
บลูพยักหน้า
ตามมาจนถึงขนาดนี้ จะไม่เข้าไปได้ไง!
ลุคพับแขนเสื้อที่ยาวปิดข้อมือขึ้นมาจนถึงข้อศอก ทำให้เห็นปลอกรัดข้อมือที่ทำด้วยเงินความกว้างเกือบ 4 นิ้ว สลักลวดลายของอักษรภาพ กำกับด้วยอักขระโบราณ
บลูละสายตาจากภาพที่ปลอกรัดข้อมือ ไปที่เงามืดที่หน้าบ้านที่ก่อตัวชัดเจนขึ้น
หญิงสาวผมยาวเกือบถึงเอว ชุดนอนสีอ่อนของเธอเต็มไปด้วยเลือด
แม้เธอจะก้มหน้ามาตลอดตั้งแต่แรก แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเธอคือเจ้าของเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ได้ยินก่อนหน้านี้     
“ทีแรกคิดว่าจะลองคุยกับยามเฝ้าบ้านก่อน แต่ดูแล้วเขาไม่ค่อยอยากจะคุยด้วยสักเท่าไหร่”
ตลกฝืดของลุคได้รับรางวัลคือเสียงถอนหายใจ “จะดีมากถ้านายหยุดพูดอะไรแบบนี้”
“เผื่อนายจะหัวเราะ”
ดวงตาสีฟ้าเข้มขึ้นทันที น้ำเสียงทั้งห้วนและดุขึ้นด้วย “ลุค เมอร์ฟี”
“ก็ได้  นายจริงจังเกินไปแล้ว”
เมื่อลุคโบกมือผ่านหนุ่มตัวเล็ก ร่างในชุดขาวก็จางลง แต่นั่นมีผลเฉพาะกับดวงตาของมนุษย์ อย่างชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง และคนขับรถที่มาส่งคาร่า ที่จะมองไม่เห็นบลู
แต่ไม่มีผลกับวิญญาณ เพราะเมื่อทั้งคู่เข้ามาใกล้ เงาร่างของหญิงสาวก็กรีดร้องแล้วพุ่งเข้ามาหาบลูทันที
บลูยก 2 มือทาบไขว้กันผลักร่างของเธอให้ถอยกลับไป
“...เปิดทาง พวกเราต้องการผู้หญิงคนที่เพิ่งมาที่นี่...” บลูพูดกับเธอด้วยจิต
“...ไม่ ให้ เข้า...” น้ำเสียงของเธอแหบพร่า
“...ใครสั่งเธอ...” บลูถามต่อ
“...”
“...ถ้าจะไม่ให้เข้าไปก็ต้องบอก...” บลูต่อรอง
“...เจ้านาย...”
“...ผู้หญิงคนนั้นมาทำไม...”
“...บอกไม่ได้...”
“...อย่างนั้นพวกเราจะเข้าไป...”
เมื่อบลูก้าวเท้า เงาร่างของหญิงสาวก็พุ่งตรงเข้ามาหาอีกครั้ง บลูประสานมือผลักเธอกลับไป ชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการจะทำร้าย แต่เพราะเธอคือวิญญาณที่ถูกควบคุม เมื่อได้รับคำสั่งก็จะทำตามคำสั่งนั้นจนถึงที่สุด
วิญญาณหญิงสาวกรีดร้องพร้อมที่จะพุ่งเข้ามาหาอีกครั้ง บลูชิงลงมือก่อนผลักเธอให้ถอยห่างออกไปอีก ลุครีบแทรกตัวเข้าไปในเขตรั้วบ้าน จากนั้นบลูก็ตามเข้ามาแล้วต้องหยุดชะงัก แล้วต้องหันหลังชนกัน เมื่อพบว่าในบริเวณบ้านยังมีวิญญาณของเด็กและผู้หญิงอีกนับสิบ ที่รออยู่และเคลื่อนที่ช้า ๆ เข้ามาล้อมรอบ
นายแห่งวิญญาณที่บ้านหลังนี้รู้ตัวทันทีที่ทั้ง 2 คนเข้ามาอยู่ในเขตบ้าน สั่งให้คนในบ้านรอโอกาสแล้วพาลูกค้าหลบออกไปอีกทางหนึ่ง จากนั้นจึงหยิบไม้เท้าแล้วพยักหน้าให้คนในบ้านคนหนึ่งเปิดประตู
คนผู้นั้นพอเปิดประตูให้ก็หลบออกไปอย่างรวดเร็ว
ที่นายแห่งวิญญาณเห็นก็คือ ชายหนุ่ม 2 คน แม้ว่าคนหนึ่งจะสวมชุดสีดำ อีกคนหนึ่งสวมชุดขาว แต่กลับกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม 
วิญญาณที่ได้รับคำสั่งให้เฝ้าบ้านหลังนี้ ยังคงเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ขณะที่เข้ามาหาทั้ง 2 คน บางตนยังส่งเสียงร้องโหยหวน
ชายหนุ่มคนที่สวมชุดดำหันหน้ามาทางนี้ ลายเส้นและอักขระที่ข้อมือส่องแสง เป็นประกาย
นายแห่งวิญญาณที่เป็นชายสูงวัย เคยได้ยินคำบอกเล่าเกี่ยวกับผู้ครอบครองปลอกข้อมือนี้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่คนผู้นั้นจะอยู่ที่นี่
“เด็กน้อย ดึกแล้ว ยังมาวิ่งเล่นอะไรกันแถวนี้ ทำไมไม่กลับบ้าน”
ลุคพูดคำเดียว “เครื่องราง”
นายแห่งวิญญาณหรี่ตาลงแล้วชี้ไม้เท้าในมือมาทางชายหนุ่ม ส่งเปลวไฟตรงเข้ามาหา ลุคยกข้อมือขึ้นสกัดไฟแล้วตอบโต้กลับไป แต่อีกฝ่ายยกไม้เท้าขึ้นสลายเปลวไฟ แต่ความรุนแรงที่แฝงมายังทำให้ต้องถอยไป 1 ก้าว
ลุคตามเข้าไปเหวี่ยงหมัดใส่ แต่ก็ถูกปัดออกไปอีกครั้ง
ขณะเดียวกันบรรดาวิญญาณของสตรีและเด็กต่างพุ่งตรงเข้าหาบลูจากทุกทิศทาง แต่บลูก็เพียงแต่ปัดซ้ายขวาเพื่อผลักให้ถอยห่างออกไป
“...อย่าเข้ามา ฉันไม่ได้อยากทำร้ายใคร...”
เสียงกรีดร้องโหยหวนที่บาดลึกเข้าไปถึงจิตใจ ทำให้บลูเป็นกังวล
“...อย่าเข้ามา ถอยออกไป...”
ระหว่างที่ข้างนอกกำลังมีการต่อสู้ คนในบ้านลอบพาลูกค้าออกไปทางหลังบ้านแล้ววิ่งอ้อมออกไปขึ้นรถที่จอดรออยู่
เสียงรถที่สตาร์ทขึ้นทำให้บลูผลักวิญญาณเด็กตนหนึ่งเต็มแรง เพื่อที่จะเปิดช่องทางติดตามสตรีคนนั้นออกไป แต่เพราะอีกฝ่ายยังเป็นเด็กทำให้เหลียวกลับมามอง
“...ขอ...โทะ...”
บลูพูดได้แค่ครึ่งคำเพราะถูกวิญญาณผู้หญิง 2 ตนฟาดเต็มแรงจนหมดสติ
ร่างกายที่โปร่งใสกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
ลุคโบกมือไล่วิญญาณที่จะเข้ามาซ้ำพร้อมกับวิ่งกลับมาหา คุกเข่าลงแล้วแตะ 2 นิ้วที่กลางหน้าผาก
เหล่าวิญญาณล้อมเข้ามาหาอีกครั้ง ขณะที่นายแห่งวิญญาณยืนอยู่ห่างออกมา
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ยก 2 มือขึ้นขนานกัน ภายในมือปรากฏแส้เงิน 9 ข้อ จากนั้นฟาดแส้ลงข้างตัวประกายสีเงินส่องสว่าง ยามเมื่อกวาดแส้ไปรอบตัว แสงสีฟ้าจากปลายแส้กลายเป็นเชือกมัดวิญญาณทั้งหมดไว้ด้วยกัน
“แกเป็นใคร”
“ลุค เมอร์ฟี”
นายแห่งวิญญาณยังสงสัย “เป็นไปไม่ได้ แกอยู่ที่ชาโมนิกไม่ใช่หรือ”
ลุคไม่ได้พูดอะไร แต่ขยับแส้อีกครั้งเพื่อยืนยัน นายแห่งวิญญาณจึงตัดสินใจ
“ดี ในเมื่อมือปราบลุค เมอร์ฟีให้เกียรติมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง เราก็มาสู้กันให้ถึงที่สุด เพราะฉันจะไม่ยอมถูกแกจับตัวกลับไป”
พูดจบนายแห่งวิญญาณก็กระโดดเข้าหาพร้อมกับฟาดไม้เท้าในมือลงมา ลุคสะบัดแส้ในมือเพื่อตอบโต้ มีเสียงดังก้องและประกายไฟในยามที่อาวุธปะทะกัน วิญญาณที่ยังไม่ได้ถูกมัดรวมไว้ พยายามจะเข้ามาช่วยเหลือ ลุคหันไปฟาดแส้ใส่ เสียงของดวงวิญญาณในยามกรีดร้องอย่างเจ็บปวดช่างน่าสะพรึงกลัว และทำให้เลือดในกายเหือดหาย ลุครวบรวมพลังฟาดแส้ใส่นายวิญญาณเต็มแรง ไม้เท้าในมือหักครึ่งเมื่อปะทะกับแส้เงิน ร่างของชายชราถูกผลักกระเด็นไปกระแทกผนังอาคารแล้วร่วงลงมา หยาดเลือดสีแดงไหลจากมุมปาก ดวงตาสีแดงก่ำมองลุคที่ก้าวเข้ามาหา แส้เงินในมือเปลี่ยนเป็นดาบยาวปลายแหลม ตัวดาบสีดำสนิท
“ลุค เมอร์ฟี เจ้า ไม่ มี วัน ชนะ พวก เรา” นายแห่งวิญญาณยังคงพยายามข่มขู่
ชายหนุ่มยืนอยู่เหนือร่างนายแห่งวิญญาณ ปลายดาบชี้ลงที่ลำคอ “อัสวัด จงกลับไปรับโทษทัณฑ์ ณ ที่เจ้าหนีมา”
ปลายดาบปักลงที่ลำคอตรึงไว้กับผืนดิน ร่างกายสลายกลายเป็นเพียงควันสีดำแล้วจางหายไป 
ลุคเดินกลับไปที่กลุ่มวิญญาณที่ถูกมัดไว้รวมกัน
ทั้งที่เป็นการแสดงพลังเพียงเศษเสี้ยว แต่ก็สามารถสร้างความตื่นกลัวให้กับวิญญาณเหล่านี้จนไม่มีตนไหนที่ส่งเสียงกรีดร้องอีก   
“พวกเจ้าต้องไปรับการพิพากษา”
ทั้งหมดพยักหน้าด้วยความหวาดกลัว ยอมรับการส่งวิญญาณแต่โดยดี
ลุคหมุนดาบยาวในมือ แล้วกรีดดาบผ่าน วิญญาณทั้งหมดกลายเป็นสีดำแล้วสลายหายไป
ดาบยาวกลายเปลี่ยนเป็นอักขระแล้วกลับเข้ามาจารึกอยู่ที่ปลอกรัดข้อมือ ลุคแตะข้อมือเพื่อเก็บอาวุธ หญิงรูปร่างท้วมคนหนึ่งเดินออกมาหาด้วยความกลัว
“คุณ” มืออวบอูมชี้ไปที่บลู “อีกคนบาดเจ็บอยู่ เรียกรถพยาบาลไหม”
ลุคหันมาพยุงคนเจ็บขึ้นมา “ไม่ต้อง เขาถูกฟาดแรงไปหน่อย แต่ผมต้องเข้าไปเอาของบางอย่างในบ้านของคุณ”
หญิงคนนั้นพยักหน้าแล้วบอกให้อุ้มคนเจ็บเข้ามานอนที่เตียงไม้ในบ้าน
“คุณ เป็นคนหรือเปล่า”
ลุคตอบโดยที่ไม่ได้หันมามอง “ผมไม่ใช่คน แต่ก็ไม่ได้เป็นวิญญาณ” และแม้จะใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิต แต่ก็ไม่มีชีวิต
ลุค เมอร์ฟี อยู่นอกกลุ่มทุกกลุ่มในโลกใบนี้
คนถามชะงักไปชั่วครู่แล้วก็พยักหน้า จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทำให้เธอไม่มีทางเลือกมากนัก และต้องให้ลุคพาหนุ่มในชุดขาวเข้ามาในบ้าน เพื่อเอาของบางอย่าง
เมื่อเข้ามาในบ้าน หญิงเจ้าของบ้านแนะนำตัวว่า ชื่อชมชบา เธอเคยเป็นพยาบาล แต่มาเปิดคลินิกเถื่อนเพื่อรักษาชาวบ้านแถวนี้และรับทำแท้ง โดยมีลูกมือคือหลานชายกับหลานสาว
หลังจากที่แน่ใจว่า บลูไม่เป็นอะไร ชมชบาก็เปิดประตูห้องทางซ้ายมือของบ้าน ซึ่งเป็นห้องที่เธอใช้เป็นห้องพยาบาล
“ทั้งรักษาคนเจ็บและทำแท้งก็คือห้องนี้”
ภายในห้องคือเตียงผู้ป่วย 2 เตียงกับอุปกรณ์ เครื่องมือ และตู้ยา ชายหนุ่มยืนมองไปรอบห้องแล้วเดินกลับออกมา
ชมชบาอ้างว่า ที่รับทำแท้งก็เพราะความสงสาร แม้จะไม่เห็นวิญญาณ แต่ทั้ง 3 คนก็เชื่อว่าวิญญาณของหญิงสาวที่เสียชีวิตจากการทำแท้ง กับเด็ก ๆ น่าจะยังอยู่ที่นี่
“ตอนแรกก็ช่วยคนเจ็บ ประเภทถูกยิงหรือถูกทำร้ายมา แต่เขาไม่กล้าไปโรงพยาบาล เพราะกลัวถูกตำรวจจับ ต่อมาก็เป็นผู้หญิง เขาก็มีความจำเป็น ถ้าไม่จำเป็นใครจะมาเอาเด็กออกใช่ไหม ก่อนจะทำฉันก็บอกทุกคนว่ามีความเสี่ยงนะ เพราะเครื่องมือของเราไม่ได้พร้อมเหมือนโรงพยาบาล แต่เพราะความจำเป็น มีเหตุผลมากมาย ที่ทำให้ต้องยอมเสี่ยง มาร้องไห้ขอให้ช่วย ฉันสงสาร ฉันก็ทำ”
ดวงตาสีเข้มจ้องมองมานิ่ง ๆ หลานชายกับหลานสาวของชมชบา จึงช่วยกันเล่าเรื่องเสริม
“เมื่อเดือนที่แล้วผู้ชายคนนั้นก็เข้ามาที่บ้าน บอกว่าเขาเป็นเจ้านาย ให้เรียกเขาว่าเจ้านาย เรากลัวเขา ก็เรียกเขาตามที่เขาบอก”
“ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มรู้สึกว่ามีเงา ได้ยินเสียงแว่วอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็มีคนมาหาเขา”
“มันจะแปลก ๆ คือจะมีคนมาหาก่อน แล้ววันถัดมาก็จะมีคนเจ็บหนักที่ส่งเข้ามา แล้วก็มาตายที่นี่ เป็นอย่างนี้อยู่ 3 ครั้งแล้ว”
“เขาอยู่ที่นี่เลยหรือเปล่า” ลุคถาม
“ช่วงอาทิตย์แรกเขาอยู่ที่ห้องข้างบนตลอดเวลา พวกเราก็เลยพากันขนของย้ายลงมาอยู่ข้างล่าง ตรงนี้แหละ” ในห้องที่บลูนอนอยู่ “หลังจากนั้นเขาก็ออกไปข้างนอก บางทีหายไปหลายวันแล้วก็กลับมาอยู่ข้างบนอีก”
“แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่หรือไม่ ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมอง มีคนที่รอจะทำร้ายเราก็จะยังอยู่”
“เรากลัว ไม่กล้าแจ้งความ ไม่กล้าหนี แล้วก็ไม่กล้าบอกใคร กลัวตำรวจมาตรวจที่นี่และก็กลัวเขาด้วย”
“กลัวจนไม่มีใครกล้าขึ้นไปข้างบนแล้ว”
“แต่ในช่วง 1 เดือนมานี้มีคนมาทำแผลอยู่เหมือนกันนะ พวกเขาก็คงรู้สึกเหมือนเรา คือปกติเวลามาพวกเขาก็ไม่ค่อยได้พูดอะไรกับเรามากอยู่แล้ว เราเองก็ไม่อยากรู้เพราะกลัวเวลาที่ตำรวจตามมาแล้วจะพากันเดือดร้อนวุ่นวาย”
“แต่มันชัดว่าพวกเขาก็ไม่ได้อยากมาทำแผลกับเราหรอก พอทำแผลเสร็จ จ่ายเงินก็จะรีบออกไป”
ทุกอย่างวนเวียนอยู่ที่การกระทำที่ผิดกฎหมาย ซ้ำด้วยวิญญาณที่ได้รับคำสั่งให้เฝ้าและควบคุม ยิ่งทำให้ทั้ง 3 คนป้าหลานอยู่ที่นี่ด้วยความหวาดกลัว
“นี่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นวิญญาณ” ชมชบาสรุป
“หนูพอจะจำวิญญาณได้หลายคน” หลานสาวบอก “หนูคิดว่าพวกเธอจากไปแล้ว”
หลานชายพูดขึ้น “แต่ไม่เห็นคนเจ็บที่มาตายที่นี่”
ลุคมีความเห็นว่าหลานสาว หลานชายของชมชบาเป็นพวกจิตแข็งในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
หรือไม่ก็กลัวและเครียดมานานเป็นเดือน จนไม่รู้สึกกลัวและเครียดอีกต่อไป 
“ตอนที่ยังมีชีวิต ก็มาที่นี่มีด้วยเหตุผลจำเป็น และพอตายแล้วยังไปไหนไม่ได้ก็ด้วยเหตุผลจำเป็นเหมือนกัน” ลุคพยายามสรุปเรื่องโดยย่อ “ส่วนเด็ก ๆ อยู่เพราะพวกเขาโกรธแค้น ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมวิญญาณผู้หญิงและเด็ก อัสวัดจึงมาที่นี่ เพราะเขาเข้มแข็งขึ้นด้วยพลังแบบนี้”
ลุคหันไปมองคนที่ยังไม่ฟื้นขึ้นมา สั่งให้ทั้ง 3 คนช่วยดูแลคนเจ็บ “ถ้าเขาขยับตัว หรือแสดงอาการอะไร เรียกผมทันทีเลยนะ”
ชายหนุ่มก้าวขึ้นไปที่ชั้นบนของบ้าน เมื่ออัสวัดนายแห่งวิญญาณสลายไปเกราะป้องกันต่าง ๆ ก็สลายไปด้วย ภายในห้องนอนใหญ่มีเครื่องรางที่ใช้ควบคุมวิญญาณในบ้านอยู่หลายชิ้น ลุคเก็บออกมาโยนรวมกันไว้ที่กลางสนาม จากนั้นท่องคาถาเรียกไฟศักดิ์สิทธิ์เผาทำลายจนไม่เหลือซาก
แล้วหันไปบอกให้ทั้ง 3 คนเก็บของในห้องพยาบาลรวมถึงเตียงและตู้ทั้งหมดออกมากองรวมกันไว้ กว่าจะหมดก็ทำเอาทั้ง 3 คนเหนื่อยหอบ
“ผมต้องเผาทั้งหมดนี้”
ชมชบาพยักหน้ายอมรับ ลุคจึงเริ่มเผาสิ่งของกองใหญ่
ระหว่างที่ไฟยังคงลุกไหม้ ชายหนุ่มหันมาพูดกับทั้ง 3 คน
“หลังจากนี้ คุณต้องทำตามหลักศาสนาของคุณ จะพระ จะบาทหลวง สาธุคุณหรือเรียกว่าอะไรก็ตาม ขอให้เขามาที่บ้านนี้ บอกกับเขาว่า คุณทั้ง 3 คนกำลังจะเริ่มชีวิตใหม่” ชายหนุ่มมองสบตาทั้ง 3 คน “พอมาถึงเขาก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไร นับจากนี้ทั้ง 3 คนต้องอุทิศตนเองให้กับการช่วยเหลือคน เลิกช่วยโจร ไม่ทำแท้ง โลกนี้ไม่มีบาปสีขาว บาปก็คือบาป มันคือสีดำ มีวิชาชีพอยู่กับตัว ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีหนทางทำมาหากิน”
ชมชบากับหลาน ๆ รับปาก ลุคกลับเข้าไปในบ้านอุ้มบลูออกมา หลานชายของชมชบาวิ่งตามมาช่วยจับบลูที่ต้องซ้อนท้ายรถ
“ผมได้ยินผู้ชายคนนั้นเรียกคุณว่ามือปราบ”
ลุคพยักหน้า
“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอีก ผมสามารถไปหาคุณได้ที่ไหน”
ลุคหันมามอง “วิธีที่ง่ายกว่าก็คือ ทำความดีอย่างที่รับปากไว้ ฉันรับรองว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่ทำให้เธอต้องไปหาฉัน”
หลานชายของชมชบามองส่งรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ไปจนลับตา จึงเดินเข้าบ้าน ปรากฏว่าไฟมอดลงแล้ว แหลือเพียงเถ้าถ่านที่ชมชบาบอกว่า ไว้รอพรุ่งนี้เช้าค่อยมาเก็บกวาด
ทั้ง 3 คนหันไปมองบ้านด้วยความรู้สึกโล่งใจที่ผ่านเรื่องราวมาได้ด้วยดี

(มีต่อครับ)

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3295/-9
OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #64 เมื่อ29-02-2020 08:14:19 »

(ต่อครับ)

เสียงเพลงและเสียงทะเลาะกันทำให้บลูลุกขึ้นมานั่งกุมขมับอยู่บนเตียงนอนของใครบางคน
เจ้าของห้องเปิดประตูเข้ามาดู “ตื่นแล้วหรือ”
“ปวดหัวเป็นบ้า! แล้วเสียงพวกนี้มันอะไรกัน”
ดวงตาสีฟ้าหันไปมองนอกหน้าต่าง นี่เป็นเวลากลางวัน
“เดี๋ยวนะ” ลุคตรงเข้ามาช่วยคนตัวเล็กนั่งพิงหัวเตียง “นายดื่มน้ำอุ่นได้ใช่ไหม”
บลูพยักหน้า ลุคหายไปครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมกับน้ำอุ่น 1 กา รินใส่จอกใบเล็กแล้วเป่าให้ก่อนที่จะจ่อให้ถึงริมฝีปาก
“กินเองได้”
“เอาน่า นายเพิ่งฟื้น ถ้าทำหกเลอะเทอะขึ้นมา...”
ดวงตาสีฟ้าตวัดขึ้นมามองด้วยความไม่พอใจ
“จะโกรธ จะไม่พอใจ แต่เรื่องนี้ช่วยทำตามหน่อยได้ไหม เพื่อตัวของนายเองนะ”
คนตัวเล็กจิบน้ำอุ่นไปนิดหน่อยก็ดันมือของคนช่างเอาใจให้ห่างออกมา
“ปวดหัว นี่เป็นห้องของนายหรือ”
“บ้านฉัน แต่นี่คือห้องสมุดน่ะ” ถึงได้เป็นห้องที่มีแสงแดดเข้าถึงมากกว่าห้องอื่น
“ฉันต้องกลับไปที่ห้องของฉัน”
ลุคส่ายหน้า “ตอนนี้ยังไม่ได้หรอก”
“แต่ฉันต้องกลับไป ฉันอยู่ในที่แบบนี้ไม่ได้!”
ลุครีบลุกขึ้นมาปิดหน้าต่าง ปิดผ้าม่าน  “นายอยู่ในห้องนี้ ฉันจะไปเก็บห้องนอนของฉันก่อน”
“บอกว่าฉันจะกลับ! ไม่ได้ยินหรือไง!”
ความโกรธของบลูรุนแรงถึงขั้นทำให้หนังสือ และสิ่งของที่อยู่ในชั้นหนังสือร่วงหล่นลงมา
ลุคโผเข้ามากอดไว้ปลอบให้ใจเย็นลง “ชู่ว์ ใจเย็น เด็กดี ใจเย็น ขอโทษ ฉันคิดว่านายชอบที่โล่ง ๆ ก็เลยให้นอนห้องนี้”
บลูปวดหัวมาก “ฉันเป็นนกฮูก ฉันไม่อยู่กับคนและเสียงดังแบบนี้”
“ขอโทษ ใจเย็นนะ”
ลุคช้อนอุ้มบลูไปที่ห้องนอนอีกห้อง “นอนก่อนนะ” จากนั้นก็วิ่งวุ่นไปทั่วห้องทั้งปิดหน้าต่าง ปิดม่าน เปิดเครื่องปรับอากาศ เมื่อเห็นว่ายังมืดไม่พอ ก็ไปหอบผ้าห่มมาบังหน้าต่างอีกชั้น
บลูนอนมองตามจนรู้สึกเวียนหัวหนักกว่าเดิมจึงหลับตาลง
“นายเป็นไงบ้าง”
เพราะบลูยังหลับตาอยู่ทำให้ไม่เห็นรอยยิ้มอ่อนโยน กับแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่ดี
“ก็หนักอยู่เหมือนกัน” คนหน้าตาหล่อมากมักพูดโกหก “แต่ฉันเป็นสสารที่ซ่อมตัวเองได้ ก็เลยไม่เป็นไรแล้ว”
“ดีแล้ว” บลูพูดเบา ๆ “ทำไมได้กลิ่นกาแฟ กับพวกเบเกอรี่”
“เพราะที่นี่เป็นร้านกาแฟ”
บลูหรี่ตาข้างหนึ่งขึ้นมามอง “ลุค เมอร์ฟี นายน่ะนะ ขายกาแฟ”
ลุคทำเสียงจิ๊กจั๊ก ขณะที่ทำความสะอาดห้องต่อไป
“บลู ฉันต้องทำมาหากินนะ บ้านต้องเช่า รถก็ยังต้องผ่อน”
“ฉันจำได้ว่านายรวยมาก”
ลุคส่ายหน้า “พ่อแต่งงานใหม่ นายคิดว่าเขาจะเหลืออะไรไว้ให้ฉันหรือไง”
คนที่นอนอยู่หายปวดหัวแล้ว “แล้วทำไมนายไม่หาใหม่ สร้างตัวเองแบบลูกผู้ชายไง”
ลุคแบ 2 มือ “ฉันอยู่วาติกัน”
หนุ่มตัวเล็กมีสีหน้าเหยียดหยาม “ฉันอยู่วาติกัน คนในวาติกันที่ร่ำรวยเยอะแยะ”
“ไม่ใช่ฉันก็แล้วกัน”
“แล้วนายชงกาแฟเป็นด้วยหรือ”
“เป็นสิ ไม่อย่างนั้นจะเปิดร้านได้ไง แต่เพราะว่าบางทีฉันก็ต้องไปนั่นมานี่ แล้วก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายไปอยู่ที่อื่น ก่อนที่จะมีใครผิดสังเกต ก็เลยให้อีกคนช่วยจัดการเรื่องในร้านให้”
“อ้อ...” บลูพยักหน้ารับรู้
ลุคทำความสะอาดเสร็จแล้วก็รีบไปล้างมือจากนั้นก็ถือกาน้ำอุ่นมารินให้ใหม่
“ดื่มอีกนิดนะ”
เมื่อเสียงข้างนอกเบาลง แสงภายในห้องมืดสลัว และอากาศเริ่มเย็น บลูก็ใจเย็นลงกว่าเดิม
“ดีขึ้นหรือยัง”
บลูพยักหน้า “ฉันอยากกลับ”
“ไม่อยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วหรือ”
คนตัวเล็กส่ายหน้า “ตอนนี้กำลังคิดว่า ไม่รู้อะไรเลยน่าจะดีกว่า พออยากรู้ก็ต้องมายุ่งกับเรื่องวุ่นวายของนายไปด้วย”
แต่ตอนนี้ลุคกำลังอยากเล่าเรื่องราวบางอย่าง ก่อนที่จะเกิดเรื่องขึ้นจนไม่ได้เล่า
“คาร่าในตอนนี้ต่างจากหลายชาติที่นายตามเผาเธอมาตลอด ถ้านายเผาเธอ คนที่นายคอยปกป้องอาจเสียใจ และ อาจเดือดร้อนตามไปด้วย”
บลูกระตุกยิ้มมุมปาก ทั้งที่หน้าตาซีดเซียว “ถามจริง  ที่นายรู้เยอะแยะเนี่ย มันทำให้นายทำงานได้สำเร็จ หรือว่าทำอะไรไม่ได้เลย”
ลุคยอมแพ้จากใจ เพราะไม่เคยเถียงชนะเลยสักครั้ง
“ลุค เมอร์ฟี เป้าหมายของฉันไม่ใหญ่ ฉันต้องการแค่เผาทั้งเป็นคาร่า ฟอกซ์ เพื่อชดใช้ให้กับแอนนา และเกรซ ไร้ท์ และฉันจะเผาให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะตามเผาไปอย่างนี้ไม่ว่าอีกกี่ร้อยปีก็ตาม”
ลุคจับ 2 มือของบลูไว้ “บลู ฟังฉันนะ คาร่าใส่ร้ายครอบครัวไร้ท์ว่าเป็นแม่มดทำให้พวกเขาต้องตายก็จริง คาร่าต้องชดใช้ให้พวกเขาอย่างแน่นอน แต่การที่นายล้างแค้นด้วยการตามฆ่าคาร่ามาแล้ว 5 ครั้ง มันทำให้คาร่ากับพวกของเธอรู้ตัว และจับทิศทางการเคลื่อนไหวของนายได้อย่างง่ายดาย แล้วก็กลายมาเป็นฝ่ายที่ไล่ล่านาย”
“ก็ให้มันไล่ล่าฉัน เพราะฉันจะเผาคาร่าเป็นครั้งที่ 6 ก่อน”
“แต่นายอาจถูกฆ่า จากนั้นโอเวนก็จะดับสูญไปตลอดกาล”
บลูก้มลงมือใหญ่ที่บีบกระชับมือของตนเองไว้อย่างมั่นคง
“นายรู้เรื่องมากจริง ๆ”
“ก็...” ลุคเหลือบตามองเพดาน “ถึงฉันจะไม่ได้เป็นนักบวช แต่ก็ถูกขัง...วัน ๆ ถ้าไม่อ่านหนังสือ ก็คือคุยกับคนนั้นคนนี้”
“ตกลงนายอยากเล่าหรือไม่อยากเล่ากันแน่”
ในเวลาที่ไม่อยากฟังก็บอกให้ฟัง แต่พอตั้งใจฟังก็กลับเล่าเรื่องจบภายใน 10 วินาทีเสียอย่างนั้น
“เอาเป็นว่าอยากเล่าเรื่องไหนก็บอกมาแล้วกัน” หนุ่มตัวเล็กประชด
“นายบอกเองนะ”
บลูพยักหน้าส่ง ๆ แต่ลุคขยับตัว ตั้งใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
“เรื่องเมื่อคืนนี้ หลังจากที่นายหมดสติไป ฉันจัดการกับ...หมอผีคนนั้น แล้วก็ได้คุยกับเจ้าของบ้านตัวจริง เป็นป้ากับหลาน 2 คน” ลุคเล่าข้ามการต่อสู้ที่ดุเดือด และการเผาทำลายสิ่งของต่าง ๆ ไป “เจ้าของบ้านตั้งข้อสังเกตว่า จะมีคนได้รับบาดเจ็บถูกส่งมาให้รักษา แล้วก็ตายจากนั้นในวันถัดมาจะมีคนมาพบกับหมอผี และคาร่าคือคนที่ 3”
คิ้วสวยขมวดแน่น “หมายความว่า ถ้าเมื่อคืนเราไม่ไปขัดขวาง ในวันนี้จะมีคนบาดเจ็บถูกส่งมาให้รักษา แล้วคนนั้นก็จะตายใช่ไหม”
ลุคพยักหน้า “จากสถิติมันเป็นอย่างนั้น”
   “เห็นไหม ฉันสมควรเผาผู้หญิงคนนั้นทันที” บลูโวยวาย
   “ใจเย็นก่อนสิ การเผาคาร่ามันไม่ได้ทำให้เรื่องนี้มันจบ อีกไม่นานเธอก็จะกลับมาในร่างใหม่ แต่หลังจากที่นายเผาเธอคราวนี้ มันจะมีความเสี่ยงไปถึงคนที่นายกำลังปกป้องอยู่นะ”
   บลูกอดอกหน้างอ แต่นิ่งเงียบฟังที่ลุคพูด
“เรากำจัดหมอผีคนนั้นไปแล้ว ในเมื่อคาร่าเป็นคนที่ 3 ที่ไปบ้านนั้น แสดงว่าต้องมี 2 คนก่อนหน้า และแสดงว่าพวกเขาจะต้องมีการติดต่อกัน มีคนที่คอยจัดการเรื่องการที่ทั้ง 3 คนไปคลินิก จัดการเรื่องหาผู้บาดเจ็บเพื่อส่งไปตายที่นั่น”
“พวกมันกำลังรวบรวมวิญญาณ” บลูบอก “แล้วพวกมันก็ตามหาโอเวน”
“นายคงไม่ได้คิดว่ามีพ่อมด แม่มดอยู่คนเดียวในโลกนี้ใช่ไหม”
“ไม่ได้มีคนเดียวอยู่แล้ว อย่านอกเรื่อง”
ลุคส่ายหน้า “พวกเขาตามหาโอเวนมาตลอด นับจากเช้าวันถัดมาที่คนคุมเปิดห้องขังเข้าไปแล้วไม่เจอตัว” บ้านทุกหลัง โรงนา จนถึงสุสานถูกตรวจสอบ รื้อค้น และเมื่อไม่พบก็ยิ่งเชื่อว่าโอเวนคือพ่อมด
“ตามหา เพื่ออะไร”
“ถ้าเขาไม่ยกให้โอเวนเป็นหัวหน้าใหญ่ ก็คือต้องทำลาย”
“ทำไมนายมักจะโยงกลับมาเรื่องการทำลายโอเวนอยู่ตลอด”
“เพราะพวกมันหลบซ่อน และต่อสู้มาตลอดเวลาหลายร้อยปี มันไม่ยอมให้เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีมาเป็นหัวหน้าอย่างแน่นอน”
บลูเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้อง
“คาร่า ฟอกซ์ไม่ได้เป็นแม่มด แต่เธอพึ่งพิงแม่มดให้ช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ”
“เธอฆ่าแม่ของฉัน ให้พ่อมดจองจำวิญญาณ เพื่อให้แม่ของฉันกลายเป็นวิญญาณรับใช้ของพวกมัน”
บลูหันมามอง แต่ลุคยิ้มอ่อน “พอรู้เรื่องฉันก็ปลดปล่อยเธอไปแล้ว ทำให้เธอไม่ต้องกลับมาวนเวียนแบบคนอื่น ๆ”
บลูเก้อไปเล็กน้อยเมื่อถูกรู้ทัน “คาร่าได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่ตั้งหลายครั้ง แต่ถ้าสุดท้ายก็ยังต้องพึ่งพวกพ่อมด หมอผีอยู่เหมือนเดิม ก็แสดงว่ายังไม่ได้ก้าวหน้าไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่”
แต่มันก็แสดงให้เห็นว่า ซอว์นีย์ก็มีคาร่าเป็นเป้าหมายเหมือนกัน ลุคดึงความคิดของบลูไปอีกเรื่องที่จะทำให้บลูลดความใจร้อนลงอีกนิด
“การที่ทั้งหมดกลับมาเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันแล้วมาเจอกัน จะเรียกว่าพระเจ้ากำหนด หรือเวรกรรมเป็นตัวกำหนดก็เถอะ สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่านี่เป็นโอกาสที่เราจะได้จัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด ไม่ต้องยืดเยื้อต่อไปอีก”
ลุคเดินไปหยิบแว่นกันแดดแบบสปอร์ตมาส่งให้ “แว่นตาขี่รถของฉันเอง นายใช้ไปก่อน เดี๋ยวตอนเย็นจะไปซื้ออันใหม่มาให้”
“ใส่ทำไม”
“มีคนที่อยากให้นายเจอ” เมื่อบลูมองมาเชิงถามทั้งยังไม่ยอมรับแว่น และไม่ยอมลุกจากเตียง “เพื่อยืนยันความเห็นของฉันไง ว่านี่เป็นโอกาสที่ดี”
บลูลุกขึ้นยืนแล้วรับแว่นมาสวม
“คนที่ฉันจะแนะนำ เขาชื่อเจตน์ เป็นคนทำกาแฟของร้านเรา” มือใหญ่เดินจูงมือเล็ก ๆ ออกมาจากห้องแล้วก้าวลงบันได “คอยดูแลร้านในเวลาที่ฉันไม่อยู่ มีภรรยาที่ไม่ค่อยแข็งแรงสักเท่าไหร่ชื่ออร พวกเขาไม่มีลูก” ทั้ง 2 คนลงมาถึงชั้นล่าง “เขาเป็นคนธรรมดา ที่ถูกล้างความทรงจำเมื่อสิ้นสุดชาติภพ ซึ่งฉันเห็นว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด มือใหญ่ผลักเปิดประตูออกมาที่ส่วนหน้าร้าน
ร้านกาแฟเล็ก ๆ มีลูกค้าอยู่ตรงหน้าเค้าน์เตอร์ 1 คนที่กำลังรอรับเงินทอน จากนั้นก็เดินออกไป
“เถ้าแก่” ชายคนที่อยู่ตรงหน้าเครื่องคิดเงินทักทาย
เมื่อได้พบ บลูคลี่ยิ้มกว้าง ภาพข้างหน้าพร่าเลือนด้วยน้ำตา 
“เจตน์ ขอนมอุ่นกับแซนวิชด์ให้บลูหน่อย”
“ครับ”
ลุคดึงมือให้บลูเดินไปนั่งที่โต๊ะในร้าน
...จอร์จ ไร้ท์ คนที่ไม่เคยได้พบเจอเลยสักครั้งตลอดเวลาที่ยาวนาน กลับมาอยู่ที่นี่เอง
“ลุค เมอร์ฟี” บลูใช้หลังมือปาดน้ำตา “ขอบใจนะ”

...จบตอนที่ 4...
สะ-ปอย ว่า "ใครหลายคน ไม่มีคู่นะครับ"

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +224/-3
Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #65 เมื่อ29-02-2020 12:04:31 »

ซับซ้อนมาก
รอเจอโอเวนไป

ออฟไลน์ noteno

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 309
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #66 เมื่อ29-02-2020 13:57:34 »

ตอนนี้ต้องยกให้ลุคบลู บรรยากาศสีม่วงๆท่ามกลางเหล่าวิญญาณมันดูฟินไปอีกเเบบ ตัวละครเริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่อง :hao5:

ออฟไลน์ Iammai2017

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #67 เมื่อ29-02-2020 14:05:36 »

สะ-ปอย ว่า ใครหลายคนไม่มีคู่
แต่ขอคู่นี้สักคู่ได้ม๊ายย
 :กอด1:

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #68 เมื่อ01-03-2020 18:45:03 »

ซับซ้อนซ่อนเงื่อน :katai2-1:

โอเว่นมีความสำคัญอย่างไงน้า
ถึงตามล่ากันมาหลายร้อยปี :hao4:

ตอนนี้สสารเคลื่อนที่ช้ากับนกฮูกไม่ชอบแสง
มีความมุ้งมิ๊งให้อมยิ้มกัน o18

คุณพ่อจอร์จออกมาแล้วล่ะ
รอคิวโอเว่นต่อไป :pig4:

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #69 เมื่อ03-03-2020 14:41:17 »


 :katai2-1:  :katai2-1: ว้าวววว ลุคเท่จัง


ว่าแต่อ่านตอนนี้ความรู้สึกมันหลอนนนอ่ะ   :ling3:  แต่พี่บาลีเรายังผ่านไปได้ เรื่องนี้เราก็ต้องได้  :z2:


บลูจะคิดว่าเพราะตัวเองเข้ามาทำให้ครอบครัวโอเวนเลยทำให้ครอบครัวนี้โดนล่าหรือเปล่าน๊อ

ถ้าโอเวนไม่เอาบลูมารักษาวันนั้นครอบครัวก็ไม่เป็นแบบนี้มันคงไม่ซ้อนในซ้อนแบบนี้หรอกเนาะ 555555


รอตอนต่อไปจ้า  :pig4:







CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
« ตอบ #69 เมื่อ: 03-03-2020 14:41:17 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ YouandMe

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 502
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #70 เมื่อ11-03-2020 19:20:59 »

เข้ามาดันจ้า  :z1:

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #71 เมื่อ12-03-2020 15:40:06 »



ปูเสื่อรอจ้า


 :กอด1:



ออฟไลน์ nongfom

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #72 เมื่อ12-03-2020 16:03:37 »

รออ่านต่อจ๊ะ

ออฟไลน์ noteno

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 309
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 4 (29/2/2563)
«ตอบ #73 เมื่อ14-03-2020 13:25:54 »

  :z13: รอ ร้ออออ รอออ

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3295/-9
OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
«ตอบ #74 เมื่อ21-03-2020 20:16:55 »

ตอนที่ 5

ลุคอยากเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้ให้บลูได้รับรู้เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด และหยุดความตั้งใจที่จะตามล่าผู้ที่ทำลายครอบครัวไร้ท์
หยุดการไล่ล่าที่ไม่มีวันจบสิ้น
แต่นี่คือการคิดจากในมุมมองของคนภายนอก ไม่ใช่ผู้สูญเสีย การบอกให้หยุดความโกรธแค้นอย่างตรงไปตรงมาคือการบอกปัดปัญหาให้พ้นตัวแบบคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลย มีแต่จะทำให้นกฮูกปีศาจของโอเวนหนีหายไป ลุคจึงต้องเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องไปตามความพร้อมที่จะรับฟัง และพยายามให้มองภาพรวมของเหตุการณ์แทนที่จะยึดติดอยู่กับความแค้น
ลุคต้องการอยู่ฝ่ายเดียวกับบลู ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม
“ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า”
บลูจริงใจมากพอที่จะพยักหน้า
“อย่างนั้นดื่มนมเสร็จ ก็ขึ้นไปพักข้างบนก่อน พรุ่งนี้ค่อยกลับ”
“ฉันไม่ได้บาดเจ็บขนาดนั้น”
เจตน์ยกอาหารและเครื่องดื่มมาให้ตามที่สั่ง “คุณไม่สบายหรือครับ หน้าซีดมากเลย”
“ชัดขนาดนั้นเลยหรือ” บลูหยิบแว่นดำขึ้นมาสวมอีกรอบ
“ก็บอกแล้ว ว่ายังต้องพักอีกหน่อย” ลุคคะยั้นคะยอให้บลูกินอาหารจนหมด แล้วหันไปสอบถามเจตน์เกี่ยวกับการค้าในวันนี้
“ถ้าไม่ไหวหรือมีธุระอะไร ก็ปิดร้านได้นะ”
“ทำอย่างนั้นก็แย่สิครับ”
ลุคยืนยันคำเดิม “คนเรามีธุระกันได้นี่นา”
“นายปิดร้านบ่อยไหม” บลูถาม
“ก็...”
เจตน์ช่วยตอบ “บ่อยครับ”
บลูส่ายหน้า “แล้วมาบอกว่าบ้านต้องเช่า รถก็ต้องผ่อน” หนุ่มใส่แว่นดำหันมาถามเจตน์ “ต้องเฝ้าร้านคนเดียวตลอดเลยสินะ”
“เถ้าแก่งานยุ่งน่ะครับ”
บลูดื่มนมอุ่นจนหมดก็บอกขอบคุณเจตน์
“เฮ้ หนุ่มน้อย นี่ร้านกาแฟของฉัน ที่เธอต้องบอกขอบคุณคือฉัน ไม่ใช่เจตน์”
“อ้อ เหรอ” บลูลุกขึ้นยืน “แต่ที่ฉันบาดเจ็บรอบนี้ก็เพราะนายนะ”
ลุครีบฉวยโอกาสทองนี้ไว้ “งั้นนายก็ควรขึ้นไปพักข้างบนก่อน” จากนั้นก็ลดเสียงลง “รอให้ค่ำก่อนแล้วค่อยออกไป จะได้ไม่ผิดสังเกต”
นี่เป็นเรื่องที่บลูเห็นด้วย จึงเดินตามขึ้นมาบนห้อง
“ลุค เมอร์ฟี นายถูกขังที่วาติกันเพราะอะไร”
ลุคหันมามอง บลูก็เลยบอกตามตรง
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันสนใจตามหาแต่คาร่าเป็นหลัก ไม่ค่อยได้รู้เรื่องทางฝั่งนั้นสักเท่าไหร่”
น่าจะเรียกว่าไม่สนใจอะไรเลยต่างหาก ดีที่มีประสาทสัมผัสเรื่องเสียงและการเคลื่อนไหวทำให้หนีได้เร็ว มีชีวิตรอดมาได้หลายร้อยปี
“ฉันค้านเรื่องการเผาแม่มด”
“ในช่วงเวลาที่การล่าแม่มดอยู่ในช่วงพีคสุดเนี่ยนะ” บลูส่ายหน้า “นายมันบ้า”

ลุคเดินทางออกจากหมู่บ้าน โดยที่มีจดหมายบอกเรื่องน้องชายป่วยตามหลังมา แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร ก็ได้รับจดหมายอีกฉบับ แจ้งว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับครอบครัวไร้ท์ การเดินทางกลับบ้านในเวลานี้ไม่สามารถช่วยอะไรได้ จึงให้คนไปรับน้องชายมาจากเมืองเบ็ตตี้ อ้างว่าจะพามารับการรักษา ขณะที่ตนเองเข้าร่วมกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการล่าแม่มด แต่เพียงเดือนเดียวที่เชสเดินทางมาอยู่กับพี่ชาย อาการป่วยลึกลับนั้นก็ทำให้น้องชายป่วยหนักจนเสียชีวิต กลุ่มผู้ที่สนับสนุนการล่าแม่มดยิ่งชี้ว่านี่คือการกระทำของแม่มด แต่กลุ่มที่สนับสนุนการแพทย์ชี้ว่านี่คือการวางยาพิษ โทษของการขัดขืนคือการถูกใส่ร้ายและถูกนำตัวไปคุมขัง ซึ่งทำให้ได้อ่านหนังสือมากมายและรู้เรื่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มแม่มดที่คาร่านับถือ
“ฉันตัดสินใจเข้ารับการทดลองของกลุ่มการแพทย์” และหลับไป 5 ปี “หลังจากนั้นก็ไปอยู่กับกลุ่มผู้พิทักษ์ของโรม ต่อมาได้รู้พ่อของฉันเสียชีวิตแล้ว จึงกลับไปที่เบ็ตตี้ และที่หมู่บ้านร็อกไซด์ ถึงได้ปลดปล่อยวิญญาณแม่ของฉัน แล้วก็อยู่อย่างนี้มาตลอด”
“นายเจตนาเล่าข้ามไปเยอะมาก” ตอนนี้บลูเอนตัวลงนอนบนเตียงฟังอีกฝ่ายเล่าเรื่อง
“เพราะฉันเริ่มเห็นด้วยกับนายแล้วว่า การรู้น้อย ทำให้มีความสุขมากกว่าจริงๆ”
บลูเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ทำไมเหมือนกำลังถูกนายตำหนิว่าฉันโง่”
“นายคิดมากไปแล้ว ฉันจะกล้าว่านายได้ไง” ลุคคลี่ผ้าห่มขึ้นมาห่มให้ “นายนอนพักอีกนิดดีกว่า หรือว่าอยากอ่านหนังสือ”
บลูทำหน้าตาเหยเก “หลังจากที่ฟังการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของนาย ฉันก็ไม่คิดอยากอ่านหนังสืออะไรอีกแล้ว”
มือใหญ่เกลี่ยเส้นผมที่ระหน้าผากสวย
“ลุค เมอร์ฟี ฉันมีคำถาม”
“ว่าไง”
“ที่นาย...ทำไมนายถึงยอมรับการทดลองที่อาจทำให้นายต้องตาย”
“เพราะโอเวน” ลุคมองบลูด้วยสายตาที่สื่อความหมายจากหัวใจ “ฉันต้องนำความยุติธรรมกลับมาให้คนที่ฉันรัก”
บลูหลบตาไปทางอื่น
ลุคยิ้มอ่อน ก้มลงจูบหน้าผาก เลื่อนลงมาจูบปลายจมูกแผ่วเบาและริมฝีปาก
บลูใบหน้าร้อนผ่าว ดันอกกว้างให้ห่างออก
ลุคเข้าใจความหมายนั้น จึงถอยห่างออกมาแล้วออกไปจากห้อง

ในตอนแรกบลูก็ตั้งใจว่าเมื่อออกจากห้องแถวของลุคแล้วจะตรงไปที่บ้านของเบส แต่ในระหว่างทางต้องผ่านโรงเรียนเก่าที่ปิดกิจการไปแล้ว บลูสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
นกฮูกสีขาว ดวงตาสีฟ้าเกาะกิ่งไม้เหลียวมองไปรอบ ๆ
ทั้งที่ถนนหน้าโรงเรียนมีรถวิ่งผ่านเป็นระยะ แต่ประสาทการได้ยินที่โดดเด่นสามารถแยกเจ้ารถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ไร้เสียงคันนั้นที่ขับเข้ามาใกล้ แล้วจอด รู้แม้กระทั่งตอนที่เจ้าของพรางรถคันนี้ให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม จากนั้นเจ้าสสารน่ารำคาญที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากการรักษาตัวเองก็เข้ามาในโรงเรียน และตรงไปทางห้องพักยาม
ดวงตาสีฟ้ามองตามสสารนั้นอยู่ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนความสนใจไปที่ห้องหนึ่งบนชั้น 3 ที่เป็นชั้นบนสุด ทันทีที่บินเข้ามาเกาะที่ระเบียง บรรยากาศรอบตัวก็กดทับความรู้สึก จึงเปลี่ยนร่างเป็นชายหนุ่มในชุดขาว
ทุกห้องในอาคารนี้กลายเป็นห้องโล่ง แม้แต่หลอดไฟก็ถูกถอดเก็บออกไปแล้ว แต่ห้องนี้ยังมีทั้งโต๊ะทำงาน เก้าอี้ ตู้เอกสาร รวมถึงรูปภาพขมุกขมัวที่ติดอยู่ทางด้านหลังเก้าอี้เก่า ๆ ตัวนั้น
ร่างโปร่งแสงของครูใหญ่ที่เป็นหญิงสูงวัยปรากฏขึ้นภายในห้อง ดวงตาดำสนิทที่มองมายิ่งชัดเจนว่าไม่พอใจที่ถูกบุกรุก
“...ก็ไม่ได้อยากจะมารบกวนสักเท่าไหร่หรอก แต่ฉันว่ารูปที่เธอใช้ประดับห้องน่ะ มันเป็นสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนต้องเป็นแบบนี้...”
เสียงออดในโรงเรียนดังขึ้นภายในสมอง จากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นรอบตัว เงาร่างโปร่งแสงของเด็กนักเรียนและครูกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น
ดูจากสภาพแล้วทั้งหมดน่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
“...ใจร้ายชะมัด ทำไมไม่ให้พวกเขากลับบ้าน...”
เพิ่งจะคุยกันได้ไม่กี่คำ เจ้าสสารขนาดใหญ่นั่นก็ปรากฏตัวตรงมุมบันได
...เฮ่อ...
“บลู”
เงาร่างโปร่งใสของครูใหญ่ที่ยืนนิ่งอยู่ภายในห้อง ยกมือสั่งให้วิญญาณเด็กและครูพุ่งเข้าหาบลู
“...ถ้าพุ่งเข้ามา พวกเธอจะไม่ได้กลับบ้านนะ...”
เหล่าวิญญาณทั้งหมดหยุดชะงัก
พวกเขาไม่ได้เต็มใจอยู่ที่นี่ แต่ต้องอยู่เพราะถูกจองจำไว้เป็นวิญญาณรับใช้ ในลักษณะที่คล้ายกับที่คาร่าในอดีตทำกับแม่ของลุค
ขณะที่บลูกำลังเพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่วิญญาณของครูใหญ่ในห้อง ลุคยื่นมือมาข้างหน้า แสงสีขาวจากสายรัดข้อมือ แยกเป็นหลายเส้นพุ่งตรงมายังวิญญาณของแต่ละคน แล้วรัดไว้ เมื่อดึงเพียงครั้งเดียวทั้งหมดก็ถูกส่งออกมารวมอยู่ที่กลางสนามหญ้าด้านหน้าอาคาร
เพราะเห็นว่าคนที่เพิ่งมาถึงแย่งชิงวิญญาณไปอย่างง่ายดาย ร่างของครูใหญ่ที่อยู่ในห้องขยายใหญ่แล้วพุ่งเข้ามาลุค
“โอ วา ซา” บลูท่องคาถา แสงสีฟ้าจากปลายนิ้วตกกระทบร่างวิญญาณของครูใหญ่ ทำให้ร่างกายแตกออก แต่ก็กลับมารวมกันใหม่อีกครั้ง
บลูรวบรวมลูกไฟสีฟ้าจากกลางฝ่ามือซัดใส่อีกครั้ง ดึงให้เธอหันมาหา
ลุคได้โอกาสเข้าไปในห้อง ใช้มีดบางเล่มเล็กในมือปักลงที่รูปภาพขมุกขมัว
ร่างโปร่งใสของครูใหญ่กรีดร้อง จะหันไปหาลุค แต่บลูเข้าไปขวางอีกครั้ง แสงสีฟ้าขาวจากปลายหมัดทำให้เธอต้องถอยไปหลายก้าว
เมื่อเปลวไฟลามจากรอยกรีด ลุกลามไปทั่วผ้าใบ ครูใหญ่คุกเข่าลงกับพื้น เงยหน้าขึ้นมองลุคจากนั้นก็สลายไป
บลูถอยออกจากชั้น 3 ลงมารอที่กลางสนาม ระหว่างรอให้ลุคสำรวจห้องอีกครั้ง
“...ไง อยากกลับบ้านใช่ไหม...รอให้เขามาทำให้ดีกว่า เพราะถ้าฉันส่งพวกเธอ อาจจะหลุดไปที่อื่น ไม่ได้กลับบ้าน...”
วิญญาณของนักเรียนและครู ที่แทบไม่ได้ส่งสัญญาณในทางร้ายใด ๆ กับบลู มาจนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ด้วยกันอย่างสงบเรียบร้อย รอจนลุคลงมาทั้งหมดก็มีท่าทียินดี เมื่อลุคคลายเชือกสีขาว ทั้งหมดกล่าวคำขอบคุณแล้วเลือนหายไป
“ทุกคนจะได้กลับบ้านหรือเปล่า”
ลุคพยักหน้า เดินมาปัดฝุ่น เก็บเศษเถ้าถ่านที่ติดผมสีอ่อน “จะไปส่งบ้านนะ”
บลูพยักหน้า เดินตามไปซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์
“...ทีแรกฉันตั้งใจว่าจะไปหาเบส แต่ตอนที่ผ่านที่นี่ก็ฉุกคิดถึงเรื่องเล่าของนาย ก็เลยหยุดดู สุดท้ายต้องมาช่วยนายปล่อยวิญญาณที่ถูกจองจำในโรงเรียน...”
คนที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ยังมองตรงไปข้างหน้า
“...นี่ ฉันรู้ว่านายได้ยิน...”
“...ก็ได้ ถ้านายอยากเล่นเป็นคนที่ไม่มีพลังอะไร ฉันก็จะเล่นกับนาย...แต่ฉันไม่อยากรู้เรื่องอะไรของนายอีกแล้ว ไม่ต้องเล่าอะไรให้ฉันฟังอีก จะเรื่องของกลุ่มไหน ใครที่อยากเจอโอเวนฉันก็ไม่อยากรู้...”
“...ฉันอยู่ตามลำพังมาหลายร้อยปี แต่พอมาเจอกับนายอีกครั้ง กลับต้องมาทำอะไรแบบนี้ น่ารำคาญชะมัด...”
ลุคจอดรถมอเตอร์ไซค์หน้าคอนโดฯ บลูพูดขอบใจแล้วเดินขึ้นคอนโดฯ แต่ลุคกลับเดินตามมาด้วยจนถึงห้อง
“นายโอเคไหม”
“ไม่”
“วิญญาณเหล่านั้นทำให้นายคิดถึงแอนนากับเกรซใช่ไหม”
บลูเงียบไป
ลุคลูบผมสีอ่อนเบา ๆ เห็นมาตั้งแต่ครั้งแรกที่คลินิกเถื่อนแล้วว่าบลูได้แต่ถอย ไม่กล้าลงมือ จนทำให้ถูกทำร้าย และมาในครั้งนี้ก็รีบลงมาดูวิญญาณเหล่านั้นในทันที
“ตอนที่ฉันมา วิญญาณเหล่านั้นสงบมาก นายพูดอะไรกับพวกเขา”
บลูเดินไปนั่งลงที่โซฟาเบด แล้วเปลี่ยนเป็นนอนเหยียดยาว
“บอกว่าให้รอนาย”
ห้องนี้ไม่มีเก้าอี้สักตัว ลุคจึงต้องเดินไปนั่งบนเตียง
“ดี”
บลูเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ขณะที่ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ “อธิบายหน่อยได้ไหม”
“ก็ดีไง เพราะปกติแล้วฉันจะไม่ค่อยคุยกับวิญญาณ”
“ลุค เมอร์ฟี นายทำอะไรมาตลอดเวลา 400 ปี”
“นายรู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“ถ้าฉันพูด หรือทำอะไรให้นายคิดว่าฉันรู้ นั่นคือฉันโกหก”
ลุค เมอร์ฟี ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้ง 2 ข้างนวดขมับเบา ๆ
“บลู บลู บลู”
ทั้งที่ยังขำ แต่บลูก็ยกมือขึ้น “อ้อ ลืมไป ไม่ต้องเล่ามานะ พอแล้ว เหนื่อยมาก” 
คนตัวเล็กทำท่าจะล้มตัวลงนอน แต่เปลี่ยนใจลุกจากที่นอน เดินกลับไปที่ห้อง
“ตอนจะออกไป ช่วยล็อกห้องให้ด้วย”
“บลู”
“อะไร”
“จะว่าอะไรไหม ถ้าฉันจะหาเก้าอี้อีกสักตัว หรือกาต้มน้ำร้อนมาไว้ที่ห้องนี้”
ดวงตาสีฟ้ามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า “อย่าเลย เวลาที่ต้องเก็บของย้ายบ้านมันยุ่งยาก”
“งั้นถ้าฉัน หมายถึง ถ้าฉันกลับไปปรับปรุงห้อง ที่บ้านของฉันให้สามารถกันเสียงจากภายนอกได้...”
บลูเอียงคอ “ไม่”
“งั้นถ้าฉันซื้อบ้านใหม่ นอกเมืองที่เงียบ ๆ”
“ไม่”
“บลู”
บลูเดินกลับมาหา “ฟังนะ ลุค เมอร์ฟี ฉันขอบใจที่นายดูแลจอร์จกับแอนนา และฉันเชื่อว่านายดูแลเกรซและเชสมาตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะเจอพวกเขา แต่นายไม่จำเป็นต้องดูแลฉัน ฉันเป็นแค่นกฮูกตาสีฟ้า ที่เลี้ยงชีวิตด้วยความเกลียดชัง ในวันหนึ่งฉันจะจางหายไป แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น ฉันจะต้องเผาคาร่ากับพรรคพวกของเธอเสียก่อน”
“บลู เราพูดเรื่องนี้กันแทบจะตลอดเวลา”
“ฉันรู้ การที่นายเล่าเรื่องมากมายให้ฉันฟัง ทั้งที่ไม่อยากเล่า ก็เพื่อให้ฉันไม่พุ่งตรงเข้าหาคาร่าแล้วก็เผาเธอในทันที แล้วเห็นไหมว่าตอนนี้เรื่องมันเป็นยังไง ตอนนี้เรื่องก็เริ่มไปถึงไหนไม่รู้ จนตอนนี้ฉันชักคิดแล้วว่า ฉันน่าจะเผาเธอไปตั้งนานแล้ว”
“บลู ขอร้อง”
“ลุค เมอร์ฟี คนพวกนี้ตายแล้วเกิดใหม่เพื่อสานความคิดบ้าบอมานานกว่า 400 ปี...” บลูหยุดพูด แล้วหันไปมองนอกหน้าต่าง
ตอนนี้ใกล้จะเช้าแล้ว พลังที่มีอยู่ตอนนี้ไม่พอที่จะออกไปข้างนอกในเวลากลางวัน
“แวะไปดูเกรซให้หน่อยได้ไหม”
“ได้ แต่นายโอเคไหม”
“ไม่” บลูตอบตามตรง “ถ้านี่เป็นแผนของนายเพื่อให้ฉันไม่ไปขัดขวางการทำงานของนาย ขอบอกว่ามันได้ผล”
ลุคโอบหนุ่มตัวเล็กเข้ามากอดไว้ “นายจะโทษ จะโกรธ หรือเกลียดฉันก็ได้ แต่ขอให้รู้ว่าฉันไม่เคยคิดร้ายกับนายเลยสักครั้ง”
“ช่างเหอะ” บลูตบหลังอีกฝ่ายเบา ๆ “ฉันจะไปพักแล้ว”
บลูเดินเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลง

งานที่แท้จริงของลุค ย่อมเป็นการค้นหาและกำจัดกลุ่มพ่อมด แม่มดที่ใช้วิชาทำในเรื่องเลวร้าย โดยเฉพาะแม่มดที่เรียกว่า ‘ซอว์นีย์’ ที่ช่วยคาร่าฆ่าเจนนิเฟอร์แม่ของเขาแล้วของจำวิญญาณไว้รับใช้ ทั้งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุสังหารครอบครัวไร้ท์
หลังจากที่ปลดปล่อยวิญญาณของเจนนิเฟอร์ ลุคก็ย้ายไปที่เบอร์ลิน เพื่อช่วยงานผู้สอบสวนซึ่งทำหน้าที่ปราบปรามผู้ที่แอบอ้างศาสนาไปกำจัดผู้ต่อต้าน
ตลอดเวลาหลายปี ลุคพบไบรเดน กับเชส บิดากับน้องชายหลายครั้ง ทุกครั้งก็จะมองอยู่ห่าง ๆ ด้วยความคิดถึง แต่เมื่อมาถึงเมืองใหญ่แห่งนี้ ลุคพบคาร่า รวมถึงบุคคลในครอบครัวไร้ท์ 
จนเมื่อประมาณ 1 เดือนก่อนนี้เอง ที่ลุคสัมผัสได้ว่ามีวิญญาณคอยติดตามมนุษย์ที่เคยเป็นเกรซและเชสเมื่อหลายร้อยปีก่อน
เป็นวิญญาณเบาบางจนแทบไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้ติดตาม
จนกระทั่งบลูเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ ลุคจึงสามารถแกะรอยตามมาจนถึงห้องนี้
ตอนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง ลุคไม่สามารถรับรู้ได้ถึงชีวิตที่อยู่ด้านหลังประตูได้เลย
จากจุดที่ยืนอยู่ ไม่สามารถมองเห็นห้องนอนทั้งห้องอย่างแน่นอน แต่ชัดเจนว่าในห้องนั้นไม่ได้มีแค่เตียงนอน แต่มีชั้นวางหนังสือ ที่มีกล่องหลายใบวางอยู่
ภายในห้องนั้นมี ‘บางคน’ และนั่นอาจเป็น ‘บางคน’ ที่ตามหามานานกว่า 400 ปี
ลุคให้กำลังใจตนเองอีกครั้ง แล้วออกมาจากห้องพักของคอนโดฯ โดยไม่ลืมล็อกห้องตามที่เจ้าของห้องสั่ง
จากคอนโดฯ ของบลู ลุคแวะมาที่โบสถ์...บ้านพักหลังเล็ก ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณเดียวกันกับโบสถ์...ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองหลวง
การเดินทางแบบข้ามเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วนนี่มันทำให้รู้สึกอ่อนเพลียเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
ชายหนุ่มผมสีดำเข้ม เสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์นั่งอยู่ตามลำพังในห้อง และหันมามองประตูตั้งแต่ลุคยังอยู่ห่างจากประตูบ้านอยู่หลายก้าว
“จัสติน” ลุคทักขึ้นก่อน 
ผู้ที่ถูกเรียกว่าจัสตินพยักหน้า “ท่าทางเหมือนยังไม่ได้นอน”
ลุคยอมรับแล้วเดินไปชงกาแฟ “กาแฟไหม”
“ดี” จัสตินตอบสั้น ๆ แล้วนั่งหลังตรงหลับตา ระหว่างที่รอกาแฟ
ลุคชงกาแฟเข้มข้น 2 แก้วมาวางบนโต๊ะ ทั้งคู่ดื่มกาแฟและจมอยู่ในความคิดของตนเอง จัสตินหลับตาลงอีกครั้ง แต่จู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้นแล้วลุกขึ้นยืนหลังตรง โดยหันหน้ามาทางประตู ลุคทำตามโดยไม่มีคำถาม จากนั้นสาธุคุณชราเปิดประตูเข้ามา
“นั่งลงเถอะ ทั้ง 2 คนดูไม่ดีเลยในวันนี้”
ลุคเดินไปชงชา พร้อมรินนมสดใส่เหยือกใบเล็ก และน้ำตาล จากนั้นก็หยิบคุกกี้ 2 ชิ้นจัดวางอย่างสวยงามในถาดแล้วเสิร์ฟให้สาธุคุณ
“ชาแบบอังกฤษสินะ” สาธุคุณชื่นชม
“ขออภัย ฉันเป็นสกอต”
ลุคแย้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำให้ทั้งสาธุคุณและจัสตินต่างก็หัวเราะ
“ฉันรู้สึกยินดีที่ทำให้ทั้ง 2 คนมีความสุข” ลุคยังพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเหมือนเดิม ทั้ง 2 คนก็ยิ่งหัวเราะอย่างสนุกสนาน
ลุคก็แค่ชาวสกอตอีกคนหนึ่งที่ไม่ชอบใจเมื่อถูกทักว่าเป็นชาวอังกฤษ และทั้ง 2 คนรู้นิสัยนี้เป็นอย่างดี
ในที่นี้ ลุค ชาวสกอต แม้ว่าจะดูเหมือนคนอายุ 20 เศษแต่แท้จริงอายุมากกว่า 400 ปีแล้ว เขาพบกับจัสตินที่สำนักผู้คุ้มครองแห่งเบอร์ลิน  ชายชาวเยอรมันผู้นี้ หน้าตาเหมือนคนอายุประมาณ 30 ปี แต่แท้จริงอายุประมาณ 350 ปี
อีกคนคือสาธุคุณฌ็องส์ ชาวฝรั่งเศส ซึ่งพบกันครั้งแรกที่ฝรั่งเศส มีอายุจริงคือ 50 ปีแต่ดูแก่ชราเหมือนคนอายุ 80 ปี
หลังจากที่เริ่มต้นด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนาน ก็เริ่มเข้าสู่การพูดคุยอย่างจริงจัง เมื่อจัสติน รายงานผลการติดตามกลุ่มผู้มีศรัทธาในแม่มดซอว์นีย์
ส่วนสาธุคุณเล่าว่า ในเวลานี้มีกลุ่มไล่ล่าแม่มด และกลุ่มพ่อมดหลายกลุ่มแสดงตนชัดเจนว่า กำลังตามล่าพวกซอว์นีย์ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่มีใครทำอะไรกลุ่มซอว์นีย์ได้ 
“ซอว์นีย์มีทั้งพ่อมด แม่มด ปีศาจ และวิญญาณรับใช้จำนวนมาก พวกมันเป็นกลุ่มแม่มดที่เข้มแข็ง ผู้เข้มแข็งย่อมถูกท้าทาย จากการคาดเดา พ่อเชื่อว่าซอว์นีย์จะพบโอเวนอย่างแน่นอน” สาธุคุณกล่าวอย่างสุขุม
“ตอนนี้ซอว์นีย์ได้ตัวคาร่าแล้ว ก็ถือว่าเข้าถึงครอบครัวของโอเวนเหมือนกัน เหลือแค่เขาจะปล่อยใครออกมาก่อน ทันทีที่ปล่อยออกมาโอเวนก็ต้องออกมาแน่” จัสตินบอก
“ถ้าออกมาแล้ว พวกเราสามารถจัดการซอว์นีย์ให้เสร็จสิ้นได้ก็คงดี”
ลุคส่ายหน้า “ดูเหมือนว่าคาร่าจะยังไม่รู้ตัวว่าตกเป็นตัวประกันของซอว์นีย์แล้ว เธอยังเดินทางและติดต่อกับคนอื่น ๆ เป็นปกติ ส่วนโอเวนไม่ใช่พ่อมด นกฮูกที่พิทักษ์วิญญาณของโอเวนอยู่ก็ไม่ใช่ พวกเขาเป็นเพียงดวงวิญญาณที่อาฆาตแค้นอย่างที่สุด สิ่งเดียวที่ทั้งคู่ทำได้และทำมาตลอดคือเผาคาร่ากับพรรคพวกของเธอ หากเป็นคนอื่นนอกกลุ่ม พวกเขาทำอะไรไม่ได้เลย”
จัสตินพยักหน้าทำความเข้าใจ
สาธุคุณลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เดินช้า ๆ ไปเปิดตู้เอกสารหยิบบันทึกเล่มหนึ่งที่ถูกซ่อนอยู่ข้างใต้ออกมา
“ที่หอสมุดหลวงเพิ่งส่งเล่มนี้มาให้ มีอยู่ประมาณ 10 บรรทัดที่เขียนเกี่ยวกับ การสอบสวน คำสารภาพ และการลงโทษครอบครัวไร้ท์ หมู่บ้านเบ็ตตี้”

(มีต่อครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-03-2020 20:20:07 โดย MyTeaMeJive »

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3295/-9
OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
«ตอบ #75 เมื่อ21-03-2020 20:19:38 »

(ต่อครับ)
ในช่วงเวลาที่เปลวไฟจากการล่าแม่มดลุกลามไปทั่วยุโรป มีผู้ที่เสียชีวิตนับหมื่นคน และอีกนับล้านคนต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว แต่บันทึกที่เกี่ยวกับการสอบสวนส่วนใหญ่สูญหายไปตามเวลา ส่วนที่เหลืออยู่มาจนถึงวันนี้ก็ชัดเจนว่า นี่คือบันทึกที่คนสอบสวนไม่ได้จดบันทึกไว้อย่างละเอียด อาจเพราะเป็นการทำงานที่รีบเร่ง และต้องการปิดบังวัตถุประสงค์ที่แท้จริงที่ทำให้ต้องกล่าวโทษบุคคลเหล่านั้น
แถมยังมีบันทึกที่มาเขียนเพิ่มเติมกันในช่วงเวลาหลังจากนั้นเพื่อเพิ่มน้ำหนักข้อกล่าวหา ซึ่งกลายเป็นการสร้างความสับสนต่อกลุ่มผู้ศึกษาเหตุการณ์ที่แท้จริงมากขึ้นไปอีก
ลุครับมาอ่านรอบหนึ่งก็ส่งให้กับจัสติน นี่เป็นรายการสอบสวนฉบับที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว แต่สาธุคุณไม่รู้ จึงแจ้งต่อหอสมุดหลวงเพื่อให้ช่วยหาข้อมูลมาให้
ที่ลุคเคยอ่านก็เพราะนี่คือฉบับที่ทางการท้องถิ่นรวบรวมการประหารชีวิตแม่มดจากหลายพื้นที่เพื่อนำเสนอต่อทางการและวาติกัน
เนื้อหาของรายงานก็คือการยืนยันความเชื่อของผู้กล่าวหาที่ว่า แอนนาและเกรซคือแม่มดจึงตัดสินให้เผาทั้งเป็น ส่วนจอร์จซึ่งเป็นพ่อเสียชีวิตในระหว่างการสอบปากคำ ขณะที่โอเวนลูกชายหลบหนีไปได้
และคำว่าหลบหนีไปได้นี่เอง ที่ทำให้กลุ่มผู้ศรัทธาในแม่มดหลายกลุ่มยึดถือบันทึกนี้กุญแจสำคัญในการตามหา ต่อมามีบันทึกอีกฉบับจากโบสถ์ในเบ็ตตี้ที่มีข้อความว่า โอเวนที่ถูกทรมานอย่างหนักหนาเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะทนไหว ถูกคุมขังอยู่ในคุกใต้ดิน ทำให้คาดว่าจะมีคนที่ติดสินบนผู้คุมเพื่อพาหนีออกมา และเขาเสียชีวิตแล้วในระหว่างการหลบหนี
ไม่มีบันทึกฉบับใดที่เขียนเกี่ยวกับนกฮูกตาสีฟ้าที่ชื่อบลู
คนที่รู้จักบลู ก็มีเพียงคาร่า
เมื่อการค้นหาผ่านไปนานข้ามปี กลุ่มที่ตามหาจึงเหลือเพียงกลุ่มซอว์นีย์ ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับบลูมาตั้งแต่แรก ดังนั้นการที่บลูไล่ล่าพรรคพวกของคาร่ามาตลอด ยิ่งทำให้กลุ่มซอว์นีย์มีความเชื่อมั่น และเก็บความลับเกี่ยวกับบลูไว้

“ซอว์นีย์ฆ่าครอบครัวของโอเวน แล้วโอเวนกับบลูก็ตามล้างแค้นมาตลอดเวลาหลายปี อย่างมากพวกเขาก็จะโยนคาร่าออกมา เพื่อที่จะกำจัดทั้งบลูและโอเวนในเวลาเดียวกัน”
จากนิสัยของโอเวน และเหตุการณ์ที่บลูเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของวิญญาณของผู้หญิงและเด็ก 2 ครั้งติดกันทำให้ลุคเชื่อมั่นในความคิดนี้
“ไม่คิดว่าพวกเขาจะหว่านล้อมโอเวนหรือ”
ลุคส่ายหน้า พวกซอว์นีย์ไม่มีทางหว่านล้อมได้สำเร็จ
จัสตินและสาธุคุณฌ็องส์หันไปมองหน้ากัน
ในบรรดาทั้ง 3 คน ลุคคือคนที่รู้จักโอเวนดีที่สุด ทั้ง 2 คนจึงไม่เคยเสียเวลาโต้เถียงเรื่องนี้
แต่จัสตินและสาธุคุณฌ็องส์คือคนที่รู้จักกลุ่มซอว์นีย์ดีที่สุด
ความแก่ชราราวกับคนอายุ 80 ปีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่มีอายุเพียง 25 ปีคือหลักฐาน
ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างพ่อมดตนหนึ่งกับมือปราบ สาธุคุณหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นที่จะต่อต้านกลุ่มแม่มดที่ใช้อำนาจควบคุมวิญญาณ ถูกตอบโต้ด้วยการเผาทั้งเป็น เขาคงเสียชีวิตไปตั้งแต่เวลานั้นหากลุคและจัสตินไม่ช่วยไว้ แต่พิษจากไฟจากพ่อมดไม่อาจรักษาได้ สิ่งที่ทิ้งไว้คือรูปลักษณ์ของความแก่ชรา
ช่วงเวลาหลายปีแห่งการเดินทางไปทั่วโลก จนกระทั่งย้ายมาที่สิงคโปร์ และสำนักในกรุงเทพฯ จากเครือข่ายของนักการศาสนา สาธุคุณพบร่องรอยของครอบครัวในอดีตของลุค และครอบครัวไร้ท์ จึงโน้มน้าวให้ลุคตามมาด้วย
“หนังสือนี้พอจะมีประโยชน์บ้างหรือไม่”
ลุคพยักหน้า
แต่จัสตินส่ายหน้า “ทุกอย่างที่อยู่ในนี้คือเรื่องที่พวกเรารู้อยู่แล้วทั้งนั้น”
“นี่คือรายงานที่เจ้าเมืองเบ็ตตี้เสนอทางการในเวลานั้น” สาธุคุณแย้ง
ในรายงานที่บันทึกโดยเจ้าเมืองเบ็ตตี้ ซึ่งก็คือพ่อของลุค ไม่เอ่ยชื่อของผู้กล่าวหาแม้แต่คนเดียว มีแต่ชื่อของผู้ถูกกล่าวหา และคำตัดสินที่ลงนามโดยเจ้าเมือง ซึ่งทำให้นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ลุคกับเชสกลับมาบ้านในปีนั้น เพื่อแจ้งเรื่องที่ 2 คนพี่น้องตัดสินใจที่จะศึกษาต่อด้านศาสนา แล้วบิดาไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้ใครสักคนสืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองต่อ
แต่ 2 พี่น้องปฏิเสธ
ตั้งแต่ก่อนวันที่ต้องออกเดินทาง เชสก็เริ่มมีอาการป่วย จึงบอกให้พี่ชายออกเดินทางไปล่วงหน้า มิเช่นนั้นจะพลาดกำหนดนัดกับคนอื่น ๆ และตารางเดินเรือ
ตลอดเวลาที่กลับมาบ้านครั้งนั้น ลุคพบเห็นความผิดปกติเกิดขึ้นหลายอย่าง แต่เพราะมีเรื่องให้ต้องจัดการหลายเรื่อง บวกกับความยินดีที่ได้พบกับโอเวน ไร้ท์ ทำให้ลุคต้องพักการสืบสวนหาความจริงเกี่ยวกับความผิดปกติทั้งหมดเอาไว้ก่อน 
“บางทีฉันก็อยากรู้เหมือนกันนะว่า ไอ้ที่ว่าทรมาน และที่บอกว่าบาดเจ็บสาหัสน่ะมันคืออะไร” จัสตินขัดความคิดของลุค
สาธุคุณฌ็องส์ส่ายหน้า “เวลาที่เขาบอกว่า สอบสวนธรรมดา แต่สำหรับเรา เราเรียกมันว่าการทรมาน ดังนั้นถ้าเขาเขียนไว้ว่าบาดเจ็บสาหัส มันก็จะต้องเป็นการบาดเจ็บที่หนักมาก ๆ แต่ในบันทึกฉบับนี้ไม่ได้บอกเรื่องวิธีการลงโทษนะ” สาธุคุณชี้ให้ดู “ไม่พูดเรื่องอาการ แต่ข้ามไปเลยว่าหลบหนี”
ลุคสรุปการหารือเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ด้วยการฝากให้สาธุคุณฌ็องส์ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ของหอสมุดหลวงที่ช่วยหาข้อมูลให้ “พวกเราอ่านจบแล้ว ก็ควรส่งคืนกลับไป”
สาธุคุณมีท่าทีผิดหวัง ขณะที่ลุคขยับตัวหยิบกระบอกโลหะออกมาจากใต้เสื้อโค้ท เปิดฝาออกแล้วเทวัตถุที่อยู่ภายในออกมา
จัสตินผุดลุกขึ้นทันทีที่ภาพเลื่อนไหลออกมาจากกระบอก ทำให้สาธุคุณลุกขึ้นตาม
ม้วนผ้าสีดำขนาด 1 ฟุตคลี่ออก 
จัสตินใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงที่กลางภาพ “ฮัลท์”
มีเสียงดัง ‘ฟุบ!’ จากภายในภาพวาด
นี่คือภาพวาดปีศาจร้ายในเสื้อคลุม มองเห็นดวงตาสีแดงวาวคู่นั้นชัดเจน ทั้งภาพนี้ประกอบไปด้วยสีเทา-ดำ-แดงเท่านั้น  สำหรับคนทั่วไป นี่คือภาพที่ให้ความรู้สึกหวาดกลัว และพลังในทางลบจากภาพจะส่งผลให้เกิดความเป็นกังวล หดหู่
สาธุคุณหันมาหาลุค “แบบนี้เขาเรียกแก้แค้นนะ”
ลุคยักไหล่ ทั้งยังเป็นเพียงคนเดียวในห้องนี้ที่นั่งอยู่ที่เดิม ไม่สนใจคำตำหนิอย่างตรงไปตรงมานั้น “ฉันเจอภาพนี้ที่คลินิกเถื่อน”
“ตอนที่เล่าเรื่องที่คลินิกเถื่อนเมื่อวันก่อนไม่เห็นพูดเรื่องภาพ”
“ฉันตั้งใจเก็บไว้เซอร์ไพร้ซ์พวกนาย 2 คนไง”
“โอ้ เซอร์ไพร้ซ์” จัสตินมีสีหน้าไร้ความรู้สึกในแบบของชาวเยอรมัน
ลุคกดยิ้มมุมปากเล็กน้อย “แล้วเรื่องที่ให้ตามไปดูที่อยู่จริงของอัสวัดเป็นอย่างไร”
“เจอแล้ว” จัสตินบอก “เสร็จจากที่นี่ออกไปด้วยกันเลยก็ได้”
ลุคพยัคหน้า “ถัดจากรูปนี้ เมื่อคืนเจออีกรูปที่โรงเรียนเก่า แต่วิญญาณที่ผูกไว้กับรูปนั้น ผูกพันกับภาพด้วยความเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ด้วยคาถาฉันก็เลยเผาไปแล้ว”
สาธุคุณชรา มีสีหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “เดี๋ยวนี้ รู้จักทำลายหลักฐานแล้วหรือ ได้รับอิทธิพลมาจากใครหรือเปล่า”
ลุคอธิบาย ไม่สนใจคำถามที่พยายามจูงเข้าเรื่องส่วนตัว “ไม่ใช่ทำลายหลักฐาน แต่ตอนนั้นเจ้าของภาพกำลังโมโหที่ถูกบุกรุก”
“เพราะเจ้าของภาพกำลังจะทำร้ายใครหรือเปล่า”
“ฌ็องส์ แท้จริงนายไม่ได้เป็นแค่สาธุคุณแก่ ๆ คนหนึ่งใช่ไหม”
สาธุคุณหันไปหาพวกกับจัสติน “ดูเถอะ พอถูกจับได้ ท่าทีสุภาพก็หายไป เสียใจด้วยนะหัวหน้าลุค ฉันเป็นแค่สาธุคุณแก่ ๆ ที่พอจะมีประสบการณ์ชีวิตมาบ้าง ก็เลยทำให้พอจะคาดเดาอะไรหลายอย่างได้”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ปีศาจตนนั้นคือทุกเหตุผลในการกระทำของนาย”
“เขาไม่ใช่ปีศาจ”
น้ำเสียงของลุคที่ไม่พอใจชัดเจน ทำให้ทั้ง 2 คนเปลี่ยนเรื่องคุยมาที่ภาพ
จัสติน มองดูภาพวาดที่ไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าศิลปะ “แล้วภาพนี่จะเก็บไว้ที่ไหน”
นี่ยังเป็นการเปลี่ยนเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า จัสตินไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับสาธุคุณ
“ฝากไว้ที่นายก่อน” ลุคตอบชัดเจน “ช่วงนี้ ฉันอยู่ใกล้กับครอบครัวไร้ท์ อาจไม่ปลอดภัย”
“อยากให้มิดชิดขนาดไหน”
คราวนี้สาธุคุณมีสีหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ก็ต้องมิดชิดระดับสูงสุดอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง เพราะเรายังต้องเก็บเครื่องรางอีกหลายชิ้น เพื่อเรียกใช้ เวลาที่ต้องสู้กับซอว์นีย์”
ถ้าคนที่พูดไม่ใช่สาธุคุณ และไม่ได้มีลักษณะเหมือนคนอายุ 80 ปี คงได้โดนจัสตินจับอัดใส่กรอบรูปติดข้างฝาไปแล้ว
“เรื่องนั้นก็รู้อยู่ แต่เมื่อครู่เราเพิ่งพูดกับถึงเรื่องที่พวกซอว์นีย์อาจล่อให้บลูลงมือ ฉันก็คิดว่าต้องพกไว้กับตัวเกิดเรื่องฉุกเฉิน”
ลุคเห็นด้วย “เป็นความคิดที่ดี แต่ขอรอดูสถานการณ์อีกนิด”
สาธุคุณชราทั้งที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มบอกให้จัสตินม้วนภาพนั้นแล้วเก็บเข้าไปในกระบอกโลหะให้ดี ก่อนที่จะพูดคุยกันต่อ
“ฉันรู้ว่าทั้ง 2 คนต้านพลังมืดนี้ไหว แต่ช่วยเห็นใจคนธรรมดา 1 คนตรงนี้ด้วยเถอะ” สาธุคุณบอกแล้วหยิบหนังสือบนโต๊ะไปใส่ในกล่องไม้เพื่อเตรียมส่งคืน
“ก็คิดอยู่ว่าหนังสือนี่ไม่มีประโยชน์ แต่สุดท้ายคือมันไม่มีประโยชน์จริง ๆ”
ระหว่างนั้น ลุคใช้มือเปล่าม้วนภาพใส่ในกระบอกโลหะเงิน แล้ววางลงกลางฝ่ามือทั้ง 2 กระบอกโลหะหดเล็กลง จนเหลือประมาณ 1 เซนติเมตร
จัสตินพับแขนเสื้อขึ้น จากนั้นลุคก็วางโลหะเงินลงเหนือข้อศอกเล็กน้อย เมื่อเลื่อนมือผ่านโลหะเงินเล็ก ๆ นั้นก็หายไป
“ช่างน่าอัศจรรย์ใจทุกครั้งที่ได้เห็นพวกเธอทั้ง 2 คนเล่นมายากลให้ดู” สาธุคุณบอกทั้งที่หันหลังให้ตลอดเวลา “เอาล่ะ ใกล้จะได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว จะรับที่นี่เลยไหม จะได้เรียกเด็ก ๆ ให้จัดมาให้”
“ไม่ละ เราไปแวะกินที่ร้านในระหว่างทางได้”
สาธุคุณมองทั้ง 2 คนแล้วให้คำแนะนำที่เคยบอกมาแล้วมากกว่า 50 ครั้ง “เมื่อไหร่ทั้ง 2 คนจะแต่งตัวให้มันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ลองแต่งตัวแบบครูสอนภาษาก็ยังดี แต่งตัวแบบนี้มันชัดเจนเกินไป”
ทั้งคู่ลุกขึ้นยืน กล่าวคำขอบคุณแล้วก็เดินออกไป ยังได้ยินเสียงบ่นตามหลังมา
“มีความมั่นใจมากเกินไป สักวันความมั่นใจนั้นจะทำร้ายตนเอง”

.... จบตอนที่ 5 ....(Halt (ฮัลท์)=หยุด)
สะ-ปอยว่า "ลุครู้แล้ว และลุครักโอเวน" ใครที่ยังไม่รู้ อย่าบอกคนที่ยังไม่รู้นะ จุ๊ๆ 

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
«ตอบ #76 เมื่อ22-03-2020 18:05:45 »

OMG :katai2-1: อ่านตอนนี้ก็ตะหงิดๆ อยู่ล่ะว่า

เอ...มันยังไงอะไรกันนะตั้งแต่ตอนที่แล้ว

พอมีสปอยตอนท้าย ก็อ่าฮ่ะ  :hao3:

จุ๊จุ๊จุ๊  ใครยังรู้ ลองอ่านดูอีกรอบได้เล้ย o18

ปล. อ่านนิยายคลายเครียดกันค่ะ

Stay Healthy and Think Positive :mew1:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +224/-3
Re: OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
«ตอบ #77 เมื่อ23-03-2020 01:00:23 »

โอเวนยังอยู่ไหมนะ

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
«ตอบ #78 เมื่อ24-03-2020 13:27:40 »


แหมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม


ร้ายนะยะลุค  ปากนี่รักอีกคนมาจุบอีกคน



สาธุ โอเวนรักบลู  :katai3:   :katai2-1:



 :hao3:  :hao3:







ออฟไลน์ ปีศาจน้อยสีชมพู

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 411
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
«ตอบ #79 เมื่อ27-03-2020 10:31:20 »

แปะ
 :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
« ตอบ #79 เมื่อ: 27-03-2020 10:31:20 »





ออฟไลน์ noteno

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 309
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
«ตอบ #80 เมื่อ27-03-2020 13:10:51 »

ใครๆก็รักโอเวน.....เเล้วเมื่อไรจะได้เจอกันจังๆ3คนสักที

ออฟไลน์ nongfom

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
«ตอบ #81 เมื่อ28-03-2020 16:05:41 »

รออ่านตอนต่อไปอยู่นะ

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 5 (21/5/63)
«ตอบ #82 เมื่อ02-04-2020 15:44:34 »


บลูจ๋า พี่มารอจ้าาาาาา  :L1:




ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3295/-9
OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #83 เมื่อ11-04-2020 13:31:02 »

ตอนที่ 6

เบสตื่นนอนเช้าวันนี้ด้วยอาการเหมือนคนที่ยังไม่ได้นอน การงัดตัวเองขึ้นมาจากที่นอนทำได้ยากมาก จนต้องสั่งตัวเองว่าห้ามขออีก 5 นาทีอย่างเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องสาย หรือไม่ก็ต้องขาดเรียนไปเลยอย่างแน่นอน
โทษตัวเองว่านี่เป็นความเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำตัวเอง ตั้งแต่การที่ไปดื่มกับเพื่อนในคืนวันศุกร์ แล้วก็มารอบลู 3 คืนติดต่อกัน
เบสเคาะหน้าผากตัวเองในระหว่างล้างหน้าแปรงฟัน มั่นใจว่าเมื่อคืนวันศุกร์ดื่มเบียร์แค่ขวดเดียวก็กลับ เพราะทั้งกลัวเจอด่านตรวจ ทั้งกลัวว่าบลูจะมารอนาน แต่หลังจากที่รอจนหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ คิดเอาเองว่าบลูอาจมาแล้วเห็นว่าหลับก็เลยไม่ได้ปลุก
เป็นวันที่เบสคิดโทษความไม่เอาไหนของตัวเองอยู่ทั้งวัน
...บ้าหรือเปล่า เบียร์แค่ขวดเดียวก็เมาหลับได้
แล้วบลูจะมาหาอีกไหม...
จนถึงคืนวันเสาร์ หนุ่มน้อยถึงกับเขียนป้ายกระดาษไว้ที่ข้างหน้าต่าง ว่าหากมาถึงแล้วเห็นว่าหลับก็ให้ปลุกได้เพราะว่ารออยู่ แต่ก็ยังไม่ไว้ใจพยายามฝืนความง่วง รออยู่จนถึงตี 4 บลูก็ยังไม่มา ถึงได้เข้านอนแล้วไปตื่นนอนตอนเที่ยง
พอมาถึงคืนวันอาทิตย์ก็เลยกลายเป็นว่ามีปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะยิ่งแน่ใจว่าบลูอาจมาเมื่อวันศุกร์ แล้วต้องเห็นว่าเมาจนหลับไป
บลูอาจไม่ชอบคนที่ชอบดื่ม
ไม่ได้ชอบดื่มสักหน่อย ไม่ได้ดื่มเยอะด้วย เมื่อไหร่จะมาสักที...
เป็นการตั้งคำถามที่มีแต่ทำให้ยิ่งเกิดความสับสนในตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 
ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่นายปรัตต์ ยิ่งพลวัฒน์ เป็นแบบนี้   
แล้วการที่ผล็อยหลับไปโดยมีสารพัดคำถามก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ไม่ได้นอน
เมื่อลงมาที่โต๊ะอาหาร กัลย์ซึ่งเป็นแม่บ้านเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ชุดเดียวเหมือนเคย
ไม่จำเป็นต้องถาม ว่าแม่ตื่นหรือยัง เพราะ ‘คุณผกา’ ไม่เคยตื่นก่อน 9 โมงเช้า
“คุณเบส ไม่สบายหรือคะ” แม่บ้านถาม
“เวียนหัวน่ะครับ”
ที่จริงเบสก็ไม่รู้จะบอกอาการของตัวเองว่าอะไรดี เพราะเหมือนยังไม่ได้นอน แต่ก็ไม่ได้ง่วงนอน ถ้าจะบอกว่าเวียนหัวก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น จะบอกว่าปวดหัวก็ไม่ใช่อีก
มันงง ๆ เบลอ ๆ แต่ก็รู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป
“แล้วจะขับรถไปเรียนไหวหรือคะ หยุดเรียนไม่ดีกว่าหรือคะ”
เบสกินขนมปังไปแผ่นเดียวกับนมสดครึ่งแก้ว ก็ลุกขึ้น หยิบกระเป๋าเรียน
“ทานไปนิดเดียวเอง” กัลย์เป็นห่วง
“ไม่รู้สึกอยากกินน่ะครับ เดี๋ยวไปถึงมหา’ลัย ค่อยไปหาอะไรกินที่โรงอาหารต่อ”
“มันจะไม่สะอาดเหมือนอาหารที่บ้านนะคะคุณเบส ไม่สบายอยู่แล้ว อาจยิ่งหนักกว่าเดิม”
เบสยิ้ม แล้วหยิบกุญแจรถ
“ให้คนขับรถขับไปส่งไหมคะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
“จะให้บอกคุณแม่ไหมคะว่าคุณไม่สบาย”
“อย่าเลยครับ เดี๋ยวก็คงดีขึ้นเอง ขอบคุณนะครับคุณกัลย์”
ตั้งแต่จำความได้ เบสกินอาหารเช้าคนเดียว โดยและมีพี่เลี้ยง คนรับใช้ไปส่งโรงเรียนมาตลอด จนรู้สึกเฉย ๆ กับเรื่องนี้
แต่ตอนที่ขับรถออกมาจากบ้าน กลับคิดถึงหลายเรื่องที่ไม่เคยคิด ยิ่งเมื่อรวมกับอาการอ่อนเพลียที่เป็นอยู่ก็ยิ่งทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม
ถึงได้บอกว่า อาการนี้มันคืออาการของคนทำตัวเองชัด ๆ
ตอนใกล้สอบ หรือต้องเร่งงานส่งอาจารย์ที่อดนอนจนข้ามวัน เกิน 24 ชั่วโมงก็ผ่านมาได้โดยที่ไม่มีอาการแบบนี้ โดยเฉพาะการติดอยู่ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่เป็นแบบนี้
อาการที่เป็นอยู่หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเตือนตัวเองมาตลอดทางว่าห้ามหลับเด็ดขาด พอถอยรถเข้าที่จอดรถได้ เบสก็ดับเครื่องยนต์ เปิดกระจกรถ ตั้งโทรศัพท์ปลุกไว้ แล้วเอนเบาะลงนอน 
ข้าวโพดขับรถตามหลังเบสมาตั้งแต่เลี้ยวเข้ามหาวิทยาลัยจนกระทั่งจอดรถ แต่ตอนที่จะเดินไปทักก็เห็นว่าเบสกำลังเอนเบาะลงนอน ก็เลยนั่งเล่นโทรศัพท์รออยู่ใกล้ ๆ พักหนึ่งเพื่อนร่วมคณะหลายคนทยอยเข้ามาที่ลานจอดรถ ถามว่ามานั่งรอใคร ข้าวโพดก็บอกไปตามตรงว่า รอเบสที่กำลังหลับอยู่
“มันไม่สบายหรือ” เพื่อนถาม
ข้าวโพดพยักหน้า “เออ ได้นอนสักพักคงดีขึ้น”
“แล้วมึงจะนั่งรอมันแบบนี้หรือ กินอะไรมาหรือยัง”
“ยัง แต่ไม่เป็นไร รอเบสตื่นแล้วค่อยไปหาข้าวกินก็ได้”
นทีที่เพิ่งมาถึงก็เป็นอีกคนที่แวะเข้ามาถาม ว่าข้าวโพดรอใครอยู่ เพื่อน ๆช่วยกันตอบว่ารอเบสที่หลับอยู่
แต่คุยกันเสียงดังขนาดนี้เบสยังไม่มีท่าทีว่าจะตื่น ทำให้ข้าวโพดเดินไปดูที่รถรอบหนึ่ง เห็นว่าหลับอยู่จริง ๆก็เดินกลับมา
“ท่าจะหนักนะมึง พาไปที่โรงพยาบาลไม่ดีกว่าหรือ” นทีแนะนำ
“เดี๋ยวกูรออีกสัก 15 นาทีถ้าไม่ตื่นก็จะปลุกแล้ว พวกมึงไปก่อนเหอะ”
นทีคนมีน้ำใจบอกว่าจะไปซื้อแซนด์วิชมาให้
“เออ ขอบใจ แต่ไม่เป็นไร มึงต้องเดินไปเดินมา ไว้เจอกันที่ห้องเรียนเลยแล้วกัน”
แต่นทีก็ซื้อแซนด์วิชกับกาแฟเย็น และน้ำเปล่า 2 ขวดมาให้ข้าวโพดก่อน
“ของมึงอันนึง อย่าแดกหมดล่ะ เก็บไว้ให้คนที่หลับอยู่อันนึง”
“น้ำเปล่าของเบสใช่ไหม”
“เออ เผื่อไว้ล้างหน้าด้วยขวดนึงนะมึง”
“รอบคอบนะเนี่ย”
“กูเปล่า” นทียอมรับ “เจอนานาที่โรงอาหาร นางเป็นคนจัดการ”
ข้าวโพดหัวเราะ “ฝากขอบใจด้วย มึงก็ไปแดกข้าวเหอะ มัวแต่วิ่งไปวิ่งมา”
“กูอยากเก็บไว้ให้มึงที่ห้องเรียนอย่างที่บอกตอนแรกจะตายห่า แต่ถ้ากูไม่มา นานามันคงดึงหูกูยานลงมาถึงตาตุ่มแน่ ๆ” นทีบอกแล้วรีบกลับไปหานานาที่โรงอาหาร
เหลืออีก 10 นาทีจะถึงเวลาเรียนได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่ตั้งปลุกดังมาจากรถ แต่เบสก็ยังไม่ขยับ ข้าวโพดเลยเดินไปเรียก
“เบส ตื่นเหอะ จะถึงเวลาเรียนแล้ว”
หนุ่มตัวขาวลืมตาขึ้นมามอง ท่าทางจะงง ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
“มหา’ลัยไง เปิดประตูรถมาล้างหน้า ล้างตาก่อน”
“อือ”
เบสเปิดประตูรถตามที่บอก ลุกมาล้างหน้า แล้วดื่มน้ำเย็น
“ขอบใจ”
ข้าวโพดแตะที่คอเพื่อน “ไม่มีไข้นี่”
“อือ” เบสพูดคำเดิม “ไม่ค่อยดีตั้งแต่เช้าวันเสาร์ละ มันงง ๆ เบลอ ๆ  ตลอดเวลา”
“แล้วเรียนไหวหรือเปล่า ไปนอนห้องพยาบาลไหม”
“ไม่ต้องหรอก ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นนี่ก็ดีเหมือนกัน” เบสหันมาส่งยิ้มอ่อนเพลีย
ข้าวโพดส่งแซนด์วิชให้ “กินอะไรมาหรือยัง นานาฝากนทีให้เอามาให้”
เบสเอียงหันหน้าหันมามองอีกคนขณะที่ลำดับประโยคที่ข้าวโพดบอกอีกครั้ง “นานาฝากนทีเอามาให้ข้าวโพด เพื่อเอามาให้เรา”
ข้าวโพดพนักหน้า เบสก็พยักหน้าตาม
“กินขนมปังกับนมมาแล้วจากบ้าน ไม่ค่อยหิวน่ะ ข้าวโพดกินเหอะ”
“กูกินแล้ว” มือใหญ่แกะแซนด์วิชให้ “กินเสียหน่อย”
เบสส่ายหน้าทันที แต่พอเห็นสีหน้าคนที่คอยดูแลก็ต่อรอง “มันมี 2 คู่ ข้าวโพดแบ่งไปคู่นึงสิ”
“นี่เท่ากับมึงกินขนมปังแผ่นเดียวเลยนะ”
เบสส่ายหน้าอีกครั้ง “กินที่บ้านมาแผ่นนึงแล้ว”
“เบส มึงนะ กินให้หมดเลย ไม่หมดไม่ต้องขึ้นห้องเรียนทั้งมึงทั้งกูนี่แหละ”
เบสกินไปต่อรองไปจนหมด ข้าวโพดก็เปิดขวดน้ำให้
“เห็นไหม ก็กินหมดนี่หว่า ต่อรองอย่างกับเด็ก ๆ” ข้าวโพดดุแล้วลุกไปหยิบกระเป๋าเรียนของเบสจากในรถ “แล้วตั้งแต่วันเสาร์ได้ไปหาหมอหรือยัง” จากนั้นก็หันมาเตือน “อย่าลืมกดล็อกรถ” ปิดท้ายด้วยการเดินไปหยิบกระเป๋าหนังสือจากรถของตัวเอง
เบสยืนรอจนข้าวโพดเดินกลับมาหาแล้วเดินไปด้วยกัน
“ไม่ได้ไปหาหมอหรอก ตั้งแต่วันเสาร์ก็กินไทลีนอลไปเม็ดนึง แต่ไม่เห็นว่าจะดีขึ้นก็เลยไม่ได้กินอีก”
“ไม่มีไข้ ไม่ปวดหัว มันไม่น่าใช่ไทลีนอลนะ” ข้าวโพดหันมามองหน้า “เดี๋ยวช่วงเที่ยงเราไปหาหมอกัน ไหน ๆ มอ’เราก็มีโรงพยาบาล ใช้สิทธิ์กันหน่อยดีกว่า”
“ข้าวโพดก็ไม่สบายเหมือนกันหรือ” สีหน้าของเบสเป็นห่วงเพื่อนจริงจัง
“เราน่ะหมายถึงเบสคนเดียว ไม่ได้หมายถึงกู...เอ่อ ข้าวโพด”
เบสยิ้มกว้าง “เรียกตัวเองว่ากู เหมือนเคยก็ได้”
หนุ่มตัวสูงใช้ลิ้นดุนแก้ม “ยังไม่ค่อยชินน่ะ”
“เป็นตัวของตัวเองน่ะดีที่สุดแล้ว” เบสให้กำลังใจ “แล้วทำไมถึงอยากเปลี่ยนชื่อเรียกตัวเอง”
ข้าวโพดหันไปขำให้กับดินฟ้าอากาศกับการใช้ถ้อยคำของหนุ่มตัวเล็ก
“ก็อยากเปลี่ยน เผื่อจะเข้ากับเบสไง”
เบสไม่เข้าใจ ข้าวโพดก็เลยปล่อยผ่านไป
จนถึงขนาดนี้ เบสก็ยังทำเป็นไม่เข้าใจอยู่เหมือนเดิม
“ช่างมันเหอะ แต่อาการที่เป็นอยู่นี่มันอาจเกิดจากการที่เบสไม่กินอะไรเลยก็ได้นะ”
“ช่วงวันเสาร์อาทิตย์มันเหมือนเครื่องรวนยังไงไม่รู้ อธิบายยาก ไม่หิวด้วย นี่ก็กะว่าจะมากินข้าวต้มที่โรงอาหาร แต่พอมาถึงก็ไม่ไหวแล้ว ในหัวมันหนักมาก เลยนอนก่อนดีกว่า”
“ยังดีที่ไม่หลับใน ตอนที่กำลังขับรถ”
เบสพยักหน้า
“นอนดึกหรือ”
“ใช่ รอพี่บลูน่ะ”
มีเพื่อนนักศึกษาที่เดินผ่านมาหันมาเร่งทั้ง 2 คนที่ยังคุยกัน ว่าใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้ว ถ้าสาย 10 นาทีอาจารย์จะล็อกห้อง เบสหันไปขอบคุณเพื่อน แล้วหันมาบอกกับข้าวโพด “เอาไว้ช่วงพักเที่ยงจะเล่าให้ฟัง”
เบสไม่แน่ใจว่าเรื่องที่เล่าให้ข้าวโพดฟังจะได้รับปฏิกิริยาแบบไหนกลับมา แต่ก็ตัดสินใจเล่าให้ฟังทั้งหมด
ข้าวโพดไม่มีปฏิกิริยาอะไรในตอนที่เบสบอกว่าบลูไม่ใช่มนุษย์ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ จึงไม่มีความเห็นอะไร นั่งฟังไปเรื่อย ๆ แต่ให้ความสนใจความรู้สึกของเบสที่มีต่อบลูเป็นหลัก
“ทำไมไม่แปลกใจเรื่องพี่บลู”
“ก็ไม่” ข้าวโพดเกาคางตัวเอง “อธิบายยาก ตั้งแต่ตอนที่เจอครั้งแรกก็รู้สึกว่า พี่บลูก็คือพี่บลู ถ้าเบสจะบอกว่าเขาเป็นอะไร เขาก็คือพี่บลูอยู่ดี เข้าใจไหม”
เบสพยักหน้า “ไม่กลัวใช่ไหม”
“ไม่ เราทำอะไรผิดล่ะ ถึงต้องกลัว”
คนหน้าหวานยิ้มกว้าง รู้สึกเบาใจขึ้นที่ข้าวโพดเข้าใจเรื่องของบลู
“ตอนที่เจอเขาครั้งแรกเราก็ไม่กลัวเหมือนกัน แต่พอลองสมมุติว่าคนที่อยู่ตรงระเบียงเป็นคนอื่น แล้วลอยได้ เราคงกลัวจนไข้ขึ้นไปแล้ว”
“เออ ใช่” ข้าวโพดหัวเราะ “แล้วตกลงเบสชอบเขาหรือเปล่า”
ข้าวโพดบอกพลางชี้เตือนไม่ให้เบสเขี่ยหมูก้อนออกจากข้าวต้ม ทำให้เบสทำปากยื่นก่อนที่จะตอบ
“เราคิดว่าชอบเขา ตอนได้เจอก็ดีใจ ชอบเวลาที่ได้คุยกัน แล้วก็เป็นห่วงที่เขาหายไปหลายวันแล้วติดต่อไม่ได้ แต่มันมีความเป็นเหตุผลมีบางอย่างอยู่ในนั้น มีความไม่แน่ใจ”
“แบบนั้นก็ยังมีหวัง”
ดวงตาหวานเชื่อม กับรอยยิ้มของข้าวโพด บอกความรู้สึกภายในใจที่ชัดเจนมาโดยตลอด
...แต่เบสทำเป็นมองไม่เห็น
“ยังมีคนที่ดีกับข้าวโพดมากกว่าเราอีกตั้งเยอะ อย่าเสียเวลากับเราเลย”
“เบสเอง ก็ยังให้เวลากับพี่บลู ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ใช่คน” รู้ดีว่าไม่มีทางสมหวัง “แล้วจะมาห้ามจีบได้ไง”
เบสสงสัย “ทำไมข้าวโพดถึงชอบเรา แล้วไม่กลัวว่าพี่บลูจะคิดยังไงหรือ” 
“ชอบก็คือชอบน่ะแหละ ไม่มีอะไรซับซ้อน ส่วนพี่บลู พอมาคิด ๆ ดู รู้สึกคุ้นกับเขามากเลยนะ” เหมือนเคยเจอ เคยรู้จักกัน
“ข้าวโพด” เบสมีสีหน้าจริงจัง
“อะไร”
“อย่าชอบพี่บลูนะ ข้าวโพดหล่อกว่าเรา แล้วก็เอาใจคนเก่งด้วย เดี๋ยวพี่บลูจะชอบข้าวโพดมากกว่าเรา”
ข้าวโพดส่ายหน้าที่จู่ ๆ อีกคนก็พาออกนอกเรื่อง เตือนให้เบสกินข้าวอีกคำ แล้วค่อยไปหาหมอด้วยกัน
“เออ ตอนนี้ไม่ค่อยเป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องไปหาหมอแล้วก็ได้” เบสรีบบอก
หนุ่มที่เพิ่งได้รับคำชมว่าหล่อหัวเราะเบา ๆ “ถ้าดีขึ้นแล้วก็ดี แต่ถ้าไม่ไหวแล้วต้องบอกนะ”
เป็นวันที่ข้าวโพดคอยดูแลเบสเป็นอย่างดี ตั้งแต่เช้าจนถึงเลิกเรียน ก็ยังขับรถตามมาส่งจนเลี้ยวรถเข้าบ้าน ขณะที่สรรพนามเรียกตัวเองของข้าวโพดก็ยังคงเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามประสาคนที่ยังไม่คุ้นชิน จนกลายเป็นเรื่องให้อีกคนต้องอมยิ้มได้ตลอดการคุยกัน
แต่ทันทีที่เบสก้าวเท้าผ่านประตูบ้านเข้ามาอาการเวียนหัว อ่อนเพลีย ไม่มีแรงก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
หลังจากที่กินอาหารเย็นเสร็จ เบสก็เข้าห้องนอน มีโทรศัพท์จากข้าวโพดที่โทรมาหาแต่ไม่ได้รับ
“โทษที เมื่อกี้เราลงไปกินข้าว ไม่ได้เอาโทรศัพท์ลงไปด้วย มีอะไรหรือเปล่า”
“จะถามว่า ยังรู้สึกไม่สบายอยู่อีกหรือเปล่า”
เบสลังเล อยากตอบว่าไม่เป็นไร แต่นึกดูอีกที ข้าวโพดก็เป็นเพียงคนเดียวที่รู้ความลับหลายเรื่อง
“ไม่ค่อยดีเลย กำลังสงสัยว่าแพ้อากาศ หรือแพ้ดอกไม้อะไรที่นี่หรือเปล่า เพราะว่าพอเข้าบ้านก็มีอาการ”
ข้าวโพดตัดสินใจทันที “เบสมานอนบ้านกูไหม” พอเบสเงียบไปข้าวโพดก็รีบบอก “เมื่อกี้กูคุยกับแม่แล้ว ลองดูไง คืนเดียว คุณน้าอยู่หรือเปล่า”
ข้าวโพดเรียกแม่ของเบสว่าคุณน้า
“ไม่รู้สิ ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นเขาเลย”
“เออ งั้นก็ยิ่งไม่ควรอยู่คนเดียว เบสเก็บเสื้อผ้ากับหนังสือเรียนรอกูก่อนนะ เดี๋ยวพอกูเลี้ยวรถเข้าซอยจะโทรบอก แล้วเบสก็ออกมารอหน้าบ้านแค่นั้นแหละ”
“ข้าวโพด เราเกรงใจน่ะ”
“จะเกรงใจอะไร เพื่อนกันก็ต้องคอยดูแลกันสิ”
“แล้วถ้าเกิดว่าพี่บลูมา”
“ถ้าเขามาแล้วไม่เจอ เขาก็น่าจะรู้ว่าเบสอยู่ที่ไหน”
เกือบ 2 ทุ่มข้าวโพดก็โทรศัพท์มาบอกว่ากำลังเลี้ยวรถเข้ามาในซอย เบสที่เก็บเสื้อผ้ากับหนังสือเรียนเสร็จนานแล้ว จะเดินไปเคาะประตูห้องนอนของแม่เพื่อบอกว่าจะไปนอนบ้านเพื่อนก็กลับหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนของตัวเอง
มันเป็นความรู้สึกว่า ไม่อยากเดินไปห้องนั้น และไม่อยากบอก
ไม่ได้กลัว
แต่ไม่อยากบอก
เบสเด็กดีที่รักแม่ของเขามาก รู้สึกว่าไม่อยากบอกเรื่องนี้ให้แม่รู้

ผกาเก็บตัวอยู่ภายในห้องนอนมาหลายวัน จนไม่รู้แล้วว่าวันนี้คือวันอะไร
เธอได้ยินเสียงรถของลูกชายไม่ว่าจะเป็นตอนที่ออกไปเรียนหรือกลับเข้ามาบ้าน จนถึงตอนที่เขากำลังจะออกไปอีกครั้ง
เสียงเปิด-ปิดประตูเหล่านั้นมันชัดเจนเกินไป
ผกาได้ยินเสียงของใครบางคนกระซิบอยู่ข้างหู บอกว่าเธอเป็นใคร
บอกว่าลูกชายของเธอเป็นใคร
บอกว่าข้าวโพดเพื่อนของลูกชายของเธอคือใคร   
บอกว่าเกิดอะไรขึ้น
บอกว่าเธอควรทำอะไร
บางครั้งก็ขู่ว่าจะจุดจบของเธอคืออะไร
ครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงเหล่านี้ เธอคิดว่าคิดไปเอง จากนั้นเธอก็เริ่มโต้เถียง แต่เมื่อผ่านไป 3 วัน ความเป็นผกา ยิ่งพลวัฒน์ ก็เริ่มจางลงไป
....
กว่าจะกลับมาถึงบ้านของข้าวโพดก็ดึกมากแล้ว แต่คุณอัจฉรา แม่ของข้าวโพดก็ยังรออยู่ และบอกว่าเตรียมห้องนอนเล็กสำหรับแขกไว้ให้
“นอนได้ไหม” หนุ่มหล่อแขวนเครื่องแบบของเบสไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า แล้ววางกระเป๋าเรียนของเบสไว้ที่โต๊ะตัวเล็กข้างเตียงนอน 
“ได้สิ” เบสบอก
“มีอินเตอร์คอมนะ ถ้าเวียนหัว ไม่สบาย หรือจะเอาอะไรก็กดออดเรียก มันจะไปดังที่ครัว” ข้าวโพดเดินมารับกระเป๋าอีกใบที่เบสยังถืออยู่ “เอามาสิ จะไปจัดให้”
“ไม่เป็นไร อันนี้เดี๋ยวเราจัดการเองได้”
ข้าวโพดตามใจ “ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายอยู่หรือเปล่า”
“รู้สึกว่าหายใจคล่องขึ้น แต่ยังมีมึนงงอยู่หน่อย ๆ สงสัยจะแพ้อะไรบางอย่างที่บ้านจริง ๆ” เบสเดินไปนั่งบนเตียง วางกระเป๋าไว้ข้างตัว
“แม่เบสซื้ออะไรที่มีกลิ่น กลับมาจากที่เขาไปเที่ยวมาหรือเปล่า” ข้าวโพดตั้งข้อสังเกต เพราะเบสเพิ่งมีอาการหลังจากที่มารดากลับมาจากสแกนดิเนเวียรอบนี้
“เขาซื้อของสะสม ของที่ระลึกมาเยอะมาก ส่งล่วงหน้ามาก่อนก็มี”
เบสยกมือนวดขมับเพราะเมื่อพยายามจะนึกถึงภาพที่บ้าน อาการมึนงง ก็กลับมาอีกครั้ง ข้าวโพดดันไหล่ของเบสให้เอนตัวลงนอน แล้วลุกไปกดอินเตอร์คอมขอผ้าชุบน้ำอุ่น
“กูดีใจนะที่เบสยอมมานอนที่บ้าน”
เบสพยักหน้าแล้วหลับตาลง มีเสียงเคาะประตูห้อง พอเห็นว่าอัจฉรามารดาของข้าวโพดเดินนำคนรับใช้ที่ถือถาดน้ำเข้ามา  ก็ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง
“เบส ไปหาหมอไหมลูก”
“ไม่เป็นไรครับ เบสรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วครับ”
จากที่เห็นก็คิดว่าเบสมีสีหน้าที่ดีกว่าตอนที่เดินเข้าบ้านมาพร้อมกับลูกชาย แต่เพราะลูกชายขอให้คนรับใช้เตรียมน้ำอุ่นมาเช็ดตัว ถึงได้คิดว่ามีอาการแย่กว่าเดิม จึงเข้ามาดู
อัจฉราหันไปมองหน้าลูกชาย และพูดอย่างคนที่รู้ทันความคิด
“อย่างนั้นอย่าคุยกันดึก ให้เบสได้นอนพัก พรุ่งนี้ข้าวโพดยังต้องไปเรียน ส่วนเบสถ้ายังไม่ค่อยดีก็พักอยู่ที่นี่ไปก่อน ไม่ต้องเกรงใจ”
เบสพยักหน้าด้วยสีหน้าที่ชัดเจนว่าเกรงใจมาก และแน่นอนว่าจะต้องตื่นเช้าไปเรียน
อัจฉราส่ายหน้า
...เด็กคนนี้แสดงออกทางสีหน้าท่าทางชัดเจนเสียจนไม่จำเป็นจะต้องพูดออกมา และลูกชายของเธอเองย่อมต้องรู้นิสัยนี้เป็นอย่างดี ถึงได้มาขออนุญาตว่าจะพาเบสมานอนที่บ้าน
ใช่ ข้าวโพดชวนเบสก่อน จากนั้นจึงมาขออนุญาตแม่ว่าจะพาเพื่อนมานอนที่บ้าน
“เอาเถอะ ยังไงก็อย่านอนดึก แล้วถ้าไปเรียนไม่ไหวก็อย่าฝืน” อัจฉรากำชับอีกครั้ง จากนั้นก็กลับออกไปพร้อมกับคนรับใช้
เบสหันมาบอกกับข้าวโพด “ไม่ได้ป่วยหนักขนาดต้องเช็ดตัวสักหน่อย ดูสิ รบกวนแม่ไปด้วยเลย”
ข้าวโพดโบกมือ “ตั้งแต่ตอนที่กลับมาถึงบ้าน คุยกับแม่ ว่าเบสไม่สบายแล้วยังไปเรียน แม่ยังถามว่าทำไมไม่พาไปหาหมอ แล้วก็เป็นคนบอกเองว่าให้ลองชวนมานอนที่นี่” โกหกกันเห็น ๆ
เบสเข้าใจ “ข้าวโพดเห็นว่า บ้านเราดูแปลก ๆใช่ไหม”
“เฮ้ย กูไม่ได้ว่าแบบนั้น”
“แต่เราเข้าใจ แม่เราไม่เหมือนใคร จนถึงตอนที่ข้าวโพดมารับ เรายังไม่รู้เลยว่าเขาอยู่บ้านหรือเปล่า”
“อ้าว”
“ถ้าคุณกัลย์ก็คงรู้แหละว่าอยู่หรือไม่อยู่ แต่ตอนนั้นมันนึกอะไรไม่ออก ไม่อยากขยับตัวไปไหน พอวางสายจากข้าวโพดตอนแรก เราก็เก็บของเสร็จแล้วก็นอนอยู่บนเตียงเฉย ๆ พอข้าวโพดโทรมาอีกทีถึงลุกขึ้นมาล้างหน้า แล้วถือของลงมาเลย”
“ฟังดูผิดปกติจริง ๆ”
“ใช่” เบสยอมรับ “ตอนที่นั่งอยู่ในรถก็ไม่คิดจะโทรบอกเขานะ จนถึงตอนนี้ เรายังสงสัยตัวเองเลยว่าเป็นอะไร”
ข้าวโพดเดินไปหยิบโทรศัพท์มาส่งให้ “งั้นก็โทรบอกเขาตอนนี้เลย”
เบสรับโทรศัพท์มากดโทรออก ครู่หนึ่งมารดาก็รับสาย พูดกันไม่กี่คำเบสก็กดวางสาย
“เหมือนเบสกำลังงอนแม่เลย”
“บ้า” หนุ่มตัวเล็กหัวเราะ “เสียงเขาดูเครียด ๆ เหมือนไม่ค่อยอยากคุย เราถึงได้วางสายเลย”
แต่เบสกลับหน้าซีดลงอีกรอบ ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วง
“เริ่มรู้สึกไม่สบายอีกรอบแล้วใช่ไหม”
“ใช่”
ข้าวโพดหันไปมองรอบห้อง “แต่ในห้องนี้ไม่ได้มีดอกไม้ หรืออะไรที่มีกลิ่นนี่”
“หรือว่าเรากำลังจะเป็นบ้า”
“หยุดเลย ห้ามพูดแช่งตัวเองแบบนั้น” ข้าวโพดดุ “ตกลงลุกไปอาบน้ำเองไหวไหม”
“ไหวสิ” เบสลุกขึ้นมาหยิบกระเป๋าใบเล็กหยิบเสื้อนอนออกมา “เราอาบน้ำนอนเลยแล้วกัน ข้าวโพดจะได้ไปเล่นเกมกับเพื่อน”
“ช่างพวกมันเหอะ ไม่เล่นสักคืนก็ไม่เป็นไรหรอก”
พอเบสเข้าห้องน้ำ ข้าวโพดก็ออกไปจากห้องเหมือนกัน สักพักก็กลับมาพร้อมกับหมอนและผ้าห่ม
เบสยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าข้าวโพดกำลังปูที่นอนหน้าเตียง
“ทำอะไร”
“ขอนอนหน้าเตียง รับรองว่าไม่ทำอะไร”
เบสส่ายหน้า “เรารู้ว่าข้าวโพดเป็นห่วง แต่นี่บ้านข้าวโพดนะ ข้าวโพดนอนบนเตียง เรานอนพื้นก็ได้”
“เออ เถียงเก่งขนาดนี้ก็นอนเหอะ กูจะไปเอาคอมพ์มานั่งทำงานต่อ”
“รายงานยังไม่เสร็จอีกหรือ ช่วยไหม”
ข้าวโพดยกมือจะตีเหม่งของอีกคน แต่นึกขึ้นมาได้ว่า เบสไม่ค่อยสบายก็เลยบอกให้ไปนอน
พอกลับมาอีกรอบ ปรากฏว่าเบสนอนหลับสบายอยู่บนเตียง
ข้าวโพดนั่งทำรายงานอยู่ครู่หนึ่ง ก็ปรากฏแสงสีขาวสว่างขึ้นที่นอกหน้าต่างระเบียง พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าบลูยืนอยู่
อย่างที่บอกกับเบสไป ว่าทั้งที่รู้ความจริง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกกลัว
ยิ่งพอเห็นชัดเจนในเวลานี้ จากใบหน้า ลักษณะภายนอก และดวงตาสีฟ้าคู่นั้น ข้าวโพดเชื่อว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง บลูมีอายุน้อยกว่าข้าวโพด แต่มากกว่าเบส
และเชื่อว่า ตนทำผิดต่อบลู
หนึ่งในนั้นคือเรื่องของเบส ส่วนอีกเรื่องคือเรื่องอะไร ข้าวโพดนึกไม่ออก ทั้งความเชื่อที่เกิดขึ้นในเวลานี้ยังเป็นความเชื่อแบบไม่มีที่มาที่ไป
ที่สำคัญคือ ข้าวโพดเชื่อว่า บลูกำลังหัวเราะทั้งที่ไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อใบหน้าแม้แต่นิดเดียว 
“พี่บลู” ข้าวโพดเรียกพี่ตามเบส ขณะที่ลุกขึ้นมาหา “เบสหลับไปแล้ว”
บลูพยักหน้า “ฉันมีเรื่องให้ไปจัดการหลายวัน เลยไม่ได้ไปหาที่บ้าน” ดวงตาสีฟ้ามองคนที่หลับสบาย “ดีแล้วที่นายไปรับเขามา”
“เบสรอพี่ทุกคืน เขาไม่ค่อยสบายมาตั้งแต่วันเสาร์”
บลูขมวดคิ้วขณะที่ฟังข้าวโพดบรรยายอาการของเบส
“น่าจะเกี่ยวกับของที่แม่ของเขาเอากลับมา”
แม้จะมีหลายเรื่องที่ข้าวโพดไม่รู้ที่มาที่ไป แต่ข้าวโพดก็เลือกที่จะเชื่อบลูในทันที
“นายช่วยดูแลเบสจนกว่าฉันจัดการเรื่องของพวกนั้นได้ไหม”
“ผมไม่เกี่ยงเรื่องดูแลเบสอยู่แล้ว แต่เขาไม่ยอมไปหาหมอ”
บลูหันมามองคนที่กำลังฟ้องเพื่อนคนพิเศษ รอยยิ้มขำกดลึก “ถ้าสาเหตุอยู่ที่ของที่แม่เขาเอามา เราก็แค่ให้เขาอยู่ห่างจากของพวกนั้น”
ข้าวโพดยังไม่แน่ใจ และอยากพาเบสไปหาหมอมากกว่า
“อย่างนั้นก็รอดูพรุ่งนี้เช้า ถ้าไม่ดีขึ้นก็พาไปหาหมอ แต่ถ้าจะไปเอาของที่บ้าน จะให้เบสเป็นคนโทรไปบอกคนที่บ้านก็ได้ แต่นายต้องเป็นคนไปเอามา ยังไงก็ได้แต่อย่าให้เบสเข้าไปในบ้าน”
“พี่ครับ”
บลูพยักหน้า
“เรา คือ พี่รู้จักผม คือ ผมคิดว่าผมรู้จักพี่ แต่ผมไม่เคยเรียกพี่ว่าพี่”
ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายวูบหนึ่ง “นายอาจรู้จักฉัน” ในชื่ออื่น “แต่ฉันไม่อยากรู้จักนาย”
“แสดงว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่”
ตลอดเวลาที่รู้จักกันมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นหลายเรื่อง แต่เพราะบทสุดท้ายของการรู้จักกันคือความเลวร้าย และความสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เมื่อนึกย้อนกลับไป จะนึกถึงแต่เรื่องเลวร้ายเหล่านั้น
ที่นายยังรอดอยู่จนถึงตอนนี้ก็เพราะมีคนขอชีวิตของนายไว้ และ... “ฉันแน่ใจว่านายจะดูแลเบสได้”
“ครับ” ข้าวโพดมีความตั้งใจที่จะทำเช่นนั้นมาตลอดตั้งแต่พบกับเบสครั้งแรกอยู่แล้ว
บลูมองเห็นความตั้งใจนั้น
มันชัดเจนจนรู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่พูดคุยกับคน ๆ นี้นานเกินไปจนรับรู้ความรู้สึกของคน ๆ นี้ได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
หงุดหงิดที่ลุคขอชีวิตหนุ่มคนนี้ไว้
และยอมรับว่า มีแต่หนุ่มคนนี้ที่เบสสามารถพึ่งพาได้
มันน่าโมโหจริง ๆ ให้ตายเถอะ!
บลูออกจากบ้านของข้าวโพดก็พบรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของลุคจอดซ่อนอยู่ข้างทางจึงแวะดู
เจ้าของรถปรากฏตัวในทันทีที่บลูแตะรถ
“นายหวงรถขนาดนี้เชียวหรือ”
“ฉันห่วงนายมากกว่ารถอยู่แล้ว” ลุคไม่สนใจสีหน้าแสดงความรำคาญของอีกฝ่าย
...เพราะหนุ่มคนนี้มักแสดงท่าทีแบบนี้เสมอ...
“แล้วมาทำอะไรแถวนี้”
“ฉันตามนายมาน่ะสิ”
บลูเลิกคิ้วขึ้นสูง “แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่เข้าไปคุยกับเขาล่ะ”
“เพราะฉันก็ยังไม่พร้อมที่จะตอบคำถาม”
“อย่างกับว่า เวลาที่ฉันถามแล้วนายจะตอบ”
“ฉันตอบ”
“นายต่อเวลาไปเรื่อย ๆ นายไม่ได้ตอบคำถาม”
ลุคใช้ท่าไม้ตายคือยกมือยอมแพ้
“เห็นไหม ตอนที่ฉันเดินหนีนายจะหลอกล่อให้ฉันเดินตามนาย แล้วพอฉันเดินตามนาย นายจะหนี”
ช่างเป็นคำวิจารณ์ที่ตรงและเจ็บแสบ
“แล้วเมื่อกี้ แอบฟัง?”
“อืม”
เมื่อมองลึกลงไปในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น ลุคแน่ใจว่า ถ้าไม่ใช่เพราะว่าตนเองบุกรุกเข้าไปในบ้านของบลูเมื่อหลายวันก่อน บลูก็จะเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพบเจอกันไปตลอด
“แล้วจะทำไงต่อ”
ลุคหันมามองหน้า คนที่หันไปมองทางอื่น
“บลู มีอะไรหรือเปล่า”
บลูหันมามองหน้า แล้วก็ส่ายหน้า “ช่างเหอะ ถ้านายจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ต่อไป ฉันก็จะไปจัดการเรื่องของฉันแล้วนะ”
“ก็ฉันไม่รู้ว่านายหมายถึงเรื่องอะไร”
บลูกำลังพยายามควบคุมความโกรธอย่างจริงจัง “ฉันต้องการกำจัดคนที่ใส่ร้ายครอบครัวไร้ท์”
“ก็...”
“อย่าอ้อมค้อม ฉันไม่ได้มีเวลามากนัก”
“ฉันต้องลงคาถาคุ้มครองที่นี่ไว้ก่อน จากนั้นก็กลับไปดูที่บ้านของคาร่า”
...ก็แค่นี้ โยกโย้ตลอดเวลาเพื่ออะไร!
บลูก้าวถอยออกมายืนห่างจากแนวรั้วบ้าน แล้วกอดอกมองลุคที่พับแขนเสื้อที่ปิดลงมาถึงกลางหลังมือให้ขึ้นไปอยู่เหนือข้อศอก ทำให้มองเห็นปลอกข้อมือที่เป็นโลหะสีเงินสะท้อนแสงไฟ ลวดลายและอักขระโดดเด่น
เมื่อลุคยื่นมือไปข้างหน้า ลวดลายเส้นเล็กบางเหล่านั้นก็ลอยขึ้น สอดประสานกลายเป็นตาข่ายคลุมบ้านไว้ แล้วกลืนหายไปกับความมืด
กว่าที่จะกลับไปถึงที่บ้านก็พบว่าคาร่าไม่ได้อยู่ในบ้านแล้ว
“ฉันอยากเข้าไปดูในบ้าน อยากเห็นว่า เธอเอาอะไรกลับมาจากสแกนดิเนเวีย” บลูบอก
“มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วก็ได้”
“อย่างน้อยก็จะได้แน่ใจว่าอยู่ที่นี่หรือว่าย้ายออกไปแล้ว”
ลุคตามใจ
“ฉันจะเข้าไป นายรออยู่ที่นี่” บลูบอกแล้วเปลี่ยนเป็นนกฮูกสีขาว และลำแสงสีขาวพุ่งตรงไปที่หน้าต่างห้องนอนของเบส
ที่ผ่านมา บลูจะอยู่แค่ระเบียง ไม่เคยเข้าไปในห้อง เพราะกังวลว่าอาจทิ้งร่องรอยไว้ แต่เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าไปตรวจสอบ ก็ถึงเวลาที่จะต้องเสี่ยง

(มีต่อครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-04-2020 13:35:17 โดย MyTeaMeJive »

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3295/-9
OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #84 เมื่อ11-04-2020 13:34:20 »

(ต่อครับ)

มือขาวซีดแตะที่ผนังบ้านแล้วก้าวผ่านเข้าไปในห้องนอนของเบส
ห้องนอนที่สวยงาม สะอาดและเป็นระเบียบของเบส ชวนให้เปรียบเทียบกับบ้านหลังเดิมที่เคยอยู่เมื่อ 400 ปีก่อน
...เกรซในวันนี้สมควรมีชีวิตอย่างสุขสบาย หากแม่ของเธอคือแอนนา ไม่ใช่คาร่า...
บลูพยายามมองผ่านผนังห้องนอนของเบสออกไปที่ห้องติดกัน และที่ทางเดินด้านนอก พบแต่ความว่างเปล่า
เป็นความว่างเปล่าที่ไม่มีชีวิต ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีสี ไม่ให้ความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น
ความว่างเปล่านี้ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไร
ในทางตรงข้าม นี่หมายความว่ามีใครบางคนวางเครื่องรางป้องกันไว้
และยังต้องมีเครื่องรางหรืออะไรบางอย่างที่ส่งผลให้เบสรู้สึกไม่สบาย
...บ้านนี้มันยังไงกัน...
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะสำรวจ แม้จะรับรู้ได้แต่ความว่างเปล่า บลูก็ยังพยายามที่จะเพ่งมองความว่างเปล่านั้น
กลุ่มก้อนร้อนจัดจากห้องนอนของผกาพุ่งตรงเข้ามาหา บลูผงะถอยพุ่งตัวผ่านผนังบ้านออกมา เชือกสีขาวหลายเส้นพุ่งตรงมาจากด้านหลัง เส้นหนึ่งรัดบลูไว้แล้วดึงให้ออกไปนอกเขตรั้วบ้านอย่างนุ่มนวล แต่เส้นสีขาวอีกหลายเส้นพุ่งตรงเข้าหากลุ่มก้อนนั้น ปะทะอย่างรุนแรง ทำให้ก้อนความร้อนแตกกระจายกลายเป็นสะเก็ดไฟแล้วสลายตัวไป
แต่ยังมีกลุ่มก้อนความร้อนระลอกสองจากภายในบ้านที่ติดตามออกมา ลุคก้าวเข้ามายืนขวาง เชือกสีฟ้าใสจากปลอกข้อมือพุ่งเข้าหา ยังไม่ทันจะปะทะกัน กลุ่มก้อนความร้อนนั้นก็ถอยหลังกลับแล้วสลายไปก่อน
สิ่งนั้นยังอยู่ในบ้าน!
ลุควาดแขนเป็นวงกลม ส่งตัวอักขระจากปลอกข้อมือเป็นตาข่ายคลุมรอบบ้าน แล้วหันมาอุ้มบลูที่ยังถูกเชือกสีขาวรัดไว้ จับให้ซ้อนหน้ารถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่แล้วขับออกมาอย่างรวดเร็ว
รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่มุ่งตรงกลับมาที่ห้องแถว
นาฬิกาที่ฝาผนังบอกเวลาล่วงเข้าวันใหม่ ขี้เมากอดคอกันเดินโซเซผ่านหน้าร้าน ขณะที่ลุคเลี้ยวรถเข้ามาจอดทางด้านหลังร้าน แล้วอุ้มพาดบ่าคนที่ยังถูกมัดไว้ จนขึ้นมาถึงห้อง ลุคจึงวางบลูให้ลงยืนแล้วปลดเชือกให้
สิ่งแรกที่บลูทำคือชกเข้าหนึ่งหมัด! แล้วตามด้วยอีกหนึ่งถีบ!
   ลุครับทั้งหมัดและเท้าเพราะไม่คิดว่าจะหลบ
   แต่เสียงโครมครามจากห้องแถวห้องนี้ก็ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ
   บลูโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา
   ถ้าลุคปล่อยลงที่อื่น รับรองว่าจะโดนหนักกว่านี้อย่างแน่นอน!
   “ฉัน เป็น นกฮูก สแกนดิเนเวีย ไม่ใช่แฮม!” บลูเตะซ้ำอีกครั้งแล้วหยุดชะงัก “นายทำอะไร ทำไมฉันเปลี่ยนร่างไม่ได้”
   “เพราะเครื่องรางของฉันน่ะ” ชายหนุ่มขยับลุกขึ้น
   “ลุค เมอร์ฟี” บลูเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงคำราม “ปลด เครื่องราง เดี๋ยวนี้!”
   “ตอนนี้ยังไม่ได้” ลุคเดินเข้ามาหา บลูที่กำลังเงื้อหมัดขึ้นอีกครั้ง
   “ฉันยอมให้นายซ้อมจนกว่านายจะพอใจ แต่ฉันยังปล่อยนายไม่ได้”
   “นายไม่ได้อยากโดนซ้อม ถึงได้พาฉันมาที่ห้องนี้”
   “เกลียดคนรู้ทันจริง ๆ”
   “ลุค เมอร์ฟี ปลดเครื่องรางให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
   ลุคส่ายหน้า มือใหญ่คว้าหมัดที่พุ่งตรงเข้ามาหาแล้วพลิกแขนกอดรัดไว้จากทางด้านหลัง
   “ปล่อยแล้วจะไปไหน”
   บลูพยายามบิดตัวออกจากแขนใหญ่ที่โอบรัดอยู่
   “กลับคอนโดฯ”
   “โกหก”
   “ลุค เมอร์ฟี ปล่อย”
   “ถ้าปล่อย นายต้องกลับไปที่บ้านของเบส แล้วไปลุยกับเครื่องรางที่อยู่ในบ้านนั้นแน่ ๆ”
   “ก็แล้วจะปล่อยมันไว้ได้ยังไง นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ทำลายเครื่องรางนั่น”
   “นายจะตายก่อนที่จะได้ทำลายเครื่องรางต่างหาก”
   “ฉันไม่ตายเพราะเครื่องรางห่วย ๆนั่นหรอก ปล่อย ลุค...”
   ลุคจับคางของบลูให้หันมารับจูบ บลูตอบรับด้วยการกัดริมฝีปาก แม้จะรู้สึกถึงรสชาติของเลือด แต่ลุคก็ยังไม่ยอมปล่อย บลูจึงต้องยอมให้จูบจนลุคเป็นฝ่ายถอนจูบออกมาเอง
   “เราคุยกันมาเป็นร้อยครั้ง ว่านายต้องใจเย็น”
   “งั้นฉันจะบอกกับนายเป็นครั้งแรก ว่านายเอาเปรียบฉันมาหลายครั้งแล้ว”
   “แต่ถ้านับจากที่ฉันโดนนายซ้อม จำนวนครั้งที่เราจูบกันมันยังน้อยกว่าตั้งหลายครั้ง”
   บลูเริ่มไม่รู้แล้วว่ากำลังโกรธเรื่องอะไร
   “โอเค ฉันจะยังไม่กลับไปที่บ้านของเบส แต่นายต้องปลดเครื่องรางของนายออกจากฉัน”
   “ไม่ได้หรอก”
   บลูนิ่งคิด “เครื่องรางของนาย จะทำให้พวกซอว์นีย์หาฉันไม่เจอหรือไง”
   “ใช่” ลุคคลายอ้อมกอด แต่ก้มลงหอมแก้มแรง ๆ อีกครั้ง    
   “ไอ้สสารลามก”
   ลุคก้าวถอยออกมา แล้วเปิดตู้เสื้อผ้า มาส่งให้
   “นายไปอาบน้ำก่อน แถวนี้พอสักตี 4 เขาก็จะเริ่มตื่นนอนกันแล้ว นายนอนไม่พอเดี๋ยวก็จะโมโหอีก”
   “ตอนนี้ฉันก็กำลังโมโหนายอยู่”
   “เอาน่า อาบน้ำเสร็จแล้วก็มานอนพัก เดี๋ยวตอนสาย ผู้คุ้มครองของฉันจะมาที่นี่ แล้วช่วงค่ำเราจะไปหาแม่มดสายดำคนหนึ่ง”
   บลูสงสัย “สายดำ ซอว์นีย์หรือเปล่า”
   “เท่าที่รู้ก็คือ เคยอยู่ในกลุ่มซอว์นีย์ แต่มีความขัดแย้งบางอย่างเกิดขึ้นก็เลยแยกตัวออกมา”
   “นายจะกำจัดแม่มดคนนั้นไหม”
   “มันขึ้นอยู่กับการกระทำในปัจจุบันของเขา”
   บลูส่ายหน้า รับผ้าเช็ดตัวกับชุดนอนจากลุค “ตอบเหมือนไม่ได้ตอบ น่ารำคาญชะมัด”

...จบตอนที่ 6...
:m18:
อย่าลืมรีพลายให้เราด้วยนะฮะ


ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2443
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +224/-3
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #85 เมื่อ11-04-2020 15:16:33 »

เรื่องราวทับซ้อน ติดตามการคลี่คลายให้หายงงกันต่อไป

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #86 เมื่อ12-04-2020 10:48:30 »

ตอนนี้มีซีนน่ารักๆ ของเบสกับข้าวโพดด้วย o18

ชอบความห่วงใยของเพื่อนๆ ที่มีให้กันจังเลย

แต่ดีแล้วนะที่ข้าวโพดชวนให้เบสมาอยู่ที่บ้านก่อน ไม่รู้ว่าคาร่ามีแผนจะทำอะไรต่อ :katai1:

ว่าแต่นะ สสารลามก ก็ยังคงชอบตอดนิดตอดหน่อยน้องบลูอยู่เรื่อย :hao7:

555 บลูน่ารักแบบซึนๆ  :impress2:

รอติดตามตอนต่อไปค่า :pig4:




ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #87 เมื่อ13-04-2020 14:59:28 »



   “ไอ้สสารลามก”

               ^
               ^
               ^
เอ็นดูคำด่าลูกบลูชะมัด   o7




ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #88 เมื่อ25-04-2020 09:01:35 »


แวะมาทักทายจ้า   :กอด1:



ออฟไลน์ Iammai2017

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #89 เมื่อ03-05-2020 09:13:49 »

แปะก่อน  :กอด1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด