OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: OWAZA ตอนจบ (7/6/64)  (อ่าน 17805 ครั้ง)

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 21 (20/4/64)
«ตอบ #240 เมื่อ12-05-2021 10:17:32 »



อีก 2 ตอนก็จะจบแล้ว ใจหายมากมาย







 :กอด1:  :กอด1:  :กอด1:  :กอด1:  :กอด1:







แวะมาแปะความคิดถึงให้กับพี่ไจฟ์น้องทีด้วยค่ะ








เครียดกับวิกฤตไวรัสนี้จนจิตตกทุกวัน ยังดีที่มีนิยายสนุกๆ ให้อ่านผ่อนคลายความเครียดลงได้บ้าง






 :hao3:   :hao3:    :hao3:






หวังว่าตอนหน้าพี่โอเว่นคงไม่ใจร้ายกับพี่ลุคอีกนะ   :call:







เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้เสมอค่า  :pig4:







 :3123:  :3123:  :3123:  :3123:  :3123:  :3123:



ออฟไลน์ noteno

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 311
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 21 (20/4/64)
«ตอบ #241 เมื่อ12-05-2021 10:55:24 »

 :L2: :L2:
 :L2: :L2:
 :L2: :L2:


ก้าวสู่ตอนจบด้วยกันฮะ

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1894
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3313/-9
OWAZA ตอนที่ 22 (13/05/64)
«ตอบ #242 เมื่อ13-05-2021 18:37:19 »

ตอนที่ 22  (ตอนก่อนจบครับ)

โอเวนเดินกลับมาที่ประตูด้านหน้าของสวนป่า โดยมีเงาสีดำติดตามไม่ห่าง ถัดออกไปด้านหลังคืออูซุส พ่อมดผมสีอ่อน ผู้ใช้เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้ม และเป็นผู้ที่ดูแลสถานที่แห่งนี้
เสียงปะทะกันของระเบิดในยามต่อสู้กัน และเปลวไฟที่พวยพุ่งขึ้นเหนือยอดไม้ทำให้คาดเดาได้ว่าการต่อสู้ที่ด้านนอกดูยุ่งยาก แต่มันคือความยุ่งยากที่เกินความจำเป็น พ่อมดจากสเปนกลุ่มนั้นไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย ลำพังแค่ลุค เมอร์ฟี กับจัสติน ฮอฟมันน์ 2 คนก็น่าจะจัดการให้เสร็จสิ้นได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หรืออาจเป็นเพราะลุคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จึงทำให้ต้องใช้เวลานาน
หรือไม่...ดาร์ท กับไวเพอร์ก็กำลังเข้าใจคำสั่งผิดเพี้ยนไปเหมือนเคย
โอเวนในฐานะพ่อมดซอว์นีย์ ไม่เคยตั้งเฮ้นช์แมนคนใดเป็นหัวหน้ากลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนี้ หรืออีกหลายกลุ่มก่อนหน้า เพราะเห็นว่าแต่ละคนต่างก็มีความถนัดที่แตกต่างกัน และที่สำคัญพ่อมดซอว์นีย์ต้องการให้เฮ้นช์แมนและพ่อมด แม่มด ปีศาจ จนถึงวิญญาณรับใช้ฟังคำสั่งจากเขา ไม่ใช่จากหัวหน้าเฮ้นช์แมน!
ภายในกลุ่มของเฮ้นช์แมนทั้ง 4 คน เป็นที่รู้กันว่าซอว์นีย์ไว้วางใจอูซุส พ่อมดจากอเมริกาเหนือคนที่ยืนอยู่ด้านข้างในเวลานี้ เพราะนี่คือคนที่สามารถจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย และหมดจด โดยเฉพาะการดูแลสถานที่แห่งนี้
ส่วนดาร์ทกับไวเพอร์แสดงออกอย่างชัดเจนมาตลอดว่ามีความต้องการที่จะเป็นหัวหน้าเฮ้นช์แมน หรืออย่างน้อยก็คือการได้รับการยกย่องจากพ่อมดคนอื่น ๆ เหมือนกับอูซุส และอารันญ่า ทั้งที่รู้ตัวดีว่ามีความสามารถที่ด้อยทั้งสองอยู่หลายส่วน ดังนั้นสิ่งที่ทั้งคู่มักจะทำเสมอก็คือการแย่งชิงกันสร้างผลงาน หรือไม่ก็ทะเลาะขัดแย้งกันเอง จนกลายเป็นการสร้างความยุ่งยากมากกว่าเดิมอยู่หลายครั้ง
และที่ทำให้รู้สึกน่ารำคาญใจมากขึ้นก็คือ การที่ทั้งคู่ยังมีความสามารถในการเข้าใจคำสั่งของซอว์นีย์ได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
ในยามที่อยู่ลับหลัง พ่อมดและแม่มดหลายคนจะแสดงความเห็นว่าทั้งคู่ต่อสู้กันเพื่อที่จะไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งอันดับสุดท้ายของเฮ้นช์แมน หรือถูกลดตำแหน่งลงมาเป็นพ่อมดผู้ทำหน้าที่เฝ้าสุสานที่อยู่ห่างไกล แต่ทั้งคู่ต่างยืนยันหนักแน่นว่าความคิดนั้นไม่ถูกต้อง เพราะทั้งคู่มิได้มีฝีมือที่เป็นรองผู้ใด ผลงานมากมายที่ผ่านมาคือหลักฐานยืนยัน และในเวลานี้ ‘เจ้านายกำลังพิจารณาว่าใครคือผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าของเฮ้นช์แมน’
ในตอนที่ซอว์นีย์ล่วงรู้ข้อถกเถียงนี้ ก็มีเพียงการกระแทกเสียงในลำคอหนึ่งครั้ง แล้วไล่ให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงาน
ไม่มีใครรู้ว่าซอว์นีย์มีความคิดเห็นอย่างไร อาจรำคาญ อาจไม่พอใจ หรืออาจไม่สนใจก็ได้ทั้งนั้น
ส่วนอารันญ่า ในตอนแรกที่เธอเลื่อนขึ้นมาเป็นเฮ้นช์แมนต่อจากลินาแม่มดผู้ควบคุมเงาจากบาห์เรน เธอก็มีความเชื่อมั่นและทำหน้าที่ของแม่มดผู้ควบคุมปีศาจแมงมุมได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งมาพบกับข้าวโพด เธอก็กลับหลงรักข้าวโพดอย่างรวดเร็วและปกป้องเขา
ซอว์นีย์ในฐานะของโอเวน ไร้ท์ เข้าใจความคิดนั้น และในความเป็นจริง โอเวนเข้าใจความคิดของแม่มดผู้นี้ที่สุดในบรรดาทั้ง 4 คน
ในตอนแรกที่อารันญ่าเข้าควบคุมเบส เป้าหมายของเธอคือการกำจัดข้าวโพดตามที่ได้รับคำสั่ง แต่เมื่อกำจัดไม่ได้ ทั้งยังค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกของทั้งสองที่มีต่อกัน ได้รับรู้ว่าข้าวโพดมีความรักที่มั่นคง แม้เบสจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่น่ากลัว แต่เขาก็ไม่กลัว กลับพยายามทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ พยายามรอมชอมกับผู้ควบคุมเบสอยู่ เพื่อไม่ให้เธอทำร้ายเบส
บางทีคนที่ให้คำแนะนำอย่างนั้นอาจเป็นลุค เมอร์ฟี คนที่พยายามถ่วงเวลาให้นานที่สุด เพราะเชื่อว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงจุดจบของคนหนึ่งคนหรือสองคนได้
เสียดายที่ลุค เมอร์ฟี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
แต่เบสสามารถทำให้อารันญ่าไม่ทำร้ายข้าวโพดได้
เบสเอง ในช่วงแรกที่ถูกควบคุมก็จะต่อต้าน แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนักในการเรียนรู้ว่าอารันญ่าต้องการอะไร
ยิ่งการที่อารันญ่าผูกพันข้าวโพดไว้ด้วยการมีความสัมพันธ์กัน แล้วพยายามจะกัดอยู่หลายครั้งแต่ไม่เคยทำได้สำเร็จ
เพราะคนหนึ่งพยายาม อีกคนก็หลบเลี่ยง การกระทำของทั้งคู่มันชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดเสียอีก เบสจึงร้องขอว่า ‘อย่าทำร้ายใคร’ แม้จะเป็นคำขอที่คลุมเครือไม่ชัดเจน แต่อารันญ่าเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ เธอจึงไม่ตอบรับคำขอนั้น
แต่เพราะเบสกับข้าวโพดอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา เรื่องราวในส่วนนี้จึงกลายเป็นการที่มนุษย์ 2 คนพยายามที่จะอยู่ร่วมกับแม่มดและปีศาจที่ควบคุมอยู่ นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับพ่อมดหรือแม่มดตนใด
ไม่เคยมีมนุษย์คนไหน พยายามใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้ใช้คาถาอาคมในแบบของทั้งคู่
รู้ตัวอีกที อารันญ่าก็กลายเป็นผู้ที่ถอยห่างออกมา ในเวลาที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันในเวลากลางคืน และทำหน้าที่ปกป้องทั้งคู่
การอยู่ร่วมกันของทั้งสามราบรื่นขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน อารันญ่าก็มีความกังวล ว่าหากซอว์นีย์รู้ว่าเธอไม่ได้ทำตามคำสั่ง จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงแน่นอน

ที่ด้านหลังของประตูด้านหน้า ยังมีพ่อมด แม่มดยืนอยู่ 5 ตน ทั้งหมดหันมาทำความเคารพซอว์นีย์ที่เดินมาถึง   “พวกนั้นกำลังเล่นตลกอะไรกันอยู่”
“กราบเรียนเจ้านาย ข้างนอกนั่นมีพ่อมดสเปนอยู่ประมาณ 10 ตนถูกกำจัดไปแล้ว 8 ตอนนี้เหลืออีก 2 ขอรับ”
ซอว์นีย์ออกคำสั่งกับพ่อมดที่รายงาน “พวกแกออกไป ถ้าใครกำจัดพ่อมดสเปน 2 ตัวที่เหลือได้ ฉันจะให้เป็นเฮ้นช์แมนแทนพวกมัน”
พ่อมด 5 ตนที่ยืนอยู่ต่างรีบเร่งออกไปที่ด้านนอกของรั้วเพื่อหวังสร้างผลงาน ซอว์นีย์ส่ายหน้าเดินกลับมาที่เก้าอี้หินตัวหนาที่วางอยู่ในสวน
“นานชะมัด” พ่อมดในระยะ 100 ปีหลังมานี้มีแต่พวกขี้ขลาด มองหาแต่ทางลัดเพื่อที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่!
มีเสียงระเบิดดังขึ้นที่ด้านนอก เปลวไฟลุกขึ้นสูงเหนือยอดไม้ จากนั้นพ่อมด 7 ตนก็รีบล่วงหน้าเข้ามาก่อน ตามมาด้วยลุค และจัสติน
ดาร์ทกับไวเพอร์ ยืนอยู่ตรงกลางเพื่อเตรียมรับความดีความชอบ ถัดไปคือพ่อมด 5 ตน ส่วนลุคกับจัสตินอยู่ทางด้านหลัง
“ฉันให้พวกนายคุม 2 คนนั่น” คางสวยชี้ไปที่คนที่อยู่ทางด้านหลัง “ที่ยืนแบบนี้ แสดงว่า 2 คนนั่นกำลังเป็นผู้ควบคุมพวกนายหรือไง”
ดาร์ทกับไวเพอร์ รีบขยับตัวไปทางขวามือของซอว์นีย์ ส่วนพ่อมด 5 ตนไปยืนคุมอยู่ทางด้านหลังของลุคและจัสติน
นี่คือกลุ่มของพ่อมดหรือนักเรียนอนุบาลกันแน่!
“แล้วใครกำจัดพ่อมดที่อยู่ข้างนอกนั่น”
ดาร์ทตอบ “มือปราบ กับผู้พิทักษ์ขอรับ”
ซอว์นีย์รู้สึกโกรธ ไอสีดำจาง ๆ แผ่ออกจากปลายนิ้ว
“จะ เจ้านาย” ไวเพอร์รีบคุกเข่าลงขอร้อง “เจ้าพ่อมดอ่อนด้อยพวกนี้ พอออกไปก็ร้องตะโกนคำสั่งของเจ้านาย มือปราบกับผู้พิทักษ์ก็ซัดระเบิดใส่พ่อมดต่างถิ่นเหล่านั้นทันที พวก พวกเรา ไม่ทันที่จะ...”
“ที่พวกเราบอก ก็เพราะหากต่อสู้กันแล้วพ่ายแพ้ เฮ้นช์แมนก็จะหาว่าพวกเราคดโกง” หนึ่งในพ่อมดที่อยู่ด้านหลังโต้เถียง
อูซุสที่ยืนอยู่ทางซ้ายมือของซอว์นีย์ยกมือขึ้น ทุกคนก็หยุดโต้เถียง
“8 ตัวก่อนหน้านั้นใครกำจัด” ซอว์นีย์ถามต่อ
“ก็ ก็เป็น...”
“พอแล้ว!” ซอว์นีย์เสียงดัง เมื่อสะบัดมือออกไป ทั้งดาร์ทและไวเพอร์ก็ถูกซัดกระเด็นในทันที ส่วนพ่อมดที่อยู่แถวทางด้านหลังของลุคและจัสตินรีบคุกเข่าลง
ซอว์นีย์ก้าวเข้ามาหาลุค และจัสตินที่ยังอยู่ในสภาพที่เหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้
“ที่แย่งชิงผลงานของพวกมัน เพราะอยากเป็นเฮ้นช์แมนหรือไง”
“ถ้านั่นคือคำสั่งของนาย” ลุคบอก
ซอว์นีย์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เมื่อชี้ไปที่ข้อมือทั้ง 2 ข้างของลุค ปลอกข้อมือแอเรียสก็กลับมาวางอยู่บนมือของซอว์นีย์อีกครั้ง
“นั่นคือคำสั่งของฉัน แต่คนที่แสดงตัวว่าเป็นคนดี ทั้งที่ไม่ซื่อสัตย์ เอาตัวรอด เสแสร้ง และเห็นแก่ตัวแบบนาย เป็นได้แค่ไอ้คนที่น่ารำคาญคนหนึ่งเท่านั้นแหละ”
ซอว์นีย์ชี้นิ้วขึ้นเหนือศรีษะแล้วหมุนเป็นวงกลม ไอสีดำจากปลายนิ้วแผ่กระจายเป็นโดมครอบสวนป่าทั้งหมด เป็นการใช้คาถาป้องกันพื้นที่กว้างใหญ่นี้ ในแบบที่เหมือนกับว่าไม่ได้ใช้คาถา
เหมือนกับว่าหากเขาต้องการให้เป็นอย่างนี้ ก็ต้องเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะการที่เมื่อป้องกันพื้นที่นี้เสร็จ ซอว์นีย์ก็หันหลังกลับพร้อมกับบอกให้ดาร์ทคุมตัวจัสตินไปอยู่กับอารันญ่า แล้วให้ไปรอที่ตึกศิลา ส่วนอูซุสควบคุมลุคให้เดินตามกลับมา ส่วนพ่อมดตนอื่น ๆ รวมถึงไวเพอร์ต่างก็เดินตามมาโดยที่ไม่มีการโต้เถียงกันอีก
ระหว่างทางแยกหลายจุดมีพ่อมด แม่มด และปีศาจมายืนรออยู่ เมื่อซอว์นีย์เดินมาถึงพวกมันต่างทำความเคารพแล้วเดินต่อท้ายตามมาเป็นขบวน
โอเวนคือซอว์นีย์จริง ๆหรือ...

ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นทีละน้อย แต่ช่วงเวลานานกว่า 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความตึงเครียดจนลุคไม่ได้สนใจเรื่องความเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้สึกถึงความหิว ไม่แม้แต่จะขอดื่มน้ำสักแก้ว มีแต่ความคิดว่า ต่อไปจะต้องพบเจอกับอะไร
ถ้าหายตัวมา ก็ใช้เวลาเพียงแค่ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง แต่ซอว์นีย์เดินนำเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปตามทางเดินที่มีทางแยกมากมาย เสียงฝีเท้า และเสียงชายผ้าในยามเดินดังก้องไปตามตามเดินภายใต้ซุ้มไม้หนามแหลม นานกว่า 10 นาทีจึงมาถึงตึกศิลา
พื้นที่ด้านหน้า ปราศจากเขม่าควันหรือฝุ่นผงใด ๆ จากการเผาไหม้ แต่เมื่อมาถึงลุคหยุดยืนมอง ใบหน้าซีดเผือด
“ไม่จริง...”
ซอว์นีย์ยกยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ ประตูใหญ่หนาหนักของตึกศิลาเปิดออก
“นายฆ่าพวกเขาไปแล้ว...” 
ยามเมื่อเอ่ยคำรู้สึกแขนขาอ่อนแรงจะทรุดตัวลง แต่อูซุสก็ดึงแขนให้เดินตามซอว์นีย์เข้าไปด้านในของตึกศิลา เหลือไวเพอร์ที่ยังยืนรออยู่ที่ด้านหน้าของประตู
   ห้องที่ลุคฟื้นตัวครั้งแรก คือห้องใหญ่เพียงห้องเดียวของตึกนี้ แท่นหินสีดำยังอยู่ที่เดิม ตำแหน่งที่เคยเป็นที่ตั้งของกรงขังคาร่า และสาธุคุณฌ็องส์ เวลานี้ว่างเปล่า แต่ถัดออกไปใกล้ผนังห้อง มีหม้อเหล็ก 13 ใบวางเรียงสลับกันวางอยู่ กลิ่นยาในหม้อดูคุ้นเคย แม่มดชรา 2 คนยืนอยู่ด้านหน้าโต๊ะกลั่นน้ำยาหันมาทำความเคารพซอว์นีย์ จากนั้นคนหนึ่งก็เดินไปตรวจดูยาในหม้อที่กำลังเดือด อีกคนกลับไปตรวจดูการกลั่นยาเช่นเดิม
ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ยืนยันความคิดในครั้งแรกที่ว่าที่นี่คือสถานที่ประกอบพิธีกรรม แสงสว่างที่ลอดผ่านกระจกสี กับแสงสว่างจากตะเกียงตามมุมห้อง ทำให้เกิดแสงและเงารูปทรงประหลาด
เมื่อเข้ามาด้านใน อูซุสก็ปล่อยแขน ปล่อยให้ลุคนั่งคุกเช่าอยู่กับพื้น
ซอว์นีย์นั่งลงที่เก้าอี้ไม้ตัวหนาหนักตัวเดิม ขณะที่อูซุสเดินไปนั่งที่เก้าอี้อีกตัว พ่อมดและปีศาจที่ติดตามมาแยกย้ายกันไปยืนอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆในห้อง เหลือเพียงลุคที่ยืนอยู่ระหว่างโอเวนกับแท่นหินสีดำนั้น 
เงาสีดำหลายร่างวูบไหวอยู่ภายในห้อง
ดาร์ทปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าของตึกศิลาแล้วเดินตามไวเพอร์เข้ามาด้านใน แยกย้ายไปนั่งลงที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งของตน เหลือเพียงเก้าอี้ไม้สีดำของอารันญ่า ที่ได้รับคำสั่งให้เฝ้าอยู่ที่กระท่อมด้านหน้า ตามมาด้วยปีศาจ และวิญญาณรับใช้ เมื่อทั้งหมดมาพร้อมหน้ากันแล้ว ประตูของตึกก็ปิดลงช้า ๆ
ลุคไม่จำเป็นต้องหันไปมองรอบตัว เพียงแค่มองสีหน้าแววตาของซอว์นีย์ก็รู้แล้วว่า ลำดับต่อไปยังคงเป็นการทรมานเขาอยู่นั่นเอง
เพราะเขาไม่ตาย ซอว์นีย์จึงเลือกที่จะทรมานจนกว่าจะพอใจ อาจทรมานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเบื่อก็เป็นไปได้
“ทำไมนายถึงเผาพวกเขา”
   “พวกเขารู้ตัวอยู่แล้วว่าจะต้องถูกเผา” ซอว์นีย์ตอบ ขณะที่หงายฝ่ามือเรียกปลอกข้อมือแอเรียสออกมาหมุนเล่นรอบหนึ่งแล้ววางลงที่โต๊ะตัวเล็ก ข้าง ๆ ครอบแก้วซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีกระดิ่งแก้วใส เครื่องรางของจัสติน แต่เวลานี้กระดิ่งแก้วไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
ซอว์นีย์หันมามองลุค กระดิ่งแก้วของจัสตินปรากฏขึ้นภายในครอบแก้ว แล้วหายไปอีกครั้ง
เรื่องการเรียกกระดิ่งแก้วออกมา เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในที่นี้ได้มากเท่ากับการที่ซอว์นีย์สามารถ ‘เล่น’ กับปลอกข้อมือแอเรียสของลุค
“การไล่ตามฆ่าพวกเขาไปตลอดมันทำให้ความแค้นของนายลดลงไปได้บ้างไหม”
“คำตอบอยู่ที่นาย ซึ่งพยายามซ่อนไอ้ผ้าขี้ริ้วนั่น” ซอว์นีย์พูดถูก “ฉันยังคิดว่านายบอกกับมันแล้วเสียอีก ว่ามันเป็นพ่อของนายในชาติก่อน”
“แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่”
ไบรเดน เมอร์ฟี เจ้าเมืองเบ็ตตี้ที่ตายไปตั้งแต่เมื่อ 400 ปีที่แล้ว เมื่อกลับมาเกิดใหม่ย่อมไม่สามารถจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตได้  แต่คนที่จำได้คือลุค
“ไม่ใช่แล้วซ่อนมันทำไม คำพูดกับการกระทำของนายมันสวนทางกันตลอด ถ้านายอยากให้ใครเชื่อคำพูดของนาย นายก็ควรทำอย่างนั้น”
ลุคไม่โต้ตอบ
“ในห้วงเวลาที่ยาวนาน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเจอมันก่อนนาย พอจะเผามัน นายก็เข้ามาแทรกเพื่อช่วยมัน เอามันไปซ่อนไว้ในโบสถ์ ทั้งที่มันสมควรตายไปตั้งแต่หลายปีที่แล้ว”
ซอว์นีย์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แจกันใบหนึ่งที่อยู่ตรงมุมห้องแตกกระจาย ทำให้วิญญาณที่อยู่บริเวณนั้นขยับหนีไปอยู่อีกด้าน!
“ปากบอกว่าไม่คิดว่ามันคือพ่อ แต่การกระทำของนายคือปกป้องมัน เชื่อฟังทุกคำพูดของมัน”
แจกันอีกใบใกล้ประตูห้องลอยขึ้นสูงแล้วร่วงหล่นลงมา เสียงดังก้องไปทั่วห้อง ชิ้นส่วนของแจกันแตกกระจาย
“โอเวนฉันแค่...”
“ในที่นี้ ทุกคนเรียกฉันว่าเจ้านาย”
“เจ้านาย” ลุคต้องการอธิบาย
มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าเจ้าเมืองเบ็ตตี้ คือผู้สอบสวนและสั่งประหารครอบครัวไร้ท์ แต่ลุคก็ยังคงคิดกล่าวโทษซอว์นีย์ คาร่า และบรรดาพ่อมดอีกหลายคนในเวลานั้นว่าเป็นต้นเหตุ ถึงกับให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนในบ้านว่ามีส่วนร่วมกับเรื่องนี้
“นายยืมมือฉันฆ่าคาร่ากับพรรคพวกของเธอมานานหลายปี จนถึงตอนนี้ นายก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าเธอตายอย่างไร ที่นายโศกเศร้าจะเป็นจะตายก็เพราะฉันฆ่าไอ้ผ้าขี้ริ้วนั่น และที่นายยังยอมคุกเข่าให้ฉัน ก็เพราะจับน้องชายของนายไว้ หวังให้ฉันปล่อยเขาไป”
ลุคหลับตาลง
“ดูไปแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน ที่ต้องมาตกอยู่ท่ามกลางคนที่ต้องการล้างแค้น กับคนที่คิดแต่จะเอาตัวรอด ฉันรู้มาตลอดว่านายไม่ใช่คนดี แต่ถึงกับยืมมือพ่อมดเพื่อล้างแค้น ถือว่านายเลวกว่าที่คิด เห็นแก่ตัว และชั่วร้ายมากกว่าคนที่นายชี้นิ้วบอกว่าชั่วร้ายอย่างพวกเราเสียอีก ว่าไหม” ซอว์นีย์หันไปขอเสียงสนับสนุนจากบรรดาพ่อมด แม่มดที่อยู่ในห้อง ดาร์ทกับไวเพอร์ถึงกับช่วยกันร้องด่า
“พูดถึงเรื่องข้อมูลที่นายให้มา....” วิญญาณรับใช้ต้นหนึ่งที่อยู่ใกล้กับซอว์นีย์มากที่สุดถูกกระชากด้วยมือที่มองไม่เห็นเข้ามาอยู่แทบเท้าของซอว์นีย์
นี่คือวิญญาณของ ‘โบรดี้’ หัวหน้ากลุ่มทหารที่ไปจับกุมครอบครัวไร้ท์ และเผาบ้านของพวกเขา
วิญญาณของโบรดี้กำลังถูกบิดด้วยมือที่มองไม่เห็น ทำให้ส่งเสียงร้องด้วยความทรมาน
ซอว์นีย์พยักหน้า “นายไม่สนใจโบรดี้เหมือนกัน ทั้งที่ตอนมีชีวิตอยู่ เขาคือคนที่รับฟังคำสั่งพ่อของนายให้มาจัดการครอบครัวไร้ท์” วิญญาณของโบรดี้หยุดนิ่งในลักษณะที่ส่วนลำตัวท่อนบนถูกจับให้หมุนไปอยู่ด้านหลัง “ก่อนนี้ฉันก็คิดแต่จะเผาพวกมันเพื่อแก้แค้น จนมาได้แนวคิดใหม่ จากเรื่องเล่าที่นายเล่าให้ฟังว่า คาร่าเคยให้พ่อมดคนหนึ่งควบคุมวิญญาณแม่ของนายมาเป็นวิญญาณรับใช้” นิ้วมือสวยชี้ไปที่กลุ่มวิญญาณที่มุมห้อง “เพราะนาย ทำให้พวกเรามีวิญญาณรับใช้จำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พ่อมด แม่มดที่นี่ ก็เลยสะดวกสบายจนออกจะขี้เกียจเกินไปแล้ว”
ขณะที่เหล่าพ่อมด แม่มดพากันหัวเราะและสนับสนุนคำพูดของเจ้านาย แต่บรรดาวิญญาณที่อยู่ตรงมุมห้องมีความโกรธแค้นลุคมากขึ้น
การถูกจองจำให้กลายมาเป็นวิญญาณรับใช้ของพ่อมด โดยเฉพาะพ่อมดที่ขึ้นชื่อว่าชั่วร้ายที่สุดอย่างซอว์นีย์ คือการถูกทรมานอย่างหนัก ชนิดที่แม้จะตายไปแล้วก็ยังขอตายอีกรอบเพื่อให้รอดพ้นไปจากช่วงเวลานี้
ซอว์นีย์พอใจกับบรรยากาศภายในห้องเป็นอย่างมาก
“ในเมื่อนายไม่สนใจโบรดี้ อย่างนั้น...”
ขณะที่คำกล่าวของซอว์นีย์ยังดังอยู่ในห้อง วิญญาณของโบรดี้ หัวหน้าหน่วยทหารคนสำคัญของเจ้าเมืองก็ถูกฉีกออก แล้วสลายไปในทันที
ดาร์ทและไวเพอร์ลุกขึ้นยืนร้องตะโกนยกย่องเจ้านายของตน
“ยอดเยี่ยม! เจ้านายซอว์นีย์ผู้ยอดเยี่ยม!”
ซอว์นีย์ยกมือขึ้นบอกให้ทั้ง 2 คนนั่งลง
“รอให้ถึงลูกหนี้คนสุดท้าย พวกนายค่อยชมเชยฉันก็ยังไม่สาย”
วิญญาณที่รวมกันอยู่ตรงมุมห้องส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว
“เงียบ”
น้ำเสียงนั้นออกไปทางเบื่อหน่าย แต่ทำให้ทุกคนในที่นี้นิ่งเงียบ แม้แต่อูซุสที่นั่งอยู่ใกล้กับซอว์นีย์มากที่สุดยังรู้สึกถึงแรงกดดันจากความไม่พอใจ
วิญญาณผู้ชาย 2 ร่างถูกดึงให้ออกมาจากกลุ่มแล้วถูกยกขึ้นสูง
“ไม่คิดจะหันไปมองพวกเขาสักหน่อยหรือ ลุค เมอร์ฟี ทักทาย และ อำลาในฐานะคนเคยรู้จักกันสักหน่อย”
ลุคขยับตัวหันไปมอง แต่ในทันทีที่จดจำได้ว่านั่นคือทหารในกลุ่มเดียวกับโบรดี้ วิญญาณนั้นก็ร่วงหล่นลงมาแล้วกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วสลายไปก่อนที่จะตกถึงพื้น
วิญญาณที่ถูกฉีกทึ้ง คือการสูญสลายอย่างเจ็บปวด แล้วกลายเป็นความว่างเปล่า...
ชายหนุ่มมองต่อไปที่กลุ่มของวิญญาณรับใช้ที่อยู่ตรงมุมห้อง พบว่าทั้งหมดคือคนที่เคยรู้จักกันในอดีตอย่างที่ซอว์นีย์บอกจริง ๆ ตั้งแต่ชาวบ้านที่ให้การยืนยันว่าครอบครัวไร้ท์เป็นครอบครัวพ่อมด ไปจนถึงผู้ที่ทำงานในโบสถ์ในช่วงเวลานั้น ยังมีคนงานที่บ้านหลายคน และเฒ่าเลียมที่ทายาทของเขากลายเป็นเฟโอ ปีศาจบึงน้ำ
ซอว์นีย์จัดการวิญญาณทีละดวงด้วยวิธีการที่ทำให้วิญญาณเหล่านั้นเจ็บปวด ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความทรมานก่อนที่จะสลายร่างไป
...จนมาถึงเฒ่าเลียม
“สำหรับเฒ่าเลียม ฉันต้องขอบใจนายมากจริง ๆ ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก”
วิญญาณของเฒ่าเลียม เลื่อนมาอยู่ด้านหน้าของลุค ดวงตาสีแดงดั่งเลือด เงาร่างโปร่งใสกลายเป็นร่างทึบแสง
ลุคขยับตัวลุกขึ้นยืนเมื่อร่างของเฒ่าเลียมขยายใหญ่ขึ้นจนตัวสูงกว่าตนเองสองเท่าแต่การขยายใหญ่นั้นดูผิดรูปร่าง
เฒ่าเลียมที่เคยเป็นหนึ่งในพ่อมด ผู้เคยให้ความช่วยเหลือจองจำเจนนิเฟอร์แม่ของคาร่า กลายเป็นปีศาจในวันนี้
ซอว์นีย์ยังคงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ฉันเคยตามหาคนพวกนี้จากสุสาน แต่เพราะนายเจอทายาทของมันในสภาพของปีศาจ ฉันก็เลยต้องกลับไปตามหาเฒ่าเลียมคนนี้จากสมบัติที่ตกทอดจนมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน ทายสิว่ามันหลบซ่อนอยู่ในอะไร” ซอว์นีย์ไม่รอให้ลุคตอบคำถาม “มันซ่อนตัวอยู่ในล็อกเก็ตเก่า ๆ อันหนึ่ง ที่เก็บไว้ในกล่องบุหรี่”
ปีศาจเฒ่าเลียมส่งเสียงในลำคอ เตรียมพร้อมสำหรับการตรงเข้ามาจัดการลุค
“มันมีส่วนร่วมในการทำร้ายแม่ของนายใช่ไหม จัดการมันสิ” ซอว์นีย์บอกแล้วโยนปลอกข้อมือแอเรียสให้กับลุค
ในทันทีที่ปีศาจเฒ่าเลียมพุ่งเข้าใส่ลุค ปลอกข้อมือแอเรียสก็ส่งดาบยาวคู่ให้กับลุคเพื่อรับมือ แต่เมื่อพลังจากปีศาจปะทะกับดาบยาว กลับพบว่านั่นเป็นพลังที่ซอว์นีย์ส่งมาสนับสนุนปีศาจ ผลักให้ลุคกระเด็นไปอยู่อีกฝั่งของห้อง
นี่เป็นวิธีการสร้างความฮึกเหิมให้เหล่าพ่อมดและลูกน้องได้ดีมาก เพราะทำให้เหล่าพ่อมดที่นั่งและยืนอยู่รอบห้องบ้างส่งเสียงหัวเราะ บ้างปรบมือด้วยความชอบใจ ขณะที่ปีศาจเฒ่าเลียมยิ่งลำพองใจว่าได้รับการสนับสนุนจากซอว์นีย์ ยิ่งร้องตะโกนเสียงดังก้อง พุ่งเข้าหาพร้อมส่งพลังเข้าโจมตีอย่างรุนแรง ลุคปัดพลังนั้นออกไปกระแทกตู้ไม้สีดำที่ผนังด้านหนึ่งจนเปิดออก สิ่งของที่อยู่ภายในพุ่งออกมา
หอกสั้นสัมฤทธิ์เล่มหนึ่งพุ่งตรงเข้าปักที่กลางอกของพ่อมดที่ยืนอยู่ใกล้ตู้ที่สุด เปลวไฟลุกลามจากรอบรอยบาดแผลแล้วลุกลามไปทั้งตัว กลายเป็นฝุ่นเถ้าร่วงหล่นลงพื้นพร้อมกับหอกสั้นสัมฤทธิ์ด้ามนั้น
ในเวลาเดียวกันยังมีธนูเงินอีกสองดอกพุ่งเข้าหาพ่อมดอีกตนหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน ฤทธิ์ของธนูนี้ไม่ได้ทำให้เกิดไฟแต่ทำให้เกิดเป็นพิษสีดำที่กัดกร่อนพ่อมดตนนั้น สร้างความเจ็บปวดกระทั่งสลายร่างไป
เป็นการทำลายร่างที่รวดเร็วอย่างน่าแปลกใจถึงขั้นที่ทำให้ซอว์นีย์ลุกขึ้นยืน พร้อมกับพ่อมด และแม่มดทั้งหมดในห้องนี้ บางคนยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาเตรียมพร้อม
ส่วนแม่มดชราที่ดูแลการปรุงยายังละงานหันมามอง
มือปราบวาติกันคือผู้ที่สังหารพวกพ้อง!
จากสีหน้าท่าทางของทุกคนในที่นี้ ทำให้ลุครู้ตัวว่าเหลือทางเลือกเดียวเท่านั้น คือสู้ตาย!
เฮ้นช์แมนทั้งสามต่างเรียกปีศาจของตนเองออกมา
ปีศาจของดาร์ทคือคางคกพิษสีน้ำเงินที่ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นที่ชวนคลื่นเหียน ยืนอยู่ด้านหน้าของพ่อมด
ปีศาจของไวเพอร์คืองูพิษตัวเล็กราวกับก้านธนูแต่กลับมีความยาวมากกว่า 3  เมตร ในยามที่พันอยู่รอบแขนของไวเพอร์ ส่วนลำตัวยาวยังม้วนอยู่กับพื้น
และปีศาจของอูซุสคือหมีกริซลีตัวใหญ่สีน้ำตาลเข้ม
เมื่อปีศาจเฒ่าเลียมบุกโจมตีอีกครั้ง ลุคปัดอาวุธทั้งหมดจากตู้ และที่ตกอยู่บนพื้นให้พุ่งเข้าหาพ่อมด แม่มด ที่ยืนอยู่รอบ ๆ ขณะที่ตนเองพุ่งตรงเข้าหาแทงดาบคู่ลงไปตรง ๆ สลายร่างปีศาจเฒ่าเลียมลงได้สำเร็จ
พ่อมดหลายคนสามารถปัดอาวุธออกไปได้ แต่อีกหลายคนก็พลาด ถูกอาวุธแหลมคมทิ่มแทง จนต้องกลายเป็นฝุ่นผง
ลุคไม่ยอมเสียเวลา บุกเข้าหาอูซุสที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่หมีกริซลีของอูซุสเข้ามาขัดขวาง แม้ว่าจะเคลื่อนที่ได้เร็วแต่ก็ยังถูกดาบของลุคฟันไป 1 แผล อูซุสรีบเรียกหมีกริซลีของตนกลับมาได้ทันก่อนที่จะสูญสลาย แต่จากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับอูซุสคาดว่า ดาบคู่จะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับหมีกริซลีตัวนั้นได้มากกว่าที่มองเห็น
ดาร์ทและไวเพอร์ต่างก้าวถอย ปล่อยให้อูซุสออกหน้าต่อสู้แลกชีวิตกับลุค
การต่อสู้ต่อหน้าซอว์นีย์ผู้ยิ่งใหญ่ อูซุสย่อมต้องทุ่มเทพลังทั้งหมดลงไป คาถาต่อสู้ที่รุนแรงมากพรั่งพรูเข้าใส่คู่ต่อสู้ แต่ก็ถูกสกัดไว้ด้วยกำแพงแอเรียสสีขาวขุ่นที่พุ่งออกมาจากปลอกข้อมือแอเรียสโดยที่ลุคไม่ต้องเรียกออกมา
ซอว์นีย์เรียกให้ดาร์ท และไวเพอร์เข้ามาสนับสนุนอูซุส
เปลวไฟจากอูซุส ผสานพิษของคางคกจากดาร์ท เสริมด้วยแรงกัดเซาะจากพิษของงูของไวเพอร์ พุ่งตรงเข้าหากำแพงแอเรียสจนเริ่มแตกร้าว
บรรดาพ่อมด แม่มดที่พากันยืนดูการต่อสู้รีบเข้ามาสนับสนุนร่ายคาถาโจมตีเกราะแอเรียส
ลุครวบรวมพลังต้านทาน
แต่ปัญหาก็คือ คาถาโจมตีจากพ่อมด แม่มดในระดับรองเหล่านั้นไม่มีความมั่นคง พลังที่โจมตีจึงสะท้อนออกไปอีกฝั่งหนึ่ง สร้างความเสียหายให้กับห้องนี้มากขึ้น
ลูกไฟหลายลูก สะท้อนเข้าหาหม้อยา เตาไฟ และโต๊ะปรุงยา สังหารแม่มดชราทั้ง 2 ตน ยาทั้งที่ปรุงเสร็จแล้ว และที่ยังเดือดพล่านไหลนองพื้น ทั้งไอพิษ และความร้อนอัดแน่นภายในห้อง
กำแพงแอเรียสเริ่มสั่นไหว กำลังจะแตกร้าวในวินาทีถัดมา แต่จู่ ๆ ประตูด้านหน้าของตึกก็เปิดออก ร่างของลุคถูกผลักกระเด็นออกมาภายนอก
ในเสี้ยววินาทีที่มองกลับไป ลุค เมอร์ฟี เห็นว่าโอเวน ไร้ท์ กำลังคลี่ยิ้มกว้าง เป็นยิ้มงดงามที่อยู่ในความทรงจำของลุคมาตลอดเวลานานกว่า 400 ปี
จากนั้นประตูก็ปิดลง มีแรงระเบิดรุนแรงอีกครั้งจากภายในตึก ที่ส่งให้ลุคกระเด็นห่างออกมาอีกครั้ง...
...

(มีต่อครับ)

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1894
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3313/-9
OWAZA ตอนที่ 22 (13/05/64)
«ตอบ #243 เมื่อ13-05-2021 18:39:27 »

(ต่อครับ)

อารันญ่า แม่มดผู้มีแมงมุมดำเป็นเครื่องราง ยึดถือคำสั่งของพ่อมดซอว์นีย์อย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะอยู่ตามลำพังกับข้าวโพดในกระท่อม ก็ยังไม่คลายการควบคุมเบส แม้แต่ในตอนที่ดาร์ทควบคุมตัวจัสตินมาส่ง แล้วกลับไป
ชายชาวเยอรมันเดินผ่านแม่มดหญิงเข้าไปในกระท่อมแล้วหาที่นั่ง
“ดื่มน้ำสักหน่อยไหม” เวลาที่เบสพูดด้วยน้ำเสียงของผู้หญิงฟังดูแปลก ๆ จนจัสตินต้องเลิกคิ้วขึ้นสูง แล้วส่ายหน้า   “ฉันจัดการเองดีกว่า” จัสตินบอกแล้วลุกไปรินน้ำดื่ม
ไม่ว่าอารันญ่าจะควบคุมเบสอยู่หรือไม่ จัสตินก็ไม่คิดว่าจะชวนอีกฝ่ายพูดคุยอยู่แล้ว และยิ่งไม่คิดว่าจะสอบถามหาข้อมูลอะไรในเมื่อลุคยังอยู่กับซอว์นีย์
ดวงตาสีฟ้ามองข้าวโพดที่ยังหลับอยู่
จากลักษณะของการหายใจที่อกแทบไม่มีการยุบตัว กับลักษณะการนอนตัวแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้อย่างนั้นบ่งชี้ว่า อารันญ่าใช้คาถาควบคุมไว้ แต่หากต้องอยู่แบบนี้เป็นเวลานานจะส่งผลเสียต่อตัวของข้าวโพดเอง
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กชายในชุดเสื้อผ้าพื้นเมืองของเยอรมันปรากฏขึ้นกลางห้อง
จัสตินผุดลุกขึ้นพุ่งเข้าไปกอดทันที “เบล!”
เบลกอดตอบจัสตินแล้วหันไปพยักหน้ากับอารันญ่า
“เธอแบกเชสขึ้นหลังไปได้ไหม” อารันญ่าในร่างของเบสถาม
จัสตินหันไปมองเบล ที่พยักหน้าให้ทำตามคำสังของอารันญ่า
ดูท่าทางอารันญ่ากับเบลจะมีการวางแผนกันมาก่อนหน้านี้
“ได้” จัสตินบอก
“แบกเขา” อารันญ่าบอกจัสตินแล้วแง้มประตูหน้าเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ด้านนอกก็รีบโบกมือจัสตินรีบแบกข้าวโพดตามออกมา โดยมีเบลรั้งท้าย
ประตูใหญ่ด้านหน้าขยับเปิดช่องว่างพอให้ทั้ง 4 ออกมาได้แล้วก็ปิดตัวลงทันที
“เธอจอดรถไว้ที่ไหน”
จัสตินพยักหน้าแล้ววิ่งนำออกไปทางต้นไม้ใหญ่ริมถนนใหญ่ เพียงไม่กี่ก้าวจากแนวรั้วบ้าน อารันญ่าก็คลายการควบคุมข้าวโพด ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัว หายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วลืมตาขึ้นมามอง
“อะ อะไรกัน เกิดอะไรขึ้น”
ยังไม่ใครตอบคำถามของข้าวโพด ทั้งหมดก็มาถึงต้นไม้ใหญ่ จัสตินปล่อยให้ข้าวโพดลงยืน แล้วคลายเวทมนตร์ที่ใช้บังรถจักรยานยนต์คันใหญ่
อารันญ่า คลายการควบคุมเบส แยกร่างออกมายืนอยู่ด้านข้าง
หญิงสาวสวยจัดตาคมในชุดสีดำหันไปถามเบส “เธอขับรถได้ไหม”
เบสส่ายหน้า ส่วนข้าวโพดรีบพยักหน้า
“ดี รีบไปจากที่นี่”
“เดี๋ยว” จัสตินท้วงขึ้น “ลุคล่ะ เขายังไม่ออกมา”
“รีบออกไปก่อน เขาเป็นมือปราบวาติกันไม่ใช่หรือ เดี๋ยวเขาก็ตามพวกเธอไปเองนั่นแหละ” อารันญ่าบอก แล้วรีบชี้ให้ทั้ง 3 คนรีบขึ้นรถ “เก็บเครื่องรางของเธอด้วย”
จัสตินโบกมือครั้งหนึ่ง เบลก็เปลี่ยนเป็นกระดิ่งแก้ววางอยู่บนฝ่ามือแล้วหายไป
“แล้วเธอล่ะ” เบสถามอารันญ่า “ไม่ไปด้วยกันหรือ”
อารันญ่ายิ้มหวาน “เด็กดี เจ้านายมอบหน้าที่ของฉันกับเธอไว้แค่นี้ หลังจากนี้ฉันต้องกลับไปหาเจ้านายแล้ว รีบไปเร็ว ๆสิ”
จัสตินสตาร์ทรถของตนเองแล้วหันมามองข้าวโพดที่ยังไม่ขึ้นรถ
“มีอะไร”
“กุญแจ”
อารันญ่าชี้บอกให้ทั้งคู่ขึ้นรถแล้วเปลี่ยนใจ บอกให้เบสไปซ้อนท้ายจัสติน จากนั้นก็โบกมือผ่านหน้ารถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของลุค ที่ข้าวโพดเป็นคนขับ
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น
“คุณ” เบสเรียกอารันญ่า “ช่วยพาพี่กับลุคตามพวกเรามานะ”
แม่มดสาวยิ้มหวาน ไม่ตอบรับคำสั่งนั้น แล้วเดินกลับเข้าไปที่สวนป่า
รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ 2 คันขับออกมาได้ไม่ถึง 5 นาทีก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นจากทิศทางที่เพิ่งจากมา
คนขับรถทั้ง 2 คันกลับรถไปตามทางเดิมในทันที
ทั้ง 3 คนสามารถมองเห็นเปลวไฟที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าได้จากระยะไกล และเมื่อเข้ามาใกล้จึงพบว่าสวนป่าแห่งนั้นกำลังมีไฟไหม้ ทั้งได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจากภายในเป็นระยะ
 
...จบตอนที่ 22...
เหลืออีก 1 ตอนก็จะจบแล้วครับ คิดเห็นอย่างไร บอกกันนิดนะครับ
ขอบคุณครับ
ไจฟ์ที


ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 21 (20/4/64)
«ตอบ #244 เมื่อ14-05-2021 11:15:23 »


อ่า ตอนที่แล้วไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมโอเวนถึงโกรธแค้นลุคนัก




 :katai1:




พอมาตอนนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าจริงๆ แล้วลุครู้ว่าพ่อตัวเองเป็นคนออกคำสั่งฆ่าครอบครัวโอเวน

แต่ก็ยังปิดบังไม่ให้โอเวนรู้นี่เอง เป็นใครก็โกรธนะ เหมือนถูกหักหลังเลยอ่ะ





 :sad4:





แต่ยังไม่คลายปมว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ในซ่อนอยู่ในซ่อนอีกหรือเปล่านะ :เฮ้อ:






ตอนหน้าจะจบแล้ว ยังเดาทางไม่ออกเลยว่าจะจบลงในรูปแบบไหน





ความแค้น 400 ปีของโอเวน กับความรัก 400 ปีของลุค  :ling1:






ตั้งหน้าตั้งตารอตอนหน้าล่ะค่ะ ลุ้นๆๆๆๆๆๆ




 :pig4: :3123: :กอด1: :L2:


ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2434
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-3
Re: OWAZA ตอนที่ 21 (20/4/64)
«ตอบ #245 เมื่อ14-05-2021 22:03:33 »

ลุ้นไปหมด

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8
Re: OWAZA ตอนที่ 21 (20/4/64)
«ตอบ #246 เมื่อ15-05-2021 16:20:07 »

โอ้ยยยย

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 21 (20/4/64)
«ตอบ #247 เมื่อ17-05-2021 15:37:11 »



เห้ยยยยยย !!!!!!! อะไรๆๆๆๆ เหมือนจะพลิกล๊อค เอาล่ะเหวยยย  :hao5:  :hao5:


ใช่ไม๊ว่าในที่สุดโอเวนก็ไม่อยากให้ลุคตายยย  :katai1:  :katai1:


แถมอีกอย่างอรัญญาก็ยอมช่วยเหลือ



ค้างงงมากกกกจ้าาา ได้แต่รอลุ้น


ขอบคุณค่ะรอตอนต่อไป


 :L2:  :L2:

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1894
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3313/-9
OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
«ตอบ #248 เมื่อ07-06-2021 21:35:44 »

ตอนที่ 23 (ตอนจบ)
   
   เบสยืนอยู่กลางที่ดินว่างเปล่า
ที่ตรงนี้เคยเป็นที่ตั้งของบ้านหลังใหญ่ ที่เบสเกิดและเติบโต แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิต จนทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องจัดการ ‘บางสิ่ง บางอย่าง’ ที่นี่อย่างเด็ดขาด!
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ที่เมืองชายแดนโดยที่เบสกับข้าวโพดยังไม่ทันจะได้รับคำตอบใด ๆ จัสตินก็กลับมาส่งเบสและข้าวโพดถึงที่หน้าบ้านของข้าวโพด
การที่ทั้งคู่เข้าสู่อาการหลับลึกข้ามวันข้ามคืน ทำให้คุณอัจฉราเป็นกังวลถึงขั้นต้องเรียกให้แพทย์มาตรวจอาการ แต่แพทย์ก็บอกว่าทั้งคู่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าอาการอ่อนเพลียมาก เมื่อนอนพักจนเต็มอิ่มทั้งคู่ก็ตื่นขึ้นมา
เบสขอให้ข้าวโพดเป็นคน ‘แต่งเรื่อง’ เพื่อให้คุณอัจฉราไม่ต้องเป็นกังวล แต่เรื่องที่ข้าวโพดแต่งขึ้นมาก็เกือบจะพาให้เรื่องราวไปกันใหญ่ เพราะข้าวโพดบอกว่าทั้งคู่ไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วมีเรื่องเกิดขึ้นต่อเนื่องจนทำให้ไม่ได้พักผ่อน เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงเกิดอาการ ‘ฟิวส์ขาด’ หลับเป็นตายเท่านั้นเอง
“ไม่ได้ไปมีเรื่องกับใครใช่ไหมลูก” ผู้เป็นแม่ถามด้วยความเป็นห่วง ข้าวโพดจึงยืนยันคำเดิม
ทั้งคู่เลือกที่จะสร้างความสบายใจให้กับมารดาด้วยการอยู่บ้านนานถึง 1 สัปดาห์ ช่วงนั้นเองที่นทีติดต่อมาหา พร้อมคำต่อว่า ว่าหายไปไหนกันทั้ง 2 คนเสียหลายวัน ติดต่อไม่ได้ จากนั้นนทีกับนานาก็มาหาทั้งคู่ถึงบ้าน เรื่องราวที่เล่าให้เพื่อนทั้ง 2 คนฟังก็เหมือนกับที่เล่าให้คุณอัจฉราฟัง
ผู้ฟังทั้ง 3 คนต่างรู้สึกเหมือนกันว่า มีเรื่องราวมากมายที่ผู้เล่าไม่ได้เล่าออกมา และอาจเกี่ยวข้องกับเบสที่วุ่นวายกับการจัดการเรื่องราวมากมาย ตั้งแต่การแจ้งความว่ามารดาที่หายไปนานกว่า 2 เดือนแล้ว การไปให้ปากคำ ว่าจ้างนักสืบ จนถึงการค้นหาต้องใช้เวลายาวนานจนเบสต้องไปยื่นเรื่องดรอปเรียนไว้ก่อน
โดยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ตลอดเหตุการณ์ที่สวนป่า ทั้งคู่ไม่มีโอกาสได้พบเจอกับผกาทั้งไม่มีใครพูดถึง ‘ผู้หญิงที่ถูกควบคุมตัวไว้’ การติดต่อครั้งสุดท้ายของแม่กับลุกจึงเป็นช่วงเวลาที่เบสไม่สบายแล้วโทรมาบอกกับมารดาว่าอยู่ที่บ้านเพื่อน ส่วนญาติพี่น้องหลายคนก็บอกเหมือนกันว่า ‘ติดต่อกับผกาไม่ได้มานานนับเดือนแล้ว’
ตลอดเวลาเหล่านี้ ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนเบสก็ยังคงมองหา ‘พี่’ อยู่เสมอ
ความกังวลของเบสมีผลต่อข้าวโพดไปด้วย เมื่อคุณอัฉราเข้ามาดูแลทั้งคู่มากขึ้นเบสกลับขอย้ายออกไปอยู่คอนโดฯ โดยอ้างว่าเป็นความตั้งใจมาตั้งแต่แรกแล้ว และการอยู่ด้วยกันแบบนี้ จะทำให้ ‘ดูไม่ดี’ 
เบสขอบคุณในความเมตตาของคุณอัจฉรา แต่ความเป็น ‘แม่’ ของคุณอัจฉรากำลังทำให้เบสเปรียบเทียบและยิ่งรู้สึกกังวลมากกว่าเดิม
เมื่อเบสขอย้ายออกมาอยู่คอนโดฯ ข้าวโพดก็ขอมารดาแยกออกมาอยู่คอนโดฯด้วยกัน
“ข้าวโพด เบส แม่ไม่ได้หัวโบราณถึงขนาดที่จะยอมรับเรื่องของเราสองคนไม่ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องแยกออกไปเลยนะ”
“ผมขอบคุณที่คุณน้ายอมรับ และดีกับผมมาตลอด แต่ปัญหามันอยู่ทางฝั่งผมน่ะครับ แม่ผมหายไป ญาติพี่น้องเขาก็เป็นห่วง อีกเรื่องที่ผมต้องจัดการก็คือบ้านผมเองน่ะครับ ผมอยากหาเหตุทุบบ้านหลังเดิม คือถ้าย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วทุบบ้านเดิม เขาอาจตั้งคำถามมาถึงคุณน้าได้”
อัจฉราไม่ค่อยเข้าใจความคิดของเบสสักเท่าไหร่ แต่เชื่อว่านี่คือความตั้งใจของเบสมาตั้งแต่แรก ว่าจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างแบบนี้
เบสต้องการทำลายความทรงจำบางอย่างที่เกิดขึ้นบ้านหลังนั้น
เป็นการทำลายแบบไม่เหลือแม้แต่ต้นไม้ใหญ่สักต้นในบ้านเลยทีเดียว!

“เบส” ข้าวโพดเรียกจากประตูหน้าบ้าน “ไปกันเถอะ เดี๋ยวไอ้ทีกับนานาจะรอนาน”
เบสพยักหน้า แล้วเดินมาหา
“ตัดสินใจหรือยังว่าจะทำอะไรกับที่นี่ดี”
เบสส่ายหน้า “ยัง แต่รู้สึกว่าคิดถูกแล้ว ที่ทำลายทุกอย่างที่นี่ เพราะไม่รู้สึกถึงอะไรที่น่ากลัวแล้ว”
บางสิ่งบางอย่างในที่นี้คือจุดเริ่มต้น ซึ่งพอไม่มีใครให้ปรึกษาว่าอะไร ‘ใช่หรือไม่ใช่’ ทั้งคู่ก็ทำได้แค่เก็บพวกของมีค่าไปฝากธนาคาร ส่วนของที่ระลึกจากต่างประเทศทั้งหมดก็เอาไปเผาทำลาย ขณะที่พวกเฟอร์นิเจอร์ ที่มั่นใจว่า ‘ไม่น่าจะมีอะไร’ ก็เอาไปขาย และบริจาค เหลือเพียงของใช้ส่วนตัวที่เบสขนย้ายไปไว้ที่คอนโดฯ
“ข้าวโพดล่ะ รู้สึกอะไรไหม”
ข้าวโพดส่ายหน้าเพราะไม่เคยรู้สึกว่าที่นี่มีอะไรผิดปกติ เมื่อกลับมาที่นี่อีกครั้งโดยที่มีหมุดอยู่เหนือหัวใจก็ไม่รู้สึกอะไรอยู่เหมือนเดิม
เบสพยักหน้า แล้วหันไปมองนอกหน้าต่าง
“คิดว่าจะบอกนทีกับนานาทั้งหมดเลยไหม ทั้งคู่น่ะห่วงพวกเรามากเลยนะ”
เบสหัวเราะเบา ๆ “ทั้งคุณน้า แล้วก็นทีกับนานา เป็นห่วงเราสองคนมาตลอดน่ะแหละ แต่พวกเขาไม่กล้าที่จะถามตรง ๆ เรายกให้ข้าวโพดตัดสินใจอีกครั้งแล้วกัน ว่าจะเล่าให้เขาฟังยังไง เพราะหลังจากนี้ก็คงไม่มีอะไร ปีหน้า เราคงได้กลับไปเรียนแล้ว”
“เบส”
“หืม”
“เรื่องพี่น่ะ เราอยากถามให้แน่ใจ”
“ยังไงล่ะ”
“ทำไมเบสถึงเรียกเขาว่าบลู”
“ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเขาตาสีฟ้ามั้ง”
“มันเรื่องที่เราไม่เข้าใจแล้วก็อธิบายได้ยาก”
เบสพยักหน้า
“ในตอนนั้นเราเห็นเขาเป็นแบบนั้น ตาสีฟ้า ผมสีขาว ใส่ชุดสีขาว เราแน่ใจว่าเป็นแบบนั้น แต่หลังจากที่เรากลับมาถึงบ้าน พอนึกย้อนกลับไป ภาพของเขาที่นึกออกจะเป็นตาสีน้ำตาล ผมสีน้ำตาล เรา...ไม่รู้จะอธิบายยังไง”
“แต่เราเข้าใจนะ” เบสยืนยัน “ตั้งแต่ที่เราเจอเขาครั้งแรก เราเห็นว่าเขาตาสีฟ้าก็จริง แต่ในใจกลับบอกว่า ไม่ใช่ เขาไม่ได้ตาสีนี้ แล้วปากเราเองนี่แหละที่เรียกเขาว่าบลู...ที่จริงเขาชื่อโอเวน”
“อ่า ใช่ ชื่อนี้แหละ” ข้าวโพดถอนหายใจ “แปลกจริง ๆ”
“เขาเป็นพ่อมดใหญ่ ถ้าเขาจะสามารถควบคุมความคิดเราได้ก็ไม่แปลกหรอก บลูคือนกฮูกที่เป็นผู้พิทักษ์ของเขา”
เบสยังมองออกไปด้านนอกของรถ “พ่อมด แม่มดกลุ่มซอว์นีย์จะมีสัตว์ หรือสิ่งของเป็นเครื่องรางที่เป็นทั้งผู้พิทักษ์และรักษาวิญญาณ แต่พี่กับบลูเป็นมากกว่านั้น พวกเขาสลับร่างกันได้ อาจเพราะในวันนั้น เมื่อหลายร้อยปีก่อน บลูคงทำอะไรบางอย่าง พี่ถึงได้รอดมาได้แล้วกลายมาเป็นซอว์นีย์”
เบสหันมามองข้าวข้าวโพด
“เรารู้เรื่องนี้ เพราะอารันญ่าน่ะ เขาให้เรามองเห็นภาพจากมุมที่เขาเห็น จากเรื่องที่เขาได้ยินมา เพราะไม่อยากให้เราต่อต้านพี่ อยากให้เข้าใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มีสาเหตุมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว”
“พี่ของเบส เกลียดเรา”
“ใช่” เบสยอมรับ “พี่ลุค กับข้าวโพด ตอนนั้นข้าวโพดจะชื่อเชส เป็นพี่น้องที่ดีกับครอบครัวไร้ท์ของเรามาก แต่ลุคเอาสร้อยที่เป็นรูปนกเค้าแมวมาให้ สร้อยนั้นถูกเอามาใช้เป็นหลักฐานกล่าวโทษครอบครัวไร้ท์ว่าเป็นแม่มด บอกว่าพวกเราสาบแช่งให้เชสป่วยหนัก แต่เรื่องตรงส่วนนี้อารันญ่าก็ไม่แน่ใจว่าเชสป่วยจริง ๆ หรือว่าถูกใครสาบแช่ง”
“ไม่เป็นไร”
“เรื่องทางฝั่งของครอบครัวลุคและเชสเป็นยังไง เราไม่รู้ รู้แค่ว่าทางฝั่งนี้ ตายเพราะถูกใส่ร้ายด้วยสาเหตุที่แท้จริงคืออะไรก็ไม่รู้ จะบอกว่าต้องการทรัพย์สิน พวกเราก็ไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดนั้น แต่เพราะสร้อยเส้นนั้น เพราะข้อกล่าวหาแบบนั้น การที่พี่ต้องมาเห็นครอบครัวของตัวเองถูกเผาทั้งเป็น ส่วนตัวเองก็ถูกทรมานอย่างหนัก ก็...เข้าใจ ว่าต้องแค้นมาก”
“อืม” ข้าวโพดเข้าใจจริง ๆ “ในช่วงเวลานั้นเราอาจป่วยตายไปจริง ๆ แล้วพอมาถึงตอนนี้ก็ยังเป็นคนที่หลับอยู่ตลอดเวลาที่เกิดเรื่องเสียอีก ไม่ได้เรื่องที่สุดแล้ว”
“ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก” เบสให้กำลังใจ ที่จริงแล้วข้าวโพดถูกทรมานอย่างหนักตลอดเวลาที่อยุ่ในสวนป่า แต่หมุดที่ลุคให้ไว้ช่วยทำให้ความเจ็บปวดเหล่านั้น ไม่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ “เพราะข้าวโพดต้องอยู่ห่างจากบ้านที่ทำพิธีกรรม ทำให้อารันญ่ากับจัสติน ช่วยพวกเราออกมาจากสวนป่าได้เร็ว”
แต่เพราะรีบออกมาได้เร็ว และออกมาไกล เมื่อกลับไปอีกครั้งจึงพบเพียงกองไฟที่กำลังเผาไหม้สวนป่าแห่งนั้น...

จากบ้านของเบส ข้าวโพดขับรถออกมาที่สวนสาธารณะนอกเมือง นทีกับนานารออยู่ หญิงสาวลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นรถของข้าวโพดเลี้ยวเข้ามาที่ลานจอดรถ
“นายหญิงขอรับ ใจเย็นขอรับ” นทีว่า
“ก็เผื่อ 2 คนจะมองไม่เห็นเราไง” นานาหันไปบอก
“ทั้งกระโดด ทั้งโบกมือขนาดนี้จะมองไม่เห็นได้ไง” นทีทำบ่น แต่หญิงสาวยังคงโบกมือเรียกข้าวโพดและเบสที่กำลังเดินมาหา
“2 คน วันนี้เป็นยังไงกันบ้าง” นานาถามทันที
“ก็ค่อย ๆ จัดการไปทีละเรื่องนั่นแหละ” ข้าวโพดบอก
“ถือว่าค่อยๆ เรียบร้อยไปทีละขั้น” นทีบอกขณะที่รินน้ำดื่มใส่แก้วแล้วส่งให้เพื่อน “มีอะไรก็เรียกใช้กูได้นะ”
“พวกเราเคยมาที่นี่ใช่ไหม” เบสถามขณะที่มองไปรอบ ๆ
นานาชี้ไปทางสวนสัตว์ที่อยู่อีกด้านของสวนสาธารณะ “เมื่อสักครึ่งปีก่อน พวกเราเคยไปที่สวนสัตว์ตรงนั้น เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวกัน”
เบสมองตามมือของนานาแล้วนิ่งคิดทบทวน
ครู่หนึ่งเบสจึงหันกลับมามองทั้ง 3 คนแล้วหัวเราะเบา ๆ “อยากรู้อะไรก็ถามสิ แต่ไม่รู้นะว่าจะมีคำตอบให้หรือเปล่า เพราะเราก็ไม่ได้รู้อะไรมากนักเหมือนกัน”
“เหมือนกับที่ข้าวโพดบอกเราก่อนหน้านี้” นทีบอก “ไม่ได้รู้อะไรมากนัก”
เบสพยักหน้า “เออนั่นแหละ”
“ตอนที่มาหาพวกมึงยังคุยกันอยู่เลยว่า สรุปแล้วเรารู้อะไรกันบ้าง” ข้าวโพดบอก
“งั้นเริ่มที่คำถามปลายเปิด ที่วันนี้นัดมาเจอกันได้ก็เพราะมีบางเรื่องที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องนั้นคืออะไร” นานาถาม
ทั้งข้าวโพดและเบสส่ายหน้าพร้อมกัน แล้วหันมามองหน้ากันเอง ทำให้นานารู้สึกปวดหัว
“อะไรกัน”
“ตอนนี้ก็จัดการอะไรหลายอย่างไปเยอะแล้วเหมือนกัน แต่เหมือนกับว่า ยังมีเรื่องที่ยังไม่เรียบร้อย” เบสบอก “แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไร”
“คิดว่า เมื่อถึงเวลาก็จะรู้เอง” ข้าวโพดช่วยเสริม ทำให้เบสพยักหน้ายอมรับ
“แบบนั้นแหละ”
“งั้น....” นทียกมือขึ้นช้า ๆ ทำให้ทุกคนหันมามอง “คือ...กูมีสถานที่บางแห่งที่อยากพาทุกคนไป”
“อะไร” ทั้ง 3 คนถามพร้อมกัน
ส่วนนานารีบโบกมือ ส่ายหน้า “ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกันนี่แหละ ว่านทีก็มีความลับที่บอกเล่าไม่ได้เหมือนกัน”
“ไม่ใช่ความลับ แต่คือ...เอาน่า ไหน ๆ วันนี้ก็นัดพวกมึง 2 คนออกมาได้แล้วก็ช่วยไปกับกูหน่อย” นทีรีบลุกขึ้นยืน แล้วเร่งให้นานาไปขับรถ
ระหว่างที่อยู่ในรถ นทีบอกกับนานาว่า เมื่อนานกว่า 1 เดือนที่แล้ว ผู้ชายคนที่เคยไปหาข้าวโพดที่มหาวิทยาลัย แวะไปหาถึงที่บ้าน เพื่อบอกว่าให้พาข้าวโพดกับเบสไปที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่อยู่ในซอยเล็ก ๆ บนถนนที่นทีไม่เคยผ่านไปเลยสักครั้ง เขาจึงเขียนแผนที่คร่าว ๆ ให้
‘คนเอเชียบอกว่า หากมีวาสนาต่อกัน ก็ให้วาสนานั้นนำทาง แต่หากไม่มีวาสนาต่อกัน ก็ปล่อยให้จบลงแค่นี้’   ผู้ชายคนนั้นไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เมื่อเขียนแผนที่ให้เสร็จก็ขับรถจักรยานยนต์คันใหญ่จากไป
เมื่อเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ มาได้เล็กน้อย นทีก็บอกให้นานาจอดรถก่อนถึงที่หมาย จากนั้นก็ลงจากรถ เดินนำไปที่ร้านกาแฟ
ภายในร้านที่เงียบสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงเพลง ชายวัยกลางคนในผ้ากันเปื้อนสีดำกำลังเช็ดโต๊ะไม้สีเข้ม และเงยหน้าขึ้นมาทักทายลูกค้า
“สวัสดีครับ 4 คนนะครับ”
“ครับ” นทีบอก แล้วนั่งลงที่โต๊ะติดกระจก
แต่ทั้งข้าวโพดและเบสต่างยืนมองตามชายคนนั้นที่เดินกลับไปหยิบรายการเครื่องดื่ม และอาหารจากเคาน์เตอร์ ขณะที่หญิงอีกคนสีหน้าซีดเซียวเดินออกมาจากหลังร้าน
“อร ออกมาทำไม ไปนอนพักเถอะ”
“ไม่เป็นไร มีลูกค้าไม่ใช่หรือ”
ขณะที่หน้าเคาน์เตอร์กำลังพูดคุยกัน นานาที่นั่งลงข้างนที ลุกขึ้นมาแตะข้อศอกเบส “เบส ข้าวโพดนั่งลงก่อน”
แต่ทั้งคู่ก็ยังมองตามเจตน์ที่ถือรายการอาหารและเครื่องดื่มกลับมาวางให้ที่โต๊ะ
“เบส ข้าวโพด นั่งลงก่อน” นานาบอกอีกครั้ง ทั้งคู่จึงนั่งลงแล้วหันมามองหน้ากัน
“ดูท่าทางจะมีเรื่องให้คุยกันยาว แต่ตอนนี้ช่วยเลือกหน่อยว่าจะกินอะไร”
แต่เบสก็สั่งง่าย ๆ ว่าเอาเหมือนนานา และข้าวโพดก็พยักหน้าว่าเหมือนกับนานาอีกคน ทำให้หญิงสาวเพียงคนเดียวส่ายหน้า แต่พอหันไปหานทีก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก สุดท้ายหญิงสาวจึงต้องสั่งสลัด กับฟิช แอนด์ ชิพมาอย่างละ 2 ที่ และมอคค่า 4 แก้ว
เมื่อเจตน์ไปเตรียมเครื่องดื่ม อรก็เข้าไปที่ครัวหลังร้านเพื่อทำอาหาร ทั้งนานาและนทีจึงหันมาคาดคั้นกับทั้ง 2 คนที่มีท่าทีผิดปกติ
“เล่าทุกอย่างที่รู้มาเลย”
นทีหันมายกนิ้วให้กับนานาผู้ออกคำสั่งที่รอบคอบรัดกุม
ข้าวโพดหันไปมองหน้าเบสแล้วหันเราะเบา ๆ จากนั้นก็หันมาโบกมือกับเพื่อนทั้งคู่ “ตอนที่ขับรถมาหาพวกมึงที่สวนสาธารณะ เพิ่งคุยกันว่า พวกมึงอยากรู้แต่ไม่กล้าถาม”
“ตอนนี้อยากรู้ และกล้าถามแล้ว และจะซักจนกว่าจะเข้าใจด้วย” นทีบอก
“ถ้าคุยที่นี่ไม่เข้าใจ เราจะตามไปจนถึงคอนโดฯ จะคุยกันจนกว่าจะเข้าใจ พวกแกสองคนมีเรื่องเดือดร้อนเกิดขึ้นแน่ ๆ แต่ก็เอาแต่พูดว่าเรื่องเรียบร้อยเมื่อไหร่จะบอก มาถึงตอนนี้แล้ว” นานาชี้ไปที่เจตน์ที่กำลังชงกาแฟ “แกต้องช่วยกันเล่ามาให้หมด”
“ก็อยากเล่า แต่ไม่แน่ใจว่า แกจะหาว่าเราเพ้อเจ้อหรือเป็นบ้าหรือเปล่า” เบสกังวลใจ
“เอาตรงที่เกี่ยวกับเจ้าของร้านนี้ก่อนก็ได้” นทีบอก “ไม่ต้องย้อนไปนาน”
ข้าวโพดพยักหน้า “แต่ก็ต้องย้อนไปนานอยู่ดี เพราะไม่ว่าจะเล่าเรื่องนี้ที่ตรงไหน เรื่องมันก็จะเริ่มขึ้นที่พี่บลู ซึ่งกูอยากบอกว่า ที่จริงเขาชื่อโอเวน และเขาเป็นพ่อมด”
ผู้ฟังทั้งคู่มีสีหน้าตกใจ แต่ก็พยักหน้าให้เล่าต่อ
เบสเป็นคนเล่าเรื่อง “มีลูกน้องคนหนึ่งของพี่โอเวน ชื่ออารันญ่า เขาควบคุมเรา และทำให้เราเห็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อ 400 ปีที่แล้ว ที่สกอตแลนด์ ตอนนั้นเราชื่อเกรซ โอเวนคือพี่ชายของเรา ส่วนพ่อกับแม่” เบสชี้ไปที่เจตน์ที่กำลังชงกาแฟ กับอรที่อยู่ในครัว “คือพวกเขา”
“คือ มั่นใจได้ยังไงว่าคือพวกเขา” นานาถาม
“ความรู้สึกน่ะ เหมือนตอนที่เจอกับพี่ครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกว่าคิดถึง รู้สึกว่า เราต้องดูแลคนนี้”
นานาขยับจะถามต่อ แต่นทีจับมือหญิงสาวไว้ “เป็นอย่างที่พี่ผู้ชายมอเตอร์ไซค์คันใหญ่คนนั้นบอกไว้ไง”
“ก็รู้แหละว่าบอก แต่มันก็ต้องมีอะไรที่มันยืนยัน เอาให้แน่ใจสักหน่อยไง” นานาหันไปถามข้าวโพด “แล้วแกล่ะ มีความรู้สึกอะไรด้วยไหม”
“หมุด เย็นมาก ทำให้หายใจโล่งมาก”
“ห๊ะ หมุดอะไร” ทั้งสองคนถามพร้อมกัน แต่นทีรีบโบกมือ “เรื่องหมุดเอาไว้ซักต่อตอนหลัง ตอนนี้เอาที่เรื่องที่ร้านนี้ก่อน อยากให้สรุปให้ได้ว่าพวกมึงจะต่อเรื่องนี้ยังไง”
“พี่บอกอะไรกับมึง” ข้าวโพดหันมาซัก แต่นทีรีบปิดปาก
“นที” นานาดุ “มาถึงขั้นนี้แล้วจะมามีความลับอะไร”
“ทุกอย่างแล้วแต่พวกมึง”
เบสพยักหน้า แล้วลุกมาหาเจตน์ “คุณครับ ผมขอถามอะไรหน่อย ร้านนี้ เป็นของคุณ  2 คนหรือเปล่าครับ”
เจตน์เงยหน้าแล้วบอก “ที่จริงร้านนี้มีเถ้าแก่อีกคนครับ เขาชื่อลุค”
เมื่อชื่อนี้ออกจากปาก เรื่องราวต่อไป ก็คาดเดาได้ไม่ยากแล้ว
...
(มีต่อครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-06-2021 21:45:06 โดย MyTeaMeJive »

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1894
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3313/-9
OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
«ตอบ #249 เมื่อ07-06-2021 21:43:53 »

(ต่อครับ)
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความลึกลับของป่าสนสแกนดิเนเวียมากมาย มากกว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวกับคนที่หายไปในป่า และในรอบ 1 ปีมานี้มีคนหายไปในป่าสน 5 คนแล้ว สร้างความปวดหัวให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ไม่น้อย
ที่ด้านหนึ่งของสุสานซึ่งตั้งอยู่เชิงป่า ลุค เมอร์ฟี มือปราบวาติกันยืนกอดอกฟังคนดูแลสุสานเล่าเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่แสนจะเป็นปกติธรรมดาของเมืองในชนบท
‘นอกจากคนในครอบครัว ก็ไม่มีคนแปลกหน้ามาที่สุสาน ไม่มีการบุกรุก ไม่มีอะไรผิดปกติมานานแล้ว’
เป็นคำบอกเล่าที่สร้างความผิดหวังให้กับคนฟังเป็นอย่างมาก และลุครู้ว่าคนเฝ้าสุสานพูดความจริง
ที่ประตูด้านหน้าของสุสานชายชาวเยอรมันยืนกอดอกท่าทางเหมือนกับผู้เป็นหัวหน้า ดวงตาสีอ่อนมองตามรถจักรยานยนต์คันใหญ่ 2 คันที่ตรงเข้ามาหาแล้วจอดลง
ทั้ง 3 คนพยักหน้าทักทายกัน ยังไม่ได้เอ่ยคำทักทาย ลุคเดินออกมาจากสุสาน
“ลุค เกิดอะไรขึ้น” ชายในชุดหนังสีดำผมยาวมัดรวบไว้ด้านหลังเป็นคนทักทาย
“กุสตาฟ ลูคัส” ลุคทักทายกลับด้วยชื่อหน้าของมือปราบวาติกันชาวสวีเดน และผู้พิทักษ์ “มาตามหาคน”
กุสตาฟเหลียวมองไปรอบ ๆ “หาใคร อยู่แถวนี้หรือไง”
“ไม่ แต่กำลังคิดว่าจะเข้าไปในป่า”
เมื่อผู้เป็นหัวหน้าพูดคุยกัน ผู้พิทักษ์ทั้งคู่ก็ถอยห่างออกมา

ทันทีที่ลุคฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ เขาก็เดินทางไปที่โดมซ้ายแห่งวาติกันเพื่อขอถอนตัวออกจากการเป็นมือปราบแห่งวาติกัน ซึ่งแน่นอนว่าทางวาติกันไม่ยินยอม กระบวนการสอบสวนเรื่องราวทั้งหมดจึงเริ่มต้นขึ้น
เหตุผลสั้น ๆ ของลุค ก็คือ ‘เหตุสังหารครอบครัวไร้ท์ปรากฎความจริงแล้ว จึงต้องการถอนตัว’
เพราะบาทหลวงผู้ที่ทำให้ลุคกลายเป็นอมตะเสียชีวิตไปนานหลายปีแล้ว ลุคจึงไม่เหลือผู้ที่มีความเข้าใจสาเหตุว่าทำไมลุคจึงเลือกเส้นทางนี้
‘เจ้าได้สละชีวิตเพื่อการเป็นมือปราบ คิดจะเลิกก็เลิกได้อย่างนั้นหรือ’
ทุกคนภายในห้องไต่สวนคือผู้ที่รู้จักลุค เมอร์ฟี ในฐานะมือปราบวาติกันมาตั้งแต่แรก ไม่เคยรู้จักเขาในบทบาทอื่น และไม่เข้าใจว่า ลุคยังมีความคิด มีความรู้สึกต่าง ๆ เหมือนมนุษย์ทุกคน
มีผู้สอบสวนคนหนึ่งขอให้ลุคถอดปลอกข้อมือแอเรียสเพื่อมอบให้กับวาติกัน
อาวุธชิ้นแรกที่ลุคได้รับจากวาติกันคือสายฟ้าแห่งเจมส์ที่ประกอบไปด้วยมีดโค้งและปืน ซึ่งลุคส่งคืนให้กับวาติกันไปตั้งแต่ 20 ปีแรกที่เป็นมือปราบ จากนั้นลุคก็ใช้อาวุธของพ่อมด และนักล่าที่พ่ายแพ้ต่อเขามาโดยตลอด จนมาถึงปลอกข้อมือแอเรียส ที่มีความคิดเป็นของตนเอง
ลุคไม่คิดว่าวาติกันจะต้องการปลอกข้อมือนี้ ในเมื่อมีอาวุธที่มีอานุภาพที่ดีกว่านับร้อยชิ้นอยู่ในคลัง  แต่เพราะพวกเขารู้ว่า ‘แอเรียส เลือกเจ้าของ’ และแอเรียสก็ยังทำเช่นนั้นต่อหน้าคณะผู้สอบสวนทุกคน ด้วยการพ่นพิษร้ายออกมาในทันทีที่ลุควางปลอกข้อมือลงที่โต๊ะกลางห้อง เดือดร้อนให้การประชุมต้องหยุดชะงักลง
และในอีก 2 วันถัดมาขณะที่ลุคอยู่ในห้องพักภายในโดมซ้ายเขาก็ได้รับจดหมายสั่งการที่ระบุว่า ‘ลุค เมอร์ฟี คือมือปราบโดมซ้ายแห่งวาติกัน และจะเป็นตลอดไป ปลอกข้อมือแอเรียส อาวุธของเจ้าบ่งชี้เช่นนั้น ดังนั้นสาเหตุส่วนตัวที่ทำให้ขอถอนตัวคือเรื่องส่วนตัว’
และผู้ที่ส่งจดหมายยังบอกให้ลุคไปเก็บอาวุธออกมาจากห้องประชุมด้วย

กุสตาฟใช้ลิ้นดุนแก้ม ขณะที่เหลียวมองไปรอบ ๆ “ในโลกนี้มีผู้ใช้เวทมนตร์และปีศาจมากมายที่คิดว่าตายไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ตาย เพียงแค่เปลี่ยนรูปร่างไปเท่านั้น หน้าที่ของพวกเราถึงได้ไม่จบสิ้น ซอว์นีย์ที่เป็นพ่อมดใหญ่ก็คงไม่ตายไปง่าย ๆ แบบนั้น”
ดวงตาสีฟ้ามองชายชาวสก็อตด้วยความเข้าใจ
“ฉันแนะนำให้ไปป่าทางตะวันออก เมื่อสัปดาห์ก่อนมีนายพรานเข้าไปล่าสัตว์แล้วเจอเรื่องแปลก ๆ ในป่า”
ลุคมีท่าทีกระตือรือร้นในทันที “ขอบใจ”
กุสตาฟใจดีถึงขนาดที่ขับรถนำทางไปจนถึงป่าที่บอกทั้งตามเข้ามาด้วยระยะหนึ่ง จนกระทั่งพบสุสานโบราณที่อยู่กลางป่า
เจ้าของพื้นที่ทั้งสองคนก็ยังรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบสุสานเก่าอยู่ในที่แห่งนี้ เพราะนายพรานเหล่านั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องสุสาน
“หรือจะไม่ใช่ที่นี่”
ลุคเหลียวมองไปรอบตัว
‘นายก็รู้ว่าฉันไม่ผูกมิตรทำความรู้จักกับใคร นอกจากฟังพวกวิญญาณคุยกัน ... สุสาน หิมะ มีต้นสนสูงเสียดฟ้า...สวีเดน’
“สุสาน หิมะ ต้นสนสูงเสียดฟ้า ที่นี่แหละ”
ลุค เมอร์ฟีตัดสินใจแล้ว
“กุสตาฟ ลูคัส ขอบใจมาก พวกนายไม่ต้องตามเข้าไปกับฉัน” ลุคหันมาหาผู้พิทักษ์ “จัสติน ฉันมีทางเลือกให้นาย นายจะเลือกมือปราบคนใหม่ หรือ...”
จัสตินส่ายหน้า “ฉันสาบานไว้แล้ว ว่าจะคุ้มครองนายจนกว่าลมหายใจสุดท้าย”
ผู้พิทักษ์ที่ไม่ได้เป็นอมตะ สาบานว่าจะพิทักษ์มือปราบที่เป็นอมตะ...
“แต่ฉันต้องเข้าไปคนเดียว”
จัสตินพยักหน้า “ไม่ต้องห่วง ฉันรู้ว่าสุดท้ายแล้วนายจะไปที่ไหน ฉันจะไปรอนายอยู่ที่นั่น”

อุณหภูมิกำลังลดต่ำลงเรื่อย ๆ บ่งบอกว่าฝนอาจตกในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
“สุสาน หิมะ ต้นสนสูงเสียดฟ้า...”  แล้วคนที่ตามหาอยู่ที่ไหน
ลุคเดินเข้าไปในป่าตามลำพัง
ถัดจากสุสานประมาณครึ่งชั่วโมงคือเศษซากกองไม้ใหญ่ที่จากการทรุดพังของซากบ้านเรือนที่ทรุดพัง ลุคเท้าเอวเหลียวมองไปรอบตัว แล้วเดินวนหาบ้านที่น่าจะพอให้กลับมาพักในคืนนี้ได้ แต่ก็ไม่มี จึงเดินทางต่อเข้าไปในป่า จนมาถึงที่พักนายพรานจึงรวบรวมกิ่งสนในละแวกใกล้เคียงมาทำหลังคาเพิงพักท่ามกลางหิมะที่เริ่มตกลงมา
 ลุคมุดเข้าไปใต้เพิงพัก ฟังเสียงรอบตัว

....ในยามที่หิมะโปรยปราย แม้แต่ธรรมชาติยังพร้อมใจกันหยุดการเคลื่อนไหว เพื่อร่วมชมความงดงามนั้น...

มวลอากาศด้านนอกมีการแปรเปลี่ยน  ประสาทสัมผัสเตือนว่านั่นไม่ใช่คนที่ตามหา แต่ก็ไม่ได้เป็นคนที่มาด้วยเจตนาร้าย
ปลอกข้อมือแอเรียสปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ เตือนให้ระวังตัวเมื่อลุคก้าวออกมาจากเพิงพัก
คนที่ยืนอยู่ด้านนอกเป็นชายหนุ่มดวงตาสีฟ้า ทั้งสีผม สีผิวและชุดสีขาวที่สวมใส่กลมกลืนไปกับหิมะขาวรอบตัว
นี่คือร่างที่โอเวนต้องการให้เขาเห็น ลุคก็เห็น แต่กลับมองเห็นร่างที่แท้จริงชัดเจนกว่ามาโดยตลอด
“โอเวนล่ะ เขาเป็นไงบ้าง”
บลูกำลังจะตอบคำถาม แต่กลับหัวเราะเบา ๆ และรอจนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่วิ่งมาทางนี้
ชายชาวเยอรมันในชุดสีดำวิ่งตรงมา แล้วหยุดขวางหน้าของลุคไว้ อาวุธที่อยู่ใน 2 มือยกขึ้นเตรียมพร้อม
“จัสติน ทำอะไร ฉันบอกให้นายไปรอไง”
“ไม่ นี่คือปีศาจ”
“จัสติน หยุด แล้วถอยไป” ลุคออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนัก ๆ
“แต่...”
“นายเป็นบ้าอะไรขึ้นมา”
จัสตินลดอาวุธลงแล้วก้าวมายืนด้านข้างของลุค
“พวกนายจะทำความตกลงกันก่อนก็ได้นะ”
“อย่าเพิ่งไป” ลุครีบเรียกคนที่กำลังจะจากไป “ขอโทษแทนจัสตินด้วยที่เรียกนายแบบนั้น”
บลูหันมา คิ้วสวยข้างหนึ่งยกขึ้นสูงขณะที่มองจัสติน
“ขอโทษด้วย ฉันจับสัญญาณของปีศาจได้ แต่ไม่รู้สึกถึง...อีกคน” ชายชาวเยอรมันยอมก้มศีรษะให้กับปีศาจนกฮูก
“แล้วโอเวน...”
“แย่กว่าในตอนที่ฉันช่วยเขาครั้งแรก” บลูส่ายหน้า ดูไม่เต็มใจที่จะมาที่นี่สักเท่าไหร่นัก “ฉันไม่ควรมาเจอนายที่นี่ แต่เพราะนายตามหาเขาไม่หยุด ทำให้พวกมือปราบและพ่อมดคนอื่น ๆ หันมาตามรอยนาย วันหนึ่งมันจะไปถึงตัวโอเวน เข้าใจไหมว่า นายทำตัวเองเดือดร้อนไม่พอ ยังทำให้เขาเดือดร้อนด้วย” เหมือนเมื่อ 400 ปีที่แล้ว
“บลู นายตอบฉันได้ไหม ว่าทำไมเขาถึงได้เป็นซอว์นีย์...”
บลูส่งภาพที่ตนเองมองเห็นเมื่อ 400 ปีที่แล้วมาให้ลุคและจัสติน
“ฉันในตอนนั้นก็ไม่รู้ตัวหรอกว่ามีพลังพิเศษอะไร เป็นแค่นกฮูกตัวหนึ่งที่ต้องการปกป้องครอบครัวไร้ท์ แต่ตลอดเวลาที่พวกเขาถูกทำร้ายฉันกลับซ่อนตัว คอยฟังเสียงพูดคุยเกี่ยวกับครอบครัวไร้ท์ เพราะฉันคือหลักฐานอย่างหนึ่งที่คนพวกนั้นนำมากล่าวโทษ จนกระทั่งรู้ว่าโอเวนอยู่ในคุกใต้ดิน เมื่อความคิดฉันอยู่ที่โอเวน ตัวของฉันก็ไปอยู่หน้าเขาแล้ว
สภาพของเขาในเวลานั้น เหลือแค่ลมหายใจ แต่ความคิด ความเจ็บปวดของเขาที่ถ่ายทอดมาให้ฉันมันชัดเจน แล้วก็เหมือนเดิมคือพวกเราออกมาจากที่นั่นได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่สถานที่แรกที่พวกเราปรากฏตัวขึ้นคือสุสานที่เป็นต้นกำเนิดของฉัน
เพราะว่าฉันไม่รู้วิธีการ พ่อมดคนแรกที่เราพบที่สุสานจึงถูกฉันดึงพลัง พ่อมดคนนั้นกลายเป็นขี้เถ้ากองหนึ่ง แต่พลังนั้นถูกดึงไปรักษาโอเวน ฉันทำอย่างนั้นอีกหลายครั้ง แล้วก็หนีไปเรื่อย ๆ เพราะเรากำลังถูกตามหา และตามล่าในเวลาเดียวกัน
นายอาจเรียกว่าฉันกำลังฆ่าพ่อมด แต่ฉันเรียกมันว่าการรักษาโอเวน
วันหนึ่งเราได้เจอกับพ่อมดซอว์นีย์ เขาเป็นชายแก่ผมยาว สวมเสื้อคลุมสีเทา และมีไม้เท้า เขาบอกกับเราว่า เรามีทางเลือก 2 ทาง คือภักดีต่อเขา หรือตาย
พ่อมดคนนั้นยังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ โอเวนก็จัดการเขาแล้ว กลายเป็นเศษกระดูกกองหนึ่งแล้วสลายไป พลังทั้งหมดของเขากลายมาเป็นของโอเวน
เขาทำอย่างนั้นโดยที่ไม่ต้องใช้ฉัน ไม่มีไม้กายสิทธิ์ ไม่มีคาถาสักบท พลังของเขาเข้มแข็งขึ้นมาก และใช้ชื่อซอว์นีย์ของพ่อมดคนนั้น แน่นอนว่าเพราะชื่อนี้ทำให้ถูกท้าทาย แต่เขาก็จัดการพวกมัน จนไม่มีใครกล้าเข้ามาวุ่นวายอยู่นาน
เรื่องที่พวกนายไล่ล่าเขา หรือพ่อมด แม่มดคนอื่น ๆ น่ะ เขาไม่ได้สนใจเลยสักนิด สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือการตามหาคาร่า และคนที่ทำร้ายครอบครัวไร้ท์”
บลูหันมาหาทั้ง 2 คน “โอเวน บอกกับนายหลายครั้ง ว่าเวลาของเขาเหลือไม่มากนัก มันคือความจริง หน้าที่ของนายคือกำจัดพ่อมดซอว์นีย์ใช่ไหม นายฆ่าเขาไม่ได้หรอก มีแต่ตัวของเขาเองเท่านั้นที่ทำได้ ดังนั้นเขาจึงฆ่าเจ้าเมืองเบ๊ตตี้ก่อน แล้วกำจัดซอว์นีย์ให้นาย เพื่อให้นายยกโทษให้”
“ฉันยอมรับว่าเสียใจ แต่ไม่เคยโทษเขา เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมันก็มีสภาพแวดล้อม มีการเมืองและความเชื่อในเวลานั้นที่กดดันให้พ่อกล่าวโทษครอบครัวไร้ท์ แต่ไม่ว่ายังไงมันก็ไม่ถูกต้อง เขาเป็นเจ้าเมือง หน้าที่ของเขาคือปกป้องชาวบ้าน ไม่ใช่ให้ชาวบ้านมาปกป้องตำแหน่งของเขา แต่ที่ฉันอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือโอเวนเป็นอย่างไรบ้าง”
“ฉันไม่ยอมให้เวลาของเขาหมดลงอย่างแน่นอน ตอนนี้ก็กำลังพยายามอยู่ แม้ว่ามันจะยากกว่าครั้งแรก”
ลุคกำมือแน่น “ฉันไม่ใช่พ่อมด เขาดึงพลังฉันไปรักษาตัวเขาไม่ได้ ดังนั้นฉันจึงดูแลเขาได้”
บลูส่ายหน้า “ฉันอยากให้นายกลับไปก่อน”
“แต่ฉันอยากพบเขา”
“ไม่ใช่ตอนนี้”
“บลู ฉันเข้าใจสิ่งที่นายพยายามอธิบายให้พวกเราฟังนะ แต่ว่า...”
“การที่นายยังดึงดันที่จะไปหาเขาให้ได้ แสดงว่านายไม่เข้าใจ” บลูชี้ไปที่จัสติน “เขาจับไอปีศาจของฉันได้ คนอื่น ๆ ก็จับได้เหมือนกัน แต่ที่ยังมาไม่ถึงเพราะถูกพวกวิญญาณดึงไปทางอื่นอยู่ เลิกตามหาโอเวน กลับไปตามล่าพ่อมด ผู้คุมวิญญาณของนายต่อไป สัญญาว่า ถ้าโอเวนหายดี ฉันจะพาเขาไปหานายด้วยตัวเอง นายมีเวลาเหลือเฟือ ไม่จำเป็นต้องใจร้อน”
 เมื่อกล่าวถึงคำสุดท้าย บลูก็กลายเป็นนกฮูกสีขาวบินลับหายไปกับหิมะ
“ได้รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ก็น่าจะพอใจได้แล้วไม่ใช่หรือไง” จัสตินบอก
ลุคเข้าใจ แต่ก็ยังอยากพบกันสักครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าโอเวนยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ
...
หมู่บ้านร็อคไซด์ พื้นที่ชนบทของเมืองเบ็ตตี้สูญหายไปหลายสิบปีแล้ว รถปิคอัพคันเก่าวิ่งผ่านทุ่งบาร์เลย์ ออกไปที่บ้านซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งอย่างโดดเดี่ยว คนขับรถจอดรถที่ด้านหน้าโรงนา แล้วยกของลงจากกระบะด้านหลังเข้าไปด้านใน ท่ามกลางความเงียบราวหนึ่งชั่วโมงถัดมา จึงได้กลิ่นอาหารมื้อค่ำ เมื่ออาหารมื้อนี้ผ่านไป ชายหนุ่มจึงชงชาแล้วถือแก้วออกมานั่งที่เก้าอี้หน้าบ้าน ดวงตาสีเข้มมองผ่านไปไกล
ภาพเก่า ๆ ในอดีตหวนกลับมาอีกครั้ง
การใช้ชีวิตที่บ้านเกิดคือการทรมานตัวเองมากกว่าการให้ความหวัง ลุคเคยคิดว่าจะเลี้ยงสุนัข หรือวัวสักตัว แต่ก็ไม่เหมาะสักเท่าไหร่ หากต้องเดินทางไกลอย่างเร่งด่วน และอาจจะไม่ได้กลับมานานเป็นเดือน
แต่ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่มา 5 ปีลุคยังไม่เคยต้องทิ้งบ้านไปนานขนาดนั้น
ในช่วงปีแรกจัสตินบ่นทุกครั้งที่มาตามลุคไปทำงานว่าเมื่อไหร่จะซื้อโทรศัพท์สักเครื่อง แต่เมื่อขึ้นปีที่ 2 จัสตินก็เลิกบ่น และช่วงเวลาที่จัสตินจะมาตามไปทำงานก็เริ่มทิ้งห่างออกไปเรื่อย ๆ ครั้งล่าสุดนี้คือหายไป 5 เดือน ก็มาตามไปจัดการปีศาจในโบสถ์เก่าที่ลอสคาบอส เมืองแห่งอาชญากรรมเม็กซิโก ทั้งคู่ใช้เวลาจัดการกับปีศาจตนนี้อยู่หลายวัน ลุคก็เดินทางกลับมาโดยลำพัง
ตอนนี้ผ่านไป 3 เดือน ทุกอย่างรอบตัวยังเงียบสงบ
รวมถึงทุ่งบาร์เลย์ในเวลากลางคืน...
มวลอากาศภายในบ้านมีการเคลื่อนไหว หัวใจของลุคเต้นแรงรีบวางแก้วชาแล้วเปิดประตูกลับเข้าไปในบ้าน
ชายหนุ่ม 2 คนยืนอยู่
คนที่ยืนอยู่ด้านหน้ามีเส้นผมสีขาว ดวงตาสีฟ้า และสวมชุดขาว
ส่วนคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง มีเส้นผมสีเข้ม ใบหน้างดงาม สวมเสื้อแขนยาวสีขาวกับกางเกงสีน้ำตาล
“โอเวน” ลุคเรียกคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง ทั้งจะก้าวไปหา
“เดี๋ยว” บลูก้าวเข้าขวาง “เรามีคำถาม”
ลุคพยักหน้า
“คนที่อยู่กับนาย หมายถึง นอนกับนายคือคนไหน”
ลุคตอบอย่างมั่นใจ
“คนที่อยู่กับฉันตลอดเวลาคือโอเวน ยกเว้นช่วงหนึ่งที่บ้านมาร์ธาที่เป็นนาย แต่จากนั้นก็เป็นโอเวนอีก ฉันไม่รู้ว่าพวกนายเปลี่ยนตัวกันได้ยังไง แต่...”
“ไม่รู้ก็ดีแล้วนี่” โอเวนขัดขึ้น
“แต่ฉันคิดว่าเขารู้นะ” บลูตอบยิ้ม ๆ “เขาอาจทำเป็นไม่รู้ เพราะไม่อยากขัดใจนายมากกว่า....”
มีเสียงรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่มาจอดที่ด้านหน้าบ้าน บลูรีบบอก “คนเยอรมันมาแล้ว ฉันจะออกไปข้างนอก แล้วก็จะไปนอนที่โรงนา พวกนาย 2 คนค่อย ๆ คุยกันไปนะ”
หลังจากที่บลูเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงทักทายกัน และเสียงเปิดประตูโรงนา
“สบายดีไหม” ลุคถาม
“สบายดี”
“ฉันมีเรื่องมากมายที่อยากเล่าให้นายฟัง”
“ถ้าฉันพร้อมที่จะฟัง นายจะหาเรื่องไปทำอย่างอื่น เพื่อที่จะถ่วงเวลาอีกหรือเปล่า”
“ไม่ ฉันสัญญา”
...จบ...
จบแล้วครับเรื่องราวยาวนาน ที่เขียนนานเป็นปีและลงเรื่องนานข้ามปี ขอบคุณที่ให้ความกรุณาสนใจติดตามตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้าย
ขอบคุณทุกคนที่อ่านเรื่องที่เราเล่าให้ฟังทั้งเรื่องนี้และอีกหลายเรื่องที่ฝากไว้ที่นี่ ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าเราจะเขึยนเรื่องได้นานขนาดนี้
ตั้งแต่วันที่ ทีเรียนม.3 จนถึงวันนี้ที่เขาเป็นพนักงานบริษัทไปแล้ว เป็นการเติบโตไปด้วยกันพบเจอเรื่องราวมากมาย
ขอได้รับคำขอบคุณจากใจ
ขอบคุณมากครับ
ไจฟและทีครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
« ตอบ #249 เมื่อ: 07-06-2021 21:43:53 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7669
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-8
Re: OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
«ตอบ #250 เมื่อ07-06-2021 23:17:14 »

ขอบคุณที่ต่อจนจบ

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
Re: OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
«ตอบ #251 เมื่อ08-06-2021 16:06:25 »

จบแล้วในที่สุดดดดด :katai2-1:




ดีใจที่ตอนจบพี่ลุคกับโอเวนยังกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ได้นะ ไม่งั้นปวดใจแย่เลย




 :กอด1:




มีแอบจิ้นพี่บลูกับจัสตินนิดนึงด้วยแหล่ะ  :hao3:  :hao6:




ติดตามอ่านมาตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนจบสุดท้ายแบบนี้รู้สึกใจหายเหมือนกันนะ  :hao5:





หวังว่าพี่ไจฟ์กับน้องทีจะเอาเรื่องใหม่มาลงต่อให้หายคิดถึงกันบ้างนะคะ (ให้เวลาพักผ่อนนิดนึง)




สุดท้ายนี้ขอบคุณทั้งสองคนที่สร้างสรรค์ผลงานดีๆ มาให้เราอ่านกันค่า




 :pig4: :3123: :กอด1:



ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2434
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +230/-3
Re: OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
«ตอบ #252 เมื่อ08-06-2021 20:57:44 »

็Happy Ending

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
«ตอบ #253 เมื่อ08-06-2021 21:24:10 »

 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ psyche

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 98
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
«ตอบ #254 เมื่อ18-06-2021 02:56:06 »

อ่านถึงตอนที่ 11  อ่านไปก็คิดไป ใครเป็นใคร ยังไง ปมเยอะ
คืออ่านเรื่องนี้ต้องตั้งใจมาก อ่านไม่คิดไม่ได้เลยนะ ต้องคิดๆๆ ตลอด
เราไม่กลัวหรอก ผ่านบาลีมาได้ เรื่องนี้สบายมาก
นิยายของ ที ไจฟ์ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เรานี่ FC อ่านทุกเรื่อง

ไปอ่านตอนที่ 12  ต่อ...

และแล้วเราก็อ่านจนจบ ลุ้นมากกก อ่านแล้ววางไม่ได้ เอาเป็นว่าเราว่าหลายๆคนก็คงเดาตอนจบไม่ถูก ฮ่าๆ ๆ สนุกมากค่ะ

เรายังจะรอเรื่องต่อไปของ ไจฟ์ ที เป็นกำลังใจให้ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-06-2021 03:55:20 โดย psyche »

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-1
Re: OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
«ตอบ #255 เมื่อ28-06-2021 16:45:07 »


ง่ายๆ เลยตอนจบสุดท้าย ในความคิดหลังอ่านจบคือ


ภาพของคนสองคนนั่งอยู่เก้าอี้หน้าบ้าน มืออีกคนจับมืออีกคน


ส่วนอีกข้าง คนหนึ่งถือกาแฟหรือชาอุ่นๆ  อีกคนอาจจะเป็นนมอุ่นๆ หรือชาอุ่นๆเหมือนกัน


ทั้งคู่ค่อยๆคุยค่อยๆปล่อยให้เวลาผ่านไปช้าๆ ไม่เร่งรีบ ใจปล่อยวาง


(ถ้าทั้งคู่แก่เฒ่าได้)


.................  :กอด1:    เวลาที่อ่านแล้วบอกว่าจบทีไร มันก็จะมีความรู้สึกแวบๆมาว่า เอ๋าา!!ไม่อยากให้จบ ซะงั้นทุกที


ขอบคุณทั้งสองคนนะคะที่มาเขียนนิยายให้เราได้ติดตามอ่าน


รอค่ะ รอเรื่องต่อไป หรือตอนพิเศษสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะรอ


 :pig4:   :pig4:


 :L2:  :L2:




ออฟไลน์ Nung66669

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
Re: OWAZA ตอนจบ (7/6/64)
«ตอบ #256 เมื่อ25-08-2021 17:22:23 »

เพิ่งมาอ่านตอนเขียนจบไปแล้วสนุกมากจ้า อ่านยาวมาสามวันแบบอ่านจนวางไม่ลง สนุกมากจริงๆ :L2: :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด