OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)  (อ่าน 6795 ครั้ง)

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #90 เมื่อ07-05-2020 09:13:43 »


แวะมาบอกคิดถึงจ้า  :L2:

ออฟไลน์ yupinka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #91 เมื่อ09-05-2020 19:16:19 »

รอติดตามตอนต่อไปค่า  :katai2-1:


ออฟไลน์ noteno

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #92 เมื่อ09-05-2020 19:50:41 »

 :mc4: จุดประทัดเรียกกกกก

ออฟไลน์ jj

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #93 เมื่อ11-05-2020 13:20:06 »

ยู้ฮู  ยู้ฮู
มีคนรออยู่ค่าาาาาาาา

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 6 (11/4/63)
«ตอบ #94 เมื่อ12-05-2020 08:26:30 »


 จ๊ะเอ๋ บลูจ๋ามารอแล้วจ้า  :L1:  :L1:




ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3297/-9
OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #95 เมื่อ14-05-2020 07:31:18 »

ตอนที่ 7
   
6 โมงเช้าลุคลงมาเปิดร้าน แต่ยังไม่ทันจะเริ่มจัดโต๊ะเก้าอี้ เจตน์ก็มาถึง
“อ้าว ไหนบอกว่าจะพาเมียไปหาหมอ”
“ผมจำผิดครับ กลับไปดูวันนัดอีกที ปรากฏว่าเป็นวันพรุ่งนี้”
“งั้นพรุ่งนี้ก็เหมือนเดิม หยุดไปเลยก็ได้”
ตี๋น้อยร้านปาท่องโก๋ และขนมปังวิ่งตามหลังเจตน์มาไม่กี่ก้าวร้องเรียกแล้วส่งของตามที่สั่งไว้ ระหว่างทางมาร้าน
“ตี๋ มาไวมากเลย” เจตน์ทักแล้วส่งค่าอาหารให้
“ม้าบอกให้เอาของลูกค้าคนอื่นมาให้ร้านกาแฟเฮียฝรั่งก่อน” ตี๋น้อยบอกพร้อมกับรับเงินจากลุค แล้วก็รีบวิ่งกลับไป
ที่ต้องสั่งของกันรายวันแบบนี้ เพราะลุคปิดร้านบ่อยจนต้องใช้วิธีแวะสั่งของในระหว่างทาง
“คุณจะปิดร้านอีกแล้วหรือครับ”
ลุคพยักหน้า หันไปบอกให้เจตน์เตรียมอเมริกาโน่แก้วใหญ่
เจตน์ยังทำกาแฟให้เจ้านายยังไม่เสร็จ ลูกค้ารายแรกก็เดินเข้ามาในร้าน
จัสตินผู้มีสีหน้าบึ้งตึงเดินเข้ามาแล้วชี้ขึ้นไปข้างบน ลุคก็พยักหน้า จัสตินตอบกลับด้วยอาการกลอกตามองบนที่ไม่ได้เข้ากับใบหน้าแบบชาวเยอรมันเข้มข้นของเขาสักเท่าไหร่
เมื่อจัสตินนั่งลงตรงข้ามกับลุค เจตน์ก็ยกกาแฟและแซนด์วิชมาเสิร์ฟ
“คิดว่าจะมาตอนสายกว่านี้เสียอีก”
จัสตินตอบด้วยภาษาเยอรมันแบบโบราณ “ฉันไม่ได้มองนาฬิกา คิดว่าควรจะมาก็มา”
“จัสติน”
“ฉันมีหน้าที่คุ้มครอง ดังนั้นนายควรเลิกใช้วิธีหลอกฉันไปทางอื่น เพื่อที่นายจะไปผจญภัยกับคนรักของนาย”
ลุคจ้องมองจัสตินด้วยสายที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจ ทำให้จัสตินกล่าวคำขอโทษที่แทบไม่พ้นริมฝีปากแล้วจิบกาแฟ ตามด้วยแซนด์วิช
กลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุ ทยอยเข้าร้านมาทักทายกับเจ้าของร้านแล้วเลือกหยิบของว่างตามชอบ จากนั้นไปจับกลุ่มอยู่ที่โต๊ะหน้าร้าน พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องข่าวสารและเรื่องทั่วไป เจตน์ชงชา-กาแฟโบราณอย่างรวดเร็ว แล้วตามไปเสิร์ฟ
“กินเสร็จ นายขึ้นไปนอนพักสักครู่ก่อนก็ได้ เพราะเขาเพิ่งจะได้นอน” ลุคเหลือบตามองนาฬิกาที่ผนัง “ก็ตอนเกือบเช้าแล้ว”
“แล้วนายได้นอนหรือยัง”
“ยัง”
“กู้ด”
ลุคตบไหล่จัสตินเบา ๆ “เจอกันตอนสาย”
ลุคกลับขึ้นมาข้างบนเพื่อเตรียมอาวุธ และสำรวจแผนที่ที่จะเดินทาง ไม่ถึง 5 นาทีจัสตินก็ตามขึ้นมา พูดคุยกันได้ครู่หนึ่ง บลูก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง
ทันทีที่บลูเห็นจัสตินก็ซัดลูกไฟเข้าใส่จัสตินทันที แต่เพราะว่าลุคใช้เครื่องรางควบคุมไว้ทำให้ลูกไฟนั้นสลายไปก่อนที่จะถึงตัวของจัสติน
บลูหันไปคว้าหนังสือและสิ่งของใกล้มือขว้างใส่ ลุคจึงเข้าไปกอดไว้ แต่บลูก็ยังพยายามเงื้อขาจะเตะ
แปลกที่บลูไม่ส่งเสียงออกมาจนกระทั่งถูกลุคกอดไว้
“ปล่อย”
“นายจะเริ่มต้นทำความรู้จักกับทุกคนด้วยการไล่เตะเขาไม่ได้นะบลู”
“มันคือผู้พิทักษ์!”
“เขาคือผู้พิทักษ์ของฉัน”
บลูหันกลับมามองหน้าลุค ขณะที่จัสตินแนะนำตัว
“ยินดีทีได้รู้จัก ฉันคือจัสติน ฮอฟมันน์ ผู้พิทักษ์ของลุค เมอร์ฟี”
บลูหน้างอออกคำสั่งกับคนที่กอดอยู่ “ปล่อยได้แล้ว”
แต่พอลุคปล่อย บลูก็เงื้อหมัดชกลุคทันที
และในเวลาเดียวกันนั้นเองที่จัสตินส่งพลังเพื่อที่จะผลักบลูออกห่างจากลุค แต่ลุคหมุนตัวมารับพลังของจัสตินเข้าไปเต็ม ๆ
ลุคที่ยังกอดบลูไว้ก้มลงมองคนที่มีสีหน้าตกใจ
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ไอ้ ไอ้บ้า ลุค เมอร์ฟี!”
ลุคยิ้มขณะที่เช็ดเลือดที่มุมปาก “ยังด่าได้ แสดงว่าไม่เป็นไร”
“ฉัน ไม่เป็นอะไรหรอก นายน่ะแหละ ที่เป็น” บลูช่วยเช็ดเลือดที่มุมปากแล้วพยายามจะหมุนตัวลุคเพื่อที่จะดูแผ่นหลังที่รับพลังของจัสตินไปเต็มแรง “ผู้พิทักษ์บ้าอะไรวะ ซัดพลังใส่ลูกพี่ตัวเอง”
ได้ยินเสียงจัสตินบ่นอะไรสักอย่างเป็นภาษาเยอรมัน ประมาณว่า ‘พวกน่าเบื่อ’ แต่บลูไม่สนใจ ขณะที่เจตน์วิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาดู
“เกิดอะไรขึ้นครับ ผมได้ยินเสียงโครมครามดังลงไปถึงข้างล่าง”
“เรื่องเข้าใจผิดน่ะ ไม่มีอะไร ฝากขอโทษลูกค้าด้วย” ลุคบอกกับเจตน์
ส่วนบลูเปิดเสื้อด้านหลังของลุคจนได้ และได้เห็นว่ารอยแดงช้ำที่แผ่นหลังกำลังจางหายลงไปต่อหน้า
เมื่อเจตน์เห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงกลับลงไปข้างล่าง
“เออ ใช่ นายรักษาตัวเองได้นี่หว่า” ดวงตาสีฟ้าช้อนมองคนที่หันมายิ้มให้ “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” 
“เพราะอย่างนี้เอง...” จัสตินพูดขึ้น
“อะไร” บลูหันมาหาเรื่อง
แต่จัสตินกระแทกเสียงในลำคอ แล้วยืนกอดอกหลังตรง “ไม่ต้องสนใจฉัน เชิญพวกนาย 2 คนตามสบาย”
บลูเงื้อหมัดจะชกคนตัวใหญ่ที่มีรอยยิ้มจาง ๆ แต่หันไปเห็นว่าจัสตินขยับตัวจะเข้ามาขวางก็เลยลดหมัดลง “ตกลงว่าเขาเป็นผู้พิทักษ์ของนาย แล้วไงต่อ”
“เปลี่ยนอารมณ์ไวชะมัด” จัสตินทำเป็นบ่นคนเดียวอีกครั้ง
“ฉันไม่ได้อยากเปลี่ยนอารมณ์ แต่ฉันต้องการจัดการเรื่องราวให้มันเสร็จ ๆ ไปจะได้กลับมาจัดการกับนาย” ดวงตาสีฟ้าของบลูเข้มขึ้น บ่งบอกว่าไม่พอใจจัสตินอย่างชัดเจน
แต่ทั้ง 3 คนต่างก็รู้ดีว่า บลูก็แค่ขู่ เพราะรู้ตัวแล้วว่าไม่ได้มีพลังมากพอที่จะทำอะไรสองคนตรงนี้ได้ และสาเหตุที่บลูโจมตีจัสติน ตั้งแต่แรกเหมือนกับในตอนที่เจอลุค ก็เพราะการที่ทั้งคู่คือมือปราบกับผู้พิทักษ์ ที่มีหน้าที่ปราบปรามพ่อมด ผู้ใช้เวทย์ดำ และปีศาจแบบบลูนั่นเอง
ลุคลูบด้านหลังศีรษะของบลู “ใจเย็น นอนไม่พอแล้วอารมณ์ไม่ดีตลอด”
บลูหันมาถามลุค “นายบอกว่าจะไปหาแม่มดสายดำ เมื่อไหร่จะไป”
ลุคดันคางสวยให้เงยขึ้นมารับจูบเร็ว ๆ “ไปสิ”
...
เบสฝันร้าย มีเงาดำที่ไม่เป็นรูปร่างเข้ามาห้อมล้อมและสร้างแรงกดดันจนหายใจไม่ออก เมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาก็พบว่าข้าวโพดเป็นคนที่มาปลุก
ทั้งที่นอนอยู่ในห้องนอนที่มีเครื่องปรับอากาศ แต่ก็ยังมีเหงื่อซึมจากไรผมที่หน้าผาก และแผ่นหลังมีเหงื่อเปียกชุ่ม
“เบส เป็นอะไร”
เบสหอบหายใจ เหลียวมองไปรอบห้องแล้วมองหน้าข้าวโพด  “ข้าวโพด”
“ใช่ กูเอง กูกำลังจะไปเรียน แวะมาดูเบสว่าเป็นไงบ้าง เห็นท่าทางอึดอัดเลยปลุก เป็นอะไรหรือเปล่า”
“เราฝันร้ายน่ะ”
ข้าวโพดพยักหน้า ช่วยเช็ดเหงื่อที่ไรผม “งั้นก็ลุกมาอาบน้ำล้างหน้าเลยแล้วกัน วันนี้ไปเรียนไหวไหม”
“ไหว” เบสบอกแล้วลุกขึ้น
แม้ว่าจะไม่ได้ลุกขึ้นยืนในทันที แต่ตอนที่ลุกขึ้นยืนเบสก็ยังเซจนข้าวโพดประคองไว้
“ไหวจริง ๆ หรือวะ หยุดเรียนสักวันไหม”
“ไหวสิ” เบสบอก แตะที่มือของข้าวโพดแล้วเบี่ยงตัวเดินไปไปหยิบผ้าเช็ดตัว
“เออ งั้นก็อย่าล็อกประตูห้องน้ำแล้วกัน ถ้าล้มจะได้เข้าไปช่วยได้”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า” เบสเถียงด้วยรอยยิ้มขำ
“งั้นกูลงไปบอกให้เขาเตรียมข้าวต้มไว้ให้ แล้วจะขึ้นมาดูอีกทีนะ”
รอเบสเข้าห้องน้ำไปแล้ว ข้าวโพดถึงได้ลงมาบอกแม่บ้านให้เตรียมข้าวต้มสำหรับเบสด้วย
“เบสไปเรียนไหวหรือลูก” แม่ถาม
“ดื้อน่ะแม่”
“อ้าว”
“เมื่อกี้ตอนไปปลุก พอลุกขึ้นมายังเซอยู่เลย แต่ก็บอกว่าจะไปเรียน ไม่ยอมหยุดอยู่บ้าน”
อัจฉรารู้สึกขำ “ตรงข้ามกับข้าวโพดเลยนะ เราน่ะ ปวดหัวนิดน้อยก็โอดครวญไม่อยากไปเรียน”
“ปวดหัวไม่นิดหน่อยนะแม่” ข้าวโพดเถียงแล้วหันไปมองนาฬิกา “ผมขึ้นไปดูเบสอีกทีดีกว่า ไม่ลงมาสักที แม่จะไปทำงานแล้วใช่ไหม”
“ใช่ สายแล้วรถติด แม่ออกเช้าหน่อยดีกว่า นี่แล้วอย่าลืมนะ ว่าพฤหัสฯ นี้แม่ไปญี่ปุ่น”
“ลืม” ข้าวโพดบอกตามตรง
“เรานี่มันจริง ๆ เลย” อัจฉราส่ายหน้า แล้วหันไปสั่งแม่บ้านเรื่องการดูแลทั้ง 2 หนุ่มและบ้านในระหว่างที่เธอไม่อยู่ 
ข้าวโพดเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วก็เดินขึ้นมาดูเบสที่ห้องนอน เห็นว่าแต่งตัวเสร็จแล้ว
“เสร็จแล้ว ถึงกับต้องขึ้นมาดูเลยหรือ”
“ก็เออสิ เห็นตั้งนานแล้วไม่ลงไปสักที” ข้าวโพดมองดูเบสที่กำลังเซ็ตผม เสร็จก็หันไปหยิบกระเป๋าเรียน
“เสร็จแล้ว”
“อืม ลงไปกินข้าวต้มก่อน แล้วจะได้ไปเรียน”
เบสนั่งหลับตามาตลอดทางตั้งแต่บ้านจนถึงมหาวิทยาลัย และลืมตาขึ้นก็ตอนที่ข้าวโพดกำลังถอยหลังรถเข้าจอดที่ลานจอดรถข้างหอสมุดคณะศิลปศาสตร์ ที่จะใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที ไปถึงคณะบริหารธุรกิจ
“เบสนอนต่ออีกสักสิบห้านาทีก็ได้ อีกครึ่งชั่วโมงถึงจะถึงชั่วโมงเรียน”
“ไม่เป็นไรแล้ว” เบสพูดขณะที่หยิบกระเป๋า “ทำไมนอนในรถข้าวโพดกลับหลับสบายกว่านอนที่บ้านเสียอีก”
“ดีเลย งั้นเดี๋ยวพักเที่ยงกินข้าวเสร็จ เบสก็มานอนต่อในรถกูเลย”
ทั้ง 2 คนลงจากรถข้าวโพดก็เดินอ้อมมาหาเบส แตะหลังมือที่หน้าผากสวย
“เราไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
เบสสงสัย “มีอะไรหรือเปล่า”
“อะไรคือมีอะไร”
“ก็ดูข้าวโพดเป็นห่วง”
“กูก็ต้องห่วงสิวะ” ข้าวโพดอยากแย่งกระเป๋ามาถือไว้เอง แต่คาดว่าเบสคงไม่ยอม “เบสไม่เห็นตัวเองนี่ ว่าเป็นยังไงบ้าง นี่เพราะดื้อจะมาเรียนหรอก กูถึงต้องคอยดู”
เบสพูดขอบใจ “เราไม่อยากขาดเรียนน่ะ”
ตอนที่เดินผ่านบอร์ดข้างทางเดินที่เชื่อมต่อจากอาคารหอสมุด มาที่อาคารคณะบริหารธุรกิจ มีแผ่นกระดาษขนาด A4 สีเหลืองกรอบติดอยู่ที่มุมขวามือล่างของตู้ ทั้ง 2 คนที่กำลังจะเดินผ่านไปต้องหยุดมอง
เดินผ่านบอร์ดนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นป้าย
“อะไรน่ะ” เบสก้มลงอ่าน “คลาสพิเศษการควบคุมจิตใจตอนสี่ทุ่ม ที่อาคาร06 คณะสังคมฯ อาคารเก่า ๆนั่นน่ะหรือ”
ข้าวโพดพูดขึ้นบ้าง “วิชาเลือกมั๊ง กูไม่ได้ลงตัวนี้ เบสเองก็ไม่ได้ลงเหมือนกันใช่ไหม” ข้าวโพดจำได้ “นี่ระบุวันที่เป็นวันนี้ด้วย แต่กระดาษนี่มันเหลืองกรอบอย่างกับติดมานานเป็นปีเลยนะ”
“แบบนี้มันก็ดูแปลก ๆ” เบสนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “เออ ใช่ แล้วเมื่อคืนพี่บลูมาหรือเปล่า”
ข้าวโพดไม่อยากโกหก ก็เลยปัดไปเรื่องเรียน “ไปเรียนกันดีกว่า”
“เดี๋ยว ข้าวโพด” เบสดึงมือข้าวโพดไว้ “พี่บลูมาใช่ไหม แล้วทำไมข้าวโพดไม่ปลุกเรา”
“ก็เบสไม่สบาย”
“แต่เรารอเขาอยู่ ข้าวโพดก็รู้” เบสตัดพ้อ “เราอยากเจอพี่บลู แล้วพี่เขาคุยกับข้าวโพดว่ายังไงบ้าง ข้าวโพดบอกเขาหรือเปล่าว่าเราไม่สบาย แล้วเขาบอกไหมว่าจะมาอีกเมื่อไหร่”
ข้าวโพดเลือกตอบคำถามข้อสุดท้าย “ไม่ได้บอก”
“ข้าวโพดไม่อยากบอกเรามากกว่า เหมือนกับที่ไม่ยอมปลุกเราทั้งที่พี่บลูมาหาแล้ว แล้วเขาคุยอะไรกับข้าวโพดบ้าง”
ข้าวโพดก้มลงมอง 2 มือที่จับมือของตนเองไว้ แล้วมองสายตาอ้อนวอนของเบส
“เขาก็บอกให้ดูแลเบสดี ๆ บอกว่าอย่าเพิ่งให้กลับบ้าน”
“ทำไมล่ะ ทำไมถึงไม่ให้กลับบ้าน”
“ไม่รู้หรอก เขาบอกแค่นี้”
“ข้าวโพดไม่อยากบอกมากกว่า”
“เขาสั่งให้กูไม่บอก ว่าเขามาหาแล้ว แต่กูก็ขัดคำสั่งเขา แล้วก็ยังถูกต่อว่าเสียอีก”
เบสที่ไม่พอใจทำตอบนี้ปล่อยมือจากข้าวโพด แล้วเดินนำกลับไปที่อาคารเรียน ปล่อยให้ข้าวโพดส่ายหน้าด้วยความเซ็งแล้วเดินตามมา
การที่เบสออกอาการ ‘งอน’ อย่างจริงจัง ไม่พูดด้วยจนถึงคาบบ่ายที่จะต้องแยกกันเข้าเรียน ทำให้ข้าวโพดต้องใช้วิธีส่งข้อความเข้ามือถือบอกว่าเลิกเรียนแล้วให้รออยู่ที่หน้าอาคาร อย่าเพิ่งรีบกลับไปก่อน
พอเลิกเรียนเบสก็เดินกลับมารออยู่ที่หน้าอาคารเจอกับกลุ่มของนานาที่รอรวมกลุ่มเพื่อที่จะพากันไปเดินเล่นหลังเลิกเรียน
“เบส” นานาโบกมือเรียกหนุ่มตัวเล็กให้มานั่งด้วยกัน “เบสอยู่ชมรมละครหรือเปล่า”
เบสส่ายหน้าทันที “อยู่ชุมนุมสัมพันธ์”
ปายที่นั่งอยู่กับนานา ถามต่อ “ที่ไปดูแลคนพิการน่ะหรือ”
“คนพิการ คนชรา เด็กในชุมชน สัตว์ที่ถูกเอามาทิ้ง ก็ด้วย”
“ตอนปี 1 เบสก็อยู่ชุมนุมนี้ใช่ไหม” ปายถามต่อ
“ใช่ พี่เขาน่ารักดี ไม่บังคับเรื่องลงเวลาให้ครบ ถ้าไม่ว่างไปทำกิจกรรมก็ช่วยค่าอาหารได้” แต่ส่วนใหญ่เบสจะรับหน้าที่ขับรถไปซื้อของ และช่วยจัดเตรียมของที่ชุมนุม
“สนใจไปช่วยงานชุมนุมละครไหม” นานาถามขึ้นมา “เขากำลังขาดคน”
“ไม่ละ” นั่นเป็นชุมนุมสุดท้ายที่เบสคิดถึง “ทำไมชวนเราล่ะ”
“ก็บอกอยู่นี่ไงว่าเขาขาดคน ฉันก็ชวนไปทั่วละแก แต่ทุกคนพากันทำหน้าอย่างแกหมด”
“ไม่อยากเชื่อว่าชุมนุมนี้ขาดคน” ปายบอก “แล้วแกจะไปช่วยเขาไหม”
นานาพยักหน้า “ก็ทำหน้าที่ช่วยหาคนอยู่นี่ไง”
ปายทำหน้าเบื่อหน่าย “สรุปคือแกช่วยทุกชุมนุมเหมือนเคย”
“ไม่ใช่สักหน่อย มันเป็นเรื่องที่ช่วยได้ก็ช่วยแค่นั้นแหละ” นานาหันมาบอกกับเบส “ตอนที่พี่เก่งประธานชุมนุมเขาจะทำละครเรื่องใหม่ เขาเคยมาคุยกับข้าวโพดให้ไปเล่นละครให้เขาด้วยนะ แต่มันปฏิเสธเขาไป บอกว่าเล่นไม่เป็น”
เบสสงสัย “ทำไมเขาถึงชวนข้าวโพดล่ะ”
“ไม่รู้ ฉันก็ถามแกอยู่นี่ไง”
“เราก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าชื่ออยู่ชุมนุมกราฟฟิค แต่ไม่เคยเห็นไปชุมนุมเลยสักครั้ง”
นานาพยักหน้าเพราะข้าวโพดก็ไม่ได้ต่างจากชายหนุ่มคนอื่นในคณะเดียวกันที่มีชื่ออยู่ในชุมนุมแต่เข้าชุมนุมไม่เกิน 5 ครั้งตลอดทั้งปี
ที่แปลกก็คือการที่เบสไม่ค่อยรู้เรื่องของข้าวโพด ขณะที่ข้าวโพดรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเบส
“นานา รู้จักใครที่ลงคลาสพิเศษการควบคุมจิตใจไหม”
2 สาวส่ายหน้าพร้อมกัน
“ชื่อน่ากลัว” ปายบอก
“มีด้วยหรือ” นานาถาม
“อย่างนั้นก็คงเป็นเรื่องแกล้งกันของเด็กศิลป์” เบสบอก
นานากับปายช่วยกันถามว่าทำไมจู่ ๆเบสถึงได้ถามเรื่องนี้ เบสก็บอกไปตามที่เห็นมา ทั้ง 2 สาวก็สรุปเรื่องตรงกันว่านี่คือเรื่อง ‘แกล้งกัน’ ของเด็กศิลป์อย่างแน่นอน
เมื่อเพื่อน ๆ เลิกเรียนแล้วทยอยเข้ามาสมทบ หัวข้อการพูดคุยกันก็เปลี่ยนไปที่เรื่องอื่น
แหม่มพอเห็นว่าเบสนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าอาคารก็ตรงเข้ามาทัก
“เบส ฉันถามแกตรงๆ เลยนะ”
เบสพยักหน้า
“แกรอใคร”
“รอใคร” เบสย้อน
“ก็เนี่ยมานั่งรอใครอยู่”
“จะรอใคร ก็รอแฟนเขาสิ” ปายบอก “พี่บลูน่ะ แกก็เห็นไม่ใช่หรือไง ที่เขามาหาเบสอาทิตย์ก่อนน่ะ”
แหม่มบอกว่าจำได้ “หน้าตาดีขนาดนั้น จะลืมได้ไง แต่ถ้าแกรอพี่บลู ฉันก็จีบข้าวโพดได้ใช่ไหม”
เบสอึ้งไปวินาที แล้วพยักหน้าแบบงง ๆ “จะจีบก็จีบสิ แล้วถามเราทำไม”
“เช็คเพื่อความชัวร์ไง ว่าแกไม่เอาข้าวโพดแน่ ๆ”
นานาสะกิดแหม่ม “ใจเย็นนังแหม่ม เดี๋ยวผู้หนีหมด”
ปายหัวเราะเพื่อนสาวคนกล้า “ประกาศเสียงดังขนาดนี้ รู้กันทั้ง 4 ชั้นปี 5 ภาควิชาแล้วมั๊งเนี่ย”
“แกร๊” แหม่มเสียงแหลมปรี๊ด แล้วหันมาบอกกับเบส “ยังมีใครที่ไม่รู้ว่าฉันเล็งข้าวโพดอีกหรือไง”
“เรา” เบสพูดเบา ๆ
“งั้นตอนนี้แกก็รู้แล้วใช่ไหม”
เบสพยักหน้า ขณะที่นานาส่ายหน้า แล้วไล่แหม่มไปเติมแป้งระหว่างที่รอข้าวโพดเลิกเรียน ปายก็เลยตามแหม่มไปด้วย
พอ 2 สาวห่างออกไปนานาก็หันมาถามเบส “นัดพี่เขาไว้กี่โมง”
“ไม่ได้นัดเวลาหรอก”
“มิน่าถึงได้มองนาฬิกา มองโทรศัพท์อยู่ตลอด” พอเบสไม่ตอบ นานาก็เดา “เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ที่จริงเมื่อวานเราไม่ค่อยสบาย ตอนที่กำลังหลับอยู่ปรากฏว่าเขามาหาแล้วเจอกับข้าวโพด ก็เลยไม่ได้เจอ”
“แล้วเขาเข้าใจผิดหรือไง ที่แกอยู่กับข้าวโพด”
“ไม่หรอก เขารู้แหละว่าเพื่อนกัน”
“แล้วพอตื่นก็เลยโทรหาเขา นัดให้มารับที่มหา’ลัย หรือไง” นานาเดาไปเรื่อย ๆ
“ไม่ได้โทรหรอก เพราะปกติมีแต่เขาที่โทรมา”
นานาสงสัย แต่มีมารยาทมากพอที่จะไม่ซ้ำเติมความกังวลของเพื่อน “เขารู้ว่าแกไม่สบาย ยังไงก็ต้องติดต่อกลับมาอยู่แล้ว”
เบสพยักหน้าแบบซึม ๆ นานาก็ให้กำลังใจต่อ “ดูเขาเป็นห่วงแกออก” จากนั้นก็เปลี่ยนไปอีกเรื่อง “เมื่อวันก่อนที่ฝากนทีเอาแซนด์วิชไปให้ แกกินหมดหรือเปล่า”
“หมด ขอบใจนะ”
“ไม่เป็นไร พอวันนี้เห็นแกกลับหน้าใสกิ๊กเหมือนเดิมก็ดีแล้ว”
“นานาก็พูดเกินไป” เบสหัวเราะเบาๆ
“ไม่หรอก เราพูดความจริง เบสน่ะผิวดีจนสาว ๆ ยังอิจฉา”
“นานา เป็นอะไรเนี่ย จู่ ๆก็มาชมกันแบบนี้ เราเริ่มไม่ไว้ใจละนะ”
นานาหัวเราะคิกคัก “ให้กำลังใจเพื่อนคิดมากไง ไม่ต้องกลัว ฉันไม่คิดจะจีบแกแน่นอน”
“นที”
“โอ้ย บ้า” นานาตีแขนเบส “ห้ามพูดถึงนะ”
“ทำไม พูดถึงแล้วเป็นไง” นทีเพื่อนผิวเข้ม ‘พุ่ง’ ตรงเข้ามาที่โต๊ะ โดยมีข้าวโพดกับกลุ่มเพื่อนของเขาเดินตามหลังมาด้วย
“เพราะแกก็จะอยากรู้นั่นนี่ไม่หยุดน่ะสิ เบื่อจะตอบคำถาม”
“เธอเองก็ถามนั่นนี่ไม่หยุดเหมือนกันนั่นแหละ เห็นมาตั้งแต่ไกลว่าพูดไม่หยุดเลย”
“นที” นานาเสียงเข้ม
“จ๋า”
“อย่ามาจ๋า น่ากลัวกว่าหนังสยองขวัญเสียอีก ไปซื้อน้ำให้หน่อยสิ เผื่อเบสด้วยนะ”
นทีวางหนังสือ แล้วหันไปเรียกข้าวโพด “มึงไปซื้อน้ำกะกูหน่อย นายหญิงสั่ง”
แต่เพื่อนอีกคนวางหนังสือไว้ที่โต๊ะแล้วอาสาไปแทน
“เบส ยังไม่สบายอยู่หรือเปล่า”
เบสส่ายหน้า
เพื่อน ๆที่เพิ่งเลิกเรียนลงมาถึงส่งเสียงทักทายกันวุ่นวาย แต่ข้าวโพดยังเฝ้ามองคนที่หันไปมองทางอื่น จนนทีถือขวดน้ำกับขนมมาให้
เบสขอบใจนที แต่ไม่ได้ขอบใจคนที่เปิดขวดน้ำให้
ทั้งนทีและนานาต่างลอบสังเกตอาการของทั้งคู่ แล้วสบตากันเงียบ ๆ
ข้าวโพดเหลียวมองไปรอบตัว เห็นว่าวันนี้เพื่อน ๆ เกือบทั้งคณะยังรออยู่   
“ยังไงกันเนี่ยสาว ๆ เลิกเรียนแล้วไม่ไปไหนกันหรือไง ทำไมอยู่กันเยอะ”
แหม่มที่เพิ่งมาถึงสะกิดให้นทีลุกไปนั่งที่อื่น นทีก็ลุกขึ้นอย่างงง ๆ แต่ร้องอ้อในทันทีที่เธอนั่งลงแล้วกอดแขนข้างหนึ่งของข้าวโพด “ข้าวโพด วันนี้ขอแหม่มติดรถกลับบ้านด้วยคนสิ”
ข้าวโพดที่มีรถไว้คอยรับ-ส่งเพื่อนตอบรับทันทีทั้งถามต่อว่าจะมีใครติดรถกลับไปด้วยอีก
นานาหันมาบอกเบสที่กำลังบิขนมปังเป็นชิ้นเล็ก ๆ เข้าปากไปชิ้นเดียวแล้วทำท่าจะอิ่ม
“กินอีกนิดสิเบส กว่าจะถึงบ้าน กว่าจะได้กินมื้อเย็นอีกเป็นชั่วโมง”
“กลัวอ้วกหรือ” นทีถาม
“ไม่หรอก ไม่ค่อยอยากกินน่ะ”
นานามองขนมปังในมือของเบสแล้วหันมาหานที “มื้อเช้านึกอะไรไม่ออกก็ซื้อแซนด์วิชให้เพื่อน เย็นลงก็ยังซื้อขนมปังให้เพื่อนอีก ไม่สร้างสรรค์เลยนที”
“ตอนนี้ ที่ซุ้มเจ๊อ้อ นอกจากขนมปังก็เหลือแต่ขนมถุงแล้วขอรับนายหญิง”
เบสมองเพื่อน 2 คนแล้วกินขนมปังต่ออีกหน่อย “กินแล้ว ไม่ต้องเถียงกัน”
ท่าทางกลัวเพื่อนจะทะเลาะกันของเบสน่ารักจนเพื่อน ๆกลั้นขำจนเจ็บแก้มไปตามกัน
เบสหน้าตาเหรอหรา “เป็นอะไร”
“ไม่เป็นไร แกกินเถอะ ข้าวโพดไปส่งเบสใช่ไหม” ตอนท้ายนานาหันไปถามข้าวโพดที่ยังยิ้มค้างอยู่
“ส่งฉันด้วย” แหม่มที่ไร้ตัวตนไปชั่วครู่ท้วงขึ้นมา
ข้าวโพดพยักหน้า แล้วหันไปมองเบสที่ก้มหน้ากินขนมปังไส้ถั่วหวานต่อ
นานากับนทีหันไปมองกันแล้วพยักหน้าเงียบ ๆอีกครั้ง
“ไม่ต้องรีบนะ เดี๋ยวติดคอ”
ต่อให้ข้าวโพดไม่พูดอะไร เบสก็ไม่ได้เร่งความเร็วในการกินอยู่แล้ว
ระหว่างที่เพื่อนกำลังคุยกันเรื่องที่ใครจะไปรถใคร และจะไปลงที่หน้ามหาวิทยาลัย หรือจุดผ่านตรงไหน กลุ่มเกย์สาวหลายคนจากต่างคณะ กำลังเดินมาทางนี้
เพราะเป็นกลุ่มที่มาจากคณะอื่น ทำให้หลายคนที่นั่งอยู่หันไปมอง
หนึ่งในกลุ่มแยกเดินออกมาหาข้าวโพด
“ข้าวโพด เราชื่อวิทนีย์”
ข้าวโพดหันมามองเบสทันที แต่เบสก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง
“วิทนีย์ขอเบอร์ข้าวโพดได้ไหม”
แหม่มโวยวายทันที “นี่ไม่เห็นหรือว่า ฉันกอดแขนข้าวโพดอยู่ แกมาจากไหนนี่ ถึงได้กล้ามาขอเบอร์”
“ก่อนนี้เราคิดว่า ข้าวโพดเป็นแฟนเบส แต่ในเมื่อไม่ใช่ ก็แปลว่าข้าวโพดโสด” วิทนีย์หันมาถามย้ำกับเบส เบสก็พยักหน้า “เห็นมั้ย เรามีสิทธิ์ที่จะขอเบอร์ได้”
ข้าวโพดมีสีหน้าเรียบเฉย ขณะที่รับโทรศัพท์ของวิทนีย์มาพิมพ์เบอร์โทรฯแล้วส่งคืนให้
วิทนีย์รับมาด้วยความดีใจ ขณะที่กลุ่มเพื่อนสาวที่รอให้กำลังใจพากันส่งเสียงกรี๊ด และยิ่งส่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมเมื่อวิทนีย์เขย่งเท้าหอมแก้มข้าวโพดแล้ววิ่งกลับไปรวมกับกลุ่มเพื่อน
“นางไปเอาความมั่นใจขนาดนี้มาจากไหนกัน” แหม่มหมั่นไส้สุด ๆ
นานาเอียงตัวมากระชิบกับเบส “น่าสงสารแหม่มเหมือนกันนะ ชอบข้าวโพดมาตั้งนาน พอนางจะจีบก็มีเกย์เข้ามาเป็นคู่แข่งเสียอีก”
เบสพยักหน้า ปายส่งค้อนให้นานาเบา ๆ แล้วหันมาถามข้าวโพด
“ตอนที่พี่บลู ฝากข้าวโพดดูแลเบส เขาว่าไงบ้าง”
ข้าวโพดไม่รู้ว่า เบสบอกกับเพื่อนไว้อย่างไร แถมเบสก็ไม่ได้ทีท่าทีว่าจะช่วยตอบเลยสักนิดก็เลยตอบไปแบบที่ปลอดภัยที่สุด “เขาก็แค่บอกว่าฝากดู เพราะเขามีงานเยอะ” จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องเมื่อเบสกินขมมปังเสร็จแล้วดื่มน้ำ “สาว ๆ เชิญที่รถครับ จะกลับแล้วครับ”
“งั้นก็แสดงว่าข้าวโพดเจอพี่เขาที่บ้านเบสบ่อยละสิ”
“สาว ๆ ครับตกลงเป้าหมายของสาว ๆ อยู่ที่ไหนครับ พี่บลู เบส หรือกูครับผม โฟกัสไม่ถูกแล้วครับ”
“ข้าวโพดนะ” สาว ๆ โวยวาย “ก็อยากรู้ทั้งหมดแหละ”
ข้าวโพดไม่ยอมตอบอะไรอีก แต่เร่งให้ทั้งหมดไปขึ้นรถ แต่ปรากฏว่า สาวทั้งกลุ่มรวมถึงนทีพากันไปขึ้นรถของนานา มีแต่แหม่มที่เดินควงแขนข้าวโพดมาที่รถ เบสก็เลยไปนั่งที่เบาะหลัง ทั้งไม่ได้ย้ายไปนั่งหน้า แม้ว่าแหม่มจะลงรถไปแล้ว
“เบส” ข้าวโพดหันมาเรียก แต่เบสกอดอกหันออกไปมองนอกรถ “เบสครับ หายโกรธได้แล้ว กูขอโทษ ถ้าคืนนี้พี่บลูมา สัญญาว่าจะปลุกแน่นอน” อ้อนขนาดนี้ แต่เบสก็ยังนิ่งเงียบมาจนถึงบ้าน

(มีต่อครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-05-2020 07:34:25 โดย MyTeaMeJive »

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3297/-9
OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #96 เมื่อ14-05-2020 07:33:45 »

(ต่อครับ)

พอเลี้ยวรถเข้ามาจอดเสร็จ เบสก็หยิบกระเป๋าเรียนแล้วเดินเข้าไปบ้านไปเลย ขณะที่ข้าวโพดได้แต่เดินตามมา   คนรับใช้เข้ามาถามว่าจะรับอาหารเย็นเลยหรือไม่ เพราะอัจฉราโทรมาสั่งไว้ว่าจะกลับดึก ไม่ต้องรอกินอาหารเย็นพร้อมกัน ข้าวโพดก็เลยเรียกเบสให้มาล้างมือแล้วมากินข้าว
เบสวางกระเป๋าเรียน แล้วเดินไปล้างมือ ข้าวโพดเดินตามมาล้างมือข้าง ๆ
“กูรู้แล้ว ว่าเบสโกรธมาก แต่ช่วยเก็บอาการหน่อย เพราะถ้าแม่รู้เข้า เขาจะไม่สบายใจ”
ดังนั้นในตอนที่เดินกลับมาที่โต๊ะกินข้าว เบสจึงยิ้มแย้มและพูดคุยกับแม่บ้าน และคนรับใช้ตามปกติ
กับข้าวบนโต๊ะวันนี้มีหลายอย่างและมีปริมาณมากเกินกว่าจะกิน 2 คน
“จำได้ว่า คุณเบสชอบแกงส้มชะอมไข่ กับผลไม้มาก วันนี้ก็เลยเตรียมแกงส้มกับของหวานเป็นฝรั่งกับส้มโอ พรุ่งนี้เช้าอยากทานอะไรบอกได้นะคะ” แม่บ้านแนะนำอาหารด้วยความยินดี
“อะไรจะตามใจกันขนาดนั้น” ข้าวโพดแซวแล้วตักแกงส้มให้เบส
“คุณเบสไม่ได้มากินข้าวที่บ้านนานแล้วนี่คะ” แม่บ้านบอก แล้วย้ำให้กินเยอะ ๆ จากนั้นก็ออกไปจากห้อง
ข้าวโพดตักชิ้นปลา แกะก้างออกด้วยช้อนส้อม จากนั้นก็ตักให้เบส
“พอแล้ว”
ข้าวโพดชะงักมือ
“ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ ไม่ต้องทำก็ได้”
แต่ข้าวโพดตักปลาให้เบสอีกชิ้น “กินเยอะ ๆ”
เบสมองเศษก้างปลาในจานของข้าวโพดแล้วกินอาหารต่อ หลังจากกินฝรั่งได้หลายชิ้นก็ลุกขึ้น มาอาบน้ำที่ห้อง ไม่ได้สนใจคนที่มองตามหลังด้วยความเป็นห่วง
มีชุดนอนและเสื้อผ้าชุดใหม่เพิ่มขึ้นในตู้ เพราะเบสคิดว่าอย่างมากก็มาพักแค่คืนเดียว แต่สุดท้ายกลับต้องมานอนเป็นคืนที่ 2
เพราะอะไร
เพราะข้าวโพดบอกว่า บลูบอกว่าให้อยู่ที่นี่ต่อ อย่าเพิ่งกลับบ้านงั้นหรือ
มีสักวินาทีไหมที่คิดว่า บลูไม่ได้มา และบลูไม่ได้สั่งประโยคนี้ไว้
ไม่เลย เบสรู้ว่าบลูมาจริง ๆ และสั่งประโยคนี้ไว้จริง ๆ
แต่ตอนที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เบสถึงได้นึกออกอีกเรื่อง
‘หนังสือเรียน กับเครื่องแบบ’
มีเสียงเคาะประตูห้องก่อน จากนั้นข้าวโพดก็เปิดประตูห้องเข้ามา ไรผมยังเปียกชื้นทั้งยังมีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดคอ
“ไอ้ทีบอกว่า มีรายงานที่ต้องส่งวันศุกร์”
“เราไม่ได้เอาโน๊ตบุ๊คมา หนังสือของวันพรุ่งนี้ด้วย”
ข้าวโพดพยักหน้า “งั้นเอาเครื่องแบบของวันนี้ไปซักก่อนแล้วกัน เบสโทรไปบอกที่บ้าน ให้เขาเก็บของที่จะใช้ พรุ่งนี้เช้าเราค่อยแวะไปเอาของ แล้วไปทำต่อที่มหาวิทยาลัยแล้วกันตอนนี้มืดแล้ว”
ที่จริงนี่เป็นเรื่องที่ควรบอกเบสตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่ได้บอกจนมาถึงตอนนี้
“ให้คุณกัลย์เขาเอาของใส่รถเราไว้ แล้วพรุ่งนี้เราก็ขับรถออกมาเลยดีกว่า”
“ไม่ได้” ข้าวโพดรีบบอก “พี่เขาบอกไว้ว่า ไม่ให้เบสเข้าไปในบ้าน”
“งั้นข้าวโพดก็ขับออกมาให้เราสิ เราขับรถข้าวโพดเอง”
“ก็เบสไม่สบายอยู่ แล้วยังไงเราก็ไป-กลับด้วยกันอยู่แล้วจะขับรถหลายคันไปทำไม”
แต่เบสคิดว่า การที่ต้องเดินทางด้วยรถของข้าวโพดนี่ต่างหากที่ยุ่งยาก
“ก็จะต้องอยู่อย่างนี้กี่วันก็ไม่รู้ ถ้านานเกินอาทิตย์ก็ไม่ดีแล้ว เราออกไปเช่าคอนโดฯอยู่ก็ได้”
“เอางี้ ทั้งเรื่องรถ เรื่องที่เบสจะย้ายออก ทุกอย่างเลย รอถามพี่ก่อน ถ้าพี่เขาโอเค กูก็โอเค”
เบสหันไปโทรศัพท์บอกกับที่บ้านเพื่อปิดการพูดคุย แต่ข้าวโพดหันไปกดอินเตอร์คอมเรียกคนรับใช้มารับเครื่องแบบของเบสไปซัก ระหว่างรอก็พิมพ์ข้อความทางโทรศัพท์ไปพลาง หลังจากที่คนรับใช้มารับเครื่องแบบไปแล้วก็ยังยืนพิมพ์ข้อความอยู่ที่เดิม
“คุยเรื่องรายงานกับทีหรือ”
“เปล่า วิทนีย์ไง เพิ่งได้เบอร์ไปเมื่อเย็น ตอนนี้แอดไลน์มาแล้ว”
“แหม่มด้วยหรือเปล่า”
“ไลน์มาบอกว่าเพิ่งออกจากห้าง เมื่อสัก 5 นาทีนี้เอง”
เบสใช้ลิ้นดุนแก้ม 
ไม่เสียเวลาคิดแม้แต่เสี้ยววินาทีว่าทำไมถึงได้ไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
เบสแย่งโทรศัพท์มาจากมือของข้าวโพด ที่ไม่ได้ยื้อไว้แม้แต่นิดเดียว แล้วโน้มคอคนที่ตัวสูงกว่าลงมาจูบ
ข้าวโพดที่ไม่เคยขัดใจ ก็ยังคงตามใจเหมือนเคย มือใหญ่รั้งเอวบางเข้ามาหา
เมื่อลมหายใจร้อนรดแก้ม ริมฝีปากหนากดจูบที่ลำคอ เบสก็ผลักออก แต่ข้าวโพดรั้งไว้ แล้วเหวี่ยงลงบนที่นอน ทั้งตามมาทาบทับไว้
“เบสเป็นคนเริ่มต้นเองนะ”
“ไอ้...” เบสหน้าแดงจัด ยังไม่ทันจะได้ห้าม หรือต่อว่า ข้าวโพดก็จูบซ้ำ
คนตัวเล็กกว่าขัดขืน “ไม่...”
มือใหญ่เลื่อนลงมาหาอกบาง แล้วเลื่อนลงมาสอดใต้กางเกงนอน
เบสบิดตัวเบี่ยงหนี แต่มือใหญ่ก็ยังกอบกุมความอ่อนนุ่ม
ข้าวโพดเลื่อนมาจูบแก้ม เบสเบี่ยงหน้าหนีพยายามควบคุมลมหายใจของตัวเองด้วยความยากลำบาก
“ข้าวโพดชอบเบสนะ ชอบมาตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน หลายครั้งที่คิดว่าเบสก็ชอบกลับมาเหมือนกัน แต่ก็ยังมีหลายครั้งที่เบสเห็นว่า เรื่องที่ทำให้...เป็นเรื่องตลก” ข้าวโพดจูบแรง ๆ ที่ริมฝีปากแดงจัด “เบสไม่รู้หรอกว่า กูทรมานขนาดไหน”
เบสคว้าข้อมือใหญ่ที่รูดรั้งแท่งเนื้อจนเริ่มอุ่นร้อน
“สัญญา กับ เรา”
“อะไร”
“รับปากสิ” เบสกัดมุมปากโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าทำให้เลือดในกายของอีกคนเดือดพล่าน
“ได้”
“ทุกอย่าง ที่ ทำกับเรา ห้าม ทำกับใคร”
ข้าวโพดก้มลงจูบริมฝีปากแดง อีกครั้ง ละมือมาแกะกระดุมชุดนอน แล้วหยุดชะงัก
“ไม่มีเจล”
“จะทำถึงขั้นเจลเลยหรือ” เบสทั้งผลักทั้งถีบ “ลามกเกินไปแล้ว”
“งั้นข้างนอกก็ได้” ข้าวโพดยื้อกอดไว้ แล้วจูบไซ้ที่ลำคอขาว
เบสยังคงดันไหล่กว้าง “ไม่”
มือใหญ่จับที่แก่นกายของเบสเร็วเกินกว่าที่เจ้าของจะปิดทัน “แต่เบสแข็งแล้วนะ”
เบสหน้าแดงจัดพยายามแกะมือออก “ก็เพราะข้าวโพดนั่นแหละ ปล่อยเลย”
“อย่าลืมสิว่าเบสเป็นคนเริ่ม” ข้าวโพดก้มลงจูบปาก
แต่การที่มือหนึ่งพยายามแกะมือที่รูดแก่นกาย อีกมือหนึ่งดันไหล่ยิ่งทำให้ทุกอย่างยากกว่าเดิม
“เบสโคตรจะเซ็กซี่เลยว่ะ”
“พอแล้ว”
“ช่วยรูดให้กู”
“ข้าวโพด หยุดพูด”
ข้าวโพดดึงมือขาวที่จับข้อมือหนาเปลี่ยนมาจับที่แก่นกายอุ่นของตนเอง
“ทำแบบที่กูทำให้”
ใบหน้าของเบสยิ่งแดงจัดกว่าเดิม เมื่อสัมผัสความต้องการของข้าวโพด
“ไม่อยากให้กูทำอย่างนี้กับคนอื่นไม่ใช่หรือ” มือใหญ่ลูบไล้แก่นกายสีอ่อน “เพราะงั้นเบสก็ต้องเป็นคนทำให้กู...นะ”
เบสเบี่ยงหน้าหลบจูบ ทั้งไม่ยอมทำในสิ่งที่ข้าวโพดต้องการ
“เบส มึง ใจร้ายว่ะ”
“ข้าวโพด บอก ให้ หยุด พูด หยุดมือ” 
ข้าวโพดขยับลูกขึ้น ไม่สนใจการขัดขืน ยื้อถอดกางเกงนอนของเบสออกจนได้ แล้วจับให้นั่งบนตัก ดันหลังคอขาวให้เงยหน้ารับจูบร้อน ขณะที่อีกมือจับรวบแก่นกายแล้วรูดไปพร้อมกัน
มือขาวที่พยายามจะจับต้นแขนใหญ่ไว้แน่น ทั้งยิ่งเพิ่มแรงมากขึ้นเมื่อความต้องการไต่ขึ้นถึงระดับสูงสุด แล้วซุกหน้าลงกับไหล่กว้าง
“ให้กูอุ้มไปล้างตัวนะ”
“ไม่ต้อง เราทำเองได้” เบสหันไปมองหากางเกงนอน พยายามไม่หันไปมองอีกคน ที่ยังนั่งอยู่บนเตียง   
พอเห็นกางเกงนอนที่หล่นอยู่ข้างเตียงก็รีบลุกขึ้นมาหยิบแล้วพุ่งเข้าห้องน้ำไปในทันที
ข้าวโพดรู้สถานะของตัวเองเป็นอย่างดี แต่ก็ยังคิดเข้าข้างตัวเองถึงขั้นที่กลับไปล้างตัวที่ห้องนอนแล้วหยิบโน้ตบุ๊กกลับมานั่งทำรายงานอยู่ที่ห้องของเบส
   นานเกือบครึ่งชั่วโมงเบสถึงได้ออกมาจากห้องน้ำและหยุดชะงัก
ข้าวโพดลุกไปดึงมือให้มานอน
“นอนเหอะ เดี๋ยวกูจะนั่งทำรายงานต่อ ถ้าพี่เขามากูจะปลุก กูสัญญา”   
“ข้าวโพด เรา...”
“กูเข้าใจ แต่กูไม่ขอโทษ เพราะว่าเบสเป็นคนเริ่มก่อน” ข้าวโพดห่มผ้าให้เบสแล้วนั่งลงบนเตียง แต่พอจะก้มลงมาจูบแก้ม เบสก็ผลักออก ทั้งลุกขึ้นนั่ง
“แต่คราวนี้เราไม่ได้เริ่ม”
ข้าวโพดยอมรับ “จริงสินะ”
“แล้วข้าวโพดก็สัญญาแล้วด้วย ว่าจะไม่ทำกับใครแบบที่ทำกับเรา”
ข้าวโพดยิ้มเจ้าเล่ห์ “จะให้ตีความกันตามตัวอักษรเลยหรือเปล่า เพราะยังมีอีกหลายอย่างเลยนะที่กูทำกับคนอื่นได้”
เบสโกรธทั้งที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์ไปโกรธ เหมือนกับที่เป็นฝ่ายเริ่มจูบก่อนทั้งที่ไม่ควรจะจูบ แล้วก็ทำให้ต้องกลายเป็นฝ่ายที่ทำอะไรไม่ถูก ขณะที่ข้าวโพดกลับไปเป็นคนเดิมที่คอยตามใจ
เบสหันไปมองนาฬิกา ตอนที่กินข้าวเสร็จแล้วกลับขึ้นมาอาบน้ำประมาณ 1 ทุ่ม และตอนนี้ก็เพิ่งจะ 3 ทุ่ม
ไม่อยากเชื่อเลยว่า ตอนที่กอดกันจะใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง
“ข้าวโพดเคยทำกับผู้ชายมาก่อนใช่ไหม”
ข้าวโพดพยักหน้า “ก็เคยศึกษามาบ้าง”
แต่จากที่รับรู้ด้วยตนเอง ข้าวโพดไม่ได้อยู่ในระดับ ‘ศึกษามาบ้าง’ 
“ช่างเหอะ ข้าวโพดรู้ดีว่า ที่สัญญากันไว้น่ะ เราหมายความว่ายังไง” ทั้งที่ยังไม่ง่วง แต่เบสก็อารมณ์ไม่ดีแบบไม่มีเหตุผลขึ้นมาอีก “จะไปทำรายงานใช่ไหม ไปสิ เราจะนอนแล้ว”
เบสนอนหันหลังให้ ข้าวโพดก็ลุกไปนั่งทำรายงาน
แต่คืนนั้น บลูไม่ได้มาหา

...จบตอนที่ 7...

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +226/-3
Re: OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #97 เมื่อ14-05-2020 21:02:08 »

ยังซับซ้อน เดาไม่ออก

ออฟไลน์ jj

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #98 เมื่อ15-05-2020 07:35:20 »

ซับซ้อน ซ่อนไว้ เงื่อนอยู่ที่ไหนหนอ
ถึงกับต้องลงมือเขียนผังตัวละครกันเลยค่ะ 55555555555

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #99 เมื่อ15-05-2020 15:27:16 »


  :angry2:  อิป้าแจ้งจับลุคข้อหาอะไรได้บ้างคะ ช่างขยันทำบลูของอิป้ามีมลทินซะจริง   :serius2:  :serius2:

อีกคู่นี่เอิ่มมมมม สายซึนรึนี่ เอาลูกเอา แค่ขอให้อย่าให้มีใครเป็นอะไรก็พอ  :mew2:

 :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
« ตอบ #99 เมื่อ: 15-05-2020 15:27:16 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #100 เมื่อ15-05-2020 16:13:48 »

ตอนนี้ี่พี่ลุคกับน้องบลูมาให้หายคิดถึงนิดเดียวเอง :กอด1:

แต่อั๊ยย่ะ :-[ น้องเบสส หนูจะรุกอย่างนี้ไม่ได้นะลูก

ซึนอย่างนี้ ข้าวโพดจะหนีไปไหนได้ :hao3:


ออฟไลน์ noteno

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #101 เมื่อ25-05-2020 15:42:08 »

 :z3: น้องเบสสสสสสสส

ปมเยอะจริงๆ อ่านเเล้วคิดว่าน่าจะใช่ เเต่ไม่ใช่ซะงั้น555555

ออฟไลน์ @PurPle SuN@

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #102 เมื่อ12-06-2020 20:59:47 »

แปะไว้ก่อนน๊า เดี๋ยวมาอ่านย้อนหลัง

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 303
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #103 เมื่อ12-06-2020 21:00:31 »

 :pig4:

ออฟไลน์ noteno

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 7 (14/5/63)
«ตอบ #104 เมื่อ12-06-2020 21:07:57 »

เข้ามาปูเสื่อรอออ

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3297/-9
OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #105 เมื่อ12-06-2020 21:31:53 »

ตอนที่ 8

ประโคแรกที่เบสถามข้าวโพดในตอนที่เจอกันที่โต๊ะอาหารตอนเช้าก็คือ “พี่ไม่ได้มา หรือข้าวโพดแอบหนีกลับไปนอนก่อน”
“โหว...นี่นั่งรอพี่เขาจนเกือบตี 1 เลยนะถึงได้กลับไปนอนห้องน่ะ” ข้าวโพดบ่น “ไม่เคยสนใจกันเลยว่าได้นอนหรือเปล่า”
เบสหน้างอ แต่ยอมรับอยู่ในใจว่าทำตัวไม่มีน้ำใจกับอีกฝ่ายจริง ๆ
ในเวลาเดียวกัน ก็เริ่มสงสัยตัวเอง ว่าทำไมถึงเชื่อทุกคำที่ข้าวโพดบอก ทั้งที่เสียงหนึ่งในใจร้องเตือนว่าอย่าเพิ่งเชื่อทุกคำ แต่อีกเสียงก็ท้วงว่าข้าวโพดพูดความจริง
บลูไม่ได้มาหาจริง ๆ
ทั้ง 2 คนรีบกินอาหารเช้าแล้วรีบออกไปก่อนที่อัจฉราจะลงมาที่ห้องอาหาร เพราะต้องรีบไปที่บ้านของเบสเพื่อเอาของที่ให้แม่บ้านจัดไว้
พอใกล้จะถึงบ้าน เบสก็โทรบอกให้คุณกัลย์เอาของออกมารอที่หน้าบ้านได้เลย
คุณกัลย์กับคนงานชายคนหนึ่งยืนรออยู่ที่หน้าบ้าน ทันทีที่ก้าวลงจากรถมายืน เบสก็มีอาการเวียนหัวจนต้องเกาะรถไว้
ข้าวโพดเห็นอาการนั้น แต่เพราะคำเตือนจากบลูก่อนหน้านี้ทำให้รีบหันไปทักทายแม่บ้านกับคนงานชายแล้วช่วยกันยกของขึ้นรถ
เบสขอบใจทั้ง 2 คนแต่ไม่ได้ถามถึงแม่ และไม่ได้เข้าไปในบ้าน พอเห็นว่ายกของเสร็จแล้วก็กลับเข้ามานั่งในรถแล้วหลับตา
“เบสบอกแม่หรือยังว่าอยู่บ้านกู”
เบสส่ายหน้า
ข้าวโพดรู้ว่าเบสรักแม่ของเขามาก แต่พอเห็นเบสเป็นแบบนี้ ก็รู้สึกว่ามีเรื่องที่น่าสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากเรื่องที่ไม่สบายยังอาจจะมีสาเหตุอะไรอย่างอื่น ที่ทำให้เบสออกจากบ้านเมื่อ 2 คืนก่อน
“ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจอะไร ก็บอกได้นะ”
“เราเวียนหัว แล้วก็รู้สึกหายใจไม่ค่อยออก”
ข้าวโพดใช้หลังมือแตะหน้าผากของเบสทันที
“เราไม่ได้ตัวร้อน แค่รู้สึกว่าไม่ค่อยสบายอีกแล้ว”
“เป็นตั้งแต่เมื่อคืนหรือ”
“อืม ตั้งแต่ตอนที่โทรมาบอกให้เขาเก็บของให้ ตอนแรกก็ว่าจะบอกแม่ด้วยว่าจะค้างกับข้าวโพดอีกคืน แต่พอคุณกัลย์รับสาย เราก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี ก็เลยรีบบอกว่าให้เก็บอะไรมาให้บ้างแล้วก็วางสายไปเลย เมื่อกี้พอเข้าใกล้บ้านก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีอีกแล้ว”
คุณกัลย์คือแม่บ้านที่อยู่กับคุณผกามารดาของเบสมานาน
แต่ตอนนี้เธอเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้ข้าวโพดรู้สึกสงสัย แต่ไม่มีความกล้ามากพอที่จะแสดงความสงสัยออกมา
เพราะกลัวคำตอบ
คำถามของข้าวโพดยังเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่อง เกี่ยวกับประกาศบนบอร์ดที่ตั้งอยู่ข้างทางจากอาคารหอสมุดย่อยมาที่อาคารเรียน
นี่เป็นเรื่องที่เบสเองก็สงสัยมาตั้งแต่วันก่อน พอเดินผ่านบอร์ดครั้งนี้ทั้งคู่ก็หยุดอยู่ที่หน้ากระดาษสีน้ำตาลโดยที่ไม่ต้องสะกิดบอกกัน
ข้อความทุกอย่างในกระดาษแผ่นนี้ยังคงเดิมเว้นแต่วันที่
มันคือวันนี้!
“ข้าวโพด” เบสไม่ได้พูดเสียงดังนัก
แต่ข้าวโพดที่เห็นข้อความในกระดาษแล้วเหมือนกัน รีบคว้าข้อมือของเบสไว้แล้วดึงมือให้รีบเดินต่อมาจนถึงอาคารเรียน ทั้งสองคนก็หันมาพูดพร้อมกัน
“มันเป็นกระดาษแผ่นเดิม”
ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่จะจดจำรายละเอียดของรอยยับ หรือรอยเปื้อนได้ แต่มันคือความมั่นใจ

เมื่อเลิกเรียนและต่อด้วยการทำกิจกรรมคณะ ก็คือเวลา 2 ทุ่ม ความอยากรู้ของเบสทำให้ชวนข้าวโพดไปดูอาคาร06 ของคณะสังคมฯ
กลุ่มอาคารเรียนของคณะสังคมฯ มีอาคารเรียนอยู่ 6 หลัง ตัวอาคารหลัก 2 หลังทางด้านหน้าที่ติดกับถนนหลักเป็นอาคารใหญ่ เว้นช่องว่างระหว่างอาคารด้วยสวนหย่อมกับทางเดิน ส่วนอาคารอีก 3 หลังเป็นอาคารความสูง 2 ชั้น ตัวอาคาร 3 อยู่ติดถนน อาคาร 4 กันอาคาร 5 สร้างเรียงกันเป็นแถวตอนลึก ทั้งมีทางเดินเชื่อมต่อกันระหว่างอาคารที่เป็นห้องสมุดคณะ และกิจกรรมคณะ
จากถนนสายหลักจะมีทางแยกเป็นถนนขนาด 2 เลนเป็นรูปตัวยูจากฝั่งขวาของอาคาร 1 อ้อมไปทางด้านหลัง แล้วออกมาทางระหว่างอาคาร 2 กับอาคาร 3
ลานจอดรถของคณบดีกับอาจารย์อยู่ด้านหลังของอาคาร 1 และ 2 ส่วนลานจอดรถของนักศึกษาจะไปอยู่ทางฝั่งซ้ายมือของแถวอาคาร 3 ที่เชื่อมกับโรงอาหารเล็ก
ส่วนอาคาร 6 ที่ว่านี้อยู่ค่อนไปทางด้านหลัง หลังสนามบาสที่ไม่เคยเห็นใครมาเล่น และอยู่หลังจากลานจอดรถที่ไม่เคยเห็นว่าจะมีใครเอารถมาจอด และอยู่ด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านร่มครึ้ม
คืออาจมีคนเคยมาเล่นบาส และเอารถมาจอดที่นี่ แต่ข้าวโพดไม่เคยเห็น ที่เห็นเป็นปกติก็คือรถของนักศึกษาที่จะจอดเป็นแถวยาวไปตามถนนสายหลักและที่วนรอบอาคารเรียนในนี้
ตอนที่ผ่านมาครั้งแรกยังคิดว่าอาจเพราะต้นไม้ใหญ่จะมียางไม้ หรือมีมูลนกทำให้นักศึกษาไม่อยากจอดรถที่ตรงนี้ ต่อมาภายหลังจึงรู้ว่าอาคาร06 มีเรื่องเล่าที่เป็นความน่ากลัว และความลึกลับ แต่ทุกเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาข้าวโพดปล่อยผ่านไป เพราะทุกสถาบันการศึกษาก็มีเรื่องเล่าแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น
แต่ตอนนี้ ข้าวโพดกลับจำเรื่องเล่าเหล่านั้นได้ และทำให้ตั้งใจว่าต่อให้ตามใจกันมากขนาดไหน ก็จะไม่ลงไปดู
“แค่ผ่านมาดูเท่านั้นนะ ไม่ลงไป”
เบสไม่รับปาก ข้าวโพดก็ขู่
“ถ้าไม่รับปากก็ไม่ไป”
“ไปดูก่อนไง อยากรู้”
ข้าวโพดใช้คาถาเดิมที่เคยได้ผลมาแล้วหลายครั้ง “ไปดูไว้ก่อน แต่อย่าลงไป ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาพี่บลูเขาจะเสียใจ เขาอุตส่าห์กันเบสให้ออกมาจากอะไรสักอย่างที่บ้านแล้ว ก็อย่าให้มามีเรื่องที่นี่”
พอพูดถึงบลู เบสก็เชื่อฟังโดยดีอย่างที่คาดไว้

ด้วยระบบควบคุมไฟฟ้าจากศูนย์ควบคุมที่อยู่ในสำนักงานของคณะสังคมศาสตร์ ทำให้อาคาร06 เปิดไฟบริเวณหน้าอาคาร และทางเดิน
ห้องเรียนหลายห้องปิดไฟ ปิดประตูเรียบร้อย แต่ยังมีบางห้องที่เปิดไฟอยู่ และยังมองเห็นเงานักศึกษา และอาจารย์อยู่ในอาคารเรียนด้วยซ้ำ
“ไหนไอ้ทีมันบอกว่า อาคารนี้ไม่มีคนเรียนแล้วไงวะ” ข้าวโพดได้ยินเสียงปลดซีทเบลท์ก็หันมาคว้าข้อมือของเบสทันที “เราตกลงกันแล้วไงเบส”
“กลัวอะไร ยังมีคนอยู่ที่อาคาร” มันเป็นความอยากรู้จนผิดปกติ
แต่ข้าวโพดรีบออกรถทันที
“ก็แค่ลงไปดูเดี๋ยวเดียว ไม่มีอะไรหรอก เพิ่ง 2 ทุ่มเอง” เบสพูดขณะที่หันไปมองห้องเรียนที่ยังมีแสงไฟส่องสว่าง
“ถ้าชวนกันมาอาคารนี้ตั้งแต่ก่อนที่จะรู้จักพี่บลู จะลงไปด้วย แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” มีแต่เรื่องให้ชวนระแวงอยู่เต็มไปหมด
เบสเข้าใจแล้ว และยิ่งเงียบไปตลอดทาง จนถึงบ้านตอน 3 ทุ่มกว่า อัจฉราเดินออกมารอรับลูกชาย ที่ดูคนรับใช้ยกของ ของเบสขึ้นไปเก็บที่ห้อง
“ขอรบกวนสักระยะนะครับ”
“ไม่เป็นไรหรอก ผกาไม่อยู่ใช่ไหม เมื่อตอนบ่ายมีงานสมาคม แต่เขาไม่ได้ไป ก็ยังเป็นห่วงอยู่ว่า ถ้าเบสอยู่บ้านกับพวกคนรับใช้แล้วเกิดไม่สบายขึ้นมาอีกจะทำยังไง” อัจฉราหัวเราะเบา ๆ “ที่แม่ออกมารออยู่ก็เพราะตั้งใจว่าเบสไม่กลับมาด้วย จะให้ข้าวโพดวนรถไปรับเสียเลย”
ข้าวโพดทำหน้าเมื่อย “แม่ครับ คราวหน้าแม่คิดเร็วหน่อยนะ ผมไม่เกี่ยงเรื่องวนรถกลับไปบ้านเบสหรอกนะ แต่ช่วงที่ผมวนรถกลับไปรับอาจเกิดอะไรขึ้นกับเบสก็ได้”
“ข้าวโพดเวอร์ละ” เบสบอกแล้วหันมาหาอัจฉรา “รบกวนคุณน้าด้วยนะครับ”
“ไม่เป็นไรหรอก น้ายินดี ว่าแต่กินอะไรกันมาหรือยังลูก”
“ยังครับ”
“งั้นไปล้างหน้าล้างมือแล้วมากินข้าวก่อน ดึกแล้ว” อัจฉราบอกแล้วหันไปบอกแม่บ้านให้ไปอุ่นกับข้าว
ข้าวโพดให้เบสล้างหน้าล้างมือก่อนเหมือนเคย ในตอนที่ส่งผ้าขนหนูผืนเล็กให้เช็ดหน้า ข้าวโพดก็พูดเบา ๆ
“ขอบใจ ที่ไม่เฉยกับกูต่อหน้าแม่”
เบสมองคนที่กำลังส่งยิ้มกว้างมาให้เหมือนเดิม แล้วเดินออกมารอที่หน้าห้องน้ำ ยืนมองโทรศัพท์ของข้าวโพดที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าห้อง
หน้าจอโทรศัพท์มีสัญญาณเตือนว่ามีข้อความเข้ามา แต่หน้าจอล็อกอยู่
ข้าวโพดเดินมา “พาสเวิร์ดคือ P-A-R-A-T ปรัตต์ ชื่อเบสนั่นแหละ”
“ข้าวโพดจริงจังเกินไปแล้ว”
“ขนาดจริงจัง เบสยังคิดว่าพูดเล่นมาตั้ง 2 ปี”
เบสส่ายหน้าแล้วเดินมากินข้าว ไม่ได้ดูข้อความในโทรศัพท์มือถือ และไม่ได้ห้ามที่ข้าวโพดเอาใจ แค่ไม่อยากพูดอะไร
เพราะรู้สึกว่าทุกอย่างที่พูดไปมันผิด และมันไม่ตรงกับใจ ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเอง
ขอเวลาตั้งสติ ควบคุมความคิดและคำพูดอีกนิด
เบสรู้ตัวแล้วว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับตนเอง ทุกอย่างที่คิด พูดและทำลงไปมันคือสิ่งที่เบสคนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะไม่ทำแบบนี้
...
(มีต่อครับ)

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1877
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3297/-9
OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #106 เมื่อ12-06-2020 21:35:07 »

(ต่อครับ)

จัสตินใช้รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่เหมือนกับที่ลุคใช้ และดัดแปลงให้ไม่มีเสียงเครื่องยนต์เหมือนกัน หลังจากที่บลูถูกจับให้ใส่หมวกกันน็อคแบบไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ ก็ถูกจับให้ซ้อนท้ายแล้วมุ่งหน้าไปที่เมืองทางเหนือ
เป็นการเดินทางที่ใช้เวลานานอย่างไม่จำเป็น...ในความคิดของบลู
“เบื่อพวกสสารเคลื่อนที่ช้า จะไปไหนแต่ละทีเรื่องเยอะชะมัด”
“เราจะได้ใช้เวลาในระหว่างการเดินทางคิดว่าจะทำอะไรต่อไป”
“นายคิดมา 400 ปียังไม่พออีกหรือ”
“แต่ 400 ปีมานี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวัน ฉันไม่อยากพลาดแล้วทำให้เรื่องบานปลาย และไม่อยากทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตอีก”
มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขับขึ้นเขาแล้วเลี้ยวออกนอกถนนสายหลักเข้าไปในเขตป่าแล้วหักเลี้ยวอีกครั้งพุ่งลงทางลาดชันไปตรง ๆแล้วจอดนิ่งอยู่ที่หน้ากระท่อมหลังหนึ่ง
ตั้งแต่ก่อนที่ลุคจะขับรถลงทางลาดชัน บลูก็มองเห็นภูติสีดำดวงตาสีขาวตนนี้แล้ว
และในเวลานี้เจ้าภูติตนนี้ก็นั่งอยู่บนหลังคาของกระท่อม 
ทั้ง 3 คนย่อมไม่มีใครเดินผ่านประตูเข้าไปโดยที่มี ‘เจ้าตัวนั้น’ นั่งอยู่ข้างบนแน่ ๆ แต่ตอนนี้ทั้ง 3 คนต่างก็กำลังเกี่ยงกันไล่ ‘เจ้าตัวนั้น’ ออกไป
“ถ้านาย 2 คนไม่ทำอะไรสักอย่างฉันจะกลับแล้วนะ”
จัสตินมีสีหน้าเบื่อหน่าย ขณะที่ยกมือขึ้นโบกเพียงครั้งเดียว ‘เจ้าตัวนั้น’ ก็กระโดดลงมาแล้วเข้าไปอยู่ในกระท่อม
บลูมีสีหน้าเบื่อหน่ายมากกว่าจัสตินขึ้นไปอีก 1 ขั้น และเป็นคนที่เดินนำเข้าไปก่อน
คนที่รออยู่ในบ้านคือคนที่ทำให้บลูต้องหยุดอยู่ประตูกระท่อมนั่นเอง
“เข้ามาข้างในสิ”
คุณย่ามาร์ธา คืออดีตแม่มดสายดำกลุ่มซอว์นีย์ที่แยกตัวออกมาอย่างนั้นหรือ
ลุคที่เดินตามเข้ามาจับไหล่ของบลูเบา ๆ แต่กล่าวทักทายหญิงชราที่นั่งอยู่แล้วเดินผ่านเข้าไปด้านใน ตามมาด้วยจัสติน
ส่วนเจ้าภูติสีดำดวงตาสีขาวตนนั้นนั่งอยู่บนหลังตู้ตัวสูง และจ้องมองบลูอยู่ตลอดเวลา
บลูยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาสีฟ้าจ้องมองหญิงชราด้วยความผิดหวัง
“ฉันเสียใจ” หญิงชรากล่าวขึ้นก่อน
บลูเดาะลิ้นแล้วหันไปมองทางอื่น ไม่รับคำเสียใจนั้น
ไม่มีใครโน้มน้าวให้บลูเปลี่ยนใจ เพราะหากต้องพบเจอกับสถานการณ์และความสูญเสียอย่างที่บลูพบเจอก็ไม่สามารถรับคำเสียใจนั้นโดยง่ายเช่นกัน
แต่มาร์ธายังมีเรื่องที่อยากจะชี้แจง
“เข้ามาฟังก่อนสิ” จัสตินบอก บลูแค่หันไปปิดประตูบ้าน แล้วยืนอยู่ห่าง ๆ เหมือนเดิม
“ฉันรู้ว่านี่เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับ เพราะครอบครัวไร้ท์ดูแลและให้ความช่วยเหลือฉันมาตลอด แต่ฉันตอบแทนพวกเขาด้วยความเห็นแก่ตัว”
ดวงตาสีฟ้าหันออกไปมองนอกหน้าต่าง เพื่อมองภาพที่อยู่ห่างไกลออกไป หูฟังเสียงจากสถานที่อื่น มีเพียงร่างกายที่ยืนอยู่ตรงนี้
บลูไม่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นในที่นี้โดยสิ้นเชิง ขณะที่ลุคและจัสตินไต่ถามเรื่องราวต่าง ๆที่เกิดขึ้น และสาเหตุที่ทำให้มาร์ธาออกจากกลุ่มซอว์นีย์ ต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนมาตลอดเวลาที่ยาวนาน แล้วกลับมาติดต่อกับจัสตินเพื่อขอพบกับลุค
มาร์ธามองบลูที่ไม่รับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องนี้ “ฉันเริ่มต้นการเป็นแม่มดด้วยการใช้วิชาพยากรณ์สนับสนุนกลุ่มซอว์นีย์ แต่เพราะฉันไม่เห็นด้วยกับการใช้วิชาทำร้ายคนอื่น จึงค่อย ๆ ห่างออกมาจากกลุ่ม” วิชาพยากรณ์ของมาร์ธาในเวลานั้นถือว่าไม่ได้มีความโดดเด่นจากแม่มดคนอื่นในกลุ่ม การที่เธอถอยห่างออกมาจึงไม่มีผลใด ๆ 
“ในยุคของการล่าแม่มด ฉันที่เป็นแค่หญิงชราพักอยู่ตามลำพังในกระท่อมห่างไกลย่อมถูกสงสัยว่าเป็นแม่มดไปด้วย ทั้งจอร์จและแอนนาต่างก็สงสัยว่าฉันเป็นแม่มด แต่แทนที่พวกเขาจะแจ้งทหารให้มาจับฉันไปเผาทั้งเป็น ครอบครัวไร้ท์กลับซ่อนฉันไว้ และคอยดูแลอยู่ตลอด”
“มีคนถูกจับกุมและเผาทั้งเป็นอยู่ทุกวัน แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วพวกเขาไม่ได้เป็นแม่มด กลุ่มซอว์นีย์ก็ทำเหมือนกับแม่มดอีกหลายกลุ่ม คือการทำตัวเป็นคนที่สนับสนุนศาสนจักรชี้ช่องให้จับกุมคนบริสุทธิ์แล้วกล่าวหาว่าเป็นแม่มด คาร่าเองหลังจากที่พึ่งพากลุ่มซอว์นีย์กำจัดศัตรูของเธอไปหลายคนก็ทำให้เธอเริ่มถูกสงสัย เธอจึงต้องการเบี่ยงเบนความสนใจนั้น จนวันหนึ่งเธอพบกับโอเวนในเมือง เพราะโอเวนมีลักษณะที่อยู่ข่ายที่จะเป็นแม่มด นั่นคือเขาเป็นคนสวย และแตกต่างจากคนอื่นทั้งหมู่บ้าน”
ลุคขยับตัวนั่งหลังตรงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการให้คนเล่าเรื่องมีความระมัดระวังถ้อยคำ ขณะที่จัสตินมีรอยยิ้มจาง
“แต่พอเธอตามมาถึงบ้าน แล้วพบจอร์จกับแอนนา เธอก็พบร่องรอยของฉัน แต่ทั้ง 2 คนปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง หลังจากนั้นครอบครัวไร้ท์ก็ยังใช้ชีวิตตามปกติ มาถึงตอนนี้เป้าหมายของคาร่าจึงกลายเป็นโอเวนและฉัน”
“ในเมื่อห่างออกมาจากกลุ่มแล้ว ทำไมคาร่าถึงยังการตามหาคุณอยู่” จัสตินถาม
“เพราะฉันคลายผนึกที่พวกแม่มดใช้จองจำวิญญาณเหล่านั้นได้ หากไม่สามารถชักจูงให้ฉันเป็นพวกเดียวกันได้ ก็คือกำจัดฉัน”
“แต่คุณเชี่ยวชาญวิชาพยากรณ์” จัสตินถาม
มาร์ธาหันมายิ้มให้กับจัสติน “เธอเองก็คงไม่ได้ถนัดเพียงการใช้ดาบยาวคู่เพียงอย่างเดียวใช่ไหม”
และนั่นทำให้มาร์ธาและบลูในเวลานี้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
“ตอนที่คาร่าตามมาพบกับครอบครัวไร้ท์ที่บ้าน ฉันคิดว่าบลูน่าจะได้ยินตอนที่พวกเขาคุยกัน และรู้ว่าจอร์จกับแอนนาพยายามปกป้องฉันอย่างไร และแม้แต่ในตอนที่พวกเขาถูกทรมานให้รับสารภาพ พวกเขาก็ไม่เคยพูดชื่อฉัน” ดังนั้นบลูจึงโกรธมาธาร์มาก และไม่รับฟังคำชี้แจงใด ๆ ทั้งสิ้น
“ตอนที่ทหารมาจับกุมพวกเขา ตอนที่บ้านและสวนถูกทำลาย ฉันได้แต่แอบมองจากที่ห่างไกล มองดูไฟที่ลุกลามเข้ามาที่กระท่อมที่ฉันเคยอยู่ และฉันอยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่ลานประหาร มองดูพวกเขาเผาแอนนากับเกรซ...หลังจากที่โอเวนหายไปได้ไม่ถึงเดือน พวกซอว์นีย์ก็พบฉันที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง แต่ตอนนั้นพ่อมด แม่มดหลายกลุ่มกำลังแข่งขันกันตามหาโอเวน จึงสอบถามฉันเรื่องโอเวน แต่ฉันไม่รู้เพราะว่าได้แต่หลบซ่อนตัว”
“พวกเขาเชื่อที่คุณพูดหรือ” จัสตินถาม
มาร์ธาอธิบาย “แม่มดที่มีวิชารีดเค้นย่อมรู้ว่าฉันพูดจริง และรู้ว่าฉันไม่กล้าต่อสู้กับพวกเขาแต่ก็บังคับให้ทำสัญญาว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก เพื่อบังคับให้ฉันไม่รับคลายผนึกวิญญาณ จากนั้นฉันก็ย้ายไปอยู่นอร์เวย์ ต่อมาก็คือสวีเดน และเดนมาร์ก วนเวียนอยู่ใน 3 ประเทศนี้ตลอดเวลาหลายร้อยปี”
เรื่องราวมาถึงตอนที่เธอพบกับคาร่าอีกครั้ง
“ฉันเป็นเพียงหญิงชราเจ้าของร้านขายของเก่าคนหนึ่งเท่านั้น”
ท่ามกลางร้านขายสินค้าที่ระลึกในหมู่บ้านชนบท หญิงคนหนึ่งที่มีดวงจิตของคาร่าเดินเข้ามาในร้านขายของเก่า   ท่ามกลางสินค้านับพันชิ้นในร้าน หญิงสาวคนนั้นเลือกสร้อยเพชรสีเขียวที่เคยเป็นของเธอเมื่อหลายร้อยปีก่อนกลับไป
ขณะที่พนักงานหน้าร้านกำลังลงบัญชีรายการสินค้า หญิงชราเจ้าของร้านลุกจากเก้าอี้นวมในห้องเล็กบนชั้นลอยของร้าน เปิดหน้าต่างห้องออกกว้าง หยิบไม้กายสิทธิ์สีน้ำตาลเข้มวาดออกไปข้างหน้า เพื่อสำรวจการเคลื่อนไหวของสายลมและก้อนเมฆ พยากรณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เธอมองเห็นภาพของความสูญเสียในอดีตที่จะวนกลับมาอีกครั้ง
ครอบครัวไร้ท์จะพบจุดจบแบบเดียวกับที่พวกเขาพบเจอเมื่อ 400 ปีก่อน
มีข้อกังวลมากมายหากเข้าไปขัดขวางจุดจบนี้ และทุกทางที่จะหลีกเลี่ยงล้วนกลับไปที่จุดจบเดิม รวมถึงการที่อาจต้องกลายมาเป็นผู้ถูกล่า แต่มาร์ธาก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้อีก เธอส่งภูติคุ้มครองประจำตัวออกไปเพื่อให้ขโมยสร้อยกลับมา
แต่ไม่สามารถทำได้!
มาร์ธาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะติดตามมาจนถึงประเทศไทย แต่เมื่อมาถึงก็พบว่า คนของกลุ่มซอว์นีย์อยู่ข้างตัวของคาร่าแล้ว เธอจึงต้องปกปิดร่องรอยและตามหาคนในครอบครัวไร้ท์คนอื่น ๆ จนกระทั่งมาพบเจตน์ที่อยู่ในการคุ้มครองของลุค เมอร์ฟี
หญิงชราส่งกล่องไม้ใบเล็กให้ลุค
“ฉันเอาสร้อยของคาร่าให้พวกเธอไม่ได้ แต่นี่คือเครื่องรางของฉัน โปรดรับมันไว้”
ลุคปฏิเสธที่จะรับเครื่องรางนั้นไว้ เพราะรู้ความหมายของการมอบเครื่องรางประจำตัวให้กับผู้อื่น “อย่างที่คุณเห็น เรามีคนอยู่แค่นี้ เราต้องการคนที่จะมาช่วยสนับสนุนเราในการปกป้องครอบครัวไร้ท์และ...เชส น้องชายของผม”
หญิงชราส่ายหน้า “วิชาของฉันไม่ได้มีไว้ต่อสู้ ไม่สามารถคุ้มครองใครได้ ได้แต่หาทางหลีกเลี่ยงความเสียหาย แต่เครื่องรางของฉันอาจเสริมการทำงานของเธอได้”
จัสตินขัดขึ้น “แต่คุณรู้เรื่องเครื่องรางของแต่ละคน”
มาร์ธาพยักหน้า “เครื่องรางของคาร่าคือเพชรสีเขียวนั่น เครื่องรางของฉันอยู่ในกล่องนี้”
เครื่องรางที่เจ้าของเต็มใจส่งมอบให้ ผู้รับมอบสามารถนำไปใช้ได้ แต่หากทำลายเครื่องรางที่ไม่ว่าเจ้าของจะเต็มใจส่งมอบให้หรือไม่ คือการทำลายเจ้าของเดิมไปด้วย
“แล้วเครื่องรางของโอเวนอยู่ที่ไหน” จัสตินถามตรง แต่หญิงชราไม่ตอบ “แสดงว่าโอเวนคือพ่อมดจริง ๆ”
“โอเวนไม่ใช่พ่อมด” ลุคตอบ
หญิงชราหันมาหาลุค “อะไรทำให้เธอคิดว่าเขาไม่ใช่พ่อมด”
“ก็เพราะเขาไม่ใช่ โอเวนไม่มีวิชา ไม่มีพลังวิเศษอะไรเลย”
ดวงตาขุ่นมัวหันมามองบลู “เด็กคนนั้นถูกทรมานอย่างหนัก เกินกว่าที่คนธรรมดาจะทนได้ แต่เขาก็ไม่ตาย ทั้งยังหายออกไปจากเรือนจำ...ผู้ที่ช่วยเหลือเขาออกไปก็คือนกฮูกตาสีฟ้าตัวนั้น” หญิงชราหันมาหาลุค
คิ้วเข้มขมวดแน่นเมื่อแน่ใจในความสอดคล้องกันที่เกิดขึ้น
“เรามีคำถามมาตลอดว่า โอเวนพบเจอกับอะไร” จัสตินถาม “เพราะตั้งแต่ตอนที่ลุคกลับไปที่หมู่บ้าน เพื่อส่งวิญญาณแม่ของเขา ก็ได้ยินแต่คำว่าเขาถูกทรมาน ไม่มีบันทึกรายละเอียด”
มาร์ธาหันมาหาจัสติน “เธอสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดจะถูกทรมานอย่างไร”
ลุคส่ายหน้า “โอเวนไม่ได้ถูกทรมานเพื่อให้สารภาพว่าเป็นพ่อมด เขาถูกทรมานเพื่อให้บอกที่ซ่อนของคุณ”
มาร์ธาชะงักแล้วซบหน้าลงกับฝ่ามือ
“ในตอนถูกจับกุม พวกเขาชี้ว่าแอนนา และเกรซคือแม่มด ส่วนโอเวนคือผู้สงสัย เขาถูกทรมานเพื่อให้ยอมรับว่าแม่กับน้องคือแม่มด และบอกว่าคุณอยู่ที่ไหน แต่เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เพราะว่าเขาถูกทรมานอย่างหนักแล้วยังไม่ตาย ทั้งยังหายออกไปจากคุกใต้ดิน เขาจึงกลายเป็นคนที่ถูกตามล่ามาตลอด 400 ปี” จัสตินบอก
“มาร์ธา ได้โปรดช่วยโอเวน ด้วยการบอกเราเรื่องเครื่องรางเหล่านั้น” ลุคช่วยอีกแรง
มาร์ธาเงยหน้าขึ้น แตะที่กล่องไม้ใบเล็กนั้น “เก็บมันไว้ก่อน”
มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่พุ่งตรงเข้ามา ลุคตรงเข้ามาคว้าตัวบลูให้ออกมาพ้นจากประตู ขณะที่จัสตินรีบเก็บกล่องไม้ไว้ใต้เสื้อคลุมแล้วก้าวมายืนขวางทุกคนไว้
ชัดเจนว่าบลูเพิ่งจะดึงการรับรู้ทั้งหมดกลับมาที่ปัจจุบัน เพราะเหลียวมองไปรอบตัวด้วยสีหน้างุนงง แล้วมาหยุดที่คนที่กอดอยู่ จากนั้นก็หันไปทางประตูของกระท่อม
“มีคนมาทางนี้” ลุคบอก “อยู่กับมาร์ธานะ”
ดวงตาสีฟ้าเงยหน้าขึ้นมอง
ถ้อยคำที่สื่อผ่านดวงตาชัดเจนว่า บลูจะไม่ยอมอยู่ข้างหลัง
มือเหี่ยวย่นดึงมือบลูให้มาอยู่ด้วยกัน ส่วนลุค จัสติน และภูติสีดำออกไปรอผู้มาเยือนอยู่ด้านนอกกระท่อม
บลูหันมามองมือเหี่ยวย่นที่แตะอยู่
“ฉันขอโทษที่เป็นสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ทำให้เกิดเรื่องร้ายขึ้น”
อาการชาเกิดขึ้นจากตำแหน่งที่ถูกจับอยู่จากนั้นบลูก็หมดสติ หญิงชราประคองไปนอนพักที่เก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่เมื่อครู่ จัดท่าทางให้นอนสบายแล้วร่ายคาถาอำพราง จากนั้นจึงออกมาสมทบกับผู้ที่อยู่ด้านหน้ากระท่อม

ที่ด้านหน้ากระท่อม ภูติสีดำ ลุค และจัสตินมองนกปีศาจตัวใหญ่ที่ไม่อาจมองเห็นด้วยดวงตาของมนุษย์กำลังพุ่งตรงเข้ามาหา แต่เมื่อเข้ามาใกล้ก็เปลี่ยนร่างเป็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีน้ำตาลเข้ม กระแทกไม้เท้ารูปร่างคดงอลงกับพื้นดิน
“ลุค เมอร์ฟี มือปราบแห่งโดมซ้ายวาติกัน ฉันไม่ควรแปลกใจที่เจอกับนายที่นี่ แต่ก็ยังแปลกใจอยู่ดี”
ลุคยกยิ้มมุมปาก “แบร์รี่ บราวน์”
โดยธรรมเนียมของการต่อสู้เมื่อฝ่ายหนึ่งขานชื่อและตำแหน่งของคู่ต่อสู้แล้ว คู่ต่อสู้ก็จะทำเช่นเดียวกัน บางโอกาสหมายถึงการให้เกียรติคู่ต่อสู้ แต่ในบางโอกาสกลับหมายถึงการดูหมิ่นว่าอีกฝ่ายไร้ความสามารถ
แต่การที่ลุคเรียกชื่อและนามสกุลของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉยคือการดูหมิ่น
“ส่งตัวแม่มดในกระท่อมนั่นออกมา!” แบร์รี่ข่มขู่
ลุคสะบัดมือหนึ่งครั้งปรากฏพลองเงินขนาด 2 ฟุตในมือทั้ง 2 ข้าง ส่วนจัสตินกล่าวคาถาปรากฏดาบไขว้ที่กลางหลัง ชายหนุ่มดึงดาบออกจากฝักเตรียมพร้อม
แบร์รี่ก้าวถอยหลัง ปล่อยกระแสลมแรงต้านทานลุคที่พุ่งเข้าหาในทันที ทำให้ลุคต้องลอยตัวอยู่สูงจากพื้นดินมากกว่า 2 เมตร
จัสตินวาดดาบในมือเป็นวงกลมซ้อนกัน 2 วงแล้วตรงเข้าหา แบร์รี่จึงผลักลุคออกไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ เกิดช่องว่างให้จัสตินเข้ามาถึงตัว แบร์รี่ใช้ไม้เท้ารับดาบคู่ที่ฟันลงมา ภูติสีดำสนับสนุนจัสตินด้วยการลดการมองเห็นของแบร์รี่ลง
ประตูกระท่อมเปิดออก มาร์ธาเดินออกมาจากบ้านช้า ๆ ลุคที่วิ่งมาจากอีกทางหนึ่งใช้ตัวบังไว้
“กลับเข้าไปข้างใน”
มาร์ธาแตะที่แขนของคนที่ยืนขวาง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินเพียง 2 คน
“ถ้าฉันกลับเข้าไปข้างใน เธอจะต้องเสียคนที่อยู่ข้างในไปพร้อมกับฉัน”
ลุคเข้าใจเจตนาของมาร์ธาว่าเธอต้องการละทิ้งร่างกายนี้
มาร์ธามีวิชาพยากรณ์ จึงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอพยายามคิดหาทางหลีกเลี่ยงแล้ว แต่ทั้งหมดก็ยังมีจุดจบเหมือนเดิม เธอจึงหาทางจึงติดต่อกับจัสติน และเร่งให้พาลุคมาหา!
หากเปรียบชีวิตนั้นเหมือนสายน้ำ วิชาพยากรณ์คือการมองไปล่วงหน้าว่าสายน้ำนั้นผ่านไปที่ใดบ้าง และหากเข้าไปขัดขวาง สายน้ำก็จะเปลี่ยนเส้นทาง ผู้รู้วิชานี้จึงมักลดความเสียหายร้ายแรงด้วยการขุดลำคลองเล็ก ๆ บรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
แบร์รี่เห็นมาร์ธาแล้ว แต่การต่อสู้กับจัสตินและภูติสีดำยังอยู่ในช่วงคับขัน
มาร์ธาเรียกภูติสีดำ แต่ทันทีที่ภูติตัวเล็กหยุดการสนับสนุนจัสติน พลังดาบของจัสตินก็ลดความดุดันลงมากกว่าครึ่ง ทำให้ถูกกระแทกกลับไป
จัสตินพลิกตัวบ้วนเลือด จะเข้าไปสู้กับแบร์รี่ต่อ แต่มาร์ธาใช้คาถาเรียกตาข่ายคลุมเธอกับแบร์รี่ไว้เพียงสองคนแล้วร่ายคาถาเรียกลูกไฟโจมตีแบร์รี่
ตาข่ายที่มาร์ธาเรียกมา เป็นตาข่ายที่นอกจากจะกักทั้งคู่ไว้ภายในแล้ว ยังกักพลังและเสียงที่เกิดจากการต่อสู้ไว้ภายในด้วย เมื่อแบร์รี่ซัดพลังตอบโต้ทำให้ลูกไฟของมาร์ธาแตกกระจายแล้วเพิ่มจำนวนอยู่ภายในตาข่าย เมื่อลุกไฟนั้นปะทะกับผนังด้านในก็แตกกระจายเพิ่มจำนวนขึ้นไปอีก
แบร์รี่ประสบความสำเร็จในการป้องกันลูกไฟได้ไม่ถึงนาที เพราะเมื่อจำนวนของลูกไฟเพิ่มจำนวนมากขึ้นหลายเท่าตัว ก็ไม่สามารถป้องกันตนเองได้อีก ไฟของแม่ลดลุกไหม้ลามไปทั่วตัว
เสียงร้องของแบร์รี่ไม่สามารถลอดผ่านออกมาได้ก็จริง แต่ความทรมานนั้นมองเห็นได้ชัดเจน
ขณะที่มาร์ธาไม่สนใจลูกไฟที่หวนกลับมาทำร้ายเธอเอง ยังคงซัดลูกไฟใส่แบร์รี่อย่างต่อเนื่อง
จัสตินหันมามองลุคที่กำมือแน่นสีหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้นใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้
ทั้ง 2 คนได้แต่ยืนมองไฟที่ลุกไหม้ท่วมผู้ที่อยู่ภายในจนทั้งคู่ล้มลงแล้วกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่ภายใน เมื่อตาข่ายที่คลุมอยู่หายไป เถ้าถ่านของทั้งคู่ก็สลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดิน ภูติสีดำคุกเข่าทั้ง 2 ข้างลงข้างตำแหน่งที่มาร์ธาเคยอยู่ ก้มหน้าลงกับพื้นแล้วสลายร่างตามไป
จัสตินหันไปมองในกระท่อมแล้วส่งเสียงในลำคอโดยที่ไม่ต้องพูดออกมา
มาร์ธาต้องผนึกบลูไว้อย่างแน่นอน เพราะหากแบร์รี่เห็นบลู ก็จะเท่ากับว่าทุกคนในกลุ่มก็จะเห็นบลูไปด้วย
แต่เพราะเธอไม่ใช่แม่มดสายการต่อสู้ ทั้งการผนึกบลู และการเรียกลูกไฟล้วนเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยทำมาก่อน จึงอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ แต่จะเป็นไรไปในเมื่อเธอเจตนาจะฆ่าตัวตายมาตั้งแต่แรก
วิธีการของเธอจึงโหดร้ายจนทั้ง 2 คนที่ผ่านการสู้รบมามากยังตกใจ
ลุคที่เดินเข้าไปในกระท่อมไม่สามารถมองเห็นบลูด้วยตาเนื้อ ทั้งไม่สามารถใช้คาถาเรียกหา
เพราะความสามารถในการพยากรณ์และการพรางตนที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้เอง กลุ่มซอว์นีย์จึงปล่อยแม่มดมาร์ธาไว้เป็นทางเลือกของกลุ่ม
จัสตินหยิบกล่องไม้ที่เก็บไว้จากในเสื้อออกมาส่งให้ลุค
ภายในมีไม้กายสิทธิ์ความยาว 1 ฟุต ลุคหยิบมาวาดออกไปข้างหน้า จึงเห็นบลูที่นอนอยู่ที่เก้าอี้โยกตัวที่มาร์ธานั่งอยู่ก่อนหน้านี้
ชายหนุ่มอุ้มบลูออกไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ขณะที่จัสตินเผาทำลายกระท่อมหลังนั้นจนแน่ใจว่าไม่เหลือร่องรอยใด ๆ ไว้อีกจึงขับรถตามออกมา

บลูตื่นนอนภายในห้องคอนโดฯของตนเอง
เป็นห้องกลาง ไม่ใช่ห้องนอน และคนที่พามาก็กำลังนั่งกินอาหารอยู่ในส่วนที่เป็นห้องครัว
ห้องนี้มีเครื่องครัวตั้งแต่เมื่อไหร่
ห้องมีแต่เครื่องเรือนที่คอนโดฯ ตกแต่งไว้ให้ มีตู้เย็นและเตาไฟฟ้า แต่ไม่มีเครื่องครัว รวมถึงจาน ชาม เก้าอี้ แก้วน้ำ ทุกอย่างที่คน ๆนั้นกำลังใช้อยู่
“กลิ่นอาหารรบกวนนายหรือ” คนที่กำลังกินอาหารทำท่าจะลุกขึ้น แต่บลูชี้บอกให้กินต่อไป
“จัดการให้เสร็จภายใน 5 นาที” จากนั้นก็ลุกเข้าไปในห้องนอน
แต่ลุคใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งต้องมานั่งรออีกฝ่ายอีกเกือบครึ่งชั่วโมง บลูถึงได้ออกมาจากห้อง
เจ้านกฮูกตาสีฟ้าอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย โดยรวมแล้วถือว่าอยู่ในสภาพที่ ‘ดีมาก’ ยกเว้นสีหน้าไม่พอใจ
ตอนที่ตื่นนอนขึ้นมาบลูกังวลว่าลุคจะเข้าไปในห้องนอน จึงรีบเข้าไปตรวจสอบก่อน เมื่อพบว่าลุคไม่ได้เข้ามาห้องนี้ก็ลดความกังวลลง แต่พอออกมาเห็นรอยยิ้มกว้างกับเครื่องเรือนหลายอย่างที่เพิ่มขึ้นมาก็ทำให้อารมณ์ไม่ดี
“ของพวกนี้ ยังไงกัน”
“ฉันชวนนายไปอยู่ที่ร้านกาแฟด้วยกันแล้วนายไม่ไป ก็เลยให้ผู้ช่วยของฉันช่วยจัดการเรื่องนี้ให้”
บลูหันไปมองข้างนอก พยายามควบคุมตนเองไม่อาละวาดก่อนที่จะถามเรื่องที่อยากรู้
“ลุค เมอร์ฟี นายรู้จักคำว่ามารยาทไหม”
ลุคยิ้มกว้างยอมรับคำตำหนินั้นโดยไม่โต้แย้ง
“แม่มดแก่คนนั้น...เป็นไงบ้าง”
...เพราะเขาเป็น ‘คน’ แบบนี้ ถึงได้รักเขาเพียง ‘คน’ เดียวมาตลอดเวลาที่ยาวนาน
ลุคเดินมากอดบลูไว้ คนที่อยู่ในอ้อมกอดฝืนตัวอยู่ชั่วอึดใจก็ถามขึ้น
“เธอ ตายแล้วหรือ”
ลุคพยักหน้า “มาร์ธามีวิชาพยากรณ์ และคาถาพรางตน เธอรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงออกมาจากที่หลบซ่อนและมีความตั้งใจที่จะทำอย่างนี้มาตั้งแต่แรก ฉันพยายามโน้มน้าวให้เธอเปลี่ยนใจ ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในกระท่อม แล้วพอแบร์รี่ พ่อมดกลุ่มซอว์นีย์มา...”
“นายรู้จักพ่อมดคนนั้นไหม”
“เคยสู้กันครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ที่ฝรั่งเศส”
บลูพยักหน้าให้ลุคเล่าต่อ
“พวกเรา คือฉัน จัสติน กับภูติสีดำของมาร์ธาสู้กับแบร์รี่ แล้วมาร์ธาก็ออกมาจากกระท่อม ฉันถึงได้รู้ตัวว่าฉันจับการมีอยู่ของนายในกระท่อมไม่ได้ เมื่อมาร์ธายืนยันทางเลือกของเธอเองอีกครั้ง ฉันจึงยอมให้มาร์ธาสู้กับแบร์รี่ แล้วพวกเขาก็ตายไปพร้อมกัน”
บลูกอดเอวหนา ซุกหน้าลงกับอกกว้าง “นายถอนคาถาของแม่มดไม่เป็นหรือไง”
ลุคยอมรับโดยดีว่าทำไม่เป็น “ตอนที่อยู่ในกระท่อม เขาย้ำหลายครั้งให้เก็บเครื่องรางไว้ เราจึงได้ใช้เครื่องรางนั้นค้นหานายในกระท่อม พอเจอฉันก็รีบพานายกลับมาที่พักที่นี่ คิดว่าพอถึงเวลา นายก็คงจะฟื้นขึ้นมาเอง”
ที่จริงลุคก็พอจะรู้วิธีแก้ไขให้บลูฟื้น แต่คิดว่าปล่อยให้พักผ่อนให้เต็มที่ น่าจะดีกว่า
อย่างน้อยถ้าได้นอนเต็มอิ่มอาจจะโดนอาละวาดน้อยลง
...
...
...
บลูกระทืบเท้าลงบนหลังเท้าของลุคเต็มแรง แล้วพอลุคถอยหลังบลูก็ชกอีก 2 หมัดซ้อน ตามมาด้วยลูกถีบ
การถูกซ้อมในคอนโดฯ หนักกว่าตอนถูกซ้อมที่ร้านกาแฟหลายเท่า
บลูกระชากคอเสื้อของลุคลงมาหา
“ครั้งต่อไป ที่ฉันถูกกันออกมาจากการต่อสู้ ไม่ว่าจะเพราะฉันหมดสติ ถูกมัด หรือด้วยคาถาอำพราง จะเป็นวิชาห่าเหวอะไรก็ตาม! ฉันจะอัดนายให้น่วม จนนายซ่อมตัวเองไม่ทันเลยคอยดู!”   
ปัญหาก็คือไอ้คนที่ถูกซ้อมกลับเข้าใจความโกรธ ความไม่พอใจและคิดว่าตนเองสมควรที่จะโดนซ้อมนี่สิ
ลุคดึงใบหน้าคนขู่เข้ามาจูบแล้วพลิกตัวลงมากอดคร่อมตัวบนโซฟาเบดตัวนั้น 
บลูดึงหูคนคลั่งจูบจนลุคต้องร้องโอดโอย
“ลุค เมอร์ฟี! นายมันหน้าด้านจนไม่รู้จะเปรียบกับอะไรแล้ว!” บลูลุกขึ้นยืนและทำให้ลุคต้องลุกขึ้นตามไปด้วย
“เจ็บ บลู ปล่อยก่อน!”
“ไม่” บลูดึงหูลง จากนั้นก็ยกขึ้น
“บลู เจ็บ เจ็บ”
“ตอบมา เข้าใจที่ฉันบอกไหม”
“เข้าใจ โอ้ย! บลูอย่าดึง”
“เข้าใจว่า...”
“ห้ามกันนายออกจากการต่อสู้อีก ไม่อย่างนั้นนายจะอัดฉัน”
บลูปล่อยมือ แล้วยิ้มขำมองลุคที่กำลังลูบใบหูที่ถูกดึงจนแดงจัด
“เวลาที่หูหลุด ต้องใช้เวลาเป็นวันเลยนะกว่าที่มันจะงอกขึ้นมาใหม่น่ะ”
“จริงหรือ อยากเห็นตอนมันงอกขึ้นมาใหม่ ขอทดสอบได้ไหม”
ลุคปิดใบหูทั้ง 2 ข้าง “อย่าทดสอบเลย เจ็บมากจริง ๆ นะ”
บลูไม่ค่อยยิ้ม และเมื่อเขายิ้ม ก็อยากรักษารอยยิ้มนี้ไว้นาน ๆ

“นายมันบ้า ลุค เมอร์ฟี”
เมื่อ 400 ปีก่อนนายเป็นอย่างไร จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น ฉันรู้ว่านายยอมถูกฉันอัดจนน่วม แต่จะไม่ยอมให้ฉันต้องไปต่อสู้กับใคร
ยิ่งมาร์ธาสละชีวิตเพื่อปกป้องฉัน มันยิ่งชัดเจนว่าจุดจบของฉันอยู่ไม่ไกล
นายนี่มัน...ลุค เมอร์ฟี่จริงๆ
“ไปหาเกรซ และเชสกันไหม”

...จบตอนที่ 8...
ขอรีพลายกันคนละเล็กละน้อยต่อความหวังกำลังใจของคนเขียน
กราบขอบคุณครับ
JiveTea

ออฟไลน์ Iammai2017

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #107 เมื่อ13-06-2020 09:56:23 »

แปะ เดี๋ยวไปอ่านก่อน

ออฟไลน์ ปีศาจน้อยสีชมพู

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 411
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #108 เมื่อ13-06-2020 11:00:36 »

"เพราะเขาเป็น"คน"แบบนี้ จึงรักเขาเพียง"คน"เดียวมาตลอด
อ้าว ไหนบอกว่ารักโอเวนงัย  ประโยคนี้กล่าวถึงใครนะลุค ^_^

ขอบคุณคนแต่งมากค่าาา
 :L2:


ออฟไลน์ noteno

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #109 เมื่อ13-06-2020 11:50:00 »

เก่งทุกอย่างมาเเพ้คนดึงหู..5555 อ่านตอนดึงหูเเล้วได้ฟิลพ่อบ้านเมียเผลอ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
« ตอบ #109 เมื่อ: 13-06-2020 11:50:00 »





ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 303
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #110 เมื่อ13-06-2020 12:08:09 »

 :pig4:

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #111 เมื่อ13-06-2020 15:07:17 »

 :katai2-1:   :katai2-1:  :katai2-1:

บลูทำดีมากลูก โฮ๊ะ โฮ๊ะ โฮ๊ะ  เอาคืนได้สักที

ว่าแต่มาลุ้นว่าโอเวนน้องจะมาตอนที่เท่าไหร่ พร้อมๆกับความสงสัยว่าใครคือนายเอก  :mew1:


ขอบคุณค่ะ



ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +226/-3
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #112 เมื่อ13-06-2020 21:21:57 »

โอเวนหายไปไหนนะ

ออฟไลน์ yupinka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #113 เมื่อ13-06-2020 22:48:22 »

ขอบคุณคนแต่งมากค่า

ออฟไลน์ Iammai2017

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #114 เมื่อ14-06-2020 13:11:14 »

ถ้าโอเวนไม่ใช่พ่อมด แล้วโอเวนออกจากที่คุมขังไปได้ยังไงหนอ
ภาวนาให้โอเวนเป็นคนธรรมดา และตายไปจากร่างเดิมที่ถูกทรมาน
และมาเกิดใหม่โดยลืมความทรงจำเดิมให้หมด :monkeysad:



ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #115 เมื่อ16-06-2020 12:06:01 »

ทางออกอยู่ตรงไหน แล้วจะแก้ไขโชคชะตาที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียในอนาคได้ยังไงละนี่ :เฮ้อ:

ลุ้นกันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แต่ชอบโมเม้นต์น้องบลูดึงหูอ่ะ มีความเป็นพ่อบ้านกลัวเมียนะนี่พี่ลุค :hao3:

ขอบคุณน้องน้ำชาที่มาต่อจ้า  :pig4:

ออฟไลน์ noteno

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #116 เมื่อ23-06-2020 11:53:17 »

 :z2: รอ ร้อ รอ

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #117 เมื่อ23-06-2020 19:50:04 »


 :L1:   มาปูเสื่อรอแล้วจ้า  :L1:



ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #118 เมื่อ24-06-2020 11:32:22 »



วันนี้จะมาไม๊น๊ออออ  / รอจ้า  /   :L2:  :L2:







ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 8 (12/6/63)
«ตอบ #119 เมื่อ24-06-2020 11:51:16 »

อยากอ่านต่อแล้วววว

คิดถึงน้องงง :3123:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด