OWAZA ตอนที่ 15 (24/11/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: OWAZA ตอนที่ 15 (24/11/63)  (อ่าน 7080 ครั้ง)

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 13 (19/10/63)
«ตอบ #180 เมื่อ19-10-2020 18:16:12 »

มาแล้ว มาแล้วๆๆ :katai2-1:



ตอนนี้พี่ลุคกับจัสตินเท่ห์มากๆ อยากได้ปลอกข้อมือแอเรียสบ้าง  o18



 :impress2:



เบสถูกครอบงำไปแล้วจริงๆ ด้วย งื้อ มิสอรัญญานี่ร้ายมาก  :katai1:



แต่เพราะเรื่องนี้ ข้าวโพดก็เลยจำเรื่องในอดีตได้แล้ว  :hao5:



อยากรู้เหมือนพี่ลุคเลยว่าคุณกัลย์แม่บ้านเป็นตัวอะไรกันแน่ ไม่มีทั้งไอปิศาจ ไม่มีทั้งวิญญาญควบคุมอ่ะ



 :hao4:



แต่ละฝ่ายเริ่มลงสนามรบต่อสู้กันแล้ว รอติดตามตอนหน้าต่อไปว่าจะเปิดปมอะไรออกมาบ้าง



ตอนนี้ไม่มีน้องบลู คิดถึงน้องงงงง :mew1:



ยังคงติดตามและเป็นกำลังใจให้ทั้งพี่ไจฟ์และน้องทีเหมือนเดิมนะฮะ



 :3123:

ออฟไลน์ yupinka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 13 (19/10/63)
«ตอบ #181 เมื่อ19-10-2020 19:55:42 »

 :L2มาแล้ว มาแล้วๆ

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +226/-3
Re: OWAZA ตอนที่ 13 (19/10/63)
«ตอบ #182 เมื่อ21-10-2020 01:13:16 »

ลุ้นแทนลุค

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 13 (19/10/63)
«ตอบ #183 เมื่อ24-10-2020 10:19:05 »


 :katai2-1: ว้าวววว ได้เห็นพลังเวทย์ที่ลุคใช้ปราบแล้ว   :katai2-1: 


       :L2:  ทีนี้ก็รอว่า บลู ใช้พลังอะไรแบบไหนสู้กับพวกพ่อมด  :L2:


            เข้มข้นขึ้นอีกแล้ว จนชักสงสัยลาสบอสคือใครแน่ แล้วก็หวั่นๆว่าถ้าบลูกับโอเวนอยู่ร่างเดียวกันนี่แหล่ะ


รอตามตอนต่อไปจ้า

 :pig4:





 
       






 

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1879
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3297/-9
OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)
«ตอบ #184 เมื่อ10-11-2020 12:19:34 »

ตอนที่ 14

ข้าวโพดซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนมาจากสโมสรนักศึกษา เห็นเบสนั่งรออยู่ที่ป้ายรถรางหน้าคณะวิทย์ก็รีบชี้บอกเพื่อนว่าให้จอดรถ
เบสเองพอเห็นว่าข้าวโพดซ้อนท้ายรถเพื่อนมาทางนี้ก็ลุกขึ้นยืนรอ
เบส มาทำอะไรถึงที่นี่” คณะวิทยาศาสตร์อยู่ห่างจากคณะบริหารมาก
เบสยังไม่ตอบคำถามของข้าวโพด แต่หันไปส่ายหน้าให้กับเพื่อนของข้าวโพดที่ถามว่าจะกลับคณะบริหารเลยหรือไม่ จะได้ซ้อนสามไปส่งที่คณะ ข้าวโพดก็เลยหันไปบอกกับเพื่อน ว่าเดี๋ยวจะนั่งรถรางกลับไปคณะ
อาจเพราะเรื่องเมื่อคืนก่อน ทำให้เบสดูแปลกไปและต้องการเวลาส่วนตัว ดังนั้นในตอนที่เบสบอกว่าจะไปธุระในตอนเที่ยง และจะไม่อยู่กินอาหารเที่ยงด้วย เสร็จธุระเมื่อไหร่จะโทรบอก ข้าวโพดถึงไม่ได้เซ้าซี้
จนเมื่อสัก 10 นาทีก่อน เบสโทรมาบอกว่า ตอนนี้อยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ ข้าวโพดที่กำลังช่วยจัดของอยู่ที่สโมสรนักศึกษาถึงต้องขอให้เพื่อนต่างคณะที่มีรถมอเตอร์ไซค์ช่วยขับรถมาส่ง
เมื่อ 10 นาทีถามไปแล้วรอบหนึ่งว่ามาทำอะไรที่นี่ แต่เบสไม่บอก เมื่อถามอีกครั้งก็ยังไม่ยอมบอกอยู่เหมือนเดิม
“มาทำอะไรถึงที่นี่” ข้าวโพดเหลียวมองไปรอบ ๆ “แล้วทำไมมานั่งรอตรงนี้ ร้อน น่าจะไปนั่งรอในคาเฟ่”
เบสจับที่แขนเสื้อของข้าวโพด “ไปดูกรงกระต่ายกัน”
เบสหมายถึงกระต่ายที่อยู่ในส่วนของภาควิชาชีวะวิทยา ที่จะเลี้ยงสัตว์ไว้หลายชนิด ทั้งกบ กระต่าย หนู และปลาเพื่อการศึกษาดูการเจริญเติบโต และการเจริญพันธุ์อะไรแบบนั้น แต่สัตว์เลี้ยงที่ภาควิชาชีวะวิทยา ไม่ได้มีจำนวนมาก และไม่ได้มีความหลากหลายอย่างที่คณะเกษตร ถ้าเบสอยากดูกระต่าย น่าจะไปดูที่คณะเกษตรมากกว่า
แถมคณะเกษตรยังอยู่ใกล้กว่าคณะวิทยาศาสตร์ด้วย
แต่ถึงที่ภาควิชาชีวะวิทยาจะเลี้ยงไว้น้อยกว่า แต่บางทีก็มีสาว ๆ จากคณะอื่นเอาอาหารมาเลี้ยงสัตว์ที่นี่เหมือนกัน รวมถึงตอนนี้ที่มีนักศึกษาหญิงกลุ่มหนึ่งกำลังเอาถั่วฝักยาวให้กระต่ายในกรง พอเบสเห็นว่าที่กรงกระต่ายมีคนอยู่และกำลังพูดคุยกันเสียงดัง ก็เดินไปทางบ่อปลาที่อยู่ด้านหน้าของโรงเลี้ยงที่ดัดแปลงมาจากตู้คอนเทนเนอร์ แต่ตอนนี้บ่อปลาและบ่อกบทั้งหมดว่างเปล่า
ขณะที่ทั้ง 2 คนกำลังยืนงง ก็มีนักศึกษาปี 4 หลายคนเดินออกมาจากโรงเลี้ยงและกำลังจะปิดประตู 
“พี่ ไม่เลี้ยงปลาแล้วหรือ” ข้าวโพดหันไปถาม
รุ่นพี่บอกว่า การเลี้ยงปลายุ่งยากและต้องคอยทำความสะอาด อาจารย์ก็เลยยกให้คณะเกษตรเลี้ยง และกำลังจะย้ายกระต่ายไปให้คณะเกษตรเลี้ยงเหมือนกัน กลุ่มนักศึกษาหญิงได้ยินเข้าก็เดินมาถามว่า ทำไม
“เพราะที่นั่นเขาก็เลี้ยงปลา เลี้ยงกระต่ายเหมือนกันน่ะสิ เลี้ยงหลายอย่างด้วย ถ้าใครจะทำวิจัยเรื่องนี้ ก็ไปดูที่ฟาร์มของเขาได้”
“คณะเกษตรอยู่ไกล” สาว ๆ บ่น
“แล้วกลุ่มที่อยู่ในโรงเลี้ยงนั่นจะย้ายด้วยหรือเปล่าครับ” เบสถาม
“ไม่หรอก เพราะว่ามีแต่หนู กับงู พวกเกษตรเขาไม่เลี้ยง”
สาว ๆร้องอี๋ แล้วก้าวถอย บอกว่าพวกเธอไม่ชอบสัตว์แบบนั้น
“เพราะอย่างนั่นแหละ เราก็เลยต้องเลี้ยงเอง” รุ่นพี่บอก แล้วถามเบสว่าจะเข้าไปดูหรือเปล่า
เบสหันมาถามข้าวโพด “ไปดูไหม”
“อ้าว เบสเป็นคนชวนนะ”
เบสหันไปถามรุ่นพี่ “พี่กำลังจะปิดห้องแล้วหรือครับ”
“ใช่ เพราะบ่ายไม่มีใครใช้ห้อง จะมาเปิดอีกทีก็ตอนเอากบมาให้งูตอนเย็น”
เบสส่ายหน้าพูดขอบคุณรุ่นพี่ แล้วหันมาชวนข้าวโพดกลับ
“มีเยอะไหมครับ” เบสถามต่อ
“อีกสักพักคงเยอะ เพราะตอนนี้มีงูเห่าที่ตั้งท้องอยู่ตัวหนึ่ง”
กลุ่มนักศึกษาสาวพากันกลับไปที่กรงกระต่ายเหมือนเดิม ส่วนเบสบอกว่าไม่เข้าไปแล้ว แล้วพูดขอบคุณรุ่นพี่ จากนั้นก็ชวนข้าวโพดกลับไปที่คณะ
ระหว่างที่เดินกลับมาที่ป้ายรถราง ข้าวโพดแวะซื้อน้ำเปล่ากับแซนด์วิชให้เบส
“ได้กินอะไรหรือยัง”
เบสพยักหน้า แต่ก็กินแซนด์วิชที่ข้าวโพดซื้อให้
“นึกยังไงถึงได้อยากมาดูกระต่ายที่ชีวะ”
“ที่นี่คนน้อยกว่าที่คณะเกษตรน่ะ”
“ยังไง” ข้าวโพดซัก
“ก็คณะเกษตรน่ะ มีกระต่าย มีปลาเยอะกว่าก็จริง แต่มีคนอยู่ตลอด ทั้งนักศึกษา อาจารย์ คนงานแล้วก็พวกคณะอื่นที่มาดูปลา ดูนก เราไม่ชอบ”
“อยากดูเงียบ ๆ หรือไง”
“ฮื่อ” เบสพยักหน้า “แต่ปรากฏว่าผู้หญิงพวกนั้นก็มาทำเสียงดังที่นี่เสียอีก พวกสัตว์น่ะไม่ชอบเสียงดังหรอก”
“ที่คณะเกษตรคนเยอะ แต่เขาไม่ได้เสียงดังนะ”
เบสส่ายหน้า “คนเยอะ วุ่นวาย ทำให้สัตว์ตกใจ”
“งั้น วันนี้เลิกเรียนแล้วเราไปเที่ยวสวนสัตว์กันไหม เดินเที่ยวเสร็จแวะกินข้าว แล้วกลับบ้าน ก็ไม่น่าจะดึกมาก”
“ได้ แล้วจะชวนนทีไปด้วยไหม”
“ก็แล้วแต่เบสสิ ถ้าอยากให้มันไปด้วยก็ชวน แต่ถ้าไม่ชวน ไอ้ทีมันก็ไม่ว่าอะไรหรอก”
“นทีกับนานาไม่ได้เป็นคนเสียงดัง ไม่วุ่นวาย ชวนไปก็ได้ แต่คนอื่น มักเสียงดัง พูดไม่หยุด ไม่ชอบ”
รถรางมาพอดีเบสเดินเอาขยะไปทิ้งแล้วเดินมาขึ้นรถราง
“มีอะไร” เบสหันมาถามข้าวโพดที่กำลังคิดอะไรบางอย่าง ทำให้คนที่ถูกถามต้องกลบเกลื่อน
“ก็กำลังคิดไง”
“คิดอะไรล่ะ”
“รู้จักกันมาตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าเบสไม่ชอบคนเสียงดัง กับวุ่นวาย”
เบสหัวเราะ “แล้วมาบอกว่าชอบเรา เราไม่ชอบคนแบบไหนยังไม่รู้เลย”
“ตอนนี้รู้แล้วไง” ข้าวโพดบอก “กำลังคิดอยู่ว่าเราเสียงดัง แล้วก็วุ่นวายหรือเปล่า”
“ข้าวโพดไม่ได้เป็นคนเสียงดังหรอก แต่ค่อนข้างวุ่นวาย”
ข้าวโพดพยักหน้าช้า ๆ “จะแก้ไข...”
“ไม่ต้องหรอก เป็นตัวของตัวเองน่ะดีแล้ว ถ้าต้องมาเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้อีกคนถูกใจ จะทำให้อึดอัดไม่สบายใจเสียเปล่า ๆ”
รถรางวนรอบมหาวิทยาลัยกว่าจะกลับมาถึงคณะบริหารก็ใกล้จะถึงเวลาเรียน ข้าวโพดจึงโทรหานทีบอกให้เอาหนังสือเรียนไปรอที่ห้องเรียนให้ด้วย จากนั้นก็ชวนไปเที่ยวสวนสัตว์ด้วยกันหลังเลิกเรียน
ดังนั้นหลังเลิกเรียนตอนบ่าย 3 โมงครึ่ง นานาก็ขับรถตามรถของข้าวโพดมาที่สวนสัตว์ซึ่งตั้งอยู่ในสวนสาธารณะชานเมือง กว่าจะมาถึงก็ 4 โมงครึ่ง เหลือเวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง สวนสัตว์ก็จะปิดแล้ว
พอจอดรถเสร็จ เบสก็เดินมาหานที “ที่นี่มีสัตว์ป่าให้ดูจริง ๆหรือ”
“มีสิ กูเคยมา”
“มากับนานาหรือ”
“เฮ้ย” นทีโวยวายเสียงดัง ขณะที่นานาหัวเราะ “กูมากับเพื่อนตอนมัธยม มาเล่นสเก็ตกันที่สวนข้างนอก ตอนนั้นในสวนสัตว์มีแต่นก กับยีราฟ แล้วก็ช้าง แต่ตอนนี้เขาขยายพื้นที่ มีตัวอะไรหลายอย่างมาเพิ่ม”
“โอ้โห ทำการบ้าน นะมึง” ข้าวโพดแซวขณะที่เดินนำไปที่ซุ้มขายบัตร
“ก็เพิ่งเปิดดูในเว็บตอนที่มึงบอกนั่นแหละ ไม่แน่ใจว่ามีกระต่ายไหม แต่ที่นี่ไม่ต้องออกไปไกล แล้วใกล้ ๆ นี่ก็มีร้านอาหาร จะได้ไม่ต้องกลับดึก”
ระหว่างที่นทีบรรยายว่าในสวนสัตว์นี้มีอะไรบ้าง ข้าวโพดก็แยกไปซื้อบัตร
“มึงอยากดูกระต่ายหรือ”
“ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นกระต่ายเท่านั้น แต่ในมหาวิทยาลัย มันก็มีแต่แบบนั้นที่น่าดูใช่ไหมล่ะ จะให้ไปเล่นกับแมวแถวโรงอาหารหรือไง ฉีดยาหรือเปล่าก็ไม่รู้”
นานาเห็นด้วย
“ทำไมนทีมาเล่นสเก็ตบอร์ดที่นี่ล่ะ ไกลบ้านมากเลยนะ” เบสตั้งข้อสังเกต
“ไม่ไกลหรอก นั่งรถตู้ไปเล่นน้ำทะเลที่พัทยาแล้วกลับบ้านก็ทำมาแล้ว” นทีอวด แต่ข้าวโพดที่ซื้อบัตรเสร็จแล้วหันมาเบรก
“อันนั้น ใคร ๆ ก็ทำเหมือนกันไหมเพื่อน”
“เหรอ มึงก็ทำอย่างนั้นเหรอ”
“เออ”
“เบสไม่เคยเที่ยวแบบนี้แน่ ๆ”
เบสบอกว่าเคยนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองกาญจน์กับเพื่อน
“แล้วนี่อะไรเนี่ย นายหญิงหัวเราะอย่างเดียว” นทีหันมาโวยวายกับนานาที่หัวเราะอย่างเดียวจริง ๆ
“อะไร อยู่ ๆ ก็หันไปพาลกับนานา” ข้าวโพดท้วง
“ก็หัวเราะอย่างเดียวจริง ๆนี่นา” นทีเถียง
“แล้วมีช่องไฟให้เราพูดไหม” นานาบอก
“ไม่มีครับ” นทียอมรับ
ทั้งเบสและข้าวโพดถึงกับหัวเราะที่เห็นคนเกเรเปลี่ยนท่าทีมาเชื่อฟังคนสวยในทันที
“เข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวจะปิดเสียก่อน” นทีบอก
ยีราฟที่นทีพูดถึง ทำหน้าที่ต้อนรับอยู่ที่คอกขนาดใหญ่ด้านหน้าของสวนสัตว์ ซึ่งมีซุ้มอาหารและร้านค้าขายของที่ระลึกอยู่ตรงข้ามกันทางแยกหนึ่งไปทางสวนกวาง ส่วนอีกทางคือทางที่จะไปที่กรงของสัตว์ประเภทลิง
“ไปทางไหนก่อนดี” นานาหันมาถามความเห็นเบส
“ไปทางกวางก่อนก็ได้ วนทวนเข็มนาฬิกากลับมาที่เดิม” เบสตัดสินใจ
สวนสัตว์ภายในสวนสาธารณะที่ไม่ได้มีสัตว์มากมาย แต่มีการจัดพื้นที่ว่างระหว่างสัตว์ในคอก และในกรง สลับกับสวนหย่อมอย่างสวยงาม ทำให้นานาขอหยุดถ่ายรูปเป็นระยะ นทีจึงบอกให้ข้าวโพดกับเบสล่วงหน้าไปก่อน
“กระต่ายน่าจะอยู่ในกลุ่มสัตว์ตัวเล็ก ไม่ก็น่าจะอยู่กับกวาง” ข้าวโพดเดา
“ดูไปเรื่อย ๆ ก็ได้” เบสชี้ไปที่จุดที่เป็นอาคารจัดแสดงสัตว์กลางคืน “ไปดูที่นี่กัน”
ข้าวโพดพยักหน้า แล้วหันไปบอกนทีว่าจะไปดูสัตว์กลางคืน นทีทำมือโอเค แล้วหันไปถ่ายรูปให้นานาอย่างตั้งใจ
เบสไม่ได้ตรงไปที่อาคารส่วนจัดแสดง แต่เดินดูไปเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน จนกระทั่งมาถึงส่วนจัดแสดงเมื่อเปิดเข้าไปภายในอาคาร นอกจากเจ้าหน้าที่ ที่ประจำอยู่ตรงจุดด้านหน้าแล้วก็ไม่เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวคนอื่น
เพราะเป็นสัตว์กลางคืน จึงตกแต่งด้วยหลอดไฟให้ความสว่างเฉพาะจุดที่เป็นป้ายให้ข้อมูลทางวิชาการด้านหน้าตู้เลี้ยง กับแสงไฟริบหรี่ตามทางเดิน
ข้าวโพดรู้สึกถึงเข็มเล่มเล็กเหนือหัวใจอุ่นขึ้นเล็กน้อย
...น่าจะเป็นการส่งสัญญาณเตือน
แต่สัญญาณนั้นหยุดลงทันทีที่เบสหันมามอง
มองตรงจุดที่เข็มเล่มนั้นถูกฝังอยู่ ข้าวโพดจึงเบี่ยงตัวหันข้างให้แล้วเดินไปก้มหน้าอ่านป้ายข้อมูลทางวิชาการ
“งูหลามแอฟริกา โห นายมาไกลนะเนี่ย”
“นางต่างหาก เขาเป็นผู้หญิง” เบสบอกขณะที่ก้าวมายืนข้าง ๆ
“รู้ได้ไง”
“รู้สิ เขาสวยขนาดนั้น”
ข้าวโพดหันไปมองงูตัวใหญ่ในตู้กระจกแล้วส่ายหน้า “ก็ดูเหมือน ๆ กันหมด แต่ก็ขอโทษนะเธอ ที่เรียกผิดคิดว่าเป็นผู้ชาย”
เบสหัวเราะ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “เขาเป็นผู้ชายน่ะถูกแล้ว”
“อ้าว เราก็หลงเชื่อ”
“แต่ที่จริงเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเขาหรือเธอ”
“อะไรเนี่ยเบส” ข้าวโพดบ่นแล้วหันมาอ่านข้อความที่ป้ายด้านหน้าตู้อีกครั้ง “เป็นตัวเมีย อย่างที่เบสบอกตอนแรกน่ะถูกแล้ว”
เบสยิ้มพลางพยักหน้า ทั้งหันไปส่งยิ้มให้กับงูตัวใหญ่ในตู้กระจกแล้วเลยไปที่ตู้ถัดไป
ข้าวโพดหายใจเข้าช้า ๆ รู้สึกได้เองว่าอาการประหม่าหายไป มีความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น
เบสหันมายิ้มแล้วเดินนำเข้าไปด้านใน จนถึงส่วนที่จัดแสดงแมงมุม
ที่นี่เงียบมาก ไม่มีแม้แต่เสียงเคลื่อนไหวใด ๆ จนกระทั่งเบสเดินเข้าไปใกล้แล้วแตะมือที่กระจกหนา
ด้านหลังกระจกคือแมงมุมตัวใหญ่ สีดำ-น้ำตาล
ข้าวโพดก้มลงอ่าน “ทารันทูล่า”
เบสพยักหน้า แต่ยังไม่ละมือจากกระจก
“เบสระวัง อย่าเอามือไปแตะกระจก”
เบสยิ้มอ่อนขณะที่ลดมือลง “ทารันทูล่าไม่ได้ฆ่าใคร แต่จะทำให้เจ็บปวดจนอยากตายมากกว่ามีชีวิตอยู่”
“ทารันทูล่าไม่ได้เป็นสัตว์กลางคืนทำไมเอาเขามาอยู่ที่นี่ น่าจะเรียกตรงนี้ว่าส่วนจัดแสดงสัตว์มีพิษมากกว่าสัตว์กลางคืนนะ”
“เพราะกลางคืนเป็นสัญลักษณ์ของความไม่รู้ พอไม่รู้ก็กลัวไง”
ข้าวโพดพยักหน้าคล้อยตาม “แต่เด็กนักเรียน ถ้ามาดูแบบนี้เขาอาจจะจำไปแบบผิด ๆ ก็ได้นะ”
เบสหยุดยืนอยู่ที่ตู้กระจกมองแมงมุมสีดำสนิท เครื่องหมายรูปนาฬิกาทรายสีแดงเด่นชัด
“แมงมุมแม่ม่ายดำ” ข้าวโพดอ่านป้ายข้อความด้านหน้าตู้ “อา...จักรวาลแห่งมาร์เวล”
เบสมีอาการเหมือนหลุดออกมาจากบางสิ่งหันมามองหน้าข้าวโพดงง ๆ “ข้าวโพดพูดอะไร”
“ก็แมงมุมแม่ม่ายดำ อเวนเจอร์ สกาเล็ตต์ โจแฮนสันไง”
เบสส่ายหน้าให้กับข้าวโพด “อยู่ดี ๆก็พูดถึงหนัง”
“ออกจะเข้ากัน” ข้าวโพดชี้ไปที่แมงมุมตัวใหญ่ในตู้กระจก “สวย แต่พิษร้าย เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องเป็นสกาเล็ตต์”
เบสหันมากลอกตามองบน ที่ดูยังไงก็คือเบสกำลังคุยกับแมงมุมในตู้เกี่ยวกับมนุษย์ที่พูดไร้สาระ
“นี่เรากำลังชมเธออยู่นะ สกาเล็ตต์”
“เธอไม่ได้ชื่อสกาเล็ตต์”
“แล้วชื่ออะไร”
เบสหันมาทันที “ชื่อ...จะไปรู้ได้ไง”
ข้าวโพดหัวเราะ เดินต่อไปที่ล็อกถัดไปซึ่งเป็นค้างคาวที่อยู่ไม่ถึง 5 ตัวในตู้ขนาดใหญ่
“นี่สิ ตัวนี้ถึงจะเรียกว่าสัตว์กลางคืนตัวจริง”
เบสไม่มีความเห็นอะไร เดินผ่านออกมาเฉย ๆ จนข้าวโพดต้องหันกลับไปมองทางที่ไปยังตู้กระจกของบรรดาแมงมุมอีกครั้ง
เมื่อออกมาที่ด้านนอกนทีกับนานาก็มาถึงพอดี แต่พอทั้ง 2 คนรู้ว่าข้างในมีอะไรก็ไม่เดินเข้าไปดู แต่เดินต่อไปที่สวนกวาง และตรงไปที่ทางออกของสวนสัตว์ กว่าจะมาถึงก็คือได้เวลาปิดสวนสัตว์พอดี และเหลือเวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะถึงเวลาปิดสวนสาธารณะ ทั้งหมดจึงชวนกันออกไปที่ร้านอาหารตามที่นทีอีกครั้ง
“หาในกูเกิ้ลอีกหรือเปล่า” ข้าวโพดถาม
“ใช่” นานาบอก “เพิ่งหาเมื่อกี้นี้เอง พิมพ์ร้านอร่อยใกล้ฉัน”
“อยากกินกุ้งถัง หมูกระทะ หรือสเต็ก” นทีภูมิใจนำเสนอ
“สเต็ก” เบสเลือก
“ได้เลย” นทีแชร์แผนที่ไปร้านเข้าโทรศัพท์ของข้าวโพด แล้วให้นานาขับรถตามมา
เพราะเป็นร้านสเต็กจึงมีเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ แต่ทั้ง 3 หนุ่มสั่งเบียร์คนละขวด ขณะที่นานาสั่งน้ำอัดลม
“ทำไมนทีไม่เรียนขับรถ จะได้ขับรถให้นานา” เบสถาม
นทียอมรับแต่โดยดี “มึงเข้าใจไหมเบส ว่าคนเราเนี่ย มันสามารถทำอะไรได้ร้อย พัน หมื่น แสนอย่าง แต่มันจะมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ให้ทำยังไงก็ไม่ได้”
“หมายถึงเคยไปเรียนแล้ว แต่ไม่ได้น่ะหรือ”
“ฮื่อ” นานาบอก “แค่ขับไปตรง ๆ ก็ยังแย่ ลงจากรถมาเหงื่อเปียกชุ่มหลังเลย ไม่รวมกับไปเบียดกำแพง ชนถังขยะ”
“ถ้ามันขนาดนั้นก็สมควรที่จะเหงื่อชุ่มหลังแล้วละ” เบสบอก
“มิน่า มึงถึงไม่เคยเล่าให้กูฟัง ว่าไปเรียนขับรถ”
“โห มึง ถ้าจะเล่าก็เล่าเรื่องดี ๆ ดีกว่าไหม” นทีบอก
“ทีเวลาที่มึงเล่าเรื่องใส่กางเกงในซ้ำกัน 7 วันไม่เห็นจะอาย”
ข้าวโพดเผาเพื่อนนิ่ม ๆทำให้นานาที่นั่งอยู่ข้างนทีขยับหนี ส่วนเบสที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ถอยหนีเหมือนกัน
“วันนี้เปลี่ยนแล้ว” นทีบอก “ไม่ต้องขยับหนีกันขนาดนั้นก็ได้”
เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ สเต็กแบบดิบของเบสทำให้นานาและนทีหันมามองข้าวโพดพร้อมกัน แต่ข้าวโพดไม่ได้ทักอะไร ทั้ง 2 คนก็เลยชวนคุยเรื่องอื่น
“วันศุกร์นี้ ไปเลี้ยงวันเกิดไอ้เจษฎ์คณะวิศวะไหม” นทีถาม
ข้าวโพดส่ายหน้าตามคาด “ไม่ไปหรอก ศุกร์นี้กูมีนัดสู้กับมิสเตอร์วันอาย”
“อะไรนะ คนอะไร ทำไมชื่ออย่างนั้น” นานาไม่เข้าใจ
“ชื่อในเกมออนไลน์ไง” นทีบอก “เห็นว่าตัวจริงเป็นเด็กวิศวะ ม.เทคโนเยอรมัน ดวลกับไอ้ข้าวโพดมาหลายนัดแล้ว”
“ส่วนใหญ่ใครชนะ” นานาถาม
“เราชนะสิ”
นานามีสีหน้าไม่เชื่อ นทีก็เลยหัวเราะ ทำให้ทั้งนานาและเบสพลอยหัวเราะตามไปด้วย
“นี่ไม่เชื่อใช่ไหม”
ทั้ง 3 คนไม่ได้ตอบว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่นานาหันไปถามเบสว่า อาหารอร่อยหรือไม่ เบสพยักหน้า แล้วชวนคุยเรื่องอาหาร
ทำให้ข้าวโพดบ่นว่าทำไมถึงไม่มีใครเชื่อ
กว่าจะออกมาจากร้านก็เกือบ 2 ทุ่มทั้ง 2 คู่จึงแยกกันที่หน้าร้าน พอขึ้นรถได้ข้าวโพดก็บอกให้เบสหลับไปได้เลย แต่เบสนั่งนิ่ง ๆ มองตรงไปข้างหน้าโดยที่ไม่ได้พูดอะไร จนรถเลี้ยวเข้าบ้าน เบสถึงได้พูดขึ้น
“ข้าวโพดคิดว่าเราแปลกไปหรือเปล่า”
“ไม่นี่” ข้าวโพดตอบทันที
“ไม่คิดว่าแปลกหรือที่เรากินสเต็กแบบค่อนข้างดิบ”
“ไม่” ข้าวโพดย้ำคำเดิม “เรารักเบส เบสจะชอบอะไรก็ตามนั้นแหละ เราไม่มีหน้าที่ไปตัดสินว่ามันแปลกหรือว่าธรรมดา”
แม้ข้าวโพดจะไม่ได้หันไปมอง แต่จากหางตาก็ยังเห็นว่าเบสมีรอยยิ้มมุมปากแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อจะหันไปมองเต็มตา เบสก็ลงจากรถไปแล้ว
คืนนั้นเบสมานอนที่ห้องของข้าวโพดเหมือนในคืนก่อน และข้าวโพดที่ระวังเพราะกลัวว่าทำให้อีกฝ่ายเจ็บเพราะไปย้ำแผลก็ทำให้เบสอารมณ์ไม่ค่อยดี จึงพยายามเร่ง ทั้งยังมากกว่า 2 ครั้งที่เบสพยายามจะกัดริมฝีปากของข้าวโพด แต่ข้าวโพดก็หลีกเลี่ยงได้สำเร็จ
เลี่ยงได้สำเร็จ ทั้งทำให้เบสเสร็จไปก่อน แต่ตัวเองกลับเกิดอาการค้าง
และหลังจากที่ทำให้เบสเสร็จเป็นครั้งที่ 2 ข้าวโพดก็ขยับเข้าหาจากทางด้านหลัง เบสพยายามจะหมุนตัวกลับมา แต่คนที่อยู่ด้านบนกดข้อมือไว้แน่น ทั้งจูบไซ้ซอกคอ เมื่อเบสอ่อนลงก็เลื่อนมือลงมารูดให้
เป็นความพยายามที่ใช้เวลานานกว่าชั่วโมง จนหงาดเหงื่อสะท้อนแสงจันทร์เป็นสีเงิน
เบสเหน็ดเหนื่อยจนแทบขยับตัวไม่ไหว ยอมให้ข้าวโพดอุ้มไปล้างตัวแล้วกลับมาสวมชุดนอนให้จากนั้นก็หลับไปในทันที
ข้าวโพดจูบที่หน้าผากสวย
จะหลีกเลี่ยงการถูกกัดไปได้อีกสักกี่วัน...
...
(มีต่อครับ)

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1879
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3297/-9
OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)
«ตอบ #185 เมื่อ10-11-2020 12:26:48 »

(ต่อครับ)

จากถนนหลักเลี้ยวเข้าซอยมามากกว่า 15 กิโลเมตร ผ่านทั้งโรงงาน หอพัก ตลาดนัดทางแยกทางเลี้ยว ลุคและจัสตินก็เลี้ยวรถผ่านแนวรั้วทรุดโทรม กองดิน แล้วไปหยุดอยู่หน้าอาคารโรงงานร้าง
จากประสบการณ์ ผู้ที่พักในลักษณะนี้มักเป็นปีศาจหรือวิญญาณ 
แต่เจ้าพ่อมดไมค์ตนนั้น นำทางมาที่นี่
จัสตินลงจากรถแล้วกระชับดาบ 2 มือเตรียมพร้อมขณะที่เหลียวมองไปรอบ ๆ
จนถึงตอนนี้ชายชาวเยอรมันยังไม่มีคำถาม ส่วนลุคก็ยังไม่มีเวลาที่จะตอบ แต่นั่นไม่ได้ทำให้การทำงานมีอุปสรรค
ตั้งแต่ปากซอยมาจนถึงโรงงานร้างแห่งนี้ มีวิญญาณที่ทำหน้าที่เฝ้ามองอยู่ 3 ตน และในเวลานี้ทั้ง 3 ตนก็มารวมกันอยู่ตรงจุดที่เคยเป็นป้อมยาม
ส่วนภายในเขตโรงงาน ก็มีวิญญาณที่ลอบมองจากด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ และในอาคาร แต่ทั้งหมดนี้คือวิญญาณที่ได้รับคำสั่งให้มาเฝ้ามอง ที่นี่ต้องมีหัวหน้าหรือนายวิญญาณที่ควบคุมวิญญาณเหล่านี้
แต่ลุคกำลังมองหาพ่อมดที่ชื่อไมค์ตนนั้น
ถ้านี่เป็นการหลอกล่อให้มาติดกับ ตอนนี้ทั้ง 2 คนก็เข้ามาติดกับแล้ว แต่ทำไมนายวิญญาณถึงยังไม่ปรากฏตัว
เมื่อลุคหันไปมองวิญญาณ 3 ตนที่ด้านนอกเขตโรงงาน ทั้งหมดก็หลบวูบไปอยู่ที่ด้านหลังเสาไฟฟ้าฝั่งตรงข้าม พอหันกลับมาหามองวิญญาณที่ในที่นี้ก็พากันถอยห่างออกไป
ลุครู้วิธีสร้างสร้างความไม่พอใจหลายร้อยวิธี แต่วิธีนี้ง่ายที่สุด
มีวิญญาณหญิงสาวตนหนึ่งหลบอยู่ใกล้เสาต้นแรกของลานจอดรถ ลุคใช้ปลอกข้อมือแอเรียสส่งเชือกไปมัดเธอไว้อย่างรวดเร็วแล้วดึงเข้ามาหา แต่เมื่อเข้ามาจนเหลืออีกเพียง 2 เมตรลุคก็ประกบนิ้วชี้และนิ้วกลางชี้ไปที่เธอแล้วส่งดวงวิญญาณของเธอออกไปในทันที
วิธีการนี้ยังได้ผลเหมือนเคย เพราะมีเสียงอื้ออึงที่เกิดจากความสับสนวุ่นวายดังขึ้นรอบตัว เมื่อวิญญาณที่ต้องการพ้นไปจากที่นี่ต้องการเข้ามาขอความช่วยเหลือจากลุค แต่ก็มีวิญญาณที่อยากออกไปแต่ยังหวาดกลัวผู้คุม และวิญญาณที่ขัดขวางดวงวิญญาณที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากลุค
ที่หน้าต่างชั้นบนของอาคารโรงงาน มีเงาสีดำปรากฏขึ้น บรรดาวิญญาณทั้งหมดในที่นี้พากันถอยห่างออกไปอีกครั้ง
ลุคส่งเชือกจากปลอกข้อมือแอเรียสดึงวิญญาณที่อยู่หลังต้นไม้ใหญ่ออกมา เป็นวิญญาณชายวัยกลางคน ลุคส่งวิญญาณนั้นออกไปด้วยวิธีเดียวกัน
ร่างสีดำนั้นพุ่งตรงลงมาจากหน้าต่างชั้นบนของโรงงาน จัสตินเข้ามาขวางลุคไว้เพื่อหยุดร่างสีดำนั้น
เมื่อทุกอย่างสงบลงจึงมองเห็นร่างนั้นชัดขึ้น
นี่คือนายวิญญาณที่ลุคและจัสตินไม่เคยพบมาก่อน แต่มีสัญลักษณ์บางอย่างที่บ่งบอกว่า มีความเกี่ยวพันกับไมค์
จากวิญญาณที่มีพลังอ่อนด้อยจนถึงนายวิญญาณที่ถูกดึงลงมาอย่างง่ายดาย ทำให้คาดได้ว่าทั้งหมดนี้คือเบี้ยทหารเลวอีกตัวที่ซอว์นีย์วางไว้
แต่วางไว้เพื่ออะไร
ลุคต้องการจบเรื่องนี้ให้เร็ว
ดังนั้นซอว์นีย์จึงทำทุกอย่างเพื่อถ่วงเวลา!
เพื่ออะไร ในเมื่อพวกมันเข้าถึงตัวของเบสแล้ว!
สมองของลุควิ่งเร็วกว่าเดิมเมื่อนายวิญญาณที่ไม่รู้จักตนนั้นเอ่ยชื่อขึ้นมาก่อน
“ลุค เมอร์ฟี มือปราบแห่งวาติกัน”
“ไมค์ไปไหนแล้วล่ะ ถึงได้ทิ้งนายวิญญาณอย่างนายไว้ที่นี่”
“สำหรับมือปราบวาติกันที่ทำได้แค่ไล่จับวิญญาณอย่างนาย ไม่จำเป็นต้องให้ท่านไมค์ลงมาจัดการให้รองเท้าอันสวยงามของท่านต้องเลอะเทอะหรอก”
เสียง “เหอะ” ของจัสตินช่างเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “นี่แสดงว่าไม่เห็นตอนที่ไอ้พ่อมดแมลงสาบนั่นวิ่งหนีพวกเรามาถึงที่นี่”
นายวิญญาณที่ชัดเจนว่าเป็นสมุนของพ่อมดแมลงสาบ...ไม่ใช่...พ่อมดที่ชื่อไมค์ เพราะมีสีหน้าท่าทางไม่พอใจอย่างชัดเจน
“พวกนายอยู่ที่นี่กันหรือ” คำถามของลุคดูเป็นมิตร “วิญญาณอยู่อย่างนี้ไม่แปลก แต่นายวิญญาณอยู่ที่นี่ด้วยมันดูอนาถาไปหน่อยนะ”
“แต่ฉันคิดว่า มือปราบลุคที่ใช้ถ้อยคำเสียดสีแบบนี้ดูอนาถายิ่งกว่าเสียอีก” พ่อมดไมค์ปรากฎตัวที่ประตูด้านหน้าของโรงงาน
แต่จากการหลบหนี และการที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ โดยที่ลุคและจัสตินไม่รู้ตัวต่างหากคือเรื่องที่ควรเป็นกังวลมากกว่าการต่อสู้กัน
ลุครอจนไมค์เดินเข้ามาอีกระยะหนึ่งแล้วจึงพูดขึ้น
“ไมค์ กาเล พ่อมดไร้ถิ่น ผู้หลบหนีออกจากฝรั่งเศสไปภักดีกับซอว์นีย์ แต่สุดท้ายก็เป็นได้แต่เบี้ยที่ถูกทิ้งลงมาให้เราต้องกำจัดออกไปจากเส้นทาง”
ไมค์ยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นสูง พร้อมกันกับที่ปลอกข้อมือแอเรียสส่งกรงเล็บเหล็กขึ้นมาให้ใช้
นี่เป็นอาวุธโบราณของญี่ปุ่นที่เหมาะกับการต่อสู้แบบประชิดตัว
แต่เจ้าพ่อมดที่อยู่ข้างหน้ามีความถนัดเรื่องหนี
แอเรียสน่าจะมีปัญหาเสียแล้ว!
ลุคไม่มีเวลาให้วิเคราะห์อะไรมากมายนัก พุ่งตรงเข้าหาไมค์ แต่ไมค์เรียกก้อนหิน ก้อนกรวดรอบตัวขึ้นมาซัดตอบโต้เหมือนเม็ดฝน
กรงเล็บเหล็กประสานกันกลายเป็นโล่ขณะที่มือปราบในชุดหนังสีดำไม่ได้ลดความเร็วลงในการพุ่งตรงเข้าหาแล้ววาดมือออก กรงเล็บเหล็กกรีดชายเสื้อคลุมของไมค์ที่กระโดดถอยหลัง 
ลุคไล่ตามติด ไมค์เรียกวัตถุใกล้ ๆ ซัดเข้าใส่ลุคอีกครั้ง แต่เพราะเวลาอีกฝ่ายตามเข้ามาประชิดตัว วัตถุเหล่านั้นจึงหักเปลี่ยนเส้นทาง
กระบวนท่ากรงเล็บเหล็กยิ่งต่อสู้ยิ่งรวดเร็ว และหนักหน่วง
ขณะเดียวกัน จัสตินหันไปต่อสู้กับนายวิญญาณผู้มีศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมต่อไมค์ แต่สิ่งที่นายวิญญาณผู้นี้ทำก็คือการถอยไปด้านหลังแล้วเรียกวิญญาณเหล่านั้นเข้ามารุมล้อมจัสติน
แต่วิญญาณเหล่านี้แทบไม่มีพลัง เพราะไม่มีความเคียดแค้น ไม่มีความหวงแหน หรือรู้สึกว่าลุคและจัสตินคือผู้บุกรุกที่ต้องขับไล่ออกไป
นี่จึงไม่ต่างจากการโยนตุ๊กตาหมีขนฟูใส่จัสติน
นายวิญญาณกางแขนออกกว้างแล้วเรียกพลังจากสิ่งมีชีวิตรอบตัวเข้ามาเสริมเพื่อให้วิญญาณเหล่านี้กล้าแข็งขึ้น และตรงเข้ามาสู้กับจัสติน
จัสตินคือผู้พิทักษ์ ไม่ใช่มือปราบ เมื่อเผชิญกับคู่ต่อสู้ สิ่งที่จัสตินทำคือการ ‘กำจัด’ ไม่ใช่การส่งไปยัง ‘อีกฝั่งหนึ่ง’ อย่างที่ลุคทำ
เสียงของวิญญาณที่กรีดร้องอย่างโหยหวน ดังก้องไปทั่วบริเวณ กระแสลมวนหมุนอยู่รอบตัวของจัสตินและเหล่าวิญญาณ
“จัสติน!” ลุคร้องเตือน
จะอย่างไรวิญญาณเหล่านี้ก็ไม่ได้เต็มใจที่จะรับการจองจำไว้ที่นี่ การทำแบบนี้คือการลงโทษเหยื่อชัด ๆ
เมื่อลุคหันไปเตือน ไมค์ก็ฉวยโอกาสหลบหนีไป ลุคจึงหันมาเรียกเชือกส่งวิญญาณจากปลอกข้อมือแอเรียส พุ่งเข้าหาวิญญาณที่อยู่ในสถานที่นี้
จัสตินหันไปสู้กับนายวิญญาณที่เฝ้าสถานที่นี้ ขณะที่เชือกสีขาวมัดวิญญาณเหล่านี้ไว้ด้วยกันทั้งหมด ลุคร่ายคาถาส่งวิญญาณทีละดวง แล้วจึงกลับมาหานายวิญญาณ
จัสตินก้าวถอยออกมาด้านหลัง เป็นผู้สนับสนุนให้ลุคเป็นผู้ต่อสู้กับนายวิญญาณ แต่เพียงแค่กระบวนท่าแรกกรงเล็บเหล็กก็สร้างบาดแผลตั้งแต่ไหล่ซ้ายลงมาถึงเอวขวา
นายวิญญาณซวนเซทรุดตัวลง กระอักเลือดออกมาครั้งหนึ่งร่างกายก็หลอมเหลวลง จนกลายเป็นเลือดเนื้อกองหนึ่งจากนั้นก็ละลายและไหลซึมลงสู่ผืนดิน
ลุคเข้าไปสำรวจในอาคารร้าง พบการเขียนสัญลักษณ์ไว้ในห้องต่าง ๆ ทั้งกางเขนกลับหัว ตัวเลข และดาวปีศาจ 5 แฉก ส่วนในห้องที่คาดว่านายวิญญาณยืนอยู่เมื่อครู่พบภาพของสัตว์มีพิษหลายชนิดอยู่ในห้องนั้นทั้งงู ค้างคาว และแมงมุม
ลุคบันทึกภาพทั้งหมดไว้ในความทรงจำแล้วหันมาพยักหน้ากับจัสติน จากนั้นก็เดินนำลงมาก่อน สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่แล้วขับออกไป
นาทีถัดมาจัสตินจึงเดินตามลงมา แล้วขับรถตามออกไป เมื่อรถพ้นแนวรั้วโรงงาน มีไฟลุกไหม้จากภายในโรงงาน ผู้ที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงรีบโทรแจ้งเหตุไฟไหม้ แต่ไฟนั้นโหมไหม้อย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่พยายามควบคุมเพลิงจนถึงเช้า ไฟจึงสงบลง
แต่โรงงานนั้นก็ถูกไฟเผาทำลายไปทั้งหมดแล้ว
...
ลุคขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามรอยของไมค์ไปจนถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ บริเวณรอบบ้านหลังนี้คือทุ่งหญ้า และป่ากก
พลังที่ปกคลุมบ้านหลังนี้คือพลังของกลุ่มซอว์นีย์อย่างชัดเจน
เป็นอีกครั้งที่กลุ่มซอว์นีย์ท้าทายให้มาต่อสู้กัน และในขณะที่ลุคขยับข้อมือแล้วปลอกข้อมือแอเรียสส่งดาบยาวแบบฝรั่งเศสออกมาให้ใช้ จัสตินก็ตามมาถึง
ชาวชาวเยอรมันมองดาบยาวในมือของลุคแล้วหันไปมองในบ้าน
“พร้อมแล้ว”
ทั้ง 2 คนกระโดดข้ามรั้วสูงเข้าไปในบ้าน เท้ายังไม่ทันจะแตะพื้น ฝูงแมลงมากมายก็บินเข้ามาปะทะ ดาบในมือของลุค อาบย้อมด้วยลูกไฟเมื่อวาดออกไปก็เผาแมลงทั้งหลายร่วงลง
เมื่อเท้าแตะพื้น ทั้งคู่ก็ดีดตัวพุ่งตรงเข้าไปถึงหน้าประตูบานใหญ่ ถีบบานประตูนั้นจนพังลง แล้วก้าวเข้าไป
สัญลักษณ์ดาวปีศาจห้าแฉกสีดำปรากฏชัดที่พื้นกลางห้อง ลุคร่ายคาถาขณะที่ปักดาบลงตรงจุดกึ่งกลาง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นรอบตัว สร้างแรงกดดันให้คนได้ยินต้องคุ้มคลั่ง แต่จัสตินรีบประกบนิ้วชี้และนิ้วกลางเขียนรูปเครื่องหมายกางเขน สร้างเกราะคุ้มครองให้ลุคและตนเอง
ในความเป็นจริงเสียงกรีดร้องโหยหวนยังคงดังอยู่ เกราะนี้ช่วยลดระดับเสียงและผลกระทบจากเสียงนั้นลงไปมาก แต่กลับทำให้รับรู้การเคลื่อนไหวรอบตัวได้ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะจำนวนค้างคาวภายในห้องโถงกลางที่เพิ่มมากขึ้นในทันที และพ่อมดไมค์ที่เรียกได้ว่า ‘วิ่ง’ ลงมาจากชั้นบนของบ้าน พร้อมกับการร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ลุค เมอร์ฟี่!”
ไม้กายสิทธิ์ในมือยกขึ้นสูง เรียกค้างคาวในห้องเข้ามาโจมตีทั้ง 2 คน
ค้างคาวที่พุ่งตรงเข้ามาเมื่อกระแทกกับเกราะคุ้มครองบ้างก็ร่วงลง บ้างก็กระเด็นกลับไป แต่ทั้งหมดจะบุกโจมตีเข้ามาใหม่
ค้างคาวเหล่านี้มีจำนวนมาก ทั้งยังอยู่ในเขตอำนาจของไมค์ จัสตินไม่สามารถใช้เกราะคุ้มครองอีกฝ่ายได้นานนัก แต่ก็ไม่สามารถเร่งให้ลุคจัดการทำลายเครื่องหมายที่พื้นได้เช่นกัน
ลุคไม่ได้สนใจความเคลื่อนไหวรอบตัว น้ำเสียงในการท่องคาถาเร่งขึ้น และหนักแน่นกว่าเดิม จากนั้นใช้คาถาล้างเวทย์มนตร์พร้อมกับลากปลายดาบไปตามภาพสัญลักษณ์ที่พื้น
ลายเส้นสีดำเปลี่ยนเป็นสีขาวกระทั่งสัญลักษณ์ดาวปีศาจห้าแฉกสีดำเปลี่ยนเป็นสีขาว แล้วลุกขึ้นยืนภาพสัญลักษณ์เลือนหายไป
จัสตินลดเกราะคุ้มครองลง ลุคก็กระโดดเข้าหาพ่อมดไมค์ อาวุธในมือกลับกลายเป็นกรงเล็บเหล็กฟาดเข้าใส่ค้างคาวที่พยายามเข้ามาขัดขวาง
จัสตินใช้ดาบในมือฟาดฟันใส่ฝูงค้างคาวอย่างรวดเร็ว ทุกตัวที่ถูกดาบจะร่วงลงเมื่อกระทบพื้นก็สลายไป เสียงกรีดร้องรอบตัวค่อย ๆเงียบลง
เหลือเพียงเสียงร้องตะโกนของไมค์ที่พยายามข่มขู่คู่ต่อสู้ ทั้งที่กำลังถอยกรูดไปจนเหลือเพียงก้าวเดียวก็จะติดกำแพง ลุคตามติดแล้วแทงผ่านซี่โครงผ่านอวัยวะภายใน 
กรงเล็บเหล็กยาวทะลุด้านหลังของไมค์สัมผัสกับผนังห้องพอดี
ดวงตาของพ่อมดเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
มือปราบผู้นี้สามารถค้นหาและกำจัดพวกเขาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เขาก็ไม่ได้ทำ...
หรือว่าที่ลงมือในวันนี้ก็เพราะ...
การแทงในตำแหน่งนี้ไม่ได้ทำให้ตายในทันที แต่ทำให้หายใจลำบาก ร่างกายไม่มีแรง เมื่อลุคดึงกรงเล็บเหล็กออก ยังเห็นเลือดที่พุ่งตามกรงเล็บออกไป ทั้งยังสำลักเลือดออกมาอีกก้อนหนึ่ง จากนั้นจึงค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งพิงผนัง ดวงตาเริ่มพร่ามัวลงในตอนที่มองตามการเคลื่อนไหวของมือปราบก้มลงดึงไม้กายสิทธิ์ออกมาจากมือแล้วหักครึ่ง ทั้งใจดีวางคืนให้บนหน้าขา
กรงเล็บเหล็กที่อาบเลือดวางลงบนศีรษะ หยดเลือดสัมผัสที่หน้าผาก ไหลผ่านแนวจมูก แล้วหยดลงปลายคาง
ไม่น่าเชื่อว่าการแทงเพียงครั้งเดียวจะทำให้กรงเล็บเหล็กต้องอาบเลือดได้มากถึงเพียงนั้น
แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นทันทีนั้นต่างหากที่สร้างความทรมานอย่างถึงที่สุด ทั้งยังรับรู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ความร้อนที่เกิดขึ้นจากศีรษะลงมาจนถึงปลายเท้า ไฟที่เริ่มเผาไหม้จากเส้นผม ผิวหนัง กระดูก
จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย ไมค์ก็ยังไม่เชื่อว่าหลังจากที่ต้องใช้ชีวิตผ่านการหลบหนี และการทรยศหักหลังมาอย่างยาวนานจะต้องมาจบชีวิตด้วยน้ำมือของมือปราบวาติกันในลักษณะนี้
ลุคและจัสตินยืนมองจนกระทั่งร่างนั้นเผาไหม้ไปจนหมดจึงเดินสำรวจไปทั่วบ้าน เพื่อทำลายเครื่องรางที่อาจหลงเหลืออยู่
ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลามากอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะลุคยืนยันให้ตรวจสอบซ้ำถึง 3 รอบ ก่อนที่จะออกมาจากบ้านหลังนั้น
หลังจากที่เสร็จเรื่องลุคและจัสตินกลับไปที่บ้านพักหลังหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มไม้ครึ้ม
จัสตินทำอาหารง่าย ๆ ระหว่างที่รอลุคอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำเสร็จก็วางไว้บนโต๊ะแล้วยืนกินส่วนของตนเองในครัว เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำ เมื่อกลับออกมาอีกครั้งเห็นลุคยังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ตัวยาว หันหน้าออกไปข้างนอก ขณะที่ปลอกข้อมือแอเรียสถอดวางอยู่ที่โต๊ะตัวเล็กข้างตัว ส่วนในมือถือขวดน้ำเปล่า
“ทำไมยังไม่ไปพัก” ลุคถามทั้งที่ไม่ได้หันมามอง
“กำลังจะพัก”
ลุคหันมามองหน้า จัสตินก็เลยชี้ไปที่เตียงไม้ในห้องที่สมควรจะเป็นห้องรับแขก แต่บ้านนี้ไม่มีห้องรับแขก มีแต่เก้าอี้ตัวยาวที่ลุคนั่งอยู่ กับเตียงไม้ตัวนี้ แล้วก็ห้องครัวที่ไม่มีเก้าอี้
อ้อ...มีห้องนอนใหญ่และ ห้องน้ำอยู่ที่ชั้นบน
“นายนอนตรงนั้นหรือ”
“ใช่”
ลุคพยักหน้า “ขอนั่งคิดอะไรตรงนี้อีกสักครู่”
จัสตินเดินมายืนเยื้องไปทางด้านหลัง ดวงตามองไปในทิศทางเดียวกันกับลุค
“เพิ่งรู้ว่านายรู้จักกังฟูด้วย”
ลุคส่ายหน้า “ไม่ใช่ฉัน” ปลายคางชี้ไปที่ปลอกข้อมือที่วางอยู่ “กรงเล็บเหล็กที่แอเรียสเรียกออกมาต่างหาก”
จัสตินหันมามองปลอกข้อมือ “นายไม่มีกรงเล็บเหล็กหรือ”
“ไม่มี” ลุคเงียบไปครู่หนึ่ง “ตอนแรกที่แอเรียสส่งกรงเล็บเหล็กออกมา ฉันก็แปลกใจ เพราะฉันไม่เคยสู้กับใครที่ใช้อาวุธ หรือมีเครื่องรางนี้ แต่พอสู้กับไมค์ก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมแอเรียสถึงเลือกอาวุธนี้ออกมา”
จัสตินยืนกอดอกฟังลุคพูดเกี่ยวกับการต่อสู้ และวิชาที่เขาไม่เคยใช้มาก่อน
“นี่อาจเป็นอาวุธที่เจ้าของแอเรียสคนก่อนเก็บไว้”
“นายไม่ใช่เจ้าของแอเรียสคนแรกหรือ”   
“ฉันเชื่อมาตลอดว่าฉันคือเจ้าของคนแรก แต่หลังจากที่แอเรียสส่งหมุดเงิน กับกรงเล็บเหล็กออกมา ฉันก็เชื่ออย่างจริงจังมากขึ้น ว่าแอเรียสต้องเคยอยู่กับคนอื่นมาก่อน”
ชายชาวเยอรมันขมวดคิ้วแน่น เมื่อต้องทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานกว่า 350 ปีที่แล้ว
“แต่ที่ผ่านมา ที่เราสู้กับพ่อมด และปีศาจมานับครั้งไม่ถ้วน แอเรียสไม่เคยเรียกอาวุธที่ไม่ใช่ของนายออกมาเลยนะ”
ลุคยอมรับ และนั่นทำให้เขารู้สึกแปลก ๆกับปลอกข้อมือแอเรียสที่เป็นเครื่องรางประจำตัวมาอย่างยาวนานคู่นี้
ไม่ถึงกับไม่ไว้ใจ แต่หากแอเรียสส่งอาวุธที่ไม่รู้จักออกมาอีก แล้วยังเป็นผู้ควบคุมการเคลื่อนไหวของเขาอย่างที่กรงเล็บเหล็กควบคุมเขาในวันนี้ จะเกิดอะไรขึ้น
โดยเฉพาะหากในเวลาที่บลูกลับมาหา แล้วแอเรียสเรียกอาวุธออกมาเพื่อกำจัดบลู เขาจะทำอย่างไร
ปมปัญหาในอดีตที่พัวพันกันมาจนถึงปัจจุบันยากจะแก้ไข ตอนนี้ยังมีปัญหากับแอเรียสขึ้นมาเสียอีก
แต่ยังมีอีกเรื่องที่น่าจะจัดการได้
ซอว์นีย์...
“ก่อนนี้ฉันคิดว่าปีศาจที่กำลังพยายามกลืนกินเบสอาจอยู่ในประเภทเดียวกับปีศาจออร์ก้าจากไอริช”
จัสตินเลิกคิ้วสูง ลุคจึงอธิบายต่อ “เพราะเธอพยายามจะกัดข้าวโพด”
ออร์ก้าเป็นสตรี เธอแข็งแกร่งจนไม่ต้องอาศัยร่างของใคร ทั้งหากเป็นเธอจริง ก็น่าจะสูบเลือดและพลังชีวิตของเบสก่อน จากนั้นก็จัดการข้าวโพดเป็นรายต่อไป
“แอเรียสยังส่งหมุดเงินออกมาให้ใช้คุ้มครองข้าวโพด แทนที่จะให้เครื่องรางไปกำจัดปีศาจ และจากที่พวกเรากำจัดนายวิญญาณนั่น มาจนถึงไมค์ ฉันเชื่อว่า ปีศาจตนนั้นอาจเป็นสัตว์ร้าย”
“งู แมงมุม หรือค้างคาว อย่างนั้นซอว์นีย์ก็ไม่น่าจะอยู่ที่นี่”
“อาจอยู่หรือไม่อยู่ 50-50 พวกมันทิ้งเหยื่อลงมาทีละคน เพื่อศึกษาพวกเรา”
จัสตินใช้ลิ้นดุนแก้ม
ลุคบอกให้จัสตินไปพักผ่อน “เมื่อตื่นนอนเราจะกลับไปหาเครื่องหมายที่บ้านของผกากันอีกครั้ง และหลังจากนี้พวกเราอาจไม่ได้นอนอีกหลายวัน”

...จบตอนที่ 14...
ผมว่าเรื่องนี้ของป๋าก็มีความน่ากลัวและความสนุกสูสีกันดีนะ หวังว่าคุณผู้อ่านจะอ่านด้วยความสนุกสนานเช่นกัน
เข้าสู่หน้าหนาวแล้ว ดูแลสุขภาพนะครับ
น้ำชาครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-11-2020 12:31:55 โดย MyTeaMeJive »

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)
«ตอบ #186 เมื่อ10-11-2020 15:46:34 »

พี่ลุคคิกถึงน้องใช่มั้ย ตอนนี้เลยมาเร็ว


 :hao3:


แปะไว้ก่อน เดี๋ยวกลับมาอ่านจ้า

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)
«ตอบ #187 เมื่อ10-11-2020 21:22:02 »

ตอนนี้พี่ลุคก็เท่ห์อีกแล้ว   :katai2-1:




คราวนี้กำจัดสมุนพวกซอว์นีย์ไปได้หลายคนล่ะ แต่เหมือนเป็นแค่เหยื่อสังเวยถ่วงเวลาเลยอ่ะ  :ruready




ตอนที่แล้วอยากได้ปลอกข้อมือแอเรียส แต่อ่านตอนนี้แล้วแอบหลอนๆ เพราะแม้แต่พี่ลุคยังควบคุมมันไม่ได้แฮะ




อะไรกันนี่ๆๆๆ มาอีกหนึ่งปม :katai1:




เฮ้อ ดูเหมือนคู่ต่อสู้จะมีกำลังคนเยอะน่าดู การต่อสู้หลายร้อยปีจะสิ้นสุดลงได้จริงไหมนะ




เอาใจช่วยพี่ลุคกับน้องบลูให้ปลอดภัยกัน :call:




ขอบคุณพี่ไจฟ์น้องน้ำชา :pig4: เป็นกำลังใจให้เสมอค่า :3123:




ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +226/-3
Re: OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)
«ตอบ #188 เมื่อ10-11-2020 22:10:59 »

ยังเดาไม่ถูกเลย

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1475
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
Re: OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)
«ตอบ #189 เมื่อ13-11-2020 09:38:41 »



ลองคิดว่ามันเป็นอนิเมะดูนะ มันต้องตื่นตากับฉาดความอลังของแสงสีต่างๆตอนสู้กัน เสียงตุ้มต้าม แฉ๊งฉ้าง อะไรงี้   :katai2-1:

ชักจะมีของมาให้สงสัยเพิ่มอีกแล้วว่าเจ้าของคนเก่า แอเรียส คือใครรร

แล้วบลูต้องหลบอยู่อีกนานแน่ กว่าจะจัดการหมดทุกคน เอะ หรือว่าบลูก็ไปจัดการคนอื่นๆได้


 o13 สนุกค่ะ  o13



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)
« ตอบ #189 เมื่อ: 13-11-2020 09:38:41 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AeAng11

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 550
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 14 (10/11/63)
«ตอบ #190 เมื่อ18-11-2020 19:51:47 »

ลุคอย่าเก็บตัวนานนะคะ..อ่านแล้ววาดภาพตามสนุกอะ

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1879
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3297/-9
OWAZA ตอนที่ 15 (24/11/63)
«ตอบ #191 เมื่อ24-11-2020 13:53:15 »

ตอนที่ 15

   
ที่ต้นไม้ใหญ่ทางทิศเหนือของสุสาน มีนกฮูกสีเทาอายุมากตัวหนึ่งซุกตัวอยู่ในโพรงไม้ขนาดพอดีตัว มีใบไม้ กิ่งไม้ปิดซ้อนช่วยปิดบังแสงสว่าง
ในเวลากลางคืน เหล่าดวงวิญญาณล่องลอยอยู่ภายในสุสาน นกฮูกแก่ก้าวช้า ๆ ออกมาจากโพรงไม้ เพื่อหาอาหาร จากนั้นก็เกาะขอนไม้เหลียวมองไปรอบตัวแล้วหลับตาลงรับฟังเสียงรอบตัว
ยามดึกสงัด ได้ยินเสียงใบไม้ และเสียงสนทนากันของเหล่าวิญญาณเบาบางอยู่ในสายลม
จากที่ห่างไกล มีการเคลื่อนไหวผิดปกติกำลังตรงมาทางนี้
เป็นกลุ่มพลังงานที่พยายามปกปิดตนเองอย่างเต็มที่ แต่เจตนาร้ายที่เอ่อล้นออกมานั้นมีความชัดเจน จนทำให้วิญญาณในสุสานต่างขยับออกไปดู นกกลางคืนส่งเสียงร้องเตือน
นกฮูกแก่ลืมตาขึ้นมองก้าวขาขยับกลับไปในโพรงไม้ พลันสลายเป็นไอสีขาวพุ่งตรงไปในทิศทางตรงกันข้าม

ลุคสะดุ้งตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งในสภาพที่หัวใจเต้นแรง มือทั้ง 2 ข้างกำลังสั่นด้วยความกังวล ความสับสน และความร้อนใจ
เมื่อเหลียวไปมองนาฬิกาที่เข้าสู่ตีสาม ก็ต้องรีบลุกขึ้นมาล้างหน้าแต่งตัว แต่ทุกสิ่งที่เห็นความฝันยังคงชัดเจน
ที่ห้องรับแขกชั้นล่างจัสตินที่เตรียมตัวพร้อมแล้ว กำลังยืนมองมาทางนี้
ท่าทางจะพร้อมมานานกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว
“ขอโทษ ฉันไม่คิดว่าจะหลับไปนานขนาดนี้”
“นายตื่นเพราะฝันร้ายหรือ” จัสตินถาม
“ใช่” 
“อย่างนั้นก็ดื่มน้ำสักแก้วแล้วค่อยออกไปน่าจะดีกว่า”
น้ำแก้วนั้นไม่ได้ทำให้ภาพที่เห็นในความฝันจางลง แต่อย่างน้อยก็ทำให้สามารถจัดลำดับเรื่องที่จะต้องจัดการในคืนนี้ได้ดีขึ้น
บ้านของผกาและเบสตกอยู่ในความมืดสนิท
นี่เป็นเรื่องที่พอจะคาดเดาได้ เพราะเมื่อเจ้านายทั้ง 2 คนไม่อยู่ แล้วยังมีเรื่องแปลก ๆ หลายอย่างเกิดขึ้นกับคนที่ยังอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะการที่แม่บ้านคนนั้นต้องตื่นขึ้นมาที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ขณะที่ยามหลับสนิทไม่ได้รู้เรื่องอะไร ส่วนข้าวของในห้องของเจ้าของบ้านก็หายไป
ถึงอย่างนั้นลุคก็ยังไม่ไว้ใจแม่บ้านของผกา
คนที่ถูกส่งให้มาอยู่กับเป้าหมายคนสำคัญของเรื่องนี้ จะต้องไม่ใช่คนที่ถูกกำจัดอย่างง่ายดาย 
แต่ตอนที่มาถึงก็พบว่าไม่มีใครอยู่ในบ้านนี้จริง ๆ ทั้ง 2 คนสวมถุงมือยาง จากนั้นจัสตินก็ปลดล็อกประตูด้านข้างของบ้าน แล้วเดินนำเข้าไปก่อน
ในเวลาเกือบตี 4 ทั้งคู่เดินขึ้นไปสำรวจห้องด้านบนอีกครั้ง ห้องนอนและห้องแต่งตัวของของผกาโล่งไปมากเพราะลุคเผาของสะสมของเธอไปหลายชิ้น
แต่ถึงอย่างนั้นลุคก็ยังสำรวจอย่างละเอียด ถึงกับเลื่อนตู้ที่ตั้งไว้ชิดผนังออกมาดู และก้มลงไปสำรวจใต้ตู้ใต้เตียงด้วย
จัสตินเห็นอย่างนั้นก็หันไปรื้อลิ้นชักตู้ออกมา แล้วตรวจหาสัญลักษณ์ของพ่อมด หรือการบูชาปีศาจในบ้าน
ทั้งคู่จัดเป็นนักรื้อค้นระดับเซียนเพราะไม่ว่าจะรื้ออะไรออกมาก็จะเก็บกลับไปให้อยู่ในสภาพเดิมทุกอย่าง เพื่อที่เวลาที่เจ้าของบ้านกลับมาแล้วจะไม่พบความผิดปกติ
คำถามคือ พ่อมดหรือปีศาจที่ซ่อนสัญลักษณ์นี้ไว้ จะต้องมีความร้ายกาจขนาดไหนกันถึงสามารถลงสัญลักษณ์ที่ลุคและจัสตินหาไม่เจอ
ทั้งในห้องนอนของผกาและห้องนอนของเบส ไปจนถึงห้องพักแขก แม้กระทั่งห้องน้ำ ทั้งคู่ก็เข้าไปตรวจค้นแต่ไม่เจอ
จัสตินเอาลิ้นดุนแก้มขณะที่เดินตามลุคลงมาที่ชั้นล่างของบ้าน จากนั้นก็ส่ายหน้าให้กับตนเองเมื่อลุคชี้บอกให้จัสตินเข้าไปสำรวจจากครัวหลังบ้าน ส่วนตนเองจะสำรวจจากห้องรับแขกหน้าบ้านเข้ามา
ตลอดเวลาที่ทำหน้าที่นี้มาหลายร้อยปี นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องสำรวจบ้านกันอย่างละเอียดขนาดนี้ และใช้เวลานานขนาดนี้
เวลาผ่านไปเกือบเที่ยงวัน ลุคยืนเท้าเอวหันไปมองทางห้องพักคนรับใช้ที่ด้านหลังบ้าน จากนั้นก็เดินนำไปก่อน ส่วนจัสตินก็ได้แต่เดินตามไปเหมือนเดิม
เป็นการค้นหาและจัดเก็บคืนไปที่เดิมซึ่งใช้เวลาทั้งสิ้น 24 ชั่วโมงพอดี ทั้งลุคและจัสตินต่างก็รู้สึกเครียด และเหนื่อย
“มันต้องอยู่ที่นี่สิ” ลุคพูดเสียงต่ำ ๆ ขณะที่มองไปรอบ ๆ แล้วเงยขึ้นไปที่หลังคาบ้าน
จัสตินกลอกตาอย่างประชดประชัน แล้วกระโดดขึ้นไปด้านบน แต่แค่แตะเท้าลงที่กระเบื้องหลังคาก็ต้องกลับลงมาในทันที
คนที่ดีใจคือลุค ที่ลอยตัวขึ้นสูงไปยังตำแหน่งที่จัสตินขึ้นไปดูเมื่อครู่
ชายชาวเยอรมันเรียกเกราะคุ้มครองบ้านหลังนี้ ขณะที่ลุคกำลังจัดการทำลายสัญลักษณ์ที่ถูกอยู่บนหลังคา
สัญลักษณ์ดาวปีศาจ 5 แฉกที่อยู่มุมหนึ่งของหลังคาบ้านมีขนาดเพียงครึ่งฟุตเท่านั้น แต่จากตำแหน่งนี้ถือได้ว่าชัดเจนเกินพอสำหรับการเป็นเป้าหมายของพ่อมดหรือแม่มดของกลุ่มซอว์นีย์ที่จะส่งวิญญาณหรือคาถามาที่นี่
มิน่าในตอนที่มาทำลายของที่ระลึกของผกาในรอบแรก พวกซอว์นีย์ถึงได้ยอมล่าถอยกลับไปง่ายนัก
ปลอกข้อมือแอเรียสส่งดาบออกมาให้ ลุคท่องคาถาแล้วปักดาบลงที่กึ่งกลางของสัญลักษณ์รูปดาว  มีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่จากที่ไหนสักแห่งพุ่งเข้ามากระแทกเกราะที่จัสตินสร้างไว้ น้ำหนักและแรงกระแทกนั้นมีมากจนเกราะยุบตัวเข้ามาหา แต่ก็ดีดป้ายโฆษณานั้นกลับออกไป
จัสตินประสานนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือทั้ง 2 ข้างเป็นรูปสามเหลี่ยม ขณะที่ท่องคาถาผู้คุ้มครองเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับเกราะ
พ่อมดผู้หลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งกำลังเรียกสิ่งของอีกหลายอย่างโยนเข้ามาที่บ้านหลังนี้อย่างต่อเนื่อง แต่จัสตินก็ส่งกลับคืนไปทางเดิมทั้งหมด จนกระทั่งเกราะทางทิศใต้เริ่มแตกร้าว ชายชาวเยอรมันจึงต้องเร่งเสริมเกราะทางนี้ แต่เกราะทางฝั่งตะวันตกก็เริ่มปริแตกออกอีกจุดหนึ่ง
ที่หลังคาบ้าน ประกายไฟเล็ก ๆ เริ่มขึ้นจากมุมหนึ่งของสัญลักษณ์รูปดาวแล้วลามไปจนเต็มรูปดาว จากนั้นจึงลามไปยังเส้นวงกลมที่ล้อมรอบอยู่ เปลวไฟนั้นแรงขึ้นวูบหนึ่งแล้วจางหายไป หลังคาบ้านกลับมาเป็นสีของกระเบื้อง ปราศจากร่องรอยที่บ่งชี้ว่าเคยมีการขีดเขียนสัญลักษณ์ไว้
ลุคหันกลับมาพร้อมกันกับที่จัสตินปลดเกราะคุ้มครองทั้งหมด
แม้ว่ายังมีสิ่งของมากมายที่พุ่งตรงเข้ามาหา แต่ลุคประสานดาบทั้ง 2 มือแล้ววาดออกอย่างรวดเร็ว สิ่งของเหล่านั้นพุ่งตรงกลับไปในทางเดียวกัน คือกลับไปหาผู้ที่ส่งมันมา
ลุคหันมาพยักหน้ากับจัสติน แล้วรีบออกมาขับรถจักรยานยนต์คันใหญ่ตามไปในทิศทางที่สิ่งของเหล่านั้นพุ่งตรงไปหา จนได้ยินเสียงโครมครามดังอยู่ไม่ไกลจึงเร่งเครื่อง
แต่เมื่อไปถึงก็พบเพียงขยะกองใหญ่ที่อยู่ในลานสนามกีฬาเก่า
ถึงจะไม่พบตัว แต่ทั้งลุคและจัสตินก็หันมายกนิ้วหัวแม่มือให้กัน 
...
หลายวันผ่านไป เพื่อนทุกคนในคณะเดียวกันก็เลิกถามแล้วว่า ตกลงข้าวโพดกับเบสคบกันจริงหรือเปล่า เพราะรวม ๆ แล้วทั้งคู่ก็ไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเดิม
ที่เปลี่ยนไปชัดเจนก็คือบรรดาเอฟซีของข้าวโพดแถวหน้าตึกเรียนที่พากันหายไปหมด
เช้านี้ พอทั้งคู่มาถึงคณะ ก็มานั่งอยู่ข้างกันที่หน้าตึกเรียนเพื่อรอเพื่อนที่ทยอยมาถึง 
ส่วนนที เช้านี้ซ้อนรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาถึงตึกเรียนแล้ว แต่ไม่ได้เดินเข้ามารวมกลุ่มเพื่อน ยังยืนรออยู่ห่าง ๆ จนเห็นรถของนานาผ่านไปที่ลานจอดรถข้างคณะก็รีบเดินไปหา
“โอเคไหม” นทีถามทันทีที่นานาเปิดประตูรถ
“โอเคสิ เราจะเป็นอะไรล่ะ” นานาสงสัย “แล้วมีอะไร ท่าทางมีความลับ”
นทีใช้วิธีดึงสายกระเป๋าสะพายของนานาให้เดินตามมาจนถึงมุมตึกก็ส่งตะกรุดข้อมือให้ แต่พอนานาจะรับมาชายหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นผูกข้อมือให้เอง “เราขอพ่อมาให้เธอ”
นานายิ้มขำ ยอมให้นทีผูกข้อมือให้ “เพิ่งรู้ว่าเธอก็เชื่ออะไรแบบนี้”
“ก่อนนี้ก็เฉย ๆ นะ แต่หลังจากที่มีเรื่องอะไรแปลก ๆ ก็เลยขอพ่อมาให้เธอน่ะ” นทีชูข้อมือตัวเอง ขณะที่ใบหูแดงจัด “เราก็มีเหมือนกัน ถ้าใครถามก็บอกว่าเราให้ ใส่คู่กันนะ”
มันก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือ แต่...
“ทีแรกก็อยากซื้อสร้อยข้อมือให้ ไปดูแล้วแหละ แต่พอจะกลับไปขอเงินแม่มาซื้อให้ เรารู้สึกแปลก ๆ ก็เลยคุยกับพ่อ พ่อบอกอันนี้ดีกว่า จะได้คุ้มครองด้วย” นทีหน้าเจื่อนลง ทำให้นานาหัวเราะ
“ขอบใจนะ ที่เป็นห่วง ช่วงนี้มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นบ่อยจริงแหละ” และส่วนใหญ่จะเกิดกับเบส “แต่จะให้บอกคนอื่น จริง ๆหรือว่า เราใส่คู่กัน”
นทีลูบท้ายทอยพลางพยักหน้า “ถ้าเพื่อนถาม ขอให้เราเป็นคนตอบได้ไหม”
“มันก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว” นานาพยักหน้า “เราจะไปรู้เรื่องเครื่องรางของขลังของนทีได้ไง”
นทีขออนุญาตข้อที่ 3 “เราขอพักเรื่องเรียนขับรถไว้ก่อนได้ไหม ขอเว้นสัก เอ่อ 2 เดือนแล้วค่อยลองใหม่ อาจจะดีขึ้น”
“ตามใจเหอะ” นานาบอก “ไปได้หรือยัง จะเข้าเรียนแล้วนะ”
ตอนที่ทั้ง 2 เดินมาถึงเพื่อน ๆในคณะยังไม่ทันจะล้อ นทีก็รีบเดินไปหาข้าวโพด ที่ยืนรออยู่
“สายนะมึง”
“ไม่สายซะหน่อย อีกตั้ง 10 นาที” นทีบอก
แต่เพราะกลุ่มชายหนุ่มจะให้กลุ่มผู้หญิงเดินนำขึ้นบันไดไปก่อน และเพราะว่าสร้อยข้อมือตะกรุดที่ข้อมือของนานาไม่ได้เข้ากับบุคลิกและนิสัยของเธอเลยสักนิด ทำให้สร้อยนั้นโดดเด่นจนเพื่อนคนหนึ่งหันกลับมามองข้อมือของนที แล้วก็พากันชี้ จากนั้นก็หัวเราะ และพากันแซวว่า “นี่ถึงขนาดต้องเล่นของ มัดไว้ด้วยกันเลยหรือวะ”
“มึงอย่าทำเป็นพูดเล่นไป นี่ของศักดิ์สิทธิ์นะ พ่อกูให้มา”
“ชัดเลย ไปขอของพ่อมาให้แฟนนี่คือหมั้นกันเห็น ๆ”
“เร็วไป” นานาเตือนนิ่ง ๆ เพื่อนก็เลยเปลี่ยนไปแซวเรื่องอื่น
“ขอของพ่อมาให้แฟน แทนที่จะขอทองสัก 5 บาทไรงี้” เพื่อนอีกคนแซวขำ ๆ
“ทีแรกกูก็กะทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่กูยังไม่มีเงิน”
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ คือนทีทำหน้าที่ตอบคำถามของเพื่อน ขณะที่นานาได้แต่ยิ้ม
ส่วนเบสไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มกดลึกที่มุมปากแบบนั้น ทำให้นทีจับข้อมือของข้าวโพดด้วยความกังวล
ข้าวโพดเองก็ไม่ได้รู้เรื่องพวกเครื่องราง และไม่ใช่นักเลงพระ แต่จากที่ได้คุยกับบลูและลุคมาก่อนหน้า ก็คิดว่า เครื่องรางของขลังน่าจะอยู่คนละสายกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ 
รวมถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังมีอิทธิพลกับเบสมากขึ้นเรื่อย ๆด้วย
“เพิ่งรู้ว่ามึงมาสายนี้ ไม่เข้ากับมึงเลย” ข้าวโพดพยายามบอกใบ้เพื่อน
“เปล่า” เพื่อนกันเข้าใจคำใบ้นั้น “กูไปถามพ่อว่าจะเอาอะไรให้...” นทีพยักหน้าไปทางนานาที่หันมามอง ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆต่างก็หยุดคุยกันแล้วหันมาฟัง “แล้วพ่อกูเอามาให้ 2 เส้นกูเลยแบ่งให้...เส้นนึง”
ข้าวโพดไม่เข้าใจบางอย่าง “ทำไมมึงต้องเว้นวรรคด้วยวะ แค่เรียกชื่อแฟนมึงน่ะ”
“กูยังไม่ชิน” นทีเกาขมับตัวเอง ขณะที่หูแดงจัด
นานาเสียอีกที่ต้องหันไปสะกิดเพื่อนให้ขึ้นเรียน เมื่อแถวนักศึกษาเคลื่อนที่ไป ยังมีเสียงแซวจากใครบางคนในกลุ่มลอยมาให้ได้ยิน “เพิ่งสังเกตเหมือนกันนะเนี่ยว่านทีไม่เคยเรียกชื่อนานา”
อีกคนบอก “ขนาดชื่อยังไม่กล้าเรียก นานาเป็นโวลเดอร์มอร์หรือไง”
“บ้า” นานาบอก
เพื่อน ๆ แซวเรื่องนานากับนทีได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่กับคู่ของข้าวโพดกับเบสนี่ไม่รู้ว่าจะแซวอะไรดี ทั้งที่ทุกคนรู้ว่าข้าวโพดชอบเบสมานาน แล้วมาวันหนึ่งเบสก็ย้ายไปอยู่บ้านข้าวโพดเพราะที่บ้านมีปัญหา คือเข้าใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็น ๆ คบกันเห็น ๆ แต่ไม่รู้ว่าควรแสดงความเห็นยังไงดี
เพราะสาเหตุสำคัญคือเบสเปลี่ยนไปในแบบที่ทำให้ทุกคนรู้สึกกลัว และไม่อยากอยู่ใกล้นานนัก
เมื่อมาถึงหน้าห้องเรียน เบสไม่ได้เลี้ยวซ้ายเข้าห้องเรียน แต่เดินไปจนชิดราวระเบียง เพ่งมองไปที่ฝูงนกที่เกาะกิ่งต้นไม้ใหญ่ 
“ดูอะไรอยู่” ข้าวโพดถาม
เบสชี้ไปที่ฝูงนก “แถวนี้มีนกกาน้ำแดงด้วยหรือ”
“พวกมันหนีอากาศหนาวมาจากเมืองจีนน่ะ”
เบสพยักหน้า “อย่างนี้เอง” จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในห้องเรียน
ข้าวโพดมองตามหลังคนที่เดินกลับเข้าเรียน แล้วหันไปมองฝูงอพยพ มองระดับความสูงของอาคารเรียน คิ้วเข้มขมวดแน่นขณะที่เดินตามมาเข้าห้องเรียน
ระหว่างที่นั่งฟังอาจารย์บรรยายจากหลังห้อง ข้าวโพดยกมือลูบตำแหน่งที่หมุดเงินเล่มนั้นฝังอยู่
เบสกลัวความสูง ขนาดที่ไม่กล้าเดินออกมาที่ระเบียงห้องนอนที่อยู่แค่ชั้น 2 แต่ห้องเรียนนี้อยู่ชั้น 5 เบสกลับยืนมองฝูงนกอพยพเหล่านั้นได้สบาย ๆ
คนที่อยู่ด้วยกันในเวลานี้ คือเบสที่ถูกครอบงำด้วยสิ่งลึกลับที่บลูและลุคกำลังต่อสู้อยู่ หรือเป็นคนอื่นที่มาสวมรอยเป็นเบสกันนะ...
เบสที่นั่งอยู่หน้าห้อง หันมามองข้าวโพด เมื่อสบตากันก็หันกลับไปมองหน้าห้องเรียนเหมือนเดิม
นทีสะกิดข้อศอกข้าวโพดทันที แต่ข้าวโพดยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเตือนว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร
รอจนถึงพักเที่ยง ทั้ง 2 คนก็แยกไปช่วยงานที่อาคารกิจกรรมนักศึกษา
ที่ป้ายประกาศด้านหน้าของห้องสโมสรนักศึกษา ด้านหน้าอาคารมีกระดาษหลากสีติดอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นของชมรม ‘หนูป่าในเมืองหลวง’ ที่เขียนถึงข้าวโพดว่าขอยกเลิกการติวภาษาอังกฤษในวันนี้ และขอให้ช่วยจัดของในห้องชมรมให้ด้วย เพราะประธานชมรมต้องไปซื้อของสำหรับจัดกิจกรรมพิเศษตอนเย็น
เมื่อขึ้นไปถึงหน้าห้องเจอกับรุ่นพี่ปี 3 อีกคนที่กำลังจะปิดห้อง แต่หันมาเห็นข้าวโพดกับนทีพอดี จึงบอกคร่าว ๆเกี่ยวกับงานที่ขอให้ช่วยจัดการในช่วงพักกลางวัน ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ชมรม ‘อาสาพากันบันเทิง’ เอามาคืนแล้วทิ้งกระจัดกระจายอยู่ในห้อง จึงขอให้ช่วยจัดใส่กล่องกระดาษแล้วเขียนบอกไว้ที่หน้าด้านข้างของกล่องให้ด้วย เผื่อชมรมอื่นมายืมใช้ต่อจะได้หยิบได้ง่าย
“ส่วนพวกเครื่องดนตรีมีตะกร้าใส่ของอยู่แล้ว” รุ่นพี่บอกไว้แล้วก็รีบไป แล้วบอกว่าจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด
‘ชมรมหนูป่าในเมืองหลวง’ ก็คือชมรมของกลุ่มนักศึกษาที่มาจากต่างจังหวัดและรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมช่วยเหลือกลุ่มเพื่อนที่มาจากต่างจังหวัดเหมือนกัน มีตั้งแต่ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกรวบรวมค่าเทอม ค่าหนังสือ จนถึงรวมกลุ่มกันติวหนังสือ
ส่วน ‘ชมรมอาสาพากันบันเทิง’ เป็นชมรมที่มีกิจกรรมตามชื่อทุกถ้อยคำ หากชมรมใดจัดกิจกรรมแล้วต้องการคนไปสร้างเสียงเฮฮา ไปช่วยร้องเพลง สามารถเรียกพวกเขาไปเสริมให้งานครึกครื้นได้
แต่พวกเขาไม่ชอบการเก็บงาน ดังนั้นเมื่อชมรม ‘รักน้อง ต้องห่วงน้อง อย่าห่วงใคร’ จัดกิจกรรมในช่วงเช้านี้แล้วต้องการคนไปช่วยสร้างสีสัน พวกเขาก็พากันไปช่วย เสร็จแล้วก็พากันขนของมาคืนที่ห้องชมรม ‘หนูป่าในเมืองใหญ่’ ด้วยการทิ้งไว้เกลื่อนห้อง 
เมื่อเห็นสภาพห้องในวันนี้ นทีถึงกับส่ายหน้า
“ให้มันได้อย่างงี้สิ ไอ้พวกหนูนา ห่วงน้องพากันบันเทิง”
“หนูป่า” ข้าวโพดตบไหล่เพื่อน ที่ผสมชื่อชมรมจนกลายเป็นชมรมใหม่ “ปะ ของไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แป๊บเดียวก็เสร็จ จะได้รีบกลับไปที่คณะ ไม่อยากฝากเบสไว้กับพวกนานานานเกินไป”
“ห่วงเบส หรือห่วงนานาถามจริง นานาแฟนกูนะ”
ข้าวโพดขว้างปอมปอมสีสดใสใกล้มือใส่นที “ทีอย่างนี้มาเรียกนานาแฟนกู ต่อหน้าเขาจะพูดชื่อยังไม่กล้า ไอ้หอยเอ้ย!”
นทีรับปอมปอมมาใส่กล่อง “ที่จริงกูก็เรียกชื่อเขานะ พวกมึงแหละล้อจนกูไม่กล้า”
ข้าวโพดยิ้มให้กับแผ่นกระดาษ ขณะที่เขียนข้อความ ‘กระดาษสี’ ไว้ข้างกล่องที่เก็บกระดาษสีไว้เต็มกล่องแล้วผลักเข้ามุมห้อง นทีก็ผลักกล่องที่ใส่ปอมปอมจนเต็มเข้ามาให้ ข้าวโพดเขียนข้อความใส่กระดาษอีกแผ่น ติดไว้ที่ข้างกล่องแล้ว วางเรียงต่อกัน
2 คนทำงานกันไปคุยกันไป
“แล้วตกลงเรื่องไอ้เบส นี่มันยังไงกันแน่วะ กูว่าพักนี้มันดูแปลก ๆ” นทีแยกกระโปรงที่ทำจากเชือกฟาง ออกจากกองปอมปอม แล้วใส่ที่กล่องอีกใบ “ที่ผ่านมาเบสมันไม่ใช่คนที่จะเครียดหรือดุใครแต่ไม่กี่วันมานี้มันดูเหมือนเป็นคนละคน”
“มันชัดขนาดนั้นเลยหรือ”
“ชัดสิ มึงเองก็เห็นว่ามันแปลกใช่ปะล้ะ มึงถึงเตือนกู ไม่ให้ทัก”
“กูไม่รู้หรอกว่า เกิดอะไรขึ้น แต่กูเป็นห่วง”
“อ้าว” นทีหน้าเหวอ
2 คนคุยกันแบบคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรสักอย่าง 
นทีสารภาพ “กูไม่อยากระแวงเบส แต่มันน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่วันที่มันอยากไปสวนสัตว์นั่นแล้ว กูจำได้นะ เรื่องที่มันที่มันไม่กินเนื้อวัวน่ะ แต่วันนั้นมันกินดิบ แล้วมึงคงไม่ได้สังเกต เบสมักจะชอบทำตาขวางใส่คนอื่น เหมือนมันไม่พอใจ มันโกรธ มีเรื่องที่มันไม่ชอบใจมาก ๆ มีความรู้สึกว่ามันพร้อมที่จะด่า หรืออาละวาดใส่คนที่ทำให้มันไม่พอใจได้ตลอดเวลา มันไม่เคยเป็นอย่างนั้นนะเว้ย เบสน่ะกับคนอื่นถ้ามันไม่ชอบ มันก็จะเดินหนี มีก็แต่กับมึงคนเดียวที่มันจะงอน จะโกรธ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดพร้อมบวกขนาดนี้”
ข้าวโพดรับกล่องที่นทีใส่พวกกระโปรงฟาง กับหมวกมาแล้วเขียนกระดาษมาติดไว้ ยกขึ้นซ้อน แล้วหันไปคลี่กล่องกระดาษอีกใบส่งให้นที ส่วนตัวเองหันไปเรียงแผ่นชีทโค้ทใส่กล่อง
“กูอยากถามมัน ว่ามันมีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า แต่ก็แม่ง กลัวมันบวกว่ะ” ข้าวโพดหันมามองหน้า “กูหมายถึงถ้าจะบวกกับกู กูก็อยากรู้สาเหตุ แต่นี่มันไม่ใช่ ส่วนเรื่องตะกรุดที่ให้นานา ทีแรกกูก็อยากซื้อสร้อยข้อมือสวย ๆ ให้เขาน่ะแหละ ทีนี้จะไปขอเงินแม่มาซื้อของให้หญิงมันก็แปลกไปปะว้ะ กูก็เลยไปคุยกับพ่อ คุยไปคุยมา กูก็เล่าเรื่องบรรยากาศแปลก ๆ ในมหาวิทยาลัย พ่อกูก็จัดมาให้เลย เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเบสหรอก แล้วกูก็คิดว่าไม่ได้เกี่ยวกับที่เบสมันแปลกไปด้วย” นทีเอียงคอเพื่อนึกคำพูด “กูไม่รู้จะใช้คำยังไงถึงจะถูก รู้แต่ว่ามันไม่ปลอดภัย แล้วกูก็ไม่อยากอยู่เฉย พ่อให้มากูก็รับมาเลย”
นับว่านทีเป็นคนที่มีเซ้นส์แรงอยู่เหมือนกัน แต่เพราะเป็นเพื่อนกับเบส ก็เลยพยายามกันเพื่อนออกไปจากความรู้สึกผิดปกติเหล่านั้น
น่าเสียดายที่ข้าวโพดไม่มีคำตอบให้ ก็เลยเล่าเรื่องที่เบสเคยสงสัยเรื่องวิญญาณในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้เล่าเรื่องป้ายประกาศ
“เรื่องผีในมหาวิทยาลัยนี่กูก็เคยได้ยินมาบ้าง ส่วนใหญ่ก็มาจากพวกที่ทำชมรมเลิกดึกเนี่ยแหละตัวดีเลย แม่งชอบเล่านัก” นทีตั้งข้อสังเกต “แต่จู่ ๆ เบสก็มาถามมึง ในเวลาเดียวกับที่มันเปลี่ยนไป แล้วกูก็รู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัยหรือวะ”
“เบสไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ จู่ ๆ เขาก็สงสัย แล้วยังมีเรื่องที่บ้านเขาอีก”
“เออ กูว่าจะถามมึง แม่ของเบสเขาไปไหนวะ”
“กูก็ไม่รู้ ติดต่อไม่ได้”
“เรื่องใหญ่นะมึง แจ้งความหรือยัง”
ข้าวโพดส่ายหน้า “กูก็อยากทำอย่างนั้น แต่กูเป็นห่วงเบส”
“อะไรวะ” นทีไม่เข้าใจ “เพราะมึงห่วงเบส มึงก็ต้องไปแจ้งความที่แม่เขาหายไม่ใช่หรือวะ”
“กูก็อยากทำอย่างนั้น แต่ทุกครั้งที่ไปติดต่อกับที่บ้านเขา อาการของเบสจะแย่ลง” นทีถึงกับตาโตเมื่อข้าวโพดหลุดเรื่องนี้ออกมา แต่เพื่อการฟังอย่างราบรื่นต้องไม่ทัก ปล่อยให้ข้าวโพดเล่าออกมาเอง
“ตอนแรกเลยที่กูไปรับเขาที่บ้าน กูก็ไม่ได้รู้อะไร รู้แต่ว่าเบสไม่สบาย แล้วเขาก็มาโดยที่ไม่ได้บอกแม่ ยังคิดว่า แม่ลูกทะเลาะกัน พอมาถึงบ้านกู เขาก็ดีขึ้น แต่พอโทรศัพท์ไปบอกที่บ้านว่าจะไปเอาของที่ลืมไว้ เบสก็เริ่มไม่ค่อยดี แล้วแค่แวะหน้าบ้านเอาของที่แม่บ้านเขาเก็บไว้ให้ เบสก็ไม่สบายมากขึ้น ตอนที่ป่วยครั้งหลังสุด เขามาบอกกับกูทีหลังว่า เขาโทรกลับไปบ้านเพราะจะถามเรื่องแม่ จากนั้นเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป กูรู้ว่ากูต้องทำอะไรสักอย่าง แล้วทำอะไรล่ะ กูก็แค่นักศึกษาคนหนึ่ง รู้แต่ว่าเบสต้องอยู่ห่าง ๆ จากบ้านแล้วเขาจะดีขึ้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ทั้งที่เขาอยู่กับกูตลอด เขายังค่อย ๆเปลี่ยนไป กูไม่รู้ว่าความผิดพลาดมันอยู่ตรงไหน อะไรทำให้เขาเปลี่ยนไป แล้วก็กลัวว่าไอ้ความไม่รู้ห่าเหวอะไรสักอย่างของกูจะทำให้เขาแย่ลงไปกว่าเดิม ที่กลัวที่สุดคือกูกลัวว่าเขาจะหายไปอีกคนเหมือนแม่ของเขา”
นทีลูบหลังเพื่อนให้ใจเย็นลง “เออ กูเข้าใจแล้ว ขอโทษที่กดดันมึงมากไปหน่อย”
“เมื่อคืนนี้ กูถึงกับสะดุ้งตื่นกลางดึก แล้วเดินไปดูเขาที่ห้อง เห็นว่ายังหลับสบายถึงได้กลับมานอนต่อ”
นทีมองหน้าเพื่อน รับรู้ถึงความเครียด และความกังวลที่เก็บไว้ในใจ “ให้กูช่วยอะไรก็บอกนะ ให้กูย้ายไปนอนบ้านมึงอีกคนก็ได้ จะได้ช่วยกันดู”
“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก ลำพังแค่ที่มหาวิทยาลัย กับที่มึงไปเที่ยวด้วยกันก็ดีมากแล้ว ที่จริงกูก็รอพี่บลูเขากลับมา เขาน่าจะเป็นคนที่รู้เรื่องทั้งหมด และช่วยเบสได้ แต่เขาก็เป็นอีกคนที่หายไปเลย”
“อ้าวอะไรกันวะ” นทีผลักกล่องใบสุดท้ายให้ข้าวโพด แล้วหันไปยกกลองคองก้าไปไว้ที่มุมห้องอีกทาง “แต่ให้ยังไง กูก็ยังคิดว่า มึงต้องทำอะไรสักอย่างอยู่ดีแหละ ปล่อยไปเรื่อย ๆ รอไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ไม่ได้ เล่นหายไปแล้ว 2 คนอย่างนี้”
ข้าวโพดพยักหน้ายอมรับ หยิบแทมโบลีนไปใส่ตะกร้า แล้วมองหามาราคา “แต่ถ้าทำอะไรลงไปแล้ว มันส่งผลเสียกับเบส กูว่ารออีกหน่อยก็ได้”
   
(มีต่อครับ)

ออฟไลน์ MyTeaMeJive

  • MyTeaMeJive
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1879
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3297/-9
OWAZA ตอนที่ 15 (24/11/63)
«ตอบ #192 เมื่อ24-11-2020 13:57:44 »

(ต่อครับ)

อีกฝั่งหนึ่งของประตูห้องกิจกรรม เบสที่ยืนอยู่หน้าประตู ไม่ได้ผลักประตูห้องเข้าไป เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าขึ้นบันไดอาคารมาทางนี้ ก็เดินไปอีกทางหนึ่ง

“ไปเที่ยวกันไหม อย่างน้อยก็ได้เปลี่ยนบรรยากาศ” นทีชวน ขณะรื้อตะกร้าใส่แก้วน้ำพลาสติกแล้วหยิบมาราคาขึ้นมา “เหี้ยเอ้ย เอามาราคาใส่ในตระกร้าแก้วน้ำ มิน่ารุ่นพี่ถึงเกี่ยงให้มึงกับกูมาจัดของ”
“เอาแก้วไปล้างแล้วเอามาคว่ำวางไว้บนโต๊ะกลาง ให้พี่เขามาเก็บดีกว่า เกิดพรุ่งนี้เขาเอาไปให้น้อง ๆ ใช้จะพากันไม่สบาย”
นทีมีสีหน้าเบื่อหน่าย “น้องที่มึงพูดถึงน่ะ ปี 1 ไม่ใช่อนุบาล คงไม่ติดโรคมือเท้าปากแล้วละมั๊ง”
“เอาเหอะน่า เราจะได้ล้างมือล้างหน้าไปด้วยเลยไง” ข้าวโพดบอกแล้วเดินไปหยิบตะกร้าแก้วน้ำและมาราคาไปล้าง
   
ข้าวโพดกับนทีรีบลงมาจากอาคารกิจกรรม และเห็นว่าเบสยืนรออยู่หน้าอาคารอย่างที่โทรมาเรียกเมื่อ 1 นาทีก่อนจริง ๆ
“มีอะไรหรือมึง” นทีถาม “มาถึงที่นี่”
เบสทำปากยื่น “อยากกินซาลาเปาป้าแดงข้างตึกกิจกรรม”
“ห๊ะ อะไรนะ” นทีไม่อยากเชื่อ “โทรมาสั่งให้กูซื้อกลับไปฝากก่อนเข้าเรียนก็ได้ไหม”
“ก็อยากทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่นั่งรถรางตามมาดีกว่า อยากรู้ว่าทำอะไรกัน แต่รออยู่ตั้งนานไม่เห็นมีใครเดินขึ้นตึกสักที เลยโทรเรียกให้ลงมาหาดีกว่า”
นทีงงอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ร้องอ๋อ
เพราะเบสกลัวความสูง เวลาจะเดินขึ้นบันได เขาต้องเดินชิดผนัง แล้วให้เพื่อนหรือต้องมีคนอื่นเดินอยู่ด้านนอก
“อย่ามาฟอร์มอยากกินซาลาเปา มึงจะมาเช็คละสิ ว่าข้าวโพดมาหาใครแถวนี้”
“มีไหม” เบสหันไปหน้าตึงใส่ข้าวโพด
“ไม่มี” ข้าวโพดโบกมือวุ่นวาย “มาถึงก็ช่วยกับไอ้ทีจัดของลงกล่อง รุ่นพี่มาถึงก็สั่งเป็นชุดแล้วเขาก็ออกไปข้างนอก จะกลับมาตอนบ่าย”
เบสพยักหน้า นทีก็เลยแซว “แล้วตกลงซาลาเปาว่าไง”
“ก็...” เบส เคาะปลายเท้ากับพื้นถนน “งานเสร็จหรือยังล่ะ ถ้ายังไม่เสร็จเราขึ้นไปดูข้าวโพดทำงานได้ไหม”
“เหลือเก็บกวาดอีกนิดหน่อย” ข้าวโพดบอก “ขึ้นไปด้วยกันก็ได้”
เบสพยักหน้า เดินนำทั้ง 2 คนไปก่อนแล้วพอนึกขึ้นได้ก็รีบดึงมือข้าวโพดให้รีบเดินตามมา “เร็ว ๆสิเดี๋ยวก็หมดเวลาพัก”
นทีที่เดินตามรั้งท้าย แกล้งร้องว่าอยากกินซาลาเปาป้าแดง ทำให้เบสหันมาทำปากยื่นใส่
ระหว่างที่ข้าวโพดกำลังเช็คของในห้องอีกรอบ นทีก็เก็บกวาดฝุ่นผงในห้อง เบสเดินไปเกาะขอบหน้าต่าง มองออกไปที่ต้นไม้ด้านนอก ไล่ตามแนวต้นไม้ลงมาที่พุ่มไม้ด้านล่าง จากนั้นก็ถอยกลับมา ถึงได้เห็นว่าทั้งข้าวโพดกับนทีกำลังมองอยู่
“มองอะไร”
“ถ้ากลัว ก็อย่าฝืนเลย” ข้าวโพดบอก
“เดินมานั่งข้างในนี่” นทีบอก
เบสเดินมานั่งเก้าอี้ด้านในห้อง “เราอ่านในเว็บ เขาบอกว่ามันเกี่ยวกับความคิดล่วงหน้าของเราเอง”
“ยังไง” นทีถามขณะที่เทฝุ่นผงลงที่ถังขยะท้ายห้อง 
“ถ้าไม่คิดไปล่วงหน้า ไม่ตั้งใจ ก็ไม่เป็นไร”
“ยังไงนะ” นทีถามซ้ำ
“อย่างเมื่อกี้ พอมาถึงแล้วเงยหน้าเห็นระเบียงหน้าห้อง ไม่เห็นว่ามีใครขึ้นมาสักที เราก็เริ่มคิดว่าเราขึ้นมาคนเดียวไม่ได้หรอก ต้องขาสั่น ขึ้นมาไม่ได้ แล้วพอขึ้นมาบนนี้ มองออกไปข้างนอกก็ไม่ได้กลัว แต่พอเดินเข้าไปใกล้หน้าต่าง กลับเริ่มคิดว่าเราต้องกลัว เราก็กลัวขึ้นมาจริง ๆ” เบสสังเกตท่าทีของทั้ง 2 คน “หรือเราต้องลองใช้วิธีฮาร์ดคอร์ กลัวแต่ก็ต้องฝืนทำให้ได้แบบนั้น กลัวจนเลิกกลัว”
“เบสบอกว่า ถ้าไม่คิดไปล่วงหน้าก็ไม่เป็นไร เลือกวิธีนั้นดีกว่า เวลาที่เริ่มคิดกลัว ก็บอกตัวเองว่า ลองดูก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยหยุด” ข้าวโพดแนะนำ หันไปมองรอบห้องว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี “เสร็จแล้ว ไปล้างมือล้างหน้าอีกรอบแล้วค่อยลงไปซื้อซาลาเปาแล้วกลับคณะกัน”
เบสเดินตามข้าวโพดออกไปรอบนอกห้อง ส่วนนทีบ่นว่าเพิ่งล้างมือไปตอนที่ล้างแก้วน้ำ จากนั้นก็เบ้ปาก
“ที่ต้องล้างมืออีกรอบก็เพราะเบสจะกินซาลาเปาละสิ”
“มึงจะไม่ล้างก็ได้ แต่ห้ามแดกซาลาเปา เดี๋ยวเชื้ออีโคไลระบาด”
“สัดเหอะ อีโคไล” นทีเถียงเพื่อนแต่ก็ยอมล้างมือตามที่เพื่อนบอก “เมื่อกี้คุยอะไรค้างอยู่นะ ก่อนที่จะมาถึงอีโคไลเนี่ย อ้อ กูจะบอกว่า เวลาที่มึงรู้สึกว่าไม่ไหวมึงก็โทรเรียกไอ้ข้าวโพดอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”
“เราไม่ได้โทรหาข้าวโพดทุกครั้งสักหน่อย” เบสเถียง
“แล้วเคยถึงกับเป็นลมไหม”
“ไม่เคย” เบสรู้สึกขำในความใส่ใจของนที “พอรู้สึกว่าไม่ค่อยดี จะหยุด ไม่ฝืน เราไม่ชอบถูกล้อเลียน”
“เข้าใจละ” นทีบอก “ถึงได้ไม่มีใครรู้”
“แล้วทำไมทีรู้”
“เพราะกูฉลาด” นทีเคาะที่ขมับตัวเองเบา ๆ “กูรู้จักคนที่กลัวความสูง ถึงจะไม่มากขนาดมึง แต่ก็เขาก็พยายามเลี่ยงคล้ายมึงนี่แหละ”
เบสหันมามองหน้า “แล้วตอนนี้เขายังกลัวอยู่ไหม”
เมื่อลงมาถึงชั้นล้าง ทั้ง 3 คนก็ตรงไปที่ร้านซาลาเปา ขณะที่การสนทนาเรื่องการกลัวความสูงยังไม่จบ
“ไม่รู้สิ ไม่เจอกันนานแล้ว ว่าแต่อาการนี้มันรักษาได้ด้วยหรือ”
“เราอ่านในเว็บ เขาว่าทำได้นะ”
“แล้วลองทำดูหรือยัง”
“ก็พยายายามอยู่ แต่ติดที่เราชอบคิดไปล่วงหน้านี่แหละ”
ข้าวโพดส่งซาลาเปาหมูสับลูกใหญ่ให้นที แล้วเป่าซาลาเปาหมูแดงที่เบสชอบ จากนั้นจึงส่งให้ รอจนเบสกัดคำแรกก็ถาม “อร่อยไหม”
เบสยิ้มแก้มพอง “อร่อย”
ระหว่างที่นั่งรอรถรางกลับไปที่คณะ เบสหันมาถามข้าวโพด “พรุ่งนี้จะมาที่ตึกกิจกรรมอีกหรือเปล่า”
“ไม่รู้สิ วันนี้ที่มาก็เพราะชมรมหนูป่านัดมาติวภาษาอังกฤษ แต่พวกเขามีกิจกรรมเย็นนี้ ก็เลยให้ช่วยเก็บของ”
“แล้วข้าวโพดก็เก็บของให้เขาจริง ๆ น่ะนะ” เบสมีน้ำเสียงห้วนขึ้นทันที แล้วก็เปลี่ยนเป็นทำหน้างอ “ก็เขานิสัยไม่ดี หลอกข้าวโพดมาทำงานนี่นา”
“เขามีกิจกรรม แล้วเราก็มาแล้ว เดี๋ยวเขาก็มาจัดการต่อ ไม่ได้เป็นเรื่องหลอกมาทำงานอะไรหรอก” ข้าวโพดคนดีบอก
“แล้วถ้าเขาโทรมาบอกให้มาช่วยอีกจะมาไหม”
“ดูก่อน” ข้าวโพดแบ่งรับแบ่งสู้
“เราอยากกินหมูกระทะ” เบสบอก “ครั้งก่อนโน้นที่ลองกินเนื้อวัว รู้เลยไม่ใช่ทาง ไม่อร่อยเลย วันนี้ไปกินหมูกระทะกัน”
ข้าวโพดพยักหน้าตามใจ ขณะที่นทีต้องพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงออกว่ากำลังรู้สึกเครียด
เมื่อรถรางใกล้เข้ามา นทีก็เห็นโอกาสดีที่จะได้ลดความเครียดลง “มึง ประธานเอ๋มาแล้วว่ะ”
ประธานเอ๋แห่งชมรมหนูป่าฯ ขนแพ็คน้ำขวดและแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดขึ้นรถรางมาถึง ข้าวโพดกับนทีคนมีน้ำใจก็รีบเข้าไปช่วยยกของลงมา ส่วนเบสรีบขึ้นรถไปจองที่ แล้วนั่งมองทุกคนช่วยกันขนของลงจากรถไปพลางคุยกันไปพลาง
ข้าวโพดบอกว่า คราวหน้าถ้าจะขนของก็บอกได้ เพราะว่ามีรถ แต่รุ่นพี่บอกว่า ให้ 2 หนุ่มช่วยจัดของในห้องน่ะดีแล้ว
จากนั้นนทีก็รีบรายงาน ว่าจัดการของในห้องตามที่พี่ ๆ สั่งไว้เรียบร้อยแล้ว รวมเวลาทั้งหมดนี้ไม่เกิน 2 นาที 2 หนุ่มก็รีบขึ้นรถรางที่เคลื่อนที่ออกไป พร้อมกับการที่ประธานเอ๋แห่งชมรมหนูป่าตะโกนขอบใจตามหลังมา
“พี่เขากำลังจะมีกิจกรรมกันหรือ” เบสถาม
“พวกชมรมวิชาการน่ะ เขามีติวให้เด็กมัธยมตอนเย็น ประธานเอ๋ก็เลยไปช่วยซื้อของ ไม่รู้ว่าไปซื้อของเยอะขนาดนี้” ข้าวโพดบอก
นทีหันมาบ่น “อะไรของมึงวะ ก่อนนี้กูถาม มึงบอกว่าเขาเรียกมาติวภาษาอังกฤษ พอมาตอนนี้มึงรู้ว่าเขาไปขนของ ทำกิจกรรม แม่งรู้ทุกอย่าง แต่ไม่ยอมบอก”
“มีเด็กปี 1 ที่เขาจะให้กูมาติวจริง ๆ แต่เขาไม่ว่างอย่างที่มึงก็ได้ยินตอนที่มาถึง” ข้าวโพดอธิบาย “แล้วพี่ ๆ เขาก็บอกว่าเขากำลังจะไปเอาของ มึงก็ได้ยินพร้อมกูเหมือนกัน”
“ไม่สิ เรื่องติวเด็กมัธยมนี่ มึงรู้ก่อน”
“มึงก็รู้อยู่แล้ว”
“เออใช่” นทียอมรับ
เบสใช้หลังมือตีแขนข้าวโพดเบา ๆ “แล้วต้องมาติวด้วยหรือเปล่า”
“เปล่า ของชมรมวิชาการเขา” ข้าวโพดบอก
“อ้อ...” เบสลากเสียงยาว “พูดถึงวิชาการ เสาร์อาทิตย์นี้ไปเที่ยวกันไหมอยากไปดูบ้านเก่า ๆ ตึกเก่า ๆ นทีลองหาในเว็บให้หน่อยสิ ไปเที่ยวกัน ใกล้ ๆ”
นทีพยักหน้า ความเครียดในระดับเดิมกลับมาอีกครั้ง
...นี่ไม่ใช่เบส
ยิ่งพยายามปกปิดเท่าไหร่ก็ยิ่งชัดเจนว่าไม่ใช่เบส
แล้วเบสคนเดิมอยู่ที่ไหนกัน...

...จบตอนที่ 15...
ผมเป็นกลัวผี (จริงๆ ไม่จกตา) แต่กลับชอบฉากในสุสานของเรื่องนี้ ทั้งตอนแรกที่มีโจรขโมยศพ มาจนถึงสุสานที่บลูมาซ่อนตัว
บรรยากาศแบบเงียบ เย็น มีไอหมอก มันต้องสวยแน่ๆ เนอะ
คิดเห็นอย่างไร คุยกัน แนะนำกันได้นะครับ
น้ำชา

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 15 (24/11/63)
«ตอบ #193 เมื่อ24-11-2020 15:35:06 »

 :impress2:

มาแล้วๆ  เดี๋ยวค่ำๆ กลับมาอ่านฮะ

ออฟไลน์ uniko

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: OWAZA ตอนที่ 15 (24/11/63)
«ตอบ #194 เมื่อ25-11-2020 11:04:06 »

พี่ลุคมาไม่เยอะ แต่ยังคงคีพความคูลแอนด์คูลขึ้นเรื่อยๆ



 :mew1:



แอบสงสารที่นักเขียนให้พี่ลุคกับจัสตินวนหาสัญลักษณ์กันทั้งวันทั้งคืน


หาทั่วบ้าน หาทุกห้อง แต่สุดท้ายอยู่บนหลังคาที่เองงงงงง โถววววว :mew4:



สงสัยเหมือนข้าวโพดเลยว่าเบสตอนนี้เป็นเบสที่ถูกครอบงำ หรือว่าเป็นคนอื่นที่มาใช้ร่างเบสกันแน่


น่าหวั่นใจแทนข้าวโพดจัง ดูเหมือนใช่ แต่ก็ดูเหมือนไม่ใช่น้องเบสอ่ะ   :katai1:



ตอนนี้มีซีนแอบหวานของนทีกับนานาด้วย อะไรคือการให้ตะกรุดเป็นของขวัญแทนสร้อยข้อมือ 555 นทีนี่มันนทีจริงๆ


 o18


ตอนนี้ยังดีที่มีนทีคอยรับฟังข้าวโพดนะเนี่ย อ่านมาตั้งแต่ตอนแรกๆ คิดว่าเหล่าผองเพื่อนจะอยู่นอกวงของการรับรู้ซะอีก


หวังว่าเพื่อนๆ จะคอยช่วยข้าวโพดให้ผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้นะ



ตอน 15 นี้ พี่บลูก็ยังไม่ออกมา หนีไปซ่อนตัวที่ไหนนี่   :ling1:



คนอ่านคิดถึงแล้วน๊า  :ling3:




สุดท้าย ขอบคุณพี่ไจฟ์กับน้องน้ำชาสำหรับตอนที่ 15 นี้ด้วยจ้า เลิฟๆ


 :pig4:


ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +226/-3
Re: OWAZA ตอนที่ 15 (24/11/63)
«ตอบ #195 เมื่อ25-11-2020 21:36:09 »

นที เซ้นท์แรงจริงๆ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด