---❂❂❂ นิทานภูตราตรี ❂❂❂---- -: บทส่งท้าย :- นิทานภูตราตรี [29/04/2563](จบค่ะ)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ---❂❂❂ นิทานภูตราตรี ❂❂❂---- -: บทส่งท้าย :- นิทานภูตราตรี [29/04/2563](จบค่ะ)  (อ่าน 36248 ครั้ง)

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
มาฮีทอะไรตอนนี้ล่ะ นาซีมจะไม่ไหวอยู่แล้ว
ทั้งต้องหนี ต้องหลบซ่อนด้วย โอ๊ยยย ทรมานแทน

คาริฟดีมากเลยค่ะ ยิ่งนานวันยิ่งรู้สึกชัด
ปกป้องและอดทนดีมาก ส่งใจให้ท่านผู้นำนะคะ


ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2



บทที่ 18 ตราประทับ









เมื่อให้สัญญาแล้วคาริฟก็หันหลังจากไป แต่ยังไม่ลืมปิดประตูให้มิดชิดเพราะอย่างน้อยมันก็อาจจะช่วยป้องกันไม่ให้พวกทหารซันดาได้กลิ่นที่นาซีมปล่อยออกเร็วเกินไปนัก ส่วนตัวเขาเองกำลังพยายามข่มความรู้สึกพลุ่งพล่านที่ดูเหมือนเอาชนะยากขึ้นทุกที

บุรุษชุดดำเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเงียบกริบไปตามตรอกเล็กๆ ระหว่างนั้นก็สอดส่ายสายตามองหาจุดที่สูงที่สุดของหมู่บ้านร้าง มองหาไม่นานก็พบหอสูงซึ่งคาดว่าเป็นหอระวังภัยเก่าอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ชายหนุ่มจึงเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปที่นั่นทันที

ครั้นมาถึงเขาพบว่าหอระวังภัยแห่งนี้มีสภาพเก่าแก่และทรุดโทรมมาก ประกอบกับลมแรงซึ่งพัดเข้ามาจากปากทางเข้าหมู่บ้านยิ่งเสริมให้มันดูคล้ายว่าจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ

คาริฟเร่งสำรวจฐานโดยรอบเพื่อให้แน่ใจว่าหอแห่งนี้จะไม่พังลงมาจริงๆ เมื่อสังเกตเห็นเสาค้ำที่ยังพยุงตัวหออยู่ได้ทั้งสี่ด้าน ชายหนุ่มจึงกระโดดขึ้นเกาะคานชั้นที่หนึ่งก่อนจะโหนตัวขึ้นไปจึงถึงชั้นบนสุดอย่างปลอดภัย

ทันทีที่ขึ้นไปได้สำเร็จ คาริฟก็เร่งมองหาศัตรูที่เคยได้ยินเสียงจากที่สูง แม้วิสัยทัศน์จะย่ำแย่เพียงใดแต่ไม่นานเขาก็พบพวกมัน ทหารซันดาเหล่านั้นลงจากหลังอาชาและแบ่งกันเป็นกลุ่มเพื่อแยกกันตามหานาซีม

มองจากตรงนี้พวกมันมีกันสี่กลุ่ม กลุ่มหนึ่งราวสามคน แต่คาริฟไม่รู้ว่ายังมีใครแฝงตัวอยู่อีกหรือไม่ เขารอจนทหารทุกนายลงจากหลังม้าและแยกกันออกตามหาจึงกระโดดลงมาจากหอระวังภัย

ทั้งเนื้อทั้งตัวของคาริฟมีอาวุธอยู่สองอย่าง หนึ่งคือดาบพระจันทร์เสี้ยวประจำกาย อีกหนึ่งเป็นชุดมีดสั้นที่พกติดตัวอยู่เสมอเผื่อใช้ในยามฉุกเฉินเพราะมันเป็นอาวุธที่สามารถใช้ในการโจมตีระยะไกลได้ แต่มีดสั้นทั้งหมดของเขามีเพียง 6 เล่มเท่านั้น ฉะนั้นแม้เขาจะใช้มันโจมตีพวกซันดา แต่ก็ยังต้องเสียเวลาสู้ประชิดตัวอยู่ดี

คาริฟค่อยๆ วางแผนในหัวอย่างรวดเร็วและเรียบเรียงให้เป็นขั้นเป็นตอน ด้วยเวลาของเขามีจำกัดนัก อย่างไรเรื่องที่ต้องทำเป็นสิ่งแรกก็คือการกำจัดทหารซันดาให้เร็วที่สุดก่อนที่พวกมันจะรวมตัวกันอีกครั้ง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นการต่อสู้ของเขาคงตึงมือเอาการ หรือไม่ก็อาจเพลี่ยงพล้ำได้

ผู้นำของเหล่าภูตราตรีเลือกจัดการพวกที่อยู่ใกล้สุดก่อนเพราะมันมุ่งหน้าไปยังทางที่นาซีมซ่อนอยู่ เขาค่อยๆ แฝงตัวไปตามเงามืดของซากบ้านเรือนและปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านหลังหนึ่งซึ่งพวกมันต้องเดินผ่าน จากนั้นก็เฝ้าคอยจังหวะให้มันมาถึง

ครั้นอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมคาริฟก็หยิบมีดสั้นออกมาจากข้างเอวแล้วซัดออกไปยังเป้าหมาย มีดเล็กๆ ทว่าคมกริบปักเข้าที่จุดตายของทหารสองนายแม่นราวกับจับวาง ยังไม่ทันที่พวกมันจะรู้ตัว พริบตาเดียวทหารซันดาสองนายก็ล้มพับลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว

ส่วนทหารอีกนายนั้นรู้ถึงหายนะที่เกิดกับพวกตน หากก็สายไปเสียแล้ว ด้วยเบื้องหน้าของมันหน้าปรากฏแสงสีเงินวูบหนึ่ง ก่อนร่างทั้งร่างจะล้มตามลงไปนอนจมกองเลือดเพราะถูกดาบเสี้ยวจันทร์ฟันเข้ากลางลำตัวจนร่างขาดสะพายแล่ง

คาริฟไม่รั้งรอยอมเสียเวลาเพื่อดูศพเพราะทันทีที่พวกซันดาทั้งสามคนล้มลง เขาก็กระโดดขึ้นบนหลังคาบ้านหลังหนึ่งในละแวกนั้น เพื่อตรวจดูเป้าหมายต่อไปว่าคนที่เหลืออยู่ห่างจากตำแหน่งเดิมซึ่งเขามองจากหอระวังภัยมากแค่ไหน

เขาหรี่ตามองหาครู่เดียวจึงเห็นกลุ่มต่อมาที่อยู่ถัดไปทางซ้าย พวกมันกำลังรีบเร่งเพื่อทำเวลาเพราะต่างก็กลัวอำนาจของพายุทรายซึ่งใกล้เข้ามาปะทะหมู่บ้านทุกขณะ

คาริฟมองสายลมรุนแรงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้วคำนวณเวลาในใจ ยามนี้เขาเองก็เหลือเวลาก่อนพายุทรายจะพัดมาถึงไม่มากเช่นกัน

คิดได้ดังนั้นคาริฟก็กระโดดลง ณ จุดที่ใกล้กับทหารซันดาคนหลังสุด ฝีเท้าเงียบกริบและเสียงลมหวีดหวิวทำให้ทหารนายนั้นไม่ได้ยิน และกว่าจะรู้ตัวมันก็ถูกลอบเฉือนคอจากทางด้านหลัง ก่อนมีดสั้นอีกสองเล่มจะบินหวือไปปักท้ายทอยทหารในกลุ่มที่เหลือ

การจู่โจมแบบกองโจรใช้ได้ผลดีจนกระทั่งจัดการได้ถึงกลุ่มที่สามเท่านั้น ด้วยจำนวนอาวุธลับที่เตรียมาหมดลงแล้ว คาริฟวิ่งไปตามซอกซอยเพื่อให้ตามทันกลุ่มสุดท้าย ระหว่างนั้นเขาก็พลันได้กลิ่นจำเพาะของนาซีมลอยตามลม และดูเหมือนจะกลิ่นหอมนั้นจะยิ่งมีอานุภาพรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ความเครียดและกดดันจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน รวมทั้งแรงกระตุ้นจากสิ่งเร้าซึ่งมาจากโอเมก้าที่เป็นคู่โชคชะตาโดยตรงปลุกสัญชาตญาณดิบของอัลฟ่าขึ้นมาทีละน้อยๆ

ทว่าคาริฟรู้ หากเขาไม่พยายามควบคุมมันไว้ตอนนี้ อีกไม่นานเขาอาจถูกสัญชาตญาณดิบนั้นครอบงำจนคลุ้มคลั่งเสียเองก็เป็นได้

...และผลร้ายจะไปตกที่เจ้าชายนาซีม

ชายหนุ่มสะบัดศีรษะ ไล่อารมณ์ปั่นป่วนที่เพิ่มขึ้นก่อนพุ่งความสนใจไปที่ทหารกลุ่มสุดท้าย

ไม่ไกลออกไปเท่าไรนัก เสียงของคนกลุ่มหนึ่งทำให้คาริฟเย็นวาบไปทั้งตัว กลิ่นอายความกดดันของอัลฟ่าหลายคนที่ตีกันวุ่นวายโชยมาตามแรงลม

ผู้นำกลุ่มภูตราตรีเร่งฝีเท้ามากขึ้น เพราะรู้แล้วว่าพวกที่เขาตามหาอยู่ที่ใด

กระทั่งพ้นขอบชายคาของบ้านหลังหนึ่งบนถนนเล็กๆ สายหนึ่ง ที่ซึ่งเขาเอาตัวคนคนนั้นไปซ่อนไว้ คาริฟจึงพบปรากฏการณ์ที่ไม่คาดว่าจะได้เจอ นั่นคือ...

พวกทหารซันดากำลังชักดาบออกมาฟาดฟันกันเอง!

แน่นอนว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกมันคลุ้มคลั่งจากการได้กลิ่นของนาซีม

ในดินแดนแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงโอเมก้าที่ลำบากจากอาการฮีท อัลฟ่าเองก็เหมือนถูกสาปให้อ่อนไหวต่อกลิ่นหอมหวานที่โอเมก้าปล่อยออกมาเช่นกัน อัลฟ่าที่สติปัญญาเฉียบแหลมจะกลายเป็นพวกบ้าคลั่งได้ง่ายๆ เพียงเพราะถูกกระตุ้นจากกลิ่นของโอเมก้า

พวกเขาจะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ ร่างกายจะถูกนำโดยสัญชาตญาณดิบแทน

และที่พวกทหารซันดากำลังสู้ทั้งที่เป็นพวกเดียวกัน เพราะสัญชาตญาณกำลังสั่งให้แต่ละคนแสดงความเป็นใหญ่ เพื่อเป็นหนึ่งเดียวที่จะได้ครอบครองโอเมก้าที่กำลังฮีทนั่นเอง

คาริฟเองใช่ว่าจะอดทนได้มากกว่าคนอื่น แต่ชายหนุ่มใช้โอกาสยามที่ตนยังต้านไหวจัดการพวกมัน ฉวยโอกาสตอนที่กำลังชุลมุนเข้าไปฟันแผ่นหลังของอัลฟ่าตนหนึ่งจนล้มลง

ทหารที่เหลือกลุ่มสุดท้ายผงะถอยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความมีอำนาจที่มากกว่า พวกที่เหลืออีกสองคนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหว กระทั่งสายลมจากพายุหอบพัดเข้ามาตีกลิ่นนาซีมให้อบอวลออกมาจากบ้านผุๆ หลังนั้นอีกรอบ ทหารนายหนึ่งก็กระโจนเข้ามาหาคาริฟทันที ด้วยเข้าใจจากสัญชาตญาณว่าคาริฟคือหนึ่งในอัลฟ่าที่กำลังจะแย่งโอเมก้าของมันไป

“ย๊าก!!”

เคร้ง!

คาริฟยกดาบขึ้นรับการโจมตีได้ทันควัน แต่อัลฟ่าคลั่งอย่างไรก็รับมือลำบาก เพราะถึงแม้ฝีมือของมันสู้เขาไม่ได้ แต่พละกำลังกลับมากมายเสียจนคาริฟต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว

ยิ่งลมพายุหอบทรายเม็ดเล็กๆ เข้ามามากขึ้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็ยิ่งเลือนราง

คาริฟรับมือกับความรุนแรงในการโจมตีอยู่พักหนึ่งจึงสังเกตเห็นว่าทหารอีกนายหันหลังกลับ ทิ้งให้เขาต่อสู้กันสองคน ส่วนตนนั้นเปลี่ยนเป้าหมายไปพังประตูบ้านที่นาซีมซ่อนตัวอยู่แทน

ปัง!

ประตูบ้านหลังนั้นถูกทั้งแรงถีบผนวกกับแรงลมพายุผลักออกกว้าง บุรุษในชุดดำร้อนใจอยากจะตามแผ่นหลังของทหารซันดานายนั้นเข้าไปจนพลาดถูกฟันเข้าที่ผ้าโพกหัว ผมสีดำราวกับปีกกาสยายลงประบ่า โชคดีเหลือเกินที่เขาเอี้ยวตัวหลบได้บ้าง ไม่เช่นนั้นคงคอขาดอย่างแน่นอน

ความรู้สึกเจ็บแปลบๆ ตรงบริเวณคิ้วตามมาพร้อมกับที่จมูกส่ากลิ่นโลหิตบางๆ ทว่าความเจ็บแปลบเล็กน้อยนั้นไม่คณามือภูตราตรีเช่นคาริฟ เป็นกลิ่นเลือดเคล้ากลิ่นกายที่ลอยตลบอบอวลไม่แพ้ละอองทราย รวมทั้งเสียงร้องขอความช่วยเหลือของนาซีมต่างหากที่ผลักให้คาริฟทนไม่ไหว

“ชะ...ช่วยข้าด้วย”

“...”

“คาริฟ!!!”

ความโกรธเกรี้ยวของคาริฟก่อตัวและพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับพายุซึ่งเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาอยู่เบื้องหลัง กลิ่นอายกดดันรุนแรงทำให้ทหารซันดาตรงหน้าของเขาตัวสั่นงันงก

มันคล้ายจะได้สติ ทิ้งดาบ คุกเข่าลงกับพื้น ทว่าไม่ทันร้องขอ คาริฟก็ตวัดดาบบั่นคอมันจนเลือดสาดเปรอะไปทั่วบริเวณใกล้ๆ เสื้อผ้าและร่างกายของเขา แต่คาริฟก็ไม่สนใจ เขารุดเข้าไปในบ้านหลังน้อยจนทันได้เห็นว่าทหารเลวที่เข้ามาก่อนหน้านี้กำลังปลุกปล้ำและพยายามกัดคอที่ว่างเปล่าของนาซีม!

ถูกแล้ว...ยามนี้ลำคอของนาซีมว่างเปล่า ด้วยปลอกคอไพลินที่คาริฟซื้อให้ถูกกระชากจนขาดกระเด็นอยู่ไม่ไกลจากที่ซ่อนตัวของเจ้าชาย

เปรี๊ยะ!

ความอดทนที่สู้รักษาไว้ขาดผึงในวินาทีนั้น

ในความสลัวของใต้แสงสุดท้าย ใต้ลมกรรโชกและเม็ดทรายจากพายุคลั่ง สิ่งใดล้วนไม่น่าเกรงขามเท่าความโกรธาของผู้นำเผ่าภูตราตรี...

ฉั้ว!

เสียงดาบสีเงินยวงฟันลงบนเนื้อหนังของมนุษย์ ก่อนตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนราวกับจะขาดใจ

“อ๊าก!!!!!!”

ทหารโชคร้ายที่กล้าเข้ามาแตะต้องคู่ของเขาแอ่นหลังขึ้นตามแรงดาบ ก่อนจะล้มลงตรงข้างกายของนาซีม กระนั้นเจ้าของลูกแก้วสีมรกตที่บัดนี้ฉายแววเปลี่ยนไปกลับไม่ปล่อยให้ทหารเลวได้ส่งเสียงร้องนานนัก เพราะเขาตามไปแทงดาบใส่หน้าจนเสียงร้องค่อยๆ เงียบหาย พร้อมกับลมหายใจที่ปลิดปลิว...

นาซีมหอบหายใจรุนแรง ทั้งเหนื่อยจากการปกป้องตัวเองและเห็นภาพสยดสยองเกินกว่าจะจินตนาการ ความรู้สึกที่อยากได้รับการปลดปล่อยยังคงเข้มข้น แต่นอกเหนือไปจากนั้นนาซีมก็ยังขวัญผวาเพราะได้เห็นคาริฟในด้านที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น

เจ้าชายโอเมก้าจ้องมองไปยังร่างที่บัดนี้ยืนห่างออกไปไม่ไกล เขาเชื่อว่า หากใครก็ตามที่อยู่ในรัศมีรอบหมู่บ้านร้างแห่งนี้ จะต้องได้รับผลกระทบจากกลิ่นอายอัลฟ่าที่คาริฟปล่อยออกมาอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะนาซีมที่อยู่ห่างไปไม่กี่ก้าวก็ยิ่งแล้วใหญ่...

คาริฟเป็นอัลฟ่า...ข้อนี้นาซีมรู้

เขาสามารถข่มขวัญใครต่อใครด้วยพลังของอัลฟ่า...ข้อนี้นาซีมก็รู้ ซ้ำยังเคยเห็นมาบ้างแล้ว

ทว่าสิ่งที่คาริฟปล่อยออกมาในครั้งนี้กลับต่างออกไป อาจเรียกได้ว่ามากกว่าเก่า เพราะมันทั้งกดดันจนน่ากลัว น่าเกรงขามจนพานให้แผ่นหลังเย็นเยียบ คล้ายทุกคนที่อยู่ใกล้ต้องยอมสิโรราบให้แก่เขาโดยที่ไม่อาจต้านทานได้

และที่น่าหวาดหวั่นไปกว่านั้น

นาซีมกลับพบว่าภายใต้ความกดดันทั้งหมด พลังงานบางอย่างที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาบอกเขาว่า

...ยามนี้คาริฟต้องการครอบครองนาซีม

ดวงตาของคาริฟละจากซากศพของทหารเลวไปนานแล้ว ซ้ำยังจ้องมาที่นาซีมซึ่งนอนหมดแรงในสภาพไม่น่าดูชมตาไม่กะพริบ ด้วยตอนที่ถูกจู่โจมเมื่อครู่เขาถูกทหารซันดาผู้นั้นดึงทึ้งเสื้อผ้าจนฉีกขาดหลายจุด

นาซีมหลบสายตาไม่กล้ามองกลับ ใช้มือรวบเอาชิ้นส่วนของอาภรณ์และเสื้อคลุมขึ้นห่มตัว แม้ทั้งร่างจะร้อนผ่าวจนอยากเปลือยกายก็ตาม

บางทีที่เขาทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะยังมีสติอยู่บ้าง...

นาซีมไม่รู้ว่าควรแก้ปัญหาอย่างไร อันที่จริงเขาอยากถามว่าพวกทหารซันดาถูกจัดการหมดแล้วหรือ หากก็ทำได้แค่หรุบตามองต่ำ และนั่นก็ทำให้นาซีมสังเกตเห็นว่าปลายเท้าของคนตรงหน้าค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้

ทีละก้าว...ทีละก้าว

ท่าทีคุกคามนั้นทำให้นาซีมต้องเงยหน้าขึ้นอีกครั้งแล้วทำใจกล้าจ้องตาอีกฝ่าย

“...คาริฟ”

“...” อีกฝ่ายหยุดชะงักไปนิด แต่ก็สาวเท้าใกล้เข้ามาอีกครั้งโดยไม่เอ่ยสักครึ่งคำ

“คาริฟ...เจ้าเป็นอะไรไป”

นาซีมรู้สึกเหมือนแรงกายของตนเองถดถอยลงไปทุกที หากก็ยังอยากรู้ว่าอะไรทำให้คาริฟนิ่งไปเป็นเช่นนี้ แต่นอกจากจะไม่ได้คำตอบแล้ว นาซีมยังถูกฉุดให้ลุกขึ้นแล้วอุ้มพาดบ่าเพื่อพาไปยังส่วนในสุดของบ้านที่ซึ่งเขาใช้ซ่อนตัวก่อนคาริฟออกไป มันมีลักษณะเป็นห้องห้องหนึ่งที่ถูกกั้นเอาไว้ด้วยผ้าทอห้อยระโยงระยาง

คาริฟวางเขาลงบนพื้นปูพรมเก่าๆ แล้วดึงผ้าคลุมกายของนาซีมออก ก่อนจะลงมือเช็ดเลือดที่เปรอะไปทั่วร่าง โดยไม่พูดไม่จา

ในตอนนั้นเองนาซีมจึงเพิ่งเห็นชัดๆ ว่าที่คิ้วของคาริฟมีแผลขีดเป็นเส้นและแผลนั้นก็มีเลือดไหลลงมาถึงหางตา ด้วยความเป็นห่วงเจ้าชายจึงใช้ชายผ้ายื่นไปหมายจะซับโลหิตให้ แต่คาริฟกลับรวบมือของเขาเอาไว้ ก่อนจะดันตัวนาซีมลงกับพื้น

“...!!” เจ้าชายโอเมก้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แต่ก็ขัดขืนอะไรไม่ได้เพราะแรงของเขาทั้งคู่ต่างกันมาก

ทว่าการกระทำต่อมาต่างหากที่ทำให้นาซีมตระหนกยิ่งกว่า เมื่อบุรุษในชุดคลุมดำถอดเสื้อของตนออก เผยให้เห็นแผ่นอกแกร่ง ต่อจากนั้นจึงดึงชุดหลุดลุ่ยของนาซีมทิ้งจนร่างของเจ้าชายเกือบเปลือยเปล่า แล้วพลิกตัวของเขาให้หันหลัง…

แล้วคาริฟจึงทาบร่างกายลงมาคร่อมทับนาซีมไว้!

“คาริฟ! เจ้า...เจ้าจะทำอะไร”

คำถามโง่ๆ หลุดออกจากปากเจ้าชายแห่งโซราห์ทั้งที่ควรจะเกาได้อยู่แล้วว่าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่คือสถานการณ์อะไร

“...”

คาริฟยังคงไม่ตอบเหมือนเคย แต่อีกฝ่ายกลับจับล็อกแขนของนาซีมไว้ไม่ให้ขัดขืน จากนั้นจึงแตะริมฝีปากลงมาที่แนวกระดูกสันหลังและตะโบมจูบขึ้นไปถึงท้ายทอย...

ทีแรกนาซีมขนลุกเกรียวเพราะความตกตะลึง แต่ต่อมาร่างกายที่กำลังอยู่ในช่วงฮีทกลับยิ่งร้อนขึ้นไปอีก ราวกับว่ามันตอบรับสัมผัสนี้ของใครอีกคน

ความคิดมากมายในสมองของเจ้าชายตีรวนไปหมด เป็นอีกครั้งที่เขาไม่รู้ว่าตนเองควรรู้สึกอย่างไร...ต้องปฏิเสธหรือยอมรับแต่โดยดี

นาซีมไม่สามารถตอบได้…

ดังนั้นเจ้าชายจึงเลือกหลับตาลงขณะที่ริมฝีปากซึ่งร้อนไม่ต่างกับตัวเขากดจูบลงบนที่หลังคอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายก่อนที่ตัวเองจะพ่ายแพ้ให้กับอาการฮีท

“คาริฟ!” นาซีมตะโกนแข่งกับเสียงพายุที่ซัดทรายเข้ามาปะทะบ้านทุกทิศทาง

“...”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร...” นาซีมเว้นเพื่อฟังเสียงตอบ “รู้ไหมคาริฟ”

“...” คาริฟไม่ตอบ ซ้ำยังกอดและกดนาซีมเอาไว้คล้ายกับว่าจะไม่ให้เขาหลุดมือไปได้

“...ข้าสู้แรงเจ้าไม่ได้” เจ้าชายว่า “แต่ข้าแค่อยากรู้ ว่าเจ้าจำได้ใช่ไหมว่าข้าคือใคร”

“...”

“และเจ้าทำสิ่งใดอยู่”

นาซีมรู้ว่าตนเองจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะร่างกายถูกกระตุ้นจากการรุกเร้าอย่างที่อีกฝ่ายกำลังทำ ทั้งสัญชาตญาณก็ยังเรียกร้องให้ยินยอมต่อคู่แห่งโชคชะตา

กระนั้นนาซีมก็อยากแน่ใจ แม้สติจะเลือนรางเต็มที

...ว่าคาริฟรู้ว่าเขาคือนาซีม

“...ข้ารู้...ข้ารู้” เสียงทุ้มกระซิบบอก แต่มันฟังดูแตกพร่าราวกับนี่ไม่ใช่คาริฟที่นาซีมรู้จัก

“เจ้ารู้หรือ...”

“รู้” เขาตอบอีกคำ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้นาซีมหยุดถาม และปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามโชคชะตาและความรู้สึกที่เจ้าชายไม่อาจฝืนได้

“...”

“เจ้าคือเจ้าชายนาซีม...นาซีมของข้า”

สิ้นคำนั้นนาซีมก็เจ็บแปลบที่หลังคอ เขารู้สึกถึงคมเขี้ยวที่ค่อยๆ กดลึกลงไปในผิวเนื้อ มันทั้งเจ็บและร้อนไปทั้งร่าง เหมือนกับเลือดในกายกำลังเดือดพล่านอย่างแท้จริง

จากนั้นอาการเจ็บและทุรนทุรายก็ค่อยๆ หยุดลง กลับกลายเป็นความต้องการทางรสเพศที่เพิ่มขึ้น กลิ่นกายของอัลฟ่าจากคาริฟค่อยๆ ไม่เข้มข้นจนรู้สึกอึดอัดเหมือนกาลก่อน หากมันกลับหอมยั่วยวนจนพานให้หัวใจเต้นแรง

ก่อนหน้านี้ยามที่ฮีทนาซีมรู้สึกได้ว่าตนต้องการอะไรบางอย่างมาเติมเต็ม แต่มันเลือนๆ ไม่ชัดเจนนัก ด้วยบอกไม่ได้ว่าต้องการสิ่งใจ

แต่เมื่อถูกประทับตราเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกโหยหานั้นก็ชัดเจนขึ้น นาซีมรู้ได้ทันทีว่ามันคือคู่โชคชะตาของเขา



...คือคาริฟ











❂ …………………………….❂







มาแล้วค่าาาาา

มาลุ้นกันว่าหลังจากนี้จะเป็นไงต่อ 

-/////-

ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
 ค้างอย่างแรง :ling1:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ทำไมทำแบบนี้ ปล่อยให้เราค้าง  :ling1:

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2




บทที่ 19 ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง









พายุเคลื่อนที่เข้ามาถึงหมู่บ้างร้างแล้ว เสียงลมกรรโชกและเม็ดทรายตกกระทบหลังคาดังเหมือนฟ้าถล่ม ความมืดมิดโรยตัวลงมาราวกับคลุมทั้งผืนนภาด้วยผ้าสีดำ ทว่าความน่ากลัวของภัยพิบัติที่กำลังมาเยือนไม่ทำให้นาซีมหวาดหวั่นเลยสักนิด เพียงเพราะความสนใจของเจ้าชายถูกคู่โชคชะตาของเขาดึงดูดไปจนหมด

หลังจากคาริฟถอนคมเขี้ยวจากหลังคอของนาซีมแล้ว เขาก็ล้วงมือที่โอบกอดเจ้าชายเข้าไปใต้อาภรณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่

นาซีมรู้สึกว่าร่างกายของตนเองอ่อนไหวเหลือเกิน เพราะทุกตำแหน่งที่ปลายนิ้วสากเคลื่อนผ่าน เขาจะรู้สึกร้อนผ่าวทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นแท้ๆ

เขาทำได้อย่างไรกันนะ...ขณะที่กำลังนึกสงสัย ปลายนิ้วนั้นก็เคลื่อนไปหยุดที่ยอดถัน ก่อนมันจะค่อยๆ บดขยี้เชื่องช้าหากก็นำพาความเสียวซ่านอย่างที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิต

“อือ”

ครั้นนาซีมหลุดเสียงครางออกมาเบาๆ คาริฟก็เพิ่มแรงขึ้นอีกนิดแลละโจมตีเขาด้วยการเลื่อนอีกมือลงไปแตะส่วนอ่อนไหวเบื้องล่างที่ค่อยๆ ชูชันขึ้นมาอย่างน่าอาย

“ยะ...อย่า...จับ”

นาซีมเอ่ยปฏิเสธเสียงกระท่อนกระแท่น แต่มีหรือคู่โชคชะตาของเขาจะฟัง อีกฝ่ายยังคงเงียบและเคลื่อนไหวอุ้งมือซ้ายขวากระตุ้นเร้าจนนาซีมอ่อนระทวยลงกับพรม

และสิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ...

นาซีมรู้สึกได้ว่าคาริฟกำลังใช้บางอย่างถูกไถกับสะโพกของเขาผ่านเนื้อผ้าที่ร่นลงอย่างหมิ่นเหม่

แม้มองไม่เห็นแต่เจ้าชายโอเมก้าก็สัมผัสได้ถึงขนาดที่ไม่ธรรมดาของมัน เขาสะดุ้งวาบในใจอย่างนึกหวั่น แต่อีกใจก็เขินอายเพราะไม่เคยใกล้ชิดกับใครขนาดนี้มาก่อน

จนเมื่อมือหนึ่งของคาริฟกระตุกส่วนอ่อนไหวของเขาเร็วขึ้น นาซีมจึงค่อยๆ ลืมเลือนความอายที่มีไปทีละน้อย...ทีละน้อย

“อื้อ!!”

เขาเผลอส่งเสียงครางออกมาค่อนข้างดังยามเมื่อถูกมือร้ายๆ นั่นชักพาไปจนถึงฝั่งฝัน ความอึดอัดไหลทะลึกออกมาเปรอะกางเกงจนเปียกชื้น

นาซีมซบหน้าลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง แม้อายจนอย่างมุดหน้าลงกับผืนพรม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพียงเท่านี้ยังไม่ทำให้เขาเพียงพอ

เพราะรู้ดีว่าความต้องการที่คุกกรุ่นอยู่ข้างในยังไม่มอดดับ

ดูคล้ายคนที่ช่วยให้นาซีมปลดปล่อยจะรู้ใจ เพราะอีกฝ่ายไม่รอช้า คาริฟจับนาซีมให้พลิกกายกลับมาเผชิญหน้ากันอย่างง่ายดาย และในตอนนั้นเองที่นาซีมเพิ่งได้เห็นว่าแววตาสีมรกตสะท้อนความรู้สึกใดออกมา

ราวกับสัตว์ป่าที่หิวกระหาย...นาซีมนิยามได้แค่คำนี้

เพราะคาริฟจ้องมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนต้องการจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว ก่อนหน้านี้ดวงตาคู่งามจะเคยมองเขาอย่างไรนาซีมไม่รู้

หากแน่ใจเถอะว่าวินาทีนี้มันเต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างที่อีกฝ่ายไม่คิดปิดบังเลยสักนิด

แล้วคาริฟก็ยืนยันความคิดของนาซีมด้วยการโน้มตัวลงมากดจูบบนริมฝีปากของเขาทันที!

ในคราแรกเขาค่อยๆ บดเบียดลงมาเนิบนาบ เชื่องช้า หากในวินาทีต่อมาขณะที่คนถูกจูบกำลังเคลิบเคลิ้ม เขาก็กัดริมฝีปากล่างของนาซีมเบาๆ แล้วแทรกลิ้นเข้ามากวาดต้อนและดูดดึงเอาวิญญาณของเจ้าชายผู้อ่อนเดียงสาให้หลุดลอยตามไปด้วย

นาซีมถูกจูบจนหัวหมุนและไม่ทันสังเกตว่าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านบนทำสิ่งใดไปบ้าง จนเมื่อรู้ตัวอีกทียามเมื่อคาริฟถอนจูบออก บนร่างกายของเขาก็ไร้สิ่งใดปกปิดเสียแล้ว

“งดงามนัก”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นขณะที่กวาดตามองนาซีมในสภาพเปลือยเปล่าตั้งแต่หัวจรดเท้า

เจ้าชายหรุบตาลงไม่กล้าสบตากับเขาเพราะกลัวว่าตนเองจะถูกแผดเผาจนมอดไหม้เสียก่อน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงมาเบื้องล่างเพื่อหันเหความสนใจ

และนั่นทำให้เขารู้ว่าคาริฟเองก็อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไม่ต่างกัน

จากแผ่นอก หน้าท้องแกร่ง ไปจนถึงส่วนสำคัญระหว่างขาที่ใหญ่โตและตั้งตรงขึ้นมาจนเด่นสะดุดตา ไม่รู้เพราะอิทธิพลของการจับคู่หรือเป็นเพราะนาซีมกำลังฮีทกันแน่ ที่ทำให้เขารู้สึกว่าร่างกายที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อแน่นตึงของบุรุษที่มักห่อหุ้มตนเองใต้อาภรณ์สีดำสนิทก็สวยงามและชวนให้หลงใหล

กลิ่นอายของอัลฟ่าผู้แข็งแกร่งเป็นเช่นนี้เองหรือ...นาซีมนึกทึ่ง ก่อนจะถูกดึงกลับมายังเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เมื่ออีกฝ่ายโน้มตัวลงมาทาบทับและเริ่มต้นจูบนาซีมอีกครั้ง

เวลาแบบนี้นาซีมเพิ่งรู้ว่าคาริฟจะไม่เอ่ยอะไรมากนัก แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม

มือของเขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ทั้งแผ่นเบาและรีดเร้นเค้นฟอนสลัดกันไป มันไม่เป็นจังหวะ แต่ความคาดเดาไม่ได้นี้กลับทำให้นาซีมรู้สึกเหมือนตนเองจะขาดใจทุกครั้งที่ถูกแตะต้อง

ยิ่งตอนที่ร่างกายช่วงล่างของเขาถูกยกขึ้นวางบนตักแกร่ง มือข้างหนึ่งนั้นแหวกเนื้อนิ่มตรงสะโพกออกจากกัน แล้วปลายนิ้วสากนั้นก็ค่อยๆ กดลงตรงรอยจีบที่ปิดสนิทก่อนนวดมันเบาๆ

ยามนั้นนาซีมยิ่งรู้สึกเหมือนหัวใจจะกระดอนออกจากอกอย่างแท้จริง

คาริฟน่าจะรู้ว่าเขาตระหนก แต่อีกฝ่ายก็มองนิ่งๆ และทำเรื่องที่ต้องทำต่อไปเงียบๆ

ราวกับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยามสนธยาในวันนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาถูกกำหนดมาแล้วว่าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

นาซีมทำได้เพียงสะกดกั้นเสียงน่าอายของตนเองตอนที่ถูกแตะต้อง พยายามผ่อนลมหายใจให้เบาลงและผ่อนคลายตัวเองมากที่สุด

แต่ถึงแม้ร่างกายจะถูกเตรียมเรียบร้อยแล้ว ตอนที่ถูกร่างกายของคาริฟกดแทรกลงมานาซีมก็ยังรู้สึกเจ็บมากอยู่ดี

“คาริฟ...คาริฟ”

เจ้าชายไม่กล้าร้องบอกว่าตัวเองเจ็บ ได้แต่เรียกชื่อและกอดคออีกฝ่ายแน่นเพื่อระบายความเจ็บปวดและคับแน่นจากการสอดใส่ เขาเพิ่งรู้ในนาทีนี้ว่าแม้จะเป็นโอเมก้าที่มีร่างกายพร้อมสำหรับเรื่องอย่างว่า แต่ก็หนีไม่พ้นความเจ็บปวดอยู่ดี

“อื้อ!”

เมื่อคาริฟฝังร่างกายของเขาเข้าไปจนสุดความยาว เจ้าตัวก็หยุดเพื่อระบายลมหายใจ ก่อนจะก้มลงจูบซับน้ำตาที่ไหลลงมาข้างแก้มแผ่วเบา

เขาอ่อนโยนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่นาซีมเห็นแล้วว่าเส้นเลือดตรงขมับของอีกฝ่ายปูดโปนแค่ไหน และก่อนหน้านี้เขาแสดงพฤติกรรมคลั่งอย่างไร

บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณว่าคาริฟเริ่มมีสติกลับมาสมบูรณ์มากขึ้นหลังจากที่แปรปรวนไปเพราะถูกกลิ่นของโอเมก้ารบกวน

เขาฝังตัวนิ่งๆ และจุมพิตกระชากวิญญาณนาซีมอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มต้นขยับ

คาริฟเริ่มด้วยจังหวะช้าๆ ให้นาซีมได้มีเวลาปรับตัว ก่อนจะค่อยๆ เร่งให้เร็วขึ้น และเปลี่ยนมากระแทกกระทั้นจนเจ้าชายโอเมก้าหัวสั่นหัวคลอน

ไม่เพียงแค่เบื้องล่างที่โยกไหว แต่ด้านบนคาริฟก็ใส่ใจกับยอดอกทั้งสองข้าง โดยข้างหนึ่งใช้สองนิ้วคีบขยี้ อีกข้างเป็นริมฝีปากดูดดึงจนแผ่นหลังนาซีมแอ่นโค้งขึ้นไม่ติดพื้น

ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร สัมผัสที่ลึกซึ้งก็ยิ่งทำให้นาซีมรู้สึกเหมือนตนเองบิดเบี้ยวไปทีละน้อย

ความเจ็บปวดและจุกแน่นกลายเป็นความหฤหรรษ์ แม้ในสมองปั่นป่วน ห้วงอารมณ์กระเจิดกระเจิงจนหลุดครางเต็มเสียงและร้องขอในเรื่องที่ยามปรกติไม่เคยแม้แต่จะคิดฝันถึง

“คาริฟ…ให้ข้า...”

“...”

“...เร็วหน่อย...”

“...”

“...มะ...ไม่...นั่นลึกเกินไปแล้ว...อื้อ”

ความกระดากอาย ฐานะเจ้าชายหรือสิทธิ์บนบัลลังก์ ไม่ว่าเรื่องใดล้วนถูกละทิ้งไว้เบื้องหลังชั่วขณะ ในเวลานี้นาซีมมองเห็นแค่คู่โชคชะตา

เพียงคาริฟเท่านั้น

พวกเขาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ในสถานที่และสถานการณ์ที่ไม่ควรเกิด...หากมันก็เป็นไปแล้ว

ยาซีมเพิ่งเข้าใจในตอนนี้ ณ ช่วงเวลาที่สติกำลังจะหลุดลอย ว่าทุกอย่างได้ดำเนินไปตามโชคชะตา ตามเส้นทาง ของมัน

...และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง









❂ …………………………….❂








นาซีมรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งตอนที่ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังจากที่ไหนสักแห่ง เขาลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะพบว่าตนเองนอนอยู่ในบ้านเก่าๆ หลังหนึ่ง ซึ่งรอบกายมีผ้าแขวนเอาไว้เป็นฉากบังตา

รอบกายไม่มีใครอยู่แล้ว แม้แต่คนที่เพิ่งผูกพันธสัญญากันในราตรีที่ผ่านมาก็เช่นกัน

นาซีมไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เขาหลับไป แต่ก็นึกสงสัยและคิดถึงบุรุษผู้นั้นทันทีที่รู้สึกตัวตื่นขึ้น

เขาหายไปไหนนะ...

แค่คิดเขาก็คงไม่ปรากฏตรงหน้า เจ้าชายโอเมก้าจึงขยับกายลุกขึ้นเพราะตั้งใจจะออกไปตามหา ด้วยคิดว่าต้นกำเนิดเสียงโวยวายด้านนอกอาจจะเป็นคาริฟก็ได้

แต่ยังไม่ทันลุกขึ้นนั่งดีๆ ใครบางคนก็โผล่พรวดเข้ามาหลังฉากกั้น ก่อนจะผงะถอยเมื่อมองเห็นนาซีมที่กำลังอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนเต็มตา

“ฟามีน” นาซีมเอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาเป็นใคร

“เข้าชายนาซีม...ท่าน--”

อีกฝ่ายหยุดเสียงลงเท่านั้นเพราะคนที่ตามมาทีหลังเอ่ยแทรกเสียก่อน

“ตื่นแล้วหรือ”

นาซีมละสายตาจากฟามีนไปหาเจ้าของเสียง เขาจึงได้พบบุรุษที่ใจพะวงถึงกำลังเดินผ่านฟามีนเข้ามาหา ก่อนจะทรุดตัวลงพยุงเขาขึ้นนั่งและประคองหลังนาซีมไว้อย่างนั้น

“...อืม” นาซีมตอบรับเบาๆ เขาจึงถามต่อ

“ตื่นนานหรือยัง”

“ข้าเพิ่งตื่นเมื่อครู่ตอนได้ยินเสียง”

“ดีแล้ว” เขาบอก เดิมทีนาซีมคิดว่าเขาจะเงียบลงเหมือนที่ชอบทำ แต่คาริฟกลับพูดต่อเสียยืดยาว ราวกับบุรุษผู้นี้เป็นใครที่นาซีมไม่รู้จัก “ข้าเห็นเจ้าหลับสนิท พอฟ้าสางจึงรีบออกไปยังหมู่บ้านที่เราพักเมื่อวานเพื่อเอาอาหารกับเสื้อผ้ามาให้ แต่ได้พบองครักษ์ของเจ้าพอดี”

“อ้อ...” นาซีมรับคำเก้อๆ

หลังจากผ่านค่ำคืนเร่าร้อนมา เจ้าชายเองก็ยังไม่รู้ว่าตนเองต้องทำตัวอย่างไรเมื่อยามที่ต่างฝ่ายต่างมีสติครบถ้วน แม้พวกเขาจะจับคู่กันเรียบร้อยแล้ว แต่ความกระดากอายก็ยังไม่ลดน้อยลงเลยสักนิด

“เจ้าหิวหรือไม่”

“ข้ายังไม่หิว”

“แล้วเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

ไม่ใช่แค่ถาม แต่มือที่พยุงหลังนาซีมไว้ค่อยๆ เคลื่อนมาที่ท้ายทอย ก่อนจะลูบเบาๆ บนจุดที่คาดว่าน่าจะเป็นรอยสลักตราประทับของคาริฟ

“ข้า...ข้าไม่เจ็บ...เอ่อ...ไม่เป็นเลย เจ้าอย่าได้กังวน”

“เช่นนั้นก็ดี แต่ข้าว่าเจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะดีกว่า ชุดคลุมของข้าเปื้อนเลือดของพวกทหารซันดา มันจะทำให้เจ้าไม่สบายตัว”

ฟังถึงตรงนี้นาซีมจึงก้มลงมองสภาพของตัวเอง ซึ่งเขาก็พบว่าร่างกายที่เคยเปลือยเปล่าถูกคลุมเอาไว้ด้วยเสื้อตัวนอกของคาริฟ แม้มันจะไม่พอดีตัวนัก แต่ก็คลุมได้มิดชิดจนถึงเข่า

คงเป็นอีกฝ่ายที่แต่งตัวให้ แม้จะกระดากอายเพียงใด แต่ก็โชคดีแล้ว ไม่เช่นนั้นใครต่อใครที่เข้ามาคงเห็นสภาพไม่น่าดูของนาซีม

นึกถึงตรงนี้เจ้าชายแห่งโซราห์ก็เหลือบมองไปทางที่องครักษ์ของตัวเองอยู่ เขาเห็นฟามีนทำหน้าปั้นยากอย่างที่ไม่ได้เห็นบ่อนนัก ส่วนฮาบัสที่เพิ่งตามเข้ามาก็ยังคงไว้ซึ่งสีหน้าเรียบเฉยและสำรวมเหมือนเดิม

อันที่จริงนาซีมดีใจมากที่ได้พบพวกเขาอีกครั้ง แต่สถานการณ์ตอนนี้นั้นกระอักกระอ่วนเกินไป เจ้าชายจึงไม่รู้จะเอ่ยปากทักทายอย่างไร

และยังคงเป็นคาริฟที่เลือกแทนเขา

บุรุษในชุดดำละสายตาจากนาซีม ก่อนจะหันไปทางที่องครักษ์ทั้งสองอยู่ จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ต่างจากที่ใช้กับนาซีมเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด

“พวกเจ้าออกไปรอด้านนอกก่อน ข้าแต่งตัวให้นาซีมเรียบร้อยแล้วจะพาเขาออกไป”

“...ให้ข้าช่วย--- “

“ไม่ต้อง”

คาริฟปฏิเสธความช่วยเหลือของพามีนทันทีทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ทันพูดจบ มิหนำซ้ำองครักษ์ช่างจ้อของนาซีมก็ไม่กล้าออกมาเถียงอีกด้วย

“...”

“ข้าจะดูแลเขาเอง เจ้าออกไปได้แล้ว”

“...” นาซีมเหลือบมองเจ้าของใบหน้าถมึงทึงที่ปล่อยกลิ่นอายคุกคามผู้อื่นออกมาอีกแล้ว แต่คราวนี้มันกลับไม่ทำให้นาซีมรู้สึกกดดันไปด้วย

แต่มีหรือเบต้าอย่างฟามีจะทนไหว เขารีบลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ตั้งท่าจะออกไปรอด้านนอก กระนั้น องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ก็ไม่วายกำชับ

“...ข้าจะรอท่านอยู่ข้างนอกนะขอรับเจ้าชาย หากมีอันใดเกิดขึ้นให้ร้องเรียกข้าได้ทันที”

“ขอบใจนะฟามีน เสร็จจากนี่ข้าจะออกไปหา”

“ขอรับ”

รับคำแล้วฟามีนก็ยอมออกไปแต่โดยดี ฮาบัสเองก็เช่นกัน

ครั้นคนอื่นๆ ออกไปแล้ว นาซีมก็ถูกจับให้หันหน้าไปหาผู้ที่นั่งอยู่ด้านข้าง เขามองหน้านาซีมนิ่ง ดวงตาสีมรกตฉายแววอ่อนโยนอย่างที่หาได้ยากยิ่ง

ก่อนอีกฝ่ายจะเอ่ย

“ข้าขอโทษสำหรับเรื่องในราตรีที่ผ่านมา”

“...” นาซีมนิ่งไปทันที ด้วยไม่คาดว่าคาริฟจะเอ่ยขอโทษ

หรือเขาจะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องผิดพลาด

นาซีมอดคิดไม่ได้ และเมื่อคิดแล้วอยู่ๆ จิตใจที่แจ่มใสก็พลันเหี่ยวเฉาลงทันตา มันทำให้ย้อนนึกไปถึงประโยคที่คาริฟยืนยันว่ารู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่

หรือนั่นจะเป็นแค่ภาพลวง หรือไม่ก็เป็นไปตามสัญชาตญาณของอัลฟ่าที่เกิดคลั่งขึ้นมาเพราะกลิ่นโอเมก้าฮีท

คิดถึงตรงนี้นาซีมก็เย็นวาบไปทั้งตัว ใบหน้าของเขาชาไปหมดเพราะถูกความผิดหวังเข้าจู่โจมหัวใจอย่างกะทันหัน

ทว่าก่อนที่เรื่องราวจะไปไกลเกินกว่าความเป็นจริง คู่โคชะตาของนาซีมก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน

“เจ้ายังเจ็บอยู่ใช่หรือไม่”

“หืม?”

“เจ็บอยู่ไหม...ตรงนี้”

ไม่ว่าเปล่า เพราะคาริฟเอื้อมมือสอดเข้าไปใต้ชุดคลุม แล้วแตะลงตรงส่วนเร้นลับระหว่างรอยแยกตรงสะโพก นั่นทำให้นาซีมสะดุ้ง ผละตัวออกห่าง ก่อนใบหน้าจะแดงก่ำเพราะอับอาย

“จะ...ทะ...ทำอันใด”

“เข้าอยากสำรวจดูว่าเจ้าเจ็บอยู่หรือไม่ เห็นเจ้าเหม่อลอยเช่นนี้ ข้าใจไม่ดี” คาริฟวรรคไปนิดแล้วจึงเอ่ยต่อโดยไม่สนใจว่าหัวใจคนฟังจะเต้นกระหน่ำจนเจ็บในอกอย่างไร “ขอโทษที่เมื่อคืนควบคุมตัวเองไม่ได้ ข้ารู้ว่าทำรุนแรงไปมาก ซ้ำกว่าหลังจากปลดปล่อยออกไปจนหมดยังติดอยู่ในกายเจ้าเนิ่นนาน เจ้าคงรู้สึกไม่สบายตัว”

“...” นาซีมอ้าปากค้าง อยากจะพูดก็พูดไม่ออก

“ทั้งที่ตั้งใจว่าจะพยายามเบามือที่สุดแล้ว แต่ไม่คิดว่ายามที่เกิดรัทขึ้นมามันจะควบคุมยากเช่นนี้”

“เจ้า...เจ้าตั้งใจหรือ”

“ตั้งใจ? ตั้งใจอะไร” คาริฟทำหน้างง

“ก็ตั้งใจ...เอ่อ...ร่วมรักกับข้า”

พอพูดออกไปแล้วนาซีมก็อยากกัดลิ้นตัวเองให้ตาย ด้วยมันชวนให้อายจนอยากเอาหน้ามุดท้ายดูสักรอบ แต่เพราะความอยากรู้ให้กระจ่างจึงต้องเอ่ยถามออกไป

“ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเมื่อคืน เพราะสถานที่และสถานการณ์ไม่เหมาะสักนิด แต่...” หากมองไม่ผิด นาซีมคิดว่าตนเองเห็นริ้วสีแดงพาดผ่านแก้มของคาริฟ

“แต่อันใด”

“แต่ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว ขอโทษหากข้าบังคับให้เจ้าจับคู่ด้วย แต่อย่างไรยามนี้ข้าคงเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ได้อีกแล้ว คงมีเพียงสัญญาว่าจะไม่ทำให้เจ้าคิดเสียใจที่จับคู่กับข้า

“ข้า...”

“...? ...”



ข้าไม่ได้เสียใจที่เป็นคู่ของเจ้า






❂ …………………………….❂







คาริฟบอกพี่พยายามแล้วครับคนดี

พยายามไม่รุนแรง 

แต่เอาไว้คราวหน้าค่อยว่ากันเนาะ 

ขอโอกาสให้น้องได้ชินก่อน -///- /ผิด

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

ดีใจมากเลยที่ช่วงนี้คนอ่านเยอะขึ้น

แล้วจะรีบเอามาลงต่อค่ะ



ปล.ใกล้ได้ฤกษ์เปิดจองเล่มแล้วน้าาา

ใครชอบก็เตรียมตัวเน้อ 



ละอองฝน.

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2033
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
เปิดตัว คู่รักอ้อยหวาน 5555

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2

บทที่ 20 ไอเรม









เมื่อนาซีมถูกคาริฟจับแต่งตัวด้วยชุดใหม่เรียบร้อย เขาก็ออกมาพบกับเหล่าองครักษ์ที่กำลังรอคอยอยู่หน้าบ้าน ครั้นหัวหน้าองครักษ์ทั้งสองมองเห็นนาซีม พวกเขาก็ทำความเคารพตามระเบียบพิธี และไม่ลืมสอบถามความเป็นไปของนายเหนือหัว

“ข้าไม่เป็นอะไร” นาซีมยืนยันกับฟามีนเป็นครั้งที่สาม ก่อนจะอธิบาย “พวกทหารซันดากับนักบวชผู้นั้นไม่ได้ทำอันใดที่เป็นอันตรายแก่ข้า ส่วนเรื่องที่ฮีทนั้น...เวลานี้ดีขึ้นแล้ว”

ท้ายประโยคนั่นเจ้าชายบอกเสียงอ้อมแอ้มพลางแอบลอบมองตัวต้นเหตุที่ทำให้อาการฮีทของเขาหายไปเป็นปลิดทิ้ง

“พระองค์ไม่รู้สึกแย่ที่ตรงไหนจริงๆ นะขอรับ”

ยังคงเป็นฟามีนที่ทำให้เขาต้องยืนยันเป็นครั้งที่สี่

“ข้าสบายดีแล้วจริงๆ” นาซีมตอบ ก่อนจะเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการถามถึงสถานการณ์ภายนอกที่นาซีมอยากรู้หนักหนาก่อนหน้านี้ “ว่าแต่ทางพวกเจ้าเล่า เป็นอย่างไรกันบ้าง”

“พวกข้ามิเป็นไรขอรับ กองกำลังส่วนพระองค์เกือบทั้งหมดสามารถฝ่าวงล้อมและลอบหนีออกมาได้” ฮาบัสเป็นคนตอบ

“พวกเขามาที่นี่ทั้งหมดเลยหรือ” นาซีมถามต่อ

“มิใช่ขอรับเจ้าชาย”

“แล้วตอนนี้กองกำลังของเราส่วนหนึ่งอยู่ที่ใด”

“ซ่อนตัวอยู่ที่แคว้นเอมาลีขอรับ แต่อยู่ในเมืองรอง” ฟามีนบอก

“ท่านจาเร็ดและท่านคาริฟได้จัดเตรียมที่ซ่อนตัวไว้ให้คนของเราเรียบร้อยแล้ว เจ้าชายมิต้องเป็นกังวลจะขอรับ” ฮาบัสเสริม

นาซีมหันไปมองบุรุษในชุดคลุมดำที่ฟังเขากับเหล่าองครักษ์คุยกันเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อครู่ แล้วจึงถามเขาด้วยความประหลาดใจ

“ท่านเองก็มีส่วนในเรื่องนี้หรือ เหตุใดจึงไม่เล่าให้ข้าฟังบ้าง”

“ข้าไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องที่เป็นเหตุให้เจ้ากังวล เพราะแค่ต้องหนีตายก็เคร่งเครียดพออยู่แล้ว”

นึกย้อนไปถึงตอนที่ถูกคาริฟช่วยมา อีกฝ่ายก็พยายามให้เขาพักผ่อนทุกครั้งที่มีโอกาส และไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องหนักอกเหล่านั้นเลยหากนาซีมไม่เอ่ยถามเอง

หากจะบอกว่าทุกอย่างเป็นเพราะคาริฟเป็นห่วง...คงไม่ผิดนัก

และเมื่อรู้เช่นนี้ คนที่ถูกเป็นห่วงมีหรือจะไม่อุ่นใจหัวใจ

“ขอบคุณ”

นาซีมยิ้มให้คู่โชคชะตาของตนแทนคำขอบคุณ และคาริฟก็ยิ้มรับบางๆ ซึ่งรอยยิ้มที่นาซีมได้รับสร้างความประหลาดใจให้องครักษ์ทั้งสองของเจ้าชายแห่งโซราห์เป็นอย่างมาก

ฟามีนจำได้ว่าตั้งแต่รู้จักกับคาริฟมา ยังไม่เคยเห็นด้านอ่อนโยนเช่นนี้ เพราะด้วยความที่คาริฟเป็นถึงผู้นำของเหล่าภูตราตรี เขาจึงมีความกดดันและรับภาระหนักอึ้งมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งนั่นหล่อหลอมให้คาริฟต้องสุขุมอยู่เสมอ ภาพเช่นนี้จึงหาดูได้ยากเสียยิ่งกว่ายาก

ส่วนฮาบัสเองก็คิดเช่นเดียวกัน แต่ทำเป็นไม่ให้ความสนใจมากนัก ด้วยกลัวว่าบุรุษชุดดำจะมาเล่นงานเอาทีหลังหากเขามองอีกฝ่ายด้วยสายตาล้อเลียน

นาซีมตกอยู่ในภวังค์ที่สร้างขึ้นระหว่างเขากับคู่โชคชะตาอยู่ครู่หนึ่ง จึงพยายามดึงสติและพาตนเองออกมาสนใจคนรอบกายก่อน ด้วยกลัวว่าจะเสียงานหากปล่อยใจเตลิดมากเกินไป

“อะแฮ่ม...” เจ้าชายโอเมก้ากระแอมเล็กน้อย ก่อนจะวกกลับมาถามสององรักษ์ต่อ “แล้วพวกเจ้ารู้เรื่องในโซราห์บ้างหรือไม่”

“สายของเราส่งข่าวมาให้เสมอขอรับ”

“ทาริคทำสิ่งใดบ้าง มันทำร้ายประชาชนของเราหรือเปล่า” นาซีมถามต่อ

“หากไม่จำเป็นมันจะไม่ทำร้ายผู้ใดขอรับ แต่หลังจากสถาปนาตนเองขึ้นเป็นราชา ทาริคได้สั่งให้รวบรวมอาหารและอาวุธ ซ้ำยังสั่งให้เกณฑ์กำลังพลเข้าสู่กองทัพเพิ่ม”

“มันจะทำสงครามงั้นหรือ”

“เราคาดการณ์ว่าจะเป็นเช่นนั้นขอรับเจ้าชาย”

ฟังจากที่ฟามีนเล่า นาซีมไม่อาจตีความเป็นอื่นได้เลย นอกจากทาริคอยากก่อสงครามขยายอาณาเขตออกไปและจะไม่หยุดแค่แคว้นโซราห์ดังที่มันเคยลั่นวาจาไว้

และหากเดาไม่ผิด ที่ต่อไปที่คนเถื่อนนั่นจะประกาศสงครามด้วยต้องเป็นแคว้นโฮมากับเอมาลีอย่างแน่นอน เพราะสองแคว้นต่างครอบคลุมดินแดนผืนใหญ่ ซ้ำยังอุดมไปด้วยสิ่งมีค่ามากมาย

เพียงแค่คาดเดาตามสถานการณ์ นาซีมก็รู้สึกหนักอกขึ้นมากแล้ว เพราะหากทาริคทำได้อย่างที่ทำกับโซราห์จริงๆ ดินแดนในซาร์เรียทั้งหมดคงตกเป็นของมันอย่างแน่นอน

“แล้วยามนี้สายของเรายังอยู่ดีไหม” นาซีมถามต่อ

“สายของเรายังอยู่ดีขอรับ”

“ครบทุกคนเลยใช่หรือไม่”

“เรื่องนี้...เอ่อ...” ฟามีนเหลือบมองคาริฟ

“มีปัญหาอันใดหรือ”

“เรื่องนี้อาจจะต้องถามท่านคาริฟ”

“หืม? คาริฟหรือ”

“ขอรับ” ฟามีนพยักหน้ารับ

“คาริฟเกี่ยวอันใดด้วย”

นาซีมคล้ายเป็นคนเดียวที่ถูกปิดบังบางอย่าง ไม่ให้เขารับรู้กระจ่างทั้งหมด และทุกคนคงลืมไปว่ายังไม่ได้เปิดเผยถึงสถานะที่แท้จริงของคาริฟและองค์ราชินีให้นาซีมได้รับรู้

แต่คาริฟไม่ลืม

...หากเขาแค่คิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอก

“เรื่องนั้นเอาไว้ข้าจะอธิบายให้เจ้ารู้อีกครั้ง เวลานี้พวกเราควรออกเดินทางกันก่อนดีหรือไม่ ร่างกายเจ้าเองก็ยังไม่ดีนัก อีกอย่างพวกซันดาคงตามมาในไม่ช้า ไปให้ถึงบ้านข้าเร็วเท่าไรน่าจะเป็นผลดีกับพวกเรามากที่สุด”

เมื่อถูกเตือน นาซีมจึงเพิ่งระลึกได้ว่าตอนนี้สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัย จากนั้นจะคิดอ่านหรือทำอันใดค่อยตั้งรับและวางแผนอีกที

“เอาอย่างที่เจ้าว่าก็ได้”

เมื่อเห็นเจ้าชายของตนยอมเชื่อฟังอย่างว่าง่าย องครักษ์ทั้งสองจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และนำทางนาซีมกับคาริฟออกไปยังหน้าหมู่บ้านร้าง ซึ่งที่นั่นมีกองกำลังส่วนพระองค์รออยู่กลุ่มหนึ่ง

เหมือนทหารทุกคนเห็นเจ้าชาย พวกเขาก็ทำความเคารพ ก่อนแหวกทางให้นาซีมไปยังอาชาพวงพีสีดำสนิทที่จัดเตรียมไว้แล้ว แค่รอเวลาให้ผู้นำของพวกเขาพร้อมเท่านั้น

“ขอบใจพวกเจ้ามากที่ยังติดตามข้า ขอบใจจริงๆ”

นาซีมเอ่ยกับทุกคน บ้างก็เป็นทหารคุ้นหน้า บ้างก็คล้ายกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงอย่างนั้นทุกคนก็พร้อมสละชีวิตเพื่อยืนอยู่ข้างเขา

“เราไปกันเถอะ”

คาริฟแตะที่ข้อศอกของเจ้าชายแห่งโซราห์เบาๆ นาซีมจึงละสายตาจากทุกคนและหันมาวางมือไว้ในอุ้งมือของคาริฟ เพื่อที่จะปล่อยให้เขาฉุดขึ้นอาชาตัวเดียวกัน

พายุทรายผ่านพ้นไปนานแล้ว บัดนี้ท้องฟ้าในดินแดนซาร์เรียสว่างไสวอีกครั้ง

นาซีมทอดมองออกไปเบื้องหน้า ไม่รู้ว่าจุดหมายที่แท้จริงเขาตนเอยู่นะตำแหน่งใดใน ณ ทะเลทรายเวิ้งว้าง ทว่าหากนาซีมยังมีคาริฟและเหล่าผู้คนที่ศรัทธาในตัวเขาอยู่รอบข้างล่ะก็

นาซีมก็ไม่กลัวสิ่งใดอีก







❂ …………………………….❂







สามราตรีผ่านไป

นาซีมถูกพาขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ทัศนียภาพรอบกายมีเพียงทะเลทราย ทะเลทราย และทะเลทราย ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็เวิ้งว้างจนดูคล้ายกันไปหมด นาซีมไม่รูว่าบ้านของคาริฟเป็นสถานที่แบบไหน แต่ถ้าให้คาดเดา เขาคิดว่าที่หมู่บ้านแห่งนั้นคงจะแห้งแล้งกันดารอย่างมาก

หลังออกเดินทางจากหมู่บ้านร้างมาได้สักระยะ คาริฟก็สั่งให้คนของเขาหยุดพักและปักกระโจม โดยให้เหตุผลกับนาซีมว่า

“เราจะเดินทางในยามราตรีเท่านั้น”

ด้วยเวลากลางวันอากาศร้อนมาก แดดที่สาดส่องลงมาแทบจะเผาผิวกายจนไหม้เกรียม ยิ่งถ้าฝืนเดินทางต่อไป ทั้งม้าและอูฐของพวกเขาคงไปต่อไม่ไหว

ดังนั้นนาซีมจึงใช้เวลาในยามกลางวันนอนหลับอยู่ในกระโจม เหมือนกับคนอื่นๆ

กระทั่งผ่านเข้าราตรีที่เจ็ด เจ้าชายแห่งโซราห์จึงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอากาศที่โรยตัวรอบกาย แม้ยามกลางคืนของทะเลทรายจะหนาวเย็นแตกต่างกับกลางวันลิบลับ ทว่าสัมผัสชื้นๆ ที่รู้สึกได้ก็แตกต่างออกไปจากทุกทีจริงๆ

เขามองไปรอบๆ ตัว พื้นที่ที่เหยียบย่างอยู่ยังคงเป็นผืนทรายเช่นเก่า เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้าดวงดารายังคงสุกสกาว หากมองออกไปเบื้องหน้า ภายใต้ความมืดมิดของรัตติกาล นาซีมจึงมองเห็นเงาทะมึนของอะไรบางอย่างที่ทอดยาวทาบทับพื้นทราย

“คาริฟ”

“หืม?” เสียงทุ้มรับคำเบาๆ

“เจ้าเห็นนั่นหรือไม่” มือเรียวชี้ไปเบื้องหน้า

“อืม”

“มันคืออะไรหรือ”

“...”

คาริฟเงียบอยู่อึดใจหนึ่ง อันที่จริงไม่นานนัก แต่คนอยากรู้อยากเห็นกลับร้อนใจจนต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเร่งเร้า

“ว่าอย่างไร”

“เจ้านั่งดีๆ” มือใหญ่ดึงนาซีมให้หยุดยุกยิก ก่อนจะเฉลย “นั่นคือไอเรม”

“...ไอเรมหรือ”

นาซีมทวนชื่อสถานที่ตามที่บุรุษชุดดำบอก เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาอย่างมาก แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาจากที่ใด

“อืม”

ทว่าเมื่อลองนึกดูดีๆ อีกครั้ง ทบทวนนามนั้นจากความทรงจำในอดีตแสนไกลโพ้น แล้วดวงตาคู่งามก็พลันเบิกกว้าง

“ไอเรม!”

“ใช่แล้ว”

“เจ้าว่าไอเรมหรือ!”

“ใช่” คาริฟพยักหน้า “นั่งดีๆ สิ อย่าทำให้ม้าตกใจ”

“แต่ว่า...ที่นั่นคือไอเรม ข้าหมายถึง...ไอเรมเชียวนะ!”

“หึๆ” จนแล้วจนรอด คาริฟก็อดหัวเราะไม่ไหว เพราะน้อยครั้งนักที่จะได้เห็นนาซีมตื่นเต้นและดีใจถึงเพียงนี้ “ไอเรมแล้วอย่างไร ที่แห่งนั้นมีสิ่งใดให้เจ้าตื่นเต้นนักหรือ”

“มีสิ ต้องมีแน่นอน”

เจ้าชายแห่งโซราห์ขยับออกห่างจากแผ่นอกแกร่งเพื่อลุกขึ้นนั่งหลังตรง เขาดึงผ้าคลุมหน้าออกเพื่อให้มองเห็นถนัดถนี่

“ข้าบอกให้นั่งดีๆ” เขารวบร่างของคนตรงหน้ากลับมาในตำแหน่งเดิม

...ชิดจนหลังแนบสนิทกับอกแกร่ง

นาซีมถอยกลับมาทีเก่า ไม่ดื้อดึงขัดขืนจนผิดวิสัย แต่ในใจยังไพล่คิดไปถึงชื่อสถานที่ที่คาริฟบอก เพราะในตอนนี้เขาจำได้แล้วว่าเคยได้ยินชื่อไอเรมมาจากที่ใด

มันเป็นสถานที่ที่อยู่ในเรื่องเล่าของมารดา เรื่องที่นาซีมชอบฟังมากที่สุด

ใช่แล้ว...ไอเรมคือที่ที่ภูตราตรีอาศัยอยู่!

แม้ว่ายามนี้เขาไม่ใช่เด็กน้อยเยาว์วัยและอ่อนเดียงสาเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่นาซีมก็ยังคงชื่นชอบและหวังให้นักรบในตำนานเหล่านั้นมีจริง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงตื่นเต้นนักเมื่อได้ยินชื่อไอเรม แต่เมื่อคิดในอีกแง่ บางทีที่นี่อาจมีชื่อเดียวกัน แต่หาใช่สถานที่ในตำนานนั้นไม่ ด้วยนาซีมยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าภูตราตรีมีตัวตนอยู่จริง

คิดถึงข้อเท็จจริงนี้นาซีมก็ไม่กล้ากระโตกกระตากอีก เพราะกลัวว่าถ้าคาริฟรู้ คู่ของเขาจะหาว่านี่เป็นความคิดเพ้อเจ้อ

คาริฟก้มลงมองคนที่เงียบไปและเอาแต่เหม่อมองไปยังเทือกเขาสูงซึ่งตั้งตระหง่านอย่างนึกสงสัย ด้วยไม่เข้าใจว่านาซีมกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่

เมื่อครู่ยังตื่นเต้นดีใจเสียงขนาดนั้น แต่ตอนนี้กลับเงียบไปคล้ายมีเรื่องให้คิด

นี่เป็นครั้งแรกที่คาริฟคิดอยากให้คู่โชคชะตาหรือคนที่จับคู่กัน สามารถอ่านใจของฝ่ายตรงข้ามได้ เขาจะได้ไม่ต้องเดาใจอีกฝ่ายจากสีหน้าเช่นนี้

เมื่อนาซีมสงบลง การเดินทางที่เหลือจึงกลับมาสงบดังเดิม

ทั้งคณะเดินทางต่ออยู่พักใหญ่ และยิ่งก้าวไปเส้นทางก็ยิ่งแน่ชัดว่าจุดมุ่งหมายของพวกเขาคือเทือกเขาสูงใหญ่เบื้องหน้า จากที่เห็นมันอยู่ไกลลิบๆ บัดนี้อาชาพานาซีมเดินมาอยู่ใต้เงาของมันแล้ว

กระทั่งก่อนจะเดินเข้าไปทางช่องว่างระหว่างซอกเขา แสงอรุโณทัยสีอ่อนก็ค่อยๆ สาดทอลงมายังพื้นดินซาเรียอีกครั้ง

“เราต้องเดินผ่านเข้าไปในเทือกเขาแห่งนี้หรือ”

นาซีมเอ่ยถามเมื่อคาริฟบังคับอาชาให้เดินเข้าไปตามเส้นทางแคบๆ และสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกตในเทือกเขาสูง

“ไม่ใช่ผ่านไป”

“หมายความว่าอย่างไร”

“ข้าหมายถึง พวกเราจะไม่ผ่านไป แต่ด้านในนี้คือจุดหมายปลายทางของเราต่างหาก”

“บ้านเจ้าอยู่ด้านในเทือกเขาแห่งนี้หรือ” นาซีมถามพลางตั้งข้อสงสัย “แต่จะเป็นไปได้อย่างไร...ข้าหมายถึง ที่แบบนี้สามารถอาศัยอยู่ได้จริงๆ หรือ”

เทือกเขาแห่งนี้เป็นเทือกเขาหินซีดๆ แม้สูงใหญ่และตั้งตระหง่านให้ร่มเงาเป็นที่พักลมแดดจากทะเลทราย ทว่าด้านในก็เล็ก แคบและมืดจนแสงแทบส่งไม่ถึง พื้นที่ที่ที่พอจะยืนได้เป็นเหลือบและซอกเขาแคบๆ ไม่เหมาะจะสร้างเป็นที่อยู่อาศัยเลยสักนิด

คิดถึงตรงนี้นาซีมก็ปัดเรื่องที่สงสัยว่าไอเรมแห่งนี้คือไอเรมเดียวกับบ้านของภูตราตรี เพราะจากที่ฟังมารดาบรรยาย ไอเรมของภูตราตรีหมายถึงสรวงสวรรค์บนดินเพียงแห่งเดียวบนแผ่นดินซาร์เรีย นั่นแสดงว่ามันต้องสวยงามมากเสียจนผู้คนขนานนามว่าไอเรม

ไม่ใช่ซอกเขาที่มืดมิดใจกลางทะเลทรายเวิ้งว้างแห่งนี้

“...” คาริฟก้มลงมองคนอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ “เอาไว้ไปถึง เจ้าจะได้เห็นเอง”

บอกตามตรงว่านาซีมไม่อยากเชื่อคำของอีกฝ่ายนัก ยิ่งถูกกลิ่นอับๆ ของเชื้อราตามซอกเขารบกวน ความอยากรู้อยากเห็นของนาซีมยิ่งลดฮวบ

เจ้าชายโอเมก้ากลับไปซุกอยู่ในอ้อมอกของคู่ตัวเองเหมือนที่ผ่านมา ใช้ผ้าคลุมที่เต็มไปด้วยกลิ่นของคาริฟปิดจมูกและหลับตาลง

กระทั่งผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว








❂ …………………………….❂







“นาซีม”

“...”

“ตื่นเถิด...นาซีม”

นาซีมรู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงปลุกนุ่มๆ กับสัมผัสบางเบาที่ประทับบนเปลือกตา ครั้นลืมตามองดูโลกจึงพบบุคคลที่ปลุกให้เขาตื่นอย่างอ่อนโยน

“คาริฟ...” เจ้าชายโอเมก้างัวเงีย “ถึงแล้วหรือ”

“อืม...ถึงแล้ว เจ้าลองดูสิ ข้ามีบางสิ่งอยากให้เจ้าได้ดู”

คนเพิ่งตื่นขยับลุกขึ้นนั่งตัวตรง แม้ยังรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนอยู่บ้างเล็กน้อย ทว่าเขาก็ไม่คิดปฏิเสธคำเชื้อเชิญของคู่โชคชะตา

ครั้นเจ้าชายแห่งโซราห์ทอดสายตามองออกไปโดยรอบ หน่วยตาสีอ่อนก็พลันเบิกกว้างขึ้นช้าๆ

ยามนี้เขายืนอยู่ ณ หน้าผาหินแห่งหนึ่งที่มีบันไดหินอ่อนทอดยาวลงไปยังพื้นที่ด้านล่าง ที่ที่แสงสีทองสาดสะท้อนให้เห็นบ้านเรือนสีขาวสะอาด สระน้ำสีฟ้าสดใส พืชพรรณเขียวชอุ่มและดอกไม้สีสดที่ตลอดชีวิตนี้นาซีมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ยิ่งสายลมสดชื่นพัดเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้เหล่านั้นมา คล้ายกับว่าเขาอยู่ยืนทางเข้าสรวงสวรรค์ทั้งๆ ที่มันเป็นส่วนหนึ่งในดินแดนซาร์เรีย

“ที่นี่คือสวรรค์หรือคาริฟ”

เจ้าชายเอ่ยถามอย่างเลื่อนลอย และเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของคาริฟตอบกลับมาก่อนคำเฉลยที่ทำให้หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่า



“ขอต้อนรับสู่ไอเรม บ้านของชาวเราเหล่าภูตราตรี”








❂ …………………………….❂








พามาบ้านแล้ว ต่อไปต้องทำอะไรต่อดีน้าาา

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ

อ่านคอมเม้นแล้วอยากลงรัวๆ เลย



ละอองฝน.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-12-2019 15:44:46 โดย ละอองฝน »

ออฟไลน์ เอมมี่

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 572
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
ถึงบ้านแล้วเจ้าชาย รอดตายแล้วนะ
สนุกมากๆค่ะ

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 778
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
นาซีม น่าจะช็อกไปแล้ว

ออฟไลน์ ดาวลูกไก่

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
พึ่งได้มาตามอ่านแต่ว่าสนุกมากเลยค่าา เราติดหนึบหนับอ่านรวดเดียวไม่ได้พักเลยค่ะ เอ็นดูเจ้าชายกับคาริฟมากๆ วายทะเลทรายหาอ่านยาก เรื่องนี้ต้องกลายเป็นเรื่องโปรดอีกเรื่องของเราแน่ๆ ขอบคุณใครซักคนที่รีเรื่องนี้ผ่านหน้าไทม์ไลน์เรา ขอบคุณคนเขียนสำหรับการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา การพยายามหาข้อมูลต่างๆ  :impress2: ตอนหน้าอยากเห็นคาริฟพาเจ้าชายพาทัวร์บ้านแล้วล่ะค่ะ ต้องรู้สึกเหมือนความฝันตอนเด็กๆเป็นจริงแน่เลย

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
ชอบความอ่อนโยนที่คารีฟมีให้กับนาซีมมากเลย
จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
เค้าจับคู่กันแล้ว แม้ในสถานการณ์ที่พึ่งจบด้วยเลือดสาด
แต่ก็ไม่นำพา และไม่สามารถบรรเทาอาการได้

คารีฟทนได้ขนาดนี้ ถือว่าดีมากแล้ว เป็นคนอบอุ่นแบบไม่แสดงออก
ทำไม่สนใจมานาน แต่ตอนนี้จัดเต็มให้น้องแน่นอน

นาซีมน่าเอ็นดู มีความนอยด์ คิดสะระตะแสนแปด
แต่พอคารีฟถามไถ่ ดูแล แต่บอกว่าตั้งใจ คือจบเลย

ว้าววว มาถึงไอเรมแล้ว อยากรู้แล้วค่ะว่าแม่นาซีมเป็นใคร ยังไง
แล้วคารีฟเป็นหัวหน้าภูต อยู่ออกจะไกล ไปช่วยน้องทันได้ยังไง

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2





บทที่ 21 การยอมรับ











“ขอต้อนรับสู่ไอเรม บ้านของชาวเราเหล่าภูตราตรี”

ทัศนียภาพรอบกายไม่น่าสนใจอีกต่อไป เมื่อความสนใจทั้งหมดของเจ้าชายแห่งโซราห์พุ่งไปหาบุรุษองอาจที่นั่งส่งยิ้มให้เขาบางๆ บนอาชาตัวเดียวกัน

“แต่ท่านแม่บอกว่าภูตราตรีจะอยู่ที่ไอเรม สรวงสวรรค์ของพวกเขา ทั้งยังสวมอาภรณ์สีดำสนิทราวกับสีท้องฟ้าในคืนไร้ดาวและสะพายดาบวงพระจันทร์ติดหลังมิใช่หรือ ถ้าเป็นผู้ที่มีลักษณะเช่นนั้น ข้าคงไม่เคยพบ”

ในยามนั้นนาซีมไม่เคยพบ ทว่าเวลานี้เขาได้พบแล้ว ซ้ำไม่รู้ว่าภูตราตรีที่เฝ้าฝันหาจะมาอยู่ข้างกาย

...และชิดใกล้ถึงเพียงนี้

นาซีมตกตะลึงพรึงเพริด ด้วยไม่คิดว่านิทานก่อนนอนของมารดาจะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ความรู้สึกทั้งตื่นเต้น ดีใจ ประหลาดใจ ตีรวนอยู่ในสมองจนไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไรมากกว่ากัน

เจ้าชายอึกอักอยู่พักใหญ่ สุดท้ายจึงเอ่ยถามเพื่อย้ำให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลกที่คาริฟใช้หยอกล้อกัน

“หมายความว่า...”

“ว่า...?”

“เจ้าคือ...ภูตราตรีจริงๆ อย่างนั้นหรือ”

“อืม” คาริฟพยักหน้ารับ

“ทั้งตัวเจ้าและเผ่าของเจ้าด้วยนะ”

“ใช่ เราคือภูตราตรี ทั้งข้าและเผ่าของข้า”

“นี่เป็นเรื่องจริงใช่ไหม...”

นาซีมเอ่ยอย่างเลื่อนลอย คาริฟจึงยิ้มขันและบอกชัดๆ อีกครา

“ข้าจะโกหกเจ้าไปไย”

“...ข้าไม่รู้...นั่นสิ เจ้าจะโกหกเพื่ออะไร เพียงแต่ข้าแค่...”

เจ้าชายแห่งโซราห์หยุดแค่นั้นแล้วนิ่งงันไป เขาก้มลงมองต่ำก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคาริฟและหันไปสำรวจรอบๆ ทำวนอยู่เช่นนี้หลายครั้ง สุดท้ายจึงผินกลับมาจ้องคาริฟนิ่งๆ ไม่เอ่ยวาจา

ส่วนคาริฟเองก็รู้สึกประหลาดใจในปฏิกิริยาของนาซีมอย่างมาก ด้วยไม่คิดว่าความจริงเรื่องเผ่าพันธุ์ซึ่งปกปิดเอาไว้จะทำให้เจ้าชายตกใจถึงเพียงนี้

แต่ที่น่าประหลาดกว่านั้นคือ ถ้าหากตัดสินจากดวงตาเป็นประกายและท่าทางกระตือรือร้นของอีกฝ่าย ดูท่าเจ้าตัวจะสนใจในเรื่องของภูตราตรีไม่น้อย

หลังจากเงียบกันไปพักหนึ่ง คาริฟจึงส่งสัญญาณให้พวกกองกำลังที่ตามหลังมาเคลื่อนที่ลงไปที่หมู่บ้านก่อน ส่วนตัวเองกลับรั้งรออยู่ที่เดิมเพราะคาดว่านาซีมต้องมีเรื่องพูดกับเขาอีกเป็นแน่

และมันก็จริงตามที่คาด...

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่เคยบอกเรื่องนี้แก่ข้าเลยสักครั้ง มันเป็นความลับหรือ…ไม่สิ” นาซีมส่ายหัวแล้วงึมงำเปลี่ยนคำพูดราวกำลังบอกกับตัวเองไม่ใช่คาริฟ “เรื่องของภูตราตรีย่อมเป็นความลับถึงจะถูก เป็นข้าเองที่คิดไม่ถึง อันที่จริงข้าไม่ทันสังเกตเลยมากกว่า ทั้งที่ทุกอย่างที่เป็นเจ้าชัดเจนถึงเพียงนี้”

จากตรงนี้เขาเว้นอยู่ห่างจากคนอื่นไกลพอควรแล้ว คาริฟจึงเอ่ยถามพลางกระตุกให้อาชาเดินไปช้าๆ เพื่อรักษาระยะ

“อะไรบ้างที่เจ้าคิดว่าชัดเจน”

“เจ้าสวมชุดสีดำอยู่เสมอ มีดาบจันทร์เสี้ยว ทั้งยังเข้ามาช่วยยามที่บ้านเมืองของข้ากำลังตกที่นั่งลำบากด้วย” นาซีมร่ายยาว เพราะนั่นคือสิ่งที่รับรู้มาจากมารดาในวัยเด็ก

“เพียงเท่านี้หรือที่ทำให้เจ้าคิดว่าใช่”

“ไม่รู้สิ…เอ่อ…แค่คิดว่าถ้าสังเกตเรื่องนี้สักหน่อย ข้าอาจจะฉุกคิดถึงภูมิหลังของเจ้าบ้าง”

“หึๆ …ลักษณะเหล่านี้ออกจะพบเจอได้ดาษดื่นทั่วไป เจ้าจะไม่รู้ก็มิแปลกตรงไหน อีกอย่างสำหรับผู้คนในซาร์เรีย เรื่องราวของเราก็ควรจะเป็นแค่เรื่องเล่าเท่านั้น”

คาริฟเว้นไปนิดเพื่อดูว่าคนฟังตั้งใจฟังเขาแค่ไหน แล้วเขาก็ได้เห็นดวงตาคู่งามจ้องมาที่ตนเองตาไม่กะพริบ ชายหนุ่มจึงพูดต่อไป

“…”

“ดังนั้นเรื่องเล่าก็ควรเป็นแค่เรื่องเล่าธรรมดามิใช่หรือ”

“เรื่องของภูตราตรีมิใช่แค่เรื่องเล่าธรรมดานะ”

ได้ยินนาซีมเถียง คาริฟจึงหรี่ตาลงอย่างจับผิด เขาไม่อยากตีความว่าการมีอยู่ของเผ่าตนเองมีความสำคัญกับเจ้าชายแห่งโซราห์ ทว่าเมื่อมองจากปฏิกิริยามันก็ตีความเป็นอื่นไม่ได้

คิดได้ถึงตรงนี้ในหัวใจของบุรุษชุดดำก็อุ่นวาบขึ้นมา

...มีผู้ใดบ้างมิอยากเป็นคนสำคัญในสายตาของคนที่ชอบ

แต่เพื่อความรอบคอบ คาริฟจึงหลอกถามซ้ำเพื่อตอกย้ำความคิดของตน

“เรื่องของชาวเราไม่ธรรมดาสำหรับเจ้าอย่างนั้นหรือ…”

“ใช่น่ะสิ! ”

และมันก็เป็นเช่นที่คาดจริงๆ ...

บุรุษชุดดำแสร้งทำนิ่ง แต่นัยน์ตากลับแสดงความดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิด

ถึงอย่างนั้นนาซีมก็ไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงในแววตาของคู่โชคชะตาตน เพราะนาซีมมัวแต่ติดอยู่ในความคิดของตัวเอง

สำหรับเรื่องนี้เขาจะเถียงขาดใจ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับภูตราตรีนั้นมีความสำคัญกับเจ้าชายมาก ด้วยมันคือความทรงจำในวัยเด็ก เป็นตำนานที่อยากเห็น อยากรู้ และอยากให้มีจริง

ภูตราตรีในนิทานกล่อมนอนของมารดา คือ ภาพของอัศวินที่มีเลือดเนื้อ ผู้พิทักษ์ที่คอยปกปักดินแดนแห่งนี้

แล้วเช่นนี้จะให้บอกว่ามันเป็นเรื่องเล่าธรรมดาเหมือนตำนานอื่นๆ ได้อย่างไร!

นกตัวเล็กๆ สีเหลืองอ่อนที่เกาะอยู่บนต้นไม้ใหญ่กระพือปีกหนีไปทันทีที่นาซีมตะโกนเถียง นั่นทำให้เจ้าชายรู้ตัวว่าตนเสียงดังจนเกินไปแล้ว เขาจึงรีบหันกลับมานั่งหลังตรงและทอดมองไปเบื้องหน้าแทน

“…”

คาริฟยิ้มหลุดยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อเห็นท่าทางนั้น เขาไม่ตอบโต้หรือยียวนเจ้าชายของเขาอีก ด้วยไม่อยากให้เจ้าตัวอารมณ์ขุ่นมัว

ยามนี้พวกเขาจึงตั้งใจบังคับอาชาให้ลงบันไดหินไปสู่ตัวหมู่บ้านด้านล่างเงียบๆ มองจากจุดนี้เขาเห็นผู้คนในเผ่าต่างพากันออกมาต้อนรับ แต่สายตาของคาริฟกลับหยุดอยู่ที่ใบหน้างดงามของคู่โชคชะตาของตนเอง

ดูท่าคนคนนี้คงมีเรื่องสงสัยค้างคาอยู่ในใจมากมายเป็นแน่แท้ เพราะทุกอย่างนั้นแสดงออกมาทางสีหน้าหมดแล้ว…คาริฟคิด

ยามที่นาซีมหมกมุ่นครุ่นคิด สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปมาอย่างน่ารัก

ใช่…คู่โชคชะตาของเขาน่ารักนัก

คาริฟเพิ่งมายอมรับความรู้สึกของตนเองหลังจากที่เริ่มเปิดใจ และนอกจากความน่ารัก นาซีมยังเป็นโอเมก้าที่ฉลาด นอบน้อม

และเย้ายวนอย่างมาก…

พิสูจน์ได้จากใบหน้าและท่าทางยามระบำพันราตรีซึ่งติดตรึงอยู่ในหัวใจของคาริฟตั้งแต่ค่ำคืนนั้นจนถึงบัดนี้ ยิ่งผนวกกับราตรีที่เขาประทับรอยบนร่างกายของอีกฝ่ายแล้ว เขาจึงต้องยอมรับแต่โดยดีว่า เสน่ห์ของนาซีมนั้นมากล้นจนไม่อาจละสายตาได้

หากย้อนไปในยามสนธยาที่คาริฟบ้าคลั่ง เขายังต้องขอบคุณการฝึกฝนให้อดทนและยับยั้งชั่งใจตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นเจ้าชายนาซีมคงย่อยยับคามือของเขาอย่างแน่นอน

สัญชาตญาณของคู่โชคชะตารุนแรงนัก ยิ่งถูกกระตุ้นจากอาการฮีท รวมถึงพฤติกรรมห่วงแหนของอัลฟ่าก็ยิ่งเชิญชวนให้ความป่าเถื่อนปรากฏกายออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ

โชคดีที่คาริฟไม่กลายเป็นเหมือนทหารซันดาเหล่านั้น

และโชคดีจริงๆ ที่นาซีมยอมรับการจับคู่ของเขาโดยไม่ขัดขืน...

คิดถึงตรงนี้ดวงตาสีมรกตก็เหลือบมองรอยกัดที่ท้ายทอยระหง แผลตราประทับดีขึ้นมากแล้ว อีกไม่นานก็คงหายเจ็บ แต่ร่องรอยนี้จะติดตรึงอยู่เนิ่นนาน คล้ายเครื่องยืนยันว่านาซีมจะเป็นของเขาไปชั่วชีวิต

บุรุษชุดดำเอื้อมมือมารวบกอดนาซีมด้วยแขนสองข้าง จากนั้นจึงก้มหน้าลงแตะริมฝีปากบนรอยกัดที่หลังคอแผ่วเบา พานให้คนถูกกอดตกใจเล็กน้อย แต่ดิ้นขลุกขลักเดี๋ยวเดียวนาซีมก็ปล่อยตัวนิ่งยอมให้คาริฟจุมพิตบนตราประทับแต่โดยดี

เสียงธารน้ำสายเล็กไหลเอื่อยฟังดูไพเราะ สายลมที่พัดมาต้องกายอบอุ่นกว่าที่เคย

นาซีมจำไม่ได้ว่าสถานการณ์แรกเริ่มเป็นมาอย่างไร หรือว่าก่อนหน้านี้กำลังถกเถียงกันเรื่องใดอยู่ แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกที โมงยามที่เงียบงันนี้กลับกลายเป็นช่วงเวลาอ่อนหวานได้อย่างไม่น่าเชื่อ

กระทั่งอาชาพวงพีพานาซีมและคาริฟลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย ความสนใจของเจ้าชายแห่งโซราห์จึงถูกชนเผ่าภูตราตรีในไอเรมดึงดูดไปแทน

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปรอบๆ ในใจรู้สึกตื่นเต้นจนยากจะระงับ แต่เพราะบอกตัวเองอยู่เสมอว่าต้องสำรวมไม่ว่าสถานการณ์ใด เขาจึงทำได้แค่ยกยิ้มบางประดับใบหน้าเท่านั้น

มองจากด้านบนเขารู้สึกว่าที่แห่งนี้งดงามมาก แต่เมื่อลงมาสัมผัสใกล้ๆ ด้านล่าง นาซีมก็ยิ่งตกตะลึง

ไอเรมไม่เหมือนเมืองใดหรือแคว้นไหนที่เขาเคยพบมากก่อนในชีวิต เขากล้าพูดได้เลยว่าทั่วทั้งซาร์เรีย ต้องไม่มีดินแดนที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้อยู่แน่ๆ

ทั้งธารน้ำ ต้นไม้ และลักษณะของผู้คน ทุกอย่างล้วนต่างออกไป

ประชากรส่วนใหญ่ของซาร์เรียจะมีผิวเข้ม ผมสีดำ ตาสีน้ำตาลหรือดำสนิท รูปร่างไม่สูงใหญ่นักหากมิใช่อัลฟ่า แต่คนในไอเรมกลับตัวสูงชะลูดกันหมด บ้างมีผมสีดำเหมือนคาริฟ บ้างผมสีอ่อนตั้งแต่น้ำตาลไปจนทองอร่ามทั้งหัว ดวงตาก็เป็นสีอ่อนในเฉดเย็นเหมือนใบไม้และผืนฟ้า ผิวพรรณของทุกคนล้วนขาวผ่องกว่าคนซาร์เรียพื้นที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

ทีแรกเขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นผิวของคาริฟ แต่เมื่อได้พบจาเร็ด และคนอื่นๆ ในไอเรม นาซีมก็เชื่อมโยงได้ทันทีว่าใครเป็นคนในเผ่าภูตราตรีบ้าง

คาริฟบังคับให้อาชามาหยุดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ไม่เล็กไม่ใหญ่กว่าหลังอื่นๆ แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่ามันอยู่ใจกลางของชุมชนในไอเรมพอดิบพอดี

เมื่อม้าหยุดฝีเท้า บุรุษชุดดำก็กระโดดลงไปเบื้องล่างและไม่ลืมดึงตัวนาซีมลงมาด้วย

เขาสองคนยืนข้างกันท่ามกลางวงล้อมของผู้คนที่ค่อยๆ เดิมเข้ามาใกล้ นาซีมไม่ได้กลัวหรือรู้สึกได้ถึงอันตรายของชาวเผ่านี้ หากเขาก็อดที่จะประหม่าไม่ได้เมื่อถูกจ้องมองราวกับเป็นของแปลกประหลาด นาซีมจึงเผลอขยับกายไปชิดคาริฟมากขึ้น จนดูเหมือนกับเขากำลังหลบอยู่ด้านหลังของอีกฝ่าย

“ยินดีต้อนรับกลับนะท่านหัวหน้า”

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาจับมือคาริฟด้วยความดีใจ ก่อนหญิงชราท่าทางใจดีอีกคนจะแทรกตัวเข้ามาคว้ามือคาริฟไปกุมไว้ต่อ

“เดินทางลำบากมากหรือไม่ ทุกคนเป็นห่วงท่านแทบแย่”

“ไม่ลำบากเท่าไร ขอบคุณพวกท่านทุกคนที่มาต้อนรับข้า” คาริฟเอ่ยกับนางก่อนในประโยคแรก จากนั้นจึงกวาดมองไปรอบๆ และเอ่ยประโยคหลัง

“ท่านปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว รีบเข้าไปด้านในเถิด ท่านผู้เฒ่านูรุลฮูดากำลังคอยท่านอยู่ทีเดียว”

พูดไม่ทันขาดคำ ชายชราที่มีเส้นผมและหนวดสีขาวเป็นเงินยวงยาวจนลากพื้นก็ปรากฏกายออกมาหน้าประตูบ้าน โดยด้านข้างมีหญิงผู้หนึ่งที่มีดวงตาสีเดียวกับคาริฟประคองอยู่ใกล้ๆ

“กลับมาแล้วรึ ท่านคาริฟ”

“ท่านปู่”

คาริฟค้อมศีรษะทำความเคารพก่อนเข้าไปประคอง ท่านผู้เฒ่าโบกมือเบาๆ แล้วกล่าวอย่างร่าเริง

“ไม่เป็นไรๆ ข้ายืนไหว ไหนบอกซิว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับท่านปู่” คาริฟตอบ

“เช่นนั้นเจ้าชายน้อยบุตรของอาลียาอยู่ไหนเล่า”

นาซีมสะดุ้งวาบเมื่อบทสนทนาพุ่งมาที่ตน สายตาทุกคู่ในบริเวณนั้นก็เช่นกัน

“เขาอยู่ตรงนี้แล้วขอรับท่านปู่”

คาริฟปล่อยมือท่านผู้เฒ่า ก่อนเข้ามาจูงมือนาซีมที่ยืนตัวลีบที่ด้านหลังให้ไปอยู่ข้างกัน

นาซีมวางมือที่สั่นน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้นบนอุ้งมือใหญ่ แล้วก้าวเท้าออกไปยืนเคียงข้าง จากนั้นจึงทำความเคารพในแบบชาวโซราห์

“ยินดีที่ได้พบท่านผู้เฒ่า ข้า...นาซีมแห่งโซราห์ขอรับ”

ชายชราผู้นั้นใช้ดวงตาสีเขียวซีดมองนาซีมนิ่งๆ คล้ายพินิจพิจารณา เดี๋ยวเดียวเขาก็ผุดยิ้มกว้างและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“โอ้...ใบหน้าถอดแบบมาจากอาลียาไม่มีผิด แต่สีตาและผิวเมื่อพ่อเจ้าสินะ”

นาซีมตัวสั่นน้อยๆ เมื่อได้ยินผู้เฒ่านูรุลฮูดาเอ่ยถึงมารดาของเขา ยามนี้นอกจากความประหม่าที่ได้พบคนมากหน้าหลายตา ความอยากรู้อยากเห็นมากมายก็ผุดขึ้นในสมอง

นาซีมรู้อยู่แล้วว่ามารดาของเขารู้จักกับเผ่าของคาริฟ มิเช่นนั้นบุรุษผู้นี้คงไม่เดินทางไปช่วงเขาถึงอีกฟากของทวีป แต่ที่นาซีมชักสงสัยก็คือ

แม่ของเขามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับชนเผ่านี้มากกว่าที่คิดหรือไม่

แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบ นาซีมก็ถูกหญิงที่ยืนข้างท่านผู้เฒ่าก้าวเข้ามาถึงตัว ก่อนนางจะเอี้ยวมองไปที่ด้านหลังของนาซีมคล้ายต้องการสำรวจ

เจ้าชายโอเมก้าตกใจกับท่าทางของนางไม่น้อย แต่ก็ไม่กล้าหลบหนีไปอยู่ด้านหลังของคาริฟอีกแล้ว จนเมื่อหันกลับมาอีกครั้งและไล่มองตั้งแต่ใบหน้าของเขากับคาริฟสลับกัน นางจึงโพล่งออกมา

“คาริฟ!!”

“ขอรับ”

“นี่อย่าบอกนะว่าลูกไปถึงตัวเจ้าชายช้าไป...”

นางชี้มือมาที่นาซีม แต่ถ้ามองดูดีๆ ตำแหน่งที่ปลายนิ้วนั้นระบุมาคือตำแหน่งซึ่งมีรอยกัดที่คาริฟทำไว้ แต่นางคงเข้าใจผิดว่ารอยนี้เป็นชีคทาริคที่ทำ

เกิดเสียงฮือฮารอบกายของพวกเขา นาซีมมองไปโดยรอบก็พบเพียงสายตาซึ่งแสดงความสงสารต่อโชคชะตาของเขาส่งมาให้

แต่แล้วเป็นคนที่ใครๆ ต่างเรียกว่าท่านผู้นำที่เอ่ยปากปฏิเสธ ระงับข่าวลือและความเข้าใจผิดอันจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

“ข้าไปทันท่านแม่”

“แต่ตราประทับที่คอของเจ้าชายเล่า”

นาซีมหันมองหน้าคาริฟและเป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายมองมาที่เขาเช่นกัน หลังจากนั้นคาริฟก็ถอนสายตาแล้วหันไปเผชิญหน้ากับมารดา

“ข้าเป็นผู้ทำขึ้นเองขอรับ...” เสียงของบุรุษที่ยืนอยู่ข้างเจ้าชายแห่งโซราห์เอ่ยขึ้น

รอบกายของพวกเขาเงียบลง ราวกับกว่าเสียงนกร้อง เสียงลมพัดใบไม้ หรือเสียงน้ำไหลเองก็หยุดเพื่อที่จะฟังคำสารภาพจากปากของผู้นำแห่งเผ่าภูตราตรี

“นี่...นี่เจ้ากล้า...กับ...เจ้าชาย...กับลูกของอาลียา”

“...”

“เหตุใดจึงทำเช่นนี้ บอกแม่มา”

มารดาของคาริฟเหมือนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นาซีมไม่รู้ว่านางโกรธหรือไม่ แต่เห็นสีหน้าที่ประเดียวแดงก่ำ ประเดี๋ยวซีดเผือดแล้ว เจ้าชายก็นึกหวั่นใจขึ้นมา

ด้วยกลัวว่านางจะไม่ยอมรับ

แต่คาริฟกลับกระชับมือของนาซีมให้แน่นขึ้น ส่งผ่านความอบอุ่นมาให้ เหมือนต้องการบอกให้ไว้ใจว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี

ให้เชื่อว่าหากมีคนผู้นี้อยู่ข้างกาย นาซีมไม่ต้องกลัวสิ่งใดอีก

...และคาริฟก็ทำให้นาซีมรู้สึกเช่นนั้นได้จริงๆ

“เพราะเขาเป็นคู่โชคชะตาของข้า...เขาเป็นของข้า”

สุ้มเสียงที่หนักแน่น ยังไม่เท่าความรู้สึกและกลิ่นอายอัลฟ่าที่คาริฟปล่อยออกมา เขายืนยันให้ทุกคนได้สัมผัส ไม่ว่าจะอย่างไร หนทางที่ผู้นำของเหล่าภูตราตรีเลือกไม่มีวันผิดพลาด

มารดาของคาริฟเงียบไปเนิ่นนาน ราวกับพูดไม่ออกอีกแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของท่านผู้เฒ่าที่จะหยุดความตระหนกของคนในเผ่าและชักนำให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเราก็ควรยินดีกับหัวหน้าของชาวเรามิใช่หรือ” นูรุลฮูดาว่า

“แต่ท่านผู้เฒ่า...เจ้าชายเขา...”

“พอแล้วโซเฟีย เรื่องนี้เป็นชะตาที่เรามิอาจกำหนดได้ ดังนั้นจึงปล่อยให้เป็นไปตามประสงค์ขององค์เทพีเถิด” เขาบอกกับโซเฟีย ก่อนจะหันเอ่ยกับนาซีมอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องตระหนกไปเจ้าชายน้อย แม้ชาวเราจะเป็นเพียงเผ่าเล็กๆ ในดินแดนแห่งนี้ แต่เราจะไม่ทำให้ท่านน้อยหน้า ก่อนจะหารือหรือทำการสำคัญใดต่อไป...ชาวเราจะร่วมกันจัดพิธีวิวาห์ให้ท่านกับคาริฟอย่างสมเกียรติ”



❂ …………………………….❂







มาต่อแล้ววว

มีใครเดาถูกบ้างว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป -///-

หวานๆ วนไปก่อนเนาะ อิอิ

ตอนแรกจะมาเร็วกว่านี้ค่ะ แต่พอดีฝนต้องเดินทางมาหาดใหญ่กะทันหัน

ขับรถมาเองด้วย ก็เลยเหนื่อยนิดหน่อย

วันพรุ่งนี้จะเดินทางกลับถึงบ้านแล้วค่ะ

จะรีบลงรัวๆ เลยน้าา







ละอองฝน.

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
คาริฟแมนมาก  :o8:

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
ว้าววววว จะได้แต่งงานกันแล้ว
 :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
เอ็นดูนาซีม มีความตื่นเต้นและสับสนเบาๆ
แม่นาซีมเป็นคนในเผ่า แล้วมีตำแหน่งสูงหรือเปล่า
ทำไมแม่คารีฟดูกังวล

คารีฟออกตัวแรงจ้า ชัดเจน ปกป้อง น่ารักเลย
แถมมียิ้ม มีหยอก เอ็นดูน้องมากสินะ

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ bnmshhhhhhh

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 43
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกมากกกกภาษาดีสุดๆ รอติดตามเลยย :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ u_cosmos

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1114
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
อาลียาเกี่ยวอะไรกับภูตราตรี
แต่ถึงจะไม่รู้ว่าไปสัญญาอะไรกันไว้
อย่างน้อยตอนนี้เจ้าชายของเราเขาก็มีความสุข
เหลือแค่รอวันกลับไปทวงบัลลังก์คืน
 
ไม่ได้เข้าเล้ามานานมาก เลยเพิ่งเจอเรื่องนี้ของคุณละอองฝน
เราชอบการเขียนการบรรยายของคุณค่ะ
รู้สึกฟีลกู้ด ละมุนละไมดี ว่าแล้วก็แว้บไปอ่านพี่เมฆน้องรักอีกสักรอบ

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4015
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
คารีฟก็คืออบอุ่นมากค่ะ อยากเป็นนาซีมเลยยย  :hao5:

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2





บทที่ 22 อาลียา









หลังจากผู้เฒ่านูรุลฮูดาประกาศว่าจะจัดงานวิวาห์ให้คาริฟและนาซีม พวกเขาทั้งสองก็ถูกแยกออกจากกันทันที โดยคาริฟถูกกันไว้ที่บ้านของท่านผู้เฒ่า ส่วนนาซีมนั้นถูกมารดาของคาริฟ หรือที่ใครต่อใครเรียกว่า นีรา พามายังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ทางทิศตะวันตกห่างออกมาจากใจกลางไอเรมพอสมควร

นาซีมไม่กล้าเอ่ยถามว่านีรากำลังจะทำสิ่งใด อันที่จริงไม่ใช่แค่เขา แม้แต่ฮาบัสกับฟามีนก็ไม่อาจขัดขวางนางได้ ทุกคนปล่อยให้เจ้าชายตามนางมา ส่วนคาริฟที่ในตอนแรกทำท่าจะไม่ยอม เมื่อถูกมารดาขึงตาใส่ เขาก็ทำได้แค่ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

“ท่านแม่ จะพานาซีมไปทั้งอย่างนี้เลยหรือขอรับ”

“ถูกแล้ว” มารดาของเขาตอบเรียบๆ

“แต่เขายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ข้างเกรงว่านาซีมจะสับสน”

“เรื่องนั้นเจ้ามิต้องห่วง ไปหารือกับท่าผู้เฒ่าเถิด ทางนี้แม่จะจัดการเอง มิต้องกลัวว่าจะทำให้เจ้าชายน้อยตกพระทัย”

“แต่...”

“เจ้ารู้ธรรมเนียมดีมิใช่หรือ”

เมื่อได้ยินคำยืนยัน คาริฟจึงยอมตอบรับ

“...ขอรับท่านแม่” เขาว่า ก่อนจะหันหาคู่โชคชะตาของตน “นาซีม...เจ้าไปกับท่านแม่ของข้าก่อน แล้วข้าจะตามไปหาภายหลัง”

“เข้าใจแล้ว”

นาซีมรับคำง่ายๆ ไม่เอ่ยคำใดทั้งสิ้นเพราะรู้ว่าเมื่อถึงเวลา นีราจะเฉลยแก่เขาเอง

เจ้าชายเดินตามมารดาของคาริฟอย่างสงบเสงี่ยมโดยผ่านบ้านเรือนของผู้คนในไอเรมหลังแล้วหลังเล่า หลายต่อหลายคนลอบมองนาซีมกับนีราอย่างสนอกสนใจ แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็ไม่จ้องนานจนนาซีมรู้สึกอึดอัดนัก กระทั่งหน้าบ้านหลังหนึ่งนีราจึงหยุดและหันมาหานาซีม

“ถึงแล้วเพคะเจ้าชาย”

นางเบี่ยงกายเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะเปิดรั้วเตี้ยให้นาซีมเดินเข้าไปก่อน

บ้านของนีรามีขนาดพอเหมาะพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่กว่าบ้านหลังอื่นๆ ที่นาซีมเดินผ่าน แต่สิ่งที่เจ้าชายชื่นชอบอย่างมากก็คือแปลงดอกไม้เล็กๆ ตรงรั้วกับแปลงพืชแปลกตามากมายที่ปลูกเรียงรายไปจนเกือบถึงประตูบ้าน

ด้านหน้าประตูบ้านของนางมีพรมสานจากหญ้าชนิดหนึ่งวางเอาไว้ เจ้าชายเห็นนางเดินนำมาเคาะรองเท้าหนังสัตว์เบาะๆ สองสามครั้งคล้ายจะสอนให้เขาทำตาม ก่อนจะเปิดประตูเพื่อเดินเข้าไปด้านใน

“ขอต้อนรับสู่บ้านหลังน้อยของข้า เชิญเข้ามาด้านในเถิดเพคะเจ้าชาย”

นีรากล่าวเชิญเป็นครั้งที่สองตั้งแต่นาซีมเหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตของนาง ซ้ำยังกล่าวด้วยคำสุภาพอย่างมากอีกด้วย มันทำให้เจ้าชายรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่เขาก็ยังพยายามทำใจดีสู้เสือด้วยการตอบรับอย่างสุภาพและกดยิ้มบางๆ เช่นกัน

“...ขอบคุณขอรับ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายามนี้นาซีมสับสนกับสถานการณ์มาก ซ้ำยังเกรงใจมารดาของคาริฟพอดู ยิ่งนางมองมาคล้ายสำรวจเขาก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก แต่จะให้ทำอะไรยามนี้ก็คงไม่เหมาะ

กระนั้น เจ้าชายก็คิดในใจว่า...จังหวะเหมาะๆ ที่เขาคอยต้องมาถึงแน่ เพียงแค่รอเวลาสักหน่อยเท่านั้น

เมื่อตามกันเข้ามาในบ้านแล้ว นีราก็พาเจ้าชายไปยังห้องนอนห้องหนึ่ง แม้ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็สะอาดสะอ้านน่าอยู่

“ก่อนที่จะถึงพิธี ท่านพำนักที่ห้องนอนห้องนี้นะเพคะเจ้าชาย เพราะค่อนข้างฉุกละหุกพอดู ทำให้ข้าเตรียมตัวไม่ทัน จะให้อยู่บ้านเดิมของอาลียาก็มิได้แล้ว ด้วยต้องตระเตรียมหลายอย่างก่อนเข้าพิธี ดังนั้นขอท่านโปรดอย่าถือสาข้าและเผ่าของเราเลยนะเพคะเจ้าชาย”

นางขออภัยนาซีมเสียยืดยาว ทั้งยังมีหลายประโยคที่ทำให้นาซีมเกิดความสงสัย แต่เพราะท่าทางเป็นงานเป็นการและนอบน้อมเกินไปนี้ ทำให้เจ้าชายต้องรีบจัดการอะไรสักอย่างก่อนสอบถามเรื่องอื่น

“ท่าน...เอ่อ...”

“นีราเพคะ นีราแห่งไอเรม”

นางแนะนำตัว นาซีมจึงพูดประโยคที่ค้างไว้ได้ต่อ

“ท่านนีรา ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดอย่าใช้คำเช่นนั้นกับข้าเลย”

“ท่านหมายถึง...”

“ใช้คำสามัญธรรมดากับข้าเถิด ท่านมีอาวุโสมากกว่าข้า”

“ไม่ได้หรอกเพคะ ท่านเป็นเจ้าชายแห่งโซราห์ทำอย่างนั้นจะเหมาะได้อย่างไร”

“มีตรงไหนที่ไม่เหมาะกันขอรับ แม้ข้าจะเป็นเจ้าชาย แต่ยามนี้คาริฟจับคู่กับข้าแล้ว...” แม้จะรู้สึกกระดากอายไม่น้อย แต่นาซีมก็ยังกลั้นใจพูดต่อ “ท่านเป็นมารดาของคาริฟ ดังนั้นท่านก็มีศักดิ์เหมือนเป็นมารดาของข้าเช่นกัน...แต่ถ้าท่านเห็นว่าข้าไม่เหมาะจะเป็นลูก--- “

“ไม่ใช่นะเพคะ!”

ยังไม่ทันพูดจบ นาซีมก็ถูกตัดบทเสียก่อน นีรามีสีหน้ายุ่งยากใจเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นใบหน้าน่าเอ็นดูของเจ้าชายแห่งโซราห์ชัดๆ นัยน์ตาของนางก็สั่นระริก

...และยอมทำตามที่นาซีมขอในที่สุด

“หากเจ้าว่าเช่นนั้น ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้วล่ะนะนาซีม”

“ขอรับท่านนีรา”

“ต้องเป็นท่านแม่สิ...มิใช่ท่านนีรา”

“ขอรับ...ท่านแม่”

นาซีมยิ้มออกทันทีที่เห็นว่านีราอ่อนลง นีรามองเขาเงียบๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาจับบ่าสองข้าง เพื่อจับให้เขาหมุนตัว

“ข้าขอดูหน่อย”

“อะไรหรือขอรับ”

“ข้าอยากดูให้แน่ใจว่าเจ้ามิได้บาดเจ็บตรงไหน”

น้ำเสียงกับท่าทางที่อ่อนลงผิดกับเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคนทำให้นาซีมรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ มือที่ประคองบ่าของเขาเอาไว้พร้อมกับดวงตาซึ่งสำรวจทั่วร่างอย่างจริงจังก็ยิ่งทำให้คิดถึงความอบอุ่นที่เคยได้รับจากมารดาตน

หากแม่ของเขายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ท่านแม่ก็คงจะง่วนกับการสำรวจเขาเช่นนี้ เหมือนกับสมัยวัยเยาว์ ยามที่นาซีมแอบหนีออกไปเล่นซนกับเหล่าลูกชายของทหารนายกอง

บางทีนี่อาจเป็นสัญชาตญาณของความเป็นแม่...เมื่อคิดได้ดังนั้นนาซีมจึงรีบหมุนกายให้นีราดูถ้วนทั่ว แล้วหันกลับมาเพื่อยืนยันให้นางคลายใจ

“ข้ามิได้บาดเจ็บที่ใดเลยขอรับ คาริฟและทุกๆ คนดูแลข้าเป็นอย่างดีตลอดการเดินทางมาที่นี่ ท่านแม่นีราอย่าได้กังวล”

“คาริฟดูแลเจ้าดีอย่างนั้นหรือ” นางย้ำคำเขา

“ขอรับ” นาซีมยืนยันอีกคำ

“เช่นนั้นข้าก็วางใจ”

นีราถอนหายใจคล้ายโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง แล้วจึงพานาซีมมานั่งบนเตียงซึ่งถูกปูด้วยพรมลวดลายอ่อนช้อย พวกเขาทั้งคู่นั่งหันหน้าเข้าหากัน จากนั้นนางก็เริ่มถามเรื่องที่คาใจนางตั้งแต่เมื่อครู่

“ว่าแต่เรื่องเป็นมาอย่างไรกันแน่ ไยพวกเจ้าถึงจับคู่กันได้ ไหนเล่าให้ข้าฟัง”

“...พวกเรา...”

“...”

นาซีมไม่รู้จะบอกแก่มารดาของคาริฟอย่างไร เขาจึงเรียบเรียงเรื่องราวในหัวอยู่ครู่ใหญ่ นีราเองก็ใจดีที่ไม่เร่งเร้าเอาคำตอบ นางปล่อยให้นาซีมคิด จนในที่สุดเจ้าชายก็เอ่ยเองโดยไม่ต้องถามซ้ำ

“พวกเราเป็นคู่แห่งโชคชะตาของกันและกันขอรับ”

ครั้นได้ยินนีราก็เบิกตากว้าง ในแววตาของนางมีทั้งความตกใจและประหลาดใจปะปนกันไป หากใช้เวลาไม่นานนางก็สามารถตั้งสติได้และรำพันออกมาเบาๆ

“โชคชะตาหรือ...ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ หากเจ้ารู้จะประหลาดเหมือนข้าหรือไม่นะ...อาลียา”

แม้นาซีมจะยิ่งทวีความสงสัยในรอยยิ้มและคำพูดของนาง เขาก็มิกล้าถาม หากเลือกที่จะเล่าต่อแทน

“พวกเรามิได้จับคู่กันในทันทีขอรับ คาริฟให้เกียรติข้ามาก แต่เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นระหว่างหลบหนีคนของชีคทาริค จึงทำให้ต้องจับคู่กัน”

ฟังถึงตรงนี้นีราก็ขมวดคิ้วฉับ แล้วรีบถาม

“เจ้ามิเต็มใจหรือ”

คำถามนี้ทำให้นาซีมนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง ระหว่างเดินทางมาที่นี่ จากหมู่บ้านร้างถึงไอเรม ใช่ว่านาซีมจะไม่ไตร่ตรองความรู้สึกของตนเองให้ดี

หากเมื่อคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นพันครั้ง คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม

...นั่นคือเขาเลือกไม่ผิดที่ยอมจับคู่กับคาริฟ

แต่การจะเอ่ยความรู้สึกของตนให้ใครล่วงรู้นั้น กลับยากเสียยิ่งกว่าการตัดสินใจเลือกเสียอีก

“ข้า...”

“ว่าอย่างไร คาริฟใช้กำลังของอัลฟ่าขืนใจเจ้าหรือ!”

“มิใช่ขอรับ” เจ้าชายแห่งโซราห์ส่ายหน้าปฏิเสธ และยอมตอบทั้งที่แก้มสองข้างร้อนผ่าว แต่จะไม่ตอบก็มิได้ เพราะมารดาของคาริฟกำลังจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว “แม้เริ่มต้นจะเกิดจากเหตุสุดวิสัย แต่แท้จริงแล้วข้าเองก็ยินยอมพร้อมใจ...จับคู่...กับเขา”

แม้จะอายจนใบหน้าร้อนผ่าว นาซีมก็ยังข่มความรู้สึกและสบตากับนีราเพื่อยืนยันให้นางแน่ใจว่าสิ่งที่เขาเอ่ยคือเรื่องจริง

“ที่แท้เจ้าเองก็ยินยอมหรอกหรือ”

“...ขอรับ”

เคร้ง!

“นั่นใคร!”

นีรารีบผุดลุกขึ้นและวิ่งไปทางหน้าต่าง นางหันซ้ายหันขวามองหาต้นตอเสียง นาซีมเองก็เร่งตามมาช่วยดูด้วยเหมือนกัน แต่ยังไม่ทันโผล่หน้าออกไป นีราก็ดันให้เขากลับเข้าไปนั่งที่เดิมเสียก่อน

“ใครกันขอรับ”

“ไม่มีอะไร คงเป็นลมพัดถาดเงินที่ข้าตากสมุนไพรทิ้งไว้ตกลงมา”

“อ้อ”

นาซีมรับคำ พลางมองผ่านม่านบางออกไปยังนอกหน้าต่างอีกครั้ง เขาคล้ายเห็นเงาดำวูบหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเงาไม้หรือไม่ ทว่ายังดูไม่ถี่ถ้วนนัก ความสนใจของเจ้าชายก็ถูกเรียกกลับมาที่นีราอีกครั้ง

“เรามาว่าเรื่องของเราต่อเถิด”

“อา...ขอรับ”

“เมื่อครู่เราพูดถึงไหนนะ...อ้อ ที่เจ้ายืนยันว่ายินยอมจับคู่กับคาริฟใช่หรือไม่”

“ขอรับ”

“อืม...หากเป็นเช่นนั้นข้าก็โล่งอก” นีรายิ้มกว้างขึ้นแล้วจับมือนาซีมบีบเบาๆ “ข้าเกรงเหลือเกินว่าลูกชายตัวดีของข้าจะควบคุมตัวเองไม่ได้และเผลอทำร้ายเจ้าโดยไม่เต็มใจ หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าคงไปสู้หน้าอาลียากับราชาราฮิมไม่ได้”

ถึงตรงนี้นีราก็เงียบเสียงลงคล้ายกำลังครุ่นคิดเรื่องราวบางอย่าง นาซีมจึงใช้จังหวะนี้เอ่ยถามถึงมารดาที่ถูกนีราเอ่ยถึงอยู่หลายครั้งของตน

“ท่านแม่นีราขอรับ”

“ว่าอย่างไร”

“ท่านช่วยอธิบายบางอย่างให้ข้าแจ้งแก่ใจได้หรือไม่”

“เรื่องใด” เพราะเห็นนาซีมมีสีหน้าเคร่งขรึมลง นีราจึงรับฟังอย่างตั้งใจ

“ท่านรู้จักท่านแม่กับท่านพ่อของข้าหรือขอรับ”

“ย่อมรู้จักอย่างแน่นอน” นีราตอบตามตรง

“คือ...ข้าไม่รู้จะถามอย่างไร เพราะมีเรื่องที่สงสัยมากมายไปหมด”

เจ้าชายรู้สึกสงสัยเรื่องของมารดา เขามั่นใจว่าท่านแม่จะต้องมีความเดี่ยวข้องกับเผ่าภูตราตรีอย่างแน่นอน เพราะคนที่นี่ถึงกับส่งให้หัวหน้าเผ่าออย่างคาริฟออกไปช่วยเหลือนาซีมถึงโซราห์ ทว่านาซีมก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นถามจากตรงไหน

และเป็นนีราที่มองออกว่าเจ้าชายน้อยรู้สึกเช่นไร นางจึงลูบที่หลังมือเขาเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน

“นี่คาริฟมิได้บอกเรื่องใดแก่เจ้าเลยหรือ”

“เขาบอกแค่ท่านแม่ของข้าช่วยเหลือเผ่าของเขาไว้ เขาจึงมาช่วยข้าจากอันตรายตามคำขอร้อง”

“แล้วอาลียาเล่า นางเคยเล่าเรื่องใดให้เจ้าฟังบ้างหรือไม่”

“เรื่องใดที่ว่า...”

“ก็เรื่องของชาวเราเหล่าภูตราตรีอย่างไรล่ะ”

“ไม่ขอรับ...ท่านแม่ไม่ได้เอ่ยถึง ไม่สิ...” นาซีมเปลี่ยนคำพูดใหม่ “ท่านแม่เคยเล่าให้ฟังสมัยเมื่อข้ายังเล็ก แต่ท่านก็บอกว่ามันเป็นเพียงตำนานเท่านั้น”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” นีราพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “เช่นนั้นให้ข้าเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าฟังดีกว่า หากสงสัยตรงที่ใดเจ้าค่อยถาม เพราะดูแล้วเจ้าคงไม่รู้อะไรสักอย่าง”

“ขอบคุณท่านมากขอรับ”

นาซีมรู้สึกซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงกว่าทุกที จากที่เคยสงสัยมาตลอดว่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวพันกันอย่างไร

...ในที่สุดวันนี้เขาก็จะได้รู้ความจริงแล้ว

“เมื่อครั้งที่ข้ายังมีอายุได้เพียง 5 ปี ข้ากับบิดาเดินทางไปเอมาลีเพื่อพบญาติของเราซึ่งกำลังป่วยหนัก ระหว่างทางคณะของเราได้หยุดพักที่โอเอซิสเล็กๆ แห่งหนึ่ง และที่นั่นพวกเราได้พบกับอาลียาเป็นครั้งแรก นางถูกทิ้งไว้ริมธารน้ำทั้งที่ยังเป็นเพียงเด็กทารกเท่านั้น ข้าจำได้ว่าเสียงร้องไห้ของนางดังจนแสบแก้วหู ท่านพ่อของข้าอุ้มนางขึ้นมาให้ข้าดู ดวงตาของนางเป็นสีน้ำเงินประกายราวกับอัญมณี และหลังจากนั้นข้าก็มีน้องสาวเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน”

นีรามองนาซีมที่ยามนี้มีสีหน้าตกตะลึง นางยิ้มแล้วยังคงลูบที่หลังมือของเขาเบาๆ พร้อมกับเล่าต่อ

“อาลียาถูกเลี้ยงดูและเติบโตในดินแดนแห่งนี้ พวกเราถือว่านางเป็นเผ่าภูตราตรีเช่นกัน แต่เพราะความพิเศษในตัวนาง เมื่อเติบโตขึ้นจนรู้ความนางจึงไล่ต้อนถามท่านพ่อและท่านแม่ว่าแท้จริงแล้วตนเองมาจากที่ใด เราไม่อาจปกปิดความจริงต่อนางได้จึงได้ยอมบอก แต่อาลียามิได้น้อยใจในโชคชะตา นางดีใจเสียด้วยซ้ำที่พวกเราช่วยเหลือและเลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ พวกเราอยู่กันอย่างสงบสุขเรื่อยมา กระทั่งวันหนึ่ง อาลียาก็บอกกับข้าว่า นางฝันเห็นคู่โชคชะตาของนาง”

“ท่านพ่อหรือขอรับ”

“ถูกต้อง” นีราพยักหน้ารับ “ย่อมต้องเป็นเขาแน่นอน แต่ยามนั้นราฮิมยังเป็นเพียงเจ้าชายรัชทายาท และพวกเรายังไม่เคยพบกัน นีราฝันเห็นบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นทุกวัน นางบอกว่าเขาจะมีภัย มีคนหมายเอาชีวิต และมีเพียงนางที่จะช่วยเขาได้ แต่แล้วอย่างไร...เราอยู่ในไอเรม ดินแดนที่คนภายนอกไม่มีวันหาพบ และการจะเดินทางออกจากที่นี่ก็ไม่ง่ายนัก ข้าจึงไม่เชื่อสิ่งที่นางพูดเท่าใด เพราะคิดว่าเป็นเพียงความฝัน แต่วันหนึ่งเราสองคนถูกรับเลือกให้ออกไปทำหน้าของภูตราตรีที่ที่โฮมา ข้ากับนางจึงได้เดินทางออกจากไอเรม ตอนนั้นข้าลืมสิ้นแล้วกับเรื่องในความฝันที่อาลียาเล่า แต่เมื่อไปถึงโฮมา ความฝันที่นางบอกก็เป็นเรื่องจริง”

“อย่างไรหรือขอรับ”

“เกิดเรื่องโกลาหลขึ้นในโฮมาขณะที่เจ้าชายรัชทายาทของโซราห์เสด็จเยือน มีผู้ลอบปลงพระชนม์เขา แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นน้องสาวข้ากลับทำเรื่องเสี่ยงอันตรายโดยการเข้าไปรับดาบแทนราฮิม ทั้งที่ตอนแรกเราแค่มาเพื่อหาข่าวในตลาดของเมืองหลวงเท่านั้น หลังจากนั้นผู้คุ้มกันของราฮิมก็เข้ามาควบคุมสถานการณ์ได้ พวกเขาพาอาลียาไปรักษา ข้าเองก็ตามน้องไปด้วย เมื่อนางฟื้นคืนสติ นางจึงบอกข้าว่าราฮิมคือชายที่นางเคยฝันถึง และไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาก็จับคู่กัน อาลียาต้องย้ายไปอยู่ที่โซราห์ โดยที่พวกเราเหล่าภูตราตรีไม่อาจฝืนโชคชะตาได้”

“เพียงเพราะพวกเขาเป็นคู่แห่งโชคชะตาหรือขอรับ”

“มิใช่” นีราส่ายหน้า “มันมีเหตุผลมากกว่านั้น มากกว่าการเป็นคู่ที่ฟ้ากำหนด”

“ท่านหมายถึง...” ถึงตรงนี้นาซีมขมวดคิ้วแล้ว แต่นีราก็ยิ้มแล้วลูบหน้าเขาเบาๆ

“พวกเขารักกัน” นีราเอ่ย “อีกทั้งฟ้ามิได้กำหนดเพียงคู่ครอง แต่กำหนดหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้อาลียา”

ยิ่งได้ฟังเรื่องเล่า ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องให้นาซีมสงสัยไม่รู้จบ

“มันคืออะไรกันแน่ท่านแม่นีรา”

“อาลียาเป็นผู้มีพลังในการทำนาย”

“หา!! ผู้ทำนายหรือขอรับ!”

“ถูกต้อง...”

“มัน...อย่างไรกันแน่”

“ข้าก็มิรู้ว่าพลังนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่อาลียาสามารถเห็นอนาคตได้ และพลังนั้นจะมีประโยชน์ต่อแผ่นดินซาร์เรียหากนางได้อยู่เคียงข้างกับราฮิม ข้าไม่รู้ว่าที่สุดแล้วขอบเขตของการทำนายนั้นมีมากแค่ไหนและช่วยเหลืออะไรในแผ่นดินนี้ได้บ้าง แต่อย่างน้อยก่อนที่อาลียาและราชาราฮิมจะจากไป นางก็รู้ตัวก่อนหน้านั้นนานแล้ว”

“ระ...รู้ตัวอยู่แล้วหรือขอรับ”

ความจริงข้อนี้ทำให้นาซีมชาวาบไปทั้งตัว เข้าไม่เข้าใจ หากท่านแม่ล่วงรู้อนาคต รู้แม้กระทั่งวันที่ตนเองจะจากไป เหตุใดจึงไม่แก้ไขเสียก่อน

เหตุใดจึงปล่อยให้มันเกิดขึ้น!

เพราะหากเขารู้สักนิดล่ะก็...เขาก็คงไม่ยอมให้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน

“นางรู้” นีราย้ำ “รู้แม้กระทั่งเรื่องที่ราชบัลลังก์โซราห์จะถูกผลัดเปลี่ยนไปอยู่ในมือของคนชั่ว”

“แล้วเหตุไฉนท่านแม่จึงไม่บอกข้าหรือท่านพ่อ”

“เจ้าว่าพ่อของเจ้าไม่รู้หรือ ราชาราฮิมรู้ แต่บางอย่างก็มิอาจเปลี่ยนแปลง แม้เขาจะพยายามทุกวิถีทางแล้วก็ตาม อันที่จริงทั้งเขาและเราช่วยกันอยู่หลายปี แต่บางอย่างก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ดังนั้นอุบายเรื่องดวงตาแห่งราชวงศ์ที่ใช้หลอกเหล่าขุนนางให้มิกล้าแตะต้องบังลังก์โซราห์แม้เจ้าเป็นเพียงโอเมก้า ทั้งที่เจ้ามีดวงตาเปลี่ยนสีเหมือนมารดา มิใช่บิดา หรือเรื่องที่คาริฟเข้าไปช่วยเหลือ ทุกอย่างถูกคิดไว้ก่อนแล้ว”

“ดวงตา...ท่านหมายถึง”

“หึ แม้แต่เรื่องนี้เจ้าก็ไม่รู้หรือ...ไม่อยากเชื่อเลยว่านางจะไม่เคยร้องไห้ให้เจ้าเห็น ทั้งที่นางเป็นแค่เด็กขี้แยแท้ๆ” นีราพูดกับเขา แต่ดูให้ดีนางคล้ายรำพันถึงน้องสาวผู้ล่วงลับมากกว่า

นาซีมนิ่งงันไปเนิ่นนาน คิดคำถามหรือสิ่งใดไม่ออกทั้งสิ้น เจ้าชายนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ รวบรวมสติและระลึกถึงความทรงจำในอดีต แล้วเขาก็พบว่า...

ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นน้ำตาของมารดาเลย...บิดาก็ด้วย

ขนาดเขาที่เป็นคนใกล้ชิดที่สุดยังไม่เห็น แล้วคนทั่วไปจะมีโอกาสเห็นราชาหลั่งน้ำตาหรือ

ไม่มีทาง...เพราะทั้งหมดเป็นเพียงแค่อุบายที่ท่านทั้งสองช่วยกันกุขึ้นเพื่อช่วยยืนยันสิทธิ์ในราชบัลลังก์ของนาซีมหลังจากนี้

“และแน่นอน เพราะเหตุนี้เจ้าที่มีดวงตาเหมือนนางก็ได้รับถ่ายทอดความสามารถของผู้ทำนายมาด้วย ดังนั้นนางจึงต้องรักษาชีวิตของเจ้าให้ดีที่สุด เพราะเชื่อในอนาคตที่นางเห็น”

“เห็นว่าอะไรหรือขอรับ”

“ข้าไม่รู้หรอกว่าเห็นสิ่งใด นางมิได้บอกรายละเอียดแก่ข้า แต่นางว่าซาร์เรียจะปลอดภัยหากเจ้าปลอดภัย”

“แล้วข้า...ข้าน่ะหรือมีพลังในการทำนายอย่างที่ท่านแม่ว่า”

“เหตุใดจึงถามเช่นนี้”

“ก็ข้าไม่เคยเห็นภาพอนาคตหรือนิมิตใดทั้งสิ้น...ท่านแม่นีราว่ามันจะเป็นความจริงหรือ หากไม่แล้ว...เราจะทำอย่างไรต่อไป ความคาดหวังเรื่องซาร์เรียนั่นก็ด้วย ข้าในตอนนี้ยังมองมิเห็นทางที่จะช่วยเหลือสิ่งใดได้เลย แม้แต่บัลลังก์โซราห์ข้ายังรักษาไม่ได้ด้วยซ้ำ”

สิ่งที่นาซีมพรั่งพรูออกมาเรียกรอยยิ้มอ่อนโยนจากนีราได้อีกครั้ง ทว่าในดวงตาของนางนั้นกลับกร้าวขึ้น ก่อนนางจะเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่นที่สุด

“ข้าไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วพลังในการทำนายนั้นทำสิ่งใดได้บ้าง แต่ข้าเชื่อในตัวของอาลียา เพราะคำพูดของนางไม่เคยผิดเลยสักครั้ง ดังนั้นเจ้าก็จงเชื่อในตัวของแม่เจ้า เชื่อในตัวเองและคอยดูเอาเถิด แม้วันนี้อาจเป็นราตรีที่มืดมิดจนมองมิเห็นหนทาง แต่รุ่งอรุณของเจ้าต้องมาเยือนในไม่ช้า” นีราเว้นไปนิด ก่อนจะขยับเข้ามากระซิบใกล้ๆ ราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน “อีกอย่าง เจ้าก็มีลูกชายของข้าเป็นกำลัง แม้เป็นในยามค่ำคืน แต่ภูตราตรีเช่นเขาย่อมคุ้มครองเจ้าได้อย่างแน่นอนนาซีม”









❂ …………………………….❂









เฉลยปมอีกแล้วววว

ตอนหน้าเกียมตัวชุดไปงานแต่งกันค่ะ อิอิ








ละอองฝน.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-01-2020 19:23:33 โดย ละอองฝน »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ใครมาแอบฟังนะ

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
ซับซ้อนไปอีกค่ะ อะไรคือสืบทอดมาแต่ไม่รู้ตัว
นาซีมมีเรื่องสงสัยเยอะแยะ พอกับเราเลยค่ะ 5555

แม่นีราช่วยบอกมาเยอะ แต่ก็รู้ไม่หมดอยู่ดี
ว่าทำไมรู้อนาคต แต่ยังแก้ไขไม่ได้ ชะตามาแบบนี้หรอ
แม่นีราให้กำลังใจนาซีมไม่เท่ามีความอวยลูกด้วยนะ

เอ็นดูนาซีม กังวลไปหมดแล้ว รอเวลาอีกนิดนะ

ว้าววว หาชุดรอแปบค่ะ เตรียมไปงาน

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
โอ่ะ แลดูมีอะไร รีบมาต่อๆ

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2



บทที่ 23 เมเฮนดีสีขาว 1







หลังจากได้พูดคุยกับนีราจนเข้าใจอะไรๆ ได้ในระดับหนึ่ง นาซีมก็ถูกบังคับให้ไปอาบทำความสะอาดร่างกายและพักผ่อน ตอนนี้เองที่เจ้าชายแห่งโซราห์ได้พบกับสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจอีกอย่างและมันก็พาลให้ลืมเรื่องราวต่างๆ ได้ชั่วขณะหนึ่ง นั่นก็คือ ที่หลังบ้านของนีรามีธารน้ำเรียกว่าคลองส่งน้ำไหลผ่าน

แม้มันจะเป็นแค่ลำธารเล็กๆ แต่ก็ใสสะอาดและยังมีพอให้ทุกคนในไอเรมได้ใช้

“ลำธารนี่ไหลผ่านทุกบ้านเลยหรือขอรับท่านแม่”

“ใช้แล้วล่ะ” นีราตอบรับทั้งที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำ

“แล้วแหล่งน้ำนั้นมาจากที่ไหนขอรับ เหตุใดจึงมีมากพอให้ใช้อุปโภคบริโภคกันทั้งเผ่าเช่นนี้”

นาซีมเห็นด้วยตาของตนเองแล้วว่าไอเรมอุดมสมบูรณ์ แต่เขาไม่คิดว่ามันจะมากถึงเพียงนี้ ที่ไอเรมมีบ้านของคนในเผ่าอยู่ไม่ถึงร้อยหลังคาเรือนก็จริง แต่ปล่อยน้ำให้ทุกครอบครัวได้ใช้แปลว่าแหล่งน้ำของที่นี้จะต้องใหญ่มาก เผลอๆ อาจพอๆ กับทะเลสาบกลางเมืองหลวงของโซราห์เลยทีเดียว

“หนึ่งในหุบเขาที่ล้อมรอบไอเรมเอาไว้เหนือขึ้นไปทางด้านทิศตะวันตกมีแหล่งต้นน้ำ”

“แหล่งต้นน้ำหรือขอรับ”

“ถูกแล้ว” นีราพยักหน้ารับพร้อมกับยื่นไม้ถูหลังกับสมุนไพรหอมตลับเล็กๆ ให้นาซีม “เพราะมีแหล่งต้นน้ำที่ไหลลงมาผ่ากลางหมู่บ้านจึงทำให้ที่นี่มีน้ำใช้ตลอดปี บรรพบุรุษของเราจึงคิดค้นคลองส่งน้ำเพื่อให้ทุกคนมีน้ำใช้อย่างทั่วถึงกัน แต่ที่นี่เราเปิดปิดน้ำเป็นเวลา ยามตะวันขึ้นครั้งหนึ่งและตะวันตกครั้งหนึ่ง ไม่ได้ปล่อยน้ำทิ้งอยู่ตลอด”

“มีคนควบคุมด้วยหรือขอรับ”

“มีสิ หน้าที่นี้เป็นของหัวหน้าเผ่า”

“คาริฟหรือขอรับ”

“ถูกแล้ว” นีรายิ้ม “เมื่อได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าเผ่าภูตราตรีของเรา ผู้ที่เป็นหัวหน้าต้องย้ายจากบ้านเดิมไปอยู่ในบ้านอีกหลังหนึ่งใกล้กับแหล่งต้นน้ำ เพราะหนึ่งในหน้าที่ของเขาคือการควบคุมน้ำให้คนในไอเรม”

“เช่นนั้นแสดงว่าคาริฟมิได้อยู่ที่นี่หรือขอรับ”

“ไม่ได้อยู่ คาริฟย้ายไปที่กระท่อมน้อยริมผาตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้ว”

“แปลว่าคืนนี้เขาจะไม่กลับมาที่บ้านของท่านแม่นีราสินะขอรับ”

“ย่อมไม่มาแน่นอน” นีราบอก “และเจ้าก็ยังไปหาเขายามนี้ไม่ได้ด้วยนะนาซีม”

“เหตุใดจึงไม่ได้ขอรับ”

“เพราะตามธรรมเนียมของชาวเรา ผู้ใดที่จะเข้าพิธีวิวาห์ จักต้องอยู่ห่าง ห้ามเห็นหน้ากัน 7 ราตรี จนกว่าจะถึงวันวิวาห์”

ครั้นได้ยินข้อห้ามที่ว่านาซีมก็ถามต่อด้วยความสงสัยระคนตกใจ

“เพราะอะไรขอรับ”

“เรื่องนี้เป็นธรรมเนียมของเรามาแต่โบราณ เหตุผลก็เพราะต้องการให้บ่าวสาวได้รู้หัวใจของตนเองในระหว่างที่ไม่พบพานกัน 7 ราตรี ด้วยเราเชื่อว่าการจะครองคู่กันมิใช่เพราะถูกบังคับจากใครคนใดคนหนึ่ง หรือแม้แต่ถูกบังคับด้วยโชคชะตาอย่างไรเล่านาซีม”

“แล้วถ้าหาก...เรา” นาซีมเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก “เอ่อ...เราบังเอิญจับคู่กันแล้วเหมือนเช่นข้าและคาริฟเล่าขอรับ”

“หากจับคู่กันแล้วก็แปลว่าพวกเจ้าตัดสินใจดีแล้วมิใช่หรือ”

“ขอรับ”

“แต่ธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาช้านานก็ย่อมต้องปฏิบัติอยู่ อย่างน้อยหากใครสักคนจะแหกกฎไม่ทำตาม คนผู้นั้นก็ต้องมิใช่หัวหน้าเผ่า”

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”

นาซีมยอมรับแต่โดยดี เขารู้ว่าในแต่ละท้องที่ย่อมมีกฎบ้านกฎเมืองของตนเอง ยิ่งนาซีมที่เป็นคนในราชวงศ์มาตลอดชีวิต เขาจึงต้องเป็นคนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด

และจุดประสงค์ของธรรมเนียมที่ว่าก็มิได้เลวร้าย ดีเสียอีกที่มีเวลาให้คนสองคนที่จะจับคู่อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตได้คิดถึงอนาคตของตนเองให้รอบคอบ

แม้นาซีมจะรู้สึกแปลกๆ เมื่อรู้ว่าจะไม่ได้พบคาริฟตลอด 7 ราตรีก็ตาม...

“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว อีกอย่างในระหว่างนี้ เจ้าเองก็มีเรื่องที่ต้องทำเช่นกันนะนาซีม”

“เรื่องใดหรือขอรับ”

“ต้องทำของแทนใจมอบให้คาริฟในวันแต่งงานอย่างไรเล่า”

“ขอแทนใจ?” นาซีมขมวดคิ้วฉับ เพราะเรื่องนี้เขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนอีกเหมือนกัน “คือสิ่งใดหรือขอรับท่านแม่นีรา”

“ตามธรรมเนียมของเรา ช่วงเวลาที่บ่าวสาวแยกกันมิอาจพบพาน นอกจากจะต้องรักษาตัวให้ปลอดภัยจนถึงวันงานแล้ว ต่างฝ่ายต่างต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อมอบให้แก่กันในวันนั้น ถือเป็นสิ่งของให้แทนใจ”

“แล้วข้าต้องใช้สิ่งใดแลกกับคาริฟดีขอรับ”

หากนาซีมยังเป็นเจ้าชายที่นั่งอยู่ใต้บัลลังก์โซราห์ เขาคงไม่ลำบากใจกับเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าสิ่งใดเขาก็มีอำนาจเสาะแสวงหามาเป็นของกำนัลแก่คาริฟได้

...ทว่าตอนนี้นาซีมไม่มีอะไรเลยนอกจากชีวิต

นาซีมหนีออกมาตัวเปล่า แม้แต่สมบัติติดกายอย่างปลอกคอล้ำค่าที่มารดามอบให้ใส่ติดตัวก็ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ติดกายก็ล้วนเป็นของคาริฟทั้งสิ้น

ครั้นนีราเห็นนาซีมนิ่งงันไป ซ้ำยังทำหน้าเคร่งขรึมลง นางจึงย่อตัวลงนั่งข้างกายเจ้าชายน้อยและแตะลงบนไหล่ลู่เบาๆ

“นาซีม”

“ขอรับท่านแม่” คนถูกเรียกหันกลับมาหา

“คิดกังวลสิ่งใดอยู่”

“ข้าหนีมาแต่ตัว ไร้ซึ่งสมบัติติดกาย ข้าจึงไม่รู้ว่าจะแสวงหาของมีค่าใดมอบให้แก่คาริฟได้”

นอกจากต้องให้เพราะเป็นของแทนใจตามธรรมเนียมแล้ว นาซีมยังคิดถึงความหมายอื่นมากกว่านั้น เขาอยากให้ของแทนใจที่ว่า...

แทนคำขอบคุณของเขาด้วย

เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นาซีมยังมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะถูกคาริฟช่วยไว้ คาริฟต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อเขาหลายครา ทั้งยังไม่เคยดูถูกเขาที่เป็นเพียงเจ้าชายโอเมก้าไร้บัลลังก์ ซ้ำปฏิบัติต่อเขาอย่างอ่อนโยนเท่าที่อัลฟ่าตนหนึ่งจะทำได้

นาซีมจึงอยากตอบแทนอีกฝ่ายด้วยสิ่งมีค่า ให้สมกับความเหนื่อยยากของคาริฟ แต่เขากลับมองไม่เห็นสิ่งของที่เหมาะสมพอและตนมีปัญญาเสาะหามามอบให้อีกฝ่ายได้เลย

“เด็กโง่” นีราลูบศีรษะของนาซีมแผ่วเบาและสัมผัสของนางก็ทำให้เขานึกถึงมารดาแท้ๆ เหลือเกิน “ของแทนใจเป็นเพียงสิ่งของเชิงสัญลักษณ์ เป็นแค่ของชิ้นหนึ่งในพิธีการ หากมันมิได้มีค่ามากกว่าความรู้สึกดีๆ และความปรารถนาดีที่มีให้กันหรอกนะนาซีม”

“...”

นาซีมพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะอ่อนเชื่อมลงเมื่อได้ยินคำถามต่อมา

“เจ้าว่าเจ้าเต็มใจจับคู่กับเขา นั่นแสดงว่าความรู้สึกที่เจ้ามีต่อเขาย่อมเป็นความรู้สึกพิเศษ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของคาริฟเลย ข้ารู้จักลูกชายคนนี้ดีที่สุด คาริฟเป็นคนแน่วแน่และซื่อตรงต่อความรู้สึก มิมีใครบังคับเขาได้หากเขาไม่อยากทำ แม้แต่อดทนต่อสัญชาตญาณของอัลฟ่าที่มีต่อโอเมก้ากำลังฮีทอยู่ คาริฟก็เคยอดทนมาแล้วหลายครั้ง กระทั่งมาพบเจ้า ข้าไม่เชื่อว่าคาริฟพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา แต่เขาพ่ายแพ้ต่อเจ้า”

“...แพ้ให้ข้าหรือ”

“ถูกแล้ว หัวใจของเขาพ่ายแพ้ให้แก่เจ้า...นาซีม”

“...”

นาซีมไม่เคยถามความรู้สึกของคาริฟ อีกฝ่ายก็ไม่เคยบอกว่าจริงๆ แล้วรู้สึกเช่นไร และถึงแม้ว่าคำที่เขาได้ยินจากนีราจะเป็นเพียงสิ่งที่นางคาดเดาไปเอง

...หากมันก็ทำให้หัวใจของเจ้าชายน้อยพองโตจนแทบเก็บสีหน้ารักษากิริยาไม่ไหว

“เจ้ามิต้องห่วง ชำระร่างกายเสียเถิด เสร็จแล้วพักผ่อนให้มาก พ้นคืนนี้ไปข้าจะช่วยเจ้าคิดเองว่าควรทำอะไรให้เขาในพิธี”

“ขอบคุณท่านแม่นีรามากขอรับ”

แม้เพิ่งพบกัน แต่นาซีมก็อยากขอบคุณนางด้วยความซาบซึ้งใจที่สุด หากไม่ได้นีรา เขาคงยังสงสัยในเรื่องราวมากมายเหล่านั้นอยู่ ด้วยไม่รู้ว่าจะมีใครยอมไขข้อข้องใจแก่เขาเมื่อไหร่ ทั้งนางยังเอื้ออารีต่อเขาเป็นอันมาก มากเสียจนเจ้าชายรู้สึกอบอุ่นราวกับอยู่บ้านของตนเอง

“ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรยามนี้เจ้าก็ถือว่าเป็นคนในครอบครัวของข้าอีกคนหนึ่ง อย่าได้กังวลสิ่งใดอีกเลยนะนาซีม” นีราเว้นไปนิด ก่อนจะลุกขึ้นแล้วสั่งอีกประโยค “รีบอาบน้ำเข้า สมุนไพรในตลับนั้นข้าบดเองกับมือ เป็นเครื่องหอมและช่วยลดกลิ่นเหงื่อติดกายจากการเดินทางไกล อาบน้ำเสร็จแล้วก็รีบเข้ามา ข้าจะหาอะไรให้เจ้ารองท้องก่อนนอนพักผ่อน ดูท่าอีกเดี๋ยวคงมีคนมาบอกกำหนดการงานวิวาห์ของเจ้ากับคาริฟ”

“ขอรับ”

นาซีมพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายและหันไปสนใจเครื่องอาบน้ำในตะกร้าสาน ส่วนนีราก็เร่งเดินหลบออกมา ปล่อยให้เจ้าชายแห่งโซราห์อยู่หลังฉากกั้นเพียงลำพัง

สายตาคมกริบของแม่หมอสมุนไพรแห่งเผ่าภูตราตรีจ้องไปในทิศทางที่เมื่อครู่ถาดสมุนไพรของนางตก นางถอนหายใจและส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะบ่นบุตรชายผู้องอาจหากทำกิริยาราวกับเด็กของนาง

“คาริฟนะคาริฟทำอะไรเป็นเด็กไปได้”

บ่นไปพลางนีราก็เร่งสาวเท้าไปพลาง เดี๋ยวเดียวนางก็มาถึงสวนสมุนไพรหน้าบ้าน และก็เป็นดังคาด เมื่อทอดสายตาไปจนสุดทางเดิน นีราพบร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีรัตติกาลยืนเอามือไพล่หลังหันหลังให้นางอยู่

ดูท่าในใจคงกระวนกระวายพอดู บุตรชายของนางจึงไม่รู้ว่ามารดาของตนมาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังแล้ว

“โอ๊ย!” คาริฟส่งเสียงร้องเมื่อจู่ๆ ก็เจ็บแปลบที่แขน ครั้นหันมาก็พบว่าเป็นมารดาของตนยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ “ท่านแม่!”

“ว่าอย่างไรพ่อตัวดี”

“หยิกข้าทำไม ข้าเจ็บนะขอรับ”

“ข้าอยากจะตีเจ้าให้เจ็บกว่านี้อีกคาริฟ หากไม่เกรงว่าเจ้าชายน้อยจะได้ยินเข้าล่ะก็” นีราเก็บมือและยืนกอดอก ใบหน้างดงามเคร่งขรึมลงอย่างเอาเรื่อง “เหตุใดจึงยั้งช่างใจบ้าง อย่างน้อยก็รอให้พาเขามาถึงบ้านเราก่อนมิได้หรือ เจ้ารู้ไหมว่าทำข้าแม่รู้สึกผิดต่ออาลียาเพียงใดที่ลูกแม่ไปข่มเหงลูกนางเช่นนี้”

“ข้ามิได้ข่มเหงน้อง”

“คาริฟ!” นีราปราบเสียงดุ “ยังจะกล้าเรียกเขาอย่างนั้นอีก ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงเจ้าชาย ซ้ำยังมิได้เข้าพิธีวิวาห์กันเป็นเรื่องเป็นราว หากใครได้ยินเข้าจะหาว่าแม่ไม่สั่งสอนเจ้า”

“ท่านแม่...”

คาริฟทำหน้าปั้นยาก ไม่รู้ว่าควรรับมือมารดาอย่างไร

“เอาเถอะๆ เรื่องนี้วางไว้ก่อน ว่าแต่เจ้ามาแอบด้อมๆ มองๆ ถึงที่นี่ด้วยเหตุอันใด”

“ข้ามาส่งข่าวขอรับ ท่านปู่กำหนดวันวิวาห์ให้แล้ว” คาริฟตอบเสียงเบาเพราะแท้จริงแล้วชายหนุ่มมีจุดมุ่งหมายอื่นแฝงอยู่ด้วย

“เหลวไหล เจ้าให้ใครมาส่งข่าวก็ได้ มิจำเป็นต้องมาเอง รู้ธรรมเนียมของเผ่าเราดีมิใช่หรือ”

“ข้าเป็นหัวหน้าเผ่าแล้ว ย่อมรู้ดีธรรมเนียมดีขอรับ”

“รู้แล้วเหตุใดจึงมา!” ยิ่งได้ฟังว่าบุตรชายนำคำว่าหัวหน้าเผ่ามาอ้าง นีราก็ยิ่งโกรธ

“ท่านแม่โปรดอภัย แต่ข้าเพียงอยากรู้ อยากเห็นกับตาว่านาซีมเป็นอย่างไร เขาไม่รู้เรื่องใดเลย เป็นความผิดของข้าที่ไม่เล่าให้เขาฟังตั้งแต่เนิ่นๆ มาถึงเผ่าเราแล้วถูกจับให้ห่างตามา เขาคงตกใจไม่น้อย”

“จึงมาแอบมองอยู่บนคาคบไม้ราวกับค้างคาวอย่างนั้นรึ”

“ท่านแม่...”

“เจ้าร้อนใจเป็นห่วงเจ้าชายแม่รู้ แต่ระวังกิริยาหน่อยคาริฟ คนในเผ่าของเราล้วนนับถือเจ้า อย่าทำตัวเป็นเด็กแรกรุ่นริมีความรัก”

“ท่านแม่”

“พอทีๆ มิต้องเรียกข้าแล้ว ข้ารู้แล้วว่าตนเองเป็นแม่ของเจ้า เอาเป็นว่าบอกกำหนดการมา ข้าจะได้เตรียมการทางนี้ให้เรียบร้อย”

นีราตัดใจเลิกดุด่าบุตรชายและ สงบใจลง เพราะอย่างไรเสียเรื่องต่างๆ ก็เกินควบคุมแล้ว นางที่เป็นแม่ซ้ำเป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของคนทั้งสองจึงต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเช่นกัน

“กำหนดการคือหลังจากนี้ 6 ราตรีขอรับ ราตรีที่ 7 เป็นคืนพิธีของข้ากับนาซีม”

“เหตุใดจึงไม่รอให้พ้น 7 ราตรีไปก่อนตามธรรมเนียม”

“ท่านปู่บอกว่าราตรีที่ 7 เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงพอดี หากเป็นคืนนี้พลังแห่งดวงจันทร์จะเสริมดวงชะตาของข้าที่เป็นหัวหน้าเผ่าภูตราตรีขอรับ”

คาริฟรายงานตามที่ผู้เฒ่านูรุลฮูดาบอกครบทุกคำ ใจจริงเขาอยากบอกมารดาด้วยว่าแค่ให้รอ 6 ราตรีก็ถือว่านานเกินไปแล้ว แต่เพราะกลัวจะถูกมารดาเล่นงานอีกรอบ คาริฟจึงสงบปากสงบคำไว้

“เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ...” นีรารับคำ

“ขอรับ” คาริฟว่า ก่อนจะทำใจกล้าเอ่ยเรื่องที่ไม่ว่าอย่างไรต้องถูกดุด่าอย่างแน่นอน “ท่านแม่ขอรับ”

“ว่าอย่างไร”

“ข้าขอพบนาซีมสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ”

“ไม่ได้”

นีราปฏิเสธอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คาริฟได้เตรียมไม้ตายเอาไว้แล้ว ชายหนุ่มเดินเข้าไปหามารดา ทิ้งมากของผู้นำเผ่าภูตราตรีแล้วกอดเอวนีราอย่างที่ชอบทำยามอ้อนขออะไรสักอย่าง

“ท่านแม่...”

“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะคาริฟ เจ้าคิดว่าวิธีนี้จะได้ผลหรือ” นีราเชิดหน้าไปอีกทาง พยายามไม่หันไปมองบุตรชายตนเพราะกลัวใจอ่อน

“แต่ท่านแม่...” เขาวางคางบนไหล่เล็กแล้วอ้อนเสียงอ่อน “อีกเดี๋ยวข้าต้องเดินทางไปที่ทะเลเหนือแล้ว กว่าจะกลับมาก็คงในราตรีที่ 6 ข้าจะไปโดยไม่บอกกล่าวน้องสักหน่อยไม่ได้ นาซีมมิคุ้นเคยธรรมเนียมของเรานะขอรับ ซ้ำเขายังถ่อมตนและขี้เกรงใจเหลือเกิน แม้เขาจะอยากรู้เพียงใดก็คงไม่พูด แล้วเช่นนี้ท่านแม่จะปล่อยให้น้องเป็นกังวลเรื่องข้าถึง 6 ราตรีเชียวหรือ”

รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่คาริฟบอกเป็นเพียงข้ออ้าง แต่เมื่อคิดตามแล้วนีราก็อดสงสารนาซีมไม่ได้ บางทีอาจจะจริงดังที่คาริฟบอก ก่อนมาที่นี่นาซีมเดินทางเคียงข้างคาริฟแรมเดือน เจ้าชายน้อยย่อมสบายใจหากเห็นคู่โชคชะตาของตนอยู่ในสายตา และถ้าคาริฟหายไปโดยไม่บอกกล่าว แม้จะเป็นธรรมเนียม เขาก็อาจจะเป็นกังวลได้

เมื่อคิดให้ดีแล้ว นีราจึงตัดสินใจยอมทำตามบุตรชายตัวดีสักครั้ง

“เช่นนั้นก็ได้ แต่แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้นนะ”

“ขอบคุณท่านแม่ขอรับ”

คาริฟยิ้มอย่างยินดีก่อนจะปล่อยมารดาให้เป็นอิสระเมื่อนางโบกมือไล่เขา แต่นีราลืมไปว่านาซีมอาบน้ำอยู่ นึกได้อีกทีบุตรชายของนางก็กระโดดแผล้วหายไปทางลำธารหลังบ้านเสียแล้ว

“เดี๋ยวคาริฟ!”







❂ …………………………….❂







สมุนไพรในตลับของนีราหอมมาก นาซีมใช้ขัดถูร่างกายรวมทั้งสระผมจนล้างออกเรียบร้อยก็ยังรู้สึกได้ว่ากลิ่นหอมอ่อนๆ นั้นยังติดกาย เขาลุกขึ้นแล้วใช้ผ้าคลุมสีฟ้าอ่อนที่นีรานำมาให้ห่อร่าง ก่อนจะเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดใส่ตะกร้าดังเดิม

ขณะที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เท้าก็พลันเหยียบเข้ากับหินกลมมนก้อนใหญ่ซึ่งใช้นั่งอาบน้ำเมื่อครู่ และเพราะมันมีสมุนไพรติดอยู่จึงทำให้เท้าลื่นจนทรงตัวไม่อยู่

ตอนที่คิดว่าต้องล้มหัวฟาดพื้นอย่างแน่นอน อยู่ๆ แผ่นหลังของนาซีมก็มีใครบางคนมาซ้อนและรับร่างของเจ้าชายเอาไว้ได้ทันท่วงที

“ระวังหน่อยสิ”

เสียงของใครคนนั้นกระซิบใกล้จนลมหายใจอุ่นกระทบใบหู อ้อมแขนกว้างของเขาแข็งแรง มั่นคงแฃะคุ้นเคยจนไม่ต้องหันไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

“คาริฟ!”

กระนั้นนาซีมก็ยังผินหน้ากลับมาพบกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากของคู่โชคชะตาตน

“ใช่แล้ว เป็นข้า” คาริฟบอก

“มาได้อย่างไร” นาซีมถามต่อทันที “ไหนท่านแม่นีราว่าธรรมเนียมของที่นี่จะไม่ให้เราพบกัน 7 ราตรีมิใช่หรือ”

“ใช่ ธรรมเนียมของเผ่าข้าว่าอย่างนั้น และของพวกเราแค่ 6 ราตรี”

“แล้วเหตุใดเจ้าถึง...”

“ข้ามาลา”

คาริฟตอบก่อนจะฟังคำถามจบ ซึ่งคำตอบของเขาทำให้นาซีมต้องพลิกกายกลับมาหาด้วยความตกใจ

“เจ้าจะไปที่ใด!”

“ข้าต้องออกเดินทางข้ามเขาไปทะเลเหนือ”

“แล้วข้าเล่า...”

“เจ้าจะอยู่ที่นี่กับแม่ของข้า”

คาริฟพูดเรียบๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่คนฟังกลับนิ่วหน้าราวเจ็บปวดก่อนจะช้อนตามองคาริฟราวกับตัดพ้อ คาริฟมองดูแววตาที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีด้วยความฉงน และเริ่มเห็นเค้าลางไม่ดีใกล้เข้ามาแล้ว

“...เจ้าจะทิ้งข้าไว้ที่นี่หรือ”

นาซีมเข้าใจว่าเมื่อคาริฟพาตนมาส่งถึงที่ ก็หมายความว่าหมดหน้าที่ของอีกฝ่ายแล้วเช่นกัน ดังนั้นหากเขาจะเดินทางไปแห่งหนใดก็ไม่เกี่ยวกับนาซีมอีก เมื่อคิดถึงตรงนี้เจ้าชายแห่งโซราห์ก็รู้สึกผิดหวังระคนน้อยใจจนพานให้หยดน้ำใสๆ เอ่อล้นขอบตา

“ข้ามิได้ทิ้งเจ้า! เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว”

“หมายความว่าอย่างไร...”

“ข้าแค่จะไปเก็บไข่มุกจากทะเลเหนือมาทำเมเฮนดีสีขาวให้เจ้า อีก 6 ราตรีก็กลับมาแล้ว”

“...เมเฮนดีสีขาวหรือ”

“ใช่” คาริฟยืนยันท่าทางจริงจังเพราะกลัวนาซีมไม่เชื่อ “เจ้าสาวของข้า...หัวหน้าเผ่าภูตราตรี...จะต้องมีลวดลายเมเฮนดีสีขาวห่มกาย”

“เป็นธรรมเนียมอีกหรือ”

“ถูกแล้ว ดังนั้น...เจ้าอย่าทำให้ข้าปวดใจเช่นนี้”

ว่าแล้วคาริฟก็ใช้มือสองข้างประคองใบหน้าของเจ้าชายนาซีม ก่อนจะใช้นิ้วโป้งปาดหยดน้ำตาให้เบาๆ เขาไม่คิดว่านาซีมจะอ่อนไหวเพราะเรื่องแค่นี้ แต่คาริฟก็ดีใจเพราะเรื่องแค่นี้ที่ว่า...คือเรื่องของเขา

“ขอโทษ”

“ไม่เป็นไร” คาริฟยิ้มบาง สายตาที่มองนาซีมนั้นอ่อนโยนเสียจนนีราเองก็ไม่อยากเชื่อสายตา และไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะ “เมื่อเข้าใจแล้ว เจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่ ไม่เกิน 6 ราตรีข้าจะกลับมา”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

“รอข้านะ”

“ข้าจะรอ แต่...”

“แต่อะไร”

“เจ้ารีบกลับมานะ”

“อืม...ข้าจะรีบกลับมา”






❂ …………………………….❂







เมเฮนดีสีขาวมันยาวน่ะค่ะ ขอแบ่งสองตอนน้า

แต่ตอนหน้าจะมาพรุ่งนี้ค่ะ อย่าพึ่งงอนเค้า

ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ

ดีใจมากๆ ที่คนเข้ามาอ่านกันเยอะขึ้นมากเลย








ละอองฝน.

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
เนี่ยยยยย ยังไม่ทันแต่งเลย มาเรียกเขาว่าน้องแล้ว
จะรออ่านนะคะ สู้ๆนะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
นึกว่าใครมาแอบมอง

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด