---❂❂❂ นิทานภูตราตรี ❂❂❂---- -: บทส่งท้าย :- นิทานภูตราตรี [29/04/2563](จบค่ะ)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ---❂❂❂ นิทานภูตราตรี ❂❂❂---- -: บทส่งท้าย :- นิทานภูตราตรี [29/04/2563](จบค่ะ)  (อ่าน 36270 ครั้ง)

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2





บทที่ 12 ของกำนัล








เจ้าชายนาซีมรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งเมื่อยามพระอาทิตย์ตกดินแล้ว เพราะเขาได้ยินเสียงผู้คนจอแจจากทางหน้าต่าง เมื่อผุดลุกนั่งบนเตียง ตั้งใจว่าจะชะโงกลงไปดูว่าใครต่อใครทำอะไรกัน เจ้าชายก็พบว่าตนอยู่ในห้องพักเพียงคนเดียว

เขาไปไหนกันนะ...

ในหัวอดไพล่คิดไปถึงคนผู้นั้นไม่ได้ บุคคลที่ทำให้ต้องใช้เวลาพักใหญ่จึงจะข่มตาหลับลง

นาซีมลูบหน้าของตนเองตัวเองแรงๆ ให้ตื่นตัว เขาไม่รู้ว่านี่เป็นอิทธิพลของคู่โชคชะตาหรือไม่ เพราะแม้จะพยายามปัดภาพของคนผู้นั้นออกไปจากสมอง แต่เขาก็ยังมีคาริฟอยู่ในความคิดคำนึงทั้งยามหลับและยามตื่น

การไม่เป็นตัวของตัวเองเช่นนี้ช่างน่าหวาดหวั่นเหลือเกิน...

แต่นาซีมคงลืมคิดไปว่า นี่อาจไม่ได้มีอิทธิพลจากการเป็นคู่โชคชะตาของกันและกันเท่านั้น แต่เป็นเพราะคาริฟเริ่มเดินออกมาจากกำแพงที่เจ้าตัวสร้างขึ้น ขยับเข้ามาใกล้จนมองเห็นกันและกันได้แทบทุกเวลา คงมิแปลกที่จะคะนึงหายามมองไปไม่เห็น

“เฮ้อ~”

เจ้าชายถอนหายใจออกมายาวเหยียด แล้วจึงลุกขึ้นเดินไปทางหน้าต่าง

จากมุมนี้เขาสามารถมองออกไปยังด้านหน้าของบ้านจาเร็ดได้พอดี บนถนนที่เพิ่งเข้ามาเมื่อกลางวันตอนนี้เปลี่ยนไปมาก จากที่โล่งๆ เป็นทางเดินยาว บัดนี้เปลี่ยนไปคับแคบเพราะมีโรงละครขนาดย่อมตั้งอยู่ โรงละครมีฉากเป็นผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงปิดบังด้านหลังเอาไว้ ซึ่งจุดนั้นมีคนของคณะละครเร่กำลังนั่งรอแสดงและช่วยกันแต่งตัววุ่นวายไปหมด

ข้างโรงละครที่เพิ่งสร้างใหม่ มีการแสดงระบำหน้าท้องของหญิงสาวในคณะสามสี่คน แม้ไม่นับรวมนักดนตรีที่คอยเคาะจังหวะให้ ผู้คนที่รายล้อมก็มากมายจนแทบนับไม่ถ้วน

ได้ยินเสียงเคาะจังหวะเป็นทำนองเพลงสนุก นาซีมก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เจ้าชายคิดว่าจะไปหาอันวาและกินมื้อเย็นสักหน่อย ต่อจากนั้นค่อยขอให้เด็กหนุ่มพาออกไปดูการแสดงของคณะละครเร่

ทว่าก่อนออกจากห้อง นาซีมไม่ลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดทำความสะอาดร่างกาย รวมทั้งหวีผมและผูกเปียใหม่ให้เรียบร้อย

เย็นนี้เขาสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีครามที่ปักลายเถาวัลย์สีดำรอบคอกับกางเกงสีเดียวกัน นับว่าโชคดีที่ก่อนหน้านี้คาริฟช่วยสางผมด้านหน้าให้บ้างแล้ว หลังจากถอดเปียเดิมและปล่อยผมสยาย นาซีมจึงใช้เวลาไม่นานนักกับเส้นไหมสีปีกกาซึ่งพันกันยุ่งเหยิง

อันที่จริงเขาไม่ค่อยชอบที่ตนเองผมยาวเท่าไร เพราะมันค่อนข้างดูแลรักษายาก ตอนอยู่ในวังต้องมีนางกำนัลค่อยสระผมให้เป็นประจำ หากไม่ทำก็จะส่งกลิ่นไม่ดีนัก แต่จะให้ตัดออกก็ไม่ได้ ด้วยธรรมเนียมของราชวงศ์โซราห์บอกเอาไว้ว่าราชาต้องมีเส้นผมที่ยาว อายุจะได้ยืนยาวตามไปด้วย

แต่เมื่อต้องเดินทางกลางแดดกลางลมทะเลทราย เจ้าชายผู้เคยทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดก็อยากหั่นผมสั้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด แม้ว่ามันจะเป็นการตัดอายุของตัวเองก็ตาม

นาซีมนั่งเปียผมยาวจนเสร็จ แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างเขาก็พอใจไม่น้อย เพราะนี่เป็นการเปียผมด้วยตัวเองครั้งแรก อย่างคราวก่อนตอนที่หนีจากค่ายของพวกทารายา เขาได้อันวาเป็นผู้จัดการให้

เมื่อผูกเชือกที่ปลายผมเรียบร้อย ก็ประจวบเหมาะกับที่ใครบางคนเปิดประตูเข้ามาพอดี นาซีมสบตากับบุรุษชุดดำหน้ากระจกทองเหลือง เห็นคาริฟมองที่เปียผมของเขา ทำท่าจะเดินเข้ามาใกล้ เจ้าชายจึงรีบผุดลุกขึ้นและหันมาเผชิญหน้า

“จะทำอันใดหรือ”

ทันทีที่เจ้าชายถามจบ อีกฝ่ายก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ก่อนตอบ

“ข้าจะผูกผมให้เจ้าใหม่”

“ไม่เป็นไร ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว” เจ้าชายว่าพลางตวัดเปียที่พาดไหล่ไปด้านหลัง

“...” คาริฟมองผมเปียของเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าในสายตากลับมีแววขบขัน นาซีมจึงรีบเอ่ยตะกุกตะกักเพื่อแก้กระดาก

“ข้า...เพิ่งเคยทำเองครั้งแรก จึงไม่ค่อยเรียบร้อยนัก”

“ถึงไม่บอกข้าก็พอเดาได้” นอกจากจะไม่ให้กำลังใจแล้ว อีกฝ่ายยังเย้าแหย่เขาให้อาย ก่อนจะตบหัวแล้วลูบหลัง “แต่จะเป็นไรไป หน้าที่ของเจ้าคือการดูแลผู้คน ปกครองบ้านเมือง เรื่องง่ายๆ พวกนี้ให้ใครทำก็ได้ทั้งนั้น”

“...อืม”

นาซีมรู้ว่าคาริฟไม่คิดอะไรตอนเอ่ยออกมาเช่นนั้น แต่คำว่า ‘เรื่องง่ายๆ’ กลับทำให้เจ้าชายแห่งโซราห์ตั้งปณิธานไว้ในใจว่า...

ต่อไปนี้เขาจะหัดเปียผมตัวเองจนอีกคาริฟเอ่ยปากชมให้จงได้!

“ว่าแต่มีเรื่องอันใดหรือจึงคาริฟมาหาข้า”

“ข้าจะขึ้นมาปลุกท่าน ตะวันตกดินแล้ว เกรงว่าเจ้าจะหิว” คาริฟว่า

“แล้วอันวาเล่า...”

เพราะยามปรกติ ตอนที่อยู่บ้านท่านหมอฮาชิในโฮมา ผู้ที่ขึ้นมาตามและคอยอยู่ข้างๆ เขาจะเป็นเด็กหนุ่มผู้นั้นเสมอ ผิดกลับช่วงนี้ที่เปลี่ยนเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้นี้แทน

“เขาอยู่กับจาเร็ด”

“แล้วราตรีนี้เขาจะมานอนที่นี้กับพวกเราหรือไม่”

“คิดว่าจาเร็ดคงไม่ยอม มิเช่นนั้นคงได้เห็นเขาหอบหมอนมาตั้งแต่ก่อนเจ้าหลับแล้ว”

“อา...อย่างนั้นหรือ”

ความจริงนาซีมมิได้ติดขัดหากอันวาจะไม่มาอยู่ข้างกาย เพราะเด็กหนุ่มผู้นั้นมิใช่ข้ารับใช้ประจำตัว ที่จะคอยวิ่งตามเหมือนกับเหล่าคนที่อยู่ในวัง

แต่สิ่งที่เขารู้สึกติดใจก็ตรงที่ หากอันวาไม่อยู่ด้วย เขาก็ต้องอยู่ตามลำพังกับคาริฟมากขึ้น ซึ่งนั่นไม่ดีต่อหัวใจของนาซีมเลยสักนิด

“เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น” คาริฟที่จ้องหน้านาซีมอยู่นานเอ่ยถาม

“ไม่มี ข้าแค่คิดอะไรเพลินไปนิดเท่านั้น”

“เจ้าอยากให้เขามานอนด้วยหรือ”

“ไม่ใช่ๆ ข้ากำลังคิดเรื่อง...เอ่อ...เรื่องอาหาร”

เขาโกหกอีกแล้ว...เจ้าชายคิดในใจ

ตั้งแต่ออกจากโซราห์ เขาต้องโกหกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งยามอยู่ต่อหน้าชายผู้นี้ เขายิ่งไม่กล้าเผยความรู้สึกที่แท้จริง แต่เพราะเดิมเจ้าชายเป็นคนซื่อตรงต่อความรู้สึกเสมอ นี่จึงถือว่าเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากยิ่ง

“หึๆ” คาริฟหัวเราะ ซึ่งนาซีมไม่เข้าใจว่าเหตุใดตั้งแต่คุยกันริมสระน้ำในอาไมร่า คนคนนี้จึงได้ยิ้มและหัวเราะบ่อยนัก

“หัวเราะอะไร”

“หัวเราะใบหน้าเจ้ายามนี้”

“หน้าข้า? ...”

นาซีมยกมือลูบหน้าตนเอง เพราะคิดว่ามีสิ่งใดติดอยู่ แต่นั่นยิ่งทำให้คาริฟยิ้มกว้างขึ้น กว้างเสียจนคนมองตาพร่า

“ไม่มีสิ่งมีใดติดอยู่ อย่าได้กังวล” เขาบอกแบบนั้นและตัดบทด้วยการเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่เจ้าหิวใช่หรือไหม ไปสิ จาเร็ดสั่งให้คนเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว”

“อืม”

นาซีมเดินนำออกจากห้อง ยอมรับแต่โดยดี เพราะไม่กล้าเอ่ยถามมากความ แม้ยังรู้สึกสงสัยอยู่เต็มอกว่าบนใบหน้าเขาน่าตลกที่ตรงไหน

ทว่าก่อนก้าวพ้นประตู อีกฝ่ายกลับเรียกชื่อเขากะทันหัน

“นาซีม”

“หืม? ว่าอย่างไรคาริฟ”

“จะไม่ให้ข้าเปียผมให้ใหม่จริงๆ หรือ”

มันจะดูจริงใจกว่านี้ หากคาริฟไม่ได้มองเขาด้วยสายตาหยอกเย้าพร้อมกับยิ้มมุมปาก

“ขอบคุณ แต่ไม่รบกวนเจ้าดีกว่า”

“เช่นนั้นก็ตามใจ”

คาริฟยังไม่ทันพูดจบนาซีมก็หันฉับกลับมา พร้อมกับเดินนำออกไปโดยไม่รั้งฝีเท้ารอ

คนขี้แกล้ง!

เคร่งขรึมจริงจัง

หรือชอบหยอกเย้าให้คนอื่นได้อาย

เขาไม่รู้แท้จริงแล้วบุรุษผู้นี้มีนิสัยเช่นไรกันแน่ ไม่รู้ว่าควรปั้นหน้าและวางตัวอย่างไรยามอยู่กับด้วยกัน เพราะเดิมทีแค่คาริฟมองเฉยๆ ไม่พูดไม่จา ในหัวก็พานจะคิดถึงแต่เรื่องของคนตรงหน้าอยู่เสมอ แล้วนี่ยังเข้ามาใกล้ คล้ายต้องการสนิทสนม ผิดกับคนที่ทำห่างเหินนั่นราวคนละคน

ทำเช่นนี้ต้องการปั่นหัวกันหรือไร

มั้งหมดนี้นาซีมได้แต่คิดวุ่นวายอยู่คนเดียว ไม่แม้ปริปากพูดสิ่งใดอีก เพราะรู้ว่านอกจากจะไม่ได้คำตอบแล้ว เขาอาจจะถูกแกล้งให้จิตใจปั่นป่วนมากกว่าเดิม







❂ …………………………….❂







ครั้นลงมาจากห้องพักแล้ว คาริฟก็เป็นฝ่ายนำเขาไปที่ห้องอาหารในบ้านของจาเร็ด ภายในห้องนั้นค่อนข้างกว้าง และมีโต๊ะยาวกับเก้าอีกมากมายเรียงรายต่อกัน คาดว่ามีไว้สำหรับทุกคนในคณะละคร แม้ตอนนี้ห้องอาหารกว้างจะร้างไร้ผู้คนก็ตาม

“คนอื่นๆ อยู่ข้างนอกหรือ”

“ใช่ ถึงเวลาแสดงแล้ว” คาริฟเอ่ยพลางหยิบเอาถาดทองไม้ที่มีแป้งนานดูหนานุ่มกับแกงข้นๆ ที่ทำจากเนื้อแกะและปรุงด้วยเครื่องเทศสีแดงจัดมาให้

“ขอบคุณ” นาซีมเอ่ยของคุณเบาๆ ก่อนจะถามเมื่อเห็นว่าอาหารมีเพียงถาดเดียว “แล้วของเจ้าล่ะ ไม่กินด้วยกันหรือ”

“ข้าไม่หิว” อัลฟ่าหนุ่มว่า “เจ้ากินเสีย ไม่ต้องห่วงใครทั้งนั้น”

“อืม” เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น นาซีมจึงลงมือจัดการมื้อเย็นของตนเองเงียบๆ

ตลอดเวลาที่ทานอาหาร แม้ไม่มีใครปริปากพูดอะไร แต่นาซีมรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายคอยมองเขาอยู่เสมอ เขาพยายามทำเป็นไม่สนใจสายตา และทำลายบรรยากาศประหลาดด้วยการถามถึงแผนการต่อไป

“แล้วจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรต่อ”

“อีก 7 ราตรีเราจะออกเดินทาง” คาริฟตอบง่ายๆ อาจเพราะเห็นว่าที่นี่ไม่มีใคร

“เราต้องรออยู่ที่บ้าจาเร็ดถึง 7 ราตรีเชียวหรือ”

“ใช่”

“เหตุใดจึงนานนัก”

“เพราะเราต้องรอคนคุ้มกัน”

“คนคุ้มกัน? เป็นใคร แล้วที่ที่เราไปจะอันตรายมากหรือ เหตุใดครั้งนี้ถึงมีคนคุ้มกันได้”

นาซีมตื่นตัวทันทีที่ได้ยิน เพราะที่ผ่านมาตลอดการเดินทาง หนทางค่อนข้างเรียบโล่งไร้สิ่งกีดขวาง การระมัดระวังตัวจึงลดลงไปด้วย

“แม้เจ้าเห็นว่าการเข้าโฮมามาถึงเอมาลีนั้นไร้อุปสรรค แต่จากที่นี่ไปจะไม่เหมือนเดิม เพราะเราจะต้องทางเดินเฉียดใกล้แคว้นซันดา”

“แคว้นซันดามีสิ่งใด”

“มีคนของชีคทาริค”

“คนของเขาหรือ!”

“ใช่ เพราะเขาเกิดและเติบโตที่นั่น”

“อ้อ...” นาซีมนึกออกทันทีเมื่อคาริฟกระตุ้นความทรงจำ “ข้าจำได้แล้ว เคยมีคนบอกว่า เขาเป็นทาสที่ปลดแอกตัวเองมาจากแคว้นซันดา”

“ถูกต้อง และหลังจากนำคนปลดแอกออกมาได้สำเร็จ และก่อร่างสร้างความยิ่งใหญ่ให้เผ่าทารายาได้ เขาก็กลับไปยึดซันดา และสังหารผู้ครองแคว้น”

“แปลว่าตอนนี้ซันดาเป็นของเขาหรือ”

“ถูกต้อง”

“ในเมื่อเขามีซันดาอยู่แล้ว เหตุใดต้องเดินทางไปบุกยึดและตีเมืองอื่นด้วย”

“ผู้ที่กระหายในอำนาจจะไม่คิดหรอกว่าสิ่งที่ตนมีนั้นเพียงพอแล้ว” คาริฟว่าเสียงขรึม “อีกทั้งซันดาก็เป็นแคว้นที่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลทราย จึงไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนแคว้นอื่น”

“โลภ”

เจ้าชายนาซีมวางแป้งนานที่เหลือลง พอนึกถึงคนเถื่อนคนนั้นเขาก็กินอะไรไม่ลงขึ้นมาดื้อๆ คาริฟมองตามการกระทำนั้นเงียบๆ ไม่บังคับให้นาซีมกินเพิ่ม แม้เจ้าชายจะจัดการอาหารไปไม่ถึงครึ่งจาน ทั้งที่เมื่อครู่อีกฝ่ายยังถามถึงอาหารอยู่แท้ๆ

รอจนนาซีมดื่มน้ำเรียบร้อย คาริฟจึงเอ่ยต่อ

“สรุปว่าเราต้องมีคนคอยคุ้มกัน จะได้ป้องกันไว้ก่อนและไม่ต้องเดินทางอย่างโดดเดี่ยวนัก เพราะจากนี้ไปจนกว่าจะถึงเผ่าของข้า เราจะไม่แวะพักในเมืองอีกแล้ว อีกอย่างเราต้องคอยคนของเจ้าด้วย”

“คนของข้าหรือ!” ดวงตาของนาซีมเบิกโพลงเมื่อได้ยินว่าจะได้พบคนรู้จัก “ใครกัน”

“องครักษ์ของเจ้าอย่างไรล่ะ”

“ฮาบัสกับฟามีนหรือ!!” เจ้าชายแทบระงับความคิดใจไว้ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเขาคิดว่าฮาบัสกับฟามีนถูกคนของทาริคสังหารไปแล้ว

“อืม”

“นะ...นี่พวกเขายังไม่ตาย!?”

“แน่นอน ฝีมือเช่นนั้นไม่มีทางเป็นอะไรไปง่ายๆ และสองคนนี้คือผู้ที่จะนำข่าวที่ท่านอยากรู้มาให้ด้วย”

การรับรู้ถึงการมีอยู่ของคนสนิททำให้นาซีมแทบหลั่งน้ำตาออกมา เพราะก่อนหน้านี้เขาคิดว่าตนเองไม่เหลือใครอีกแล้ว

“ขอบคุณเทพีซาร์เรียที่เมตตาข้า” เขาก้มหน้าหลับตาและประสานมือไว้ระดับออกขณะเอ่ย

ส่วนคาริฟก็ยังคงทำเช่นเดิม คือนั่งมองการกระทำของเจ้าชายเงียบๆ รอจนอีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง บุรุษในชุดดำจึงเอ่ย

“ระหว่างนี้พวกเราจะเก็บตัวอยู่ที่นี่เงียบๆ และเตรียมสิ่งของที่ใช้ในการเดินทาง เพราะต้องข้ามทะเลทรายเป็นเวลานานกว่าจะถึงบ้านข้า ซึ่งการเดินทางครั้งนี้คงไม่สะดวกสบายเช่นที่ผ่านมา”

“ไม่เป็นไร ข้าทนได้ ว่าแต่บ้านเจ้าเป็นเช่นไรหรือ เหตุใดจึงตั้งอยู่ในที่ห่างไกลเช่นนั้น ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีแคว้นใดอยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายไกลว่าซันดา”

“เอาไว้ไปถึงเมื่อใด เจ้าจะรู้เอง”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น นาซีมจึงไม่ถามต่อ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาอยากรู้อยากเห็นว่าบ้านของชายคนนี้เป็นสถานที่เช่นไร

“เจ้าอิ่มแล้ว?” คาริฟเปลี่ยนเรื่อง

“อืม”

“จะขึ้นห้องเลยหรือไม่”

“ข้าอยากไปดูข้างนอกกับอันวาได้หรือเปล่า”

“ไปกับอันวาไม่ได้”

“เพราะเหตุใด”

“เพราะเอมาลีมีคนพลุกพล่าน หากเกิดอะไรขึ้นเจ้าเด็กนั่นช่วยเจ้าไม่ได้”

“เช่นนั้น...ข้าขึ้นห้องเลยก็ได้”

นาซีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงอยเหงา เพราะพอคิดว่าต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องอีกหลายราตรี ทั้งที่ด้านนอกมีสิ่งน่าสนใจมากมาย เขาจึงอดเสียดายไม่ได้

เจ้าชายลุกขึ้น เก็บถาดไม้ไปทำความสะอาดและวางไว้ในที่ที่คาริฟหยิบมา ทว่าพอกลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง คาริฟก็ยืนรออยู่ที่ประตูทางออก ในมือถือผ้าคลุมสีแดงที่นาซีมใช้สวมระหว่างเดินทาง

“หากเจ้าอยากไป ข้าจะไปเป็นเพื่อน”

“...!” นาซีมตกตะลึง ไม่คิดว่าเขาจะใจดีเช่นนี้

“ว่าอย่างไร ยังอยากไปหรือไม่”

“ไปสิ!” เจ้าชายตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ลืมรักษากิริยา

“เช่นนั้นก็มาเถอะ สวมผ้าคลุมเสียก่อน”

แม้จะพูดอย่างนั้น แต่คาริฟก็ยังทำเช่นเดิมด้วยการเดินเข้ามาหานาซีมก่อน และสวมผ้าคลุมพร้อมติดเข็มกลัดให้เรียบร้อย

“ขอบคุณ”

“ไปกันเถอะ” เขายิ้มรับคำขอบคุณบางๆ ก่อนจูงมือนาซีมออกไปข้างนอก แต่คนถูกจับจูงกะทันหันกลับรั้งไว้

“...เอ่อ...มือข้า”

“ที่นี่มีคนมาก หากไม่จับไว้ ข้ากลัวเจ้าจะคลาดสายตา” เขาอธิบายและจูงนาซีมไปโดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าชายปฏิเสธสักประโยคเดียว







❂ …………………………….❂







เมื่อออกมาจากบ้านของจาเร็ด พวกเขาพบการแสดงของคณะละครเร่ที่ตั้งแสดงอยู่ด้านหน้าถนน แต่ผู้คนที่เข้ามาชมมีเยอะมากจนไม่มีที่นั่ง และนาซีมก็มองไม่เห็นเพราะถูกฝูงชนที่มาก่อนยืนบัง เขาจึงตัดสินใจบอกกับคาริฟให้พาไปเดินที่อื่นแทน

ดังนั้นพวกเขาจึงออกมาจากถนนเส้นนั้น มุ่งหน้าผ่านจัตุรัสกลางซึ่งมีรูปปั้นเทพีซาร์เรีย ตอนเดินทางเข้ามาบริเวณนี้ยังมีพื้นที่โล่งๆ แต่เวลานี้กลับมีผู้คนมากมายมาเปิดการแสดงรอบด้าน ทั้งนักดนตรีสาวที่สีเครื่องดนตรีได้อย่างไพเราะ ชายหนุ่มที่เดินบนไม้กระดานซึ่งเต็มไปด้วยหนามแหลม และชายชราที่เป่าเครื่องดนตรีเป็นทำนองโหยหวนที่ทำให้งูเห่าตัวใหญ่ชูคอขึ้นมาจากตะกร้าสานใบใหญ่

นาซีมเดินชมการแสดงหลากหลายไปจนผ่านเข้าอีกถนนหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของแปลกตา ร้านรวงเหล่านี้ดูจะเป็นร้านค้าชั่วคราว เพราะวางของบนผ้าสีสดใสและขายกับพื้น ทุกร้านต่างมีโคมไฟดวงใหญ่ประจำร้าน ทำให้มองเห็นสินค้าได้อย่างชัดเจนแม้เวลากลางคืน

นาซีมดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงร้านเครื่องประดับที่ทำจากหินสีร้านหนึ่ง เขาก็สะดุดตากับปลอกคอโลหะสีเงินสำหรับโอเมก้าซึ่งมีหินสีน้ำเงินเข้มประดับตรงกลางต่างจี้

“มีอะไรหรือ” คาริฟเอ่ยขึ้น อาจเพราะเห็นว่าเจ้าชายดูสนใจเป็นพิเศษ

“นี่ดูคล้ายปลอกคอที่ข้าทำหายเลยล่ะ”

“อย่างนั้นหรือ”

“อื้ม” นาซีมพยักหน้ารับ แต่ตายังจ้องมองปลอกคอชิ้นนั้นอยู่ “ชิ้นที่หายไปเป็นชิ้นที่ท่านแม่มอบให้ข้า หลังจากรู้ว่าข้าเป็นโอเมก้า นางเลือกไพลินเพราะสีของมันเหมือนดวงตาข้า”

เมื่อนาซีมเอ่ยจบ เจ้าของร้านจึงรีบเสนอราคา

“นายท่านตาถึงนัก ปลอกคอชิ้นนี้มีเพียงชิ้นเดียว ไพลินที่ประดับถูกส่งมาจากหมู่บ้านจากาซึ่งค้นพบสายไพลินสวยที่สุดในซาร์เรีย หากท่านชอบ ข้าจะให้ราคาพิเศษเลยขอรับ”

“ไม่เป็นไร ข้าขอดูก่อนแล้วกัน ขอบคุณ” นาซีมลุกขึ้นยืนและหันมาพูดกับคาริฟ “ไปกันเถอะคาริฟ เดินจนสุดถนนเส้นนี้พวกเราจะได้กลับ ดึกมากแล้ว”

“อืม” คาริฟรับคำแต่ยังหยุดอยู่กับที่ ทำให้นาซีมเดินไปต่อไม่ได้เพราะมือที่ถูกจับเอาไว้ตั้งแต่แรก

“คาริฟ?”

“ปลอกคอเส้นนี้ราคาเท่าไหร่” คาริฟถามคนขาย

“150 ซาร์ ขอรับนายท่าน”

“ข้าเอาปลอกคอเส้นนี้” ว่าจบคาริฟก็ปล่อยมือนาซีมเป็นอิสระเป็นครั้งแรก เพื่อก้มลงหยิบเงินจากถุงข้างเอวออกมาจ่ายค่าปลอกคอ

“เดี๋ยวก่อนคาริฟ ท่านจะซื้อหรือ” นาซีมรีบถาม

“อืม”

“เอาไปทำอะไร ท่านไม่ได้ใช้มันนี่”

คาริฟไม่ตอบทันที รอจนกระทั่งจ่ายเงินและรับปลอกคอชิ้นนั้นมาไว้ในมือแล้วเขาจึงเฉลย

“ข้าซื้อให้เจ้า”

“ให้ข้า!!” นาซีมรู้สึกเหมือนถูกตีหัว เขามึนงงอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งตั้งสติได้ตอนที่อีกฝ่ายยื่นปลอกคอสีเงินมาตรงหน้า “เจ้าไม่จำเป็นต้องลำบาก ข้าไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น”

“แล้วเจ้าชอบมันหรือไม่”

“ข้า...”

นาซีมก้มลงมองปลอกคอในมือของคาริฟ แม้มันไม่ได้สวยและล้ำค่าเท่าของเดิมที่เขามี แต่ลวดลายสีเงินอ่อนช้อยที่สานกันไปมากับไพลินสีน้ำเงินเข้มก็ดูน่ารักและเข้ากันเหลือเกิน

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสวยมากจริงๆ

“ว่าอย่างไร”

“มันงดงามมาก”

“เช่นนั้นก็รับไป”

“แต่ว่า...”

“บางทีมันอาจทำให้ความคิดถึงแม่ของเจ้าเบาบางลง”

ทันทีที่ได้ยิน นาซีมก็ละสายตาจากปลอกคอ แม้ตั้งใจจะปฏิเสธอีกคำ แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาสีมรกตของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกอ่อนหวานสายหนึ่งก็ค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ

“ขอบคุณ” นาซีมตอบรับเบาๆ ก่อนจะรับเอาปลอกคอ นั้นมาไว้ในมือ

เมื่อมือของเขาสัมผัสปลอกคอ มันให้ความรู้สึกเย็นเฉียบตามธรรมชาติของโลหะและอัญมณี ทว่า...ถึงมือของเขาจะเยียบเย็น หากในใจกลับอบอุ่น เพราะสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีที่บุรุษผู้นี้มีให้



...แล้วผู้ใดกันเล่าจะปฏิเสธของกำนัลชิ้นนี้ได้











❂ …………………………….❂











ตอนนี้มาเดทจริงๆ เห็นไหม -///-

อยู่กันแบบเบาๆ ไปตอนสองตอน

ตอนหน้ามาลุ้นๆ ด้วยกันค่ะ



ปล.เรื่องนี้หวานมาก บอกแล้ว อิอิ





ละอองฝน.

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
เขาหวานกันจัง  ค่าน้ำตาลพุ่งแล้ววว

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
เนียนกันจิงๆ

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2





บทที่ 13 เรื่องไม่คาดฝัน









หลังกลับถึงที่พัก นาซีมพบจาเร็ดกำลังควบคุมคนให้เก็บข้าวของเข้าไปด้านในเพราะการแสดงในค่ำคืนนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว และเมื่อชายผู้นั้นเห็นเขากับคาริฟ อีกฝ่ายก็ละจากหน้าที่แล้วเดินเข้ามาทักทายทันที

“พวกเจ้าไปไหนกันมา”

“ข้าออกไปเดินในเมืองมาท่านจาเร็ด” นาซีมตอบ

“ที่แท้พวกเจ้าก็ไปเดินเที่ยวกันมาจริงๆ นี่รู้หรือไม่ว่ามีเด็กคนหนึ่งงอแงอยากตามไปด้วย หลังหาจนทั่วแล้วไม่พบอาลีอยู่ในห้อง”

“อันวาหาหรือ”

“ใช่แล้วล่ะ เขาโวยวายยกใหญ่ทีเดียวพอเดาได้ว่าเจ้าไปไหน”

“แล้วยามนี้เขาอยู่ที่ใดหรือ ข้าจะไปหาเขาสักหน่อย” อาลีพอเดาออกว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นแสดงท่าทางไม่พอใจอย่างไร

“ไม่เป็นไรหรอก เจ้าไปพักผ่อนเถอะอาลี ส่วนเด็กคนนั้น...ข้าปลอบจนเขาหลับไปเรียบร้อยแล้ว”

“อา...เช่นนั้นหรือ”

“อื้ม” เจ้าของคณะละครเร่รับคำ ก่อนจะกดยิ้มลึกและมองนาซีมด้วยสายตาไม่น่าไว้วางใจ “หากเจ้าอยากให้ข้าปลอบอีกคนก็บอกได้นะ

พูดแล้วจาเร็ดขยิบตาน้อยๆ ตามมา ซึ่งกิริยานั้นทำให้นาซีมรู้สึกไม่ไว้ใจเท่าไหร่ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากถอยหลังมาก้าวหนึ่ง

ส่วนเรื่องอันวาเขาก็ไม่อยากยุ่งไม่เข้าเรื่อง เพราะอย่างไรสองคนนี้ก็จับคู่กันแล้ว

“ขึ้นไปพักเถอะ” เสียงจากคนที่ยืนเงียบมานานเอ่ยขึ้นพร้อมกับแรงแตะที่ข้อศอกเบาๆ นาซีมเอี้ยวคอมองแล้วจึงพยักหน้ารับ

“อืม”

ทว่าก่อนจาก คาริฟก็หันไปกระซิบกับเจ้าบ้าน นาซีมไม่รู้ว่าบุรุษในชุดดำพูดอะไร หากมันก็ทำให้จาเร็ดหุบยิ้มและโอดครวญแทน

“อะ...ไม่ได้นะคาริฟ! เจ้าทำเช่นนั้นไม่ได้นะ”

...สายไปเสียแล้ว เพราะคนขู่ไม่แม้แต่จะปรายตามองหรือหยุดฟังเสียงโหยหวนของจาเร็ด นาซีมลอบมองใบหน้านิ่งๆ อย่างนึกสงสัย และก็ยั้งปากไว้ไม่ทัน

“ท่านบอกอะไรเขาหรือ”

“ข้าบอกให้เขาระวังตัวไว้”

” ระวังตัว?”

ยิ่งได้ยินคาริฟ เจ้าชายก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น ทว่าเจ้าของดวงตาสีมรกตปฏิเสธที่จะตอบ ซ้ำยังแตะต้นแขนเร่งให้เดินเร็วขึ้น

“...เจ้าไม่ต้องรู้หรอก” คาริฟว่า “ขึ้นข้างบนเถอะ”

“...อืม”




❂ …………………………….❂





ครั้นขึ้นมาถึงบนห้องพักเรียบร้อย นาซีมและคาริฟก็แยกกันไปคนละมุม เพราะต่างคนต่างก็ต้องจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดตัว

ระหว่างนี้นาซีมก็คิดถึงห้องอาบน้ำที่มีอ่างสีทองกับกลีบดอกไม้ลอยอยู่ด้านบน เมื่อก่อนเขาไม่เคยรู้สึกว่ามันพิเศษเลย เพราะเกิดมาก็พบเจอมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่าหลังออกจากวังและต้องอาศัยในที่ต่างถิ่น แค่มีน้ำในอ่างเล็กๆ และผ้าสะอาดสักผืนก็นับว่าดีมากแล้ว เพราะบางครั้งต้องเดินทางโดยไม่ได้อาบน้ำหลายวัน

คิดไปคิดมามือก็เช็ดตัวเสร็จพอดี นาซีมสวมเสื้อตัวเดิมเพราะเพิ่งเปลี่ยนไปเมื่อหัวค่ำ เขานำผ้าคลุมสีแดงไปสะบัดและแขวนไว้ที่มุมหนึ่งก่อนย้ายมานั่งที่เตียงของตน

ขณะที่กำลังจะล้มตัวลงนอน สายตาก็พลันสะดุดกับปลอกคอเส้นใหม่ที่เพิ่งได้เป็นของขวัญ เขามองมันนอนนิ่งอยู่ข้างหมอน ในใจเกิดความรู้สึกหลากหลาย หากก็บอกไม่ถูกว่าควรอธิบายความรู้สึกนี้อย่างไร

นั่งนิ่งอยู่อึดใจหนึ่งเจ้าชายโอเมก้าจึงขยับ เขาปลดปลอกคอหนังที่สวมตั้งแต่โฮมาออก แล้วหยิบของใหม่ขึ้นมา ระหว่างที่จะสวม สายตาไม่รักดีก็แอบมองใครอีกคนที่อยู่ในห้องด้วยกัน เมื่อครู่ตอนที่นาซีมเช็ดตัว เขาเห็นบุรุษผู้นั้นล้มตัวนอนที่เตียงตรงข้ามและหันหน้าเข้าผนังไปแล้ว

หลับแล้วกระมัง…เจ้าชายคิด

ครั้นช้อนตาขึ้นมอง นาซีมก็ปะทะกับสายตาสีมรกตที่กำลังจ้องเขม็งมาทางตนพอดี

...ดูเหมือนเมื่อครู่เขาจะมองผิดไป

เขาบ่นกับตัวเองในใจ ก่อนดึงสายตากลับมาที่ปลอกคอใหม่ในมือ นาซีมรู้สึกร้อนๆ ที่ใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ นาซีมหวังว่าแสงเทียนหรุบหรู่จะไม่พอให้คาริฟมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขา

ทว่าอะไรๆ ดูไม่เป็นใจเอาเสียเลย เมื่ออีกฝ่ายเอื้อนเอ่ยถ้อยคำดับฝัน

“นาซีม”

“หืม?” นาซีมเงยหน้าสบตาเขาอีกครั้ง

“เจ้าจะไม่สวมมันหรอกหรือ”

“ต้อง...สะ...สวมแน่นอนอยู่แล้ว”

นาซีมเกลียดตัวเองนักที่ชอบพูดตะกุกตะกักเวลาที่ประหม่า และไม่ใช่แค่น้ำเสียง แต่มือเขาเองก็สั่นเมื่อรู้ว่าคนคนนั้นคอยจ้องมองทุกการกระทำ

“เช่นนั้นก็สวมสิ” คาริฟพูดเรียบๆ แต่ดวงตากลับวาววับรับแสงเทียน

“ข้าสวมแน่” นาซีมว่า “แต่ก่อนหน้านั้น ข้าอยากรู้ เหตุใดเจ้าจึงต้องจ้องข้าขนาดนี้ด้วย”

เขาอายจะแย่อยู่แล้ว ก็อีกฝ่ายเล่นจ้องจนแทบทะลุ ไม่ว่ามือไม้เขาจะหยิบจับอะไร หรือเขาจะทำหน้าแบบไหน ยิ่งอีกฝ่ายเห็นว่าเขากำลังจะสวมปลอกคออันใหม่ แววตาและกลิ่นอายที่คาริฟแผ่ออกมาก็ยิ่งทำให้นาซีมไม่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

“ข้าแค่กำลัง...ศึกษาสีหน้าของเจ้า”

“ศึกษาหรือ”

“ใช่”

“อ้อ” ครั้นเขาเฉลย เจ้าชายก็นึกเรื่องเมื่อคืนออกทันที

“แล้วเจ้าได้อะไรบ้าง การที่เจ้าเอาแต่จ้องข้า มันทำให้เจ้ารู้จักข้าดีขึ้นหรือไม่คาริฟ”

คาริฟนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบ

“เจ้าเป็นคนที่มองออกง่าย คิดอย่างไร สีหน้าก็แสดงออกมาจนหมด ดูซื่อตรงเสียจนคิดไม่ถึงว่าจะเติบโตขึ้นในพระราชวังยิ่งใหญ่เช่นโซราห์”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“เพราะราชา เจ้าชาย หรือแม้แต่ชีคของเผ่าต่างๆ ที่ข้าเคยพบ จะเก็บงำความคิด ความรู้สึกที่แท้จริงได้ดีกว่านี้ ไม่รู้ว่าราชาราฮิมกับราชินีอาลียาเลี้ยงท่านมาอย่างไร แต่หากให้เดา คงเติบโตมาด้วยความรักสินะ”

ถ้อยคำตีความจากการแสดงสีหน้าที่คาริฟเอ่ยออกมาทั้งหมดกระแทกเข้ากลางใจของเจ้าชายนาซีมอย่างแรง เขาไม่รู้ควรรู้สึกเรื่องใดก่อน ทว่าเมื่อมองสายตาผู้ล่าที่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนกะทันหัน ความร้อนในร่างกายก็คล้ายจะพุ่งมารวมที่พวงแก้มของนาซีมอีกหน

“แต่เอาเถอะ ถ้าเจ้าไม่ชอบให้ข้ามอง ข้าจะมองให้น้อยลง”

ทั้งๆ ที่เขาพูดแบบนั้น แต่คาริฟก็ยังนอนตะแคงและจ้องมาทางนาซีมอยู่ดี

“...”

“ว่าอย่างไร เจ้าอนุญาตหรือไม่...นาซีม”

หากเป็นเช่นนี้แล้วเขาจะทำอย่างไรได้...เจ้าชายคิด

“ท่านอยากมองก็มอง ข้าหรือจะห้ามท่านได้”

พูดจบนาซีมก็กลั้นใจไม่สบตาอีกฝ่าย สวมปลอกคอที่ได้เป็นของกำนัลเร็วๆ สุดท้ายก็ล้มตัวลงนอนและหันหน้าเข้าผนัง

ใครอยากจ้องก็จ้องเถอะ แค่เขาไม่เห็นก็ไม่เป็นไรแล้ว!

“หึๆ”

นาซีมได้ยินเสียงหัวเราะแว่วมาจากด้านหลัง แต่เขาไม่หันไปมองอีกแล้ว ใครจะอยากทำตัวหน้าอายต่อหน้าผู้ที่บอกว่าสามารถมองเขาออกได้ง่ายๆ กันล่ะ

เจ้าชายนอนกอดอกเงียบๆ เกร็งร่างกายไม่กระดุกกระดิกพักใหญ่ กระทั่งผ่านไปพักหนึ่ง แขนที่กอดตัวเองไว้ก็ค่อยๆ ตกลงข้างตัว เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ

คาริฟชะโงกตัวมองมายังเตียงตรงข้าม เมื่อสังเกตเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายจมเข้าสู่ห้วงนิทรา บุรุษชุดดำจึงผุดลุกขึ้นมาแล้วห่มผ้าผืนบางปิดถึงอกให้เจ้าชาย

คาริฟจ้องมองใบหน้าสงบนิ่งที่หลับลึกราวกับเด็กเล็กๆ แล้วเผลอยิ้มออกมาบางๆ

อยากมองก็มอง อย่างไรก็ห้ามเขาไม่ได้อย่างนั้นหรือ...

แน่นอน...นาซีมห้ามเขาไม่ได้อยู่แล้ว เพราะตั้งแต่เห็นนาซีมระบำพันราตรีคืนนั้น คาริฟก็ไม่อาจถอนสายตาจากเจ้าชายตกยากพระองค์นี้ได้เลย

ความรู้สึกเรียกร้องตามสัญชาตญาณของคู่แห่งโชคชะตารุนแรงนัก แต่เหนือสิ่งอื่นได้ เขารู้สึกถูกใจและประทับใจนาซีมจริงๆ ยิ่งเมื่อพินิจให้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นไปอีก มองเข้าไปยังบุคลิกและการแสดงออกโดยไม่นำข้อแม้ระหว่างชนชั้นมาเกี่ยว

รู้ตัวอีกทีคาริฟก็เปิดใจให้นาซีมเสียแล้ว ไม่รู้ทำไมจึงง่ายดายเหลือเกิน ง่ายจนไม่น่าเชื่อว่าแต่ก่อนเขาไม่เคยรับใครเข้ามา

คาริฟถือวิสาสะใช้ปลายนิ้วแตะลงบนแก้มเนียนดูสักรอบ แก้มที่เมื่อครู่เปลี่ยนสีเพียงเพราะถูกเขาจ้อง คิดแล้วชายหนุ่มก็หลุดยิ้มโง่ๆ ออกมาอีกรอบ

จากนี้ระหว่างพวกเขาสองคนจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ขอให้เป็นเรื่องของอนาคต ในเมื่อไม่อาจฝืนได้...คงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

อย่างไรเสียตอนนี้ก็คงไม่ได้มีแค่เขาที่ต้องห้ามใจและว้าวุ่นอยู่ฝ่ายเดียว





❂ …………………………….❂





หลายวันมานี้นาซีมมักถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม วันนี้เองก็เช่นกัน เพียงแต่เสียงที่ปลุกเขาในวันนี้มีต้นตอมาจากโอเมก้าหนุ่มสองคน คนหนึ่งแต่งกายเรียบร้อยยืนคอยอยู่ปลายเตียง ส่วนอีกหนึ่งสวมเพียงกางเกงกับผ้าคาดศีรษะปล่อยชายยาว และกำลังนั่งเขย่าแขนเขาอยู่

“ไปด้วยกันเถอะนะอาลี” อันวาเว้าวอน

“แต่คาริฟไม่อยู่มิใช่หรือ”

“ใช่ รวมทั้งเจ้าบ้าจาเร็ดด้วย”

“พวกเขาไม่อยู่แล้วเราจะไปได้อย่างไร คาริฟสั่งข้าไว้ว่าไม่ให้ออกไปไหนมาไหนถ้าไม่จำเป็น” นาซีมค่อยๆ ทวนคำที่คาริฟสั่งไว้ก่อนออกไปรับคนของเขาตั้งแต่เช้าตรู่

“คาริฟกังวลเกินไปแล้ว” ซินบอก “อีกอย่างเขาเป็นแค่สหายของเจ้า เหตุใดต้องกลัวเขาขนาดนั้นด้วย”

“เอ่อ...ข้า”

เจ้าชายมองหน้าอันวา อยากให้อีกฝ่ายช่วยหาเหตุผลว่าทำไมเขาต้องเชื่อฟังคาริฟ แต่ดูเหมือนอันวาจะคิดถึงเรื่องออกเที่ยวเล่นมากเสียจนลืมเรื่องสำคัญไป

นาซีมพอเข้าใจเด็กหนุ่มอยู่บ้าง เพราะหลายวันมานี้เขาถูกจาเร็ดรั้งไว้ในห้องไม่ให้ออกไปไหน ด้วยเหตุผลที่ว่าอันวาฮีท พอหายดีแล้วเจ้าตัวจึงอยากออกไปเดินเปิดหูเปิดตาตามประสาเด็กไม่อยู่สุข

เมื่อซินออกปากชวนให้ไปซื้อเครื่องหอมเป็นเพื่อน เจ้าตัวจึงรีบตอบตกลงโดยไม่ลังเล ซ้ำยังคิดจะลากนาซีมไปเที่ยวด้วยกันอีกต่างหาก

“ร้านเครื่องหอมและกำยานอยู่ไม่ไกลจากบ้านท่านจาเร็ดเท่าใดนัก ยังไปไม่ถึงจัตุรัสกลางด้วยซ้ำ พวกเรารีบไปรีบกลับก่อนที่อัลฟ่าของพวกเจ้าจะมาก็คงได้แล้ว”

“อัลฟ่าของข้าที่ไหนกัน!”

อันวาร้องแหวก่อนใครเพื่อน แต่ก็ถูกซินตอกกลับจนหน้าหงาย

“อย่างนั้นหรืออันวา ได้ๆ ข้าจะบอกท่านจาเร็ดให้”

“ยะ...อย่านะ! ถ้าเจ้ากล้าบอก ข้าจะ...”

“จะอะไร” ซินถามอย่างท้าทาย

“จะไม่ช่วยตอนที่เจ้าฮีท!”

“อ้อ...ได้! แต่ข้าคิดว่าท่านจาเร็ดยินดีช่วยข้าแน่”

“ซิน!! เหตุใดเจ้าร้ายกาจเช่นนี้!”

เด็กหนุ่มร้องประท้วง แต่ผู้ชนะกลับไม่สนใจ นาซีมมองภาพการทะเลาะเบาะแว้งของสองโอเมก้าแล้วรู้สึกเวียนหัวขึ้นมา ทีแรกยามเมื่อเดินทาง นาซีมไม่คิดว่าซินจะมีบุคลิกเช่นนี้ แต่เมื่อได้สนิทกันมากขึ้น เจ้าชายก็แอบคิดอย่างอันวาไม่ได้ว่าอีกฝ่ายออกจะร้ายกาจนิดๆ จริงๆ

“มองหน้าข้าเช่นนี้ เจ้ากำลังด่าข้าในใจอยู่หรืออาลี” ดูเหมือนนาซีมจะมองนานเกินไป ซินจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เขาแทน

“ใครจะคิดเช่นนั้นกันเล่า”

“คิดหรือไม่คิดก็ช่างเถอะ ตอนนี้เจ้าต้องแต่งตัวได้แล้ว” ซินไม่ฟังคำแก้ตัว

“แต่ข้าคิดว่าข้าจะไม่ไป...”

“ไม่ได้!”

“ไม่ได้!”

โอเมก้าสองคนเอ่ยขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย นาซีมผงะไปนิด ก่อนจะเอ่ยเหตุผลอีกรอบ

“ข้ากลัวคาริฟว่าเอาได้”

“ตกลงว่าเจ้าจับคู่กับเขาแล้วหรือ” ซินเลิกคิ้วถาม

“ไม่ได้จับ”

“แล้วทำไมต้องเชื่อฟังเขาขนาดนั้นเล่า หรือที่เจ้าเชื่อเขาทุกอย่าง...เพราะเจ้ามีใจให้คาริฟ!!”

“มะ...ไม่ใช่นะ!” นาซีมรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธอย่างจริงจัง แต่ไม่รู้ทำไมเมื่อคิดว่าตนจับคู่กับคาริฟ ความร้อนในร่างกายก็พากันไปรวมอยู่ที่แก้ม

“เจ้าชอบเขาจริงๆ สินะ” ซินกดยิ้มเจ้าเล่ห์ ส่วนอันวานั้นมองเขาตาโต

“จริงหรือ? !”

“ไม่ใช่ๆ ซินพูดอะไรอย่างนั้น”

“ถ้าไม่ใช่เช่นที่ข้าสันนิษฐาน เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังเขาทุกอย่างก็ได้มิใช่หรือ นอกเสียจากเจ้าชอบเขา จึงเชื่อคำเขา” ซินยิ้มร้าย แล้วว่าต่อ “แค่ออกไปซื้อเครื่องหอมด้วยกันนิดเดียวเอง ทั้งยังอยู่ใกล้มาก แล้วในเอมาลีก็ไม่ได้อันตรายอะไร ไม่มีใครคิดจะทำอะไรเจ้าหรอก เว้นเสียแต่ว่าเจ้าไปทำอะไรมาจึงต้องกลัวว่าจะมีคนมาปองร้าย”

“...” เมื่อได้ฟังนาซีมก็พูดไม่ออก อันที่จริงเอมาลีก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เพราะคาริฟสั่งไว้ และมันหมายถึงความปลอดภัยของเขาเอง ซึ่งหากเกิดอะไรขึ้น คนที่จะลำบากที่สุดคือตัวเขา รวมทั้งคนที่ช่วยปกป้องอยู่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อมองแววตาของซิน นาซีมรู้สึกถึงอะไรแปลกๆ เหมือนคนคนนี้รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขา หรือไม่ก็กำลังสงสัย

ดังนั้นนาซีมจึงยอมเล่นตามน้ำไปเพื่อตัดความสงสัยในตัวเอง

“เอ่อ...ถ้าเจ้าไม่ไป ข้าไปกับซินสองคนก็ได้” อันวาเอ่ยขึ้นมาก่อน เพราะคงรู้สึกได้ว่าไม่ควรบังคับใจนาซีม ทั้งยังไม่ควรขัดคำสั่งคาริฟ

ทว่านาซีมตัดสินใจแล้ว...

“ถ้าหากว่ามันไม่ไกลนัก ข้าจะไปกับพวกเจ้าก็ได้”

“อาลี…”

“ไม่เป็นไรหรอกอันวา” นาซีมยิ้มพร้อมกับลอบขยับตาทีหนึ่ง “หากเรารีบไปรีบกลับข้าว่าคงไม่เป็นไร”

“ดีเลย” ซินยิ้มออกมาในที่สุด “เช่นนั้นเจ้าก็รีบแต่งตัว เราจะได้ไปกัน เมื่อวานข้าได้เงินจากคนดูมาเต็มกระเป๋า อยากเอามาใช้จะแย่แล้ว”

“อืม”

นาซีมลุกขึ้นจากเตียงเพื่อแต่งตัว ระหว่างนั้นเจ้าชายก็ลอบสังเกตซินไปด้วย แต่ลองๆ คิดดูแล้ว คนผู้นี้อาจไม่มีอะไรแอบแฝงอย่างที่เขากลัวก็เป็นได้ บางทีซินคงแค่อยากแกล้งแหย่เขาเรื่องคาริฟ เหมือนที่แหย่ให้อันวาเขินจนทำตัวไม่ถูกเท่านั้น

กระทั่งแต่งตัวเสร็จพวกเขาก็พร้อมเดินทาง วันนี้นาซีมแต่งกายมิดชิด ทั้งยังห่มผ้าคลุมปิดหน้า อย่างน้อยก็คงช่วยป้องกันตนเองได้ในระดับหนึ่ง

...เขาคิดขณะก้าวออกจากบ้านของจาเร็ด





❂ …………………………….❂





ร้านเครื่องหอมและกำยานอยู่ไม่ใกล้จากบ้านของจาเร็ดจริงๆ เพียงแต่มันเป็นร้านเล็กๆ และหลบมุมอยู่ในตรอก หน้าร้านไม่ติดกับถนนสายหลัก

ภายในตกแต่งด้วยแสงไฟสลัวและดูลึกลับแม้ว่านี่จะเป็นเวลากลางวัน ร้านแคบๆ นี้มีชั้นวางของสูงใหญ่ตั้งเรียงกันเป็นแถว โดยแต่ละช่องจะมีกำยาน เครื่องหอม น้ำหอมในแบบต่างๆ จัดวางเอาไว้ รวมถึงให้ลูกค้าได้ลองพิสูจน์กลิ่นก่อนซื้อ

แต่เดิมนาซีมไม่ค่อยสนใจพวกเครื่องหอมเท่าใดนัก เขาจึงทำหน้าที่เดินตามซินและอันวาไปตามช่องต่างๆ กระทั่งเดินไปถึงช่องหนึ่ง ลูกจ้างในร้านก็เดินเข้ามาหาซิน และบอกบางสิ่งที่นาซีมได้ยินไม่ถนัดนัก ครั้นพูดจบเขาก็หันมาหาอันวา

“อันวา”

“ว่าอย่างไรซิน”

“เครื่องหอมที่เจ้าเคยสั่งที่ร้านจัดเตรียมไว้ให้แล้ว เจ้าจะลองไปดูก่อนไหมว่าใช่ของที่เจ้าจะเอาไปทำยาได้หรือเปล่า”

“จริงหรือ! ไปสิๆ” อันวาทำตาโต และตื่นเต้นอย่างมาก ก่อนพวกเขาจะเดินตามลูกจ้างไปยังจุดที่เอาไว้สั่งของเฉพาะซึ่งไม่มีวางหน้าร้าน

นาซีมเองก็ตั้งใจจะตามไปดูเช่นกัน ทว่าใครคนหนึ่งจับที่แขนเขาและรั้งเอาไว้เสียก่อน

“พ่อหนุ่ม”

“!!” นาซีมสะดุ้งสุดตัว แต่โชคดีที่เขาไม่ได้ร้องตะโกน เมื่อก้มลงดูจึงพบว่าผู้ที่รั้งแขนเขาไว้เป็นเพียงหญิงชราที่มีนิ้วมือเหี่ยวย่นคนหนึ่ง

“ขออภัยที่ทำให้พ่อหนุ่มตกใจ”

“ไม่เป็นไรขอรับ” นาซีมตั้งสติได้และตอบกลับไปอย่างนอบน้อม “ท่านยามต้องการสิ่งใดหรือขอรับจึงได้เรียกข้าไว้”

“ข้าไม่ต้องการสิ่งใด เพียงเห็นพ่อหนุ่มมากับพวกเขา แต่ดูไม่สนใจเครื่องหอมในร้านข้าสักนิด จึงอยากเข้ามาชวนเจ้าพูดคุยด้วยก็เท่านั้น”

“อ้อ...” นาซีมยิ้มรับความปรารถนาดี เขาพอเดาได้แล้วว่าหญิงชราผู้นี้เป็นเจ้าของร้าน “ขอบคุณท่านยายมากขอรับ”

“ไม่เป็นไรๆ” นางโบกมือ ก่อนจะชวนคุย “ว่าแต่พ่อหนุ่มไม่มีสิ่งใดสนใจเลยหรือ เจ้าชอบใช้เครื่องหอมหรือไม่”

“อา...ยามปรกติมีใช้บ้างขอรับ แต่ช่วงนี้ข้าเดินทางไกลจึงไม่ได้สนใจเท่าไหร่”

นาซีมพูดตามความจริง แต่ไม่ได้พูดทั้งหมด ด้วยแต่เดิมในฐานะเจ้าชาย อาภรณ์และร่างกายของเขาย่อมมีกลิ่นหอมจรุงติดกายอยู่เสมอ แต่เมื่อต้องหนีตายและเดินทางไกลเช่นนี้ ความสนใจในเครื่องปะทินโฉมก็ลดเลือนไป ด้วยมีสิ่งอื่นให้ต้องใส่ใจมากกว่า

“เช่นนั้นเจ้าก็มิได้รังเกียจเครื่องหอมใช่หรือไม่”

“ขอรับ” นาซีมพยักหน้ารับ

“โอ้...ดีจริง เช่นนั้นจะรบกวนหรือไม่ หากข้าจะขอให้เจ้าช่วยดมกลิ่นน้ำหอมที่ข้าเพิ่งปรุงขึ้นใหม่ให้ที ข้าได้หัวน้ำหอมมาจากแดนไกลถึงโซราห์เชียวนะ”

เมื่อได้ยินคำว่าโซราห์ นาซีมก็ยอมเดินตามหญิงชราไปอย่างง่ายได้ เพราะรู้สึกคิดถึงแคว้นเกิดของตนเอง และคาดหวังว่าหากโชคดี เขาอาจได้ดมกลิ่นน้ำหอมที่เคยใช้ในโซราห์ด้วย

พวกเขาเดินไปยังช่องแคบๆ ที่อยู่เกือบในสุดของร้าน จากตรงนี้นาซีมไม่ทันสังเกตเลยว่าเป็นจุดที่ค่อนข้างลับตาคน เขามองตามมือเหี่ยวย่นที่เอื้อมไปหยิบขวดแก้วใสซึ่งบรรจุของเหลวสีอำพันเอาไว้ ก่อนนางจะเอ่ยถึงส่วนประกอบของน้ำหอม และเปิดขวดแตะของเหลวบนข้อมือให้เขาดม

นาซีมสูดกลิ่นหอมเข้าไปเต็มที่ ในแวบแรกเขารู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะกลิ่นมันหวานเลี่ยนเกินไปและน่าจะเหมาะกับอิสตรีมากกว่า แต่ต่อมานอกจากความรู้สึกไม่ชอบ นาซีมยังเวียนหัวขึ้นมาดื้อๆ เขาฟังที่หญิงชราเอ่ยไม่ค่อยรู้เรื่อง เหมือนกับว่านางอยู่ไกลออกไปทุกทีๆ

“ข้า...เวียนหัว”

เจ้าชายจังหน้าผากของตนเอง เขารู้สึกไม่ดีอย่างมาก ลางสังหรณ์ของเขาเตือนถึงอันตราย แต่ดูเหมือนมันจะสายเกินไป เพราะยังไม่ทันที่เขาจะตะโกนร้องให้อันวากับซินช่วย ความเจ็บปวดจากอะไรบางอย่างปักเข้าที่ท่อนแขนก็ตามมา





...และภาพตรงหน้าก็ดับวูบไปทันที!







❂ …………………………….❂











มาต่อแล้วค่าาา 

มาค่ะ บอกแล้วว่าตอนนี้มีลุ้น

มาดูว่าอะไรจะเป็นยังไงต่อนะคะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้า



ละอองฝน.




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2033
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2


บทที่ 14 ผู้ทำนาย







เวลาผ่านไปค่อนคืนหลังจากดวงจันทร์หายลับจากช่องว่างของหน้าต่างทรงสูงไป ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องบรรทมของราชาพระองค์ใหม่แห่งโซราห์ อยู่ๆ ก็มีสายลมพัดม่านประดับเสาเตียงวูบหนึ่ง การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยนั้นปลุกดวงตาคมกริบของผู้ที่นอนเปลือยกายอยู่บนเตียงให้เปิดขึ้น

“ราชาทาริค”

เสียงทุ้มหนักดังขึ้นในความมืด เจ้าของนามนั้นจึงขยับกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างเกียจคร้านและจ้องไปทางปลายเท้า

“ซีญ่า?”

“ข้าเองขอรับ”

“มีเรื่องอันใดจึงเข้ามาปลุกข้าเวลานี้”

ทาริคถามทหารคนสนิทด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด หากก็พอเดาได้ว่าการที่ซีญ่ามารบกวนในยามวิกาล ย่อมมีเรื่องสำคัญรายงาน

“คนของเราจับเขาแล้วขอรับ”

สิ้นเสียงซีญ่า ทาริคก็เงียบไปครู่หนึ่ง ทหารคนสนิทไม่ได้เงยหน้ามองว่านายเหนือหัวมีสีหน้าอย่างไร จึงไม่กล้าพูดต่อ กระทั่งร่างใต้ผ้าแพรบางข้างกายของเขาขยับเล็กน้อย องค์ราชาจึงยอมเอ่ยถาม

“ที่ไหน”

“แคว้นเอมาลีขอรับ”

“ไปได้ไกลเสียจริง”

“คนของเราพบเขาแฝงตัวเป็นนักแสดงอิสระเพื่อขอเข้าร่วมกับคณะละครเร่ชื่อดังแห่งเองมาลี แต่ที่ถูกจับได้เพราะข่าวเรื่องผู้ทำนายที่เราประกาศออกไป”

ทาริคยกยิ้ม เขารู้อยู่แล้วว่าวิธีนี้ต้องได้ผล แม้จะเสี่ยงหากใครรู้เรื่องผู้ทำนายแล้วคิดนำตัวเขาไปครอบครองเอง แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในดินแดนนี้ยอมอยากได้ของตอบแทนที่จับต้องได้ทันทีมากกว่า แค่เสนอค่าหัวสูงๆ ก็มีคนพร้อมจะช่วยโดยเขาไม่ต้องเปลืองแรงเอง

แต่อย่างไรเสีย ทาริคก็ไม่คิดว่าเจ้าชายโอเมก้าที่สิ้นไร้ซึ่งพลังและอำนาจในมือจะสามารถดั้นด้นหนีไปได้ไกลถึงแคว้นเอมาลี

“ช่างเก่งกาจนัก เป็นเพียงโอเมก้าตัวเล็กๆ แต่หนีพ้นเงื้อมมือข้าได้นานเพียงนี้”

แม้คนผู้นั้นจะเป็นเหตุให้ทาริคต้องวุ่นวายพลิกแผ่นดินหา แต่ดวงตาวาววับที่สะท้อนแสงจันทร์กลับเต็มไปด้วยความพอใจเมื่อเอ่ยถึง

เดิมทีเขามิได้ให้ความสนใจในตัวเจ้าชายนาซีมแม้แต่น้อย และตั้งใจจะปลิดชีพทันทีที่ยึดโซราห์ได้ แต่เพราะคำทำนายของนักบวชผู้นั้น เขาจึงยอมวางแผนมากมายเพื่อได้ตัวเจ้าชายแห่งโซราห์แบบที่ยังมีลมหายใจ

“ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด”

“คนของเราควบคุมตัวเขามาไว้ที่ซันดาเรียบร้อยแล้วขอรับ รอให้เตรียมการเรียบร้อยก็จะพาเขาเดินทางมาโซราห์ทันที”

“ว่าแต่รู้หรือยังว่าใครเป็นคนช่วยเขาออกไปในคืนนั้น”

ที่ถามเพราะทาริครู้ว่านาซีมไม่อาจเตรียมการทั้งหมดได้ด้วยตัวเองแน่ หากเป็นกองกำลังส่วนตัวของเจ้าชายก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ามีคนบังอาจยื่นมือเข้ามาสอด

ทาริคก็อยากรู้ว่ามันเป็นใคร!

“สายของเรารายงานว่าส่วนหนึ่งเป็นกองกำลังรักษาพระองค์ของเจ้าชายนาซีม”

“แปลว่ามีคนเข้ามายุ่งเรื่องนี้จริงๆ สินะ”

“ขอรับ”

“มันเป็นใคร”

“เรายังไม่ทราบแน่ชัด แต่กำลังตรวจส่งคนเร่งสอบกันอยู่” ซีญ่าตอบเรียบๆ แม้รู้ว่าคำตอบนี้จะทำให้ทาริคโกรธก็ตาม

“กำลังทำหรือ...” ทาริคหรี่ตามอง ดวงตาคมกริบนั่นจ้องนายทหารคนสนิทอย่างคุกคาม เขาแผ่กลิ่นอายชั่วร้ายที่แม้แต่อัลฟ่าด้วยกันก็ไม่อาจสู้ได้ออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “อย่าให้ข้ารู้สึกว่าการเก็บพวกเจ้าไว้มันไร้ประโยชน์”

“ขะ...ขอรับ”

คนตอบเหงื่อตก ก่อนจะลอบถอนหายใจเมื่อทาริคค่อยๆ ผ่อนรังสีคุกคามลง

“เอาเถอะ ข้าไว้ใจเจ้า แต่จัดการให้ดีก็แล้วกัน” เขาเว้นนิด หากไม่ลืมกำชับ “แล้วอย่าให้นาซีมหนีไปได้อีก ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย”

“ขอรับ!” ซีญ่าค้อมหัวรับคำสั่งแข็งขัน ก่อนจะถอยฉากออกจากห้องบรรทมของราชาไป

ภายในห้องนอนกว้างใหญ่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทาริคเสยผมยุ่งๆ ไปด้านหลัง ใบหน้าเรียบเฉยมองออกไปนอกหน้าต่างโค้ง เข้าจ้องความว่างเปล่าที่อยู่ไกลออกไปเนิ่นนาน ในหัวครุ่นคิดถึงแผนการใด...ไม่มีใครล่วงรู้

กระทั่งร่างใต้ผ้าแพรขยับอีกครั้ง เขาจึงถอนสายตากลับมา กระชากผ้าเนื้อเย็นออก ก่อนโน้มตัวลงไปทาบทับแผ่นหลังเปลือยเปล่าของคนข้างกาย

จมูกโด่งสูดกลิ่นหอมสะอาด ก่อนจะอ้าปากฝังเขี้ยวลงไปบนไหล่ของร่างแบบบาง

“นี่!” คนใต้ร่างของทาริคร้องแหว จากนั้นจึงดิ้นขลุกขลักเพื่อหลบหนี แต่ไหนเลยจะสู้แรงของราชานักรบได้ “ปล่อยข้า ข้าเจ็บ!”

“เจ็บจริงหรือ” ทาริคเลิกกัดแล้วถามเสียงคางยาน “แล้วเมื่อหัวค่ำใครกันที่ยังขอร้องให้ข้ากัดเล่า”

“ปล่อย!” ชายคนนั้นไม่ตอบ ทั้งยังยืนยันจะปฏิเสธอ้อมกอด แต่ทาริคทำหูทวนลม มิหนำซ้ำกลับรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม

“เมื่อครู่...เจ้าได้ยินมากแค่ไหน”

หลังจากสู้แรงคนเอาแต่ใจไม่ได้และเห็นว่าเปล่าประโยชน์เพราะทาริคไม่สนใจการประท้วงของตน คนในอ้อมแขนจึงหยุดดิ้นแล้วตอบคำถาม

“ข้ามิได้หลับ”

หากแปลให้ตรงตัวก็หมายถึง ข้าได้ยินพวกเจ้าตั้งแต่แรกสินะ...ทาริคจุดยิ้มมุมปากเมื่อคิดถึงความหมาย จากนั้นจึงใช้น้ำเสียงที่อ่อนลงกระซิบ

“โกรธข้าหรือ”

“เหตุใดข้าต้องโกรธเจ้า”

“ให้คนทึ่มๆ อย่างซีญ่าดูยังรู้ว่าเจ้าไม่พอใจข้า”

“ข้าจะไม่พอใจเจ้าเรื่องใดเล่า”

“ไม่รู้สิ...” ทาริคเว้นไปนิด ก่อนจะทำทีคาดเดาด้วยน้ำเสียงยียวน “อาจเป็นเรื่องที่ข้าให้คนพานาซีมกลับมาที่พระราชวังโซราห์ก็ได้”

“เหอะ!” คนใต้ร่างแค่นหัวเราะ “ข้ามีสิทธิ์ไม่พอใจได้หรือองค์ราชา บัดนี้ราชวังโซราห์ และทุกอย่างในโซราห์ล้วนเป็นของท่าน หากท่านจะนำโอเมก้าตนใดกลับมาอภิเษก ย่อมเป็นสิทธิของพระองค์”

“เจ้าเองก็รู้ดีนี่” ทาริคว่า ก่อนจะผละออกมานั่งพิงหัวเตียงเหมือนเก่า “จะยกใครไว้ข้างกาย ใครอยู่แค่ในนาม ย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของข้า”

เขากอดอกมองร่างที่ผวาเฮือกเมื่ออ้อมกอดอุ่นห่างไป มองแววตาสะเทือนใจที่ตวัดกลับมาตัดพ้อกันหลังได้ยินประโยคเย็นชาเมื่อครู่

อามิน เป็นเช่นนี้เสมอ บางครั้งดูไว้ตัวแสนเย่อหยิ่ง แต่บางครั้งก็ออดอ้อนและเว้าวอนเสียจนคนมองอยากแกล้งให้ร้องไห้บ่อยๆ

“แน่นอน...นั่นเป็นสิทธิ์ของท่าน ถึงแม้ท่านไม่นำตัวเขากลับมา เบต้าอย่างข้าก็ไม่อาจจับคู่กับอัลฟ่าอย่างท่านได้อยู่ดีราชาทาริค”

“ในเมื่อเจ้ารู้ เหตุใดเจ้าจึงชอบประชดข้านัก”

“...”

“เราเคยตกลงกันก่อนข้าได้โซราห์กับซันดามาครอง หากวันใดเจ้าไม่พอใจ จะจากไปก็ได้”

“...”

อามินไม่ตอบ แต่หันกลับไปดันตัวขึ้นจากที่นอน ตั้งท่าจะออกจากห้อง ราวกับคร้านต่อล้อต่อเถียงกับเรื่องที่ถกกันมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

เขาไม่ตอบจนกระทั่ง ตอนที่ทาริคเอื้อมไปคว้าแขนฉุดให้หันกลับมา

“บอกข้าสิ...เหตุใดเจ้าจึงไม่จากไป”

ทั้งสองจ้องตากันในความมืดสลัว พวกเขาอยู่ใกล้กันแค่ระยะหนึ่งลมหายใจแผ่วเบา แต่ต่างฝ่ายต่างไม่อาจล่วงรู้ความคิดของคนตรงหน้าได้ ราวกับมีกระจกใสคั่นกลางเอาไว้

อามินจ้องดวงตาดุดันไม่ยอมแพ้ แม้รู้สึกแล้วว่ากำลังถูกกลิ่นอายของอัลฟ่าผู้ทรงพลังคุกคามอีกคน เขาจ้องมองทาริคอยู่แบบนั้นเนิ่นนาน สุดท้ายจึงยอมหรุบตาลงก่อน และเอ่ย...

“เจ้าไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไรข้าจึงไม่จากไป” เขาเว้นไปนิด “...จะไม่มีวันได้รู้”

ทาริคมองท่าทางราวกับกำลังจะแตกสลายในไม่กี่วินาทีข้างหน้า ก่อนจะจุดยิ้มที่มุมปาก เพราะคำถามของเขาได้ผล

“แต่ข้าคิดว่าข้ารู้”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเหนือหัว ก่อนช้อนคางคนที่เอาแต่ก้มหน้าให้เงยขึ้นมา…

“...”

“เชื่อสิ ข้ารู้”

…และกดจูบริมฝีปากของอามินไม่ให้เบต้าหนุ่มได้ประท้วงสิ่งใดอีกเลยตลอดทั้งคืน






❂…………………………….❂






นาซีมตื่นขึ้นในที่ไหนสักแห่งที่มีกลิ่นอับชื้น เขาว่าตนถูกปิดตา มัดแขนขาเอาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน ศีรษะคล้ายถูกของแข็งตีจนปวดร้าวสะเทือนมาถึงกระบอกตา ทั้งยังวิงเวียนและคอแห้งเป็นผง

อยากดื่มน้ำเหลือเกิน...เจ้าชายโอเมก้าคิด ถึงอย่างนั้นก็ทำได้แค่คิด เพราะพยายามเปล่งเสียงเรียกใครสักคน แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาสักแอะ

เขาตั้งสติ แม้กำลังอกสั่นขวัญแขวนแค่ไหน ก่อนจะปล่อยตัวนอนพับเหมือนเดิม เพื่อให้อาการวิงเวียนเบาบางลง พร้อมกันนั้นก็คอยฟังเสียงรอบกาย และลองคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน

เมื่อรู้สึกดีขึ้นอีกนิดเจ้าชายก็ค่อยๆ ขยับขากวาดไปรอบด้าน ด้วยอยากสำรวจว่ารอบตัวมีสิ่งใดอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าในระยะที่เขาเอื้อมถึงเป็นพื้นที่เรียบโล่ง คล้ายพื้นที่ปูด้วยหินเพราะมันเยียบเย็นเหลือเกิน ทั้งลองฟังเสียงอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ยินสิ่งใดสักนิด

นาซีมจึงสรุปว่าเขาอาจถูกจับไว้ในห้องใต้ดินที่ไหนสักแห่ง เพราะที่นี่อากาศเย็นกว่าอากาศปรกติ

เจ้าชายนอนคิดว่าเขาถูกจับมาที่นี่นานแค่ไหนแล้ว คาริฟและคนอื่นๆ จะรู้เรื่องที่เขาหายไปหรือยัง ตำหนิตัวเองที่ใจอ่อน ยอมออกมาจากบ้านของจาเร็ด

เขาไม่น่าออกมาตามคำเชื้อเชิญเลย ทั้งที่คาริฟอุตส่าห์กำชับไว้แล้วแท้ๆ แล้วเช่นนี้ควรทำอย่างไรต่อไปดี จะมีคนมาช่วยไหม

ไม่สิ...จะคิดอย่างเห็นแก่ตัวไม่ได้ เพราะแค่เขาหายออกมาก็ทำให้คนอื่นวุ่นวายมากพอแล้ว ยังจะทำให้พวกเขาต้องเดือดร้อนและเสี่ยงอันตรายอีกหรือ

ยิ่งคิดเจ้าชายก็ยิ่งหดหู่

ตลอดมาเขาคอยรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นเสมอ ได้รับการปกป้องจากคนแปลกหน้า หรือแม้กระทั่งภาวนาให้มารดาที่จากไปคอยช่วยจากบนฟ้า

น่าเศร้าเหลือเกิน...นาซีมไม่เคยลุกขึ้นด้วยตัวเองเลย

แล้วเช่นนี้เขาจะกลับไปทวงแคว้นคืนและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร!

ใช่แล้ว จากนี้เขาต้องช่วยเหลือตัวเองบ้าง

เจ้าชายปลุกความรู้สึกฮึกเหิมในหัวใจขึ้นมา พยายามวางแผนในหัวว่าควรทำอะไรบ้าง แต่อุปสรรคคือเอาไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ใครเป็นคนจับตัวมา เพราะความทรงจำสุดท้ายคือหน้าของหญิงชราผู้หนึ่งในร้านเครื่องหอม

นางเป็นใคร

นี่เป็นคำถามที่ควรขบคิดเป็น อันดับแรก เขาลองประมวลความเป็นไปได้ขึ้นมาทีละอย่าง ทว่าทั้งหมดไม่อาจชี้ไปที่ใครได้เลยนอกจากทาริค

แล้วคนเถื่อนผู้นั้นสืบรู้ว่าเขาอยู่ที่ใดได้รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ

หรือว่าข้างกายจาเร็ดมีใครสักคนเป็นหนอนบ่อนไส้

คิดได้ถึงตรงนี้นาซีมก็พุ่งเป้าต่อไปถัดจากหญิงชราไปที่คนสองคน ผู้ซึ่งพาเขาไปที่ร้านแห่งนั้น…

หนึ่งคืออันวา เด็กหนุ่มที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ต้น และรู้ว่าแท้จริงแล้วนาซีมคือใคร

ส่วนอีกคนที่เป็นต้นเรื่องในการชวนให้อันวาและนาซีมออกไปยังร้านนั่น...ซิน

นาซีมพบว่าตนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชายหนุ่มผู้นี้เลย นอกจากเขาเป็นโอเมก้า เป็นนักแสดงในคณะละครเร่ และเป็นสหายของอันวา

เขาไม่อยากด่วนตัดสินใจ เพราะมันจะเป็นการใส่ร้ายคนอื่นเกินไป ทั้งยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้แน่ชัด แม้นอกเหนือจากนี้ นาซีมจะเดาไม่ออกว่ายังมีใครที่ตนใกล้ชิดอีกก็ตาม

นาซีมนอนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ นอกจากปวดเมื่อยเนื้อตัวแล้ว เจ้าชายยังรู้สึกหิวไส้แทบขาด ที่นี่ไม่มีอาหารหรืออะไรที่พอจะกินประทังชีวิตได้ แม้แต่น้ำยังไม่มี เขาจึงพยายามอยู่นิ่งที่สุด จะได้ไม่รู้สึกทรมานมากกว่านี้

กระทั่งผล็อยหลับไปอีกตื่นหนึ่ง เขาจึงถูกปลุกอีกครั้งด้วยเสียงดังคล้ายเปิดคนลากอะไรสักอย่าง และเสียงเท้าย่างสามขุมเข้ามาใกล้

เพราะถูกปิดตาไว้ นาซีมจึงมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น บุคคลปริศนาคล้ายเดินสำรวจรอบกายของนาซีม ครู่หนึ่งจึงมีเสียงฝีเท้าอีกหลายคู่ตามมาสมทบ

“มันเป็นอย่างไรบ้าง”

เสียงชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ ซึ่งฟังจากเนื้อเสียงแล้ว นาซีมจำได้ว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน ทว่าเสียงของชายคนต่อมา กลับฟังดูคุ้นหูอย่างน่าประหลาด นาซีมมั่นใจว่าเขาเคยได้ยินเสียงคนผู้นี้ แต่ที่ไม่แน่ใจคือได้ยินที่ไหน เพราะเนื้อเสียงไม่ใช่คนที่เขาสนิทด้วยอย่างแน่นอน

“ยังไม่ได้สติ”

“ไม่ใช่ว่าตายแล้วหรอกนะ”

“ยาของยายเฒ่านั่นไม่ได้แรงขนาดนั้น นางว่าเป็นแค่ยาสลบ”

“เราจะแน่ใจได้หรือ นางเฒ่าอสรพิษนั่นร้ายแค่ไหนใครๆ ก็รู้ เจ้าลองตรวจสอบดูสิว่ามันยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ เพราะหากมันเป็นอะไรไป พวกเราจะซวยกันหมด”

“ดะ...ได้ๆ” ชายคนที่สองรับคำสั่งทันที ดูท่าคนคนนี้จะขี้ขลาดพอดู

มันเข้ามาใกล้นาซีม ก่อนจะย่อลงจับตัวเขาหงายขึ้น นาซีมแสร้งนอนหลับตานิ่ง พยายามควบคุมตนเองและแสดงเป็นคนไม่ได้สติให้สมบทบาทที่สุด แม้เสียงหัวใจจะเต้นระรัวเพราะตื่นตระหนกมากก็ตามที

มันใช้นิ้ววางที่เนื้อริมฝีปากเขาเพื่อตรวจดูลมหายใจ ก่อนจะส่งเสียงตอบพวกของมันไปอย่างยินดี

“ยังไม่ตาย”

“ดีมาก” คนที่คอยอยู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะออกคำสั่งอีกรอบ “เราเอามันไปไว้ข้างบนเถอะ อีกเดี๋ยวท่านนักบวชจะมาดูตรวจด้วยตัวเอง ว่ามันใช่คนที่พวกเขาตามหาหรือไม่”

“ได้สิ”

ชายคนที่สองรับคำ ก่อนจะแบกร่างของนาซีมขึ้นไหล่อย่างทุลักทุเล

นาซีมรู้สึกจุกไปหมด ทั้งยังปวดเมื่อยเนื้อตัวอีกเท่าหนึ่งด้วยถูกแบกในลักษณะนี้ แต่เขาก็ยังนิ่งไว้ เพราะรู้ว่าเป็นหนทางเดียวที่จะได้ออกไปจากห้องปิดตายนี่

กระทั่งผ่านไปพักหนึ่ง แม้ถูกปิดตา แต่นาซีมก็ยังใช้ประสาททั้งหมดจดจำและวิเคราะห์ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง

เริ่มแรกน่าจะเป็นการขึ้นบันได ซึ่งถ้าใช้เขาจะเดาได้ถูกต้องเรื่องโดนจับขังในห้องใต้ดิน ต่อมาเมื่อพ้นประตูอีกบาน เขาได้กลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ และกลิ่นของอาหาร จึงคาดว่าห้องลับที่พวกมันขังเขาไว้อยู่ใต้ครัวของใครสักคน

พ้นจากสถานที่ที่มีกลิ่นเครื่องเทศ เสียงของผู้คนมากมายก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท เขาจับไม่ได้ว่ามีเสียงใครบ้าง เพราะมีทั้งชายและหญิง ทั้งพูดคุย ร้องตะโกน ด่าทอกันเอง และขับร้องบทเพลงโหยหวนซึ่งมีเนื้อหาแสนเศร้า นอกจานั้นนาซีมยังได้กลิ่นสุราเข้มข้น และกลิ่นยาสูบลอยมาเข้าจมูกทุกครั้งที่สูดลมหายใจ

ทั้งหมดนี้จึงคาดเดาได้ว่า สถานที่ที่พวกมันพาเขามาซ่อน หากไม่ใช่สถานเริงรมย์ ก็ต้องเป็นร้านขายอาหารสักที่อย่างแน่นอน

ทั้งหมดทั้งมวลติดแค่ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใดเท่านั้น จะเป็นในเอมาลี หรือออกมาจากเขตแคว้นอื่น ข้อนี้คงต้องรอให้เปิดตาหรือฟังพวกมันคุยกันจึงจะรู้ได้

เมื่อพ้นจากที่นั่น พวกมันจะพานาซีมเข้ามาอยู่ในห้องลับตาคน ด้วยเสียงเหล่านั้นหายไปแล้ว เจ้าชายถูกวางบนพรมนิ่ม พวกมันปล่อยเขาไว้อย่างนั้นและหายกันออกไปไม่นานจึงกลับเข้ามา และครั้งนี้ดูเหมือนจะมีคนเข้ามาเพิ่มด้วย ซึ่งคนผู้นั้นต้องเป็นอัลฟ่าที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน เพราะนาซีมรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่อีกฝ่ายปลดออกมา

“นี่หรือคนที่เจ้าบอกข้า” น้ำเสียงเรียบๆ เอ่ยขึ้น ทว่าก็เต็มไปด้วยพลังที่พร้อมจะกดดันทุกคนที่อยู่ในห้องนี้

“ขอรับท่านนักบวช” ชายคนที่หนึ่งเอ่ยนอบน้อม ผิดกับน้ำเสียงกร่างๆ ที่เขาใช้กับชายคนที่สอง

“เรียกข้าเชน”

“ขอรับท่านเชน”

“ไหนลองเอาผ้าปิดตาเขาออกซิ”

“ขอรับ”

ได้ยินดังนั้นนาซีมก็นอนนิ่ง รอจนพวกมันเข้ามาดึงผ้าปิดตาเขาออกเรียบร้อย พร้อมกับเขย่าตัวเรียกให้ตื่น นาซีมจึงทำทีเหมือนกับว่าเพิ่งได้สติ

“แก! ตื่นได้แล้ว!”

นาซีมค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ อาจเพราะเขาถูกปิดตานานไป จึงมองเห็นอะไรไม่ชัดครู่หนึ่ง กระทั่งปรับสายตาได้เรียบร้อย เขาจึงค่อยๆ หันไปมองคนแปลกหน้าทีละคน

เริ่มจากผู้ที่อยู่ใกล้สุดสองคน คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนหน้าตาดุดันซึ่งเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ส่วนอีกคนคือผู้ที่คาดว่าเป็นเจ้าของเสียงที่สอง เพราะนาซีมเคยได้ยินเสียงนี้ครั้งหนึ่งตอนงานเลี้ยงรอบกองไฟที่อาไมร่า

ฮัฟนาน...หนึ่งในนักแสดงของคณะละครเร่

นาซีมเบิกตาเล็กน้อยเพราะไม่ได้คิดถึงชายผู้นี้มาก่อน และเมื่อฮํฟนานสบตาเขา อีกฝ่ายก็ค่อยๆ เสมองไปทางอื่น ราวกับรู้สึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป

“มันตื่นแล้วขอรับท่านเชน”

ชายคนแรกเอ่ยขึ้น ก่อนจะถอยหลังพร้อมกับดึงฮัฟนานไปพร้อมกัน เพื่อให้ใครอีกคนเข้ามายืนแทนที่

เชนหรือที่พวกมันเรียกท่านนักบวช สวมชุดคลุมยาวซาตินสีม่วงขลิบเงิน เส้นผมสีดอกเลา ทว่าใบหน้ากลับไม่เหมือนผู้สูงอายุ ด้วยไร้ซึ่งริ้วรอย ทั้งดวงตากระจ่างใสแฝงไปด้วยแววเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย

เขาสบตานาซีมครู่หนึ่ง ก่อนจะค้อมกายทำความเคารพ

“สายันต์สวัสดิ์เจ้าชายนาซีม ข้ามีนามว่าเชน เป็นนักบวชแห่งซันดาขอรับ”

“อะ...ท่านเชนว่าอะไรนะขอครับ”

“อาลีเป็น...จะ...เจ้าชายหรือ” ฮัฟนานถามอย่างไม่อยากเชื่อ

ดูท่าการแนะนำตัวพร้อมกับเอ่ยฐานะของเขาตอนนี้จะทำให้ฮัฟนานกับพวกตกใจไม่น้อย เพราะชายทั้งสองหันมามองหน้านาซีมตาแทบถลน

“ไหนท่านว่าเขาเป็นผู้ทำนายอย่างไรล่ะ”

เพื่อนของฮัฟนานถาม เชนจึงละสายตาจากนาซีมและหันไปหาพวกเขาช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด พร้อมทั้งแผ่อำนาจของอัลฟ่าออกมาจนนาซีมเองพานได้รับผลกระทบไปด้วย

“ไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะใด นี่หาใช่การใดของพวกเจ้าแล้ว จงรับรางวัลของเจ้าแล้วไปเสีย อย่างให้ผู้ใดรู้ว่าพวกเจ้าทำสิ่งใด ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่เอาคืนแค่รางวัล ทว่าจะริบคืนแม้ชีวิตของเจ้าทั้งสองด้วย”

“ข้า...”

“ไป!”

“ขอรับ!”

“ขอรับท่านเชน!”

ฮัฟนานและเพื่อนรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว นาซีมจึงได้เห็นว่าที่หน้าประตูมีอัลฟ่าที่สวมอาภรณ์สีเดียวกับเชนยืนเฝ้าอยู่

“ขออภัยหากการรับตัวท่านมาทำให้เจ้าชายต้องลำบากไปสักหน่อย” นักบวชมากเล่ห์ว่า นาซีมจึงละสายตาจากประตูมาได้

นาซีมไม่เอ่ยอะไร เขารอจนอีกฝ่ายแก้มัดให้เรียบร้อย จึงขยับนั่งตัวตรง และเค้นเสียงแหบแห้งออกมา

“...เจ้า...เป็นคน...ของผู้ใด”

“ท่านยังเดาไม่ออกอีกหรือ”

นาซีมมองรอยยิ้มเสแสร้ง และคิดถึงที่ชายผู้นี้แนะนำตัว

เชนแห่งซันดา

ซันดา เท่ากับ เมืองในปกครองของทาริค

“ทาริค”

“ฉลาดนัก” เขายิ้มกว้างเหมือนผู้ใหญ่ที่ชอบใจเมื่อเด็กเล็กๆ ตอบคำถามถูก “ถูกต้อง”

“เจ้าต้องการสิ่งใดอีก จะพาข้ากลับโซราห์หรือ”

“แน่นอน ย่อมเป็นเช่นนั้น”

“เพราะอะไร...”

“เพราะเจ้าชายกับราชาของเรามีข้อตกลงกันอยู่มิใช่หรือขอรับ”

“หึ...”

นาซีมแค่นหัวเราะ เพราะรู้ว่าข้อตกลงย่อมจบสิ้นแล้วตั้งแต่เขาหนีจากค่ายทารายาในคืนนั้น เขาเดาว่าที่จะจับกลับไปคงหวังจะสำเร็จโทษเขาต่อหน้าประชาชน ให้ทุกคนได้รู้ว่าโซราห์ไม่มีราชวงศ์ค์เดิมเหลืออยู่อีกแล้ว และสถาปนาตนเองอย่างสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

“หากจะฆ่าก็ฆ่า อย่าได้เสียเวลาอีกเลย”

“โอ้...เจ้าชาย ท่านช่างกล้าหาญกว่าที่ข้าคิดนัก” อีกฝ่ายจุปาก “แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็โง่งมเหลือเกิน”

“เจ้า!” นาซีมถลึงตาใส่

“อย่าเพิ่งโมโหไป ข้าแค่จะบอกท่านให้แจ้งแก่ใจว่า ท่านทาริคจะไม่ปลงพระชนม์เจ้าชายอย่างแน่นอน เพราะราชาของเราต้องการท่านไปอยู่ข้างกายโดยที่ยังมีลมหายใจ”

“เพื่ออะไร” นาซีมถามอย่างไม่เข้าใจ

“เพื่อความยิ่งใหญ่ที่ท่านหรือกษัตริย์องค์ใดก็ตามบนแผ่นดินซาร์เรียไม่เคยสัมผัส”

“...เจ้ากำลังพูดถึงเรื่องใดอยู่กันแน่”

“ท่านเคยได้ยินเรื่องผู้ทำนายหรือไม่เจ้าชายนายซีม”

“ผู้ทำนาย?”

นาซีมเคยได้ยินครั้งหนึ่งตอนงานเลี้ยงรอบกองไฟ และผู้ที่เอ่ยขึ้นก็คือฮัฟนาน ซึ่งมาเวลานี้เขาไม่เชื่อเรื่องบ้าๆ นั่นอีกแล้ว ด้วยรู้ว่ามันเป็นเพียงแผนลวงของทาริคเท่านั้น

“ขอรับ” เชนพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น แล้วว่า “ในหอตำราแห่งแคว้นซันดา มีบันทึกเรื่องคำทำนายหนึ่งเขียนไว้...นักสู้ผู้มิมีวันพ่ายเอ๋ย หากเมื่อใดที่ดวงเนตรเปลี่ยนสี ผู้ทำนายจะชี้ทางแก่เจ้า หนทางซึ่งนำไปสู่จุดสูงสุดเหนือผู้คนในดินแดนแห่งเทพี”

“เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นคือทาริค” นาซีมถาม

“เพราะเขาคือนักสู้ผู้ไม่มีวันพ่าย”

“อ้อ...เหตุผลเพียงเท่านี้เองหรือ” นาซีมยิ้มเยาะ คิดแล้วอยากจะหัวเราะคนพวกนี้เสียเต็มประดา เมื่อได้รู้ถึงเหตุผลที่พวกเขารวมตัวกันเพื่อรุกรานแคว้นอื่น

แค่บันทึกคำทำนายที่ใครสักคนอุปโลกน์ขึ้นแผ่นหนึ่งเท่านั้น

“เช่นนั้นข้าขอถามสักคำ”

“เชิญท่านกล่าว เจ้าชายนาซีม”

“เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ทำนายคือข้า...เพราะข้ามีดวงตาที่เปลี่ยนสีได้งั้นหรือ”

“แล้วมันไม่จริงหรือเจ้าชาย...”

“จริงอยู่ที่ดวงตาข้าเปลี่ยนสีได้ แต่เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าดินแดนนี้มีข้าผู้เดียวที่ดวงตาเปลี่ยนสีได้ เพราะเจ้าไม่รู้จักผู้อื่นที่เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้นะ มันไม่มีประโยชน์หรอก คำทนายบ้าบอนั่นเป็นสิ่งที่เขียนขึ้นมาโดยคนธรรมดา มิใช่ผู้วิเศษ”

“...” ยิ่งได้ฟังนาซีม เชนก็ยิ่งมีสีหน้าเครียดขมึงขึ้นเรื่อยๆ

“อีกอย่าง ตั้งแต่ข้าเกิดมาก็ไม่เห็นว่าตนเองจะมีพลังทำนายเช่นที่เจ้าว่า เพราะถ้ามี ข้าคงไม่ถูกจับ บิดามารดาคงไม่ถูกฆ่า และไม่ถูกนายเจ้าชิงแคว้นไป เพราะข้าเห็นข้าจะเห็นอนาคตพวกนี้ทั้งหมด จารึกที่เจ้ายึดถือกันนั่น มันไร้สาระสิ้นดี แล้วผู้ใดกันแน่ที่โง่ ข้าหรือพวกเจ้า!! “

เพี้ยะ!

นาซีมถูกฝ่ามือของเชนตบจนเซไปทั้งร่าง ใบหน้าของเขาชาดิกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมันจะค่อยๆ ปวดแปลบเพราะแรงปะทะที่รุนแรง

แต่แล้วอย่างไร ถึงเขาจะทำอีกฝ่ายโกรธ ตัวนาซีมเองก็โกรธจนตัวสั่นเช่นกัน เมื่อได้รู้ต้นเหตุแห่งสงคราม แม้มิใช่เหตุผลทั้งหมด แต่มันก็มากพอให้เขาแค้นเคือง

“ข้าไม่ว่าท่าน หากท่านจะโกรธแค้น เพราะท่านไม่รู้มาก่อนว่าชาวเราเคยเผชิญสิ่งใดมาก่อน ต่อให้ท่านจะบริภาษออกมาข้าไม่ว่า แต่ถ้าหากท่านดูถูกจารึกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะก็ ข้าจะไม่ไว้หน้าท่านอีก”

เขาไม่รู้ว่าคนพวกนี้เจอเรื่องใดมาจึงต้องหวังพึ่งคำทำนายในจารึกนั้น แต่มันก็มิใช่ข้ออ้างในการฆ่าฟันและแย่งชิงชีวิตของผู้อื่น

“อยากทำสิ่งใดก็เชิญ เพราะข้าไม่สนใจอยู่แล้วว่าพวกเจ้าจะไว้หน้าข้าหรือไม่”

นาซีมพูดออกไป เพราะแรงอารมณ์ก็จริง แต่เขาก็รู้ว่าตนเองไม่มีสิ่งใดจะเสียอีกแล้ว

นักบวชแห่งวิหารซันดาจ้องตานาซีมเขม็ง ก่อนจะกระชากหน้ากากผู้มีเมตตาทิ้ง และยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายที่สุด

“หึ...แล้วท่านจะเสียใจที่เอ่ยคำนี้ออกมาเจ้าชาย”








❂…………………………….❂









ตอนนี้เดือดๆ เลยค่ะ

มีตัวละครใหม่อีกแล้ว

และเปิดอีกคู่ด้วย

จริงๆ เคยบอกแล้วว่าอยากเขียนคู่รองด้วย

เรื่องนี้มีคู่รองสองคู่นะคะ

แต่ฝนก็ยังโฟกัสคู่หลักนะคะ

ตอนนหน้าพระเอกจะมาแล้วแล้วน้าาา

ใครคิดถึงคาริฟบ้างงงง 

เจอกันค่ะ ฝนจะมาเร็วๆ ให้ต่อเนื่องนะคะ



ละอองฝน.

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2033
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
คาริฟช่วยด้วยยยย

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2


บทที่ 15 แผ่นหลังที่คุ้นเคย







อันวารู้ว่าผู้นำแห่งเผ่าภูตราตรีต้องโกรธมากเมื่อรู้ว่าคนที่เขาคอยดูและอารักขามาตลอดถูกชิงตัวไปได้ แต่เขาไม่คาดคิดว่ามันคาริฟโมโหถึงขนาดนี้

“หากเขาพยายามหนีออกไปข้างนอกนั่นด้วยตัวเองข้าจะไม่ว่าเจ้าสักคำ แต่นี่เจ้าเป็นคนพาเขาออกไป บอกข้าซิอันวา ว่าเจ้าคิดได้อย่างไร พาเขาไปเดินเพ่นพ่านในสถานการณ์เช่นนี้น่ะหรือ!”

ภายในห้องนอนของจาเร็ดเต็มไปด้วยแรงกดดันที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของคาริฟ แม้แต่อัลฟ่าด้วยกันอย่างจาเร็ดและฮาบัสยังอึดอัดไปหมด แล้วมีหรืออันวาที่เป็นโอเมก้าจะไม่ได้รับผลกระทบ

เด็กหนุ่มนั่งอยู่บนเตียงกว้าง ตัวสั่นงันงกไปทั้งร่าง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำราวกับน้ำตาจะหยดลงมาได้ทุกเมื่อ

“ข้าขอโทษท่านคาริฟ ข้า...ข้าผิดไปแล้ว ขะ...ข้าประมาทเกินไป...เพราะไม่คิดว่าจะ...”

อันวายังไม่ทันพูดจบ บุรุษในชุดดำก็แค่นหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่มีใครขำออกเลยสักคน

“หึ! อันที่จริงเป็นข้าต่างหากที่ประมาท ข้าปล่อยเขาไว้ทั้งที่ไม่ควรเลย”

หากคาริฟจะด่าว่าอันวาแรงกว่านี้ เด็กหนุ่มก็กล้าโต้แย้ง เขายอมรับผิดแต่โดยดีที่รักสนุกเกินไป จึงได้ลืมคิดถึงผลที่จะตามมาหากมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น

แต่กลายเป็นคาริฟหันกลับไปโทษตัวเอง และดูจะผิดหวังในตัวเขาเอามากๆ ข้อนี้ต่างหากที่ทำให้อันวาเสียใจ ด้วยอันวาชื่นชมคาริฟมาตลอด ที่ผ่านมาเขาจึงพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้เป็นผู้ช่วยของหัวหน้าภูตราตรีคนนี้

...ทว่าตอนนี้มันพังหมดแล้ว

คาริฟคงจะไม่เชื่อใจเขาอีก

“...ข้าขอโทษ”

อันวาเอ่ยขอโทษอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแหบแห้งน่าสงสาร นั่นพานให้คู่ชีวิตของเขาทนไม่ไหวจนต้องยื่นมือเข้ามาปกป้อง

“ไม่เป็นไรนะเด็กดี”

จาเร็ดเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างเด็กหนุ่ม ก่อนจะรวบตัวเขามากอดเอาไว้ ซึ่งในเวลาเช่นนี้อันวาก็ไม่ดึงตัวออกหรือแสดงท่าทีขัดขืนเช่นทุกครั้ง

“ส่วนเจ้าก็ใจเย็นหน่อยคาริฟ เราต้องหาทางช่วยเจ้าชายได้แน่”

คาริฟมองภาพนั้นไม่นานก็ต้องเบือนหน้าหนี ใช่ว่าเขาจะอยากดุด่าเด็กที่ดูแลมากับมือ แต่เรื่องที่สมควรพูดหรือลงโทษเขาก็ต้องทำ

“เช่นนั้นก็ลงมือกันเถอะ ข้ากลัวเจ้าชายจะมีอันตราย” ฟามีนเสนออย่างร้อนใจ

“ข้าก็เห็นด้วยกับเจ้านะฟามีน แต่ตอนนี้เราเคลื่อนไหวมากไม่ได้ มีแต่จะทำให้ทาริครู้ความเคลื่อนไหวของพวกเราเปล่าๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเจ้าชายถูกจับไปที่ใด นอกเสียจากจะมีเบาะแสมากกว่านี้” ฮาบัสเอ่ยเตือนสติผู้มีตำแหน่งเดียวกันกับตน

“งั้นเราจับใครก็ตามมาเค้น เรื่องนี้ต้องมีคนรู้บ้าง ทั้งเจ้าของร้านนั่น หรือแม้กระทั่งนักแสดงในคณะละครเร่ของเจ้า จาเร็ด” ฟามีนซัก

“ใช่ว่าข้าไม่ทำ เขาถูกข้าควบคุมตัวไว้แล้ว แต่เขายังตอบเหมือนเดิม คือไม่รู้เรื่อง” จาเร็ดเอ่ยถึงซิน คนที่เป็นต้นเรื่องในการพาอันวาและนาซีมไปที่ร้านเครื่องหอมนั่น

“แล้วเจ้าของร้านเล่า มันบอกอะไรบ้างหรือเปล่า” ฮาบัสถามบ้าง

“ไม่บอกอะไรเหมือนเดิม”

“ให้ตายเถอะ แล้วป่านนี้เจ้าชายจะเป็นอย่างไร”

องครักษ์เลือดร้อนอย่างฟามีนเริ่มคร่ำครวญอีกครั้ง เขาเป็นห่วงเจ้าชายอย่างมาก และคิดไม่ถึงว่าหลังจากหลบหนีการจับกุมของพวกทารายาและดั้นด้นเดินทางมาอย่างยากลำบาก ผู้ที่เขาวางแผนช่วยเหลือมากมายจะถูกพาตัวกลับไป

...เช่นนี้ไม่เท่ากับที่ทำมานั้นเสียเปล่าหรอกหรือ

“หากเจ้าชายเป็นอะไรไป ข้าคงไม่มีหน้าไปพบราชาราฮิมและราชินีอาลียาแล้ว”

“เจ้าเลิกคร่ำครวญแล้วไปพักผ่อนก่อนเถอะ ตั้งแต่เดินทางมาที่นี่เจ้ายังไม่ได้หลับสักงีบเลยนี่” จาเร็ดว่า

มันดูเหมือนหวังดี แต่อันที่จริงเขาแฝงความรำคาญใจเอาไว้ เพราะแค่ฟามีนไม่พูด เด็กดื้อของเขาก็รู้สึกผิดจะแย่ แล้วดูตอนนี้สิ...เจ้าของคณะละครเร่ก้มลงมองอันวาที่ตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขน

เจ้าบ้านี่ทำอันวาร้องไห้จนอกเสื้อเขาเปียกไปหมดแล้ว!

ไม่ว่าเปล่า จาเร็ดยังส่งสายตาบอกความนัยแก่ฮาบัส เพื่อนสนิทอีกคนของตนเอง ว่าให้พาฟามีนไปไกลๆ จากห้องนี้เสียที

ทว่าฮาบัสยังไม่ทันเกลี้ยกล่อมให้ฟามีนไปพักพร้อมตน คาริฟก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“พวกเจ้าไปพักเถอะ” คาริฟว่า

“แต่ข้า...” ฟามีนที่ไม่อยากพักรีบประท้วง ทว่าใบหน้าจริงจังของคาริฟกลับทำให้เขาต้องเงียบเสียง และฟังสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยต่อ

“นอกพักเอาแรงสักนิด ส่วนเรื่องหาเบาะแส ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”

“เจ้าจะทำอย่างไร”

“เอาไว้เจ้าคอยดูตอนที่ตื่นมาอีกครั้งดีกว่า” บุรุษชุดดำบอกแบบนั้นก่อนจะสั่งกับจาเร็ด “ส่วนเจ้า บอกคนให้ปล่อยซินเสีย บอกว่าเราไม่ติดใจเอาความอะไรแล้ว”

“แต่คาริฟ!”

ฟามีนจะท้วง แต่เมื่อคาริฟปรายตามองแวบเดียว ฮาบัสก็ลากองครักษ์ฝ่ายซ้ายออกไปทันที

เมื่อองครักษ์ซ้ายขวาของเจ้าชายนาซีมออกไปจากห้องแล้ว จาเร็ดจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ความหนักใจยังไม่หายไป เพราะคนที่ทำให้เขาต้องหนักอกที่สุดยังยืนอยู่ตรงนี้

“เจ้าจะทำอะไรกันแน่คาริฟ ไหนเจ้าบอกว่าซินต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มิใช่หรือ แล้วเจ้าจะปล่อยเขาไปเนี่ยนะ”

“อืม” คาริฟยังยืนยันคำเดิม “ไม่ใช่แค่ซิน แต่เจ้าของร้านนั่นก็ด้วย”

“ทำไม...”

“เพราะขังไว้ก็ไม่มีประโยชน์ หากพวกมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงๆ อย่างไรเสียทั้งคู่ก็คงต้องอยู่ไม่สุขแน่ รอให้มันเคลื่อนไหวก่อน”

“อ้อ...” จาเร็ดเข้าใจแผนการทันที คนในอ้อมกอดของเขาก็เช่นกัน เพราะเมื่ออันวาได้ยิน เจ้าตัวก็ผละออกจากอ้อมกอดของคู่ชีวิต

“ให้ข้าคอยจับตาดูเขา” เด็กหนุ่มเสนอ

“เจ้าไม่ต้อง”

“แต่ข้ามีส่วนเกี่ยวข้อง อีกอย่างข้าสนิทกับซิน”

“ข้าบอกไม่ต้องก็คือไม่ต้อง ระหว่างนี้เราไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น”

“แต่ข้า...”

“เจ้ายังฟังที่ข้าพูดอยู่หรือไม่” คาริฟย้ำเป็นครั้งสุดท้าย “แค่อยู่เงียบๆ และรอคอย...”

เด็กหนุ่มสะอึก ก่อนจะรับคำแต่โดยดี

“ขอรับ”

คาริฟสั่งการกับจาเร็ดอีกสองสามข้อ ต่อจากนั้นจึงออกจากห้องไป และทิ้งอันวากับจาเร็ดไว้เบื้องหลัง



❂ …………………………….❂



หลังเสียงขับลำนำเงียบลง นักดนตรีเก็บของกลับบ้าน ดวงไฟตามร้านค้าริมทางดับมอด ถนนในเมืองหลวงของเอมาลีก็ดูเงียบเหงาลงทันตา ที่นี่เหมือนสถานที่ที่ไม่เคยหลับใหลก็จริง แต่ถ้าอยู่มานานจะรู้ว่า ระหว่างช่วงเวลาใกล้ย่ำรุ่ง เมืองทั้งเมืองจะเริ่มหลับใหล

ก็แน่นอน...ใครจะตื่นมาร้องรำทำเพลงได้ตลอดเวลา

ดวงตาคมกริบกวาดมองผ่านความมืดสลัวไปยังตรอกเล็กๆ สายหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับกำแพงเมือง แม้ตรอกเล็กๆ นั่นสลับซับซ้อนและไม่ค่อยมีคนใช้มากนัก แต่ถ้าคนที่อยู่ในเอมาลีมานานจะรู้ว่า มันเป็นทางลัดชั้นเลิศสำหรับผู้ที่อยากประหยัดเวลาและไม่ต้องการเดินเบียดกับฝูงชนบนถนนใหญ่ เพราะตรแกแห่งนี้เชื่อมต่อกับถนนแทบทุกสายของเมืองหลวง

คาริฟขยับผ้าคลุมของตนเองให้กระชับร่างกาย เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวในซอกมืดๆ นั่น รอกระทั่งผ่านไปชั่วอึดใจ คนที่เขารอคอยจึงค่อยๆ โผล่ออกมา

มันยืนหันซ้ายหันขวาอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งเห็นคนที่รอเคลื่อนรถมาใกล้ เจ้าตัวจึงกระโดดขึ้นไปโดยไม่ต้องเชื้อเชิญ ในช่วงเวลาสั้นๆ เป้าหมายของเขาได้หอบผ้าหนีขึ้นรถม้าออกนอกเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว

ถึงตรงนี้คาริฟก็แน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาจึงส่งสัญญาณให้กับภูตราตรีคนอื่นๆ ที่ดักซุ่มอยู่ เพื่อตามล่าคนที่กล้ามาชิงตัวคู่โชคชะตาของเขาไป!

ส่วนตัวเขาเองก็รีบลงจากที่ซ่อนบนกำแพงเมือง ขี่อาชาที่ผูกไว้และควบทะยานตามรถม้าดังกล่าวไปเช่นกัน

ผ่านมาสามวันแล้วหลังจากคาริฟสั่งให้ปล่อยผู้ต้องสงสัยไป เขาทำได้แค่รอคอยและหาข่าวจากสายข่าวที่พอจะหาได้ แต่ก็ไม่มีอะไรแน่ชัด ทั้งฟามีนและฮาบัสต่างก็ร้อนใจ อันวาก็แทบนั่งไม่ติด ส่วนเขาที่ดูเหมือนควบคุมตนเองได้แล้วก็พยายามนิ่งและอดทนให้มากที่สุด

แต่ทุกคนคงไม่รู้...ในใจคาริฟว้าวุ่นเพียงไหน

เขาไม่เคยกลัวอะไรเท่านี้มาก่อน ไม่เคยเอาอารมณ์ของตนเองมาปนกับเรื่องงาน แต่พอนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้น คาริฟก็ไม่อาจสงบใจได้

ในหัวจินตนาการเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไปร้อยแปดอย่าง ความเป็นห่วงที่มีนั้นชายหนุ่มสามารถบอกได้เลยว่าเกินกว่าที่เขาเคยคาดไปไกลโข

เกินเลยจนล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้ว...เขารู้สึกอย่างไรกับเจ้าชายผู้นั้นกันแน่

ความรู้สึกที่ดูรางเลือนเด่นชัดขึ้นมาทันทีที่ความกลัวเข้าครอบงำ นอกจากนั้นชายหนุ่มยังมีเรื่องให้เสียใจอีกหลายประการ

ประการแรก คาริฟเสียใจที่ไม่ดูแลเจ้าชายนาซีมให้ดี ข้อผิดพลาดนี้ไม่อาจโทษใครได้ ด้วยหน้าที่รับผิดชอบเป็นของเขา

ประการที่สอง คาริฟเสียใจที่ก่อนหน้านี้มัวแต่ลังเล ไม่กล้าทำอะไรสักอย่างเพราะคิดว่าอยากให้อีกฝ่ายได้มีเวลาคิด แต่แล้วอย่างไร ลองดูเวลานี้สิ คนที่ต้องมานั่งเสียใจที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเพราะมัวแต่สับสนก็คือตัวเขาเอง

นอกเหนือจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องเสียใจที่เขาไม่อยากนึกถึง เพราะสิ่งที่คาริฟจะต้องมุ่งมั่นและทำให้สำเร็จในเวลานี้คือ...

เขาต้องช่วยนาซีมให้จงได้!

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม


❂ …………………………….❂



“ย๊า!”

เสียงร้องตะโกนสั่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ตวัดข้อมือสะบัดบังเหียนสุดแรง อาชาสีน้ำตาลเข้มออกตัวกระโจนไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วก่อนมันจะเร่งตะบึงห้อตามแรงส่งจากอุ้งเท้าเปลือยเปล่าที่เตะเข้าที่ท้อง

“จับมัน!!”

เสียงทหารเดนตายโหวกเหวกไล่หลังดังลั่น ไม่นานคนกลุ่มนั้นก็เร่งตามมาทันท่วงที นาซีมควบม้าไปพลางเหลียวหลังกลับไปมองเป็นระยะ

เบื้องหน้าเป็นถนนสายเล็ก สองข้างทางมีแผงร้านรวงมากมายกีดขวาง ก่อนหน้านี้เขาเลือกทางผิดไปนิด เพราะไม่รู้ว่าหากเลี้ยงมาจะพบกับตลาดซึ่งมีคนชั้นสูงในซันดาเดินจับจ่ายกันคึกคัก

เมื่อเข้ามาได้เล็กน้อย นาซีมเกิดลังเลชั่วอึดใจ ทว่าเท่าที่รู้มาจากคนที่ถูกขังคุกด้วยกันหลายราตรีก่อน เส้นทางทิศตะวันออกจากวิหารหลวงเป็นเส้นทางที่ตัดตรงและใกล้กับประตูเมืองมากที่สุด ดังนั้นนาซีมจึงใช้จังหวะที่พวกทหารเผลอยามควบคุมตัวเขาออกมาขึ้นรถม้าไปโซราห์เพื่อขโมยม้าและมุ่งตรงมาตามทางที่รู้

ทุกอย่างล้วนต้องเสี่ยง เมื่อมาถึงจุดนี้นาซีมจะไม่ถอยหลังหรือลังเลอีก

“จับมันให้ได้!!!”

ครั้นเสียงของคนพวกนั้นประชิดมาไม่ห่าง นาซีมจึงตัดสินใจควบม้าตะลุยเข้าไปในตลาด บุกผ่านร้านค้ามากมายจนแผงลอยพวกนั้นเสียหายไม่มีชิ้นดี

“กรี๊ด!!”

“ข้าขอโทษ!” ผู้คนที่เดินอยู่ต่างกรีดร้องและพยายามหลบหลีก นาซีมที่ไม่อาจหยุดจึงได้แต่ขอโทษและไปต่อ “หลีกทางด้วย! โปรดหลีกทางให้ข้าที!”

“จับมันนนน!!!”

“กรี๊ดดดด!!”

ทว่ายิ่งหลบหลีก ยิ่งดูเหมือนจะวุ่นวายมากกว่าเก่า ตรอกทั้งตรอกสับสนอลม่าน ผู้คนวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น นาซีมพยามหลบคน ข้าวของ อาภรณ์ที่วางขาย แต่ดูเหมือนจะทำได้ยากเหลือเกิน

กระทั่งเขาหลุดออกมาจากเส้นทางนั้น เจ้าชายโอเมก้าจึงมองเห็นประตูเมืองใหญ่โตประจำทิศตะวันออกตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า

ที่นั่นมีทหารยามเฝ้าอยู่เช่นกัน แต่มาถึงขั้นนี้แล้วเขาก็ไม่อาจถอยหลังได้ เจ้าชายจึงตัดสินใจเด็ดขาด

“ตายเป็นตาย…” เขาบอกตัวเอง ก่อนจะสะบัดบังเหียนอีกครั้ง “ย๊า!!”

อาชาตัวนั้นพาเจ้าชายฝ่าวงล้อมออกมาได้สำเร็จ แต่ไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ล้มเพราะร่างกายของมันก็เต็มไปด้วยบาดแผลทั้งที่ขาและสะโพก เนื่องจากถูกทหารยามทำร้าย แต่ดูเหมือนจะมีคำสั่งไม่ให้ทำร้ายเขา พวกทหารจึงไม่กล้ายิงธนูใส่ด้วยกลัวเจ้าชายถูกลูกหลง

เมื่อม้าล้ม คนก็ตกลงจากหลังม้าทันที นาซีมไม่ถอดใจ เข้าสะกดความเจ็บปวดเอาไว้และพยายามลุกขึ้นวิ่งหนี เสียแต่มันคงไม่ทันแล้ว เพราะออกวิ่งไปได้ไม่เท่าไร พวกทหารเลวก็พากับควบอาชามาล้อมเขาไว้ได้สำเร็จ

“จับมันกลับไป” หัวหน้าของพวกมันสั่ง พวกลูกน้องจึงลงมาจับนาซีมไว้

“ปล่อยข้า!”

นาซีมดิ้นรน ออกหมัดและเท้าเท่าที่จะทำได้ แม้พวกมันจะวุ่นวายกันอยู่พักใหญ่เนื่องจากโดนสั่งไม่ให้ทำร้ายเขา แต่สุดท้ายกันก็จับเจ้าชายไพล่หลังจนได้

“ฤทธิ์มากนักนะ! เจ้าทำความเสียหายไปมากเท่าใดรู้หรือไม่” ทหารตัวโตบนคิ้วมีรอยบากชี้ปลายดาบใส่เขา “หากไม่มีคำสั่งจับเป็น ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย”

“เช่นนั้นก็ฆ่าเสียสิ! ข้ายอมตายดีกว่ากลับไปกับพวกเจ้า!”

“คิดว่าข้าไม่กล้าหรือ”

“เหอะ!” นาซีมแค่นหัวเราะ ถึงตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรอีกแล้ว อย่างที่เขาบอกนักบวชเชนไปเมื่อหลายราตรีก่อน เขาในตอนนี้ยอมตายดีกว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือ “เจ้าไม่กล้าหรอก เพราะเจ้ามันก็แค่ทหารชั้นต่ำที่คอยแต่รับคำสั่ง”

“อย่าท้าทายข้า!”

ปลายดาบนั้นพุ่งมาที่คอ แต่นาซีมไม่หลบหลีก ทั้งยังสู้ตากับมัน ท้าทายอย่างที่มันกล่าวหา ทว่าอีกไม่ถึงคืบปลายแหลมนั้นจะแตะถึงเสียงแหวกอากาศของอะไรบางอย่างก็หันเหความสนใจของทุกคนไปจนหมด

ฉึก!

สิ่งที่พุ่งมานั้นปักเข้าที่กลางหลังของเจ้าทหารคิ้วบากโดยไม่ทันตั้งตัว มันล้มลงจากหลังม้าทันทีทั้งที่ดวงตายังเบิกค้าง ก่อนลูกธนูจะพุ่งตรงเข้าใส่ทหารซึ่งจับตัวนาซีมไว้ ทำให้เขาเป็นอิสระอีกครั้ง

กลิ่นเลือดลอยวนอยู่ในอากาศ นอกเหนือจากนั้นคือกลิ่นอายที่นาซีมคุ้นเคยของของอัลฟ่าตนหนึ่ง

คืนนี้ไร้ซึ่งแสงจันทร์และหมู่มวลดารา ราวกับกำลังจะเกิดพายุอย่างที่หาได้ยากยิ่ง ทว่าแสงจากรถม้าที่ติดไฟคันหนึ่งก็ส่องให้เห็นแผ่นหลังของใครบางคนที่กำลังฟาดฟันศัตรูซึ่งถาโถมเข้าหาจากอีกทิศทางหนึ่ง

นาซีมตกตะลึงกับภาพที่เหมือนจะฉายขึ้นอีกครั้งในความทรงจำ

โดยไม่ต้องเห็นหน้า นาซีมก็จดจำได้ทันที

“คาริฟ! ”

บุรุษในอาภรณ์สีเดียวกับท้องฟ้าวาดดาบวงพระจันทร์ใส่ทหารซันดาที่โถมตัวเข้าหา เมื่อมันล้มลงเขาจึงควบอาชาเข้ามาใกล้นาซีม

เจ้าชายแห่งโซราห์จึงยื่นมือออกไปโดยไม่ต้องมีใครให้สัญญาณ และมือของเขาก็ถูกจับไว้ได้ ก่อนร่างกายจึงถูกฉุดให้ขึ้นไปนั่งในอ้อมแขนบนหลังม้าตัวเดียวกัน

มือหนึ่งกุมบังเหียน มือหนึ่งกระชับกอดร่างของนาซีมเอาไว้แนบอก ก่อนจะกระซิบถ้อยคำที่ฟังแล้วแสนจะอุ่นใจแม้อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน





“ไม่ต้องกลัว...ข้าอยู่นี่แล้ว”





❂ …………………………….❂





พระเอกมาแล้วววววววว

เอาล่ะ ตอนนี้อาจจะอ่านแล้วงงๆ ว่าสรุปใครทำอะไรคะ

มันยังไงกันแน่ เดี๋ยวมีเฉลยแน่นอนค่ะ

แต่จะเป็นหลังจากนี้แหละ

ตอนหน้าก็ยังเดือดๆ เดือดปุดๆ เลย

จะรีบมาต่อนะคะ



ละอองฝน. 

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ dradareal

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 46
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อุแงง ฟหกาาหส่เสกดาเวกด่
เรื่องนี้ดีมากๆๆๆๆ
ทั้งภาษา ทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งตัวละครเลยค่ะ
ลุ้นระทึกตลอดทั้งเรื่องเลย เป็นกำลังใจให้อยู่นะคะ

ออฟไลน์ kainsboro

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ภาษาดีมากค่ะ ระหว่างที่รอลุ้นตอนใหม่ก็คงต้องกลับไปอ่านตอนเก่ารอซะแล้วววว

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2



บทที่ 16 ข้าอยู่กับเจ้า









“เราต้องหนีไปถึงไหน”

“จนกว่าจะสลัดพวกทหารซันดาหลุด”

นั่นคือคำที่คาริฟบอกแก่เขาขณะพากันควบม้าผ่านเนินทรายลูกแล้วลูกเล่า นาซีมพยายามมองกลับไปด้านหลัง แต่เข้าไม่พบใครสักคนที่ตามมา มีเพียงควันไฟกับเสียงดังแว่วจากที่ไกลๆ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่านั่นคือเสียงลมหวีดหวิวหรือเสียงเคลื่อนพลของพวกทหารเลวกันแน่

นาซีมเคยเข้าสู่สนามรบครั้งหนึ่งตอนที่ปะทะกับเผ่าทารายา แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเหล่าแม่ทัพรวมถึงขุนนางเอาแต่คัดค้านและขอให้เขาเข้าไปประจำการอยู่ในที่ปลอดภัย

“ข้ามิได้ดูถูกความสามารถของท่านเจ้าชาย แม้ท่านจะเคยเล่าเรียนศาสตร์การต่อสู้มาบ้าง แต่ในสนามรบต่างกันนัก ยิ่งโซราห์ไม่เคยมีศึกใหญ่ ดังนั้น...”

“หากท่านเป็นอะไรขึ้นมา โซราห์มีอันจบเห่อย่างแน่นอน”

“ถึงเจ้าชายจะปรีชาสามารถเพียงใด ท่านก็สู้พละกำลังของพวกอัลฟ่าไม่ได้หรอกขอรับ”

ถ้อยคำทัดทานมากมายทำให้นาซีมกลายเป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกคนต้องปกป้อง ทั้งที่จริงแล้วเขาควรเป็นผู้นำในการป้องกันแคว้นมากกว่า

แล้วในเวลานั้น นาซีมก็ยังไม่มีความกล้าที่จะคัดค้านทุกคนได้ เสียงของเขาเบาเกินกว่าจะมีคนยอมฟัง เจ้าชายจึงจำต้องคล้อยตามแม้ในใจเกิดความรู้สึกตรงข้าม

มาเวลานี้นาซีมกลับนึกเสียใจหลายอย่าง จะเป็นอัลฟ่า โอเมก้า หรือเบต้าแล้วอย่างไร หากเขาเข้มแข็งและยืนหยัดในสิ่งที่คิดจะกระทำ ด้วยตำแหน่งและอำนาจที่มีย่อมต้องทำได้อยู่แล้ว และนาซีมคงมีประสบการณ์รวมถึงทักษะในการต่อสู้เอาตัวรอดมากกว่านี้

“นาซีม”

เสียงเรียกจากคนที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังทำให้เจ้าชายหลุดจากภวังค์ นาซีมเงยหน้ามอง เห็นเพียงปลายคางที่เริ่มมีไรหนวดเขียวครึ้ม

“หืม?”

“เจ้ายังไม่หลับหรือ”

“ข้ายังไม่หลับ”

“อ้อ” เขาตอบรับเบาๆ ก่อนจะผ่อนความเร็วของอาชาลงนิดแล้วก้มหน้าลงสบตากัน

“มีอะไรหรือคาริฟ”

“ถ้าหลับได้ ข้าอยากให้เจ้าพักเอาแรงสักหน่อย” เขาว่า ก่อนจะปล่อยมือจากบังเหียนข้างหนึ่ง แล้วเช็ดใบหน้าของนาซีมเบาๆ จากนั้นจึงเอื้อมมารั้งเอวเพื่อกอดนาซีมไว้ “นั่งบนหลังม้าอาจไม่สบายเท่าใดนัก แต่ข้าจะคอยจับเจ้าไว้ ไม่ต้องกลัวว่าจะตกลงไป”

คำพูดที่แสนอ่อนโยนของคนที่ทำใบหน้าขึงขังทำให้หัวใจของนาซีมเต้นผิดจังหวะ เขารู้ว่านี่เป็นเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่ควรคิดเรื่องอื่นนอกเหนือจากการหนีเอาตัวรอด

ทว่าหลังจากเผชิญเรื่องน่าหวาดหวั่นมาตลอดหลายราตรี มีหรือใครจะต้านทานความอ่อนโยนเช่นนี้ไหว

นาซีมยิ้มให้กับบุรุษในชุดคลุมดำ ยิ้มกว้างไปจนถึงดวงตา ไม่อยากเชื่อว่าในสถานการณ์ย่ำแย่ ในช่วงชีวิตที่ตกต่ำที่สุด

เขายังโชคดีที่ได้พบคาริฟ

“เป็นอะไร เหตุใดจึงเงียบไป” เห็นนาซีมยิ้มแต่กลับยังไม่ตอบ คาริฟจึงถามย้ำ

นาซีมส่ายหน้านิดๆ แล้วบอก “ขอบคุณนะคาริฟ”

“...ไม่เป็นไร”

“เราจะกลับเข้าเอมาลีหรือ”

“ไม่ใช่”

“แล้วจะไปที่ใด”

“เราจะไปหมู่บ้านของข้า”

“หมู่บ้านของเจ้าหรือ!” นาซีมทำตาโต “แต่เจ้าบอกว่าเราต้องเตรียมตัวเพราะเดินทางไกล ซ้ำที่นั่นยังอยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายส่วนกลางมิใช่หรือ”

“ถูกต้อง”

“แล้วเราจะไปที่นั่นได้อย่างไรถ้ามีเพียงม้าตัวเดียว”

“ไม่ไกลจากซันดาจะมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พวกเราไปคอยฮาบัสที่นั่น พวกเขาจะพาคนไปสมทบพร้อมกับสัมภาระทั้งหมด”

ก่อนมาที่นี่คาริฟได้วางแผ่นไว้แล้วว่าเขาจะเป็นคนบุกมาช่วยนาซีมเอง พร้อมกับกองกำลังส่วนหนึ่งที่องครักษ์ของเจ้าชายพากลับมา ส่วนองครักษ์ทั้งสองนั้นจะแบ่งกำลังเป็นอีกสองส่วน หนึ่งคืออยู่นอกกำแพงเมืองหลวงเอมาลี เพื่อนฟังข่าวหากคนของจาเร็ดสืบเบาะแสอื่นที่ยืนยันวานาซีมไม่ได้อยู่ที่ซันดา กำลังส่วนนี้ควบคุมโดยฟามีน และพวกเขาพร้อมที่จะออกเดินทางทันทีหากพบว่าเจ้าชายถูกคุมตัวไว้ที่อื่น

ส่วนที่สองนั้นนำโดยฮาบัส เขาจะคอยอยู่ระหว่างซันดาและเอมาลี ในกรณีที่คาริฟมาช่วยนาซีมแล้วไม่สำเร็จ พวกนั้นจะตามมาสมทบทันที

แต่ก่อนที่เขาจะพานาซีมออกมาที่นี่ คาริฟได้สั่งให้กองกำลังของตนกลับไปแจ้งข่าวแก่ฮาบัสว่าเขาพบตัวนาซีมแล้ว และสามารถออกเดินทางไปรอยังหมู่บ้านที่นัดพบ เพื่อเดินทางไปยังเผ่าของคาริฟได้เลย

“แล้วคนของท่านที่มาช่วยข้าเมื่อครู่เล่า พวกเขาไปแจ้งข่าวแก่ฮาบัสหมดเลยหรือ” นาซีมเห็นคนที่มากับคาริฟแล้ว พบว่ามีอยู่ไม่น้อย

“มิได้กลับไปทั้งหมด แต่พวกเขากำลังถ่วงเวลาให้พวกเราอยู่ อีกเดี๋ยวคงตามมาสมทบ”

เพราะนาซีมคือคนที่สำคัญที่สุด ดังนั้นคาริฟจึงต้องพานาซีมหนีให้ห่างจากพวกศัตรูก่อน โดยมีคนอื่นๆ คอยถ่วงเวลาและจัดการตัวเบี้ยไร้ความสามารถเหล่านั้นของทาริคให้

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” นาซีมพยักหน้าเข้าใจ “แล้วพวกเขาจะกลับมาได้หรือไม่ ทหารซันดาออกมาสมทบกันมากนัก ข้ากลัวว่าพวกเขาจะต้านไม่ไหว”

“อย่าได้กังวล” คาริฟให้ความมั่นใจ “คนเหล่านั้นได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แค่ทหารปลายแถวของซันดา อย่างมากก็แค่ทำให้เสียเวลาบ้างเท่านั้น อีกอย่างข้าแบ่งคนส่วนหนึ่งไปเผาประตูเมืองทางทิศใต้แล้ว นั่นคงก่อกวนพวกมันได้มากพอดู แม้ทาริคอยากได้ตัวเจ้ากลับไปใจจะขาด แต่ทหารของซันดาย่อมตามมาไม่ได้ทั้งหมด”

“หากเป็นดังคำเจ้า ข้าก็เบาใจ” นาซีมถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่แท้การที่เขาไม่เห็นใครตามมา ได้ยินเพียงเสียงจากที่ไกลๆ และได้กลิ่นควันไฟเป็นเพราะแบบนี้นี่เอง

“หากเบาใจเจ้าก็พักเสีย ถึงเมื่อใดข้าจะปลุก”

“เหตุใดจึงอยากให้ข้าหลับนัก” นาซีมเงยหน้ามองคนพูดอีกครั้ง

“เพราะใบหน้าเจ้ายามนี้ย่ำแย่นัก”

ด้วยสภาพของนาซีมหลังจากหนีออกมาได้ทั้งมอมแมมและดูอิดโรยเสียจนคาริฟอยากรู้ว่าเจ้าชายแห่งโซราห์ถูกทรมานแค่ไหนกันแน่

“ข้าแค่ไม่ค่อยได้นอน นอกนั้นพวกมันก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะทาริคสั่งไว้ว่าห้ามแตะต้องข้า”

“หึ” คาริฟแค่นหัวเราะ

สั่งว่าห้ามแตะต้องงั้นหรือ...แค่ได้ยินคำสั่งเขาก็หงุดหงิดจนอยากฆ่าใครสักคนขึ้นมา คนคนนั้นถือดีอย่างไรมาชี้เป็นชี้ตายเจ้าชายนาซีม

“อย่าทำหน้าน่ากลัวสิ ข้ามิได้เป็นอะไรจริงๆ”

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”

คนที่ปล่อยรังสีอึมครึมออกมาพยักหน้ารับรู้อย่างว่าง่าย แม้ใจจริงอยากสำรวจร่างกายของนาซีมเพื่อยืนยันให้แน่ใจก่อนก็ตาม

แต่เวลานี้คงไม่สะดวก

...คิดแล้วคาริฟก็กระชับร่างนาซีมให้เข้ามาใกล้ขึ้น ก่อนสั่งอาชาให้เร่งฝีเท้าอีกครั้ง เพราะหากถึงที่นัดพบเร็วสักหน่อย เขาจะได้ลองตรวจดูให้แน่ใจว่าเจ้าชายแห่งโซราห์มิได้มีบาดแผลจริงๆ

นาซีมมิได้ละสายตาจากใบหน้าของคาริฟ เขาจึงมองเห็นความแปรปรวนในดวงตาสีมรกตทั้งหมด เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ หากก็ไม่กล้าถามเพราะเกรงว่าจะกวนใจ

นาซีมจึงเอื้อมมือเกาะอกเสื้อของคาริฟไว้ และหลับตาลงอย่างที่บุรุษชุดดำอยากให้เขาทำ ทั้งที่ใจหนึ่งก็แอบคิดว่า...ถ้าวัดจากความอิดโรยบนใบหน้าแล้ว คนที่ควรพักยามนี้คือคาริฟต่างหาก มิใช่เขา

ได้พิงตัวเข้าหาอกอุ่น ฟังเสียงหัวใจ และคิดถึงสถานการณ์ต่างๆ ไม่นาน นาซีมก็ผล็อยหลับไปในที่สุด

คาริฟลอบมองเจ้าของใบหน้าที่ทำให้เขาห่วงจนกระวนกระวายนั่งไม่ติดที่ เห็นปื้นดำๆ บนแก้มกับผมเปียยุ่งเหยิง อยู่ๆ เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าความกลัวแสนหนักอึ้งซึ่งเกาะกุมหัวใจอยู่หลายราตรี

...บัดนี้ถูกปัดเป่าไปเรียบร้อยแล้ว









❂ …………………………….❂









นาซีมตื่นขึ้นอีกครั้งตอนที่กำลังถูกอัลฟ่าร่างสูงใหญ่วางลงบนพรมผืนใหญ่ เขาส่ายหัวสลัดความมึนงงออกไปชั่วครู่ เมื่อสติกลับคืนจึงมองไปรอบๆ

สถานที่ที่เขากับคาริฟอยู่ในยามนี้เป็นห้องแคบๆ มีหน้าต่างไม้หนึ่งบาน ภายในห้องไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากพรมหนา หมอนแข็งๆ ใบ และคนโทใส่น้ำ

เมื่อสำรวจด้วยตาเปล่าเรียบร้อย นาซีมจึงเอ่ยถาม

“เราอยู่ที่ใด”

“เราถึงหมู่บ้านที่ข้าบอกเจ้าแล้ว อีกเดี๋ยวคนของข้าคงจะตามมา และเราจะรอจนกว่าฮาบัสมาถึงจึงจะออกเดินทาง”

“บ้านหลังนี้เป็นของใครหรือว่าหมู่บ้านนี้มีคนของเราอยู่”

ที่อยากรู้เพราะเวลานี้นาซีมหวาดระแวงไปหมด เขากลัวว่าชาวบ้านที่นี่จะมีคนของพวกทารายาแฝงอยู่ หรือมีคนที่คอยจ้องหาประโยชน์จากตนเอง

“มิใช่คนของเรา” คาริฟส่ายหน้า “ที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งนักเดินทางส่วนใหญ่มักมาแวะพักก่อนเดินทางไปในทะเลทรายจริงๆ เท่านั้น”

“แสดงว่าที่นี่ใครจะพักก็ได้หรือ”

“ถูกแล้ว”

ด้วยสภาพของพื้นที่ห่างไกลทะเล ทำให้หมู่บ้านในแถบนี้ขาดแคลนน้ำเป็นพิเศษ พวกเขาจึงต้องหาอาชีพหลักด้วยการสร้างห้องพักให้นักเดินทางได้พักผ่อน ก่อนเดินทางจากเมืองริมชายฝั่งไปยังที่ตั้งของเผ่าต่างๆ ในทะเลทรายส่วนลึก ทดแทนการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก

“อยู่ที่นี่เราจะปลอดภัยหรือ หากมีคนของทาริคอยู่เล่า”

“ไม่เป็นไร ตอนนี้เจ้ามีข้าอยู่”

คาริฟยืนยันให้แน่ใจ เพราะเขาจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องนาซีมอีกเด็ดขาด นาซีมรู้สึกขัดเขินเล็กน้อยกับประโยคเมื่อครู่ เจ้าชายจึงกระแอมออกมาเบาๆ ก่อนเสพูดเรื่องอื่น

“ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วหรือ”

“อืม”

“ไม่รู้ฮาบัสจะตามมาเมื่อไหร่”

“อาจจะใกล้อาทิตย์ตกดิน หรือไม่ก็กลางดึก แต่คงไม่เกินราตรีนี้เพราะข้าคิดว่าฮาบัสคงเดินทางโดยไม่หยุดพักอย่างแน่นอน”

ยิ่งอยู่นาน ยิ่งหมายถึงความเสี่ยงที่พวกเขาต้องเผชิญ ยามนี้ทางที่จะสลัดพวกเหลือบไรให้พ้นทางได้จริงๆ คือพวกเขาต้องเดินทางไปถึงเผ่าของคาริฟให้เร็วที่สุด

“หวังว่าพวกเขาจะปลอดภัย ข้าเป็นห่วงยิ่งนัก” นาซีมว่า ก่อนจะนึกถึงคนอื่นๆ ด้วย “ว่าแต่อันวาเล่า ยามนี้พวกเขาอยู่ที่ใด เป็นอะไรไปด้วยหรือไม่”

ตั้งแต่ถูกจับมานาซีมก็กระวนกระวายเรื่องนี้อยู่ตลอด เพราะกลัวว่าอันวากับซินจะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย แม้ว่าคนที่เป็นเป้าหมายจะมีแค่เขาก็ตาม

“อันวาไม่เป็นไร ยามนี้เขาอยู่กับจาเร็ดที่เอมาลี เขาต้องสะสางอะไรบางอย่างพักหนึ่ง ไม่นานอาจจะตามไปที่เผ่าของข้า”

“อาจจะหรือ...แปลว่าอาจจะไม่ไปก็ได้ใช่หรือไม่”

“ใช่” คาริฟรับคำง่ายๆ

“ทำไม”

“เพราะพวกเขาล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง จาเร็ดต้องดูแลคณะละครเร่ของเขา ส่วนอันวาก็เป็นคู่ของจาเร็ด เจ้านั่นไม่ยอมให้อันวาอยู่ห่างตัวนานนักแน่นอน อีกทั้งการไปเผ่าข้าครั้งนี้ เรายังไม่รู้ว่าจะได้ออกมาสู่โลกภายนอกเมื่อไหร่”

“จริงสินะ” นาซีมเข้าใจที่คาริฟพูดทันที แม้เขามีเป้าหมายในการทวงแคว้นคืนจากทาริค แต่เขาก็ต้องใช้เวลาวางแผนว่าต้องทำอย่างไรจึงจะได้คืน “อ้อ ว่าแต่ซินล่ะ เขาเป็นอย่างไรบ้าง มิได้รับบาดเจ็บใดๆ เช่นเดียวกับอันวาใช่ไหม ข้าคิดว่าพวกมันคงจ้องเล่นงานข้าคนเดียว”

“เขาข้าไม่รู้ว่าเขารอดไปได้ไหม แต่คิดว่าคงรอดยาก เพราะเขาคิดจะหนีจึงตกรถม้า”

“หมายความว่าอย่างไร”

หากมองไม่ผิด นาซีมรู้สึกเหมือนตัวเองเห็นแววเกลียดชังฉายอยู่ในดวงตาสีมรกต แต่ครู่เดียวมันก็กลับมาเรียบเฉยเหมือนเก่า

“ซินร่วมมือกับฮัฟนานเพื่อจับตัวเจ้าส่งให้คนของทาริคที่ซันดา เพราะเขาอยากได้เงินค่าหัวเป็นการตอบแทน”

“เขาเป็นคนของทาริคหรือ!!”

“เขาสารภาพว่าเห็นดวงตาของเจ้าเปลี่ยนสีตอนอยู่ที่โอเอซิสอาไมร่า คงเป็นคืนนั้นที่พวกเจ้าชนกัน”

“เดี๋ยว...เดี๋ยวนะ นี่มันอะไรกัน ซินกับฮัฟนานงั้นหรือ”

นาซีมถามอย่างไม่อยากเชื่อ เขาตัวชาไปหมดเมื่อรู้ความจริง ยิ่งมองตาคาริฟ เขาก็ยิ่งแน่ใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องโกหก ซ้ำก่อนหน้านี้ก็เห็นฮัฟนานกับพวกจับเขามาส่งให้นักบวชที่พูดจาเหลวไหลนั่น นาซีมจึงไม่ลืมเล่าว่าตนพบกับฮีฟนานจริงๆ เรื่องราวทั้งหมดจึงค่อยๆ ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน

“เดาไว้ไม่ผิด” คาริฟเอ่ย ด้วยตอนที่สืบหาตัวคนร้ายในเอมาลี เขาพบว่าในคณะละครของจาเร็ด มีใครคนหนึ่งหายไป ซึ่งนั่นก็คือ ฮัฟนาน

“แล้วอย่างไรต่อ” นาซีมถามต่อ

“ทันทีที่ได้เงินรางวัลเขาก็ย้อนกลับไปรับซินซึ่งทำตัวไม่รู้ไม่เห็นอะไรใดๆ ทั้งสิ้นตั้งแต่เจ้าหายไป แต่ข้ารู้อยู่แล้วว่าเขาต้องเกี่ยวข้อง เราดักจับพวกเขาได้ก่อนที่จะหนีออกจากเอมาลี ฮัฟนานสารภาพกับข้าว่าจับเจ้ามาส่งที่ไหน เราจึงได้ตามมาถูกที่และทันเวลาก่อนเจ้าจะถูกนำตัวกลับไปที่โซราห์”

“ข้าไม่เข้าใจ...เหตุใดซินทำเช่นนี้ เขามีงาน มีเงินอยู่แล้ว ทั้งยังไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกับข้า”

“ซินมิได้มองว่าเจ้าเป็นเพื่อนตั้งแต่แรก ซ้ำยังท้องกับฮัฟนาน เบต้านั่นคงเกลี้ยกล่อมให้เขาทำ เพราะอยากได้เงินรางวัลค่าหัวมากพอในการใช้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ต้องเป็นนักแสดงเร่ร่อนไปตลอดชีวิต”

คาริฟบอกเล่าเรื่องราวที่เขารู้มาทั้งหมดตลอดการเดินทาง อันที่จริงเขาไม่ต้องสนใจฟังเสียงโอดครวญเหล่านั้นก็ได้ แต่เพราะรู้ว่าอาจมีโอกาสได้ตอบคำถามนาซีม เขาจึงถามเผื่อไว้ ซึ่งมันก็ได้ใช้จริงๆ

“ซินท้องหรือ!” นาซีมตกใจ เพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัวยังฮีทอยู่แท้ๆ

“ใช่ เขาบอกข้าเช่นนั้น”

“แต่ก่อนหน้านี้เขาฮีทมิใช่หรือ และหากนับดู ก็ยังไม่พ้น 15 ราตรีเท่านั้น หลังจากที่ฮีท แล้วมันจะเป็นไปได้หรือ...” นาซีมนึกสงสัย แต่คาริฟก็ยอมเฉลยในที่สุด

“เพราะเป็นไปไม่ได้น่ะสิ ข้าถึงไม่ปล่อยเขาไป”

แม้คาริฟจะอยากช่วยนาซีมมากแค่ไหน แต่เอามิใช่คนใจดำที่จะลงมือทำร้ายคนท้องได้ลงคอ

นาซีมสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆ รู้สึกเสียดายมิตรภาพระหว่างตนและเพื่อนใหม่อย่างซิน หากอีกฝ่ายไม่ทำเช่นนี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตพวกเขาอาจได้คบหาเป็นสหายสนิทกันต่อไปก็เป็นได้

“เจ้าอย่าเพิ่งคิดอะไรมาก เวลานี้ควรพักผ่อนก่อนดีกว่า หากฮาบัสมาพวกเราจะได้เดินทางทันที”

“แล้วท่านเล่า”

“ข้าจะออกไปดูลาดเลาด้านนอกสักหน่อย”

ไม่ใช่แค่นาซีม แต่คาริฟก็ไม่กล้าไว้ใจใครในสถานการณ์เช่นนี้เหมือนกัน เขาอยากสังเกตการณ์รอบๆ และตั้งใจว่าจะหาอะไรให้นาซีมรองท้อง เพราะหลังจากนี้การเดินทางจะยากลำบากขึ้น

ทว่า...

“เช่นนั้น...ข้าออกไปกับท่านได้หรือไม่”

ไม่ว่าเปล่า แต่มือเรียวของเจ้าชายโอเมก้ากลับเอื้อมมารั้งชายชุดคลุมของคาริฟเอาไว้ ครั้นถูกเขามองตาม เจ้าตัวก็เหมือนเพิ่งรู้ว่าตนเองเผลอทำสิ่งใดลงไป

“...เอ่อ...ข้าขอโทษ ที่จริงข้ามิได้อยากก่อกวนท่าน” นาซีมชักมือเก็บอย่างรวดเร็ว และเอ่ยตะกุกตะกัก “ข้าแค่...อยากช่วย หากมีเรื่องไม่ชอบมาพากล”

คาริฟมองคนหรุบตาต่ำเพราะไม่กล้าสู้ตาเขาแล้วหลุดยิ้มออกมาบางๆ เขารู้ว่าเจ้าชายเก่งกาจพอดู หากมองจากที่พยายามหนีออกมาจากพวกซันดาได้ นั่นนับว่าไม่ธรรมดา อีกฝ่ายสามารถช่วยเขาได้จริงหากเกิดเรื่องคับขัน แต่เวลานี้คาริฟมิได้ต้องการให้นาซีมช่วย แต่เขาอยากเก็บอีกฝ่ายไว้ให้ห่างไกลจากภยันตรายมากกว่า

อีกอย่างเขาก็มองออกว่า นอกจากอยากช่วยแล้ว นาซีมยังขวัญเสียพอดูกับการถูกพาตัวไป

...ไม่ได้มีแค่เขาที่รู้สึกกลัวสินะ

คาริฟถอดผ้าคลุมชั้นนอกของตนเองออก ก่อนจะจับมันคลุมหัวและปิดใบหน้าให้นาซีม จากนั้นจึงเอื้อมไปคว้ามือซึ่งสั่นระริกมากุมไว้ ก่อนจะฉุดให้อีกฝ่ายลุกขึ้นตาม

“ถ้าเจ้าอยากไป ก็ไปด้วยกัน”

“ได้หรือ!” ลูกแก้วสีน้ำตาลอ่อนไหวระริกด้วยความยินดี ขณะที่เจ้าตัวเอ่ย

“ได้สิ” คาริฟยืนยัน

“ขอบคุณ”

“หึๆ เหตุใดต้องขอบคุณ” คาริฟเอ่ยถามขณะที่จูงมือให้นาซีมเดินตาม

“...ไม่มีอะไร ข้าก็แค่อยากขอบคุณ”

“หึ...” เขาหัวเราะในลำคออีกครั้ง ก่อนจะหันมาเอ่ยกับเจ้าของดวงหน้าหวานละมุนที่บัดนี้ถูกจับแต่งตัวให้เหลือโผล่พ้นมาแค่ดวงตาแวววาว “เราจะเดินดูรอบๆ กันเล็กน้อย จากนั้นเจ้าต้องกลับมาพักผ่อน เข้าใจหรือไม่”

“แล้วท่านเล่า”

“ข้าก็จะอยู่กับเจ้า...หากเจ้าต้องการ

ครั้นคาริฟเอ่ย พวกเขาก็จ้องตากันครู่หนึ่ง จากนั้นนาซีมจึงพยักหน้าและตอบตกลงแผ่วเบา

“...เช่นนั้นก็ได้”









❂ …………………………….❂







หลังจากระทึกมากันตอนที่แล้ว 

ตอนนี้คลื่นลมสงบ จับมือกันหนีหวานๆ เบาๆ

ส่วนตอนหน้าฝนขอให้ผู้โดยสารไปบ้านภูตราตรีทุกท่านรัดเข็มขัดนิรภัยและหาที่เกาะให้แน่น

เราจะฟาดๆๆๆ มาแบบพายุเลยค่ะ 5555

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ

เจอกันตอนหน้าน้า





ละอองฝน.

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2



บทที่ 17 พายุทราย









เมื่อได้เดินสำรวจจนทั่วเจ้าชายนาซีมพบว่าหมู่บ้านทางผ่านแห่งนี้มีผู้คนอยู่ไม่กี่ครอบครัว แต่ละครอบครัวจะปลูกบ้านดินหลังเล็กๆ รวมหมู่เพื่อให้นักเดินทางได้พักผ่อน หลังหมู่บ้านมีบ่อน้ำบ่อหนึ่งซึ่งถูกใช้ร่วมกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งยังเป็นทางออกไปยังทะเลทรายผืนใหญ่ที่มีหมู่ภูเขาหินสูงกลุ่มหนึ่งตั้งตระหง่านตัดระหว่างผืนทรายและแผ่นฟ้า

นาซีมหยุดมองเส้นทางตรงนั้นอย่างสนอกสนใจ คาริฟจึงชี้ให้เขาดูพร้อมกับอธิบาย

“เดิมทีใต้เขาหินลูกกลุ่มนั้นเคยมีหมู่บ้านอยู่เช่นกัน แต่ตอนนี้เหลือเพียงหมู่บ้านร้าง”

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น” นาซีมถาม

“เพราะตาน้ำของที่นั่นแห้งเหือดไป ไม่มีน้ำผุดขึ้นมาจากใต้ดินอีก ผู้คนจึงย้ายออก บ้างก็ย้ายมาอยู่ที่นี่แทน เพราะพวกเขาขุดพบตาน้ำใหม่ แต่ดูท่าอีกไม่นานหมู่บ้านแห่งนี้ก็คงต้องร้างเช่นกัน”

นาซีมละสายตาจากภูเขาที่อยู่ไกลลิบเปลี่ยนมาก้มมองลงไปในบ่อน้ำที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบ่อ ก่อนจะเงยหน้ามองคาริฟ

“ตาน้ำในบ่อแห่งนี้กำลังจะแห้งเหือดเช่นเดียวกันหรือ”

“อืม” คาริฟพยักหน้า “ข้าคิดว่าคงเป็นเช่นนั้น เมื่อคราวที่เดินทางมาช่วยเจ้าพวกเราก็พักที่นี่ ผู้นำของพวกเขาเล่าว่ากำลังมองหาที่อยู่ใหม่ ไม่แน่ว่าหากได้เดินทางมาครั้ง หมู่บ้านแห่งนี้อาจจะร้างไปแล้วเช่นกัน”

“อ้อ...”

นาซีมรับฟังเงียบๆ อย่างสนอกสนใจ แม้มันเป็นเรื่องไกลตัวและไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแม้แต่น้อง ทว่าไม่รู้เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าน้ำเสียงที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ของคาริฟช่างน่าฟังนัก

คาริฟพาเขาหยุดอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง จึงหันมาถาม

“เจ้าหิวหรือไม่”

“อืม” นาซีมตอบรับ

“เช่นนั้นไปหาอะไรใส่ท้องสักหน่อย อิ่มแล้วจะได้พักผ่อน”

“ได้สิ”

นาซีมเดินตามบุรุษชุดดำไปยังที่พักของพวกเขา เมื่อถึงคาริฟก็เจรจาของซื้ออาหารเพิ่ม พวกเขาได้ของกินง่ายๆ หน้าตาธรรมดา แต่เมื่อได้ลิ้มกลับรู้สึกว่ามันอร่อยจนน้ำตาไหล

นาซีมกินอาหารของตัวเองเข้าไปจนเกลี้ยงถาด ก่อนจะรับน้ำจากคาริฟมาดื่มจนหมดแก้ว

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเจ้าชายจึงสังเกตเห็นว่าดวงตาสีมรกตนั้นจ้องเขาตาไม่กะพริบ และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมองอยู่อย่างนี้นานเท่าใดแล้ว

“เจ้าอิ่มหรือไม่ หากไม่อิ่มก็กินของข้าได้” เขาว่าพลางเลื่อนถาดเงินมาตรงหน้านาซีม ทั้งแผ่นแป้ง แกงเผ็ดและเครื่องเคียงยังพร่องไปไม่มาก

“แล้วเจ้าไม่กินหรือ”

“ข้าไม่หิว” เขาตอบเรียบๆ แล้วยังเอ่ยอีกคำ “เจ้าหิวก็กินเถิด ดีกว่าเสียเปล่า”

“เช่นนั้นข้าขอนะ”

“อืม” คาริฟพยักหน้ารับพลางผุดยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก

“ขอบคุณ”

นาซีมรู้สึกอับอายเล็กน้อย แต่ก็เล็กน้อยเท่านั้น เพราะความอยากอาหารมีมากกว่า ทีแรกเขาไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองหิวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด เพราะมัวแต่สนใจกับการหนีเอาชีวิตรอด และต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอด

“ก่อนหน้านี้เจ้าได้กินอะไรบ้างหรือไม่” คาริฟถามขณะตายังมองทุกการกระทำของเขา

“ได้กินสิ แต่น้อยนัก”

“เหตุใดจึงกินน้อย พวกมันไม่นำอาหารมาให้เจ้าหรือ”

เพราะได้ยินเขาถามเสียงเข้มขึ้น นาซีมจึงละสายตาจากถาดอาหารชั่วขณะและมองหน้าคนถาม

ดวงตาของเขาฉายแววไม่พอใจอยู่จริงๆ ทั้งบรรยากาศรอบกายก็แสดงออกไปในทางนั้นด้วย นาซีมจึงต้องรีบเสริมเพราะไม่อยากเห็นเขาหงุดหงิด

“ตั้งแต่ข้าฟื้นขึ้น พวกนั้นเอาอาหารให้ข้าตลอด แต่ข้าไม่กินเอง”

“เหตุใดเล่า”

“เพราะข้ากลัวว่าในนั้นจะมีสิ่งแปลกปลอมผสมมาด้วย จะมีแค่บางครั้งที่ข้าหิวมากจริงๆ จึงฝืนใจกินเข้าไป” นาซีมเว้นไปนิด ก่อนจะเอ่ยขำๆ ทว่าคนฟังกลับไม่รู้สึกตลกไปด้วย “แต่ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไรอย่างที่กลัว ดูท่าพวกมันคงไม่คิดสังหารข้าตอนนี้”

“มันอยากได้เจ้ากลับไป” คาริฟว่าเสียงเย็น “แต่มันไม่มีทางสมหวัง”

“แน่นอน...ในเมื่อตอนนี้ข้าอยู่กับเจ้าแล้ว” เจ้าชายยกยิ้ม

นาซีมไม่อยากเห็นคาริฟโกรธ ไม่อยากเห็นเขาปล่อยกลิ่นอายชั่วร้ายออกมา เจ้าชายจึงได้เอ่ยประโยคที่อีกฝ่ายพูดกับเขา

เวลานี้คาริฟอยู่นี่แล้ว และเจ้าตัวสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้ใครทำอะไรกับนาซีมเด็ดขาด และนาซีมก็เชื่ออย่างหมดหัวใจว่าเขาจะปลอดภัยเมื่ออยู่ข้างกายชายคนนี้

คาริฟนิ่งไปเล็กน้อย แต่การนิ่งของเขานั้นต่างจากเมื่อครู่มาก เพราะนาซีมสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายที่อัลฟ่าปล่อยออกมาเพื่อกดดันผู้คนค่อยๆ จางลงไป

“เจ้ากินต่อเถอะ” คาริฟบอก

“อืม”

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างกลับสู่ภาวะปรกติ นาซีมจึงวางใจและยอมกินอาหารใต้สายตาของบุรุษชุดดำโดยไม่กังวนสิ่งใด เขาจัดการอาหารจนหมดในเวลาไม่นาน ดื่มน้ำตามอีกอีกหนึ่ง จากนั้นจึงวางมือลูบหน้าท้องเบาๆ เพราะดุท่าจะกินมากเกินไป

“อิ่มหรือไม่”

“มากเชียวล่ะ”

“ไม่เอาอีกสักหน่อยหรือ”

“หากให้ข้ากินอีกคำ ข้าคงท้องแตกตายพอดี”

“หึๆ”

เขาอารมณ์ดีแล้ว...นาซีมคิดหลังจากเห็นเขาหัวเราะออกมา แววตาก็เปลี่ยนกลับไปแวววาวเช่นเก่า บุรุษผู้นี้หน้าตาดีมากจริงๆ องคาพยพก็องอาจสมส่วนไปหมด แม้เวลาเขาโกรธเกรี้ยวจะยังดูดีไม่เปลี่ยน แต่เวลายิ้มเช่นนี้เขากลับยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูด

เสน่ห์ของเขามีมากเสียจนคนมองอดคิดไม่ได้ว่าหากชายผู้นี้หมายปองผู้ใด มีหรือคนผู้นั้นจะไม่ใจอ่อน เพราะแม้แต่เขาเองยัง...

นาซีมนิ่งไปเมื่อระลึกได้ว่าตนกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขาจึงรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

น่าละอายนัก...เหตุใดเขาจึงมีความคิดเช่นนี้นะ

นาซีมแสร้งเอาผ้าเช็ดปากตัวเอง ปกปิดริ้วแดงๆ ที่พาดผ่านใบหน้า หวังในใจว่าอีกฝ่ายจะไม่สังเกตเห็น แต่เมื่อเหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อย เขาก็ต้องปะทะกับสายตาวาววับของคาริฟ

“มีอันใดติดอยู่บนหน้าข้าหรือ” คาริฟถาม

“ไม่มี” นาซีมตอบรวดเร็วอย่างคนร้อนตัว

“จริงรึ...แต่ข้าเห็นเจ้ามองข้าแปลกๆ ตั้งแต่เมื่อครู่”

“มะ...ไม่มีอะไรจริงๆ”

คนร้อนตัวปฏิเสธอีกครั้ง คาริฟจึงไม่เซ้าซี้ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าแม้ใบหน้าเขายังเรียบเฉย หากนัยน์ตาคู่นั้นเหมือนส่งยิ้มมาให้อย่างล้อเลียน

นาซีมส่ายหน้าเล็กน้อย ปัดไล่ความคิดไร้สาระของตนเองทิ้ง ก่อนจะผุดลุกขึ้น

“เจ้าจะไปไหน” คาริฟลุกตาม

“ข้าจะเอาถาดอาหารนี่ไปเก็บ”

“ไม่ต้อง เอาวางไว้ที่นี่ อีกเดี๋ยวจะมีคนมาเก็บเอง”

“อ้อ” เจ้าชายวางถาดเงินไว้ที่เดิม แต่ก็ยังถอยห่างไป “เช่นนั้น...ข้าจะไปนอนแล้ว”

“อืม ก็ดีเหมือนกัน”

ครานี้คาริฟไม่ถามสิ่งใดหรือรั้งไว้อีก เขาปล่อยให้นาซีมเดินไปนอนตัวแข็งบนพรมผืนหนาที่ปูเอาไว้มุมห้อง ส่วนตนเองก็นั่งอยู่ที่เดิม

กระทั่งผ่านไปพักใหญ่ ขณะที่นาซีมกำลังจะเคลิ้มหลับ อยู่ๆ เจ้าชายก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวทางด้านหลัง เมื่อเขาพลิกายหันกลับมา ใบหน้าก็ปะทะกับแผ่นอกกว้างพอดิบพอดี

“โอ๊ย!”

“เจ็บหรือไม่”

คาริฟผละถอยไปเล็กน้อย ก่อนจะเชยคางนาซีมขึ้นเพื่อสำรวจใบหน้า นิ้วโป้งของเขาลากวนจากปลายจมูก ก่อนมาหยุดที่หน้าผาก ซึ่งเป็นจุดที่กระแทกเมื่อครู่

“ข้าไม่เป็นไร” นาซีมบอก ก่อนจะถาม “ว่าแต่…เหตุใดท่านจึงมานอนตรงนี้เล่า”

มือที่ช่วยลูบหน้าผากให้หยุดลง ส่วนเจ้าของมือนั้นก้มมองหน้า จ้องตานาซีมครู่หนึ่ง ทว่าเหมือนนานชั่วกัป แล้วเขาจึงเอ่ย

“หากเจ้าชายนึกรังเกียจ…”

“ไม่ใช่!” ไม่รอให้เขาพูดจบ นาซีมก็รีบปฏิเสธ

“…?”

“ข้ามิได้รังเกียจ” เพราะกลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจ นาซีมจึงย้ำอีกรอบ “ข้าแค่สงสัยเท่านั้น…เอ่อ…ข้า”

จากที่คิดกลัวว่าเขานะเห็นว่าตนรังเกียจ พอเห็นดวงตาที่ทอแววประหลาด นาซีมจึงรู้ทันทีว่าตนติดกับเสียแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าชายก็ไม่กล้าออกปากไล่

…แม้นจริงๆ แล้วจะไม่มีความคิดว่าอยากขับไล่อยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ

“แปลว่าท่านอนุญาตให้ข้านอนตรงนี้…ที่ข้างตัวท่านหรือ”

“…” คนถูกถามลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจเอ่ยคำอนุญาต “อืม เจ้าอยากนอนตรงไหนก็นอนเถอะ…เพราะเจ้าเองก็ต้องพักผ่อนเช่นกัน”

“ขอบคุณขอรับ” คาริฟว่า

“แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำสุภาพกับข้า…พูดกับข้าเหมือนที่ผ่านมาเถอะ”

เมื่อข่มความอายและเอ่ยออกมาทั้งหมดในคราวเดียว นาซีมก็ได้รอยยิ้มของบุรุษที่มักตีหน้านิ่งเป็นการตอบแทน นั่นทำให้ความร้อนในร่างฉีดขึ้นมารวมที่ใบหน้าอีกระลอก เจ้าชายตึงรีบพลิกตัวกลับ หันเข้าหากำแพง พยายามไม่คิดถึงระห่างและการใกล้ชิดที่เกิดขึ้นและข่มตาให้หลับ

ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย…เขาบอกตัวเองเช่นนั้นแม้หัวใจเต้นระรัว

กระทั่งผ่านไปครู่หนึ่ง เจ้าชายโอเมก้าจึงเคลิ้มหลับไปในที่สุด



❂ …………………………….❂



“นาซีม”

“…”

“ตื่นเถอะ”

เสียงเรียกพร้อมแรงเขย่าตัวน้อยๆ ปลุกให้เจ้าชายแห่งโซราห์ตื่นขึ้นจากนิทรา เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าคนที่เรียกคือคาริฟไม่ใช่ใครอื่น เจ้าชายจึงลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ แล้วถาม

“คนของเรามาถึงแล้วหรือ”

“ไม่ใช่”

คาริฟส่ายหน้า ก่อนจะเอาผ้าคลุมสีดำที่เขาถอดทิ้งไว้มาจัดการคุลมกายให้นาซีมอีกรอบ ทั้งยังทำอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุด

พฤติกรรมแปลกๆ ของบุรุษผู้นี้อยู่ในสายตานาซีมทั้งหมด

“มีเรื่องใดหรือคาริฟ”

เพราะรู้สึกได้ถึงสัญญาณอันตรายบางอย่าง นาซีมจึงถามออกไปและคาริฟก็ตอบรับด้วยการโน้มกายลงมากระซิบข้างหู

“พวกทหารซันดาตามกลิ่นเรามาถึงที่นี่”

“แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี” นาซีมถามกลับ

“ข้าจะพาเจ้าออกไปจากหมู่บ้าน รอจนพวกมันไปแล้วค่อยย้อนกเลับมา เพราะอย่างไรฮาบัสก็ยังมาไม่ถึง” แม้ไม่คาดว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ แต่คาริฟก็ได้คิดหาทางหนีทีไล่ได้ทันท่วงที

“เราจะไปหลบที่ใด”

“เจ้าไม่ต้องถามมากความแล้ว ตามข้ามาเงียบๆ ก็พอ หากช้ากว่านี้พวกมันคงตามมาเจอ”

เขาทิ้งท้ายก่อนจะกระชับผ้าคลุมศีรษะของให้เจ้าชายอีกรอบ จากนั้นจึงคว้ามือเอาไปกุมไว้และค่อยๆ พานาซีมไปจากบ้านพัก

แสงแดดด้านนอกราแรงลงแล้ว แม้ยังไม่ค่ำแต่คาดว่าอีกไม่นานคงมืดสนิท นาซีมก้มตัวและค่อยๆ ย่องไปยังโรงเก็บม้าตามที่คาริฟให้สัญญาณ หัวใจของเขาเต้นระทึกอย่างหวาดกลัวทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโหวกเหวกของกลุ่มชายฉกรรจ์ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

นอกจากหัวใจจะเต้นแรงเพราะความตื่นตระหนกแล้ว นาซีมยังรู้สึกคล้ายมวลอากาศรอบกายกดทับลงมา ราวกับอากาศวันนี้หนาแน่นและชื้นกว่าทุกวัน

เมื่อคาริฟพาเขาหลบมาถึงโรงเลี้ยงม้าได้ อีกฝ่ายก็บอกให้รออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจูงมาสีดำสนิทราวกับสีอาภรณ์เจ้าของออกมา

อัลฟ่าหนุ่มยกตัวส่งนาซีมขึ้นไปนั่งบนหลังม้าโดยไม่ให้สัญญาณ ก่อนพาตัวเองโดดตามขึ้นมาและบังคับอาชาให้ตะบึงออกไปทางด้านหลังหมู่บ้านอย่างเงียบเชียบ

เพราะอาชาเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว สายลมจึงพัดเข้ามาตีผ้าคลุมให้เปิดออก นาซีมมองไปยังทิศทางเบื้องหน้า ไม่กล้ามองกลับหลัง ขณะที่คาริฟมุ่งไปยังเส้นทางที่อีกฝ่ายชี้ให้ดูตอนที่มาถึง

หากเลยผ่านเขาหินกลุ่มนั้นไป พวกเขาจะออกเดินทางสู่ทะเลทรายเวิ้งว้าง ข้างนอกนั้นไม่มีที่ใดให้หลบได้เลย เจ้าชายจึงภาวนาให้หลบทหารซันดาพ้นจนกว่าจะถึงภูเขาหิน

ทว่าสิ่งที่ภาวนากลับไม่เป็นจริง วันนี้เทพีแห่งซาร์เรียคงไม่เข้าข้างจึงทำให้พวกทหารเลวล่วงรู้ว่ายามนี้เป้าหมายของตนหนีออกมาทางไหน

คล้ายทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ตอนที่คาริฟพาเขามาถึงหมู่บ้านร้าง ทหารกลุ่มหนึ่งจากซันดาก็ควบมาตามมาได้ครึ่งทางแล้ว

“คาริฟ!” นาซีมหันมาร้องถามด้วยความตระหนก “เราจะทำอย่างไรกันดี”

“เข้าไปหลบในนั้น”

คาริฟขี่ม้าเข้าไปยังซอกหินขาดที่ดูคล้ายซุ้มประตูบานใหญ่ เมื่อก้าวพ้นจุดนั้นเขามาจึงได้พบหมู่บ้านร้าง ที่มีขนาดใหญ่และมีสิ่งก่อสร้างตั้งอยู่แน่นขนัด

“เราจะหลบในนี้จริงหรือ”

“ใช่”

“แต่พวกมันจะเจอเรา”

“แต่ก็ยังดีกว่าออกไปเผชิญกับพายุทราย”

อีกฝ่ายไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำยามที่โต้ตอบ เพราะสายตาดั่งประหนึ่งเหยี่ยวทะเลทรายกำลังสอดส่ายสำรวจไปโดยรอบ ขณะที่บังคับให้ม้าวิ่งไปตามทางแคบๆ ระหว่างบ้านเก่าทรุดโทรม

“พายุทรายหรือ...”

นาซีมตกตะลึง เขาละสายตาจากใบหน้าของคาริฟแล้วเอี้ยวตัวมองไปด้านหลัง

ที่ปลายขอบฟ้าไม่ไกลออกไปเท่าใดนัก เหนือหมู่บ้านซึ่งเป็นจุดแวะพักของนักเดินทาง มีกลุ่มทรายขนาดใหญ่กำลังม้วนตัวอยู่เหนือหมู่บ้านราวกับคลื่นพิโรธในมหาสมุทร ท้องฟ้าทั้งผืนกลายเป็นสีหม่นและมืดลงทุกที ยิ่งสายลมหมุนทวีความรุนแรง กลุ่มทรายเหล่านั้นก็ยิ่งเคลื่อนที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

เพียงพริบตาเดียวหมู่บ้านแห่งนั้นก็หายลับไปจากครรลองสายตา ราวกับถูกหมอกควันมรณะกลืนกิน

“พวกเราต้องหาที่หลบก่อน เรื่องหนีค่อยว่ากัน ทหารซันดาเองก็คงต้องหลบไม่ต่างกับเรา หรือไม่หากเข้ามาใต้ภูเขาลูกนี้ไม่ทัน พวกมันก็อาจถูกพายุลูกนั้นจัดการเอง”

“ท่านเห็นมันตั้งแต่เมื่อไหร่”

เพราะเจ้าชายมัวแต่ห่วงเรื่องหนีจากพวกซันดา นาซีมจึงไม่ทันสังเกตว่าพายุทรายกำลังประชิดเข้ามาใกล้ถึงเพียงนั้น

“ตอนเข้าไปเอาม้า ข้าสังเกตเห็นว่ามันเริ่มก่อนตัวจากที่ไกลๆ” คาริฟบอกพลางดึงบังเหียนให้ม้าหยุดหน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านที่หน้าต่างประตูยังอยู่ครบถ้วน “เมื่อเช้าข้ายังคิดกลัวอยู่ว่าจะมีพายุเกิดหรือไม่ แล้วก็เกิดขึ้นจริงๆ”

“ท่านรู้หรือ”

“ใช่”

“ได้อย่างไร...โอ๊ะ! ขอบคุณ” ขณะที่ถามคาริฟก็กระโดดลงจากหลังม้า ก่อนจะรั้งตัวนาซีมให้ลงมาด้วยกัน

“วันนี้แดดแรงทว่าอากาศชื้นกว่าทุกที เหมือนกับเวลาที่กำลังจะเกิดพายุทราย”

นาซีมเข้าใจที่คาริฟพูดทันที เพราะเขาเองก็รู้สึกเช่นกัน

หลังจากพูดกันแค่นั้นคาริฟก็ไม่เอ่ยอะไรอีก นาซีมเองก็ไม่ถาม พวกเขาช่วยกันกระแทกประตูบ้านที่คาดว่าสามารถใช้เป็นที่กำลังบังพายุได้สักระยะให้เปิดออก ก่อนคาริฟจะสำรวจประตูหน้าต่างอีกครั้งและสั่งให้นาซีมช่วยกันหาอะไรมากำบังช่องเล็กๆ ที่ทรายสามารถแทรกผ่านเข้ามาได้

เมื่อทำทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อย นาซีมก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างที่บอก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ติด ไหนจะหนีพวกที่ติดตาม ไหนจะต้องหาที่หลบพายุ

ไม่น่าเชื่อว่าช่วงเวลาสงบสุขก่อนหน้าจะถูกทำลายลงรวดเร็วขนาดนี้

“อาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแล้ว พายุทรายมาไวไปไว เมื่อมันเคลื่อนที่ผ่านพ้นไป ฟ้าคงจะมืดพอดี ตอนนั้นเราคงจะหลบซ่อนได้สะดวกขึ้น”

“อืม” นาซีมพยักหน้า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่มุมหนึ่งในโถงของบ้าน เขาทั้งรู้สึกตื่นเต้น ตระหนกและหวาดกลัวจนคล้ายว่าจะหมดแรง

“ระหว่างนี้เจ้าเอาผ้าผืนนั้นปิดหน้าปิดจมูกไว้เสีย แม้เราป้องกันอย่างไรก็คงมีทรายเม็ดเล็กๆ เล็ดรอดเข้ามาได้”

“อืม” เขารับคำแต่โดยดี

ทว่าระหว่างที่กำลังเอาผ้าปิดจมูกอยู่นั้น เจ้าชายก็รู้สึกเหมือนร่างกายมันร้อนผะผ่าว ดวงตาพร่ามัว หัวใจของเขาค่อยๆ เต้นแรงขึ้น แรงขึ้น และแรงขึ้น ราวกับว่ามันกำลังจะทะลุออกมาจากอกก็ไม่ปาน

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นจำเพาะของอัลฟ่า

กลิ่นเดียวกับที่สัมผัสได้ตอนฮีท!

เจ้าชายโอเมก้ารู้ตัวทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ด้วยไม่รู้ว่าคาริฟรู้ถึงความผิดปรกตินี้หรือยัง

...แม้อยู่ใต้แสงสลัวในห้องปิดตาย เขาก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบุรุษผู้นั้นจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาเช่นไร

“...คา...คาริฟ”

นาซีมอยากกล่าวขอโทษ อยากบอกว่าไม่ตั้งใจให้ตัวเองฮีทในสถานการณ์เช่นนี้ แต่สิ่งที่เอ่ยออกจากปากกลับมีแค่เสียงสั่นๆ ที่เรียกชื่ออีกฝ่ายเท่านั้น

“ให้ตายเถอะ!” คาริฟสบถพานให้นาซีมสะดุ้ง เขาฉีกผ้ารัดข้อมือออกมาผูกปิดจมูกตนเอง ก่อนจะว่าต่อ “พวกทหารส่วนใหญ่เป็นอัลฟ่า...มันต้องได้กลิ่นแน่”

ไม่ทันขาดคำเสียงทุบทำลายหน้าต่างประตูก็ดังแว่วให้ได้ยิน ซ้ำยังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นาซีมเห็นคาริฟชักดาบพระจันทร์เสี้ยวที่ห้อยอยู่ข้างเอวขึ้นมาถือไว้ แล้วก้มตัวลงเอาหูแนบพื้น เพียงครู่เดียวก็ลุกขึ้นมาและเอ่ย

“เจ้าซ่อนตัวอยู่ที่นี่”

“เจ้าจะไปที่ใด”

“เดี๋ยวข้ามา”

“ข้าจะไป...ข้าไปด้วย...”

“ห้ามขยับตัวหรือออกไปไหนทั้งนั้น” เขากำชับ

“แต่...”

“ห้ามตามข้ามาเด็ดขาด!”

“!!”

เขาเสียงดังจนนาซีมสะดุ้ง แต่พอเห็นร่างของเจ้าชายสั่นน้อยๆ คาริฟจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น

“ข้าต้องไปจัดการพวกมัน ไม่เช่นนั้นกลิ่นของเจ้าจะทำให้พวกมันคลั่ง แล้วคราวนี้แม้แต่พายุทรายก็คงหยุดอัลฟ่าฝูงนั้นไม่อยู่...”

“...”

“เจ้าจะรอข้าที่นี่...ได้หรือไม่”

ไม่รู้เพราะกำลังฮีท เพราะเสียงพายุ หรือเสียงทหารซันดาด้านนอกจึงทำให้นาซีมได้ยินเสียงของคาริฟผิดเพี้ยนไป

ราวกับเขากำลังอ้อนวอนมิใช่ออกคำสั่ง

“อืม ข้าจะรอเจ้า จะไม่ขยับตัวไปไหน” เจ้าชายนาซีมกระซิบ

“...”

“ดังนั้น...รีบกลับมานะคาริฟ”

“ข้าจะกลับมาหาเจ้าอย่างแน่นอน”







❂ …………………………….❂





มาต่อแล้วค่าาา

ช่วงนี้เดินทางค่ะ ก็เลยมาช้าหน่อย

แต่จะมารัวๆ แล้วล่ะ

ตอนหน้าอย่าพลาดน้า บอกแค่นี้  -///-



ละอองฝน.

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2033
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
 ขอให้ปลอดภัยทีเถอะ

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
ขอให้ปลอดภัยนะ หวังว่าคนอื่นๆจะมาช่วยทันด้วย

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
 โอ้ยจังหวะเหมาะเกิน :katai1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด