---❂❂❂ นิทานภูตราตรี ❂❂❂---- -: บทส่งท้าย :- นิทานภูตราตรี [29/04/2563](จบค่ะ)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ---❂❂❂ นิทานภูตราตรี ❂❂❂---- -: บทส่งท้าย :- นิทานภูตราตรี [29/04/2563](จบค่ะ)  (อ่าน 36250 ครั้ง)

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 573
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
น้องนาซีมกับคาริฟเป็นคู่แห่งโชคชะตากัน งั้นไม่ต้องใช้ยาระงับอาการฮีทหรอกค่ะท่านหมอ :z1:
น้องอันวา เกลียดอะไรระวังจะได้อย่างนั้นน้า :hao3:

 :pig4:

ออฟไลน์ Januarysky

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 507
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
ชื่นชมท่านคาริฟ ถึงเป็นคู่แห่งโชคชะตา แต่คงจะรอให้นาซิมเกิดความรักกับตัวเองก่อน
กดบวกรัวๆ ให้สุภาพบุรุษชุดดำ ยอมให้คู่ตัวเองมีทางเลือก
เชียร์น้องอันวาดีก่า
เกลียดอันไหน ได้อันนั้นนะเออ
 :mew3:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
ว่าแล้วเชียว รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
ชอบแนวนี้มากเลยค่ะ จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ สู้ๆค่ะ

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
โอะ เค้าเป็นคู่กันแล้ว ไม่แคล้วกันแน่นอน

เอ็นดูนาซีม เป็นคนที่เข้าใจอะไรง่าย และไม่ป่วนด้วย
คาริฟก็อดทนได้ดี เจ็บตัวก็ยอม ดีกว่าต้องมาเจ็บใจกัน

อันวาดูเป็นเด็กน้อยไปเลยน่ะ ตลกดี แต่เก่งพอตัวเลยนะ

ลุ้นแล้วค่ะว่าระหว่างทางจะปลอดภัยไหม

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2







บทที่ 7 ระยะห่าง






อาทิตย์รุ่งอรุณทอแสงเรืองรองจับขอบฟ้า กองคาราวานใหญ่ที่มีอูฐ 89 ตัวตั้งขบวนเป็นยาวเป็นทิวแถวจากเนินทรายลาดลงมาถึงประตูแคว้น

เจ้าชายแห่งโซราห์ทอดมองความวุ่นวายของคณะละครเร่ด้วยสายตาตกตะลึง ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าคนในคาราวานคงไม่มากไม่น้อยกว่าคนของกาดัสนัก แต่กลับผิดถนัด เพราะนอกจากจำนวนบริวารแล้ว จำนวนอูฐก็มีมากกว่า 3 เท่า

คนในดินแดนทะเลทรายต่างกล่าวกันว่า ผู้ใดมีอูฐมาก ผู้นั้นจัดว่ามีฐานะ

นาซีมจึงลอบสังเกตจาเร็ดที่ยืนสั่งการทาสสองสามคนให้ผูกสัมภาระ มองเจ้าของคณะละครเร่ที่อายุยังไม่เท่าไร อีกทั้งมาจากหมู่บ้านเล็กๆ แต่สามารถสร้างตนจนมีคาราวานยิ่งใหญ่เป็นของตัวเอง มันทำให้เขาคิดถึงคำพูดของอันวาขึ้นมาทันที

จาเร็ดเป็นแค่ผู้ชายเจ้าชู้ปลิ้นปล้อนที่พบได้ทั่วไปงั้นหรือ...

จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่นั้น คนผู้นี้ฉากหน้าจะแสดงออกอย่างไรก็ช่าง แต่ในสายตาเขา จาเร็ดเป็นคนที่เก่งกาจอย่างมากผู้หนึ่ง

“อาลี”

“...”

“อาลี”

“...”

“อาลี!”

นาซีมสะดุ้งสุดตัว เมื่อถูกตะโกนใส่หูพร้อมกับตีที่ด้านหลังไม่แรงนัก เมื่อหันมาจึงพบอันวายืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

“เจ้าเรียกข้าหรือ”

“ไม่เรียกเจ้า ข้าจะเรียกใครได้เล่าอาลี”

อาลี คือนามแฝงที่เขาคิดขึ้นโดยตัดทอนมาจากส่วนหนึ่งของชื่อมารดา เนื่องจากทุกคนลงความเห็นว่า หากต้องเดินทางรวมคาราวานของจาเร็ด เขาไม่ควรให้ใครต่อใครรู้ชื่อจริงของตนเอง เพราะมันเสี่ยงกับการถูกล่วงรู้ตัวตน ฐานะที่แท้จริง และอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นได้

แต่เพราะนาซีมไม่คุ้นเคยกับชื่อใหม่ เขาจึงไม่ยอมหันไปหาอันวาตั้งแต่เมื่อครู่ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้เรียกตนเอง

“ขอโทษด้วย พอดีข้าไม่ทันได้ยิน”

“ไม่เป็นไร” อันวาบอกปัดอย่างไม่คิดสนใจเรื่องหยุมหยิม ก่อนมองตามทิศทางที่นาซีมเพิ่งมองอยู่เมื่อครู่ แล้วถาม “ว่าแต่เจ้าดูอะไรอยู่หรือ”

“ไม่มีอะไรหรอก ข้ามองไปเรื่อยน่ะ”

“จริงรึ”

“จริงสิ” นาซีมยืนยัน “ข้าแค่ไม่เคยร่วมทางกับคณะละครเร่ที่ใหญ่โตเพียงนี้”

“อ้อ...” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดเสียงอ้อมแอ้ม “ข้าคิดว่าเจ้าสนใจในตัวเขาเสียอีก”

“ไม่หรอก” เจ้าชายส่ายหน้า “ว่าแต่...มีเรื่องใดหรือ เจ้าจึงเรียกข้า”

“คาริฟให้ข้ามาตามเจ้า”

“ตามข้า?”

“ใช่ เขาเตรียมอานอูฐให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”

“อย่างนั้นหรือ...” นาซีมพยักหน้ารับ

“ไปกันเถอะ อย่าให้เขาคอยนานนัก หากเขาอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา คนลำบากก็คือข้า”

“ได้สิ” นาซีมรับคำอย่างว่าง่าย ส่วนหนึ่งไม่อยากให้อันวาต้องรับศึกหนักเพราะตนเองล่าช้า ทว่าเขาก็อดสงสัยไม่ได้ “แล้วเหตุใดเจ้าต้องลำบากด้วย”

อันวาเดินเคียงไปกับเขาเงียบๆ ไม่ตอบในทันที นาซีมเหลือบมองหน้าเด็กหนุ่มเล็กน้อย เมื่อเห็นเขาทำหน้านิ่วก็ยิ่งอยากรู้

พวกเขาเดินผ่านคนอื่นๆ ในกองคาราวานคนแล้วคนเล่า จนเกือบถึงตอนท้ายของแถว ในที่สุดอันวาก็ทนสายตาอยากรู้อยากเห็นของเจ้าชายแห่งโซราห์ไม่ไหว

“ก็เวลาเขาอารมณ์ไม่ดีทีไร ใครก็เข้าหน้าไม่ติดสักคน แล้วข้าที่อยู่กับเขาบ่อยที่สุดจะไม่ลำบากได้หรือ จะทำเป็นมองไม่เห็น ไม่พูดคุยกับเขาก็ไม่ได้ เพราะต้องหารือเรื่องสำคัญกันหลายอย่าง ยิ่งสองสามราตรีมานี้ ข้าแทบอยากหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด”

“เขาอารมณ์ไม่ดีเรื่องอะไร...”

“ก็เรื่องที่เจ้า— “ยังไม่ทันถามจนจบประโยค อันวาก็รีบพูดแทรก แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรเอ่ย จึงยั้งคำพูดได้เสียก่อน “พอๆ เจ้าไม่ต้องอยากรู้หรอกอาลี”

“แต่เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเรื่องของข้า...เอ่อ...ข้าก็แค่เป็นห่วงพวกเจ้า”

“ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรือใครทั้งนั้น กับเรื่องนี้ข้าจะไม่ยุ่ง ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องถามข้าแล้ว หากอยากรู้ว่าเขาอารมณ์ไม่ดีเพราะใคร เจ้าก็ลองถามเขาเอง”

“...”

“พวกเราเร่งฝีเท้าเถอะ เขายืนคอยอยู่โน่นแล้ว”

นาซีมคอยอย่างใจเย็น คิดว่าอันวาจะต้องยอมบอกเขาในที่สุด เพราะหลังจากที่อยู่ด้วยกันมาหลายราตรี แทบไม่มีเรื่องใดที่เขาถามแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้ปิดบัง

ทว่าสุดท้าย กระทั่งถึงตัวคาริฟ อันวาก็ไม่ยอมปริปากอย่างที่ตั้งปณิธานไว้ เจ้าชายจึงยอมแพ้และหันมาสนใจเจ้าของดวงตาสีมรกตซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าแทน

“เหตุใดจึงช้านัก” คาริฟถามอันวา

“ก็เขาเดินไปถึงข้างหน้าโน่น ข้ามองหาอยู่นานกว่าจะพบ ไม่ช้าได้หรือ” อันวาว่า และนาซีมก็รู้ว่าไม่ใช่ความผิดของเด็กหนุ่ม

“ข้าขอโทษ ข้าคิดจะดูอะไรนิดเดียว แต่เดินเพลินไปถึงตรงโน้น”

“ไม่เป็นไร” บุรุษชุดดำผ่อนปรน “มาแล้วก็รีบสวมเสื้อคลุมเถิด อีกเดี๋ยวต้องออกเดินทางแล้ว”

“อืม”

นอกจากชื่อเสียงเรียงนามที่เปลี่ยน วิธีการพูดระหว่างพวกเขาก็ต้องปรับไปด้วย เวลานี้ทุกคนสามารถใช้คำเป็นกันเองกับนาซีมได้แล้ว และน่าแปลกที่นาซีมไม่รู้สึกกระดากหูแม้แต่น้อย

“อาลี”

“ว่าอย่างไร”

“มานี่มา”

คาริฟเรียก แต่เป็นอีกฝ่ายที่เดินเข้ามาหาเขาเอง นาซีมยังไม่ทันถามว่ามีอะไร ร่างสูงใหญ่ก็ประชิดตัว ก่อนจะตวัดเอาผ้าสีแดงคลุมกายให้

นาซีมหดคอเล็กน้อยแล้วเหลือบตามองผู้ที่อยู่ๆ ก็เข้ามาใกล้ เขาไล่สายตาจากแผ่นอก ไปยังปลายคางที่มีไรหนวดขึ้นน้อยๆ จนถึงปลายจมูก ทว่าไม่กล้ามองถึงดวงตาเจ้าชายก็หลุบตาลงเสียก่อน

พอดีกับที่มือหนาติดเข้มกลัดเข้าที่เรียบร้อย คาริฟจึงปล่อยมือและถอยหลังไป

“เสร็จแล้ว” เขาว่า

“ขอบคุณ” นาซีมตอบเสียงเบา

อาจเพราะเรื่องที่ได้รับรู้เมื่อสามราตรีก่อน ทำให้นาซีมยังประหม่าไม่เลิกเมื่ออยู่ต่อหน้าคนผู้นี้ แม้อีกฝ่ายจะทำตัวเหมือนปรกติ ไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย

แต่กับนาซีมแล้ว เขายอมรับว่าตนเองทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่เห็นคาริฟอยู่ในสายตา เจ้าชายแห่งโซราห์จะคิดถึงเรื่องที่พวกเขาเป็นคู่โชคชะตาของกันและกันเสมอ

หลังจากที่ล่วงรู้ความลับในคืนนั้น นาซีมไม่ได้เถียงหรือปฏิเสธสักคำ แม้ยังสงสัยว่าพวกเขาเป็นคู่กันจริงๆ หรือคาริฟแค่สับสน เพราะนาซีมไม่รู้อะไรคือตัวบ่งชี้ว่าใครเป็นคู่โชคชะตาของใคร และมันเป็นครั้งแรกที่เขาเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้

...กระนั้นเจ้าชายกลับไม่กล้าถาม

มิเพียงแค่ไม่กล้าถาม เขายังไม่กล้าสบตากับคาริฟตรงๆ ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่รอคอยการเดินทางครั้งใหม่ในโรงหมอของฮาชิ นาซีมจึงเก็บตัวเงียบอยู่บนห้อง เฝ้ามองผู้คนผ่านไปมาทางหน้าต่าง พยายามครุ่นคิดทั้งเรื่องที่อยากรู้ และคิดถึงชีวิตของตนเองต่อจากนี้

ถึงสุดท้ายจะยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี หรือรู้ว่าอย่างไรคือคู่แห่งโชคชะตา หากเขาก็ยังตัดสินใจว่าจะปล่อยสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นมีอิทธิพลเหนือความคิดและเส้นทางในอนาคตไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ นาซีมจึงต้องทำใจแข็งและพูดคุยกับคาริฟเหมือนเดิม

ทว่าความคิดนี้กลับทำได้ยากเหลือเกิน

วู้ม วู้ม วู้ม~~~

เสียงเป่าสังข์ดังขึ้นท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย มันเป็นสัญญาณว่าเวลาออกเดินทางแล้ว ผู้คนในคาราวานพากันปีนขึ้นหลังอูฐ บ้างเป็นคนจับจูงอยู่เบื้องหน้า

คาริฟส่งสัญญาณด้วยสายตา เจ้าชายจึงปีนขึ้นไปประจำที่ของตนเอง เขามองดูจนนาซีมเข้าที่เรียบร้อย จึงเดินไปด้านหลังเพื่อปีนขึ้นอูฐของตนเองบ้าง

ส่วนอันวานั้น นาซีมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนีไปนั่งประจำที่รอตั้งแต่เมื่อใด ครั้นเห็นเขาหันไปมอง เด็กหนุ่มก็ส่งยิ้มให้ ไม่นานเมื่ออูฐตัวหน้าขยับ นาซีมจึงบังคับให้พาหนะของตนเดินตาม

ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าจนมองเห็นได้เต็มดวง นับเป็นก้าวแรกจากโฮมาสู่เอมาลี...









❂ …………………………….❂









ห้าราตรีที่ผ่านมาการเดินทางเป็นไปอย่างราบเรียบ ไม่มีสิ่งผิดปรกติใดบ่งชี้ว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ทว่าเจ้าชายแห่งโซราห์ก็ยังไม่วางใจนัก ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ยังคงสดใหม่ เขามั่นใจว่าคนอย่างชีคทาริคต้องหาวิธีตามมาจัดการ เพราะอีกฝ่ายรู้ว่าหากปล่อยไว้ ไม่นานนาซีมจะต้องกลับไปทวงคืนสิ่งที่เป็นของตนเองอย่างแน่นอน

คิดแล้วนาซีมก็หันกลับไปเบื้องหลัง เขารู้ว่าไม่สามารถมองเห็นแคว้นโซราห์ได้จากที่นี่ และตนก็ออกห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนมากขึ้นทุกที

ถึงอย่างนั้นเจ้าชายก็ยังหวัง หวังทั้งที่ไม่รู้ว่าจะนำกำลังจากไหนไปกอบกู้ทุกอย่างคืนมา...

“เป็นอย่างไรบ้างอาลี” คาริฟถาม ก่อนส่งอินทผลัมตากแห้งให้สองสามผล นาซีมเหลือบมองหน้าเขาแวบหนึ่ง จึงรับผลไม้ตากแห้งมาถือไว้และเอ่ยขอบคุณ

“ขอบใจคาริฟ ข้าไม่เป็นไร”

“ร้อนหรือไม่”

นาซีมยังไม่ทันตอบ อันวาก็เดินมานั่งใต้กระโจมที่กางไว้ชั่วคราวกับพวกเขาและส่งถุงหนังบรรจุน้ำสะอาดให้

“แดดแรงเพียงนี้ ใครบ้างไม่ร้อน”

คาริฟไม่ถกเถียง แต่เลือกที่จะเงียบพลางเหลือบมองอันวานิ่งๆ เห็นดังนั้นเด็กหนุ่มจึงหัวเราะแหะๆ และรีบลุกออกไป

นาซีมมองการกระทำของคนทั้งคู่เงียบๆ ไม่รู้ควรสงสารอันวาที่ถูกมองคาดโทษ หรือสงสารคาริฟที่มีสหายช่างจ้อเกินไป แต่อย่างไรเสีย เมื่อเห็นเด็กหนุ่มจากไปแล้ว นาซีมก็รู้ว่าเขาควรสงสารตัวเองที่สุด

เพราะเวลานี้ ในกระโจมเล็กๆ ห่างไกลผู้คนใต้ชะง่อนผา มีเพียงเขากับคาริฟอยู่ด้วยกันแค่สองคนเท่านั้น

พวกเขาปล่อยช่วงเวลาพักผ่อนให้ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า โดยไม่มีใครปริปากพูดอะไรสักคำครึ่งคำ ทั้งที่ในใจมีเรื่องมากมายอยากเอ่ย

นาซีมไม่รู้ว่าทำไมคาริฟถึงทนอยู่กันตนได้ แต่เมื่อคิดดูให้ดี บางทีอาจเป็นเพราะกำลังแสดงละครว่าเป็นพวกเดียวกัน จึงต้องพักอยู่ร่วมกันไม่ให้ผู้อื่นเกิดความสงสัย แม้อันวาจะวิ่งไปวิ่งมาตล้ายไม่สนใจแผนการอะไรก็ตาม แต่คนที่ดูจริงจังอย่างคาริฟคงทำอย่างอันวาไม่ได้ นาซีมบอกตนเองอย่างนั้น และยอมทนอยู่กับอีกฝ่ายเงียบๆ ทุกครั้งที่หยุดพัก

ถึงอึดอัดบ้าง เขาก็แสร้งเสมองหรือหันเหความสนใจไปที่อื่น บางครั้งมองดูคนในคาราวานเดินไปเดินมา พูดคุย หรือโต้เถียงกัน แต่บางครั้งยามทุกคนพักเอาแรงเพื่อเดินทางต่อ และนาซีมไม่ง่วง เขาจะพยายามเบี่ยงเบนความสนใจโดยการมองออกไปนอกเงาผา จ้องเปลวแดดวูบไหวไปมาราวภาพลวงตา มองปลายสุดของเนินทรายเปลี่ยนทิศเพราะลมพัดละอองทรายปัดปลิว

ตั้งแต่เล็กจนโต นาซีมไม่เคยออกเดินทางไกลเพียงนี้ เขาจึงเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดนักเดินทางจึงเลือกเดินทางในยามราตรี ขนาดเขาที่ตอนนี้พักอยู่ในร่ม ยังรู้สึกร้อนจับใจ ด้วยความร้อนในช่วงเวลาดวงอาทิตย์ตรงศีรษะนั้นยากเกินมนุษย์ต้านทานไหว

โชคดีที่เส้นทางนี้ไม่ใช่ทะเลทรายแห้งแล้งและไร้ซึ่งที่กำบังอย่างทะเลทรายทางตอนเหนือ ไม่เช่นนั้นตลอดระยะเวลาที่เดินทางข้ามแคว้น คงไม่มีที่ซึ่งเป็นปราการธรรมชาติให้พักพิง

นั่งคิดเรื่อยเปื่อยสักพัก เสียงทุ้มต่ำของคนข้างกายก็เอ่ยขึ้น

“กินอะไรสักหน่อยแล้วพักเอาแรงเสีย คืนนี้พวกเราอาจจะต้องเดินทางทั้งคืน”

“ไม่หยุดพักหรือ” ด้วยเดิมทีพวกเขาจะเดินทางแค่ครึ่งคืน และช่วงเช้าถึงสายจึงมีเวลาพักไปเดินทางไปไม่อาจเร่งรีบ เพราะมากันเป็นกลุ่มใหญ่

“อีกสองราตรีจะเข้าเขตเมืองหลวงแคว้นเอมาลีแล้ว แต่ที่พักคาราวานจุดต่อไปอยู่ไกลกว่าทุกที่ จาเร็ดจึงให้เร่งเดินทางในคืนนี้”

“เช่นนั้นแสดงว่าหากแวะพักอีกครั้งเดียว เราจะเดินทางถึงเอมาลีแล้วหรือ”

“ถูกแล้ว”

“เร็วนัก เพียง 7 ราตรีเท่านั้น”

“ไม่ถือว่าเร็ว เพราะแต่เดิมเราจะใช้เวลาเดินทางเพียง 5 ราตรี” คาริฟว่า

“แล้วเหตุใดครานี้จึงช้ากว่ากำหนดเล่า”

“เพราะในคาราวานมีโอเมก้ากำลังฮีท จาเร็ดจึงให้แวะพักบ่อยขึ้น”

“อ้อ...ที่แท้ อันวาหายไปบ่อยๆ เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง”

นาซีมเข้าใจว่าอันวาหายไปช่วยเหลือโอเมก้าผู้นั้น แต่หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่อันวาถูกเรียกไป เป็นข้ออ้างเจ้าของคณะละครเร่ต่างหาก และไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากจาเร็ด

ส่วนนาซีบังเอิญล่วงรู้ความลับนั้นในช่วงหลัง ขณะที่จาเร็ดกำลังยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ได้แกล้งเด็กหนุ่มให้หัวหมุน

“รู้แล้วว่าต้องเดินทาง เจ้าก็ทำตามที่ข้าบอก เช่นนั้นยามราตรีจะเดินทางไม่ไหว”

“อืม”

เมื่อคิดตามนาซีมก็ยอมรับปาก เขาไม่อยากแสดงท่าทีดื้อด้านหรือต่อต้านคำพูดของคาริฟนัก แม้ยังไม่อยากกิน ไม่อยากนอน เพราะรู้ว่าทั้งหมดที่อีกฝ่ายพูดเป็นประโยชน์กับตัวเขาเอง

เจ้าชายนั่งกินอินทผลัมเข้าไปจนหมด ดื่มน้ำตาม ก่อนจะเอนตัวนอนในกระโจมผ้าขนาดพอดีสามคน โชคดีที่เวลานี้อันวาไม่อยู่ เขาจึงพอมีที่ให้ขยับตัวและเว้นระยะห่างจากคาริฟได้

นาซีมเลือกขยับไปนอนทางฝั่งหนึ่งของกระโจม โดยหนุนแขนของตัวเองต่างหมอน ในทีแรกรู้สึกว่าอากาศร้อนเช่นนี้เขาคงนอนไม่หลับ แต่ไม่รู้เพราะเพลียจากการเดินทางหรือไม่ ไม่นานนาซีมจึงค่อยๆ ผล็อยหลับไป

ส่วนคนที่คะยั้นคะยอให้ผู้อื่นนิทรากลับต้องลืมตาโพลงท่ามกลางความร้อน คาริฟนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่นานแต่ไม่มีวี่แววว่าจะหลับ ในที่สุดเขาจึงเลิกพยายามและหันมาสนใจผู้ที่ส่งเสียงหายใจเข้าออกสม่ำเสมอซึ่งนอนอยู่ด้านข้างแทน

เจ้าชายแห่งโซราห์นอนหันหลังให้เขา ผวยผ้ายังคงปกคลุมร่างกายมิดชิดราวกับไม่รู้สึกถึงความอบอ้าวของอากาศยามบ่าย

คาริฟจ้องแผ่นหลังบอบบางแน่นิ่งก่อนหลุบตาลง หลายราตรีมานี้เขาอึดอัดคับข้องใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต และสาเหตุก็มาจากเจ้าชายตกยากที่เพิ่งรู้จักกันแค่ไม่นานผู้นี้

เขารู้ว่าอีกฝ่ายระแวงและคอยหลบเลี่ยงเพราะเรื่องคู่แห่งโชคชะตา แม้ดูจากสายตาและการกระทำจะพอเดาได้ว่านาซีมไม่ได้ถึงกับรังเกียจ ทว่าคาริฟก็ยังหงุดหงิดอยู่ดี ทั้งที่แต่เดิมเขามีนิสัยเยือกเย็น ไม่คิดเล็กคิดน้อยหรือสนใจเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากหน้าที่

หากคราวนี้ความคิดของคาริฟกลับถูกทำให้บิดเบี้ยวไปหมด...ราวกับคาริฟผู้เยือกเย็นไม่เคยมีตัวตนจริง

ดวงตาสีมรกตจ้องมองแผ่นหลังของนาซีมอีกครั้ง ในสายตาคาริฟเห็นอีกฝ่ายอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือถึง แต่ในความเป็นจริงระยะห่างของพวกเขาอยู่ไกลจนไม่อาจจินตนาการ

ถึงจะรู้อย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกถึง...ความกระวนกระวายร้อนใจ

อาการหวงแหน

อยากปกป้อง

สิ่งเหล่านี้คืออะไร...คาริฟถามตัวเอง เพราะมันหาใช่ความคิดปรกติที่จะคิดกับใครง่ายๆ และคำตอบที่ได้ก็คือ เพราะมันเป็นสายสัมพันธ์ของคู่โชคชะตา

แม้ว่าคาริฟจะสรุปเช่นนี้ แต่ก็ไม่อาจบอกแก่เจ้าชายนาซีมได้ เพราะไม่อยากบีบบังคับอีกฝ่าย

ในความเป็นจริงพวกเขาต่างเพิ่งพบหน้ากัน และต้องมีชีวิตในเส้นทางที่ตนเลือกเดิน เขารู้ว่าวันหนึ่งเจ้าชายต้องกลับไปในที่ที่จากมา

และคาริฟไม่อาจรั้งเพียงเพราะสายสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ตั้งใจให้เกิด เหมือนที่คาริฟจะเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง เจ้าชายนาซีมก็คงคิดดุจเดียวกัน

เช่นนั้นพวกเขา...อย่าเริ่มมันคงดีที่สุด

เมื่อตัดสินใจจะสู้กับสัญชาตญาณอันเรียกร้องจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ คาริฟจึงลุกขึ้นและออกไปจากกระโจม...






❂ …………………………….❂









ตอนที่นาซีมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเวลาที่อาทิตย์อัสดงแล้ว ข้างกายเขาว่างเปล่า ไร้วี่แววของผู้ที่เคยอยู่ ครั้นเขาลุกขึ้นนั่ง จึงรู้สึกถึงความผิดปรกติ

นาซีมจำได้ว่าก่อนหลับไป เขานอนหนุนแขนของตัวเอง ทว่ายามตื่นกลับมีผ้าโพกหัวสีดำสนิทวางเอาไว้ให้หนุนต่างหมอน

นี่แสดงว่าคนผู้นั้นต้องถอดผ้าโพกหัวออก ม้วนมันให้หนาพอประมาณ และช้อนหัวเขาขึ้นหนุนแทนแขน...

เจ้าชายแห่งโซราห์นิ่งไปเมื่อคาดเดาลำดับเหตุการณ์เป็นฉากๆ ความรู้สึกอุ่นวาบสายหนึ่งปรากฏขึ้นในหัวใจ ตลอดชีวิตนี้นาซีมมีผู้คนทำสิ่งต่างๆ ให้มากมาย แต่นอกจากบิดาและมารดาแล้ว ไม่เคยมีใครที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเท่านี้

เขาไม่ค่อยเข้าใจอาการที่ตนกำลังเป็นอยู่นัก หากก็ยังเอื้อมมือไปคว้าจับผ้าผืนนั้นขึ้นมา ใจคิดว่าคงต้องนำไปคืนเจ้าของ แต่พอได้กลิ่นอ่อนๆ เฉพาะกาย มือกลับกำแน่นราวของรักสุดหวงแหน

ระหว่างที่คิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เสียงเดินสวบสาบด้านนอกก็ปลุกเขาตื่นจากภวังค์ นาซีมโผล่หน้าออกไปนอกกระโจม และพบว่าผู้ที่มาคือเจ้าของผ้าซึ่งตนกำลังกอดไว้ในอ้อมแขน

นาซีมรู้สึกอับอายที่จู่ๆ ก็อยากเก็บมันไว้ เขาจึงส่งมันคือแก่เจ้าของ

“นะ...นี่ของ...เจ้า”

“ขอบใจอาลี” อีกฝ่ายเอ่ยเรียบๆ เหมือนทุกที แต่นาซีมกลับสังเกตได้ อะไรสักอย่างในน้ำเสียงบอกเขาว่ามีบางอย่างแปลกไป

“เอ่อ...เราต้องเดินทางแล้วหรือ”

“ใช่ เตรียมตัวให้พร้อมเถอะ อีกเดี๋ยวจาเร็ดคงส่งสัญญาณเคลื่อนขบวน”

“อืม” นาซีมตอบรับ และยังทำใจกล้าเงยหน้าขึ้นมอง

เขาประสานสายตากับผู้ที่มองมาพอดี มันเป็นดวงตาคู่เดิม สีเขียวแสนสวยและงดงามไม่เปลี่ยน ทว่านาซีมมั่นใจ ในประกายตานั้นมีบางสิ่งเปลี่ยนไปจากเดิม

เปลี่ยนจนดูเย็นชาพาลให้หัวใจของคนมองวูบโหว่งอย่างบอกไม่ถูก

เหตุไฉน...ทั้งที่พวกเขาอยู่ต่อหน้ากันและกัน ทว่านาซีมกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกผลักออกไป...ไกลแสนไกล









❂ …………………………….❂










มาต่อแล้วค่าาา

ตอนนี้ก็จะเกิดความสับสน วุ่นวายใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร

เพิ่งเจอกันอะเนอะ จะรีบใจเร็วด่วนได้เพราะรู้ว่าเป็นคู่โชคชะตาก็ไม่ได้

หรือจะไม่สงสัยเลยว่าเป็นจริงๆ ใช่ ใช่ไหมก็ไม่ได้

แต่อะไรสักอย่างก็เรียกร้องอยู่นั่น หัวใจมันคันยิบๆ 555

ฝนอยากเขียนตอนที่คู่แห่งโชคชะตามีความรู้สึกหงึกๆ หงักๆ แบบนี้มาก

มันมีทั้งเหตุผล ทั้งสัญชาตญาณเลยแหละ

หวังว่าจะชอบนะคะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ

เจอกันตอนหน้าค่ะ





ละอองฝน.

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-09-2019 15:09:13 โดย ละอองฝน »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ต่างคนต่างเขิน555

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-8
รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 573
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
โธ่ ท่านคาริฟอย่างพึ่งรีบด่วนตัดสินใจไปคนเดียวซี อย่างนี้ถ้าน้องนาซีมเกิดตกหลุมรักคาริฟขึ้นมาน้องก็น่าสงสารแย่ ถูกผลักไสตั้งแต่แรกแบบนี้
คาริฟอาจจะต่อสู้กับสัญชาตญาณได้แต่ถ้าวันนึงรักน้องขึ้นมาจะต่อสู้กับหัวใจได้เหรอ  :hao3:

 :pig4:


ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2




บทที่ 8 ระบำใต้แสงดาว 1








นาซีมออกเดินทางตั้งแต่เย็นย่ำจวบจนแสงแรกของเช้าวันใหม่เรืองรองจับขอบฟ้า จาเร็ดจึงสั่งให้กองคาราวานหยุดเคลื่อนขบวนและปักหลัก ณ อาไมร่า โอเอซิสกลางทะเลทรายระหว่างโฮมาและเอมาลี ที่นี่เป็นจุดแวะพักของนักเดินทางเพราะมีพื้นที่เขียวชอุ่มกว้างใหญ่รวมถึงแหล่งน้ำสะอาด

ตอนที่พวกเขามาถึง ที่อาไมร่ามีกองคาราวานเล็กๆ กองหนึ่งพักอยู่ก่อนแล้ว จาเร็ดจึงเข้าไปเจรจาและของปันพื้นที่ให้คนของตนได้พักอย่างสันติ เมื่อการเจรจาผ่านไปครู่หนึ่ง คาริฟจึงเดินนำนาซีมไปหาที่ปักกระโจม

ไม่รู้เพราะเหตุใด ตั้งแต่ออกเดินทางจากเทือกเขาหิน นาซีมรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างเขากับคาริฟอึดอัดขึ้นจากเดิม ยิ่งคาริฟไม่พูด นาซีมก็ไม่รู้จะเอ่ยอะไร พวกเขาอยู่กันเงียบๆ ผิดกับบรรยากาศอึกทึกรอบกาย มีหลายครั้งที่นาซีมแอบลอบมองบุรุษชุดดำ แต่เห็นเขาง่วนอยู่กับงานตรงหน้า ทำราวกับว่านาซีมไม่มีตัวตน เจ้าชายก็ยิ่งไม่กล้ารบกวน

หลังปักกระโจมเรียบร้อย อันวาก็ถูกปล่อยตัวกลับมา ทำให้บรรยากาศอึมครึมค่อยๆ ผ่อนคลายลง

“คาริฟ”

“ว่าอย่างไร”

เมื่ออันวาร้องเรียก คนที่ก้มหน้าก้มตาก็เงยขึ้นมอง นาซีมได้สบตาเรียบเฉยนั่นแวบหนึ่งก่อนหันเหความสนใจไปที่เด็กหนุ่มข้างกาย

“จาเร็ดเรียกหาท่าน”

“มีเรื่องอันใด”

“หารู้ไม่” อันวาตอบง่ายๆ แต่เมื่อเห็นคาริฟทำหน้านิ่งเป็นรูปสลัก อันวาจึงขยายความอีกหน่อย ด้วยไม่อยากกวนให้อีกฝ่ายอารมณ์เสีย “เขามิได้บอกอันใดแก่ข้า แค่สั่งให้เรียกท่านไปพบสักครู่ คิดว่าคงหารือเรื่อง...” เด็กหนุ่มมองซ้ายขวาแล้วกระซิบเสียงเบาลง “...เรื่องพวกเราหลังเข้าเอมาลี”

“เข้าใจแล้ว” คาริฟลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนออกไปหาจาเร็ดที่กระโจมใหญ่โดยไม่สั่งอะไรไว้

อันวามองตามร่างสูงใหญ่ไปจนลับตา เด็กหนุ่มจึงหันมาหานาซีม

“อาลี”

“หืม?”

“ท่านทำอะไรเขาหรือเปล่า”

“ข้าหรือ?” นาซีมชี้เข้าหาตัวเอง

“หากไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นผู้ใดได้”

“ข้ามิได้ทำอันใดเขา” นาซีมบอกตามความจริง แล้วจึงถามกลับ “เหตุใดเจ้าจึงถามเช่นนั้นเล่า”

“เพราะเขาดูอารมณ์ไม่ดี”

“...” นาซีมนิ่งไปเพราะเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานนี้ แต่เจ้าชายก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าเขาทำสิ่งใดให้บุรุษผู้นั้นขุ่นเคืองใจ ทั้งที่ก่อนพักใต้ชะง่อนผาคาริฟยังพูดดีกับเขาอยู่แท้ๆ

“เอาเถอะๆ ข้าว่าบางทีเขาอาจง่วงนอน พวกเราเดินทางตลอดคืน ข้าเองเวลาง่วงก็มักอารมณ์ไม่ค่อยดีเช่นกัน” อันวาคาดเดา

เจ้าชายเองก็อยากคิดเช่นนั้น แต่ใจก็อดกระหวัดคิดไปถึงใบหน้านิ่งสนิทนั่นไม่ได้ ระหว่างที่ข้างในกำลังว้าวุ่น ก็มีใครคนหนึ่งมาที่หน้ากระโจมของพวกเขา

“พวกเจ้าปักกระโจมเสร็จหรือยัง”

ผู้มาเยือนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานหู และเมื่อนาซีมเงยหน้ามอง เขาจึงพบว่านอกจากเสียงไพเราะแล้ว ใบหน้าของอีกฝ่ายก็งดงามจนมองผ่านๆ คงแยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง หาไม่ได้มองชุดที่เจ้าตัวสวมใส่แล้วล่ะก็

“เรียบร้อยแล้ว ว่าแต่เจ้าดีขึ้นแล้วหรือซิน” อันวาถาม

“ข้าหายดีแล้ว ขอบคุณเจ้ามานะอันวาที่ช่วยอยู่ดูแลข้า” ชายคนนั้นเอ่ยขอบคุณ นาซีมจึงพอเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

“อาลี นี่คือซิน ผู้ขับลำนำประจำคณะละครเร่” อันวาลุกขึ้นปัดฝุ่นทรายออกจากกางเกง แล้วผายมือไปแนะนำชายคนนั้น

“ยินดีที่ได้พบท่าน ซิน” เจ้าชายแตะปลายนิ้วที่อกซ้ายก่อนยืนมือไปจับทักทายซิน

“ยินดีที่ได้พบท่านเช่นกัน...เอ่อ...”

เห็นซินอึกอักเพราะไม่รู้จักชื่อนาซีม อันวาจึงรีบแนะนำ “เขาชื่ออาลี เป็นสหายของข้ากับคาริฟ”

“ยินดีที่ได้พบ อาลี” ซินทวนซ้ำอีกครั้งและทำท่าทางทักทายเช่นเดียวกับนาซีม มันคือท่าที่มีเพียงชาวเอมาลีเท่านั้นที่ทำ “ท่านเป็นชาวเอมาลีเหมือนกันหรือ”

ขณะที่ถาม อีกฝ่ายก็ลอบสำรวจนาซีมไปด้วย เจ้าชายแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความใคร่รู้ในดวงตาคู่นั้น ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างเป็นมิตร

“ถูกแล้ว ข้าอาศัยอยู่เมืองไพม์ สุดชายขอบตะวันตกของแคว้นเอมาลี แล้วเจ้าเล่า”

เจ้าชายแห่งโซราห์ซักซ้อมในใจมาหลายต่อหลายครั้งระหว่างออกเดินทางจากเมืองโฮมา ว่าชื่อและถิ่นกำเนิดใหม่ซึ่งปลอมแปลงขึ้นของตนคือที่ใด เพื่อให้ไม่มีพิรุธยามต้องพูดคุยกับผู้คน

อันวาเหลือบมองปฏิกิริยาอันเป็นธรรมชาติแล้วถอนใจอย่างโล่งอก ด้วยเกรงว่าเจ้าชายนาซีมจะแตกตื่นเพราะคนแปลกหน้า ที่ผ่านมาเขาจึงไม่เคยพาใครมาที่กระโจมหากไม่จำเป็น

“ข้าเกิดและโตในเมืองหลวง แต่เคยไปเยือนที่ไพม์ครั้งหนึ่งตอนท่านจาเร็ดนำคาราวานของเราไปแสดง บ้านเจ้างามมาก” ซินว่าอย่างอัธยาศัยดี

“ไพม์เป็นแค่เมืองเล็กๆ เท่านั้นถ้าเทียบกับเมืองหลวงของแคว้น แต่ข้าดีใจที่เจ้าชอบ หากมีโอกาสได้ไปอีกครั้ง ข้าจะพาเจ้าเที่ยวให้ทั่ว” นาซีมโป้ปดไปอีกหลายประโยค อันวาจึงแทรกขึ้นมาบ้าง

“ฟังดูน่าสนุก” เด็กหนุ่มยิ้มร่างเริง ก่อนถาม “ว่าแต่เจ้ามาที่นี่มีอะไรกับข้าหรือเปล่าซิน”

“ไม่มีอันใด ข้าเพียงอยากชวนเจ้าไปที่กระโจมกลางด้วยกัน คืนนี้ท่านจาเร็ดอนุญาตให้นำเหล้าที่เขาหมักไว้ออกมาดื่มได้”

“เขาอนุญาตจริงหรือ!” อันวาทำตาโต

“จริงสิ ตอนนี้ทุกคนหาที่เหมาะจะก่อกองไฟได้แล้ว อีกเดี๋ยวพวกเขาคงเอาแกะออกมาย่าง”

“เหตุใดเขาทำตัวใจกว้างเช่นนั้นเล่า ไหนเขาบอกข้าเมื่อราตรีที่ผ่านมาว่าไม่ให้ดื่มระหว่างเดินทาง ซ้ำห้ามข้ากินเนื้อมากเกินไปเพราะอาหารจะหมดก่อนถึงเอมาลี”

“เขาคงหยอกเจ้าเหมือนเคย เท่าที่ข้ารู้มา ครานี้ท่านจาเร็ดนำเสบียงมามากกว่าทุกครั้ง แล้วพวกเราก็กำลังจะเหยียบเมืองหลวงของเอมาลีในวันพรุ่งนี้ ไม่มีทางที่อาหารจะไม่พอ”

“ร้ายกาจที่สุด” อันวาเข่นเขี้ยว เขาหงุดหงิดที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกกลั่นแกล้ง และมันเป็นเช่นนี้เสมอ “ว่าแต่เหตุใดเจ้ารู้มากนัก ทั้งที่เพิ่งหายจากอาการฮีทแท้ๆ”

“พอข้าหาย ข้าก็ตรงไปหาอะไรใส่ท้อง จึงได้รู้จากคนอื่นๆ ว่าคืนนี้พวกเราจะมีงานเลี้ยงรอบกองไฟ เจ้าไปด้วยกันเถอะนะ” ซินชวนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ก่อนจะหันมาชวนนาซีมอีกคน “เจ้าก็ด้วยนะอาลี ไปกินของอร่อยกันก่อนเดินทางเข้าเอมาลีพรุ่งนี้เถิด”

“ไปกันเถอะอาลี ถ้าเขายอมเปิดไหสุราและย่างเนื้อแกะทั้งตัวแล้วล่ะก็ คืนนี้ต้องมีเรื่องสนุกๆ จากนักเล่านิทานแน่” อันวาชักชวน ตาเป็นประกาย

“เขาต้องเล่าอยู่แล้ว” ซินยืนยันอีกคน “และข้ารับรองว่าพวกเจ้าต้องชอบ”

เห็นอันวาและซินตื่นเต้นถึงเพียงนี้ ทั้งยังดูน่าสนุกจริงดังคำกล่าวอ้าง นาซีมจึงพยักหน้ายิ้มๆ

“ไปสิ”

ทันทีที่ตอบรับ อันวาก็ไม่รอช้า คว้ามือเขาจูงออกจากกระโจม ทว่านาซีมกลับรั้งไว้นิด เพราะอยากรู้เรื่องใครอีกคนก่อน

“แล้ว...พวกเราจะไม่รอเขาก่อนหรือ...”

“ใครกัน” อันวางงงวย แต่ไม่ทันที่นาซีมจะเฉลย เจ้าตัวก็นึกออก “อ้อ...คาริฟ?”

“อืม” เจ้าชายพยักหน้า

“ไม่ต้องรอ เพราะข้าว่าเขาคงเป็นฝ่ายรอเราอยู่ที่กระโจมของจาเร็ดแล้วล่ะ อย่างเขาจะปล่อยให้เจ้าคลาดสายได้หรือ” เด็กหนุ่มว่า พลางออกแรงจูงเจ้าชายให้เดินไปทางที่สมาชิกส่วนใหญ่ของคาราวานรวมตัวอยู่

“ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่า เจ้าก็นำข้าไปเถิด”

“แน่นอนว่าต้องเป็นเช่นข้าบอกอยู่แล้ว ไม่เชื่อเจ้าก็ดูโน้นสิ”

นาซีมมองตามมือของเด็กหนุ่มไปจนสุดสายตา เขาพบร่างสูงใหญ่ของบุรุษในชุดดำยืนคุยอยู่กับจาเร็ดและหญิงชราผู้หนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย และคนคนนั้นดูราวกับสัมผัสได้ถึงการมาของเขา อีกฝ่ายจึงมองมา ก่อนหยุดสายตาที่นาซีมเพียงครู่เดียว จากนั้นจึงผินหน้ากลับไปฟังจาเร็ดพูดต่อ

“เขาเห็นพวกเราแล้ว เจ้าวางใจได้หรือยังอาลี”

“...” นาซีมเงียบอยู่ชั่วอึดใจ แล้วจึงตอบ “พวกเราไปกันเถอะ”







❂ …………………………….❂







แม้ท้องนภาไร้หมู่เมฆ ทว่าดวงดารากลับส่องแสงวิบวับราวแข่งกันอวดโฉม ราตรีนี้นาซีมมิได้ตรากตรำเดินทางข้ามเนินทรายเพื่อฟังเสียงลมหวีดหวิว แต่เขามานั่งเป็นส่วนหนึ่งรอบกองไฟลุกโชนเพื่อฟังเสียงร้องรำทำเพลงของผู้คนในคาราวานละครเร่แทน

เจ้าชายมองไปรอบๆ แล้วคิดว่าบรรยากาศเช่นนี้สิ จึงจะสมกับเป็นคาราวานของคณะละคร ผู้คนที่โพกผ้าตีหน้าไม่เป็นมิตรในหลายวันที่ผ่านมาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ท่าทางเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้าจากแสงแดดและความร้อนไม่ปรากฏให้เห็น

และถึงแม้เขาจะไม่รู้จักใครเลยนอกจากอันวากับซิน แต่พอได้มาดื่ม กิน ต่อลำนำด้วยกัน หลายๆ ก็เริ่มเข้ามาทักพร้อมพูดคุยกับนาซีมเหมือนรู้จักกันมานานปี

ในชั่วขณะหนึ่ง นาซีมไม่รู้เลยว่าความเครียดสะสมตั้งแต่วันที่หลบหนีออกจากโซราห์มลายหายไป เขาไม่รู้ว่าตนเองผ่อนคลายและยิ้มได้โดยไม่ต้องฝืน

ไม่รู้ตัว...แม้บ่อยครั้งที่รอยยิ้มนั้นจะทำให้บุรุษผู้หนึ่งเผลอจ้องมอง และละสายตาไปไม่ได้ง่ายๆ

“หากต้องการนั่งข้างๆ เขา ก็แค่เข้าไปแทนที่ ข้าจะเรียกอันวามาที่นี่เอง”

เสียงกระซิบจากเจ้าของคาราวานทำเอาคาริฟหลุดจากภวังค์ ชายหนุ่มหันมามองคนยื่นข้างเสนอ และเมื่อเห็นแววตาแฝงความเย้าแหย่ในที คาริฟจึงได้รู้ว่าตนเสียท่าเข้าให้แล้ว

“ไม่ต้องลำบากเจ้า”

“เหตุใดเล่า” จาเร็ดถาม

“ข้าไม่ได้อยากไปนั่งตรงนั้น”

“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือคาริฟ”

“ใยข้าต้องโกหกเจ้า” คาริฟตอบกลับเรียบๆ

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีเหตุผลใดจึงต้องโกหก แต่รู้หรือไม่...” จาเร็ดเว้นวรรคแล้วจิบเหล้าหมักในแก้วทองเหลือง สายตาละจากคนข้างกายไปหาพื้นที่วางใกล้กองไฟ

ท่าทางยียวนและไม่ยอมตอบคำถามทันทีนี่กวนอารมณ์คาริฟได้เสมอ คล้ายกับอีกฝ่ายต้องการทดสอบว่าสหายของตนจะหมดความอดทนเมื่อใด

พวกเขาสองคนรู้จักกันมานานมาก และมันนานพอจะทำให้คาริฟนิ่ง ไม่หวั่นไหวให้สหายรักได้ใจหรือทำให้ตนถูกกลั่นแกล้งได้ง่ายๆ เช่นอันวา ทุกครั้งเขาจะนิ่งเสมอ

...แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้

“อะไร”

“หืม?” จาเร็ดหันกลับมามอง เพราะมิคาดว่าคาริฟที่ไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใดจะเร่งเร้าให้เขาพูด

“ที่เจ้าค้างไว้...พูดต่อสิ”

“หึๆ” เจ้าของคณะละครเร่หลุดหัวเราะ ดูท่าครานี้สหายของเขาจะเป็นเอามาก...เจ้าตัวคิด ก่อนพูดต่อให้จบประโยค เพราะไม่อยากแกล้งคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเองมากไปกว่านี้แล้ว “ข้าแค่จะบอกว่า ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีเหตุผลอันใดให้ต้องโกหก แต่ควรรู้ตัวว่านะว่าเจ้าโกหกไม่เก่งเอาเสียเลย”

“...”

“อยากไปนั่งตรงนั้นก็ไปสิ ไปนั่งกับเขา เจ้าจะได้เลิกกระวนกระวายเสียที”

“ข้าไม่...” ยังไม่ทันปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นเช่นจาเร็ดกล่าวหา ผู้คนที่นั่งอยู่รอบกองไฟก็โห่ร้องขึ้นพร้อมๆ กัน ซึ่งนั่นเรียกให้คาริฟหันไปสนใจได้ในทันที

“ถ้าเจ้าเป็นนักเต้นเช่นเดียวกับข้า ก็ต้องลุกขึ้นมาเต้นสิอาลี”

“ใช่! ลุกขึ้นมาๆ”

เสียงชายรูปร่างเพรียวบางซึ่งมีตำแหน่งเป็นนักเต้นระบำอันดับหนึ่งแห่งกองคาราวานของจาเร็ดประกาศกร้าวอย่างท้าทาย อีกฝ่ายคงรู้แล้วว่าเจ้าชายแห่งโซราห์เข้ามาในกองคาราวานในฐานะนักเต้นเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดศึกแห่งศักดิ์ศรี แม้นี่จะไม่ใช่การแข่งขันจริงจังก็ตาม

มิหนำซ้ำคนอื่นๆ ในกองคาราวานก็พลอยสนับสนุนการท้าทายนี้ด้วย เพราะอยากเห็นเรื่องสนุกๆ ระหว่างนักเต้นอันดับหนึ่งกับนักเต้นมือใหม่ที่เพิ่งได้เห็นหน้าชัดๆ ในคืนนี้

คาริฟละสายตาจากผู้ท้าทายไปยังเป้าหมายของทุกคน แม้อยู่ไกลถึงนี่ เขายังสัมผัสได้ถึงความประหม่าของเจ้าชายนาซีม ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเจ้าชายเต้นได้จริงๆ หรือไม่ แต่เพราะไม่อยากให้เจ้าตัวเผชิญความกดดันนี้เพียงลำพัง คาริฟจึงยืนขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะเดินไปยังที่ที่เขาเพิ่งปฏิเสธจาเร็ดเมื่อครู่

...ข้างกายของเจ้าชายนาซีม

ทว่าเร็วเท่าความคิด ชายผู้รอคอยเรื่องสนุกอย่างจาเร็ดก็รีบผุดลุกขึ้นตาม ก่อนคว้าไหล่บุรุษในชุดดำเอาไว้มั่น เพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายสอดมือเข้าไปยุ่ง

“เจ้าเข้าไปไม่ได้” จาเร็ดว่า

“เหตุใดข้าจึงเข้าไปไม่ได้” คาริฟเถียง ก่อนลอบกระซิบข้อความที่ได้ยินเพียงแค่พวกเขาสองคน “เจ้าอยากให้ความแตกหรือ เจ้าชายเต้นไม่เป็น”

“เจ้ารู้ได้อย่างไรคาริฟ” จาเร็ดเลิกคิ้ว

“เพราะเขา...”

ยังไม่ทันพูดจบ คนขี้แกล้งก็แสร้งทำหน้าจริงจัง และบุ้ยใบ้ให้มองไปที่ที่นาซีมถูกล้อมเอาไว้

“ก่อนเจ้าจะพูดอันใด ก็รอดูเสียก่อนว่าเขาทำได้หรือไม่ อย่าทะเล่อทะล่าเข้าไปเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นคนจะสงสัยเอา แม้เขาทำไม่ได้ เราก็ยังอ้างว่าเขาเพิ่งหัดก็ได้ เจ้าอย่าห่วงไม่เข้าเรื่องน่าคาริฟ”

“ข้าไม่ให้ห่วง ข้าแค่...”

“หยุดพูดแล้วดูโน้น”

สุดท้ายคนที่ทำให้คาริฟหยุดพูดหาใช่จาเร็ดไม่ แต่เป็นเจ้าของเสียงที่ทำให้เขากระวนกระวายใจหนักหนาต่างหาก

“พวกท่านจะให้ข้าเต้นจริงหรือ”

“จริงสิ” นักเต้นผู้นั้นยืนยันกับนาซีม

“แต่ข้า...”

“ไม่เอาน่า อย่าบอกนะว่าเจ้าอาย”

“หรือเจ้าเต้นไม่เป็นกันแน่” ใครอีกคนแทรกขึ้น แต่คาริฟไม่เห็นหน้าคนพูด

“ไม่ใช่นะ...ข้า...คือว่า...ข้าเต้นได้” นาซีมเอ่ยตะกุกตะกัก ดูอย่างไรก็ไม่มั่นใจแม้แต่น้อย นั่นยิ่งทำให้คนที่คอยเฝ้ามองรู้สึกพะวงจนแทบเข้าไปช่วย

“หากเจ้าเต้นได้ก็แสดงให้พวกเราเห็นสิ ว่าเจ้าคู่ควรกับคณะละครเร่ของเรา”

“ถูกต้อง!”

“เต้นเลย! เต้นเลย! เต้นเลย!”

เสียงโห่ร้องและเร่งเร้าดังไปทั่วสารทิศ กลบเสียงดนตรีบรรเลง เสียงลมทะเลทรายพัดกิ่งไม้เสียงสี กับเสียงไฟแตกปะทุไปจนหมดสิ้น

ดวงตาสีมรกตมองเห็นมือเรียวของนาซีมกำกันแน่น ริมฝีปากอิ่มถูกฟันขาวกัดจนน่าสงสาร หน่วยตาแสนสวยหลุบต่ำอยู่นาน แม้ข้างกายจะมีอันวายืนอยู่ แต่เจ้าชายแห่งโซราห์กลับคล้ายถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว

คาริฟกัดฟันทนได้ไม่เท่าไร สุดท้ายก็ตัดสินใจสะบัดตัวจากการเหนี่ยวรั้งของจาเร็ดเพื่อเข้าไปช่วยนาซีมจากสถานการณ์ย่ำแย่

เขาไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงปล่อยไปไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่านี่หาใช่เรื่องร้ายแรง เหตุใดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่มีต่อเจ้าชายพระองค์นี้จึงรุนแรงนัก ซ้ำยังบังคับให้จิตใจสงบไม่ได้เลย

“คาริฟเดี๋ยว!”

เสียงสหายสนิทไม่อาจหยุดยั้งคาริฟได้ แต่คำตอบของนาซีมต่างหากที่ทำเอาบุรุษในชุดดำอึ้งจนลืมว่าจนกำลังก้าวเท้าไปด้านหน้าทำไม

“ก็ได้ ข้าจะเต้น”

“ดี! ดีนัก” นักเต้นของจาเร็ดปรบมือชอบใจ “เช่นนั้นก็เริ่มได้เลย”

“แต่ข้ามีข้อแม้”

“ข้อแม้อันใด”

“เพลงที่ข้าจะใช้ต้องเป็นระบำพันราตรีเท่านั้น”









❂ …………………………….❂













มาต่อแล้วนะคะ หลังจากกลับไปทำตัวแบบนิยายรายเดือนมาแป๊บนึง

ตอนต่อไปจะรีบมาเลยค่ะ มันต้องอ่านต่อๆ กันเนาะ อิอิ



ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ

ละอองฝน.

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ PandP

  • Déjame vivir esa fantasía.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1170
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +137/-0
    • http://www.facebook.com/iAMpingPINGping

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
อยากเห็นท่าเต้นของเจ้าชายจัง :katai5:

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
ฉลาดมากเลยนาซีม แก้สถานการณ์รอด
เป็นไงล่ะ อยากห่างเค้าเองดีนัก
เกือบทำให้นาซีมเดือดร้อนแล้วนะ คาริฟ

นาซีมคงงงใจมาก อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนไป คนบ้าบอ

จาเร็ดสนุกล่ะสิ ได้แหย่อันวา
อันวาก็เป็นเด็กน้อย ของขึ้นง่าย แหย่สนุกไปอีก 5555

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
หืมมมม ระบำยังไงสิ

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2



บทที่ 9 ระบำใต้แสงดาว 2







“เพลงที่ข้าจะใช้ต้องเป็นระบำพันราตรีเท่านั้น”

หลังจากนาซีมประกาศออกไป ผู้คนในกองคาราวานก็เงียบเสียงลง แต่เจ้าชายไม่สนใจสถานการณ์รอบข้าง เพราะเขาพยายามนึกย้อนไปถึงเมื่อเยาว์วัย ค้นหาเศษเสี้ยวความทรงจำครั้งติดตามมารดาเพื่อเข้าไปยังตำหนักส่วนพระองค์

นาซีมจำได้ว่ามีปีหนึ่ง ก่อนงานเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบรอบสิบสองปีของท่านพ่อ มารดาของเขาได้มอบของขวัญให้ท่านพ่อเป็นการแสดงระบำชุดหนึ่ง ซึ่งพระองค์ร่ายรำด้วยตนเอง

การแสดงนั้นถูกเรียกว่าระบำพันราตรี

นาซีมไม่รู้เหตุใดต้องเป็นระบำพันราตรี ไม่รู้ว่ามันมีความหมายอย่างไร แต่เขาจำได้ว่ามันงดงาม อ่อนช้อย แต่ขณะเดียวกันก็ทรงพลังเสียจนไม่อาจละสายตา

แม้เวลานั้นนาซีมยังเล็กนัก แต่ก็จดจำท่วงท่าเริงระบำแสนอัศจรรย์ได้ขึ้นใจ ด้วยเห็นมารดาซักซ้อมทุกวัน ดังนั้นเจ้าชายจึงตัดสินใจเลือกด้วยเหตุผลประการเดียว เพราะมันคือบทเพลงที่เขาคุ้นเคยและเป็นเพลงเดียวที่ตนน่าจะพอเต้นได้!

เจ้าชายลอบกลืนน้ำลาย พยายามไม่ประหม่าเพราะกลัวถูกจับได้ว่าไม่ใช่นักเต้นเหมือนที่กล่าวอ้าง เขากลัวว่าหากมีพิรุธในเรื่องนี้ ผู้คนจะพากันสงสัยเรื่องอื่นๆ ตามไปด้วย และคนที่เดือดร้อนคงไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว นาซีมคิด ก่อนจะเหลือบมองอันวาที่อยู่ข้างกาย

เด็กหนุ่มมีสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน แต่แววตาที่มองมานั้นกระวนกระวายเสียจนปิดไม่มิด คงกลัวว่าเขาจะทำแผนพังไม่เป็นท่าแน่ๆ เมื่อเห็นว่ามีคนกังวลเป็นเพื่อน นาซีมจึงค่อยๆ ระบายลมหายใจและผ่อนคลายขึ้น

“ว่าอย่างไร เป็นเพลงนี้ได้หรือไม่ซาลาม” เจ้าชายเอ่ยกับนักเต้นระบำผู้เป็นคนต้นคิดที่จะท้าทายเขา

“ได้สิ” ซาลามรับคำ แต่คิ้วโก่งขมวดนิดๆ ขณะสั่งให้นักดนตรีบรรเลงเพลงพันราตรี ก่อนจะบ่นกับตนเองเบาๆ ในตอนท้าย “พวกเจ้าช่วยเล่นให้เขาหน่อย...ให้ตายเถอะ เลือกเพลงยากเสียด้วย”

แม้อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจให้นาซีมได้ยินประโยคหลัง แต่อยู่ใกล้กันเพียงนี้ เจ้าชายย่อมได้ยิน และเมื่อล่วงรู้ว่าสำหรับนักเต้นทั่วไปเพลงนี้ถือว่ายากอย่างยิ่ง คนที่ไม่เคยฝึกหัดและเรียนรู้อย่างจริงจังจึงได้แต่ลอบเหงื่อตก

ไม่ใช่เขาเลือกมาฆ่าตัวเองหรอกนะ...

เมื่อคิดได้ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว เพราะผู้คนในกองคาราวานที่สนับสนุนให้เขาเต้นระบำแข่งกับซาลามค่อยๆ ถอยหลังออกไป เหลือพื้นที่เป็นวงกว้างข้างสระน้ำใสใกล้กับกองไฟให้นาซีมเพียงคนเดียว

นาซีมหันมองซ้ายขวา ยิ่งมีที่มาก ความประหม่ายิ่งทวีขึ้น กระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่ดวงตาสีมรกตคู่หนึ่งซึ่งกำลังจ้องมองเขาจากที่ไกลๆ จู่ๆ หัวใจที่กลับมาเต้นกระหน่ำเพราะความตื่นเต้นเข้าจู่โจมก็สงบลงอีกครั้ง

...ซ้ำมันยังสงบลงมากกว่าตอนที่หันไปพบอันวาอีกด้วย

มองจากมุมนี้ ผ่านเปลวไฟไปยังคนคนนั้น นาซีมรู้สึกคล้ายเห็นบางอย่างแผ่ออกมาจากคาริฟ และมันทำให้เขาสบายใจ ซ้ำยังมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

บางทีนั่นอาจเป็นพลังที่อัลฟ่าสร้าง หรือไม่ก็เป็นอะไรที่เขาคิดขึ้นเอง แต่อย่างไรเสียการได้จ้องตากับอีกฝ่ายก็ทำให้นาซีมเริ่มกลับมามีสมาธิ ชายหนุ่มจึงยิ้มบางๆ กลับไปให้ และหันมาสนใจตัวเอง

“เจ้าพร้อมหรือไม่ หากพร้อมก็ส่งสัญญาณเสียที นักดนตรีจะได้เริ่มบรรเลง”

“ข้า...” นาซีมเงยหน้ามองท้องฟ้า คิดในใจว่าขอให้มารดาส่งพลังใจให้เขาจากบนนั้น แล้วจึงเอ่ย “ข้าพร้อม”

ทันทีที่เขาเอ่ย ทุกคนก็พร้อมใจกันเงียบเสียงลง นาซีมได้ยินเสียงกองไฟแตกปะทุอีกครั้ง แต่เพียงชั่วอึดใจเดียว เสียงเครื่องเป่า เครื่องเคาะ และเครื่องสายก็เริ่มบรรเลงทำนองที่นาซีมไม่ได้ยินมานานปี

เจ้าชายหลับตาลง ก่อนเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายไปตามภาพในห้วงอดีต ทีแรกการเคลื่อนไหวของเขาค่อนข้างติดขัด แต่เมื่อผ่านไปท่อนหนึ่ง ภาพความทรงจำก็ค่อยๆ ไหลบ่าเข้ามา ทั้งจังหวะร่างกาย เสียงดนตรี ต่างสอดคล้องและเป็นไปอย่างราบรื่น ราวกับท่วงท่าเหล่านี้แฝงในร่างกายของเขาอยู่แล้ว

เมื่อมีความกล้านาซีมก็ลืมตาขึ้น ปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลง ตัดคนรอบกายทิ้งไป เสมือนโลกที่ยืนอยู่ตอนนี้ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้ว

ในผืนน้ำที่สะท้อนแสงดาว เขาเห็นมารดาอยู่ตรงนั้น กำลังเริงระบำอย่างอ่อนช้อยและงดงามเกินคำบรรยาย แต่เมื่อกะพริบตาอีกครั้ง ภาพของพระนางอาลียากลับสะท้อนเป็นภาพตัวเขาเอง

ดวงใจของนาซีมร่วงหล่นลงสู่ความคิดถึง แต่ก็ยังบังคับให้ตนเองเต้นต่อไปจนท่อนสุดท้าย เขาจึงหยุดเคลื่อนไหวพร้อมๆ กับเสียงเพลง

แผ่นอกของนาซีมสะท้อนขึ้นลงเพราะออกแรงมาก เขาไม่รู้มาก่อนว่าแค่เต้นระบำหนึ่งบทเพลงจะเหนื่อยถึงเพียงนี้ เจ้าชายยืนหอบอยู่ครู่หนึ่งจึงสังเกตเห็นผู้คนรอบข้างอีกครั้ง

ยามนี้ทุกคนต่างมองเขาเป็นตาเดียว บางคนอ้าปากค้างราวกับพบเรื่องน่าเหลือเชื่อ นาซีมเก็บมือเก็บแขนและกลับมายืนตรงตามปรกติ ทั้งที่เมื่อครู่ยังรู้สึกดีที่เต้นถูไถจนผ่านไปได้ หากไม่คิดว่ากลับต้องมาประหม่าอีกครั้งเพราะสายตาของผู้คน

นาซีมจึงหันไปหาผู้ที่ออกปากท้าทายเขา

“เป็นอย่างไรบ้าง...ซาลาม”

“จะ...เจ้า” ซาลามหน้าแดงก่ำ อ้าปากพะงาบๆ จะพูดก็เหมือนพูดไม่ออก

“ว่าอย่างไร”

“บ้าจริง!” อีกฝ่ายผรุสวาทออกมาคำหนึ่ง “หากเจ้าเต้นได้ดีถึงเพียงนี้ก็ไม่ควรทำท่าทางไม่มั่นใจสิ แล้วเจ้าก็น่าจะเตือนข้าบ้างนะอาลี”

“หะ...หา? !”

“ยังมาทำหน้าตกใจ เจ้าคิดจะทำให้ข้าขายหน้ารึ!”

“ข้ามิได้คิดเช่นนั้น” นาซีมรีบปฏิเสธ

“มานี่เลย” เจ้าตัวว่าอย่างนั้น ก่อนจะรีบรุดมาหานาซีมเสียเอง แล้วประกาศ “ต่อจากนี้เขามิใช่คู่แข่ง แต่เป็นสหายข้า! หากใครรังแกเขาล่ะก็ ได้เห็นดีกันแน่”

“ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครทำอันใดเขา มีแต่เจ้าคนเดียวนั่นแหละที่อยากแกล้งอาลี” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น แล้วทุกคนก็พากันหัวเราะ

“อะไรกันเล่า ข้าแค่ต้องการทดสอบเขาเล็กน้อยเท่านั้นเอง ว่าเขาคู่ควรจะอยู่ในกองคาราวานของพวกเราหรือไม่” ซาลามแหว ก่อนจะคว้าเอาแก้วที่เติมเหล้าหมักจนเต็มยื่นให้นาซีมแก้วหนึ่ง “นี่ของเจ้า”

“หืม?” นาซีมรับแก้วมาถืออย่างช่วยไม่ได้

“ข้าชื่นชมคนเก่งเช่นเจ้า และนี่ข้าดื่มให้ระบำพันราตรีของเจ้า” เจ้าตัวว่าก่อนยกแก้วในมือขึ้นดื่มรวดเดียว จากนั้นจึงเทอีกแก้วก่อนหันมาหานาซีมอีกครั้ง “มาเถอะ ดื่มให้แก่มิตรภาพของพวกเรา”

นาซีมรู้ว่าตนเองปฏิเสธไม่ได้ จึงยอมดื่มเหล้าหมักที่มีรสฝาดปนหวานปะแล่มเข้าไปเกือบครึ่งแก้ว

“ดื่มให้เจ้าเช่นกัน”

“อะไรกันน่ะพวกเจ้า เมื่อครู่ยังจ้องจะเป็นศัตรูกันอยู่แท้ๆ” อันวาเข้ามาคว้าแขนนาซีมกลับ “เจ้าก็ด้วย อย่าดื่มไปเรื่อยสิ หากเมามายขึ้นมาล่ะก็...” เด็กหนุ่มกระซิบประโยคสุดท้ายให้นาซีมได้ยินคนเดียว “ระวังเขาจะมาเอาเรื่องไม่รู้ด้วย ดูสิว่ายืนทำตาเขียวปั๊ดใส่พวกเจ้าขนาดไหน”

นาซีมมองไปทางที่อันวาบุ้ยใบ้ แล้วเขาก็พบเจ้าของดวงตาเขียวปั๊ดที่อันวาว่า แต่นาซีมคิดว่าแม้มันจะดูดุดันขึ้น หากก็ไม่ได้น่ากลัวดังคำกล่าวอ้าง

กลับกัน เจ้าชายรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาราวต้องการจะแผดเผาเขาให้มอดไหม้เสียมากกว่า...

ดังนั้นนาซีมจ้องเขาได้ไม่นานก็หลบตา และดึงความสนใจไปยังผู้ที่อยู่รอบกายแทน เดิมทีเขาไม่คิดว่าหลังระบำพันราตรีจบ ตนจะได้รับผลตอบรับเช่นนี้ แต่มันก็คงดีกว่าทุกคนไม่ยอมรับเขา เจ้าชายจึงยิ้มแย้มให้กับชาวคาราวาน และดื่มกับใครก็ตามที่เข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตรโดยไม่ถือว่าแท้จริงแล้วตัวตนของเขามีฐานะเช่นไร

หลังจากนาซีมระบำพันราตรีเสร็จ ชาวคาราวานก็ผลัดกันออกมาร้องรำทำเพลงรอบกองไฟ บ้างถูกท้าทาย บ้างออกมาแสดงเพราะความต้องการของตนเอง แต่อย่างไรเสีย พวกเขาทุกคนก็สนุกสนานกันมาก

กระทั่งดื่มกินได้ที่ แม่เฒ่าประจำกองคาราวานมีนามว่ายาฮี ก็เดินจากกระโจมของจาเร็ดมานั่งข้างกองไฟ และดูเหมือนนี่คือสิ่งที่ทุกคนรอคอย เพราะทันทีที่นางเดินมา ใครๆ ต่างก็แหวกทางเว้นที่ให้

“นี่คือแม่เฒ่ายาฮี คนที่ข้าอยากให้เจ้าได้พบ” อันวาลอบกระซิบให้นาซีมฟัง

“นางคือใคร”

“นางเป็นนักเล่านิทานประจำกองคาราวานของจาเร็ด”

“นักเล่านิทานหรือ” นาซีมทวนอย่างแปลกใจ

“ใช่แล้ว” อันวายืนยัน “นิทานของนางวิเศษมาก บางครานางจะเล่าถึงเรื่องราวมากมายที่เคยประสบในดินแดนซาร์เรีย ยามพวกเรามีงานเลี้ยง ข้าจะรอคอยให้ถึงช่วงเวลานี้เสมอ”

“ข้าชักอยากฟังนิทานของนางแล้วสิ” นาซีมว่า

“เจ้าชอบนิทานหรือไม่” อันวาถาม

“ข้าชอบมาก” เจ้าชายตอบตามจริง เพราะเขาจำได้ดีว่าเมื่อเยาว์วัยเคยรบเร้าให้มารดาเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนทุกราตรี

“ข้าก็เช่นกัน”

ทั้งสองลอบคุยกันครู่หนึ่ง ก่อนเงียบเสียงลงเมื่อแม่เฒ่ายาฮีเข้ามานั่งบนตำแหน่งที่ว่างข้างกองไฟ ใกล้กับตำแหน่งที่นาซีมนั่งอยู่

มองจากมุมนี้ นาซีมสามารถมองเห็นใบหน้าของหญิงชราได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของนางมีริ้วรอยเหี่ยวย่นมากมาย แต่เส้นสายและรอยกดลึกเหล่านั้นไม่สามารถบดบังดวงตากระจ่างใสของแม่เฒ่ายาฮีได้เลย ยิ่งน้ำเสียงยามเมื่อค่อยๆ เอื้อนเอ่ยถ้อยคำ องค์ประกอบทั้งหมดล้วนทำให้ผู้คนจมดิ่งไปกับเรื่องเล่าได้อย่างง่ายดาย

เจ้าชายคิดว่ามารดาของตนเป็นนักเล่านิทานที่ดีที่สุดในโลก แต่เมื่อได้พบแม่เฒ่ายาฮ๊ เขาต้องยอมรับว่าหญิงชราผู้นี้มีทักษะเหนือขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

เรื่องที่นางเล่าให้ฟังในค่ำคืนนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับระบำพันราตรีที่นาซีมได้ร่ายรำไปเมื่อครู่ นั่นยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้เจ้าชายมากขึ้นไปอีก

ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้เลยว่า ระบำพันราตรีเป็นการร่ายรำเพื่อบูชาเทพเจ้า และถือกำเนิดขึ้นก่อนโลกเก่าจะล่มสลาย ซึ่งผู้ที่ริเริ่มก็คือหญิงตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง

“นางร่ายรำเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าผู้พิโรธบนฟากฟ้า เป็นเวลากว่าหนึ่งพันราตรีก่อนนางจะสิ้นใจ ทว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงของโลกสงบลง แผ่นดินผืนใหญ่ก็ยังคงอยู่ตามคำอธิษฐานของนาง มิได้สลายไปสิ้น ตามคำทำนายของโลกก่อน”

“มีผู้ใดรู้นามของนางหรือไม่แม่เฒ่า” ใครคนหนึ่งถามขึ้น

แม่เฒ่ายาฮียิ้มจนมองเห็นรอยหยักโค้งที่ปลายหางตาได้อย่างชัดเจน

“ย่อมมีอย่างแน่นอน”

“นางมีนามว่าอะไร”

“ซาร์เรีย” นางเอ่ยท่ามกลางความเงียบงัน “เทพีผู้พิทักษ์ผืนดินแห่งสุดท้ายที่เทพเจ้าประทานให้แก่มนุษย์”

หลังจากนั้นนาซีมก็ได้รู้อีกว่า การร่ายรำนี้นอกจากจะเป็นการบวงสรวงต่อเทพเจ้าแล้ว ยังเป็นเครื่องเคารพแด่เทพีซาร์เรียด้วย

หลายๆ คนไม่เคยได้ยินประวัติเช่นนี้มาก่อน นาซีมเองก็เช่นกัน แต่มีหลายคนที่รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ซาลาม เพราะหัดร่ายรำเป็นนักเต้นมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกร้องให้แม่เฒ่าเล่าเรื่องอื่นอีก เพราะไม่อยากให้งานเลี้ยงในราตรีนี้สิ้นสุดเร็วเกินไป

“ท่านแม่เฒ่า”

“ว่าอย่างไรฮัฟนาน” ยาฮีหันไปหานักแสดงชายในคณะละครเร่ผู้มีผมสีน้ำตาลแดงและใบหน้าตกกระ

“แล้วท่านเคยได้ยินเรื่องของผู้ทำนายหรือไม่”

“ผู้ทำนายหรือ”

“ถูกแล้ว” ฮัฟนานหยักหน้ารับ ก่อนขยายความต่อ “ก่อนออกจากเมืองโฮมา ข้าได้ยินชาวเมืองพูดกันว่า ราชาองค์ใหม่ของแคว้นโซราห์กำลังสั่งให้คนตามหาผู้ทำนายที่สามารถมองเห็นอนาคตได้”

“จริงสิ ข้าเองก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าราชาองค์ใหม่จะตกรางวัลอย่างงามให้แก่ผู้ที่ตามหานักทำนายพบ” ซินกล่าวสมทบ

“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” ซาลามถาม “ข้ามิเห็นเคยได้ยินมาก่อน”

“มีสิ พวกชาวเมืองบอกว่าประกาศนั้นถูกติดไปทั่วโฮมา เพราะราชาของแคว้นโซราห์ขอให้ราชาแห่งโฮมาช่วยเหลือ แต่พวกเขาคิดว่าหากราชาของโฮมาหาผู้ทำนายพบก่อน เขาคงไม่ส่งตัวไปให้ราชาแห่งโซราห์ เพราะว่ากันว่า หากผู้ทำนายคนนั้นยืนข้างผู้ใดแล้วล่ะก็ คนผู้นั้นจะได้ครองดินแดนทั้งซาร์เรีย”

“แล้วผู้ทำนายที่เขาตามหากัน มีลักษณะพิเศษใดโดดเด่นหรือไม่” แม่เฒ่ายาฮีเอ่ยถามเป็นประโยคแรก

“ดวงตาของผู้ทำนายสามารถเปลี่ยนสีได้”

ฟังถึงตรงนี้เจ้าชายนาซีมก็หยัดหลังเหยียดตรงขึ้น ไม่ต้องฟังซ้ำอีกรอบ เขาก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันที

หากเดาไม่ผิดแล้วล่ะก็ นี่ต้องเป็นแผนการของทาริคเพื่อจับตัวตัวนาซีมกลับไปยังโซราห์แน่นอน!

แต่ที่นาซีมไม่เข้าใจก็คือ ไยต้องแสร้งว่าให้ควานหาผู้ทำนาย แทนที่จะสั่งคนตามจับเจ้าชายที่หายไปเพื่อไปรับโทษทัณฑ์ เหตุใดเจ้าคนเถื่อนต้องทำเรื่องให้ยุ่งยากซับซ้อนเช่นนี้ นาซีมพยายามคิดตาม แต่คิดอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจเหตุผลของทาริคอยู่ดี

ทุกคนในกองคาราวานของคณะละครเร่ยังคงพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ แม่เฒ่าเองก็เล่าเรื่องผู้ทำนายที่ตนเองเคยได้ยินมาให้ทุกคนได้ฟังเล็กน้อย แต่ทั้งหมดนั้นกลับไม่เข้าหูนาซีมแม้แต่น้อย เพราะเขากำลังเอาใจจดจ่ออยู่กับความคิดของตนเอง

กระทั่งกองไฟเริ่มมอดลงชาวคาราวานค่อยๆ กลับไปพักที่กระโจมของตนทีละคนสองคน จนในที่สุดผู้คนที่นั่งอยู่บริเวณรอบกองไฟก็เริ่มบางตา อันวาจึงสะกิดให้เจ้าชายแห่งโซราห์รู้ตัว และชวนกลับไปพักเพื่อเตรียมเดินทางเข้าเอมาลีในวันรุ่งขึ้น

นาซีมบอกลาซินและซาลามเงียบๆ ก่อนจะเดินใจลอยตามอันวาไปจนถึงที่พำนัก อันวาเองก็คงสังเกตเห็นว่าเจ้าชายดูเหม่อลอยคล้ายมีเรื่องให้ขบคิด ซ้ำใบหน้ายังแสดงออกว่าไม่อยากสนทนากันใคร เจ้าตัวจึงไม่กล้าปริปากกวนใจนาซีมแม้สักครึ่งประโยค

นาซีมเองก็ไม่พร้อมพูดคุยเช่นกัน หลังมาถึงที่พักเขาถอดเสื้อคลุมและมุดเข้ากระโจมทันที แม้ว่าเข้าไปแล้วจะทำได้แค่นอนลืมตาโพลงในความมืดเท่านั้น

เดิมทีนาซีมไม่ได้ให้ความสนใจในตัวอันวานัก จนเมื่อผ่านไปพักใหญ่เด็กหนุ่มก็มุดตามเข้ามาและบอกบางอย่างกับเขา

“ข้าต้องไปที่กระโจมของจาเร็ด”

“มีเรื่องใดหรือ”

“ข้าไม่รู้ แต่เขาให้คนมาตามข้าไปพบอีกแล้ว” ใบหน้าของอันวาไม่สู้ดีนัก ทั้งยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ

“บางทีอาจจะมีเรื่องอะไรสักอย่างให้เจ้าช่วย”

“คงเป็นเช่นนั้น” อันวาตอบ ก่อนจะบ่น “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ทั้งกองคาราวานนี้มีเพียงข้าคนเดียวหรือที่เขาต้องการเรียกใช้”

“เขาคงไม่ตั้งใจใช้งานเจ้าหนักหนา แต่บางทีอาจมีโอเมก้าฮีทอีกก็เป็นได้” นาซีมละเรื่องน่าปวดหัวที่คิดไม่ตก เพื่อมาสนใจเด็กหนุ่มหน้าทะเล้นที่ตอนนี้แม้แต่ยิ้มก็ยังยิ้มไม่ออก

“หวังว่าเขาจะมีเหตุผลจำเป็นจริงๆ”

“ให้ข้าไปด้วยดีหรือไม่”

“ไม่ต้องๆ” อันวารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ เพราะอย่างไรเขาก็รู้สถานะของนาซีมดี แล้วเช่นนี้ใครจะกล้าใช้งานเจ้าชายได้เล่า

“ไม่ให้ข้าไปด้วยจริงหรือ”

“ไม่ต้องไปหรอก เมื่อครู่เจ้าดื่มไปมาก เจ้าคงไม่ชินกับเหล้าหมัก ข้ากลัวว่าพรุ่งนี้เจ้าจะเพลียจนไม่อยากตื่นเดินทาง เจ้าพักผ่อนเถอะ”

“ขอบใจเจ้ามาก อันวา”

“ไม่เป็นไร เช่นนั้นข้าไปก่อน แล้วจะรีบกลับมา” เด็กหนุ่มว่า ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “แม้จะอยู่คนเดียว แต่เจ้าไม่ต้องกลัว อีกเดียวคาริฟคงกลับมาแล้วล่ะ”

นึกถึงคนที่อันวาเอ่ย นาซีมก็เงียบไปพักหนึ่ง เขาคิดว่าบางทีบุรุษผู้นั้นอาจรู้เกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ของโซราห์ตอนนี้บ้าง นาซีมจึงรอให้อันวาจากไปก่อนแล้วค่อยลุกขึ้นนั่งในกระโจมเพื่อคอยใครอีกคนที่คาดว่าจะกลับมาเข้าในไม่ช้า

ทว่ารอแล้วรอเล่า เจ้าชายก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่เขาเฝ้าคอย ความร้อนรนจึงดลใจให้เขาลุกออกไปจากกระโจมเพื่อตามหาคนคนนั้น










❂ …………………………….❂









ลมทะเลทรายยามราตรีหนาวเย็นเช่นนี้เสมอ หลายจุดมีคบไฟให้ความสว่าง แต่อีกหลายจุดก็มองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดมิด นาซีมจัดผ้าคลุมสีแดงเพลิงให้กระชับกาย สายตาสอดส่ายไปโดยรอบ แม้จะเป็นสถานที่ที่มีคนอยู่มาก แต่กลางดึกสงัดเช่นนี้ ทั่วทั้งโอเอซิสอาไมร่าก็ชวนให้รู้สึกวังเวงอย่างไรบอกไม่ถูก

ในทีแรกเขาตั้งใจเดินไปที่กระโจมของหัวหน้าคณะละครเร่ เพราะคิดว่าคาริฟอยู่ที่นั่น แต่นาซีมก็ต้องหยุดฝีเท้า เพราะได้ยินเสียงดนตรีทุ้มเบาลอยตามลมมา

มันเป็นบทเพลงพันราตรีไม่ผิดแน่ เพียงแต่เมื่อเป่าอย่างเนิบช้า และออกมาจากเครื่องเป่าเสียงทุ้มเช่นนั้น ช่างฟังดูเศร้าจนน่าใจหาย

โดยไม่คาดไว้ก่อนและไม่รู้สิ่งใดดลใจ เจ้าชายนาซีมจึงหาเรื่องใส่ตัวด้วยการเปลี่ยนความตั้งใจแล้วมุ่งตรงไปยังทิศทางอันเป็นสถานที่กำเนิดเสียง

ทุกย่างก้าวที่ใกล้เข้าไปผ่านแมกไม้ทั้งต่ำเตี้ยและสูงใหญ่ กระทั่งลัดเลาะไปอึดใจหนึ่ง นาซีมกลับได้พบบุคคลที่เขาตามหา และไม่คิดว่าจะได้พบที่นี่ บนโขดหิน ใต้ต้นอินทผลัมสูง ริมสระน้ำใสสะอาด

และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ถึงการมาของเขาเช่นกัน เปลือกตาสีอ่อนจึงเปิดขึ้น ก่อนลูกแก้วมรกตงดงามจะค่อยๆ เคลื่อนมาจับยังร่างของนาซีม

ในแววตานั้นมีความประหลาดใจฉายผ่านครู่หนึ่ง ก่อนกลับมาเรียบนิ่งดังเดิม ที่เคยคิดว่าตนเองประหม่าเสมอยามถูกดวงตาคู่นี้จ้องมอง จนบัดนี้นาซีมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

“เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่อาลี” เสียงทุ้มเอ่ยชื่อปลอมๆ ของเขาอย่างไม่ติดขัด แม้ที่นี่จะห่างไกลและมีเพียงพวกเขาสองคนก็ตาม

“...” นาซีมยืนนิ่ง เขาเหมือนถูกกลิ่นอายประหลาดที่บุรุษผู้นี้ปล่อยออกมาทำให้ความนึกคิดช้าลง จนเมื่อถูกกระตุ้นอีกครั้ง จึงคิดออกว่าจะตอบกลับไปเช่นไร

“ว่าอย่างไร เหตุใดออกมาไกลถึงนี่”

“ข้ามาตามหาท่าน คาริฟ”

“หาข้าหรือ...” อีกฝ่ายถามซ้ำ “หาข้าด้วยเหตุอันใด”

“ก็...ข้าเห็นว่าเจ้าไม่กลับไปที่กระโจมเสียที”

“เท่านี้หรือ”

“อันที่จริง...” นาซีมก้มหน้าเล็กน้อย เพราะไม่อยากสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ มากเท่าไหร่ ด้วยมันทำให้เจ้าชายลืมเลือนเรื่องที่ต้องการถาม “ข้ามีเรื่องสงสัยและอยากถามเจ้า”

คาริฟมองประเมิน แล้วจึงเก็บเครื่องเป่านั่นลงถุงข้างกางเกง ก่อนลุกและเดินเข้ามาใกล้คนถามให้มากขึ้น ซึ่งในระหว่างนี้อีกฝ่ายไม่ได้ละสายตาจากนาซีมเลย

“มีเรื่องใดสงสัยก็ว่ามาเถิด นี่ดึกมากแล้ว เป็นเวลาที่เจ้าสมควรพักผ่อน”

“ท่านรู้เรื่องในโซราห์บ้างหรือไม่”

“รู้ แต่ไม่มากนัก”

“แล้วท่านรู้เรื่องที่มันให้คนตามหานักทำนายแทนที่...เอ่อ...กบฏนั่นหรือไม่”

นาซีมคิดเอาเองว่า หากคาริฟยังแสดงละครแม้ที่แห่งนี้ไม่มีใคร เขาเองก็ควรระวังตัวเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่กล้าเอ่ยคำว่าเจ้าชาย หรืออะไรที่ทำให้ใครสงสัยหากผ่านมาได้ยิน

“หากเป็นเรื่องนั้น ในตอนนี้ข้ายังไม่รู้ว่ามันมีแผนการอย่างไร และกำลังทำอะไร”

คำตอบของคาริฟทำเอาจิตใจของนาซีมห่อเหี่ยวลงทันควัน เพราะเขาหวังว่าเมื่อถามออกไปจะได้รับคำตอบมากกว่าคำว่าไม่รู้

“เจ้าไม่รู้หรอกหรือ...”

“ตอนนี้...แค่ตอนนี้เท่านั้นที่ไม่รู้”

ครั้นได้ยินคำที่เน้นหนักเป็นพิเศษ นาซีมจึงเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำผึ้งเปล่งประกายอย่างมีความหวัง

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“เจ้าคงลืมไปแล้วสินะอาลี ยามนี้พวกเรากำลังเดินทางไกล และข้าไม่ได้รับข่าวจากผู้ใดเลยระหว่างเดินทาง แต่เจ้าไม่ต้องกลัวไป หากเราถึงเอมาลีเมื่อไหร่ เจ้าจะได้ฟังข่าวที่เจ้าอยากรู้อย่างแน่นอน”

“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ขอบคุณเจ้ามาก” เจ้าชายโอเมก้ายิ้มออกในที่สุด

เดิมทีเขาลืมข้อที่คาริฟบอกไปจนสิ้น เพราะความร้อนใจกับเรื่องที่อัฟนานพูด เขายอมรับว่าตนกระหายใคร่รู้ว่าบ้านเมืองตอนนี้เป็นเช่นไร เจ้าคนชั่วช้านั่นกำลังทำอะไรอยู่ หากเจ้าชายกลับหลงลืมไปว่าตนเองไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะทำอะไรๆ ได้สะดวกนัก

“ไม่เป็นไร” คาริฟเอ่ยเรียบๆ แต่แทนที่จะไล่เขาไปนอนทันที เจ้าตัวก็ยังใจดีถามอีกคำ “แล้วเจ้ามีเรื่องสงสัยอีกหรือไม่”

ทั้งที่ควรขอบคุณและจากไป แต่เป็นอีกครั้งในคืนนี้ ที่ไม่รู้ว่าสิ่งใดดลใจเขา เจ้าชายนาซีมจึงได้ใจกล้าเอ่ยถามถึงเรื่องที่ไม่ควรแตะต้องมากที่สุด

“หมอฮาชิรู้เรื่องคู่แห่งโชคชะตาของเจ้าได้อย่างไร”

“...”

คาริฟไม่ตอบทันทีเหมือนคำถามแรก เขาเลือกที่จะมองหน้านาซีมอยู่นาน นานจนนาซีมรู้สึกผิดพลาดที่เอ่ยปาก และเพราะถามไปแล้ว หากจะกลับตัวยามนี้ก็คงไม่ทัน นาซีมจึงกลั้นใจพูดต่อ

“เรื่องเช่นนี้หากเป็นหมอเก่งๆ จะสามารถตรวจสอบได้ใช่หรือไม่”

“ไม่ใช่” อัลฟ่าผู้มีดวงตาสีมรกตตอบในที่สุด “เป็นข้าที่บอกเขาเอง”

“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าข้าคือคู่โชคชะตาของเจ้า”

“...สัญชาตญาณ”

“สัญชาตญาณ?” นาซีมทวนซ้ำอย่างไม่เชื่อหู

“ถูกแล้ว”

“ไม่มีสิ่งใดบอกได้นอกจากสัญชาตญาณแล้วหรือ”

เพราะคิดว่าต้องมีข้อยืนยันที่ตรวจสอบได้มากกว่านี้ นาซีมจึงคาดหวังเอาไว้สูง แต่เขาไม่คิดเลยว่าคำตอบที่ทำให้คาริฟเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าพวกเขาคือคู่แห่งโชคชะตาของกันและกัน

...มีเพียงสัญชาตญาณเท่านั้น

“ไม่มี”

“และเจ้าก็เชื่อ?”

“เหตุใดข้าจึงจะไม่เชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง”

“ก็แค่...”

“เจ้าอาจไม่เชื่อที่ข้าพูด และข้าก็อธิบายไม่ได้ว่าสิ่งที่ระบุว่าคนคนนั้นคือเจ้าเรียกว่าอะไร เพราะข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครมากก่อน แต่หากจะถามข้าเพียงคนเดียว ข้าว่าอาจจะยืนยันไม่ได้มากพอ”

คาริฟว่าพลางเดินหน้าเข้ามาหานาซีม ซ้ำร่างกายของเขายังแผ่กลิ่นอายที่แสดงให้เห็นว่าคาริฟกำลังโกรธออกมา นาซีมจึงถอยหลังหนีก้าวหนึ่ง

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“เหตุใดเจ้าไม่ลองถามตัวเองดูบ้าง” เจ้าของใบหน้าดั่งรูปสลักยกยิ้มมุมปากอย่างหาได้ยากยิ่ง แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่คนมองรู้สึกราวกับหัวใจถูกกดทับ

“ขะ...ข้าจะถามตัวเองอย่างไร ข้าไม่เข้าใจ”

“จงถาม ว่าแท้จริงแล้วเจ้าไม่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่มีต่อข้าเลยจริงหรือไม่”

ฝ่ามือหนานั้นยืนออกมาตรงหน้าของนาซีม ห่างแค่เพียงนิดเดียว คล้ายว่าปลายนิ้วนั่นกำลังจะแตะลงบนหน้าผาก แต่มันกลับเคลื่อนผ่านลงมาช้าๆ ขนานกับปลายจมูก ก่อนจะหยุดเผื่อสัมผัสแผ่วเบาบนริมฝีปาก เบาราวกับขนนกปัดลงบนเม็ดทราย

กระนั้น มันกลับดึงเอาความรู้สึกไร้ซึ่งที่มาที่ไปให้พรั่งพรูออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ นาซีมร้อนวูบไปทั้งสรรพางค์กาย หัวใจเต้นแรงและเรียกร้อง ราวกับมันอยากจะกระโจนโผนทะยานออกไปหาคนตรงหน้า

บุรุษผู้นี้พิเศษ

เสียงจากส่วนลึกในจิตใจของนาซีมบอก

เขาก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่สั่นน้อยๆ เพราะไม่เคยประสบกับความรู้สึกเช่นนี้ ใจหนึ่งจึงเกิดหวาดกลัวขึ้นมา และก่อนที่ความตระหนกจะเตลิดไปไกลเกินสติ ฝ่ามืออบอุ่นของใครบางคนก็คว้ามือของเขาไปกุมไว้

นาซีมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือหนาทันที และก็เป็นครั้งแรกที่เขาพบว่า ดวงตาที่มักจะเรียบเฉยอยู่เสมอ บัดนี้ราวกับมีดวงดาวเริงระบำอยู่ในนั้น มันทั้งงดงามและฉายแววอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ...

“รู้แล้วใช่ไหม นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการจะบอก...ว่าเจ้าไม่เหมือนใครที่ข้าเคยพบ”

ใช่...นาซีมตอบในใจ

เพราะคาริฟก็ไม่เหมือนใครที่เขาเคยพบเช่นกัน












❂ …………………………….❂









จริงๆ เขียนถึงตอนนี้ เราซ่อนอะไรไว้หลายอย่างเหมือนกัน

และก็จะค่อยๆ เผยออกมาเรื่องๆ ล่ะค่ะ

ส่วนความสัมพันธ์ของพระ-นายนั้น

ฝนว่าเรื่องนี้มันจะไปเร็วมากอยู่เหมือนกันนะ

แต่ผ่านมาถึง 9 ตอนแล้ว ก็ยังเป็นอย่างที่เห็น 555

แต่ไม่ต้องกลัวค่ะ ตอนต่อๆ ไปก็จะมีความคืบหน้าขึ้นเรื่อยๆ

 อยากบอกว่าเรื่องนี้หวานมากเลยล่ะ ไม่เชื่อก็คอยดูนะ555

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ



ละอองฝน.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-11-2019 14:29:48 โดย ละอองฝน »

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
งุ้ยๆๆ เค้าบอกความรู้สึกวุ้ย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ chompoo1997

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เวลาเค้าอยู่ด้วยกันนี้เขินมาก เขินอะไรไม่รู้5555555

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
กรีดร้องงงง  คู่นี้เขาน่ารักจริงๆ :hao7:

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2



บทที่ 10 ไม่ผูกมัด








สรรพสิ่งรอบกายในอาไมร่าสงบเงียบเหมาะแก่การพักผ่อนเอาแรงเป็นอย่างมาก ผิดกับหัวใจและสมองของเจ้าชายนาซีมที่กำลังทำงานหนัก เพราะครุ่นคิดเรื่องของคนที่กำลังเผชิญหน้า

ทว่าหลังจากวิ่งวนอยู่ในความคิดของตนเองครู่หนึ่ง เขาก็ยอมปริปาก

“ข้า...คิดว่าเข้าใจสิ่งที่เจ้าต้องการบอกแล้วคาริฟ”

“...เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว” คาริฟรับคำในลำคอแผ่วเบา

“เช่นนั้น ข้าขอถามอีกสักคำถามหนึ่งได้หรือไม่”

“ข้าฟังอยู่”

“ข้าอยากรู้ว่า แม้เราเป็นคู่โชคชะตาของกันและกัน แต่ท่านจะปล่อยให้ข้ามีชีวิตของตัวเองใช่ไหม หรือท่านคิดเห็นเป็นประการใด จงบอกให้ข้าแจ้งแก่ใจทีเถิด”

เมื่อเอ่ยออกไปแล้ว นาซีมก็เงยขึ้นสบตากับคนตรงหน้า เขาอยากรู้ว่าเมื่อยอมรับแล้วอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร และพวกเขาต้องทำอย่างไรต่อไปกับโชคชะตานี้

ความเชื่อที่เขารู้มาตลอดชีวิตคือ ไม่มีโอเมก้าคนใดเป็นผู้นำมาก่อน ยิ่งเมื่อโอเมก้าคนนั้นมีคู่ หน้าที่ของเขาจะกลายเป็นคนที่อยู่กับบ้าน เลี้ยงลูก เป็นผู้ตามที่ดีให้กับคู่ของตนเอง

แต่ชีวิตของนาซีมไม่สมควรเป็นแบบนั้น เพราะเขายังมีภาระหน้าที่ที่ต้องกระทำให้สำเร็จ มีประชาชนมากมายรอเขาอยู่ ฉะนั้นเส้นทางที่เจ้าชายต้องเดิน ไม่ใช่เส้นทางที่เรียบง่ายอย่างการจับคู่และใช่ชีวิตเงียบๆ กับคู่แห่งโชคชะตาของตัวเอง

นาซีมรู้ว่าตนเองต้องทำสิ่งใด แต่บางสิ่งที่คาริฟเรียกมันว่าสัญชาตญาณยังคงเรียกร้องและโหยหาคู่ที่ฟ้ากำหนดให้ตลอด จนนาซีมไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ถนัดนัก

ส่วนคาริฟนั้นกลับนิ่งไปเมื่อได้ยินคำถาม และเป็นครั้งแรกในคืนนี้ที่เขาหลบตานาซีม เขาก้มลงมองมือสองคู่ที่จับกันเอาไว้ ซ้ำยังเงียบไปคล้ายครุ่นคิด

นาซีมคิดว่าเขาต้องตรึกตรองเรื่องที่ถูกถามอย่างจริงจังแน่นอน หากมองจากคิ้วเข้มที่ขมวดเป็นปมนั่นล่ะก็ นาซีมจึงปล่อยให้เขาคิด ทั้งยังปล่อยให้เขาจับมือต่อไป เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันให้ความรู้สึกดีมาก กระทั่งผ่านไปอึดใจหนึ่ง บุรุษในชุดดำจึงเงยขึ้นสบตาเจ้าชายอีกครั้ง

“ข้าคิดว่า ไม่ว่าใครก็ตามบนดินแดนนี้ จะเป็นคนธรรมดาหรือราชนิกุล ย่อมมีสิทธิ์ในการเลือกทางเดินชีวิตให้ตนเอง” คาริฟกล่าวด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำหนักแน่น “คู่โชคชะตาเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งก็จริง แต่มันมิใช่เครื่องผูกมัดคนสองคนให้อยู่ด้วยกันไปจนชั่วชีวิตได้ และข้ารู้ว่าเจ้ามีเรื่องมากมายที่ต้องทำในอนาคต ฉะนั้นข้าจะไม่ตราสัญลักษณ์บนร่างเจ้า หากเจ้าไม่ยินยอม...นาซีม”

นาซีมเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำตอบ ทั้งยังตกใจที่อีกฝ่ายเรียกชื่อจริงของเขา มิใช่นามแฝงที่เพิ่งตั้งขึ้นมา เจ้าชายแห่งโซราห์ไม่คิดว่าในดินแดนแห่งนี้ บนโลกที่ทุกคนเชื่อว่าอัลฟ่าเป็นผู้เลือก ยังมีผู้คิดต่างออกไป

หัวใจของเขาเต้นแรงเพราะปีติที่ได้รับการเคารพและยอมรับอย่างแท้จริงจากคนตรงหน้า ไม่ใช่ในฐานะเจ้าชาย ไม่ใช่ฐานะโอเมก้า แต่เป็นในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง

เขาดีใจจริงๆ ที่คนผู้นี้คือคู่แห่งโชคชะตาของตน ทว่าเพราะรู้สึกยินดีจนหัวใจพองโต ความรู้สึกอีกด้านที่แล่นอยู่ในใจจึงกระซิบถาม

...แล้วทางเลือกของคาริฟเล่า

“แปลว่าเจ้าจะปล่อยข้าไปหรือ”

“ข้าจะปล่อยให้เจ้าเลือกอย่างอิสระ” คาริฟแก้คำ

“แล้วเจ้าเล่า คิดกับข้า...ไม่สิ ต้องถามว่า เจ้าจะเลือกเส้นทางใดต่อไป” นาซีมรีบแก้คำ เพราะกลัวว่ามันจะดูเรียกร้องเกินไป ซึ่งคำตอบที่ได้เป็นท่าทางลังเลชั่วอึดใจ

“เรื่องนั้น...ข้าเองก็ยังบอกไม่ได้”

“เจ้าหมายถึง...”

“จะอธิบายอย่างไรดีนะ” เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายแสดงสีหน้ายุ่งยากใจให้นาซีมเห็น ซ้ำมือที่กุมเขาไว้ก็ชื้นเหงื่อขึ้นมา

“...” นาซีมเงียบเสียงลง ไม่เร่งเร้าคาริฟอีก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตบุรุษชุดดำที่พูดไปพลาง เสมองทางอื่นไปพลาง

“แม้เราจะเป็นคู่โชคชะตาของกันและกัน แต่อันที่จริงข้ากับเจ้าก็เพิ่งพบกันได้ไม่นาน เจ้ายังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วข้าเป็นใคร ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าเป็นอย่างไร ดังนั้น...”

เขาเงียบไปอีกแล้ว นาซีมจึงเผลอส่งเสียงบอกว่าตนรออยู่

“...ดังนั้น”

“ข้าจะใช้เวลาหลังจากนี้ศึกษาและ...คิดทบทวนดู”

“ศึกษาข้าหรือ” เจ้าชายทวนคำอย่างไม่เชื่อหู

“หึ” เขาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะผิดหน้ากลับมาประสานสายตากัน “ก็ต้องเป็นเจ้าสิ...ในเมื่อเจ้าเป็นคู่โชคชะตาของข้ามิใช่หรือ”

“อา...นั่นสินะ”

นาซีมถูกสายตาที่ฉายแววเย้าแหย่อย่างหาได้ยากยิ่งของเขาทำให้รู้สึกร้อนๆ ที่หน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน เจ้าชายโอเมก้าสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมตนเองให้อยู่ในอารมณ์ปรกติ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือของตนออกมาจากอุ้งมือใหญ่

ส่วนอีกฝ่ายไม่รั้งและไม่พูดอะไร แต่เลือกที่จะทิ้งมือของตนเองข้างลำตัว

ที่คาริฟพูดนั้นจริงทุกประการ พวกเราทั้งสองเพิ่งพบกันได้ไม่นานนัก นับวันที่ผัน ราตรีที่ผ่าน มันยังไม่พอให้รู้จักกันดีเลยด้วยซ้ำ

คาริฟจะเหมือนหรือไม่เหมือนคนอื่นแล้วอย่างไร…

แม้นาซีมรู้ถึงความแตกต่างระหว่างคาริฟและอัลฟ่าคนอื่นที่เขาเคยพบ ทว่าความพิเศษนั้นก็ไม่นับเป็นอะไรได้ หากยอมรับว่าพวกเขาต่างเป็นคู่แห่งโชคชะตาของกันและกัน ต่อไปนาซีมต้องทำอะไรต่อ หรือคาดหวังให้เกิดความสัมพันธ์ใดขึ้น

...ตรงนี้ต่างหากที่ยากยิ่งกว่าการยอมรับ

และเมื่อมีสติรู้คิด เขาจึงมองเข้าไปในดวงตาสีมรกตอีกครั้ง หากไม่เป็นการคิดเข้าข้างตนเองมากเกินไปนัก นัยน์ตาคู่นี้ก็ฉายแววโหยหาคู่โชคชะตาของตนเองไม่ต่างกัน

แต่คาริฟไม่ได้จู่โจมเจ้าชายอย่างที่ควรเป็น ถ้าไม่นับที่เข้ามากุมมือกันเมื่อกี้ นาซีมกล้าพูดได้เต็มปากว่าที่ผ่านมาอีกฝ่ายออกจะเย็นชาและเว้นระยะห่างจากเขามากพอดู

นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าการเป็นคู่โชคชะตา ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องจับคู่กันเหมือนที่โชคชะตากำหนด...

คิดได้ดังนั้น ความตระหนกที่หลงเหลืออยู่จึงค่อยๆ สลายหายไป นาซีมนึกตำหนิตัวเองที่ทำตัวแตกตื่น ไม่สมกับที่ท่านพ่อฝึกเขาให้รับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเลยแม้แต่น้อย

...แต่อันที่จริง พักนี้มีเรื่องให้เขาต้องขวัญหนีมากพอดู ดังนั้นจะโทษที่เขาควบคุมตัวเองไม่ดีก็คงไม่ได้ เจ้าชายโอมเมก้าคิด และเขามีเวลาคิดอะไรได้ไม่มากนัก เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉุดเขาขึ้นมาพบกับสถานการณ์ปัจจุบันเสียก่อน

“นี่ดึกมากแล้ว”

“อ่อ...นั่นสินะ” นาซีมรับคำเบาๆ

“เจ้ามีสิ่งใดอยากรู้อีกหรือไม่” คาริฟถาม

นาซีมเหลือบมองเขา แล้วยิ้มบาง ก่อนส่ายหน้า

“ไม่มีแล้ว”

“เช่นนั้นข้าว่าเราควรกลับไปพักดีหรือไม่”

“เรา?”

“แน่นอนว่าต้องเป็นเรามิใช่หรือ ในเมื่อพวกเรานอนกระโจมเดียวกัน”

คาริฟว่าพลางยิ้มล้อเลียนนาซีมอีกครา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เจ้าชายจึงไม่นึกโกรธเคือง ซ้ำยังอยากเห็นมุมนี้ของอีกฝ่ายมากขึ้น แม้บุรุษในชุดดำมักวางตนน่าเกรงขาม ซ้ำยังดูดีอยู่เสมอแม้ทำหน้าดุดัน แต่เจ้าชายกลับชื่นชอบอีกด้านของคาริฟมากกว่า

อาจเป็นเพราะรอยยิ้มเช่นนี้ทำให้พวกเขาดูเหมือนสนิทสนมมากกว่าตีหน้าเคร่งขรึมใส่กันก็เป็นได้...

“อา...นั่นสินะ ข้าลืมไปเสียสนิทว่าเจ้าเองก็ต้องพักผ่อนเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับกันเถิด หากอันวากลับไปไม่พบใคร เขาจะตกใจเอา”

คาริฟพยักหน้ารับ ก่อนจะออกเดินเคียงไปกับเขาแล้วเอ่ยถึงสมาชิกอีกคนของกระโจมหลังน้อย

“อันวาคงไม่กลับมาจนรุ่งสาง”

“หืม? ...ท่านหมายความว่าอย่างไร” นาซีมเอ่ยถามหลังจากมุดใต้กิ่งไม้ที่ขวางเส้นทางเล็กๆ เอาไว้ โดยมีคนรูปร่างสูงใหญ่คอยยกกิ่งที่โน้มนั้นให้ “ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไร” คาริฟว่า ก่อนจะเอ่ยถึงเด็กหนุ่มที่ค้างอยู่ในบทสนทนาเมื่อครู่ “อันวาคงไม่กลับมานอนที่กระโจมจนกว่าจะเข้าเอมาลี”

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น มีคนในคาราวานป่วยอีกหรือ”

“ไม่ใช่ แต่ที่เขามาไม่ได้เพราะจาเร็ดต่างหาก”

“...จาเร็ด?”

“จาเร็ดอยากให้เขาอยู่ด้วยที่กระโจมใหญ่ มิใช่เพราะมีใครเจ็บไข้ไม่สบายหรอก”

“เพราะเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น เขาจะแกล้งอันวาอีกหรือ”

“เรื่องนี้ข้าคงตอบแทนไม่ได้ แต่ถ้าเจ้าอยากรู้จริงๆ ข้าแนะนำให้ถามจาเร็ด หรือไม่ก็อันวา”

“อันวาก็ด้วยหรือ” เท่าที่นาซีมทราบและสังเกตได้ อันวาดูไม่ชอบจาเร็ดเท่าใดนัก แล้วเขาจะสมรู้ร่วมคิดกับจาเร็ดได้อย่างไร

“เจ้าอาจคิดว่าอันวาไม่ชอบจาเร็ด แต่ลองสังเกตดูให้ดี ตลอดหลายราตรีนี้เขาก็ไม่เคยปฏิเสธคำเชื้อเชิญจากเจ้าคนกวนประสาทนั่นเลยสักครั้งมิใช่หรือ”

“...แล้วเหตุใดเขาจึงไม่ปฏิเสธ ในเมื่ออันวาแสดงตัวเสมอว่าไม่ชอบจาเร็ด”

“เจ้าลองเดาสิ”

“...ข้าเดาไม่ถูก”

อาจเพราะแสงจากคบไฟส่องสะท้อนใบหน้างงงวยของเจ้าชายแห่งโซราห์ คาริฟจึงยอมเฉลยเพื่อไขข้อข้องใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาไม่อยากยุ่งเรื่องนี้สักนิด

“นั่นเพราะเขาสองคนจับคู่กันแล้ว”

“จับคู่กัน!!!”

“ชู่ว์” เพราะนาซีมเผลอตะโกนเสียงดัง ปลายนิ้วของคาริฟจึงแตะลงบนริมฝีปากของเขาเป็นครั้งที่สองในคืนนี้ “อย่าเสียงดังสิ เจ้าอยากปลุกทุกคนในคาราวานให้ตื่นหรือไร”

นาซีมเงียบเสียงทันที แต่เสียงที่เขาไม่อาจระงับได้คือเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอกเพราะสัมผัสใกล้ชิดจากคู่แห่งโชคชะตา

นาซีมพยายามข่มสัญชาตญาณนั่น แล้วเบี่ยงเบนความสนใจไปที่เรื่องของอันวาแทน

“ข้า...ข้าไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน”

“ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่รู้ ในเมื่ออันวาพยายามปกปิดเสียขนาดนั้น แต่เด็กนั่นคงปิดต่อไปไม่มิดหรอก หากยังหวงจาเร็ดกับเจ้าอยู่”

“หวงข้าหรือ...” นาซีมเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ “ข้าเนี่ยนะ”

“เจ้าไม่สังเกตเลยจริงๆ สินะ”

“ไม่แม้แต่น้อย” นาซีมสารภาพตามตรง พยายามคิดทบทวนว่าอันวาแสดงท่าทางอย่างไรยามเขาเอ่ยถึงจาเร็ด แล้วสิ่งที่ไม่ชัดเจนก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนอยากจะเขาหัวโขกพื้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด

เหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่รู้กันนะ!

“ไม่ต้องทำหน้ายุ่งเช่นนั้น เขาแค่หวงตามสัญชาตญาณ ซ้ำเจ้าคนกวนประสาทนั่นก็ชอบแกล้งเขาเพื่อดูปฏิกิริยาเสมอ ใจจริงของเขาไม่ได้คิดร้ายต่อเจ้าหรอก”

“ข้ารู้...อันวาเป็นเด็กน่ารัก” นาซีมรับคำ อันที่จริงเขาไม่ได้กลัวว่าอันวาจะไม่ชอบตน แต่ที่ยังอยู่ในภวังค์เป็นเพราะตกใจกับเรื่องที่รู้มากกว่า

พวกเขาเดินผ่านแนวแมกไม้ออกมาถึงหมู่กระโจมที่เรียงรายเป็นแถว พอกันเดินผ่านกระโจมแล้วกระโจมเล่า ขณะที่ใกล้จะถึงที่พำนักของตนเต็มที อยู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืด และพุ่งชนนาซีมจนกระเด็น แต่โชคดีที่ข้างกายเขามีบุรุษสูงใหญ่คอยรับอยู่ ทำให้เจ้าชายไม่ล้มลงไปกองกับพื้น

เพล้ง!

นาซีมได้ยินเสียงภาชนะบางอย่างหล่นแตกกระจาย พร้อมกับเสียงบุคคลปริศนาเอ่ยละลักละล้ำ

“ข้าขอโทษ! เจ้าเป็นอันใดหรือไม่”

นาซีมเจ็บจนน้ำตาคลอ แต่ฝืนลุกขึ้นมา ไม่ทิ้งน้ำหนักให้คนด้านหลังต้องพยุงนานนัก เขาจึงได้เห็นว่าคนที่ชนตัวเองอย่างแรงคือผู้ใด

“ซิน...ข้าไม่เป็นไร” เจ้าชายยกมือเช็ดน้ำที่หางตาลวกๆ ก่อนจะเข้าไปดูซินที่บัดนี้ในอุ้งมือได้แผลจนเลือดออก “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดเลือดออกเช่นนั้น”

“สงสัยว่าคนโทใส่น้ำนี่จะบาดเอาตอนที่ล้ม” เพราะนาซีมก็ถูกชนกระเด็นเหมือนกัน จึงไม่เห็นว่าอีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับคนโทใส่น้ำ

นาซีมผละจากอ้อมแขนของคาริฟ ก่อนตรงเข้าไปช่วยพยุงสหายคนใหม่ขึ้นจากพื้น เขาจับมือที่มีบาดแผลของอีกฝ่ายขึ้นมาประคอง แล้วเป่าๆ เบาๆ

“ข้าเองก็ไม่ได้มองทางให้ดี ขอโทษเจ้าด้วย”

“ไม่เป็นไร เป็นความผิดของข้าเอง ข้าคงดื่มเหล้าหมักมากไปจึงซุ่มซ่ามชนเจ้าได้”

“อย่าเพิ่งพูดมากความเลยดีกว่า ข้าว่าพวกเราไปที่กระโจมของจาเร็ดเถอะ อันวาอยู่ที่นั่น เขาจะได้ทำแผลให้เจ้า ประเดี๋ยวข้าจะพยุงเจ้าไปเอง” นาซีมอาสาอย่างมีน้ำใจ และคนเจ็บก็ไม่ปฏิเสธ

“ได้สิ...ขะ...ขอบใจเจ้ามานะอาลี” ซินเอ่ยขอบคุณเบาๆ ทั้งยังมองหน้านาซีมตาไม่กะพริบ เหมือนกับเจ้าตัวยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่

เจ้าชายนาซีมช่วยพยุงอีกฝ่ายไปทางกระโจม ไม่ได้ติดใจอะไรที่ถูกอีกฝ่ายจ้องมองเช่นนั้น ผิดกับบุรุษชุดดำที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ข้างหลัง

ดวงตาสีมรกตหรี่ลงเล็กน้อย หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นครู่หนึ่ง ก่อนชายหนุ่มจะปรับให้เรียบเฉยดังเก่า แล้วเดินตามคู่โชคชะตาของตนไปยังกระโจมของจาเร็ด

...ดูท่าราตรีนี้พวกเขาจะไม่ได้พักผ่อนเงียบๆ ดังที่ตั้งใจเสียแล้ว









❂ …………………………….❂











ตอนใหม่มาแล้วค่าา

ตอนนี้จะเป็นการเคลียร์เรื่องคู่ของพระเอกนายเอกนะคะ

จริงๆ ฝนว่างเซ็ตติ้งไว้ให้โอเมก้ามีความเชื่อฝังหัวว่าเป็นผู้ตาม

และเมื่อได้พบคู่แห่งโชคชะตา ก็เหมือนถูกหวย(แม้คู่จะดีหรือไม่ดีก็ตาม) แบบว่าถือเป็นความโชคดีว่างั้นเถอะ

และอัลฟ่าที่เป็นผู้นำตลอด ก็จะคิดแทน ทำแทน จนโอเมก้าได้แค่ตามเท่านั้น

ซึ่งอัลฟ่าที่ว่าไม่ใช่พระเอกของเราแน่นอน

พระเอกยังมีความหวงคนที่(อาจจะ)เป็นคู่ของตนเองในอนาคต ตามสัญชาตญาณ 

แต่พี่คาริฟก็ใจกว้างและคิดต่างกับความเชื่อที่ใครๆ ต่างก็เชื่อกันค่ะ

นาซีมอาจจะดูหัวอ่อน ถ้าอ่านไปแล้วคนจะคิดแบบนั้นก็คงไม่ผิด

น้องหัวอ่อนจริงๆ แต่ลึกๆ นาซีมก็สู้ในแบบของตนเองนะคะ 

น้องจะรอมชอมมากกว่า ไม่ได้โผงผาง

อ่านแล้วคิดเห็นยังไง คอมเม้นบอกกันได้น้าาา

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ

ตอนต่อไปจะมาเร็วๆ นี้แหละค่ะ



ปล. ชอบที่ฝนบอกว่าแอบแฝงอะไรไว้ในตอนก่อนๆ แล้วทุกคนกลับไปอ่านกันใหม่มากๆ 

อยากบอกว่าฝนแค่ล้อเล่นค่ะ /ผิด 5555555



ละอองฝน.

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
อะๆ รู้ความลับ

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2





บทที่ 11 ข้ารับใช้







ค่ำคืนที่ผ่านมายาวนานกว่าที่คาดไว้ เพราะกว่าซินจะทำแผลเรียบร้อยและแยกย้ายกันกลับเข้ากระโจมของตนเองก็ใกล้รุ่งสางแล้ว ซึ่งเมื่อกลับมาถึง เจ้าชายก็ต้องเริ่มเก็บข้าวของและเตรียมเดินทางเข้าเอมาลีต่อ ทำให้เช้านี้เจ้าชายนาซีมรู้สึกอ่อนล้าและง่วงงุนเป็นพิเศษ

มีหลายช่วงที่เขาเผลองีบบนหลังอูฐ แต่ก็ไม่สามารถนอนได้เต็มที่นัก เจ้าชายจึงตั้งใจว่าหากเข้าเอมาลีแล้ว และไม่มีเรื่องอื่นใดที่ต้องทำ วันนี้เขาจะรีบเข้านอนให้เร็วที่สุด เพื่อทดแทนในของราตรีที่ผ่านมา

กระทั่งดวงอาทิตย์ยังไม่ตรงศีรษะ กำแพงสีน้ำตาลแดงสูงใหญ่ก็ปรากฏในครรลองสายตา นาซีมเห็นด้านหน้าสุดของขบวนกองคาราวานหยุดที่ประตูเมืองหลวงของเอมาลี ที่นั่นมีทหารสวมชุดหนังสีน้ำตาลหม่นดูแปลกตา ในมือถือดาบยาวก้าวมาดักหน้าไว้ ก่อนจาเร็ดจะเข้าไปพูดคุยอะไรสักอย่าง แล้วพวกเขาก็เริ่มปล่อยให้ทั้งขบวนเข้าไปด้านในอย่างง่ายดาย

ดูเหมือนทหารที่เฝ้าหน้าประตูของแคว้นเอมาลีจะรู้จักกันดีกับจาเร็ด นั่นพลอยทำให้นาซีมโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เพราะเขาไม่ต้องปลอมตัวด้วยการเอาเมือกเหนียวๆ เหม็นๆ ทาหน้าอีก

ครั้นย่างเท้าเข้ามาในเมืองหลวง นาซีมพบถนนสายหนึ่งซึ่งปูด้วยหินตัดเรียบทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา ด้านข้างมีร้านรวงและอาคารที่ปลูกสร้างด้วยอิฐดินสีแดงอมส้มทุกหลัง และอาคารเหล่านั้นก็ประดับตกแต่งด้วยโคมไฟไม้และกระจกสีฉลุลายสวยงาม ผ้าม่านด้านหน้าเองก็เน้นที่สีสันสดใส

ด้านบนของตัวถนนมีเชือกป่านผูกธงผ้าสีสดไม่ต่างกันระโยงระยางจนเกือบบดบังท้องฟ้า ไม่ว่าจุดใดที่อูฐของนาซีมก้าวผ่าน เขาจะได้ยินเสียงเครื่องดนตรีและคนร้องเพลงดังแว่วมาทั่วทุกทิศ ราวกับว่าเมืองหลวงของแคว้นกำลังมีงานเลี้ยงฉลองอย่างไรอย่างนั้น

แม้ผู้คนที่นี้จะสวมเครื่องแต่งกายบางเบาน้อยชิ้น แต่กลับดูอู้ฟู่และหรูหราเพราะเครื่องประดับเงิน ทอง อัญมณีซึ่งประโคมตามร่างกาย

จากที่กำลังง่วงง่าวห่าวนอน เจ้าชายก็ต้องตาตื่นเพราะภาพความคึกคักที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ นักในแคว้นโซราห์หรือแม้แต่โฮมาที่เป็นดินแดนค้าขาย ด้วยมันให้บรรยากาศและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อาคารบ้านเรือนในโซราห์จะปลูกสร้างจากหินและปูนขาว หลังคาทรงโค้งมน กลางเมืองหลวงมีทะเลสาบใหญ่ซึ่งหล่อเลี้ยงประชากร อาชีพที่เห็นจะเป็นการเพาะปลูก และการประมง ผู้คนรักสงบ

ส่วนโฮมาและเอมาลีนั้นจะเป็นบ้านดินแดง เพราะสองแคว้นอยู่ไกลมหาสมุทร ลึกเข้ามาในทะเลทรายมากกว่า จึงไม่ค่อยมีพืชใดให้เห็นนอกจากอินทผลัม ปาล์ม และอาคาเชีย

แต่สองแคว้นนั้นต่างก็มีบรรยากาศคึกคักเพราะหนึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขาย อีกหนึ่งคงเรียกได้ว่าศูนย์กลางความบันเทิง ทั่วทุกมุมถนนจึงเต็มไปด้วยสถานเริงรมย์ในแบบต่างๆ

เดินเข้ามาสักพักนาซีมพบจัตุรัสกลางซึ่งมีรูปปั้นของหญิงสาวกำลังร่ายรำ และจากตรงนี้ขบวนคาราวานของจาเร็ดจึงแยกมาทางซ้าย ผ่านอาคารสูงใหญ่ที่ดูหรูหรากว่าทางเข้ามา จนในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดหน้าอาคารหนึ่งซึ่งดูดีไม่ต่างกัน

เมื่อมาถึงตรงนี้ทุกคนก็เริ่มลงจากหลังพาหนะของตน นาซีมจึงทำตามบ้าง แต่ในขณะที่เขากำลังสงสัยว่าจะเอาอูฐพวกนี้ไปผูกที่ไหน คนจากด้านในอาคารก็เปิดประตูออกมาต้อนรับ และกรูกันมาช่วยยกของ ทั้งยังจูงอูฐไปทางด้านข้างซึ่งมีทางเล็กแคบ

“เข้าไปด้านในกันเถอะอาลี”

เสียงสดใสของเด็กหนุ่มพูดกับนาซีม ทั้งกวักมือให้เข้าไปข้างในด้วยกัน นาซีมกระชับผ้าคลุมกายให้เรียบร้อย ทั้งยังใช้โอกาสนี้เหลือบมองบุรุษสูงใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ

เมื่อลอบหันไปสายตาจึงปะทะกับดวงตาของคนคนนั้นที่ยืนมองเขาอยู่ก่อนแล้ว นาซีมจึงรีบผินหน้ากลับมาและเดินตามอันวาเข้าไปด้านในทันที

เขารู้สึกอับอายที่คนคนนั้นจับได้ว่าเขาแอบมอง อายทั้งที่ไม่รู้ว่าเหตุใดต้องรู้สึกเช่นนั้น...

เจ้าชายจึงรีบไล่ความรู้สึกประหลาดออกไป ด้วยการหันไปสนใจการตกแต่งภายในแทน

ด้านในของอาคารเป็นโถงกว้าง เพดานสูง มีบันไดใหญ่อยู่ตรงกลางและสามารถแยกไปได้สองทาง สมาชิกในกองคาราวานต่างพากันแยกย้ายเดินไปคนละทิศละทาง ราวคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้อยู่แล้ว

“มาทางนี้สิอาลี”

อันวาเรียกหลังเห็นว่านาซีมไม่เดินตาม เจ้าชายจึงรีบเร่งฝีเท้าขึ้นบันไดและเลี้ยวไปฝั่งขวา ทันทีที่ขึ้นมาถึงชั้นสอง เขาก็พบโถงทางเดินแคบยาวไปจนสุดอาคาร ซึ่งด้านข้างมีประตูเรียงราย เว้นช่วงเต็มไปหมด

“ห้องพวกนี้คือ...” นาซีมอดไม่ได้ที่จะถาม

“ที่นี่เป็นบ้านของจาเร็ดในเอมาลี เขาสร้างขึ้นเพื่อเป็นบ้านพักของทุกคนในคณะละครเร่ ห้องพวกนี้เป็นห้องประจำตัวของแต่ละคน แต่ที่สุดทางเดินนั่นเป็นห้องพักของสมาชิกใหม่ ซึ่งก็คือพวกเรา”

นาซีมเดินไปพลางฟังไปพลาง และระหว่างที่อันวากำลังเปิดประตูให้เขา เจ้าชายก็ถามขึ้น

“พวกเรางั้นหรือ”

“ถูกต้อง”

“รวมถึงเจ้าด้วย?”

“แน่นอนสิ ข้าเป็นพวกเดียวกับเจ้าและคาริฟนี่”

เดิมทีก่อนร่วมเดินทางกับคาราวานของจาเร็ด นาซีมคิดว่าทั้งคาริฟและอันวานั้นแสร้งปลอมตัวเหมือนกันกับเขา แต่เมื่อสังเกตจากที่ทั้งสองรู้จักคนในคาราวานเป็นอย่างดี รวมถึงเรื่องที่นาซีมล่วงรู้ความสัมพันธ์ของอันวากับจาเร็ด เขาจึงเข้าใจว่าทั้งสองไม่ได้แสร้งปลอมตัว แต่มีแค่เขาเท่านั้นที่ต้องปกปิดฐานะ

เดินเข้ามาด้านในจวบจนคนช่วยยกของก็นำสัมภาระของพวกเขามาเก็บให้เรียบร้อยและออกจากห้องไป นาซีมจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่พักไม่เล็กไม่ใหญ่นัก มีหน้าต่างหนึ่งบาน โต๊ะวางของเล็กๆ และที่สำคัญ มีเตียงไม้สองเตียงวางชิดผนัง

…แค่สองเตียง

ซ้ำแต่ละเตียงยังขนาดพอดีคนหนึ่งคนนอนเท่านั้น

“เหตุใดจึงมีเพียงสองเตียงเล่า”

“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน” อันวาตอบ สีหน้างงงวย

“หรือจาเร็ดต้องการให้เจ้าอยู่กับเขาที่ห้อง จึงจัดไว้เพียงเท่านี้”

“แล้วเหตุใดจาเร็ดต้องให้ข้าไปอยู่ห้องเขาด้วย” อันวาถามกลับทั้งยังขมวดคิ้วแน่นขึ้น

“ก็เพราะพวกเจ้าทั้งสองจับคู่กันแล้วมิใช่หรือ...” ด้วยความไม่ทันคิด เจ้าชายนาซีมจึงหันมาเอ่ยกับอันวาอย่างลืมตัว

“นี่เจ้า! ...เจ้า...”

เป็นครั้งแรกที่นาซีมเห็นเด็กหนุ่มเสียอาการขนาดนี้ เขาเบิกตากว้าง อ้าปากพะงาบๆ จะพูดก็พูดไม่เต็มประโยค ซ้ำพวงแก้มสองข้างยังเปลี่ยนสีเป็นแดงก่ำ แม้ผิดของเจ้าตัวจะสีเข้มเพียงใดก็ยังปิดไม่มิด

“อา...” เจ้าชายเอามือปิดปาก ก่อนจะหันไปมองหน้าคาริฟซึ่งยืนเงียบมาโดยตลอด ก่อนจะส่งสายตาของความช่วยเหลือ หากคาริฟอ่านได้คงเข้าใจว่า...

ข้าจะทำเช่นไรดีคาริฟ...ช่วยข้าด้วย!

แต่ดูเหมือนคาริฟจะไม่เข้าใจความนัยที่เขาสื่อ หรือไม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ บุรุษชุดดำจึงยืนนิ่งทำหน้านิ่งเหมือนเก่าไม่มีผิด

...แต่หากสังเกตดีๆ อีกสักนิด นาซีมอาจเห็นว่านัยน์ดวงตาสีมรกต มีประขบขันอยู่ในนั้น

แต่ไม่ทันที่จะสังเกตเสียแล้ว เพราะอันวาร้องแหวขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

“นี่ท่านรู้ได้อย่างไร! ว่าข้า...เอ่อ...ข้า”

เจ้าตัวดูกระดากอายอย่างมากที่จะเอ่ยคำนั้น ราวกับว่ามันคือคำต้องห้าม

“ว่าเจ้าจับคู่กับจาเร็ดแล้วน่ะหรืออันวา”

“อะ...อย่าพูดนะเจ้าชาย!”

อันวาตะโกนออกมาอย่างเหลืออด โชคดีที่ห้องของพวกเขาอยู่ริมสุด ทั้งยังปิดมิดชิดแม้กระทั่งหน้าต่าง จึงไม่มีใครได้ยินเสียงราวกรีดร้องเมื่อครู่

“ขะ...ข้าขอโทษ” นาซีมเอ่ยขอโทษเด็กหนุ่ม “ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าโกรธ”

“ข้าไม่ได้โกรธ...แต่ข้า…หึ้ย!” ยิ่งพูด อันวาก็ยิ่งหน้าแดง “นี่ใครเป็นคนบอกท่าน”

“เอ่อ...” นาซีมไม่กล้าหันไปมองทางคาริฟแล้ว และไม่อยากทำให้อีกฝ่ายถูกอันวาโกรธไปด้วย จึงเลือกโกหกออกไปแทน “ข้าบังเอิญได้ยินคนพูดกันเมื่อราตรีที่ผ่านมาน่ะ”

“ใคร”

“ข้าไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร แล้วก็จำหน้าไม่ได้แล้ว เพราะ...เอ่อ...เพราะดื่มไปมาก”

“หึ อย่าให้ข้ารู้นะว่าใครพูดเรื่องข้า ข้าจะวางยาให้เจ้านั่นพูดไม่ได้ไปสิบราตรีเลย”

ยิ่งได้ยินอันวาเอ่ยเช่นนั้น นาซีมก็ยิ่งโล่งใจที่ไม่ได้เอ่ยพาดพิงคาริฟ เพราะเขากลัวว่าเด็กคนนี้จะเอาโอสถร้ายกาจมาให้บุรุษชุดดำกิน

เมื่อเห็นอันวาไม่ถามอะไรอีก นาซีมจึงเอาน้ำเย็นเข้าลูบ โดยการขอโทษอีกฝ่ายอย่างจริงใจ

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ต้องการให้รู้เรื่องนี้...เอ่อ...แต่ข้าบังเอิญรู้แล้ว และจะไม่เอ่ยถึงอีกหากเจ้าไม่ชอบใจ ต้องขอโทษเจ้าอีกครั้ง” เจ้าชายประนีประนอม

เขาไม่รู้ว่าเหตุใดอันวาจึงปกปิด แต่ถ้าให้เดาคงเป็นเพราะเด็กหนุ่มรู้สึกอายเสียมากกว่า เพราะถึงแม้เจ้าตัวจะทำท่าไม่ชอบจาเร็ดเพียงใด แต่พอเขาลองสังเกตอีกครั้ง เริ่มจากที่บุกพาซินเข้าไปในกระโจมเมื่อคืน รวมถึงระหว่างการเดินทางในเช้าวันนี้ นาซีมพบว่าอันวาคอยมองหาจาเร็ดอยู่เสมอ ทั้งยังยอมเข้าไปหาทันทีที่อีกฝ่ายเรียก แม้มีสีหน้าไม่พอใจก็ตาม

“เฮ้อ~” เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วค่อยๆ ยิ้มแหยให้เจ้าชาย “ลืมมันไปเสียเถอะ ข้าไม่โกรธเคืองท่านหรอกเจ้าชาย”

“ไม่โกรธจริงๆ หรือ”

“ไม่โกรธ...” อันวาว่า “อันที่จริง...นี่หาใช่เรื่องใหญ่อะไร ข้าแค่ไม่อยากพูดเรื่องเขาเท่านั้น”

ขณะที่พูด แก้มของอันวาก็ยังมีสีเข้มไม่เปลี่ยน เจ้าชายจึงสรุปว่าอีกฝ่ายแค่เขินอายจริงๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างนึกเอ็นดู

“ขอบใจเจ้ามากที่ไม่โกรธข้า”

“ข้าจะโกรธได้อย่างไร หากท่านกลับแตว้นได้ ข้ายังต้องทำงานกับท่านไปอีกนาน” เจ้าตัวพูดอุบอิบ ก่อนจะลอบยิ้มให้กับเขา

“นั่นสินะ เจ้าอยากเป็นหมอหลวงนี่”

“อื้ม” เด็กหนุ่มกลับมาร่าเริงอีกครั้ง ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “แต่เรื่องห้องนอนนี่ ข้าไม่พอใจจริงๆ เขามัดมือชกเช่นนี้ตลอดเลย คิดว่าข้ายอมจับคู่ด้วยแล้วจะยอมเขาตลอดรึ ประเดี๋ยวข้าต้องไปจัดการเรื่องนี้สักหน่อยแล้ว”

ว่าจบอีกฝ่ายก็ทำท่าจะออกไปจากห้อง นาซีมจึงรั้งไว้ เพราะกลัวจาเร็ดจะถูกพายุอารมณ์พัดใส่เข้า

“เจ้าจะไปจริงหรือ”

“แน่นอน เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง ท่านพักผ่อนเถอะ อีกสักครู่ข้าจะกลับมา” อันวาว่า ก่อนจะเหลือบมองคาริฟอย่างหวาดๆ “ท่านก็พักเถอะขอรับท่านคาริฟ ข้าขออภัยที่ทำเสียงดังรบกวน”

“ไม่เป็นไร เจ้าไปเถอะ”

เมื่อคาริฟพูดจบ อันวาจึงเร่งออกจากห้องไปจัดการเรื่องที่หลับที่นอนของตนเองทันที ทิ้งให้นาซีมยืนอยู่ในห้องพักตามลำพังกับคู่โชคชะตา

นาซีมไม่ได้พูดอะไรกับคนตัวสูงนัก เขาถือวิสาสะเดินไปเปิดหน้าต่างให้แสงลอดเข้ามา และเลือกนั่งบนเตียงด้านหนึ่ง ก่อนถอดผ้าคลุมสีแดงพาดไว้บนหัวเตียง ถอดรองเท้าวางคู่กับอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียงของตนเอง

“ไม่เช็ดหน้าเช็ดตาก่อนหรือ”

ครั้นได้ยินเสียงทุ้มๆ เอ่ยถาม นาซีมจึงลืมตาขึ้นมอง

“ไม่ล่ะ ข้าง่วงมาก ขอนอนก่อนดีกว่า เชิญเจ้าตามสบาย”

“เดินทางผ่านทะเลทรายมา ฝุ่นเกาะกายหนานัก จะนอนไม่สบายเอา”

“ไม่เป็นไร ข้านอนได้”

อันที่จริงเจ้าชายมิได้อยากดื้อแพ่ง แต่เขาทนความง่วงต่อไปไม่ไหวแล้ว ซ้ำตลอดการเดินทางก็ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย เมื่อได้เอนหลังบนเตียงนุ่มๆ จึงไม่อยากลุกขึ้นมาอีก

เจ้าชายนาซีมหลับตาลงอีกครั้ง หายใจเข้าออกสม่ำเสมอ นอนตัวตรงและเอามือวางทาบกันบนอกในท่าสำรวมอย่างราชนิกุล

ขณะที่สติกำลังจะหลุดลอยไป อยู่ๆ ก็รู้สึกแรงกดยวบข้างตัว ตามมาด้วยความเย็นที่สัมผัสลากผ่านผิวหน้า เปลือกตาสีน้ำผึ้งจึงเปิดขึ้นอีกครั้ง

ในคลองจักษุนั้น นาซีมพบบุรุษผู้มักทำหน้านิ่งอยู่เป็นนิจกำลังมองมาที่เขา พร้อมกับใช้ผ้าหมาดๆ เช็ดใบหน้าและลำคอให้

เมื่อรู้ว่าถูกใครปรนนิบัติ นาซีมจึงผุดลุกขึ้น เสียก็แต่ไหล่ของเขาถูกกดเอาไว้ เพื่อบังคับให้นอนลงไปเช่นเดิม แม้อยากปฏิเสธเช่นไร แต่มีหรือจะสู้แรงอัลฟ่าได้

“คาริฟ ไม่ต้องทำ”

นาซีมจับมือที่กำลังลากผ้าผ่านลำคอให้แผ่วเบา แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ ทั้งยังตอกกลับหน้านิ่ง

“นอนนิ่งๆ สิ ไหนเมื่อครู่บอกว่าง่วงมิใช่หรือ”

“แต่ข้าไม่อยากให้ท่านทำ”

“รังเกียจข้า?”

ได้ยินคำถามนี้ นาซีมก็รีบตอบกลับทันที

“ข้ามิได้รังเกียจ”

“ดี” เขากระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “หากมิได้รังเกียจก็นอนนิ่งๆ”

“แต่...ข้าเกรงใจเจ้า”

“ชู่ว์”

เขาแตะนิ้วลงบนลงริมฝีปากของนาซีมอีกแล้ว ก่อนจะถอนมือออกไปอย่างอ้อยอิ่ง และหันไปจริงจังกับการสางผมยุ่งๆ ด้านหน้าให้เขา

“ค...คาริฟ...” นาซีมพยายามแล้ว แต่เสียงก็ยังสั่นอยู่ดี

“นอนเสีย คิดเสียว่ามีคนปรนนิบัติให้เจ้าเหมือนยามที่ยังอยู่ในโซราห์”

เขามุ่งมั่นเหลือเกิน...นาซีมคิด

มุ่งมั่นที่จะทำตามความต้องการของตนเองอย่างดื้อดึง แม้นี่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่จะให้คิดว่าคาริฟเป็นข้ารับใช้ของเขาเหมือนอยู่ที่โซราห์ได้อย่างไร

ข้ารับใช้ที่ไหนทำให้เจ้าชายใจเต้นได้ถึงขนาดนี้?

คำตอบคือ...ไม่มี

เพราะมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ทำได้









❂ …………………………….❂







การเขียนหลายคู่ในเรื่องเดียวเป็นอะไรที่ฝนไม่เคยทำค่ะ

เพราะเฉลี่ยบทไม่เก่ง แต่ตัดสินใจมาลองกับเรื่องนี้เรื่องแรก

แต่ถึงยังไงก็ไม่ทิ้งคู่หลักนะคะ

เพราะคู่อื่นๆ ฝนจะพูดไม่เจาะลึกเท่า

เรื่องนี้ยังมีคู่รองอีกคู่ล่ะ อยากให้ลองเดาดู ซึ่งคาดว่าน่าจะเดาไม่ออก 5555



มาที่คู่หลักค่ะ

ถึงบทจะไม่มาก แต่ตอนที่เขียนบทนี้ รู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก 

จริงๆ สองคนนี้เหมือนค่อยๆ ใกล้ชิดกันทีละน้อย

แต่ตอนเขียนฝนเขินจริงๆ นะ

งานสายตาคนพี่อะไรแบบนี้ -///- /ระทวยใส่อก

หวังว่าคนอ่านจะชอบนะคะ

ตอนหน้าคนข้ารับใช้จะพาเจ้าชายไปเดทนะ

อย่าพลาดเด้อ~~~~ >///<



ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ แล้วเจอกันค่าา



ละอองฝน. 




ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
ก็พี่เขาอยากอยู่ใกล้ งอยากดูแลน้องอ่ะเนาะ เขินนนน

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
เอาใจเก่ง หึหึ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
เอาใจเก่งมาก :katai2-1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด