---❂❂❂ นิทานภูตราตรี ❂❂❂---- -: บทส่งท้าย :- นิทานภูตราตรี [29/04/2563](จบค่ะ)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ---❂❂❂ นิทานภูตราตรี ❂❂❂---- -: บทส่งท้าย :- นิทานภูตราตรี [29/04/2563](จบค่ะ)  (อ่าน 36249 ครั้ง)

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
พรุ่งนี้ไม่มีจริง 5555 แซ็วนะคะ

เอ็นดูนาซีม เป็นเจ้าชายจำไม แต่ดีแล้วที่เลือกถามมากกว่าเก็บไว้
แค่พี่จะไปทำภารกิจเอง แค่บอกช้าไป ถึงกับน้ำตามา

คารีฟเป็นปลื้มมากนะ ทำน้องเป็นแบบนี้ได้
เป็นการร่ำลาที่พาคนใจหวั่นจนไม่อยากไปกันเลย

อดใจรอไปงานแต่งค่ะ


ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2

บทที่ 24 เมเฮนดีสีขาว 2







หลังจากคาริฟสัญญาว่าจะกลับมาหานาซีมให้เร็วที่สุด ผู้นำของเหล่าภูตราตรีก็เดินทางไปยังทะเลเหนือทันที นาซีมมองส่งเขาจนลับสายตา ก่อนจะเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยตามที่นีราสั่ง

“หากมิใช่เพราะทุกอย่างฉุกละหุกเกินไป ทั้งพิธีการที่มิได้เตรียมล่วงหน้าและการมาถึงของเจ้า ข้าคงไม่ยอมให้จอมเอาแต่ใจผู้นั้นเข้ามาพบเจ้าอย่างแน่นอน”

คล้อยหลังคาริฟแล้วนีราก็บ่นอุบ เนื่องจากไม่เห็นด้วยที่บุตรชายผู้มีตำแหน่งเป็นผู้นำของเผ่าทำผิดกฎเสียเอง นางกลัวว่าใครจะว่าหากใครรู้เข้าจะตำหนิเขาเอาได้ แม้คาริฟจะเป็นที่รักของทุกคนในเผ่าก็ตาม

“จอมเอาแต่ใจหรือขอรับ...ท่านแม่หมายถึง”

“จะใครเสียอีกเล่า หากมิใช่หัวหน้าเผ่าของเรา”

“คาริฟน่ะหรือ”

“เป็นเขาแน่นอน จะเป็นผู้ใดได้”

“...ข้าคิดไม่ถึงว่าคาริฟจะเอาแต่ใจเช่นท่านแม่นีรากล่าว...แต่มิได้หมายถึงข้าไม่เชื่อท่านนะขอรับ”

“เจ้าอาจจะไม่เคยเห็นเขาเป็นเช่นนั้น แต่ข้าจะบอกเจ้าให้รู้เอาไว้นาซีม ลูกคนนี้ของข้า แม้ภายนอกจะดูเงียบขรึม ใจเย็น แต่แท้จริงก็มุทะลุและหัวดื้อเป็นที่สุด หากว่าสิ่งใดที่เขาหมายใจจะทำแล้วล่ะก็ เขาต้องทำให้สำเร็จจนได้ ไม่ว่าใครก็ห้ามไม่อยู่”

“แม้แต่ท่านแม่นีราหรือขอรับ”

“ไม่มีข้อยกเว้นสักคนเดียว” นีราย้ำ

“...” นาซีมอึ้ง นีราจึงเล่าต่อ

“คาริฟมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่เล็กๆ เพราะเขาคือคนที่ถูกหมายตาเอาไว้ว่าต้องเป็นผู้นำ ดังนั้นจะทำตัวเช่นเด็กทั่วไปไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดา สิ่งที่ไม่แสดงออกให้ผู้ใดเห็นมิใช่ว่าไม่มี เขาเพียงเก็บซ่อนเอาไว้ต่างหาก คนที่จะเห็นด้านเอาแต่ใจของคาริฟได้ก็มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้น”

“ไม่อยากเชื่อเลยขอรับ”

“หากเจ้าไม่เชื่อก็คอยสังเกตเอาเถิด อย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต”

คำว่าตลอดชีวิตทำให้นาซีมนิ่งไปนิด ในใจเกิดความรู้สึกยากที่จะบรรยาย แต่เมื่อนึกถึงคนที่เขาต้องใช้คำนี้ด้วย เจ้าชายก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง

หากเป็นคาริฟ...คำว่าตลอดชีวิตอาจไม่ยาวนานเท่าใดนัก

“...ขอรับ”

หลังจากนั้นนีราก็ยกอาหารมาให้นาซีมรองท้อง เมื่อกินอิ่มดีแล้วนางก็บังคับให้เขาเข้านอนก่อนเวลา โดยนางให้เหตุผลว่าอยากให้พักผ่อนมากๆ

“เจ้ายังมีเรื่องต้องทำอีกมากนัก พักเอาแรงเถิด”

“ขอรับท่านแม่นีรา”

นาซีมตอบรับง่ายๆ เช่นเดิม จากนั้นจึงปิดม่านและเข้านอน เขานอนพลิกไปพลิกมาอยู่ครั้งสองครั้ง แต่เพราะเริ่มคุ้นชินกับการนอนในที่ต่างถิ่น ซ้ำวันนี้ยังได้นอนบนเตียงนุ่มกว่าทุกที ไม่นานเจ้าชายโอเมก้าก็ผล็อยหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน

ด้านคาริฟนั้นกลับมุ่งตะลุยบุกขึ้นเหนือ เขาอยากเดินทางถึงทะเลเหนือให้เร็วที่สุด เพราะอยากกลับมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับนาซีมเร็วๆ

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คาริฟไม่รู้ว่าตนเองจะมุ่งมั่นทำอะไรเช่นนี้เพื่อคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด จะว่าไปแล้วหากไม่มองความเป็นคู่โชคชะตาที่ผูกพันธะกัน นาซีมก็เป็นแค่เจ้าชายจากแคว้นแดนไกลเท่านั้น มิควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตภูตราตรีผู้รักสงบสักนิด

แต่เจ้าชายพระองค์นั้นก็เข้ามา เหมือนดาวที่หล่นลงมาจากฟ้า ไม่สิ...นาซีมคือสายลมจากแดนไกลที่พัดมาอยู่เคียงข้างคาริฟต่างหาก

เหมือนกับชื่อของเจ้าตัว นาซีม –สายลมที่แสนอ่อนโยน-

สายลมที่ทำให้หัวใจของเขาอ่อนระทวยเมื่อคิดถึง ราวกับพวกบ้ารักก็มิปาน…

คาริฟบังคับอาชาไปด้านหน้า ความเหนื่อยล้าเกาะกุมกายดังเงาตามตัว แต่แปลกเหลือเกิน แค่คิดถึงนามของเจ้าหัวใจเท่านั้น รอยยิ้มก็ถูกจุดขึ้นบนริมฝีปาก หลงลืมแล้วซึ่งความเหนื่อยยากไปหมดสิ้น

แล้วเช่นนี้จะไม่ให้เขาปรามาสตนเองว่ากลายเป็นพวกบ้ารักได้หรือ



❂ …………………………….❂



รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือน เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่นาซีมตื่นขึ้นเองโดยไม่ต้องมีคนปลุก เขานั่งสะลึมสะลือครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นคลุมเตียงด้วยตัวเองเพราะไม่ต้องการทำตัวให้เป็นภาระแก่นีรา

ครั้นจัดการผูกผ้าม่านให้แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาเรียบร้อย นาซีมจึงก้าวเท้าออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาที่ลำธารงซึ่งยามนี้มีน้ำไหลเอื่อยๆ เท่านั้น

นาซีมล้างหน้าไปก็นึกสงสัยไปที่ปลายสุดของคลองส่งน้ำจะไปสิ้นสุดที่ใด เขาชะเง้อคอมองอยู่ครู่หนึ่ง เสียงทักทายของเจ้าบ้านก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“ตื่นแล้วหรือนาซีม”

“ท่านแม่นีรา...” นาซีมหันมาหาก่อนจะยิ้มให้นาง “ตื่นแล้วขอรับ”

“หิวหรือไม่”

“ยังไม่หิวเลยขอรับ” เจ้าตัวส่ายหน้านิดๆ

“พอดีเลยเชียว ข้าก็มัวแต่วุ่นวายอยู่ที่สวนด้านนอก ยังมิได้ทำอาหารเช้าให้เจ้า”

นีราชินกับการอยู่คนเดียวมาโดยตลอด ตั้งแต่สามีของนางเสียและลูกชายย้ายจากเรือนไปอยู่ที่ใหม่ตามตำแหน่งของเขา ที่ผ่านมานางจึงปฏิบัติตนง่ายๆ กินง่ายอยู่ง่ายแล้วใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำยาสมุนไพรเอาไว้ใช้แจกจ่ายและรักษาคนในไอเรม

“ท่านแม่ทำสิ่งใดอยู่ขอรับ”

“รดน้ำแปลงสมุนไพร”

“หน้าบ้านนั่นหรือขอรับ”

“ถูกแล้ว ที่เจ้าเดินผ่านเมื่อวานนั่นล่ะ”

“ให้ข้าช่วยดีหรือไม่ขอรับ” เจ้าชายคนดีขันอาสา

“งานใช้แรงงานพวกนั้นจะให้เจ้าทำได้อย่างไรเล่า”

แม้นาซีมจะบอกกับนางว่าให้ใช้คำพูดปรกติ แต่นีราก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อยที่ต้องทำเช่นนั้น ยิ่งสั่งให้เขาทำงานแบกหามยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรสำหรับนีรา นาซีมก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ระดับสูง อันที่จริงหากไม่เกิดเรื่องเขาต้องมีฐานะเป็นถึงราชาของแคว้นด้วยซ้ำ

“เหตุใดจึงไม่ได้เล่าขอรับ”

“เอาเถิดๆ เอาเป็นว่าเจ้าไม่ต้องช่วยก็แล้วกัน เพราะข้าทำเรียบร้อยหมดแล้ว”

“เป็นเช่นนั้นหรือขอรับ”

“อืม” มารดาของคาริฟพยักหน้า ก่อนจะชวนให้เขาเข้าไปด้านในด้วยกัน “เราเข้าไปในบ้านดีกว่า ข้าจะทำอะไรให้เจ้ากิน เสร็จแล้วจะได้ออกไปที่ท้ายหมู่บ้าน”

“ที่นั่นมีอะไรหรือขอรับ” คนขี้สงสัยถามอย่างใคร่รู้

“มีโรงทอผ้า” นางว่าขณะเดินนำไปที่ครัว

“โรงทอผ้า? ...”

“ถูกแล้ว โรงทอผ้าของไอเรมอยู่ที่ท้ายน้ำ เราจะไปที่นั่นเพราะต้องสั่งตัดเสื้อผ้าที่ใช้ในงานพิธีของเจ้าและคาริฟ” นีราเฉลยก่อนจะอธิบาย “เดิมทีข้าอยากให้คาริฟสวมชุดของพ่อเขา แต่คาริฟตัวสูงกว่ามาก ดังนั้นจึงต้องใช้เสื้อผ้าตัดเย็บใหม่ทั้งหมด เจ้าเองก็ต้องตัดใหม่ด้วยเช่นกัน”

“แล้วเวลาเพียง 6 ราตรีจะทันหรือขอรับ”

“อย่างไรก็ต้องทัน” นีราบอก “อีกเดี๋ยวกินอาหารเช้าเสร็จเราจะไปคุยกับเพตราด้วยกัน นางเป็นช่างทอผ้าที่เก่งที่สุดในไอเรม ข้าเชื่อว่านางต้องมีวิธีแก้ปัญหาดีๆ อย่างแน่นอน”

“ขอรับ”

ระหว่างทำอาหารกระทั่งกินเสร็จ นาซีมฟังนีราพูดถึงขั้นตอนการเตรียมงานอีกหลายอย่าง ตัวเขาต้องตามนีราไปทำความรู้จักและขอแรงคนมากมาย

ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในโซราห์นาซีมรู้มาบ้างว่าพิธีวิวาห์มีลำดับขั้นตอนมากนัก เมื่อคืนก่อนจะเคลิ้มหลับเจ้าชายก็ครุ่นคิดถึงความยุ่งยากในข้อนี้เช่นกัน

ทว่านาซีมมิได้เตรียมใจว่าตนเองต้องกลายมาเป็นผู้ที่ลงมือจัดงานวิวาห์ด้วยตนเอง ซ้ำต้องจดจำรายละเอียดของพิธีซึ่งแปลกใหม่ไม่เหมือนกับธรรมเนียมของโซราห์สักนิด

ถึงอย่างนั้นเขาก็เต็มใจที่จะทำเพราะไม่ต้องการทำให้ผู้อื่นลำบากมากเกินไป ด้วยมันเป็นพิธีสำคัญของเขาเอง แม้นีราจะเกรงใจเพราะเห็นว่านาซีมมิใช่คนธรรมดา

...หากนาซีมรู้ดี เขาเป็นเพียงเจ้าชายตกยากคนหนึ่งและคนเหล่านี้ที่ช่วยเขาไว้คือผู้มีพระคุณ ดังนั้นนาซีมจึงไม่มีความคิดเรื่องการถือตัวแม้แต่นิดเดียว

ครั้นกินมื้อเช้าจนอิ่มดีแล้วนาซีมก็รับเอาชุดคลุมจากนีรามาสวมจากนั้นจึงเดินทางไปยังโรงทอผ้าด้วยกัน







❂ …………………………….❂







หากเริ่มต้นจากบ้านของนีราโรงทอผ้าจะอยู่ทางทิศใต้ นาซีมเดินผ่านถนนสายเล็กๆ ผ่านหน้าบ้านเรือน บ้างลัดเลาะไปตามเส้นทางข้างคลองส่งน้ำ เดินไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงท้ายน้ำที่นาซีมนึกสงสัยเมื่อเช้าซึ่งเป็นตั้งของโรงทอผ้าแห่งเดียวในไอเรม

นีราเล่าว่าที่ต้องตั้งโรงทอผ้าที่นี่เพราะยามที่ย้อมผ้า สีจากการย้อมจะได้คั่งค้างอยู่ที่ท้ายน้ำ ไม่ต้องผ่านบ้านของผู้คนที่ใช้คลองส่งน้ำสายเดียวกัน

ขณะที่ฟังนางเล่าประวัติความเป็นมา นาซีมก็ได้พบกับเพตรา หญิงชราที่มีอายุมากพอจะเป็นแม่ของนีราได้ แต่ถึงนางจะมีอายุ หากเพตราก็ยังเป็นหญิงชราที่กระฉับกระเฉง นางพูดเร็วกว่าใครที่นาซีมเคยเจอ ซ้ำยังเดินสั่งงานคนนั้นทีคนนี้ทีขณะที่อธิบายเรื่องชุดวิวาห์ของคาริฟและนาซีม

“เรามีผ้าไหมทอเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมิได้ย้อมสี” เพตราว่า “ช่วยไม่ได้จริงๆ ไอเรมของเรามิมีพิธีวิวาห์มาพักใหญ่แล้ว ไหมสีฟ้าม้วนสุดท้ายของข้าหมดไปเมื่อครางานวิวาห์ของจาเร็ดกับอันวาปีก่อน เราอาจจะต้องเสียเวลาย้อมสีผ้าสักวันสองวัน”

“แล้วเช่นนี้จะปักชุดคลุมทันหรือ”

“ทันสิ ข้าจะให้ช่างคนอื่นๆ มาช่วย อย่างไรงานนี้เราต้องทำเต็มที่เพื่อท่านคาริฟกับเจ้าชายนาซีมอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงนะนีรา” นางว่าพลางตบเบาๆ ที่หลังมือของนีราเป็นการปลอบใจ

“ได้ยินเช่นนี้ข้าก็เบาใจ แต่หากมีสิ่งใดให้ข้าช่วยก็บอกได้นะท่านป้า”

“ข้าต้องบอกเจ้าแน่นอน”

ระหว่างที่นีราและเพตรากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น นาซีมก็สอดส่ายสายตาไปรอบๆ เพื่อสำรวจโรงทอผ้าของไอเรม ที่นี่คล้ายกับโรงทอผ้าที่เขาเห็นในโซราห์ มีทั้งผ้าสีพื้นและพรมปัก

ในไอเรมผู้คนนิยมสวมอาภรณ์หลายสีสัน แต่ถ้าสังเกตดูให้ดีจะพบว่าไม่มีใครสวมชุดสีฟ้าสดเลยแม้แต่คนเดียว ผนวกกับเมื่อครู่ที่นาซีมได้ยินบทสนทนาของสตรีทั้งสอง ทำให้เขาพอเดาได้ว่าสีฟ้าน่าจะเป็นสีอาภรณ์ที่ใช้ในงานพิธีการ

ระหว่างคิดไปเพตราก็หยิบแบบร่างของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่พันเกี่ยวด้วยลายเมฆเคลื่อนคล้อยขึ้นมาให้นาซีมดู แล้วนางจึงถาม

“เจ้าชายโปรดลวดลายนี้หรือไม่เจ้าคะ ข้าและช่างฝีมือของเราจักได้ลงมือปักหลังจากเตรียมเสื้อคลุมเสร็จ”

“นี่คือลายอะไรหรือขอรับท่านป้าเพตรา”

“เป็นลายบนเสื้อคลุมที่ข้าออกแบบให้ท่านและท่านคาริฟเจ้าค่ะ”

“ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์หรือขอรับ...”

“ท่านคาริฟเป็นเปรียบเสมือนดวงจันทร์หากว่ากันตามเผ่าของเรา ส่วนเจ้าชายนาซีมมาจากแคว้นโซราห์ซึ่งแปลว่าดินแดนแห่งรุ่งอรุณ ดังนั้นข้าจึงเปรียบเจ้าชายเสมือนดวงอาทิตย์เจ้าค่ะ”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” นาซีมลูบมือลงไปบนลวดลายอ่อนช้อยเหล่านั้น ก่อนจะเงยหน้าและส่งยิ้มให้เพตรา “ลึกซึ้งเหลือเกินขอรับ ข้าชอบมาก”

“เช่นนั้นเอาเป็นลายนี้นะเจ้าคะ”

“ตามแต่ท่านป้าเพตราจะกำหนดเลยขอรับ ข้ามิขัดข้อง”

เพตรายิ้มร่าเมื่อสิ่งที่นางตั้งใจทำได้รับการตอบรับที่ดี ส่วนนาซีมก็ค่อยๆ พลิกดูแบบร่างของเสื้อคลุมและเครื่องแต่งกายแต่ละชิ้นด้วยความสนใจ และเขาก็พบว่าสิ่งที่ต่างออกไปคือ ในชุดพิธีการเหล่านี้ไม่มีผ้าคลุมศีรษะ แต่ยังคงไว้ซึ่งเชือกรัดเกล้า

“เครื่องแต่งกายในพิธีไม่มีผ้าคลุมหัวหรือขอรับ”

“ไม่มีเจ้าค่ะ” เพตราบอก “เพราะชาวเราเหล่าภูตราตรีจะจัดพิธีในช่วงเวลากลางคืน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสวมผ้าคลุมที่หัวเจ้าค่ะ”

“แต่เชือกรัดเกล้ายังมีนี่ขอรับ”

“นั่นถือเป็นเครื่องประดับเจ้าค่ะ”

“อ้อ...” นาซีมทำความเข้าใจและซักถามเกี่ยวกับการย้อมสีเสื้อผ้าเพิ่มอีกเล็กน้อย

จริงเช่นที่คาดเดาไว้ ชุดสีฟ้าจะถูกสวมในพิธีการและจำเพาะเจาะจงแค่พิธีวิวาห์เท่านั้น สีฟ้าสดใสที่อาบย้อมลงบนผ้าไหมสีขาวนวลได้จากหินสีน้ำเงินชนิดหนึ่งชื่อ ลาพิสลาซูลี ซึ่งเป็นหินที่นาซีมไม่เคยเห็นมาก่อน

นีราบอกกับเขาว่าหินชนิดนี้ขุดพบในหุบเขาไอเรมแห่งนี้เท่านั้น และนอกจากนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการย้อมอาภรณ์แล้ว ลาพิสลาซูรียังถูกใช้ทำเป็นเครื่องประดับอีกด้วย เพราะเชื่อว่าสามารถป้องกับภยันตราย ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและอวยพรให้ชีวิตพบแต่ความสุข

นาซีมฟังนีราเล่าสรรพคุณของลาพิสลาซูลีพักใหญ่ กระทั่งนีราตัดบทเพื่อเดินทางไปมอบหมายงานส่วนอื่น เจ้าชายจึงเอ่ย

“ท่านแม่นีราขอรับ”

“ว่าอย่างไรนาซีม”

“ข้าอยากอยู่ที่นี่กับท่านป้าเพตราก่อนขอรับ”

“มีเรื่องอันใดกับเพตราหรือ”

“ข้าอยากทำของแทนใจให้กับคาริฟขอรับ จึงอยากให้ท่านป้าช่วยชีแนะสักหน่อย”

“คิดออกแล้วหรือว่าจะทำสิ่งใด” นีราตาเป็นประกายทำเอานาซีมปั้นหน้าไม่ถูก

“...ขอรับ”

“เช่นนั้นก็อยู่เถิด ส่วนอื่นๆ ข้าจะไปจัดการเอง เสร็จเรียบร้อยจะกลับมาช่วยเจ้าอีกแรง เรื่องที่จะไปทำความรู้จักใครต่อใครนั้น ข้าจะพาเจ้าไปอีกทีพรุ่งนี้”

“ขอบคุณท่านแม่ขอรับ”

“ไม่เป็นไร” นีรายิ้มแล้วจึงหันไปหาเพตรา “ข้าฝากเจ้าชายด้วยนะท่านป้า”

“ไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลเจ้าชายน้อยอย่างดี” เพตราเอ่ยอย่างใจดี

เมื่อเพตรารับปากแล้วนีราจึงหลบไปเตรียมงานในส่วนอื่นต่อ

ครั้นได้อยู่กันสองคน เพตราจึงหันมาสนใจนาซีมเพียงคนเดียว นางสังเกตรูปลักษณ์ของเขาแล้วพานให้คิดถึงราชินีอาลียา เนื่องจากสมัยก่อนอาลียาจะมาเข้านอกออกในที่โรงทอผ้าแห่งนี้เสมอเพื่อให้เพตราสอนปักพรมให้ น่าเสียดายที่อาลียานั้นอายุสั้นนัก

ด้วยเหตุนี้เพตราจึงนึกเอ็นดูเจ้าชายนาซีมเป็นพิเศษ

“เจ้าชายว่าจะทำของแทนใจ ท่านจะทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ”

“ข้าจะทำเชือกรัดเกล้าให้คาริฟขอรับ ท่านป้าช่วนสอนข้าทีนะขอรับ”

“ด้วยความเต็มใจเจ้าค่ะ”







❂ …………………………….❂







เมื่อราตรีที่สี่ผ่านพ้นไป นาซีมก็ถักเชือกรัดเกล้าให้คาริฟเสร็จเรียบร้อย แม้จะเป็นเพียงของชิ้นเล็กๆ แต่ต้องใช้ความละเอียดพอสมควร เพราะเชือกรัดเกล้าประกอบด้วยไหมเส้นเล็กๆ ซึ่งย้อมเป็นสีฟ้าถักรวมกับไหมสีทองซึ่งส่วนหนึ่งถูกใช้ปักลายบนอาภรณ์ในพิธี

และที่มากกว่านั้นนาซีมก็สกัดลาพิสลาซูลีให้เป็นก้อนเล็กๆ กลมๆ ใช้ความร้อนเจาะรูทะลุอีกฝั่ง ก่อนจะร้อยรัดเป็นพู่ที่ปลายด้านหนึ่งของรัดเกล้าด้วย ทั้งหมดนี้นาซีมลงมือทำเองทุกขึ้นตอน แรกเริ่มมีถักเสียบ้าง ทว่าสุดท้ายก็สำเร็จเสร็จสิ้นทันเวลา

ทีแรกเขาตั้งใจจะมีส่วนช่วยในการตัดเย็บเสื้อผ้าเอง แต่เพราะเวลาน้อยเกินไปทำให้เรียนรู้ไม่ทัน ถ้าดันทุรังก็อาจจะทำให้เสียงาน นาซีมจึงคอยอยู่ช่วยอยู่ข้างๆ เพตราแทน

บางวันเขาก็จะออกไปกับนีราเพื่อจัดสถานที่ แม้เริ่มต้นจะไม่มีใครอนุญาตให้เขาหยิบจับอะไร โดยเฉพาะสององครักษ์ฮาบัสและฟามีน ภูตราตรีที่แฝงกายเข้าไปอยู่ในวังโซราห์เพื่อดูแลนาซีมตั้งแต่เล็ก ทั้งคู่ไม่ยอมให้นาซีทำสิ่งใดเลย ทว่าสุดท้ายก็เอาชนะความดื้อดึงของเจ้าชายไม่ได้ นาซีมจึงมีส่วนช่วยในงานวิวาห์ครานี้มาก

ผิดกับคราวที่ถูกบังคับให้ออกนอกวังไปหาทาริกลิบลับ

กระทั่งราตรีที่หกมาเยือน ขณะที่นาซีมกำลังถูกนีรากับผู้ช่วยสองสามคนของนางรุมขัดถูร่างกายให้ข้างริมธารหลังบ้านอยู่นั้น ฟามีนและฮาบัสที่เฝ้าอยู่ในบ้านก็ส่งเสียงคุยกับใครบางคน

คนที่ทำให้นาซีมถอนหายใจอย่างโล่งอกได้เสียที ด้วยตลอดหกราตรีที่ผ่านมา เขานึกเป็นห่วงใครคนนั้นอยู่ตลอด แม้จะไม่เอ่ยให้ใครรู้ความคิดก็ตาม

“ท่านคาริฟกลับมาแล้ว!”

“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ใบหน้าทรุดโทรมทีเดียว”

“ข้าไม่เป็นไร นาซีมเล่า”

“เจ้าชายอาบน้ำอยู่ที่คลองส่งน้ำหลังบ้านของรับ” ฮาบัสบอก

“แต่ท่านไปไม่ได้นะขอรับ ท่านนีราอยู่ด้วย กำลังขัดตัวให้กันขนานใหญ่ทีเดียว”

เพราะคาริฟทำท่าจะบุกมาหลังบ้านฟามีนจึงขวางเอาไว้ แม้จะคิดถึงเพียงใด คาริฟก็หยุดเท้าเช่นกันเพราะไม่อยากได้ยินมารดาโวยใส่เป็นครั้งที่สอง

“ข้านำไข่มุกมาให้ ฝากให้ท่านแม่ด้วย บอกนางว่าข้าบดเป็นผงให้เรียบร้อยแล้ว”

“ขอรับท่านคาริฟ” ฮาบัสเป็นคนรับผงไข่มุกเอาไว้ให้

“แล้วท่านจะกลับไปพักเลยหรือไม่ขอรับ” ฟามีนถาม

“อืม ไปเลย” คาริฟตอบสั้นๆ แต่เพราะเขารู้ว่านาซีมอยู่หลังบ้าน และรู้ว่าคงไม่ได้พบหน้าในราตรีนี้ ชายหนุ่มจึงขยับไปยืนข้างหน้าต่างเพื่อมองเงาของเจ้าชายแห่งโซราห์บรรเทาความคิดถึง ก่อนเอื้อนเอ่ยเสียงดัง “ข้ากลับมาแล้ว...และคืนพรุ่งนี้ข้าจักมารับเจ้า”

นาซีมได้ยินแล้วและมั่นใจว่าคาริฟเอ่ยกับตน แต่เขามิได้ตอบกลับไปเพราะเกรงสายตาของนีรา กลัวนางจะกล่าวหาว่าไม่เหมาะสม

นาซีมเงี่ยหูฟังเสียงประตูบ้านปิด เป็นสัญญาณว่าบุรุษชุดดำจากไปแล้ว เจ้าชายจึงเคลื่อนสายตากลับมาและแหงนหน้ามองท้องฟ้า

พระจันทร์ในคืนนี้สุกสว่างแต่ยังไม่เต็มที่นัก ด้วยวันที่พระจันทร์เต็มดวงคือพรุ่งนี้...วันที่คาริฟและนาซีมรอคอยมาตลอดหลายคืน

...อีกเพียงราตรีเดียวเท่านั้น









❂ …………………………….❂









ใครบอกจะมาเร็ว /คุกเข่าสำนึกผิด

ยุ่งไม่นิดค่ะช่วงนี้ กลับถึงบ้านหลับ หลับ หลับ แงงงงง

ขอโทษที่ให้คอยค่ะ แถมยังบอกตอนผิดอีก

ตอนแรกจำได้ว่าเมเฮนดีมี 2 ตอน แต่จำสลับกับตอนถัดไปนี่นา 5555

/คุกเข่าสำนึกผิดอีกรอบ

แต่ๆๆ คราวนี้ไม่เบี้ยวแล้วค่ะ ประโยคท้ายของตอนนี้ว่าไงคะ

...อีกเพียงราตรีเดียวเท่านั้น

ค่ะ ตอนนี้ไม่ใช่แค่พิธี แต่มีNCด้วย!!!

สปอยตรงนี้เลย555555555/ถือเป็นการไถ่โทษนะคะ 5555555



จริงๆ ตอนนี้จำได้ว่าปวดหัวตอนเขียนเรื่องสีย้อมผ้ามากๆ ค่ะ

ไปหาอยู่นานเลยว่าอะไรมันใช้ได้บ้าง แงงง

แล้วไปเจอหิน ลาพิสลาซูรี จริงๆ ในอดีตเค้าเอาใช้แต่งหน้าด้วยนะ แต่เป็นวัฒนธรรมอียิปต์ค่ะ

ขออนุญาตยำรวมเพราะเป็นโลกใหม่นะคะ 5555

ฝนไปหาสารคดีระบบคลองส่งน้ำดูก็สนุกดีค่ะ

แต่ที่แน่ๆ อ่านตอนนี้แล้วคนอ่านน่าจะรู้สึกเหมือนคาริฟและนาซีมนะคะ

คืออยากให้ถึงราตรีต่อไปเร็วๆ 55555

ไปละค่ะ ฝนจะไปนอนต่อแล้ว

จริงๆ กะลงตั้งแต่ห้าทุ่ม แต่เผลอหลับ แต่เปิดคอมไว้

พอตื่นมาเข้าห้องน้ำเลยลงซะเลย แงงงงง คุกเข่าสำนึกผิดอีกรอบค่ะ





ละอองฝน.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-01-2020 02:53:21 โดย ละอองฝน »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
หวังว่าคืนที่7จะไม่มีดราม่านะ :hao4:

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2


บทที่ 25 เมเฮนดีสีขาว 3









วันนี้นาซีมถูกความกระวนกระวายปลุกให้ตื่นก่อนแสงอรุโณทัยฉาย เขาลุกขึ้นจากเตียงและสาวเท้าออกไปหลังบ้านอย่างเงียบเชียบเพราะกลัวจะรบกวนหากมารดาของคาริฟยังไม่ตื่น

หลังจากตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าเรียบร้อย เจ้าชายก็ย้ายตัวเองไปนั่งบนโขดหินริมคลองส่งน้ำ สายลมเย็นๆ ยามราตรีพัดผ่านไป ไม่นานที่ปลายขอบฟ้าเหนือทิวเขาก็ปรากฏแสงทองระเรื่อ สรรพเสียงรอบกายกายค่อยๆ ครึกครื้น สิ่งมีชีวิตทุกอย่างในไอเรมถูกปลุกให้ตื่นราวกับสัญญาณแห่งรุ่งอรุณคือมนตร์วิเศษ

นาซีมนั่งปล่อยความคิดล่องลอยอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง เสียงสวบสาบจากรองเท้าสานของนีราก็ดังไล่มาหยุดที่ด้านหลัง

“ตื่นนานแล้วหรือนาซีม”

“ครู่ใหญ่แล้วขอรับท่านแม่นีรา” เจ้าชายหันมายิ้มบางๆ ให้นาง

“เหตุใดจึงตื่นเช้านัก ใยไม่พักให้เต็มที่ วันนี้จักต้องอยู่ในพิธีเกือบค่อนคืนทีเดียว”

“ร่างกายข้ามันตื่นเองขอรับ”

“คงตื่นเต้นสินะ”

ผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนวิเคราะห์อย่างรู้ทัน นาซีมเองก็คิดว่าความรู้สึกของตนในยามนี้ฟังดูคล้ายอาการที่นีราพูด เขาจึงได้แต่ยิ้มและเฉไฉไปเรื่องอื่น

“แต่ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง หลายวันมานี้ข้าได้พักผ่อนเต็มที่มิอ่อนเพลียจากการเดินทางอีกแล้วขอรับ” นาซีมบอกให้นีราเบาใจ ก่อนจะไพล่นึกถึงใครบางคน “ห่วงก็แต่คาริฟ ออกเดินทางไปทะเลเหนือเพิ่งกลับมา คงจะเหนื่อยล้าไม่น้อย”

“ไม่ต้องห่วงรายนั้นหรอก แม้เจ้าสองคนจะเป็นชายเฉกเช่นกัน แต่คาริฟเป็นอัลฟ่า พวกอัลฟ่าน่ะแข็งแรงกว่าเราโอเมก้าเป็นไหนๆ ดื่มชาสมุนไพรเข้าไปแค่แก้วเดียวแล้วหลับสนิททั้งคืน ป่านนี้คงตื่นขึ้นมากระโดดโลดเต้นได้ดังเดิม ไม่เชื่อก็ดูสิว่าวันนี้น้ำในคลองส่งน้ำมาเร็วกว่าทุกวัน”

นีราว่าพลางชี้ให้ดูกระแสธารในทางน้ำเล็กๆ ที่ไหลเร็วขึ้น

“วันนี้เป็นหน้าที่ของเขาแล้วหรือขอรับ”

“หากคาริฟอยู่ในไอเรม เขาจะลงมือทำเองเสมอ ดังนั้นนี่ย่อมเป็นฝีมือเขา”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้...”

“อื้ม ฉะนั้นเจ้ามิต้องห่วงไป ยามนี้ฟ้าสว่างแล้ว เจ้าลงอาบน้ำและเช็ดตัวให้แห้งอีกสักรอบเถิด กินมื้อเช้าเสร็จแม่เฒ่าเพตราก็คงมาถึงพอดี”

“ได้ขอรับ”

นอกจากนำอาภรณ์มาส่งมอบให้นาซีมแล้ว นาซีมก็เพิ่งรู้ว่าเพตรายังต้องช่วยทำพิธีเขียนเมเฮนดีให้แก่เขาด้วย ดังนั้นเขาจึงถูกนีราขัดตัวเมื่อวานเพื่อเตรียมตัวในพิธีนี้

วัฒนธรรมการเขียนเมเฮนดีของไอเรมไม่ต่างจากที่โซราห์นัก เป็นพิธีที่ทำกันในครอบครัวของเจ้าสาวคล้ายเป็นการเฉลิมฉลองก่อนวิวาห์ อวยพรและแสดงความรักต่อลูกผู้ที่ต้องออกเรือน ลวดลายเมเฮนดีจึงเป็นหนึ่งในเครื่องประดับอีกอย่างที่จำเป็นต้องมีบนตัวเจ้าสาวในพิธีวิวาห์

แต่ที่แตกต่างออกไปคือ สีของเมเฮนดีในไอเรม

เมเฮนดีทำมาจากต้นเฮนน่า ตามปรกติจึงมีสีน้ำตาลอมแดง แต่ของไอรเมจะเป็นเนื้อสีขาวเนียนละเอียดด้วยการผ่านกรรมวิธีบางอย่างที่นาซีมไม่เคยเห็นมาก่อน ซ้ำยังมีส่วนผสมที่สำคัญคือผงไข่มุกจากทะเลเหนือที่คาริฟไปเก็บมาให้อีกด้วย

เมื่ออาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยแล้ว นาซีมก็ต้องเช็ดตัวให้แห้งเพราะนารีจะนำน้ำอบจากดอกไม้ป่าที่นางผสมมาพรมจนทั่วร่างของเขา กระทั่งรอให้น้ำอบเหล่านั้นซึมเข้าสู่ผิวกายเรียบร้อย เจ้าชายจึงได้รับอนุญาตให้สวมเสื้อคลุมและออกไปกินมื้อเช้า

เช้านี้อาหารที่นีราทำให้เขาค่อนข้างมากกว่าทุกวัน เมื่อนาซีมเห็นจึงอดไม่ได้ที่จะถาม

“ท่านแม่นีราขอรับ”

“ว่าอย่างไร” นางเงยหน้ามอง

“เหตุใดอาหารจึงมากขนาดนี้เล่าขอรับ”

“เพราะเจ้าต้องกินให้มากเข้าไว้ เวลาที่เราใช้เขียนและรอให้เมเฮนดีแห้งนั้นนานนัก กว่าเจ้าจะได้กินอีกมื้อคงเป็นหลังจากทำพิธีวิวาห์เสร็จสิ้น หากไม่กินเข้าไปมากๆ เจ้าจะหิวเอาได้”

ว่าแล้วนางก็ผลักจานเนื้อมาทางเขา นาซีมจึงทำได้แต่ขอบคุณและพยายามกินเข้าไปตามที่นางบอก

“ขอรับ”

ครั้นจัดการมื้อเช้าเรียบร้อยก็ประจวบเหมาะกับที่เพตรามาถึงหน้าบ้านพร้อมผู้อาวุโสคนอื่นๆ ในไอเรมพอดี นีรากับนาซีมจึงออกไปต้อนรับและเชื้อเชิญให้เข้าไปในห้องที่ใช้จัดพิธี ซึ่งห้องนั้นก็เป็นห้องที่นาซีมนั่นเอง

นีราให้คนนำพรมปักมือที่ครอบครัวมันนำมาใช้ยามประกอบพิธีสำคัญออกมาปู จากนั้นก็ให้นาซีมเข้าไปนั่งโดยมีเหล่าผู้อาวุโสซึ่งเป็นโอเมก้าและเบต้าในเผ่าล้อมนาซีมเอาไว้ก่อนจุดกำยาน

ทีแรกนาซีมค่อนข้างเกร็งพอควร เพราะเมื่อคราวที่จะถูกส่งตัวให้ทาริกมิได้มีพิธีรีตองมากเพียงนี้ แต่ผ่านไปสักครู่หลังจากเพตรานำเมเฮนดีใส่กรวยทองเหลืองเสร็จ แม่เฒ่าอีกคนที่นั่งอยู่ข้างกันก็เริ่มขับลำนำเป็นทำนองสนุกสนาน ว่าด้วยเรื่องของวิถีชีวิตของคู่วิวาห์ข้าวใหม่ปลามัน

นาซีมมองเพตราวาดลวดลายเมเฮนดีที่มือไป ฟังทุกคนร้องรำทำเพลงกันไปด้วย ไม่นานนักเขาก็เริ่มผ่อนคลายลงและสนุกสนานไปกับทุกคน

นาซีมไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาที่เดินทางมาจากแดนไกล อยู่ห่างจากคนเหล่านี้คนละฝั่งของทวีป ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ากันมาก่อน แต่เขากลับได้รับการต้อนรับและดูแลอย่างอบอุ่น ไม่ว่าคนเหล่านี้จะทำเพื่อเขาหรือคาริฟ แต่มันก็ทำให้นาซีมมีความสุขจากก้นบึ้งของหัวใจ ราวกับได้รับคำอวยพรจากคนในครอบครัวจริงๆ







❂…………………………….❂







กว่าจะเสร็จพิธีเมเฮนดีดวงอาทิตย์ก็คล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว เจ้าชายโอเมก้านอนคว่ำกับพรมนุ่มและเปลือยแผ่นหลังซึ่งเต็มไปด้วยลวดลายอ่อนช้อยของดอกไม้ ดาวดวงเล็กๆ จันทราและพระอาทิตย์ เขาต้องรอให้มันแห้งเสียก่อน อย่างน้อยก็สี่รอบนาฬิกา [1] ทรายจึงจะสวมชุดแต่งงานได้

เหล่าแม่เฒ่าและช่างฝีมือเดินทางกลับไปแล้ว ด้วยต้องไปช่วยกันตกแต่งลานกลางจัตุรัสไอเรมเพื่อจัดพิธีวิวาห์ในค่ำคืนนี้ นีราเองก็ต้องไปหาบุตรชายของนางเพื่อจับแต่งองค์ทรงเครื่องให้เรียบร้อย ข้างกายของนาซีมจึงเหลือเพียงฮาบัสและฟามีน สององครักษ์ที่คอยดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก

ทั้งสองผลัดกันป้อนอาหารและน้ำสะอาดให้นาซีมตลอดระยะเวลาที่รอให้เมเฮนดีแห้ง จนผู้เป็นนายต้องบอกให้พวกเขาหยุด ไม่เช่นนั้นเกรงว่าจะสวมชุดวิวาห์ไม่ได้อย่างแน่นอน

ระหว่างนี้นอกจากพูดคุยซักถามภูมิหลังและเรื่องราวต่างๆ ที่เขาควรรู้จากองครักษ์แล้ว นาซีมก็ผล็อยหลับไป กระทั่งรู้สึกตัวตื่นอีกทีตอนที่ถูกใครบางคนเขย่าแขน

เมื่อเจ้าชายสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา เขาก็พบกับชายตัวเล็กที่แสนคุ้นหน้า แต่วันนี้หน้าตาของอีกฝ่ายไม่มอมแมมเหมือนทุกที

“อันวา!!”

นาซีมผุดลุกขึ้นอย่างลืมตัวเพราะดีใจที่ได้พบกับเด็กหนุ่มอีกครั้ง

“เจ้าชาย~~”

อันวาแทบจะโผเข้ากอดตัวเจ้าชายแห่งโซราห์ไว้ ทว่าอีกฝ่ายถูกคู่ของตนรั้งคอเสื้อไว้เสียก่อน

“อย่ากอดท่านสิ ไม่เห็นหรือว่าเจ้าชายเพิ่งวาดเมเฮนดีไป หากเจ้าทำเลอะแล้วต้องเขียนใหม่ล่ะก็ คาริฟเอาเจ้าตายแน่”

“อะ...”

อันวากระถดตัวถอยหลังกรูทันทีที่ได้ฟังคำเตือนของจาเร็ด นาซีมหัวเราะเบาๆ กับใบหน้าแตกตื่นของเด็กหนุ่ม ก่อนจะหันไปถามฟามีนที่นั่งอยู่ไม่ไกล

“ครบ 4 รอบนาฬิกาหรือยังฟามีน”

“กำลังจะครบแล้วขอรับ”

นาซีมมองละอองทรายที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในขวดแก้ว แล้วจึงเป็นฝ่ายขยับตัวเข้าไปฉุดให้อันวาเข้ามาใกล้ๆ เสียเอง

“ไหนให้ข้าดูเจ้าใกล้ๆ หน่อยซิอันวา”

“ขอรับ”

อันวาขยับเข้าไปหาเจ้าชายนาซีมและกลับไปพูดด้วยถ้อยคำสุภาพเหมือนเก่า เพราะเวลานี้ไม่ต้องปกปิดตัวตนของนาซีมอีกแล้ว

นาซีมสำรวจอันวาตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้ห่างกันไม่นานแต่เขาก็รู้สึกคิดถึงเด็กหนุ่มช่างจ้อผู้นี้อยู่ดี วันนี้อันวาแต่งตัวด้วยผ้าเนื้อดี ผมเผ้าเรียบร้อยไม่มอมแมมเช่นทุกที ซ้ำร่างกายอีกฝ่ายก็ไม่มีบาดแผลฉกรรจ์จากเหตุการณ์เอมาลี นาซีมจึงวางใจและปล่อยให้เขานั่งข้างๆ อย่างอิสระ

“เจ้ามากันได้อย่างไร”

“ท่านคาริฟส่งข่าวให้จาเร็ดรู้ขอรับ เขาจึงพาข้าเดินทางมา” อันวาตอบ

“พอรู้ข่าวเขาก็รีบเร่งให้ข้าเดินทางข้ามวันข้ามคืนเพราะกลัวมาไม่ทันร่วมยินดีในงานวิวาห์ของท่านกับคาริฟ” จาเร็ดกล่าวเสริม

“ขอบใจพวกเจ้ามากนะ” นาซีมยิ้มรับ

“ข้าไม่แปลกใจที่พวกท่านจับคู่กัน แต่ไม่คิดว่าจะเร็วถึงเพียงนี้” อันวาบอก

“ระหว่างทางเกิดเรื่องมากมาย ข้าเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าทุกอย่างจะกลายมาเป็นเช่นนี้ แต่มันก็มิใช่เรื่องไม่ดีหรอกนะ” คนพูด พูดไปก็รู้สึกร้อนที่หน้าไปด้วย

“เป็นเรื่องดีแล้วขอรับ อย่างน้อยท่านคาริฟก็จะได้เลิกว่าข้าเป็นเด็กแก่แดดที่จับคู่เร็วเสียที” อันวายิ้มอย่างน่ามันเขี้ยว ก่อนจะมองนาซีมด้วยสายตาล้อเลียน “เพราะเขาก็ไวไฟมิต่างกัน”

“อะแฮ่มๆ ...อันวา” จาเร็ดส่งเสียงปราม “นี่เจ้าชายนะ”

“อะ...ขออภัยขอรับ” เด็กหนุ่มว่า ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่อยากเอ่ยมาตลอด “และโทษเรื่องที่พาท่านไปเสี่ยงอันตรายด้วยขอรับ ข้าผิดไปแล้ว ให้อภัยข้าด้วยนะขอรับเจ้าชาย”

“ไม่เป็นไร” นาซีมยิ้ม “ข้ามิได้โกรธเจ้าสักนิด หากจะโทษว่าใครผิดเราก็ผิดด้วยกันทุกคน อย่าได้กังวลหรือคิดมากเลยนะอันวา”

เด็กหนุ่มเบะปาก น้ำตารื้อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่เขาก็พยายามยั้งตนเองเอาไว้เพราะไม่อยากร้องไห้ในวันวิวาห์ของนาซีม

“ขอบคุณเจ้าชายมากขอรับที่ไม่เอาโทษข้า...ขอบคุณขอรับ”

“อย่าร้องไห้นะ ไม่เช่นนั้นข้าจะล้อเจ้าว่าเป็นเด็กขี้แย” นาซีมสัพยอก

“ข้าไม่ร้องแน่นอนขอรับ!”

คนถูกล้อเชิดหน้าขึ้นพร้อมเอ่ยอย่างหนักแน่น พานให้คนมองนึกขันจนต้องหัวเราะออกมา นาซีมชอบอันวาที่เป็นเช่นนี้ที่สุด และเขาก็ซาบซึ้งใจมากที่อีกฝ่ายดั้นด้นมาร่วมงานในวันนี้

หลังจากพูดคุยกันได้ไม่นานฟามีนก็ส่งเสียงเตือน

“เจ้าชายขอรับ ได้เวลาแล้วขอรับ”

นาซีมหันไปมองก็เห็นทรายในนาฬิกาตกลงไปจนหมด เขาจึงกระชับเสื้อคลุมและลุกขึ้นยืน

“ข้าขอสวมเสื้อผ้าก่อน ท่านแม่นีราคงใกล้จะมาถึงแล้ว”

“เช่นนั้นข้าอยู่ช่วยนะขอรับ” อันวาอาสา

“เอาสิ” นาซีมตกลง “ให้อันวาอยู่กับฟามีนก็ได้ ฮาบัสพาจาเร็ดออกไปดื่มชาด้านนอกเถิด”

“ไม่เป็นไรเจ้าชาย ข้าจะไปบ้านเจ้าบ่าวสักหน่อย” จาเร็ดบอกแล้วจึงเดินออกไปจากห้อง

เมื่อเจ้าของคณะละครเร่ออกไปหาสหายของเขาแล้ว ทุกคนที่เหลือจึงช่วยกันหยิบจับอาภรณ์สีฟ้าและเครื่องประดับซึ่งนีราจัดไว้มาสวมใส่ให้นาซีม

ชุดวิวาห์ของเจ้าชายแห่งโซราห์เป็นผ้าไหมย้อมสีฟ้าลาพิสลาซูรีตลอดทั้งตัวและมีด้วยกันสี่ชิ้น คือ กางเกงปักลวดลายสีทองอ่อนที่ขอบข้อเท้าและเอว เสื้อตัวในมีลายอยู่รอบๆ คอกว้าง เสื้อคลุมตัวยาวที่มีเส้นปักชายขอบและลวดลายพระจันทร์กระหวัดพระอาทิตย์อยู่ที่แผ่นหลัง

ชิ้นสุดท้ายเป็นผ้าคลุมผมผืนบางเบาซึ่งถูกเกี่ยวเอาไว้ด้วยเครื่องประดับทองและสามารถมองเห็นผมเปียยาวใต้ผ้าคลุมได้ ข้อมือและข้อเท้าล้วนมีกำไลเข้าชุดกันกับสร้อยติดผม

เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อยนีราก็มาถึงนาซีมพอดี นางสำรวจความพร้อมครู่เดียวก่อนจะยิ้มและเอ่ยชมออกมาจากใจจริง

“รูปงามนัก ได้ส่วนดีของบิดามารดามาทั้งหมด”

“ขอบคุณท่านแม่ที่ชมขอรับ” นาซีมยิ้มรับ

“ข้าขอดูลายเมเฮนดีของเจ้าหน่อยว่าแห้งดีหรือไม่”

“แห้งดีแล้วขอรับท่านแม่นีรา”

นาซีมว่าพลางยื่นมือให้นีราดู ครั้นตรวจจนพอใจนางจึงพาเขาไปนั่งเตียง

“เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน อีกเดี๋ยวคาริฟก็น่าจะมาถึงแล้ว”

“ท่านแม่! ข้ามาแล้วขอรับ”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงทุ้มของอัลฟาผู้ทรงอำนาจที่สุดในไอเรมก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน นีราลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มอย่างอ่อนใจ

“ดูเจ้าลูกคนนี้สิ มาเร็วกว่าที่ข้าบอกเขาไว้เสียอีก เจ้ารออยู่นี่นะนาซีม ข้าจะออกไปหาเขาก่อน”

ตามพิธีแล้วเจ้าบ่าวจะมารับคู่ของตนที่บ้านอีกฝ่าย แต่เพราะนาซีมไม่ใช่คนในไอเรม นีราจึงให้เขาใช้บ้านของนางแทนบ้านตัวเอง

“ขอรับ”

นาซีมยิ้มรับบางๆ ทว่าหัวใจกลับเต้นโครมครามตั้งแต่ได้ยินเสียงว่าที่เจ้าบ่าว เจ้าชายพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ ระงับความตื่นเต้น แต่พอทำใจสงบได้ครู่เดียว คนผู้นั้นปรากฏกายขึ้นพร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า

พวกเขาสองคนมองหน้ากันเงียบๆ เพียงครู่เดียว แต่เป็นครู่เดียวที่ทำให้นาซีมรู้ว่าความคิดถึงที่มีต่ออีกฝ่ายนั้นมายแค่ไหน ก่อนหน้าเขาคิดว่าตนเองรู้สึกต่อคาริฟมากแล้ว หากความรู้สึกที่เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจยามนี้กลับมากมายเสียจนเจ้าชายตระหนก

ส่วนบุรุษองอาจที่วันนี้อยู่ในอาภรณ์สีฟ้าเฉดเดียวกันกับนาซีมก็คงสีหน้าเรียบเฉยได้เพียงเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เมื่อเห็นเจ้าของดวงหน้างดงามถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ คนยิ้มยากก็เผยรอยยิ้มออกมาจนเต็มแก้ม

...และมันก็พานทำให้นาซีมยิ้มตามไปด้วย

“ข้ามารับเจ้าตามสัญญาแล้ว”

คาริฟเอ่ยพลางยื่นมือออกมาหยุดตรงหน้า แล้วอยู่ๆ ภาพที่นาซีมถูกมือของคนผู้นี้กุมไว้และฉุดให้พ้นจากภยันตรายตั้งแต่ได้พบกันครั้งแรกก็ผ่านเข้ามาในห้วงความคิด มันทำให้หัวใจของนาซีมเกิดความรู้สึกตื้นตันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

...หากวันนี้เขาวางมือลงบนมือของคาริฟ แปลว่าเขายินยอมให้อีกฝ่ายจับมือกันตลอดไปสินะ

คิดได้ดังนั้นนาซีมจึงไม่คิดอะไรให้มากความอีก เขาวางมือของตนลงไปแผ่วเบาและลุกขึ้นยืนเคียงข้างกัน เขาเห็นคาริฟยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะช่วยจัดผ้าคลุมของนาซีมให้เรียบร้อย จากนั้นจึงออกแรงจูงเจ้าชายแห่งโซราห์ออกไปข้างนอกเพื่อร่วมพิธี







❂…………………………….❂







พวกเขาออกเดินทางจากบ้านของนีราตอนย่ำสนธยา เมื่อมาถึงจัตุรัสกลางของไอเรมท้องฟ้าก็มืดสนิทพอดี ระหว่างทางที่เดินมาถูกประดับประดาด้วยโคมไฟในกระดาษฉลุลายตลอดทาง ที่ต้นอะคาเชียต้นใหญ่กลางจัตุรัสไอเรมก็มีโคมดวงเล็กๆ แขวนไว้มากมาย ราวกับอยู่ใต้ผืนฟ้าที่มีดวงดาราสุกสกาว

ทว่าโคมดวงใหญ่ที่สุดในราตรีนี้เห็นจะเป็นจันทราเต็มดวงที่อวดโฉมสุกปลั่ง ราวกับพระจันทร์นั้นต้องการจะเป็นพยานรักให้แก่เจ้าชายและนักรบกล้าแห่งซาร์เรีย

ราตรีนี้อากาศเย็นลง แต่ไม่หนาวเหน็บจนทรมานผู้คน ชาวบ้านที่มาร่วมงานจึงรู้สึกสบายแม้สวมชุดแบบบางก็ตาม แต่ส่วนมากทุกคนจะสวมชุดที่มีสีสันสดใส มองไปแล้วเหมือนดอกไม้เบ่งบานในยามราตรี

นาซีมถูกคาริฟพาไปที่ใต้ต้นอะคาเชียและนั่งลงบนพรมถึงซึ่งจัดเอาไว้ให้ทั้งสอง โดยรอบกายจะมีท่านผู้เฒ่าของเผ่านั่งเรียงราวอยู่ก่อนแล้ว นำโดยท่านผู้เฒ่านูรุลฮูดา ผู้นำจิตวิญญาณแห่งไอเรมหรือท่านปู่ของคาริฟนั่นเอง

เมื่อเจ้าของงานทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว ผู้เฒ่านูรุลฮูดาจึงเริ่มพิธี

ลำดับขั้นตอนไม่มีสิ่งใดยุ่งยากนัก เพียงแค่คาริฟและนาซีมต้องบวงสรวงเพื่อบอกกล่าวธรรมชาติ เทพีผู้สร้างโลกและมารดาบิดาผู้ให้กำเนิด ระหว่างพิธีเหล่าผู้เฒ่าในเผ่าก็จักขับลำนำเป็นบทเพลงแห่งความสุขและชีวิตเป็นลำนำที่อยู่คู่กับไอเรมมาแต่บรรพกาล

“จงดูแลกันและกันตราบเท่าชีวิตของเจ้า” นีราอวยพรให้บุตรชายและนาซีม

“ขอรับ” คาริฟตอบรับ

“ขอรับ” นาซีมเองก็ตอบรับเช่นกัน

นีรารับการคำนับจากทั้งสองด้วยความซาบซึ้งใจ จบจากนั้นคาริฟและนาซีมก็คำนับไปยังทิศทางที่ไว้ซึ่งหลุมฝังศพของบิดาของคาริฟ ราชาราฮิมและราชินีอาลียา

ทำความเคารพและรับคำอวยพรเสร็จทั้งสองก็ดื่มสุราที่หมักจากหญ้าฝรั่นเข้าไปคนและหนึ่งจอก

กระทั่งพิธีทางจิตวิญญาณสิ้นสุดก็ถึงขั้นตอนที่ต่างฝ่ายต่างต้องแลกของแทนใจให้กัน โดยเริ่มจากเจ้าชายแห่งโอเมก้าก่อน

นาซีมเปิดผ้าคลุมออกเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเอาเชือกรัดเกล้าออกมา คาริฟเห็นแล้วก็ยิ้มน้อยๆ คล้ายเดาถูกตั้งแต่เห็นเครื่องแต่งกายของตนไม่ครบ แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังยินดีที่สุด เพราะมันเป็นของกำนัลชิ้นแรกที่นาซีมลงมือทำให้เขาเอง และในสายตาของเขา เชือกรัดเกล้าเส้นนี้งดงามที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา

ผู้นำภูตราตรีย่อตัวลงเล็กน้อยให้นาซีมสวมรัดเกล้าให้เขา แต่เพราะมือของอีกฝ่ายสั่นน้อยๆ คาริฟจึงต้องย่อตัวลงอีกแล้วขยับเข้าไปใกล้อีกนิด นั่นทำให้ปลายจมูกของเขาอยู่ในระดับแผ่นอกของนาซีมพอดี

สายลมยามราตรีล่องรำเพยมาแผ่วเบา พัดเอากลิ่นหอมจากน้ำอบบนผิวกายมาต้องจมูก แต่เพียงครู่เดียวมันก็ห่างออกไปเพราะนาซีมถอยกลับไปนั่งหลังตรงเหมือนเก่า นั่นจึงเป็นสัญญาณว่าถึงตาของคาริฟที่ต้องมอบของแทนใจให้อีกฝ่ายบ้างแล้ว

ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมก่อนหยิบเอาถุงผ้าผ้าไหมสีขาวออกมา ภายในนั้นมีสร้อยเงินเส้นยาวซึ่งมีจี้เป็นอัญมณีคุ้นตา

นาซีมก้มหัวให้เขาสวมสร้อยให้ ในใจก็คิดว่าเคยเห็นจี้ชิ้นนี้ที่ไหน แต่คาริฟไม่ปล่อยให้เจ้าชายคิดนานนัก เมื่อสวมสร้อยเสร็จเขาจึงเฉลย

“ข้าเอาไพลินเม็ดนี้มาจากปลอกคอที่เราซื้อด้วยกันในเอมาลี”

“อ้อ...ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าจึงคุ้นตามันนัก”

“ต่อไปเจ้ามิต้องสวมปลอกคอแล้ว แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าทิ้งของกำนัลชิ้นแรกที่ข้าให้เจ้าไป” คาริฟว่า และนาซีมก็รีบตอบรับด้วยใจจริง

“ข้าไม่ทิ้งมันอีกแน่นอน” เขายืนยัน “จะรักษาอย่างดี”

“ข้าก็จะรักษารัดเกล้าที่เข้าทำให้ข้าอย่างดีเช่นกัน” คาริฟให้สัญญา

“เมื่อแลกของแทนใจแล้ว พิธีวิวาห์ของท่านหัวหน้าเผ่ากับเจ้าชายนาซีมก็ถือว่าเสร็จสิ้น เจ้าทั้งสองได้ชื่อว่าเป็นคู่กันโดยสมบูรณ์” ท่านผู้เฒ่านูรุลฮูดาประกาศ

เมื่อพิธีการสำคัญทั้งหมดจบลง ผู้คนในไอเรมก็เริ่มเฉลิมฉลองและดื่มกิน ทว่าก่อนที่ทุกคนจะลุกจากที่และเข้ามาอวยพรต่อหัวหน้าเผ่าและคู่ครอง คาริฟกับนาซีมที่ยืนอยู่กลางผู้คนก็ประกาศขึ้นก่อน

“ขอบคุณทุกท่านที่มาเพื่อเป็นสักขีพยานแก่ข้าและนาซีมในราตรีนี้ ก่อนรับคำอวยพรจากทุกท่าน ข้าขอส่งมอบความสุขเหล่านั้นไปถึงพวกท่านก่อน ข้าขอให้คำสัตย์สาบานต่อทุกคน ต่อผืนดิน ท้องนภา และจันทราในราตรีนี้ ข้า...คาริฟแห่งไอเรม จะมีเพียงเจ้าชายนาซีมเป็นคู่” คาริฟเว้นไปนิดเพื่อหันกลับมามองเผชิญหน้าและจ้องตานาซีม “จะรักนาซีมผู้เดียวตลอดชีวิต”

“เฮ้!!! ~”

“ท่านหัวหน้าของเรายอดเยี่ยมที่สุด!”

หลังจากได้ยินคำสาบานของคาริฟ นาซีมคล้ายถูกตัดขาดจากเสียงอึกทึกและโห่ร้องยินดีของผู้คน หัวของเขาโล่งจนคิดอะไรไม่ออก และเพราะนาซีมนิ่งไป คาริฟจึงก้มลงมาจนริมฝีปากเกือบแตะใบหูแล้วกระซิบ

“ได้ยินหรือเปล่านาซีม”

“...”

“ข้าบอกว่ารักเจ้าผู้เดียว”

“…!!”

นาซีมผงะถอย รู้สึกร้อนไปหมดทั้งใบหน้าราวกับสุราหญ้าฝรั่นที่ดื่มไปเมื่อครู่เพิ่งออกฤทธิ์เอาตอนนี้ คาริฟแตะมือลงบนแก้มนวลที่ขึ้นสีแดงเรื่อ แล้วว่า

“เจ้าช่างขี้อายนัก”

“...ใครจะเหมือนเจ้าเล่า” เจ้าชายตอบกลับอ้อมแอ้ม “พูดเสียงดังไปได้ ไม่อายบ้างเลย”

“ฮ่าๆๆ” คาริฟค่อยๆ ยิ้มกว้างและเปลี่ยนมาเป็นหัวเราะลั่นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของนาซีม “ดูเจ้าทำหน้าเข้าสิ”

“แล้วจะให้ข้าทำหน้าอย่างไร ในเมื่อทุกคนมองอยู่เช่นนี้”

“หึๆ” เสือยิ้มยากหัวเราะอีกนิด ก่อนจะระงับกิริยาแล้วเอื้อมมือมาโอบหลังนาซีม “ก็ได้ๆ ข้าไม่ล้อเจ้าแล้ว เราไปนั่งดูชาวบ้านเต้นรำใต้ต้นอะคาเชียดีหรือไม่”

“...ก็ได้”

นาซีมตอบรับแต่โดยดี คาริฟจึงหันไปบอกให้ทุกคนดื่มกันได้ตามใจ ส่วนเขาและคู่ครองจะนั่งพักสักครู่จึงจะออกไปร่วมด้วย

นาซีมได้นั่งพักเดี๋ยวเดียวก็ต้องลุกขึ้นรับคำอวยพรจากชาวไอเรมที่แวะเวียนมาร่วมยินดี หลังจากดื่มกินกันอิ่มหนำสำราญแล้วนาซีมก็ถูกคาริฟพาออกไปเต้นรำที่กลางจัตุรัส ด้วยตามธรรมเนียมต้องให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเต้นคู่กันเสียก่อน

“เจ้าเต้นรำเก่งนัก”

คาริฟเอ่ยชมหลังจากที่ตนเกือบเหยียบเท้านาซีมหลายรอบ หากเป็นเรื่องอื่นเจ้าภูตราตรีมิหวั่น แต่ถ้าเป็นเรื่องร้องเล่นเต้นรำแล้วล่ะก็ หากเลี่ยงได้คาริฟก็จะเลี่ยง

“ข้านึกแปลกใจที่เจ้าเต้นรำไม่เก่ง”

“มีหลายเรื่องที่ข้าทำไมได้”

“ดีใจเหลือเกินที่ชนะเจ้าได้สักเรื่อง” นาซีมยิ้มกว้าง

“อยากเอาชนะข้าไปไย”

“มิได้อยากเอาชนะ แต่เจ้ามิรู้หรือว่าตนเองเก่งไปเสียหมด จนหลายคราข้ารู้สึกว่าเจ้าควรเป็นผู้นำแคว้นแทนข้าด้วยซ้ำ”

“คนเรามิอาจเก่งไปเสียทุกเรื่อง และเจ้าเหมาะแล้วกับตำแหน่งที่เป็นอยู่ ข้าเป็นถึงขั้นนั้นไม่ได้หรอก”

“หากเจ้าเป็นไม่ได้ ใครจะเป็นได้อีก”

“ให้ข้าเป็นแค่คนที่คอยดูแลเจ้าก็พอแล้วเจ้าชาย” คาริฟเอ่ยพลางเคาะจมูกนาซีมเบาๆ

“ขอบคุณ” นาซีมยิ้มรับและเป็นรอยยิ้มที่ตรึงใจที่สุดเท่าที่คาริฟเคยเห็น “ข้าเองก็จะดูแลเจ้าเช่นกัน เท่าที่กำลังของข้าจะทำได้”



❂…………………………….❂



นาซีมอยู่ในงานกว่าค่อนคืน ดื่มสุรายินดีไปมากเสียจนยืนแทบไม่อยู่ จนในที่สุดคาริฟก็เห็นสมควรว่าต้องพาคู่โชคชะตาของตนกลับเสียที

แม้ระหว่างทางมีโคมไฟรายทางประดับอยู่มาก แต่นาซีมรู้สึกมึนและลายตาเสียจนมองไม่ออกว่ากำลังจะไปที่ไหน กระทั่งมาเริ่มรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกวางไว้บนที่นอนนุ่มๆ และถูกใครบางคนพยายามถอดอาภรณ์ของเขา

“ไม่เอา...ข้าไม่ถอด” นาซีมตอบเสียงงึมงำ

“ไม่ถอดได้อย่างไร”

ใครคนนั้นว่าแต่ฟังดูแล้วเสียงคุ้นหูเหลือเกิน นาซีมจึงยันตัวขึ้นมาปรือตามอง และเมื่อดูชัดๆ คนที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมก็คือเจ้าบ่าวของตนนั่นเอง

“...คาริฟ...ที่แท้ก็เป็นเจ้า”

“เป็นข้า”

“อืม...ถ้าเป็นเจ้า...” นาซีมเงียบไปนิด ก่อนจะช้อนตามองด้วยแววตาหยาดเยิ้ม “ถ้าเป็นเจ้า...จะถอดก็ได้”

“...”

ครานี้เป็นคาริฟที่เงียบเสียงแทน เดิมทีเขาแค่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เจ้าชายน้อยและปล่อยให้นอนเพราะเห็นว่าเมามาย แต่พอถูกยั่วยวนเช่นนี้ชายหนุ่มก็ถึงกับไปไม่เป็น

“ไม่ถอดหรือ...” นาซีมถามซ้ำ ก่อนจะค่อยๆ กวาดผมไปด้านหนึ่งแล้วปลดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นลำคอและหัวไหล่เนียนที่โผล่พ้นเสื้อคอกว้างออกมา “ดูสิ...ข้ามีข้ามีลายเมเฮนดีสีขาวจากไข่มุกที่เจ้าเก็บมาให้ด้วย”

“นาซีม...” คาริฟส่งเสียงปรามแล้วขบกรามข่มความต้องการ

“ไม่ดูหรือคาริฟ”

“หากเจ้าทำเช่นนี้...” อัลฟ่าหนุ่มคำรามต่ำแล้วเอ่ยคำที่ทำให้นาซีมต้องจำไปตลอดทั้งคืน “อย่ากล่าวหาข้าทีหลังว่ารังแกเจ้าก็แล้วกัน”











❂…………………………….❂





[1] เฉพาะในเรื่องนี้จะกำหนดเวลาให้ 1 รอบนาฬิกาทราย = 1 ชั่วโมง







ไหนncคะคุณฝน นี่มันตัดเข้าโคมไฟชัดๆ แล้วก็ยังไม่ทันนัวเลยด้วย แบบนี้เข้าข่ายหลอกลวงคนอ่านนะคะ!!

ช้าก่อนค่ะ หากใครคิดว่าฝนหลอก ฝนไม่หลอกนะ ตอนหน้ายังมี จุกๆ 5555

อย่าเพิ่งใจโกรธเคืองกันเยยยย

แล้วนี่มาตรงเวลานะคะ ไม่เบี้ยว รอแค่ราตรีเดียว อิอิ

จริงๆ ฝนจะพูดเรื่องเมเฮนดีด้วยค่ะ

ส่วนใหญ่อาจจะได้ยินในชื่อเฮนน่านะคะ การวาดเฮนน่า พิธ๊เฮนน่าของอินเดียอะไรแบบนี้

แต่ฝนเขียนแบบออกเสียงตามอาหรับน่ะค่ะ เลยเป็นเมเฮนดี ประมาณนี้

เจอกันตอนหน้าค่ะ คาดว่าถ้างานไม่เยอะเกินไป ฝนจะลงวันละตอนค่ะ หรือๆๆ อาจจะเว้นแค่วันเดียวค่ะ








ละอองฝน.

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
รอฉากเข้าห้องหออย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ :katai2-1:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2





บทที่ 26 ลำนำรัก












“...หากเจ้าทำเช่นนี้...อย่ากล่าวหาข้าทีหลังว่ารังแกเจ้าก็แล้วกัน”

นาซีมคล้ายเห็นดวงตาสีมรกตสว่างวาบท่ามกลางความมืด แท้จริงมันแค่ต้องแสงจันทร์รำไรที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง

แม้ในความมืดมิด...หากความต้องการที่สะท้อนอยู่ก็ปกปิดไม่มิด

ร่างของเจ้าชายถูกดันให้นอนฟุบหน้ากับผ้าไหมนิ่มซึ่งปูทับเตียงเอาไว้ ก่อนภูตแห่งราตรีกาลจะทาบกายลงมาขังเขาไว้ในอ้อมกอด

ครั้นเจ้าของใบหน้าคมคายโน้มใกล้และค่อยๆ บรรจงขบลงบนหัวไหล่ทั้งที่ดวงตายังประสานกันไม่ลดละ นาซีมก็ยิ่งรู้สึกร้อนวาบไปทั้งสรรพางค์กาย

คาริฟในเวลานี้ดูราวกับผีเสื้อที่กำลังเชยชมดอกไม้ ริมฝีปากของเขาจูบลงบนลวดลายเมเฮนดีที่ลาดไหล่ หยอกเย้าสลับกับขบเบาๆ ไปถึงแผ่นหลังและมาจุมพิตซ้ำๆ ที่รอยกัดบนลำคอเหมือนต้องการย้ำว่าเจ้าชายแห่งโซราห์เป็นคู่ของตน

มือทั้งสองข้างก็ทำหน้าที่ดีเหลือเกิน นาซีมแทบไม่รู้ตัวว่ามันล้วงเข้าไปใต้อาภรณ์ที่ถูกสวมอย่างแน่นหนาตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้สึกอีกคราก็ตอนที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสจุดอ่อนไหวก่อนฟอนเฟ้นบนผิวกายใต้ร่มผ้าจนเผลอหลุดปากครางวะหวิว

“นาซีม”

“ห...หืม”

ระหว่างที่กำลังมัวเมาในสัมผัสเจ้าของเสียงทุ้มก็เรียกให้นาซีมหันกลับมา แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาของเจ้าชายจะเชื่องช้าไม่ทันใจเจ้าภูตราตรี อีกฝ่ายจึงดันปลายคางพลิกดวงหน้าหวานให้ผินกลับ ก่อนจะกดริมฝีปากมอบจุมพิตล้ำลึกจนนาซีมแทบตั้งตัวไม่ทัน

ถึงอย่างนั้น ในภายหลังนาซีมก็เผยอริมฝีปากรับเรียวลิ้นอีกฝ่ายอย่างเต็มใจ

นาซีมรู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะล่องลอยจากจุมพิตที่คาริฟมอบให้ มันเป็นสัมผัสที่ดีเหลือเกิน ซึ่งเจ้าชายก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเหมือนกันว่าหัวใจของเขากำลังทวีความร้อนรุ่มและทำงานอย่างหนักหน่วง

ไม่นานคาริฟก็ยอมปล่อยนาซีมให้เป็นอิสระ ทว่าภาพคนงามที่ริมฝีปากแดงฉ่ำจากการจูบกำลังนอนหอบหายใจระทดระทวยใต้ร่างนั้นสุมความต้องการให้ลุกโชนราวกับโยนฟางลงบนกองไฟ คาริฟจึงเลิกออมมือและพลิกกายนาซีมให้หันกลับมาเผชิญหน้ากันตรงๆ จากนั้นจึงลงมือแกะอาภรณ์สีฟ้าออกทีละชิ้น ทีละชิ้น

...สุดท้ายเจ้าชายน้อยก็เหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า

“คา...คาริฟ...”

เสียงกระท่อนกระแท่นและท่าทางปกปิดส่วนสำคัญอย่างกล้าๆ กลัวๆ ยิ่งกระตุ้นให้คาริฟอยากกลั่นแกล้ง

“ว่าอย่างไร”

“หยุดมองได้หรือไม่...”

“ให้หยุดได้อย่างไร” ชายหนุ่มทวงถาม “ก็ไหนเจ้าว่า หากเป็นข้าจะมองก็ได้ อย่างไรเล่า”

“มัน...ไม่ใช่แบบนี้สิ” นาซีมโทษที่ตนเองดื่มมากเกินไปจนทำให้สมองคิดโต้ตอบได้เชื่องช้า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พอจำได้ลางๆ ว่าตนไม่ได้พูดประโญคเมื่อครู่ “ข้ามิได้พูด ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย”

“แล้วเจ้าหมายความว่าเช่นไร...หืม?”

“ข้า...หมายถึง...”

ยังไม่ทันนึกออกว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ตนเอ่ยออกไปหมายถึงสิ่งใดกันแน่ คาริฟก็ใช้เสียงทุ้มๆ ที่ฟังดูเว้าวอนและออดอ้อนกว่าปรกติเรียกเขา

“...นาซีม”

“ว่าอย่างไร”

“ไยต้องคิดให้มากความ”

“...”

“อย่างไรเราก็แต่งงานกันแล้ว เจ้าจะให้ข้ามองเจ้าเช่นนี้หรือมากกว่านี้มิได้เชียวหรือ”

“ท่านไม่เหมือนคาริฟที่ข้ารู้จักเลย” นาซีมเอ่ยอย่างเลื่อนลอย เขาจ้องใบหน้าคาริฟที่อยู่ห่างกันแค่คืบก่อนจะมุ่นคิ้วแล้วเอ่ยต่อ “หรือเป็นเพราะฤทธิ์ของสุรามงคลที่ข้าดื่มกันนะ”

“ข้าไม่เหมือนข้าอย่างไร”

เขาอยากรู้นักว่าคนเมาจะพูดสิ่งใด แต่ในขณะเดียวกันก็สั่งให้ตนเองหยุดฟังนิ่งๆ มิได้

คาริฟเอ่ยถามพลางใช้จมูกเกลี่ยที่ไรผมบนหน้าผากมนไปพลาง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาหลงเจ้าชายจนหัวปักหัวปำหรือเพราะกำลังเมามายไม่ต่างกัน จึงรู้สึกว่ากลิ่นที่ติดกายของนาซีมหอมละมุนกว่าทุกที

“ท่าน...พูดมากนัก ซ้ำยังมองเหมือนจะกินข้าเข้าไป”

“หึๆ” คนริฟหลุดหัวเราะ “ข้าว่าเจ้าเมาจริงๆ ข้าไม่ได้จะกินเจ้าเสียหน่อย ข้าจะร้องลำนำของภูตราตรีให้เจ้าฟังต่างหาก”

“ลำนำของภูตราตรีหรือ”

“อืม” เสียงทุ้มตอบรับ ก่อนจะลากไล้ริมฝีปากจากหน้าผากมาที่ปลายจมูก คลอเคลียข้างแก้มเนียนแล้วกระซิบ “เป็นภูตราตรีที่มีรัก”

“ลำนำรักหรือ”

“ถูกแล้ว” เขาเว้นแล้วดันตัวขึ้นจ้องตานาซีม “เจ้าอยากฟังไหม”

นาซีมได้สบตาสีมรกตอีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนสติไม่อยู่กับร่องกับรอยเท่าใดนัก แต่ลำนำที่คาริฟเอ่ยถึงก็ดูน่าฟังดี ซ้ำมันยังมาจากคาริฟ

...ดังนั้นกวางน้อยจึงตกหลุมพรางราชสีห์

“ฟังสิ...ข้าอยากฟัง”

“เช่นนั้นก็มาเถิดยอดรัก...ข้าจักขับลำนำให้เจ้าฟัง”

สัมผัสแผ่นเบาแตะลงบนกลีบปากอิ่มอีกครั้ง และมันก็ค่อยๆ ทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นาซีมถูกกวาดต้อนความหวานจนครางฮือ จากนั้นริมฝีปากร้อนจึงค่อยๆ เลื่อนลงมาที่ลำคอและแผ่นอก

ไฟรักที่ราลงเมื่อครู่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เมื่อยอดถันสองข้างถูกโลมเล้าและดูดดึง เจ้าชายถึงกับผวาเฮือกจนแผ่นหลังหยัดโค้ง สองแขนคว้าลำคอแกร่งยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่ง เขารู้สึกเหมือนสูดเอาอากาศเข้าปอดไม่ทัน ใบหน้าร้อนและแดงก่ำด้วยถูกกระตุ้นรุนแรงขึ้น

ทว่าลำนำบทนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น...

ทันทีที่คาริฟปล่อยปลายอกข้างหนึ่งออกจากปาก เขาก็เคลื่อนตัวลงต่ำ เอามือสองข้างจับต้นขาด้านในของนาซีม นวดเฟ้นมันอยู่ครู่หนึ่งแล้วออกแรงดันให้ออกห่างจากกัน

นาซีมนอนหงายมองเพดานที่ในตอนแรกนั้นว่างเปล่า แต่พอรู้สึกได้ถึงแรงขบเบาๆ ที่ต้นขาด้านใน จากนั้นส่วนอ่อนไหวก็ถูกความอ่อนนุ่มครอบครอง เพดานธรรมดาๆ ก็คล้ายมีกลุ่มดาวระบายอยู่เต็มไปหมด

ใจหนึ่งเจ้าชายก็อยากขัดขืน แต่อีกใจก็รู้สึกหวามไหวและพอใจจนยอมให้คาริฟชักนำไปจนถึงฝั่งฝัน

“คา...คาริฟ! อื้อ!!”

เสียงหวีดร้องดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในราตรีกาล ความต้องการของนาซีมถูกรีดเร้นออกมาจนหมดสิ้น เขานอนหมดแรงอยู่ครู่หนึ่งจึงเห็นคาริฟใช้มันชโลมกับนิ้ว จากนั้นจึงแทรกเข้าไปยังรอยแยกเร้นลับเพื่อชักนำให้ร่างกายอีกส่วนเคยชิน

“ครานี้อาจจะยากหน่อยเพราะเจ้ามิได้ฮีท”

“...”

“แต่ข้าจะระวัง”

“อือ”

เขาให้คำมั่นหนักแน่น นาซีมจึงรับคำเบาๆ เพราะเชื่อใจในตัวเขา

จากนั้นคาริฟก็โน้มตัวลงมาใกล้ และจัดให้ขาข้างหนึ่งของนาซีมขึ้นมาพาดบนไหล่ตน ส่วนมืออีกข้างก็ยังทำหน้าที่เฉพาะของมันไม่หยุดหย่อน

กระทั่งทุกอย่างได้ที่และเหมาะสมเท่าที่มันควรเป็น เจ้าภูตราตรีจึงดันท่อนขาของนาซีมให้กระหวัดรัดเอาสอบ ก่อนจะแทรกเรือนกายของตนจนสุดในคราเดียว

เรียวขาของนาซีมสั่นระริกอย่างมิอาจควบคุม เขารู้สึกต่างจากคราแรกในกระท่อมร่างกลางทะเลทรายนั่น เพราะคราวนี้เจ็บกว่ากันมากพอดู น้ำตาหยดหนึ่งไหลหลุบลงข้างแก้ม ดวงตาสีอำพันเปลี่ยนเป็นไพลินงดงามน่าค้นหา และมันก็มองมาที่คาริฟด้วยแววยวนเย้ากว่าปรกติ

และดูเหมือนคาริฟจะรู้ เจ้าตัวจึงโน้มลงมากอดเขาไว้แล้วจูบที่ขมับเพื่อปลอบประโลม จนในที่สุดนาซีมก็หายเกร็งและผ่อนคลายลง ตอนนั้นเองที่อีกฝ่ายจึงเริ่มขยับทีละนิด ทีละนิด จนความเจ็บปวดลดเลือนไป

คาริฟเติมเต็มเข้ามาในร่างเขา แต่เดี๋ยวเดียวก็ขยับออกห่าง และขยับเข้ามาอีกครั้ง เจ้าภูตราตรีทำเช่นนั้นซ้ำๆ เป็นการเคลื่อนไหวเนิบช้าไม่รุนแรงเหมือนที่คิดกลัว แต่สร้างความวาบหวามจนส่วนอ่อนไหวของนาซีมกลับมาเหยียดตรงอีกรอบ

นาซีมถูกจุมพิตครั้งแล้วครั้งเล่า โนนเนื้อนิ่มถูกฟอนเฟ้น ผิวกายที่สลักด้วยลวดลายเมเฮนดีบัดนี้ชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ เหงื่อเหล่านั้นทำปฏิกิริยากับน้ำอบของนีราได้อย่างได้เยี่ยม กลิ่นของนาซีมจึงยิ่งทวีความหอมหวานมากยิ่งขึ้น

ร่างกายของคาริฟเองก็มีหยาดเหงื่อเกาะพราวไม่ต่างกัน ด้วยเขาต้องใช้แรงมาเป็นพิเศษ ส่งผลให้บนกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยงามของคาริฟดูแวววาวน่าลุ่มหลง นาซีมมองเคลิบเคลิ้มและสัมผัสมันเหมือนที่คาริฟทำกับเขา แต่ก็ต้องหยุดและเผลอจิกลงบนเนื้อเป็นพักๆ เมื่ออีกฝ่ายกระทั้นกายหนักเข้ามาเป็นช่วงๆ

ผ้าปูที่นอนเรียบลื่นสวยงามบัดน้ำยับยู่ยี่ไม่เหลือเค้าเดิม อาภรณ์สีฟ้าที่บรรจงสวมของทั้งสองฝ่ายถูกถอดทิ้งกระจัดกระจายมิมีชิ้นดี

ลำนำรักของภูตราตรีดำเนินอยู่ยาวนาน นาซีมถูกเคี่ยวกรำจนปลดปล่อยออกมาอีกหลายครา แต่คาริฟก็ยังโยกไหวร่างกายต่อได้โดยไม่ถึงจุดหมาย เจ้าชายโอเมก้าจึงเพิ่งรู้ในตอนนี้ว่าบทรักของอัลฟ่า ไม่ว่าจะเป็นตอนที่รัทหรือยามปรกติก็มิได้ต่างกันมากนัก

แต่ให้อึดอย่างไรจุดสิ้นสุดก็ต้องมาถึง มันเป็นตอนที่เจ้าชายน้อยถูกจับให้พลิกขึ้นมานั่งคร่อมบนตักแกร่งเพื่อช่วยออกแรงไปพร้อมๆ กัน และนั่นก็ทำให้ร่างกายของพวกเขายิ่งเชื่อมต่อกันอย่างลึกล้ำมากกว่าเดิมเป็นเท่าทวี

“ข้ารักเจ้า...นาซีม”

คาริฟเอ่ยคำรักอีกครา ก่อนจะกระแทกกายสวนรุนแรงอยู่หลายครั้งจนนาซีมต้องจิกบ่ากว้างแน่น เสียงหวีดร้องของเจ้าชายแห่งโซราห์ฟังไม่ได้ศัพท์ราวกับจะขาดใจ กระทั่งรอบสุดท้ายเจ้าชายน้อยจึงถูกเติมเต็มด้วยความปรารถนาของอัลฟ่าที่โหมสาดเข้าไปในกาย หูของเขาอึ้ออึงอยู่พักหนึ่งแล้วร่างจึงค่อยๆ พับลงกับไหล่กว้างทั้งที่ส่วนนั้นยังเชื่อมต่อกันอยู่

คาริฟลูบหลังเขาแผ่วเบา พร้อมทั้งจูบลงมาที่กลุ่มผมดำสนิท นาซีมอยากประท้วงว่าไม่เห็นได้ยินเสียงลำนำที่คาริฟของจะร้องให้เขาฟังสักนิด หากสิ่งที่ได้สดับกลับมีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงกับเสียงหัวใจที่เต้นแรงของพวกเขาทั้งคู่เท่านั้น

...ลำนำรักของภูตราตรีเป็นเช่นนี้จริงๆ หรือคาริฟแค่แกล้งแหย่เขาเท่านั้นนะ

นาซีมนึกสงสัย ทว่าไม่ทันได้คำตอบความเหนื่อยล้าก็ทำให้เขาผล็อยหลับไปเสียก่อน









❂ …………………………….❂









ตอนที่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นาซีมพบว่าเขาอยู่ริมธารน้ำ ใต้แสงจันทร์ และกำลังนอนพิงอกคู่โชคชะตาของตนแล้วแช่อยู่ในถังน้ำด้วยกัน ซึ่งในขณะที่เขากำลังสะลึมสะลือ อีกฝ่ายกลับกำลังซุกซนด้วยการขบลงบนนิ้วมือของเขาอยู่

“ทำอะไรน่ะ...คาริฟ”

“ตื่นแล้วหรือ” คาริฟเมินคำถามของเขาด้วยการถามกลับ ซ้ำยังทำหน้านิ่งแต่ไม่ยอมปล่อยมือนาซีมให้เป็นอิสระอีกต่างหาก

“อือ” นาซีมพยักหน้ารับ

“ฟ้ายังไม่สาง เจ้าจะนอนต่อก็ได้ อย่างไรเสียเราก็ไม่ต้องทำอะไรไปอีก 7 ราตรี”

“หือ?” ครั้นได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายบอก นาซีมจังขยับกายออกห่างไปนิด แล้วถามให้หายสงสัย “เหตุใดจึงไม่ต้องทำสิ่งใด 7 ราตรี”

“เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เจ้ากับข้าจะอยู่ร่วมกันในฐานะคู่แต่งงานอย่างไรเล่า ท่านแม่มิได้บอกหรือ”

“ไม่ได้บอก...” นาซีมส่ายหน้า คาริฟจึงอธิบายเพิ่มเพราะรู้ว่าคู่ของเขาต้องอยากรู้อย่างแน่นอน

“ก่อนแต่งห้ามพบกัน 7 ราตรี หลังแต่งก็ห้ามพบผู้อื่นนอกจากคู่ของตนเอง 7 ราตรีเช่นกัน มันเป็นธรรมเนียม” คาริฟว่า

“มีอย่างนี้ด้วยหรือ”

“มีสิ”

“แต่เราสองคนห้ามพบกัน 6 ราตรี ดังนั้น...”

“ให้นับเป็น 7 ไปตามธรรมเนียม” คาริฟรีบแทรก “ทำไมเล่า เจ้าไม่อยากอยู่ด้วยกันกับข้าหรือ”

“มิใช่” นาซีมส่ายหน้า “แต่เจ้ายังมีหน้าที่ของหัวหน้าเผ่าต้องทำมิใช่หรือ”

“ช่วงเวลานี้เป็นข้อยกเว้น”

“แล้วเราจะทำอะไรในบ้านนี้ตั้ง 7 ราตรี ในเมื่อออกไปไหนก็ไม่ได้”

“เจ้าอยากรู้หรือ...”

คาริฟกระซิบถาม ก่อนจะดึงเอวนาซีมเข้ามากอดจนร่างแนบร่าง และตอนนั้นเองที่นาซีมนึกขึ้นได้ว่าพวกเขากำลังเปลือยทั้งคู่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เสียแล้วเพราะวงแขนของเจ้าภูตราตรีนั้นยึดตัวเขาไว้แน่นหนาเหลือเกิน

“ข้า...มิได้...”

“ข้ามีอะไรทำร่วมกับเจ้าอีกมาก” คาริฟเอ่ยขึ้น และนาซีมก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ามุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย “ยกตัวอย่างเช่น...”

“...”

เจ้าชายน้อยตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ ทว่าคำตอบที่ได้ทำเอาอยากมุดน้ำหนีให้รู้แล้วรู้รอด

“เช่นว่า ข้ายังมีลำนำอีกหลายบทนัก อยากขับให้เจ้าฟัง”

“คาริฟ!!!”

“หืม? ว่าอย่างไร”

คาริฟถามคำถามยียวนด้วยใบหน้านิ่งๆ ต่างกับคนที่จู่โจมกันเมื่อตอนค่ำลิบลับ และต่างกับคาริฟที่นาซีมเคยรู้จักตลอดการเดินทาง เขาไม่รู้เลยว่าอย่างไหนคือคาริฟตัวจริงกันแน่

แต่นาซีมยังไม่หาคำตอบในตอนนี้ทั้งหมด เพราะเขารู้ว่าตนมีเวลาอีกทั้งชีวิตเพื่อทำความรู้จักกับบุรุษผู้นี้

อีกอย่าง ตอนนี้เขารู้แล้วว่า...ลำนำรักที่อีกฝ่ายบอกเป็นแค่อุบายที่ใช้ดึงความสนใจและเอามาแกล้งให้เขาอายทีหลังเท่านั้น ฉะนั้นก็ควรพาตัวเองออกจากตรงนี้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นคงถูกคาริฟแกล้งอีกรอบ

“ข้าอยากไปนอนในห้องแล้ว...ข้าหนาว”

“ไปสิ ข้าจะพาไป”

ว่าจบคาริฟก็ไม่ปล่อยให้นาซีมปฏิเสธ คาริฟลุกขึ้นจากถังน้ำ หยิบผ้าผวยมาห่อกายตน ก่อนจะดึงนาซีมขึ้นมาห่อด้วยอีกคน จากนั้นจึงอุ้มเขาเข้าไปนอนบนเตียงยับยู่ยี่ ความจริงเจ้าชายอยากต่อต้านอยู่บ้าง ไม่อยากให้คาริฟต้องปรนนิบัตรเขาทุกเรื่อง แต่คืนนี้เขาเหนื่อยเกินกว่าจะขยับตัว จึงยอมให้คู่โชคชะตาดูแล ก่อนจะหลับไปด้วยกัน









❂ …………………………….❂







ขอโทษที่หายไปหลายวันค่ะ 

ฝนเจออุบัติเหตุนิดหน่อย แต่ตอนนี้กลับมาทำงานได้แล้ว

เดี๋ยวจะมาอัพต่อรัวๆ เลยน้า

ขอบคุณที่รอนะคะ ^^



ส่วนบทนี้ก็...ไม่มีอะไรจะบรรยายค่ะ เพราะบรรยายไปสุดความสามารถแล้ว -.,-

เจอกันตอนหน้าค่ะ



ละอองฝน




ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
จ้าาา หวานๆไปเนาะช่วงนี้

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
5555 คารีฟไม่ค่อยมีอาการเท่าไหร่เลยนะ ขับลำนำไปกี่บทแล้วคะ

เอ็นดูความซื่อของนาซีม ก็รอฟังลำนำเนาะ
แต่ตอนนี้คงไม่ถามอีกแล้ว

ชอบการบรรยายค่ะ เข้าถึงบรรยากาศ เหมือนอยู่ในงานด้วย
ยิ่งตอนที่เค้ากระซิบบอกกัน ก็เขินยิ่งกว่านาซีมไปอีกค่ะ


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
คนเดียวกันกับที่ไปช่วยนาซีมป่ะเนี่ย55

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2


 



บทที่ 27 บ้านของเรา

 

 







หลังจากอยู่ในไอเรมมาหลายราตรีนาซีมก็เริ่มคุ้นชินกับนาฬิกาปลุกธรรมชาติ นั่นคือ ท่วงทำนองของน้ำไหลกระทบโขดหินดังเคล้าเสียงนกร้องที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ารุ่งอรุณได้มาเยือนไอเรมแล้ว

ทว่าเช้าวันนี้เจ้าชายไม่ใคร่กระตือรือร้นสักเท่าใด ด้วยรู้สึกเมื่อยขบตามร่างกายจนไม่อยากลุกจากเตียงนอนอันแสนสุข เขาขยับตัวเล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน พลิกตัวไปมาอยู่หลายครั้ง กระทั่งตัดใจละทิ้งความสุขสบายได้ เปลือกตาสีน้ำผึ้งจึงค่อยๆ เปิดออก

แรกเริ่มเขามองเห็นสิ่งรอบกายไม่ชัดนัก แต่เมื่อปรับสายตาจากแสงรำไรที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างได้ นาซีมจึงค่อยกวาดตาสำรวจไปโดยรอบ

แน่นอนว่ายามนี้เขาอยู่ในห้องนอนของคาริฟ ในเป็นบ้านหลังใหม่ที่อยู่ใกล้กับที่ป้อมบังคับการส่งน้ำเหนือไอเรม เนื่องจากเมื่อคืนพวกเขาร่วมพิธีแต่งงานกัน นาซีมจึงต้องย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แทนบ้านของนีรา ทุกสิ่งทุกอย่างจึงดูแปลกตาไปหมด

ห้องของคาริฟค่อนข้างเรียบง่ายเป็นอย่างมาก ภายในมีเพียงแค่เตียงเท่านั้นที่ใหญ่พอจะนอนได้สองคน นอกจากนั้นก็เหลือแค่โต๊ะเล็กๆ ที่เอาไว้วางคนโทน้ำ

แต่จุดเด่นก็คือห้องนี้มีหน้าต่างบานใหญ่มากอยู่สองฝั่งของหัวนอน เมื่อมองออกไปจะเห็นตัวของอ่างพักน้ำกับคลองส่งน้ำได้อย่างชัดเจน

พืชพรรณที่ขึ้นอยู่บริเวณนั้นเป็นต้นไม้แปลกตาเหมือนเคย และท่ามกลางแมกไม้เหล่านั้น นาซีมเห็นแผ่นหลังกว้างของคนคุ้นเคยกำลังก้มๆ เงยๆ ทำอะไรบางอย่างอยู่

...ที่แท้เขาก็กำลังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ข้างล่างนั่น เพราะแบบนี้นาซีมจึงไม่พบหน้าเขายามที่ลืมตาตื่นขึ้นจากนิทรา

นาซีมคิดก่อนจะพาตัวเองลงจากเตียงนอน แต่เขาพบว่าตนเปลือยเปล่าไปทั้งร่าง มีเพียงผ้าห่มทอมือคลุมกายเอาไว้ ภาพเรื่องราวในราตรีที่ผ่านมาพุ่งเข้าใส่จนเจ้าชายรู้สึกอายจนแทบยืนไม่อยู่

โชคดีแล้วที่คาริฟไม่อยู่ด้วยตอนนี้...

นาซีมคิดก่อนจะปัดความทรงจำนั้นทิ้งแล้วเอาผ้าห่มคลุมกายไว้ ก่อนก้าวเท้าลงจากเตียงไปยืนข้างหน้าต่างฝั่งขวา

จากมุมนี้เขาเห็นคาริฟได้อย่างชัดเจน เจ้าภูตราตรีกำลังออกแรงหมุนกลไกไขสลักเพื่อปิดประตูน้ำ นั่นแสดงว่ายามนี้เป็นเวลาสายมากแล้ว

นาซีมมองเขาวุ่นวายอยู่ด้านล่างจนประตูปิดเรียบร้อย อีกฝ่ายจึงรู้ตัวว่ากำลังถูกเจ้าชายมองอยู่

ครั้นคาริฟหันมาเห็นคนบนหน้าต่าง เจ้าตัวก็ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ มันเป็นยิ้มบางๆ ตามแบบฉบับของเจ้าตัว และนาซีมก็เห็นมันบ่อยครั้ง

แต่ไม่รู้เพราะอะไร มันถึงทำให้หัวใจของเจ้าชายแห่งโซราห์เบิกบานจนต้องยิ้มตามไปด้วย...

จากที่ยืนยิ้มให้กันเดี๋ยวเดียว คาริฟก็พาตนเองขึ้นมาบนบ้านและก้าวเข้าห้องนอนเข้ามาเร็วราวพริบตาเดียว มาถึงอีกฝ่ายก็เดินดุ่มๆ เข้ามาหานาซีมที่ยืนหลังพิงหน้าต่างรออยู่ ก่อนจะหยุดตรงหน้าและเอ่ยถามขึ้น

“เจ้าตื่นนานแล้วหรือ”

“ไม่นาน” นาซีมว่า

“เพิ่งลงจากเตียงเมื่อครู่?”

“ใช่แล้วล่ะ ดูสิว่าข้ายังไม่สวมเสื้อผ้าเลย” คนพูดเอ่ยพลางส่งสัญญาณให้คาริฟก้มลงดูสภาพของตนเอง “บอกได้หรือไม่ว่าข้าจะหาเสื้อผ้าได้จากที่ไหน”

คาริฟยิ้มแล้วตอบ

“ข้าเตรียมไว้ให้แล้ว เจ้าจะอาบน้ำชำระร่างกายอีกรอบหรือไม่ ข้าจะพาไป”

“เช้านี้อากาศเย็นนัก...” ยังไม่ทันพูดจบ คาริฟก็พอรู้จึงตัดสินใจให้แทน

“เช่นนั้นก็มิต้องอาบ แค่ล้างหน้าและเปลี่ยนอาภรณ์ก็พอ อย่างไรเสียข้าก็พาเจ้าแช่น้ำตอนเกือบใกล้รุ่งสาง ตัวเจ้าคงมิได้เลอะเทอะที่ตรงไหน จริงหรือไม่”

เขาว่าพลางเกลี่ยเส้นผมยุ่งเหยิงให้พ้นใบหน้าของนาซีม พานให้คนที่ได้รับความใส่ใจรู้สึกร้อนๆ ที่ใบหน้า เจ้าชายจึงได้แต่พยักหน้าและตอบรับเบาๆ

“อืม”

“เช่นนั้นก็ไปเถิด ข้าเตรียมน้ำให้เจ้าแล้ว”

คาริฟจูงมือคู่โชคชะตาของตนไปล้างหน้าล้างตาที่หลังบ้าน เขารองน้ำไว้ในอ่างเล็กๆ ไว้รอท่าแล้ว พร้อมกันนั้นยังเตรียมอาภรณ์สีสันสดใสขนาดพอดีตัวให้อีกด้วย นาซีมจึงได้แต่ล้างหน้าล้างตา ก่อนจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ด้วยตนเองท่ามกลางสายตาของเจ้าภูตราตรีที่มองมาเหมือนต้องการช่วยเหลือ

อันที่จริงก่อนหน้านี้เขาอาสาจะช่วยแต่งตัวให้เจ้าชายแล้ว แต่ถูกปฏิเสธจึงได้แต่มองเงียบๆ เท่านั้น

นาซีมรู้สึกอายและไม่ชินอยู่บ้างเหมือนกันที่ถูกอีกฝ่ายมองอยู่ตลอดเช่นนี้ แต่เมื่อคิดว่าเมื่อราตรีที่ผ่านมาคาริฟเห็นไปถึงไหนต่อไหน เขาจึงข่มความอายและคิดว่าอะไรๆ ของพวกเขาก็มีเหมือนกัน หากคาริฟจะมองก็คงไม่เป็นไร

จนเมื่อแต่งตัวเรียบร้อย คาริฟจึงพานาซีมไปนั่งที่เตียงโดยที่มีร่างใหญ่โตของตนซ้อนหลังเอาไว้

“จะทำอันใดหรือ” นาซีมถามอย่างนึกสงสัย

“ข้าจะผูกผมให้ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ถนัด”

“ไม่เป็นไร ข้าจะหัดทำเอง”

“เอาไว้หัดวันหลัง”

“แต่...”

“ข้าอยากทำให้” คาริฟยืนยันคำเดิม

นาซีมนึกย้อนไปถึงครั้งหนึ่งในเอมาลีตอนที่พวกเขาพักอยู่ด้วยกันในบ้านของจาเร็ด ครานั้นคาริฟเคยอาสาจะผูกผมให้แก่เขาเช่นกัน แต่นาซีมปฏิเสธไปเพราะเกรงใจและไม่อยากให้ตนเองต้องกลายเป็นตัวภาระของเจ้าภูตราตรีเกินไปนัก

ทว่าในเวลานี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเติบโตขึ้น ความรู้สึกข้างในก็เช่นกัน

นาซีมยังคงไม่อยากเป็นภาระให้แก่คาริฟเหมือนเก่า หากเขากลับอยากใกล้ชิด อยากได้รับการดูแลและตอบรับการกระทำจากหัวใจของคู่โชคชะตา ฉะนั้นเมื่อมองดวงตาสีมรกตที่จ้องมา เจ้าชายจึงยินยอมตอบรับคำขอของคาริฟแต่โดยดี

“ให้ข้าทำให้เจ้านะ”

“ได้สิ”

“...”

ครั้นได้ยินคำตอบรับ คาริฟก็ไม่พูดสิ่งใดอีก เขายกยิ้มออกมานิดๆ แต่เป็นยิ้มที่นาซีมชอบเหลือเกิน เขาจึงยิ้มตอบและหันหลังให้พร้อมกับเอ่ยขอบคุณเบาๆ

“ขอบคุณนะคาริฟ”

“ไม่เป็นไร”

เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะใช้หวีไม้สางผมให้นาซีมอย่างเบามือและตั้งอกตั้งใจ เขาลูบเส้นผมสีดำยาวทั้งยังเงางามดุจเส้นไหมราวกับของล้ำค่าด้วยความเสน่หา ก่อนจะบรรจงถักมันเป็นเปียยาวจนถึงปลายผมแล้วใช้เชือกผ้ามัดปลายเอาไว้ให้แน่นหนา เผื่อว่านาซีมไปเล่นซนที่ไหนจะได้ไม่หลุดลุ่ย

“เสร็จแล้ว”

เมื่อได้ยิน นาซีมก็หันมายิ้มให้คาริฟ ก่อนจะขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง

“ขอบคุณ”

“เปลี่ยนจากคำขอบคุณ เป็นผู้เชือกรัดแขนให้ข้าได้หรือไม่”

“ได้สิ ไหนเล่า”

คาริฟลุกไปเอาเชือกรัดเกล้าที่นาซีมสวมให้เขาเมื่อคืนมาจากโต๊ะใกล้เตียง ก่อนส่งมันให้คนที่ตั้งใจถักมามอบเป็นของแทนใจในคืนวิวาห์

“อยู่นี่” เขาส่งเชือกเส้นนั้นคืน

“ให้ข้าทำอย่างไร”

“รัดที่ต้นแขนขวาของข้าก็แล้วกัน”

ว่าจบคาริฟก็หันตัวด้านขวาให้ นาซีมเห็นเชือกเดิมที่ต้นแขนจึงถามด้วยความสงสัย

“เชือกนี้มีความสำคัญอย่างไรหรือ เจ้าถึงให้ผูกไว้ที่ต้นแขน”

คาริฟมองดูคนรักแกะเชือกเก่าไปพลาง อธิบายไปพลาง

“เชือกที่รัดต้นแขนเป็นสัญลักษณ์ของเหล่านักรบในเผ่าเรา หากผู้ใดมีจิตวิญญาณเป็นนักรบของกองกำลังภูตราตรี จักต้องผูกมันไว้ที่ต้นแขนข้างที่ใช้จับศาสตราวุธ”

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงให้ข้าผูกเชือกสีฟ้านี่แทนของเก่า”

“เพราะมันเป็นคือแทนใจของเจ้ามิใช่หรือ ข้าจะใช้มันเป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณนักรบ และทุกคราที่ข้ามองมัน เข้าก็จะนึกถึงผู้ที่ทำมันให้ข้าด้วยหัวใจ”

ครั้นได้ฟังคำตอบ นาซีมก็หลุดยิ้มออกมาอีกรอบ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้ คาริฟทำให้เขายิ้มกี่ครั้งแล้ว นาซีมรู้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างเขาทั้งสองช่างอ่อนหวาน

พานให้หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่คิดฝันว่าจะได้ประสบ

เจ้าชายตั้งใจผูกเชือกสีฟ้าให้หัวหน้าเผ่าภูตราตรีอย่างตั้งอกตั้งใจ กระทั่งมันแน่นดีแล้ว เขาจึงแตะเบาๆ ที่ต้นแขนของอีกฝ่าย

“เรียบร้อยแล้วล่ะ”

“ขอบคุณ”

พวกเขาต่างขอบคุณกันและกัน ราวกับมันคือมารยาทที่ควรกระทำ แต่จริงๆ แล้วมันคือคำที่เอ่ยออกมาจากใจมากกว่า เพราะต่างคนต่างไม่รู้ว่าจะหาสิ่งใดมาตอบแทนอีกฝ่ายที่ทำให้หัวใจของเขารู้สึกอิ่มเอมเช่นนี้

 

❂ …………………………….❂

 

กว่าจะแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนคล้อยไปเกือบตรงศีรษะ คาริฟยังคงปฏิบัติตัวด้วยความใส่ใจเหมือนเคย ด้วยการจูงมือน้อยๆ ของเจ้าชายออกมาและหาอาหารเช้าเกือบเที่ยงให้เขากิน

เขาทำอาหารง่ายๆ ที่ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในครัวเล็กของบ้าน ผสมกับเนื้อแกะที่ได้มาจากงานวิวาห์เมื่อคืน จนกลายเป็นอาหารมื้อหนักที่มีหน้าตาไม่ธรรมดาถึงสองจาน ข้างกันนั้นมีจานแป้งกรอบๆ วางเอาไว้ให้กินคู่กัน ด้วยเขากลัวว่าหากไม่มีแป้ง นาซีมจะไม่อยู่ท้อง

นาซีมมองความสามารถพิเศษอีกอย่างของคาริฟแล้วนึกทึ่ง เขารู้ว่าคู่โชคชะตาของตนคอยเอาใจใส่ดูแลเรื่องอาหารให้เสมอตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง แต่ไม่เคยคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะปรุงอาหารเป็นด้วยเช่นกัน ซ้ำยังมีรสชาติอร่อยละมุนลิ้นเป็นอย่างมาก

“ค่อยๆ กิน”

คาริฟเอ่ยขึ้นขณะที่เหลือบไปเห็นเครื่องเทศสีแดงติดอยู่ที่ข้างริมฝีปากของเจ้าชาย นอกจากกล่าวเตือนแล้วเขายังลงมือเช็ดมันออกให้ทันทีอีกด้วย

“ขอบคุณ” นาซีมพูดคำขอบคุณซ้ำๆ แล้วจึงขยายความเพิ่มเติม “อาหารรสมือท่านอร่อยมาก”

“ขนาดนั้นเชียวหรือ” เจ้าภูตราตรีเลิกคิ้วถาม

“อร่อยจริงๆ” นาซีมยืนยัน “ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะมีความสามารถในการทำอาหารด้วย”

“ข้าต้องเดินทางบ่อยครั้ง อีกทั้งตอนเด็กๆ ท่านแม่ก็มักจะวุ่นอยู่ในห้องปรุงยาของนาง ข้ากับทานพ่อจึงต้องหาอะไรใส่ท้องด้วยตัวเองบ่อยๆ” คาริฟเล่าและเท้าคางมองนาซีมกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย

“ดีจริง ข้าไม่เคยทำอาหารเองเลยสักครั้ง”

“ใครจะปล่อยให้เจ้าชายเข้าไปคลุกฝุ่นอยู่ในครัวได้” คาริฟบอกอย่างรู้ทัน

“แต่ตอนนี้ข้าอยากลองทำดูบ้างแล้ว”

“ไม่ต้องหรอก เจ้าอยู่เฉยๆ ข้าจะคอยดูแลเจ้าเอง”

ครั้นได้ยินคาริฟบอกเช่นนั้น นาซีมจึงหยุดมือและวางของกินลงจานเหมือนเก่า การกระทำของเขาทำให้เจ้าภูตราตรีกลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง แล้วถามด้วยความเป็นห่วง

“เป็นอะไร” เขาว่า “ข้าพูดสิ่งใดผิดไปหรือ”

“เจ้ามิได้พูดสิ่งใดผิดหรอก” นาซีมว่าพลางส่ายหน้าไปปฏิเสธ

“แล้วเหตุใดจึงไม่กินต่อเล่า”

“ข้าแค่อยากตกลงบางเรื่องกับท่านอย่างจริงจังสักหน่อย”

“เรื่องอันใด”

“เรื่องที่ท่านว่าจะดูแลข้า”

“ทำไมหรือ”

“ข้าแค่อยากบอกว่า หากท่านจะดูแลข้า ข้าก็ยินดี เพียงแต่ข้าเองก็อยากดูแลท่านกลับคืนบางเช่นกัน ทั้งยังไม่อยากทำตัวเป็นภาระให้ท่านห่วงมากนัก”

“เจ้ามิใช่ตัวภาระสำหรับข้านะนาซีม”

ดูท่าคาริฟจะไม่พอใจที่นาซีมพูดแบบนั้น นาซีมสัมผัสได้จากพลังบางอย่างที่อัลฟ่าเช่นเขาปล่อยออกมา เจ้าชายจึงใช้ความเป็นโอเมก้าของตนหยุดความเกรี้ยวกราดที่กำลังจะก่อตัวขึ้น

นาซีมวางมือลงบนหลังมือของคาริฟเบาๆ ก่อนจะขยับเป็นกุมมือใหญ่นั้นไว้ แล้วให้เหตุผลเพิ่มอีกหลายประการ

“แต่เดิมข้ามิเคยทำอาหาร ไม่เคยดูแลบ้าน ไม่เคยปรนนิบัติดูแลใครเหมือนที่เจ้าทำ แม้แต่ตัวข้าเองยังไม่สามารถถักผมตัวเองให้สวยงามได้ แต่คาริฟ...ยามนี้ข้าไม่ใช่นาซีมคนเดิมอีกแล้ว ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาข้าเรียนรู้ว่าข้าต้องรู้สึกพึ่งพาตนเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเหนื่อยเพียงผู้เดียว เราสัญญาว่าจะดูแลกันมิใช่หรือ”

“อืม”

“ดังนั้นให้ข้าได้ลองทำอะไรๆ เองบ้างเถิด นอกจากนี้ข้าก็อยากทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เจ้าด้วย ข้าเองก็รู้สึกเหมือนที่เจ้ารู้สึก ข้าเป้นเจ้าชายก็จริง แต่สำหรับเจ้า ข้ามิใช่เจ้าชายสูงศักดิ์ หากเป็นเพียงคู่ที่จะอยู่เคียงเจ้าไปตลอดชีวิต...ดังนั้นโปรดอย่าห้ามข้าเลยนะ”

“นาซีม...”

คาริฟมองตาสีน้ำตาลงดงาม ในดวงตานั้นมันบอกทุกอย่างแก่เขาหมดแล้ว มันแสนซื่อตรงไม่ต่างจากความรู้สึกของผู้พูด

แล้วเช่นนี้จะให้เขาใจร้าย กล้าปฏิเสธความหวังดีของนาซีมได้อีกหรือ...

“เจ้าคิดว่าอย่างไรคาริฟ”

“ข้าตามใจเจ้าทุกอย่าง ขอแค่อย่าหักโหมเกินไป ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม”

“ขอบคุณนะ” นาซีมเอ่ยอย่างยินดี

“เลิกขอบคุณและกินอาหารต่อได้แล้ว ไม่เช่นนั้นอาหารจะชืดหมด” เจ้าภูตราตรีชี้ไปที่อาหารแล้วกล่าวเตือน

“เจ้าก็กินด้วยกันสิ บังคับให้ข้ากิน เข้าไม่เห็นแตะอาหารบ้างเลย”

“อยากให้ข้ากินหรือ”

คาริฟถามอย่างมีเลศนัย และเจ้าชายนาซีมก็ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของภูตราตรีอีกตามเคย

“อยากสิ อยากให้กินด้วยกัน”

“เช่นนั้นป้อนข้าสิ”

“ให้ข้าป้อนหรือ?”

“แน่นอน ต้องเป็นเจ้า”

“แต่...เอ่อ...” เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องทำสิ่งใด นาซีมก็อดรู้สึกกระดากอายมิได้

“ไหนเจ้าว่าอยากทำอะไรให้ข้าบ้างอย่างไรเล่า เริ่มจากเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ก็ดีมิใช่หรือ”

เมื่อได้ฟังคำของคนเจ้าเล่ห์ นาซีมก็เถียงไม่ออก เขาบิแป้งกรอบออกมาเป็นชิ้นพอดีคำ ก่อนจะใช้ช้อนไม้ตักลงไปในแกงสีจัดจ้านแล้วป้อนให้ถึงปากเจ้าภูตราตรี

คาริฟรับอาหารนั้นเข้าปากอย่างเต็มใจ และปล่อยให้นาซีมกินเองบ้างสลับกันไป กระทั่งรู้ตัวอีกทีอาหารก็หมดลงเสียแล้ว

“เอาไว้เย็นนี้ข้าจะทำให้เยอะกว่าเดิม” เจ้าภูตราตรีหมายมั่นปั้นมือ

“เช่นนั้นข้าช่วยด้วยดีหรือไม่” เจ้าชายน้อยอาสา

“ได้สิ ข้าต้องให้เจ้าช่วยแน่นอน

 

❂ …………………………….❂

 

ระหว่างวันคาริฟพานาซีมไปสำรวจรอบๆ บ้านจนรู้จักทุกซอกทุกมุม พอตกเย็นนาซีมก็มีโอกาสได้ช่วยเป็นลูกมือในครัวให้คาริฟตามที่ตกลงกันไว้ พวกเขาสาละวนทำอาหารด้วยกันอยู่นาน เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็นำมาขึ้นโต๊ะและกินพร้อมกัน โดยที่นาซีมบังคับให้คาริฟป้อนเขาอยู่หลายคำ

กว่าจะกินหมดเจ้าชายก็อิ่มจนรู้สึกว่าท้องแน่นตื้อทีเดียว คาริฟจึงชวนเขาออกไปเดินเล่นริมสระพักน้ำ ด้วยเวลานี้เป็นเวลาที่ต้องเปิดน้ำไปให้ทุกคนในไอเรมได้ใช้

เจ้าชายน้อยเดินตามหลังเจ้าภูตราตรีไปทั่ว ค่อยติดตามและสังเกตการณ์ราวกับเงาตามตัว หลายครั้งที่นึกสงสัยเขาก็เอ่ยถามขึ้นบ้าง คาริฟเองก็ให้ความร่วมมืออย่างดีด้วยการตอบทุกคำถามของคนขี้สงสัย

บางคราเวลานึกสิ่งใดออกก็จะเล่าให้นาซีมฟัง ซึ่งคาริฟค้นพบเรื่องสำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือ ไม่ว่าเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับภูตราตรีแล้วล่ะก็ คนดีของเขาจะค่อนข้างสนใจเป็นพิเศษ

ซึ่งคาริฟก็ชอบยามที่เขาเล่าเรื่องแล้วมีคนตากลมคอยมองอย่างสนอกสนใจอยู่ใกล้ๆ เหมือนกับว่าไม่มีสิ่งใดอีกแล้วในโลกใบนี้ที่นาซีมสนใจนอกจากเขา

จนเมื่อถึงเวลาปิดน้ำจากต้นคลองส่งน้ำ ท้องฟ้าก็ค่อยๆ ราแสงลงพอดี

คาริฟจูงมือน้อยๆ พาคู่โชคชะตาไปนั่งอยู่บนโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ที่ตรงนั้นสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของไอเรมได้เกือบทั้งหมด ทั้งยังเย็นสบายเพราะอยู่ใกล้สระน้ำ ดอกไม้ป่าหอมๆ ดอกเล็กดอกน้อยผลิบานอยู่ข้างๆ กันเป็นหมู่เป็นกอ นาซีมหันไปมองตรงนั้นทีตรงนี้ทีโดยที่ใบหน้าหวานมีรอยยิ้มเล็กๆ ประดับเอาไว้ตลอด ชวนให้คนมองรู้สึกชื่นใจทุกครั้งที่เห็น

คาริฟเพิ่งรู้ตัวตอนนี้เองว่าเขามองนาซีมได้ไม่เบื่อเลย

เมื่อเลิกสนใจต้นไม้ใบหญ้ารอบกายแล้ว เจ้าชายจึงหันมาหาคาริฟบ้าง

“ข้าชอบที่นี่”

“ถ้าชอบก็อยู่ที่นี่ ไม่ต้องไปไหนแล้ว”

“เจ้าก็รู้...มันเป็นไปไม่ได้” นาซีมสลดลงเมื่อคิดว่าสิ่งใดกำลังรอตนเองอยู่

“ข้ารู้” คาริฟตอบเรียบๆ “และข้าจะคอยช่วยเจ้าไปจนสุดทาง ไม่ว่าเราจะแพ้หรือชนะในศึกนี้ แต่ข้าและเหล่าภูตราตรีจะเข้าร่วมกับเจ้าด้วย”

“ลำบากเจ้าแล้ว” นาซีมยิ้มอ่อน

แม้ใจจริงไม่อยากให้ใครมาเสี่ยงอันตรายกับจนเอง มีหลายคราที่คิดอยากทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เพราะชีวิตของเขายามนี้สงบสุขดีแล้ว

แต่นาซีมรู้ว่าเขาทำเช่นนั้นไม่ได้ เขามิอาจเห็นแก่ตัวทิ้งทุกอย่างโดยไม่สนใจใคร และมาหลบอยู่ในสถานที่ที่สวยงามซึ่งห่างไกลจากการรุกรานของพวกคนเลว

“อย่าได้เป็นกังวล”

“เฮ้อ~” นาซีมถอนหายใจทิ้ง ก่อนจะมองไปยังกลุ่มดาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า “ข้าเคยได้ยินคนบอกว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ ดูท่าคงเป็นเรื่องจริง”

“แต่ข้าเชื่อว่า...ความสุขของคนเรานั้นจะแทรกอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิต แม้วันนี้มันผ่านพ้นไปแล้ว วันหน้ามันก็จะมาเยือนใหม่”

“จริงหรือ” นาซีมละสายตาเจ้าหมู่ดาวมามองดวงตาสีมรกต

“ข้าจะทำให้เจ้าเห็น...เชื่อข้าหรือไม่”

“ข้าเชื่อ”

นาซีมตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเพราะเขาเชื่อบุรุษผู้นี้หมดหัวใจ

“และอีกอย่างนะนาซีม” คาริฟเอ่ยขึ้นท่ามกลางแสงดาวในยามราตรี “แม้เจ้าต้องกลับไปยังที่ที่จากมาในสักวันหนึ่ง แต่ไอเรมก็จะเป็นบ้านของเจ้าเสมอ”

“ไม่ใช่บ้านข้า”

“...”

นาซีมส่ายหน้าและเกือบจะพาให้คาริฟใจเสีย แต่ตอนท้ายเขาก็เอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้ถูกจุมพิตเนิ่นนานหลังจากที่พูด

“บ้านของเราต่างหาก”

 




❂ …………………………….❂

 

 

 



ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ขยันหวานกันมากกก

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ขนันหวานกันจังคู่นี้

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
จ้าาา บ้านของเรา

ออฟไลน์ u_cosmos

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1114
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-1
ละมุนละไมกันจังเลย
แต่พอเริ่มพูดถึงบ้านเมืองแล้วก็ใจหาย อยากให้อยู่ดูแลกันที่นี่นานๆ

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
โอยยย น่ารักมากค่ะ เค้าสวีทกัน ดูแลกันตลอดเวลา
ไม่ได้มีโมเมนท์นี้มากนักที่จะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้

เอ็นดูนาซีมมาก อยากดูแลกันบ้าง ไม่อยากได้รับฝ่ายเดียว
คาริฟก็ปริ่มไปเถอะ เจอคนน่ารักอยากใส่ใจกัน

เข้าใจนาซีมนะคะว่า ยังมีห่วง แต่ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตให้เต็มที่
คาริฟก็คอยอยู่เคียงข้างเสมอ คอยเอ็นดูไม่ห่างแน่นอน

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2
 

 



บทที่ 28 ไฟสงคราม

 



 

 

               เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน ดวงอาทิตย์สีส้มก็ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้า ทาริคทอดสายออกไปด้านนอก มองจุดที่ท้องฟ้าบรรจบผืนทราย ฝ่ามือหยาบกร้านเพราะกำดาบมาครึ่งชีวิตค่อยๆ ลูบไปบนขอบหน้าต่างเบาๆ มองผาดๆ อาจคิดไปว่าราชาองค์ใหม่กำลังสนใจลวดลายที่สลักเสลาที่บานวงกบนั้น

แต่แท้จริงแล้วเขากำลังครุ่นคิด

...คิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืน

ซ้ำยังคิดด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเป็นที่สุด

“เขาหนีไปแล้ว”

“ขอรับท่านทาริค”

“ปล่อยให้หนีได้...” เขาเว้นช่วงคำพูดก่อนจะหันมามองคนใต้บังคับบัญชาซึ่งอยู่ห่างออกไปโดยมีโต๊ะทรงงานขวางกั้นเอาไว้ด้วยสายตาคมกริบ “...อีกแล้วหรือ”

แม้จะเป็นทหารเดนตายที่เก่งกาจมาจากไหน แต่เมื่อยู่ใต้สายตาเชือดเฉือนราวกับจะฆ่าคนได้ ทุกคนต่างก็ต้องตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวกันทั้งนั้น

ทาริคเป็นคนเก่ง ซ้ำยังฉลาดมาก แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เขาน่ากลัวว่าผู้นำคนอื่นๆ คือ นอกจากสู้รบเก่งและฉลาดแล้ว ทาริคยังบ้าบิ่น

...และคาดเดาไม่ได้อีกด้วย

เขาเดินกลับมาที่เก้าอี้ทรงงาน ทิ้งตัวลงนั่งเอนหลังแล้วกวาดตามองเหล่าทหารหาญที่คอยอยู่รับใช้กันมานาน มองเหล่าขุนนางใหม่ที่เพิ่งแต่งตั้ง สุดท้ายสายตาจึงไปหยุดที่เหล่าขุนนางเก่าของราชาองค์ก่อนซึ่งยินยอมสวามิภักดิ์ต่อตน แล้วถึงเอ่ยถาม

“ไหนเจ้าว่า นาซีมไม่มีกำลังสนับสนุนอย่างไรเล่า แล้วเหตุไฉนเจ้าชายน้อยของพวกเจ้าจึงมีคนมาช่วยให้หนีไปได้ทุกครา”

“คงมิใช่ถึงขนาดกองกำลังขอรับองค์ราชา”

“ถ้ามิใช่กองกำลังแล้วเป็นอะไร เจ้าลองบอกข้า...หากให้เหตุผลที่ฟังขึ้น ครั้งนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

“!”

เสนาฝ่ายซ้ายของอดีตราชาราฮิมผงะถอยไปหลายก้าว ร่างกายของเขาสั่นทึมจนไม่อาจระงับอาการ ขุนนางเฒ่าเพิ่งสำนึกได้ในตอนนี้ว่าไม่ควรเข้าข้างศัตรูตั้งแต่แรก เพราะถึงแม้ตนจะเปลี่ยนสีมามอบกายถวายชีวิตให้ เจ้าคนป่าเถื่อนผู้นี้ก็ไม่คิดจะเห็นหัวกันอยู่ดี

แต่ให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาโดดลงเรือโจรสลัดลำนี้เสียแล้ว สิ่งที่ทำได้มีเพียงต้องพินอบพิเทาและทำอย่างที่กัปตันเรือสั่งโดยไม่มีข้อแม้

“เงียบทำไม ข้าสั่งให้พูด!”

               เสียงตวาดก้องกัมปนาทไปทั่วห้องทรงงาน พานให้เสนาบดีแก่สะดุ้งตกใจอย่างเสียขวัญก่อนจะละลักละล้ำบอกสิ่งที่คาดว่าจะเป็นไปได้

               “ข้าคาดว่าจะเป็นเหล่าราชองครักษ์ส่วนพระองค์ขอรับ ต้องเป็นพวกนั้นแน่ๆ ที่ช่วยเจ้าชายนาซีมไว้ เพราะก่อนหน้านี้ระ...เราปล่อยมันหนีไปได้ ตะ...แต่พวกมันมีจำนวนไม่มากขอรับ”

               “ไม่มากที่ว่านั่นเท่าไหร่”

               “ไม่เกินสามสิบนายขอรับ”

               “แต่เป็นยอดฝีมือทั้งนั้นใช่หรือไม่”

               “ขะ...ขอรับ”

               “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

ทาริคพยักหน้ารับรู้และไม่มีท่าทีคุกคามชั่วขณะหนึ่ง ขุนนางเฒ่าจึงลอบระบายลมหายใจเบาๆ ด้วยคิดว่าตนคงรอดพ้นจากโทษทัณฑ์ของราชาองค์ใหม่

               แต่ขณะที่อีกฝ่ายนึกวางใจ ราชาไร้หัวใจก็เอ่ยออกมาเรียบๆ คำหนึ่ง

               “ฆ่ามัน”

ฉัวะ!

โลหิตสีแดงสดสาดกระจายไปที่ผนังข้างหนึ่งหลังจากที่ซีญ่าตวัดดาบ ร่างไร้ศีรษะของของขุนนางอาวุโสล้มตึงลงไปกับพื้น เสียงหนักๆ ของร่างที่กระทบพื้นรวมกับกลิ่นโลหิตเข้มข้นยิ่งทำให้บรรยากาศรอบกายของอัลฟ่าผู้มีตำแหน่งสูงสุดน่าหวาดหวั่นมากขึ้นไปอีก

ทาริคปรายตามองศีรษะที่ดวงตาเบิกค้างแวบหนึ่งจากนั้นจึงสั่ง

“จัดการอย่าให้มันรกตาข้า”

เมื่อสิ้นเสียง ทหารผู้น้อยที่คอยอยู่หน้าประตูก็เข้ามาเก็บกวาดอย่างรวดเร็วในพริบตาเดียว ส่วนทาริคก็เดินวนกลับไปที่หน้าต่างเหมือนเก่า เขาทอดสายตาออกไปด้านนอกอีกครั้ง เนิ่นนานกว่าจะเปิดปากอีกครา

“ครั้งแรกเขาหนีไปยังโฮมาหรือ”

“ขอรับ” ซีญ่ายืนยัน

“ต่อมาคนของเราจับเขาได้ที่เอมาลี?”

“ขอรับ”

“เมื่อถูกจับไปที่ซันดา เขาหนีออกมาได้และมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายมาชิงตัวไปอีกต่อ”

“ถูกแล้วขอรับ”

“ถ้าอย่างนั้นคงไม่มีวิธีอื่น” ประโยคนี้ทาริคคล้ายเอ่ยกับตนเอง แล้วจึงหันกลับไปหาทหารและขุนนางของตน “เกณฑ์ไพร่พลและจัดทัพให้เร็วที่สุด”

“อะ...องค์ราชาจะทำสิ่งใดหรือขอรับ”

ใครคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ และทาริคก็ยอมตอบโดยดี

“เราจะบุกโฮมา”

 

 

 

 
❂ …………………………….❂

 

 

 

 

               “เพิ่งยึดโซราห์ได้ไม่นาน ท่านก็จะทำศึกอีกแล้วหรือ”

               เสียงของเบต้าหนุ่มที่กำลังแช่น้ำในสระซึ่งโรยกลีบดอกไม้เอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นทาริคเดินเข้ามา เขาวักน้ำขึ้นลูบแขนและไหล่ไปพลางขณะรอคำตอบ

               ทาริคยิ้มบาง หากดวงตาคมกริบที่มองอีกฝ่ายกลับฉายแววไม่พอใจน้อยๆ

               “ข่าวของเจ้าเร็วดีนะ”

               “ไม่พอใจหรือ”

               “ข้ายังมิได้ว่าอันใด”

               “เช่นนั้นก็ตอบคำถามข้าสิ” ดวงตาคู่สวยมองราชาทาริคสืบเท้าไปตามขอบสระ ก่อนจะหยุดลงตรงตำแหน่งที่เขาพิงกายเอาไว้ “เหตุใดจึงเร่งทำศึกนัก”

               “เราจำเป็นต้องทำ”

               “จำเป็นอย่างไร ไหนท่านว่าพวกเราต้องเร่งสร้างความเสถียรและมั่นคงให้โซราห์ก่อน แต่นี่ยังยึดได้ไม่ทันไรท่านก็จะทำศึกอีกแล้ว คนของเราก็ยังไม่ฟื้นตัวจากการศึกที่ผ่านมาเลยด้วยซ้ำ”

               “ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน เวลานี้คนของเราชินกับการทำศึก ซ้ำยังได้พักมาแรมเดือน อีกอย่าง เราได้กำลังเสริมเพิ่มจากกองทัพของโซราห์ด้วย”

               “แต่ข้าก็ยังคิดว่านี่เร็วเกินไป”

               “เจ้าไม่เชื่อความคิดข้าหรือ”

               ทาริกเอ่ยก่อนจะย่อตัวลงนั่ง เขาเชยคางอามินขึ้นแล้วจ้องตาคู่งามของเบต้าหนุ่ม ไม่รู้เพราะอะไรทาริคจึงรู้สึกว่าดวงตาคู่นี้ดึงดูดเขาได้เสมอ แม้บางครั้งก็เป็นดวงตาคู่นี้อีกเช่นกันที่แสร้งทำเฉยเพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง

               “ท่านไม่ควรถามข้าด้วยคำถามนี้”

อามินเอ่ยเรียบๆ แต่ทาริคเก็นแววผิดหวังแทรกเข้ามาในแววตาของอีกฝ่าย

               “เหตุใดข้าจึงไม่ควรถาม”

               “ท่าน...”

อามินสะบัดหน้า พยายามให้ตัวเองพ้นจากอุ้งมือที่บีบปลายคางไว้...แต่มันไม่สำเร็จ

“บอกสิว่าทำไม”

“อย่าทำเหมือนไม่รู้ว่าข้ารู้สึกอย่างไร...”

ว่าจบอามินก็ใช้มือผลักตัวห่างจากสระน้ำและว่ายไปขึ้นอีกฝั่ง เขาใช้ผ้าแพรบางห่อร่างเปลือยเปล่าอย่างรวดเร็ว เมื่อมัดทีเอวเรียบร้อยชายหนุ่มจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่อีกฝั่งของสระ

“ในเมื่อเจ้าเชื่อข้า เช่นกันก็จงเชื่อต่อไป รับรองว่าสิ่งที่ข้าคิดจะกระทำย่อมเป็นสิ่งที่จะพาเราไปสู่จุดสูงสุดแห่งซาร์เรีย”

“...”

“ข้าจะไม่มีวันทำให้เจ้ากลับไปตกต่ำเช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว”

พูดจบทาริคก็กางมือออกโดยมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับที่มุมปาก อามินมองดูรอยยิ้มนั้นอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเดินอ้อมสระน้ำไปหาอ้อมกอดของอีกฝ่าย

ใครจะว่าทาริคเลวร้ายอย่างไร อามินก็ไม่อาจใจแข็งกับทาริคได้นานเหมือนที่ต้องการ

...ไม่เคยปฏิเสธบุรุษผู้นี้ได้

เมื่อถูกรวบกอดเอาไว้แล้ว เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะน้อยๆ ของคนเถื่อนที่ใครๆ ต่างขนานนามลับหลังว่าราชาไร้หัวใจ อามินซบหน้าลงกับอกแกร่งนั้น

ฟังดูสิ...นั่นเสียงหัวใจของทาริคมิใช่หรือ

เขาเองก็มีหัวใจเหมือนมนุษย์ทั่วไป หาใช่คนไร้หัวใจไม่...อามินคิด แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายแสดงออกต่อหน้าเขาเป็นเพียงเล่ห์กลหรือความรู้สึกจริงๆ กันแน่

“ท่านทาริค”

               “หืม?”

               “ตกลงว่าท่านคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ ท่านก็รู้มิใช่หรือว่าโฮมาเป็นแคว้นใหญ่ไม่ต่างกับโซราห์ หากทำอะไรผลีผลามเกินไป ข้าเกรงว่าเราจะเพลี่ยงพล้ำ”

               “แต่ถ้าไม่ทำ เจ้าชายไร้บัลลังก์ผู้นั้นคงชิงโอกาสนี้รวบรวมกำลังขึ้นและต่อต้านเราในไม่ช้า”

               อามินขนลุกซู่ ก่อนจะผละออกเพื่อเงยขึ้นมองหน้าทาริค

               “ไหนว่าเขาไม่มีพันธมิตร ตัวคนเดียว ซ้ำยังอ่อนแอ”

               “ตอนแรกข้าก็เข้าใจเช่นนั้น แต่ดูเหมือนสิ่งที่พวกเราคิดจะผิดไป เจ้าไม่สงสัยหรือว่าเหตุใดเขาจึงหนีจากเงื้อมมือข้าพ้น”

               “...เขาอาจจะโชคดี”

               “แต่นี่สี่ครั้งแล้วที่เขาหนีไปได้ ข้าเชื่อว่าโลกใบนี้มีมีผู้ใดโชคดีถึงเพียงนั้น”

               “ท่านหมายถึง...” อามินนิ่งไปนิดแล้วจึงเอ่ย “เขามีคนช่วยเหลืออยู่อย่างนั้นหรือ”

               “แน่นอน เขาต้องมีคนคอยช่วย” ทาริคว่า “และต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ เขาหนีออกจากค่ายของเราในราตรีนั้นและเข้าสู่โฮมาได้อย่างง่ายดาย ผ่านไปหลายราตรีเราจึงพบความเคลื่อนไหวของเขาที่เอมาลี พอถูกจับได้และพาไปขังที่ซันดา แคว้นในอาณัติของเราแท้ๆ เขาก็ยังหนีออกมาได้อีกครั้ง ก่อนจะหายสาบสูญไปจนถึงยามนี้ หากไม่ได้มือมืดของผู้มีอำนาจยื่นมาช่วย เจ้าคิดว่าโอเมก้าตนหนึ่งจะหนีไปได้ถึงเพียงนี้หรือ”

               “...” อามินฟังแล้วนิ่งอึ้งไปนาน “ท่านก็เลยคิดจะจัดการกับผู้ที่คิดว่าจะเป็นขุมกำลังให้แก่เจ้าชายนาซีมหรือ”

               “ใช่” ทาริคพยักหน้า

               “แต่มันอันตรายมากหากเราไม่วางแผนให้ดีก่อน โฮมากับเอมาลีไม่ใช่แคว้นเล็กๆ ท่านมีแผนแล้วหรือ”

               “มีสิ”

               “อะไร”

               “บุกเข้าตอนนี้เลย”

               “หา?”
               อามินแทบไม่อยากเชื่อที่ได้ยิน เพราะสำหรับเขา นั่นไม่อาจเรียกว่าแผนได้ด้วยซ้ำ

               “พวกมันคงคิดไม่ถึงว่าเราจะบุก เพราะก่อนหน้านี้เราส่งคนเข้าไปขอความร่วมมือในการหาตัวเจ้าชายนาซีม เราจะใช้โอกาสที่พวกมันไม่ได้ตั้งตัวนี้เพื่อยึดเอาแคว้นของมันมา”

               “เสี่ยงเกินไป” อามินแย้ง

               “หากไม่เสี่ยง จะเป็นเราที่พ่าย”

               “...ท่านคิดดีแล้วหรือ”

               ดวงตาคมกริบก้มลงมองใบหน้างดงาม เขารู้สึกไม่พอใจเท่าใดนักที่ถูกอามินทักท้วงอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อสบตาของอีกฝ่ายและเห็นเพียงความห่วงใย สุดท้ายทาริคจึงยอมอ่อนลง

               “ข้าคิดดีแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง”

               “จะออกรบด้วยตัวเองหรือไม่”

               “กองทัพของข้าต้องการแม่ทัพ”

               “แต่ท่านคือราชาแล้วมิใช่หรือทาริค”

               “...อย่ากังวลนักเลยยอดรัก ข้าจะนำชัยชนะมาให้เจ้าอีกครั้งอย่างแน่นอน”

               พูดจบทาริคก็ถูกจุมพิตลงบนกลีบปากของอามิน จุมพิตของเขาไปด้วยอารมณ์รุนแรงเสมอ ทว่าอามินก็มักจะถูกรอยจูบนี้ดึงดูดให้เข้าไปอยู่ใต้การควบคุมของอีกฝ่าย

            ...จนไม่อาจถอนตัวได้

               กระทั่งอามินถูกไล่ต้อนไปจนมุมห้อง เสื้อคลุมผ้าแพรถูกดึงให้หลุดจากร่าง และก่อนที่อะไรๆ จะเลยเถิดไปมากกว่านั้น เบต้าคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ข้างกายราชาไร้หัวใจก็ใช้สองมือประคองหน้าของอีกฝ่ายไว้ แล้วจึงเอ่ยคำขอประโยคหนึ่ง

               “หากท่านจะเป็นแม่ทัพในศึกครานี้ ข้าขอติดตามท่านไปด้วยนะ”

               “อันตรายเกินไป”

               “...แต่ข้าอยากอยู่ข้างกายท่าน”

               “...”

               “ได้หรือไม่”

               “เดี๋ยวนี้เจ้าชักจะเอาแต่ใจมากเกินไปแล้วนะ”

               “ข้า...”

               คำขอทุกอย่างกลืนกลับลงไปในลำคอ นับจากวินาทีนั้นอามินก็ไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำใดอีกนอกจากเสียงครวญคราง มีชั่วขณะหนึ่งที่เขาเผลอสงสัยว่าสิ่งที่ทาริคพูดอาจจะผิด

               ...เพราะคนเอาแต่ใจคนนั้นไม่ใช่อามิน ทว่าคือทาริคต่างหาก

 



❂ …………………………….❂

 



               หลังจากเข้าพิธีแต่งงานกับคาริฟได้ไม่นาน ข่าวการเคลื่อนทัพของราชาองค์ใหม่ของโซราห์ก็มาถึงไอเรม ตอนนั้นเองที่นาซีมตระหนักได้ว่า...

            เวลาแสนสุขของตนนั้นสั้นเพียงใด

               เขาอยากอยู่ที่นี่ อยู่ในสรวงสวรรค์บนดิน ที่ซึ่งห่างไกลความวุ่นวายและป่าเถื่อนของคนโฉดชั่ว ทว่าไฟสงครามที่กำลังเกิดขึ้นก็ลุกโหมจนร้อนระอุไปทั้งซาร์เรีย ทั้งต้นเหตุและแหล่งซ่องสุมกำลังก็เป็นแคว้นโซราห์ของเขาอีกด้วย ดังนั้นนาซีมจึงไม่อาจนิ่งเฉยและปล่อยให้มันลุกลามจนเสียหายไปทั้งดินแดนทะเลทรายได้อีก

               แต่นอกจากเจ้าชายอดีตรัชทายาทแห่งโซราห์แล้ว หัวหน้าเผ่าโบราณอย่างคาริฟก็ร้อนใจไม่แพ้กัน หลังจากได้ข่าวว่าทาริคบุกประชิดโฮมา บุรุษชุดดำก็ออกไปเฝ้ารอนอกเหยี่ยวสื่อสารที่ห่อส่งข่าวบนผาสูงเหนือต้นน้ำทุกคืน

               “ข้าต้องคอยดูความเคลื่อนไหวจากคนของเรา”

               คนของเราที่ว่าคือเครือข่ายของเหล่าภูตราตรีที่แฝงตัวอยู่ทุกหนทุกแห่งในซาร์เรีย นาซีมยังนึกทึ่งไม่หายที่เผ่าเล็กๆ ของคาริฟยังคงยึดมั่นตามคำสั่งของบรรพบุรุษที่บอกให้พวกเขาคอยรักษาสมดุลของดินแดนทะเลทรายเอาไว้ ก่อนจะเกิดเรื่องราวบานปลายที่นำมาซึ่งการล่มสลายเหมือนเมื่อครั้งอดีต

               แม้นาซีมจะยังสงสัยว่าเผ่าเล็กๆ เช่นนั้นจะขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากแค่ไหนก็ตาม แต่ทุกๆ ราตรีเขาก็มันจะติดตามสามีไปยังหน้าผาสูงด้วยกันเสมอ

               “หนาวหรือไม่”

               คาริฟเอ่ยถามเพราะเห็นนาซีมห่อตัวหลังจากลมหนาวพัดมาระลอกหนึ่ง

               “ไม่เท่าไหร่” เจ้าชายว่า แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าภูตราตรีก็รวบร่างของเขาขึ้นมานั่งบนตักและกอดเอาไว้ในอ้อมแขนอบอุ่นอยู่ดี

               “ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าไม่ให้มาด้วย”

               “เจ้าบอกแล้ว” นาซีมเองก็รับรู้ แต่เขาแค่ไม่ทำตาม “แต่ข้าไม่เชื่อ”

               “เดี๋ยวนี้เจ้าดื้อดึงนัก”

               คนพูด พูดพลางก้มลงงับที่ก้มเนียนไปทีหนึ่งอย่างนึกมันเขี้ยว

               นาซีมก้มตัวหลบแต่ไม่ทัน เขาจึงปล่อยให้อีกฝ่ายรังแกจนพอใจ ก่อนจะพลิกกายกลับมา เงยหน้าขึ้นและช้อนตามอง

               “ข้าไม่อยากให้ท่านต้องรออยู่คนเดียว ข้าอาจช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่ก็ช่วยเป็นเพื่อนคุยแก้ง่วงได้มิใช่หรือ”

               “อืม” คาริฟยิ้ม และเป็นยิ้มที่นาซีมรู้สึกว่าช่วงหลังเขาได้เห็นจนชินตา

               พวกเขานั่งคุยและหยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่ง เสียงปีกกรีดอากาศก็ดังหวือมาจากช่องเขาทางหนึ่ง คาริฟจึงปล่อยนาซีมให้เป็นอิสระ ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จากนั้นก็ยื่นแขนออกไปด้านหน้าและรอคอย

               เพียงอึดใจเดียวเหยี่ยวทะเลทรายสีน้ำตาลแดงก็พุ่งตรงมาหาและโฉบลงเกาะบนแขนซึ่งสวมปลอกหนังรออย่างแสนรู้

               คาริฟหยิบชิ้นเนื้อที่เตรียมไว้ให้เจ้าเหยี่ยวตัวโตแล้วค่อยๆ แกะกระบอกทองเหลืองเล็กๆ ที่ผูกติดกับห่วงขานกออกมา ในกระบอกสีทองนั้นมีกระดาษเขียนมาไม่กี่ประโยค แต่สั้นและได้ใจความ

คนเถื่อนยึดโฮมา เจ้าครองแคว้นขอความช่วยเหลือ

เมื่ออ่านจบคาริฟก็ยื่นสารฉบับนั้นให้แก่นาซีม เจ้าชายรับมาอ่านครู่เดียว ก่อนจะเงยหน้ามองคนรักที่ยืนอยู่ข้างกัน

พวกเขาทั้งคู่ต่างไร้คำพูดชั่วอึดใจหนึ่งเพราะไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมา นาซีมเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป กระทั่งคาริฟตั้งสติได้ก่อน บุรุษในชุดดำจึงเอ่ย

“คืนนี้เรากลับบ้านก่อน รุ่งเช้าค่อยคิดกันอีกที”

“อืม”

นาซีมพยักหน้าก่อนจะปล่อยให้คนรักจูงมือเดินลงเขาไปที่กระท่อมน้อยซึ่งเป็นที่พำนักของตนเอง ระหว่างทางพวกเขาไม่ได้พูดคุยกันเลยแม้แต่คำเดียว เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเรื่องให้ขบคิด

นาซีมมองตามแผ่นหลังกว้างเป็นระยะ รู้สึกใจหายอย่างไรก็บอกไม่ถูก ทั้งที่รู้ว่าอย่างไรวันนี้หรือแม้กระทั่งวันที่ต้องเผชิญหน้าย่อมมาถึงในสักวันหนึ่ง

หากข้างในก็ยังวูบโหวงอยู่ดี


...ถึงเวลากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้วสินะ

 

 

 

❂ …………………………….❂

 

 

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
เพิ่งจะแต่งงานกันเอง สงครามก็มารอแล้ว เป็นกำลังใจให้ทั้งคู่เลยนะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
กลัวโดนซ้อนแผนจัง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
คนกระหายอำนาจ ทำยังไงก็ไม่จบสิ้น ไม่เลิกราเนาะ
อามินมีความนัยแอบแฝงอะไรไหม นอกจากดูรักทาริคแล้ว

สงสารคนรักกันต้องพากันออกรบ ชีวิตพึ่งได้เจอความสุข
หลังจากต้องผจญภัยมาพักใหญ่ ได้เจอที่พึ่งพิง

เฮ้อออ ไม่ชอบสงคราม แต่สงครามจะทำให้ตายก็จำเป็นต้องสู้

ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-2
สนุกจัง ชอบแนวอาหรับทะเลทรายมากกกกกกกกก :กอด1: :L2: :mew1:

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2





บทที่ 29 ไม่โดดเดี่ยว









สายลมพัดเอื่อย แดดรำไรส่องลอดใบไม้หนาทึบลงมาต้องดวงหน้าของคนที่นั่งหลับตาพริ้ม นาซีมรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่บริเวณบ้านหลังน้อยของคาริฟมีต้นไม้ใหญ่ ไม่เช่นนั้นเขาคงได้แต่อุดอู้อยู่ในห้องยามที่อากาศร้อน

เจ้าชายแกว่งเท้าน้อยๆ ในอ่างทองเหลืองที่บรรจุไปด้วยน้ำเย็น ขากางเกงที่ถกขึ้นค่อยๆ ไถลลงไปกอมเท้าข้างหนึ่ง แต่เขาก็มิได้สนใจจะจับมันนัก ได้แต่เอามือข้างหนึ่งก็โบกลมเข้าหาตัว ส่วนอีกข้างก็วางพาดไว้ข้างลำตัวนิ่งๆ สายตาทอดมองลงไปหาเจ้าภูตราตรีที่กำลังตักน้ำในสระเหนือประตูส่งน้ำ

เมื่อจัดการตักน้ำเรียบร้อยคาริฟก็ปีนขึ้นมาด้านบน ก่อนจะเดินอ้อมหลังนาซีมแล้วเทน้ำที่ตักมาใส่ในถังไม้ถังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลออกไปนัก

“ร้อนมากหรือ”

เจ้าภูตราตรีเดินตรงมาย่อตัวลงตรงหน้าและสำรวจนาซีมพลางเอ่ยถาม

“ร้อน” นาซีมว่า

“ทั้งที่ฤดูฝนกำลังจะมาเยือนแล้วแท้ๆ”

แม้ในฤดูร้อนของไอเรมจะยาวนาน แต่สรวงสวรรค์แห่งนี้ก็ยังมีฤดูฝนและฤดูหนาวสั้นๆ แตกต่างจากพื้นที่อื่นในซาร์เรียที่มีเพียงฤดูร้อน ปีหนึ่งฝนจะมีพายุฝนแค่ครั้งหรือสองครั้ง ด้วยเหตุนี้นาซีมคิดว่ามันอาจทำให้ไอเรมมีพืชพรรณไม่เหมือนกับที่ใดในดินแดนทะเลทราย

นาซีมเองก็ไม่เคยเห็นฤดูฝนมาก่อนในชีวิต ได้ยินเพียงคำบอกเล่ากับเคยอ่านในตำราเรียนเท่านั้น ยามนี้เขาจึงตื่นเต้นและรอคอยที่จะได้พบมันเป็นอย่างมาก

“แล้วเจ้าไม่ร้อนหรือ” นาซีมถาม

“ร้อน” คาริฟบอก “แต่ก็รู้สึกว่าอากาศเย็นสบายมากว่าช่วงที่พาเจ้ากลับมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ”

“งั้นหรือ...บางทีข้าอาจจะขี้ร้อนมากเกินไปจนพลอยทำให้เจ้าลำบากไปด้วย” นาซีมว่า สายตาก็เหลือบมองน้ำในถังไม้ที่คาริฟตักมาใส่ให้จนเต็ม

“เรื่องแค่นี้เอง ลำบากอะไรกัน”

คาริฟว่าพลางสางผมยุ่งเหยิงของนาซีมไปด้านหลัง เห็นหน้าผากมนมีเหงื่อเม็ดใสเกาะพราว ชายหนุ่มก็ใช้มือเกลี่ยเช็ดให้อย่างใส่ใจ

“ขอบคุณ” นาซีมยิ้มรับ

เดิมทีนาซีมคิดว่าคาริฟอาจจะเบื่อในสักวันหากต้องคอยปรนนิบัตรเขาราวกับยังเป็นเจ้าชายที่อาศัยอยู่ในพระราชวัง วันหนึ่งเจ้าชายโอเมก้าจึงเอ่ยกับเจ้าภูตราตรีว่าไม่ต้องทำให้เขาเช่นนี้ก็ได้ แต่คาริฟกลับให้เหตุผลว่า

“สิ่งที่ข้าทำให้เจ้า มิใช่ทำในฐานะที่เจ้าเป็นเจ้าชาย แต่ทำเพราะเจ้าเป็นคนรักของข้า”

“...”

“ทำเพราะอยากทำ อยากดูแลเจ้าให้ดี”

“...”

“ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะลำบาก ข้ามีความสุขมากกว่าที่ได้ดูแล”

“คาริฟ...”

นาซีมแทบร้องไห้ตอนที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาง่ายๆ ขณะที่กำลังสาละวนกับการแกะเนื้อปลาให้เขา เขาคิดขึ้นมาว่าตนเองก็อยากตอบแทน อยากเห็นคาริฟมีความสุข และถ้ามีสิ่งใดที่พอจะทำเพื่อคาริฟได้ เจ้าชายไร้บัลลังก์ผู้นี้ก็พร้อมจะทำให้เช่นกัน

...ในตอนนั้นเองที่นาซีมเข้าใจว่าสิ่งที่คาริฟพูดหมายถึงอะไร

“ข้าก็อยากดูแลเจ้าเช่นกัน”

“งั้นหรือ” เจ้าภูตราตรีเลิกคิ้ว

“อื้ม” นาซีมพยักหน้า แล้วจึงเอื้อมมือไปเช็ดเหงื่อที่ติดหน้าผากให้ “แต่ข้าดูแลใครไม่เก่ง ขนาดตัวเองยังไม่ค่อยรอด เอาเป็นว่าข้าจะค่อยๆ เริ่ม ข้าจะลองทำสิ่งเล็กสิ่งน้อยเพื่อเจ้านะ”

กระทั่งถึงวันนี้ วันที่พวกเขาเข้าพิธีวิวาห์และอยู่ร่วมกันมาจนสิ้นฤดูร้อนแล้ว กว่าสามเดือนที่ผ่านมาคาริฟไม่เปลี่ยนไปจากวันแรกเลย

ระหว่างที่นาซีมกำลังจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อไปแช่น้ำในอ่างไม้ เจ้าชายก็คิดถึงเรื่องยุ่งยากที่ทั้งเขาและคาริฟต้องทำหลังจากนี้

“เมื่อเช้าฟามีนบอกว่าฮาบัสมิได้มาด้วย ข้ายังไม่ทันถามว่าเพราะอะไร เขาก็กลับไปพักเสียก่อน เจ้ารู้ไหมว่าฮาบัสไปไหน”

เพราะนาซีมถูกอันวาที่เดินทางมาจากเอมาลีพร้อมกับพวกฟามีนดึงความสนใจไป เขาจึงไม่ทันถามไถ่เรื่องอื่นๆ ให้ถี่ถ้วน

“ฮาบัสอยู่อารักขาราชาแห่งโฮมา”

“เขาอยู่กับพวกเราแล้วหรือ”

“อืม อยู่ด้วยกันในเอมาลี เขาหนีรอดมาได้แต่กำลังตกที่นั่งลำบาก ข้าเองพอรู้เรื่องราวอยู่บ้าง แต่ยังไม่ละเอียดนัก เอาไว้ราตรีนี้ก็คงได้รู้พร้อมกัน” คาริฟว่า “อย่าร้อนใจไปเลย แช่น้ำเถอะ”

“แล้วเจ้าเล่า” นาซีมปลดเสื้อคลุมออกให้เหลือเพียงกางเกงที่พับขาเอาไว้

“อยากให้ข้าแช่ด้วยหรือ”

บุรุษที่ใครๆ ต่างก็ว่ายิ้มยากเอ่ยพลางยกมุมปากอย่างไม่น่าไว้ใจ

นาซีมพอจะมองออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ แต่ถึงแม้เขาจะกระดากอายอยู่บ้าง หากก็เคยชินเสียแล้วเพราะอยู่ด้วยกันมาหลายเดือน

เรื่องอะไรที่คู่รักสมควรทำ...ก็ทำมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

“มาแช่ด้วยกันสิ ข้าจะนวดหลังให้ เห็นแก่ที่เจ้าแบกน้ำขึ้นมาตั้งหลายรอบ” เจ้าชายว่า แม้จะยังขวยเขินเล็กน้อยยามที่ต้องชวนเชิญก่อน “แต่ถ้าเจ้าไม่เมื่อยก็ไม่เป็นไร...”

“ข้าไม่เมื่อยหรอก” คาริฟบอก ก่อนจะเดินเข้ามาประชิดแผ่นหลังบางแล้วก้มกระซิบ “แต่หากเจ้าเต็มใจนวดให้ ข้าย่อมยินดี”

หลังจากนั้นอ่างไม้ใบใหญ่ก็ดูแคบลงถนัดตา เมื่อมีร่างสองร่างลงไปนั่งซ้อนกันอยู่ในนั้น จะผิดไปก็ตรงที่บุรุษตัวโตกว่านั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง แทนที่จะหันหลังให้นาซีมนวดตามที่ตกลงกันไว้

“เจ้าว่าจะให้ข้านวดคลายความเมื่อยล้า ไฉนจึงไม่หันหลังให้ข้าเล่า”

“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว” คาริฟบอกเรียบๆ

“หืม? เปลี่ยนใจหรือ”

ไม่ทันเอ่ยถาม คนที่ทำให้สงสัยก็เฉยเสียก่อน

“เจ้าไม่ต้องนวด ขอแค่อยู่นิ่งๆ ให้ข้ากอดก็พอ”

พูดจบมือหนาก็คว้าเอวนาซีมแล้วรวบเข้ามากอดเอาไว้หลวมๆ ก่อนเจ้าตัวจะนั่งเอนหลังพิงขอบอ่างแช่น้ำอย่างสบายใจ พอคนถูกกอดเอี่ยวมองหน้า เจ้าภูตราตรีก็เอ่ยออกมาคำหนึ่ง

“เจ้ายังร้อนอยู่ไหม”

ไม่ว่าเปล่า คาริฟยังวักเอาน้ำเย็นรดไหล่ของนาซีมอย่างเอาใจ เจ้าชายจึงได้แต่ตอบตามความจริง

“เย็นขึ้นแล้ว”

“เช่นนั้นก็เอนหลังมาทางน้ำเถอะ ยังมีเวลาแช่น้ำสักหน่อยก่อนไปเตรียมตัวต้อนรับเหล่าคนที่จะมาเยือนกระท่อมของเราเย็นนี้”

“อืม”

เมื่อตอบรับแล้วนาซีมก็เอนกายพิงกับร่างที่ซ้อนตนเอาไว้ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับช่วงเวลาสงบที่คาริฟหยิบยื่นให้อย่างเป็นสุข



❂ …………………………….❂



เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า คบไฟรายทางทั่วถนนสายเล็กในไอเรมก็ถูกจุดขึ้น ที่บ้านหลังเล็กใกล้กับประตูส่งน้ำก็มีแสงไฟส่องประกายลอดหน้าต่างออกมาเช่นกัน

เมื่อคาริฟจุดตะเกียงในบ้านให้นาซีมแล้ว เขาก็เดินออกไปตะเกียงดวงใหญ่ที่แขวนไว้หน้ารั้ว เพราะวันนี้บ้านของเขาจะเปิดรับสองหัวหน้าองค์รักของนาซีมกับสมาชิกระดับสั่งการของเหล่าภูตราตรี เพื่อหารือเกี่ยวกันสถานการณ์ร้อนระอุที่กำลังเกิดขึ้น

เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน เขาก็พบคนรักซึ่งเป็นถึงเจ้าชายแห่งแคว้นโซราห์กำลังยกจานเนื้ออบสมุนไพรกับแป้งย่างถาดใหญ่มาวางไว้บนโต๊ะอาหารกลาง

“เหตุใดไม่รอให้ข้าช่วยยกเล่า”

“แล้วไยต้องรอ ถาดเท่านี้ข้ายกได้” นาซีมว่า ก่อนจะเขาเข้าไปนั่งกินมื้อเย็นด้วยกัน “มาสิ วันนี้มีเนื้อแพะอบสมุนไพรที่เจ้าชอบด้วยนะ”

“ได้เนื้อมาจากไหน” คาริฟถามขณะเดินมาทิ้งตัวลงบนพรมเพื่อลงมือกินอาหารค่ำฝีมือคนรัก

“ท่านแม่นีราเอามาให้ สมุนไพรนี่ก็ด้วย ท่านแม่ว่าเจ้าชอบกินข้าจึงเรียนวิธีทำมา ลองชิมดูก่อนสิ ไม่รู้ว่ารสชาติเป็นยังไงบ้าง”

“อืม”

คาริฟตอบรับก่อนใช้มีดสั้นตัดแบ่งเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ เขาหยิบเนื้ออบขึ้นห่อกินกับแป้งนานที่ย่างจนหอมกำลังดี เมื่อเอาทั้งสองอย่างเข้าปากพร้อมกัน รสชาติที่ได้รับกลับอร่อยราวเป็นรสมือของมารดาเลยทีเดียว

“เป็นอย่างไร”

คนทำลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ ส่วนคนกินก็เคี้ยวจนหมดปากแล้วตอบตามตรง

“อร่อยมาก”

“จริงหรือ”

“ข้าจะโกหกเจ้าไปไย ลองชิมดูเองสิ รสเหมือนที่ท่านแม่ทำไม่มีผิด”

ว่าแล้วคาริฟก็จัดการห่อเนื้อกับแป้งแล้วป้อนถึงปากคนทำ นาซีมยอมอ้าปากรับมาเคี้ยวตุ้ยๆ แต่โดยดี จนเมื่อกลืนลงคอหมดแล้วเจ้าชายถึงยิ้มออกมาได้

“ใช้ได้จริงด้วย”

“เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าอร่อย” เจ้าภูตราตรีว่า จากนั้นก็เอ่ยชมคู่โชคชะตาของตนอีกหลายประโยค “นี่เพิ่งหัดทำครั้งแรกใช่ไหม”

“ใช่”

“อร่อยมากนะ ข้าว่าเจ้าคงมีพรสวรรค์ทางด้านการทำอาหารเป็นแน่ หากหัดทำอีกหลายอย่าง ต่อไปข้าก็คงสบายแล้วเพราะมีของอร่อยให้กินทุกวัน”

“พรสวรรค์อะไรกัน ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ข้าเองก็ทำตามสูตรที่ท่านแม่สอนเท่านั้นเอง”

เพราะหลายครั้งนาซีมก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่านอกจากเป็นเจ้าชายแล้ว เขามีความสามารถอะไรโดดเด่นบ้าง แม้หลายเรื่องเขาจะทำได้ดี แต่ทั้งหมดนั้นก็ต้องผ่านการฝึกฝนและเคี่ยวกรำอย่างหนัก ด้วยเหตุนี้ใครๆ ถึงชอบกล่าวหาว่าโอเมก้ามักหัวช้ากว่าอัลฟ่า

“ท่านแม่สอนครั้งเดียวก็ทำได้แล้ว หากเจ้าไม่มีพรสวรรค์ก็ต้องความจำดีมากทีเดียว”

“ถึงเจ้ายกยอข้าเช่นนี้ ข้าก็คงไม่มีอะไรตอบแทนหรอกนะ”

แม้จะพูดเช่นนั้น แต่หัวใจของนาซีมก็เบิกบานจนโบยบินออกจากอกไปหาคนตรงหน้าจนไม่อยากกลับมาอยู่กับตนเอง เพราะคงไม่มีอะไรสุขใจไปกว่าการที่ตั้งใจทำสิ่งใดสักอย่างให้แล้วคนที่รับพอใจ

“แค่ทำอาหารให้ข้ากินไปตลอดชีวิตก็พอ”

“ขนาดนั้นเชี่ยวหรือ”

“เจ้าว่าข้าขอมากเกินไปหรือไม่”

“เรื่องเท่านี้ ไม่มากไปหรอก เอาไว้ข้าจะหัดทำอาหารให้เก่งๆ แล้วทำให้เจ้ากินไปตลอดเลย แต่ถ้าไม่อร่อยบ้างก็อย่าว่าข้าแล้วกัน”

“ไม่ว่าอยู่แล้ว” คาริฟยกยิ้มอีกครั้ง จากนั้นจึงหันมาห่อเนื้ออบป้อนให้นาซีมอีกคำ “กินกันเถอะ เดี๋ยวเนื้อจะเย็นหมด”

“อื้ม” นาซีมยิ้มรับแล้วจึงนั่งกินมื้อค่ำ



❂ …………………………….❂



หลังจากกินอาหารจนอิ่มตบท้ายด้วยชาหญ้าฝรั่นรสดีเพื่อล้างปาก เมื่อชาหมดจอก เสียงเคาะประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้น คาริฟเป็นฝ่ายลุกไปเปิดประตู ส่วนนาซีมก็เร่งเก็บโต๊ะอาหารและจัดผ้าปูโต๊ะพร้อมกับพรมถักให้เข้าที่

ครั้นองครักษ์ของเจ้าชายเห็นภาพนั้น เขาก็รีบเข้ามาช่วยนาซีมหยิบจับและระเบียบพื้นที่ทันที เพียงพริบตาเดียวจากโต๊ะสำหรับกินอาหารก็แปรเปลี่ยนไปเป็นศูนย์กลางเพื่อใช้ในการประชุมและปรึกษาหารือกัน

เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาจากทั้งของนาซีมและคาริฟต่างก็นั่งล้อมวงกัน โดยมีนาซีมกับคาริฟนั่งเคียงกันอยู่ในวงสนทนาด้วย

เมื่อทุกคนมาพร้อมเพรียงกันเรียบร้อย คาริฟก็เริ่มเอ่ยขึ้นก่อนเป็นคนแรก

“ข้ากับนาซีมได้รับข่าวที่พวกเจ้าส่งมาให้เรียบร้อยแล้ว แต่ในสารนั้นยังไม่ละเอียดมากพอ พวกเจ้าช่วยอธิบายให้ข้ากับเจ้าชายฟังซิว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างและสงครามลุกลามไปขนาดไหนแล้ว”

“ท่านคาริฟ เจ้าชาย...” ฟามีนเป็นตัวแทนของทุกคนในการถ่ายทอดความเป็นไปของสงครามให้หัวหน้าภูตราตรีและเจ้าชายของตนได้ฟัง “...หลังจากทาริคตัดสินใจบุกโฮมาโดยไม่มีสัญญาณเดือนล่วงหน้า เวลานี้มันสามารถยึดแคว้นโฮมาได้แล้ว และเป้าหมายต่อมาของพวกมันก็คือเอมาลี ที่ที่ตอนนี้ราชาของโฮมาหนีไปหลบซ่อนอยู่”

“ราชาแห่งเอมาลีช่วยเขาไว้หรือ” นาซีมเป็นผู้ถาม เพราะก่อนหน้านี้เขาพอรู้มาบ้างว่าความสัมพันธ์ของราชาทั้งสองแคว้นไม่ดีต่อกันสักเท่าใด

“ขอรับเจ้าชาย”

“เป็นไปได้อย่างไร...”

นาซีมนึกสงสัย คาริฟจึงอธิบายให้ฟัง

“เจ้าอาจได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ระหว่างราชาแห่งแคว้นทั้งสองไม่ค่อยดีนัก แต่พวกท่านก็ไม่ได้บาดหมางกันจนแตกหัก ทั้งยังเปิดให้ประชาชนของพวกเขาไปมาหาสู่และมีการค้าขายระหว่างแคว้นได้ บางครั้งข้าเคยได้ยินว่าต่างฝ่ายต่างก็มีข้อตกลงและช่วยเหลือกันบ้างเหมือนกัน ส่วนเรื่องที่ว่าไม่ถูกกันก็เป็นแค่เรื่องส่วนพระองค์ของสองราชวงศ์ ไม่ได้รุนแรงถึงขนาดที่เจ้าคิด”

“จริงขอรับเจ้าชาย” ฟามีนเสริม “ยิ่งเวลานี้มีศัตรูเป็นคนคนเดียวกัน มีหรือทางเอมาลีจะไม่ให้ความช่วยเหลือโฮมา”

“แล้วก่อนหน้านี้ที่เจ้าพาเราไปหลบอยู่ทั้งในเอมาลีและโฮมา เจ้าได้ขอความช่วยเหลือจากสองราชาหรือไม่” นาซีมถาม

“ไม่ได้ขอ เพราะกรณีของเราไม่เหมือนกัน”

ฟังที่คาริฟพูด นาซีมก็เข้าใจได้ทันที ทั้งยังเบาใจที่อีกฝ่ายมิได้ขอความช่วยเหลือออกไป

“ดีแล้วล่ะ ข้าเองก็ไม่อยากให้พวกเขาต้องมาเดือดร้อนเพราะแคว้นโซราห์ หากพวกเขาช่วยเราไว้และทาริครู้ นั่นอาจทำให้เจ้าคนเถื่อนเข้าใจผิดได้ว่าทั้งสองแคว้นตั้งตนเป็นศัตรูเพราะอยู่ฝ่ายเรา”

“แต่ดูเหมือนตอนนี้คงสายไปเสียแล้วขอรับเจ้าชาย” ฟามีนว่า ตอนนั้นเองที่นาซีมเพิ่งสังเกตว่าใบหน้าขององครักษ์หนุ่มดูไม่ดีเท่าไหร่

“หมายความว่าไง” เจ้าชายขมวดคิ้วฉับ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างออก “นี่อย่าบอกนะว่าสกเหตุที่ทาริคโจมตีโฮมาก็เพราะ...ข้า”

เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจหนึ่ง สุดท้าย รอดีน ภูตราตรีคนหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นรองหัวหน้าของเผ่าและเปรียบดั่งแขนขวาของคาริฟก็เอ่ยในสิ่งที่นาซีมไม่อยากได้ยินมากที่สุด

“ถูกแล้วขอรับ ไอ้ทาริคมันใช้เหตุผลที่ทำสงครามเพราะราชาทั้งสองแคว้นช่วยเหลือท่านให้รอดมาได้”

“...นี่ต้นเหตุทั้งหมดมาจากข้าหรือ”

นาซีมหน้าซีดเผือดเพราะเสียใจที่เรื่องนี้มีต้นเหตุมาจากตน เขาไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนเพราะตัวเองทั้งนั้น แล้วนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่เกินไป นอกจากองค์ราชาของเอมาลีและโฮมาแล้ว ประชาชนในแคว้นของพวกเขาก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามเพราะมันจะนำมาซึ่งความสูญเสียและเจ็บปวด ยิ่งสงครามที่กำลังเกิดอยู่ตอนนี้ลุกลามใหญ่โตไปเรื่อยๆ ผลเสียอันจะเกิดกับคนบริสุทธิ์ก็ยิ่งมากตาม

“ใจเย็นๆ ก่อน”

ระหว่างที่นาซีมกำลังจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ตนเองเป็นสาเหตุให้เกิด คาริฟก็เข้ามาดึงสติเขาไว้ เจ้าภูตราตรีเอื้อมมาจับมือนาซีมและบีบเบาๆ นาซีมจึงหลุดจากภวังค์และหันไปสบตาสีเขียวมรกต

ถึงเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่กำลังใจที่นาซีมได้รับนั้นก็ทำให้เขามีสติขึ้นมา

“แม้เวลานี้เรื่องราวจะลุกลามใหญ่โต แต่ต้นเหตุที่แท้จริงคือทาริคผู้นั้นมิใช่หรือ แม้มันจะบอกว่าต้องทำสงครามกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเจ้า แต่ลองตรองดูให้ดี ข้าคิดว่านี่เป็นข้ออ้างในการฉวยโอกาสเปิดฉากทำสงครามของมันมากกว่า เพราะถึงมันจะได้โซราห์ไปแล้ว แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะหยุดที่แคว้นของเจ้า คนมักใหญ่ใฝ่สูงและบ้าอำนาจอย่างทาริคต้องไม่ได้อยากครอบครองแค่แคว้นเดียว หากมันต้องการเป็นใหญ่ในดินแดนทะเลทรายแห่งนี้ต่างหาก”

คำพูดของคาริฟทำให้นาซีมนิ่งงันไป เขาไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้ในข้อนี้เลย แต่เมื่อตรองดูอย่างที่คาริฟว่า เจ้าชายก็เริ่มเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น

“นั่นสิขอรับ ข้าเองก็เห็นด้วยกับท่านคาริฟเหมือนที่ก่อนหน้านี้เคยรายงานกับเจ้าชายไปแล้วว่าทาริคมันเตรียมซ่องสุมกำลังมาตั้งแต่เนิ่นๆ หรือแม้แต่ราชาฟารุคแห่งโฮมาและราชาอาฟาแห่งเอมาลีก็คิดเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน ทุกคนรู้ว่าการยกชื่อท่านมาพูดคือข้ออ้างของมัน ดังนั้นท่านไม่ต้องคิดมากไปนะขอรับเจ้าชาย”

“จริงขอรับเจ้าชายนาซีม เพราะคนที่ผิดมาตั้งแต่แรกก็คือไอ้คนเถื่อนที่บุกไปยึดบ้านยึดเมืองคนอื่นเพราะความโลภมากกว่า”

ได้ยินฟามีนและรอดีนเอ่ยเช่นนั้น ความไม่สบายใจของนาซีมก็ค่อยๆ ลบเลือนลงไป

“ขอบใจนะฟามีน รอดีน” นาซีมยิ้มบาง ก่อนจะพุ่งประเด็นกลับไปหาเรื่องเคร่งเครียดอีกเรื่อง “แล้วเรื่องที่ราชาฟารุคส่งสารมาขอความช่วยเหลือเล่า เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง”

“เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากเรื่องที่ข้าบอกว่าสองราชารู้ดีว่าจริงๆ แล้วทาริคคิดอย่างไร พวกเขาจึงอยากให้เจ้าชายร่วมมือด้วย เพื่อที่จะได้ร่วมกันต่อสู้กับเจ้าคนเถื่อนนั่น”

“อย่างนั้นหรือ”

“ขอรับ พวกเขาต้องการกำลังของท่าน เพราะตอนนี้พวกเขาพอจะรู้แล้วว่าท่านมีกองทัพอยู่ใต้การควบคุมพอสมควร อีกอย่างราชาทั้งสองพระองค์ก็คิดว่าเวลานี้พวกท่านมีศัตรูคนเดียวกัน พวกเขาจึงอยากให้ท่านไปร่วมสมทบที่เอมาลีก่อนที่ทาริคจะบุกมา”

ฟามีนบอกเช่นนั้นก่อนจะรอคอยคำตอบ เพราะถ้าหากนาซีมไม่ตกลงจะร่วมรบในครั้งนี้และยืนยันจะอยู่ที่ไอเรมโดยไม่หันไปสนใจสิ่งใดแล้วตามประสงค์ของอดีตราชินีอาลียาที่อยากให้เจ้าชายปลอดภัย องครักษ์ทุกนายก็พร้อมจะถอนกำลังเพื่อมาคุ้มกันที่ไอเรมทันที

คาริฟเหลือบมองคนรักที่นิ่งเงียบไป เห็นคิ้วเรียวขมวดมุ่นเพราะกำลังคิดหนักแล้ว เจ้าภูตราตรีก็อยากจะนวดคลึงให้คิ้วไม่เป็นปม เพราะไม่อยากให้นาซีมต้องคิดมากและทุกข์ใจกับเรื่องอะไรทั้งนั้น

หากเลือกได้เขาก็อยากให้นาซีมอยู่ที่นี่ไปตลอด ไม่ต้องกลับไปสู้รบตบมือกับคนโฉดชั่วเหล่านั้น แต่คาริฟก็รู้ดีว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะถึงแม้ที่นี่จะนับว่าเป็นบ้านของนาซีมแล้ว แต่นาซีมก็ยังมีบ้านอีกหลังให้ต้องกลับไป อีกทั้งประชาชนที่เจ้าตัวห่วงนักห่วงหนา

โลกที่นาซีมจากมายังมีภาระหน้าที่มากมายให้เจ้าตัวต้องสะสาง หากนาซีมเห็นแก่ตัวก็คงไม่กลับไปเสี่ยงชีวิตอีกแล้ว แต่นาซีมคือนาซีม เป็นนาซีมผู้คิดถึงคนอื่นก่อนตนเอง นาซีมที่ถูกเลี้ยงขึ้นมาให้เป็นราชาผู้มีความเมตตา ดังนั้นไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากเขาก็รู้ว่าเจ้าตัวจะเลือกอะไร

“คาริฟ”

หลังจากเงียบอยู่พักหนึ่งเจ้าชายนาซีมก็หันมาหาคนรักตน ในดวงตาสีน้ำตาลมิได้สั่นไหววูบด้วยความไม่แน่อีกแล้ว ทว่ามันกลับมุ่งมั่นและแสดงออกถึงความแข็งแกร่งจนดูเหมือนเป็นนาซีมคนละคน

แต่คาริฟรู้มาตั้งแต่แรก...นาซีมของเขามิใช่คนอ่อนแอ เมื่อถึงเวลาที่ต้องสู้ เจ้าชายผู้นี้ก็จะยืนหยัดได้อย่างสง่างาม

“ว่าอย่างไร”

“เราพร้อมเดินทางเมื่อใดหรือ”

“หากเจ้าพร้อม เราก็เดินทางได้ในวันพรุ่งนี้เลย แต่ข้าคิดว่าเราควรเตรียมตัวและวางแผนการเดินทางให้ดีเสียก่อน ดังนั้นเป็นอีกสองราตรีเป็นอย่างไร”

“ถ้าเจ้าเห็นว่าดี เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า” ครั้นพูดกับคาริฟจบ เจ้าชายแห่งโซราห์ก็หันมาประกาศกับคนอื่นๆ “ส่งสารกลับไปถึงราชาแห่งโฮมาและเอมาลี บอกว่าเราจะเข้าร่วมศึกในครั้งนี้ด้วย”

“ขอรับเจ้าชายนาซีม!”

องครักษ์คนสนิทของนาซีมรับคำแข็งขัน ต่อจากนั้นพวกเขาก็หารือกันต่ออีกพักใหญ่ กระทั่งเรียบร้อยจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่และพักผ่อน ส่วนนาซีมก็ถูกคาริฟพากลับเข้ามาในห้องนอนเพื่อพักผ่อนเช่นกัน

หลังจากที่ดับตะเกียงแล้ว แต่นาซีมก็ยังคงนอนไม่หลับ เขากระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนพักใหญ่ กระทั่งคาริฟเอ่ยถามและดึงร่างเจ้าชายเข้าไปในอ้อมแขน เขาจึงสงบใจได้

“เป็นอะไรไป”

“ข้านอนไม่หลับ”

“กังวลเรื่องที่ต้องออกเดินทางหรือ”

“เรื่องนั้นก็ด้วย”

“แล้วมีเรื่องไหนอีก ลองเล่าให้ข้าฟัง”

“ไม่รู้สิคาริฟ ความกังวลย่อมมีอยู่แล้วเพราะกำลังเข้าร่วมสงคราม แต่ข้ารู้ดีว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้นจึงไม่คิดกลัวเหมือนที่ผ่านมา แต่...”

“แต่อะไร”

“ข้ารู้สึกไม่ดีอย่างไรก็บอกไม่ถูก ข้ารู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร แต่ในใจกลับหวิวๆ เหมือนจะมีเรื่องอะไรสักอย่างเกิดขึ้น มันทำให้ข้าสงบใจไม่ได้”

“นาซีม”

“หืม?”

“ลองคิดเช่นนี้ดีหรือไม่”

“คิดสิ่งใด”

ก่อนจะเอ่ย คาริฟก็โน้มตัวไปจุมพิตบนกลุ่มผมเหนือขมับขวาของนาซีม จากนั้นเจ้าภูตราตรีก็กระชับอ้อมกอดแน่นแล้วกระซิบ

“ให้เจ้าคิดว่า ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเจอกับสิ่งใดหรือจะเกิดอะไรขึ้น เจ้ามิได้สู้เพียงลำพัง ทุกหนทางที่เจ้าก้าวเดินจะมีข้าคอยเคียงข้าง แม้จะดีหรือร้าย ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าโดดเดี่ยว”

ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน ตลอดชีวิตนี้นาซีมไม่เคยคิดว่าคำพูดแค่สองสามประโยคจะทำให้เขารู้สึกสงบและอบอุ่นหัวใจได้ถึงเพียงนี้ คำมั่นที่คาริฟบอกว่าจะไม่ปล่อยให้เขาโดดเดี่ยว ช่วยให้ความรู้สึกหวิวๆ ในหัวใจปัดปลิวไปจนหมดสิ้น

“เจ้าให้สัญญาแล้วนะคาริฟ”

“ข้าให้สัญญา”

“ขอบคุณ”

ระหว่างที่เอ่ยขอบคุณ นาซีมก็วางมือลงบนมือใหญ่ซึ่งกอดเอวของตนไว้ ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งที่เท่าใดแล้วที่คาริฟทำให้เขารู้สึกรู้สึกว่า...

เขาโชคดีจริงๆ ที่หนึ่งชีวิตนี้ได้พบกับคาริฟ







❂ …………………………….❂







กลับมาแล้วนะคะ

หลังจากที่ที่หายไปนาน 

แต่ฝนได้แจ้งไว้ในเพจนะคะว่าลาป่วย

ตอนนี้ดีเป็นปรกติแล้ว ก็จะกลับมาอัพนิยายเหมือนเดิม

ส่วนใครที่รอหนังสือฝนจะอัปเดตในเพจเรื่อยๆ นะคะ

ไปติดตามที่เพจละอองฝนกับทวิตเตอร์ละอองฝนได้เลยค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและคอยกันอยู่นะคะ



คิดถึงคนอ่านมากกก



ละอองฝน.

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
นาซีมกลับมาแล้ววววว :katai2-1:

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2
บทที่ 30 พันธมิตร









หลังผ่านการเดินทางอย่างยากลำบากตั้งแต่โซราห์จรดไอเรม นาซีมคิดว่าตอนนี้เขาเริ่มเคยชินกับการเดินทางไกลแล้ว แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร หลังออกจากไอเรมได้แค่ครึ่งวัน นาซีมก็รู้สึกเวียนหัวจนอยากลงจากหลังม้าและเดินไปแทน

“เป็นอะไรหรือนาซีม”

คาริฟชะลอฝีเท้าของอาชาก่อนเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าผู้ติดตามคนสำคัญเริ่มลดความเร็วและห่างออกจากลุ่มไปไกลกว่าที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมันส่งผลให้ทุกคนในคณะหยุดชะงักไปด้วย

“ข้ารู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย ขอโทษที”

“อาการเป็นอย่างไร มีไข้หรือเปล่า”

“ไม่รู้สิ ข้าคิดว่าไม่ แค่ร้อนเท่านั้น”

“ร้อนหรือ?”

เจ้าภูตราตรีขมวดคิ้ว จากนั้นจึงกระโดดลงจาหลังม้าและบอกให้ทุกคนหยุดการเดินทางทันที

ด้านนาซีมที่เป็นต้นเหตุให้การเดินทางต้องหยุดชะงักก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา และพยายามปฏิเสธการดูแลแบบพิเศษของคู่ชีวิต

“ข้ามิได้เป็นอะไรจริงๆ”

“ให้ข้าตรวจดูก่อน” ว่าแล้วเจ้าภูตราตรีก็ดึงให้นาซีมลงมาจากหลังม้าและเปิดผ้าคลุมหน้าสีดำออก

ดวงตาสีเขียวหรี่ลงเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดใต้ผ้าคลุม เหงื่อเม็ดใสเกาะพราวทั่วกรอบหน้าและไรผม แม้นาซีมจะพยายามยืนยันว่าตนเองปรกติ แต่อุณหภูมิในราตรีนี้มิได้เป็นอย่างที่นาซีมรู้สึก

อย่างที่รู้กันว่าในยามราตรีนั้นอากาศกลางทะเลทรายจะเย็นลงกว่าช่วงกลางวันมาก ทั้งคาริฟยังรู้สึกว่า ณ เวลานี้อากาศเย็นลงกว่าเดิมเพราะลมทะเลทรายที่ตัดผ่านช่องเขารกร้างพัดรุนแรง

แต่นาซีมกลับบอกว่าอากาศร้อน นั่นหมายถึงนาซีมกำลังมีอาการไม่ปรกติอย่างแน่นอน

แม้ห่วงการเดินทางว่าจะต้องไปให้ถึงเอมาลีโดยเร็วมากแค่ไหน แต่สุขภาพของนาซีมที่รั้งตำแหน่งเจ้าชายแห่งโซราห์และคู่ชีวิตของเขาย่อมสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง

“ข้าไม่ต้องการให้หยุดด้วยเรื่องไร้สาระเพราะเราอาจไปถึงเอมาลีช้ากว่ากำหนด”

“เรื่องนั้นอย่าได้กังวล จำไว้ว่าตัวเจ้าสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด หากเจ้าไม่สบายหรือเป็นอะไรขึ้นมา การไปเอมาลีของเราก็มิมีความหมาย”

เมื่อได้ฟังคำพูดของคนที่วุ่นวายอยู่กับการเอาหลังมือแนบใบหน้าและลำคอ นาซีมก็ถึงกับพูดไม่ออก เขาปล่อยให้คาริฟวัดอุณหภูมิในร่างกายจนแล้วเสร็จ คาริฟจึงสรุป

“เจ้าตัวร้อนราวกับไฟ”

“แต่ข้ามิได้รู้สึกเหมือนเป็นไข้ แค่รู้สึกว่าอากาศร้อนอบอ้าวมากเท่านั้น”

“แต่เวลานี้อากาศไม่ร้อนเลยนาซีม ออกจะหนาวเย็นมากด้วยซ้ำ ข้าว่าเจ้ามานั่งบนหลังม้าตัวเดียวกับข้าดีกว่า หากเจ้าเป็นอะไรหรือวูบไปจะได้แก้ไขทัน”

นาซีมหยุดคิดชั่วอึดใจ เมื่อหันมองรอบกายก็เห็นทุกคนขยับอาชาเข้ามาเป็นเกราะกำบังให้อย่างเงียบเชียบ นาซีมจึงไม่อยากดื้อดึงเพื่อยื้อเวลาอยู่ในที่โล่งแจ้งเช่นนี้นานนัก

“ทำตามที่เจ้าว่าก็ได้ แล้วม้าตัวนี้เล่า”

“ให้เป็นหน้าที่ข้าเองขอรับเจ้าชาย” ฟามีนที่เงียบฟังคาริฟเจรจากับนาซีมอยู่นานแทรกขึ้น สุดท้ายเจ้าชายจึงตอบตกลงแล้วขึ้นไปอยู่บนอาชาตัวเดียวกันกับคาริฟเหมือนตอนขามา

เมื่อทุกอย่างกลับมาอยู่ในสถานะพร้อมเดินทางอีกครั้ง เหล่าอาชาและอัศวินชุดดำก็เคลื่อนที่กลืนไปกับความมืดในยามราตรี

ระหว่างทางคาริฟ หมั่นก้มดูนาซีมบ่อยครั้ง เพราะเจ้าชายขยับตัวไปมาหลายรอบราวกับหาที่เหมาะๆ ไม่ได้ กระทั่งคาริฟทนมองไม่ไหวจึงเอ่ย

“ปล่อยตัวตามสบายแล้วพิงอกข้าเถิด”

“ขอโทษ ข้าทำเจ้ารำคาญหรือ” นาซีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“ช้าไม่ได้รำคาญ” คาริฟตอบตามจริง เพราะเขามีเพียงความเป็นห่วงเท่านั้น

“คงเป็นเพราะข้ามิได้เดินทางนาน ข้าจึงไม่ชิน”

“หากเป็นอะไรก็บอกข้าตามตรง อย่าเก็บงำไว้เพียงผู้เดียว”

ฟังจากน้ำเสียงของคาริฟแล้ว ถ้าไม่นาซีมไม่ยืนยันให้หนักแน่นว่าเขาสบายดี คาริฟคงไม่วางใจ ดังนั้นเจ้าชายจึงฝืนส่งยิ้มให้เขาบางๆ แล้วขยับซุกเข้าใกล้อ้อมอกแกร่ง

“ข้าสบายมาก แค่ร้อนนิดหน่อย เจ้าสนใจการเดินทางเถอะ ข้าจะนอนแล้ว”

พูดจบนาซีมก็หลับตา แม้จะยังร้อน ปวดเมื่อยเนื้อตัวและวิงเวียนศีรษะไม่หาย แต่เขาจะไม่ยอมให้ตนเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้การเดินทางหยุดชะงักเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด

ครั้นเห็นนาซีมหลับตาได้ คาริฟก็ไม่ถามเซ้าซี้อีก แต่ในใจลึกๆ เจ้าภูตราตรีก็ยังรู้สึกไม่ไว้วางใจอยู่ดี เขาจึงเฝ้ามองนาซีมอยู่ตลอดแม้อีกฝ่ายจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วก็ตาม



❂ …………………………….❂



ตอนที่รู้สึกตัวตื่นอีกครั้ง นาซีมก็เดินทางมาถึงจุดแวะพักจุดที่หนึ่งแล้ว จากแผนที่หากต้องการเดินทานไปถึงเอมาลีโดยเร็วที่สุด พวกเขาต้องใช้เวลาสองวันครึ่งในการเดินทาง รวมระยะเวลาให้ทั้งคนและม้าพักผ่อนแล้ว

ระหว่างนี้นาซีมไม่ได้รับข่าวจากเอมาลีเลย เพราะคาริฟบอกว่ามันค่อนข้างเสี่ยงจะถูกศัตรูดักเอาไว้ได้ พวกเขาจึงไม่รู้ว่าขณะนี้ที่สถานการณ์ที่เอมาลีเป็นอย่างไร

นอกเหนือจากการเดินทางที่เร่งรีบ การรักษาความปลอดภัยของคณะฯ และสุขภาพของนาซีมก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เพราะนาซีมยังตัวร้อนอยู่เช่นเดิม โดยเฉพาะตอนกลางวันที่พวกเขาต้องหาที่ปลอดภัยเพื่อแวะพัก นาซีมแทบอยากกระโจนลงไปแช่ในสระธรรมชาติกลางโอเอซิสให้รู้แล้วรู้รอด

หลายครั้งที่เจ้าชายคิดถึงถังอาบน้ำในไอเรม คิดถึงเสียงน้ำไหลไปตามคลองส่งน้ำหลังบ้าน หากนาซีมยังมีชีวิตรอด เสร็จศึกครานี้เขาก็คิดอยากหวนกลับไปอยู่ในไอเรม แม้มันจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากเต็มที

“เป็นอย่างไรบ้าง เย็นขึ้นหรือไม่”

นาซีมหันมองไปหาคนที่นอนหลบแดดเปรี้ยงในกระโจมเดียวกัน เขาคิดว่าคาริฟหลับไปแล้ว แต่เปล่าเลย อีกฝ่ายยังไม่นอนง่ายๆ ซ้ำยังมองมาที่เขาราวกับจ้องจะจับผิดหากนาซีมแสดงอาการป่วย

เมื่อครู่ก่อนที่จะเข้ามานอนด้วยกันในกระโจม คาริฟเดินฝ่าแดดร้อนออกไปยังสระน้ำกลางโอเอซิสเพื่อเอาผ้าชุบน้ำมาให้คู่ชีวิตใช้ห่มตัวคลายร้อน

“เย็นขึ้นแล้ว”

“แต่สีหน้าเจ้าไม่สู้ดีเลย หากไปถึงเอมาลีข้าคงต้องให้ท่านหมอฮาชิตรวจให้ละเอียดว่าเจ้าไม่สบายตรงไหน”

“ท่านหมอฮาชิอยู่ที่เอมาลีหรือ”

“ใช่ ชาวเมืองโฮมาหลายคนก็อพยพมาอยู่ที่เอมาลีเพื่อหนีสงครามกันทั้งนั้น”

“ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดทาริคจึงไม่หยุดรุกรานผู้อื่น ทั้งที่เขาก็ได้โซราห์ไปแล้ว”

“ความโลภไม่เข้าใครออกใครหรอกนะนาซีม บางคนยิ่งมีมากกลับยิ่งไม่รู้จักพอ”

“ข้าไม่เข้าใจจริงๆ” ได้ยินสิ่งที่คาริฟบอก นาซีมก็รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก

พอคาริฟเห็นคนรักทำหน้าเศร้า เขาก็ขยับตัวเข้าไปใกล้เพื่อใช้มืออ้อมไปโอบแผ่นหลังของเจ้าตัวแล้วลูบเบาๆ แทนการปลอบประโลม

“อย่าคิดสิ่งใดอีกเลย ข้าว่าตอนนี้เจ้าควรพักผ่อนให้มากที่สุด รู้มิใช่หรือว่าหากเดินทางถึงเอมาลีแล้ว เราคงไม่มีเวลาพักมากนัก”

“ข้ารู้”

“เช่นนั้นเจ้าก็นอนเสีย ข้ามิอยากเห็นเจ้าเจ็บป่วยรู้หรือไม่”

“อืม” นาซีมพยักหน้ารับ ก่อนจะยื่นมือมาจับอกเสื้อคาริฟไว้ ก่อนช้อนตาขึ้นมาองแล้วเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวาน “เจ้าเองก็พักพร้อมกันกับข้านะ ไม่ต้องเอาแต่เฝ้ามองตอนที่ข้าหลับ”

“ได้สิ” คาริฟจับมือนาซีมขึ้นจูบเบาๆ จากนั้นพวกเขาก็หลับตาลงนอนด้วยกัน



❂ …………………………….❂



“หากพวกท่านไม่ญาติดีกัน เราจะต้านทาริคได้อย่างไร” นาซีมเอ่ยหลังจากเห็นสองราชาแห่งเอมาลีและโฮมาเอาแต่ทุ่มเถียงกันเรื่องกลศึกและวิธีที่จะตอบโต้เอาคืนทาริค

ในสายตาของนาซีม พวกเขาต่างปรีชาสามารถทั้งคู่ แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างทะนงว่าตนเก่งกาจและไม่ยอมอ่อนให้ใครเลย ไม่ว่าแผนการจะล้ำลึกเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีวันเอาชนะศัตรูได้

จึงร้อนถึงนาซีมต้องเข้าไปสงบศึก

“ก็ตาแก่นี่พูดไม่รู้เรื่อง”

“ฟารุค! เจ้ากล้าดีอย่างไรเรียกข้าว่าตาแก่”

“เหตุใดจึงไม่กล้า ในเมื่อท่านแก่กว่าข้าจริงๆ นี่อาฟา”

“พอได้แล้วขอรับ! เวลานี้ไม่ใช่แค่เราที่เดือดร้อน ยังมีประชาชนอีกมากกำลังคอยการช่วยเหลือของพวกเราอยู่ หากพวกท่านยังเถียงกันอยู่เช่นนี้จะมีประโยชน์อันใด”

ครั้นนาซีมพูดจบ ทุกคนก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนราชาอาฟาจะยกยิ้มแล้วกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตนเอง

“โอ้~ ไม่คิดเลยว่าบุตรของราฮิมจะฝีปากกล้าเพียงนี้”

“นั่นสิขอรับ เจ้าชายน้อยที่ชอบวิ่งตามหลังราชินีอาลียาไปไหนเสียแล้วนะ” ฟารุคล้อเลียน

“เขาก็เติบโตเป็นว่าที่ราชาผู้สง่างามแล้วน่ะสิ เจ้าไม่เห็นรึ” ราชาอาฟาเหน็บ “โชคดีที่ตอนนั้นราฮิมมิได้ยกเจ้าให้ฟารุค มิเช่นนั้นโฮมาคงเป็นแคว้นที่น่าอิจฉามากทีเดียว”

“น่าเสียดายจริงๆ นั่นแหละนะ” ราชาแห่งโฮมาอมยิ้ม ผิดกับสีหน้าคู่ชีวิตนาซีมที่ถมึงทึงราวกับฟายุฝนกำลังจะมาเยือน นาซีมจึงต้องหันเหความสนใจ

“ข้าว่า ก่อนที่เราจะเริ่มวางแผนการรบ ก่อนอื่นเราทั้งสามควรลงนามในสัญญาเสียก่อน”

“สัญญาอันใด” ราชาอาฟาขมวดคิ้ว

“สัญญาพันธมิตรขอรับ”

หลังจากพูดจบประโยค ภาพตรงหน้านาซีมก็เปลี่ยนไปฉับพลัน เขาเห็นกองทัพใหญ่ดาหน้าเข้ามาถึงกำแพงเมืองหลวงแคว้นเอมาลี เสียงกลองศึกดังตึงๆ ราวกับแผ่นดินกำลังไหว ฝุ่นทรายกำจายฟุ้งดังทะเลทรายพิโรธ

ถัดไปจากเหล่าพลธนูที่อยู่หน้าสุดเป็นบุรุษในชุดเกราะสีทอง แม้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งนาซีมก็จำได้

บัดนี้ทาริคลงบัญชาการรบด้วยตัวเอง!

“นาซีม!”

เฮือก!

นาซีมสะดุ้งสุดตัว เวลานี้เขายังอยู่ในกระโจมที่พักกลางทะเลทราย ข้างกายมีคาริฟอยู่ใกล้ๆ คาดว่าเสียงที่เรียกนาซีมเมื่อครู่ก็คงเป็นเสียงของคาริฟ

“คาริฟ...”

“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่ ไยจึงร้องออกมาเช่นนั้น”

“ข้าร้องหรือ”

“ใช่! เจ้าดูทรมานมาก เป็นอันใด เจ็บตรงไหนจงบอกข้า”

น้อยครั้งที่เขาจะเห็นคาริฟร้อนรนเช่นนี้ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเจ้าภูตราตรีกำลังเป็นห่วงนาซีมมากจนทำอะไรไม่ถูก


นาซีมพยายามปรับลมหายใจกระชั้นของตัวเองให้กลับมาเป็นปรกติ แม้ภาพที่เห็นในความฝันจะทำให้อารมณ์ของเขายังไม่คงที่ ทว่าเขาจะปล่อยให้คาริฟเป็นกังวลมากกว่านี้ไม่ได้

“แค่ฝันร้ายหรือ”

“อืม แค่ฝันร้ายเท่านั้น มิได้เจ็บปวดที่ตรงไหนเลย”

“แต่เจ้ายังตัวร้อนมาก ปวดหัวหรือไม่”

“ไม่ ข้าแค่รู้สึกเช่นเดิม”

“แน่ใจนะนาซีม”

“แน่ใจสิ ข้าจะหลอกเจ้าเพื่ออะไรกันเล่า”

เมื่อเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่ผุดขึ้นบนใบหน้าซีดเผือด คาริฟจึงระบายลมหายใจออกมาก่อนคว้าตัวนาซีมเข้ามากอด

“เห็นเจ้าร้องอย่างทรมานเช่นนั้น ข้าใจไม่ดีเลยสักนิด แต่โชคดีแล้วที่เจ้าไม่เป็นอันใด”

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ หากข้าเป็นอะไรมากกว่านี้ข้าจะบอกเจ้าทันที”

“อืม”

คาริฟกระชับกอดให้แน่นขึ้น แล้วความเงียบก็โรยตัวลงมาครั้นกลางระหว่างพวกเขา

ต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับความคิดของตนเอง นาซีมจมอยู่กับเรื่องความฝัน ส่วนคาริฟก็คิดเรื่องอาการประหลาดของนาซีม กระทั่งถึงเวลาเดินทางพวกเขาก็ออกมาจากกระโจมและมุ่งหน้าไปเอมาลีตามกำหนดเดิม



❂ …………………………….❂



ทันทีที่เท้าของนาซีมเหยียบย่างเข้าเอมาลีได้สำเร็จ กองทหารของราชาอาฟาก็มาคอยต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว ตอนแรกเจ้าภูตราตรีตั้งใจว่าจะพาคู่ชีวิตของตนไปพบหมอฮาชิก่อน แต่นาซีมกลับปฏิเสธและขอไปพบกับราชาทั้งสองแคว้นเป็นอันดับแรก

“เราจะเมินเฉยต่อคำเชิญของพวกท่านไม่ได้” นาซีมบอกกับคาริฟ

“เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้า แต่ถ้าเสร็จธุระเมื่อใด เจ้าได้ไปพบท่านหมอฮาชิพร้อมข้าเข้าใจหรือไม่”

“อืม ข้าเข้าใจแล้ว” นาซีมยิ้มให้คนรักบางๆ เขารู้ว่านี่ขัดกับความตั้งใจแรกของคาริฟ แต่เจ้าชายก็ไม่อาจละทิ้งเรื่องบ้านเมืองไปหาเรื่องส่วนตัวก่อนได้

พวกเขาทั้งคู่ถูกพาตัวไปที่พระราชวังแห่งเอมาลี ระหว่างทางที่ไปประชาชนต่างปิดร้านและบ้านช่องเงียบสนิท เพื่อเตรียมพร้อมยามเข้าสู่ภาวะสงคราม

ครั้นมาถึงที่ห้องทรงงานของราชาอาฟา นาซีมก็พบราชาสองพระองค์รอคอยเขาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดอยู่ก่อนแล้ว

“มาแล้วหรือเจ้าชาย” ราชาอาฟากล่าวทักทาย “ยินดีที่ได้พบท่าน”

“ยินดีที่ได้พบท่านเช่นกัน ราชาอาฟา” นาซีมทำความเคารพอาฟาก่อน จากนั้นจึงหันไปค้อมกายให้ราชาแห่งโฮมา “ยินดีที่ได้พบ ราชาฟารุค”

“ไม่เจอกันนาน ท่านดูซีดเซียวไปนะเจ้าชายน้อย ป่วยไข้เป็นอันใดหรือเปล่า”

“ขอบคุณที่เป็นห่วงท่านฟารุค ข้าสบายดี”

“นาซีมเดินทางมาไกล เจ้าจะให้เจ้าชายมีใบหน้าสดใสเช่นเจ้าที่อยู่ในพระราชวังหรือ” ราชาอาฟาเหน็บ

“ข้าก็แค่ถามเพราะเป็นห่วงตามประสาคนที่เคยใกล้ชิดสนิทสนมกันก็เท่านั้น เจ้าจะไปรู้อะไรตาแก่อาฟา”

“นี่!” ครั้นโดยยอกย้อน อาฟาก็โกรธจนหนวดกระดิก

นาซีมมองราชาสองพระองค์ทะเลาะกันแล้วได้แต่คิดในใจว่า ข่าวลือหนาหูเรื่องที่ทั้งสองไม่ลงรอยกันท่าทางจะเป็นจริง แต่เวลานี้มิใช่ยามที่จะแตกคอกันได้ ดังนั้นนาซีมจึงรีบคลายสถานการณ์

“ราชาทั้งสอง ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าสถานการณ์ทางนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้าเดินทางมาเกือบสามราตรี มิรู้ข่าวคราวเลยสักนิด”

ทันทีที่เข้าเรื่องสงคราม ทั้งสองก็ทำสีหน้าเคร่งขรึมลงทันที ก่อนฟารุคจะเป็นฝ่ายเล่าเหตุการณ์

“เวลานี้กองทัพของทาริคเคลื่อนพลมาถึงมาไอร่าแล้ว ที่ตรึงกำลังอยู่หน้ากำแพงเมืองนั่นเป็นแค่ส่วนน้อยที่มาก่อกวนประชาชนของเอมาลีเท่านั้น สายข่าวของเรารายงานมาอีกด้วยว่าไอ้ทาริคมันตามมาบัญชาการการศึกด้วยตนเอง”

ทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง นาซีมก็ย้อนนึกไปถึงความฝันของตน หากความฝันนั่นเป็นเรื่องจริง ไพร่พลที่มากับทาริคในครานี้ต้องถึงมีเรือนหมื่นเรือนแสน หากเขาก็พยายามคิดว่านั่นเป็นเพียงแค่ความฝัน ดังนั้นจึงยังไม่ตีตนไปก่อนไข้

“ว่าแต่ตอนนี้ทางเอมาลีเตรียมรับมืออย่างไร”

“เรามีทหารไม่มาก เจ้าน่าจะรู้ว่าซาร์เรียไม่เคยมีสงครามใหญ่เพียงนี้ คนที่พร้อมรบของเอมาลีจึงมีราวสามหมื่นนายเท่านั้น”

“แล้วคนของท่านเล่า ราชาฟารุค”

“ทหารของข้าถูกจับเป็นเชลยก็มาก ที่ถอยทัพออกจากเมืองมาได้เหลือเพียงเก้าพันเศษ”

“รวมแล้วเวลานี้เรามีทหารราวสี่หมื่นนาย เพราะทหารของข้าเป็นทหารอารักขาเจ้านาย จึงมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น” นาซีมสรุป

“แต่จำนวนคนของฝั่งทาริคก็ยังไม่แน่ชัดนัก ข้าว่าเราควรทำใจเย็นๆ ไว้ก่อนและรอดูสถานการณ์” อาฟาว่า แต่ฟารุคไม่เห็นด้วย

“คนของมันมีมากกว่าเราแน่นอน เพราะข้าเห็นมากับตาแล้ว ซ้ำนั่นก็ยังมิใช่ทัพหลวงที่ควบคุมโดยทาริค เราต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่มันจะมาถึงกำแพงเมือง ไม่เช่นนั้นเอมาลีคงมีสภาพไม่ต่างจากโฮมา”

สองราชาทั้งหารือและทุ่มเถียงกันไปมาเรื่องการศึก ส่วนนาซีมก็ออกความเห็นบ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่เขาจะนั่งคิดววิเคราะห์เงียบๆ ไม่พูดแทรก มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่เผลเอ่ยปากออกไปด้วยรำคาญเสียงทะเลาะกันของฟารุคและอาฟาหู

“หากพวกท่านไม่ญาติดีกัน เราจะต้านทาริคได้อย่างไร”

“ก็ตาแก่นี่พูดไม่รู้เรื่อง”

“ฟารุค! เจ้ากล้าดีอย่างไรเรียกข้าว่าตาแก่”

“เหตุใดจึงไม่กล้า ในเมื่อท่านแก่กว่าข้าจริงๆ นี่อาฟา”

“พอได้แล้วขอรับ! เวลานี้ไม่ใช่แค่เราที่เดือดร้อน ยังมีประชาชนอีกมากกำลังคอยการช่วยเหลือของพวกเราอยู่ หากพวกท่านยังเถียงกันอยู่เช่นนี้จะมีประโยชน์อันใด”

ครั้นนาซีมพูดจบ ทุกคนก็นิ่งงันไปนาซีมเองก็นิ่งไปเช่นกัน เพราะจำได้แล้วว่าเหตุการณ์เช่นนี้เป็นเหตุการณ์ที่เขาฝันถึง ถัดจากนี้อาฟาต้องเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตนเอง

เมื่อคิดจบ อยู่ๆ อาฟาก็เดินไปนั่งที่เก้าอีกตนเองเหมือนในฝันไม่ผิดเพี้ยน แล้วจึงหันมาสัพยอกนาซีม

“โอ้~ ไม่คิดเลยว่าบุตรของราฮิมจะฝีปากกล้าเพียงนี้”

“นั่นสิขอรับ เจ้าชายน้อยที่ชอบวิ่งตามหลังราชินีอาลียาไปไหนเสียแล้วนะ” ฟารุคเองก็พุดเหมือนในฝัน

“เขาก็เติบโตเป็นว่าที่ราชาผู้สง่างามแล้วน่ะสิ เจ้าไม่เห็นรึ โชคดีที่ตอนนั้นราฮิมมิได้ยกเจ้าให้ฟารุค มิเช่นนั้นโฮมาคงเป็นแคว้นที่น่าอิจฉามากทีเดียว”

“น่าเสียดายจริงๆ นั่นแหละนะ” ราชาแห่งโฮมาอมยิ้ม

ถึงตรงนี้นาซีมจึงหันไปมองหน้าคาริฟ ซึ่งเขาก็พบกับใบหน้าถมึงทึงอย่างไม่พอใจอะไรสักอย่าง บทต่อมานาซีมต้องเป็นผู้พูด และเขาอยากพิสูจน์ว่าเหตุใดอะไรๆ จึงเป็นไปตามความฝัน เจ้าชายจึงกล่าวประโยคนั้น

“ข้าว่า ก่อนที่เราจะเริ่มวางแผนการรบ ก่อนอื่นเราทั้งสามควรลงนามในสัญญาเสียก่อน”

“สัญญาอันใด” ราชาอาฟาถาม

“สัญญาพันธมิตรขอรับ” ถึงตรงนี้นาซีมก็ไม่รู้แล้วว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้น แต่ชีวิตจริงยังต้องดำเนินต่อ

“ของพวกเราสามแคว้นน่ะหรือ” ราชาผู้เฒ่าเลิกคิ้วถาม

“ขอรับ เราต้องทำข้อตกลงกันเสียก่อน อย่างน้อยให้เป็นหลักฐานว่าหลังจากนี้เราจะไม่สร้างปัญหาให้แก่กัน พวกเราจะได้ไม่ต้องมาตั้งแง่กันอีกเพราะเป็นพวกเดียวกันเต็มตัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจหรือผลประโยชน์อันจะได้”

หลังจากนาซีมยื่นข้อเสนอ ราชาทั้งสองก็เงียบเสียงลง การลงนามครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งสงครามใกล้เข้ามา พวกเขาก็ยิ่งเพิกเฉยไม่ได้ สรุปวันนั้นพวกเขาจึงตอบตกลงและทำการร่างสนธิสัญญาของพันธมิตรร่วมอย่างเป็น ทางการขึ้นมาหนึ่งฉบับ และต่อจากนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างเต็มรูปแบบ มิใช่การตกลงปากเปล่าอีกต่อไป





❂ …………………………….❂




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-04-2020 22:53:37 โดย ละอองฝน »

ออฟไลน์ w.pond

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ ละอองฝน

  • แมวดำ
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +398/-2


บทที่ 31 เราสามคน





เมื่อเจรจาและตกลงกับสองราชาจนเข้าใจกันดีแล้ว ราชาอาฟาก็สั่งให้คนพาเจ้าชายนาซีมไปพักยังห้องรับรองที่จัดเตรียมไว้ให้ โดยมีคาริฟติดตามไปด้วย

เดิมทีก่อนหน้านี้ราชาอาฟาต้องการจะพูดคุยกับคาริฟเป็นการส่วนพระองค์ แต่คาริฟบอกปฏิเสธอย่างใจกล้า โดยให้เหตุผลว่าเขาจะกลับมาเจรจาอีกครั้งตอนที่นาซีมพร้อม เพราะทุกเรื่องที่ต้องตกลงกัน เขาจะไม่ปิดบังเจ้าชายแห่งโซราห์แม้แต่เรื่องเดียว

เมื่อคล้อยหลังเจ้าชายกับหัวหน้าเผ่าภูตราตรีไป ราชาฟารุคจึงเอ่ยถามลอยๆ ด้วยความสงสัย

“บุรุษชุดดำนั่นเป็นใครหรือ เหตุใดท่านจึงปล่อยให้เขาเข้ามาพร้อมกับเจ้าชายนาซีม ทั้งที่องครักษ์ของเราทุกคนต่างรออยู่ด้านนอกกันหมด การรักษาความปลอดภัยในวังเอมาลีช่างหละหลวมยิ่งนัก”

ครั้นได้ยินคำสบประมาท แทนที่ราชาแห่งเอมาลีจะโมโหโกรธา พระองค์กลับหัวเราะชอบใจราวกับคนที่เหนือกว่าใส่ราชาฟารุคแทน

“ฮ่าๆๆ เจ้ามันจะไปรู้อะไร คนผู้นั้นน่ะ หากเจ้าคิดจะเปรียบเทียบเขาเป็นเช่นองครักษ์ปลายแถวของเจ้าแล้วล่ะก็ ข้าบอกเลยว่าเจ้าคิดผิดถนัด”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ฟารุคขมวดคิ้ว “เขาเป็นคนสำคัญถึงขนาดนั้นเชียวหรือ”

“เจ้าเคยได้ยินเรื่องภูตราตรีหรือไม่เล่า”

“ภูตราตรี? เคยสิ นิทานเกี่ยวกับผู้พิทักษ์ที่ถูกเล่าให้พวกเด็กเล็กๆ ฟังนั่นไง แล้วมันเกี่ยวข้องกันอย่างไรงั้นหรือ” ฟารุคถามกลับ แต่ก็ต้องชะงักเพราะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แม้มันจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้สักนิด “นี่อย่าบอกนะว่าชายชุดทำผู้นั้น...”

“เขาคือหัวหน้าเผ่าภูตราตรี”

“เป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อภูตราตรีเป็นเพียงนิทานมิใช่หรือ”

“นิทานอันใดกัน เจ้านี่ยังอ่อนหัดเกินไปจริงๆ สมควรแล้วที่พ่อเจ้าไม่วางใจให้ราชบัลลังก์แก่เจ้าง่ายๆ แม้เรื่องนี้จะเป็นความลับในดินแดนของเรา แต่ราชาแคว้นใหญ่โตเช่นเจ้าก็ควรรู้มิใช่หรือ”

“ข้าจักรู้ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีใครบอกสักคน!”

ฟารุคหงุดหงิดที่เขาไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน แต่ถ้าจะโทษใครสักคน คนผู้นั้นย่อมเป็นพระบิดาของเขา ราชาองค์ก่อนแห่งโฮมา ผู้ที่เก็บงำความลับของดินแดนทะเลทรายเอาไว้

“เข้าใจแล้วว่าไม่มีใครบอกเจ้า เอาเป็นว่าข้าจะเห็นแก่ที่เราทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรกันแล้ว บอกความลับเรื่องนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ราชาเฒ่าเอ่ยด้วยท่าทางสบายๆ เขาเอนหลังกับพนักพิงนุ่มๆ แล้วจึงเริ่มเล่า “ภูตราตรีมิใช่แค่นิทานที่เล่าให้เด็กฟังก่อนนอน แต่พวกเขามีตัวตนจริงๆ พวกเขามักทำตัวเป็นกลางมิเข้าข้างใคร ส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่เฝ้ามองความเป็นไปในซาร์เรียเท่านั้น หากมีเรื่องใดผิดปรกติหรืออาจจะนำไปสู่กลียุคแล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะออกมาจัดการให้เข้ารูปเข้ารอยทันที”

“แบบนี้จะไม่เป็นการแทรกแซงการเมืองของแคว้นที่มีปัญหาหรือ”

“ข้าก็มิเข้าใจวิธีการของเขานัก แต่จากเรื่องราววุ่นวายที่ผ่านมาหลายครั้ง ภูตราตรีมักยุติธรรมและอยู่ข้างคนถูกเสมอ เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือการทำให้ซาร์เรียสงบสุข”

“ทำราวกับผู้ตรวจการก็ไม่ปาน” ราชาฟารุคว่า ก่อนจะตั้งข้อสังเกตอีกอย่าง “เช่นนั้นแปลว่าผู้ที่ช่วยเจ้าชายนาซีมให้หนีรอดมาได้คือพวกภูตราตรีรึ”

“จากที่เห็นความสัมพันธ์ของพวกเขา ข้าคิดว่าเป็นเช่นนั้น”

“แสดงว่าตอนนี้นอกจากมีท่าน มีข้าและเจ้าชายนาซีมร่วมมือกันแล้ว เรายังมีผู้พิทักษ์ประจำดินแดนทะเลทรายเป็นพวกด้วยใช่หรือไม่” ฟารุคสรุป

“อืม”

“อ่า...ได้ฟังเช่นนี้ข้าเองก็ชักมีความหวังเรืองรองขึ้นมาบ้างแล้วสิ หวังว่าพวกเขาจะมีฝีมือและช่วยให้เราชนะไอ้ทาริคได้นะ”

“ข้าก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน” ราชาอาฟาว่า เพราะเขาเองก็นึกหวั่นว่าแคว้นจะถูกทาริครุกรานและครอบครองไว้ได้เช่นโซราห์และโฮมา หากเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าอนาคตของซาร์เรียที่ถูกปกครองโดยคนเถื่อนจะมีชะตากรรมเช่นไร



----------------------------------



เมื่อมาถึงที่พัก ทาริคก็สั่งให้ทหารของราชาอาฟาออกไปพาตัวท่านหมอฮาชิมาที่นี่ ส่วนที่เหลือก็บอกให้ออกไปจากห้องพักของพวกเข้าทั้งหมด เพราะเขาต้องการหารือกับเจ้าชายนาซีมตามลำพัง

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” คาริฟใช้หลังมือแตะหน้าผากนาซีมไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่แล้วในวันนี้

“ร้อน” และนาซีมก็ยังพูดคำเดิม

“เช่นนั้นแช่น้ำสักหน่อยดีหรือไม่”

“ทำได้หรือ” ดวงตาของนาซีมเป็นประกายเมื่อได้ยินคำว่าน้ำ

“ย่อมทำได้แน่นอน ที่นี่เป็นราชวังของราชาแห่งแคว้นเอมาลีเชียวนะ ห้องพักรับรองแขกเมืองคนสำคัญเช่นเจ้าจะไม่มีแม้กระทั่งอ่างอาบน้ำเชียวหรือ”

“จริงสินะ”

นาซีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง พานให้คนมองรู้สึกเอ็นดูไปด้วย ก่อนหน้านี้เจ้าชายต้องระหกระเหินอยู่นอกวังนานเกินไป ทำให้เขาชินกับความลำบากและแร้นแค้นของวิถีชีวิตคนทะเลทราย ลืมสิ้นแล้วความสุขสบายที่เคยได้รับยามอยู่ในตำแหน่งสำคัญของอาณาจักร

“เช่นนั้นก็มาเถิด ข้าจะรองน้ำให้เจ้าอาบก่อนท่านหมอฮาชิมาถึง”

“ขอบคุณ” นาซีมยื่นมือให้คาริฟจับจูงเพื่อเข้าไปในห้องอาบน้ำด้วยกัน

ไม่ต้องรอให้คาริฟทำ นางกำนัลของเอมาลีก็เตรียมน้ำอาบไว้ให้นาซีมเรียบร้อยแล้ว อ่างทองเหลืองที่ถูกบรรจุด้วยน้ำเย็นและโรยกลีบกุหลาบเอาไว้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ชินตาสำหรับนาซีม

“มีคนเตรียมน้ำอาบให้เจ้าแล้ว เช่นนั้นข้าจะถอดอาภรณ์ให้ก็แล้วกัน”

นาซีมมิอาจปฏิเสธการปรนนิบัติจากคนรักของตนได้ เพราะคาริฟตั้งอกตั้งใจในการดูแลเขาเหลือเกิน ดังนั้นเจ้าชายจึงตอบแทนด้วยการช่วยอีกฝ่ายปลดเปลื้องอาภรณ์ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเหงื่อไคลออก จากนั้นจึงเป็นฝ่ายกระตุกมือหนาให้ลงไปแช่น้ำด้วยกัน

หลังผ่านการเดินทางอันแสนเหน็ดเหนื่อยผนวกกับภาวะตึงเครียดจากการเตรียมพร้อมเข้าสู่สงครามหลายวันติด เวลาสั้นๆ ที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกันนี้ก็ถือเป็นของขวัญอันแสนล้ำค่า

กระนั้นคาริฟก็ยังอดห่วงคนรักของตนไม่ได้อยู่ดี

ขณะที่พวกเขานั่งแอบอิงพิงกันอยู่ในอ่างน้ำขนาดใหญ่ มือหนาก็ค่อยๆ ลูบไล้ท่อนแขนสีน้ำผึ้งแผ่วเบาด้วยความรักใคร่ ก่อนจะถามไถ่อย่างอ่อนโยน

“เจ้ารู้สึกดีขึ้นแล้วหรือ”

“ใช่ เจ้ารู้ได้อย่างไร”

เมื่อนาซีมหันมาหา คาริฟจึงให้เห็นว่าแก้มของอีกฝ่ายมีสีเลือดฝ่าขึ้นมาบ้างแล้ว

“ผิวของเจ้าเย็นลงแล้ว” คนพูดว่าพลางก้มลงจูบหัวไหล่มนทำให้ตอหนวดที่เพิ่งขึ้นทิ่มเนื้อชวนให้จั๊กจี้

“ฮ่าๆๆ คาริฟ ข้าจั๊กจี้นะ” นาซีมหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี เจ้าภูตราตรีได้ยินก็ยิ่งอยากทำให้เสียงหัวเราะร่าเริงนั้นอยู่ไปนานๆ

หลายวันมานี้นอกจากจะเคร่งเครียดกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญแล้ว เขายังเป็นกังวลเรื่องของนาซีมมากเสียจนบางครั้งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เมื่อเห็นเจ้าชายกลับมายิ้มได้ ความหนักอึ้งในใจก็เบาบางลง

คาริฟรวบนาซีมเข้ามากอดและเอาคางเกยไหล่ไว้ ไม่รู้เพราะอะไรเขาจึงหลงรักคนผู้หนึ่งได้มากถึงเพียงนี้

ในใจนั้นทั้งรัก ทั้งหวงและห่วงมากกว่าที่เคยห่วงชีวิตของตนเองด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจึงไม่อยากเห็นใบหน้าซีดเซียวของนาซีมอีก ไม่อยากเห็นเจ้าตัวพยายามฝืนยิ้มเพื่อให้เขาสบายใจพร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไร

“นาซีม”

“หืม”

“ข้ารักเจ้า”

นาซีมชะงักเพราะอยู่ๆ ก็ถูกบอกรักอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เป็นใครก็ไม่อาจตั้งตัวได้ทัน

“คาริฟ! เหตุใดจึงพูดเล่า”

“แปลกตรงไหน” คาริฟกระซิบตอบ “ข้าบอกรักคู่ชีวิตของตนเองมิได้หรือ”

“…หากเจ้าอยากพูด ข้าจะห้ามได้อย่างไร” นาซีมก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่กล้าหันมาสบตาเขาแล้ว แต่คาริฟก็ยังเห็นว่าแก้มของน้องแดงเพียงใด

“แล้วเจ้าเล่า ไม่มีสิ่งใดจะบอกข้าบ้างหรือ”

ครั้นได้ยิน นาซีมก็รู้ว่าคาริฟต้องการให้เขาพูดอะไร เจ้าชายจึงพยายามรวบรวมความกล้า และบอกความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายเช่นกัน

“ข้าอยากขอบคุณที่เจ้าดูแลข้าเป็นอย่างดี”

“เท่านี้รึ”

“...ข้าเองก็...รักเจ้าเช่นกัน”

เจ้าชายน้อยของคาริฟเอ่ยคำรักโดยไม่ยอมหันมามองหน้า เจ้าภูตราตรีจึงจับปลายคางของอีกฝ่ายให้บิดหลับมา จากนั้นก็กดจูบลงไปบนริมฝีปากอิ่ม

มันเป็นจุมพิตที่ล้ำลึกเสียจนนาซีมอ่อนระทวยไปทั้งร่าง ขณะเดียวกันก็อ่อนโยนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ทว่าก่อนที่จะเลยเถิดไปมากกว่านี้ เสียงเคาะประตูจากด้านนอกก็ดังขึ้น ทำให้อะไรๆ ที่ต้องสานต่อพลันหยุดชะงักไปด้วย

“มะ...มีคนมา” นาซีมเอ่ยด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นหลังจากริมฝีปากถูกปล่อยให้เป็นอิสระ

“ให้รอไปก่อน”

“ไม่ได้นะคาริฟ” นาซีมเอามือยันอกแกร่งไว้ แล้วว่า “อาจเป็นท่านหมอฮาชิก็ได้”

ครั้นได้ยินชื่อของบุคคลที่เขาสั่งให้ทหารไปตามมาด้วยตนเอง คาริฟก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างแสนเสียดาย เขาจูบนาซีมเร็วๆ ที่หน้าผากครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงลุกขึ้นจากอ่างน้ำก่อน

“เจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าจะไปดูว่าใครมา”

“อืม”

คาริฟหยิบผ้าคลุมพันกายไว้ ก่อนออกไปรับแขกด้วยตนเอง ระหว่างนี้นาซีมก็ฉวยโอกาสสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เพราะเขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ที่มาเคาะประตูถึงห้อง

ตอนที่ใส่เสื้อผ้าเสร็จ คาริฟก็กลับเข้ามาในห้องอาบน้ำพอดี

“ใครมา”

“ท่านหมอฮาชิจริงๆ” คาริฟบอก “เจ้าแต่งกายเสร็จแล้วหรือ”

“เรียบร้อยแล้ว”

“เช่นนั้นก็ออกไปให้ท่านหมอตรวจดูอาการสักหน่อย ข้าจะรีบสวมอาภรณ์แล้วตามออกไป”

“ได้สิ”

เมื่อรับคำแล้วนาซีมก็ออกมาจากห้องอาบน้ำ เขาพบท่านหมอฮาชินั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่ออีกฝ่ายเห็นเขาก็ส่งยิ้มใจดีมาให้พร้อมกับทักทาย

“ยินดีที่ได้พบเจ้าชาย สุขสบายดีหรือ”

“ยินดีที่ได้พบท่านหมอ ข้าสบายดี”

“เอ...แต่คาริฟแจ้งแก่ผู้ที่ไปตามข้ามาว่าเจ้าชายอาการไม่ใคร่ดีนัก เจ็บป่วยตรงที่ใด”

“ความจริงข้ามิได้เป็นอันใดมาก แค่รู้สึกร้อนกว่าปรกติ บวกกับเวียนหัวเล็กน้อย แต่ข้าคิดว่าน่าจะเป็นเพราะต้องเดินทางไกลมากกว่า”

“เช่นนั้นหรือ...แต่ไหนๆ ข้าก็มาแล้ว ฉะนั้นขอตรวจดูสักหน่อยจะได้ไหมขอรับ เพราะหากไม่ตรวจให้แน่ใจ ข้าเกรงว่าท่านคาริฟจะไม่พอใจเอาได้”

“ได้สิขอรับ”

นาซีมรับคำแต่โดยดี เขาเข้าไปนั่งบนพรมปักลายอินทรีสีน้ำเงินข้างๆ ท่านหมอ จากนั้นจึงทำตามขั้นตอนที่ฮาชิบอกทุกประการ

ท่านหมอผู้มากฝีมือตรวจวินิจฉัยอยู่พักหนึ่ง กระทั่งคาริฟแต่งตัวเรียบร้อยแล้วออกมาด้านนอก หมอก็ยังไม่บอกว่านาซีมเป็นอะไรกันแน่ เอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนคนมองใจเสีย

กระทั่งเวลาผ่านไปอีกสักครู่ บิดาของอันวาจึงปล่อยมือนาซีมลงแล้วว่า

“ไม่ผิดแน่”

“ท่านหมอ นาซีมเป็นอันใดหรือขอรับ” คาริฟถามด้วยความร้อนใจแต่ฮาชิไม่ตอบในทันที เขาเก็บเครื่องไม้เครื่องมือลงกล่อง จากนั้นจึงหันมานั่งตัวตรงและมองคู่สามีภรรยาทั้งสอง “ท่านหมอฮาชิ...”

ขณะที่คาริฟกำลังจะถามอีกครั้ง ฮาชิก็เอื้อนเอ่ย หากมันกลับเป็นประโยคที่ทำให้คาริฟและนาซีมถึงกับพูดไม่ออก

“เจ้าชายนาซีมทรงตั้งครรภ์แล้วขอรับ คาดว่าอายุครรภ์น่าจะราวสองเดือนไม่ขาดไม่เกินกว่านี้ ข้าขอแสดงความยินดีด้วยขอรับ” รอยยิ้มอันอบอุ่นที่บิดาของอันวามีให้แสดงให้เห็นว่าเขาดีใจกับนาซีมและคาริฟจริงๆ “ดีใจด้วยนะท่านหัวหน้าเผ่า ท่านกำลังจะเป็นพ่อคนแล้ว”

คำพูดประโยคท้ายนั้นทำให้คาริฟมีสติขึ้นมาก่อน เขาก้มลงมองหน้านาซีม แล้วจึงก็พบว่านาซีมหันมาหาเขาอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของเจ้าชายแดงก่ำ แววตาสะท้อนความนัยมากมาย เพราะประเดี๋ยวมันก็ดีใจ ประเดี๋ยวก็สับสน คาริฟจึงต้องเป็นคนหลักให้ได้ก่อนเพื่ออีกฝ่ายจะมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

เจ้าภูตราตรีเดินเข้าไปนั่งลงใกล้นาซีม ก่อนจะโอบกอดเจ้าชายของเขาเข้ามาแนบอกอย่างทะนุถนอม

ข้ากำลังจะเป็นพ่อคน...

ความจริงข้านี้น่ายินดีจนหัวใจเขาพองโต แม้การมาของเลือดเนื้อเชื้อไขพวกจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่คาริฟเชื่อว่ามันเป็นของขวัญอันมีค่าที่เทพเจ้าแห่งโชคชะตาประทานให้

หมอฮาชิเห็นว่ายามนี้คงไม่เหมาะที่จะพูดสิ่งใดมากนัก เพราะเจ้าชายและคาริฟต่างก็ตกตะลึงและตั้งตัวไม่ถูกพอๆ กัน เขาจึงขอลากลับก่อนเพื่อให้ทั้งสองได้อยู่กันตามลำพัง

เมื่อหมอฮาชิจากไปแล้ว นาซีมจึงหันมาทั้งตัวเพื่อปรึกษาคาริฟที่เอาแต่นั่งเงียบมาตั้งแต่เมื่อครู่

“เรา...จะ...ทำอย่างไรกันดี” นาซีมเอ่ยถาม เพราะเขาก็ไม่รู้จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร แม้ในใจของนาซีมจะยินดีมากเสียจนแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหว แต่อีกใจก็กังวลเหลือเกิน ด้วยช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมนัก

จากนี้เขาต้องเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อล้มทาริคลงให้ได้ และนาซีมก็ไม่รู้ด้วยว่าการต่อสู้นั้นจะยาวนานและอันตรายแค่ไหน หากบุตรของเขาต้องเกิดมาในเวลาเช่นนี้ เจ้าตัวน้อยคงน่าสงสารอย่างมาก

“เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าสัญญากับเจ้าแล้ว ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเจอกับสิ่งใดหรือจะเกิดอะไรขึ้น เจ้ามิได้สู้เพียงลำพัง ทุกหนทางที่เจ้าก้าวเดินจะมีข้าคอยเคียงข้าง แม้จะดีหรือร้าย ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าโดดเดี่ยว เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

“แต่ข้าไม่แน่ใจว่าการที่ข้าท้องในเวลานี้จะเป็นการดีหรือไม่ ไหนข้าจะเป็นภาระให้ผู้อื่นต้องพะวง แล้วข้าก็กลัวว่าลูกต้องเกิดมาท่ามกลางสงคราม หากการต่อสู้ระหว่างพวกเราและทาริคยืดเยื้อ”

“อย่าแม้แต่จะคิดว่าเจ้าคือภาระ” คาริฟเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าคือดวงใจของข้า ไม่ว่าอย่างไรข้าจะดูแลเจ้าและลูกให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องสงครามเราหลีกหนีจากมันไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเจ้ายินยอม ข้าอยากพาเจ้ากลับไอเรม”

“ไอเรมหรือ! เหตุใดจึงต้องพาข้ากลับ”

“ที่นั่นปลอดภัย อย่างน้อยข้าคิดว่าคงไม่มีผู้ใดตามหาตัวเจ้าพบ อีกอย่างเจ้าจะมีท่านแม่คอยดูแล”

“แล้วเจ้าเล่า”

“ข้าจะเป็นผู้อยู่ทางนี้เอง หากเจ้าไว้ใจให้ข้านำทัพให้” คาริฟเอ่ยแผนการที่เขาคิดในหัวอย่างรวดเร็ว เขาคิดว่านี่น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด สงครามเลี่ยงไม่ได้ แต่เขาสามารถซ่อนนาซีมไว้ในที่ปลอดภัยได้

ทว่าเจ้าชายแห่งโซราห์กลับไม่ยอม...

“ไม่มีทาง!”

“นาซีม...”

“ไหนเจ้าว่าเราจะอยู่เคียงข้างกัน แต่ไม่ทันไรเจ้าก็จะผลักไสข้าเสียแล้วหรือ”

“ข้ามิได้ผลักไส ข้าแค่คิดว่านั่นเป็นวิธีที่เจ้าและลูกจะปลอดภัยที่สุด”

“แต่ข้าไม่กลับไปไอเรมโดยไม่มีเจ้าหรอกนะคาริฟ ข้าจะอยู่ที่นี่ เราจะอยู่ด้วยกันทั้งสามคน”

“...สามคนหรือ”

“อืม...เราสามคน” นาซีมว่าพลางเอื้อมจับมือคาริฟมาวางไว้บนหน้าท้องของตนเอง เวลานี้หน้าท้องของเจ้าชายยังเล็กนัก มันแบนราบจนมองไม่ออกว่ามีสิ่งมีชีวิตน้อยๆ กำลังเติบโตอยู่ข้างใน

กระนั้น สิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี่ก็ทำให้พ่อและแม่ของพวกเขาหัวหมุนตั้งแต่ยังมีอายุครรภ์แค่สองเดือนเท่านั้น

“แต่นาซีม ข้าคิดว่า...”

“ชู่ว์~” นาซีมใช้ปลายนิ้วแตะที่ริมฝีปากของคาริฟแล้วเอ่ยแทรก “ข้ายอมรับว่าเด็กคนนี้ทำให้ข้ารู้สึกกลัว การที่เขาถือกำเนิดขึ้นมาเตือนให้ข้าต้องคิดให้รอบคอบขึ้น แต่คาริฟ...แม้ว่าข้าจะตั้งครรภ์ ทว่าข้าก็จะไม่หนี ข้าจะอยู่ที่นี่เพื่อประชาชนของข้า พวกเขารอข้านานเกินไปแล้ว”

“...”

“อีกอย่าง...ข้าจะอยู่กับเจ้า ยอมให้ข้าอยู่ด้วยเถิดนะ” นาซีมขอร้องเสียงอ่อน และมันก็ทำให้คนใจแข็งเช่นคาริฟใจอ่อนจริงๆ

“ถ้าเจ้าให้สัญญาว่าจะไม่อยู่ห่างข้าและไม่ทำเรื่องเสี่ยงอันตราย”

“ข้าสัญญา ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วงไปมากกว่านี้” นาซีมเอ่ยด้วยถ้อยคำที่หนักแน่นราวกับหน้าผาที่ไม่ไหวเอนแม้เจอลมพายุ

“เช่นนั้นก็อยู่ด้วยกันที่นี่ทั้งสามคน ข้า เจ้าและลูกของเรา”







------------------------------------------------------------------------





มีคนเดาถูกด้วยว่านาซีมมีน้อง(เรื่องนี้เป็นโอเมก้าเวิร์ส ผู้ชายท้องได้น้า)

จริงๆ ฝนชอบตอนนี้นะคะ รู้สึกถึงความเป็นครอบครัวมากเลยตอนที่เขียน

เขียนเองแอบมีน้ำตาซึมเอง หวังว่าคนอ่านจะเอาใจช่วยนาซีมกับครอบครัวน้อยๆ ของน้องจนจบนะคะ

เจอกันตอนหน้าค่ะ ใกล้ลงจบแล้ว เย้ๆๆ



ละอองฝน.




ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
จบลงด้วยดีเถอะ :hao5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด