∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋ ความจริงที่ 17 :: พาสชั้นมาเป็นแฟน [23/3/2019] P.2
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋ ความจริงที่ 17 :: พาสชั้นมาเป็นแฟน [23/3/2019] P.2  (อ่าน 1680 ครั้ง)

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ถ้าผมเกิดเป็นคนอย่างเรวะ ผมคงยอมกัดลิ้นตายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว
คนที่โดนสังคมรังเกียจ ไม่ยอมรับแม้แต่การมีตัวตนอยู่
ถึงผมจะไม่ได้รับผลกระทบจากคนที่ชื่อ เรวะ แต่ก็ยังไม่คิดจะเฉียดเข้าไปใกล้
แต่ทำไมโชคชะตาต้องเล่นตลกให้ผมต้องมาเจอกับเรวะวะ!!



+++++++++++++++++++++++++++++++
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-03-2019 17:57:20 โดย sakutaka »

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

บทนำ

ความตรงข้ามคือจิ๊กซอว์ที่ต่อเข้ากันอย่างฝืนๆ


“ก่อนอื่น น้องเม่นจ๊ะ ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยค่ะ ลูก”

“ครับ ผมชื่อพลลภัตม์ จงรักกิจการกุล ชื่อเล่นชื่อเม่น เรียนอยู่ศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดุริยางคศิลป์ ปีสามครับ”

“คิดว่าเสน่ห์ของตัวเองคืออะไรจ๊ะ”

“เสน่ห์ของผมเหรอ คงเป็นความไม่ถือตัว แล้วก็พร้อมจะเปิดใจให้กับทุกคนที่เข้ามาทักทายมั้งครับ”

“ไฮ น้องเม่น”

“อันยองครับ พี่ดิบ”

“กรี๊ด รอยยิ้มนี้ รอยยิ้มนี้ ค้างไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่ของถ่ายรูปเก็บไว้เป็นคอลเลคชั่น เอร๊ย ลงบทสัมภาษณ์แป๊บ” ว่าแล้วก็ล้วงมือถือขึ้นมารัวชัตเตอร์ไม่ยั้ง นั่นถ่ายไปกี่รูปวะ

“อีดิบ มึงก็อย่าระริกระรี้ให้มาก น้องเขามาสัมภาษณ์ลงบทความ ไม่ได้มาสมัครเป็นผัวมึง รีบๆทำงานเข้า” หนึ่งในทีมงานคุณภาพที่คอยจัดแสงฉากไฟให้ด้านหลังตะโกนด่ากลับมาหลังจากพี่แกนัวเนียอยู่กับผมเป็นนานสองนานแต่ยังไม่เข้าเรื่องซักที

“โทษทีนะจ๊ะน้องเม่น อีสองตัวนี้มันก็ทะเลาะกันแบบนี้แหละ อย่าถือสา” คราวนี้เป็นคนที่แต่งหน้าให้ผมอยู่พูดออกมา

“ไม่เป็นไรครับ”

“อยากแต่งตรงไหนเพิ่มมั้ยจ๊ะ พี่จะได้เติมให้”

“ขอน้ำแร่ได้มั้ยครับ”

“ฉีดหน้าเหรอ”

“ฉีดปากผมครับ ยิ้มจนเหงือกแห้งแล้ว”

“ว้าย ตายจริง น้ำๆทำไมไม่มีใครมาเสิร์ฟน้ำให้น้องเขาเลยล่ะยะ”


ความจริงผมน่าจะชินกับสถานการณ์แบบนี้ได้แล้ว ปีกว่ากับการได้เป็นเป้าสายตาของมวลมหาประชานักศึกษา ทั้งที่พยายามจะไม่ทำตัวโดดเด่นอะไร ไม่เข้ากิจกรรมอะไรซักอย่าง แต่มันกลับมีทางเลือกให้คนที่ชอบเสพอาหารตาเข้าไปดูได้ อย่างไอ้เพจชื่อSexy Dippy Cutie boy in the University หรือแอนนิเวอร์ซารี่อะไรเนี่ยดิ

 
ผมถึงไม่รอดจนต้องมานั่งให้พี่ดิบ แอดมินซึ่งโด่งดังในหมู่ผู้ชายคิ้วท์ๆ สาวประเภทสองที่คอยจ้องตามล่า ตามกระชากหัวมาหนุ่มๆทั้งหลายไม่ว่านักศึกษาชายหรือบัณฑิต มาถ่ายภาพลงเพจแบบเก๋ๆ แถมประวัติตั้งแต่เกิดยันตายแปะลงหน้าฟีดกระจายให้ชาวบ้านชาวช่องรู้ว่า เกิดวันที่เท่าไร เวลาตกฟากตอนไหน โรงพยาบาลอะไร เริ่มหัดฉี่ที่โถเมื่อไร แล้วยกขาข้างไหนฉี่

“นิสัยส่วนตัวเป็นคนยังไงคะ”

“เป็นคนเงียบๆครับ บางครั้งเลยอาจจะดูว่าหยิ่ง แต่ถ้าใครเข้าหาจริงๆก็พร้อมจะยอมเปิดใจให้ไม่ปิดกั้นตัวเอง”

“งั้นเวลาพี่เข้าหาอย่าลืมเปิดใจให้พี่ด้วยน้า”

“ครับ” ยิ้มๆ

“อร๊ายยยยตายแป๊บ เอาล่ะเรามาต่อคำถามต่อไปกันเลยค่ะ อันนี้เป็นคำถามสำคัญระดับชาติ ถ้าไม่ถามพี่จะต้องโดนลูกเพจสามแสนกว่าคนรุมยำตีน มาค่ะ เห็นหล่อๆหน้าตาดีอย่างนี้ มีใครเป็นเจ้าหัวใจรึยังจ๊ะ คุณพลลภัตม์”

“ยังครับ ผมยังไม่มีใคร”

“โอ๊ย ตอบแบบนี้เดี๋ยวพี่ก็จับให้มีอะไรกับพี่ซะเลยดีมะ” ก่อนที่มือไม้ปลาหมึกจะเลื้อยมาไต่ผม แท่งยาวๆของแปรงที่เหมือนกระบองพยายมก็ถูกเคาะเข้าไปที่ศีรษะของพี่ดิบ ถามว่าแรงขนาดไหนฟังเสียงที่ดังออกมาจากหัวพี่มันแทนละกันครับ “อะ โอ๊ย ทำอะไรยะอีแนนซี่”

“หยุดเลยอีดิบ เผลอไม่ได้เลยนะเต๊าะเด็กที่มาให้สัมภาษณ์ตลอด” พี่ช่างแต่งหน้าแกปกป้องผมสุดฤทธิ์ ก่อนหันมาทางผม “ว่าแต่จริงเหรอคะที่ยังไม่มีแฟนน่ะ” ขอถอนคำพูดครับ ความจริงก็แค่อยากรู้ชีวิตส่วนตัวของผมเหมือนกันสินะ

“ไม่มีจริงๆครับ”

“ตายจริง หน้าตาขนาดนี้ทำไมไม่มีใครมาจีบ ไว้เจ๊แนะนำคนดีดีให้เอามั้ยจ๊ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้”

“รออะไรคะ รอคนๆนั้นที่ชั้นฝันหา รอเธอเสียใจ รอพี่มากที่ท่าน้ำ หรือรอเจ๊ดิบอยู่จ๊ะ อร๊าย กรี๊ด” นอกจากจะโดนสัมภาษณ์แล้ว กูเหมือนกำลังโดนคุกคามทางเพศอยู่ ผมถอนหายใจก่อนตอบออกไปจากใจตามที่ผมคิด

“รออีกครึ่งหนึ่งของชีวิต ที่จะมาเติมเต็มจิ๊กซอว์ส่วนที่ขาดหายไปครับ”

“กรี๊ดดดดด คมบาดจิต หล่อบาดใจ แม่เลี้ยงด้วยอะไรถึงน่าจับเลียขนาดนี้เนี่ยยยยย”

“ถ้าพี่หิวติม เดี๋ยวผมพาไปเลี้ยง” แต่อย่าเลียผมเลย

“เลี้ยงไหวเหรอ พี่กินจุนะ” ไอ้ท่าเลียริมฝีปากล่างแล้วกัดปากตัวเองคืออะไรวะ!!

“ไหวครับ ผมรวย”

“รวยอะไรจ๊ะ ถ้ารวยแต่เขือพี่ยอมนะ”

“รวยจริงครับ” ไม่ได้โม้

“เอาเถอะ มาที่คำถามต่อไปกันดีกว่าจ๊ะ น้องเม่นคิดอย่างไรกับเพศทางเลือกคะ”

“ไม่คิดครับ” จบคำตอบเท่านั้นแหละ เงียบกริบ...พี่สองคนต่างมองหน้ากันอย่างงงๆก่อนหันกลับมามองผม

“...”

“ทำไมจะต้องคิดล่ะครับ เขาก็คนๆนึง”

“...” หืม? พี่ดิบนิ่งไป ผมตอบอะไรผิดเหรอ ก็แค่บอกออกไปตามที่คิด หรือคำตอบที่พี่ดิบต้องการจะไม่ใช่...

“เยี่ยม!!เยี่ยมมากเลยจ๊ะน้องเม่น คำตอบนี้ซึ้งกินใจพี่มาก มา เอาล่ะ เพื่อไม่ให้น้องเม่นต้องเหนื่อยเกินไป งั้นเรามาตอบคำถามสุดท้ายกัน”

“ได้เลยครับ ว่ามาเลย” จะได้จบๆซะที

“ช่วยตัวเองครั้งล่าสุด เมื่อไรคะ”

สึด ใครคิดคำถามนี้วะ...

“ผมจำเป็นต้องตอบคำถามนี้ด้วยเหรอครับ”

“ต้องสิจ๊ะ มันเป็นธรรมเนียมนะ ไม่ว่าคิ้วท์บอย เซ็กซี่บอยจากที่ไหน ถ้ามานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้แล้ว ทุกคนต้องตอบคำถามนี้ของพี่จ๊ะ”

“งั้นผมขอเปลี่ยนเก้าอี้”

“แหนะๆๆๆ นั่งแล้วห้ามลุก ตอบจ๊ะ เดี๋ยวนี้” โหดสัด ไหนก่อนสัมภาษณ์บอกว่าจะไม่บังคับตอบคำถามที่ไม่อยากบอกวะ ก็ได้ โอเค ยอม

“ตอนก่อนมาให้สัมภาษณ์พี่เนี่ยแหละ น้ำออกเยอะจนแทบไม่มีแรงเดินมาเลย”

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”

ขออภัยครับ ช่วยเรียกสัปเหร่อมารับสามศพในสตูดิโอนี้ที




ท่อน้ำในหอผมแตก ผมก็ต้องช่วยตัวเองพยายามซ่อมอุดรอยรั่วก่อนที่มันจะท่วมห้องผมดิ จริงมั้ย คิดอะไรเลอะเทอะ จบประเด็นไอ้เม่นน้ำแตก ผมก็เดินออกมาหาของกินตามประสาคนหิว ก็พี่มันเล่นลากผมมาสัมภาษณ์ตั้งแต่บ่ายลากยาวไปจนถึงเย็น จริงจังยิ่งกว่าตอนเรียนอีกพวกนี้

ผมเดินออกมาตรงสี่แยกที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยซึ่งผมมักจะฝากท้องไว้ประจำ พักนี้พอขึ้นปีสามเริ่มเกี่ยงงอนกับการออกกำลังกายเลยทำให้รู้สึกกล้ามเนื้อท้องค่อยๆจางลงไป ถ้าเกิดอีพวกเจ๊ๆแก๊งเพจคิ้วท์บอยห่าบรมนั่นมาแอบถ่ายตอนผมเผลอถอดเสื้อ มีหวังหมดความเท่กันพอดี วันนี้ขอฝากท้องไว้กับร้านขายผลไม้ละกัน

ขณะที่ผมกำลังหยิบกล้วยหอมหวีสวยส่งให้กับป้าคนขายนั้นเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ดังไล่หลังมาแต่ไกล

“ช่วยด้วยค่า มีคนวิ่งราวกระเป๋า!” เชี่ยแล้ว นี่มันสี่แยกใกล้มหาวิทยาลัยแถมยังกลางวันแสกๆด้วยเนี่ยนะ เออไม่ใช่สิ นี่ก็เย็นแล้ว แต่ท้องฟ้ายังสว่างสดใสอยู่ ผมรู้สึกเหมือนสายลมเย็นเบาๆผ่านไปก่อนจะหันหลังไปเจอกับเด็กผู้ชายคนนึงที่วิ่งกระหืดกระหอบผ่านหน้าผมไปราวกับเท้าติดจรวด

เชี่ยนี่มัน...

จิตใต้สำนึกผมมันบอกอะไรซักอย่าง ผมคว้าแบงค์ห้าสิบในกระเป๋ายื่นให้แม่ค้า

“ป้า นี่ครับไม่ต้องทอน” แทบไม่ต้องรอให้หัวสมองคิด ผมหิ้วกล้วยที่ตัดสินใจให้มันเป็นอาหารมื้อดึก แล้ววิ่งกระเตงมันตามไอ้ห่านั่นไปติดๆ แต่ฝีเท้ามันไวปานเสือซีตาร์ทั้งที่ตัวขามันสั้นกว่าผมที่มีส่วนสูงถึง186แท้ๆ ผมเห็นแผ่นหลังมันเล็กเท่าขี้มด แต่ตราบใดที่ยังเห็นอยู่ก็น่าจะยังตามทัน

“เชี่ย หยุดดิวะ” ขาแทบขวิด เอาวะกลั้นใจอีกนิดจะถึงตัวมันแล้ว เพื่อนเลวแม่งต้องห้าม ผมรู้นะว่ามันเลวอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่ามันจะเลวถึงขั้นเปลี่ยนจากนักเรียนไปเป็นโจรวิ่งราวกระเป๋าชาวบ้านได้


อย่าถามผมว่ามันเป็นใคร...เพราะมันเป็นบุคคลในตำนาน


“ไอ้เลวมึงหยุด!” นี่ไม่ใช่เสียงผม แต่เป็นเสียงไอ้เชี่ยว่าที่หัวขโมยนั่นตะโกนโดยไม่หันมามองหน้าผม ก่อนทำท่าเหมือนกระโดดเหยงๆกระโจนไปข้างหน้า แม่งคิดว่าเป็นกระต่ายหรือไงวะ กระโดดแล้วอย่างกับจะทำให้ไวขึ้น แล้วก็มึงน่ะ ด่าคนผิดแล้ว คนที่เลวน่ะมันมึง ไม่ใช่กูเว้ย!! แรงฉุนเฮือกสุดท้ายโคตรออกฤทธิ์รุนแรง ผมสั่งลาหน้าที่โปลิศไล่จับหมาในคราบขโมย ด้วยการคว้าคอเสื้อมันแล้วกระชาก

แคว่ก!!

เสียงขาดของเสื้อผ้าดังเข้าโสต ไม่นานไอ้คนโดนขัดขวางทำการชั่วหมุนตัวกลับมา

“ทำเชี่ยอะไรวะ!” ตัวเงินตัวทองโบ้มเข้าเต็มหน้า “สัด เสื้อกูไอ้เวรเอ๊ย” เหี้ยเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมึงไม่รู้เหรอ ด่ามาทั้งสองคำสิ้นเปลืองฉิบหาย ถ้ากูเป็นตัวเหี้ยอย่างมึงก็เป็นไอ้ควายใส่เสื้อเปลือยไหล่ขาวๆที่ไม่รู้จักกาลเทศะมาสวมรอยเป็นโจรแถวที่เรียนตัวเองล่ะวะ

“มึงเรียนคณะโจรกรรมศาสตร์หรือวะ ถึงว่างมาเรียนวิชาเลือกอย่างวิ่งราวกระเป๋าชาวบ้านเนี่ย”

“วิ่งราวบ้านมึงดิ ไอ้เวร!!” ฉุนเฉียวฉิบหาย

โครม!!

สุดท้ายก็เต็มๆหน้ากูดิครับ จะอะไรซะอีกล่ะ หมัดมันไงมาเต็มๆรัก มึงไม่ต้องรักกูมากก็ได้ไอ้ควายเอ้ย ผมหงายหลังลงไปนั่งกองกันพื้น รู้สึกเหมือนมุมปากมีของเหลวบางอย่างไหลออกมา น้ำลายกูแน่เลย ตอนนี้กูกำลังหิวผลไม้ ว่าแต่ทำไมน้ำลายกูสีแดงวะ

“กรี๊ดดดด ใจเย็นๆค่ะคุณน้องอย่าทะเลาะกัน” เสียงกะเทยควายที่ไหน อ้าวไอ้พี่ดิบ หลังสัมภาษณ์ผมเสร็จพี่มันคงเดินเป็นสัมภเวสีหาของกินอยู่แถวนี้ไม่กลับบ้านกลับช่องมั้ง เลยทันมาเห็นเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทต่อยตีของผมกับไอ้สถุลนี่เข้า “เชี่ยเม่น หน้าน้อง ต่อยลงไปได้ไงคะน้องเร!!” คิดภาพนะครับ เสียงต้นประโยคแกมาแบบตัดกล่องเสียงชาตินี้ไปเสียงหวานอีกทีชาติหน้า พี่ดิบทำท่าจะทรุดลงมาประคองผม หากผมยันตัวลุกหลบขึ้นมาได้ทันเสียก่อน และไม่รอช้าผมก็เขวี้ยงหมัดใส่หน้ามันคืน

เอาดิ มึงทำกู กูก็ต่อยมึงคืนได้วะ

“กรี๊ดดดดดดดดดด อย่าค่ะอย่าทะเลาะกัน” เสียงพี่ดิบเป็นเพลงพื้นหลังชั้นดีที่ทำให้บรรยากาศคุกรุ่นยิ่งขึ้น อารมณ์ผมมา ปากผมแตก แก้มผมช้ำ แล้วแถมกล้วยที่ซื้อมายัง...

แปร่ด!!

“เชี่ยกล้วยกู!!!” หวีละห้าสิบยังไม่ได้แตะซักผล แถมยังมาโดนคนอย่างไอ้เชี่ยนี่เดินถอยหลังไปเหยียบซะเละ ไอ้โจรมันยกขาขึ้นมองกล้วยที่นอนตายอยู่ด้วยสีหน้าสมเพชเวทนาก่อนหันหน้ามามองผม

“มึงต่อยกูก่อนเองนะ”

“แต่กล้วยกูก็ไม่ผิด มึงไม่จำเป็นต้องเหยียบ ไอ้สัดเอ๊ย เป็นโจรไม่พอยังชอบทำลายของกินชาวบ้านอีกเหรอวะ”

“มึงหาว่าใครเป็นโจรวะ” อีกฝ่ายพุ่งเข้าหาคว้าคอเสื้อผมด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วกระชากขึ้น กระชากขึ้น...เออ ไม่ได้แฮะ มันเตี้ยกว่าผม ผมเลยได้แต่ก้มลงไปมองข่มมัน

“ไอ้โจรเตี้ย”

“โว้ยย” แหนะๆ อย่าคิดว่ากูไม่รู้ว่ามึงจะทำอะไร มือที่หมายจะปล่อยเสื้อเพื่อง้างหมัดต่อยเข้ากรามผมกลับโดนตัดหน้ารวบข้อมือสองข้างไม่ให้มันกล้าปล่อย อยากจับก็จับให้ตลอดดิวะ “ปล่อยแขนกู!!” ไอ้เตี้ยมันดิ้นถอยหลังจะเอามือออกให้ได้ ผมเลยใส่แรงหนักขึ้นอีกเท่าตัวกระชากมันกลับมา จนร่างตรงหน้าเสียการทรงตัวมาซบอกผมเต็มๆ มันชักสีหน้าตื่นๆขึ้นมามองผม

โอ้โหแฮะ เพิ่งเคยได้เห็นหน้าบุคคลในตำนานใกล้ๆ ดูไม่ออกว่ามันเลวอย่างที่ใครๆเขาว่ากัน แค่สีผิวก็กินขาดความขาวแล้ว ไหนจะคิ้วเข้มๆ ตาเป็นประกาย จมูกโด่งเป็นสัน แล้วจะยังริมฝีปากเป็นกระจับได้รูปนี่อีก

ความจริงมันไม่ได้เตี้ยอย่างที่ผมว่ามาเหรอ มันสูงสูสีเฉลี่ยชายชายไทยน่าจะห่างจากผมประมาณไม่ถึงสิบเซนต์ได้ สีผมแอชเกรย์ขับใบหน้าให้ดูสว่างกว่าเดิม แต่ก็โดนกลบมิดด้วยผมดัดที่ร่วงลงมาปิดหน้าปิดตาของเจ้าตัว ถ้าให้เทียบเครื่องหน้าไอ้หมอนี่แม่งเหมือนศิลปินเกาหลีชั้นดีคนนึงได้เลย ขัดอย่างเดียวคือรอยช้ำตรงมุมปากที่ผมเป็นคนสร้างไว้กับนิสัยเลวๆของมัน

“กระเป๋า!!” กว่าจะมีสติรู้ตัวอีกที ผู้หญิงที่เคยตะโกนโวยวายว่าโดนวิ่งราวกระเป๋าก็วิ่งมาจนถึงตัวพวกเรา ผมเพิ่งรู้ว่าเธอเป็นนักศึกษาม.เดียวกับเราเนี่ยแหละ เธอหยุดยืนตรงหน้าพวกเราทั้งคู่ยกมือขึ้นกุมอกพลางส่งสายตาไปหาไอ้คนที่กำคอเสื้อผมอย่างขอความเห็นใจ “ขอกระเป๋าเราคืนเถอะนะ” เพราะการที่เราสองคนยืนตัวชิดกันมากเลยทำให้ผมรู้ว่าร่างกายคนตรงหน้าสั่นกระตุกวูบไหว แต่มันก็เป็นเพียงชั่วเสี้ยววินาที

มันปล่อยมือออกจากคอเสื้อของผม แล้วยื่นกระเป๋าสะพายสีชมพูหวานที่คล้องอยู่กับแขนเขวี้ยงคืนไปให้กับอีกฝ่ายอย่างไร้น้ำใจและเกรี้ยวกราด ก่อนหมุนตัวแล้วเดินจากไปอีกทาง

“เฮ้ย จะไปไหนวะ” ขโมยของคนอื่นแล้วทำไมไม่รู้จักขอโทษ ผมได้แต่ตะโกนไล่หลังอย่างคนที่ขี้เกียจตามไปหาเรื่องเอาความ

“อุ๊ยตาย เถื่อนจัง ไม่เป็นไรนะหนู” เสียงพี่ดิบดังแทรกดึงความสนใจให้ผมหันกลับไปมอง คนที่ตัวเป็นชายแต่ใจเป็นสาวกำลังตบไหล่ปลอบประโลมจิตใจของผู้ประสบเหตุไปหมาดๆ เด็กสาวพยักหน้าด้วยอาการงุนงงก่อนมองตามคนที่เดินลับหายไป พี่ดิบถอนหายใจออกมาขัดจังหวะความเงียบ

“ถ้าเลิกนิสัยเกรี้ยวกราดไปได้จะเป็นเด็กที่น่ารักมากเลยนะคะ น้องเรเนี่ย” น่ารัก ผมจินตนาการตามพี่ดิบไม่ออกว่าถ้าไอ้บุคคลในตำนานมันเงียบเรียบร้อยเหมือนลูกแมวเชื่องๆตัวนึงขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไร

“ทำไมพี่เรียกมันว่าเร ชื่อเล่นมันชื่อเรวะไม่ใช่เหรอ” ถึงจะเป็นชื่อเล่นที่แสนประหลาด แต่ผมยังจำได้ดีในวันแรกพบของรุ่นพี่กับน้องๆปีหนึ่ง เด็กหน้าตาดีคนหนึ่งเดินออกไปหน้าลานและแนะนำตัวด้วยท่าทางเชื่องซึมท่ามกลางเสียงฮือฮาของกลุ่มผู้หญิง กว่าจะฟังชื่อเล่นมันออกต้องลำบากรุ่นพี่หลายคนให้มาตั้งใจฟังเสียงงึมงำของมัน แล้วค่อยบอกต่อผ่านไมค์ให้ทุกคนรู้ชื่ออันแปลกประหลาดว่า ‘เรวะ’ ที่มาที่ไปไม่มีใครรู้หรอกครับว่ามันแปลว่าอะไร เพราะพอพวกรุ่นพี่ถาม ไม่ทันจะจบคำมันก็เดินกลับไปนั่งรวมกลุ่มพวกน้องใหม่ปล่อยให้บรรยากาศรอบข้างเคว้งคว้างไปเสียอย่างนั้น

พี่ดิบเลิกคิ้วมองหน้าผม “อ้าวตายละ นี่เราไม่รู้หรอกเหรอว่าชื่อ ‘เรวะ’ น่ะ เป็นชื่อต้องห้าม”

“ฮะ? ชื่อต้องห้าม”

“คนที่อยู่ใกล้ตัวน้องเรต้องรู้เรื่องนี้ไว้นะจ๊ะ ไม่งั้นมีหวังโดยต่อยปากแตกหมอไม่รับเอา เอ๊ยเย็บกันทีเดียวเชียวล่ะจ้ะ”

“ห้ามไม่ห้ามยังไงผมก็โดนต่อยไปแล้ว แต่ช่างเหอะพี่ไม่ต้องบอกผมก็ได้ยังไงชาตินี้ผมก็ไม่มีทางได้เจอมันอีกหรอก” และไม่หวังให้เจออีกด้วย ทีเดียวผมเข็ดไปจนวันตายเลย มีอย่างที่ไหนจะห้ามเพื่อนร่วมโลกไม่ให้เป็นโจร แต่เสือกซวยโดนต่อยเสียเอง ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ

หมดธุระตรงนี้แล้ว ผมตั้งใจว่าจะหมุนตัวกลับ แต่ดันเห็นน้องหนูปีหนึ่งที่ยังยืนจับกระเป๋ามองตาใสมาตรงนี้นิ่งจึงอดที่จะเอ่ยปากถามออกไปไม่ได้ “ตรวจดูของในกระเป๋ารึยังมีอะไรหายรึเปล่า”

“ไม่มีอะไรหายค่ะ” เธอส่ายหัวก่อนก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วกล่าวงึมงำเสียงอ่อย “รู้สึกผิดเลย”

“ไม่ต้องคิดมากหรอกเรื่องสุดวิสัย ใครเขาอยากโดนวิ่งราวกระเป๋ากันบ้างล่ะ”

“อ้อ เปล่าค่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้น คือหนูหมายถึง รู้สึกผิดเลยที่ทำกริยาแย่ๆใส่พี่เร”

หา? เรื่องนี้ทำให้ผมต้องขมวดคิ้วตีลังกาคิดไปสามตลบ ว่าไงนะ กับโจรทำไมต้องทำดีด้วย น้องมันเด็กดีเกินมนุษย์มนาไปรึเปล่า

“ไม่ใช่หนูเรสินะ” คราวนี้เป็นเสียงพี่ดิบที่ยืนหรี่ตามองน้องผู้หญิงอย่างรู้ทัน ไม่ใช่เร คืออะไร ยังไงวะ

“ค่ะ พี่คนนั้นเป็นคนละคนกับไอ้คนที่มากระชากกระเป๋าหนูไป”

หา!!!ว่าไงนะ

“แล้วใครที่เป็นคนกระชาก”

“หนูมองหน้าไม่ทันเห็นแต่ใส่เสื้อยืดสีดำๆแล้วก็ใส่หมวก”

ไอ้เรมันใส่เสื้อสีขาว ต่อให้บ้ายังไงก็ไม่มีทางตาฝาดมองเห็นจากขาวเป็นดำได้หรอก ที่น้องมันพูดเรื่องจริงใช่มั้ยเนี่ย

ผมยืนงงอยู่ตรงนั้น เหลือบมองผิวตรงหลังมือซึ่งยังคงแดงอยู่ กระดูกฝ่ามือยังรู้สึกเจ็บจากการต่อยอีกฝ่ายไม่หาย นี่ผมทำอะไรไปวะ

“หนูอยากขอโทษพี่เขาจัง”

“แหมๆ ไม่ต้องเสียใจแล้วจ้ะ นู้น เจ้าตัวเดินมานู้นแล้ว คราวนี้ก็อย่าอึ้งอีกล่ะ ลูกชะนี” เริ่มคิดว่าตัวเองหูฝาดเป็นรอบที่สอง ผมผินหน้ากลับไปมองทางที่อดีตโจรมันเดินหายไป ใช่ มันกลับมาจริงๆ แต่ดูแปลกๆ แบบไม่ค่อยเป็นมิตร แล้วก็กำลังเดินย่างสามขุมดุ่มๆมาทางนี้ทีเดียวเชียวล่ะ

“ไอ้เวรนี่!!” คำทักทายหลังจากเจอหน้ากันครั้งที่สองของรอบวันโคตรจับจิต แถมยังมีสกินชิพด้วยการกระชากคอเสื้อเชิ้ตผมอีกเป็นระลอกสอง เมื่อเห็นท่าทีไม่ดีพี่ดิบเลยรีบลุกลี้ลุกลนเข้ามาขวางเป็นการใหญ่

“เดี๋ยวๆๆ น้องเรใจเย็นก่อนสิจ๊ะ ค่อยๆพูดกันก็ได้ อารมณ์ร้อนจริง แล้วนี่เป็นอะไรเนี่ย ความรู้สึกช้าหรืออะไร โดนเขาต่อยแล้วเพิ่งมาโมโหหลังผ่านไปสิบนาทีเนี่ย อย่าเพิ่งต่อยน้องเม่นของพี่เลยนะ พี่ขอ หน้าน้องเม่นเป็นสมบัติของชาติ ถ้าเธอต่อยไปผู้หญิง ตุ๊ดตานอย ชะนีน้อยหอยสังข์ ทั้งหลายจะต้องเสียใจร้องไห้น้ำท่วมโลก เธอยอมเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้โลกร้อนเหรอจ๊ะ!!”

“แต่มันทำเสื้อผมขาด!”

“เสื้อตัวเดียวไม่เห็นต้องโมโหขนาดนี้เลยนี่” ผมเถียงกลับไปทั้งๆที่ยังโดนกระชากคอเสื้อไว้อยู่

“ไม่โมโหได้ไงวะ”

“แล้วมึงจะโมโหไปเพื่ออะไร”

“กูมีเสื้อตัวเดียวโว้ย!!”

หา?

“เลิกทำหน้าโง่ซักที กูบอกว่ากูมีเสื้อแค่ตัวเดียวเว้ย แล้วอย่างนี้พรุ่งนี้กูจะใส่อะไรไปเรียนวะ”

...ไอ้เฟี่ย กูถามจริงเถอะ คนบ้านไหนมีเสื้อนักศึกษาอยู่แค่ตัวเดียววะ...


....TBC....


ออฟไลน์ beedy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 :katai2-1: :katai2-1: ปูเสื่อรอคร้าบบบ ชอบที่สุด

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่1 :: ความสนใจดึงดูดให้สายตามองหา


มันไม่ง่ายเลยกับการให้มองเรวะเป็นคนดี ใครๆก็รู้กันว่ามันนิสัยยังไง ทำไมมันถึงสอบติดมาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับผมได้วะ สงสัยเรื่องยัดเงินตามที่เขาลือกันท่าจะจริง

และตอนนี้ผมก็กำลังพาผู้ใหญ่ที่ใช้เงินแก้ปัญหามาถึงหอเพื่อให้ยืมเสื้อชุดนักศึกษาไปใส่ก่อนชั่วคราว พูดแล้วก็ขำคนบ้านรวยที่ไหนเขาทำกัน ซื้อเสื้อนักศึกษาตัวเดียวไว้ใส่มึงจะอินดี้ไปไหน

“เข้ามาดิ” ผมเปิดประตูเดินเข้าห้อง ก่อนเฉลียวใจจนต้องหันไปมองคนหน้าใหม่ที่อยู่ด้านหลัง เป็นอย่างที่คิด เรวะไม่ตามมา แถมยังยืนนิ่งค้างอยู่ตรงหน้าประตูราวกับกังวลอะไรบางอย่าง

“เป็นอะไร ทำไมไม่เข้ามา”

“...” มันนิ่ง

“จะเอาเสื้อไม่ใช่เหรอ”

“...” ยังนิ่งอีก ถ้านิ่งอย่างนี้อีกนิดเดี๋ยวผมปั๊ด...

“โอเคไม่เข้าใช่มั้ย...ถ้าไม่เข้ากูจะปิด” บอกเลยไวกว่าเสือชีตาห์ก็หมาอย่างเรวะล่ะครับ ขายาวๆมันรีบเข้ามาขัดประตูที่ผมกำลังจะปิดแล้วผลักออกก่อนแทรกตัวเข้ามาเผชิญหน้ากับผมในช่องทางแคบๆ

“สัด อย่าเสือกปิดประตูใส่หน้ากู”

“แล้วยืนนิ่งรอเชี่ยอะไร”

“รอให้มึงหลบทางให้ไง”

“หลบเพื่อ ทางก็ไม่ได้...”

เหลือบไปมองทางเดินเข้าห้อง เออ แคบแฮะ ไม่เคยมีโมเมนต์แบบเพื่อนกรูกันเข้ามาในห้องไง เพราะไม่เคยจัดปาร์ตี้หนังโป๊ หรือเชียร์บอลนัดเดือดดาลอะไรทั้งนั้น ห้องผมมันแคบ ส่วนใหญ่ก็จะไปหมกตัวที่คอนโดเพื่อนในกลุ่มอย่างไอ้เชี่ยต๊อบกัน ผมขยับตัวไปข้างหน้ากะว่าจะหลบให้แต่จู่ๆไอเดียพิเรนทร์มันก็ฝุดขึ้นมาในหัวเลยแกล้งขยับตัวไม่สุดแล้วหยุดหันมามองไอ้เด็กเสื้อรุ่งริ่งอีกรอบ

“เข้ามาดิ”

“...”

“ถ้าไม่อยากให้ปิดประตูใส่หน้าอีกรอบก็เข้ามา”

แก้วตาแววใสมองมายังช่องแคบมะละกอระหว่างผมกับกำแพง ก่อนทำหน้าตึง ถึงมันไม่พูดผมก็รู้ว่ามันกำลังด่าผมในใจ พื้นที่เท่านี้ผู้ชายผ่านไปได้แบบไม่เบียดกันก็เรียกว่ามันตัวผอมเท่าไม้เสียบผีได้แล้ว ผมโคตรอยากลองใจว่าคนนิสัยเสียอย่างมันจะทำยังไงกับเหตุการณ์แบบนี้

ในที่สุดไอ้เรก็ขยับตัว แต่แทนที่มันจะผลักผมให้กระเด็นแล้วก้าวเข้าไปอย่างองอาจ แต่มันกลับ...

“ถอด”

“หา?”

ยื่นใบหน้าประจันเข้ามาแบบไม่เกรงใจแถมยังเจืออารมณ์ข่มขู่นิดๆ หรือเมื่อกี้ผมฟังผิด ความจริงมันพูดว่าให้ถอยรึเปล่าวะ

“กูบอกให้ถอดเสื้อ”

หา!!

“ทำไมกูต้องถอดด้วย”

“ไม่ต้องถามมาก กูบอกให้ถอดก็ถอดไง”

“ทำอะไรมันต้องมีเหตุผลดิวะ”

“กูขี้เกียจคุยกับมึงแล้ว”

“ขี้เกียจแล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่กูต้องถอดเสื้อด้วยวะ”

“ถอดเสื้อมึงมา”

“เฮ้ยๆๆเดี๋ยว” พอผมเงียบแขนยาวๆของมันก็ยื่นมาจับปกเสื้อผมตั้งท่าจะปลดกระดุมจากรังจนผมต้องยกมือมาดันห้าม “ทำเชี่ยไรเนี่ย” มึ้ง...กูไม่อยากเชื่อข่าวลืออีกอย่างที่ได้ยินมาหรอกนะ แต่มึงกำลังทำให้กูคิด

“ก็มึงเล่นเชี่ยกับกูก่อน”

“...”

“กูก็จะเล่นมันเชี่ยๆ แบบนี้แหละ” เวร ไอ้เรมันออกแรงดันจนผมติดกำแพงตอนทีเผลอ บอกตามตรงมันก็ไม่ใช่ผู้ชายตัวจ้อย ขนาดต่อยผมปากแตกยังทำมาแล้ว เจองานนี้กระแทกทีผมชาไปทั้งหลัง แล้วมันก็เริ่มดึงทึ้งเสื้อผมขึ้น

“เชี่ย!!” แกะจากรังดุมไม่ได้มึงก็กะเอาออกทางหัวเลยเหรอวะ เวรละ เสื้อกำลังจะหลุดจากตัวผม ถ้างานนี้มันเอาจริง ผมไม่แย่เลยเหรอ พื้นฐานเดิมก็ไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้นอยู่แล้ว ถูกมันยัดเยียดความเป็นผัวให้อีก แม่งขายขี้หน้าชาวบ้านชาวช่องแน่ ให้ตายก็ไม่ยอมหรอกเว้ย “สัด กูไม่ได้ชอบผู้ชาย ให้ตายกูก็ไม่คิดจะมีอะไรกับมึงหรอกนะ ทำไรหัดคิดมั่งดิวะ อย่าคิดจะเอาร่างกายแบล็คเมล์ชาวบ้านเขาง่ายๆอย่างนี้ อย่างนี้มึงมีแต่เสียกับเสียนะเว้ย” มือที่กระชากเสื้อผมหยุดชะงัก ร่างที่อยู่ใกล้ชิดจนติดขอบเวทีเงยหน้าขึ้นมามองด้วยแววตาสั่นไหว

“มึงพูดเชี่ยอะไร”

“จะอะไร ก็มึงกำลังจะบังคับให้กูมีอะไรกับมึง แล้วก็เอาเรื่องราวไปแฉให้กูอายชาวบ้านจนต้องยอมมึงใช่มั้ย”

“...” มันนิ่งทำหน้าตื่นอย่างกับรับไม่ได้ในสิ่งที่ผมพูด คงแทงใจดำสินะ ผมจ้องตามันที่ดูกำลังสับสน ปนไปด้วยหลากหลายอารมณ์ ก่อนจะปัดมือมันออกจนเสียงกระทบกันของผิวเนื้อดังไปทั่วห้อง

“ปล่อยกูได้แล้ว” ผมจับเสื้อแสงให้เข้าที่ ก่อนถอยออกมาตั้งหลักพลางมองหน้ามันอย่างเอาเรื่อง แต่ตอนนี้ผมไม่เห็นอะไรแล้วนอกจากสายตาที่หลุบต่ำ กับริมฝีปากที่กำลังบ่นพึมพำอะไรบางอย่าง

“...นะ” มันพูดอะไรของมันวะ แต่ช่างมันเถอะงานนี้สวัสดิภาพตัวผมสำคัญกว่าจะมาฟังเรื่องไร้สาระของคนแปลกหน้าคนนึงที่ชื่อเรวะ

“จะเอาเสื้อก็รีบเอาไป แล้วก็กลับไปได้แล้ว อยู่กับมึงแล้วกูแม่งรู้สึกได้ถึงแต่...”

“ไอ้สัด มึงคิดได้นะ!!”

พลั่ก!!

รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกเต็มๆอก ร่างผมเสียการทรงตัวจนในที่สุดก็ทิ้งก้นลงไปกระแทกกับพื้นจังเบ้อเริ่ม ตูดชาร้าวจนต้องเบ้หน้า พอเงยขึ้นไปเห็นคนที่พึ่งเอาฝ่าตีนมายันมันก็อดไม่ได้ที่จะรีบหยัดกายเพื่อจะลุกขึ้นไปตั๊นหน้าคืน แต่ไอ้เรดันตะโกนขึ้นมาจนเสียงดังลั่นออกไปนอกห้อง

“ต่อให้กูเป็นอย่างที่เขาว่ากัน กูก็ไม่มีวันเสียตูดให้คนอย่างมึงหรอกเว้ย!!”

“เชี่ยถึงได้กูก็ไม่เอาเปล่าวะ เฮ้ยแล้วนั้นจะไปไหน” ไอ้เรสะบัดตูดตั้งท่าจะเดินออกจากห้องไป ผมรีบคว้าไหล่มันไว้จนเจ้าตัวต้องหมุนกลับมาเผชิญหน้ากับผมตามแรงดึง “เสื้อนักศึกษามึงไม่เอาแล้วเหรอไง” สายตาแข็งกร้าวมองสบกลับมา ก่อนที่มันจะคว้าคอเสื้อผมแล้วจับกระชากจนกระดุมหลุดกระเด็นไปทุกทิศทุกทาง

“ทำเหี้ยอะไรวะ!!”

“ในเมื่อมึงไม่ให้ กูก็ไม่เอาแล้วเว้ย!!” มันผลักอกผมหนึ่งทีเป็นการส่งท้าย ก่อนทิ้งผมให้เดียวดายกับเสื้อขาดๆและความเงียบที่เข้ามาอย่างกะทันหัน

“ใครบอกวะ ว่าจะไม่ให้” มองสภาพเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยก็ให้นึกก่นด่าในใจ ผมไปเล่นเชี่ยกับมันตอนไหน อย่างมากก็แค่ขวางทางมันเล่นเท่านั้นเอง แต่มันจะลงเอยด้วยการถอดเสื้อปล้ำผมเนี่ยนะ บ้ารึ...

‘กูบอกให้ถอดเสื้อ’

เอ๊ะ...

‘กูขี้เกียจคุยกับมึงแล้ว’

เดี๋ยวนะ...

‘ถอดเสื้อมึงมา’

หรือว่ามันตั้งใจจะเอาเสื้อที่ผมใส่อยู่เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องมุดเข้าไปเอาถึงในห้องวะ

“จริงเหรอวะเนี่ย”

นี่ผมคิดอกุศลกับมันไปไกลโข เพราะข่าวลือที่มันมั่วกับคนอื่นไปทั่วโดยเฉพาะการยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้ชาวบ้านเนี่ยนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผมแม่งก็โคตรเลว

...รู้สึกผิดกับมันว่ะ...

ถ้าผมวิ่งไปตอนนี้จะยังทันมันมั้ยวะ...

ผมผุดลุกขึ้นโดยไม่ลังเล ทันไม่ทันไม่รู้แต่วิ่งไปดูก่อนละกัน


ระหว่างที่ก้าวลงจากตึกมาจนถึงบันไดขั้นสุดท้าย ผมไม่เห็นวี่แววของผู้ชายที่ชื่อเรวะเลยจนกระทั่ง วิ่งมาจนถึงลานกว้างใต้ตึก

“เชี่ยเร!!” ใครบอกว่าไม่ได้ยินผมพร้อมจับมันไปส่งหมอหูเลยเอา แต่ไอ้เรวะเนี่ยดิ แม่งไม่หันแถมยังเดินเร่งฝีเท้าให้ห่างออกไปอีก จนแล้วจนรอดผมก็ไปไม่ถึงตัว

“เชี่ยเร มึงได้ยินก็หยุดดิวะ หยุดๆๆๆๆ” ฮากับความบ้าของตัวเอง ผมจำได้สมุดพกสมัยประถมคุณครูชอบชมว่ากล้าแสดงออก แล้วตอนนี้คนที่ผ่านไปมาแม่งก็มองมาทางนี้เป็นตาเดียว ส่วนไอ้คนที่ผมเรียกเนี่ยดิเมื่อไรมันจะหยุดแล้วหันมาวะ อย่าให้กูต้องเหนื่อย อย่าให้กูต้องวิ่ง!!

“เชี่ยเร!!” ในที่สุดก็คว้ามือมันมาได้ แขนเรวะเกร็งต้านแรงอย่างหนักแต่สุดท้ายก็ทนความดึงดันของผมไม่ไหวจนต้องหมุนตัวกลับมา มันหันมามองหน้าผมบิดมือขืนตัวพยายามให้หลุดออก

“กูชื่อเร ไม่มีเชี่ย”

“เออ ไม่มีเชี่ยก็ได้...เร”

“...” เหมือนการเรียกชื่อทำให้เจ้าตัวสงบลงมาระดับหนึ่ง

“เมื่อกี้มึง...”

“ทำไมจะต่อยกูเหรอ เอาดิ เอาเลย โกรธที่กูทำเสื้อมึงขาดสินะ” เสื้อมันก็ขาดเถอะแถมอาการหนักกว่าผมด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นผมจำได้ว่าผมกระชากมันด้วยน้ำหนักตัว มาตอนนี้สภาพมันเลยไม่เหลืออะไรที่เรียกว่าเอาไว้ใส่ไปเรียนได้เลย

“เปล่ากูไม่ได้จะมาต่อยมึง”

“งั้นมาทำอะไร มาเทศน์กูเหรอ กูไม่ได้เอาของอะไรออกมาจากห้องมึง ถ้าไม่เชื่อจะค้นตัวก็ได้ เอาเลยดิ เอาเลย!!” มันตวาดผมแถมเดินเข้าใส่แบบท้าทาย ด้วยเชิ้ตขาดๆที่เปิดโชว์ให้เห็นอกของมันหน่อยๆเนี่ยแหละ

“เปล่า กูแค่เอาเสื้อมาให้” ผมโยนเสื้อที่ถือติดมือมาใส่อกมัน ทำให้ไอ้เรต้องยกมือขึ้นมารับไว้โดยอัตโนมัติ มันจ้องของในมือก่อนเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยความประหลาดใจ “มึงเอาไปเลยก็ได้ ถือว่าเป็นคำขอโทษที่กูแกล้งมึง ทำรุนแรงกับมึง แต่มึงก็ดันมาทำรุนแรงกับกูก่อนเอง พูดมาดีดีก็ได้ แค่นี้กูก็ถอดให้แล้ว...อุ๊บ!!” ไอ้เรมันเอาเสื้อที่ได้ไปมาอุดปากผมกะทันหัน ใจมันทำด้วยอะไรวะ เกรี้ยวกราดไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ให้อภัยกันสักทีจะเป็นไร แต่แล้วผมกลับจับสังเกตได้ว่าใบหน้าขาวไม่ได้ให้ความสนใจกับเสื้อ แต่พุ่งประเด็นไปกับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่รอบข้าง จนผมต้องยกมือขึ้นมาดึงเสื้อให้ห่างจากปากตัวเอง “เป็นบ้าอะไรวะ”

“มีคน แอบฟังอยู่”

หา? มึงเป็นเซเลบเหรอ ถึงต้องมีคนมาแอบฟัง...เถียงอยู่ในใจ แต่แล้วเสียงซุบซิบใกล้ๆก็ทำให้รู้ว่ามีคนแอบมองมาทางพวกเราจริง

“นี่แก นั่นใช่พี่เม่นรึเปล่าน่ะ” อ้าว...เข้าใจผิดไปโข คนดังน่ะมันผมต่างหาก

“พี่เม่นจริงๆด้วย ว่าแต่ทำไมถึงอยู่กับ...” กลั้นหายใจยืนนิ่งรอฟังต่อ แต่คนใกล้ตัวกลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“เดี๋ยวจะมีข่าวเสียหาย” ผมขยับสายตากลับมามองคนที่ดึงเสื้อกลับไปกอดไว้แนบอก ก่อนเลิกคิ้วเป็นเชิงฉงนใจ

“อยู่กับกูมันแย่ขนาดนั้นเลย?” เหอะ ไอ้คนยโสโอหัง คิดว่ามึงชื่อดีนักหรือไง วีรกรรมของมึงใครๆเขาก็โจษจัน เล่าขานไปทั่ว มีแต่กูเนี่ยแหละที่...

“เปล่า มึงต่างหากที่จะเสียหาย”

“...”

“ขอบคุณสำหรับเสื้อ”

“...”

“แล้วก็ขอโทษ ที่ทำเสื้อมึงพัง” มันถอยหลังก่อนหมุนตัวเดินจากไปอย่างไว ปล่อยให้ผมยืนเคว้งคว้างเดียวดายท่ามกลางสายสืบที่แอบซุ่มตัวอยู่เงียบๆตามซอกตึก

ผมยังช็อกอยู่ ชีวิตนี้ไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรที่ทำให้อึ้งรัวเป็นคอมโบขนาดนี้ ไอ้เรมันขอบคุณผม แถมยังขอโทษ แล้วคนที่มันเป็นห่วงว่าจะเสียหาย....ดันเป็นผมด้วยเนี่ย...

“สรุปแล้ว มึงเป็นคนยังไงกันแน่วะ”

วันนี้ผีต้องเข้าสิงมันแน่ๆ ถึงได้ทำอะไรผิดแผกจากที่ชาวบ้านเขาว่า ให้ผมเอาหัวเป็นประกันเลยเอา
 


 


หลังจากผ่านเรื่องราวอะไรหลายๆอย่าง ผมก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกับมันอีก ชีวิตนี้ให้ได้เจอคนชื่อเรวะทีเดียวก็พอแล้ว ความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ของพวกเราแทบไม่มีอะไรจะมาบรรจบกันได้เลย จนกระทั่งผมเห็นมันเดินฉวัดเฉวียนไปมาในครรลองสายตาเป็นหนึ่งในรอบสามปีเนี่ยแหละ

“เชี่ยทำไมมาบ่อยจังวะ”

“อะไรของมึงวะไอ้เม่น” ไอ้ต๊อบเพื่อนร่วมคณะแล้วแถมยังเป็นเพื่อนสนิทไปไหนเฮนั่นคลานตามกันมาตั้งแต่สมัยปีหนึ่งยันจวบจนป่านนี้ทักขึ้น หลังจากผมบ่นเมื่อเห็นใครบางคนในสายตา

“มึงไม่สังเกตเห็นเหรอ” มันหมุนหัวกวาดตามมองจนแทบจะครบสองร้อยเจ็ดสิบองศาแล้วกลับมาถามต่อ

“เห็นอะไร”

“ก็นั่นไง ไอ้เรวะน่ะ พักนี้ทำไมมันมาแถวนี้บ่อยจังวะ” ร่างโปร่งๆเดินคล่องตัวผ่านไปช้าๆในสภาพที่ใส่เสื้อชุดนักศึกษาของผมอยู่ ให้บรรยากาศแปลกๆว่ะ มันใส่เสื้อผมแล้ว...แบบบรรยายยังไงดี เหมือนเด็กใส่เสื้อผู้ใหญ่ เหมือนผู้หญิงใส่เสื้อแฟนอะไรเทือกนั้น

“มึงบ้ารึเปล่า มันเรียนอยู่มนุษย์ หนึ่งในคณะสามเหลี่ยมทองคำ มันก็ต้องมาแถวนี้บ่อยดิวะ ทุกครั้งไม่เห็นมึงจะว่าอะไร แต่ทำไมคราวนี้ดันเสือกทักลางร้ายอย่างไอ้เรขึ้นมาได้”

ถึงมหาวิทยาลัยผมจะมีอาณาเขตของแต่ละคณะแยกห่างจากกันก็จริง แต่ตรงกลางที่เป็นศูนย์รวมความเจริญของทุกสิ่งกลับมาอยู่ตรงส่วนประกบติดของสามคณะ ที่ประกอบด้วยมนุษยศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ สามเหลี่ยมซึ่งเป็นศูนย์รวมของแหล่งความรู้ สามเหลี่ยมซึ่งเป็นที่เชิดหน้าชูตาของมหาวิทยาลัยเพราะเป็นสามคณะที่ติดท๊อปไฟว์คะแนนสอบเข้าสูงสุด อีกทั้งยังเป็นสามเหลี่ยมที่ครบเครื่องได้ด้วยร้านอาหาร สถานที่จำหน่ายเครื่องเขียน ศูนย์คอมและหอสมุด รวมไปถึงตึกเรียนรวมที่คนจากหลากหลายคณะจะต้องมาใช้

“มึงอำกูเล่นป่ะ” ...นี่กูเพิ่งเห็นมันครั้งแรกเลยนะ...

ไอ้เรวะ บุคคลที่ผมไม่ให้ความสนใจในระดับต้นๆ แต่กลับเข้ามาในสายตาผมนับตั้งแต่วันนั้น หรือดวงผมจะตกตามที่ไอ้ต๊อบมันบอกมั้ยวะ ผมไม่แน่ใจเลย


...มีต่อด้านล่างค่ะ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-03-2019 10:30:06 โดย sakutaka »

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
“กูขอโทษ!!”

“เชี่ยคีย์ มึงทำกูได้นะ”

“กูไม่มีทางเลือกจริงๆ มึงต้องเข้าใจกูนะ”

“ชีวิตกูโสด กูไม่เข้าใจมึงหรอก ไอ้เวร”

“ถ้าคราวนี้กูบอกปฏิเสธแยมอีก กูโดนตัดหางปล่อยวัดแน่ๆ คราวที่แล้วก็โดดนัดไปแตะบอลกับพวกมึงแล้ว คราวนี้ถือว่ากูขอเถอะนะ”

“ก็เรื่องของมึงดิวะ”

“ไม่ใช่เรื่องของกู แต่เป็นเรื่องของพวกเราเว้ย” เคยมั้ยเพื่อนทะเลาะกับแฟนแต่เสือกโดน ‘แยม’ แดกหัว เออแฟนไอ้คีย์หนึ่งในก๊วนแก๊งสี่ซี้ของผม เมียมันชื่อแยม มันเป็นคนที่ติดแฟนที่สุดในกลุ่ม ส่วนผมกับไอ้ต๊อบ ไอ้หงส์ น่ะเหรอ ไม่มีครับ โสดสนิทไม่ติดเมียแต่ทำให้ผู้หญิงเพลียบนเตียงได้

“แล้วกูจะคู่กับใครวะ” อาจารย์ในคลาสให้พวกผมจับคู่กันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้สมกับชื่อวิชาที่ลงเรียนไป วิชาบังคับทั่วไปที่นักเรียนปีสามอย่างพวกผมจะต้องผ่านเทอมนี้ไปให้ได้ เรียนอย่างเดียวยังพอว่าแต่อาจารย์เสือกสร้างปัญหาให้กูด้วยการปล่อยให้จับคู่อิสระ เชี่ยคีย์มันถึงโดนเมียจับบังคับทำด้วย กรรมมันเลยมาตกที่ผม ซึ่งเป็นคู่ขาจับคู่ทำรายงานกับเชี่ยคีย์มาตั้งแต่ปีหนึ่ง

“ไอ้ต๊อบไง”

“ไอ้ต๊อบมันคู่กับไอ้หงส์ มึงก็รู้” เพื่อนผมมันกัดฟันเหมือนหนักใจกับปัญหาโลกแตกที่ยังไงชาตินี้ทั้งชาติก็ดูเหมือนจะเคลียร์ไม่ได้

“งั้นมึงหาเอาใหม่ กูเชื่อว่ามึงหาได้ ผู้หญิงที่ไหนก็อยากคู่กับมึง” หาได้เชี่ยอะไรคณะที่อาจารย์ให้จับคู่แม่งเสือกมีอยู่เอกเดียว แถมคนโคตรน้อย ถึงจะบอกอิสระ แต่อาจารย์กลับดักให้เด็กคณะนี้ต้องคู่กับคณะนั้นเพื่อป้องกันการไม่ครบคู่

พอมาคิดๆดูว่าถ้าไอ้คีย์มันไปดึงแฟนมันจากภาคนั้น เศษที่เหลือมันก็จะต้องมี...

...มีเชี่ยอะไรล่ะ...ป่านนี้แล้วมันจะเหลือได้ไงวะ ป่านนี้ที่ว่ามันคือวันรุ่งขึ้นจะต้องส่งรายชื่อจับคู่กับอาจารย์แล้วนะเว้ย สัดเอ๊ยทำไมทำกันได้วะเชี่ยคีย์

“กูแม่งทำเดี่ยวได้มั้ยวะ”

“เฮ้ยไอ้เม่นมึงอย่าพึ่งหมดหวังดิวะ ถ้ามึงยอมแพ้แล้วอาจารย์แม่จะทำไง อาจารย์แม่เลยนะเว้ย”

“มึงทำให้กูไม่มีทางเลือกเอง”

“ใครบอกมึงไม่มี” ไอ้คีย์มันพูดราวกับรู้วิธีหาทางออกอยู่แล้ว ผมรีบกระตือรือร้นขยับเข้าไปใกล้มัน ก่อนถาม

“หรือมึงมีวิธีดีดีอะไร มีอะไรก็รีบบอกมาดิวะ”

“ภาคแฟนกู ใครๆก็รู้ว่าต้องมีอยู่หนึ่งคนที่เหลือเป็นเศษอยู่แล้ว”

แต่ทำไมกูไม่รู้ “ใครวะ”

“เดี๋ยวกูช่วยมึงเอง”

“ให้มันแน่นะมึง”

“เออ แน่อยู่แล้ว รอแป๊บ” มันยกคิ้วให้ก่อนยกมือถือขึ้นมากดหาใครบางคน ทันทีที่อีกฝ่ายรับมันก็ปรับสีหน้าเป็นระริกระรี้ขี้อ้อนทันที “แยม คีย์ขอโทษนะที่โทรตอนเรียน คีย์มีเรื่องให้แยมช่วยหน่อยน่ะ” อ๋อที่แท้ก็ยอดยาหยีมัน เสียงเปลี่ยนเชียวนะไอ้เวรคีย์ ผมยืนกอดอกตั้งใจฟังที่มันพูด ดูว่ามันช่วยแก้ปัญหายังไงให้ผม

“แยมมีเบอร์คนนั้นมั้ย”

ใคร?

“คนที่วันก่อนแยมเล่าให้คีย์ฟังไง”

สงสัยคนรู้จักของแฟนมัน

“ใช่ๆที่ว่าแปลกๆน่ะ แยมมีเบอร์เขามั้ย”

หา? แปลก? นี่มึงกำลังหาคนหรือมนุษย์ต่างดาวมาให้กูกันแน่วะ

“ก็ไอ้เม่นน่ะดิมันไม่มีคู่พอดีแล้วมันบอกให้คีย์ช่วยหาให้”

ตอแหลสุด ทำใจดีได้หน้าเลยนะมึง ได้ข่าวว่ามึงเทกู

“ได้ๆ เดี๋ยวคีย์ส่งต่อให้ไอ้เม่นมัน ส่งมาเลยนะ ดูมันเดือดร้อนจนตูดไม่ติดเก้าอี้แล้ว จ้ะ จ้ะ ไว้เจอกันนะ บาย”

หลังจากวางสายปุ๊บ เสียงข้อความจากโปรแกรมแชทยอดฮิตก็ดังขึ้น ผมเห็นมันกดโน่นจิ้มนี่ ก่อนที่มือถือผมจะสั่นขึ้นมา พอกดเปิดมองข้อความใหม่ที่เป็นของไอ้คีย์ก็ได้แต่เอียงหัวสงสัย

“มานับยู...อะไรของมึงวะ”

“ไอดีไลน์”

“ของใคร”

“คนที่จะทำงานคู่กับมึง”

“ใคร? เด็กภาคไหน?”

“ภาคเดียวกับแฟนกูเนี่ยแหละ รับรองยังไม่มีใครจับคู่กับมันชัวร์”

“ผู้ชาย?”

“เดี๋ยวนี้ชายได้ชายเขาเรียกว่ายอดชายเว้ย"

"สัดกูหาคู่ทำกิจกรรมไม่ได้คู่นอน"

"เออกูล้อเล่น แค่นี้มึงก็ซีเรียสไปได้ เอาเถอะมาถึงตอนนี้แล้วมึงก็อย่าเรื่องมากน่ะ จะหญิงก็ได้ชายก็เอาไปเถอะ มึงรีบทักแชทเขาไปเลย ถามว่ามีคู่ยัง รีบกดดิวะ” เหี้ย โคตรน่าสงสัย แต่บางทีไอ้คีย์มันอาจจะถามเอาจากแฟนก็ได้ว่า ใครที่ดูเหมือนยังไม่มีคู่ ผมเริ่มกดหาจากไอดี ภาพที่เด้งขึ้นมาเป็นภาพท้องฟ้าที่มีเครื่องบินอยู่ไกลลิบ สีโทนซีเปียสร้างอารมณ์โดดเดี่ยวและอ้างว้างได้อย่างชะงัด ชื่อของอีกฝ่ายคือ


...Leave me alone...


ถามจริง แล้วกูจะกล้าทักมั้ย แค่ชื่อก็ไม่น่าเข้าใกล้แล้ว แต่เอาวะ มาถึงตอนนี้อย่างน้อยขอแค่คู่ในนามมาทำกิจกรรมให้มันจบๆเรียนให้มันเสร็จๆไปเป็นอันใช้ได้ ผมนิ่งคิดอยู่ครู่นึง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง เอาแบบสั้นๆง่ายๆให้อีกฝ่ายเข้าใจแค่ประโยคเดียว กลั่นกรองความคิดอยู่สักพักจึงตัดสินใจเริ่มบรรจงนิ้วเคาะลงไปบนหน้าจอ
 
PoPo_Porcupine
สวัสดี คุณได้ลงเรียนวิชาสังคมสงเคราะห์ของเซกอาจารย์ปทุมรึเปล่า มีคู่ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แล้วรึยัง

ทันทีที่กดส่งผมจ้องหน้าจออยู่นาน แต่มันนิ่ง นิ่งมาก นิ่งสนิทเลยจ้า แบบเจ้าตัวไม่คิดจะกดขึ้นมาดู แต่เมื่อกี้ไอ้เชี่ยคีย์คุยกับแฟนว่ามีเรียน อีกฝ่ายก็อยู่ภาคเดียวกัน บางทีอาจจะยังดูมือถือไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจกดล็อคหน้าจอ แล้วยัดมือถือใส่กระเป๋าตามเดิม

“ไง ตอบมาแล้วเหรอ” ไอ้คีย์มันทำหน้าแบบโคตรลุ้นระทึก

“ยังไม่ได้อ่าน อาจจะกำลังเรียนอยู่ก็ได้”

“เออ จริงของมึง พยายามตื้อให้ได้ละกันโชคดีนะเพื่อน เดี๋ยวกูไปรับแฟนก่อน” ไอ้คีย์ลุกขึ้นทำท่าเร่งรีบจะออกไป แก้ปัญหาได้ก็จะชิ่งเลยเหรอวะ

“กูไปด้วย”

“หา? ไปทำไมวะ” ไอ้เชี่ยคีย์ถึงกับเหลียวหลังมามอง

“กูจะให้แฟนมึงชี้ว่ากูต้องทำงานกับคนไหน ไม่ใช่ให้กูมานั่งมโนกับไอดีไลน์แบบนี้” ไอ้คีย์มันกลอกตาขึ้นลงราวกับรำคาญ

“เออ ยังไงก็ได้ตามใจมึง ถ้าจะไปก็รีบตามมา เดี๋ยวแฟนกูรอ”



เดินตามไอ้คีย์ไประหว่างทางก็หยิบมือถือขึ้นมาดูเผื่อว่าเจ้าคนปริศนาเปิดมาอ่านข้อความ แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่า จนบางครั้งผมก็หันไปให้ความสำคัญกับการทักทายคนที่เดินสวนไปมา ไม่ใช่ว่าจะรู้จักกับใครมากมายอย่างที่ทุกคนคิด หากเพราะบทสัมภาษณ์ของพี่ดิบในวันนั้นเลยทำให้ผมดังขึ้น ทั้งที่ตั้งใจว่าจะอยู่ในมุมเงียบๆของมหาวิทยาลัยอย่างที่เคยเป็นมากลับกลายเป็นว่าฐานเสียงแฟนคลับเพิ่มเป็นเท่าทวี ขาดก็แค่แฟนคลับผมมันดันไม่มีใครเรียนวิชานี้แล้วอยู่คณะมนุษย์ปีสาม ผมเลยต้องมานั่นกลุ้มหาคู่ทำงานอยู่ตอนนี้ไง

ในที่สุดผมกับไอ้คีย์มาหยุดตรงโต๊ะใต้ตึกเรียนรวม เพื่อนผมมันนั่งง่วนกับการกดมือถือแชทหาแฟน ส่วนผมก็ได้แต่มองหน้าจอที่ไร้การตอบสนอง นั่งดูจนเบื่อเลยสลับไปดูไอจีเพจของเจ๊ดิบแก้เซ็ง วันนี้เพจพี่แกดูแปลกๆ ไร้การเคลื่อนไหวและปราศจากการอัพรูปมาตั้งแต่เช้า ปกติแอดมินที่นี่ขยันกันจะตายเห็นอัพรูปแต่ละวันอย่างต่ำมากกว่าสิบภาพ แต่วันนี้กลับ...

หืม...ระหว่างที่ไถหน้าจอไปเรื่อยก็มีการอัพเดตรูปๆหนึ่งขึ้นมา พื้นหลังโคตรคุ้นตาเหมือนเป็นสถานที่ที่ผมนั่งอยู่ตอนนี้ หรือผมจะโดนพี่ดิบมันเล่นอีกแล้ววะ

แต่เปล่าเลยรูปเหยื่อรายแรกที่เปิดซิงเพจSexy Dippy Cutie boy in the universityในวันนี้กลับเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อนักศึกษาที่ออร่าเด่นเว่อร์ ความขาวของสีผิวกระจายเผื่อแผ่ให้แมงเม่ารอบข้างราวกับหลอดนีออนเปิดสู้ความมืดมิดตอนกลางคืน เสื้อที่ดูจะโอเว่อร์ไซส์นิดๆให้อารมณ์โคตรฮิปสเตอร์ กอปรกับแขนขายาวๆที่ก้าวลงบันได กางเกงขาเดฟที่ใส่ให้ลุคเกาหลีอวดรูปร่างสมส่วนเรียวชะลูดทะมัดทะแมง ประกายความเป็นศิลปินที่หาตัวจับยากเฉิดฉายจำรัสขึ้นมาภายใต้กรอบหน้ารูปไข่กับเรือนผมสีเทาที่พลิ้วสไวไปตามจังหวะการก้าวเดิน เจ้าตัวกำลังง่วนกับการก้มหน้าก้มตาดูมือถือโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกแอบถ่ายอยู่เลยสักนิด
 
Sexy Dippy Cutie boy in the university รอข้อความจากเค้าอยู่เหรอตะเอง~

มโนสัดเลยอีพี่ดิบ ผมยังคงจ้องหน้าหวานๆของอีกฝ่ายในมือถือต่อไปก่อนสายตาจะไล่ไปสะดุดกับคำบรรยายชื่อคนและคณะ...

เร มนุษยศาสตร์ IG :ป้ายังหาไม่ได้เลยค่า อย่าได้ DM มานะจ๊ะ ป้าตอบไม่ได้

...เรวะเหรอวะเนี่ย... ทำไมมันขึ้นกล้องได้ขนาดนี้วะ ไม่ใช่ว่าตัวจริงมันดูไม่ดีหรอกนะครับ แต่ภาพที่ถ่ายกับอากัปกิริยาแบบธรรมชาติของมันทำให้ดูเท่และดูดีอย่างบอกไม่ถูก เล่นเอาคนกดหัวใจให้เป็นพันๆดวงทั้งที่ลงไปไม่กี่นาที

ครืดดดด

มือถือผมสั่นพร้อมกับแจ้งเตือนข้อความในโปรแกรมแชทเด้งขึ้น หรือจะเป็นคู่พาร์ทเนอร์จากนี้ไปในอนาคตของผมมันตอบกลับมาแล้ววะ

Leave me alone
ยัง


ซื้อหวยไม่ถูก คนที่ผมกำลังจีบให้มาเป็นคู่หูตลอดช่วงการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตอบกลับมาโคตรสั้น ผมเลยรีบรัวพิมพ์ไม่ยั้งตอบกลับไป
 
PoPo_Porcupine
คู่กับเรามั้ย เราไม่มีคู่อยู่พอดี

Leave me alone
ได้


“ไอ้เม่น แฟนกูมาแล้ว” เสียงไอ้คีย์เรียกผม ผมเงยหน้าขึ้นไปหาแยม แฟนสาวของไอ้คีย์ที่คุ้นหน้ากันดีก่อนยิ้มทักทาย

“ไงแยม”

“ไงเม่น สบายดีมั้ย” จะไม่สบายก็ต้องแต่โดนแย่งคู่ทำงานไปแหละครับ

“ก็เรื่อยๆน่ะ ว่าแต่วันนี้วิชาสุดท้ายแล้วเหรอ”

“ใช่ เดี๋ยวจะไปหาอะไรกินต่อกับคีย์น่ะ เออจริงสิ เรื่องคนที่จะมาคู่กับเม่นน่ะ เม่นน่าจะเคยเห็นหน้าบ้างแล้วนะ เมื่อกี้แยมเห็นเดินอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวนะ” เธอทำท่าชะโงกหน้ามองหาใครคนหนึ่งซึ่งผมโดนสมมุติทึกทักว่าเคยเห็นหน้ามาแล้วไปทั่วลานใต้ตึก

“แยม ไม่เป็นไรแล้วล่ะ คู่เม่นตอบมาแล้ว เดี๋ยวค่อยหาเวลานัดอีกรอบนึง”

“แต่เม่นอุตส่าห์มาแล้ว แยมก็อยากให้เจอน่ะ เดี๋ยวนะแยมว่าเมื่อกี้แยมเห็นอยู่แวบๆ” โธ่คุณเธอ ถ้าเป็นเพื่อนร่วมคณะจริงๆก็โทรตามให้มาที่นี่เลยก็สิ้นเรื่องจะชะโงกมองหาให้เสียเวลาทำไมกัน
 
ครืดดดด

มือถือในมือผมสั่นระหว่างที่แฟนเพื่อนกำลังตั้งใจมองหาคู่แห่งชะตาของผม ผมจึงหยิบขึ้นมาดูข้อความอีกครั้ง

Leave me alone
คุณชื่ออะไร ผมจะติดต่อคุณได้ยังไง


PoPo_Porcupine
ตอนนี้คุณยังอยู่ใต้ตึกเรียนรวมใช่มั้ย
ผมอยู่ใต้ตึกพอดี
มาหาผมตรงที่โต๊ะกลางลานสิ
ผมชื่อ
...เม่น

“เม่น!!” พอจิ้มส่งปุ๊บเสียงแฟนไอ้คีย์ก็ดังปั๊บ ทำเอาตกใจจนแทบมือถือหล่น ก็เล่นตะโกนอย่างกับว่าผมไม่ได้อยู่ข้างๆเธอยังไงอย่างนั้น ผมเงยหน้าขึ้นไปมองแยม สีหน้าเธอผิดแปลกไปจากเดิมแถมพยายามพยักพเยิดให้ผมมองไปข้างหน้า “มาแล้ว คู่นายน่ะ กำลังเดินมาทางนี้เลย คุยกันไปสองคนก่อนนะ พวกเราไม่กวนแล้ว” เธอหมุนตัวหันหลังอย่างร้อนรนพลางเกี่ยวแขนแฟนหนุ่มให้ก้าวตามไป ไอ้คีย์ได้แต่ทำหน้าเหลอหลาเหมือนไม่ได้เตี๊ยมอะไรกับแฟนมาก่อน

เหอะ...คู่ประหลาด...

ผมก้มหน้าส่ายหัวอย่างระอาปนเอ็นดู ทันใดนั้นกางเกงยีนส์ขาดๆกับรองเท้าอาดิดาสเก่าๆของใครบางคนก็เข้ามาอยู่ในสายตา

“โพโพ โพคุพาย” ทักทายภาษาชนเผ่าโพคูหรือไง แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูคุ้นหูยังไงชอบกล มันทำให้ผมต้องรีบเงยหน้าขึ้นไปมอง

เชี่ย...

คนที่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เจอกันจริงๆจังๆอีกครั้งกลับมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า คนที่ชื่อว่า 'เรวะ'

ผมพยายามแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ภาวนาให้อีกฝ่ายทักคนผิด แต่พอสบสายตาที่จ้องมองมาเท่านั้นแหละ โยนคำภาวนาทิ้งลงอ่าวไทยแทบไม่ทัน มันตั้งใจมองหน้าผมชัดเจนขนาดนั้น ถ้าบอกว่าไม่มีธุระผมคงได้แต่ทักว่าหาเรื่องแล้ว

“มีอะไร” มองหน้านานๆกูคิดตังค์นะ

“เม่น” เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อเล่นของตัวเองหลุดออกจากปากคนที่ชาตินี้ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้เกี่ยวดองกัน เด็กชายเรวะพูดชื่อผมด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่ทว่าดูเหมือนการเน้นย้ำยืนยันตัวตนของผมเสียมากกว่า

“เรียกทำไม...เฮ้ย ทำอะไรวะ!!” แทนที่มันจะตอบ มันกลับยื่นมือยาวๆมาดึงโทรศัพท์ไปจากมือผม พอคิดว่าจะโดนขโมยไอ้เรวะกลับไม่วิ่งแถมยังยืนนิ่งกดมือถือผมยิกๆ ทางนี้ก็ได้แต่มองอย่างอึ้งๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนที่เจ้าตัวส่งมือถือกลับมาให้ผมแล้ว

“ผมชื่อเร”

“หา?”

ปล่อยให้ยืนงงในดงมันฝรั่งแล้วก็จากไป ผมมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปช้าๆ กว่าจะดึงสติกลับมาที่หน้าโฮมได้ก็ใช้เวลาอยู่หลายนาที มือถือผมดูสงบนิ่งไร้ร่องรอยการถูกกระทำชำเราราวกับสาวพรหมจรรย์

มัน ทำอะไรของมัน?

ควรใส่ใจหรือปล่อยผ่าน?

ตามความคิดไม่ถูกเลยจริงๆ
 
แล้วหลังจากนั้น ทันทีที่ผมตัดสินใจว่าจะปล่อยผ่าน ผมก็รู้ตัวว่า ผมคิดผิด...



Leave me alone
ขอบคุณที่ชวนผม



...TBC...


ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ m(_ _)m

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 2 :: สัญชาติโจรโดยกำเนิด


...เดจาวูฉิบหาย...

เมื่อสามนาทีก่อน...ผมโดนขโมยเบอร์มือถือ

เมื่อหนึ่งปีก่อน...ผมเคยโดนขโมยเงินในกระเป๋าสตางค์...


‘เป็นอะไรวะไอ้เม่น’

‘กระเป๋าตังค์’

‘หา?’

‘กูหากระเป๋าตังค์ไม่เจอ’

‘เมื่อกี้ยังเห็นมึงถืออยู่ที่ร้านข้าว’

‘เชี่ยหงส์ เดี๋ยวกูมา’


อะดรีนาลีนผมหลั่ง แทบจะวิ่งอย่างบ้าพลังกลับมายังโรงอาหารเสียด้วยซ้ำ หากไม่ติดว่าต้องมองหาตามพื้นหรือพงหญ้าริมทางเดิน เพราะเผื่อบังเอิญไม่ได้ทำหล่นไว้ที่ร้านข้าวดังคำกล่าวของพยานอย่างไอ้หงส์แล้วล่ะก็ ผมคงกลับมาที่เก่าได้ไวกว่านี้

ขึ้นชื่อว่าลืมก็คือลืมเถอะต่อให้ขุดเค้นออกจากสมองก็นึกไม่ออกว่าตัวเองทำหล่นตอนไหน แต่แน่ใจว่าใส่กระเป๋าหลังจ่ายค่าข้าวแล้วอย่างแน่นอน หรือว่าจะโดนล้วงตอนที่เบียดผู้คนออกมาจากตลาดนัดทางผ่านระหว่างโรงอาหารกับศูนย์เรียนรวม

ไม่น่ะ...ผมคงไม่โชคร้ายตกเป็นเป้าหมายของโจรเข้าให้ในวันที่เงินเต็มกระเป๋าอย่างวันนี้หรอก...

...ใช่...คงไม่ดวงตกถึงขนาดทำกระเป๋าตังค์หายในวันที่พกเงินมามากมายเพื่อโอนตังค์ค่าหน่วยกิตในวันสุดท้ายอย่างวันนี้หรอก...ผมผิดเองแหละที่มัวแต่เอาเวลาทั้งปิดเทอมบินไปหาพ่อแม่จนปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึงตอนนี้...

พอพาตัวเองมาจนถึงหน้าร้านกะเพราไก่ไข่ดาวเจ้าเด็ดประจำมอ สายตาก็กวาดมองทั้งซ้ายขวาหน้าหลังหมุนตัวสามร้อยหกสิบองศาจนครบสี่ครั้งก็ยังไม่เห็นวี่แววกระเป๋าสีดำที่ผมเป็นเจ้าของ หนทางสุดท้ายที่คิดได้คือการถามคนละแวกนั้นอย่างป้าแม่ค้าที่ผัดกับข้าวหน้ามันอยู่ในร้าน

‘ป้าครับ’ คุณป้าเงยหน้าขึ้นมามอง

‘อ้าวเราที่มาซื้อไปเมื่อกี้นี้หนิ จะสั่งอะไรเพิ่มเหรอ’

‘เออเปล่าครับ...คือผมแค่จะมาถาม เมื่อกี้ป้าเห็นกระเป๋าสตางค์ตกอยู่แถวนี้บ้างมั้ยครับ’ โคตรลุ้น...ลุ้นให้ป้าพยักหน้าแล้วบอกว่าเป็นคนเก็บไว้ ไม่งั้นชะตากรรมผมก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ตราบใดที่พ่อแม่ไม่บินกลับไทยผมอาจจะต้องแลกกับการถูกลบชื่อในระบบลงทะเบียนต้องเรียนซ้ำชั้นไปอีกหนึ่งปีก็เป็นได้ โว้ย ไม่อยากจะคิด

‘ไม่เห็นนะ’

ใจผมแม่งแฟ่บลงทันตา

‘ลองถามคนแถวนี้ดูก่อนมั้ย เผื่อใครเห็น ป้าก็อยู่แต่ในนี้ ไม่ทันได้มองหรอก’

จบแล้ว...ชีวิตปีสองของผม...

‘จริงสิ เด็กคนนั้นไง’ เสียงป้าดังขึ้นมาอีกระลอก สายตาเธอมองพลางชี้ปลายนิ้วไปยังทิศทางที่ไกลออกไปทางขวามือ ‘คนที่ยืนอยู่ตรงถังขยะตรงนั้นน่ะ ป้าจำได้ว่ามาซื้อกับป้าหลังเรา มากับผู้ชายอีกคนนึงแต่ตอนนี้ไม่รู้ไปไหนแล้ว เห็นเจ้าตัวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานแล้วล่ะ เราลองไปถามดูมั้ย’

จบคำบอกเล่าผมเร่งฝีเท้าเข้าหากองส่งกลิ่นไม่พึ่งประสงค์โดยไม่สนใจเสียงนกเสียงกาอีกต่อไป พอเข้าใกล้ก็ชะลอความเร็วลงอย่างตั้งใจว่าจะทักอย่างละมุนละม่อม แต่คนตรงหน้ากลับทำท่าแบบโคตรลับ ลวง พราง หันหลังเข้าถังขยะแบบไม่สนใจสิ่งรอบข้างว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง ผมจึงค่อยๆขยับตัวเข้าไปใกล้จากด้านข้าง

ทันทีที่เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างโคตรคุ้นตาเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่ให้เค้นจากสมองนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก เหมือนมันติดอยู่ในเศษเสี้ยวความทรงจำ เศษเสี้ยวที่ยังไม่ตกผลึก อะไรบางอย่างผลักดันให้ผมขยับตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น จนกระทั่งอีกฝ่ายรู้สึกตัวจึงหันมาเผชิญหน้ากันโดยตรง

‘นาย’ หน้าแม่งโคตรไอดอล ถ้าไม่บอกว่าเป็นนักศึกษาผมคงคิดว่าดาราที่ไหนมาจัดอีเวนท์อะไรกลางมหาลัยตอนนี้ ร่างที่เล็กกว่าผมไป...เออประมาณไม่เกินสิบเซนต์ได้มั้ง กำลังหันมามองทางนี้ด้วยสายตาเป็นเชิงประหลาดใจ เสียงที่เรียกสรรพนามแทนผมเล็กว่าที่คิด แถมยังแหบแห้ง ผมรู้สึกได้ถึงความลุกลี้ลุกลนที่เจ้าตัวพยายามซ่อนอะไรบางอย่างไว้ด้านหลัง

เฮ่ นี่มันชักจะยังไงแล้วนะ ผมหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างจับสังเกต ไม่อยากตัดสินคนจากภายนอก หากแต่พฤติกรรมของคนตรงหน้าขัดลูกตาฉิบหาย แล้วผมรู้สึกเหมือนกำลังระลึกชาติได้แล้วว่าไอ้หมอนี่มันเป็นใคร...

‘นายใช่ที่เรียนอยู่ปีเดียวกันรึเปล่า...ที่ชื่อว่าเรว...’

‘เร ชื่อเร ไม่มีอะไรต่อหลัง’

‘เออ เร ได้ยินจากป้าแม่ค้าตรงนู้นว่านายซื้อข้าวต่อจากเรา นายมีเห็นกระเป๋าสตางค์สีดำ ตกอยู่แถวนั้นบ้างมั้ย’ ขอให้ตอบเถอะว่ามี นอกนั้นไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว กลั้นใจรอคำตอบอยู่นานสุดท้ายเจ้าตัวก็บอกในสิ่งที่ผมปรารถนา

‘เห็น’

‘เชี่ย จริงป่ะ แล้วมันอยู่ไหนน่ะ’ เจ้าตัวค่อยๆขยับสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านหลังออกมา ทันทีที่เห็นผมรีบคว้าเอาไว้แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง และทันใดนั้นแม่งเตะเข้าจมูกเต็มๆเลยครับ ไม่ใช่ตีนใครนะ แต่กลิ่นเนี่ยดิเน่าเรียกพี่ แบบคลองหลังบ้านในวันฝนตกห่าใหญ่ที่มีขี้หมาลอยไปลอยมา โหย ใครมันเอาไปจิ้มจุ่มแซ่มฮัทกับน้ำขยะมาวะ อย่าบอกนะว่าไอ้ที่แฉะๆนี่ก็... เชี่ยเอ๊ยบอกได้คำเดียวว่า...เละ

ส่วนสภาพคนเก็บก็ไม่ต่างกันมือมันทั้งดำและเปียก สายตาคมโตจ้องมาที่ผมนิ่ง

‘มันตกลงไปในถังขยะ’

‘ตกลงไปได้ไงวะ’ นี่หน้ามืดขนาดปากระเป๋าลงถังขยะได้แล้วเหรอวะไอ้เม่น สงสัยบ้านผมจะรวยเกินไปจนไม่อยากใช้ตังค์ แต่ช่างเหอะได้คืนมาก็ถือว่าบุญแล้ว ผมต้องขอบคุณคนตรงหน้า ‘เออนาย ขอบใจนะที่ช่วย...’

‘ผมทิ้งลงไปเอง’

‘...’

‘เงินในกระเป๋า ผมใช้ไปหมดแล้ว ไว้เจอกันอีกทีผมจะมาใช้คืน’ พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปแบบนิ่งๆ ปล่อยให้ผมยืนเป็นควายหน้าโง่ ตีความคำพูดอีกฝ่ายไม่ถูกอยู่หลายวิ

‘ใช้...ไปหมดแล้ว’ จากที่ตัดสินใจไม่เปิดเช็คเพราะสภาพเละเกินเยียวยา ผมนี่ยอมเป็นขยะเปียกวันนึงเลย ภายในกระเป๋าเหมือนจะมีของทุกอย่างขาดก็แต่...

เงิน!!

ของที่สำคัญที่สุด ที่กังวลที่สุดว่าจะหายไป แล้วมันก็เสือกหายไปเนี่ยนะ แล้วไอ้ไอดอลเมื่อครู่มันก็เป็นคนบอกตรูว่าใช้ไปหมดแล้ว นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย จะให้วิ่งตามไปตอนนี้ก็ไม่ทัน เพราะผมไม่ทันมองด้วยซ้ำว่ามันเดินไปทางไหนเพราะมัวแต่สนใจของในกระเป๋า

‘นี่มันบ้าอะไรวะ’
   


จบการรำลึกความหลัง ในวันนั้นยังมีอีกอย่างที่หายไปจากกระเป๋าสตางค์ผม...บัตรนักศึกษา ทำให้ผมต้องวิ่งวุ่นไปเดินเรื่องทำบัตรใหม่ไม่พอยังต้องให้ผมติดต่อไปทางเจเฟอร์สันหัวหน้าสาขาบริษัทที่พ่อแม่ผมทำงานอยู่ให้ช่วยติดต่อฉุกเฉินแจ้งว่ามีเรื่องด่วนไปยังขั้วโลกใต้อีก...ยุ่งยากขั้นสัด

ไม่อยากกล่าวโทษใคร แต่เรวะก็เป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้ผมเกือบหมดสิทธิ์การเป็นนักศึกษา แล้วผมยังควรจะมองมันในแง่ดีอยู่มั้ย แล้วทำไมคราวนี้กูต้องมาจับคู่กับมันทำกิจกรรมวิชาบังคับตลอดหนึ่งเทอมด้วยวะ


มนายุ กานต์พงศ์สุจริต รหัสนิสิต 5911XXX คณะมนุษยศาสตร์ เอกวิชาภาษาญี่ปุ่น ปี 3



“ไอ้เม่น กูปวดหัว”

“พาราอยู่ในกระเป๋า”

“ไอ้หงส์มันหมายถึงให้มึงหยุดเดินวนไปวนมาสักทีได้มั้ยวะ น่ารำคาญ” ไอ้ต๊อบเขวี้ยงขวดน้ำมาโคตรตรงเป้าแต่ผมก็อาศัยทักษะมวยที่เคยเรียนหลบให้ผ่านวืดไปอย่างเนียนๆตอนนี้ผมไม่มีเวลาไปสนไอ้เพื่อนผมสามตัวนี้หรอก

กระดาษในมือผมต่างหากที่สำคัญ เส้นตายคือวันนี้ วันนี้ที่จะต้องยื่นชื่อเนื้อคู่ตูนาหงันจับคู่กันทำกิจกรรมไปยันชาติหน้าให้อาจารย์แม่

“เอากระดาษมึงมาได้แล้ว กูจะเอาไปส่ง” ไอ้คีย์ตัวการของเรื่องมันยื่นมือมา ส่วนในมืออีกข้างก็รวบกระดาษของไอ้ต๊อบกับไอ้หงส์รวมถึงของมันกับเมียมันไว้ไม่มีการสำนึกใดใดทั้งสิ้น

“ให้กูคิดอีกสักนิดจะได้มั้ยวะ”

“คิดมากอะไรวะ ก็เห็นไอ้เรมันดูเข้ากันกับมึงดีออก”

“ฮะ? เข้ากัน? มึงเอาอะไรมาพูด กูยังไม่เคยรู้จักมันเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ แล้วเอาอะไรมาบอกว่าเข้ากัน”

“หลักฐานมันคาตาเว้ย”

หลักฐาน? ผมไปมีหลักฐานอะไรให้พวกมันเข้าใจผิดว่าสนิทกับไอ้เรได้วะ

“ในไอจีเนี่ยไง จีบกันหนุงหนิงมีแลกบงแลกเบอร์จับมือ หูยกูเนี่ยแอบคิดเลยว่าเพื่อนกูเสร็จไอ้เรแล้วแน่ๆ”

“เดี๋ยวพวกมึงกูไปแลกเบอร์กับไอ้เรวะมันตอนไหน มึงเอาอะไรมาพูด เรื่องจับมือน่ะถ้าไม่ใช่ผู้หญิงก็อย่าหวัง กูไม่ทำให้เปลืองมือหรอกเว้ย” ตอนนั้นมันอาจจะแค่เอามือถือผมไปเล่นอาร์โอวี เออแค่เสี้ยวสิบวินาทีนั่นแหละ บางทีมันอาจจะล็อกอินไม่ได้ เพราะเน็ตใต้ศูนย์เรียนรวมมันกากคนเยอะแย่งกันใช้เลยต้องส่งคืนให้ผม แล้วเรื่องจับมงจำมือ...

...เฮ้ย เดี๋ยวก่อนเมื่อวานในไอจี ผมจำได้แค่ว่ามีภาพไอ้เรวะสุดหล่อออร่าจับเป็นภาพสุดท้ายแล้วทำไม ไอ้เพื่อนผมสามตัวมันถึงพูดเหมือนอยู่ในเหตการณ์ได้วะ...

“เมื่อวานหลังจากนั้นมึงคงยุ่งมากสินะ” ไอ้คีย์มองมาทำหน้ามีเลศนัย

“ไม่ได้ยุ่ง กูแค่ไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี”

“ไม่รู้วิธีทำไมไม่ศึกษาไปก่อน” ไอ้ต๊อบถาม ยังดีที่กูฉลาดพอจะเชื่อมโยงได้

“ศึกษาอะไรวะ ก็ไอ้เชี่ยคีย์มันไม่เหลือทางเลือกให้กูเลย”

“กระชั้นไปจนไม่มีเวลาให้ศึกษา ถึงขนาดว่าไม่มีเวลาดูเพจที่มึงติด ท่าจะเป็นเอาหนักมากเลยว่ะ” ไอ้หงส์สำทับ
ว่าแต่...

“พวกมึงพูดเรื่องเชี่ยอะไรกันวะ” กูชักไม่มั่นใจในสกิลเชื่อมโยงกูแล้ว

“ตอนนั้นคนแม่งกดไลค์จนเพจพี่มันแทบถล่ม” ไอ้หงส์มันพูดต่อแถมไถมือถืออย่างตั้งใจ

“มึงไม่ต้องให้กูดูหรอก กูเห็นแล้ว ภาพเดี่ยวของไอ้เรวะใช่ป่ะ”

“เปล่า ภาพคู่ของมึงกับไอ้เรนั่นแหละ” พวกมันควรไปเรียนเอกขับร้อง ขอแบบประสานเสียงด้วย รับรองจบไปด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งแน่ๆ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นควรให้รางวัลเผือกทองคำมันก่อน...

หืม?

ว่าแต่...ผมมีภาพคู่กับเรวะได้ไงวะ?


ภาพคู่ตอนเม่นนั่งเรวะยืนแล้วสบตากันพอดี

Sexy Dippy Cutie boy in the university เรจะมีใจรึเปล่า เรจะมองมาที่เม่นรึเปล่า

เม่น ศิลปกรรมศาสตร์ ปีสาม IG : PoPo_Pine เร มนุษยศาสตร์ ปีสาม IG : N/A


โฮลี่ชิท!! ประเด็นมันไม่ใช่ภาพแต่เป็นข้อความด้านล่างที่โคตรชวนเข้าใจผิดต่างหาก ต่อให้เป็นท่อนฮุกของเพลงพี่ป๊อบ ปองกูล แต่กูขอเป็นเพลงอื่นได้มั้ย อย่าง ‘แล้วมันจะผ่านไปด้วยดี’ หรืออะไรก็ได้ จะได้เป็นกำลังใจให้ก้าวผ่านพ้นวิชาอาจารย์ปทุมไปได้น่ะ ไม่ใช่ให้กลายมาเป็นคู่จิ้นชั่วข้ามคืนแบบสายฟ้าแลบขนาดนี้

ในที่สุดผมก็ทนไม่ไหวรีบส่ง DM ไปหาเชี่ยพี่ดิบทันที

PoPo_Pine ช่วยลบภาพผมกับไอ้เรวะออกด้วยครับ

Sexy Dippy Cutie boy in the university อยากเก็บเอาไว้ดูเล่นแค่สองคนหรอก แหมๆๆวันก่อนยังเห็นต่อยกันอยู่เลยไปสนิทกันตอนไหนจ๊ะ

PoPo_Pine ผมไม่ได้สนิทกับมัน ช่วยลบภาพนี้ออกทีเถอะครับพี่ดิบ

Sexy Dippy Cutie boy in the university โอ๊ย พ่อเด็กขี้อาย ไม่ต้องเขินหรอกจ๊ะ หลักฐานมันอยู่ตำตาบนตัวนุ้งเรนั่นแหละ

PoPo_Pine ผมไม่ได้เขิน ช่วยลบออกทีเถอะครับ

Sexy Dippy Cutie boy in the university เห็นนุ้งเรใส่ชุดโคร่งๆแล้วเอ็นดู๊เอ็นดู ชุดน้องเม่นใช่มั้ย วันก่อนสายพี่บอกว่ามีจูงมือกันไปเอา(เสื้อ)ถึงบนหอ ลงมานี่สภาพหลุดลุ่ยรุ่งริ่งไปตามๆกัน

PoPo_Pine ผมไม่ได้เขิน ช่วยลบออกทีเถอะครับ


ประโยคสุดท้ายสาบานว่ากูก๊อปแปะ ขี้เกียจพิมพ์

แต่ไม่คิดมาก่อนเลยว่าไอ้ที่เรวะเตือนจะกลายเป็นจริง

‘เดี๋ยวจะมีข่าวเสียหาย’

หมายถึงเรื่องนี้เหรอวะ นี่ผม...ไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันตั้งแต่แรกแล้วใช่มั้ย


ใจลอยเหม่อไปนึกถึงวันก่อน พอหันมาตั้งท่าจะพิมพ์เถียงไอ้เจ้าของเพจบ้าบอให้เลิกล้มความตั้งใจในการสร้างคู่จิ้นหน้าใหม่ประจำมอ มือถือกลับแผดเสียงร้องขึ้นมาเสียก่อนพร้อมกับการปรากฏของเบอร์โทรที่ไม่รู้จัก ผมชินแล้วล่ะกับเรื่องแบบนี้ กับการที่มีเบอร์โทรของสาวๆแปลกหน้าตบเท้าเข้ามาเสนอตัวว่าพร้อมจะดูแลหัวใจของผม และการได้คุยกับหญิงสาวหลากหลายคนมันก็ไม่เลว ดูมีทางเลือกดี ดังนั้นผมจึงกดรับแบบไม่ลังเล

“ครับ”

[นายอยู่ที่ใต้ตึกรึเปล่า]

“หา?” เป็นเสียงตัวผู้ครับ ผมดึงมือถือออกมาดูหน้าจออีกครั้ง เออ...ลืมไปว่าไม่ได้เมมเบอร์ แต่ทำไมคำพูดคำจาเหมือนสนิทกันมาแต่ชาติปางก่อนวะ “ใครวะ”

[ไม่ต้องแล้ว] เฮ้ย ไม่ต้องอะไร แล้วทำไมวางสายเฉย

“หูยยยยยยย” คราวนี้ไม่ใช่เสียงผม แต่เป็นไอ้เชี่ยต๊อบที่ทำท่ายิ้มกรุ้มกริ่มมองมา

“เป็นอะไรของมึงวะ ปวดขี้เหรอ”

“เมื่อวานได้ดูภาพ วันนี้ได้ดูของจริงว่ะ” คราวนี้เป็นไอ้หงส์ที่พูดบ้าง

“ของจริง?” ทำไมพวกมึงพูดแต่เรื่องให้กูงง

“คู่จิ้นมึงไง” ไอ้คีย์บอกพลางส่งสายตาไปด้านหลังผมไม่ขาด

“หา?”

แกร่บ!!

กระดาษรายชื่อในมือโดนกระตุกออกไป เล่นเอาสะดุ้ง ผมเหลียวหลังทันควันให้ไปเจอกับเงาสูงที่บดบังแสงแดดซึ่งสาดส่องเข้ามายังใต้โถงคณะยามบ่ายแก่ๆ แต่แทนที่จะเห็นว่าเป็นใคร ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับถูกซ่อนไว้หลังกระดาษ ใบเดียวกับที่ดึงไปจากมือผมเนี่ยแหละ เจ้าตัวดูจะสนอกสนใจในเนื้อหานั้นเป็นอย่างมาก...มึงเป็นใครวะ!!

“กรอกเสร็จแล้วหนิ”

อีกฝ่ายค่อยๆลดกระดาษลงจนเห็นใบหน้าขาวๆ ดวงตาคมๆ บวกกับผมสีแอชเกรย์  แค่นั้นแหละผมรู้เลยว่าแม่งวันนี้ชะตาขาด
เชี่ยเม่น มึงจุดธูปเบอร์ไหนถึงทำให้เรวะมาหาถึงใต้ตึกคณะได้ฟระ!!

“เดี๋ยวเอาไปส่งให้ละกัน”

“ฝากนี่ด้วย” ไอ้คีย์มันยื่นอีกสองใบอย่างไวให้กับไอดอล ก่อนที่อีกฝ่ายจะหมุนตัวแล้วเดินจากไปโดยปล่อยให้ผมกวักมือไหวๆ ราวกับไขว่คว้าหาโอกาสสุดท้ายที่ไม่มีทางได้มันกลับมา



ครั้งแรก เงินค่าหน่วยกิต

ครั้งที่สอง เบอร์มือถือ

ส่วนครั้งที่สามก็เป็นใบลงชื่อจับคู่เซกอาจารย์แม่เหรอวะ!!


...TBC...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-03-2019 10:31:27 โดย sakutaka »

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ทำไมเรต้องเป็นคนที่ทุกคนไม่โอเคด้วย ออกจะน่ารักนะๆๆ ยกเว้นตอนเอาค่าหน่วยกิตเม่นไปเนี่ย หนูเดือดร้อนอะไรลูก ไปเอาที่พี่ดิบสิลู้กก

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 3 :: ทารุณกรรมแม้กระทั่งสัตว์ประเสริฐ


“เอ๋งๆๆ”


...เรวะเตะหมา...


ทุกคนหันไปมองตามเสียง คิดว่าหมาที่ไหนกัดกัน แต่ดันเห็นคนหุ่นสูงๆขาวๆ กำลังยืนกัดกับหมา เท้าที่ยกค้างอยู่กลางอากาศช่างน่าหวาดเสียวว่ามันจะเหวี่ยงลงมาโดนตัวเจ้าหมาน้อยที่หดหางเข้าตัวอย่างหวาดกลัวเมื่อไร ถ้าองค์กรกรีนพีชมาเห็นคงจับมันไปปรับหรือลงโทษสถานหนักโทษฐานที่ก่อคดีร้ายแรงกับสัตว์โลกแล้ว ไอ้หมาชะตาขาดถึงกับต้องจรลีชิดเข้าฟุตบาท หูหางตกเหมือนเจอหัวหน้าฝูงมาไล่ที่

...ทำไมมึงไม่ฉี่ทำอาณาเขตให้มันรู้แล้วรู้รอดเลยล่ะ...ไอ้เรวะ...

“ปี๊นๆๆๆ”

รถกระบะเร่งเครื่องขับผ่านไป บดบังสายตาของผมซึ่งกำลังมองไปที่อีกฟากถนนตรงหน้าร้านกาแฟ ไม่ใช่ว่าผมตั้งใจมาดูไอ้บุคคลแห่งตำนานทำอะไร แต่ผมบังเอิญนั่งทำงานอยู่ตรงโต๊ะบาร์ยาวที่หันหน้าออกทางกระจกบานใหญ่ของร้าน แล้วบังเอิญว่าเรวะมันเดินเข้ามาอยู่ในสายตาผมพอดี

เออ..เดี๋ยวนี้กรรมมันติดจรวดแฮะ เมื่อครู่นี้แกล้งหมา ตอนนี้มันเลยกำลังจะโดนรถกระบะเฉี่ยวแทน แต่ผมก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำขยันแช่งให้ชาวบ้านเป็นอะไรขนาดนั้นหรอก...เฮ้ย...


...เชี่ยเว้ย เรวะล้ม...


ผมเผลอลุกจากเก้าอี้พรวดพราด เสียงขาเหล็กครูดกับพื้นทำเอาคนในร้านหันมามองทางผมเป็นตาเดียว นี่ผมจะตกใจทำไมวะ คนอื่นน่าจะเห็นเรวะมันล้มด้วยนี่หว่า แต่ทำไม...ไม่มีใครช่วยมันสักคน...

ผมโคตรลงทุน รู้ทั้งรู้ว่าร้านนี้คนมานั่งจับจองพื้นที่เรียนหนังสือ จับกลุ่มพูดคุย หรือนั่งสบายจิบน้ำกินขนมแช่อยู่ทั้งวันตั้งเยอะ แล้วที่ตรงนี้ผมก็อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าออกจากหอเพื่อมาจับจองจะได้นั่งตากแอร์เย็นๆอ่านหนังสือไปเรื่อยเปื่อยอย่างสบายใจ แต่ไม่ทันไรก็ต้องเสียม้า เพราะความมีมนุษยธรรมมันดลใจให้ผมกวาดข้าวของลงกระเป๋า ลุกขึ้นเดินออกจากร้านข้ามฟากไปยังจุดหมาย

พอมาถึงผมไม่ทัก แต่ยืนนิ่งจากด้านหลังคนที่ยังคงนั่งอยู่กับพื้น เจ้าตัวคงรู้สึกถึงเงาที่พาดมาบดบังจึงเหลียวหลังมาทางผม มันทำตาโตก่อนเปล่งเสียงออกมา

“โพโพ..โพคุ” ภาษาเชี่ยอะไรของมัน ผมได้ยินเป็นครั้งที่สองในสองครั้งที่เผชิญหน้ากับมันแล้ว

“ลุกไหวเปล่า” ดีที่ผมไม่ตอบกลับไปว่า พิคะพิคะจู้ มีหวังไอ้เรวะได้แปลงร่าง

“ไหว” มันตอบสั้นๆ แล้วหันกลับไปทางเก่า ส่วนผมถ้าบอกว่าไหวก็จะไม่ช่วย ยืนรอต่อไปให้ลุกเอง แต่ไอ้สปีดขยับแขนสิบมิลลิเมตรต่อชั่วโมงเนี่ยมันก็เกินไปเปล่าวะ

“เมื่อกี้โดนรถเฉี่ยวเหรอ” บอกแล้วว่ารถบัง ผมเลยไม่เห็นฉากสำคัญว่ามันโดนเฉี่ยวแล้วหนี หรือแค่เห็นเหรียญสิบตกแล้วก้มลงไปเก็บเท่านั้น

“เปล่า” อ่าว นั่นไง สงสัยตกเป็นประเด็นอย่างหลัง

“งั้นก็รีบลุก นั่งตรงนี้มันเกะกะชาวบ้านเขา” แถมใกล้ถนนอีก มาอีกคันคราวนี้คงได้โดนเฉี่ยวจริง ทำไมคำภาวนาของผมมันเห็นผลทันตาอย่างนี้วะ แอสตัน มาร์ติน ดีบีสิบเอ็ดกำลังแล่นมาทางนี้อย่างไว

ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้ยุ่งยาก ผมคล้องแขนฉุดร่างเพรียวๆที่ยังนั่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวขึ้นจากพื้นแล้วสืบเท้าถอยไปด้านหลังให้พ้นรัศมีความแรงของเครื่องยนต์ห้าร้อยแรงม้า สายลมตามความแรงมาพัดผ่านหน้าไปชั่วเสี้ยววิ แล้วทุกอย่างก็สงบลง

“รถโคตรเท่” สีแมกเนติก ซิลเวอร์ ดูดีอย่างเมพจนอดชื่นชมตามหลังไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้น่าจะเฉี่ยวเอาคนที่อยู่ในวงแขนผมไปด้วยนะ คิดแล้วผมก็ก้มลงไปสำรวจคนที่อยู่แทบติดตัว

เรวะหมุนคอมามองหน้าผมนิ่ง เหมือนจะนึกรู้ว่าผมสาปแช่งอยู่ในใจ ผมเลยแกล้งทำหน้ากลบเกลื่อนจ้องตอบ

บอกเลยว่าด้วยสภาวะที่ใกล้ขนาดนี้มันทำให้ผมได้เห็นจุดเด่นบนใบหน้ามันหลายๆอย่าง เรวะเป็นคนหน้าใส ผิวเนียนละเอียดไร้รูขุมขน โครงคิ้วได้รูปอยู่เหนือแก้วตาสีน้ำตาลอ่อนกับแพขนตายาวมองสบมาทางผมนิ่ง ริมฝีปากบาง แถมยังสีสดใสเป็นธรรมชาติอีก หากสาวคนใดได้มายืนตรงจุดที่ผมเห็นอยู่นี้...

...รับรองพร้อมพลีมดลูกให้...แต่ผมไม่มีไงแล้วยกอะไรให้มันดีล่ะ...อืม...กล้ามเนื้อท้องก้อนนึงละกัน...

“โพโพ”

นี่ไง...ไอ้ใบหน้าที่ทำตาฉงนสงสัยแบบนี้แหละใสซื่อสิ้นดี สมควรแล้วที่ใครต่อใครจะโดนมันหลอก โดยเฉพาะไอ้พี่ดิบที่ขยันหาเวลามาจับทริปตามล่าหาเรวะแล้วถ่ายภาพอัพลงเพจไอจีมันทุกวัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีแม้แต่วี่แววหนุ่มหล่อนอกกระแสหัวแอชเกรย์อย่างมันโผล่มาให้เห็นสักครั้งเดียว สองปีมานี้มึงไปมุดหัวอยู่ไหนมาวะ พี่ดิบถึงพึ่งมาล่าขุมทรัพย์ได้แค่ภาพเดี่ยวไอดอลลงจากตึกเรียนสุดคูล แล้วก็...

...ภาพของพวกเราแบบอยากรู้แต่ไม่อยากถาม...

“เฮ้ย!!” เรวะร้องเสียงหลง เพราะผมเผลอปล่อยมือ หลอนว่ามีเสียงพี่ป๊อบ ปองกุลลอยมา ก่อนที่คนถูกช่วยเหลือจะร่วงลงพื้นอีกรอบมันหาวิธีเอาตัวรอดโดยคว้าแขนผมไว้แน่น หัวไอ้เรเลยเหมาะเจาะลงน้ำหนักมาที่อกผมเต็มๆ อีกฝ่ายพยายามฝืนตัวไม่ให้ล้ม ส่วนผมได้แต่ยืนตัวตรงนิ่ง นี่มันโลกคู่ขนานเปล่าวะ เหมือนผมกำลังสวมบทบาทสไปเดอร์เม่น ส่วนมันเป็นแมรี่ เจน เรวะสัน ที่เจอกันในวันฝนตก เราสองคนมองตากันในสภาพกลับหัว

แต่ผมไม่ขอให้มันเปิดหน้ากากแล้วจูบผมอย่างเร่าร้อนแบบนั้นหรอกนะ ผมถือ

“โทษที” มันมองตาผม รู้เลยว่ากำลังคาดโทษอยู่ คิดว่ากูแกล้งสินะ งั้นต้องถอยหลังสนองนีดส์มันหน่อย

“เฮ้ย!!ถอยทำเชี่ย!!”

“อ๊ะ โทษๆ” กลัวครับกลัว เกรี้ยวกราดไม่มีใครเกิน แต่อย่าลืมว่าผมอยู่บน แค่ถอยเท้าอีกก้าวมันก็นอนเช็ดพื้นแล้วได้แล้ว ใครเหนือกว่าให้มันรู้ไป ว่าแล้วผมก็ขยับตัวถอยไปอีกนิด

“เชี่ยมึง!!”

“เฮ้ย ไม่ได้ตั้งใจ โทษทีโทษที” แหะ สนุกวะ การได้แหย่คนๆนี้ทำไมมันสนุกจังวะ

“หยุดขยับซะทีได้มั้ยวะ!!” ผมไม่สนแถมถอยเท้าต่ออย่างนึกสนุก แต่ดันก้าวกว้างไปนิด หัวของเรวะเลยหลุดจากซิคแพกผมทันควัน โชคดีที่ประสาทตอบรับอัตโนมัติไวพอที่จะใช้มือสองข้างประคองศีรษะทุยๆไว้ได้...บอกเลยว่าผมใจหาย ส่วนเรวะก็...

...หน้าตื่นระดับสิบ...

“อึก...” เสียงแปลกๆดังขึ้นมาใกล้ตัว ทำไมมือกูเปียกๆวะ เชี่ย...อย่าบอกนะว่า...

“นี่ตกใจจนร้องไห้เลยเหรอวะ”

“เปล่า แค่ง่วง ก็เลยหาว” หาวห่าอะไร มึงมีปัญญาง่วงตอนหัวกำลังจะโหม่งพื้นด้วยเหรอ

“กลัวขนาดนั้นเลย”

“ไม่ได้กลัว แต่โรงพยาบาลไม่ใช่ที่ที่ผมต้องไป”

“หา?” แล้วมึงควรไปไหน ไปลงนรกหรืออะไรอย่างงั้นเหรอ

“ดันขึ้นทีได้มั้ย เกร็งจนปวดท้องไปหมดแล้ว” เออ...เจอกันครั้งที่สามก็เล่นท่ายากเลยนะเชี่ยเม่น นี่ถ้าไอ้พี่ดิบเดินผ่านมาแล้วเก็บภาพไปได้ บวกกับช็อตที่อีกฝ่ายยังบ่นกระปอดกระแปดว่าปวดเอวอีกล่ะก็ มีหวังผมกับมันได้ขึ้นเป็นข่าวหน้าหนึ่งแบบไม่ต้องสงสัย

ผมจับตัวมันดันขึ้นก่อนประคองให้อีกฝ่ายทรงตัว สภาพกางเกงไอ้เรวะเปื้อนฝุ่นไปหมด แล้วดูเหมือนจะลามไปตรงชายเสื้อตัวใหญ่ของผม...ใช่...เสื้อที่ผมให้มันยืม อดไม่ได้ที่จะปัดมือไปตามรอยเอาฝุ่นออก ร่างเพรียวตรงหน้าสะดุ้งกระตุกตัวหลบจนผิดสังเกต

“ทำอะไรวะ!” มันส่งเสียงถาม

“กางเกง” ผมชี้ลงล่างก่อนวาดนิ้วขึ้นด้านบน “แล้วก็เสื้อที่ให้ยืมไป ขอทีเถอะ อย่าทำเปื้อน”

“ยังไงก็ต้องซักก่อนส่งคืนอยู่แล้ว” ถือว่ายังพอมีสามัญสำนึกในการยืมข้าวของคนอื่น ผมเหลือบตามองคนที่อยู่เหนือผม ไอ้เรที่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผมมีท่าทีหงุดหงิดรำคาญใจ อะไรวะ เซ็งที่โดนผมจับหรือไง

“ไม่มีอะไรแล้ว กู...” สะดุดเล็กน้อยกับการที่ต้องเรียกตัวเองว่า ‘กู’ผมแปลกใจตัวเองเหมือนกัน ทั้งที่ครั้งแรกตอนวิ่งไล่จับกันพวกเรายังพ่นคำหยาบใส่กันไม่ยั้ง แต่พอหลังจากที่ได้พิมพ์แชทคุยโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร การปฏิบัติตัวต่อไอ้เรที่มีกับผม หรือการปฏิบัติตัวของผมสำหรับไอ้เรมันดูสุภาพขึ้นเป็นกอง “ผมไปล่ะ” ได้เวลาไปหาที่นั่งทำงานใหม่ ผมอาจจะต้องกลับหอไปนอนตากพัดลมร้อนๆให้ตัวเหนียวเล่นอีหรอบเดิมก็ได้ เวลาป่านนี้หลังบ่ายแก่ๆอย่างนี้ ร้านกาแฟที่ไหนก็เต็ม

“เดี๋ยว” เสียงของไอ้เรเรียกผมเอาไว้ ผมหมุนตัวกลับไปมองนิ่งไม่ขานตอบ บอกแล้วถ้าไม่ยุ่งได้เป็นดี แต่ที่วิ่งออกจากร้านกาแฟก็ถือว่าพลาดแล้วให้แล้วไป พอเห็นผมหยุดยืนตั้งใจฟังร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อโอเวอร์ไซส์กับกางเกงยีนส์รัดรูปสีดำปาดเข่าจึงถือโอกาสพูดต่อ “นายมีจักรยานมั้ย”

“มี” วันนี้ผมปั่นมา เพราะร้านกาแฟอยู่ใกล้หอเลยไม่อาศัยไอ้บิ๊กเบิ้มขี่มาให้เปลืองน้ำมัน ว่าแต่ไอ้เรมันจะถามทำไม อย่าบอกนะว่ามันจะปล้นจักรยานผม

“พาผมไปที่นึงหน่อย”

“เพื่อ?” ใครหาว่าผมไร้น้ำใจก็ช่างเถอะ บอกแล้วไงว่าห่างไกลได้เป็นดี

“ถ้าไม่พาไปก็ต้องเดินกลับหอ”

“หา?” นับวันผมยิ่งฟังไอ้เรพูดไม่รู้เรื่องเข้าไปทุกที

“กุญแจโซ่คล้องจักรยานคุณอยู่กับผม”

ชิท!!




ในฐานะที่เคยเป็นอดีตฝ่ายโปรโมตกิจการนักศึกษา รณรงค์ให้คนปั่นจักรยานมาเรียนแทนที่จะขับรถ ผมเลยถนัดกับการให้คนมาเกาะซ้อนท้าย แต่ไม่ขอแบบนี้ได้เปล่า...

ปกติมันจะต้องเป็นภาพที่ผมปั่นส่วนผู้หญิงอาจจะเป็นดาวคณะ ลีดมอ หรืออะไรก็ตามที่มีดีกรีเป็นถึงไอดอลมหาวิทยาลัยมานั่งใส่กระโปรงสอบเบี่ยงข้างเกาะเอวซ้อนจักรยานสร้างบรรยากาศให้อยากปั่นจักรยานมาเรียน หากตอนนี้ผมกลับโดนไอ้สัมภ ‘เรวะ’สีเกาะหลังนั่งคร่อม แขนผอมๆของมันโอบรอบเอวผม บอกตรงโคตรแปลก

“เกาะดีดีได้มั้ย” ผมยังคงรักษาสมดุลถีบรถต่อไป

“ยังไง” แขนไอ้เรขยับมากระชับผมหนักกว่าเก่า อ้าวไหงเป็นงั้นวะ ที่ต้องการจะสื่อคือ แค่จับชายเสื้อก็น่าจะพอแล้ว ผมมั่นใจว่าผมปั่นจักรยานแข็งพอ ไม่ทำให้ล้มหรอกน่า สุดท้ายผมเลยต้องทำตรงกันข้ามกับมิวสิกวิดีโอแบบพวกที่เดาเนื้อเรื่องได้ โดยการเอื้อมไปแกะนิ้วทั้งห้าของเรวะ แล้วย้ายมันมาลงตรงชายเสื้อด้านข้างแทน

“จับตรงนี้ ใช้แค่นิ้วชี้กับนิ้วโป้งได้ยิ่งดี” นั่งทางในใช้นิมิตมาจับกูได้ยิ่งเลิศ จะยินดีโคตรโคตร

“แล้วจะไม่หล่น”

“ไม่” ผมบอกอย่างมั่นใจ แต่ผลที่ได้คืออีกฝ่ายใช้ท่ารำวงมาตรฐานมาจีบเสื้อผมแน่น แขนเขินที่จับแฮนด์จักรยานอยู่เลยตึงเปรี๊ยะ จากปั่นตรงๆในเลนอยู่ดีดีคราวนี้แม่งวิ่งเป็นตัวเห้เมาเหล้าเลยครับ “อย่าดึงแน่นดิ ผมขี่ไม่ถนัด” ไอ้เรวะมันไม่รู้จักกะแรงหรือไงวะ อ้าวๆยังไม่เบาอีก ผมถอนหายใจก่อนจับมือมันให้กลับมาโอบผมอย่างเก่า

“อ้าว”

“ไม่ต้องอ้าวแล้ว โอบไปเถอะ” บอกได้คำเดียวครับว่าปลง “แล้วนี่ให้ไปทางไหนต่อ”

“ตรงไปก่อน เห็นตู้ไปรษณีย์ตรงนั้นมั้ย ปั่นเลยตู้ไปแล้วเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆข้างหน้า”

ผมปั่นตามที่เรวะบอก ทางไม่ไกล แต่มันซอกแซกไปมาจนคนอาจงง ขนาดผมที่เป็นคนปั่นยังจำทางได้เลือนรางว่าเลี้ยวซ้ายมากี่ครั้ง เลี้ยวขวามากี่ที จนกระทั่งพวกเรามาหยุดตรงที่ตึกแถวแห่งหนึ่ง ผมจอดจักรยาน ลงมาล็อครถ แล้วยืนมองบ้านที่มีลักษณะคล้ายร้านอะไรบางอย่าง ด้านหน้าเป็นกระจกบานใหญ่ที่มองทะลุเข้าไปได้ถึงภายใน บนกระจกมีสกรีนตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเขียนสีขาวอ่านได้ว่า Relax time อีกทั้งยังมีลวดลายอาร์ตต่างๆ ด้านหน้าประดับประดาไปด้วยแจกันสแตนเลสทรงกระบอกปักดอกหญ้า กับตะกร้าสานใส่ดอกอะไรบางอย่าง ซึ่งผมก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางนี้เสียด้วยสิ

“นั่นดอกแคสเปียร์” เสียงเรวะแทรกเข้ามาในภวังค์ผม “ส่วนที่อยู่ทางซ้ายดอกสแตติส คุณไม่ได้แพ้เกสรดอกไม้ใช่มั้ย”

“ไม่” เกิดมากูยังไม่เคยแพ้ใครด้วยซ้ำ ยกเว้น...

“งั้นเข้ามาเถอะ” เรวะผลักประตูและกำลังจะก้าวเข้าไป

“ผมแค่มาส่ง”

“คุณจะเดินกลับเหรอ”

"เปล่า รอคนใช้ที่บ้านขับฮอลฯมารับ"

"งั้นโชคดีละกัน"

"เรวะ..."

"..."

"ผมพูดเล่นป่ะ"

"..."

"กุญแจ"

"..."

"เอาคืนมาซะทีได้มั้ยวะ"

มือเบาระดับพระกาฬต้องยกนิ้วให้คนนี้เลย หายไปอยู่กับมันตอนไหนทำไมผมไม่รู้ตัววะ รู้แต่ว่าเห็นน้องต่ายห้อยออกมาจากกระเป๋ามันอยู่รำไร น้องต่ายที่หม่าม้าผมให้รับขวัญไอ้โซ่หลุดในวันแรกที่ย้ายเข้าหอ

"คุณหมายถึงอันนี้เหรอ" มึงอย่ายกกุญแจกูขึ้นแกว่ง เพราะมันจะทำอารมณ์โกรธกูกำลังแกว่งตามไปด้วย

“เรวะ ทำไมนายถึง...”

“เรียกผมว่า ‘เร’”

“จะอะไรก็ช่างเหอะ ทำไมนายมันถึงขี้ขะ......”

“เร” บอกเลยไม่ใช่เสียงผมที่ยอมตามใจเรียกมันเพราะยอมแพ้หรอกนะครับ แต่เป็นหญิงวัยกลางคนหน้าตาใจดีที่เปิดประตูออกมาจากร้านตรงหน้าต่างหาก เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีกรมท่าซีดๆกับกางเกงขายาวตัวใหญ่ที่ปกคลุมด้วยผ้ากันเปื้อน บนศีรษะของเธอผูกผ้าคาดผมสามเหลี่ยมอยู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับร้านนี้ รอยยิ้มเป็นมิตรถูกส่งมาทางผมอย่างเปิดเผย จนอดที่จะค้อมหัวเล็กๆเป็นการทักทายไม่ได้ “พาเพื่อนมาเที่ยวเหรอจ๊ะ” ไอ้เรมองไปทางอีกฝ่ายที่ถามขึ้นมาก่อนหันมาสบสายตาผมนิ่ง

“ครับ เพื่อนผมเอง”



ผมก้าวเข้าไปในร้านที่หญิงสาวหน้าตาดีคนเมื่อครู่เชื้อเชิญ ทันทีที่มวลอากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะผิวกลิ่นอายเฉพาะตัวของกาแฟก็ตามติดมาให้ได้เคลิบเคลิ้ม ความหอมสดชื่นกำจายไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดสองคูหาที่ยาวลึกเข้าไป ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตา กำแพงสีขาวตัดกับตัวอักษรสีดำอาร์ตๆที่วาดลวยลายไปทั่วร้าน พร้อมประดับประดาด้วยดอกไม้แห้ง กับต้นไม้จิ๋วในกระถางขนาดเล็กซึ่งวางอยู่ทั่วโต๊ะทุกมุม มีบันไดเหล็กสีดำทอดยาวขึ้นไปยังชั้นลอยซึ่งเป็นส่วนของที่นั่งอีกโซน สถานที่แห่งนี้ทำให้ผมเหมือนหลุดมาอีกโลก ตัดขาดกับบรรยากาศจอแจของร้านกาแฟที่คนทั่วไปรู้จักกัน ผู้หญิงคนนั้นเธอเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์ที่สูงท่วมเอว ด้านข้างมีตู้กระจกโชว์ขนมเค้กหน้าตาน่ารับประทานเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก และรอบๆยังรายล้อมไปด้วยดอกไม้ประดับประดาในกระถางขนาดเล็กหลากสีสัน

“อยากนั่งที่เคาน์เตอร์หรือโต๊ะส่วนตัว” ไอ้เรที่เดินเข้ามาด้วยกันมันเลือกจะตามหลังอยู่ห่างๆ เหมือนอยากปล่อยให้ผมดื่มด่ำกับบรรยากาศก่อนจะเอ่ยปากขึ้นมาทำลายความเงียบ

“นายรู้จักร้านนี้ได้ยังไง”

“เคาน์เตอร์หรือโต๊ะส่วนตัว”

“ทำไมถามแล้วไม่ชอบตอบวะ”

“เคาน์เตอร์หรือโต๊ะส่วนตัว”

“โต๊ะส่วนตัว” พี่ป็อบได้กล่าวไว้ ว่าอยากรู้แต่ไม่อยากถาม...แต่นี่มัน...กูอยากถามแต่มันเสือกไม่อยากตอบให้กูรู้

มันเดินนำผมผ่านลูกค้าหลายๆคนที่กำลังดื่มด่ำกับโลกส่วนตัวโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะเข้าออกร้าน ไปจนถึงโต๊ะหัวมุมที่อยู่ลึกสุด เก้าอี้กึ่งโซฟาล้อมกรอบโต๊ะสี่เหลี่ยมเป็นรูปตัวยูประดับด้วยหมอนอิงที่ปลีกตัวอยู่ห่างจากโซนทั่วไป จึงให้ความรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างแท้จริง

“นั่งตรงนี้ อยากดื่มอะไร” มือฉวยเมนูราวกับรู้ที่อยู่ของข้าวของเป็นอย่างดี มันทำท่าจะยื่นให้ผมแต่แล้วก็ชักมือกลับเอาเสียดื้อๆ ผมที่กำลังยื่นมือไปรับเลยเก้อเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ “เดี๋ยวผมสั่งให้ละกัน”

เฮ้ยๆๆ แม้แต่สั่งเครื่องดื่มก็ยังบังคับกันเหรอวะเนี่ย ไอ้เรวะไม่สนใจเดินหมุนตัวสะบัดตูดออกไปทางเคาน์เตอร์ ผมเลยได้แต่นั่งเซ็งๆเอนตัวพิงโซฟาอย่างเหนื่อยหน่าย วันนี้มันวันอะไรวะ แต่เอาเถอะอย่างน้อยผมก็ได้มาในที่ที่ไม่เคยมา แถมดูท่าว่าน่าจะฝากชีวิตช่วงเตรียมสอบได้จากนี้และตลอดไป ผมอาศัยช่วงจังหวะที่รอลุ้นเครื่องดื่มในตำนานจากคนในตำนาน คว้าชีทในกระเป๋าขึ้นมาเปิดอ่านพลางขีดเขียน จนกระทั่งเรวะมันเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง พร้อมนำเครื่องดื่มใส่ถาดมาสองแก้ว

“คาปูชิโน่ร้อนไม่หวาน”

“...”

“เป็นอะไร”

“รู้ได้ไง”

“เรื่อง”

“ว่าผมดื่มแต่คาปูฯ”

“...”

“...”

“...”

เชี่ยมันเงียบบบบบบบ...พี่ป็อบ บอกผมทีว่าควรจะทำยังไง กับเมนูคาปูชิโน่ร้อนไม่ใส่ไซรัปที่ผมทิ้งไว้ในร้านก่อนหน้าเกือบเต็มแก้ว แต่เจ้าตัวกลับเสกมันขึ้นมาให้เหมือนเด๊ะราวกับต้องการจะไถ่โทษ เรวะไม่หือไม่อือและคงไม่คิดจะตอบด้วยซ้ำ เจ้าตัวขยับแก้วทรงยาวใสอีกแก้วในถาดมาวางข้างหน้า ดูจากสีแล้วน่าจะเป็นกาแฟเน้นนมหนักๆแบบคาเฟอีนโคตรเจือจาง ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งแล้วดูดน้ำตรงหน้าเข้าไปสองสามอึก

...เฮ้ย อย่าบอกนะ...

“เรวะ”

“ผมชื่อเร”

“เออเรก็ได้”

“...”

“ถามจริงเถอะ...ใครบอกให้นายนั่งตรงนี้”

“...”

สาบานว่าผมไม่ได้ต้องการเข้ามาร้านนี้เพื่อที่จะนั่งทำการบ้านโดยมีคนที่ชื่อมนายุอยู่ร่วมโต๊ะ จิตมันไม่น่าจะสงบได้ อย่างที่บอกถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยว

เรวะมองตอบกลับมาด้วยแววตาดุดัน ก่อนชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่ผมเห็นความสั่นไหว ผมไม่ทันยืนยันให้แน่ใจ เจ้าตัวก็หลบสายตาไปเสียก่อน ร่างเพรียวเคลื่อนไหวช้าๆหยิบแก้วเครื่องดื่มสีน้ำตาลอ่อนตามติดไปด้วย ทำไมผมถึงแอบรู้สึกผิดวะ หรือเพราะเรวะมันไม่เคยอ่อนข้อต่อหน้าผมอย่างงั้นเหรอ

จะเรียกให้กลับมานั่งตามเดิมก็ดูประดักประเดิดยังไงชอบกลับ ผมควรจะทำไง ระหว่างที่คิดจนหัวหมุนเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นมาใกล้ตัว

“เร...ให้แม่ดูแผลหน่อย” เป็นผู้หญิงคนเดียวกับเมื่อครู่ที่ออกไปต้อนรับพวกเราเดินเข้ามา ที่แท้เธอก็เป็นแม่ของไอ้วายร้ายนี่น่ะเหรอ ผิดคาดสุดๆ หน้าตายังดูเยาว์วัยเกินกว่าจะเป็นแม่คนรุ่นไอ้เรวะได้แท้ๆ เมื่อกี้แม่ของไอ้เรมันพูดว่าไงนะ แผล? ใครมีแผล?

“ผมไม่เป็นไร ไม่ได้เป็นอะไรมาก”

“แต่เมื่อกี้เราบอกแม่ว่าล้ม” อ๋อเรื่องรถกระบะเฉี่ยวเมื่อครู่ ตอนนั้นไอ้เรวะมันก็แค่ก้มลงไปเก็บเหรียญสิบที่ตกพื้นเฉยๆไม่ใช่เหรอ

“ก็แค่ล้มเอง”

“ยังไงก็ให้แม่ดูแผลหน่อยเถอะ”

“แม่ไม่ต้องดูหรอก ผมไม่เป็นไรจริงๆ”

“แต่...”

“ถ้าไม่เป็นไรจริงๆก็ให้คุณน้าดูแผลสิ จะปิดไปเพื่อ”

เสียงผมแทรกทะลุกลางปล้องระหว่างคนทั้งสอง บอกเลยว่าชักรำคาญกับการยื้อไปมา ในเมื่อคนตรงหน้าไม่ขยับผมเลยจัดการยื่นกางเกงฟุตบอลในกระเป๋าสะพายให้

“ไปเปลี่ยนกางเกงแล้วกลับมานั่งที่เก่า” รับไปแบบงงๆ อย่าว่าแต่มันเลย แบบนี้โคตรจะผิดวิสัยของผมสำหรับคนที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ในที่สุดเจ้าตัวก็ยอมหมุนตัวเดินไปยังประตูด้านในสุดของเคาน์เตอร์อย่างว่าง่ายพร้อมกับผู้เป็นแม่คอยประคับประคองไปตลอดทาง





สภาพเรวะ...ไม่เหลือ...


ไม่เหลือเค้าโครงความสะอาดของขาขาวๆอยู่เลย เพราะตอนนี้มันเปรอะไปด้วยรอยถลอก คราบเลือดและเนื้อสีชมพู อีกฝ่ายลุกขึ้นเดินโดยที่ไม่แสดงอาการผิดปกติออกมาได้ยังไงวะ ผมล่ะเชื่อมันเลย

คนที่ตื่นตกใจไม่แพ้กันคงหนีไม่พ้นคุณน้า ที่รีบวางกล่องปฐมพยาบาล หาหยูกยากะละมังมารองเท้าเตรียมล้างน้ำเกลือฆ่าเชื้อแผล

“คุณน้าครับ ให้ผมจัดการดีกว่า คุณน้าไปดูร้านเถอะ” ตบปากสามสิบทีปฏิบัติ ผมพูดอะไรออกไปวะ พูดอะไร พูดอะไร

“จะดีเหรอจ๊ะ”

“ครับ ให้ผมจัดการเถอะครับ” สามสิบทีกูว่าไม่พอแระ ต้องซีทีแสกนเช็คสมอง แต่เอาเถอะถ้าลูกค้ามาเห็นเจ้าของร้านกำลังล้างแผลให้ใครคงจะไม่ดีเท่าไร

“งั้นน้ารบกวนด้วยนะ”

“ครับ” ถึงจะกังวลแต่อีกฝ่ายก็ยอมฝากฝังแล้วเดินจากไป ผมอาศัยจังหวะที่พวกเราอยู่กันตามลำพังหันไปถามเรวะ “นี่นายโดนรถเฉี่ยวจริงๆเหรอเนี่ย”

“เปล่า นี่หมากัด”

“หมากัดอะไร เห็นอยู่ชัดๆว่านายทำร้ายหมา”

“คุณเอาเรื่องอะไรมาพูด”

“ภาพมันเห็นอยู่ตำตา”

“...” สรุปเรวะนิ่งไปหลังจากจบประโยคนั้น ส่วนผมก็นิ่ง ในเมื่อบทสนทนาไม่สามารถไปต่อได้ผมจะดันทุรังพูดต่อไปทำไม การพูดคุยกับคนอย่างเรวะมันทำให้รู้สึกอึดอัดได้จริง ถ้าทำแผลให้อีกฝ่ายเสร็จผมควรจะไปจากที่นี่เสียที การอยู่ในห้องร้อนๆอาจจะสบายกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้ หากอีกฝ่ายไม่พูดขัดขึ้นมาด้วยคำถามแปลกๆเสียก่อน

“คุณมองผมอยู่ตั้งแต่ต้นรึเปล่า” ผมเงยหน้าขึ้นไปสบกับสายตาที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว เรวะจ้องมาทางนี้ มองตาแป๋ว ราวกับคำตอบนั้นสำคัญเป็นนักหนา

“เปล่า ทำไมเหรอ” ไม่ได้มองแต่ต้น แต่มองนับจากตอนที่อีกฝ่ายเข้ามาในครรลองสายตา มองแบบไม่สามารถเบนความสนใจไปทางอื่นได้ ผมพึ่งรู้วันนี้ว่าการมองเรวะเป็นอะไรที่เพลินจนทำให้ผมลืมแม้แต่ดูเวลา ซึ่งแม้แต่ตัวผมเองยังแปลกใจ

“มิน่าถึงไม่รู้”

“อะไรนะ”

“เปล่า”

จบที่ผมงง ช่างเถอะอย่าได้ใส่ใจ คนที่ชื่อเรวะไม่สลักสำคัญอะไรกับชีวิตผมอยู่แล้ว ผมเริ่มหยิบจับข้าวของขวดน้ำเกลือที่คุณแม่ของเรวะหยิบมาให้เปิดฝาก่อนกล่าวเตือนอีกฝ่าย

“ผมจะล้างแผลให้ อาจจะแสบหน่อย”

“คุณราดมาเถอะ ผมไม่แสบหรอก แต่ต่อให้ผมแสบ ผมก็จะไม่พยายามแสดงอาการทรมานให้คุณเห็น”

“เพื่ออะไร คุณไม่จำเป็นต้องเก็กเท่หรอก”

“เปล่า ผมแค่อยากรู้ว่า ถ้าผมไม่แสดงอาการเจ็บ คุณจะทำแผลให้ผมต่างจากตอนที่รู้ว่าผมเจ็บหรือเปล่า”

“ความคิดคุณเนี่ย แปลกๆนะ ต่อให้คุณไม่บอกว่าเจ็บ ผมก็ไม่ทำแผลแรงๆกับคนเจ็บหรอก”

“การปฏิบัติตัวต่ออีกฝ่ายขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาเห็น รับรู้ และได้ยินเสมอ ไม่ขึ้นอยู่กับว่าความจริงจะเป็นอย่างไร”

“...”

“ถ้าผมปิดปากแล้วให้ปล่อยคุณดูจากท่าทีภายนอก คุณอาจจะใช้แรงแบบที่คุณคิดว่าธรรมดา แต่อีกฝ่ายอาจจะรู้สึกเจ็บ”

“ไม่หรอก” ผมนึกค้านอยู่ในใจจนต้องแย้งออกมา

“...”

“ต่อให้คุณเอ่ยปากว่าเจ็บหรือไม่เจ็บยังไง ผมก็จะใช้แรงมือที่เบาที่สุดของผมตามที่ผมคิดว่าจะปฏิบัติตัวต่อคนเจ็บอยู่แล้ว ไม่มีเปลี่ยนผันแปรไปตามสิ่งที่เห็นหรอก”

“...”

“และยิ่งในกรณีของคุณ ยิ่งถ้าคุณร้องมากเท่าไรผมก็จะยินดีแล้วราดน้ำเกลือใส่เพิ่มให้ด้วยซ้ำ” เรวะเป็นคนประหลาด การที่ผมบอกว่าจะกระทำแรงๆต่อเขากลับทำให้เขาหลุดยิ้มออกมา

“ขอบคุณนะ”

“ขอบคุณผมทำไม นี่ผมกำลังประชดคุณนะ”

“ขอบคุณที่เสมอต้นเสมอปลายไม่หยุดมือ เพราะการทำแผลคนเดียวมันลำบากจริงๆ ผมโชคดีที่มีคุณ”

“...”

ผมรู้สึกแปลกๆกับประโยคที่เรวะพูด การที่เราพูดสุภาพใส่กันมันอาจจะดูทำให้ห่างเหิน แต่ทำไมผมกลับรู้สึกเหมือนใกล้ชิดคนที่ชื่อ ‘เรวะ’มากกว่าเก่า





และผมก็โดนกวนประสาทด้วยการแกล้งทำเสียงร้องโอดโอยของคนเจ็บอย่างต่อเนื่อง

“โอ๊ย”

“คุณไม่ต้องร้องทุกๆสามวิก็ได้”

“โอ๊ย”

“มันจะทำผมประสาทกิน”

“โอ๊ย”

“พอเถอะคุณ ถ้ากลัวว่าผมจะไม่ทำแผลให้ก็พอเถอะ ผมสัญญาว่าจะทำให้จนเสร็จ”

เชื่อมั้ยผมไม่เคยคิดว่าคนอย่างเรวะจะมีนิสัยขี้แกล้งได้ แต่พอได้ยินประโยคกล่าวราวกับยอมจำนนของผม รายนั้นกลับจุดรอยยิ้มเบาๆที่มุมปาก และทั้งที่เป็นรอยยิ้มจางๆแต่มันกลับจุดความรู้สึกบางอย่างในใจผม อาจจะเพราะไม่เคยเห็นวี่แววความสดชื่นมาจากอีกฝ่ายเลยสักครั้ง มันเลยทำให้ผม...เผลอใจเต้นตึกตักแบบแปลกๆ

...TBC...

+++++++++++++++++++++++++


ขอบคุณที่ปูเสื่อรอค่า >_<

ถึงแม้น้องเรจะการเงินมีปัญหา แต่น้องคงไม่ใส่ชุดนักศึกษาไปหาพี่ดิบแน่ๆ555


ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 4 :: มันเป็นไบ


“อย่าไปยุ่งกับมันให้มากจะดีกว่านะ”


จู่ๆไอ้เชี่ยคีย์มันโพล่งขึ้นมาขณะแก๊งพวกผมจับกลุ่มซ้อมดนตรีใต้ตึกเรียนอยู่เพลินๆ บ่องตงสายตาดูโคตรจริงจังกับชีวิตยิ่งกว่าตอนคิดจะเยเมียมันครั้งแรกอีก

“พูดเรื่องอะไรของมึงวะ เพลงยังมีอินโทรเลย แล้วนี่อะไรของมึงไม่มีบทเกริ่นนำมาเลยสักนิด”

“กูพอรู้ว่าเรื่องอะไร” ไอ้หงส์ที่นั่งเคาะตามจังหวะเพลงอยู่ชี้ไม้กลองจี้มาที่หน้าเชี่ยคีย์ ขาแม่งขยับดิกๆ ใครเดินผ่านไปผ่านมาเหมาว่ามันเป็นโรคชักกระตุก มันเบนสายตาไปทางคู่หูมันก่อนกะพริบตาให้ แต่กว่าไอ้ต๊อบมันจะตอบสนองกล้ามเนื้อตาแม่งก็แทบขึ้นรอยซิกแพคอยู่รอมร่อ

“วันก่อนก็ปวดหัว วันนี้มาตาเจ็บเหรอวะ ให้กูพาไปห้องพยาบาลมั้ย หรือให้กูจองวัดไหนดี”

“สัด กูส่งซิกให้ไอ้เชี่ยต๊อบมัน เข้าใจบ้าง” แล้วอย่างกับคู่หูมึงรู้ตัวนักนี่ ดูมันดิยังตะบี้ตะบันเกากีตาร์

“ซิกมึงแม่งกูดูไม่ออกเลยเนอะ”

“อย่างน้อยมึงก็ยังไม่รู้เปล่าวะ ว่าพวกกูกำลังพูดเรื่องอะไร”

“มึงรู้ได้ไงว่ากูไม่รู้”

“เห็นมึงทำหน้าโง่ๆอยู่” ผมรีบยกมือขึ้นแตะหน้า ฉิบหายสิวขึ้นที่คางเม็ดเป้ง หรือมันเป็นสิวโง่อย่างที่ไอ้เชี่ยหงส์บอกวะ

“ถึงไม่ต้องทำ หน้ามันก็โง่อยู่แล้วเปล่าวะ” ในที่สุดไอ้มือเบสประจำวงมันก็กระโดดเข้าร่วมวงสนทนา มันเปิดตัวโคตรอลังการด้วยการเกากีตาร์กระพืออารมณ์และความสนใจจากทุกคน

“ช่ายเลยไอ้ต๊อบ มึงมาโคตรถูกจังหวะ” คู่หูเข้าทางดีใจยิ่งกว่าโดนสาวจีบอีกไอ้หงส์

“มึงหมายถึงเรื่องที่คุยกันวันก่อนใช่มั้ยคีย์หนึ่ง”

“เป็นอย่างที่มึงคิดแหละต๊อบสอง” ไอ้คีย์รีบวางกีตาร์แล้วกระตือรือร้นขยับตัวเข้ามาใกล้ คราวนี้เป็นไอ้หงส์ที่หันมาทำหน้าจริงจังใส่ ทำไมกูเหมือนกำลังจะโดนพวกมึงกระทำชำเราวะ

“ไอ้เม่น”

“ว่าไงไอ้หงส์สาม”

“เราจะไปบุกเมืองย่างกุ้ง!!”

ผัวะ!!กำปั้นไอ้ต๊อบลงหัวไอ้เจ้าพ่อหมูกระทะเต็มรัก

“เชี่ยหงส์ หงส์สามไม่ใช่หงสาอย่าพาออกอ่าว มากูพูดเอง เชี่ยเม่น ตอนแรกพวกกูก็ไม่คิดจะว่าอะไรหรอกนะ แต่เรื่องมันดูจะเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว จะไม่สอดปากพูดก็เห็นทีจะไม่ได้”

“ถ้าจะพูด มึงพูดเนื้อๆเน้นๆมาเลยดีกว่า ไม่ต้องเอาน้ำ” กูชักจะรำคาญแล้ว

“ได้ งั้นกูถามมึงตรงๆเลยนะ”

“ว่ามาเลย อย่าลีลา”

“มึงกำลังจีบไอ้เรอยู่เหรอวะ”

“...”

“...”

เดดแอร์ข้างบนที่ว่ามันแค่สามวิ พอดึงสติกลับมาได้ไม่ต้องพูดพล่ำทำเพลงกูนี่คว้ามือถือขึ้นมาดูเลยครับ

โป๊ะเช้ะ แทบยอมใจอยากจะวิ่งไปแผงลอตเตอรี่ให้มันรู้แล้วรู้รอด ถ้าเทียบเลขท้ายสามตัวกับการเดาใจพี่ใหญ่ประจำเพจคิวต์บอยหรรษาหลั่นล้าวิ่งในทุ่งหญ้าลาเวนเดอร์อย่างพี่ดิบแล้วล่ะก็ ป่านนี้ผมคงเป็นเศรษฐีเงินล้านแบบไม่ต้องไปกู้ธนาคารที่ไหน หน้าเพจที่เคยเต็มไปด้วยภาพชายไทยในชุดนักศึกษามากหน้าหลายตา ปรากฏความป๊อบปูล่าของภาพชุดสามภาพที่บอกเล่าเรื่องราวความหวานจ๋อยหอยหลอดระหว่างผมกับใครที่หลายคนรู้จักกันในนาม...ไอ้เร มนุษยศาสตร์ ปีสาม IG : N/A


...ภาพผมประคองร่างปวกเปียกก่อนจะพาปั่นจักรยานแล่นไปยังสถานเสวภาตอนวันที่ชะตาตกต้องกับรถแอสตัน มาร์ตินคันนั้น ช่างน่าภิรมย์เสียนี่กระไร...


Sexy Dippy Cutie boy in the university เจี๊ยบกับน้อยหน่าก็มา #แฟนฉัน


สัด ละมุดกับทุเรียนดิไม่ว่า ผมรีบคว่ำหน้ามือถือ ทนกับแรงกดดันกระหน่ำไลค์ไม่ได้ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ กูรู้เลยว่านรกที่แท้ทรูอยู่ตรงไหน เพจพี่ดิบเนี่ยไม่เท่าไรแต่สายตาเพื่อนกูเนี่ยดิส่งพลังเผือกมาแบบคูณสิบ ประกายวิบๆวับๆแผ่ซ่านกระจุยกระจาย

“มองเหี้ยอะไร”

“มองคนมีความรัก”

“รักบ้านมึงดิ”

“บ้านกูมีพ่อกับแม่คอยดูแลแล้ว ไม่ต้องให้มึงมาร่วมรักด้วยหรอก”

“สรุปมึงเป็นอะไรกับเร พวกกูสงสัย” ไอ้คีย์นั่งนิ่งอยู่ต่อไปไม่ไหวต้องมาผสมโรง

“คนที่ต้องทำงานกลุ่มด้วยไง”

“แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องปั่นจักรยานไปส่งให้ถึงที่บ้านเลยนี่หว่า”

“มันโดนรถเฉี่ยวเจ็บขา กูก็ต้องพามันไปส่งดิวะ”

“ได้ข่าวว่ามันล้มคนอื่นยังไม่สนใจมันเลย”

“ก็กูเห็นเป็นคนแรกไง แล้วมันจะต่างอะไรกับการที่กูเห็นคนแก่แล้วไปช่วยจูงเขาข้ามถนน”

“ก็ไม่ต่างหรอกว่ะ ถ้าคนนั้นไม่ใช่ไอ้เร”

“...”

“ไอ้เรที่ใครๆพอได้ยินชื่อ...”

“...”

“ก็ไม่อยากจะเข้าใกล้” สามคนแม่งต่อประโยคประสานเสียงราวกับเตี๊ยมกันมาก่อนล่วงหน้า แล้วใครล่ะที่เสือกเอาคนที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้มาให้กูจับคู่ทำงานด้วยเนี่ยนะ ไอ้สัดคีย์

“เพื่อนเม่น มึงบอกมาตามตรงเถอะว่ามึงชอบมัน”

“หา?” เพื่อนหงส์ครับ กูไม่ใช่พระเอกในนิยายที่จะได้ไปช่วยนางเอกตอนล้มแบบภาพสโลโมชั่นแล้วปิ๊งรักกันกลางถนนนะวะครับ

“เห็นหน้าตาไอ้เรมันดีอย่างนั้น แต่มันร้ายไม่ใช่เล่นเลยนะมึง” ไอ้ต๊อบ เพื่อนมึงชอบผู้หญิง ต้องให้กูพูดย้ำเตือนอีกกี่ครั้ง

“เออ...ได้ข่าวว่ามันขี้ขโมย” ไม่ต้องฟังข่าวกูก็รู้ป่ะ เพราะปีสองกูเคยโดนมาแล้ว

“อารมณ์ร้อนชอบทะเลาะวิวาท” หลักฐานคาปากผมวันนั้นไง เล่นเอาคนทั้งคณะทักตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย ว่าเอาปากไปจูบตีนใครมา

“ที่สำคัญมันเป็นไบ” ข่าวเก่าเล่าใหม่เปล่าวะ เรื่องนี้กูก็รู้พร้อมพวกมึงตั้งแต่ข้ามขึ้นปีสองมา

“ล่าสุดกูได้ข่าวสำคัญมา” อะไรคือการหลุกหลิกราวกับกลัวคนจับผิดว่ากำลังนินทาชาวบ้าน ไอ้คีย์มันขยับเข้าหาพลางป้องปากกระซิบ

“มันเคยติดคุกข้อหาฆ่าคนตายมาก่อน”

...นี่คงเป็นข่าวเดียวล่ะมั้งที่ทำให้ผมสะดุ้งได้...

“บ้าแล้วมึง ต่อให้มึงได้ยินข่าวลือมาขนาดไหน ก็อย่าเชื่อไปหมดได้มั้ยวะ ถ้ามันไม่จริงขึ้นมาอีกฝ่ายจะแย่เอา” ผมแย้ง

“ปกป้องมันเหรอ”

“กูมองอย่างเป็นกลาง”

“กลางใจไอ้เรเหรอมึง”

“เวรคีย์มึงฟังเพื่อนบ้าง”

“เชี่ยเม่น มึงเปลี่ยนรสนิยมแล้วก็ไม่บอก เห็นขาวๆใสๆแบบนั้นอยู่ใกล้กันก็ต้องหวั่นไหวเป็นธรรมดา”

“เวรต๊อบ กูชอบผู้หญิง ไม่ชอบชนช้าง แล้วกูก็ไม่ได้เข้าหา...” อยากต่อให้จบแต่เพื่อนหงส์มันยกนิ้วชี้เสมอหน้ากระดิกไปมาพลางทำปากจุ๊ๆ ก่อนจะตบโต๊ะดังฉาดจนเพื่อนทั้งโขลงรวมถึงคนบริเวณนั้นแม่งตกใจสะดุ้งไปตามๆกัน

“ไอ้เม่นหนวดกุด!! หากมึงไม่ลงศึกแล้วไซร์ อโยธยาจักอยู่ได้เยี่ยงไร!!” มึงอินกับละครย้อนยุคที่แม่มึงเปิดให้ดูมากไปแล้วสัด

“มึงกลับหงสาไปเลยไปไอ้ตระเวนละเลงปี้ ถามจริงเถอะสรุปพวกมึงจะเชียร์หรือจะห้าม”

“เชียร์”

เหยดดดดดด

“เอากับมันซักครั้งถือว่าเป็นประสบการณ์นะมึง”

“ร้ายๆอย่างไอ้เรถ้าสยบใต้มึงได้มันจะน่าทึ่งขนาดไหน แค่คิดกูก็สนุกแล้ว”

“แต่กูไม่สนุก”

“...”

“ต่อให้ไอ้เรมันเลวร้ายขนาดไหนก็เถอะ มันก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกชีวิตมันด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาล้อเล่นกับชีวิตมัน”

“เชี่ยโว้ย” ผมคิดว่าไอ้คีย์มันจะจริงจังใส่คำพูดผม ถึงได้อุทานแบบสำนึกผิดขึ้นมา แต่พ่อบ้านใจกล้ามันเสือกทำสีหน้าผีหลอกวิญญาณหลอน มองข้ามช็อตผ่านตัวผมไปไกล ทำให้รู้ว่าประเด็นไม่ได้ตกมาที่กูเลยแม้แต่น้อย แต่มันเสือกเลยไปสนใจไอ้โต๊ะไม้ข้างเคียง “เชี่ยคีย์มึง...”

“เร...ไอ้เร...”

สึด!!! กระวีกระวาดหันตัวไปมองตามด้วยความตกใจ กวาดตามองจนทั่วก็ไม่มีใคร ไหนวะไอ้เร ไหน??? เสียงกลั้นขำสุดกำลังแต่น้อยกว่ากลั้นตดเข้าหู กูรู้เลยครัชว่าโชว์โง่ออกไปแล้ว

“ฮ่าๆๆๆๆ ดูไอ้เม่นมันดิ กลัวจนตัวสั่นเลย”

“เชี่ยคีย์ มึงอย่าล้อเล่นอย่างนี้ได้มั้ยวะ”

“มึงมันก็ดีแต่ปาก ความจริงกลัวมันใช่มั้ยล่ะถึงได้ไม่ยอมรุก”

“กูเปล่า”

“งั้นแน่จริงมึงก็รุกมันดิ”

“ไม่รุกเว้ย”

“รุก”

“ไม่รุก”

“มึงต้องรุก”

“ไม่ต้องรอให้มันรุกหรอก เดี๋ยวกูรุกเอง”

“...”

“...”

หืม? ผมกับไอ้คีย์มองหน้ากันก่อนหันไปทางด้านหลังซึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นที่มาของเสียง หากปรากฏเพียงความว่างเปล่า กับคนง่วงเหงาหาวนอนสองพันสิบสองที่เลื้อยตายหันหลังเอนกายหลบมุมนอนอยู่โต๊ะไม้ข้างเคียง มันหลับก่อนพวกผมจะมานั่งทำเสียงเอะอะโวยวายในตอนแรกเสียอีก

“เมื่อกี้เสียงใครวะ ไอ้เม่น”

“เสียงมึงไม่ใช่เหรอ แกล้งกูได้ครั้งนึงแล้วอย่ามาเนียน กูรู้สันดานมึง”

“กูไม่ได้พูดจริงๆเว้ย” ไอ้พ่อบ้านใจกล้ามันชูสามนิ้วขึ้นมาปฏิญาณด้วยเกียรติแห่งลูกเสือสามานย์

“แล้วใครพูดวะ” หันไปมองไอ้ต๊อบกับไอ้หงส์สองตัวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พวกมันเอาแต่ส่ายหัวดิ๊ก

“กูเอง”

เสียงแม่งโคตรคุ้น คลับคล้ายคลับคลาประหนึ่งว่าเคยรู้จักกันมาแต่ชาติปางก่อน ผมหันไปมองทางต้นเสียงอีกครั้ง ทำไมกูต้องมาทำอะไรซ้ำๆด้วยการเห็นร่างเดิมร่างเดียวที่นอนไหลตายเป็นศพไร้ญาติอยู่ตรงนี้ด้วยเนี่ย ใครก็ได้ครับมาเก็บขยะสดขยะไร้มลพิษออกไปให้ห่างจากสายตาผมที หันมามองทีไรกูก็นึกว่าก้อนดำอุกกาบาตที่ไหนมาตกอยู่ตรงนี้ ในที่สุดร่างนั้นก็ขยับตัวยุกยิกพลิกหัวที่ปกคลุมไปด้วยฮู้ดไปอีกด้านหันหน้าหนีราวกับรำคาญเสียง ประสาทช้าหรือว่าขี้เซามาขยับตัวเอาตอนนี้วะ แต่ช่างเหอะผมควรจะกลับมาหาเรื่องเพื่อนโคตรรักที่มันขยันจะจับคู่ให้เพื่อนโสดโดยไม่สนสี่สนแปดว่าอีกฝ่ายมันจะเป็นตัวผู้เนี่ยดิ

“อย่าให้กูรู้ว่าใครบีบเสียงแกล้งกู” ผมชี้หน้าไอ้สามตัวกราดแบบหาเรื่อง

“ถ้ารู้แล้วจะทำไม”

“กูก็จะ...” ผีเกาะไหล่ หลอนจนไข่ลุก แขนยาวๆที่ปกคลุมด้วยผ้าสีดำพาดมาด้านหน้าดึงตัวผมให้เอนไปซบอกบางๆของใครบางคน รู้สึกว่าร่างนั้นเซเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับล้ม แถมยังก้มหน้าลงมาแนบปากลงข้างหู

“นายจะทำอะไร”

“...!!” กระเส่ายันไปถึงเบ้าหน้า เหมือนนั่งอยู่กลางไอแม็กซ์ซีนีม่าที่ถึงเวลาฉายหนังโฟร์ดีขึ้นจอ ไอ้เชี่ยโว้ยยยไม่ต้องพิสูจน์อัตลักษณ์ใดใดทั้งสิ้นกูก็จิ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เสื้อฮู้ดดำที่นอนไหลตายอยู่ตอนนั้นไงที่แท้ก็เป็นไอ้เรวะ ทำให้กูหัวใจเกือบวายกะทันหันยังไม่พอ ยังมีต่อเอาหัวเลื้อยมาตามไหล่จงใจส่งสายตามาประสานกับผมนิ่ง หน้าเหนือๆของมันทำให้รู้ว่ากูพลาดที่เสือกให้มันมาอยู่ร่วมเหตุการณ์นินทามหากาพย์ของเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดจอมโฉดอย่างแก๊งผม

“จะ...”

“หืม”

“จะ...”

“จะ?”

จ้ะ กูยอมแล้วจ้ะ!! วินาทีนี้ที่พึ่งสุดท้ายคงหนีไม่พ้นเพื่อนตายสามตัวที่นั่งรวมหัวอยู่กับผม...


ว่างเปล่า...บอกได้คำเดียวว่าสะอาดกริ๊บ ไม่เหลือแม้แต่ซากอารยธรรมชนชั้นผู้น้อยไว้ติดโต๊ะและเก้าอี้สักตัว เพื่อนผมมันหายหัวไปหมดแล้ว แม้แต่กีตาร์โปร่งที่ดูน่าจะพาลพาพะรุงพะรังที่สุดมันยังแบกหายไปได้ไวยิ่งกว่าแบกโอ่งตอนไฟไหม้อีก

...เปล่า พวกมันมุดไปหลบกันใต้โต๊ะ...สัด

“ให้เวลาคิดจนกว่าจะหมดวันสุดท้ายของวิชาบำเพ็ญประโยชน์ละกัน”

“มึงไม่ต้องให้เวลา กูคิดออกตั้งแต่แรกแล้วว่าจะทำอะไร” ผมเผลอ ตลอดชั่วโมงที่ผ่านมาคุยกับเพื่อนพ่นแต่คำหยาบใส่กันตลอด พอไอ้เรวะโผล่มาแบบกะทันหันมันเลยกลับลำไม่ถูก จะเรียกว่าคุณก็ดูแปลกปากเลยพลาดเรียกกูมึงแบบสนิทสนมไป

“จะทำอะไร”

“จะขอโทษที่นินทามึง”

“...”

“ขอโทษแทนเพื่อนกูทั้งสามคนที่นินทามึง”

“เม่น...” ไอ้เรวะมันเรียกชื่อผมอีกแล้ว ผมเริ่มจะจับสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่เรวะเรียก ‘เม่น’ จะเป็นตอนที่ต้องการให้ผมหันไปมีสมาธิกับตัวมัน

“อะไร”

“มึงเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆว่ะ”

“เหยดดดดดดดดดดดดดดด” สาบานเลยว่าผมร้องในใจ แต่ไอ้เสียงที่ดังออกมาจะเป็นใครที่ไหนถ้าไม่ใช่ของไอ้เพื่อนสามตัวที่มันนั่งติดริงไซด์อยู่ในเหตุการณ์




นั่งอยู่ตรงนี้มาได้สักพักใหญ่แล้ว เรียกว่าโชคไม่ดีก็ได้ที่ดันไม่มีวิชาเรียนช่วงบ่ายเลยไร้ข้ออ้างในการจากลากับคนชื่อเรวะ คณะมนุษย์ฯ ปีสาม บุคคลในตำนานที่ใครๆเขาก็กล่าวขานแต่เรื่อง(แย่ๆ)ของมัน

“สวัสดี”

“สะ...สัด...เอร๊ย..สวัสดี”

แม่งโคตรอนุบาลหมีน้อยเลย นี่ผมกำลังดูอะไรอยู่วะ เรวะพบปะประชาชนเหรอ แล้วทำไมเพื่อนผมจะต้องมานั่งแนะนำตัวกับไอ้คนที่เป็นคู่หูแค่ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์กับผมด้วย ไม่เข้าใจ

“พวกกูขอโทษด้วยนะ ที่พูดเรื่องไม่ดีของมึง แต่พวกกูไม่ได้ตั้งใจนะ แค่ได้ยินข่าวเขามา” ไม่ใช่ไอ้หงส์มันกล้าสารภาพผิดอะไรหรอก ผมรู้ว่ามันกลัวไอ้เรวะต่อยเอา ข่าวเรื่องเล่นคนจนเลือดตกยางออกเข้าโรงพยาบาลมันเบาซะที่ไหนดังจนครึกโครมไปทั่วมหา’ลัย แต่หาหลักฐานอะไรไม่ได้ไง มีแต่พยานที่เห็นเหตุการณ์แบบห่างๆอย่างห่วงๆว่าเหง้าหน้าไอ้หนุ่มผมเงินยวงเหมือนไอ้เรวะโคตรพ่อโคตรแม่ คำให้การมีแค่นั้นเลยทำให้เจ้าตัวอยู่ลอยหน้าลอยตามาได้จนถึงทุกวันนี้

“ไม่เป็นไร” สั้นๆ แต่สั่นสะท้าน เพราะใบหน้าขาวแม่งโคตรเย็นชาแถมผมที่ปรกลงมายังทำให้อ่านสายตาไม่ออกสุดๆ จนไอ้เพื่อนหงส์มันต้องไปหลบหลังไอ้ต๊อบหาเกราะกำบัง

“แล้วข่าวที่มึงเป็นไบน่ะจริงเปล่า” เฉียบ ทำไมไม่ลุกขึ้นมาชมคู่หูมึงล่ะวะไอ้หงส์ ทำแบบเมื่อกี้ที่ยกสองนิ้วโป้งขึ้นสูงๆแล้วบอกว่ามันมาโคตรถูกจังหวะน่ะ ผมรู้ว่าไอ้ต๊อบมันกล้า..แต่เฉพาะกับเรื่องที่มันสู่รู้หรืออยากรู้ฉิบหาย ส่วนไอ้หงส์น่ะเหรอกลืนหายเข้าไปในหลังคู่หูมันเรียบร้อยแล้ว คนถูกถามอย่างไอ้เรวะมันเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ก่อนหันหน้ามาทางผม

“มองมาทางนี้ทำไม คนถามเป็นไอ้ต๊อบ ไม่ใช่กู” ทางนู้นเลยครับ หันกลับไปเลย เชื่อครับ ไอ้เรวะมันหันกลับไปจริง มองหน้าเพื่อนต๊อบนิ่งจนมันสะดุ้ง

“มะ...กูไม่อยากรู้แล้วก็ได้” มาขี้ขลาดอะไรตอนนี้ล่ะเพื่อนต๊อบ

“เออเพื่อนกูก็ไม่อยากรู้แล้ว งั้นมึงก็ไม่ต้อง...”

“แต่กูอยากบอก”

“หะ?”

“กูเป็นไบ”

“...!!” เชร้ดดดดดด

“ไบลิงกัว พูดได้สองภาษา ญี่ปุ่นกับไทย” แต่กูกำลังจะเป็นไปไบโพล่าอารมณ์เหวี่ยงไปมาอะไรขนาดนี้วะแม่ม!!

“อืม ข่าวนี้จริง น่าสนน่าสน” แล้วมึงก็อินตามมันไปอีกเพื่อนกู

“มึงมาทำอะไรที่นี่วะ” ผมรีบเปลี่ยนเรื่อง อยากจะเค้นคอไอ้เรมันนักหนาว่ามึงมานั่งสนทนาภาษาไทยกับเพื่อนกูอะไรอยู่ตรงนี้

“กูนอนอยู่”

“กูเห็นแล้ว”

“กำลังหาที่นอนเงียบๆสบายๆ”

“...”

“แต่แล้วเพื่อนมึงกลับมาทำให้ตื่น”

“...!!”

“แล้วบอกให้มึง ‘ลุก’ พูดบ่อยจนกูรำคาญกูเลยจะ ‘ลุก’ แทน” ไอ้เหี้ยขนแขนแสตนด์อัพ ไม่พูดเปล่าเสือกขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีก จากเต็มตูดถอยจนเหลือครึ่งตูด ตอนนี้เสี้ยวตูดก็จะไม่มีที่ให้รองก้นแล้ว ผมหน้าตาตื่นกลืนน้ำลายหนึ่งอึก นะ...ไหนมึงบอกว่าเป็นแค่ไบลิงกัวไง

“หึ...หน้าตลกฉิบหาย” ร่างโปร่งหัวเราะขึ้นจมูกพลางจ้องหน้าผม “สุดท้ายกูเลยลุกมานั่งที่มึงไง”

“เชร้ดดดดดดดดดดด”

“ไอ้เรยิ้ม”

“โคตรพ่อโคตรแม่สิ่งมหัศจรรย์ในสามโลก” เสียงเพื่อนสามตัวดังเป็นเพลงพื้นหลังให้ผมคิดตาม หากแต่สายตาไม่อาจละจากใบหน้าคนใกล้ตัวได้ รอยยิ้มของเรวะอาจจะเป็นครั้งแรกที่เพื่อนผมมันเห็นกัน แต่ถ้านับจากสถิติของผมมันเป็นครั้งที่สองที่เห็นไอ้คนในตำนาน...แสยะยิ้ม...



นับจากนั้นก็ผ่านไปสองวันที่ได้ทำความรู้จักแนะนำเพื่อนฝูงกับเรวะ อะไรมันทำให้วงโควรของเราสองอ้อมมาเจอกันได้ จะบอกว่าเป็นดาวบริวารอย่างพระจันทร์ กูว่าป่านนี้ราหูคงอมไปนานแล้ว ชีวิตโคตรเคราะห์ซ้ำกรรมซัดต่อเนื่องเพื่อนทรยศสุดๆ

สิ่งที่เปลี่ยนไปอีกเรื่องหนึ่งคือการไม่เรียกแทนเรวะว่าคุณและเรียกแทนตัวว่าผม กับวันนี้อีกหนึ่งวันที่ต้องมานั่งรอเรวะอยู่ใต้ตึกคณะ จะมีอะไรซะอีกนอกจากกูรอมันมาเอาเสื้อนักศึกษาที่ถูกขอร้องแกมบังคับให้หยิบยืมเป็นตัวที่สอง

ไม่ช้าไม่นานร่างโปร่งๆกับเสื้อโคร่งๆก็ผ่านเข้ามาในม่านสายตา เรวะยังคงโดดเด่นไม่สร่าง ทำเอาคนรอบข้างที่เดินผ่านต้องเหลียวหลังจนคอเคล็ดคอหักได้ เจ้าของเรือนผมสีแอชเกรย์มองซ้ายมองขวาก่อนเดินเข้ามาใกล้

“ไหนเสื้อ” เป็นคนตรงๆ มาถึงปุ๊บเข้าเรื่องปั๊บ ไม่ต้องปฏิสนธิปฏิสัมพันธ์อะไรให้มาก ถุงพลาสติกถูกส่งผ่านไปให้

“อันนี้ยังใหม่มึงสบายใจได้” อีกนิดกูจะคิดว่าเป็นเอเย่นค้ายาแล้ว คุยสามคำยื่นหมายื่นแมว ขาดแต่ทางนี้มีหมาไปให้แต่ทางนั้นกลับไม่มีอะไรตอบแทนเลยซักอย่าง

“ขอบใจ”

“เดี๋ยวก่อน” กระตุกถุงไว้เหมือนเล่นตุกติก จนไอ้เรขมวดคิ้วย้อนถาม

“อะไร”

“มึงใส่แล้วไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”

“เหม็น?”

“น้ำยาปรับผ้านุ่มกูมี”

“คัน?”

“กูไม่ได้เป็นโรคผิวหนัง”

“ราขึ้น?”

“เสื้อผ้ากูตากจนแห้งสนิททุกวัน”

“มีอารมณ์ทางเพศ?”

“ดมกลิ่นกูแล้วขึ้นเลยดิสัด” ขอจูนสติแป๊บ บ้าจี้ไปเล่นกับมันได้ไงวะ “กูหมายถึงขนาดต่างหาก”

“ไม่ ขนาดกำลังพอดี” พอดีบ้านพ่อดิ โคร่งขนาดเอาควายเข้าไปวิ่งเล่นได้อย่างนี้บ้านมันเรียกพอดี

“ของกูมันใหญ่”

“เออ ใหญ่จนกูอิจฉา” สาบานว่ามันพูดถึงขนาดเสื้อ

“อิจฉาอะไร”

“อยากใหญ่แบบมึง”

“กูออกกำลังกาย”

“ออกท่าไหน”

“ก็ทั่วไปตามในยูทูบ”

“ส่งลิงค์ให้ที” จริงจังสุดตอนหยิบมือถือขึ้นมา

“หุ่นมึงก็ดีอยู่แล้วเปล่าวะ” แค่ไม่อ้วน เห็นรอยกล้ามน้อยๆสาวก็กรี๊ดตรึมไม่ต้องไปพึ่งเวย์โปรตีนแล้ว

“ตรงไหน”

“ตรงไหนก็ไม่รู้ แต่ถ้าไม่ดีจริงพี่ดิบคงไม่ชิ่งมาหาถึงที่หรอก”

“ผ้าดิบ?” สัด นั่นมันเอาไว้ห่อศพ

“กูหมายถึงพี่ดิบ พี่ดิบน่ะคนที่เจอเมื่อวันก่อน ตอนที่มีโจรวิ่งราว...” สะดุดกึก เกือบเหยียบเบรกไม่ทัน ลืมไปได้ไงวะว่าวันนั้นเป็นวันแรกของเรา ไหนจะแรกพบ ไหนจะแลกหมัด ไหนจะแลกเสื้อ บันเทิงสัด แล้วผมจะขุดเรื่องเก่ามาให้ต่างฝ่ายต่างตะขิดตะขวงใจทำไม ระหว่างที่คิดยาวไปไกลว่าจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระดับบุคคล เรวะกลับไม่สนใจแถมถามต่อกลับมาว่า

“พี่ดิบ...ใช่ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆกันเมื่อวันก่อนรึเปล่า”

“เออใช่...คนนั้นแหละ พี่มันเป็นแอดมินเพจคิวต์บอยประจำมอ เมื่อวันก่อนเห็นแอบถ่ายรูปมึงลงเว็บเพจ ผู้หญิงกดหัวใจกันระเบิดระเบ้อ” และยังมีอีกหลายๆครั้งที่พี่แกขยันทำหน้าที่แจกจ่ายความหล่อเกาหลีของคนข้างๆ ให้ปีหนึ่งปีสองน้องเข้าใหม่ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่ามันเป็นใครได้ฟินตายวายชีวา แต่ขอรูดซิปปากไว้ละกัน กลัวไอ้เรมันรับไม่ได้จนไปกระทืบพี่ดิบตายคาตีน ว่าแล้วก็หยิบมือถือขึ้นมาดูเสียหน่อย ช่วงนี้ห่างจากข่าวสารการบ้านการมหา’ลัยชะมัด

“ถ่ายไปลงทำไม” ผมเงยขึ้นไปมองหน้าเรวะ มันไม่เข้าใจความหล่อของตัวเองเหรอวะ

“ของดีมีก็ต้องโชว์”

“ของดี”

“อืม...ของดี”

“ตรงไหนที่ว่าดี”

“หน้าตามึงไง เหมือนนักร้องเกาหลี เดี๋ยวนี้เขาก็ฮิตเทรนหนุ่มหน้าตี๋ ตาโตกันทั้งนั้น”

“แต่กูไม่ใช่ลูกครึ่งเกาหลี”

“แล้วกูมีบอกว่ามั้ยว่ามึงนามสกุลคิมมนายุ หรือลีเรวะอะไรนั่นหน่ะ”

“ตอบให้ตรงคำถามหน่อย โอปป้าเม่น” สัด มีรับมุกกลับด้วย

“เรวะ”

“เร”

“เออ เรก็ได้ กูจะสอนอะไรให้นะ เดี๋ยวนี้คนเราน่ะมันดูกันที่ภายนอกทั้งนั้นแหละ”

“...”

“ต่อให้บอกว่าไม่ได้เป็นลูกครึ่งเกาหลี แต่ใครๆเห็นมึงตอนนี้ก็คงมีแต่กรี๊ดกร๊าด” ใช่ดูจากเสียงส่วนใหญ่ในตอนนี้ ถ้าไม่ชอบก็คงกลัวมึงไปเลยล่ะ “แล้วการที่มีคนมากดไลค์แสดงว่าพวกเขาต่างคลั่งไคล้ในหน้าตา บอกเลยว่าสเป็คผู้หญิงสมัยนี้หน้าตาอย่างมึงมาแรง” อะไรคือความอวยกัน เรวะไม่ได้จ้างผมมาให้บรรยายสรรพคุณของตัวมันให้ใครต่อใครฟังหรอก แต่ผมแค่อยากตัดรำคาญกับความช่างถามของอีกฝ่าย

“แล้วทำยังไงคนถึงจะมองกันที่ภายใน”

เดี๋ยวนะ...ทำไมคำถามมันยากขึ้นเรื่อยๆวะ

“ไม่รู้สิ คงต้องให้หมอมาผ่าแล้วควักด้านในออกมาให้ดูมั้ง”

“...”

“...”

“...”

“โอเคไม่ล้อเล่นแล้วก็ได้ ถ้าอยากให้คนมองเห็นถึงข้างในก็ต้องแสดงความจริงใจกับอีกฝ่ายก่อน แล้วก็คบกันไปเรื่อยๆให้รู้ไส้รู้พุงกันไป แค่นั้นก็เรียกได้ว่ารู้ลึกถึงเนื้อในแล้ว” ไม่ต้องยกตัวอย่างไกล เอามันตรงนี้อย่างแก๊งสี่จตุรเทพเพื่อนผมเนี่ยแหละ เกิดและเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ม.ปลายยันมหาวิทยาลัย ต่างรู้สันดานของกันและกันเป็นอย่างดี อย่างไอ้เชี่ยคีย์ก็เป็นได้แค่พ่อบ้านใจกล้าวันๆถามหาแต่เมีย ส่วนไอ้ต๊อบเจ้าพ่อนักกีฬาที่บ้า(พนัน)บอลขั้นเทพ แล้วก็ไอ้หงส์ที่ติดเกมอย่างกับอะไร นิสัยแต่ละอย่างมันก็ติดตัวมาจนเป็นสันดาน การจะคบกับไอ้พวกนี้ก็ต้องยอมรับข้อเสียของกันและกันให้ได้เสียก่อน

“จริงใจ แล้วคบกันอย่างนั้นเหรอ”

“ทำได้รึเปล่าล่ะ ถ้าไม่ได้” ผมพ่นลมออกจากปากส่งเสียงฟิ้ว ทำมือเหมือนเครื่องบินที่ทยานขึ้นสูงก่อนจู่ๆก็ร่อนลงสู่ภาคพื้นดิน

“ก็ปิ๋วไป” รอยยิ้มนี้ไม่ได้ท้าทายนะ แต่ผมว่าเรวะทำไม่ได้หรอก ถ้าจริงใจป่านนี้ก็คงไม่มีคนบาปที่ชื่อเรวะอยู่บนโลกนี้แล้ว

“เม่น” จู่ๆอีกฝ่ายก็เรียกชื่อเล่นผมแบบไม่ทันตั้งตัว เล่นเอาความกล้าที่มีอยู่แม่งหายวูบไปในอากาศ

“คะ...ครับ” แล้วผมก็เผลอตอบสุภาพไปซะด้วย ให้มันได้อย่างนี้ดิ อยากตีปากให้แตก

“มาคบกับกู”

“...”

“แล้วกูจะจริงใจกับมึง”


....TBC.....

 

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
หื้มมม เดี๋ยวนะ ขอคบนี่คบแบบไหน  :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14016
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +411/-25

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 5 :: ตื้อเท่านั้นที่ได้เพื่อน


วันที่ 24สิงหาคม ผมได้เพื่อนใหม่ที่ชื่อเรวะ หรือชื่อจริงว่ามนายุ...


เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน เขียนลงสมุดเลคเชอร์ทำเพื่อ ปากกาที่เคยจรดลงหน้ากระดาษใช้เขียนตอนนี้กลับเอามันมาขีดฆ่าข้อความที่เพิ่งเขียนไปเมื่อครู่อย่างไม่ใยดี

...เพื่อนอย่างงั้นเหรอ ถ้าได้มาเห็นสภาพเรวะตรงหน้าตอนนี้ นี่น่ะหรือคนต้องการเพื่อน...


ย้อนกลับไปเมื่อสามสิบนาทีก่อนที่ยังนั่งเอ๋อปากหวอมองคนที่อยากจะทำจริงใจใส่อยู่


“เพื่อนเหรอ?”

“ใช่ เพื่อน” เรวะตอบกลับด้วยท่าทีนิ่งๆ ส่วนทางนี้ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอเบาๆ ใครมันทำให้คิดอย่างนั้นได้วะ

“กูบอกไปเมื่อไรว่ากูจะ...” แผ่นสะดุดเลยครับ สายตาจ้องมองมามันเหมือนมีความหมายอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ทำให้ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไง เลยต้องกลืนคำที่จะกล่าวต่อไปแล้วนิ่งหายใจมองตอบอยู่สักพัก “ถามจริงเหอะ ทำไมต้องเป็นกู คนอื่นก็มีตั้งเยอะแยะ”

“เป็นมึงแหละดีแล้ว”

“ตรงไหน”

“เพราะมึงดวงดี”

“ตอนม.ต้นกูจับฉลากเด็กพื้นที่ไม่ได้ ตอนม.ปลายกูสอบเข้าเตรียมไม่ผ่าน พอมามหา’ลัยคณะอันดับหนึ่งที่กูเลือกเสือกขาดไปคะแนนนึง อย่างนี้เรียกว่าดวงดีเหรอวะ”

“มึงดวงดีที่เจอกู”

“แต้มบุญกูคงหมดแล้วล่ะ”

“คบกับกูรับรองขึ้นไม่อั้น”

“อารมณ์กูอ่ะดิ”

“มันจะดีกูรับรอง”

“กูว่ามึงเลิกพูดเรื่องนี้เถอะ”

“ทำไมล่ะ”

“เพราะกูไม่คบกับใครง่ายๆ หากกูไม่สมัครใจ”

“งั้นกูต้องทำยังไง ถึงจะทำให้มึงสมัครใจคบกับกู”

“...”

เคยได้ยินมั้ย ความพยายามอยู่ที่ไหน...ความพยายามก็อยู่ที่นั่น บอกเลยเรวะโคตรพยายาม พยายามที่จะหว่านล้อมผม แล้วมันก็ได้ผลดีซะด้วยเพราะแววตาของอีกฝ่ายส่งมาดูเหมือน...จะมีอิทธิพลต่อผมแปลกๆ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบเผลอไผลไปตามอีกฝ่ายจนต้องหลุบตาลงต่ำห้ามทัพแทบไม่ทัน

“เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว จากคุยเรื่องหุ่นอยู่ดีดีไหงมาเป็นเรื่องนี้ได้วะ” ทางนี้เองแหละที่บ้าบอ มัวแต่นั่งคุยกับคนที่ไม่ควรคบที่สุดในมหา’ลัยนี้ แทนที่จะลุกหนีไปให้พ้นเสียแต่เนิ่นๆ ผมจับสายกระเป๋าอย่างไม่รีรอก่อนผุดตัวลุกขึ้นแล้วก้าวออกจากม้าไม้อย่างกะทันหัน แต่ก็ไม่อยากทำให้เสียมารยาทจนเกินไปเลยหันไปบอกกับเรวะอีกครั้ง

“สำหรับกู มึงก็แค่คนที่ต้องทำงานกลุ่มด้วย อย่ามายุ่งกับกูให้มากนักจะดีกว่า”

“ทำไมล่ะ คนที่ทำงานกลุ่มด้วยก็คือเพื่อนไม่ใช่เหรอ” แม่งทำไมถึงตื้อไม่เลิกอย่างนี้วะ

“เรวะ ‘เพื่อน’ น่ะมันไม่จำเป็นต้องบังคับกันเป็นหรอกนะ”

“งั้นกูต้องเป็นอะไรกับมึง”

“ไม่ต้องปงไม่ต้องเป็นอะไรทั้งนั้นแหละ”

“ให้กูเป็นพี่มั้ย”

“พวกเราอายุเท่ากันป่ะ”

“งั้นเป็นน้อง”

“กูเกิดปีสี่ศูนย์ เป็นลูกคนเดียว จำไม่ได้ว่าเคยมีน้อง”

“งั้นเป็นพ่อ”

“เรวะ อย่าลามปาม”

“หรือจะให้กูเป็นแฟนมึง”

“กูไม่ชอบแฟนขี้ตื้อดื้อดึงขนาดนี้”

“ได้ งั้นกูจะปรับปรุง”

“มึงทำไม่ได้หรอก”

“ถ้ากูทำได้แล้วมึงจะยอมอ่อนให้กูมั้ย”

“ถ้าทำได้กูยอมให้อยู่แล้ว แต่มึงต้องทำให้ได้ก่อนล่ะนะ”

เอ๊ะ?

หืม?

เดี๋ยวๆๆๆ ทำไมรู้สึกบทสนทนามันแปลกๆวะ สรุปที่เรวะมันกำลังบีบบังคับขอคบด้วยตกลงนี่คือ...

“มึง” นิ้วชี้จี้ไปที่ใบหน้าขาว เล่นเอาดวงตานิ่งๆถูกย้อมด้วยความสงสัยในทันใด เจ้าตัวเอียงคอมองกลับมาทางผม

“...”

“กับกู” ลุ้นไปอีกสัด

“...”

“เป็นแฟนกัน?”

“ใช่”

เหยดดดดดดดดดดดดด ยกมือขึ้นมากอดนมตัวเองแทบไม่ทัน จำได้ว่ามันประกาศใส่หน้าผมเรื่องไม่ยอมเสียตูดให้ หรือว่ามันจะเปลี่ยนบทบาทเป็นอยากเสียบตูดแทนแล้ววะ เชี่ย...ข่าวลือเป็นเรื่องจริง เรื่องที่ว่าเรวะมันหญิงก็ได้ชายก็ดี ถ้าใครโดนหมายหัวแล้วคือเสร็จทุกราย ผมตกเป็นเป้าหมายของมันแล้วหรือไง เหลือบตาไปมองคนที่สูงน้อยกว่าอย่างกล้าๆกลัวๆ เรวะขมวดคิ้วได้รูปเข้าหากันมองมาทางผมอย่างสงสัย

“มะ...มึงทำกูกลัวแล้วนะเนี่ย”

“กลัว? เรื่อง?”

“ก็เรื่อง...” ท่าผมนี่ยังบ่งบอกไม่พอเหรอวะ หรือต้องบี้หัวนมให้ดูประกอบคำอธิบาย เรวะส่งสายตามองมาทางนม...เอ๊ยมือผม ตอนนี้กูเหมือนเทพีวีนัสที่พยายามจะปกปิดส่วนสำคัญในร่างกายแต่สุดท้ายพึ่งนึกได้ว่ากูไม่ได้ใส่เสื้อผ้า!! เจ้าตัวสบตาผมอยู่ชั่วครู่ก่อนผงะถอยหลังไปเหมือนตะลึงกับอะไรบางอย่าง

“เฮ้ย กูแค่พูดเล่น” แต่กูแยกแยะไม่เป็นโว้ยยย “บอกแล้วไงว่ากูไม่ใช่แบบนั้น”

“กูก็ไม่ใช่”

“แล้วใครเป็นวะ”

“กูจะไปรู้เหรอ” อย่ามาถามกู๊ กูสับสน

“ถ้าไม่รู้ก็ให้กูเป็นได้มั้ย”

“หา?” เป็นอะไร? เป็นอะไรอีกฮะ มึงพูดดีๆ

“เป็นเพื่อนมึง”

สามวินาที แต่เหมือนเวลามันผ่านไปนานหลายนาที ผมกับเรวะจ้องตากัน สายตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นจากที่ตื่นตกใจกลายเป็นเว้าวอนขอร้องตั้งแต่เมื่อไรวะ ผมควรจะทำยังไง ผมควรจะตอบกลับไปว่าอื้อสั้นๆแค่นั้นเหรอ หรือผมควรจะ...

“เฮีย!!” เสียงตะโกนเบี่ยงเบนความสนใจของไปจากคนตรงหน้า รู้ตัวดีว่าเรวะยังคงจ้องหน้าอยู่ แต่เพื่อเปลี่ยนประเด็นแบบเนียนๆเลยรีบหันไปตามเสียงทุ้มต่ำที่ดังมาแต่ไกล จนเจอเข้าให้กับเจ้าของเสียง ผู้ชายตัวสูงใหญ่ไม่คุ้นหน้าใส่ชุดนักศึกษาถูกระเบียบกำลังวิ่งตรงมาทางพวกผม

“เรวะ” ทันทีที่เข้ามาถึงก็กล่าวชื่อคนที่มาหาทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายเรียกใคร ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้างราวกับยินดีปรีดาที่ได้เจอเจ้าของชื่อเสียเต็มที่ พอเข้ามาใกล้ผมรู้เลยว่าผมรู้จักไอ้หมอนี่

...เออ ก็จะให้ไม่รู้ได้ไงในเมื่อคนอย่างอดีตเดือนมหาวิทยาลัยมายืนอยู่ตรงหน้า...

ทั้งๆที่ผ่านมาตั้งปีกว่าแล้ว แต่มันกลับดังไม่สร่าง ดังนานลากยาวมาจนมันขึ้นปีสอง ไอ้บูม เด็กวิศวะที่ควบตำแหน่งอดีตเดือนคณะและเดือนมหาวิทยาลัย แถมยังติดท็อปไฟว์ในโพลหัวข้อผู้ชายเกรี้ยวกราดที่สาวๆอยากให้ทำมิดีมิร้ายที่สุด ซึ่งโพลนั้นหนึ่งปีพี่ดิบมันจะจัดขึ้นมาสักทีตามประเพณีประจำเพจ

“มาได้ไง” เด็กชายมนายุเอ่ยทักทันทีที่เห็นหน้าราวกับรู้จักกันมานาน...อย่าง...สนิทสนม? หืม?

“เปล่า แค่เดินผ่านมาน่ะ” รอยยิ้มแม่งโตรเทพบุตร ผิดกับลุคเกรี้ยวกราดที่เห็นตามท้องตลาดทั่วไป หรือว่าผมจะจำคนผิด นั่นดิ คนอย่างอดีตเดือนมหาวิทยาลัยจะมารู้จักคนที่โลกต้องการจะลืมอย่างเรวะได้ยังไง

“งั้นก็ผ่านไปได้แล้ว”

“เฮ้ยเรวะอย่าเย็นชาอย่างงั้นดิ ว่าแต่จะกลับยัง วันนี้ไปหาแม่นิมั้ย ว่าจะไปหาพอดี” แม่นิ? หรือว่าจะเป็นแม่ของเรวะ รู้จักกันถึงขั้นแม่ที่แน่ๆไม่ธรรมดา แต่ไอ้สุดหล่อหน้าเหมือนบูมวิศวะนี่มันใครกันวะ

“บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกชื่อนั้น”

“อ้าว หรือจะให้เรียกเฮีย” ส่งยิ้มชอบใจเหมือนกำลังเล่นสนุกได้แกล้งคนที่ตัวเองอยากหยอกสำเร็จ จนเรวะมันทนไม่ได้ฟาดกบาลอีกฝ่ายไปหนึ่งรอบ แต่ไอ้บ้านี่ยังคงทำหน้ายิ้มระรื่น ท่าจะเป็นพวกชอบให้ใช้ความรุนแรง

“ยังไงกูก็รุ่นพี่มึงนะไอ้บูม”

บูม...เฮ้ยตัวจริงเสียงจริงนี่หว่า แล้ว แล้วมันรู้จักกับเรวะได้ไงวะ

“แก่กว่าแค่หนึ่งปี อย่าทำแก่แดดน่ะ ไป กลับบ้านกัน” ไม่พูดเปล่ามือคว้าต้นแขนคนตรงหน้าผมอย่างถือวิสาสะ ส่วนไอ้เรวะที่มีท่าทีอิดออดในตอนแรกกลับขยับตามแรงมือไปซะอย่างนั้น ร่างโปร่งเหลือบมามองหน้าผมแล้วขืนตัวไว้

“เม่น”

“...” เรียกชื่ออีกแล้ว หลังจากเถียงกันมาโหมดนี้กูไม่ถนัดเลย

“ไปด้วยกันมั้ย”


...เหอะ...คิดเหรอว่าผมจะไป...
 


 
 
 
อะไรคือการที่คิดว่าต่อให้ตายก็ไม่ตามไป แต่ตอนนี้กายหยาบกูเสือกมาเหยียบร้านกาแฟของแม่มันได้วะ กูเพลีย


ผมนั่งจ้องสมุดเลคเชอร์ที่เผลอไผลเขียนสิ่งไร้สาระลงไป พลางคิดถึงเรื่องราวตกกระไดพลอยโจนต่างๆที่เกิดขึ้น เรวะไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับชีวิตผมเลย แต่ทำไมทุกครั้งที่มันเข้ามายุ่งวุ่นวายในชีวิตถึงทำให้กระแสความเป็นอยู่ของผมมันเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้

“เมื่อวันก่อนขอบใจนะจ๊ะ”

“ครับ?” คุณน้าคนเดิมเพิ่มเติมคือรอยยิ้มที่ส่งตรงมาให้ ซึ่งมากกว่าเดิมถึงร้อยเท่าพันเท่า เธอเดินมาเสิร์ฟคาปูชิโนร้อนด้วยตัวเองถึงที่ ผมแปลกใจกับคำขอบคุณจนต้องขึ้นเสียงสูงถาม

“ที่ทำแผลให้เรไง”

“อ๋อ” ที่แท้ก็เรื่องวันนี้ เชื่อป่ะกว่าจะทำแผลเสร็จเล่นเอาถึงกับต้องไปเช็คประสาท วันนั้นบอกเลยว่าตอนฝันกูยังหลอนหูเสียงโอดโอยของเรวะ จนนอนไม่หลับไปถึงเช้า ดีที่วันถัดไปไม่มีเรียนตั้งแต่หัววันไม่งั้นได้เงิบคาห้องแน่ ว่าแต่แผลที่ขามันหายรึยังวะ
“นานแล้วนะที่เรไม่พาเพื่อนมาที่นี่” รอยยิ้มเปี่ยมสุขบวกคำขอบคุณที่มาจากการแสดงสีหน้าแบบไม่เจือปนการเสแสร้งใดใดทำให้ความรู้สึกที่ส่งตรงมาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ทำไมแม่ไอ้เรต้องดีใจขนาดนี้ทั้งๆที่...

“เร...เขาก็พาเพื่อนมาที่นี่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ” ไม่ได้ตั้งใจจะมอง แต่แค่อยากให้เป็นภาพประกอบเลยเลื่อนสายตาไปทางอีกฝ่ายที่นั่งจับคู่อยู่กับเดือนวิศวะตรงโต๊ะที่อยู่ไกลออกไปอีกฝั่ง ความสนใจตอนนี้รวมศูนย์ไปที่เดือนคณะแต่เพียงผู้เดียว

“อ๋อ บูมน่ะเหรอ รายนั้นอยู่บ้านติดกันมาตั้งแต่เด็กๆ เลยสนิทกันน่ะ แต่แม่... เออ น้า โทษทีนะจ๊ะ ลืมตัวไป นานๆทีจะเจอคนรุ่นราวคราวเดียวกับเรเลยเผลอเรียกว่าแม่ไป แต่น้า...”

“เรียกแม่เถอะครับ”

“เอ๊ะ” เกลียดนิสัยชอบเอาชนะของตัวเองก็ตรงนี้ว่ะ กับไอ้บูมทำไมมึงต้องไปสู้ด้วยวะไอ้เม่น กะอีแค่เมื่อกี้ได้ยินคุณน้าเรียกแทนตัวเองว่า ‘แม่’ ต่อหน้าไอ้เดือนมหา’ลัย...แม่งเอ๊ย

“เออ เมื่อกี้ผม...” ถอนคำพูดทันมั้ยวะ

“ปกติน้าไม่ค่อยเรียกแทนตัวเองว่าแม่กับใคร เพราะเรเขาไม่ค่อยพาใครมาน่ะ จะมีก็แต่บูม...”

“รับผมเป็นลูกบุญธรรมเลยก็ได้”

“เอ๊ะ?” เชี่ยแล้ว

“ผมจะยินดีมากเลย” โว้ยๆๆๆๆๆ

“จะดีเหรอจ๊ะ”

“ดีสิครับ”

“แต่น้า..”

“แม่สิครับ”

“เอ๊ะ?”

“เรียกตัวเองว่าแม่สิครับ”

เชี่ยโว้ยกูติดลมบนนนนนนนนนนนนนนนน

จบประโยคแม่ไอ้เรเหมือนโดนสะกิดต่อมขายหัวเราะสาวดอกไม้กับนายกลัวไข่ สรวลเสเฮฮาใส่ผมไม่หยุด จบไปผมจะไปเปิดคณะตลกเป็นเม่น เถิดเทิง ท่าจะรวย ระหว่างรอคุณแม่บุญธรรมป้ายแดงมีความสุขกับการได้ลูกชายตัวโตเท่าควายแบบสายฟ้าแลบ ผมก็ยกคาปูชิโนขึ้นมาจิบฆ่าเวลา แปลกที่ว่ากาแฟตรงหน้าไม่หวานอย่างที่คิดไว้

“เรเขากำชับนักหนาว่าห้ามใส่ไซรัป”

“...”

“คนไทยส่วนใหญ่น่ะติดหวาน กาแฟดำหรือจะใส่แค่นมก็ยังขมไปสำหรับใครบางคน”

“ผมติดแค่นมไม่ติดหวาน แล้วมันก็ดีต่อสุขภาพด้วย” แม่ของเรวะยิ้มให้ผมนิดๆก่อนพยักเพยิดไปทางหนึ่ง

“แต่รายนั้นน่ะ เขาดื่มไม่ได้เลย เหมือนพ่อเขาไม่มีผิด” แค่เลื่อนสายตาตามไปเท่านั้นแหละกูโดนของเลย เรวะมันกำลังมองเขม็งมาทางนี้ ผมหลบตาแล้วต่อบทสนทนาที่กำลังออกรสออกชาติแสร้งทำราวกับว่ามองไม่เห็น

“งั้นเหรอครับ แต่วันก่อนผมเห็นเขาดื่มกาแฟ”

“วันก่อน?”

“วันที่ผมมาที่ร้านนี้”

“อ๋อ นั่นน่ะเหรอ นั่นมันไวท์มอลต์จ๊ะ รายนั้นน่ะ ต่อให้ตายยังไงก็ดื่มไม่ได้ เพราะเรเขา...”

“แพ้คาเฟอีน”

เสียงดังมาจากด้านข้าง แม่งใช้พลังงานย้ายสารร่างชั่วพริบมาหรือไงวะ ทำไมกูไม่รู้สึก

“กูแพ้คาเฟอีน จิบคำเดียวตาสว่างยันเช้า”

“ไม่ต้องถึงขั้นเรียกว่าแพ้หรอกมั้ง คนบางคนเขาก็เป็นกัน”

“ที่บอกว่าแพ้เป็นเพราะว่าแค่จิบก็ไม่ได้ แต่ที่คนส่วนใหญ่เขาเป็นกันคือดื่มตอนดึกหรือดื่มมากไปใจเลยสั่น นอนไม่หลับ ส่วนกู...”

“พิสูจน์ให้กูดูสิ” ผมดันแก้วคาปูชิโน่ของผมไปหาฝ่ายตรงข้าม “ว่าแค่จิบแล้วนอนไม่หลับจริง”

เหมือนเล่นสงครามประสาท ไม่ได้กวน แต่ไม่เชื่อ ยังเปิดใจให้เชื่อคนตรงหน้าอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มไม่ได้ ถ้าเรวะไม่ดื่มอาจจะเป็นเพราะไม่กล้าท้ากับคำพูดโกหกที่พ่นออกมา แต่ถ้ากล้าดื่มจริงผมจะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งเฝ้าว่ามันนอนไม่หลับจริงมั้ย คิดยังไงทางเลือกที่ว่าดื่มก็ดีกว่า

...แต่ถ้ามันนอนไม่หลับตามที่มันพูดขึ้นมาจริงๆล่ะ...นี่ผม ล้อเล่นอะไรไม่คิดไปอีกแล้วเปล่าวะ...

สภาพแวดล้อมรอบข้างนิ่งและเงียบไปถนัดตา ผมรู้สึกถึงความกระวนกระวายของผู้เป็นแม่ เธอทำท่าเอ่ยปากจะพูด แต่แล้วการเคลื่อนไหวของใครอีกคนกลับเข้ามาแทรกอย่างกะทันหัน ถ้วยกาแฟคาปูชิโน่ที่ส่งคำท้าไปถูกดันกลับมายังที่เก่าอย่างแรงจนของเหลวสีน้ำตาลอ่อนกระฉอกออกมาเปื้อนโต๊ะเป็นวงกว้าง ดีที่มันไม่ผลักจนตกไปกระแทกพื้น

“แล้วทำไมเฮียจะต้องทำตามที่มึงพูดด้วย”

“บูม!!”

ไอ้บูมวิศวะมันเดินอย่างอาจหาญเข้ามาร่วมวงด้วย สีหน้าท่าทางของมันไม่ต้องบอกก็รู้ ว่ามันตราหน้าผมเป็นศัตรูไปแล้ว

“กูแค่อยากพิสูจน์ว่าอาการแพ้คาเฟอีนเป็นยังไง”

“เรื่องอย่างนี้มันเอามาล้อเล่นกันได้ด้วยเหรอวะ” มันเอาจริง เดือดดาลขั้นสุดถึงขนาดคว้าคอเสื้อผมกระชากขึ้นอย่างแรง

“บูม!!อย่าเสียมารยาทกับลูกค้าสิ”

“แม่นิก็รู้ว่าเรมันไม่ถูกกับคาเฟอีน”

“แต่เราจำเป็นต้องทำรุนแรงกับพี่เขาแบบนี้มั้ย พี่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องให้กินเสียหน่อย” ใช่ กูไม่ได้เอามีดหรือปืนมาจี้มันเสียหน่อย แล้วกูก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับชีวิตไอ้ไอดอลนี้ด้วย ถ้ามันไม่ดื่มก็ไม่เห็นจะทำให้โลกแตกอะไร

“ไม่ได้บีบบังคับอะไร ที่มันพูดมาน่ะบังคับกันชัดๆ หาว่าโกหกบ้างล่ะ ถ้าไม่ทำก็เหมือนกับโดนกล่าวหาจริงๆดิวะ”

เคร้ง!!

สายตาทุกคู่หันไปมองตามเสียงระฆังตัดเข้าโฆษณา ไม่ใช่สิมันเป็นเสียงถ้วยเซรามิกที่เคยใส่คาปูชิโน่ของผมดังกระทบจานรองต่างหาก ไอ้เรวะมันคว้าถ้วยกาแฟผมไปดื่มอึกๆต่อหน้าทุกคนแบบไม่เกรงใจใคร ก่อนกลับมาวางไว้ที่เก่าในสภาพเกลี้ยงแก้ว เล่นเอาบริเวณนี้เดดแอร์ไปเลยสัด มันเผยรอยยิ้มน้อยๆจ้องมาทางผม ตอนนี้สภาพมันถ้าไม่บ้าก็ น่าจะเมาคาเฟอีน

“โทษทีนะ”

“...”

“เผลอจูบทางอ้อมไปแล้ว”

สึด!!กูยืนยันแม่งแพ้คาเฟอีนชัวร์

“เรวะ มึงดื่มไปทำไมวะแม่งคายออกมา” ไอ้บูมจับไหล่เฮียมันเขย่าๆ ถ้าทำได้มันคงจับพาดบ่าคว่ำหน้าให้สำรอกออกมาแล้วมั้ง

“ถ้าเขย่าแรงอีกนิดกูจะพ่นใส่หน้ามึง” เฉียบ...สั่งได้ดั่งใจ มันบิดตัวจนมือไอ้บูมหลุดจากไหล่แล้วหันมาทางผม

“กูดื่มหมดแล้ว คืนนี้ขอไปพิสูจน์ที่ห้องมึงละกัน”

...ใครก็ได้ไปซื้อยาฆ่าเหาให้ที ตอนนี้มันอยู่บนหัวผมตัวเบ้อเริ่มเลย...


 

“ไอ้เร”

“อะไร”

“กูเชื่อแล้ว”

“หา?”

“มึงไม่ต้องไปหรอก”

“หา?”

“ห้องกูน่ะ”

“หา?”

หา?หา?หา?หา?หา? หาเตี่ยมึงดิ อย่ามาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินได้มั้ยวะ กูก็ไม่ได้ปั่นไวอะไรมาก ลมที่ตีหน้ามาเรียกได้ว่าสามสิบเมตรต่อชั่วโมงด้วยซ้ำ ถ้าช้ากว่านี้ไอ้โซ่หลุดของกูก็สล็อตแล้ว ผมบีบแฮนด์เบรกกะทันหันจนร่างข้างหลังเสียการทรงตัวมากระแทก

“กูบอกว่า...”

“ขับรถเขาบอกให้มองข้างหน้า” มาเลยครับเต็มฝ่ามือ ยันหน้ากูเนี่ยแหละ

“กูปั่นจักรยานอยู่มั้ยล่ะ”

“ก็เหมือนกัน มันอันตราย”

“กูก็กำลังจะจอดข้างทางแล้วไง” พามึงไปห้องกูดิอันตรายกว่า

“ปั่นไปเถอะ อีกนิดก็จะถึงแล้ว” แขนยาวๆของเรวะชี้ตรงไป เชี่ยเอ๊ย ใครยกตึกหอมาไว้ข้างหน้ากูได้วะเนี่ย ปั่นมันต่อไปสิครับ หมดทางหนีจนได้

ถ้านับเวลาตั้งแต่รู้จักใครหลายคนมา เรวะเป็นคนที่ระดับความถี่ในการเยือนห้องผมสูงที่สุดในรอบหนึ่งเดือน อยากจะไขกุญแจเปิดประตูแล้วหายวับเข้าไปโดยทิ้งคนข้างหลังไว้แบบใจร้าย แต่ทำไม่ได้เพราะเรวะแม่งโคตรตามติดเป็นเหาฉลาม

“มึงจะทำอะไรก็ทำไป กูจะอาบน้ำนอนแล้ว พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้า” เขวี้ยงกระเป๋าลงข้างเตียง คว้าผ้าขนหนูเน่าๆประจำตัวได้ก็เดินฉับเข้าห้องน้ำ จะเหลือเหรอ มาถึงได้ผมก็เทมันสิครับ รีบๆนอนพรุ่งนี้ตื่นมาเช้าวันใหม่จะได้จบๆกันไป

ระหว่างอาบน้ำก็ได้แต่หวังว่านิสัยโจรของเรวะจะพาลพาขโมยสมบัติในลิ้นชักผมแล้วชิ่งหนีไป คิดแล้วหวั่นใจรีบอาบน้ำไวเท่าแสงแล้วแวบออกมาดูสถานการณ์

“เชี่ยยยยทำเหี้ยไรวะ” เต็มๆตาเลยครับ ไอ้เรวะมันกำลังถอดกางเกงเหลือบ๊อกเซอร์ห้อยต่องแต่งไปมาแค่ตัวเดียว

“ทำไร ก็จะอาบน้ำต่อจากมึง”

“มึงไปถอดในห้องน้ำก็ได้”

“กางเกงกูมีตัวเดียว ใส่นานๆเหงื่อออกสกปรก เดี๋ยวไม่มีใส่”

“อย่าบอกนะว่ามึงไม่ได้เอามาเปลี่ยน”

“แล้วมึงเห็นกูไปหยิบอะไรก่อนออกมากับมึงมั้ยล่ะ” ไม่ ผมเห็นแต่เรวะที่กระตือรือร้นหยิบกระเป๋าเดินออกมาพร้อมกับผม

“รู้ทั้งรู้ว่าจะมาค้างแต่เสือกไม่เอาชุดมาเนี่ยนะ”

“กูตื่นเต้นไปหน่อย”

“...”

“ตื่นเต้นที่จะได้มาค้างห้องเพื่อนคนแรกของกู” เพื่อน...สรุปผมเป็นเพื่อนมันไปแล้วจริงๆใช่มั้ย ถ้าเถียงมีหวังได้เข้าอีหรอบเดิมคือการวนตอบลูกตื้อไม่มีที่สิ้นสุดของคนตรงหน้า

“เดี๋ยวกูให้ยืมกางเกงบอล”

“กูใส่บ๊อกเซอร์นอนก็ได้”

“แต่กูไม่ให้มึงใส่” กูเสียวไข่แทน แล้วสายตากูเป็นอะไรวะเนี่ยมองต่ำจัง มองไปยันขาไอ้เร... “ขามึง”

“...”

“หายดีรึยัง” แค่มองก็รู้ว่าทางกายภาพอีกนานกว่าจะหาย รอยแผลบางส่วนเพิ่งเริ่มตกสะเก็ดด้วยซ้ำ แต่ที่อยากรู้คือการเดินเหินของมันไม่มีปัญหาใช่มั้ย

พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบ แถมยังยืนนิ่งเหมือนเดินผ่านสถานีรถไฟแล้วเพลงชาติไทยขึ้นกะทันหัน ผมเลยกลับลำเงยขึ้นมามองหน้าอีกฝ่าย สาบานเลยแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นที่ผมเห็นมันยกยิ้มที่มุมปาก

“นี่แหละ ที่กูอยากได้” ทิ้งท้ายเอาไว้แล้วคว้าผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไปอย่างแมนๆ

ที่อยากได้? คืออะไร? มันไม่ได้หมายถึงผมใช่มั้ย


...ความปลอดภัยไม่มีในโลก แม้แต่หอตัวเอง...


...TBC...

++++++++++++++++


เพื่อนจ้า...ใสใส

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14016
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +411/-25

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เรคือร้ายอะ ร้ายเงียบๆแต่ดื้อมาก น่าจับตี ไปห้องผู้ชายแบบนั้นได้ยังไงเนี่ย :katai3:

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 6 :: ชื่อที่ไม่มีความหมาย


“เรวะ”

“เร”

“เออ ไอ้เร”

“อะไร”

“ใครบอกให้มึงนอนเตียง”


ใช่ สภาพนี้ไม่อยากจะบอก หลังจากหายหน้าไปอาบน้ำอาบท่าจนตัวหอมหึ่งไปด้วยสบู่กลิ่นฟลอร่าดอกไม้กำจาย ในสภาพที่มีเสื้อยืดกับกางเกงบอลติดกาย แม่งก็มุดเข้ามาใต้เตียงเดียวกันเฉยเลย

มองหน้ามันแบบให้สำนึก กลับถูกมองตอบกลับมาด้วยสายตานิ่งๆ ก่อนหมุนตัวหันหลังให้แบบไวเท่าแสง เฮ้ยยยยเมินกันดื้อๆอย่างนี้เลยเหรอ แต่จู่ๆเรวะก็ยิงคำถามใส่ผม

“เตียงมีไว้ทำอะไร”

“หา?”

“กูถามว่าเตียงมีไว้ทำอะไร”

“ก็นอนไง”

“กูกำลังจะนอน”

“ไหนมึงบอกว่านอนไม่หลับ”

“หรือมึงจะให้กูทำอย่างอื่น”

“...!!”

เออ กูนอนนิ่งๆอย่างนี้กะด่ะ!!

แสงไฟบนเพดานสาดเข้าตาจนต้องปรับตัวนอนตะแคงข้าง หมุนตัวโดยไม่ลังเลว่าจะหันไปด้านไหน ผ้าห่มผืนเดียวที่คลุมกายซึ่งกันและกันอยู่ขยับมาทางผมเล็กน้อย แต่ไอ้เรวะแม่งดึงกลับอย่างไม่รีรอแถมกระชากเกินส่วนที่โดนดึงมาเสียอีก

ฮ่วย!! นี่ห้องกูนะ กูเป็นเจ้าถิ่นมึงต้องให้เกียรติกันบ้างดิ ดูท่าว่าจะไม่ให้เกียรติแถมยังทำท่าจะเกลียดกันมากกว่า ไม่งั้นมันคงไม่ดั้นด้นมากลั่นแกล้งกันถึงในห้องผมอย่างนี้หรอก เออห้องกูแท้ๆ กูแสบตาแล้วทำไมไม่เดินไปปิดไฟเองวะ ไวเท่าความคิดผุดตัวลุกขึ้นพุ่บจนผ้าห่มเลิ่กพั่บเท่านั้นแหละ มือใครก็ไม่รู้โผล่มากระชากผมอย่างแรงให้ลงไปนอนแน่นิ่งยังที่เก่า

ตุบ!!

หืม?

เดี๋ยวๆๆๆ

เหยดดดดดดดดดด เชี่ยภาพตรงหน้าช่วยบอกกูทีว่ากูฝันร้าย

เรวะมันขึ้นคร่อมผม!!

ขึ้นคร่อมผม!!!

ขึ้น!! คร่อม!! ผม!!

พอเถอะกูเหนื่อยโวยวายกับตัวเองในใจ ขอตะโกนใส่ไมค์ให้สุดเสียงว่า...

“ทะ...ทำเหี้ยอะไรเนี่ย” ขึ้นคร่อมกูทำมั้ย!! ใบหน้าขาวๆตอนนี้โดนผมสีแอชเกรย์ลงมาปิดตา น่ากลัวยิ่งกว่าหนังซาดาโกะ อาโออิ มิยาบิเสียอีก

“มึง”

“จะ...จะนอนก็นอนดีดีดิวะ กู...กูยอมให้ยืมเตียงก็ได้” ปากหรือไฟผับวะนั่น สับพั่บๆเป็นเจ้าเข้าเลย

“มึงน่ะ”

“อะรั้ยย จะอะไรก็รีบพูดดิ มัวแต่มึงเหนอะมึงน่ะอยู่นั่นแหละ” ขาหนีบกูเนี่ยแหละที่จะเหนอะหนะตามคำพูดมึงแล้ว เหงื่อไหลเป็นก๊อกน้ำเลย

“เป็นหมีเหรอ”

“เห็นอะไรไม่เห็นโว้ย” ไม่เห็นหมี แต่ตอนนี้กูกำลังจะเห็นหรร....ตี๊ดดด

“เม่น”

“อะไร”

“สติ”

“...”

“กูกำลังถามมึงว่า มึงเป็นหมีเหรอ”

“หา? แล้วทำไมกูจะต้องเป็นหมีด้วยวะ”

“ไปหรี่แอร์เดี๋ยวนี้ กูหนาว”

แทบสะดุ้ง ขาของไอ้เรวะมันขยับมาโดนขาผมแบบจงใจ ความเย็นเยือบของผิวกายถ่ายทอดตรงมาสู่น่องจนจี๊ดเข้าเส้นประสาท มันเป็นความหนาวสะท้านที่คนดักดานอยู่แต่ในผ้าห่มอย่างผมไม่รู้สึกมาก่อน

“ไปอาบน้ำแข็งมาเหรอวะนั่น”

“ก่อนสงสัยว่ากูอาบน้ำกับอะไร มึงไปหรี่แอร์สิบแปดองศาของมึงก่อนมั้ย”

เออจริงด้วยแฮะ...เสือกลืมไปว่าตั้งแอร์ไว้แบบหนาวจัด เพราะใส่เสื้อโคตรรัดกุมไข่ เกรงว่าใครจะประทุษร้าย สุดท้ายเลยตัดใจต้องทิ้งเรวะไว้แล้วไปกดหรี่ให้แอร์เหลือยี่สิบห้าองศาช่วยรักษาไม่ให้โลกร้อน พอเดินกลับมาก็เห็นมันนอนตะแคงข้างหันมาทางผม

“หมีขาว”

นอกจากไบโพล่าแล้วมันยังยกตำแหน่งให้ผมเป็นแบร์โพล่าอีก บันเทิงขั้นสุด

“อย่าประชดกู กูแค่ตาเบลอเห็นเลขหนึ่งเป็นเลขสอง” เออหนาวจริง ขนหน้าแข้งถึงกับลุกขึ้นเคารพธงชาติกันเป็นทิวแถว รีบเดินกลับเตียงเลิกผ้าห่มมุดกกไออุ่นแทบไม่ทัน จนกระทั่งหัวถึงหมอนเท่านั้นแหละ ถึงพึ่งนึกได้ว่ากูลืมปิดไฟ

“ไปไหน” พอจะลุกอีกครั้งมือยาวๆกลับคว้าไหล่รั้งไว้เป็นหนสอง เรวะ...กูไม่ใช่ดาราครับ ไม่ต้องว้อนกระทบน่องกระทบขาแล้วหันมาอยากกระทบไหล่ต่อก็ได้

“ไปปิดไฟ”

“ไม่ต้อง กูยังไม่นอน”

“ตกลงมึงจะเอายังไงกันแน่ เดี๋ยวนอนเดี๋ยวไม่นอนย้อนแย้งฉิบเป๋ง”

“กูนอนไม่หลับ”

“แต่กูจะนอน” ใครบางคนได้กล่าวไว้ ว่าเราจะใส่ใจกับคนสำคัญของเราได้ แต่เราจะแคร์คนทั้งโลกไม่ได้ โดยเฉพาะกับคนที่ชื่อมนายุซึ่งไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับชีวิตเลย ผมลุกขึ้นไปปิดไฟแล้วเดินกลับมาขดตัวบนเตียงอย่างเก่า ร่างโปร่งข้างกายเงียบไปแล้ว หากแต่ยังสัมผัสไม่ถึงสัญญาณเสียงลมหายใจของคนที่อยู่ในโหมดนิทรา วินาทีนี้ใครจะสนล่ะ หลับตาลงสิครับ แล้วเข้าสู่ห้วงความฝันกัน




ครืด...

หืม?

แกร่ก...

เสียงอะไร?

ปรือตาขึ้นมากลอกสำรวจไปมา จนสายตาไล่ไปเห็นเงาบางอย่างตะคุ่มๆอยู่ข้างหน้าบดบังแสงไฟที่สาดฉายเข้ามาจากภายนอก

คะ ใครวะ!!

กว่าจะรวบรวมสติไม่ให้ตะโกนโวยวายออกไปก็เล่นเอาหอบหายใจอยู่พักใหญ่ พอเพ่งสังเกตพินิจพิจารณาไปสักระยะผมถึงได้รู้ว่าแสงเงามันสะท้อนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ตรงระเบียงที่ยื่นออกไปนอกห้อง ร่างๆหนึ่งกำลังกระถดตัวลงนั่งกอดเข่าหลังพิงบานเลื่อนกระจกใสเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าอันมืดมิด

เหอะ จำได้แล้วว่าใคร ไอ้เรวะที่มาค้างห้องผมไง นึกยังไงถึงไปนั่งตากน้ำค้างกลางดึกตอนนี้ โคตรอินดี้สัด

หยิบมือถือข้างเตียงขึ้นมากดดู เชี่ยตีสองสิบห้านาที...พยายามข่มตานอน...เออะ ไม่ใช่ดิ ไม่หลับไม่นอนกันเหรอไงวะ ช่างมันเถอะใครไม่นอนเราจะนอน คว่ำหน้าจอมือถือลงหวังจะจมสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง แต่ทว่าวินาทีนั้นคำพูดของเรวะมันจู่ๆก็แล่นเข้าหัว

‘กูแพ้คาเฟอีน จิบคำเดียวตาสว่างยันเช้า’

แค่นั้นแหละ ตื่นตัวจนถึงกับต้องยันกายลุกขึ้นนั่ง หันไปมองร่างที่อ้อยอิ่งให้กับความเงียบเหงาและบรรยากาศเศร้าๆยามค่ำคืน

“ทำไมต้องลงทุนขนาดนี้ด้วยวะ” โดยพื้นฐาน ในความคิดของทุกคนถ้าเป็นเรื่องความเจ้าเล่ห์หรืออะไรร้ายๆเรวะทำได้เสมอ นี่อาจจะเป็นหนึ่งในความสามารถพิเศษของมันหลอกให้คนหลงเชื่อและตายใจเพื่อให้เข้าทางมันในที่สุด

บางทีตอนนี้มันอาจจะนั่งหลับพิงระเบียงโดยเอาปากกาเมจิกเขียนที่เปลือกตาแบบเนียนๆไปว่านอนไม่หลับก็เป็นได้ เพื่อเป็นการทำให้มันหน้าแหกหมอไม่รับเย็บผมเลยจัดการฝืนความง่วงที่มีอยู่ลุกออกจากเตียงค่อยๆกระย่องกระแย่งไปยังระเบียงห้อง

เมื่อเดินเข้ามาถึงกลับเป็นอะไรที่ผิดคาด เรวะมันไม่ได้หลับจริง แถมยังมีของไม่พึงประสงค์ที่เจ้าตัวพึ่งหยิบขึ้นมาหนีบไว้คามือมันอีก ผมเลยรีบเลื่อนประตูบุกเข้าไปฉวยมาไว้กับมือ

“ทำเชี่ยอะไร”

“โพคุ?” เรวะหันมาทำหน้าฉงนปนประหลาดใจสุดขีด “ยังไม่นอนอีกเหรอ”

“กูถามว่ามึงทำเชี่ยอะไร”

“นั่ง”

“ก่อนหน้านั้นดิวะ”

“กำลังจะสูบบุหรี่”

“สูบเพื่อ”

“กูนอนไม่หลับ”

“แล้วทำอย่างกับสูบแล้วมึงจะหลับ”

“ไม่หลับ แต่กูสบายใจ”

“กูไม่ให้มึงสูบ นี่มันระเบียงห้องกู กลิ่นเข้าห้องหมด”

“...”

มันไม่ตอบโต้ แต่หันกลับไปแล้วนั่งกอดเข่าเงียบๆคนเดียว ทำไมให้อารมณ์เหมือนกูทำร้ายเด็กอยู่วะ ท่าทีแบบนั้นทำให้ผมอดที่จะขยับตัวลงนั่งข้างมันไม่ได้

“ทำไมถึงมานั่งนอกระเบียง” เรวะหันกลับมามองเบิกตากลมใสที่สะท้อนแสงไฟยามค่ำคืนใส่ ทำราวกับประหลาดใจว่าทำไมผมถึงยังอยู่ตรงนี้

“กูเบื่อเตียง ระหว่างโถส้วมกับระเบียง กูเลือกตรงนี้”

“มึงจะนอนแล้วทำไมมึงจะต้อง...”

“ห้องน้ำมันลื่นเล่นท่ายากไปมีหวังได้หัวร้างข้างแตก ระเบียบถึงคนเห็นมากแต่โล่งกว้างขยับท่าทางก็สบาย”

“สัด มึงเลือกที่นอนหรือเลือกที่เย”

“หึ” แอบสยองกับเสียงหัวเราะ แต่ลงจอดแล้วไง จะกลับตัวก็ไม่ได้ให้เดินต่อไปก็กลัวจะไม่เตียงแล้วมาเสร็จตรงระเบียงมันเนี่ยแหละ เลยยอมทู่ซี้นั่งประจำที่ต่อไป

“ที่เตียงกูมองเห็นแต่เพดาน”

“มึงให้เกียรติหลอดไฟกับจิ้งจกในห้องกูด้วย” มืดนะ แต่มุมปากที่ยกขึ้นสูงของเรวะก็ชนะรัตติกาลยามค่ำคืนนี้ได้

“ตรงนี้วิวสวย” ผมเหม่อมองไปตามปลายสายตาอีกฝ่าย

“อือ” ก็สวยอยู่

“ดาวสีเทาปลิวไสวกระจายเต็มท้องฟ้าเลย”

“สัด นั่นมันกางเกงในกูเปล่าวะ”

“ฮ่าๆ ก็บ้านกูไม่มีอย่างนี้นี่หว่า”

“บ้านมึงไม่มีแน่นอน นั่นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น” จบประโยคไอ้เรวะมันระเบิดหัวเราะออกมาจนต้องปาดน้ำตาที่เล็ดข้างแก้ม

“แค่กลิ่นมึงติดก็ลิมิเต็ดพอแล้ว”

“หอมเหมือนเสื้อกูแหละ”

“ดมแล้วอารมณ์ขึ้นด้วยป่ะ” เอิ่มว่ายังไงดีล่ะ เผลอหัวเราะและยิ้มตามอย่างลืมตัว บทสนทนาที่ลื่นไหลขนาดนี้ไม่เคยมีมาก่อนระหว่างผมกับคนตรงหน้า แต่แล้วมันก็จบลงเมื่อเจ้าตัวเริ่มออกตัวไล่ผม

“มึงไปนอนเถอะ”

“มึงก็ด้วยดิ”

“ชวนกูนอนเหรอ”

“สัด อย่าแม้แต่จะคิด กูถามจริงเหอะ นี่มึงนอนไม่หลับจริงเหรอวะ” เรวะหันจ้องหน้าผมด้วยสายตาพราวระยับดุจดารายามค่ำคืน เหมือนพิสูจน์ได้ว่าแม้แสงไฟจะเจือจางแต่เจ้าตัวกลับไม่มีอาการของคนง่วงนอนแต่อย่างใด

“อยากรู้มั้ยว่าทำไมกูนอนไม่หลับ”

“ไม่” ตอบเร็วทันใจฉิบหายวายวอด แต่คนอย่างเรวะมีหรือจะฟังใคร มันก็เล่าต่อไปสิครับ

“กูบอกแล้ว กูแพ้คาเฟอีน กูเสพติดมันมาตั้งแต่เด็ก เพราะกูไม่อยากฝัน กูเกลียดความฝัน พอเป็นอย่างนั้นมาเรื่อยๆใจกูเลยสั่งให้การดื่มกาแฟทุกครั้งกูต้องห้ามนอน”

“...” เรื่องเล่าน่าประหลาดราวกับกระดิ่งของพาฟลอฟหลุดออกมาจากปากช่างจ้อเฉพาะยามอยู่กับผม อีกฝ่ายเหม่อมองไปบนท้องฟ้าที่แสนไกลพลางยิ้มขื่น กะจะให้ผมถามต่อล่ะสิ อย่าเลย อย่าแม้แต่จะคิด ผมไม่มีทาง...

“มึงฝันเรื่องอะไร” โอ๊ยยยยยย อยากตีปากตัวเองจังโว้ย

หงุดหงิดตัวเองที่เสือกไม่เข้าเรื่อง แต่ที่หงุดหงิดยิ่งกว่าคือตอนกูถามเรวะแม่งเสือกเงียบ ปล่อยให้ผมลุ้นซะงั้น จนกระทั่งอยากตัดรำคาญเลยเอ่ยประโยคบางอย่างตัดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่

“ถ้ามึงไม่อยาก...”

“อย่ารู้เลย”

“...”

“ไม่สลักสำคัญอะไรกับชีวิตมึงหรอก มึงไปนอนเถอะ” อ้าวเฮ้ย พูดอย่างนี้ก็มีขึ้นดิ มาหลอกให้อยากแล้วจากไป แถมยังทำท่าจะตัดผมออกจากสารบบความวังเวงในชีวิตอีก เรวะผินหน้าทอดสายตาให้ความสนใจสายลม ท้องฟ้า ดวงดาว และกางเกงในอีกเก้าตัวของผมแทน

“เออ มึงมันไม่สำคัญ” ผมลุกขึ้น อาจจะคิดไปเองที่จับสังเกตการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของเรวะได้ หากคนที่อยู่ต่ำกว่ากลับยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับโดนแช่แข็งไว้

“...”

“แต่สำหรับคนที่ถูกยกให้เป็นเพื่อนอันดับหนึ่งอย่างกู...มันเดือดร้อนเว้ย” อย่าถามว่าสติผมครบมั้ยในเมื่อตอนนี้มันตีสาม กูเลยตัดรำคาญคว้าแขนไอ้เรฉุดมันขึ้นมาอย่างแรงจนตัวมันลุกเซเข้ามาใกล้

“เม่นมึง...”

“เรวะ กูจะกล่อมมึงเอง”





“กาเหว่าเอย”

“เอย”

“ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก”

“ฟัค”

“ด่ากูเพื่อ”

“กูแค่พูดคำลงท้ายตามมึง”

“เมื่อไรจะง่วงวะ”

“แล้วมึงทำอะไรอยู่เนี่ย”

“ร้องเพลงกล่อมเด็กไง มึงไม่เคยได้ยินเหรอ”

“เสียงมึงเพราะดีนะ”

“มึงอย่าลืมว่ากูอยู่สินกำ เอกขับร้อง ถ้าเพราะก็รีบง่วงแล้วนอนดิวะ”

“แต่ตีนมึง...”

“อย่าเรื่องมาก แล้วนอนๆไปได้แล้ว”


อย่าบอกว่ากูไม่อ่อนโยน ใครมันจะไปลงทุนโอบอีกฝ่ายเอาไว้แล้วเอื้อมมือไปตบไหล่เบาๆให้เคลิ้มไปล่ะวะ นี่ไม่ใช่หนังโรแมนติกรักแรกแย้มของวัยรุ่น แต่มันเป็นหนังไซไฟที่มีผู้ชายธรรมดาอย่างผมต้องมานั่งทำภารกิจมิชชั่น แบบเป็นการลงทุนที่คาดหวังผลกำไรให้มันหลับไปซะที ด้วยการเอาตีนกูเนี่ยแหละเตะเบาๆไปที่ต้นขาของเรวะผ่านผืนผ้าห่ม ท่ากูตอนนี้แม่งคงประหลาดพิลึก

“มึงนอนเถอะ”

เฮือก เกือบวืบไป บอกเลยตอนนี้ไหลไปหาพระอินทร์ได้โคตรง่าย ถ้าไม่ได้เสียงไอ้เรวะดักไว้มีหวังผมได้ไปก่อนมัน ในเมื่อไม่เข้มข้นเราไม่นอนก็คงต้องย้อนแย้งกับตัวเองด้วยการหาเรื่องชวนอีกฝ่ายคุยให้ตายกันไปข้าง

“เรวะ”

“กูชื่อเร”

“...” บทสนทนาขาดหายไปจนใครบางคนผิดสังเกตรีบหันมามองอย่างไม่ทันระวังตัว สายตาสีน้ำตาลอ่อนขยับสบมาทางผมที่นอนตะแคงข้าง เรวะออกอาการตื่นๆขืนตัวเกร็งดันตัวออกห่างราวกับตกใจไม่คิดว่าผมจะตื่นอยู่ เจ้าตัวกลอกสายตาลงต่ำแต่ปิดบังความลนลานของตัวเองไม่มิด พลางเอ่ยเสียงขัดความเงียบที่อึดอัดตรงนี้

“มะ...มีอะไร”

“ทำไมถึงไม่ให้เรียกเรวะ...”

“...”

“กูจำได้ ว่าตอนแนะนำตัว มึงบอกว่าชื่อเรวะ”

“เด็กเจนวายไม่จำเป็นต้องชื่อเล่นสองพยางค์เสมอไป”

“ทฤษฎีน่ะใช่ ถ้าหากมึงไม่ได้ชื่อเล่นพยางค์เดียวมาแต่แรกล่ะนะ”

“...”

“พี่ดิบบอกกูว่า ‘เรวะ’ เป็นชื่อต้องห้าม”

“...”

“ทำไมต้องห้ามเรียกด้วย”

“ ‘เรวะ’ มันไม่มีความหมาย”

“แล้วทำอย่างกับ ‘เร’ มีความหมาย”

“รังสี”

“ชื่อมึงไม่มียอยักษ์การันต์แน่ถ้าให้กูเดา”

“แปลว่าวาง”

“นั่นมันลอลิงป่ะ”

“งั้น มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ”

“มีทั้งลิงทั้งการันต์ไม่เข้าข่ายทั้งนั้นเลยว่ะ”

...สัด นี่กูกำลังเล่นเกมเวทีทองกับมันอยู่เหรอวะ...

“มีคนบอกว่าใครเรียกมึงเรวะ โดนต่อยยับไม่รับเย็บ”

“เคยโดนรึยังล่ะ”

“เคยดิสัด วันแรกที่กูเจอมึงไง”

“นั่นไม่ใช่เรวะ แต่เพราะมึงทำเสื้อกูขาด”

“เหตุผลคนละอย่างแต่สุดท้ายกูก็ปากแตกอยู่ดีเปล่าวะ แต่เออ...ช่างเหอะต่อให้มีความหมายหรือไม่มีความหมาย ยังไงกูก็เรียกมึงเรวะ เพราะกูชินปากแล้ว”

สรุปจบ โอเคนะ กูมันเผด็จการขอให้มึงจำไว้ ไอ้เรวะเงยหัวมามองผมด้วยสายตาซึ่งระคนไปด้วยอารมณ์หลากหลายก่อนจะเผยยิ้มสยองน้อยๆตามแบบฉบับของคนที่ทั้งโลกนั้นเกลียด...

“แต่มันกำลังจะกลายเป็นชื่อที่มีความหมายสำหรับกู”


วืบหนึ่งผมรู้สึกได้ว่าเรวะมันไม่ได้หมายถึง ‘เรวะ’ ที่เป็นชื่อของมัน...





เสียงนกร้องจิ๊บๆดังเข้าโสต สายลมเย็นสดชื่นโชยอ่อนผ่านร่องหน้าต่างเข้ามาพร้อมกับแสงแดดยามอรุณ

เช้าแล้วครับ สว่างแล้วครับ ตากูเนี่ยแหละสว่างยันเช้าแม่งไม่ได้นอนสักแอะ แต่คนข้างๆสัญญาณกลับแย่กว่า หน้าซีดยิ่งกว่าไก่ต้มสามน้ำแถมแสดงอาการหอบหายใจรวยระริน ถ้าไม่ติดว่าใส่เสื้อผ้ากันครบชุดใครๆเขาคงครหาว่าพวกเราไปเอากันมายันฟ้าเหลือง

“เรวะ มึงตื่นยัง”

“กูไม่ได้หลับ”

“ไม่ต้องบอกกูก็รู้” แค่ถามเผื่อไปงั้นๆ

“แต่ท่อนล่างกูตื่นเต็มที่เลย”

“สัด อย่ามาสัปดนแถวนี้” เจอไอ้เรวะไปทีกูนี่ไปบวชชีได้เลย สกิลกูโคตรดาวน์ สกิลความหื่นของผมนะ

ร่างข้างๆขยับตัวซวนเซโอนเอน อีกมือหนึ่งก็กุมไข่เดินเข้าห้องน้ำไป...เชี่ย...จริงเหรอวะ นึกว่าล้อเล่น

นั่งรออยู่สองสามนาทีเจ้าตัวก็กลับออกมาใหม่ ในสภาพชุดนอนที่ผมให้ยืมตามเดิม

“จะกลับยัง”

“...” แปลกเหรอวะที่ทักทันทีที่ออกมา บอกตามตรงจนถึงตอนนี้ผมยังขัดใจไม่อยากจะสนิทสนมสนทนากับมันเท่าไร เพราะเพื่อนผมมันเตือนไว้เยอะ

“รอกูอาบน้ำแป๊บนึง เดี๋ยวออกไปด้วยกัน”

“กูหิวข้าว”

“เออ ก็บอกให้รอแป๊บนึงไง หรือมึงจะไปก่อน” งอแงฉิบหาย

“กูจะกินกับมึง”

“มึงว่าอะไรนะ”

“กูจะกินกับมึง...เพื่อนเม่น”

ใครเป็นเพื่อนมึงกัน!!




“แถวนี้มีอะไรน่ากินบ้าง”

“โจ๊กกับหมูร้านริมถนน กับข้าวมันไก่ประตูน้ำตรงหัวมุม” แล้วทำไมผมต้องเสือกทำตัวเป็นสิริคอยตอบคำถามมันด้วยวะ
กว่าจะง่วนอาบน้ำแต่งตัวสะพายกระเป๋าพาคนที่บ่นกระเง้ากระงอดว่าปวดท้องกระเพาะแดกลงมาด้านล่างได้ก็แทบลมจับ เพราะโดนไอ้เรวะมันกวนตีนยกสองตอนที่ผมคะยั้นคะยอให้มันมุดกลับห้องน้ำไปผลัดเปลี่ยนกางเกงบอลกับเสื้อยืดคอกลมที่ใส่อยู่

 
‘ทำเชี่ยไรเนี่ย’

‘คืนเสื้อกับกางเกงมึง’

‘กูบอกให้มึงเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ใช่ให้มาแก้ผ้า’

‘’ไม่ได้ว่าอยากได้เสื้อคืน?’

‘ก็เออดิวะ สภาพมึงเมื่อกี้ จะออกไปผีเห็นผีหรือไง” กางเกงบอลกับเสื้อตัวใหญ่แล้วมองทางไหนแม่งก็ไม่ควรออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอก ไหนจะขาขาวๆที่เป็นรอยแผลทางยาวนั่นอีก

‘งั้นกูไปทั้งอย่างนี้’ สัด กางเกงบ๊อกเซอร์ ไม่ใช่แค่ผีแล้วกูเนี่ยแหละจะเห็นแทน

‘เปลี่ยนกลับเป็นตัวเดิมที่มึงใส่มาก็ได้’

‘วันนี้ต้องใส่อีก กู...’

‘โว้ย มึงใส่เสื้อกูไปแหละแม่ง’ รำคาญ!! กูคว้ากระเป๋าสะพายข้างเตรียมไปซื้อเสื้อผ้าที่ประตูน้ำมาตุนไว้เลยครัช



หลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่เห็น มันเดินชิลใส่กางเกงจ๊อกกิ้ง วิ่งลงมาด้านล่าง

“เฮีย” เสียงเรียกคล้ายเมื่อวานยังตามมาหลอกหลอน เป็นอย่างที่คิดไว้ ไอ้บูม เด็กเดือนมหา’ลัยยืนโชว์ป้ายไฟเรียกเฮียมันอยู่หน้าทางเข้าหอแต่เช้า มันตามมาถึงนี้ได้ไง มันรู้ว่าหอผมอยู่ไหน ฉลาดเกินไปแล้ว

“มาทำไม” พี่มันก็นะ คนอะไรวะเย็นชาสุดๆ

“เชี่ยตาโหลอย่างกับศพ กูบอกไม่ฟังให้อ้วกออกมา” ท้ายประโยคยังมีปลายตามากระแนะกระแหนกูอีกแม่ม...

“เลิกโทษใคร กูตั้งใจดื่มเอง มาถึงนี่ มึงคงไม่ได้มาดูสภาพกูอย่างเดียวใช่มั้ย”

“กูมารับ”

“...”

“กลับด้วยกัน”

จู่ๆก็เงียบไปทั้งคู่ กูอาศัยจังหวะนี้หนีหายไปเลยดีมั้ย เอาไงดีวะ จะให้สอดปากพูดออกไปมันก็ไม่มีตรงไหนให้แทรกตั้งแต่แรก ก่อนที่ผมจะหาทางหนีทีไล่ได้ไอ้เรวะมันก็ชิงลงมืออย่างไวทำสีหน้าจริงจังใส่ไอ้บูม

“เมื่อวานมึงไม่ได้กลับบ้านใช่มั้ย”

“...”

“เกิดอะไรขึ้น”

“เปล๊า...ก็ไม่มีอะไรหรอก” ไอ้บูมมันเกาหัวกลบเกลื่อน

“อย่าให้กูต้องถีบ”

“ไม่มีอะไรจริงๆเฮีย”

“สัดบูม!” จบคำลาสองมือล้วงกระเป๋าสองเท้ายกขึ้นมา ไอ้เรวะมันคือคนจริงสองพันสิบแปด แม่งถีบไอ้บูมลงไปนั่งจนไม่เหลือคราบเดือนคณะวิศวะอยู่เลย แต่เหมือนอีกฝ่ายจะชินกับความรุนแรงแม่งไม่สะทกสะท้านสักแอะ แถมลุกขึ้นมาปัดฝุ่นที่ขาทำท่านิ่งๆ เล่นเอากูตาโตตกใจตั้งแต่ไก่โห่ไปเลยสัด

“ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่เฮียบอมมันกลับมาแล้วน่ะ”


เอ๋? ใครคือบอม? คิมบอม?ดาราเกาหลีอย่างนั้นเหรอ?


...TBC...

++++++++++


ค่าตัวขนาดนั้นป้าไม่มีปัญญาจ้างมาประกอบฉากหรอกลูกเม่น...

อย่าตีน้องเลยน้องไม่ได้คิดอะไรจริงๆ...ไม่ทันคิดมากกว่า...

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เฮียบอมจะมาสร้างความวุ่นวายอะไรอีกมั้ยเนี่ย

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 7 :: ร่วมกัน...แยกกัน


“ช่วงนี้มึงแบกข้าวของมาอยู่กับแม่กูก่อน”


คิดว่าเรวะจะมีธุระกับไอ้บูมต่อ แต่พอพูดประโยคนี้กับไอ้หล่อเสร็จ มันก็หมุนตัวกลับมาจับแขนกูกระตุกให้เดินเฉย

“อ้าวเฮ้ย...” มันใช่เวลามาลากกูไปมั้ย หันรีหันขวางไปมองไอ้หล่อที่ดูเหมือนจะมีประเด็นเด่นประเด็นร้ายอย่างเรื่องที่เข้าข่ายว่าจะตามตัวไปมีตแอนด์กรี๊ดดาราอย่างคิมบอม แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไอ้เรวะโดนสับเบรคด้วยการคว้าหมับไปที่ต้นแขน

“เฮียจะไปไหนวะ”

“กูจะไปแดกข้าวกับเม่น”

“ไปแดกกับกูก็ได้”

“แต่เม่นมันรอแดกกับกูอยู่”

พรึ่บ!!

สองหัวสี่ตาหันมาทางกูซึ่งอยู่ในบทสนทนาทันที

“อะ...เออ...”

...ไม่ทราบว่าถามกูรึยังครับ ว่าอยากแดกด้วยมั้ย...สถานการณ์แบบนี้ ทางเดียวที่ทำได้คือแถมันไปว่า...

“คะ...คือ...บังเอิญกูพึ่งนึกได้ว่ามีธุระ” เชิญตามสบายเลยครับทั้งสองคน อีกนิดคิดว่าจะปลีกตัวได้แล้ว แต่มือของเรวะที่ยังคงจับต้นแขนผมอยู่กลับออกแรงฉุดอีกครั้งจนต้องเกร็งตัวรั้งไว้ “เฮ้ย เดี๋ยวดิ กูบอกแล้วไงว่ามีธุระ”

“ธุระกับกูไงสัด” หูยนี่กูลืมได้ไงวะว่ามีธุระกับมึง เชี่ย ใช่ที่ไหนเล่า ปล่อยกูดิวะ ไอ้บูมมันมองกูตาขวางแล้ว แต่เอ๊ะ...ทำไมมันไม่ตามมาวะ ผมได้มองคนที่คล้อยหลัง โดยที่อีกฝ่ายได้แต่ยืนนิ่งจนลับสายตาไป




“ทางไหน”

“ฮะ?”

“ร้านโจ๊ะมึงทางไหน”

“โจ๊กมั้ยล่ะมึง อย่ามาลิ้นไก่สั้นแถวนี้” ถ้าจะโจ๊ะกันจริงๆมึงต้องไปที่เตียงกรู ติงเสร็จผมก็ชี้ไปที่อีกฟากของถนน “นั่นน่ะ ร้านที่คนต่อคิวเยอะๆ”

“โจ๊กหมูหรืออาฟเตอร์ยูเมืองไทยวะ” ไอ้เรวะมันอุทาน จริงของมันคิวต่อแม่งยาวเข้าขั้นเชียงใหม่-สุไหงโกลก เช้าๆอย่างนี้บางทีหาของกินลำบากต้องเข้าใจ ส่วนใหญ่คนมักจะฝากท้องไว้ที่ร้านของกินง่าย อย่างข้าวมันไก่ ร้านโกปี๊กาแฟโบราณข้างทาง หากแต่ร้านที่ผมพามามันเสือกอร่อยและฮิตในหมู่นักศึกษาย่านนี้ คิวมันเลยยาวได้ยาวดีไงล่ะ

“เปลี่ยนใจไม่กินก็ได้นะ” เข้าทางกูเลย

“กิน กูมีเวลาถึงบ่าย” แล้วถามกูมั้ยว่ากูมีเรียนตอนไหน จะเรียกว่าโชคดีก็ได้เพราะความที่ไม่อยากอยู่ใกล้ชิดกับเรวะเกินสิบสองชั่วโมงเลยทำให้ผมออกจากห้องมาก่อนเวลาเรียนถึงสองคาบ ยอมจำใจทนเป็นเพื่อนกินมันต่อไปจะได้จบๆ

ไม่รู้นะ ผมรู้สึกได้ว่าร้านที่ดังๆมันจะมีระบบจัดการถ่ายคนเข้าร้านอย่างรวดเร็ว การที่พลพรรคนักปั้นหมู นักกวนข้าว และนักเสิร์ฟ ผสานกำลังกันทำงานจนหน้าดำคร่ำเครียดมันเลยทำให้แถวที่ต่อเคลื่อนที่ไปเรื่อยย่นระยะพวกเราจนเกือบถึงคิว

“มึงจะสั่งอะไร”

“โจ๊กหมูใส่ทุกอย่างพิเศษ แล้วมึง...”

“เอาเหมือนมึง” เลียนแบบกูอีก “กูอยากกินตับ”

“กูชักอยากกินแค่หมูอย่างเดียวแล้วว่ะ” สมงสมองกูไปทางนั้นตลอดถ้าเป็นคำพูดของเรวะ

“เอาดิ ถ้าอยากกินมึงบอก เดี๋ยวกูแบ่งตับให้”

“ช่วงนี้หมอบอกให้งดเครื่องใน ตรวจพบคอเลสเตอรอลในเลือดสูง”

“มึงเนี่ยแก่เกินอายุเนอะ” ไอ้เรวะหัวเราะ เออกูยอม ถ้าข้ออ้างนี้จะทำให้กูไม่ต้องกินตับมึง ไม่ปล่อยให้ผมเสวนากับคนตรงหน้านานเด็กรับคิวก็เดินมาหา

“กิคงคับ” เสียงทักฟังสำเนียงไม่ชัด ดูท่าว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าว

“สองคนครับ” ชูสองนิ้วประกอบเพราะเสียงมันจ๊อกแจ๊กจอแจเกินจนกลัวอีกฝ่ายไม่ได้ยิน

“ถ่ะมะมีที่พี่แย่กโต๊ะกันดั้ยมั้ย”

“ยินดีครับ อะโอ๊ย ทำเชี่ยไรวะ” เกือบคิดว่าเข้าทางกูแล้วเชียว แต่ไอ้เรวะแม่งเสือกเอาศอกมากระแทกซิกแพคผมแบบไม่ออมมือ

“โต่ะลงเยกันได้ช่ะมะคับ” เฮ้ยเดี๋ยว ใจเย็น มึงพูดช้าชัดๆก็ได้ไอ้เด็กรับคิวกูไม่รีบ

“เยไม่ได้ครับ เพื่อนผมมันหมายถึงยินดีที่จะรอ เพราะพวกเราไม่เคยเยกันกินข้าวครับ” ว้อยยแยกเว้ยไม่ใช่เย แล้วกูเคยกินข้าวกันมึงที่ไหนนน

ด้วยความโชคร้ายหรือดวงซวยขั้นสุด คนคู่หนึ่งที่กินเสร็จเพิ่งลุกจากโต๊ะ ณ ขณะที่พวกเรากำลังเถียงกันพอดี

“ตงนั้นลุกพอดี เพ่ะม่ะต้องเยกันแล้วนะคับ” ถึงลุกไม่ลุกกูก็ไม่เยกันอยู่แล้ว!!!

“ไปมึง เข้าไปได้แล้ว” นี่กูมาร้านโจ๊กหรือมาโรงแรม ใครก็ได้ช่วยบอกที ผมเดินตามเรวะเข้าไป มันจับข้อมือผมไว้อย่างกับกลัวจะหาย กว่าจะปล่อยได้ก็นั่น...จนกระทั่งมาถึงโต๊ะ

“สั่งอะรัยเดคับ”

“โจ๊กหมูพิเศษใส่ทุกอย่างสอง แล้วก็ปาท่องโก๋จานนึง” ไม่ต้องบอกไอ้เรวะก็สั่งให้ผมเสร็จสรรพ

“เศษหมูทุกอย่างสอง!! โก๋จาน!!” เออ...นี่แหละความพิเศษของร้านนี้ เวลาสั่งพิเศษแต่ละทีอย่างกับกูเป็นสัมภเวสีมาขอเศษหมูกิน ช่วงที่เริ่มมีช่องว่างระหว่างการรออาหารผมแสร้งทำเป็นหยิบมือถือขึ้นมาสนใจดูแต่โลกโซเซียล จงใจหนีการเสวนาพูดคุยกับอีกฝ่าย หากแต่ปลายสายตายังคงเหลือบมองคนตรงหน้าเป็นระยะเผื่อมันยึกยักทำอะไรแปลกๆใส่ผมอีก แล้วก็ให้ได้แปลกใจในเมื่อเรวะมันไม่ได้มองหน้าผมแต่กำลังทำหน้านิ่งๆหันไปอีกทิศหนึ่ง พลางชูสองนิ้วแบบบรรยากาศโคตรไม่เข้ากับหน้าตามันสักนิด

“ทำบ้าอะไรวะ”

“โพสให้กล้อง”

“ฮะ!!”

ประสาทตอบรับอัตโนมัติไวเท่าแสง มันสั่งการให้เรดาห์จับทิศทางไปยังอีกฟากของโต๊ะ อูยยยย กูโดนเข้าให้แล้วไงมาเต็มคันรถเลยครับ ไหนจะเจ๊แนนซี่ เจ๊มินนี่ พี่หอย น้องผิง พวกแก๊งเจ๊ดิ๊บซี่ที่อยู่ในเครือเพจคิ้วท์บอยมากินโจ๊กกันยกคณะ ทำไมตอนเดินเข้ามากูไม่เห็นวะ ผมรีบหันกลับมาหลอกลวงตัวเองว่ายังมองไม่เห็น สยองว่ะไม่รู้ว่าคราวนี้จะโดนคำโปรยใต้ภาพอะไรอีก แต่โดนแชะไปแล้วไงจะเดินหนีตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว

“เชี่ย อย่าไปมองดิวะ”

“แต่เขาโบกมือเรียก”

“มึงก็ไม่ต้องสนใจทุกคนที่โบกมึงเสมอไปก็ได้

“แต่ถ้าเป็นมึงโบกกูจะสนใจเป็นคนแรกเลย”

“...” ประโยคนี้ทำกูอึ้ง แม่งอ่อยกูได้อ่อยกูดี แต่จู่ๆคนตรงหน้าก็เปลี่ยนท่าทีมาเป็นลุกลี้ลุกลนแบบแปลกๆ ก่อนเอ่ยประโยคนึงออกมาแบบโคตรพลิกลิ้น ผิดจากคนจริงที่ยอมยืนรอกินโจ๊กหมูแบบไม่แยกโต๊ะคนเมื่อกี้ลิบ

“กลับกันมั้ย”

“หา?”

“ไปเถอะ” ไอ้เรวะลุกขึ้นกะทันหันพลางพยายามจะฉุดมือให้ผมตามไปด้วย

“เชี่ย เดี๋ยวดิวะ”

“...”

“เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย”

“เปล่า”

“งั้นก็นั่ง”

“...” เรวะสั่งให้นั่งได้ แต่ผมไม่สามารถอ่านจิตใจมันได้

“จู่ๆเป็นอะไรขึ้นมา โจ๊ะมึงล่ะไม่กินแล้วหรือไง” เล่นมุกพูดไม่ชัด เผื่อคนตรงหน้าจะอาการดีขึ้น แต่ทว่า...

“กูไม่ค่อยอยากโจ๊ะแล้ว” จ๋อยแดก เฮ้ยเกิดอะไรขึ้นกับเรวะ หรือว่า...

“หรือคนที่ชื่อบอมมันมา” เดาส่ง เดามั่ว เดาไปทั่วเผื่อจะถูก ไอ้คนถูกถามก็ทำตาโตใส่ผมเหมือนอย่างเคยไปสิครับ

“เปล่า...ไอ้บอมไม่ได้มา”

“แล้วมึงเป็นอะไร”

“กูไม่ได้เป็นอะไร”

“กูหมายถึงมึงเป็นอะไรกับคนที่ชื่อบอม” ตอนแม่ผมท้องคงแดกเผือกกวน เผือกฉาบ เผือกเคลือบน้ำตาลไปเยอะ ลูกถึงได้ออกมาช่างเผือกสไตล์เนียนๆขนาดนี้ ไอ้เรวะมันเงียบพลางจ้องหน้าผมนิ่ง คิดว่าจะตกใจแต่ที่ไหนได้มันกลับยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้น พลางทำสายตาได้กวนส้นตีนขั้นสุด

“อยากรู้เรื่องของกูขนาดนั้นเลย”

“...!!”

“ถ้าอยากรู้ขนาดนั้นกูบอกให้ก็ได้ ไอ้บอมน่ะมัน...”

“ป๊ะต้งโก๋คับ!!” อยากกลิ้งลงไปก้มกราบเด็กเสิร์ฟให้ถึงใจพี่ชายคนนี้ ทันทีที่แม่งโยนปาท่องโก๋มาพร้อมจาน กูไม่นึกคร้านจะยัดเข้าใส่คนตรงหน้าในจังหวะที่อ้าปาก ไอ้เรวะถึงกับติดคอตาเหลือกกระเดือกไม่ลง เลยประวิงเวลาหน้าบางๆของผมไปได้สามวิฯ

“แดกไปเงียบๆ ไม่ต้องพูดแล้ว” เจ้าตัวยกมือขึ้นแยกอีกซีกออกมาพลางเคี้ยวตุ้ย ดูแค่นี้กูรู้เลยว่าแม่งแอบยิ้ม

“ปาท่องโก๋มึงอร่อยเนอะ”

“กูบอกให้แดกไปไม่ต้องพูด...อู๊!!”

“กูป้อนให้บ้าง”

“!!!” เสียบเข้ามาพร้อมนิ้วที่โดนปากผมเต็มๆ “ตอบแทน” กูตอบเองได้ มึงไม่ต้องมาตอบแทน

ฮ่วย เหนื่อย...

พอปาท่องโก๋ของสองเราบินมาเสิร์ฟได้ไม่นาน โจ๊กเศษหมูสองชามก็ตามมา จากที่จะเดินออกไปไอ้เรวะเลยถอดใจลงจอดที่เก่า นั่งเขี่ยโจ๊กคลายร้อนเหงาๆพลางฉีกปาท๋องโก๋ใส่ชามของตัวเอง

“วันนี้เริ่มเรียนวิชาบำเพ็ญประโยชน์แล้ว” เกริ่นนิด มันน่าจะรู้แหละ ตารางเรียนตัวเองแท้ๆต้องจำได้ดิ

“อ้าวเหรอ”

ฮะ?

เหลือบตามามองแล้วหันไปนั่งตักโจ๊กกลบปาท่องโก๋แบบโคตรเฉย หรือกูจะเข้าใจผิดดูตารางเรียนพลาดวะ ก็ไม่นี่หว่าเช็คมาอย่างดีแท้ๆ

“มึงจะเข้าเปล่า”

“ถ้าเข้าก็เห็น” ถามเพราะต้องการคำตอบแบบนี้จากมันเหรอ ถามเพื่อ!!

“ขอคำตอบอะไรที่มันเป็นรูปธรรมกว่านี้ได้มั้ยวะ”

“อย่างเช่นว่า”

“จะเข้าไม่เข้าอะไรแบบนี้”

“โจ๊กมึงอร่อยจริงๆว่ะ”

“อย่าเปลี่ยนเรื่อง” ทำไมมันชอบไม่ตอบคำถามผมวะ

“วิชานี้โดดได้กี่ครั้ง”

“อาจารย์แม่ไม่เช็คชื่อแต่มึงต้องสะสมชั่วโมงทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้ครบไม่งั้นเอฟ”

“งั้นมึงคงไม่ได้เจอกูแล้วล่ะ”

“...”

“ดีใจป่ะ”

“...”

โหวงขึ้นมาทันที เหมือนมีอะไรมาอัดลิ้นปี่ให้หายใจไม่ออก มันว่าอะไรนะ มันบอกว่าผมจะไม่ได้เจอมันอีกแล้ว ผมนิ่งไป ท่าทีแสดงออกของผมมันคงชัดเจนเกินเหตุ เรวะถึงกับต้องวางช้อนยื่นหน้าเข้ามาใกล้

“เม่น...มึงเป็นอะไรรึเปล่า”

หึ...ยื่นมาให้กูก็ฟาดฝ่ามือเข้าไปที่ท้ายทอยสิครับ

“เชี่ย!!”

“ดีใจกะผีดิสัด วิชาบำเพ็ญประโยชน์ ทำกิจกรรมคู่ ถ้ามึงเสือกโดดกูก็โดนหางเลขไปด้วย สามปีที่พากเพียรอดตาหลับขับตาเรียนหวังเพียงเกียรตินิยมอันดับหนึ่งกูจะสูญสิ้นก็เพราะมึงเหรอวะ!”

“อูย มาเป็นชุด ใจเย็นดิวะ กูแค่ล้อเล่น” ยังมีหน้ามายิ้มอีก นี่กูกำลังหงุดหงิดมึงเข้าใจ๊

“ล้อเล่นบ้านมึงดิเสือกทำหน้าจริงจัง แล้วเด็กเกเรอย่างมึงบอกว่าไม่จะมาเรียนเลยกูเชื่อนะโวะ...”

“แดกโจ๊กไป จะได้ใจเย็น” ไอ้เรวะแม่งยัดช้อนโจ๊กในมือมันเข้าปากผม ควันฉุยขนาดนั้นเสือกจะยังบอกให้กูใจเย็น จะพ่นไฟอยู่แล้วเว้ย หมูสับสองก้อนถูกช้อนตักลอยมาใส่ชามผม “กูยกให้ มึงจะได้ให้อภัยกู”

“...” ตาขวางใส่ดิ หมูสองก้อนมึงคิดว่าจะคุ้มกับลิ้นปี่กูที่โดนทำร้ายเหรอวะ?

“เอ๊า ไม่พอเหรอ อะอะเอาไปอีกสองก้อน นี่กูให้หมดหน้าตักแล้วนะ”

“...”

“เชี่ยเงียบอีก งั้นมึงเอาปาท่องโก๋กูไปด้วยเลย”

“...”

“ตับๆ กูยกตับให้”

“...” มึงเอาตับอ่อนกูไปกินมั้ย?

“งั้นไข่ๆ...”

“พอ...มึงหยุดเลยไอ้เรวะ” ยกมือดันช้อนตักไข่ที่เกือบจะลอยหวือมาใส่ชามผม “นี่มึงจะฆ่ากูใช่มั้ย”

“ฆ่า? ตรงไหน?”

“บอกแล้วไงว่ากูลดเครื่องในช่วงนี้”

“ไม่เป็นไรถ้ามึงสลบไป กูจะปั๊มหัวใจ แล้วพาไปส่งให้ถึงโรงพยาบาล”

“สัดรักกูมากเลยนะมึง”

“เรื่องเฝ้าไข้ให้เป็นหน้าที่กู แต่ถ้าดูแล้วอาการไม่ค่อยดี กูจะจองศาลาสี่เตรียมเผาให้ในวันเดียว” จะขำก็ขำไม่ลง ปลงกับมุกของไอ้เรวะ นั่งก้มหน้ากุมขมับจนเผลอหลุดยิ้มออกมาเอง

“มึงนี่เชี่ยจริงๆ”

“เพราะเชี่ยไง ถึงไม่มีใครอยากคบกู”

“...” หืม?

“แดกกองทัพคอเลสเตอรอลของมึงต่อเถอะ มีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ”

สั่งจบก็ตั้งหน้าตั้งตากินโจ๊กที่แทบจะเหลือแต่ข้าวต่อ ปล่อยให้ผมมองกำแพงที่จู่ๆก็ถูกสร้างขึ้นมากลางอากาศกั้นขวางพวกเราไว้ทั้งคู่ ไม่ให้ผมสู่รู้เรื่องราวของคนตรงหน้า...คนที่ชื่อว่ามนายุอีก



“อิ่มฉิบหาย”

“แต่กูไม่อิ่มเลย”

“เพราะมึงแหละตัวดี โยนมาให้กูอยู่ได้ แทนที่จะเก็บๆไว้กินเองบ้าง”

“ถือว่าชดเชยกับจำนวนวันที่กูจะไม่เข้าคาบกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ละกัน” คว้าข้อมือมันไว้ไวเท่าแสงแถมไม่ออมแรงกำแน่น

“งั้นวันนี้กูยอมโดดคาบเช้า”

“หา?”

“มึง-ต้อง-ไป-กับ-กู”

“เชี่ย”

“ไม่เข้าใจ ทำไมถึงไม่ไปเรียนวะ คิดบ้างดิแม่ส่งมึงมาเรียนนะ ไม่งั้นจะขวนขวายจนมาได้ถึงมหา’ลัยขนาดนี้เหรอ”

“กูส่งตัวเองมาเรียนต่างหาก”

“ฮะ?”

“อยากเป็นพ่อกูอีกคนหรือไงเม่น”

“กูเปล่าเว่ย” กูก็ไม่ได้อยากเสือกเรื่องชีวิตมึงมากนักหรอก

“แต่ถ้ามึงเป็น มึงคงครองแชมป์หลายๆอย่างที่เป็นคนแรกของกู”

“...” สาบานได้ว่าไอ้เรวะมันพูดภาษาคน แต่ที่กูงงมันคืออะไร

“มึงจะเป็นเพื่อน พ่อ และคู่นอนคนแรกของกู”

“เชี่ย สัด ลามกแล้วมึง” ขนลุก

“ทำไมพึ่งมารู้สึกตัวเอาตอนนี้ เราได้กันไปแล้วนะ”

“ได้เชี่ยอะไร”

“ได้นอนด้วยกันไง”

โว้ยยย กูเกลียด นี่มันไม่ใช่สองแง่สองง่ามแล้ว สิบสามแง่สิบหกง่ามเลยเหอะพูดจาแบบนี้น่ะ ดีนะไม่มีใครอยู่ละแวกใกล้ มีแค่หมาตัวน้อยตัวเดิมเจ้าเก่าในมหา’ลัยกับต้นไม้ใบหญ้า...หมา...อ้าวเวรละ ไอ้เรวะมันไม่ถูกกับหมาตัวนี้นี่หว่า

“งืดๆ” เสียงกลั้วในลำคอของน้องหมาดังมา พอมันเห็นพวกเราเท่านั้นแหละ ทำท่าขู่ฆ่าแถมตะบี้ตะบันวิ่งเข้าหาราวกับพลังบ้าเข้าสิง แยกเขี้ยวยิงฟันเข้าใส่ กูนี่สับเกียร์ถอยหลังตั้งการ์ดด้วยอารามตกใจ จะให้กูไปฉีดยารอบสะดือเอาตอนนี้ ตอนที่หมาเลียตูดไม่ถึงแล้วเนี่ยสัดเอ๊ยอายชาวบ้านตาย

“ไอ้เม่นมึงหยุด!” หยุดบ้านมึงดิ วิ่งมาขนาดนี้แล้วไม่ให้กูหนีได้ไงวะ!! แต่พอหันกลับไปไอ้เรวะไม่ได้คุยกับผม มันยืนนิ่งๆปล่อยหมากัดขา...เอ๊ย แบบนี้มันเรียกว่าคลอเคลียนี่หว่า เฮ้ยๆๆได้ไงวะ สุดท้ายมันหันมาทางผมที่ห่างออกไปสองช่วงตัวแล้วกวักมือเรียก

“มึงมาเหอะ เม่นมันไม่กัดคนชื่อเดียวกันหรอก” สัด!!เมื่อกี้มันไม่ได้เรียกผมมันเรียกหมา???

“ทำไมชื่อเหมือนกูวะ”

“ตอนแรกก็ไม่มีชื่อหรอก กูเพิ่งตั้งให้” เหี้ยตัวการมันอยู่นี่ ไอ้หมาตัวกระจ้อยจากที่ทำท่ากร่างตัวเท่าบ้านแม่งอย่างกับแลสซี่เพื่อนรักนัวเนียหนุบหนับอยู่กับขาของไอ้เรวะมันท่าเดียว

“ทำไมเชื่องกับมึงขนาดนี้”

“ปกติมันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่มึงไม่เห็น”

“แต่วันก่อนมึง...”

“วันก่อนมันดื้อ ซน จะวิ่งลงถนนท่าเดียว กูเลยต้องเตะสั่งสอนมันนิดหน่อยจะได้จำ” รักวัวให้ผูกรักหมาให้เตะ วันก่อนที่ผมเห็นเรวะมันเตะตัดขาหมาน้อยนี่ก็เพราะกำลังไล่ให้มันไปเดินบนฟุตบาทเหรอวะ

“...”

“งงดิ”

“...”

“ไม่คิดว่ากูจะเป็นคนดีใช่มั้ย”

“ใช่เลย” จบประโยคไอ้เรวะมันมองหน้าผมแบบทึ่งๆ ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาหนักหน่วงมาก เจ้าตัวกุมท้องขำไม่หยุด สุดท้ายก็เงยหน้าขึ้นมามองผม

“มึงเป็นคนตรงๆดีว่ะ กูชอบ”

“...” แต่กูไม่อยากให้มึงชอบว่ะ ยังมีขำต่ออีกเหยดแหม่

“กูน่ะ เป็นคนดีมาสองปีแล้ว แต่แค่ไม่มีใครรู้เท่านั้นเอง”




เด็กโดดเรียนในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่โดดงานให้วันหน้า อย่ามาใช้ทฤษฎีนี้กับผม เพราะกูที่เป็นเด็กดีเพิ่งโดดคาบแรกของวันไปเมื่อกี้นี้เอง ผมกลับมานั่งที่คาเฟ่ของแม่ไอ้เรวะ ฆ่าเวลารอมันอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ากลัวมันจะหายหน้าไปแบบไม่บอกกล่าว เลยกลายเป็นหมาเฝ้าเจ้าของนั่งซดคาปูร้อนๆแก้ง่วง จนกระทั่งเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง

Rrrrrrrrrrr

พลิกหน้าจอดู ไอ้คีย์โทรมา คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ไม่เห็นกูตอนเช้าล่ะมั้ง

“ไงมึง”

[ไม่ไงว่ะ มึงอยู่ไหนวะ ทำไมไม่เข้าคาบเช้า]

“ติดธุระกะทันหันเลยเข้าไม่ได้ มึงโทรมามีอะไร”

[ไอ้หงส์กับไอ้ต๊อบจะไปแดกเสต็กที่หน้ามอกัน มึงจะไปด้วยมั้ย]

“พวกมึงไปกันเถอะ กูกินอิ่มมาจากหอแล้ว”

[อิ่มมากป่ะ]

“หา? ถามอะไรแปลกๆวะ ก็ต้องอิ่มดิ” ถึงไม่ไปแดกเที่ยงกับพวกมึงไง

[เปล่า กูก็แค่ถามเผื่อไว้ เผื่อมึงไม่อิ่มมากจะได้รอให้มึงออกมาด้วยกัน]

“เออ อิ่มจนท้องจะแตกตายห่าอยู่แล้ว พวกมึงไปแดกเหอะ เออแค่นี้”

ผมวางหูไป กลิ่นแม่งไม่ค่อยดีว่ะ หืม? เออกลิ่นเริ่มดีแล้วกลิ่นหอมๆนี่มันมาจากไหนวะ ฟุดฟิด หาทิศของลมได้หมุนหัวไปกะจะพิสูจน์ว่ากลิ่นอะไร

“เชี่ย!!”

“ยิ่งกว่าไอ้เม่นอีก ชอบดมตามกลิ่นของกินเรื่อย” ไอ้เรวะในชุดนักศึกษามันเดินมาประชิดพร้อมถาดของกิน สปาเก็ตตี้...เดาว่าขี้เมาไก่มั้ง กลิ่นมันเมาๆยังไงก็ไม่รู้ “แดกนี่ก่อนแล้วค่อยไป”

“ไอ้เม่นที่มึงว่านี่หมายถึงหมาใช่มั้ยวะ”

“หรือจะให้หมายถึงมึง”

“อยากให้มึงเลิกเอาชื่อเล่นกูไปตั้งชื่อหมามากกว่า”

“งั้นกูเอาชื่อเล่นหมามาตั้งชื่อมึงแทนละกัน”

“สัด”

“เอากินซะ จะได้ไปเรียนอย่างที่มึงอยากให้เรียนไง”

“ไม่ได้ยินกูบอกเพื่อนหรือไงว่ากูอิ่ม” เพราะโจ๊กมึงนั่นแหละ

“กูถึงได้เอามาจานเดียวไง มา แบ่งกัน”

ถอนหายใจไว้อาลัยให้กับความดื้อด้านของมัน ไอ้เรวะมันวางถาดลงโต๊ะ เหมือนเตรียมมาพร้อมมาก เพราะมีจานเล็กๆวางแยกออกมาอีกสองอันพร้อมช้อนส้อม

เออกินๆไปจะได้จบ ผมหยิบส้อมขึ้นมาตักแยกสปาเก็ตตี้ที่วางระหว่างเราทั้งคู่ ไอ้เรวะหย่อนตัวลงข้างเคียงแล้วเริ่มลงมือกินบ้าง ตักคำแรกแม่งต้องสาวยาวขึ้นไปถึงเพดานกว่าจะแยกออกมาได้ไม่รู้แม่ครัวมือดีมาจากไหนลวกยังไงให้เส้นไม่ขาดได้วะ สักพักเริ่มรำคาญผมเลยคว้าจานเลื่อนมาใกล้ตัวเล็กน้อย พลางกินมันแบบอินดี้ไม่ต้องมีแยกจงแยกจานมันแล้วเดี๋ยวกล้ามขึ้นแขนตึงจดเลคเชอร์ไม่ได้กันพอดี เหลือบมองปลายสายตาก็เห็นคนข้างๆทำเลียนแบบผม จะขำก็ขำ พฤติกรรมมันชวนงกเงิ่นชะมัด หึไอ้ขี้ลอก เอาเหอะกูไม่จดลิขสิทธิ์ นั่งดูดเส้นปรู๊ดปร๊าดจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ ณ ชั่วเสี้ยววินาทีนั้นแหละ

“สัด!!”

“เชี่ย!!”

ไม่ใช่เจอแมลงสาบในจานอาหาร แต่มันเป็นปรากฏการณ์~ เฮียโต๋ อย่ามาเล่นแถวนี้ กูซีเรียส ใครมาฉายหนังทรามวัยกับไอ้ตูบแถวนี้วะ แต่กูขอตั้งชื่อเรื่องว่า ‘ทรามสัดรัสเซียกับไอ้เชี่ยเม่น’ ได้มั้ย เวรเอ๊ยฉากกินสปาเก็ตตี้ในตำนานของเลดี้กับแทรมป์แม่งพังทลายไม่เป็นท่า กลายมาเป็นฉากสยองขวัญของผมกับเรวะ ที่จะจำไปจนวันตาย ณ วันนี้และเวลานี้แหละ

...ใครก็ได้ขอน้ำยาบ้วนปากที...เมื่อกี้ สาบานเลยว่า...


...ปากผมแม่งแตะโดนปากไอ้เรวะมันนิดนึง...

...TBC...

+++++++++++++++++++


ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 8 :: เรื่องมันเหี้ยรินเบียร์ให้เพื่อน


“แยกกันเดิน มึงอ้อมไปประตูตรงห้องน้ำฝั่งโน้น เดี๋ยวกูเข้าฝั่งนี้ แล้วอย่าตุกติกหนีไปเชียวล่ะ”


ผมกับคู่หูมาถึงตึกเรียนรวมหน้าห้องเรียนวิชาบำเพ็ญประโยชน์แล้ว แต่เดี๋ยวก่อน งานนี้เตี๊ยมกันไว้ก่อน ต้องเอาให้เนียนที่สุด เนียนว่าผมไม่ได้มากับไอ้เรวะมัน แต่ดูท่าอีกคนจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือสักเท่าไร

“ทำไมต้องเดินไปเข้าอีกทางด้วย ประตูก็อยู่ตรงหน้าแค่เนี้ยะ”

“เออน่ะ เพื่อความสบายใจ”

“ใครสบายใจ”

“กูเนี่ยแหละ” อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองอยู่สักพัก ก่อนยอมหมุนตัวเดินไปอีกทาง เออว่าง่ายอย่างนี้ดิ ถึงจะน่ารัก...

...น่ารัก...

“เชี่ยละ” สะบัดหัวไล่ภาพสปาเก็ตตี้ขี้เมามึงออกไปซะ เข้าห้องเรียนเว้ย เข้าห้องเรียน

โป๊ะเชะกับจังหวะที่ผมเปิดประตูเข้าไปไอ้เพื่อนตัวแสบมันก็วิ่งไล่ลงมาจากสโลป หน้าตาแม่งตื่นมาเชียว ตื่นเต้นเหมือนเจอเรื่องอะไรสนุกๆเข้าให้แล้วซี

“ไอ้เพื่อนเม่น!!” เป็นไอ้ต๊อบที่มาถึงตัวผมก่อน ไอ้นี่แม่งขาบอลประจำหอ วิ่งไวกว่าใครเพื่อน หมายถึงโพยบอลนะ

“เดินลงมาดีดีก็ได้มึง แล้วแค่โบกกูก็เห็นแล้วมั้ย ไม่ต้องลงมาต้อนรับอะไรขนาดนี้ก็ได้”

“กูกลัวเพื่อนกูไม่เห็น”

“ใครวะจะไม่เห็นห้องโล่งขนาดนี้”

“เพราะความรักกำลังทำให้เฮียเม่นตาบอด”

“ฮะ?”

“โธ่เอ๊ย ไม่ต้องเล่นใหญ่ขนาดนั้นก็ได้ครับเพื่อนเม่น” คราวนี้เป็นคู่หูอีกตัวที่เดินตามไอ้ต๊อบมา ขาไอ้หงส์แม่งสั้น สองก้าวของมันเทียบเท่าเพื่อนรักมันหนึ่งก้าว มันเลยสับเท้าตามมาเป็นระวิง “เปิดประตูเดินเข้ามาเฉยๆก็ได้”

“พวกมึงพูดเรื่องอะไรกัน”

“นู้น ไอ้คีย์แม่งเดินไปรับแฟนมึงแล้ว”

“ฮะ? แฟนกูคนไหน”

“คนที่เปิดประตูหัวใจเข้ามาพร้อมๆกับมึงไง” สัด ไม่เนียนขั้นสุด สวรรค์ชั้นไหนรังสรรค์ให้ไอ้เรวะมันเสือกขายาวสาวไปถึงด้านหนึ่งอย่างไว แล้วเปิดประตูเข้ามารับความสดใสของไอ้เชี่ยคีย์พร้อมๆกันกับที่ผมเจอไอ้ต๊อบกับหงส์อย่างนี้วะ

“เฮ้ย แค่บังเอิญพอดีกันรึเปล่าวะ พวกมึงน่ะคิดมาก” เหมือนมีก้อนอะไรมาติดคอ ยิ้มแห้งๆ จนตอนนี้หน้ากูค้างอยู่ท่าเดิมแล้ว

“อ๋อ แค่พอดีกันโนะ พอดีกินโจ๊กร้านเดียวกัน พอดีป้อนปาท่องโก๋กัน แล้วก็พอดี๊พอดีแบ่งตับให้กัน”

“ตับ ตับตับ ตับตับ” โหยแม่มท่าหอยตลับพับฝาลอยขึ้นฟ้าก็มา แต่นั่นมันคุ้กกี้เสี่ยงทายเปล่าวะ

“ตับบ้านมึงดิ ไร้สาระ กลับสโลปมึงได้แล้ว”

“ตับบ้านกูหวานนะ”

“กูไม่อยากแดก” พอไอ้สองตัวมันเลิกวอแว ผมก็เริ่มตามตูดมันไป สงสัยคงหนีไม่พ้นแก๊งไอ้พี่ดิบมันเอาผมไปปู้ยี่ปู้ยำในเพจมันแน่ๆ แต่ละคำที่ไอ้คู่หูมันพูดออกมาอย่างกับเล่าเหตุการณ์ได้เป็นฉากๆ เสียหมาก็คราวนี้แหละกู

ระหว่างทางก่อนก้าวขึ้นขั้นแรกผมเหลือบไปมองทางอีกฟาก ไอ้คีย์ยังคงยืนอยู่ที่เดิมกับเรวะ เฮ้ยแม่งยืนทำอะไรกันวะ

“มีอะไร” เสียงของไอ้เรวะดังแว่วเข้าหูผม

“เปล่า กูแค่จะมาชวนมึงไปนั่งด้วย”

“กูนั่งคนเดียวได้” เฮ้ย ไหงไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขนาดนั้นวะ ไอ้พ่อบ้านใจกล้าแม่งหน้าเจื่อนไปโดยปริยาย ไม่ได้การแล้วผมต้องช่วยเพื่อน

“ไอ้คีย์มันก็นั่งกับกูเนี่ยแหละ ทำงานคู่กับกูมึงก็มานั่งกับกูดิวะ” ตะโกนแทรกออกไปก่อนที่บรรยากาศมันจะมอดไหม้ไปมากกว่านี้ พอได้ยินแค่นั้นไอ้เรวะก็เดินผ่านตัวไอ้คีย์มาแบบไม่ฟังอีร้าค้าอีรม มันพุ่งตัวมาหาผมตรงดิ่งจนน่ากลัว

“เฉียบเลยเพื่อนกู”

“ในที่สุดก็ได้เห็น ไอ้เรตัวเป็นๆฟังตามคำสั่งเจ้าของ กูตายตาหลับแล้ว”

“เดี๋ยวมึงจะได้ตาย แต่ตายแบบตาไม่หลับเนี่ยแหละ” อยากยกมือขึ้นฟาดกบาลพวกมันฉิบหาย แต่ก็ทำได้แค่ข่มขู่

“เพื่อนกู ตั้งแต่ได้เมียเนี่ยเกรี้ยวกราดขึ้นเยอะนะครับ”

“มึงหยุด” พอชี้นิ้วห้าม มันก็ทำตามสั่ง อาจเป็นเพราะเรวะมันเดินมาถึงตัวผมแล้วก็ได้มั้ง เฮ้ยพวกมึงควรกลัวนี่ กลัวกูคนนี้ดิวะ ไม่ใช่ไอ้เรวะ

“เม่น”

“หูยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย” เอาให้ยาวไปถึงโลกหน้าเลยนะ ส่งเสียงแซวกันได้แซวกันดี

“ไร”

“มึงนั่งไหน”

“ตรงนั้น” ชี้นิ้วไปทางที่เห็นกระเป๋าไอ้พวกเชี่ยต๊อบมัน

“กูนั่งข้างมึง”

“กิ๊วๆ ก๊าวๆ”

“ชิดริมซ้ายเลยครับที่นั่งแอบหลับประจำของไอ้เม่น”

“สัดกูตั้งใจเรียน ไม่เคยหลับ” มีแต่พวกมึงเนี่ยแหละ ที่เอาแต่กดโทรศัพท์กับแอบหลับในห้อง

“หึ” ไอ้เรวะมันขำกูอีกแล้ว นี่เห็นกูเป็นตลกหรือไงวะ ตลกอยู่มั้ย ตลกอยู่มั้ย ....อยู่ตรงนี้ไง ชื่อเม่น เถิดเทิง





ถึงจะบอกไม่เคยเกเรขี้เกียจเรียน แต่วันนี้เล่นเอากูตัวเกร็งขยันเป็นพิเศษเลย เพราะมีไอ้เรวะมันนั่งอยู่ข้างๆ กับไอ้สองตัวเพื่อนรักที่ขยันแซวกูได้ตลอดคาบมากกว่าเรียนเสียอีก ส่วนไอ้คีย์แม่งจัดชิดริมติดเมียมันไปอีกฟาก เพราะเมียมันยังกระดากไม่กล้านั่งกับเพื่อนร่วมเอก รู้เลยสายตาแยมไม่คุ้นเคยและดูแปลกใจทุกครั้งที่เรวะคุยกับผม

“สรุปต้องไปไล่หากิจกรรมแล้วทำให้ครบชั่วโมงเหรอวะ น่าเบื่อสัด” ไอ้หงส์บ่นกระปอดกระแปดเสียงเหนื่อยอ่อนยามรู้ถึงการบ้านตลอดหนึ่งเทอมที่อาจารย์แม่มอบหมายมา

“ตอนจะลงมึงก็ทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอวะ” ก่อนลงก็ปรึกษากันแล้วแท้ๆ

“รู้งี้กูเข้าสแตนด์เชียร์ตั้งแต่ปีหนึ่งให้มันจบๆดีกว่า”

“มึงทำได้นะ” ไอ้ต๊อบตอบ

“ยังไงวะ” หน้าเพื่อนแม่งระริกระรี้ขึ้นมาทันควันเหมือนเจอความหวังสุดท้าย พลางเขย่าแขนเพื่อนชายเป็นระวิง

“ไปซิ่วแล้วเข้าใหม่”

“เชี่ยต๊อบกูจะทำอย่างนั้นทำไมให้โง่วะ”

“เออ ก็ไม่โง่นี่หว่า”

“สัด” เออกัดกันเข้าไป อย่าพุ่งประเด็นมาใส่กูตอนนี้ละกันเพราะกูกำลังจะหันไปหาเรวะ

“มึงคิดได้รึยังว่าอยากจะทำอะไร” พวกค่ายอาสาก็จะงานหนักหน่อยแต่ชั่วโมงได้เป็นวันๆเพราะต้องไปทำกิจกรรมต่างจังหวัด ส่วนกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์รายย่อยก็ต้องทำถี่ๆไม่งั้นไม่มีทางเก็บหมด อาจารย์แม่กับผู้มีประสบการณ์ในการเรียนเขาว่ากันงั้น

“กูไม่อยากไปค่าย”

“ไม่นึกว่าจะเป็นลูกคุณหนู” ผมยิ้มเยาะ ตัวขาวขนาดนี้เห็นทีจะไม่เคยออกแดด

“เปล่า กูทำงาน ไปทีวันหยุดเสาร์อาทิตย์กูหมดพอดี”

“งาน? งานอะไร ช่วยงานแม่ที่ร้านเหรอ”

“เปล่า งานของกูเอง” เสียงออดเลิกเรียนดังขัดจังหวะการสนทนาของผมต่อ ไอ้เรวะลุกขึ้นจับกระเป๋าแล้วหันมามองทางผม “กูไปก่อนนะ”

“หา? เฮ้ย เดี๋ยวดิ” ไวพอพอกับตอนที่มันเดินไปเข้าห้องอีกฟากประตู ร่างโปร่งเดินปลิวหายวับไปจากห้อง ปล่อยให้ผมนั่งเอ๋อกับการกระทำเร่งร้อนของมันแบบไม่มีสาเหตุ

“โดนเมียทิ้งเหรอวะ น่ามสาน” ไอ้หงส์มันตบไหล่ผม

“น่ามสาน แต่ไม่เสือกจะเกิดผล” ตาขวางใส่ให้มันรู้ซะมั่งว่าไผเป็นไผ ไอ้หงส์ถึงกับหงอปล่อยมือจากไหล่เลย

“เม่นไปสนิทกับเรตั้งแต่เมื่อไร ไม่ยักรู้” คราวนี้เป็นแยมที่กล้าพูดขึ้นมาสักทีหลังจากเป็นใบ้อยู่นานตลอดคาบที่มีเรวะอยู่

“ก็ไม่ได้สนิทหรอก แค่ไม่อยากเอาเกรดตัวเองไปเสี่ยง” ผมไม่ใช่คนดี ใจพ่อพระขนาดนั้น

“แต่อยู่ด้วยกันมากๆ ระวังเรตติ้งตกเอานา”

“เรตติ้งอะไรช่างมันเถอะ ปกติก็ไม่มีอยู่แล้ว”

“เม่นน่ะดังจะตาย ยิ่งพักหลังเพจพี่ดิบลงข่าวใหญ่ไม่เว้นวันนี่ยิ่งดังใหญ่ แต่ก็พอพอกับเพจแอนตี้ทวงคืนพี่เม่นจากเรล่ะนะ”

“หา?” วันนี้กูหามากี่รอบแล้วนับดู มีแต่เรื่องให้ทั้งประหลาดใจทั้งปวดหัวอยู่ตลอดเวลา

“ลองไปอ่านคอมเมนต์ใต้ภาพเพจคิวต์บอยดูสิแล้วจะรู้” คอมเมนต์มีเป็นหมื่นเป็นแสน ปกติผมก็ไม่ค่อยใส่ใจจะอ่านอะไรอยู่แล้ว แค่เห็นภาพกับอ่านด้านบนพอเป็นพิธี แต่นี่มีใครมาแอนต้งแอนตี้อะไรผมด้วยเหรอวะ ไม่ยักรู้

“ไม่น่ามั้ง น่าจะเป็นเพจแอนตี้ทวงคืนมันจากเม่นมากกว่า ไอ้นั่นก็ใช่ว่าหน้าตาขี้เหร่ซะเมื่อไร”

“แต่นิสัยก็อีกเรื่องนึงนะ”

“...” ผมนิ่งไปและสงสัย กับไอ้ที่ใครหลายๆคนว่าเรวะมันเลวมันร้าย มันควรไปตายตกขุมนรกไหนกับเพื่อนนักเลงของมัน แต่ทำไมหลายวันที่ผ่านมาผมถึงยังไม่เห็นท่าทางร้ายๆแบบให้ตายแล้วไปเกิดใหม่ก็ยังไม่ร้ายเท่าจากไอ้คนตัวขาวเลยวะ กลับกันผมเสือกเห็นด้านดีของมันโผล่มาเรื่อยๆ จนนึกย้อนกลับไปถึงอิมเมจเรวะก่อนหน้านั้นไม่ออก

“เอาเถอะ เราผิดเองแหละที่ทำให้เม่นต้องมาทำกิจกรรมคู่กับเร” พึ่งรู้ตัวหรือครับคุณเมียเพื่อน!!

“พยายามเข้านะมึง” ไอ้คีย์นวดไหล่เมีย ณ จุดๆนี้มึงควรจะขอโทษเพื่อให้กูให้อภัย มากกว่าส่งเสียงเชียร์กูเป็นไหนๆ

“เออ ถึงกูไม่พยายาม กูก็ตามไอ้เรวะมาเรียนได้ ไม่ต้องลำบากให้พวกมึงเป็นห่วงหรอก” ผมลุกขึ้นคว้ากระเป๋าแล้วเดินออกมา เออ กูไม่ลำบากเลย...

...แค่ต้องแลกมากับคาบแรกที่หายไปเท่านั้นเอง...




สงสัยตัวเองว่ะ นี่ผมเดินออกมาจากห้องเรียนเพื่ออะไรวะ ปกติเลิกเร็วอย่างนี้มันจะต้องอยู่สังสรรค์กับเพื่อนกินขนมซ้อมดนตรีฆ่าเวลาจนกว่าจะพอใจแล้วค่อยกลับไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงจิตหลุดไม่อยู่กับเนื้อกับตัวขนาดนี้ได้ สงสัยคงเพราะโดนเพื่อนแซวหนักไปหน่อยล่ะมั้ง

พลิกดูเวลาในมือถือตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสามกว่าๆ กลับไปเอากีตาร์ที่ห้องชมรมมานั่งเกลาซ้อมเสียงเล่นน่าจะดี ไหนๆก็หยิบมือถือขึ้นมาแล้วแอบเข้าไปดูเพจพี่ดิบมันซะหน่อยว่าลงรูปห่าเหวอะไรไร้สาระลงไปบ้าง

ภาพแรกที่ผมเจอเป็นภาพของเด็กปีสามสถาปัตย์ที่เห็นหน้ากันในเพจพี่มันบ่อยๆ พอไถมือลงมาเรื่อยก็เป็นไปตามที่ไอ้พวกหงส์มันว่าภาพล่าสุดไอ้เรวะตักตับให้ผม ปัดไปทางขวายังคงเป็นช็อตภาพช้อนไอ้เรวะที่ยัดเข้าปาก ถัดมาอีกภาพเป็นปาท่องโก๋ที่ฉีกใส่ปากให้กัน ส่วนภาพขวาสุดนั้นเป็นภาพไอ้เรวะชูสองนิ้วให้กล้อง


Sexy Dippy Cutie boy in the university โหยเอ็นดูคนมีคู่มาเดต
Sexy Dippy Cutie boy in the university ไหนบอกรอจิ๊กซอว์แต่พี่ว่าเธอรอปาท่องโก๋มากกว่า ง่อวววว
Sexy Dippy Cutie boy in the university โจ๊กหรือถั่วเขียวต้มน้ำตาลหวานได้อีก
Sexy Dippy Cutie boy in the university โง้ยยยย เม่นกินตับหนูเร ใจป้าอ่อนแอ


ขอบคุณภาพชุดก่อนพรีเว้ดดิ้งนะครับ เกือบมือลั่นพิมพ์ไปอย่างนั้นแต่สายตาพลันสะดุด กับคอมเมนต์ยอดไลค์อันดับหนึ่งที่เด้งขึ้นมากระแทกตา


Yaimai พี่เม่นโคตรดูดีอ่ะ แต่ขอล่ะอย่ากับคนนี้ได้มั้ย หนูทำใจไม่ได้อ่ะ
Peawfah เราชอบเม่นนะ ตามมาตั้งแต่ตอนร้องสดที่ร้านข้ามคืน เป็นผู้ชายสายศิลป์ในดวงใจ แต่ทำไมถึงไปสนิทกับคนนี้ได้


น้อยแต่ก็มี ส่วนใหญ่เพจพี่มันคนจะเน้นไปทางดูแล้วก็ไลค์มากกว่าแต่มาคราวนี้ กลับเริ่มมีคอมเมนต์อย่างนี้เข้ามานับตั้งแต่รูปปั่นจักรยานคราวนั้นของพวกเรา เป็นอย่างที่แยมบอกจริง ผมกดปิดหน้าจอ วันนี้ไม่ค่อยเพลิดเพลินกับการส่องเพจพี่มันสักเท่าไรไม่รู้ทำไม ยังไม่ทันจะยัดมือถือใส่กระเป๋าอย่างเก่ากลับมีสายของไอ้คีย์เข้ามา

“ไงมึง คิดถึงกูมากเลยใช่มั้ย” ออกมาไม่ทันไร จะแซะอะไรกูอีกล่ะ

[ไงพ่อนักร้องนำ มึงลืมอะไรไปรึเปล่า]

“ลืม? ลืมอะไรวะ”

[วันหลังหัดแดกน้ำมันปลาให้มากกว่าโจ๊กหน้ามอนะมึง]

“ที่จะคุยมีแค่นี้ใช่มั้ย งั้นกูวาง”

[เฮ้ยเดี๋ยวดิวะ ถ้ามีเท่านี้แล้วกูจะโทรมาหามึงทำซากอะไร กูบอกมึงไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันนี้มีงาน]

“งาน?”

[ความรักมันไม่ได้ทำให้แค่ตาบอดแล้วว่ะ แต่เสือกทำให้เฮียเม่นเป็นอัลไซเมอร์] อ๋อ กูนึกออกแล้วว่าไอ้คีย์มันหมายถึงอะไร

“สัดกูจำได้เหอะ เออๆร้านเดิมใช่เปล่า”

[เออ เจอกันที่เก่าเวลาเดิม แค่นี้] เสร็จธุระก็ทิ้งกันเห็นกูมีค่าเป็นแค่นักร้องนำใช่เปล่าวะ แล้วกูจะตัดพ้อมันเหมือนเมียทำซากหมาหอยอะไร ท่าจะเหงา



มีต่อด้านล่างค่า...

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
ช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าผ่านไปไวเหมือนโกหก พอถึงเวลานัดปุ๊บพวกเราสี่คนก็มารวมตัวที่ร้านอาหารกึ่งบาร์ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย

‘ร้านข้ามคืน’ เป็นร้านสุดฮิตในหมู่นักศึกษาและคนทั่วไปที่จะนัดมารวมตัวทานอาหารสังสรรค์ฟังดนตรีสดเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศสบายๆคลายสมองจากการทำงานและตรากตำร่ำเรียน และนี่ก็เป็นอีกร้านที่เด็กสายดนตรีอย่างพวกผมมักจะคอยมาฝากฝีมือแสดงโชว์ให้คนทั่วไปได้รับฟังกันเป็นประจำ โดยคนที่ทำหน้าที่ติดต่อร้านนั้นเป็นไอ้คีย์ที่มีเส้นสายคนรู้จักมากมายในวงการ อานิสงค์ดีดีที่ผมได้มีโอกาสขึ้นเวทีอยู่บ่อยครั้งก็มาจากมันเนี่ยแหละ

หลังจากซาวน์เช็คจนทุกอย่างเรียบร้อย การร้องเพลงขับกล่อมลูกค้าแขกคนสำคัญที่เริ่มทยอยเข้ามาก็เปิดฉากขึ้น ช่วงแรกพวกเรายังคงสลับวนกันร้องโดยข้ามไมค์ผ่านตัวผมไปยังอีกสามคน ผมทำหน้าที่เพียงดีดกีตาร์โปร่งเคล้าคลอเสียงดนตรีประสานแซกโซโฟนบ้างคีย์บอร์ดบ้างจากไอ้คีย์มือดนตรีระดับเทพ แม่งเล่นได้เยอะเครื่องจนหน้ากลัว ส่วนไอ้หงส์ก็นั่งตบคาฮองกับเพอร์คัชชันไปเรื่อย

รอเวลาพวกลูกค้าเริ่มกรึ่มๆถึงจะย้ายไปนั่งหลังกลองชุดสร้างความสนุกสนานครื้นเครง ส่วนไอ้ต๊อบดวลกีตาร์โปร่งยาวๆรอจังหวะเดินไปคล้องเบสบรรเลงเพลงเต้นประกอบจังหวะ ไคลแม็กซ์ของทุกวันจะอยู่ที่ผมผู้ซึ่งจะจับไมค์ร้องในโค้งสุดท้ายตอนคลูดาวน์บรรยากาศ...

พอไมค์ถึงมือ ผมกวาดสายตามองรอบ สร้างอายคอนแท็กกับลูกค้า บางคนก็หน้าคุ้นเหมือนเป็นขาประจำที่มานั่งฟังดนตรีสดแถวหน้าแทบทุกครั้ง บางคนก็เหมือนขาจรที่ดูสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีที่พวกเราขับกล่อมจนอดรู้สึกครื้นเครงตามไปไม่ได้

“ความจริงอยากให้เต้นกันต่อนะ เผื่อเหนื่อยหิวจะได้สั่งเครื่องดื่มกับของกินเพิ่ม”

เสียงหัวเราะครื้นเครงดังมาจากไม่ใกล้ไม่ไกล

“แต่ผมห่วงกลัวพี่ตี๋เจ้าของร้านของเราจะเงินเข้ากระเป๋าเยอะเกินไปแต่ไม่มีปัญญาใช้ ทางเราเลยขอคูลดาวน์จังหวะกันเล็กน้อยนะครับ”

ส่งสายตาให้ไอ้ต๊อบที่หันมาจับกีตาร์โปร่ง มันเริ่มจรดมือลงบนสายจนเสียงดนตรีทำนองคุ้นหูดังขึ้น

“หูยยยย พี่เม่นอ่ะ”

“อย่างนี้ไม่ได้เรียกคูลดาวน์แล้วนะ” ผมยิ้ม กระดกคิ้วสองข้างหยอกสาวๆตรงโต๊ะที่โวยวาย พลางส่งสายตากวนๆไปยังผู้ชายอีกหลายคนที่หัวเราะเอ็นดูพวกเธอ

“ก็เลยต้อง ‘ขัดใจ’ ใครอีกหลายคนที่ยังไม่อยากหยุดเต้นไง” ถูกของพวกเธอจังหวะนี้ไม่ได้เป็นการค่อยๆทำให้เย็นลงแล้วล่ะ ผมแม่งจับลูกค้าเข้าแช่ช่องฟรีซเลยครับ เมื่อกี้กูยังบรรจงร้อยมาลัยอยู่ดีๆมาคราวนี้คงต้องขัดใจเหล่าลูกค้าไม่ให้เลือดลมสูบฉีบจนแอลกอฮอล์กระจายทั่วร่างเมาซวนเซไปมากกว่านี้

“เธอเข้ามากระชากหัวใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้พบกัน...”

เริ่มต้นเพลงไม่ทันครบสามประโยค ผมเงยหน้าขึ้นมาเห็นใครบางคนช่างคุ้นตาเดินเข้ามาในร้าน ปกติการจะหาที่นั่งใกล้ตรงส่วนเวทีได้นั้นจะต้องพึ่งบุญวาสนาเป็นอย่างมาก เพราะการที่โต๊ะจะว่างระหว่างทางได้เป็นเรื่องที่ยากที่สุด ลูกค้าพวกนี้เปรียบเหมือนผู้ป่วยติดโต๊ะถ้าอารมณ์มาแล้วอย่าหวังจะลุกจนกว่าจะหมดคืน ไม่งั้นคงไม่ได้ชื่อร้านว่าข้ามคืนมาง่ายๆหรอก

อีกฝ่ายเหมือนมองไม่เห็นผม อาจเพราะเจ้าตัวกำลังให้ความสนใจกับใครอีกคนที่เดินเข้าร้านมาด้วยกัน...ใช่แล้ว...ไอ้เรวะกับใครบางคนที่หน้าโคตรคุ้น...ไอ้บูม?

ไม่ใช่...บรรยากาศคล้ายแต่ไม่ใช่...ใครวะ...

“อยากจะสานสัมพันธ์กับเธอต่อไปให้ยาวนาน...อยากหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ หยุดประเดี๋ยวนี้”

หยุดแป๊บ...หยุดต่อมเผือกกูแป๊บ ถึงจะไม่ใช่กลุ่มดนตรีรับจ้างประจำร้านแต่ก็เรียกได้ว่ามาบ่อย ผมไม่เคยเห็นเรวะมันมาร้านนี้เลยสักครั้งจนกระทั่ง มากับใครบางคน คนที่ผมไม่รู้จัก

“ตอนที่เราจ้องตาเป็นมัน...” ไม่มันแล้ว เผือก...ตอนนี้ผมได้เพียงเผือกต้มน้ำตาลเท่านั้นแหละ แหงะ...แม่งมองเห็นผมแล้ว ไม่รู้อะไรมาดลใจให้มันมองมาทางนี้ มองแบบไม่ธรรมดา มองแบบตาแป๋วด้วย

“พร้อมกับส่งสัญญาณว่าฉันชอบเธอ..” สะท้อนใจกูสุดๆ ทำไมจะต้องมาร้องประโยคนี้ตอนต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันด้วยเนี่ย ใจผมอยากจะวางไมค์โยนกีตาร์แล้วบินถลาแล่นลมบินล่องบินลอยออกไปจากร้าน ณ ตอนนี้เลย แต่มันทำไม่ได้ไง!! ในที่สุดก็ต้องอดทนด้นไปจนจบเพลงด้วยสมาธิ สติ ปัญญาที่ไม่มีมากับตัว พอถึงคอร์ดสุดท้ายไม่ปล่อยให้เป็นการเสียเวลาเสียบไมค์เข้าขาตั้งได้กูก็โกยดิครับ

“ขอพักแป๊บ”

“เฮ้ยเดี๋ยว เชี่ยเม่นพึ่งร้องไปได้เพลงเดียวมีมาพักป๊งพักแป๊บอะไร” ชีวิตคนเรามักมีอุปสรรคเสมอ อุปสรรคก้อนใหญ่ของกูคือไอ้ต๊อบที่ตอนนี้แม่งนั่งขวางทางอยู่ แถมยังจับแขนกูไม่ให้ไปไหนอีก สัดต๊อบปล่อยมือกู บนเวทีแม่งก็เด่นพออยู่แล้ว ให้กูมุดหายไปเงียบๆได้มั้ยวะ

“เอาล่ะครับ บังเอิญนักร้องนำของพวกเราแขกตี้กะทันหัน เดี๋ยวพวกเรามาเปลี่ยนบรรยากาศฟัง เคนนี่ คีย์ โชว์ฝีมือแซกดวลกับกีตาร์ระดับเทพของพี่เต้ยไปพลางๆก่อนนะครับ” ไอ้หงส์พูดออกไมค์ยิ่งกว่ารู้ใจคู่ขามันแล้วรวมหัวกันจับแขนผมลากออกห่างจากเวที ระหว่างทางผมได้ยินเสียงแว่วหลังบ่นกันระงมว่าเสียดาย กับอีกประโยคที่ทำให้กูแทบอยากเดินกลับเวที

“พี่เม่นท้องเสียถึงกับต้องให้พี่ต๊อบกะพี่หงส์หามเลยเหรอ ไหวมั้ยนะ เป็นห่วงจัง” สัด กูได้ยินนะ

ห่างออกมาใกล้ห้องครัวหลังร้าน พี่ตี๋ที่ยืนคุมเคาน์เตอร์บาร์อยู่ถึงกับร้องทัก

“มาปวดขี้อะไรตอนนี้วะเชี่ยเม่น ลูกค้าอารมณ์กำลังได้เลย”

“พี่กูเปล่าปวด ไอ้พวกนี้แม่ง..”

“มันไม่ได้ปวดขี้หรอกพี่ตี๋ มันปวดใจ”

“หา พูดอะไรของพวกมึงวะ”

“ปวดใจ เรื่องอะไรวะ”

“กูเห็นนะ ว่าใครเดินเข้าร้าน” คราวนี้ไอ้หงส์ที่ทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องมันหยอดมา

“ภาพมันบาดตาบาดใจเกินทนรับไหว เลยต้องหนีออกมาทำใจที่หลังร้านเลยอ่ะดิ”

“เฮ้ยเชี่ย พวกมึงอย่าบอกนะว่านักร้องนำประจำร้านเรามีหญิง”

“ใจนักเลงสักเพลงมั้ยเพื่อน” ตบบ่ากูเพื่อ แล้วเรื่องอะไรกูต้องร้องเพลงนั้นด้วยวะ

“ตอนมันร้องขัดใจอยู่กูนึกว่ากำลังดูมิวสิกวิดีโอ ไอ้เรมันมากับใครวะโคตรไม่คุ้น”

“มันจะมากับใครทำไมมึงต้องไปคุ้นด้วยวะ” ขนาดกูยังไม่รู้จักเลย...ขนาดกู...หืม? ไม่ใช่ขนาดกูดิ ใช้ภาษาไทยผิดแล้วครับไอ้เม่น

“หน้าตาเด่นขนาดนั้นถ้าเป็นเด็กในมอกูก็ต้องอ๋อบ้างล่ะวะ แต่นี่ไม่รู้จักแสดงว่าไม่ใช่เด็กมหา’ลัยเรา” ไอ้ต๊อบมันทำท่าครุ่นคิด ทำเนียบดาวเดือนอุกาบาตรรวมไปถึงสะเก็ดดาวเคราะห์อยู่ในสมองมันหมด “กูพูดในฐานะเด็กเดินโพยบอล”

“แต่กูว่าหน้ามันคุ้นๆ” ไอ้หงส์ตั้งข้อสังเกต “ถ้าคุ้นแสดงว่าต้องเคยดัง ถ้าเคยดังในฐานะคนที่เกี่ยวข้องกับเรวะ แสดงว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับข่าวเมื่อสองปีก่อน”

“ข่าวเรื่องที่มีเด็กมหา’ลัยโดนซ้อมจนปางตายนั่นเหรอ”

ไอ้หงส์มันเป็นประเภทความจำดีกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเรียน ข่าวไหนคนดังใครคบกับใครมันรู้หมด รวมถึงเรื่องเมื่อสองปีก่อนตอนที่ผมพึ่งเข้ามหา’ลัยมาได้ใหม่ๆ ข่าวนี้เป็นข่าวดังไปทั่วจริงๆเรื่องที่ว่ามีเด็กนักเรียนตีกันในเขตมหา’ลัย แต่คู่กรณีเป็นใครนั้นไม่รู้ มีแต่ข่าวลือหนาหูเพราะภาพกล้องวงจรปิดที่จับได้แบบลางๆดันมีเค้าความเหมือนไอ้เรวะเข้าให้เต็มๆ

“แต่กูว่าที่หน้าคุ้นอาจจะเพราะว่าหน้ามันเหมือนไอ้บูม” ผมเอ่ยพร้อมทั้งมองไปสุดสายตาตรงที่นั่งของคนหน้าใหม่กับไอ้เรวะ

“หา? บูม? บูมไหนวะ” ไอ้หงส์หันมาทางนี้สลับกับมองไปทางโต๊ะของคนในบทสนทนา

“ไอ้บูมเด็กรุ่นน้องที่เคยเป็นเดือนมหา’ลัย” สารานุกรมเดือนดาราศาสตร์มาเลยจ้า ไอ้ต๊อบมันบอกพลางมองตาม “ดูไปดูมาก็คล้ายๆว่ะ ว่าแต่ทำไมมึงยิงตรงเป้าจังเลยวะไอ้เม่น”

“กูเพิ่งไปเจอไอ้บูมมา มันมาหาไอ้เรวะ เหมือนจะรู้จักแล้วก็สนิทกันด้วย”

“มึงเลยหึง”

“ทนไม่ไหว”

“แพ้แล้วพาล”

“หนีลงจากเวที”

“โดยการแกล้งทำเป็นแขกตี้ต่อหน้าชาวบ้าน”

“สัด เรื่องแขกตี้พวกมึงก็พูดกันเองเปล่าวะ” ไอ้พวกนี้ได้ทีแท็กทีมโจมตีกูเลยนะ

“นี่พวกกูช่วยพูดกู้หน้าให้มึงเลยนะ”

“ช่ายๆ อยู่ดีดีก็ลงจากเวทีไป ลูกค้าคนที่ตั้งใจมาดูมึงก็ผิดหวังแย่”

“ไหนพี่ตี๋ยังจะเสียเครดิตอีก”

“พี่แกบอกรึยังว่าเสียเครดิต กูยังไม่เห็นพี่มันพูด...”

“ใช่กูเสีย”

ฮะ? เบรกอารมณ์กูสุด ก็ไอ้เจ้าของร้านสุดเกรียนเนี่ยแหละ พี่มันรอจังหวะซิทคอมอยู่ใช่มั้ยมึงตอบ!! ผมหันไปมองหน้าพี่ตี๋ที่เพิ่งเคลมนักดนตรีไปหมาดๆแล้วชี้ไปทางไอ้ต๊อบกับไอ้หงส์

“พี่ว่าผมแล้วไอ้สองตัวนี้อ่ะ” ไอ้หงส์ไอ้ต๊อบทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องแบบรู้แหละว่าพี่มันไม่มีทำร้ายพวกมันแน่ๆ

“ไอ้สองตัวนั้นจะยืนหน้ามันอยู่หลังเวทีกูก็ไม่มีอะไรจะเสียหรอก”

“อ้าวเฮ้ยพี่ ทำไมพูดงี้อ่ะ คนมาดูผมสองคนก็เยอะอยู่น้า”

“ใช่ๆๆ” ประสานเสียงกันอย่างดัง

“แต่ถ้ากูยังขืนยืนอยู่ตรงนี้จะมีแต่เสียกับเสีย ยืนมาตั้งนานแล้วแม่งยังไม่รู้เลยว่ากิ๊กไอ้เม่นเป็นใคร เสียเวลาชะมัด” เวร ที่แท้พี่มันก็เป็นไปกับเขาด้วย ด่าเสร็จก็เดินส่ายหัวอ้อมเคาน์เตอร์เข้าไปเช็ดแก้วเปียก ทำเอาเพื่อนผมสองตัวมันร้อนตัวรีบวิ่งเข้าไปเลียเป็นระวิง

“โหยพี่อย่างอนดิ ตรงนู้นไงนั่งอยู่ตรงนู้น ผู้ชายที่พึ่งเข้ามาใหม่สองคนตรงนู้นไง” พี่แกก็ชะโงกหน้าแบบไม่เก็บอาการ

“อ้าว ตัวผู้ทั้งคู่นี่หว่า ตัวโตหรือตัวขาว”

“ตัวขาว ขาวจั๊ว น่าเจี๊ยะเลยพี่”

“เออ ก็เข้าเค้าอยู่ หน้าตาน่าเอ็นดูเหมือนโอปป้าหลงฝูงในดงหมาไฮนีย่า” ช่างเปรียบเกินไปแล้วพี่มึง “เฮ้ยเจ็ท” บังเอิญมีลูกน้องแกเดินผ่านมาแถวนี้พอดี ดูท่าทีจริงจังเหมือนว่าจะสั่งงาน สมกับเป็นเจ้าของร้านอาหารและเบียร์สดที่ดังที่สุดในย้ายมหา’ลัย “มึงเอานี่ไปให้ที่โต๊ะโน้นนะ ให้ลูกค้าที่ผมสีเทานั่น เออนั่นแหละบอกว่าจากเม่นนักร้องนำประจำร้านเรา”

ไอ้เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยย ไหงกูโดนนนนน

“อ้าวเฮ้ย พี่ตี๋ทำงี้ได้ไง เฮ้ยไอ้ ชื่ออะไรวะ อะไอ้น้องเจ็ทแลค น้องกลับมานี่ก่อน โว้ย!!” ไปซะแล้ว ไม่ทันแล้ว

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” หันมาเจอไอ้สองตัวนี้หัวเราะกันระงม

“โหยพี่ตี๋อ่ะ”

“อ้าว มาโวยวายอะไรใส่กูเนี่ย มึงต้องขอบคุณกูนะ ผู้มีพระคุณมึงนะครับเนี่ย”

“พระคุณบ้านพี่ดิ”

“เออ ไอ้นี่เอะอะก็บ้านพี่บ้านกู ไปอยู่บ้านไอ้หนูหัวเทามึงไป” แล้วนี่กูกำลังมาทำอะไรอยู่ตรงนี้วะเนี่ย มาให้เพื่อนกับเจ้าของร้านมันเผาอย่างงี้เหรอ บ้าบอ

เดินกลับไปเวที จังหวะก็ดีเหลือเกินไปตอนที่ไอ้คีย์ดวลแซกเพลง I’m yours กับพี่เต้ยมือกีตาร์วงที่จะขึ้นต่อจากเราเสร็จพอดี เสียงกรี๊ดต้อนรับของแฟนเพลงหน้าเวทีทำเอาปวดหัว นี่พวกเธอเจอนักร้องที่ใช่หรือเจอผีไทยบุปผาราตรีกันแน่วะ

“พี่เม่นหายปวดท้องแล้วเหรอคะ” เสียงน้องนางที่นั่งข้างเวทีดังขึ้นมา ผมจึงยิ้มตอบพวกเธอไปว่า

“ผมไม่ได้ปวดท้องหรอก ไอ้หงส์มันก็พูดไปเรื่อย” จบประโยคเสียงผู้ชายที่ผมสังเกตว่ามองมาทางนี้ตาเป็นประกายตั้งแต่แวบแรกที่เข้าร้านก็พูดแทรกขึ้น

“ถ้างั้นก็อย่าจ้องตาเค้านานนะ”

“ทำไมล่ะครับ” แทบจะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง ปกติผมก็มองผู้ชมไปทั่วอยู่แล้วนะ

“เดี๋ยวพี่เม่นท้อง อุกรี๊ดดดด” อ่อมมมมมมม อีกสักพักกูว่าจะปวดท้องจริงแล้ว ประจวบเหมาะกับที่ไอ้ต๊อบไอ้หงส์วิ่งกลับมาพอดี พวกเราเลยเริ่มต้นบรรเลงเพลงเต็มวงโดยสมบูรณ์อีกครั้ง

ส่วนไอ้เรวะมันก็ยังจ้องผมตาแป๋ว แถมมีแก้วเบียร์ที่ว่างเปล่าในมือมันตอกย้ำกูไปอีก โถ ชีวิต

หลังจากนั้น ใจนักเลง แพ้แล้วพาล PLEASE มาหมดเลยครับ ไม่ได้เตี๊ยมไม่ได้ขอ แต่กูต้องร้องเพราะเพื่อนมันดีด!!

แต่ไอ้เรวะก็ไม่ได้อยู่ฟังผมจนจบ มันกลับไปก่อนและเหมือนจะพยายามออกไปจากร้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยลากเพื่อนผู้ชายที่ผมมโนล้วนๆว่าเป็นไอ้บอมพี่ชายไอ้บูมคนที่ได้ยินชื่อเมื่อตอนเช้าออกไปพร้อมๆกัน

คงเพราะโดนไอ้พี่เจ้าของร้านกับคุณเพื่อนอีกสองตัวชงมากไปมั้งจนกูแอบอินว่าโดนทิ้งเป็นหมาหัวเน่าเข้าให้แล้ว พอกันความเล่นใหญ่ของกู

คอแห้งไปสามน้ำ รับค่าจ้าง จบงาน เก็บเครื่องดนตรีส่วนตัวเสร็จ ผมกับไอ้คีย์ ไอ้ต๊อบ ไอ้หงส์ก็เตรียมบอกลาพี่ตี๋แล้วจรลีกลับบ้าน แต่ทว่าไอ้เจ็ทแลคพนักงานตัวแสบตัวดีที่ตีนแม่งโคตรไวดันเดินมาขวางไว้เสียก่อน

“พี่เม่น”

“อะไรครับน้องเจ็ทแลค” เมื่อกี้พี่เรียกก็เสือกทำหูทวนลมนะ ทีตอนนี้มาทักกูอย่างกันสนิทกันมานมนาน

“คนเมื่อกี้ที่พี่ฝากเบียร์ไปให้ เขาฝากไอ้นี่ไว้” ถุงพลาสติกขุ่นสีขาวถูกส่งมาให้ ผมมองมันด้วยสายตาแปลกใจ

“ให้พี่?”

“ครับให้พี่เม่นนักร้องนำของร้าน” ชักไม่อยากจะได้คำต่อท้ายชื่อแบบนี้แล้ว ผมรับถุงมาแหวกออกดูในนั้นเหมือนมีห่ออะไรเล็กๆอยู่เต็มไปหมด

“อะไรวะ อะไร” ไอ้เพื่อนสามตัวของผมมันก็สาย ผ. ฟังให้ดีนะครับ ผอ ไม่ได้ฝอ สายเผือกดีดีนี่เอง แม่งแล่นมาเกาะไหล่ผมชะโงกหัวมองกันใหญ่ จนกระทั่งผมล้วงทุกอย่างออกมาจากถุง

“งุ้ยยยยยยยยยยยยยยยยย”

“ให้ตายเถอะโรบิน”

“เค้าเป็นห่วงตัวเองอ่ะให้ตายเถอะ”


...สัด ไม่แซวสักวันมันจะตายมั้ย....


ยาผงถ่านสองแผง กับผงน้ำตาลเกลือแร่ซองใหญ่มีทั้งกลิ่นธรรมชาติและกลิ่นส้มชื่นใจเต็มกำมือกูเลยครับ...


...TBC...

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 691
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Arayajanm

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
555555ชอบอ่ะ คือควรจะขำความซึนของเม่น ความตาแป๋วของเร ความเผือกของแก๊งผ. หรือ ยารักษาความแขกตี้ของเม่นดี งื้อออ ไม่รู้แหละ เพราะดูรวมๆแล้วมีเสน่ห์เหลือเกินน รออตอนต่อไปเลยฮับบบ
สงสัยแล้วว่าผู้ชายที่มากับเร เขาเป็นใคร และเขาเกี่ยวข้องยังไงกับเร  :mew1:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14016
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +411/-25

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 9 :: เก็บขยะความทรงจำ


Leave me alone
นอนไม่หลับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แขกตี้ อากู๋บอกมา


ถ้าอากู๋จะเป็นห่วงขนาดนี้ก็ช่วยฝากบอกไปทีว่า...กูไม่ได้แขกตี้อย่างที่มึงเข้าใจ!!


ผมจ้อง จ้องลึกลงไปในข้อความบนหน้าจอมือถือ และซองยาที่กระจัดกระจายเรียงรายอยู่บนเตียง กินดีมั้ย? กินไปเพื่อ?

“ฟุ้งซ่านว่ะไอ้เม่น” อย่าบ้าจี้ตามพวกขี้ชงมันเป็นอันขาด โกยซองผงน้ำตาลเกลือแร่ แผงคาร์บอนกลับเข้าที่เก่าแล้วคว้ามือถือขึ้นมาพิมพ์ตอบกลับ


PoPo_Porcupine
ถ้าจะห่วงกูขนาดนี้ ทีหลังไม่มาเฝ้าไข้เลยล่ะ


เชื่อว่าเรวะมันนอนแล้ว พิมพ์เล่นๆ พิมพ์ไปงั้น ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่จู่ๆเสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้นมา ทำให้คว้าโทรศัพท์แทบไม่ทัน

Leave me alone
ไว้คราวหน้าละกัน กูสัญญา


...มึงจะทำตามสัญญา...แต่กูเนี่ยสิน้ำตาจะไหล...ทำไมมือต้องลั่นไปหาเรื่องใส่ตัวได้ตลอดเลยฟะเนี่ยไอ้เชี่ยเม่น...


ปามือถือทิ้งลงเตียง แสดงอุดมการณ์อ่านแต่ไม่ตอบ ถือเป็นการบอกกลายๆว่ากูไม่ได้ง่าย ไม่รับปาก ไม่ดีใจ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ยกเว้นเรื่องทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์กับมึง แล้วให้เอะใจนึกขึ้นได้ว่าควรจะเริ่มเตรียมการหากิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อะไรสักอย่าง เผื่อจะได้กรุยทางไปยังการหลุดพ้นจากเรวะ ไม่ต้องไปจมปลักอยู่กับมันให้เร็วขึ้นสักวันก็ยังดี
คว้ามือถือขึ้นมาอีกที กดเปิดเบราว์เซอร์จิ้มแป้นระรัวคำว่าอาสาสมัคร แต่ขณะที่กำลังจะเคาะเอนเทอร์นั้นใครไม่รู้ดันเด๋อวีดิโอคอลเข้ามา กูเลยแทบบ้าเพราะเผลอพลาดจิ้มปุ่มสีเขียวป้าบเข้าให้

“เชี่ย!!!!!!!”

คะ...ใครโทรมาวะ!!

บอกเลยว่าตอนนี้มือกูสั่นยิงกว่ากำรีโมตwiiอีกสัด

[ถ้านี่เชี่ย นั่นก็ลูกเชี่ยแหละจ้า]

เสียงหวานสวยระรื่นหูดังเข้ามาในโสตประสาท ใบหน้ายิ้มแย้มแช่มชื่นปรากฏขึ้นกลางหน้าจอ แทบไม่ต้องเดาว่าเป็นใคร หน้าตาแบบนี้ เนื้อดีพิมพ์นิยมแบบนี้ คงหนีไม่พ้น...

“มะ...แม่”

[เรียกพี่สิลูก]

“แม่”

[กวนตีนนะเรา บอกให้เรียกพี่ดันเรียกแม่]

“ผมก็กวนตีนเหมือนแม่แหละครับ”

[เบื่อ ขี้เกียจเถียง อย่าให้รู้นะว่าพ่อแม่เป็นใครจะด่าไม่ยั้งเลย] แหนะมีมองบนแถมค้อน ท่าทีแบบนั้นทำให้ผมเผลอหัวเราะออกมาเสียงดัง

“ฮ่าฮ่าฮ่า”

คิดถึงว่ะ คิดถึงแม่โคตรๆ นานแล้วที่ผมไม่เจอ ไม่ใช่แค่เพราะตัวอยู่ห่างกันนะ แต่กับแค่โทรศัพท์ วิดีโอคอล หรืออีเมลติดต่อข้อความสั้นๆยังไม่อาจจะมีมันได้เลย ผ่านมาเกือบสามปีแล้วมั้ง ตั้งแต่ตอนที่สองสามีภรรยาตัดสินใจหันมาจับงานที่ต่างฝ่ายต่างมีใจรักอย่างเต็มตัว จนต้องย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ต่างประเทศ ลงพื้นที่จนไม่มีเวลาเดินทางกลับมา ปล่อยให้ผมกลายเป็นกำพร้าได้เวลาหาความอิสระใส่ตัวเต็มๆ

“ทำไมถึงโทรมาได้ล่ะ อย่าบอกนะว่าแค่อยากได้ยินลูกตัวเองเรียกพี่ถึงมีเวลาโทรมา”

[แหมอายุขึ้นเลขสี่มันก็ต้องมีบ้างแหละจ้ะ ที่อยากจะได้ยินสุดหล่อของแม่เรียกว่าพี่น่ะ]

“อย่าชมครับ เขินแย่เลย”

[แหม ประเด็นอยู่ที่ประโยคหลังรึเปล่าฮึ เด็กบ้า ว่าแต่เราเถอะ เมื่อกี้ตกใจอะไรทำไมถึงต้องตะโกนคำหยาบใส่แม่ด้วย]

“ผมเปล่าซะหน่อย”

[แหนะ มีหลบตา อย่าโกหกแม่ แอบอะไรไว้บอกมาเดี๋ยวนี้ ปล่อยให้อยู่คนเดียวนานๆไม่ได้เลย ชักเอาใหญ่แล้วนะ] ไม่น่าวีดิโอคอลเล้ย มีอะไรแม่กูจับผิดได้หมด แม้กระทั่งท่าทาง

“ผมก็แค่คิดว่าใครโทรมา”

[แค่นั้นเหรอ แล้วทำไมจะต้องตกใจอะไรเบอร์นั้น กำลังรอโทรศัพท์ใครอยู่กันแน่]

“เปล่าครับ ไม่ได้รอ”

[รอโทรศัพท์ใครบอกแม่มา]

“ผมไม่ได้รอจริงๆ”

[รอใคร]

“ผมเปล่า..”

[รอคะ...]

“ผมก็แค่คิดว่าไอ้เรวะมันโทรมา”

[...] เชื่อดิ ไม่ตอบไปมีหวังกูได้แขกตี้สะสม เพราะโดนแม่ระดมคำถาม อย่างกับตำรวจสอบสวนกลางประจำบ้านจงรักกิจการกุลจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนแน่ๆ เลยตอบไปให้มันจบ

“แม่สบายดีมั้ยครับ”

[เรมนี่ใคร]

เอาแล้วไง อย่าไว้ใจคุณนายอลิษา สมาธิแม่ผมเรียกได้ว่ามีระดับเหนือกว่าชาวบ้าน ต่อให้โดนเฉไฉไปประเด็นไหนก็กลับมาได้เสมอ

“เขาชื่อเรวะครับ”

[อะไรนะ เรวะ? ชื่อแปลกจัง ใครน่ะ?]

“เพื่อนร่วมมหา’ลัยผม”

[กลุ่มเรามีแค่สี่คนไม่ใช่เหรอ]

“คนที่ต้องทำงานกลุ่มด้วยน่ะ”

[อ๋อ เพื่อนใหม่เหรอ แล้วทำไมต้องคุยกันดึกดื่นขนาดนี้ด้วย นี่มันก็เที่ยงคืนกว่าแล้วหนิที่นั่น]

“แค่เมื่อกี้มีประเด็นกันนิดหน่อยน่ะครับ อย่าไปสนใจเลย”

[ยิ่งพูดแม่ยิ่งสนใจ กลับไปต้องขอดูหน้าสักหน่อยแล้ว ใครกันนะที่ทำให้ลูกแม่ตกใจได้มากขนาดนี้]

“หึ พูดอย่างกับว่าจะได้กลับมา” ความเงียบเข้าแทรกหลังประโยคที่ผมแซะแม่ไป สีหน้าแม่นิ่งจนเล่นเอาผมใจเสีย “เฮ้ยนี่ผมไม่ได้ดราม่านะ แค่พูดแซวเล่นเฉยๆ แม่สบายใจเถอะทำงานอยู่ที่นั่นไม่ต้อง...”

[ใครบอกล่ะ]

“หืม?”

[ใครบอกล่ะว่าแม่ดราม่า]

“อ้าวแล้วทำไมจู่ๆก็เงียบ”

[แม่กำลังจะบอกว่า เดี๋ยวแม่จะไปหาแล้วนะจ๊ะ พ่อเด็กดื้อ]

“หา?”

[ไม่ต้องมาหงมาหาแล้วล่ะ แม่กับพ่อตัดสินใจแล้ว ว่าจะพักงานสักสามเดือนกลับไปอยู่เมืองไทย กลับไปอยู่กับลูกไง ดีใจมั้ย]

หา!!! อยากจะแคปสภาพของตัวเองที่อ้าปากกว้างทำตาโตเท่าไข่ห่านแล้วส่งให้เพจพี่ดิบมันลงเพื่อเช็คเรตติ้งเสียจริง ตอนนี้ผมโคตรของโคตรความเซอร์ไพรส์

[อ้าวทำไมทำหน้างั้นอ่ะ ไม่ดีใจเหรอ]

“ดีใจดิครับ ถามได้” สุดท้ายก็ไปจบที่รอยยิ้มกว้าง หน้าบานเป็นชามกะโล่ ใครจะว่าผมเป็นลูกแหง่ก็ช่าง แต่คนมันไม่เจอพ่อแม่มาสามปีมันก็ต้องดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่อย่างนี้แหละ ผมทิ้งตัวลงบนเตียงมองหน้าคนที่คลอดผมมาผ่านมือถือเงียบๆพลางยิ้มเหมือนคนบ้า

[ยิ้มหล่อ ให้อภัย] แม่ก็ยิ้มตอบ พลางเอานิ้วเขี่ยกล้องทำท่าบี้จมูกผม อย่างกับว่าจะทะลุออกมาจากฟากโน้นให้ได้

“ลูกชายใครก็หล่อเหมือนคนนั้น”

[สวยจ้ะไม่ได้หล่อ ว่าแต่นั่นอะไรน่ะ ใครทำลูกแม่ท้อง...]

ฮะ? หันขวับไปตามปลายสายตาแม่ เห็นแผงผงถ่านคาร์บอนแลบออกมาจากถุงที่ผมเพิ่งโกยใส่ไป ทำไมแม่กูตาไวจังวะ

“อย่าพูดไม่เต็มประโยคดิแม่ ท้องเสีย ท้องเสีย”

[เออ นั่นแหละ เราท้องเสียได้ยังไง ไปกินอะไรเข้าไป แล้วไหวมั้ยเนี่ย ต้องไปโรงพยาบาลรึเปล่า]

“ใจเย็นครับ ผมไม่ได้เป็นอะไร”

[แล้วทำไมต้องกินคาร์บอนด้วย]

“อยากขี้ดำ”

[กวนแระ]

“เปล่าแค่มีคนซื้อให้น่ะ เขาเข้าใจผิดว่าผมท้องเสีย”

[ใครกันนะใจดีจัง ใช่แฟนลูกแม่คนนั้นรึเปล่า]

“แพรวเหรอ หูย คนนั้นเลิกกันไปนานแล้ว” เลิกไปตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ เพราะต่างฝ่ายต่างห่างกันออกไป คุยกันน้อยลง เลยจบเหมือนคนไม่เคยคบกัน

[แล้วคราวนี้ใครกันจ๊ะ หนูเรมคนนั้นเหรอ] ตวัดตัวลุกขึ้นนั่งไวเท่าแสง ตอนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้ายังไง แต่ที่แน่ๆหัวแม่งส่ายไหวอย่างกับเจ้าเข้า

“เฮ้ยไม่ใช่ โหยแม่ไม่เอาดิ อย่าเดามั่ว”

[เม่น]

“มันก็แค่กลัวผมไม่ทำงานกลุ่มด้วยล่ะมั้ง”

[เม่น]

“ไม่ใช่ว่ามันเป็นห่วงอะไรผมหรอก”

[ชักอยากจะเห็นหน้าหนูเรมคนนี้แล้วสิ]

“เห็นไปทำไมตาก็มีสองตา จมูกหนึ่ง ปากหนึ่ง เหมือนคนทั่วไปแหละแม่”

[ก็เขาทำให้ลูกชายแม่สติแตกได้ขนาดนี้]

“...”

[ไว้เจอกันตอนถึงไทยละกันนะลูกรัก นอนได้แล้ว ดึกแล้ว สวีทดรีมจ้ะ] นางอลิษา หรือชื่อปะกิดว่าอลิซ่ากดวางหูไปโดยทิ้งบอมไว้ก้อนใหญ่ให้ผม


ว่าแต่...แล้วผมจะร้อนตัวไปเพื่ออะไรเนี่ย!!


ตี๊ดี๊ดิ๊ด~

Leave me alone
เบียร์มึงอร่อยดี ขอบคุณที่เลี้ยง




“คนที่มาใหม่นะครับ ถ้าจัดแถวกันเสร็จก็เดินมาหยิบอุปกรณ์ตรงนี้ไปได้เลยนะ ถุงขยะเอาไปก่อนสองคนถุง หน้ากากอนามัย กับที่คีบขยะก็จัดกันไปคนละอันไม่ต้องแย่งกัน ส่วนถุงมือจัดไปเป็นคู่อย่าเผลอเอาไปเป็นข้างนะ สโมฯเราไม่ขี้งกอยู่แล้ว”

เช้าวันเสาร์ ใช่วันหยุดทั้งทีแต่ผมต้องเจียดเวลาดีดีมานั่งจุ้มปุ๊กรอแก๊งสโมฯจัดแถวกันแต่ย่ำรุ่งเพราะเมื่อวานตอนดึกเสือกกดลงทะเบียนไปแบบไม่ทันยั้งคิดว่าจะต้องมาเปลืองเศษเสี้ยวชีวิตอดหลับอดนอนขนาดนี้ กิจกรรมเก็บขยะหลังงานเทศกาลตลาดนัดมอประจำปี...กิจกรรมดีดีที่ใครๆต่างเฝ้ารอ

ไม่ใช่ว่าใครๆก็โหยหาการเก็บซากอารยธรรมหลังฝูงชนและเหล่าแร้งที่มาลงหาอาหารในวันเทศกาลซึ่งร้านรวงต่างคึกคักเปิดศึกจัดหนักจัดเต็มขายของหวานคาวเค็มเต็มคันรถหรอกนะครับ หากเป็นเพราะกิจกรรมนี้มันจัดแค่ครึ่งวันแต่กลับเหมือนได้โชคสองชั้นเป็นชั่วโมงกิจกรรมคูณสอง พวกเราเหล่าเพื่อนพ้องเลยพร้อมใจกันลงแบบไม่ยอมงงให้กับไอ้น้องๆสโมฯที่เปิดกิจกรรมโชว์ขึ้นหน้ากระดานข่าวก่อนงานจริงแค่หนึ่งวัน เพราะอย่างนั้นมันเลยยังเหลือรอดมาถึงเงื้อมมือแก๊งโฉดใจโหดไม่ชอบกิจกรรมอย่างพวกเราไงครับ

วันนี้ผมมาช้ากว่าไอ้สามตัวในแก๊งขั้นสุด สาเหตุบอกง่ายๆเลยว่าตื่นสาย ไอ้สองคู่นั้นที่มาก่อนมันเลยคว้าอุปกรณ์ไปทำกิจกรรมถึงไหนต่อถึงไหน ปล่อยให้ผมกับเรวะมันยืนห้อยติ่งเป็นคู่ทิ้งท้ายอยู่ตรงนี้

“เดี๋ยวกูไปหยิบเอง มึงรออยู่นี่” เสียงดังขึ้นจากคนข้างๆที่นั่งขัดสมาธิจับข้อเท้าตัวเองอยู่นานจนถึงเมื่อครู่ คู่หูของผม เจ้าของหัวสีแอชเกรย์ที่ดูโดดเด่น มันผุดตัวลุกขึ้นเต็มความสูงหลังจากเอ่ยทิ้งท้ายไว้ ยืนปัดขากางเกงไปมาอยู่สองสามที  ก่อนเดินตรงรี่ไปส่วนกองกลางที่วางอุปกรณ์

วันนี้มันมาแปลกดูมีแรงทำกิจกรรมถึงกับขั้นขันอาสากระวีกระวาดลุกขึ้นมาจับอุปกรณ์จนพร้อมทุกสิ่งแล้วเดินตรงดิ่งกลับมา ผมได้แต่แหงนคอจ้องหน้ามันอยู่นาน

“มองอะไร”

“เปล่า”

“งั้นก็ลุก”

“เรวะ นี่มึงไม่สบายรึเปล่า”

“ตบปากตัวเองดีกว่ามั้ย ใครกันแน่ที่ไม่สบาย” อ้าว นี่สงสัยเลยถาม ทำไมโดนด่ากลับวะ

“กูไม่สบายตรงไหน”

“หน้ามึงซีด”

“กูนอนไม่พอ”

“เพราะเอาแต่เข้าห้องน้ำใช่ป่ะ”

“ใช่ที่ไหนล่ะวะ” เพราะกูมัวแต่คุยกับแม่ต่างหาก

“กินยาไปรึยัง”

“ยาอะไร”

“คาร์บอนที่กูให้ไปเมื่อวาน”

“...” อย่าบอกนะว่ามันเชื่อจริงว่าผมท้องเสีย

“ดื้อชะมัด”

“กูดื้อตรงไหนวะ”

“ก็ตรงที่ไม่กินยากูไง”

“...”

“เอาเถอะ ถ้าวันนี้จะล้มอะไรมึงบอก”

“ทำไม มึงจะช่วยประคองกูไปส่งห้องพยาบาล”

“เปล่ากูจะเก็บมึงใส่ถุงดำไปพร้อมขยะด้วย”

“สัด รักกูจริง เมื่อวานใครวะที่พิมพ์ว่าจะมาเฝ้าไข้กู”

“แต่ถ้ามึงเป็นอีก กูจะไปป้อนโจ๊กให้ถึงบ้านจริงๆ กูสัญญา”

“...”

“เอ้าๆ ตรงนั้นจีบกันเสร็จยัง มาสายแล้วก็ไปทำงานสิครับ เดี๋ยวตัดชั่วโมงกิจกรรมให้เท่ากับชั่วโมงที่จีบกันเลยเนี่ย” นึกว่าใครที่แท้ก็ไอ้เพื่อนสโมฯ โชคร้ายที่เกิดมาเป็นคนกว้างขวาง เหตุเพราะหน้าตาไม่บ้านเลยรู้จักกับเฮดใหญ่ของงานที่ยืนถือโทรโข่งอยู่กลางลานตรงนี้ ได้ทีเพื่อนมันเลยขยี้กูใหญ่ใส่โทรโข่งไม่ยั้งคนแม่งจ้องกันมาตาเป็นมัน ตกเป็นเป้าคนทั้งกลางลาน

“ไอ้สัดแฮ็ค ตะโกนใส่ไมค์ทำเพื่อ” ลุกขึ้นพรวดพราดปัดกางเกงคว้าอุปกรณ์ทุกอย่างมาจากมือขาวได้ก็ตบแขนมันสองทีพร้อมบอกให้จรลีไปด้วยกัน หากแต่พอไล่หลังไม่กี่ก้าวไอ้เพื่อนเวรเสือกประกาศตามมาแบบไม่ไว้หน้ากูอีก

“ไอ้เม่น  ทำกันแค่สองคนเพื่อสุขอนามัย อย่าลืมใส่ถุงทำนะเว้ย!!”

มึงหมายถึงถุงมือใช่มั้ยไอ้สัด ไม่ต้องบอกกูก็รู้วิธีเว้ย!!



เดินตามรอยคนอื่นเขามาเป็นธรรมดาที่จะไม่มีอะไรให้เก็บ ผมกับเรวะเลยต้องเดินลึกมาไกลถึงโซนริมคูรอบมหา’ลัยที่ใครต่อใครต่างรู้จัก ว่ามักจะมีสายนักชิมจอมขี้เกียจ แวะเวียนกันมาพักรับประทานอาหารข้างทางตรงนี้ แทนที่จะไปยังโรงอาหาร จึงเหลือซากอารยธรรมเยอะกว่าชาวบ้านชาวช่อง

พอเดินมาถึงก็รู้เลยว่ากองงานขนาดมหึมารอพวกเราอยู่ ผมเห็นคนข้างๆหยุดเดินแล้วหันไปมองต้นไม้ใหญ่ตรงตำแหน่งที่ตั้งถังขยะเขียวเหลืองแดงในมหา’ลัยอยู่นานอย่างผิดสังเกต

“เป็นอะไร”

“คนเราก็แปลกเนอะ ถังขยะอยู่ตรงหน้าแท้ๆ”

“ใครๆก็เอาสบายทั้งนั้นแหละ ยิ่งคนเยอะกว่าจะฝ่าไปถึงตรงนั้นได้เห็นระยะเท่านี้เดินกันเป็นนาทีเลยนะ” ไอ้เรวะมันเลิกคิ้วมองหน้าผมอย่างประหลาดใจ

“เป็นนาที?”

“เออระยะทางมันใกล้กูก็รู้กูมองออก แต่กูก็อยากขอบใจพวกนั้นว่ะที่ทำให้กูได้ชั่วโมงกิจ...” หลังพูดประโยคนี้เสร็จมันทำตาวาวใส่ เล่นเอาผมเสียวสันหลังวาบกลัวมันจะนึกชื่นชมผมอยู่ในใจแล้วเก็บไปเรียกร้องว่าอยากมีเพื่อนพ้องอย่างกู “เลิกพูดมากแล้วใส่ถุงกับหน้ากากได้แล้ว”

“มึงรู้วิธีใส่?”

“อย่ามาทำโง่ ก็แค่สวมเข้าไปมึงจะเอาอะไรวะ” รอยยิ้มนี้กูแม่งแทบอยากจะวิ่งไปขี้ แล้วจรลีกลับมาตอนเวลากิจกรรมเลิกเลย “มึงเอาสกิลหื่นนี้มาจากไหน”

“ฮะ? หื่นอะไร”

“อย่ามาตีหน้ามึน”

“ผู้ชายใครๆก็เป็นกันเปล่าวะ” เรวะมันเริ่มสวมถุงมือใส่หน้ากากคว้าที่คีบขยะขึ้นมาก้มลงไปจัดการกับงานตรงหน้า ผมเลยเริ่มใส่
ถุงมือแล้วตามไปขยุ้มกำปากถุงดำช่วยกันถือ

“เข้าใจว่าใครๆก็เป็น แต่นี่มึงเล่นทะลึ่งกับกูซะถี่ นี่คิดอะไรกับกูรึเปล่าเนี่ย”

“กับคนอื่นกูก็เล่น”

“กับใครวะ กูไม่เห็นมึงจะมี...” ปากดีเหลือเกินไอ้เม่น ทำไมมึงไม่ทำอะไรให้ไว อย่างเช่นไปหาคู่คนอื่นที่ไม่ใช่เรวะ แทนที่กับการต้องมานั่งงับปากห้ามไม่ให้พูดไปตามใจคิดวะ

“เพื่อนเหรอ”

“...” ผมเงียบ ไม่อยากซ้ำ เดี๋ยวทำคนเจ็บ

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก อยากพูดอะไรก็พูดมา ไหนๆพวกเราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว” ตอนไหนวะ!! “เพื่อนน่ะเคยมี แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” ผมนั่งคุ้ยประวัติเรวะในสมอง จากการกรองด้วยสายตาเท่าที่เคยมีปัญญาเห็น บุคคลซึ่งมาวนเวียนอยู่เป็นสัมภเวสีให้ไอ้เรวะจะมีก็แต่ไอ้บูมกับ...

“ไอ้บอม?” คิ้วไอ้เรวะกระตุก มือที่หนีบขวดน้ำพลาสติกค้างอยู่กลางอากาศชั่วครู่ก่อนโดนเขวี้ยงลงไปในถุงเบาๆ

“ทำไมอยู่ๆถึงพูดชื่อนี้ออกมา”

“เมื่อวานเห็นมึงอยู่ที่ร้านกับมัน กูเลยเดาส่งไปงั้น”

“มึงรู้จักไอ้บอม?”

“กูจะไปรู้จักได้ไง แค่มันหน้าตาคล้ายไอ้บูมก็เท่านั้นเอง”

“กูก็ว่ามึงไม่น่าจะรู้จัก” มันก้มลงเก็บขยะชิ้นต่อไปใส่ถุงเรื่อยๆ เหมือนคุยเล่นคุยเพลินๆกับผม แต่บังเอิญผมกลับรู้สึกว่าเหมือนมันกำลังกลบเกลื่อนอาการอะไรบางอย่าง “ไอ้บอมไม่ใช่เพื่อน มันโตกว่ากูปีนึงเป็นพี่ชายของไอ้บูม”

“แล้วก็เป็นเพื่อนข้างบ้านกันมาตั้งแต่เด็กๆกับมึง ไม่ต้องถามว่ากูรู้ได้ยังไง กูได้ยินมาจากแม่มึง”

“อย่าร้อนตัวเม่น กูยังไม่ได้พูดอะไรซะหน่อย” เหอะ อ้างก่อนก็โดนหาว่าร้อนตัว พอกูไม่พูดอะไรมึงก็ซักไซร้ว่ากูสนใจในตัวมึงจะเอาอะไรวะไอ้นี่ “ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ยังมีคนที่กูเล่นแบบนี้ด้วย แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว”

“...”

“มึงเลยพิเศษสำหรับกู”

“อย่ามองหน้ากู กูขนลุก”

“เชี่ยใครมาทิ้งถุงยางไว้ตรงนี้วะ”

“สัด นี่มันมหา’ลัยใช่สวนลุมมั้ย อย่ามาอำกูให้ยาก”

“มึงจะเล่นท่ายากกลางสวนเลยเหรอ”

“สัดเรวะ”

“ฮ่าฮ่าฮ่า” รอยยิ้มเสียงหัวเราะทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติไปหมด แม้กระทั่งการพูดคุยกับมัน ผมไม่เคยนึกเคยฝันว่าจะมีวันได้คุยกับคนในตำนานอย่างโคตรธรรมดาขนาดนี้ เพราะปกติจะมีแต่คนที่หลีกลี้หนีให้ห่างจากคนอย่าง ‘มนายุ กานต์พงศ์สุจริต’ กันทุกคน



ใช้เวลาอยู่นานกว่าผมกับเรวะจะเดินเก็บขยะจนรอบริมคู บอกเลยว่าบีฟอร์กับอาฟเตอร์แม่งช่างต่างกัน ตอนนี้ทั้งสะอาดใสเกลี้ยงกริ๊บ แบบไม่มีเม็ดพริกจากตำมะยมหรือซากขนมปังปิ้งเหลือทิ้งให้รกหูรกตา

เนื่องจากเก็บงานไปมากคนเลยบางตาไปเยอะพอเสร็จกิจจากตรงนี้ก็ยังมีที่อื่นต่อ ผมกับไอ้เรวะเลยตัดสินใจเดินประคองถุงขยะอันหนักอึ้งมาจนถึงต้นไม้ กะว่าถ้าเคลียร์เสร็จได้เมื่อไรต้องไปอู้คำเมือง แต่กว่าทำได้ก็เล่นเอาเหงื่อตกไปตามๆกันไหนจะต้องมัดปากถุงยัดลงถังแม่งเล่นเสียพลังไปโข

“หนักชะมัด กินบ้ากินบออะไรกันเยอะแยะวะ”

“นั่นดิ กินไม่เผื่อ นี่ก็หิวแล้วเหมือนกันนะเว้ย” ผมหันไปมองหน้าไอ้เรวะ...คนที่สามารถโยงเรื่องของกินกับขยะได้ มันเอาหลังมือลูบท้องป้อยๆ ดูท่าจะหิวจริง

“เมื่อเช้าไม่ได้กินข้าวมาหรือไง”

“ตื่นสายเลยไม่ได้กิน”

“ทำไม เมื่อวานก็เห็นไม่ได้กลับดึกอะไร หรือมีไปต่อกับไอ้บอมนั่น”

“เม่น”

“ไร”

“สังเกตกูอยู่ตลอดเวลาเลยนะ”

“กูไม่ได้สังเกต”

“มึงอยากรู้อดีตชาติกูมั้ย” มันขยับตัวเข้ามาใกล้

“ไม่ว่ะ”

“มึงต้องอยากรู้อดีตกูแน่ๆ” มันขยับตัวเข้ามาใกล้อีก ราวกับจะต้อนผมให้จนมุม

“ก็บอกว่าไม่ไง”

“แล้วทำไมถึงถามกูจัง”

“...” บอกตามตรง...ผมก็แค่ติดใจ เหมือนกับคนทั่วไป เพราะอะไรหลายๆอย่างของเรวะมันดูขัดแย้งกับสิ่งที่ผมได้ยินมา

“ถ้าอยากรู้มึงต้องเอารูปในอดีตชาติมึงมาโชว์ให้ดูก่อน”

“หา?” ไหงมาเข้าเรื่องนี้วะ “ก็บอกว่าไม่ไง”

“เอารูปในกระเป๋าตังค์มึงมาดู”

“กูไม่อยากรู้แล้ว”

“ไหนเอามาดูดิ๊” พูดจบแม่งเล่นผมเลยครับ ด้วยการขยับจะเอามือมาจับกระเป๋ากางเกงกูให้ได้

“สัด เชี่ยมึง ถุงมือมึงก็สกปรกเหอะ” แค่นั้นแหละมันยอมสละชีพถอดถุงมือล้วงเข้ามาในกางเกงคว้ากระเป๋าสตางค์ผมไปเฉย “เฮ้ย กระเป๋ากู!!”

เรวะหัวเราะคิกคักอย่างกับเด็กได้ของเล่น มันขยับมือรูดซิปกระเป๋ามองหาอะไรที่เป็นรูปภาพตามที่ผมเข้าใจแล้วชักขึ้นมาดู

“เฮ้ยนี่รูปมึงเหรอ ฮ่าๆๆๆ”

สัดกูรู้เลยรูปอะไร ภาพนู้ดตอนเด็กที่คุณอลิซ่าแอบใส่ลงในกระเป๋าไว้เป็นที่ระทึกไงล่ะครับ ขนาดเพื่อนสนิทอย่างไอ้คีย์ ไอ้ต๊อบ ไอ้หงส์แม่งยังไม่เคยได้ดูรูปนี้ แล้วมึงมีสิทธิ์อะไรถึงมากระทำชำเรากับอดีตกูได้ว่ะ ไอ้เชี่ยเรวะ!!

พยายามจะคว้าเอามันกลับมาที่เก่า แต่เรวะกลับโยกหลบพลิ้วเสียจนแย่งคืนมาไม่ได้

“เอาคืนมาดิวะ”

“ขอกูเถอะ”

“ไม่ให้เว้ย”

“ไม่คืนว่ะ”

“เรวะ”

“ครับ”

“เรวะ”

“ว่าไงนะครับ”

“กวนตีนนะมึง!!” ภาพตัดมาที่ไมเคิล จอดำกระโดดทำรีบาวน์ด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปัดปลายมือไปโดนกระเป๋าได้แค่เท่านั้นแหละ แม่งปลิวลอยหวืออย่างกับกระสือเล่นลม เหมือนมีใครบรรจงมาถ่ายภาพสโลโมชั่นโฟกัสไปที่กระเป๋าตังค์ผม

ตุบ!!

“เชี่ย กระเป๋าสตางค์กู!!” ลงถังขยะเปียกเต็มๆ โว้ยยยยทำไมซวยอย่างนี้ ระหว่างที่โวยวายอยู่ในใจกลับมีใครบางคนวิ่งตัดหน้าผมไป ล้วงมือเปล่าแบบไร้ถุงลงไปจุ่มในถังทำเอากูได้แต่ยืนเงียบงันเพราะอึ้งจนหมดคำบรรยาย ถังขยะตรงหน้ามันทั้งใหญ่และลึกเจ้าตัวที่มุดลงไปก็แทบจะจมหายเข้าไปในนั้น ทำเอาผมใจเสีย

“เชี่ยเรวะมึงพอได้แล้ว”

“...”

“เรวะ”

“ได้แล้ว!!” เสียงตะโกนอย่างดีใจดังก้องอยู่ในถังขยะ เท้าที่ลอยอยู่กลางอากาศกลับลงสู่ภาพพื้นดิน เจ้าตัวผินหน้ากลับมาเผยรอยยิ้มร่าราวกับว่าพึ่งถูกหวยสิบล้านมาหมาดๆ ในมือที่เปรอะเปื้อนถือกระเป๋าตังค์วิ่งพุ่งมาทางผมก่อนยื่นให้ “อะ กระเป๋าตังค์มึง” ตัวเรวะมอมแมมเหมือนแมวจรจัดที่สนุกกับการเล่นโคลนชะมัด มันทำผมถึงกับระลึกได้ถึงวันนั้น...

“เม่น...”

“...”

“มึงเป็นอะไร” ฝ่ามือโบกไหวผ่านหน้าไปมา ราวกับต้องการเรียกสติผมที่กำลังจมดิ่งถึงเรื่องราวในอดีต มือนี้มัน... “เชี่ย!!ทำอะไรวะตกใจหมด” ผมคว้าข้อมือมัน กำไว้แน่น ใช่เหตุการณ์แบบนี้มัน...

“นี่มึงจำกูไม่ได้จริงๆเหรอวะ เรวะ”

...TBC...


+++++++++++

ขอบพระคุณจริงๆที่ติดตามค่า

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14016
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +411/-25

ออฟไลน์ Arayajanm

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกกก. แงง ชอบที่ไรท์อัพถี่ ขอบคุณนะคะ แต่งสนุกมาก  :hao7:

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 644
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
สรุปว่า ยังไม่ได้ตังค์คืน ==

ออฟไลน์ มะเขือม่วง

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 487
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 10 :: เกรี้ยวกราดตามแบบฉบับเม่น


“มึง...เป็นใคร?”

แก้วตาสีน้ำตาลอ่อนรื้นน้ำมีอาการสั่นไหว สีหน้าตื่นตกใจปนความสับสนแต่ยังคงนิ่งราวกับคาดหวังคำตอบอะไรบางอย่าง

“เร...วะ”

“หมอเสียใจด้วยครับ สมองเพื่อนคุณได้รับความกระทบกระเทือน สะเทือนไปถึงไส้ติ่ง วิ่งลงไปกระเพาะ ลัดเลาะไปถึงลำไส้ใหญ่ แล่นเข้าสู่หัวใจ ปรืดดดดด จนความจำเสื่อม”


...ไอ้เวร แม่งกวนตีนผม...


“เชี่ยเรวะมึง..”

“มึงเป็นบ้าอะไรวะเม่น อยู่ดีดีมาถามว่าจำมึงได้มั้ย นี่ไม่ใช่เรื่อง ฟิฟตี้ เชดส์ ออฟ เกรย์นะเว้ย”

“ฟิฟตี้ เฟิร์ส เดทส์เปล่าวะ ถ้ากวนตีนกว่านี้อีกสัด กูจะตบหัวสีแอชเกรย์มึงเอง” ยกมือขึ้นข่มขู่ อยากฟาดลงไปสองสามที แต่กลัวมันวิ่งรี่ไปแจ้งตำรวจ แล้วเสือกโดนข้อหาทำร้ายร่างกาย เลยได้แต่แนบลงกลุ่มผมนุ่มแล้วลูบไล้ไปมาด้วยความเกรี้ยวกราด ย้ำ...ด้วยความเกรี้ยวกราด

“อะ โอ๊ย ไอ้เม่น มึงอย่า” สมน้ำหน้า คิดสะใจในหัวไม่ทันไร ไอ้เรวะที่โค้งตัวต่ำกว่าผมมันก็เงยหน้าทะเล้นปนรอยยิ้มของมันขึ้นมา “ใครจะจำมึงไม่ได้ล่ะ”

“อย่าบอก เพราะกูเป็นนักร้องนำร้านข้ามคืน อย่าบอก เพราะกูเด่นเคยเป็นพรีเซ็นเตอร์รณรงค์ให้นักศึกษาปั่นจักรยานมามหา’ลัย มุกมันเก่าแล้วเว้ย”

“เปล่าซะหน่อย เพราะมึงเป็นทุกอย่าง”

เอ๊า...อินโทรมา

“เป็นเพื่อนเธอไปดูหนัง...”

“อยู่ด้วยกันตอนเธอเหงา...”

“ฟังทุกเรื่องราว ที่เธอระบาย...”

“ยาวจนเช้า ฉันก็ยังยินดี...”

“แม้ไม่ใช่คนพิเศษ ไม่ได้สำคัญสำหรับเธอ...”


“...”

“...”

เวร...อารมณ์ศิลปินขึ้น เผลอตบมุกร้องเพลงสลับกับมันเฉย ไอ้เรวะมันมองหน้าผมนิ่ง สักพักก็ทำตาโตพรวดพราดก่อนก้มหน้าลงไปกุมท้อง งอตัวสั่นอย่างกับเจ้าเข้า

“เฮ้ยเป็นอะไรมึง!!”

“กูปวดท้อง”

“ปวดท้อง? ปวดท้องอะไร หิวข้าวใช่มั้ย เชี่ยแม่งแทนที่จะแดกอะไรมาก่อน”

“เปล่า ไม่ใช่ กู”

“มึง มึงอะไร พูดมาดิวะ”

“กูขำมึงว่ะเม่น ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

...สัด เอากับมันดิ ขำจนปวดท้อง ตลกไปอีก...

“เฮ้อ เบื่อจะเคลียร์ว่ะ” และบอกตามตรงว่าโกรธมันไม่ลง แค่เห็นรอยยิ้มกับสภาพมอมแมมของมันก็เหลือเฟือแล้ว ทำท่าจะตัดใจแล้วเดินออกไป แต่ทว่าเสียงใสๆของมันกลับรั้งผมไว้ได้อย่างชะงัด

“กูบอกแล้วไงว่าจะคืน”

“...”

ประโยคเดียวที่โพล่งขึ้นมา มันแฝงไว้ด้วยความหมายหลากหลายอย่าง ผมหันขวับไปมองหน้าเรวะด้วยความประหลาดใจ แต่แฝงไว้ซึ่งการระแวดระวัง

...ระวังมันยิงมุกซ้ำใส่ผม...

“กูบอกแล้วไง เงินที่เอาไป ถ้าหาได้จะเอามาคืน”

“มึงจำได้”

“แล้วใครบอกว่ากูจำไม่ได้ล่ะ”

“ถ้าใช่ ทำไมไม่บอกแต่แรก ปล่อยให้กูโวยวายเพื่อ”

“กูชอบวิธีการแสดงออกของมึง”

“...”

“มันดูตลกดี”

“เชี่ยนี่” โว้ย เก็บกดตบหัวคนไม่ได้ กูก็ลูบแบบกระแทกกระทั้น แบบชายฉกรรจ์มันยาวไปสิครับ

“โอ๊ยๆๆ ไอ้เม่น ฮ่าฮ่าฮ่า” สุดท้ายก็ลืมไปว่า สัดกูมือเปื้อน!!! เน่าครับงานนี้ ทั้งหัวเรวะและตัวผม





มาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการทำกิจกรรม ผมกับคู่หูช่วยกันขนแบกอุปกรณ์กลับมาวางที่เก่า แม้หัวกับตัวจะสกปรกจนไม่รู้ว่าจะทำให้มือสะอาดไปเพื่ออะไรก็เถอะแต่ผมกับมันต่างฝ่ายก็ต่างเดินแยกกันไปล้างไม้ล้างมือ พอเดินกลับมาตรงจุดที่รวมตัวกันเช็คชื่อว่าทำกิจกรรมครบชั่วโมง เห็นเพื่อนสามตัวบวกแฟนไอ้คีย์อีกหนึ่งยืนมองมาแต่ไกล  พร้อมรอยยิ้มละมุนละไมที่โคตรไม่น่าไว้ใจฉิบหาย

“เก็บขยะมีความสุขมั้ยครับคุณเพื่อน” ไอ้ต๊อบมันถามขึ้นมาเป็นคนแรก

“ก็ดี รู้สึกเหมือนช่วยทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นเยอะ” สะบัดมือชื้นๆเข้ากับขากางเกง ไม่ทันมองสีหน้าห่าเหวของพวกมัน แต่พอเหลือบตาขึ้นเท่านั้นแหละ

“หูย ตอบโคตรพ่อพระ โลกน่าอยู่ โลกเป็นหัวใจสีชมพูเลยนะมึง”

“น่ารักว่ะ งุ้ยๆๆๆ”

“พูดบ้าอะไรของพวกมึงวะ”

“ไอ้เม่นมึงไม่ต้องทำตาขวางใส่พวกกูเลย”

“พวกกูเห็น พวกกูรู้ พวกกูดูออก ก็เพราะเนี่ย” ไอ้หงส์มันยื่นมือถือมาให้ดู คราวนี้เป็นจั่วหัวไอจีของสโมสรนิสิตมหาวิทยาลัย โธ่ กูก็นึกว่าอะไร ที่แท้ภาพบรรยากาศกิจกรรมอาสาสมัครเก็บขยะในมอ อัพไวฉิบหาย

“แล้วไง”

“มึงดูให้ดีก่อน”

“ดู?” ก็แค่ภาพมึงกูเก็บขยะ มีอะไรน่าสนวะ

“ความเอ็นดูลูบหัวนี้ท่านได้แต่ใดมา”

“ขนาดกับแยมกูยังไม่หวานออกสื่อขนาดนี้ ไอ้เม่นมึงเด็ดว่ะ”

“เด็ดหัวมึงเนี่ยแหละเชี่ยคีย์ ดูก็รู้มั้ยว่ากูกำลังโกรธอยู่ ไม่ได้เอ็นดูมัน”

“เหรอ ดูรู้มากเลยนะ” ไอ้สามตัวแม่งประสานเสียงกัน สาบานว่าสักวันนึงกูจะให้พวกมันไปรับจ๊อบในโบสถ์ ระหว่างปล่อยให้เพื่อนแซว ไอ้แมวมอมแมมก็เดินมาพอดี

“เรวะ” มันหยุดหันมามอง คิดว่ามันจะเดินมาตามเสียงเรียก แต่ที่ไหนได้กลับหมุนหัวไปทางเก่าแล้วทำท่าจะเดินต่อ อ้าวเฮ้ย ไม่ได้ยินที่เรียกเหรอวะ อ้าปากจะตะโกนชื่อมันอีกรอบ แต่สัดแฮ็คเสือกเดินสวนมาซะก่อน

“เชี่ยเม่น” เพื่อนต่างคณะสมัยเข้ามาใหม่ๆตอนที่ผมยังมีกะใจจะทำกิจกรรมมหา’ลัยมันตรงดิ่งมา ไม่วายหันไปมองคนที่เดินสวนไปด้วยสายตาพิศวง “ไงเหนื่อยหน่อยนะพวกมึง เด็กแม่งทำพลาดไปหน่อยไม่งั้นงานไม่ด่วนขนาดนี้หรอก เออ มีไปต่อกันที่ไหนป่ะ ถ้ายังไงแวะไปสโมฯก่อนดิ มีขนมเลี้ยง”

“ขนม? กูเห็นมึงบอกมีขนมทีไร ไปมีแต่ขนมปี๊บที่ซื้อมาตุนตั้งแต่งานรับน้อง สัดขึ้นรายังวะ”

“อ้าว พูดอย่างนี้สโมฯกูก็เสียดิครับเทพต๊อบ ตั้งแต่งานรับน้องอะไร ตั้งแต่ซ้อมใหญ่รับปริญญาพี่บัณฑิตปีที่แล้วต่างหากเว้ย”

“ถุย!!”

ไม่ได้แค่ขึ้นราแล้วล่ะแม่ง สงสัยเพาะดอกขายได้เลย ผมเลิกสนใจกระบวนการแซวมหาปะลัยของไอ้เพื่อนร่วมรุ่น ชะโงกมองไปยังคนที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ เจ้าตัวไม่ได้เดินไวอะไรขนาดนั้นเลยทำให้เห็นแผ่นหลังเหงาๆของมันอยู่ไกลๆ ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมตะโกนเรียกชื่อมันออกมา

“เรวะ!!” กลัวจะไม่ได้ยิน เลยตะเบ็งเสียงออกไปเต็มที่ ร่างโปร่งที่เดินด้วยจังหวะเรื่อยๆหยุดชะงัก ผินหน้ามาครึ่งซีก แต่ไม่หันมาทั้งตัวเหมือนแสดงอาการแบ่งรับแบ่งสู้อยู่กลายๆแบบกลัวอายว่าคนทักผิด

“...”

“ไปแดกขนมที่สโมฯมั้ย!!”

“...” มันยกนิ้วขึ้นชี้หน้าตัวเองราวกับต้องการยืนยันให้มั่นใจ

“เออมึงนั่นแหละ ไหนมึงบอกว่าหิวไง!!” จบประโยคเชิญชวน เสียงหึ่งๆรอบตัวของเพื่อนร่วมก๊วนแม่งดังขึ้นมาทำลายล้างประสาทกูทันที

“สัดเม่น”

“เอาแล้ว”

“ไอ้เม่นมันวร้ายยย”

มีแต่ไอ้แฮ็คกับแยมที่ไม่พูดอะไร ได้แต่หันไปมองปฏิกิริยาของร่างโปร่งนิ่ง ใช่ไอ้เรวะมันนิ่งเหมือนชั่งใจอะไรหลายๆอย่าง อย่างมากก็โดนปฏิเสธไม่เห็นจะมีอะไร แต่ทว่ามันกลับตะโกนใส่ผมกลับมาว่า...

“ถ้ามึงชวน กูก็ไป!!”







จะบอกว่าอึดอัดมั้ย ผมไม่รู้ว่าใครควรอึดอัดมากกว่ากัน ระหว่างเพื่อนผม หรือไอ้เรวะที่เดินอยู่ข้างกันมาตลอดทางไปสโมฯ

“กูถามมึงตรงๆได้มั้ย” ไอ้หัวเทาที่เดินเงียบมาตลอดทางเงยหน้ามาหาผมที่เอ่ยประโยคตัดความเงียบขึ้น

“ว่า?”

“เงินกูที่มึงเอาไปตอนนั้น มึงเอาไปทำอะไร”

“ทำไมถึงอยากรู้”

“ก็เงินตั้งหลายหมื่นคนบ้าอะไรจะใช้หมดภายในวันเดียว แถมยังแค่ไม่กี่นาทีที่กูทำหล่นไว้ด้วย ถ้ามึงบอกเอาไปซื้อกับข้าวกินกูจะไม่เชื่อ ข้าวในมหา’ลัยที่ไหนจานละหมื่น”

“กูซื้อน้ำแข็งใสกินด้วย”

“...”

“โอวัลตินภูเขาไฟปั่น โรยช็อคบอล”

“เออ...ยกมาให้หมดโรงอาหารเลยมั้ย”

“เม่น อย่ามองหน้ากูแบบนี้ กูไม่อยากโกหกมึง” สายตาสีน้ำตาลอ่อนหลุบลงต่ำ หน้ากูดูจริงจังมากเลยนะ จริงจังที่จะเค้นความจริงจากมึง

“ไม่ให้มองหน้ามึง แล้วให้กูหันไปมองแล้วพูดกับต้นไม้หรือไง” หันหัวไปรอบๆกวาดตาหาพอเห็นเป้าหมายก็รีบเดินรี่เข้าไปนั่งยองๆฟัดใส่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า “ไงฮึ จะบอกได้รึยังว่าเอาไปทำไร” นี่แหนะ นี่แหนะ ปู้ยี่ปู้ยำขยำหัวสิ่งมีชีวิตตรงหน้าขนานใหญ่ จนกระทั่งเสียงใครคนนึงที่ไม่ใช่เรวะมันเสือกทักขึ้นมา

“เม่น มึง”

“...”

“คุยกับหมาทำไมวะ”

“...” อะไรคือการที่พอหันหัวไปกลับโดนไอ้สี่ตัวกับหนึ่งสายตาที่เดินจับกลุ่มด้วยกันมาทักเหมือนคนบ้าว่ากำลังคุยกับหมา ‘เม่น’ ที่อยู่แถวนั้น เพียงเพราะใจมันอยากด่าเปรียบเทียบไอ้เรวะกับหมาตรงหน้า

...ฮ่วย...


ผมกับเพื่อนๆเดินมาถึงสโมฯ ขนมปี๊บที่ฝันหากำลังเรียงหน้ารอพวกเราอยู่ ไม่ว่าจะขาไก่ โอโจ้ปลอม ขนมปังกรอบสับปะรด เวเฟอร์ เอบีซี มีมาหมด สรุปคือนี่กูต้องกินไอ้พวกนี้แทนข้าวเช้าจริงเหรอวะ

“เอ๊า ใครหิวจัดเลยคร้าบบบ ไม่ต้องเกรงใจเปิดได้ทุกปี๊บ” คำเชิญชวนไอ้แฮ็คก็โคตรรื่นรมย์ ว่าแต่มีใครบอกสักคำยังว่าพวกกูเกรงใจ เพื่อนร่วมรุ่นมันหันมาจับเรดาห์ที่หน้าผมแล้วกระตุ้นให้เดินไปหยิบ “หิวก็กินดิไอ้เม่น”

“ชวนแต่กู มึงหันไปดูไอ้สามตัวนู้น ให้พวกมันไปแดกกัน”

“ดูทรงแล้ว พวกมันไม่ได้ตั้งใจจะมากินหรอก”

“อ้าว แล้วมันมาทำไมกันวะ” คิดว่าอยากกินขนมปี๊บด้วยเลยตามมา

“อยากเสือกเรื่องมึงอ่ะดิ” จบคำไอ้แฮ็ค ผมหันขวับไปมองหน้าไอ้สามตัว แม่งหลบตากันแบบไม่รู้เลยจ้า พวกมึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่เปล่าวะ จะเอาข่าวกูไปขายให้เพจไหนมึงบอกมา

“อะแฮ่ม ใครอยากกินพิซซ่าบ้าง เดี๋ยวไอ้คีย์คนนี้เลี้ยงเอง” รู้เลยว่าไอ้พ่อบ้านมันพูดตัดขึ้นมาแก้เก้อ ถ่วงเวลาให้อยู่ตรงนี้นานขึ้น แต่อย่างน้อยผมก็คงจะได้ลาภปากจากเหตุการณ์นี้บ้าง

“กูๆๆ” ไอ้หงส์แม่งยกมือตอบสนองอย่างไม่ต้องสงสัยรองมาก็เป็นไอ้ต๊อบ

“กูด้วย”

“แยมขอฮาวาเอี้ยนนะคีย์”

“ได้เลยครับ จัดไป” ยกมือถือขึ้นมาเปิดประตูเดินออกไปสั่งข้างนอก ปล่อยให้สองตัวกับเมียมันเริ่มนั่งหานู่นแกะนี่เปิดขนมในปี๊บกินแก้ขัดกันไป ส่วนผมก็ลงไปขัดสมาธิกับพื้นเหลือบเห็นกล่องสีเงินที่ข้างในอัดแน่นไปด้วยแท่งสีนวลหลากสี โอโจ้รสสตอเบอร์รี่โคตรคิกขุอาโนเนะอยู่ข้างกาย มองซ้ายมองขวาเห็นอีกคนที่ยังยืนแปลกแยกอยู่ตรงหน้าไม่เริ่มต้นทำอะไรเหมือนคนอื่นเขาเข้าก็ให้กวักมือเรียก

“มานี่ดิ” ว่าง่ายไม่เข้ากับใบหน้า ไอ้เรวะมันเดินเข้ามาก่อนหย่อนกายนั่งลงข้างผม “เอ๊า”

“อะไร”

“โอโจ้ไง ไม่เคยเห็นเหรอ” แกะจากปี๊บให้มันเสร็จสรรพ งานนี้ไม่กินมีเรื่องนะครับพี่น้อง สายตาเรวะมันมองแบบโคตรสงสัย แถมขมวดคิ้วใส่ผมเป็นการใหญ่

“ให้กู”

“หยิบแล้วยื่นให้มึงขนาดนี้คงให้ไก่กินมั้งเนี่ย”

“ให้กูจริง?”

“มึงฟังภาษาคนรู้เรื่องเปล่าวะ หรือว่าต้องใช้ภาษาไก่คุย กุ๊กๆๆๆ เคเอฟซี เท็กซัส บอนชอน ถ้าไม่กินกูจะกินแล้วนะเว้ย” สงสาร เห็นใจว่าหิว แต่เจอถามย้ำไม่หยุดแบบนี้ เห็นทีกูไม่ต้องห่วงแล้วมั้ง ชักกลับหวังจะยัดเข้าปากตนเอง แต่ร่างโปร่งเสือกโวยวายตามมาพร้อมพุ่งตัวทยานใส่ผม

“กินๆๆกูกิน”

หงับ!!

เต็มปากเต็มคำ...หมายถึงปลายข้างนึงที่มีมันส่วนปลายอีกข้างนั้นที่มีผม

คิดดูสิ ไอ้เรวะกระโดดเข้ามาในอ้อมอกผมเต็มรัก ส่วนผมที่โดนแรงกระทำจนหงายหลังไปนอนแอ้งแม้งในท่าขัดสมาธิ ....สภาพหลังจากนั้นมันน่าดูชมขนาดไหน

โป๊ก!!

“อุ้ยเชี่ย!!”

“แม่เจ้าโว๊ย”

กูตายตาหลับแล้วล่ะ ณ จุดๆนี้ เพราะหัวกูโขกกับปี๊บที่อยู่ข้างหลังแถมยังมีคนตัวขาวอีกหนึ่งนอนทับตัวเชื่อมกันด้วยสื่อหัวใจรักอย่างโอโจ้สีชมพูที่คาบคาปากกูกับมัน อีกทั้งสักขีพยานอีกสี่ฝ่าย

ผมปรือตาที่หยีจากอาการเจ็บหัว น้ำหนักตัวที่ทับลงมากะทันหันทำให้ขยับไม่ได้ พวกเราสองคนเลยจบที่การจ้องตากันอย่าง...นิ่งนาน

“ตอนที่เราจ้องตาเป็นมัน...พร้อมกับส่งสัญญาณว่าฉันชอบเธอ” เสียงเพลงประกอบราวกับนิยายรักน้ำเน่าถูกบรรเลงขึ้น

“สัดแฮ็ค มึงอย่าบิลด์ ปิดยูทูปมึงเลย” ปุ่มสเปสบาร์ของพีซีที่วางอยู่กลางห้องสโมฯคามือแม่งเลย ทีอย่างนี้เสือกไว ทีลงข่าวในกระดานเพจเสือกช้า อย่าให้กูด่า ผมจับต้นแขนไอ้แมวซนเห็นแก่กินดันตัวขึ้นนั่ง ส่งสายตาหงุดหงิดมองมัน

“ทำไมกูต้องซวยเพราะของกินตลอดเลยวะ” บ่นเบาๆ ส่วนไอ้เรวะก็รีบดันโอโจ้เข้าปากจนหมดพลางเคี้ยวหงุบหงับอย่างเร่งด่วน

“มึงหมายถึงเรื่องอะไร”

“ก็หมายถึง...” หน้ามันแม่งโคตรไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ผมเลยหยุดคำพูดเอาไว้ “เปล่า...ช่างมันเถอะ”

“สปาเกตตี้ขี้เมา?” เชี่ยทำไมทีอย่างนี้เสือกรู้ มันเกาท้ายทอยเก้อๆ จนผมต้องกลืนน้ำลายหนึ่งอึก อย่าบอกนะว่ามึงเขิน

“...”

“โทษทีว่ะ คราวนั้นแม่งจูบทางตรงเลย”

“เชี่ยเรวะมึงอย่าขยี้”

“กูไม่ได้กำลังซักผ้า กูจะขยี้ไปทำไม” ผมรีบผละจากมันลุกพรวดพราด ตั้งใจว่าจะเดินออกจากห้องจนสวนทางกับไอ้คีย์ที่กลับเข้ามา

“เชี่ยเม่นจะไปไหน ไม่รอกินพิซซ่าก่อนเหรอวะ”

“ไม่กินโว้ย!!” คราวที่แล้วก็คาปูชิโน่ สปาเกตตี้ โอโจ้ แล้วคราวนี้จะจบด้วยอะไรอีกล่ะ มอสซาเรลล่าที่ยืดมาจากพิซซ่าเปล่าวะสัด



อารมณ์เสีย มีแต่คนเขาจะเชียร์ให้เพื่อนได้เมียสวย แต่นี่กลับเชียร์ให้ได้กับเรวะซะงั้น ผมเดินเซโรงังจังไรออกมาจากห้อง ไปอาบน้ำอาบท่าให้สะอาดแล้วนอนโง่ๆอยู่ที่หอดีกว่าว่ะ

“ไอ้เม่น มึงจะไปไหน” เสียงเรียกตามมาด้านหลัง เจ้าของประเด็นที่ร่วมตกเป็นแพะรับบาปให้สมาคมขี้ชงเดินตามผมออกมา

“กลับหอ”

“ไปด้วยดิ”

“ถ้าอยากกินพิซซ่า มึงอยู่ต่อก็ได้ ไม่ต้องตามกูมาหรอก”

“อย่าทิ้งกู”

“ใครบอกว่ากูทิ้งวะ”

“เป็นคนชวน มึงก็หัดรับผิดชอบด้วยดิ”

“เฮ้ย นี่แค่ชวนมากินขนม...” ทำอย่างกับกูไปทำมึงท้อง อยากจะพูดต่อแต่โดนไอ้เรวะมันขัดขึ้นมาเสียก่อน

“กูไม่ถนัดอยู่กับคนแปลกหน้า”

“แปลกหน้า? แปลกหน้าอะไร พวกนั้นมันก็เพื่อนกู พวกมันสนิทกับคนง่ายจะตาย อยู่ๆไปเดี๋ยวมึงก็ชิน”

“แต่กูไม่ชิน...มึงก็รู้ว่ากูไม่เคยมีเพื่อน”

“...” ผมมองหน้ามันที่นิ่งสนิท แต่กลับรู้สึกได้ถึงความหวั่นไหวบางอย่าง ต้องมีความกล้าขนาดไหนถึงจะบอกต่อหน้าคนอื่นว่าตัวเองไม่เคยมีเพื่อนได้

“แล้วไอ้บูม กับไอ้บอมล่ะ”

“ไอ้บูมมันเหมือนน้องแท้ๆ ส่วนไอ้บอม...กูไม่เคยนับว่ามันเป็นเพื่อน” ไม่เคยนับว่าเป็นเพื่อน? แล้วที่ไปแดกเบียร์ถังฟังดนตรีสดล่ะวะ สงสัยก็สงสัย แต่ใบหน้าตอนนี้ของไอ้เรวะมีแต่ผลักดันให้ไม่ไปซ้ายก็ขวา ทั้งที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรสักอย่างแต่สุดท้ายผมกลับยื่นมือไปตบไอ้หัวมอมแมมมันสองทีก่อนเอ่ยปาก

“เออ ก็ได้ กลับหอกัน”

ใครจะเป็นจะตายเพราะกลิ่นกายกูไม่สน แต่ที่แน่ๆ นี่คือจักรยานที่ผมปั่นมา เพราะฉะนั้นผมก็ต้องได้สิทธิ์ในการปั่นกลับ โดยมีเรวะเกาะท้ายดมกลิ่นหอมกำจายของอดีตคนเก็บขยะมันยาวไปจนถึงหอ พอมาจอดเทียบใต้ตึกพึ่งนึกสังวรณ์ว่าทำไมกูไม่พามันไปส่งที่ร้านรีแล็กไทม์แทนที่จะมาส่งใต้หอที่เปรียบเสมือนบ้านตูวะ งงใจ แต่ไหนๆก็มาแล้วเอาเถอะชวนมันออกไปหาอะไรกินอร่อยๆดีกว่านั่งกร่อยเหงาแดกอยู่คนเดียวละกัน

“ขึ้นไปอาบน้ำที่ห้องกูก่อน แล้วค่อยไปหาอะไรกินกัน” เดินนำมาตรงทางเข้าหอซึ่งคิดว่าเรวะมันน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี บอกเลยช่วงนี้มาถี่ยิ่งกว่าไอ้สามเกลอเจอผีของผมซะอีก แต่พอก้าวไปได้แค่สามก้าวผมกลับรู้สึกไม่เห็นแววของใครอีกคน เลยหันกลับไปมองทางเก่า “อ้าว ยืนทำอะไรวะ มาดิ” กวักมือหยอยๆจนในที่สุดอีกฝ่ายก็ยอมขยับตัว ทั้งที่คิดว่าจะเดินขนานกันแต่มันวิ่งมาจับชายเสื้อผมเฉย

“หืม?” บอกเลยว่างง มองมือขาวสลับกับมองหน้าที่แสดงอาการเหมือนคนกินห่อหมกฮวกใส่พริกสี่สิบเม็ดเข้าไปก็ให้แปลกใจ

“เป็นบ้าอะไรของมึง”

“สัดเม่น มึงกำลังทำกูรู้สึกผิด” อ้าวชิท กูไปทำอะไรให้วะ

“ทางนี้น่าจะรู้สึกผิดมากกว่านะ” ให้มึงดมกลิ่นเต่ากูมาตลอดทาง

“มึงแม่งโคตรเป็นคนดีเลยว่ะ”

“เรวะ มึงมามุกไหน ถึงชมไปกูก็ไม่เลี้ยงชาบูหน้ามอมึงหรอกนะเว้ย” เดือนนี้กูช็อต แม่บอกว่าจะกลับเลยไม่ยัดเงินใส่ธนาคารให้ ต้องรอจนกว่าฟ้าฝนจะเป็นใจให้กูพบหน้าคุณอลิซ่าเป็นๆ

“กูต่างหากที่ต้องเป็นคนเลี้ยงมึง”

“เพื่ออะไรวะ?”

“ชดใช้เงินหลายหมื่นที่น้องกูเอาไปลงทะเบียนเรียน”

หา?

สุดตรงนี่แหละ แม่งเหมือนนั่งดูหนังแนวสืบสวนหาตัวฆาตกรแบบคิดจนหัวแตกยังไงก็คิดไม่ออกอยู่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง สุดท้ายมาตายตรงที่คนร้ายเอ่ยปากสารภาพเอง แล้วพระเอกอย่างกูจะมีไว้ทำไม? อ๋อลืมไปกูไม่ใช่โคนัน

“น้อง? มึงมีน้องด้วยเหรอ”

“...”

“แล้วทำไมถึงเอาเงินกูไปลงทะเบียนเรียน ของอย่างนี้มันต้องเตรียมมาล่วงหน้าแล้วเปล่าวะ”

“...”

“แล้วทำไมวันนั้นตอนกูวิ่งไป ถึงไม่เจอน้องมึง” คำถามในหัวผมถูกรัวคอมโบออกมาชุดใหญ่ ทำเอาไอ้เรวะมันยืนนิ่งมองตาใส กะพริบเปลือกตาปริบๆไปมา

“อุ๊บ...ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” สักพักมันก็หลุดเสียงหัวเราะแบบกลั้นไม่อยู่ออกมา เล่นเอากูนิ่งอึ้งตะลึงงันเลยสัด

“นี่กูถามมึงอยู่นะ” หัวเราะทำเผือกอะไร

“มึงกับกูยังมีเวลาคบหาดูใจกันอีกนาน ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ ค่อยๆเรียนรู้กันไปนะ เม่น”







กูไม่ไล่มึงกลับบ้านก็บุญแล้ว คนเชี่ยไรวะบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นอย่างว่า แต่หยอดกูได้สามเวลาเช้ากลางวันเย็นมึงเห็นกูเป็นขนมครกหรือยังไง พอขาก้าวไปในห้องเท่านั้นแหละ ผมก็...

“มึงคว้าผ้าขนหนู เสื้อผ้าแล้วไสหัวเข้าไปอาบน้ำเลยสัด”

“แล้วมึงไม่...”

“กูบอกให้ไป”

“อ้าวไอ้เม่นมึงไม่...”

“หรือต้องให้กูอาบด้วย”

“...!!” อาศัยจังหวะที่มันอึ้งแบบทึ่งว่าผีขนุนเข้าร่างกู ผมก็คว้าผ้าขนหนูที่อยู่ตรงราวใกล้ประตูกับเสื้อยืดกางเกงบอลมั่วๆมาปาใส่ ดันหัวมันเข้าไปในห้องน้ำ

“ล็อคประตู แล้วก็รีบอาบซะ”

ปัง!!


สักพักไอ้เรวะมันก็ออกมาในสภาพที่หัวคลุมผ้าขนหนูเหอหูเปียกปอน ผมที่ยืนแสตนด์บายพร้อมอยู่ตรงหน้าประตูเล่นเอาคนไม่รู้สะดุ้งโหยง มันยืนตาตั้งมองผมที่ยืนกอดอกกราดสายตาไปที่ใบหน้าขาว

“ช้าเชี่ยๆ สาบานว่าอาบน้ำ”

“มึงเป็นบ้าอะไรวะไอ้เม่น เฮ้ยเดี๋ยว ลากกูไปไหน” ได้ยินเสียงมันอุทานเมื่อผมจับลากมาที่เตียงเหวี่ยงให้ลงนั่ง “เชี่ยเม่น! มึงจะทำไรวะ”

“จะทำอะไร มึงก็รู้อยู่แก่ใจ”

“เหี้ย!! บอกแล้วไงว่ากูไม่ โอ๊ยๆๆ” จะห้ามกูก็ไม่ทันแล้ว ผมตะบี้ตะบันขยี้ผ้าขนหนูเข้ากับหัวที่เปียกแฉะ สระผมอย่างนี้เสื้อมีหวังเปียกจนเหม็นอับพอดี ยีจนไอ้หัวสีแอชเกรย์ของมันฟูฟ่อง

“เป่าหัวให้แห้ง ไดร์อยู่ตรงนั้น นั่งรอกูแป๊บ”

จบประโยคหายตัววับเข้าห้องน้ำ รู้ตัวเลย กูโคตรประหยัดคำพูด ในที่สุดกลยุทธ์ที่ผมหยิบมาใช้ก็คือการพยายามไม่ไปต่อปากต่อคำกับเรวะ แล้วมันก็เหมือนจะได้ผล แต่ไอ้เม่นคนใจดีก็จะมีลุคออกไปในเชิงที่...เกรี้ยวกราด...นิดนิด

ผมคิดอะไรหลายอย่างเรื่อยเปื่อยระหว่างอาบน้ำ จัดการเอาคำพูดของเรวะมาปะติดปะต่อจนเหมือนจะได้จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญออกมา แต่กว่าจะได้ครบส่วนก็เล่นเอาขี้ไคลแทบจะกลายเป็นผุยผง ตัวเปื่อยจนหนังเกือบหลุดติดออกมา เพราะเพลินกับกระแสความคิดสรตะของตัวเองที่ว่า

...น้องไอ้เรวะก็คือไอ้บูม...

พอเปิดประตูออกมาในห้องกลับเงียบสนิท ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงการทำงานของไดร์เป่าผม กูคงจะอาบน้ำนานไปจริงๆ เพราะไอ้เรวะมันนอนแน่นิ่งหลับปุ๋ยไปบนเตียงผมแล้ว

“หัวเปียกเปล่าวะ หมอนกูขึ้นราหมด”

เดินไปหย่อนตัวลงนั่งข้างเตียง พลางเอื้อมมือไปจับผมสีแอชเกรย์ ความชื้นหายไปหมดแล้วเหลือไว้เพียงความละมุนนุ่มมือราวกับขนแมวที่ให้ความรู้สึกดียามสัมผัส ผมมองใบหน้าคนหลับลึกที่ปล่อยลมหายใจสม่ำเสมอออกมา สงสัยคงจะเพลียสะสมนับตั้งแต่วันที่แพ้คาเฟอีนล่ะมั้ง

“มึงเป็นคนทำให้ชีวิตกูปั่นป่วนฉิบหายเลย”


...TBC...

++++++++++++++++



มาตามดูกันต่อว่าเม่นจะได้ตังค์คืนมั้ย โปรดติดตามชมตอนต่อไปอัยอัยอัย

ปอลิง ที่อัพถี่เพราะพี่มีสต็อก ว่ะฮ่ะฮ่ะ(พอละ เดี๋ยวหาว่าคนเขียนบ้า)

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 75
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 11 :: ฝันซ้อนฝัน


“....อ่า...”


พรึ่บ!!

นั่งกอดเข่าเล่นคอมอยู่เพลินๆตรงโต๊ะหนังสือ จู่ๆเสียงแว่วแผ่วเบาก็ดังลอยเข้าหู ผมแทบจะหันหัวไปในจังหวะเดียวกับที่มีความเคลื่อนไหวบนเตียง หรือว่าเมื่อกี้ตาฝาด แต่รู้สึกได้ถึงสัญญาณการขยับตัวของใครบางคนซึ่งยึดที่นอนตนเองไป นั่งนิ่งหายใจสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ แต่ร่างตรงหน้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับหรือส่งเสียงอะไรออกมา

...หลอนๆว่ะ...

ไม่แปลกหรอกที่จะรู้สึกอย่างนี้บ้างยามอยู่ห้อง ใช่ว่าคนไร้รูมเมทอย่างผมจะชินกับการอยู่คนเดียวโดยไม่อ่อนไหวกับเสียงเล็กน้อยที่ดังขึ้น แล้วยิ่งในสภาวะห้องเงียบอย่างนี้ด้วยแล้วล่ะก็...ยิ่งอาการหนัก ปกติเลยมักจะเสียบหูฟังไม่ก็เปิดเพลงเสียงดังๆกล่อมเกลาจิตใจ หากวันนี้เงื่อนไขทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนไปเพราะมีคนมาเยี่ยมเยียนถึงห้อง ไอ้เรวะที่นอนหลับเป็นตายมาได้สี่สิบห้านาทีแล้ว...

เห็นว่าไม่มีท่าทีอะไรผิดปกติเลยหันกลับมานั่งเปิดเว็บเลื่อนดูตารางกิจกรรมถัดไปต่อ แต่ทว่า...

“..อำ.....ม”

พรึ่บ!! ตอนนี้ใจกูเริ่มเต้นโครมครามตามรอบของเสียงครางอือไม่ได้ศัพท์ที่แว่วเข้าหูแล้ว หรือว่าจะมีพลังงานบางอย่างในห้องวะแม่ง...เม่น ยานแม่ รู้สึกได้...

ผมค่อยๆลุก ย่องไปตามทิศที่คิดว่าเป็นต้นตอของเสียง จนกระทั่งมาจนถึงขอบเตียงที่มีร่างหนึ่งนอนไหลตายอยู่

จังหวะหายใจหนึ่งสูดสี่วิฯ โคตรเสถียรอย่างนี้ไม่น่าจะเวียนละเมอมาเพ้อสามสี่พยางค์ให้ได้ยินแน่ สุดแท้แต่มันจะแกล้งผมหวังให้เป็นลมตายคาหอ คิดได้เลยจัดการดัดหลังด้วยการงอนิ้วไปอังใต้จมูกให้ร่างข้างใต้สูดหายใจติดขัดเล่น

“อื้อ...” แกล้งนิดๆไม่คิดว่าจะตื่น ร่างโปร่งปรือตาขึ้นมาภายใต้ม่านบังตาสีแอชเกรย์ ท่าทีเหมือนคนเมายาหยอดตาสูตรเย็นเพราะเล่นยู่หัวคิ้วซะจนยับ รู้เลยว่าพยายามปรับสายตาให้เข้ากับภาพตรงหน้าอย่างสุดความสามารถ มันยกมือขึ้นมาอย่างไวจับแขนผมไว้กะทันหัน ไม่ทันจะหลบเลี่ยงร่างทั้งร่างก็โดนยึดไว้กับเตียงเต็มแรง

“แม่?...”

“ไม่ใช่แม่ กูเม่น”

“เม่น?”

“มึงฝันเห็นอะไรวะ”

พรึ่บ!!

เสียงนี้ไม่ใช่ผมที่หันหัวแต่เป็นเจ้าตัวที่ลืมตาโพลงมองหน้าผมด้วยความตื่นตกใจ สายตาหวั่นไหวจ้องสบกลับ ริมฝีปากบางขยับอย่างแผ่วเบา

“กู...เปล่า”

“นี่ใช่มั้ยฝันร้ายที่มึงว่า”

“...” สายตามันยังคงมีแววสับสนหลุกหลิกไปมา

“มึงฝันว่า...”

“ฝันว่าตื่นมาเจอหน้ามึงเนี่ยแหละ เม่น”

สัด...อารมณ์จะเค้นคอกูหมดหดกลับเข้าอู่ไปในบัดดล...

“กวนตีนนะมึง เฉไฉเก่งเอาเรื่อง” สะบัดมือย้ายตูดลงนั่งบนเตียง ส่วนไอ้เรวะก็ลุกขึ้นมาในสภาพหัวเหอโคตรรุงรังเป็ดห่านมากันทั้งเล้า แถมยังเกาท้ายทอยแสดงอาการมึนสัดรัสเซีย นิ่งเงียบไปพักใหญ่

“ตื่นยังวะ หน้าโคตรเมาขี้ตา”

“ยืมไหล่หน่อย”

“หา?”

“กูมึน ยืมไหล่มึงหน่อย”

“มึงมึนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับไหล่...” มันไม่สนใจที่ผมแย้ง แถมยังโก่งตัวเอนหัวพุ่งมาตรงไหล่ผมเต็มที่ ถ้าจะบังคับกันอย่างนี้ทีหลังมึงไม่ต้องขอกูนะ มึงทำไปเลย

“...”

“...”

“เฮ้ย” ผมกระตุกไหล่

“...”

“อย่าบอกนะว่ามึงหลับ” บนไหล่กูเนี่ยนะ หลับไม่ดูสถานที่เกินไปแล้ว คิดแก้เผ็ดไอ้เด็กขี้เซาด้วยการขยับไหล่ดึ๊กดั๊กไปมาซ้ายขวาจนหน้าสั่น จนกระทั่งมันครางเสียงหงุดหงิดออกมา แต่ยังคงเอาหน้าซบไหล่ไว้ไม่ห่าง

“เม่น” โหแม่งเกาะหนึบเป็นตุ๊กแก แบบนี้เห็นทีแผ่นดินไหวสิบริกเตอร์ก็ยังไม่เผลอเอาหัวออกห่างจากไหล่แน่ ผมเลยเพิ่มแรงขั้นสุดลงไป จนมันทนไม่ไหวชักหน้าขมวดคิ้วเป็นโบว์ขึ้นมามอง แถมประคองต้นแขนผมไว้มั่น บีบบังคับไม่ให้สั่นอีกต่อไป “ทำเชี่ยอะไรวะ”

“เลิกนอนได้ยัง เดี๋ยวก็ฝันร้ายเห็นหน้ากูอีกหรอก”

“ถึงมึงจะโผล่มาในฝันมึงก็เป็นฝันที่ดีกว่าฝันร้ายในฝันกู” ซ้อนยิ่งกว่าสายโทรศัพท์ ซ้อนยิ่งกว่าจักรยาน ก็ประโยคที่ไอ้เรวะมันพูดมาเนี่ยแหละ สรุปว่าดีหรือเลววะนั่น

“เมื่อกี้มึงบอกว่าฝันร้าย มึงเจอกูในฝันอย่างนี้ก็แปลว่ากูเป็นฝันร้ายของมึงดิวะ”

“ก็บอกว่าไม่ใช่ไง”

“แล้วมันหมายความว่าไง ก็ในเมื่อมึงฝันร้าย แล้วกูเสือกไปโผล่ในฝัน แต่ดันไม่ได้เป็นฝันร้ายของมึงเนี่ยนะ”

“มึงเป็นฝันดีในฝันร้ายของกู”

“นั่นไงมึงบอกว่าฝันร้าย” ยกมือชี้นิ้วเข้าที่ใบหน้าขาว มันทำท่าเหมือนรำคาญแล้วปัดมือผมออก

“แล้วไงวะ”

“งั้นต่อให้กูเป็นฝันดี แต่มึงฝันร้าย กูก็เป็นฝันร้ายของมึงอยู่วันยังค่ำดิวะ”

“อย่าวนกลับมาเรื่องเก่าได้มั้ยเม่น”

“ฟังยังไงกูก็เป็นฝันร้ายของมึง แล้วจะให้กูเชื่อได้ไงว่ากูเป็นฝันดี”

“แต่มึงไม่ใช่ฝันร้ายของกู”

“ถ้ากูไม่ใช่ฝันร้ายของมึงแล้วมึงฝันอะไร”

“...”

“ฝันที่มึงบอกว่ากูโผล่เข้าไป กูก็ควรมีสิทธิ์รับรู้เหมือนกันว่ามึงฝันอะไรด้วยดิวะ” ล่วงล้ำอธิปไตยความฝันกันมันซึ่งๆหน้า ผมมองตาสีน้ำตาลอ่อนที่หมดอาการง่วงเหงาหาวนอนไปนานแล้ว เรวะจ้องสบดวงตาผมไม่หลบราวกับชั่งใจว่าควรจะเอ่ยคำอะไรออกมาดี

“มึงเป็นคนเข้าไปมึงก็ต้องจำได้เองดิวะ”

“กูเป็นอัลไซเมอร์”

“...”

“ตั้งแต่มาเจอมึง”

“...”

“มึงฝันเห็นอะไร มึงบอกกูมา อย่าให้กูต้องเกรี้ยวกราดไปมากกว่านี้เลย” ร่างตรงหน้ากลืนน้ำลายลงคอด้วยความลำบากยากเย็น แววตาสับสนหาจุดลงไม่ได้เลยได้แต่มองไปอย่างไร้ทิศทาง

“กูฝันเห็นสมัยตอนกูเด็กๆ”

“เด็กๆ หน้ามึงหลอนถึงขั้นฝันร้ายเลยเหรอวะ” อ้าวหาจุดตกได้แล้วเหรอวะ ตวัดสายตามามองหน้ากูเขม็งเลย

“ถ้ามึงฝัน มึงจะฝันเห็นหน้าตัวเองมั้ยถามจริง”

“เออ ถูกของมึง แล้วไงต่อ”

เดดแอร์กลายเป็นเรื่องปกติไปเลยสำหรับบทสนทนาช่วงนี้ ผมกลั้นใจรอคนที่นิ่งเงียบไปเอ่ยประโยคถัดมา

“ฝันถึง...เด็กคนนึงที่โดนไล่ออกจากบ้าน ฝันถึง...เด็กคนนึงที่เกิดมาไม่เคยมีใครต้องการ” เรวะยิ้ม แต่ไม่ได้ยิ้มให้ผม ปลายสายตาที่เหม่อมองไปเหมือนกำลังยิ้มขื่นให้กับใครอีกคนในความฝัน

“กูหวังว่าเด็กคนนั้นคงไม่ใช่มึง”

“งั้นมึงคงผิดหวังแล้วล่ะ” ร่างโปร่งขยับมาสบตาผม มือข้างหนึ่งของมันขยับมาตีแขนผมเบาๆ ส่วนอีกข้างก็ยันเตียงยกตัวขึ้นคุกเข่าเหมือนจะลุกหนีหายไป จนผมต้องเอื้อมจับข้อมือมันไว้กะทันหัน

“มึงจะไปไหน” สีหน้าโคตรเหมือนผู้ร้ายกำลังหนีการจับกุมของตำรวจ มันมองกลับมาด้วยแววตาประหลาดใจราวกับไม่คิดว่าคนอย่างผมจะดื้อด้านรั้งไว้อีก

“กูว่ามึงกลับไปนั่งเล่นเน็ตของมึงต่อเถอะ ฟังไปก็ไม่สนุกหรอก”

“หนีเหรอวะ”

“ใครหนี”

“มองตามึงก็รู้ ว่ามึงจะหนีไปร้องไห้ในห้องน้ำ”

“อย่างกูเนี่ยนะจะหนีไปร้องไห้ในห้องน้ำ ประสาทแล้วเม่น”

“แล้วไอ้ที่เห็นรื้นๆอยู่ขอบตามึงเนี่ย ประสาทกูหลอนมากเลยเนอะ หลอนทั้งตา หลอนทั้งสัมผัส” นิ้วโป้งที่ยกไปแตะขอบตาภายใต้ผมหน้าแสนยุ่งเหยิงของมันเปียกอยู่ชัดๆ ไอ้เรวะเหมือนโดนจับได้ว่าทำผิดนิ่งอึ้งอ้าปากค้างไปแล้ว

“มึงอย่าบิลด์กู”

“อย่ามาหาว่ากูบิลด์ ถ้ามึงไม่ได้จะไปร้องไห้”

“ฮึก...ไอ้เหี้ย” อูย เต็มๆหน้า นี่กูไม่น่าเข้าไปขวางมึงเลยใช่มั้ย หน้านิ่งเริ่มเปลี่ยนไปเป็นเหยเก ผิวขาวนวลปรากฎรื้นแดงจางๆขึ้นตามปลายจมูกและขอบตา

“กั๊กไว้ทำไมวะ”

“...”

“ถ้าอยากระบาย ก็ปล่อยออกมาเลย” จากรอยน้ำเปลี่ยนเป็นหยาดหยดน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาราวกับทำนบแตก ผมแทบจะรั้งตัวมันมาซบไหล่เกือบไม่ทัน

“อย่าทำที่นอนกูเปื้อน”

“สัดเม่น...ฮึก...กูร้องไห้...ยังเสือก ฮึก มาห่วงที่นอน”

“ไม่ห่วงที่นอนแล้วให้ห่วงใคร ให้ห่วงมึงหรือไง”

“ไม่ต้องห่วงก็ได้ ฮึก กูมันก็แค่...เด็ก คนนึงที่โดนทิ้งไม่มีค่าพอ จะให้ใครมาเป็นห่วงหรอก”

“ขี้งอนว่ะ แค่นี้กูก็ให้มึงมากพอแล้วนะ จะเอาเพิ่มอีกกูได้เป็นหลังคาแน่”

“หลังคาบ้าอะไรของมึงวะ” มันดันตัวออกมามองหน้าผม หน้าตาหัวเหอแม่งแทบดูไม่ได้ เปียกเลอะเทอะไปหมด โดยเฉพาะดวงตาที่แดงก่ำอย่างกับคนอดนอนมาสามวัน

“หลังคาห้าห่วง หรือจะเอาหกห่วง เจ็ดห่วง มึงอยากเพิ่มก็เพิ่มได้”

“ฮึก....เกลียดมุกมึง” อ้าวเฮ้ย ร้องไห้หนักกว่าเก่า หรือว่ามุกเรามันทำร้ายนายขนาดนั้นเลยเหรอวะ หูยยย

“ถามจริงเถอะ มึงโดนใครทิ้งวะ ทุกวันนี้ไอ้บูมก็ตามตูดมึงต้อยๆ ส่วนวันก่อนก็มีเพื่อนดื่มเหล้าอย่างไอ้บอ...”

“แม่กูเอง”

“...!!”

“คนที่พยายามไล่กูให้ออกไปจากชีวิต คนที่เอาแต่พร่ำบ่นทุกวันว่ากูไม่น่าเกิดมา คนที่ทำได้แม้กระทั่งลงมือกับลูกตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายหายไป ”

“เรวะ...มึงละเมออะไรรึเปล่า”

“ถ้ากูละเมอมันคงไม่มีรอยแผลเป็นข้างเอวกู แล้วถ้ากูทำได้ กูก็อยากจะละเมอแล้วไม่ต้องตื่นมาอีก”

“...” ผมหมดคำพูด ได้แต่นั่งนิ่งมองแววตาไร้สิ้นซึ่งความรู้สึกของคนตรงหน้า ถ้าสิ่งที่กล่าวมาเป็นเรื่องจริง มันคงทำให้ผมช็อกน่าดู คนอย่างแม่นิที่แลเป็นห่วงเป็นใยลูกชายตัวเองอย่างกับอะไร ท่าทีในวันที่เจอกันครั้งแรก อาการกระวีกระวาดยามเมื่อได้รู้ว่าลูกชายตนเองบาดเจ็บ มันดูไม่หลอกลวงเลยสักนิด ขัดกับคำพูดและการกระทำของเรวะที่ดูห่างเหินและเกรงใจกับผู้เป็นแม่อย่างประหลาด ราวกับว่าคนทั้งคู่...ไม่ใช่แม่ลูกกันจริงๆ

“ขอดูแผลที่เอวมึงหน่อย” เรวะไม่ใช่คนเลวในสายตาผม แต่ก็ไม่ใช่คนที่ควรจะเชื่อในสิ่งที่พูดตั้งแต่ครั้งแรก ผมได้ยินข่าวลือของเจ้าตัวมามาก มากพอที่จะขาดความเชื่อใจกันและกัน ถ้าหากยังไม่ได้คบกันมานานจริง

จบคำขอร้องจากผม อีกฝ่ายจึงขยับตัวช้าๆ คุกเข่าหันแผ่นหลังเข้าหา พลางวาดมืออันสั่นเทาจับผืนผ้าที่เอวข้างซ้าย ค่อยๆกำชายเสื้อยืดขึ้นอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งเลิกสูงขึ้นมาพอให้เห็นรอยแผลเป็นทางยาวบนเอวคอดขาว รอยนั้นไม่ลึก แต่ไม่จางหาย และยังคงวนเวียนอยู่ในความรู้สึกอีกฝ่ายนิ่งนาน

“แม่ทำอะไรมึง”

“เอาไม้แขวนเสื้อตีแล้วพลาด เหล็กไส้ในยื่นออกมาเกี่ยวโดนเอว”

“...”

“เจ็บมั้ย” มือผมยื่นไปสัมผัสแผลเป็นนั้นอย่างแผ่วเบา ร่างตรงหน้ามีอาการสะดุ้งเล็กน้อย ปลายมือของเรวะกำชายเสื้อแน่นขึ้นจนเหมือนจะจิกเล็บเข้าเนื้อตนเอง

“ถ้าไม่เจ็บก็โกหกแล้ว เด็กห้าขวบนะมึงโดนไม้แขวนเสื้อแทงซะทะลุ”

“แล้วทำไมแม่นิต้องตีมึงด้วยวะ”

“เพราะกูไม่ได้เกิดมาจากความตั้งใจไง” จบประโยคเรวะปล่อยชายเสื้อลงแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับผมอีกครั้ง เจ้าตัวนั่งลงขัดสมาธิเหมือนกับท่าเดิมที่เคยซบไหล่ผมเมื่อก่อนหน้า

“...”

“กูเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อทิ้งแม่กูไป...กูไม่ได้เป็นเด็กที่ใครๆต้องการ”

“แต่ตอนนี้ก็เห็นแม่นิดีกับมึง...”

“กูไม่เชื่อ กูไม่สามารถทำให้ตัวเองเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า แม่กูไม่ได้คิดอะไรกับกูอีก ตราบใดที่พ่อกูยังไม่กลับมา กูก็ยังคงเป็นฝันร้ายสำหรับเขา เป็นลูกที่ไม่เคยมีใครต้องการ แล้วกูก็ยังจะต้องฝันร้ายเห็นฉากซ้ำๆที่ถูกไล่ตีให้ออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมา อยู่อย่างคนไร้ค่าไปจนวันตาย”

แผลไม่รุนแรงพอที่จะทำให้ตาย แต่ก็ไม่เลือนหายไปจากชีวิต และยังคงเหมือนมีดที่ปักมิดด้ามลงไปที่หัวใจดวงน้อยนั้นซ้ำๆตลอดกาล ผมไม่รู้หรอกว่าอดีตเจ้าตัวเคยเจออะไร ชีวิตที่ผ่านมาทรมานขนาดไหน แต่ตอนนี้ถ้าให้ผมทำได้อย่างนึง ผมก็จะ...

“เรวะ”

“...” สายตาสีน้ำตาลอ่อนมองสบกลับมา

“ต่อให้มึงเป็นฝันร้ายของใคร แล้วต่อให้มึงฝันร้ายเรื่องในอดีตมามากขนาดไหน แต่กูอยากให้มึงจำไว้ว่าการที่ได้เจอมึงไม่ได้เป็นฝันร้ายสำหรับกูเลย”




ผมไม่ใช่พนักงานเงินเดือน ไม่ได้ซื้อลอตเตอรี่ แต่ตอนนี้ต้องมาง่วนกับการทำเมนูหลังหวยออกควบก่อนสิ้นเดือน ร่วมกับคนไม่มีงานประจำอย่างเรวะ ทั้งที่ไม่ได้ต้องการประหยัดอะไรเลยแท้ๆ แต่เป็นเพราะสภาพคนตรงหน้ามันเละจนเกินเยียวยาเนี่ยดิ ไหนจะตาที่บวมเป่งเพราะร้องไห้มาเต็มสตรีม จมูกที่แดงก่ำจนกูนึกว่าไปทำสักสี ตัวพี่เลยต้องแลกกับการที่จะได้ไปหาร้านอาหารดีดีกินเพลินเติมไม่อั้นสนองอาการท้องว่างมาทั้งวัน มาเป็นนั่งหักบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โยนเข้าหม้อต้มจนน้ำเดือดแล้วก็โยนเครื่องปรุง ไข่ ไส้กรอก แฮมทุกอย่างที่มีในตู้เย็น ณ ตอนนี้มันลงไป

คงมีคนสงสัยว่าหลังจากนั้นเป็นยังไงน่ะเหรอ พอจบประโยคนั่นไอ้เรวะมันก็เอาแต่จับมือผมแน่นก้มหน้า ปล่อยให้น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงมาสัมผัสกับมือพวกเราทั้งสอง จนกระทั่งเสียงท้องอีกฝ่ายร้องขึ้นมาเนี่ยแหละ...คอมเมดี้สัด...จุดจบผมเลยต้องมาอยู่ตรงนี้ไง

“มึงทำอะไรน่ะ” เรวะที่ถือผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำเย็นประคบดวงตาร้องทักขึ้น หลังจากเจ้าตัวเดินเข้ามาใกล้

“มาม่าไง แหกตาดูก็น่าจะรู้”

“เปล่า กูหมายถึงมึงกำลังจะทำอะไร” มันชี้ไปที่มือข้างขวาของผมที่กำผักสดไว้กับมือ

“ใส่ผัก”

“กูไม่กินกะหล่ำ”

“ก็เรื่องของมึงดิ”

“ใส่ไปกูก็กินไม่ได้ดิวะ”

“มีอะไรให้แดกก็แดกๆไปเถอะน่า อย่างนี้ไงมึงถึงไม่โตสักที”

“กูก็ตัวเท่ามึง ไม่โตตรงไหนวะ”

“เท่ากัน? มึงเตี้ยกว่ากูเกือบสิบเซนต์ เอวก็เล็กกว่ากูตั้งครึ่งคืบ แล้วอย่างไหนเรียกว่าเท่ากันวะ” ไม่สน กูจะกินต้องได้กิน คว้ากะหล่ำขึ้นมาอีกรอบแต่ยังไม่ทันจะเขวี้ยงเข้าไปก็โดนคนไซส์เล็ก(กว่า)เข้ามาจับแขนไว้อย่างแรง “เชี่ยทำไรวะ”

“กูไม่แดกกะหล่ำ”

“ต้มแป๊บๆเดี๋ยวก็ละลายไปกับน้ำแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า”

“มันจะหายไปได้ไงเล่า เนี่ยยังเป็นเส้นๆคามือมึงอยู่เลย”

“ให้กูสับละเอียดเลยมั้ย”

“ก็บอกว่าไม่กินไง”

“ลองแดกดูแล้วมึงจะรู้ว่าไม่ยากอย่างที่คิด”

เถียงกันอยู่อย่างนั้น ยักแย่ยักยันดึงกันไปมาจนมาม่ากูจะเดือดจนค่อนไปทางอืดแล้ว ขืนไม่ทำอะไรมีหวังผมได้กินเส้นใหญ่แทน เลยจัดการงัดท่าไม้ตายที่เคยใช้แกล้งเพื่อนในกลุ่มมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ยังได้ผลออกมาใช้...

หมับ!!

“เชี่ย!!!” เรวะร้องเสียงหลงถอยกรูด จนเสียหลักไปนั่งกองกับพื้น ดีที่ลงเบาไม่งั้นกลัวว่าต้องไปนั่งเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาลสาเหตุเนื่องมาจากอาการก้นกบร้าว ผมอาศัยจังหวะที่มันเผลอ เขวี้ยงกะหล่ำลงไปในหม้อเสร็จยกทัพพีขึ้นคนจนสมใจอยากจึงหันหน้ากลับมาทางเก่า

“เรวะ จะนั่งอยู่นั้นอีกนานมั้ย แล้วมึงจะหน้าแดงทำเพื่อ”

“สัด!! โดนทำแบบนี้ ไม่หน้าแดงก็บ้าแล้ว”

“หรือกูทำแรงไป”

“มันใช่ประเด็นมั้ยวะ!!”

“แล้วประเด็นคืออะไรวะ ก็เห็นมึงนั่งกุมตรงนั้นมาตั้งนาน”

“ประเด็นคือมึงจะจับไข่กูทำเพื่ออะไรวะ!!”

“กลุ่มกูมีประเพณีอย่างนี้ ใครดื้อด้านโดนจับไข่ แล้วมึงก็กำลังทำตัวดื้อด้าน เข้าใจ๋?”

“ไม่เข้าใจเว้ย!!” มันหอบหน้าแดงหน้าดำเถียงผมจนเหมือนจะหมดพลังกาย

“มึงยังไม่ชินกับเรื่องแบบนี้เหรอวะ”

“กูจะไปชินได้ไง!!”

“อ้าวก็ไหนข่าวลือบอกว่ามึงเป็นบะ...” ฉิบหาย...ผมเผลอพลั้งปาก พอสนิทกับมันมากขึ้นก็เริ่มจะปล่อยตัวตามใจ ไม่กลั่นกรองคำพูดออกมาให้ดีเสียก่อน

“นั่นมันเป็นข่าวลือที่ไอ้บอมมันปล่อยทั้งนั้น ไม่มีความจริงสักอย่าง กูไม่ได้เป็นไบ ไม่ได้ชอบผู้ชาย ไม่เคยมีแฟนเว้ย” ยิงไปหนึ่งประโยคเล่นได้คอมโบคำตอบมาถึงสาม แต่ยังติดอยู่ประเด็นนึงตรงที่...

“คนปล่อยข่าวคือไอ้บอม? มันเป็นเพื่อนมึงไม่ใช่เหรอ มันจะปล่อยไปเพื่ออะไรวะ” มึงเป็นนักแสดงนำเรื่องเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดหรือไง

“กูถึงไม่เคยนับว่ามันเป็นเพื่อนไง”


Rrrrrrrrrrrrrrrrrrr


เสียงโทรศัพท์ขัดจังหวะได้อย่างแม่นเหมาะ ไม่ทันได้ตั้งคำถามต่อ ก็ต้องหันไปมองกับสิ่งที่ร้องแผดลั่นดังไม่หยุดหย่อน ณ เบื้องหลัง

“เสียงโทรศัพท์กู เรวะมึงเทใส่ชามแล้วแดกไปก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอ” พูดทิ้งท้ายก่อนปิดเตาวิ่งเข้าหาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่นอนดิ้นครืดคราดอยู่บนโต๊ะข้างเตียง หน้าจอส่องแสงสว่างวาบปรากฏชื่อเบอร์ของผู้เป็นมารดาแบบโคตรเฟี้ยว ALISA BLACKLABEL นึกสงสารศิลปินเกาหลีที่มีชื่อคล้ายนี้แบบจับจิตจับใจเลยว่ะ แต่แม่กรูสายไม่หลับไม่เอาไม่เมาไม่เลิกไง เลยทำให้รู้สึกแต่ต่างอยู่โข หลังจากปล่อยให้โทรศัพท์ดังมาประมาณสี่ห้าครั้งผมก็กดปุ่มรับสาย ป่านนี้คุณอลิษาคงหงุดหงิดโวยวายนึกน้อยใจอยู่กลายๆแล้วมั้ง ว่าทำไมลูกชายเธอยังไม่รับโทรศัพท์

“ไงครับคุณอลิษา” ภาพของแม่ที่แต่งหน้าจัดเต็มในลุคโฉบเฉี่ยวปรากฏอีกฟากพร้อมกับฉากพื้นหลังที่ไม่คุ้นเคย

[รับช้านะเรา วันเสาร์แท้ๆเลย]

“วันเสาร์ต่างกับวันธรรมดาตรงไหน ทำไมผมต้องรับโทรศัพท์เร็วด้วยล่ะครับ”

[ก็วันเสาร์น่ะ มันวันหยุด ถ้าเราไม่ขลุกอยู่แต่ในห้องซ้อมดนตรีเล่นกีตาร์ ก็ต้องไปไหนมาไหนกับแฟนใช่มั้ยล่ะ แต่นี่เราก็เลิกกับพลอยแล้ว...มันน่าสงสัย]

“สงสัยอะไรของแม่น่ะ” ผมขำให้กับท่าทีขมวดคิ้วนึกทำตัวราวกับตนเองเป็นนักสืบของแม่

[สงสัยว่าลูกชายแม่จะมีคนคบหาดูใจคนใหม่ซะแล้วน่ะสิ]

“เฮ้ย ไม่มี เมื่อกี้ผมแค่กำลังต้มมาม่าอยู่” นึกถึงมาม่าผมก็รีบหันไปดูท่าทีด้านหลัง ไอ้เรวะมันทำท่าเหมือนตักแบ่งลงชามแต่สิ่งที่ตามมากับตะเกียบกลับเป็น... “เชี่ยเรวะ อย่าเขี่ยกะหล่ำกูออกนะ” มันสะดุ้งโหยงเงยหน้าขึ้นมามอง “คิดว่าจะแอบกูทำได้เหรอ อย่าหวัง” ชี้หน้าคาดโทษมันจ้องจับพฤติกรรมอยู่พักใหญ่ แต่ทว่า...

[แล้วคิดว่าปิดแม่ได้เหรอ อย่าหวัง]

หา? หันขวับมาตามเสียงแทบไม่ทัน ใช่ แม่ผมยังอยู่ในสายแถมสอดส่ายประหนึ่งว่าอยากรู้เรื่องราวเต็มประดา

[เบนกล้องไปข้างหลังอีกนิดสิจ๊ะลูกชาย]

“แล้วทำไมผมต้องทำด้วยอ่ะ”

[แหมหนูเรมมาใช่มั้ย ทำไมไม่บอกแม่ ปล่อยให้เดาส่งไปเรื่อยเลยว่าลูกชายแม่มีลับลมคมในอะไร ที่แท้ก็มีกะใจจะทำมื้อเที่ยงกินกับแฟนกันสองคน แล้วทำไมลูกชายแม่เกรี้ยวกราดกับแฟนอย่างนี้เนี่ย กลับไปต้องสอนมารยาทให้หนักซะแล้ว] แหมไอ้ที่ทำอยู่มันก็เดาส่งไม่ใช่เหรอ

“แฟนเฟินที่ไหนไม่มีทั้งนั้นแหละแม่ แล้วถ้าเป็นแฟนผมอ่ะนะผมคงใจดีกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่า ไม่มาทำตัวเกรี้ยวกราดใส่อย่างนี้หรอก” กับพลอยก็ไม่เคย...หมายถึงไม่เคยคบกันนานขนาดเผยธาตุแท้ความเป็นเม่นคนคูลๆใส่กันได้หรอก แต่กับคนนี้บอกเลยว่ากูจะ...

[งั้นคนนี้ใคร...]

ม๊วฟฟฟฟฟฟ เสียงดูดด๊วบข้างแก้มดังจนแก้วหูสั่น อะไรนิ่มๆมายันสันโหนกของกูวะ ภาพที่ฉายขึ้นจอวีดิโอคอลเห็นเพียงฮู้ดสีเทาและเงาลางๆของ...ผมสีแอชเกรย์

“เชี่ย!!”

“เอาคืนที่มึงจับไข่กู” ไอ้เรวะกระซิบเบาๆ ให้ช้ำใจแล้วจากไปอย่างไวว่อง แต่ผมนี่เล่นอุทานจนคุณอลิซ่าหน้าหัน นิ่งอึ้งตะลึงงันไปแล้ว

[ไหนบอกแม่ว่าไม่มีอะไรไงไอ้ลูกชาย]

“ก็ไม่มีอะไรไง”

[ไหนบอกว่าทำมาม่า นี่ไข่เจียวหอมใหญ่รึเปล่าเนี่ย]

“ก็บอกแล้วว่าไม่มีอะไรไงครับ หัดหวงลูกชายตัวเองบ้างเถอะแม่” หัวสมัยใหม่ไม่ใช่ว่าอะไรก็ยอมรับไปหมดนะครับคุณอลิซ่า

[หืม...ให้หวงเหรอ โอเค งั้นส่งโทรศัพท์นี้ให้หนูเรมสิ]

“แม่จะทำอะไร”

[แสดงความหึงหวงลูกชายต่อหน้าว่าที่ลูกสะใภ้ไง]

“ก็บอกว่าไม่ใช่ไงแม่”

[นี่อย่าบอกนะว่าคบกันแล้วยังจำกัดนิยามไม่ได้น่ะ]

“โอ๊ย เรื่องจะไปกันใหญ่แล้ว” ผมทึ้งหัวตัวเองส่วนปลายสายพอได้ทีเข้าหน่อยก็หัวร่องอหายออกมาเสียงดัง

[ชอบจังเวลาทำลูกชายคนนี้หัวปั่น] จบประโยคเสียงประกาศบางอย่างจากอีกฟากดังแทรกเข้ามาเป็นระยะจนผมนึกแปลกใจ

“นี่แม่อยู่ที่ไหนเนี่ย”

[สนามบินจ้ะ]

“หา? เฮ้ย แล้วเดี๋ยวใครไปรับเนี่ย แล้วมาถึงตั้งแต่เมื่อไร”

[อย่าตื่นตูมไปค่ะคุณลูกชาย แม่กับพ่อพึ่งอยู่ดีซีเอง นั่งเครื่องกว่าจะถึงก็นู่นห้าทุ่มพรุ่งนี้ ถ้าไม่มีอะไรแม่จะวางสายแล้วนะ เหมือนเขาจะประกาศให้ขึ้นเครื่องแล้ว]

“เฮ้ย เดี๋ยวก่อนสิแม่ แล้วพรุ่งนี้จะเอายังไงให้ผมไปรับ...” เล่นคุยเรื่องสะใภ้เรวะมันซะครึ่งบทสนทนา กว่าจะหาเนื้อหาสาระได้ก็ต้องมานั่งเร่งเอาตอนท้ายเหรอเนี่ย

[ไม่ต้องมาหรอก ลำบากเปล่าๆ เผื่อวันจันทร์มีเรียนแต่เช้า แต่ถ้าจะมาจริงต้องโชว์ป้ายไฟใหญ่ๆไม่งั้นแม่ไม่สนใจนะเออ] เว่อร์ไปอีก

“ป้ายไฟ? ใครมันจะไปทำของแบบนั้นกันล่ะแม่ แล้วถึงกล้าทำก็ไม่กล้าโชว์เหอะ” กูหน้าบางเป็นทุนเดิม ไม่คิดจะโชว์ให้เขินตัวแตกหรอก

[งั้นก็ไม่ต้องมา อยู่หอเตรียมเก็บของรอกลับบ้านได้เลยจ้า]

“เก็บของ? กลับบ้าน?”

[อย่าบอกนะ ว่าที่แม่กับพ่อตั้งใจจะกลับมาอยู่กับลูกชายสามเดือน มันไม่สะเทือนไปถึงสมองเราเลยน่ะ] โหยบทโศกก็มา คุณอลิษาทำท่าซับน้ำตาด้วยกระดาษทิชชู่เปื้อนชีสจากเฟรนด์ฟรายของนาง

“เฮ้ยไม่ใช่ ผมแค่ตามไม่ทัน” เล่นปั่นสปีดโค้งสุดท้ายซะอย่างงั้น สมองใครมันจะตามทันล่ะ “แล้วหอตรงนี้ล่ะ”

[ทิ้งไว้ก็ได้ เดี๋ยวแม่จ่ายเป็นก้อนให้เอง กลับมาอยู่ด้วยกันเถอะนะ] รอยยิ้มอ่อนหวานพาลให้ใจผมสั่นไหว โอเค คิดถึงแม่กับพ่อครับ บางครั้งไม่อยู่อย่างอิสระซะบ้างอาจช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการใช้ชีวิตก็ได้ ผมพยักหน้ารับคำของมารดาก่อนตอบ

“โอเคครับ ไว้ผมจะเก็บของรอ”

[ไม่ต้องทำหน้าเศร้าไปค่ะคุณลูกชาย ถ้าหนูเรมอยากมาหาเมื่อไรก็มาได้ แม่ไม่ถือ]

“ใครบอกจะให้มันมา...”

[เลิกบ่นได้แล้วเรา รีบกลับเข้าไปช่วยเขาทำกับข้าวได้แล้ว เห็นหาไข่อยู่ไม่ใช่เหรอ ไปเถอะแม่วางนะ]

“เฮ้ย เดี๋ยวดิ แม่...แม่..” ตัดสายไปแล้ว หน้าจอดำเชียว ทำไมแม่ชอบวางระเบิดให้กูอย่างนี้ตลอดเลยว้า แล้วที่ว่ามันหาไข่ ใช่ที่ไหน มันกำลังด่าว่าผมไปจับไข่มันต่างหากล่ะ!!

ถอนหายใจยาวๆ แล้วเดินกลับมายังโต๊ะอาหารในโซนทำครัว ตอนนี้ไอ้ตัวปัญหามันกินมาม่าสบายใจเฉิบ แถมยังมีซากกะหล่ำปลีกองมหึมาที่วางอยู่ในชามแยกของกูอีก จนนึกสงสัยตกลงกูมากินมาม่าหรือข้าวหน้าทงคัตสึกันแน่วะ

“เห็นกูเผลอก็จับยัดกะหล่ำให้กูเลยนะ” เลื่อนเก้าอี้ลงนั่ง จัดการกับตะเกียบที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ให้ ส่วนคนฟังก็เงียบไม่สนใจเอาแต่สูดเส้นมาม่าเข้าเป็นการใหญ่ “กินไม่รอกูอีก ขอให้ติดคอตาย”

“ก็มึงบอกให้กูกินไปก่อนไม่ใช่เหรอ”

“แต่ก็เสือกมีปัญญามาหอมแก้มกูนะ” ผมหนีบตะเกียบเข้ากับเส้นเริ่มจัดการอาหารมื้อแรกของวัน ในระหว่างที่ก้มลงไปนั้นก็ได้มีปัญญาเห็นหน้าไอ้เรวะมันที่ก้มอยู่

...เชี่ย หน้านี่แดงเถือกอย่างกับโดนพริก...

รีบหยิบซองเปล่าข้างกายที่วางนอนตายอยู่บนโต๊ะขึ้นมา พลางอ่านชื่อรสชาติ...

“หมูสับ” ข้างหลังแม่งก็ไม่มีต่อ ‘ต้มยำ’ หรือ ‘น้ำข้น’ อะไรนี่หว่า แล้วทำไมมันถึงหน้าแดงได้ขนาดนั้นวะ เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าผมสังเกตได้มันเงยหน้าขึ้นมาพลางประกาศว่า...

“กูเผ็ดพริกป่น!!”

“เออกูเชี่อมึง!!”

...เชื่อทั้งๆที่ซองพริกบ่นยังนอนปนอยู่ในซองเปล่า ในสภาพที่ไม่ถูกกระทำชำเราแต่อย่างใด...

...TBC...

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14016
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +411/-25

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด