∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋ ความจริงที่ 25 :: แด่คนที่กูรัก(1/2) [23/5/2019] P.3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋ ความจริงที่ 25 :: แด่คนที่กูรัก(1/2) [23/5/2019] P.3  (อ่าน 3895 ครั้ง)

ออฟไลน์ Arayajanm

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อ่ะ ความสัมพันธ์แบบไม่มีชื่อเรียก.  มันยังไง มันต้องรู้สึกว่า เห้ย เพื่อนกัน ซบไหล่กัน ปาดน้ำตา หอมแก้มกัน ฯลฯ อะไรแบบนี้ไหมมมมม.  ซึนเดระกันอ่ะ เนี่น คนอ่านเขาต้องเขินเองงง. -3-    :o8: :-[ :impress2:


นิยายยย รอไรท์ตอนต่อไปปปปป มันกำลังฟินและลุ้นนนนอ่ะ งุ้ยย  :hao7:

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-0

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 12 :: สีกันได้ แม่อนุญาต


“ฮัลโหล...กูไม่ได้พกมือถือไว้กับตัว...กูมาแวะหาอะไรกินก่อนกลับ...มึงรู้ได้ไง...เสือกแล้ว...มาเพื่ออะไรวะ...เออเดี๋ยวกูลงไป”

นานๆจะได้เห็นไอ้เรวะมันมีสายเข้าสักที ดูท่าว่าปลายสายจะทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับมาก มันกดวางโทรศัพท์แล้วรีบเก็บชามของมันกับหม้อต้มมาม่าขึ้น

“เดี๋ยวกูกลับแล้ว”

“มึงปล่อยไว้ก็ได้ เดี๋ยวกูล้างเอง ไอ้บูมมันรออยู่ใต้หอไม่ใช่เหรอ” ร่างตรงหน้าชะงักเท้าแล้วมองผมอย่างประหลาดใจ

“มึงรู้ได้ไง” กูนั่งทางใน เข้าไปฝังอยู่ในจิต เพ่งนิมิตว่าเห็นไอ้บูมคุยกับมึงมั้ง ถามได้ อย่าลืมว่าเมื่อกี้กูได้ยินที่มึงพูดทุกประโยค ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าคนเพื่อนน้อยอย่างมึงใครโทรหา

“เพราะกูฉลาด ไม่ต้องถามมาก มึงไปเถอะ” ลุกขึ้นไปคว้าหม้อกับชามในมือมันมา

“งั้นกูไปนะ” เรวะมองหน้าผมวืบหนึ่ง กล่าวคำอำลา ก่อนหยิบมือถือแล้วรีบผลุนผลันออกไป ปล่อยให้ผมยืนงงอยู่กับท่าทีรีบร้อนของมัน

“ทำไมต้องรีบขนาดนั้นด้วยวะ” ยังคงมองตามภาพสุดท้ายของแผ่นหลังที่หายไปยังอีกฝั่งของประตู แล้วเหมือนพึ่งนึกอะไรออกเลยรีบวางชามหม้อช้อนกลับที่เก่า ก่อนหมุนตัวเดินพุ่งไปยังเตียง

“เชี่ยแม่ง ลืมไว้จริงๆด้วย” เสื้อเน่าๆหลังเก็บขยะของมันถูกวางพับไว้อย่างเรียบร้อย แสดงว่าไอ้เรวะมันลงไปทั้งเสื้อยืดกางเกงบอลผมเนี่ยนะ ให้ตายเถอะ

...จำได้ว่ามันต่อยผมครั้งแรกเพราะเสื้อผ้า แต่มาคราวนี้มันทิ้งเสื้อผ้าเพียงแค่จะไปหาไอ้บูม...





ผมย้ายกลับมาอยู่บ้านได้เกือบสัปดาห์แล้ว ตั้งแต่วันนั้นไอ้เรวะก็หายตัวไป หายไปแบบไม่เห็นแม้แต่กายหยาบเดินเพ่นพ่านอยู่แถวสามเหลี่ยมทองคำ จนกระทั่งเพจเจ๊ดิบวุ่นวายเกือบประกาศตามหาคนหายเพราะไม่มีนายแบบหัวสีแอชเกรย์มาช่วยฉุดเรตติ้งโอปป้าประจำถิ่นให้สูงขึ้น ส่วนผมก็ยังคงวนเวียนอยู่กับชีวิตประจำวัน เรียน เล่น ทำงานอดิเรกร้องเพลงยามค่ำคืนมันต่อไป

“แปลก แปลกมาก” ไอ้หงส์โพล่งขึ้นมาระหว่างที่พี่ตี๋อนุญาตให้พวกเราพักเบรกคั่นรายการที่ร้านข้ามคืนกันอีกตามเคย

“แปลกอะไรของมึงวะไอ้หงส์” จิ้มแชทกับแฟนอยู่ดีดี แต่ยังมีปัญญาแยกสมาธิมาเผือกได้ถือเป็นหนึ่งในสกิลของไอ้คีย์

“ก็แปลกเรื่องที่ไม่เห็นหน้าแฟนไอ้เม่นมาหลายวันแล้วไง” ไอ้ต๊อบเป็นคนไขความกระจ่าง คู่หูมันชอบวางปริศนาไว้ปล่อยให้นายแพทย์วัตสันอย่างมันต้องคอยตามล้างตามเช็ดคำพูดเสมอ

“ในทางกลับกัน ขนมกองนั้นน่ะ!!” แม่งตวัดนิ้วทีเพื่อนทั้งกลุ่มแทบจะหันหัวไปตามที่มันชี้ จังหวะนี้แม่งโคตรพีค “มันกลับเพิ่มพูนขึ้นทุกวันอันอันอันอัน”

“ไอ้หงส์มึงจะสร้างเอคโค่ทำเพื่อ”

“ให้มันดูยิ่งใหญ่ น่าตกใจไงมึง ไอ้เม่นมึงไม่สังเกตเห็นเหรอว่ากองขนมตรงนั้นน่ะ กองขนมที่ทุกทีจะมีอัตราส่วนเกินกว่าเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์เป็นของมึง แต่มันเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าตัวเลยนะเว้ย”

“แล้วไงวะ กูโง่ กูไม่เข้าใจที่มึงพูด” ก็แค่แปลกใจว่าทำไมปริมาณขนมของเหล่าบรรดาแฟนๆที่ผมต้องแบกกลับมันถึงได้มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่แค่จากร้านนะ ตอนที่อยู่มหา’ลัยก็ใช่ย่อย มีแต่บอกว่าคนนู้นคนนี้ฝากมาให้แต่ไม่เคยเห็นตัวจริงสักที ตอนแรกก็คิดว่าพวกแฟนคลับมีไอเดียสร้างสรรค์อยากเน้นปริมาณไม่เน้นคุณภาพเลยฝากมาให้ถุงใหญ่กว่าเดิม แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเนี่ยสิ มันทั้งเพิ่มปริมาณแถมยังไม่ลดคุณภาพอีกต่างหาก

“ก็หมายความว่า ฐานแฟนคลับมึงเพิ่มขึ้นหลังจากที่ข่าวมึงกับไอ้เรเริ่มสร่างซาไปอ่ะดิ”

“หา?”

“ช่วงนี้พี่ดิบไม่อัพรูปคู่พวกมึงมาตั้งเกือบอาทิตย์แล้ว ตั้งแต่กระแสหลังงานเก็บขยะ ทุกอย่างก็ดูเงียบลงซะ สงสัยพวกเด็กในเพจทวงคืนเม่นจากเรวะจะปลุกกระแสว่ามึงเลิกยุ่งกับมันแล้วมั้ง”

“กูเปล่าเลิกยุ่ง แค่มันไม่รู้หายตัวไปไหนเท่านั้นเอง”

“แต่ภาพมันฟ้องว่าอย่างนั้น ทุกคนเชื่อ ทุกอย่างจบ” ให้มันได้อย่างนี้ดิ มิน่าล่ะพวกดาราถึงทนกระแสสังคมไม่ไหว ทำให้มีทั้งคบเลิกลาจากกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ไอ้เม่นมันว่าไงนะ เปล่าเลิกยุ่ง ฟังแล้วจักจี้ว่ะ”

“ตรงไหนวะ”

“ฟังแล้วยังดูมีอัณฑะต่อกัน”

“พันธะรึเปล่าวะ!!” เฮ้อ เสื่อมไม่มีใครเกิน อย่าได้ไปคิดเพลินตามมันมีหวังประสาทแดก

“แล้วไอ้เรมันหายไปไหนวะ ปกติก็เห็นมันชอบมาป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆตัวมึง ตั้งแต่มึงจับคู่กับมันก็ไม่มีวันไหนไม่เห็นหน้า” คนที่ถามคำถามนี้ได้คงมีแต่ไอ้ต๊อบที่วันๆแม่งไม่ทำอะไรเอาแต่คอยสังเกตสังกาสิ่งรอบตัวอยู่เรื่อย

“กูก็ไม่รู้”

“นี่มึงไม่ได้ติดต่อกับมันเลยเหรอ” ไอ้คีย์ทำท่าสงสัย

“ปกติกูก็ไม่ได้ติดต่อกับมันก่อนอยู่แล้ว ยกเว้นตอนที่มีกิจกรรมต้องทำเท่านั้น”

“โหย อะไรวะไอ้เม่น สมควรแล้วที่จะเลิก เป็นแฟนภาษาอะไรวะ”

“แฟนที่ไหนล่ะ ไอ้พวกนี้เดี๋ยวโดนกูถีบ สาปแช่งให้พวกมึงไม่มีเมียรายตัวเลย”

“กูมีแล้ว กูรอด” โล่งใจออกนอกหน้าเลยนะมึงไอ้คีย์

“อย่างมึง กูต้องขอให้เลิกกับเมีย”

“ไอ้เวรเม่น ไอ้ปากพล่อย มึงหยุด...”

“อ้าวๆ อีกสามสิบวิถ้าพวกคุณมึงยังไม่ก้าวฝ่าตีนข้างขวาขึ้นเวที กูจะตัดเต็มหนึ่งชั่วโมงนะเว้ย”

เชี่ยพ่อตี๋มา คราวนี้ล่ะแทบจรลีกันไม่เห็นฝุ่น เกือบจะคว้าเครื่องดนตรีผิดกัน เล่นเอาฮามันทั้งร้าน นึกว่าวงเราเล่นมุกตลกโชว์ หลังจากนั้นแนวเพลงที่ร้องก็เปลี่ยนไป กลายเป็นแนวทางเตรียมใจเพื่อจากลา...สัด พวกมึงรักประวัติชีวิตกูจริง...




พอโดนไอ้เพื่อนจอมชงกระทุ้งหลายๆรอบผมเลยชักสังหรณ์ใจแปลกๆ หยิบมือถือขึ้นมาโทรหาไอ้เรวะหลังจากกลับมาถึงบ้าน แต่สิ่งแรกที่ผมได้ยินจากโทรศัพท์กลับเป็นเสียงครางไม่ได้ศัพท์ของอีกฝ่าย จนเดาไม่ได้ว่าใครรับ ใช่ไอ้เรวะรึเปล่าวะ

“เรวะ”

[...อืออ...]

“ใช่มึงเปล่าวะ”

[...ใคร...]

“กูเอง”

[...กูน่ะ...ใคร?]

“เม่นไง”

[เม่น...กู...ไม่ไหวแล้ว...] โหย ประโยคนี้เล่นเอาวงการม้ามตับไตสะเทือนไปถึงขั้นสิบ จากที่นั่งเอนตัวพิงโซฟาสบายๆอยู่กูนี่หลังตรง นมตั้งเลยครับ

“กะ...เกิดอะไรขึ้นวะ”

[...ครึก...ตู๊ดตู๊ดตู๊ด]

เชี่ย...สายตัดไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นวะ โคตรเดือดเนื้อร้อนใจเพราะดูจากเข็มนาฬิกานี่ไม่ใช่เวลาที่ควรจะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น ผมขยับตัวลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องส่วนตัวคว้ากระเป๋าเป้กับกุญแจไอ้บิ๊กเบิ้มได้ ก็รีบสตาร์ทเครื่องบิดเร่งสปีดออกมาจากบ้าน

โชคดีที่ร้านแม่ไอ้เรวะเพิ่งปิด เลยทันตอนหญิงสาวกำลังขยับกระถางดอกไม้ ใบเดียวกับที่ไอ้เรวะเคยแนะนำผมตอนมาร้านครั้งแรกว่าเป็นต้นอะไรเข้าบ้าน

“แม่นิ!!” คนถูกเรียกชื่อยังคงหันรีหันขวางจับทางเสียงไม่ถูก จนกระทั่งผมจอดแล้วเดินเข้าไปใกล้

“อ้าวลูกเม่น มาได้ไงเนี่ย”

“เรวะล่ะครับ”

“อยู่ในบ้านน่ะจ้ะ มีอะไรรึเปล่า” ยังอยู่ที่บ้าน? แล้วไอ้เสียงเมื่อกี้มันอะไรวะ

“เออ...ขอผมเข้าไปหาเรวะหน่อยได้มั้ยครับ” แม่นิทำหน้าประหลาดใจแต่ไม่ถึงกับโอเว่อร์ ก่อนจะตอบรับด้วยสีหน้ายินดี คงสงสัยว่าทำไมมาหาลูกแกยามวิกาล

“ได้สิ เข้ามาเลยจ้ะ”

“มาครับ ผมช่วย” กระถางดอกไม้ถูกย้ายเข้ามาอย่างว่องไว ตราบใดที่ยังไม่เห็นตัวเป็นๆผมก็ยังนึกร้อนใจอยู่ดี  ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าตัว

แม่นิเดินนำทางขึ้นบันไดเหล็กสีดำ ผ่านชั้นลอยซึ่งเป็นส่วนของที่นั่งมาจนถึงด้านในสุด ก่อนหยุดเคาะประตูที่หน้าห้องๆหนึ่ง

“เร เพื่อนมาหาน่ะ”

มีเพียงเสียงเงียบตอบรับกลับมา จนผู้เป็นมารดาต้องยกมือขึ้นมาอีกครั้ง “เรลูก ได้ยินมั้ย เม่นมาหาน่ะ”

ตุบ! แกร่ก! เคร้ง!

เสียงอย่างกับเกิดสงครามกลางเมืองในห้อง ใจผมแม่งแทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เชี่ยเกิดอะไรขึ้นวะ หรือคนร้ายแม่งดักปล้นในห้องไอ้เรวะมัน แล้วเกิดการต่อสู้ขัดขืนขึ้น คราวนี้ผมไม่อยู่นิ่งอีกต่อไป กระวีกระวาดขยับตัวไปขวางหน้าแม่นิพลางรัวทุบประตูอย่างหนัก

“เรวะ มึงเปิดดิวะ” อย่าทำให้กูกังวล “ถ้าไม่เปิดกูจะพังเข้าไปแล้วนะเว้ย” อีกนิดกูตั้งท่าฝ่าตีนประจันบาลแล้ว แต่ประตูเบื้องหน้ากลับเปิดขึ้นเสียก่อน

แกร๊ก!!

“...!!”

“...!!”

ประหลาดใจเสียยิ่งกว่าเสียงดังในห้องก็คงเป็นคนที่ปรากฏในม่านสายตา ใครเดาว่าเจ้าของห้องมาเปิดประตูให้ มึงเดาผิดให้คิดใหม่ คนที่คาดไม่ถึงอย่างเด็กเดือนมหา’ลัยต่างหาก ที่มันเดินมาขวางอยู่หน้าประตู

“ไอ้บูม?” เจ้าของชื่อทำหน้าตื่นทันทีที่เห็น แต่ก่อนจะโวยวาย ไอ้ตัวร้ายตัวดีจอมป่วนสติผมจนต้องบึ่งมอเตอร์ไซต์มาทั้งชุดนอน มันยืนอยู่ด้านหลังกลับโพล่งเสียงดังขึ้นขัด

“เชี่ยบูมมึงกลับห้องมึงไปเลยไป เกะกะฉิบหาย” พอดันไอ้ตัวโตด้านหน้าออกมาได้เสร็จ มันก็คว้าข้อมือผมแล้วฉุดอย่างแรงให้เข้าห้อง “แม่ อย่าให้ไอ้บูมมันมากวนผมอีกนะ”

ปัง!!


มีต่อด้านล่างค่ะ

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
กูอึ้งครับ ไม่มีปัญญาแม้แต่ตีความว่าเหตุการณ์เมื่อครู่มันคืออะไร พอปิดประตูลงกลอนได้เจ้าของห้องก็ไม่พูดพล่ำทำเพลงปล่อยมือผมแล้วเดินสะโหลสะเหลพุ่งไปยังที่นอน

ตุบ!!

ท่ามันแม่ง จะบอกว่าน่าขันหรือน่าเอ็นดูดีวะ ก็เล่นล้มหน้าคว่ำซะ

“เป็นอะไรวะ เมื่อกี้ที่คุยโทรศัพท์ ที่บอกว่าไม่ไหวแล้ว”

“...”

โอเคจ้า มันเงียบจ้า ผมเดินเข้าไปใกล้ นั่งลงข้างเตียง มองหัวทุยๆของมันว่าเมื่อไรจะหันมาเสวนากับกู

“มึงรู้มั้ย กูนี่รีบบึ่งมอเตอร์ไซส์มาเสื้อผ้าแม่งก็ไม่ได้เปลี่ยน นึกว่ามึงโดนใครบุกปล้นชิงทรัพย์ หรือโดนฆ่าปาดคอไปตายอยู่แถวไหนซะแล้ว”

“กูยังไม่ตาย” ในที่สุดก็ยอมหันมา แต่สภาพแม่งไม่ไหวจะเคลียร์

“ไม่ตายก็เหมือนกำลังจะตายยังไงไม่รู้ว่ะ ไปทำอะไรมาวะ เสียงงัวเงียเพลียขั้นสิบ ตานี่โหลเกินสิบสองชิ้นได้แล้วมั้ง ถ้าบอกว่ามีญาติห่างๆเป็นหมีแพนด้ากูนี่เชื่อเลย”

“งั้นมึงกับกูก็เป็นญาติห่างๆกัน”

“หา?”

“กูเป็นแพนด้า ส่วนมึงเป็นโพล่าแบร์”

“สาระดิเรวะ”

“เนี่ยสาระสุดๆแล้ว”

“สารคดีสัตว์โลกน่ะสิมึง กูถามก็ตอบดิ” นิสัยถามไม่ตอบ ผ่านมากี่ครั้งมันก็ยังไม่เลิก แต่ทว่าขณะที่กำลังทวงถามหาคำตอบ คนบนเตียงกลับนิ่งแล้วหลับตาเฉย

“เรวะ อย่าบอกนะว่ามึงหลับ”

“...”

“ไอ้เร...”

“ยัง...กูยังไม่หลับ...แค่ใกล้...แต่ตอนนี้กูรู้สึก...”

โครกกกกก

ชัดเลย

“กู...” มันลืมตาขึ้นมาทำท่าจะแก้ตัวเรื่องเสียงปริศนาที่ดังขึ้นมาขัด

“เออ ไม่ต้องบรรยายหรอก กูรู้ว่ามึงเป็นอะไร” ผมขยับกระเป๋าเป้เปิดออก รู้สึกโชคดีที่พกติดตัวมาด้วย จำได้ว่าขนมของพวกแฟนคลับที่ขนกลับมายังคาอยู่ในกระเป๋า “ทำเหี้ยอะไรไม่ยอมทานข้าว”

“ทำงาน”

“งานอะไร...เชี่ย!” ตอบดีดีไม่ได้ต้องแขนยกมือฟาดงวงฟาดงา นิ้วชี้ยาวๆของมันชี้ไปทางโน้ตบุ๊คที่เปิดค้างอยู่ ในนั้นเป็นเอกสารบางที่ปรากฏตัวอักษรยุบยับเต็มไปหมด ตรงหน้าที่เปิดค้างไว้มีทั้งตัวอักษรภาษาไทย...แล้วให้ผมเดาอีกอันนึงน่าจะเป็นภาษาญี่ปุ่นปะปนกันอยู่

“แปลเอกสาร?” อีกฝ่ายพยักหน้าหงึกหงักทั้งที่ยังฝังหัวจมกับเตียง

“งานมหา’ลัย?”

“หิวจัง..” ฟังกูบ้างดิวะ เฮ้อ เอาเถอะลืมไปว่าเวลาคนหิวอะไรมันก็ไม่เข้าหัว ผมเลยคว้าซองกล่องขนมออกมารัวๆจากกระเป๋า

“กูมีแค่นี้ อยากกินอันไหนก็หยิบเอาละกัน” ได้ยินเท่านั้นมันผุดตัวพรวดพราดลุกขึ้นจากเตียง หันหัวปรายตามองลงมายังกองขนมขนาดใหญ่

“มึงเอามาจากไหน”

“แฟนคลับให้กูมา”

“ไม่ดีหรอก มึงกินเถอะ”

“กูแดกคนเดียวก็ไม่หมดหรอก” ผมคุ้ยของในถุงออกมามีทั้ง พุดดิ้ง ถั่วตัด มันฝรั่งทอดกรอบ รวมถึงเปียกปูนกะทิสด แม่งโคตรวาไรตี้ นี่กะให้กินทีเดียวอ้วนไปถึงชาติหน้าเลยรึเปล่าวะ เหลือบตาขึ้นมามอง เรวะมันยังนิ่งไม่กล้าที่จะหยิบกิน

“ถ้ามึงเกรงใจ เดี๋ยวกูกินเป็นเพื่อน” ไม่ว่าเปล่าแกะซองมันฝรั่งทอดกรอบหยิบมาป้อนมันถึงปาก ไอ้เรวะถึงกับย่นคางมอง “กินดิ”

“อะไรอ่ะ”

“ตัวมึงไง”

“หา?”

“เลย์” มันทำหน้าเอือมกัดขนมจากมือผมไปทันทีที่ได้ยินมุกกากๆ พอหมดชิ้นหนึ่งต่อเนื่องด้วยชิ้นสองไม่ให้กระเพาะมันสะดุด

“มึงก็กินด้วยดิ” พูดทั้งที่ปากยังเต็มไปด้วยขนม ไอ้เรวะมันยันตัวลุกขึ้นมาคว้าเปียกปูนกะทิสดไปฉีกเปิดฝาแล้วหมุนรอบตัวหาบางอย่าง

“ช้อนเหรอ เอานี่” พอหยิบแล้วก็ยื่นให้มันได้เจ้าตัวก็จ้วงลงไปที่ไอ้สีเขียวๆที่มีชั้นบนเป็นสีขาวของกะทิ แต่สิ่งที่ผมคิดผิดคือช้อนที่ตักมันกลับยื่นใส่ปากผม

“กินดิ” อะไรคือการที่กูมองหน้าไอ้เรวะแล้วเผลออ้าปากรับอย่างเต็มปากเต็มคำวะ....โหยยยย

“ไม่ต้องป้อน กูกินเองได้” เลยคว้าถ้วยเปียกปูนมาจากมือมันแล้วจ้วงกินไม่ยั้ง เชี่ยนี่กูเป็นอะไรวะ เมื่อกี้กูป้อนมัน มันป้อนกูก็เจ๊ากันแล้วนี่หว่า “พรุ่งนี้อย่าลืมมาเรียนล่ะ กูไปหากิจกรรมมาได้แล้วอันนึง”

“กิจกรรมอะไร”

“นั่งสมาธิเจริญสติปัญญา”

“แค่ฟังก็เพลียแล้ว”

“ไปทำอะไรมาถึงได้เพลีย มึงแทบไม่ได้เข้าเรียนด้วยซ้ำ”

“รู้ได้ไง”

“ก็ไม่เห็นหน้ามึงไปโผล่แถวคณะเลย”

“คิดถึงเหรอ”

“คิดถึงบ้านมึงดิ มีแต่คนเขาถามหามึงต่างหาก”

“ถามหากู?” อีกฝ่ายขมวดคิ้ว “มึงอำกูเล่นแล้ว คนอย่างกูเนี่ยนะจะมีคนถามหา”

“ก็พวกมันหามึงไม่เจอเลยมาถามหาเอากับกูเนี่ยแหละ แล้วให้กูตอบไงวะ”

“ตอบอะไรไปก็ได้นี่ แบบว่าไม่รู้จัก ไม่ได้สนิทอะไรถึงขั้นนั้น เลยไม่รู้” หน้าเพลียๆแม่งเปลี่ยนอารมณ์ไวโคตร ตอนนี้กลายเป็นซึมไปแบบแปลก

“แต่กูรู้จักมึงแล้ว เพราะงั้นกูต้องรู้สเตตัสมึง”

“ไอ้เม่นมึงเอาอะไรมาคิด...” มันชะงักปากก่อนหันมาพูดอีกครั้ง “กูโสด”

“สัด เรื่องนี้ไม่ต้องรู้ก็ได้มั้ยวะ” ไอ้เรวะมันยิ้มนะ ยิ้มแบบผสมความเพลีย ตาปิดไปถึงโลกหน้าแล้วมั้ง สุดท้ายมันก็เอนตัวลงเตียงอีกครั้ง แล้วตอบผมในสภาพหลับตาคาที่นอนเนี่ยแหละ

“กูอยู่บ้านทำงานทั้งวัน ไม่ได้นอน เลยเพลีย” พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเหลือบไปมองที่โต๊ะญี่ปุ่นที่วางคอมอีกครั้ง

“ทำไมต้องทำทั้งวันทั้งคืนขนาดนั้นด้วยวะ ไอ้งานแปลเนี่ย สรุปไม่ใช่งานมหา’ลัยใช่มั้ย ใครขอร้องมา”

“กูรับมาเอง”

“แล้วทำไมต้องรับเยอะขนาดนี้ด้วย” รู้ว่าตราบใดผมไม่กลับตราบนั้นไอ้เรวะคงไม่ได้นอน แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะมันเป็นคนทำให้ผมเดือดร้อนต้องถ่อมาถึงที่นี่ ร่างบนเตียงลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วจ้องมองตรงมา

“เม่น มึงจะรู้เรื่องกูเยอะเกินไปแล้ว”

“มึงสายพันธุ์เดียวกับกู กูควรรู้ไว้” อึ้งดิ ตบมาตบกลับไม่โกงเว้ย มุกกากๆแบบนี้อย่าคิดว่ามึงเล่นเป็นอยู่คนเดียวนะ

“อ้าว พึ่งรู้นะว่ามึงเป็นมนุษย์”

“เมื่อกี้มึงยังเรียกกูว่าโพล่าแบร์เลย อย่ามาเปลี่ยนสายพันธุ์กูตามใจชอบแบบนี้ คุยกับมึงแล้วเซ็งว่ะชอบเปลี่ยนเรื่องตลอด” ล้มตัวลงนอนข้างเตียงตรงหน้าโต๊ะญี่ปุ่นแม่งซะเลย เหนื่อยว่ะ คนสนใจก็ชอบพาบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องตลอด ไม่เอาไม่สนใจมันแล้ว

“ทำอะไรน่ะ”

“แกล้งตาย”

“กูไม่ใช่หมีนะ”

“วันนี้มึงเป็นหมีแพนด้าให้กูวันนึงละกัน ช่วยเดินผ่านกูไปไม่ต้องสนใจที”

“หมีปกติมันไม่เดินผ่านไปง่ายๆหรอก” ชักระแวงกับสิ่งที่มันโพล่งออกมา เลยแอบหรี่ตามองความเคลื่อนไหวที่อยู่เหนือขึ้นไป
จะเรียกว่าโชคร้ายก็ได้เพราะจุดที่ผมนอนแม่งชิดริมขอบเตียงโคตะระของมุมอับ เลยไม่ทันจะจับสัญญาณอะไร ไอ้เรวะมันก็ชะโงกหน้าออกมาจากเตียงกะทันหันเล่นเอาแทบสะดุ้งสุดกำลัง เชี่ย ทำไมกูเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ในตาของมันวะ ตอนนี้กูต้องหลับตาดิ หลับๆๆๆ

“มันต้องดมกลิ่นมึงก่อนว่าตายยัง” ไม่รู้คิดพิลึกอะไรถึงกระโดดลงจากเตียงมาทับผม เล่นเอาจุกไปสามชั่วโคตร แต่ด้วยความอยากเป็นดาราเจ้าบทบาทกูเลยนอนแน่นิ่งเหมือนคนตายมันต่อไป

จนกระทั่งได้ยินอีกฝ่ายทำเสียงจมูกฟุดฟิด ใจกูแทบไปพิชิตเขาเอเวอเรสต์ เย็นไว้ไอ้เม่น เดี๋ยวมิชชั่นจะกลายเป็นอิมพอสซิเบิ้ล มิชชั่นโนคอมพลีท มึงควรแกล้งเนียนตายมันต่อไป บอกตามตรงโคตรหนักมึงคิดยังไงทับกูมาได้วะ แล้วไหนจะลมหายใจที่สูดไปมาตรงต้นแขนกูตอนนี้อีก เชี่ย ขนลุก

“เออ ท่าจะตายจริง กลิ่นนี่เน่าเชียว”

“สัดกูเพิ่งอาบน้ำมา มึงไม่เห็นเหรอกูใส่ชุดนอนโว้ย ชุดนอนน่ะ” รู้สึกได้ถึงแรงกดทับที่หายไปผมเลยตัดสินใจเปิดตาขึ้นมา ไอ้เรวะมันย้ายมานั่งท่าขัดสมาธิข้างๆผม พลางส่งสายตาไม่เชื่อถือลงมาเต็มๆ “มองอย่างนี้หมายความว่าไงวะ หาว่ากูโกหกเหรอ”

“เปล๊า”

“เสียงสูง มึงแม่งหาว่ากูไม่อาบน้ำนอนใช่มั้ยวะ”

“เปล่าซะหน่อย”

“แต่ตามึงไม่ใช่หนิโว้ย” ว่าจบ ผมก็คว้าท้ายทอยดึงคนตรงหน้าลงมาอย่างแรงแบบไม่มีการประนีประนอม เล่นเอาเรวะมันตกใจลนลานดันมือกับอกผมเป็นการใหญ่

“ทำไรวะ เชี่ยเม่น!”

“กูให้ดมพิสูจน์อีกรอบ”

“ไม่ดม”

“ดม”

“ไม่ดมเว้ย”

“กูบอกให้ดม”

“กูบอกว่าไม่ก็ไม่ไงวะ” สายไปแล้วมึง แรงคนอดนอนหรือจะสู้แรงคนนอนเต็มผืนหลับเต็มตื่นด้วยเสื่อจันทบูรได้ หน้าไอ้เรวะทิ่มลงบนอกผมเต็มๆ มันพยายามยื้อยุดจนในที่สุดก็ตวัดหัวขึ้นมามองทั้งที่ใบหน้ายังแทบซบอกผมอยู่ได้ ระยะเท่านี้บอกได้คำเดียวว่ากูอึ้ง ตะลึงกับรูปลักษณ์ของมันเป็นรอบที่ร้อย

ตึกตัก

...ใจ...กู...ทำไมอึดอัดอย่างนี้วะ...

“เม่น มึง...” เอ่ยแค่นั้นแล้วก็มุดหัวเอาหูแนบกับอกผมเฉย “นอกจากคอเรสเตอรอลแล้วมึงยังเป็นความดันเหรอวะ”

“กูไม่ได้เป็นความดัน แต่กูกำลังจะดันมึงขึ้นเนี่ยแหละ ฮึ่ย” บอกเลยกล้ามเนื้อท้องทำงานหนักมาก เหมือนซิตอัพโดยเอาน้ำหนักเรวะมันมารวมด้วย ในที่สุดผมก็ลุกขึ้นมา ไอ้เรวะมันนั่งมองผมทำตาปริบๆ

“งานเยอะก็ไปทำดิวะ มองหน้ากูแล้วมันจะเสร็จมั้ย” ดันไหล่มันให้หันกลับไปสนใจงานกองยักษ์ของตนเอง

“มึงไม่เป็นไรแน่นะ”

“ห่วงงานมึงก่อนเถอะ” คิดว่าแต้มบุญผมหมดไปตั้งแต่เจอมันแล้วแท้ๆ แต่กลับเข้าใจผิดเพราะมีกรรมการมายุติการเผชิญหน้าระหว่างเราสองคนพอดี


Rrrrrrrrrrrrrr


โทรศัพท์คุณอลิซ่าเข้า ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าแม่ผมโทรมาเพราะได้ยินเสียงไอ้บิ๊กเบิ้มกลางดึก เรวะมันยังเหลือบมองมาอย่างรีๆรอๆ เห็นทีว่าถ้าผมยังไม่ละความสนใจจากมัน เจ้าตัวคงยังไม่เริ่มทำงาน ผมเลยกดรับเอาโทรศัพท์แนบหู พยักพเยิดขยับปากแบบไร้
เสียงว่า..ทำงานไปไอ้สัด...ให้มันเลิกยุ่งกับผม

“ครับแม่”

[หนีเที่ยวเหรอเรา] ประโยคแรกเล่นเอาเสียประวัติการเป็นเด็กดียันเบ้าหน้าของนายพลลภัตม์ จงรักกิจการกุลเลยว่ะ

“โหยแม่ เปล่าหนีเที่ยวซะหน่อย นี่มาบ้านเพื่อน”

[ไปบ้านเพื่อนแล้วทำไมต้องโกกลางค่ำกลางคืนด้วยล่ะจ๊ะ หรือแม่ตั้งนาฬิกาบ้านผิดเป็นเวลาอเมริกาหรือไงฮะ?]

“อย่าประชดสิครับแม่ บังเอิญผมแค่นึกขึ้นได้ว่ามีธุระ”

[แล้วดันเป็นธุระที่บังเอิญต้องทำวันนี้ด้วยเนอะคุณลูกชาย]

“ใช่ๆ แม่รู้ได้ไงเนี่ย แม่ใครน้า ฉลาดจัง”

[ฉลาดไม่พอนะ แถมยังสวยด้วย แล้วก็รู้ด้วยว่าลูกชายแม่ไปบ้านใคร]

“บ้านใครอ่ะ”

[บ้านหนูเรมไงจ๊า~]

เหยดดดดดดดดดดดด

“มะ...แม่รู้ได้ไงอ่ะ” กล้องวงจรปิด จีพีเอสติดตามตัว ไหนวะ ไหนวะ ไม่น่าจะมีนี่!!

[บอกแล้วไงว่าแม่ฉลาด] โหยถอดแบบกูมาเปี๊ยบ แม้กระทั่งเรื่องนี้

“แม่คือผม...”

[ค้างมั้ย]

“เอ๊ะ?”

[ค้างเถอะ]

“ฮะ?”

[ขี่ไอ้เบิ้มกลางดึก แม่ไม่วางใจ]

“ดะ เดี๋ยวก่อนดิแม่...”

[พ่อกับแม่เขาอยู่บ้านรึเปล่า] หืม? ทำไมมาเข้าเรื่องนี้ได้วะ

“ยะ...อยู่แต่แม่ครับ แล้วมันเกี่ยวอะไร...”

[ยังไงก็นอนแยกห้อง อย่าทำตัวรุ่มร่ามล่ะ อีกฝ่ายจะเสียหาย]

“เสียหาย? เรื่องอะไร?”

[แม่เข้าใจอารมณ์เด็กผู้ชายวัยกลัดมันอย่างเรา ถึงตอนนี้ไม่นึกอยากแต่ถ้าได้นอนติดกัน สีกันไปมา มันก็พาลพาให้อยากได้] เฮ้ย คิดไปถึงไหนแล้ววะแม่กู กลับม้า!! แล้วหัวกูนี่อะไร ทำไมเสือกจินตนาการภาพตาม เชี่ยโว้ยยยย

[เพราะฉะนั้นนอนแยกกันไว้ก่อนเป็นดี]

“ถ้าอย่างงั้นให้ผมกลับดีกว่ามั้ยเนี่ย”

[แต่ว่าแม่ล็อคบ้านซะแล้วสิ ว้าน่าเสียดาย ถ้ายังไงเจอกันวันพรุ่งนี้นะคุณลูกชาย บ๊ายบายจ้า]

“เฮ้ย แม่!!เดี๋ยว!!” เอาอีกแล้ว มามุกนี้อีกแล้ว จะวางโทรศัพท์แต่ละทีฟังลูกนี้คนนี้บ้างดิออมม่า!! โวยวายอยู่ดีดีมีอันต้องสะดุดเพราะผมเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของคนที่นั่งทำงานอยู่พอดี รู้สึกโล่งใจจนล้นปรี่เพราะเจ้าตัวยังไม่มีทีท่าว่ารู้ตัว แต่จู่ๆเรวะกลับเรียกชื่อผมกะทันหัน

“เม่น”

“คะ ครับ!!” สะเสียง เสียงกูสั่น!!

“คุยเสร็จแล้วเหรอ” มันยังคงเอาแผ่นหลังคุยกับผมอยู่ ตอนนี้ถ้าหันมาผมก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไง

“อะ...เออ อื้ม” โอ๊ย ใบ้แดก

“บังเอิญห้องกูมันเงียบ”

“...”

“เสียงมันเลยลอดออกมาจากลำโพงหมด”

“...”

“เมื่อกี้กูได้ยินเต็มสองรูหูเลยล่ะ”

“...!!”

วะโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยย

“ยะ อย่าเข้าใจผิดนะมึง แม่กูก็พูดไปงั้นเพราะนึกว่ามึงเป็นผู้หญิง คิดว่ามึงเป็นแฟนกู”

“ตกลงค้างป่ะ”

“หา?”

“กูก็ไม่อยากให้มึงขับรถออกไปกลางค่ำกลางคืนเหมือนกัน ทางตรงนี้มันมืดอันตราย” อ๋อที่ได้ยิน หมายถึงเรื่องนี้ใช่มั้ยวะ ทำเอากูตกใจหมด

“กะ ก็คงต้องค้างแหละ เพราะกูไม่ได้พกกุญแจบ้านมา”

“งั้นนอนห้องกูละกัน เตียงยังเหลือที่ บ้านกูไม่มีห้องพักสำหรับแขกด้วย”

“เฮ้ย กูนอนพื้นก็ได้นะ เตียงมันแคบ เดียวมึงนอนไม่สบาย” เสียวใจเสียวกายเปล่าๆ

“เตียงห้องกูก็ไม่ต่างจากห้องมึง กูนอนได้ แต่มึงจะนอนสบายรึเปล่า”

“มะ ไม่ว่ะ!!” สีไปสีมา ใครให้แม่กูพูดคำนี้ออกมาวะ มันก้องอยู่ในหัวกูเนี่ย!! “กะ กูว่า กูคงนอนไม่สบาย”

“ถ้ามึงคิดมากเรื่อง...” ไอ้เรวะมันหยุดคำพูดไป เรื่อง เรื่องอะไรวะ อย่าให้กูลุ้น จนในที่สุดมันก็หันมามองหน้าผม “คิดมากเรื่องสีกันที่แม่มึงพูด อย่าลืมว่ากูเคยไปนอนห้องมึงตั้งหลายครั้ง ถ้าได้กันคงท้องไปถึงลูกสองลูกสามแล้วล่ะ”

ว้อท เดอะ ฟ้าคคคคคคคคคคคคคคคคคคค

...กูเปลี่ยนใจไม่ค้างแล้วได้มั้ยวะ...แล้วกุญแจกูล่ะ จะกลับบ้านยังไง...




ความคิดที่จะสีกัน...ฝันหวานไปเถอะครับ...

เพราะไอ้เรวะมันไม่หลับไม่นอน ผมที่ไปล้างหน้าแปรงฟันอีกรอบแล้วกลับมากลิ้งชิดขอบเตียง ได้แต่นั่งดูแผ่นหลังของเรวะด้วยความระแวดระวังยาวไปตลอดคืน สะดุ้งตื่นมาอีกทีก็ยังไม่มีใครอยู่เคียงข้าง มีแต่ซากอารยธรรมที่ดูรกรุงรังบนโต๊ะญี่ปุ่นและถุงขนมที่นอนตายอยู่ในถัง กับไอ้เรวะที่เหยียดกายลงพื้นไปทั้งแบบนั้นโดยไม่ได้มีการปีนตัวขึ้นมายังที่นอนแต่อย่างใด

ห้องไอ้เรวะไม่มีเครื่องปรับอากาศ เป็นห้องเล็กๆบนชั้นลอยที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างง่ายๆ ด้วยความที่เป็นพื้นไม้เลยไม่น่าจะซีเรียสว่าเจ้าตัวจะนอนหนาวยาวไปจนถึงเช้า แต่ที่น่ากังวลก็คืออาการปวดเมื่อยที่จะตามมาจากนี้ต่างหาก

ผมขยับเอาหมอนที่ตัวเองยึดไว้มาสอดใต้ศีรษะของอีกฝ่ายซึ่งนอนตะแคงข้างอยู่ให้หนุนนอน พลางหาผ้าห่มมาคลุมห่มปลายขา อย่าคิดว่าผมอ่อนโยนหวังดีนะ แค่ไม่อยากถูกตราหน้าว่ามายึดห้องเจ้าของแล้วสร้างความเดือดร้อนให้ต่างหาก

“มึงจะฝันอย่างวันนั้นอีกมั้ยวะ” ใบหน้าอ่อนเพลียจนคิดได้ยากว่าเจ้าตัวจะนอนละเมอออกมาเหมือนวันก่อน เหลือบไปมองโน้ตบุ๊คของอีกฝ่ายที่ยังคงเปิดค้างไว้หน้าอีเมล ทุกฉบับที่ส่งออกล้วนมีไฟล์แนบและข้อความระบุว่า ‘ส่งงานครับ รบกวนตรวจรับด้วย’ แทบทั้งนั้น หนึ่งสองสามนับไม่ถ้วน แถมล้วนแต่เป็นอีเมลในช่วงสัปดาห์นี้

“มีเหตุผลอะไรถึงต้องทำงานหนักขนาดนี้ด้วยวะ” มึงเป็นเด็กมีแม่คอยเลี้ยง ยังไม่ได้อยู่วัยทำงานที่ต้องหาเงินเพื่อปากท้องตัวเองเสียหน่อยแล้วทำไม...

แกร่ก!!

เสียงประตูดังขึ้นกะทันหันทำเอาผมสะดุ้งรีบเงยหน้าไปมอง ร่างสูงๆของใครบางคนปรากฏกายพร้อมกับอาการค่อยๆย่องเข้ามาราวกับกลัวคนจับได้

“ไอ้บูม?” เจ้าของชื่อสะดุ้งตัวอย่างมีพิรุธ ขยับสายตามาทางผมทันที

“มึง...ยังไม่กลับไปอีกเหรอ?” ไอ้อดีตเดือนวิศวะฯมันทัก ถ้ากลับแล้วมึงจะยังเห็นกูอยู่นี่มั้ย ถามอะไรไม่คิด เดาว่ามันคงไม่อยากให้ผมอยู่ข้างๆไอ้เรวะมัน เพราะความเกลียดขี้หน้าเกินยกกำลังสิบ นับตั้งแต่วันที่บังคับให้ไอ้เรวะดื่มคาปูชิโน่แล้วมั้ง “เฮียล่ะ” อีกฝ่ายลดเสียงเป็นกระซิบกวาดตามองไปทั่วห้อง

“อยู่นี่” ผมชี้ไปทางอีกร่างที่ตายสลบเหมือดอยู่คาพื้นโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร

“มึงออกมาคุยกับกูนี่” ไอ้บูมมันกวักมือเรียกผม

“ฮะ?”

“กูบอกให้ออกมา”

“แล้วทำไมกูจะต้อง...”

“ออกมาเถอะน่า” ไม่ว่าเปล่า คราวนี้ไอ้บูมมันเดินเข้ามาถึงเตียงจับแขนผมให้ลุกขึ้นเดินตามมันออกมาในที่สุดพลางปิดประตูตาม

“มึงไปนอนห้องกู”

“เพื่ออะไรวะ” อยู่ดีๆมาจับย้าย กูเป็นเพื่อนเฮียมึงก็ต้องนอนห้องเฮียมึงดิวะ

“ห้องเฮียมันอึดอัด มึงไปนอนห้องกู” เชื่อมากเลย คนอย่างไอ้บูมเนี่ยนะเป็นห่วงกู ฝันเปล่าวะ

“แล้วมึงจะไปนอนไหน”

“...” เงียบแบบนี้แม่งโคตรมีพิรุธ มองมันตั้งแต่หัวจรดเท้าหุ่นก็พอพอกับผม บอกตามตรงบางทีผมอาจจะตัวใหญ่กว่าด้วยซ้ำ แล้วถ้าให้คิดว่าผู้ชายสองคนไซส์ขนาดผมกับมันยัดเข้าไปอยู่ในห้องเดียวกันมีหวังเตียงแม่งแตก เผลอๆฟ้าอาจผ่าด้วย

“อย่าบอกนะ ว่ามึงจะไปนอนห้องเฮียมึงแทนกู”

“กะ กูเปล่า กูก็แค่เห็นแขกมา ไม่อยากให้ลำบาก” สัด กูเชื่อ เชื่อมากเลยโว้ยยยยย

“บังเอิญกูเชื้อเจ้าว่ะ ไม่มีแขกผสม กูนอนห้องไอ้เรวะมันได้” หมุนตัวกลับทำท่าจะเข้าห้องเก่า แต่แขนแม่งเสือกโดนไอ้อดีตเดือนมหา’ลัยมันจับไว้

“กูไม่ให้มึงนอนห้องเฮียแน่”

“ทำไมวะ”

“มึงไม่น่าไว้ใจ”

“ไว้ใจ? เรื่องอะไร?”

“มึงชอบเฮียกูใช่มั้ย” เหยดเข้ ไอ้บูมมึงเอาอะไรมาพูด ตบปากของมึงเลยนะ ถึงข่าวลือจะว่าไอ้เรวะมันเป็นไบแต่ก็ไม่จำเป็นต้องเหมาโหลว่าให้กูเป็นหนึ่งในคนที่เข้าใกล้เพราะชอบมันด้วยนี่หว่า มึงต่างหากล่ะที่ไม่น่าไว้ใจ คนอะไรวะแอบย่องเข้ามาในห้องเฮียตัวเองกลางดึก แล้วถ้ามานึกๆดูแล้ว...

“เมื่อกี้ห้องไอ้เรวะมันล็อคอยู่นี่หว่า มึงไขกุญแจเข้ามาได้ไง” ปราดสายตาคมกริบเข้าใส่ เล่นเอาไอ้บูมถึงกับแสดงท่าทีลุกลี้ลุกลน สายตาล่อกแล่กของมันชวนให้ผมคิดจินตนาการไปไกลโข

“ไม่ใช่เรื่องของมึง” แต่กูเห็นผืนผ้ากระเป๋าเสื้อชุดนอนของมึงที่นูนไปตามรูปร่างกุญแจแล้วว่ะ

“งั้นกูจะนอนห้องไหนก็ไม่ใช่เรื่องของมึงเหมือนกัน” หมุนตัวกลับตั้งใจตัดจบความเร้าหรือของอีกฝ่าย แต่ที่ไหนได้ไอ้บูมกลับพ่นคำๆหนึ่งออกมาที่ทำให้ขาผมแทบหยุดชะงัก

“กูชอบเรวะ”

หา?

หันตัวกลับมามองหน้าไอ้สุดหล่อประจำมหา’ลัย มันสืบเท้าเข้ามาใกล้ทำหน้าตาจริงจังแบบเรียกพ่อเรียกแม่ อย่างนี้คงไม่ใช่แค่อำผมเล่นแล้วล่ะ

“เพราะฉะนั้นกูจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมายุ่งกับเฮียกู”


...TBC...

++++++++++++++++++++++



 :m25:

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่13:: บ้านเพื่อน


ไอ้เหี้ย....อย่างนี้คนที่อันตรายที่สุดก็คือมึงไม่ใช่เหรออออออออ


อยากจะลากเสียงอ.ในใจให้ยาวไปถึงดาวอังคาร แล้วย้อนถามไอ้บูมว่า

“ไม่ให้กูเข้าไปนอนห้องมัน แล้วมึงจะเข้าไปปล้ำมันเนี่ยนะ”

“เชี่ย...มึงพูดอะไรวะ...กู...กูไม่ได้จะเข้าไปปล้ำมันซะหน่อย” พิรุธสัด...กูเชื่อเหอะ

“กูไม่ให้เข้า” ไอ้เม่นมึงพูดอารั้ยยยย มึงจะไปแส่ยุ่งเรื่องชาวบ้านทำเพื่อ ตบปากมึง ตบปากมึง

“มึงหมายความว่ายังไง” ไอ้บูมชักสีหน้ามองตรงมา

“กูไม่ให้มึงเข้าไปทำอะไรไอ้เรวะแน่” ระหว่างที่อีกฝ่ายเผลอ ผมคว้ากุญแจห้องจากกระเป๋าเสื้อมันมาอย่างไว ใส่เกียร์หมีวิ่งรี่เข้าเปิดประตูปั๊บ ปิดประตูฉึบ ลงกลอนดังกรึ๊บ แล้วยืนหลังพิงประตู ในใจก็ร้องอู้หูนี่กรู...

ทำอะไรลงไปวะเนี่ย!!!

ปัง!!

ปัง!!ปัง!!

“เชี่ยเม่น!! มึงเปิดประตูดิวะ!!” ไอ้บูมมันตามมาโวยวายแล้ว ให้ตายกูก็ไม่เปิดให้มึงหรอก...

“ทำอะไรน่ะ” เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นกลางปล้อง ไม่ใช่เสียงอู้อี้อย่างที่คนอีกฟากของประตูพึงมี แต่เป็นเสียงของคนที่...กำลังอยู่ในห้อง

ไอ้เรวะ มันตื่นมานั่งขัดสมาธิ มองหน้าผมที่ยืนขวางประตูอยู่ เล่นเอาใจกรู...หายไปกับสายลม

“มะ...มึงตื่นตั้งแต่เมื่อไร”

“เสียงขนาดนี้ ไม่ให้กูตื่น กูก็คงตายแล้วล่ะ” สัด ถามดีดีไม่เคยตอบกูดีดีสักครั้ง แถมบางครั้งก็ยังเนียนเมินกันอีก กูแค่อยากรู้ว่ามึงตื่นมาทันได้ยินคำบอกรักของไอ้บูมมันมั้ย หรือว่าที่มึงไม่ยินดียินร้ายอะไรเป็นเพราะมึงรู้ความในใจของไอ้เดือนวิศวะมัน...หา? รู้ความในใจของไอ้...

“เรวะหรือว่ามึง...” ก็ชอบไอ้บูม...

“อะไร?”

“ที่มึงพยายามทำงานแทบเป็นแทบตายนี่ก็เพื่อ...” เอาเงินหมื่นมาชดใช้...แทนไอ้บูม...

“เพื่อ?” เหมือนมันรอผมให้พูดจนจบ โดยไม่คิดจะเฉลยใดใดให้

 
...สรุปกูใช่มั้ยที่เป็นหมา...


ตุบๆๆ!! ปัง!!

เสียงทุบประตูของไอ้บูมเรียกสติผมได้อยากชะงัด เรวะมันทำท่ากระฟัดกระเฟียดก่อนย่ำเท้าเข้ามาใกล้ในจุดที่ผมยืนอยู่แล้วเตะประตูด้วยความเกรี้ยวกราด

“เชี่ยบูม!! เลิกเคาะประตูห้องซะที กูหนวกหู!!”

ความเงียบสั่งได้ เอากับมันดิ ต่อให้โหดแค่ไหนมีหรือจะสู้ไอ้เรวะคนที่มึงต้องยอมศิโรราบให้ ร่างโปร่งทำท่าหงุดหงิดไม่พอใจอยู่สักพักก็หันมาสั่งผมในระยะประชิด

“มึงนอนเถอะ พรุ่งนี้มีเรียนหนิ” สายตาสีน้ำตาลอ่อนช้อนมองขึ้นมาสังเกตอาการ ก่อนหันหลังกลับไปนั่งที่เก่า ตั้งท่าจะพิมพ์งานต่อ

“แล้วทำอย่างกับมึงไม่มี ได้ข่าวว่าเรียนวิชาอาจารย์แม่ด้วยกัน สัด อย่าบอกนะว่ามึงจะโดด” พอเปลี่ยนเรื่องพูด ก็เหมือนได้คลี่คลายความบิดเบี้ยวในใจ ให้ผมไปโฟกัสกับสิ่งอื่นได้มากยิ่งขึ้น

“กูต้องทำงาน”

“งาน? งานบ้านมึงดิ นี่มันคะแนนเข้าห้องของกูกับมึงเลยนะเว้ย” งานที่มึงจะทำมาชดใช้กรรมแทนไอ้บูมมันใช่มั้ย มึงตอบกูมา แล้วทำไมกูต้องกลับมาโฟกัสกับเรื่องเก่าด้วยฟระเนี่ย!!

“เอาน่า ถ้ามึงเห็นก็แสดงว่ากู...”

“อย่ามาใช้ประโยคเดิม อย่าให้กูต้องสอนซ้ำ ขึ้นเตียงแล้วนอนซะ”

“หงุดหงิดอะไรของมึงวะเม่น”

“กูไม่ได้หงุดหงิด” แค่ฉุนเฉียวที่จู่ๆจากหมีกูก็เป็นหมา ไม่พูดพล่ำทำเพลงผมเดินเข้าไปคว้าแขนไอ้เรวะฉุดขึ้นจนอีกฝ่ายทำหน้าตาเหรอหราใส่ ก่อนใช้แรงดันมันกลิ้งลงเตียงอย่างแรง

“ทำเชี่ยอะไรวะ เม่น!!”

“เอาดิ ถ้ามึงคิดจะทำงานก็ทำไป” สภาพที่กูล็อคแขนขาใส่บนตัวมึงเนี่ยแหละ

“อย่างนี้กูทำงานได้ที่ไหนวะ!”

“ทำไม่ได้มึงก็นอน!”

“แต่กูต้องทำงาน”

“กูบอกให้นอน!!”

“มึงทำอย่างนี้แล้วคิดว่ากูจะนอนลงเหรอวะฮะ!!”

“ไม่รู้เว้ย กูบอกให้นอนก็นอน!!” ลงไม่ลงไม่รู้ แต่ตอนนี้กูโคตรขึ้น เอากับมันดิ ดิ้นยักแย่ยักยันคิดว่าพละกำลังคนอดนอนมีหรือจะสู้อะไรกูได้ ฝันไปเถอะ

“ที่แม่มึงเตือนน่ะ ลืมไปแล้วหรือไง!!”

“เรื่องไม่ให้นอนเตียงเดียวกันใช่มั้ย ใช่แม่กูเตือนให้สีได้ แต่อย่าทำมึงเสียหายเท่านั้นเอง!!”

“สัด!!”

“สายพันธุ์เดียวกับมึงนั่นแหละ!!”

“เชี่ย!!”

“หมีเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลานโว้ย!!”

“ไอ้เวรเอ้ย!!”

“จบมากูจะเป็นนักร้องไม่ได้เป็นหมอ กูไม่ต้องเข้าเวร!!”

แหนะ เงียบไป เหนื่อยแล้วดิ ผมก็เหนื่อยว่ะ เถียงกับมันแม่งเปลืองพลังงานฉิบเป๋ง

“กูนอนก็ได้” เซอร์ไพรสฉิบหาย ไอ้เรวะมันเชื่อฟังผม

“เออ ดีแล้ว พรุ่งนี้จะได้ไปเรียนกับ...”คงโกรธเอาเรื่องอยู่ เพราะเลิกต่อปากต่อคำ แถมนิ่งไปซะอย่างนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอเป็นตัวบอกเตือนว่าผมคิดผิด

หลับหรือแกล้งไม่รู้ หมั่นไส้ไอ้บูม กูกอดมันยาวไปจนถึงเช้าละกัน

 

 
[พาร์ตของเรวะ]
 
เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ หลังจากที่อดตาหลับขับตานอนมาเป็นอาทิตย์ แต่เสือกปิดท้ายด้วยการได้นอนเต็มอิ่ม เพียงเพราะเพื่อนคนเดียวของผมมันโทรมา แล้วผมเสือกตอบกลับไปตามอารมณ์ตอนนั้นว่า...ไม่ไหวแล้ว

ไอ้เม่นยังคงนอนอยู่ ผมรับรู้ได้ถึงแรงกระเพื่อมของแผ่นอกที่สัมผัสหลังในจังหวะสม่ำเสมอ เมื่อวานไม่รู้เกิดอะไร ไอ้คนข้างหลังผมถึงได้ออกไปเสวนากับไอ้บูม ก่อนกลับมาด้วยเสียงเคาะประตูโวยวายของไอ้น้องชายตัวร้ายดังลั่นบ้าน โชคดีที่ห้องแม่อยู่ห่างออกไป แต่โชคร้ายที่จุดจบผมกลับมาลงในสภาพนี้

สภาพที่โดนไอ้เม่นกอดเกี่ยวเป็นลูกหมีโคอาล่า แนบตัวลงมาทับแผ่นหลัง...แต่เชี่ยทำไมมันไม่มีการพลิกตัวระหว่างนอนเลยเหรอวะ ถึงได้คงสภาพก่อนหลัง บีฟอร์กับอาฟเตอร์ยังไงก็อย่างนั้น

ขยับตัวเบาๆกะเอาให้หลุด ฉับพลันกับใจฉุกคิดขึ้นได้ ถึงตอนไปแดกมาม่าในห้องเม่น วันนั้นเล่นเอาจุกจนเกือบเป็นหมัน ก็มันเล่นมาจับไข่ผม แถมยังบอกไปหน้าด้านๆว่าเป็นธรรมเนียนพื้นบ้านประจำกลุ่ม หรือว่าจะหาทางแก้แค้นคืนเอาตอนนี้ดีวะ

เขาว่ากันว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร แต่กูจะวอล์คอินเข้าไปก่อเวรกับมึงเลยล่ะ คิดได้ก็ขยับตัวเบาๆกะพลิกหันไปเผชิญหน้า แต่ทว่า...

“ชะ...เชี่...” ตกใจจนยกมือปิดปากแทบไม่ทัน เพราะอีกฝ่ายขยับตัวกะทันหัน แถมยังรัดรึงแขนย้ำหนักกว่าเก่า ส่งผลร่างทั้งร่างถูกฝังเข้าไปในอ้อมกอดจนแทบไม่เหลือช่องว่าง

ชะ...เชี่ย อย่าบอกนะว่ามันตื่น...!!

ตื่น?

สัด...ตื่นจริงๆด้วย!! แต่ไม่ใช่ตัวมันนะ ท่อนล่างแข็งๆของมันเนี่ยแหละตื่นมาโดนก้นผมเต็มๆ!!

“อะ...ไอ้เม่น” ไม่ต้องคิดจะแก้แค้นตอนทีเผลอ ตอนนี้หวังเพียงให้มันรู้ตัวและเปิดตา เลยพลิกกายกลับหันมาเผชิญหน้า แต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายจะยังไม่รู้สึก หน้าหล่อๆยิ้มเคลิ้มดูเพลิดเพลิน ไอ้เวร มึงฝันถึงอะไร ทำไมสดใสแต่เช้า ในฝันมึงกำลังวิ่งบนทุ่งลาเวนเดอร์ใช่มั้ยมึงบอกกูมา

“ไอ้เม่น”

“อื้อ”

“ไม่อื้อแล้ว เย้ย” ไม่คิดว่ากระบี่กระบองที่เคยเรียนตอนเทอมหนึ่งม.สอง จะถูกควักออกมาใช้ในวันนี้ ม้วน จีบ ย่อ ยก ชิด จ้วง แทง แม่งไม่ปรึกษา ไม่จีบกูยังไม่ว่า แต่นี่จะมาจ้วงกันเลยเนี่ยนะ ไอ้เวรเม่น...

“เชี่ย...ฮึก...” เหมือนมันรู้ว่ากูแอบด่าเลยดันตัวเข้ามาอีกหนึ่งเสต็ป “เชี่ยเม่น...ยะ...อย่าฟันกูเลย” กูขอ...หมดปัญญาหาทางหนีเลยซุกลงไปที่อ้อมอกอีกฝ่ายฝืนใจฝืนกายหลับอีกรอบ



 
[พาร์ตของเม่น]
 
รู้สึกตัวตอนที่เหมือนมีอะไรมาขยับยุกยิกบนอก พอลืมตาขึ้นมากลับเห็นหัวสีแอชเกรย์ขวางอยู่ข้างหน้าจังจัง เมื่อวานนี้ จำได้ว่าต่อสู้ฟาดฟันกับไอ้เด็กขยันโดดเรียนจนเผลอหลับไป...

แล้วไหงมาจบท่านี้ได้วะ หัวตอนเช้าโคตรไม่แล่น รู้แต่กลิ่นหอมอ่อนจางๆมันลอยเข้ามาแตะจมูก จนต้องสูดหาที่มาและไปจบลงที่หัวทุยๆของอีกฝ่าย

ตุบ...

“เบอร์รี่” ดมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดื่มมิกซ์ฟรุตยังไงอย่างงั้น

“เม่น มึงเห็นหัวกูเป็นโป๊ยเซียนหรือไง”

“ยะ...เย้ยยยยย”

โป๊ก!!ลงไปเต็มๆที่กำแพง เจ็บฉิบหาย แต่เจ็บหัวไม่เท่าไร กูเสือกเจ็บไข่ด้วยเนี่ยดิ ทำไมวะ!!

ก้มลงไปมองเลยได้เห็นของดีเป็นน้องน้อยของกูที่ร่าเริงมีชีวิตชีวาสุดๆ จนไปหยุดที่เข่าของไอ้เรวะ!!

“มึ้งงง ยกขาขึ้นมาทำเพื่อ!!”

“กะ...ก็ขาที่สามมึงทำร้ายกูอยู่นี่หว่า” หา? แปลกโคตร ปกติถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้จะมีแต่ตอกย้ำให้กูมานั่งเขินแทน แถมยังเป็นฝ่ายเปิดเกมบุกเติมเกมรุกให้กลัวไปอีก แต่คราวนี้ใบหน้าใสกลับซับรอยสีเลือดจางๆ พลางกระเถิบตัวหนี พอผมจับท่าทีได้เข้าหน่อยก็ทำเป็นกระโดดขึ้นจากเตียงพูดจากลบเกลื่อน “สะ...สีกันจนได้ลูกคนที่สี่แล้วมั้ง”

หรือว่าความจริงแล้วมันก็ทำปากเก่งไปงั้น แต่คราวจริงมันก็กลัว?

“...”

“อาบน้ำเว้ยอาบน้ำ ไหนมึงบอกให้กูเข้าคาบอาจารย์แม่ไง” กล่าวทิ้งท้ายไว้แล้วก็คว้าผ้าขนหนูหนีไปเฉย ปล่อยให้ผมค้างเติ่งและเพลิดเพลินกับเม่นน้อยกลอยใจที่อารมณ์ยังไม่สร่างลงซะที

“มาร่าเริงอะไรแต่เช้าแบบนี้วะไอ้เชี่ยเม่น” เกาหัวอย่างปลงตกไปตามระเบียบ


 

 
 
“ไอ้ต๊อบวันนี้กูขอเล่นเพลงเลือดสุพรรณในร้านพี่ตี๋ได้มั้ยวะ”

“เล่นอะไรมึงหัดเตี๊ยมกูไว้ก่อน กูแกะคอร์ดไม่ทัน”

“แต่กูว่าไอ้เม่นมันแกะได้ว่ะ”

“แกะอะไรวะ”

“นอนนับแกะร่วมกันจนหลับฝันไป”

“ฮิ้ววววววว เอา!! มาด้วยกันไปด้วยกันเลือดสุพรรณเอ๋ยยย”

สัด...ไอ้พวกนี้ มันเล่นร้องเพลงประสานเสียงล้อกูแต่เช้า ทันทีที่เห็นผมเดินเข้าใต้ถุนมาหลังจากแยกทางกับไอ้เรวะซึ่งผมให้มันนั่งซ้อนท้ายไอ้เบิ้มตามติดมาด้วย พวกมันก็ชวนป๋วยปี่แปกอเป็นเพื่อนอกตัญญูร้องเพลงจนกูไม่กล้าเดินเข้าตึก

เพราะเมื่อคืนนอนดึกแท้ๆ ไม่งั้นคงย้อนกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยไม่ต้องมาทั้งสภาพที่ยืมเสื้อนักศึกษาของตัวเองจากเรวะ แล้วรีบขับมาเรียนคาบเช้าเพราะตื่นสายหรอกแม่ง สงสารตัวเอง

พอย้ายตัวลงนั่ง รอยยิ้มกรุ้มกริ่มจากเพื่อนทั้งสามคนก็ส่งตรงมา

“มองหาพ่องหรือไง”

“อะไรวะ คืนเดียวก็ติดเลยเหรอ เชี่ยเม่นแม่งโคตรเจ๋ง”

“เชี่ยคีย์มึงจะมีหลานแล้ว”

“หลานบ้านมึงดิ”

“บ้านไอ้ต๊อบคนเดียวทีไหน บ้านกูด้วย เชี่ยกูกำลังจะมีหลาน” ไอ้หงส์แม่งโอเว่อร์แอคติ้งวิ่งไปรอบใต้ถุน “กู-กำ-ลัง-จะ-มี-หลาน!!”

“สัดหงส์มึงเลิกบ้าได้แล้ว” ดีที่ไอ้ต๊อบยังพอมีระดับความเป็นคนอยู่บ้างถึงลากเพื่อนตัวดีกลับมานั่งที่เก่า นึกแปลกใจว่ากูไม่ได้เล่าอะไรให้พวกมึงฟัง แล้วก็ไม่ได้นั่งอัพไอจีสตอรี่ที่ไหนแล้วทำไมมันถึงรู้ได้ว่ากูค้างบ้านเรวะวะ หรือว่าเมื่อวาน...

“พวกมึงแอบสะกดรอยตามกูเหรอ” ชี้หน้าคาดโทษไปหนึ่ง แต่พวกมันกลับชักสีหน้าอึ้งๆใส่ ยกมือขึ้นตบไหล่กูระวิง

“ไอ้เม่น มึงนึกว่า มึงอยู่ในหนังเจมส์บอนด์หรือไงวะเพื่อน” เชี่ยไม่ใช่เหรอวะ..ระ..หรือว่า...

ชักมือถือขึ้นมาจิ้มไปหน้าเพจประจำ แต่จนแล้วจนรอดไถไปจนถึงสามวันให้หลังก็ยังไม่เห็นภาพที่เข้าข่ายอะไร

“ไถให้นิ้วกุดเท่าไอ้จ้อนมึงก็หาไม่เจอหรอก ช่วงนี้พี่ดิบมันป่วย” อ้าวเฮ้ย ที่หายไปเพราะป่วยเหรอวะ

“แล้วทำไมพวกมึงถึง...”

“รู้ว่ามึงไปนอนบ้านไอ้เรใช่มั้ย" สัดพูดมาแบบนี้ขยี้กูให้จมดินเลยดีกว่า

“ทำไมพวกกูถึงรู้ หึหึ เป็นคำถามที่ดี” มือกลองประจำวงกอดอกหลับตาทำท่าเหมือนผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน ก่อนเสียงนิ่งๆของเพื่อนมันจะแทรกเข้ามา

“แม่มึงโทรหาพวกกูทั้งสามคนกลางดึก โวยวายถามว่าลูกชายแกอยู่ไหน มีไปหาพวกกูมั้ย”

“ไอ้ต๊อบ ไอ้เพื่อนเวรให้กูตอบดิวะ อย่าตัดหน้ากู”

โธ่ที่แท้...ตัวการทั้งหมดก็มาจากคุณอลิซ่า...ทำไมไม่เฉลียวใจตั้งแต่แรกวะ ว่าแม่กูทำไมถึงได้รู้ว่ามาบ้านไอ้เรวะมัน ปวดตับกันล่ะคราวนี้

“ไอ้เม่นมึงเป็นอะไร ปวดท้องเหรอ” ไอ้คีย์ทักเพราะคงเห็นท่าทางกุมท้องราวกับโรคกระเพาะกำเริบของผม หากคราวนี้มันกลับมวนแปลกๆเหมือนไส้กำลังบิด แถมเหมือนมีน้ำย่อยไหลคร่อกแคร่กโครกครากอยู่ในท้องไม่หยุด

“นิดหน่อย” รู้สึกเหมือนอากาศรอบกายร้อนขึ้นมาดื้อๆ จนเหงื่อผุดไหลซึมออกมา

“หน้าตามึงดูไม่เหมือนนิดหน่อยแล้วล่ะ ไปห้องพยาบาลมั้ย”

“ไม่เป็นไร กูขอไปห้องน้ำ” ลุกจากเก้าอี้ด้วยความรู้สึกทรมานไปหมด มันเหมือนมีใครมาบิดลำไส้ราวกับต้องการให้ผ้าที่ตากไว้แห้ง เสียงไอ้หงส์ก็ตะโกนไล่หลังว่ากูไม่มีสิทธิ์จะมาท้องเสียถ้ากูยังไม่ได้เป็นเมียใคร ไอ้ฟายเลิกล้อกูสักทีกูปวดขี้!!
 


 

“ไอ้เม่นล่ะ”

ทันทีที่ก้าวเข้ามาถึงสโลป ตรงจุดที่แก๊งเพื่อนสามคนแห่งวงซิงโครแก๊งดนตรีของไอ้เม่นมันนั่งอยู่ สิ่งแรกที่ผมทักได้คือการถามหาใครสักคนซึ่งไม่ได้ปรากฏตัว ณ ตรงนี้

ชื่อวงซิงโครเพิ่งได้ยินครั้งแรกตอนบังเอิญไปเจอไอ้เม่นที่ร้านอาหารกึ่งบาร์ตอนพาไอ้บูมไปเคลียร์อะไรหลายๆอย่าง ส่วนความหมายก็ได้ฟังมาจากไอ้เด็กเสิร์ฟตัวดีที่ยกเบียร์ฟรีมาให้ ซิงโครที่แปลเป็นภาษาไทยว่าการประสานเวลา หรือการทำให้เข้าจังหวะกัน ไอ้เม่นเคยเล่าความหมายนั้นในวันแรกที่ขึ้นเวทีว่าถึงพวกมันจะต่างคนต่างที่มา แต่ก็พร้อมจะประสานเวลาและเสียงเพลงไปในจังหวะที่เข้ากัน เพื่อให้คนฟังมีความสุขร่วมไปกับพวกมันได้ คมไปอีก

และมันก็เคยทำให้ผมมีความสุขกับเพลงกล่อมนกกาเหว่าของมันโดยที่นอนไม่หลับทั้งคืน...

“ไอ้เม่นมันกลับไปแล้ว” คราวนี้คนที่จำได้ว่าเป็นแฟนกับเพื่อนร่วมเอกของผมมันตอบ

“กลับ?”

“มันไม่สบาย เห็นว่าท้องเสียจนอยู่ต่อไม่ไหว เลยขับไอ้เบิ้มกลับไปแล้วน่ะ” คนตัวสูงๆที่นั่งอยู่ริมสุดหน้าตาดูดีรองมาจากไอ้เม่นบอกต่อ

“มึงก็ไปเฝ้าไข้มันดิวะ” ส่วนเสียงเจื้อยแจ้วตรงนี้คงมีเพียงไอ้ตัวเล็กที่อยู่ตรงกลาง มันชะโงกหน้าออกมาพลางป้องปากกระซิบ “ไหนๆคาบนี้ก็เช็คคู่แล้ว มึงมีแผนที่มั้ยเดี๋ยวกูแชร์โลเคชั่นให้”

ในที่สุดไอดีแอพแชทแห่งปี จากที่มีเพื่อนหนึ่ง น้องหนึ่ง พี่ที่ติดต่อเรื่องงานสอง กลายเป็นมีเพื่อนไอ้เม่นเข้ามาตั้งวงกลุ่มเฟรนด์แบบไม่ทันตั้งตัว

 
Hong Kon Narak
อ่ะ ที่อยู่บ้านไอ้เม่น
ให้กูกดGrab Bike ให้เลยมะ


Leave me alone
ไม่เป็นไร

KEYYAM
สติ๊กเกอร์โคนี่ขยับแขนแกว่งแทมบูรีนไปมา


Tobbylife is music
สติ๊กเกอร์เจมส์เขย่าลูกแซกไปมาอย่างออกรส

 

แค่ไปบ้านไอ้เม่นเพื่อเฝ้าไข้มันต้องเชียร์กันขนาดนี้เลยเหรอวะ...งง



ผมเดินออกจากมหา’ลัยไปต่อรถเมล์ ถามพี่พนักงานเก็บสตางค์เท่าที่พอถามได้ว่าถ้าขึ้นสายนี้จะผ่านมั้ย ถึงป้ายเมื่อไรให้เรียก จนกระทั่งมาถึงซอยของบ้านที่ปรากฏในโลเคชั่น แล้วเดินมาหยุดยังหน้าบ้านหลังหนึ่ง...

“เชี่ย...หลังนี้เหรอวะ” ใหญ่บ้านพ่อบ้านแม่ ถ้าไม่ติดว่าเป็นสไตล์โมเดิลขนานแท้จนทำให้ดูกลมกลืนไปกันรอบข้าง ผมคงเรียนไอ้บ้านสามชั้นนี้ว่าคฤหาสน์

พอสอดส่ายสายตาลอดผ่านรั้วบ้าน ก็เห็นความคุ้นเคยมาจากไอ้บิ๊กเบิ้มที่จอดนิ่งตรงทางเข้า ไม่ผิดแน่นี่บ้านไอ้เม่น มองซ้ายมองขวาหากริ่งเรียก ช่วงจังหวะจะเอื้อมมือไปกดกลับโดนใครบางคนทักไว้

“มาหาใครจ๊ะ” หมุนตัวปลิวไปตามเสียง ร่างเพรียวๆของหญิงสาวหน้าตาสะสวยปรากฏในม่านสายตา เชี่ยแม่งใครวะสวยขนาด แล้วทำไมถึงมาอยู่ตรงหน้าบ้าน...

“คะ...ครับ”

“หรือว่า จะเป็นคนรู้จักของคุณเม่น”

“เอ๊ะ?” คุณเม่น?

“เข้ามาก่อนสิ เข้ามา” เธอเดินไปตรงประตูเล็ก ในมือที่ถือถุงพลาสติกพะรุงพะรังพยายามจะล้วงกระเป๋าอะไรบางอย่างแบบทุลักทุเล

“หะ...ให้ผมช่วยถือมั้ยครับ” ยื่นมือเข้าไปคว้าถุงพลาสติกเหล่านั้นมาจากมือ ผมแอบเห็นหนึ่งในนั้นที่เธอถือมีถุงพลาสติกสีขาวที่ใส่ซองยารวมอยู่ด้วย

“ขอบใจนะจ๊ะ” รอยยิ้มสวยส่งมาให้โคตรเป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจ ผมเดาไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเกี่ยวข้องอะไรกับบ้านนี้ แต่เมื่อกี้เธอเรียกไอ้เม่นว่าคุณเม่น หรือจะเป็นแม่นม? แม่บ้าน? หรือแม่ทูนหัวของไอ้เม่นมันกันวะ ได้แต่กระพริบตาปริบๆมองการกระทำของอีกฝ่าย จนหญิงสาวเปิดประตูได้ ก็กวักมือหยอยๆเชื้อเชิญให้เดินตามเข้าไป


 
สาบานนี่เรียกว่าบ้าน ไม่ใช่สนามฟุตบอล กว้างเสียยิ่งกว่าห้องผมเกินสิบเท่า ผมเดินตามหญิงสาวคนที่ทักให้ผมเข้ามาจนถึงห้องๆหนึ่งซึ่งเดาว่าเป็นห้องรับแขก มีโซฟาหลังใหญ่วางอยู่กลางห้อง พร้อมทีวีOLEDจอเท่าหนังกลางแปลงที่แถวบ้านผมสมัยเด็กๆชอบฉาย บันเทิงตาฉิบหายเลย

“มาจ้ะเอาของมานี่ เดี๋ยวเรานั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวเอาน้ำมาให้” พูดจบก็ตั้งท่าหมุนตัวไปอย่างไวจนต้องตะโกนรั้งไว้

“ดะ เดี๋ยวครับ ไม่ต้องลำบากก็ได้”

“หืม?” เธอหมุนตัวกลับมาทำท่าสงสัย

“ผมแค่จะมาเยี่ยมไอ้เม่นมันแล้วก็กลับ เห็นเพื่อนมันบอกว่าไอ้เม่นมันท้องเสีย”

“เพื่อน? นี่ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับคุณเม่นเหรอ”

“เปล่าครับ แค่เพื่อนจับคู่ทำกิจกรรม”

“ก็ว่าแล้ว หน้าตาไม่คุ้น”

“...” แสดงว่าอีกสามคนน่าจะมาบ้านนี้บ่อยถึงได้รู้จักมักคุ้นกับคนของที่นี่ ระหว่างที่คิดอะไรกับตัวเองเพลินจู่ๆก็มีสายตาคมกริบปาดแทรกเข้ามาจนขนลุก ผมเงยหน้าขึ้นมองสบตาของอีกฝ่ายที่เดาได้แค่ว่าเป็นแม่บ้าน ก่อนจะตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว อะ...อะไรวะ...สายตาแบบนี้...

“เราชื่ออะไรน่ะ”

“ครับ?”

“ถามว่าเราชื่ออะไร”

“อะ...เออ” ควรจะตอบชื่อเล่นหรือชื่อจริงไปกันวะเนี่ย ในที่สุดพอคิดว่าไม่มีทางเลือกจึงเอ่ยบอกชื่อเดียวที่ไอ้เม่นมันเรียกจนติดปาก ถึงแม้ความจริงผมจะไม่ค่อยชื่นชมมันสักเท่าไร

“เรวะครับ”

“เรวะ?”

“คะ...ครับ เรวะ”

“เรวะ?”

“ครับ”

“หนูเรม”

“หา?”

“อ้าว ผู้ชายเหรอเนี่ย คิดว่าผู้หญิงซะอีก”

“เอ๊ะ?” กูชักจะงงใหญ่แล้ว

“ก็เห็นเม่นเล่าให้ฟังทุกวัน ตอนแรกก็ไม่คิดหรอก ว่าคนหน้าตาหล่อคมขนาดนี้จะเป็นเพื่อนเม่นสามคนที่เคยเจอ”

“...”

“แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นหนูเรมที่เม่นเล่าให้ฟัง”

“หา?” เธอปล่อยจากถุงพลาสติกทุกสิ่งอันแล้วยื่นมือมาจับไหล่ผมไว้มั่น

“นี่เราเป็นแฟนกันจริงๆใช่มั้ย”

หา!!!?????

“แม่ผมฝากไปซื้อยาแล้วมานั่งทำอะไร...” เสียงทุ้มดังแทรกจังหวะลุ้นระทึกทุกหมู่มวล คนสองคนหันหัวไปตามที่มา ปรากฏภาพกายสูงเบื้องหน้าที่ยืนพิงวงกบกุมท้องทำหน้าซีดอยู่ข้างประตู

“ไอ้เม่น” เมื่อกี้มันว่ายังไงนะ หันหัวกลับมามองหน้าสาวสวยที่พึ่งกล่าวหาว่าผมเป็นแฟนไอ้เม่นมันไปหยกๆ “แม่?” รอยยิ้มสวยหวานส่งตรงมาให้ผมอีกครั้ง

“จ้ะ อลิษา หรือว่าแม่เม่นเอง ขอโทษนะที่เผลอปลอมตัวเป็นแม่บ้านน่ะ”

หา!!!!!!!


...TBC...

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 758
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ชอบความปลอมตัวเป็นแม่บ้านของแม่เม่นน

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14040
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +413/-25
อย้างฮานะคุณ​แม่​บ้าน​

ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-0

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่14 :: สัญญาต้องเป็นสัญญา


ลำไส้มันมีทางเชื่อมโยงต่อไปยังประสาทสมองจนเห็นเป็นภาพหลอนเลยเหรอวะ


สาบานได้ว่าเมื่อกี้ผมเห็นเรวะมันนั่งอยู่ที่โซฟากำลังเสวนากับคุณอลิษาในห้องรับแขกที่บ้าน หากแต่ยังไม่ทันได้ยืนยันตัวตน ก็ต้องลากสังขารคนป่วยอาหารเป็นพิษมาปวดบิดอยู่ในส้วม เพราะอาการมวนท้องมันกำเริบเสิบสาน ผลักดันให้ของเสียทั้งหมู่มวลไหลดั่งลำธารที่แยกสาขามาจากแม่น้ำฮวงโห ลงสู่โถอันเป็นจุดหมายปลายทาง

โครกกกกกกกก

รอบที่เท่าไรของวันแล้ววะ เรียกว่าท้องเสียคราวนี้อย่างกับดีท็อกซ์ลำไส้แอดวานซ์ไปถึงชาติหน้า วัตถุอันตรายที่เข้าข่ายต้องสงสัยให้นึกยังไงก็ไม่ออก ของที่กินเมื่อวานก็โคตรแสนธรรมดาตื่นมาจัดโจ๊กริมทาง กลางวันตามด้วยข้าวมันไก่ สุดท้ายก็มาลงที่ไข่เจียวหมูสับฝีมือคุณแม่ แล้วกูแพ้อะไร นั่งทางในเพ่งจิตพินิจอยู่สองสามทีก็ให้มีเสียงเคาะประตูขึ้นขัด

ก๊อกๆๆ

ใครมาขัดจังหวะตอนคนกำลังขี้วะ

“มีใครอยู่มั้ยครับ เข้านานแล้วนะ ให้คนอื่นเข้าบ้าง”

สัด เสียงไอ้เรวะ กวนตีนฉิบหาย ก่อนจะพูด ถามตัวเองก่อนมั้ยว่านี่ใช่ห้องน้ำสาธารณะเปล่าเนี่ย!!

“มะ...มึงจะไปไหนก็รีบไปเลยไป อย่ากวนตีน” ด่าในใจแรงได้ แต่พอเปล่งเสียงออกมากลับไร้พลัง ปากมองผ่านกระจกนี่ซีดอย่างกับไปหลงในทะเลทรายมาสามวันเจ็ดคืน

“เม่น” เสียงอีกฟากของประตูทักขึ้นมา

“อะไร”

“มึงตายยังวะ”

“จะดมกลิ่นกูอีกหรือไง” แน่จริงเข้ามาดิ คราวนี้ได้ตายเพราะกินขี้มากกว่ากลิ่นตัวกูแน่นอน

“ไม่ได้มาดม แต่จะมาดู”

“มาดู? มาดูอะไร อย่าบอกนะว่ามาดูกูขี้?”

“มาดูว่ามึงอาการเป็นไงบ้าง”

โครกกกกกกก

เสียงสั่งลาก๊อกสุดท้ายดังตัดจบ ลากสังขารกึ่งสัตว์ไร้กระดูกสันหลังลุกขึ้นมาล้างไม้ล้างมือ แล้วเดินไปเปิดประตูเผชิญหน้ากับคนด้านนอก

“ก็อย่างที่เห็น” มันมองหน้าผมสักพัก ก่อนทำตาโตยกสองมือขึ้นปิดปากทำท่าราวกับนางสาวไทยได้รับตำแหน่งพร้อมมงกุฎและสายสะพาย แล้วยกมือขึ้นแตะตัวผมเป็นระวิง “เชี่ย! ทำไรวะ”

“มึง...”

“อะไร”

“มึง”

“เป็นห่าอะไรของมึง”

“ยังมีชีวิตอยู่” สัด...เล่นใหญ่เว่อร์

“กูเป็นเทวดาอยู่บนโลกมนุษย์มาโปรดสัตว์อย่างมึงต่างหาก ไอ้หมีแพนด้า” ว่าแล้วก็เอามือที่พึ่งล้างตูดมาตบหัวลูบหน้าแม่งซะเลย แหนะมีขำ ยังไม่สำนึก ต้องให้กูเกรี้ยวกราดขนาดไหนมึงถึงจะเข้าใจอารมณ์โกรธกูวะ

“เห็นมึงไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”

“ไม่เป็นไรที่ไหนล่ะ ถ้านับรวมเวลาวันนี้กูแม่งแทบจะสิงสู่ในห้องน้ำได้เลยนะเว้ย นี่รอบที่ห้าแล้วนะ รอบที่ห้าน่ะ”

“สงสารตูดมึงว่ะ” คนที่มึงควรสงสารคือกูนี่!!

“ว่าแต่มึงเถอะ มาได้ไงวะ มึงรู้จักบ้านกูได้ไง”

“กูแอบติดจีพีเอสไว้กับตัวมึง”

“เชี่ย...” ไหนวะ กระเป๋ากางเกง...ไม่มี กระเป๋าเสื้อ...ไร้ร่องรอย ใต้รองเท้า...สัดกูใส่รองเท้าในบ้านเปล่าวะ “เชี่ยเรวะ มึงแม่งเล่นมั่วอีกแล้ว...”

“ขนมเปียกปูนกะทิสดที่มึงกินไปเมื่อวานต่างหาก...”

“...!!??” กะ...กูกลืนมันเข้าไปหรือวะ เหมือนเรวะมันอ่านความคิดปัญญาอ่อนของผมออก เลยมองตอบทำหน้าจริงจัง

“ไม่ใช่จีพีเอส กูหมายถึงเชื้อจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสที่มึงกินเข้าไปจนทำท้องเสียต่างหาก”

“หา? เปียกปูน? จุลินทรีย์?”

“ใช่”

“ที่มึงป้อนกูเมื่อวาน?”

“เออ ถึงจะคำเดียวแล้วนอกนั้นมึงแม่ง ก็ยัดปากกินเองคนเดียวหมดเถอะ” มีเหน็บกูอีก

“เป็นไปได้ไงวะ”

“บนฝามันเขียนวันหมดอายุมาเป็นอาทิตย์แล้ว กูเพิ่งสังเกตเห็นตอนเช้า แต่ดูมึงไม่เป็นไรเลยไม่พูด เพราะคิดว่าภูมิดี” ส่วนตอนนี้กูกำลังจะไปสู่ภพภูมิที่ดีแล้ว ถ้าขืนกูยังแขกตี้อย่างนี้ต่อไปอ่ะนะ

“ตอนกินก็ไม่เปรี้ยวอะไรนี่หว่า”

“เป็นเพราะว่ามีคนป้อนรึเปล่า?” จบประโยคผมเงยหน้ากะจะขึ้นมาต่อว่าไอ้เรวะเต็มที่ ว่าแซวอะไรไม่รู้จักเวล่ำเวลา แต่มันกลับทำหน้าเหรอหราส่ายหัวดิก บอกว่าผมไม่ผิด ผมไม่ได้พูด...แล้วใครพูดวะ...

โยกหน้าออกไปให้พ้นรัศมีหัวทุย ไอ้สัดชัดเลยครับ ใครบางคนแม่งยืนคล้อยหลังไปอีกสามก้าว เท้าสะเอวมองตรงมาราวกับโพสต์ท่าในนิตยสารโว้ก ผมเนี่ยกลืนน้ำลายลงคอทันทีเพราะคงหนีไม่พ้น...

“มะ...แม่” ซีดให้ถึงที่สุดแล้วหยุดที่เป็นลม อะไรจะเจอเหตุการณ์เซอร์ไพรส์ได้คอมโบขนาดนี้วะเนี่ย “ยะ...ยืนทำไรอยู่ตรงนั้นอ่ะ”

“ยืนมองดูลูกชายตัวดีกำลังจู๋จี๋ดู๋ดี๋กับแฟนตัวเองอยู่”

“ฟะ แฟนเฟินที่ไหน ใครแฟนใครไม่มี๊” ดัชนีชี้มาตรงนี้เต็มๆเลยเว้ยเฮ้ย “เฮ้ยนี่เพื่อนโผ้มมม”

“หรา”

“ครับ สนิทมากกก” คว้าไหล่มากอดแม่ง แสดงความซี้ย่ำปึ้ก “เนอะเรวะ” พยักเพยิดส่งซิกขยิบตายิกๆให้ ช่วยกูดิวะ มึงต้องช่วยกู

“ช่วยอะไร” คนข้างกายถามพลางทำหน้าสงสัยไปถึงดาวอังคาร จนผมต้องขยับปากเข้าไปใกล้กระซิบเข้าใบหู

“ก็แค่ช่วยตอบว่า‘ครับ’ออกไปยังไงล่ะวะ”

“เราน่ะ” สะดุ้งทันทีที่คุณอลิษาเอ่ยแทรกขึ้นมาจนสองสายตาต้องหันไปหาพร้อมกัน

“คะ...ครับ” เรวะมันเอ่ยตอบ เออให้ได้อย่างนี้ดิ

“เป็นเพื่อนเม่น”

“ครับ” ดีดี เป็นงาน

“ชอบไปไหนมาไหนด้วยกัน”

“ครับ” แจ๋วว่ะเพื่อนกู

“สนิทกันมาก”

“ครับ” เยี่ยมไปเลย

“สนิทจนหอมแก้มกันได้เลยเนอะ”

“ครับ!”

โอ้โห้ แค่นั้นแหละ... ไอ้เหี้ย ใครบอกให้มึงตอบรับประโยคนี้วะ!!

“ไหนลองหอมให้แม่ดูหน่อยสิ”

“เอาไงอ่ะมึง” มันเอาศอกกระทุ้งผม สายตาแวววาวพราวระยับจนแอบเสียวว่ามันจะจบด้วยคำว่า ‘ครับ’ ตอบรับแม่กูอีกรอบ

“ไม่ต้องเอางงเอาไงแล้ว มึงจะบ้าจี้ตามแม่กูไปทำไมวะ”

“หึ...” อย่าขำดิคุณอลิษานี่ไม่ใช่เวลาจะมา...หา? แม่กูขำ? “ชอบแฟนลูกชายจัง”

“เฮ้ยแม่ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่แฟนไม่ใช่แฟน” แล้วถ้าชอบก็หย่าร้างจากคุณนพสินธุ์ไปอยู่กินกับมันเลยดิครับ

“เอาเถอะจะแฟนหรือไม่ แม่จะเป็นคนตัดสินจากพฤติกรรมพวกเราสองคนเอง เพราะฉะนั้นพวกเราเลิกคุยกันตรงนี้แล้วไปหาอะไรทานกันเถอะ ส่วนเราน่ะต้องไปทานยา เข้าใจมั้ยเม่น”

“ครับ” อ้าวแม่สั่งผมแต่ไอ้เรวะเสือกตอบ ผมถึงกับหันไปมองหน้ามัน

“ไม่ต้อง ‘ครับ’ แล้ว ล่มตั้งแต่ตอนมึงหอมแก้มกูแล้วนั่น”

“ครับ”

“ยังอีก”

“ครับ”

“ไอ้เรวะ”

“ครับ”

“โอ๊ยยยแม่งงง!!”

คราวนี้ถึงได้รู้ว่าอาการท้องเสียมันมากับประสาทเสียได้ฉันท์ใด ไอ้เรวะก็มากับความกวนตีนได้ฉันท์นั้น

 
 

 
ถึงแม้แม่ผมจะกล่าวคำชักชวน แต่สภาพอาการของคนป่วยท้องเสียก็ไม่เอื้ออำนวยเพียงพอกับการมานั่งฝืนทนตรงโต๊ะอาหารรับประทานข้าวสวยลงท้อง ผมเลยเลือกที่จะมานอนพักแล้วไล่เรวะกลับบ้าน หากหัวถึงหมอนไม่ครบสิบวิเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏกายของใครบางคนที่ถือชามมีควันร้อนๆเดินลอยชายเข้ามา

“ยังไม่กลับอีกเหรอวะ” ร่างโปร่งเหลือบสายตามอง พลางเดินเข้ามาใกล้

“อยากให้กลับเหรอ”

“เปล่ากูนึกว่ามึงกลับไปแล้วซะอีก”

“ภารกิจกูยังไม่เสร็จ”

“ภารกิจอะไร”

“ป้อนโจ๊กมึง” ของร้อนในมือถูกวางลงข้างหัวเตียง พอมองลงไปก็เห็นโจ๊กหมูที่แสนคุ้นตาเดาได้เลยว่าเป็นร้านประจำที่ผมกับมันเคยไปกินด้วยกัน

“นี่อย่าบอกนะว่ามึงจริงจัง” คำสัญญาที่เคยให้กันครั้งที่ผมโดนประนามว่าท้องเสียหลอกๆไอ้เรวะยังจำได้อยู่

“กูสัญญาแล้ว”

“ไม่เห็นจะต้องคิดมากเลย กูก็พูดไปงั้น”

“กับเรื่องมึงกูจริงจังเสมอ มึงสำคัญสำหรับกู...” ทั้งที่ควรจะชินกับคำหยอดพร่ำเพรื่อไม่ดูสถานการณ์ของมันได้แล้วแท้ๆ แต่มาครั้งนี้ประโยคเดียวเล่นเอาแทบกลั้นหายใจ ผมมองลึกเข้าไปในแววตาไร้การเสแสร้งนั้น

ก่อนพวกเราจะพบกัน ผมไม่เคยนึกเคยฝันว่าจะมีโอกาสได้มาเข้าใกล้ตัวอันตรายที่สุดในมหา’ลัยอย่างเรวะ เพราะใครๆต่างก็รู้จักมันแต่ในแง่ร้าย คนที่ทำได้แม้แต่การลักเล็กขโมยน้อย หาเรื่องชกต่อยคู่อริจนปางตาย หรือแม้กระทั่งหลอกผู้หญิงที่อยู่ใกล้ตัวมันไปทำมิดีมิร้ายยังเคยมาแล้ว หากแต่พฤติกรรมเล็กๆน้อยๆที่ผมได้สัมผัสจากตัวมันกำลังลบล้างเรื่องราวในอดีตที่ได้ฟังจากปากคนอื่น คำจำกัดความคำเดียวที่ผมหาได้จากผู้ชายคนนี้คือความ...น่ารัก...

เฮือก!! ขนอ่อนลุกชันทั่วสรรพางค์ เมื่อครู่ผมว่าอะไรไปนะ เมื่อกี้ผมว่าไอ้เรวะมันน่ารักเนี่ยนะ!!ว้อท เดอะ ฟ้าคคคคค

ยีหัวจนหนังศีรษะหลุดติดมือมาเป็นของแถม สงสัยพฤติกรรมนี้มันไปสะกิดต่อมกังวลกลัวผมจะเป็นบ้า ไอ้เรวะเลยถามขึ้นมา

“เม่นมึงเป็นอะไร”

“กูกำลังจะเป็นบ้า”

“งั้นมึงกินยากับโจ๊กแล้วค่อยเป็น” เอากับมันดิ คนจะเป็นบ้ายังห้ามให้มากินยากับโจ๊กอีก ร่างโปร่งกระโดดขึ้นมาบนเตียงทั้งที่มือถือชามโจ๊ก หย่อนตัวลงนั่งขัดสมาธิข้างผมแล้วเริ่มหยิบช้อนตักโจ๊กขึ้นเป่าแล้วยื่นให้ “ชามนี้เพื่อมึงเลย ไม่มีเครื่องใน ใส่หมูสับกับปาท่องโก๋”

“ทำไมต้องลงทุนขนาดนี้วะ”

“ก็บอกแล้วไงว่ามึงสำคัญสำหรับกู...”

“...”

“มึงเป็นเพื่อนกู”

“ถึงจะบอกอย่างนั้น แต่มึงแม่งไม่เหมือนไอ้คีย์ ไอ้ต๊อบ แล้วก็ไอ้หงส์ว่ะ”

“ยังไง”

“กูก็บอกไม่ถูกว่าทำไม”

“เพราะกูเป็นเพื่อนสนิทมึงแล้วไง”

“ยัดเยียดกูจัง” ไม่ใช่แค่ยัดฐานะนี้ให้นะ แม่งเล่นยัดโจ๊กใส่ปากกูไม่ให้ตั้งตัวได้อีก

“มึงท้องเสีย มึงก็ต้องกินของอ่อนๆ กูเคยเป็นมาก่อน กูรู้”

“ดูมึงสตรองกับชีวิตจังนะ” เพราะเป็นโจ๊กเลยทำให้กลืนง่ายจนมีปัญญามาต่อปากต่อคำมันอีก

“เพราะกูไม่มีใครไง”

“...”

“เมื่อก่อนต้องกินของค้างคืนบ่อยเลยท้องเสียง่าย ยายกูก็ต้องออกไปทำงานข้างนอก ไม่มีเวลามาอยู่ดูแลกู อย่างที่กูดูแลมึงตอนนี้หรอก” มันตักโจ๊กคำที่สองเข้าปากผม ขะมักเขม้นเสียจนไม่สนใจสายตาคนป่วยที่จ้องใบหน้ามันมานานแล้ว

“มึงไม่ได้อยู่กับแม่?” ในที่สุดสายตาก็ประสานกัน อีกฝ่ายแสดงท่าทีราวกับชั่งใจว่าควรจะไปต่อดีมั้ย “เล่ามาดิ กูอยากรู้” ผมแย่งช้อนจากมือมันมายูเทิร์นโจ๊กเข้าปากอีกฝ่าย เสียงอุทานแบบไม่ได้เตรียมใจกับพฤติการณ์ดังกล่าวเล็ดลอดมาจากลำคอขาว เจ้าตัวกลืนโจ๊กเข้าคอมองกลับมาตาโต

“เม่นมึง...”

“มึงก็ยังไม่ได้กินข้าวไม่ใช่เหรอ”

“รู้ได้ไง”

“กูเห็นไลน์ไอ้หงส์ มันบอกว่ามึงโดดคาบตั้งแต่อาจารย์แม่ยังไม่เริ่ม แล้วก็มาหากูเลย” คาบนั้นมันก่ำกึ่งตอนเที่ยง ถ้ามึงมาได้ไวขนาดนี้เห็นที่จะไม่ได้เรียกว่ากินแล้ว เรียกว่ายัดเลยดีกว่า

“แต่นี่กูซื้อมาให้มึง”

“กินด้วยกันก็ได้”

“แต่น้ำลายกูจะลงไป..”

“จูบทางตรงยังทำได้ แล้วนับประสาอะไรกับจูบทางอ้อมด้วยช้อนโจ๊กวะ”

“...!!”

นั่นไงล่ะ กูว่าแล้ว หน้าเรวะนี่ขึ้นสีแบบไม่มีปรึกษาเจ้าของ รู้สึกสังหรณ์ใจตั้งแต่ตอนไอ้เม่นน้อยมันโด่จนไปเบียดคนร่วมเตียงให้เอียงอายแสดงอาการขัดเขินจนต้องเดินหนีเข้าห้องน้ำไปแล้ว

“จีบกูได้ แต่อย่าอายเอง เข้าใจ๋?”

“กูไม่ได้อาย” เถียงดื้อๆเลยเว้ย

“งั้นเล่ามาว่าตอนเด็กๆมึงอยู่กับใคร”

“อยู่กับยาย”

“แล้วแม่นิ”

“แม่ก็อยู่ด้วย แต่กูต้องพยายามไม่เผชิญหน้ากับเขา”

“ทำไม?” ไม่เผชิญหน้ากับแม่แท้ๆเนี่ยนะ แม้กับคุณอลิซ่าผมยังต้องเผชิญหน้าแทบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไหนจะเรียกกินข้าว อาบน้ำ ทานขนม สารพัด

“ถ้าเขาเห็นกู เขาจะเป็นบ้า”

หา?

“ยายบอกว่าแม่กูเป็นโรคประสาทอ่อนๆ ตั้งแต่ตอนคลอดกู เคยไปหาหมอแล้ว แต่เขาบอกว่าน่าจะเกิดจากความเครียดสะสมของคนที่กำลังท้อง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร"

"..."

"แต่ใจลึกๆกูกลับคิดว่ามันไม่ใช่..."

"..."

"เอาเถอะ แค่ตอนนี้เขาหายดีก็ดีแล้วล่ะ มึงอย่าเก็บเอาเรื่องนี้มาคิดไม่ดีกับแม่กูเลยนะ กูขอ" เจ้าตัวฝืนยกยิ้มทั้งที่ในใจคงมีเรื่องราวหลายอย่างตีกันไปมา

ยิ่งค้นลึกลงไป ก็ยิ่งมีอะไรหลายอย่างที่ผมไม่รู้ อยากจะถามแต่ก็กลัว กลัวว่าผมยังไม่สนิทเพียงพอที่จะเล่า กลัวความสัมพันธ์จากที่คิดว่าในที่สุดก็สามารถเข้าใกล้ได้...กลับกลายเป็นอีกฝ่ายถอยห่างออกไปแทน

“แล้วที่บอกว่าเป็นบ้า...” ผมเลยตัดสินใจยกสิ่งที่อยากถามต่อขึ้นมาไว้เป็นเพียงเกริ่นนำ หากเจ้าตัวไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร แต่เหมือนเจ้าตัวจะเข้าใจสิ่งที่ผมสงสัยเลยตอบกลับมาทันควัน

“ทุกครั้งที่เขาเห็นหน้ากู เขาจะวิ่งมาทำร้าย”

“...!!”

ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนอีกฝ่ายทุกคืน ฝันร้ายที่ทำให้ตอนเด็กๆเจ้าตัวไม่อยากนอนหลับ จนถึงกับลุกขึ้นมาดื่มกาแฟจนร่างกายแพ้คาเฟอีน คงหมายความรวมถึงเรื่องนี้ด้วยสินะ

ผมขยับตัวตักช้อนโจ๊กแล้วยัดเข้าปากเรวะไปอีกรอบ จนเจ้าตัวตกใจต้องเปลี่ยนอารมณ์เป็นรอบที่สองของวัน ยังไงก็ดีกว่าการที่มันมาทำหน้าเศร้าให้กูเห็นเมื่อกี้ละกัน โคตรไม่ชอบเลย

“มึงกินบ้างเหอะเม่น”

“มึงนั่นแหละกินไป”

“แต่มึงท้องเสีย”

“ท้องเสียแล้วทำไมวะ”

“ท้องเสียก็ต้องกินทดแทนเข้าไปเยอะๆ นี่มึงขาดน้ำขาดอาหารจนปากซีดแล้วนะเว้ย”

“งั้นมึงก็ทำให้กูปากแดงดิวะ”

“ทำยังไง ต่อยมึงเหรอ”

"นั่นมันแดงเพราะเลือดสาดเปล่าวะ"

"งั้นให้ทำไง"

“จูบกูดิ”

“...!!” เอาดิ แก้มลิงเรียกพี่ แซวกูได้แซวกูดีทีตอนนี้กูยิงกลับรัวเป็นคอมโบแล้วดูดิมึงจะทำยังไง อย่างน้อยก็ทำให้มึงหน้าแดงเขินแทนที่จะรู้สึกเศร้าล่ะวะ ไอ้เรวะมันขยับปากพะงาบพะงาบเหมือนปลาใกล้ตาย จะขำก็ขำสงสารก็สงสารแต่ทำไงได้ ไม่อยากให้อารมณ์มันย้อนกลับไปเหมือนคนใบ้เข้าสิงแล้วว่ะ

“ไง จะจูบมั้ย”

“ครับ”

หืม? เกินคาดหน้านิ่งๆสวนกลับมาเหมือนย้อนเวลาให้นึกถึงตอนพูด‘ครับ’ตอบรับคุณอลิซ่า โดยไม่ทันปล่อยให้ผมตั้งตัว เรวะก็โน้มหัวเข้ามาใกล้

เชี่ยมันเอาจริง!! ระยะแค่นี้มีหรือจะพ้น ในที่สุดริมฝีปากบางประกบลงมาจังๆ

ฟอดดดดดดดด

“...!!”

หะ หะ หะ เหี้ยยยยยยยยยยยยยยย

 
แกร่ก

เสียงเปิดประตูดังขึ้นในจังหวะที่เราสองคนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ผมเบิกตาโตมองดูคุณอลิซ่าตัวเป็นๆที่เดินข้ามประตูเข้ามา สายตาสองแม่ลูกปะทะเข้าอย่างจัง

“อุ๊ย!!”

ไอ้เหี้ยย กูเพลียกับจังหวะละครหลังข่าวก็วันนี้

มีอย่างที่ไหนขอมาจัดไป ฉากหอมแก้มหวานแหววสดใสที่คุณอลิษาเรียกร้องให้ทำแม่งบังเกิดมันต่อหน้าธารกำนัลก็วันนี้ แล้วที่สำคัญกว่าทุกสิ่งคือคุณนพสินธุ์ที่ไม่มีบทบาทอะไร ใครเสือกมาจับบทใส่ให้ตามตูดแม่กูมาด้วยเนี่ย

"เออ..." เสียงพ่อผมเอง ในใจคงร้องเป็นเพลงกลับตัวก็ไม่ได้ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง...อยู่แน่ๆ

ผมตีไหล่ไอ้เรวะที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่แนบริมฝีปากนุ่มหยุ่นใส่แก้มผมยาวนาน แต่มันกลับไม่สะทกสะท้านแถมย้ายมาหอมอีกฝั่งที่ยังคงร้างจากการถูกกระทำชำเรา จบด้วยการสร้างเสียงจุ๊บเบาๆให้แค่เราสองคนได้ยิน พอหยอดผมจนฟินมันถอนใบหน้านิ่งที่มียิ้มน้อยๆออกมามองตาผมในระยะใกล้

...นิสัยอย่างหนึ่งที่ผมรู้จากเรวะคือ...มันเกลียดการพ่ายแพ้...

"แดงยัง"

"มะ...มากเลยล่ะ" โหยยิ้มเหนือเหมือนผู้กำชัย แต่มึงจะไปต่อไม่ไหวถ้าหันไปมองข้างหลังมึงตอนนี้ "กูเขินพ่อแม่กู"

"...!!" ถ้าผมยาวกูจะให้มันไปโฆษณารีจอยส์ริช มันบิดหัวร้อยแปดสิบองศาหันไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

...พ่อกับแม่สองคนกูยืนยิ้มอยู่ไกลๆ...

“แม่เข้ามาขัดจังหวะอะไรรึเปล่า”

"คะ...คุณน้า"

“คือแม่แค่เอายามาให้น่ะ ส่วนพ่อเขาแค่อยากมาดูอาการเราว่าหนักมั้ย แต่เห็นทีคงไม่แล้วล่ะ พักผ่อนเถอะนะ แม่กับพ่อไม่กวนแล้ว” ผลักหลังดันไหล่บอกว่า ไปเถอะคุณ เป็นระวิงในที่สุดก็ทิ้งให้พวกเราได้อยู่กันตามลำพัง ไอ้เรวะมันถึงกับหลุดตะโกนออกมา

“เชี่ยเม่นนนนนนน” โอ๊ยฟอร์มหลุดเว้ยเฮ้ย

“ทำไม นี่แค่หอมเองนะเว้ย”

“มึง...”

“ทำไมไม่จูบวะ”

“สัด”

“อายทำไมล่ะ”

“เชี่ยมึง”

“น่ารักว่ะ”

“โว้ยยยยยยย"

"ฮ่าฮ่าฮ่า"

ยกนี้ผมชนะว่ะ

....TBC...

+++++++++++++++++


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14040
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +413/-25

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Arayajanm

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :mew1: ทำไมไม่จูบ โอ๊ยยยย หอมหัวหนูเรมมมม เอ็นดู เนี่ย เขินแล้วนะ  :ling1: :hao7:   บอกเลยว่า มันต้องเจ้มจ้น จัดจ้านแล้ว สุดจัดปลัดบอก รอตอนต่อไป ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆ คลายเครียดมาดๆค่ะ ❤️❤️❤️❤️❤️❤️

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แต่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 15 :: อย่าเอาเรื่องจริงมาล้อเล่น


“เอาสติจับที่สะดือ เวลาหายใจเข้าท้องพองกำหนดว่าพอง หนอ หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่ายุบ หนอ...”


ชาหนอ...หมดความรู้สึกหนอ...ค่อกแค่ก ใครบอกว่ากิจกรรมนี้ง่ายวะ แค่นั่งนิ่งๆหลับตาหนึ่งชั่วโมงก็ได้มาแล้วสามชั่วโมง บอกเลยว่ามันโกหก จากง่ามขาตอนนี้มาถึงหน้าแข้งแล้วกำลังจะลามไปยังง่ามตูดผมแล้ว แต่ด้วยความกลั้นใจมาตั้งเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม จากที่ตอนแรกมาแบบมุ่งมั่นทำสมาธิเน้นๆกลายเป็นกัดปากล่างข่มความทรมานแทบเป็นแทบตายเพื่อให้ผ่านพ้นนาทีชีวิตตอนนี้ไปได้

“เอาล่ะ ทุกคนค่อยๆลืมตา เป็นไงบ้างจิตใจรู้สึกสงบขึ้นทันตาเลยมั้ย”

สงบจนน้ำตาไหลเลยล่ะ มิน่าไอ้ต๊อบกับไอ้หงส์มันถึงบายไม่ยอมลงกิจกรรมนี้

“จบกิจกรรมแล้วอย่าลืมไปลงชื่ออีกรอบตรงโต๊ะที่มีพี่ๆสตาฟนั่งอยู่ตรงฝั่งนู้นนะ” เจ้าหน้าที่ในการจัดกิจกรรมยกมือชี้ไปประตูด้านหลังใกล้ทางออก “ลืมก็อดได้ชั่วโมงกิจกรรมแล้วอย่ามาหาว่าพี่ไม่เตือนนะ” น้องจะไม่ลืมเลยคร้าบบบบ ถ้าลืมนี่ขอไปผูกคอตายใต้ต้นถั่วงอกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยเถอะ อุตส่าห์เอาขามาบูชายัญขนาดนี้แล้ว

คนข้างๆเริ่มขยับตัวลุกขึ้นปัดแข้งปัดขาหันมาทางผม

“ไปกันมั้ย”

“อือ” ตอบอือไปแต่ยังนิ่ง เอาไงดีวะ กูจะต้องทำไง

“เม่น”

“อะไร”

“นี่มึงอินในรสพระธรรมขนาดนี้เลยเหรอวะ”

“เปล่า กูแค่...”

“แค่?”

“เหน็บกินขา” ไอ้เรวะถึงกับหลุดขำพรืด มันอมยิ้มน้อยๆ ก่อนนั่งยองลงข้างๆ

“ให้กูช่วยนวดมั้ย”

“เชี่ยมึง!” ปากว่ามือแม่งถึงเลยครับ บีบลงมาทีกูแทบร้องจ๊าก สัญชาตญาณเอาตัวรอดของผมตึงสติให้คว้าข้อมือมันไว้แน่น “สัด! นวดเพื่อ”

“ผ่อนคลายไง”

“ตึงหนักกว่าเก่าอ่ะดิ”

“อะไรตึง”

“อารมณ์กูเนี่ยแหละ!” ขำกับมันดิสาด

“มา กูช่วยพยุง”

“ไม่ต้องนวดกูแล้วนะ” สะบัดมือมันทิ้งก่อนที่เราทั้งคู่จะสลับบทกันด้วยการที่เรวะพลิกมาจับข้อมือผมแทน

ฮึ่บ!! เกินคาดกับความไร้เรี่ยวแรงของขา รู้สึกเหมือนถูกตัดท่อนล่างออกไปทั้งสองข้าง ผมพยายามทรงตัวจากอาการเซอยู่นานจนต้านไม่ไหวเอนไปทับคนช่วยเหลือเข้าอย่างจัง จนไอ้เรวะหงายหลังร่วงลงพื้น

ตุบ!!

ปรึกษากูก่อนมั้ยว่าควรล้มท่าอะไร พื้นหอประชุมก็ใช่ว่าฝืดพอมาเจอถุงเท้าลื่นๆไอ้เรวะก็หงายหลังแล้วจุดจบของไอ้เม่นนั้นก็คือคร่อมอยู่หว่างขามันดิครับท่านผู้โช้มมมม

โมเมนต์จ้องตากับไอ้แพนด้าเริ่มขึ้นมาอีกคราว...

“เล่นท่ายากอีกแล้วนะมึง ไอ้เม่น” ไม่ใช่เสียงเรวะที่ตามประสานิสัยมันจะแซวผมขึ้นมาเหมือนอย่างเคย แต่เป็นเสียงใครอีกคนที่ยืนเยื้องออกไปทางขวาซึ่งผมจำได้ว่าเป็นที่ของไอ้เชี่ยคีย์กับแฟน ถึงแม้ไม่มีไอ้ต๊อบกับไอ้หงส์มันก็ยังคงส่งตัวแทนแห่งดวงจันทร์มาแซวกันได้อีก

“กูลื่นเหอะสัด”

“ถ้ามึงลื่น ไอ้เรก็คงเป็นลมแดดมั้งนั่น”

หา?

หันไปดูอดีตคนช่วยชีวิต เชี่ย...แดงแป๊ดเลย หน้ามัน ร่างกายคนเบื้องล่างสั่นเทาขึ้นมาจนรู้สึก เรวะมันค่อยๆขยับปากเอ่ยเสียงพูดออกมา

“มึง...”

“ฮะ?”

“มึงจะกุมเป้ากูทำเพื่อ!!” โอ้โห ไอ้เหี้ย ไม่บอกกูไม่รู้เลย จับกระชับเต็มไม้เต็มมือยิ่งกว่าเมาส์คอมก็เป้าไอ้ตัวขาวข้างล่างเนี่ยแหละครับ ถึงกับชักมือกลับแทบไม่ทันก่อนมันจะผลักผมหงายหลัง แล้วลุกขึ้นจ้ำอ้าวออกไป

“เชี่ยเร...วะ....” ไปซะแล้ว แล้วใครจะช่วยกูพยุงขึ้นมาใหม่วะเนี่ย



ผมรีบกระเสือกกระสนยกร่างที่กระปลกกระเปลี้ยกึ่งเดินกึ่งคลานจนตามไอ้เรวะทัน ตะโกนเรียกมันแต่เสือกทำหูทวนลมเลยต้องเร่งสปีดวิตามินบีเข้าต้านความด้านชา เดินเข้าหาแบบประชิดตัวพร้อมคว้าหัวไหล่มันไว้

“เฮ้ย รอด้วยดิ” โอ้โห ใบหน้าแม่งราวกับเคียดแค้นเจ้ากรรมนายเวรมาสามชาติ หรือกูควรจะปล่อยมันไปดีวะ “เป็นไรของมึงวะกับแค่กู...”

“กุมไข่กู” ชัดเจนจ้า ความหน้าแดงเมื่อกี้ไปไหน...อ้าวยังอยู่นี่หว่า ไอ้เรวะมันกำลังฝืดตัวเองสุดฤทธิ์ให้เสียงไม่สั่นแต่ทางกายภาพนั้นปิดไม่อยู่

“เออนั่นแหละ มึงก็รู้กูตั้งใจที่ไหน ใครมันอยากจะขาชาจนล้มล่ะวะ” สายตาเหลือบมองลงมาบนท่อนขาผมก่อนเอ่ยถาม

“แล้วขามึงเป็นไงบ้าง วิ่งมาไม่ล้มหรือไง”

“คิดว่าต้องตามมึงมา เลยไม่ได้สนใจอะไรเลย” ก้มลงนวดน่องได้สักพัก ก็รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังระดมสมองขบคิดเรื่องบางอย่างแบบที่ทำให้หัวทุยๆของมันแทบแตก “ถามจริงเหอะความกล้าที่มึงหอมแก้มกูวันนั้นมันหายไปไหน แค่กูกุมไข่จะมาอายทำไมวะเนี่ย”

“เปล่าพักนี้กูแค่รู้สึก...”

“รู้สึก?” อันหยังวะเนี่ย

“หน้าบางลง”

“...”

“โดยเฉพาะเวลาอยู่กับมึง”

ถ้าไม่มีข่าวลือเรื่องมันเป็นไบมาตั้งแต่แรก ผมอาจจะชินกับการที่เรวะมันพูดอย่างนี้ก็ได้ ทำไมคนที่มึงไม่ได้นับว่าเป็นเพื่อน...อย่างไอ้บอม จะต้องปล่อยข่าวเรื่องมึงเป็นไบด้วยวะ ในความคิดของผมการจะกระจายข่าวลือเสียๆหายๆของใครสักคนเจ้าตัวต้องมีความคับแค้นใจอะไรบางอย่างกับอีกฝ่ายมากพอสมควร

“กูถามอะไรหน่อยได้มั้ย”

“ไม่” สัด ตอบไวซะ แถมยังมีเสียงริงโทนของอีกฝ่ายมาขัดได้จังหวะโคตรเหมาะ ไอ้เรวะหยิบขึ้นมาขมวดคิ้วจ้องหน้าจอแบบมีภาวะลังเลอยู่สักพักจึงกดรับสาย

“ฮัลโหล” แค่คุยโทรศัพท์ทำไมต้องทำหน้าปวดตับขนาดนี้ด้วยวะ ผมตั้งใจฟังคำพูดต่อไป แต่ไอ้เรวะกลับนิ่งไม่ตอบโต้ปลายสายเหมือนนึกรู้ จนกระทั่งมันตอบกลับอีกฟากหนึ่งขึ้นมาผมถึงได้รู้ว่าเข้าใจผิด ความจริงแล้วมันแค่กำลังตั้งใจฟังใครบางคนอีกฝั่งนั้นมากกว่า

“ใคร? มีอะไร? กูไม่ได้ลืม? ตอนนี้มึงอยู่ไหน...เดี๋ยวกูไปหา” จากที่เครียดอยู่แล้วตอนนี้เพิ่มระดับขึ้นเป็นสิบเท่า ไอ้เรวะวางสายแล้วหันมาสบตา

“กูไปก่อนนะ” เหมือนเป็นประโยคบอกเล่ามากกว่าขออนุญาต ไอ้เรวะเทคตัวออกไปไวเท่าสายลม...หา? แต่เมื่อกี้มัน...
ยังไม่ลงทะเบียนกิจกรรมตอนจบเลยเว้ยยยยย!!!! ฟ้าคคคคคคคคค

ไอ้ที่ไวกว่าสายลมต้องมาเจอกูนี่ โฉบเฉียวยิ่งกว่ายุงตัวเมียหาเลือดแดก แหกทางโค้งยิ่งกว่าสายแปดแฮปปี้แลนด์ประตูน้ำ ว่องไวปานเสือชีตาร์ก็ต้องไอ้เม่นโพล่าแบร์คนนี้แหละครับ กูขอสาบานว่าจะไม่ยอมเสียขาให้กิจกรรมนี้ซ้ำสอง!!

จังหวะที่ใกล้ประชิดตัวผมก็คว้าคอเสื้อมันหมับ....? ไม่ ไม่ ไม่ มึงมีบทเรียนแล้วไม่ใช่เหรอไอ้เม่น มึงอย่า...

แคว่ก!!!

...กระชาก...

กระชากไปแล้วอ่ะ โว้ยยยยยยย

“สัดเม่น มึ้ง!!” ไอ้เรวะถึงกับหยุดตีนหันหลังมาตะโกนด่าแบบคิดคำผรุสวาทต่อไปไม่ถูก มันเอามือกุมหัวยืนปวดตับอยู่ตรงนั้น

“กู...กูขอโทษ”

“เรียกดีดีก็ได้หนิวะ”

“ก็อย่างกับมึงจะหยุดรอฟังกูน่ะ” ให้กูเป็นอิคคิวซังบอกมันว่า จะรีบไปไหนจะรีบไปไหนพักเดี๋ยวนึงสิครับ มันยังไม่ฟังเลยมั้ง

“ตะโกนเรียกกูก็หยุดแล้ว ทำไมชอบทำร้ายเสื้อผ้ากูอยู่เรื่อยเลยวะ” ผมขยับสายตาไปมองสภาพความเสียหาย

...ส่วนอกขาวๆของมึงก็กำลังทำร้ายสายตากูอยู่ว่ะ...

“มองเหี้ยอะไร”

“มองตัวเหี้ยอยู่”

“สัดเม่น”

“เออๆๆ อย่าบ่นน่ะ เอาเสื้อกูไปใส่ก่อน” ผมถอดเสื้อนักศึกษาที่ใส่อยู่ติดตัวผ่านทางหัวออกมายื่นให้มัน

“...!!”

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด” หา? เสียงอะไรวะ จังหวะที่คิดว่าโลกนี้มีเพียงเราสอง พอกวาดตามองไปรอบๆเท่านั้นแหละ โอ้โห้แม่งมากันเต็มอย่างกับดูหนังกลางแปลง ไหนจะไอ้แก๊งพี่ดิบที่พึ่งจากหายหวัดลุกขึ้นมาเป็นผีลืมหลุมมารัวรุมหาชายหนุ่มถ่ายรูปในวันกิจกรรม ไหนจะรุ่นพี่รุ่นน้องที่พึ่งทำสมาธิเสร็จหมาดๆเดินโต๋เต๋หารถกลับอยู่แถวนั้น แล้วไหนจะยังไอ้เพื่อนผมอีกสองตัวที่มันไม่ได้ลงกิจกรรมชัวร์ๆแต่เสือกมายืนรอใครอยู่แถวนี้

“ซิกแพคน้องเม่น โฮกกกกกก”

“กรี๊ดดดดด หุ่นพี่เม่น ตายอย่างสงบศพสีกับประตู”

...กูคิดบ้าอะไรที่ถอดเสื้อให้ไอ้เรวะใส่วะ มันก็ผู้ชายนี่หว่า!!...

“สะ...ใส่ไปก่อน” ความสามารถในการตัดสินใจกระซิบบอกในหัวว่าคะแนนกิจกรรมสำคัญกว่าหน้าตากู ผมเลยคว้าแขนไอ้เรวะแล้วลากมันกลับไปยังหอประชุม ตอนนี้ดีที่หอแม่งคนบางลงแล้วไม่งั้นมีหวังต้องฟังเสียงกรี๊ดกระหึ่มโจ๊ะพรึมๆไปตลอดทาง พอเขวี้ยงบัตรลงทะเบียนประทับตราได้เสร็จก็รีบเผ่นเข้าห้องน้ำ

แฮ่กๆ หอบเป็นหมาเลยกู...

“เอาเสื้อมึงมาเปลี่ยนกับกู” ไอ้เรวะทำตาสงสัยทุกอย่างในพฤติกรรมผมตั้งแต่ต้นจนจบ

“เพื่ออะไรวะ”

“เอาน่า”

“ไม่เอาเว้ย”

“สัด มึงจะไปหาไอ้บูมในสภาพแบบนี้เนี่ยนะ!!”

ไอ้เรวะมองตาตื่น แล้วกูจะตะโกนเพื่อ!! เออใช่..กูก็แค่เป็นห่วงสวัสดิภาพมัน กลัวไอ้คนที่ชอบเฮียมันคิดไม่ซื่อพอเห็นของขาวแล้วอารมณ์ขึ้นเหมือนกูตอนนี้จะทำยังไง...

“ใครบอกมึงว่ากูจะไปหาไอ้บูม”

อ้าว...

“แล้วเมื่อกี้ที่มึงคุยด้วย”

“กูไม่ได้จะไปหาไอ้บูม”

“แล้วมึงจะไปหาใคร”

“ไม่ใช่ไอ้บูมละกัน”

“...”

“เม่น ทำไมมึงทำตัวแปลกๆ ตั้งแต่วันที่ไปห้องกูแล้วนะ”

“จะให้กูไม่แปลกได้ไง”

“...” นี่ผมกำลังจะพูดอะไรออกไป...

“มึงรู้ตัวมั้ยว่าไอ้บูมมันชอบมึง”

เบิกตาโตขนาดนี้ ดูก็บอกได้เลยว่าเจ้าตัวไม่เคยรู้มาก่อน นี่ผมทำบ้าอะไรวะ ถ้าเป็นอย่างที่คิด ถ้าผมเป็นหมาจริงๆ อย่างนี้ก็เท่ากับว่าเร่งให้มันสองคนสมหวังกันไวขึ้นนี่หว่า...กูไม่ใช่กามเทพนะ

“มึงพูดบ้าอะไร”

“กูพูดเรื่องจริง มันบอกกับกูเองว่ามันชอบเฮียมัน มันชอบคนที่อยู่ตรงหน้ากู”

“ไอ้เด็กบ้านั่น มันมั่วแล้ว อย่างกูเนี่ยนะจะไปทำให้มันชอบได้ เป็นผู้ชายด้วยกันแถมยัง...”

“ทำได้ดิ”

“...” ขนาดกู...

เพียะ!! ผมยกมือขึ้นตบแก้มสองข้างของตัวเองไปมาอย่างกับคนบ้า ไอ้เม่นมึง สติ!! เอาสติมึงไปทิ้งกับสมาธิที่ห้องประชุมแล้วเหรอวะ นี่มึงกำลังจะพูดอะไร กำลังจะพูดอะไรวะเนี่ย

“ไอ้เม่นมึงเป็นบ้าไปแล้วเหรอวะ” ไอ้เรวะพยายามจับมือผมใหญ่ ดีที่เราอยู่ในห้องส้วมที่ลึกเข้าไปอีกไม่งั้น มีหวังได้เป็นข่าวว่าไอ้เม่นผีเข้ายกมือขึ้นตบหน้าตัวเองแน่

“กูอาจจะบ้าจริงๆก็ได้”

“ห่วงกูเหรอ”

“...” ผมพยักหน้า ทำไมวะ ไม่เข้าใจตัวเอง

“ไม่ต้องห่วงกูหรอก กูไม่ได้คิดอะไรกับไอ้บูมทั้งนั้นน่ะ เอาเสื้อมึงมา” มันถอดเสื้อต่อหน้าแล้วคว้าที่อยู่ในมือผมสลับกับของมันไปใส่

“บอกแล้วไงมันก็แค่น้อง”

“น้องที่คิดไม่ซื่อกับมึงเนี่ยนะ”

“เห็นอย่างนี้กูก็ชกต่อยเก่งไม่แพ้มันหรอกนะ กูระวังตัวเองได้น่ะ”

“ต่อยเก่งไม่รู้ แต่มึงเคยต่อยหน้ากูมาครั้งนึง ก็พอเจ็บอยู่” รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าของมัน เหมือนอารมณ์ดีขึ้นกะทันหัน แต่ใจกูทำไมยังขุ่นมัวอยู่เลยวะ

“นึกถึงวันที่เจอกันครั้งแรกเลยว่ะ”

“...”

“มึงก็กระชากเสื้อกูแบบนี้”

“แต่วันนี้มึงไม่ได้ต่อยกู”

“หรืออยากให้ต่อย” มันยกกำปั้นขึ้นชูจะจ้วงเข้าหน้าผม

“เฮ้ย เดี๋ยว!”

“ล้อเล่นน่ะ” อะไรทำให้เรวะยิ้มได้ไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องน้ำมันเอาแต่ยิ้มใส่จนระบบป้องกันตัวผมเริ่มรวน “ถึงบอกว่าไอ้บูมชอบกู แต่กูว่า...”

“...”

“กูชอบมึงมากกว่าว่ะ ไอ้เม่น”

“...!!” พูดไม่ออก ตอบโต้ไม่ได้ ราวกับโดนตะกั่วถ่วงปาก ผมได้แต่ยืนนิ่งอึ้งกับคำสารภาพ นึกคำตอบจากความคิดที่ตีรวนในหัวจนแทบเป็นบ้า

“ตะ...แต่กูไม่ได้ชอบมึงอย่างนั้น”

“...” ไอ้เรวะนิ่งไป ทำไมผมรู้สึกเหมือนตัวเองพูดอะไรผิด ผิดอย่างใหญ่หลวง ผิดแบบไม่น่าให้อภัย หรือตอนนี้ผมบริสุทธิ์ใจที่รับมันเข้ามาเป็นเพื่อนที่แท้จริงแล้ว แต่กลับเหมือนกำลังโดนหักหลังด้วยคำสารภาพสั้นๆของมัน

“กู...”

“บะ...บ้าเหรอมึง ทำไมคราวนี้แซวเล่นเหมือนทุกที มึงกลับจริงจังได้วะ สมองมึงเชื่อมต่อกับประสาทขาแล้วตายไปพร้อมกับตอนทำสมาธิแล้วหรือไง”

“เรวะกู...”

“แต่กูชอบมึงจริงๆนะเม่น...”

“...” ใจผม...กำลังสั่น...

“กูไปล่ะ” มันยกมือขึ้นตบบ่าผมแล้วรีบวิ่งพรวดพราดออกไป เสียงริงโทนที่ดังจากมือถือมันระหว่างพวกเราสนทนากันประโยคสุดท้ายแว่วห่างออกไปเรื่อยๆ...โดยที่สติผมยังคงจมอยู่ที่เดิมกับคำสารภาพของมัน




ผมทิ้งเวลาให้ผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ ใช้เวลาค้นหาความรู้สึก แต่สุดท้ายคำตอบที่ได้กลับมาเพียงว่า ผมกับมันคงเป็นได้แค่เพื่อนกันจริงๆ อะไรเป็นตัวบ่งบอกว่าเรารู้สึกชอบอีกฝ่ายในสายตาที่เกินกว่าเพื่อน กับแค่ความรู้สึกดีดีที่เกิดขึ้นมาผมไม่อาจตีตราว่าพิเศษได้ คนที่อยู่รอบกายก็เคยทำให้ผมหัวเราะและมีความสุขตั้งหลายคน แล้วผมจะตอบได้ยังไงว่าไอ้เรวะมันพิเศษกว่าใครที่ผมเคยรู้จักมา

“ไอ้คีย์ อะไรที่ทำให้มึงรู้สึกตัวว่ารักแยมวะ”

เสียงคีย์บอร์ดหยุดลงกะทันหัน ไอ้เพื่อนมือเทพประจำวงมันหันศีรษะมามองผมด้วยสายตาพิศวง

“ทำไม จะเอาชีวิตรักกูไปแต่งเพลงเหรอ”

“เปล่า” ยกมือขึ้นเกากีตาร์เบาๆปล่อยใจปล่อยกายไปตามความรู้สึก “กูแค่สงสัยว่าแบบไหนที่เรียกได้ว่ารักในแบบแฟนวะ”

“แล้วกับพลอยมึงล่ะ ทำไมถึงคบเป็นแฟน”

“เพราะเขาเดินหน้ามาประกาศตัวว่าจะจีบกูตั้งแต่แรกแล้ว กูถึงเรียกได้ไงวะ”

“ไอ้สัดเม่น!”

“ไอ้หน้าหม้อ!”

ได้ทีไอ้ต๊อบ ไอ้หงส์ที่เงี่ยหูฟัง นั่งเสือกทางในอยู่นานก็ตะโกนขึ้นมา ใครเชิญไอ้สองตัวที่เหลือมาเข้าร่วมวงสนทนาด้วยวะ นั่งเงียบๆแกะคีย์ที่จะร้องคืนนี้ไปเรื่อยๆก็ดีแล้ว เสือกจริ๊งงง

“แล้วมึงก็ยอมคบด้วยเนี่ยนะ” ไอ้ศิราณีจำเป็นมันถามต่อโดยไม่สนใจเสียงแร้งเสียงกา

“คนสวยขนาดนั้นมาจีบ แถมเพื่อนแม่งยังยุ ไม่ให้กูยอมคบได้ไงวะ”

“แล้วถ้ากูยุให้มึงคบกับไอ้เร มึงก็จะคบว่างั้น?” ไอ้หงส์มันพูดแทรก แถมยังตีจังหวะกลองเป็นตะลึงตึงโป๊ะเหมือนอยู่ในรายการตลกตบมุก

“สัดใครมันจะบ้าจี้ ไปทำวะ”

“งั้นเพราะอะไรล่ะ” คู่หูของมันถามขึ้นมา สามสายตาจ้องมาทางผมเป็นจุดเดียว “ทำไมเหตุผลไม่เหมือนกับตอนแฟนเก่ามึง”

“เพราะไอ้เรมันเป็นผู้ชาย?” ผมส่ายหัว เปล่าเลย ไม่เคยมีความคิดแบ่งแยกแบบนี้มาในหัวเลยสักครั้ง ทั้งที่ความจริงคนชอบผู้หญิงมาแต่เกิดอย่างผมพึงกระทำ

“เพราะมันไม่ได้เข้ามาจีบมึงเหมือนอย่างที่แฟนเก่ามึงเคยทำตอนแรก” แต่ตอนนี้มันบอกชอบผม แถมก่อนหน้านั้นยังเคยหยอดผมสารพัดรูปแบบแล้วทำไม...

“หรือเพราะมันเป็นคนสำคัญสำหรับมึงไปแล้ว” สำคัญ?...ผมก็แค่ห่วงใยมันตามประสา...เพื่อน...

“มึงเลยไม่อยากจะเสียมันไป” ใช่ ตอนนี้ผมไม่อยากจะเสียมันไป ทั้งที่ตอนแรกคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าไม่อยากก้าวก่ายเกี่ยวข้องกับชีวิตมันด้วยซ้ำ

“การจะข้ามผ่านเฟรนด์โซนไปได้ ถ้าพลาดก็อาจจะหมายถึงการเสียเพื่อนคนนั้นไปเลยนะเว้ย มึงเลยคิดหนัก ใช่เปล่าวะ” ไอ้หงส์มันถาม ผมรู้สึกถึงสายตาไอ้ต๊อบที่ปรายมาทางคู่หูมันเบาๆ

“กูไม่รู้ว่ะ ตอนนี้กูแค่แยกไม่ได้ว่าเพื่อนกับแฟนมันต่างกันตรงไหน”

“ถ้ามึงห่วงใยเขา จนเหมือนเป็นคนในครอบครัวได้ มีความสุขกับไม่ใช่แค่ความสวยหรือรูปร่างภายนอกเพียงผิวเผิน ยอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ายมี อีกฝ่ายเป็นได้ ก็ถือว่ามึงชอบและรักเขาในฐานะแฟนคนนึงได้แล้วล่ะ กับแยมกูก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน” ในที่สุดไอ้คีย์มันเฉลยสิ่งที่ผมถามไปในตอนแรก เป็นโจทย์ต่อยอดให้ผมคิดทบทวนกับเรื่องราวที่ผ่านมา

ครั้งแรกที่เจอเรวะ ผมเป็นห่วงมันในฐานะพลเมืองดีคนนึงที่ไม่อยากให้เพื่อนคนนึงต้องทำเลว ถัดมาคือความรู้สึกผิดที่มองมันในแง่ร้าย เอาความคิดของคนรอบข้างมาตีตราว่ามันเป็นคนไม่ดี หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดความสงสัยสนใจในตัวมันจนเริ่มกลั่นตัวเป็นความห่วงใย...

“คืนนี้เอาเพลง ‘เพิ่งรู้ว่ารัก’ ด้วยมั้ยมึง” ไอ้หงส์มันแล่นมาตบบ่าผม แต่เสียงหล่นของอะไรบางอย่างกลับปิดหนทางแซวมันสิ้นเชิง

“คีย์!!” ที่แท้ก็แยมแฟนสุดรักของไอ้คีย์ที่เดินถือถุงขนมมาดูพวกเราซ้อม แล้วเสือกทำมันกองลงพื้นตั้งแต่ยังไม่ทันถึงตัวพวกผมด้วยซ้ำ

“แยม เป็นอะไรน่ะ” ไอ้คีย์รีบลุกพรวดพราดจากเก้าอี้เดินไปถึงตัว

“แยม..”

“เป็นอะไรบอกคีย์มาสิ”

“แยมกำลังตกหลุมรักคีย์อีกรอบ”

“ฮ่วย!!” ให้มันได้อย่างนี้ดิ พวกกูประสานเสียงกันโดยไม่ต้องนัดหมายได้เลยสัด คู่รักบ้าบอ เธอหยิบถุงขนมที่ตกพื้นขึ้นมาพลางชูเหนือศีรษะ

“วันนี้แยมมีหม้อแกงมาฝากทุกคนด้วยนะ ญาติแยมไปเที่ยวเพชรบุรีมา” ป่านนี้ไอ้ที่อยู่คามือเธอคงเละไม่เหลือซากแล้วมั้ง ก็เล่นใหญ่เว่อร์เขวี้ยงลงพื้นซะ

จู่ๆผมก็นึกถึงใครอีกคนนึงที่มีนิสัยเล่นใหญ่เว่อร์พอพอกัน เมื่อวานนี้มันไม่มาเข้าเซกอาจารย์แม่เกือบทำให้ผมโดนหักชั่วโมงไปอีกหนึ่ง แต่จะเรียกว่าโชคเข้าข้างมั้ย ในเมื่ออาจารย์แม่ยกคลาสในวันที่ไอ้เรวะไม่มาพอดี

“แยม”

“เม่น มากินหม้อแกงด้วยกันสิ” ไอ้หงส์กับไอ้ต๊อบแม่งแร้งลงไปสอง ส่วนไอ้คีย์ก็แอบเดินมาจับไหล่เมียมันเหมือนรู้ทันว่าผมจะถามอะไร ก่อนย้ายตัวไปแดกขนมปล่อยให้ผมได้คุยกับแยม

“เม่นมีเรื่องจะถาม”

“ถาม? เรื่องอะไรเหรอ”

“ไอ้เรวะมันมาเรียนบ้างมั้ย”

“เรวะ? เรหรอ อืม...ปกติก็ไม่ค่อยมาเรียนอยู่แล้วนะ ยกเว้นจะมาตอนใกล้ๆช่วงสอบ แต่ช่วงนี้ก็แปลกดีเห็นมาเข้าคลาสบ่อยๆ แถมยังดูตั้งใจเรียนไม่สนใจใครด้วย”

“...” แสดงว่ามันไม่ได้ไม่สบายอะไร แต่ตั้งใจจะหลบหน้าผม...ใช่มั้ยวะ!!

“เม่นมีอะไรรึเปล่า”

“อ๋อ เปล่าคือ แค่สงสัยเรื่องเมื่อตอนกลางวัน...”

“ที่ไม่มาเข้าเรียนอย่างนั้นเหรอ”

“...” จริงด้วยแยมก็เรียนวิชาเดียวกันนี่หว่า เธอย่อมรู้เห็นทุกอย่าง ระหว่างที่ผมยังจัดการความรู้สึกไม่ได้ ผมไม่กล้าแม้แต่ส่งข้อความไปบีบคอมันให้มาเรียนด้วยกันหรอก

“อืม...ถ้าเป็นที่เอกยังพอเข้าใจ ว่าคงไม่อยากจะเจอสายตาทิ่มแทงของใครต่อใคร แต่เรื่องเซกอาจารย์แม่แยมไม่รู้จริงๆ”

หืม?

“แต่พอเห็นคนที่มาหาหลังคาบเช้าแวบๆเลยทำให้นึกถึงตอนนั้นเลย ตอนที่มีเรื่อง”

“เรื่อง?” แยมหันมามองหน้าผมก่อนสะดุดคำพูด

“อะ...เม่น...ไม่เคยได้ยินข่าว...เออ...เกี่ยวกับตัวเรในเอกแยมตอนปีหนึ่งเลยใช่มั้ย” ผมส่ายหัว ใครจะไปได้ยินได้ล่ะ ถึงจะคณะใกล้แต่ผมไม่มีปัญญาไปใส่ใจทุกเรื่องหรอก โดยเฉพาะเรื่องเรวะที่ผมพึ่งจะหันมาอยากรู้ในช่วงปีสามเอาป่านนี้ “ข่าวไม่ค่อยดีน่ะ เม่นอย่ารู้จะดีกว่า”

“ข่าวอะไร” เล่ามาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าบอกว่าผมไม่อยากรู้ก็โกหกแล้ว ทั้งที่ควรจะปล่อยผ่านแต่ทว่าผมกลับรู้สึกเหมือนอยากรู้จักเรวะให้มากขึ้น แยมหันไปมองหน้าแฟนเหมือนต้องการความคิดเห็น ไอ้คีย์มันหลับตาพร้อมพยักหน้าให้กำลังใจแฟนมันเบาๆ

“เออ...ว่ายังไงดีล่ะ คือเรื่องที่เรพาเพื่อนนอกมหา’ลัยมาหลอกผู้หญิงในเอกไปทำไม่ดีน่ะ”

“...!!”

“ตอนนั้นทุกคนอยู่ปีหนึ่ง แยมสนิทกับเพื่อนผู้หญิงอีกกลุ่มนึงเลยไม่ค่อยรู้อะไร แล้วอีกฝ่าย ฝ่ายที่เสียหายน่ะเขาก็ชอบคบแต่เพื่อนผู้ชายด้วย พอมาอีกทีก็มีข่าวว่าอีกฝ่ายทะเลาะกับเรเสียงดังโวยวาย ฝ่ายหญิงบอกว่าเรเป็นคนหลอกให้ไปเจอผู้ชายคนนั้น”

“...” ไอ้เรวะเนี่ยนะ? จะหลอกอะไรร้ายแรงขนาดนั้น คนที่พูดปดเรื่องเอาตังค์ผมไปซื้อโอวัลตินภูเขาไฟได้แค่สองวิฯ จะมาทำผิดด้วยการเป็นนกต่อหลอกผู้หญิงให้เพื่อนไปฟันเนี่ยนะ

“แยมก็ไม่ค่อยอยากเชื่อหรอก แต่หลังจากนั้นไม่นานผู้หญิงคนนั้นก็ลาออกไป ถ้าไม่จริงใครจะยอมเอาอนาคตตัวเองไปทิ้งอย่างนั้นล่ะจริงมั้ย”

“...”

“หลังจากนั้นเพื่อนๆก็ไม่กล้าเข้าใกล้น่ะ เพราะกลัวโดนหลอก โดนทำร้าย แล้วไหนยังมีข่าวที่ไปทำร้ายคนจนบาดเจ็บมาซ้ำเติมอีก ทุกคนเลยไม่สนใจเรอีกเลย แล้วเหมือนก็เป็นโชคดีด้วยที่หลังจากนั้นเรก็ไม่ค่อยได้มาเข้าเรียนอีกเลย”

“...” ทำไม...ทำไมเรื่องมันถึงได้เลวร้ายขนาดนี้วะ ที่มันบ่นอยู่เสมอว่าไม่เข้าเรียน ที่ใครต่างรังเกียจไม่ยอมจับคู่กับมันก็เพราะอย่างนี้เหรอวะ

“อ้าวทำไมไม่เข้าไปน่ะ” เสียงดังแทรกมาจากหน้าประตู พวกเราห้าคนถึงกับต้องหันไปดูผู้มาใหม่ คุ้นหน้าว่าเป็นรุ่นน้องเอกการแสดงมันแง้มประตูเข้ามา “พี่เม่น มีคนมาหาน่ะ”

“ใครน่ะ” ผมวางกีตาร์ขยับตัวลุกขึ้นก้าวไปข้างหน้าตรงทางฝั่งที่น้องมันยืนอยู่ สังหรณ์ใจแปลกๆจนพาลกระวนกระวายหายใจติดขัด ขาแต่ละข้างเหมือนมีอะไรหนักๆมาถ่วงไว้ให้เดินได้ช้ากว่าปกติ...

“กูฝากให้มันหน่อย!!”

“อ้าวเฮ้ย”

เสียงนี้มัน!! ผลุนผลันวิ่งพรวดพราดไปทางประตูแบบไม่คิดชีวิต เสียงที่คิดว่าเป็นคนเดียวกับที่หายไปตลอดหนึ่งอาทิตย์กลับดังเข้าหูใกล้ตัวจนเกินจะเชื่อ พอตะปบวงกบประตูชะเง้อหน้าออกไปกลับไร้ร่องรอยของใครอีกคนที่ผมนึกถึง

“พี่เม่น” กระดาษแผ่นน้อยถูกส่งจากรุ่นน้องถึงมือ ทันทีที่เปิดดูข้อความในนั้น ไม่รู้ทำไมผมถึงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเคว้งคว้างเดียวดายที่ซ่อนมากับความหมายของประโยค...ได้มากขนาดนี้

แม้แต่คะแนนเข้าห้องมึงกูยังทำร้ายเลย ขอโทษนะ

...TBC...

++++++++++++

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 578
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 16 :: ยกเว้นแค่มึง


ตุบ!!

ช่วงเสี้ยววินาทีที่ผลุนผลันวิ่งออกมาแบบไม่คิดสนใจดูทาง กลับเดินชนคนที่สวนมาอย่างจังจนร่างทั้งร่างเซล้มลงไปบนพื้นฟุตบาท แขนที่พยายามพยุงตัวไว้ครูดลงไปกับพื้นคอนกรีตอย่างแรง ความรู้สึกแสบร้อนแล่นเข้าฝ่ามือทั้งสองข้างรวมไปถึงผิวเนื้อที่โผล่พ้นมาจากกางเกงยีนส์ขาดๆ

...เจ็บ... สงสัยเลือดคงออก แต่คนที่เจ็บกว่าน่าจะเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วโดนผมชนเข้าอย่างจัง...

พอสติกลับมาเลยรีบพยายามเก็บหนังสือที่ตกกระจัดกระจายซึ่งเป็นผลของการกระทำขึ้นมาจากพื้นก่อนแล้วยื่นให้อีกฝ่ายโดยตั้งใจจะกล่าวขอขมาลาโทษ

“ขอโทษ...ครับ” เสียงผมสะดุด เมื่อเงยขึ้นไปพบว่าคนที่คิดว่าเป็นผู้เสียหายกลับดูสบายกว่าที่คิด สายตาของเจ้าหล่อนมองลงมาอย่างไม่ปกปิดความไม่เป็นมิตรในดวงตา

“เร คณะมนุษย์ฯ?” อีกฝ่ายขมวดคิ้วถาม ดูเหมือนไม่ได้เป็นการยืนยันตัวตน หากเป็นเพียงความสงสัยผมแกล้งเมินคำถามนั้นไปก่อนส่งสิ่งที่อยู่ในมือให้

“นี่ หนังสือ..” เธอยื่นมือมา แต่ก่อนที่จะรับจากมือผมไป ข้อสงสัยบางอย่างก็หลุดออกจากปากของเธอ

“อย่าบอกนะว่ามาหาพี่เม่นน่ะ”

“หา?”

“คิดยังไงถึงมาที่นี่”

เธอเป็นใคร? คนรู้จักของเม่น?

“เลิกยุ่งกับพี่เม่นเถอะ อย่าทำให้พี่เม่นดูแย่ไปกว่านี้เลย”

“ดูแย่?”

“ใครๆเขาก็คิดว่าพี่เม่นเป็นคนไม่ดีไปแล้ว ถึงมาคบคนไม่ดีอย่างนายน่ะ” พูดทิ้งท้ายไว้แล้วเดินจากไป นี่ไม่ใช่แค่ผมที่ถูกมองไม่ดี แม้แต่เพื่อนผมก็พลอยจะโดนมองไม่ดีตามไปด้วยอย่างนั้นเหรอ

‘หลังจากนั้นเพื่อนๆก็ไม่กล้าเข้าใกล้น่ะ เพราะกลัวโดนหลอก โดนทำร้าย’

ผมได้ยินเพื่อนร่วมเอกบอกเล่าต่อหน้าอีกฝ่ายแบบนั้น ในตอนที่ผมกำลังจะเดินเข้าไปหามันเพื่อขอโทษที่โดดวิชาเช็คชื่อคู่ เป็นเพราะไอ้บอมแท้ๆหนึ่งชั่วโมงกว่าถึงสูญไปกับการไกล่เกลี่ยอดีตเพื่อน จนเข้าคาบเรียนไม่ทัน แต่สุดท้ายผมกลับไม่กล้าเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับเม่น เพื่อนคนเดียวของผมเพียงเพราะกลัวความจริงในอดีตที่ไม่สามารถลบล้างได้

“อย่าเกลียดกูเลยนะ...” คนอื่นจะเกลียดผมยังไงก็ได้เพราะมันไม่สำคัญกับชีวิตผม แต่กับมึงเม่นผมไม่อยากคิด ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย ผมหันกลับไปมองด้านหลัง ไม่มีแม้แต่เงาของใครบางคนตามมา สิ่งที่ผมกลัวกำลังจะเป็นจริง...การถูกทุกคนรังเกียจ แม้แต่คนที่คิดว่าเป็นเพื่อนคนเดียวของผม...ไอ้เม่น...

“นี่นาย...” เสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังระหว่างที่ผมเหม่อลอยยืนนิ่งคิดอะไรอยู่เงียบๆคนเดียว ความกระตือรือร้นรีบร้อนหันไปเพราะใจนึกว่าเป็นคนเดียวกับในสมองที่เอ่ยทักกลับแฟ่บลงทันตา เมื่อปรากฏเป็นผู้ชายตัวสูงไม่คุ้นหน้ากำลังยืนเรียกผมอยู่ ทักคนผิด? ผมหันหลังกลับตั้งใจจะไม่สนแต่กลับโดนอีกคนคว้าไหล่เอาไว้

“หูยหน้าตาดีกว่าในรูปอีก”

“หา?” เสียงอุทานออกจากปากเบาๆเล่นเอาผมงง ต้องการอะไรจากผมวะ

“อ๋อ เปล่าๆคือนี่” แผ่นกระดาษใบเล็กถูกหยิบออกมาแล้วส่งยื่นให้

“อะไร”

“มีคนฝากมาให้” ผมจ้องกระดาษในมือคนตรงหน้าอีกครั้ง “รับไปดิ” อีกฝ่ายคะยั้นคะยอจนต้องยื่นมือไปรับ...หรือว่าจะเป็น...

วันนี้ตอน 21:00น. จะรอที่ม้าหินในสวนข้างหอชาย มาให้ได้นะ

“ใคร จาก...” ยังไม่ทันจะถามคนส่งสารก็เดินจากไป จดหมายน้อยอันนี้หรือว่าจะเป็นการตอบกลับสิ่งที่ผมเขียนไปให้ การตอบกลับจากไอ้เม่น วันนี้ตอนสามทุ่มงั้นเหรอ ผมจำได้ว่าวันนี้เป็นวันที่วงซีเคว้นจะต้องไปเล่นที่ร้านข้ามคืนประจำสัปดาห์ หรือว่าเจ้าตัวจะปลีกเวลามาหาผม...แต่ไม่ว่าเรื่องจะเป็นยังไงถ้าเจ้าตัวบอกให้รอ ผมก็จะรอ...หากนี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้อธิบายทุกอย่าง หากเป็นความหวังสุดท้ายที่ผมจะไม่ต้องเสียมันไป ต่อให้ต้องรอไปตลอดชีวิต...ผมก็จะยังรอ


ช่วงสามทุ่มในมหา’ลัย บางจุดก็ไม่น่าภิรมย์เท่าไร โดยเฉพาะจุดที่อีกฝ่ายนัดผมมา สวนสาธารณะใกล้หอชาย เป็นสถานที่ซึ่งเป็นเพียงแค่ทางคนเดินผ่าน ไม่ค่อยมีใครจะมานั่งทำธุระพักผ่อนหย่อนใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โคมไฟบางจุดประปรายส่องแสงสลัวๆ ทำให้บรรยากาศดูเหมือนหนังผีไม่มีผิด ผมมาถึงก่อนเวลาพยายามกวาดตามองหาเผื่อว่าอีกฝ่ายจะเผลอมาก่อน แต่กลับไม่พบร่องรอยใคร เลยเดินไปตรงม้าหินหย่อนตัวลงนั่ง

“เงียบชะมัด” ป่านนี้เด็กมหา’ลัยคงกลับบ้านกลับหอหรือไม่ก็ไปสังสรรค์กินดื่มกับเพื่อนกันอยู่ ต่างจากผมที่ไม่เคยมีบรรยากาศแบบนั้นมาตลอดตั้งแต่เข้ามหา’ลัยมา คนไร้เพื่อนกำลังเหม่อมองท้องฟ้าในคืนที่ไร้ดาว ช่างเข้ากันชะมัด แต่ภาพนี้มันก็ทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลานึง

นึกถึงช่วงเวลาได้ไปค้างหออีกฝ่ายเป็นครั้งแรก...การนั่งนับดาวกางเกงลิงเป็นอะไรที่ขบขันอย่างบอกไม่ถูก ทำให้ผมเผลอนึกยิ้มทุกครั้งที่คิดถึง

“กางเกงในสีเทาหนึ่งตัว กางเกงในสีเทาสองตัว...” เม่นเป็นคนที่ไม่ใส่ใจกับการแต่งกายมากนักแต่กลับใส่ใจคนรอบข้าง ตั้งแต่ตอนที่เจอมันครั้งแรกแล้ว การจะวิ่งไล่ตามคนที่คิดว่าเป็นหัวขโมยใจต้องกล้าขนาดไหนถึงจะตัดสินใจทำได้ อย่างผมน่ะไม่เท่าไรหรอกเรื่องเข้าแก๊งชกต่อยก็เจอมาตั้งแต่เด็กๆกับเรื่องแค่นี้มันดูจิ๊บจ๊อยไปเลย แต่กับลูกคุณหนูอย่างไอ้เม่น... แล้วไหนจะยังตอนที่ให้เสื้อผมยืม ช่วยผมตอนโดนรถเฉี่ยวอีก มันเป็นคนที่ไม่เหมือนใครจริงๆ

“หึ...” ผมเผลอหัวเราะอีกแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนแทบจะไม่เคยได้ยินตัวเองหลุดเสียงแบบนี้ออกมา ยิ่งคบกับมันก็ยิ่งเหมือนคนบ้า

“ยิ้มแล้วน่ารักจังเลยว่ะ”

หืม? เสียงดังขึ้นจากด้านข้างปลุกประสาทให้ตื่นตัวหันไปมอง

ใครบางคนกำลังยืนอยู่ตรงที่ห่างออกไปจากจุดที่แสงโคมไฟส่อง ผมขยับตัวลุกขึ้นพยายามเพ่งตามองไปยังจุดที่มืดมิด

“ใครน่ะ? เม่น?”

“อ้าว คิดว่าเป็นไอ้ศิลปินนั่นเหรอวะ ผิดหวังจับใจ” เจ้าของเสียงเดินก้าวขึ้นมาด้านหน้า ไม่ใช่แค่หนึ่งแต่นี่กลับมาถึงสาม ท่าทางดูเหมือนเด็กในมหา’ลัยซึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับผม แต่ทั้งสามคนอยู่ในชุดไปรเวท ผมไม่รู้จักคนพวกนี้

“โทษทีกูทักคนผิด” ผมบอกก่อนหย่อนตัวลงนั่งที่เก่าตั้งใจจะรอต่อไป แต่กลับมีเงามาบังด้านหน้า ผู้ชายสามคนที่ว่ามันเดินมาถึงตัวผมพลางล้อมหน้าล้อมหลัง ปิดทางไม่ให้ไปไหน ผมเงยขึ้นมองไอ้คนที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้า ท่าทางไม่ค่อยสู้ดี “ต้องการอะไร”

“มึงได้ทั้งผู้ชายผู้หญิงใช่ป่ะ”

“...” อีกแล้วเหรอวะ...

“กูอยากลอง”

“ก็ไปซื้อกินเองดิวะ”

“ซื้อกินมันเสียตังค์ว่ะ แต่กับมึงกูขอฟรีๆได้ป่ะ” ผมลุกขึ้นเดินเบี่ยงตัว จะหลบออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่มีทีท่าว่าจะหลบ

“ขอทางหน่อย”

“ไม่ให้ว่ะ มีอะไรรึเปล่า” กวนส้นตีนโคตรๆ ในเมื่อไม่หลบกูก็เดินชนมันเนี่ยแหละ

ผมกระแทกไหล่คนตรงกลางออกไป ตั้งใจจะเดินจ้ำอ้าวไม่สนสี่สนแปดแต่กลับถูกคนคุกคามคว้าต้นแขนไว้

ด้วยแรงแค่นี้สะบัดนิดเดียวก็หลุด แต่มันจะไม่จบก็ตรงไอ้สองคนที่เหลือมันเริ่มรวมหัวกับเพื่อนมันจับแขนทั้งสองข้างผมไว้แน่น ออกแรงบีบจนร้าวลงไปถึงกระดูก

“พวกกูมีมากกว่า มึงอย่าฝืนเลยว่ะ”

“เรื่องเคยๆทั้งนั้น มึงก็อย่าเล่นตัวให้ยากเลย หรือค่าตัวมึงสูงมาก เลยมาเล่นกับพวกกูไม่ได้เหรอวะ”

“ถึงพวกกูไม่ให้ตังค์แต่ก็ทำให้มึงพอใจได้นะเว้ย”

สัด ข่าวลืออะไรทำให้พวกมันคิดไปว่าเป็นอย่างนั้นได้วะ

“พวกมึงเข้าใจผิดแล้ว กูไม่ได้...” พยายามจะเถียงแบบใช้วิธีการสันติ แต่พวกแม่งก็ยังไม่ปล่อยมือออกไปจากตัวผม

“เห็นช่วงนี้มึงคั่วอยู่กับแต่ไอ้เม่น ไอ้นั่นมันมีดีตรงไหนวะ สาวๆถึงได้กรี๊ดมันนัก”

“กูเห็นแล้วก็หมั่นไส้ว่ะ ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ อารมณ์ศิลปิน บ้านรวย หน้าตาดี แค่นี้สาวๆแม่งก็กรี๊ดแล้ว” ที่พวกมึงพูดมาก็มีแต่ข้อดีของมันไม่ใช่เหรอ แล้วคนจะไม่หลงรักมันง่ายๆได้ไง ผิดกับพวกมึงเถอะที่อยู่ๆก็คิดจะมาขอมีอะไรกับกู พวกมึงเอาอะไรคิด

“มึงก็เป็นหนึ่งในคนที่คลั่งไอ้เวรนั่นด้วยเหรอวะ” อยากจะพยักหน้า แต่ขืนทำไปมีหวังทำให้ไอ้ประจวดนี่ไม่พอใจหนักขึ้นเปล่าๆ ผมเลยได้แต่เงียบ ในสมองก็พยายามคิดหาทางหนีทีไล่ “คนที่กูชอบก็ชอบไอ้เวรนั่นเหมือนกัน สัดเอ๊ย!! ลากมันไปหลังต้นไม้ดิ๊!!”

“เชี่ย!! พวกมึงจะทำอะไรวะ” ไอ้คนตรงกลางมันตะโกนสั่งอีกสองคนที่ดูเหมือนพร้อมจะทำตามอยู่ทุกเมื่อ ตัวผมถูกลากถอยหลังไปอย่างไวแบบไม่ทันตั้งตัว สมองสั่งให้ฝืน แต่ด้วยท่าทางที่ขัดจากการเดินแบบธรรมชาติทำให้ขาผมออกแรงต้านทรงตัวได้ไม่มากนัก ร่างทั้งร่างถูกผลักลอยหวือจนหลังไปกระแทกกับต้นไม้ ดูจากตรงนี้แล้วผมถูกลากเข้ามาลึกพอสมควร ห่างจากถนนในมหา’ลัย และทางเดินในสวนกับม้าหินที่เคยเป็นจุดนัดพบระหว่างผมกับเม่น

“กูไม่สมหวังก็ขอเอากับเมียมันเนี่ยแหละ” เมีย!!?? เวร กูเพื่อนมันเว้ย จบคำมันใช้น้ำหนักทั้งตัวดันอย่างแรงจนหลังกระแทกกับพื้นหญ้า ดีที่เป็นพื้นหญ้าเนี่ยแหละ ผมถึงไม่เจ็บอะไร แต่ก็แลกมากับน้ำโคลนเฉอะแฉะที่นองกับพื้นสวนหลังฝน กับคนจัญไรอย่างมันที่คล่อมตัวผมอยู่ ไอ้อีกสองตัวมันพยายามตรึงแขนสองข้างผมไว้กับพื้น

“ทำไม ถอดใจแล้วเหรอวะ” มันจ้องหน้าผมที่นอนนิ่งมองตอบกลับไป

“เปล่า กูแค่กำลังสมเพชคนๆนึง นิสัยอย่างนี้คนเขาถึงไม่เอาไง”

“แล้วอย่างกับมึงมีคนเอานักนี่”

“...!”

‘เลิกยุ่งกับพี่เม่นเถอะ อย่าทำให้พี่เม่นดูแย่ไปกว่านี้เลย’

‘ใครๆเขาก็คิดว่าพี่เม่นเป็นคนไม่ดีไปแล้ว ถึงมาคบคนไม่ดีอย่างนายน่ะ’


...ลืมไปเลย ว่าก่อนจะไปสมเพชเขา เอาตัวเราให้รอดเสียก่อน...

ผมเหม่อ...นึกไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีต...เรื่องราวที่หล่อหลอมผมมาจนถึงตอนนี้...เหม่อจนกระทั่งได้ยินเสียงฉีกรั้งเสื้อผ้าดังเข้าโสตประสาท

เชี่ย...เมื่อกี้กูเป็นบ้าอะไรวะ มันใช่เวลาที่สมควรจะมาเหม่ออย่างนี้มั้ย ผมได้ยินเสียงไอ้หน้าประจวดมันบ่นสะบัดหลังจากลงไปซุกซอกคอตอนผมเผลอสักระยะว่าเสื้อผ้าช่างเกะกะน่ารำคาญ แค่นั้นแหละเหมือนสวิตซ์จุดชนวนระเบิดของผมทำงาน

ไอ้สัดมึงจะทำอะไรกับของๆกูก็ได้...แต่มึงทำร้ายเสื้อไอ้เม่นของกูไม่ได้!!

โป๊ก!!!

“เชี่ย!! มึงทำอะไรวะ!!”

หนึ่งกะโหลกเต็มๆทำเอาอีกฝั่งแม่งถึงกับเห็นดาว ไอ้สองตัวที่ตกใจกับอาการหงายหลังเผลอปล่อยมือผมอย่างไม่ระวังทำให้ผมอาศัยจังหวะนั้นผลักตัวลูกพี่มันจนหงายชักขาดีดเข้าท้องน้อยของมันเต็มแรง

ผลั่ก!!

“อ่อก!!” เนี่ยแหละข้อดีที่ไอ้บอมมันนับถือผม การที่เป็นคนต่อสู้เก่งเลยถูกรับเข้าแก๊งจนอยู่แนวหน้าได้อย่างรวดเร็วไม่มีใครกล้าแหยม แต่มันก็นำพามาทั้งประสบการณ์ที่ดีและเลวร้ายในตัว...

ระหว่างที่คนกลางหงายหลังลงไปก้มท้องงอตัวเป็นกุ้งกับพื้น ผมก็ดีดตัวลุกขึ้นหันไปยืนมองอีกสองคนข้างหลังยกเท้าทั้งคอนเวิร์สเสยไปที่คางจนหนึ่งในนั้นหงายหลังล้มตึง ก่อนหมุนตัวไปยังอีกทิศอย่างว่องไวตั้งท่าจะยกเท้าไปจูบคางคนที่เหลือให้จบๆ

“กลัวแล้วจ้า กลัวแล้ว!!” คนสุดท้ายยกมือไหว้อย่างร้องขอชีวิตจนขาผมถึงกับชะงัก... ที่แท้ก็เป็นพวกไม่เคยต่อสู้ ไม่เคยรู้จักการดิ้นรนเพื่อที่จะเอาชีวิตรอด พวกนี้น่ะแค่โดนเตะนิดๆหน่อยๆก็ร้องแล้ว ไม่ต้องถึงกับให้ปางตายหรอก

“เอาเพื่อนมึงกลับไปด้วย กูขี้เกียจเก็บศพ” ผมเหลือบไปมองไอ้คนที่โดนเสยคางตอนนี้ไร้สติไปแล้ว นี่ถือว่าเป็นสีสันชีวิตอย่างหนึ่งรึเปล่าวะที่มาเจอกับพวก...

ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆมือสองข้างก็โดนล็อคจากด้านหลัง เชี่ย...ไอ้ตัวที่โดนกระแทกท้องมันยังไม่ตาย!!

“ต่อยดิวะ!!” เสียงตะโกนเป็นสัญญาณบอกสั่งไอ้ขี้ขลาดข้างหน้า ก่อนมันจะลุกขึ้นมาอย่างไวแล้วตุ๊ยมาที่ท้องผม

“อึก!!”

พลาดแล้ว จุก...แต่ไม่ถึงกับล้มผมประคองตัวดิ้นสะบัดซ้ายขวาหวังว่าจะหลุด แต่ไม่รู้ไอ้เชี่ยแม่งมันเอาแรงแค้นมาจากไหนถึงได้ล็อคจนดิ้นออกไม่ได้ สุดท้ายอีกหนึ่งหมัดก็ลงมาซ้ำตรงที่เดิม...อุ่ก!!

เชี่ย...ไม่คิดว่ามันจะเล่นกันแรงขนาดนี้ คิดว่าแค่สั่งสอนแล้วให้จากไป แต่ตอนนี้ถ้าเอาผมตายได้มันคงทำ ไอ้เตี้ยด้านหน้ามันต่อยผมไม่ยั้งจากท้องแล้วไล่มาที่หน้า

พลั่ก!!

หมัดลุ่นๆทำหน้าหันรู้สึกชาไปครึ่งซีก กระดูกมาเจอเข้ากับกระพุ้งแก้มแล้วไปจบกระทบกับฟันในช่องปากทำเอาลิ้นรับรู้กลิ่นเหล็กที่เริ่มไหลซึมออกมา...ปากแตก...

“พอพอ เอาแค่นิ่งพอ” นิ่ง...กูนิ่งแล้ว แต่มันก็ยังต่อยซ้ำมาที่หน้าผม “เหี้ย กูบอกให้พอไง!!” มันตะโกนจนเพื่อนมันหยุด “เดี๋ยวหน้ามันเละกูก็หมดอารมณ์กันพอดี กูจะวางมันลง มึงดูด้วย” รู้สึกแรงโน้มถ่วงเป็นตัวดึงผมลงให้กองกับพื้นมากกว่าการปล่อยอย่างละมุนละม่อม ไอ้เพื่อนมันก็โคตรเชื่อฟังด้วยการจับข้อเท้าผมทั้งสองไว้มั่นกันการต่อต้าน ตัวการของทั้งหมดเดินอ้อมมาด้านหน้าผมก้าวขาพาดคร่อมมองอย่างดูแคลน “กูจะทำให้มึงอาย โทษฐานที่ถีบกู มึงไปจับแขนมันไว้” ประโยคสุดท้ายคือสั่งการไอ้ตัวจับขาให้วิ่งมาเหนือหัวผมก่อนรวบมือทั้งสองข้างตรึงไว้กับพื้น

“ทำอย่างนี้มึงไม่กลัวกูเอาไปประจานที่ไหนเหรอวะ” ผมก้มหน้าถาม เลือดในปากยังคงไหลซึม ความจุกเริ่มเลือนหายไปแล้ว

“ก็มาดูกัน ว่าระหว่างกูกับมึงเขาจะเชื่อใคร”

“...”

“คนที่ใครๆก็ไม่เคยคิดว่าเป็นคนดีอย่างมึง แถมคนไม่ชอบขี้หน้าขนาดนั้น มึงน่าจะรู้ตัวเองดีนะ”

“...” เจ็บยิ่งกว่าโดนต่อย ยิ่งกว่าอะไรทั้งปวงก็คือการโดนคนหมาๆอย่างมันตราหน้าว่ายังไงคนทั้งโลกนี้ก็ไม่มีทางเข้าข้างคนอย่างผม มือที่อยู่เหนือหัวเผลอกำหมัดแน่นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเป็นแล้วคนดงคนดี ยังไงก็ไม่มีใครเข้าใจ...

...ถ้าเรื่องมันเกิดขึ้น ถ้าผมเล่าเรื่องนี้ให้คนที่ผมคิดว่าเขาน่าจะเข้าใจผมมากที่สุดฟัง เขาจะยังเข้าข้างผมอยู่มั้ย...

...จู่ๆภาพความทรงจำระหว่างผมกับเม่นก็หลุดขึ้นมาเป็นฉากๆ...

...ใช่...เม่นกำลังรอผมอยู่...ผมจะต้องกลับไปตรงที่เรานัดพบกัน...

ไอ้เลวนั่นกำลังง่วนกับการใช้มือเพียงข้างเดียวแกะเข็มขัดปลดตะขอและรูดซิปกางเกงของผม ส่วนอีกมือมันกำลังยกมือถือขึ้นถ่ายวีดิโออย่างตั้งใจ เพราะผมนิ่งไปเลยทำให้เกิดความชะล่าใจขึ้นอีกครา แรงกำข้อมือของไอ้คนด้านบนก็ดูอ่อนลงคงเป็นเพราะมันกำลังจับจ้องกับการกระทำของหัวโจกมันอย่างตั้งใจ

“หึ...วิวดีว่ะ” เสียงผิวปากบวกกับการหัวเราะที่แสนน่ารังเกียจดังเข้าโสตประสาท เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมรู้ว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่ยังไม่เสียหายจากการกระชากถูกเปิดออกจนหมด สาบเสื้อสองข้างโดนแหวกกว้างจนไร้การปกปิด

...กูให้มึงดูแค่นี้แหละ...

พลั่ก!!

ขาสองข้างใช้แรงทั้งหมดที่มีเตะเข้าเป้าไปที่กลางลำตัว เล่นเอาคนโดนถึงกับปล่อยโทรศัพท์หลุดจากมือร้องไม่เป็นภาษาพลางยกมือขึ้นกุมไข่ชักดิ้นชักงอไปมา

“เชี่ยมึง!!” ส่วนอีกคนที่พึ่งรู้ว่าลูกพี่เป็นอะไรก็โดนผมสะบัดมือจนหลุด มันตั้งท่าจะยกเท้าขึ้นมาเตะแต่กลับโดนเสียงๆหนึ่งสะกัดไว้ก่อน

“หยุดนะ!!” ทุกคนสะดุ้งจนหันไปมองเสียงห้าวสัดยิ่งกว่าปืนใหญ่หลุดมาจากในสงครามโลกครั้งที่สอง ร่างสูงใหญ่เกือบสองเมตรกำยำเกินกว่าจะเป็นสาวห้าวที่ไหนกำลังเดินย่างสามขุมเข้ามาพลางตะโกนว่า...

“จะทำอะไรนุ้งเรน่ะฮะ ถ้าทำอะไรข้ามศพอีดิบคนนี้ไปก่อนโว้ยยย!!”

ชะ...ช้างตกมัน...

“กูถ่ายวีดิโอพวกมึงไว้หมดแล้วโว้ยยยยยยยย อัพโหลดลงไอ้คล้าวแล้วด้วย เอาดิถ้าอยากสู้กับกูมึงมาเล้ยยย”

“เว้ยยยย ยักษ์ๆๆๆๆ” ไอ้เตี้ยแม่งวิ่งหนีวิ่งกว่าเจอผี ส่วนไอ้คนที่สลบเหมือดไปตั้งแต่คราแรกแม่งตื่นมาเพราะเสียงพี่มันก่อนจะวิ่งป่าราบ ปล่อยให้ลูกพี่แม่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งกุมไข่หนีไปจนสุดปลายทาง

“...” ส่วนผมแม่งอึ้ง...จนนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น

“แน่จริงมึงอย่าหนีดิโว้ยยยยยย” ร่างสูงใหญ่วิ่งมาถึงตัวผม แต่ยังมีกระโดดกระแทกเท้าตึงตังแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างรุนแรง

“พะ...พี่ดิบ?”

“นุ้งเรรรร” ได้ยินผมเรียกชื่อพี่แกแทบทรุดลงมามองอาการตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “เชี่ยยย มันทำอะไรหนูเนี่ยยย” ผมรีบจับเสื้อสองข้างมาคลุมปกปิดพลางย้ายมือไปรูดซิปเกี่ยวตาขอกางเกง

“พะ...พี่ไม่ได้เห็นอยู่แล้วเหรอ”

“หา?”

“ก็...เมื่อกี้บอกว่า...ถ่ายวีดิโอไว้”

“ก็แค่ขู่ไปงั้น ไอ้พวกนี้แม่งไม่มีหลักฐานไม่วิ่งป่าราบไปอย่างนี้หรอก อย่าให้จับได้นะจะส่งชื่อแจ้งมหา’ลัยให้ไล่ออกแม่งเลยคอยดู” ...แปลกใจ...

“พี่ไม่ได้คิดว่าผมแสดงละครอะไรอย่างนั้นเหรอ” ผมส่งสายตาถามคนตรงหน้า

“บ้ารึเปล่าฮะ ดูจากสภาพเราแล้ว คิดอย่างนั้นได้ก็ควายแล้วล่ะ โถ โถ ปากๆๆ ปากสวยๆแตกหมดเลย แก้มช้ำด้วยอ่ะ ไอ้พวกเชี่ยนี่แม่งเอ้ยยยยสมบัติของเพจชั้นทำพังหมด!!”

คนตรงหน้ากำลังโมโหเพื่อผมจริงๆ? ทำไมจู่ๆกระบอกตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ผมก้มหน้าลงเพราะกลัวความเข้มแข็งทุกอย่างที่พยายามมาจะสูญเปล่า มือสองข้างกำต้นหญ้าข้างกายสะกั้นอารมณ์ทุกอย่างไว้ แต่มีบางอย่างที่ผมต้องพูดออกไป

“ขอบคุณนะครับ”

“...”

“ขอบคุณ...จริงๆ”

“ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอบคุณเรา”

“...” เงยหน้าขึ้นมองคำขอบคุณที่ตอบกลับอย่างงงงวย

“ขอบคุณที่ยอมให้พี่ตามถ่ายมาตั้งสองปี ขอบคุณที่ทำให้พี่ได้เห็นช็อตน่ารักๆอย่างตอนช่วยคุณยายข้ามถนน หรือแม้แต่ตอนเตะชามกับข้าวบูดข้างต้นไม้ไม่ให้น้องแมวได้กินเพราะกลัวจะท้องเสียนะ”

“...” นั่นมัน...ทั้งๆที่เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ผมเคยทำแล้วก็ลืมมันไปนานแล้ว

“อ้อแล้วก็...ขอบคุณที่ยิ้มแล้วชูสองนิ้วในร้านโจ๊กให้กล้องพี่นะ โคตรรักอ่ะ”

“หึ...” หัวเราะได้แค่นั้นเพราะความเจ็บจากรอยช้ำเริ่มกำเริบ ผมลุกขึ้นมาโดยมีพี่ดิบคอยประคองให้เดินไปจนถึงม้าหิน

“ไปห้องพยาบาลมั้ย หรือไปโรงบาลหมา’ลัยใกล้ๆนี้ดี”

“ในมหา’ลัยมีแต่โรงบาลสัตว์นะพี่”

“อุ๊ยตายจริง...นี่ก็ลืมไป อืมงั้นเอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่พาไปทำแผลก่อน แล้วค่อยไปส่งที่บ้าน...มองหาอะไรอยู่เหรอนุ้งเร”

“เออ...” ผมเผลอกวาดตามองไปรอบๆ สมาธิไม่อาจจดจ่อกับคำพูดของคนช่วยเหลือผมได้ “ผม...”

“เรานัดใครไว้เหรอ พี่ก็แปลกใจว่าทำไมเราถึงมาอยู่ในที่เปลี่ยวๆตรงนี้ได้”

“ผมรอ...”

“รอ?”

“รอไอ้เม่น” พูดไปในมือก็กำกระดาษน้อยที่อยู่ในกระเป๋าบนอกเสื้อแน่น

“แต่ว่าวันนี้เม่นเขา...”

“...อึก..ผม” ผมรู้...รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังหวัง...หวังว่ามันจะมาหา ตอนนี้ผมไม่กล้าแม้แต่จะมองตาพี่ดิบ เพราะผมรู้ว่าผมกำลังหลอกตัวเองอยู่...

“เราจะไม่...กลับกับพี่จริงๆเหรอ” พี่ดิบย่อตัวลงคุยพลางกำชับมือผมแน่น ส่วนทางนี้ก็ได้แต่พยักหน้า...อย่างสิ้นหวัง...อย่างน้อยถ้าผ่านคืนนี้ไปได้...ผมก็จะได้ยอมรับความจริงสักทีว่าไม่ควรจะมีหวังเหมือนอย่างใครเขา ไม่ควรหวังชีวิตการมีเพื่อนที่แสนธรรมดาอย่างที่ทุกคนเป็น...

“ให้ผม...อยู่รอเถอะนะ”

“เร...” เสียงพี่ดิบเงียบไปหลังจากนั้น ผมไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะรำคาญกับความดื้อด้านของผมหรืออะไร แต่สุดท้ายร่างสูงใหญ่ก็ลุกขึ้น เสียงทุ้มต่ำติดจะดูจริงจังดังขึ้นเหนือศีรษะผม “ก็ได้พี่จะให้เรารอ...พี่จะไม่กวนเราแล้ว แต่ถ้ามีอะไร...ดีเอ็มมาหาพี่ได้นะ” ยิ้มส่งท้ายคงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการตอบแทนผู้มีพระคุณที่ผมทำได้ในตอนนี้ ร่างสูงๆเดินห่างออกไปจนในที่สุดผมก็อยู่ตรงนี้อย่างเดียวดาย ท่ามกลางค่ำคืนที่ไร้ดาวอย่างเคย...



“เชี่ยเรวะ!!” เสียงดังใกล้ตัวมากจนผมสะดุ้งตื่น ท่ามกลางความมืดมิดทำให้จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหน มองไปเบื้องหน้าก็เห็นกางเกงยีนส์ขาดๆตัวนึงที่ขวางอยู่...ขาใคร?

“เชี่ยเอ๊ยมึงจะนอนรอให้ยุงหามตายหรือไงวะ!!”

เฮือก!! เสียงนี้มัน ผมถีบตัวลุกขึ้นจากม้าหินที่ทั้งเย็นและแข็ง ส่งผลให้ร่างกายซึ่งบอบช้ำไปหยกๆปรับตัวไม่ทัน ประท้วงด้วยการส่งความเจ็บปลาบเข้าทุกส่วน

“อะ...โอ๊ย”

“เชี่ย!!เจ็บตรงไหนของมึง” ไหล่สองข้างเหมือนโดนที่ฝ่ายที่ย่อตัวลงมาประคองเอาไว้ แสงไฟตรงโคมรายทางริบหรี่ลง แต่แสงไฟฉายจากมือถือที่อีกฝ่ายเขวี้ยงลงข้างม้านั่งทำให้ผมเห็นหน้ามันได้อย่างชัดเจน...

“...”

“เรวะ”

“...”

“เรวะ...มึง”

“ไอ้เม่น...” เป็นมึงจริงๆด้วย คนที่จะเรียกผมด้วยชื่ออย่างนี้ได้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คนที่กำลังอยู่ตรงหน้าผม

“เชี่ยหน้ามึง โคตรเละ” มันยกนิ้วโป้งขึ้นแตะที่มุมปาก แต่แรงมือที่มาแบบไม่ทันระวังทำเอาผมสะดุ้งด้วยความเจ็บ “เฮ้ย โทษๆ”

“ไอ้เม่น...”

“ใครทำมึงถึงขนาดนี้วะ”

“ไอ้เม่น...”

“อ้าวเชี่ยแล้ว กูพึ่งมาทำไมโดนกล่าวหาแล้ววะ”

หมับ!!

ร่างทั้งร่างเหมือนไม่มีความเป็นตัวเองที่เคยฝืนเข้มแข็งอีกต่อไป ในที่สุดผมก็ได้เจอมันแล้ว มันกำลังมีตัวตนอยู่ตรงหน้าผมตรงนี้

“เรวะ...”

“มึง...ฮึก...”

“...”

“อย่าเกลียดกูได้มั้ย กูโดนเกลียดมาทั้งชีวิตแล้ว ขอแค่มึง...แค่มึง...”


วันนั้นผมฝันว่าเจอเม่น...ผมระบายความในใจออกมาทั้งหมด...ได้แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว...ต่อให้ตื่นมาแล้วรู้ว่าเป็นความฝัน...ต่อให้รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นความจริง...แต่ผมก็ยังมีความสุขที่สุด...จากการที่ผมได้เห็นมันในฝัน...เพื่อนที่ดีที่สุดของผม...เม่น....


...TBC...

+++++++++++++++++++++
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-03-2019 10:34:35 โดย sakutaka »

ออฟไลน์ manneewan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
น้องเรลูกแม่ แม่เอาใจช่วยหนูนะคะ :o12:

ออฟไลน์ Readyaoi

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
งื้ออ เรน้อยๆเจออะไรมาเนี่ยย เม่นเข้าใจเรหน่อยน้า เรตะมุ เป็นกำลังใจให้ค้าบบบ  รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 17 :: พาสชั้นมาเป็นแฟน


‘ไอ้ตัวซวย แกจะเกิดมาทำมั้ย!! ฮือ...เกิดมาทำไม’


เสียงคร่ำครวญของหญิงสาวที่ร่ำไห้ราวกับหมดอาลัยตายอยาก คุ้นชินตาสำหรับผมเสมอในยามเด็ก ภาพเบื้องหน้ามักจะถูกปกปิดด้วยผืนชายกระโปรงของผู้เป็นยายที่พยายามจะดันผมให้กลืนหายไปเบื้องหลัง แต่ผมก็ยังพยายามที่จะยื่นใบหน้าออกมามองภาพนั้นทั้งที่ยังแนบแก้มกับต้นขาของยายด้วยความหวาดกลัว...


‘แม่เขาร้องไห้ทำไมเหรอยาย’

‘แม่เขาแค่เสียใจน่ะ’

‘เสียใจ?’

‘เสียใจที่ไม่ได้เจอพ่อ’

‘พ่อไปไหน?’

‘ไปท่องเที่ยวต่างแดนน่ะ’

‘แล้วจะกลับมามั้ย?’ ยายยิ้มก่อนจะลูบหัวผมอย่างแผ่วเบา

‘ที่ที่พ่อเราไปมันไกลมาก ไกลสุดขอบโลกเลย’

‘...’ เด็กน้อยเก็บอาการผิดหวังผ่านสีหน้าไม่อยู่ จนผู้เป็นยายต้องย่อตัวลงมาประคองแก้มใสทั้งสองข้างเอาไว้

‘แต่เรยังมียายอยู่นะ’

‘...’

‘แล้วเรก็จะต้องโตมาเป็นเด็กเข้มแข็งเพื่อปกป้องแม่เขาด้วย สัญญากับยายสิ’ เจ้าของดวงตาแววใสพยักหน้าจนแก้มนุ่มนิ่มขยับขึ้นลงไปมา

‘ครับ ผมสัญญา’ นิ้วมือยายที่ปกคลุมด้วยผิวหนังอันเหี่ยวย่นถูกส่งเข้ามาใกล้ มือยายใหญ่กว่าผมมาก พวกเราเกี่ยวก้อยสัญญากัน และวันนั้นเป็นวันแรกที่ผมตัดสินใจว่าจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องแม่และยาย


ทั้งที่คิดไว้อย่างนั้น แต่ความตั้งใจก็ไม่เคยส่งไปถึงใครบางคนได้เลย


เคร้ง!!

หลังเสียงโครมครามจากของหลายอย่างซึ่งถูกเหวี่ยงกระจายลงพื้น เสียงหวีดร้องก็ดังขึ้นแทบจะในนาทีเดียวกัน ผมแทบจะกลั้นหายใจยิ่งนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับคนที่ตายแล้ว

‘แกเอามันไปใช่มั้ย ไอ้เด็กสารเลวนี่!!’

‘ผมเปล่า’

‘อย่ามาโกหก ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะเป็นใคร มีแต่แกที่คอยแต่จะก่อเรื่องให้พ่อแกทิ้งฉันไปตลอด!!’

‘เกิดอะไรขึ้นน่ะ’ เสียงของยายดังขึ้นแทรกระหว่างเราสองคน ร่างสูงอายุเดินปราดเข้ามาขวางหน้าระหว่างคนที่คุกรุ่นด้วยอารมณ์ฉุนขาดกับคนที่กำลังสับสนว่าตนเองทำอะไรผิดไป

‘ก็ไอ้เรน่ะสิ มันเอาตังค์ของเรจิที่เคยให้นิไว้ไปซ่อน’

‘ผมเปล่านะแม่’

‘ยังจะมาเถียงอีก ไอ้เด็กไม่รักดี ไอ้ลูกเฮงซวย!!’ มือบางกำเศษแก้วที่แตกกระจัดกระจายตามพื้นขึ้นมาปาใส่ ส่งผลให้แขนที่โผล่พ้นออกมาจากหลังยายโดนเศษแก้วข่วนไปหลายจุด บางจุดก็โดนแรงจนกระทั่งเลือดออก

‘พอ!!พอได้แล้วทำบ้าอะไรน่ะยัยนิ!!’ ยายรีบดันตัวผมจนมิด สถานการณ์เบื้องหน้าดูยากเกินกว่าจะแก้ไข สายตาของผู้เป็นยายหันมองมาทางผมก่อนบอก ‘ออกไปก่อนเถอะอย่าพึ่งกลับมาบ้าน’

‘แต่ยาย...’

‘ไปเถอะ ขืนเราอยู่ตรงนี้มีแต่แม่เขาจะคลั่ง’ ผมตัดสินใจฟังตามคำสั่งของยาย วิ่งไปคว้ากระเป๋าใบน้อยประจำกายแล้วพุ่งตรงออกจากบ้าน...ออกไปโดยที่ไม่รู้เลยว่า...จะได้กลับมาอีกเมื่อไร

สองเท้าพาร่างเหงาๆไร้จุดหมายเดินมาตามทางอย่างเรื่อยเปื่อย นอกจากบ้านแล้วเด็กชายมนายุไม่เคยรู้จักที่พักพิงที่ไหนอีก ชีวิตนี้เขามีแต่ยายเพียงคนเดียวที่ตนเองผูกพัน ยายที่คอยหาตังค์ส่งเสียงให้เขาเรียนหนังสือ คอยสอนให้รู้จักเข้มแข็งทำเรื่องต่างๆด้วยตนเอง ทุกเช้าต้องตื่นขึ้นมาช่วยยายเข็นรถไปตั้งร้านขนมพอตกเย็นก็ต้องวิ่งจากโรงเรียนมารับยาย ช่วยกันเก็บข้าวของหอบหิ้วตะกร้ากลับบ้าน ไม่เคยรู้จักการเล่นสนุกกับเพื่อนๆหลังเลิกเรียนอย่างใครเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง...

‘ใช่พี่ที่อยู่โรงเรียนเดียวกันรึเปล่า’ เสียงทักดังขึ้นมาแต่ไกล รอยยิ้มใสๆถูกส่งตรงมาจากเด็กชายคนหนึ่ง ผมซึ่งกำลังนั่งคู้ลงพิงกำแพงข้างทางแบบไร้หนทางไปเงยหน้ามองเจ้าของเสียง เทียบกันแล้วตัวอีกฝ่ายเล็กกว่าผมไม่มากนัก และไม่คุ้นหน้าว่าเคยรู้จักกัน แต่คำทักทายนั้น...

‘ไอ้บูม ทำไรอยู่วะ ไม่รีบตามมากูไม่พาไปแล้วนะโว้ย’ จบลงตรงที่ใครบางคนมาตะโกนเรียกอีกฝ่าย ไม่นานก็ปรากฏร่างเด็กชายที่ดูสูงใหญ่กว่าแต่หน้าตาละม้ายคล้ายคนตรงหน้าไม่มีผิดเดินเข้ามาหา เจ้าตัวมองมาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ‘ใครวะ’

‘ไปเล่นด้วยกันมั้ย’

‘ไอ้บูมมึงอย่าชวนใครมั่วๆดิวะ’

ถึงพี่ชายจะห้ามแต่เด็กน้อยตรงหน้าก็ไม่สน มันยังคงรบเร้าจนผมต้องเดินตามไปในที่สุด

...ใครจะรู้ว่าวันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง จุดที่ทำให้ผมถลำลึกกับคำว่า ‘ตัวซวย’ อย่างที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน...


‘มึงว่าไงนะ’

‘ถ้ามึงไม่ทำกูจะให้ไอ้บูมมันทำ’ ไม่พูดเปล่ามันหันหน้าไปทางที่น้องชายตนเองกำลังนั่งอ่านหนังสือแล้วตะโกนเรียกชื่อ ‘...ไอ้บูม!!’

‘เชี่ยบอม!!’ ฉับพลันกับที่ผมกระชากคอเสื้อคนตรงหน้าแบบไม่ต้องคิด ส่งผลให้มันหยุดสิ่งที่คิดว่าจะทำแล้วหันมามองหน้าผมอย่างบีบคั้น

‘ตกลงยังไง’

‘อย่าเรียกน้องมึง’

‘แล้วยังไง’

‘...’

‘กูถามว่าเอาไง ถ้ามึงไม่ตอบ...’

‘กูทำเอง’

‘...’

‘ถ้าจะเรียกน้องมึง กูทำเอง’

งานส่งของง่ายๆแต่ได้เงินดีจากคำบอกเล่าของไอ้แห้วเพื่อนร่วมก๊วนไอ้บอม ใครฟังก็รู้ว่ามันไม่มีอยู่จริง การจะลากน้องชายเข้าไปช่วยหารายได้เสริมประเภทนั้นมึงใช้อะไรคิดวะ

ไม่มีทางเลือก...ชีวิตผมไม่เคยมีทางเลือกอะไรมากตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว และผมก็ไม่อยากให้ไอ้บูมเดินตามเส้นทางนี้ อย่างน้อยมันควรจะมีชีวิตที่ดีกว่า ผมตกปากรับคำทั้งๆที่รู้ว่าอันตราย ถ้าพลาดอาจจะหมายถึงอนาคตทั้งชีวิต แต่จะเรียกว่าโชคเข้าข้างก็ได้เพราะพวกเราผ่านมันมาได้ตลอด เรื่อยๆ บ่อยเข้า จนย่ามใจ จนลืมไปว่าสุดท้าย...โชคชะตาก็ไม่มีทางเข้าข้างคนผิด...

‘ตำรวจมากันเต็มเลย เห็นว่ามาจับพวกค้ายา’

กระเป๋านักเรียนแทบหลุดมือทันทีที่ได้ยินเสียงคนละแวกนั้นพูดคุยกัน ผมปล่อยบูมที่เดินกลับจากโรงเรียนมาพร้อมกันไว้เบื้องหลังแล้วรีบรุดไปตามคำบอกเล่าที่ได้ยิน

ภาพที่เห็นทำให้ขนลุกกลัวจนตัวสั่น คนรู้จักคุ้นเคยกันโดนคนในเครื่องแบบจับขึ้นรถไปทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่พี่ชายของคนที่วิ่งตามมายืนเคียงข้างผม

‘เฮียบอม’ เสียงไอ้บูมสั่นจนรู้สึกได้ มันยืนมองพี่ชายที่ถูกล็อคตัวค่อยๆเดินไปขึ้นรถตำรวจก่อนจะขับออกไป

หากย้อนเวลากลับไปได้...หากผมรู้ว่าเรื่องราวต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร ผมคงไม่มีทางทำอย่างนั้นอีกแน่ คงไม่วิ่งไปบอกยายของไอ้บอม จนอาการโรคหัวใจแกกำเริบล้มทรุด คงไม่ต้องทำร้ายหัวใจดวงน้อยๆของไอ้บูมว่าพี่ชายมันโดนจับข้อหาอะไร และคงไม่เสียที่พักพิงสุดท้ายอย่างบ้านยายบัวที่ต้องเอาไปจำนองเพื่อหาเงินมาประกันตัวหลานชาย...และเสียยายบัวผู้เปรียบเสมือนญาติคนที่สองไปตลอดกาล...

ความผิดที่ไม่อาจไถ่โทษได้ถูกเอามาลงกับการเรียน การเคี่ยวเข็ญสอนให้ไอ้บูมดันตัวเองจนจบม.ปลาย เอาสิ่งที่มุ่งมั่นตั้งใจเรียนด้วยตนเอง เพียงแค่หวังว่าสักวันนึงจะได้เอามาใช้ประโยชน์เมื่อเจอพ่อมาต่อยอดหาเงินเก็บเล็กผสมน้อยช่วยเหลือจุนเจือตนเองกับไอ้บูมที่ยังพอก้าวไปข้างหน้าได้จากมรดกก้นถุงที่ยายบัวเก็บไว้ แต่สี่เดือนกับไอ้บอมที่หายไปมันช่างเป็นอะไรที่สั้นนัก...

ผมลืมไปว่าความโชคดีไม่เคยเข้าข้างผม....


‘เชี่ยบอมมึงทำอะไรวะ’

ผมควรจะยินดีกับการที่พี่ชายไอ้บูมมันกลับมา แต่ทว่าการพบหน้ากันตลอดหนึ่งเดือนที่มหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายวางแผนไว้แล้วทุกอย่าง ไอ้บอมมันจงใจมาตามหาคู่อริของตน และการที่ติดต่อหาผมอีกครั้งก็เพื่อเพียงจะให้นำทางมาหาไอ้คนที่นอนงอตัวกุมท้องอยู่ตรงหน้าคนนี้...ไอ้แห้วอดีตเพื่อนร่วมก๊วนชวนทำผิดของมัน

‘ไอ้เรมึงถอยไป ไอ้สัดนี่มันปัดทุกอย่างมาให้กู’ ผมไม่รู้ว่าทำไมไอ้แห้วมันเข้ามหา’ลัยเดียวกับผมได้ แต่ตอนนี้มันก็มาอยู่ตรงหน้าผม มาโดนไอ้บอมซ้อมจนแทบปางตาย

‘มันปัดอะไรไปให้มึง’

‘ยาไง มันยัดยามาให้กู’

‘แต่ซ้อมมันขนาดนี้ก็แทบปางตายแล้วนะเว้ย’

‘แล้วมันคุ้มกับที่ยายกูต้องเป็นอย่างนั้นมั้ยวะ!!’ ไอ้บอมมันโดนจับได้ค่ายบำบัดก่อนที่จะรู้เรื่องราวของยายบัว ไอ้แห้วโดนมันหลอกมาในที่ลับตาคนโดยหารู้ไม่ว่าคนเรียกคืออดีตที่มันเคยจงใจทำร้าย แสงไฟรายทางสะท้อนกับสิ่งแวววาวในมือไอ้บอมที่มันชักขึ้นมาจนเข้าตาผม มีด...ไอ้บอมมันมีมีด

‘มึงจะทำอะไร’

‘กูจะให้มันเจ็บอย่างที่ยายกูเจ็บบ้าง!!’

ฉึก!!

ยังไม่ทันห้ามต้นขาไอ้แห้วที่นอนโอดโอยของความช่วยเหลือก็ถูกปักด้วยมีดพกในมือ เลือดสีแดงฉานเริ่มไหลซึมออกมาตามคมมีด

‘ไอ้บอมมึงทำเชี่ยอะไรวะ!!’ ผมวิ่งเข้าไปผลักอกมันให้ออกห่างพยายามขวางเพื่อเตือนสติ ‘อย่าทำอะไรไม่คิดดิ ถ้ามันตายแล้วยายมึงจะฟื้นมั้ย!!’

‘กูไม่รู้ แต่กูอยากให้มันตาย!!’

‘ถ้าจะให้มันตายงั้นกูซ้อมให้!!’

‘...!!’

‘มึงเก็บมีดมึงไป’

‘...’ ร่างสูงมองหน้าผมสายตาดูไม่ไว้ใจ แต่ก็ยังพับมีดกลับลงกระเป๋าตนเอง

‘งั้นมึงเตะ’

‘...’

‘กูบอกให้มึงเตะ!!’

ผลั่ก!!

ระหว่างมีดกับหมัด ความเสี่ยงที่น้อยที่สุดจากการโดนทำร้ายเป็นผมคงเลือกที่จะใช้ตีนตนเองเตะเข้าไปที่เชิงกรานของไอ้แห้ว แทนของมีคมที่ไม่รู้ว่าจะถูกปักลงร่างนี้ไปอีกกี่แผล หลังจากทำจนไอ้บอมพอใจแล้วจากไป ผมรีบกระเสือกกระสนพาคนนอนเจ็บไปทิ้งที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ในใจก็ได้แต่หวังว่าอย่าให้มันเป็นอะไร อย่าให้เรื่องเลวร้ายไปมากกว่านี้เลย

โชคดีที่เรื่องไม่ได้ปูดขึ้นมาเพราะไอ้แห้วก็กลัวว่าเรื่องราวในอดีตจะทำให้มันโดนหางเลขไปด้วย แต่ไอ้บอมกลับโดนจับเพราะตอนนั้นมีพยานรู้เห็น ส่วนผมที่โดนเพียงกล้องวงจรปิดจับได้ลางๆก็ถูกสังคมประนามจนลุกลามไปถึงเอก แค่นิสัยขี้เอาของไอ้บอมซึ่งทิ้งไว้จนทำให้เด็กร่วมเอกของผมเดือดร้อนก็เพียงพอกับการโดนคว่ำบาตรจากเพื่อนๆแล้วแต่นี่มันกลับเลวร้ายลงเรื่อยๆ...จนผมเคยเกือบคิดที่จะหายไปจากโลกนี้ เพื่อให้ ‘ตัวซวย’ คนนี้หายไปตลอดกาล

ในเมื่อทั้งตอนที่เกิดมาก็ไม่มีใครต้องการ...การที่เขาคนนั้นจะหายไปก็คงไม่มีใครรู้สึก...


เฮือก!!

สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูง ในฉากซ้ำๆที่ผมเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วตัดสินใจว่าจะลบตัวเองออกจากชีวิตของทุกคน...

“เรวะ!”

ภาพเบื้องหน้าเป็นเพดานที่ผมเห็นมาแล้วหลายครั้ง กับใบหน้าของอีกคนที่ชะโงกมามองจากด้านข้าง ความร้อนของหยาดน้ำที่ไหลร่วงออกมาจากปลายตามันทำให้รู้ว่าผมฝัน... ร่างทั้งร่างหอบหายใจแรงจนคุมอาการสั่นไม่อยู่

“มึงเป็นอะไร!” เสียงดังกระทบโสตทำให้ผมต้องเหลือบสายตาไปมองใบหน้าวิตกจริตของคนเคียงข้าง

“ไอ้เม่น”

“ว่าไง”

“กู...หิวน้ำ” ร่างสูงด้านข้างรีบตาลีตาเหลือกหยิบขวดน้ำพลาสติก เปิดฝาประคองตัวผมให้ลุกนั่งแล้วยื่นส่งให้ ด้วยความรีบร้อนจนลืมไปเสียทั้งหมดว่าก่อนหน้าตนเองได้เจอกับอะไร ทำให้ผมเผลอกระแทกขวดน้ำโดนรอยช้ำที่มุมปากเข้าอย่างจัง

“โอ๊ย...”

“เชี่ยหลอด...” มันคว้าหลอดจากในถุงพลาสติกขึ้นมาก่อนฉวยขวดน้ำในมือผมไปเสียบหลอดแล้วยื่นกลับคืนมา ผมรู้สึกกระหาย ของเหลวใสไหลเข้าคอไปเยอะมากจนเกือบจะหมดขวด ก่อนร่างสูงจะมาคว้ามันไปอีกครั้งแล้ววางลงที่เก่า ความเงียบเข้าปกคลุมกะทันหันจนผิดสังเกต ทำให้ผมต้องเงยขึ้นไปมองคนที่นั่งนิ่งจ้องผมอยู่นาน

“มองอะไร”

“ใครทำมึงขนาดนี้วะ”

...ไอ้เม่นมันไม่รู้...มันมาทีหลังเหตุการณ์ทุกอย่าง...

“อย่าสนใจเลย กูแค่สะดุดล้ม” เสตามองไปทางอื่น แต่แล้วการจู่โจมเสื้อยืดคอกลมตัวใหญ่ที่ไม่รู้ว่ามาใส่บนตัวผมตั้งแต่เมื่อไรก็เกิดขึ้น อีกฝ่ายถลกชายเสื้อผมกะทันหันโดยไม่ขออนุญาตผมสักคำ ก่อนชี้ลงไปที่แผ่นท้องซึ่งปรากฏรอยต่างสีบนผิวเนื้อเป็นวงกว้าง

“สะดุดล้มบ้านพ่อมึงดิ แล้วรอยช้ำตรงนี้มึงจะแก้ตัวว่าอะไร!!” เรื่องแก้ตัวผมไม่รู้ แต่ผมยอมแก้เสื้อที่มันยึดไว้แน่นออกจากหัวแล้วล้มลงไปนอนใหม่โดยไม่สนใจมัน “เชี่ยเรวะ มึงอย่าเมินคำถามกูได้มั้ย”

“...”

“พี่ดิบโทรมาหากู บอกว่ามึงโดนคนซ้อม”

“...”

“มีคนเอาชื่อกูไปใช้ หลอกให้มึงไปที่สวน”

หา?

ผมแทบพรวดพราดลุกขึ้น ตกใจกับสิ่งที่ไอ้เม่นบอก แต่แล้วความเจ็บก็แล่นปราดเข้ามาแบบไม่มีการบอกกล่าวจนต้องคู้ตัวงอด้วยความเจ็บปวด

“อูยยย”

“เชี่ยเว้ย รีบลุกทำเพื่อ” มือใหญ่พุ่งเข้ามาประคองผมไว้ ผมหันไปมองหน้ามันพลางกำแขนเสื้อไอ้เม่นไว้มั่นประคองตัว

“มึงหมายความว่ายังไง” เสียงกรอบแกรบดังขึ้นจากการกระทำของอีกฝ่าย ไอ้เม่นหยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ มันเป็นกระดาษที่คุ้นตา...ผมจำได้ว่ามันเป็นโน้ตที่ผมได้มาจากคนแปลกหน้า ร่างสูงคลี่กระดาษออกยกขึ้นให้เห็นข้อความนัดหมายระหว่างเราในตอนสามทุ่ม “ข้อความนี้ กูไม่ได้เขียน”

“หา?”

“มันอยู่ในกระเป๋าเสื้อมึง...ใครก็ไม่รู้แม่งเขียนแล้วส่งให้มึง”

“...” ตกใจไม่น้อย...แทบจะไปต่อไม่ถูก ไอ้ความดีใจที่คิดว่าเจ้าตัวยังพอให้โอกาสผมบ้างมันหายลับไปกับตา แต่อีกใจกลับรู้สึกว่าดีแล้ว ที่ไม่ใช่มัน หากเป็นอย่างนั้นจริงผมคงไม่มีหน้าอดทนนั่งอยู่บนเตียงอีกฝ่ายต่อไปแล้วแน่ๆ ก็ในเมื่อนัดไว้แท้ๆว่าสามทุ่ม แต่จนแล้วจนรอดเจ้าตัวกลับยังไม่มา มันอาจจะเป็นไปได้ว่าไอ้เม่นไม่อยากเจอหน้าผม...

“ไอ้ห่าเรวะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นขัดจังหวะระหว่างที่ผมตกอยู่ในภวังค์ของตนเอง พอเงยหน้าขึ้นมองกระดาษแผ่นนั้นกลับถูกยืนมาให้ใกล้จนแทบกระแทกตา

“ทำไรวะเชี่ยเม่น” ผมปัดมือมันออกตามสัญชาตญาณ จนกระทั่งสิ่งกีดขวางหายไปแทนที่ด้วยใบหน้าหล่อเหลาที่ยื่นเข้ามาใกล้ จนกลืนน้ำลายแทบไม่ทัน

“นี่มึงดูลายมือกูไม่ออกเหรอวะ เรียนคาบอาจารย์แม่ด้วยกันมากี่หนแล้ว ขนาดลายมือมึงกูยังจำได้เลย” ร่างสูงดูหงุดหงิด มันทิ้งตัวลงนั่งข้างๆผมพลางก้มหน้า “กระดาษที่มึงทิ้งไว้ให้กู กูอ่านเป็นร้อยรอบจนจำลายมือมึงได้แล้ว”

“กระดาษ?”

มันปาแผ่นกระดาษเล็กๆอีกใบมาบนตัก กระดาษใบเล็กๆที่ผมเขียนคำขอโทษจากใจส่งให้เด็กนำทาง ฝากมันไปหาไอ้เม่น

“จะวิ่งตามแม่งก็มีคนมาขวาง...ไม่เคยรู้สึกอยากจะลาออกจากวงการคนของประชาชนขนาดนี้มาก่อนเลย”

มัน...จะวิ่งตามผมมา...

“ไอ้เม่น...”

“วันนี้คาบอาจารย์แม่มึงหายหัวไปไหนมา”

“กู...”

“มึงหลบหน้ากูทำไม”

“หา?” กูเปล่าหลบหน้ามึงซะหน่อย

“เป็นเพราะกูปฏิเสธมึงใช่มั้ย”

“ปฏิเสธ? เรื่อง?”

“มึงอย่ามาเนียน ที่มึงหนีหน้ากูเพราะคราวก่อนกูปฏิเสธมึง มึงเลยหนีหน้ากูใช่มั้ย มาคราวนี้มึงเลยร้องไห้ เพราะกลัวจะโดนกูเกลียด มึงเลยบอกให้กูอย่าเกลียดมึง กูบอกตามตรงเลยนะว่ากูไม่เคยเกลียดมึงเลย แล้วทีหลังน่ะ อย่าอยู่ๆก็มาบอกชอบกูแล้วเสือกหายหัวไป กูไม่ชอบอะไรที่มันไม่ชัดเจนเว้ย”

สัดนี่มันแข่งเดอะแร็ปเปอร์เปล่าวะ อย่าบอกนะว่ามันเข้าใจผิดเรื่องที่ผมบอกชอบมันมากกว่าไอ้บูม ผมนิ่งอึ้งคิดกับตัวเองอยู่นานโดยหารู้ไม่ว่าจะทำให้ความเข้าใจผิดของไอ้เม่นลุกลามใหญ่โตเข้าไปอีก

“แทงใจดำเลยดิ ถึงได้ทำหน้าอึ้งน้ำท่วมปากขนาดนี้น่ะ เออมึงทำกูคิดมาก สับสนว่าควรจะทำยังไงกับคำสารภาพที่มึงให้กูมา คิดหาคำตอบจนหัวแทบระเบิด ยากยิ่งกว่าตีลังกาดีดกีตาร์กลับหัวอีกสัด ถ้ากูไม่ไปขอคำปรึกษากับไอ้คีย์ กูคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอก”

“เดี๋ยวเม่น...มึง”

“ตกลงกูจะคบกับมึง”

“...”

“ตั้งแต่วันนี้ไปกูจะเป็นแฟนมึง ค่อยๆศึกษาดูใจกันไป จะชอบหรือไม่ชอบยังไงค่อยว่ากัน”

แต่ก่อนหน้านั้น ช่วยบอกกูทีว่าที่นี่ที่ไหน...ใจผมจะกำลังไปดาวอังคาร....

“มึงอย่าดีใจไป กูบอกแค่ว่ากูจะลองศึกษาดูใจกับมึงก่อน”

“ไม่ใช่...”

“ไม่ใช่อะไรของมึง”

“ไม่ใช่กูแน่นะ ที่โดนต่อยจนสมองกระทบกระเทือนน่ะ” หรือผมจะประสาทหลอนไปแล้ว ยกมือขึ้นจับหัวเผื่อจะเจอแบล็คโฮลทะลุข้ามมิติไปยังโลกคู่ขนานที่มีไอ้เม่นคนปกติกำลังทำงานดีดกีตาร์อยู่ร้านข้ามคืน...แต่กลับคลำเท่าไรก็หาไม่เจอ

“เป็นบ้าอะไรของมึงแล้วจับหัวทำไม” มันยื่นมือมาจับมือผมไว้ จนผมสะดุ้งโหยง พวกเราสองคนจ้องตากันด้วยความรู้สึกประหลาดโคตรๆ

“เม่นกู...ไม่ได้หลบหน้ามึงนะ”

“ตอแหลแล้วสัด ทุกวันนี้มึงโผล่มาหากูไม่ซ้ำวัน หายไปวันนึงก็เท่ากับมึงหลบหน้ากูแล้ว”

“เม่น...”

“อะไร”

“นี่มึง”

“กูทำไม”

“คิดถึงกูขนาดนี้เลยเหรอวะ”

“...!!” ผมกะจะเนียนแหย่มันเพื่อบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นเหมือนเคย แต่ไอ้เม่นกลับหน้าแดงขึ้นมาแบบไม่ปรึกษาเภสัชกร มันไม่โวยวายปฏิเสธบอกปัดเหมือนทุกครั้งแต่มันนั่งนิ่งมองหน้าผม...

“กู...คิดถึงมึง”





[พาร์ตของเม่น]

“กู...คิดถึงมึง”

ผมทวนคำที่ไอ้เรวะมันถามแบบสติเลื่อนลอย...หา?...เดี๋ยวๆๆ เชี่ย!!ผมเนี่ยนะคิดถึงมัน สัดบ้าไปแล้ว

“มึง...คิดถึง...กู” ไอ้เรวะเหมือนอึ้งกับคำบอกเล่าของผมไปแล้วเช่นกัน มันนั่งทวนคำเบิกตาโพลงมองตรงมาไม่กระพริบ

“เชี่ย...กูไม่ได้คิดถึงมึงเว้ย!!” พูดจบก็ยกมือขึ้นไปตีหัวมันกลบเกลื่อนอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนมันร้องโอดครวญออกมา พลางลูบหัวป้อยๆทำเสียงกระเง้ากระงอดน่าหมั่นไส้ฉิบหาย

“งั้นมึงก็จำไว้เลยว่ากูก็ไม่ได้หนีหน้ามึงเพราะมึงปฏิเสธกู”

“หา?” ไอ้เรวะมันยู่คิ้วทำปากสระอิ เหมือนจะแก้แค้นผมเรื่องที่ผมบอกไม่คิดถึงมัน

“กูไม่ได้สารภาพรักกับมึง”

“นี่มึง...ไม่ได้ชอบกู”

“ชอบดิ”

“...!!” จะเอายังไงของมันวะ เดี๋ยวบอกว่าไม่ได้สารภาพ เดี๋ยวบอกว่าชอบผม มึงจะเอายังงั้ย!!

“แต่ไม่ได้หมายถึงในเชิงชู้สาว” มันพูดทั้งๆที่หันหน้าไปทางทีวี นี่มึงกำลังคุยกับผีซาดาโกะอยู่เหรอ มึงคุยกับใครก็หันมองหน้าคนนั้นดิวะ

“เรวะ”

“อะไร”

“หันมา” ไม่ได้มโน แต่ผมรู้สึกได้ว่าร่างตรงหน้าสะดุ้งเล็กน้อย มันค่อยๆผินหน้ามาช้าๆส่งอารมณ์นิ่งสงบสยบการเคลื่อนไหวมาเต็มที่ พลางเอ่ยตอบเสียงเย็นทันทีที่เผชิญหน้ากับผม

“ทำไม”

“จ้องตากูนะ” ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “มึงรู้สึกแบบใจเต้นตึกตักอะไรมั้ยวะ” เอาวะ ผมไม่เชื่อหรอกว่ามันไม่คิดอะไรเลย เซ้นส์ผมมันบอกอย่างนั้น

“เม่น...”

“ว่าไง”

“ถ้าใจไม่เต้นกูก็ตายแล้ว”

“สัด” ถามดีๆแม่งชอบให้มีโมโห

“ทำไมชอบด่ากู”

“แล้วอย่างกับมึงชอบทำตัวให้กูชมนักนี่...อุ๊บสส!!” การจู่โจมอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในยามที่ผมกำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยง ริมฝีปากบางช้ำของอีกฝ่ายแนบลงมาทาบทับริมฝีปากผมกะทันหัน

“ทะ...ทำอะไร”

“พิสูจน์ไง”

“ว่า”

“ว่ากูไม่ได้รู้สึกอะไรเลย”

“...”


มึงไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ไอ้เหี้ย ใจกู ใจกู เต้นด้วยอัตราเร็วร้อยล้านครั้งต่อชั่วโมงไปแล้ว...

...TBC...

++++++++++++++++


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14040
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +413/-25
ให้มีเรื่องเอาคืนพวกนั้นหน่อยเถอะ

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1162
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +277/-0

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 18 :: เดทแรกกับแฟน(ผู้ชาย)คนแรก


“ไอ้เม่น หยุดมโน”

“...”

“กูไม่ได้คิดกับมึงแบบนั้นจริงๆ”

...แล้วสิ่งที่กูเตรียมใจมาตลอดสัปดาห์นี่มันคืออะไรวะ...

ร่างโปร่งถลกผ้านวมออกจากขาทำท่าจะลุกจากเตียงอย่างเร่งด่วน ผมถึงกับรีบคว้าข้อมือมันไว้ก่อนที่ร่างของใครอีกคนจะพ้นออกจากขอบเขตรัศมีเตียงไป

“จริงเหรอวะ”

“เรื่องอะไร”

“เรื่องที่ว่ามึงไม่คิดอะไรกับกูจริงๆ”

ปกติถ้ามีคำตอบในใจก็น่าจะพูดออกมาได้ทันทีดิ แต่นี่มันกลับนิ่งไปพักใหญ่กว่าจะตอบได้ผมแทบกลั้นใจรอ

“จริง”

“งั้นมึงจูบกูอีกรอบ”

“เม่นมึง...”

“ถ้าคราวนี้มึงจูบแล้วมึงบอกได้ว่าไม่คิด กูจะไม่เซ้าซี้อะไรกับมึงอีกแล้ว”

ข้อเสนอโคตรดี ราวกับผ่อนฟรีศูนย์เปอร์เซ็นต์สิบเดือน ผมคิดไอเดียนี้อีท่าไหนถึงได้จะให้มันมาจูบผมอีกรอบวะ แต่ใจที่เต้นระส่ำเมื่อครู่นี้บอกเลยว่าผมอยากมีรอบที่สอง..

“กู...”

“จะจูบไม่จูบ”

“เม่นมึงบ้าไปแล้วแน่ๆ”

เออบ้าก็บ้าวะ ยอมรับคำแต่โดยดีไม่มีโต้แย้ง คว้าท้ายทอยมันลงมาใกล้ก่อนแนบริมฝีปากลงไปยังกลีบปากนุ่มอีกครั้ง มันกำลังเจ็บเพราะปากแตกผมเลยพยายามอย่างมากไม่ให้กระทบกระเทือนแผล อีกฝ่ายที่อยู่เหนือขึ้นไปต้องฝืนโน้มตัวลงต่ำ เรวะมันส่งเสียงประท้วงเล็กๆที่พอเดาได้ว่ามาจากความเจ็บที่ช่องท้อง ผมเลยรวบเอวคอดของมันที่ไร้เสื้อปกคลุมดึงร่างตรงหน้าเข้าใกล้ให้แนบชิดกันมากขึ้น

พอเข่าอีกฝ่ายสัมผัสเตียง ผมดันตัวขึ้นไปใช้แขนรัดรึงร่างตรงหน้าไว้ทั้งตัว ร่างโปร่งประท้วงส่งเสียงออกมาทางปาก ผมเลยฉวยโอกาสสร้างสัมผัสที่ลึกซึ้งหนักกว่าด้วยการแทรกลิ้นเข้าไปชิมสัมผัสอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น...


“เม่น”

“...”

“เชี่ยเม่น”

แป๊ะ!!

“...!!”

“เหม่อทำซากอะไร”

ซาก...ซาก...ซากศพตัวกูเองเนี่ยแหละ!!...เมื่อกี้กูละเมอเหรอเนี่ย เฟี่ยยยยยยยยยยยย

ผมรีบขยับตัวถอยห่าง กลัวมือลั่นไปทำอย่างที่มโนเมื่อครู่ แต่ไอ้เรวะกลับเป็นฝ่ายเติมเกมส์รุกเข้าหาผมยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนกระทั่งผมต้องเอนศีรษะไปติดกับหัวเตียง

“ทะ...ทำอะไรของมึงวะ”

“เม่น มึงหน้าแดง”

“กะ...กูดื่มเหล้ามา!! ตอนอยู่ร้านพี่ตี๋!!” โกหก ร้องเพลงร้านพี่ตี๋มีแต่ได้ดื่มนม พี่แกมันมีนโยบายนักร้องในร้านห้ามเมา

รู้เลยว่ามันหลุบตามองริมฝีปากผมแทนที่จะตั้งใจฟังคำตอบ ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอพลางใช้สิ่งที่เรียนจากกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ครั้งล่าสุดมาทำให้จิตใจสงบอย่างสุดความสามารถ

“จะว่าไปก็รู้สึก” กระชากสติกลับมามองคนตรงหน้าแทบจะในทันที

“มึงว่าไงนะ”

“ถ้าบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็โกหก”

“มึงหมายถึง”

“ลองจูบกันอีกรอบมั้ย”

!!!!

ไอ้เรวะมันยิ้ม ส่วนผมตาถลนระดับสิบ...จัดระเบียบความคิดตามไม่ทัน จนกระทั่งมันตีบ่าผมปุบๆ

“กูล้อเล่นน่ะ ดูหน้าตามึงตอนนี้ดิ” ยิ้มอีกแล้วโว้ย ยิ้มเรี่ยราด ยิ้มไม่ปรึกษาใจกูเลยสักนิด เรวะมันถอยตัวออกไปจนผมรู้สึกว่าอยู่ในระยะปลอดภัย มันหยิบซากเสื้อของมันที่ผมเป็นคนถอดไว้ขึ้นมาใส่อย่างเดิม ผมดันตัวขึ้นมาจัดเสื้อแสง ก่อนมองคนที่โดนซ้อมมาด้วยสายตาตำหนิ

“จะล้อเล่นอะไรมึงก็ดูสถานการณ์บ้างดิวะ”

“โอเค วันหลังกูจะพยายาม”

“ให้มันได้อย่างนี้ดิ”

“แต่เรื่องคบกัน กูขอรับข้อเสนอนั้นนะ”

“ตามใจแล้วแต่มึงเลย”

หืม?

“ฮะ??!!!!”

“ตั้งแต่ตอนนี้ไป เราเป็นแฟนกันแล้วนะ ดาร์ลิ้ง”




แสงแดดลอดผ่านผืนม่านข้างหน้าต่างที่สะบัดพลิ้วไหวไปมาตามตามสายลมโชยอ่อน แถบสว่างเคลื่อนผ่านใบหน้ารบกวนจังหวะการนอนจนต้องปรือตาขึ้นมาในที่สุด

วันนี้เป็นเช้าวันเสาร์ บรรยากาศโคตรเหมาะแก่การนอน...

ไม่นงไม่นอนมันแล้ว!! ผมลุกพรวดพราดมองคนข้างกายที่นอนเคี้ยวน้ำลายไม่วางตา ใช่ เมื่อวานนี้มันจบไปตรงที่ไอ้เรวะบอกว่าจะเป็นแฟนผม แล้วมันก็เผลอหลับไปด้วยความเพลีย ปล่อยให้ผมต้องดันมันไปชิดริมขอบเตียงเพื่อจะยัดตัวเองลงนอนได้ ทำไมชีวิตกูกลายเป็นแบบนี้ไปได้วะ

ใบหน้าเปื้อนรอยช้ำเห็นชัดกว่าตอนดึกที่โดนเงาสลัวจากหลอดไฟในห้องบดบัง ยิ่งเจ้าตัวเป็นคนผิวขาวก็ยิ่งเห็นเด่นชัดกว่าจุดอื่นทั่วไป ร่างตรงหน้าหายใจด้วยจังหวะสม่ำเสมอในมือกำผืนผ้านวมแนบกับพวงแก้มนิ่ม พอผมจ้องอยู่สักพักอีกฝ่ายก็ขยับตัวปรือตาขึ้นมา

“เม่น”

“ตื่นซะทีนะมึง”

“เช้าแล้วเหรอ”

“อืม”

“ง่วงจัง”

“หลับต่อก็ได้หนิ”

“มึงจะไปกินข้าวรึยัง”

“ว่าจะอาบน้ำแล้วออกไปซื้ออะไรเข้ามา”

“กูไปด้วย”

“มึงนอนไปเถอะ เดี๋ยวกูซื้อเข้ามาให้”

“กูอยากออกไปกินกับมึง”

“งั้นมึงต้องไปอาบน้ำ”

“...”

“เมื่อวานตัวมึงเน่ามาก แค่เช็ดตัวแล้วยอมให้มึงมานอนบนเตียงก็บุญขนาดไหนแล้ว”

“เมื่อวานมึงเช็ดตัวให้กู”

“ไม่ต้องมาคิดลึก ที่เลอะเทอะสุดมีแค่เสื้อ กางเกงมึงเปียกแต่ยังไม่ซึมถึงกางเกงในกูเลยเปลี่ยนให้แต่เสื้อกับกางเกง”

“เสื้อยืดตัวนี้...” มันตลบผ้านวมที่ห่มบนตัวมันออกด้วยตีนก่อนยกขาขึ้นชูให้ผมดู “กับกางเกงบอลตัวนี้เนี่ยนะ...อะโอ๊ย”

“เชี่ย เล่นอะไรไม่ระวัง” แทบกระโดดพุ่งเข้าไปใกล้พลางจัดท่าทางที่งอตัวเป็นกุ้งลวกของมันให้อยู่ในท่าตรงเสมอกัน “ท้องโดนต่อยไปขนาดนั้นหัดระวังมั่งดิวะ เมื่อวานกูไม่ได้ทายาให้ด้วย” อย่าสร้างภาระเพิ่มให้กู ผมจ้องหน้าคนเจ็บอย่างคาดโทษ

“ขะ...ขอโทษ”

“แทนที่จะมาขอโทษกูทีหลังก็หัดคิดก่อนทำบ้าง มึงช้ำในตายไปแล้วกูจะบอกแม่นิยังไง”

“เปล่าไม่ใช่เรื่องนั้น”

“แล้วเรื่องอะไร”

“เรื่องเสื้อ”

“จะอะไรวะกับแค่เสื้อ”

“แต่นั่นมันเสื้อมึง...”

“เสื้อกูแล้วไง”

“กูทำมันพัง”

“แค่มึงไม่พังก็พอแล้ว”

“...”

“แค่มึงรอดมาได้ก็พอแล้ว”

“...” จู่ๆจมูกโด่งเป็นสันได้รูปสวยก็ปรากฎริ้วแดง ดวงตาแววใสปรากฏรื้นน้ำขึ้นคลอเบ้าตา

“แล้วก็เจ๊ากันกับที่กูดึงเสื้อมึงขาดวันนั้นด้วย”

“ตะ...แต่เสื้อวันนั้นก็เสื้อมึง” สัด...สรุปกูเหลือเสื้อนักศึกษาอยู่ในตู้กี่ตัววะ “กูจะใช้คืนจริงๆ ทุกอย่าง...ที่กูเอามาจากมึง...กูสัญญา”

“ไม่ต้องมาสัญญิงสัญญา เอาหน้าตามึงให้รอดก่อน” ยกผ้านวมขึ้นแปะหน้ามันไป พลอยทำให้ดวงตาชื้นน้ำคืนกลับมาแวววาว
สดใสเหมือนอย่างเคย “ไปอาบน้ำ แล้วออกไปหาอะไรกินกัน”





บทสรุปของอาหารเช้าคือการออกมาเดินตลาดข้างมอกับเรวะ ปกติตลาดนี้ตอนเช้าจะคึกคักอยู่แล้วแต่ยิ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ผู้คนจะยิ่งมากเป็นพิเศษ เช้านี้อากาศยังดีพอเรียกได้ว่าไทยมีหน้าหนาวแค่เฉพาะตอนเช้าได้บ้าง ผมกับคนข้างๆเลยสูดอากาศสดชื่นได้เต็มปอด ก่อนสอดส่ายสายตาไปมาหาสิ่งต้องตามาเป็นอาหารเช้าของพวกเรา

“เม่น” คนเดินตามด้านหลังสะกิดผม “กูขอแวะร้านผลไม้ได้มั้ย”

“เอาดิ” ไม่น่าเชื่อว่าหน้าตาอย่างมันจะเป็นสัตว์กินพืช ผมพยักหน้ารับรู้ ก่อนมันจะวิ่งแจ้นไปหาป้าแม่ค้าร้านผลไม้  มันยืนมองกองกล้วยหอมหวีสวยที่ตั้งป้ายลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ไปมาก่อนคว้าหวีที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้งหมดยื่นให้แม่ค้า แล้ววิ่งกล้วยห้อยต่องแต่งกลับมา “ไม่น่าเชื่อว่ามึงชอบกินกล้วย”

“อ่ะ” ยื่นให้กูเฉย

“เออๆเห็นมึงเจ็บตัวหรอกนะ” ไม่งั้นกูไม่ช่วยถือหรอก คว้าของที่ยื่นให้มาไว้กับมือ เจ็บแล้วยังเสือกซื้อของหนักไม่เจียมสังขารตัวเองอีกนะมึง

“เปล่า หวีนี้กูให้มึง” ผมหันไปมองหน้ามันแทบจะในทันที

“ให้กู”

“ไถ่โทษที่กูเหยียบกล้วยมึงตอนวันแรกที่เจอกัน”

“...”

ภาพฉากวันแรก...ความจริงถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่าวันที่สองที่เราทั้งคู่เจอกันระหว่างผมกับมันหลุดขึ้นมาเป็นฉากๆ วันนั้นเป็นวันที่ผมวิ่งไล่ล่าเพราะเข้าใจผิดว่ามันเป็นขโมย จนจบด้วยกล้วยผมแบนเพราะมันเหยียบ ส่วนเสื้อมันก็ขาดเพราะโดนผมกระชาก

“มึงชอบกินกล้วยเหรอ”

“เปล่า”

“อ้าว”

“กูกินเพราะช่วงนั้นไอ้หงส์มันชวนแดกหมูกระทะเยอะ หุ่นไม่ค่อยเฟิร์ม”

“แล้วตอนนี้”

“กลับมาเหมือนเดิมแล้ว” มันพุ่งสายตาอยากรู้อยากเห็นมาที่ท้องผม หึ...กูรู้ว่ามึงอิจฉาหุ่นกู เห็นถามถี่ๆมาตั้งแต่ตอนยืมเสื้อแล้ว ผมจับชายเสื้อยืดสีดำที่ใส่ติดตัวแล้วชักขึ้นให้มันเห็นหน้าท้องแบบวับๆแวมๆหยอกคนตรงหน้าเล่น

“สัด...ขี้อวดฉิบเป๋ง” ปากแม่งบิดไปสามสิบชั่วโคตร ผมเผลอหลุดหัวเราะออกมา เอ็นดูมันว่ะ

“จะดูอีกมั้ย”

“ไม่เอาแล้ว”

“อ้าวเหรอ กะจะให้ดูชัดๆอีกรอบนึงสักหน่อย”

“คราวนี้ขอจับ” สัด ขนกูลุกเกรียวพร้อมโดยไม่ได้นัดหมาย

“อยากจับก็จับของตัวเองดิวะ”

“ของกูไม่มีนี่หว่า”

“เดี๋ยวกูทำให้มีเอง” ช่วงที่คบกัน กูจะเคี่ยวเข็ญมึงทุกวันเลยคอยดู...

มันดูเหมือนจะเมินเฉยต่อเรื่องที่ผมประกาศกร้าวอยู่ในใจ ให้ตายเถอะ


พวกเราเดินมาเรื่อยๆโดยมีกล้วยเป็นภาระหนึ่งเดียวในมือผม เดินเข้าตลาดวนออกมาริมถนนใหญ่จนไอ้เรวะมันเอ่ยถามผมขึ้นมา

“มึงจะกินอะไร เอาโจ๊กอีกมั้ย”

“แดกโจ๊กจนเบื่อแล้วว่ะ ตอนท้องเสียมึงก็ซื้อมาให้ กูขอแดกอะไรแปลกใหม่มั้งเหอะ”

“แดกกูมั้ย แปลกใหม่แน่นอน”

“มึงจะให้กูท้องเสียเพิ่มหรือไง” อีกฝ่ายหัวเราะจนผมต้องเอื้อมมือไปตบหัวมันเบาๆสั่งสอน ยิ่งตบยิ่งเอิ๊กอ๊ากหนักเข้าใหญ่ นี่สรุปกูคิดผิดใช่มั้ยที่ตบหัวมึงเนี่ย เผอิญสายตาเหลือบไปเห็นอีกร้านหนึ่งที่ชื่อดังพอพอกันกับร้านโจ๊กใกล้มอ เลยรีบหันไปเรียกไอ้เรวะ

“กูอยากกินข้าวมันไก่”

“เอาดิ” จบคำอนุญาตรีบตบเท้าเข้าร้านด้วยความหิว ไอ้เรวะมันยืนอยู่ด้านข้างกวาดตามองไปรอบร้าน พอเห็นเมนูสายตาก็หยุดมองอย่างประเมิน

“ป้าครับเอาข้าวมันไก่สองจานไม่เอาหนัง ข้าวขอเป็นข้าวธรรมดานะครับ ไม่เอาข้าวมัน แล้วก็ขอไก่เอาแต่เนื้อเพิ่มอีกจาน”

“กินอะไรเยอะแยะขนาดนั้นวะ” ไอ้เรวะมันท้วงกับการสั่งไม่บันยะบันยังของผม

“ของกูคนเดียวที่ไหนล่ะ ของมึงด้วย”

“ฮะ?” ก่อนจะงงไปมากกว่านี้ ผมคว้าข้อมือของอีกคนลากเข้ามาหาที่นั่งในร้านเพราะกลัวจะขวางทางชาวบ้านที่มาต่อคิวซื้อ เรียกว่าโชคดีก็ได้ที่วันนี้พวกเราออกมาเร็วร้านเลยดูคนไม่เยอะอย่างที่เคยเห็น พวกเราเดินเข้ามาตรงโต๊ะในสุด น้ำแข็งเปล่ามาวางเสิร์ฟทันทีที่หย่อนตูดลงเก้าอี้ พร้อมกับคำท้วงติงของคนตรงหน้า  “สั่งอะไรทำไมไม่ปรึกษากู”

“มาร้านข้าวมันไก่ มึงจะสั่งอะไร กะเพราไก่ไข่ดาวเหรอ”

“ข้าวหมูกรอบไง”

“กินข้าวมันไก่ไปน่ะดีแล้ว”

“แต่มึงสั่งข้าวธรรมดา แล้วจะเรียกว่าข้าวมันได้ยังไง”

“กูบอกแล้วไงว่าจะสร้างให้มึงมีซิกแพค”

“ไม่ถามความเห็นกูสักคำ บางวันกูก็อยากกินของอร่อยบ้างเปล่าวะ” วันนี้ไอ้เรวะมันพูดมากเว้ย ปกติอะไรก็ได้แท้ๆแล้วทำไมมาวันนี้... จู่ๆผมก็เอะใจกับอะไรบางอย่าง...หรือว่า...

“เรวะ”

“ว่า?”

“เมื่อวานมึงไม่ได้กินข้าวเย็นใช่มั้ย”

“...”

“ที่ไปนั่งรอกูเนี่ย ไม่ได้กินข้าวเย็นก่อนไปใช่มั้ย”

“...” มันนิ่งไป แม่งชัวร์เลย เดาจากนิสัยของมันที่มาหาผมหลังคาบอาจารย์แม่ทั้งๆที่ไม่ได้กินข้าวเที่ยง แล้วไหนจะนอนแบ็บอยู่บนเตียงเพราะโหมงานหนักไม่ยอมแม้แต่จะพักรับประทานอาหาร คนที่เวลาตั้งใจทำอะไรแล้วจะไม่สนใจร่างกายอย่างมัน คราวนี้มีหวังไม่พ้นอดอาหารแล้วรีบตะลีตะลานมาหาผมแน่ๆ

“งั้นมึงต้องกินเยอะๆ” ข้าวมันไก่มาวางเสิร์ฟให้ในจังหวะโคตรเหมาะ พอจานลงจอดภาคพื้นดินผมก็คว้าช้อนส้อมแล้วจิ้มไก่ชิ้นใส่จานเจ้าคนขาดสารอาหารรัวๆ “แดกเข้าไปจะได้โตไวไว”

“เยอะไปแล้วมึง” เรวะมีท่าทีอิดออดมันจับจานตั้งใจขยับหนีแต่ผมรู้ทีเลยหนีบขอบจานไว้

“แดกเข้าไป มื้อนี้กูเลี้ยงเอง”

“แต่กูกินไม่หมด”

“ไม่หมดค่อยว่ากัน ที่เหลือกูเก็บเอง” สะกิดใจเหลือบไปเห็นแตงกวา ผมเลยหนีบติดส้อมกลับมาวางใส่จานตัวเองด้วย พร้อมกับเรวะที่เริ่มขยับช้อนส้อมมาคว้าก้อนเลือดออกไปจากจานผม

“มึงรู้ได้ไงว่ากูไม่กินแตงกวา/เลือด”

แปลกใจ ต่างฝ่ายต่างงงว่าปฏิกิริยาที่ทำไปโดยอัตโนมัติของอีกฝ่ายดันกลายเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างต้องการ

“ก็เห็นมึงไม่กินกะหล่ำ ก็ไม่น่าจะชอบกินผัก กูเลยนึกว่ามึงไม่น่าจะชอบแตงกวาด้วย”

“มึงไม่ชอบเครื่องใน ยังไงๆมึงก็ไม่น่าจะชอบแดกเลือด”

“...”

“...”

จากที่เคยคิดว่ามันกับผมต่างกันสุดขั้ว ถ้ามาเจอกันเมื่อไรคงได้เป็นแค่จิ๊กซอว์ที่ต่อเข้ากันอย่างฝืนๆ...แต่พวกเรากลับเข้ากันได้มากกว่าที่คิด

“ขอน้ำจิ้มหน่อย” ผมดันถ้วยน้ำจิ้มจิ๋วไปให้ ส่วนไอ้เรวะก็ก้มหน้าคลุกไก่กับข้าวในจาน มันหลบตาผม รู้สึกได้เลย ไม่ได้คิดไปเอง ส่วนผม...ทำไมถึงเผลออมยิ้มจนหุบไม่ลงวะ...


รู้นะว่าไอ้เรวะมันพยายามจะกินเข้าไปให้มากที่สุด แบบไม่ให้เสียทีที่ผมพยายามบอกให้มันโตไวไว พอกินอิ่มเสร็จพวกเราสองคนก็มาเดินย่อยต่อกันที่ตลาด เผื่อหาของซื้อเข้าหอไปทานเป็นข้าวเที่ยง จนกระทั่งเสียงบางอย่างดังขึ้นมาเตือนสติผม

Rrrrrrrrr

หยิบมือถือที่สั่นครืดคราดจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมา ไอ้เรวะเหมือนจะรู้ตัวเลยเอื้อมมือมาคว้าถุงกล้วยไปช่วยถืออัตโนมัติ ผมจ้องหน้าจอปรากฏเบอร์โทรศัพท์คุณแม่สุดที่รักบังเกิดเกล้าโชว์หรา กูถึงกับบางอ้อว่า...

...เชี่ยโว้ยยยยย เมื่อวานกูไม่ได้กลับบ้าน แถมไม่ได้บอกแม่ด้วยว่ามาค้างหอ...

รีบสัมผัสหน้าจอรับสาย ปล่อยเสียงสั่นไหวเข้าไปแบบเกรงกลัวแม่มากมาย

“คะ..ครับ”

[เม่น เมื่อวานนี้ทำไมไม่กลับบ้าน]

“...!!” ลืม!! ลืมเตรียมคำตอบเว้ยยย ทำไงดีวะ

[ไปค้างที่ไหนมาฮะ แม่เป็นห่วงรู้มั้ย]

“คะ..ค้างหอน่ะแม่”

[ค้างกับใคร?]

“ฮะ?” มันใช่ประเด็นเหรอวะ?

[หนูเรมใช่มั้ย]

เหี้ยยยยยยยย แม่กูรู้ได้ไง

“คะ...ใครบอกแม่” ไอ้หงส์ ไอ้ต๊อบ หรือไอ้คีย์ ใครบอกแม่กูวะ!!

[เปล่า แม่มโนเอาเอง]

หา!!!

[เดาถูกซะด้วยสิ...แย่เลย ทำไมเซ้นส์ดีอย่างนี้นะ รู้งี้ไปสอบเป็นเอฟบีไอตอนอยู่ดี.ซี.ก็ดีหรอก]

“ปะ...เป็นช่างภาพอย่างนี้ต่อไปเถอะครับ” อย่าเป็นมากกว่านี้เลยกูขอ

[นั่นสินะ จะได้เป็นปาปารัซซี่แอบถ่ายภาพลูกชายแม่กับหนูเรมต่อไป] โอ้โห...โคตรกู๊ดไอเดียเลยครับ!!

“โธ่แม่...ผมบอกแล้วไงว่าผมกับมันไม่ได้...”

[...]

ผมลืมไป...

[ไม่ได้อะไร เงียบไปทำไมล่ะ...มีพิรุธนะเรา]

“ผมกับมัน...”

[...]

“เป็นแฟนกันแล้วนะครับแม่”

ตุบ!!

เสียงผิดปกติดังมาจากด้านข้าง ผมหันหัวไปตามที่มา จนกระทั่งรู้ว่าไอ้เรวะมันทำถุงกล้วยตกพื้น ท่าทางมันผิดปกติเบิกตาโพลงยืนมองผมนิ่งเหมือนช็อกกับบางอย่าง

[จะ...จริงเหรอเนี่ย] เสียงแม่เรียกสติให้กลับมาจดจ่อกับคนปลายสาย

“ครับ เมื่อวานไอ้เรวะมันโดนนักเลงแถวนี้ทำร้าย ผมเลยต้องมาดูแลมัน”

[ตายจริง แล้วเป็นไงบ้าง ได้พาไปโรงพยาบาลรึเปล่า]

“ยังไม่ได้พาไปครับ ดูอาการยังไม่หนัก...แต่ว่าตอนนี้...” ชำเลืองไปทางอีกฝ่าย “สงสัยคงต้องพาไปแล้วล่ะครับ”

อาการหนักเอาเรื่อง แม่งนิ่งไปเหมือนหุ่นยนต์ถ่านหมด แถมยังคู้ลงไปหยิบถุงกล้วยแบบไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาได้อีก

[งั้นก็รีบพาไปเถอะ อย่าปล่อยให้อาการหนักไปมากกว่านี้ ดูแลน้องด้วยนะ เขาอุตส่าห์มาดูแลเราตอนป่วย]

“ครับ” ผมรีบวางสาย ก่อนขยับกายลงไปนั่งยองๆตามอีกฝ่ายที่ไม่ลุกขึ้นมาเสียที ใบหน้าขาวแหงนเงย สักพักเสียงฮึกๆก็ดังขึ้นมาเป็นจังหวะถี่ๆ

“เฮ้ยมึงสะอึกเหรอ”

“อึ๊ก! กูเปล่า อึ๊ก!” ทำไม...ทั้งที่ดูน่าสงสาร...แต่กูกลับ...

“อุบ...ฮึก...ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

“ขำ...อึ๊ก! เหี้ยอะไรของมึงวะ อึ๊ก! ไอ้เม่น!” มันยกมือมากระแทกไหล่ผมดังปั้ก สะทกสะท้านนิดหน่อย แต่เอ็นดูโคตรมากกกก ยกมือขึ้นลูบหัวมันไปหนึ่งที แหนะ มียกขึ้นมาปัดมือกูทิ้งอีก

“เออๆ ไม่ขำแล้ว กลับหอกัน หึ” หยิบถุงกล้วยพลางพยุงไอ้คนตัวเล็กกว่าผมขึ้น กอดคอมันเดินทั้งๆที่สะอึกไปตลอดทาง





“อึ๊ก!”

“...”

“อึ๊ก!”

“ทำไงให้หายวะ นี่ดื่มน้ำปาไปขวดที่ห้าแล้วนะเว้ย” ขวดที่ห้าแถมมากับการวิ่งเข้าห้องน้ำถี่ๆของไอ้ตัวขาวตัวดีตรงหน้าผม ตอนนี้มันนั่งบิดไปบิดมาสามรอบก่อนหันมองมาทางนี้

“กูขอเข้าห้องน้ำ” วิ่งแจ้นหายวับไปกับตา ผมถึงกับเครียดหยิบมือถือขึ้นมาหาวิธีการรักษาอาการสะอึก พอเจ้าตัวดีเดินออกมาถึงกับกวักมือเรียกให้ลงนั่งยังเก้าอี้ตัวข้างๆ

“หายยัง” มันส่ายหัวพลางพยายามกลืนก้อนสะอึกที่มาระลอกสองลงคอเป็นการใหญ่ ผมยกมือสองข้างขึ้นไปจับศีรษะตรงระดับขมับมัน ร่างที่โดนกระทำถึงกับหลุกหลิกไปไม่เป็น

“ทะ...ทำอะไรน่ะ”

“หาวิธีแก้ให้มึง” นิ้วหัวแม่มือขยับไปแตะหัวคิ้วพลางกดเบาๆสลับหนักผสมกัน “ในเน็ตบอกว่ากดแบบนี้แล้วจะหาย” กดไปกดมาสักพักมันเคลิ้มเริ่มหลับตา ร่างโปร่งพยักหน้าเบาๆไปมาเหมือนจะได้ผล “เป็นไง รู้สึกไงบ้าง”

“รู้สึก...สบาย อึ๊ก!!”

“...”

“...”

สัด...สบายแต่ไม่หายเนี่ยนะ เอาไงดีวะ หยิบมือถือไถดูบรรทัดที่สอง สูตรต่อไปเขาให้กลั้นหายใจแล้วดื่มน้ำ อันนี้ก็ทำจนดีท็อกซ์ของเสียในตัวมันไปหมดแล้วมั้ง ข้อต่อไป ข้อต่อไป...

“แลบลิ้นดิ๊”

“ฮะ?”

“แลบลิ้นออกมา”

“ทำไมจะต้องแลบ...อึ๊ก!!”

“เอาน่า” ไม่รู้เหตุผล แต่จำใจต้องทำเพราะมันไม่หาย ไอ้เรวะกำลังทำท่าเหมือนไอน์สไตน์ที่กำลังโดนนักข่าวขอถ่ายภาพ มันแลบลิ้นออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ หากไม่วายสะอึกไปตามจังหวะการแลบลิ้นด้วย พอเห็นออกมาได้พอสมควรผมก็จับไปที่ส่วนอ่อนนุ่มนั้นทันที

“ไอ้เอ่น!”

“...”

“อำอะไอ อึ๊ก!” เรวะตกใจจนขอบตาชื้น

“เขาบอกว่าให้แลบลิ้นออกมายาว” แต่ทำไมยังได้ยินเสียงสะอึกอยู่เลยวะ

“อื้ออออ เอ็ม อู เอ็มมมม” เอ็มอะไรของมันวะ ไม่รู้แหละ ไม่สน มึงต้องหายด้วยท่านี้

“หายยัง”

“อึ๊ก!!” ไอ้เหี้ยยยยไม่หาย ถ้าอย่างนี้ยังไม่ได้ ไม้ตายมันก็เหลืออย่างเดียวล่ะวะ

ผมคลายมือจากลิ้นนุ่มพลางกระเถิบตัวโน้มหน้าเข้าไปใกล้ ทันทีที่ลิ้นอ่อนเป็นอิสระไอ้เรวะรีบหุบปาก แต่มันพลาดที่ไม่ทันมองหน้าผม พอตวัดกลับมาเลยสบสายตาเข้าอย่างจัง ไอ้เรวะตกใจจนหงายหลัง ผมรีบคว้าเอวมันไว้ ขยับหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกสัมผัสกัน

“ไม่หายอีก เดี๋ยวกูก็จูบซะเลย!” เขาบอกว่าต้องทำให้ตกใจ ไงล่ะมึงตกใจรึ...

“เชี่ย!!”

โครม!!

ไม่ใช่แค่ตกใจแล้วล่ะ กูแม่งตกเก้าอี้ไปพร้อมกับเรวะเพราะแรงประคองไม่พอ แล้วที่กะเอาไว้ว่าแค่เฉี่ยวให้เสียวจมูกเล่น คราวนี้กลับพลาดทิ่มมันลงไปทั้งหน้าเลยครับ

“อื้ออออออ” เสียงประท้วงดังอย่างเจ็บปวดออกมาจากลำคออีกฝ่าย...

ริมฝีปากเราสัมผัสกัน แต่ไม่มีเวลามาให้โรแมนติก ผมชักหน้าขึ้นมามองคนข้างใต้ที่สีหน้ายังไม่คลายความเจ็บปวด

“เรวะ!!” ตายยังวะเนี่ย มันปรือตาขึ้นมามองผม แก้วตาแววใสชื้นไปด้วยน้ำตาที่มาจากความเจ็บปวด

“ไอ้เม่นกู...อึ๊ก!!”

“...”

“...”

ชะงักคู่...



และผม...ก็ก้มลงไปจูบมัน...


...ตามที่ขู่กันไว้...

...TCB...

+++++++++++++++

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14040
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +413/-25

ออฟไลน์ Arayajanm

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :haun4: :pighaun: เป็นแฟนกันแล้ว จะจูบให้หายสะอึกก็ทำได้ เหตุเกิดจากสะอึก งื้อออออ เอ็นดู.  :oo1:    อยากได้หนังสือล้ะ นึกว่าไรท์จะไม่มาต่อแล้ว o13 คิดถึงโมเม้นท์คู่นี้.   รออ่านตอนต่อไปนะคะ ชอบมากๆๆๆ

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 19 :: เมารี...เมารัก


“อื้ออออ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกโพลง กอปรกับแขนที่ย้ายมาจับตรงไหล่ผมกำเข้าไปที่เนื้อผ้าสีดำแน่นพลางดึงเข้าออกเหมือนพยายามเตือนสติผมว่ากำลังทำอะไร

แต่ผมแน่ใจ...วันนี้ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเลยสักนิด ยกเว้นแต่ข้าวมันไก่เมื่อเช้าที่ยังมีรสสัมผัสของน้ำจิ้มเผ็ดเปรี้ยวของพริกกระเทียมอยู่เล็กๆ

ผมถอนใบหน้าออกมามองร่างที่กึ่งตกอยู่ในอ้อมกอดผม ผิวขาวเนียนละเอียดขัดเพียงรอยช้ำที่มุมปากปรากฏสีเลือดฝาดขึ้นใบหน้า ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกำลังตกตะลึง

“แลบลิ้นออกมาหน่อย”

“ไม่!...มะเมื่อกี้มือมึงเค็มมากเลยรู้มั้ย” อ๋อ ไอ้ที่เอ็มๆนี่หมายถึงเค็มเหรอวะ ปล่อยให้แก้ความสงสัยแบบไร้ตัวช่วยอยู่นาน

“คราวนี้ไม่จับแล้ว กูสัญญา”

“แล้วมึงจะทำอะไร”

“...”

“อย่าเงียบดิเม่น”

“เออกู...” ผมเสหลบตา แค่นั้นแหละ ไอ้เรวะมันป้าบเข้ามาที่หน้าผมสองข้างเต็มๆ ถ้าสูงอีกนิดแม่มก็บ้องหูกูแล้ว ไม่หันไปด่าเดี๋ยวหาว่ากูไม่สตรอง แต่พอมองไปที่ใบหน้าตื่นตกใจของมันแค่นั้นแหละ

“ไอ้เม่น”

“หะ...หา?” เป็นบ้าอะไรของมึง

“กูหายสะอึกแล้ว!”

“เฮ้ย จริงเปล่าวะ”

“จริงดิ นี่ไง”

พวกเรากลั้นหายใจอยู่หลายวิ เสียงขัดความเงียบไม่มีมา ผมแทบปลื้มปริ่มทั้งน้ำตา...กูทำได้แล้วโว้ยยยยยย ไอ้เรวะมันไม่สะอึกแล้ววววววว

กอดมันแน่นราวกับสอบติดมหาวิทยาลัยฮอกวอตส์ โดนหมวกคัดสรรค์จัดเข้าบ้านกริฟฟินดอร์ เตรียมไปขี่ฮิปโปกริฟฟ์บินไปไกลลิบๆคว้าลูกสนิชมาโชว์

“เชี่ยเว้ยยยยกูบอกแล้วว่าวิธีการกูได้ผล”

“วิธีจูบกูเนี่ยนะ”

“...” แข็ง...ค้างเลยกรู...เมื่อกี้ควรจะแก้ตัวไงวะ “อะ...เออก็แค่ขู่”

“แต่เมื่อกี้มึงจูบกูจริงๆ แม่งทิ่มมาตรงหน้าเลยเนี่ย” สัด อย่าเน้นดิวะ “แล้วที่ให้แลบลิ้นต่อเนี่ยอะไร ถ้ากูแลบลิ้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”

“ก็เกิดแบบนี้ไง แฮร่!!”

“...” ไอ้เหี้ย ขำหน่อยดิวะ นี่กูอุตส่าห์เสียสละเบ้าหน้ามาทำท่าพิลึกขนาดนี้เลยนะ ไอ้เรวะมันทำตาเอือมแบบทำคนเห็นเสียเซลฟ์ไปสามชั่วโคตร

“ทะ...ทักทายแบบชนเผ่าเมารีไง” แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ

“ชนเผ่าเมารีไม่ได้แลบลิ้นทักทายเว้ย แต่เขาเอาหน้าผากกับจมูกชนกัน...” ใบหน้าหวานๆยื่นเข้ามาใกล้ ผมสัมผัสได้ถึงหน้าผากและสันจมูกได้รูปแนบเข้ามาก่อนถอนออก “อย่างนี้สองครั้ง กูเคยดูสารคดีมาก่อน”

“กะ...กูรู้หรอกน่ะ แบบนี้ใช่มั้ย” เอาหน้าผากกระแทกเข้าไปที่หัวทุยๆอีกครั้งแก้อาการขัดเขิน เสียงประท้วงโอ๊ยเบาๆดังอยู่ใกล้ๆ ก่อนที่มันจะพื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ผมก็เล่นคลึงลงไปที่สันจมูกสวยไม่ยั้ง แล้วยกหัวมาเย้ยหยันมันที่อวดฉลาดกว่าผม “เห็นอย่างนี้ พ่อแม่กูก็เป็นช่างภาพสารคดีต่างชาตินะเว้ย คลึงจมูกอย่างนี้สองครั้งเขาเรียกทักทายกัน ส่วนสามครั้งเขาหมายความว่า ‘แต่งงานกันมั้ย’”

“...”

“...” เออ...แล้วเมื่อกี้...

...กูคลึงไปกี่ครั้งวะเนี่ย!!

“Yes I will”

“ตอบเพื่อ”

“อ้าว ก็มึงขอกูแต่งงาน”

“ใช่ที่ไหนเล่า แค่สาธิตให้ดู”

“อ้าว...นึกว่าเอาจริง” ไม่รู้ร่างข้างใต้นึกสนุกอะไรถึงพาดแขนเข้ากับคอผม ก่อนใบหน้าเปื้อนยิ้มของเรวะจะยื่นมายกสันแนบเข้าที่ปลายจมูกผมอีกครั้ง คราวนี้มันหลับตาปี๋จนหัวคิ้วยู่พลางส่ายศีรษะเบาๆไปมา....หนึ่ง...สอง...สาม...

“หึ...สนุกดีว่ะ ถ้าโตขึ้น ทำงานมีตังค์ กูจะไปนิวซี...”

“Yes I will”

“...”

อย่าคิดว่าจะแกล้งกูได้อย่างเดียว ทันทีที่จบคำไอ้เรวะอ้าปากค้าง สักพักสีเลือดก็ขึ้นซับใบหน้า ทำเอาคนมองอย่างผมไปต่อไม่ถูก เจ้าตัวลนลานรีบยกฝ่ามือขึ้นมาปะเต็มหน้าผม

“ทำอะไรวะ” รีบคว้ามือมันออกอย่างไว ทันเห็นร่างข้างใต้สะบัดหน้าหนีไปด้านข้างอย่างลุกลี้ลุกลน

“สะ...สวมแหวนเลยมะ” เสียงสั่นๆของมัน...ทำไมผมรู้สึกได้ถึงแต่ความหวั่นไหว มันพลิกนิ้วไปมาตั้งใจว่าจะแหย่ผมกลับ แต่อย่าหวัง...ผมล็อคมือที่ขยับยุกยิกไปมา ก่อนก้มหน้าลงงับนิ้วนางข้างซ้ายของมันเบาๆ

“ยังไม่มีแหวน เอาแบบนี้แทนไปก่อนล่ะกัน”

“อึ๊ก!!”

ฮะ?

“อึ๊ก!!”

เดี๋ยวๆๆ

“เรวะมึง...ไหนบอกว่าหายแล้วไง”

“กูหายแล้วจริงๆ อึ๊ก!!”

“แล้วนี่มันเสียงอะไรวะ”

“ก็มึงอ่ะไอ้เม่น มึงทำให้กู อึ๊ก!!”

“อึ๊กอะไร!!”

“มึงทำให้กูตกใจ อึ๊ก!!”

“แล้วทำไงให้หาย...!!”

ผมต่างหากทีควรจะถามตัวเองว่าต้องทำยังไง ในเมื่อจู่ๆคนตรงหน้าก็แนบริมฝีปากเข้าหาแบบไม่ทันตั้งตัว ความอ่อนนุ่มที่สัมผัสมาหลายต่อหลายครั้งหากทุกครั้งยังคงความแปลกใหม่ไว้เสมอ จนผมจะเริ่มเป็นฝ่ายคล้อยตามบดเบียดริมฝีปากดูดดึงเคล้าคลึง

แรงสะอึกรบกวนคนเบื้องหน้าให้เผลอไผลแย้มกลีบปาก จนผมสามารถดื่มดำรสจูบหวานล้ำได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ลิ้นของเราสัมผัสเกี่ยวพันกันเพียงช่วงสั้นๆก่อนที่ฝ่ายจะดันผมถอยห่างแล้วละจาก

“หะ...กูหายแล้ว” เจ้าตัวใช้หลังมือเช็ดริมฝีปากเบาๆ ไม่มองหน้าผมเลยสักนิด

“ใช้กูเป็นเครื่องมือฉิบหายเลย แล้วเป็นไรอยู่ๆก็สะอึกอีก”

“ก็มึงอยู่ดีดีก็ทำเหี้ยอะไรไม่รู้”

“งับนิ้วนางข้างซ้ายมึงเนี่ยนะ”

“...!!”

“ทำไม หยอดกูมาตลอด พอมาโดนกูหยอดกลับเลยเอ๋อเหรอ ดี จะได้เข้าใจความรู้สึกกูมั่ง”

“ความรู้สึกมึง...”

“อะไร”

“ความรู้สึกมึง...คือใจเต้นแรงทุกครั้งที่กูหยอดเหรอ”

ฮะ?

“ตอนนี้...กูกำลังเป็นแบบนั้น”

อะ...อุปทานหมู่เหรอวะ...

ทำไมใจผม...มันกำลังเต้นตามหลังจากที่ได้ยินประโยคนี้...

ความสับสนทำให้เผลอคิดกังวล แม้แต่ตัวเองยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้แล้วจะหวังอะไรกับการให้คำตอบคนตรงหน้า หลังจากเบนสายตาครุ่นคิดอยู่สักพัก ผมก็ขยับกลับไปสบแก้วตาใสสีน้ำตาลอ่อนอย่างเก่าซึ่งเจ้าตัวมีท่าทีกังวลในแบบเดียวกัน

...อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง...เข้าใจแล้ว...

ผมขยับหน้าผากไปแนบเหม่งเรวะที่แอบสะดุ้งตัวเล็กน้อย ใช้ปลายจมูกสัมผัสอีกฝ่าย พลางหลับตานึกทบทวนเรื่องราวหลายอย่างที่ผ่านมา ผมยอมรับว่ารู้สึกผูกพัน ยอมรับในความรู้สึกทุกอย่างที่มีมาจนถึงตอนนี้

...ใจผมกำลังบอก...ว่าชอบมัน...

ลมเบาๆพัดผ่านผิวแก้มตนในจังหวะถี่ซ้ำ ร่างข้างใต้กำลังหอบหายใจแรงราวกับตื่นเต้น

“เม่น”

“อย่าเรียกชื่อกู” เพราะเหมือนเป็นการกระตุ้นกูหนักกว่าเก่า

“งั้น...คุณอลิษา” โหยยยยกำลังอินๆ หน้าแม่กูนี่โผล่มาเลยครับ รีบลืมตาจ้องหน้าคาดโทษมัน

“ไอ้เรวะ”

“อ้าว ก็มึงบอกไม่ให้เรียกชื่อ”

“กวนตีนแล้ว” ผมเผลอหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด เรวะมันก็ยิ้มตามจนตาหยิบหยี แม่งทำไมน่ารักได้ขนาดนี้วะ “อยากจูบมึงอีกวะ”

“มึงว่าไงนะ”

“...!!”

ฮะ? มะ...เมื่อกี้ผมเผลอหลุดเป็นคำพูดออกไปเหรอวะ!!

“เออ คือ กู”

ดีที่เรวะไม่ทำให้ผมเสียเวลาคิดคำแก้ตัว ริมฝีปากบางที่เคยสัมผัสกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ทุกครั้งก็เป็นเหมือนเพียงอุบัติเหตุนั้นยื่นมาสัมผัส...ในตอนที่ทั้งคู่...เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่มีต่อกัน

ใจผมเต้นโครมครามจนกลัวว่าแผ่นอกที่ทาบทับจะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว เลยต้องเบี่ยงเบนความสนใจเป็นการช้อนท้ายทอยร่างบางให้แหงนเงยรับสัมผัสอันแนบชิดมากยิ่งขึ้น ผมถอนใบหน้าออกมองคนซึ่งหลับตาปี๋ราวกับรอบางสิ่ง ก่อนลากลิ้นไล้ตามกลีบปากบาง จนร่างข้างใต้สะดุ้งลืมตาขึ้น

“ไอ้เม่น”

“นี่ไงเหตุผลที่บอกให้แลบลิ้นออกมา”

“มึงจะเลียนแบบชนเผาเมารีอีกหรือไง”

“ใช่ที่ไหนล่ะ”

“แฮร่!!” จู่ๆมันก็แลบลิ้นทำหน้าตาประหลาดออกมา ทั้งๆที่ริมฝีปากยังเปื้อนน้ำลายผมด้วยซ้ำ

“สัด...หมดอารมณ์กันพอดี”

“ฮ่าฮ่า เมื่อกี้มึงก็ทำท่าแบบนี้เถอะ”

“เมื่อกี้กูทำแล้วอุบาทว์ แต่พอมึงทำแล้วแม่งโคตร...”

“ทำไมน่ารักเหรอ”

“เปล่า อุบาทว์พอพอกับกูเนี่ยแหละ!!” หมดกันอารมณ์กูที่สั่งสมมา

...สุดท้ายเลยจบด้วยจูบแบบอนุบาลหมีน้อย ของหมีสองตัวแพนด้ากับโพล่าแบร์...

 
 


คำนิยามของคำว่าคบกันมันเริ่มต้นง่ายๆนับจากวันนั้น ผมได้เรียนรู้คนที่ชื่อเรวะมากขึ้น

รู้ว่ามันชื่อจริงว่ามนายุซึ่งแปลว่าเป็นที่ปรารถนาเพราะยายมันเป็นคนตั้งให้

รู้ว่าความจริงเรวะไม่ใช่ชื่อเล่นแต่เป็นชื่อจริงที่เคยใช้มาตั้งแต่เกิด จนโดนเพื่อนๆสมัยเด็กล้อว่าชื่อประหลาด

รู้ว่ามันเป็นลูกครึ่งสัญชาติญี่ปุ่นไทย จากการที่มันเล่าความเป็นมาของชื่อ ‘เรวะ’ ซึ่งมีที่มาจากความเข้าใจผิดของแม่นิที่คิดว่าคนเป็นพ่อต้องการให้ลูกชื่อนี้ ทั้งๆที่มันเป็นเพียงคำอุทานที่หลุดออกมาจากปากพ่อแท้ๆ ซึ่งแม้แต่แม่นิยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาจากอะไร หากเรวะกลับบอกว่ามันไม่เคยมีความหมายใดใดเลย

...แต่เจ้าตัวจะรู้มั้ยว่าตอนนี้ มันได้กลายเป็นชื่อที่มีความหมายสำหรับผมไปแล้ว...

ผมขอแม่ย้ายกลับมาอยู่หอ สายตากรุ้มกริ่มของคนเป็นแม่แค่มองก็ดูออกว่ากำลังเดาคำขอร้องของลูกไปทางไหน หากสุดท้ายผมกลับโดนไล่เสียเอง เพราะประจวบเหมาะกับที่เพื่อนช่างภาพชาวต่างชาติซึ่งดูจะมีความสนิทสนมกับพ่อแม่ผมมาเที่ยวเมืองไทยแล้วขออาศัยพึ่งพิงในระยะยาว

ไอ้เรวะมาค้างห้องผมบ่อยขึ้น เราใช้ชีวิตด้วยกันมากขึ้น กิน นอน เที่ยวเล่น จะห่างกันก็แค่ตอนช่วงเรียน จนพักนี้เพจพี่ดิบลงรูปพวกเราถี่ยิ่งกว่าเด็กเออาร์สถาปัตย์ที่บอกว่าเป็นเหมือนลูกรักของแกเสียอีก นับจากนั้นกระแสสังคมก็ตามมาเหมือนเป็นเงาตามตัว จากคอมเมนต์ของเหล่าแฟนคลับที่โคตรรักเรือหลวงและเหล่าผู้คนที่แอนตี้เรวะ

 
“ถ้ามึงแนะนำตัวเองดีดีตอนรับน้องป่านนี้แทนที่จะโดนเกลียด ขี้คร้านกูว่าจะมีแต่คนตามมากรี๊ดมึงมากกว่า”

ระหว่างรอไอ้เรวะนั่งทำการบ้านอยู่ใต้ถุนคณะ ประเด็นที่ผมหยิบยกมาคุยกับมันวันนี้ มาจากการที่แฟนคลับทวงคืนเม่นจากเรวะในไอจีเพจประจำที่ผมนั่งฆ่าเวลาใช้นิ้วไถครืดดูไปพลางนั้นเริ่มแผงฤทธิ์ จนแอบนึกตำหนิความไร้มนุษยสัมพันธ์ในอดีตของคนตรงหน้าไม่ได้

“กูบอกแล้ว ว่ากูไม่ชอบแนะนำตัวหน้าชั้น”

“แค่ชื่อไม่เหมือนใครเนี่ยนะ เดี๋ยวนี้พ่อแม่ตั้งชื่อให้ลูกแบบประหลาดๆก็มีเยอะแยะ”

“อย่างชื่อ‘เม่น’น่ะเหรอ”

“ถ้าชื่อกูประหลาด ชื่อมึงก็หลุดไปนอกจักรวาลแล้วล่ะ หัดคิดตัวอย่างที่มันเข้าเค้ามากกว่านี้ได้มั้ยวะ” คนที่นั่งเขียนการบ้านอยู่หัวเราะน้อยๆ

“ทำไมถึงชื่อเม่น”

“พ่อแม่อยากให้กูเกิดมาฉลาดหลักแหลมเหมือนขนเม่น” จบประโยคเรวะมันขำออกมายกใหญ่ให้ผมได้เขกหัวลงโทษมันไปหนึ่งที

“ฮ่าฮ่า เออๆชื่อมึงไม่ประหลาดหรอก แต่คนเนี่ยสิประหลาด”

“ยังไง”

“ประหลาดที่ยอมมาคบกับกู”

“กล้าพูดเนอะ แล้วตอนที่มึงรบเร้าขอกูเป็นเพื่อนเนี่ยไม่คิด” ใบหน้าขาวยิ้มก้มเขียนหนังสือส่ายหัวแบบเหลือทนจนเรือนผมสีแอชเกรย์ขยับไปมา พอไล่สายตาลงล่างผมก็แอบไปเห็นอะไรบางอย่างที่สะดุดตา “เสื้อมึงเอาไปเย็บกระดุมมาแล้วเหรอ”

“อ๋อ เนี่ยเหรอ โทษทีว่ะกูหาด้ายสีขาวไม่เจอ เลยเอาสีที่พอถูไถได้มา” สีน้ำเงินบ้านมึงเนี่ยนะที่พอถูกไถได้

“ช่างเถอะ แปลกดีไม่มีใครเหมือน”

“มึงจะได้เก็บไปเป็นที่ระลึกด้วยไงตอนกูส่งคืน”

“กูสาบานเลยว่าจะขอให้คุณอลิษาเลาะกระดุมเปลี่ยนให้” มันหัวเราะทิ้งท้าย ก่อนปิดหนังสือส่งสัญญาณว่าพร้อมกลับหอให้ผม จังหวะที่ร่างโปร่งขยับตัวลุกจู่ๆทุกอย่างก็หยุดชะงัก ผมมองไปยังปลายสายตาของคนที่ยืนค้างนิ่ง เห็นเพียงแต่ผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่แอบรู้สึกคุ้นหน้าเดินผ่านไป “เรวะ เป็นอะไรของมึง”

“ปะ...เปล่า” มันกำปกคอเสื้อก่อนหย่อนตัวลงนั่งที่เก่าด้วยใบหน้าตระหนก

“ไม่เปล่าแล้วแหละ เป็นอะไรของมึงวะอยู่ๆก็...” ฉับพลันกับภาพๆหนึ่งผุดขึ้นในสมอง “เชี่ยเอ้ย!” รีบร้อนลุกขึ้นจะวิ่งตามกลุ่มคนที่พึ่งเดินออกจากตึก หากแต่คนใกล้ตัวกลับพรวดพราดมาฉุดผมไว้

“เม่น มึงจะไปไหนวะ”

“ก็ตามไปดูหน้าไอ้พวกนั้นไง”

“ตามไปทำไม”

“ก็ไอ้พวกนั้นไม่ใช่เหรอที่วันก่อนมึง...”

“มึงรู้ได้ไง วันก่อนมึงไม่ได้อยู่...”

“อย่างน้อยกูก็ไปตามจากพี่ดิบมาได้บ้างเปล่าวะ” กูไม่โง่นะ อ้าวจู่ๆก็นิ่งซะงั้น...สักพักไอ้เรวะก็หัวเราะออกมา ผมถึงจับต้องจับให้มันให้เงยหัวขึ้นมามองหน้าผม “สมองมึงโดนกระแทกจนเป็นบ้าแล้วหรือไง สถานการณ์แบบนี้ยังจะ...”

“เปล่า กูแค่รู้สึกเหมือนได้รับความรักมาเต็มเปี่ยมเลยว่ะ”

อีกสักพักมึงจะได้กำปั้นกูไปเต็มรัก

“ขอบใจมึงมากเลยนะเม่น”

“...”

“แต่กูไม่อยากมีเรื่องกับใครไปมากกว่านี้แล้วว่ะ”

“...”

“แล้วยิ่งไปกว่านั้น กูก็ไม่อยากให้มึงมีเรื่องกับใครเพราะกู” มันกระชับมือผมแน่น “กลับกันเถอะ”

 
มีต่อด้านล่างนะคะ

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
[พาร์ตของเรวะ]

...ไม่เคยรู้สึกกังวลใจอะไรได้มากมายเท่านี้เลย...

ตั้งแต่เกิดมาการที่โดนตำหนิหรือถากถางกับชาติกำเนิดและชื่อจริงอันไร้ที่มาที่ไป มันทำให้ผมคุ้นชินกับการโดนสายตาคนรอบข้างที่มองมาแล้วคอยเอาแต่ตั้งคำถามในตัวผม ว่าพ่อผมเป็นใคร

มันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม จนผมเลิกที่จะใส่ใจกับสายตาชาวบ้าน หากแต่คราวนี้มันดันกลับมาเกิดกับเพื่อนคนที่สำคัญที่สุดของผม...ไอ้เม่น...

คำวิพากวิจารณ์ต่างๆมาจากหน้าเพจของรุ่นพี่ที่ผมรู้จักแบบห่างๆ เพราะเคยแอบตามถ่ายผมประจำตั้งแต่ปีหนึ่ง จนกระทั่งผมเลิกที่จะมามหา’ลัยเลยทำให้การปรากฏตัวของผมร้างลาจากหน้าเพจนั้นไปนาน พอมาคราวนี้ประเด็นกลับไปตกที่คนข้างๆผม เพื่อนคนดังประจำเพจคิ้วต์บอยที่มักจะไม่ทำตัวโดดเด่นอะไร แต่ด้วยความที่เป็นคนนิสัยใจใจเลยทำให้มันเป็นที่นิยมของคนเกือบทั้งมอ

...ทั้งที่ตั้งใจว่าจะมองข้ามทุกสิ่งแล้วจริงจังกับเพื่อนคนนี้ แต่พอทุกอย่างมันเข้ามากระทบมากหน่อย ผมก็อดไม่ได้ที่จะ...คิด...

“เหม่ออะไรของมึงวะ” เจ้าของเสียงคนที่อยู่ในห้วงคำนึงดังขึ้นเรียกสติ ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ระหว่างวิชาบำเพ็ญประโยชน์ นานวันเข้าอาจารย์ปทุมก็เริ่มจะยกคลาสให้ไปหางานรอบๆมหา’ลัยในแบบที่เข้าข่ายการทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมาทำคั่นเวลาแทน

และวันนี้เป็นวันถัดจากกิจกรรมวันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำเลยนองเต็มตลิ่ง กระทงสีสดใสฟรุ้งฟริ้งเลยนอนอืดอยู่เต็มสระกว้างกลางลานกิจกรรมประจำมหาวิทยาลัย ผมกับไอ้เม่นซึ่งลงเอาชั่วโมงบำเพ็ญประโยชน์เก็บซากกระทงกู้โลกกำลังเดินสาละวนไปทั่วสระในฐานะของผู้ชายที่ต้องลงทุนลงแรงงานส่วนที่ผู้หญิงไม่ทำ เลยต้องมานั่งถกขากางเกงย่ำไปบนสระตื้นๆที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ

“เปล่า กูแค่คิด ถ้าบ่อมันตื้นขนาดนี้ เขาน่าจะแจกรองเท้าบูทพร้อมกระทง รณรงค์ให้คนลอยต้องเก็บกระทงกลับบ้านแล้วเอามาใช้งานต่อปีหน้าก็น่าจะดี”

“มึงกำลังจะทำให้คนทำกระทงขายไม่มีรายได้”

“แต่กูกำลังช่วยลดโลกร้อน”

“แต่ก่อนที่มึงจะมาหัวร้อนกับกูเพราะกระทง...” เจ้าตัวอุ้มซากใบตองนับสิบส่งต่อมาให้ผม “อ่ะ..มึงช่วยเอานี่ไปใส่ถุงขยะให้ที” ไอ้เม่นมันยิ้มให้ผมก่อนหันไปขะมักเขม้นก้มลงเก็บขยะกระทงต่อ

“ดูมึงมีความสุขจังเนอะ”

“ทำไมหน้ากูบอกแบบนั้นเหรอ” เจ้าตัวยกเท้าย่ำหลบกระทงเบื้องหน้า แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ใกล้ตกดินทำให้ดูแสบตา แต่เมื่อมาทาบทับคนร่างสูงก็ทำให้เกิดเงาสะท้อนตามผิวน้ำและการย้อนแสงที่ลงตัวจนกลายเป็นภาพที่น่ามอง

“กูไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนางนพมาศทุกคนถึงรุมมึง”

“หา? พูดบ้าอะไรวะ แล้วเมื่อวานนี้บอกให้รอทำไมกลับไปก่อน” กลับไปก่อนอะไรเมื่อวานกูอยู่ตั้งแต่มึงยังไม่ขึ้นเวทียันเพลงสุดท้าย พอให้ได้เห็นสภาพของนางนพมาศแปลงร่างเป็นผู้สาวขาเลาะ อีโวลูเอชั่นจากคนถ้ำมาสู่มนุษย์ยุคปัจจุบัน คนที่ไม่ทันสังเกตเห็นผมคงมีแต่มันเนี่ยแหละที่โดนทั้งพวกแก๊งเจ๊ในเครือเพจคิ้วท์บอยสื่อสำนักพิมพ์ต่างๆ รวมถึงนิตยสารเสพสมบ่มีสมลากไปทางโน้นทีทางนี้ทีจนหัวกระไดไม่แห้ง

“เห็นมึงยุ่งๆเลยกลับไปก่อน” โกหก...ผมอยู่ดูมันจนเลิกงานแหละ และทันเห็นมันปฏิเสธสาวๆที่เข้ามาขอเบอร์ด้วย

“เย็นนี้มึงจะมารับกูมั้ย” เดี๋ยวนี้อะไรอะไรก็ใช้คำว่า‘รับ’ทั้งที่ผมไม่มีทั้งรถยนต์และไอ้บิ๊กเบิ้มอย่างมันด้วยซ้ำ แต่ผมก็ไปนั่งรอมันประจำที่ร้านข้ามคืน “ปั่นไอ้โซ่หลุดมาก็ได้”

“อ้าวแล้วขากลับล่ะ” ปกติคือเดิน ขากลับคือซ้อนท้ายไอ้บิ๊ก แต่ถ้ากูขี่ไอ้โซ่หลุดไปแล้วใครจะนำส่งกลับวะ

“ก็สลับกัน มึงขับไอ้บิ๊กส่วนกูปั่นไอ้หลุด”

“สัด กูขี่มอเตอร์ไซส์เป็นที่ไหน” ไอ้เม่นมันขำ ยีหัวผมจนต้องยกมือขึ้นมาจัดทรง

“กูล้อเล่น ก็กลับพร้อมกันเนี่ยแหละ เดี๋ยวกูฝากไอ้หลุดไว้กับพี่ตี๋เอง”

“เดี๋ยวกูฝากไอ้หลุดไว้กับพี่ตี๋เอ้งงงงงง”

“เย็นนี้มึงจะมารับกูมั้ยอ่ะ”

“รับสิครับ ไม่ให้รับแฟนตัวเองแล้วจะให้รับใครล่ะหา”

“โง้ยยยยยยยยยย”

เหอะ...ลืมไปเลยว่าวิชานี้ไอ้เพื่อนตัวดีสามคนของเม่นมันก็ลงเรียนด้วย เจอกันคราวแรกเห็นอยู่หรอกว่าชอบแซวแบบแอบๆ แต่พักหลังมานี้พวกมันดูจะคัมมิ่งเอาท์เปิดตัวรุนแรง แถมยังแซะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ประหนึ่งว่ากูเริ่มสนิทกับพวกมันตั้งแต่ตอนไหน กูไม่เข้าใจ

ผมยืนนิ่งกวาดสายตาไร้อารมณ์ไปทั่วจนกระทั่งหนึ่งในนั้นที่ดูจะฉลาดที่สุดกระตุกแขนเสื้อเพื่อนคนข้างๆให้หันมามอง

“ชะอุ๊ย” รู้สึกคนนี้จะชื่อหงส์ มันสะดุ้งวิ่งไปหลบหลังคู่หูตัวสูงมันทันที

“โทษทีว่ะ ไอ้หงส์มันก็ชอบแซวไม่เลือกอย่างนี้แหละอย่างไปถือสา” ส่วนคนนี้ชื่อต๊อบ ได้ข่าวว่าเสียงโง้ยเมื่อกี้มึงก็มีส่วนร่วมไม่ใช่เหรอ

“เชี่ยต๊อบ ไอ้เพื่อนทรยศ เมื่อกี้มึงเป็นคนสะกิดกูให้หันมามองพวกมันไม่ใช่เหรอ” คราวนี้เป็นไอ้ตัวเล็กที่หลบข้างหลังมันโวยวาย

“แล้วใครสั่งให้มึงไปเลียนเสียงไอ้เม่นเล่นสลับบทกับไอ้คีย์วะ”

“กูเปล่านะ ไอ้หงส์มันบอกให้กูพูดตาม” คนโดนพาดพิดอย่างไอ้คีย์ถึงกับลุกขึ้นมาแก้ต่างขอความยุติธรรมให้กับตัวเอง

“ไอ้เชี่ยต๊อบเชี่ยคีย์เพื่อนทรยศศศศศศศ”

“เชี่ยหงส์ มึงจะปาใบตองใส่หน้ากูทำไมวะ!!”

“ก็มึงทำกูก่อนหนิโว้ย!”

จุดจบสุดท้ายคือการวิ่งตีกันเองรอบสระ ส่วนคนที่ไม่ยักจะเดือดร้อนอะไรกลับเป็นฝ่ายที่พึ่งโดนแซวไปหมาดๆ

“หึ ไอ้พวกบ้า” ไอ้เม่นยืนมองเพื่อนในกลุ่มวิ่งไล่จับกันราวกับเด็กๆพลางส่ายหัวไปมา

จะว่าไปก็น่าแปลก พักนี้ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรจากคนรอบข้างมากขึ้น แม้กระทั่งกับแยมเพื่อนร่วมเอกของผม ไม่รู้คนตรงหน้าไปวางยาอะไร ถึงทำให้คนที่ประวัติการพูดคุยกับเพื่อนร่วมรุ่นติดลบอย่างผมคนนี้เปลี่ยนมาเป็นคนที่อีกฝ่ายยอมเปิดใจทักได้

“มองอะไร” เชี่ยผมเผลอมองมันนานไปหน่อย

“มอง...”

“เดี๋ยว...กูให้มึงตอบได้คำตอบเดียวนะ”

“อะไร”

“มองคนหล่อ”

คำพูดหลงตัวเองจนต้องแบะปากแหวะใส่ ทำเอาคนตัวสูงยิ้มหัวเราะขึ้นจมูกไม่หยุด แต่มันหล่อจริง ไม่ใช่แค่หน้าตา...แต่จิตใจมันหล่อมากสำหรับผม...






...ต้องจอดไว้ตรงนี้จริงเหรอวะ...

หยิบพวงกุญแจน้องต่ายตามคำเรียกขานของไอ้เม่นขึ้นมาล็อคล้อไอ้โซ่หลุดด้วยความลังเล ตั้งแต่เห็นคนตัวสูงมันใช้งานมายังไม่เคยมีวันไหนที่จอดกลางแจ้ง ตากแดดตากฝนทารุณกรรมให้เห็นเลยสักครั้ง และถึงแม้ตอนนี้เจ้าของมันจะอนุญาต ผมก็ยังลังเลจนต้องลากไอ้หลุดจัดตำแหน่งไปมาแบบไม่รู้ว่าจะจอดที่ไหนดี

“เอาวะ” ไว้ใกล้ตรงกำแพงดีที่สุด อย่างน้อยถ้าจะล้มก็มีอะไรให้พิงไม่ต้องกลิ้งเป็นโดมิโน่ไปชนอย่างอื่นให้พลอยซวยไปด้วย

“อย่าล้มนะลูก” จูบที่แฮนด์จับภาวนาก้มลงกราบสามจบ จังหวะที่ลุกขึ้นเสียงหวีดหวิวเบาๆของมือถือก็ดังขึ้นขัด ไม่ทันกดปุ่มรับแค่ดูหน้าจอผมก็พอจะรู้ว่าเรื่องอะไร

“มีอะไร”

[มึงอยู่ไหน]

“มีอะไรรึเปล่า”

[เมื่อกี้กูเห็นมึงแถวร้านที่มึงเคยพากูมาตอนแรก]

!!!

ไอ้บอมมันมาแถวนี้?

ผมลุกลี้ลุกลนกวาดสายตามองไปทั่วลานจอด แต่ทว่ากลับเห็นเพียงลูกค้าของร้านที่เตรียมขับรถออกและบางคนก็เพิ่งเข้ามาจอดใหม่

ผมรู้สึกถึงสายตาใครบางคนที่จับจ้องมาตรงนี้ แต่พอมองหาดูอีกทีกลับไม่พบ หรือว่าจะแค่กังวลไปเอง บางทีอาจจะแค่บังเอิญเห็นเลยโทรถาม ผมคงวิตกจริตมากไปกับที่บุคคลซึ่งเคยบังคับให้ผมไปขอ ‘ตังค์’ ไอ้เม่นจะมายืนโดดเด่นอยู่กลางลานจอดรถร้านที่เจ้าตัวทำงานพิเศษอยู่

ทั้งที่พยายามหลีกเลี่ยงแทบตาย แต่มันจะมาพังทลายกับแค่การเห็นผมอยู่ตรงแถวร้านพี่ตี๋เนี่ยนะ

“สัด...มาหลบอยู่แถวนี้นี่เอง”

“...!!”

ความพยายามที่ไร้ผลได้สิ้นสุดลงนับจากเสียงนั้น ร่างสูงใหญ่ยืนคล้อยหลังห่างไปไม่ถึงเมตร

“อะ...ไอ้บอม” มันเดินเข้ามาประชิดผมอย่างไว ก่อนพาดแขนแข็งๆเข้ากับลำคอลากเข้าหา เจ้าตัวมองหน้าผมนิ่งในระยะใกล้ก่อนยิ้มแผล่ออกมาให้แปลกใจและเกิดความสงสัยระแวง

“ไม่เอาน่า อย่าทำหน้าอย่างนั้นดิ นี่กูมาดีนะเว้ย กว่าจะเค้นคอไอ้บูมมาได้ว่ามึงอยู่ที่ไหนก็เล่นเอาแทบตาย”

“...” ไอ้บูมบอกมัน ทั้งๆที่ผมกลัวพี่ชายมันจะทำอะไรน้องชายให้ต้องลำบากใจแท้ๆ เลยบอกที่อยู่ซึ่งน่าจะตามตัวง่ายเผื่อไว้ แต่มันกลับคายทุกอย่างกับคนที่มันเลี่ยงอย่างหมดเปลือกเนี่ยนะ

“ป่ะ ไปแดกเหล้ากัน คราวนี้กูเลี้ยงเอง”

“ดะ...เดี๋ยว ไปร้านอื่นได้มั้ย ร้านนี้กูไม่ค่อยชอบบรรยากาศ” ผมพยายามเลี่ยง

“โกหกล่ะ กูเห็นมึงพึ่งจอดจักรยาน” มันเห็นผมตั้งแต่แรก “แล้วร้านนี้มึง...ก็สนิทกับไอ้นักร้องนำนั่นด้วยหนิ”

“แต่กู...”

“ไป”

“...”

“อย่าขัดใจกู”

“...”

ตั้งแต่ตอนไอ้บูมแล้ว ไหนจะเป็นตอนที่ต้องใช้ตีนแทนตัวมันซ้อมไอ้แห้วจนปางตาย...แล้วคราวนี้กูจะต่อต้านอะไรมึงได้อีก







สภาพที่โดนบังคับเข้าร้านอย่างจำยอม ทำให้คนคุ้นเคยที่มองเห็นผมมานั่งรอไอ้เม่นที่ร้านประจำอย่างพี่ตี๋กล่าวทักต้อนรับด้วยแววตาประหลาดใจ ส่วนไอ้น้องเจ็ทแลคที่เม่นมันเล่าให้ฟังว่าเป็นตัวตั้งตัวตีในการเสิร์ฟเบียร์เลี้ยงผมวันนั้นก็เดินนำผมมายังโต๊ะประจำด้วยสีหน้างุนงง

“วันนี้พาเพื่อนมาด้วยเหรอพี่”

“อะ...อืม” ผมพยักหน้าตอบแบบไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะกลัวสายตาที่หรี่มองตรงมาของคนข้างกายจะจับบางสิ่งบางอย่างได้

เสียงดนตรีขับกล่อมดึงสติผมให้เงยหน้าไปมอง ไอ้เม่นมันกำลังร้องเพลงช้าที่สะกดคนดูทั้งร้านให้เคลื่อนคล้อยจังหวะไหวตัวตามซึมซับบรรยากาศอย่างดื่มด่ำ เสียงทุ้มต่ำของมันมีเสน่ห์มัดใจคนฟังได้เสมอแม้กระทั่งผม เจ้าตัวกำลังหลับตาเปล่งพลังเสียงอินไปกับอารมณ์เพลงอย่างเต็มที่ โชคดีเหลือเกินที่มันยังไม่เห็น ผมเลยเริ่มชิงลงมือด้วยการขอนั่งตรงที่ไม่ประจำซึ่งห่างไกลจากเวทีและอยู่ในที่ที่เป็นมุมอับพอสมควร

ก่อนที่ไอ้น้องเจ็ทแลคจะเซ้าซี้ถามถึงความผิดปกติจากการเปลี่ยนแปลงที่นั่ง ผมก็ตัดบทด้วยการให้ไอ้บอมสั่งเครื่องดื่มมาชุดใหญ่

“อย่าสั่งเยอะ กูไม่มีเลี้ยง” ผมปรามทันทีที่เห็นว่ามันจะเลยเถิดไปไกล ราคาเหล้าใช้ว่าถูก ดื่มหนึ่งครั้งมันเทียบกับข้าวสามมื้อของผมได้เลย แล้วมาที่นี่ทีไรผมต้องเป็นคนเลี้ยง ยังไม่อยากเสี่ยงเอาค่าขนมของผมทั้งเดือนมาลงทุนกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้

“ไม่เป็นไรน่า กูบอกแล้วไงมื้อนี้กูเลี้ยง” อดแปลกใจไม่ได้ที่เจ้าตัวกล่าวแบบนั้นออกมาซ้ำสอง ผมมองมันพลางย่นหัวคิ้ว

“ไปเอาตังค์มาจากไหน อย่าบอกนะว่ามึง...”

“กูเลิกแล้วน่า คราวก่อนที่เข้าคุกไปก็เกินพอแล้ว มึงเนี่ยนะดุอย่างกับเมียไปได้”

“ก็คราวก่อนมึงยังพึ่ง...” อีกแล้ว...ผมชะงักกึก...ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว ความรู้สึกเหมือนกับที่ถูกใครจับจ้องอยู่

“คราวก่อนก็คราวก่อนดิวะ วันนี้กูมีอะไรจะให้ดู” ไอ้บอมมันล้วงซองจดหมายสีชมพูแจ๋นออกมาจากกระเป๋ากางเกงพลางพยักเพยิดให้ผมเปิด ความรู้สึกหนาๆเหมือนมีแผ่นกระดาษบางอย่างซ้อนกันอยู่ภายใน ทันทีที่ผมเปิดซองออกก็ทำให้รู้ว่าเป็นแบงค์พันจำนวนหลายใบแต่ไม่ถึงสิบฉบับนอนรออยู่ในนั้น

“นี่มัน...”

“เงินเดือนเดือนแรกของกู”

“เงินเดือน?”

“ที่ขอยืมเงินมึงไปตั้งตัวก็เพราะเรื่องนี้ กูเอาเงินไปลงเรียนต่อแล้วก็หางานทำไปด้วย”

“เชี่ย...” คนตรงหน้ามันยิ้มแบบภาคภูมิใจ ไม่เคยคิดว่ามันจะเปลี่ยนมาได้ถึงขนาดนี้ “งานอะไรของมึงวะ”

“ผู้ช่วยช่างซ่อมตามอู่”

“ไอ้บูมก็รู้?”

“มันไม่รู้เรื่องนี้หรอก กูบอกมึงเป็นคนแรก”

“...”

“ในฐานะที่มึงเป็นเจ้าของเงินลงทุนรายใหญ่”

ผมแอบตำหนิตัวเองที่ยังระแวงกับภาพลักษณ์ของไอ้บอมในแง่ร้าย ใช้สายตามองคนจากภายนอกมาตัดสินอีกฝ่ายแบบไม่ทันคิด ผมแม่งก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ฟังข้อมูลผิดๆของตัวเองแล้วเอาไปสานต่อในทางลบ จนทำให้คนที่ถูกมองในแง่ร้ายเป็นฝ่ายเดือดร้อนเลยเสียเอง ไม่ต่างกันเลยจริงๆ

“อย่าทำหน้าเศร้า แดกเหล้าเข้าไป” พอดีกับที่ไอ้น้องเจ็ทแลคเดินมาเสิร์ฟเหล้า เจ้าตัวคีบน้ำแข็งใส่แก้วพลางเทของมึนเมาส่งให้ “ชีวิตนี้มันไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้นหรอกว่ะ แค่ต้องรู้จักผ่านพ้นมันไปให้ได้”

หลังจากนั้นน้ำสีอำพันอึกแล้วอึกเล่าก็ไหลเข้าคอของเจ้าตัวไป ผมนั่งมองคนที่เหมือนก้าวผ่านความสำเร็จจุดแรกของชีวิตมาได้พลางจิบของเหลวฝาดคอนั้นตามเบาๆเป็นเชิงแสดงความยินดี

ทำไมตอนนี้อะไรก็ดูดีไปหมดทุกอย่างราวกับภาพที่ผ่านมาตลอดช่วงชีวิตยี่สิบปีของผมเป็นเพียงความฝัน หากแต่ไม่ใช่ฝันร้าย เป็นฝันที่จะเรียนรู้การต่อสู้กับชีวิตและก้าวไปข้างหน้า จนทำให้ผมกล้าแกร่งขึ้น

“อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน เติมความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”

“เหอะ เพื่อนมึงเจ๋งว่ะ” ไอ้บอมถึงกับชมไม่ขาดปาก

พึ่งเคยเจอร้านอาหารกึ่งบาร์ร้องดนตรีสดเป็นเพลงเพื่อชีวิตขนาดนี้ ผมถึงกับหัวเราะออกมา จังหวะมันเหมาะราวกับว่าไอ้เม่นแม่งแอบติดเครื่องดักฟังอยู่ใต้โต๊ะ

พวกเรานั่งดื่มกันได้ไม่นานไอ้บอมก็เป็นฝ่ายขอตัวไปก่อนเพราะต้องไปปาร์ตี้รับน้องกับคนที่ทำงาน ผมที่นั่งรอเม่นก็เผลอจิบไปจนเริ่มกรึ่มๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนที่วงของพวกมันเก็บข้าวเก็บของลงจากเวทีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เชี่ยเม่นแฟนมึงอยู่นั่น”

เสียงพี่ตี๋ดังมาแต่ไกล ใครไปบอกพี่มันวะว่าเป็นแฟน ไม่นานร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงวอร์มขาจั๊มสีเดียวกันมีลายขาวดำพาดขากับรองเท้าแตะคู่ใจ ที่ใครๆต่างโหวตว่าพี่เม่นใส่แล้วดูดีที่สุดในสามโลกก็เดินตรงมาหา

“ทำไมย้ายที่วะ”

“เปลี่ยนบรรยากาศ” บอกตามตรงไปก็ไม่ผิด แต่พอมาคิดๆดูแล้ว เรื่องไอ้บอมปล่อยให้ไอ้เม่นไม่รับรู้ต่อไปน่าจะสบายใจกว่า

“มิน่ากูมองหาไม่เจอ”

“เห็นหลับตาร้องเพลงมีปัญญามองหาด้วยเหรอ”

“ไอ้เม่นมันใช้ใจมองอ่ะครับ ง่อววววววว” ไอ้หงส์มันสอดปากพูดขึ้นมา

“ถุย ไปไกลๆเลยพวกมึง พอลงมาจากเวทีก็เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลกันเลยนะ สำหรับพวกมึงกูคงมีค่าแค่นักร้องนำใช่มั้ยวะ” แหม มีตัดพ้อ เหิ้มมม

“แต่สำหรับกูมึงมีค่ามากกว่านักร้องนำนะ” โอเค หมดโควตาการหยอดสำหรับหนึ่งวันของผมแล้ว ในร้านมันมืด ผมไม่เห็นสีหน้าของคนโดนหยอดหรอก แต่ก็คิดว่ามันคงกระอักกระอ่วนปั่นป่วนเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ “ป่ะ กลับกันเถอะ”

ส่งสัญญาณแล้วหมุนตัวหันหลังเดินออกมา โดยมีร่างสูงเดินตามมาพาดแขนกับบ่าจากด้านหลัง

“สำหรับกูมึงก็มีค่ามากกว่าเพื่อนทำกิจกรรมเหมือนกัน”

...นี่ผมเขินเพราะเสียงนกเสียงกาที่มันกิ๊วๆก๊าวๆโหยหาตาประสาคนชอบแซวด้านหลัง หรือผมเขินกับสิ่งที่ไอ้เม่นมันกระซิบข้างหูกันแน่วะ

ระหว่างทางไปหาไอ้เบิ้มผมพาเม่นไปดูสภาพไอ้หลุดก่อนว่าจอดท่าไหนเพื่อให้มันโทรบอกพี่ตี๋ฝากฝังลูกชายผู้แสนดีไว้ในอ้อมอก แต่ทว่ากลับเจอคนแปลกหน้าท่าทางแปลกๆยืนรวมกลุ่มสุมหัวกันอยู่บริเวณนั้น

“ไอ้เม่น”

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวกูเข้าไปถามเอง” คนตัวสูงเดินเข้าหาผู้ชายสามสี่คนที่ยืนหันหลังให้ ทันทีที่ฝ่ายผมทักออกไปหนึ่งในสี่ก็หันมาตรงนี้จนทำให้ผมมองเห็นหน้ามันชัดเจน

“ไอ้แห้ว”


...TBC...

+++++++++++++++++++++++++++++

ตอนที่ญี่ปุ่นประกาศชื่อศักราชใหม่...
มีเพื่อนมาบอกว่า...ชื่อนายเอกเราดังแล้วนะ555


ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ขอบคุณคนที่คอมเมนต์ คนที่อินตามด้วย...รัก

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14040
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +413/-25

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 758
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ชีวิตน้องเรกำลังดีขึ้นแล้วอย่าพึ่งมีเรื่องยุ่งๆเข้ามาอีกเลยยย

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 578
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ Arayajanm

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 o13. เหมือนได้ยินเสียงน้าเน็กในรายการ Take me out thailand/take guy out thailand “ ไปเป็นแฟนกานนนน” 555555.    :L1:   ชอบความฉุนเฉียวของเม่น ตอนไอ้แก๊งหมายังอายรุมไปได้ เดินผ่าน อย่าให้เม่นต้องขึ้นนน    :fire:    พาร์ทตอนบอม คือชอบที่เรวะคิดในใจเรื่องการตัดสินคนมากค่ะ. รอนะ. จะมาแบบไหน สวีทดราม่า หรือหักมุมเราก็จะติดตามมมมมม  :L2:   :กอด1:

ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
∈แด่คนที่ทั้งโลกเกลียด∋

ความจริงที่ 20 :: กลับไปที่ศูนย์เพื่อไม่ให้เสีย


คงแปลกใจที่จู่ๆผมก็มีคนรู้จักเพิ่ม ไม่งั้นไอ้เม่นคงไม่มีสีหน้าประหลาดใจอย่างนี้หรอก

“รู้จักเหรอ” พยักหน้าเท่ากับว่ารู้จัก แต่ผมกับไอ้แห้วไม่ได้เกี่ยวดองในเชิงด้านนั้น ผมจึงหยุดยืนนิ่งก่อนจะจับแขนคนตัวสูงไว้มั่นแล้วดึงดันให้หันหลังเดินไปทางที่ไอ้บิ๊กเบิ้มของมันจอดรออยู่

“กลับกันเถอะ”

“จะรีบไปไหนวะไอ้เร” เสียงเรียกชื่อบ่งบอกได้ว่าไม่ใช่บังเอิญเจอ ไอ้แห้วมันจงใจมาหาผม มือสองข้างจากที่ดันเบาๆเปลี่ยนเป็นแรงผลักที่เพิ่มมากขึ้น

“ไอ้เม่น มึงกลับไปก่อน”

“ทำไมต้องให้กูกลับก่อน”

“กูจะคุยกับเพื่อนหน่อย คิดว่านาน มึงกลับไปก่อนเถอะ”

“ไม่เป็นไรกูรอได้”

“งั้นมึงไปรอที่ไอ้เบิ้ม”

“...” สายตาคมเหลียวหลังมาสบแบบไม่คลายความสงสัย มันมองผมสลับกับคนที่ไกลออกไป เลยต้องยกมือตบไหล่มันเบาๆ

“ไปเถอะ มายืนฟังกูคุยกับเพื่อนจะสนุกอะไร”

“ถ้ามึงยืนกรานว่าอย่างนั้น ก็ได้ เดี๋ยวกูไปรอที่ไอ้เบิ้ม แต่ถ้ามีอะไร...” โดยไม่ทันตั้งตัวร่างสูงกลับหมุนตัวเอื้อมมือใหญ่ก็จับหัวผมโยกไปมาเบาๆ สายตาเราจ้องมองในระดับเดียวกัน “มึงโทรมานะ”

“อะ...อือ” ทุกครั้งที่มันทำแบบนี้ ผมมักจะทำอะไรไม่ถูกกลายเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆที่เชื่อฟังคำสั่งมันไปเลย

 
แผ่นหลังกว้างเดินจากผมไปแล้ว เหลือไว้เพียง ผม ไอ้แห้ว และคนแปลกหน้าอีกสามคนยืนเงียบราวกับหยั่งเชิงกันอยู่

“เมื่อกี้ใครน่ะ”

“มึงไม่จำเป็นต้องรู้”

“กูก็ถามไปงั้น กูรู้อยู่แล้วล่ะ พวกมึงดังจะตาย”

แล้วถามทำซากอะไรวะ

“หึ ไม่น่าเชื่อนะ คั่วกับไอ้บอมอยู่ดีดี แต่พอผัวไปติดคุกทีก็ร่านจนต้องหาคนใหม่มาแก้ขัดเลยเหรอวะ”

“ไอ้สัดแห้ว!!” ไม่ได้โกรธที่โดนถากถางแต่มันลามปามไปถึงไอ้เม่น คนที่ไม่เคยทำอะไรให้ผมเสียหายเลยสักครั้ง ด้วยบันดาลโทสะผมวิ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อมันพลางง้างมือจะต่อย ไอ้แห้วมันตัวเล็กกว่าผม ถ้าจะข่มขู่ก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ยาก มันหลับตาปี๋หักหัวหลบทันที หากจู่ๆกลับมีมือดีมาคว้าแขนผมไว้...ไอ้คนที่ยืนอยู่ข้างๆมัน ซึ่งผมนึกคุ้นหน้า

“จะทำอะไรลูกน้องกู” ลูกน้อง?

 
‘แน่จริงเรียกหัวหน้ามึงออกมาเลยดิ มัวไปมุดหัวอยู่ไหนวะ’

‘เหนือไอ้แห้วมันมีหัวโจกอยู่คนนึง เป็นตัวคอยสั่งมัน ไม่งั้นมันไม่กล้าบ้าบิ่นขนาดเอายามายัดให้กูหรอก’

 
สองปีก่อน ภาพไอ้บอมซ้อมคนตรงหน้าหลุดผุดขึ้นในสมอง ตอนนั้นมันเอาตะโกนพลางท้าทายด้วยคำพูดแบบนั้น เตะอีกฝ่ายจนสะบักสะบอมไม่เหลือสภาพ มาตอนนี้คนที่มันท้ากลับมาปรากฏตรงหน้าผม จะบอกว่าแปลกหน้าไปเลยมั้ยก็ไม่เชิง ผมเคยเห็นหน้ามันบางครั้งสมัยตอนที่อยู่สลัมกับแก๊งพวกมัน

ตบหน้าลูกน้องสะท้อนไปถึงหัวหน้า ความเชื่อพวกนี้ยังไม่เปลี่ยนไปสินะ

“ผัวมึงไปไหน” มันเอ่ยปากถามขึ้น

“...”

“กูถามว่าไอ้เหี้ยบอมมันไปไหน” คราวนี้สิ่งที่ผมกระทำกับไอ้แห้วย้อนมาลงที่ตัวผม ไอ้คนที่ขึ้นชื่อว่าหัวหน้ากระชากเข้าคอเสื้ออย่างแรงเข้าหามัน

“มันไม่ได้มากับกู”

“มันโกหก!เมื่อกี้ยังเห็นไอ้เหี้ยนั่นมันเดินเข้าร้านไปกับมันอยู่เลย” ไอ้แห้วพูดแทรกขึ้นมา มิน่าล่ะ ผมถึงรู้สึกได้ถึงสายตาใครบางคนที่จ้องมาทางนี้หลายครั้งแล้ว ที่แท้ก็เป็นมัน

“มันอยู่ไหน!!”

“ก็บอกแล้วไงว่ามันไม่ได้มากับกู”

“อย่ามาตอแหล!!” แค่นั้นแหละ หมัดหนักๆกระแทกเข้ามาที่หน้าท้องอย่างจังแบบไม่ทันตั้งตัว คงเพราะเกร็งไม่ทันความรู้สึกจุกเลยแล่นไปทั่วทั้งท้องจนต้องงอร่างอย่างฝืนไม่ได้ ก่อนตัดสินใจกัดฟันเงยหน้าตั้งใจว่าจะสวนหมัดให้อีกฝ่ายหงายหลัง แต่ทว่า...

พลั่ก!!

เสียงดังขึ้นก่อนทุกอย่างจะเริ่มต้น ภาพที่เห็นเป็นอีกฝ่ายซึ่งเคยต่อยผมหงายหลังลงไปกองกับพื้น...ทั้งที่ผมยังแทบไม่ได้สัมผัสโดนตัวมันเลยด้วยซ้ำ

“เชี่ย!!มึงทำอะไรวะ” ไอ้แห้วตะโกน วิ่งพรวดพราดเข้าไปประคองลูกพี่ ส่วนผมที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระกะทันหัน เลยเซถอยหลังจนไปพิงกับอะไรบางอย่าง ใครบางคนใช้มือสองข้างจับเอวผมไว้

“กูว่าแล้วมันแปลก มึงไม่เคยบอกกูว่ามีเพื่อน” เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นเหนือหัว แปลกใจจนถึงกับต้องแหงนหน้าขึ้นไปมอง “แล้วมึงจะมายืนคุยกับเพื่อนหน้าเหี้ยที่ทำร้ายมึงอยู่สี่ตัวนี้อยู่ได้ยังไง”

“ไอ้เม่น” มันกล่าวพาดพิงไปถึงคนที่ลุกขึ้นมา พึ่งเห็นว่าหมัดไอ้เม่นโคตรร้ายทำเอาไอ้หัวหน้านั่นถึงกับเลือดกลบปากได้ วันนั้นที่มันต่อยผมถือว่าออมแรงให้ใช่มั้ยวะ

“อยากเจอผัวเก่าดันไม่เจอ กลับมาเจอผัวใหม่แทนเหรอวะ ไอ้เรแม่งร้ายไม่เบา”

“สัด!!” จะพุ่งตัวไปซ้ำคนข้างหน้าก็ทำไม่ได้ดั่งใจคิด เพราะโดนแขนแข็งๆเกี่ยวเอวไว้ไม่ให้ไปไหน “ไอ้เม่นปล่อยกูดิวะ”

“มึงใจเย็น” มันกระซิบ

“แต่มึงไม่ได้ยินที่มันพูดเหรอไง”

“ได้ยิน แต่ถ้ามึงเดือดกูเดือดแล้วใครจะเตือนใครได้วะ”

ไอ้เม่นมันพูดถูก ถ้าขืนผมวิ่งไปต่อยมันก็มีแต่จะทำให้ตะลุมบอลกันเข้าไปใหญ่ ดูอย่างไอ้สองคนที่เหลือที่มันตั้งท่าจะพุ่งหาผมอยู่รอมร่อ

“มึงน่ะ” แปลกที่คราวนี้หัวโจกมันหันไปมองหน้าเม่น “หน้าตาก็ดี น่าจะมีปัญญาหาผู้หญิงสวยๆดูดีกว่านี้มาควงได้ แล้วทำไมมาตกหลุมไอ้เรวะ ไอ้นี่มันลีลาเด็ดจนถึงกับต้องยอมกันเลยเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่า”

“สัด!!หุบปากเน่าๆของมึงไปเลย ไอ้เม่นกับกูไม่ได้...”

“ยอมโดนมันหลอกตังค์ไปเท่าไรแล้วล่ะ”

“...!!”

“ได้มันทีก็ต้องให้ตังค์ มันเดือดร้อนเงินอยู่ กูรู้เพราะกูเคยลองมาแล้ว”

“ไอ้เหี้ย ลองบ้านมึงดิ กูกับมึงยังไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำแล้วเรื่องตังค์...”

...ผมยังไม่ได้ใช้ตังค์คืนไอ้เม่นเลยสักแดงเดียว...

ผมแหงนมองคนข้างหลัง สีหน้าของไอ้เม่นมันไร้อารมณ์และหน้ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

“ไอ้เม่นกูไม่ได้ตั้งใจว่าจะไม่คืนเงินมึงนะ แต่กูต้องเอาก้อนที่กูทำงานไปให้ไอ้บูมใช้ก่อน...”

“มึงไม่ต้องพูดแล้ว” น้ำเสียงเย็นชาถูกส่งตรงมาจนผมสะท้านไปทั่วร่าง สายตาคมไม่ยอมสบตาผม มันเอาแต่มองนิ่งไปข้างหน้าพลางกัดฟันกรอด

 
‘ก็มาดูกัน ว่าระหว่างกูกับมึงเขาจะเชื่อใคร’

‘คนที่ใครๆก็ไม่เคยคิดว่าเป็นคนดีอย่างมึง แถมคนไม่ชอบขี้หน้าขนาดนั้น มึงน่าจะรู้ตัวเองดีนะ’


 
แค่มึง...เท่านั้น...ก็ยังไม่ได้เหรอวะ

พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่รื้นขึ้นมากลับเข้าไป ความอ่อนแอกับคำพูดเก่าๆที่ฝังอยู่ในสมองมันย้อนกลับเข้ามา มันเป็นเหมือนอาการชอกช้ำทางจิตใจที่ต่อให้เวลาผ่านไปอย่างไรก็รักษาไม่หาย และอาจจะเป็นอย่างนี้ไปจนวันตาย

ทั้งที่พยายามจริงใจกับมัน ทั้งที่สักวันคิดว่าเขาจะเห็นคุณค่า แต่เปล่าเลย...ความรู้สึกนี้ไม่เคยส่งไปถึงได้เลย

“ฮึก...” ตอนนี้แค่คนตัวสูงให้ที่พึ่งพาสุดท้ายคือชายเสื้อ ให้ยืนเกาะเกี่ยวโดยไม่ล้มลงไปก็ดีแค่ไหนแล้ว พอแล้วล่ะกับการพึ่งพาใคร ผมต้องอยู่ให้ได้ ต่อให้เดียวดายไปตลอดชีวิตก็ตาม

มือข้างที่ยังสัมผัสอีกฝ่ายขยับดันกายให้ยืน ความเจ็บจุกในช่องท้องคลี่คลายลงแล้ว เดินไหว ยังไงก็ไหว แต่ก่อนไปผมขอตั๊นหน้าไอ้พวกบ้านี้ให้สมใจผมก่อนเถอะ!

ตุบ!!

“เชี่ยเร!!” จุดที่เลือดกลบโดนซ้ำไปอย่างแรง ไอ้ปากหมาถึงกับหน้าเบ้ แต่ก็ยังสวนหมัดต่อยเข้าหน้าผมได้ ความรู้สึกเจ็บไม่มีอีกแล้ว แค่ว่าอยากระบายให้มันหายจากอารมณ์นี้จึงสวนหมัดและแรงที่มีกลับไป

“ไอ้อ่อนเอ๊ย!!” ดีแต่ปาก มิน่าเมื่อก่อนมันถึงไม่กล้าโผล่หัวมาหาไอ้บอม

ผมต่อยมันจนล้มแล้วตามด้วยเตะซ้ำไม่ยั้ง จนสิ้นเสียงวินาทีที่ไอ้แห้วมันตะโกนให้อีกสองตัวช่วยลูกพี่ ณ จุดนั้นจึงเกิดความชุลมุนขึ้น ฝ่าเท้ายกเข้าอกยันลูกน้องคนที่ย่างสามขุมเข้าหาจนหงายท้องตึงลงไปอย่างจัง จังหวะนั้นคอผมโดนล็อคจากคนที่เหลือ กะว่าจะย่อตัวแล้วทุ่มหากเสียงกระดูกแลกกับผิวเนื้อดังขึ้นใกล้หูเสียก่อน ผมเห็นอีกฝ่ายล้มไปกองกับพื้น เยื้องไปเบื้องหลังกลับปรากฏบุคคลที่คิดว่าหมดความเชื่อมั่นในตัวผมไปแล้ว

“ไอ้เม่น”

“ระวัง!!” ร่างสูงกระชากแขนผมเข้าหาก่อนหมุนตัวบังมันเลยโดนหมัดไอ้หัวหน้านั่นเข้าแผ่นหลังไปเต็มๆ ไม่แค่กำปั้นมันทั้งลงเท้ามาถีบ แต่เจ้าตัวก็ยังฝืนยืนกันไว้อยู่ได้

“เชี่ยเม่น!!แม่งโว้ย!!” คิดยังไงมาต่อยคนของผมวะ พวกมึงคิดยังไง!!พลังความบ้ามีมากกว่าที่คิด เมื่อเห็นบุคคลอันเป็นที่รักทั้งคนโดนทำร้าย ผมผลักมันออกพร้อมจะพุ่งเตะอีกฝ่าย แต่สุดท้ายที่ทำไปมันอาจจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง หรือว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจถูกแล้ว

“ไอ้เม่น!!”

แสงจากวัตถุสีเงินวาวในอุ้งมือคู่กรณีที่ยกขึ้นสะท้อนเข้าตากะทันหัน วินาทีนั้นผมรู้เพียงแต่ว่า...คนตรงหน้าต้องไม่เป็นอะไรเลยโผตัวออกไปแบบไม่คิดชีวิต เพียงชั่วพริบตาที่รู้สึกเหมือนมีอะไรฝังลงมาตรงหน้าท้องก่อนแรงผลักจะทำให้ผมต้องเอนไปล้มทับไอ้เม่น จนเราสองคนร่วงลงไปกองที่พื้นพร้อมกัน

“เชี่ยเก่ง มึงทำอะไรลงไปวะ! แม่งเอ๊ย เรื่องนี้กูไม่เกี่ยวนะเว้ย!”

“ไอ้เชี่ยแห้ว!”

ไม่เห็นภาพเบื้องหน้าแล้ว ได้ยินเพียงเสียงโวยวายเหมือนไอ้แห้วกับหัวหน้ามันทะเลาะกัน กับเสียงสะท้อนของรองเท้าหลายคู่ที่กระแทกพื้นดังห่างออกไป เกิดอะไรขึ้น...

“เชี่ยเม่นมึง...”

“ไอ้เรวะ!!”

ผมกำลังจะถามว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรมั้ยแต่ทำไมเสียงมันยังดูร้อนรนอยู่ ด้วยความเป็นกังวลจึงรีบพลิกตัวไปดูแต่จู่ๆความรู้สึกอุ่นชาก็แล่นปราดเข้าแผ่นท้อง พอก้มลงไปมองถึงกับผงะ เสื้อนักศึกษาของไอ้เม่นที่ผมยังใส่อยู่จู่ๆก็ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานมันกระจายเป็นวงกว้างอย่างน่ากลัว

เลือดของใคร?

มือสั่นเทาย้ายไปสัมผัสหน้าท้องของตน ความรู้สึกเหมือนของเหลวบางอย่างไหลซึมออกมาไม่หยุด พอยกฝ่ามือขึ้นมาดูอีกรอบมันกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงเข้มเต็มไปหมด กลิ่นคาวคละคลุ้งแล่นเข้าจมูกจนอยากอาเจียนออกมา

“มึงไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?” เงยหน้าถามทั้งที่ไม่รู้จะวางฝ่ามือที่เปรอะเปื้อนไว้ตรงไหน ร่างสูงขยับตัวอย่างไวแหวกสาบเสื้อตรงท้องผมกระชากออกจนกระดุมหลุด

สิ่งที่เห็นคือรูลึกตรงบริเวณฝ่าท้องพร้อมการไหลนองของสีแดงฉาน แทบไม่อยากเชื่อว่าภาพตรงหน้าคือร่างกายตนเอง

“เชี่ยเว้ย!!” ไอ้เม่นสบถ มันพยายามยกมือของมันขึ้นมากดบาดแผลที่จู่ๆก็มีเลือดไหลทะลักออกมาเพิ่มมากขึ้นกว่าคราวแรก ทำไมผม...ถึงไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ นี่ใช่...ร่างกายของผมแน่นะ คนที่ถูกแทงไม่ใช่มัน...

“ไอ้เม่น มึงไม่เป็นอะไรแน่นะ”

“คนที่เป็นอะไรคือมึงต่างหากเล่า ไอ้บ้า!!” มันตะโกนใส่ตอนที่ปลายมือผมเริ่มชา ความรู้หนาวยะเยือกนี้มาจากไหน จนสุดท้ายผมต้องกำแขนเสื้อคนตรงหน้าไว้ โดยได้แต่นึกขอโทษในใจที่ทำให้เสื้อมันเปื้อน

“กูขอโทษ”

“มึงอย่าพูด”

มึงไม่ควรจะมายืนตรงจุดนี้เลย

“กูขอโทษจริงๆ”

“กูบอกแล้วไงว่าให้นิ่ง ทำไมมึงไม่ฟังกันบ้างวะ!” มันหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออกโดยไม่สนใจว่าจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด
คนที่ดีขนาดนี้...ถ้ามันไม่รู้จักผมก็คงจะดี...

“ฮึก...” เสียงสะอื้นถูกเปล่งออกจากลำคออย่างห้ามไม่อยู่ ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวเพราะโดนม่านน้ำบดบังสายตา สติผมเหมือนจะเริ่มเลือนราง รู้เพียงแต่ว่าใครบางคนมาจับกุมมือผมไว้แน่น

อุ่น...แค่ตอนนี้เท่านั้น...ผมขอแค่เท่านี้...

 
 
มีต่อด้านล่างนะคะ


ออฟไลน์ sakutaka

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 89
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
 
ผมลืมตาขึ้นมาท่ามกลางสายระโยงรยางค์รอบตัว พยายามใช้สตินึกย้อนถึงเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่นี่คือโรงพยาบาล ทั้งที่ตลอดชีวิตหาทางหนีสถานที่แห่งนี้แทบเป็นแทบตายแต่สุดท้ายกลับมาจบตรงนี้

ไม่มีวี่แววของมนุษย์สักคนในห้อง ผมขยับตัวลุกเพื่อให้สะดวกในการกวาดสายตา แต่ทว่าความเจ็บไม่รู้จากไหนแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องนอนเบ้หน้าล้มลงประจำที่เก่า

“โอ๊ย” เจ็บจนกลั้นเสียงไว้ไม่อยู่ นอนงอตัวอยู่นานพอครองสติได้จึงเอื้อมมาขยับชายเสื้อชุดคนไข้ให้ได้เห็นผ้าก๊อซที่ถูกพันไปรอบลำตัว “แผลใหญ่เว่อร์อะไรขนาดนี้วะ” ระหว่างที่เห็นความมากของสภาพแผล เสียงกุกกักจากหน้าประตูที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ผมตกใจจนต้องแกล้งหลับตาลง

“ครับ...หมอบอกไม่เป็นไรมากแล้ว”

“ดีแล้วล่ะ แม่ค่อยโล่งใจ นี่เรายังไม่ได้กินอะไรเลยใช่มั้ย...ดูตาสิโหลเชียว นี่แทบไม่ได้นอนเลยสินะ”

เสียงใกล้เข้ามาจนเหมือนจะอยู่อีกฟากแล้ว เป็นเสียงไอ้เม่นกับคนที่แทนตัวเองว่าแม่...คุณน้าอลิษา

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ คนที่เป็นน่ะ คือมัน”

“ต่อให้อย่างนั้นก็เถอะ เราต้องดูแลตัวเองด้วยนะ แม่ว่าน้องฟื้นมาคงไม่ปลื้มเท่าไร ถ้าหากเห็นเราล้มไปอีกคน” แทบจะพยักหน้ากับความคิดเห็นนั้นปกติผมมันเป็นคนไม่ค่อยดูแลตัวเอง จะกินข้าวอะไรก็ไม่ตรงเวลา บางครั้งยังแทบอดมื้อกินมื้อเพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับงานตรงหน้าด้วยซ้ำ แต่กับคนรักสุขภาพอย่างมัน ผมไม่อยากให้ร่างกายมันอ่อนแอทรุดโทรมไปเพราะผม “อ่ะนี่แม่ซื้อโจ๊กร้านที่เราชอบมาให้ กินข้าวเช้าก่อนเถอะ”

“แต่ผมกินไม่ค่อยลง”

“อ่ะ ไม่กินก็ไม่กิน” อะไรของมึง กินสิวะ! อยากจะตะโกนใส่หน้าไปตอนนั้น แต่กลับต้องล้มเลิกความคิดไปในตอนที่แม่ของไอ้เม่นยิงประโยคคำถามบางอย่างขึ้นมา “ว่าแต่เรื่องมันเกิดขึ้นมาได้ไง ทำไมน้องกับเราถึงไปทะเลาะกับนักเลงพวกนั้นได้” ผมกลั้นใจรอฟังคำตอบของไอ้เม่น จนรู้สึกถึงช่วงห่างที่ผิดปกติสำหรับการโต้ตอบบทสนทนา หากรู้ที่มาที่ไปของทั้งหมดคงเดาไม่ยากว่าไอ้เม่นมันพยายามหาข้ออ้างให้กับเรื่องนี้

“ก็แค่พวกคนขี้เมาน่ะแม่”

“แม่ถึงเคยบอกไง ว่าไม่อยากให้เราไปทำงานร้องเพลงร้านเหล้าดึกๆดื่นๆ”

“มันไม่เกี่ยวกันสักหน่อย”

“เกี่ยวสิ ถ้าเราไม่ไปอยู่ตรงนั้น ก็ไม่ต้องมาเจอพวกคนเมา แล้วก็ไม่ต้องมาเสี่ยงอะไรแบบนี้ คิดดูคราวนี้อาจจะไม่ใช่ลูก แต่ถ้าคราวหน้าเป็นเราขึ้นล่ะ แม่จะทนเห็นเราเป็นแบบน้องอย่างนี้ได้เหรอ” น้อง? หมายถึงผมสินะ ถ้าคราวหน้าคราวนี้หรือคราวไหนๆคนที่โดนเป็นเม่น ผมก็ทนไม่ได้เหมือนกัน

“แล้วช่วงนี้เกิดเรื่องบ่อยจนแม่ไม่สบายใจเลย ไหนจะคราวที่แล้วที่เราบอกว่าน้องโดนนักเลงซ้อมอีก ไปมีเรื่องอะไรกับใครมา หรือเป็นปกติอยู่แล้ว แต่แม่แค่อยู่อเมริกาเลยไม่รู้ไม่เห็น เท่านั้นเหรอ”

“...”

“ตอบแม่มาสิ”

“...”

เสียงเงียบไปแล้ว...ไอ้เม่นไม่ตอบ ผมกำลังทำให้มันต้องเดือดร้อน แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะลืมตาขึ้นไปบอกเล่าความเป็นมาทั้งหมด ประวัติชีวิตผมมันไม่สวยหรูน่าภูมิใจจนยืดอกเล่าได้หรอก นิ้วมือได้แต่จิกลงบนเตียงด้วยความทรมานที่เป็นตัวต้นเหตุให้คุณน้ากับมันทะเลาะกัน

“พรุ่งนี้ไปลาออกจากร้านซะ”

หา?

“แม่!”

“แล้วมาอยู่กับแม่ที่บ้าน ห้ามไปค้างที่ไหน” เสียงรองเท้าส้นสูงกระแทกพื้นดังห่างออกแบบไม่สนใจฟังอุทธรณ์ ผมหรี่ตามองสถานการณ์ในห้อง ไอ้เม่นมีสีหน้าเศร้าสร้อยกว่าที่คิด มันทิ้งตัวลงบนโซฟาถอนหายใจพลางยกมือขึ้นปิดหน้าอย่างหมดหนทาง ตั้งแต่คบกับมันมาไม่เคยเห็นมันทำหน้าเครียดจริงจังได้เท่านี้มาก่อนเลย ไม่เคยเลย...

ผมปิดตาฉับเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายขยับลุกแล้วเดินเข้ามาใกล้ รู้สึกถึงสัมผัสจากมือใหญ่ไล้ปาดเหงื่อซึ่งผุดพรายตามหน้าผาก อาจจะเป็นผลจากการขยับตัวเมื่อครู่ แผลที่ตึงปวดสร้างความทรมานนิดๆให้กับร่างกาย

“รีบๆตื่นขึ้นมาสิวะ กูร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว” สัมผัสนุ่มหยุ่นข้างกระหม่อมทำให้รู้ว่าร่างสูงกำลังแนบริมฝีปากเข้ากับขมับของผม
ทรมาน...ไม่อยากเห็นคนตรงหน้าต้องเป็นแบบนี้เลย บอกไม่ได้เลยว่าหากคบกับผมต่อไป เหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างวันนี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร หากคิดจะเมินกับกระแสสังคมแล้วคบกับคนๆนี้ต่อไป มันจะไม่จบแค่คำวิพากวิจารณ์ แต่กำลังจะลามไปถึงความปลอดภัยของอีกฝ่าย

...ไม่อยากนึกเลยถ้าผมไม่พรวดพราดผลักมันออกไปตอนนั้นจะเกิดอะไร ถ้าหากมันยังกอดผมไว้อย่างนั้น คนที่มานอนอยู่ตรงนี้...คงหนีไม่พ้นมัน...

 
 
 
“เรวะ!!”

เสียงตะโกนเรื่องชื่อตัวเองดังอยู่ใกล้ๆ ผมเผลอหลับไป กว่าจะเปิดตาขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นตอนที่ความมืดเริ่มโรยตัว ดูจากท่าทีแล้วไอ้เม่นคงยังไม่ได้แม้แต่กลับบ้าน สภาพอิดโรยราวกับคนอดนอนมันบ่งบอกให้ผมรู้

“หึ” เผลอหัวเราะขึ้นจมูกให้ ในยามที่นึกอะไรที่มีความสุขได้อย่างเคย ผมยื่นมือไปจับใบหน้าหล่อเหลาที่มีท่าทีเงอะงะทำตัวไม่ถูกกับพฤติกรรมของผม

“หัวเราะบ้าอะไร”

“หมี”

“หา?”

“หมีแพนด้าอีกตัว”

“ไอ้บ้า ฟื้นมาก็ให้กูเป็นหมีเลยเหรอ” ร่างสูงเม้มปากทำท่าตัดพ้อผมสุดกำลัง พึ่งรู้ว่ามันก็มีอารมณ์แบบนี้ด้วย

“หึ...มึงไม่ได้เป็นหมีหรอก ถ้าเป็นหมีกูคงแกล้งตายไปนานแล้ว” แววตาคนตรงหน้าจู่ๆก็มีแววสั่นไหว จนทำให้ผมนึกกลัวอยู่ในใจ “ปะ...เป็นอะไรน่ะ”

“ดีแล้วล่ะที่กูไม่ได้เป็นหมี”

“...”

“มึงจะได้เลิกแกล้งตาย...แล้วฟื้นขึ้นมาหากูสักที” ร่างสูงจับมือผมไว้แน่น สภาพผมที่ไร้การเซทร่วงลงมาปกปิดใบหน้าจนไม่เห็นแววตาของอีกฝ่าย แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นซึมผ่านผิวมือเข้ามา

“ไอ้เม่นมึง...”

“กูกลัวว่ามึงจะตาย มึงไม่รู้สึกตัวเลยตั้งแต่ตอนนั้น” ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นสบ ดวงตาคมที่เคยเข้มแข็งเต็มเปี่ยมไปด้วยหยาดน้ำ

ไอ้เม่นร้องไห้

“มะ...มึง ระ...ร้องไห้เพื่อ” ฝืนยกปลายมือที่สั่นเทาเข้าซับความรู้สึกอันเอ่อล้นลงมาไม่ขาดสาย “ไม่...มึงอย่าร้องนะ...ฮึก” ไม่ชอบเลย ไม่ชอบเห็นน้ำตามันเลย มึงอย่าทำกับกูแบบนี้ได้มั้ย อย่าทำให้กูรู้สึกเจ็บเพราะการมีตัวตนอยู่ข้างมึงจะได้มั้ย

หากความเห็นแก่ตัวของคนหนึ่งคนจะทำให้ใครอีกคนต้องโดนทำร้าย หากความอยากจะได้เพื่อนของผมทำให้คนหนึ่งคนต้องเจ็บ...ผมก็พร้อมที่จะกลับไปเริ่มใหม่ เริ่มจากต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน เริ่มต้นที่คำว่าศูนย์...เพื่อให้ไม่เสียมันไปอีก...






หลังจากวันนั้นผมตั้งใจเต็มที่ เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแม้กระทั่งการขอร้องให้อีกฝ่ายเตรียมเสื้อผ้าเพื่อใส่ตอนออกจากโรงพยาบาลให้ แต่วันที่นัดหมายเป็นอีกสองวันหลังจากนั้น น่าแปลกที่พยาบาลกับหมอไม่มาวอแวผมมากนัก หรืออาจจะเป็นเพราะไอ้เม่นมันบอกไว้ให้ผมได้พักผ่อนตามที่ใจปรารถนา ความเป็นคนรวยที่มีเงินบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลในทุกปีเนี่ยมันดีจริงๆ
ผมรู้ว่ามันอาจจะเป็นการเสียมารยาทกับชื่อคนที่ฝากผมแอดมิทเข้าโรงพยาบาลอย่างคุณน้าอลิษา แต่หากยังนอนต่อไปอีกสองวัน เงินในบัญชีคงไม่มีเพียงพอให้ใช้คืนได้แน่ ไม่อยากให้เรื่องนี้เดือดร้อนไปถึงผู้เป็นแม่ ที่รู้เพียงแค่ว่าผมมาค้างหอไอ้เม่นระยะยาว ตามที่ผมได้กำชับกับให้เจ้าตัวบอกบุพการีไว้เพียงแค่นั้น

แผลที่ท้องยังตึงๆหน่วงๆ ยาที่โรงพยาบาลให้เป็นเพียงส่วนจ่ายรายวัน ไม่มีการเผื่อ ทำให้ผมต้องจำใจออกไปในสภาพที่ไร้ยารักษา แค่มีดแทงคราวนี้คงไม่ยากไปมากกว่าตอนชกต่อยกับคู่อริในวัยเด็กหรอกมั้ง ได้แต่ปลอบใจตัวเองเช่นนั้น




ผลพลอยได้ของการที่ขยันเก็บตัวอยู่ในห้องคือคนรอบข้างไม่ต้องมาสงสัย ต่อให้ผมเจ็บปวดร้องโอดโอยจะเป็นจะตายอยู่ในห้องยังไงก็ยังเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไว้ได้ ยกเว้นแต่...

แกร๊ก!!

“เชี่ยเฮีย!” สะดุ้งโหยงสุดตัวตอนโดนขัดขณะที่พยายามจะโก่งโค้งตัวถอดเสื้อออกจากหัวเพื่อเปลี่ยนชุด ความซวนเซนั้นทำให้เผลอยกเท้าไปเตะขอบเตียง จนความปวดร้าวแล่นปราดเข้าตีนกะทันหัน ทรงตัวต่อไปไม่ไหว ร่วงลงบนเตียงไปในที่สุด ไอ้สัด!!ทำไมเตะเตียงมันเจ็บกว่าแผลมีดแทงอีกวะ

“โอ๊ยยยยย” ครางเป็นหมาโดนเหยียบหางเลย

“เฮ้ย เฮีย” มันพุ่งตัวเข้ามาหารีบประคองผมทันที

“ไอ้เวรบูม มึง!” อยากด่าแต่ความเจ็บแม่งดูดพจนานุกรรมคำหยาบของผมให้หายไปหมด จากที่ตั้งใจจะสั่งสอนเลยเลิกสนหันมากุมนิ้วก้อยตีนตัวเองแทน

“ที่ท้องไปโดนอะไรมาวะ” มันพยายามเอื้อมมาแตะ ผมสะดุ้งปัดมือออกอย่างไว

“ไม่ใช่เรื่องของมึง”

“เรื่องของเฮียก็เหมือนเรื่องของกูนั่นแหละ เป็นแผลที่ท้องเหรอ ไปทำอะไรมา เฮียมึงบอกกูดิวะ”

“เครียด ทำงานหนัก หาเงินมาใช้หนี้ จนกระเพาะทะลุ เท่านี้พอใจยัง”

“เชื่อก็บ้าแล้ว ไปทำไมอะไรมาบอกกูมาดิ๊” ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะไม่คิด แต่พอไอ้เม่นมันบอกว่าไอ้บูมมันมองผมมากกว่าพี่ชาย ตั้งแต่นั้นผมก็พยายามระวังตัวมากขึ้นจนอีกฝ่ายอาจจะสังเกตเห็นเข้าสักวัน

“ทำไมพักนี้เฮียดูแปลกไป” นั่นไงพูดไม่ทันขาดคำ “กูรู้สึกว่าเหมือนพยายามเลี่ยงๆกูยังไงก็ไม่รู้”

“มึงก็เห็นว่าวันๆกูทำอะไรมั่ง แล้วจะไปมีปัญญาเลี่ยงมึงได้ยังไง” เบี่ยงหลบสายตา หันมาถอดเสื้อที่คาอยู่ตรงคอออกเพื่อหวังจะเปลี่ยนให้เสร็จ

“วันๆกูก็เห็นเฮียอยู่แต่กับไอ้เม่น” คราวนี้ไม่มองไม่ได้แล้ว มึงโคตรแทงใจดำตอนนี้กูอย่างจัง...

ใช่ ชีวิตผมในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้มีแต่ไอ้เม่น เรียกได้ว่าแทบจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในฉากละครชีวิตของผมเลยด้วยซ้ำ แล้วอยู่ๆการจะตัดมันออกไป...ผมไม่มีความมั่นใจว่าจะทำได้เลย

รู้ว่าเป็นอย่างนั้นเลยพยายามตัดทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถควบคุมได้ ตัดการสื่อสารทุกชนิด รวมแม้แต่ซื้อขนมปังกองใหญ่มาตุนเอาไว้ทำไร้ชีวิตขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง ให้แม่เข้าใจผิดว่าไม่มีตัวตนอยู่ในบ้าน จนไอ้เม่นที่มาหายอมตัดใจกลับไปในที่สุด

ก่อนจากมาผมพยายามหาจังหวะเหมาะเพื่อเจอคุณอลิษา ใช้เบอร์ที่ได้มาตอนแอบแลกกันในครั้งที่เม่นท้องเสียนัดเธอเพื่อมาพบ การหนีออกจากโรงพยาบาลอาจทำให้ภาพพจน์ผมดูไม่ดีในสายตาของคุณน้าคนนี้ไปแล้ว ครั้งนี้ผมเลยพยายามจะบอกว่าค่าใช้จ่ายที่เสียไปจะใช้คืนให้ครบทุกบาททุกสตางค์ ขอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น...ขอให้ไอ้เม่นมันได้กลับไปเล่นดนตรีตามสิ่งที่มันฝันในร้านข้ามคืนอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังเล่าทุกอย่างที่มีต้นเหตุมาจากตัวผม การขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตของตัวเองไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย รอยยิ้มของคุณน้ากับคำตอบรับว่า ‘เข้าใจ’ ทำให้รู้ว่าคุณน้าไม่ได้รังเกียจกับสิ่งที่ผมเคยมีเคยเป็น ไม่ได้กีดกันเรื่องที่จะคบหากับไอ้เม่นต่อ...แต่เป็นผมเองต่างหากที่คิด ว่ามันคงดีหากพวกเราได้เริ่มก้าวเดินในเส้นทางใหม่...ที่ไม่มีวันบรรจบกัน

“อย่าเงียบดิ”

“ฮะ?”

“เฮียแม่งคิดถึงมันอยู่ใช่มั้ยวะ”

“หา? กูเปล่า พูดบ้าๆอะไรของมึง ออกไปได้แล้ว”

“แม่งชัวร์เลย มันต้องบอกอะไรเฮียชัวร์เลย”

“บูมอย่าให้กูต้องพูดซ้ำ”

“หรือว่ามัน...” ไอ้บูมเครื่องค้าง ตอนนี้สีหน้าของมันสลับไปมาจากซีดเป็นแดง แดงเป็นซีดเปลี่ยนไวยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ว่านี่คืออดีตเดือนมหา’ลัยโคตรไม่แตกต่างอะไรกับเด็กปัญญาอ่อน ยังไงผมก็เห็นมันเป็นน้องอยู่วันยังค่ำล่ะวะ

“หรือว่าอะไร พูดมาดิ”

“หรือว่ามันบอกเฮียเรื่องที่กูคิดยังไงกับเฮีย” นิ้วชี้ของมันแทบจะทิ่มหน้าผม ไอ้ด๋อยบูมมันสลับชี้นิ้วไปมาด้วยความสับสนตามอารมณ์ของมัน

“ถ้ากูรู้แล้วทำไมวะ มึงน่ะเลิกคิดเรื่องกูไปเลย”

“เชี่ย มันบอกเฮียจริงๆเหรอวะ โอ๊ยยยย”

“โวยวายหอยหลอดอะไรของมึงวะกูปวดหู” แล้วก็ชักจะเจ็บแผลตุ่ยๆแล้ว ผมหลับตาล้มตัวลงนอนอย่างปลงตกบวกกับเพื่อบรรเทาอาการตึง แต่ทว่าไม่นานกลับมีเงาตะคุ่มลางๆมาขวางจนต้องลืมตาดู

“ทำอะไรของมึงวะ” เผลอปล่อยตัวคิดเพลินถึงเรื่องเม่นจนเสื้อที่ถอดยังไงก็ยังคาอยู่อย่างนั้น ไอ้บูมที่ไม่รู้คิดอะไรของมันขยับตัวมาคร่อมผมจนมิด

“ทำไมกูต้องเลิกคิดเรื่องเฮียด้วยวะ ในเมื่อเฮียก็เลิกยุ่งกับไอ้เม่นแล้ว”

“มึงรู้ได้ไง”

“ช่วงสองสามวันมานี้ไม่มีข่าวเฮียกับมันที่หน้าเพจพี่ดิบเลย”

“ก็กูไม่ได้ออกจากบ้านนี่หว่า แล้วเขาจะเอาปัญญาที่ไหนมาลง”

“แล้วพอไอ้เม่นมันมาหาถึงบ้านก็แกล้งทำไร้ตัวตนไม่อยู่ กูรู้เหอะว่าเฮียอยู่ แต่แม่นิแค่โดนเฮียหลอกเท่านั้นเอง”

“จบทฤษฎีบทของมึงรึยัง” เดี๋ยวกูยันตีนเข้าให้

“เฮียกับมันเลิกกันแล้วจริงๆใช่มั้ย” ผมชะงักไป...ต้องใช่แล้วล่ะ ที่ทำมาทั้งหมดก็เพราะผมต้องการยุติความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมพอจะเค้นออกจากปากมันกับทรมานอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับว่าผมไม่อาจลบล้างความทรงจำที่มีไอ้เม่นอยู่ได้

“มะ...มึงพูดบ้าอะไร กูกับมันไม่ได้เป็นอะไรกันมาตั้งแต่แรกแล้ว”

“แล้วทำไมต้องไปหามันบ่อยๆด้วย”

“คนจับคู่ทำงานกลุ่มด้วยกันไม่ให้ไปเจอกันได้ไง”

“ไม่ได้เป็นแฟนกันแน่นะ”

“กะ...ก็บอกไม่เป็นก็ไม่เป็นดิวะ กูกับมันไม่เคยเป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ”

แกร๊ก!!

หากบอกว่าชะตาชีวิตผมมักโดนเล่นตลก...ดูท่าจะจริง...

...แม้แต่การบอกเลิกความสัมพันธ์...ผมยังทำให้ยังทำได้เหี้ยมาก...

“ไอ้เม่น”

ร่างสูงในอีกฟากหนึ่งของประตูที่ยื่นห่างออกไปมองพวกเราด้วยสายตานิ่งๆ กว่าสติจะกลับมาผมก็รีบผลักไอ้บูมลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บตรงช่องท้องประท้วงหนักกับการกระทำแบบกะทันหันของตัวเอง

“อะ...โอ๊ย”

“มึงไม่ต้องรีบลุกหรอก”

“...”

“...คนที่ไม่ใช่เพื่อนมึงแค่เอายาแก้อักเสบมาให้”

...TBC...

+++++++++++++++++++++++


ทำอะไรไปเนี่ยหนูเรรรรรร(ร่างพี่ดิบเข้าสิง)

อ่านคอมเมนต์

น้องโดนอีกแล้วค่ะ(คนเขียนขอโทษ)

หน้าน้าเน็ก...คิดตามเลย5555

ดราม่าอีกแล้ว ฮือออ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด