Burden of Proof ภาระรักพิสูจน์ใจ ตอนที่ 31-32 (20/04)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Burden of Proof ภาระรักพิสูจน์ใจ ตอนที่ 31-32 (20/04)  (อ่าน 8085 ครั้ง)

ออฟไลน์ pepperpro

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 105
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
ชอบๆ กิลเบิร์ตแสดงอิทธิฤทธิ์ สมกับการเป็นเอสเปอร์ที่แกร่งสุดในจักรวาล

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
ตอนนี้สนุกมาก หมั่นไส้อารอนสุดๆ แต่นี่ยังนึกไม่ออกเลยว่า กิลมีแผนอะไร เปิดเผยตัวซะขนาดนั้น
ถ้าเทสล่าบุกมาล่ะ? :katai1:

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
บทที่ ๒๒
การเล่นใหญ่ที่เคยให้สัญญา

   บิลลี่ยังคงยืนอึ้งอยู่ที่เดิมในขณะที่คำพูดแก้ตัวเจื้อยแจ้วของเพื่อนรักเสมือนวิ่งผ่านหู จะให้เชื่อในทันทีว่าภายในสามวันหลังจากหย่ากับสามีเก่า กิลเบิร์ตก็ตกผู้ชายคนใหม่ได้โดยบังเอิญจากอุบัติเหตุเกือบโดนรถม้าชนตาย แถมผู้ชายคนที่ว่าตอนนี้มีศักดิ์เป็นเจ้าอาณานิคม สถานะใหญ่โตไม่เบา เผลอแป๊บเดียวกิลเบิร์ตก็กลายเป็นภรรยาเจ้าอาณานิคมเหมือนเดิม สถานะเดิมแค่เปลี่ยนสามี!

   นี่มันต้องความสามารถระดับไหนน่ะ!!!

   เพียงแค่คิดบิลลี่ก็หน้าแดงเถือกไปถึงใบหู ความคิดสะท้อนออกทางสีหน้าท่าทางจนคนมองรู้สึกอยากเอาหน้าซุกดินเสียเหลือเกิน

“หยุดนะ! อย่าคิดอะไรแผลงๆนะ!” กิลเบิร์ตรีบพูดดักคอจินตนาการอันบรรเจิดของสหายรายนี้ เขารู้ดีว่าบิลลี่ยามนี้ย่อมจับแพะชนแกะไปหมดแล้ว อันที่จริงหากสลับกันเขาเองยังตะขิดตะขวงใจที่จะเชื่อเลย! นี่มันเทพนิยายสายดาร์คชัดๆ!! “ฉันเพิ่งพบลุดวิกทีหลังนะ! หมอนี่ไม่ใช่ชายชู้นะ!” อย่างน้อยเขาก็ไม่ควรมีมลทินจากการหาว่าคบชู้หรอกนะ!

“อะ...ฉัน ฉันเชื่อก็ได้” บิลลี่พยักหน้ารับแม้สีหน้าจะยังงงๆอยู่บ้าง อันที่จริงเขาก็ไม่รู้ว่าควรเชื่ออะไรหรอก ก็สีหน้าของกิลเบิร์ตดูแตกตื่นขนาดนั้น ส่วนคุณลุดวิกคนนี้ก็ดูจะแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเหลือเกิน คนเพิ่งพบกันไม่นานอะไรจะรักกันมากขนาดนี้ “เชื่อ เชื่อจริงๆนะ!”

“สีหน้านายเชื่อก็ออกลูกเป็นควายแล้ว!” ย่อมต้องโวยกลับ เจ้าหนุ่มเวอร์จิ้นคนนี้ทำไมถึงได้ใช้หน้าตาอ้อยส้อยนั่นมาทำร้ายกันได้ขนาดนี้นะ!

“อะไรกันเล่า! ก็บอกแล้วว่าเชื่อ! นายหย่าแล้วจะมีผู้ชายกี่คนก็ไม่มีใครว่าหรอกน่า!” บิลลี่สนับสนุนข้างๆคูๆ เพียงแต่คำพูดโต้ตอบนั่นดันทำเอากิลเบิร์ตหน้าซีดหัวชาแทบล้มคะมำ ส่วนลุดวิกขมวดคิ้วและยิ่งกอดภรรยาเข้ามาแนบชิดมากขึ้นพลางส่งสายตาดุไปปรามเจ้าแมวอ้วนตรงหน้าที่ชักจะพูดมากเกินไปแล้ว ฝ่ายบิลลี่ก็รู้ตัวเช่นกันว่าตัวเองปากเสียอีกแล้วเลยรีบก้มหน้าก้มตาเอาเท้าเขี่ยพื้นสีหน้าท่าทีเสียอกเสียใจขอโทษขอโพย ท่าทางดูสำนึกผิดมาก เห็นท่าทีแบบนี้แล้วใครจะไปโกรธเขาลงกันเล่า

   ฝ่ายกิลเบิร์ตกลับยิ่งทอดถอนใจ เรื่องราวเลยเถิดมาขนาดนี้ก็จริง แต่เป้าหมายของเขายังเหมือนเดิมจะมามัวเล่นเป็นเด็กแถวนี้ไม่ได้นะ! เรื่องของบิลลี่เดี๋ยวค่อยไปว่ากันทีหลังตอนนี้ต้องจัดการปัญหาเฉพาะหน้าให้เรียบร้อยก่อน ดังนั้นพอมองไปเห็นเรือรบของพวกอเล็คเซ่ตรึงอารอนเอาไว้ได้ เขาก็รีบผลักจะเอาคุณสามีกระโถนออกไปให้ห่าง แต่เจ้ามือไม้ปลาหมึกนี่มันช่างน่ารำคาญ อะไรจะชอบจับชอบลูบขนาดนั้น เมื่อคืนยังลูบไม่พอหรือไง!

“คุณนี่น่ารำคาญเกินไปแล้ว แบบนี้จะไปตรวจดูอารอนได้ยังไง! เลิกเกาะแกะเสียทีน่า! ไปทำงานของคุณไป!” กิลเบิร์ตที่รู้สึกรำคาญเหลือแสนโวยวายโดยมีนิโคลัสผู้ทำหน้าที่คนแสร้งทรยศยืนมองอยู่ห่างๆ มองให้ตายนี่ก็คือคุณสามีที่ทั้งรักทั้งหลงภรรยาจนหน้ามืด แต่คุณภรรยาก็ช่างเล่นตัวเสียเหลือเกิน ไม่สิ กรณีรายนี้คงต้องบอกว่าดื้อเสียเหลือเกิน!

ถึงนิโคลัสจะไม่ชอบใจกิลเบิร์ต แต่ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าคนๆนี้แท้จริงไมใช่แมวข้างถนนธรรมดา แต่ดันเป็นแมวบรรดาศักดิ์ ไม่รู้จะปั้นหน้ายังไงดีที่เคยชี้หน้าด่าอดีตนายพลของเทสล่าไปขนาดนั้น หากกิลเบิร์ตเกิดนิสัยแบบอารอนขึ้นมาเขาคงตายไปนานแล้ว เคราะห์ดีที่เอสเปอร์หนุ่มคนนี้เป็นคนใจกว้าง ไม่ถูกสิ เอาเข้าจริงนิโคลัสคิดว่ากิลเบิร์ตก็แค่ไม่ใส่ใจเท่านั้น คนๆนี้แค่คิดว่าเรื่องที่ถูกเขาหมิ่นประมาทมันเล็กน้อยมากๆเท่านั้นเอง ช่างเป็นคุณชายาที่มองโลกในแง่บวกดีเสียเหลือเกิน คนแบบนี้ต่อให้ไม่ชอบใจ ก็เกลียดไม่ลงหรอก

“นี่คุณนิโคลัส เอาเจ้านายของคุณไปที!” กิลเบิร์ตยังคงโวยวายต่อ แต่นิโคลัสนั้นได้สติว่า เรื่องนี้...เขาจะไม่ยุ่ง

“ทำไมล่ะ เธอมีทั้งนิโคลัสกับคุณอัยการบิลลี่เป็นพยานความรักของฉันเลยนะ แบบนี้เธอต่างหากที่ได้เปรียบ” ลุดวิกยิ้มพรายร้อยเล่ห์พลางกอดภรรยาคนดีในอ้อมแขน ตรงกันข้ามกับกิลเบิร์ตที่พยายามผลักไสเต็มกำลัง “นี่คุณอัยการบิลลี่ คุณไม่คิดว่ากิลดื้อหรอกหรือ เขาเป็นแบบนี้เสมอหรือไง” เฉไฉถามเพื่อนภรรยาที่ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น แน่นอนว่าบิลลี่มองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กหนักมาก ไม่ว่าจะตอบไปว่ายังไงก็เห็นแต่เพื่อนตัวเองจะเป็นผู้เสียหาย มิสู้เงียบไว้จะดีกว่าหรือ

   ฝ่ายลุดวิกมองแมวสองตัว ตัวหนึ่งแง้วๆจะกัดเขาจะผลักไสเขา อีกตัวเลิ่กลั่กๆเหงื่อแตกพลั่กๆ ดูแล้วน่าสนุกน่าหยอกอย่างยิ่ง นี่สินะที่ว่าคบคนเยี่ยงไรย่อมเป็นคนเยี่ยงนั้น แมวนิสัยคล้ายๆกันก็ต้องมาเป็นแพ็คคู่สินะ!

   เพียงแต่พอบิลลี่คิดว่าเขาควรจะไปตรวจดูอารอนด้วยตนเอง ในตอนนั้นเองที่เขาพลันหนาวสันหลังเยือกขึ้นราวกับผีป่าซาตานมาเป่าอะไรรดหลังหู เขาสะดุ้งเฮือกเพราะใครบางคนดันคว้าเข้าที่เอวของเขา รู้ตัวอีกทีก็ถูกคว้าตัวไปกอดไว้เต็มรัก และเลวร้ายสุดขีดเมื่อเจ้าโจรปล้นสวาทนั่นดันเลียเข้าที่หลังหูจนบิลลี่แทบจะกรีดร้องอย่างเสียขวัญ

“เจ้าโจรชั่ว!” บิลลี่คว้าหมับที่แขนอเล็คเซ่ แต่อีกฝ่ายกลับเบี่ยงตัวคลาดจากท่าทุ่มของเขา แม้เขาจะโกรธจนหน้าแดงหูแดงแต่โจรชั่วนั่นกลับยังยิ้มย่างไร้พิษภัยยืนประจันหน้ากับเขาด้วยอีกคน ดูเหมือนแขกรับเชิญในงานนี้จะเยอะเหลือเกิน “นี่กิลเบิร์ต นาย! นายร่วมมือกับไอ้โจรนี่จับอารอนอย่างนั้นเรอะ!” ถึงจะตกใจเสียขวัญ แต่ในเรื่องงานบิลลี่ย่อมไม่ใช่คนโง่ คนที่ปีนป่ายมาถึงตำแหน่งใหญ่โตปานนี้จะเป็นแค่แมวนอนหวดได้ยังไง น่าเสียดายคนที่เอ่ยตอบขึ้นคนแรกไม่ใช่เพื่อนของเขา แต่ดันเป็นโจรปล้นสวาทรายนี้แทน

“ไม่ใช่ร่วมมือครับ แค่แลกเปลี่ยน อย่ามองโลกในแง่ร้ายนักสิครับ บิล” คนที่ตอบคืออเล็คเซ่ที่เอาแต่ยิ้มหวานพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ดูแบบนี้บิลลี่รู้สึกว่าหมอนี่เพิ่มความโรคจิตขึ้นอีกเท่าตัวแล้ว “ผมเพียงแค่แลกคุณอารอนกับเด็กสองคนนั่นเท่านั้นเอง ใช่มั้ยครับกิลเบิร์ต เพื่อให้ผมยอมถอยจากเอสเปอร์เด็กน้อยที่ไม่ประสีประสา คุณถึงจะจับคุณอารอนส่งให้ผมแทน” อเล็คเซ่เอ่ยเรื่องร้ายกาจหน้าตาเฉย ในขณะที่ฝ่ายผู้ถูกพาดพิงอย่างกิลเบิร์ตกลับทำสีหน้าปลาตายอย่างยิ่ง ถึงตอนนี้บิลลี่จึงเข้าใจแล้วว่าอะไรคือความหมายของการเป็นตัวร้าย

   ก็ถ้าลองจับท่านผู้หญิงของเทสล่าส่งให้โจรสลัดเอาไปขายล่ะก็ นี่ไม่เรียกว่าตัวร้ายปกติแล้ว นี่มันลาสบอส! เพื่อนของเขาหลังจากเกษียณจากตำแหน่งนายพลที่เทสล่าแล้วถึงขนาดจะจับภรรยาของอดีตสามีไปขายให้โจรเลยเรอะ! แน่ใจนะว่านี่ไม่ใช่เรื่องพิษรักแรงหึง! แน่ใจนะว่านี่ไม่ใช่การแก้แค้น! บิลลี่ย่อมรู้สึกปวดหัวตุ้บๆคลับคล้ายจะเป็นลม ในขณะที่กิลเบิร์ตในที่สุดก็สะบัดลุดวิกอกจากตัวได้ เขากอดอกยืดตัวและปรายสายตามองอเล็คเซ่อย่างเหยียดหยาม ถึงจะเป็นพันธมิตรกันชั่วคราวแต่ความเกลียดและไม่ชอบขี้หน้านั้นยังทะลักล้นในอกของเขา

   หากวางใจโจรสลัดพรรค์นี้คงถูกชำแหละไปขายในตลาดเนื้อสดแล้ว!

   เมื่อวานเพื่อเงินรวมหัวกับเฟรเดอริคกับอารอนวางยาเขา ส่วนวันนี้ร่วมมือกับเขาจะจับเอาอารอนไปขาย หมอนี่นี่ล่ะโจรชั่วที่แท้จริง!

“นายก็เอาอารอนไปซะ แล้วก็อย่ามายุ่มย่ามกับฟินน์กับเฟรเซียอีก เด็กพวกนั้นเป็นอิสระแล้ว ส่วนนายจะเอาอารอนไปต้มยำทำแกงที่ไหนก็เชิญเถอะ” กิลเบิร์ตบอกหน้าตาเฉย น้ำเสียงเยียบเย็นนัยน์ตาเย็นชา ท่าทางแบบนี้ในสายตาคนนอกนี่ย่อมเป็นคนโฉดชั่วอย่างยิ่ง เป็นวายร้ายค้ามนุษย์ตัวจริงเสียงจริงจนแม้แต่บิลลี่ยังจินตนาการตามไปวูบหนึ่ง “แต่พวกเอสเปอร์ที่เหลือของเทสล่านั้นนอกเหนือข้อตกลงของเรา ฉันจะให้บิลลี่เอาไปปล่อยที่อื่น”

“หา!!! ฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเรอะ!!!” บิลลี่เหวอหนัก ทำไมประโยคสนทนาของกิลเบิร์ตคลับคล้ายจะดึงเขาไปเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยล่ะ! 

“ก็นายบอกเองว่าเป็นเพื่อนฉันไม่ใช่รึ นายไม่ช่วยแล้วจะให้ใครช่วยกันล่ะ! ไหนๆนายก็ตกกะไดพลอยโจรมาแล้ว ช่วยฉันซะ!” กิลเบิร์ตตอบพลางยิ้มหวานจนทำเอาบิลลี่ช็อคตาตั้ง งานนี้ดูเหมือนแต่แรกเขาควรเชื่อคำเตือนของหมอนี่ถอยไปตั้งแต่แรกจะดีกว่า แต่ตอนนี้ก้าวพลาดแล้ว เดินมาผิดทางแล้ว!! เขาผิดเองที่ปฏิเสธคำเตือนของกิลเบิร์ตงั้นเรอะ!

“ไม่มีทางที่คนอื่นจะไม่ถามหรอกว่าอารอนหายไปไหน!!” พอถูกคาดคั้น คนอย่างบิลลี่ย่อมไขว้เขว ด้วยมิตรภาพครั้งเก่าก่อนเขาก็เผลอเหยียบลงโคลนตมนี้ไปด้วยแล้ว แม้สมองกรีดร้องแต่หัวใจมันพลอยอ่อนยวบ นั่นเพื่อนเขานะ! นั่นคือกิลเบิร์ตนะ! เพื่อนเดือดร้อนจะไม่ช่วยจริงๆเรอะ!

 “ง่ายจะตาย นายก็บอกว่าอารอนดื้อมากจะไปสืบเรื่องฉันคนเดียวที่ดาวอื่น เลยขโมยยานของอาทีเรียหนีออกไปแล้ว ยังไงนายก็เป็นอัยการของเทียร่า ไม่มีใครกล้าซักไซ้นายมากหรอกน่า ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันช่วยล้างความทรงจำทหารพวกนั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์วันนี้เอง!” ไอ้คุณเพื่อนตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สากับการประกอบอาชญากรรม ดูเหมือนเพื่อเป้าหมายกิลเบิร์ตจะขว้างศีลธรรมจรรยาทิ้งลงถังขยะไปหมดแล้ว ความกล้าได้กล้าเสียเด็ดขาดไปเสียทุกอย่างแบบนี้ทำเอาบิลลี่รู้สึกปวดแปลบที่ใจ
กิลเบิร์ต หมอนี่เป็นแบบนี้มาตลอด และเพราะแบบนี้นั่นล่ะถึงได้มีแต่คนรักแรงเกลียดแรง

“ถ้า ถ้าฉันปฏิเสธ...” บิลลี่ต่อรอง เพียงแต่ว่ารอยยิ้มแสยะของกิลเบิร์ตยามมองมาที่เขานั้นน่าเกลียดอย่างยิ่ง

“งั้นฉันจะส่งพวกนี้ไปกลุ่มดาวไกเซอร์ ส่งให้วิลเลียม”

“!”

“ว่าไง ระหว่างนายช่วยพวกเขา กับให้ฉันส่งไปที่นั่น คิดว่าอะไรดีกว่ากันล่ะ!”

   ในยามที่เอ่ยชื่อกลุ่มดาวไกเซอร์ คนแต่ละคนย่อมมีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บ้างงงงวย บ้างสงสัย บ้างสับสน แต่สำหรับบิลลี่เขาย่อมรู้แก่ใจดีว่ากลุ่มดาวบ้านั่นไม่สมควรจะมีใครต้องถูกส่งไปอย่างที่สุด การที่กิลเบิร์ตพูดแบบนี้ก็คือต้องการขู่ ต้องการวัดดวงกับศีลธรรมจรรยาของเขา!!!

“ยอมแล้ว!!!! เจ้าคนใจร้าย!!!! นี่เอสเปอร์พรรคพวกของนายนะ!!! ทำไมจะส่งไปให้ที่บัดสีแบบนั้น!!!! กิลเบิร์ตเจ้าคนไร้ยางอาย!!!!!” บิลลี่กรีดร้องหน้าตาแดงก่ำท่าทางเหมือนคนถูกบีบให้หมดทางสู้อย่างน่าสงสาร อนิจจา จนแล้วจนรอดเขาก็ยังคงเป็นคนดี

   ปฏิกิริยาคนสองคนตรงหน้านั้นในสายตาลุดวิกย่อมเป็นสิ่งที่บันเทิงอย่างมาก เขาย่อมชื่นชมภรรยาผู้แสนเด็ดขาดเอาแต่ได้ของเขา ส่วนคุณอัยการที่ร้องโวยวายหน้าตาเลิ่กลั่กนั่นก็ดูตลกดี นี่คือแมวดำกำลังข่มขู่เจ้าแมวอ้วนขนทองจนอีกฝ่ายร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่สินะ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าท่านอัยการบิลลี่คนดังของสหพันธ์ที่แท้เป็นคนหนุ่มที่หัวใจอ่อนไหวขนาดนี้ นึกไปนึกมา คนแบบนี้ก็อุตส่าห์เป็นมือหนึ่งของสหพันธ์ได้นะ?

ในตอนที่พวกเขาทั้งหมดกำลังพูดคุยโต้แย้งกันนั่นเองดันเกิดเสียงระเบิดตูมใหญ่มาจากทางทิศที่อารอนถูกกักตัวอยู่ เผลอแป๊บเดียวกลับปรากฏแสงสีฟ้าแผ่พุ่งปกคลุมเหนือน่านฟ้า รัศมีน่าจะครอบคลุมทั้งบริเวณเหมืองและแผ่ไปถึงอาคารบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ห่างออกไปกว่าห้าสิบกิโลเมตรด้วย ในพริบตาแสงพวกนั้นพุ่งลงมายังพื้นดิน!

ฝ่ายกิลเบิร์ตรีบยกสองแขนขึ้นกางบาเรียพลังจิตขนาดใหญ่ตั้งรับครอบคลุ่มรัศมีการโจมตีทั้งหมด เพราะคราวนี้ฝ่ายตรงข้ามโกรธถึงขีดสุดลงมือซัดพลังโจมตีอย่างไม่สนหน้าอินหน้าพรหม ไม่สนกระทั่งทหารของตนเองที่ถูกจับเป็นเชลยหรือชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

“ร้ายกาจมากนะ เจ้าคนชั่วกิลเบิร์ต! อย่างแกมันต้องตายสถานเดียว!” อารอนหลุดออกมาจากบาเรียกักกันของอเล็คเซ่ เขาย่อมไม่รู้ข้อตกลงระหว่างกิลเบิร์ตกับอเล็คเซ่ แต่สิ่งที่เขารู้ยามนี้มีเพียงอย่างเดียวคือต้องฆ่ากิลเบิร์ตทิ้งเท่านั้น! เพราะหมอนี่คือความหายนะสำหรับเขา หากกิลเบิร์ตตายเสียแล้วก็ไม่มีอะไรที่เขาต้องกังวลอีก!

ไม่สิ ไม่ใช่แค่กิลเบิร์ตที่สมควรตาย แต่เป็นดาวดวงนี้ด้วย ดาวดวงนี้ที่วางแผนล่อเขามาติดกับ! ยิ่งตอนนี้ปรายสายตาลงไปจากบนฟ้าเห็นทั้งลุดวิก นิโคลัส ทั้งยังมีอเล็คเซ่กับบิลลี่ยืนอยู่กับกิลเบิร์ตกลับยิ่งเข้าใจมากขึ้น นี่คือแผนการ ทั้งหมดเป็นแผน!

   กิลเบิร์ตร่วมมือกับเจ้าอาณานิคมที่นี่กับโจรสลัด ไม่สิ แม้แต่อัยการบิลลี่ บางทีก็อาจเป็นพวกหมอนั่นทั้งหมด!

“ตายไปด้วยกันทั้งหมดนั่นล่ะ!” อารอนที่คุมสติแทบไม่ได้แล้วยกมือสร้างดาบแสงพุ่งกระแทกลงพื้นเป็นวงกว้าง แต่ทางอเล็คเซ่กลับส่งสัญญาไปยังยานรบเข้าโจมตี ปืนเลเซอร์ของทางนั้นจึงระดมยิงเข้าใส่อารอน ส่วนกิลเบิร์ตตอนนี้ตั้งรับคุ้มกันทุกคนในรัศมีวงกว้างอย่างยิ่งจนเขาใช้พลังหมดไปอย่างรวดเร็วถึงขนาดเข่าทรุดลงข้างหนึ่ง

“กิล!” ลุดวิกรีบเข้าไปประคองอีกฝ่าย ในขณะที่กิลเบิร์ตจับแขนของเขายึดไว้ แม้จะเป็นเอสเปอร์ที่เก่งขนาดไหน แต่การกางบาเรียรับแรงกระแทกที่ขนาดถล่มดวงดาวได้ติดต่อกันนี่มันไม่ง่ายเลย

“หมอนั่นสมเป็นวัยรุ่นเลยนะ พลังเต็มร้อยจริงๆ” หัวเราะเบาๆพลางพยายามหยัดกายขึ้น ท่าทางของกิลเบิร์ตย่อมอยู่ในสายตาของบิลลี่เช่นกัน แม้กิลเบิร์ตจะเก่งมาก แต่เขาในตอนนี้ต้องปกป้องคนจำนวนมาก ไม่มีทางที่จะไม่ได้รับผลกระทบเลยหรอก บิลลี่คิดว่าเขาควรจะออกไปคุยกับอารอนให้รู้เรื่อง บางทีอาจช่วยประวิงเวลาได้

   ทว่า ในตอนที่บิลลี่กำลังจะตัดสินใจ ในตอนนั้นเองที่ลุดวิกกลับไม่รีรอ เขายกเครื่องมือส่งสัญญาณติดต่อไปยังฐานบัญชาการ และเพียงไม่นานกองทัพยานรบของอาทีเรียก็เข้าสู่น่านฟ้าของเขตการรบ เรือธงระดมกำลังสาดกระสุนเลเซอร์ใส่อารอนทันที ส่วนอเล็คเซ่ไม่ให้น้อยหน้า เขาสั่งอเล็คซานเดอร์ประสานงานกับทางอาทีเรีย เป็นตายร้ายดีก็ต้องจัดการกับอารอนให้ได้

   การกระทำของลุดวิกนั้นทำเอากิลเบิร์ตเบิกดวงตากว้างด้วยท่าทีสุดตระหนัก เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าลุดวิกถึงขนาดเตรียมกองทัพไว้จัดการกับอารอน ทั้งที่เรื่องนี้ควรจัดการอย่างเงียบเชียบที่สุด ควรเป็นเรื่องระหว่างเขา อารอน กับอเล็คเซ่เท่านั้น แต่ลุดวิกถึงขนาดเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงกับเรื่องนี้ด้วย แบบนี้คิดจะก่อสงครามกับเทสล่าหรือไง!

“หยุดเถอะ! ทำแบบนี้คุณกับอาทีเรียจะพลอยเสียหายไปด้วยนะ!” กิลเบิร์ตรีบเตือนสติสามี จนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะให้ลุดวิกต้องเสี่ยงเพื่อเขา หากเรื่องอารอนล้มเหลวสำหรับเขาแล้วก็แค่หนีไปเท่านั้น แต่ลุดวิกล่ะจะเอาดาวหนีไปด้วยได้ยังไง
“ถ้ามีปัญหากับเทสล่า ประชาชนจะต้องเดือดร้อนนะ! หยุดเถอะ!” ด้วยวิสัยของกิลเบิร์ตเกลียดที่สุดคือการทำใครคนอื่นเดือดร้อนไปกับตัวเองด้วย แล้วยิ่งตอนนี้จะร้ายจะดีจะจริงหรือเท็จเขาก็เป็นชายาของเจ้าอาณานิคม จะไม่สนใจความเป็นตายของดาวดวงนี้ย่อมไม่ได้! แต่คำตอบของลุดวิกยังคงเป็นคำตอบที่กิลเบิร์ตไม่อาจจินตนาการได้อยู่ดี

“ฉันนี่ตาถึงจริงๆ” ลุดวิกแสยะยิ้มพลางพยุงกิลเบิร์ตยืนขึ้น ยิ่งเห็นสีหน้าร้อนรนของอีกฝ่ายเขายิ่งรู้สึกว่าการเลือกของเขานั้นไม่มีวันผิดพลาด

“ตาถึงบ้าอะไร! หยุดเถอะ!”

“เธอมีคุณสมบัติที่ดีเพียบพร้อม สามีเก่าของเธอนี่ เป็นไอ้งั่งจริงๆนะ” หัวเราะอย่างหยามเหยียดก่อนจะฉวยโอกาสจูบลงบนริมฝีปากของภรรยารักอย่างไม่อายสายตาใคร ทั้งความไม่พอใจของอเล็คเซ่ ทั้งใบหน้าแดงก่ำร้อนผ่าวคล้ายจะเป็นลมของบิลลี่ และยิ่งเพิกเฉยราวนิโคลัสไม่มีตัวตน ส่วนกิลเบิร์ตนั้นรู้สึกว่าเจ้าบ้านี่ช่างทำอะไรผิดที่ผิดเวลาจริงๆ!

   ตูม!

   ท่ามกลางการระดมยิงอย่างถล่มทลาย ทว่า ในพริบตาการระเบิดกลับกระแทกเข้าใส่พวกกิลเบิร์ตอย่างจัง แม้พยายามกางบาเรียแต่ทุกคนก็โดนกระแทกไปอย่างแรง ตรงหน้าพวกเขายามนี้อารอนในสภาพเปื้อนคราบไคลยืนอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาสีฟ้าลุกโชนโกรธเกรี้ยวราวกับโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน เขาย่อมคิดจะฆ่ากิลเบิร์ต เพียงแต่ว่าตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อลุดวิกกลับเอาตัวเข้าขวางประจันหน้ากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว เบื้องหลังของผู้ชายคนนี้ก็คือกิลเบิร์ต!

“ส่งหมอนั่นมา! อยากให้ดาวดวงนี้ถูกระเบิดเป็นจุนหรือไง!” อารอนตวาดอย่างโกรธแค้น หากแต่ลุดวิกกลับยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขายกปืนขึ้นและเล็งไปเบื้องหน้า แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการปกป้องคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง “ไร้สาระ! หมอนั่นเป็นนักโทษของเทสล่า! เป็นอาชญากรสงคราม! ส่งตัวหมอนั่นมา ดาวบ้านนอกแบบนี้คิดเป็นศัตรูกับฉันคิดว่าจะจบดีหรือไง!”

“พล่ามอะไรน่ะ เจ้าหนู” ลุดวิกเอ่ยเรียบๆ และทำเอาอารอนเบิกดวงตาอย่างเดือดดาล การเรียกแบบนี้เท่ากับคิดจะหยามกันชัดๆ!

“เจ้านั่นมันให้อะไรแก! มีผลประโยชน์กันล่ะสิ! ถ้าเป็นผลประโยชน์ล่ะก็เทสล่ามีให้เยอะแยะ! อย่ามาเสียเวลากับสวะเดนตายแบบนั้นเลย! ไม่สิ หรือว่าเอาตัวเข้าแลก ถ้าแบบนั้นยิ่งง่าย จะผู้หญิงหรือผู้ชายเทสล่าก็หาให้ได้อยู่แล้ว จะมาเสียเวลาทำไมกับของมือสองน่ะ!”

คำพูดของอารอนนั้นทำเอากิลเบิร์ตที่ฟังอยู่ถึงกับหน้าชาขึ้นมา ทั้งโกรธทั้งอายจนไม่รู้จะพูดอะไร ให้ตายเถอะสำหรับเขามันก็เป็นเรื่องจริงนั่นล่ะ เอาตัวเข้าแลกก็ด้วย ไม่ใช่ว่าจุดเริ่มต้นของเขากับลุดวิกก็คือเรื่องอย่างว่าหรอกหรือ แล้วเรื่องของมือสองอะไรนั่น เขาเองก็เป็นภรรยาของเฟรเดอริคมาหลายปี เทียบกันแล้วจะไปสู้เด็กหนุ่มสาวได้ยังไง คิดแล้วมันก็น่าอายจริงๆ ถึงเขาจะพยายามไม่คิดเรื่องนี้ แต่คนนอกมีหรือจะไม่คิดตาม

ส่วนบิลลี่นั้นรู้สึกสั่นตามไปด้วย แต่สิ่งที่ตามมากลับเป็นความโกรธเจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่กล้าเรียกเพื่อนของเขาว่าของมือสอง เขาโกรธจนนึกอยากยิงแสกหน้าหมอนี่ให้ตายไปให้พ้นๆ เสียแต่พอจะทำจริงๆอเล็คเซ่กลับมองออกรีบจับมือห้ามเขาไว้ แม้หน้าตาเรียบๆยิ้มๆ แต่นัยน์ตานั้นแฝงความไม่พอใจลึกๆไว้ แต่เพราะเขามีสติดีกว่าบิลลี่ เขาจึงเลือกที่จะห้าม

อเล็คเซ่รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวทีของเขา คนที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของกิลเบิร์ตในยามนี้ไม่ใช่เขา

“ช่างน่าเจ็บใจจริงๆนะครับ” อเล็คเซ่บอกกับตัวเองพลางปรายสายตามองคนที่กำลังยกปืนประจันหน้ากับอารอนอยู่

   คนเพียงคนเดียวที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านกับคำพูดใดๆของอารอนก็คือลุดวิก เขายังคงยืนประจันหน้ากับอารอน แลมองท่าทางเย่อหยิ่งจองหองนั่นอย่างสมเพชเวทนา ในสายตาของเขาอารอนก็คือเด็กน้อยที่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย

“กิลเบิร์ตเป็นภรรยาของฉัน คุณกำลังหมิ่นประมาทภรรยาของเจ้าอาณานิคม” ลุดวิกตอบเรียบๆพลางโอบกิลเบิร์ตเข้ามาในอ้อมแขน ให้กิลเบิร์ตยืนข้างๆเขา นั่นคือภาษากายที่ต้องการสื่อให้อารอนเห็นว่าคนๆนี้จะไม่มีวันยืนอยู่ข้างหลังเด็ดขาด ฝ่ายอารอนทำหน้างงๆก่อนจะแสยะยิ้มอย่างถือดี

“ฉันฟังอะไรผิดไปรึเปล่า นั่นมันคนที่ถูกเฟรเดอริคทิ้งแล้ว! ขยะแบบนั้นยังกล้าเก็บขึ้นมาอีกเรอะ!!!!” แผดเสียงกราดเกรี้ยว ในสายตาของเขาแล้วนั่นคือขยะ คือคนที่เขาต้องการลดค่าให้เหลือเพียงคำว่าขยะไร้ค่า แต่ตอนนี้ดันมีคนมาบอกว่าจะเก็บขยะนั่นมาเชิดชูอีกงั้นเรอะ!

“กิลเบิร์ตเป็นแมวเก้าชีวิต เป็นแมวเก้าชีวิตที่มีนัยน์ตาทำจากเพชรยอดมงกุฎ” นั่นคือคำนิยามที่ลุดวิกให้กับภรรยาคนสำคัญของเขา หลังจากได้ฟังเรื่องราวจากกิลเบิร์ตแล้ว ได้เห็นอารอนแล้ว เขายิ่งรู้สึกว่าคำนิยามนี้เหมาะควรที่สุด

“เพชรบ้าบออะไร!”

“ถึงจะถูกพวกคุณทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าเขาก็ยังมีชีวิตรอด ไม่ใช่ว่านั่นก็เพราะว่าจริงๆแล้วเขาเก่งกาจกว่าคุณหรอกหรือ คุณอารอน” ลุดวิกตอบพลางยิ้ม รู้สึกสนุกกับการมองหน้าที่บิดเบี้ยวเหยเกของเด็กหนุ่มปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ในสายตาของเขานี่ก็แค่คนที่เก่งกว่าคนอื่นสักหน่อยแต่นึกว่าตนเองใหญ่คับจักรวาล ช่างไม่รู้จักการถ่อมตนเอาเสียเลย “ถึงคุณพยายามจะลดค่าของเขา แต่แมวเก้าชีวิตย่อมไม่มีวันตาย ฉันค้นพบแมวนัยน์ตาเพชรเดินอยู่กลางถนน ฉันเพียงแต่รับมาแล้วดูแลขัดสีฉวีวรรณให้ความงามแต่ดั้งเดิมของเพชรนั้นส่องประกาย นี่คือสมบัติล้ำค่าของฉัน เธอคือสมบัติล้ำค่าของฉัน กิล” ในคำพูดสุดท้ายนั้นลุดวิกหันมามองภรรยารักและบีบมือของเขาแน่น ทุกถ้อยคำนั้นชัดเจนจนไม่จำต้องอธิบายใดๆอีก

   ไม่ว่าคำพูดของลุดวิกยามนี้จะเป็นเพียงแค่คำหวานหรือความจริงใจก็ตาม แต่เมื่อมันออกจากปากของเขามันกลับไพเราะน่าฟังอย่างยิ่ง ชวนตื้นตันอย่างยิ่งจนแม้แต่คนนอกอย่างบิลลี่ยังเผลอร้องไห้ออกมา ให้ตายเถอะผู้ชายคนนี้ช่างเป็นคนดี! เพื่อนของเขาเจอสามีที่ดีมากๆแล้ว!!

   ฝ่ายกิลเบิร์ตนั้นนิ่งฟังสามีพูดถึงเรื่องเก่าก็รู้ทันทีว่าลุดวิกรู้ว่าเขาสะเทือนใจในเรื่องอะไร ผู้ชายคนนี้เจตนาพูดเพื่อให้เขาสบายใจ เพื่อให้ระหว่างพวกเขาไม่มีความคับข้องใจใดๆอีก และแน่นอนนี่ก็คือการพูดเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของเขา ช่างฉลาดในการเอาอกเอาใจคนเหลือเกิน

“เพชรบ้าบออะไร! นั่นมันของที่เฟรเดอริคเขี่ยทิ้งแล้ว!” ทว่า อารอนยังไม่เลิก

“พวกคนตาไม่ถึงแยกเพชรกับกรวดไม่ออกนี่น่าสงสารนะ ฉันนี่ช่างโชคดีที่เจ้าแมวเก้าชีวิตนัยน์ตาเพชรตัวนี้ระเห็จมาสู่อ้อมแขนของฉัน และฉัน จะไม่มีวันปล่อยไป นี่คือคุณผู้หญิงของฉัน เป็นชายาของเจ้าอาณานิคมแห่งอาทีเรียถูกต้องตามกฎหมาย คุณควรรู้เรื่องนี้ใส่สมองไว้นะ คุณอารอน”

   สิ้นคำพูดของลุดวิกฝ่ายอารอนถึงกับผงะ แต่ความตกใจก็เปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ภรรยาที่เลี้ยงไว้เล่นๆ แต่นี่คือระดับภรรยาเอก! ทั้งที่เขาวางแผนเขี่ยกิลเบิร์ตออกจากทุกสิ่งมานาน แต่นี่มันอะไร หมอนั่นถูกขับออกจากเทสล่าไม่ทันไร กลับโชคดีได้พบเจอกับผู้ชายคนใหม่มิหนำซ้ำยังเป็นถึงเจ้าอาณานิคมเหมือนกัน ทั้งยังปีนป่ายรวดเร็วกลายเป็นภรรยาเอกของฝ่ายนั้น นี่มันเรื่องตลกบ้าอะไร!

   ไม่! เขาไม่ยอม! หากกิลเบิร์ตโชคดีขนาดนั้นงั้นเขาก็จะทำให้มันร่วงตกลงมาอีก หากผู้ชายโง่นี่รักมันมากนัก งั้นเขาจะทำให้พวกมันต้องเสียใจ!

“ไม่เป็นไร งั้นฉันก็แค่ทำให้ท่านนายพลคนเก่ง เป็นม่ายอีกสักรอบเท่านั้นเอง!” อารอนตวาดพลางยกมือวาดดาบแสงเตรียมจะโจมตีคนตรงหน้า ใช่แล้วเขาจะฆ่าคนที่ชื่อลุดวิกนี่! ทำให้กิลเบิร์ตต้องเสียใจไปจนวันตาย!

ฝ่ายกิลเบิร์ตย่อมนึกเคืองกับพฤติกรรมของอารอนขึ้นมาเช่นกัน เขาไม่เข้าใจเลย ทำไมอารอนต้องเกลียดเขาขนาดนี้ ทำไมถึงจ้องจงเกลียดจงชังเขาจนไม่สนใจไยดีอะไรอย่างอื่นอีก แม้แต่ตอนนี้ยังคิดจะทำร้ายลุดวิกที่เป็นคนนอกด้วย นี่มันต้องรังเกียจกันถึงขั้นไหนกันเชียว!

“ฉันไม่ยอมหรอก! นี่สามีของฉัน! ใครจะให้มาทำร้ายได้ง่ายๆ!” กิลเบิร์ตโพล่งออกมาอย่างขัดใจ จังหวะที่ได้ยินคำนั้นลุดวิกถึงกับเผลอยิ้มไม่รู้ตัว ส่วนอารอนยิ่งโกรธจัดเตรียมจะระเบิดพลังอีกรอบ

   เพียงแต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่นาฬิกาส่งสัญญาณของบิลลี่กลับดังขึ้น ข้อความจากสหพันธ์ที่ส่งขึ้นมานั่นทำเอาชายหนุ่มเบิกตาโพลง นี่มัน!

   เขาต้องหยุดอารอน!

“ไม่ได้นะคุณอารอน! ห้ามทำร้ายคุณลุดวิกเด็ดขาด!” บิลลี่รีบตะโกนบอก แต่อารอนกลับโกรธจัดกับการห้ามปรามถึงขนาดชี้หน้าด่าบิลลี่

“แกมันอัยการไร้ประโยชน์! คิดจะขวางฉันเรอะ!”

“สหพันธ์ดาวเคราะห์เพิ่งมีมติรับอาทีเรียเป็นสมาชิกของสหพันธ์อย่างเป็นทางการ! หากคุณทำร้ายเขาเท่ากับทำร้ายสมาชิกของสหพันธ์ดาวเคราะห์ คุณจะกลายเป็นอาชญากร!”

   คำพูดพรั่งพรูนั่นไม่เพียงทำให้อารอนตระหนก แต่ยังทำเอากิลเบิร์ตผงะ เขาแหงนเงยมองคุณสามีที่ยิ้มอบอุ่นเจิดจ้าให้ก่อนจะพลันเข้าใจทุกสิ่ง ที่แท้นี่เองคือแผนการของลุดวิก...

“สมาชิกของสหพันธ์...” กิลเบิร์ตย่อมเข้าใจดีว่าอะไรคือขั้นตอนของการขอเข้าเป็นสมาชิก

“ฉันยื่นเรื่องขอเข้าเป็นสมาชิกไปแล้ว รวมทั้งระบุชื่อของฉันในฐานะเจ้าอาณานิคม และชื่อของกิลเบิร์ตในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ยามนี้ฉันกับกิลเบิร์ตได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันในฐานะผู้นำดาวเคราะห์ ไม่ว่าข้อขัดแย้งอะไรเกิดขึ้นระหว่างดวงดาว หากไม่คุยกันในการประชุมใหญ่ ก็ต้องเป็นที่ศาลของสหพันธ์  ถึงคุณอาจจะไม่ฉลาดนัก แต่คุณเข้าใจใช่ไหม คุณอารอน” ลุดวิกเอ่ยอย่างหยามเหยียด

   ใช่แล้ว บัดนี้อาทีเรียคือหนึ่งในดาวเคราะห์สมาชิกของสหพันธ์ และชื่อของลุดวิกกับกิลเบิร์ตย่อมได้รับการรับรองในฐานะผู้นำของดาวอาณานิคม พวกเขาได้พาอาทีเรียเปิดตัวในวงการการเมืองของสหพันธ์ดาวเคราะห์แล้ว

   ในวันนี้ลุดวิก ชไนเดอร์ ได้เล่นใหญ่เพื่อปกป้องกิลเบิร์ตอย่างที่เคยให้สัญญาไว้แล้ว       


จบตอน

ลุดวิกผู้จริงจังและจริงใจค่ะ :)

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
มาต่อเร็วมาก ขอบคุณนะคะ
หมั่นไส้อารอนมากๆ อยากรู้เบื้องหลังจริงว่าทำไมแค้นกิลมากขนาดนี้
เสียดายไม่ได้โดนโจรสลัดจับไปขาย :katai1:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
ตอนที่ ๒๓
เงาจากอดีตที่ควรลืมเลือน

   อารอนกำหมัดกัดฟันกรอดกับรูปการณ์ตรงหน้า นี่ถึงขนาดเจ้าอาณานิคมของดวงดาวที่ปลีกวิเวกสันโดษมานานอย่างอาทีเรียยอมเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์ดาวเคราะห์ ไม่ใช่เพราะการเมืองหรือเพราะผลประโยชน์อะไรเลย แต่แค่เพราะผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าอาณานิคมคนปัจจุบันต้องการปกป้องกิลเบิร์ต ปกป้องคนที่เขาเกลียดแสนเกลียดนี่ มันจะมากเกินไปแล้ว!

“ฉันไม่ยอม!” อารอนตวาด ถึงตายก็ไม่ยอมถอย หากถอยตอนนี้ศักดิ์ศรีของเขาคงถูกดูหมิ่นดูแคลนแน่ ที่สำคัญเขาไม่ยอมแพ้กิลเบิร์ต ไม่ยอมแพ้คนๆนี้อย่างเด็ดขาด!

หากแต่ตอนนั้นเองที่เครื่องรับสัญญาณที่ข้อมือของเขาดังขึ้น ทันทีที่กดรับภาพเสมือนของชายผู้หนึ่งก็ฉายออกมาต่อหน้าเขาในทันที

“เฟรเดอริค...” กิลเบิร์ตมองภาพสามมิติที่ฉายเบื้องหน้าของเขาด้วยหัวใจที่พลันปวดแปลบขึ้นในทันที ยามจากไม่ได้ล่ำลา แต่ยามนี้พบพานอีกครั้งกลับแย่ยิ่งกว่า

   เฟรเดอริคคนที่เครื่องฉายภาพสามมิติฉายออกมานั้นเป็นชายหนุ่มสวมเครื่องแบบทหารสีแดงเลือดนกของเทสล่า เขาสูงสง่า หน้าตาคมคาย ดวงตานั้นเยียบเย็นและคล้ายคนมีเรื่องนัยใจ เขาไม่ได้หันไปมองใครนอกจากภรรยาคนปัจจุบันที่ตอนนี้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโกรธา นี่คืออารอน ฟรีแมน...ภรรยาตามกฎหมายของเขาในปัจจุบัน 

“ถอยกลับ ตอนนี้สหพันธ์นัดประชุมใหญ่ในอีกสามเดือนข้างหน้าแล้วทุกอย่างค่อยไปตัดสินกันตอนนั้น เปล่าประโยชน์ที่จะตอแยอีก กลับมาเถอะ อารอน” เฟรเดอริคออกคำสั่งเฉียบขาด คำสั่งของคนที่เป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและสามีนั้นแม้อารอนจะดื้อกว่านี้อีกเท่าตัวก็ไม่อาจปฏิเสธ หากเขาไม่ปฏิบัติตามย่อมหมายถึงเขาคือคนทรยศ ไม่ต่างอะไรกับกิลเบิร์ตที่ก่อนหน้านี้โต้แย้งกับเฟรเดอริคครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นตัวอย่างชั้นเลวแบบนั้นแล้ว เขาย่อมจะผิดพลาดถึงขนาดนั้นไม่ได้

“รับทราบ” อารอนรับคำอย่างไม่เต็มใจแต่ก็หันไปสบสายตากับกิลเบิร์ตที่ยามนี้ใบหน้าซีดเซียวอย่างยิ่ง เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าแท้ที่จริงตัวเขากำลังเป็นต่อมากมายแค่ไหน ช่วยไม่ได้ก็ยามนี้เฟรเดอริคเป็นของเขา เทสล่าก็เป็นของเขา กิลเบิร์ตแม้ได้ดีมีสุขพบคนใหม่แล้วยังไง สุดท้ายอารอนผู้นี้ก็ยังเป็นผู้ชนะอยู่ดี!

   ในจังหวะนั้นบิลลี่คิดว่าทุกสิ่งน่าจะคลี่คลายได้เสียที เขาถึงกับถอนหายใจโล่งอกไปก่อนแล้ว ทว่า ครั้นพอเห็นสายตาร้ายกาจราวกับนางอิจฉาของอารอน ประกอบกับจังหวะที่ภาพเสมือนของเฟรเดอริคหันมาสบตากับกิลเบิร์ตที่อยู่ในอ้อมแขนของลุดวิก บิลลี่กลับรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที นี่มันแย่แล้ว! ให้ตายสิ! นี่มันสามีเก่าปะทะสามีใหม่! อดีตเมียหลวงปะทะอดีตเมียน้อย! แถมคุณภรรยาเก่ายังอยู่ในอ้อมอกสามีคนใหม่ให้ขัดสายตาด้วย!

   นี่มัน...เลวร้ายขึ้นอีกไม่ใช่หรอกหรือ

“ดูเหมือนจะสบายดีนะ กิลเบิร์ต” เฟรเดอริคเอ่ยทัก น้ำเสียงของเขายังคงนุ่มนวลและสุภาพเหมือนเช่นที่กิลเบิร์ตเคยได้ยินมาตลอด ทว่า ความสุภาพนั่นกลับทำลุดวิกหงุดหงิด เขารั้งร่างของภรรยาเข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้นเจตนาชัดเจนที่จะประกาศว่ายามนี้เฟรเดอริคไม่มีสิทธิใดๆในตัวคนๆนี้อีกแล้ว ภาษากายนี้ย่อมเป็นที่รับรู้กัน “ส่วนนั่น...สามีคนใหม่ของเธอสินะ ช่างไวไฟจริงๆนะ”

“ไร้สาระ กิลย่อมต้องสบายดีอยู่แล้ว เพราะฉันดูแลภรรยาของตัวเองอย่างดี คุณฟรีแมน” ลุดวิกตอบอย่างเย็นชาไม่ไว้หน้า คำตอบนั้นดูเหมือนจะทำให้เฟรเดอริคนั้นคิ้วกระตุกเล็กน้อย แต่แน่ล่ะว่าเขายังคงแสร้งเพิกเฉย

ส่วนกิลเบิร์ตนั้นยังคงไม่ได้ตอบอะไรไปสักคำ เขาเพียงแต่มองตรงไปยังอดีตสามีที่ยามนี้อยู่ห่างกันหลายล้านปีแสง ความห่าง
ไกลของระยะทางบางทีคงเทียบเท่ากับหัวใจที่ตอนนี้สะบั้นหั่นขาดจากกันแล้ว กิลเบิร์ตย่อมรู้ดีแก่ใจว่าไม่มีวันที่พวกเขาจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม และยิ่งไม่อาจเป็นได้แม้กระทั่งเพื่อน ทุกสิ่งในอดีตเพลานี้ป่นสลายไปหมดแล้ว เขาไม่ได้อาลัยอาวณ์ ไม่ได้เสียดาย เพียงแต่รู้สึก...เจ็บ

และแม้ขาดจากกัน กิลเบิร์ตกลับมีบางสิ่งที่อยากถาม บางสิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดไม่เลิกรา แต่การถามออกไปนั้น ช่างยากเหลือเกิน

   แต่แม้ยากเย็น กลับยังต้องกัดฟันพูด

“เฟรเดอริค ผมขอถามคุณคำถามนึง และจะถามเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อถามแล้วเราจะได้ขาดกันจริงๆเสียที” กิลเบิร์ตกัดฟันพูดพลางเหลือบมองไปยังอเล็คเซ่ที่ตอนนี้แม้ส่งยิ้มให้ แต่อเล็คเซ่นั้นย่อมเดาได้ว่ากิลเบิร์ตต้องการถามอะไร ไม่มีวันที่กิลเบิร์ตจะไว้ใจเขาจนปักใจเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเล่าให้ฟัง เพียงแต่ว่าอเล็คเซ่นึกสงสารคนตรงหน้าอย่างยิ่ง ไม่ว่าอดีตท่านผู้หญิงของเทสล่าท่านนี้จะเพียรแสวงหาความจริงที่แตกต่างแค่ไหน แต่นี่ก็ยังเป็นโศกนาฏกรรมเดิมอยู่ดี “คุณ คุณกับคุณอารอนซื้อยาปลุกอารมณ์จากพวกโจรสลัด พวกคุณร่วมมือกันวางแผนวางยาผม คิดจะให้ผมถูกกล่าวหาว่านอกใจคุณใช่ไหม!”

   ตอบ ตอบสิว่าไม่ใช่!

   ทว่า ความจริงมักโหดร้ายเสมอ

“งั้นหรือ หมอนั่นบอกเธอหมดแล้วสินะ งั้นก็ ตามนั้นแหละ” น้ำเสียงเยียบเย็น และมันเย็นไปถึงกระดูกกัดกร่อนไปถึงหัวใจ ร่างของกิลเบิร์ตเกือบจะทรุดลงไปแล้วหากว่าลุดวิกไม่กอดเขาไว้ คำตอบที่เย็นชาแล้งน้ำใจของเฟรเดอริคย่อมทำให้ลุดวิกขัดเคืองไปด้วยอย่างแน่นอน นี่มันคนชั่วแบบไหนถึงตอบอะไรแบบนี้ได้หน้าตาเฉย! คนสารเลวที่วางยาภรรยาของตัวเองเพื่อกำจัดทิ้งออกนอกทาง!

“สารเลว! ตอนนั้นกิลไม่ใช่คนของนายหรือไง! ทำไมถึงทำอะไรแบบนั้น!” ลุดวิกตวาด หากแต่เฟรเดอริคกลับเอียงคอและปรายสายตามองกิลเบิร์ตที่ตอนนี้เหมือนจะเริ่มมีใบหน้าแดงเรื่อ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงที่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้น โกรธเคือง ระคนปนกับความเศร้าโศกอย่างเหลือแสน ผิดหวังอย่างเหลือล้น

“นั่นก็แค่เด็กที่ฉันเก็บมาเลี้ยง ฉันจะทำยังไงกับคนของฉันก็ย่อมเป็นสิทธิของฉัน หากฉันให้เขาเป็นภรรยาเขาก็เป็น เป็นทหารเขาก็เป็น แล้วทำไมฉันถึงจะยกให้คนอื่นไม่ได้ ก็แค่ของใช้แล้วทิ้งเท่านั้น” นั่นคือคำตอบ

“แก!!!!” ลุดวิกคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว หากตอนนี้คนที่อยู่ต่อหน้าเป็นคนเป็นๆเขาคงจะกระชากคอเสื้อหมอนั่นแล้วหักคอทิ้งซะ! กล้าดียังไงถึงมาด่าว่าคนของเขาแบบนี้!!!! “สามีภรรยาอยู่ร่วมกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข นี่แกไม่มีความรู้สึกรักให้กิลเลยหรือไง!!”

   อยู่ร่วมกันเป็นสิบปี ช่วยเหลือกันและกันจากศูนย์สู่รุ่งเรือง แล้วไย...ไม่มีน้ำใจให้สักนิด

“ความรักก็ต้องให้กับคนที่ควรรัก และคนที่ฉันรักก็คืออารอน ส่วนของใช้แล้วทิ้งนั่น ถ้าคุณอยากเก็บไว้ก็เอาไว้ใช้เถอะ อย่างน้อยนั่นก็ของเล่นระดับพรีเมี่ยมล่ะนะ”

   วินาทีนั้นเหมือนบางสิ่งในหัวใจของกิลเบิร์ตขาดสะบั้น เขาไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้อีกแล้ว น้ำตาที่ไหลออกมานั้นยิ่งไม่อาจควบคุมพอรู้ตัวอีกทีก็ซบลงในอ้อมอกของลุดวิก กัดริมฝีปากเก็บเสียงที่อยากกรีดร้องของตนเองไว้ แน่นหน้าอก อึดอัด คลื่นไส้ เวียนหัว เขาไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้วจริงๆ เฟรเดอริค...ช่างไร้น้ำใจกับเขาจนถึงที่สุด

“พอเถอะ พอเถอะลุดวิก ฉันไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆ” กิลเบิร์ตซุกใบหน้าในอ้อมอกอีกฝ่าย ใช้มือกำเสื้อของสามีคนปัจจุบันของเขาแน่น น้ำตายามนี้ไหลออกมาจนเปียกปอนไปหมดแล้ว

แต่ไม่เป็นไร เขาไม่เป็นไรจริงๆนะ

“กิล...” ลุดวิกกอดร่างนั้นไว้ เขาย่อมรู้สึกได้ถึงร่างกายที่สั่นเทิ้มและความเปียกชื้นจากน้ำตา กิลเบิร์ตผู้แข็งแกร่งของเขายามนี้ปากบอกไม่เป็นไร แต่กลับไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงใดๆเลย แน่ล่ะ หากมีคนที่คุณรักและคิดว่าเป็นคู่ชีวิต เป็นครอบครัวมาตลอดมาพูดเช่นนี้ใส่หน้า ประจานต่อหน้าผู้คน ใครจะยังสามารถเชิดใบหน้าแสร้งยิ้มแย้มได้อีกเล่า ตัวลุดวิกเองย่อมโกรธจัดเช่นกัน โกรธอย่างที่ไม่เคยนึกโกรธใครเช่นนี้มาก่อน แม้ตอนที่เพื่อนสนิทอย่างคาร์ลทรยศ เขายังไม่นึกเกลียดชังอีกฝ่ายมากเท่านี้ ทำไมผู้ชายที่ชื่อเฟรเดอริคนี่ถึงได้พูดอะไรทำร้ายกันมากขนาดนี้ โหดร้ายมากขนาดนี้

   แม้นไม่รัก แต่จำเป็นต้องทำร้ายกันให้ดาวดิ้นไปเลยหรือ

   เฟรเดอริคนั้นไม่ได้พูดอะไรอีก เขาได้แต่มองอดีตภรรยาร่วมทุกข์ร่วมสุขที่ยามนี้ร่ำไห้เสียใจในตัวเขาอย่างสุดซึ้งในอ้อมแขนของชายอื่น ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเขาคิดอะไร สิ่งที่เขาทำเพียงแต่สั่งอารอนให้ปฏิบัติตามคำสั่งก่อนจะตัดสัญญาณหายตัวไป

   ณ อีกฟากหนึ่งของจักรวาล เจ้าอาณานิคมของเทสล่าปิดการสื่อสารไปแล้ว เขาหยัดกายยืนอยู่ในห้องทำงานของตนเองพลางชำเลืองมองแหวนวงหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา แหวนทองคำกลมเกลี้ยงที่มีราคาน้อยค่ายิ่งแต่เขากลับไม่อาจทิ้งขว้างมันได้ แหวนวงนี้ที่เจ้าของของมันได้จากไปแล้วตลอดกาล

   อดีตลาลับไม่หวนกลับ แต่บางสิ่งกลับฝังลึกไม่เสื่อมคลาย 

   กลับมาที่ฝ่ายอารอนที่ยามนี้ย่อมยกยิ้มอย่างพึงพอใจอย่างยิ่งที่ศัตรูของตนเองหมดสภาพ กิลเบิร์ตที่ช้ำใจถึงเพียงนี้มีหรือที่จะยังมาต่อกรห้ามปรามอะไรเขาได้อีก อารอนกดปุ่มอัตโนมัติเพื่อเรียกยานอวกาศของตนเองมารับถึงที่ ตอนนี้เขาสามารถจากไปอย่างผู้ชนะได้แล้ว เพียงแต่ว่า...

“นี่มัน!” อารอนตระหนก เพราะในเสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะขึ้นยานจากไปนั้น ยานรบอเล็คซานเดอร์กลับฉายรังสีบางอย่างอาบร่างของเขาอย่างกะทันหัน ทั้งที่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามน่าจะไม่โจมตีอะไรแล้ว แต่ทางอเล็คเซ่กลับฉวยโอกาส! “นี่แกทำอะไรน่ะ! เจ้าโจรสลัด!”

“นั่นคือสนามพลังดูดกลืน นวัตกรรมใหม่ของพวกเราชาวเนบิวล่ามืดครับ อย่าลืมสิว่ากิลเบิร์ตมอบคุณให้ผมแล้ว ดังนั้นจะให้คุณกลับไปเปล่าๆไม่ได้หรอก อย่างน้อยพลังของคุณในตอนนี้ คงจะเอาไปแปรรูปขายได้ราคาดีนะครับ คุณเอสเปอร์ที่เก่งที่สุดของเทสล่า” อเล็คเซ่ยิ้มกริ่มไร้พิษภัย หากแต่ในใจของเขานั้นก็ประดังประเดไปด้วยความคับข้องเช่นกัน อารอนคนนี้บังอาจทำร้ายกิลเบิร์ตทั้งร่างกายและจิตใจ แม้เป็นคนใหญ่คนโตแล้วยังไง เขาเป็นคนนอกกฎหมายจำเป็นต้องเกรงใจด้วยงั้นหรือ!
แน่นอนว่าไม่!

   แม่นแล้ว อเล็คเซ่ไม่มีความคิดที่จะปล่อยอารอนไปง่ายๆ เขานั้นเตรียมแผนสำรองไว้ในกรณีที่หากไม่สามารถจับตัวอารอนได้ไว้แล้ว นั่นก็คือเขาจะดูดพลังจิตที่เหลือของอารอนตอนนี้ไปขายแปรรูปเป็นอาวุธพลังจิต พลังจิตของเอสเปอร์นั้นก็เหมือนกับแรงกาย พวกเขาใช้พลังและสามารถพักผ่อนเพื่อฟื้นพลังได้ แต่ว่าหากถูกดูดจนเกลี้ยง กว่าจะฟื้นตัวอย่างน้อยก็อีกหลายเดือนนั่นแหละ!

“แก!!! ฉันจะบอกสหพันธ์ว่าเทสล่าร่วมมือกับโจรสลัด! นี่อัยการหน้าโง่นั่นน่ะ! พวกแกด้วย! รีบช่วยฉันซะสิ!” อารอนยังคงตีโพยตีพาย ตอนนี้คนของเขาที่ติดตามมายังอยู่รอบๆแต่กลับไม่มีใครขยับตัวช่วยเขาสักคน ส่วนบิลลี่ที่ควรเป็นพวกเดียวกันกลับปรากฏว่ายิ่งนิ่งเฉย นิ่งจนเขาสงสัยว่าเกิดสติแตกกันไปหมดหรือไง

   สติแตกน่ะใช่ เพียงแต่ว่าหากอารอนรู้ความในใจของพวกเขาแต่ละคน คนที่สติแตกที่สุดอาจกลายเป็นเขาเอง เพราะสำหรับพวกทหารเทสล่านั้น เมื่อครู่ตั้งแต่ตอนที่อารอนอาละวาดโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม พวกเขาก็เริ่มรู้สึกไม่เป็นมิตรกับท่านผู้หญิงคนนี้แล้ว ในขณะที่คนที่พวกเขามาตามล่าอย่างกิลเบิร์ตกลับทุ่มสุดตัวสร้างบาเรียเพื่อปกป้องพวกเขา นี่มันต้องมีสปิริตถึงขนาดไหนกันแน่ อดีตท่านนายพลของพวกเขายังไงเสียก็ยังห่วงไยพวกเขาไม่ใช่รึ!

   หากต้องก้มหัวให้เทสล่าที่มีอารอนเป็นท่านผู้หญิง งั้นพวกเขามิสู้ก้มหัวให้อาทีเรียที่มีอดีตท่านนายพลของพวกเขาอยู่จะดีกว่าหรือ!

   ส่วนบิลลี่ถึงตอนนี้เขาย่อมหงุดหงิดอย่างมาก สามีภรรยาผีเน่าโลงผุคู่นี้นี่มันน่าถีบตกแบล็คโฮลด้วยกันทั้งคู่ ถือดียังไงมาทำร้ายเพื่อนของเขาถึงขนาดนี้ ถือดียังไงมาด่าว่ากันขนาดนี้ คิดว่ามีเชื้อสายพวกรัฐบาลเทียร่า? คิดว่าตัวเองมาจากดาวใหญ่โตอย่างเทสล่า? ไอ้พวกบ้องตื้นเอ๊ย!

“พูดอะไรน่ะคุณอารอน ไม่ใช่ว่าคุณอาละวาดจะทำร้ายคู่สมรสของท่านเจ้าอาณานิคมแห่งอาทีเรียแล้วก็ดันยิงพลังมั่วซั่วไปถูกยานอวกาศของพวกโจรสลัดที่ผ่านทางมาพอดีหรอกหรือ อเล็คเซ่คนนี้ก็เลยลงมาล้างแค้นคุณไง ฉันพูดถูกไหม ทุกคน” บิลลี่ยิ้มชั่วร้ายขึ้นทันที แม้เขาเป็นคนดี แต่ความดีงามนั้นมีขีดจำกัดเสมอ ยามนี้เมื่อเขาหันไปก็เห็นเป็นอเล็คเซ่ที่ยิ้มแย้มแสดงท่าทีว่าจะเล่นด้วยอย่างแน่นอน ส่วนพวกผู้ติดตามของอารอนไม่ต้องพูดถึง เจ้าพวกนี้ขายวิญญาณให้อดีตเจ้านายอย่างกิลเบิร์ตไปแล้ว

“แก!!! แกอยากถูกเฉดหัวออกจากสหพันธ์หรือไง!!!” ถึงคราวจนตรอกอารอนก็ต้องหยิบยกลาสบอสอย่างสหพันธ์มากล่าวอ้าง แต่หากแค่นี้แล้วบิลลี่กลัวจนหางจุกตูด คงเสียทีมากที่เขาได้รับการกล่าวขานว่าเป็นว่าที่อัยการสูงสุดของสหพันธ์ดาวเคราะห์

“ฉันคืออัยการมือหนึ่งของสหพันธ์ ไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อย ฉันมีพยานเป็นคนของคุณกับคนของอาทีเรีย หากว่ากันในชั้นศาล คุณอารอน คุณคิดว่าคดีนี้ใครจะชนะ!” บิลลี่ประกาศพลางวิเคราะห์ข้อกฎหมายให้เพิ่มเติม

วินาทีนั้นเองทุกคนที่อยู่ตรงนั้นกลับต้องมองบิลลี่ คาเตอร์คนนี้เสียใหม่ พวกเขาโดนรูปลักษณ์กับนิสัยใจคอของหมอนี่หลอกไปแล้วมิใช่รึ โดยเฉพาะลุดวิกเขาเคยคิดว่านี่คือแมวอ้วนน่ารักตัวหนึ่ง แต่ที่ไหนได้แมวนี่กำลังกางเขี้ยวเล็บ!

   ทว่า คนที่ดูเหมือนจะไม่แปลกใจกับเรื่องนี้เลยหากไม่รวมกิลเบิร์ตที่กำลังไม่มีอารมณ์อย่างที่สุดแล้วคงต้องรวมอเล็คเซ่เข้าไปด้วย อันที่จริงอเล็คเซ่ย่อมรู้ดีว่าคนอย่างบิลลี่คือตัวอย่างของคนที่ไม่ควรไปเหยียบเท้าเข้าที่สุดคนหนึ่ง

“คนของคุณฉันจะรับไว้เอง คนพวกนี้คือคนที่เป็นพยานเห็นการกระทำนอกรีตนอกรอยของคุณ เมื่อเป็นพยานแล้วฉันก็ขอใช้สิทธิคุ้มครองพยาน ขอให้พวกเขาอยู่ในความดูแลของอาทีเรีย ดังนั้น คุณก็กลับเทสล่าไปคนเดียวเถอะนะ คุณอารอน!” บิลลี่ย้ำและถือสิทธิของเจ้าพนักงานสหพันธ์ส่งมอบความดูแลพยานให้กับลุดวิก นี่ช่างเป็นการเล่นใหญ่ของท่านอัยการแมวอ้วนที่ทำเอาลุดวิกตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง

   การเหยียบหางแมว อาจทำให้แมวโกรธเกรี้ยวจนข่วนหน้าแหกได้

“แก! เจ้า! เจ้าคนชั่วช้า!” จนแล้วจนรอด อารอนก็พูดได้เท่านี้

“ขอให้สิทธินั้นคืนละกัน ฉันน่ะอย่างน้อยก็ไม่เคยแย่งภรรยาหรือสามีใครหรอกนะ!” คำพูดทิ้งท้ายไม่เพียงเจตนาด่าว่าอารอนแต่ยังซัดใส่อเล็คเซ่ด้วย ในสายตาบิลลี่เจ้าคนสองคนนี่มันก็คือคนชั่วเหมือนกันนั่นล่ะ!

   สุดท้ายอเล็คเซ่ปล่อยยานอวกาศของอารอนออกสู่ชั้นบรรยากาศในสภาพที่อารอนถูกดูดพลังจนแห้ง ในระหว่างนี้เชื่อว่าเขาคงจะไม่มาระรานกิลเบิร์ตอีกพักใหญ่ๆ ส่วนตัวเขาก็ได้พลังของอารอนพอจะเอาไปแปรรูปผลิตอาวุธขายได้กำไรบานเบอะ เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว ก็นี่เป็นพลังจิตมหาศาลของอารอน ฟรีแมน เอสเปอร์อันดับหนึ่งของเทสล่าเลยนี่นะ เพียงแต่ว่าวเรื่องราวในครั้งนี้ทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล สัญชาตญาณของโจรนั้นไวกว่าตำรวจเสมอ และอเล็คเซ่ย่อมคิดว่าท่าทีของบรรดาตัวละครที่ปรากฏตัวขึ้นในครั้งนี้ ล้วนมีพิรุธ

   เฟรเดอริค ฟรีแมนคนนั้น อาจเป็นกุญแจของเรื่องราวในครั้งนี้

   แต่นั่น ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับโจรเช่นเขา

   เมื่อทุกอย่างจบสิ้นก็เหลือเพียงการเคลียธุระปะปัง กิลเบิร์ตไม่ใช่คนอ่อนแอ แม้ทั้งร่างกายและจิตใจบอบช้ำจนใครต่อใครนึกอยากให้เขากลับไปพักผ่อนเสีย แต่ชายาของกษัตริย์แห่งอาทีเรียกลับยังคงทำงานอย่างขยันขันแข็ง เขายังสามารถเจรจากับทหารเทสล่าผู้ติดตามของอารอนซึ่งก็คืออดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา และรับตัวทุกคนเข้ามาทำงานเป็นผู้ติดตามส่วนตัวของเขา จากนั้นจึงช่วยจัดหาที่พักและเคลียสถานที่ กว่าจะเสร็จงานก็มืดค่ำแล้ว จนลุดวิกต้องบังคับกลับบ้านอย่างดุดันนั่นแหละเขาถึงจะยอมกลับ

ในคืนนั้น คงเหลือเพียงอเล็คเซ่ที่ถูกบิลลี่บังคับให้ช่วยเก็บกวาดสถานที่อยู่ทำงานต่อ กว่าจะเสร็จธุระก็ปาไปหลังเที่ยงคืน ในตอนที่เขากำลังจะกลับออกจากพระราชวังก็พบอดีตสหายนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่ม้าหินกลางสวน

“ไง เหงาเพราะถูกเพื่อนรักทิ้งหรือไงครับ คุณอัยการบิล” อเล็คเซ่ที่กำลังจะกลับยานของตัวเองแลเห็นบิลลี่นั่งจ๋องอยู่ หน้านิ่วคิ้วขมวดคล้ายคนมีเรื่องขบคิดมากมายก็อดไม่ได้ที่จะขอแขวะเสียหน่อย ใครใช้ให้หน้าแดงๆอูมๆนั่นดูน่าแกล้งขนาดนั้นเล่า

“ไร้สาระ! กิลเบิร์ตได้พบคนดีแล้ว มีอะไรที่ฉันต้องห่วง!” บิลลี่ไม่วายขึ้นเสียง แต่ลึกๆเขากลับมีความรู้สึกกังวล ไม่ได้งอนที่จะถูกเพื่อนทิ้งอย่างที่เจ้าบ้านั่นพูดหรอก แต่เป็นเรื่องเฟรเดอริค! กิลเบิร์ตพานพบคนชื่อลุดวิกย่อมเป็นเรื่องดี แต่ว่าทำไมเฟรเดอริคจะต้องทำถึงขนาดนั้น ทำไมต้องทำร้ายภรรยาของตนเองขนาดนั้น ว่าร้ายขนาดนั้น “นี่ นายน่ะ ตอนที่ช่วยพวกเฟรเดอริคทำร้ายกิลเบิร์ต เคยถามสาเหตุมั้ย”

“คนจะทำร้ายกันไม่ต้องมีสาเหตุหรอกครับ” ตอบเรียบๆพลางนั่งลงข้างๆอัยการหนุ่มที่ยามนี้ได้แต่ทอดถอนใจ “แต่ถึงมีเขาจะบอกพ่อค้าอย่างผมรึ โจรนอกกฎหมายอย่างผมสนใจแค่เงินเท่านั้นแหละ หากคุณติดใจในเรื่องนี้ก็มีแต่ต้องหาเหตุผลเอาเอง บิล” ว่าพลางก็ยื่นมือลูบเส้นผมสีทองสว่างไสวเป็นประกายของอีกฝ่าย “ผมคุณนุ่มดีนะ”

“ชิ อย่ามาชมน่ะ ขยะแขยง! แล้วก็อย่ามาเรียกสนิทชิดเชื้อแบบนั้น มันชวนแหวะ!” บิลลี่ประท้วงแต่กลับไม่ปัดมืออีกฝ่ายออก อันที่จริงนี่ย่อมไม่ใช่ครั้งแรกที่เขากับอเล็คเซ่นั่งคุยกันแบบนี้ เพียงแต่ว่ามันนานมากแล้ว นานเกินกว่าจะเก็บกลับมาคิดถึงเรื่องในอดีตอีก

“นี่สินะเขาบอกว่าน้องน้อยออกจากบ้าน โตขึ้นก็เสียคน”

“น้องบ้านนายสิ! อ่อนกว่านายปีเดียวเท่านั้นล่ะ! เจ้าบ้าอเล็ค!!!” อยากจะโวยวายมากกว่านั้น แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับเล่นทีเผลอใช้แขนโอบเขาเข้าไป พวกเขาตอนนี้เหมือนกำลังนั่งเอนซบกัน ความอบอุ่นที่ล้างลานั้นแผ่ซ่านน้อยๆ ราวกับวันคืนย้อนกลับไปในวัยเยาว์

   ในตอนที่มีเพียงกองฟาง ดินสีแดง แสงดาว และอนาคตที่มืดมิด รู้ตัวอีกทีต่างก็เลือกคนละอย่าง พานพบอนาคตคนละสิ่ง และต่างก็มีจุดยืนที่ตรงข้ามกัน

“มีความสุขไหม บิล” อเล็คเซ่ถามขึ้นพลางหันไปหาเจ้าของชื่อ ดวงหน้าแจ่มใสที่เขาคุ้นเคยในวัยเยาว์นั้นยามนี้ก็ยังคงเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาเหมือนเดิม น่ารักน่าชังเช่นเดิม “กินอิ่มนอนหลับใช่ไหมครับ ไม่เจ็บไม่ป่วยใช่ไหม ไม่ได้ทำงานหนักเกินไปใช่ไหม ถูกใครรังแกหรือเปล่า” คำถามนั้นพื้นฐานอย่างยิ่ง เรียบง่ายอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่ามันกลับสะท้านใจคนฟังอย่างยิ่งเช่นกัน บิลลี่ยังจำได้ว่าในวัยเยาว์ ใครคนนี้ก็เคยถามไถ่เขาเช่นนี้

   ไม่ว่าในวันที่แดดร้อนจัด ในวันที่ฝนฟ้าคะนอง ในวันที่หิมะตกจนหนาวเหน็บ ในวันที่ไม่มีอะไรตกถึงท้อง คนๆนั้นก็ถามเขาแบบนี้

   นี่พี่ชาย อย่าใจดีกับฉันนักเลย...

“ฉันกินดีอยู่ดีน่า! นายนั่นล่ะ อย่า อย่า...อย่าถูกจับได้เชียวนะ” นั่นออกจะเป็นคำอวยพรที่แปลกแปร่งหากใครมาได้ยินเข้า แต่สำหรับคนสองคน พวกเขาได้แต่หวังว่าอย่าได้ต้องมาเผชิญหน้ากันในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้เลย

“ถ้าถูกจับล่ะ จะช่วยพาผมหนีหรือเปล่า” มองตาอีกฝ่ายและส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น เพียงแต่ว่าบิลลี่กลับไม่อาจเล่นตามเกมนี้ได้ สุดท้ายเขาผลักอีกฝ่ายออกจากตัวและจ้องเขม็งไม่วางตา อเล็คเซ่ย่อมรู้ว่าบิลลี่กำลังจะพูดตอบอย่างจริงจัง เป็นเจ้าหนูที่จริงจังไปหมดเสียทุกอย่าง

“ฉันคืออัยการของสหพันธ์ดาวเคราะห์ ส่วนนายคือโจรสลัดแห่งเนบิวล่ามืด เข้าใจใช่ไหมว่าตั้งแต่ตอนที่เลือกอาชีพ เราก็มีจุดยืนที่ต่างกันแล้ว!” ดังนั้นจึงภาวนาได้แค่ขอให้ไม่เจอกัน

   หากพานพบเพื่อเป็นศัตรู ดังนั้นแล้วก็อย่าได้พบกันตลอดกาลเลยจะดีกว่า

   อเล็คเซ่ย่อมรู้ใจของบิลลี่ รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นคนดีมีน้ำใจแถมใสซื่อแค่ไหน แต่หากมีชะตาไม่ช้าก็เร็วต้องได้พานพบ เขาเองสังหรณ์ใจว่าแม้เขากับบิลลี่พยายามเลี่ยงกันและกัน แต่สุดท้ายก็จะต้องถูกเหวี่ยงกลับมาพบเจออยู่ดี เพียงได้แต่หวังว่าการพบเจอนั้นจะไม่เป็นไปเพราะแผนการชั่วร้ายของผู้ใด

“นี่ ผมให้สัญญานะ ต่อให้ถูกจับก็จะไม่สารภาพเด็ดขาดว่าเคยรู้จักคุณ เราจะเป็นคนแปลกหน้ากันตลอดกาล แบบนี้ดีไหมครับ”

“!”

“ถึงคุณจะไม่ใช่รสนิยมของผม แต่ผมจะอวยพรให้คุณกินอิ่มนอนหลับมีความสุขตลอดไปนะ บิล” อเล็คเซ่กล่าวพลางเขยิบกายเข้าใกล้และจูบลงบนหน้าผากของบิลลี่ กอดเข้ามาใกล้ๆและรู้สึกถึงแสงแดดไออุ่นจากวันวานเป็นครั้งสุดท้าย “ฝากลากิลเบิร์ตด้วย ผมต้องไปแล้ว หากอยู่นานกว่านี้เขาจะเดือดร้อน อ้อ ผมรักเขา ส่วนคุณน่ะเป็นได้แค่ตุ๊กตาตัวอ้วนๆไว้กอดแก้เบื่อเท่านั้นล่ะนะ พบกันครั้งหน้าจะยังเป็นเจ้าหนุ่มเวอร์จิ้นรึเปล่านะ”

“นาย!!!”

“ไปล่ะ พ่อหนุ่มเวอร์จิ้น” หัวเราะใส่อย่างเบิกบานและสนุกสนานอย่างยิ่งกับใบหน้าแดงเรื่อแสนอับอายของฝ่ายนั้น ถ้าเป็นไปได้ เขาก็แอบหวังให้บิลลี่ต้องโสดไปเป็นเพื่อนเขาชั่วชีวิตนั่นล่ะ หากเขาไม่สมหวังก็ขอให้บิลลี่จงชอกช้ำ ชั่วชีวิตนี้จงอย่าได้พานพบใครเข้ามาในหัวใจเลย

   อ้อ! นี่ไม่ใช่การสาปแช่งหรอกนะ!

“อเล็ค! เจ้าคนชั่วช้า!!” ไม่ทันที่บิลลี่จะได้ร้องด่าอีกสักรอบ อเล็คเซ่กลับโบกมือลาและเดินจากไปอย่างง่ายๆ ทิ้งไว้แต่เงาความหลังจากอดีตที่จนแล้วจนรอดบิลลี่กลับยังไม่สามารถจะทอดทิ้งมันลงไปได้ “ฉันเกลียดนาย!!”

   ได้แต่เพียงอธิษฐานว่า เงาจากอดีตนั้นจะไม่ทำร้ายเขาเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับกิลเบิร์ตเพื่อนรักของเขา


จบตอน

ชีวิตของแมวๆไม่ง่ายเลยน่อ

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
สงสารกิลมากๆ :hao5: เฟรดเดอร์ริคแม่งเลว แล้วได้ใจ :m31:
 อยากรู้ว่า เฟรดรักอารอนจริงๆหรือเพราะต้องการเอสเปอร์คนใหม่ที่เอ๊าะกว่าบิล. สงสัยอีกว่าทำไมตอนนั้นกิลถึงยอมให้เฟรดแต่งเมียคนที่สองได้ หรือกิลอะไรๆก็ยอมเฟรดตลอด :katai1:

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
ตอนที่ ๒๔
ความหมายของดอกกุหลาบ

   หลังจากเรื่องราววุ่นวายร้อยแปดพันเก้าประการ ในที่สุดปัญหาเฉพาะหน้าก็คลี่คลายไปได้เปาะหนึ่ง ท่านเจ้าอาณานิคมลุดวิก ชไนเดอร์ก็กลับมาหัวหมุนกับงานพิธีการทางการทูตกับสหพันธ์ดาวเคราะห์ ทั้งยังต้องอ่านเอกสารมากมายมหาศาลเพื่อเตรียมตัวรับมือกับศาลอาญาของสหพันธ์ดาวเคราะห์ด้วย เคราะห์ดีที่ท่านประธานรัฐสภาคนใหม่ ลูคัส เออร์เนส เป็นคนหัวสมัยใหม่ใฝ่รู้ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังต้องรับศึกหนักกับการเมืองระหว่างดวงดาว เขาก็ศึกษาค้นคว้าทำตัวเองให้เป็นที่ปรึกษาที่ดีคนหนึ่งของกษัตริย์ได้อย่างน่าชื่นชม

   ส่วนนิโคลัสหลังจากเห็นความเหน็ดเหนื่อยของเจ้านายตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้จะอยากหวังดีท้วงติงอะไรอีกก็ได้แค่ปิดปากเงียบ อันที่จริงเขากำลังคิดว่าหลังจากที่เฟรเดอริค ฟรีแมนคนนั้นส่งภาพสามมิติของตนเองข้ามฟ้าผ่าจักรวาลมารำลึกความหลังกับท่านดยุคแห่งเดวอนเชียแบบนั้นแล้ว เจ้านายของเขาจะมีอาการหึงหวงหน้ามืดอะไรหรือไม่ ที่ไหนได้ลุดวิกก็ยังคงเป็นลุดวิก เขาก็ยังคงทำงานอย่างขยันขันแข็งเสมอต้นเสมอปลาย เพียงแต่ใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงเขาจะแอบหึงหวงภรรยาของตนเองอย่างรุนแรงหรือไม่ ซึ่งหากหึงหวงหน้ามืดขึ้นมา นิโคลัสก็รู้สึกเสียวสันหลังแทนกิลเบิร์ต

   จะถูกตะครุบตัวใส่กุญแจมือขังไว้ในบ้านทั้งวันทั้งคืนไม่เห็นเดือนเห็นตะวันหรือเปล่า อันนี้ก็รู้สึกเริ่มน่ากลัวขึ้นมาพิลึกๆนะ! ถูกรักมากๆก็ดีหรอก แต่ถ้าถูกรักจนลุกจากเตียงไม่ขึ้นทุกวันนี่มันก็ไม่ไหวเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าคุณกิลเบิร์ตคนนั้นที่ไม่มาปรากฏตัวที่พระราชวังตั้งอาทิตย์หนึ่งแล้ว เพราะถูกล่ามใส่กรงไปแล้วหรอกนะ!

“วันนี้กลับไวรึครับ” นิโคลัสถามขึ้นเพราะนี่เพิ่งบ่ายสามแต่ลุดวิกกลับยอมลุกจากเก้าอี้ เอกสารเคลียเสร็จเรียบร้อยโต๊ะทำงานเรียบวุด นี่ก็ช่างมีระเบียบวินัยในตนเองอย่างเหลือเชื่อ ใครจะรู้ว่าภายใต้ความหนักแน่นมั่นคงขนาดนี้เขาจะเป็นผู้ชายขี้หึงที่ถึงขนาดล่ามภรรยากักขังเป็นนกในกรงทอง!

“ฉันสัญญาว่าจะพากิลไปพักผ่อนต่างจังหวัดสักคืน ตั้งแต่มาที่นี่เขาไม่เคยออกไปไหนนอกเมืองหลวงเลยสักครั้งนี่นะ” ลุดวิกตอบเรียบๆโดยที่ไม่ได้ล่วงรู้ถึงจินตนาการอันแสนบรรเจิดในสมองลูกน้องเลยสักนิด “เขาควรได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง อยู่แต่ในเมืองมันอุดอู้” อันที่จริงควรพูดให้ถูกว่ากิลเบิร์ตไม่เคยออกไปนอกเมืองอย่างสงบสักครั้งมากกว่า ที่ออกไปนี่มีแต่ไปตีรันฟันแทงกับคนอื่น ไม่ข่วนเขาก็ถูกข่วนกลับมาเสียถลอกปอกเปิก ล่าสุดก็เสียพลังไปเยอะจนสลบเหมือดไปสองวันสองคืน หมดสภาพกลายเป็นศพแมว

   ส่วนสาเหตุที่กิลเบิร์ตไม่ได้มาที่พระราชวังในช่วงนี้ก็เพราะเขาอยากให้พักฟื้นให้มากหน่อย สุขสบายให้เยอะหน่อย หากจะอ้วนท้วนเท่ากับเจ้าแมวบิลลี่ได้ก็จะดีมาก แต่นี่อะไรเจ้าแมวขี้อ้อนนั่นมาอยู่อาทีเรียได้ไม่นานมีแต่จะมีเนื้อมีหนังขึ้น ส่วนแมวเลี้ยงของเขากินเท่าไหร่ก็ไม่ยอมอ้วนท้วน ไม่รู้ว่าระบบเผาผลาญดีไปหน่อยหรือเพราะยามค่ำคืนเขาชักชวนเจ้าแมวเถื่อนนั่นออกกำลังกายเยอะไปสักนิด ช่างน่าหนักใจจริงๆ

“ก็ดีนะครับ คุณกิลเบิร์ตจะได้เห็นว่าอาทีเรียน่าอยู่ขนาดไหน แล้วพาคุณหนูฟินน์กับท่านเฟรเซียไปด้วยหรือเปล่าครับ” นิโคคัสพูดสนับสนุนเพราะรู้ว่าตอนนี้กิลเบิร์ตแทบจะรับสองคนนั่นเป็นลูกบุญธรรมอยู่แล้วจึงกล้าถามแบบนั้นออกไป ในสายตาคนนอกเช่นเขานี่ก็นับเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมดีอยู่ แต่ลุดวิกกลับตอบปฏิเสธ

“อัยการบิลลี่อยากไปตระเวนชิมขนมของอาทีเรียก่อนกลับ สองคนนั่นเลยอาสาจะเป็นเพื่อนเที่ยวในเมือง คุณเองก็ส่งคนไปอารักขาพวกเขาหน่อยละกัน” 

“อารักขา?” นิโคลัสอยากถามเหลือเกินว่าเขาควรอารักขาใครงั้นหรือ ท่านอัยการขาโหดสิงห์ปืนไวคนนั้น หรือหนุ่มน้อยสาวน้อยเอสเปอร์ที่ต้านระเบิดได้ทั้งลูก เอาเข้าจริงด้วยมาตรฐานของสามคนนั้นต่อให้มีโจรคิดมาลักพาตัว ไอ้โจรหน้าโง่นั่นคงจะถูกยำเละชะตาขาดอยู่ตรงข้างถนนนั่นล่ะ แต่บางครั้งคนเราก็ไม่ควรจะต้องเอาเรื่องจริงมาพูดเสมอไป เกรงใจเจ้านายบ้างตอบรับแค่ตามมารยาทก็พอ “รับทราบครับ เอ่อ ขอให้พักผ่อนให้สนุกนะครับ”

“ขอบใจ” ยิ้มรับและเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทีสบายๆ

   อันที่จริงทุกอย่างก็ไม่ได้ดูสบายอย่างที่เห็นภายนอกไปเสียทั้งหมด แต่ตัวลุดวิกนั้นก็ไม่ต้องการให้เอาเรื่องในครอบครัวมาเป็นปัญหาในที่ทำงาน หลังจากเหตุการณ์ครั้งก่อน เขาย่อมวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพจิตของกิลเบิร์ตอยู่บ้าง เขาไม่ใช่คนโง่ กิลเบิร์ตก็ไม่ใช่คนโง่ จึงรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีบางสิ่งที่ผิดปกติเกี่ยวกับท่าทีของผู้ชายที่ชื่อเฟรเดอริคกับอารอน ในชั่ววูบหนึ่งลุดวิกถึงขนาดถามตนเองว่าผู้ชายคนนั้นยังมีเยื่อใยกับภรรยาของเขาใช่หรือไม่ แล้วตัวกิลเบิร์ตล่ะจะมีความเห็นอกเห็นใจให้กับเฟรเดอริคมากน้อยแค่ไหน ความสัมพันธ์สิบปีของคนเราใช่ว่าคิดจะตัดก็ตัดให้ขาดได้ง่ายๆ

“แต่น่าเสียดายนะ ฉันไม่ปล่อยเธอไปหรอก” ลุดวิกพึมพำกับตัวเองพลางคิดถึงสีหน้าแววตาเศร้าโศกของกิลเบิร์ต ต่อให้เฟรเดอริคมีเหตุผลความจำเป็นร้อยแปด แต่การที่ทำให้อดีตภรรยาของตนเองต้องเสียใจขนาดนั้น มิหนำซ้ำยังถูกดูถูกดูแคลนเสียชื่อเสียงเสียศักดิ์ศรี เขาไม่มีวันอภัยให้ และยิ่งไม่มีทางส่งกิลเบิร์ตคืนให้อย่างเด็ดขาด

   อดีตนั้นจบไปแล้ว ต่อจากนี้คือเรื่องของเขากับกิลเบิร์ตเท่านั้น!

“ขอเป็นกุหลาบสีแดง ดอกเดียวพอ” ลุดวิกสั่งให้คนขับรถแวะจอดหน้าร้านดอกไม้และสั่งดอกไม้ที่เขาไม่เคยนึกนิยมชมชอบมันมาก่อน เขาไม่เคยมอบดอกไม้ให้ใคร ไม่เคยเกี้ยวพาใคร และยิ่งไม่มีทางเอาอกเอาใจหญิงสาวหรือชายหนุ่มคนไหน แต่ถึงวันนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนเราถึงต้องซื้อดอกไม้ให้กับคนรัก ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงเทศกาลหยุดยาวของอาทีเรีย คนส่วนใหญ่วางแผนที่จะใช้เวลากับครอบครัว เขาจึงนึกอยากให้ของขวัญอะไรสักอย่างกับภรรยาของตัวเอง

   กำลังนึกว่าเจ้าแมวเถื่อนของเขาจะทำหน้ายังไงกันนะยามที่ได้รับของขวัญชิ้นนี้

   ทางฝ่ายกิลเบิร์ต เขากำลังจัดกระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อไปพักผ่อนนอกเมืองกับคุณสามี อันที่จริงเขาค่อนข้างจะขี้เกียจอย่างยิ่ง ติดบ้านอย่างยิ่ง แต่พอบ่นกระปอดกระแปดใส่คนรอบตัวกลับถูกมองเหยียดราวกับว่าเขานั้นเป็นเจ้าตัวสลอธน่ารำคาญไร้สามัญสำนึก เริ่มจากพ่อบ้านเบนจามินที่ยังคงสั่งสอนเขาเรื่องการเป็นเจ้าสาวที่ดีให้หัดมองสีหน้าคนอื่นบ้าง สามีอยากพาไปเที่ยวทำไมถึงทำตัวเป็นแมวนอนหวดขี้เกียจตัวเป็นขน อีแบบนี้สมควรถูกจับยัดใส่กระสอบหิ้วออกไป บลาๆๆๆ เขาฟังพ่อบ้านบ่นจนขี้หูกระเด้งไปหมด น่ารำคาญมาก!

   ทางฝ่ายสองฝาแฝด แม้ปกติเข้าข้างเขาอย่างยิ่ง ออดอ้อนเขาอย่างยิ่ง แต่พอเขาบ่นเรื่องนี้เฟรเซียกลับคิ้วขมวด ก่อนจะให้คำแนะนำกลับอย่างสุภาพว่าเขาควรดูแลเอาใจใส่ลุดวิกให้มากกว่านี้ ส่วนฟินน์ก็คอยสนับสนุนน้องสาวเห็นดีเห็นงามไปเสียหมด สองคนนี้พอเห็นความทุ่มเทที่ลุดวิกมีให้กิลเบิร์ต ตอนนี้พอเป็นเรื่องอะไรของลุดวิกก็สนับสนุนเข้าข้างไปเสียหมด ถึงตอนนี้กิลเบิร์ตได้แต่แอบสบถหยาบคาย เจ้าเด็กทรยศ!

   ส่วนเพื่อนสนิทอย่างนายบิลลี่ซึ่งตอนนี้กินนอนแฮปปี้ลั้ลล้าอยู่ในบ้านเขากับลุดวิก จนเขารู้สึกว่าหมอนี่ท้วมขึ้นอีกแล้ว คนที่ถูกลุดวิกติดสิบบนจนชี้ไม้เป็นนกชี้นกเป็นไม้ชี้ แม้แต่ขี้ดินยังมองเป็นท้องฟ้าอย่างหมอนี่รีบสนับสนุนเจ้าบ้านทันที

“ก็ไปซะสิ สามีนายคงอยากได้ลูกไวๆเลยอยากสวีทกับนายไง!” เจ้าหนุ่มเวอร์จิ้นที่คำพูดคำจาไม่เหมาะกับประสบการณ์ชีวิตสักนิดพูดจ้อไปก็กินคุ้กกี้ไปด้วย ข้างๆยังมีเค้กกับลูกกวาดหลากสีสันอีกมากมาย มันน่าแช่งให้ฟันผุเสียให้หมดปาก! ขอให้กลับไปบ้านแล้วหน้าท้องบวมจนคาดเข็มขัดไม่ได้!

“นายรู้หรือว่าต้องสวีทแบบไหนถึงทำลูกได้!” กอดอกมองเจ้าอัยการบ้าสติบอที่หลังจากประกาศตัวเป็นศัตรูกับอารอนแล้วก็หาได้ทุกข์ร้อนอันใด คนบ้าสติแตกแบบนี้ทั่วจักรวาลย่อมนับคนได้ และหนึ่งในนั้นก็คือเพื่อนเขาคนนี้นี่ล่ะ! นี่นายเป็นศัตรูกับเทสล่าแล้ว แถมยังอาจถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับโจรสลัดด้วย รู้หรือเปล่าว่ากำลังจะซวยขนาดไหนเจ้าบ้าสมองฝ่อ! “ว่าไง ตกลงต้องทำลูกแบบไหน!”

   พอถูกถามหยามเหยียดแบบนี้เจ้าแมวอ้วนกัดฟันกรอดขยับแว่นพลางครุ่นคิด ถึงตายก็ยอมแพ้ไม่ได้!

“รู้สิ! ฉันเคยอ่านในหนังสือเพศศึกษา! ก็เอาไอ้นั่นของคุณลุดวิกใส่เข้าไปที่ก้นนายใช่ไหมล่ะ!” พูดหน้าตาเฉยอย่างอวดรู้จนทำเอาฟินน์ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆถึงกับพ่นน้ำเปล่าพรวดหน้าแดงเถือกขึ้นมา แม้แต่เจ้าหนูอ่อนด้อยสังคมยังรู้สึกว่าบทสนทนานี้มันแหม่งๆ แต่เจ้าอัยการไร้สามัญสำนึกยังกินไปพูดไปเสแสร้งไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย กิลเบิร์ตรู้สึกว่านี่มันน่าถีบตกเก้าอี้จริงๆ!

“ไอ้บ้าสมองกลวง!”

“ไม่ใช่แค่นั้นสินะ! อ้อ! ฉันอ่านมาว่าต้องฉีดอสุจิเข้าไปด้วยสินะ เห แบบนั้นจะเจ็บมั้ยน่ะ!”

   พลั่ก!

   วินาทีนั้นกิลเบิร์ตฟิวส์ขาดถีบเพื่อนตัวเองเตะตกเก้าอี้จนฟินน์ช็อคต้องรีบปรี่เข้ามาช่วยพยุงท่านอัยการแมวอ้วน แต่บิลลี่คลับคล้ายไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหนรีบโวยวายประท้วงในทันที ก็เขาอ่านมาแบบนี้ ในหนังก็เหมือนจะเป็นแบบนี้ แล้วกิลเบิร์ตจะมาโกรธอะไรเขาล่ะ!!!!

“เจ้าบ้ากิลเบิร์ต! ฉันพูดอะไรผิดก็บอกกันดีๆเซ่! หรือจริงๆคุณลุดวิกไม่ได้ทำอย่างในหนังสือว่า!”

“เจ้าคนปัญญาอ่อนเอ๊ย!” กิลเบิร์ตนึกอยากถีบยอดหน้าเพื่อนตัวเองเหลือหลาย หมอนี่เป็นไอ้หนุ่มเวอร์จิ้นสติแตกที่สุดแล้ว ถ้าจะเป็นคนใสซื่อก็ควรใสซื่อแบบเจ้าหนูฟินน์ ไม่ใช่เป็นเจ้าบ้าปากสว่างที่ทำเอาเขาคันคะเยอทั้งมือทั้งเท้าอยากซัดใส่ขนาดนี้ ได้! ถ้าลองดีกันแบบนี้อย่าหาว่าเขาไม่เตือนนะ! “ถ้าอยากรู้ว่าเขาทำกันยังไง ฉันจะส่งนายไปหาวิลเลียมดีมั้ย! หมอนั่นคงสาธิตให้นายดูด้วยความเต็มใจแน่! รับรองว่าก้นนายบวมแน่!” วาจาหยาบคายฟังไม่ได้นั่นทำเอาบิลลี่หน้าแดงแป๊ด ส่วนฟินน์ถึงขนาดแทบอยากเอาหน้าซุกใต้พรม บทสนทนาติดเรทขึ้นเรื่อยๆแล้ว!!!

 “ถ้าส่งไปหาหมอนั่นนายช่วยถีบฉันหลายๆครั้งดีกว่า! ใครจะอยากโดนเจ้าลุงโรคจิตนั่นลวนลามกัน!!!” บิลลี่ตะโกนบอกพลางทำหน้าอกสั่นขวัญแขวน เขาเผลอหันไปมองเจ้าหนูฟินน์แล้วก็พลันรู้สึกเหมือนตัวเองจะสติแตก เกิดคนอย่างวิลเลียมโผล่มาเห็นฟินน์ล่ะก็ เจ้าหนูนี่จะต้องถูกล่อลวงเข้าฮาเร็มของหมอนั่นแน่ๆ!!!

   แค่คิดก็สยองแล้ว!!!!

   กิลเบิร์ตเห็นเพื่อนทำหน้าสยองถึงเพียงนั้นก็ยิ่งได้ใจ ถึงขนาดยกนิ้วกลางแสยะยิ้มช่างดูเถื่อนจนเสียชาติเกิดเป็นท่านชายาเจ้าอาณานิคมสิ้นดี! นี่มันแมวโรคจิตข้างถนนชัดๆ!!

“เอาเป็นว่าอย่าเอาคำพูดสั่วๆของนายไปพูดกับคนอื่น ฉันรับประกันเลยว่าเจ้าลุงโรคจิตนั่นจะต้องชวนนายสาธิตวิธีทำลูกแน่! เห! นายอยากรู้จริงๆหรือว่า เวลาไอ้นั่นเข้าไปที่ก้นนายน่ะรู้สึกยังไง!” ว่าพลางแสยะยิ้มกระซิบข้างหูเพื่อนรัก ทำเอาบิลลี่ขนพองสยองเกล้าแทบอยากกระโดดหนี แต่กิลเบิร์ตกลับนึกสนุกเลยเถิดย่างสามขุมกดอีกฝ่ายลงพื้น จับใบหน้าเพื่อนรักไว้แถมยังแลบลิ้นเลียข้างแก้มอีกฝ่าย แสดงท่าทีคุกคามทางเพศจนเจ้าหนูฟินน์ช็อคตาตั้ง ส่วนบิลลี่นั้นหน้าแดงหูแดงขึ้นมากะทันหันเผลอจ้องหน้ากิลเบิร์ตมองเสียหยาดเยิ้ม

   เจ้าหนูฟินน์ยิ่งเห็นสองคนนี่ยิ่งพานสติแตก!

   นี่คือการนอกใจงั้นหรือ! นี่คือการเล่นชู้งั้นเรอะ! นี่คือการเล่นเพื่อนด้วยงั้นเรอะ!

   ตุ้บ!

“!!!”

   วินาทีนั้นสองสหายแมวบ้ากับหนึ่งเด็กน้อยพลันหันไปทางประตูหน้าบ้านในเวลาเดียวกัน พ่อบ้านเบนจามินที่เดินนำมาตกใจหน้าซีดเผลอทิ้งกระเป๋าของลุดวิกหล่นลงพื้นดังตุ้บ ส่วนท่านเจ้าบ้านที่ยังถือดอกกุหลาบค้างในมือนั้นมองแมวสองตัวที่กำลังกอดกันกลม โดยมีเจ้าแมวเถื่อนนิสัยเสียของตนเองขึ้นคร่อมฝ่ายตรงข้ามแลบลิ้นเลียแก้มอีกฝ่าย ส่วนเจ้าแมวอ้วนนั้นตัวสั่นระริกหน้าตาแดงก่ำจะร้องไห้อยู่ร่อมร่อ ดูแบบนี้แล้วไม่ว่าจะมองให้ตายยังไงก็เป็นเจ้าแมวบ้าของเขาที่ไปรังแกอีกฝ่าย นี่มันต้องเป็นแมวนิสัยเสียขนาดไหนกันถึงไปลวนลามแมวตัวอื่นเสียหายขนาดนี้ นี่ขนาดกลางวันแสกๆยังกล้าขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าดึกดื่นค่ำคืนแอบไปลักหลับแมวตัวอื่นหรอกนะ! ไอ้ที่เขารู้สึกสงสารเห็นใจเจ้าแมวบ้านี่น่าจะเป็นการคิดมากเกินไปเสียแล้ว!

   แมวตัวนี้มันสมควรจับยัดใส่ถังขยะแล้วล็อคดัดนิสัยให้หายบ้า!!!

“เตรียมรถ เบนจามิน ฉันจะพาภรรยาไปพักผ่อนตอนนี้เลย” นั่นคือข้อสรุปสั้นๆของท่านเจ้าบ้าน

“!!!”

   ไม่บอกไม่กล่าว ลุดวิกย่างสามขุมกระชากเจ้าแมวบ้าที่ตอนนี้เริ่มบ้าใบ้ทำตัวไม่ถูกจับโยนขึ้นรถไปต่อหน้าต่อตาสักขีพยาน ส่วนเบนจามินรีบบรรจุกระเป๋าเสื้อผ้าประเคนกุญแจรถให้คุณท่าน ยามนั้นบิลลี่ย่อมสังเกตว่ากิลเบิร์ตหน้าซีดล่อกแล่กสุดๆ ท่าทางเหมือนแมวจรจัดรู้ชะตากรรมตัวเองว่าถึงคราวเคราะห์ถูกถอนขนเป็นแน่แท้

“ไปดีมาดีนะเพื่อน” เจ้าแมวอ้วนโบกอุ้งอวยชัยเพื่อนรัก ก็หวังว่าจะกลับมาอย่างครบสามสิบสองประการนะ!!

   แน่ล่ะว่ากิลเบิร์ตครั้นพอถูกโยนขึ้นรถย่อมเป็นแมวสัญชาติวัวสันหลังหวะนึกอยากขอขมาคุณสามีอย่างยิ่ง แต่คิดไปคิดมาเขาแค่หยอกบิลลี่เล่นๆเองนี่นา ลุดวิกไม่ถามไม่ไถ่จะมาโกรธอะไรไม่ได้นะ! เขาไม่ผิด!!

“นี่กำลังคิดว่าตัวเองไม่ผิด แค่หยอกอัยการบิลลี่เล่นๆสินะ เจ้าแมวเถื่อน” ลุดวิกตัดบทพูดขึ้นขณะขับรถออกมานอกเมืองได้สักพัก ตอนแรกเขาก็คิดจะรอให้ฝ่ายตรงข้ามขอโทษ แต่เจ้าแมวขยะนี่ถึงตายก็ไม่ยอมอ่อนข้อสำนึกผิดเสียที ตอนนี้มาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก็พอเดาได้ว่ากำลังหาทางแถสีข้างถลอกอีกเช่นเคย ครั้นพอเขาชิงตัดหน้าพูดดักคอก่อน ก็ทำเอากิลเบิร์ตกลืนน้ำลายไม่ลงคอชะงักไปหลายวินาที

กิลเบิร์ตได้แต่ร้องโวยวายในใจ ทำไมโดนอ่านใจออกเสียแล้วล่ะ!

“ก็ ก็มันจริงนี่! ก็หมอนั่นดันมาหยอกเรื่องไม่เป็นเรื่องนี่นา! ฉันไม่ผิดนะ!” นี่ก็ยังคงไม่ได้รู้สำนึกในความผิดของตัวเองสักนิด ความปากแข็งดื้อรั้นนี่ทำเอาลุดวิกชักไม่แน่ใจแล้วว่านี่คือคนๆเดียวกับคุณเอสเปอร์คนเก่งที่ต่อกรกับอารอนและยอมเจ็บตัวเพื่อช่วยเหลือคนอื่นหรือไม่ แถมก่อนหน้านี้ยังเป็นคุณภรรยาที่ร้องไห้เสียใจที่ถูกสามีเก่าทำร้ายซบอกเขาอย่างน่าสงสารด้วย อะไรมันจะเปลี่ยนไวขนาดนี้! เป็นแมวไบพลาร์หรือไง!!

   เจ้าแมวเถื่อนป่วยเป็นไบโพล่าร์!!!

“งั้นบอกมาซิว่า อัยการบิลลี่หยอกเธอว่ายังไง” ลุดวิกไม่ยอมแพ้เช่นกัน หากอยากแถย่อมได้ เขาจะช่วยให้แถถอนขนจนหมดตัวเลยทีเดียว!

“!”

“ว่าไง ขอให้เป็นเหตุผลที่น่าฟังด้วยนะ”

“เอ่อ...เอ่อ...” กิลเบิร์ตย่อมต้องอ้ำอึ้ง ก็นะ เรื่องที่พวกเขาโต้เถียงกันนั่นมันเป็นเรื่องไร้สาระบ้าบอสุดๆ จะให้หน้าหนาหน้าทนบอกไปอย่างหน้าไม่อายงั้นหรือ แต่ว่าถ้าไม่พูดก็เท่ากับยอมแพ้น่ะสิ! ไม่มีทาง! “ก็ เอ่อ...เรื่อง เรื่องลูก เรื่องทำลูกน่ะ”

   ผึง!

   เส้นสติของลุดวิกขาดผึง ท่านเจ้าอาณานิคมหนุ่มเบรกรถดังเอี๊ยดแทบหน้าคว่ำจนกิลเบิร์ตบ่นโวยวายขึ้นมาทันที ทว่า ลุดวิกกลับดึงแขนของเขาให้หันมาเผชิญหน้ากัน วินาทีนั้นกิลเบิร์ตรู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กจ้อยเป็นมดตัวน้อยใต้ฝ่าเท้าท่านพญาราชสีห์ จะจ้องกันถึงขนาดนี้กินเข้าไปทั้งตัวเลยมั้ย!! นี่มันจะโหดเกินไปแล้ว!!!

“แล้วไง เธอก็เลยจะชวนท่านอัยการทำลูกงั้นหรือไง อยากมีลูกแล้วงั้นหรือ” แลบลิ้นเลียริมฝีปากตนเองพลางแสยะยิ้มจ้องราวกับเห็นอาหารแสนโอชะตรงหน้า “พูดถึงขนาดนี้แล้วจะยั่วฉันก็พูดมาตรงๆเลยดีกว่าไหม”

“ไม่ใช่นะ!!!” รีบบ่ายเบี่ยงเป็นพัลวัน นี่มันท่าไม่ดีเสียแล้ว หันซ้ายหันขวาตอนนี้พวกเขาจอดรถในที่เปลี่ยวไม่มีคนผ่านไปมา ขืนลุดวิกเกิดบ้าทำมิดีมิร้ายเขากลางป่าเขาขึ้นมาล่ะ! น่าอับอายเกินไปแล้ว!!

   ฝ่ายลุดวิกพอเห็นเจ้าแมวเถื่อนหน้าซีดปากสั่นขึ้นมาก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องดึงเจ้าแมวบ้าเข้ามาใกล้พลางจูบลงบนริมฝีปากนุ่มนวลที่เขาคิดถึงมาตลอดทั้งวัน ครั้นพอจูบไปแล้วก็เริ่มรู้สึกอิ่มเอิบใจและเร่าร้อนขึ้นอีกเท่าตัว เอาเข้าจริงเขาย่อมไม่ได้โกรธเจ้าแมวขี้โวยวายตัวนี้ขนาดนั้นหรอก เมื่อครู่ในสายตาเขาเห็นแค่เจ้าแมวตัวดำแลบลิ้นเลียขนให้เจ้าแมวอ้วนขนทองเท่านั้น ท่าทีแบบนั้นเอาเข้าจริงมันน่ารักน่าชังมากกว่าน่าโมโหเสียอีก

   แต่ถ้าไม่ปรามเสียบ้าง แมวบ้าตัวนี้ต้องเสียนิสัยหนักกว่านี้แน่!

“ว่าแต่ตกลงเธอท้องได้หรือเปล่าน่ะกิล”

“!”

“ว่าไง” ถามอีกครั้งพลางใช้มือกลัดกระดุมเสื้ออีกฝ่ายหวังจะช่วยเลียขนให้สมใจเจ้าแมวไม่รักดีตัวนี้เลยทีเดียว

“เอ่อ..” พอถูกถามแบบนั้นกิลเบิร์ตก็ทั้งสับสนทั้งอับอายจนหน้าแดง อันที่จริงเขาความจำเสื่อมย่อมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนเผ่าพันธุ์ไหน ส่วนตัวเขาอยู่กับเฟรเดอริคมาเป็นสิบปีก็ไม่ท้อง จึงคิดไปว่าบางทีเขาคงท้องไม่ได้กระมัง “ฉัน น่าจะท้องไม่ได้มั้ง”

   คิดไม่ถึงว่าคำตอบนั่นกลับทำให้ลุดวิกยิ่งแสยะยิ้มน่าหวาดกลัว แว่บหนึ่งกิลเบิร์ตรู้สึกว่าตรงหน้าเขานี่มันโจรคร่าสวาทมากกว่าสามี! ช่วยด้วย!!

“มันก็ไม่แน่นะ ของแบบนี้ต้องลองพิสูจน์หลายๆครั้ง บางทีหมอนั่นอาจจะแค่ไม่มีน้ำยาก็ได้” ท่านเจ้าอาณานิคมยิ้มหวานจนคนมองใจสั่นพลางลงมือกดปุ่มไพรเวทโซนของรถและตะครุบเจ้าแมวเถื่อนเข้ามาจูบจนริมฝีปากอีกฝ่ายสั่นระริก

“เดี๋ยว!” กิลเบิร์ตร้องห้าม ทว่า คนพูดจริงทำจริงอย่างลุดวิกย่อมไม่มีรั้งรอ ชายหนุ่มกดปุ่มล็อคประตูรถและจับเจ้าแมวเถื่อนของตัวเองโยนไปที่เบาะหลังฉวยโอกาสขึ้นคร่อมในทันที ท่าทีจริงจังจนกิลเบิร์ตกใจหน้าซีด สถานการณ์แบบนี้เข้าข่ายจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด! เพียงแต่ตอนนี้คิดได้แต่ว่าตัวเองคงไม่รอดเสียแล้ว! “คนวิตถารนี่ยังไม่มืดค่ำก็คิดจะข่มเหงกันแล้วเรอะ!! ไม่กลัวคนอื่นมาเห็นหรือไง!!”

“แถวนี้เป็นที่ดินของฉัน ไม่มีคนผ่านไปมาหรอก เมื้อกี้อยากได้เพื่อนเล่นไม่ใช่หรือไง เจ้าแมวนิสัยเสีย!” ว่าพลางก็แลบลิ้นเลียข้างหูเจ้าแมวเถื่อนขี้โวยวายที่ตอนนี้ดูจะออกฤทธิ์ออกเดชก็ไม่ถนัดเสียแล้ว

ทว่า ในตอนที่กำลังโวยวายๆอยู่นั่นเองที่ลุดวิกกลับส่งดอกกุหลาบดอกหนึ่งยื่นให้ตรงหน้าฝ่ายตรงข้ามเสียก่อน กิลเบิร์ตถึงกับชะงัก ใครจะไปนึกว่าจู่ๆเจ้าคนเถื่อนนี่จะส่งดอกไม้ให้เขา ซ้ำยังเป็นดอกกุหลาบสีแดงที่ประกอบเป็นช่ออย่างสวยงามเสียด้วย!
อย่าได้นึกว่าเขาจะเคยได้ดอกไม้จากอดีตสามีมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะในความเป็นจริงนี่ย่อมเป็นครั้งแรกที่มีคนให้ดอกไม้เขาแบบนี้ ลุดวิกเป็นคนแรกที่มอบดอกไม้นี่ให้เขา

“รู้ไหมว่าทำไมถึงมีดอกเดียว” ลุดวิกถามพลางยิ้มหวานขณะคร่อมอยู่บนร่างอีกฝ่ายในท่วงท่าอันตราย

“เพราะคุณงกมั้ง!” กิลเบิร์ตแกล้งเซ่อหัวเราะใส่ แต่ดันถูกอีกฝ่ายหอมเข้าฟอดใหญ่จนหน้าแดงเถือก กุหลาบนั่นถูกยื่นให้เขาและเขาจำต้องรับมันไว้ด้วยท่าทีที่ไปต่อไม่ถูก เมื่อได้รับดอกไม้ควรทำอย่างไร กิลเบิร์ตไม่รู้จริงๆ

“กุหลาบหนึ่งดอกหมายถึงมีรักเดียวตลอดกาล มีคนเดียวตลอดกาล”

“!”

   มีเพียงคนเดียว...ตลอดกาล

“ฉันไม่รู้หรอกว่าเฟรเดอริคนนั้นมีเหตุผลอะไรที่ทิ้งเธอ แต่สำหรับฉันต่อให้มีเหตุผลอีกร้อยแปดพันอย่าง ก็จะไม่มีวันให้ใครมาแทนที่เธอ กุหลาบของฉัน มีแค่เธอคนเดียว” ลุดวิกเอ่ยคำหวานที่หากเป็นคนอื่นพูดกิลเบิร์ตคงด่าว่าหน้าไม่อายได้อย่างสบายใจเฉิบ แต่ลุดวิกไม่ใช่ ผู้ชายคนนี้ทำอะไรให้เขามามากมาย กล้าเล่นใหญ่เพื่อเขาอย่างไม่เกรงกลัวใคร กล้าได้กล้าเสียเพื่อเขาถึงขนาดนี้ ถึงจะยังไม่รู้ว่าท้ายที่สุดระหว่างกันจะจบลงแบบไหน แต่เขาก็ไม่กล้าดูถูกความตั้งใจของฝ่ายตรงข้ามอย่างเด็ดขาด

“นี่เป็น...คำปลอบเหรอ” กิลเบิร์ตถาม

“ไม่ใช่”

“...”

“นี่เป็นคำสัญญา” ลุดวิกตอบพลางจูบลงบนริมฝีปากอีกฝ่าย จูบและโลมเลียริมฝีปากที่เขาชมชอบ กดร่างนั้นจมอยู่ใต้อ้อมแขนและแลกเปลี่ยนไออุ่นให้แก่กัน ความรู้สึกนี้ช่างสดใหม่ในทุกวันคืน

   ดอกไม้ของฉัน มอบให้เธอเพียงผู้เดียว


จบตอน

ตอบคอมเมนต์ค่ะว่า กิลในตอนที่เจอเฟรเดอริคยังอายุน้อย ความสัมพันธ์ที่มีให้เลยออกจะเกรงอกเกรงใจ ดังนั้นพอเฟรดจะมีอารอน กิลย่อมไม่เถียงค่ะ แต่กับลุดวิกคือความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นในตอนที่มีวุฒิภาวะแล้ว ก็จะเป็นอีกรูปแบบค่ะ

ส่วนตอนนี้ก็สวีทหวานไปก่อนสักพักน้า

ออฟไลน์ FanclubPong

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เพราะผัวเก่าที่เขี่ยทิ้งทำให้เจอผัวใหม่ดีๆอย่างลุดวิก  :mew1:

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
ชอบการเปรียบเทียบบิลลี่กับกิลเป็นแมว แมวอ้วนกับแมวเถื่อน ไม่มีอะไรฮาไปมากกว่านี้แล้ว  :really2: :really2:
ตอนนี้ผ่อนคลายเนอะ ให้สองคนได้จู๋จี๋กัน (หราาาาา) :hao7:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
ตอนที่ ๒๕
เพื่อนชั่วตัวร้าย

   หลังกลับจากการพักผ่อนช่วงสั้นๆคนที่ดูจะสุขสดชื่นดีเสียยิ่งกว่ากิลเบิร์ตกลับเป็นลุดวิก เขาดูมีความสุขเสียจนใครเห็นเขาตอนนี้ย่อมรู้สึกเหมือนมีดอกไม้บานเต็มทุ่งอยู่รอบๆตัว ผลลัพธ์เช่นนี้จะเป็นอะไรไปได้หากไม่ใช่เพราะความรักความหลงในตัวภรรยาอย่างหน้ามืดยิ่ง รู้กันทั่วดาวว่าท่านเจ้าอาณานิคมนั้นรักให้เกียรติท่านดยุคแห่งเดวอนเชียถึงขนาดที่อนุญาตให้เลาะไข่มุกในท้องพระโรงไปขายเพื่อหาเงินเข้าท้องพระคลังที่กลวงเปล่า หากเป็นคนอื่นกษัตริย์ย่อมต้องท้วงติง แต่นี่มีที่ไหนแทบจะยกวังให้เอาไปขายทั้งวังแล้วกระมัง

   ครั้นใครหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาถาม กษัตริย์องค์ใหม่ท่านนี้กลับตอบหน้าตาเฉยว่า ยามนี้อาทีเรียถังแตกเพราะความสุรุ่ยสุร่ายของคนชั้นสูง ท่านดยุคแห่งเดวอนเชียเสียสละความสุขส่วนตัว ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มักน้อย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสามัญธรรมดา กินอยู่เรียบง่าย ขนาดนี้แล้วยังมีอะไรไม่ดี!

แน่ล่ะว่าหลายคนพอกษัตริย์พูดแบบนี้ย่อมยอมปิดปาก แต่กับขุนนางเก่าอีกหลายคน พวกเขาเริ่มคิดถึงความสุขสบายและความหรูหราในกาลก่อน ถึงขนาดมีคนออกความเห็นว่าควรนิรโทษกรรมเจ้าชายอ๊อตโต้ เพื่อให้กลับมาคานอำนาจในราชวงศ์

   อนิจจาพูดน่ะได้ แต่ทำน่ะยากนัก อยากหัวขาดกันหรือไง!

   แต่ถึงไม่ใส่ใจ แต่ในฐานะขุนนางคนสนิทที่ดี ใครบางคนก็ยังจำต้องเตือนสถานการณ์นี้แก่เจ้านายของตนเอง

“การทำอะไรแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินก็อาจส่งผลร้าย ตอนนี้พวกขุนนางที่เคยถือหางเจ้าชายอ๊อตโต้กับตระกูลเกอเจ้นเริ่มจะมีปฏิกิริยาแล้ว พวกเขากำลังเป่าหูคนในสภา และแอบก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวใต้ดินด้วยครับ” คนที่รายงานความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้คือลูคัส เออร์เนส ประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน ในตอนที่เอ่ยรายงานไป สายตาของนิโคลัสที่จ้องมาที่เขาก็ยิ่งแสดงความหงุดหงิดงุ่นง่าน เหตุเพราะรายงานพวกนี้มีแต่ข่าวร้ายทั้งนั้น ส่วนต้นเหตุของเรื่องร้ายๆทั้งหมดเห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านชายาคนโปรดที่ตอนนี้จะทำอะไรก็ตกเป็นเป้าถูกเล่นงานไปเสียหมด

   ในความรู้สึกของนิโคลัสเขาย่อมอดไม่ได้ที่จะหงุดหงิด ในเมื่อกิลเบิร์ตนั้นทั้งเป็นคนใหม่ เป็นคนต่างถิ่น เป็นคนไร้ที่มาที่ไป แต่ดันทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังให้ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ตลอด

“บางเรื่องหากไม่ทำอย่างก้าวกระโดดก็ไม่มีวันไปไหนได้หรอก ไม่ใช่ว่าเพราะการประนีประนอมถึงได้ทำให้อาทีเรียใกล้ถึงคราววิบัติอยู่แบบนี้หรอกรึ” ลุดวิกตอบเสียงเรียบ

ขณะนี้พวกเขานั่งอยู่ในห้องรับรองของพระราชวัง และนี่ย่อมเป็นการว่าราชการตามปกติที่ปฏิบัติกัน ในทุกเช้า รัฐมนตรีทุกกระทรวงทบวงกรมจะต้องยื่นรายงาน และหากมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนลุดวิกอาจเรียกคุยเป็นการส่วนตัว และหากสำคัญกว่านั้นจะต้องมีการเปิดประชุมรัฐสภาวาระเร่งด่วน เพียงแต่ตอนนี้ลุดวิกไม่คิดเรื่องของภรรยาตนเองสมควรจะกลายเป็นวาระแห่งชาติขนาดนั้น กิลเบิร์ตเป็นคนใหม่ และความคิดใหม่ๆที่มากับคนใหม่ๆก็มักถูกตำหนิอยู่เสมอ นี่เป็นเรื่องสามัญ

“นิโคลัส คุณเพิ่มกำลังในส่วนการจับตาดูพรรคพวกของพวกตระกูลเกอเจ้นให้มากหน่อย พวกเขาคงจะหาทางเคลื่อนไหวเร็วๆนี้”

“ครับ”

   ถึงตอนนี้เขากำจัดพวกเจ้าชายอ๊อตโต้ให้พ้นทางได้แล้ว แต่จากคำตัดสินของศาล พวกเจ้าชายและตระกูลเกอเจ้นจะยังถูกจำคุกโดยการกักบริเวณไว้ในอาณาเขตที่กำหนด โดยกำหนดสถานที่คือเมืองโคล์ว ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง ดังนั้นหากมีใครไปมาหาสู่ในดินแดนนั้นก็ควรคิดได้ว่าอาจมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง พอลุดวิดสั่งถึงตรงนี้ นิโคลัสแม้ตอบรับแต่คลับคล้ายยังมีอาการอ้ำอึ้ง ท่าทีแบบนี้ทำให้ฝ่ายผู้บังคับบัญชาอดถามขึ้นมาอีกไม่ได้

“คุณมีอะไรในใจสินะ ว่ามา” ลุดวิกเอ่ยเฉียบขาด ในขณะที่นิโคลัสคล้ายไม่อยากพูดแต่จำยอม ด้วยนิสัยของเขาคิดอะไรก็พูดไปแบบนั้น ปิดไม่มิด

“อันที่จริงก็เป็นเรื่องเดิมครับ เรื่องคุณกิลเบิร์ต ท่านดยุคแห่งเดวอนเชีย”

“นี่เรายังต้องพูดเรื่องนี้กันอีกเรอะ” ลุดวิกย่อมรู้สึกรำคาญใจขึ้นมาบ้าง ในเรื่องนี้เขาขัดแย้งกับนิโคลัสมาแล้วหลายครั้ง “ฉันนึกว่าคุณเข้าใจอะไรดีแล้วเสียอีกนะ”

“ต่อให้ผมเข้าใจหรือตัดใจได้แล้ว แต่ขุนนางกับประชาชนไม่ได้เข้าใจด้วยนี่ครับ พวกเขาก็ยังคิดว่าท่านควรรับภรรยาเพิ่มและให้กำเนิดบุตรที่มีเชื้อสายชาวอาทีเรียเข้มข้น แล้วยิ่งช่วงนี้คุณกิลเบิร์ตเหมือนจะตั้งตัวขัดแย้งกับพวกหัวเก่า เลยกลายเป็นเป้าให้ถูกเล่นงาน แล้ว..” ไม่ทันที่นิโคลัสจะเอ่ยจบ ลูคัสกลับเหมือนส่งสายตาเลิ่กลั่กบอกเขากลายๆให้หยุดพูดเสีย นี่จะไม่ดูหน้าเจ้านายเลยหรือไรว่ายามนี้ถมึงทึงแค่ไหน แต่คนเช่นนิโคลัส เถรตรงไม่กลัวใคร ต่อให้ถูกเตือนเขาก็ยังจะพูดต่ออยู่ดี “ผมคิดว่าการรับภรรยาเพิ่มจะช่วยให้ความตึงเครียดนี่คลี่คลายลงครับ”

   ความตึงเครียดภายนอกจะคลายลงหรือไม่อาจไม่มีใครรู้ แต่ตอนนี้ลูคัสกลับคิดว่าในห้องนี้...ร้อนมาก

   ใช่แล้ว เขาเริ่มเครียดแล้วล่ะ!

“ไร้สาระ!” คำพูดเฉียบขาดออกจากปากลุดวิกทำเอาลูคัสทอดถอนใจ ส่วนนิโคลัสก็ยังจ้องหน้าเจ้านายอย่างเรียบเฉย ในความรู้สึกของนิโคลัสเขายังคงคิดว่าตนเองมีหน้าที่ที่ต้องเตือนสติเจ้านายไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ภรรยาจะรักแค่ไหนก็ได้ แต่ความเป็นจริงก็ต้องคิดถึงด้วยเช่นกัน

   ต่อให้กิลเบิร์ตคนนั้นเป็นอดีตนายพลของเทสล่า เป็นเอสเปอร์อันดับหนึ่ง เป็นคนเก่งแค่ไหน นิสัยส่วนตัวดีงามแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ใช่คนอาทีเรีย ทั้งเรื่องแบบนี้จะเอาไปประกาศให้ใครรู้ก็ไม่ได้ รังแต่จะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองระหว่างดวงดาวที่แก้ไม่ตก ในเมื่อป่าวประกาศไม่ได้เสียแล้ว ในสายตาคนนอกนั่นก็คือเจ้าหนุ่มไม่มีหัวนอนปลายเท้าตกถังข้าวสารสามัญธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น จะห้ามคนไม่ให้คิดในแง่ร้ายได้ยังไง

“การประชุมของสหพันธ์จะเริ่มในอีกหกเดือนข้างหน้า ถึงตอนนั้นเมื่อฉันพิสูจน์ว่ากิลเบิร์ตเป็นผู้บริสุทธิ์ต่อหน้าศาลสหพันธ์ดาวเคราะห์แล้ว ฉันจะประกาศสถานะของเขาให้รัฐสภากับประชาชนทราบ ฉันคิดว่าพวกเขาจะต้องเข้าใจว่าฉันเลือกไม่ผิด” ลุดวิกอธิบายเรียบง่าย ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้คิดเรื่องนี้ และไม่ใช่ว่าเขาจะเพิกเฉยต่อความห่วงใยของผู้ใต้บังคับบัญชา เพียงแต่ว่าเรื่องบางอย่างล้วนต้องใช้เวลาทั้งสิ้น หากเขาป่าวประกาศออกไปตอนนี้ มลทินที่ติดตัวกิลเบิร์ตอยู่จะกลายเป็นคมหอกทิ่มแทงเขาเอง

“หกเดือนนี้ท่านจะต้องสู้รบกับการเมืองภายใน และวางแผนโต้กลับเทสล่านะครับ” นิโคลัสเตือน นี่ถือว่าหนักหนาสาหัสมากทีเดียว

“ฉันจะจัดการกับเรื่องนี้เอง ขอให้เชื่อใจฉัน และฉันก็เชื่อใจในความสามารถของพวกคุณทั้งสองคนด้วย” ลุดวิกเอ่ย ท้ายที่สุดเขายิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะมองไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสอง นี่คือคนสองคนที่จะพูดจากับเขาอย่างตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว “ขอบคุณที่เตือนฉัน และหวังว่าพวกคุณจะทำเช่นนี้ตลอดไป”

   ประโยคสุดท้ายนั่นทำให้ทั้งลูคัสกับนิโคลัสต้องค้อมศีรษะให้ เจ้านายของพวกเขาเป็นเช่นนี้เสมอมา เขาคือคนหนุ่มที่ยอดเยี่ยมทั้งสติปัญญาความสามารถ ไม่มีที่ติในทุกทาง แต่หากมีดีแค่นั้นเขาจะสามารถเอาชนะใจเหล่าขุนนางและสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ได้อย่างไร คำตอบก็คือเพราะเขามีดียิ่งกว่านั้น อดีตท่านดยุคของพวกเขาเป็นคนใจคอกว้างขวางอย่างยิ่ง เขารับฟังทุกคน น้อมฟังทุกสิ่ง และเขาพูดอยู่เสมอว่ายามที่เขาหลงทางย่อมต้องการคนตักเตือน แม้บัดนี้เป็นราชา แต่สิ่งนี้กลับเป็นคุณสมบัติที่ไม่หายไปจากตัวแม้แต่น้อย

   ในส่วนนี้ทั้งสองคนเห็นพ้องว่าท่านชายาผู้นั้นโชคดีมาก เพราะนี่ก็คือสามีที่คงจะพร้อมรับฟังทุกสิ่งอย่างสมเหตุสมผลที่สุด
แม้ผู้คนจะบอกว่าเขาทั้งรักทั้งหลงภรรยา แต่ความจริงก็คือในหมู่คนที่รู้ความไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกว่าการกระทำของกิลเบิร์ตนั้นถือว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ยามนี้ท้องพระคลังถังแตก เดิมทีเมืองหลวงก็มีปัญหาการแบ่งชนชั้นและปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังมานาน หากไม่ทำอะไรเพื่อเติมเต็มคลัง อีกไม่นานอาทีเรียอาจจะต้องล้มละลาย วิธีการปฏิรูปพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของกิลเบิร์ตในแง่หนึ่งมันคือทางเลือกที่สุดท้ายแล้ว

   ดาวดวงนี้มาถึงจุดที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

   ฝ่ายกิลเบิร์ตครั้นกลับจากการพักผ่อนที่แม้เขาจะชมชอบกับบรรยากาศของกระท่อมกลางป่าเขาที่รายล้อมด้วยป่าสนและทะเลสาบ แต่บรรยากาศสุขสงบเสียขนาดนั้นย่อมยากมากที่ลุดวิกจะไม่ชักชวนเขาไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ ผลก็คือตอนนี้กิลเบิร์ตแทบจะสยองพองขนกับการเห็นหน้าสามี เขาชักเริ่มรู้สึกว่าหมอนี่สามารถทำเรื่องหน้าไม่อายได้ทุกที่ทุกเวลา แม้แต่กลางป่าหรือบนเรือแจวยังทำได้! นี่มันจะเลยเถิดเกินไปแล้ว! ตอนนี้เขาจึงเลี่ยงมาทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน! เขาจะทำงานจนตัวตายแต่ไม่ยอมถูกขังไว้ในห้องนอนจนกว่าจะท้องหรอกนะ!

“ขอให้ฉันท้องไม่ได้!” บ่นกระปอดกระแปดกับตัวเอง และครั่นคร้ามการมีเด็กขึ้นมาทันควัน บางทีเขาควรไปตรวจร่างกาย หากหมอบอกว่าทำเรื่องอย่างว่าแค่ไหนก็ท้องไม่ได้จะได้หาเรื่องปฏิเสธลุดวิกได้อย่างเนียนๆ! “โอะ นี่มันงานด่วนเดี๋ยวให้เจ้าพวกนั้นไปทำดีกว่า” ระหว่างที่บ่นไปก็ตรวจเอกสารไปด้วยจนถึงเรื่องการสำรวจเหมืองเกลือแห่งใหม่ที่เขาคิดจะให้พวกเอสเปอร์ไปทำแทน

   เอสเปอร์สิบคนที่อารอนทิ้งไว้ให้นั้นตอนนี้กิลเบิร์ตให้พวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนตัวใช้ให้ทำงานในวังสัพเพเหระเป็นมือเป็นเท้าได้อย่างดีประหยัดเวลาได้เยอะมาก ส่วนเฟรเซียนั้นหัวดีมาก เธอเรียนรู้งานได้ไม่นานก็ฉายแววเก่งกาจปราดเปรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน ส่วนฟินน์นั้นแม้ร่างกายไม่สมบูรณ์ แต่จากการฝึกฝนพลังจิตอย่างสม่ำเสมอ กิลเบิร์ตรู้แน่ว่าเด็กคนนี้มีพลังจิตสูงกว่าน้องสาวมาก และพลังของเขาเหมือนจะเกินเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป นี่ย่อมเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่เกิดบนอาทีเรีย จากสภาพของสองพี่น้อง กิลเบิร์ตเริ่มไม่แน่ใจว่าบนดาวดวงนี้แท้ที่จริงมีเอสเปอร์เกิดขึ้นและซุกซ่อนตัวอยู่อีกหรือไม่เพราะหากคำตอบคือ ใช่ ล่ะก็...

   นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดี

“นั่นหมายถึงดาวดวงนี้จะถูกจับตามองและมีคนเข้ามาแสวงหาประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะสหพันธ์ดาวเคราะห์” บิลลี่ย่อมเข้าใจความกังวลนี้ของสหาย หลังจากช่วยกิลเบิร์ตตรวจงานนู่นนี่นั่นมาครึ่งวัน ตอนนี้พวกเขาถึงเพิ่งได้พักมานั่งจิบชากัน กิลเบิร์ตเองก็เล่าความวิตกในเรื่องของเอสเปอร์กลายพันธุ์ให้ฟัง

“แน่นอน แบบเดียวกับที่สหพันธ์เคยทำกับเทสล่านั่นล่ะ” กิลเบิร์ตอธิบาย ก่อนหน้านี้หลายปีหลังจากที่เขากับเฟรเดอริคช่วยกันพัฒนาดาวเคราะห์ พวกเขาค้นพบว่าเทสล่าเป็นดาวที่เหมาะสมแก่การให้กำเนิดเอสเปอร์ สิ่งมีชีวิตบนเทสล่าร้อยละแปดสิบเป็นผู้มีพลังจิต และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พัฒนาการของดาวเป็นไปอย่างก้าวกระโดด “แต่ฉันไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”

“อืม นายนี่ก็ช่างรักเอสเปอร์เป็นลูกเป็นหลานจริงๆนะ ดังนั้นก็เลยจะซื้ออุปกรณ์คัดแยกเอสเปอร์สินะ ระวังถูกโก่งราคาล่ะ วิลเลียมคงไม่ให้นายฟรีๆหรอก” ยังคงพาดพิงถึงเจ้าของชื่อนั่น มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆสำหรับพวกเขา

“คนกันเองคงไม่โหดขนาดนั้นหรอกน่า หมอนั่นใจอ่อนกับฉันจะตาย” หัวเราะพลางจิบชาแต่บิลลี่กลับทำหน้าเหยเกใส่

“เหอะ หมอนั่นก็ใจอ่อนกับของสวยๆงามๆแปลกๆทั้งหมดทั้งมวลนั่นแหละ” บิลลี่แขวะพลางนั่งลง ประจวบกับที่เขาพลันได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากระเบียงอีกฟาก “เขามีอะไรกันเรอะ?”

   ไม่ทันขาดคำฟินน์วิ่งกระหืดกระหอบข้ามมาจากระเบียงอีกฟากอย่างรวดเร็ว เจ้าหนุ่มท่าทางเลิ่กลั่กพูดไม่เป็นภาษาจนกิลเบิร์ตต้องลูบหลังปลอบ แต่เด็กหนุ่มเหมือนยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกนัก สุดท้ายกว่าจะยอมพูดออกมาได้ก็ทำเอาพวกเขางงแทน

“ม มนุษย์ต่างดาว! มนุษย์ต่างดาว! มนุษย์ต่างดาวจะมาแขวนคอตายกลางเมืองครับ!”

“หะ!!”

   มนุษย์ต่างดาวจะแขวนคอตายกลางเมือง?


   นี่มันตลกร้ายอะไรกัน?

   เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องตลก พอกิลเบิร์ตกับบิลลี่เร่งรุดไปถึงอนุสาวรีย์ปฐมราชวงศ์ที่ใจกลางเมือง พวกเขาก็พบลุดวิกกับ
พวกนิโคลัสมารออยู่แล้ว ยามนี้ชาวบ้านล้วนมามุงดูกันถ้วนหน้า มันย่อมประหลาดอยู่แล้วที่จู่ๆยานอวกาศแคปซูลลำหนึ่งก็ลงจอดใจกลางเมืองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่จะมีมนุษย์ต่างดาวผิวสีแทนดวงตาสีฟ้าวิ่งออกมาจากยาน  คว้าเอาเชือกเส้นหนึ่งผูกกับคอของรูปปั้นที่สูงกว่าสามเมตร และเตรียมตัวจะฆ่าตัวตาย

“นี่มันอะไรกันน่ะ...” บิลลี่ย่อมงงมาก เขาชี้ชวนให้เพื่อนตัวเองดูสถานการณ์พิลึกพิลั่นตรงหน้ากับไอ้หนุ่มหน้าตาดีที่ตะโกนปาวๆจะฆ่าตัวตาย ส่วนชาวบ้านร้านตลาดแม้ตกใจที่มีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนแต่ด้วยวิสัยมนุษยธรรมค้ำจุนโลกต่างก็เข้ามารีบเจรจาห้ามปราม แม้แต่ตำรวจยังออกตัวแรงมาเกลี้ยกล่อมให้รักชีวิต

“อา นั่นเป็นชาวดาวคาซัคไงล่ะ” กิลเบิร์ตตอบพลางพินิจสถานการณ์
เพียงแต่ตอนนี้ลุดวิกเดินเข้ามาหาเขาและกอดอกจ้องตาถามอย่างเหนื่อยหน่ายใจอย่างยิ่ง

“นั่นคนรู้จักของเธออีกหรือเปล่า” ลุดวิกผู้สันนิษฐานทุกสิ่งในแง่ร้ายที่สุดก่อนเสมอเอ่ยอย่างเหนื่อยใจนัก ทำไมระยะนี้มีมนุษย์ต่างดาวมาเดินเพ่นพ่านในดาวบ้านนอกนี่เยอะเหลือเกิน นี่ต้องเป็นอิทธิพลของเจ้าแมวเถื่อนนี่อย่างแน่นอน!

“นั่นไม่ใช่เพื่อนฉันนะ! ทำไมพอคนประหลาดโผล่มาถึงต้องคิดว่าเป็นคนรู้จักของฉันเล่า!” กิลเบิร์ตรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน ฝ่ายลุดวิกแม้ไม่ตอบเป็นคำพูดตรงๆแต่ก็ตอบด้วยสายตาให้แล้วเมื่อเขากวาดสายตามองไปยังอัยการหนุ่มจากเทียร่า

   ก็ไม่ใช่ว่าทั้งโจรสลัดสติไม่เต็มนั่น เจ้าอัยการแมวฟั่นเฟือน หรือแม้แต่พวกคนนิสัยเสียอย่างอารอนก็เป็นมนุษย์ต่างดาวพิลึกพิลั่กหรอกรึ แล้วไม่ใช่ว่าทั้งหมดนั่นเป็นคนรู้จักของภรรยาของเขาหรอกรึ!

   แต่เมื่อกิลเบิร์ตยืนกรานปฏิเสธลุดวิกก็ไม่ซักไซ้ บางทีเขาคงคิดมากไปที่จะเอาเรื่องประหลาดทุกอย่างมาผูกไว้ที่คอภรรยาตัวเอง ถึงกิลเบิร์ตจะเป็นแมวเถื่อนนอกกรอบ แต่คงไม่เถื่อนไปกว่านี้หรอก...มั้งนะ

“เอาล่ะไม่ใช่ก็ไม่ใช่ งั้นเธอจะช่วยทำอะไรสักอย่างกับมนุษย์ต่างดาวนั่นได้ไหม เขาไม่คุยกับใครเลยเอาแต่โวยวายว่าจะตายๆ” ลุดวิกชี้ไปที่ตัวต้นเหตุ แม้ใจจริงเขาอยากตะโกนบอกไปว่าอยากตายก็รีบตายเสีย มันเสียเวลาทำมาหากินของคนอื่นเขา แต่หากทำเช่นนั้นย่อมเสียภาพลักษณ์ท่านผู้นำที่ดีอย่างยิ่ง ขืนเขาทำไปทั้งนิโคลัสกับลูคัสคงกรีดร้องลั่นเสียตรงนี้แน่ เห็นแก่หน้าลูกน้องผู้ภักดีไม่ควรทำให้พวกเขาใจสลาย “ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างฉันจะให้ทหารไปลากลงมาล่ะนะ!”

“ใจเย็นสิ! ไม่เห็นหรือว่าหมอนั่นร้องห่มร้องไห้ด้วยนะ!” กิลเบิร์ตปรามทันที เขารู้สึกว่าคนอย่างลุดวิกพูดจริงทำจริงขืนไม่รีบทำอะไรสักอย่าง เจ้ามนุษย์ต่างดาวนั่นต้องถูกลากไปโยนเข้าคุกแน่! คนเราแม้ไม่รู้จักกันแต่เพื่อนมนุษย์ถึงคราวเคราะห์ หากช่วยได้ก็ควรช่วย!

   คิดได้อย่างนั้นกิลเบิร์ตก็รีบออกปากช่วยเจรจา เพียงแต่เขาก็ยังคิดอยู่ว่าจะเจรจาอีท่าไหนดีกับคนที่จะมาฆ่าตัวตายกลางลานสาธารณะบนดาวดวงอื่น นี่เก็บกดอะไรมาขนาดนั้นเลยรึ?

“นี่น้องชาย ชีวิตเป็นของมีค่าไม่ควรมาตายต่างถิ่นนะ นายเป็นคนดาวคาซัคไม่ใช่รึ” กิลเบิร์ตปลอบโดยการตะโกนขึ้นไปบนรูปปั้น และเพราะเขาสามารถระบุชื่อบ้านเกิดฝ่ายตรงข้ามได้ถูก ฝ่ายนั้นถึงยอมชำเลืองมองเขา ครั้นพอเห็นรูปลักษณ์ของกิลเบิร์ตก็เข้าใจทันทีว่าก็เป็นมนุษย์ต่างดาวเหมือนกัน! เขาไม่ใช่ตัวคนเดียวบนดาวดวงนี้!

   ถึงตายก็มีคนเก็บศพแล้ว!

“พี่ชายอย่ามาห้ามเลย! ฉันไม่อยากอยู่แล้ว เจ้านาย เจ้านาย เจ้านายต้องฆ่าฉันทิ้งแน่ๆ!!!” เจ้ามนุษย์ดาวคาซัคร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย “ฉันไม่ได้คิดจะนอกใจเจ้านายนะ แต่เจ้านายไม่ไยดีฉันเลยนี่นา ฉันก็แค่ไปรักเจ้าคนสวนนั่นแล้วถูกทิ้งเท่านั้นเอง ฉันไม่ผิดนะ!”

“หา!” กิลเบิร์ตเอียงคอทำหน้าอึ้งเป็นคำถาม อะไรคือเจ้านาย อะไรคือฆ่าทิ้ง อะไรคือนอกใจ

   ว๊อซ!!!???

   นี่เจ้านี่พูดถึงเรื่องอะไรน่ะ?

“นี่ นาย นายพูดเรื่องอะไรน่ะ เกิดอะไรขึ้นที่คาซัคเหรอ” กิลเบิร์ตถามต่ออย่างพาซื่อ แต่อีกฝ่ายกลับยิ่งร้องไห้ยกใหญ่

“ฉันไม่ได้มาจากคาซัค!!!”

“อ้าว แล้วมาจากไหนล่ะ?” กิลเบิร์ตถามย้ำ บางทีเขาอาจจะเข้าใจอะไรผิด

   ทว่า ครั้นพอถามเป็นคำถามนี้เข้ามนุษย์ต่างดาวกลับยิ่งร้องไห้เป็นเผาเต่า ทำเอาบิลลี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆนึกรำคาญสุดๆ ส่วนลุดวิกยิ่งทำสีหน้าเหมือนความอดทนจะขาดรอนๆจนลูคัสกับนิโคลัสต้องรีบมาประกบซ้ายขวา ท่านราชาท่านนี้อย่าได้ไปลากคนจะฆ่าตัวตายลงมากระทืบไส้แตกให้เสียภาพลักษณ์เลยนะ!

ในบรรดาคนที่อยู่ตรงนั้น มีแต่กิลเบิร์ตที่ดูจะใจเย็นมาก อย่างที่รู้กันว่าในบรรดาคนทั้งหมดตรงนี้คนที่อ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ที่สุดก็คือกิลเบิร์ตนั่นล่ะ พอรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามดูจะมีความนัยก็พลันใจอ่อนยวบยาบในทันที

“นี่น้องชาย ค่อยๆพูดกันดีกว่าไหม จะตายน่ะเมื่อไหร่ก็ได้ แต่นายหนีมาถึงนี่แล้วจะยอมตายง่ายๆเลยหรือ เจ้านายที่ว่านั่นตามนายมาไม่ถึงนี่หรอกมั้ง”

“ถึงแน่! เมื้อกี้สัญญาณถูกส่งออกไปแล้ว! เขาต้องตามมาไวๆนี้แน่! ถ้าถูกจับกลับไป เจ้านาย ท่าน ท่านสุลต่าน ท่านสุลต่านจะต้องฆ่าฉันทิ้งแน่!!!”

   สุลต่าน!!!???

   ไม่ทันจบคำ วินาทีนั้นเหนือน่านฟ้าอาทีเรียพันบังเกิดแสงสีม่วงสาดส่อง ยานอวกาศสีเงินพร่างพราวหรูหราลำหนึ่งปรากฏขึ้น ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนลงต่ำและฉายแสงเทเลพอร์ตส่งคนๆหนึ่งลงมาจากตัวยาน วินาทีนั้นทั้งกิลเบิร์ตกับบิลลี่ถึงกับอ้าปากตาค้าง ให้ตายเถอะคำว่าจุดไต้ตำตอมันเป็นเช่นนี้เอง!

   คนในแสงนั่นยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาท่ามกลางขามุงทั้งหลาย คนๆนั้นเป็นชายหนุ่มผิวขาวแต่งตัวกรุยกรายรุ่มร่ามแบบพวกสุลต่านอาหรับในวัฒนธรรมเก่าของเทียร่า เส้นผมที่ตัดสั้นนั้นเป็นสีเงินยวงสวยงาม นัยน์ตาเย็นเยียบสีส้มสะท้อนแสงแวววาว เป็นชายหนุ่มรูปงามที่มีสีสันประหลาดไปทั้งตัว ชายหนุ่มคนนั้นกวาดสายตาดูคนรอบๆแล้วก็จ้องไปยังมนุษย์ดาวคาซัคที่ตอนนี้กลัวจนตัวสั่น ทรุดล้มลงมาจากข้างบนรูปปั้นจนกิลเบิร์ตต้องเข้าไปประคองช่วยเหลือ

“อะไรกันหนีมาตั้งไกล ดันเจอจุดไต้ตำตอเสียนี่” น้ำเสียงเยียบเย็น ใบหน้าเย็นชาหากแต่กลับคลี่ยิ้มแสยะชวนสยองขวัญ ทำเอาบิลลี่แทบจะทรุดตามไปด้วยอีกคน ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าเจ้ามนุษย์ดาวคาซัคนี่หลุดมาจากไหน!

   ฉิบหายแล้ว!!

ชายแปลกหน้าคนนั้นมองไปยังฝูงชนก็แลเห็นกิลเบิร์ตกับบิลลี่ที่กำลังอึ้งแสนอึ้งจนตาค้าง ยิ่งเห็นทั้งสองคนเขาก็ยิ่งคลี่รอยยิ้มหวานเย็นเยียบชวนสยองขวัญ

“ไม่เจอกันนานนะ กิลเบิร์ต นายก็ยังมีเสน่ห์เหมือนเดิมจนฉันอยากขอนายแต่งงานอีกสักครั้งเลยนะ ว่าไง หย่ากับสามีใหม่เสียตอนนี้เลยไหม ส่วนนายล่ะ บิลลี่ เปลี่ยนใจมาอยู่กับฉันแทนพวกเทียร่าไหม หรือว่านายจะหวงครั้งแรกของนายไว้ให้เจ้าโจรสลัดวิปลาสนั่น”

“!!”

   คำทักทายแสนประเจิดประเจ้อนั่นทำเอาบิลลี่อับอายจนหน้าแดงอยากเอาหน้าซุกคอนกรีต ส่วนกิลเบิร์ตเหลือบมองหน้าสามีก็รู้ว่าตอนนี้กำลังฉุนกึกอารมณ์หึงพัดผ่านราวพายุบุแคม ก็ใครใช้ให้หมอนี่มาปรากฏตัวพร้อมคำพูดคำจาดุร้ายแบบนี้เล่า!

“กิล หมอนี่คือใคร!” ลุดวิกถามอย่างพยายามยับยั้งชั่งใจเต็มกำลัง อย่างที่เขาเคยคิดนั่นล่ะ ตัวประหลาดทั้งหลายล้วนเป็นสหายของภรรยาจริงๆ! แล้วเจ้าผู้ชายตาแมววาจาสามหาวปากคอเราะร้ายไร้มารยาทนี่มันเป็นใคร!!

“เอ่อ นั่นคือ...วิลเลียม สุลต่านแห่งกลุ่มดาวไกเซอร์” กิลเบิร์ตตอบอย่างเสียไม่ได้ ส่วนหัวใจนั้นเต้นระทึกจะทะลุออกนอกอก คืนนี้เขาจะถูกลุดวิกเล่นงานจนตายคาเตียงมั้ยนั่นน่ะ!

“สุลต่านแห่งไกเซอร์...” ลุดวิกเอ่ยตาม

“เอ่อ...เป็น เป็นเพื่อนของฉันกับบิลลี่”

“เพื่อนงั้นเรอะ!!” ลุดวิกคำราม

   นี่ไม่มีตาคบเพื่อนดีๆกันเลยหรือไง!!!



จบตอน

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
โธ่ ตอนที่แล้วกำลัวสวีทกันอยู่ดีๆ ตอนนี้มีท่านสุลต่านมารความรักโผล่มาอีก จะเป็นยังไงเนี่ย? :hao7:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
ตอนที่ ๒๖
ข้อพิพาทของสามีภรรยา

   ลุดวิกนั้นเหลือจะเอ่ยต่อแขกของภรรยารายนี้ แม้เขาจะรับได้กับพฤติกรรมของเจ้าแมวบิลลี่ที่มาคลอเคลียใกล้ๆภรรยาของเขามากินๆนอนๆอยู่บ้านเขาอย่างตีสนิทเสียไม่มี แต่ในเมื่อนี่คือเพื่อนภรรยา เขาก็ได้แต่เอ็นดูไม่คิดอะไรมาก แต่กับวิลเลียม ไกเซอร์นายนี้เขากลับรู้สึกชังน้ำหน้าถึงขั้นหงุดหงิด เริ่มจากการที่อีกฝ่ายประกาศต่อหน้าคนทั่วไปว่าจะมาขอภรรยาของเขาแต่งงาน และยังยั่วเย้าภรรยาของเขาต่อหน้าธารกำนัล แม้กิลเบิร์ตจะรีบปฏิเสธบอกว่านั่นก็แค่การหยอกเล่นของเพื่อนเท่านั้น แต่เพื่อนบ้าที่ไหนที่จะกล้าทำขนาดนี้!

   นี่คบหากันประสาอะไร ไม่ใช่เลยเถิดจนเป็นเล่นเพื่อนไปแล้วเรอะ!

   แม้จะหงุดหงิดเรื่องเพื่อนเลวของภรรยา แต่ก่อนหน้านั้นก็จำต้องแก้ไขปัญหาเรื่องของมนุษย์ต่างดาวชาวคาซัคให้เรียบร้อยเสียก่อน แม้จะบอกว่านี่ก็เป็นเรื่องในครอบครัว แต่วิลเลียมดันมาปรากฏตัวอย่างอลังการขนาดนี้หากไปคุยกันเป็นการส่วนตัวลับหลังย่อมถูกครหานินทา ดังนั้นสิ่งที่ลุดวิกในฐานะเจ้าอาณานิคมทำได้ก็คือให้ทหารคุ้มกันทุกคนกลับไปที่พระราชวัง และเปิดห้องโถงรับรองเล็กพูดคุยกันแบบคราวที่อารอนมาเยือน ได้แต่หวังว่าจะไม่มีอะไรน่าอับอายไปมากกว่านี้

   ฝ่ายวิลเลียมนั้นดูเหมือนจะยังรู้กาลเทศะอยู่บ้าง ทั้งยังใจคอกว้างขวางบ้าบิ่นแบบสุดโต่ง เขาสั่งให้ผู้ติดตามของตัวเองรออยู่ในยานอวกาศเหนือชั้นบรรยากาศของอาทีเรีย ส่วนเขาจะไปเจรจาปัญหากับชาวอาทีเรียตามลำพัง ซึ่งในจุดนี้แม้ลุดวิกกับขุนนางอาทีเรียจะแปลกใจอยู่บ้าง แต่กิลเบิร์ตกับบิลลี่กลับเฉยชายิ่ง นิสัยสหายนายนี้เป็นอย่างไรพวกเขาย่อมรู้ดี

ครั้นพอเข้ามาถึงห้องโถงในพระราชวังแล้ว นิโคลัสกับลูคัสก็จัดการส่งคนมาเฝ้าหน้าห้องประชุม และสั่งปิดปากสื่อมวลชนทั้งหลายเสีย พวกเขามีสัญชาตญาณดีย่อมรู้ว่าเรื่องที่คนพวกนี้จะพูดคุยกันไม่น่าจะเป็นเรื่องสมควรเปิดเผยเท่าไหร่นัก

   และพวกเขา...ก็คาดไม่ผิด

“ไม่ได้เจอกันนานมากขนาดนี้ คิดถึงพวกนายมากเลยนะ” สุลต่านวิลเลียมฉีกยิ้มยินดีก่อนจะก้าวย่างเข้ามาหอมฟอดข้างแก้มเพื่อนรักทั้งสองคนละทีทำเอาคนทั้งห้องประชุมกระอักกระอวลขนพองสยองเกล้า ซ้ำท่าทางยียวนกวนประสาทนั่นมันช่างกระตุ้นต่อมโทสะของฝ่ายเจ้าบ้านได้ดีนัก ลุดวิกรู้สึกเหมือนหัวของเขาร้อนขึ้นเรื่อยๆนึกอยากถลกหนังหัวแมวขนสีขาวตรงหน้าเอาไปทำพรมเช็ดเท้า!

   ใช่! มันเป็นแมวขนสีขาวตัวเขื่องที่น่าถลกหนังอย่างที่สุด!

   แต่แม้จะหัวร้อนแค่ไหน ฝ่ายแขกผู้มาเยือนกลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทั้งยังหันมาแสยะยิ้มให้ลุดวิกแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปส่งรอยยิ้มการทูตโปรยเสน่ห์พร่างพราวเล่นหูเล่นตาทำเอาขุนนางทั้งหญิงทั้งชายสะดุ้งมองตามตาไม่กระพริบ ลุดวิกมองดูก็รู้ว่าหมอนี่เจตนายั่วโมโหเขาชัดๆ! เจ้าหมอนี่ดูท่าจะอยากมีเรื่องมาก!

   ส่วนกิลเบิร์ตมองอากัปกิริยาคนของอาทีเรียแล้วก็ให้รู้สึกปวดไปถึงตับทะลุยันไส้ติ่ง เป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนฝูงว่าผู้ชายชื่อวิลเลียมนายนี้ชมชอบการเล่นหูเล่นตาแกล้งชาวบ้านเล่นอย่างยิ่ง เขาคือคนที่ใครหากไปหลงกลคิดว่าเขาจริงจังด้วยเมื่อไหร่มีแต่จะเสียตัวเสียใจร้องห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรจนอยากฆ่าตัวตาย ก่อนหน้านี้เคยลือกันว่าเขาเคลมเด็กหนุ่มๆมาอุ่นเตียงตัวเองไปหลายสิบคนแล้ว นั่นล่ะคือสาเหตุที่เขากับบิลลี่ระอาใจกับหมอนี่ และไม่คิดถือสาคำพูดไร้สาระที่เปล่งออกจากปากหมอนี่

   เพียงแต่ว่าตอนนี้สีหน้าลุดวิก...ดูคล้ำลงเรื่อยๆนะ

   กิลเบิร์ตได้แต่ภาวนาให้ไอ้เพื่อนเวรผู้นี้ช่วยสงบปากสงบคำและเล่นให้น้อยลงสักนิดเถิด เคลียเรื่องคนของนาย แล้วไสหัวกลับดาวไปซะ!

คล้ายจะรู้ความนัยใจของกิลเบิร์ต หลังจากยียวนกวนชาวบ้านเล่นแต่พองาม วิลเลียมกลับหัวเราะแสยะขึ้น ถึงตอนนี้เขามองไปยังคนของตัวเองที่นั่งกระมิดกระเมี้ยนอยู่มุมห้อง ท่าทางแบบนั้นทำให้เขารู้สึกหมั่นไส้อย่างยิ่ง การที่คนของตัวเองมาประกาศปาวๆว่าจะมาฆ่าตัวตายบนดาวดวงอื่น มิหนำซ้ำยังทำเสียเขากลายเป็นตัวร้ายสุดเผด็จการ ให้ตายเถอะ ไม่น่ารักเลยพับผ่าสิ!

“อย่าได้สร้างปัญหาให้ฉันไปมากกว่านี้ คาลุส อยากจะทำอะไรก็ว่ามาตรงๆ” วิลเลียมเอ่ยกับมนุษย์ดาวคาซัคนั่น แม้น้ำเสียงดูราบเรียบใจกว้างยิ่งแต่กิลเบิร์ตกลับเห็นคนที่ชื่อคาลุสตัวสั่นงันงก หากเขาเดาไม่ผิดความสัมพันธ์ของวิลเลียมกับหมอนี่คงเป็น...

“น้องชายคนนี้ เอ่อ วิลเลียม เขาเป็น...คนของนาย” กิลเบิร์ตพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวและใช้คำที่เลี่ยงการเป็นประเด็นร้อนแรง เขาย่อมรู้ดีว่าที่กลุ่มดาวไกเซอร์นั้นสถานภาพของวิลเลียมเป็นอย่างไร

   เพียงแต่ว่า กิลเบิร์ตสนใจเรื่องนั้น แต่วิลเลียมกลับไม่สนนี่สิ

“ใช่ เป็นคนในฮาเร็มของฉันเอง” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างตัดรำคาญ

   ฮาเร็ม!!!!

   วินาทีนั้นแม้แต่ลุดวิกยังต้องเบิกดวงตากว้าง ขุนนางอาทีเรียถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง เป็นครั้งแรกที่คนอาทีเรียได้ยินคำศัพท์อะไรทำนองนี้ สุลต่านยังพอว่าเพราะอาจเป็นแค่ชื่อตำแหน่ง แต่คำว่าฮาเร็ม! นี่มันเหมือนคำในเรื่องเล่าต่างวัฒนธรรม ดินแดนพิศวงของท่านอภิมหาเศรษฐีที่มีคนงามนับร้อยเป็นทรัพย์สมบัติผูกขาดของคนเดียวๆ สรวงสวรรค์ของท่านเจ้านายที่มีแต่คนงามรายล้อม แล้วตอนนี้ผู้ชายร่ำรวยเสน่ห์คนนี้จู่ๆมาบอกว่าเป็นเจ้าของฮาเร็มงั้นเรอะ!

   พึงรู้ว่าแม้คนอาทีเรียไม่ถือสาการมีภรรยาหลายคน แต่การมีคนในฮาเร็มนั่นย่อมไมใช่ภรรยา แต่เป็นทาสสวาทต่างหาก! นี่มันผิดศีลธรรม!!

“นี่ก็สมบัติตกทอดของพ่อนายเรอะ” กิลเบิร์ตทวนคำอย่างใช้ความคิด ก่อนหน้านี้วิลเลียมได้รับตำแหน่งสุลต่านมาจากพ่อของเขาที่เป็นผู้ชายไม่ได้เรื่องได้ราว วันๆเอาแต่เสพสุขทางโลกีย์งานการไม่ทำจนต้องยกหน้าที่การงานให้ลูกชายที่ตอนนั้นอายุแค่ยี่สิบปี มาบัดนี้ตาแก่นั่นตายแล้ว แต่ดันเหลือสมบัติเป็นคนในฮาเร็มไว้ให้ แน่ล่ะว่าตอนเปิดพินัยกรรมวิลเลียมถึงกับคำรามด่าแทบจะเอาพินัยกรรมไปปาใส่หลุมของพ่อตัวเอง นี่มันมรดกบ้าอะไรกัน!

   ตอนที่พ่อของวิลเลียมตาย เขาอายุยี่สิบสอง เป็นเด็กหนุ่มอายุยี่สิบสองที่ยังเวอร์จิ้นใสซื่อสุดๆ และในตอนนั้นเขาก็พลันพบว่าตัวเองกลายเป็นนายทาสมีคนงามนับร้อยรอคอยในห้องหอ การที่เขาไม่ช็อคไปเสียก่อนในตอนนั้นถือว่าสติดีมากแล้ว เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้เองที่ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจมองวิลเลียมเป็นหนุ่มน้อยใสซื่ออีกต่อไปได้แล้ว

   ซึ่งเจ้าตัวก็...ไม่แคร์เสียด้วย

“หมอนี่เป็นลำดับที่ 87 ไอ้พ่อเซ็กซ์จัดนั่นมีคนในฮาเร็ม 278 คน ฉันจะไปดูแลทั่วถึงได้ยังไง วันๆนั่งหาค่าอาหารกับเสื้อผ้าเลี้ยงคนทั้งบ้านก็น่าเบื่อจะแย่อยู่แล้ว จะปลดออกก็มาร้องโวยวายประท้วงว่าทำมาหากินอย่างอื่นไม่เป็น แต่พอจะให้อยู่ก็สร้างปัญหาไม่หยุด อย่างเจ้านั่นดันไปคบชู้เป็นคนสวน ให้ตายเถอะ คิดว่ากำลังเล่นอะไรกันอยู่!” วิลเลียมผู้มีความหลังแสนคับแค้นพูดจาเปิดเผยเรื่องครอบครัวต่อหน้าสาธารณชนอย่างไม่อายใคร ในจุดนี้ลุดวิกรู้สึกว่าหมอนี่หน้าหนาอย่างยิ่ง แม้แต่เขายังไม่กล้าเอาเรื่องที่มีคนมาเสนอตัวขอเป็นภรรยาน้อยมาป่าวประกาศแบบนี้เลย

   หลังจากปล่อยให้เจ้านายพูดมาเยอะแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนฝ่ายมนุษย์ดาวคาซัคก็เหมือนมีความคับข้องใจเช่นกัน เขากำหมัดกัดฟันก่อนจะโพล่งขึ้นอย่างน้อยเนื้อต่ำใจบ้าง

“ก็ท่านสุลต่านไม่ไยดีพวกเราเลยนี่ครับ! ท่านไม่เคยเรียกพวกเราไปอยู่เป็นเพื่อนเลย!” คาลุสประท้วงขึ้นบ้าง ถึงตอนนี้กิลเบิร์ตก็หลีกทางให้แล้ว บอกว่าจะฆ่าตัวตายที่แท้ก็เรื่องในครอบครัวเขายังจะทำอะไรได้อีกล่ะ ดูท่าวิลเลียมคงไม่อาจทำหน้าที่ท่านสุลต่านเจ้าของฮาเร็มที่ดีได้ ว่าแต่ถ้าจะต้องทำหน้าที่ให้ดีนี่...

   วิลเลียมคงจะต้องเหนื่อยมากแน่ๆ...

“พวกนายไม่ใช่สเป็คฉันนี่” วิลเลียมตอบกลับหน้าตาเฉย แน่ล่ะก็พวกนี้ล้วนเป็นคนของพ่อเขา เขาไม่ได้หามาเองเสียหน่อย

“ท่าน!”

“สเป็คของฉันน่ะ” ว่าพลางส่งสายตาหวานเชื่อมแกมดุร้ายไปหาเพื่อนรักทั้งสองที่ตอนนี้หน้าซีดอย่างยิ่ง “ต้องอย่างสองคนนั่น
ต่างหาก”

   เชี่ยเอ๊ย!!!!

   ครั้นพอได้ยินแบบนั้นมนุษย์ดาวคาซัคก็ยิ่งแผดเสียงร้องไห้หนักขึ้น ตัดกับเสียงฮือฮาในห้องโถงของเหล่าขุนนางขี้นินทา กับใบหน้าดำคล้ำของลุดวิก และหัวใจที่จะเต้นออกนอกอกของกิลเบิร์ต คำพูดคำจาของวิลเลียมประโยคเดียวแต่ฆ่าคนตายนับศพไม่ถ้วนในทีเดียว กิลเบิร์ตนึกสบถด่าไอ้เพื่อนพรรค์นี้ นายมาที่นี่เพื่อจะฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็นเรอะ!!

   สุดท้ายเป็นลุดวิกที่ต้องออกหน้าในฐานะเจ้าบ้านอย่างเสียไม่ได้ เขาพอจับต้นชนปลายเรื่องราวได้แล้ว ที่แท้นี่เป็นเรื่องครอบครัวโดยแท้ นายวิลเลียมคนนี้ไม่รักไม่ไยดีคนในฮาเร็มของตัวเอง นายคาลุสก็เลยไปแอบคบชู้ คงหวังจะให้วิลเลียมหึง แล้วทำไมเขาจะต้องมาตัดสินอะไรในเรื่องชู้สาวแบบนี้ด้วยนะ! แค่เรื่องในครอบครัวตัวเองก็วุ่นวายมากพอแล้ว!!

“ตกลงว่าในเมื่อคุณไม่ไยดีเขาแล้วมาตามเขาทำไม” ลุดวิกถามวิลเลียม ท่าทางของเขาแม้สงบนิ่ง แต่คู่สนทนากลับรู้สึกได้ว่ามีไฟในดวงตาของท่านเจ้าอาณานิคมผู้นี้ ตั้งแต่วิลเลียมมาถึงอาทีเรีย เขารู้สึกอยู่ตลอดว่าผู้ชายคนนี้ค่อนข้างจะเกลียดขี้หน้าเขามากทีเดียว ท่านราชาสามีคนใหม่ของกิลเบิร์ตคนนี้น่าเอ็นดูจนเขานึกสนุก

   เป็นคุณสามีที่รู้จักหึงภรรยาของตัวเองเสียด้วย

“สภาผู้เฒ่าให้ฉันมาตาม ตามกฎคาลุสต้องถูกลงโทษตายที่ทรยศฉัน แต่ฉันไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ทำไมมือฉันจะต้องเปื้อนเลือดของคนที่ฉันไม่สนใจด้วยกันล่ะ เลยจะขอเสนออะไรสักหน่อย คุณคือกษัตริย์แห่งอาทีเรียสินะ กิลเบิร์ตเล่าให้ฉันฟังผ่านเทเลคอนเฟอเร้น (Tele-Conference) ว่าคุณเป็นคนมีเหตุผลมาก และก็กล้ามากด้วย ดังนั้น ด้วยมนุษยธรรมของคุณ พอจะรับเขาไว้ได้ไหม” ข้อเสนอไม่คาดคิดนั่นทำเอาเรียกเสียงฮือฮาได้อีกรอบ คนใจร้ายคนนี้พูดไปพูดมาก็ไม่ได้คิดจะเอาชีวิตคนของตัวเองจริงๆซะงั้น 

   เรื่องนี้แม้แต่ลุดวิกเองก็คิดไม่ถึง ผู้ชายคนนี้ปากร้ายอย่างยิ่ง แต่กลับเสนอทางออกที่งดงามให้กับคนที่ทรยศตัวเอง ลุดวิกรู้ดีว่าอาทีเรียกับกลุ่มดาวไกเซอร์ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามดาว ดังนั้นหากคาลุสปฏิเสธที่จะกลับไป วิลเลียมก็ไม่อาจบังคับพาตัวไปได้โดยปราศจากข้อขัดแย้งทางการเมือง เพียงแต่ว่าคาลุสจะต้องอยู่ที่อาทีเรียอย่างตัวคนเดียวไปตลอดกาลเช่นกัน นี่นับเป็นตัวเลือกที่โหดร้ายมากทีเดียว

   ระหว่างการตาย กับความเดียวดาย

 “งั้นคุณจะเอายังไงคุณคาลุส จะกลับไปกับท่านสุลต่าน หรือจะขอลี้ภัย” ลุดวิกเอ่ยถามเป็นการเป็นงาน ท่าทางเรียบเฉยมั่นคงของเขาทำให้วิลเลียมลอบยกยิ้ม “ดูแล้วท่านสุลต่านคงไม่คิดใช้กำลังกับคุณ ดังนั้น ฉันคิดว่าคุณเป็นคนตัดสินใจเองคงดีที่สุด”

   คำถามนั้นช่างยากจะตัดสินใจ คาลุสย่อมรู้ว่าต่อให้ไม่มีกฎโทษตายและวิลเลียมยอมอภัยให้ แต่เขาก็จะไม่มีวันได้รับความรักใดๆจากคนๆนี้ ส่วนการอยู่ที่นี่ย่อมหมายถึงเขาจะต้องเริ่มต้นใหม่ทุกสิ่งอย่างเช่นกัน ถึงตอนนี้เขาถูกบีบให้ต้องเลือกแค่ทางที่เลวร้ายน้อยที่สุดเท่านั้น

 “เจ้านาย...ไม่คิดจะลองรักผมบ้างหรือครับ” สุดท้ายคาลุสเอ่ยถามเสียงอ่อย แต่ประกายตาเย็นเยียบของวิลเลียมนั้นแทนคำตอบอย่างดี

“ไม่”

“จ...เจ้านาย” ได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและแค้นเคือง สายตานั้นเหลือบมองไปยังกิลเบิร์ตและบิลลี่อย่างคับข้องใจ โดยเฉพาะกิลเบิร์ตที่คลับคล้ายส่งสายตาเห็นอกเห็นใจกลับมาให้ แต่คาลุสกลับยิ่งรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าลงเรื่อยๆ เจ้านายไม่สนใจเขา แต่กลับให้ความรักกับสิ่งมีชีวิตผมดำตาดำอัปลักษณ์แบบนั้นน่ะหรือ!

   สุดท้ายคาลุสจำต้องขอลี้ภัยในอาทีเรีย ลุดวิกให้เขาพักในวังเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่กำลังหาที่ฝากฝังที่เหมาะสมให้ เป็นอันจบเรื่องน่าปวดหัวในเรื่องนี้ ทว่า วิลเลียมนั้นเหมือนจะยังไม่ยอมกลับ เขายังยิ้มหวานส่งให้กิลเบิร์ตก่อนจะเอ่ยต่อ

 “เอาล่ะมาเข้าเรื่องงานกันดีกว่า ว่าไง ของที่จะขายฉันอยู่ที่ไหนล่ะ!”

“!!”

   ของที่จะขาย? หรือว่า?

   แม่นแล้ว คนที่กิลเบิร์ตติดต่อจะเอาของจากอาทีเรียไปขายนั้นก็คือวิลเลียม เหตุเพราะกลุ่มดาวไกเซอร์นั้นได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มดาวโคตรมหาเศรษฐี พวกเขาทำการค้ามาแต่โบราณ แลกเปลี่ยนศิลปวิทยาความรู้จนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักปราชญ์ราชบัณฑิต ร่ำรวยทั้งเงินทองและความรู้ สหพันธ์ดาวเคราะห์แม้ไม่ชอบใจพวกเขา แต่ยังต้องเกรงใจเสียหลายส่วน นี่ก็คือขั้วอำนาจสำคัญหนึ่งในจักรวาลที่กว้างใหญ่แห่งนี้

   การที่กลุ่มดาวไกเซอร์จะคบหาใคร นั่นหมายถึงคนผู้นั้นย่อมต้องมีความพิเศษสุดๆจนพวกเขาให้การยอมรับจริงๆ

   แต่ตอนนี้ ดยุคแห่งเดวอนเชีย ชายาท่านเจ้าอาณานิคมแห่งอาทีเรียกลับสามารถเชิญสุลต่านของกลุ่มดาวฤตยูนั่นมาทำการค้าถึงบ้านได้ นี่ย่อมเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วราชสำนักแม้แต่ในตลาดย่านร้านค้า แต่แน่นอนว่าเพราะพฤติกรรมที่ไม่ค่อยงามของวิลเลียมย่อมถูกลือกันหนาหูไปทางเสียๆหายๆ ไม่ทันข้ามวันผู้คนก็ลือกันว่าสุลต่านผู้นี้เป็นเจ้าคนเสเพลตัวฉกาจข้ามฟ้าข้ามแดนมาเพื่อจะมาขอกิลเบิร์ตที่เป็นอดีตคนรักแต่งงาน ไอ้เรื่องค้าขายก็แค่ข้ออ้างเท่านั้น!

   ฝ่ายกิลเบิร์ตเขาย่อมปวดหัวอย่างยิ่ง การมาของวิลเลียมนั้นเรียกได้ว่าไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย ยามนี้ผู้คนเล่าลือแต่เรื่องโกหก ซึ่งข่าวพวกนี้ดันแพร่ไปไวมากราวกับมีคนช่วยโหมกระพือข่าวลือ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิด แต่กลับกลายเป็นจำเลยสังคมอีกแล้ว ทว่า ใครจะว่าอะไรนั้นเขาสามารถเพิกเฉยได้ แต่หากลุดวิกไม่สบายใจ นั่นกลับทำให้เขาพลอยรู้สึกผิดไปด้วย

   ในคืนนั้นหลังจากจัดแจงที่พักให้วิลเลียมแล้ว กิลเบิร์ตก็นั่งรถกลับบ้านกับลุดวิก ตลอดทางลุดวิกไม่พูดไม่จาตีหน้าขมึงทึงจนกิลเบิร์ตนึกปวดหัวตุ้บๆ เขารู้สึกว่าตั้งแต่ตอนที่วิลเลียมมาปรากฏตัวลุดวิกก็มีท่าทีไม่ดีมาตลอด ซึ่งเขาก็รู้อยู่เต็มอกแหละว่าเพราะอะไร

“นี่ คุณโกรธหรือ” กิลเบิร์ตถามออกไปตรงๆ ถ้าลุดวิกจะโกรธก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้วเช่นกัน ทว่า ลุดวิกกลับไม่ตอบตรงๆ แต่บ่ายเบี่ยงไปถามเรื่องอื่นแทน

“กับสองคนนั้นคบกันมานานแล้วรึ” ลุดวิกถามเรียบๆไม่แสดงอารมณ์ เดิมทีเขาไม่คิดก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของภรรยาหากไม่จำเป็น แต่ตอนนี้มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแล้วย่อมจะทำเป็นละเลยไม่ได้ เหมือนว่ากิลเบิร์ตเองก็เข้าใจดี เขารู้ว่าไม่สมควรจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องเฉพาะตัวอีกต่อไป

“ตอนที่ฉันอายุประมาณยี่สิบมีเหตุบังเอิญได้พบสองคนนั่น ฉันไม่รู้มาก่อนว่าบิลลี่เป็นอัยการผู้ช่วยของสหพันธ์และไม่รู้ว่าวิลเลียมเป็นว่าที่สุลต่านของไกเซอร์ ฉันเองก็ไม่ได้บอกพวกเขาว่าฉัน เอ่อ...เป็นภรรยาของเฟรเดอริค พวกเราก็เลยเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนนั้น” กิลเบิร์ตละเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสามคนออกไป บอกเฉพาะข้อความที่สำคัญ แต่ก็ทำให้คนฟังเข้าใจได้ว่ามิตรภาพนี้น่าจะแน่นแฟ้นมากพอสมควร รู้จักกันแบบใสๆ และคบหากันมานานถึงตอนนี้ “ฉันรู้ว่าคนในกลุ่มดาวไกเซอร์ชอบของโบราณต่างวัฒนธรรม เลยเทเลคอนเฟอเร้นคุยกับเขาเพื่อให้ส่งคนมาคัดแยกของประมูลขาย พวกเขาซื่อตรงกับการค้าและประมูลของให้ราคาสูง เป็นพวกที่น่าทำการค้าด้วยที่สุด แต่นึกไม่ถึงว่าวิลเลียม...จะมาเอง”

“หึ ดูจะรักกันมากจนต้องมาเองเลยสินะ” ฝ่ายคุณสามีพูดตัดบทขึ้น

“!”

“หรือว่านายวิลเลียมคนนั้นต้องการขอเธอแต่งงานจริงๆกันล่ะ” ในตอนที่ลุดวิกพูดขึ้นมาแบบนั้นกิลเบิร์ตกลับรู้สึกหนักอึ้งในอกทันที เขามองใบหน้าด้านข้างของสามีที่ยามนี้ถมึงทึงอย่างยิ่ง แม้จะเข้าใจว่าวิลเลียมทำไม่ถูกต้อง พูดจาไม่ดี แต่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ทำไมลุดวิกถึงมาทำแบบนี้กับเขาเล่า “กิล?”

   ลุดวิกที่พลั้งเผลอหลุดอากัปกิริยาไม่งามของตนเองนิ่งไปเช่นกันเมื่อกิลเบิร์ตไม่โต้ตอบอะไรเขาอีกอย่างผิดปกติวิสัย ตอนนี้ภรรยาขี้โวยวายคนนั้นนั่งเงียบคิ้วขมวดจนแทบชนกัน เมื่อเห็นแบบนั้นเขาถึงได้รู้ตัวว่าตนเองก็ทำเกินไปจริงๆ แต่ว่า ลุดวิกกลับยิ่งรู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรไม่ออก จะให้เขาแสดงออกอย่างไรกันล่ะ จู่ๆมีผู้ชายแปลกหน้ามาบอกให้ภรรยาหย่ากับเขาแล้วไปแต่งกับตัวเอง แถมผู้ชายคนนั้นยังเป็นเพื่อนรักของภรรยา ดูท่าทางรู้จักกันมานาน เข้ากันได้ดี หากวันนี้กิลเบิร์ตคิดจากไปจริงๆ เขาจะเอาอะไรมาสู้งั้นหรือ?

   สุดท้ายทันทีที่รถจอดหน้าประตูบ้าน กิลเบิร์ตกลับวิ่งลงรถไปแบบไม่รีรอ ทำเอาเบนจามินที่มารอรับถึงกับตกใจหน้าตื่น ในขณะที่ฟินน์กับเฟรเซียที่กลับบ้านมาก่อนและรอฟังข่าวอยู่ถึงกับตกใจผงะ โดยเฉพาะฟินน์ เขารู้มาจากพวกพี่ชายเอสเปอร์ผู้ติดตามของกิลเบิร์ตแล้วว่าเพื่อนของกิลเบิร์ตมาทำเรื่องงามหน้าไว้จนกลายเป็นข่าวลือเสียหาย มาถึงตอนนี้ยังมาเห็นตำตาว่าผู้มีพระคุณของเขาถึงกับไม่กล้าสู้หน้าสามี นี่มันคนสารเลวยุแยงให้ชีวิตครอบครัวชาวบ้านร้าวฉานชัดๆ!

“เจ้าคนชั่ว!” ฟินน์สบถ หากได้เจอหน้าผู้ชายเฮงซวยพรรค์นั้นสมควรชกให้หายแค้น!

   ทางฝ่ายกิลเบิร์ตรีบวิ่งขึ้นห้องนอน เขารู้สึกทนไม่ได้กับสถานการณ์อึดอัดระหว่างเขากับลุดวิก เขาเกลียดความรู้สึกนี้ เกลียดความรู้สึกที่เหมือนอีกฝ่ายกำลังจับผิดเขา แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับที่เฟรเดอริคเคยทำ หลังจากนี้ลุดวิกจะเคลือบแคลงในตัวเขา สงสัยในตัวเขาแล้วก็โยนเขาทิ้งเหมือนขยะใช่หรือไม่ สุดท้ายเขาก็เป็นแค่แมวไร้หัวนอนปลายเท้าที่ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิดสินะ!

“เห็นไหม สุดท้ายคุณก็เหมือนเขา” กิลเบิร์ตบ่นพึมพำกับตัวเองพลางล้มตัวลงนอนเอาใบหน้าซุกกับหมอน หัวใจเจ็บแปลบไปหมด แม้ลุดวิกจะขี้หงุดหงิด พูดจาใจร้าย แต่เขาไม่เคยแสดงท่าทีแบบนี้มาก่อน ไม่เคยผลักไสไล่ส่งกันทางสายตาถึงเพียงนี้
“คนบ้า! เจ้าถังขยะบ้า! ขอให้เน่าตายคาตรอก!”

   ทว่า เพราะเอาแต่ร้องไห้บ่นกระปอดกระแปดจนตาแดงก่ำจึงไม่ทันสังเกตว่าที่นอนนั้นยวบลงไป ใครอีกคนเข้ามากอดเขาไว้และทิ้งน้ำหนักลงบนเตียงด้วยกัน เสียงลมหายใจเป่ารดข้างหู และริมฝีปากนั้นขบเบาๆบนใบหูของเขา

“ฉันไม่เคยบอกหรือว่าถ้าจะเน่า ก็จะเน่าไปพร้อมกับเธอ” คำพูดนุ่มนวลแปลกประหลาดนั่นทำเอากิลเบิร์ตสะดุ้ง หากแต่อีกฝ่ายกลับยังกอดรัดเขาไม่ยอมปล่อยแม้จะถูกสะบัดแขนใส่ก็ตาม “ขอโทษนะ ฉันขอโทษหากว่าคำพูดของฉันทำให้เธอเสียใจ” ลุดวิกเอ่ยพลางจูบลงข้างแก้ม เขารู้ว่าตัวเองสมควรต้องขอโทษอย่างจริงจัง

“ใครเสียใจกัน หลงตัวเองไปแล้ว!” กิลเบิร์ตประชดแต่ก็เลิกขัดขืนอีกฝ่าย ยอมนอนนิ่งๆให้ลุดวิกกอด เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าผู้ชายคนนี้จะแก้ตัวว่าอะไร “คุณมันบ้า!”

“แต่ฉันหึงเธอ หึงมากนะ” ลุดวิกตัดบทโดยการยอมรับกับอีกฝ่ายตรงๆและจับใบหน้านั้นให้แหงนเงยขึ้นมามองสบตากันอีกครั้ง ดวงตาของกิลเบิร์ตแดงเรื่อเต็มไปด้วยน้ำตา เขาควรรู้ว่าเจ้าแมวเถื่อนตัวนี้อ่อนไหวกับท่าทีของเขามากแค่ไหน ต่อให้คนอื่นจะว่าอะไรกิลเบิร์ตอาจไม่สนใจได้ แต่กับท่าทีของเขาที่เป็นสามี นั่นคือสิ่งที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของกิลเบิร์ต

“จะมาสนใจอะไรกับคนแบบฉันกันล่ะ เดี๋ยวคุณก็จะหาว่าฉันนอกใจคุณแล้วก็เฉดหัวฉันทิ้งแล้วนี่!” คำพูดนั้นชัดเจนอย่างยิ่งว่าเจ้าแมวดำของลุดวิกนั้นก็เกิดอาการงอนขึ้นแล้วเช่นกัน อยู่ดีๆก็ถูกหาว่าจะนอกใจสามีแถมยังคบชู้กับเพื่อนตัวเอง หากเขาไม่โกรธบ้างนี่ก็นับว่าแปลกแล้ว “ไม่ต้องสนใจหรอก ท่านราชามีงานต้องทำมากมาย จะมาสนใจอะไรกับขยะแบบฉันกันเล่า!”

   วินาทีที่พูดถ้อยคำแบบนั้นออกไปกลับเป็นลุดวิกที่จับใบหน้าของกิลเบิร์ตให้หันมาและประกบจูบบดเบียนริมฝีปากลงบนผิวเนื้ออ่อนนุ่มช่างเจรจานั่น และนี่ย่อมไม่ใช่การจูบที่ปรานีปราศรัยแต่เป็นการรุกรานจุมพิตและสอดแทรกปลายลิ้นอย่างเอาเป็นเอาตายจนกิลเบิร์ตต้องใช้สองมือจับกระชากเสื้อของฝ่ายตรงข้ามไว้ เขารู้สึกว่าตนเองหายใจไม่ออกและกำลังถูกทำร้าย นี่คือการจูบด้วยความโกรธขึ้งไม่พอใจของลุดวิก

“อย่าพูดอะไรแบบนั้นอีก! เธอไม่มีวันเป็นขยะสำหรับฉัน!” ลุดวิกเอ่ยเฉียบขาดในขณะที่ดึงร่างนั้นเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน กอดไว้แน่นจนกิลเบิร์ตรู้สึกว่าได้ว่ามือของลุดวิกสั่นเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจ ทำไมลุดวิกถึงต้องหวั่นไหวกับคำพูดของเขาด้วย “ถ้าเธอเป็นขยะ ฉันก็เป็นถังขยะ จะไม่มีทางที่เธอจะถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังเด็ดขาด!”

“ลุดวิก...” กิลเบิร์ตจ้องอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกว่าดวงตาร้อนผ่าวจนต้องซุกใบหน้าลงในอ้อมอกของสามีเพื่อหลบหน้า เขาไม่อยากให้ลุดวิกเห็นว่าเขาอับอายมากแค่ไหนที่ตัวเองมีปฏิกิริยาแบบนี้ เขารู้ตัวว่าตนเองกำลังให้ความสำคัญกับผู้ชายคนนี้มากเกินไปเสียแล้ว “แต่คุณ คุณ...”

“ฉันผิดเองที่หึงไม่เข้าเรื่องเข้าราว ถ้าเธอบอกว่าวิลเลียมเป็นเพื่อนรัก งั้นเขาก็เป็นเพื่อนของเธอ ฉันไม่ควรสงสัยในมิตรภาพของพวกเธอ แต่เธอก็ต้องเข้าใจว่า ฉันเอง ก็เป็นผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง” เอ่ยอย่างสั่นไหวและยิ่งกอดภรรยาไว้ในอ้อมแขนแน่นหนา หากเป็นเมื่อหลายเดือนก่อนเขาย่อมนึกไม่ออกว่าตนเองจะบังเกิดความหวงในใครคนใดคนหนึ่งได้มากมายถึงเพียงนี้ แต่ว่าตอนนี้มันต่างไปแล้ว

   กับผู้ชายที่ชื่อเฟรเดอริคนั่นเขาเตือนตัวเองเสมอว่านั่นคืออดีตของกิลเบิร์ต เขาสามารถเพิกเฉยได้ แต่วิลเลียม หมอนั่นคือคนที่กิลเบิร์ตเรียกว่าเพื่อนและยอมกระทั่งให้หอมแก้มหน้าตาเฉย ทั้งยังติดต่อกันเป็นมิตรจนน่าริษยา แบบนี้แล้วจะให้เขาไม่ทุกข์ร้อนได้งั้นหรือ

“หากเธอเกิดคิดว่าเขาดีกว่าฉันแล้วไปกับเขา ฉันจะทำยังไงเล่า หัวใจที่ทุกข์ทรมานของฉัน เธอจะไม่รับรู้บ้างเลยหรือ” คำพูดหวานหูออดอ้อนแสนระทมทุกข์นั่นทำเอากิลเบิร์ตรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นคนผิดไปเสียทั้งหมด เป็นเขางั้นหรือที่ทำให้ลุดวิกรู้สึกแบบนี้ 

“ฉัน ฉันกับวิลเลียมไม่มีทางเป็นคนรักหรอก! นั่นก็แค่คำพูดหยอกของหมอนั่น!” กิลเบิร์ตรีบอธิบาย ระหว่างเขากับวิลเลียมไม่มีทางมีอะไรแบบนั้นเด็ดขาด!

“ถ้าเขาจริงจังล่ะ” ลุดวิกถามต่อ

“ลุดวิก...”

“ถ้าเขาเกิดรักเธอและขอเธอแต่งงานอย่างจริงจังล่ะ” ลุดวิกเอ่ยย้ำ ถึงตอนนี้กิลเบิร์ตเงยหน้าขึ้นจ้องใบหน้าของสามีตรงๆอีกครั้ง ใบหน้าของลุดวิกเหมือนจะแดงเรื่อขึ้นนิดๆ ท่าทางของเขาเหมือนคนที่กัดฟันพูดอะไรน่าอับอายออกมาอย่างผิดวิสัยทหารหาญ ที่จริงแล้วเขาคงไม่อยากพูดอะไรน่าอายเช่นนี้ แต่เป็นตัวกิลเบิร์ตที่บังคับให้เขาต้องพูด

   กิลเบิร์ตพลันรู้สึกว่าใบหน้าของตนเองร้อนวูบวาบ คนที่ทำให้ชายชาติทหารเช่นลุดวิกต้องพูดอะไรแบบนี้คือเขา คนที่ทำให้ลุดวิกต้องเสียใจและรู้สึกไม่มั่นคง ก็คือเขา นี่ก็คือความผิดของเขา เป็นเขาที่ต้องรับผิดชอบในตัวของลุดวิก นี่มัน...ช่างทำให้หัวใจพองโตได้จริงๆ

เมื่อคิดดังนั้น กิลเบิร์ตพลันใช้แขนทั้งสองข้างโอบคล้องศีรษะของสามีและเผยอขึ้นจุมพิตที่หน้าผากและไล่ลงมายังเปลือกตาและข้างแก้ม สัมผัสนั้นบางเบาเนิบนาบ แต่นับเป็นครั้งแรกที่กิลเบิร์ตแสดงท่าทีแบบนี้จนทำเอาลุดวิกเกร็งไปหลายวินาที ภรรยาของเขากำลังเป็นฝ่ายเริ่มเกมงั้นหรือ?

“ฉันเป็นภรรยาของคุณแล้วนะ จะไปแต่งงานกับคนอื่นได้ยังไง”

“กิล...”

“เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยสิ พ่อหนุ่ม! ว่าพลางฉีกยิ้มที่ทำเอาลุดวิกหัวใจเต้นโครมครามขึ้นมาในบัดดล ความเศร้าเสียใจน้อยใจทั้งหลายทั้งมวลมลายหายสูญเหลือเพียงความรู้สึกที่อยากจะกอดถนอมคนตรงหน้าเอาไว้ทั้งวันทั้งคืน สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับพวกเขาก็คือการเปิดอกพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น

“ฉันเชื่อมั่นว่าตัวเองจะทำให้เธอลืมทุกคนที่เข้ามาหว่านเสน่ห์ใส่เธอได้” ลุดวิกคลี่ยิ้มพลางกอดกระชับอีกฝ่ายก่อนจะล้มลงบนเตียงไปด้วยกัน ใบหน้าห่างกันเพียงคืบ ในขณะที่ร่างกายแทบจะกอดกระหวัดกันเป็นเนื้อเดียว

“เอ๋! แล้วต้องทำแบบไหนเหรอ? ว่าไง บอกฉันหน่อยสิ พ่อหนุ่ม” เจ้าแมวดำตัวร้ายคลี่ยิ้มหยอกเย้าจนคนมองรู้สึกว่าน่าตีอย่างยิ่ง เขาอยากตีกันเจ้าแมวตัวนี้สักหลายครั้งเสียแล้ว

“อยากรู้จริงๆน่ะหรือ” หัวเราะในลำคอและจูบลงบนริมฝีปากช่างพูดจานั่นและค่อยๆเลื่อนปลายนิ้วลงมายังสาบเสื้อของอีกฝ่าย เพียงแต่ว่าก่อนที่จะเลยเถิดไปมากกว่านั้นลุดวิกพลันรู้สึกอยากบอกบางสิ่ง บางสิ่งที่เขาควรทำให้กิลเบิร์ตมั่นใจในตัวของเขา
“ฉันรักเธอนะ”

“!”

“เพราะว่ารักเธอ ถึงได้หึงหวงไงล่ะ” เอ่ยอย่างหนักแน่นและจูบลงบนริมฝีปากที่เขาชมชอบรักใคร่ เพราะเป็นเธอจึงสอนให้ฉันรู้ว่าความหึงหวงเป็นเช่นใด

   แมวดำตัวร้ายตัวนี้ เป็นของเขาเท่านั้น


จบตอน

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
แอบหวั่นว่าจะมีมาม่า แต่ค่อยยังชั่วที่ไม่มี แถมหวานกันตินท้ายด้วยอิอิ :katai5:

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
ตอนที่ ๒๗
กลลวงปฏิวัติ

   หลังจากวันที่แสนสับสนวุ่นวายก็ผ่านมาสัปดาห์หนึ่งแล้ว เช้านี้กิลเบิร์ตสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาก็เห็นแสงแดดเริ่มสาดเข้ามาในห้องนอนรำไร เขาย่อมคิดจะลุกจากที่นอนเพื่อไปจัดการธุระปะปังเรื่องการซื้อขายกับวิลเลียมให้เรียบร้อย แต่ครั้นพอขยับตัวกลับรู้ว่าถูกแขนของสามีโอบกอดรั้งไว้จากด้านหลัง ดังนั้นหากคิดขยับคงต้องถีบใครบางคนตกเตียงเสียก่อน ที่นอนตั้งเยอะแยะทำไมต้องมากอดกันกลมอยู่กลางเตียงแบบนี้! แต่ขืนทำแบบนั้นลุดวิกอาจจะอารมณ์เสียจนไม่ยอมปล่อยเขาลุกแทน นี่ช่างเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงจริงๆ!

“เช้าแล้วนะ คุณตื่นเถอะ วันนี้ยังมีงานอีกเยอะไม่ใช่หรือ” กิลเบิร์ตพยายามขยับตัวให้สัญญาณ แต่ครั้นพอจะขยับแรงกอดกลับมากขึ้น แม่นแล้วว่าไอ้คุณสามีคนนี้เจตนาจะอู้ “นี่! อยากให้ฉันถูกหาว่าเป็นภรรยาถ่วงความเจริญของคุณหรือไง! ลุกได้แล้ว!” ว่าพลางใช้ข้อศอกดันลำตัวอีกฝ่าย แต่ลุดวิกกลับพลิกตัวขยับ ในตอนนั้นเองที่เขากลับมาเป็นฝ่ายกดร่างของกิลเบิร์ตจมลงกับเตียงแทน

“อรุณสวัสดิ์ กิล” คุณสามีฉีกยิ้มหวานในยามเช้าก่อนจะจูบลงที่ข้างแก้มอีกฝ่ายพลางใช้จมูกดุนคลอเคลียด้วยความรักใคร่จนคนถูกกอดรู้สึกเขินแทน นับแต่วันที่ทะเลาะกันผ่านมาสัปดาห์หนึ่ง ลุดวิกก็แสดงท่าทีออดอ้อนเช่นนี้อยู่ทุกเช้าจนกิลเบิร์ตสับสนว่าเขาเกิดเป็นอะไรขึ้นมา นี่คือช็อคที่เขาบีบน้ำตาใส่จนเพี้ยนไปเลยหรือไง! “นี่ จูบรับอรุณล่ะคุณภรรยา”

“จูบพ่อคุณสิ! นี่เช้าแล้วนะ ไปทำงานเถอะ!” โวยวายไปตามเรื่อง แต่ก็ถูกขโมยจูบบนริมฝีปากไปอีกครั้ง ลุดวิกไม่รีรอที่จะแสดงความรักต่อภรรยาของเขา และไม่ฟังเสียงด้วยว่าอีกฝ่ายจะบ่นกระปอดกระแปดเป็นแมวง่วงนอนขนาดไหน ไม่สิ แมวตัวนี้เป็นฝ่ายข่วนให้เขาตื่นมาเองนี่นา ช่างเป็นภรรยาที่ขยันขันแข็งเอาการเอางานจริงๆ

   จะว่าไปตั้งแต่คืนแรกที่อยู่ด้วยกัน กิลเบิร์ตก็มักจะเป็นฝ่ายตื่นก่อนเขาบ่อยครั้ง นี่ต้องเป็นสัญชาตญาณความเอาการเอางานของอดีตท่านนายพลแห่งเทสล่าแน่ๆ

“ไปอาบน้ำด้วยกันนะ ฉันจะช่วยเธอทำความสะอาดร่างกาย” ว่าแล้วก็จัดการลุกขึ้นยืนและอุ้มภรรยาที่กำลังช็อคหนักขึ้นเต็มสองแขน แน่ล่ะว่ากิลเบิร์ตพยายามจะดิ้นให้หลุด แต่ก็กลัวจะตกลงมากระแทกพื้น สุดท้ายจำยอมต้องกอดคอสามีปล่อยเลยตามเลย
“อย่าดิ้นเลย ฉันสัญญาว่าจะแค่อาบน้ำให้ ไม่ทำอย่างอื่นหรอก เวลามันไม่พอน่ะ” จูบฟอดที่ต้นคออีกครั้งและดูจะเคลิบเคลิ้มหนักมาก หารู้ไม่ว่าคำพูดส่อเจตนาแบบนั้นทำเอาฝ่ายตรงข้ามได้แต่เบ้หน้า

   กิลเบิร์ตรู้สึกว่า สามีของเขาอาการหนักมากขึ้นทุกที! นี่ติดสัดเรอะ!!

   สุดท้ายลุดวิกจัดการอาบน้ำสระผมให้ ทั้งยังมีแก่ใจมาเป่าผมหวีผมให้อีกต่างหาก กิลเบิร์ตรู้สึกว่าหมอนี่ชักจะเห็นเขาเป็นแมวไปจริงๆเข้าทุกที ไม่ใช่ว่ากำลังนึกว่าตัวเองกำลังอาบน้ำเป่าขนให้แมวอยู่หรอกนะ นี่กะเป่าให้ขนฟูฟ่องเลยหรือไง!

“นี่ ช่วงนี้คุณเป็นอะไรรึเปล่า ตัวร้อนไม่สบายรึเปล่า” อดถามไม่ได้ แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มหวานโปรยเสน่ห์ก่อนจะหัวเราะขึ้นเบาๆอย่างไม่ถือสาหาความ เล่นบทเป็นคุณผู้ชายที่ใจกว้างแสนโอบอ้อมอารี

“ฉันกำลังเอาอกเอาใจภรรยา เผื่อว่าภรรยาของฉันจะบอกรักฉันบ้างไง” พูดเรื่องหน้าไม่อายหน้าตาเฉยพลางใช้หวีค่อยๆแปรงเส้นผมและจูบที่ปลายผมของอีกฝ่าย เขารู้สึกว่าผมของกิลเบิร์ตยาวขึ้นเล็กน้อยแล้ว “ว่าไง เธอตกหลุมรักฉันหรือยัง”

“ไม่ใช่ว่าฉันบอกไปแล้วว่าฉันเป็นภรรยาของคุณหรือ” เถียงกลับ ก็อุตส่าห์พูดไปแล้วว่าไม่มีทางนอกใจเพราะเป็นสามีภรรยากันแล้วแท้ๆ นี่ยังจะเอาอะไรอีก!

“เป็นสามีภรรยากับเป็นคนรักเป็นคนละเรื่อง” ลุดวิกตอบพลางย่อกายลงและจ้องมองดวงตาสีรัตติกาลใสแจ๋วของเจ้าแมวดำแสนดื้อของเขา “เธอไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนหรือ”

   สามีภรรยากับคนรัก?

“เออะ...” คำพูดของลุดวิกเหมือนจะช่วยทำให้กิลเบิร์ตพอจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง แท้ที่จริงที่ลุดวิกต้องการคือ...การบอกรักงั้นหรือ?

   ว่ากันตามตรงกิลเบิร์ตนึกไม่ออกว่าอดีตสามีเคยบอกรักเขาครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เหมือนว่ามันนานมากแล้วจนจำไม่ได้ แม้เขามีความคิดเสมอมาว่าเมื่อเป็นสามีภรรยาก็ต้องมีความรักปรารถนาดีและความซื่อสัตย์แก่กัน แต่หากถามว่านั่นเป็นแบบเดียวกับสิ่งที่เรียกว่าคนรักหรือไม่นั้น...เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

   ลุดวิกทำให้เขาหัวใจเต้นแปลกๆ ทำให้เขารู้สึกน้อยใจ ดีใจ และสับสนเหมือนคนงี่เง่า ทำให้เขาได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่สดใหม่หลายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับเฟรเดอริค ตอนที่เฟรเดอริคขอแต่งงาน เขายังอายุน้อยมาก รู้แต่ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่จะดูแลเขา เป็นคนที่สำคัญ เพราะแบบนั้นไม่ว่าอะไรก็ให้ได้ทุกอย่าง นับประสาอะไรกับการแต่งงาน แต่ว่า นั่นเป็นแบบเดียวกับความรักของหนุ่มสาวหรือเปล่า?

   เป็นแบบเดียวกับคำว่ารัก ที่ลุดวิกบอกกับเขาในคืนนั้นหรือเปล่า?

“นี่ คุณ เอ่อ รักอะไรฉันน่ะ ฉันน่ะขี้โวยวาย เจ้าเล่ห์ นิสัยไม่ดี มีความลับเยอะแยะปกปิดไม่ยอมบอกคุณ คบหาคนแปลกๆเพี้ยนๆ มีคดีติดตัวถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แถมยังเป็นคนที่เคยแต่งงานมาแล้ว อดีตอะไรก็จำไม่ได้ ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ ฉันคิดแทบตาย ฉันยังนึกไม่ออกเลยว่าตัวฉันมีอะไรให้สมควรรัก” กิลเบิร์ตถามตรงไปตรงมา แม้เขาจะกลัวว่าลุดวิกยิ่งฟังก็จะยิ่งหงุดหงิดแล้วก็คิดได้จนทิ้งเขา แต่เขาก็ไม่ต้องการความสงสาร ไม่ต้องการแค่ความรับผิดชอบ “คุณเก็บฉันได้ คุณช่วยชีวิตฉัน คุณรับผิดชอบฉันถึงขนาดให้เป็นภรรยา แต่ว่า...”

“เพราะตอนนี้ฉันรู้ตัวแล้วว่ารักเธอ” พูดมาเสียยืดยาว แต่ลุดวิกกลับตอบสั้นอย่างยิ่ง สั้นจนกิลเบิร์ตอดโวยขึ้นมาอีกไม่ได้ เจ้ากระโถนใบนี้มันจะมักง่ายเกินไปแล้ว!

“เดี๋ยวสิ!”

“นี่กิล การรัก ไม่ต้องการเหตุผลมากมายปานนั้นหรอก” ลุดวิกตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน วิสัยผู้ชายเช่นเขาย่อมไม่ใช่คนอ้อมค้อม เมื่อรู้สึกหึงหวงก็เข้าใจทันทีว่าตัวเองรักคนๆนี้เข้าแล้ว การพยายามปากหนักเล่นตัวไม่ใช่นิสัยที่ลูกผู้ชายคนจริงพึงกระทำ เขาไม่ต้องการสูญเสียสิ่งที่สำคัญไปเพียงเพราะตัวเองยึดถือศักดิ์ศรีไร้สาระ “แต่ถ้าหากเธออยากรู้ ฉันคิดว่า เพราะเธอน่ารักมาก”

“หา!” กิลเบิร์ตหน้าแดงขึ้นทันที อายุปูนนี้แล้วจู่ๆมีคนมาบอกว่าเขาน่ารักมาก อีแบบนี้จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง ดีที่ลุดวิกจับมือเขาไว้ไม่งั้นคงหงายหลังตกเก้าอี้ไปแล้ว “คนนะไม่ใช่แมว จะได้มาน่าร้งน่ารักอะไร!!”

   ท่าทีแบบนั้นกลับทำให้ลุดวิกยิ่งหัวเราะใส่ เขาจูบขมับของกิลเบิร์ตเบาๆก่อนจะหยัดกายขึ้นบ้าง ดวงตาหวานซึ้งมองภรรยาที่ยังอยู่ในอาการงงงวยสุดกู่ แล้วก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ

“ตอนนี้เธอยังไม่พร้อมหรือไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ไว้ถึงตอนที่เธอต้องการพูด ฉันก็จะรอฟัง เพียงแต่ว่า ฉันจะไม่ปล่อยเธอไปจากฉัน เข้าใจนะ” พูดคำพูดสุดแสนจะเผด็จการแต่กลับยิ้มเสียหวานเชื่อมโปรยเสน่ห์เป็นว่าเล่นจนกิลเบิร์ตรู้สึกว่าเขากำลังถูกผู้ชายคนนี้ยั่วยวนใส่ นี่ลุดวิกจนตรอกถึงขนาดต้องยั่วภรรยาตัวเองแล้วหรือ?

   นี่ลุดวิก...ถึงขนาดยั่วเขาเลยเรอะ?

“เจ้ากระโถนเผด็จการ!”

   นั่นแหละ ยังไงกิลเบิร์ตก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี

   ทว่า ในตอนที่พวกเขากำลังโต้แย้งกันเล็กๆน้อยๆนั่นเองที่เบนจามินรุดขึ้นมาเคาะประตูห้อง ตรงจุดนี้กลับทำให้ทั้งลุดวิกและกิลเบิร์ตตกใจ แต่ไหนแต่ไรเบนจามินไม่เคยขึ้นมาก้าวก่ายห้องส่วนตัวของพวกเขา ทั้งนี่ก็ยังเช้ามาก ไม่มีสาเหตุอะไรเลยที่เบนจามินจะมาอยู่ที่นี่ หากจะมีนั่นย่อมต้องเป็นเรื่องสำคัญ แล้วต้องเป็นเรื่องสำคัญขนาดไหนกันเล่าที่ทำให้เขาต้องร้อนรนขนาดนี้

“เกิดอะไรขึ้น” ลุดวิกเปิดประตูห้องออกไปก็เห็นเบนจามินส่งเครื่องฉายภาพสามมิติขนาดเล็กให้เขา ลุดวิกรับมันมาและกดเปิดในทันที ภาพของนิโคลัสฉายขึ้นมา นี่เป็นการบันทึกภาพและเสียงเท่านั้น ตัวจริงไม่ได้ปรากฏอยู่ดังนั้นจึงไม่อาจโต้ตอบกันได้

   ภาพสามมิติของนิโคลัสกำลังเริ่มต้นรายงาน

“เรียนฝ่าบาท เช้านี้พวกเราได้รับแจ้งข่าวร้ายมาจากเมืองโคล์ว เจ้าหน้าที่ที่นั่นรายงานว่า เมื่อคืน เจ้าชายอ๊อตโต้ได้ลงมือสังหาร เอ่อ...คาร์ล เออร์เนส ตอนนี้ คาร์ลเสียชีวิตแล้วครับ ท่านประธานรัฐสภาลูคัสกำลังรอปรึกษากับท่านอยู่ที่พระราชวัง”

   สิ้นคำรายงานทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถึงกับอึ้งไป ลุดวิกแทบไม่เชื่อหูว่าพี่ชายของเขาจะลงมือสังหารคาร์ลที่เป็นคนรักของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาร์ล หมอนั่น...เป็นเพื่อนของเขา

“ลุดวิก” กิลเบิร์ตเข้ามาประคองสามีจากด้านหลัง แม้ลุดวิกจะแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทั้งกิลเบิร์ตและเบนจามินทราบเรื่องราวของสองคนนี่ดี คาร์ลเป็นเพื่อนของลุดวิกตั้งแต่เด็ก พวกเขาแม้สุดท้ายทรยศหักหลังต่างจุดยืน แต่ลุดวิกย่อมไม่มีวันปรารถนาให้เพื่อนของตนเองตาย เขาคิดว่าอย่างน้อยการส่งคาร์ลไปอยู่กับเจ้าชายอ๊อตโต้ก็น่าจะทำให้คาร์ลพอใจในระดับหนึ่ง แต่ว่ากลับกลายเป็นว่าตอนนี้การตัดสินใจของเขา คือสิ่งที่ฆ่าคาร์ลงั้นรึ?

   เขา...ฆ่าคาร์ลงั้นหรือ

“ฉัน เอ่อ ไม่เป็นไร” ลุดวิกตอบเบาๆ พลางสั่งให้เบนจามินไปเตรียมคนขับรถ เช้านี้เขารู้ตัวว่าตนเองมีสภาพจิตไม่พร้อม เขาต้องการคนขับไปส่งเขากับกิลเบิร์ตที่พระราชวัง เบนจามินแม้จะห่วงเจ้านายแต่ก็รู้ว่าไม่อยู่ในสถานะที่จะปลอบได้จึงได้แต่ขอตัว
สุดท้ายเหลือแต่กิลเบิร์ตที่ยังกอดแขนลุดวิกไว้แน่น กิลเบิร์ตมีเพื่อนรัก และเขารู้ดีว่าหากต้องสูญเสียเพื่อนสนิทไปมันจะเจ็บปวดแค่ไหน ยิ่งคนๆนั้นสำหรับลุดวิกแทบจะถือเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวด้วย

“นี่ นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณนะ” กิลเบิร์ตเอ่ยขึ้นยามที่ได้เห็นสีหน้าซีดเผือดของลุดวิก สีหน้าเช่นนี้ไม่มีทางบอกว่ารู้สึกดีไปได้ แน่นอนว่าคำพูดนั้นทำให้สามีของเขาสะดุ้งเล็กน้อยราวกับถูกอ่านความนัยใจ “คุณปรารถนาดีกับคาร์ล คุณทำเพื่อเขา ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเป็นแบบนี้”

   ลุดวิกยังไม่ตอบอะไร เขาเพียงแต่ใช้มือลูบศีรษะของกิลเบิร์ตและจูบเบาๆที่ขมับ คำพูดของคนที่เขารักในยามที่ทุกสิ่งกำลังสับสน นี่ช่างเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจโดยแท้ แต่กระนั้นลุดวิกกลับไม่คิดจะแสดงความอ่อนแอออกมา แน่ล่ะ เขาเสียใจเรื่องคาร์ล แต่ยามนี้เขาทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้ร้องไห้ให้กับการกระทำที่ผ่านไปแล้วของตนเอง คาร์ลก็ไม่ฟื้นขึ้นมา สิ่งที่จำเป็นยามนี้คือสืบสาวราวเรื่องที่มาของโศกนาฏกรรมนี้ต่างหาก เกิดอะไรขึ้น ทำไมพี่ชายเขาต้องฆ่าคนรักของตัวเอง ฆ่าคนที่ทรยศ
ทุกสิ่งเพื่อตัวเอง!

“คืนนี้ฉันอาจต้องไปโคล์ว และอาจต้องพักที่นั่น ฉันจะให้พวกเอสเปอร์มาดูแลเธอ ถ้ายังไงเธอไปพักที่วังกับอัยการบิลลี่ดีกว่านะ” ลุดวิกแนะนำเช่นนั้น เหตุเพราะหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เกิดกระแสข่าวลือเรื่องพฤติกรรมเสียหายของกิลเบิร์ต มีคนเอาใบปลิวไปแจกจ่ายกล่าวหาเขาหลายอย่างซึ่งก็เป็นเรื่องเดิมๆ แต่เพราะคราวนี้มีเรื่องของวิลเลียมเข้ามาพัวพันจึงทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นเป็นวงกว้าง

   จากเรื่องที่เกิดขึ้น พวกขุนนางที่เคยถือหางเจ้าชายอ๊อตโต้ไม่มีทางเป็นผู้บริสุทธิ์ สายข่าวของนิโคลัสรายงานว่าพวกนี้เองที่อยู่เบื้องหลังการกระพือข่าวลือร้ายกาจให้ร้ายกิลเบิร์ต และเชื่อว่าพวกเขาลักลอบติดต่อกับพวกเจ้าชายอ๊อตโต้กับตระกูลเกอเจ้นที่โคล์ว เพื่อจะสร้างสถานการณ์ให้เกิดการรัฐประหาร หรือไม่ก็ให้ลุดวิกปลดกิลเบิร์ตจากตำแหน่งภรรยาเอก

   ในขณะที่กำลังมีข่าวลือแบบนี้ เจ้าชายชายอ๊อตโต้กลับสังหารคาร์ล ไม่ต้องคิดมากก็รู้ว่าต้องเกี่ยวพันกันไม่มากก็น้อย และย่อมเป็นเหตุผลที่ดีที่จะชักจูงให้พวกลุดวิกต้องออกจากเมืองหลวงเพื่อสืบสวนการฆาตกรรมของอดีตเชื้อพระวงศ์ ทั้งลุดวิกในฐานะราชา ทั้งลูคัสในฐานะประธานรัฐสภา ทั้งนิโคลัสที่เป็นนายพลของกองทัพเวลานี้ งั้นแล้วคนที่มีอำนาจสูงสุดในเมืองหลวงตอนนี้ กลับกลายเป็นกิลเบิร์ตในฐานะชายางั้นหรือ?

   เรื่องนี้มีลับลมคมนัยแล้ว

“พาพวกเอสเปอร์ไปด้วยเถอะ ฉันสังหรณ์ใจไม่ดี ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อคุณ แต่ฉันยังมีฟินน์กับเฟรเซีย มีบิลลี่กับวิลเลียม พวกเขาทกคนพึ่งพาได้นะ คุณต้องเดินทาง มันอันตราย” กิลเบิร์ตเกาะแขนสามีแน่นพลางเงยหน้าจ้องอีกฝ่ายเอ่ยเต็มปากเต็มคำ เขาเองก็มองสถานการณ์ได้ปรุโปร่งเช่นกัน เพียงแต่ว่าเขาย่อมห่วงใยความปลอดภัยของลุดวิกยิ่งกว่าตัวเอง สำหรับตัวเขานั้นการได้ชื่อว่าเป็นเอสเปอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นข้ออ้างที่ดีที่จะทำให้ลุดวิกยอมจำนน “อย่าลืมว่า ฉันเก่งมากนะ เก่งสุดๆไปเลย แล้วก็นี่สำคัญมาก หากคุณเป็นอะไรไป อาทีเรียก็จบสิ้นกันพอดี”

“หากเธอเป็นอะไรไป ฉันก็จบสิ้นเช่นกัน”

“!” กิลเบิร์ตแทบไม่เชื่อหูว่าอีกฝ่ายจะยังเอ่ยอะไรหวานแบบนี้ในช่วงเวลาน่าสิ่วน่าขวาน หากแต่นัยน์ตาอ่อนโยนของลุดวิกย่อมไม่โกหก เขามีความหมายเช่นที่พูดจริงๆ นี่ไม่ใช่แค่คำหวานหู แต่เป็นความจริงใจ “ฉัน เอ่อ...”

“ฉันเชื่อเธอ และจะทำตามที่เธอขอ แต่เธอก็ต้องดูแลตัวเองมากๆด้วย เข้าใจไหม” กอดภรรยาเข้ามาแนบอกและวอนขอ เขาไม่อาจพูดได้ว่าอยากให้กิลเบิร์ตไปด้วยกัน เพราะถ้าทำแบบนั้นกิลเบิร์ตมีแต่จะปฏิเสธ เวลาแบบนี้จะให้ทิ้งเมืองหลวงไปกันหมด นั่นย่อมเป็นความคิดของคนโง่โดยแท้

   และภรรยาของเขาย่อมไม่ใช่คนโง่ ทั้งยังไม่ใช่คนอ่อนแอ

   เช้านั้นกิลเบิร์ตเดินทางไปที่พระราชวังพร้อมกับลุดวิก หลังจากการประชุมที่ตึงเครียดพอตกช่วงสายลุดวิกพร้อมกับลูคัสและนิโคลัสก็จำต้องออกเดินทางไปโคล์วพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่ง ส่วนกิลเบิร์ตได้รับมอบหมายให้ดูแลพระราชวังและนครหลวง เขาในตอนนี้กลับพบว่าตัวเองเข้าสู่สถานการณ์หนักอึ้งอีกครั้ง

“ดวงของนายนี่มีเคราะห์เพราะสามีจริงๆนะ” เจ้าของวาทะน่ารำคาญนั่นจะเป็นใครไปได้หากไม่วิลเลียมที่กำลังนั่งดื่มชาพลางประมูลราคาสินค้าไปด้วย

พวกเขาสามคน กิลเบิร์ต บิลลี่ และวิลเลียม ตอนนี้นั่งอยู่ในห้องรับรองส่วนตัวในวัง ส่วนบรรดาคนรับใช้นั้นหากไม่ได้รับอนุญาตย่อมห้ามเข้ามาโดยเด็ดขาด

“ฉันมีเคราะห์เพราะนายต่างหาก!” กิลเบิร์ตกอดอกปรายตามองเพื่อนรักอย่างชังน้ำหน้า ตอนนี้วิลเลียมเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าแบบปกติของอาทีเรีย เป็นชุดสูทหางยาวสีดำตามธรรมเนียม ไม่อาจปฏิเสธว่าเขาดูหล่อเหลารูปงามจนทั้งหญิงทั้งชายมองกันเป็นตาเดียว แต่นั่นจะไม่วุ่นวายเลยหากในวันแรกที่มาถึงวิลเลียมจะไม่ใส่ไฟจนเขาเดือดร้อนไปด้วย

“แต่นั่นก็ทำให้คุณสามีคนใหม่ยอมบอกรักนายนะ ฉันถือว่าฉันทำความชอบหรอก” วิลเลียมบอก อันที่จริงเช้าวันที่สองที่เกิดเรื่อง กิลเบิร์ตก็มาชี้หน้าด่าเขาแล้ว แต่พอซักไปซักมากลับได้ความว่าคุณสามีนั้นหึงหวงจัด และจบลงที่การบอกรักในค่ำคืนที่สุดจะเร่าร้อน “ถ้าไม่หึงเลยสักนิด ฉันก็คิดจะพานายกลับไปด้วยกันทันทีนั่นแหละ”

“!”

“ผู้ชายที่ไม่หือไม่อือกับคนที่มาก้อร่อก้อติกภรรยาตัวเอง แล้วยังไม่ปกป้องภรรยาตัวเองหากถูกใส่ร้าย ผู้ชายพรรค์นั้นสมควรถูกเขี่ยทิ้งได้แล้ว” เขาเอ่ยต่อ คำพูดนั่นชัดเจนว่าที่จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร

   ต่อให้เป็นคนที่หัวช้าเรื่องรักๆใคร่ๆแบบบิลลี่ยังเข้าใจได้ว่าเจตนาที่แท้จริงของวิลเลียมคืออะไร ตั้งแต่ที่วิลเลียมได้ยินข่าวเรื่องการหย่าของกิลเบิร์ตกับเฟรเดอริค และการที่เฟรเดอริคไม่ปกป้องภรรยาของตนเองที่ถูกว่าร้ายต่างๆนาๆ วิลเลียมก็นึกแช่งชักหักกระดูกคนที่ทำให้เพื่อนของเขาต้องสิ้นเนื้อประดาตัวขนาดนั้นอยู่แล้ว แต่พอกิลเบิร์ตติดต่อไปว่าเขาโชคดีมีคนเก็บได้แล้วรับเป็นภรรยา จนตอนนี้เป็นชายาของกษัตริย์แห่งอาทีเรีย เขาก็นึกสงสัย ผู้ชายคนใหม่ของกิลเบิร์ตจะเป็นแบบไอ้งั่งเฟรเดอริคหรือเปล่า กิลเบิร์ตจะตาถั่วเสียตัวให้ผู้ชายแล้งน้ำใจอีกหรือไม่ เพื่อนของเขาจะถูกหลอกจนสิ้นไร้ไม้ตอกอีกงั้นหรือ!

   พอยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ดังนั้นพอได้โอกาสมาอาทีเรีย เขาจึงเจตนายั่วให้ลุดวิกมีปฏิกิริยา

   หรือหากหึงแล้วทำตัวไร้สาระเป็นไอ้งั่ง เขาก็จะลักพาตัวกิลเบิร์ตกลับไปไกเซอร์!

“นายนี่ คิดมากจริงๆ” กิลเบิร์ตบอกพลางตบบ่าเพื่อนตัวเอง ถึงตอนนี้เขาเข้าใจความปรารถนาดีของวิลเลียมแล้ว คนๆนี้ก็ยังเหมือนเดิม คิดเพื่อคนอื่น ทำเพื่อคนอื่น ไม่สิ คำว่าคนอื่นที่ว่านั่นมีความหมายเฉพาะเจาะจงเฉพาะคนที่หมอนี่รักเท่านั้น เคราะห์ดีที่เขากับบิลลี่ได้รับความรักเหลือเฟือจากเจ้าคนใจร้ายคนนี้ “ตอนนี้ฉันสบายดีมากนะ ฉัน เอ่อ...คิดว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม” อย่างน้อยลุดวิก...คงไม่เบื่อเขาเร็วเกินไปใช่ไหม

“มันไม่ควรจะเหมือนเดิม” วิลเลียมเอ่ยพลางยืดแขนรั้งเพื่อนเข้ามากอดใกล้ๆพลางลูบที่ด้านหลังของศีรษะ ท่าทีรักใคร่เอ็นดูจนบิลลี่นั้นรู้สึกว่าเพื่อนสองคนนี่ออกจะแสดงความรักกันมากเกินไปหน่อย เกิดใครเห็นเข้าเดี๋ยวก็ซวยหรอกหนา!

   สุดท้ายบิลลี่เป็นฝ่ายจับแยกสองคนนั่นออกจากกัน ปากพร่ำพูดเหตุผลร้อยแปดพันเก้า แน่ล่ะท่าทีของสองคนนี่ทำให้เขานึกถึงตอนที่กิลเบิร์ตเลียหน้าเขาจนได้เรื่อง!

“เดี๋ยวสามีหมอนี่กลับมาก็โวยอีกหรอก นายนี่ทำอะไรประเจิดประเจ้อ!” บิลลี่โวยใส่วิลเลียมที่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ส่วนวิลเลียมแสยะยิ้มปรายตามองบิลลี่ราวกับจะบอกเป็นนัยๆว่าฉันรู้หรอกนะว่านายปิดอะไรไว้เป็นความลับ

“เจ้าหนุ่มเวอร์จิ้นคิดมากไปแล้ว ฉันล่ะสงสัยจริงๆว่านายอยู่รอดปลอดภัยมาป่านนี้โดยยังบริสุทธิ์ผุดผ่องได้ยังไง ว่าไง ตำแหน่งข้างๆฉันยังว่างนะ” ขยิบตาเจ้าเล่ห์แล้วคลอเคลียที่ต้นคออีกฝ่ายจนบิลลี่หูแดงหน้าแดงไปหมด

“ตำแหน่งบ้าอะไรเล่า! ฉันรู้นะว่าคนอย่างนายไม่จริงใจกับใครหรอก! ไม่ใช่เพราะแบบนี้เรอะคนในฮาเร็มของนายถึงได้คบชู้น่ะ แล้วนี่ตั้งแต่พ่อนายตาย นายหาคนเข้าฮาเร็มมาอีกกี่คนกัน เจ้าคนหลายใจ!” ด่าไปเป็นชุดหวังจะให้เจ้าคนบ้านี่คิดอะไรได้บ้าง แต่วิลเลียมกลับเอียงคอแสยะยิ้มตอบเรียบๆ

“ไม่มี”

“หะ!!” ดูเหมือนไม่ใช่แค่บิลลี่ แม้แต่กิลเบิร์ตที่พยายามเป็นผู้ฟังที่ดียังตกใจ คนชื่อเสียงเลวร้ายขนาดนี้กล้าบอกว่าไม่ได้รับคนเข้าฮาเร็ม อีแบบนี้คิดได้อย่างเดียวว่า...

   ฟันแล้วทิ้งงั้นเรอะ!!

“นายนี่มัน เกินเยียวยา” กิลเบิร์ตอดพูดขึ้นมาไม่ได้ เขารู้สึกว่าหากเทียบมาตรฐานสุดโต่งแบบนี้ กับแค่นอนกับผู้ชายคนใหม่หลังหย่าสามวันเช่นเขาไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย “คนที่นายทิ้งไม่ช้ำใจแย่เรอะ”

“ทุกคนก็แค่คิดว่าฉันมีเสน่ห์ไงล่ะ ไม่ก็เงินทองที่ล่อหูล่อตา มันก็เท่านั้นแหละ” วิลเลียมตอบพลางแค่นยิ้ม คำพูดนั่นทำเอาทั้งบิลลี่กับกิลเบิร์ตชะงักไปเล็กน้อย ความหมายของการพูดเช่นนี้ก็คือแม้จะมีความสัมพันธ์กับใครสักกี่คนวิลเลียมก็ไม่รู้สึกว่านี่เป็นความสัมพันธ์ที่ดีพอและควรหยุด ทั้งที่มีคนมากมายรายล้อม แต่ที่จริงแล้วทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า “เอาเถอะ แค่ไม่ต้องนอนคนเดียวก็พอแล้ว”

   แค่ไม่ต้องนอนคนเดียว...

“แล้วสัปดาห์นี้นายนอนคนเดียวได้ยังไง?” กิลเบิร์ตถามต่อ เขาย่อมรู้ว่าวิลเลียมมีโรคประจำตัวที่ไม่เคยหายขาด เขาเป็นโรคนอนไม่หลับ และอาการนี้จะหายไปเมื่อมีคนนอนข้างๆเขา ในสายตาของวิลเลียมคนในฮาเร็มพวกนั้นจึงเป็นของที่แค่ใช้เพื่อให้นอนหลับ เขาไม่เคยคิดจะมีสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่ของตนเอง แต่แม้เป็นคนของเขาเองที่หามาเอง เขาก็ไม่มีความคิดที่จะหยุดอยู่นาน

   ในโลกของคนๆนี้ ทุกสิ่งล้วนกลวงเปล่า

“ว่าไง นายนอนยังไง” บิลลี่ช่วยถามย้ำ เขาย่อมกลัวว่าคำตอบจะกลายเป็นว่าหมอนี่ไม่ได้นอนมาเจ็ดวันแล้ว ดูใต้ตาที่ดำคล้ำนิดๆนั่นสิ!

   ทว่า

“กินยานอนหลับสิ เรื่องง่ายๆ” แค่นยิ้มอีกรอบพลางหัวเราะอย่างเย็นชาใส่ตัวเอง

   สำหรับเขาหากไม่มีคนนอนด้วยย่อมนอนไม่หลับ แต่ถ้านอนไม่หลับแล้วควรทำยังไง?

   ก็กินยานอนหลับเสียสิ!

         ในตอนนั้นเองที่มีเสียงคนเคาะประตูห้อง ที่แท้เป็นฟินน์ที่ถือกล่องเครื่องเพชรเข้ามาให้เลือกตามคำสั่ง เขายิ้มแย้มให้กับกิลเบิร์ตกับบิลลี่ แต่พอมองไปยังวิลเลียมสีหน้ากลับขมึงทึงราวกับโกรธเกลียดกันมาแต่ชาติปางก่อน ช่วยไม่ได้ก็สำหรับเขาแล้ว หมอนี่คือมนุษย์ต่างดาวชั่วร้ายที่เกือบทำให้ชีวิตครอบครัวของผู้มีพระคุณแตกแยก เจ้าคนที่เขาแช่งชักหักกระดูกอาฆาตไว้ตั้งแต่คืนแรกที่หมอนี่มาปรากฏตัว ทั้งหลายวันมานี้ได้ข่าวว่าหมอนี่เที่ยวยิ้มยั่วยวนคนไปทั่ว ทั้งยังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดข่าวลือเสียหายกับกิลเบิร์ต เขาจึงยิ่งเกลียดมากขึ้น!

   ดวงตาประสานดวงตา ฉันใดฉันนั้น วิลเลียมก็รู้สึกว่าเจ้าหนูตรงหน้านี่กำลังมองเขาด้วยสายตาหยามเหยียมไม่เป็นมิตร ดูท่าทางแก่แดดเกินวัย หลายวันที่ผ่านมาหากเดินสวนกันหรือหากไม่มีกิลเบิร์ตกับบิลลี่นั่งอยู่ด้วย เจ้าหนูนี่ก็จะสะบัดหน้าไม่สนใจ ส่งสายตาชิงชัง เด็กเปรตแบบนี้...ไม่น่ารักสักนิด

   สมควรเอาไปโยนให้จระเข้ในบ่อที่บ้านกิน!

“คุณกิลเบิร์ตผมเอาของมาให้แล้วครับ” ฟินน์ปรี่ไปหาผู้ปกครองโดยเมินใส่วิลเลียมโดยสิ้นเชิง ในขณะที่กิลเบิร์ตรู้สึกเหมือนความกดอากาศเพิ่มขึ้นเท่าตัวในพริบตา เขากำลังสงสัยว่าตัวเองรู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่บิลลี่กลับใช้นิ้วจิ้มๆสะกิดเขาด้วยท่าทางหนาวจัดเช่นกัน

“ขอบคุณนะฟินน์ ช่วยหยิบแจกันตรงนั้นให้วิลเลียมหน่อยสิ” กิลเบิร์ตตอบพลางนึกอยากทดสอบสมมติฐาน พอสั่งแบบนั้นฟินน์ก็เหมือนเลี่ยงไม่ได้ จำยอมต้องเอาแจกันลายดอกไม้ยื่นส่งให้กับแขก แต่ครั้นจะส่งให้แบบปกติ เขากลับหน้านิ่วคิ้วขมวดจ้องหน้าฝ่ายตรงข้ามอย่างเอาเรื่อง แต่ไม่ยอมพูดสักคำ

   ส่วนวิลเลียมมองหน้าเจ้าหนูตรงหน้าแล้วก็นึกรำคาญใจ ใช่แล้ว เด็กแบบนี้สมควรจะโดนสั่งสอนเสียบ้าง

   และวินาทีนั้นเองที่วิลเลียมแกล้งรับแจกันพลาด แจกันลายดอกราคามหาศาลพลันร่วงตกจากมือ ฟินน์ปากอ้าตาค้างทำอะไรไม่ถูก แต่บิลลี่กลับไวที่สุดพุ่งเข้าไปรับไว้ได้อย่างฉิวเฉียด แต่ก็ทำเอาฟินน์ทรุดลงกับพื้น ใครที่มีตาย่อมเห็นได้ว่าวิลเลียมเจตนาแกล้ง!

“ซุ่มซ่ามจริงนะเจ้าหนู แบบนี้คงทำงานพลาดบ่อยล่ะสิ นี่กิลเบิร์ตเลี้ยงเด็กแบบนี้ไว้ไม่เปลืองข้าวสุกแย่หรือไง” วิลเลียมได้ทีแสยะยิ้มชี้นิ้วพิพากษ์วิจารณ์ ส่วนฟินน์กลับหน้าแดงก่ำ เขาย่อมรู้ดีว่าคนๆนี้เจตนากลั่นแกล้งเขา

“คุณ คุณเจตนา...” ฟินน์เงยหน้าถาม แต่วิลเลียมกลับยิ้มแสยะแสร้งเพิกเฉยโดยสิ้นเชิง

“แค่งานง่ายๆยังทำไม่ได้ ไร้ประโยชน์จริงๆเลยนะ”

   ฟินน์กัดฟันกรอด วินาทีนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาอยากชกหน้าใครบางคนมากถึงขนาดนี้ มากยิ่งกว่าพ่อแม่ ยิ่งกว่าพวกตระกูลเกอเจ้น หรือโจรสลัดเฮงซวย ก็คือเจ้าคนนิสัยไม่ดีคนนี้!

“คนสารเลว!”

   หะ!!!!

   ทันทีที่คำหยาบหลุดจากปากฟินน์ กิลเบิร์ตกับบิลลี่สะดุ้งเฮือก เจ้าเด็กน้อยใสซื่อของพวกเขาถึงกับหลุดสบถคำด่าว่าหยาบคายแบบนี้ออกมาเลยรึ!

“คนแบบคุณมันแย่ที่สุด! ทำให้สามีภรรยาทะเลาะกัน! เห็นคนเป็นข้าทาส! นิสัยเจ้าชู้เสื่อมทรามผิดศีลธรรม! คนอย่างคุณมันไม่สมควรเป็นเพื่อนของคุณกิลเบิร์ต!!!” ฟินน์โพล่งด่าอย่างจัดเต็มหน้าตาแดงก่ำก่อนจะรีบหันหลังวิ่งออกไปจากห้องท่ามกลางสายตาของผู้ปกครองและสหาย

   แน่ล่ะว่ากิลเบิร์ตย่อมพยายามต้องแก้ตัวให้ลูกชายคนนี้ แต่นึกไม่ถึงว่าวิลเลียมกลับส่งสายตาดุร้ายไล่หลังฟินน์ ท่าทีไม่เป็นมิตรเช่นกัน

“เด็กคนนี้ไม่น่ารักเลย” วิลเลียมว่า แต่กิลเบิร์ตกลับต้องทอดถอนใจ

“ไม่ใช่เด็ก เขาอายุยี่สิบแล้วแต่มีปัญหาทำให้โตได้แค่นั้น นายก็อย่าทำร้ายเขาเลยน่ะ ฟินน์มีปัญหาชีวิตมากพอแล้ว” อันที่จริงก็คือแค่พัฒนาการของตัวเองยังไปไม่รอดเลย ตอนนี้มาเจอผู้ใหญ่นิสัยเสียแบบนี้อีกช่างน่าสงสาร

“มีคุณพ่อสปอยขนาดนี้ โตไปเสียนิสัยหมด เด็กแบบนี้สมควรเฆี่ยนให้หนังลาย” อีกฝ่ายเถียงอย่างเย็นชาไร้ความเมตตาการุณอย่างที่สุด

“วิลเลียม!”

“ช่วยไม่ได้ ฉันไม่ชอบเด็กพรรค์นั้น” นั่นก็คือคำตอบ

   สรุป นายไม่ชอบฉัน ฉันก็เกลียดนาย ก็ถือว่าลงตัวดี กิลเบิร์ตได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ทอดถอนใจและสาบานว่าจะเอาสองคนนี่อยู่ให้ห่างกันมากที่สุด

   ขอแค่ไม่ต้องเจอหน้ากัน ก็น่าจะพอล่ะมั้ง?

   ในคืนนั้นเองกิลเบิร์ตรับฟังรายงานจากทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวง จวบจนแน่ใจว่าสถานการณ์ทุกอย่างน่าจะปกติดี เขาจึงคิดที่จะเข้านอน ทว่า ณ เวลาเที่ยงคืนตรง เสียงสัญญาณเตือนภัยกลับดังขึ้นทั่วพระราชวัง!


จบตอน

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
ว้าย เพิ่งสงบสุขได้ไม่กี่ตอน.  กิลก็ต้องเจอปัญหาอีกแล้ว  :hao5:
อยากรู้จริงว่าเจ้าชายอ็อตโตฆ่าคาร์ลทำไม ถ้าลงทุนฆ่าคนรักของตัวเองเพื้่อทำร้ายลุควิคก็โตรเลวเลยนะเนี่ย :fire:
แต่เราว่ามันต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากว่าที่เห็นแนๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0

สวัสดีค่ะ เนื่องจากขณะนี้เรื่องนี้ได้ลงจนจบภาคในเวปอื่นไปแล้วค่ะ ดังนั้นจะขอลงรัวๆ ให้จบค่ะเพื่อไม่ให้ท่านผู้อ่านในเวปนี้ขาดตอนค่ะ

ขอบคุณท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ




ตอนที่ ๒๘
ความลับของสามเกลอ

   ดึกดื่นยามวิกาลแต่กลับมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นกะทันหันก่อนที่ความโกลาหลจะมาเยือนอย่างรวดเร็ว กิลเบิร์ตวิ่งออกมาจากห้องทำงานก็พบกับทหารเวรรักษาการณ์กว่าสิบคนที่ตอนนี้ยืนออกันอยู่ที่อุทยาน แสงจันทร์ส่องมากระทบแผ่นหลังของคนเหล่านั้น บรรยากาศดูเคร่งเครียดกดดันกว่าที่เคยเป็น กิลเบิร์ตคลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยสัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน และความรู้สึกนี่มันคือ...

   วินาทีนั้นเองที่ทหารรักษาการณ์กลับหันมาทางเขาพร้อมกันก่อนจะหยิบปืนเลเซอร์ขึ้นยิงอย่างพร้อมเพรียง กิลเบิร์ตไหวตัวทันกระโดดหลบพร้อมกับสร้างเกราะสนามพลังตั้งรับ เพียงแต่ว่าดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คนพวกนี้ เพราะตอนนี้เขาได้ยินเสียงคนวิ่งพล่านไปทั้งวัง ไม่มีเสียงกรีดร้อง จะมีก็แต่เสียงฝีเท้าหนักๆที่เหมือนกับกำลังวิ่งหาอะไรบางอย่างอยู่ บางทีสิ่งที่คนพวกนั้นกำลังตามหา...อาจเป็นตัวเขา

“นี่มัน เหมือนกับที่เมทิส!” ใช่แล้วบรรยากาศแบบนี้ ผู้คนที่สับสนวุ่นวายแสดงความไม่เป็นมิตร ทั้งยังถูกครอบงำด้วยพลังบางอย่างในเวลาเดียวกัน นี่ก็คือ การสะกดจิตหมู่!

   การสะกดจิตด้วยเครื่องมือสะกดจิตที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าสูงสุดในเวลานี้!

“คุณกิลเบิร์ต!” ฟินน์ตะโกนเรียกขณะวิ่งหน้าตาตื่นมากับเฟรเซียจนถึงอุทยาน พวกเขาเองก็กางสนามพลังตั้งรับการโจมตีของพวกทหารเช่นกัน ดูเหมือนทั้งวังตอนนี้มีแต่พวกเขาที่ยังปกติดี

“ไปหาบิลลี่กับวิลเลียม บอกพวกนั้นด้วยว่าห้ามฆ่าใครเด็ดขาด!” กิลเบิร์ตตะโกนเตือน ตอนนี้คือการแข่งกับเวลาแล้ว “ห้ามฆ่าเด็ดขาด! พวกเธอด้วย หนีไปซะ! หนีไปซ่อนให้เร็วที่สุด!”

“แต่ว่า!” เฟรเซียพยายามแย้ง เธอไม่แน่ใจว่าตอนนี้พวกเพื่อนของกิลเบิร์ตจะยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนหรือไม่ พวกเขาไม่ใช่เอสเปอร์จะต้านทานการสะกดจิตหมู่ได้ยังไง แม้แต่เอสเปอร์ด้วยกันกิลเบิร์ตยังเคยบอกกับพวกเธอว่าใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถเท่ากันหมด “สองคนนั่นอาจจะถูกสะกดจิตไปแล้วก็ได้นะคะ!”

“ไม่มีทางหรอก!” กิลเบิร์ตตะโกนตอบอย่างเด็ดขาด ไม่มีความสงสัยในน้ำเสียงของเขาเลยสักนิด “รีบไปเร็ว!”

“เอ่อ ค่ะ!” แม้จะยังข้องใจ แต่เฟรเซียย่อมรู้ดีว่าป่วยการที่จะมาเถียงกันในเรื่องนี้ หากกิลเบิร์ตว่าอย่างไรเธอก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามอยู่แล้ว ยิ่งในตอนนี้ไม่ควรเป็นเวลาที่จะมาสงสัยอะไรให้มากความด้วย “ทราบแล้วค่ะ!”

“เยี่ยม!” เขาชูนิ้วโป้งให้สองพี่น้องก่อนจะทะยานมายืนขวางพวกทหารที่ถูกสะกดจิตไม่ให้เข้าใกล้ทั้งสองคน กิลเบิร์ตในตอนนี้เปิดสนามพลังหมายใช้พลังเพื่อการอัดกระแทก คลื่นพลังจิตสีแดงของเขาเปลี่ยนเป็นสนามพลังระเบิดกระแทกทุกคนที่เข้ามาในรัศมีให้ปลิวละลิ่ว แต่ยิ่งเขาแสดงพลังกลับเหมือนจะยิ่งมีคนมาสมทบมากขึ้นอีก “เอาล่ะ ฉันจะล่อไว้เอง รีบไปซะ!”

   สองพี่น้องย่อมทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้ารับ แม้ใจจะห่วงแสนห่วงแต่ก็รู้ว่าขืนอยู่ต่อไปจะต้องกลายเป็นตัวถ่วงอย่างแน่นอน พวกเขาเคยเห็นพลังความสามารถของกิลเบิร์ตมาแล้ว และรู้ว่าคนๆนี้จะเก่งกาจอย่างยิ่งหากไม่มีชนักติดหลัง
ครั้นพอคล้อยหลังสองพี่น้อง กิลเบิร์ตพลันแสยะยิ้ม เล่ห์กลของตัวร้ายในคราวนี้ถือว่าชั่วช้าอย่างยิ่ง แต่ที่เหนือกว่านั้นก็คือ ทำไมมันถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นที่นี่ได้!

“เจ้าพวกขี้ขลาดเป็นแต่บงการคนอื่น แน่จริงโผล่หัวมาสิ!” ว่าแล้วก็รวบรวมพลังสร้างคมดาบแสงปล่อยเป็นสะเก็ดดาวตกสีแดงอัดกระแทกทุกคนที่กรูกันเข้ามา เพียงแต่ว่ากิลเบิร์ตนั้นเป็นเอสเปอร์อันดับหนึ่ง เขาย่อมรู้ดีว่าสมควรควบคุมพลังยังไงให้พอเพียงที่จะป้องกันตัวทำให้คู่ต่อสู้หมดสติแต่ไม่เอาชีวิตใคร ซึ่งนี่ก็คือวิธีการเดียวกับที่เขาใช้มาแล้วที่เมทิส แต่ในสายตาคนที่ไม่รู้อะไร ย่อมเห็นเป็นตัวเขาที่ใช้พลังโจมตีใส่คนทั่วไปแน่นอน

พริบตาเดียวเหล่าทหารถูกโจมตีจนสลบไปหมด บรรยากาศกลับเข้าสู่ความเงียบแค่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ทันใดนั้นเองคลื่นพลังสายหนึ่งจะพุ่งลงมากระแทกใส่กิลเบิร์ตจนตัวปลิว ฝ่ายกิลเบิร์ตแม้ถูกกระแทกจนลอย แต่เขายังสามารถบังคับสภาวะสุญญากาศให้ตัวเองลอยอยู่บนฟ้าได้ ทว่า ตอนนั้นเองที่วัตถุประหลาดนับสิบพุ่งเข้ามาหาเขา กิลเบิร์ตรีบกางม่านพลังรับแรงกระแทกทันก่อนที่วัตถุพวกนั้นจะเกิดระเบิดขึ้นราวกับดอกไม้ไฟ แต่ดอกไม้ไฟนี่กลับมีอานุภาพเปี่ยมล้นถึงกับทะลุม่านพลังเข้ามาจนกิลเบิร์ตต้องใช้เทเลพอร์ตช่วยหายตัวหนีจากการเป็นเป้าโจมตี ถึงตรงนี้เขาเห็นชายในชุดดำลอยอยู่บนฟ้าเผชิญหน้ากับเขาแล้ว

“ช่างเก่งกาจจริงๆเลยนะท่านนายพลกิลเบิร์ต ไม่สิ ตอนนี้ต้องเป็นท่านดยุคแห่งเดวอนเชีย ชายาของกษัตริย์อาทีเรียนี่นะ เรื่องจับผู้ชายฐานะสูงนี่คงเป็นหนึ่งในความสามารถเฉพาะตัวของคุณด้วยสินะ” ชายในชุดดำสวมหมวกปีกกว้างปิดใบหน้ามิดชิดด้วยหน้ากากตัวตลกสีดำเอ่ยทักทายขึ้นก่อน แค่วาจาก็หยามเหยียดกันจนกิลเบิร์ตนึกคำรามด่าในใจ เพียงแต่ว่าเขาไม่สนใจการปะทะคารมกับคนพวกนี้ สิ่งที่เขาต้องการรู้คือเป้าหมายของเจ้าพวกนี้ต่างหาก!

“เลิกพูดจาเฉไฉได้แล้ว คิดว่าพูดแบบนี้แล้วฉันจะเล่นตามเกมพวกนายหรือไง แกเป็นพวกเดียวกับที่เมทิส พวกแกคิดจะทำอะไรกันแน่!” กิลเบิร์ตตวาดถาม ยามนี้ในใจของเขาร้อนรนอย่างยิ่ง คนพวกนี้คือพวกเดียวกับที่สร้างความวิบัติให้กับดาวเมทิส และเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาถูกกล่าวหาว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

   อีกฝ่ายพอเห็นกิลเบิร์ตไม่เล่นตามเกมย่อมรู้สึกเคืองนิดๆ แต่ก็รู้สึกชื่นชมพอสมควร อันที่จริงคนที่ได้ชื่อว่าเป็นท่านนายพลใหญ่ของดวงดาวก็ควรจะมีจิตใจที่หนักแน่นเข้มแข็งเช่นนี้นี่ล่ะ หากถูกใครว่าร้ายก็ไขว้เขวเสียแล้วย่อมทำอะไรไม่ได้ ทว่า คนแบบนี้...คือคนแบบที่พวกเขาเกลียด

    ต้องอย่างภรรยาคนใหม่ของท่านเจ้าอาณานิคมแห่งเทสล่านั่นสิ ถึงจะเรียกว่าน่ารัก

“คุณน่ะฉลาดนะ แต่ความฉลาดของคุณน่ะจะเรียกแต่โชคร้ายมาให้คุณนั่นล่ะ คนเราควรจะแกล้งโง่บ้างสามีถึงจะทั้งรักทั้งหลง คุณรู้ว่าพวกเรากับซิลวานี่คิดอะไรอยู่เลยพยายามห้ามท่านเจ้าอาณานิคมเทสล่า น่าเสียดายที่เขาไม่ฟังคุณ ชะตากรรมของเทสล่าตอนนี้ น่าจะไม่ดีแล้วล่ะมั้ง”

“นี่แก! เกิดอะไรขึ้นกับสงครามที่ซิลวานี่!” กิลเบิร์ตพยายามจะถามต่อ แต่เพราะเขาร้อนรนมากจนเกินไป ในตอนที่รู้สึกตัวอีกทีแหงนเงยมองฟ้ากลับเห็นวัตถุทรงกลมนับสิบพุ่งเข้ามายังตัวเขา มันคือระเบิด!

   ตูม!!!!

   เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวทำเอาบิลลี่ชะงัก เขามองขึ้นฟ้าก็เห็นแต่แสงสีแดงเจิดจ้าสลับกับควันขาว นั่นหมายความว่าเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงขึ้นแล้ว เขาย่อมได้แต่ภาวนาว่าคนอื่นๆจะปลอดภัย เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องอื่นอีกแล้ว

“คุณบิลลี่ระวังค่ะ!” เฟรเซียส่งเสียงเตือนในขณะที่ทหารของอาทีเรียนับสิบเล็งอาวุธปืนเลเซอร์มายังเขา เธอรู้ดีว่าบิลลี่ไม่ใช่เอสเปอร์เขาไม่สามารถกางบาเรียป้องกันตนเองได้ หญิงสาวจึงคิดจะพุ่งเข้าไปสนับสนุน หากแต่บิลลี่กลับตวาดห้ามในทันที “คุณบิลลี่!”

   พริบตานั้น อัยการหนุ่มแห่งสหพันธ์ดาวเคราะห์กระโดดหลบแสงเลเซอร์นับสิบสายด้วยปฏิกิริยาที่เร็วยิ่ง เขาเปลี่ยนกระสุนปืนที่มือขวาและยิงตอบโต้ในทันที กระสุนแสงแตกออกจนทำให้คู่ต่อสู้ตาพร่าเลือน ก่อนจะตามด้วยเปลี่ยนกระสุนปืนที่มือซ้ายเป็นกระสุนควัน เมื่อยิงย่อมทำให้เกิดควันสีดำพวยพุ่งโขมง บดบังทัศนวิสัยจนหมด

“เอาล่ะ! จะเผด็จศึกล่ะนะ!” บิลลี่ปรับแว่นตาเข้าสู่โหมดจับความร้อน แม้เขามองไม่เห็นคน แต่สามารถมองเห็นและรับรู้อุณหภูมิจากร่างกายคน เมื่อเปลี่ยนกระสุนของปืนทั้งสองกระบอกเป็นกระสุนยาสลบแล้วจึงสามารถตรงเข้าเล่นงานยิงเข้าใส่คู่ต่อสู้ได้อย่างแม่นยำ ประสาทสัมผัสที่เฉียบคม การตัดสินใจที่เด็ดขาด ทั้งยังความไวในการตอบโต้กับศัตรู ถึงตอนนี้เฟรเซียถึงเพิ่งเข้าใจว่าทำไมคนๆนี้ถึงได้ฉายาว่าเป็นอัยการสายบู๊อันดับหนึ่งของสหพันธ์

   เพียงแต่ว่า ความไวระดับนี้...มันพิเศษเกินไปแล้ว

“ระวัง!” บิลลี่ตะโกนเตือน

ในตอนที่เฟรเซียยังเหม่ออยู่นั่นเองที่บิลลี่กระโจนเข้ามาคว้าตัวเธอออกไปก่อนที่ดาบแสงนับสิบจะตกลงกระแทกใส่พื้นจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว พริบตานั้นบิลลี่เปลี่ยนกระสุนเป็นกระสุนสนามพลัง ยิงกางสนามพลังรับแรงระเบิดแทนพวกทหารอาทีเรียที่ไม่ได้สติได้อย่างฉิวเฉียด เขาช่วยชีวิตเฟรเซียและยังสามารถเปลี่ยนกระสุนยิงตอบโต้ช่วยชีวิตคนอื่นๆได้ด้วย นี่มันต้องมีสติและความไวระดับไหนกัน!

   ไม่ทันจะได้ตั้งตัว คมดาบแสงอีกระลอกกลับพุ่งเข้าหาพวกเขา บิลลี่ผลักเฟรเซียออกและสั่งให้เธอกางสนามพลังของตนเอง ส่วนตัวเขายิงปืนขึ้นฟ้ากางม่านพลังอันใหม่รับแรงระเบิดอย่างฉิวเฉียด ความไวอันน่าทึ่งของเขานี่เองที่ทำให้คู่ต่อสู้ถึงขนาดปรบมือให้อย่างประทับใจยิ่ง เบื้องหน้าของบิลลี่ ชายชุดดำสวมหมวกปีกกว้างใส่หน้ากากปิดบังหน้าตาคนหนึ่งยืนรออยู่แล้ว

“นี่คุณว่ามันแปลกไหม ทั้งที่คนเขาเรียกพวกคุณว่าเป็นมนุษย์พันธุกรรมด้อย แต่คุณกลับมีสัญชาตญาณไวกว่ามนุษย์ปกติ  ถึงขนาดรับมือกับคมดาบแสงของเอสเปอร์ได้ หรือว่านี่คือวิวัฒนาการผ่าเหล่าพันธุกรรมของพวกทาสกันนะ” คำพูดหยามเหยียดนั่นถูกเอ่ยออกมาอย่างไม่ไว้หน้า แต่แทนที่บิลลี่จะตระหนกตกใจเช่นเดียวกับยามอยู่กับเพื่อนฝูง เขากลับหรี่ดวงตาลงพลางขยับแว่นตา การทักทายเช่นนี้ของอีกฝ่ายย่อมเป็นการหาเรื่องกันอย่างแน่นอน 

“เรื่องของทาส เกี่ยวอะไรกับฉัน” บิลลี่เอ่ยเรียบๆ จนถึงตอนนี้ไม่เคยมีใครที่กล้าพูดกับเขาเช่นนี้ ไม่สิ ไม่ควรจะมีใครรู้เรื่องพวกนี้มากกว่า

   ฝ่ายตรงข้ามเห็นบิลลี่ไม่มีท่าทีอนาทรร้อนใจย่อมตีความว่าเขาคิดจะยืนกระต่ายขาเดียว คนแบบนี้มีแต่จะต้องยิ่งจี้ใจดำให้หนักเข้า

“ท่านอัยการบิลลี่ คาร์เตอร์ เรียนจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองจากวิทยาลัยป้องกันดวงดาวของสหพันธ์ดาวเคราะห์แห่งเทียร่า ทั้งที่มีพันธุกรรมบกพร่อง แต่กลับสามารถเข้าเรียนในสถานที่ระดับสูงแบบนั้นได้ นี่ ผมถามจริงๆเถอะ มีใครช่วยคุณปลอมประวัติครอบครัวกับผลตรวจดีเอ็นเอรึเปล่านะ” แม้ใบหน้าไม่อาจรู้ว่ากำลังแสดงอารมณ์ใด แต่บิลลี่เดาว่าคนตรงหน้าเขาย่อมกำลังฉีกยิ้มแสยะอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะแสยะก็เชิญแสยะไป เขาไม่เล่นตามเกมนี้ด้วยหรอก!

   ในตอนที่ปล่อยอีกฝ่ายพล่าม บิลลี่ลอบเปลี่ยนกระสุนของตัวเองแล้ว ไม่ต้องรอให้ฝ่ายนั้นพูดต่อจนจบเขาก็สาดกระสุนเลเซอร์ใส่คู่ต่อสู้อย่างไม่ปรานีปราศรัย ส่วนอีกฝ่ายกลับสะดุ้งไป เหมือนนึกไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่สะท้านสะเทือนกับคำขู่เข็ญของเขา แม้แต่สีหน้ายังไม่เปลี่ยนสีหรือแสดงท่าทีร้อนรนเลยสักนิด!

“เก็บข้อสันนิษฐานของนายไปใช้ที่โลกหน้าเถอะ ไม่เคยมีใครสอนหรือไงว่าอย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน!” ว่าแล้วก็กดเปิดบาเรียสนามพลังรอบตัวและพุ่งเข้าชนกับคู่ต่อสู้ในทันที!

   ในขณะเดียวกับที่กิลเบิร์ตกับบิลลี่รับศึกกับศัตรูนิรนาม ทางฝ่ายวิลเลียมกลับพบว่าตัวเองถูกคนคุ้นหน้าคุ้นตาเล็งปากกระบอกปืนเข้าใส่ จะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่คาลุสที่ยามนี้มาพร้อมกับทหารอาทีเรียที่ดวงตาสะลึมสะลือคล้ายถูกสะกดจิต แม้เจ้าเด็กเปรตฟินน์ไม่เข้ามาบอก เขาก็รู้ว่านี่คืออาการของคนที่ถูกแทรกแซงทางจิต

“คนอื่นไม่ปกติ แต่ดูเธอจะปกติดีนี่ คาลุส” วิลเลียมยืดตัวตรงพลางกอดอกมองฝ่ายตรงข้ามอย่างหมิ่นแคลนตามปกติวิสัย เพียงแต่ในวันนี้คาลุสย่อมรู้ดีว่าสายตาคู่นี้เยียบเย็นกว่าที่เคย แน่ล่ะหากมีคนมายกปืนขู่ตัวเองตรงหน้าจะยังสามารถยิ้มชื่นได้อีกหรือ เพียงแต่ท่าทีแบบนี้ยิ่งทำให้เขาไม่พอใจ ที่เขาอยากเห็นคือสีหน้าตื่นตระหนกของคนๆนี้ แต่จนแล้วจนรอดความตายอยู่ตรงหน้า วิลเลียม ไกเซอร์กลับยังเย็นชาถึงขนาดนี้!

“ข ขอร้องผมสิ! ถ้าขอร้องผม ผมอาจจะปล่อยท่านไปก็ได้!” คาลุสประกาศกร้าวเสียงสั่น หากแต่เขาย่อมรู้ดีว่าตัวเขานั้นถูกต้อนมาจนจนมุมแล้ว ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว เขาต้องการระบายความแค้นเคือง ระบายความอัดอั้นตันใจของตนเอง อยากเห็นผู้ชายที่ชื่อวิลเลียมต้องร้องไห้ทุกข์ทรมานเจ็บปวดเช่นเดียวกับเขาบ้าง!

   แม้จะคิดแบบนั้น แต่วิสัยคนไม่เคยจับปืนฆ่าใคร อย่างไรก็ไม่อาจจับไว้ได้มั่น วิลเลียมเองเห็นคาลุสออกอาการเช่นนั้นก็ได้แต่มองด้วยสายตาเยียบเย็น ความสงสารนั้นไม่มี แต่หากจะมีนั่นคงเป็นความสมเพชเวทนา

“มือเธอสั่นนะ เอาสิ อยากยิงก็ลองยิงมาสิ”

คำพูดของวิลเลียมทำเอาฟินน์ที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับสะดุ้ง หมอนี่นอกจากจะไม่สะทกสะท้านต่อต้าน แต่ยังเอียงคอแสยะยิ้มท่าทางไม่ยี่หระ ตอนนี้ฟินน์รู้สึกว่าเขาอยากเริ่มเคาะกะโหลกใครบางคนขึ้นมาแล้ว นี่มันคนบ้าชัดๆ!

“ทำไม ทำไมไม่รักผมบ้าง ไม่ใส่ใจผมบ้าง!!! ท่านคิดว่ามีกี่คนกันในฮาเร็มที่รอคอยท่านให้มาหา รอทั้งวันทั้งคืน รอที่จะได้รับความรัก แต่ท่านกลับ กลับไม่เคยไยดีใครเลย! คนเห็นแก่ตัว!!!” คาลุสระบายความในใจอย่างน่าสงสารจนบุคคลที่สามอย่างฟินน์พลันรู้สึกเจ็บแปลบไปด้วย ใจอ่อนยวบตามไปด้วย คนๆนี้แท้ที่จริงก็คือคนที่ไม่ได้รับความรัก เพราะไม่ได้รับความรักก็เลยเสียใจ ก็เลยโกรธเกรี้ยว หากว่าวิลเลียมยอมอ่อนให้พวกเขาบ้าง บางที...

   ทว่า วิลเลียมกลับไม่มีทีท่าจะใจอ่อนไปกับคำพูดของฝ่ายตรงข้าม เขาล้วงกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบกล่องใส่บุหรี่ขึ้นมา หยิบบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่งและจุดสูบ

“อย่าลืมสิว่า พวกเธอเลือกอนาคตแบบนี้กันเองนะ” ท่านสุลต่านแห่งกลุ่มดาวไกเซอร์เอ่ยต่อ

“!”

“ถึงตาแก่เซ็กซ์จัดนั่นจะเลวมาก แต่ก็ไม่เคยบังคับขู่เข็ญใครให้นอนด้วย พวกเธอรู้อยู่แล้วว่าสักวันหมอนั่นต้องตาย และพวกเธอจะกลายเป็นมรดกของฉัน ซึ่งพวกเธอก็รู้อยู่ก่อนอีกนั่นล่ะว่า ฉันไม่สนใจไยดีฮาเร็มของหมอนั่น ในเมื่อรู้ทุกอย่าง แต่ยังเลือก ถึงตอนนี้จะมาร้องแรกแหกกะเชออะไรอีก มันน่ารำคาญนะ”

“ท ท่าน!!!! คนแล้งน้ำใจอย่างท่านมัน  มัน มันสมควรตาย!!!!” คาลุสกรีดร้องน้ำตานองหน้าอย่างอาฆาต ไม่รอช้าตวาดใส่ทหารอาทีเรียให้โจมตี กระสุนเลเซอร์นับสิบสายพุ่งเข้าหาเป้าหมายเดียว หมายจะฉีกร่างของวิลเลียมให้ขาดวิ่นไม่เหลือซาก!

   แต่กระนั้นสิ่งที่ปรากฏแก่ตาของคาลุสกลับเป็นวิลเลียมที่หันบุหรี่มวนนั้นออกนอกตัว ก่อนที่ควันบุหรี่จะกลับกลายเป็นแสงและดูดกลืนแสงเลเซอร์ให้สูญสลายไปทั้งหมด!

“แสงเมื่อกระทบวัตถุควรจะหายไป แต่แสงที่กระทบกับรัศมีของแสงอาจทำปฏิกิริยาจนสูญสลายไปหมดก็ได้” วิลเลียมเอ่ย พร้อมกับรวบรวมแสงมาอยู่ในมือ ขึ้นรูปเป็นดาบแสงสีน้ำเงินเข้ม เขาสะบัดดาบแสงในมือและพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ทันที!

   คาลุสย่อมรีบสั่งให้พวกทหารอาทีเรียเข้ามาคุ้มกันตนเอง แต่วิลเลียมกลับใช้มืออีกข้าง หยิบกล่องบุหรี่ขึ้นมา ก่อนจะจุดและโยนบุหรี่ออกจนเกิดควันยาสลบกระจายในอากาศ ส่วนตัวเขานั้นจุดบุหรี่อีกมวนสูบแทนยาแก้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ท่วงท่าการต่อสู้นั้นพลิ้วไหวต่อเนื่องหลบหลีกการโจมตีของพวกทหารจนแต่ละคนค่อยๆล้มคว่ำลง เหลือแต่คาลุสที่ตอนนี้แม้พยายามจะอุดจมูกไม่ให้สูดควัน แต่เขากลับทำไม่ได้

“นอนซะ เรื่องของเธอน่ะยังต้องเก็บไว้สอบสวนต่อ” ในจังหวะที่วิลเลียมใช้มือปิดเปลือกตาของคาลุส เขากลับหันไปทางทิศที่ฟินน์ยืนอยู่ ในตอนนั้นเองที่ฟินน์เพิ่งรู้สึกตัวว่ามีอะไรบางอย่างข้างหลัง ครั้นตนเองหันกลับไปกลับพบว่าขวานอันใหญ่กำลังจะจามใส่หัวเขา! “ก้มลง เจ้าหนู!”

   พอได้ยินเสียงเตือน ฟินน์ไม่รอช้ารีบก้มตัวลง ในขณะที่วิลเลียมพุ่งเข้ามาถึงตัวชายในชุดดำและฟาดดาบเลเซอร์เข้าใส่จนขวานนั่นหักสองท่อน เขากระชากเอาตัวฟินน์ออกมา และยืนเผชิญหน้ากับศัตรูที่ปิดหน้าตามองไม่เห็นว่าเป็นใครมาจากไหน แต่ที่แน่ๆนี่ย่อมต้องเป็นพวกที่สะกดจิตทหารของอาทีเรีย และยังต้องเป่าหูให้คาลุสมาฆ่าเขาอย่างแน่นอน

“ถึงขนาดนี้แล้ว ต้องให้ถามไหมว่านายเป็นใคร” วิลเลียมเอ่ยถามหน้าตาเรียบเฉย ดวงตาสีส้มฉายแววเบื่อหน่ายเย็นชา เขาไม่เหมือนคนที่ชื่นชอบการต่อสู้ และยิ่งไม่ใช่คนที่สนุกกับการหาเรื่องใส่ตัว

ส่วนฟินน์ย่อมไม่ใช่คนโง่ แม้อีกฝ่ายเย็นชาไร้ความกระตือรือร้น แต่ท่าทางของวิลลียมไม่ใช่ท่านสุลต่านที่ง่อยเปลี้ยเสียขา แต่หมอนี่มีฝีมือทางการรบ!

   หรือจะอย่างที่ลุดวิกบ่นก่อนหน้านี้ เพื่อนของกิลเบิร์ตอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นแมวบ้านที่สงบเสงี่ยมไปได้!

“ไม่ยักรู้ว่าสุลต่านวิลเลียม ไกเซอร์ นอกจากชื่อเสียงเรื่องชู้สาวแล้ว เรื่องอื่นก็มีฝีมือเหมือนกันนะ” ชายนิรนามพูดเสียงเย็น หากแต่วิลเลียมไม่สนใจ เขาโยนบุหรี่ทิ้ง และจุดอีกตัวขึ้นสูบ ควันของบุหรี่ตัวนี้ก่อให้เกิดบาเรียแสงขึ้นรอบตัวเขา บุหรี่แต่ละตัวแทนคุณสมบัติมากมายที่สามารถใช้แทนอาวุธได้ ซึ่งเทคนิคที่ราวกับเวทมนตร์นี้ในจักรวาลจะมีสักกี่คนที่ใช้ได้ “หรือว่า เพราะว่าจริงๆแล้วนี่เป็นการเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวเพื่อปกป้องร่างกายของตัวเองกันล่ะ”

   ฟินน์มองไปที่วิลเลียมอย่างนึกฉงน ร่างกายงั้นหรือ? ร่างกายของวิลเลียมมีอะไรที่ผิดปกติ?

   ฟินน์ย่อมไม่เข้าใจว่าคนๆนั้นหมายความว่าอย่างไร ส่วนวิลเลียมก็ไม่มีท่าทีจะตกอกตกใจอะไรกับคำพูดพวกนั้นด้วย เขาแสยะยิ้มอย่างไม่ยี่หระพลางสูบบุหรี่ก่อนจะคีบมันไว้ที่นิ้วในฐานะอาวุธ สงครามจิตวิทยาคราวนี้เขามองออกทะลุปรุโปร่งและเหนื่อยหน่ายกับมันเต็มทีแล้ว

“พวกนายเป็นชาวดาว ‘เวก้า’ ใช่หรือเปล่า”

“!”

   ดาวเวก้า?

“วิธีการแต่งตัวนั่น ไม่ใช่เพราะไม่อยากเปิดเผยโฉมหน้า แต่เพราะพวกนายทำไม่ได้ สภาพอากาศบนดาวดวงอื่นจะทำลายผิวหนังภายนอกของพวกนาย ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกนายมาทำอะไรที่นี่ แต่ที่แน่ๆ พวกนายคงไม่ได้มาดีแน่ เป้าหมายของพวกนายคืออะไร เป็นดาวดวงนี้ หรือว่า...กิลเบิร์ต”

   วินาทีที่วิลเลียมเอ่ยถามแบบนั้น ฟินน์กลับเป็นฝ่ายที่ตกใจยิ่งกว่าคนถูกถามเสียอีก เพราะนั่นหมายความว่าเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากผู้มีพระคุณของเขา แต่ว่า จากที่เขาได้ยินมา กิลเบิร์ตไม่ควรจะมีศัตรูร้ายแรงที่ไหนนอกจากพวกที่เทสล่าอีกแล้ว แล้วทำไมพวกคนที่ดูอันตรายขนาดนี้ถึงเข้าโจมตีพวกเขาล่ะ แล้วแบบนี้ไม่ใช่แค่ที่นี่ พวกของลุดวิกที่เดินทางไปโคล์ว จะเกิดอันตรายอะไรขึ้นหรือเปล่า แค่คิดก็รู้สึกเวียนหัวผะอืดผะอมแล้ว

“ความชาญฉลาดของท่านสุลต่านนั้นนับว่ายอดเยี่ยม เพียงแต่ว่า ร่างกายของคุณน่ะ จะสามารถทนทานอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่กัน!” ว่าแล้วในตอนนั้นชายชุดดำก็กระชากดาบเลเซอร์ขึ้นบ้างและพุ่งเข้าใส่วิลเลียม

   วิลเลียมไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน เขาสะบัดคมดาบและดวลกับมนุษย์ดาวเวก้า ความเคลื่อนไหวของวิลเลียมรวดเร็ว และไม่มีท่าทีว่าจะอ่อนกว่าตรงไหน ฟินน์ย่อมไม่เข้าใจว่าร่างกายของวิลเลียมมีอะไรผิดปกติอย่างที่เจ้าคนๆนั้นบอกสักนิด  ในสายตาของเขา วิลเลียมค่อนข้างจะเก่ง ไม่สิ เก่งมากทีเดียว!

“เจอแบบนี้หน่อยเป็นไง!” ฝ่ายศัตรูสร้างสนามพลังและยกปืนกลเลเซอร์ที่ซ่อนไว้ออกมายิงเข้าใส่อีกฝ่าย ส่วนวิลเลียมนั้นหยิบบุหรี่อีกมวนขึ้นจุดและโยนกลับไป เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวทะลุทะลวงจนฟินน์ต้องรีบกางบาเรียปกป้องพวกคนที่สลบเหมือดอยู่ก่อน นี่เป็นการต่อสู้ที่ดูเหมือนจะไม่มีใครยอมใคร

   ในตอนนั้นเองที่ฝ่ายศัตรูมองมาทางฟินน์ จริงอยู่ว่าตัวของวิลเลียมนั้นไร้จุดอ่อน ทว่า จุดอ่อนสำคัญที่สุดของพวกเขากลับมีมากล้นเหลือ นั่นก็คือ ทหารพวกนี้!

   หากมีทหารอาทีเรียตายเพราะเรื่องนี้ นี่ย่อมกลายเป็นปัญหาใหญ่ และมันจะสร้างปัญหาที่ไม่รู้จบให้กับชายาของท่านเจ้าอาณานิคมที่รับผิดชอบดูแลเมืองหลวงอยู่ในขณะนี้อย่างกิลเบิร์ตแน่นอน! เมื่อคิดได้เช่นนั้นฝ่ายศัตรูจึงเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งเข้าใส่จุดที่ฟินน์กางบาเรียอยู่!

   ฟินน์แม้เป็นเอสเปอร์ที่พลังเกินมาตรฐาน แต่เขายังไม่พร้อม ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ ทั้งการฝึกปรือ เขายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่แกร่งขนาดนี้ ทันทีที่ดาบเลเซอร์ของศัตรูปะทะบาเรียของฟินน์ บาเรียกลับแตกสลาย จังหวะที่คิดว่าคงไม่รอดแน่ๆแล้ว พริบตานั้นวิลเลียมกลับพุ่งเข้ามาใช้คมดาบรับแรงกระแทก แต่เพราะเขาสนใจอยู่แต่กับคมดาบนั่นจึงเปิดช่องว่างให้ปืนกลเลเซอร์ยิงเข้าที่สีข้างจนเลือดพุ่งไหลทะลักออกมา! ทว่า ที่ฟินน์ตกใจที่สุดกลับไม่ใช่บาดแผล แต่เป็น สีของเลือด!

   เลือดสีน้ำเงิน!

“คุณวิลเลียม!!!!” ฟินน์กรีดร้องอย่างตระหนก เขาสับสนแล้วไม่รู้ว่าควรตกใจในเรื่องไหนมากกว่ากัน หากแต่วิลเลียมกลับยังกัดฟันหยัดยืน ถึงตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกแล้ว ปะทะกันในระยะประชิดแบบนี้หากศัตรูยิงซ้ำที่หัวเขาย่อมตายแน่นอน  ตายน่ะอยากตายแน่ แต่จะมาตายตอนนี้ไม่ได้!

   วิลเลียมไม่ได้เปิดกล่องบุหรี่แต่เขากลับใช้มือที่เปื้อนเลือดสีน้ำเงินเข้มของตนเองยื่นไปวางบนใบหน้าศัตรู ดวงตาสีส้มพลันเรืองแสงก่อนที่ศัตรูจะตระหนกว่าภายในร่างกายตนเองนั้นร้อนขึ้นเรื่อยๆ ร้อนมากจน จน...

“แก! นี่มัน! ความสามารถของผู้ใช้ปฏิสสาร!!!”

   ตูม!!!

   วินาทีที่ฝ่ายตรงข้ามถูกคลื่นความร้อนจากในร่างของตนเองเผาผลาญจนระเบิด วิลเลียมก็ทรุดลงจมกองเลือด

“คุณวิลเลียม!!!”

   ค่ำคืนนี้ของสหายทั้งสาม ช่างหนักหน่วงเสียจริง
   

จบตอน

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
ตอนที่ ๒๙
การกระทำสำคัญกว่าคำพูด

   ในตอนที่วิลเลียมทรุดลงไปนั่นเองที่ฟินน์คิดจะไปตามคนมาช่วยแต่กลับถูกวิลเลียมรั้งตัวไว้ วิลเลียมย่อมรู้ว่าจะให้ใครมาเห็นตัวเองในสภาพที่มีเลือดสีน้ำเงินไหลออกมาไม่หยุดแบบนี้ไม่ได้ เขาไม่อยากถูกจับไปคว้านไส้เลาะสมองเป็นหนูทดลองในห้องดองศพหรอกนะ!

เขาใช้มือกุมบาดแผลก่อนจะหอบหายใจแรง และก้มหน้าซุกกับอกของฟินน์ วิลเลียมในตอนนี้ไม่เหลือสภาพจองหองอวดดีอีกแล้ว เขาบาดเจ็บสาหัสและความเป็นตายอยู่เท่ากัน ถูกปืนกลเลเซอร์ยิงขนาดนี้อาจจะเป็นม้าม ตับ หรือกระเพาะที่ฉีกขาดเสียหาย นี่ต้องถือว่าร่างกายเสียหายอยู่ในสภาพคล้ายศพไปแล้วครึ่งหนึ่งชัดๆ

“เฮ้อ เป็นการลงแรงที่ขาดทุนจริงๆ” ว่าแล้วก็ทอดถอนใจคว้าบุหรี่มาจุดสูบ ขอนอนแอ้งแม้งซบอกอีกฝ่ายสักหน่อยจนฟินน์ต้องมองเขม่นแรงมาก นี่คือคนบาดเจ็บสาหัสจริงๆใช่ไหม! นายไม่ได้ตอแหลใช่ไหม!!

“นี่คุณกำลังจะตายนะ! ช่วยตื่นเต้นรู้สำนึกหน่อยสิ!” ฟินน์กลายเป็นฝ่ายที่ต้องโวยวายเสียเอง ในเมื่อเจ้าซอมบี้กึ่งศพนี่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ทั้งที่ทั้งตัวเป็นสีน้ำเงินไปหมดแล้ว และมันคงจะน่าสยดสยองมากหากแทนที่สีน้ำเงินนี่ด้วยสีแดง ให้ตายเถอะ จริงๆแล้วพวกนี้ก็คือเลือดนั่นล่ะ!

   คนเลือดออกท่วมทุ่งแถมเนื้อฉีกเป็นชิ้นๆ แต่ยังมาเอ้อระเหยสูบบุหรี่ปุ๋ยๆแบบนี้ได้ เมื่อกี้โดนยิงสมองเสียไปด้วยหรือเปล่าน่ะ! ยังไม่เป็นบ้าไปใช่ไหม!! แน่ล่ะว่าฟินน์ได้แต่โวยวายแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาในใจ

“แล้วไง จะให้ร้องห่มร้องไห้ขอให้เด็กง่อยเปลี้ยเสียขาอย่างเธอช่วยหรือไง ตลกน่ะ! เจ้าเด็กให้อาหารแมว!” วิลเลียมตอกกลับแรงพลางปรายตามองฝ่ายตรงข้ามอย่างค่อนแคะ ตอนนี้ฟินน์รู้สึกว่าเจ้าสุลต่านบ้านี่ชักจะเริ่มน่าหมั่นไส้มากขึ้นทุกทีๆ ทั้งที่มีสภาพเป็นแมวป่วยจะถูกดองศพอยู่แล้ว ยังมีหน้ามายิ้มเย้ยเขา!

“อยากถูกดองศพนักหรือไง!” 

“ศพระดับฉันถึงถูกดองก็ยังดูดีล่ะนะ” วิลเลียมหัวเราะยียวนท่าทางไม่เหมือนคนที่กำลังจะเดินเข้าประตูผีสักนิด ท่าทางแบบนี้ถึงกับทำให้เด็กหนุ่มฝ่ายตรงข้ามทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกว่าคนๆนี้นิสัยเหลือรับจริงๆ

สำหรับฟินน์นี่คือสถานการณ์ที่ยากจะรับมือ แม้จะเคยเห็นกิลเบิร์ตบาดเจ็บ แต่ก็ไม่เคยเห็นถึงขนาดเครื่องในทะลักวิ่นทั้งเนื้อทั้งตัวขนาดนี้ ทั้งบาดแผลพวกนี้เอาเข้าจริงล้วนเกี่ยวข้องกับเขา ในการต่อสู้ครั้งนี้วิลเลียมช่วยเขาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงไม่อยากยอมรับนับถือ แต่นี่ก็คือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคนหนึ่งแล้ว

แต่อย่าคิดว่าเขาจะสิโรราบกราบกรานนะ!

นี่มันช่างเป็นผู้มีพระคุณที่น่าขยะแขยง ไม่เห็นจะน่าเคารพนับถือผ่องแผ้วไร้มลทินแบบคุณกิลเบิร์ตของเขาเลยสักนิด! ยิ่งพอรู้สึกว่าติดหนี้บุญคุณคนพรรค์นี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห! ควรปล่อยให้ตายแล้วเอาไปคว้านไส้ทำมัมมี่แมวให้รู้แล้วรู้รอดดีกว่าไหม!
แค่คิดน่ะมันได้ แต่จะให้เจ้าศพแมวสีซีดนี่ตายตรงนี้จริงๆย่อมไม่ได้ หากเป็นกิลเบิร์ตอาจใช้พลังจิตช่วยพยุงชีวิตห้ามเลือดไว้ได้ แต่ฟินน์ยังเป็นแค่เอสเปอร์ฝึกหัด เขาย่อมไม่เคยทำอะไรแบบนั้น จะห้ามเลือดก็ลำบาก แต่จะนั่งร้องไห้ก็ใช่ที่ เพียงแต่แม้ใจอยากช่วยแต่นี่ก็เกินความสามารถของเขาจริงๆ ในตอนนี้เขารู้สึกตัวว่าตนเองไร้ประโยชน์จนถึงที่สุด ไม่เคยมีประโยชน์ต่อใครหรือสิ่งใดเลย น่าสมเพชเหลือเกิน

วิลเลียมเองก็ดูจะไม่ได้คาดหวังในตัวเจ้าเด็กอ่อนหัดตรงหน้าเขานัก ยิ่งมองสีหน้าท่าทางสำนึกผิดแบบนั้นมีแต่เขาจะยิ่งหมั่นไส้หนัก ให้ตายเถอะ เขาเกลียดเด็กพรรค์นี้จริงๆ! 

“ฉันไม่เอ็นดูเด็กบ้าแบบเธอหรอกนะ น่ารำคาญจริงๆ!” ท่านสุลต่านผู้ควรจะเป็นคนเจ็บบ่นต่อ พลางใช้มือของตนเองวางลงที่ปากแผลเหวอะหวะน่ากลัวเพื่อประเมินสถานการณ์ “ม้ามท่าทางจะแตกไปแล้ว กระเพาะอาหารก็วิ่นไปแล้ว อืม หัวใจน่าจะใกล้หยุดเต้นแล้วล่ะ”

“นี่คุณ!”

“อยู่เฉยๆเถอะน่ะ!” วิลเลียมตะคอกใส่ก่อนที่เขาจะรวบรวมสมาธิอีกครั้งจนเกิดแสงสีน้ำเงินวาบขึ้น

ในตอนนั้นเองต่อหน้าต่อตาของฟินน์ที่ปากแผลของวิลเลียมค่อยๆปิดลง เครื่องในและผิวหนังค่อยๆผสาน แม้แต่เลือดสีน้ำเงินนั่นยังเหมือนกับค่อยๆจางหายไป เสื้อผ้าก็ค่อยๆถูกถักทอขึ้นใหม่ ทุกสิ่งเสมือนกลับไปก่อนหน้านี้ เสมือนว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย ความสามารถแบบนี้มันแทบจะเป็นเวทมนตร์แล้ว แต่แน่ล่ะ วิลเลียมไม่ได้ร่ายเวทมนตร์ เพราะทันทีที่เสร็จสิ้นการรักษา เขากลับทรุดหอบและซุกใบหน้าจมลงในอกของเด็กหนุ่ม ดูเหมือนการใช้พลังเช่นนี้จะทำให้เขาเหนื่อยมาก

“คุณ คุณเป็นเอสเปอร์เรอะ” ฟินน์ตั้งข้อสังเกต ตอนนี้เขาปล่อยให้อีกฝ่ายพิงเข้ามาในอกของเขาโดยดี และเมื่อมองลงไปก็ยิ่งตระหนกว่าใบหน้าของวิลเลียมซีดมาก และเนื้อตัวก็เย็นมากด้วย อาการเช่นนี้คล้ายกับเวลาที่เอสเปอร์ใช้พลังจนหมดเรี่ยวแรงแบบกิลเบิร์ตก่อนหน้านี้ แต่ฟินน์ไม่รู้สึกถึงพลังจิต ไม่รู้สึกถึงคลื่นพลังใดๆ ในเมื่อนี่ไม่ใช่เวทมนตร์ บางทีอาจเป็นอย่างที่เจ้าคนๆนั้นพูด “ผู้ใช้...ปฏิสสาร”

“หุบปากซะ!!!” วิลเลียมตะคอกใส่ หากแต่เขาในตอนนี้ปากแผลเพิ่งปิดและเสียเลือดไปเยอะ แค่ตะคอกก็เจ็บร้าวไปทั้งตัวแล้ว
“ถ้ายังรักชีวิตก็ห้ามบอกใครเด็ดขาด!” ท่าทีคุกคามชัดเจนเช่นนี้ฟินน์ย่อมรับรู้ว่านี่เป็นความลับที่สำคัญมาก ดูเหมือนตัวเขาจะเผลอมารับรู้เรื่องที่อันตรายสุดๆเข้าให้แล้ว

   อะไรคือผู้ใช้ปฏิสสาร?

“แล้ว คุณบิลลี่กับคุณกิลเบิร์ตรู้หรือเปล่าว่าคุณเป็นแบบนี้” เด็กหนุ่มถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้ในส่วนลึกจะรู้สึกว่าที่จริงแล้วสามคนนี่มีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันมาก เพียงแต่เขาในตอนนี้ยังนึกไม่ออกว่าอะไรกันที่ทำให้พวกเขาดูแปลกแยกจากคนอื่น หรือบางทีความแปลกแยกนี่เองที่เป็นสาเหตุให้พวกเขาต้องมาคบหากันเอง

“สองคนนั่นเป็นกรณียกเว้น แต่ก็อย่าบอกเรื่องที่ฉันบาดเจ็บ ฉันไม่อยากให้พวกนั้นเป็นห่วง” วิลเลียมสำทับ
ฟินน์รู้สึกแปลกๆที่คำพูดแสดงน้ำอกน้ำใจทำนองนี้ออกจากปากของเจ้าศพแมวดองนี่ ทั้งที่ดูเย็นชาเลวร้ายสุดๆ แต่อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่ามิตรภาพระหว่างเขากับพวกกิลเบิร์ตจะเป็นเรื่องจริง

“คุณก็อย่าดื้อนักสิ ถึงจะรักษาได้ แต่จริงๆก็คือเกือบตายไปแล้วใช่ไหมล่ะ!” ฟินน์ตะคอกกลับบ้าง อันที่จริงวิลเลียมกลับมามีสภาพเดิมได้เขาย่อมโล่งใจ แต่ในความรู้สึกของเขา หากนี่ไม่ใช่วิลเลียม แต่เป็นคนอื่น นั่นก็คือในคืนนี้เขาต้องฝังศพใครสักคนแน่นอน ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านี้เอง “เลิกเอาความเป็นความตายมาล้อเล่นได้แล้ว!”

   ประโยคสุดท้ายนั่นฟินน์ตะโกนขึ้นทั้งน้ำตา แถมดันไหลออกมานองใบหน้าด้วยความรู้สึกเจ็บปวดนิดๆ เขารู้สึกว่ามันน่ากลัวมาก แค่คิดว่าจะมีใครมาตายในอ้อมแขนของตนเองก็น่าหวาดกลัวมาก แถมหากคนที่ตายคือคนที่ปกป้องเขาจนตายแทน นี่จะยิ่งเป็นเรื่องแย่ ท่าทีของเขาแบบนั้นเองที่ทำให้วิลเลียมเงยหน้ามองอย่างระอา ก่อนจะส่ายศีรษะนิดๆ

   วิลเลียมรู้สึกว่า เขาก็ยังรำคาญเด็กเปรตนี่อยู่ดี คิดว่าน้ำตานั่นใช้ดองศพได้หรือไง เจ้าเด็กเฝ้าห้องดับจิต!

“รู้หรือเปล่าว่าผู้ใช้ปฏิสสารคืออะไร” วิลเลียมเงยหน้าถามเจ้าเด็กเปรตที่ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราวเพื่อตัดรำคาญ แน่ล่ะว่าฟินน์ย่อมส่ายหน้าไม่เข้าใจ แม้วิลเลียมไม่อยากพูด แต่หากปล่อยให้เด็กนี่ไปค้นคว้าถามคนอื่นเอาเองย่อมไม่ใช่เรื่องดี หากต้องเป็นแบบนั้นมิสู้บอกข้อมูลให้พอรับรู้ไว้จะดีกว่าหรือ อย่างน้อยนี่ก็เป็นคนของกิลเบิร์ต เขารู้สึกว่าไม่น่าจะอันตรายนัก “ในจักรวาลนี้ เดิมทีมีสิ่งต้องห้ามอยู่สามอย่าง”

“สามอย่าง” เลิกหัวคิ้วพลางพยายามจับศีรษะของวิลเลียมให้พิงเข้ามาที่อกของตนเองให้เขาได้พักให้ถนัด ดูเหมือนเจ้าศพแมวดองนี่ยังต้องการพักผ่อนอีกสักนิด 

“หนึ่งคือเอสเปอร์ โดยเฉพาะเอสเปอร์ที่มีพลังมหาศาลอย่างกิลเบิร์ต แต่เพราะว่าสหพันธ์ดาวเคราะห์ต้องการทำสงคราม เอสเปอร์ที่เกิดขึ้นมาจึงกลายเป็นอาวุธที่ล้ำค่าที่สุด กฎหมายเรื่องนี้จึงถูกแก้ไข สองคือ มนุษย์ด้อยพันธุกรรม และสาม...ผู้ใช้ปฏิสสาร”

   สิ่งมีชีวิตสามประเภทที่ตามกฎหมายดั้งเดิมของสหพันธ์จัดว่าต้องกำจัดทิ้งทั้งหมด แต่เพราะหลังจากที่มนุษย์แสวงหาความก้าวหน้าในจักรวาลที่กว้างใหญ่นี้มากขึ้น พวกเขาก็เปลี่ยนนโยบาย คัดสรรสิ่งที่ควรใช้ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนเอง เอสเปอร์ถูกใช้ในการรบจึงสามารถเปลี่ยนกฎหมายได้ไม่ยาก แต่เปลี่ยนแล้วยังไง ในสายตาของวิลเลียม มนุษย์ก็ยังเห็นว่าเอสเปอร์เป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง ถูกใช้เพื่อทำสงคราม แสวงหาประโยชน์ แถมยังอายุสั้นถูกปลดประจำการง่าย อายุเท่ากิลเบิร์ตก็ถูกเรียกว่าเป็นทหารชราหมดประโยชน์แล้ว

   ในตอนที่พูดเรื่องนี้ฟินน์รู้สึกว่าวิลเลียมนั้นหงุดหงิดนิดๆ คลับคล้ายว่าการที่เขาเป็นผู้ใช้ปฏิสสารอะไรนี่เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด ใบหน้าที่เชิดหยิ่งผยองนั่นแลดูซีดเซียว และดวงตาสีส้มก็สั่นไหว เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนี่ถึงเป็นเรื่องเศร้าขนาดนั้น

“คุณไม่อยากเป็นผู้ใช้ปฏิสสารอะไรนี่ใช่มั้ย” ฟินน์ถาม คำถามนั่นทำเอาวิลเลียมแทบอยากหัวเราะใส่

“ไม่มีใครอยากเป็นตัวประหลาดหรอก เอ้าลุกขึ้นได้แล้ว เจ้าเด็กเฝ้าห้องดับจิต!”

“หา!”

“เห็นคนจะตายเลยสลดเสียขนาดนั้น เรียกแบบนี้นั่นล่ะดีแล้ว! หรืออยากเป็นสัปเหร่อกันล่ะ!” ยิ้มหยันใส่พลางค่อยๆหยัดกายขึ้นนั่ง เส้นผมสีเงินยวงของวิลเลียมนั้นปรกลงมาบนใบหน้าของเขา ในขณะที่ดวงตาสีส้มนั้นเหมือนจะเจตนาปรายตามองเหยียด ท่าทางของวิลเลียมทำให้ฟินน์รู้สึกว่าเขาคล้ายแมวจริงๆนั่นล่ะ

เป็นเจ้าแมวขนสีขาวที่เชิดหยิ่งแสนยโสโอหัง ปากเสียไร้มารยาท ไร้คุณธรรมจรรยา เจ้ามัมมี่แมวไส้ทะลักในโหลดองศพ! ไม่น่ารักสักนิด!!

“คุณ คุณมันก็แค่ศพแมวดอง!” ใช่ ก็แค่แมวแห้งๆในโหลดองเท่านั้นแหละ!

“โฮ่! ปากกล้าดีนี่!” วิลเลียมหัวเราะหยันเขามองหน้าเจ้าหนูที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ซังกะตายแบบเมื่อครู่ อย่างไรเสียเขาก็ไม่ชอบพวกสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าจะตายมิตายแหล่ เห็นแล้วมันช่างขัดนัยน์ตา โดยเฉพาะนี่เป็นเด็กที่เพื่อนรักของเขาให้ความสำคัญ เขาย่อมไม่อยากกิลเบิร์ตเสียแรงเปล่ากับเด็กประเภทนั้น “งั้นก็ไปกันเถอะ”

“ไป?”

“ทำงานต่อน่ะสิ” 

   ไม่มีเวลาอธิบายรายละเอียดอีกแล้ว ในตอนนั้นเองเกิดระเบิดขึ้นเต็มท้องฟ้าแสงสีละลานนัยน์ตา และมีดาวตกดวงหนึ่งร่วงไปทางประตูหน้าของพระราชวัง วิลเลียมลืมความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งมวลยันกายลุกขึ้น แม้ฟินน์จะร้องห้ามแต่ตอนนี้วิลเลียมคล้ายจะกลับมาเป็นตัวเขาที่เชิดหยิ่งผยองเช่นเคยแล้ว

“จำไว้หากนายรักกิลเบิร์ต อย่าได้เอาเรื่องต้องห้ามนี่ไปเล่าให้ใครฟัง”

“เพราะว่ามันจะเป็นผลร้ายกับพวกคุณงั้นหรือ” ฟินน์เอ่ยถามอีกครั้ง ในส่วนลึกของหัวใจเขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา เพียงแต่ตอนนี้เขากลับยังนึกไม่ถึงว่าสิ่งใดกันแน่ที่เขาสมควรต้องหวาดกลัว

“ถ้าอยากอยู่อย่างสงบ ก็ไม่ควรรู้ไปมากกว่านี้ ถึงเธอจะโง่มาก แต่ก็รู้ใช่ไหมว่าอะไรเป็นอะไร” วิลเลียมสำทับอีกครั้งก่อนจะออกวิ่งไปที่จุดที่ดาวตกทันที ส่วนฟินน์นั้นไม่มีทางเลือกอื่น เขาทำได้แต่แสร้งเมินเฉยและวิ่งตามไป

   เพียงแต่ว่าในตอนนี้ หัวใจที่เคยว่างเปล่าของเขาพลันบังเกิดบางสิ่ง เขาอยากรู้ในสิ่งที่วิลเลียมพูด อยากเข้าใจ อยากค้นหา เขาอยากรู้ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอสเปอร์เช่นตัวเขา และมนุษย์ต้องห้ามอีกสองประเภทที่วิลเลียมพูดถึงนั่นคืออะไรกันแน่

   ความอยากรู้อยากเห็นนี่เองที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างมากเป็นครั้งแรกในชีวิต

ในตอนที่พวกเขาไปถึงที่จุดเกิดเหตุ บิลลี่ที่ตอนนี้เสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงก็วิ่งมาพร้อมกับเฟรเซียพอดี หญิงสาวครั้นพอเห็นฟินน์ก็แทบจะกระโจนเข้าหา เพียงแต่ว่าฟินน์รู้สึกได้ว่าน้องสาวของเขาตัวสั่นมาก สั่นราวกับว่าเพิ่งเห็นบางสิ่งที่น่าหวาดกลัวมาหยกๆ ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับเฟรเซีย การที่ต้องเป็นพยานเห็นการรัวกระสุนเลเซอร์สังหารศัตรูของบิลลี่จนฝ่ายตรงข้ามเละเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นั่นย่อมไม่น่าพิสมัยเลยสักนิด

“คุณบิลลี่...” ฟินน์หันไปทางบิลลี่ แต่ฝ่ายนั้นกลับยิ้มร่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่เลือดที่อยู่บนตัวเขาอย่างไรก็ไม่ใช่เลือดของตัวเขาเองแน่ๆ บิลลี่ต้องฆ่าคนแบบไหนกันถึงมีเลือดฝ่ายตรงข้ามย้อมจนเสื้อเปลี่ยนสีถึงขนาดนั้น ฟินน์ย่อมไม่กล้าถามต่อ ทว่า วิลเลียมกลับมองเพื่อนของตนเองอย่างพินิจ เขาจ้องมองก่อนจะเอ่ยทักขึ้น

“เก็บไปแล้วหรือ” นั่นย่อมหมายถึงศัตรู

“นายก็เหมือนกันสินะ” บิลลี่ตอบพลางยิ้ม มองแบบนี้แล้วคล้ายกับเด็กหนุ่มใสซื่อไร้มลทินคนนึ่ง แต่วิลเลียมกลับกางแขนออกและโอบกอดเอาเจ้าแมวส้มเพื่อนของเขาเข้ามาในอก ส่วนบิลลี่นั้นนอกจากจะไม่ปฏิเสธกลับคลอเคลียในอกของเพื่อนตัวเองราวกับเด็กน้อยขาดความอบอุ่น ในสายตาของฟินน์ วูบหนึ่งเขาดันเห็นเป็นเจ้าแมวอ้วนขนทองกำลังซุกไซ้ขอไออุ่นจากแมวขาวขนปุยแสนก้าวร้าวตรงหน้า

   นี่มัน...ภาพหลอนชัดๆ!

“นายโอเคนะ เจ้าหนู” วิลเลียมว่าพลางจูบเบาๆที่ใบหูของเพื่อน เขารู้ว่าบิลลี่กำลังตกอยู่ในอารมณ์แบบไหน นี่ก็คือเจ้าเด็กขาดความอบอุ่นที่หลังจากอาละวาดมาเต็มคราบแล้วนึกอยากอ้อนใครสักคนนั่นเอง เพราะนิสัยแบบนี้นั่นล่ะ วิลเลียมถึงสงสัยว่าเจ้าหนูนี่ทำไมยังเวอร์จิ้นอยู่ได้ หากให้คิดเป็นเหตุเป็นผลหมอนี่ควรเสร็จเจ้าโจรสลัดประสาทเสียนั่นไปนานนมแล้วแท้ๆ

“อุ่นจังเลย” บิลลี่ยิ้มกริ่มถูไถซอกคอของวิลเลียม ในขณะที่วิลเลียมมองเพื่อนด้วยแววตาที่แม้แต่ฟินน์ยังรู้สึกได้ว่า นั่นเป็นสายตาอ่อนโยนเอ็นดูอย่างยิ่ง คนเย็นชาแบบนั้นแต่กลับอ่อนลงหลายส่วนเพื่อบิลลี่ ฟินน์รู้สึกได้ว่าคนๆนี้เองก็มีหลากอารมณ์มากเหมือนกัน 

   หากแต่ทว่าในตอนนั้นเองที่ประตูวังค่อยๆถูกเปิดออกแล้วโดยอัตโนมัติ ใครบางคนเจตนาเปิดประตูวังเพื่อให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับคนในเมือง แต่ที่น่าตระหนกที่สุดก็คือยามนี้คนที่กำลังยืนขวางประตูหยัดยืนอยู่ข้างหน้าพวกเขานั่นก็คือ กิลเบิร์ต!
ดาวตกเมื่อครู่คือกิลเบิร์ตที่ตามมาดูสถานการณ์ที่ประตูวัง หากแต่เขาช้าไปไม่สามารถห้ามการเปิดประตูได้ ตอนนี้จึงเหลือแต่การเผชิญหน้าที่เลวร้ายที่สุดแทน

   กิลเบิร์ตนั้นลงมือฆ่าศัตรูไปแล้วโดยที่มือของเขาไม่เปื้อนเลือดเลยสักนิด การต่อสู้เป็นสัญชาตญาณของทหาร และแม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังคงเป็นท่านนายพลกิลเบิร์ตที่เก่งกาจคนเดิม แต่ใช่ว่าในสมองของเขาจะไม่รู้สึกตึงเครียดเลย ทั้งเรื่องเล่าของศัตรู ทั้งสถานการณ์การรบของเทสล่า สรุปได้ว่าศัตรูพวกนี้ไม่ใช่แค่คิดร้าย แต่ยังต้องคิดการใหญ่บางอย่างด้วย เพียงแต่นั่นย่อมต้องสะสางกันภายหลัง ตอนนี้เขามีปัญหาเฉพาะหน้าที่จะต้องแก้ไขเสียก่อน

“นึกแล้วเชียว เล่นของแข็งกันเลยนะพวกแก” กิลเบิร์ตแสยะยิ้มพลางสบถ อย่างที่คิดเมื่อเปิดประตูวังออก ไม่ใช่แค่คนในวังที่ถูกสะกดจิต แต่กองทัพมหาชนที่กำลังมาเผชิญหน้ากับเขาในขณะนี้ก็คือประชาชนนับหมื่นคนในซัลบูร์ก!

   ฝ่ายศัตรูสะกดจิตชาวซัลบูร์กนับหมื่นคนในคราวเดียว!

“ปล่อยข่าวเรียกความเกลียดชัง ใช้ความไม่พอใจในตัวฉันเป็นเครื่องชักจูงจิตใจ สร้างความเกลียดชังหมู่เพื่อจะได้สะกดจิตคนทั้งเมืองให้มาฆ่าฉันสินะ!” กิลเบิร์ตตวาด ยามนี้เบื้องหน้าเขาก็คือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสะกดจิตจนดวงตาแดงก่ำ ต่างคนต่างถืออาวุธมาหมายฆ่าเขาให้ตาย

พวกกิลเบิร์ตในตอนนี้ถูกปิดล้อม หากพวกเขาปล่อยไว้ไม่ทำอะไร คนพวกนี้จะเข้ามาสังหารพวกเขาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พอลุดวิกกลับมาพรุ่งนี้พวกเขาคงเหลือแต่เศษเนื้อแล้ว แต่หากเขาตอบโต้ นี่ก็จะถูกมองเป็นการฆ่าผู้บริสุทธิ์เช่นเดียวกับที่เมทิส! นี่คือการพยายามบีบให้ฆ่า บีบให้ต้องเล่นบทตัวร้าย!

   นี่เป็นเล่ห์อุบายที่ชั่วร้ายที่สุด!

“เจ้าพวกนั้นรู้ว่าทำแบบนี้แล้วพวกมันจะได้ประโยชน์ ดูท่านายคงไปเหยียบเท้าใครเข้าเต็มๆแล้วล่ะ” วิลเลียมเดินมายืนเคียงข้างกิลเบิร์ตพลางวิจารณ์ไปด้วย “พวกนั้นตามนายมาเพื่อฆ่านายให้ตายสนิท ความลับที่นายไปรู้มามันใหญ่โตขนาดนั้นเลยสินะ”

“ตอบตามตรง ฉันยังไม่รู้เลยว่าไปเหยียบเท้าเจ้าพวกนี้เอาแบบไหนน่ะ!” กิลเบิร์ตว่า แค่เรื่องที่เมทิส หรือการที่เขาห้ามเฟรเดอริคก่อสงครามกับซิลวานี่ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนถึงขนาดที่พวกนั้นจองล้างจองผลาญจะฆ่าเขาเชียวหรือ “โทษทีนะ ทำให้พวกนายลำบากไปด้วย”

“ไร้สาระ! เพื่อนต้องช่วยเพื่อนสิ! เห็นคนอื่นเห็นตัวอะไร!” บิลลี่ที่กลับเป็นปกติแล้วบอก เขาสั่งให้ฟินน์กันเฟรเซียถอยไปข้างหลังแล้ว ในตอนนี้ควรเป็นพวกเขาที่เป็นผู้ใหญ่ออกหน้าเองมากกว่า “จะทำยังไงต่อไป พลังของนายคนเดียวไหวมั้ย”

“เฮ้ นายคิดว่าพูดอยู่กับใครน่ะ! เจ้าหนูเวอร์จิ้นอย่างนายน่ะหลบไปเลย!” กิลเบิร์ตแสยะยิ้มตอบแต่บิลลี่กลับหน้าบูดบึ้งใส่ จนแทบจะเอากระบอกปืนฟาดใส่หน้าเพื่อนแล้ว เคราะห์ดีที่กิลเบิร์ตยอมพูดต่อ “ล้อเล่นน่ะ ช่วยฉันหน่อย ตรึงพวกนี้ไว้ อย่าโดนรุมยำตายอนาถเสียก่อนล่ะ!”

   ว่าแล้วไม่ทันรอคำตอบกิลเบิร์ตก็กระโจนขึ้นฟ้าในทันที ส่วนวิลเลียมกับบิลลี่กลายเป็นสองคนที่ถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับชาวซัลบูร์กที่ตอนนี้ตาแดงวาววับต่างสืบเท้าเข้ามาหาพวกเขาแล้ว วิลเลียมมองหน้าบิลลี่อย่างไม่มีทางเลือก ถึงขั้นนี้หากปฏิเสธย่อมไม่ใช่เพื่อน แต่เหนืออื่นใด กิลเบิร์ตรู้ว่าสามารถไว้ใจพวกเขาได้จึงได้ไม่รั้งรอแม้กระทั่งคำตอบ

“นี่เจ้าหนูบิลลี่ ไหวสินะ” วิลเลียมแซวอีกฝ่ายต่อ บิลลี่เริ่มรู้สึกอยากฟาดคนด้วยด้ามปืนอีกคนแล้ว

“นายนั่นล่ะ กลิ่นเลือดหึ่งเลย อย่ามาเดี้ยงไปก่อนละกัน! ไปล่ะนะ!” ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็วิ่งขึ้นหน้าไปพลางเปลี่ยนกระสุนเป็นกระสุนเลเซอร์แล้ว เพียงแต่ว่าคำพูดทิ้งท้ายของเขาย่อมทำให้วิลเลียมหัวเราะ

“จมูกดีจริงนะ”  ใช่แล้วถึงเลือดจะหายไป แต่คนบางประเภทก็ยังไวต่อกลิ่นอยู่ดี “เอาล่ะ มาลุยกันอีกสักตั้ง อืม หวังว่าม้ามของฉันจะไม่หลุดออกมาอีกรอบนะ” ประชดตัวเองแล้วก็หัวเราะขึ้นอย่างอารมณ์ดี

(ต่อ)

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
   วินาทีนั้นวิลเลียมกับบิลลี่ต่างพุ่งเข้าชนกับฝูงชน คนหนึ่งสาดกระสุนเลเซอร์แบบอ่อนเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของมวลชนให้ช้าลง ในขณะที่วิลเลียมจุดบุหรี่ของตนเองเพื่อใช้ควันในการชะลอการเคลื่อนไหวของมวลชน ส่วนดาบแสงในมือนั้นใช้ปัดป้องอาวุธมากมายที่ประดังประเดใส่พวกเขา เจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ทั้งสองคนย่อมคิดว่าให้รับมือกับคู่ต่อสู้ที่เป็นแบบเมื่อครู่ย่อมสบายกว่ามาก การต้องออมมืออยู่ตลอดเวลาแบบนี้ทำให้รู้สึกเหนื่อยขึ้นหลายเท่า

   ฝ่ายกิลเบิร์ตเขาในตอนนี้รวบรวมสมาธิและพลังของตัวเอง เขาจะต้องถอนการสะกดจิตหมู่ในคราวเดียว เพียงแต่ว่าการทำอะไรแบบนี้ย่อมต้องเปลืองเรี่ยวแรงและทันทีที่ทำสำเร็จเขาอาจจะร่วงหมดสภาพไปบนพื้นเป็นศพแมวตากแห้งถูกเหยียบจนบี้แบนเลยทีเดียว แต่จะให้ไม่ทำก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้นี่อาจเป็นแผนการของพวกต่างดาวที่คิดอ่านทำอะไรก็ตาม แต่หากปล่อยประชาชนไว้ในสภาพนี้ การสะกดจิตจะไปกดระบบประสาทของพวกเขา ในระยะเวลาอันสั้นพวกเขาอาจสมองเสื่อมหรือกลายเป็นคนพิการ หากไม่ช่วยเหลือในตอนนี้ เขาก็เสียทีที่ได้ชื่อว่าเป็นชายาของลุดวิกแล้ว

“ให้ตายเถอะ นี่เพื่อคุณเลยนะ เจ้าสามีถังขยะ!” กิลเบิร์ตหัวเราะเบาและยังฉีกยิ้มได้เช่นเคย ช่วยไม่ได้ในเมื่อคนเหล่านี้เป็นประชาชนของลุดวิก ก็เท่ากับเป็นคนของเขาด้วย และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือคนของตนเอง ที่ข้างล่างตอนนี้เพื่อนของเขากำลังลุยกับพวกประชาชน หากช้าเกินไปอาจเป็นเขาที่ต้องไปเก็บศพแมวบ้าสองตัวข้างล่างนั่น “เอาล่ะนะ!”

   ในตอนนั้นเองกิลเบิร์ตรวบรวมพลังสร้างดวงอาทิตย์จำลองขนาดย่อมขึ้น แสงสีส้มสาดแสงรุนแรงจนทำเอาสายตาแทบพร่าเลือน ทั้งแสงและความร้อนเรียกความสนใจจากเหล่าผู้ถูกสะกดจิตด้านล่างในทันใด ก่อนที่ดวงตาของกิลเบิร์ตจะเรืองแสงสีแดงสด นี่คือการถอนสะกดจิตหมู่ด้วยการใช้พลังจิตในครั้งเดียว!

   ยิ่งเร่งพลัง ยิ่งพยายามรวบรวมสมาธิ กิลเบิร์ตกลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เขาเองเพิ่งพ้นจากการต่อสู้กับอารอนมาไม่นาน สภาพร่างกายไม่ได้อยู่ในภาวะที่สมบูรณ์ที่สุด การที่จะถอนการสะกดจิตหมู่คนจำนวนมากขนาดนี้ยิ่งทำให้ระบบประสาทของเขาเองแบกรับภาระหนักหนาสาหัส ทั้งร่างร้อนราวกับจะระเบิด ทั้งการใช้จิตสื่อสารกับมวลชนและกระแทกผ่านสนามพลังมวลชนเข้าไปกลับกินแรงยิ่ง

“ฉันไม่รู้ว่าพวกแกต้องการอะไร แต่อย่าได้ใจไปนักเลย!”

   วินาทีที่กิลเบิร์ตกางสนามพลังและเร่งพลังจิตต่อต้านพลังขั้วตรงข้าม สมองของเขาพลันชาวาบขึ้นมา ในตอนนั้นเองที่เขาเห็นภาพบางอย่างปรากฏขึ้นในสมอง!

   ในภาพสีขาวนั่นเขาเห็นเด็ก เด็กชายผมสีดำตาสีดำที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ ก่อนที่เหมือนเด็กชายจะหันไปพูดกับใครบางคน เด็กชายหัวเราะและส่งยิ้มท่าทางมีความสุขสดชื่นอย่างมาก นั่นเป็นในสวนของที่ไหนสักแห่ง สถาปัตยกรรมแปลกตา ผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าผิดแผก กิลเบิร์ตไม่แน่ใจว่านั่นคือที่ไหน ทว่า เด็กคนนั้น เด็กคนนั้น

   นั่นคือตัวเขา!

   ตัวเขาเองในวัยเด็ก ความทรงจำที่สาบสูญไปและไม่เคยนึกขึ้นมาได้เลย แต่ทำไมกัน ทำไมถึงมานึกขึ้นได้ในตอนนี้!!

“ฉัน ฉัน อย่าหายไปนะ! ขอฉันดูอีก! นายเป็นใคร! นายอยู่ที่ไหน! ทำไมฉันถึงจำอะไรไม่ได้เลย!!!”

   เพียงแต่ว่าคำร้องขอนั้นไม่อาจเป็นจริง ความทรงจำสว่างจ้าเพียงชั่วครู่ก่อนจะแวบผ่านหายไปอย่างรวดเร็ว ในตอนที่รู้สึกตัวอีกที กิลเบิร์ตกลับรู้สึกว่าเขากำลังร่วงสู่พื้นด้วยความเร็ว มิหนำซ้ำในตอนนั้นเองที่ดวงตาของเขาพลันประสานกับปากกระบอกปืนที่เล็งยิงเขามาจากด้านล่าง! นี่คือการลอบกัด!

“บัดซบเอ๊ย!” สบถออกมาพลางยิ้มหยัน เขาในตอนนี้สิ้นเรี่ยวแรงสิ้นพลัง ไม่อาจปัดป้อง เป็นแต่เป้านิ่งให้ยิงเท่านั้น น่าเสียใจจริงๆ สู้อุตส่าห์พยายามแทบตาย จะมาตกม้าตายตอนจบงั้นหรือ “แต่แบบนี้ คุณก็ว่าฉันไม่ได้แล้วนะ ลุดวิก”

   ประชาชนของคุณ...ก็คือคนของฉัน

“ฉันจะว่าอะไรภรรยาของฉันได้งั้นหรือ”

   เอ๋!

     วินาทีนั้นเองที่ท่านเจ้าอาณานิคม ลุดวิก ชไนเดอร์พุ่งเข้ามาคว้าร่างของกิลเบิร์ตที่กำลังจะตกกระแทกพื้นไปอย่างรวดเร็วพลางยกปืนขึ้นยิงไปยังโจรลอบกัดอย่างแม่นยำ ก่อนจะใช้อุปกรณ์สุญญากาศชะลออัตราแรงกระแทกในเสี้ยววินาที แต่กระนั้นก็ยังทำให้พวกเขาพุ่งเข้าชนกับกำแพงด้านหน้าของพระราชวังอย่างแรง!

   ตูม!

    ฝุ่นควันโขมงท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ตอนนี้นิโคลัสกับลูคัสให้ทหารเข้าควบคุมสถานการณ์แล้ว ทว่า ราวกับปาฏิหาริย์ ประชาชนชาวซัลบูร์กต่างค่อยๆหายจากอาการถูกสะกดจิต พวกเขากำลังค่อยๆกลับมามีสติ แต่ว่าคนที่กำลังกรีดร้องอย่างสุดเสียงในตอนนี้กลับเป็นกิลเบิร์ต

“เจ้าคนบ้า! ทำไม! ทำไมทำแบบนี้!!!!” กิลเบิร์ตร้องลั่นแม้ตัวเองก็อยู่ในสภาพไม่สมประกอบเช่นกันแต่การกระทำของอีกฝ่ายกลับทำให้หัวใจของเขาแทบสลาย ลุดวิกช่วยเขาไว้ แล้วยังใช้ร่างกายตัวเองรับแรงกระแทกแทนเขา บาดเจ็บจนเลือดไหลออกมาเต็มไปหมด ทั้งที่เขาร้องลั่นขนาดนี้แต่เจ้าคนเจ็บนั้นกลับไม่มีร้องเลยสักแอะ เข้มแข็งเยี่ยงชายชาติทหารที่ทรหดอดทนอย่างยิ่ง ทั้งที่ไม่ใช่เอสเปอร์หรือสิ่งมีชีวิตที่แปลกแยกอะไรเลย ไปเอาความมั่นใจขนาดนี้มาจากไหนน่ะ!

“ยังต้องให้พูดอีกเรอะว่าทำไม เป็นเจ้าแมวเถื่อนที่ความจำสั้นเสียจริงนะ” ลุดวิกที่แม้บาดเจ็บแต่ก็ยังยิ้มพลางลูบข้างแก้มของคนในอ้อมแขน “เธอยอดเยี่ยมมากนะ ภรรยาคนเก่งของฉัน” เอ่ยชมด้วยความรักชื่นชม ทั้งที่บาดเจ็บแต่กลับกอดภรรยารักไว้ในอ้อมอกอย่างรักใคร่ที่สุด ในเสี้ยววินาทีที่เขาเห็นภาพของกิลเบิร์ตที่กำลังจะตกกระแทกพื้น เขาคิดว่าตนเองจะต้องสูญเสียคนๆนี้ไปแล้ว แต่หลังจากทุ่มสุดตัว ตอนนี้เขายังสามารถกอดกิลเบิร์ตไว้ได้อีกครั้ง นี่ย่อมเป็นความยินดีปรีดาที่เขาแสวงหาแม้จะต้องแลกกับอะไรก็ตาม

“คุณมันบ้า บ้าไปแล้ว!” กิลเบิร์ตตะโกนใส่หน้าฝ่ายตรงข้าม ถึงตอนนี้หน้าของเขาแดงก่ำ และนัยน์ตาก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา น้ำตาดันไหลออกมาอาบแก้มด้วยความรู้สึกมากมายระคนปนกัน คนๆนี้ทำอะไรเพื่อเขามากเกินไปแล้วจริงๆ

“อย่าร้องไห้ ฉันปลอดภัยดี ทุกคนปลอดภัยดี” จูบลงที่หน้าผากและยังคงยิ้มให้อย่างอ่อนโยนมาดมั่นที่สุด ความรู้สึกของเขาถ่ายทอดผ่านดวงตาจนทำให้คนมองถึงกับปวดแปลบในอก

“แผลขนาดนี้จะปลอดภัยได้ยังไง! นี่คุณ ฉัน ฉัน...” กิลเบิร์ตสับสนจนพูดไม่เป็นคำ อยากจะบอกเหลือเกินว่าเขาไม่มีค่าขนาดนั้น ไม่สำคัญขนาดนั้น คุณสิที่สำคัญที่สุด

   ทำไมคนสำคัญแบบคุณ ถึงต้องทำเพื่อฉัน!

“ฉันรักเธอนะ”

“!”

“เขาว่ากันว่า การกระทำสำคัญกว่าคำพูดไม่ใช่หรือ”

   และหากสามารถสละตัวเองเพื่อเธอได้ ฉันก็จะทำ


จบตอน

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
ตอนที่ ๓๐
เรื่องน่าตกใจของเจ้าแมวเถื่อน

   คืนนั้นทั้งลุดวิกกับกิลเบิร์ตถูกส่งเข้าโรงพยาบาลทั้งคู่ คนหนึ่งใช้พลังจิตจนหมดเกลี้ยงร่างกายอยู่ในสภาพจำศีล ส่วนอีกคนบาดเจ็บจากการกระแทกอย่างแรง ทว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือ ก่อนที่พวกนิโคลัสจะรุดมาดูอาการของลุดวิก เป็นวิลเลียมที่ใช้พลังใช้ฐานะผู้ใช้ปฏิสสารช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อของลุดวิกไว้ให้เขาพ้นขีดอันตราย แต่ด้วยประการเช่นนี้เองวิลเลียมจึงทรุดตามไปด้วยอีกคน เดือดร้อนบิลลี่ที่กลายเป็นญาติคนป่วยจำเป็นต้องมาเฝ้าหน้าห้องพยาบาล ส่วนฟินน์กับเฟรเซียนั้นเข้าให้ปากคำกับพวกลูคัส ในชั่วพริบตาเรื่องราวที่ราวกับฝันร้ายก็ผ่านไป

   บิลลี่ในฐานะอัยการของสหพันธ์ดาวเคราะห์ขออนุญาตต่อต้นสังกัดสืบสวนเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่ข้อสรุป ได้ความว่ากลุ่มขุนนางเก่าที่สนับสนุนเจ้าชายอ๊อตโต้นั้นได้รับการติดต่อจากกลุ่มที่อ้างว่าเป็นมนุษย์ดาวเวก้า ให้หยิบยืมใช้อุปกรณ์สะกดจิต เจ้าชายอ๊อตโต้ตัดใจฆ่าคาร์ล เออร์เนส คนรักก็เพื่อล่อให้กษัตริย์ลุดวิกกับลูคัสผู้เป็นประธานรัฐสภาคนปัจจุบันเดินทางไปพบ และจัดการลอบสังหารขึ้นในคุก แต่เพราะลุดวิกมีทหารเอสเปอร์ของกิลเบิร์ตติดตามไปด้วย ประกอบกับเขาอ่านเกมออกและสามารถจัดการเรื่องที่โคล์วลงได้ เจ้าชายอ๊อตโต้จึงถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมเพิ่มเติม แต่ไม่ทันข้ามคืนก็มีรายงานว่าเขาตายกะทันหันด้วยยาพิษ

   ส่วนลุดวิกครั้นพอจัดการเรื่องที่โคล์วได้ก็พอเดาได้ว่าต้องเกิดเรื่องที่เมืองหลวง พวกทหารเอสเปอร์ไม่ได้มีพลังจิตมากเท่ากิลเบิร์ต จึงสลับกันใช้เทเลพอร์ตส่งพวกลุดวิกกลับมาเมืองหลวง ทันกับที่พวกกิลเบิร์ตถูกลอบโจมตี สุดท้ายกิลเบิร์ตใช้พลังถอนการสะกดจิตโดยไม่มีใครเสียเลือดเนื้อ ส่วนขุนนางที่ทรยศดวงดาวเป็นกบฏถูกจับกุมขณะพยายามลอบสังหารกิลเบิร์ตผู้มีฐานะเป็นชายาของเจ้าอาณานิคม แต่ไม่นานก็ตายจากอาการถูกพิษเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่คาลุสที่ตายอย่างปริศนาในคืนนั้นเอง รายงานนี้สุดท้ายออกมาเป็นว่าทุกอย่างเป็นแค่ข้อกล่าวอ้าง ไม่มีพยานบุคคล ไม่มีหลักฐานอ้างอิง การสรุปสำนวนของบิลลี่เป็นไปในแนวทางที่แม้แต่ตัวเขายังนึกหงุดหงิด

   คนร้ายคิดแผนมาอย่างดีว่าเมื่อพยานตายหมด ก็ไม่มีใครสืบมาถึงตัวพวกมัน ทุกสิ่งที่พยานพูดก่อนตายย่อมเป็นแค่ข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย

   ลุดวิกนั้นเพราะได้รับการช่วยเหลือจากวิลเลียม เขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่ทั้งกิลเบิร์ตและวิลเลียมกลับหมดสภาพด้วยกันทั้งคู่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ในกรณีของวิลเลียม ฟินน์เป็นคนแจ้งว่าวิลเลียมเพียงต้องการพักผ่อน ห้ามไม่ให้เจาะเลือดหรือให้อาหารทางสายยางเด็ดขาด แม้จะฟังดูแปลกประหลาด แต่เพราะอ้างคำสั่งของท่านสุลต่านผู้เป็นแขกเมือง คณะแพทย์จึงยอมรามือ

จนเข้าสัปดาห์ที่สอง เที่ยงนี้ลุดวิกมาเยี่ยมอาการของแขกเมืองที่เขาชังน้ำหน้ายิ่งกว่าอะไร เพียงแต่ว่าคนที่เขาชังแสนชังคนนี้กลับเป็นคนที่ยืนเคียงข้างภรรยาของเขาในการสู้รบ และยังช่วยเขาไว้ด้วย หลังจากรออีกฝ่ายฟื้นตัวมาสักพัก ในที่สุดก็จะได้คุยกันเป็นกิจจะลักษณะ

“ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เจ็บตัว” ลุดวิกเอ่ยเรียบๆด้วยใบหน้าขึงขังเช่นเคย ในขณะที่วิลเลียมเอาหัวพิงหมอนเลิกดวงตาขึ้นมองโดยมีฟินน์ยืนอยู่ข้างๆ จะชั่วจะดีฟินน์ก็รู้ว่านี่เป็นผู้มีพระคุณของเขาจึงไม่สามารถทิ้งไม่ดูดำดูดีได้ ในยามที่บิลลี่ไปดูแลกิลเบิร์ต เขามักจะรับอาสามาอยู่เป็นเพื่อนให้วิลเลียมเรียกใช้งาน แม้ว่าในความเป็นจริงวิลเลียมจะแทบไม่เคยเรียกใช้เขาเลยก็เถอะ
“ขอบคุณที่ช่วยปกป้องซัลบูร์กและภรรยาของฉัน” ลุดวิกเอ่ยต่อ

“ภรรยาคุณก็เพื่อนฉันเอง ไม่ต้องมาพูดพิรี้พิไรหรอก ว่าไง หายหึงแล้วหรือยังท่านกษัตริย์” วิลเลียมแสยะยิ้มกึ่งล้อเลียนจนฟินน์ที่ยืนฟังอยู่นึกอย่างแช่งให้หมอนี่หลับไม่ตื่นจริงๆ แน่ล่ะว่าลุดวิกพอฟังคำถามก็มุ่นคิ้วหนักมาก ในสายตาลุดวิกยามนี้เห็นต้องตรงกับฟินน์ว่าหมอนี่มันช่างเป็นศพแมวนอนพังพาบที่พูดมากเสียเหลือเกิน สมควรเอาไปดองใส่โหลนัก

   เพียงแต่ว่า คนจับไปดองอาจจะถูกข่วนหน้าแหกเละไปเสียก่อนนี่สิ กับแมวไม่รักดีเช่นนี้ ลุดวิกคิดว่าเขาควรเตือนให้หนักหน่อย

“ถ้าคิดจะทดสอบกันแบบนี้ขอเตือนให้คุณเลิกเสีย เพราะว่าใช่แล้ว ฉันเป็นคนขี้หึงมาก ฉันไม่ทำร้ายภรรยา แต่กับคนอื่นน่ะไม่แน่” เขาเอ่ยอย่างขึงขังพลางแสยะยิ้มยอมรับความใจแคบในเรื่องนี้ของตนเอง วิลเลียมเองก็นึกไม่ถึงว่าลุดวิกจะกล้าข่มขู่กันตรงไปตรงมาขนาดนี้ นี่หากเขาไม่ป่วยอยู่หมอนี่จะชกเขาหน้าหันไหม “ฉันรักกิลเบิร์ต เขาจะเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของฉัน ชายาของกษัตริย์แห่งอาทีเรียจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น”

   ยามนั้นที่วิลเลียมมองหน้าผู้ชายตรงหน้าด้วยความคาดไม่ถึงเป็นครั้งแรก เขาพานพบคนมามาก ได้เห็นสามีที่ปฏิบัติต่อภรรยามาหลากหลาย แม้แต่ตัวเขาก็ไม่ใช่สามีที่ดีอะไรนัก ไม่สิ ค่อนข้างเลวด้วยซ้ำ ส่วนลุดวิกเป็นผู้ชายมีอำนาจ เขามีทรัพย์สิน มีเกียรติยศ เป็นคนใหญ่คนโต แต่คนๆนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าความรู้สึกที่เขามีให้กิลเบิร์ตนั้นไม่ถูกจำกัดด้วยยศถาบรรดาศักดิ์เหล่านั้น เขาพิสูจน์ไม่ใช่ด้วยคำพูดเลื่อนลอย แต่เป็นการกระทำ

“นี่ คุณรู้ใช่ไหมว่ากิลเบิร์ตยังต้องเผชิญกับปัญหาอีกมาก อีกหกเดือนหากเขาแพ้คดีที่เทียร่า เขาอาจจะกลายเป็นอาชญากรสงคราม ถึงตอนนั้นคุณจะทำยังไง” นั่นคือเรื่องในอนาคตอันใกล้ และมันใกล้มากจนวิลเลียมนึกหงุดหงิด คนๆหนึ่งที่สมบูรณ์พร้อมจะยอมเสียชื่อเสียงไปกับเอสเปอร์ที่ใกล้หมดอายุการใช้งานเชียวหรือ กิลเบิร์ตไม่มีอะไรให้ผู้ชายคนนี้สักอย่าง แล้วคนที่ทั้งยังหนุ่มแน่นและมีแววรุ่งโรจน์เช่นนี้จะรักมั่นในคนที่ไม่มีอะไรเลยขนาดนั้นเชียวหรือ “ว่าไง คุณจะทำยังไง”

   นาย...จะทำยังไงกับเพื่อนของฉัน?

“ฉันจะปกป้องเขา” คำตอบนั้นแสนจะเรียบง่าย มันเข้าใจง่ายเสียจนวิลเลียมยังแทบไม่เชื่อหูของตนเอง

“ปกป้อง...”

“ด้วยเกียรติของตัวฉันเอง ฉันจะปกป้องและภักดีต่อภรรยาของฉัน” ลุดวิกกล่าวซ้ำอย่างหนักแน่น

วินาทีนี้ในที่สุดลุดวิกเองก็ได้เข้าใจแล้วว่าผู้ชายที่ชื่อวิลเลียมนั้นคิดเห็นอย่างไรกับภรรยาของเขา การที่วิลเลียมพยายามยั่วโมโหตั้งแต่แรกที่มาถึงอาทีเรีย ไม่ใช่เพราะเขามีใจให้กิลเบิร์ตฉันชู้สาว แต่เป็นความห่วงใยในฐานะเพื่อนสนิท กิลเบิร์ตถูกเฟรเดอริคทอดทิ้งแล้วจับพลัดจับผลูแต่งงานกับเขาอย่างกะทันหัน มันแน่อยู่แล้วที่วิลเลียมจะต้องสงสัยในความจริงใจนี้ ดังนั้นทุกสิ่งที่วิลเลียมแสดงออกจึงเป็นละครปาหี่แมวๆฉากหนึ่งเท่านั้นเอง ก็เหมือนกิลเบิร์ตที่แกล้งเลียขนของเจ้าแมวอ้วนขี้แย นี่ก็เป็นเจ้าแมวขนสีขาวที่ขู่ฟ่อๆข่วนใส่ทุกคนที่จะเข้ามาเล่นกับเจ้าแมวเถื่อนของเขา เป็นแก๊งแมวสามสีที่รักกันดีจริงๆ

   แน่ล่ะว่าวิลเลียมไม่รู้ความคิดของลุดวิกที่กำลังเห็นเขาเป็นตัวอะไรแบบนั้น เพราะถึงตอนนี้วิลเลียมก็ทำได้แต่ยิ้มรับคำพูดแสนมั่นคงของคนๆนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองบ้าไปเองที่ห่วงเรื่องนี้ เพื่อนรักของเขามีคนที่ดีดูแลแล้ว มีคนที่คู่ควรแล้ว กิลเบิร์ตไม่จำเป็นต้องโศกเศร้าเสียใจอีกแล้ว 

“ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ” คำขอบคุณนี้ช่างน่าแปลก ลุดวิกรู้สึกว่าวิลเลียมขอบคุณอย่างถ่อมตนยิ่ง เขาดูประทับใจและพึงพอใจราวกับว่าคำพูดนั้นเพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาปล่อยวาง ลุดวิกถึงกับตั้งข้อสงสัยว่าเพราะอะไรวิลเลียมถึงได้ยึดติดกับความสุขของเพื่อนขนาดนั้น

   มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสามคนกันแน่

    ในขณะเดียวกันนั้นเองที่ฟินน์กลับรู้สึกวูบโหวงในอกเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของผู้มีพระคุณที่ไม่น่ารักเสียเลยคนนี้ เขาถึงกับตั้งคำถามขึ้นในใจว่า ทำไมวิลเลียมจึงรู้สึกดีใจที่มีคนดูแลกิลเบิร์ตจนออกนอกหน้าขนาดนี้ แล้วตัววิลเลียมเองล่ะ มีใครดูแลเขาบ้างหรือเปล่า ถ้ามีคนดูแลแล้ว จะยังตีสีหน้าเย็นชาไม่สนใจไยดีชีวิตตัวเองอีกไหม?

   หรือว่าคุณดูแลคนอื่น แต่ไม่มีใครใส่ใจคุณเลยงั้นหรือ?

   ในตอนที่ลุดวิกกับวิลเลียมดูเหมือนจะญาติดีกันขึ้นหน่อยแล้วนั่นเอง ที่ตอนนั้นเองนายแพทย์ประจำราชวงศ์ขออนุญาตเข้าพบลุดวิกเป็นการเร่งด่วน สีหน้าท่าทางบอกไม่ถูกว่าดีหรือร้าย แต่ที่แน่ๆลุดวิกถึงกับตีสีหน้าเข้มขึ้นอย่างกะทันหัน แน่ล่ะว่าการที่แพทย์คนสำคัญมาพบเขาแบบนี้นั่นหมายถึงต้องมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับกิลเบิร์ตแน่นอน

“เกิดอะไรขึ้นกับชายาของฉัน” นั่นคือคำถาม

   (ต่อ)

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
(ต่อ)

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองบิลลี่กลับกำลังพบกับปัญหาใหญ่โต เมื่อเช้านี้เขารีบบึ่งมาเยี่ยมกิลเบิร์ตแต่เช้าตรู่ แต่ปรากฏว่าจู่ๆกิลเบิร์ตที่ควรมีอาการดีวันดีคืนกลับมีอาการประหลาดกะทันหัน เขาอาเจียนไม่หยุดมาตั้งแต่เช้า ไข้ขึ้นต่ำๆ อ่อนเพลียหนักกว่าเดิม ซ้ำร้ายพยาบาลยกอาหารมาให้ก็กินได้ไม่กี่คำแล้วก็อาเจียนต่อ อาการย่ำแย่หนักมากจนหมอต้องมาตรวจเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่เพราะกิลเบิร์ตนั้นไม่รู้ว่าตนเองเป็นชาวดาวอะไร มีรหัสพันธุกรรมอย่างไร การตรวจและวินิจฉัยโรคจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก นี่ก็หลายชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่ได้ความ

“แย่แล้ว! นี่นายคงไม่ได้ป่วยหนักหรอกนะ!” บิลลี่ตอนนี้ว้าวุ่นมาก เดินไปเดินมาแทะเล็บตัวเอง สีหน้าเครียดสุดๆจนกิลเบิร์ตต้องขอให้เขานั่งลงซะเพราะเวียนหัว    

“ช่วยนั่งทีเถอะ ฉันจะอ้วก” คนป่วยนอนพังพาบหน้ามืด แทบจะมีกระโถนส่วนตัวประจำกาย เขาในตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร เขาไม่เคยมีอาการแบบนี้ ไม่เคยต้องอาเจียนติดต่อกันหลายชั่วโมงแบบนี้ ปกติต่อให้พลังหมดก็แค่นอนเฉยๆพักผ่อนเป็นผักสักเดือน แต่นี่มันคล้ายจะเป็นโรคร้ายแรงเสียแล้ว “หรือฉันจะติดโรคระบาด หรือสภาพแวดล้อมของที่นี่ทำให้ป่วย โอย ยิ่งยิ่งคิดคลื่นไส้” กิลเบิร์ตบ่นกระปอดกระแปดก่อนจะอ้วกอีกรอบ จนบิลลี่ต้องเข้ามาลูบหลังปลอบ พอเห็นเพื่อนตัวเองหมดสภาพขนาดนี้ก็เริ่มน้ำหูน้ำตาไหล วิตกกังวลไปร้อยแปด

“อย่าตายนะกิลเบิร์ต! ถ้านายตายสามีนาย เฟรเซีย ฟินน์ พวกฉันต้องเสียใจมากเลยนะ! ห้ามตายนะ!”

“ใครจะตายฟะ! พ่อนายสิตาย!” กิลเบิร์ตโวยวาย สภาพบิลลี่ที่น้ำหูน้ำตาไหลร้องไห้ขี้มูกโป่งนี่มันขัดหูขัดตามาก คนป่วยคือเขานะ ทำไมเขาจะต้องมาปลอบหมอนี่เล่า! “หยุดร้องได้แล้ว! อุ้บ!” ว่าแล้วก็อ้วกต่อจนแทบจะหมดไส้หมดพุง

   สุดท้ายเจ้าแมวเถื่อนสุดร้ายกาจก็นอนพังพาบหัวหมุนอยู่บนเตียง โดยมีเจ้าแมวอ้วนสหายรักวิ่งสาละวนกับการโทรหาคุณหมอนู่นนี่นั่น แต่ก็ได้รับคำตอบว่ายังวินิจฉัยโรคไม่เสร็จ ส่วนกิลเบิร์ตก็หลับๆตื่นๆสลับกับอาเจียนไม่ยอมหยุดเสียที ตกเข้าเที่ยงวันเขาก็ยังกินอะไรไม่ได้ หมอกับพยาบาลที่เข้ามาดูอาการตีสีหน้าเคร่งเครียดสับสน ต่างคนต่างร้อนรน ช่วยไม่ได้ ก็คนที่นอนอยู่นี่คือชายาคนโปรดของกษัตริย์ เกิดเป็นอะไรขึ้นมาพวกเขารับผลร้ายแรงนั่นไม่ไหวหรอกนะ

“โฮๆๆๆๆ!! อย่าตายนะกิลเบิร์ต!!!!” บิลลี่ร้องไห้ขึ้นอีกรอบพอเห็นกิลเบิร์ตอาเจียนเป็นรอบที่ยี่สิบแล้ว นี่มันโรคร้ายแรงอะไรที่ทำให้คนอาเจียนหนักขนาดนี้!!!

“ไม่ตายเฟ้ย!!!” ฝ่ายกิลเบิร์ตถึงจะโงนเงนหนักมาก แต่จะให้ยอมรับว่าจะตายแล้วนี่ก็ไม่ยอมเช่นกัน เพียงแต่ว่าเขาสงสัยว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ เขาป่วยหนักจนหมอวินิจฉัยโรคไม่ได้เลยหรือไง มีชีวิตมาจนป่านนี้จะต้องมาตายด้วยโรคที่รักษาไม่หายงั้นหรือ นี่มันจะโชคร้ายเกินไปแล้ว!!!! “เลิกร้องซะทีเถอะ ฉันปวดหัว โอย เห็นหน้านายแล้วยิ่งปวด” ปากว่าอย่างนั้นแต่กลับซบลงในอ้อมอกของเพื่อน เพิ่งรู้สึกตัวว่าเนื้อตัวบิลลี่นุ่มนิ่มกว่าที่คิด เหมือนตุ๊กตาตัวใหญ่ๆกอดแล้วสบายใจมากๆเลย “นุ่มจัง”

“เห!”

   ตอนนั้นเองที่เจ้าคนป่วยจัดการลากเจ้าแมวตัวเขื่องนอนลงข้างตัวแล้วกอดเสียเต็มรัก พอมีอะไรมากอดแล้วก็รู้สึกชื่นอกชื่นใจสบายเนื้อสบายตัวผ่อนคลายอย่างมาก แม้แต่อาการคลื่นไส้ยังรู้สึกดีขึ้น นี่ต้องเป็นเพราะพันธุกรรมสุดยอดของหมอนี่แน่ๆ

“เยี่ยมเลย นอนนิ่งๆนะ ฉันจะได้นอนเต็มตาเสียที” กิลเบิร์ตว่าพลางหลับตาพริ้มกอดเจ้าแมวขนทองตัวกลมมีความสุขเกินประมาณ ในขณะที่บิลลี่นั้นไม่มีทางขัดขืนคนป่วยได้ จึงเลือกจะนอนนิ่งๆไม่หือไม่อือ เพื่อนว่าดีเขาก็ว่าดี อีกอย่างนี่มันในโรงพยาบาลไม่มีใครคิดอกุศลกันหรอก!

   ทว่า สองสหายดูจะมองโลกในแง่ดีกันเกินไปนิด เพราะตอนนั้นเองที่จู่ๆประตูห้องพยาบาลก็ถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นหู เสียแต่สองแมวกำลังกอดกันกลมด้วยความรู้สึกแสนละมุนใครจะไปใส่ใจเสียงนกเสียงกาน่าหนวกหูแบบนั้นกันเล่า ช่างหัวนายสิ!

   แน่ล่ะว่าแขกผู้มาเยือน กำลังคิดว่าแมวสองตัวนี้สมควรโดนล่ามไว้คนละฟากตึกเสียจริงๆ!

“กิล นอนสบายไหม”

เอ๋!! เสียงคุ้นๆนะ!!

วินาทีนั้นที่เจ้าแมวขี้เล่นทั้งสองตัวเงยหน้ามองโจทก์พร้อมกัน พวกเขาย่อมพบกับรอยยิ้มเย็นเยียบกับสีหน้าแข็งทื่อของท่านราชาแห่งอาทีเรียที่ตอนนี้หากทำได้คงชกบิลลลี่หน้าแหกไปแล้ว บิลลี่สะดุ้งโหยงถอยกรูดหลังชนฝา กลายร่างเป็นแมวขี้อ้อนท่าทางเศร้าซึมสำนึกผิดอย่างแรง ส่วนกิลเบิร์ตเลิ่กลั่กหนักมากประหนึ่งภรรยาที่สามีจับชายชู้ได้คาเตียง แต่นั่นไม่ใช่ชู้เสียหน่อย! เป็นแค่หมอนข้างต่างหาก!!

“เอ่อ สบายมั้ง...” กิลเบิร์ตยิ้มแห้งท่าทางหลุกหลิกคล้ายคนที่รู้ตัวว่าทำความผิดร้ายแรง แต่เขาไม่ผิดนะ เขาก็แค่ไม่สบายก็เลยอยากหาท่านอนสบายๆเท่านั้นเอง! “ห้ามว่าฉันนะ! ฉันเป็นคนป่วยนะตอนนี้!” อ้างสิทธิคนป่วยประกาศเป็นยันต์กันผีหน้าตาเฉย เขาป่วยอยู่ ห้ามมาใช้กำลังหักหาญนะเออ!

“ฉันจะว่าอะไรเธอ ไหน บอกซิว่าฉันจะว่าอะไรเธอ” ลุดวิกยิ้มอย่างขี้เล่นก่อนจะปรายสายตาส่งสัญญาณให้เจ้าแมวขนทองรีบวิ่งปราดออกนอกห้องเร็วจี๋จนกิลเบิร์ตแทบร้องเรียกไว้ไม่ทัน

แย่แล้ว! พรรคพวกหนีไปแล้ว!!

“คุณจะหึงฉันอีกเหรอ นี่ฉันป่วยอยู่นะ! ถ้าสะเทือนใจมากฉันจะป่วยหนักขึ้นอีกนะ!” กระเง้ากระงอดเสียน่าสงสารจนลุดวิกอ่อนอกอ่อนใจ คนๆนี้ยามจะสู้รบกับใครก็แข็งแรงแกร่งกล้าเสียไม่มี พอจะอ้อนเหมือนเด็กๆก็อ้อนเสียจนคนฟังใจอ่อนยวบยาบ สภาพเจ้าแมวดำในตอนนี้นอกจากกอดปลอบแล้ว ลุดวิกก็นึกไม่ออกว่าเขาจะทำอะไรได้อีก “ฉันอาเจียนไม่หยุดตั้งแต่เช้า บิลลี่อยู่เป็นเพื่อน แถมเป็นหมอนข้างให้ด้วยนะ คุณนั่นล่ะไม่ยอมมาเยี่ยมสักที” ว่าพลางก็แกล้งงอนน้อยๆต่อว่าให้เป็นความผิดอีกฝ่าย แน่ล่ะว่าลุดวิกย่อมรู้ว่าแมวเถื่อนตัวนี้กำลังเล่นเล่ห์กล น่าจับตีจริงๆ

“ก็มาเยี่ยมแล้วไง ขอโทษนะที่มาช้า งั้นฉันจะอยู่ด้วยทั้งวันทั้งคืนเลยดีไหม” ลุดวิกยิ้มพลางนั่งลงข้างเตียงและจับมือของอีกฝ่ายมากุมไว้ อันที่จริงจะบอกว่าไม่หึงบิลลี่เลยนั้นก็ดูจะโกหก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าตอนที่เขาเห็นภาพเมื่อครู่ แวบหนึ่งเขาก็ดันเห็นเป็นเจ้าแมวสองตัวนอนกอดกันกลมบนเตียง เอาเข้าจริงนั่นค่อนข้างจะน่ารักน่าชังมากกว่าน่าดุ ที่สำคัญตอนนี้ เขาไม่มีทางที่จะตำหนิอะไรภรรยาของเขาเด็ดขาด พูดให้ตรงกว่านี้ก็คือ เขากำลังมีความสุขมากจนโกรธใครไม่ลง “นี่กิล ฉันรักเธอนะ”

   ได้ฟังคำพูดอะไรแบบนั้นอย่างปุบปับ กิลเบิร์ตก็ผงะหน้าแดงไปเหมือนกัน เจ้าคนหน้าไม่อายคนนี้นึกอยากพูดอะไรก็พูด ทำเอาเขาสับสนไปหมดแล้ว

“คุณบอกตั้งหลายครั้งแล้ว ฉันรู้แล้วน่า!” เจ้าคนที่กำลังเขินหนักมากโวยแก้เก้อ

“แล้วเธอรักฉันบ้างหรือยัง” ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้อีกฝ่าย มองจ้องเข้าไปในดวงตาสีดำแสนสวยที่น่าดูน่าชมที่สุดสำหรับเขา เขาชอบคนๆนี้ รักมาก ต้องการมาก เมื่อรู้ใจตัวเองแล้วก็ไม่อาจหักห้ามความรู้สึกปรารถนาได้ ทว่า ในตอนนี้ มันมีบางสิ่งที่มากไปกว่าความรู้สึกเช่นนั้นแล้ว

“ฉัน...เอ่อ...” กิลเบิร์ตย่อมลังเล ถึงบัดนี้รักหรือไม่เขายังไม่รู้หรอก “ฉันรู้แต่ว่า ฉันเป็นห่วงคุณ”

“ห่วงยังไง” จูบที่ข้างแก้มและยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เฝ้าถนอมคนตรงหน้าอย่างดีที่สุด

“ถ้า ถ้าคุณบาดเจ็บ ฉันจะ...จะเสียใจนะ” นั่นเป็นความรู้สึกเดียวที่กิลเบิร์ตเข้าใจ ในตอนที่อารอนจะทำร้ายลุดวิก ในตอนที่ลุดวิกต้องไปโคล์ว ในตอนที่ประชาชนของลุดวิกจะเป็นอันตราย ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับลุดวิกล้วนสำคัญ ล้วนทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจ “ฉัน อยากทำอะไรเพื่อคุณบ้าง”

   ไม่อยากให้ลุดวิกต้องปกป้องอยู่ฝ่ายเดียว ไม่อยากทำให้เดือดร้อน ไม่อยากทำให้ทุกสิ่งที่ลุดวิกให้ความสำคัญต้องพังพินาศลงไป แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าตัวเองจะสามารถทำอะไรให้กับคนๆนี้ได้ นึกไม่ถึงว่าตอนนั้นเองที่ลุดวิกพลันสวมกอดเขาเข้ามาในอ้อมอก ความอบอุ่นอ่อนโยนผ่านเข้ามาจนกิลเบิร์ตรู้สึกสบายใจขึ้นในบัดดล ยิ่งกว่าตอนที่กอดบิลลี่ แต่เป็นยามที่ตกอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงนี้ มันอบอุ่นจนทำให้น้ำตานั้นไหลออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว

“ฉันต้องป่วยมากแน่ๆ ดูสิ อยู่ๆก็ร้องไห้” กิลเบิร์ตแสร้งหัวเราะ แต่ลุดวิกกลับยิ้มและจูบเข้าที่ข้างแก้มของเขาอีกครั้ง กิลเบิร์ตเองก็รู้สึกว่านี่ช่างเป็นจูบที่เบาสบายและนุ่มนวลมาก ลุดวิกในวันนี้อ่อนโยนมาก

“เธอไม่ได้ป่วยหรอก เธอแค่ตั้งครรภ์เท่านั้น”

   หืม?

“อะไรนะ?” เมื่อกี้ลุดวิกพูดว่าอะไรนะ?

“ฉันบอกว่า ฉันแค่ทำให้เธอท้อง” ลุดวิกเอ่ยต่อด้วยคำพูดที่ฟังเข้าใจง่ายขึ้น

“เห!” เอียงคองงหนักมาก

   ท้อง? ใครท้อง? ใครทำใครท้องนะ?

   เดี๋ยวนะ!

“เธอท้องลูกของฉันแล้ว กิล” ลุดวิกตอบง่ายๆ และด้วยความง่ายนั่นเองที่ทำอีกฝ่ายติดสตั๊น

   ใช่ ติดสตั๊น...

“หา!!!!!!!!!”

   วินาทีนั้นกิลเบิร์ตกรีดร้องลั่นโรงพยาบาล ที่แท้เขาไม่ได้ป่วย แต่เขากำลังท้อง! กำลังท้องลูกของลุดวิก!!!! เดี๋ยวนะ!!!! เขาท้องได้ยังไงน่ะ!!!!!!

“เราควรจะตั้งชื่อลูกของเราได้แล้วนะ ภรรยาของฉัน”

   เชี่ย!             

     นี่เขาจะต้องคลอดเด็กงั้นเรอะ!!!!


จบตอน



ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
ตลกกิลล์ สู้แทบตายไม่เห็นกลัว แต่พอรู้ว่าท้องกลับกลัวการคลอดลูก  :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0
ตอนที่ ๓๑
เรื่องชุลมุนของเหมียวทรีโอ

แม้จะได้ยินคำพูดจากปากลุดวิกถนัดถนี่เต็มสองรูหู แต่กิลเบิร์ตไม่อาจรับข้อเท็จจริงนั่นได้ ยังไงก็ตามเขาก็ยังดื้อที่จะขอตรวจเลือดใหม่ ทั้งโวยวายทั้งแหกปากจิตตกอย่างรวดเร็ว แต่ต่อให้เขาจะตรวจเลือดเจาะจนพรุนไปทั้งตัว ผลก็คือเขาท้องนั่นล่ะ! ผ่านไปสองชั่วโมงหลังจากวุ่นวายไปทั่วโรงพยาบาล ในที่สุดกิลเบิร์ตก็สงบใจได้ ตอนนี้ยอมนั่งอยู่บนเตียงดีๆด้วยอาการรับสภาพหมดอาลัยตายอยากเป็นแมวดำตากแห้งซูบไปทั้งตัว ลุดวิกมองภรรยาอย่างเอ็นดูแล้วก็ลูบหลังปลอบประโลมอารมณ์ดีเสียจนไม่มีแก่ใจจะต่อล้อต่อเถียงใดๆ ตอนนี้กิลเบิร์ตอยากได้อะไร อยากทำอะไร เขาล้วนตามใจหนักข้อยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

“ฉันท้องได้ยังไง!!!!” กิลเบิร์ตโวยวายกับตัวเองพลางเอามือกุมหัวท่าทางสับสน หากเป็นแมวจริงๆคงเห็นเขาสะบัดหางฟึดฟัดขู่ฟ่อๆไปแล้ว

ถึงภรรยาอารมณ์เสีย แต่ลุดวิกที่นั่งอยู่ข้างเตียงกลับยิ้มอารมณ์ดีไม่สนใจอาการประสาทเสียของแมวเถื่อนตัวโข่งนี่เลยสักนิด ปฏิกิริยาของกิลเบิร์ตนั้นน่าขำนิดๆ แต่นี่ก็ช่วยยืนยันว่าก่อนหน้านี้กิลเบิร์ตไม่เคยคิดเรื่องท้องเลยสักครั้ง มาตอนนี้รู้ตัวอีกทีก็โดนเสกเด็กเข้าท้องตัวเบ้อเริ่มเสียแล้ว

“เธอกับฉันนอนเตียงเดียวกันตั้งแต่คืนแรกที่เจอ เธอคิดว่าเรากอดกันกี่ครั้งแล้ว ไม่ท้องสิแปลก” สามีผู้หน้าทนที่สุดในโลกหล้าเอ่ยเรียบๆแน่ล่ะว่ารอยยิ้มหล่อเหลาคมคายนั่นช่างไปด้วยกันไม่ได้กับวาจาแสนประเจิดประเจ้อชวนตบปาก กิลเบิร์ตนึกอยากด่าไปถึงพ่อหมอนี่แต่ก็นึกได้ว่าด่าไปหลายครั้งแล้ว ด่าจนพ่อของหมอนี่เป็นโรคซึมเศร้าแล้ว แต่ยิ่งด่าลุดวิกก็ยิ่งชอบใจซะงั้น คงต้องหาคำด่าใหม่เสียแล้ว! “เราอยู่ด้วยกันกี่คืน ฉันกอดเธอกี่ครั้ง ต้องให้ฉันนับให้ฟังไหม กิล”

“เดี๋ยวนะ! นี่คุณนับด้วยเรอะ!” หน้าตาตื่นตกใจหนักมาก ที่ลุดวิกบอกว่านับมันหมายถึงเรื่องอะไรน่ะ! นับตรงไหนว่าเป็นหนึ่งครั้งน่ะ! แค่คิดก็น่าอายจนหน้าแดงเถือกถึงใบหูแล้ว

“ก็เป็นเรื่องของความน่าจะเป็นนี่นะ เธอไม่คิดว่ามันสมเหตุสมผลรึ” คุณสามีเอ่ยเรียบๆตามหลักคณิตศาสตร์ คนนอนด้วยกันมีอะไรกันคืนละเกินกว่าหนึ่งครั้ง หากกิลเบิร์ตยังไม่ท้องเขาควรจะประหลาดใจมากกว่า

“ไม่สักนิด!!! โอย! เหนื่อย...” พูดถึงตรงนี้กิลเบิร์ตก็เริ่มหอบ เอาเข้าจริงเขาก็รู้แหละว่าตัวเองเริ่มแปลกๆ อาเจียนก็เยอะ ปวดหัว อ่อนแรง ทุกอาการที่เขาใช้ให้บิลลี่ไปหาเอกสารมาอ้างอิง นี่คือการอาการของคนท้อง! แต่ข้อเท็จจริงก็เรื่องหนึ่ง แต่ความจริงนี่ก็น่าตกใจเกินไปแล้ว! 

   ฝ่ายลุดวิกเห็นคุณภรรยาเริ่มเหนื่อยก็ช่วยลูบหลังรินน้ำให้ดื่ม ท่าทางมีความสุขแถมยังใจเย็นจนออกนอกหน้า ท่าทางแบบนี้ยิ่งกระตุ้นต่อมความหมั่นไส้ของคู่กรณีจนกิลเบิร์ตนึกอยากถีบหมอนี่ให้กระเด็น ผู้ชายไร้ยางอายนี่ดูกระดี๊กระด๊าเหมือนดีใจเหลือเกินที่ทำเขาป่องได้ เจ้าคนสารเลว! อยากรู้นักว่าเขาจะทำให้ลุดวิกท้องได้บ้างไหม! ลูกน่ะผลัดกันคลอดบ้างได้มั้ย!!

   อนิจจา กิลเบิร์ตย่อมไม่รู้ว่าผู้ชายอาทีเรียคลอดลูกเองตามธรรมชาติไม่ได้หรอกนะ!

“นี่คุณ คุณก็รู้ว่าอาชีพเดิมฉันเป็นทหาร เลี้ยงลูกไม่เป็นหรอกนะ!” เมื่อไม่อาจปฏิเสธความจริง สุดท้ายก็ได้แต่ต้องมาคุยกันดีๆอย่างเปิดอก กิลเบิร์ตไม่มีวันยอมเป็นศรีภรรยาแต่งงานเลี้ยงลูกอยู่บ้าน อย่าได้คิดว่าทำเขาท้องแล้วจะมายัดเยียดสถานะน่าเบื่อแบบนั้นให้นะ!

   ทว่า ลุดวิกยังคงยิ้มกริ่ม

“เธอไม่จำเป็นต้องเลี้ยงเอง พี่เลี้ยงดีๆมีมากมาย แค่เธออุ้มเขาบ้างให้เด็กรู้ว่าเธอเป็นแม่ก็พอ” ลุดวิกตอบอย่างไม่ยี่หระใส่ใจมากนักดูราวกับว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไม่เป็นโล้เป็นพาย “ฉันขอให้เธอเป็นภรรยา เรื่องเลี้ยงเด็กเป็นหน้าที่ของครอบครัว ฉันไม่หวังให้เธอเลี้ยงลูกหรอก” คำพูดตรงไปตรงมาราวกับจะตอกใส่หน้าว่า เขารู้อยู่แล้วล่ะว่ากิลเบิร์ตไร้ความสามารถในเรื่องนี้ แต่แล้วไงล่ะ ภรรยาของเขาเก่งกาจขนาดนี้ จะให้อยู่บ้านเฉยๆเป็นแม่แมวเชื่องๆออกจะเพ้อฝันเกินไปหน่อยกระมัง

   นี่คือแม่แมวป่าเถื่อนที่คงจะพาลูกน้อยโจนทะโยนเล่นโลดโผนจนบ้านวินาศสันตะโรกันมากกว่า แยกตัวแม่กับลูกออกจากกันน่าจะเป็นการวางแผนครอบครัวที่ถูกต้องแล้ว แต่แม้ลุดวิกจะใจกว้างขนาดนี้ กิลเบิร์ตกลับยังไม่ยอมแพ้

“นี่ ฉันน่ะนิสัยเกเรมาก โวยวายมาก ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีของลูกคุณหรอกนะ! ถ้าโตไปเห็นตัวอย่างแบบฉันต้องเป็นไอ้หนูอันธพาลไปทั่วจักรวาลก่อความเดือดร้อนเสียชื่อเสียงครอบครัวของคุณแน่!” ใช่แล้ว ต่อให้ตามใจภรรยาแค่ไหนก็ยังต้องไว้หน้าครอบครัวบ้างสิ! แต่แน่ล่ะว่าความคิดอันซับซ้อนไม่ธรรมดาของลุดวิก กิลเบิร์ตก็ไม่เข้าใจอีกนั่นล่ะ

“นิสัยเด็กจะเป็นยังไงขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ เธอคนเดียวไม่ทำให้เด็กเสียคนหรอก อีกอย่าง เป็นเด็กมีชื่อเสียงก็ดีนะ อาทีเรียเป็นดาวเงียบๆ ถือว่าสร้างชื่อเสียงให้ครอบครัว” คำพูดไร้ตรรกะจนคนฟังผงะ แถมลุดวิกยังยิ้มและลูบศีรษะฝ่ายตรงข้ามอย่างเอ็นดู “อีกอย่าง ลูกของเราก็ต้องเห็นฉันด้วย เขาจะเหมือนเธอหรือเหมือนฉัน ล้วนเป็นสิ่งที่เขาต้องเลือกนะ อย่าตีตนไปก่อนไข้เลย”

   คุณสามีผู้มองโลกในแง่บวกโอเว่อร์บอกอย่างใจกว้างสุดฤทธิ์ ได้ฟังแบบนี้แล้วกิลเบิร์ตเองก็อ่อนอกอ่อนใจรู้แน่ว่าเถียงไปตัวเขาย่อมเป็นฝ่ายแพ้พ่าย ถึงตอนนี้กิลเบิร์ตเริ่มปลง จะท้องก็ดี จะคลอดก็ช่าง ตราบใดไม่โผล่ออกมาเป็นเด็กบ้าแฝดสามอะไรทำนองนั้นเขาก็คิดว่าน่าจะโอเค เพียงแต่ว่า...

   เรื่องที่กิลเบิร์ตกังวล ยังมีอีกเรื่อง

“ลุดวิก ฉันน่ะไม่รู้พันธุกรรมของตัวเองนะ” นั่นคือสิ่งที่กิลเบิร์ตกังวลที่สุด ในยุคสมัยเช่นนี้สิ่งมีชีวิตทุกอย่างในจักรวาลมีรหัสพันธุกรรมที่ถูกจำแนกไว้ด้วยวิทยาศาสตร์ การเกิด การตาย การเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกสิ่งทุกอย่างค้นได้จากรหัสพันธุกรรม ก็เหมือนอย่างที่กิลเบิร์ตไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นชาวดาวอะไร เขาจึงไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ได้แต่ใช้สมมติฐานว่าตัวเองอยู่กับเฟรเดอริคมานานไม่ท้อง ก็คิดว่าคงจะไม่สามารถคลอดลูกได้ตามธรรมชาติ แต่ว่าทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไปหมด เขาตั้งท้องได้ แต่ทำไมถึงเพิ่งมาท้องกับลุดวิกกันเล่า “เด็กที่เกิดมาจะไม่รู้รหัสพันธุกรรมของตัวเอง คุณแน่ใจหรือว่านี่โอเค”

   คำถามนี้กิลเบิร์ตเชื่อว่าต่อให้เป็นลุดวิกก็คงตอบยาก เรื่องส่วนตัวระหว่างกันก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องของรหัสพันธุกรรมมีผลต่อลูกที่จะเกิดมา ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหน้าตาแบบมนุษย์โบราณของเทียร่านั้น มีสิ่งมีชีวิตหลากสายพันธุ์ ลักษณะคล้ายกัน แต่เนื้อแท้ไม่ใช่ นักวิทยาศาสตร์เคยคิดสมการผสมข้ามสายพันธุ์ออกมามากมายทำให้สามารถทำนายลักษณะของเด็กที่จะเกิดมาได้ แต่ในเมื่อกิลเบิร์ตไม่รู้ งั้นแล้ว...ลูกของพวกเขาจะเป็นแบบไหนกัน

   นึกไม่ถึงว่าจนแล้วจนรอด ลุดวิกลับยังกุมมือภรรยาและตอบอย่างนุ่มนวล

“ก็ต้องเป็นลูกแมวตัวน้อยๆที่น่ารักมากแบบเธอไงล่ะ”

“ลุดวิก นี่คุณ!” กิลเบิร์ตแผดเสียงประท้วงเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายเอาแต่พูดเล่น แต่เพราะลุดวิกกอดเขาเข้ามาแนบอกในตอนนั้นเอง กิลเบิร์ตถึงได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายยังไม่ถึงขนาดไม่รู้สึกรู้สาอะไรขนาดนั้น “คุณอย่าล้อเล่นสิ นี่เรื่องลูกเรานะ”

“!” จังหวะนั้นลุดวิกถึงกับก้มมองภรรยาในอ้อมแขน กิลเบิร์ตถึงขนาดยอมใช้คำว่า

   ‘ลูกของเรา’

   จะมีอะไรน่าตื่นเต้นปลื้มปริ่มไปกว่านี้อีกเล่า!!

“ขอโทษที่ฉันดีใจจนเกินไป แต่ว่า ฉันสัญญาว่าจะช่วยเธอค้นหารหัสพันธุกรรมของเธอ เพื่อเธอ และเพื่อลูกของเรา แบบนี้วางใจหรือยัง” ลุดวิกกุมมือของกิลเบิร์ตและเอ่ยปลอบขวัญ เขาไม่เคยมีภรรยา และยิ่งไม่เคยมีลูก แต่เขารู้ว่าคนที่กำลังตั้งท้องจะต้องมีความอ่อนไหวมากขึ้น ยิ่งกิลเบิร์ตตอนนี้ไม่ใช่คนท้องธรรมดา แต่เป็นคนท้องที่กำลังมีทั้งคดีความติดตัว มีความสับสนทางความทรงจำ และยังความกังขามากมาย เขาอยากช่วยแบ่งเบา และอยากให้กิลเบิร์ตรู้ว่ายังมีเขาอยู่เคียงข้างอีกคน “งั้นแล้วเธอพอจะเล่าให้ฉันฟังได้ไหมว่า เธอจำอะไรได้บ้าง”

   ตอนนั้นเองที่กิลเบิร์ตเหมือนจะนึกขึ้นได้เรื่องภาพความทรงจำที่แวบเข้ามาในหัวตอนที่ใช้พลังจิตครั้งสุดท้าย เขาเกือบจะลืมมันไปแล้วเพราะวุ่นอยู่กับเรื่องอาการบาดเจ็บและเรื่องตั้งท้อง แต่มาตอนนี้เขานึกได้แล้ว และแม้ไม่อยากทำให้ลุดวิกเป็นกังวล แต่เด็กในท้องนี่ก็ลูกลุดวิกเช่นกัน หากมีอะไรเป็นเบาะแสสำคัญเขาควรเล่าให้ฟัง แต่พอเล่าไปแบบนั้นก็ยังรู้สึกว่ายากที่จะพรรณนาให้เหมือนจริง กิลเบิร์ตเลยจับมือของสามีและใช้พลังจิต ใช้เทเลคิเนซิสสร้างภาพซ้ำในสมองของลุดวิก

   ภาพของอาคาร ตึกรามบ้านช่องที่แปลกแตกต่างจนกิลเบิร์ตอธิบายไม่ถูก เป็นวัฒนธรรมอีกรูปแบบที่กิลเบิร์ตไม่เคยเห็น นั่นย่อมต้องเป็นดวงดาวอื่น ผู้คนอื่น เพียงแต่ว่านั่นคือที่ไหนกัน?

   กิลเบิร์ตรู้สึกว่าต่อให้เป็นลุดวิก เขาจะไปรู้จักดาวที่มีวัฒนธรรมประหลาดแบบนั้นได้ยังไง

“นี่มัน คล้ายกับดาวอันทาเรส” ลุดวิกเอ่ย

“หา!” ดูเหมือนกิลเบิร์ตจะดูถูกความรู้รอบตัวของสามีตัวเองมากเกินไปหน่อย ลุดวิกไม่เพียงเอ่ยชื่อดาว แต่เขายังเอ่ยข้อมูลต่อไปอีก

“ฉันรู้จัก นั่นเป็นสถาปัตยกรรมแบบเอเชียโบราณของเทียร่า ในตอนนี้ที่เทียร่าสูญหายไปหมดแล้ว แต่กลุ่มคนที่สืบเชื้อสายโบราณออกมาตั้งถิ่นฐานบนดวงดาวใหม่ นั่นคืออาณานิคมอันทาเรส รู้สึกว่า ฉันจะเคยไปที่นั่นด้วยตอนเด็กๆ” สิ้นคำนั้นที่กิลเบิร์ตรู้สึกยะเยือกสันหลังขึ้นทันที เขามองหน้าลุดวิกอีกครั้งอย่างตระหนก แต่คล้ายอีกฝ่ายเข้าใจไปว่าเขากำลังมีความไม่มั่นใจจึงรีบกอดเขาให้แน่นขึ้น “ไม่ต้องกลัว ฉันจะรีบไปหาข้อมูลที่นั่นด้วยตัวเอง เธอรอฟังข่าวดีอยู่ที่นี่ดีไหม” คำพูดแสนหวาน แต่คนรับฟังนั้นถึงกับหูผึ่งในทันที

   รองั้นเรอะ?

   พูดว่าให้รองั้นเรอะ?

“รอพ่อคุณสิ! ฉันจะไปด้วย!” กิลเบิร์ตโพล่งขึ้นทันทีพลางกระชากคอเสื้อสามีอย่างแรง หนอยแน่ะ! พูดจาเสียดิบดีนี่คือจะทิ้งกันงั้นเรอะ!

“เธอท้องอยู่จะเดินทางไกลได้ยังไงกัน เข้าใจด้วยสิ” ลุดวิกเอ่ยอย่างพยายามใส่ฟิลเตอร์สามีผู้ใจเย็นสุดฤทธิ์ แต่นี่เจ้าแมวเถื่อนตัวนี้ดูยังจะไม่ยอมสิ้นลายง่ายๆ ยิ่งใจดีด้วยยิ่งเอาใหญ่!

“แล้วคุณไปคนเดียวคิดว่าจะหาอะไรเจองั้นเรอะ! นี่เป็นเรื่องของตัวฉันเองนะ ฉันจะไปด้วย!” กิลเบิร์ตโวยต่อ เจ้าแมวดำแสนดื้อด้านกางเขี้ยวเล็บวอแวไม่ยอมท่าเดียว จนลุดวิกชักจะเริ่มคิ้วกระตุก

“คิดว่าคนท้องสุขภาพจะเป็นยังไงกัน เกิดพลาดพลั้งได้รับอันตรายระหว่างอยู่ที่นั่นล่ะ ถึงเธอจะไม่ห่วงตัวเอง ก็ควรห่วงลูกบ้างสิ!” นั่นปะไรท่านราชาเริ่มหงุดหงิดบ้างแล้ว แต่ฝ่ายภรรยานั้นหรือก็ไม่มีทีท่าจะถอยเช่นกัน

“ลูกฉันหัวแข็งแน่นอน! คุณนั่นล่ะปากว่าตาขยิบ! ไหนบอกไม่ทิ้งกัน ไม่ทันไรจะทิ้งฉันแล้ว! คนใจร้าย!” โต้กลับอย่างเอาแต่ใจ แถมด้วยภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวขึ้นทำเอากิลเบิร์ตบ่อน้ำตาแตกขึ้นมาจนลุดวิกตื่นตกใจต้องรีบลูบหัวลูบหาง เอ๊ย! ลูบหลังปลอบ ไม่ทันจะเป็นพ่อคนก็ต้องรบรากับภรรยาที่กำลังเอาแต่ใจเสียแล้ว

(ต่อ)

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-0

   ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก เพราะตอนนั้นเองที่ฟินน์กับเฟรเซียสองฝาแฝดบุกเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเลิ่กลั่กสับสน ต่างคนต่างแย่งกันพูดฟังไม่เป็นภาษาจนลุดวิกปวดหัวปวดหูไปหมด แต่ไม่ทันจะตั้งใจฟังให้ดีนายแพทย์ประจำราชวงศ์ก็บุกตามเข้ามาอีกคนพร้อมกับรายงานชวนสับสนหนักขึ้นไปอีกว่า ตอนนี้อัยการบิลลี่กับท่านสุลต่านวิลเลียมจู่ๆก็เป็นลมพร้อมกันก่อนจะลุกขึ้นมาอาเจียนไม่หยุด ทำเอาคนวิ่งวุ่นอลหม่านไปทั่วโรงพยาบาลแล้ว!

“อย่าบอกนะว่าสองคนนั่นก็ท้องด้วย!” ลุดวิกแผดเสียงลั่นอย่างตกใจหลุดมาด เขาไม่ได้นอกใจภรรยาจนไปทำเพื่อนภรรยาท้องนะ! เจ้านายแพทย์ประจำราชวงศ์นี่ทำไมมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบชวนกังขาแบบนั้น!! นี่คือจะกล่าวหาว่าเขานอกใจภรรยาด้วยเลยงั้นเรอะ!! “ฉันไม่ใช่พ่อเด็กในท้องสองคนนั่นนะ!!”

“ไม่ใช่ครับ!!!” คุณหมอรีบตัดบทก่อนที่ความเข้าใจผิดทางสายตาจะลามปาม ขืนใครผ่านไปผ่านมามาได้ยินเข้างานนี้เสียทั้งชื่อเสียงราชวงศ์และชื่อเสียงของแขกเมือง “ผมตรวจเลือดของท่านสุลต่านไม่ได้ แต่ตรวจของท่านอัยการได้ เขาไม่ได้ตั้งท้องแต่มีอาการเหมือนคนท้องมาก เอ่อ อาการแบบเดียวกับที่เกิดกับท่านชายาเลยครับ”

“!”

   ลุดวิกหันกลับไปมองหน้าภรรยาในทันใด แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้กิลเบิร์ตก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเช่นกัน เขารีบพยุงตัวเองลงจากเตียงเกาะแขนลุดวิกและขอให้พาเขาไปพบกับสองคนนั่น ซึ่งแน่นอนว่าลุดวิกไม่อาจปฏิเสธได้

   ครั้นมาถึงห้องพักของวิลเลียม กิลเบิร์ตกับลุดวิกถึงกับช็อค เพราะนี่มันคล้ายกับภาพที่เกิดขึ้นเมื่อสองชั่วโมงก่อนไม่มีผิด วิลเลียมกับบิลลี่นั้นต่างคนต่างนอนพังพาบกอดกระโถนอาเจียนไม่หยุด แถมจากรายงานแพทย์พวกเขามีอาการไข้ต่ำๆ อ่อนเพลียลงอย่างรวดเร็ว ลุดวิกรู้สึกราวกับว่าอาการที่เกิดกับกิลเบิร์ตถูกถ่ายทอดไปยังสองคนนี่ด้วย แต่ว่า มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน?

“เอ่อ นายไม่ได้ท้องกับใครใช่ไหมบิลลี่” กิลเบิร์ตกระซิบถามเจ้าแมวอ้วนเพื่อนรัก แต่ตอนนั้นเองบิลลี่กลับหน้าแดงแป๊ดขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองค้อนขวับ เสี้ยววินาทีนั้นคนมองอย่างลุดวิกรู้สึกว่าเจ้าแมวขนทองตัวอ้วนกลมกำลังพองขนใส่ พอมองค้อนๆแบบนี้ก็น่ารักดีอยู่นะ

“เจ้าบ้า! ฉันจะไปท้องกับใครงั้นเรอะ!” พูดไปก็หน้าแดงหูร้อนไปหมด นี่ย่อมเป็นเจ้าแมวเวอร์จิ้นรักนวลสงวนตัวอย่างยิ่ง แมวแบบนี้จะเคยถูกใครอุ้มไปเจาะไข่แดงกันเล่า

   แมวเวอร์จิ้นท้องไม่ได้หรอก!

   คราวนี้ลุดวิกกับกิลเบิร์ตหันขวับไปมองวิลเลียมที่ฟินน์กำลังลูบหลังให้อยู่ วิลเลียมตอนนี้อาเจียนหนักแถมหน้าซีดอย่างยิ่ง สีหน้าท่าทางเลวร้ายมาก ทั้งที่ตอนที่ลุดวิกเดินออกไปจากห้องเขาดูเกือบเป็นปกติแล้ว แต่ตอนนี้กลับอาการหนักกว่าเดิม แต่ครั้นลุดวิกจะถามเสียเองว่าท่านเคยมีสามีหรือเปล่าก็ดูจะชวนประดักประเดิดไปสักหน่อย ลงท้ายกิลเบิร์ตเลยต้องกัดฟันถามเพื่อนรักเสียงสั่น

“นี่วิลเลียม แน่ใจนะว่านายมีแต่ภรรยา” กิลเบิร์ตถามเสียคนถูกถามหน้าชามือสั่น วิลเลียมนึกอยากปากระโถนใส่หน้าเจ้าเพื่อนทรยศคนนี้ คนอย่างเขามีคนในฮาเร็มสองร้อยกว่าคนทั้งหมดล้วนเป็นภรรยา!

“นายกำลังจะถามฉันว่า เคยเลี้ยงสามีไว้ในฮาเร็มบ้างรึเปล่างั้นเรอะ!” วิลเลียมตอกกลับเสียงกร้าว นี่มันช่างเป็นข้อกล่าวหาที่ทำให้หน้าชาอย่างยิ่ง! ถึงการมีสามีไม่ใช่เรื่องที่มีปัญหา ถึงมีจริงๆเขาก็ไม่แคร์ แต่โดนถามตรงๆแบบนี้จะไม่ให้หงุดหงิดเลยก็เป็นไปไม่ได้หรอก!!

“เปล่านะ! นายอาจจะ แบบ เอ่อ ถึงโพสิชั่นจะเป็นสามีแต่ก็ท้องได้ไง!”

“ท้องไม่ได้เฟ้ย!!!!” ท่านสุลต่านตวาดแว้ดๆใส่ แต่ตวาดไปก็รู้สึกผะอืดผะอมจนฟินน์ต้องช่วยลูบหลัง อาการหนักจนต้องนอนพังพาบหมดสภาพอยู่บนเตียง ตอนนี้เขากลายสภาพเป็นเจ้าแมวขาวหน้าซูบเป็นศพแมวถูกดองจริงๆแล้ว

   แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ จู่ๆพอกิลเบิร์ตเห็นเพื่อนสองคนมีอาการหนักขึ้นๆ เขาก็ดันมีอาการผะอืดผะอมตามไปด้วย รีบวิ่งเข้าห้องน้ำอาเจียนด้วยอีกคนจนเฟรเซียตกใจวิ่งตามเข้าไปช่วยลูบหลัง ในตอนนั้นลุดวิกมองดูสถานการณ์น่าปวดหัวตรงหน้าแล้วก็รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แมวทรีโอสุดซ่าสามตัวตอนนี้แข่งกันอาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย ได้ยินเสียงโอดครวญเป็นเสียงร้องแง้วๆชวนน่าสงสาร เอาล่ะ ยอมรับก็ได้ว่าเขานึกตื่นเต้นเอ็นดูว่านี่ก็น่ารักไม่เลว

   แต่ปัญหาก็คือภรรยาของเขามีคนเดียวนะ!!! จะให้เรื่องแดงคนลือว่าเขาเกิดทำเพื่อนภรรยาท้องอีกสองคนไม่ได้นะ!!!!

“แต่ทำไมคุณกิลเบิร์ตตั้งท้องคนเดียว ถึงทำให้ทั้งคุณบิลลี่กับคุณวิลเลียมมีอาการไปด้วยล่ะครับ!” ฟินน์ถามอย่างกล้าๆกลัวๆ เพื่อนกันต่อให้สนิทแค่ไหนก็ไม่มีใครแพ้ท้องแทนกันหรอก! นี่มันผิดปกติแล้ว!

   ลุดวิกย่อมเข้าใจสิ่งที่ฟินน์พูด และยิ่งตระหนักว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ธรรมดา กิลเบิร์ต บิลลี่ วิลเลียม คนสามคนที่เป็นแค่เพื่อนสนิททำไมกลับมีอาการแพ้ท้องพร้อมกัน ทั้งที่คนที่ตั้งท้องมีเพียงกิลเบิร์ตคนเดียว กิลเบิร์ตเป็นเด็กความจำเสื่อม ไม่รู้รหัสพันธุกรรมของตนเอง ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ไหนลูกเต้าเหล่าใคร งั้นแล้วอีกสองคนล่ะ?

   อัยการบิลลี่กับสุลต่านวิลเลียมเป็นตัวของพวกเขาอย่างที่พวกเขากล่าวอ้างประวัติของตัวเองหรือเปล่า รหัสพันธุกรรมที่สูญหายไปของกิลเบิร์ตเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือเปล่า?

“บางทีที่อันทาเรสอาจมีคำตอบสินะ”

   ปริศนาของรหัสพันธุกรรมที่สูญหาย อาจอยู่ที่นั่น?


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด