Burden of Proof ภาระรักพิสูจน์ใจ ตอนที่ 31-32 (20/04)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Burden of Proof ภาระรักพิสูจน์ใจ ตอนที่ 31-32 (20/04)  (อ่าน 8045 ครั้ง)

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


.........................................................................


ขอเปิดเรื่องใหม่ ต้อนรับเรื่องเก่าที่กำลังจะจบนะคะ


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-04-2019 21:36:13 โดย ruk21us »

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0

Burden of Proof ภาระรักพิสูจน์ใจ

ตอนที่ ๑

ใบหย่าใบนั้นที่ฉันให้เธอ

   แสงสุดท้ายของวันกำลังสาดส่องเข้ามาพร้อมกับเสียงครหานินทาที่สาปส่งกันไปทั้งเมือง เมื่อท่านเจ้าอาณานิคมประกาศความผิดของท่านผู้หญิงผู้เป็นภรรยา นอกจากโดนกล่าวหาว่าคบชู้สู่ชายแล้วยังพ่วงข้อหากบฏเอาใจออกห่างดาวแม่ของตัวเอง ขณะที่กำลังออกข่าวประกาศกันอยู่นี้ ทางฝ่ายรักษาความมั่นคงก็กำลังรีบไปปิดล้อมคฤหาสน์ส่วนตัวของท่านผู้หญิงแล้ว

   หลายร้อยปีหลังจากมนุษย์มีการพัฒนาก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีจนออกมาตั้งอาณานิคมกันบนหลากหลายดวงดาว ผสมกลมกลืนวัฒนธรรมพื้นถิ่นหลากหลาย เจ้าอาณานิคมก็คืออดีตผู้นำในการบุกเบิกอาณานิคมสืบทอดสายเลือดต่อๆกันมา ดวงดาวอาณานิคมจะยิ่งใหญ่หรือเล็กจ้อยล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ปกครอง สำหรับ “ดาวเทสล่า” นั้นถือเป็นดาวเคราะห์อาณานิคมชั้นแนวหน้า เป็นที่เลื่องลือกันว่าเพราะท่านเจ้าอาณานิคมคนปัจจุบันนั้นปรีชาสามารถสร้างความเจริญทั้งทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร แน่นอนว่าในส่วนนี้ต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับ “ท่านผู้หญิง”

   แม้จะเรียกขานว่าท่านผู้หญิง แต่ท่านผู้หญิงของเทสล่านั้นเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ยินยอมแต่งงานเป็นภรรยาเอกของท่านเจ้าอาณานิคมตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ควบทั้งตำแหน่งภรรยาและนายพลอันดับหนึ่งแห่งกองทัพ ในอดีตเขาคือวีรบุรุษที่ปราบปราบผู้รุกรานและช่วยสร้างรากฐานให้แก่บ้านเมือง เพียบพร้อมด้วยความสามารถนำพาความรุ่งเรืองมาสู่ดวงดาว เพียงแต่ว่าในวันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมีอันต้องเปลี่ยนไป

   ในช่วงสามปีให้หลังมานี้มีแต่ข่าวลือเน่าเหม็นไปหมดว่าท่านผู้หญิงสติฟั่นเฟือน ลักลอบติดต่อกับเจ้าอาณานิคมอื่นขายความลับของเทสล่าให้กับศัตรู อีกทั้งยังคบชายชู้มากหน้าหลายตาเป็นที่น่าอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง แต่ท่านเจ้าอาณานิคมผู้ใจคอกว้างขวางก็ยังแสร้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เพราะเห็นแก่ความรักความดีในกาลก่อน เพียงแต่ว่าฟางเส้นสุดท้ายกลับเป็นการที่ท่านผู้หญิงคัดค้านการกรีฑากองยานเข้าโจมตีดาวเคราะห์ซิลวานี่ ดาวเคราะห์บริวารที่แข็งข้อไม่ยอมส่งบรรณาการต่อเจ้าอาณานิคม เรื่องในครั้งนี้ทำเอาสภาความมั่นคงไม่อาจอยู่เฉย หลังจากนั้นก็มีแต่เรื่องไม่ดีงามสาวไส้กันออกมาโดยตลอด ท่านผู้หญิงคนสำคัญ อดีตนายพลวีรบุรุษที่เกรียงไกร ก็เป็นแค่นังแพศยาสติวิปลาสไร้คุณค่าใดๆต่อดวงดาวนี้อีกต่อไปแล้ว

   และจนถึงวันนี้ ทุกอย่างมันก็สายเกินแก้แล้ว

   ในตอนที่ทหารของกองกำลังความมั่นคงพังประตูคฤหาสน์เข้าไปทั้งที่คาดคิดว่าจะต้องพบกับกองกำลังซุ่มโจมตีของท่านผู้หญิง แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับมีเพียงความรกร้างเงียบเชียบราวกับว่าคฤหาสน์นี้อพยพผู้คนหลบหนีกันไปหลายวันแล้ว น่ากลัวว่าแม้แต่คนที่จะมาจับตัวก็คงไหวตัวหนีไปแล้วด้วย

“ค้น! เจ้านั่นไม่มีทางหนีไปได้เร็วขนาดนี้แน่!” นายทหารหนุ่มผมสีบลอนด์ทองสั่งการพลางกระแทกรองเท้าบูทหารของตนเอง ราศีของนายทหารระดับสูงเปล่งรัศมีเรืองรองเสียจนแสบนัยน์ตา เพียงแต่ว่าต่อให้เปล่งแสงเจิดจ้าแค่ไหนเขาย่อมรู้ตัวดีว่าหากบนดวงดาวนี้ยังมีนายพลกิลเบิร์ตอยู่

ไม่ว่าความรักหรืออำนาจ เขาย่อมไม่มีวันได้รับ แต่ทุกอย่างนั่นมันจะจบสิ้นลงในวันนี้ ในที่สุดวันที่บัลลังก์หอคอยงาช้างของนายพลกิลเบิร์ตพังทลายลงก็มาถึงแล้ว!

   ไม่ทันจะได้คิดกระหยิ่มยิ้มย่องให้จบเสียงแตกฮือก็ดังขึ้นเบื้องหน้าพร้อมกับพวกทหารที่ต่างพากันถอยกรูดออกมา เสียงฝีเท้าดังก้อง เงาร่างสง่างามของของใครบางคนกำลังเยื้องย่างลงมาจากบันไดเวียน ครั้นแหงนเงยใบหน้ามอง นายทหารหนุ่มผมทองกลับต้องกัดฟันกรอด จนถึงบัดนี้แล้วเจ้านั่นก็ยังวางตัวเชิดหยิ่งไม่ยอมเปลี่ยน!

“จนถึงตอนนี้แล้วท่านนายพลดูจะยังไม่ปล่อยวางนะ!” เขาเป็นฝ่ายตะโกนท้าทายขึ้นไป ในขณะที่ชายหนุ่มในเครื่องแบบนายทหารสีน้ำเงินเข้มที่กำลังเดินลงมาที่ชานพักบันไดนั้นส่งยิ้มเยือกเย็นให้ เส้นผมสีดำสนิทนั้นยังคงตัดสั้นเรียบร้อยด้วยวิสัยนายทหาร ดวงตาคมสีดำสนิทยังคงเจิดจ้าเป็นประกายบนใบหน้าอ่อนเยาว์ที่เรียบนิ่งไม่ไหวติง ท่วงท่าทีของคนผู้นี้ยังคงสูงส่งเสียจนเกินเอื้อมไม่เปลี่ยนแปลง ท่านผู้หญิงกิลเบิร์ต!

   คนๆนี้คือภรรยาอันดับหนึ่งของท่านเจ้าอาณานิคม!

“จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังเป็นภรรยาเอกอยู่นะ พันเอกอารอน ไม่สิ คุณภรรยาอันดับสองสินะ” กิลเบิร์ตส่งยิ้มที่มุมปาก น้ำเสียงเฉยชาแต่รอยยิ้มนั่นกลับทำเอาคนฟังแทบกระอักเลือด แค่ฟังก็รู้แล้วว่ากิลเบิร์ตเจตนาเหยียดหยามทั้งเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานและตำแหน่งแห่งที่ในครอบครัว!

   แม้อารอนจะเป็นนายทหารที่เก่งกาจจนนับว่าเป็นอัจฉริยะ ทั้งยังงดงามชาติตระกูลดีจนท่านผู้นำตกหลุมรัก ถึงขนาดรับมาเป็นภรรยา แต่แล้วยังไง ตราบเท่าที่กิลเบิร์ตยังอยู่เขาก็เป็นได้แค่อันดับสอง เป็นได้ก็แค่ของสำรอง! ทั้งที่ตำนานความยิ่งใหญ่ของนายพลกิลเบิร์ตนั่นมันเป็นอดีตเก่าเก็บไปแล้ว ตอนนี้เขาก็แค่ทหารแก่ๆที่สมควรถูกปลดประจำการ คนๆนี้ไม่มีค่าอะไรหลงเหลืออยู่อีกแล้ว!

“แค่วันนี้แหละ! พอคุณตายแล้ว ผมก็จะเป็นภรรยาอันดับหนึ่ง! เป็นท่านผู้หญิง! เป็นนายพลของกองทัพเทสล่า!” อารอนตวาด นี่คือความปรารถนาสูงสุดของเขา ล้มกิลเบิร์ต แย่งชิงทุกอย่างของกิลเบิร์ต ไม่มีสิ่งใดที่ความสามารถของเขาจะแย่งชิงมาไม่ได้!

   เพียงแต่ว่าฝ่ายที่จะถูกแย่งชิงกลับเพียงปรายสายตามองเขาอย่างไม่ถือสา แม้นัยน์ตาโศกมีแววเศร้าใจฉายอยู่แวบหนึ่ง แต่ความรู้สึกนั้นท้ายที่สุดก็ผ่านไปเร็วมาก กิลเบิร์ตค่อยๆเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย แม้ยามนี้เขาถูกรายล้อมด้วยกำลังคนและอาวุธครบมือ ผู้นำฝ่ายตรงข้ามเองก็เกลียดชังเขาและปรารถนาจะแย่งชิงทุกอย่างไปจากเขา แต่ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอก ไม่มีใครหรืออะไรจะทำร้ายเขาได้หากผู้นำสูงสุดไม่ได้เปิดทาง และในที่นี้ผู้นำสูงสุดทั้งในบ้านและนอกบ้านจะมีใครอีก คงมีเพียงสามีของเขาเอง ท่านเจ้าอาณานิคมที่อยู่กินฉันสามีภรรยากันมาเกือบสิบปี ไม่ว่าจะคิดอย่างไรสุดท้ายแล้วคำตอบคงมีเพียงอย่างเดียว

   ความรักที่เคยมีให้กัน ความรู้สึกมากมายที่เคยมอบให้กัน บัดนี้มันสูญสลายไปจนหมดสิ้นแล้ว ชายผู้นั้นคงปรารถนาเพียงให้คอของเขาพาดอยู่บนกิโยตินและถูกฝูงชนรุมประชาทัณฑ์เท่านั้น

“เอาสิ ฉันยกให้” กิลเบิร์ตว่าพลางเอ่ยยิ้มๆ ก่อนที่เขาจะวางซองจดหมายซองหนึ่งลงบนโต๊ะที่ข้างบันได พลางถอดแหวนทองคำกลมเกลี้ยงจากนิ้วนางข้างซ้ายของตนวางลงบนซองจดหมายนั้น แหวนวงนี้ได้มาในตอนที่ยังไม่มีอะไรสักอย่าง ในตอนที่บนดาวดวงนี้ยังไม่มีความรุ่งโรจน์อะไรให้ไขว่คว้า และชายผู้นั้นยังไม่มีแม้แต่เงินทองมาซื้อหาแหวนเพชรวงงามให้กับเขา ครั้นตอนนี้พอมีทุกอย่าง แหวนวงนี้กลับหลุดออกจากนิ้วของเขา “ตอนนี้คุณเป็นภรรยาอันดับหนึ่งแล้ว”

“!”

“ฉันเขียนหนังสือหย่าให้เขาแล้ว ตอนนี้ฉันไม่ใช่ภรรยาของเขาอีกแล้ว” กิลเบิร์ตเอ่ยพลางหันมาส่งยิ้มเอื่อยเฉื่อยระคนเศร้าสร้อยให้ แม้ยังคงยกยิ้ม แต่ในหัวใจนั้นตัวเขาเองย่อมรู้ดีว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน ในวันที่คนๆนั้นสวมแหวนลงบนนิ้วของเขา บอกรักเขา แต่มาวันนี้แม้แต่การหย่าขาดจากกัน คนๆนั้นยังไม่แม้แต่มาปรากฏตัวให้เห็น มันจบสิ้นลงตรงนี้แล้ว จบสิ้นแล้วจริงๆ

   เพียงแต่ว่าสำหรับอารอนมันยังไม่จบ แม้เขาจะยินดีจนเนื้อเต้นที่ตนเองได้ครอบครองทั้งหัวใจและเกียรติยศ หากแต่กิลเบิร์ตไม่ใช่แค่ท่านผู้หญิงเท่านั้น ต่อให้เขาหย่าแล้วยังไง ลาออกจากตำแหน่งนายพลแล้วยังไง แต่การคงอยู่ของเขาคืออุปสรรคต่อความก้าวหน้า คือสัญลักษณ์ของความดื้อรั้นและความรุ่งโรจน์ ดังนั้นคำสั่งที่เขาได้รับมาย่อมไม่ใช่แค่หนังสือหย่า แต่เป็นความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของนายพลกิลเบิร์ต!

“ตามพวกผมกลับไป! คุณจะต้องขึ้นศาลทหารและแน่นอนว่าที่สุดท้ายที่คุณต้องไปก็คือกิโยติน! จับคนทรยศนี่ไว้!” ตะโกนสั่งทหารผู้ติดตามในทันที เพียงเสี้ยววินาทีพวกทหารต่างกรูกันเข้าปิดล้อมชายหนุ่มร่างสะโอดสะองอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของดาวดวงนี้ อดีตผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพวกเขา อดีตนายทหารที่เกรียงไกรที่สุดในการบุกเบิกดวงดาวนี้!

   ฝ่ายกิลเบิร์ตเขาเพียงมองรอบตัวยิ้มๆ เป็นอย่างที่คิด ไม่ว่าเขาจะถอยหลังชนฝามากแค่ไหน พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะมากเท่าไหร่ แต่ที่ทางของเขานั้นคลับคล้ายถูกกำหนดไว้แล้ว คนๆนั้นเริ่มเขียนมันขึ้นมาและพร้อมจะเขียนจุดจบของละครเรื่องนี้ ตอนจบที่ตัวร้ายเช่นเขาจะต้องสังเวยชีวิตให้กับความรุ่งเรืองของดาวอาณานิคม

   แล้วนั่นมันเหมาะสมงั้นหรือ?

“พอหมดประโยชน์แล้วก็เฉดหัวส่งเลยสินะ ร้ายกาจจริงๆ” ยังคงพูดเรื่อยเฉื่อย ท่าทีไม่มีการตั้งรับ ไม่มีอาวุธในมือ ไม่มีของสักชิ้นติดกาย จุดจบของวีรบุรุษที่ผู้คนบนดวงดาวนี้มอบให้แก่เขาก็คือความอัปยศและความตายจริงๆ “เพียงแต่ว่า คุณอารอน ฉันน่ะ จะไม่ยอมทิ้งชีวิตไว้ที่นี่หรอกนะ”

“!”

   วินาทีนั้นเองที่อารอนรีบออกคำสั่งให้ทหารระดมยิงใส่กิลเบิร์ตในทันที เสียงปืนลั่นดังสนั่นหวั่นไหวตามด้วยตัวอารอนที่ยกปืนยิงขึ้นฟ้ายิงกระสุนเกราะกำบังขึ้นหมายจำกัดการใช้พลังจิตในเขตควบคุม หากแต่ทันทีที่เขายิงกระสุนขึ้นก็พลันเกิดการระเบิดสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งคฤหาสน์ สายฟ้าสีแดงฟาดเปรี้ยงลงมาพร้อมกับเกราะพลังที่ใหญ่กว่าครอบทับเกราะของอารอน หากใครมีสติดีหน่อยล่ะก็ย่อมรู้ว่านี่คืออดีตท่านนายพลกำลังใช้พลังจิตกำราบพวกเขา!

“ยิงกระสุนพลังจิต!” อารอนออกคำสั่งพร้อมกับรวบรวมสมาธิเร่งพลังของตนเองก่อนจะกระโจนขึ้นปะทะกับเกราะแสงของกิลเบิร์ต “แค่เกราะแสงของทหารแก่ๆเอสเปอร์ตกยุคอย่างคุณน่ะทำลายไม่ยากหรอก!”

   ตูม!

   เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวทำเอาพวกทหารที่ออกันปิดล้อมนอกคฤหาสน์หนีตายกันจ้าละหวั่น ตามด้วยสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาข่มขวัญ แสงสีแดงกับสีฟ้าปะทะกันกลางอากาศเกิดระเบิดลูกแล้วลูกเล่า ก่อนที่จะเห็นว่าเจ้าแสงสีฟ้านั่นถูกอัดกระแทกกระเด็นลงมาบนพื้น ส่วนแสงสีแดงนั้นสว่างวาบจนแสบนัยน์ตา ก่อนจะหายวับไปอย่างรวดเร็ว

“บัดซบ! ตามไป! ตามไปที่ท่าอากาศยาน!” อารอนที่ถูกซัดตกลงมารีบออกคำสั่งต่อ ที่ๆกิลเบิร์ตจะไปต่อย่อมมีแค่ที่เดียว หมอนั่นต้องชิงยานอวกาศหนีออกนอกชั้นบรรยากาศอย่างแน่นอน!

   เป็นจริงอย่างที่อารอนคิด ทันทีที่พวกเขาเทเลพอร์ตตามไปถึงท่าอากาศยานก็เกิดการยิงกันขึ้นแล้ว เกราะปิดกั้นพลังถูกเปิดจนสุด แต่เมื่อเทียบกับพลังจิตของอดีตเอสเปอร์อันดับหนึ่งแห่งดาวอาณานิคมอย่างกิลเบิร์ตแล้ว นี่กลับไม่ต่างอะไรกับการขับยานอวกาศพุ่งชนกองนุ่น กิลเบิร์ตป้อนคำสั่งขับยานอัตโนมัติ ก่อนจะรวบรวมสมาธิเร่งพลังจิตก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์ของท่าอากาศยานของกองทัพจนปั่นป่วนระเบิดขึ้นติดๆกัน แม้พวกนั้นส่งกองยานตามติดออกมาได้แต่มันกลับไร้ประโยชน์

“เฟรเดอริค คุณน่ะ ควรจะรู้จักผมดีแท้ๆนะ” กิลเบิร์ตยกยิ้มในขณะที่มองส่งดวงดาวที่ตนพักพิงมานับสิบปีเป็นครั้งสุดท้าย ดาวอาณานิคมสีน้ำตาลแดงสวยงาม ดาวที่เขาเคยคิดว่านี่จะเป็นบ้านของเขาไปจนวันตาย ผู้ชายที่เขาเคยคิดว่าจะเป็นที่พักพิงของเขาไปจนตายจาก แต่ในตอนนี้ทุกสิ่งนั่นมันไม่จริงเลย

   วินาทีนั้นกิลเบิร์ตรวบรวมพลังจิต เขาไม่ได้ใช้มันมานานและยิ่งนานมากเมื่อคิดถึงสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ ในขณะที่ยานอวกาศพุ่งทะลุชั้นบรรยากาศออกมา กิลเบิร์ตเร่งพลังจนทั่วร่างของเขาเรืองแสงสีแดง เบื้องหน้าของเขาในห้วงอวกาศที่ดำสนิทบังเกิดกระแสคลื่นพลังรบกวนยานลำอื่นจนเครื่องยนต์ขัดข้อง แต่ในหลุมอากาศที่เปิดออกนั่นกลับเป็นสิ่งที่กิลเบิร์ตต้องการ

“พาฉันไปสุดขอบจักรวาล ไปจากที่นี่” จุดหมายปลายทางคือดาวดวงอื่น ถิ่นฐานอื่น ที่ไหนก็ได้ที่จะไม่ต้องพานพบผู้ชายคนนั้นอีก ความรักที่สิ้นสุดลงแล้วนี่ เขาไม่ต้องการมันอีกแล้ว

   แรงดึงดูดมหาศาลพลันปะทะกับยานของกิลเบิร์ต เขาไม่ขัดขืนแต่กลับปล่อยให้ตนเองพุ่งเข้าสู่แบล็คโฮลที่ตนเองสร้างขึ้น จมดิ่งสาบสูญไปต่อหน้าต่อตาของกองยานแห่งเทสล่า

“บ้าน่ะ! หมอนั่น หมอนั่นสร้างแบล็อคโฮลได้งั้นเรอะ!” อารอนทุบกำแพงห้องควบคุมอย่างเจ็บแค้นระคนตื่นตะลึง ใครจะไปรู้ว่าอดีตเอสเปอร์ที่แก่เฒ่าจนได้ชื่อว่าเป็นทหารชราแบบนั้น ยังสามารถแสดงแสนยานุภาพได้ถึงขนาดนี้!

   แม้จะหนีจากการไล่ล่าได้และสร้างแบล็คโฮลได้ แต่กิลเบิร์ตกลับเคว้างคว้างอย่างยิ่งเขาไม่มีเป้าหมาย ไม่มีจุดหมาย ไม่รู้ว่าควรพาตนเองไปที่แห่งหนใด สุดท้ายจึงทำได้เพียงระบุคำว่า ‘สุดขอบจักรวาล’ ออกไป ตอนนี้เบื้องหน้าเขาคือดวงดาวสีแดงสดราวหยาดเลือดแลดูน่าประหวั่นพรั่นพรึง ซึ่งแม้คิดจะหนีก็หนีไม่ได้แล้ว แรงดึงดูดมหาศาลปะทะกับยานดูดทุกสิ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นเอสเปอร์อันดับหนึ่งแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าแรงดึงดูดมหาศาลไม่ทันตั้งตัวแบบนี้เขาก็ได้แต่พุ่งชนกับชั้นบรรยากาศตกลงมาอย่างรวดเร็ว แลเห็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใส ธารน้ำ ต้นไม้ บ้านเรือน และสิ่งสุดท้ายที่เห็นก็คือ...คน

    ณ ที่นี้ ใครกันที่รอคอยเขาอยู่


จบตอน


ชะตากรรมใหม่ของกิลเบิร์ตคนอาภัพเพิ่งเริ่มต้นค่ะ

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
เปรียบเทียบกิลเบิร์ตเป็นสุภาพสตรีมันแปลกๆนะเรียกเป็นท่านผู้หญิงอีกอายุของกิลเบิร์ตเท่าไหร่ทำไรอารอนถึงได้กล่าวเป็นทหารแก่ๆ




ออฟไลน์ kungverrycool

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 335
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
น่าติดตาม 

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5005
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-19

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอบคำถามก่อนนะคะ

อายุของกิลเบิร์ตกับสภาพแวดล้อมบนเทสล่า กับสาเหตุที่ทำให้อารอนเรียกกิลเบิร์ตแบบนั้นจะมีเฉลยต่อไปค่ะ

ส่วนตอนนี้ ไปพบกับสิ่งแวดล้อมใหม่ของกิลเบิร์ตกับว่าที่พระเอกตัวจริงกันค่ะ


ตอนที่ ๒
คนข้างถนนกับข้าวหนึ่งจาน

   “อาทีเรีย” เป็นชื่อของดวงดาวที่อยู่ไกลหลุดออกนอกระบบสุริยะที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง ทั้งยังไกลปืนเที่ยง กล่าวกันว่าเจ้าอาณานิคมในยุคแรกนั้นเบื่อหน่ายความรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีของมนุษย์จึงอพยพโยกย้ายทุ่มเททรัพยากรบุกเบิกดวงดาวแห่งนี้ ลอกเลียนแบบวัฒนธรรมยุโรปตะวันตกในสมัยต้นศตวรรษที่สิบเก้า ดังนั้นแม้ยุคสมัยจะก้าวหน้าไปไกลเพียงใด ผู้คนบนดาวดวงนี้ก็ยังคงใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมกันต่อไป

   แต่วันนี้ไม่ง่ายดายเช่นกาลก่อน ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดทัคซิโด้สีดำถือไม้เท้าก้าวอาดๆออกมาจากคฤหาสน์หรูหราที่จัดงานเต้นรำจุดแสงไฟสว่างไสว ความโกรธขึ้งประดังในอกทั้งอึดอับคับข้องจนทนต่อไปไม่ได้ พอก้าวมาถึงรถม้าก็กระโดดขึ้นไปพลางออกคำสั่งคนรถให้ขับออกไปโดยไม่สนใจต่อเสียงเรียกไล่หลังที่ตามมา เขารำคาญทั้งหมด ทั้งเสียงหัวร่อต่อกระซิก ทั้งความโง่เง่าเบาปัญญา ทั้งความดักดานไร้สาระ ทั้งหมดทั้งมวล มีแต่คนน่าขยะแขยง!

   รถม้าขับออกไปตามถนนยามราตรีที่ปูด้วยหินเลียนแบบบ้านเมืองบนโลกในยุคเก่า แม้แต่หลอดไฟก็ยังเลียนแบบแสงตะเกียงได้เหมือนเสียยิ่งกว่าเหมือน และที่เหมือนมากเข้าไปอีกก็คือความยากจนข้นแค้นของผู้คนที่ตอนนี้เร่ร่อนกระจัดกระจายกันไปทั่วดวงดาว โดยเฉพาะในเมืองหลวงยามนี้ ทั้งขอทาน ทั้งโสเภณีเร่ร่อน ทั้งเด็กกำพร้ามากมายจนนับไม่ถ้วน ถึงจะเลียนแบบกัน ก็ไม่ควรต้องเลียนแบบความอัปยศของยุคเก่ามามากขนาดนี้

ในขณะที่ชนชั้นขุนนางเจ้าอาณานิคมกินดีอยู่ดีมั่งคั่งร่ำรวย แต่ชนชั้นล่างกลับต้องดักดานลำบากลำบน ความแตกต่างทางชนชั้นที่มากมายขนาดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเน่าเหม็นที่ซุกซ่อนอยู่บนดาวดวงนี้

   เอี๊ยด!

   รถม้าหยุดกะทันหันจนทำเอาหน้าเขาเกือบคว่ำ ชายหนุ่มตะโกนออกไปถามคนขับ แต่กลับได้ยินเพียงเสียงสั่นๆคลับคล้ายว่าชนใครเข้าแล้ว จากที่หงุดหงิดอยู่แล้วกลับยิ่งหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น แต่ชีวิตคนทั้งคนจะให้ขับผ่านเลยไปได้ยังไง คิดแบบนั้นแล้วก็ทอดถอนใจควบคุมสติและก้าวลงมา อย่างที่คิด ร่างของคนๆหนึ่งในผ้าคลุมมอซอขะมุกขะมัวล้มอยู่หน้ารถม้า ชายหนุ่มอดแค่นยิ้มไม่ได้ ช่างล้มได้พอดิบพอดีนักนะ!

“นายท่านระวัง เอ่อ คนตาย” คนขับรถม้าเสียงสั่น แต่ชายผู้ถูกเรียกว่านายท่านกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาก้มลงมอง ‘คนตาย’ ที่ว่าใช้มือดึงเอาผ้าคลุมนั่นออกแล้วก็ต้องผงะไปเสี้ยววินาทีเมื่อแลเห็นเส้นผมดำสนิทแปลกสายตา บนดวงดาวดวงนี้มีใครผมสีดำแบบนี้บ้าง นอกจากนี้เจ้าคนตายคนนี้ยังหายใจอ่อนแรงราวจะขาดใจสภาพยับยู่ราวกับผ้าขี้ริ้วขาดวิ่น แต่ว่าก็ยังมีลมหายใจอยู่แน่ๆ

“เฮ้ ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม ฟังภาษาฉันรู้เรื่องรึเปล่า” เขาเอ่ยถาม แต่สิ่งมีชีวิตผมดำนั่นกลับครางในลำคอ พยายามขยับตัวอย่างยากลำบาก ในตอนนั้นเองที่เจ้านั่นแหงนเงยใบหน้าขึ้นมอง ดวงตานั่นก็เป็นสีดำสนิทเช่นกัน ดวงหน้าแม้สกปรกไม่น่ามอง แต่ยามที่ดวงตาคู่นั้นสบกับเขา เขากลับรู้สึกว่าไม่อาจถอนสายตาไปจากได้ น่าแปลกมาก แปลกจนน่าใจหาย “เธอ...”

“หิว”

“เอ๋?” รู้สึกว่าคำพูดคำแรกที่พูดออกมานั่นจะแปลกแปร่งไปสักหน่อยนะ

“หิวจัง” พูดได้แค่นั้นก็เป็นลมสลบไปต่อหน้าต่อตา ทำเอาอีกฝ่ายเหวอหนักอย่างคาดไม่ถึง

   ตั้งแต่เกิดมา เพิ่งจะมีคนสลบตรงหน้าพร้อมกับคำพูดไร้ยางอายแบบนี้เป็นครั้งแรก

   เมื่อไม่มีทางเลือก ชายหนุ่มตัดสินใจอุ้มร่างนั้นขึ้นเต็มสองแขนพาขึ้นไปบนรถม้า ออกคำสั่งให้คนขับพาเขาไปส่งที่โรงแรมที่ใกล้ที่สุดแทนที่จะกลับไปยังคฤหาสน์ของตนเอง สัมภาระชิ้นใหญ่ที่เก็บได้นี่ย่อมไม่เหมาะสมจะพากลับไปบ้านเสียแล้ว

“อย่าบอกใครว่าฉันอยู่ที่ไหน พรุ่งนี้ฉันจะกลับเอง” กำชับคนขับรถพลางอุ้มเจ้าคนตายนั่นก้าวเข้าไปในโรงแรม และทันใดนั้นสายตามากมายก็ปราดมองมาทางเขาเป็นตาเดียว สำหรับที่นี่เขาไม่ถือเป็นคนอื่นคนไกล เพียงแต่การแบกคนเข้ามาในสภาพนี้จะให้คิดดีนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่เขาย่อมไม่สนใจ ดวงหน้าหล่อเหลามองตรงไปยังผู้จัดการโรงแรม แค่เพียงพยักหน้าก็เหมือนสื่อความเข้าใจกันได้อย่างดี

“ต้องการอะไรไหมครับนายท่านชไนเดอร์” ผู้จัดการถามเรียบๆกับชายหนุ่มผู้คุ้นหน้าคุ้นตากันดีคนนี้เป็นครั้งแรกที่เขาหิ้วใครสักคนมาพักค้างอ้างแรมด้วย แถมคนๆนั้นยังมีสภาพเหมือนขยะสด ช่างแปลกประหลาดจนอดเลิกคิ้วสงสัยไม่ได้ เพียงแต่ว่าความสงสัยก็เรื่องหนึ่ง แต่ในฐานะผู้ให้บริการเขาย่อมไม่รังเกียจเงินทองจากชายหนุ่มชนชั้นสูงผู้ร่ำรวยผู้นี้ นามของเขาที่คนแถวละแวกนี้เรียกขานกันคือนายท่านลุดวิก ชไนเดอร์

   ลุดวิก ชไนเดอร์ ขุนนางชนชั้นสูงผู้มักแวะเวียนมาพบปะสังสรรค์กับผู้คนในเมืองหลวงสกปรกแห่งนี้

“ขออาหารกับน้ำดื่ม เจ้าหนุ่มนี่กำลังจะตายแล้ว” ลุดวิกเอ่ยเรียบๆ ดวงตาสีฟ้าเข้มของเขาปราดมองขยะสดในมือแล้วกลับถามคำถามขึ้น “เร็วๆนี้ไม่มีคนต่างถิ่นโผล่มาแถวนี้บ้างรึ”

“ถ้าแบบในอ้อมแขนของนายท่าน ผมก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน เหมือนแมวดำเลยนะครับ” แม้จะมองอยู่ห่างๆแต่ก็สังเกตเห็นว่าเส้นผมของเจ้าหนูนั่นเป็นสีดำมะเมื่อม แปลกตาอย่างยิ่ง “ใครเอามาทิ้งมั้งครับ” บางทีคงโดนขนส่งมาจากดาวห่างไกลแล้วมาทิ้งเป็นขยะสดแถวนี้

“แมวงั้นเรอะ เหมือนเจ้าสัตว์ไม่น่ารักนั่นดูไม่ดีเลยนะ” พูดพลางเชิดใบหน้าขึ้นสาวเท้าขึ้นไปยังห้องที่ผู้จัดการบอก

   ครั้นพอเปิดประตูเข้ามาก็โยนเจ้าแมวขยะลงบนเตียงเสียแรง ทำเอาคนที่กำลังหลับสะดุ้งตื่น ทั้งเจ็บทั้งหิวทั้งง่วงหัวหมุนไปหมด คนๆนี้จะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่กิลเบิร์ต อดีตนายพลแห่งเทสล่า หลังจากเขามาถึงดวงดาวดวงนี้เขาก็พานพบกับความเปลี่ยนแปลงมหาศาล เริ่มจากสีผมสีตาของเขาที่แม้ค่อนข้างแปลกในหมู่ดาวอาณานิคม แต่กับที่นี่ยิ่งแปลกหนัก ทั้งยังโดนเหยียดว่าเป็นสีของกุลีชั้นต่ำ ทำเอาหางานไม่ได้ ถูกรังเกียจเป็นตัวเสนียด ยากจะหาที่ซุกหัวนอน ครั้นจะใช้พลังจิตช่วยก็เกิดกังวลว่าฝ่ายเทสล่าจะตามคลื่นพลังของเขามาถึงนี่จนก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้คนอื่น ไปๆมาๆรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนเร่ร่อนแล้ว    ช่างอับจนหนทางเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่ไปจริงๆ

   ในตอนที่เห็นรถม้าคันนั้นวิ่งมาเขาคิดว่าตัวเองหลบแล้วแน่ๆแต่ดันพลาดสะดุดก้อนหินด้วยความหิวโซถลาไปขวางรถม้าเกือบโดนชนตาย ชีวิตอนาถแสนสาหัส ตอนนี้รู้ตัวอีกทีมีแต่ความหิวจนแสบท้อง เหนือสิ่งใดในโลกหล้าหากท้องหิวก็ถือว่าจบกัน ส่วนพ่อหนุ่มร่างสูงผมทองตาสีฟ้าที่ยืนกอดอกทำหน้าถมึงทึงอยู่เบื้องหน้านี่เขากำลังคิดว่าขอเปลี่ยนเป็นไก่ย่างสักตัวให้แทะเล็มแทนจะดีกว่า จะเอาผู้ชายมาทำอะไร ของกินไม่ได้แบบนั้นไม่จำเป็นสักนิด!

   โครก...ท้องร้องอีกแล้ว

   ฝ่ายพ่อหนุ่มผมสีทองผู้ด้อยค่ากว่าไก่ย่างนั้นมองเจ้าขยะสดตรงหน้าพลางนิ่วหน้า เบื้องหน้าเขาคือชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ แต่หน้าอ่อนอย่างยิ่งคล้ายอายุยังไม่เกินยี่สิบ ทั้งเส้นผมและนัยน์ตาเป็นสีดำสนิทไปหมด ดูแปลกประหลาดนัก แต่เหนืออื่นใดก็คือเจ้าหนุ่มกลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนกที่ถูกเขาเก็บมา ไม่สิ ขนาดเห็นหน้าขมึงทึงของเขาแบบนี้ยังตีสีหน้าเรียบเฉยไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย แถมยังมีแก่ใจท้องร้องอีกแน่ะ!

“พี่ชาย เรามาแลกเปลี่ยนอะไรกันหน่อยมั้ย” กิลเบิร์ตถาม หัวสมองนั้นยากจะทำงานในยามน้ำย่อยกำลังย่อยเนื้อกระเพาะของเขา แต่เพื่อเอาชีวิตรอด เขาจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง “ขออะไรให้ฉันกิน แลกกับอะไรก็ได้ที่พี่ชายอยากได้” คำพูดนั่นเรียบง่ายจนทำเอาลุดวิกแทบสำลักน้ำลายตัวเอง นี่ก็เหมือนกันตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยมีคนขออะไรเขามักน้อยถึงเพียงนี้ เพียงแต่ว่า เพราะมันน้อยมากนี่ล่ะถึงได้ดูไม่น่าเชื่อถือ

“ไม่ได้กินอะไรมากี่วันแล้วล่ะ” นั่งลงบนเตียงแล้วจ้องร่างผอมแห้งของอีกฝ่าย แม้จะบอกว่าผอมแต่ก็ไม่ได้อิดโรยหนังหุ้มกระดูกขาดสารอาหาร แสดงว่าที่จริงเจ้าขยะสดนี่เพิ่งจะอดอาหารเมื่อไม่กี่วันนี้เอง

“สามวัน” ในตอนที่ตอบก็ทำจมูกฟุดฟิด เขาแทบไม่สนใจผู้ชายตรงหน้า แต่กลับกวาดสายตามองซ้ายขวา ฉับพลันที่ประตูห้องพลันมีเสียงเคาะขออนุญาต กิลเบิร์ตหัวใจเต้นเร็วระรัวนึกอยากกระโจนไปถึงประตูเสียตรงนั้น เพียงแต่ว่าเคราะห์ดีที่ลุดวิกเห็นแววตากระหายตะกละตะกลามของอีกฝ่าย จึงรีบสั่งอนุญาต ผู้จัดการโรงแรมถึงกับยกอาหารขึ้นมาให้ด้วยตัวเอง

   อาหารที่ยกมานั้นไม่ต้องเอ่ยถึงคุณภาพ เมื่อมันคืออาหารที่ยกมาเพื่อนายท่านผู้นี้มันย่อมอุดมด้วยไก่ย่างหอมกรุ่น ขนมปังอบสดใหม่อย่างดี ไวน์แดงเกรดพรีเมี่ยมเลิศรส ไม่ทันที่คุณผู้จัดการจะปิดประตูออกไป กิลเบิร์ตก็พุ่งไปที่โต๊ะอาหารแล้ว เขาไม่รอช้าคว้าขนมปังเข้าปาก อีกมือฉีกกระชากน่องไก่ยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆอย่างหิวโหยในทันที ท่าทีการกินที่ไร้สมบัติผู้ดีอย่างยิ่งนั่นทำเอาคนมองคิ้วกระตุก เพียงแต่ฝ่ายผู้จัดการรีบขอตัวออกไปก่อน ในขณะที่ลุดวิกทอดถอนใจ ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้จ้องมองคนตรงหน้ากินอย่างตะกรุมตะกราม ในเรื่องนี้ถือว่าเจ้าหนุ่มนี่ไม่ได้โกหกเขา ท่าทางหิวโหยมากจริงๆ

“ค่อยๆเคี้ยวเดี๋ยวติดคอ” ลุดวิกเตือน แล้วก็ไม่ทันขาดคำอีกฝ่ายก็ทุบอกติดคอจริงๆ ร้อนถึงเขาที่ต้องรินไวน์ส่งให้ ซึ่งเจ้าตัวตะกละก็ดื่มไวน์กร้วมๆอย่างไม่อินังขังขอบ สุดท้ายลุดวิกก็ตัดสินใจเลยตามเลย เขารินไวน์ให้ตนเองแก้วหนึ่ง นั่งดูแมวจรที่เก็บได้กินไปพลางสังเกตกิริยาท่าทีไปพลาง นี่มันช่างแปลกใหม่จนทำเอาลืมเรื่องน่าหงุดหงิดใจทั้งหลายทั้งมวลเมื่อช่วงหัวค่ำจนหมดสิ้น

   เส้นผมของเจ้าขยะสดนั้นยุ่งเหยิง ใต้ตาดำคล้ำ แก้มตอบ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีน้ำตาลขะมุกขะมอมคลุมทับด้วยผ้าคลุม ดูหัวจรดเท้าคลับคล้ายขอทานธรรมดา ทว่า เมื่อพิศดูให้หนักขึ้นเขากลับสังเกตเห็นเส้นสายกล้ามเนื้อแน่นตึงบนแขนของอีกฝ่าย แขนสวยมากเช่นเดียวกับนิ้วที่ยาวได้รูป นี่เป็นมือและแขนของคนที่จับอาวุธ ไม่ก็เคยจับอาวุธมาก่อนอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่างั้นแล้วคนที่เคยจับอาวุธทำไมจึงมามีสารรูปแบบนี้เล่า

“อิ่มแล้ว” เจ้าตัวพูดพลางเลื้อยลงกับเก้าอี้ตีพุงที่ป่องขึ้นเล็กน้อยของตนเองอย่างอิ่มหนำสำราญ อย่างน้อยตอนนี้กิลเบิร์ตก็คิดว่าเขารอดจากการอดตายแล้ว แต่เพราะการกินอาหารปริมาณมากหลังจากไม่ได้กินมานานทำให้เขารู้สึกจุกแทน แต่ถ้าบ่นไปคลับคล้ายว่าจะเรื่องมากจนเกินไปหน่อย และตอนนี้เองที่กิลเบิร์ตถึงเพิ่งเบิ่งสายตาดูผู้ชายตรงหน้าอย่างจริงจัง “ขอบคุณนะ” นั่นคือคำขอบคุณที่จริงใจอย่างยิ่ง ดวงตาหยีจนเป็นเส้นโค้ง รอยยิ้มเผยอหวานจ๋อย ดูเป็นแมวที่ไม่อินังขังขอบกับอะไรทั้งสิ้น ลักษณะท่าทางแบบนั้นกลับยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามคิ้วกระตุก

“งั้นก็เล่าได้แล้วว่าวางแผนอะไรไว้สินะ” ลุดวิกถามเรียบๆและยิ้มจนเหมือนแสยะยิ้ม เพราะท่าทีของฝ่ายตรงข้ามแลดูน่าเอ็นดูไม่น้อยเขาถึงเลือกที่จะถามอย่างไว้ไมตรี “จู่ๆมาล้มตรงหน้ารถม้าของฉัน เธอมีแผนอะไรกันแน่”

“แผน?” กิลเบิร์ตมุ่นคิ้ว จะให้เขามีแผนอะไรเล่า ก็นั่นมันเรื่องบังเอิญทั้งนั้น “ฉันแค่หิวมาก สะดุดก้อนหินล้มลงหน้ารถม้าคุณ ถ้าจะมีแผน คงเป็นแผนหาเจ้ามือเลี้ยงข้าวล่ะมั้ง”

นึกไม่ถึงว่าคำพูดตรงไปตรงมานั่นกลับทำเอาชายหนุ่มทุบโต๊ะดังปัง! กิลเบิร์ตตกใจเบิกตากว้างจ้องคนตรงหน้าอย่างงุนงง เขาไม่รู้จริงๆว่าผู้ชายคนนี้จะทุบโต๊ะทำไม แล้วนั่น โกรธอะไรน่ะ

“โกหก!” ลุดวิกตวาดพลางกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ ดวงตาสีฟ้าวาวโลดดุจเสือร้ายจ้องมองเจ้าแมวขยะสดที่กำลังจ้องเขากลับอย่างเสแสร้งไม่รู้สึกรู้สา “จะแกล้งโง่ก็ควรแกล้งให้เนียนหน่อย อย่าคิดว่าคนอื่นจะโง่ตาม บอกมา! ใครเป็นคนสั่งให้เข้าใกล้ฉัน!”

“เดี๋ยวสิ! คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ! นี่พี่ชายสาบานได้ว่าฉันไม่รู้จักคุณ นี่เป็นเรื่องบังเอิญนะ!”

   เป็นอีกครั้งที่คำพูดแสนตรงไปตรงมาของกิลเบิร์ตทำอีกฝ่ายฟิวส์ขาด ลุดวิกแสยะยิ้มก่อนจะกระชากร่างอีกฝ่ายเดินลิ่วไปที่เตียงและโยนลงไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย ในขณะที่กิลเบิร์ตยังงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็เห็นผู้มีพระคุณแกะกระดุมเสื้อตัวเองเผยแผงอกแข็งแกร่งกล้ามเนื้องาม ซ้ำยังย่างสามขุมขึ้นมาบนเตียงกระชากข้อมือของเขาก่อนจะกดลงบนเตียง ใช้มือบีบปลายคางของเขาประกบจูบลงมาอย่างดุร้าย

“เดี๋ยว!” กิลเบิร์ตพยายามทุบอีกฝ่ายดิ้นเร่า เขาไม่ใช่ไอ้งั่งที่จะไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไร ผู้ชายคนนี้กำลังจะบังคับขืนใจ
เขา!

“เมื่อกี้พูดว่าอะไร ถามฉันใช่ไหมว่าฉันอยากได้อะไร งั้นก็นี่ไง ฉันกำลังอยากได้คนร่วมเตียง ไหนๆเธอก็อิ่มหนำสำราญแล้ว เธอก็มาช่วยให้ฉันอิ่มบ้างจะเป็นไรไป” ลุดวิกแสยะยิ้มอีกครั้ง เขาอยากรู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่ถูกกดดันขนาดนี้แล้วจะยังมีหน้าระรื่นต่อปากต่อคำกับเขาอีกไหม

   ลุดวิกไม่รั้งรอคำตอบ ทั้งที่เขาเห็นท่าทีนิ่งอึ้งกับแววตาตกตะลึงของอีกฝ่ายแล้วแต่กลับไม่นึกสงสารเห็นใจ ในสายตาของเขาตอนนี้เจ้าหนุ่มนี่คงเป็นแค่เบี้ยชั้นต่ำที่ใครบางคนส่งมาเท่านั้น จะเป็นท่าที น้ำเสียงหรืออารมณ์ เขาไม่คิดจะสนใจ!

“งั้นเหรอ นั่นสินะ ใครจะให้อะไรฟรีกันล่ะเนอะ” กิลเบิร์ตพูดออกมาพลางผ่อนแรงที่คิดจะต่อต้าน ในวินาทีนั้นเขาพลันสำนึกได้ถึงสถานภาพของตนเองยามนี้ เขาเป็นแค่ขอทานที่มาขอข้าวเขากิน ส่วนอีกฝ่ายก็ให้กินแล้ว ตัวเขาล่ะจะมีอะไรจ่ายตอบแทน เพียงแต่ว่า นับแต่เริ่มโตเป็นหนุ่ม คนเพียงคนเดียวที่เข้าใกล้เขาและกล้าแตะต้องเขามีเพียงผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่เขาทิ้งหนังสือหย่าไว้ให้ที่เทสล่า ส่วนตัวเขาตอนนี้เป็นแค่คนที่ถูกกล่าวหาว่าคิดไม่ซื่อกับสามี เป็นคนที่เหลือตัวคนเดียว เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอ้างกับผู้ชายตรงหน้านี่

   เป็นแค่คนตัวคนเดียวที่ถูกทิ้งขว้าง ไม่มีเจ้าของ ไม่มีสามี ไม่มีใครอีกแล้ว มีแต่ตัวเองคนเดียวเท่านั้น ก็แล้วหากเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เขาจะปฏิเสธร่วมเตียงกับผู้ชายคนนี้

“เข้าใจแล้ว คุณอยากให้ฉันทำอะไร ก็ตามใจคุณเถอะ” กิลเบิร์ตทิ้งแขนทั้งสองข้างลงบนเตียง เขาปิดเปลือกตาลง ปลดปลงในทุกสิ่งทุกอย่าง แน่ล่ะว่าท่าทีหมดอาลัยตายอยากแบบนั้นทำเอาหัวใจของฝ่ายตรงข้ามชาวาบ

   ลุดวิกไม่เข้าใจเลยสักนิด เจ้าหนุ่มนี่คิดอะไรอยู่ เมื้อกี้ต่อต้านเขาจะเป็นจะตาย แต่ตอนนี้เหมือนกับตัดใจได้ ทั้งยังพูดจาอะไรแปลกประหลาดฟังไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียว ความรู้สึกดีชั่วต่อต้านผลักดันกันในจิตใจ จิตใจฝ่ายดีงามย่อมเกิดความรู้สึกผิด หากว่านี่คือขอทานธรรมดาๆเล่า หากนี่ก็แค่คนที่ไมรู้อิโหน่อิเหน่ล่ะ แต่ในขณะเดียวกันจิตใจฝ่ายต่ำกลับกระซิบบอกเขาว่านี่เป็นแค่แผนการ เป็นแค่การแสดง และต่อให้ไม่ใช่ เจ้าหนุ่มนี่ก็สมยอมให้เขาแล้ว นี่เป็นเนื้อที่มีคนเสริ์ฟขึ้นโต๊ะตรงหน้า แล้วราชสีห์อย่างเขาจะไม่แทะกินหรืออย่างไร!

“ฉันจะอ่อนโยนกับเธอ อย่างน้อยก็ตอนนี้ล่ะนะ” ชายหนุ่มบอกก่อนจะจูบลงไปข้างแก้มของอีกฝ่าย ในจังหวะที่ดวงตาสีรัตติกาลนั้นเปิดออกจ้องมองเขาในแสงสลัว วินาทีนั้นเองที่ฟางเส้นสุดท้ายในใจของลุดวิกขาดลง

   แสงไฟถูกดับ สองร่างกระหวัดกอดโยกคลอนบนเตียงตั่งส่งเสียงน่าอับอายตลอดค่ำคืน ฝ่ายหนึ่งคือชายหนุ่มแปลกหน้า อีกฝ่ายคือขอทานข้างถนน ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญนี้ปราศจากหัวใจรักแม้สักน้อยนิด

   ตลอดค่ำคืนที่ถูกชายแปลกหน้ากดอยู่ใต้ร่าง แน่นอนว่าแม้กิลเบิร์ตเข้าใจและรับรู้ แต่สมองก็ส่วนสมอง ไม่ได้รวมถึงหัวใจ เหตุเพราะในตอนที่รับรู้ว่าตัวตนของอีกฝ่ายสอดแทรกเข้ามารุกรานเขา ชายหนุ่มถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ความเจ็บแค้นที่ถูกฝังอยู่ในใจนั้นพลั้งเผลอแสดงออกมาโดยที่เขาไม่อาจหักห้าม

   ความรักที่สิ้นสุดลงไปนั้น จะไม่ให้อาวรณ์ย่อมไม่อาจทำได้


จบตอน




ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ แมวดำ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๓
คนไร้บ้านที่ถูกทิ้งขว้าง

   ลุดวิกลืมตาตื่นเอาตอนที่แสงตะวันแยงตา นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบเดือนที่เขานอนหลับสนิท ทั้งยังตื่นมาด้วยความรู้สึกสุขกายสบายใจอย่างยิ่ง ร่างกายเบาโหวง สมองแจ่มใส เหมือนกับว่าได้ระบายความตึงเครียดทั้งกายใจหมดไปในคืนเดียว นี่ย่อมต้องมอบความดีความชอบให้กับเจ้าแมวข้างถนนที่เขาเก็บมาเมื่อคืน จากตอนแรกที่เขาไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน แต่พอกอดเข้าสักพักก็เห็นได้ว่าเป็นแค่เจ้าแมวตัวอ่อนยวบยาบไม่ทนมือทนไม้ จึงได้เล่นงานจนแมวนั่นร้องครวญครางร้องห่มร้องไห้ แม้จะนึกสงสารอยู่บ้าง แต่เขาเองก็เป็นชายฉกรรจ์คนหนึ่ง เมื่อคู่นอนยั่วยวนถึงเพียงนั้นแล้วจะให้ยั้งมือไว้ไมตรีย่อมไม่ได้ ตอนนี้เขาตื่นแล้วย่อมคิดว่าจะมอบรางวัลตอบแทนให้อีกสักหน่อย สำหรับการเป็นหมอนข้างชั่วคราวให้กอด หรือบางทีเขาอาจจ่ายหนักขอซื้อต่ออีกสักคืนสองคืน ด้วยสภาพยาจกแบบนั้นเจ้าหนุ่มนั่นย่อมไม่อาจปฏิเสธเขาแน่ๆ

   ทว่า ในตอนที่เขาเอื้อมมือควานหาร่างนุ่มนั่นมาหมายจะกอดฟัดอีกสักครั้ง กลับพบแต่ความว่างเปล่า ครั้นผุดลุกขึ้นดูกลับไม่มีร่องรอยคนที่ควรนอนอยู่ตรงนั้น เจ้าแมวนั่นหายไปแล้ว!

ลุดวิกกัดฟันกรอดรีบสวมเสื้อผ้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาชั้นล่าง ตอนนี้แม้ล่วงเข้าวันใหม่แล้วแต่ผู้จัดการโรงแรมก็ยังประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ครั้นเห็นเขาตีหน้าเครียดขึงลงมา ย่อมเดาได้ว่าชายหนุ่มโกรธในเรื่องอะไร ก่อนหน้านี้เขายังทักเจ้าหนุ่มนั่นให้กลับขึ้นไปรอคุณผู้ชายท่านนี้ตื่นเพื่อรอรับทิปสักเล็กน้อย แต่เจ้าหนุ่มสีผมแปลกนั่นกลับส่ายหน้าก่อนจะกระชับผ้าคลุมเดินลากขาออกไปในสภาพอิดโรย แน่ชัดแล้วว่าเมื่อคืนคงจะหนักหน่วงมากๆสำหรับร่างกายผอมๆนั่น

“เห็นเจ้าหนุ่มที่ฉันเก็บมาเมื่อคืนหรือเปล่า หมอนั่นออกไปไหน” ลุดวิกเร่งถามอย่างหงุดหงิด เป็นแค่ขอทานแท้ๆแต่กล้ายังไงหนีออกไปก่อนเขาตื่น! ไม่มีคู่นอนคนไหนของเขากล้าทำเรื่องหยามน้ำหน้ากันแบบนี้มาก่อน!

“เจ้าหนุ่มออกไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วครับ เห็นว่าจะต้องออกไปหางานทำ ยังมาถามด้วยว่าที่นี่พอมีงานให้ทำบ้างมั้ย อันที่จริงถ้าไม่ติดที่สีผมสีตาน่ากลัวแบบนั้นก็จะจ้างหรอกนะ” ผู้จัดการบอก นี่ไม่ใช่การโกหก เขาเห็นหน่วยก้านท่าทีของอีกฝ่ายแล้วจากประสบการณ์พอจะบอกได้ว่าน่าจะเป็นคนขยันขันแข็งไม่เลือกงาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเอากุลีไปทำงานบริการ ขี้คร้านจะโดนดูถูกไปร่ำลือเสียหายไปหลายตรอก

“งาน?” ลุดวิกเลิกหัวคิ้วอย่างสงสัย ก็ไม่ใช่ว่าเมื่อคืนเจ้าหนุ่มนั่นทำงานให้เขาหรอกหรือ ไม่ต้องคิดเลยว่าในสมองของลุดวิกตอนนี้เห็นกิลเบิร์ตเป็นแค่ขอทานขายตัวข้างถนน และการที่คนแบบนั้นบอกว่าจะออกไปหางานย่อมหมายถึงจะออกไปเร่ขายตัวงั้นเรอะ! “บัดซบ!”

   เมื่อคิดเองเออเองไปแบบนั้นแล้ว ลุดวิกก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที ในความรู้สึกของเขาเจ้าหนุ่มนั่นถือว่าเป็นคนของเขาแล้ว นี่กลับกล้าทิ้งเขาให้นอนอยู่บนเตียงแล้วจะไปหาผู้ชายคนอื่นงั้นเรอะ นี่มันจะหยามกันมากเกินไปแล้ว!

   ทางฝ่ายกิลเบิร์ตเขาไม่ได้คิดอะไรมากมายอย่างที่คู่กรณีของเขากำลังคิด เขาแค่คิดว่าตัวเองได้ให้สิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยนกับอาหารไปแล้ว ทั้งเขาเองก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มบริสุทธิ์อะไร อายุป่านนี้แล้วจะมาร้องไห้กระปอดกระแปดเรื่องขึ้นเตียงนอนกับคนแปลกหน้าก็ใช่ที่ สามีก็หย่ากันแล้วดังนี้นี่ก็ไม่ใช่การนอกใจ ไม่มีอะไรที่ผิดเสียหน่อย ยังไงเสียสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาต้องการยามนี้ก็คืองานประจำที่จะทำให้พอมีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง จะได้ไม่ต้องหิวโซถูกตราหน้าว่าขายตัวแลกอาหารอีก แต่เดินมาครึ่งค่อนวันแม้จะพยายามมองโลกในแง่ดีแค่ไหนเขาก็พบความจริงว่าตนเองถูกรังเกียจเดียดฉันท์ชัดเจนจากผู้คนบนดาวดวงนี้ เพราะสีผมและสีดวงตาของเขาที่ผิดแผกทำให้ผู้คนไม่อยากเข้าใกล้ คนที่จะมองเขาอย่างสนอกสนใจเสนองานให้ก็มีแต่พวกงานอย่างว่าเท่านั้น

   หลังจากใช้ชีวิตบนยอดหอคอยมาเนิ่นนานครั้นพอจะตกต่ำก็ร่วงได้อย่างรวดเร็ว ความจริงของชีวิตมันก็เท่านั้นเอง แม้จะไม่พอใจการกระทำของอดีตสามี แต่กิลเบิร์ตก็ไม่ได้เศร้าโศกจนเกินไป ไหนๆทุกอย่างก็ผ่านมาจนหมดแล้ว ตัวเขาก็เซ็นใบหย่าไปแล้ว คนเขาไม่รักไม่ไยดี แล้วจะไปร้องห่มร้องไห้ขอความเห็นใจทำไมกัน สิ่งที่ต้องคิดตอนนี้มีแต่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาเบื่อชีวิตแบบเดิมเต็มทน หากมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ สาบานกับตัวเองว่าจะขออยู่อย่างสงบเสงี่ยม ขอดื่มด่ำกับความธรรมดาสามัญอย่างถึงที่สุด บางทีเขาควรหาทางออกไปบ้านนอกใช้ชีวิตเลี้ยงวัวปลูกผักไปวันๆ แบบนั้นอาจจะดีกว่าก็ได้

   อุตส่าห์คิดวางแผนเสียดิบดีแต่โชคร้ายก็ยังประดังประเดตามมาติดๆไม่ปรานีปราศรัย 

“ปล่อยเถอะ ไม่มีประโยชน์เลย” กิลเบิร์ตกัดฟันกรอดพยายามบ่ายเบี่ยงผู้ชายหน้าตาเกลี้ยงเกลาลูกคุณหนูตรงหน้า เดินไปเดินมาครึ่งค่อนวันกลับมาถูกผู้ชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อพวกนี้กักตัวไว้

“อะไรกันก็มาหางาน นี่ก็จะให้งานไง ไปด้วยกันสักสองสามชั่วโมงก็สบายแล้ว” ผู้ชายตรงหน้าบอกพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้และก้มลงมองเหยื่อรูปลักษณ์แปลกตาอย่างหื่นกระหาย แววตาคุกคามไม่เห็นแม้กระทั่งความเป็นคนของอีกฝ่าย ถึงเขาไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่มาปรากฏตัวในตรอกรูหนูแบบนี้ได้ยังไง  แต่เนื้อเข้าปากแล้วจะให้ปล่อยไปงั้นเรอะ

“พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ก็บอกแล้วว่าไม่ได้มาขายตัวน่ะ!” กิลเบิร์ตที่พยายามสงบเสงี่ยมเปิดปากพูดพลางกัดฟันกรอด สารรูปเขายามนี้คงแย่มากจนคนผ่านไปผ่านมามองเหยียดเขาไปหมดเลยสินะ แต่ว่านี่ก็ไม่ใช่ความผิดของเขาเสียหน่อย!

“น่านะคนดี อย่าเล่นตัวให้ลำบากเลย” ว่าแล้วก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้

   ณ วินาทีนั้นที่กิลเบิร์ตรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง เขามองซ้ายมองขวาพอเห็นคู่กรณีตรงหน้ามีแต่ผู้ชายสองสามคนก็ตัดสินใจเด็ดขาด คว้าคอเสื้อคนตรงหน้าจับทุ่มกระแทกพื้นด้วยมือเดียวในทันที

“หะ!” ฝ่ายตรงข้ามในขณะที่สันหลังกระแทกพื้นคลับคล้ายยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นเองที่ฝ่าเท้าของกิลเบิร์ตเหยียบลงมากลางอกของเขา ผู้ชายอีกสองคนกรูกันเข้ามาปิดล้อมในทันที แต่เจ้าแมวเร่ร่อนกลับไม่แยแสกระชากเจ้าขยะชิ้นแรกโยนเข้าไปกลางวงสองคนนั่นก่อนจะพุ่งพรวดเข้าไปเตะกวาดที่ต้นขาจนพวกนั้นล้มระเนระนาดหัวฟาดพื้นเลือดไหลโชก อย่าลืมว่าอาชีพจริงของเขาคือทหารประจำการ ถึงจะเป็นเอสเปอร์แต่ก็ไม่เคยละเลยเรื่องการฝึกภาคสนามหรอกนะ!

“แก! จัดการมัน!” เสียงโวยวายดังขึ้นก้องไปหมด ถึงตอนนี้กิลเบิร์ตเหลือเวลาแค่สั้นๆที่จะหนีไปจากที่นี่ก่อนตำรวจสันติบาลจะมา แต่แน่นอนว่าเขาต้องขอเล่นงานคนพวกนี้ให้หนักก่อน เจ้าเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน!

“พวกไม่ส่องดูเงาหัวตัวเอง” กิลเบิร์ตมองเหยียด ก่อนหน้านี้เขาอดข้าวจนหมดแรงไม่มีปัญญาช่วยเหลือตัวเอง แต่ในยามที่ท้องอิ่มแบบนี้เขาก็กลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง ดังนั้นกับแค่พวกไอ้หนุ่มไก่อ่อนพวกนี้ ขอเขาตั้นหน้าให้หงายระบายความแค้นหน่อยเถอะ!

   กิลเบิร์ตกำหมัดแน่นพุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามชกเข้ากลางดั้งจมูกจนเลือดกำเดากระฉูด ต่อยเสยเข้ากรามจนเศษฟันกระเด็นกระดอน ทั้งเลือดทั้งฟันเกลื่อนกลาดชวนขวัญผวา ฝ่ายตรงข้ามที่ยังมีสติดีย่อมต้องถอยกรูดร้องเรียกให้คนช่วย ใครจะไปคิดว่าไอ้หนุ่มสะโอดสะองแบบนี้กลับมือไม้หนักโหดร้ายสิ้นดี

“น่าหงุดหงิดจริงๆ!” กิลเบิร์ตสบถ อันที่จริงคำพูดนี้ควรจะหลุดจากปากเขานานแล้ว แต่สุดท้ายที่หลุดออกมาตอนนี้กลับเป็นความอึดอัดคับข้องเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนที่ตนเองดันเสียทีหลับนอนกับคนแปลกหน้า วันนี้ถูกปฏิเสธงาน แล้วยังถูกผู้ชายพวกนั้นมาดูถูกอีก ที่ยังใจเย็นได้ถึงป่านนี้ก็เก่งมากแล้ว

   ทว่า เรื่องน่าหงุดหงิดคลับคล้ายยังไม่จบ เพราะทันทีที่กิลเบิร์ตหันขวับเตรียมกระโดดเผ่นหนีไปจากสถานที่เกิดเหตุ เขากลับผงะ แน่ล่ะก็คนที่ขวางทางอยู่ในตรอกแคบนี่ดันเป็นโจทก์เก่าที่เขาทิ้งไว้บนเตียงเมื่อเช้า เจ้าผู้ชายที่มีค่าน้อยกว่าไก่ย่างนั่นไงล่ะ!

“ไง เป็นแมวโฉดก็ควรจะบอกกันก่อนนะ นี่ฉันเก็บของน่าสนใจได้งั้นเหรอนี่” ลุดวิกยืนกอดอกทอดสายตาขี้เล่นมองเจ้าขยะเปียกเมื่อคืน ที่เขาเห็นเมื่อครู่เหมือนว่าเจ้าแมวนี่จัดการกางกรงเล็บตะกุยผู้ชายสามคนเผ่นป่าราบอย่างหมดทางสู้ ที่แท้ไม่ได้อ่อนปวกเปียก งั้นที่เขาเห็นเมื่อคืนจริงๆก็แค่เสแสร้งเท่านั้นกระมัง “กลับไปกับฉัน”

“ไม่” กิลเบิร์ตตอบอย่างไร้เยื่อใย เขาปรายสายตามองฝ่ายตรงข้ามด้วยสีหน้าเย็นเยียบ แม้รู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ผิด แต่การที่ถูกใครคนอื่นที่ไม่ใช่สามีทำเรื่องแบบนั้นเขาย่อมรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะมองหน้าคนๆนี้ ไม่สิ...เขาไม่มีสามีแล้วนี่

   ไม่มีแล้ว แต่ว่า...

“ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมต้องทำหน้าแบบนั้น เมื่อคืนเธอก็ดูมีความสุขดีแท้ๆ” นั่นไม่จริง แต่แม้รู้ว่าไม่จริงลุดวิกกลับไม่คิดจะกลับคำ การที่มาเห็นพฤติกรรมของเจ้าหนุ่มนี่ในตอนนี้มันทำให้เขารู้สึกว่าตนเองไม่มีความจำเป็นต้องประนีประนอมด้วย “เธอร้องไห้เพราะสุขสมกับอ้อมกอดของฉันไม่ใช่รึ”

“หลงตัวเองจริงๆ” กิลเบิร์ตยิ้มแห้ง กับคนพรรค์นี้ลางสังหรณ์ของเขาบอกว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย หากพลั้งเผลอไปข้องแวะมีแต่จะถูกยั่วโมโหพลาดท่าเสียทีเสียเปล่าๆ “พอเถอะ ฉันไม่มีอะไรจะข้องแวะกับคุณแล้ว ถือว่าเห็นแก่ที่ฉันทำให้คุณพอใจก็ช่วยปล่อยฉันไปเถอะ ฉันยังไม่อยากถูกตำรวจจับตอนนี้” ขืนชักช้าเกิดตำรวจมา เขาอาจถูกจับในข้อหาทำร้ายร่างกาย ดูสภาพแล้วตำรวจคงไม่มีวันปกป้องเขา อาจซวยถึงขั้นไปจบที่ตะราง

   ทำไมถึงซวยแบบนี้นะ! เพราะผู้ชายคนนี้แน่ๆเขาถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้!

   ฝ่ายลุดวิกเห็นท่าทีหงุดหงิดน้อยๆของเจ้าหนุ่มหน้าตายคนเมื่อคืนแล้วก็อดนึกสนุกขึ้นมาไม่ได้ สงสัยก็เรื่องหนึ่ง แต่ท่าทีน่าเอ็นดูของคนจนตรอกก็น่ามองไม่หยอก เอาเข้าจริงถ้าเขาออกปากบอกตำรวจว่าเจ้าหนุ่มนี่คือคนร้าย จุดจบของความดื้อดึงนี่ย่อมเป็นในคุก เพียงแต่ว่าตัวเขาก็ใช่จะอยากให้ของเล่นน่าสนุกแบบนี้ไปมีจุดจบแบบนั้นหรอกนะ

“มากับฉันสิ แล้วฉันจะไม่แจ้งตำรวจ แล้วก็จะหางานให้ทำด้วยนะ” ชายหนุ่มยื่นข้อเสนอพลางยิ้มเจ้าเล่ห์มองฝ่ายตรงข้ามหัวจรดเท้าทำเอากิลเบิร์ตขวัญเสีย

“งานของคุณต้องไม่ใช่งานดีแน่ๆ” เผลอๆอาจจับเขาไปขายก็ได้!

“แล้วเธอมีทางเลือกหรือไง” คำถามกลับนั่นแค่ฟังก็รู้สึกว่าหน้าด้านหน้าทนมากแล้ว

“!”

“ระหว่างถูกจับเข้าคุกกับไปกับฉัน ฟังยังไงทางนี้ก็ดูดีกว่าชัดๆไม่ใช่รึ มาเถอะน่า มีข้าวสามมื้อให้กิน มีเงินเดือนให้ด้วยนะ” หลอกล่อด้วยสวัสดิการที่เขาคิดว่าล่อตาล่อใจที่สุดแล้วสำหรับขอทานข้างถนน ระหว่างถูกจับยัดตะรางกับมาเป็นคนของเขา ดูยังไงทางนี้ก็มีภาษีดีกว่า

   แต่กระนั้นลุดวิกย่อมไม่รู้ใจของอีกฝ่าย แม้กิลเบิร์ตจะรู้ชะตากรรมตัวเองว่าอับจนหนทางสิ้นดี แถมตอนนี้ผู้ชายไร้ชื่อเสียงเรียงนามนี่กลับยังจะพยายามยัดเยียดเขาส่งไปตะราง แต่ว่านะ งานที่ผู้ชายคนนี้ว่ามันจะเป็นงานอะไรไปได้ จะให้ยอมแหกขาแลกข้าวทั้งวันทั้งคืนงั้นเหรอ แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เลี้ยงเลย นั่นยังเป็นชีวิตอยู่อีกหรือไง!

“ในคุกก็มีข้าวให้กินสามมื้อ และคงมีที่นอนให้ด้วย” นั่นคือคำตอบของกิลเบิร์ต พอดีกับที่เสียงดังโหวกเหวกดังมาจากถนนอีกฟากแล้ว ผู้ชายสามคนเมื่อครู่วิ่งโล่ไปแจ้งความ และตอนนี้ตำรวจก็กำลังยกพวกมาล้อมจับเขา อนิจจา ออกจากเทสล่ามาสี่วันเท่านั้น ท้ายที่สุดพอเขาไม่มีเฟรเดอริคคุ้มกะลาหัวก็ไปไม่รอดจริงๆน่ะหรือ “คิดเสียว่าฉันคงดวงตกละกัน คุณไปเสียเถอะ ฉันยอมไปนอนในคุกดีๆก็ได้”

   แค่ดวงตกอย่างมาก แค่โชคร้ายอย่างมาก มันก็เท่านั้น

   แน่ล่ะว่าทั้งคำพูดและท่าทีของกิลเบิร์ตทำเอาลุดวิกฉงนจนตัวแข็งทื่อ ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเจอะเจออะไรเช่นนี้มาก่อน จะบอกว่าเสแสร้งก็ไม่ใช่ทั้งหมด จะบอกว่าใสซื่อยิ่งไม่ใช่อย่างแน่นอน แต่การต่อต้านขัดขืนและไม่ยอมจำนนแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกว่าคนๆนี้ช่างน่าสนใจ น่าสนใจมากจนอดถามตัวเองไม่ได้ว่าควรจะปล่อยคนๆนี้ไปตามยถากรรมจริงๆหรือไม่

“เจ้าขยะเปียกเอ๊ย!” ในตอนนั้นเองที่ลุดวิกรวบร่างของกิลเบิร์ตที่กำลังยืนงงเข้ามาในอ้อมแขนพลางเบียดกระแทกร่างของอีกฝ่ายกับกำแพงและจูบลงบนริมฝีปากนุ่มนิ่มนั่นอีกครั้ง ช่างประจวบเหมาะกับที่ตำรวจเป็นฝูงกรูกันเข้ามาร้องคำรามให้คนร้ายยอมมอบตัว แต่ลุดวิกกลับดึงตัวกิลเบิร์ตไว้ข้างหลังตนเอง ส่วนเขากอดอกปรายตามองพวกตำรวจอย่างหยิ่งผยองเฉยชา

“ส่งเจ้านั่นมา! นั่นคือคนร้าย!” สารวัตรตำรวจตะคอกใส่ แต่ดูเหมือนจะไม่ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งสะเทือน ในทางตรงกันข้ามคนที่สะดุ้งสะเทือนกลับเป็นฝ่ายผู้จับกุม เพียงปรายสายตามองก็เห็นว่าคนตรงหน้านั้นเป็นชนชั้นสูงอย่างแน่นอน ผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า สายเลือดเข้มข้นของชนชั้นสูงประจักษ์ชัดเจน และเมื่อมองเครื่องแต่งกายนั้นเขากลับสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นชายตรงหน้าประดับเข็มกลัดดวงตราสีแดงสว่างไสว มันคือดวงตราของสมาชิกสภาขุนนาง!

   คนๆนี้เป็นขุนนาง!

“คนๆนี้เป็นภรรยาของฉัน เราบังเอิญเข้าใจผิดกันเล็กน้อยเขาเลยหนีออกจากบ้านมา บังเอิญโชคร้ายเจอผู้ชายไร้หัวนอนปลายเท้าลวนลาม คุณตำรวจ คุณคงเข้าใจนะว่าเรื่องในครั้งนี้ใครผิดใครถูก” ลุดวิกโกหกหน้าตายพลางรั้งร่างของกิลเบิร์ตมากอดไว้แนบอก แสดงท่าทีสนิทสนมว่าพวกเขาเป็นสามีภรรยากันตามสมอ้าง แม้จะตกใจมาก แต่กิลเบิร์ตก็สามารถเข้าใจได้เรื่องหนึ่งในทันที ดูเหมือนบนดวงดาวนี้ การสมรสระหว่างบุรุษก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแยก เพียงว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้พยายามปกป้องเขาล่ะ

“เออะ ภรรยางั้นหรือ เอ่อ ภรรยาท่านขุนนาง ข ขออภัยอย่างยิ่ง ขออภัยที่เข้าใจผิดครับ!” ฝ่ายตำรวจนั้นเปลี่ยนท่าทีในทันที พลางรีบหันไปบอกกับพวกพ้อง พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมถอย สังคมในขณะนี้ใครไปงัดง้างกับพวกขุนนางมีแต่จะหาเรื่องตาย ยิ่งคนๆนี้เป็นถึงสมาชิกสภาขุนนางโดยตรง ใครจะกล้าเสี่ยงกันเล่า

   ด้วยประการฉะนี้ตำรวจจึงกลายเป็นฝ่ายต้องถอยไปอย่างง่ายๆ ในขณะที่กิลเบิร์ตนั้นยังสับสนกับท่าทีเอาแน่เอานอนไม่ได้ของอีกฝ่าย แต่ลุดวิกกลับไม่รอช้าดึงข้อมือเขาให้เดินตามอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็ถูกโยนขึ้นรถม้าแล้ว

“เดี๋ยวสิ! จะพาฉันไปไหน!” กิลเบิร์ตรีบประท้วงเขาย่อมกลัวว่าอีกฝ่ายจะลากพาเขาไปทำอะไรเสียหายอีก แต่ถึงตอนนี้ลุดวิกกลับไม่พูดพร่ำกดร่างเขาลงบนเบาะรถม้าและจูบลงบนริมฝีปากเขาอีกครั้ง แม้ไม่อยากถูกสัมผัสแตะต้อง แต่เรียวลิ้นที่แทรกสอดเข้ามานั้นกลับทำให้เขาประหวั่นพรั่นพรึง ใบหน้านั้นร้อนผ่าน หัวใจเต้นแรงจนราวจะหลุดออกจากอก แต่เพราะวันนี้เขามีสติอยู่มาก จึงยังสามารถทุบตีอีกฝ่ายผลักออกไปหลังชนฝาได้ แน่ล่ะว่าลุดวิกย่อมมองเขาอย่างขมึงทึง เพียงแต่ตอนนี้ดูเหมือนหัวจะหายร้อน ยอมสงบสติอารมณ์แล้ว

“ให้ตายเถอะ จะว่าง่ายหน่อยก็ไม่ได้ เธอนี่เรื่องมากจริง” ลุดวิกบ่นอย่างเสแสร้ง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเรื่องที่เขาทำนั้นเสียมารยาทมาก แต่ถึงตอนนี้เขาย่อมกำลังประเมินว่าจะทำยังไงกับเจ้าหนุ่มนี่ หากเขายัดเยียดตำแหน่งภรรยาให้แล้วยอมให้เขาจูบแต่โดยดี นั่นคงต้องผลักตกรถม้าให้หัวฟาดพื้นตายอนาถแล้ว เคราะห์ดีที่ปฏิกิริยานั้นเป็นดั่งที่เขาคาด “จะพาไปหางาน”

“งาน?”

“ไม่พาไปขายหรอก สบายใจได้”

   ก็แค่ จะช่วยแมวข้างถนนให้มีที่ซุกหัวนอนเท่านั้น


จบตอน

ตอนหน้าช้าหน่อยนะคะ ลาไปพักร้อน

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๔
งานชิ้นแรกกับบ้านใหม่

   ลุดวิกหิ้วเจ้าแมวดำข้างถนนกลับมาถึงคฤหาสน์ของตนเองก่อนจะโยนให้หัวหน้าพ่อบ้านในคฤหาสน์ของเขา สั่งให้เอาไปขัดสีฉวีวรรณแล้วเอาไปฝึกงาน หางานอะไรก็ได้ที่พอไหวให้สักอย่าง สวัสดิการเป็นข้าวฟรีสามมื้อ เสื้อผ้า ที่นอน และเงินอีกจำนวนหนึ่ง ฝ่ายกิลเบิร์ตนั้นยังงงอยู่ เขานึกไม่ถึงว่าจะถูกพามาในที่ๆหรูหราขนาดนี้ ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นคฤหาสน์สไตล์ยุโรปศตวรรษที่สิบแปดของดาวโลก แม้จะเคยเห็นผ่านๆจากในหนังสือภาพ แต่ของจริงนั้นมีสีสันและประดับประดารายละเอียดมากมายน่ามองกว่ามาก โคมระย้าที่ใหญ่โตกลางบ้าน ภาพวาดลงสีด้วยปลายพู่กัน เฟอร์นิเจอร์ทำจากไม้และบุนวมลวดลายละเอียด นี่ช่างเป็นศิลปะของโลกยุคโบราณที่ลงตัวมาก เรื่องอื่นไม่รู้ แต่ที่รู้คือลุดวิกต้องเป็นขุนนางที่ร่ำรวยมากแน่ๆ

“สวยจัง” กิลเบิร์ตอดชื่นชมไม่ได้ ส่วนลุดวิกนั้นก็ปรายสายตามองเขาอย่างสงสัยใคร่รู้ คนที่จะชื่นชมกับอะไรแบบนี้ในสายตาเขามีไม่มีกี่ประเภท ประเภทแรกคือคนชนชั้นล่างของอาทีเรีย ส่วนอีกประเภทก็คือคนต่างด้าว พวกมนุษย์ต่างดวงดาวที่มีรากฐานวัฒนะธรรมแตกต่างกัน แต่หากเขาถามความจริงออกไปตอนนี้ เจ้าหนุ่มนี่จะยอมบอกความจริงหรือเปล่า

“ตามพ่อบ้านไป มีอะไรก็ถามเขา หากฉันเรียกก็มา แล้วก็สบายใจได้ ฉันไม่ใช่เจ้านายที่จะเอาคนใช้มานอนร่วมห้องด้วย” ลุดวิกเอ่ยเสียงเย็นเยียบพลางสาวเท้าเดินขึ้นบันได คำพูดของเขาคลับคล้ายเย็นชาแต่กิลเบิร์ตย่อมฟังออกถึงนัยที่แท้จริง ผู้ชายคนนี้กำลังให้การรับรองว่านี่จะไม่ใช่สัญญาขายตัว และไม่ใช่การใช้แรงงานทาส เพียงแค่นี้ความรู้สึกที่เขามีให้กับว่าที่นายจ้างก็อ่อนลงหลายส่วน บางทีผู้ชายคนนี้อาจมีดีกว่าไก่ย่างตัวที่เขากินไปเมื่อวานก็ได้ ในตอนนั้นเองที่กิลเบิร์ตเอ่ยขึ้น

“เอ่อ ขอบคุณ อาจจะช้าไปนิด ฉัน กิลเบิร์ต คุณล่ะ” คำถามนั่นทำเอาหัวหน้าพ่อบ้านวัยกลางคนนึกอยากโขกศีรษะเจ้าหนุ่มไม่รู้ที่ต่ำที่สูงนี่แรงๆสักที มีอย่างที่ไหนเป็นแค่คนใช้แต่ริอาจถามชื่อเจ้านาย!

“ลุดวิก” ตอบอย่างเฉยชาหยิ่งผยองพลางเหยียดมองเจ้าแมวดำนั่นอีกครั้ง ดูเหมือนแค่หนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวัน เจ้าแมวนี่ก็สร้างความน่าประหลาดใจให้เขาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่คำถามนี้ดูเหมือนจะมีจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่เสียแล้ว “แต่คนที่อาทีเรียไม่ถามชื่อขุนนางกันหรอกนะ”

“!” นั่นหมายถึงการที่เขาหลุดปากถาม ย่อมมีความหมายตรงกันข้าม

   นี่ย่อมแสดงว่า กิลเบิร์ตไม่ใช่ชาวอาทีเรีย!

“เย็นนี้ฉันทานอาหารคนเดียว เบนจามิน คุณพากิลเบิร์ตมาให้ฉันฝึกหน่อยละกัน” คำสั่งเรียบง่ายแต่กลับทำเอาผู้รับคำสั่งสะท้าน หัวหน้าพ่อบ้านเบนจามินถึงกลับมึนงงไปชั่วขณะ เจ้านายของเขาต้องการทานอาหารร่วมโต๊ะกับเจ้ากุลีนี่งั้นรึ?

   ฝ่ายกิลเบิร์ตย่อมต้องรู้สึกเสียวสันหลังวูบวาบ เขามองส่งลุดวิกเดินขึ้นบันไดเวียนไปจนลับตาในขณะที่กำลังคิดว่าควรพุ่งตัวหนีไปตอนนี้ดีหรือไม่ แต่ตอนที่ยังมัวแต่ลังเลหัวหน้าพ่อบ้านเบนจามินก็ลากตัวเขาเดินตามไปแล้ว

พ่อบ้านใหญ่พอเห็นเจ้านายไปพักผ่อนแล้วเขาก็ลากเจ้าหนุ่มไม่รู้ที่ต่ำที่สูงไปล้างเนื้อล้างตัว แปรงเผ้าแปรงผมให้สะอาดสะอ้าน เคราะห์ดีที่พอทำจนครบจบกระบวนความเจ้าหนุ่มนี่ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดอะไร จากนั้นทดลองให้ทำงานหลายๆอย่าง พวกงานบ้านนั้นตัดไปเพราะมีแม่บ้านมืออาชีพทำแล้ว งานที่เหลือจำพวกตัดแต่งต้นไม้ดูแลสวนก็ต้องการผู้ชำนาญการ เจ้าหนุ่มที่แค่จับกรรไกรตัดกิ่งยังไม่ถูกคงไม่ผ่านแน่ๆ งานรักษาความปลอดภัยดูจากหน่วยก้านแล้วคงถูกผู้บุกรุกซัดปลิวไม่ต้องสงสัย สุดท้ายตำแหน่งที่ยังว่างกลับเป็นตำแหน่งคนรับใช้ในชีวิตประจำวันของเจ้านาย อย่างน้อยงานอย่างขัดรองเท้า เตรียมเสื้อผ้า หรือเปิดประตูรถ ต่อให้โง่แค่ไหนก็คงทำได้บ้างล่ะ!

คิดได้ดังนั้นหัวหน้าพ่อบ้านก็จัดหาเสื้อผ้าตามแบบบัตเลอร์ฝึกหัดให้กับกิลเบิร์ต เสื้อตัวในเป็นเชิ้ตขาว สวมเสื้อกั๊กตัวในทับ และสวมทับด้วยสูทตัวยาวสองหาง ผูกเนคไทดำ และสวมถุงมือสีขาว เครื่องแบบนี่ทำเอากิลเบิร์ตนึกประหลาดใจจนต้องจ้องมองตัวเองในกระจกซ้ำๆ เทียบกับเครื่องแบบทหารในกองทัพแล้ว นี่นับว่าเนื้อผ้าเบาสบายกว่ามาก ไม่ต้องสวมผ้าหนักๆชวนอึดอัดแบบนั้น เอาเข้าจริงนี่ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่ว่าพอมาใส่อะไรเบาๆแบบนี้แล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ที่ถูกถลกขนเลย มันคือความรู้สึกไม่ปลอดภัยนั่นเอง

“ขอตัดผมได้ไหม” กิลเบิร์ตถามพ่อบ้าน เขารู้สึกว่าผมข้างหน้าเริ่มยาวแล้ว

“ยังสั้นอยู่เลยจะตัดทำไม” หัวหน้าพ่อบ้านบอก ผมสั้นๆมากๆก็ทำให้จัดทรงยากเหมือนกัน “ไว้ยาวกว่านี้อีกหน่อย ตอนนี้ไปดูงานกับฉันก่อน”

“อืม ก็ได้” แม้จะขัดใจนิดๆ แต่เขาก็คิดว่าอันที่จริงตอนนี้ตนเองก็ไม่ได้เป็นทหารแล้วทั้งยิ่งไม่ใช่ท่านนายพล ไม่จำต้องเป็นแบบอย่างให้กับใคร ดังนั้นต่อให้ผมยาวกว่านี้สักนิดก็คงไม่เป็นไร “ไม่ทราบว่า ฉันควรเรียกคุณว่าอะไรดี”

“เรียกฉันว่าคุณเบนจามินก็พอ ส่วนเธอกิลเบร์ตสินะ โชคดีนะที่ไอ้หนูลูกน้องฉันเพิ่งลาออก คนงานไม่พอ ถึงนี่จะเป็นคฤหาสน์พักร้อนแต่ก็สำคัญกับนายท่านมาก จะมาอู้ไม่ได้! มา! ฉันจะสอนงานเอง เริ่มจากขัดรองเท้า!”

“อืม”

“ไม่ใช่อืม แต่เป็นครับ! มารยาทไม่ดีเลย เวลาเจ้านายหรือผู้ใหญ่สั่งอะไรต้องตอบรับว่าครับ!” เขาดุต่อ รู้สึกได้เลยว่าการอบรมคนตรงหน้านี่น่าจะเป็นงานหนักไม่ใช่น้อย เจ้าหนุ่มพูดจาไม่น่าฟัง ทั้งกิริยาท่าทียังแข็งกระด้างมาก เจ้านายเขาไปถูกใจอะไรคนแบบนี้กัน

   ตรงหน้ากิลเบิร์ตคือรองเท้าหนังหลากหลายคู่ ส่วนคุณเบนจามินก็เลคเชอร์เรื่องน้ำยาขัดรองเท้ากับการจัดเก็บการดูแลต่างๆ กิลเบิร์ตมองซ้ายทีขวาทีก็รู้สึกหัวหมุน เขาเป็นทหารมาสิบปีรองเท้าที่ใช้มีสักกี่คู่กัน แต่ขุนนางของดาวดวงนี้มีรองเท้ามากมายเต็มไปหมด แถมจากที่ฟังเลคเชอร์ เขายังมีหน้าที่ต้องใส่และถอดถุงเท้ารองเท้าให้เจ้านาย แค่เรื่องของรองเท้าก็ยิ่งใหญ่กันปานนี้ คิดไปคิดมาพวกเขาต้องการคนกี่คนกันนะถึงจะสามารถแต่งตัวเสร็จได้ ช่างเป็นความฟุ่มเฟือยเหลือหลาย

   แค่เรื่องรองเท้าก็ทำเอาหมดวันแล้ว กิลเบิร์ตลากสังขารอันโรยราของตัวเองไปที่ห้องอาหารที่ค่อนข้างเรียบง่ายกว่าที่คิด ลุดวิกนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะพร้อมกับอาหารจำนวนหนึ่งแต่กลับไม่มีคนรับใช้สักคนคอยปรนนิบัติ ผิดวิสัยขุนนางใหญ่แบบที่หัวหน้าพ่อบ้านเลคเชอร์กรอกหูเขามาตลอดวัน

“สงสัยอะไร กำลังคิดว่าน่าแปลกที่ฉันไม่มีคนรับใช้คอยตักอาหารให้สินะ” ลุดวิกผสานสองมือเท้าคางเผยอยิ้มเหยียด ใบหน้าที่ต้องแสงไฟนั้นดูมีมนต์ขลังทรงเสน่ห์อย่างผู้ชายที่เจริญวัยสมส่วนแล้ว กิลเบิร์ตมองเขาแล้วรู้สึกแปลกๆ นัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นทำให้เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาใครบางคนมาก แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก สุดท้ายเลยเดินเข้าไปหา และนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวข้างๆที่มีอุปกรณ์ทานอาหารวางไว้ให้ “ดูไม่ประหม่าเลยนะ” นั่นย่อมหมายถึงท่าทีของกิลเบิร์ต

“เจ้านายสั่งให้มาทานอาหารด้วย ฉันทำตามคำสั่ง มีอะไรต้องกลัว ส่วนเรื่องคนรับใช้ คุณมีเรื่องจะคุยกับฉัน ก็ย่อมต้องอยากคุยกันตามลำพัง ไม่เห็นแปลก” กิลเบิร์ตตอบเรียบๆพลางขยับมุมปากยิ้มเล็กน้อย ท่าทีของเขาไม่มีความกระดากและยิ่งห่างไกลจรรยามารยาทของคนรับใช้ที่พึงมีต่อเจ้านาย เอาเข้าจริงลุดวิกกลับรู้สึกว่ากิลเบิร์ตวางตัวเป็นเจ้านายง่ายกว่าเป็นคนใช้เสียอีก

   โดยปกติคนชนชั้นล่างพบขุนนางต้องก้มหัวให้ คนรับใช้พูดกับเจ้านายต้องเจียมตน แต่ตอนนี้กิลเบิร์ตกลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับทุกอย่างที่พึงทำในฐานะประชาชนบนดาวดวงนี้ แค่มารยาทหรือความรู้พื้นฐานที่มีเขาก็ดูแปลกแยกแล้ว

“ตกลงจะสารภาพหรือยังว่าใครส่งมา” ลุดวิกใช้มีดหั่นเนื้อสเต๊ก ในขณะที่อีกฝ่ายถือวิสาสะรินไวน์ให้ตัวเอง กิลเบิร์ตเริ่มเข้าใจแล้วว่าลุดวิกสงสัยอะไรในตัวเขา หมอนี่กำลังคิดว่าเขาเป็นสายของศัตรูงั้นหรือ?

“ฉันส่งตัวเองมา ยานอวกาศของฉันถูกแรงโน้มถ่วงของที่นี่ดูดลงมา ยานเสียหายหนัก ฉันไปไหนต่อไม่ได้ แล้วสีผมกับสีตาฉันก็เป็นแบบนี้ สุดท้ายเลยโชคร้ายจบลงบนเตียงของคุณเมื่อคืน” พูดเสียงเรียบเรื่อยราวกับเรื่องราวพวกนั้นไม่สลักสำคัญอะไร “ฉัน
ไม่รู้จักคุณ ไม่รู้ด้วยว่าคุณมีศัตรูที่ไหนอยู่ ทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ ข้อพิสูจน์ก็คือ ฉันไม่ได้ทำอันตรายคุณเมื่อคืน เมื่อเช้าฉันก็เป็นฝ่ายจากมาเอง”

“นั่นอาจเป็นแผนก็ได้” ใช้ผ้าเช็ดปากพลางดื่มไวน์ หากแต่สายตายังจดจ้องไปที่คนร่วมโต๊ะอาหารไม่วางตา “เป็นแผนหลอกให้ฉันตายใจ”

“งั้นก็ไล่ฉันไปตอนนี้เลยสิ เท่านี้ก็จบแล้ว” กิลเบิร์ตตอบตรงๆ เขาไม่รู้จักคนๆนี้ แต่ใช่ว่าไม่เข้าใจการเมืองของอาทีเรีย ดาวดวงนี้เคยได้ยินมาผ่านๆว่ามีปัญหาเรื่องความขัดแย้งของสภาขุนนางของจ้าอาณานิคม หากลุดวิกเป็นคนของสภาขุนนาง เขาก็คงมีปัญหาบางอย่างอยู่แน่ๆ “คุณเป็นผู้มีพระคุณของฉัน ฉันไม่ควรทำให้คุณเดือดเนื้อร้อนใจ”

   แสงไฟสะท้อนจนแยงนัยน์ตา แต่คำพูดของกิลเบิร์ตกลับเสียดแทงหัวใจมากยิ่งกว่า ถึงตอนนี้ลุดวิกก็ยังไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้านี่ไปร่ำเรียนวิธีการพูดแทงใจดำคนแบบนี้มาจากไหน คำพูดแสนจะธรรมดาแท้ๆแต่กลับทำให้เขารู้สึกว่ามันสะท้านหัวใจอย่างน่าประหลาด ตั้งแต่คำพูดคำแรกพลั้งเผลอบ่นว่าหิวจนถึงตอนนี้ เขารู้สึกได้เพียงความบริสุทธิ์จริงใจที่ออกจะน่าเหลือเชื่อกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มีมนุษย์ต่างดาวมาปรากฏตัวตรงหน้า แต่แทนที่เขาจะรู้สึกห่างเหินปลกแยก มาเวลานี้ลุดวิกกลับรู้สึกอยากเข้าใกล้เจ้ามนุษย์ต่างดาวนี่มากขึ้นแทนเสียอย่างนั้น

“บอกได้ไหมว่าทำไมถึงต้องขึ้นยานอวกาศมาแถวนี้ ที่นี่น่ะไกลปืนเที่ยง แม้แต่สมาชิกของสหพันธ์ดวงดาวยังไม่เข้าร่วมเป็นสามัญสมาชิกด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ดันมีมนุษย์ต่างดาวมาปรากฏตัว”

“เป็นอุบัติเหตุน่ะ ฉัน เอ่อ...” กิลเบิร์ตไม่แน่ใจว่าควรจะอธิบายยังไง บอกไปว่าเขามีพลังจิตสร้างหลุมดำได้เลยวาร์ปข้ามอวกาศมาหลายปีแสงมาปรากฏตัวที่นี่ ก็ฟังดูไม่ค่อยดี หากพลาดพลั้งลุดวิกไม่ใช่คนดีอย่างที่เขาคิดมิถูกส่งตัวกลับเทสล่าหรือ ดังนั้นหากจะโกหกก็ควรจะเนียนสักนิดใช่หรือไม่ “ฉันเพิ่งหย่ากับสามี เขากับภรรยาใหม่ไล่ฉันออกจากบ้าน ฉันไม่รู้จะไปไหน จับพลัดจับผลูยานอวกาศวาร์ปมาโผล่ที่นี่” เมื่อตัดสินใจได้ก็เลยตีหน้าซื่อเล่าความจริงเพียงครึ่งเดียว

   ที่หย่ากันก็เรื่องจริง ที่วาร์ปมาก็ใช่ เพียงแต่ความจริงก็คือเขาถูกสั่งเก็บเป็นนักโทษการเมือง และเป็นตัวเขาที่สร้างแบล็คโฮลวาร์ปมาเอง ก็ถือว่าครือๆกันแหละ ไม่ได้โกหกหรอกนะ!

   ลุดวิกมองเจ้าหนุ่มที่กำลังเล่าเรื่องของตัวเอง น้ำเสียง ท่าทาง อะไรหลายๆอย่างไม่ดูคล้ายคนโกหกแต่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผล ยกตัวอย่างเช่น สามีบ้านไหนกันที่พอหย่าภรรยาก็รวมหัวกับเมียใหม่ส่งอดีตภรรยาขึ้นยานอวกาศ เนรเทศมาสุดขอบจักรวาลแบบนี้ คนแบบนั้นหากมีอยู่จริงก็จัดว่าเป็นคนเลวมาก แล้วเขาล่ะ? จะจัดการยังไงต่อไปดี?

“แน่ใจนะว่าพูดเรื่องจริง” ลุดวิกถามย้ำ หากเป็นเรื่องจริงเขาก็เริ่มมีเหตุผลที่จะตัดสินใจอย่างอื่นต่อไป

“ย่อมเป็นเรื่องจริง คนที่ไหนจะอยากตกมาในดวงดาวที่ตัวเองตกต่ำถึงขนาดนี้เล่า!” ปากพูดแบบนั้น แต่สมองย่อมรับรู้ว่าเพราะคำขอเอาแต่ใจของตัวเองเลยจับพลัดจับผลูมาโผล่ที่นี่จริงๆ รู้งี้ตอนนั้นเขาควรเล่นบทโศกให้น้อยหน่อย วาร์ปไปดาวที่ยังพอมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน อาจจะซวยน้อยกว่านี้!

“นั่นก็จริง” สุดท้ายลุดวิกก็พยักหน้ารับ แม้จะทำทีเป็นไม่ได้ใส่ใจนัก แต่คนตรงหน้าก็คือคนที่เมื่อคืนเขากอดไว้ทั้งคืนทั้งยังรู้สึกดีอย่างมากจะไม่ให้รู้สึกใจอ่อนด้วยเลยก็ดูจะใจไม้ไส้ระกำไปหน่อย อันที่จริงถ้ากิลเบิร์ตว่าง่ายกว่านี้ยอมให้เขากอดต่ออีกสักหน่อยก็นับว่าไม่เลว แต่นี่เจ้าตัวยืนกรานเสียขนาดนั้นว่าไม่ต้องการขายตัวแลกข้าว ทั้งในความเป็นจริง หมอนี่ก็คือภรรยาม่ายที่เพิ่งถูกสามีหย่า แถมยังถูกเนรเทศไล่ออกจากบ้าน อเนจอนาถชวนสลดใจ หากคิดแบบนี้การที่เขาข่มเหงจนอีกฝ่ายร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน ในสายตากิลเบิร์ตเขาเองก็น่าจะเป็นผู้ชายที่เลวร้ายคนหนึ่ง นับว่าเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเลวร้ายทีเดียว

   เพียงแต่ว่า การที่ได้ยินเรื่องราวจากกิลเบิร์ตมันกลับทำให้สมองเขาแล่น คนๆนี้ไม่ใช่คนของดวงดาวนี้ ไม่รู้จักใคร ไม่มีเส้นสายที่ไหน ไม่มีที่ไป ทั้งยังไม่ใช่เด็กหนุ่มเด็กสาวอ่อนต่อโลก แต่ผ่านการแต่งงานมาแล้ว คุณสมบัติแบบนี้จัดว่าหายากยิ่ง ไม่ใช่ทุกวันหรอกนะที่จะมีมนุษย์ต่างดาวไร้พิษภัยหกล้มหน้ารถม้าของคุณ

“อายุเท่าไหร่” คิดถึงตรงนี้ฝ่ายเจ้าบ้านก็ถามต่อ ด้วยเส้นผม สีตาและลักษณะทางเชื้อสาย ยากที่จะบอกว่าเขาควรอายุเท่าไหร่ แต่ลุดวิกแอบทายว่าหน้าอ่อนประมาณนี้เขาไม่ควรอายุมากไปกว่ายี่สิบต้นๆหรอก

“ยี่สิบแปด”

   ทว่า คำตอบนั่นกลับทำเอาลุดวิกอึ้งไปนิดเหมือนกัน ยี่สิบแปด? หน้าตาแบบนี้? ท่าทางแบบนี้? นี่อายุยี่สิบแปดแล้วงั้นเรอะ!

“เห! ท่าทางตกใจแบบนั้น ไม่ใช่ว่าฉันอายุมากกว่าคุณหรอกนะ นายท่านลุดวิก” กิลเบิร์ตสังเกตอาการอึ้งของอีกฝ่ายแล้วก็ได้ทีขี่แพะไล่ เห็นหน้าตาขมึงทึงเอาจริงเอาจังแบบนี้นึกว่าอายุสามสิบกว่าแล้วเสียอีก! “อย่างคุณนี่ อืม งั้นขอเดาว่าไม่เกินยี่สิบห้า!”

“นี่!” ลุดวิกตบโต๊ะปราม เพราะดูอีกฝ่ายจะเล่นเกินไปแล้ว แต่เพราะเขาดูร้อนรนมากนั่นแหละ กิลเบร์ตเลยยิ่งยิ้มกว้าง ท่าทางสนุกสนานยิ่ง

“แสดงว่าเดาถูก งั้นเมื่อคืนก็ไม่ใช่พี่ชายสินะ ต้องเป็นน้องชาย! ว่าไงน้องชายมีอะไรให้พี่ชายสอนมั้ย!” นี่ล่ะคือคนได้คืบจะเอาศอกโดยแท้ พอรู้สึกว่าตัวเองเดาถูกเลยเป็นต่อขึ้นหน่อย พลั้งเผลอหยอกเล่นตามนิสัยเดิม ท่าทีแบบนี้ทำเอาฝ่ายตรงข้ามคิ้วกระตุก เขานึกสงสัยว่าเจ้าแมวจรจัดตัวนี้จะรู้ไหมว่าเขานั้นเป็นเจ้านาย ส่วนเจ้าตัวน่ะเป็นคนรับใช้นะ!

   แต่ครั้นสบสายตากับดวงตาขี้เล่นนิดๆตรงหน้า ลุดวิกกลับรู้สึกว่าภายในหัวใจเขารู้สึกอุ่นวาบขึ้น หากเทียบสีหน้าของกิลเบิร์ตยามนี้กับที่เห็นเมื่อคืน เขารู้สึกว่าเขาย่อมอยากเห็นอีกฝ่ายในลักษณะนี้มากว่า ราวกับว่าแต่ไหนแต่ไรคนๆนี้ก็ควรยิ้มให้มากกว่านี้ และนี่สิจึงสมควรเป็นสีหน้าที่แท้จริงของเขา พอคิดได้แบบนั้นก็อดยกยิ้มที่มุมปากขึ้นไม่ได้ 

“อย่าเอาแต่เล่น ทานอะไรเสียบ้างเดี๋ยวก็สะดุดหินเป็นลมอีกหรอก”

“เอ๋! ตกลงว่ายอมเชื่อแล้ว!” กิลเบิร์ตเองก็นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยอมเปลี่ยนใจไวขนาดนี้

“ถ้าเธอพูดเรื่องจริง ฉันก็จะเชื่อ ไม่เคยได้ยินหรือว่าความไว้วางใจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ” รวบส้อมกับมีดและกลับจิบ
ไวน์อย่างเชื่องช้าสง่างาม เขาตัดสินใจแล้วว่าควรทำอย่างไรต่อไป

“แต่ฉันไม่ใช่นักธุรกิจ”

“ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ค้าประเวณี ทำร้ายคนกลางถนน โกหกเจ้าพนักงาน เอาล่ะ ถ้าเธอไม่ทำธุรกิจแล้วจะจัดการยังไงกับข้อหาพวกนี้ดีล่ะ” แสยะยิ้มพริ้มพรายชวนให้คู่สนทนาที่เมื่อครู่ยังหน้าระรื่นสันหลังเย็นวาบ

   ลุดวิกร่ายยาวข้อหาที่ทำเอากิลเบิร์ตเบิกดวงตาตระหนก จิตใต้สำนึกร้องเตือนว่าโดนเล่นงานเข้าแล้ว ไอ้เรื่องลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายนั่นก็เพราะยานอวกาศดันโดนดูดลงมาเขาไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ค้าประเวณีก็เป็นหมอนี่ที่ลงมืออยู่ฝ่ายเดียว ทำร้ายคนก็เป็นการปกป้องตนเอง แม้แต่การหลอกลวงเจ้าพนักงานเขาก็ไม่ได้เป็นคนพูดเสียหน่อย!

“รู้อะไรไหม คนที่เธออัดกระเด็นไปเมื่อบ่าย ถึงไม่ใช่ขุนนางในสภา แต่ก็เป็นหลานของท่านดยุค ใหญ่โตใช่เล่นเลยนะ เกิดพวกนั้นไปฟ้องคุณปู่ แล้วเธอดันเป็นคนผิดกฎหมายแบบนี้ มีกี่ชีวิตก็ไม่พอนะ คุณกิลเบิร์ต” ลุดวิกคลี่ยิ้มสง่างาม หากแต่ทั้งถ้อยคำและวาจานั้นล้วนฟังไม่ได้ ทำเอากิลเบิร์ตที่คิดว่าตัวเองเจ้าเล่ห์พอแล้วถึงกับแทบยกส้อมไม่ขึ้น ผู้ชายคนนี้เจ้าเล่ห์มาก! นิสัยเสียมาก! คบไม่ได้อย่างมาก!

“นี่คุณ ต้องการอะไรน่ะ!” ถ้ามาไม้นี้หมอนี่ย่อมไม่ต้องการเอาเขามาเป็นคนขัดรองเท้าอยู่แล้ว!

“แต่งงานกับฉัน”

“หะ!”

“เป็นคุณผู้หญิงของฉัน เท่านั้นก็จบแล้ว”

   ข้อเสนอแสนร้ายกาจหลุดออกจากปากผู้ชายแปลกหน้าที่นิสัยเสียที่สุด!



จบตอน

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๕
ให้ฉันขัดรองเท้าของคุณเถอะ!

      ช่างเป็นมื้ออาหารที่ชวนกระอักกระอ่วนสิ้นดี แม้สุดท้ายลุดวิกจะไม่ได้บีบคั้นเอาคำตอบ ทั้งยังแสร้งยกตัวเองสูงส่งเป็นสุภาพบุรุษให้เวลาคิด แต่กิลเบิร์ตกลับยิ่งรู้สึกว่าเขาน่าหมั่นไส้จริงๆ ผู้ชายคนนี้จะให้เอียงซ้ายแลขวามองยังไงก็เป็นคนอันตราย หมอนี่ต้องไม่ใช่ขุนนางธรรมดาแน่ๆ คนที่มีศัตรู แถมยังวางแผนจะเอามนุษย์ต่างดาวไปขัดตาทัพแสร้งเป็นภรรยา ไม่มีทางที่จะเป็นคนสามัญแน่ๆ!

   กิลเบิร์ตไม่ยอมเป็นคนโง่ เขาเจ็บมาแล้วและจะจำไปจนวันตาย การเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเรื่องยุ่งยากทั้งหลายแหล่มีแต่จะพาตัวเองให้ล่มจมหายนะ คราวที่แล้วยังไม่พออีกหรือไง ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะปฏิเสธ ต้องการแค่ข้าวสามมื้อ ที่นอน และเงินเล็กน้อยเท่านั้น เขายินดีเป็นคนขัดรองเท้า แต่ไม่ยินยอมได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของหมอนี่! เป็นตายร้ายดียังไงก็จะไม่ยอมเป็นภรรยาใครอีกแล้ว! 

“ค่อยๆคิดก็ได้ ยังไงท่านดยุคคงใช้เวลาอีกหลายวันในการตามจับคนร้าย” ลุดวิกดื่มไวน์กลั้วหัวเราะอย่างเป็นต่อท่าทางอารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้

“คุณนี่มัน เจ้าคนหน้าไม่อาย!” กิลเบิร์ตสุดจะทน ผู้ชายคนนี้มันอาชญากรตัวจริงชัดๆ “ใส่ร้ายคนอื่นหน้าตาเฉย ยังมีคุณธรรมอยู่ไหม!”

“ก็นี่ไง ฉันล่วงเกินเธอไปแล้วก็จะแสดงความรับผิดชอบโดยแต่งงานด้วย เป็นภรรยาขุนนาง มีข้าวสามมื้อ มีที่นอนอุ่น มีเงินทองให้ใช้ เอาล่ะ บอกมาซิว่า ฉันไม่แฟร์ตรงไหน” ไขว่ห้างเท้าคางแสยะยิ้มยียวนกวนโทสะ แค่นี้ก็ทำเอากิลเบิร์ตหมดอาลัยตายอยาก ทำไมหนอถึงซวยขนาดนี้!

   คืนนั้นกิลเบิร์ตตั้งหน้าตั้งตากินแล้วก็รีบขอตัวกลับไปพักผ่อน ซึ่งเคราะห์ดีที่ลุดวิกไม่ประเจิดประเจ้อจนเกินไป กิลเบิร์ตยังได้ห้องส่วนตัวในอาคารปีกตะวันออกชั้นล่างที่เป็นโซนห้องคนรับใช้ ในห้องแคบๆที่มีที่นอน ห้องอาบน้ำ และโต๊ะหนังสือ ซึ่งแค่นี้ก็หรูหรามากแล้วสำหรับเขา ชายหนุ่มไม่รีรอจะทิ้งตัวลงนอนบนฟูกที่แม้ไม่นุ่ม แต่ก็อุ่น ออกจากเทสล่ามาห้าวัน ในที่สุดคืนที่ห้าเขาก็สามารถปิดเปลือกตานอนหลับได้อย่างสบายใจเสียที ส่วนความดีความชอบนั้น แม้ไม่อยากคิดแต่ก็ต้องยกให้กับลุดวิก ขุนนางชาวอาทีเรีย เจ้านายคนปัจจุบันของเขา ถึงจะไม่ใช่คนดิบดีอะไรแต่ก็ไม่ถึงกับแล้งน้ำใจ เอาเข้าจริงถ้าลุดวิกสั่งให้เขาไปตัดหญ้า กวาดขยะ เลี้ยงวัวเลี้ยงควายไถนาเกี่ยวข้าว เขาคงตอบรับอย่างง่ายดาย แต่นี่อะไร ดันมาบอกให้แต่งงานด้วย

“เจ็บแล้วจำคือคุณสมบัติของคนฉลาด” กิลเบิร์ตบอกกับตัวเอง

   และแน่นอนเขาไม่ยอมโดนสวมเขาอีกรอบหรอก!

   ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์กับความสบายที่กิลเบิร์ตไม่เคยคิดว่าจะได้ลิ้มรสมาก่อนในชีวิต ช่วงนี้เขาตื่นตีห้า ออกมาหาอะไรทานที่โรงครัวก่อนจะไปรายงานตัวกับหัวหน้าพ่อบ้านเบนจามิน จากนั้นไปขัดรองเท้าให้ลุดวิก ก่อนจะตามคุณเบนจามินไปช่วยแต่งตัวให้ลุดวิกในช่วงเช้า พอนายท่านออกไปทำงานที่ไหนไม่รู้และเขาก็ไม่สนว่าเป็นงานอะไรกันแน่ หลังจากนั้นก็ว่างมาก มีอาหารเที่ยง มีของว่าง มีเวลาว่างอ่านหนังสือสบายๆ ขอแค่ทำงานไปเรื่อยๆตามเวลาที่กำหนดก็ไม่ต้องอนาทรร้อนใจว่าจะมีใครมาลอบยิง ลอบสังหาร ลอบขัดแข้งขัดขา แล้วก็ไม่ต้องถูกด่าว่าว่าเป็นท่านผู้หญิงแพศยาด้วย! ความสุขแบบนี้มันก็มีอยู่จริงๆนะ! แบบนี้ขอเขาอยู่แบบนี้ไปจนแก่ตายเลยได้ไหม! 

หลายวันผ่านมาหลังจากฝึกงานมาพอสมควร วันนี้หัวหน้าพ่อบ้านส่งกิลเบิร์ตขึ้นไปปลุกลุดวิกตัวคนเดียว ทั้งยังย้ำนักย้ำหนาเรื่องเสื้อผ้าที่เตรียมไว้แล้วอย่าได้ผิดพลาด ดูเหมือนวันนี้นายท่านคนนี้จะต้องเตรียมกลับเข้าสภาขุนนาง งั้นแล้วก็แปลว่าจะกลับดึก งั้นยิ่งดีใหญ่เขาจะได้สุขสบายไม่ถูกเรียกไปซักถามอะไรแปลกๆอีก เพียงแต่ว่า ทันทีที่ย่างเข้าห้องนอนกิลเบิร์ตกลับไม่เห็นอีกฝ่ายนั่งรออยู่บนเตียงเหมือนทุกที พอเข้าใกล้เตียงก็เห็นชายหนุ่มยังหลับตานอน แม้แต่ตอนนอนคิ้วยังขมวดมัดเป็นปม ท่าทางจะเครียดมากจริงๆ

“นายท่าน นายท่านตื่นเถอะ เช้าแล้ว” กิลเบิร์ตพยายามเลียนแบบคำพูดของพวกบัตเลอร์ แต่จนแล้วจนรอดน้ำเสียงกลับเป็นสิ่งที่ยากจะลอกเลียน เสียงของเขาถูกลุดวิกวิพากษ์วิจารณ์เสียหายว่าช่างฟังดูแข็งข้อ ไม่น่าฟังเอาเสียเลย “นายท่าน นี่นายท่าน อืม...จะแกล้งนอนหลับก็ควรทำลมหายใจให้สม่ำเสมอหน่อยนะ!”

   พริบตานั้นเองทันทีที่กิลเบิร์ตพูดจบแขนแกร่งก็คว้าตัวเขาจมหายลงไปบนเตียงในทันที กิลเบิร์ตเบิกตากว้างเมื่อเจ้านายท่านคนนี้ดันเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการจับบัตเลอร์ของตนเองกดลงบนเตียงแล้วจูบลงมาอย่างหน้าไม่อาย ควรมีใครบอกหมอนี่บ้างว่าการรับอรุณสวัสดิ์แบบนี้มันไม่ถูกต้อง!

“นี่คุณ มันเสียมารยาทนะ!” กิลเบิร์ตว่าพลางผลักเจ้าคนที่กดเขาอยู่ออกไปเต็มแรง เสียแต่ลุดวิกตัวใหญ่มากแถมกล้ามเป็นมัด ไม่เข้าใจเลยว่าท่านขุนนางคนนี้ไฉนถึงมีรูปร่างแบบนี้ได้ “ถอยไปนะ!”

“เริ่มต้นวันด้วยการจูบอรุณสวัสดิ์สามี เป็นการเริ่มต้นที่ดีนะ” ลุดวิกส่งยิ้มแพรวพราวพลางจูบลงมาที่ข้างต้นคออีกฝ่ายอีก “วันนี้ก็ฤกษ์งามยามดีแล้ว จะให้คำตอบดีๆได้หรือยัง”

“ไม่ จะอีกนานแค่ไหนก็คือไม่” ตอบหน้าตาย ถึงจะใช้วิธีสกปรกหลอกล่อยังไงเขาก็ไม่ยอมตกนรกอีกรอบหรอก “นี่คุณคิดจริงๆหรือว่าคนที่เพิ่งหย่าไปจะมีกะใจแต่งงานใหม่ ไม่รู้หรอกนะว่าจะใช้ฉันหาประโยชน์อะไร แต่ตำแหน่งคุณผู้หญิงบ้าบออะไรนั่นไปจ้างคนอื่นเล่นเถอะ” ตอบไปตรงๆเพราะรู้ดีว่าข้อเสนอแต่งงานของลุดวิกนั้นไม่มีทางเกิดจากความชอบพอ คนๆนี้ต้องมีแผนการ และบังเอิญว่าเขาคงมีคุณสมบัติบางอย่างตามแผนของหมอนี่พอดี ซึ่งคุณสมบัตินั่นจะเป็นอะไรไปได้ นอกจาก ‘ความไม่รู้’ ของมนุษย์ต่างดาว

   ยิ่งโง่เท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ

“ถ้ารู้ว่าเป็นแผนก็ควรให้ความร่วมมือผู้มีพระคุณหน่อยสิ” ลุดวิกกดสองแขนของกิลเบิร์ตลงบนเตียง ดวงตาคมคายของเขาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง อันที่จริงความชาญฉลาดนี่เขาก็ไม่ได้รังเกียจหรอกนะ ซ้ำจากที่ให้เบนจามินจับตาดูมาหลายวัน เขาแอบรู้มาว่ากิลเบิร์ตอ่านหนังสือของอาทีเรียออก แสดงว่าพื้นความรู้ไม่ได้โง่เลย กิลเบิร์ตอาจกำลังคิดว่าเขาต้องการคนโง่ แต่ที่จริง เขาแค่ต้องการ ‘คนที่ไม่รู้’

   คนฉลาดที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร น่าสนใจมาก

“นี่คุณ ข้าวแค่มื้อเดียว จะให้เสียทั้งตัวทั้งชีวิตเลยเรอะ มากไปหน่อยมั้ง” ฝ่ายที่ถูกกดอยู่ใต้ร่างประท้วงพลางมองฝ่ายตรงข้ามอย่างเหยียดหยาม ตอนนี้เขาถือว่าเขาทำงานแลกที่อยู่ที่กินแล้ว มันคนละส่วนกับตอนนั้น เจ้าหมอนี่ได้คืบจะเอาศอก แค่ยอมให้ครั้งเดียวได้ใจใหญ่เลยรึไง! “ต้องไปประชุมสำคัญไม่ใช่เรอะ ลุกขึ้นได้แล้ว ไม่อย่างนั้นคุณนั่นล่ะที่จะสาย”

   คำพูดคำจาของกิลเบิร์ตเลยคำว่าฉะฉานไปแล้ว นี่มันคือความมั่นใจในตัวเองสุดโต่งกับความถือดีอย่างเหนือชั้น ราศีของคุณนายภรรยาหลวงเจิดจ้าไปสักหน่อย ทำเอาลุดวิกอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ไม่ใช่แค่ไม่โกรธแต่ยังรู้สึกเอ็นดูมาก คนๆนี้เดิมทีเคยใช้ชีวิตแบบไหน แล้วเคยทำอะไร เรื่องราวในอดีตพวกนั้นทำให้เขาอยากรู้ขึ้นมาจากใจจริง ในที่สุดลุดวิกก็ยอมลุก เขายอมล้างหน้าและให้อีกฝ่ายช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่โดยดี ฝ่ายกิลเบิร์ตก็ทำหน้าที่บัตเลอร์ตามที่ได้รับการสั่งสอนอย่างไม่ขัดเขิน แม้จะต้องเห็นกล้ามเนื้อสัดส่วนของผู้ชายที่เคยเล่นงานเขามาก่อน แต่ตอนนี้เขากลับมองอย่างเฉยเมยไร้อารมณ์ จุดนี้เองที่ทำเอาลุดวิกคิ้วกระตุกเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไรคู่นอนของเขามักไม่อาจตัดใจได้ในยามที่เขาบอกเลิกตีตัวออกห่าง แต่กับคนๆนี้ทั้งที่เขาแทบจะยืนเปลือยพะเน้าพะนอ แต่สีหน้าท่าทีเรียบเฉยนี่คืออะไร

“ที่สามีบอกเลิกนี่เพราะแสดงสีหน้าแบบนี้ใส่หมอนั่นรึเปล่า” ลุดวิกถามตรงไปตรงมา แม้รู้ว่าเสียมารยาทแต่ก็อยากเห็นอากัปกิริยาอื่นของคนตรงหน้าบ้าง นึกไม่ถึงว่าทั้งที่ถามแทงใจดำขนาดนี้เขาก็ยังตอบอย่างไม่ยี่หระ

“คงใช่” นั่นคือคำตอบ พลางหวนคิดถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของตนเองกับอดีตสามี บางทีเฟรเดอริคอาจรู้สึกแบบนี้ด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นั่นยังไม่ใช่เหตุผลที่สำคัญที่สุด “แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคงเพราะฉันไม่ตามใจเขา”

   ถึงตอนนี้ลุดวิกเลือกที่จะเงียบ เขามองคนตรงหน้าที่กำลังติดกระดุมเสื้อให้เขา สีหน้าของกิลเบิร์ตแม้เฉยชา แต่ลึกๆลุดวิกรู้สึกว่าคนๆนี้กำลังพยายามอย่างมากที่จะลืม ทั้งการมาที่นี่ การเสาะหาบ้าน หางาน หาบางสิ่งบางอย่าง แม้ฟังดูไม่น่าแปลกอะไร แต่มันก็คือทางออกเพียงทางเดียวที่คนๆหนึ่งจะทำได้เมื่อเกิดความสูญเสีย กิลเบิร์ตผิดอะไรขนาดนั้น? เขาผิดอะไรถึงขนาดทำให้อดีตสามีคนนั้นไล่ออกจากบ้าน?

“วันนี้ไม่ต้องขัดรองเท้าแล้ว”

“!”

“ตามฉันออกไปด้วยกัน รู้ใช่ไหมว่าบัตเลอร์ก็ต้องตามเจ้านายออกไปข้างนอกเป็นครั้งคราวด้วย” ลุดวิกรีบดักคอ เขาย่อมสังเกตเห็นความดื้อดึงขัดขืนในดวงตาสีดำของเจ้าแมวเถื่อนตัวนี้ หากเป็นคนอื่นคงนึกหมั่นไส้ตบเจ้าแมวให้กลิ้ง แต่สำหรับเขากลับมีแต่จะนึกสนุก “อยากขัดรองเท้าขนาดนั้นเชียว”

“ขัดรองเท้าไม่ดีตรงไหน ฉันขัดได้เงาออกนะ!” ความหมายคือปล่อยฉันไว้ที่นี่เถอะ ปล่อยให้ฉันขัดรองเท้าแล้วคุณเอาบัตเล่อร์คนอื่นออกไปเถอะ!

   แต่น่าเสียดายที่ลุดวิกคำไหนคำนั้นและยิ่งไม่สนใจเสียงแง้วๆของแมวมักน้อยที่เจียมเนื้อเจียมตัวเสียเหลือเกิน บัตเลอร์คนอื่นอยากให้เจ้านายพาออกงาน แต่รายนี้กลับขอเฝ้าบ้านอยากขัดรองเท้าไปวันๆ มักน้อยเกินไปแล้ว!

“เดี๋ยวค่ำๆก็กลับ ถือเสียว่าออกไปเที่ยว คิดแบบนี้ก็ไม่เลวใช่ไหมล่ะ”

   จนแล้วจนรอดลุดวิกก็กึ่งปลอบกึ่งลากพาแมวดักดานตัวนี้ออกไปจากบ้านสำเร็จ แต่ว่าลุดวิกกลับไม่ยอมให้กิลเบิร์ตแต่งเครื่องแบบบัตเลอร์ เขาสั่งให้อีกฝ่ายเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นโค้ทสีดำกับหมวกทรงสูงแทน แค่นี้ก็แสดงเจตนาชัดยิ่งกว่าชัดแล้วว่านอกบ้านเขาจะไม่ปฏิบัติกับกิลเบิร์ตเยี่ยงคนรับใช้ คำสั่งนี้ทำเอาพ่อบ้านเบนจามินทอดถอนใจ เขาเริ่มนึกไม่ออกแล้วว่าแท้จริงเจ้านายพากิลเบิร์ตกลับมาด้วยฐานะไหนกันแน่ บอกให้หางานให้ทำแต่สุดท้ายก็เลี้ยงดูปูเสื่อเหนือคนรับใช้ทั่วไป วันนี้ไปออกงานสำคัญ ยังพาเจ้าหนุ่มไปด้วย เรื่องบางเรื่องบางทีคงสมควรปิดตาข้างหนึ่งเสีย

   ลุดวิกกับกิลบิร์ตนั่งรถม้าออกมาด้วยกัน และนี่เป็นครั้งแรกที่กิลเบิร์ตได้เปิดหูเปิดตากับมหานครของอาทีเรียนอกเหนือจากย่านที่เขาเคยเดินวนเวียนอยู่ รถม้าวิ่งไปตามถนนที่ปูลาดด้วยหิน ก่อนจะวิ่งข้ามสะพานหินที่ทอดยาวไปสู่ใจกลางของเมืองหลวงที่แท้จริงอันจะเป็นศูนย์กลางของการปกครองของดาวดวงนี้ หลายวันมานี้กิลเบิร์ตอ่านหนังสือจำนวนมากเกี่ยวกับดาวดวงนี้ เขาพอจะเข้าใจรูปแบบการเมืองการปกครองคร่าวๆ

   อาทีเรียปกครองด้วยตระกูลเจ้าอาณานิคมที่มีฐานะเสมือนกษัตริย์แบบในยุโรปศตวรรษที่สิบแปดของดาวโลก แต่มีสภาขุนนางจากตระกูลขุนนางสี่สิบสองตระกูลคานอำนาจฝ่ายหนึ่ง ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งคือสภาการทหาร ทั้งสามขั้วเป็นตัวขับเคลื่อนดวงดาว และเกือบทุกยุคสมัย ผู้นำของทั้งสามฝ่ายก็มักจะเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน เจ้าชายหรือเจ้าหญิงจากตระกูลกษัตริย์ ที่มีฐานะอำนาจในสภาขุนนางกับสภาการทหาร ก็คือเจ้าอาณานิคมคนถัดไป

   เพียงแต่ในเวลานี้กิลเบิร์ตคลับคล้ายคลับคลาว่า เจ้าอาณานิคมคนปัจจุบันกำลังป่วยหนัก และบรรดาลูกๆของเขาก็กำลังยื้อแย่งตำแหน่งผู้สืบทอด แต่จนแล้วจนรอดในเวลานี้ก็ยังไม่มีใครยึดหัวหาดสำเร็จ

“เราจะไปไหนงั้นหรือ” กิลเบิร์ตอดถามไม่ได้เพราะรถม้าไม่คลับคล้ายมุ่งไปที่ตำแหน่งที่ตั้งของรัฐสภา เขาแอบใช้พลังจิตเล็กน้อยจำลองภาพมหานครแห่งนี้ในสมอง แล้วก็พบความจริงว่าลุดวิกกำลังมุ่งตรงไปที่อื่น อันที่จริงเขาสามารถใช้พลังจิตอ่านใจลุดวิกได้ แต่ทำแบบนั้นนอกจากไร้มารยาทแล้ว ยังเป็นการหาเรื่องใส่ตัวด้วย 

“ไปพบเพื่อน” ลุดวิกตอบพลางยิ้มนิดๆ แม้ยามนี้นั่งกอดอกหลังเหยียดตรงทำหน้าตาน่ากลัว แต่รอยยิ้มที่เขามีให้อีกฝ่ายกลับทำให้เขาดูอ่อนโยนลงหลายส่วน “เพื่อนของฉันคนนี้พิเศษมาก เธอต้องลองคุยกับเขาดู ต้องดูดีๆด้วยนะ”

“เพื่อนของคุณน่าจะเหมือนคุณสินะ!”

“ใช่ นิสัยดีเหมือนกับฉันไงล่ะ”

   ได้ยินเช่นนั้น ก็อับจนปัญญาจะเอ่ยอะไรต่อโดยสิ้นเชิงแล้ว

   ที่ๆลุดวิกมาเยี่ยมเยือนนั้นเป็นอาคารที่ทำการใหญ่โตมากๆที่หนึ่ง เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้เข้าจากด้านหน้า แต่หลบเข้าทางด้านหลัง หลังจากนัดแนะกับคนขับรถม้าแล้วก็ตรงไปที่ประตู เพียงแค่ยามเฝ้าประตูเห็นเขาก็รีบยกมือวันทยาหัตถ์ทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง นี่ทำเอากิลเบิร์ตขวัญเสียไปวูบหนึ่ง คนพวกนี้แม้ใส่เครื่องแบบไม่คุ้นตา แต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่านี่คือเครื่องแบบทหาร ทำไมทหารประจำการถึงทำความเคารพขุนนางล่ะ!

   คำตอบนั้นไม่นานเกินรอ เมื่อเปิดประตูเข้าไป ชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบทหารสีแดงเลือดหมูก็ยืนรออยู่แล้ว ชายผู้นั้นทำหน้าขมึงทึงไม่ต่างจากลุดวิกซ้ำยังยกมือวันทยหัตถ์เขาอย่างเคร่งเครียด

“ยินดีต้อนรับกลับจากการพักร้อนครับท่านนายพลชไนเดอร์!”

   หา!!

   วินาทีนั้นกิลเบิร์ตแทบล้มทั้งยืน เขาถูกหลอก! เขาถูกหลอกจริงๆแล้ว!! หมอนี่ไม่ใช่ขุนนางธรรมดา แต่เป็นขุนนางฝ่ายทหาร! ซ้ำยังเป็นนายพล! บ้าไปแล้ว!!

“จะไปไหน!” ลุดวิกเห็นกิลเบิร์ตก้าวถอยหลัง ภาษากายส่อแสดงว่าเตรียมจะชิ่งหนีก็รีบกระชากแขนดึงให้เข้ามาใกล้ ปฏิกิริยาท่าทางของเขาทำเอาคู่สนทนาจ้องเขม็ง ข้อแรกเจ้าหนุ่มนี่คือใคร ข้อสองเจ้าหนุ่มนี่มีความสำคัญยังไงกับท่านนายพลของพวกเขา และข้อสาม กล้าดียังไงถึงจะหนีจากท่านนายพลของพวกเขา!

“หนีน่ะสิ! คุณโกหกฉัน!” กิลเบิร์ตชี้นิ้วที่สั่นเทาของตนเอง อย่านึกว่าเขาทายไม่ออกนะ นายทหารชั้นนายพล ตราขุนนางในสภา อีแบบนี้ขืนเป็นเชื้อพระวงศ์ด้วย หมอนี่ก็คงกำลังคิดก่อการใหญ่แล้วล่ะ! จะการใหญ่การเล็กที่ไหนเขาก็ไม่เอาทั้งนั้น! ปล่อยเขากลับไปขัดรองเท้าเถอะ!

“ท่านนายพล พ่อหนุ่มคนนี้คือ” อีกฝ่ายถาม

“อ้อ ขอแนะนำให้รู้จัก ว่าที่ภรรยาของฉัน กิลเบิร์ต”

   วินาทีนั้นกิลเบิร์ตกรีดร้องในใจเสียงดังลั่น เขาถูกหลอก!!!

จบตอน

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๖
ภรรยาในอุดมคติ

   เมื่อฝ่ายท่านนายพลหงายการ์ดว่าที่ภรรยา สถานะของกิลเบิร์ตจึงได้รับการรับรองในทันที เขาถูกพาตัวไปห้องส่วนตัวของว่าที่สามีกำมะลอเพื่อรอลุดวิกประชุม อดกระสับกระส่ายหาทางหนีเอาตัวรอดไม่ได้ เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ยอมถูกมัดมือชกจับแต่งงานแบบนี้แน่! ถ้าพระเจ้ามีจริงช่วยบอกเขาทีสิว่าทำไมหนีเสือปะจระเข้แบบนี้ สามีคนก่อนเป็นเจ้าอาณานิคมที่ถีบหัวส่งเขาออกมา ส่วนผู้ชายที่เก็บเขาได้คือท่านนายพลที่ส่อแววคิดการใหญ่ แบบนี้ก็เห็นชัดๆอยู่แล้วว่ามีแต่ความวุ่นวาย แค่ขอใช้ชีวิตชายขอบไปวันๆทำไมถึงยากเย็นนักนะ!

   ในตอนนั้นกิลเบิร์ตคิดหลายอย่าง เขากำลังคิดว่าจะเดิมพันใช้เทเลพอร์ตหายตัวหนีไปเลยดีไหม แต่ทำแบบนั้นจะส่งคลื่นพลังให้พวกอารอนติดตามได้ ทั้งหลังจากนี้ลุดวิกคงหาทางเล่นงานเขาจนทำมาหากินบนดาวดวงนี้ไม่ได้อีกเลย มองไปเห็นแต่ทางเสีย เอาเป็นว่าสุดท้ายคงได้แต่รั้งรอดูสถานการณ์ไปก่อน คิดแล้วก็ปลงตกนั่งลงบนเก้าอี้ เอื้อมมือเทน้ำชาลงถ้วยจิบพอให้ใจเย็นลง ในเมื่อคิดอะไรไม่ได้จึงตัดสินหลับตานอนเสีย อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คิดเสียว่าคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้วละกัน

   กิลเบิร์ตผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย แต่ไหนแต่ไรเขาก็ติดนิสัยสมัยเป็นเด็กหนุ่มแรงดีที่ตระเวนไปทั่วทุกสมรภูมิ กินง่ายนอนง่าย เวลานี้แม้อายุอานามถูกปรามาสว่าเข้าวัยเกษียณสำหรับเอสเปอร์แล้ว เขาก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม เมื่อเทียบอายุการใช้งานของทหารเอสเปอร์ ผู้คนมักคิดว่าพลังจิตของเขาถดถอยแล้วจำเป็นต้องพักผ่อนและถอนตัวจากสมรภูมิแนวหน้า แต่ในความเป็นจริงเขากลับรู้สึกว่าตัวเขาแทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ตรงกันข้ามเขารู้สึกว่าพลังของเขาท่วมท้นมากขึ้นด้วยซ้ำ แต่หากพูดไปคงถูกหาว่าโกหกและหวงตำแหน่งนายพล แต่ครั้นไม่พูดก็เลยกลายเป็นทหารแก่ๆเหมือนอย่างที่อารอนด่าว่า

   คำพูดสุดท้ายที่เฟรเดอริคพูดกับเขาตอนนั้นคืออะไรนะ คนๆนั้นจริงๆแล้วเกลียดเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“เฟรเดอริค ฉัน...” กิลเบิร์ตพึมพำชื่อนั้นออกมาอย่างไม่ทันได้ยั้งคิด หากแต่ในตอนนั้นเองที่ประตูห้องเปิดผางออกจนทำชายหนุ่มสะดุ้ง เคราะห์ร้ายที่คำพูดของเขาเมื่อครู่อีกฝ่ายดันได้ยินเต็มสองหูเสียแล้ว

   ละเมอถึงชื่อผู้ชายอื่นในห้องของว่าที่สามี แค่นี้ก็ทำเอาผู้ฟังหนังตากระตุกจากที่ไม่ชอบขี้หน้าอยู่แล้วกลับยิ่งเดือดดาล

“ไร้มารยาท! ไม่เคยมีใครสั่งสอนหรือไงว่าต้องรู้จักสำรวม!” ชายวัยกลางคนผู้นั้นตีหน้าเหี้ยมตวาดขึ้นทันที ทำเอากิลเบิร์ตชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะหรี่ดวงตาลง คนๆนี้คือชายคนที่มาต้อนรับลุดวิกเมื่อครู่ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา แต่กล้าพูดแบบนี้กับว่าที่ภรรยาของเจ้านายงั้นหรือ? ดูท่าความสัมพันธ์จะซับซ้อนใช่เล่นเสียแล้ว

“ลุดวิกบอกว่าฉันสามารถทำอะไรในห้องนี้ก็ได้” กิลเบิร์ตตอบเรียบๆ เขาไม่แม้แต่จะชักสีหน้า เพียงแค่พูดเสียงเรียบๆชี้แจงเท่านั้น เอาเข้าจริงเขาไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยสักนิด แต่ก็อดไม่พอใจขึ้นมานิดๆไม่ได้ที่ถูกตะคอกใส่ เขาไม่ผิดเสียหน่อย ทำไมต้องมาถูกต่อว่าด้วยล่ะ!

“อย่าเรียกท่านนายพลด้วยชื่อตัว! คิดว่าคนที่ท่านนายพลพามามีนายคนเดียวหรือไง!” ตอกใส่หน้าอย่างหยาบคายที่สุด ต่อให้พยายามแสร้งโง่แค่ไหนกิลเบิร์ตก็อดไม่ได้ที่จะปากไวพูดต่อ

“แล้วไงหรือ” ถามกลับอย่างเยือกเย็นโดยอัตโนมัติ เขาคิดอย่างที่พูดจริงๆไม่มีเสแสร้ง แต่ไอ้คำพูดตรงไปตรงมาแสนจริงใจนี่ล่ะที่ดูโหดที่สุดในยามนี้ “ลุดวิกจะเคยพาใครมา เกี่ยวอะไรกับฉันหรือ” ตัวซวยแบบนั้นจะพาใครมาเปิดตัว หรือจะจูงใครเข้าห้องไปสักร้อยคนแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา ทั้งหมดนี่มันก็แค่ละครปาหี่ที่เจ้าคนชั่วนั่นผลักเขาขึ้นเวทีโยนเผือกร้อนลวกมาให้ก็เท่านั้น ซึ่งเขาจะไม่ยอมเต้นไปตามจังหวะที่ถูกกำกับอีกแล้ว

   นี่เป็นชีวิตของเขาแล้ว ไหนๆก็ได้รับอิสรภาพมาแล้ว แม้จะลำบากยากเย็นไปหน่อย แต่อนาคตหลังจากนี้เขาไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของใครหน้าไหนอีกแล้ว ยอมเป็นคนโง่ที่ถูกทิ้งขว้าง แต่จะไม่ยอมเป็นหมากบนกระดานของผู้อื่น ชีวิตนางทาสในเรือนเบี้ยแบบนั้น พอกันที!

“ไม่เข้าใจหรือว่าเจตนาดื้อด้านกันแน่!” ฝ่ายตรงข้ามถลึงตามองอย่างหงุดหงิดยามที่ได้ฟังคำต่อปากต่อคำที่เขาตีความไปแล้วว่านั่นเป็นความมั่นอกมั่นใจของคนที่คิดว่าตัวเองแน่ เขากอดอกจ้องมาที่กิลเบิร์ตเขม็ง ลักษณะท่าทีแสดงว่าต้องการข่มขวัญอีกทั้งไม่เกรงกลัวว่าจะผิดใจกันแม้แต่น้อย “คนที่จะแต่งงานกับท่านนายพลควรจะเป็นคนมีสกุลรุนชาติ ไม่ใช่กุลีแบบนาย! หากเข้าใจแล้วว่าไสหัวไปโดยเร็วซะ! ไม่อย่างนั้นจะเจอดีแน่!!”

   การข่มขวัญนั่นออกจะเกินเลยจนกิลเบิร์ตเลิกหัวคิ้วอย่างรู้สึกขำขัน นอกจากอารอนแล้วเขาก็เพิ่งเจอคนที่ชี้หน้าด่าเขาทั้งยังขู่จะทำร้ายกันออกนอกหน้าถึงเพียงนี้ อดคิดไม่ได้ว่าบางทีตาลุงนี่อาจจะเป็นญาติห่างๆข้ามฟ้าผ่าจักรวาลของอารอนก็ได้ ไม่สิ หรือว่าสมัยนี้การพูดจาโผงผางด่ากราดคนไปทั่วจะกำลังเป็นเทรนฮิตยอดนิยมกัน อย่างเช่นยิ่งด่ามากยิ่งดูจริงใจ? ยิ่งดูเป็นสุภาพชน? ยิ่งดูมีแนวทางของตัวเอง?

รสนิยมอะไรต่ำทรามขนาดนั้น?!

แล้วไง? ด่ามาก็ด่าตอบ ด่าไปด่ามา เอาชนะกันด้วยสงครามน้ำลาย? กิลเบิร์ตสงสัยว่าเขามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้น เขาเป็นแค่คนใช้ของลุดวิก เขาไม่คิดจะกินเผือกร้อน ทั้งยิ่งไม่หัวสูงข้ามขั้นจากคู่นอนข้ามคืนเป็นภรรยาผู้โชคร้าย งั้นควรทำยังไง? ทนให้ด่าต่อไปเรื่อยๆงั้นหรือ? ก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เลวนะ

“ฉันไม่ได้หลงรักท่านนายพลของคุณเสียหน่อย ช่างยกยอปอปั้นกันเหลือเกินนะ คุณไปบอกเขาสิ หากเขาสั่งมาคำเดียวฉันจะกลับบ้านไปขัดรองเท้าเดี๋ยวนี้ล่ะ” พูดจาเฉยเมยด้วยดวงตาปลาตายสนิท ไม่รู้สึกรู้สมสักนิดกับแรงกดดันมหาศาล ท่าทีแบบนี้มันช่างทำเอาคู่กรณีไปไม่ถูก เหมือนออกหมัดชกไปบนปุยนุ่น ยิงปืนทะลุชั้นบรรยากาศ ยิ่งเลเซอร์ใส่แบล็คโฮล สรุปก็คือทำอะไรเขาไม่ได้โดยสิ้นเชิง จากที่คิดจะด่าต่อ นี่ก็ทำเอาเขาหงุดหงิดจนควันออกหูแล้ว

“นาย!”

“ผู้ชายพรรค์นั้น ขอขายคืนละกัน!”

“แก!!!”

   นั่นท่านนายพลของเขา นั่นคือชายหนุ่มยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของกองทัพ คือขุนนางชั้นสูงเสียดฟ้า นั่นคือเจ้านายที่เขาภาคภูมิใจ แต่นี่ดันถูกเจ้าหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้ามองเหยียดข้ามหัวอย่างไม่มีเยื่อใย นี่มันจะมากเกินไปแล้ว!

“กล้าดียังไงถึงปฏิเสธท่านนายพล!!!”

“หา!”

“ถ้าท่านนายพลอยากแต่งนายก็ต้องแต่ง! เป็นแค่คนไร้หัวนอนปลายเท้ากล้าดียังไงมาปฏิเสธท่านนายพล!!!!”

“หา!!”

   อัศเจรีย์เพิ่มเป็นสองตัว งานนี้คนที่เหวอที่สุดกลับกลายเป็นกิลเบิร์ตอีกครั้ง เมื่อกี้ไม่ใช่หมอนี่เพิ่งบอกให้เขาเจียมเนื้อเจียมตัวถอนตัวเรอะ นี่ก็ถอนตัวแล้ว นี่ก็ยอมแล้ว ก็ช่วยสนับสนุนกันหน่อยสิ!

   สมองสับสนชีวิตยากลำบาก ในตอนนั้นเองที่เจ้าคนที่ทำให้ชีวิตของเขาเหนื่อยยากแสนสาหัสขนาดนี้ก็เปิดประตูเข้ามาเสนอหน้า จะเป็นใครไปได้ ก็ท่านนายพลลุดวิก ชไนเดอร์ในชุดเครื่องแบบนายทหารสีแดงเลือดหมูกับกางเกงสีดำบนเสื้อประดับดวงตราประดับยศอลังการงานสร้างเตะสายตา กิลเบิร์ตรู้สึกได้ทันทีว่าคำอวดโอ้เมื่อครู่ของคุณผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้ไม่ถือว่าเกินจริง ลุดวิกในชุดเครื่องแบบนั้นหล่อเหลาเกินมาตรฐาน ฐานะหน้าที่การงานยศฐาบรรดาศักดิ์ไม่มีตรงไหนขาดตกบกพร่อง ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่หมอนี่จะถือดีถือตัวขนาดนี้ ส่วนคนรอบข้างพอถูกแสงเจิดจ้าปานนี้ฉายแสงใส่ก็คงเยินยอทรุดลงกราบไหว้

   เพียงแต่ว่า กิลเบิร์ตไม่มีวันยอมลงให้ เขาไม่มีวันยินยอมถูกหมอนี่กลืนกินโดยเด็ดขาด!

“นิโคลัส ฉันแค่ไหว้วานให้คุณมาสอบถามสารทุกข์สุกดิบเขา แต่รู้สึกว่าจะนานเกินไปไหม” ลุดวิกถามพร้อมเหยียดสายตามอง แต่ในน้ำเสียงกลับไม่มีเจตนามุ่งร้าย ทั้งที่เมื้อกี้กิลเบิร์ตค่อนข้างมั่นใจว่าหมอนี่น่าจะได้ยินการโต้เถียงของพวกเขา สุดท้ายกลับเปิดประตูสบายใจเฉิบเข้ามาแล้วพูดแค่นี้?

“ขออภัยท่านนายพล เพียงแต่พอท่านบอกว่าจะพาเจ้านี่ ไม่สิ เอ่อ คุณกิลเบิร์ตไปด้วย ผมก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะ ในงานเลี้ยงท่านก็ทราบดีว่าเต็มไปด้วยคนประเภทไหน แต่ท่านกลับเลือกคนๆนี้” คำพูดของนิโคลัสคลุมเครืออย่างมากจนกิลเบิรตคิ้วกระตุก งานเลี้ยง? นั่นมันคีย์เวิร์ดบ้าบออะไรกันอีก?

“เชื่อฉันเถอะ การตัดสินใจของฉันอยากให้คุณช่วยยอมรับด้วย” น้ำเสียงเคร่งขรึมแต่กลับรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนลงมาก ท้ายที่สุดจากการปะทะสายตา ฝ่ายนิโคลัสกลับเป็นฝ่ายพ่นลมออกจากปากพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ เขาค้อมศีรษะให้ลุดวิกพลางส่งสายตามองกิลเบิร์ต เพียงแต่ว่าคราวนี้นี่ไม่ใช่สายตาหยามเหยียด แต่เป็นสายตาที่แสดงความสับสนเสียมากกว่า

“เอาเถอะ หากท่านตัดสินใจเช่นนั้น ผมก็จะไม่ค้าน จะไปตระเตรียมการให้ท่านครับ คืนนี้ผู้ติดตาม?”

“ใช้คาร์ล”

“ครับ”

   สุดท้ายนิโคลัสค้อมศีรษะถอนตัวไป ส่วนกิลเบิร์ตยังยืนงงเผชิญหน้ากับคุณเจ้านายที่อ้างตัวเป็นว่าที่สามีของเขา ซ้ำหมอนี่ยังโหดเหี้ยมมาก!

“นี่คือการส่งคนมาลองใจ?” กิลเบิร์ตไม่ลังเลที่จะมองโลกในแง่ร้าย นิโคลัสเข้ามาเกรี้ยวกราดใส่เขาขนาดนี้หากผู้บังคับบัญชาไม่ให้ท้ายจะกล้างั้นเรอะ!

“ไม่ใช่ เป็นการพิสูจน์ใจ เป็นการพิสูจน์ว่าเธอคู่ควรเป็นคนที่ฉันเลือก เลิกดื้อเสียทีเถอะ” ลุดวิกผู้นิยมทฤษฎีเหตุผลนิยมกอดอกยืนจังก้าวางมาดเจ้านายสูงส่งเหลือหลาย ความองอาจแผ่ซ่านจนกิลเบิร์ตแสบตา แต่จะแกร่งกว่านี้ เก่งกว่านี้ หล่อกว่านี้ แล้วยังไง? เขาจะหาเรื่องให้ตัวเองโดยการหลงผู้ชายหน้าตาดีจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วโดนจูงลงนรกอีกรอบงั้นเรอะ?  ตลกน่ะ!

   หล่อกว่านี้ให้ตายก็ไม่สมควรกิน! ดูดีกว่านี้ให้ตายก็ไม่สมควรชายตามอง! ผู้ชายน่าหมั่นไส้พรรค์นี้ขอให้ถูกยานอวกาศชนตายไปเสียให้หมดเถอะ!

“คืนนี้จะมีงานเต้นรำของรัฐสภา สมาชิกสภาล้วนไปเข้าร่วม ฉันจำเป็นต้องมีคู่เต้นรำ” คำพูดคำจาสุภาพแต่เนื้อหาช่างต่ำทรามถึงที่สุดทั้งไม่มีท่าทีลดราวาศอก นี่มันเจตนาบีบบังคับกันชัดๆ!!

“ก็ไปหาคนเต้นด้วยสิ! ไม่สิ! คุณก็ไปเต้นกับลุงนิโคลัสนั่นสิ! สนิทกันขนาดนี้แต่งกันไปเลยยิ่งดี! ฉันจะกลับไปขัดรองเท้า!!!” บ้าไปแล้ว! ขืนไปงานเต้นรำบ้าอะไรนั่นเขาจะยังหนีพ้นตำแหน่งภรรยากำมะลอนี่อีกเรอะ เป็นตายร้ายดียังไงก็จะขอหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวแล้ว!!

   คิดจนเตลิดเปิดเปิงก็เรื่องหนึ่ง แต่มือใหญ่ของลุดวิกที่คว้าหมับเข้าที่ลำแขนของเขาแบบกัดไม่ปล่อยนั่นก็เรื่องหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าคมเข้มหล่อเหลานั่นยามนี้กิลเบิร์ตรู้สึกว่ามันไม่น่ามองสักนิด นี่มันปีศาจ! นี่มันโจรผู้ร้าย! นี่มันเจ้าคนคิดก่อการใหญ่! ทำไมนายไม่นึกอยากเป็นแค่ทหารกระจอก ไม่ก็คนทำไร่ไถนาไปวันๆบ้างเล่า ถ้าเป็นแบบนั้นจะยอมแต่งให้ก็ได้! แต่อีแบบนี้ยังไงก็ไม่เอา!

“ถ้าไม่ไปฉันจะส่งเธอไปคุกขี้ไก่ตอนนี้เลยเป็นไง” ลุดวิกขู่อย่างเฉยชาทำเอากิลเบิร์ตกัดฟันกรอด

“งั้นก็ส่งไปสิ! ฉันขอย้ำนะว่า คุณจะให้ฉันทำอะไรก็ได้ แต่เรื่องเป็นภรรยานี่เท่านั้นที่ไม่! คุณจะใช้ใครเป็นเครื่องมือก็ใช้ไป แต่อย่ามาใช้ฉัน!” กิลเบิร์ตไม่ยอมแพ้ เขาไม่ยอมเด็ดขาด!

   คำพูดประโยคนี้ของกิลเบิร์ตทำให้ลุดวิกหงุดหงิดหนัก แต่ก็อดชื่นชมขึ้นมาอีกหน่อยไม่ได้ กิลเบิร์ตไม่ใช่คนโง่ ตรงกันข้าม เขาดูฉลาดมาก แต่ความฉลาดของเขาถูกจำกัดด้วยข้อมูลที่มีขีดจำกัด คนแบบนี้เหมาะแก่การช่วงใช้ประโยชน์ แต่ก็อีกนั่นล่ะ คนแบบนี้คุณไม่สามารถบีบบังคับเขาได้ ไม่สามารถข่มขู่ และไม่สามารถขืนใจโดยใช้กำลัง วิธีที่จะทำให้คนประเภทนี้ยอมลดราวาศอก มีแต่...ผลประโยชน์

   หมูไปไก่มา นั่นล่ะทางออก!

“เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันจะใช้เธอเป็นเครื่องมือ” ทางนี้ลุดวิกยังคงไม่ยอมแพ้ เขาตีหน้าตาขมึงทึงและเผลอบีบแขนของกิลเบิร์ตแรงขึ้นจนเจ้าตัวหน้าเบ้ เขารู้สึกเจ็บจริงๆแล้ว “รู้ได้ยังไง!”

“รู้สิ! คุณเป็นทหาร! เป็นขุนนาง! อีกก้าวเดียวที่ยังไม่ได้เป็นก็คือเชื้อพระวงศ์! คุณคิดอะไรอยู่น่ะ!” ผู้ชายแบบนี้ ภูมิหลังแบบนี้ หากไม่มักใหญ่ใฝ่สูงคงเสียชาติเกิด! ยิ่งเทียบกับสภาพการเมืองของดาวดวงนี้ยามนี้ช่างเหมาะเจาะอะไรแบบนี้!

   ในตอนนั้นเองที่ลุดวิกหลุบดวงตาลงอย่างครุ่นคิด เขาพลั้งปล่อยมือจากกิลเบิร์ต ท่าทีสงบไว้ท่าทีเล็กน้อย ความรอบรู้นี่ช่างน่าประทับใจยิ่ง ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวทุกคนหรอกนะที่จะคิดอะไรแบบนี้ได้ และยิ่งการที่มีมนุษย์ต่างดาวแบบนี้มาหล่นตุ้บอยู่หน้ารถม้ายิ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ตอนนี้คนแบบนี้มาอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆแล้ว

“ฉันคิดจะแต่งงานกับเธอ” ลุดวิกเปลี่ยนท่าทีรวดเร็ว เขายังคงรักษาความสุขุมและกลับมาฉีกยิ้มเยือกเย็นได้อย่างรวดเร็ว “แต่ว่า ถ้าเธอให้ความร่วมมือ ฉันสัญญาว่าเมื่อจบงานนี้ ฉันจะปล่อยเธอไป แน่นอนว่าจะให้ค่าตอบแทนเพียงพอที่จะใช้ชีวิตขี้เกียจไร้ค่าเป็นขยะเปียกที่เหลือแบบสบายๆ”

“ค่าตอบแทน?” กิลเบิร์ตเลิกหัวคิ้ว หมอนี่กำลังจะมาไม้ไหนกัน

“เธอไม่มีเงิน ไม่มีงาน ไม่มีอาหาร ไม่มีบ้าน เอาล่ะ งั้นตอบฉันสิว่าจะใช้ชีวิตบนดาวดวงนี้ยังไง” กอดอกเชิดหน้าเจตนาบีบอีกฝ่ายเต็มที่ ถึงตอนนี้แล้วเขาไม่มีวันยอมลดราวาศอกเช่นกัน “อยากกลับไปเร่ร่อนตามตรอกอีกรึไง หรือว่านอนกับผู้ชายแปลกหน้าไปเรื่อยๆก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่เลว”

“คุณ! สารเลวที่สุด!” นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต่อให้เป็นเอสเปอร์ ต่อให้เก่งแค่ไหน แต่เขาก็ไม่สามารถฝืนแรงดึงดูดของดวงดาวออกไปนอกอวกาศอย่างตัวเปล่าเล่าเปลือยได้หรอก ไม่ว่าจะยังไงเขาจำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนตั้งตัว เจ้าคนชั่วนี่เจตนาหาเรื่องมาบีบคั้นกันชัดๆ แต่ที่น่าเจ็บใจก็คือ มันคือจุดอ่อนของเขาจริงๆนั่นล่ะ! “เจ้าคนไร้คุณธรรม!”

“ก็ใช่น่ะสิ คนคิดการใหญ่ใครมีคุณธรรมล้นฟ้ากันล่ะ” น่าเสียดายที่คนเช่นลุดวิกก็ไม่ยี่หระที่จะถูกด่าเช่นกัน ด่านิดด่าหน่อยก็แค่เสี้ยนสะกิดหนังเท้า “ที่ต้องเลือกตอนนี้คือ เธออยากจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดหรือเป็นแค่เหยื่อล่ะ”

“!”

   คำพูดคำจาแม้สุภาพแต่กิลเบิร์ตกลับรู้สึกว่านี่คือที่สุดของความหยาบคาย ผู้ชายคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไรของเขาเลย ไม่รู้เลยว่าเขาพบเจออะไรมา แต่ครั้นเขาเข้าเงื่อนไขในการหาประโยชน์ก็ใช้จุดอ่อนนั้นมาเล่นงานเขา ถึงจะรู้แก่ใจว่าคนเราทุกคนล้วนมีเหตุผลส่วนตัวและมีผลประโยชน์ที่ต้องรักษา แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกว่าการกระทำของลุดวิกไม่ต่างอะไรกับเฟรเดอริคเลย เพียงแต่คนหนึ่งเลือกจะผลักเขาทิ้ง ส่วนอีกคนเลือกจะเก็บเขาขึ้นมา ผู้ชายพวกนี้จริงๆแล้วก็พอกันนั่นล่ะ!

“ไง คำตอบล่ะ” ลุดวิกกอดอกมองเหยียดด้วยสีหน้าเย็นชา ใช่ว่าเขาไม่สงสารเห็นใจอีกฝ่าย คนเร่ร่อนถูกทิ้งขว้างมา แล้วมาโดนเขาทำร้ายจิตใจแบบนี้อีกย่อมต้องทุกข์มาก แต่ความเห็นใจก็เรื่องหนึ่ง ความจำเป็นก็เรื่องหนึ่ง เขาไม่มีเวลาอีกแล้ว ไม่เหลือทางเลือกอีกแล้ว ในคืนนั้น คืนที่เขาพบกิลเบิร์ต เขาทั้งหงุดหงิดและมืดแปดด้านกับปัญหารุมเร้า แต่ทุกสิ่งกลับคล้ายจะคลี่คลายไปในทันทีที่เขาได้พบคนๆนี้

   ลุดวิกไม่เชื่อในเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตอะไรทั้งนั้น เขามองเห็นเพียงโอกาส และกิลเบิร์ตก็คือโอกาสเดียวที่เขาจำเป็นต้องคว้าไว้ เขาไม่อาจไม่แต่งงาน แต่ก็ไม่อาจแต่งงานกับผู้หญิงหรือผู้ชายคนไหนบนดาวดวงนี้ คนที่เขาต้องการ ภรรยาที่เขาต้องการก็คือคนที่ไม่มีสายสัมพันธ์ใดๆกับดวงดาวนี้เลย

   ยิ่งไม่รู้ยิ่งเหมาะสม ยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งคู่ควร ไม่รู้ได้ รู้น้อยได้ แต่ห้ามโง่เขลา!

“กิลเบิร์ต คำตอบของเธอล่ะ” ลุดวิกถามย้ำพลางยื่นมือส่งให้ ขอเพียงส่งมือมาก็ถือว่าข้อตกลงระหว่างพวกเขาเป็นอันสมบูรณ์

   กิลเบิร์ตจะเลือกอะไร?


จบตอน

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +512/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๗
ขยะเปียกกับถังขยะรีไซเคิล

   ชั่วชีวิตคนๆหนึ่งพบพานอะไรมามากมาย เสียใจกับอะไรมามากมาย ท้ายที่สุดพอตัดสินใจจะปล่อยวางกลับมาพบเจอคนยึดมั่นถือมั่นจนเกินเลย ในสายตาของกิลเบิร์ตยามนี้ลุดวิกเป็นเช่นนั้น เขาคือผู้ชายอวดดีที่ยึดถือความคิดและเหตุผลของตนเองเป็นที่ตั้ง แข็งกระด้างจนเกินเลย ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าความบ้าบิ่นนี้จะพาเขาไปที่ไหน สูงสุดยอดเขาที่หนาวเย็นโดดเดี่ยวแบบเฟรเดอริค หรือสุดท้ายสะดุดขาตนเองร่วงตกลงมาชอกช้ำแบบตัวกิลเบิร์ตในยามนี้

   แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร กิลเบิร์ตก็รู้ตัวว่าไม่อาจเล่นเกมๆนี้ไปกับเขาได้ แม้ต้องดิ่งลงนรกลึกไปกว่านี้ก็สามารถเดินตามแผนการนี้ได้ ท้ายที่สุดคำตอบที่เขาตอบออกไปยังคงเป็นคำปฏิเสธ

   เขายังคงไม่ส่งมือให้กับลุดวิก

“โง่เง่า!” ลุดวิกตวาดใส่หน้ากิลเบิร์ต มีชีวิตมาจนป่านนี้เขาเพิ่งจะเคยพบเจอคนหัวแข็งขนาดนี้ ขู่ก็แล้ว ปลอบก็แล้ว ทำทุกอย่างก็แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีทีท่าผ่อนปรนลดราวาศอก “ยึดติดกับสามีเก่าถึงขนาดจะไม่ยอมเริ่มต้นใหม่เลยรึไง” นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาคิดออก คนเราหากไม่ยึดติดขนาดนั้นทำไมจะต้องปฏิเสธเขาด้วย ข้อเสนอพวกนี้มีตรงไหนที่ไม่ดีกัน! เป็นคุณนายหรือข้าทาสก็เห็นกันจะๆอยู่แล้ว!

“ถ้าฉันตอบรับคุณ เท่ากับว่าฉันนั่นล่ะที่ยึดติด คุณลุดวิก ฉันอาจจะบอกคุณไม่ได้ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างฉันกับอดีตสามี แต่ว่าคุณในยามนี้น่ะ ช่างทำให้ฉันหวนรำลึกถึงเขาจริงๆ” ทั้งที่คิดจะพูดตักเตือนเป็นงานเป็นการแท้ๆ แต่พริบตานั้นที่ลุดวิกกระโจนเข้าใส่เขาผลักล้มลงบนโซฟาตัวใหญ่และขึ้นคร่อมกดทับอย่างไม่ปรานีปราศรัย ลมหายใจร้อนระอุ ริมฝีปากสากด้านประกบจูบรุกรานลงมาช่วงชิงอากาศหายใจจากเขาโดยสิ้นเชิง แม้กิลเบิร์ตพยายามดิ้นรน แต่เรี่ยวแรงเขาในตอนนี้ย่อมไม่อาจฝืนสู้นายทหารร่างสูงใหญ่ที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อเช่นนี้ได้หรอก ดังนั้นสิ่งที่เขาทำจึงยิ่งเลวร้ายหนักข้อ

“โอ๊ย!” ลุดวิกอุทานเมื่อฝ่ายตรงข้ามกัดลิ้นของเขา ดวงตาสีฟ้ามองจ้องคนตรงหน้าอย่างขัดเคืองถึงที่สุด ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะขู่แค่ไหนก็ไม่ได้ผล “รู้หรือเปล่าว่าชีวิตตัวเองหลังจากนี้จะเป็นยังไง!”

“ฉันรู้ รู้ตั้งแต่คืนที่ขอทานคุณแล้วก็ยอมนอนกับคุณนั่นล่ะ” กิลเบิร์ตตอบเสียงเรียบ ทั้งที่ข้อความนั้นสุดแสนจะน่าอัปยศแต่ดวงตากลับไม่มีสั่นไหว ใบหน้าของเขายังคงเชิดขึ้นอย่างหยิ่งทระนง แม้ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่จะไม่ยอมก้มศีรษะให้ผู้ใดบงการ จะเป็นยศศักดิ์การงานเงินทองหรือว่าร่างกาย เสียเท่าไหร่ย่อมเสียได้ แต่ศักดิ์ศรีของตัวเองหากเสียลงครั้งหนึ่งแล้วจะมีวันโงหัวขึ้นอีกหรือ นี่ก็คือเหตุผลที่เขายอมหักไม่ยองอให้กับเฟรเดอริคและอารอน จนต้องถูกบีบให้เซ็นใบหย่าใบนั้น

“รู้อะไรกัน ถ้ารู้ดีก็ควรฉลาดกว่านี้สิ!” อีกฝ่ายยังคงตะคอกใส่ แต่น่าเสียดายว่าท่าทีนั่นไม่อาจสั่นคลอนคนตรงหน้า

“ฉันในสายตาของคุณเป็นขอทานข้างถนน เป็นโสเภณีขายตัว เป็นคนรับใช้ แล้วตอนนี้ที่คุณต้องการก็คือทาสที่เล่นละครเป็นภรรยา ฉันทำไม่ได้! ฉันไม่อยากทำร้ายตัวเองแบบนั้นอีกแล้ว!!” ในตอนที่พูดประโยคสุดท้ายนั่น จู่ๆก็รู้สึกว่านัยน์ตาของตนเองร้อนผ่าวขึ้นมา ทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งรีบหันหน้าหนี แต่เพราะสองแขนถูกจับเอาไว้จึงไม่อาจยกขึ้นปาดหยาดน้ำที่ซึมไหลออกมาจากหางตาได้ทัน

   ในวินาทีนั้นหลังจากพานพบกันมาระยะหนึ่งลุดวิกกลับได้เห็นในสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน มันคือ...น้ำตาแห่งความเจ็บแค้น

   คนที่แม้แต่ในตอนที่จะอดตายก็ไม่ร้องไห้เสียใจ แต่ตอนนี้พอถูกขอให้เป็นภรรยา กลับต้องร่ำไห้ทุกข์ทน เขาไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนๆนี้ถึงแสดงทีท่าแบบนี้ออกมา เขาทำอะไรผิดงั้นหรือ ผิดมากจนทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกสะเทือนใจถึงเพียงนี้เลยหรือไง ในฐานะชายชาติทหารคนหนึ่ง ลุดวิกรู้สึกหงุดหงิด ไม่ใช่ที่กิลเบิร์ต แต่เป็นตัวเขา เป็นตัวเขาเองที่เอาแต่คิดถึงเรื่องของตนเองถึงขนาดข่มขู่บังคับไม่สนใจไยดีความรู้สึกอีกฝ่าย หากไม่ใช่เพราะทุกอย่างจวนตัว เขาจะไม่เลือกทางนี้เลย

   กิลเบิร์ตเพิ่งหย่าขาดกับสามี เพิ่งจากบ้านเกิดเมืองนอน เพิ่งมาถึงดาวดวงนี้ แม้ไม่พูดออกมา แต่ใครบ้างที่ไม่หวังที่พึ่งพิง ไม่คาดหวังความช่วยเหลือ แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับเป็นการทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่ได้เกลียดกิลเบิร์ต ในทางตรงกันข้ามเขาชอบนิสัยใจคอของคนๆนี้ แต่ว่าการพบกันครั้งนี้ดูเหมือนจะผิดที่ผิดทางเสียแล้ว

“ถือเสียว่าฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้ละกัน” นั่นคือข้อสรุปของลุดวิก ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องย่อมป่วยการจะดันทุรัง คนที่ไม่มีใจจะให้ มีแต่จะพาให้งานเสียหายล่มจมกันเสียเปล่า 

“เอ๋!” ฝ่ายกิลเบิร์ตย่อมตกใจที่จู่ๆอีกฝ่ายก็เปลี่ยนท่าทีกะทันหัน แถมยังยินยอมลุกไปจากตัวเขาง่ายๆด้วย หากนี่เป็นเฟรเดอริค หมอนั่น...

   หมอนั่นจะต้อง...

“แต่ตอนนี้ฉันยังกลับลำไม่ได้ง่ายๆ คืนนี้ก็ไปด้วยกันในฐานะผู้ติดตามของฉันละกัน ฉันสัญญาว่าจะไม่แนะนำกับใครว่าเธอเป็นภรรยา พรุ่งนี้ฉันจะส่งเธอออกไปนอกเมืองหลวง ไปใช้ชีวิตที่นั่นอย่างที่พอใจเถอะ” ลุดวิกบอกเสียงเรียบ นัยน์ตานั้นอ่อนโยนลงหลายส่วนทำเอากิลเบิร์ตพลันรู้สึกผิดขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง เพียงแต่ว่าคำพูดต่อไปนั่นกลับทำเอาเขาเลือดขึ้นหน้า “ของที่ไม่มีประโยชน์ จะเก็บไว้ใกล้ตัวทำไม เป็นขยะจริงๆ”

“คุณ!!!” ให้ตายเถอะ เขามันโง่เองที่แวบหนึ่งเผลอใจอ่อนให้กับหมอนี่! 

ทว่า ในตอนนั้นเองที่มือของอีกฝ่ายลูบลงมาบนศีรษะของกิลเบิร์ต นัยน์ตาสีฟ้างดงามคู่นั้นกำลังจ้องมองเขาอย่างตรงไปตรงมา ริมฝีปากบนใบหน้าบึ้งๆนั่นคล้ายกำลังยกยิ้ม คนๆนี้กำลังส่งยิ้มให้เขาใช่ไหม?

“คุณ...”

“ถึงเป็นขยะก็เป็นขยะของฉันล่ะนะ เจ้าแมวขยะ!” แสยะยิ้มพริ้มพรายวางท่าเป็นผู้ดีอย่างยิ่งยวด แต่ถ้าจะคิดว่าคำพูดของเขาเป็นเรื่องน่าฟังก็ถือว่ารสนิยมต่ำทรามแล้ว!

“ขยะบ้านพ่อคุณสิ!!” ไอ้เวรที่ไหนสั่งสอนว่าให้ชมคนด้วยคำว่า ขยะ!!!

   คำก็ขยะสองคำก็ขยะ ถ้าฉันขยะงั้นคุณก็เป็นถังขยะนั่นล่ะ!!! เจ้าถังขยะรีไซเคิล!!!!

   สุดท้ายแม้จะไม่ลงรอยนัก แต่ลุดวิกก็ตัดสินใจตัดกิลเบิร์ตออกจากแผนการ แต่เขากลับไม่อาจถอนตัวจากศึกสงครามที่กำลังจะเริ่มต้นของตนเอง อันที่จริงแม้จะรู้สึกผิดหวังกับกิลเบิร์ตไม่น้อย แต่นอกจากความเห็นใจแล้ว สำหรับเขาแล้วการที่ตนเองเริ่มใจอ่อนให้กับอีกฝ่าย มันกลับกลายเป็นลางหายนะแทนที่ ควรจะเห็นเป็นแค่ตัวหมากธรรมดาแท้ๆ แต่ครั้นเริ่มรู้สึกว่ามีค่ามากเกินไป นี่กลับไม่ดี การส่งกิลเบิร์ตออกไปจากชีวิต บางทีอาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพียงแต่ว่า สิ่งที่พูดออกสื่อไปก่อนหน้านี้ป่านนี้จะถึงหูใครแล้วบ้าง เขายากที่จะคาดเดา ได้แต่หวังว่าจะต่างคนต่างไม่โชคร้ายกันเกินไปนัก ถ้าจะจากกัน ก็หวังว่าจะจากกันด้วยดี

ส่วนเขา ก็แค่กลับไปเริ่มต้นใหม่

   ก่อนที่จะถึงงานเลี้ยงในช่วงเย็น ลุดวิกวางแผนจะพากิลเบิร์ตไปที่ห้องเสื้อ แม้จะสั่งตัดไว้แล้วแต่งานของชนชั้นสูงไม่อาจไม่ประณีต ดังนั้นการลองเสื้อผ้าขั้นสุดท้ายก่อนออกงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะมีกิจธุระเร่งด่วนมากมาย แต่ลุดวิกก็ยังสละเวลามาเพื่อพากิลเบิร์ตออกไปด้วยตนเอง ในสายตาคนนอกนี่ช่างดูคล้ายคนรักช่างเอาอกเอาใจ แต่ในสายตาของกิลเบิร์ตนี่ก็แค่การจับตาดูแบบกัดไม่ปล่อยเท่านั้น หมอนี่อย่างน้อยก็คงอยากใช้เขาทำอะไรในงานคืนนี้ก่อนกระมัง แต่เอาเถิด เขาย่อมไม่ถือสา หากเจ้าถังขยะรีไซเคิลนี่อยากจะทำอะไรเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลาขาดจากกันก็เชิญทำตามใจตัวเองเถอะ จบคืนนี้ถือว่าเรา
ขาดกัน!

   ถึงจะบ่นกระปอดกระแปด แต่เมื่อได้ออกมาเปิดหูเปิดตาในเมืองแล้ว กิลเบิร์ตก็อดไม่ได้ที่จะสอดส่ายสายตาออกไปนอกรถม้าอีกครั้ง วันนี้เขาใช้เวลาครึ่งวันอ่านหนังสือในห้องทำงานของถังขยะ เอ๊ย! ลุดวิก! และตอนนี้ก็ได้มาเห็นของจริงกับตาแล้ว
เมืองหลวงของอาทีเรีย ชื่อว่า ซัลบูร์ก เป็นเมืองที่เดิมทีเคยเป็นเหมืองเกลือในระยะเริ่มสร้างอาณานิคม แม้แต่ตอนนี้ทางใต้ของเมืองก็ยังมีการทำธุรกิจนี้ แต่ในเมืองหลวงนั้นกลับแปรสภาพเป็นมหานครไปแล้ว ในตอนแรกกิลเบิร์ตไม่แน่ใจว่าอาทีเรียจะมีความเจริญในด้านเทคโนโลยีขนาดไหน แต่พอเขาเริ่มสังเกตให้มากขึ้นก็พบว่าดาวดวงนี้ หรืออย่างน้อยก็เมืองๆนี้มีรสนิยมที่ไม่เลวเลย อาทิเช่น แม้จะบอกว่าเป็นรถม้า แต่ม้าที่พวกเขาใช้ล้วนเป็นม้าตัดต่อพันธุกรรมมีประสิทธิภาพสูงวิ่งได้เร็ว การมีรถม้าถือเป็นรสนิยมส่วนตัวสุดแสนฟุ่มเฟือยอยากเจาะเวลาหาอดีตของชนชั้นสูง ในขณะที่ขนส่งสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างรถรางหรือรถไฟนั้นแท้ที่จริงใช้ระบบไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมด พอสอบถามลุดวิกถึงรายะเอียด แม้จะถูกมองเหยียดอย่างรำคาญใจแต่ก็ได้รับการบอกเล่าถึงการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตพลังงานสะอาด และมีการสร้างเตาปรมาณูสำหรับการขนส่งข้ามดวงดาวด้วย

“เจริญใช้ได้เลยนะนี่” กิลเบิร์ตว่า ตอนแรกเขานึกว่าดาวดวงนี้จะไกลปืนเที่ยงถึงขนาดไม่มียานอวกาศเสียอีก

“ถ้าไม่ทำอะไรเสียเลยคงโดนยึดเป็นดาวอาณานิคมไปนานแล้ว สมัยนี้นี่เป็นเรื่องปกติ” ลุดวิกอธิบาย ส่วนกิลเบิร์ตพยักหน้ารับ ในหมู่ดาวอาณานิคมของโลกที่มนุษย์มาตั้งรกราก ตอนนี้ก็เริ่มทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรกันเองแล้ว ตัวอย่างก็อย่างเทสล่ากับซิลวานี่ ไม่รู้ว่าตอนนี้เฟรเดอริคจัดการยังไงไปแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าเขาจะยังพอมีสติอยู่บ้าง

   แต่ใช่ว่าเขาจะใจอ่อนหรอกนะ กับคนพวกนั้นยังไงก็ขอลาขาดตลอดกาลด้วยเช่นกัน!

“เธอมาจากที่ไหนล่ะ” จู่ๆลุดวิกก็เอ่ยถามขึ้นมาลอยๆทำเอาฝ่ายผู้ฟังสะดุ้งเล็กน้อย

“ฉัน...” เอาเข้าจริงเขาลืมประเด็นนี้ไปนานแล้ว มาวันนี้ถูกถามขึ้นทำเอาตั้งตัวไม่ติดเช่นกัน

 “ทำไม ตอบไม่ได้หรือไง” ถามย้ำอีกครั้ง ถึงตอนนี้เขาล้มเลิกจะแต่งงานกับกิลเบิร์ต แต่ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่ใช่คนของเขาเสียหน่อย แค่ถามเล่นๆทำไมเขาจะถามไม่ได้กันเล่า

“ฉัน เอ่อ...”

   ในตอนนั้นเองที่กิลเบิร์ตลังเลว่าควรจะโกหกอีกรอบหรือไม่ แต่เพียงเสี้ยววินาทีสั้นๆที่เขาพลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ประกายไฟไร้ที่มาจู่ๆเสมือนแว่บตัดกระแสอากาศ แม้แต่ลุดวิกยังเหมือนไม่รู้สึกตัว แต่กิลเบิร์ตรู้สึก นี่มัน!

   ตูม!!!

    พริบตาเดียวที่รถม้าที่กิลเบิร์ตกับลุดวิกโดยสารมาเกิดระเบิดขึ้นใจกลางมหานครซัลบูร์กแห่งอาทีเรีย ตำรวจสันติบาลพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงตามมาอย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุ และแน่นอนรวมถึงนิโคลัสกับคาร์ล นายทหารคนสนิทของลุดวิกที่รุดมาที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับข่าว

“ท่านนายพล!!” นิโคลัสตะโกนก้องพลางสาวเท้าจะเข้าไปที่รถม้าอย่างรวดเร็ว ทว่า เบื้องหน้าของพวกเขาคือซากรถม้าที่ไหม้ไฟถูกระเบิดจนเป็นเถ้าถ่าน สภาพเช่นนี้เขาคิดว่าตนเองไม่ต้องเดาต่อแล้ว “ท่านนายพล!!!” นิโคลัสพร่ำพูดทั้งยังแผดเสียงร้องห่มร้องไห้อย่างเสียจรรยาชายชาติทหาร

   เพียงแต่ว่าคาร์ล เออร์เนส นายทหารหนุ่มกลับไม่อาจทำตาม เขาเดินขึ้นไปเบื้องหน้า แหวกวงล้อมของเจ้าหน้าที่ที่มายังที่เกิดเหตุเข้าไป สายตานั้นกวาดมองทุกสิ่งอย่างดุดัน จวบจนหยุดอยู่ที่จุดๆหนึ่ง และตรงนั้นเองที่ทำให้เขาทั้งรู้สึกยินดีและตระหนกตกใจเป็นล้นพ้นในเวลาเดียวกัน

“ไง แปลกใจที่ฉันยังไม่ตายหรือ” ลุดวิกยิ้มเยือกเย็นยืนมองซากรถม้าอยู่ท่ามกลางผู้คน ข้างๆเขาคือกิลเบิร์ต ดูจากภายนอกแล้วคนทั้งสองไม่มีร่องรอยบาดแผลแม้แต่น้อย ไม่สิ แม้แต่เส้นผมยังไม่มีแม้แต่ฝุ่นเขม่าควัน

“ท่านนายพล...” คาร์ลอยากถามเหลือเกินว่า นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น!

   เพียงแต่วินาทีนั้นคนที่มีคำถามกลับไม่ใช่แค่คนนอกอย่างคาร์ลอีกแล้ว แต่แม้แต่ตัวลุดวิกเองเขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขาออกมาจากรถม้าคันนั้นได้ยังไง? ในเสี้ยววินาทีนั่น จะสามารถถูกลากกระโดดออกมาจากรถม้าโดยไม่รู้สึกตัวได้อย่างนั้นหรือ? ไม่ใช่แล้ว!

“เรามีเรื่องต้องคุยกันใช่ไหม คุณกิลเบิร์ต” ลุดวิกเอ่ยเสียงเย็นเยียบในขณะที่มือคว้าลำแขนของกิลเบิร์ตไว้อย่างกัดไม่ปล่อย ในขณะที่ที่กิลเบิร์ตแทบจะสั่นไปทั้งตัว เขารู้ว่าตัวเองฝืนทำเรื่องอันตรายแค่ไหนลงไป ผู้ชายคนนี้ นายลุดวิกคนนี้ มันตัวซวยจริง!!

“คุยบ้านพ่อคุณสิ! ปล่อยฉัน!!” ถึงด่ากราดแต่ในใจนั้นรู้ดีว่าความหายนะได้วิ่งมาเยือนไวๆนี้แน่! ต้องหนี! ต้องหนีเท่านั้น!!

“จะพ่อฉันหรือพ่อเธอคงต้องขอให้เป็นคนเดียวกันแล้วล่ะ!” ไอ้โง่เท่านั้นที่จะยังเชื่อว่าหมอนี่พูดความจริง! ที่พูดก่อนหน้านั้น ที่ร้องไห้จะเป็นจะตายว่าสามีทิ้งอะไรนั่น! ไม่ใช่ว่าตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จหรอกรึ! จะมีใครหน้าไหนที่โง่ถึงขนาดไล่ภรรยาที่เป็นเอสเปอร์ออกจากบ้านกัน!!

   เจ้าแมวขยะเปียกนี่ โกหกเขาหน้าด้านๆ!!!


จบตอน

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๘
สินค้าหนีภาษีในถังขยะล้อมเพชร

   เกิดระเบิดกลางเมืองหลวง หนำซ้ำผู้เคราะห์ร้ายยังเป็นท่านนายพลลุดวิก ชไนเดอร์ ผู้บัญชาการทหารรักษาพระนครและสมาชิกรัฐสภา สถานะสูงส่งขนาดนี้กลับถูกลอบสังหาร นี่ย่อมไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดา แต่ทันทีที่เจ้าหน้าที่รุดมาถึงที่เกิดเหตุกลับเห็นเจ้าทุกข์ยืนอยู่ในสถานที่เกิดเหตุในสภาพเรียบร้อยไร้ที่ติ บาดแผลสักนิดยังไม่มี ตกลงว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

   คนอื่นไม่รู้ แต่ลุดวิกที่เริ่มจับต้นชนปลายได้รู้ เขาไม่รอให้ปากคำแต่กลับโยนเรื่องทั้งหมดให้นิโคลัสจัดการ ส่วนตัวเองใช้คาร์ลให้ขับรถพาเขากับกิลเบิร์ตกลับไปที่ศูนย์บัญชาการ นี่ยังมีเวลาอีกสามชั่วโมงก่อนงานเลี้ยง และเขาจำเป็นที่จะต้องเคลียกับเจ้าแมวขยะเจ้าปัญหานี่ให้รู้เรื่อง ดังนั้นพอมาถึงห้องส่วนตัวไม่พูดพร่ำทำเพลงฟังเสียงห้ามปรามถามไถ่ของผู้ใดก็โยนเจ้าขยะเปียกไปกองบนพื้น ล็อคประตูห้องกอดอกยืนจ้องเขม็ง วินาทีนี้เขาอยากรู้ว่าหมอนี่จะยังโกหกอะไรได้อีก!

“มีอะไรจะพูดมั้ย” ลุดวิกถาม น้ำเสียงนั้นย่อมไม่อาจเรียกได้ว่ามาอย่างเป็นมิตร ส่วนกิลเบิร์ตย่อมไม่ใช่คนโง่ เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้เขาเชื่อว่าลุดวิกต้องสงสัยแล้ว รู้สึกเจ็บใจตัวเองเหลือแสน ทำไมตอนนั้นไม่หนีออกมาคนเดียวแล้วปล่อยหมอนี่ให้ถูกระเบิดตายโหงไปนะ!

“ฉัน เอ่อ จริงๆเป็นเอสเปอร์ เป็นเอสเปอร์กระจอกๆน่ะ!” กิลเบิร์ตตอบ คิดดูให้ดีปัญหานี้ไม่ได้ยากขนาดนั้นเลย ก็ถ้าอีกฝ่ายสงสัยก็ยอมรับความจริงไปเสียสิ อย่างมากก็แค่ความแตกเล็กน้อย!

“อ้อ” อีกฝ่ายขึ้นเสียงสูงพยักหน้ารับ แต่ฉับพลันคิ้วกลับขมวดมุ่นก่อนจะย่างสามขุมเดินเข้าหาและกระชากแขนกิลเบิร์ตจนตัวโยน เจ้าแมวดำแสนดื้อถูกผลักติดผนังสองมือถูกยึดไว้จนหนีไปไหนไม่รอด ดวงหน้าขมึงทึงจ้องอย่างดุดันก่อนจะเปิดปากสบถถ้อยคำชุดใหญ่ “เอสเปอร์กระจอกๆที่ใช้เทเลพอร์ตได้ในเสี้ยววินาทีและยังพาคนอื่นออกมาจากรถม้าได้พร้อมกันงั้นสิ! ช่างกระจอกจริงๆนะ! นี่คิดว่าคนอื่นเป็นไอ้งั่งกันหมดหรือไง! เจ้าขยะเปียก!!”

“ขยะพ่อคุณสิ! เออ! ใช่ฉันมันกระจอก! ความสามารถแค่นี้ใครๆก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ!” โต้กลับอย่างเดือดดาลเหมือนกัน เจ้าถังขยะโง่เง่านี่คิดว่าตัวเองแน่มากนักรึถึงมาด่าคนอื่นไม่หยุดไม่หย่อน ได้ทีขี่แพะไล่ชัดๆ!!

“ยังไม่เลิกโกหกอีก! นี่คิดว่าคนอื่นโง่ดักดานมากรึไง!!” ลุดวิกยิ่งฟังยิ่งหงุดหงิดตวาดใส่หน้าอย่างไม่ปรานี ทำเอากิลเบิร์ตสะดุ้งอีกรอบ

กิลเบิร์ตย่อมไม่เข้าใจว่าเขาผิดตรงไหน ไม่เนียนตรงไหน ทำไมลุดวิกต้องโกรธขนาดนั้น ในสายตาของเขานี่มันก็แค่ความสามารถพื้นฐานเองนะ! นักเรียนฝึกหัดของเขาคนไหนก็ทำได้ทั้งนั้นนั่นล่ะ! อนิจจา เขาย่อมลืมไปว่าตัวเขาเป็นทหารเอสเปอร์ชั้นแนวหน้า และนักเรียนของเขาที่ว่าก็คือนายทหารมีพรสวรรค์ที่เขาคัดเลือกมาเองกับมือ

   บางครั้งพอพบเจออะไรที่เกินมาตรฐานมามาก คำว่าธรรมดาของคนๆหนึ่งก็อาจมีค่าไม่เท่าของอีกคนหนึ่ง และยิ่งบนดวงดาวไกลปืนเที่ยงอย่างอาทีเรีย พวกเขาย่อมไม่เคยเห็นเอสเปอร์ตัวเป็นๆมาก่อน เฉพาะดวงดาวที่เจริญในเทคโนโลยี การตัดต่อพันธุกรรม หรือแม้แต่มีวิวัฒนาการสูงเท่านั้นถึงจะพบเจอเอสเปอร์ได้จำนวนมาก กรณีของเทสล่าถือเป็นเรื่องพิเศษ จึงไม่น่าแปลกเลยที่ลุดวิกจะคิดว่ากิลเบิร์ตโกหกเขา

“เอสเปอร์คืออะไร นี่เธอคิดว่าคนที่นี่โง่มากเลยไม่เข้าใจหรือไง! ไม่มีใครอนุญาตให้เอสเปอร์เดินร่อนไปร่อนมากลางเมือง และไม่มีผู้ปกครองดาวดวงไหนที่ไม่ขึ้นทะเบียนเอสเปอร์! ไหนบอกมาซิว่าแล้วเอสเปอร์หน้าโง่อย่างเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!!”

“ก็ถูกทิ้งไงเล่า! ก็บอกแล้วว่าถูกทิ้ง!!” กิลเบิร์ตยังคงยืนกระต่ายขาเดียว ใครจะไปกล้ายอมรับว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนเอาตอนนี้!

“สามีบ้าที่ไหนทิ้งภรรยาที่เป็นเอสเปอร์ ถ้ามีไอ้หมอนั่นก็โง่งั่งเต็มทนแล้ว! อย่ามาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จนะ!!” ลุดวิกยังคงตวาดใส่อย่างดุดัน ในความเห็นของเขาเอสเปอร์คือทรัพยากรทางการทหารที่มีค่า หากเชื่อว่ากิลเบิร์ตพูดความจริง นั่นก็คือต้องเชื่อไปด้วยว่าสามีของหมอนี่เป็นไอ้หน้าโง่ที่ปล่อยเสือเข้าป่าโดยแท้ “บอกมาว่าจริงๆแล้วเธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่!!”

   วินาทีนั้นคนสองคนแทบจะเล่นจ้องตากันตาต่อตาฟันต่อฟัน ยอมหักไม่ยอมงอ ช่วยไม่ได้เพราะว่ากันตามตรงสถานการณ์ของพวกเขาสองคนก็จัดว่าหลังชนฝาด้วยกันทั้งคู่ ฝ่ายหนึ่งเป็นนายทหารใหญ่ที่กำลังต้องหาคู่แต่งงาน แถมตอนนี้ยังเคราะห์ซ้ำกรรมซัดถือเผือกร้อนเป็นเอสเปอร์ต่างดาว หากเชื้อพระวงศ์หรือคณะรัฐบาลรู้ว่าเขามีของแบบนี้ไว้ในครอบครอง ต้องถือว่าอาจร้ายแรงถึงขั้นถูกหาว่าครอบครองของผิดกฎหมาย เลยเถิดไปถึงเป็นกบฏ นี่มันไม่ใช่สถานการณ์ที่น่าสนุกเลยสักนิด

ส่วนอีกฝ่ายเป็นอดีตนายทหาร อดีตท่านผู้หญิงของดาวใหญ่ ตอนนี้เผลอใช้พลังจิตไป แม้ไม่อาจทราบว่านานแค่ไหน แต่คลื่นพลังจิตที่ส่งออกไปแล้ว ไม่มีทางที่คนอัจฉริยะอย่างอารอนศัตรูเก่าจะหาไม่เจอ ความวินาศสันตะโรคลับคล้ายรอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า ซวยน้อยคือตายที่นี่ ซวยมากคือโดนลากกลับไปขึ้นกิโยตินตัดหัว ทำไมเรื่องราวถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ!

   ทว่า แม้จะต่างคนต่างหลังชนฝาจนตรอก แต่ทั้งลุดวิกกับกิลเบิร์ตย่อมไม่ใช่คนโง่ พวกเขาต่างจ้องกันและกันพลางใช้สมองขบคิดอย่างหนักหน่วง ด่าโง่กันไปหลายคำแล้ว แต่ใครบ้างจะคิดว่าฝ่ายตรงข้ามโง่จริง สัจธรรมในแดนดินคนโง่ย่อมเป็นใหญ่เป็นโตไม่ได้ และคนโง่ย่อมเอาชีวิตไม่รอดกลางคลื่นลม ดังนั้น...

“ใจเย็นแล้วนั่งลงคุยกันหน่อยมั้ย” กิลเบิร์ตเสนอ และข้อเสนอนั่นก็ได้รับการตอบรับอย่างไม่ยากเย็น ลุดวิกนั้นเหมือนจะหายหัวร้อนลงหน่อยแล้วจึงปล่อยมือและลากเอากิลเบิร์ตโยนลงบนโซฟา ส่วนตัวเองนั่งลงฝั่งตรงข้ามกอดอกพาดขา ท่าทีหงุดหงิดสุดๆ

“อยากพูดอะไรก็พูดมา” ลุดวิกเลือกที่จะเป็นฝ่ายนิ่งบ้าง เขาพูดมาเยอะแล้ว และตอนนี้ก็อยากรู้ว่าเจ้าแมวขยะเปียกจอมวุ่นวายนี่จะพร่ำเพ้ออะไร ฝ่ายกิลเบิร์ตก็พอจะรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่สบอารมณ์ ถึงจะไม่รู้สถานการณ์ของฝ่ายนั้นแต่เขาก็รู้หรอกว่าการเก็บตกเอสเปอร์ตัวเป็นๆได้ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักนิด ตัวเขาตอนนี้มีมูลค่าเป็นสินค้าหนีภาษี จะพลอยก่อความเดือดร้อนให้กับคนหิ้วเข้าเมืองด้วย หากโดนจับได้ ใครจะเชื่อว่าลุดวิกไปเก็บเขามาจากข้างถนน

   ถึงจะเห็นแบบนี้ เขาก็เป็นแมวแทนคุณคนนะ!

“ฉันยอมรับว่าโกหกคุณนิดหน่อยก็ได้ ไม่สิ เอาเป็นว่าพูดความจริงไม่หมดเรื่องที่เป็นเอสเปอร์ แต่เรื่องที่ถูกหย่ากับตกลงมาที่นี่โดยบังเอิญเป็นเรื่องจริงนะ!”

“แล้วไง ให้เดามั้ยว่าจริงๆแล้วไม่ใช่หมอนั่นเจตนาปล่อยเธอมา แต่เป็นเธอเองที่หนีมา” คนคิดการณ์ใหญ่หาใช่คนหัวทึบ อย่างน้อยประโยคนี้ของลุดวิกก็ตอบโจทย์ของกิลเบิร์ตอย่างยิ่ง พอถูกจับได้ กิลเบิร์ตก็ได้แต่พยักหน้ารับโดยดุษฎี คนเขาจับได้แล้วจะไปตีหน้าเซื่องออดอ้อนก็กระไรอยู่

“ใช่ ถ้าไม่หนี พวกนั้นจะฆ่าฉัน ถึงตัวฉันจะไม่มีค่าอะไรขนาดนั้น แต่ฉันก็รักชีวิตนะ” นี่ย่อมเป็นเรื่องจริง ถึงจะถูกบีบให้ลงจากทุกตำแหน่งแต่เขาก็จะไม่มีวันยอมถูกบีบจนตาย ไม่ยอมตายแค่เพียงเพราะมีคนสั่งให้ตายหรอก “แต่ว่า เพราะฉันใช้พลังจิตไปเมื้อกี้ พวกเขาจะตามหาฉันพบ ไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับเวลา”

“คิดว่าใช้เวลาเร็วที่สุดเท่าไหร่” ลุดวิกถาม ท่าทียังคงเย็นชาคลับคล้ายไม่ใส่ใจ

“อย่างเร็วก็ อืม เดือนนึงมั้ง” กิลเบิร์ตตอบ ถึงอารอนจะเป็นอัจฉริยะ แต่การใช้พลังจิตที่ส่งกระแสพลังเล็กน้อยอย่างเทเลพอร์ตไม่สามารถสืบหาพบในเวลาอันสั้น กว่าจะสามารถตามคลื่นพลังและวิเคราะห์สู่ระบบ เขาเชื่อว่าน่าจะสักหนึ่งเดือน

   ฝ่ายลุดวิกพอได้ฟังคำตอบนั้นก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด เขาย่อมคิดหลายอย่างทั้งเรื่องที่ว่าคำพูดของกิลเบิร์ตเชื่อถือได้มากแค่ไหน ทั้งเรื่องสถานะของตนเอง และเรื่องที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ นี่ไม่ง่ายเลยที่เขาจะต้องแก้ปัญหาอะไรมากมายขนาดนี้ในเวลาเดียวกัน เพียงแต่ว่าสายน้ำไม่คอยท่าเวลาไม่คอยคน จะคิดอะไรก็ต้องคิดให้จบในตอนนี้

“ตกลงว่าเธอมาจากไหน” สุดท้ายก็ต้องตัดสินกันที่คำถามนี้

“เอ่อ...จำเป็นต้องรู้หรือ”

“หากไม่อยากพูดทั้งหมด ฉันสัญญาว่าจะไม่ถามต่อ แต่ฉันก็ควรรู้ว่าตนเองกำลังจะต้องเผชิญหน้ากับใครมิใช่รึ” คำถามนี้ทำเอากิลเบิร์ตทอดถอนใจ เขาจะทำอะไรได้อีกล่ะ เทเลพอร์ตหนีไปงั้นรึ โง่รึเปล่า ทำแบบนั้นเท่ากับเร่งเวลาตายโดยการส่งเบาะแสให้ฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น ในยามนี้เขาหลังชนฝา จะมีก็แต่คนตรงหน้านี่เท่านั้นที่พอจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยได้ เคราะห์กรรมทำอะไรไว้ทำไมถึงต้องซวยซ้ำมาพึ่งพิงผู้ชายหน้าย่นเป็นถังขยะแบบนี้นะ!

“เทสล่า” ถึงหัวใจก่นด่าแต่ปากก็ต้องตอบ

   ทว่า...

“...”

“...”

   เงียบงัน และเงียบงัน เหตุเพราะต่างคนต่างรู้ถึงความหนักหนาสาหัสของคำๆนั้น เทสล่า ดาวอาณานิคมใหญ่โตมั่งคั่งรุ่งเรืองทางการทหารแม้แต่ดาวแม่อย่างโลกยังเกรงใจ แล้วยามนี้ลุดวิกกลับพบว่าเจ้าแมวขยะเปียกของเขาดันเป็นแมวบ้าที่หลุดจากกรงหรูหราปานนั้นมา นี่มันซวยจริงๆ! เจ้าสินค้าหนีภาษีชิ้นนี้ช่างหนักหนาสาหัสชวนใจระส่ำชนิดเอาไปคืนศุลกากรยังต้องถูกปรับเพิ่มจนหมดตัว เวรกรรมจริงๆ!

   สุดท้ายทำได้เพียงต่างคนต่างทอดถอนใจ ความเงียบครอบงำ มองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ในโมงยามวิกฤติจะยังมีใครให้พึ่งพาได้อีกล่ะ สุดท้ายมองให้ตายก็มีแต่คนตรงหน้าตัวเองเท่านั้น

“ขอโทษนะ ฉัน เอ่อ...ไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณเดือดร้อนจริงๆ” กิลเบิร์ตบอก ถึงตอนนี้เขามีแต่คำขอโทษ “คุณเอาฉันไปขังก็ได้นะถ้าคุณต้องการ”

“แต่เธอไม่ต้องการ” ลุดวิกย้อน

“ก็...” แน่ล่ะ เขามาเพื่อชีวิตใหม่ ไม่ใช่การถูกจับใส่กรงอีกครั้ง แต่ว่าหากลุดวิกคิดจะทำแบบนั้น เขาจะห้ามอะไรได้เล่า ตัวเองเป็นคนผิดแล้วจะโยนบาปให้คนอื่นงั้นหรือ ทั้งเฟรเดอริคและอารอนไม่ใช่คนที่ลุดวิกสามารถต่อกรได้เสียหน่อย เขาในตอนนี้ก็ไม่อยากรบราฆ่าฟันกับใครด้วย ตัวเองคนเดียวยังไงแม้ถูกจับกลับไปก็คงยังพอมีทางหนีบ้างกระมัง กิลเบิร์ตครุ่นคิดและพลันหลุบดวงตาลงอย่างเศร้าสร้อยเล็กน้อย เพียงแต่ว่าความเศร้านี้เองที่แม้เจ้าตัวไม่สังเกตเห็นตัวเอง แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับเห็นอย่างชัดแจ้ง

   ลุดวิกพิศมองเจ้าแมวดำตรงหน้าที่มีสีหน้าโศกสลด ปากแข็งว่าไม่เป็นไรแต่ใจจริงคงอยากเผ่นหนีใจจะขาด เจ้าแมวเถื่อนตัวนี้เอาเข้าจริงแล้วใจอ่อนนัก หากถามใจเขาเขาย่อมรู้สึกเสียดาย จะปล่อยอีกฝ่ายไปทั้งแบบนี้จริงๆน่ะหรือ  ภายในสมองของเขานั้นรับรู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ของอีกฝ่ายดี หากถูกตามจับได้ ชะตากรรมของกิลเบิร์ตมีแต่จะมุ่งไปที่ตะแลงแกงเท่านั้น

แต่หากยอมเชื่อกิลเบิร์ตเขาจะได้อะไร และเขาจะต้องเสียอะไร เอาเข้าจริงเขาสามารถเลือกทางที่ปลอดภัยกว่าหน่อยโดยการจับกิลเบิร์ตขังคุกรอคนของเทสล่ามารับตัว แต่ถ้าทำแบบนั้นเขาจะเป็นอย่างไร สุดท้ายอาจเป็นตัวเขาที่สะดุดขาตัวเอง แต่ถ้าเสี่ยงอีกสักนิด วางเดิมพันให้มากหน่อย บางทีทั้งเขาและกิลเบิร์ตอาจจะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้ เพียงแต่การจะผ่านพ้นไป จำเป็นที่จะต้องเล่นใหญ่กว่าที่เคยคาดคิด

   ให้ตายเถอะ เขาจำเป็นจะต้องเล่นใหญ่ขนาดนั้นเพื่อเจ้าแมวขยะนี่จริงๆน่ะหรือ?

“เดิมพันกันหน่อยไหม” ลุดวิกพูดขึ้น ถึงตอนนี้เขาจ้องหน้าฝ่ายตรงข้ามอย่างจริงจัง ไม่มีล้อเล่น และไม่มีความลับ “กล้าเดิมพันชีวิตร่อแร่ที่เหลือไว้กับฉันไหม”

“คุณ? คิดจะทำอะไรกัน?” ในตอนนั้นเองที่ลุดวิกลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปที่โต๊ะหนังสือ  เขาหยิบกล่องเล็กๆใบหนึ่งขึ้นและนำมันกลับมาวางตรงหน้ากิลเบิร์ต กล่องกำมะหยี่สีแดงใบนั้นรูปทรงช่างคุ้นสายตาจนกิลเบิร์ตต้องหรี่ตามอง “กล่องแหวน”

“ช่วยฉันทำงาน หากทำสำเร็จเธอก็จะมีสถานะใหม่ที่มั่นคง” ลุดวิกอธิบายพลางเปิดกล่องใบนั้น แหวนแพลตตินั่มสีเงินยวงเลี้ยงเกลาวงหนึ่งวางอยู่ในกล่อง แหวนวงนี้เขาคิดอยู่นานว่าควรทำอย่างไรกับมัน แต่ในตอนนี้ท้ายที่สุดก็ยังต้องมอบมันให้กับคนๆนี้

   ทั้งที่คิดว่าจะแคล้วคลาดจากกันไปแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายกลับยังต้องเป็นของคนๆนี้

“เธอช่วยชีวิตฉัน ฉันจะไม่บังคับเธอ นี่เป็นแค่ข้อเสนอ ว่าไงคุณกิลเบิร์ตจะมาด้วยกันหรือเปล่า” ว่าพลางหยิบแหวนวงนั้นขึ้นและอวดโฉมมันตรงหน้าของผู้รับ “อย่างที่เธอรู้ ฉันจะทำการณ์ใหญ่ มันอันตรายแต่ผลตอบแทนนั้นคุ้มค่า ฉันไม่สงสัยในความสามารถของเธอ แต่เธอล่ะ สงสัยในตัวฉันหรือเปล่า”

“คุณ...คิดจะทำอะไร” กิลเบิร์ตมองแหวนวงนั้นตรงๆก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าของมันที่ส่งสายตาแน่วแน่มาให้ ถึงตอนนี้เขารู้แล้วว่างานของลุดวิกนั้นอันตรายอย่างแน่นอน คนๆนี้มีหน้าที่การงานใหญ่โต มีคนคิดสังหาร สิ่งที่เขาจะทำย่อมไม่ใช่เรื่องสะดวกโยธิน แต่หากถามว่าเชื่อหรือไม่ คงต้องถามต่อว่ามีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่เชื่อ ก็หากสามีที่อยู่กันมาสิบปียังทำร้ายเขาได้ ส่วนคนแปลกหน้ายังช่วยชีวิตเขา งั้นคนแปลกหน้าคนนี้มิใช่น่าเชื่อถือยิ่งกว่าอดีตสามีนั่นหรอกหรือ “ก่อการใหญ่?”

“ยึดดาวดวงนี้น่ะ”

   อะไรนะ?!

“เอาจริงน่ะ!” ถามย้ำในขณะที่ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก ไม่ใช่แค่เพราะเป้าหมาย แต่เป็นเพราะตัวผู้พูดด้วย   ถ้อยคำใหญ่โต แต่สีหน้าคนพูดราวกับกำลังจะไปแย่งของเล่นจากมือทารก ทั้งสีหน้าทั้งน้ำเสียง เรียบสนิทไร้อารมณ์ คนๆนี้สมองต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ “บอกกันง่ายๆแบบนี้เลยหรือ”

ไม่กลัวว่าเขาจะทรยศงั้นหรือ?

“ถ้ากลัวจะไม่ถามตั้งแต่ต้น เลิกถามเซ้าซี้ได้แล้ว ถ้าตกลงก็ส่งมือมาสิ” ว่าพลางยื่นมือออกไป มือที่เขาเคยยื่นส่งให้แล้วครั้งหนึ่งแต่ถูกอีกฝ่ายปฏิเสธ ตอนนี้ภายใต้สถานการณ์ใหม่ กิลเบิร์ตจะตอบรับหรือไม่

   ต่างคนต่างไร้คำพูด เหตุเพราะลุดวิกนั้นมีคำตอบที่เด็ดขาด ส่วนกิลเบิร์ตนั้นจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง เขาสับสน แต่ในความสับสนนั่นกลับไม่มีความขุ่นเคือง หัวใจของเขาราวกับแยกเป็นสอง หนึ่งคือความหวาดกลัว มันช่างคลับคล้ายยามที่เขาตอบรับเฟรเดอริคแล้วท้ายที่สุดพบพานจุดจบที่น่าเศร้า แต่อีกใจหนึ่งเขากลับเปี่ยมด้วยความหวังที่แปลกประหลาด พานพบไม่นาน แต่กลับรู้สึกว่าหากเป็นคนๆนี้จะต้องไม่เป็นไร ไม่รู้ผีป่าซาตานตนใดดลใจ เพราะในเสี้ยววินาทีที่มัวแต่คิดนั้น เขา...ส่งมือให้อีกฝ่าย

   และยามนั้นเองที่ลุดวิกประคองมือซ้ายของกิลเบิร์ตไว้ก่อนจะบรรจงสวมแหวนลงที่นิ้วนาง แหวนถูกสั่งตัดมาพอดี สวมเข้ากับนิ้วมือเรียวงามจนผู้สวมแล้วดูเจิดจ้างดงามจนผู้ให้อดจะจุมพิตลงบนมือนั้นมิได้ แม้ไม่ต้องประกอบพิธีเป็นการเป็นงานใดๆ แต่แค่แหวนวงนี้ก็เป็นการแสดงเจตจำนงที่ดีสำหรับพวกเขาแล้ว

“เราเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกันแล้วนะ!” กิลเบิร์ตหัวเราะแก้เก้อ หากแต่อีกฝ่ายกลับยิ้มน้อยๆ ลุดวิกไม่ตอบในทันทีแต่กลับเขยิบเข้าใกล้ เขายื่นใบหน้าเข้าหาและจุมพิตลงข้างแก้ม

“เป็นสามีภรรยากันต่างหาก” ลุดวิกแก้และเผยอรอยยิ้มที่ทำให้กิลเบิร์ตรู้สึกว่าใบหน้าพลันร้อนผ่าวขึ้นในบัดดล ใบหน้าหล่อเหลานั้นเจิดจ้า แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจอุ่นร้อนกลับเป็นรอยยิ้มและคำหวาน “ได้เวลาไปร่วมงานเลี้ยงแล้ว คุณผู้หญิง”

   ก้าวแรกสู่ปฏิบัติการหลังชนฝาเริ่มขึ้นแล้ว!

      ในคืนนั้นเองรถยนต์สีดำติดตราผู้บัญชาการทหารรักษาพระนครแล่นเข้าสู่เขตรัฐสภาแห่งดวงดาวอาทีเรีย พันตรีคาร์ล เออร์เนส จอดรถที่หน้าประตูทางเข้าของอาคารรัฐสภา ในขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรงมาเปิดประตู ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดทัคซิโด้สีดำเงางามถือไม้เท้าก้าวลงจากรถ เพียงแต่คราวนี้เขาไม่ได้มาคนเดียวอีกแล้ว ลุดวิก ชไนเดอร์ ส่งมือให้กับชายหนุ่มในชุดทัคซิโด้สีน้ำตาลเข้ม เส้นผมสีดำและนัยน์ตาดำขลับของคนผู้นั้นสะกดคนทุกคนนับแต่แรกเห็น เจ้าหน้าที่ขานเรียกพวกดังก้องไปทั่วโถงจัดงานเลี้ยง

“ผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระนคร สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติแห่งตระกูลชไนเดอร์ และดยุคแห่งออลบานี พร้อมด้วย เอ่อ...เอ่อ...” อ่านถึงตรงนี้ผู้ขานชื่อกลับต้องหันกลับไปมองหน้าลุดวิกอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบเฉยเขาจึงจำต้อง
อ่านต่อ “ภ ภรรยา มาถึงแล้ว!!!”

   วินาทีนั้นเองที่คนทั้งโถงจัดงานที่กำลังพูดคุยกันเซ็งแซ่พลันหันมาทางคู่สามีภรรยาหมาดๆในทันที สีหน้าแววตาตื่นตะลึงก่อนจะกลับเป็นตระหนกตกใจ

   ดยุคแห่งออลบานีมีภรรยาเมื่อไหร่กัน!!!

“อะไรคือดยุคแห่งออลบานี?” กิลเบิร์ตกระซิบถามสามีคนล่าสุดของตัวเอง แน่ล่ะว่าลุดวิกยิ้มเยือกเย็นก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบา
หวิว

“ไม่มีอะไร ก็แค่ตำแหน่งลูกชายคนที่สองเท่านั้น”

“ของ?”

“ของกษัตริย์แห่งอาทีเรีย”

“หะ!”

   วินาทีนั้นเองกิลเบิร์ตพลันรับรู้อีกครั้ง นี่ไม่ใช่แค่ถังขยะรีไซเคิลธรรมดา แต่เป็นถังขยะรีไซเคิลล้อมเพชร!! เขาถูกหลอกอีกแล้ว!!!


จบตอน

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1068
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
มาต่ออีกกกกก  แมวน้อยดูน่ารักมากกกกก  ดูหยิ่งๆมึนๆดี  :mew3: :mew3: :mew3: :mew3:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +512/-0

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
รอลุ้นตอนต่อไปเลย สนุกค่ะ

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๙
การประกาศกร้าวของกุลีเดินดิน

   แม้จะเจ็บใจที่ถูกหลอกซ้ำๆ แต่ความเจ็บใจที่ว่าก็ถูกสลายหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญหน้ากับสายตาไม่เป็นมิตรจากคนแทบทั้งห้องโถง กิลเบิร์ตรู้สึกได้ว่าการมาของเขานั้นไม่เป็นที่ต้อนรับจากคนส่วนหนึ่ง แต่ลุดวิกกลับยังคงตีสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว เดินเหินสง่าผ่าเผย ฉีกยิ้มทักทายผู้คนทุกคนที่เข้ามาทัก โดยมีพันตรีคาร์ล เออร์เนสคอยดูแลอย่างใกล้ชิด หากสังเกตให้ดีมีชายหนุ่มหญิงสาวที่ติดดวงตราสีแดงแสดงความเป็นสมาชิกรัฐสภาแบบเดียวกับเขาเข้ามาทักทายมากมาย และในบรรดาคนพวกนี้กว่าครึ่งยิ้มแย้มแสดงความยินดีจากใจจริงที่ลุดวิกเป็นฝั่งเป็นฝา ดูจะไม่สนใจด้วยซ้ำว่ากิลเบิร์ตเป็นใครมาจากไหน ราวกับว่าต่อให้เป็นหมูเป็นหมามาแต่งด้วยก็ไม่เป็นไร

   รูปการณ์แบบนี้ดูเหมือนท่านดยุคจะได้ใจสมาชิกรัฐสภาจำนวนมาก และในกลุ่มคนที่สนับสนุนเขาก็ไม่มีความกังขาในการเลือกของเขา เห็นแบบนี้แล้วกิลเบิร์ตพลันรู้สึกวูบโหวงในอกลึกๆ ไม่ใช่ว่าอดีตสามีของเขาเองก็ได้รับความนิยมชื่นชมแบบนี้หรอกรึ ท้ายที่สุดคนๆนั้นได้ไปทุกอย่าง ส่วนเขาก็พินาศไปทุกอย่าง แล้วตอนนี้ล่ะ หากเขาหมดประโยชน์แล้วลุดวิกจะผลักเขาตกเหวกำจัดเขาให้พ้นทางหรือเปล่า ใดๆในโลกล้วนเป็นความไม่แน่นอนจริงๆ

“จริงๆแล้วพวกนายวางแผนอะไรอยู่กันแน่” กิลเบิร์ตที่ตอนนี้ยืนหลบมุมอยู่กับคาร์ลเอ่ยขึ้น ในตอนที่อยู่บนรถเขาได้ยินลุดวิกกำชับให้คาร์ลจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวกับประวัติปลอมของเขา แสดงว่าหมอนี่ย่อมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด และก็ตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว เขาเห็นหมอนี่เข้านอกออกในห้องลุดวิก มีท่าทีกระซิบกระซาบ อีแบบนี้หากบอกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็คงไม่มีใครมีราคีแล้วล่ะ “ถ้าต้องการหาใครก็ได้มาแต่งด้วย แต่งกับนายก็ได้นี่” คำถามนั่นทำเอาคาร์ลที่ตีหน้านิ่งๆมาตลอดสะดุ้งก่อนจะไอติดๆกันคล้ายคนสำลักน้ำลายตัวเอง “โอ้! อายเหรอ!”

“เป็นการโต้กลับที่หนักหน่วงมากคุณผู้หญิง!” คาร์ลแอบบ่น เขาไม่ยักรู้ว่าคุณผู้หญิงคนนี้จะปากคอเราะร้ายขนาดนี้ ตอนนี้ลุดวิกกำลังจับกลุ่มคุยอยู่กับพวกสมาชิกสภาของตระกูลต่างๆ จึงเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้คุยกับฝ่ายตรงข้ามโดยไม่มีเจ้านายมาขัด
“คุณพูดให้ผมแต่งกับเขา มิสู้บอกให้ผมไปโดดตึกฆ่าตัวตายดีกว่าไหม!”

“อะไรกัน นี่ฉันดันแต่งงานกับถังขยะหมดสภาพหรือไง! แม้แต่ลูกน้องยังไม่เอา!” กิลเบิร์ตคลี่รอยยิ้มยียวนขี้เล่น นี่ทำให้คาร์ลรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ที่แท้น่าจะร้ายกาจไม่เบา บางทีนิสัยเช่นนี้เองถึงดึงดูดความสนใจของลุดวิกไปได้ ท่านนายพลหน้าบึ้งตึงนั่นแท้ที่จริงมีรสนิยมเช่นนี้เองหรอกหรือ เพียงแต่ว่าการล้อเล่นนี่ออกจะหนักหนาเกินไปแล้ว

“คุณก็พูดเกินไป! ยังไงนั่นก็เจ้านายผมนะ ส่วนตัวผมก็มีเหตุผลของผมหรอกน่า! เอาเป็นว่าคืนนี้คุณอยู่เฉยๆว่าง่ายๆจะดีกว่า เรื่องนี้เราต้องคุยกันยาว แน่นอนว่าผมหมายถึงเรื่องที่คุณกับลุดวิกออกมาจากรถม้าโดยไม่มีรอยขีดข่วนด้วยนะ!” พูดถึงตรงนี้ก็หันไปจ้องอีกฝ่ายพลางลอบสังเกต แอบคาดหวังว่าจะจับผิดอะไรได้บ้าง แต่น่าเสียดายที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นเนียนอย่างยิ่ง กิลเบิร์ตยังคงตีสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวพลางเอื้อมมือหยิบแก้วไวน์ขึ้นจิบ

   คาร์ลสังเกตอากัปกิริยาของกิลเบิร์ตมาตลอดทาง จนถึงเมื่อครู่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกได้ว่าคนๆนี้ผิดแผก ในงานเลี้ยงหรูหราที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนชั้นสูง แต่กิลเบิร์ตกลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนก ทั้งยังเดินเหินสง่าผ่าเผย ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับแววตาเดียดฉันท์แต่อยากรู้อยากเห็นที่มองมา ซ้ำยังสามารถวางตัวในงานเลี้ยงนี้ได้อย่างไม่ประดักประเดิด ไม่ใช่ว่าจริงๆแล้วคนๆนี้คุ้นชินกับงานพวกนี้หรอกหรือ

   เขาใช้คำว่าคุ้นชิน เหตุเพราะคนเราต่อให้ถูกอบรมมาดีแค่ไหน แต่ในสถานการณ์จริงมักจะแสดงอากัปกิริยาบางอย่างของมือสมัครเล่นออกไป แต่กิลเบิร์ตกลับวางท่าทางอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีตรงไหนที่เปิดช่องว่างเลย คนๆนี้แท้จริงแล้วลุดวิกไปเก็บมาจากไหนกันแน่

   ไม่ทันที่คาร์ลจะได้คิดให้ครบถ้วน ในตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่กลับขานเรียกชื่อคนสูงศักดิ์ที่ทำให้พวกเขาทั้งหมดต้องหลีกทางต้อนรับ จะเป็นใครไปได้นอกจากแขกสำคัญในงานนี้ที่เป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้ลุดวิกต้องเร่งรีบออกหาภรรยาจำเป็นอย่างเอาเป็นเอาตาย

“เจ้าชายอ๊อตโต้ เฮอร์แมน พร้อมด้วยชายา และเคาท์ฮาน เกอเจ้น มาถึงแล้ว!!” ยามที่ขานเรียกชื่อเหล่านั้นลุดวิกย่อมอดที่จะยกยิ้มและส่งสายตาไปเรียกกิลเบิร์ตไม่ได้ กิลเบิร์ตเองก็รู้งานค่อยๆเดินทอดน่องเข้าไปยืนเคียงข้างกับสามีกำมะลอ นี่เป็นสัญญาณเตือนคลับคล้ายจะบอกว่าละครฉากใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และละครฉากนี้ของพวกเขาจะพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด

   เจ้าชายอ๊อตโต้คือใคร คนผู้นี้กิลเบิร์ตไมรู้จัก แต่พอเห็นอากัปกิริยาของผู้คนที่พร้อมใจกันโค้งคำนับ โดยเฉพาะชายสูงวัยที่ลุดวิกแอบกระซิบว่าเป็นประธานรัฐสภารีบปรี่เข้าหา ประกอบกับความหนุ่มแน่นของอีกฝ่าย พนันหมดตัวก็มั่นใจว่าสามารถเดาฐานะของอีกฝ่ายออก นี่ย่อมต้องเป็นเจ้าชายอันดับหนึ่ง ลูกชายคนโตของกษัตริย์แห่งอาทีเรียอย่างแน่นอน ถึงตอนนี้ประธานรัฐสภาได้รายงานเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่เกิดขึ้นกับลุดวิกให้พวกเขาทราบแล้ว พวกเขาทั้งหมดถึงกับสะดุ้งและตีสีหน้าบิดเบี้ยวในทันที

ฝ่ายเจ้าชายอ๊อตโต้นั้นขมวดคิ้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเคาท์ฮาน เกอเจ้นที่จ้องเขม็งมาที่กิลเบิร์ต ดวงตาเคียดแค้นโกรธเกรี้ยวนั่นจะซ่อนยังไงก็ซ่อนไม่มิด เจ้าชายไม่พอใจที่น้องชายมีภรรยาต่ำศักดิ์ยังพอเข้าใจได้ แต่กับท่านเคาท์หนุ่มรูปงามนั้นกลับดูไร้เหตุผลที่จะโมโหโกรธา นอกเสียจากว่าแท้ที่จริงเขามีเป้าหมายอื่นในการมางานเลี้ยงในครั้งนี้ กิลเบิร์ตรู้สึกว่าเขากำลังได้เห็นภาพทับซ้อนของอารอนอีกครั้ง ณ ที่นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้พลังจิตอ่านความคิด เขาก็เดาได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าให้เดาล่ะก็ท่านเคาท์หนุ่มน้อยคงไม่แคล้วหมายตาตำแหน่งภรรยาของดยุคแห่งออลบานีเป็นแน่แท้ น่าเสียดายที่สุดท้ายถึงต้องเก็บแมวข้างถนนมาปัดฝุ่น ลุดวิกก็ไม่เลือกเขา

คำถามก็คือทำไมลุดวิกถึงปฏิเสธคนงามขนาดนั้นกันนะ?

   ฝ่ายลุดวิกเองก็ไม่ปรานีปราศรัยต่อสายตาเหล่านั้น เขาไม่รอช้ารีบจูงมือกิลเบิร์ตเดินเข้าไปทักทายพี่ชาย ในขณะที่เบื้องหลังนั้นมีพันตรีคาร์ล เออร์เนสเดินตามมาห่างๆเพื่อคอยชมเรื่องสนุก อันที่จริงการจัดงานเลี้ยงในวันนี้แม้บอกว่าเป็นงานเลี้ยงต้อนรับการเปิดประชุมสภาแต่จุดประสงค์แอบแฝงก็คือทางราชวงศ์ต้องการจัดงานหาคู่ให้กับท่านดยุคผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองของอาทีเรีย พวกเขาวางตัวคนที่เหมาะสมไว้แล้วและคาดว่าถึงอย่างไรลุดวิกก็คงไม่อาจหาใครมาแต่งงานตัดหน้าคนๆนี้ไปได้

   ใครกันที่จะกล้ามาขโมยท่านดยุคแห่งออลบานีไปจากคนตระกูลเกอเจ้น ไม่ว่าหญิงสาวชายหนุ่มคนไหนหากรู้ว่าเขาคือดยุคแห่งออลบานีและว่าที่คู่หมั้นคือคนตระกูลเกอเจ้น ใครมันจะกล้าท้าทายอำนาจราชวงศ์เสนอตัวมาแต่งงานด้วย ไม่มีวันเสียล่ะ!

   แต่แล้วพอมาถึงค่ำวันนี้ทุกอย่างกลับพลิกผัน ลุดวิกกลับพาใครก็ไม่รู้เดินเข้ามาในงานเลี้ยงแล้วบอกว่านี่คือภรรยา แถมเจ้าคนๆนั้นดันเป็นผู้ชายผมดำตาดำแสดงเอกลักษณ์คนไร้สกุลรุนชาติ ได้แต่คิดว่าแบบนี้ดยุคแห่งออลบานีคิดจะหาเรื่องกันชัดๆ นี่ย่อมเป็นการประกาศสงครามย่อมๆว่าจะไม่ยอมจำนนต่อคำสั่งของผู้ใด แค่เรื่องเล็กน้อยอย่างการหาคู่แต่กลับมีนัยแอบแฝงมากมาย

“ไม่ได้พบกันไม่กี่วัน นี่นายไปเก็บแมวสกปรกมาจากไหนกันล่ะ น้องชาย” เจ้าชายอ๊อตโต้เจอหน้าน้องชายกับน้องสะใภ้ก็โจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคายทันที คำพูดของเขาทำเอาคนอื่นๆคลี่รอยยิ้มเยาะ เพียงแต่ว่าเท่านี้ไม่อาจทำให้ลุดวิกชักสีหน้า และยิ่งไม่อาจทำให้กิลเบิร์ตหงุดหงิด

   ลุดวิกนั้นรู้อยู่แล้วว่าคนพวกนี้ย่อมไม่พอใจ เขารู้เรื่องการหมั้นหมายตั้งแต่คืนที่เขาไปงานเลี้ยงของตระกูลเกอเจ้นแล้วว่าพี่ชายของเขาได้ไปคุยกับกษัตริย์เพื่อเสนอคนตระกูลเกอเจ้นให้แต่งงานกับเขา ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ใครบ้างไมรู้ว่าชายาของเจ้าชายอ๊อตโต้เองก็มาจากตระกูลนี้ ตอนนี้เจ้าชายอ๊อตโต้กับชายาก็แค่ต้องการลากเขาเข้าไปในโรงงานย่อยขยะโรงงานเดียวกันนั่นเอง ในคืนนั้นเขาโกรธมาก โกรธจนต้องออกจากงานเลี้ยงมากลางคัน แต่เหมือนว่าพระเจ้าจะไม่ได้ใจร้ายกับเขาเกินไปนัก ในคืนนั้นเขาดันเก็บแมวเถื่อนหนีภาษีได้ตัวหนึ่ง แถมเป็นแมวที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับตระกูลขุนนางตระกูลไหน ไม่มีอำนาจเชื่อมโยงกับใครและยิ่งไม่มีผลประโยชน์ใดๆบนดาวดวงนี้ แมวพรรค์นี้จะไปเกรงกลัวอะไรกับอำนาจที่ตนเองไม่รู้จัก นี่ต้องถือว่าเป็นโชคที่ไม่เลวเลย

   แม้ตอนนี้แมวเถื่อนนั่นจะกลายเป็นของร้อนไปแล้ว แต่ก็ยังดีกว่าจะต้องเดินตามเกมคนพวกนี้จนขยับตัวไม่ได้ เขาคือคนที่จะแย่งชิงเก้าอี้ของท่านเจ้าอาณานิคม ไม่มีเวลาจะไปเล่นตลกปาหี่เป็นครอบครัวสุขสันต์กับใครหรอก ส่วนเรื่องของกิลเบิร์ต แม้จะเป็นแค่ขยะเปียกที่บังเอิญเก็บได้ แต่เมื่อถึงตอนนี้เขาไม่ลังเลอีกแล้ว เมื่อสวมแหวนให้ไปแล้วก็ต้องถือว่าเป็นคนของเขาแล้ว ย่อมไม่มีวันปล่อยให้ใครมาดูถูกได้

   หากดูถูกกิลเบิร์ต ก็ย่อมหมายถึงดูแคลนเขาด้วย

“นี่คือกิลเบิร์ต ภรรยาของฉัน มารยาทในการเข้าสังคมเป็นอย่างไรหวังว่าเจ้าชายจะยังไม่ลืมนะ” ประโยคเปิดตัวนี้ทำเอาหลายฝ่ายมีปฏิกิริยาต่างๆกัน ฝ่ายกิลเบิร์ตนึกชื่นชมในสกิลหยิ่งจองหองของลุดวิกยิ่งที่กล้าพูดต่อว่าเจ้าชาย ส่วนเจ้าชายอ๊อตโต้นั้นถึงกับเส้นตื้นชักสีหน้าทันที เพื่อขยะชิ้นนี้น้องชายของเขาถึงกับกล้าหักหน้าเขาอย่างหยาบคาย

“ปกป้องกันดีจริงนะ ดูท่าลีลาบนเตียงของเธอคงเด็ดขาดใช่เล่น ทำเอาท่านดยุคน้องชายฉันติดใจสินะ คุณกิลเบิร์ต จริงๆแล้วดาวบ้านเกิดเมืองนอนของคุณสอนสั่งเรื่องอย่างว่ามาอย่างดีล่ะสิ” คำพูดของอ๊อตโต้คราวนี้หยาบคายหนักข้อทำเอาลุดวิกขมวดคิ้ว ส่วนคาร์ลชักสีหน้า ในขณะที่ฝ่ายท่านประธานรัฐสภาหน้าถอดสี เป็นที่รู้กันดีถึงความกักขฬะหยาบโลนของเจ้าชายคนนี้ แต่ใครจะนึกล่ะว่าเขาจะมาพูดจาไม่น่าฟังกับน้องสะใภ้กลางที่สาธารณะชน ต่อให้ไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่ควรจะมาพูดจาเช่นนี้

   ลุดวิกเกือบจะเดินขึ้นหน้าออกหมัดชกสั่งสอนพี่ชายสักหมัด หากแต่ตอนนั้นเองที่กิลเบิร์ตกลับจับมือห้ามเขาไว้ ตอนนี้กิลเบิร์ตเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร และเข้าใจอย่างยิ่งด้วยว่าเจ้าชายผู้นี้ย่ำแย่ขนาดไหน หากเป็นผู้หญิงเขาคงสามารถวางตัวเป็นเลดี้สง่างามได้ แต่ตัวเขาอย่างไรก็เป็นผู้ชายเรื่องแค่นี้ไม่ทำให้ขนคิ้วของเขากระตุกหรอก

“ใช่ ฉันถูกสอนมาจริงๆ” กิลเบิร์ตตอบตาใส ทำเอาฝ่ายคนถามผงะไปเสี้ยววินาที เจ้าชายอ๊อตโต้ย่อมคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกล้าตอบ “แต่ก็ถูกสอนมารยาทมาด้วยว่า ผู้ดีไม่ควรพูดหมิ่นแคลนผู้อื่น เรื่องใดควรพูดไม่ควรพูดในที่สาธารณะ หรือเจ้าชายไม่ทราบกัน”

“แก!” ตั้งแต่เกิดมามีสักกี่คนกันที่กล้าย้อนเขาแบบนี้!

“ไม่มีผู้ใดเคยสั่งสอนคุณหรือว่า ในที่สาธารณะควรไว้เกียรติประธานในพิธี คุณเอ่ยวาจาไม่น่าฟังเช่นนี้ ท่านประธานรัฐสภาควรแสดงสีหน้าเช่นใดรึ” ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบโต้กิลเบิร์ตก็โยนเผือกร้อนใส่ตาเฒ่าประธานรัฐสภาที่เขามองแล้วว่าน่าจะเป็นลูกไล่ของเจ้าชายอ๊อตโต้ ดังนั้นคำพูดของเขาจึงเจตนาให้สองคนนี่อับอายด้วยกันทั้งคู่ “สำหรับคนเช่นฉันเสื่อมเกียรติย่อมไม่ปัญหา แต่กับพวกท่าน ไม่คิดไว้หน้าให้เกียรติตนเองบ้างเลยหรือ”

“เจ้ากุลี!!!!”

วินาทีนั้นเองที่เจ้าชายอ๊อตโต้หงุดหงิดจนเส้นสติขาดวิ่น เขาผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทายาทเจ้าอาณานิคมไร้ผู้ใดกล้าตำหนิ บัดนี้ดันมาถูกกุลีไร้สัมมาคารวะด่าใส่มีหรือจะทนได้ รีบสั่งทหารติดตามให้เข้ามาลากคอกิลเบิร์ต แต่แน่ล่ะว่าลุดวิกไม่รอช้า เพราะวินาทีนั้น คาร์ลกลับปราดเข้ามาจับกระชากข้อมือพวกทหารองครักษ์ ยกทุ่มพวกผู้ติดตามพวกนั้นล้มกระแทกลงไปกลิ้งกองระเนระนาด ทำเอาผู้คนตื่นตระหนกกันไปหมด ยังไม่ทันไรพี่น้องคู่นี้ก็เปิดศึกฟาดฟันกันเสียแล้ว!

   ฝ่ายลุดวิกนั้นก้าวเข้ามาขวางกิลเบิร์ตไว้ ท่าทีแสดงอาการปกป้องอย่างชัดเจน การแสดงออกเช่นนั้นย่อมทำให้ท่านเคาท์ฮาน เกอเจ้นบังเกิดความหงุดหงิดไม่น้อย เขาคือใคร เขาคือคนตระกูลเกอเจ้น คือตระกูลของชายาเจ้าชาย ยามนี้ตัวเขาควรเป็นอีกคนที่จะได้เดินเข้าสู่ตระกูลของชนชั้นปกครอง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นมีขี้ข้าหน้าไหนไม่รู้มาคาบตำแหน่งนั่นไปครอง! เรื่องนี้เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี เขาไม่ยอม!

“ท่านดยุคดูจะรักใคร่เจ้ากุลีนี่มาก บอกผมหน่อยได้ไหมว่าไปรักใคร่กันตอนไหน” ฮานเอ่ยขึ้น เขาไม่ยอมแพ้ ก่อนหน้านี้ยังร่ำลือกันอยู่เลยว่าท่านดยุคนั้นไร้หัวใจไม่มีใครข้างกาย ในเวลาอันสั้นจะไปหาคนที่ไหนมาแต่งด้วย คนทั้งดาวนี้ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าท่านดยุคนั้นเป็นของเขา! “ไม่ใช่ว่าท่านประสงค์ขัดคำสั่งกษัตริย์ ก็เลยไปคว้าขอทานข้างถนนมาสมรสด้วยหรอกนะครับ”

   ตอนนี้กิลเบิร์ตแทบอยากปรบมือให้หมอนี่ ช่างเดาเก่งเสียจริง!

“ฉันจะพบเขาที่ไหนไม่ใช่ปัญหา ฉันแค่รักคนที่ฉันแต่งงานด้วยเท่านั้น” ลุดวิกตอบอย่างราบเรียบแต่หนักแน่นจนกระแทกใจคนถามแทบพังทลาย

“ท่าน!”

“ซึ่งนั่นไม่ใช่เธอ ขอโทษด้วย”

“ผมมีอะไรที่สู้กุลีนี่ไม่ได้! ทั้งชาติตระกูล! ทั้งคุณสมบัติ! ผมมีอะไรสู้มันไม่ได้กัน!” ฮานต่อว่าเป็นชุดด้วยความอัดอั้นตันใจ  ในยามนี้แทบทุกคนในห้องโถงล้วนเข้าใจความโกรธขึ้งของเขา พวกเขาเองใช่ไม่เคยเล็งให้บุตรชายบุตรสาวเสนอตัวให้ท่านดยุค แต่เพราะทางราชวงศ์เล็งท่านเคาท์หนุ่มผู้นี้ไว้แต่แรกเลยไม่มีใครกล้าเสนอหน้า

   มาบัดนี้ดันถูกมือที่สามชุบมือเปิบไปกินหน้าตาเฉย มีใครบ้างไม่รู้สึกเสียดาย นี่ไม่ใช่แค่ตำแหน่งภรรยาของชายผู้หนึ่ง แต่เป็นตำแหน่งคุณผู้หญิงของท่านนายพลแห่งกองทัพ คุณหญิงของท่านสมาชิกรัฐสภา และชายาของท่านดยุค สามตำแหน่งสุดสูงศักดิ์รวมกันแล้วสูงส่งกว่าชายาผู้สืบทอดเก้าอี้เจ้าอาณานิคมเสียอีก

   หากกิลเบิร์ตคนนี้เหมือนอย่างฮาน ผมทอง ตาฟ้า มาจากชนชั้นสูง พวกเขาคงไม่หงุดหงิดขนาดนี้

   แต่นี่คือ กุลี! คนรับใช้! ขี้ข้า! นางบำเรอ! สุดแท้แต่จะยกถ้อยคำมาด่าว่า แต่มันดันจบลงที่คำว่า ภรรยา! เจ็บใจ! น่าเจ็บใจที่สุด!

   ลุดวิกนั้นย่อมรู้สึกถึงบรรยากาศตึงเครียดรอบข้างตัว และยิ่งรู้สึกถึงความกดดันมหาศาล เขานึกกังวลขึ้นมาวูบหนึ่งว่ากิลเบิร์ตจะรับแรงกดดันเช่นนี้ได้หรือไม่ ต่อให้เป็นคนชั้นสูงมาจากไหนแต่ถูกมองอย่างต่ำต้อยขนาดนี้ย่อมต้องรู้สึกแย่ นี่ประสาอะไรกับเอสเปอร์ที่ถูกสามีเก่าทอดทิ้งคนหนึ่ง การถูกด่าว่าซ้ำๆแบบนี้โดยปกติย่อมทำลายความมั่นใจในตนเองของคน ทว่า ยามที่เขาชำเลืองมองไปยังกิลเบิร์ต ฝ่ายตรงข้ามกลับยังส่งยิ้มมาดมั่นมาให้เขา กิลเบิร์ตจับมือของเขามั่น นัยน์ตาสีดำสนิทนั้นจ้องเขาไม่กระพริบ แน่วแน่ไม่ไหวติง แกร่งกล้าและอาจหาญจนน่าพรั่นพรึง ใช่แล้ว เหตุผลที่ลุดวิกเลือกคนๆนี้ก็เพราะสีหน้าและแววตาเช่นนี้นั่นแหละ บางทีการวิตกกังวลแทนคนๆนี้อาจเป็นเรื่องที่เกินความจำเป็น

   คนที่ตกลงมาบนดวงดาวต่างถิ่นแต่ยังพยายามกระเอกกระสนมีชีวิตอย่างไม่กลัวเกรง คนแบบนี้ไม่มีทางร้องไห้เพียงเพราะถูกด่าว่าหรอก แม้จะยังไม่ได้รู้จักกันมากมายอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ลุดวิกรู้แน่ก็คือ กิลเบิร์ต คนๆนี้...เข้มแข็ง
“นี่ งานเลี้ยงมีการเต้นรำไหม” กิลเบิร์ตถามลุดวิก และแทนคำตอบลุดวิกกลับใช้แขนแกร่งโอบรอบเอวของเขาก่อนจะคลี่รอยยิ้มไม่ยี่หระ ใช่แล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจสายตาของใครเสียหน่อย แค่ทำสิ่งที่อยากทำก็พอ

“ย่อมมีสิ คาร์ล สั่งให้นักดนตรีบรรเลง ไหนๆคืนนี้ก็เป็นคืนพิเศษแล้ว ฉันอยากเต้นรำกับภรรยาของฉัน” ลุดวิกออกคำสั่ง และแน่นอนว่าคาร์ลดำเนินการให้ตามขอ ประธานรัฐสภานึกตื่นตระหนกขนหัวลุกกับการโต้กลับอย่างไม่มองข้ามหัว แต่จะมีใครที่ฟังเขาอีก บรรดาสมาชิกรัฐสภาเกินกว่าครึ่งที่ถือหางลุดวิกต่างจูงคู่ของตนเองยืนขวางขัดท่านประธานและเหล่าแขกเหรื่อเชื้อพระวงศ์ เพียงพริบตาเสียงดนตรีคลาสสิคสมัยยุคศตวรรษเก่าของโลกก็บรรเลงขึ้น

   ทำนองคุ้นเคย แต่คนนั้นแปลกหน้า เพียงแต่ว่ายามที่ลุดวิกก้าวนำและยื่นมือให้นั้น กิลเบิร์ตกลับไม่ลังเลที่จะจับมือนั้นไว้และก้าวตาม พวกเขาจับคู่เต้นรำเปิดฟลอร์ให้กับค่ำคืนนี้อย่างงดงามยิ่ง และแน่นอนว่าสร้างความตื่นตะลึงประหลาดใจให้กับผู้คนทั้งหลายอย่างพร้อมเพรียง หากเป็นเพียงกุลีสามัญ ไฉนสามารถเต้นรำในท่วงทำนองดนตรีชั้นสูงเช่นนี้ได้ มิหนำซ้ำยังเต้นได้อย่างคล่องแคล่วพลิ้วไหวประหนึ่งว่าคุ้นเคยกับสิ่งนี้มานานช้า

“เธอเต้นรำเก่งนะ” ลุดวิกคลี่ยิ้ม เขาเองก็สังเกตเห็นถึงความเป็นธรรมชาติอย่างยิ่งของภรรยาคนนี้ ดูท่าเจ้าแมวดำตัวนี้จะเป็นแมวในกรงหรูหรามาก่อนจริงๆ ถ้าอย่างนั้นใครกันที่โง่เขลาปล่อยแมวตัวนี้หลุดออกจากกรงมาได้ “ฝึกมานานแล้วล่ะสิ”

“อะไรกัน นี่คิดจะมาไต่สวนกันบนฟลอร์เต้นรำหรือ ไม่โรแมนติคเลย” หัวเราะเบาและแกล้งอิงแอบในอ้อมอกอีกฝ่ายในจังหวะสโลว์ จังหวะเช่นนี้มันชวนให้เขาหวนคิดถึงคนที่สอนเต้นรำอยู่บ้าง แต่มันก็ผ่านไปนานมากแล้ว บัดนี้ผ่านมานานมากแล้วที่ไม่ได้เต้นรำกับใครแบบนี้

“อยากให้ฉันโรแมนติคบ้างไหม” ท่านดยุคหนุ่มถามพลางเชยชิดปลายคางของอีกฝ่ายขึ้นเพื่อขอมองดวงหน้านั้นให้ถนัด เจ้าแมวดำดื้อดึงไม่น่ารัก แต่ไม่น่าจะมองใบหน้าจะด้านใดกลับยิ่งรู้สึกถูกชะตา “ว่าไง”

“หืม?”

   และตอนนั้นเองที่ลุดวิกก้มหน้าลงและแนบริมฝีปากจูบลงบนริมฝีปากแสนเจื้อยแจ้วของอีกฝ่าย อ้อมแขนกอดกระหวัดรัดร่างนั้นเข้ามา หัวใจพลันเต้นในจังหวะแปลกประหลาด แปลกจนกระทั่งผู้เป็นเจ้าของมันทั้งสองดวงยังไม่อาจทราบสาเหตุ จะรู้ก็แต่เพียงว่า จูบในครั้งนี้...ช่างพิเศษ

   ยามนี้พวกเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเป็นคู่ครอง และเป็นสามีภรรยาที่รักกันอย่างดูดดื่มมากมายเพียงใด

   งานเลี้ยงเลิกราท่ามกลางความขุ่นหมองของผู้คน และที่ต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟันที่สุดในการณ์นี้จะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่เจ้าชายอ๊อตโต้ ในคืนนั้นเขากัดฟันกรอดกระทืบเท้า เปิดประตูผางเข้าไปในคฤหาสน์ส่วนตัว แม้แต่ชายาของเขายังไม่อยากสู้หน้า ในตอนที่เปิดประตูเข้าไปในห้องโถงรับแขกนั้นเองที่แสงจันทร์เสี้ยวพลันสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เงาของใครบางคนปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้า

“ผิดหวังอะไรมารึครับ คุณเจ้าชาย” เสียงนั้นเย็นเยียบ รอยยิ้มในเงามืดสะท้อนสะท้านนัยน์ตายิ่ง

“เจ้าลุดวิก! มันหักหน้าฉันเอาไอ้กุลีไร้สกุลมาแต่งงานด้วย!มันแสดงออกมาแล้วว่ามันเป็นศัตรูกับฉัน!!” อ๊อตโต้ไม่ใช่คนโง่จนเกินไป พฤติการณ์ของน้องชายแสดงชัดเจนว่าจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้เขา

“อ้อ” ฝ่ายนั้นคลี่ยิ้มพลางพยักพเยิดด้วยท่าทีสนอกสนใจยิ่ง “กุลีนั่นเป็นคนแบบไหนรึครับ”

“ตาสีดำ ผมสีดำ! ไม่มีแม้แต่ชาติกำเนิด!”

“อ้อ งั้นแล้ว คุณอยากทำอะไรต่อไปดีล่ะครับ” เอ่ยถามพลางค่อยๆก้าวออกมาจากในเงามืด เส้นผมสีเทานั้นสะท้อนแสงจันทร์ ในขณะที่นัยน์ตาสีม่วงเข้มนั้นเป็นประกายแวววับราวกับปีศาจจากอวกาศในนิทานปรัมปรา “ว่าไง ให้ผมช่วยไหมครับ”

   และแล้วปีศาจก็เอ่ยถ้อยคำล่อลวงคนเขลา



จบตอน

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๑๐
ข่าวสารจากห้วงอวกาศ

   หลังการเปิดตัวภรรยาของท่านดยุค เรื่องราวก็บานปลายอย่างรวดเร็วเมื่อหนึ่งในสมาชิกรัฐสภายื่นฎีกาอ้างกับกษัตริย์เจ้าอาณานิคมว่า กิลเบิร์ตนั้นไร้คุณสมบัติเป็นภรรยาของเชื้อพระวงศ์ ไม่ใช่แค่เพราะเขามีพื้นเพเป็นกุลีต่ำต้อย แต่เป็นเพราะเขาเป็นโสเภณีที่หากินอยู่ในตรอกต่างหาก เรื่องนี้หลานชายของเขาเป็นพยานยืนยันหลังเห็นรูปถ่ายของกิลเบิร์ตจากงานเลี้ยง ทว่า เรื่องนี้ถูกลุดวิกเตะตัดขาปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาอ้างตัวปกป้องและซัดกลับฝ่ายนั้นว่าเหิมเกริมเข้าใจผิดเองว่าภรรยาของเขาเป็นโสเภณีเลยเข้ามาลวนลามต่างหาก งานนี้เขาถึงขนาดให้คาร์ลส่งหนังสือฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอเรียกค่าทำขวัญให้กิลเบิร์ตกับค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของตัวเขาที่เป็นสามี แค่เรื่องนี้ก็แสดงออกให้คนทั่วไปเห็นชัดเจนแล้วว่าท่านดยุคแห่งออลบานีทั้งรักทั้งหลงภรรยาคนนี้มากมายเพียงใด

   ฝ่ายคนที่ช้ำใจอย่างเคาท์ฮาน เกอเจ้นนอกจากส่งหนังสือฎีกาต่อองค์กษัตริย์แล้ว เขาก็ได้แต่ดิ้นรนในวงสังคมและสาดข่าวเสียหายใส่กิลเบิร์ต เพียงแต่ว่าแม้จะพยายามส่งคนไปสืบหาพื้นเพชาติกำเนิดเท่าไหร่ เขากลับไม่ได้ข่าวคราวอะไรกลับมาเลย ในขณะที่ฝ่ายเจ้าชายอ๊อตโต้นั้นหลังจากทำตัวลึกลับอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เดินหน้าหาบิดาและขอให้บิดาจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับสมาชิกใหม่ของราชวงศ์ คนโง่ไม่ก็คนบ้าเท่านั้นที่จะคิดว่าเขามีความจริงใจ

   แต่ไม่จริงใจแล้วยังไง จะสามารถปฏิเสธคำเชิญของกษัตริย์เจ้าอาณานิคมได้อย่างนั้นหรือ?

   ดังนั้นในเช้าวันนี้พ่อบ้านเบนจามินเลยยุ่งหัวหมุนกับการจัดเตรียมเสื้อผ้าข้าวของให้กับเจ้านายทั้งสองของเขา ยิ่งคิดถึงตรงนี้แล้วก็ยิ่งน่าปวดหัว เพราะยามที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองโจษขานอยากรู้อยากเห็นว่าท่านดยุคไปหลงรักภรรยาเข้าตอนไหน เขากลับรู้สึกเหมือนเป็นสักขีพยานความรักกลายๆ เริ่มจากท่านดยุคหอบคนแปลกหน้ากลับบ้าน ก่อนจะจ้างไว้เป็นคนใช้กิตติมศักดิ์ จับพลัดจับผลูอีท่าไหนไม่รู้ออกไปกับเจ้านายวันเดียว กลับเข้าบ้านก็กลายเป็นคุณนายไปแล้ว เสียแต่คุณนายคนนี้ยังคงติดนิสัยคนใช้ที่เขาสอนสั่งอย่างดี ดูอย่างรองเท้าหนังของท่านดยุคคู่นี้สิ เมื่อคืนหลังอาหารค่ำ กิลเบิร์ตเป็นคนขัดเสียเงาวับ ดูท่าว่าจะชอบขัดรองเท้ามากจริงๆ คิดในแง่หนึ่งต้องถือว่าคุณนายคนนี้ช่างเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัวเสียนี่กระไร!

   ทว่า เกือบเจ็ดโมงเช้าแล้ว ทางห้องครัวแจ้งว่าอาหารเช้าพร้อม แต่คนยังไม่ตื่น หากเป็นเมื่อก่อนในฐานะพ่อบ้านเขาย่อมปีนขึ้นชั้นสองไปปลุกเจ้านาย แต่วันนี้คนๆนั้นมีภรรยาร่วมห้อง เกิดเปิดเข้าไปแล้วเจอเรื่องไม่ดีไม่งาม เขามิต้องถูกตำหนิรึ! ไม่สิ ตำหนิน่ะเรื่องเล็ก แต่เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นนั่นเรื่องใหญ่! เมื่อคืนคนทั้งคฤหาสน์ได้ยินเสียงเอะอะตึงตังครึ่งค่อนคืน ไม่ใช่ว่าพวกเขาประกอบกิจฉันสามีภรรยากันจนดึกดื่นค่ำคืนเพิ่งได้นอนตอนใกล้รุ่งสางหรอกรึ! แค่คิดก็รู้สึกบัดสีบัดเถลิง แม้ไม่รู้ว่ากิลเบิร์ตเป็นคนดาวไหนเผ่าพันธุ์อะไรตั้งท้องได้หรือไม่ แต่การที่สามีภรรยาสานกิจกรรมส่วนตัวรักใคร่กันดีมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ไม่ควรมีใครไปขัดขวางอยู่แล้ว สุดท้ายจึงได้แต่บอกแม่ครัวให้อุ่นอาหารไว้ก่อน ส่วนตัวเขาขอรั้งรอไม่กล้าขึ้นไปปลุก

   ในเวลาใกล้เคียงกันนั้นสองสามีภรรยาเจ้าของข่าวซุบซิบกลับยังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง กิลเบิร์ตนั้นยังงัวเงียอยู่หลังจากการตรากตรำเคี่ยวกรำของลุดวิกจนดึกดื่น มาตอนนี้ยังเหนื่อยอ่อนแต่ดันถูกเจ้าคนนิสัยเสียกอดจนแทบจมลงบนเตียง

“หยุดซะทีน่า!” กิลเบิร์ตหงุดหงิดหนัก เมื่อคืนเขาถูกบังคับให้ฝึกมารยาทพื้นฐานราชวงศ์ถูกด่าว่าว่าคอเชิดไปบ้างล่ะ หลังตรงไปบ้างล่ะ ขาแข็งไปบ้างล่ะ ก้มๆเงยๆจนเหนื่อย มาตอนนี้จะมาเล่นอะไรอีก!

“อะไรกันจูบอรุณสวัสดิ์จะไม่มีเลยรึ” ลุดวิกที่กอดภรรยาจนแทบจมฟูกนอนบ่นเล็กๆแต่ไม่รอฟังคำก็เป็นฝ่ายหอมแก้มอีกฝ่ายและกอดร่างอุ่นๆนั้นไว้แทนหมอนข้าง หากไม่ติดว่าช่วงนี้จำเป็นต้องใช้เวลาฝึกฝนมารยาท เขาไม่มีทางปล่อยให้เจ้าแมวดำตัวนี้ขู่ฟ่อๆอยู่แบบนี้หรอก นึกอยากสานต่อเรื่องราวจากคืนแรกของการพบพานใจจะขาด แต่เพราะหน้าที่ความจำเป็นเลยได้แต่ลอบทอดถอนใจหาเศษหาเลยเล็กๆน้อยๆพอหอมปากหอมคอ “นี่ตั้งแต่แต่งงานมาเธอยังไม่ได้ทำหน้าที่ภรรยาเลยนะ”

“หน้าที่ภรรยาบ้านพ่อคุณสิ! คุณนั่นล่ะที่กินฉันหัวจรดเท้าไปตั้งแต่คืนแรกแล้ว!” กิลเบิร์ตย่อมประท้วง แถมตอนนั้นหมอนี่เล่นงานเขาจนปวดสะโพกเช้าวันต่อมาถึงขนาดต้องเดินหมดสภาพน่าอับอาย ตอนนี้ยังมีหน้ามาทวงถามหน้าที่ภรรยาบ้าอะไร แต่นั่นล่ะ ลุดวิกย่อมมีเหตุผลที่บ้าพอเสมอ

“นั่นมันก่อนแต่งงานต่างหาก” ลุดวิกยังคงเถียงได้จริงๆ

“เจ้าถังขยะหน้าไม่อาย!” แทบจะชี้หน้าด่าให้รู้แล้วรู้รอด แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับยังเอาแต่กอดเขา ซ้ำยังจูบฟอดลงข้างแก้ม ท่าทางแบบนี้เล่นเอากิลเบิร์ตไปไม่ถูกว่าหมอนี่คิดอะไรกันแน่ จริงอยู่ว่าพวกเขาเป็นสามีภรรยากันแล้ว แต่ก็เป็นแค่ในนามจนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น ลุดวิกจะฉวยโอกาสนี้มาเอาเปรียบเขาบ่อยๆงั้นหรือ นิสัยเสียจริงๆ! “คุณจะแต่งงานหลอกๆก็อย่าเอาเปรียบฉันให้มากนักสิ!”

“ใครแต่งงานหลอกๆงั้นหรือ” นึกไม่ถึงว่าลุดวิกกลับย้อนหน้าตายแถมยังจ้องหน้าคนในอ้อมแขนตาไม่กระพริบ ดวงตาคมเข้มหล่อเหลาที่ชวนคนมองหน้าเห่อร้อนนั้นแฝงแววขี้เล่นแต่จริงจังอย่างหาได้ยากยิ่งยามอยู่นอกบ้าน แต่เขามักจะแสดงออกแบบนี้ในบางครั้งที่อยู่กับคนในบ้าน ในสายตากิลเบิร์ต หมอนี่เป็นคุณชายที่เอาใจยากจริงๆ “ว่าไง ใครแต่งงานหลอกๆกัน”

“คุณกับฉันน่ะสิ!” กิลเบิร์ตเถียงต่อ จะนิ่งเฉยย่อมไม่ได้ ไม่ทันไรหมอนี่ก็จะลืมสัญญาที่จะช่วยเขาแล้วหรือยังไงกัน “คุณกับฉันแต่งงานกันหลอกๆอยู่นะ!”

“ฉันพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่หรือ”

“คุณ!” เอาอีกแล้ว หมอนี่จะหลอกต้มเขากินอีกแล้ว นี่ตั้งแต่เจอกันมาจะมีบ้างไหมที่หมอนี่พูดจาจริงใจไม่เล่นลิ้นน่ะ!

   พริบตานั้นเองที่ลุดวิกก้มลงจูบบนริมฝีปากของกิลเบิร์ต เขาเม้มปากบดเบียดนิดๆก่อนจะค่อยๆใช้ปลายลิ้นละเลียดเลียริมฝีปากสวยที่เขาชอบจูบเป็นที่สุด หลังจากที่จูบกิลเบิร์ตไปแล้ว เขาก็รู้สึกว่าไม่มีริมฝีปากใครที่จะน่าจูบไปมากกว่านี้อีก เดิมทีตอนที่กิลเบิร์ตขัดขืนไม่ยินยอมเป็นภรรยาของเขา เขาก็ตัดสินใจจะปล่อยไปอย่างยากเย็น มาบัดนี้อีกฝ่ายตกหลุมเป็นของเขาแล้ว ยังคิดจะหนีอีกเรอะ ตลกน่ะ!

“ฉันคิดอะไรอยู่ ลองเก็บไปคิดเล่นๆไหม เผื่อจะฉลาดขึ้นบ้าง” ลุดวิกหัวเราะพลางขยับกายลุกจากเตียงในขณะที่กิลเบิร์ตยังมึนกับคำพูดและรสจูบของอีกฝ่าย เขากำลังไม่เข้าใจว่าตกลงผู้สมรู้ร่วมคิดคนนี้จริงๆแล้วคิดจะทำอะไรกับเขากันแน่ จะให้เชื่อว่าหมอนี่จะจริงจังรับเขาเป็นภรรยางั้นหรือ เรื่องบ้าบอขาดตรรกะแบบนั้นคนโง่ดักดานเท่านั้นที่จะเชื่อ “ไปอาบน้ำด้วยกันไหม”

“หะ!”

วินาทีนั้นเองที่คุณสามีกำมะลอจ้องคนบนเตียงด้วยสายตาอ่อนโยนแต่โลมเลียอย่างยิ่ง ทำเอาคนถูกมองผวาไขสันหลังจนหน้าประเดี๋ยวซีดประเดี๋ยวแดงจนลุดวิกหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู สุดท้ายเพียงแต่ลูบศีรษะและจูบที่หน้าผากอย่างช่างเอาใจแทนก่อนจะเดินหันหลังเข้าห้องน้ำไป ส่วนกิลเบิร์ตนั้นนิ่งอึ้งตัวสั่น ท่าทีแบบนี้เขาไม่ชินเอาเสียเลย

“เจ้าถังขยะบ้า!”

   ถึงจะบอกว่าเคยแต่งงานมีสามีมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงกิลเบิร์ตแต่งงานกับอดีตสามีตอนที่เขายังอายุน้อยมาก ฝ่ายนั้นแม้ในระยะแรกจะเอาใจใส่เขาอย่างดีแต่ก็ไม่เคยแสดงออกแบบลุดวิก เขาไม่แน่ใจว่าที่จริงแล้วการแสดงออกแบบไหนระหว่างคู่สามีภรรยาจึงเป็นการแสดงออกที่ถูกต้องกันแน่ จนกระทั่งอารอนเข้ามาในชีวิตของเขา ท่าทีที่เฟรเดอริคแสดงกับอารอนนั้นบางครั้งก็ทำให้เขาหน้าร้อนผ่าว และนั่นเองเป็นสิ่งที่ทำให้กิลเบิร์ตรับรู้ว่าแท้ที่จริงเฟรเดอริคปฏิบัติต่อเขาอย่างชืดชาเพียงใด

   เฟรเดอริคเคยรักเขาบ้างหรือเปล่า หมอนั่นจริงๆแล้วเห็นเขาเป็นอะไรกันแน่? แล้วตัวเขาล่ะ จริงๆแล้วเคยรักเฟรเดอริคในฐานะสามีบ้างหรือไม่?

   หรือจริงๆแล้ว มันว่างเปล่ามาตั้งแต่ต้น

   หลังอาบน้ำแต่งตัวลงมารับประทานอาหาร พวกเขาก็ต่างใช้เวลาทำในสิ่งที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้น บ่ายวันนั้นลุดวิกนั่งอ่านหนังสือที่ห้องรับแขกโดยมีกิลเบิร์ตนั่งเล่นเปียโนอยู่ที่มุมห้อง ในตอนแรกลุดวิกนึกแปลกใจที่เจ้าแมวหนีภาษีตัวนี้ทำอะไรนุ่มนวลแบบนี้ได้ กิลเบิร์ตไม่เพียงเล่นเปียโนได้ แต่เขาเล่นได้ดีอย่างยิ่ง ยามที่พรมนิ้วลงบนคีย์เปียโนนั้นแพรวพราวเจิดจรัส สร้างเสียงดนตรีที่เสนาะสะท้อนก้องกังวาน บางช่วงจังหวะนุ่มนวล บางครั้งแข็งกร้าว มีจังหวะจะโคนที่ทำให้หัวใจสั่นไหว ในตอนที่เขาจบบทเพลงลง ลุดวิกยังตกอยู่ในภวังค์จ้องมองคนเล่นอย่างไม่อาจละวางสายตา ดูท่าเขาจะเก็บของหนีภาษีราคาแพงลิ่วมาใส่กระเป๋าเสียแล้ว

“เพราะมากเลยนะ ฝึกมานานแล้วสิ” คำถามนี้ก็เช่นเดียวกับการเต้นรำ ทั้งสองอย่างเป็นศิลปะที่หากไม่ใช่คนชั้นสูงไม่มีทางได้ฝึกหัด ยิ่งในยุคสมัยที่มนุษย์ก้าวสู่สหัสวรรษใหม่กันเป็นว่าเล่น จะมีใครที่สนใจเรื่องราวทางวัฒนธรรมจากอดีตแบบนี้อีกเล่า

“ยังจะไต่สวนอีก” กิลเบิร์ตตอบยียวน คำถามนี้คิดให้ตายก็คือการพยายามจับผิดว่าเขานั้นเป็นใครมาจากไหน แม้คิดจะปกปิด แต่ก็รู้ว่าคงจะบ่ายเบี่ยงมากเกินไปไม่ได้ ยังไงตอนนี้ลุดวิกก็แบกความเสี่ยงไว้ส่วนหนึ่งเช่นกัน “ตั้งแต่จำความได้ก็เล่นได้แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเล่นได้ยังไง” ทว่า คำตอบนั้นออกจะเหนือความคาดคิดของผู้ถามไปสักหน่อย

“หืม? ความจำเสื่อม?” เหตุผลนี้ค่อนข้างจะแปลกประหลาดมากทีเดียว

“ตอนที่จำความได้ก็อายุเกือบสิบห้าแล้วมั้งนะ ถ้าผลการตรวจมวลกระดูกไม่ผิดพลาดนะ” ตอบเรียบๆพลางหัวเราะแก้เก้อ นี่เป็นอีกหนึ่งความจริงที่ตัวเขาก็สับสนเหมือนกัน ในตอนที่จำความได้ ในตอนนั้นเขาไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้ว แต่เป็นเด็กหนุ่มที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ตัวเองเป็นใครมาจากไหน ชื่ออะไร ทำไมถึงมีความสามารถพิเศษแตกต่างจากคนอื่น ทำไมถึงมีพลังจิต เขาไม่รู้อะไรเลย

   และในตอนนั้นเองที่เขามีเฟรเดอริคเข้ามาในชีวิต หากไม่มีเฟรเดอริค เขาก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าในตอนนั้นเขาควรจะทำอย่างไรดี บางทีอาจจะตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้ ดังนั้นนี่คืออีกเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องพึ่งพิงเฟรเดอริค คนๆนั้นเป็นทุกอย่างให้เขานับแต่ลืมตาดูโลกขึ้นอีกครั้ง และยามนี้เป็นทั้งผู้ให้ชีวิต และผู้พรากชีวิต

   ฝ่ายลุดวิกเห็นสีหน้าหมองของอีกฝ่ายก็ยอมขยับตัวเดินเข้าไปหากิลเบิร์ตที่ยังนั่งหันหลังให้เขาอยู่หน้าเปียโน ในตอนนั้นเองที่นายทหารหนุ่มค้อมกายลงและกอดภรรยากำมะลอไว้ในอก ความใกล้ชิดนั้นทำให้กิลเบิร์ตได้ยินเสียงหัวใจของฝ่ายตรงข้าม เสียงหัวใจของลุดวิกเต้นเป็นจังหวะจะโคนอย่างมีระเบียบอย่างยิ่ง ไม่มีตื่นเต้นร้อนรนหรือสับสน เป็นคนที่ชัดเจนในตัวเองจนน่าหมั่นไส้

“อะไรกันจู่ๆมากอดแบบนี้ จะปลอบฉันหรือไง” แต่กิลเบิร์ตก็ยังคงเป็นกิลเบิร์ต เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวท่าที่อ่อนโยนไม่เข้าเรื่องนี่ เสียแต่ว่าลุดวิกไม่เขินอายซ้ำยังกอดเขาแน่นขึ้น ใบหน้าของฝ่ายตรงข้ามซุกลงหลังต้นคอของเขา และยามนั้นเองที่เขาพลันรู้สึกว่าริมฝีปากนั้นกำลังจูบลงมาท้ายทอยของเขา จูบนั่น อุ่นร้อนเสียจนต้องสะดุ้ง “ลุดวิก!”

   กิลเบิร์ตย่อมต้องดิ้นต่อต้าน แต่อ้อมแขนนั้นก็แข็งแกร่งเสียเหลือเกินไม่ว่าจะดิ้นยังไงก็ยังถูกรัดรึง มิหนำซ้ำจูบที่ท้ายทอยยังขยับยุกยิกจนตอนนี้เขาได้ยินกระทั่งเสียงซิปที่ถูกรูดลง และผิวเนื้อนุ่มๆที่จูบลงมาตามแนวกระดูกสันหลังเปลือยเปล่าของเขา ความรู้สึกร้อนวูบวาบทำให้ใบหน้านั้นแดงชาดเขินอายอย่างช่วยไม่ได้ แต่ทั้งๆที่ควรจะรู้ว่าเขาอับอายแค่ไหน เจ้าคนหน้าไม่อายก็ยังจูบไล่ลงมา ระรานไปตลอดแผ่นหลังจนกิลเบิร์ตพลั้งส่งเสียงครางหลุดออกไป ฝ่ายคนหน้าไม่อายถึงได้หยุดลงชั่วคราวก่อนจะคว้าตัวเขากอดแน่น เสียงนุ่มพร่างพรมที่ข้างใบหูชวนจั๊กจี้ใจ

“เป็นการปลอบที่ยอดเยี่ยมเลยใช่ไหมล่ะ คุณภรรยา”

“คุณ!” กิลเบิร์ตอยากเถียงใจแทบขาด แต่เจ้าของคำพูดคำจาน่าอายนั่นกลับดึงเขาให้หันมาเผชิญหน้ากัน ก่อนจะฉวยโอกาส
ใช้ใบหน้าหล่อเหลาคลี่รอยยิ้มหวานและจูบลงข้างแก้มเขาอีกรอบ ช่างหน้าด้าน หน้าไม่อายจริงๆ!

“ถ้าทำหน้าเศร้าอีก ฉันก็จะปลอบแบบนี้อีก ปลอบไปเรื่อยๆจนกว่าเธอจะยอมยิ้ม เธอคิดแบบนี้ดีไหม” ลุดวิกพูดพลางทำท่าจะก้มลงมาหาเศษหาเลยอีกรอบจนกิลเบิร์ตผงะถอยหลัง แต่มีหรือที่ลุดวิกจะปล่อยไป เขาได้ทีเห็นอีกฝ่ายแตกตื่นก็ดึงแขนจับอุ้มล้มลงไปนอนกอดกันบนโซฟาตัวใหญ่ มือไม้ของลุดวิกก็แสนซุกซนพยายามจะแตะนู่นแตะนี่จนกิลเบิร์ตร้องเสียงหลง

“เจ้าถังขยะหน้าไม่อาย! เกิดคนอื่นเห็นจะทำยังไงเล่า!”

“เรื่องระหว่างสามีภรรยาคนอื่นเห็นมีแต่จะชื่นชมที่ฉันรักใคร่เธอขนาดนี้ มีอะไรเสียหายกัน” ฝ่ายสามีผู้ถือสิทธิ์แสดงความรักความหลงตอบ

“นี่มันเป็นแค่ละครนะ!”

“เธอคิดอะไรลึกซึ้งไปแล้ว” ว่าพลางก้มลงเตรียมจะจูบอีกฝ่ายให้หายอยากเสียหน่อยและถึงจะเลยเถิดไปบ้างเขาก็คิดว่าไม่เสียหายอะไร แต่ตอนนั้นเองที่เสียงกระแอมโขลกขลากดันดังมาจากหน้าประตูห้อง

   ตรงนั้นเองที่พ่อบ้านเบนจามินยืนอึ้งหน้าซีดอยู่พร้อมกับพันตรีคาร์ล เออร์เนส ที่ถือวิสาสะเดินเข้าบ้านมาตามปกติ เพียงแต่ดูเหมือนวันนี้ดูเหมือนเขาจะลืมไปว่าสหายของเขาดันมีภรรยาอยู่ร่วมด้วย และคุณสามีคนนี้ก็ดูจะไม่ลังเลที่จะแสดงความรักต่อภรรยาเกะกะระรานไปเสียทุกที่ในบ้าน 

“ดูเหมือนจะมาผิดจังหวะ” คาร์ลเกาหัวแกรกๆเอ่ยยิ้มๆขอโทษขอโพย แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกผิดอะไรก็เถอะ “ต่อได้เลยนะ ฉันจะไปรอที่ห้องน้ำชา เสร็จแล้วค่อยมาตามก็ได้ ว่าแต่นานไหม ถ้านานหลายรอบฉันจะออกไปดื่มชายามบ่ายรอนอกบ้าน” ว่าพลางฉีกยิ้มอารมณ์ดีบนใบหน้าเรื่อยเปื่อยที่ทำเอากิลเบิร์ตหน้าเห่อร้อนอีกเป็นเท่าตัว เจ้าหมอนี่จงใจพูดหาเรื่องกันชัดๆ!

“งั้นช่วยออกไปรอข้างนอก น่าจะสักชั่วโมง” ลุดวิกตอบหน้าตาย

“หยุดนะ!!!” กิลเบิร์ตทนบทสนทนาต่ำทรามของสองสหายนี่ไม่ไหวพลั้งตะโกนขึ้นมา กัดฟันกรอดมองซ้ายทีขวาทีก็ตัดสินใจได้ว่านี่มันตัวต่ำทรามทั้งคู่ “เจ้าพวกถังขยะแฝดหน้าไม่อาย!!”

   ที่ไหนได้คาร์ลกลับยักคิ้วใส่ทำหน้าเหรอหรา ก่อนจะมองไปยังลุดวิกแบบเสแสร้งสุดๆ

“บ่ายวันอาทิตย์แบบนี้มันก็ต้องทำกิจกรรมสบายเนื้อสบายตัวสิน่า นี่เป็นเรื่องดีออกนะ!” คาร์ลเอ่ยพลางยิ้มยักคิ้วให้เพื่อน ส่วนเจ้าเพื่อนสารเลวนั่นก็คลี่ยิ้มหล่อเหลาพยักหน้าตอบรับ

“นายก็อย่าขัดมากนัก ออกไปดื่มชาสักชั่วโมงไป๊” ลุดวิกบอก

“หน้าไม่อายเกินไปแล้ว!!!” กิลเบิร์ตประท้วง

   สุดท้ายลุดวิกกับคาร์ลโดนกิลเบิร์ตชี้หน้าด่าอีกรอบ แต่ฉันใดฉันนั้นสองคนนี่ไม่เพียงไม่รู้สึกรู้สากลับยังยิ้มแก้เก้อตีเนียนเป็นผู้ชายอบอุ่น บ้าบอไปแล้ว สองคนนี่มันเกินเยียวยาแล้ว! ตรงไหนของเจ้าพวกนี้คือนายทหารน่าภาคภูมิใจแสนสูงส่งของดาวดวงนี้กัน!

   กล่าวถึงนายคาร์ล เออร์เนส ผู้นี้ ลุดวิกเล่าให้เขาฟังหลังงานเลี้ยงคืนนั้นว่าหมอนี่เป็นสหายรักของเขามาตั้งแต่เด็ก เป็นลูกชายคนที่สองของตระกูลสมาชิกรัฐสภาเออร์เนส มีพี่ชายผู้เก่งกาจแสนดีน่านับถือเป็นผู้สืบทอดตระกูล ส่วนตัวเขาเลิกหวังพึ่งพาครอบครัว ตอนที่อายุสิบห้าก็ระเห็จออกนอกบ้านมากินนอนอยู่ค่ายทหาร แม้ตำแหน่งเป็นแค่พันตรี แต่ด้วยนิสัยที่ไม่พึ่งพาใครรักสันโดษขนาดนี้ได้ตำแหน่งตั้งแต่อายุแค่นี้นับว่าเก่งกาจมากแล้ว ส่วนตอนนี้หมอนี่ก็คือผู้สมรู้ร่วมคิดของลุดวิก และเป็นคนประสานงานระหว่างลุดวิกกับพวกสมาชิกรัฐสภาด้วย ด้วยนิสัยของคาร์ล ลุดวิกวิจารณ์ว่าหมอนี่ไม่ช้าก็เร็วต้องเปลี่ยนอาชีพอย่างแน่นอน

   ส่วนที่เขามาหาพวกลุดวิกวันนี้ก็เพราะเขากับนิโคลัสจะเป็นผู้ติดตามลุดวิกเข้าวังเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงของราชวงศ์ ดังนั้นหลังจากพูดคุยจิบชากันสักพัก พวกเขาก็เริ่มคุยกันเรื่องงาน แน่ล่ะว่าทุกคนรู้แก่ใจว่าเจ้าชายอ๊อตโต้เตรียมแผนการไว้ และพวกเขาจำเป็นต้องโต้กลับ เพียงแต่ในระยะหลังเจ้าชายอ๊อตโต้เองก็ไม่ได้โง่เง่าจนเกินไป เขามักมีเซอไพรสที่คนคิดไม่ถึง เรื่องการแต่งงานของลุดวิกกับตระกูลเกอเจ้นนี่ก็เล่าลือกันว่าไม่ใช่ความคิดของเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่น่าจะมีที่ปรึกษาดีคอยดูแลให้ และที่ปรึกษานี่ล่ะที่สร้างความน่าหนักใจให้พวกลุดวิกอย่างยิ่ง

“เป็นไปได้ไหมที่เจ้าชายอ๊อตโต้ชักศึกเข้าบ้าน” คาร์ลเสนอความเห็น สอดส่ายสายตาไปให้ทั่วเขายังมองไม่เห็นใครที่จะถือหางเจ้าชายนิสัยเสียผู้นี้ แต่คนที่นี่ไม่ ใช่ว่าคนข้างนอกจะไม่ทำ มีตัวอย่างมากมายให้เห็นว่าดาวสักดวงสามารถล่มสลายได้จากการแทรกแซงภายนอก

“นายหมายถึง โจรสลัดแห่งเนบิวล่ามืด?” ลุดวิกเอ่ยชื่อนั้นขึ้น ในขณะที่กิลเบิร์ตถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินคำเรียกขานถึงคนพวกนั้น “พวกนั้นเล็งอาทีเรียอยู่งั้นรึ”

“ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เสียหน่อย”

   ถึงตรงนี้กิลเบิร์ตกลับนิ่งฟังอย่างตั้งใจ แม้จะเป็นดาวไกลปืนเที่ยง  แต่ดูเหมือนชื่อเสียงของพวกโจรสลัดแห่งเนบิวล่ามืดจะไม่ได้ห่างไกลสำหรับพวกเขา โจรสลัดพวกนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องชั่วร้าย ทั้งค้าขายของผิดกฎหมาย ปล้นยานอวกาศ แม้กระทั่งแทรกแซงการเมืองของดาวสักดวงเพื่อปล้นชิงทรัพยากร โดยเฉพาะหัวหน้าของเจ้าพวกนั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่อันตรายอันดับต้นๆของจักรวาล

   จะเป็นใครก็ได้ที่เข้ามาแทรกแซงเป็นมันสมองของเจ้าชายอ๊อตโต้ แต่ตอนนี้พวกเขาต่างแอบหวังว่าคนที่มานั่นจะไม่ใช่ศัตรูตัวอันตรายแบบชายผู้นั้น

   สุดท้ายเมื่อได้ข้อสรุปเบื้องต้นพวกเขาต่างก็แยกย้ายไปเตรียมตัว จนกระทั่งได้เวลา ลุดวิกก็จูงมือภรรยาเข้าสู่สมรภูมิใหม่อีกครั้ง 

“หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล เธอต้องรีบเรียกฉันหรือคาร์ล อย่าทำอะไรตัวคนเดียว” ลุดวิกกำชับกิลเบิร์ตก่อนที่พวกเขาจะลงจากรถ ตอนนี้พวกเขามาถึงวังแล้ว และเห็นได้ชัดว่าในวันนี้แม้บอกเป็นงานเลี้ยงในครอบครัว แต่ก็เชื้อเชิญคนชั้นสูงมาร่วมงานกันคับคั่ง รวมทั้งเคาท์ฮาน เกอเจ้นด้วย

“เข้าใจแล้ว” ฝ่ายกิลเบิร์ตแม้จะดื้อรั้นแต่ถ้าเป็นเรื่องเป็นงานเป็นการเขาก็ไม่โต้แย้ง ยังไงเสียคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางของราชวงศ์ดีที่สุดก็คือลุดวิก “คุณเองก็อย่าทำอะไรเกินตัวนะ”

“เป็นห่วงหรือ” ยกยิ้มขึ้นและอดไม่ได้ที่จะจับมืออีกฝ่ายมาจูบเบาๆ เดิมทีย่อมไม่มีใครกล้าพูดอะไรแบบนี้กับเขามาก่อน “แบบนี้กลับไปต้องให้รางวัลเสียหน่อยแล้ว”

“รางวัลพ่อคุณสิ!” กิลเบิร์ตที่รู้ความนัยต่ำทรามนั่นสบถด่าทันที ก่อนที่คาร์ลที่ขับรถอยู่จะรู้สึกทนฟังไม่ได้จนต้องไล่สองสามีภรรยานี่ลงจากรถ

   คนมีคู่นี่มันเหม็นความรักจริงๆ!

   ลุดวิกนั้นพากิลเบิร์ตเดินเข้าไปยังโถงห้องรับรองส่วนตัวของกษัตริย์ท่ามกลางสายตาที่หลากหลายความรู้สึกของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ แต่คนที่รอคอยเผชิญหน้าเขาอยู่ตอนนี้กลับเป็นท่านเคาท์ฮาน เกอเจ้นที่มาปรากฏตัวยืนจังก้าอย่างไม่เกรงกลัว ไม่ใช่เพราะเขากล้าจนเกินงาม แต่เพราะตอนนี้คนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาคือเจ้าหญิงเฟรเซีย ชายาของเจ้าชายอ๊อตโต้ ผู้สนับสนุนที่ดีงามเหมาะสมจนลุดวิกไม่สามารถจะเดินผ่านไปเฉยๆได้

“ขอดิฉันสนทนากับท่านดยุคเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่” เจ้าหญิงเฟรเซียทักทายแล้วก็เข้าประเด็น สายตานั้นชำเลืองมองกิลเบิร์ตอย่างเฉยชาพลางส่งสารที่ตีความได้ง่ายดายว่าหมายถึงให้กิลเบิร์ตนั้นช่วยไสหัวออกไปที “นี่เป็นการสนทนาของคนในครอบครัว คนนอกไม่ควรรับฟัง”

“ที่นี่ไม่มีคนนอก หากจะมีก็มีเพียงท่านเคาท์ ไม่ทราบว่าท่านเคาท์เป็นญาติฝ่ายไหนของฉันหรือ” ลุดวิกพูดเรียบๆแต่ทำเอาท่านเคาท์หน้าถอดสีระคนโกรธเกรี้ยวจนเจ้าหญิงเฟรเซียต้องรีบห้ามปรามญาติผู้น้อง เจอคำพูดแค่นี้ของดยุคแห่งออลบานีก็แสดงอารมณ์แล้ว แบบนี้จะไปสู้รบปรบมืออะไรกับผู้ชายคนนี้ได้ ความร้ายกาจของลุดวิกนั้นเธอย่อมทราบดีแก่ใจ

“ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันแค่อยากจะบอกว่าระหว่างท่านดยุคกับตระกูลเกอเจ้นมีเรื่องต้องทำความเข้าใจกัน หากท่านชายาอยู่ด้วยจะหมองใจเสียเปล่าๆ ถ้าอย่างไรเชิญท่านชายานั่งพักผ่อนที่ห้องน้ำชาสักครู่ เมื่อเสร็จธุระแล้วดิฉันจะให้คนไปเชิญ ดีไหมคะ” เจ้าหญิงเอ่ยแก้อย่างรู้งานทันที หญิงสาวรายนี้เดิมทีก็ไม่ใช่คนสมองกลวง แม้จำต้องกัดฟันแต่งงานอย่างจำยอมกับเจ้าชายอ๊อตโต้ แต่เมื่อแต่งงานมาแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด ในสายตาลุดวิก ผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างน่าสงสาร เพียงแต่สงสารก็ส่วนสงสาร เขาจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเรื่องราวต่อ

   แต่ตอนนี้ เจ้าหญิงเฟรเซียกำลังสร้างความลำบากใจแก่เขา

“ได้สิ ฉันจะนั่งรอท่านดยุคที่ห้องน้ำชา” กิลเบิร์ตตอบ เขารู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ทำให้ลุดวิกลำบากใจ แต่แม้ลำบากใจก็ไม่ควรทำให้ตัวเองกลายเป็นคนไร้มารยาท ส่วนเจ้าหญิงเฟรเซียคนนี้เขาดูแล้วก็เป็นหญิงสาวที่น่าสนใจไม่หยอก ดูๆไปแล้วเจ้าชายอ๊อตโต้อะไรนั่นไม่เห็นคู่ควรกับหญิงสาวคนนี้เลย “รีบไปรีบมานะ ท่านดยุคที่รัก” กิลเบิร์ตว่าพลางจูบข้างแก้มสามีกำมะลอให้ฝ่ายท่านเคาท์ฮานมองมาหน้าเขียวปั๊ดเล่นๆ ช่วยไม่ได้ใครให้ท่านเคาท์นี่คล้ายอารอนขนาดนี้เล่า!

   กิลเบิร์ตมองส่งลุดวิกเดินจนลับสายตาส่วนตัวเองนั้นถูกเชิญมาพักผ่อนที่ห้องน้ำชาที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำหอมแสบจมูก บนโต๊ะเล็กๆนั้นมีของว่างเล็กน้อยกับน้ำชาให้ทานเล่นระหว่างรอร่วมรับประทานอาหารเย็น ด้วยสัญชาตญาณเขาย่อมไม่แตะต้องของอันตรายพวกนี้ หากพลาดพลั้งถูกวางยาเข้าไปจะโดนด่าว่าโง่ดักดานได้ จึงใช้เวลาสอดส่ายสายตามองข้าวของเครื่องใช้ไปเพลินๆพลางคิดเรื่อยเปื่อยถึงสถานการณ์ของตัวเองขณะนี้

ช่วงนี้เขาค่อยๆทำความเข้าใจกับดาวดวงนี้แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมติดตามเรื่องข้างนอก เพียงแต่ว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นน้อยมาก ผู้คนบนดาวดวงนี้ค่อนข้างเก็บตัวเงียบสงบยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง จนเรื่องใหญ่อย่างสหพันธ์ดวงดาวหรือการเปิดฉากสงครามของเทสล่ากับซิลวานี่กลายเป็นข่าวเล็กๆที่กรอบหน้าในๆของหนังสือพิมพ์ จะว่าไปจะเอาอะไรกับดาวอนุรักษ์นิยมแบบนี้ แค่คนที่นี่ไม่ใช้ราชาศัพท์หรูหราในการพูดคุยกันแบบชนชั้นสูงในอดีตของโลกก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว

   แต่ว่าเรื่องสงครามกับซิลวานี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ กิลเบิร์ตรู้แก่ใจว่าวันใดที่เทสล่าก่อสงคราม เมื่อนั้นหายนะจะมาเยี่ยมเยือน เขาคัดค้านเรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เพราะหวาดกลัวที่จะต้องนำทัพ แต่เป็นเพราะมั่นใจว่าท้ายที่สุดสงครามนี่จะเป็นชนวนของความรุนแรงที่ไม่จบสิ้น แม้ไม่มีใครฟังเขา แต่หากมีโอกาสที่จะต้องพูดอีก เขาก็จะยังยืนยันคำเดิม

“ท่านชายา ท่านดยุคขอให้ท่านตามไปที่ห้องรับรองค่ะ” หญิงสาวคนรับใช้เข้ามาบอกกิลเบิร์ตที่กำลังคิดเรื่องของสงครามอย่างเหม่อลอย เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ แม้นึกสงสัยว่าทำไมธุระของเจ้าหญิงเฟรเซียเสร็จไวกว่าที่คิด แต่เขาก็ไม่มีเหตุให้ปฏิเสธ จึงออกเดินตามไปอย่างไม่คิดอะไรมาก จนกระทั่งหญิงสาวเปิดประตูห้องๆหนึ่งให้ เขาก็ก้าวเข้าไป เพียงแต่ทันใดนั้นเอง

   ปึง!

“เอ๋!” ครั้นพอหันไปดึงประตู ประตูกลับถูกล็อคจากภายนอก ส่วนเบื้องหน้าเขากลับปรากฏชายหนุ่มหน้าตาถมึงทึงยืนกอดอกอยู่ “เจ้าชายอ๊อตโต้?”
   


จบตอน

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +512/-0

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ตัดฉับๆเลยอ่ะ มาต่อไวไวนะ
 :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๑๑
โจรสลัดแห่งเนบิวล่ามืด

   ในตอนที่เห็นเจ้าชายอ๊อตโต้ยืนอยู่ในห้อง กิลเบิร์ตผงะถอยหลังเล็กน้อย เขาก็คิดอยู่หรอกว่าในนี้ไม่ปลอดภัย แต่ใครจะไปคิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะเล่นแผนชั่วกันซึ่งๆหน้าแบบนี้ เขากำลังเดาใจอยู่ว่าเจ้าชายอ๊อตโต้คิดจะทำอะไรต่อไป ฆ่าเขาแล้วโยนศพทิ้งถ่วงทะเลกำจัดเสี้ยนหนามแบบบ้านๆ หรือว่ามีไอเดียบรรเจิดน่าสนใจกว่านั้น

“เจ้าชายมีธุระอะไรงั้นหรือ” กิลเบิร์ตถามอย่างเฉยชาในขณะที่สายตาสอดส่องหาทางหนีทีไล่ แต่เจ้าชายกลับยังพยายามสาวเท้ามาทางเขา สีหน้าแสยะยิ้มโหดเหี้ยมจนทำเอากิลเบิร์ตนึกรำคาญเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเขาคิดว่าตนเองจะสู้คนๆนี้ไม่ได้ เพียงแต่เขาไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนให้ลุดวิกเท่านั้น เกิดหมดความอดทนพลั้งมือทำร้ายไปไม่รู้ว่าผลที่ตามจะเป็นอย่างไร จะชั่วจะดีนี่ก็พี่สามี เป็นเจ้าชายเชียวนะ จะถูกเตะตัดก้านคอนอนตายอนาถแถวนี้ไม่น่าใช่เรื่องดี

“มีหน้ามาถามงั้นหรือ แกคิดว่าฉันควรมีธุระอะไรกันล่ะ เอ้า! ลงชื่อซะ!” เจ้าชายอ๊อตโต้ตวาดพลางยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งใส่หน้ากิลเบิร์ต ตอนนี้กิลเบิร์ตอ่านหนังสือของดาวดวงนี้ได้คล่องแล้ว ดังนั้นเขาจึงเห็นตัวอักษรคำว่า ‘ใบหย่า’ ชัดเจน

   ใบหย่าอีกแล้วรึ?

“ทำไมฉันต้องลงชื่อ” ถามอย่างเหนื่อยหน่าย ทำไมช่วงนี้เขาช่างมีแต่ดวงหย่าร้างกันนะ คนพวกนี้คิดว่าจะแต่งก็แต่งจะหย่าก็หย่าง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง “นี่เจ้าชายเข้าใจความหมายของคำว่าหย่าหรือเปล่าน่ะ”

“ไม่ต้องมาเล่นคำ! อย่างแกมันไม่คู่ควร! ฉันไม่รู้ว่าลุดวิกไปขุดแกมาจากไหนหรอกนะ แต่ก็คงไม่แคล้วจากตลาดชั้นต่ำ ลงชื่อซะแล้วฉันจะจ่ายค่าแรงให้ และจะส่งแกไปที่อื่นที่ไหนก็ได้ที่แกต้องการด้วย รับรองว่าผลประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าที่ลุดวิกจ่ายให้แกแน่!” กอดอกพลางมองอย่างหยามเหยียด สำหรับเขาแล้วนี่ก็แค่การต่อรองชั้นต่ำ กิลเบิร์ตคนนี้ก็แค่ขยะที่น้องชายเก็บมาจากสลัมที่ไหนสักแห่ง ฟาดด้วยเงินแล้วไล่ไปให้ไกลเท่านั้นก็จบ เพียงแต่ว่าเขาย่อมนึกไม่ถึงว่ากิลเบิร์ตจะยังคงสร้างความน่าขัดใจอย่างต่อเนื่อง ใช่แล้ว ต่อเนื่องจริงๆ

   แควก!

เขาฉีกกระดาษหน้าตาเฉย!

“ฉันไม่คิดจะหย่ากับลุดวิก ไม่มีเหตุผลที่คนที่รักกันต้องหย่ากันเพียงเพราะพวกคุณบอกว่าไม่คู่ควร เอาสมองไปวางทิ้งไว้ไหนถึงคิดว่าฉันจะยอมทำตามน่ะ ต่อให้ขู่กันให้ตาย ฉันก็ขอตอบว่าไม่! ฉันเป็นภรรยาของเขา ไม่หย่ากับเขาหรอก! อยากให้หย่าก็ไปให้ลุดวิกมากราบฉันขอหย่าสิ!” กิลเบิร์ตประกาศกร้าวอย่างไม่ยอมปรานีปราศรัยเช่นกัน อย่าได้คิดว่าก่อนหน้านี้เขายอมหย่าสามีเก่าง่ายๆแล้วเขาจะหัวอ่อนเป็นนางทาสนะ ที่เขายอมเพราะเขารู้ว่าเฟรเดอริคหมดความรู้สึกใดๆในตัวเขาแล้ว ไม่มีเยื่อใยต่อกันแล้ว มันเปล่าประโยชน์ที่เขาจะดันทุรังต่อไป

   แต่ลุดวิกไม่ใช่ แม้ตัวเขากับหมอนั่นไม่ได้รักกันจริงๆ แต่เขากับลุดวิกต่างก็มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนต่อกัน พวกเขามีความจำเป็นต่อกันและกัน ไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องกลัวการถูกข่มขู่จนต้องไปจากลุดวิก เรื่องพื้นๆแบบนี้เด็กปัญญาอ่อนยังคิดได้!

“ถ้ามีธุระแค่นี้ก็เลิกคุยกันเถอะ ปล่อยฉันไปได้แล้ว มันเสียเวลานะ!” กิลเบิร์ตบอกพลางหันหลังให้ทันที เขาไม่ควรเสียเวลาอยู่กับหมอนี่นานจนเกินไป ถึงอย่างไรเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของลุดวิก หากถูกใส่ร้ายในเรื่องอื่น ก็จะไม่พ้นแบบเดียวกับที่เคยถูกกล่าวหามาก่อน ทว่า ในตอนนั้นเองที่กิลเบิร์ตพลันรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง จู่ๆขาของเขาก็ก้าวไม่ออก ทั้งหัวกลับรู้สึกมึนขึ้นมาจนสายตาพร่าเลือน “นี่มัน...”

   ในตอนนั้นเองที่เจ้าชายอ๊อตโต้แสยะยิ้มย่างสามขุมเข้ามาเบื้องหลังของเขาและกระชากแขนของกิลเบิร์ตอย่างแรง ร่างของเขาถลาล้มลงในอ้อมอกของอีกฝ่าย

“อย่านะ!” กิลเบิร์ตรีบดิ้นหนีในทันที เขารู้สึกได้ว่าหัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ ริมฝีปากแห้งมากและความรู้สึกประหลาดพลันแล่นพล่านจนแม้แต่ตนเองยังหวาดกลัว เขาไม่ใช่เด็กน้อยใสซื่อที่จะได้ไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้คืออะไร โดนเล่นงานเข้าแล้ว!

“ยาออกฤทธิ์แล้วนี่นา” เจ้าชายอ๊อตโต้แสยะยิ้มและจับใบหน้าของน้องสะใภ้ที่ยามนี้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโกรธาให้แหงนเงยขึ้นมองเขา “ตั้งแต่เมื้อกี้ไม่รู้สึกตัวเลยล่ะสิ”

“นี่มัน...”

   ไม่ใช่ไม่รู้สึกตัว แต่ไม่นึกว่าจะถูกแผนชั่วแบบเดียวกันอีกครั้งต่างหาก ห้องๆนี้ก็เหมือนกับห้องเมื้อกี้ ที่นี่มีกลิ่นน้ำหอมที่ฟุ้งจนกลบกลิ่นบางอย่าง พอตั้งใจดมก็รู้สึกได้ว่ามีกลิ่นยาจางๆอยู่ในอากาศและกลิ่นยานี่ มันคือกลิ่นแบบเดียวกับที่ทำให้เขาตกเป็นจำเลยสังคมของเทสล่า ยาปลุกอารมณ์!

“บ้าน่า ของแบบนี้...” กิลเบิร์ตแทบอยากตะโกนด่า ในดวงดาวไกลปืนเที่ยงแบบนี้ทำไมถึงมีกลิ่นแบบเดียวกับที่เคยใช้เล่นงานเขาที่เทสล่า ทำไมเขาถึงถูกจองล้างจองผลาญด้วยยาแบบเดียวกัน ใครกัน! ใครคือคนที่เอายานี่เข้ามาที่นี่!

   เขาอยากถาม แต่เจ้าชายอ๊อตโต้ไม่เปิดโอกาสให้เขาถาม เมื่อฝ่ายตรงข้ามถอดเสื้อนอกออกและผลักเขาล้มลงบนพรม กิลเบิร์ตสะดุ้งพยายามจะคลานหนีแต่กลับถูกจับข้อเท้าเอาไว้ ดวงตาวาวโลดที่สุมความรู้สึกเคียดแค้นแต่มากด้วยอารมณ์ใคร่มากมายนั่นคลับคล้ายจะบอกเขาว่า เขาไม่มีทางหนีแล้ว!

“ลุดวิก...”

   ในวินาทีนี้คนเพียงคนเดียวที่กิลเบิร์ตนึกขึ้นได้ มีเพียงเจ้าของชื่อนี้เท่านั้น

   ในเวลาเดียวกับที่กิลเบิร์ตถูกเจ้าชายอ๊อตโต้จับตัวไว้ ในตอนนั้นเองที่ลุดวิกถูกหลอกล่อให้อยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมกับท่านเคานท์ฮาน เกอเจ้น เจ้าหญิงเฟรเซียเมื่อพาลุดวิกเข้ามายังที่หมายก็ลอบขอตัวไปหยิบของก่อนจะล็อคขังลุดวิกให้อยู่กับท่านเคาท์รูปงามสองต่อสอง ยิ่งยามนี้กลิ่นยาปลุกอารมณ์เพศฟุ้งกระจายในอากาศ พวกเขาย่อมคิดว่าจะสามารถบังคับลุดวิกให้ตกหลุมพรางได้

“รสนิยมต่ำสิ้นดี” ลุดวิกเอ่ยด่าอย่างไม่ไว้หน้า ในขณะที่ท่านเคาท์หนุ่มรูปงามนั้นถึงขนาดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์แทบจะประเคนตัวเองให้เขา ขอเพียงยาออกฤทธิ์ ฮานเชื่อว่าลุดวิกจะต้องกระโจนเข้าหาเขาอย่างแน่นอน

“ท่านดยุคอาจจะบอกว่านี่เป็นเรื่องผิด แต่ผมรักท่านนะ ผมอยากเป็นของท่าน หากท่านไม่รังเกียจก็ได้โปรดรับผมเป็นภรรยาน้อยก็ได้นี่ครับ อย่างหมอนั่นต้องไม่กล้าบ่นว่าท่านแน่” ฮานเอ่ยเสียงหวานพลางสาวเท้าเข้าหาและกอดร่างที่หนุ่มแน่นและแกร่งด้วยกล้ามเนื้อของฝ่ายตรงข้ามไว้ เขาปรารถนา ปรารถนาตั้งแต่แรกเห็นคนผู้นี้แล้วว่าจะขอครอบครองคนผู้นี้ เขาจะต้องได้เป็นชายาของท่านดยุคแห่งออลบานี! “ท่านดยุค ได้โปรดกอดผม ท่านเองตอนนี้ก็เริ่มจะไม่ไหวแล้วใช่ไหมครับ” ฮานเอ่ยต่อพลางวางมือลงที่หว่างขาของอีกฝ่าย

“ช่างพูดนักนะ” ลุดวิกแสยะยิ้มพลางใช้ปลายนิ้วเชยคางมองใบหน้างามหมดจด ฮานเป็นคนงามอย่างไม่ต้องสงสัย หากเป็นคนอื่นอยู่ต่อหน้าคนงามผุดผาดเช่นนี้ย่อมต้องอยากกลืนกินให้สมอยาก เพียงแต่ว่าในตอนนี้ลุดวิกมองอย่างไรก็รู้สึกขัดใจไปหมด ในสายตาของเขามองเห็นเพียงเงาของคนๆหนึ่งตรงหน้า เจ้าแมวขยะเปียก ของหนีภาษีที่ร้อนจนลวกมือ เจ้าแมวผมดำตาดำที่เขากอดต่างหมอนข้างทุกค่ำคืนในช่วงนี้ คนตรงหน้านี่เป็นใคร ใช่แมวแสนดื้อรั้นตัวนั้นหรือเปล่า

   ไม่ ไม่ใช่เลย!

   พริบตานั้นเองที่ลุดวิกกลั้นใจผลักฝ่ายตรงข้ามออกเต็มแรงจนร่างของฮานกระแทกกับโต๊ะจนล้มกลิ้ง และตอนนั้นเองที่ประตูข้างนอกพลันถูกกระแทกเสียงดังก่อนที่นิโคลัสจะพังประตูแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพุ่งเข้ามาหาท่านนายพลของเขา และทันทีที่เขาได้กลิ่นประหลาด สัญชาตญาณก็สั่งการให้เขารีบคุ้มกันลุดวิกออกไปโดยเร็ว

“ท่านจะต้องเสียใจที่ปฏิเสธผม! ป่านนี้เจ้ากุลีนั่นคงถูกรุมทึ้งตายไปแล้ว!” ฮานสบถด่าอย่างเคียดแค้น เขาย่อมรู้ดีว่าตอนนี้เจ้าชายอ๊อตโต้กำลังทำอะไรอยู่

“ว่าอะไรนะ!” ลุดวิกที่ได้ฟังพูดนั่นไม่อาจห้ามใจกลับย่างสามขุมกระชากเส้นผมของอีกฝ่ายขึ้น ใบหน้าเกรี้ยวโกรธดุจปีศาจร้ายทำให้ฮานสะดุ้ง “พวกแกทำอะไรกิลเบิร์ต!”

“จะไปสนทำไม ถึงท่านตามไปช่วยตอนนี้มันก็สายไปแล้ว! ป่านนี้หมอนั่นคงสุขสมขึ้นสวรรค์ไปหลายรอบแล้วล่ะ!”

   ผลั่ก!

“ท่านนายพล!” นิโคลัสรีบวิ่งเข้ามาห้ามในทันทีเพราะลุดวิกเหมือนสติขาดกำหมัดชกเข้ากลางเบ้าหน้าของท่านเคาท์หนุ่มจนจมูกหักเลือดกำเดาทะลัก ในขณะที่ฮานเอาแต่ร้องโวยวาย ลุดวิกก็สะบัดตัวออกมาจากที่บัดสีนั่นโดยเร็ว “ท่านนายพล กรุณาสงบใจ!”

“เร็ว! หากิลเบิร์ตให้เจอ!”

   ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาต้องหากิลเบิร์ตให้เจอ!

   ฝ่ายกิลเบิร์ตในตอนนั้นเองที่เขาตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้าจนสมองสับสนไปชั่วขณะ ไม่ใช่เรื่องที่จะถูกเจ้าชายอ๊อตโต้ทำร้าย แต่เป็นแผนการที่ซ้ำร้อยเดิม ทั้งยานี่ยังเป็นยาแบบเดิม ใครกัน ทำไม นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

“อยากรู้นักว่าเจ้าลุดวิกจะแสดงสีหน้าน่าเกลียดแบบไหน หากมันรู้ว่าเมียตัวเองถูกฉันย่ำยีเละเทะไปแล้ว ถึงตอนนั้นคนรักศักดิ์ศรีอย่างมันไม่มีวันยอมกินของเหลือเดน แกก็เป็นแค่สวะที่มันจะเฉดหัวทิ้งเท่านั้น!” เจ้าชายอ๊อตโต้เอ่ยวาจาสามานย์ไม่น่าฟัง ส่วนกิลเบิร์ตยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด 

”หุบปากนะ!” กิลเบิร์ตตะคอก เขาในตอนนี้ถอยหนีหลังชนกำแพง เหงื่อกาฬไหลรินยามที่คิดถึงเรื่องราวในอดีต ไม่ใช่ว่าในตอนนั้นเขาก็ถูกล่อลวงจนตกหลุมพราง ถูกใส่ร่ายจนถึงที่สุด ไม่ได้รับความเป็นธรรมแบบนี้หรอกหรือ “ทำไม ทำไม...”

“เอาล่ะอย่าหนีเลย ป่านนี้ลุดวิกเองก็คงสนุกอยู่กับฮาน ถือเสียว่าต่างคนต่างก็มีความสุข แบบนี้ก็ไม่เลวใช่ไหม”

“สารเลว!”

   ในตอนนั้นเองที่เจ้าชายอ๊อตโตโถมกายลงมาหวังจะกระชากเสื้อผ้าของฝ่ายตรงข้าม แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่กิลเบิร์ตพลันความอดทนสะบั้น ดวงตาสีดำของเขาพลันวาวโลดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เขาไม่อาจสะกดห้ามตนเอง กระแสคลื่นไฟฟ้าพลันพุ่งจากร่างของเขาทำให้ไฟฟ้าในพระราชวังเกิดแปรปรวนติดๆดับๆก่อนที่คลื่นพลังสีแดงจะพุ่งเข้าใส่ร่างของอ๊อตโต้ กระแสไฟฟ้าเข้าช็อตทำร้ายเจ้าชายกักขฬะจนร่างนั้นชักสั่นไม่หยุดล้มลงไปกองพะงาบๆบนพื้น ส่วนกิลเบิร์ตนั้นตกใจจนหน้าซีด เขาเผลอใช้พลังจิตไปอีกแล้ว!

   เผลอใช้ไปอีกแล้ว เท่ากับว่าส่งสัญญาณให้กับพวกอารอนอีกแล้ว!

“ฉัน...แย่แล้ว...” หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก กิลเบิร์ตในตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองหลังชนฝา เขาได้แต่ทรุดฮวบลงบนพื้น รู้สึกเหนื่อยอ่อนขึ้นอีกเท่าตัว และในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้า เสียงฝีเท้าที่ทำให้สัญชาตญาณการระแวดระวังของเขาตื่นตัวถึงขีดสุด

“ยังเป็นสีแดงที่สวยงามเหมือนเดิมเลยนะครับ ท่านผู้หญิง”

เสียงยะเยียบเย็นมาพร้อมกับเสียงปรบมือแผ่วแต่ดังสะท้านใจ กิลเบิร์ตพลันค่อยๆหันไปด้านข้าง ดวงตาของเขาประสานกับชายหนุ่มผมสีเทา ดวงตาสีม่วงของคนๆนั้นฉายแววน่าพรั่นพรึงทั้งยังเย็นชาเศร้าสร้อยดุจนัยน์ตาของสัตว์เลื้อยคลาน ดูน่าสยองขวัญพอๆกับที่น่าหวาดกลัว ยิ่งคนๆนี้แสยะยิ้มก็ยิ่งรู้สึกถึงความบ้าคลั่งวิปริตที่เกินเยียวยา

“บัดซบเอ๊ย! เป็นนายจริงๆด้วย!” พอเห็นหน้าเข้าก็รู้สึกวางตัวเป็นผู้ดีแทบไม่ได้ คนที่ไม่อยากเจอที่สุดคนหนึ่งดันมายิ้มร่ากวนโทสะอยู่ต่อหน้าต่อตาแบบนี้ “ไสหัวไปให้พ้นนะ!” แต่ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ เจ้าคนน่าขยะแขยงยิ่งสาวเท้าเข้ามาใกล้มากขึ้นๆ จนตอนนี้นั่งลงข้างๆเขาแล้ว

“จะให้ผมไปไหนล่ะครับ ผมก็แค่มาทำธุรกิจที่ดาวนี้ ใครจะนึกว่าจะบังเอิญมาเจอคุณ เราช่างมีพรหมลิขิตต่อกันจริงๆนะครับ โอ้ นี่คุณยังไม่หายนี่นา ว่าไง ให้ผมช่วยคลายฤทธิ์ยาให้ไหมครับ” แย้มยิ้มเอ่ยถ้อยคำสุภาพ เขามองดูร่างที่สั่นเทาของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ยื่นมือแตะที่ลำแขน แต่ทันทีทันใดนั้นกิลเบิร์ตกลับชักมือออก

“อย่ามาแตะนะ! นาย นายคิดจะทำอะไรอีก! อเล็คเซ่!”

   อเล็คเซ่ วลาดิสลาฟ คือชื่อของคนๆนี้ หรือที่คนทั่วทั้งจักรวาลเรียกเขาด้วยฉายาว่า ‘โจรลัดแห่งเนบิวล่ามืด’ ปล้น ฆ่า ฉกชิง ทำร้าย ค้าของเถื่อนผิดกฎหมาย แทรกแซงการเมืองฉกชิงทรัพยากร ทุกสิ่งชั่วช้าที่คนๆหนึ่งสามารถทำได้ เขาทำมาหมดแล้ว เจ้าคนอันตรายที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ตอนนี้เจ้าชายของดาวดวงนี้กลับพาตัวอันตรายที่สุดเข้าบ้านเสียแล้ว ดาวดวงนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายชัดๆ!

“ผมน่ะรึ ก็บอกแล้วว่าทำธุรกิจ แบบเดียวกับที่ทำธุรกิจให้กับเทสล่าไงล่ะครับ” อเล็คเซ่ว่าพลางเชยชิดใบหน้าที่ยามนี้ทั้งแดงก่ำอย่างเดือดดาล ทั้งพลุ่งพล่านด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาในยามนี้คิดว่ากิลเบิร์ตช่างน่ามองจริงๆ ดอกไม้ดอกนี้ที่เคยเฝ้ามองมานานตอนนี้มาอยู่ในมือแล้วอย่างนั้นหรือ ช่างเป็นความบังเอิญที่ฟ้าลิขิตจริงๆ “นี่ ทำไมตอนที่ออกจากเทสล่าถึงไม่มาหาผมล่ะครับ ผมน่ะรอคุณมาหาตลอดเลยนะ ทำไมถึงไปคว้าผู้ชายบ้านป่าเมืองเถื่อนมาเป็นสามีแทนล่ะครับ”

“หุบปาก!” พยายามจะชกอีกฝ่ายแต่กลับถูกดึงลงไปกองกับพื้น รู้ตัวว่ามือไม้อ่อนแรงจนสู้ไม่ไหวแล้ว “พ่อค้าของเถื่อนที่หวังแต่กำไรอย่างนายจะเคยคิดหรือว่าทำความเดือดร้อนให้ใครบ้าง! เจ้าโจรสลัดไร้คุณธรรม! ยาเฮงซวยนี่ก็เพราะนายที่เอามาขาย! เป็นเพราะยาของนายที่ทำให้ฉันถูกกล่าวหา!” เพราะยาของอเล็คเซ่ เพราะสินค้าผิดกฎหมายนี่ที่ทำให้เขาไร้จุดยืนในเทสล่าอับอายจนไม่อาจสู้หน้าใคร

   เพียงแต่ต่อให้กิลเบิร์ตจะด่าว่าอย่างเจ็บแค้นแค่ไหน ฝ่ายอเล็คเซ่กลับเอาแต่ยิ้มเย็นชา ท่าทางนั้นเปี่ยมด้วยความรักใคร่เอ็นดูคนตรงหน้าอย่างล้นเหลือ ในสายตาของกิลเบิร์ตหมอนี่ก็คือเจ้าคนวิปลาสโดยแท้ ไม่ว่ายามนี้หรือเมื่อไหร่ อเล็คเซ่ก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่เจอหน้า แล้วยิ่งคดีล่าสุดที่หมอนี่ก่อ ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าอภัยให้ไม่ได้อีกแล้ว แต่ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามเองก็อ่านความคิดของกิลเบิร์ตออกปรุโปร่งจึงไม่ลังเลที่จะทิ่มแทงทำร้ายจุดอ่อนนั้นซ้ำ

“ยาของผมก็แค่สินค้า แต่คนที่เอาไปใช้คืออดีตสามีของคุณนะ กิลเบิร์ต” เขาเอื้อนเอ่ยประหนึ่งบอกเล่าเรื่องสามัญธรรมดา แต่เป็นฝ่ายผู้ฟังที่นิ่งชะงักใบหน้าถอดสี “ตอนนี้หมดปัญหาเรื่องความลับทางการค้าแล้ว ผมก็จะบอกคุณตรงๆ ถึงคนที่ติดต่อซื้อยาจะเป็นคุณอารอน แต่คนที่เอาไปใช้คือคุณเฟรเดอริคนะครับ”

“...” กิลเบิร์ตไม่อาจเชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยินได้

“ถ้าเขารักคุณจริง เขาจะจัดฉากให้คุณต้องกลายเป็นนังแพศยาทำไมล่ะครับ นี่เขากับชู้รักรวมหัวกันทำร้ายคุณ สุดท้ายก็บีบให้คุณยอมหย่าได้สำเร็จ น่าเสียดายจริงๆ เอสเปอร์ที่เก่งกาจที่สุดทำไมสมองช้าแบบนี้กันนะ” ชายหนุ่มเอ่ยต่อซ้ำยังยิ้มเยาะอย่างอารมณ์ดี เขามีความสุขอย่างยิ่งที่ได้เห็นใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดฝาดของอีกฝ่าย ในที่สุดกิลเบิร์ตก็จะได้เกลียดชังเจ้าผู้ชายที่เขารังเกียจที่สุดคนนั้นเสียที

   ทว่า คนซื่อก็ยังเป็นคนซื่อ

“นาย นายพูดบ้าอะไร!”

“อะไรกัน ผมพูดอะไรเข้าใจยากงั้นหรือ” เอียงคอยกยิ้ม ทำทีเป็นคนใสซื่อจนน่าหมั่นไส้ “งั้นผมจะพูดให้กระชับขึ้นนะ สามีของคุณเองนั่นล่ะที่ส่งคุณอารอนมาขอซื้อยาจากผม เขานั่นล่ะคือคนที่ใส่ร้ายคุณ เขาคือคนที่วางยาคุณและพยายามบีบให้คุณมีสัมพันธ์กับคนอื่น เพื่อที่จะหาเรื่องปลดคุณจากตำแหน่งท่านผู้หญิงยังไงล่ะครับ”

   เขานั่นล่ะคือคนบงการ...

   วินาทีนั้นที่กิลเบิร์ตรู้สึกว่าหัวใจปวดแปลบรุนแรง ทั้งที่คิดว่าเตรียมใจรับความเสียใจได้ทุกเรื่องแล้ว ทำใจได้หมดแล้ว แต่เขากลับไม่สามารถทนรับเรื่องนี้ได้ง่ายๆอย่างที่เคยคิด เรื่องบ้าบอที่ว่าสามีที่เคยช่วยชีวิตเขาจะเกลียดชังเขาถึงขนาดซื้อยาผิดกฎหมายจากพ่อค้าของเถื่อนและใช้มันวางยาเขา เรื่องบ้าแบบนี้ ใครจะไปรับได้!

และเพราะต้องการหนีไปจากตรงนี้ สิ่งที่กิลเบิร์ตเลือกกลับเป็นการใช้พลังจิตอีกครั้ง เขาเทเลพอร์ตหนีไปจากตรงหน้าของอเล็คเซ่ ในขณะที่ชายหนุ่มก็ดูจะไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจนัก เขาไม่คิดอยู่แล้วว่าจะสามารถจับเอสเปอร์ไว้ได้ในสถานการณ์แบบนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาพึงพอใจที่สุดเขากลับได้รับแล้ว เขาสามารถยืนยันได้แล้วว่ากิลเบิร์ตที่หนีหายไปจากเทสล่านั้นบัดนี้มาอยู่ที่อาทีเรีย ของที่เคยเป็นของผู้อื่นบัดนี้คนผู้นั้นวางมือลงแล้ว เขาก็เพียงต้องแย่งชิงมันมาจากคนบ้านนอกคอกนาบนดาวดวงนี้เท่านั้น

“คุณจะหนีไปไหนได้ สุดหล้าฟ้าเขียว ผมก็ตามคุณเจอ ก็บอกแล้วว่านี่คือพรหมลิขิต” 

   ฝ่ายกิลเบิร์ตเขาเทเลพอร์ตอย่างไร้ทิศทาง รู้สึกเคว้งคว้างว่างเปล่า ไร้จุดยืน ไร้ตัวตนอย่างที่สุด เขาไม่เข้าใจเลยว่าตอนนี้เขาควรทำยังไง ควรจัดการยังไงกับชีวิตตัวเองหลังจากนี้ดี เฟรเดอริค คนๆนั้นไม่เพียงไม่ชอบใจเขาแล้ว ยังคิดทำร้ายเขาให้แหลกลงคามือ ทำไม ทำไมถึงใจร้ายกันได้ขนาดนี้ แล้วหากว่าแม้แต่เรื่องนี้เขายังทำได้ งั้นที่แท้เขาอยู่เบื้องหลังเรื่องอื่นๆอีกหรือไม่ 

“ทำไม ฉันทำอะไรให้เฟรเดอริคเกลียดขนาดนั้นหรือ” เจ็บอย่างถึงที่สุด เศร้าใจอย่างไม่อาจห้ามหักจนแทบจมลงในมิติที่ตัวเองสร้างขึ้น

เพียงแต่ในเสี้ยววินาทีที่ไม่รู้ว่าควรไปที่ใดเขากลับได้ยินเสียง ได้ยินเสียงใครบางคนที่ร้องเรียกชื่อเขา เสียงที่เรียกเขาด้วยความห่วงใย และเสียงนั้นเองที่กลับทำให้น้ำตาแห่งความเจ็บแค้นที่คิดว่าเหือดแห้งไปหมดแล้วพรั่งพรูออกมา ในตอนนั้นเองที่ร่างของเขากลับปรากฏขึ้นต่อหน้าลุดวิก

“กิลเบิร์ต!”

   ลุดวิกรีบวิ่งเข้าไปโอบกอดร่างสะโหลสะเหลที่เทเลพอร์ตมาปรากฏต่อหน้าเขา เคราะห์ดีว่าตอนนี้เขาปลีกตัวจากคนอื่นมาตามหาอีกฝ่ายในห้องปีกตะวันออกตามลำพัง เพียงแต่ว่าความคิดหวาดกลัวว่าความลับจะแตกนั้นกลับมลายหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเขาเห็นใบหน้าที่เจิ่งไปด้วยน้ำตาของคนตรงหน้า กิลเบิร์ตกำลังร้องไห้ และกำลังร้องสะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจอย่างที่สุด

“กิลเบิร์ต เกิดอะไรขึ้น” ลุดวิกไม่คิดว่ากิลเบิร์ตจะพลาดท่าให้ใคร ภายนอกของเขาดูปกติดี แต่ที่ถูกทำลายนั้นเหมือนจะเป็นจิตใจของเขามากกว่า ทว่า แม้ถามไป อีกฝ่ายกลับไม่ยอมตอบ เจ้าแมวดำแสนดื้อด้านซุกตัวลงในอ้อมอกของเขา ร้องไห้เงียบๆและตัวสั่นอย่างน่าสงสาร

“กอดฉันสิ”

“เอ๋?!” คำขอนั้นทำเอาลุดวิกสะดุ้ง แต่เขากลับนึกขึ้นได้ ไม่ใช่แค่เขา แต่กิลเบิร์ตเองก็คงถูกยานั่นด้วยเช่นกัน อาการเนื้อตัวสั่นนี่อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของยา “ฉันให้นิโคลัสไปหายาแก้แล้ว รอหน่อยเถอะ” ถึงจะรู้สึกทรมานแต่การกอดอีกฝ่ายเพราะเหตุนี้เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เสียศักดิ์ศรีอย่างมาก และไม่น่าจะทำให้กิลเบิร์ตรู้สึกดีด้วย

“ฤทธิ์ยานี่ไม่มียาแก้หรอก เสียเวลาเปล่าๆ คุณต้องไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำไม่ใช่หรือ จะผิดพลาดเพียงเพราะแผนการทุเรศทุรังนี่ไม่ได้นะ! กอดฉัน! แล้วไปชิงดาวดวงนี้มาจากเจ้าชายเฮงซวยนั่นซะ!”

“หะ!”

   ตอนนั้นเองที่กิลเบิร์ตเป็นฝ่ายดึงแขนลุดวิกเข้าไปในห้องว่างทางปีกขวา ใช้พลังจิตล็อคห้องจากด้านในและโอบลำแขนคล้องคออีกฝ่าย บรรจงจุมพิตลงบนริมฝีปากของผู้ชายที่ยามนี้เป็นสามีของเขาแล้ว เป็นคนของเขาแล้ว

“ฉันจะเป็นภรรยาของคุณ และจะทำทุกอย่างให้คุณกลายเป็นเจ้าอาณานิคมของอาทีเรีย ถึงตอนนั้น...”

“ถึงตอนนั้น...” ลูบเส้นผมอีกฝ่าย มองลึกเข้าไปในนัยน์ตาที่ลุกโชนด้วยสีแดง นัยน์ตาคู่นี้ไม่ใช่สีดำเหมือนดวงตาแมวข้างถนน แต่ในตอนนี้มันเป็นสีแดงที่ลุกโชติช่วงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ลุดวิกอยากถามเหลือเกินว่าใครกัน อะไรกันที่ทำให้เธอเสียใจถึงเพียงนี้ ทว่า เขากลับทำได้เพียงกอดปลอบและเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล “ถึงตอนนั้น เธอต้องการอะไร ภรรยาของฉัน”

“แค่...ได้โปรดช่วยฉันด้วย”

   ที่ฉันต้องการ ก็แค่ความจริงใจเท่านั้น


จบตอน

ออฟไลน์ onlyplease

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
มาต่อไวไปหน่อยนนนน  สนุกมากกก กำลังลุ้นเลยย
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ ruk21us

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-0
ตอนที่ ๑๒
ให้ฉันดูแลเธอ

   เรื่องราวที่เกิดขึ้นในพระราชวังแห่งอาทีเรียนั้นไม่ใช่ธรรมดา มีผู้พบท่านเคาท์ฮาน เกอเจ้น พระญาติของเจ้าหญิงเฟรเซียในสภาพใบหน้าแหกยับเลือดกำเดาไหลเจิ่งจนต้องตามแพทย์มารักษาเป็นการด่วน พอสอบถามพวกคนรับใช้ต่างรายงานว่าพวกเขาพบเห็นพันเอกนิโคลัสกับดยุคแห่งออลบานีเดินออกมาจากห้องรับรองของท่านเคาท์ นอกจากนี้ท่านเคาท์ยังกล่าวอ้างอีกว่าเป็นท่านดยุคที่พยายามบีบบังคับขืนใจเขา แต่เขาไม่ยินยอมจึงถูกทำร้าย จากนั้นก็ใส่ความต่ออีกว่าเขาเห็นชายาของท่านดยุคหลบหายเข้าไปในห้องรับรองกับเจ้าชายอ๊อตโต้

   เรื่องอื้อฉาวแพร่ไปปากต่อปากอย่างรวดเร็ว จนกษัตริย์ที่ยามนี้เจ็บป่วยยังต้องเกรี้ยวกราดถือไม้เท้าออกมาชี้หน้าห้องที่ท่านเคาท์ชี้เป้า แต่ปรากฏว่าพอสั่งให้กระแทกเปิดประตูกลับเห็นแต่ลูกชายคนโตนอนแน่นิ่งอยู่บนพรมเพียงลำพัง ไม่พบบาดแผลภายนอก แต่ภายในบอบช้ำไม่ทราบสาเหตุ ครั้นพอเจ้าชายอ๊อตโต้ผวาลืมตาขึ้นก็เบิกตาโพลงร้องโวยวายกล่าวหาว่ากิลเบิร์ตเป็นปีศาจ

   เรื่องราวดูสับสนวุ่นวายหนักเพราะทั้งเจ้าชายอ๊อตโต้กับท่านเคาท์ฮานต่างก็กล่าวหาสองสามีภรรยาว่าทำตัวนอกรีตนอกรอย แต่คนที่ถูกกล่าวหากลับยังหาตัวไม่เจอ กษัตริย์รีบสั่งให้พวกทหารรื้อค้นทั่วพระราชวัง วุ่นวายกันไปทั่ว ทว่า ก่อนที่จะลุกลามไปถึงนอกวังจู่ๆพันตรีคาร์ล เออร์เนสกลับวิ่งมาแจ้งว่าเจ้านายของเขากำลังรอเหล่าเชื้อพระวงศ์อยู่ที่ห้องอาหาร แน่นอนว่าข่าวนี้ทำเอาแต่ละคนหน้าถอดสี แต่พอตามไปดูกลับพบว่าเป็นจริงตามนั้น ลุดวิกนั่งอยู่ที่ห้องรอเตรียมอาหาร ในขณะที่กิลเบิร์ตเล่นเปียโนไปพลางก็ส่งยิ้มมาให้สามีไปพลาง ทำเอาคนที่ตามมาแตกตื่นไปด้วยอารมณ์ต่างๆกัน

   นี่มันละครปาหี่หลอกลวงสังคมชัดๆ!

“ทำไม ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่!” เจ้าชายอ๊อตโต้ถึงกับหลุดสบถชี้หน้ากิลเบิร์ต ตอนนี้เขาเปลี้ยไปทั้งร่าง ความทรงจำสุดท้ายคือกิลเบิร์ตทำร้ายเขา แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำยังไง แต่แสงไฟที่พุ่งมาหาเขาก่อนจะหมดสติต้องเป็นฝีมือหมอนี่แน่ๆ! ลุดวิกจริงๆแล้วไปคว้าตัวประหลาดแบบไหนมาเป็นภรรยากันแน่!

“ไร้มารยาท ภรรยาของฉันก็ต้องอยู่กับฉันสิ เจ้าชายสมองสับสนงั้นหรือ” ลุดวิกเอ่ยต่อว่าเย็นชาพลางปรายตามองไปยังพี่ชายกับเคาท์ฮานที่ตอนนี้แทบมีสติไม่สมประดี คนที่ยังตีสีหน้านิ่งได้คงมีแต่เจ้าหญิงเฟรเซีย ส่วนกษัตริย์นั้นดูจะไม่รู้ร้อนรู้หนาว ในเมื่อคนใส่ความได้แต่ตีโพยตีพายโดยไม่มีพยานหลักฐาน ส่วนคนถูกใส่ความก็ตีสีหน้าสดใสไร้ความผิด มาถึงขั้นนี้แล้วคนกลางยังจะทำอะไรได้อีก

   สุดท้ายเป็นกษัตริย์ที่ตัดบทเชื้อเชิญทุกคนร่วมรับประทานอาหาร อย่าได้พูดถึงบรรยากาศในค่ำคืนนั้น อาหารแต่ละจานแม้สวยงามน่ารับประทาน รสชาติยิ่งดีงามไม่ต้องพูดถึง แต่สีหน้าคนกินมีใครบ้างที่สุขสงบ จะมีก็แต่ท่านดยุคกับภรรยาที่ตัวร่อต่อกระซิกวางตัวสง่างามไม่ปะปนกับความขัดแย้ง ทั้งกิลเบิร์ตยังอาสาเล่นเปียโนให้ฟังอีกหลายเพลง จนสุดท้ายเมื่อของหวานเสริ์ฟเรียบร้อยแต่ละคนแทบจะทอดถอนใจโล่งอกกับนรกโต๊ะอาหารที่สิ้นสุดกันเสียที การรับประทานอาหารที่ปั้นสีหน้ายากเย็นจบแค่นี้

เพียงแต่ว่า ทันทีที่คาร์ลขับรถมาเทียบหน้าประตูห้องโถงชั้นล่างนั้นเองที่ลุดวิกแทบจะจับมือที่สั่นเทาของกิลเบิร์ตไว้ไม่ปล่อย เมื่อรถพ้นออกมาจากประตูวัง ลุดวิกก็รีบรวบร่างของกิลเบิร์ตไปกอดไว้ในทันที

“อีกนิดเดียว อดทนหน่อยนะ” ลุดวิกกระซิบบอกในขณะที่กิลเบิร์ตพยักหน้ารับเหงื่อกาฬไหลพราก 

   ย้อนกลับไปตอนที่กิลเบิร์ตขอให้ลุดวิกกอดเขาเพื่อกำจัดฤทธิ์ยาน่าอายนี่เสีย แต่เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยลุดวิกจึงคิดจะพากิลเบิร์ตฝากคาร์ลพาหนีออกไปก่อน แต่เจ้าแมวขยะแสนดื้อรั้นตัวนี้เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะด้วยทิฐิหรือความดื้อดึงอะไรก็ตาม สุดท้ายกิลเบิร์ตใช้มายน์คอนโทรล (Mind Control) สะกดจิตตัวเองกับลุดวิก แม้เขาจะบอกว่าเคยทำมาแล้วกับตัวเอง แต่การสะกดจิตให้ระบบประสาททั่วร่างของคนสองคนทำงานตามปกติ เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่นับว่าโหดเหี้ยมกับสภาพร่างกายของตนเองมาก มาถึงตอนนี้ผ่านไปหลายชั่วโมงลุดวิกเหมือนว่ายังควบคุมตัวเองได้ แต่กิลเบิร์ตที่ทั้งใช้พลังจิต ทั้งสะกดระบบประสาทของตัวเองกลับเหมือนมาถึงขีดสุด เหงื่อกาฬไหลพรากลมหายใจคลับคล้ายเริ่มจะขาดช่วง ลุดวิกไม่แน่ใจจริงๆว่ากิลเบิร์ตจะสามารถทนกับสภาพนี้ไปได้อีกกี่มากน้อย

   เขาเคยรู้มาบ้างว่าเอสเปอร์นั้นสามารถทำอะไรเหนือมนุษย์ได้มากมาย แต่สำหรับเอสเปอร์ที่เปลี่ยนแปลงระบบประสาทและควบคุมจิตได้ในสภาวะที่ร่างกายของตนเองก็ไม่พร้อมแบบนี้ต้องใช้พลังมากแค่ไหนกัน ต้องถือว่ากิลเบิร์ตเป็นเอสเปอร์ระดับสูงมาก

“กอดฉันไว้แน่นๆ” ลุดวิกกอดปลอบและพยายามลูบศีรษะแต่กิลเบิร์ตกลับกัดริมฝีปากตัวเองจนเลือดซึมแลดูน่าสงสารจับใจ ในตอนนั้นเองที่ลุดวิกดึงเขาเข้ามาบดจูบลงบนริมฝีปากที่ชุ่มชื้นไปด้วยเลือด

“อื้อ” เจ้าแมวดำแสนดื้อแทบสติหลุดในตอนที่จูบนั้นบดลงมาและแขนแกร่งของลุดวิกโอบรัดเขาไว้แน่นหนา ความรู้สึกหัวหมุนคว้างเนื้อตัวสั่นไปหมดจนน้ำตาไหลพราก “จูบฉัน จูบฉัน” พึมพำไม่เป็นภาษาโดยหารู้ไม่ว่าเสียงที่ครางกระเส่าของตนเองกำลังทำให้ลุดวิกคลั่ง ส่วนคนที่น่าสงสารอย่างพลขับเช่นคาร์ลนั้นหน้าทะมึนอย่างยิ่ง แม่นแล้ว ตอนนี้คาร์ลกำลังหวาดกลัวว่าเขาจะต้องทำตัวเป็นพระอิฐพระปูนดูหนังสดระยะประชิดพร้อมสเปเชียลเอฟเฟ็คและเสียงคมชัด

   ไม่โอเค! แบบนี้ไม่โอเคแน่ๆ!!

“หยุดนะลุดวิก!” คนบอกให้หยุดย่อมเป็นคาร์ล พ่อหนุ่มเวอร์จิ้นที่ป่านนี้ยังไม่เคยมีคนรัก แต่ตอนนี้เขากลับอยู่ในสถานการณ์น่าสิ่วน่าขวานที่เพื่อนสนิทกับภรรยาโดนยาปลุกอารมณ์มาทั้งคู่ ขืนไม่ทำอะไรสักอย่างตัวเขานั่นล่ะจะเสียความบริสุทธิ์ทางใจ! “ถ้านายทำอะไรตอนนี้ฉันจะทิ้งรถหนีเลยนะเฟ้ย!!”

“ช่วยหุบปากแล้วขับรถไปเงียบๆเถอะน่า!” ลุดวิกที่ตอนนี้กลั้นใจจนหน้าซีดแล้วซีดอีกยิ่งรู้สึกรำคาญคาร์ลขึ้นเป็นเท่าตัว “รีบขับ! เร็ว!!”

“เร็วแน่!!ห้ามใจไว้พวก!!!” คาร์ลรับปากแล้วเหยียบคันเร่งกดปุ่มเปิดระบบต้านแรงโน้มถ่วง แม้ไม่อยากทำอะไรเว่อร์วังอลังการแต่ตอนนี้เขาก็เปิดโหมดการบิน บึ่งพาเจ้าสหายหน้าไม่อายกับภรรยาที่ตอนนี้แทบจะทั้งกอดทั้งก่ายสามี อีหรอบนี้พรุ่งนี้เขาไม่ควรคาดหวังว่าลุดวิกจะไปทำงานแต่เช้าตรู่แล้ว!

   ตอนที่พ่อบ้านเบนจามินวิ่งมาต้อนรับเจ้านายที่หน้าบ้านเขากลับต้องปะทะกับกระแสลมแหวกอากาศจากเจ้าไอพ่นรถยนต์จนผมเผ้ากระเจิดกระเจิงหนวดเคราปลิวสยาย เพียงแต่ต่อให้ผมหรือหนวดยุ่งพันเป็นเถาวัลย์แค่ไหนพอมาเทียบกับสภาพของคาร์ลที่โซซัดโซเซลงมาจากรถแล้วเขากลับดูดีกว่ามาก ฝ่าลุดวิกไม่พูดพร่ำทำเพลงอุ้มกิลเบิร์ตเต็มสองแขนเผ่นแน่บขึ้นชั้นสองไปแล้ว

“เออะ ผมก็อยากถามอยู่หรอกนะว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น” เบนจามินผู้สับสนมองหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวเหลืองของคาร์ลแล้วถามอย่างยากลำบาก “เอ่อ จะค้างสักคืนไหมครับ”

“ไม่!” คาร์ลรีบท้วง ขืนค้างที่นี่เขาต้องจินตนาการบรรเจิดอย่างน่าอับอายแน่นอน จะให้ช่วยตัวเองในขณะที่จิ้นสองคนนั่นจู๋จี๋กันน่ะรึ! บ้าไปแล้ว!!

   ทางฝ่ายลุดวิกทันทีที่วางกิลเบิร์ตบนเตียงของตัวเองได้ก็รีบล็อคห้องและแทบกระโจนขึ้นคร่อมร่างนั้นไว้ กิลเบิร์ตที่ตอนนี้ดวงตาพร่ามัวไปด้วยความรู้สึกมากมายไม่สามารถคงความสามารถของตัวเองได้อีกต่อไป มายน์คอนโทรลถูกถอนออก ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูเข้าสู่ระบบประสาทของพวกเขาทั้งคู่ และเพราะถูกกดเอาไว้นานมาก ในตอนนี้ลุดวิกถึงรู้สึกปวดแปลบไปทั้งร่าง เขากระชากเสื้อกิลเบิร์ตหลุดลุ่ยมองแผงอกขาวโพลนที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างอดกลั้น แม้สัญชาตญาณกำลังร้องโอดครวญ แต่ในสมองความยับยั้งชั่งใจของเขายังทำงาน เขายังมีความรู้สึกที่อยากทะนุถนอมอีกฝ่าย อยากถามไถ่และปลอบประโลมดวงหน้าที่โศกสลดนี้ เพียงแต่ว่าเมื่อทุกสิ่งตีกันวุ่นวายในสมอง เขาในตอนนี้กลับทำได้เพียงการจูบบดเบียดริมฝีปากและสอดปลายลิ้นรุกรานฝ่ายตรงข้าม กิลเบิร์ตโอบกอดเขาและจุมพิตตอบอย่างไม่จำเป็นต้องชักนำ ในยามนี้กิลเบิร์ตเองก็สายตาพร่าเลือนเต็มทน

“อื้อ” กิลเบิร์ตครางขึ้นมาเมื่อลุดวิกไล่รุดปลายนิ้วลงไปที่เรียวขาของเขา แกะกระชากกางเกง ใช้ปลายนิ้วค่อยๆแตะต้อง ก่อนที่เสียงร้องของกิลเบิร์ตจะทำให้สติของลุดวิกค่อยๆขาดหายไปทีละน้อยๆ

“ฉันขอโทษ” ลุดวิกแทบจะขอโทษไว้ล่วงหน้า เพราะตอนนี้พอสัมผัสกับเรียวขาและสะโพกที่แน่นตึงเรียบเนียนนั่น สมองก็ดันนึกคิดตัดสลับกับในคืนแรกที่เขากอดคนๆนี้ รู้ตัวอีกทีเขาก็ดึงดันตนเองจะสอดแทรกล่วงล้ำอีกฝ่ายแล้ว

   เพียงแต่ว่ากิลเบิร์ตเองก็ถูกฤทธิ์ยาจนสมองไม่อาจรับรู้ชั่วดี ทั้งร่างสั่นไหวและโหยหาการกอดรัด ยิ่งลุดวิกเร่งเร้าที่จะสอดใส่เขากลับรู้สึกว่าหัวใจเต้นระทึก ตื่นเต้นต้องการจนเนื้อตัวสั่นไปหมด หากเป็นในเวลาปกติเขาคงด่าตัวเองว่าไร้ยางอายอย่างยิ่ง แต่มาถึงตอนนี้เขากลับขยับร่างกายอำนวยความสะดวกให้คู่ของตนอย่างเต็มที่ ลุดวิกเองยิ่งไม่ใช่พระอิฐพระปูน ถูกเรือนร่างสวยงามเช่นนี้ล่อหลอก ทั้งยังใบหน้าแดงซ่านหวานซึ้งของเจ้าแมวดำจอมยโสที่ตอนนี้ยั่วยวนเต็มสองตา สิ่งเหล่านี้ทำให้สติของเขาขาดสะบั้น ดึงรั้งและแทรกผ่านร่างนุ่มเข้าไปอย่างเต็มเปี่ยมด้วยความปรารถนา

   ในคืนนั้นเสียงครวญครางดังสลับกับเสียงกรีดร้องและเตียงที่ลั่นส่งเสียงน่าอายไม่หยุด ลุดวิกจำไม่ได้ว่าตนเองบดเบียดดึงดันกับกิลเบิร์ตไปมากน้อยแค่ไหน ส่วนกิลเบิร์ตนั้นยิ่งจำไม่ได้ใหญ่ว่าตนเองหลุดทำอะไรน่าอับอายไปมากมายเพียงใด พวกเขารู้แต่ว่าในยามที่ตกอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันนั้นมันอบอุ่นยิ่งกว่าที่เคยคาดคิด

   วันรุ่งขึ้นกว่ากิลเบิร์ตจะรู้สึกตัวก็เกือบเที่ยงแล้ว เขากระพริบตาอย่างง่วงงุนในหัวใจวูบโหวง สมองที่ค่อยๆกลับมาทำงานนั้นทำให้ใบหน้าเขาเริ่มสูบฉีดเป็นสีแดงเรื่อ ภาพเมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาอย่างรวดเร็วและแต่ละภาพนั่นอนาจารพอที่จะทำให้เขาแทบอยากเอาหน้าซุกผ้าห่ม ท่วงท่าอะไรแบบนั้น ทำไปได้ยังไงกัน!

   แต่นึกไม่ถึงว่าพอเขาเริ่มขยับตัวแขนของคนข้างตัวก็เกี่ยวกระหวัดรัดรึงเขาแน่นหนายิ่งขึ้น เสียงทุ้มนุ่มนวลของอีกฝ่ายเอ่ยกระซิบข้างหู

“อรุณสวัสดิ์ กิลเบิร์ต ไม่สิ เป็นคุณภรรยาเต็มตัวแล้วนี่นา” เจ้าของเสียงที่มาพร้อมอาการกอดฟัดที่ทำเอาร่างของกิลบิร์จมลงบนเตียงอีกรอบส่งยิ้มหวานแสนตรึงใจให้ เพียงแต่ตอนนี้กิลเบิร์ตหัวเราะไมได้ร้องไห้ไม่ออก คืนแรกนั่นเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวก็ช่างมันเถอะ แต่เมื่อคืนไม่ว่าจะแก้ตัวให้ตายยังไงก็คือการสมยอม ไม่ใช่สมยอมอย่างปกติ แต่โคตรจะยินยอมพร้อมใจ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกปวดสมองหนักขึ้น ฝ่ายลุดวิกสังเกตสีหน้าของคนในอ้อมแขนแล้วก็จูบที่ข้างแก้มเบาๆ เขารู้ว่าอะไรทำให้ฝ่ายตรงข้ามสะท้านถึงขนาดนี้ “ฉันแค่แซวเล่น เมื่อคืนเธอเองก็รู้ว่ามันเกิดจากอะไร เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”

“ฉัน...” กิลเบิร์ตเงยหน้ามองคนที่ยังกอดตนเองอยู่ เพียงแต่คำพูดของลุดวิกทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดอย่างยิ่ง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่เคยมีใครพูดอะไรแบบนี้ โดยปกติเขานั่นล่ะที่มักจะโดนชี้หน้าหาว่าเป็นคนผิดไปเสียทุกเรื่อง “ฉันไม่ผิดงั้นหรือ?”

“เธอถูกวางยาไม่ใช่หรือ ทำไมผู้เสียหายถึงรู้สึกผิดเสียเองล่ะ” คำถามนี้ของลุดวิกทำให้กิลเบิร์ตทั้งรู้สึกอบอุ่นและปวดแปลบที่กลางอกในเวลาเดียวกัน เมื่อก่อนก็คล้ายๆแบบนี้ เพียงแต่บทสรุปมันกลับห่างไกลกันมาก

   ในตอนที่เขาถูกอเล็คเซ่เล่นงานตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น? เขาถูกหลอกขังอยู่กับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง พอยาออกฤทธิ์กลับเป็นเขาที่แสดงอาการน่าอับอายออกมา สุดท้ายแม้จะใช้เทเลพอร์ตหนีออกมาได้ แต่ก็ถูกบันทึกภาพฉาวโฉ่แพร่ออกไปแล้ว ส่วนตัวเขาหนีกลับไปกบดานในคฤหาสน์ของตนเอง ทนทรมานอยู่เป็นสัปดาห์กว่าที่ยานั่นจะหมดฤทธิ์ ในตอนนั้นเขาคิดว่าเฟรเดอริคคงยุ่งอยู่กับการรับมือกับสื่อถึงมาช่วยเขาไม่ได้ แต่ที่ไหนได้พอย้อนคิดดูแล้ว หมอนั่นก็แค่เจตนาทิ้งเขาไว้ ไม่ใช่ว่าหวังให้เขาพลาดท่าจริงๆหรอกหรือ

“บางทีฉันก็คิดว่าที่คุณดีกับฉันแบบนี้เป็นเพราะเรามีผลประโยชน์ร่วมกันหรือเปล่า พอหมดประโยชน์แล้วคุณก็จะเขี่ยฉันทิ้งไปไม่ไยดีใช่ไหมเล่า” กิลเบิร์ตถามยิ้มๆ พลางค่อยๆขยับร่างลุกขึ้นพิงหัวเตียง รู้สึกเจ็บสะโพกและปวดขาอย่างยิ่ง ผลจากการกิจกรรมรุนแรงเมื่อคืนคืออาการเจ็บระบมไปหมด นี่ช่างได้ไม่คุ้มเสียเลย! “นี่ ถึงตอนนั้นแล้วคุณช่วยบอกฉันก็พอนะ ถ้าคุณบอกเมื่อไหร่ฉันจะรีบไสหัวไปจากหน้าคุณทันทีเลย” อย่าได้ต้องวางแผนขับไล่กันแบบนี้เลย

   กิลเบิร์ตเอ่ยขออย่างจริงใจ เพียงแต่ว่าความจริงใจนี้สำหรับลุดวิก มันคือการดูถูก!

“พูดบ้าอะไรแบบนั้น เจ้าแมวโง่!” อีกฝ่ายตะคอกใส่ทันที

“เอ๋!” จู่ๆน้ำเสียงของลุดวิกก็เปลี่ยนไป จากที่เมื่อครู่หยอกล้อหยอกเอิน ตอนนี้เขากลับตีหน้าขมึงทึงจ้องเขม็งแลดูเป็นมาเฟียใจโฉดที่กำลังข่มเหงหนุ่มน้อยไม่มีผิด “โกรธอะไรน่ะ!”

“เธอกำลังดูถูกฉัน ไม่ควรโกรธหรือไง!” ดูถูกว่าเขาเป็นคนเลวใช้คนแล้วทิ้งขว้าง แบบนี้มันน่าโมโหไหมเล่า!

“แต่เราเป็นสามีภรรยากันหลอกๆเท่านั้นนะ! นี่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของคุณกับฉัน! ฉันก็แค่ขอว่าถ้าคุณจะหย่าเมื่อไหร่ ช่วย...เออะ...” อยากจะพูดต่อ แต่ตอนนั้นเองที่คลับคล้ายมีบางสิ่งจุกอยู่ในอก รู้ตัวอีกทีก็พูดไม่ออก น้ำตามันก็พานกลิ้งไหลลงจากขอบตา และเหมือนจะยิ่งไหลไม่หยุดด้วย กิลเบิร์ตพยายามจะปาดมันทิ้งแต่เพราะมันคือสิ่งที่เขาพยายามหลบซ่อนมานาน ลืมมันมานาน เมื่อทำนบนั้นแตกพังก็ไม่อาจหยุดได้อีก

   จริงๆแล้วเขาเสียใจ เสียใจมาก...

   ฝ่ายลุดวิกพอเห็นสภาพอีกฝ่ายที่ร้องไห้จนใบหน้าชุ่มน้ำตาเป็นเจ้าแมวดำที่เปียกปอนไปหมด มันทำให้เขาหมดความโกรธเกรี้ยว ได้แต่กอดอีกฝ่ายเข้ามาแนบอก อันที่จริงเขาอยากพูดอะไรมากกว่านี้ อยากถามมากกว่านี้ แต่มันก็จริงอย่างที่กิลเบิร์ตพูด พวกเขาเป็นสามีภรรยากันหลอกๆ สักวันสัญญานี้จะสิ้นสุด เขาไม่รู้ว่ากิลเบิร์ตไปพบเจออะไรมาถึงได้สะเทือนใจขนาดนี้ แต่ความกังวลนี้ไม่ถือว่าเลื่อนลอย

   หากวันหนึ่งลุดวิกรักคนอื่น พบพานคนที่เป็นคู่ชีวิตตัวจริงของเขา กิลเบิร์ตจะไปอยู่ที่ไหน สภาพของเขาจะเป็นอย่างไร ไม่แปลกเลยที่นี่จะกลับกลายเป็นความวิตกกังวล

“ฉันสัญญาว่าหากวันนั้นมาถึงเราจะพูดคุยกันดีๆ และเราจะจากกันด้วยดี แต่วันนี้เธอยังเป็นภรรยาของฉันอยู่ ฉันขอให้สัญญาว่าจะดูแลเธออย่างดี ให้ฉันดูแลเธอจนกว่าจะถึงวันนั้นเถอะ” ให้คำมั่นสัญญาพลางจับมือของอีกฝ่ายขึ้นแนบกับข้างแก้มของตนเอง วันหน้าไม่รู้แต่วันนี้เขารู้ เขาจะปฏิบัติกับกิลเบิร์ตอย่างดี ยกย่อง ให้เกียรติ ทำทุกสิ่งที่สามีคนหนึ่งพึงควรทำเพื่อภรรยาของตนเอง หากวันที่ต้องแยกจากกันมาถึง เขาไม่อยากให้พวกเขาต้องจากกันด้วยความเจ็บปวด

“จริงใจดีนะ” กิลเบิร์ตที่ได้ฟังคำพูดตรงไปตรงมานั้นหัวเราะขึ้นมา ช่างเป็นคำสัญญาที่หากคนอื่นฟังคงมุ่ยหน้า มันก็ต้องรู้สึกแปลกๆบ้างล่ะกับการให้สัญญาถึงวันเลิกกัน แต่เขาไม่ใช่หนุ่มน้อยที่ใสซื่อกับความรักที่จีรังยั่งยืนอีกแล้ว ถึงวินาทีนี้สิ่งที่เขาต้องการคงหลงเหลือแค่การได้รับการปฏิบัติต่อกันอย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น เฟรเดอริคไม่ไยดีก็ช่าง ถึงวันหน้าลุดวิกจะเดินจากไปก็ไม่เป็นไร ที่เขาต้องการก็แค่คำพูดและการกระทำที่จริงใจ “อยากดูแลก็เชิญเถอะ แต่บอกก่อนนะว่าถึงตอนหย่า อย่าลืมจ่ายค่าเลี้ยงดูล่ะ!”

   เหนือกว่าคำพูดที่จริงใจ ย่อมเป็นการเลี้ยงชีพที่จริงจัง! หย่ากันวันหน้าเขาจะไม่ยอมระเห็จเป็นแมวข้างถนนอีกอย่างเด็ดขาด!! กิลเบิร์ตคนโง่เง่านั่นไม่มีอีกต่อไปแล้ว!!!

“โลภนะนี่” ทว่า ลุดวิกกลับหัวเราะอย่างไม่ถือสาในความไร้มารยาทนี่ เขาย่อมชื่นชอบเจ้าแมวเถื่อนที่มีสีหน้าหลากหลายกับน้ำเสียงแบบนี้มากกว่า กิลเบิร์ตของเขาไม่เหมาะกับความเศร้าโศก “ถ้าเธอช่วยให้ฉันเป็นเจ้าอาณานิคมได้จริง ฉันจะยกเหมืองเกลือให้เธอเหมืองหนึ่ง มีกินมีใช้ไปจนแก่เฒ่าแบบนี้ดีไหม” 

“งั้นก็เขียนหนังสือสัญญาไว้นะ! ฉันไม่เชื่อง่ายๆหรอก!” กิลเบิร์ตผู้ได้คืบจะเอาศอกรีบเสนอทันที ส่วนลุดวิกนั้นอมยิ้มพลางลูบหัวอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู อย่าว่าแต่เหมืองเกลือเลย หากเขาได้เป็นเจ้าอาณานิคมกิลเบิร์ตจะเอาอะไรเขาจะยกมาประเคนให้ถึงหน้า
“ถ้าไม่เขียนไว้ วันหน้าคุณมีภรรยาตัวจริงฉันจะลำบากนะ!”

“อืม ถ้ามีวันนั้นนะ” พยักหน้ารับและไม่พูดอะไรอีก

   ถ้ามีวันนั้นนะ...

   ในที่สุดหลังจัดการปัญหากันไปอย่างง่ายๆ เพื่อขจัดปมความไม่มีจะกินของกิลเบิร์ต ลุดวิกยินยอมเขียนหนังสือสัญญายกเหมืองเกลือในอนาคตให้เขา ส่วนกิลเบิร์ตนั้นสารภาพเรื่องของอเล็คเซ่ว่าเคยเป็นคนรู้จักมาก่อน และเขาสงสัยว่าหมอนั่นคงกำลังหลอกใช้เจ้าชายอ๊อตโต้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์บนดาวดวงนี้อยู่ แน่ล่ะว่าลุดวิกย่อมอดถามไม่ได้ว่าไปรู้จักคนดังอันตรายนั่นเอาอีท่าไหน หากมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนย่อมต้องเดาได้ว่าคนที่จะรู้จักโจรสลัดแห่งเนบิวล่ามืดเป็นการส่วนตัวย่อมไม่ใช่คนธรรมดา แต่แม้เจ้าตัวดีจะอ้างนู่นนี่อ้อมแม่น้ำแปดสายบอกไม่หมด ส่วนที่ควรต้องบอกกิลเบิร์ตก็ไม่คิดปิดบัง

   ข้ออ้างของเขาก็คือ เขารู้จักอเล็คเซ่ในตอนที่ไปปฏิบัติภารกิจที่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในเนบิวล่ามืด แล้วเกิดเคราะห์หามยามร้ายเจอหมอนั่นเข้า หลังจากนั้นก็ซวยซ้ำซวยซ้อนโดนจองล้างจองผลาญเรื่อยมา ส่วนการที่มาพบกันที่อาทีเรียนี่น่าจะเป็นเหตุบังเอิญ

“การที่หมอนั่นยืนอยู่ข้างเจ้าชายอ๊อตโต้หมายความว่าดาวดวงนี้วิบัติแล้วล่ะ” ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน อเล็คเซ่เล่นงานจนดาวดวงหนึ่งล่มจมล้มละลาย เจ้าอาณานิคมถึงขนาดต้องขายดาวทิ้งเผ่นแน่บ ส่วนอเล็คเซ่ได้ทีก็เก็บทรัพยากรแร่ธาตุแล้วจับผู้คนบนดาวส่งขายเป็นทาส “หมอนั่นไม่มีทางมาดีแน่ๆ!”

“งั้นก็ดีแล้วนี่” ลุดวิกตอบอย่างเฉยชา ตอนนี้เขากับกิลเบิร์ตออกมาเดินในเมือง ผ่านมาทางจุดที่เกิดอุบัติเหตุคราวที่แล้ว “แค่นี้ก็มีสาเหตุที่จะปลดหมอนั่นจากตำแหน่งเจ้าชายแล้ว ง่ายดีออก”

“ง่าย?”

“เดิมทีฉันต้องคิดว่าจะทำยังไงให้หมอนั่นล่มจม แต่ตอนนี้ขอแค่หมอนั่นขุมหลุมฝังตัวเองให้ลึกหน่อยก็พอแล้ว ไม่ต้องใส่ความให้ร้ายใครด้วย ดูเป็นคนดีออกไม่ใช่รึไง” คนดีที่ว่าคลี่ยิ้มแยบยล ว่าพลางเดินมาหยุดตรงตำแหน่งที่เกิดอุบัติเหตุระเบิด “งั้นอุบัติเหตุนี่คงแทบไม่ต้องหาตัวการแล้วมั้ง”

“หาหน่อยก็ดีนะ” กิลเบิร์ตว่า หลังจากมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีผิดสังเกต เขาจึงยื่นมือแตะลงที่พื้น
ในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่เขาใช้ไซโครเมทรี่ตรวจสอบความทรงจำของพื้น หลังจากที่พลาดแล้วพลาดอีกจนมั่นใจว่าป่านนี้อารอนคงกำลังวิ่งสี่คูณร้อยมาตามเขาแล้ว กิลเบิร์ตก็เลิกสนใจที่จะไม่ใช้พลังจิต ตอนนี้ขอแค่รีบๆจัดการให้ลุดวิกเป็นเจ้าอาณานิคมเร็วๆน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

   ไซโคเมทรี่คือการใช้พลังจิตแบบหนึ่ง ใช้พลังสัมผัสตรวจดูความทรงจำของสิ่งของ สำหรับเอสเปอร์ปกติการตรวจดูความทรงจำตกค้างนั้นยากยิ่ง ยิ่งผ่านมานานยิ่งยาก แต่สำหรับกิลเบิร์ต เขาทำได้กระทั่งระบุช่วงเวลาที่ตนเองต้องการอ่านความทรงจำประหนึ่งหยิบแฟ้มข้อมูลออกจากลิ้นชักที่จัดเรียงไว้แล้ว และตอนนั้นเองที่ภาพและเสียงบางอย่างพวยพุ่งขึ้นมา

   ผู้หญิง ดวงตา ริมฝีปาก เด็กหนุ่ม ฝาแฝด และสุดท้ายคือคำอ้อนวอน

“ช่วยด้วย!”

“เดี๋ยวนะ นายเป็นใครน่ะ?” เสียงแรกนั่นเป็นเสียงเด็กหนุ่ม

   ทว่า ภาพสุดท้ายที่ปรากฏในความทรงจำกลับกลายเป็นหญิงสาวคุ้นหน้าที่กำลังกรีดร้องตะโกน ช่วยด้วย!

“เจ้าหญิงเฟรเซีย?”

   นี่มันเรื่องอะไรกัน?


จบตอน

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด