**รัก...คือคำตอบ** (คุณยะ&น้องพี) -- End. (23-04-19)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: **รัก...คือคำตอบ** (คุณยะ&น้องพี) -- End. (23-04-19)  (อ่าน 11998 ครั้ง)

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 14090
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +414/-25
ฉันหลงมาอ่านเรื่องอะไรเนี่ย

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-5
คุณยะซาดิสม์หรือไงถึงชอบทำน้องพีทุกข์ทั้งกายและใจแบบนี้ ไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณยะทำเลย
สรุปแล้วคุณยะรักน้องพีจริงหรือเปล่า ทำไมสิ่งที่คุณยะทำมันไม่เคยชัดเจนเลยอ่ะ

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 18


หื้อ...

ปวดตัว...

ปวดไปหมด ขยับก็ร้าวไปทั้งร่าง ไม่มีร่างกายส่วนไหนเลยที่จะปกติ โดยเฉพาะส่วนล่าง ผมขยับตัวช้าๆ ก็เหมือนตัวจะแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหตุการณ์เมื่อคืนและเมื่อคืนก่อนทำให้ผมมาอยู่ในสภาพนี้ แต่ความทรงจำแสนหวานที่ถูกคุณยะบอกรัก ถูกร่างกายแสนอบอุ่นกอดด้วยความรักใคร่ ก็ทำให้ความเจ็บปวดของร่างกายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับความสุขที่ได้รับ แม้กระทั่งตอนนี้ความสุขของเมื่อค่ำคืนก็ยังตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง

เมื่อคืนหลังถูกกอดรอบสุดท้าย คุณยะพาผมไปล้างตัว ทำความสะอาดให้ทุกซอกทุกมุม ทำเอาผมแดงไปทั้งตัวเพราะความเขินอายที่ถูกปฏิบัติแบบนั้น ก่อนอุ้มมาวางไว้บนโซฟาเบดตัวเดิม นั่งป้อนซุปผักกับข้าวต้มให้ผมจนอิ่ม มันเป็นมื้ออาหารที่วิเศษที่สุด ไม่เคยกินข้าวกับคุณยะมื้อไหนที่มีความสุขได้มากมายเท่านี้ (ถึงผมจะร่วมโต๊ะอาหารกับเขานับครั้งได้ก็เถอะ) เราสองคนเหมือนคู่รักกันเลย คุณยะใจดีกับผมมาก สายตาของเขามองผมด้วยความเอ็นดูและล้นด้วยความรักที่สัมผัสได้ ไม่ต่างจากผมนักหรอกที่มองเขาด้วยสายตาล้นไปด้วยความรัก รักแบบหมดหัวใจ รักเท่าที่จะรักได้ ไม่เผื่อใจไว้ให้กับคำโกหกและการหักหลังแม้แต่น้อยนิด

พอผมอิ่มเขาก็นอนกอดผมเอาไว้ในวงแขน ห่มความอบอุ่นให้ผมด้วยร่างกายของเขา กล่อมผมด้วยรอยจุมพิตแสนหวานไปทั่วใบหน้า สุดท้ายผมก็หลับไปในอ้อมกอดของเขา พอผมลืมตาขึ้นมาก็อยู่ในห้องของคุณยะที่ไม่มีกลิ่นของข้าวต้มที่ถูกเททิ้งข้างเตียงอีกแล้ว ส่วนเจ้าของห้องไม่อยู่ สงสัยไปทำงานแล้วแน่ๆ

ผมฝืนร่างกายที่ร้าวระบมขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง บนหน้าจอสี่เหลี่ยมบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสอง ไม่น่าละผมถึงรู้สึกหิวมาก พอรู้สึกหิวก็รู้สึกน้อยใจคุณยะขึ้นมานิดๆ ทำไมเขาไม่ขึ้นมาดูแลผมบ้าง ไม่หาอะไรมาให้ผมกินด้วย ไม่ห่วงผมบ้างหรือไงนะ เขาก็น่าจะรู้ว่าสภาพผมเป็นแบบไหน แล้วจะเอาแรงที่ไหนลุกจากเตียงไปหาอะไรกิน ถ้าเขาไม่เอามาให้ถึงเตียง ถึงเขาจะงานยุ่งแค่ไหนก็ตามก็น่าจะแบ่งเวลามาให้ผมบ้าง สักนิดก็ยังดี

อารมณ์หิวทำให้ผมนึกน้อยใจแต่ไม่มากพอที่จะโกรธเขาหรอก พยายามเข้าใจว่าคุณยะชอบทำงาน เมื่อวานเขาก็คงทำงานได้ไม่เต็มที่เพราะต้องมาดูแลผม เลยส่งผลมาถึงวันนี้ที่เขาต้องทำงานของวันวานด้วย งานเลยเพิ่มจำนวนกว่าเดิมเป็นสองเท่า

สงสัยผมต้องหาอะไรในตู้เย็นกินประทังหิวแล้วมั้ง คิดดังนั้นผมเลยพยายามงัดเอาตัวเองออกมาจากเตียง กว่าจะลุกขึ้นนั่งได้ก็หมดพลังไปเยอะเลย รู้สึกว่าสะโพกตัวเองใกล้พังเต็มที คือมันเจ็บมาก แสบมากด้วย นี่ถ้าไม่หิวมากละก็ผมจะไม่ลุกออกจากเตียงเด็ดขาด

...ตึ้ง

ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากเตียงเสียงข้อความไลน์ก็ดังขึ้น ผมเลยขยับไปนั่งพิงแผ่นหลังไว้กับหัวเตียงบุนวมหนา หยิบหมอนใบใหญ่มารองตรงเอวอีกทีหนึ่ง พลิกหน้าจอมือถือขึ้นมาดู เป็นดีนที่ส่งไลน์มาหาผม ลืมไปเลยว่าผมไม่ได้ติดต่อกลับไปหาอีกฝ่ายตั้งแต่คืนที่เกิดเรื่อง และพอเปิดเข้าไปในแชตก็เจอข้อความที่ดีนส่งมาถามอาการเป็นร้อยกว่าข้อความ ช่วงแรกๆ ดีนถามว่าผมเป็นยังไงบ้าง อาการดีขึ้นหรือยัง ตอนนี้อยู่ไหน ไปหาได้ไหม ข้อความหลังๆ ก็บอกว่ามาหาผมที่โรงแรมแต่พนักงานบอกว่าผมไม่ได้อยู่ที่นี่ ไปหาที่บ้านก็บอกว่าอยู่ที่โรงแรม (ดีนรู้จักบ้านผมเพราะวันที่เกิดเรื่องเจ้าตัวนั่งแท็กซี่มาส่งผมเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านและพาไปงานวันเกิดพี่ดรีม)

ผมแปลกใจว่าทำไมพนักงานของพุฒิธาดาถึงบอกแบบนั้น แต่ลองคิดดูอีกที... หรือจะเป็นคำสั่งของคุณยะที่ไม่อยากให้ผมเจอดีน เพราะเรื่องที่ผมโดนยาก็เป็นเพราะไปงานปาร์ตี้วันเกิดของพี่ชายดีน ถ้าเป็นแบบที่ผมคิด ตอนคุณยะกลับมาผมคงต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่าดีนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมโดนยา คนที่เขาควรจัดการและไล่ออกไปจากชีวิตคือพี่เลม่อนต่างหาก ผมจะต้องบอกความเลวร้ายของพี่เลม่อนให้คุณยะรู้ นอกจากจะใช้เพื่อนตัวเองวางยาผม ยังกุเรื่องโกหกที่ว่าผมส่งข้อความไปด่าเขาด้วย ผมคิดว่าการที่คุณยะเชื่อที่พี่เลม่อนพูดใส่ร้ายผม ก็เพราะเขาเห็นข้อความโกหกพวกนั้นจริง แล้วข้อความพวกนั้นก็คงถูกส่งมาจากไลน์ปลอม ที่แอบอ้างว่าเป็นไลน์ของผมแน่ๆ

ผมหยุดเรื่องของพี่เลม่อนไว้ก่อน หันกลับมาตอบข้อความของดีน เพื่อให้เจ้าตัวสบายใจว่าผมไม่เป็นอะไรแล้ว

P.Phirach : เราโอเค

Oh-deen : โผล่มาซะที ห่วงแทบบ้ารู้ป้ะ

P.Phirach : ดีนไม่ต้องเป็นห่วง

Oh-deen : ห่วงไปแล้วไง

Oh-deen : ไลน์ไปก็ไม่อ่าน

P.Phirach : ขอโทษที่ไม่ได้อ่านไลน์

P.Phirach : พอดีแบตเราหมด เพิ่งชาร์ต

...ความจริงคือแบตผมใกล้หมดต่างหาก ตอนนี้ก็เหลือไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

Oh-deen : พีอยู่ไหน ไปหาได้ไหม

P.Phirach : เจอกันที่โรงเรียนดีกว่า

...ให้มาเห็นผมสภาพนี้ไม่ได้หรอก ดีนเห็นก็ต้องรู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ความสัมพันธ์ของผมกับคุณยะไม่ควรเล่าให้ใครฟังหรอก ในเมื่อสถานะของผมกับเขาที่คนภายนอกรับรู้คือพ่อกับลูก

Oh-deen : ได้ เจอกันที่โรงเรียน

P.Phirach : เจอกัน

ผมวางโทรศัพท์ลง แต่ก็มีข้อความเข้ามาอีก นึกว่าเป็นดีน พอหยิบขึ้นมาดูกลับไม่ใช่ แต่เป็นอีกคนที่ผมเกลียดขี้หน้ามากที่สุด... พี่เลม่อน

และพอกดเข้าไปในหน้าแชตก็พบว่าเป็นข้อความที่พี่เลม่อนส่งมาหาผมตั้งแต่ตอนตีสี่จนถึงตอนนี้ แต่มีข้อความแค่ไม่กี่ประโยค นอกนั้นล้วนแต่เป็นรูปถ่ายและคลิปเสียงที่ผมไม่ต้องเปิดฟังเลยด้วยซ้ำก็รู้ว่าเป็นคลิปเสียงของอะไร แต่ผมก็อยากจะให้แน่ใจว่าใช่อย่างที่ผมคิดไหม ทั้งที่รูปที่ส่งมาก็ช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า... พอกอดผมเสร็จ เขาก็ไปกอดพี่เลม่อนต่อ!

ทันทีที่ผมกดนิ้วลงบนคลิปนั้น เสียงที่ผมคุ้นเคยดังออกมาทำให้ทุกอย่างในหัวใจผมพังลงมาอีกครั้ง มันย่อยยับเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ทำไมผมต้องมาเจออะไรซ้ำๆ แบบนี้ด้วย ทุกอย่างมันฉายวน ซ้ำเหตุการณ์เดิม ค่ำคืนคือความสุขแต่วันต่อมาทุกความสุขก็พังทลาย

LemoN : อ่านซะทีนะ

LemoN : ยังไงกูก็ตัวจริงส่วนมึงก็แค่ของเล่น

LemoN : อ้าขาให้เขาง่ายๆ เขาก็เอามึงแบบง่ายๆ

LemoN : สุดท้ายเขาก็กลับมาหากูเพราะก้นกูดีกว่ามึงเยอะ

LemoN : ตาสว่างได้แล้วนะ

LemoN : เลิกคิดว่าพี่ยะรักมึงซะทีเพราะเขารักกู

LemoN : เขาสัญญากับพี่กูแล้วว่าจะดูแลกูไปตลอดชีวิต

LemoN : พี่ยะไม่มีวันเลิกกับกู

LemoN : แล้วก็จำที่กูเตือนมึงไว้ให้ดี

LemoN : อย่าคิดมาแย่งผัวกูไม่อย่างนั้นมึงได้ดังทั่วโรงเรียนแน่

LemoN : **แนบรูป**

...รูปที่พี่เลม่อนส่งมาล่าสุดเป็นรูปที่ผมนั่งสูบบุหรี่อยู่กับดีนที่สระว่ายน้ำ มุมกล้องตอนที่ดีนยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมเหมือนว่าเราสองคนกำลังจูบกัน แล้วยังมีรูปที่ผมนั่งพาดบนตักพี่หมอก กับรูปตอนที่ผมถูกจูบในสระว่ายน้ำ

LemoN : มึงนี่มั่วเนอะไม่เหมือนภาพเด็กดีที่มึงแสดงเวลาอยู่ที่โรงเรียนเลย

LemoN : เอาทั้งเพื่อน เอาทั้งรุ่นพี่

LemoN : เหล้า ยา บุหรี่ มึงก็เอา

LemoN : เอ... ถ้ารูปหลุดไป

LemoN : มึงจะเดินเชิดหน้าเป็นลูกคุณหนู เด็กเรียนดีได้อีกหรือเปล่าน้า

LemoN : เอ้า ถามก็ไม่ตอบ

LemoN : หรือว่าอยากให้รูปหลุด

LemoN : ถ้ามึงอยากดังกูช่วยได้นะ

LemoN : ว่าไงอีร่าน

...ผมเกลียดคำหยาบคายของเขาที่สุด

LemoN : อ่านแล้วก็ช่วยตอบกูด้วยว่ามึงอยากดังไหม

LemoN : ถ้าอยากกูจัดให้

...ผมก็ได้แต่อ่านข้อความด้วยมือที่สั่นเทา ใจมันเจ็บจนไม่รู้จะเจ็บอย่างไรแล้ว แต่ก็ยังเลื่อนกลับขึ้นไปดูรูปเป็นสิบๆ รูปที่พี่เลม่อนส่งมาเย้ยในความโง่เขลาของผม พวกเขากอดกัน นอนด้วยกันจนถึงเช้า พอผมหลับเขาก็คงออกไปหาพี่เลม่อน ทิ้งผมไว้กับความรักแบบเด็กๆ และความโง่เขลาที่ถูกหลอกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังไม่จำ เจ็บแต่ไม่เคยจำสักที

คำว่า...

‘คุณยะรักน้องพี’

มันไม่ใช่ความจริง ก็แค่คำพูดโกหกหลอกลวงของคนใจร้าย ทำไมผมไม่ฉลาดซะทีนะ ทำไมถึงโง่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แค่เขาพูดดี ใจดีกับผม ผมก็พร้อมจะลืมความจริงทุกอย่างไปจนหมดสิ้น ลืมว่าตัวเองถูกหลอกมาแล้วกี่ครั้ง เจ็บช้ำมาแล้วกี่หนกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่เลม่อนที่ไม่มีวันขาดออกจากกันได้

ทำไมเด็กแบบผมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!

ไม่เอาอีกแล้ว ผมจะไม่ยอมให้ตัวเองโง่อีกแล้ว!

...แกรก

เสียงคนเปิดประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน ผมไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมองว่าเป็นใครเพราะมั่นใจว่าต้องเป็นเจ้าของเพนต์เฮ้านั่นแหละ

“น้องพี... คุณยะขอโทษ พอดีคุณยะติดธุระ” เสียงเขาหอบเหนื่อยเหมือนว่าเขารีบมาหาผมมาก เสื้อผ้าที่ใส่ก็ไม่ใช่ชุดทำงานแต่เป็นเสื้อยืดกับกางเกงผ้าขายาว แสดงว่าเขาไม่ได้ไปทำงานเพราะเอาแต่คลุกอยู่กับพี่เลม่อน

‘ธุระ’ ของเขาก็มีแต่เรื่องอย่างว่า

“งั้นเหรอ ?” ผมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่ชื้นเม็ดเหงื่อด้วยสายตาว่างเปล่า ที่ซ่อนความเจ็บช้ำเอาไว้อย่างมิดชิด ผมจะไม่ให้เขาเห็นความอ่อนแอของผมอีกต่อไป “งั้นก็ช่วยคุยกับ ‘ธุระ’ ของคุณหน่อยสิครับ บอกมันว่าผมไม่ได้อยากได้ผัวมัน เกลียดผัวมันเหมือนที่เกลียดตัวมันนั่นแหละ” ว่าแล้วผมก็ยื่นโทรศัพท์เครื่องบางไปให้

เขารับมันไป คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยตอนที่อ่านข้อความบนหน้าจอ สักพักก็ขยับนิ้วพิมพ์ข้อความลงไปในไลน์ (มั้ง) ก่อนเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์

“คุณยะอยากอธิบาย” เขาพูดออกมาช้าๆ วางมือถือของผมไว้บนโต๊ะข้างเตียง ก่อนทรุดตัวลงนั่งข้างตัวผม มือของเขาเอื้อมมาดึงตัวผมเข้าไปกอด กระซิบคำหวานที่ความจริงก็คือคำลวง “คุณยะรักน้องพีนะครับ ทุกอย่างคุณยะอธิบายได้ กับเลม่อนคุณยะแค่...”

“ปล่อย...” ผมบอกเบาๆ เพราะมันหมดแรงที่จะพูดอะไรกับเขาแล้ว ไม่อยากฟังคำแก้ตัวที่ไม่ต่างจากคำโกหก ทั้งที่เมื่อคืนเขาสัญญาแล้วว่าจะมีแค่ผม แต่พอผมหลับเขาก็ทำแบบเดิมคือไปหาพี่เลม่อน... ไปมีอะไรกันเหมือนเดิม ที่ทำกับผมจนเจ็บร้าวไปหมดทั้งตัว เขายังไม่พออีกหรือไง   

“น้องพีไม่รักคุณยะแล้วหรือครับ” เขากล้าถามคำถามนี้ได้อย่างไร เห็นว่าผมโง่พอที่จะเชื่อคำบอกรักของเขาได้อีกงั้นเหรอ “ถ้ารักคุณยะก็ต้องฟังที่คุณยะจะอธิบายนะครับ”

“ปล่อย...กู” อ้อมแขนที่โอบรัดตัวผมถึงกับชะงักลงไป ก่อนจะผ่อนแรงกอดลงและค่อยๆ ปล่อยตัวผมออกมา

“ใครสอนให้พูดแบบนี้” เขาถามเสียงเข้ม ไม่พอใจที่ผมใช้คำว่า ‘กู’ กับเขา หึ! มากกว่าคำว่ากู ผมก็พูดได้

“ทำไมต้องมีคนสอน กูพูดเองได้” ความรู้สึกของผมตอนนี้คืออยากแตกหัก ผมถึงได้เลือกใช้คำที่ไม่เคยใช้กับเขามาก่อน “หึ บางทีกูอาจจะจำมาจากเมียของ ‘มึง’ ก็ได้มั้ง” ทันทีที่ผมเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกเขา สิ่งที่ผมได้กลับมาคือความโกรธจัดของเขา

เพียะ!

เสียงฝ่ามือกระทบแก้มซ้ายของผมแรงจนหน้าผมหัน กลิ่นเลือดคลุ้งอยู่ในอุ้งปากทันที เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมถูกตบจากคนที่ผมเกลียดทั้งคู่ แต่เจ็บที่ร่างกาย ไม่เท่ากับเจ็บที่หัวใจหรอก เจ็บจนไม่รู้จะเจ็บอย่างไรแล้ว สิ่งที่ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดของหัวใจผมได้ก็คงเป็นความเกลียดชัง

ค่ำคืนแสนหวานกลับกลายเป็นความเหม็นเน่า... มันเปลี่ยนไปอย่างง่ายดาย ไม่ต่างจากการพลิกฝ่ามือ

“มันจะฟังกันหน่อยไม่ได้หรือไงพี” หน้าของเขาแดงก่ำ กำลังควบคุมอารมณ์ของตัวเองไว้ไม่ให้ลงไม้ลงมือกับผมมากไปกว่านี้มั้ง แต่ผมกลับอยากให้เขาตบหน้าผมอีกเป็นร้อยๆ ครั้ง ตบให้หัวใจผมเลิกรักเขาได้อย่างเด็ดขาด!

“ต้องให้กูฟังอะไรอีก แค่คลิปที่เมียมึงส่งมาให้กู มันยังไม่พอหรือไง” เอาจริงๆ เลย ผมโคตรรู้สึกดีที่ได้ใช้ ‘กูมึง’ กับเขา มันเหมือนว่าผมหมดทั้งความรักและความศรัทธาในตัวเอง ไม่มีอะไรในตัวเขาที่ทำให้ผมเคารพได้อีกแล้ว

...ร่างกายที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์ของเขา ไม่มีอะไรให้ผมนับถือได้อีกต่อไป

“ก็ฟังจากปากฉันบ้าง” เสียงเขาขุ่นขึ้นอีก เกือบจะเป็นตะคอกใส่หน้าผมแล้วด้วยซ้ำ “ทำไมไม่คิดจะฟังบ้างห้ะ!!”

“งั้นก็บอกมาสิ เมื่อคืนได้ไปเอากับมันมาไหม ไปลงรูของมันมาหรือเปล่า”

“.....” เขาหลบตาผม

“หึ... ทำไมไม่ตอบล่ะ อยากให้ฟังจากปากมึงไม่ใช่หรือไง” ผมยิ้มเยาะให้กับความจริงที่เขาปฏิเสธไม่ได้ เพราะหลักฐานมัดตัว “บอกมาสิว่ามึงไม่ได้ไปเอากับมัน หลงรูมันมากใช่ไหม ที่ทำกับกูเมื่อคืนมึงยังไม่พอใจหรือไง หรือว่ามันไม่ถึงใจคนโรคจิตอย่างมึง!”

“พี!” ตาเขาเริ่มลุกเป็นไฟ มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนผม กำแน่นจนเจ็บ “อย่าเรียกฉันว่า ‘มึง’ อีก”

“ทำไม! กูจะเรียก เหมือนที่เมียมึงเรียกกูไง มันก็เรียกกูว่ามึงเหมือนกัน” แรงบีบที่ต้นแขนผมแรงขึ้น เจ็บนะ แต่ผมไม่ขอร้องให้เขาปล่อยหรอก เพราะไม่มีความเจ็บไหนที่ผมทนไม่ได้ แม้แต่เจ็บที่หัวใจเหมือนจะขาดใจตาย ผมยังทนมาได้ถึงตอนนี้เลย และผมก็ใช้คำหยาบคายนี่แหละระบายความเจ็บปวดออกมา เขาจะได้รู้สึกเหมือนผมบ้าง ว่าตอนถูกเรียกด้วยคำหยาบคายพวกนั้นเป็นอย่างไร เผื่อจะได้เอากลับไปสั่งสอนเมียตัวเองว่าอย่าใช้คำหยาบคายกับผมอีก

“หยุดพูดคำหยาบกับฉัน...พี ยังไงฉันก็แก่กว่าเธอมาก จำเอาไว้!” ว่าแล้วเขาก็สะบัดแขนผมทิ้งตอนที่พี่แอลเปิดประตูเข้ามาพอดี พร้อมกับถาดใส่อาหาร

“กูไม่จำ!” แต่ผมก็ยังไม่หยุด พี่แอลถึงกับสะดุ้ง ตกใจกับคำพูดของผม

“จะไม่หยุดใช่ไหมพี!”

“เออ! กูไม่หยุด เหมือนที่เมียมึงยังไม่หยุดด่ากูไง ไปบอกมันด้วยว่ากูไม่ได้อยากได้ผัวมัน อย่ามายุ่งกับกูอีก อยากเอากันท่าไหนก็ไม่ต้องมาเกี่ยวกับกู ไม่ต้องส่งรูปอุบาทว์พวกนั้นมาให้กูอีก กูไม่อยากเห็นภาพอุบาทว์...ทั้งมึง ทั้งเมียมึง โรคจิตทั้งคู่...อึก...” ทันทีที่พูดจบฝ่ามือหนาก็สะบัดลงมาบนหน้าผมเป็นครั้งที่สอง เจ็บจนหน้าชา เขาตบผมเต็มแรงเลย

ยอมรับว่าผมสมควรโดนตบ... แต่เขาก็ไม่ควรตบหน้าผมถึงสองครั้ง!

“บอส! ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ” พี่แอลที่ก่อนหน้านี้ยังยืนอึ้งกับคำพูดของผมรีบวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนดึงตัวเจ้านายตัวเองลุกออกไปจากเตียง แล้วเธอก็ทิ้งตัวลงมานั่งแทนที่ ดึงเอาตัวผมเข้าไปกอดปลอบ “ไม่ร้องนะคะน้องพี คุณยะไม่ได้ตั้งใจ”

“ฮึก...” ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย อ้อมกอดของผู้หญิงที่ไม่ใช่คุณย่ากับอาภาแต่ก็ปกป้องผมได้ น้ำตาผมไหลอยู่ที่ไหล่บางของพี่แอล มือของเธอก็ลูบแผ่นหลังปลอบโยนความเจ็บปวดของผม “...ผมเกลียดมัน” เป็นความรู้สึกเดียวเลยในตอนนี้

“ไม่เอาค่ะ ไม่เอานะคะ น้องพีเป็นเด็ก พูดกับผู้ใหญ่แบบนี้ไม่น่ารักเลย” พี่แอลดึงตัวผมออกมา เธอช่วยเช็ดน้ำตาบนแก้มที่ข้างหนึ่งน่าจะขึ้นสีแดงเป็นรูปรอยมือของเขาไปแล้วมั้ง ขณะที่เจ้านายของเธอยืนมองผมด้วยสายตาขุ่นคลั่ก ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความโกรธ คงอยากจะตบผมเป็นครั้งที่สามละมั้ง

“ฮึก... ผมเกลียดมัน” ผมก็ยังพร่ำคำที่เป็นความรู้สึกปวดร้าวออกมา “เกลียด...ฮึก...เมียมันด้วย” ไม่น่ารักก็ช่าง ผมไม่ได้อยากให้ใครมารักผมอีกแล้ว โดยเฉพาะเขา

“พูดไม่เพราะอีกแล้วน้องพี เดี๋ยวคุณยะก็โกรธอีกหรอกค่ะ” พี่แอลเปลี่ยนจากปลอบเป็นดุ แต่ก็ไม่น่ากลัวเท่าไร “ขอโทษคุณยะก่อนนะคะ”

“ผมไม่ขอโทษมันหรอก” คนที่ต้องขอโทษคือเขากับคนของเขา ร่วมมือกันทำร้ายความรู้สึกของผมมากี่ครั้ง “...เพราะผมเกลียดมัน” และยังย้ำคำเดิมตอกหน้าคนที่ยืนกัดฟันข่มอารมณ์โกรธอยู่กลางห้อง

“เกลียดฉันมากนักก็ออกไปจากครอบครัวฉัน!” เขาตะคอกออกมาก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปเลย

“เห็นไหม คุณยะโกรธแล้ว” พี่แอลพูดอย่างอ่อนใจกับความดื้อของผม “แล้วทะเลาะเรื่องอะไรกันคะ”

ผมไม่ตอบแต่ยื่นสิ่งที่อยู่ในไลน์ให้พี่แอลดูแทน ผมไม่ได้อยากประจานความบ้าเซ็กซ์ของเขาหรอกนะ ผมแค่ต้องการคนที่อยู่ข้างผมบ้าง เข้าใจกับสิ่งที่ผมต้องเจอ และพี่แอลก็เป็นอีกคนที่รู้ความสัมพันธ์ของผมกับเขา และคงรู้แล้วด้วยว่าผมไม่ใช่ลูกของเขา ไม่อย่างนั้นสายตาที่เธอมองความสัมพันธ์ของผมกับเขาคงเต็มไปด้วยความรังเกียจ ไม่ใช่แบบที่เป็นในตอนนี้คืออยากให้ผมกับคุณยะคืนดีกัน

“อะไรคะ ?” พี่แอลรับโทรศัพท์ไปจากมือผมแบบงงๆ แต่พอเห็นสิ่งที่ผมให้ดู เธอก็ทำตาโต ผมนึกว่าเธอจะกรี๊ดกร๊าดแล้วโยนโทรศัพท์ทิ้ง เพราะแต่ละรูปที่พี่เลม่อนส่งมาให้ผมเรียกว่ารูปโป๊เปลือยได้เลย (เพียงแต่ไม่เห็นน้องชายเท่านั้นแหละ) แต่พี่แอลก็ยังเลื่อนดูรูปพวกนั้นอยู่นานก่อนจะลดโทรศัพท์ในมือลงและเงยหน้าขึ้นมาถาม

“คุณยะเห็นหรือยังคะ”

“เขาเห็นแต่เขาไม่เคยทำอะไรเลย” เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นว่าคนของเขาส่งอะไรมาให้ผม ผมก็ยังไม่เห็นว่าเขาจะทำอะไรพี่เลม่อน ไม่อย่างนั้นพี่เลม่อนคงหยุดส่งรูปพวกนี้ตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว ไม่ใช่ยังส่งมาให้ผมอยู่เรื่อยๆ

“เดี๋ยวพี่แอลไปคุยกับคุณยะให้ค่ะ”

“ไม่ต้องครับ เปลืองน้ำลายเปล่าๆ คนอย่างเขาจะทำอะไรได้ ก็หลงเมียตัวเองขนาดนั้น”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ คุณยะกับน้องเลม่อนไม่ได้เป็นอะไรกัน”

“ไม่ต้องแก้ตัวแทนเจ้านายของพี่แอลหรอกครับ ความจริงก็เห็นอยู่ เขาจะกล้าทำอะไรพี่เลม่อนได้ หึ...คงกลัวไม่ได้ลงรู”

“น้องพี!” พี่แอลร้องเสียงหลงออกมาตอนที่ผมพูดคำหยาบ ส่วนประโยคหลังก็บ่นผมเบาๆ แทน “พูดอะไรแบบนั้นคะ ไม่เพราะเลย”

“ผมหิวแล้ว วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้กินอะไรเลยครับ” ผมเปลี่ยนเรื่อง รู้ตัวว่าพูดไม่เพราะ แต่อารมณ์ผมมาแล้วไง แค้นใจคำสัญญาที่เขาให้ผมแต่กลับทำไม่ได้เพราะหลงพี่เลม่อนจนโง่หัวไม่ขึ้น หรือพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าหลงรูนั่นแหละ “พี่แอลกลับไปทำงานเถอะครับ”

“เดี๋ยวพี่แอลไปหาน้ำแข็งมาประคบแก้มให้น้องพีก่อนดีกว่า” เธอว่าแล้วก็ลุกขึ้น หมุนตัวจะเดินออกไป แต่ผมรั้งไว้ก่อน

“ไม่ต้องครับพี่แอล แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ถ้ามันจะบวมก็ปล่อยมันบวมไป คนที่ทำเขายังไม่สนใจเลย พี่แอลไปทำงานเถอะครับ”

“แต่...” เธอจะค้าน

“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ”

“ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าน้องพีอยากให้พี่ช่วยอะไรก็โทรมานะคะ”

“ครับ” ผมมีเบอร์พี่แอล ได้มาตอนที่ผมมารับเงินค่าขนมรายวันที่เจ้านายเธอฝากเอาไว้ก่อนไปเยอรมัน เธอให้เบอร์ไว้เผื่อฉุกเฉินตอนที่เงินผมหมดกะทันหันจะได้โทรหาได้เลย แต่เอาเข้าจริงผมก็ใช้เงินแปดสิบบาทไม่หมด เพราะผมก็จ่ายแค่ค่าข้าวกลางวันกับน้ำเปล่า นอกเหนือจากนั้นไอ้ที่เคยกินๆ ก็ตัดขาดไปเลยครับ ก็เงินไม่มีแล้วนี่จะให้ผมเอาเงินที่ไหนไปซื้อ

“พี่แอลครับ” ผมเรียกเธอไว้ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป

“คะน้องพี อยากได้อะไรคะ” เดินกลับมาถามผม

“เปล่าครับ แค่อยากให้พี่แอลช่วยยกอาหารพวกนี้ไปที่โต๊ะข้างนอกครับ ผมอยากนั่งกินที่โต๊ะมากกว่า” ผมบอก ถึงจะเจ็บช่วงล่างแต่ผมก็ไม่อยากนั่งกินมื้อแรกของวันบนเตียง เอาจริงๆ คือมันกินลำบากนะ แต่จะให้ผมยกออกไปเองก็คงไม่ไหว สภาพผมตอนนี้แค่เอาตัวเองลุกจากเตียงเดินออกไปนอกห้องตัวเปล่าก็ยากแล้วครับ ให้ถือถาดอาหารไปด้วยคงได้คว่ำตั้งแต่ยังเดินไปไม่ถึงประตูห้องแน่ๆ

“ได้ค่ะ” พี่แอลยิ้ม

“ขอบคุณครับ” 

พอพี่แอลยกถาดอาหารออกไปแล้ว ผมก็ค่อยๆ เอาตัวเองออกมาจากเตียง ขยับแต่ละทีนี่เจ็บมากแต่ก็ฝืนลุกเดินเข้าห้องน้ำในสภาพเดินกะโผลกกะเผลกเลยนั่นแหละ อาการเจ็บตัวทำให้ผมนึกเกลียดสิ่งที่เขาทำกับผมทั้งสองคืนที่ผ่านมา ไม่โทษตัวเองหรอกที่ยอมเขา เพราะผมตกเป็นเหยื่อ ผมหลงกลคำหวานที่ปั้นแต่งมาหลอกลวง ทั้งคำบอกรัก ทั้งคำที่บอกว่าหัวใจของเขาเป็นของผม ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้ผมหลงเชื่อ ยอมทำตามรสนิยมทางเพศของเขาไปอย่างโง่เง่า ทรมานตัวเองเพื่อให้เขามีความสุข ส่วนตัวเองก็มีแต่เจ็บตัวและเจ็บหัวใจ

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

.

.

ผมใช้เวลาอาบน้ำไปเกินครึ่งชั่วโมง อาบเสร็จก็เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพที่สดชื่นขึ้นแต่แก้มบวมไปแล้วครับ ผมเดินไปหยิบเสื้อผ้าของตัวเอง (ชุดที่ใส่ไปงานวันเกิดพี่ชายของดีน) ที่ซักรีดเรียบร้อยและแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้ามาใส่ ไม่ลืมที่จะเอาเสื้อผ้าของเอ้ที่ผมใส่ออกจากบ้านดีนออกมาจากตู้ด้วย ยัดมันใส่กระเป๋าสะพาย กะว่ากินข้าวเสร็จผมก็จะกลับเลย

ออกมาจากห้องผมก็เดินกะโผลกกะเผลกไปที่โต๊ะอาหาร วางกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ ส่วนตัวผมเองตั้งใจว่าจะยืนกินข้าวแทนการนั่งเพราะผมปวดช่องทางด้านหลังมาก ถึงเบาะเก้าอี้จะนุ่มแต่ก็ยังดูแข็งไปสำหรับสภาพผมในตอนนี้ ผมมองดูอาหารห้าอย่างกับข้าวผัดปูที่แบบว่าเนื้อปูเยอะมากที่วางอยู่บนโต๊ะ นึกสงสัยว่าทำไมมันถึงเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้ เพราะตอนที่พี่แอลยกถาดอาหารมาก็มีแค่ผัดเต้าหู้กับต้มจืด ปลาหมึกยัดไส้ และก็ข้าวผัดปูจานเล็ก ไม่ได้จานใหญ่เหมือนที่ผมเห็นบนโต๊ะ อาหารก็เพิ่มมาอีกสามอย่าง แถมวางจานเปล่าพร้อมช้อนกับซ้อมไว้สองชุดด้วย

แต่แล้วความสงสัยของผมก็ได้รับความกระจ่างในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเสียงเปิดปิดประตูบานหนึ่งในห้องเพนต์เฮ้าส์ดังขึ้น และใครคนหนึ่งโผล่เข้ามาในระยะมองเห็นของผม

...มิน่าล่ะ อาหารถึงเต็มโต๊ะ

เจ้าของเพนต์เฮ้าส์มองหน้าผมนิดหนึ่ง ท่าทางเหมือนอยากพูดกับผม แต่ผมมองเขาด้วยสายตาเกลียดชังสุดๆ จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อคืนเคยใช้สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กโง่ๆ คนหนึ่งมองเขามาก่อน จากนั้นก็มีแต่ความเงียบระหว่างผมกับเขา แล้วเขาก็เดินเลยไปที่ประตูเพราะจังหวะนั้นเสียงออดหน้าห้องดังขึ้นพอดี ส่วนผมก็เลิกที่จะสนใจเขา หันมาสนใจอาหารบนโต๊ะต่อ ผมตักข้าวผัดปูใส่จานเปล่าด้วยความหิวจัด กำลังจะตักเข้าปาก ฝ่ายนั้นก็เดินมาที่โต๊ะ ถือเบาะรองนั่งที่เป็นขนสีขาวดูคล้ายขนกระต่ายและน่าจะนุ่มเอามากๆ มาด้วย เขาวางมันลงบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ทางฝั่งซ้ายมือของผม

“นั่งสิ” น้ำเสียงที่เขาใช้พูดกับผมอ่อนลงแต่ก็ยังฟังดูขุ่นเคืองใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้อง

“.....” ผมแค่มอง ตักข้าวผัดปูเข้าปากแบบไม่คิดจะสนใจทำตามที่เขาบอก ไม่สนใจแม้แต่จะมองหน้าเขา สายตาผมอยู่แค่ข้าวในจานกับอาหารบนโต๊ะ ผมรีบเคี้ยวรีบกลืน กะว่าเอาแค่ให้หายหิวแล้วค่อยไปหาอะไรกินให้อิ่มท้องที่บ้าน แต่แค่คำแรกที่กลืนลงคอไป ผมก็ถูกดึงลงไปนั่งบนเบาะขนนุ่มอันนั้นแบบที่ไม่ทันได้ตั้งตัว พอไม่ได้ตั้งตัวแรงปะทะระหว่างก้นผมกับเบาะหนานุ่มก็ต้องมากเป็นพิเศษ ต่อให้เบาะรองนั่งทั้งหนาและนุ่มขนาดไหน ความเจ็บจี๊ดจากจุดบอบช้ำที่สุดในร่างกายก็แทบจะทะลุออกทางกลางกระหม่อมได้อยู่ดี ส่วนแข้งขาไม่ต้องพูดถึงสั่นระริกไปหมดแล้ว

“อะ...ฮึก...” น้ำตาผมถึงกับพรั่งพรูออกมา “ทำกูทำไมวะ...ฮึก...กูเจ็บ...มึงไม่รู้หรือไง...ไอ้โรคจิต!” ผมโวยวายทั้งน้ำตา ยกกำปั้นทุบหน้าท้องแข็งๆ ของเขาไปเต็มแรงที่เหลืออยู่น้อยนิด เพราะถูกความเจ็บปวดที่วิ่งทะลุร่างกายจนพรุนไปหมดดูดเอาพลังไปหมด สภาพผมคือถ้ายืนนี่คงทรุดไปกองพื้นแล้วเพราะขาไม่มีแรงรับน้ำหนักของร่างกายได้

“คุณยะขอโทษครับ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนไม่ต่างจากเมื่อคืน พร้อมกับรวมข้อมือผมเอาไว้ไม่ให้ทุบตีเขาไปมากกว่านั้น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างเก้าอี้ที่ผมนั่ง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม “เจ็บมากไหมครับคนดีของคุณยะ” จากนั้นก็ยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาบนแก้มผมเบาๆ ให้ความรู้สึกว่าเขากำลังทะนุถนอมแก้มผมมากทีเดียว

เหอะ! แต่ขอโทษเถอะ ผมไม่หลงเชื่อคำเหม็นเน่าที่ออกมาจากปากเขาว่าเป็นความจริงอีกแล้ว หลังจากเจ็บซ้ำซากมาหลายครั้ง ผมก็ควรฉลาดเสียที

“จะถามว่าก้นกูเจ็บมากไหม หรือแก้มกูที่โดนมึงตบสองครั้งล่ะ” ผมถามกลับ สายตาที่ใช้มองเขาก็เต็มไปด้วยความเกลียดชังสิ่งที่เขาทำกับผม ส่วนคนที่ถูกสายตาเกลียดชังของผมซัดเข้าใส่ก็ค่อยๆ ปล่อยข้อมือผมให้เป็นอิสระ ส่วนปลายนิ้วที่เกลี่ยเม็ดน้ำตาบนแก้มให้ผมก็ชะงักลง ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
 
สายตาที่เขาใช้มองผม มันเต็มไปด้วยอะไรหลายอย่างที่อัดเต็มอยู่ในนั้น ทั้งโกรธ โมโห อยากพูด อยากแก้ตัว และอยากให้ผมกลับไปเป็น ‘คนดี’ ของเขาแบบเมื่อคืน แต่ไม่อีกแล้วที่ผมจะเชื่อสิ่งที่เขาพูดหรือสิ่งที่เขาแสดงออกมาผ่านสายตาและท่าทาง ผมอยากให้ความเจ็บปวดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ไม่อยากวนเวียนอยู่กับความเจ็บที่ซ้ำซาก ปล่อยให้คนของเขามาด่าผมด้วยคำหยาบคาย โดยที่เขาไม่สามารถปกป้องผมได้เลย ...ไม่เลยสักครั้ง

“ฉันขอโทษ เดี๋ยวจะเอาน้ำแข็งมาประคบให้” เขาเดินไปที่ตู้เย็น   

“ไม่ต้อง” ผมพูดตามหลังเขาไป ก่อนจะค่อยๆ ลุกจากเก้าอี้ ความเจ็บจากช่องทางด้านล่างก็ยังเป็นเหมือนมีดที่กรีดเข้ามาในความบอบช้ำ ทว่าผมก็กัดฟันข่มความเจ็บนั้นลงไป ยืนบนขาที่ติดจะสั่นอยู่พอสมควรแต่ก็แบกรับน้ำหนักตัวของผมเอาไว้ได้แล้ว “...เจ็บแค่นี้เดี๋ยวกูก็หาย แต่ที่กูอยากให้หายไปตอนนี้เลยคือตัวมึงกับเมียของมึง แล้วก็รูปกับคลิปอุบาทว์ๆ ของพวกมึงก็อย่าให้เมียมึงส่งมาให้กูอีก อยากถ่ายอยากเอากันท่าไหนก็ไม่ต้องเอามาให้กูดู กูไม่ได้โรคจิตแบบพวกมึงสองคน”

เขาไม่ได้หันกลับมามองตอนผมพูด และผมก็ไม่อยู่รอให้เขาหันกลับมา พูดประโยคสุดท้ายจบ ผมก็เดินกะโผลกกะเผลกออกมาจากโต๊ะอาหาร และเดินออกมาจากห้องเพนต์เฮ้าส์ของเขาทันที

ผมทิ้งค่ำคืนที่เคยมีความสุขมากที่สุดในชีวิตไว้ที่นี่และไม่มีวันจะหวนกลับมาเอาความสุขจอมปลอมนั้นมาไว้ในชีวิตอีกเด็ดขาด

ผมอยากให้ทุกอย่างจบสิ้นตั้งแต่วินาทีที่ผมพูดประโยคสุดท้ายจบ อยากให้เขาหายไปจากชีวิตผม หรือเป็นผมเองก็ได้ที่หายไปจากชีวิตของเขา แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นดังใจผมนักหรอก ในเมื่อผมยังต้องอยู่ในครอบครัว ‘ตรัยธาดา’

...เพราะในตอนนั้นผมไม่มีที่ไป ผมยังเด็ก ชีวิตยังไม่กลายเป็นของผมแบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมถึงต้องทนอยู่ ทนให้เขาเอาเปรียบร่างกายของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทว่าผมก็เฝ้ารอเวลาที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง ยืนด้วยลำแข็งของตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินของเขาแม้แต่บาทเดียว!

.

.

.

“หื้อ... กี่โมงแล้วเจย์” ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาในสภาพเสียงแหบแห้งเพราะมือปลาหมึกของคนร่วมเตียง หลังจากใช้เวลาตั้งแต่ช่วงสายจนถึงตอนนี้ที่ท้องฟ้านอกผนังกระจกที่ไร้ผ้าม่านบดบังจวนเจียนจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มกับการคลุกวงในกันบนเตียง

“อีกสักรอบได้ไหมพีรัช” เสียงอ้อนและลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดอยู่ข้างแก้ม “ไหวหรือเปล่าครับ”

“ไม่ไหวแล้วเจย์” ผมส่ายหน้าทันที “ใช้งานผมหนักไปแล้วนะ” ก็ตั้งแต่สายจนถึงตอนนี้ จำนวนครั้งที่ทำเรื่องอย่างว่ากันก็สามครั้งถ้วน แต่ก็เป็นสามครั้งที่ผมให้จิระใช้ถุงยางเพราะรู้ว่าวันนี้จิระจะไม่หยุดแค่รอบเดียว และผมก็ขี้เกียจต้องมานั่งเอาสิ่งที่ค้างภายในช่องทางนั้นออกมาด้วยแหละ

“ใจร้าย” ว่าแล้วก็ทำหน้ายุ่ง แต่ก็ไม่ได้รบเร้าจะเอาให้ได้ดังใจ เขาก็รู้ตัวแหละว่าผมตามใจเขามาเยอะแล้ว ไม่ใช่แค่วันนี้ที่ผมตามใจเขา แต่เป็นทุกวันตั้งแต่เขามาหาผมพร้อมข่าวดีสำหรับผม แต่เป็นข่าวร้ายของตัวเขาเอง

จิระต้องนอนกับมาร์คัส รอสส์ เพื่องานของผม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงตามใจเขาทุกวัน ก็เพื่อตอบแทนสิ่งที่จิระทำเพื่อผม เขายอมเป็นฝ่ายรับให้อดีตพี่ชายข้างบ้านที่เขาเคยบอกว่าโคตรจะไม่ชอบขี้หน้า ทั้งหมดก็เพื่อผม ผมถึงต้องตอบแทนเขา... เท่าที่ผมทำได้

“ไม่ใจอ่อนหรอกน่า” ผมเอื้อมมือไปขยี้ผมนุ่มๆ ของจิระอย่างที่ชอบทำ เพราะบางครั้งผมก็รู้สึกว่าจิระเป็นน้องชายของผมจริงๆ เขาตัวใหญ่กว่าผมก็จริงแต่ไม่ได้ใหญ่กว่ามาก แถมยังขี้อ้อนมากด้วย อ้อนเหมือนน้องชายตัวจิ๋ว ไม่เหมือนภาพลักษณ์ทรงภายนอกที่ใช้โปรยเสน่ห์สาวๆ เลยสักนิด “ลุกได้แล้ว ไปอาบน้ำแต่งตัวเร็ว” ผมลุกนั่งพร้อมกับดึงตัวจิระขึ้นมาด้วย

“ไม่อยากไปเลย เบื่อหน้ามัน” จิระบ่น

“งั้นก็ไม่ต้องไป มาทำกันต่อดีไหม” แล้วผมก็ทิ้งตัวลงนอน และอีกเช่นเคยที่ผมจะดึงตัวจิระลงมาด้วย เพียงแต่ไม่ได้กลับลงมานอนในอ้อมกอดของกันและกัน แต่ผมดึงตัวจิระให้ขึ้นมาคร่อมอยู่เหนือร่างกายของผม

คนที่อยู่เหนือร่างผมยิ้มแต่เป็นยิ้มที่ไม่แจ่มใส

“ถึงจะเบื่อหน้ามันแต่ก็ต้องไป... ครั้งสุดท้ายแล้ว” ท้ายประโยคเสียงเบาลง ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นนั่ง และเป็นผมบ้างที่ถูกดึงขึ้นมาจากที่นอนนุ่ม “อีกครั้งเดียว...ครั้งเดียว” จิระพูดย้ำ เหมือนจะตอกย้ำว่าหลังจากนี้เขาจะเป็นอิสระจากเงื่อนไขที่ทำให้เขาต้องกล้ำกลืนฝืนทนถึงสามครั้ง

ครั้งแรกเกิดขึ้นก่อนที่จิระจะกลับมาหาผม

ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

และครั้งที่สามก็คืนนี้

“ขอโทษนะเจย์” ผมดึงร่างที่ขาวกว่าผมเข้ามากอด กระซิบคำจากความรู้สึกที่ล้นอยู่ในอกตั้งแต่ที่จิระบอกว่าต้องนอนกับมาร์คัสถึงสามครั้ง เพื่อให้เขาเปลี่ยนสถานที่จัดแสดงงานศิลปะ “ขอโทษจริงๆ”

ผมไม่มีคำไหนตอบแทนจิระนอกจากคำขอโทษและคำขอบคุณ แม้รู้ว่ามีคำที่คนในอ้อมแขนของผมต้องการแต่ผมให้เขาไม่ได้ เพราะผมไม่อยากโกหกตัวเองและไม่อยากให้คนฟังต้องมาเจ็บปวดกับคำโกหกของผม

...เหมือนอย่างที่ผมเคยเจ็บปวดกับคำโกหกของผู้ชายคนนั้น

“ไม่เป็นไร จิระเต็มใจทำเพื่อความสุขของพีรัช” รอยยิ้มของจิระแจ่มใสขึ้นจากเมื่อครู่

“อีกรอบนะ” ครั้งนี้ผมเป็นคนพูด เชิญชวนด้วยร่างกายที่ไร้เสื้อผ้าห่อหุ้ม นอกจากคำขอโทษและขอบคุณ ก็มีร่างกายอีกหนึ่งอย่างที่ผมใช้ตอบแทนสิ่งที่เขาทำเพื่อผม

ผมผลักจิระลงไปนอนแทนที่ผมเมื่อกี้ ส่วนตัวเองลดตัวลงไปด้านล่าง บนหน้าขาของจิระ ประคับประคองเด็กน้อยตัวสีชมพูเข้ามาในอุ้งปาก ผมเต็มใจทำให้เจ้าของร่างกายนี้ เพื่อตอบแทนสิ่งที่เขาทำเพื่อผมมาตลอด

“อ่า...จิระรักพีรัชนะ”

คำพูดนั้นผมรับรู้มาตลอด เพียงแต่ตอบแทนจิระด้วยความรู้สึกแบบเดียวกันไม่ได้... ไม่เคยทำได้เลย เพราะหัวใจของผมไม่ได้เป็นของผมมานานมากแล้ว

.

.

.

“ขำอะไรเจย์” ผมหันไปค้อนคนที่เดินเคียงข้างผมเข้าไปในโรงแรมอันเป็นสถานที่นัดหมายของจิระกับอดีตพี่ชายข้างบ้านของเขา

“สงสารคนแก่” จิระพูดกลั้วเสียงหัวเราะ ลูกตาสีฟ้าน้ำทะเลมองลงไปที่สะโพกใต้กางเกงยีนสีซีดของผม

“แก่กว่าแค่ปีเดียวเถอะ” ผมเอาคำที่จิระเคยพูดขึ้นมาเถียง สภาพผมตอนนี้ก็อาจจะน่าขำนิดหน่อยเพราะผมเดินไม่ปกติเท่าไร จะให้ปกติได้ยังไงล่ะ ก็วันนี้ทำเรื่องอย่างว่าไปสี่รอบ และรอบสุดท้ายผมก็ทำซ่าปีนขึ้นไปออกกำลังกายบนตัวจิระขนาดนั้น เอวมันเลยเคล็ดนิดหน่อย บวกกับสภาพที่ผ่านศึกมาสี่รอบด้วย ผลเลยออกมาเป็นแบบนี้ ผมเหมือนคนเดินไม่ตรงอ้ะ

“แต่ก็ขอบคุณนะครับพีรัชสำหรับของอร่อยที่กินเท่าไรก็ไม่เบื่อ” นอกจากจะก้มลงมาพูดข้างหูผมด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์แล้ว เจ้าตัวยังเอามือมาโอบเอวผมอีก ไม่สนใจสายตาของใครที่มองมาเลย

“เอามือออกเลยจิระ” ผมบอกแต่ก็เป็นคนปลดมือจิระออกไปจากเอวตัวเอง

“พีกลับไปก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องรอผมหรอก” จิระพูดเสียงจริงจังขึ้นเมื่อก้าวเข้ามาในตัวโรงแรมเรียบร้อยแล้ว อันที่จริงเขาก็ไม่อยากให้ผมมาด้วย แต่เป็นผมที่ดื้อตามเขามาเอง

“ไม่ต้องมาไล่เลย มาถึงขนาดนี้แล้วจะให้กลับได้ยังไงล่ะ” ผมพูดยิ้มๆ แม้ในใจจะไม่ยิ้มตาม นี่เป็นครั้งแรกที่ผมกลับมาเหยียบโรงแรมแห่งนี้ ก็นับตั้งแต่ที่ผมจากไป ผมก็ไม่กลับมาที่พุฒิธาดาอีกเลย “ขึ้นไปเถอะ เสร็จแล้วก็โทรมานะ”

“งั้นขอกอดหน่อย” ผมยังไม่ทันอนุญาตเลย จิระก็ดึงเอาตัวผมเข้าไปกอด แขกของโรงแรมที่เดินผ่านไปมามองกันให้วุ่น ไม่เว้นแม้แต่พนักงานต้อนรับในชุดไทยสีเปลือกไข่ที่เริ่มมองมา และคล้ายกับว่ามีบางคนที่ผมคุ้นหน้าก็เหมือนจะจำผมได้ ผมถึงได้รีบดันตัวจิระออกไป จูงมือเขาไปที่ลิฟต์ก่อนที่จะมีใครจำได้ว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน และเดินเข้ามาทักทาย

“เข้าไปได้แล้ว” ผมพูดขึ้นเบาๆ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกในจังหวะที่ผมกับจิระเดินมาถึงพอดี พร้อมกับลูกค้าชายหญิงชาวต่างชาติที่ก้าวออกมา แต่ไม่วายที่จิระจะดึงเอาตัวผมเข้าไปในห้องโดยสารสี่เหลี่ยมด้วยกัน และพอประตูปิด ผมก็ถูกดันตัวให้ไปติดกับผนังเย็นชืด แล้วริมฝีปากของจิระก็ประกบจูบลงมาบนกลีบปากของผม จูบอย่างเอาเป็นเอาตาย นานกว่าที่เขาจะปล่อยกลีบปากของผมให้เป็นอิสระ

“เฮ้อ...ชาร์ตพลังเต็มที่แล้ว” เจ้าตัวยิ้มหน้าระรื่น แต่ผมรู้ว่าเข้าในของจิระไม่ได้ยิ้มเลยสักนิด ผมถึงได้ดึงใบหน้าของหนุ่มลูกครึ่งลงมาใกล้ เป็นฝ่ายมอบจูบดูดดื่มครั้งใหม่ขึ้นมา... และครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเสียงประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อถึงชั้นที่หมาย

“ขอบคุณนะเจย์” ครั้งนี้ผมไม่ได้พูดคำขอโทษ แต่ขอบคุณสิ่งที่จิระเสียสละทำเพื่อผม เรื่องที่ผมขอให้เขาช่วยไม่ได้สำคัญอะไรมากเลย ก็แค่เรื่องแก้แค้นเอาคืนแบบเด็กๆ แต่สิ่งที่จิระต้องเสียสละเพื่อให้ผมได้ในสิ่งเล็กน้อยนั้นกลับเป็นเรื่องที่หนักหนามากทีเดียว

“เดี๋ยวได้ขอบคุณทั้งวันทั้งคืนแน่...พีรัช” จิระยังยิ้มให้ผม ยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักอย่างแท้จริง ไม่มีคำโกหกหลอกลวงอยู่ในคำบอกรักของจิระเลย แม้แต่ครั้งเดียวก็ไม่มี... ไม่เหมือนคำบอกรักของคนคนนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ให้สามวันสามคืนเลย” ผมไม่ได้พูดเอาใจเขา แค่อยากจะมอบความสุขให้กับจิระจริงๆ ผมตอบแทนเขาได้แค่ร่างกายนี่แหละ 

“ขอบคุณครับ”

จิระเดินออกไปแล้ว ประตูลิฟต์ปิดลงอีกครั้ง มันกำลังเคลื่อนตัวลงไปชั้นล่าง ล่างลงไปยังชั้นใต้ดิน ชั้นที่เป็นที่ตั้งของ Mar Bar สถานที่ที่ผมจะใช้นั่งรอจิระ

.

.

.

บรรยากาศของ Mar Bar ในคืนนี้ถูกโอบล้อมด้วยบทเพลงแจ๊ซที่ขับกล่อมให้ผู้คนได้ดื่มด่ำในความสวยงามของเสียงดนตรี ในส่วนของการตกแต่งจะเน้นเนื้อหวายเป็นองค์ประกอบหลักแทรกไปกับความแข็งแกร่งของเนื้อไม้ที่แข็งแรงมั่นคง มันลงตัวและหรูหราในแบบที่เป็นพุฒิธาดา และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในบาร์ค็อกเทลที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ

ปลายเท้าของผมมุ่งตรงไปยังบาร์เครื่องดื่ม ซึ่งมีบาร์เทนเดอร์หนุ่มรูปหล่อผู้มีเส้นผมสีทองตามธรรมชาติยืนโปรยยิ้มมีเสน่ห์แบบเบดบอยมาให้ แต่ทำอะไรผมไม่ได้หรอก เพราะผมไม่ได้ชอบผู้ชายต่างชาติตัวมหึมา เสน่ห์ของเขาถึงทำอะไรผมไม่ได้ สิ่งที่ผมสนใจจนเอาตัวเองมานั่งบนเก้าอี้ทรงสูงตรงหน้าบาร์เทนเดอร์หนุ่มคือเครื่องดื่มที่เขาจะผสมให้ผมลิ้มลองในคืนนี้ต่างหาก

แต่เพียงแค่ทิ้งตัวลงนั่ง ไม่ทันได้ขยับปากพูดอะไรออกมาเลย เครื่องดื่มสีแดงอมส้มและมีลูกเชอร์รีแช่อยู่ในแก้วก้านยาว ที่ดูด้วยสายตาก็รู้ว่ารสชาติร้อนแรงแค่ไหนก็ถูกเลื่อนมาตรงหน้า ไม่ใช่จากมือของบาร์เทนเดอร์หนุ่มแต่เป็นมือของลูกค้าหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งจับจองพื้นที่หน้าบาร์ก่อนผม

“คิดถึงว่ะ”

ชายคนนั้นยิ้มให้ผม ไม่ใช่แค่รอยยิ้มที่ผมจำได้ แต่เป็นใบหน้าหล่อแบบโอปป้าเกาหลีมากกว่าที่ทำให้ผมจำเขาได้ทันที

“ดีน”

ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัว ดีนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนักเมื่อเทียบกับผม เพราะเมื่อก่อนตัวผมเล็กกว่าดีนมาก แต่ตอนนี้ผมกับดีนตัวเกือบเท่าๆ กันแล้ว คือดีนตัวเกือบเท่าๆ ผมนะ แต่ที่เปลี่ยนไปพอสมควรคือสีผมที่ถูกยอมเป็นสีน้ำตาลอ่อนและยาวจนสามารถมัดเป็นหางม้าตรงท้ายทอยได้

“นึกว่าจะจำเราไม่ได้ซะอีก” พูดจบ เจ้าตัวก็ขยับลุกจากที่นั่งของตัวเองมานั่งที่เก้าอี้ตัวที่กั้นระหว่างผมกับเขาเมื่อกี้ พร้อมกับประโยคที่เจ้าตัวชอบพูดกับผมเสมอ

“...อยากจูบว่ะ”

นัยน์ตาเยิ้มจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เลื่อนมาหยุดที่ริมฝีปากของผม

“จูบได้ป้ะ”

“ได้สิ” ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

“คิดถึง” ดีนยังย้ำคำเดิม และเป็นฝ่ายขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ผมที่ยังนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ที่สูงแค่เหนือเอวขึ้นมา

“เหมือนกัน” และลมหายใจของดีนใกล้เข้ามาอีกนิด ไต่รดบนใบหน้าของผม เราสองคนกำลังจะจูบกันโดยไม่สนใจหนุ่มผมทองตรงหน้า หรือลูกค้าอื่นที่นั่งกระจายกันไปตามมุมต่างๆ ของบาร์เล็กๆ แห่งนี้

...แต่คงไม่ใช่กับเจ้าของเสียงห้วนห้าวที่ดังมาจากด้านหลัง

“กูให้มึงมาเที่ยว ไม่ได้ให้มึงเอา ‘ของของกู’ ไปให้คนอื่นใช้” พร้อมกับมือที่กระชากคอเสื้อด้านหลังของดีนจนเจ้าตัวเกือบหงายหลังตกเก้าอี้ แต่ที่ไม่ตกลงไปเพราะร่างสูงใหญ่และหนามากๆ ที่เป็นเจ้าของมือนั่นแหละยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเอาไว้

“ตัวเหี้ยว่ะ น่ารำคาญชะมัด” ดีนทำหน้าเซ็งบอกผม แต่ผมกลับเห็นว่าแววตาเป็นประกายวิบวับฟ้องความพึงพอใจเอาไว้ไม่มิด ผิดจากสีหน้าไปมาก ก่อนแหงนหน้าไปพูดกับคนที่ตัวเองเรียกว่าตัวเหี้ย “...กลับไปนั่งที่ของมันไป กูยังเหลือเวลาอีกยี่สิบเจ็ดนาที” พร้อมกับยกหน้าปัดนาฬิกาข้อมือให้ดู ฝ่ายนั้นทำหน้าไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเข้มดุดัน

“กลับไปมึงเจอดีแน่”

“เหอะ... กูเคยกลัวมึง”

“เดี๋ยวมึงรู้” พูดแค่นั้นก็หันหลังเดินกลับไปที่นั่งของตัวเอง แต่ก่อนไปก็ตวัดสายตาอาฆาตมาที่ผม ราวกับจะบอกว่า...

‘มึงอย่าได้ยุ่งกับของของกู’

ผมก็ฉลาดพอที่จะไม่ยุ่งกับ ‘ของของเขา’ หรอกน่า! ...เพราะอิทธิพลของเขาเยอะเสียจนไม่ควรเอาชีวิตที่สงบสุขของตัวเองเข้าไปแลก

“ไม่สงสัยหน่อยเหรอ ?” ดีนถามผม หลังจากสั่งเครื่องดื่มแก้วใหม่กับบาร์เทนเดอร์ไปแล้ว “ถามได้นะ อยากตอบว่ะ”

“อยากตอบหรืออยากระบาย” ผมย้อนถาม พลางยกแก้วเครื่องดื่มรสชาติร้อนแรงเข้าปาก แม้จะรสแรงแต่ก็นุ่มกลมกล่อม ออกหวานนิดๆ และมีกลิ่นหอมฟุ้งอยู่ภายในอุ้งปาก

“อยากมีคนคุยด้วย ขี้เกียจคุยกับพวกผักแล้วว่ะ”

“....?” บนหน้าผมคงขึ้นเครื่องหมายแปลกใจตัวโตมาก ดีนถึงได้หัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมกับหันไปรับแก้วเครื่องดื่มทรงเตี้ยที่ข้างในบรรจุน้ำสีอำพันและก้อนน้ำเล็กๆ สองสามก้อนจากชายหนุ่มผมสีทอง และไม่ลืมที่จะส่งยิ้มหวานล้นและมากด้วยเสน่ห์ในแบบที่ดีนเป็น ทั้งหยอกเย้า ยั่วยวน และเชื้อเชิญ มีหรือที่บาร์เทนเดอร์หนุ่มจะปฏิเสธรอยยิ้มของดีนได้

และแน่นอนว่ารอยยิ้มและสายตาที่โต้ตอบกันไปมาระหว่างลูกค้าและบาร์เทนเดอร์หนุ่มต่างชาติ ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่เห็นมัน คนที่จับตามองทุกการเคลื่อนไหวของดีนก็คงเห็นเช่นกัน ในเวลาอันรวดเร็วคนตัวสูงและหนาเอามากๆ ก็ก้าวเข้ามายืนประชิดคนของตัวเองทันที

ปัง!!

ฝ่ามือหนากระแทกลงบนเคาน์เตอร์บาร์ที่ทำมาจากไม้เนื้อแข็งสีน้ำตาลเข้มเต็มแรง จนเกิดเสียงดังมาก เอาจริงๆ ผมถึงกับสะดุ้งเลยครับ

“อย่าทดสอบความอดทนของกู เพราะมันมีน้อย!”

“เวลาของกูยังเหลืออีกเยอะ” แล้วก็ทำแบบเดิมคือยื่นข้อมือที่มีนาฬิกาพาดอยู่ให้เจ้าของใบหน้าดุดันและแววตาเกรี้ยวกราดดูด้วยรอยยิ้มก่อกวนความอดทนของอีกฝ่ายสุดๆ “กลับไปที่ของมึงได้แล้ว อย่าทำตัวน่ารำคาญ รู้ป้ะว่ามันรบกวนเวลาพักผ่อนของกูว่ะ” พูดจบก็สะบัดมือไล่ ใบหน้าเหม็นเบื่อที่ผมเห็นก็เดาได้ไม่ยากว่าแค่แกล้งทำ เพื่อยั่วอารมณ์ฝ่ายนั้น

“อย่าให้ถึงเวลาของกูบ้าง” ข่มขู่ด้วยสุ้มเสียงเข้มดุแล้วเจ้าตัวก็เดินกลับไปนั่งโซฟาที่อยู่เยื้องไปด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์ไม่ไกลนัก ห่างกันไม่ถึงสิบก้าว

“นึกว่ากูกลัวหรือไงวะ” ดีนบ่นพึมพำตามหลัง ก่อนยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาจิบช้าๆ ท่าทางมีความสุขเหลือล้น พอวางแก้วลงก็หันกลับมาหาผม ใบหน้าเปลี่ยนมาเป็นจริงจังไม่ต่างจากน้ำเสียงยามที่บอกกับผมว่า

“...ดีนทำเมียมันตายว่ะ มันเลยเอาดีนเป็นเมียมันแทน”

นี่เองสินะ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างดีนกับไอ้ตัวเหี้ยที่ครั้งหนึ่งมันเคยบังคับให้ผมดื่มเหล้าผสมยาปลุก


จบตอนที่ 18

มาๆ ช่วงตอบคำถามค่ะ

Naumi : คาดว่าตอนนี้ (18) ก็น่าจะปรับอารมณ์ไม่ทันเหมือนกัน และตอน 19 ก็น่าจะปรับอารมณ์ไม่ทันอีกตามเคยค่าาาา

Snowboxs : โหวววว... ใกล้เคียงมาก ใช่เลยค่ะ แต่คุณยะไม่ได้ปล่อยให้เลม่อนมาทำร้ายน้องพีน้า เลม่อนทำเองทั้งหมด // เลม่อนอยากจะร้องเพลงนิวจิ๋วให้ฟังเลยค่า “ฉันก็รักของฉันเข้าใจบ้างไหมมมมมมมมม” 555+

Lizzii : ใช่ค่า ความคุณยะน่าโมโหมาก ไม่ชัดเจนตลอดเลย ทำเด็กเจ็บ

B52 : ตัวเอง อย่าเพิ่งหาทางออกเจอน้า หลงไปด้วยกันจนจบเรื่องเลยนะ T^T อย่าเทกันนนนนนน

Jibbubu : สงสัยใช่แน่ๆ คุณยะซาดิสม์ คนเขียนก็ไม่เข้าใจคุณยะเหมือนกัน (แอบสปอย เอางี้คือ คุณยะก็ทิ้งเลม่อนไม่ได้ เขารู้สึกผิดและต้องรับผิดชอบเด็กงี้)

สุดท้าย ก็ขอบคุณที่ยังติดตามอ่านกันอยู่นะคะ เรื่องนี้ไม่ซับซ้อน แต่เรื่องเยอะไปหน่อย ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันต่อไปเนอะ ยังไงสองคนก็รักกันเพียงแต่แสดงออกไม่เท่ากัน เนอะๆ

ปล. ฝากเพจนิยายไว้ด้วยนะคะ  https://www.facebook.com/byitwill/

สีเหลืองอ่อน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2018 23:55:14 โดย i_ang »

ออนไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-2
เอิ่ม เหมือนเล่นไวกิ้งเลย ขึ้นสุดลงสุด บีบคั้นกับคำว่าเด็กที่ทำให้ต้องทนรับสภาพไม่ว่าอยากจะหนีออกไปแค่ไหน กว่าจะถึงมาอยู่จุดณปัจจุบันต้องทนกล้ำกลืนขนาดไหนกันนะ แค่คิดก็จะขาดใจละ :เฮ้อ:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6974
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +270/-2
คุณยะปากหนัก !!!!! คือถ้าอยากอธิบายก็พูดออกมาเลยสิ่ น้องจะได้เข้าใจ
นี่พอน้องบอกไม่ฟัง ก็ไม่พูดต่อ ปล่อยน้องเข้าใจไปแบบนั้น ที่สำคัญ ตบน้องไปอี๊กกกกกกกกก

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 697
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
โอ้โห จบตอนนี้ ร้องเหี้ยยยยยย หนักมาก อือหือ กับบางคนก็เหี้ยได้เสมอต้นเสมอปลายดีจริงๆ

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-5
น้องพีน่าจะฟังคุณยะแก้ตัวหน่อยนะคะ เราอยากรู้ไม่ใช่อะไร 5555 

เข้าใจค่ะเหตุการณ์แบบนั้นเป็นเราก็คงไม่ฟังเหมือนกันนั่นแหล่ะ

 :เฮ้อ:ในเมื่อคุณยะไม่สามารถทิ้งเลม่อนได้แบบนี้แล้วจะทำยังไงกับน้องพีล่ะ

แบบนี้น้องพีไม่น่าสงสารแย่เหรอค่ะที่ต้องแบ่งคุณยะกับคนอื่น


ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5902
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +121/-6
ทำไมทุกคนที่คุณยะต้องดูแล จะต้องจบกันที่เรื่องบนเตียง
พี่ชายเลม่อนฝากให้ดูแลเรื่องเซ็กด้วยเหรอ
ดูแลตลอดชีวิตก็ไม่เห็นต้องมุดรู
นอกจากความต้องการตัวเองล้วนๆ
เอากับน้องพีเสร็จก็รีบแจ้นไปกกกับเมียตัวเอง
แถมปล่อยทิ้งน้องพีทั้งสภาพแบบนั้นจนจะข้ามวัน
ไม่โทษน้องพีนะ เพราะน้องยังเด็ก
นี่ยังถือว่าพีเข้มแข็งมากนะ ถ้าเทียบกับเด็กวัยเดียวๆกัน

ออฟไลน์ lovenadd

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-11
สนุกมากครับ ลุ้นว่าพีจะจัดการอย่างไร ใครจะต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าที่น้องเป็นบ้าง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ lovenadd

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-11
แอบมาดูน้องพี

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 19


เวลาแค่ไม่ถึงยี่สิบนาที ผมก็รู้เรื่องราวในชีวิตของดีนตลอดเก้าปีที่ผ่านมาเกือบทั้งหมด เจ้าของเรื่องเล่าแบบไม่หยุดพักเลย คงอยากระบายออกมาให้ใครสักคนฟัง เหมือนเมื่อครั้งที่ผมเคยระบายเรื่องความโง่ของตัวเองให้ดีนฟัง มาตอนนี้เป็นผมบ้างที่มานั่งรับฟังสิ่งที่อยู่ในหัวใจของดีน

“ดีนเคยคิดจะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ” ดีนบอก น้ำเสียงของเขาฟังเรียบเรื่อย ไม่ได้ซ่อนความทุกข์ทรมานจนถึงขั้นต้องฆ่าตัวตายอีกแล้ว “ปืนอยู่ในมือแล้วนะ แต่พอจะลั่นไกก็ใจปลาซิวขึ้นมาเฉยเลย” เจ้าตัวหัวเราะน้อยๆ จิบเครื่องดื่มแก้วใหม่ เป็นแก้วที่สี่แล้วล่ะครับตั้งแต่ที่ผมเห็นดีนดื่มนะ ก่อนหน้าที่ผมจะเข้ามาก็ไม่รู้ว่าดีนดื่มไปกี่แก้วแล้ว

“แล้วตอนนี้ล่ะ” ผมถาม

“ก็อย่างที่เห็น” ดีนยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่มีความสุขปนไปกับความสะใจ “สนุกจะตายตอนที่เห็นมันอยากจับดีนหักคอแต่ก็ทำไม่ได้”

ผมเห็นด้วยกับดีนเลยเรื่องนี้ พลอยรู้สึกสะใจไปด้วย สมน้ำหน้าคนอย่างพี่หมอก ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ต้องก้มหัวยอมให้คนที่ตัวเอง... ‘รัก’

ใช่แล้วครับ... พี่หมอกหลงรักดีเข้าให้แล้ว ถึงดีนจะไม่บอกผม ผมก็ดูออก ท่าทางหึงหวงเสียขนาดนั้น กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ดีนเอามาใช้เล่นงานได้ง่ายๆ

“จะหมดเวลาแล้ว” ดีนพูดหลังยกนาฬิกาบนข้อมือขึ้นมาดู “ดีนกลับแล้วนะ ว่างๆ พีก็แวะมาเที่ยวสวนผักลอยฟ้าของดีนนะ ดีนจะได้แนะนำให้พวกมันรู้จักคนที่มีริมฝีปากน่าจูบมาก” ลูกตาของดีนเลื่อนลงมาที่ริมฝีปากผม

เมื่อก่อนผมไม่รู้หรอกว่าปากของตัวเองน่าจูบ จนมีคนชมบ่อยๆ นั่นแหละ โดยเฉพาะดีนกับจิระ ผมถึงได้รู้ว่าปากของตัวเองน่าจูบ

“อยากจูบไหมล่ะ ?” ผมชักอยากเอาคืนพี่หมอกขึ้นมาแล้วสิ ยิ่งรู้ว่าเขาหลงดีนหัวปักหัวปำ ผมก็ยิ่งอยากแก้แค้นเอาคืนสิ่งที่เขาเคยทำไว้กับผม

รู้ว่าอิทธิพลของพี่หมอกมีล้นฟ้า แต่ตอนนี้ผมไม่กลัว ก็ทำไมผมต้องกลัวในเมื่อผมมีดีนอยู่ทั้งคน

“อยากมาก”

ดีนยิ้ม ผมยิ้ม เราสองคนยิ้มเพราะรู้ว่ากำลังจะทำเรื่องสนุก ที่อยากจูบกันไม่ใช่เพราะอยากจูบหรือโหยหาความรู้สึกในวัยเด็กที่ย้อนกลับคืนมาไม่ได้ แต่เราสองคนแค่อยากเอาคืนคนบางคนที่จับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของดีนอยู่ในตอนนี้

และคราวนี้เป็นผมที่เคลื่อนใบหน้าเข้าหาใบหน้าเนียนใสของดีน ประทับจูบลงบนกลีบปากนุ่มนิ่ม ก่อนจะแลกเปลี่ยนรสชาติแอลกอฮอล์ที่อบอวลอยู่ในอุ้งปากของกันและกัน โดยไม่สนใจบาร์เทนเดอร์หนุ่มผมสีทอง หรือคนในบาร์แห่งนี้ แต่ที่เราสองคนสนใจคือคนบางคนที่คงจะกำหมัดแน่นน่าดู เผลอๆ อาจจะตรงดิ่งเข้ามากระชากตัวผมไปต่อยในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าก็ได้

ไม่เป็นไร... ผมยอมเจ็บตัว เพื่อได้เอาคืนสิ่งที่เขาทำไว้กับผม ถึงจะดูเล็กน้อย แต่เชื่อเถอะว่าเวลาที่ของของเราถูกคนอื่นเอาไปต่อหน้าต่อตา แถมไปอย่างเต็มใจด้วย มันไม่สนุกนักหรอก ใจจะร้อนยิ่งกว่าถูกเผา มากกว่าโดนทุบตี หรือสาดด้วยน้ำกรด ความรู้สึกเหมือนโดนทรยศหักหลังจนกระอักเลือดเลยทีเดียว 

“กลับได้หรือยัง!!” สุ้มเสียงที่ข่มความโกรธเกรี้ยวไว้ไม่มิดดังแทรกขึ้นมา มีมาแค่เสียงแต่ตัวยังคงอยู่ที่เดิม แต่ผมก็ยังไม่เอาลิ้นออกมาจากปากของดีนง่ายๆ ยังคงแลกเปลี่ยนรสชาติของแอลกอฮอล์อย่างสนุกสนานไปพร้อมกับความสะใจ จนกระทั่งดีนเป็นฝ่ายส่งสัญญาณให้ผมปล่อยริมฝีปากของเขาเป็นอิสระ ผมถึงถอนปากออกมา... อย่างอ้อยอิ่งด้วยแหละ

“จูบเก่ง” ดีนพูดแล้วกัดปากตัวเองเบาๆ

“ก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ” เจ้าตัวก็จูบเก่งไม่แพ้ผมหรอก จูบเก่งกว่าตอนเรียนมัธยมเสียอีก

แล้วเราสองคนก็หัวเราะ เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้เอาคืนคนที่กำลังก้าวเข้ามายืนทำหน้าเป็นยักษ์ที่พร้อมจะเขมือบผมกับดีนเต็มที แต่ที่ทำได้ก็แค่...

“จะเอากันตรงนี้เลยไหม กูอนุญาต” ผู้ยิ่งใหญ่ก็ชอบประชดเหมือนกันนี่นา

“ถ้ามึงถามตอนที่กูกับพีอยู่ใกล้เตียง กูก็จะตอบว่า... เอา แต่พอดีตรงนี้มันไม่เป็นส่วนตัวว่ะ หรือมึงจะใจดีเปิดห้องให้กูกับพีล่ะ” ดีนก็กวนไม่เปลี่ยน ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายรักก็ยิ่งข่มให้ฝ่ายนั้นจมลงไปอยู่ใต้เท้าตัวเอง

“กลับ!!” ก็ทำได้แค่นี้แหละ สมน้ำหน้าพี่หมอกจริงๆ อยากแก้แค้นเขาแต่ดันตกหลุมรักเขาเสียได้ ยิ่งใหญ่ให้ตายก็แพ้คนคนเดียว

“ไว้เจอกันใหม่นะพี” ดีนหันมาบอกผม

“กูไม่ให้เจอ!”

“ก็เรื่องของมึง แต่กูไม่สนเรื่องของมึง” ยิ่งพี่หมอกใกล้หมดความอดทน ดีนก็ดูมีความสุขขึ้นไปใหญ่ ยิ่งพูดยั่วโมโหพี่หมอกเข้าไปอีก “ไปจริงแล้วนะพี แล้วเจอกัน อ้อ... รักพีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือรักมากกว่าเดิมนะครับ” แล้วก็โบกมือให้ผม ก่อนเอามือทั้งสองข้างซุกกระเป๋ากางเกงเดินออกไป ทิ้งผมไว้กับสายตาอาฆาตและความร้อนระอุที่แผ่กระจายมาจากตัวของพี่หมอก

รู้สึกกลัวนิดๆ แล้วสิ

“อย่ายุ่งกับเมียกู”

“นั่นก็เรื่องของพี่ แต่ผมไม่สนเรื่องของพี่หรอกนะ” ผมทำใจกล้าต่อปากต่อคำ ยืมคำพูดของดีนมาใช้ พี่หมอกได้แค่มองหน้าผมด้วยสายตาที่ว่า หากมันเป็นมีดอีโต้ ตัวผมคงถูกสับเละเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้วแน่ๆ

“ถ้ามึงโกรธกูเรื่องนั้น ก็แก้แค้นด้วยวิธีอื่น อย่าใช้วิธีนี้เพราะกูเอามึงตายแน่ถ้ามึงแตะต้องมันอีก!” สายตาของพี่หมอกบอกว่าเขาเอาจริงอย่างที่พูดแน่ ผมก็กลัวนะแต่ก็ยังปากดี เพราะยังรู้สึกแค้นกับเรื่องตอนนั้นที่เขาใส่ยาปลุกในเหล้าและบังคับให้ผมกิน แถมปล้ำจูบผมและจะให้เพื่อนของเขารุมโทรมผมด้วย ผมถึงได้ทำใจกล้าตอกกลับเขาไปว่า

“ขอบคุณที่ชี้ทางสว่างนะครับ นี่ผมก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเอาคืนพี่เรื่องวันนั้นยังไงดี” ผมจ้องใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธจัดอย่างเป็นต่อ “ว่าแต่...ดีนนี่ก็มั่นคงดีนะครับ เมื่อก่อนเคยชอบผมยังไง วันนี้ก็ยังชอบอยู่เหมือนเดิม” พี่หมอกนี่ก็ยั่วง่ายจริง ไม่น่าล่ะ ดีนถึงได้ชอบยั่วโมโหเขานัก ยิ่งเห็นหน้าตาโกรธๆ แล้วโคตรสะใจ

“อย่าหาเรื่องตาย!” ลูกน้องของพี่หมอกที่ใส่สูทสีดำสองคนแทบจะกรูเข้ามาจัดการผมแทนเจ้านายตัวเอง ดีที่คนเป็นนายยกมือห้ามไว้ก่อน ...หวิดเละแล้วไหมล่ะ

“ก็ถ้าผมจะตายง่ายขนาดนั้นก็คงช่วยไม่ได้” ผมยกไหล่ให้กับคำข่มขู่ของคนที่ไฟลุกท่วมตัว ทำเหมือนไม่กลัวแต่ใจนี่เสียไปครึ่งหนึ่งแล้วครับว่าอาจจะโดนพี่หมอกเล่นงานถึงตายได้ “...แต่ดีนคงไม่ยอมให้ผมตายง่ายๆ หรอกมั้ง ถ้าผมตายดีนคงเสียใจมากและคงเกลียดคนที่ฆ่าผมไปตลอดชีวิต” แล้วผมก็แสร้งยิ้มอย่างผู้ชนะ ก่อนหันกลับไปสั่งเครื่องดื่มจากบาร์เทนเดอร์หนุ่มและเลิกให้ความสำคัญกับพี่หมอก หรือพูดอีกอย่างคือเลิกยั่วโมโหพี่แกนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นชีวิตผมอาจอยู่ไม่ถึงวันพรุ่งนี้ ส่วนพี่หมอกก็คงเลิกสนใจผมเหมือนกัน ผมแว่วได้ยินเสียงแกกับลูกน้องเดินออกไปแล้ว

รู้สึกว่าตัวเองหายใจโล่งขึ้น นึกบ่นความใจกล้าของตัวเองที่ริอาจไปต่อปากต่อคำกับคนอย่างพี่หมอก แถมยังพูดท้าทายขนาดนั้นด้วย แต่ก็อย่างว่านะ ผมโคตรสะใจที่เอาคืนพี่หมอกได้ ทำให้แกรู้สึกกลัวว่าจะเสียของรักให้ผม ผมเห็นหรอกว่าในแววตาดุดันและเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธใกล้ขีดสุด มันมีความหวาดกลัวซ่อนอยู่ลึกๆ ที่แกซ่อนเอาไว้ไม่มิด นี่แหละจุดอ่อนที่สุดของคนที่มี ‘ความรัก’

...กลัวจะเสียความรักนั้นไป กลัวจะเอาคืนกลับมาไม่ได้ 

ผมนั่งจิบเครื่องดื่มร้อนแรงไปช้าๆ แต่หมดไปหลายแก้วแล้วครับ รสชาติแรงแต่นุ่มกลมกล่อมของมันทำให้ภายในร่างกายของผมเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร สมองที่ดูปลอดโปร่งตอนดื่มแก้วแรกนั้นกลับกลายเป็นมึนเมาไปเสียแล้ว มองนาฬิกาที่ข้อมือ เวลานี้ก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม จิระก็ยังไม่โทรมาหา ผมล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าตั้งใจจะโทรไปหาจิระ แม้เจ้าตัวจะสั่งไว้ว่าไม่ให้ผมโทรไปหาตอนอยู่กับมาร์คัสก็ตาม

ก็ผมเป็นห่วงจิระนี่นา ตั้งแต่แยกกันตรงลิฟต์มาถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาสองชั่วโมงกว่า ไม่รู้ว่าเจ้าตัวโดนมาร์คัสเอาเปรียบร่างกายไปมากเท่าไรแล้ว คราวที่แล้วจิระกลับมาในสภาพที่แบบล่องลอยมาก หัวถึงหมอนก็นอนเหมือนซ้อมตาย กลับมาถึงบ้านตอนเที่ยงคืน ตื่นอีกทีตอนสองทุ่ม ปลุกให้ลุกขึ้นมากินข้าวก็ไม่ยอมตื่น พอตื่นก็เอาแต่ร้องหิวๆ จนผมนี่อยากหาไม้เรียวมาฟาดก้นเลยทีเดียว

แต่ตอนที่ผมเปิดหน้าจอโทรศัพท์ มือที่กำลังเลื่อนหาเบอร์โทรของจิระก็พลันหยุดลง ไม่ต่างจากลมหายใจที่สะดุดค้างไปชั่วขณะ เมื่อเก้าอี้ตัวที่ยังว่างข้างตัวผมถูกขยับออกและกลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก มันพานทำให้ผมคิดถึงใครบางคนที่ใช้น้ำหอมกลิ่นนี้ แต่ที่มากกว่ากลิ่นน้ำหอมที่ผมจำได้คือร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้น

...อาจจะมีหลายคนที่ใช้น้ำหอมกลิ่นนี้ แต่มีเพียงคนเดียวที่หน้าตาแบบนี้

แม้ริ้วรอยบนใบหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากแต่ก่อน ทว่าเขาก็ยังเป็นชายหนุ่มวัยต้นสี่สิบที่ยังคงหล่อเหลา มีความภูมิฐาน น่าค้นหา มากล้นเสน่ห์ และดูอ่อนกว่าวัยพอสมควร มิหนำซ้ำยังคงเป็นที่หมายปองของใครหลายๆ คนไม่ต่างจากเดิมนักหรอก เรียกว่าวัยที่มากขึ้นไม่สามารถทำอะไรผู้ชายคนนี้ได้แม้แต่น้อย เขายังมีข่าวคราวกับนักแสดงสาวอยู่บ้างแต่ไม่มาก เพราะตอนนี้ใครก็ต่างรู้กันทั่วว่าเขามีคู่หมั้นแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรผู้หญิงคนนั้นจะได้ใช้ ‘ตรัยธาดา’ ของเขา

เขายิ้มทักทายบาร์เทนเดอร์หนุ่มผมสีทองอย่างคุ้นเคย อีกฝ่ายก็เอ่ยทักทายและผสมเครื่องดื่มให้ทันทีโดยที่เขาไม่ต้องสั่ง

มือผมที่กำลังจะกดโทรออกหาจิระเปลี่ยนมากำโทรศัพท์ไว้แน่นแบบไม่รู้ตัว สมองที่มึนเมาในหนแรกกลับสว่างจ้าเหมือนมีใครมากดสวิตช์ไฟ ยิ่งกว่าสมองที่สว่างจ้าก็คือหัวใจที่มันเต้นรัวแรงจนกลัวว่าจะทะลุผิวเนื้อออกมา ถ้าไม่กลัวเขาจะรู้ว่าผมกำลังรู้สึกอย่างไรเมื่อเจอเขาในระยะประชิดแบบนี้ ผมคงยกมือขึ้นมากุมหน้าอกตัวเองไปแล้ว

ผมยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาจรดริมฝีปาก ขณะที่กำลังชั่งใจว่าควรอยู่ต่อหรือลุกออกไปก่อนที่ความรู้สึกมากมายจะโถมทับลงมาใส่ผมจนบี้แบน มีไม่กี่ครั้งที่ผมบังเอิญเจอเขา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ใกล้กันมากที่สุด ใกล้เสียจนผมสัมผัสถึงอุณหภูมิของร่างกายเขาที่ทะลุออกมาจากสูทสีเข้มได้อย่างชัดเจน ไหล่ของเขาที่สูงกว่าไหล่ของผมไปนิดหน่อยก็ใกล้เสียจนรู้สึกว่าหากผมเอนตัวไปทางขวามือของตัวเองเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น สัมผัสแผ่วเบาจะเกิดขึ้นทันที

สุดท้ายผมก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดตอนวางแก้วก้านยาวที่เหลือเพียงลูกเชอร์รี่ลงบนบาร์ ผมคลายมือข้างที่กำโทรศัพท์แบบแน่นมากจนเจ็บมือลง บอกตัวเองซ้ำๆ ในใจว่าไม่มีอะไรต้องกลัว ก็แค่ลุกขึ้นและเดินออกไป... ก็แค่ทำเหมือนไม่รู้จักกัน

...แค่ทำให้ได้ แค่นั้นจริงๆ

ทว่าผมกลับยังไปไหนไม่ได้เมื่อแก้วน้ำส้มคั้นถูกเสิร์ฟมาตรงหน้าแทนที่แก้วมาร์ตินี่ใบเดิม ผมเงยหน้ามองบาร์เทนเดอร์หนุ่มผมสีทองที่ยืนยิ้มสุภาพมาให้ ต่างจากรอยยิ้มที่ผ่านมาที่ออกจะดูทอดไมตรีและเชิญชวนให้ผมไปสานสัมพันธ์กับเขาในค่ำคืนนี้

“ผมไม่ได้สั่ง” ผมบอกหนุ่มผมทองที่ฝีมือการรังสรรค์เมนูค็อกเทลแต่ละแก้วนั้นยอดเยี่ยม ทำเอาผมจิบเพลินกว่าที่คิดเอาไว้ในใจว่าจะแค่ไม่กี่แก้ว จนผมนึกอยากจะมานั่งปลดปล่อยอารมณ์ไปกับรสชาติหอมหวานแต่ร้อนแรงบ่อยๆ เพียงแค่คิดนะ ผมคงไม่มาเหยียบที่นี่อีกแน่ เพราะอาจจะเกิดเรื่องบังเอิญอย่างในตอนนี้ขึ้นอีก ซึ่งผมไม่อยากให้ความบังเอิญมันเกิดขึ้นและทำให้ทุกอย่างของผมมันอ่อนแอลง

...หลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้ตัวเองพังทลายลงมาอีกครั้ง

ดวงตาสีอำพันเหลือบแลไปทางคนที่กำลังละเลียดอยู่กับเครื่องดื่มในมือตัวเอง ผมก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันที

เพื่ออะไร ?

ผมได้แต่กัดริมฝีปากตัวเอง พยายามจะไม่คิดอะไรเกี่ยวกับการกระทำของเขา แต่ก็ล้มเหลว ผมไม่สามารถหยุดคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่ผมทำได้ในเวลาที่หัวใจเต้นรัวแรงและกลิ่นน้ำหอมที่คล้ายจะโอบอยู่รอบตัวผมคือลุกขึ้นยืนและเดินออกไปจากตรงนี้!

ทว่ามือของผมกลับทำให้ทุกความพยายามพังลงไป ความทรยศของมันคือการค่อยๆ เอื้อมไปหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาจรดริมฝีปากที่ติดจะสั่นน้อยๆ ผลกระทบมาจากหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะนั่นแหละ ความหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ทำให้อะไรในตัวผมอ่อนลงไปอีก แต่ก็เพียงแค่ไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็เหมือนจะกลับมาเป็นผมคนเดิม เมื่อเขาวางแก้วเครื่องดื่มที่เหลือเพียงน้ำแข็งก้อนเล็กลง หันใบหน้าที่คุ้นเคยเสียยิ่งกว่ากลิ่นน้ำหอมที่เขาใช้มาทางผม ดวงตาสีราตรีราบเรียบไม่ต่างจากคำพูดและน้ำเสียงที่เขาเอ่ยออกมา

“กับฉัน... เธออยากจะทำอะไรแบบเด็กๆ ฉันไม่ว่าหรอกนะพี แต่กับคนอื่นที่เธอเอาความสะใจเข้าว่า ฉันก็อยากเตือนว่ามันไม่คุ้ม” เขาหมายถึงเรื่องที่ผมจูบกับดีนเพื่อเอาคืนพี่หมอกใช่ไหม ถ้าใช่แล้วเขาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหรอ

...เขาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกงั้นเหรอ ?

“ผมทำอะไร” ผมแกล้งทำไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด ซ่อนความอ่อนแอของตัวเองไว้ภายใต้สายตาที่แข็งกระด้าง

“อย่าทำเหมือนเธอไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” เขาว่า แล้วขู่ตามมา “เล่นกับของที่เจ้าของเขาหวง ไม่คุ้มหรอกพี และถ้าเธอยังไม่หยุด พ่อเธอหรือแม้แต่ฉันก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้”

“คุ้มหรือไม่คุ้ม ไม่ต้องให้คุณมาบอก ผมคิดเองได้” ผมโต้กลับไปด้วยเสียงห้วนจัด “และถ้าผมจะเป็นอะไรไปก็ไม่เกี่ยวกับคุณ ไม่ต้องกลัวว่าผมจะไปขอร้องให้คุณเข้ามายุ่งกับชีวิตผม... เพราะอะไรที่ผมทิ้งไปแล้ว ผมไม่เก็บเข้ามาในชีวิตเป็นรอบที่สอง” ประโยคท้ายๆ ผมจงใจพูดประชดเขา คิดว่ามันจะทำให้เขาหน้าเปลี่ยนสีไปได้บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากเป็นการเปิดช่องทางให้เขาได้ย่ำยีความรู้สึกของผมซ้ำลงมา

“ฉันก็เหมือนกันพี...” รอยยิ้มของเขาว่างเปล่าแบบที่ทำให้หัวใจผมเย็นยะเยือก “...ใครที่ออกไปจากชีวิตฉัน ก็ไม่มีทางได้กลับเข้ามาเป็นรอบที่สอง... เพราะถ้าฉันยอมให้ออกไป นั่นก็แปลว่าฉันไม่ได้ต้องคนคนนั้นอีกแล้ว”

“.....” อยากรู้ว่าแก้วน้ำส้มในมือมันทนทานแค่ไหนนะ ผมบีบแรงขนาดนี้มันจะแตกไหม เพราะตอนนี้ผมระบายความเจ็บปวดจากคำพูดของเขาลงไปในมือที่กำแก้วใบนี้ไว้ พยายามอย่างมากที่จะไม่ยกมันขึ้นมาสาดใส่ใบหน้าคนที่ปล่อยคำพูดออกมาทำร้ายหัวใจของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังจะทำแบบเดิม เขาต้องการให้ผมเจ็บจนตายไปต่อหน้าเขาหรือไง!

“...และต่อให้เธอพยายามกลับเข้ามาในชีวิตฉัน ด้วยวิธีแบบเด็กๆ ที่ไม่ต่างจากเด็กที่ร้องงอแงจะเอาของเล่น ฉันบอกไว้เลยว่าเปล่าประโยชน์ และมันน่ารำคาญมาก”

“ผมไม่ได้อยากกลับไปในชีวิตคุณ เข้าใจไว้ด้วย” ผมอยากตะโกนใส่หน้าเขาด้วยซ้ำ ติดแค่ว่าผมอยู่ในร้านที่มีคนอีกหลายชีวิตอยู่ในนี้ ผมไม่อยากทำลายความสุขของใคร แม้คนตรงหน้าจะชอบทำลายทุกความรู้สึกของผมก็ตาม ดังนั้นเสียงที่พ้นลำคอออกมาก็ดังแค่ที่ได้ยินกันสองคน “...ผมไม่เคยอยากกลับเข้าไปในชีวิตของคุณแม้แต่วินาทีเดียว” ผมย้ำสิ่งที่เป็นยิ่งกว่าคำโกหกหลอกลวง และเขาก็รู้ว่าทุกคำของผมเป็นเรื่องโกหก

“ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะอยากกลับเข้ามาในชีวิตฉันงั้นเหรอ” เขามองผมด้วยสายตารู้ทันทุกความคิดและความรู้สึกของผม และต่อให้เขาพูดถูกทุกอย่าง ผมก็ไม่ยอมรับหรอก

...สองปีที่ผ่านมา ผมกลับมาก็เพื่อเข้าไปในชีวิตของเขา แต่ความพยายามของผมก็แทบไม่เห็นผล ไม่สิ! ไม่เห็นผลเลยต่างหาก

ผมก็แค่อยากให้เขาเห็นผมอยู่ในสายตา เข้ามาหาผม พร้อมกับคำขอโทษและขอคืนดี แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นแบบที่ผมต้องการ เขาไม่แม้แต่จะสนใจผม ไม่เห็นผมอยู่ในสายตาของเขาเลยสักนิด เขายังมีความสุขดีกับทุกสิ่งที่เขามี ตรงข้ามกับผม ที่ต่อให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากแค่ไหน ก็เป็นเพียงเรื่องโกหกตัวเอง โกหกทุกคน ผมไม่เคยมีความสุขอย่างแท้จริง ผมยังนอนร้องไห้ทุกคืนที่อยู่คนเดียว

เหมือนอย่างที่ปาลินถามผมว่า ผมมีความสุขจริงหรือตอนที่นอนกอดคนอื่น หรือผมแค่หลอกตัวเองว่ามีความสุข เพื่อเรียกร้องความสนใจจากใครบางคน ซึ่งปาลินพูดถูก ผมไม่เคยมีความสุขที่ต้องมีความสัมพันธ์ทางกายกับใครหลายคน กอดคนที่ไม่ได้รัก ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนที่ผมไม่สามารถกอดเขาได้ คนที่ไม่เคยอ้อนวอนให้ผมกลับไปหาเขา ไม่ต้องการเอาผมกลับเข้ามาในชีวิตเขาเป็นครั้งที่สอง

...ผมอยากรู้ ทำไมเขาถึงใจร้ายกับผมได้เสมอต้นเสมอปลายแบบนี้นะ ไม่ว่าผ่านไปกี่ปี เขาก็ไม่คิดจะหยุดใจร้ายกับผม

“ฉันจะบอกเธอด้วยความหวังดี” เสียงทุ้มดังแทรกเข้ามาในหัวใจที่กำลังถูกบีบอัด “เลิกพยายามที่จะกลับเข้ามาในชีวิตฉัน มันไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้ามันจะเป็นไปได้ มันก็เป็นไปได้ตั้งนานแล้ว” หัวใจของผมที่ถูกบีบอัดไปก่อนหน้า พอโดนคำพูดนี้ของเขาอีกก็กลายเป็นบี้แบนไปอย่างง่ายดาย

และเขาก็ทุบซ้ำลงมา ราวกับจะให้หัวใจผมเป็นผุยผง

“...พื้นที่ข้างตัวฉัน ไม่ได้มีไว้สำหรับเธอ”

“.....” ขอบตาผมร้อนผ่าว ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่ให้เม็ดน้ำตาหลุดออกมาฟ้องความพ่ายแพ้ของตัวเอง ข่มความเจ็บปวดแสนสาหัสเอาไว้ด้วยการแสร้งหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นดื่ม ให้ความหวานอมเปรี้ยวกดก้อนสะอื้นให้จมลงไปให้ลึกที่สุด คิดเสมอว่าหากต้องเผชิญหน้ากันแบบนี้ ผมต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และเจ็บหนัก แต่ก็ไม่คิดว่าจะมากมายกว่าที่คิดเอาไว้

“ดังนั้น... เลิกทำตัวเหมือนเด็กร้องเอาของเล่นได้แล้วพี” เขาจ้องหน้าผม จ้องมองใบหน้าของคนที่แพ้ให้เขาเสมอ ไม่เคยสักครั้งที่จะเอาชนะคนคนนี้ได้ ทว่าผมก็ยังอยากจะเอาชนะให้ได้ ต่อให้ไม่เห็นหนทางชนะเลยก็ตาม

“คุณก็เด็กเหมือนกันนั่นแหละ” ผมอยากให้เขาสะอึกบ้างกับสิ่งที่เขาเคยทำไว้กับผม ที่มาจากความเจ้าคิดเจ้าแค้นของตัวเขาเอง “เอาคืนแบบเด็กๆ...  โกรธพ่อ แต่เอามาลงกับลูก คนเป็นผู้ใหญ่เขาไม่เอาความแค้นมาลงกับเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยหรอกนะ”

ผมไม่รู้หรอกว่าเจ้าของสายเลือดครึ่งหนึ่งในร่างกายผมเคยทำอะไรไว้กับเขา ร้ายแรงมากแค่ไหน ถึงทำให้จากเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทสนมกันมาก กลับต้องมาแตกหักและโกรธแค้นกันจากเหตุการณ์ที่คนตรงหน้าผมไม่สามารถให้อภัยได้ ตรงข้ามกับอีกคนที่ยังเห็นคนคนนี้เป็นรุ่นน้องที่เขารัก

“เธอเข้าใจผิดไปเยอะเลยนะพี ฉันไม่ได้โกรธ แต่ฉันเกลียดพ่อของเธอต่างหาก ส่วนเธอ...”

“ผมก็เกลียดคุณเหมือนกัน” ผมไม่ยอมให้เขาพูดจบประโยคหรอก เพราะกลัวเขาจะพูดคำที่ทำร้ายจิตใจที่แตกละเอียดของผมซ้ำลงมาอีก ผมถึงชิงตอกกลับเขาไปก่อน “ไม่เคยเกลียดใครเท่าคุณมาก่อน”

“แต่ที่ฉันเห็นตอนนี้...” เขายิ้ม กวาดตามองไปทั่วใบหน้าของผม ที่เริ่มชาไปทั้งใบหน้า “...ก็แค่เด็กคนหนึ่งที่หลงรักฉันหัวปักหัวปำ”

“หลงตัวเอง!” ผมเค้นเสียงเยาะเย้ยในความมั่นใจเต็มร้อยของคนตรงหน้า แม้ความมั่นใจของเขาจะถูกต้องก็ตาม แต่เรื่องอะไรผมจะยอมรับ

“หรือเธอว่าไม่จริง”

“ไม่จริงสักนิด!” ผมกัดฟันพูดอย่างควบคุมอารมณ์สุดๆ คำพูดของเขายั่วให้ผมหงุดหงิดปนไปกับความรู้สึกอยากเอาชนะเขาให้ได้สักครั้ง ตั้งแต่เปิดปากคุยกันมา (เรียกว่าเถียงก็ได้) ไม่มีประโยคไหนเลยที่ผมเอาชนะเขาได้ “ผมเกลียดคุณ ผมไม่ได้รักคุณ”

เขายิ้มอีกตามเคย ก่อนขยับปากพูด วินาทีนั้นผมรู้ตัวเลยว่าต้องแพ้เขาอีกแน่

“ตอนที่เธอมองหน้าฉัน บอกว่าเกลียดฉัน ไม่ได้รักฉัน...” น้ำเสียงของเขาเจือแววหยอกเย้าให้ผมอับอายความจริงที่ดังกึกก้องอยู่ในหัวใจตัวเอง “...แต่ฉันกลับได้ยินเธอตะโกนบอกฉันว่า ‘น้องพีรักคุณยะ’ อยู่เลยนะ”

“.....” มีแต่คำว่า ‘แพ้’ ลอยเต็มไปหมด

“เด็ก”

คำเดียวที่เขาปล่อยออกมาไม่ต่างจากคำพูดยาวเหยียดที่กดให้ผมจมลงไปกับความพ่ายแพ้ ต่อให้ร่างกายผมสูงใหญ่จนคิดว่าไม่มีทางที่เขาจะรังแกผมได้อีกต่อไป แต่ความจริงตอนนี้ ผมก็แค่เด็กคนหนึ่งที่ถูกผู้ใหญ่อย่างเขาฟาดฟันด้วยความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้

“เด็กแล้วไง!” ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงที่มีมากกว่าตอนเป็นเด็กเยอะ สูงแบบที่ห่างจากความสูงของเขาไม่ถึงห้าเซนต์ฯ ด้วยซ้ำ และผมไม่ได้แค่ลุกขึ้นยืนเฉยๆ แต่ผมคว้าแก้วน้ำส้มมาไว้ในมือด้วย ในเมื่อเขาเห็นว่าผมเป็นเด็ก ดูถูกว่าผมใช้วิธีเด็กๆ ผมก็จะทำอย่างที่เขาว่านั่นแหละ “เด็กอย่างผมก็ดีกว่าผู้ใหญ่เลวๆ แบบคุณละน่า” แล้วของเหลวสีส้มที่อยู่ในแก้วก็ถูกสาดไปปะทะใบหน้าของผู้ใหญ่ที่ว่าเมื่อไรก็ร้ายกาจกับผมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

สะใจเป็นบ้า!

ผมวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ กอดอกมองดูน้ำสีส้มที่เลอะอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่ดูจะอึ้งกับการกระทำของผมไม่น้อยเลย ลูกตาสีราตรีก็ขุ่นคลั่ก เขาใช้มือปาดน้ำเหนียวๆ ออกจากใบหน้า แต่ก็มีบางส่วนที่ไหลไปตามคางและหยดลงบนเสื้อของเขา โดยเฉพาะตัวสีขาวที่อยู่ด้านในเลอะอย่างเห็นได้ชัด และเหมือนว่าเขากำลังนับหนึ่งถึงสิบเพื่อระงับอารมณ์ตัวเองอย่างสุดๆ เพื่อรักษามาดเจ้าของพุฒิธาดาเอาไว้จนสุดความสามารถ

เอาเป็นว่าผมชนะยกสุดท้ายละกัน และผมต้องเปลี่ยนสถานที่นั่งรอจิระใหม่ ไปนั่งรอที่ล็อบบี้ละกัน คิดได้ดังนั้นผมก็จัดการจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มและเดินออกมาในสภาพที่ไม่ปกติเท่าไร ถึงสติของผมจะอยู่เกือบครบ เถียงกับเขาได้นานสองนาน แต่ร่างกายนี่ไม่ใช่อย่างปากเลย คือผมเอาเครื่องดื่มรสชาติร้อนแรงเข้ามาในร่างกายเยอะมากเลยนะ มันจึงไม่แปลกที่ผมจะเดินช้าลง อาจมีเดินไม่ตรงบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเซไปชนคนลูกค้าคนไหนของร้าน แต่ก็ว่าเถอะ ผมรู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่ที่มองผมจากวีรกรรมที่ผมสาดน้ำใส่เจ้าของพุฒิธาดาอยู่พอสมควรนะ

นึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำแล้วโคตรจะมีความสุขที่ได้เอาคืนเขา หลังจากที่ปล่อยให้เขาใช้คำพูดและสายตาทำร้ายจิตใจผมอยู่ตั้งนานสองนาน เสียดายอยู่นิดหนึ่งที่น้ำส้มเหลือไม่ถึงครึ่งแก้ว ไม่อย่างนั้นผู้ชายที่ชื่ออารยะได้เปียกกว่านั้นแน่

“เอ๊ะ!... จะ...จะทำอะไร”

ผมเดินพ้นออกมาจากร้านได้เพียงแค่ก้าวเดียว มือของใครคนหนึ่งก็คว้าหมับเข้าที่เอวของผม ก่อนจะออกแรงดันตัวผมให้เดินไปทางบันไดที่อยู่ห่างจากประตูร้านไม่ถึงสิบเมตร แค่กลิ่นน้ำหอมที่ลอยเข้ามาในจมูกก็รู้แล้วว่าเป็นใคร ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของอีกฝ่าย เพราะผมยังไม่ทันตั้งตัว ไม่ได้ตั้งรับกับการจู่โจมที่รวดเร็วของเขา บวกกับสภาพร่างกายที่ถูกทำลายโดยเครื่องดื่มรสชาติแรง กลายเป็นว่าตอนนี้ผมตกอยู่ในวงแขนของคนตัวหนากว่า แผ่นหลังส่วนหนึ่งปะทะเข้ากับผนังกำแพงของบันไดที่ทอดยาวสู่ชั้นล็อบบี้ มันเป็นมุมที่ลับตาพอสมควรเพราะไม่ค่อยมีใครใช้บันไดนี้สักเท่าไร ส่วนใหญ่จะใช้ลิฟต์ในการขึ้นลง

“ทำอะไรงั้นเหรอ ?” คิ้วเข้มเลิกสูงเป็นเชิงถาม ก่อนริมฝีปากที่ลอยอยู่ตรงหน้าผมจะขยับอย่างช้าๆ “เธอต้องการอะไรล่ะพี เรียกร้องอยากได้อะไรจากคุณยะละครับน้องพี” ปลายเสียงทอดลงมาอย่างนุ่มนวล แต่ฟังดูก็รู้ว่าตั้งใจยั่วอารมณ์ผม เพราะสรรพนามที่เขาเลือกใช้แทนตัวเองและตัวผม... คุณยะกับน้องพี

ผมจึงต้องเอาคืนเขาด้วยสรรพนามที่ทำให้คิ้วเขากระตุกบ้าง

“อยากให้มึงเอาหน้าออกไปไกลๆ หน้ากู” เพราะมันใกล้เกินไปแล้ว

“บอกไม่จำว่าอย่าเรียกฉันว่า...มึง” เขาไม่พอใจ แต่ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มที่ก่อกวนหัวใจผมให้ขุ่นมัวเข้าไปอีก

“กูพอใจจะเรียกแบบนี้” ยิ่งเขาไม่ชอบ ผมก็ยิ่งจะทำ อะไรที่ทำให้เขาไม่พอใจได้ ผมก็จะทำ ทำทุกอย่างให้สาสมกับการที่เขาเฉยเมยใส่ผม ย่ำยีความรู้สึกของผมด้วยคำพูดแสนร้ายกาจแบบที่ไม่คิดจะปรานีหัวใจผมเลยสักครั้ง

“ปากน่าสั่งสอน” เขาพูดเบาๆ ดันแผ่นหลังผมให้จมไปกับกำแพงแข็งกระด้างยิ่งขึ้น ผมกับเขายืนอยู่ที่บันไดขั้นที่สาม “จำไม่ได้แล้วหรือไงว่าฉันชอบสั่งสอนเด็กพูดไม่เพราะ หรือว่าจงใจพูดเพื่อยั่วให้ฉันทำแบบที่เคยทำ”


.

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

.


“เหอะ! สั่งสอนหรือว่าเห็นแก่ตัวกัน...อื้ออ...” ไม่ทันให้ผมพูดจนจบประโยค ไม่ปล่อยให้ได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ ริมฝีปากแสนร้ายกาจของเขาก็ประกบจูบลงมา บดเบียดและดูดกลืนกลีบปากผมอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ... แต่ก็ผสมไปกับความรู้สึกคุ้นเคย แม้นานมากแล้วที่ผมไม่ถูกริมฝีปากคู่นี้บดขยี้ ทว่าผมก็ยังจำรสชาติร้อนแรงแต่หลอมละลายของเขาได้ ไม่เคยลืมและไม่คิดจะลืมแม้แต่วินาทีเดียว

เรียวลิ้นที่แทรกกายเข้ามาภายในร้ายแรงยิ่งกว่าเครื่องดื่มรสร้อนแรง มันทำให้ผมมึนเมาไปกับทุกสัมผัสของเขา พยายามอย่างมากที่จะไม่หลงไปกับรสชาติที่คุ้นเคยและรู้สึกโหยหามาตลอด สติผมกำลังพร่าเลือนเกือบเลือนหาย ความพยายามกำลังจะหมดกำลังต่อสู้ มือที่ขยุ้มเนื้อผ้าของสูทเรียบหรูตรงอกแกร่งไว้แน่นนั้นเริ่มคลายแรงลง และเริ่มเคลื่อนขึ้นไปเกาะยึดที่ไหล่กว้าง สุดท้ายผมก็ทนต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองไม่ได้ ลิ้นของผมกำลังหลงไปกับเรียวลิ้นของอีกฝ่าย มือของเขาที่โอบรอบช่วงเอวของผมอยู่นั้นก็ออกแรงดึงให้ผมแนบชิดไปกับร่างกายส่วนล่างที่เริ่มร้อนแรง ต้นขาแกร่งแทรกเข้ามาตรงกลางระหว่างเรียวขาทั้งสองข้าง มันกำลังหยอกล้อกับศูนย์รวมความรู้สึกที่น่าอับอาย เพราะร่างกายโกหกไม่เป็น

“อะ...อืออ...” ยิ่งผมรู้สึกเขาก็ยิ่งได้ใจ สร้างสัมผัสหยาบคายกับตรงส่วนนั้นของผมด้วยอุ้งมือร้อนจัดของเขา เขาลูบแผ่วเบาสลับกับบีบเคล้นเป็นจังหวะจาบจ้วง “...ยะ...อย่า...อือออ...” เพราะผมกลัวตัวเองจะทนไม่ไหวกับสัมผัสของเขา ผมถึงได้เบือนหน้าหนีจากริมฝีปากร้ายกาจ ร้องห้ามเสียงเบาหวิว แต่ไม่ได้ผลเลยสักนิด เขายังไม่หยุดมือตัวเอง มิหนำซ้ำเรียวลิ้นของเขาก็กลับเข้ามาในปากของผมได้อีกครั้ง โดยที่ผมก็หลงให้ความร่วมมืออีกตามเคย

...ต่อให้ผมแกร่งขึ้นแค่ไหน สัมผัสของเขาก็ทำให้ผมกลายเป็นเด็กน้อยไร้ทางสู้ได้เสมอ

“อึก...” เขาปล่อยริมฝีปากผมให้เป็นอิสระเพียงแค่ไม่กี่วินาที จ้องหน้าผมด้วยสายตาที่ผมยังไม่มีสติพอที่จะอ่านสายตานั้นได้ทัน คนตรงหน้าก็ประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้ง ยัดเยียดความรู้สึกพ่ายแพ้และหมดทางสู้มาให้ผมอีกจนได้... และมันหลายครั้งมากที่เขาจูบแล้วปล่อยและมองหน้าผม จากนั้นก็จูบต่อ มองหน้าแล้วก็จูบต่อ ทำแบบนี้ซ้ำๆ อีกไม่รู้กี่รอบเพราะผมมึนเมาจนลืมนับจำนวนครั้งที่เขาเอาเปรียบร่างกายผม

...เขาทำให้ผมอับอายและรู้สึกไปทั้งร่างกาย โดยเฉพาะส่วนนั้นที่คับแน่นอยู่ภายในเนื้อผ้า

“...อ่า” และสุดท้ายผมก็เป็นอิสระอย่างแท้จริง ก็แค่ริมฝีปากที่น่าจะบวมเจ่อและแดงจัดเท่านั้นแหละ เพราะท่อนแขนข้างหนึ่งของเขายังโอบรอบเอวของผมอยู่ ส่วนอีกข้างเท้าไปกับผนังปูนเนื้อแข็งเหนือศีรษะของผม แต่ที่น่าอับอายกว่าคือผมเหมือนจะนั่งคร่อมอยู่บนหน้าขาแข็งแรงข้างหนึ่งของเขา จะขยับลุกขึ้นยืนตามความสูงของตัวเองก็ไม่ไหว ขาเหมือนไม่มีแรงอย่างไรอย่างนั้นเลย หรือบางทีอาจจะทั้งเนื้อทั้งตัวเลยก็ได้ที่ไร้เรี่ยวแรง เพราะถูกริมฝีปากแสนร้ายกาจกระชากเอาเรี่ยวแรงไปจากผมจนเกือบหมด

ผมหอบหายใจเหนื่อยหนักจากจูบที่ยาวนาน ส่วนเขากลับมีรอยยิ้มของผู้ชนะ

“เป็นไง ครั้งนี้สำเร็จซะทีนะ ยั่วฉันจนสำเร็จ แบบนี้ใช่ไหมที่เธออยากได้จากฉัน อยากให้ฉันกอดเธอ จูบเธอ ...เข้าไปในตัวเธอ” เขายกตัวผมขึ้นช้าๆ แผ่นหลังของผมแนบติดไปกับผนังปูนเนื้อแข็งกระด้างแบบเต็มทั้งแผ่นหลัง แต่มือของเขาก็ยังจับประคองอยู่ที่เอวของผม แล้วเอ่ยคำพูดที่กรีดหัวใจผมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ตรงข้ามกับคำที่ปล่อยออกมา “...แต่อย่างหลังฉันคงทำให้เธอไม่ได้” ครั้งนี้เขาปล่อยมือจากตัวผม ปลายเท้าก้าวถอยไปด้านหลัง สร้างระยะห่างระหว่างผมกับเขาให้มากขึ้น ปล่อยให้ผมยืนบนขาที่สั่นเทาของตัวเอง

“.....” ตัวผมสั่นไม่ต่างจากเรียวขาทั้งสองข้าง กัดริมฝีปากล่างจนรู้สึกเจ็บ แต่ไม่เท่ากับหัวใจที่รู้สึก ผมมองคนตรงหน้าที่พิงแผ่นหลังกว้างของเขาไว้กับผนังปูนอีกฝั่งหนึ่งของบันไดแห่งนี้

“รูปร่างแบบนี้ ไม่มีตรงไหนที่ทำให้ฉันรู้สึกอยากสัมผัส” มือของเขาซุกเข้าไปในกางเกง ทอดสายตามองผมตั้งแต่ใบหน้าลงไปถึงปลายเท้า ส่วนผมก็ได้แต่กำมือแน่นกับทุกคำพูดและสายตาของเขา ที่กดผมให้ต่ำลงไป ดิ่งลึกลงไปในความเหน็บหนาวที่ดำมืดไร้แสงสว่างใดๆ ก่อนที่เขาจะดึงเอาแววตาหยามเหยียดขึ้นมาหยุดที่ใบหน้าผม “ดังนั้น... อย่าพยายามเข้าหาฉัน โดยใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ มันน่าสมเพชและน่ารำคาญที่สุด”

เขาอยากให้ผมตายไปต่อหน้าต่อตาเขาใช่ไหม ?

เขาถึงเอาแต่ปล่อยคำพูดมาเฉียดเฉือนหัวจิตหัวใจผม

แต่ผมไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก!!

ผมเป็นเด็กดื้อ เอาแต่ใจ และชอบเอาชนะ แม้จะไม่เคยเอาชนะผู้ใหญ่อย่างเขาได้สักครั้งก็ตาม ทว่าผมก็อยากจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองชนะเขาได้บ้าง สักนิดก็ยังดี ผมถึงได้ก้าวขาสั่นๆ เข้าไปหาคนร่างหนา ใกล้เข้าไปจนเกือบประชิดตัวเขา เว้นระยะห่างไว้เพียงแค่ก้าวเดียวและเป็นก้าวที่สั้นมาก

เพราะอยากเอาชนะ ความใจกล้าของผมถึงได้เต็มร้อย ผมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเขา ริมฝีปากคลี่ยิ้มให้กับสิ่งที่ตัวเองทำและเยาะเย้ยในสิ่งที่เขากำลังเป็น ในขณะที่อุ้งมือของผมกำลังทำหน้าที่สำคัญที่สุด

ผมวางมือลงไป เพื่อพบความจริงที่ต่อให้เขาซ่อนให้ตายก็ซ่อนไม่มิด

“หึ... นี่หรือครับที่บอกว่าน่ารำคาญ น่าสมเพช ไม่อยาก...” ผมเลื่อนสายตาลงต่ำไปที่อุ้งมือของตัวเอง มองสิ่งที่คล้ายจะมาอยู่ในมือของตัวเอง สิ่งที่แข็งแกร่งและร้อนจัดภายใต้กางเกงราคาแพง แต่ต่อให้กางเกงราคาเป็นล้านก็ไม่สามารถซ่อนสิ่งที่เจ้าของมันรู้สึกเอาไว้ได้ ลูกตาของผมย้อนกลับไปอยู่บนใบหน้าอึ้งๆ ของเขาอีกครั้ง เอาถ้อยคำที่เป็นเหมือนชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ ออกมาซัดใส่คนตรงหน้าเบาๆ “...ไม่อยาก แต่ก็แข็ง”

แต่พอผมจะดึงมือตัวเองกลับเพราะพอใจกับชัยชนะที่ตัวเองได้มาแล้ว มือของเขาก็ทาบลงมาที่หลังมือผมเสียก่อน กดเอาไว้ไม่ให้เอามือออกไปจากความร้อนจัดนั้นได้

“ปล่อย!”

“อยากให้ปล่อยจริงเหรอ ?” จากสีหน้าอึ้งรับประทานในตอนแรก เขากลับมามีรอยยิ้มก่อกวนให้ผมหงุดหงิดได้อย่างรวดเร็ว “ฉันไม่คิดว่าเธออยากจะปล่อยนะพี... มากกว่าอยากจับก็คงอยากเป็นเจ้าของ ไม่อยากจะแบ่งให้ใครใช้ร่วม” คำพูดของเขากระแทกเข้ามาเต็มหน้าผม ความเห่อร้อนกำลังกัดกินไปทั่วทั้งใบหน้า

“ปล่อย!!” ผมบอกเสียงขุ่นจัด พยายามเอามือออกมาจากการกอบกุมของอีกฝ่ายแต่ไม่สำเร็จ ผมว่าตัวเองสูงและใหญ่ขึ้นแล้วนะ แต่เอาเข้าจริงก็แพ้กำลังของเขาอยู่ดี

“ฉันจะบอกอะไรให้” ครั้งนี้เขาดึงมือผมออกไปเอง แต่มันก็ยังตกอยู่ในอุ้งมือของเขาเหมือนเดิม “ระหว่างความอยากของร่างกายที่จะเป็นใครก็ได้... กับสัมผัสที่มันมาจากความรักล้วนๆ แค่คนเดียว มันต่างกันมากนะพี น่าผิดหวังนะ นึกว่าเธอจะรู้ซะอีก ทั้งที่ออกจะเชี่ยวชาญ” ทุกคำของเขาไม่ต่างจากฝ่ามือที่ฟาดลงมาบนสองแก้มของผมเต็มแรง จากที่เคยเห่อร้อนก็ชาไปทั้งหน้า

คำพูดของเขายิ่งกว่าความจริงทั้งหมดในโลก... กอดกับใครก็ได้ขอแค่มีความอยาก แต่กอดกับคนที่เรารัก มันก็มีแค่อย่างเดียวคือ ‘ความรัก’

“ตอนนี้ฉันก็แค่... อยาก” เขาย้ำลงมาให้ผมเจ็บ พร้อมกับสะบัดมือผมทิ้ง “จูบกับใคร ฉันก็อยากหมดนั่นแหละ”

ใช่! ผมก็เหมือนทุกคนที่อ้าขาให้เขา เขามีอะไรกับผมก็แค่ความอยากของร่างกาย... ที่ทำกับผมก็แค่ความอยาก ไม่ใช่ความรัก เขาไม่เคยรักผมเลย มีแต่ผมที่รัก รักแบบเด็กโง่ๆ เพ้อฝันว่าสักวันคำโกหกของเขาจะเป็นเรื่องจริง!

Rrrrr...

โชคดีที่เสียงโทรศัพท์ที่ดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณคับแคบแห่งนี้ช่วยดึงให้ผมหลุดออกมาจากความรู้สึกตกต่ำที่เขายัดเยียดมาให้ ผมล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง พลางเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดช้าๆ เพราะสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ รวมทั้งสภาพจิตใจย่อยยับของผมเองด้วย

“ว่าไงเจย์ เสร็จแล้วเหรอ” ผมกรอกเสียงลงไป จังหวะนั้นรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะล้ม ต้องหยุดปลายเท้าเอาไว้ มือข้างที่ไม่ได้ถือโทรศัพท์เท้าไปกับผนังกำแพงเพื่อไม่ให้ตัวเองล้มเพราะแรงดึงดูดของโลก ขณะเดียวกันมือคู่หนึ่งก็เข้ามาช่วยประคอง หันไปมองก็พบว่าเป็นคนที่ใช้คำพูดย่ำยีหัวใจเมื่อกี้นั่นแหละ

...ปล่อย!

ผมขยับปากออกมาแบบไม่มีเสียง ไม่อยากให้เสียงลอดเข้าไปในโทรศัพท์ หูก็ฟังคนปลายสายที่กำลังตอบกลับคำถามของผมไปด้วย

“ยังเลยพี” เสียงจิระหงุดหงิดมาก แล้วเจ้าตัวก็บอกถึงสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิด “มันบอกว่าผมโกงมัน มันเลยบังคับให้ผมนอนค้างที่นี่”

“โกงยังไง ?” ผมถามกลับ ส่วนลูกตาก็มองหน้าคนที่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากตัวผม จนผมดิ้นแรงๆ นั่นแหละถึงยอมปล่อย พอเป็นอิสระผมก็ค่อยๆ ยกเท้าขึ้นไปตามขั้นบันไดไปยังชั้นที่เป็นที่ตั้งของล็อบบี้ กะว่าจะไปนั่งรอจิระอยู่ตรงนั้น

“ก็... ผมหมดแรงจากเมื่อตอนกลางวันไง”

อ้อ... เข้าใจแล้ว นึกสภาพออกเลยว่ามาร์คัส รอสส์เจอจิระในสภาพไหน ก็หนุ่มลูกครึ่งเล่นหมดพลังไปกับผมเมื่อตอนกลางวันแล้วนี่นา คงไม่มีเรี่ยวแรงไปสนองตอบความต้องการของมาร์คัสได้แบบเต็มร้อย

“พีกลับไปก่อนเลยนะ พรุ่งนี้ผมกลับเองได้”

“ผมเปิดห้องนอนรอจิระก็ได้นะ” ผมบอก สภาพผมตอนนี้ก็ใช่จะขับรถกลับเองไหว โทษเครื่องดื่มรสชาติร้อนแรงที่ถูกปากนั้นด้วย ทำผมเผลอจิบไปหลายแก้ว เลยกลายสภาพเป็นคนเมาไปโดยไม่ตั้งใจ

“ไม่ต้องหรอกพี ผมไม่รู้ว่ามันจะยอมปล่อยผมกลับตอนไหน พีกลับไปเถอะ ไม่ต้องห่วงผมนะ”

“เอางั้นเหรอ”

“เอางี้แหละ ผมรู้น่าว่าพีไม่อยากอยู่ที่นี่นักหรอก แค่นี้นะพี มันเคาะประตูห้องน้ำเรียกแล้ว” น้ำเสียงกลับมาหงุดหงิดอีก แว่วได้ยินเสียงเคาะประตูรัวๆ ลอดเข้ามาในสายด้วยเหมือนกัน

“ดูแลตัวเองด้วยนะเจย์ แล้วก็ขอบคุณมากสำหรับทุกอย่างที่ทำเพื่อผม” ผมพูดประโยคนี้ออกมาตอนเหยียบถึงบันไดขั้นสุดท้าย

“เพราะจิระรักพีรัชไง ต้องวางแล้วนะ...รักพีรัชนะครับ” บอกรักผมจบ เจ้าตัวก็วางสาย

ผมเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงไว้เหมือนเดิม ปลายเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างรู้จักสถานที่เป็นอย่างดี แต่ละก้าวก็พยายามจะทำให้ตรงที่สุด ระหว่างนั้นก็รู้ครับว่ามีคนเดินตามหลังผมมา ผมไม่ได้หันกลับไปมองหรอกว่าเป็นใคร แต่ก็เดาได้ว่าเป็นผู้ใหญ่ใจร้ายนั่นแหละ

จนกระทั่งถึงรถของผมที่จอดไว้ที่ลานจอดนอกตัวโรงแรม ผมยืนชั่งใจอยู่ข้างประตูรถที่เปิดค้างไว้เล็กน้อยว่าควรขับรถกลับไปเอง หรือโบกแท็กซี่กลับคอนโดฯ แทน แล้วผมก็ตัดสินใจเลือกความคิดที่สอง นั่นคือใช้บริการแท็กซี่ เพราะไม่อยากเอาตัวเองไปเพิ่มจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ยังไม่ทันผลักประตูรถให้ปิดเข้าไป มือของคนเดิมๆ ก็คว้าจับที่ประตูรถของผมไว้เสียก่อน ผมได้แต่อ้าปากค้างกับการกระทำของเขา

“ฉันจะขับให้” แล้วเขาก็พาร่างกายสูงใหญ่ของเขาเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยรถ ทำราวกับว่าเป็นรถของตัวเอง!

ผมสามารถปฏิเสธสิ่งที่เขาทำได้หลายวิธีมาก อย่างเช่น ไล่เขาให้ลงจากรถของผม แจ้งรปภ. ให้มาเอาตัวเจ้าของโรงแรมกลับไปที่ของเขา หรือไม่ก็ทิ้งเขาไว้ตรงนี้ ไม่ต้องสนใจ และเดินไปโบกแท็กซี่กลับคอนโดฯ ตามที่คิดเอาไว้ ทว่าผมกลับเลือกทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ที่ต้องทำเพราะเสียงร่ำร้องเล็กๆ ที่ดังมาจากหัวใจที่ยับเยินของตัวเอง ผีเสื้อตัวน้อยตัวหนึ่งกำลังขยับปีกบอบบางของมัน โบยบินเท่าที่กำลังปีกที่ถูกทำลายไปแล้วหลายครั้งจะทำได้

...ผีเสื้อตัวน้อยที่ชื่อพีรัชกำลังมีความสุข

...แต่นายพีรัชกำลังเหมือนยืนอยู่บนหน้าผาสูง สุ่มเสี่ยงต่อการตกลงไปและไม่มีชีวิตรอดกลับมา

ผมยังยืดเวลาที่จะเข้าไปนั่งข้างเขาในรถของตัวเอง ด้วยการเดินไปนั่งพิงสะโพกไว้กับตัวรถด้านหลัง ล้วงเอากล่องสีเงินอันเล็กออกมาจากกระเป๋า มันเป็นทั้งที่ใส่บุหรี่และไฟแช็กในตัว ภายในนั้นบรรจุบุหรี่ได้แค่มวนเดียว ผมพกติดตัวไว้เสมอเพราะบางเวลาที่ความรู้สึกอึดอัดหรืออะไรก็ตามที่คับอยู่ในอกของผมก่อตัวขึ้น ผมก็จะใช้มันนี่แหละเป็นตัวช่วยเอาสิ่งที่อึดอัดอยู่ข้างในออกมา

ควันบุหรี่ไหลเอื่อยเฉื่อยออกมาจากริมฝีปากผมแต่สิ่งที่คับแน่นอยู่ภายในก็ยังไม่ลดจำนวนลงเสียที บุหรี่หมดไปครึ่งมวนกับสภาพจิตใจที่ยังคงเท่าเดิม เป็นครั้งแรกที่มันช่วยอะไรผมไม่ได้เลย แต่ผมก็ยังอัดเอาสารก่อมะเร็งเข้ามาในปอด ปล่อยสายสีขาวออกมาและหายไปในความว่างเปล่า

แต่แล้วบุหรี่ที่ใกล้หมดมวนก็ถูกกระชากไปจากมือในจังหวะที่ผมกำลังปล่อยสายสีขาวออกมาจากริมฝีปาก มันถูกทิ้งลงพื้นก่อนปลายรองเท้าหนังสีดำจะบดขยี้จุดไฟสีแดงให้มอดดับไปทันที

“ขึ้นรถ!” เสียงเข้มดุดันไม่ต่างจากใบหน้าที่ขึ้นริ้วรอยความโกรธจัด จบคำพูดแล้วเขาก็กลับเข้าไปนั่งในรถ

นึกเสียดายที่บุหรี่มีแค่มวนเดียว ไม่อย่างนั้นผมจะควักมาสูบต่อจนหมดทุกมวนที่มี แต่ไม่เป็นไร ผมถือว่าครั้งนี้... ผมชนะ!

ล้อรถหมุนทันทีที่ผมเข้ามานั่งในห้องโดยสารโทนสีดำของ C43 Coupe และปิดประตูลงด้วยน้ำหนักมือที่ไม่เบาสักเท่าไร จากนั้นความเงียบเชียบแต่ขุ่นมัวก็ได้ตลบอบอวลอยู่ในห้องโดยสาร ผมหนีความรู้สึกต่างๆ ที่มากเกินไปด้วยการปิดเปลือกตาลง และปิดปากไม่ให้หลุดคำใดออกมาตอนที่เขาพูดเชิงตำหนิผมว่า

“ห่วงสุขภาพตัวเองหน่อย” เขาพูดเบาๆ

“.....” ใจผมอยากจะตอบโต้ให้เขาสะอึก ว่าเขานั่นแหละคือคนที่ทำให้ผมอยากอัดควันพิษเข้าร่างกาย แต่ผมก็เลือกจะเงียบ ปล่อยให้ความเงียบตอบโต้เขาแทน

“เลิกได้ก็ให้เลิก”

“.....” เหอะ... ผมต้องเชื่องั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!

“เลิกไม่ได้ก็ลดจำนวนลง”

“.....” อยากตอกกลับไปว่า... ยิ่งห้าม ผมก็ยิ่งจะสูบ

“เข้าใจไหม”

“.....” เขาหวังให้ผมเข้าใจอะไร ให้เข้าใจว่าเขาห่วงใยสุขภาพของผมอย่างนั้นเหรอ?

“ฉันหวังดี”

หวังดี ? ทั้งที่เขาทำร้ายหัวใจผมด้วยคำพูดเลวร้ายขนาดนั้นนั่นนะ คนอย่างเขาคงเป็นคนสุดท้ายในโลกที่หวังดีกับผม แต่เป็นคนแรกที่อยากจะฆ่าผมให้ตายไปเสียเร็วๆ

“รักตัวเองบ้าง”

“หุบปากซะที! ...น่ารำคาญ”  ในที่สุดผมก็ห้ามปากตัวเองไม่ได้ ลืมตาขึ้นมาพูดใส่หน้าเขา ย้ำให้เขารู้ว่าไม่มีสิทธิ์มาหวังดีแบบจอมปลอมกับผม หรือบอกให้ผมรักตัวเอง “อย่ามายุ่งกับชีวิตของผม” เขาหันกลับมามองหน้าผมนิดหนึ่ง แล้วก็หันกลับไปมองทางตามเดิม

เขาเงียบ ผมก็เงียบ ต่างกันที่ผมเงียบและปิดเปลือกตาลง ปิดกั้นความรู้สึกมากมายไม่ให้ไหลทะลักออกมา ส่วนเขาเงียบและขับรถต่อไปตามเส้นทางที่ยาวไปถึงคอนโดมิเนียมของผม

...คอนโดมิเนียมของผม

เขารู้ว่าผมอยู่ที่ไหนอย่างนั้นเหรอ ?

เป็นอีกครั้งที่ผมลืมตาขึ้นมามองใบหน้าด้านข้างของเขา และเกือบจะถามออกไปแล้วว่าเขารู้ว่าผมพักอยู่ที่ไหนอย่างนั้นเหรอ  เลี้ยวได้ถูกต้องแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องถามแล้วล่ะ ผมเลยปิดเปลือกตาลง ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ เอาความอึดอัดคับแน่นออกมาให้เกลี้ยงหัวใจ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นสักนิด

ทนทรมานอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงบนท้องถนนที่แทบไม่มีรถวิ่งไปมาเลย เพราะนี่ก็เที่ยงคืนไปแล้ว รถวิ่งเข้ามาจอดตรงที่จอดรถของผมได้อย่างถูกต้อง ผมได้คำตอบแล้วละว่าเขารู้ว่าผมพักอยู่ที่ไหน รู้ถึงขั้นที่จอดรถของผมเลยทีเดียว

ผมห้ามตัวเองไม่ให้อ้าปากถามออกไปว่าเขารู้ได้อย่างไร ทั้งที่อยากรู้มาก ช่างมัน! ได้แต่บอกตัวเองแบบนี้ซ้ำๆ มือก็จับที่จับประตูเพื่อจะเปิดออก เอาตัวเองออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ทว่าถูกมือของเขารั้งไว้ก่อน

“ปล่อย!” สะบัดก็ไม่หลุด

“ปากเธอนี่มันน่า...” สายตาคมกริบของเขาเลื่อนลงไปหยุดที่ริมฝีปากของผม “...สั่งสอน”

“.....” รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับปากของตัวเอง แต่ผมก็หนีไม่ทัน โทษร่างกายที่เต็มไปด้วยแอลกอฮอล์ด้วยแหละ ที่ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของผมเชื่องช้าและมึนงง ปล่อยให้เขากระชากตัวผมเข้าไปใกล้ เปิดโอกาสให้เขาเคลื่อนใบหน้าลงมาหา “...อื้อออ” และเอาริมฝีปากของผมไปเป็นของเขาอย่างง่ายดาย

แต่รอบนี้ดูจะมากไปกว่าเหตุการณ์ที่ชั้นใต้ดินของพุฒิธาดา ริมฝีปากร้อนจัดและร้ายกาจไม่ได้หยุดแค่ริมฝีปากของผม หลังจากเขาปล่อยให้ผมหอบเอาอากาศเข้าปอด เขาก็ใช้ความร้ายกาจนั้นไต่ลงไปยังซอกคอของผม ก่อนจะกัดลงมาเต็มแรงจนผมหลุดร้องออกมาด้วยความเจ็บ

“โอ๊ยยย!” เจ็บมาก ไม่ต้องคิดเลยว่าหลังจากนี้จะเกิดรอยฝังลึกอยู่ที่คอผมไปอีกกี่วัน “เป็นหมาหรือไง!” ผมถามเสียงขุ่น โมโหที่เขาอ้างว่านี่คือการสั่งสอนผม แต่ผมว่ามันคือการเอาเปรียบผมแบบที่เขาชอบทำมากกว่า

“ก็แล้วแต่เธออยากจะให้ฉันเป็นอะไร”

“งั้นก็เป็นหมา!”

“ได้...” เขายักไหล่ “...ฉันเป็นได้ทุกอย่างที่เธออยากให้ฉันไป” เขาจบคำพูดด้วยรอยยิ้มที่มองอย่างไรก็ชวนให้หงุดหงิด และทำให้ผมอยากเอาคืนเขาบ้าง

เร็วเท่าความคิด ผมเอื้อมมือไปจับแขนเขา ก่อนดึงร่างกายแข็งแรงของเขาเข้ามาใกล้ พร้อมทั้งทำแบบเดียวกับที่เขาทำกับผม เพียงแต่ข้ามขั้นตอนแรกไปหาขั้นตอนสุดท้ายเลย

ผมกัดลงไปที่ต้นคอของเขาเต็มแรง เชื่อว่าแรงกว่าตอนที่เขากัดผมอีก พอถอดปากออกมา เห็นรอยฟันของตัวเองแล้วก็สะใจ

“เป็นหมาหรือไง” เป็นเขาบ้างที่ถามผมกลับ แต่เขาดูไม่เดือดร้อนที่ผมฝากรอยฟันไว้บนคอเขาเลย เขาไม่กลัวคู่หมั้นหรือคนที่เขาเอาไปอยู่แทนที่ผมถามหรือไงว่ารอยนี้ได้มายังไง

“เป็นคน” แต่ผมไม่ตอบแบบเขาหรอก

“แต่ฉันคิดว่าเธอ...” เขายิ้มก่อกวนอารมณ์ของผม “...ยังเป็นเด็กดื้อคนเดิม”

‘คนเดิม’

ใช่... ไม่ว่าอย่างไรผมก็ยังเป็น ‘คนเดิม’ ของเขา ไม่เคยเป็นของใครคนไหนนอกจากเป็นของเขาคนเดียวตลอดมาและคงจะตลอดไป

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

“ปี!”

เปิดประตูเข้ามาในห้อง ผมก็เรียกหาปาลินทันที เพราะผมอยากกอดใครสักคนและคนที่ผมกอดได้ง่ายที่สุดในตอนนี้คือปาลิน

“ปี... ฮึก...ปีอยู่ไหน...ปี...ฮึก...”

น้ำตาที่ผมข่มเอาไว้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาทิ้งตัวลงนั่งข้างผมในบาร์เล็กๆ ในชั้นใต้ดินของพุฒิธาดาพรั่งพรูออกมาเป็นสายยาวบนแก้มผม ไม่ต้องแสร้งทำอวดเก่ง เหมือนตัวเองไม่เจ็บปวดอะไรยามที่อยู่ต่อหน้าคนคนนั้นอีกแล้ว

“ปี...ฮื่อ...อยู่ไหน” ในห้องนอนของปาลินไร้เจ้าของห้อง ไม่ต่างจากในห้องนั่งเล่นที่มีเพียงความเงียบและทุกอย่างไร้การเคลื่อนไหว “ปี...ฮื่อออ...” สายน้ำตายังไหลอาบแก้ม เสียงผมสั่น ตอนที่ผลักประตูห้องน้ำเข้าไปเพื่อตามหาตัวปาลินก็แทบจะไม่มีแรง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า

“ฮึก...ปี...” ผมจับราวบันได พยุงตัวที่ใกล้หมดแรงขึ้นไปบนชั้นสอง เปิดเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง พยายามคิดในแง่ดีว่าปาลินอาจจะขึ้นมาทำความสะอาดห้องของผมอยู่ก็ได้ แบบที่เจ้าตัวชอบทำเป็นประจำตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับผม ทั้งที่ผมห้าม ปาลินก็ยังดื้อที่จะทำ จนผมต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้

“ปี...” ไม่มีปาลินในห้อง ในห้องน้ำก็ไม่มี

...ปาลินหายไปไหน

ผมปาดน้ำตาบนแก้มทิ้ง พยายามห้ามมันไม่ให้ไหลตอนที่ล้วงเอาโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมาโทรหาคนที่ผมตามหาเขาไม่พบ ผมเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงที่ว่างเปล่า ฟังเสียงสัญญาณจากปลายสายอยู่นานจนมันตัดไป ความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งวิ่งเข้ามาโจมตีผมซ้ำ ผมกดโทรหาปาลินอีกครั้ง ฟังเสียงสัญญาณที่ยาวนานจนคิดว่าปาลินโกรธอะไรผมหรือเปล่าถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์ พลางน้ำตาก็ทะลักออกมามากกว่าเดิม

ปาลินอาจจะโกรธผมและหนีไปจากผม โกรธที่ผมนอนกับจิระ เพราะปาลินไม่อยากให้ผมนอนกับจิระ แต่ผมก็ทำ วันหยุดที่ไม่ต้องไปทำงานผมก็คลุกอยู่แต่ในห้องกับจิระ แทบไม่ได้ลงไปเจอหน้าปาลินข้างล่างเลย นอกจากเวลาที่หิวจัดถึงพากันลงมาหาอะไรกิน

ผมเกือบจะสิ้นหวัง ถ้าเสียงของปาลินจะไม่ดังขึ้นมา

“พี... มีอะไรหรือเปล่า” เสียงปาลินดังเบา ผิดปกติกจากทุกทีที่คุยกัน

“...ฮึก...ปีเป็นหรือเปล่า” ผมถามกลับไป เสียงปนสะอื้นนิดหน่อยอย่างที่ห้ามไม่ได้ ฝ่ายนั้นจึงถามกลับมาอย่างเป็นห่วง

“พีเป็นอะไร ร้องไห้เหรอ... ใครทำอะไร”

“ปีนั่นแหละ...เป็นอะไร ทำไมเสียงเป็นแบบนั้น” เสียงปีก็คล้ายคนที่กำลังกลั้นสะอื้นเหมือนกันนะ

“พีตอบมาก่อนสิ” เสียงเบาลงไปอีก

“ปีนั่นแหละตอบมา เป็นอะไร ร้องไห้เหรอ แล้วนี่อยู่ไหน” ผมลุกขึ้นนั่ง ชักรู้สึกไม่ดีขึ้นมาแล้วสิ ไม่รู้ว่าดึกดื่นป่านนี้ปาลินออกไปทำอะไรที่ไหน คงไม่ได้หอบเสื้อผ้าหนีจากผมไปจริงๆ ใช่ไหม ตอนเข้าไปในห้องของปาลิน ผมก็ไม่ได้เปิดตู้เสื้อผ้าดูด้วยสิ เพราะไม่ได้คิดเรื่องที่ปาลินจะหนีผมไปเลย

“พีก็ตอบเรามาก่อนสิ” เจ้าตัวหลีกเลี่ยงที่จะตอบผม

“ปี! บอกมาว่าอยู่ไหน” ผมตะคอกกลับ เพราะปาลินไม่เคยดื้อแบบนี้มาก่อน

“เรา...” เจ้าตัวอึกอัก

“ปี! บอกมาเลยว่าอยู่ไหน เราจะไปรับ” ปาลินต้องแอบไปทำอะไรข้างนอกแน่ๆ

“คือเรา...”

“อยู่ไหนปี!” อารมณ์ผมขึ้นแล้วนะ ไอ้ที่ร้องไห้เสียใจเพราะถูกคนใจร้ายย่ำยีหัวใจมาเมื่อกี้หายเกลี้ยงแล้ว

“เรา...เอ่อ...เรากำลังขับรถไปทะเล”

“หา!?... ไปทะเล ไปตอนนี้นี่นะ” ผมถามเสียงหลงออกไป ถ้าจำไม่ผิดตอนที่ผมลงมาจากรถ นิวบีเทิลสีขาวของปาลินที่หมอภามซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่แล้วก็ไม่ได้จอดอยู่ตรงนั้น แต่ขับรถเต่าไปต่างจังหวัดเวลาเที่ยงคืนแบบนี้นี่นะ ปาลินทำไมถึงกล้าได้ขนาดนี้ “ขับไปได้ยังไงปี มันอันตรายมากนะ กลับมาเลย”

“ก็ขับมาแล้ว ใกล้ถึงแล้วด้วย” บอกเสียงอ่อย

“เฮ้อ... จะไปทำไมไม่บอกกัน” ก่อนที่ผมจะออกไปกับจิระ ปาลินก็ไม่เห็นจะบอกอะไรผมเลย

“เขียนใส่โน้ตวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวแล้วนะ พีไม่เห็นเหรอ” ใครจะเห็นเล่า เข้าห้องมาได้ก็น้ำตาไหลพรากๆ ไม่เจอปาลินก็เสียขวัญเข้าไปอีก ใครจะอยากเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวกันล่ะ

“ทำไมไม่รอไปพร้อมกัน” ผมก็จะไปเที่ยวทะเลกับจิระสัปดาห์หน้าเหมือนกัน พาจิระไปเที่ยวก่อนที่เจ้าตัวจะกลับอเมริกา

“ก็...อยากไปวันนี้” 

“แล้วจะไปกี่วัน”

“เอ่อ... ยังไม่แน่ใจ อาจจะจนเบื่อก็ได้” เพราะปาลินไม่ได้ไปทำงานที่โรงพยาบาลของหมอภามแล้ว ส่วนคลินิกก็ยังหาทำเลดีๆ ไม่ได้ ช่วงนี้ปาลินเลยว่างงาน

“งั้นก็อยู่รอเราเลยละกันนะปี เสาร์หน้าเราตามไป” ผมลางานไว้ทั้งสัปดาห์แล้ว เช้าวันเสาร์ล้อรถก็หมุนได้เลย

“มะ...ไม่ต้องตามมา” ปาลินรีบห้ามไม่ให้ตามไปด้วย “เราอยากอยู่คนเดียว”

“แต่เราอยากไปหาปี” ผมคิดว่าปีอาจมีปัญหาอะไรบางอย่าง เสียงตอนนี้ก็ฟังดูเศร้าสร้อยและเจือไปด้วยแรงสะอื้นที่คงพยายามซ่อนเอาไว้ไม่ให้ลอดออกมาให้ผมจับพิรุธได้ “ปีมีเรื่องไม่สบายใจใช่ไหม เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น หรือว่าหมอภามโทรมาก่อกวน” แต่จะเป็นไปได้เหรอ ก็ผมให้ปาลินเปลี่ยนเบอร์โทรแล้วนี่นา


“ไม่ใช่ คือ... เราอยากอยู่กับตัวเอง อยากคิดอะไรคนเดียวน่ะ”

“แค่นี้จริงเหรอ” ผมยังไม่อยากเชื่อ

“อืม แค่นี้จริงๆ” เจ้าตัวยังยืนยันเสียงแข็ง แถมยังพูดตัดบทไปเสียดื้อๆ “ แค่นี้ก่อนนะพี เราขับรถอยู่ มันอันตราย ไว้สบายใจแล้วจะกลับไปนะ”

“ก็ได้ ดูแลตัวเองด้วย” ผมเลยต้องยอมวางสาย

ผมกลับมาอยู่ในความเงียบเชียบที่ไร้คนร่วมบ้านอีกครั้ง ไม่มีทั้งปาลิน ทั้งจิระ ก็รู้สึกเหมือนเหลือตัวคนเดียวบนโลก ความรู้สึกอยากกอดใครสักคนหนึ่งวิ่งกลับมาโจมตีอีกจนได้ ผมอยากกอดใครสักคนเพื่อให้ตัวเองพ้นไปจากค่ำคืนที่ไม่น่าจดจำนี้... และพ้นไปจากคนที่เอาหัวใจของผมไปแล้วทั้งดวง

มือของผมค่อยๆ ยกโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรหาใครอีกคนที่ผมสามารถกอดได้ในคืนนี้

“ครับพี่พี” เสียงงัวเงียของปลายสายทำให้ผมรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ไปกวนเวลานอนของเขา ทว่าความเห็นแก่ตัวของผมมีมากกว่า

“มาหาพี่ที่คอนโดฯ”

“ครับ”

คืนนี้ผมจะมีคนให้กอด... แทนคนที่ผมไม่สามารถกอดเขาได้   

 

จบตอนที่ 19
มาๆ ตอบคำถามคาใจกันค่ะ

Lovenadd : ขอบคุณสำหรับคำว่า “สนุกมาก” นะคะ ดีใจที่สุดเลย ^_^ อ่านแล้วชื่นใจๆๆๆ

Snowboxs : ถ้าคุณยะได้มาอ่านละก็ น่าจะสำนึกกับความผิดของตัวเองได้เลยนะ // คนเขียนก็ว่างั้นแหละ คุณยะนี่เลวร้ายมากกกกก แต่ๆๆ เด็กมันยั่วเลยหลวมตัวไปหน่อย // สปอยนิดหน่อยว่า คุณยะจบที่เตียงก่อนจะต้องดูแลอีกค่าาาา ^_^ แล้วที่คุณยะหายไป เพราะมีเหตุการณ์บังคับ เพียงแต่น้องพียังไม่รู้ คุณยะก็ไม่อยากพูด ทุกการกระทำของคุณยะ มันไปไม่สุด เพราะความอ่อนแอของตัวเองล้วนๆ // อยากสปอยมากกว่านี้ ถ้าสปอยอีกนิดนี่คือเล่าเรื่องถึงตอนจบได้เลย 555+ // อึบไว้ค่ะ อดทนอีกนิ้สสสสสสส

Jubbubu : น้องพีไม่ยอมแบ่งคุณยะให้ใครแน่นอนค่ะ เพราะน้องพีฟันธงแล้วว่า คุณยะเป็น “ของของน้องพีคนเดียว” ใครอย่ามาแตะนะ!! // ส่วนคุณยะ ก็ทิ้งเลม่อนไม่ได้จริงๆ  มันมีเหตุผล เป็นความรับผิดชอบ เป็นความรู้สึกผิด //แล้วเลม่อน ถ้าดีๆ นี่ก็คือดีนะคะ เนื้อแท้แล้วก็เป็นแค่เด็กที่ไม่อยากให้ใครเอาแฟนตัวเองไปงี้ (ในความคิดของเลม่อน คุณยะก็เป็นแฟนของเขาแหละ)

Kunt : อยากช่วยร้องเหี้ยยย ไปด้วยกัน 555+ บางคนนี่คืออีพี่หมอกหรือตาคุณยะคะ

Lizzii : สัญญาว่าจะหาหนทางให้น้องพีได้ตบหน้าคุณยะคืนค่ะ // ตบมา ตบกลับ ไม่โกงงง // คุณยะไม่เชิงปากหนักนะคะ บางครั้งเขาก็แค่ไม่พูด เพื่อที่จะไม่ให้ทุกอย่างมันเดินหน้าไปมากกว่านี้ แต่บางครั้งเขาก็ควบคุมความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อน้องพีไม่ได้ T^T เขาถึงอยากนัวน้องพี 555+

Naumi : ใจจะขาดเหมือนกันค่า แต่น้องพีเข้มแข็งกว่าที่คิดมากค่ะ ความรักทำให้คนแข็งแกร่งได้เสมอ คือนิยามของน้องพี รักแล้วต่อให้เจ็บปวดก็ยังหอมหวาน...


สุดท้าย ::: ขอบคุณทุกเม้นท์นะคะ ชอบๆๆ อยากอ่านและอยากตอบในส่วนที่คนเขียนยังอธิบายในเนื้อเรื่องไปไม่ชัด แต่จะเก็บทุกความสงสัยเอาไปขยายเป็นคำตอบในเนื้อเรื่องเรื่อยๆ นะคะ แต่บางส่วนที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณยะโดยตรง โดยที่น้องพีไม่รู้ น้องพีไม่เห็น คนเขียนก็จะเขียนออกมาไม่ได้ จะเขียนได้ก็ตรงเป็นการเล่าเรื่องของคุณยะเอง


สุดท้ายยิ่งกว่า :::::: อดทนไปด้วยกันนะคะ อย่าทิ้ง อย่าเท เอาใจช่วยน้องพีให้แย่งเอาคุณยะคืนมาให้ได้ !!! เพราะน้องพีบอกแล้วว่า “คุณยะเป็นของของน้องพีคนเดียว” ใครอยากคิดจะเอาไป ไม่แบ่งให้ใครด้วย!!  :katai2-1:


สีเหลืองอ่อน

ออฟไลน์ nonlapan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
คนอย่างคุณยะเริ่มรู้สึกไม่น่าแย่งละ ปล่อยให้แก่ตายไปเถอะ ถถถถถ // ตอนยาวสะใจมากค่ะ 5555

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-5
ไม่มีอะไรมากก็แค่รู้สึกอึดอัดที่น้องพียังทำอะไรคุณยะไม่ได้แค่นั้น

ออนไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-2
ทำไมต้องพูดจาทำร้ายจิตใจน้องพีขนาดนั้น ด่ายังกับเกลียดเขามากแต่ก็จูบเอาๆ ไปส่งกลับบ้านอีก คุณยะนี่เป็นบ้าหรอ  :katai1:

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5902
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +121/-6
ต่างคนก็ไม่เคยเปลี่ยน
คุณยะทำร้ายพีมาอย่างไร
ก็ยังคงทำร้ายเหมือนเดิม
น้องพียังรักอย่างไร
ก็ยังรักอย่างนั้น

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6974
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +270/-2
แก้วน้ำส้มควรฟาดไปทั้งแก้วเลยลูก ไม่ควรแค่สาดน้ำส้มใส่คุณยะเฉย ๆๆๆ
โมโหแทนจริง ๆ ทำไม่เป็นคนแบบนี้
แล้วเอาจริง ๆ นะ ถ้าไม่สนใจแล้ว คุณยะก็ปล่อยน้องพีทำอะไรตามใจไปสิ่
ไม่ต้องมาวอแว แบบนี้ นี่ขึ้นมากกกกกกกก

ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5848
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +829/-16
ยังไม่เห็นหนทางของคำตอบของเรื่องนี้

เพราะมองไปทางไหน ก็เห็นแต่หนทางที่ดำมืดสนิทไปหมด

เราจะรอคำตอบของคุณนะ..คุณยะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ zazoi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1008
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +139/-1
โอย ทำไมอ่านเนื้อเรื่องนี้แล้ว ช่างต่างกับที่อ่านในเรื่องหมอนุนัก ตอนนั้นอ่านแล้วน้อมพีดูไม่เต็มใจ และกลัวคุณยะมากเลย แต่นี่คือตรงข้ามมาก 555 ว่าแต่สงสารจิระอ่ะ

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1086
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +322/-0

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 20


เด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนผมมาตลอดคืนลืมตาขึ้นช้าๆ ตอนที่ผมฝากความอุ่นร้อนบนพวงแก้มเนียนใสของเขา เมื่อคืนพอผมโทรหาสายน้ำ เจ้าตัวก็มาถึงคอนโดฯ ผมในเวลาอันรวดเร็ว เพราะระยะทางระหว่างคอนโดฯ ของผมกับเขาไม่ไกลกันมากนัก

“หิวหรือยัง” ผมถาม โอบร่างเล็กแน่นขึ้น เมื่อคืนผมไม่ได้ทำอะไรสายน้ำมากไปกว่าจูบเล็กๆ น้อยๆ และกอดเขาไว้ในอ้อมแขนจนหลับไปทั้งคู่ ตอนนั้นผมยังไม่มีอารมณ์ทำเรื่องอย่างว่า เพราะหลายสิ่งที่ทับถมอยู่ในใจ บวกกับสภาพร่างกายที่ผ่านเรื่องบนเตียงกับจิระมาหลายรอบและแอลกอฮอล์ในร่างกายด้วยที่ทำให้ผมไม่อยากออกแรงไปกับกิจกรรมบนเตียง ทว่าตอนนี้ผมมีความรู้สึกอยากกอดสายน้ำให้สมกับความน่ารักน่าขย้ำของเจ้าตัวขึ้นมาเสียแล้ว

วูบหนึ่งที่คำพูดของผู้ชายที่ชื่ออารยะวิ่งเข้ามาในหัว

‘ระหว่างความอยากของร่างกายที่จะเป็นใครก็ได้... กับสัมผัสที่มันมาจากความรักล้วนๆ แค่คนเดียว มันต่างกันมากนะพี’

ใช่... มันต่างกันมาก

สิ่งที่ผมรู้สึกกับร่างกายของสายน้ำ มันก็แค่ความอยาก ที่พอผมปลดปล่อยออกมาเมื่อไร ความอยากก็จางหายไป ไม่เหมือนกับคนที่เรารัก มันไม่ใช่แค่ความอยากชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือการกระทำที่เป็นยิ่งกว่าการบอกรัก เพราะมันคือการบอกกับเขาว่า... เราขาดเขาไม่ได้

...และทุกอย่างที่เขาเป็น ไม่ว่าดีหรือร้าย อ่อนโยนหรือเกลียดชัง มันก็ไม่ได้ทำให้ความรักที่ให้เขาลดน้อยถอยลงไป มีแต่จะมากขึ้น เพิ่มขึ้น 

“พี่พีจะทำหรือครับ”

“ได้ไหม ?” ถึงผมจะซื้อสายน้ำมา ให้เงินเขาเพื่อแลกกับเซ็กซ์ แต่ผมก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่จะใจร้ายใส่เด็กที่ใสซื่อและบริสุทธิ์ได้ลงคอ ด้วยการฝืนใจเขาให้มารองรับอารมณ์ความอยากของผู้ใหญ่ แม้ตอนแรกผมจะทำแบบนั้นก็เถอะ แต่ครั้งหลังผมก็ถามความสมัครใจของสายน้ำและเจ้าตัวก็ไม่เคยปฏิเสธ จะว่าไปตั้งแต่ที่ผมซื้อตัวสายน้ำมา ผมนอนกับเด็กคนนี้แค่สองครั้งเอง ซึ่งครั้งที่สองก็ตอนที่พาไปดูคอนโดฯ ที่ผมซื้อให้เขา

“ได้ครับ” เจ้าตัวพยักหน้า “แต่ผมขอไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนนะครับ”

“ไปด้วยกัน” ผมจบคำพูดด้วยการดึงเอาร่างนุ่มนิ่มของสายน้ำขึ้นจากเตียง ก้าวขาลงมายืนบนพื้นห้องก่อนจะช้อนร่างของเด็กน้อยขึ้นมาในวงแขน ก้าวพาไปยังประตูห้องน้ำเพื่อต้อนรับวันใหม่ด้วยร่างกายของกันและกัน... ตามความอยากของร่างกาย ไม่ใช่เรื่องของหัวใจ

และไม่นานความอยากของผมก็ได้รับการปลดปล่อยภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ชุ่มไปด้วยสายน้ำ ก่อนจะเริ่มต้นอีกครั้งที่เตียงนอนหนานุ่มของตัวเอง

“อ๊ะ...อ๊าาา...จะ...เจ็บครับ...อือออ...พี่พี...ผมเจ็บ...อ๊าาาา!” เสียงกรีดร้องเป็นรอบที่เท่าไรของสายน้ำแล้วไม่รู้ ไม่ได้ทำให้ผมลดแรงส่งจากสะโพกเข้าไปในตัวของเด็กน้อยลงเลย มีแต่เพิ่มมากขึ้น... มากขึ้น

“อืม...อีกนิดธาร...ทนอีกนิด...” ผมอัดเอาทุกความคับแค้นในหัวใจออกมาผ่านร่างกายที่แข็งแกร่งและมากด้วยกำลังกว่าอีกฝ่าย ฝากฝังความเจ็บปวดของหัวใจลงไปในช่องทางคับแคบที่บีบรัดนับครั้งไม่ถ้วน

“คะ....อ๊าาา...ครับ...พี่พี...อ๊ะ...” ริมฝีปากบางของสายน้ำยังคงปลดปล่อยทุกความเจ็บปวดออกมา เสียงนั้นสะท้อนก้องอยู่ภายในห้องนอน แทรกตัวเข้าไปในหัวใจผม มันเหมือนเสียงของเมื่อวันวานในอดีตที่ไม่เคยลืมลงสักครั้งของผม

...ผมเคยกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแบบสายน้ำมาก่อน

“อือ...อ่า...” ความอดทนของสายน้ำสิ้นสุดลงเมื่อผมถอนแก่นกายออกมาจากช่องทางบวมช้ำ ร่างเล็กฟุบลงไปกับที่นอนแทบจะทันที ผมได้ยินเสียงสะอื้นออกมาเบาๆ จากความเจ็บปวดของร่างกายบอบบางที่โดนบดขยี้ ขณะที่ผมดึงเครื่องป้องกันออกจากกาย พร้อมกับรูดรั้งความร้อนระอุของตัวเองให้กลายเป็นลาวาขาวข้นทะลักทลายออกมา

เมื่อร่างกายปลดปล่อยออกมาจนหมด ผมก็ทิ้งตัวลงไปทาบทับร่างกายนุ่มนิ่มของสายน้ำ กระซิบถ้อยคำขอโทษข้างใบหูเล็กของเจ้าตัว

“พี่ขอโทษ ขอโทษนะธาร”

“ฮึก...มะ...ไม่เป็นไรครับ...ฮึก...ผมเป็นของพี่” เจ้าตัวฝืนแรงสะอื้นตอบกลับมา แม้ใบหน้านั้นจะฝังลงไปกับหมอนใบโตอยู่ก็ตาม

“เจ็บมากไหม ?” ผมพลิกตัวกลับลงไปนอนบนเตียง ดึงร่างบอบช้ำเข้ามาอยู่ในวงแขน กดศีรษะเล็กๆ ไว้กับอกของตัวเอง ลูบแผ่นหลังเรียบลื่นอย่างปลอบโยน

“เจ็บครับ...แต่ไม่เป็นไร ผมทนได้”

“เด็กน้อย” ผมแนบริมฝีปากลงไปบนกลุ่มผมที่เปียกชื้น “ขอบใจนะที่ทนเพื่อพี่”

“ผมอยากให้พี่พีมีความสุข เพราะพี่พีดีกับผมมาก” เจ้าตัวเงยหน้าเนียนใสชุ่มเหงื่อและคราบน้ำตาขึ้นมายิ้มจนตาหยี ไม่เหลือร่องรอยว่าเมื่อครู่ได้กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างไรบ้าง

“ธารก็ดีกับพี่เหมือนกัน” เพราะสายน้ำยอมให้ผมทำอะไรกับร่างกายเขาก็ได้ ตัวเล็กแค่นี้แต่ก็ทนเพื่อให้ผมระบายความเจ็บปวดทั้งหมดลงไปที่เขา แม้เขาจะทำเพื่อเงิน แต่มากกว่านั้นเขาก็เต็มใจทำเพื่อผม เพราะผมสัมผัสความจริงใจของเด็กคนนี้ได้

...สายน้ำไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ใสสะอาดเหมือนชื่อของเขา

“เมื่อคืนพี่พีไปเจอเขามาหรือครับ” สายน้ำเงยหน้าขึ้นมาถาม ผมเล่าเรื่องอดีตของตัวเองให้สายน้ำฟัง เล่าเท่าที่อยากจะเล่า บางส่วนก็ข้ามไป บางอย่างก็ไม่พูดถึง โดยเฉพาะชื่อของคนคนนั้น สายน้ำเลยรู้แค่ว่าเมื่อตอนเป็นเด็กผมผ่านอะไรมาบ้าง โดนผู้ใหญ่ใจร้ายเอาคำว่ารักมาหลอกเพื่อเอาเปรียบร่างกายผมอย่างไรบ้าง

“อืม...” ผมพยักหน้ารับ โอบร่างเล็กในอ้อมแขนแน่นขึ้น ราวกับว่าสายน้ำคือตัวผมในวันวานที่ผมอยากปลอบโยนก่อนที่จะแตกสลายไป

“เขาทำร้ายพี่พีอีกหรือครับ” เจ้าตัวกอดผมตอบ แรงน้อยนิดของสายน้ำทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นกว่าตอนที่กระแทกความเจ็บปวดเข้าใส่ตัวเขาเสียอีก

“เขาใจร้ายกับพี่มาก พี่ไม่เข้าใจเลยทำไมเขาถึงอยากให้พี่เจ็บปวด” ผมเริ่มพรั่งพรูความรู้สึกของค่ำคืนที่ผ่านมาที่ถูกทำร้ายจากคนคนนั้น “เขาเหมือนอยากให้พี่ตายไปต่อหน้าเขา เขาไม่อยากให้พี่มีความสุขเลยหรือไง ทำไมเขาต้องการให้พี่เจ็บปวด ทำไม...ฮึก...ทำไมพี่ต้องรักเขาด้วย...ทำไมพี่ถึงเลิกรักเขาไม่ได้นะธาร...ฮึก...ทั้งที่เขาใจร้ายกับพี่ขนาดนี้ เขาฆ่าพี่มาตลอดชีวิต...แต่พี่...พี่ก็ยังเลิกรักเขาไม่ได้...พี่...เลิกรักเขาไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว...พี่อยากเลิกรักเขา...” ผมซุกหน้าลงกับไหล่เล็กของคนในอ้อมแขน ปล่อยสายน้ำตาร้อนจัดออกมาอย่างเก็บกักไว้ไม่ได้อีกแล้ว

“ไม่ต้องเลิกรักเขาหรอกครับ” มือของสายน้ำประคองใบหน้าของผมขึ้นมา นิ้วเล็กๆ ช่วยเช็ดเม็ดน้ำตาออกไปจากแก้ม แต่เช็ดเท่าไรก็ยังคงไม่หมด เพราะผมก็ยังปล่อยความเจ็บปวดออกมาออกมาพร้อมกับน้ำตา “...ถ้าการอยากเลิกรักเขามันทำให้พี่พีทรมานขนาดนี้ ก็ไม่ต้องพยายามที่จะเลิกรักเขาหรอกครับ”

“แต่เขาไม่รักพี่เลย เขาเกลียดพี่ เขา...ฮึก...อยากให้พี่ตาย” ผมกลายเป็นเด็กน้อยแสนอ่อนแอในวันเก่า ร่างกายที่เติบโตเป็นชายหนุ่มและสูงใหญ่ ไม่ได้ขับไล่ความอ่อนแอของเด็กชายพีรัชออกไปจากตัวผมได้เลย “ฮึก...เขาไม่รักพี่ เขาไล่พี่ออกไปจากชีวิตเขา ทำเหมือนพี่เป็นตัวน่ารังเกียจ ใช้คำพูดทำร้ายหัวใจพี่ตลอด”

“ไม่รักก็ช่างเขา เกลียดก็ช่างเขา” เสียงใสๆ ของสายน้ำบอกออกมาราวกับเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดาย “สิ่งที่พี่พีทำได้ ไม่ใช่การเปลี่ยนความรู้สึกของเขา แต่คือการที่พี่พีรักเขาเท่าที่อยากรัก รักไปเถอะครับ ถ้ามันดีกว่าการที่พี่บังคับตัวเองให้เลิกรัก เขาไม่เห็นความรักของพี่ก็ช่างเขาสิครับ พี่แค่เห็นความรักของตัวเองก็พอแล้วนี่นา” เจ้าตัวพูดเสียยืดยาว

“ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน” คำแนะนำของสายน้ำทำให้ผมมีรอยยิ้ม นึกเอ็นดูคำปลอบโยนที่แปลกประหลาดนี้

“เอามาจากตัวเองนี่แหละครับ” เจ้าตัวยิ้มอายๆ “ถึงแม้เขาของผมจะไม่ใจร้ายเท่ากับเขาของพี่พี แต่ตอนเห็นเขาเดินข้างคนอื่นที่ไม่ใช่ผม ผมก็เจ็บมากนะครับ เคยอยากให้ตัวเองหยุดรักเขาซะที แต่พยายามแล้วมันทรมานมาก ทรมานกว่าตอนที่ผมรักเขาหมดหัวใจซะอีก ยิ่งผมรักเขามาก ผมก็ยิ่งมีความสุขที่ได้รักเขา ต่อให้เขาไม่เห็นว่าผมรักเขา แต่ผมก็เห็นว่าตัวเองมีความสุขมากแค่ไหนที่ได้รักเขา”

“เด็กน้อย” ผมส่ายหัวให้กับการเปรียบเทียบของสายน้ำ เจ้าตัวยังเด็ก ความรักแบบแอบรักเพื่อนและเห็นเพื่อนมีแฟน มันเทียบไม่ได้กับการถูกคนที่เรารักฟาดฟันหัวใจของเราด้วยความเกลียดชังหรอก

สายน้ำยังไม่เคยถูกคนที่ตัวเองรักฟาดฟันด้วยความเกลียดชังแบบผม เจ้าตัวถึงยังไม่เคยเจอความเจ็บปวดเหมือนตายทั้งเป็นที่ผมกำลังเผชิญอยู่

“ถ้าธารเจอแบบพี่แล้วค่อยมาพูดละกัน” ผมบอก แต่ก็ใช่จะปฏิเสธคำแนะนำของสายน้ำเสียทีเดียว อย่างน้อยผมก็จะจดบางส่วนของคำแนะนำเอาไว้

...แค่เห็นความรักของตัวเองก็พอ

ผมเห็นความรักของตัวเองเติบโตขึ้นทุกวัน ราวกับว่าความเจ็บปวดของผมในแต่ละวินาทีเป็นน้ำหล่อเลี้ยงต้นกล้าของความรักให้เติบโตและแข็งแกร่งเกินกว่าลมพายุหรือสายฟ้าฟาดใดๆ จะทำลายมันลงมาได้

...ยิ่งเจ็บปวดก็ยิ่งคล้ายกับว่าผมจะรักเขามากขึ้นและมากขึ้น ไม่เคยน้อยลง

Rrrrr...

เสียงโทรศัพท์ของสายน้ำดังขึ้น มันวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ผมเอื้อมไปหยิบเพราะมันอยู่ใกล้มือผม ก่อนยื่นให้เจ้าของมัน

คนที่โทรมาชื่อ ‘วิน’ เป็นเพื่อนที่สายน้ำแอบรักนั่นแหละ

“ขอบคุณครับพี่พี” สายน้ำเอ่ยขอบคุณตอนที่ผมยื่นโทรศัพท์ให้เขา “ว่าไงวิน มีอะไรหรือเปล่า” เจ้าตัวขยับออกห่างผมนิดหนึ่งตอนที่ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู

ส่วนผมก็ขยับลุกขึ้นนั่ง ตั้งใจจะลุกขึ้นไปอาบน้ำเอาคราบอะไรต่อมิอะไรออกจากร่างกาย แต่ติดที่ต้องหันมาตอบคำถามของคนตัวเล็กเสียก่อน

“หา!! รออยู่หน้าคอนโดฯ ...รอทำไม ทำไมไม่กลับไปนอนที่ห้อง...ก็...ก็ไม่รู้อีกนานไหม...กลับไปก่อนสิ ไม่ต้องรอ...บอกว่าไม่ต้องรอไง...ก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับตอนไหน...ก็ได้ๆ ...ขอถามพี่พีก่อน” จบประโยคนั้นเจ้าตัวก็ลดโทรศัพท์ลง เอามือปิดโทรศัพท์ไว้ด้วยกันเสียงพูดระหว่างผมกับตัวเองลอดเข้าไปให้บุคคลที่สามได้ยิน “พี่พีจะให้ผมกลับตอนไหนครับ”

“เพื่อนรอเหรอ” ผมถามกลับ ทั้งที่พอจะจับบทสนทนาระหว่างคนทั้งสองได้

“ครับ เมื่อคืนผมให้วินมาส่ง แล้วก็ไม่คิดว่าเขาจะนั่งรออยู่ในรถจนถึงตอนนี้” ตอนนี้ที่สายน้ำว่าคือเวลาเกือบเที่ยง “คือ...เอ่อ...ถ้าผมจะขอกลับตอนนี้เลยได้ไหมครับ” ถามอย่างเกรงใจ

“ไปสิ” ผมบอกพร้อมกับเอื้อมมือไปดึงลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง หยิบเอากระเป๋าตังค์ออกมา ดึงเอาแบงก์สีเทาที่มีอยู่ในกระเป๋าออกมาทั้งหมด ไม่เยอะหรอกครับแค่หกใบเอง “พี่ว่าจะพาเราไปหาอะไรอร่อยๆ กินซะหน่อย แต่ไม่เป็นไร ธารไปกินกับเพื่อนละกันนะ” ผมยื่นเงินให้สายน้ำ เจ้าตัวส่ายหน้าจนผมเส้นเล็กกระจายเลยทีเดียว

“เงินที่พี่พีใส่บัญชีให้ก็ยังไม่หมดเลยครับ”

“อย่าปฏิเสธ” ผมยัดเงินใส่มือเล็กๆ  “ตอบแทนสำหรับคำแนะนำดีๆ ของธาร ห้ามปฏิเสธ”

“คือว่า...ผมเกรงใจ”

“ถ้าไม่รับก็ไม่ต้องกลับ” ผมแกล้งขู่ เลิกยัดเงินใส่มือที่กำแน่นแบบไม่ยอมแบให้ผมวางเงินลงไปได้ ผมเลยเอาไปยัดใส่กระเป๋าตังค์ของเจ้าตัวแทน “ไปอาบน้ำได้แล้ว เพื่อนจะรอนาน”

“ครับ... ขอบคุณครับพี่พี” ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นไหว้ผม ก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวเองลงจากเตียงในสภาพขาสั่นๆ ผมรู้ดีว่าร่างกายบอบบางที่ผ่านแรงกระแทกมาหลายรอบไม่มีทางที่จะปกติได้ ขานี่คงแทบไม่มีแรงยืนด้วยซ้ำ ผมเลยรีบลงจากเตียงขึ้นไปประคองตัวสายน้ำเอาไว้ก่อนที่จะร่วงลงไปกองพื้น

“พี่อุ้มดีกว่า” ผมจัดการอุ้มพาคนตัวเบาไปห้องน้ำเป็นรอบที่สองของวันนี้ ถึงแล้วก็ปล่อยให้เจ้าตัวจัดการตัวเองต่อ ส่วนผมก็เดินไปเปิดตู้หยิบเสื้อคลุมมาใส่ปกปิดร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเองไว้ก่อน 

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีสายน้ำก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา เข้าใจอารมณ์เลยว่าคงอยากลงไปหาคนที่ตัวเองแอบชอบเร็วๆ แล้ว

ออกมาก็แต่งตัวด้วยความรวดเร็วไม่ต่างจากตอนอาบน้ำ ร่างกายนุ่มนิ่มที่ถูกผมใช้งานหนักทำท่าจะล้มกองพื้นหลายครั้ง ก็มีผมนี่แหละที่ช่วยประคองเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไปจริงๆ

“จะไหวไหมเนี่ย” ผมพูดออกอย่างห่วงๆ ก็เป็นตัวเองนี่แหละที่ทำให้สายน้ำตกอยู่ในสภาพขารับน้ำหนักตัวเองไม่ค่อยได้

“ไหวครับ”

“ไม่ไหวแน่นอน เอาเป็นว่าพี่พาลงไปหาเพื่อนละกัน”

“ไม่ต้องครับพี่พี ผมไหวจริงๆ แล้วอีกอย่าง...คือ...เอ่อ...วินไม่ชอบพี่พีเท่าไรน่ะครับ” สีหน้าของสายน้ำคล้ายจะกลัวผมโกรธ ผมก็รู้สึกโกรธจริงนั่นแหละ ผมทำอะไรให้เด็กนั่นไม่ชอบผมล่ะ ยังไม่เคยเจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ แล้วมีสิทธิ์อะไรมาไม่ชอบผม ไม่รู้สำนึกเลยใช่ไหมว่าเงินที่ตัวเองกินใช้อยู่ทุกวันเป็นเงินของผม

“เพื่อนของธารไม่ชอบพี่เพราะอะไร” เสียงผมขุ่นจัดเลยตอนที่ถาม ทำเอาสายน้ำหน้าซีดทันที เจ้าตัวคงนึกด่าตัวเองในใจแล้วมั้งที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

“ก็...คือ...” เจ้าตัวอึกอักอยู่นานกว่าจะเอ่ยถึงสาเหตุที่เพื่อนตัวเองไม่ชอบผม “เอ่อ...วินไม่ชอบที่พี่พีทำผมเจ็บตัว”

อ้อ... เข้าใจแล้ว ก็สมควรที่เพื่อนของสายน้ำจะไม่ชอบหน้าผม ทั้งที่ไม่เคยเจอหน้าผมเลยสักครั้ง เพราะห่วงเพื่อน... หรือหวงเกินเพื่อนกันแน่

“ผมไปนะครับ” เจ้าตัวยกมือไหว้ผม แล้วเดินขาลากไปที่ข้างเตียง หยิบกระเป๋าตังค์กับมือถือยัดใส่กระเป๋ากางเกง ทำท่าจะออกห้องไป ผมเห็นก็สงสารนะ ความผิดผมเองที่ทำให้สายน้ำตกอยู่ในสภาพนี้

“พี่พีไม่ต้องครับ” เสียงใสๆ เอ่ยห้ามตอนผมช้อนตัวเขาขึ้นมาอุ้ม

“อุ้มลงไปข้างล่างเท่านั้นแหละ ไม่ไปถึงหน้าคอนโดฯ หรอกน่า” ผมดุเบาๆ จากนั้นก็อุ้มพาสายน้ำลงไปชั้นล่าง เอาไปปล่อยลงพื้นตรงหน้าประตูห้อง ต่อจากนั้นเจ้าตัวก็พาร่างกายที่ไม่เต็มร้อยออกจากห้องผมไป


.

.

.

ผมกลับขึ้นมาบนห้องหลังจากอุ่นอาหารแช่แข็งกินจนอิ่มท้องแล้ว พออิ่มหนังตาก็เริ่มหนัก เปิดประตูเข้ามาได้ก็เดินตรงไปที่เตียงและทิ้งตัวลงนอนทันที ไม่นานก็หลับสนิท มาสะดุ้งตื่นอีกทีตอนท้องฟ้าเริ่มเป็นสีเทาและใครบางคนที่ล้มตัวลงมานอนข้างตัวผม พร้อมกับดึงผมเข้าไปกอดไม่ต่างจากกอดหมอนข้าง

เป็นใครไม่ได้นอกจาก...จิระ

“เหนื่อยโคตร” เจ้าตัวบ่นงึมงำ ลูกตาสีฟ้าน้ำทะเลซ่อนอยู่หลังเปลือกตาและขนตายาว จิระเป็นผู้ชายที่มีขนตายาวมากจริงๆ “ไอ้ศิลปินซกมกนั่นใช้ผมจนคุ้ม แต่ก็ดีแล้ว ไม่ต้องได้เจอหน้ามันอีก เกลียดมัน ถ้าเจอคุณลุงกับคุณป้านะจะฟ้องให้เข็ดว่ารสนิยมของมันเป็นยังไง” แอบคิดว่าจิระนี่ละเมอหรือเปล่า แต่ก็ได้คำตอบว่าเจ้าตัวไม่ได้ละเมอแต่บ่นงึมงำเท่านั้นเอง เพราะพอผมถามเขา เขาก็ตอบกลับมาได้ทันที

“กินอะไรมาหรือยัง”

“หื้อ...ยังเลย แต่ไม่หิว ง่วงมากกว่า ขอผมนอนก่อนนะ” และเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งนาที ผมก็ได้ยินเสียงลมหายใจของจิระเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ฟ้องว่าเจ้าตัวหลับสนิทไปแล้ว

ผมค่อยๆ เอาตัวออกมาจากวงแขนของจิระ ตอนนี้ตาสว่างแล้ว เลยฝืนนอนต่อไม่ได้ ก็เลยต้องหยิบโทรศัพท์ออกจากห้องลงมาหาอะไรกินที่ชั้นล่าง เพราะพอตื่น ความหิวก็มาทักทายทันที

พอลงมาถึงชั้นล่าง ยังไม่ทันเดินไปถึงตู้เย็น เสียงข้อความในแชตไลน์ก็ดังขึ้นเสียก่อน ผมเลยเปลี่ยนเป้าหมายจากห้องครัวเป็นโต๊ะกินข้าวแทน บนโต๊ะผมเห็นกระดาษโน้ตที่มีข้อความที่ปาลินเขียนบอกผมไว้ว่าเขาจะไปทะเล ตัวหนังสือของปาลินอ่านยากกว่าทุกที เหมือนกับว่าเจ้าตัวเขียนมันด้วยมือที่สั่นพอสมควร

ผมเอะใจกับสิ่งที่ไม่ปกตินี้ ทว่าเสียงข้อความไลน์ที่ดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ผมลืมมันไปเสียและกลับไปให้ความสนใจสิ่งที่อยู่บนหน้าจอสี่เหลี่ยมแทน

เป็นอาฟ้าที่ส่งข้อความไลน์มาหาผม เจ้าตัวพิมพ์มารัวๆ เลย

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : พรุ่งนี้อาฟ้าไปหาไม่ได้แล้วนะครับน้องพี

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : อย่างอนที่ไม่ได้กินอาหารฝีมืออาฟ้าล่ะ

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : แต่จะให้เด็กที่ร้านเอาเค้กกับน้ำผลไม้ไปฝากไว้ที่เคาน์เตอร์เหมือนเดิมนะ

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : ว่าแต่น้องพีอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า

น้ำฟ้า ตรัยธาด : เค้ก คุกกี้ ขนมปัง

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : อาฟ้าจะทำไว้คืนนี้เลย

P.Phirach : พีกินอะไรก็ได้ครับ

P.Phirach : ยกเว้นอันที่มันทำ

...อาฟ้ารู้ดีว่าผมหมายถึงใคร และอีกเช่นเคยที่อาฟ้าจะดุผมกลับที่พิมพ์คำพูดไม่เพราะลงไปในแชต เรียกคนอื่นว่า ‘มัน’ ...คนที่คุณฟ้าเอ็นดูไม่ต่างจากผม ทั้งที่มันไม่สมควรได้รับความเอ็นดูและเห็นใจจากคนดีๆ แบบอาฟ้าด้วยซ้ำ

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : เรียกเขาแบบนี้ไม่เพราะเลยนะน้องพี

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : อาฟ้าไม่อยากให้น้องพีเรียกเขาว่ามัน

P.Phirach : มันเรียกพีว่ามึงด้วยซ้ำ

P.Phirach : อาฟ้าทำไมไม่ดุมัน

P.Phirach : ดุแต่พี

...แอบน้อยใจเหมือนกันนะ กลัวว่าอาฟ้าจะรักมันมากกว่าผมด้วย ทำไมใครๆ ถึงได้รักมัน คนอย่างมันน่ารักตรงไหน

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : รู้ได้ไงว่าอาฟ้าไม่ดุเขา

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : อาฟ้าดุทุกคนที่พูดไม่เพราะ

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : น้องพีเลิกเกลียดเขาได้ไหม

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : อาฟ้าขอนะ

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : เขาน่าสงสารมากนะครับ

...ก็สมกับสิ่งที่มันทำไว้กับผม ผมอยากจะพิมพ์ตอบอาฟ้าไปแบบนั้น แต่ก็ยั้งมือตัวเองไว้ทัน และก็พิมพ์เปลี่ยนไปเรื่องอื่นแทน

P.Phirach : พรุ่งนี้อาฟ้ามีธุระอะไรหรือครับ

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : คุณย่าจะคุยเรื่องแต่งงานของพี่ยะ

...ผมไม่น่าถามเลยจะได้ไม่ต้องมารับรู้เรื่องนี้

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : ไม่เป็นไรใช่ไหม

...ผมจะเป็นอะไรได้ล่ะ นอกจากเจ็บปวดเหมือนเดิม เมื่อวานก็เจ็บ วันนี้ก็เจ็บ

P.Phirach : พีจะเป็นอะไรล่ะครับ

P.Phirach : พีไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้ว

...มีแค่สองอย่างที่ผมยังเกี่ยวข้องกับเขา คือชื่อที่ผมใช้ กับหัวใจที่ผมให้เขาไป

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : แต่น้องพีกลับมาตอนนี้ยังทันนะ

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : อาฟ้าอยู่ข้างน้องพีเสมอ

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : ตอนนี้ยังไม่ได้แต่งถือว่าน้องพียังมีสิทธิ์

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : แหวนของน้องพี คุณย่าก็ยังเก็บไว้ ไม่ได้ให้ใคร

...แหวนของคุณปู่ที่สวมให้คุณย่าในวันแต่งงาน และคุณย่าให้มันกับผมตอนที่ความสัมพันธ์ของผมกับคุณยะถูกจับได้ แต่สุดท้ายผมก็คืนให้คุณย่าไปในวันที่ผมก้าวออกมาจากตรัยธาดา ผมไม่ได้คืนแค่แหวนแต่คืนนามสกุลที่ผมใช้มาตั้งแต่เกิดไปด้วย

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : อาฟ้าอยากให้น้องพีกลับมาหาพวกเรา

...ผมจะกลับไปได้ยังไงในเมื่อคนคนนั้นไม่ต้องการให้ผมกลับไป

P.Phirach : อาฟ้าครับ พีหิวแล้ว ขอตัวไปหาข้าวกินก่อนนะ

P.Phirach : คุยกันวันหลังนะครับ

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : เปลี่ยนเรื่องตลอด

...ผมก็ได้แค่ส่งสติกเกอร์ยิ้มแป้นไปให้อาฟ้า ส่วนเจ้าตัวส่งหัวใจดวงโตๆ มาให้ จบบทสนทนาผ่านหน้าจอแชตไว้แค่นี้ แต่เรื่องที่ยังไม่จบคือสิ่งที่ค้างอยู่ในหัวใจของผม เรื่องของเขา... เรื่องของครอบครัวที่ผมก้าวออกมาและยังไม่พร้อมกลับเข้าไปหาคนสำคัญคนหนึ่งของผม... คุณย่า

.

.

.

“ตายแล้วหลานย่า ไปมีเรื่องกับใครมา ไหนมาให้ย่าดูหน้าหน่อยสิ” เสียงคุณย่าร้องโวยวายขึ้นมาทันทีที่เห็นผมเดินผ่านหน้าไป อันที่จริงผมก็มองซ้ายมองขวาแล้วนะ คิดว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ กะว่าจะเดินเร็วๆ เท่าที่สภาพร่างกายจะทำได้กลับไปที่บ้านของตัวเอง แต่คุณย่าที่เดินออกมาจากห้องสมุดก็ดันเห็นผมซะก่อน

ผมพยายามเดินเข้าไปหาคุณย่าให้ดูเป็นปกติที่สุด ต่อให้ช่วงล่างเจ็บขนาดไหนก็ต้องไม่แสดงอาการออกมา ไม่อย่างนั้นคุณย่าต้องสงสัยแน่ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายผม แค่เฉพาะแก้มที่บวมๆ อยู่นี่ก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรแล้ว สงสัยผมคงต้องโกหกอีกตามเคย

“อ้อยไปเอากล่องยามาให้ฉันเร็ว” ท่านสั่งพี่อ้อยก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่ม้านั่งตัวยาวใต้ต้นปีบ ดอกของมันร่วงพราวอยู่บนพื้นรอบบริเวณ 

ผมทรุดตัวลงนั่งข้างท่าน มือของคุณย่าแตะแก้มข้างที่โดนคุณยะตบอย่างเบามือที่สุด

“เจ็บมากไหมลูก” น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความห่วงใย ไม่มีดุด่าที่ผมไปมีเรื่องกับใครมา (ตามความคิดของท่านที่คิดว่าผมไปมีเรื่องชกต่อยมา)

“ไม่ครับ” ...ที่เจ็บคือหัวใจ แต่บอกคุณย่าไม่ได้ บอกใครก็ไม่ได้ด้วย

“ทะเลาะกับหนูปีมาเหรอลูก” คุณย่าเดา คงไม่รู้จะเดาว่าอะไรแล้ว ท่านไม่คิดหรอกว่าผมเป็นเด็กเกเรที่จะไปมีเรื่องชกต่อยกับใครได้ นอกจากจะทะเลาะกับเพื่อนสนิทอย่างปาลิน “หรือว่าทะเลาะกับเพื่อนคนนั้น ชื่ออะไรนะ ที่มากับพีวันนั้น” ท่านทำท่านึก แต่ก็ยังนึกไม่ออก

“ชื่อดีนครับ”

“ใช่ๆ หนูดีน” คุณย่าชอบเรียกปาลินว่าหนูปี พอรู้จักดีน ก็เรียกดีนว่าหนูด้วยอีกคน “แล้วยังไง สรุปหลานย่าไปมีเรื่องกับใครมา”   

“กับปีครับ” ให้ท่านเข้าว่าผมมีเรื่องทะเลาะกับปาลินก็ดีเหมือนกัน เพราะผมก็ไม่รู้จะโกหกท่านด้วยเรื่องไหน

“แล้วนี่หนูปีเป็นยังไงบ้าง เจ็บเหมือนหลานย่าไหมเนี่ย” ท่านก็ยังเป็นห่วงไปถึงปาลิน ทำเอาผมรู้สึกผิดเลยที่ทำให้ท่านหลงเข้าใจผิดไปแบบนั้น “คืนดีกันหรือยัง ยังไงก็ต้องคืนดีกันไหวๆ นะ เป็นเพื่อนกัน อย่าโกรธกันนาน”

“คุณย่าครับ” ผมขยับตัวเข้าไปกอดร่างผอมของคุณย่า ตั้งใจเปลี่ยนเรื่องคุย “ถ้าพีไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว คุณย่าจะคิดถึงพีไหมครับ” แต่เรื่องที่เปลี่ยนก็ทำเอาผมน้ำตารื้น ถามเองก็รู้สึกเจ็บปวดเอง เมื่อนึกถึงวันที่ผมถูกลูกชายคนโตของท่านไล่ออกจากครอบครัวตรัยธาดา แต่คุณย่ากลับเข้าใจไปอีกอย่าง

“อะไรกันลูก” ท่านทำหน้าตกใจ “อย่าบอกนะว่าอยากจะย้ายไปอยู่ข้างนอกคนเดียว ไม่ได้ ย่าไม่ยอมนะ พียังเด็ก ไว้ให้เข้ามหา’ลัยก่อนไหม ถ้าตอนนั้นอยากย้ายไปอยู่ใกล้ๆ มหา’ลัย ย่าก็จะไม่ห้าม”

“เปล่าครับ”

“อ้าว... แล้วมันยังไงละลูก”

“คือ...” เป็นเหตุผลที่บอกไม่ได้ ผมไม่อยากให้คุณย่ารู้... ว่าผมรู้แล้วว่าไม่ได้เป็นหลานแท้ๆ ของคุณย่า ผมไม่อยากกลายเป็นคนนอกครอบครัว “พีแค่ถามเผื่อไว้ครับ ถ้าวันหนึ่งพีไม่ได้อยู่กับคุณย่า คุณย่าจะคิดถึงพีไหม จะลืมพีหรือเปล่า” ผมกอดร่างผอมแน่นขึ้น ก็คงต้องมีสักวันที่ผมจะไม่ได้อยู่ที่นี่ แค่เมื่อไรเท่านั้นเอง

“จะคิดเผื่อไว้ทำไมล่ะลูก พีเป็นหลานย่า ไม่อยู่กับย่าแล้วจะไปอยู่กับใคร หลานคนนี้ย่ารักที่สุดเลยรู้ไหม” ท่านกอดผมตอบ ก่อนดึงตัวผมออกมาและหอมแก้มข้างที่ไม่บวมของผมหนักๆ ตามน้ำหนักความรักของท่านที่มีให้ผม

“รักมากกว่าซัน แซน น้องเนตร หรือเปล่าครับ” เด็กทั้งสามคือหลานแท้ๆ ของคุณย่า ท่านจะรักผมมากกว่าหลานทั้งสามของท่านจริงเหรอ ในใจของผมมีคำถาม และไม่รู้ว่าคำตอบที่ได้กลับมาเป็นความจริงมากแค่ไหน

“ต้องรักมากกว่าอยู่แล้วสิ ก็พีเป็นหลานคนแรกของย่านะ” ว่าแล้วท่านก็หอมแก้มผมซ้ำอีกหลายครั้ง ราวกับว่าท่านใช้มันเป็นคำยืนยันว่าทุกคำที่บอกกับผมล้วนเป็นความจริง

“พีก็รักคุณย่าที่สุดเลยครับ” ผมกอดคุณย่าอีกครั้ง กอดแน่นที่สุดเท่าที่จะแน่นได้ กอดเผื่อไว้สำหรับวันหนึ่งที่จะไม่มีโอกาสได้กอดอีก เพราะผมรู้สึกว่าเวลาของผมกับที่นี่เหลือน้อยลงทุกวัน “อยากอยู่กับคุณย่าไปทั้งชีวิตเลย”

...ถ้าผมยังหน้าด้านอยู่ในครอบครัวตรัยธาดาต่อไปล่ะ ต่อให้ลูกชายคนโตของครอบครัวนี้จะไล่ผมเป็นร้อยครั้งพันครั้ง ผมก็จะไม่ไปไหน จะอยู่กับคุณย่า คุณปู่ อานุ อาภา ซัน แซน และน้องเนตร ส่วนอีกคนผมจะปล่อยเขาให้เป็นแค่ตอไม้แห้งๆ ตอหนึ่งเท่านั้น... แบบนี้แล้วผมจะหน้าด้านเกินไปหรือเปล่า ?

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 565
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

“คุณพีครับ”

ผมที่เดินออกมาจากประตูโรงเรียนแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นลุงชีพคนขับรถของเจ้าของพุฒิธาดาเหมือนที่ทำมาทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ลุงชีพถูกสั่งให้มารับผมหลังเลิกเรียน เพื่อพาผมไปรับเงินค่าขนมรายวันที่พุฒิธาดา แต่ตลอดสัปดาห์ก็ถูกผมปฏิเสธที่จะขึ้นรถไปด้วย เพราะผมไม่อยากเจอหน้าคนคนนั้น ตั้งแต่วันที่เขาตบหน้าผม ผมก็ไม่ได้เจอหน้าเขาเลย เขาไม่กลับมาที่บ้านตรัยธาดา ส่วนผมก็ไม่ไปเอาค่าขนมที่เขาแม้แต่วันเดียว

ถ้าสงสัยว่าผมเอาเงินที่ไหนใช้ ผมก็จะบอกว่าผมขอยืมเงินดีนมาครับ ดีนไม่ถามอะไรผมเลย ผมขอยืม เจ้าตัวก็ให้มาทันที ถึงสายตาจะอยากรู้แต่เมื่อผมไม่พูด ดีนก็ไม่ถาม ยื่นเงินให้อย่างเดียว ฐานะทางบ้านของดีนเรียกว่าเศรษฐีได้เลยครับ พ่อแม่เป็นเจ้าของไร่ขนาดใหญ่อยู่ที่เชียงราย มีรีสอร์ตตั้งหลายแห่งด้วย แค่เงินสองพันที่ให้ผมยืมก็ไม่กระทบกระเทือนค่าขนมของเขาหรอก นั่นทำให้ผมเลือกจะขอยืมเงินของดีนแทนที่จะเป็นปาลิน เพราะเงินค่าขนมของปาลินไม่ได้เยอะแบบของผม (เมื่อก่อนนะครับ) หรือของดีน 

แต่เย็นนี้ผมจะเอามือถือเครื่องเก่าแต่ยังสภาพดีมากไปขาย เอาเงินมาใช้หนี้ดีน ส่วนที่เหลือ (มากกว่าหมื่นแน่ๆ) ก็เก็บไว้เป็นค่าขนม คงใช้ได้อีกเป็นเดือนๆ นั่นแหละ (ถ้าประหยัดนะ) โดยที่ไม่ต้องไปรับเงินค่าขนมรายวันจากเขา และต่อให้เงินก้อนนี้หมด ผมก็มีข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอีกหลายอย่างที่จะเปลี่ยนเป็นเงินได้ รวมทั้งหนังสือการ์ตูนด้วย ผมมีสะสมตั้งเยอะ ถึงจะเสียดายแต่ขายเอาเงินมาใช้ดีกว่า อ้อ... ผมมีคอลเล็กชันของพ่อมดน้อยแฮร์รี่ด้วยนะ

ไอเดียเอาของที่มีเต็มห้องไปเปลี่ยนเป็นเงินเพิ่งผุดขึ้นเมื่อคืนนี่เอง ทีนี้แหละ ผมก็ไม่ต้องง้อเขาอีกต่อไป เพราะเท่าที่ผมประเมินราคาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ผมมี ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่เหลืออีกสองเครื่อง แม็คบุ๊ค นาฬิกา หนังสือการ์ตูน รองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า ของสะสมอีกหลายอย่างที่ผมเคยซื้อๆ ไว้ เพราะชอบ มันก็น่าจะได้หลายแสน และถ้าผมใช้อย่างประหยัดก็ไม่ต้องแบมือขอเงินค่าขนมเขาจนเรียนจบมอปลายได้เลยแหละ

“คุณพีครับ” ลุงชีพที่เดินตามหลังผมมาเอ่ยเรียกอีกครั้ง ก่อนแกจะเดินขึ้นมาดักหน้าผมไว้ แล้วพูดในสิ่งที่ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ “ถ้าลุงพาคุณพีไปที่โรงแรมไม่ได้ คุณยะจะไล่ลุงออกจากงานนะครับคุณพี”

แล้วผมจะปฏิเสธได้อย่างไรล่ะ ทำได้แค่เดินย้อนกลับไปที่รถที่ผมเดินเลยมาแล้ว เปิดประตูเข้าไปนั่งในนั้น ให้ลุงชีพขับพาไปพบเจ้านายของเขา เพื่อเงินแค่แปดสิบบาท!

.

.

.

สุดท้ายผมก็ยังไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปขายและต้องมารับเงินค่าขนมจากเขา แต่ผมไม่อยากเจอหน้าเขาในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยตัณหาและเรื่องอย่างว่า ผมเลยขอให้พี่แอลเข้าไปบอกเจ้านายของเธอว่าผมมาถึงแล้ว และขอให้ช่วยผมอีกอย่างคือเอาเงินค่าขนมมาให้ผมแทนเขาด้วย ได้เงินแล้วผมจะกลับทันที

ตอนนี้ผมกำลังนั่งรอพี่แอลอยู่บนโซฟาที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ โต๊ะทำงานของเธอ รอให้เธอเปิดประตูห้องของเจ้านายเธอออกมาพร้อมกับเงินค่าขนมของผม จากนั้นผมก็จะเอาโทรศัพท์ไปขายที่ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ห่างจากพุฒิธาดาไปไม่เท่าไรเอง แต่พอประตูห้องทำงานของเจ้าของพุฒิธาดาเปิดออกมา คนที่เดินออกมาคนแรกกลับไม่ใช่คนที่ผมรอ แต่เป็นคนที่ผมไม่อยากเห็นหน้าเขา ส่วนพี่แอลเดินตามหลังออกมาและกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเธอ

เจ้าของใบหน้าไม่สบอารมณ์เดินมาหยุดตรงหน้าผม 

“แอลเป็นเลขาฉัน ไม่ใช่คนรับใช้ของเธอ ถ้าจะเอาเงิน เข้าไปเอาเองในห้อง” เสียงเข้มของเขาตำหนิการกระทำของผม แต่เป็นการตำหนิที่มากเกินไปนะ ผมไม่ได้เห็นพี่แอลเป็นคนรับใช้อย่างที่เขาว่าสักหน่อย ผมแค่ขอให้เธอเข้าไปเอาเงินค่าขนมแปดสิบบาทแทนผมเท่านั้นเอง

ผมเห็นสายตาที่พี่แอลส่งมาเป็นเชิงห้ามไม่ให้ผมเถียงเจ้านายของเธอ เธอบอกผมก่อนที่จะเข้าไปเอาเงินค่าขนมให้ผมว่า เจ้านายของเธออารมณ์ไม่ดีตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว ฉะนั้นอย่าทำอะไรที่เป็นการยั่วให้ฝ่ายนั้นโมโหไปมากกว่าที่เป็น

...คิดว่าผมจะเชื่อไม่ล่ะ ?

แน่นอนว่าผมไม่เชื่อหรอก ก็เขาพูดเหมือนกับว่าผมอยากได้เงินแปดสิบบาทของเขานักนี่ ไม่เถียงกลับก็คงไม่ใช่ผมแล้วล่ะ

“เงินแค่แปดสิบบาท มันไม่คุ้มกับที่ผมต้องเข้าไปเห็นความโสโครกบนโต๊ะทำงานของคุณหรอก”

ผมอาจใช้คำรุนแรงเกินจริงไปบ้าง แต่กับคนแบบเขาแล้วก็เหมาะสมดีครับกับคำพวกนี้ เพราะไม่รู้ว่าเขาทำเรื่องอย่างว่าบนโต๊ะทำงานมาแล้วกี่ครั้ง อาจจะเป็นสิบเป็นร้อยครั้งแล้วก็ได้ พวกตัณหาเยอะ เซ็กซ์จัด ไม่มีแค่ครั้งเดียวที่ผมเห็นหรอก ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่อยากเข้าไปเหยียบห้องทำงานของเขา แม้แต่มองเข้าไปผมยังไม่อยากมองเลย เพราะมันทำให้ผมเห็นภาพในวันนั้นซ้ำๆ

“อย่าอวดเก่งกับฉัน!”

ผมลุกขึ้นยืน แล้วจ้องเข้าไปในดวงตาสีราตรีที่คล้ายจะติดไฟพึ่บพั่บ เพื่อบอกให้เขารู้ว่า สำหรับผมแล้วเขาไม่มีอะไรให้ผมนับถืออีกต่อไป สิ่งที่เขาจะได้รับจากผมคือความเกลียดชังสิ่งที่เขาเป็นและทำกับผมมาโดยตลอด

...หลอกลวงผม

...ทำลายหัวใจผม

...ย่ำยีความรู้สึกผมซ้ำๆ

 “ผมไม่ได้อวดเก่ง! ผมพูดตามที่เห็น” ผมเชิดหน้ายั่วโมโหเขา “คุณทำเรื่องสกปรกบนโต๊ะทำงานไปกี่ครั้งแล้วล่ะ”

“แล้วอยากเห็นเต็มๆ ตาอีกครั้งไหม” และไม่ปล่อยให้ผมได้ฟาดฟันเขาด้วยคำพูดเจ็บแสบเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะนึกออก เขาก็คว้าแขนผมขึ้นมาและลากตัวผมเข้าไปในห้องทำงานของเขาอย่างง่ายดาย แบบที่ผมต่อต้านแรงฉุดกระชากของเขาไม่ได้เลย

และแทนที่เขาจะแค่เอาตัวผมเข้ามาในห้อง เขากลับลากผมไปถึงโต๊ะทำงานตัวนั้น ผมไม่รู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไรแต่ผมก็ฝืนตัวเอาไว้อย่างสุดกำลัง เพราะคิดว่าสิ่งที่เขาจะทำต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ แต่ก็สู้แรงของผู้ใหญ่ไม่ได้ ท่อนแขนแข็งแรงคว้าหมับเข้าที่เอวผม ก่อนจะออกแรงยกตัวผมขึ้นไปนั่งท่ามกลางกองเอกสารบนโต๊ะทำงานของเขา บังคับให้เรียวขาผมแยกออกจากกันและเขาก็แทรกกายเข้ามาอยู่ตรงกลาง

“เป็นไงนั่งบนนี้” เขาเท้าแขนข้างหนึ่งคร่อมตัวผมไว้ อีกข้างล็อกอยู่ที่เอวดึงตัวผมเข้าไปหาเขา พร้อมกับยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ จนผมต้องเอนตัวไปด้านหลัง เหมือนกึ่งนั่งกึ่งนอนเลย “รู้สึกถึงความสกปรกที่เธอว่าไหม”

“ยิ่งกว่าสกปรกอีกครับ มันน่าขยะแขยงด้วยซ้ำที่ต้องมานั่งทับอยู่บนตัณหาของคุณ” ผมตอบอย่างไม่ยอมแพ้ให้กับท่าทางคุกคามของเจ้าของโต๊ะ... ต่อให้ผมเห็นแล้วว่าโต๊ะตัวนี้ไม่ใช่ตัวเดียวกับวันนั้น เขาทำตามที่บอกจริงๆ คือเปลี่ยนโต๊ะทำงานตัวใหม่ แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้นี่นาว่าเขาไม่ได้ทำเรื่องอย่างว่าบนโต๊ะตัวใหม่ของเขา

“เธอก็เคย ‘นั่งทับ’ มาแล้วนี่” ถ้ารู้ว่าคำพูดของผมจะถูกเอามาใช้ในแง่อย่างว่า ผมไม่มีทางพูดออกมาเพื่อให้เขาเอามาใช้ฟาดใส่หน้าผมจนชาหรอกนะ “ตอนนั้นรู้สึกขยะแขยงบ้างไหม หรือว่าขยะแขยงแค่ตอนคนที่ ‘นั่งทับ’ ลงไปไม่ใช่ตัวเอง”

“คุณมันเลว รังแกเด็ก”

“ก็เด็กมันปากหาเรื่องให้รังแกเอง” เขาพูด แขนก็รัดตัวผมแน่นขึ้น มองผมด้วยสายตาหงุดหงิด “แค่เดินเข้ามาเอาเงินจากฉัน แล้วก็กลับ ง่ายๆ แค่นี้เธอทำไม่ได้หรือไง ทำไมต้องทำให้ฉันโมโห หาแต่คำหยาบๆ มาด่าฉัน”

“เพราะผมไม่อยากเห็นหน้าคุณไง”

“แน่ใจ ?”

“แน่ใจ!”

“ก็ดี” เขาปล่อยมือจากตัวผม มือข้างนั้นเอื้อมไปดึงลิ้นชักโต๊ะ หยิบสิ่งที่วางอยู่ในนั้นออกมา ผมมองตามมือของเขาเห็นว่ามันคือบัตรสองใบที่เหมือนบัตรที่เขายึดไปจากกระเป๋าตังค์ของผม และหักมันทิ้ง “ต่อไปก็ไม่ต้องมาที่นี่อีก” แล้วเขาก็ใส่มันลงมาในกระเป๋าเสื้อของผม

ผมควรจะดีใจใช่ไหม แต่ทำไมผมกลับรู้สึกว่าตัวเองหมดความสำคัญไปแล้วจริงๆ ถูกผลักออกไปจากชีวิตของคนคนนี้อย่างแท้จริง

“ไม่กลัวผมเอาไปซื้อยาหรือไง” ผมถาม ขณะที่เอาสายตาไปไว้ตรงอกเสื้อของเขา เพราะกลัวว่าหากผมมองหน้าเขา เขาต้องเห็นความเจ็บปวดของผมแน่ๆ

ความรู้สึกของผมมันย้อนแย้ง อยากหนีไปให้ไกลจากเขา อยากออกไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่พอเขาพูดเหมือนจะผลักผมออกไปจากชีวิตของเขา ไม่ต้องการเห็นหน้าผมอีกต่อไป ผมกลับรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งและเจ็บปวดไปกับการที่เขาไม่ต้องการผม

“ก็แล้วแต่เธอ อยากเอาไปใช้อะไรก็ตามใจของเธอ จะเอาไปซื้อยาทำลายชีวิตตัวเอง ก็เชิญตามสบาย มันเรื่องของเธอ ไม่เกี่ยวกับฉัน...เพราะเธอไม่ใช่ลูกของฉัน”

อ้อ...ก็เลยไม่ต้องห่วงกลัวว่าผมจะตายเพราะยาเสพติดพวกนั้นใช่ไหม ทำไมเขาใจร้ายแบบนี้นะ

“แต่ก็อย่าให้ครอบครัวฉันรู้ละกันว่าหลานนอกไส้ของพวกเขาทำตัวเป็นขี้ยา หาเงินใช้เองยังไม่ได้ แต่ผลาญเงินไปกับเรื่องโง่ๆ เก่งเหลือเกิน” มันจะมีสักประโยคไหมที่เขาจะไม่ถากถางผม

“งั้นก็เอาคืนไปเลย!” ผมขยับขึ้นมานั่งตัวตรง กะว่าจะล้วงเอาบัตรที่เขายัดใส่กระเป๋าเสื้อออกมาปาใส่หน้าเขาให้หายแค้นใจ จังหวะนั้นผมลืมคิดไปเลยว่าใบหน้าของคนใจร้ายอยู่ใกล้ผมมากแค่ไหน พอผมเผลอขยับตัวนั่งหลังตรงเพราะต้องเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เลยกลายเป็นว่าทั้งจมูกทั้งปากไปชนหน้าเขาอย่างแรงเลย แต่ทั้งผมและเขากลับไม่มีใครร้องโอดโอยเพราะความเจ็บจากแรงปะทะนั่นเลย 

“.....” เขาเงียบ

“.....” ผมก็เงียบ เจ็บนะแต่ไม่ร้องออกมา เพราะบางอย่างกรีดร้องดังกว่าความเจ็บเป็นสิบๆ เท่า

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ร่างกายทุกส่วนของผมหยุดชะงัก ยกเว้นหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะและเลือดที่สูบฉีดไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะตอนที่มันฉีดไปทั่วแก้มของผม เหตุการณ์เมื่อกี้เหมือนผมขยับตัวเข้าไปจูบแก้มเขาเลย จูบแบบเต็มแรงเลยด้วย และตอนนี้ผมก็ยังไม่มีสติพอที่จะขยับถอยออกมาจากจุดเกิดอุบัติเหตุ ยังคงปล่อยให้ลมหายใจเป่ารดใส่แก้มขวาของเขา ส่วนเขาก็เหมือนจะอึ้งอยู่ในท่าเดิมเช่นกัน ก่อนที่ผมจะทำเรื่องน่าอับอายอย่างที่สุดออกไป ตามความรู้สึกที่กรีดร้องอยู่ภายในตัวเอง

...ผมอยากจูบเขา อยากสัมผัสรสชาติที่หลงใหล

ไม่รู้ว่าความรู้สึกอยากจูบกับเขาเกิดขึ้นได้อย่างไร รู้แต่ว่าริมฝีปากของตัวเองกำลังเคลื่อนเข้าไปใกล้ริมฝีปากที่ชอบปล่อยแต่ถ้อยคำถากถางหัวใจผมให้เจ็บปวด มือก็เลื่อนไปจับแขนทั้งสองข้างของเขาเอาไว้เป็นหลักยึด ริมฝีปากของผมสั่นมากตอนที่แนบลงไปบนกลีบปากหนา ผมจูบเขาเบาๆ อย่างที่หัวใจสั่งการมา กัดกินกลีบปากนั้นเหมือนขนมหวานแสนอร่อย ไล่เรียวลิ้นไปตามรอยแยกของความอร่อยนั้น ก่อนจะค่อยๆ ส่งมันเข้าไปภายในริมฝีปากหนาอย่างง่ายดายเพราะเจ้าของมันยินยอมเปิดทางให้กับผม

สองมือของเขาโอบประคองตัวผมเอาไว้ไม่ให้หงายหลังลงไปนอนบนโต๊ะ เมื่อเขาคล้ายจะเป็นฝ่ายโถมตัวลงมาหาผม ส่วนมือของผมเลื่อนขึ้นไปวางไว้บนต้นคอของเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ผมออกแรงรั้งให้ร่างกายที่เต็มไปด้วยไออุ่นเข้ามาใกล้ชิดให้มากขึ้น อยากให้แนบแน่นเพื่อให้จูบระหว่างผมกับเขาดูดดื่มยิ่งขึ้น แรกเริ่มผมเป็นฝ่ายบุกรุก ทว่าตอนนี้ผมกลับตอบรับรสชาติร้อนแรงของเรียวลิ้นแสนเชี่ยวชาญ ผมปล่อยให้การกระทำไหลไปตามความรู้สึกร่ำร้องและเรียกหา ไหลไปตามคลื่นลมของความหอมหวานที่ออกมาจากคนคนนี้... เพียงคนเดียว

...เกลียดปนไปกับรัก อาจเป็นสิ่งที่ผมต้องเผชิญหน้ากับมันไปตลอดทั้งชีวิต ผมรู้สึกอย่างนี้จริงๆ

“...อ่า” ริมฝีปากของผมถูกปล่อย เพื่อให้หน้าที่สำคัญตกเป็นของดวงตาทั้งสอง ผมเห็นใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มของคนที่ได้ของถูกใจ

“น่ารักเกินไปแล้ว” เขาขยับมาพูดติดกับปลายจมูกของผม แล้วความอุ่นร้อนก็เกิดขึ้นตรงนั้น เขาจูบจมูกผมเบาๆ และอ้อยอิ่งอยู่นานทีเดียวถึงขยับออกมา “ไม่เกลียดฉันแล้วหรือไง” ครั้งนี้เขาพูดกับแก้มที่ร้อนจัดของผม ฝากสัมผัสนุ่มนวลลงมาซ้ำๆ หลายครั้ง

“ยังเกลียดอยู่” คือความจริง ผมยังเกลียดเหมือนเดิม แต่ที่เหมือนเดิมอีกอย่างคือ... ก็ยังรักเขาเหมือนเดิม ทั้งเกลียด ทั้งรัก มันปนกันไปหมด ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นหรือเวลานั้น ความรู้สึกรักหรือเกลียดจะเป็นฝ่ายวิ่งแซงขึ้นมา อย่างในตอนนี้ก็เป็นความรักที่วิ่งแซงความเกลียดอยู่หลายช่วงตัว

“ฉันต้องทำยังไงเธอถึงจะเลิกเกลียดฉัน” อารมณ์ขุ่นมัวของเขาเมื่อครู่จางหาย ไม่ต่างจากผมที่ทุกอย่างดูเย็นและเบาลง

“.....” มีสิ สิ่งที่จะทำให้ผมเลิกเกลียดเขา แต่บอกไปเขาก็ทำไม่ได้หรอก

“ว่าไง ต้องให้ฉันทำอะไร เธอถึงจะไม่เกลียดฉัน” เขายังถามแบบเดิม

“คุณทำไม่ได้หรอก” เพราะเขาเลิกกับพี่เลม่อนเพื่อผมไม่ได้

เขาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะปล่อยตัวผมจากอ้อมแขน มือผมก็ค่อยๆ เคลื่อนลงมาจากต้นคอของเขา และเขาคงรู้แล้วว่าผมหมายถึงเรื่องอะไรที่เขาทำเพื่อผมไม่ได้

“ฉันทำไม่ได้” เสียงเขาแผ่วเบาแต่ดังพอที่จะทุบหัวใจผมซ้ำได้หลายครั้ง

...เจ็บเหมือนเดิม

“ผมมีอะไรสู้เขาไม่ได้” ผมห้ามปากตัวเองไม่ทัน ปล่อยสิ่งที่อยู่ในหัวใจให้ไหลออกมาเป็นคำถามงี่เง่าและไร้ยางอายอย่างมาก “ตอนที่คุณยะเข้ามาในตัวผม มันไม่สนุกเหมือนตอนที่ทำกับเขาหรือครับ” บางทีผมก็ควรจะรู้ว่าผมสู้พี่เลม่อนไม่ได้จริงๆ

“มันไม่ใช่แบบนั้น” เขาถอนหายใจ มองหน้าเหมือนมีคำอธิบายเพิ่ม แต่เขาก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมาให้ผมเข้าใจมากกว่านั้น

“แล้วมันแบบไหนครับ” ผมจึงต้องถาม

เขาเงียบสักพัก นานจนผมคิดว่าคงไม่ได้คำตอบจากปากเขาหรอก ทว่าในที่สุดเขาก็เอาความจริงออกมาทำร้ายผมอีกจนได้ หรือผิดที่ผมเองที่หาเรื่องให้หัวใจตัวเองเจ็บปวดซ้ำๆ

“เพราะเธอไม่ยอมให้ฉันมีเขา” เขาบอกออกมาช้าๆ “...และเขาก็ไม่ยอมให้ฉันมีเธอ”

ทั้งผมกับพี่เลม่อน ต่างคนก็ต่างไม่อยากแบ่งเขาให้ใคร และเมื่อเขาต้องเลือก เขาก็เลือกคนที่ตัวเองต้องการมากที่สุด... คนที่ไม่ใช่ผม

...เจ็บแต่ไม่มีน้ำตา

“ฉันขอโทษ” ดวงตาสีราตรีมองเข้ามาในตาผม มันยากที่จะเดาว่าเขารู้สึกจริงอย่างคำที่ปล่อยออกมาจากริมฝีปากของเขาหรือเปล่า

“.....” ผมอยากให้เขามองเข้ามาถึงหัวใจของผมจัง เขาจะได้รู้ว่าคำขอโทษของเขา ไม่ได้ทำให้อะไรในหัวใจผมดีขึ้นมาเลย

...เจ็บก็ยังเจ็บเหมือนเดิม

...เกลียดก็ยังเกลียดเหมือนเดิม

...และรักก็ยังรักเหมือนเดิม

“กลับไปเป็นเด็กดีเหมือนเดิมได้ไหมพี”

‘เด็กดี’ แบบไหนล่ะที่เขาต้องการ ...ว่านอนสอนง่าย ไม่เรียกร้อง หรือต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกัน หรือต้องลืมไปให้ได้ว่าครั้งหนึ่งเขากับผมเคยนอนด้วยกัน ลืมว่าเขาเคยลวงหลอกหัวใจของผมอย่างไรบ้าง

“ฉันไม่อยากเห็นเธอทำร้ายตัวเองเพราะฉัน” บอกให้ผมอย่าทำร้ายตัวเองเพราะเขา แต่เป็นเขาเองนั่นแหละที่ทำร้ายผมมาตลอด “เธอยังต้องเจอคนอีกมากนะพี มีอะไรดีๆ รอเธออยู่อีกเยอะ... ชีวิตของเธอไม่ได้มีแค่ฉัน”

“ทั้งที่ผมอ้าขาให้คุณไปแล้วอย่างนั้นเหรอ” ผมถามออกมาอย่างสุดทนกับคำพูดของเขา “คนที่ทำร้ายผมไม่ใช่ตัวผมหรอก ผมไม่เคยทำร้ายตัวเอง มีแต่คุณคนเดียวที่ทำร้ายผม คุณที่อยากให้ผมเกิดมา ทำให้ผมรักคุณ โหยหาแต่คุณ ทรมานผมด้วยคำโกหกหลอกลวง ทำให้ผมมีความหวังว่าคุณจะรักผม เลือกผม เป็นของผมคนเดียว แต่สุดท้ายคุณก็เห็นแก่ตัว อยากได้ทั้งผม อยากได้ทั้งเขา” ผมโทษทุกอย่างที่เขาทำ โทษที่เขาไม่เลือกผม

“ฉันขอโทษ” เขาก็พูดแต่คำเดิม ดึงเอาตัวผมเข้าไปกอด

ผมอยากจะผลักเขาไปให้ไกล แต่ผมกลับยินยอมตกไปอยู่ในอ้อมแขนของเขา นิ่งฟังถ้อยคำกระซิบข้างหู คำพูดที่ไม่ต่างจากมีดปลายแหลมปักลึกลงมาบนก้อนเนื้อที่อ่อนแอที่สุดของผม... หัวใจ

“...อย่ารักฉัน”

...บอกช้าไปไหม ?

“ผมจะเลิกรักคุณ”

...ถ้าทำได้ ผมก็จะทำ แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะหยุดรักเขา ไม่ง่ายเหมือนที่สั่งให้ตัวเองหยุดเกลียดเขาไม่ได้

“ฉันก็เหมือนกัน”

...เขาจะเหมือนผมได้ยังไง ในเมื่อเขาไม่ต้องเป็นฝ่ายหยุดรักเหมือนผม เขาก็แค่รักคนของเขาต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องมาสนใจความรู้สึกของผมว่าจะแตกสลายหรือพังทลายลงไปอย่างไร

ก๊อก...ก๊อก...

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง เป็นสัญญาณเตือนให้ผมผลักออกมาจากอ้อมกอดของเขา ทว่าเขาก็ยังกอดผมเอาไว้อย่างนั้น เมื่อเขาไม่ปล่อย ผมก็ต้องซุกหน้าลงกับไหล่กว้างต่อไป ลุ้นว่าใครจะเปิดเข้ามา แต่ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเลขาของเขานะ

“เข้ามา”

“บอสคะ” เป็นพี่แอลจริงๆ ด้วยที่เปิดประตูเข้ามา ก่อนจะรีบปิดประตูลงเพราะผมได้ยินเสียงปิดประตูอย่างดังเลย “...เอ่อ...น้องเลม่อนมาค่ะ”

...ชื่อนี้เป็นเหมือนยาพิษสำหรับผม แต่คงเป็นน้ำหวานสำหรับคนที่ยังกอดผมไม่ยอมปล่อย

เขาไม่นึกอายเลขาตัวเองบ้างหรือไง พี่แอลก็ด้วย ไม่เห็นเธอจะร้องกรี๊ดเหมือนผู้หญิงที่เข้ามาเจอผู้ชายกอดกันเลย หรือเพราะเธอชินกับภาพแบบนี้มานานแล้ว ต้องใช่แน่ๆ เพราะเจ้านายของเธอพาเด็กเข้ามาทำเรื่องอย่างว่าในห้องทำงานนับครั้งไม่ถ้วนแล้วมั้ง และเธอก็คงเห็นและรับรู้ไปด้วยทุกครั้ง

“ทำไมไม่พาไปที่ห้องรับรอง” เสียงเขาห้วนเป็นเชิงตำหนิ

“คือแอลจะพาไปแล้วค่ะบอส แต่น้องเลม่อนไม่ยอม” พี่แอลรีบอธิบาย

“ไปบอกเขาว่าฉันสั่งให้ไปนั่งรอที่ห้องรับรอง”

“แต่...” พี่แอลอึกอักเหมือนไม่กล้าพูด แต่สุดท้ายก็บอกออกมาว่า “...น้องเลม่อนเห็นกระเป๋าของน้องพีที่วางอยู่ข้างนอกค่ะบอส คงไม่ยอมไปไหนง่ายๆ”

“ถ้าไม่ยอมไปนั่งที่ห้องรับรองก็ให้กลับบ้านไปซะ” เสียงของเจ้านายพี่แอลเข้มขึ้นอีก ท่อนแขนของเขาก็รัดผมแน่นขึ้นด้วย ตรงข้ามกับผมที่เริ่มออกแรงผลักตัวเขาออกไปอีกครั้ง

“พี่แอลครับ ผมจะกลับแล้ว บอกเขาเข้ามาเถอะครับ” ผมควรถอย เพราะตัวเองไม่มีอะไรไปสู้พี่เลม่อนได้ “ปล่อยครับ” คำพูดนี้ผมบอกคนที่ไม่ยอมปล่อยผมออกจากวงแขนเสียที

“แอล ทำตามที่ฉันบอก” นอกจากไม่ปล่อย เขายังยืนยันที่จะให้พี่แอลทำตามคำสั่งเดิมของตัวเอง

“ค่ะบอส”

ตอนที่เสียงประตูเปิดและปิดลงในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็เป็นเวลาที่ผมเงยหน้าขึ้นมาจากไหล่กว้าง มองใบหน้าที่ทอดสายตามองมาที่ผมอยู่ก่อนแล้ว มือที่ผลักเขาออกจากตัวก็คลายแรงลงและเปลี่ยนเป็นขยุ้มเสื้อสูทราคาแพงของเขาเอาไว้

“ปล่อยผมได้แล้วครับ ผมจะกลับบ้าน” ใจผมอยากอยู่กับเขา อยากให้เขากอดผมแบบนี้ไปอีกนานแสนนาน แต่ปากผมกลับพูดในสิ่งที่ควรทำที่สุด “เดี๋ยวพี่เลม่อนจะรอนานเกินไป พานมาโกรธผมและตบผมอีก” ก็ยังรู้สึกอยากประชดอยู่บ้าง รู้ว่าไม่มีสิทธิ์แล้วก็ตาม

“ไม่อยากปล่อย”

พูดแบบนี้เพื่ออะไร ?

ผมเดาการกระทำกับคำพูดของเขาไม่ออกเลย 

“ปล่อย” ผมบอกย้ำ แต่กลับไม่แสดงให้เขาเห็นว่าตัวเองต้องการให้เขาปล่อยจริงๆ ยังคงยอมปล่อยตัวเองให้อยู่ในอ้อมแขนที่รัดแน่นของเขาต่อไป

“โต๊ะตัวนี้” เขาพูดขึ้นหลังจากที่เราสองคนกอดกันเงียบๆ ไปหลายนาที ดึงตัวผมออกมามองหน้า “ฉันจะไม่ให้ใครมาทับรอยของเธอ” หมายความว่าเขาจะไม่ทำเรื่องอย่างว่ากับใครบนโต๊ะตัวนี้ใช่ไหม ผมแอบดีใจนะ อย่างน้อยก็มีอะไรบ้างที่เป็นของผม แค่โต๊ะก็เถอะ แต่เขาจะทำได้จริงหรือเปล่าล่ะ เพราะต่อให้เขาใช้โต๊ะตัวนี้ทำเรื่องอย่างว่ากับใครขึ้นมา ก็ใช่ว่าผมจะรู้นี่นา

...เลิกดีใจโง่ๆ ได้แล้ว

“ไม่เชื่อเหรอ ?” ก็มันน่าเชื่อที่ไหนล่ะ คำพูดของเขาไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด พูดออกมาร้อยคำเป็นความจริงกี่คำกันเชียว

“คำพูดของคุณน่าเชื่อนักนี่”

“หลายเรื่องที่ฉันพูดก็ไม่ใช่ความจริง” หน้าตาเขาจริงจังขึ้น จนผมเชื่อว่าคำพูดประโยคนี้ของเขาเป็นความจริง “แต่สำหรับเรื่องนี้ ฉันพูดจริงนะ เธอเชื่อได้ว่าฉันจะไม่เอาใครมาทำเรื่องนั้นบนโต๊ะตัวนี้ที่เป็นของเธอ...คนเดียว” เขาก็เป็นแบบนี้เสมอ มีคำพูดที่ทำให้ใจผมอ่อนยวบได้ตลอด

“ปล่อยได้แล้ว ผมจะกลับ” ผมทำเมินสายตาจริงจังของเขา ไม่อยากทำให้ตัวเองมีความหวัง อย่างไรเสียเขาก็เลือกพี่เลม่อน... ไม่ใช่ผม และคนที่ควรเดือดร้อนว่าเขาจะเอาใครมาทำเรื่องอย่างว่าบนโต๊ะทำงาน หรือบนเตียง หรือที่ไหนก็ตามแต่ก็ไม่ใช่ผม คนที่ต้องทุกข์ร้อนกับความบ้าเซ็กซ์ของเขาก็คือพี่เลม่อนอีกนั่นแหละ

“บอกฉันก่อนว่าเธอเชื่อฉันไหม” เขาก็ยังอยากได้คำตอบ อยากรู้ว่าเขาจะเอามันไปเพื่ออะไร

“เชื่อหรือไม่เชื่อแล้วมันได้อะไรครับ” ผมเอ่ยออกมาช้าๆ ปัดสายตาจริงจังของเขาทิ้งไป และเอาหัวใจถอยห่างออกมาจากเขาให้มากที่สุด มากเท่าที่ผมจะทำได้ “...ในเมื่อผมไม่ใช่พี่เลม่อน ที่จะต้องมาเดือดร้อนว่าคุณจะไปมีอะไรกับใครที่ไหนหรือตรงไหน ไม่จำเป็นที่ผู้ใหญ่อย่างคุณจะมาให้คำสัญญาอะไรกับผมทั้งนั้น เพราะผมไม่ได้ต้องการมัน...อีกแล้ว”

“.....” ท่อนแขนที่โอบรัดตัวผมเอาไว้คลายตัวลง ร่างสูงใหญ่ที่แทรกตัวเข้ามาใกล้ชิดผมก็พลอยล่าถอยออกไปด้วย

“ขอบคุณสำหรับเงินที่คุณให้ผมใช้ ผมจะใช้อย่างประหยัด ไม่ผลาญเงินของคุณไปกับเรื่องโง่ๆ ละกัน” ผมเอาตัวเองลงมาจากโต๊ะทำงานของเขา เอ่ยสิ่งที่ผมคิดว่าจะทำหลังจากที่ผมโตแล้ว “ถ้าผมหาเงินใช้เองได้เมื่อไร คุณก็เรียกมาละกันว่าอยากให้ผมจ่ายคืนคุณเท่าไร” ต่อให้ต้องหาเงินมาใช้คืนเขาทั้งชีวิต ผมก็จะทำ!

หลายวันก่อนผมกับเขาเคย ‘แตกหัก’ กัน ทว่าวันนี้กลับเป็นเหมือนการ ‘ตัดขาด’ อย่างแท้จริง

.

.

.

คนที่ผมไม่คิดว่าจะเจอเข้าอย่างจังตอนเดินออกมาจากห้องเจ้าของพุฒิธาดาลุกจากโซฟาด้วยรวดเร็ว เร็วพอๆ กับกระเป๋านักเรียนของผมที่ถูกเขวี้ยงมาปะทะกับใบหน้า ผมหลบไม่ทัน เลยโดนไปเต็มๆ ไม่เจ็บเท่าไรหรอกเพราะในกระเป๋ามีหนังสือกับสมุดไม่กี่เล่มเอง

เชิ้ตสีขาวของเด็กมหา’ลัยปีสองดูเข้ากับใบหน้าเนียนใสของพี่เลม่อน แต่ไม่เข้ากับคำพูดหยาบคายที่ปล่อยออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบเลยสักนิด

“มึงยังไม่เลิกยุ่งกับผัวกูอีกหรือไงวะ” เขาไม่แคร์ว่าใครจะได้ยินคำพูดของตัวเองเลยหรือไง แต่จะว่าไปตรงนี้ก็เหลือแค่พี่แอลคนเดียว ผู้ช่วยอีกสองคนของพี่แอลไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน คนหน้าสวยแต่คำพูดไม่ได้สวยเหมือนหน้าตาถึงไม่กลัวว่าคำพูดของตัวเองจะถูกเอาไปเม้าท์ต่อ หรือแม้กระทั่งเอาไปขายให้กับนักข่าว

“เบาๆ ค่ะน้องเลม่อน คุณยะได้ยินจะกลายเป็นเรื่องอีก วันนี้ยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วยนะคะ” พี่แอลรีบลุกจากเก้าอี้ของตัวเองมายืนบังผมเอาไว้หลังจากที่กระเป๋าโดนหน้าผมแล้วหล่นลงพื้น

ผมก้มเก็บกระเป๋าตัวเองขึ้นมา ส่วนพี่เลม่อนก็ดูจะเชื่อคำเตือนของพี่แอลพอสมควร เจ้าตัวถึงได้ลดเสียงลงตอนที่ยกมือขึ้นมาชี้หน้าผม

“อย่ายุ่งกับผัวกู” พูดจบเขาก็เดินมากระแทกไหล่จนผมเซเลย แล้วก็ผลักประตูเข้าไปในห้องที่ผมเพิ่งเดินออกมา แต่ก่อนที่ประตูจะเปิดลง ผมได้ยินเสียงพี่เลม่อนตวาดเจ้าของห้องดังลั่นเลย

“พี่ยะ! พี่ผิดสัญญากับผมอีกแล้วนะ!!”

สรุปแล้ว... ผู้ชายที่ชื่ออารยะก็มีแต่ให้คำสัญญา แต่ไม่เคยทำได้เลยสินะ ไม่ว่ากับใคร

จบตอนที่ 20
**แจ้งๆ**
จะหายไปสักระยะนะคะ
กลับมาเจอกันอีกทีหลังวันที่ 5 ธันวาค่ะ

ปล. อธิบายๆ สิ่งที่น้องพีรู้สึกกับคุณยะ คือ น้องก็รักของน้องอะนะ คนมันรัก ต่อให้เกลียดยังไงก็ยังรัก
พอเขาพูดไม่ดีใส่ก็เกลียด แต่พอถูกแรงดึงดูดของเขา เราก็รักๆๆ หลงๆๆ งี้ นี่คือสิ่งที่น้องพีเป็น
ส่วนคุณยะ ไม่ขออธิบาย 555+ เดี๋ยวเรื่องมันจะจบซะก่อน
ส่วนที่ใส่สายน้ำเข้ามาในเรื่องราว ก็เพราะมันจะไปสร้างเหตุการณ์ในซีนของคุณยะต่อ (ซึ่งน้องพีจะมองไม่เห็น 55+)
สีเหลืองอ่อน

 

ออฟไลน์ nonlapan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
หมดคำจะพูด เราว่าเราจะรออ่านทีเดียวตอนจบละ 555555 อ่านๆไปๆมาๆหงุดหงิดคุณยะเหลือเกิน :katai1:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-5
อย่าบอกนะคะว่าสายน้ำก็เสร็จคุณยะด้วย เกลียดคุณยะที่ให้สัญญาพร่ำเพรื่อแต่ไม่เคยทำได้สักครั้ง(ไม่ว่ากับใคร)

เกลียดคุณยะที่ดีแต่ทำให้คนอื่นเจ็บ(รวมอิเลม่อนด้วย) แต่เหมือนตัวเองไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร(อาจจะทุกข์ร้อนแต่เราไม่เห็นใจค่ะ)

เกลียดทุกอย่างที่เป็นคุณยะไม่ว่าจะคำพูดที่หวานหู หรือคำพูดที่ด่าว่าเสียดแทงใจน้องพี

สรุป เกลียดคุณยะค่ะมากด้วย คุณยะไม่มีดีอะไรซักอย่างให้น้องรักเลย น้องพีรักได้แต่ก็ควรรักตัวเองด้วยนะคะ

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6974
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +270/-2
ตอนนี้เป็นห่วงปีมากกว่าพีละ

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 697
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
อยากสคิปไปตอนจบเลย จะได้เจ็บทีเดียว อ่านไปเคี้ยวฟันไปทู้กกกกที

โอ๋น้องพี

ออฟไลน์ zazoi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1008
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +139/-1
อ่านแล้วรู้สึกว่าพีเห็นแก่ตัวนะ เรื่องนี้จะง่ายขึ้นมากถ้าพีไม่เอาจุดด่างพร่อยของตัวเองไปใส่คนรอบข้าง และเป็นคนที่รักพีอย่างจริงใจ ถ้าเรื่องนี้ไม่ไช่ตัวหลัก ก็บอกเลยว่าสุดท้ายคงไม่เหลือใครจริงๆ และไม่แปลกที่คุณยะจะไม่เอา เพราะเด็กเกินไปจริงๆ อันนี้เห็นด้วยนะ

ออนไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-2
ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณยะไม่อธิบายอะไรเลย ทั้งที่น้องพีเปิดโอกาสให้แล้ว การพูดตรงๆมันยากขนาดนั้นเลยหรอ ทำไมต้องคิดไปเองว่าไม่ต้องรู้หรอก ความรักของหลายคู่พังลงเพราะความคิดเองเออเองนี่่แหล่ะ ปัญหาชีวิตคู่มีไว้ให้ร่วมกันแก้นะ ไม่ใช่ทำตัวเป็นพระเอกแบกรับคนเดียว สุดท้ายจากพระเอกเลยกลายเป็นผู้ร้ายเลย เห้อ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด