**รัก...คือคำตอบ** (คุณยะ&น้องพี) -- ตอนที่ 36 (11-04-19)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: **รัก...คือคำตอบ** (คุณยะ&น้องพี) -- ตอนที่ 36 (11-04-19)  (อ่าน 8377 ครั้ง)

ออฟไลน์ nunda

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-2
เพิ่งเห็นคุณยะกับนัองพีมาวิ่งเล่นแถวนี้
ขอตามอ่านตั้งแต่แรกก่อนนะค๊าาาาาา

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 8


“คุณยะ...”
ในความฝัน ผมรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งหัวใจไม่ต่างจากร่างกายที่ถูกท่อนแขนแข็งแรงโอบกอดเอาไว้ ให้ผมได้ฝากฝังร่างกายไว้ในอ้อมกอดอบอุ่นของคุณยะ คล้ายมีผีเสื้อนับร้อยพันกางปีกบอบบางแสนสวยอยู่รอบตัว โอบล้อมผมไว้และราวกับว่าผมกำลังจะโบยบินไปกับพวกมันได้ในนาทีใดนาทีหนึ่ง และเมื่อลืมตาขึ้นมาในเวลาที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า มีแสงสีนวลของจันทร์ดวงโตสาดส่องเข้ามาแทนที่แสงของกลางวัน ท่อนแขนที่โอบกอดผมไว้ อกอุ่นที่ผมซุกกายเข้าหากลับไม่ใช่ของคนในฝัน

...ไม่ใช่ผู้ชายที่ผมฝันถึง

ผมขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจะพบว่าเจ้าของอ้อมแขนนั้นตื่นอยู่ก่อนแล้ว แน่นอนว่าจิระต้องได้ยินชื่อของคนในฝันที่หลุดออกมา

“พีรัชใจร้ายอีกแล้ว แม้แต่ในฝันก็ยังมีแค่เขา” คำตัดพ้อดังเบา ปนมากับความผิดหวัง “ไม่เคยจะฝันถึงผมเลย”

หลายครั้งที่ผมฝันและเผลอเรียกชื่อเขาคนนั้นออกมา ผมรู้ว่ามันทำให้จิระผิดหวัง เพราะเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าสว่างไสวที่จ้องตาผมมาอย่างตัดพ้อนั้นหวังให้ผมรักเขาจนหมดหัวใจ แม้แต่ในความฝันของผม เขาก็ไม่อยากให้มีใคร โดยเฉพาะคนในอดีตของผม

“เรื่องมาร์คัสว่าไง เขาเปลี่ยนใจแล้วใช่ไหม” ผมขยับออกจากอ้อมแขนของจิระ แล้วลุกขึ้นนั่ง พูดเปลี่ยนไปยังอีกเรื่องหนึ่งแทน

“พีรัชก็เป็นแบบนี้ตลอด เปลี่ยนเรื่องได้หน้าตาเฉย จะง้อผมหน่อยไม่ได้หรือไง ต้องให้งอนเองหายเอง” คำพูดตัดพ้อยังตามมาอีก

จิระลุกขึ้นนั่ง เขามองหน้าผม ผมเพียงแต่ยกยิ้มให้คนอายุน้อยกว่า

“ก็ตามนั้น” ผมก็เป็นผมแบบนี้แหละ มีทั้งใจดี ใจร้าย

“ง้อผมหน่อยซี่ ผมน้อยใจพีรัชอยู่นะ”


“ขี้เกียจง้อ” คนฟังทำหน้าหงิก ผมก็ไม่สนใจ เพราะรู้ว่าจิระรักผม ยังไงซะเขาก็ไม่โกรธคำพูดของผม ต่อให้ผมทำร้ายจิตใจของเขา เขาก็ยังอยู่ที่เดิม... เพื่อผม “ช่วยหายเองด้วยนะจิระคนเก่ง” ผมเอื้อมไปขยี้ผมสีดำสนิทแบบที่มักทำเป็นประจำ และนี่แหละคือวิธีง้อจิระแบบง่ายๆ ของผม ซึ่งก็ได้ผลเสมอ

“หายก็ได้” ใบหน้าหล่อเหลาที่มีจุดเด่นที่สุดคือดวงตาสีฟ้าสว่างจ้าระบายด้วยรอยยิ้ม 

“ว่าแต่คนเก่งทำให้มาร์คัสเปลี่ยนใจได้แล้วใช่ไหม” ผมถามย้ำ ทั้งที่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจิระสามารถเปลี่ยนใจศิลปินระดับโลกอย่าง ‘มาร์คัส รอสส์’ ได้อย่างแน่นอน ไม่มีเรื่องไหนที่ผมขอให้จิระช่วยแล้วไม่สำเร็จ

“บอกตั้งแต่ตอนมาถึงแล้วนะครับ...คนอย่างจิระไม่เคยมาพร้อมกับข่าวร้าย”

“ทำยังไงเขาถึงเปลี่ยนใจ” ผมถาม อยากรู้ขึ้นมานิดๆ ว่าจิระทำอย่างไรถึงเปลี่ยนใจศิลปินระดับโลกคนนั้นได้

“ความลับ” จิระพูดด้วยรอยยิ้มแต้มแต่งบนใบหน้า แต่ดวงตาสีฟ้ากลับเต็มไปด้วยเมฆหมอกบางอย่าง คล้ายกับว่าสิ่งที่อยู่หลังความลับนั้นไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร

“มีอะไรเกิดขึ้น” ถามด้วยความสงสัย อะไรบางอย่างที่ผมแกล้งลืมไปตอนที่บทรักของผมกับจิระกำลังเริ่มต้นขึ้น ร่างกายเปลือยเปล่าของหนุ่มลูกครึ่งระบายไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบจางๆ ที่ผมมั่นใจว่าก่อนหน้านี้หลายวันมันคงเป็นสีเข้มกว่านี้มาก ตอนแรกผมเข้าใจว่าจิระคงไปนอนกับผู้หญิงที่ร้อนแรงมากๆ ทว่าตอนนี้ผมกลับคิดและกังวลไปอีกทาง “...มาร์คัสทำอะไรนาย”

มีอย่างหนึ่งที่โด่งดังไม่แพ้ชื่อเสียง หน้าตา และความร่ำรวยของมาร์คัส รอสส์ คือ ‘ความเจ้าชู้’ และลึกลงไปกว่านั้นที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเจ้าชู้คือรสนิยมทางเพศที่ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย น้อยคนนักจะรู้ ที่รู้ก็มีแค่คนใกล้ชิดและคนที่มาร์คัสเคยนอนด้วย

ส่วนผมที่รู้ก็รู้มาจากคนใกล้ชิดอีกทีหนึ่ง

“หิวแล้ว ออกไปหาอะไรกินกันเถอะ” และเป็นจิระบ้างที่เปลี่ยนเรื่อง

พอได้ยินคำว่า ‘หิว’ ร่างกายผมก็รู้สึกตามไปด้วย ก็วันนี้ผมมีแค่มื้อเช้าที่ตกถึงท้อง ส่วนจิระไม่ต้องพูดถึงเลย เจ้าตัวไม่ได้กินข้าวเช้าเลยมั้ง ลงจากเครื่องปุ๊บก็ตรงมาหาผมปั๊บ แต่ช่างความหิวเถอะ เวลานี้ผมต้องการรู้สิ่งที่จิระต้องเจอจากมาร์คัส รอสส์มากกว่า

“บอกมาเจย์” ผมจ้องตาคาดคั้นเอาความจริง เอื้อมไปกุมมือของจิระ สัมผัสได้ถึงความสั่นของมือได้อย่างดี อาการนี้ทำให้ผมยิ่งเป็นกังวลและมั่นใจว่าสิ่งที่ผมคิดเกิดขึ้นจริงๆ “มาร์คัสข่มขืนนายใช่ไหม”

“ไม่ใช่” จิระปฏิเสธด้วยรอยยิ้มที่ไม่สดใสเท่าไรนัก “มันเป็นเงื่อนไข”

“ยังไง”

“แค่สามครั้งที่ผมต้องนอนกับเขา... นี่ก็เหลืออีกสองครั้ง”

“เจย์...” ผมพูดไม่ออกเลย ได้แต่มองหลังมือตัวเองที่ถูกริมฝีปากของหนุ่มลูกครึ่งก้มไปจุมพิตเบาๆ ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาฉับพลัน จิระไม่ได้ชอบนอนกับผู้ชาย เมื่อก่อนความเจ้าชู้ของชายหนุ่มมีไว้เพื่อพาผู้หญิงขึ้นเตียงเพียงอย่างเดียว การที่เขานอนกับผม มีอะไรกับผม นั่นเพราะเขารักผม... เพียงเท่านี้จริงๆ

และการที่จิระยอมนอนกับมาร์คัส รอสส์ ศิลปินชื่อดัง เจ้าของงานศิลปะภาพวาดสีน้ำมันที่ปลายพู่กันของเขาโด่งดังไปทั่วโลก หรืออดีตพี่ชายข้างบ้านที่จิระเหม็นขี้หน้าอย่างที่สุด นั่นก็เพราะเขาทำเพื่อคนที่ตัวเองรัก... ก็คือผม

ผมคาดไม่ถึงว่าการเดินทางไปเจรจาให้จิตรกรชื่อดังเปลี่ยนสถานที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ In My Eyes by Marcus จะต้องใช้สิ่งเลือกเปลี่ยนที่มีค่ามากขนาดนี้ ผมคิดแค่ว่าความสัมพันธ์ของสองครอบครัวที่เคยมีรั้วบ้านติดกัน ความเอ็นดูของคุณและคุณนายรอสส์ที่มีต่อจิระจะช่วยเปลี่ยนใจรอสส์คนลูกได้ หรือว่าผมคิดน้อยเกินไป

ยิ่งกว่านั้นคือผมไม่คิดเลยว่าจิระจะยอมรับเงื่อนไขที่โหดร้ายแบบนี้

“ผมทำทุกอย่างเพื่อพีรัชนะ” เสียงของจิระสั่น หน่วยตาเริ่มเคลือบคลอด้วยน้ำใสๆ ยามที่เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม “เพื่อให้พีรัชรักผม... สักนิดก็ยังดี”

‘สักนิดก็ยังดี’

...อย่างนั้นเหรอ ?

คำตอบที่ดังอยู่ข้างใน ให้ผมบอกออกไปก็จะโหดร้ายกับจิระเข้าไปอีก ซ้ำเติมว่าสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมด ที่ทำเพื่อผม ที่ยอมรับข้อเสนอของมาร์คัส รอสส์ ไม่ได้ทำให้หัวใจของผมเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่สักนิดเดียว

ความรู้สึกของผมยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนไป แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ผมก็ยังรู้สึกและยึดติดกับความรู้สึกเดิม ยังอยากเรียกร้องความสนใจ อยากให้คนคนนั้นสนใจผม... สักนิดก็ยังดี

“อย่าทำหน้าแบบนี้” มือติดจะสั่นของจิระเอื้อมมาประคองใบหน้าผมเอาไว้ ริมฝีปากได้รูปสวยเลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนประทับรอยอุ่นบนหน้าผากผม แช่ค้างไว้อย่างนั้นนานหลายวินาที ก่อนจะละออกมา “ไม่ต้องรักผมก็ได้ แค่อยู่กับผม ...เลือกผม”

“...” แต่ผมเลือกไปแล้ว เลือกไปนานมากแล้ว

“สัญญาได้ไหม” จิระมองลึกเข้ามาในดวงตาผม คาดหวังให้ผมตอบแทนสิ่งที่เขาทุ่มเททำเพื่อผมมาตลอด โดยเฉพาะครั้งนี้ที่การลงทุนสูงค่าเหลือเกิน ไม่คุ้มเลยสักนิด “ถ้าทำทุกอย่างจนพอใจแล้ว กลับมาหาผม กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งนะ เราสองคนจะเป็นครอบครัวเดียวกันตลอดไป”

“...” เมื่อไรที่ผมจะพอใจ ผมยังไม่รู้เลย ที่ทำมาตลอดก็ไม่มีอะไรให้ผมพอใจได้เลยสักครั้ง พยายามแค่ไหนคนคนนั้นก็ยังไม่สนใจผม

“แค่พีรัชสัญญามา ผมก็พร้อมทำทุกอย่างให้พีรัช” จิระเอ่ยมาด้วยรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง “ไม่มีอะไรที่ผมทำเพื่อพีรัชไม่ได้ ต่อให้ยากกว่าเรื่องของมาร์คัส ผมก็ทำได้ เพื่อให้พีรัชเป็นของจิระคนเดียว มีแค่จิระคนเดียว”

“...” ยิ่งกว่าการรักผม คือการที่จิระลุ่มหลงผม และผมใช้ประโยชน์จากตรงนี้เรื่อยมา ผมหล่อเลี้ยงหัวใจจิระด้วยความหวังที่ไม่ต่างจากสายลมที่พัดเบา

“ได้ไหม สัญญากับผมนะ”

เพราะลูกตาสีน้ำทะเลเศร้าสร้อยแต่ก็ล้นความหวัง เพราะคำพูดที่เต็มไปด้วยคำร้องขอ น้ำเสียงที่ทอดเบาแต่เร่งเร้าให้ผมตัดสินใจ และเพราะทุกอย่างที่จิระทุ่มเททำเพื่อผม เพียงแค่ผมเอ่ยขอให้เขาทำ ไม่มีเรื่องใดที่เขาทำเพื่อผมไม่ได้ ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังในตัวเขาสักครั้ง ดังนั้นต่อให้ไม่อยากเอ่ยคำสัญญาให้เป็นภาระผูกมัดภายหลัง แต่ผมก็ต้องตอบแทนผู้ชายคนนี้กับสิ่งที่เขาทำเพื่อผมมาตลอด

ผมตัดสินใจหล่อเลี้ยงหัวใจของจิระด้วยความจริงที่ผมจะทำเพื่อเขาในสักวันหนึ่ง

“สัญญา...จะกลับไปอยู่กับจิระ” ผมยิ้มให้คนตรงหน้า ยิ้มให้เขาสบายใจ ให้มั่นใจในคำพูดของผม “รออีกนิดนะ ไม่นานหรอก”

อาจจะแค่รอเวลาให้ผมเข้มแข็งกว่านี้ ให้ข้างในมันเข้มแข็งเหมือนท่าทีที่แสดงอยู่ภายนอก และให้ผมกล้าเผชิญหน้ากับสายตาผิดหวังของครอบครัวตรัยธาราเสียก่อน ผมจะกลับไปหาจิระ อยู่กับผู้ชายที่ทำเพื่อผมมาตลอด

“จิระรอพีรัชได้เสมอ”

เราสองคนยิ้มให้กัน ไม่รู้ว่ารอยยิ้มของผมเป็นแบบไหน จะเหมือนข้างในที่เทาทึบลงเรื่อยๆ หรือเปล่า แต่ที่ผมเห็นตรงหน้า รอยยิ้มของจิระทำให้ผมไม่อยากทำร้ายหัวใจของเขาไปมากกว่านี้


.

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2019 11:51:46 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

...หอม

สัมผัสแรกที่จมูกรับรู้ได้ทันทีที่ก้าวลงมาตามบันไดคือกลิ่นหอมของไข่เจียวจากครัวแบบเปิด สถานที่ที่ผมไม่เคยได้ใช้ทำอาหารกินเองเลยสักมื้อ จะมีแค่คนสองคนเท่านั้นที่หยิบจับอุปกรณ์ในครัวและเนรมิตเมนูหลากหลายให้ผมได้ลิ้มรสชาติ

คนแรกคืออาฟ้า บุคคลที่ชอบแอบหนีคนรักเพื่อมายืนทำกับข้าวให้ผมกินเดือนละครั้งเป็นอย่างน้อย มากสุดก็ไม่เกินสี่ครั้งต่อเดือน อาฟ้าทำกับข้าวไม่ค่อยเป็นหรอก แต่ที่สามารถทำให้ผมกินได้ แถมรสชาติยังอร่อยเหาะก็เพราะวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่างๆ ที่มีพี่สาวของอาฟ้าเตรียมไว้ให้แล้ว อาฟ้าแค่เททุกอย่างลงในหม้อหรือไม่ก็กระทะ แล้วลงมือผัดๆ คนๆ จนทุกอย่างสุกแล้วก็ตักใส่จาน ตั้งวางบนโต๊ะให้มื้อนั้นผมได้อิ่มจนพุงกาง ผมยังแปลกใจจนมาถึงวันนี้ว่าคนที่ทำเค้กออกมาได้น่ากิน แถมรสชาติก็ระดับสิบดาวแบบอาฟ้า ทำไมถึงทำอาหารไม่เป็น (ทำไม่เป็นนี่ ผมหมายถึงทำให้อร่อย โดยที่ไม่ต้องให้ใครเตรียมวัตถุดิบกับเครื่องปรุงให้นะครับ)

ส่วนคนที่สอง ก็คนที่กำลังยกจานไข่เจียวมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร บนโต๊ะนั้นก็มีอาหารอีกหลายจานตั้งวางอยู่ก่อนแล้ว พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าแต่ละอย่างน่ากินทั้งนั้น มีเมนูที่ผมชอบมากๆ ด้วย ก็เต้าหู้คลุกไข่ทอด ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง หมูทอดน้ำปลา ไข่ตุ๋นนมสด ต้มจืดปลาหมึกยัดไส้ ไข่พะโล้ (มีหมูสามชั้นด้วย) คะน้าน้ำมันหอย และจานสุดท้ายก็ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกลบอาหารจานอื่นๆ ...ไข่เจียวสีเหลืองทอง ไร้ร่องรอยสีน้ำตาลไหม้ ลองให้อาฟ้าทำเมนูนี้สิครับ เชื่อเถอะว่าหาสีเหลืองของไข่เจียวแทบไม่เจอ อาฟ้าเคยทำให้ผมกินแค่ครั้งเดียวจากนั้นก็ไม่ทำอีกเลย

ปาลินเป็นคุณหมอฟันที่ควรเปิดร้านอาหารมากกว่าคลินิกเสียอีก หรือว่าผมควรจะเปิดร้านอาหารให้ปาลินแทนคลินิกดีล่ะ แต่ว่ากับข้าวแปดอย่างสำหรับคนแค่สามคนจะไม่มากเกินไปหน่อยหรือไง มากๆ เสียด้วยซ้ำมั้ง แล้วนี่ปาลินต้องใช้เวลาทำทั้งแปดอย่างนี้ไปกี่ชั่วโมงกันล่ะเนี่ย

“เยอะไปไหมปี จะกินกันหมดไหม” ผมเงยหน้าจากอาหารบนโต๊ะขึ้นไปมองหน้าและตั้งคำถามเอากับคนทำ

“หมดสิครับ...พี่พี” ไม่ใช่เสียงของคนที่เดินกลับไปยกโถข้าวมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร และไม่ใช่เสียงของหนุ่มลูกครึ่งที่ก้าวตามหลังผมมา กลับเป็นอีกคนที่เอ่ยตอบคำถามของผมมาจากนอกระเบียงห้อง

ผมหันไปมองเจ้าของเสียงที่ไม่คุ้นหู แล้วพบว่าใบหน้านั้นแสนคุ้นเคย คนที่ชอบเมนูไข่พะโล้กับต้มจืดปลาหมึกยัดไส้ที่สุด มิน่าล่ะถึงได้มีทั้งสองเมนูอยู่บนโต๊ะ

“ซัน” ...มาได้ไง ?

ทานตะวันก้าวเข้ามาในห้อง มาพร้อมยิ้มสดใสที่ไม่ต่างจากวัยเด็ก ที่ตามหลังมาและกำลังปิดประตูระเบียงก็คือชายหนุ่มที่มีใบหน้าคล้ายกันมาก เพราะด้วยความเป็นแฝดที่เกิดตามกันมาติดๆ ห่างกันแค่ห้าหกนาที แต่เรื่องของรูปร่างดูต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องอาศัยเพ่งไฝเม็ดเล็กบนแก้มซ้ายของเด็กแฝดเลยด้วยซ้ำ ผมก็แยกออกว่าคนไหนคือทานตะวัน คนไหนคือถิร

ทานตะวันมีรูปร่างสูงโปร่งและติดจะผอมในแบบของคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย กินเท่าไรก็ไม่อ้วน ส่วนถิร มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกชอบออกกำลังกาย เล่นกีฬาทุกชนิด ตัวสูงใหญ่และหนามาก พอยืนอยู่ข้างพี่ชายฝาแฝดก็ข่มให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนตัวเล็กไปในทันที

“ซันคิดถึงพี่พี” ความคิดถึงของทานตะวันมาพร้อมกับท่อนแขนที่โอบรัดตัวผมเอาไว้แบบแน่นมาก “คิดถึงมากๆ ทำไมไม่มาหาพวกเราเลย กลับมาตั้งสองปีแล้วนะ”

ไม่ถึงสองปีหรอกที่ผมกลับมาอยู่ไทย แต่เดือนหน้าก็ครบสองปีแล้ว มันเป็นสองปีที่ผมไม่ได้กลับไปหาใครในครอบครัวตรัยธาดาเลย ยกเว้นอาฟ้าคนเดียว

“คิดถึงเหมือนกัน” ผมตอบรับมาจากความรู้สึกแท้จริง ยกมือขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ ด้วยความเป็นลูกครึ่งและมีพ่อเป็นผู้ชายที่ตัวสูงใหญ่อยู่แล้ว ทำให้ทานตะวันในวัยสิบแปดปีตัวสูงเท่าผมเลย ต่างกันเล็กน้อยกับแฝดน้องที่น่าจะสูงกว่าคนพี่ไปเล็กน้อย น่าจะสักเซ็นต์สองเซ็นต์ 

“เจอแล้วก็กลับได้หรือยัง” คนเป็นน้องเอ่ยเสียงห้วน เด็กผู้ชายที่ชอบทำตัวแก่จัดมาแต่ไหนแต่ไรมองหน้าผมนิ่ง ดวงตาสีน้ำตาลแดงเหมือนมีเมฆหมอกสีทึบเข้ามาปกคลุม เดินตรงมาดึงเอาตัวทานตะวันออกจากผม

“จะกลับได้ไงเล่า ยังไม่ได้กินข้าวกับพี่พีเลยนะ” คนอายุมากกว่าห้าหกนาทีแหวกลับทันที “ตัวเองก็อยากนั่งกินข้าวกับพี่พีเหมือนกันแหละ อย่ามาทำเก๊กหน้าทำท่าเฉยชาหน่อยเลย”

“อย่ามามั่วซัน ใครกันแน่ที่ลากแซนมาด้วย แซนไม่ได้อยากมาสักหน่อย” คนน้องเถียงกลับ ตวัดสายตามองผมนิดหนึ่งก่อนดึงกลับไปไว้ที่ใบหน้าของแฝดตน เอ่ยซ้ำ “กลับบ้าน”

“ก็กลับไปสิ แต่เค้าไม่กลับด้วยหรอก จะนั่งกินข้าวกับพี่พี คืนนี้ก็จะนอนกับพี่พีด้วย” ว่าแล้วก็สะบัดตัวออกจากมือคนเป็นน้อง แล้วเข้ามาเกาะแขนผมเอาไว้ “แต่ถ้าตัวเองกลับก็อดกินซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งกับไข่ตุ๋นนมสดที่เค้าทุ่มสุดตัวทำสุดฝีมือเลยนะ” แล้วก็ตบท้ายด้วยคำขู่กลายๆ ที่ทำให้ถิรพ่นลมหายใจออกมา หลังจากที่เหลือบมองไปยังอาหารบนโต๊ะแวบหนึ่ง

“อิ่มแล้วต้องกลับ” พูดด้วยสีหน้าจริงจัง ส่วนคนพี่กลับส่ายหน้าพรืด เกาะแขนผมแน่นขึ้น ยังกับกลัวว่าจะถูกน้องชายกระชากเอาตัวออกไปอย่างนั้นแหละ

“บอกว่าจะนอนกับพี่พี”

“อย่าให้พูดเยอะซัน”

“ก็หุบปากไปสิ พูดทำไมล่ะ ยังไงเค้าก็ไม่กลับ เค้าจะนอนกับพี่พีให้หายคิดถึง”

“ได้ อยากให้พ่อรู้ใช่ไหม จะโทรบอกตอนนี้เลย” ไม่พูดเปล่า แฝดน้องล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง ทำท่าจะโทรออกอย่างที่พูด คนเป็นพี่เลยรีบโดดเข้าไปแย่งเอามาได้ ทำท่าจะเขวี้ยงทิ้งอีกแน่ะ  ผมเลยรีบคว้ามือทานตะวันไว้ก่อนเจ้าเครื่องบางจะบินไปกระแทกผนังห้องจนแตกกระจาย

เห็นมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็ก ถึงไม่ได้ดูแลใกล้ชิดก็เถอะ แต่ก็พอรู้ว่านิสัยของทานตะวันที่เห็นยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาเพราะน่าฟัง (เฉพาะเวลาอารมณ์ดี) เอาเข้าจริงเวลาโมโหหรือไม่พอใจก็ร้ายไม่เบา อารมณ์ร้อนได้พ่อมาเต็มๆ ส่วนถิรอารมณ์ร้อนเหมือนกันแต่มีส่วนผสมความใจเย็นของอานุมาด้วย เรียกว่าอารมณ์ร้อนแต่ไม่เท่ากับอารมณ์ร้อนและร้ายของทานตะวันตอนโกรธจัด จำได้ว่าตอนทานตะวันเจ็ดขวบเคยเอาก้อนหินปาหัวถิรจนตกเย็บไปหลายเข็ม เพราะน้องชายฝาแฝดทำอะไรขัดใจสักอย่างนี่แหละ ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องอะไร

“มาหาพี่ไม่ได้บอกพ่อหรือไง” ผมถาม ดึงเอาโทรศัพท์ออกจากมือแฝดพี่แล้วส่งคืนให้แฝดน้องไป  จากคำพูดของถิรก็พอจะเดาได้ว่าพ่อของเด็กแฝดไม่อยากให้ทั้งคู่มาหาผม

“ซันไม่ได้ตั้งใจจะมา เลยไม่ได้บอกพ่อยะ” ทานตะวันรีบบอก “คือตอนที่พี่ปีโทรหาพรีม ซันก็อยู่ตรงนั้นด้วยก็เลยขอตามพรีมมา”

พรีม หรือนภัส... ว่าที่คุณหมอฟันคือน้องสาวสุดที่รักของปาลิน รักมากถึงขนาดยอมยกสมบัติที่ควรเป็นของตัวเองให้กับพ่อแม่ของนภัสไป เรื่องครอบครัวของปาลินยาวมาก ไว้ว่างๆ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง ที่เล่าได้สั้นที่สุดตอนนี้คือ นภัสคือแฟนสาวของทานตะวัน

“พี่พีไม่อยากให้ซันมาเหรอ” เจ้าตัวถามเสียงเศร้า มองผมตาละห้อย

“ยังต้องถามอีกหรือไงซัน เก้าปีมาแล้วนะ ฉลาดได้แล้วมั้ง” คนตอบกลับเป็นแฝดน้องที่มองผมตาขวาง ก่อนเดินไปช่วยปาลินตักข้าวใส่จาน “มากินข้าว กินเสร็จจะได้กลับซะที”

“ไม่กลับ!” อารมณ์ร้อนของทานตะวันเริ่มมาแล้ว ตางี้ขุ่นคลั่ก เจ้าตัวเดินไปกระชากไหล่น้องชายฝาแฝดจนฝ่ายนั้นแทบหงายหลัง “ตัวเองนั่นแหละกินแล้วก็กลับไปเลย ไม่ต้องมานอนกับพี่พีของเขา อยากฟ้องพ่อยะก็ฟ้องเลย เค้าไม่กลัวหรอก”

“แซนฟ้องแน่”

“ไอ้บ้าแซน!” คราวนี้ไม่ใช่เสียงที่ตวาดออกมาอย่างเดียว แต่กำปั้นของทานตะวันระรัวใส่ตัวแฝดน้องไม่ยั้ง

“ซัน อย่าทำน้อง” ผมต้องรีบเข้าไปรวบตัวเอาไว้ ดึงออกมาให้ไกลพอที่เจ้าตัวจะไม่ปากำปั้นใส่ถิรได้อีก 

“ก็แซนด่าซันว่าโง่” เจ้าตัวหน้าบึ้ง มือยังกำหมัดแน่น

“ไม่ได้พูดว่าโง่สักคำ บอกแค่ว่าไม่ฉลาด”

“ไม่ฉลาดก็คือโง่นั่นแหละ” เถียงอย่างไม่ยอม “ตัวเองเป็นน้องมาด่าเค้าได้ไง เค้าเป็นพี่นะ”   

“โง่จริงไหมล่ะ คนเขาไม่อยากเจอ ก็ยังเสนอหน้ามาหา” นี่พูดกระทบผมใช่ไหม

“ใครใช้ให้ตามมาล่ะ”

“ก็ใครบังคับแซนให้มาด้วยล่ะ ไม่ได้อยากมาด้วยสักหน่อย”

“ปฏิเสธก็ได้นี่”

“หึ... ยังกับซันจะยอม” คนเป็นน้องว่า “ลองให้แซนปฏิเสธสิ ซันก็จะใช้กำลังกับแซนเหมือนเมื่อกี้นั่นแหละ”

“ก็ตัวเองพูดให้เค้าหัวร้อนเองนี่ จงรับกรรมไปซะ”

“ต่อให้แซนหุบปากเงียบ ซันก็หัวร้อนได้ตลอดแหละ เอะอะก็ชอบใช้แต่กำลัง อ้างแต่ความเป็นพี่ เหอะ...เกิดก่อนแซนไม่กี่นาทีเอง”

“นี่อยากโดนอีกใช่ไหม” พูดจบก็ทำท่าจะพุ่งไปซัดกำปั้นใส่ถิรซ้ำ ดีที่ผมรวบตัวไว้ทัน

“พอแล้วซัน” ผมปราม พลางลากตัวคนอารมณ์ร้อนไปนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหนึ่ง “กินข้าว อิ่มแล้วก็กลับ” ผมบอกเพื่อจบปัญหา ไม่อยากให้เรื่องถึงหูพ่อของสองแฝดด้วย

ไม่รู้ว่าถิรจะเอาเรื่องที่มาหาผมไปบอกพ่อตัวเองหรือเปล่า ถ้าบอกจริงๆ ผมว่าทานตะวันหรือไม่ก็ทั้งสองคนนั่นแหละจะถูกลงโทษที่มาหาผม คุณยะคงไม่อยากให้เด็กสองคนมายุ่งเกี่ยวกับคนแบบผมเท่าไรหรอก เพราะฐานะของผมตอนนี้ก็ไม่ต่างจากศัตรูของเขา แถมลอบกัดเขาในเรื่องธุรกิจไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เรื่องล่าสุดก็เรื่องนิทรรศการของมาร์คัส รอสส์ ไม่รู้ว่าตอนนี้รู้เรื่องแล้วหรือยัง

“พี่พี...” ทานตะวันมองหน้าผม น้ำตาคลอเบ้า เปลี่ยนอารมณ์เร็วมากทั้งที่เมื่อกี้ดวงตาสีน้ำตาลแดงยังขุ่นคลั่กอยู่เลย “...ไม่อยากเจอผมจริงๆ หรือครับ” แล้วน้ำตาก็หยดแหมะบนแก้ม

บางครั้งมองทานตะวันก็เหมือนมองเห็นตัวเอง... อารมณ์ร้อน ขี้น้อยใจ และเจ้าน้ำตา

“หึ...” เสียงของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ดังเบาแต่ก็ทำให้เจ้าของน้ำตาตวัดสายตามองอย่างโกรธๆ “แซนบอกแล้ว คราวนี้เชื่อหรือยัง”

“ไม่ต้องมาซ้ำเติมเค้า!”

“รีบกินสิ เจ้าของบ้านไล่แล้วนะ” ถิรบอกทานตะวันแต่สายตามองมาที่ผม ลูกตาสีน้ำตาลแดงไม่แสดงความรู้สึกออกมาเท่าไร หากก็พอรู้ว่าเจ้าตัวไม่พอใจผม อาจถึงขั้นเกลียดขี้หน้าแล้วก็ได้

ถ้าทานตะวันนิสัยเหมือนผม ถิรก็ถอดมาจากคุณยะนั่นแหละ เพียงแต่ว่าได้นิสัยใจเย็นกับใจดีของอานุมาด้วย ส่วนผสมของนิสัยที่ต่างกันแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ในตัวเด็กผู้ชายคนนี้

“พี่พี...” ทานตะวันเรียกผมอีกครั้ง “ให้ซันนอนด้วยนะครับ ซันคิดถึง สัญญาว่าซันจะไม่ดื้อ ไม่กวนพี่พีด้วย ขอนอนกอดเฉยๆ” เสียงเจ้าตัวสั่น ผมต้องลูบศีรษะปลอบ แต่ก็ยังยืนยันคำพูดเดิมของตัวเอง

“กินอิ่มแล้วกลับบ้านนะ พี่ไม่อนุญาตให้นอนที่นี่ บ้านมีก็ต้องกลับ”

“ฮึก...พี่พีใจร้าย...” คำตัดพ้อมาพร้อมสายน้ำตาไหลยาว

ใช่ ผมเป็นคนใจร้าย ทุกความใจร้ายของผมก็เพื่อปกป้องหัวใจตัวเอง ผมไม่อยากผูกพันกับตรัยธาดาอีกแล้ว เพราะวันหนึ่งที่ผมต้องรักษาสัญญาที่ให้จิระเอาไว้ ผมจะได้ไม่เจ็บปวดกับการไปจากครอบครัวตรัยธาดาเป็นครั้งที่สอง

“พี่ปีครับ...ฮึก...” พอใช้น้ำตากับผมไม่สำเร็จ ทานตะวันก็หันไปหาคนที่นั่งข้างๆ ถิรแทน “ฮึก...ช่วยพูดกับพี่พีหน่อยสิครับ ซันอยากนอนกับพี่พี”

ปาลินที่เงียบฟังเหตุการณ์ระหว่างผมกับสองแฝดมาตลอด ถึงคราวได้เอ่ยปากพูดบ้าง

“นอนกับพี่ก็ได้” แต่เป็นความช่วยเหลือที่เจ้าของน้ำตาไม่อยากได้

“ไม่เอา” เจ้าตัวส่ายหน้าอย่างเอาแต่ใจ “ฮึก...ซันจะนอนกับพี่พี...พี่พีให้ซันนอนด้วยนะ...นะครับ” มือขาวยกขึ้นมาจับแขนผม เขย่าเบาๆ เป็นเชิงขอให้ผมเปลี่ยนใจ

“ร้องไห้ไปก็เท่านั้น” เป็นคำพูดของแฝดน้องอีกตามเคย เหมือนเคยที่แฝดพี่จะหันไปมองตาขวาง สาดคำพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นคลั่กแทบจะทันที

“หุบปากไปเลย!”

แฝดน้องยักไหล่ไม่สน มือก็หยิบช้อนกลางจะตักซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งใส่จานข้าวของตัวเอง แต่ยังไม่ทันได้ตัก จานซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งก็ถูกคนเป็นพี่ยกหนี

“ไม่ให้กิน!”

ทานตะวันลุกขึ้นยืน เดินออกจากโต๊ะกินข้าว สาวเท้าไปในครัว ก่อนที่จะ...เทอาหารในจานลงถังขยะ

“ซัน!” เสียงของถิรแทบจะฟังเป็นเสียงคำราม ทั้งที่ผมนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมยังรู้สึกถึงความร้อนระอุของอารมณ์ที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กหนุ่มลูกครึ่ง

เหมือนมีภาพของคุณยะซ้อนทับอยู่บนตัวของถิร ผมถึงกับต้องกะพริบตาไล่ภาพซ้อนทับนั้นออกไปจากการมองเห็น

“งี่เง่าเกินไปแล้วนะซัน” ฟังก็รู้ว่าถิรกำลังข่มอารมณ์ตัวเองอยู่ คงจะดึงเอาความใจเย็นในแบบของอานุมาข่มอารมณ์ร้อนร้ายแบบของพ่อตัวเองอย่างที่สุด

“ก็จะทำไม” น้ำตาบนใบหน้าเนียนใสไม่มีแล้ว ที่เหลือก็มีแต่สีหน้าไม่แยแสต่อการกระทำของตัวเอง “งี่เง่าแล้วไปหนักส่วนไหนของแซนหะ แล้วจานนี้เค้าก็เป็นคนทำ เค้าจ่ายเงินซื้อหมูเองด้วย จะทิ้งหรือจะไม่ให้ใครกินก็ได้”

ผมสบตาปี เจ้าตัวกำลังส่งสัญญาณให้ผมจัดการกับสองแฝด โดยเฉพาะแฝดพี่คนเจ้าอารมณ์ ผมส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นการปฏิเสธ ผมอยากปราม อยากห้ามนะ แต่ไม่เอาดีกว่า ขออยู่ห่างๆ ไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งให้เกิดความผูกพันขึ้นมาอีก
“งั้นก็กลับ” ถิรลุกขึ้นช้าๆ สายตาไม่ได้ละไปจากใบหน้าของแฝดพี่เลย ที่เปลี่ยนไปนิดหนึ่งคือสีหน้าที่คุกรุ่นกว่าเดิม

“ไม่กลับ!”

“ไม่กลับจะฟ้องพ่อ”

“ไม่กลัว เชิญฟ้องเลย” แฝดพี่ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านคำขู่ของแฝดน้อง

“ฟ้องคุณย่า”

ลมหายใจของผมสะดุดแทบจะทันทีกับคำพูดที่เอ่ยถึงผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต อยากเจอแต่ไม่กล้าไปเจอ รู้สึกว่าขอบตามันร้อนผ่าว ต้องกลั้นใจข่มความรู้สึกขมปร่าลงไปในอก

“เชิญฟ้องตามสบาย... ไม่กลัวหรอก จะฟ้องอานุด้วยก็ได้นะ” ทานตะวันวางจานในมือลงก่อนกอดอก ทำหน้าเชิดอย่างท้าทาย ก่อนจะตาโตกับคำขู่ที่ตามมา

“แล้วถ้าแซนฟ้องอาภาล่ะ ซันจะกลัวไหม” 

คำขู่นี้ทำเอาทานตะวันอ้าปากค้างไปหลายวินาทีกว่าจะขยับเปล่งเสียงแหลมปรี๊ดออกมาด้วยความโกรธจัด โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เพราะคนที่กำราบเด็กเจ้าอารมณ์และเอาแต่ใจได้มีเพียงคนเดียวคืออาภา ผู้หญิงที่เป็นเหมือนแม่ของแฝดทั้งสองคน ทานตะวันจะกลัวอาภาดุมากที่สุด ตอนเป็นเด็กที่ผมจำได้คือแค่อาภามองอย่างมีคำถาม แฝดคนพี่ก็หน้าซีดปากสั่นแล้ว

“ไอ้บ้าแซน! ไอ้น้องขี้ฟ้อง!” ทานตะวันกระทืบเท้าดังปักๆ ออกมาจากครัว ตรงมาหาแฝดน้องพร้อมกำปั้นที่เตรียมจะทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายให้หายแค้น ว่าจะไม่ยุ่งแล้วผมก็ต้องเปลี่ยนใจ รีบลุกขึ้นไปดึงตัวคนตัวบางแต่ชอบใช้กำลังออกมาได้ทันตอนที่ทุบถิรไปแล้วสองสามหมัด

“ใจเย็นก่อนซัน ตีแรงแบบนี้น้องเจ็บนะ” ที่ผมพูดอาจไม่จริงเท่าไรหรอก เพราะดูอาการของถิรแล้วไม่เห็นจะแสดงสีหน้าออกมาว่าเจ็บปวดกับกำปั้นที่ทุบๆ ลงมาบนตัวสักเท่าไร หน้าตายังนิ่งเหมือนเดิม

“หนังหนาขนาดนี้ไม่เจ็บหรอกครับพี่พี มือซันต่างหากที่เจ็บ ทุบแต่ละทีเหมือนเอามือไปชกต้นไม้” ถึงจะอารมณ์ร้อนแค่ไหนแต่ตอนพูดกับผม น้ำเสียงของทานตะวันก็กลับมาน่ารักน่าฟังขึ้น พอหันกลับไปพูดกับถิร เสียงก็ยังขุ่นด้วยอารมณ์ไม่พอใจเหมือนเดิม “อยากฟ้องก็ฟ้องเลย อยากให้เค้าโดนดุ โดนกักบริเวณก็เอาเลย แต่จำไว้นะว่าเค้าจะไม่ทำกับข้าวให้ตัวเองกินอีกตลอดชีวิต จะไม่คุยด้วยสิบปีเลย” เจ้าตัวทั้งท้าทายและข่มขู่ เหยียดยิ้มอย่างผู้ชนะ

ก็จะไม่ให้ทานตะวันมีรอยยิ้มของผู้ชนะบนใบหน้าขาวใสได้ยังไงล่ะ แต่ไหนแต่ไรมาแล้วถิรก็ไม่เคยเอาชนะพี่ชายฝาแฝดได้ เพราะเจ้าตัวติดพี่ชายมากจึงยอมให้ตลอด ตอนที่ผมยังอยู่กับครอบครัวตรัยธาดา มีหลายครั้งที่แฝดพี่โกรธแฝดน้องแล้วไม่ยอมพูดด้วย ทำเอาคนเป็นน้องถึงกับร้องไห้เลยทีเดียว

ถิรพ่นลมหายใจออกมาอย่างไร้ทางสู้กับคำขู่ของพี่ชายฝาแฝด มองดูแล้วก็ไม่ต่างจากตอนเป็นเด็ก ผมเห็นว่าเหตุการณ์สงบแล้วจึงจูงมือทานตะวันกลับไปนั่ง ไม่ลืมตำหนิการกระทำก่อนหน้านี้ของเจ้าตัว

...การกระทำที่ครั้งหนึ่งผมก็เคยทำเหมือนกัน

“ซันไม่ควรเอาอาหารไปทิ้ง ถึงจะไม่เสียดายแต่ก็ควรรู้ว่ามันมีค่า ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปทิ้งเพื่อประชดใครได้ ถ้าซันไม่อยากให้แซนกินก็แค่ยกจานหนีให้ไกลมือน้องก็พอ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย” ผมสอนเท่าที่พอจะทำได้ ตำหนิให้เจ้าตัวได้สำนึก “แค่กินทิ้งกินขว้างก็แย่พอแล้ว นี่เอาไปเททิ้งหมดจาน พี่จะไม่พูดว่าให้นึกถึงคนจนที่อดอยากไม่มีจะกินหรอกนะ เอาแค่ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ คนที่ยังไม่ได้กินจะรู้สึกยังไง”

...ยอมรับว่าผมเสียดายมาก ก็ของโปรดของผมเลยนะ

“ซันขอโทษครับ” เอ่ยเสียงหงอยที่โดนผมตำหนิขณะที่ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวเดิม “ซันโมโหไปหน่อย”

“ไม่หน่อยละมั้ง”

ทานตะวันมองไปยังต้นเสียงแทบจะทันที ดวงตาสีน้ำตาลแดงฉายแววสงสัยว่าคนพูดเป็นใคร ราวกับว่าเจ้าตัวเพิ่งเห็นว่ามีบุคคลซึ่งไม่รู้จักนั่งร่วมโต๊ะอาหารมื้อค่ำด้วย แล้วหันกลับมาถามผม

“ใครครับพี่พี” กระซิบเบาๆ แต่ผมว่าได้ยินกันทั้งโต๊ะ ดังนั้นเจ้าของประเด็นเลยตอบคำถามของทานตะวันเสียเอง

“แนะนำตัวละกันนะครับน้องซัน...น้องแซน” หนุ่มลูกครึ่งผู้มีนัยน์ตาสีฟ้าเอ่ยออกมาด้วยยิ้ม มองตอบแฝดพี่ ก่อนพาสายตาไปหยุดที่แฝดน้อง “พี่ชื่อเจย์... เป็นคนรักของพี่ชายของน้องๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”

อืม... ตอบแบบเกินจำเป็นอีกด้วย

“ไม่ใช่แค่ ‘คู่นอน’ หรือครับ?” น้ำเสียงเรียบเรื่อยของถิรเอ่ยถามออกมา ดวงตาจ้องเขม็งไปยังคนที่นั่งอยู่ท้ายโต๊ะ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของจิระค่อยๆ จางลง “ผมไม่เห็นพี่พีจะจริงจังกับใครสักคน เห็นก็มีแต่คู่นอนที่ซื้อเอาไว้แก้เหงา พอเบื่อก็ทิ้ง”

อดแปลกใจไม่ได้ว่าถิรรู้เรื่องพวกนี้ของผมได้อย่างไร หรือว่าผมไม่ควรแปลกใจดีล่ะ ในเมื่อรสนิยมและความชอบของผมถูกซุบซิบในวงสังคมพอสมควร บางครั้งก็ยังมีข่าวซุบซิบบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่าผมคบหากับดาราชายวัยรุ่น เป็นข่าวอยู่สองสามคนมั้งครับ ซึ่งเขียนได้มั่วมาก เพราะผมแทบไม่รู้จักพวกที่ตกเป็นข่าวกับผมเลยด้วยซ้ำ ที่มีรูปถ่ายด้วยกันก็แค่ความบังเอิญที่คนเหล่านั้นเดินเข้ามาทอดสะพานให้ผม เพียงแต่ผมไม่เล่นด้วยเพราะผมไม่ชอบ... เพราะผมมีปมกับคนประเภทนี้

“มันก็จริงอย่างที่น้องแซนพูด ที่ผ่านมา ‘พีของพี่’ ก็มีแค่คู่นอนที่ซื้อเอาไว้แก้เหงาตอนที่พี่ไม่อยู่ แต่ตอนนี้พี่ก็มาแล้ว...คู่นอนก็ไม่จำเป็น” จิระเปิดรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง ต่างจากอีกคนที่ลูกตาสีน้ำตาลแดงเหมือนมีพายุลูกย่อมๆ ก่อตัวขึ้นในนั้น “อ้อ... พี่หมายถึงคนเก่าๆ ของพีด้วยนะ ทิ้งไปแล้วก็คงไม่กลับไปหาให้เสียเวลา... ยิ่งคนแก่ๆ หรือจะสู้คนหนุ่มแน่นได้ จริงไหมครับพีรัช” ประโยคสุดท้ายหนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าหันมาถามผม สายตานั้นกดดันปนกับร้องขอให้ผมช่วยยืนยันทุกคำพูดของเขา และมันไม่ยากเลยที่ผมจะทำให้จิระพอใจ

“พี่กับเจย์ เราคบกันมานานแล้ว” ...หวังว่าคำพูดนี้จะลอยไปถึงหูใครบางคนได้ง่ายขึ้น “เจย์คือคนสำคัญของพี่”

“แต่พ่อยะบอกว่า...” ทานตะวันพูดแทรกขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงงปนสงสัย เจ้าตัวยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค คนเป็นน้องก็เอ่ยขัดจังหวะเสียก่อน

“กลับกันเถอะซัน” ถิรลุกขึ้นยืน ท่าทางไม่สบอารมณ์กับคำตอบของผมที่ช่วยยืนยันคำพูดของจิระว่าเป็นความจริงทุกอย่าง

“อืม” คนเป็นพี่ครางรับในลำคอเบาๆ ว่าง่ายกว่าตอนแรกมาก “ผมกลับก่อนนะครับพี่พี พี่ปี” ทานตะวันยกมือขึ้นไหว้ผมกับปาลิน

“กลับดีๆ ล่ะ” ผมบอกและพูดประโยคที่ไม่น่าฟังสักเท่าไรออกมาช้าๆ คำพูดที่ผ่านความคิดมาอย่างดีแล้ว “ต่อไปก็ไม่ต้องมาหาพี่อีกนะ... เราสองคนไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพี่” ผมเลือกที่จะตัดขาดแล้ว ไม่อยากกลับไปผูกพันอีก

“พี่พี...” ทานตะวันทำหน้าจะร้องไห้ เจ้าตัวกัดริมฝีปากคล้ายกำลังกลั้นสะอื้นไม่ให้หลุดออกมา ก่อนหันไปซบไหล่น้องชายฝาแฝด อีกฝ่ายก็ยกมือขึ้นมากอดและลูบหลังปลอบทันที ถิรมองหน้าผมด้วยสายตาที่กดดัน ราวกับจะบีบบังคับให้ผมเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่

แม้แต่จิระที่ดูจะไม่ชอบหน้าถิรเท่าไร ยังมองหน้าผมด้วยสายตาตำหนิอย่างเปิดเผย แต่ผมไม่สนใจและตัดปัญหาด้วยการลุกออกจากโต๊ะอาหาร เดินกลับขึ้นไปยังชั้นสอง เข้าไปในห้อง ปิดทุกการรับรู้

ผมทิ้งทานตะวันกับถิรก็เพื่อปกป้องความรู้สึกตัวเอง การเจอกันของผมกับทั้งสองแฝดย่อมทำให้ผมจมลึกลงไปในอดีตอีกครั้ง


ผมยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่งติดป้ายเอาไว้ว่า

...อารยะ ไตรธาดา
ประธานกรรมการบริหาร...


มือทั้งสองข้างจูงมือเล็กๆ ของเด็กชายฝาแฝด ข้างซ้ายคือทานตะวัน ข้างขวาคือถิร นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มายืนอยู่หน้าประตูบานนี้ ด้านหลังบานไม้หนาเข้มกรุกระจกสีขุ่นไว้ครึ่งบนคือห้องทำงานของผู้เป็นพ่อของเด็กชายฝาแฝด
...คนที่ผมเข้าใจมาตลอดว่าคือพ่อของตัวเอง จนกระทั่งเมื่อหลายวันก่อนที่ความจริงเปิดเผย ผมถึงรู้ว่าผมกับเขาไม่มีความผูกพันทางสายเลือด
ผมสูดหายใจเข้าลึก ก่อนก้าวเท้าตามเลขาของคุณยะเข้าไปด้านใน สองแฝดปล่อยมือจากผมแทบจะทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง ทั้งสองวิ่งไปเกาะโต๊ะทำงานตัวใหญ่อย่างคุ้นเคยสถานที่ ขณะที่ผมยืนทำตัวไม่ถูกไปหลายนาที จนกระทั่งนัยน์ตาสีราตรีทอดมองมาที่ผม
ความประหม่าทำให้ผมสั่นไปทั้งความรู้สึก ตั้งแต่คืนนั้นที่ถูกเขากอด เติมความอบอุ่นลงมาในหัวใจดวงน้อยนิดของผม ผมก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลยจนถึงตอนนี้ ผมยังรู้สึกว่าฝันไปด้วยซ้ำที่มายืนอยู่ตรงนี้ ในห้องนี้ และสบตากับเขา
นาทีนั้น... ผมรู้ว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนไป
หรือบางที... อาจตั้งแต่คืนนั้นที่ผมเปลี่ยนไป
ผมมองเขาได้ไม่เต็มตา หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความรู้สึกผิดบางอย่างแผ่ซ่านจนน่าละอายใจ



จบตอนที่ 8

เรื่องอาจดูเรื่อยๆ นะคะ ไม่หวือหวา และการเล่าเรื่องก็ดูยืดยื้อ ฮื่อ อยากบอกว่าที่ต้องเล่าตัวละครทุกตัว ให้ดาหน้าออกมากันรัวๆ เพราะพวกเขามีตัวตนอยู่ก่อนแล้ว จะทิ้งขวางก็ไม่ได้ จะไม่เอ่ยถึงก็ไม่ได้ เลยต้องให้มีบทบาทกันสักเล็กน้อยนะคะ

ปล.ขอหายไปอีกสักพัก ขอไปปั่นสะสมตอนก่อนนะคะ (ช่วงนี้ปั่นไม่ทันเลยค่ะ มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ตามเยอะ เอาจริงๆ คือกำลังตกลงหลุมเลือดข้นคนจาง ปีนขึ้นมายังไม่ได้เลย T^T ติดมากก ตามทวิตทั้งวัน 555+)

สีเหลืองอ่อน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2019 11:56:55 โดย i_ang »

ออฟไลน์ nonlapan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
สงสารอ่ะ  :hao5:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
สงสารทุกคนนนนน

ออฟไลน์ nunda

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-2
เรืีองนี้มีแต่คนน่าสงสาร  T_T

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
เฮ้อออออ

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 9


การได้มานั่งในห้องทำงานเจ้าของโรงแรมพุฒิธาดาเป็นครั้งแรก ทำให้ผมรู้ว่างานของเจ้าของโรงแรมไม่มีวันหยุด ไม่มีหยุดพัก แม้แต่จะลุกเจ้าเก้าอี้ก็แทบเป็นเรื่องยากเหลือเกิน ผมเห็นคุณยะอ่านเอกสารฉบับแล้วฉบับเล่า มือจับปากกาขีดเขียนบนกระดาษพวกนั้น กาแฟหอมกรุ่นที่พี่เลขาคนสวยชงมาวางไว้ให้บนโต๊ะ ผมเห็นคุณยะมีเวลายกขึ้นจิบแค่ครั้งเดียวแล้วก็ตั้งทิ้งไว้อย่างนั้นจนเลขาเข้ามาเก็บออกไป ใบหน้าคมเข้มที่เคร่งขรึมจนถึงเคร่งเครียด โดยเฉพาะตอนที่นั่งฟังรายงานจากหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ที่พากันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาในห้องพร้อมกับแฟ้มงานหลายสิบแฟ้มที่ต้องมีคนช่วยลูกน้องคอยช่วยขนเข้ามา

สิ่งที่เด็กอายุยังไม่ถึงสิบห้าอย่างผมพอจับใจความได้จากการนั่งฟังมาร่วมสามชั่วโมงคือ เจ้าของโรงแรมพุฒิธาดาคนใหม่กำลังเจอปัญหาทุจริตภายในองค์กร ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนอีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือคุณยะยังไม่ได้รับการยอมจากผู้ถือหุ้นมากนัก (ส่วนมากก็เป็นญาติฝั่งคุณทวดผู้หญิง คุณทวดผู้หญิงเสียชีวิตก่อนผมเกิดอีกครับ) ทั้งที่ตำแหน่งของคุณยะคือเจ้าของโรงแรมคนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดซึ่งก็เป็นตำแหน่งเดียวกับคุณทวดพุฒิ แต่เนื่องจากอายุยังน้อยและไม่มีประสบการณ์บริหารโรงแรมมาก่อน การจะทำให้คนเก่าคนแก่ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ผมเลยสรุปในใจได้ว่าตอนนี้คุณยะกำลังเจอปัญหาใหญ่และบททดสอบที่หนักหน่วง ซึ่งคุณยะก็กำลังพิสูจน์ความสามารถของตัวเองในฐานะเจ้าของโรงแรมด้วยงานที่ตั้งกองเท่าภูเขาบนโต๊ะ รวมถึงโครงการก่อสร้างโรงแรมพุฒิธาดาสาขาที่พัทยาเมืองแห่งการท่องเที่ยว โครงการที่คุณทวดพุฒิวางไว้ว่าจะทำแต่ท่านมาเสียไปก่อนจะได้ลงมือทำ คณะกรรมการบริหารของโรงแรมจึงใช้โครงการนี้มาทดสอบความสามารถของคุณยะว่าเหมาะสมกับตำแหน่งสูงสุดที่เคยเป็นของทวดพุฒิหรือไม่

“พี่พี ซันหิว” เจ้าตัวเล็กที่วางศีรษะพาดบนตักผมปรือตาขึ้นมาหลังจากหลับไปเกือบสองชั่วโมง ตื่นขึ้นมาก็หิวทันที ทั้งที่ก่อนจะสิ้นฤทธิ์ก็กินทั้งน้ำทั้งขนมจนพุงกลมเป็นลูกบอลแล้ว

อ้อ...มีอีกเรื่องที่ผมรู้คือทุกวันหยุดที่ทานตะวันกับถิรหายไปกับคุณยะ เด็กแฝดไม่ได้ไปเที่ยวสนุกที่ไหนหรอกครับ ทั้งสองก็นั่งอยู่ในห้องทำงานกับคุณยะแบบนี้นี่แหละ ถ้าเบื่อหน่อยก็ออกไปวิ่งเล่นแถวๆ สวนย่อมของโรงแรม 

ผมมองพุงกลมของทานตะวันแล้วแอบคิดว่าเจ้าตัวเล็กจะเอาอะไรยัดลงไปได้อีก แต่ก็นั่นแหละครับตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้ว ผมเองเริ่มรู้สึกหิวบ้างเหมือนกัน ตอนที่กินขนมกับน้ำหวานที่ผู้ช่วยเลขาของคุณยะยกมาให้ (คุณยะมีทั้งเลขาและผู้ช่วยเลขารวมกันสามคนครับ) ก็กินไปนิดเดียวเอง เพราะตอนนั้นผมรู้สึกประหม่าที่อยู่ในสถานที่ไม่คุ้น ประหม่าสายตาคุณยะด้วย

“ยังไม่เที่ยงเลยซัน” แฝดน้องเอ่ยท้วง เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นจากดงภาพวาดของบรรดาสัตว์หลายร้อยสายพันธุ์บนหน้าหนังสือภาพปกแข็งเล่มใหญ่ซึ่งกางวางอยู่บนตัก “พ่อยะก็ยังทำงานไม่เสร็จ” ถิรต่อด้วยระดับเสียงที่เบาลงอีก เหมือนกลัวว่าเสียงตัวเองจะไปรบกวนสมาธิของคนที่นั่งหลังโต๊ะทำงาน

ผิดกับแฝดพี่ที่พลังเสียงมีเท่าไรก็จะปล่อยออกมาให้หมด

“ก็ซันหิวนี่นา แซนไม่หิวเหรอ” คนเป็นพี่ย้อนถาม ขยับตัวลุกขึ้นนั่งทำหน้าบูด

“หิว แต่รอพ่อยะก่อน”

“พ่อยะๆ ไปกินข้าวเร็วๆ ซันหิว” แฝดพี่รีบลุกจากโซฟา ขาสั้นวิ่งเดินไปหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ที่คนเป็นพ่อนั่งอยู่ พลางเกาะแขนและเขย่า เร่งให้วางงานลงเสีย คุณยะที่หัวคิ้วขมวดแทบจะชนกันมาตลอดช่วงเช้าถึงได้ละสายตาจากเอกสารตรงหน้า

“พุงเท่าแพนด้าแล้วนะ ยังกินได้อีกหรือไงเจ้าตัวยุ่ง” คุณยะอุ้มลูกชายคนโตขึ้นมานั่งบนตัก ริมฝีปากกดเข้าหาแก้มกลมอยู่หลายอึดใจถึงได้ละออกมาด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายกว่าเมื่อตอนก้มหน้าอ่านเอกสารบนโต๊ะ ราวกับว่าแก้มกลมหอมแป้งเด็กของทานตะวันเป็นมนตร์วิเศษที่ช่วยให้ความเครียดจากงานสลายไปจนหมดสิ้น

ผมเคยอิจฉานะเวลาที่เห็นคุณยะหอมแก้มทานตะวันกับถิร แต่เวลานี้ผมไม่ได้รู้สึกแบบเดิมแล้ว หลังรู้ความจริงว่าตัวเองไม่ใช่ลูกชายคนโตของคุณยะ ผมก็ไม่นึกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสองแฝดอีก เพราะผมไม่ใช่ลูกของเขา จะให้ได้รับการปฏิบัติเหมือนลูกตัวจริงของเขาได้อย่างไร

“กินได้ๆ กินได้อีกเยอะๆ เลยครับพ่อยะ” เจ้าตัวยุ่งขี้อ้อนรีบบอก “ซันอยากพุงโตเท่านี้เลย” ว่าแล้วเด็กลูกครึ่งตาสีน้ำตาลแดงก็กางแขนทำเป็นรูปวงกลม ยิ้มตาหยี จนคนเป็นพ่อต้องก้มลงไปหอมพวงแก้มนั้นอีกหลายฟอด

“พีกับแซนหิวหรือยัง” ผละออกมาจากแก้มของทานตะวัน คุณยะก็เงยหน้าขึ้นมาถาม สายตาทอดยาวมาหยุดที่ผม ทำเอาลมหายใจสะดุดไปเล็กน้อย ก็ตั้งแต่จูงมือสองเด็กแฝดเข้ามาในห้องนี้ ผมกับคุณยะไม่ได้คุยกันจริงจังสักประโยค ก็มีแค่คำสวัสดีของผมที่เอ่ยออกมาตอนแรกเท่านั้น

“พี่พีก็หิว แซนก็หิว หิวกันหมดเลย” ผมกับถิรยังไม่ทันตอบ เด็กน้อยบนตักคุณยะก็ชิงตอบมาเสียแล้ว แต่เสียดายที่น้องชายไม่ยอม

“แซนยังไม่หิวครับ รอพ่อยะได้” แม้จะเป็นแฝดกัน แต่นิสัยก็แตกต่างกันพอสมควร ถิรเป็นเด็กเงียบขรึม พูดน้อย และดูโตกว่าวัย ส่วนทานตะวันก็อย่างที่เห็น เจ้าตัวยุ่ง ขี้อ้อน และเหมือนจะเอาแต่ใจพอสมควรด้วย

“แซนต้องหิวสิ หิวเลยๆ หิวเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“ซันก็ทนหน่อยได้ไหม พ่อยะทำงานอยู่นะ”

“ก็ซันหิว แซนไม่หิวก็ไม่ต้องไปสิ” ทำเสียงขุ่นใส่น้องชายแล้วก็หันไปอ้อนพ่อตัวเองต่อ “แซนไม่หิว แต่ซันหิวมากเลยครับ พ่อยะพาซันไปกินข้าวนะ ซันจะกินกุ้งตัวโตๆ”

“พ่อยะยังทำงานไม่เสร็จครับ ซันไปกับพี่พีนะ”

“ครับผม” เจ้าตัวเล็กพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ผมก็นึกว่าทานตะวันจะออกอาการงอแงเอาแต่ใจ ร้องจะให้พ่อพาไปให้ได้

“พีพาน้องไปที่ห้องอาหารมะลิดาตรงชั้นล็อบบี้นะ จำได้ใช่ไหม คุณยะสั่งอาหารไว้ให้แล้ว ถึงหน้าร้านแล้วพนักงานจะพาเข้าไปนั่งที่โต๊ะ” คุณยะพูดพร้อมกับอุ้มทานตะวันกลับมา

“จำได้ครับคุณยะ” ผมรีบตอบรับ

ห้องอาหารมะลิดาเป็นห้องอาหารไทยแบบตำรับโบราณ คุณปู่กับคุณย่าพาผมนั่งกินบ่อยๆ และที่ผมชอบและติดใจที่สุดก็จะเป็นแกงจืดสาคูมะลิดากับต้มกะทิปลาสลิด ส่วนของหวานก็จะเป็นขนมถังทอง ช่อม่วง กับไอศกรีมกะทิแบบโฮมเมด คิดแล้วน้ำลายสอขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าคุณยะสั่งอาหารเมนูไหนไว้บ้าง แต่ถ้าไม่มีที่ผมอยากกิน ผมจะสั่งเพิ่มได้ไหม คุณยะจะว่าอะไรไหมตอนจ่ายเงิน นี่ถ้าผมมากับคุณปู่คุณย่าคงไม่ต้องคิดหนักขนาดนี้ นั่งโต๊ะปุ๊บผมก็สั่งเมนูที่ผมชอบทันทีเลย

“อะไรที่ชอบก็สั่งให้หมดแล้ว”

ผมเงยหน้าขึ้นมองคนพูดทันที คุณยะกำลังวางเจ้าตัวเล็กพุงกลมในวงแขนลงบนพื้น เขายืนอยู่ตรงหน้าผม มองหน้าผมและรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ คำพูดเมื่อกี้ของคุณยะเป็นของผม ไม่ใช่ของเด็กแฝด

“ขอบคุณครับ” ผมพูดออกมาเบาๆ รู้สึกอุ่นอยู่ภายในหัวใจ คำพูดของคุณยะทำให้ผมรู้สึกว่าเขาใส่ใจผมมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว

“พ่อยะครับ”

“ว่าไงครับ” พอถูกแฝดพี่เรียก คุณยะก็ทรุดตัวลงนั่งเพื่อให้ระดับสายตาอยู่ใกล้ทานตะวันมากที่สุด

“จุ๊บเหม่งซันหน่อย ซันจะได้กินข้าวเยอะๆ” นิ้วเล็กจิ้มลงกลางหน้าผากตัวเอง แล้วคนเป็นพ่อก็โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ ริมฝีปากแนบบนหน้าผากลูกชายคนแรกก่อน จากนั้นก็ดึงถิรเข้ามาหาแล้วทำแบบเดียวกัน

“กินเผื่อพ่อด้วยนะครับ”

“ครับผม” ทานตะวันยิ้มรับคำ ส่วนถิรแค่พยักหน้าตามนิสัยที่ไม่ชอบอ้อนเท่ากับคนพี่ “พ่อยะ จุ๊บเหม่งพี่พีด้วยสิ จุ๊บๆ”

อะไรนะ ?!

จุ๊บเหม่ง ?

จุ๊บเหม่งผม...

แล้วสายตาสีราตรีก็เลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าผม แววตานั้นเหมือนจะยิ้มได้เมื่อมองสบตากับผม ผมไม่เคยเห็นแววตาแบบนี้ของคุณยะมาก่อน มันประหลาดเกินกว่าที่ผมจะคาดเดาว่าเบื้องหลังรอยยิ้มในดวงตานั้นมีความหมายว่าอย่างไร

“มะ...ไม่ต้อง...ครับ” เสียงผมติดจะสั่นเพราะกลัวว่าคุณยะจะทำอย่างที่ลูกชายตัวเองบอก ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ยังไม่รู้ความจริง ผมคงดีใจอย่างที่สุดที่จะถูกทั้งจุ๊บทั้งหอมเหมือนที่เขาทำกับทั้งสองแฝด แต่ตอนนี้ผมรู้ความจริงแล้ว แถมความรู้สึกผมยังแปลกๆ ไปอีกด้วย ผมถึงไม่อยากได้ทั้งจุ๊บทั้งหอมอะไรทั้งนั้น

แต่เด็กน้อยทานตะวันก็ดึงผมไปอยู่ในสถานการณ์น่าเสี่ยงอีกครั้ง

“พี่พีเร็วสิ มาๆ มาให้พ่อยะจุ๊บเหม่งหน่อย พ่อยะจุ๊บเลยๆ” เจ้าตัวขี้อ้อนเดินมาดึงมือผมให้ลุกจากไปหาพ่อของตัวเอง แต่แรงเด็กตัวน้อยจะเท่าไหนกันเชียว ผมก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมอย่างมั่นคง ที่จะไม่มั่นเอาซะเลยก็คือหัวใจผมที่มันเต้นผิดจังหวะไปมาก เพราะคุณยะยังไม่ละสายตาไปจากใบหน้าผมเลย และยิ่งกว่านั้นปลายเท้าคู่นั้นกำลังขยับมาทางผม

ผมลุกพรวดขึ้นทันที ตั้งใจจะคว้ามือทานตะวันกับถิรพาออกไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่คุณยะจะเดินถึงตัวผม... ก็เหลือแค่ไม่ถึงสามก้าว

แล้วก็ไม่ทัน ผมไม่ทันจะได้คว้ามือของสองแฝดอย่างที่ตั้งใจ คุณยะก็สาวเท้ามาถึงตัวผมในเวลาอันน้อยนิด เรียกว่าเสี้ยววินาทีเลยก็ได้ มือใหญ่ที่ให้ความรู้สึกร้อนจัดจับไหล่ทั้งสองของผม ใบหน้าคมเข้มโน้มลงมาใกล้หน้าผม ผมหลับตาปี๋กลั้นหายใจแทบจะทันทีที่ริมฝีปากอุ่นประทับลงมาบนเหม่ง

ไม่ใช่ ต้องเรียกว่าหน้าผากสิ

ความอุ่นร้อนบนหน้าผากต่างจากค่ำคืนนั้น น้ำหนักของริมฝีปากที่กดแนบลงมาหยุดนิ่งอยู่เพียงไม่กี่วินาที ทว่ากับเหมือนเป็นชั่วโมงในความรู้สึก มันควรจะจบแค่ตรงนี้... บนหน้าผากของผม

แต่ก็ไม่...

ริมฝีปากของคุณยะไม่ได้หยุดแค่นั้น มันละออกไปเพื่อเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง จากบนลงล่าง สู่แก้มข้างที่มีไฝเม็ดเล็ก ริมฝีปากนั้นอุ่นเกือบร้อนแต่คงไม่เท่ากับความร้อนระอุของแก้มผมในเวลานี้ หากมีกระจกให้ผมส่องดูหน้าตัวเอง ผมว่าต้องเห็นสีแดงที่ฉาบบนหน้าแน่ๆ 

“แถม...” เสียงทุ้มแต่เบาบางดังขึ้นเมื่อคุณยะถอนริมฝีปากจากแก้มผม

การกระทำของคุณยะและคำพูดสั้นๆ นั้น ทำเอาผมกำมือตัวเองแน่น บังคับให้ท่อนแขนแนบไปกับลำตัวเอาไว้ ไม่ใช่เพราะหักห้ามไม่ให้ยกมือขึ้นต่อยหน้าคนตัวโตกว่าหรอกนะ ก็แค่... ไม่อยากเผลอยกมือขึ้นมากุมแก้มของตัวน่ะสิ แต่เหนือกว่าการกระทำและคำพูดของคุณยะคือนัยน์ตาสีราตรีนั่นต่างหาก สายตาที่มองผมมันแปลกไป มันเป็นประกาย ดูจะมีแววหยอกล้อและพึงพอใจ หรือว่าผมคิดมากเกินไป เอาความรู้สึกที่แปลกไปของตัวเองลงไปผสมด้วย ถึงได้เห็นว่าคุณยะมองผมไม่เหมือนเดิม

เมื่อก่อนผมมองคุณยะผ่านความรู้สึกตัดพ้อและความไม่เข้าใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำกับผม เขาทอดทิ้งผม ไม่สนใจใส่ใจ ทำตัวห่างเหิน คุยกันนับคำได้ เดือนหนึ่งเจอหน้ากันนับครั้งได้ ผมไม่ได้รับความอบอุ่นของสายสัมพันธ์พ่อลูกจากคุณยะเลย จนกระทั่งความจริงเผยตัวออกมา ความรู้สึกของผมก็เปลี่ยนไปหมด มันแปลก ไม่เหมือนเดิม ไม่รู้เลยว่าที่รู้สึกหรือเป็นอยู่ในตอนนี้คืออะไร โดยเฉพาะอาการร้อนระอุบนใบหน้าที่ผมอยากยกมือขึ้นลูบแรงๆ ให้ความร้อนนั้นคลายตัวลง

หรือว่าจะเอาน้ำแข็งโปะทั้งหน้าดี เผื่อจะช่วยให้แก้มหายร้อนและสู้สายตาสีราตรีของคนตัวโตตรงหน้าได้ ติดที่ว่าตรงนี้ไม่มีน้ำแข็ง แต่ก็โชคดีที่มีเด็กขี้อ้อนอย่างทานตะวันอยู่ด้วย

“พ่อยะๆ แก้มซันด้วยครับ” เด็กขี้อ้อนคงเห็นว่าพ่อตัวเองทำอะไรบนแก้มผม ถึงได้อยากได้บ้าง นิ้วเล็กจิ้มลงบนแก้มข้างที่มีไฝเม็ดเล็ก จุดเล็กสีดำที่ผมสังเกตว่าทานตะวันชอบมันเหลือเกิน เจอใครก็จะอวดอยู่เสมอว่าตัวเองมีเจ้าเม็ดนี้อยู่บนแก้ม แล้วก็จะตามมาด้วยคำพูดว่าถิรไม่มีเหมือนตัวเอง

ขอบคุณเจ้าเด็กขี้อ้อนที่ช่วยพาสายตาเป็นประกายของคุณยะไปจากผม ไม่อย่างนั้นหน้าผมคงจะเปลี่ยนจากร้อนเป็นไหม้อย่างแน่นอน

เมื่อคนเป็นลูกเรียกร้องด้วยเสียงใสกิ๊กของเด็กน้อย คนเป็นพ่อก็ก้มลงไปฟัดเจ้าตัวเล็กอยู่สักพัก ถึงปล่อยตัวออกมาแล้วส่งมือเล็กมาให้ผม

“ฝากดูน้องด้วยนะ” แล้วก็หันมาสั่งผมเป็นคำสุดท้าย ดวงตาสีราตรีไม่ปรากฏรอยยิ้มแปลกประหลาดแบบเดิมอีกแล้ว

“ครับคุณยะ” ผมขานรับด้วยความรู้สึกที่ว่าใบหน้าลดความร้อนลงไปบ้างแล้ว

ผมจูงมือเด็กแฝดทั้งสองไปยังประตูห้องทำงานหลังจากที่เจ้าของห้องหมุนตัวเดินกลับไปนั่งหน้าเครียดหลังโต๊ะทำงานต่อ จังหวะนั้นประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเข้ามาโดยชายหนุ่มผู้เป็นผู้ช่วยเลขาของคุณยะ เขายิ้มให้ผมและเด็กแฝด แล้วเดินผ่านเข้าไปในห้อง ที่ตามหลังมาคือผู้หญิงที่สวยจัดคนหนึ่ง เธอสวยราวกับภาพวาดจากปลายพู่กันของจิตรกรเอกของโลก

ใบหน้านี้ ความสวยงามเหมือนภาพวาดนี้ ผมจำได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และจอโทรทัศน์ เธอเป็นนางเอกเบอร์ต้นๆ ของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ละครแต่ละเรื่องของเธอโกยทั้งกระแสในโลกโซเชียลและเรตติ้งจากคนดูทั่วประเทศ ส่วนหนังเรื่องแรกที่เธอแสดงก็พาให้เธอกลายเป็นนางเอกร้อยล้าน และที่จำได้ดีที่สุดเกี่ยวกับตัวเธอคือ... คนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่กำลังตกเป็นข่าวว่าคบหากับเธอ

...เป็นของเล่นของคนรวยรายล่าสุด

และผมไม่ได้จำได้เฉพาะชื่อของเธอคนนี้ ผมจำใบหน้าและชื่อของคนที่ตกเป็นข่าวกับคุณยะได้หมดทุกคน ไม่ว่ากี่คนผมก็จำได้ อย่างเธอคนนี้ก็ชื่อจิรัญญา  คนก่อนหน้าเธอก็ชื่อรตา คนก่อนโน้นก็ปรียาดา ย้อนไปอีกก็ฝนสิริ พัตร์พิมล พิมพ์วิภา และอีกนับไม่ถ้วน ให้เอาชื่อมาต่อกันคงยาวตั้งแต่หน้าประตูห้องไปถึงประตูลิฟต์

ก่อนประตูห้องจะปิดลง ผมแว่วได้ยินเสียงหวานใสที่มีจริตของหญิงสาวเอ่ยทักเจ้าของห้องอย่างสนิทสนม ทั้งที่อายุของเธอน้อยกว่าเจ้าของชื่อตั้งหลายปี

“ยะคะ...โรสมารับไปกินข้าวค่ะ วางงานแล้วไปกินข้าวนะคะ”

ผมเชื่อเลยว่าเสียงออดอ้อนหวานหูแบบนี้คงจะทำให้คุณยะทิ้งความเครียดไว้บนโต๊ะทำงาน ให้มันกองทับอยู่บนกองเอกสารสำคัญต่างๆ ที่ใช้เวลาทั้งวันก็คงจัดการไม่หมด เพียงเพื่อจะได้ไปนั่งกินมื้อเที่ยงกับสาวสวยระดับนางเอกละครชื่อดังของประเทศไทย

“พี่พีครับ” ทานตะวันเงยหน้าขึ้นมาเรียกผมตอนที่เราสามคนเดินมาหยุดหน้าประตูลิฟต์ของชั้นผู้บริหาร “จะมีกุ้งตัวโตๆ ให้ซันกินหรือเปล่าครับ” นี่ก็ห่วงกินตลอด ไม่เหมือนแฝดน้องที่เรื่องกินไม่ได้ใหญ่เท่ากับการไม่มีหนังสืออยู่ในมือ

เฮ้อ...จะมีกุ้งตัวโตๆ แบบที่ทานตะวันอยากกินหรือเปล่า ผมไม่รู้หรอก ที่รู้ตอนนี้คือความอยากของผมมันติดลบไปแล้วตั้งแต่เห็นหน้าผู้หญิงสวยจัดคนนั้น




.


.


.


ต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2019 15:50:21 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนผมจูงมือทานตะวันกับถิรกลับเข้ามาในห้องทำงานของคุณยะหลังอิ่มกับมื้อกลางวันที่มีกุ้งตัวโตๆ ของทานตะวัน แกงจืดสาคูมะลิดากับต้มกะทิปลาสลิดของผมเรียบร้อยแล้ว ทั้งห้องว่างเปล่า มีแต่ความเงียบเชียบ กองเอกสารตั้งสูงบนโต๊ะทำงานที่เจ้าของโต๊ะทอดทิ้งมันไว้และหายไปกับนักแสดงสาวสวยคนนั้น

“อ้าว พ่อยะหาย” เจ้าตัวเล็กขี้อ้อนและเจ้าคำถามเงยหน้าขึ้นมาถามผม “พ่อยะไปไหนครับพี่พี”

...ทิ้งงานไปกับผู้หญิงครับ

ผมอยากจะตอบประโยคนี้ออกไปจริงๆ แต่อายุอย่างทานตะวันคงไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของผู้ชายกับผู้หญิงในวัยนี้หรอก พูดไปก็เท่านั้น ไม่พูดดีกว่า

“พ่อยะคงไปประชุม” เป็นถิรที่ตอบแทนผม แล้วเจ้าตัวก็เดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา หยิบหนังสือภาพสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ขึ้นมาเปิดอ่านต่อจากที่อ่านค้างไว้ก่อนออกไปกินข้าวเที่ยง

ถิรเนี่ย ผมว่าฉายแววฉลาดตั้งแต่เด็กนะ ตัวแค่นี้ก็รู้จักคำว่า ‘ประชุม’ แล้ว หรือเจ้าตัวได้ยินคำนี้บ่อยเท่านั้นเอง เลยพูดออกมาโดยไม่รู้ว่าคำว่าประชุมมีความหมายว่าอย่างไร เหมือนอย่างครั้งหนึ่งผมก็ไม่รู้ว่า... คำว่า ‘พ่อ’ หมายถึงอะไร มีความหมายว่าอย่างไร ตีความไปเองจากคำที่คุณย่าบอกกับผมในวันนั้นว่า

‘นั่นคุณพ่อของน้องพี’

อายุแค่ไม่กี่ขวบทำให้ผมไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงของคำว่าพ่อ เข้าใจไปเองว่า ‘พ่อของน้องพี’ คือ ‘ของของน้องพี’ ไม่ต่างจากตุ๊กตา เสื้อผ้า กระเป๋าที่เป็นของผม โตขึ้นถึงเข้าใจสิ่งที่ทุกคนพยายามอธิบายให้เด็กชายพีรัชเข้าใจว่าพ่อคือใคร มีความสัมพันธ์แบบไหนกับผม คำว่าพ่อหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสายเลือด ผู้ให้กำเนิด ผู้มีพระคุณ ไม่ใช่สิ่งของประเภทเดียวกับเสื้อผ้า ตุ๊กตา ของเล่น และไม่ใช่ ‘ของของผม’

...และพ่อของผมไม่ใช่คุณยะ

...คุณยะไม่ใช่พ่อของผม

“ประชุมอีกแล้วเหรอ” เด็กพุงกลมทำหน้าเซ็ง ปล่อยมือผมแล้วเดินไปนั่งบนพื้นพรมหน้าโซฟาเดี่ยวที่ตั้งอยู่ใกล้น้องชายฝาแฝดของตัวเอง บนโซฟามีครอบครัวหมีตัวสีขาวสี่ตัว แต่ละตัวมีขนาดที่ไม่เท่ากัน ทานตะวันเอามาอวดผมตั้งแต่นั่งรถมาที่โรงแรม ว่าเจ้าสี่ตัวนี้คือ... พ่อยะ พี่พี พี่ซัน และน้องแซน ส่วนคุณปู่ คุณย่า อานุ อาภา น้องเนตร (ลูกสาวของอาภา) อยู่ที่ห้องนอนของตน

ทานตะวันก็ทำเอาผมแปลกใจอีกคน เด็กชายพุงกลมรู้จักคำว่าประชุมด้วย เอาจริงๆ ตอนอายุเท่าสองแฝด ผมก็จำไม่ได้ว่ารู้จักคำว่าประชุมไหม จะเคยได้ยินคนในบ้านพูดถึงคำนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ คิดดูสิขนาดตอนเด็กที่เห็นคุณยะในจอคอมพิวเตอร์ ผมยังไม่รู้เลยว่าคำว่า ‘ต่างประเทศ’ คืออะไร และมันไกลแค่ไหน แต่ที่รู้คือมันต้องไกลกว่าตลาดที่ป้าพิศไปทุกวันเท่านั้นเอง คุณยะถึงไปแล้วไม่กลับมาเสียที โตมาถึงได้รู้ว่าต่างประเทศมีความใกล้ไกลที่ต่างกันไปในแต่ละจุดหมายปลายทาง

ผมค่อยๆ ทรุดตัวลงบนโซฟาตัวเดียวกับถิรแต่นั่งคนละฝั่งมุม ขณะที่ทานตะวันนั่งเล่นกับครอบครัวหมีขาวแสนสุขของตัวเอง หัวเราะคิกคักตามประสาเด็กเลี้ยงง่าย ไม่ซน ยกเว้นดื้อและเอาแต่ใจมากไปหน่อย เพราะอยากรู้ว่าเด็กทั้งสองเข้าใจความหมายของคำว่าประชุมจริงหรือเปล่า หรือแค่ได้ยินพ่อของตัวเองพูดคำนี้บ่อยๆ ถึงได้จำและเอามาพูด ผมเลยถามออกไป

“ประชุมคืออะไรแซน”

ถิรปิดสมุดภาพปกแข็งเล่มใหญ่ ก่อนจะหันหน้ามาหาผม แผ่นหลังเล็กตั้งตรง ใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กลูกครึ่งจริงจังขึ้น ผมแอบยิ้มให้กับท่าทางแก่เกินวัยนั้น การที่เด็กน้อยต้องมานั่งเล่นในห้องทำงานของผู้เป็นพ่อทุกวันหยุด อุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแทนที่จะไปเที่ยวเล่นสวนสนุก เล่นเครื่องเล่นในห้างสรรพสินค้า หรือไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้ปกครองจะพาเด็กวัยนี้ไปเที่ยวเล่นพักผ่อน เสริมสร้างประสบการณ์และความรอบรู้ ส่งผลให้เจ้าตัวเคร่งเครียดเกินเด็กหรือเปล่า ยิ่งต้องมาอยู่ในห้องทำงานที่คนเป็นพ่อเอาแต่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดกับกองเอกสารบนโต๊ะด้วย เด็กอาจจะซึมซับความเครียดที่คลุ้งอยู่ภายในห้องเข้าไปเต็มๆ อย่างผมเองตอนเด็กกว่านี้ เกือบทุกวันหยุดคุณปู่คุณย่าจะพาออกไปเที่ยวนอกบ้านเสมอ

แต่ก็ไม่น่าจะใช่ ทานตะวันก็ยังสดใสร่าเริง ไม่ร้องงอแงจะไปไหนเลย มีแค่สองเหตุการณ์ที่ทำให้แฝดคนพี่หน้าตาไม่สบอารมณ์คือตอนถูกถิรขัดใจเรื่องความหิวของตัวเอง กับตอนที่บอกว่าคุณยะไปประชุม มันคงเป็นเพราะนิสัยของเด็กชายถิรมากกว่า

“ประชุมคือนั่งคุยเรื่องงานกันหลายๆ คนครับพี่พี” ถิรตอบ ทำเอาผมทึ่งอีกแล้ว มั่นใจแล้วว่าเด็กน้อยรู้จักคำว่าประชุมจริงๆ แม้ไม่ได้ลึกซึ้งมากก็ตาม แต่รู้ขนาดนี้แล้วก็น่าทึ่งสำหรับอายุเท่านี้

“ใช่ๆ... แล้วก็นั่งคิ้วชนกันด้วยครับพี่พี” แฝดพี่ช่วยเสริม “บางครั้งพ่อยะก็ไม่ยิ้ม อารมณ์เสียด้วย ทำพี่ผู้หญิงร้องไห้ด้วยแหละ” เจ้าตัวสาธยายเหตุการณ์ที่เจอ พลางหอบลูกหมีตัวขาวทั้งสี่ไว้ในอ้อมแขน เดินมานั่งบนโซฟาตัวยาวตัวเดียวกับผมและถิร ก่อนทิ้งตัวลงนอน ศีรษะเล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีอ่อนกว่าสีผมของคนไทยแท้ๆ วางบนตักผม

“แซนกับซันไปนั่งประชุมกับพ่อยะบ่อยเหรอ” ผมถามอีก สองแฝดอธิบายตามความเข้าใจของเด็กมาได้ขนาดนี้ ผมว่าก็ต้องอยู่ในเหตุการณ์นั้นมากกว่าแค่ครั้งเดียว

“บ่อยครับ” เป็นถิรที่ตอบ

“ทำไมพ่อยะถึงพาแซนกับซันเข้าไปด้วยล่ะ” แปลกใจอีกแล้ว วันนี้ผมมีแต่เรื่องแปลกใจ ถึงจะไม่ใช่เรื่องสำคัญมากก็เถอะ ก็น่าแปลกใจไหมล่ะที่คุณยะพาลูกชายที่อายุยังไม่เต็มหกขวบเข้าไปนั่งในห้องประชุม เขาไม่กลัวเด็กๆ จะซนจนรบกวนการประชุมหรือไง

“พ่อยะบอกว่าซันกับแซนจะได้เห็นว่าพ่อยะทำงาน ไม่ได้หนีไปเที่ยวที่ไหน” คราวนี้เป็นเด็กพุงกลมตอบมาบ้าง

อ้อ... เป็นแบบนี้เอง ผมเข้าใจแล้ว มันเป็นวิธีทำให้ลูกเข้าใจด้วยการเห็นภาพจริง

“ซันชอบไหมไปประชุมกับพ่อยะ”

“ไม่ชอบ เล่นน้องหมีก็ไม่ได้” เจ้าตัวส่ายหน้าอย่างไว

“แซนล่ะ ชอบไหม”

“ชอบครับ สนุกดี”

หือ? สนุกดี ประชุมนี่นะสนุก เป็นเด็กที่แปลกจริงๆ

“พี่พีๆ แล้วคำว่า ‘พิเศษ’ คืออะไรครับ” เป็นผมบ้างที่ถูกถาม ทานตะวันมองผมตาแป๋วอย่างรอคำตอบ

“ทำไมไม่รู้ล่ะว่า ‘พิเศษ’ คืออะไร” ผมก้มหน้าลงถาม ลูบศีรษะเล็กๆ บนตักไปด้วย

ผมว่าคำว่า ‘พิเศษ’ มันน่าจะเป็นคำที่เข้าใจง่ายกว่า ‘ประชุม’ อีกนะ

“แซนก็ไม่รู้เหรอว่าคำนี้หมายถึงอะไร” ผมถามแฝดอีกคน

“รู้ครับ บอกซันแล้ว แต่ซันไม่เชื่อครับพี่พี”

“ก็แซนไม่รู้จริงสักหน่อย แซนมั่ว” คนพี่ลุกขึ้นมาเถียง เรื่องไม่ยอมแพ้เนี่ยต้องยกให้แฝดพี่ไปเลย

“แซนไม่ได้มั่ว”

“แล้วแซนว่ามันคืออะไร” ผมลองถาม

“พิเศษคือ ‘มากกว่า’ ครับ”

...มากกว่า

จะว่าผิดก็ไม่ได้หรอก เพราะเป็นความเข้าใจแบบเด็กวัยใกล้หกขวบอย่างถิร แต่สำหรับเด็กที่โตแล้วอย่างผม คำว่า ‘พิเศษ’ มีความหมายว่า ‘แตกต่าง’ นะ

...แตกต่างไปจากสิ่งที่เป็นปกติธรรมดา

“แซนมั่วใช่ไหมครับพี่พี”

“ที่แซนพูดก็ถูก แต่ก็มีความหมายอื่นอีก” ไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะเข้าใจคำพูดยากๆ ของผมหรือเปล่า แต่ก็ดูว่าเด็กทั้งสองตั้งใจฟังที่ผมพูดกันมาก “พิเศษคือมากกว่าก็ได้ หรือจะบอกว่าสิ่งนั้น ‘แตกต่าง’ จากปกติธรรมดาก็ได้”

สงสัยจะยากไปจริงๆ นั่นแหละ เด็กทั้งสองถึงกะพริบตาปริบๆ บอกอาการว่าทั้งคู่มึนงงกับคำตอบของผมมากแค่ไหน

“แตกต่างคืออะไรครับ” ทานตะวันถาม สีหน้าสงสัยสุดๆ ผมจึงพยายามอธิบายให้เด็กตัวน้อยเข้าใจได้ง่ายที่สุด

“แตกต่างคือ ‘ไม่เหมือน’ ไงครับ” ผมจิ้มแก้มซ้ายตรงไฝเม็ดเล็กของแฝดพี่ “แบบที่ซันมีจุดดำๆ ตรงนี้ แต่แซนไม่มี”

“อ๋อ...ซันแตกต่างกับแซน” เจ้าของแก้มพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่รู้เข้าใจจริงหรือเปล่า เอาเป็นว่าโตขึ้นกว่านี้เด็กน้อยทานตะวันน่าจะเข้าใจได้ดีกว่าในวันนี้

“แล้ว ‘ปกติ’ ล่ะครับ” เป็นถิรที่ถามหาความหมายของคำนี้ ผมยกมือขึ้นมากุมขมับเลยทีเดียว ไม่รู้จะอธิบายคำง่ายๆ ให้เด็กน้อยเข้าใจได้อย่างไร

“ปกติก็คือ...” คืออะไรดีล่ะ งั้นเอาคำนี้ละกัน “...เหมือนเดิม”

“แล้ว ‘ธรรมดา’ คืออะไรครับ”

“ธรรมดาก็คือ...” จะบอกว่าธรรมดาคือปกติอีกก็ไม่ได้ เดี๋ยวสองแฝดจะสับสนเข้าไปใหญ่ แต่จะให้เปิดพจนานุกรมเอาคำที่อธิบายความหมายของคำพวกนี้จริงๆ เด็กแฝดทั้งสองคงได้งงหนักเข้าไปใหญ่แน่

มองลูกตากลมสีน้ำตาลแดงที่รอคอยแล้วผมก็อยากจะเสกให้ทั้งสองคนโตเป็นผู้ใหญ่ตอนนี้เลย จะได้รู้ความหมายของคำง่ายๆ พวกนี้เสียที งั้นก็เอาเป็นว่าให้ทานตะวันกับถิรไปหาคำตอบเอาตอนโตและรู้ความมากกว่านี้แล้วกัน

“เดี๋ยวซันกับแซนโตเท่าพี่เมื่อไรก็รู้เองแหละ”

“พูดเหมือนพ่อยะอีกแล้ว” แฝดพี่อุทธรณ์ด้วยน้ำเสียงผิดหวังกับคำตอบที่ได้จากผม “พ่อยะบอกว่าโตขึ้นซันจะรู้เองว่า ‘พิเศษ’ คืออะไร”

“แล้วพ่อยะบอกว่าอะไร ‘พิเศษ’ ล่ะ” ผมนึกอยากรู้ ต้องมีเหตุการณ์ที่คุณยะเอ่ยถึงคำนี้แล้วทำให้เด็กทั้งสองเกิดความสงสัย แถมยังไม่ยอมอธิบายให้ลูกตัวเองเข้าใจด้วย กลายมาเป็นภาระของผมในตอนนี้เสียได้

“ก็ซันอยากเรียกพ่อยะว่า ‘คุณยะ’ เหมือนพี่พี แต่พ่อยะบอกว่าไม่ได้ ห้ามไม่ให้ซันเรียกคุณยะ มีพี่พีเรียกได้คนเดียว”

ผมเข้าใจความรู้สึกของทานตะวันดี เพราะครั้งหนึ่งผมก็ถูกห้ามเรียกคุณยะว่า ‘พ่อยะ’ ความรู้สึกแบบนั้นก็เพิ่งห่างไปเมื่อตอนความจริงเปิดเผยว่าผมไม่ใช่ลูกของคุณยะ ผมเลยไม่มีสิทธิ์เรียกเขาว่าพ่อ พอผมยอมรับความจริง ผมก็ยอมรับได้ว่าผมไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธหรือน้อยใจอะไรคุณยะได้

“ซันถามว่าทำไมพี่พีถึงเรียกได้คนเดียว พ่อยะก็บอกว่า...”

หลังจากวันที่รู้ความจริงและผมยอมรับความจริงที่ตัวเองไม่สามารถหลีกหนีได้ ผมก็เข้าใจว่าทำไมผมต้องเรียกคุณยะว่าคุณยะ แต่พอฟังที่ทานตะวันพูดออกมาจนครบประโยคแล้ว หัวใจผมเต้นโครมครามเลยทีเดียว

“พี่พีพิเศษ”

จะใช่ ‘พิเศษ’ ตามความหมายที่ผมเข้าใจและรู้จักมาตลอดหรือเปล่า

‘พิเศษ’ ที่หมายถึง ‘แตกต่างจากสิ่งที่เป็นปกติธรรมดา’

พิเศษ... เฉพาะผมคนเดียวอย่างนั้นเหรอ ?


ไม่รู้ว่าตัวเองกล่อมทานตะวันจนเผลอหลับไปเองตอนไหน หลับไปนานแค่ไหนไม่รู้เลย ที่รู้ตอนนี้คือผมไม่ได้นั่งอยู่ในห้องทำงานของคุณยะ ผมกำลังอยู่ในลิฟต์ที่ไม่รู้ว่ากำลังจะเคลื่อนตัวขึ้นสูงหรือลงต่ำ สิ่งที่รู้อีกอย่างและชวนให้ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะเมื่อตื่นจากหลับใหล นั่นคือ... เท้าผมไม่อยู่บนพื้น มันลอยอยู่บนอากาศ รวมถึงร่างกายก็ตกอยู่ในวงแขนแข็งแรงที่อุ้มผมได้อย่างสบายๆ

“คุณยะ” ผมหลุดเรียกชื่อเจ้าของใบหน้าที่ลอยอยู่เหนือใบหน้าผม

‘คุณยะ’ คำที่ทานตะวันกับถิรไม่ได้รับสิทธิ์ให้เรียก มีแค่ผม

...เพราะผม ‘พิเศษ’




จบตอนที่ 9
เป็นตอนที่เขียนยากมากกกกกก
สีเหลืองอ่อน
ปล. ขอบคุณที่ยังติดตามนะคะ
และขอโทษที่กระทำกับตัวละครในเรื่อง ให้เจอแต่เรื่องโศกเศร้า
แต่ก็แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเนอะ
---ฟ้าหลังฝนยังงดงามเสมอ--
สัญญาว่าจะไม่มีใครบาดเจ็บเจียนตายเพราะความรักเด็ดขาดด
เชื่อหัวเหลืองๆ นะคะ ^_^
ปล.2 เจอกันแบบไม่มีกำหนดนะคะ แต่จะพยายามมาให้ไวที่สุด
ปั่นจบตอนก็จะเอามาลงเลย
เศร้าตอนนี้ไม่เหลือสต๊อกแล้วค่า หมดเกลี้ยงงงง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2019 15:53:05 โดย i_ang »

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
คุณยะ พิเศษจริงเหรอ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
คุณยะให้น้องพีพิเศษกว่าคนอื่น แต่การกระทำแบบ ไม่ช่ายยยยยยย

ออฟไลน์ nonlapan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
สาบานว่านี่พิเศษแล้ว??  :z6:

ออฟไลน์ zazoi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1008
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +139/-1
เรื่องนี่ที่เศร้าเพราะต่างคนต่างคิดเอาเองกัน ไมยอมพูดกัน แถมการแสดงออกก็ติดลบอีกต่างหาก กลับไออ่านตอนปัจจุบัน ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคุณยะไม่ตามพีกลับมา และยังมีคนของพีอีกที่น่าสงสาร บางทีก็อยากให้พีเลือกคนใหม่นะ เปิดใจและเร์่มใหม่สักที

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 10

“ปล่อยผมลงก็ได้ครับ ผมตื่นแล้ว” ผมบอกคุณยะ เพราะเขาเห็นว่าผมตื่นแล้วแต่ก็ยังไม่ปล่อยผมลงจากวงแขนของตัวเอง แล้วผมก็กลัวเขาหนักด้วย

“อีกนิดก็ถึงห้อง” แทนที่เขาจะปล่อยผมลงให้เดินเองก็กลับบอกมาแบบนี้ “ฉันขี้เกียจวางเธอลง” ผมไม่เข้าใจความขี้เกียจของเขาเลย 

“แต่คุณยะจะเมื่อย ตัวผมหนัก” แต่ถ้าเทียบกับเพื่อนผู้ชายในห้อง ผมก็ถือว่าตัวผอมที่สุด

“ตัวแค่นี้จะหนักอะไร” ตัวแค่นี้ที่ไหนกันเล่า ผมอายุจะสิบห้าแล้วนะ ไม่ได้ตัวเล็กตัวนิดเหมือนทานตะวันกับถิร แต่คุณยะกลับคิดว่าผมตัวไม่ต่างจากลูกแฝดทั้งสองของเขา “นี่ถ้าปิดตาแล้วอุ้ม ฉันก็คงคิดว่ากำลังอุ้มลูกตัวเอง”

ฮึ! ไม่ต้องย้ำมากก็ได้ว่าผมไม่ใช่ลูกของตัวเอง อีกอย่างนะต่อหน้าคนอื่น คุณยะจะแทนตัวเองกับผมว่า ‘คุณยะ’ แต่พอคุยกันสองคนทีไรก็จะแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’ ตลอด

“ผมรู้แล้วครับว่าไม่ใช่ลูกของคุณ ไม่ต้องย้ำก็ได้ครับ ผมไม่ลืมหรอก” ผมเองก็เหมือนกัน คุยกับคุณยะสองคนก็จะเรียกเขาว่า ‘คุณ’ อย่างเดียว

“ก็ดี” เขายิ้มมุมปาก ไม่ต่างจากการเยาะเย้ยสถานะของผมในตรัยธาดาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล ความจริงมันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกมั้ง มันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ผมเกิด เพียงแต่ผมเพิ่งรู้ความจริงเมื่อไม่นานนี้เอง

“ซันกับแซนล่ะครับ” ผมถามหาเด็กแฝดทั้งสองเพื่อเปลี่ยนเรื่องคุย ความจำสุดท้ายคือทานตะวันหลับบนตักผม ส่วนถิรก็สนุกสนานกับหนังสือภาพสัตว์เล่มใหญ่

“อยู่ในห้อง” เขาตอบ เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูลิฟต์เปิดออก สถานที่ด้านนอกคุ้นตาพอสมควร

ผมรู้แล้วว่าลิฟต์ตัวนี้พาผมและคุณยะขึ้นสูงสู่ชั้นซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องเพนต์เฮ้าส์ สถานที่ที่ผมเคยขึ้นมาไม่ถึงห้าครั้งตอนที่ทวดพุฒิยังอยู่ คุณปู่บอกว่าคุณทวดชอบที่สูง ชอบที่จะได้มองขึ้นไปบนฟ้าและมองลงมาดูความเล็กกระจ้อยร่อยบนพื้นดิน ท่านไม่ค่อยกลับไปที่บ้านเรือนไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบเก้าไร่หลังจากที่คุณทวดมะลิดาเสีย เลือกใช้ชีวิตอยู่บนความสูงที่ท่านโปรดปราน เป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของทวดพุฒิจนถึงวันที่ท่านสิ้น และท่านก็ได้ส่งต่อความยิ่งใหญ่ให้กับหลานชายคนโต เนื่องจากลูกชายเพียงคนเดียวของท่านเลือกเส้นทางเดินของตัวเองที่แตกต่างออกไปจากท่าน ส่วนหลานอีกคนก็ไม่ชอบงานบริหารเช่นเดียวกับคนเป็นพ่อ

อานุใจดี ใจเย็น และเป็นผู้ชายที่อ่อนโยน เขาเลือกที่จะเป็นหมอรักษาสัตว์ ซึ่งก็เหมาะกับตัวตนของอานุที่สุด ส่วนอาภาก็รักในเสียงดนตรีและตอนนี้กำลังจะเปิดโรงเรียนสอนดนตรีที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

แล้วตัวผมล่ะ โตขึ้นมาอยากเป็นอะไร มันเป็นคำถามที่ไม่ยากเลยที่จะตอบ เพราะคำตอบมีอยู่ในใจมานานแล้วครับ

...ผมอยากเป็นหมอ

เหตุผลไม่มีหรอก ก็แค่อยากเป็นหมอสวมเสื้อกาวน์สีขาว ได้ช่วยรักษาคนให้หายจากอาการเจ็บป่วยของร่างกาย มันก็แค่นี้แหละครับ ไม่ได้มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่เหมือนคนอื่นเขา

ทว่าตอนนี้ เวลานี้ ตอนที่เห็นริ้วรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของเจ้าของโรงแรมพุฒิธาดาคนใหม่ ความอยากเป็นหมอของผมเริ่มสั่นคลอน หรือมันเริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมเห็นกองเอกสารบนโต๊ะทำงานของเขา เห็นความเคร่งเครียดบนใบหน้าของคุณยะ เห็นความรับผิดชอบที่โถมลงมาบนบ่าของคนคนนี้ สิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบมันมากกว่าความสูงสามสิบสี่ชั้นของพุฒิธาดา มากกว่าจำนวนพนักงานทั้งหมดที่มี มากกว่าจำนวนลูกค้าที่ก้าวเข้ามาใช้บริการในแต่ละปี ทุกอย่างที่เป็นความภาคภูมิใจของทวดพุฒิอยู่ในมือของคุณยะ สองมือที่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ถูกมอบมาให้และยังต้องสานต่อให้มันยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ตามคำสั่งเสียของคุณทวดก่อนสิ้นลมน่ะครับ

ผมรู้ว่าคุณยะเก่ง คงเก่งไม่ต่างจากคุณทวดหรอก แต่เบื้องหลังความเก่งไม่ได้ใช้เพียงแค่สมองอย่างเดียวเพราะยังต้องใช้ร่างกายในการทำงานด้วย สภาพของคุณยะถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไง อิดโรย อ่อนล้าจากการทำงานหนักแบบไม่มีวันหยุด (ผมจะทำลืมเรื่องที่เขาทิ้งงานไปกับผู้หญิงนะครับ) ดังนั้นถ้ามีใครเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระที่สูงกว่าสามสิบสี่ชั้นของพุฒิธาดาและอาจจะเพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนสาขาของโรงแรมที่เกิดขึ้นในอนาคต... มันก็น่าจะดีไม่ใช่เหรอ

คุณยะมีลูกชายสองคนแล้ว และอาจจะมีเพิ่มอีก ถ้าเขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่ เมื่อลูกๆ คุณยะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะก้าวเข้าไปแบ่งเบาภาระหน้าที่ที่สูงเสียดฟ้านี้ ทว่ากว่าจะถึงตอนนั้นก็คงอีกนานเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นผมล่ะ ผมที่เรียนจบก่อนลูกชายทุกคนของคุณยะ คงจะช่วยงานคุณยะได้ไม่มากก็น้อยเพื่อรอเวลาให้บรรดาลูกๆ ของคุณยะเติบโตและเรียนจบกลับมาดูแลและทำให้พุฒิธาดายิ่งใหญ่กว่าเดิม

บางทีการเป็นพนักงานในพุฒิธาดาอาจจะเหมาะกับผมมากกว่าการเป็นคุณหมอสวมกาวน์สีขาวก็ได้นะ

นาทีที่ผมถูกอุ้มเข้ามาในห้องนอนของเพนต์เฮ้าส์ของคุณทวดพุฒิบนชั้นสามสิบสาม ซึ่งตอนนี้ก็ตกทอดมาเป็นสมบัติของคุณยะ เป็นวินาทีที่ผมตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการเปลี่ยนคำตอบของตัวเอง ผมจะไม่เป็นหมอแต่จะเป็นพนักงานของพุฒิธาดาหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย

...อยู่ข้างเขา เท่าที่จะมีพื้นที่ให้ผมยืนอยู่

ตัวของผมค่อยๆ ถูกวางบนเตียงนอนหลังใหญ่ กลิ่นอายของห้องหรูบนตึกสูงให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ความกว้างของห้องทำให้ผมตัวเล็กลง ความสวยงามของลวดลายและองค์ประกอบต่างๆ เน้นไปที่สีขาวบริสุทธิ์เหมือนสีของดอกมะลิและแต้มแต่งสีครีมลงไปในบางช่วงบางตอน

กลิ่นผ้าห่มที่คุณยะดึงขึ้นมาคลุมตัวให้ผมก็หอมมาก และเขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างตัวผม มือหนาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นวางเบาบนศีรษะผม เขากำลังลูบเหมือนกล่อมให้ผมหลับฝันดี แม้ตอนนี้ท้องฟ้าด้านนอกผนังกระจกจะยังเต็มไปด้วยแสงแดดของดวงอาทิตย์ก็ตาม

“ง่วงก็นอนต่อ ตอนเย็นฉันจะขึ้นมากินข้าวด้วย” 

“ผมไม่เห็นซันกับแซน” ผมมองไปรอบห้องไม่เจอเด็กทั้งสอง ข้างนอกก็ไม่มี ไหนเขาบอกว่าเด็กแฝดอยู่ในห้อง

“ซันแซนอยู่ที่ห้องของเขา”

เพนต์เฮ้าส์หลังนี้มีสามห้อง คือ ห้องนอนใหญ่ (น่าจะเป็นห้องนี้แหละ) ห้องนอนเล็ก และก็ห้องทำงานของทวดพุฒิ (แต่ตอนนี้กลายเป็นของคุณยะ) อย่างที่บอกว่าผมเคยเข้ามาวิ่งเล่นในเพนต์เฮ้าส์หลังนี้เพียงไม่กี่ครั้งตอนที่คุณทวดยังอยู่ แต่ก็ไม่เคยรุกล้ำเข้าไปในห้องทั้งสามเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ในห้องนี้แทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย นอกจากเตียงนอนที่กว้างมากๆ โซฟาสีครีมที่ตั้งตรงปลายเตียง โต๊ะหัวเตียง และโคมไฟเท่านี้แหละ

อ้อ... นาฬิกาแขวนผนังอีกหนึ่งชิ้น แล้วก็ตู้เสื้อผ้าแบบบิวท์อินที่กลืนไปกับผนังห้อง

ห้องกว้างขวางที่มีเฟอร์นิเจอร์นับชิ้นได้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดก็คงเป็นเตียงนอนกับผ้าห่มสีเทาเข้มนี่แหละ แต่ยามนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่าสีเทาเข้มก็คือ... สายตาเจ้าของห้อง หรือจะเพิ่มสัมผัสของมืออุ่นๆ ด้วยดีล่ะ

ดวงตาสีราตรีไม่ได้ละไปจากใบหน้าผม ต่างจากมืออุ่นที่หยุดลูบศีรษะผมแล้ว แต่ก็ยังวางอยู่ที่เดิม

“คืนนี้นอนนี่นะ” เขาบอก ขณะที่มือซึ่งเคยวางอยู่บนศีรษะผมได้เคลื่อนตัวลงมาตามกรอบหน้าและมาหยุดที่ปลายคาง

ผมกำมือตัวเองแน่นอยู่ใต้ผ้าห่มกลิ่นหอม พยายามเบนสายตามองไปทางอื่นแต่ก็ถูกบังคับจากปลายนิ้วที่กลับขึ้นมาเกลี่ยแก้มผมเบาๆ แก้มข้างที่มีไฝเม็ดเล็กฝังตัวอยู่

...อย่าทำ

คำพูดนี้ดังก้องอยู่ในหัว ผมอยากตะโกนออกไป สั่งให้เขาหยุดนิ้วที่กลั่นแกล้งนั้นลง ก่อนที่แก้มผมมันจะระเบิดเพราะสัมผัสของเขา แต่คำพูดที่หลุดออกมากลับไม่ใช่สิ่งที่ดังอยู่ในหัว กลับเป็นสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจดวงน้อยนิด

“ผม... เป็นคน ‘พิเศษ’ หรือครับ” ...ผมอยากรู้จากปากเขา ไม่อยากดีใจไปเอง เพราะบางทีเด็กทั้งสองอาจจำมาผิด

หัวคิ้วของเขาขยับนิดๆ แววตาเปลี่ยนไป ปลายนิ้วบนแก้มผมหยุดนิ่ง วินาทีที่คำถามจบลงไม่มีเสียงใดพ้นออกมาจากริมฝีปากหนา บรรยากาศเงียบเชียบจนน่ากลัว และผมกลัวว่าเขาจะโกรธที่ผมตั้งคำถามแบบนั้นกับเขา

นานกว่าที่คำพูดของคุณยะจะถูกเปล่งออกมา

“ซันกับแซนบอก ?”

ผมพยักหน้า แล้วสัมผัสบนแก้มก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง อุณหภูมิบนแก้มก็ร้อนจัด บางทีน้ำแข็งก็อาจช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าคุณยะยังไม่หยุดเล่นแก้มของผม

“ถ้าใช่ล่ะ... เธอชอบไหม”

ใครจะไม่ชอบล่ะ มีใครบ้างไม่อยากเป็นคนพิเศษ... ผมตอบคำถามของคุณยะแค่เพียงในใจตัวเอง ส่วนที่ตอบออกไปก็แค่

“ครับ” ผมหลบสายตาของคุณยะอีกครั้ง หันหน้ามองออกไปนอนกระจกที่ท้องฟ้าแจ่มใส เมื่อใบหน้าหล่อเหลาของคนตรงหน้ามีรอยยิ้มขึ้นมา ดวงตาสีราตรีเป็นประกายที่บ่งบอกถึงความพอใจบางอย่าง ขณะที่หัวใจผมเต้นแรงจนกลัวว่าจะเต้นเพลินจนหลุดออกมากองอยู่บนอก

ผมไม่อยากรู้ว่าความรู้สึกที่เต้นอยู่ในอกแปลว่าอะไร ไม่อยากค้นหาเพราะกลัวคำตอบที่จะทำให้ผมอับอายตัวเอง ทว่าผมก็อยากสัมผัสความรู้สึกนี้ตลอดไป

ในเวลานี้ห้องกว้างกำลังว่างเปล่าจากบทสนทนา ผมอยากผล็อยหลับไปเสียจะได้ไม่ต้องรับรู้อะไรอีกต่อไป มันก็คงยากเสียแล้ว

“พี หันมามองหน้าฉัน” เสียงทุ้มออกคำสั่ง ผมอยากต่อต้านแต่ไม่มีเหตุผลที่ผมจะทำอย่างนั้น เพราะคำสั่งไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าถูกบีบบังคับ ตรงข้ามมันนุ่มนวลราวกับว่าเจ้าของคำสั่งกำลังร้องขอ

“...” ผมหันกลับมามองหน้าเขา สบตาสีราตรีด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากค้นลึกลงไปกว่านั้น คำว่า ‘พิเศษ’ ของเขากำลังมีอิทธิพลกับผม

หลายอึดใจที่ผมกับเขาสบตากัน เดาไม่ถูกว่าเบื้องหลังสายตาของเขาที่มองผมนิ่งๆ นั้น กำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนคำถามที่ชวนให้หน่วยตาเบิกกว้างจะถูกเอ่ยออกมา

“จูบได้ไหม” น้ำเสียงนั้นมั่นคง แม้เอ่ยออกมาเพียงแผ่วเบาแต่กลับดังก้องไปทั่วทั้งห้องกว้าง ริมฝีปากของเขาแต้มรอยยิ้มหวานหลังเอ่ยจบ

“...” ผมแทบลืมหายใจ ลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ยกเว้นแค่คนตรงหน้ากับคำถามที่ไม่ต่างจากคำขอ

จูบอย่างนั้นเหรอ ? ทำไมถึงอยากจูบผม เขาจะจูบผมทำไม ในเมื่อผมเป็น... ไม่ใช่สิ ผมไม่ได้อยู่ในฐานะเดียวกันกับทานตะวันและถิร

ความทรงจำในค่ำคืนหนึ่งที่สระว่ายน้ำกลางเรือนไทยวิ่งย้อนเข้ามา ผมกับคุณยะเคยจูบกันมาแล้ว ครั้งนั้นผมเคยคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง ‘ผิดปกติ’ และ ‘ผิดศีลธรรม’ แล้วตอนนี้ล่ะ มันยังเป็นเรื่องผิดปกติและผิดศีลธรรมอยู่ไหม

ผมไม่อยากหาคำตอบ ไม่อยากค้นหาคำตอบอะไรในตอนนี้ ผมหลบสายตาของคนตรงหน้าที่เหมือนจะมองต่ำลงมาที่ริมฝีปากด้วยการปิดเปลือกตาลง

เมื่อหลับตา ส่วนที่ต้องทำงานหนักแทนดวงตาเห็นจะเป็นประสาทหู ที่ผมต้องจับเสียงความเงียบเชียบที่โอบล้อมรอบตัว ไร้เสียงทุ้มของคุณยะ แต่กลับสัมผัสได้ถึงร่างกายของอีกฝ่ายที่เคลื่อนไหวใกล้เข้ามา จากนั้นก็คือลมหายใจที่ไต่ลดลงมา ใกล้เข้ามา จนผมจินตนาการออกว่าใบหน้าหล่อเหลาที่ติดจะร้ายกาจกับผมเสมอได้โน้มต่ำลงมาหาผมขนาดไหนแล้ว วินาทีนั้นผมกลั้นใจลืมตาขึ้นมามองความใกล้ที่คิดไว้ แต่กลับพบว่าใบหน้าของคุณยะอยู่ใกล้ใบหน้าของผมมากกว่าที่คิดเสียอีก ใกล้เสียจนผมไม่กล้าหายใจ เผลอกัดริมฝีปากตัวเองแน่นเพราะกลัวจะสูญเสียมันให้กับคนตรงหน้า

ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าคุณยะจะเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์มากขนาดนี้ ทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าที่ดวงตาผมมองเห็น มันหวานไปหมด ยิ้มหวานของคุณยะหวานมาก ดวงตาก็หวานเชื่อม พานทำให้อุณหภูมิบนใบหน้าผมยิ่งร้อนจัด ยิ่งระอุยิ่งกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวเมื่อคำพูดแผ่วเบาของคุณยะที่เอ่ยออกมาราวกับเสียงกระซิบหวาน

“หลับตานะครับ... เด็กดี”

แล้วผมก็เชื่อฟังอย่างว่าง่าย แม้อยากจะมองดวงตาสีราตรีแสนหวานนั้นและรอยยิ้มบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ในแบบของชายหนุ่ม ผมปิดเปลือกตาลงอย่างรอคอยบางสิ่งบางอย่าง สิ่งที่ผมรู้ดีว่ามันคืออะไร ผมกำลังเต็มใจ ยินยอมตามคำขอก่อนหน้านี้

...ผมยอมอย่างเต็มใจที่จะให้คุณยะจูบ

ความอุ่นร้อนที่ผมรอคอยเริ่มต้นบนหน้าผาก สัมผัสนั้นอ่อนโยนแบบที่ทำให้ร่างกายของผมเหมือนจะละลายไปเสียให้ได้ เพียงไม่นานสัมผัสต่อมาก็เกิดขึ้นที่ปลายจมูกอย่างอ่อนโยนเช่นเดิม จนกระทั่งสัมผัสสุดท้ายบนริมฝีปากของผม ความอุ่นนุ่มที่แนบชิดลงมาทำเอาหัวใจผมเต้นโครมคราม ก้อนเนื้อก้อนเล็กเท่ากำมือกำลังทำงานหนักที่สุดในชีวิต

มันหวานไปหมด

หวานที่ริมฝีปาก

หวานที่หัวใจ

หวานทั้งคำพูดที่คุณยะเอ่ยออกมาหลังจากผละริมฝีปากจากไป คุณยะไม่ได้ล่วงล้ำเข้ามาภายในอย่างค่ำคืนนั้น เขาเพียงแค่บดเบียดและกัดชิมริมฝีปากของผม
   
“ลืมตาได้แล้วเด็กดี”


.


.


.

.

อ่านต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2019 17:35:39 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย

งื้อ... บอกตามตรงว่าไม่อยากลืมตาขึ้นมาเลย ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่กล้าลืมตามากกว่า เพราะกลัวว่าพอสบตาเจ้าของคำสั่งที่นุ่มนวลนั้นแล้ว แก้มผมจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ผมก็เชื่อฟังคำสั่งของคุณยะอย่างว่าง่ายอีกแล้ว เพราะผมชอบเขาที่เป็นแบบนี้

...คุณยะที่พูดกับผมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

...คุณยะที่ให้ความสำคัญกับผมกว่าแต่ก่อน

...คุณยะที่ทำให้หัวใจผมเต้นแรงและมีความสุขที่สุด

...คุณยะที่ทำให้ให้โลกของผมในเวลานี้เป็นสีชมพูสดใส

ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เห็นก็ไม่ต่างจากครั้งสุดท้ายที่เห็น ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยยิ้มหวาน ดวงตาสีราตรีหวานเชื่อมชวนละลาย ทุกอย่างรอบตัวผมเป็นบรรยากาศที่หวานเหลือเกิน หวานหอมและสวยงามอย่างที่สุด ทำเอาผมทำตัวไม่ถูก บอกไม่ถูกเลยว่าผมควรทำตัวอย่างไร ไม่กล้าถามอย่างที่หัวใจร่ำร้องอยู่ลึกๆ ว่า... ทำไมถึงจูบผม

“อยากถามอะไรไหม” คุณยะเปิดโอกาสให้ผมได้ถาม เพียงแต่ผมไม่กล้าถามหรอก ไม่ได้กลัวคำตอบเลย แต่กลัวหัวใจตัวเองจะติดปีกและโบยบินไปไกลกว่านี้

“...” ผมส่ายหน้า ส่วนคุณยะยิ้มอ่อนโยนกว่าครั้งไหน ยิ่งทำให้กลิ่นของความสุขหอมฟุ้งไปทั่วทั้งห้อง 

“ทุกอย่างที่ฉันทำ... เหตุผลเพราะเธอคือคนพิเศษ”

ผีเสื้อกำลังกางปีก ผมกำลังจะโบยบินไปกับคำพูดของคุณยะ ผมเคยคิดเสมอว่าผมเป็นเด็กที่ยังไม่โต มาตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว โตพอที่จะเข้าใจสิ่งที่คุณยะพูด เข้าใจสายตา การกระทำ จูบที่เกิดขึ้น และทำไมผมถึงยินยอมให้คุณยะจูบด้วยความเต็มใจอย่างที่สุด

‘คนพิเศษ’

ผมชอบคำนี้จริงๆ นะ

คำว่า ‘เด็กดี’ ก็ด้วย

“เป็นเด็กดีของคุณยะนะ”

“ครับ”

ผมจะเป็น ‘เด็กดี’ ของคุณยะ

แต่ว่า...

การเป็นเด็กดีของผมก็ดูจะกินเวลาเพียงน้อยนิด สั้นเหลือเกินกับการเป็นเด็กดี แต่ยาวนานเกินไปสำหรับการเป็นเด็กโง่ที่หลงความจอมปลอมของผู้ใหญ่



“เย้ พ่อยะมาแล้ว”

ทานตะวันตะโกนเสียงดังลั่นห้องแทบจะกลบเสียงตัวการ์ตูนในจอโทรทัศน์จนมิด เจ้าตัวกระโดดโลดเต้นบนโซฟาหนังสีขาว เมื่อเสียงเคาะประตูหน้าห้องเพนต์เฮ้าส์ดังขึ้นตอนหกโมงเย็น ทีแรกผมก็คิดเหมือนเจ้าเด็กพุงกลมที่ร้องหิวได้ทั้งวัน ยกเว้นตอนหลับ แต่ก็สะดุดกับคำพูดของถิรที่เอ่ยตามมาติดๆ

“ไม่ใช่พ่อยะซะหน่อย”

“ต้องใช่สิ”

“พ่อยะไม่เคาะประตูหรอกนะซัน”   

จริงด้วย แค่แตะคีย์การ์ดก็เข้าห้องได้แล้ว

“งั้นใครล่ะ”

“แซนจะรู้ไหมล่ะ”

ผมปล่อยเด็กสองคนไว้ด้านหลัง แล้วเดินมาดูที่ตาแมวบนประตูแล้วก็เห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนอกห้องคือพนักงานสาวสองคนของห้องอาหารมะลิดา สงสัยจะเอาอาหารมื้อเย็นมาส่ง ผมเปิดประตูให้กับพี่สาวทั้งสอง

“สวัสดีค่ะ พี่เอาอาหารที่คุณยะสั่งไว้มาส่งค่ะ”

“ครับ” ผมขยับไปทางซ้าย เพื่อให้พี่สาวทั้งสองเข็นรถอาหารเข้ามาในห้อง ทั้งสองเดินตรงไปยังโต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างคุ้นเคย คงเพราะขึ้นมาบ่อยแล้วมั้ง

“มีกุ้งไหมครับ” ตัวกินกุ้งวิ่งลงจากโซฟามาเกาะโต๊ะถามเสียงใสแจ๋ว ทานตะวันคงคุ้นเคยกับพนักงานทั้งสองเป็นอย่างดี

“มีค่ะน้องซัน” หนึ่งในสองก้มหน้าลงบอก พลางลูบศีรษะเล็กๆ ด้วยความเอ็นดู ทานตะวันเป็นเด็กน่ารัก ใครเห็นก็เอ็นดูครับ

“ตัวโตไหมครับ น้องซันอยากกินกุ้งตัวโตๆ” เจ้าตัวยืดตัวเต็มความสูงมองหาจานกุ้งที่ยังไม่ได้อยู่บนโต๊ะ พี่สาวคนเดิมเลยหยิบจานกุ้งออกมาจากรถเข็น ก่อนย่อตัวลงเล็กน้อยยื่นจานกุ้งเผาที่แกะเปลือกออกหมดแล้ว เหลือเพียงเนื้อกุ้งและหางสีส้มเล็กๆ ของมัน

“นี่ค่ะน้องซัน โตพอไหมคะ” น้ำเสียงเอ็นดูเอ่ยถาม

“โตครับ น้องซันกินเลยน้าาา” พอเห็นกุ้งก็ตาโต ปากเล็กขยับอ้อนในประโยคสุดท้าย พร้อมกับมือเล็กป้อมที่ยื่นไปยังจานกุ้งเผา หมายจะหยิบกุ้งตัวที่ดูโตที่สุดเข้าปาก ติดที่ว่ายังไม่ถึงตัวกุ้ง น้องชายฝาแฝดก็ดึงมือไว้เสียก่อน

“ซันต้องล้างมือก่อนกินสิ”

“รู้แล้ว” ยู่หน้าใส่น้องชายเสร็จ เจ้าตัวก็วิ่งปรู๊ดเข้าไปในพื้นที่ของห้องครัว ผมมองตามเห็นทานตะวันลากบันไดพลาสติกที่มีสามขั้นจากมุมห้องมาจอดไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์อ่างล้าง ก่อนปีนขึ้นไปเปิดก๊อกน้ำ ขัดถูมืออยู่แค่ไม่กี่วินาทีก็วิ่งกลับมาที่โต๊ะกินข้าว พร้อมกับอ้าแขนให้ผมอุ้มขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้สำหรับเด็ก

ผมอุ้มทานตะวันเสร็จก็หันไปอุ้มถิรต่อ อาหารบนโต๊ะถูกจัดเรียงไว้ครบทุกเมนู พนักงานของห้องอาหารกลับออกไปแล้วหนึ่งคน อีกหนึ่งคนเหมือนจะอยู่เพื่อบริการเจ้าของห้องตัวน้อยและรวมถึงผมด้วย เธอตักข้าวใส่จานให้ทั้งสองแฝดและเตรียมจะตักใส่จานให้ผมต่อ แต่ผมห้ามไว้ก่อน

“ยังไม่ต้องตักให้ผมก็ได้ครับ ผมขอลงไปตามคุณยะก่อน” ผมบอก ก่อนหมุนตัวเดินออกมาโต๊ะอาหาร จุดหมายของผมคือห้องทำงานบนชั้นสิบสามของพุฒิธาดา เพราะคุณยะบอกว่าตอนเย็นจะขึ้นมากินข้าวด้วย ผมเลยต้องไปตามเขา


“น้องพีคะ อย่าเข้าไป!”

ผมได้ยินเสียงตะโกนมาจากด้านหลังไกลๆ มุมไหนสักแห่งที่มองมาแล้วเห็นผม จำได้ว่าเป็นเสียงของเลขาฯ คนสวยของคุณยะ น้ำเสียงนั้นร้อนรนและไม่ต้องการให้ผมก้าวเข้าไปภายในห้อง ซึ่งก็ช้าเกินไป เมื่อผมเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องแล้ว

ไม่รู้เลยว่าการลืมมารยาทที่ดีว่าก่อนจะเข้าห้องของใครควรเคาะประตูขออนุญาตคนที่อยู่ด้านในเสียก่อน จะทำให้ตัวเองเปิดไปเจอภาพที่ทำให้ห้องหัวใจที่เต็มไปด้วยผีเสื้อปีกสวยโบยบินอยู่ในนั้น พลันปีกหักสลายและตกกระทบพื้นที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมเสียบแทงทะลุร่างกายบอบบางของมัน

...ของผมด้วย

บนโต๊ะทำงานหลังใหญ่มีร่างของผู้ชายคนหนึ่งนอนทอดกายอยู่บนนั้น ในสภาพเนื้อตัวเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ห่อหุ้มปกปิดทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เรียวขาทั้งสองข้างถูกจับแยกออกจากกัน ข้างหนึ่งกางกว้างแนบไปกับโต๊ะสีเข้ม อีกข้างถูกท่อนแขนหนาช้อนอยู่ใต้ข้อพับ โดยที่มีร่างหนึ่งยืนแทรกอยู่ตรงกลาง ฝากฝังบางสิ่งเข้าไปในร่างกายของคนบนโต๊ะ ทำให้คนตัวเปลือยสั่นสะท้านไปทั้งร่างและครวญครางออกมาดังลั่นห้องเพราะสิ่งที่กระแทกกระทั้นเข้าออกภายในตัว ผสมไปกับเสียงคำรามทุ้มต่ำจากร่างกายหนาที่พลันหยุดลงไปเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นผมยืนอยู่ที่ประตูห้อง

ใบหน้าที่ผมคิดว่ามีเสน่ห์ชวนให้หัวใจละลาย คนที่บอกว่าผมเป็น ‘คนพิเศษ’ ของเขา คนที่ขอให้ผมเป็นเด็กดี คนที่จูบผมสัมผัสผม บัดนี้ไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่กำลังคลุ้มคลั่ง เต็มไปด้วยอารมณ์ที่น่ารังเกียจและน่าขยะแขยงที่สุด

วินาทีที่ผมสบตากับเจ้าของดวงตาสีราตรี ความรู้สึกสวยงามมากมายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มันพังลงมาอย่างรวดเร็ว สลายไปในวินาทีนี้เลย

“น้องพีออกมาก่อนนะคะ” พี่หัทยาวิ่งเข้ามาหยุดอยู่ข้างตัวผม ดูเธอไม่มีอาการตกใจกับภาพที่เห็น คงจะเห็นการกระทำแบบนี้ของเจ้านายตัวเองบ่อยแล้วมั้ง

มิน่าล่ะ ก่อนหน้านี้เธอถึงตะโกนห้ามไม่ให้ผมเข้ามาในห้องเพียงแต่ไม่ทันเท่านั้นเอง

“ไปค่ะ” เธอบอกอีกครั้ง ก่อนคว้าแขนผมและดึงออกไปนอกห้อง

เวลานี้ทุกอย่างรอบตัวผมมันเงียบเชียบไปหมด มีแต่ความดำมืดที่โรยตัวลงมากลืนกินโลกสีชมพูของผมจนไม่เหลือแม้แต่ซาก ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ทำไมมันถึงเจ็บปวดขนาดนี้

“ไม่ร้องนะคะน้องพี” มือพี่หัทยาช่วยเช็ดน้ำตาบนแก้มผม ผมก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองร้องไห้

“ฝากบอกเขาด้วยนะครับ ว่าผมกลับแล้ว” ผมบังคับตัวเองอย่างสุดพลังที่จะไม่ให้เสียงที่เปล่งออกมามันสั่น

“น้องพีอยู่รอคุยกับคุณยะก่อนนะ เดี๋ยวคุณยะก็...เอ่อ...ก็เสร็จธุระแล้ว”

ธุระ ?

สิ่งที่ผมเห็นคือธุระของเขาอย่างนั้นเหรอ อันที่จริงผมก็ไม่น่าลืมเลยว่าตัวตนของเขาเป็นคนแบบไหน ข่าวคาวมากมายของเขาอีกล่ะ 

“ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่มีธุระอะไรกับเขาอีกแล้ว” ผมยกมือขึ้นไหว้พี่หัทยา แล้วผละออกมา เดินไปที่ลิฟต์อย่างเงียบๆ แต่ที่ไม่เงียบเลยคือเสียงกรีดร้องที่ดังยาวอยู่ภายในหัวใจที่พังยับเยิน

คำว่า... ‘คนพิเศษ’ คงแค่คำพูดหลอกเด็ก ส่วนเด็กคนนี้ก็โง่เหลือเกิน โง่ที่หลงดีใจและมีความสุขไปกับมัน ทั้งที่มันไม่มีจริงแม้แต่นิดเดียว!




จบตอนที่ 10

คุณยะฝากบอกมาว่า...
“วอนอย่าด่าเยอะสำนึกผิดไม่ทัน” 555+
คุณยะเป็นคนเลวค่ะ ชอบหลอกเด็ก ทำร้ายจิตใจเด็ก ตัณหากลับ
ฟัดไม่เลือก หื่นขึ้นสมอง ไอ้บ้ากาม ไม่มีอะไรดีเลย เลวมากกกกกก
พูดมาได้...เฮงซวย!
ไปตายซะ!!
อยู่ไปก็เปลืองอากาศหายใจ!!!
 :z6:
นี่ด่าแทนให้แล้วน้า จะด่าเพิ่มก็ได้ค่ะ
คนเขียนจะเก็บเอาไว้ให้น้องพีเอาไปด่าซ้ำอีกรอบค่ะ
แจ้งอีกนิดว่า
คนเขียนเปลี่ยน “ไตรธาดา” เป็น “ตรัยธาดา” นะคะ
เพราะไตรธาดาเช็กแล้วมีในทะเบียนราษฎรค่ะ T^T

สีเหลืองอ่อน
ปล. ดีใจมากๆๆ ที่มีคอมเม้นท์ ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งยะพีไปไหนนะคะ ^_^
เพราะมันเป็นพลังในการปั่นงานได้เสมอ
เรื่องนี้ถึงจะเรื่อยๆ ไม่พีคสักเท่าไร
แต่คนเขียนก็ทุ่มเทเขียนสุดความสามารถ
กว่าจะปั่นมาได้แต่ละตอน กระอักเลือดมาก บอกเลย แต่ก็ยังไหว สู้ๆ
สปีคการปั่นของคนเขียนช้าหน่อยนะคะ แต่จะพยายามให้เร็วกว่านี้ ^_^
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ
ปล.2 เจอคำผิด คำหลุด คำขาดตรงไหน ช่วยบอกคนเขียนด้วยน้า
จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งเลยค่า
^_^

   

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2019 17:39:13 โดย i_ang »

ออฟไลน์ nonlapan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 189
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
องค์ประกอบดีงามไปหมด เราชอบมากกกกก สนุก /// คนเฬว! หลอกน้อง ฮรือออ แล้วน้องจะไปพึ่งใครที่ไหนตัวแค่นี้  :hao5:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
 :z6: :z6:
ปาสติกเกอร์ใส่คุณยะรัวๆๆๆๆๆๆ

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13955
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +412/-25
หน่วงจิตหน่วงใจ ศีลธรรมจรรยา บาปบุณลอยเต็มหน้ากระดาษเลยค่ะ

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
ไปทำที่อื่นไม่ได้เหรอ

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-5
อยากด่าแต่ไม่รู้จะด่าอะไรดีไรท์เล่นด่าให้แล้วแบบนี้งั้นส่งสติ๊กเกอร์รัว ๆ ให้แล้วกัน :z6: :z6: :z6: :z6: :z6:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 11


หลังจากวันที่ผมเปิดประตูเข้าไปเห็นความน่าขยะแขยงบนโต๊ะทำงานของผู้ชายคนนั้น วันเวลาก็ผ่านมาแล้วเกือบสองเดือนที่ผมไม่แม้แต่จะเห็นเงาของอีกฝ่าย ไม่ต่างจากทานตะวันกับถิรที่ไม่ได้เจอหน้าพ่อของพวกเขาเหมือนกัน คุณย่าบอกว่าเขางานยุ่งมาก ต้องบินไปต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องของสองแฝด (หลังวันที่เขาติด ‘ธุระ’ บนโต๊ะนั่นแหละก็บินไปเลย) กลับจากต่างประเทศก็ต้องไปดูงานก่อสร้างโรงแรมที่พัทยาต่อ แถมยังวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องฟ้องร้องหนึ่งในกรรมการบริหารโรงแรมกรณียักยอกทรัพย์ของบริษัทที่สร้างความเสียหายกว่าร้อยล้านบาทในช่วงที่คุณทวดยังมีชีวิต

จนกระทั่งวันนี้ที่ท้องฟ้าด้านบนเหนือสระว่ายน้ำกลางชานเรือนไทยหลังงามเป็นสีดำเข้ม เรือนหลังที่มีเพียงผมคนเดียวอาศัยอยู่ แม้พักหลังๆ สองเด็กแฝดจะหอบเอาความวุ่นวายและเสียงหนวกหู (ตัววุ่นวายที่สุดหนีไม่พ้นเด็กพุงกลมครับ) มานอนบนเตียงเดียวกับผมก็ตาม แต่ก็ไม่ทุกคืน อย่างคืนนี้ทานตะวันกับถิรก็ไม่ได้มานอนที่นี่ เวลานี้เลยมีผมดำผุดดำว่ายอยู่กลางสายน้ำเย็นชืดในสระว่ายน้ำเพียงคนเดียว

ผมชอบว่ายน้ำตอนกลางคืน มันให้ทั้งความสดชื่น ฉ่ำเย็น และสบายตัวอย่างที่สุด ไม่เหมือนตอนกลางวันที่แดดแรงจัดจนเหมือนตัวจะไหม้เสียให้ได้ ถึงตัวเรือนจะแวดล้อมด้วยร่มเงาของต้นไม้สูงใหญ่ก็ตามแต่ว่ายน้ำตอนกลางคืนดีกว่ากันเยอะ ที่สำคัญเลยคือมันสงบมาก... มาเสียจนผมอยากอยู่กับความเงียบสงบแบบนี้ไปตลอดชีวิต

แต่คืนนี้... เจ้าของบ้านตัวจริงก็กลับมา

ท่ามกลางแสงอ่อนจากโคมไฟสีนวลตาและแสงจากจันทร์เต็มดวง ใบหน้าคมเข้มของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่เห็นได้ชัดโดยไม่ต้องเพ่งสายตาแม้แต่น้อย เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีครามที่ชายเสื้อไม่ได้อยู่ในขอบกางเกงสแลกค์ แขนเสื้อพับขึ้นไปกองที่ข้อศอก บนต้นคอหนาไม่ได้ผูกเนกไทและปลดกระดุมหลายเม็ดจนเห็นผิวเนื้อสีแทน

ถ้าเป็นตอนก่อนที่ผมจะเปิดประตูไปเจอ ‘ธุระ’ น่าขยะแขยงของเขากับผู้ชายคนหนึ่งบนโต๊ะในห้องทำงาน ผมคงมีความรู้สึกเป็นห่วงเขาพอสมควร คงอยากจะโตไวๆ เรียนให้จบเร็วๆ เพื่อจะได้เอาความรู้ทั้งหมดที่มีไปช่วยแบ่งเบาภาระที่สูงเสียดฟ้าของเจ้าของพุฒิธาดา แต่ตอนนี้ผมกลับมาฉลาดอีกครั้ง ความรู้สึกชั่ววูบสลายไปจนหมดสิ้น ผมจะไม่เอาความรู้ที่แลกมาด้วยความขยันและอดทนของตัวเองไปช่วยคนแบบเขาเด็ดขาด หลังจากเรียนจบผมจะเอาชีวิตของตัวเองออกไปให้ไกลจากเขามากที่สุด และอนาคตผมก็จะเป็นหมอ จะหมอฟัน หมอสัตว์ หมอรักษาคน หรือหมออะไรก็ได้ตามความฝันเดิมของตัวเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าเขาทุกวัน เพราะวันนี้ไม่มีเด็กโง่ที่หลงเชื่อคำพูดไม่กี่คำของคนคนนี้อีกต่อไป

สิ่งที่เขาทำกับผมถึงสองครั้ง ครั้งแรกที่ใช้กำลังบังคับจูบผมในสระว่ายน้ำ ครั้งที่สองที่หลอกล่อผมด้วยคำพูดหวานจับหัวใจจนผมยอมให้เขาจูบอย่างเต็มใจ ทั้งหมดที่เขาทำกับผมคือสิ่งเลวร้ายของผู้ใหญ่เลวๆ คนหนึ่งเท่านั้น ผู้ใหญ่ที่มากด้วยตัณหา รังแกแม้กระทั่งเด็กไม่มีทางสู้ ต่อไปนี้ผมจะระวังตัว ไม่หลงไปกับคำพูดหวานหูที่ข้างในคือยาพิษ ไม่อย่างนั้นผมอาจจะถูกทำเหมือนผู้ชายที่นอนอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานของเขาเข้าสักวัน

ผมไม่น่าลืมเลยว่าเขาเป็นคนแบบไหน เขาคบหาผู้หญิงมาตั้งกี่คน มีข่าวเลิกรานับครั้งไม่ถ้วน ใช้ผู้หญิงเปลืองยิ่งกว่าเสื้อผ้า ส่วนรสนิยมชอบผู้ชายของเขา ผมไม่ได้ตกใจเท่าไรหรอก ความตกใจมันไปกองอยู่ตรงวันแรกที่เขาปล้ำจูบผมแล้วล่ะ การที่เขากล้าจูบผมที่เป็นเด็กผู้ชายแสดงว่าเขาเคยจูบกับผู้ชายมาก่อนแล้วแน่ๆ ดังนั้นภาพที่ผมเห็นในห้องทำงานของเขา มันจึงไม่ใช่อาการของคนตกใจ แต่เป็นความรู้สึกผิดหวังในความโง่ของตัวเอง ผมใจง่ายเกินไป แค่เขาทำดีด้วยหน่อยเดียว มอบคำน่าฟังให้ไม่กี่คำ ก็หลงเข้าใจว่าผมคือคนพิเศษจริงๆ

‘พิเศษ’ ที่ไม่ได้หมายความว่า ‘มากกว่า’ ในความหมายที่ถิรเข้าใจ และไม่ได้แปลว่า ‘แตกต่าง’ ตามที่ผมหลงเข้าใจผิดไปเอง

คำว่าพิเศษที่ออกมาจากปากของเขา มันไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก ก็แค่คำหลอกลวงให้หลงเชื่อ พอผมเชื่อ จุดจบผมก็คงไม่ต่างจากผู้ชายคนนั้น เป็นหนึ่งในจำนวน ‘ธุระ’ ชั่วครู่ชั่วยามของคนบ้ากาม มากตัณหา แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเขาถึงมายุ่งกับผม คนอย่างเขาจะหาใครมากอดมาจูบด้วยก็ได้ ไม่จำเป็นเลยที่ต้องเป็นผม

แต่ต่อให้ไม่เข้าใจอย่างไร ผมก็ยังต้องเผชิญหน้ากับเขาอยู่ดี ตราบใดที่ผมยังต้องอยู่บ้านหลังนี้ในฐานะลูกชายคนโตของเขา สถานะจอมปลอมที่ผมไม่กล้าบอกทุกคนในตรัยธาดาว่า ผมรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว เพียงเพราะผมไม่อยากยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับทุกคน ผมกลัวตัวเองจะแตกต่างจนไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป

“ดึกแล้วทำไมยังไม่นอน” พอเดินเข้ามาใกล้ เขาก็เปิดปากถามทันที น้ำเสียงเข้มจัดบ่งบอกว่ากำลังตำหนิสิ่งที่ผมทำ เพราะตอนนี้ดึกมากแล้ว ตอนที่ผมเปลี่ยนจากชุดนอนมาเป็นกางเกงว่ายน้ำก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่ม ให้เดาเวลาคร่าวๆ ตอนนี้ก็น่าจะห้าทุ่มกว่า

พอนอนไม่หลับ หรือไม่รู้จะทำอะไร เบื่ออ่านการ์ตูน ไม่อยากอ่านหนังสือ ผมก็จะมาดำผุดดำว่ายอยู่ในสระประจำ มีสิ่งเดียวนี่แหละที่ผมนึกอยากขอบคุณเจ้าของเรือนไทยอย่างเขา ที่ทำให้เรือนหลังนี้มีสระว่ายน้ำอยู่กลางชานเรือน

“เรื่องของผม” ผมตอบเสียงห้วน ไม่เหลือความเคารพในตัวเจ้าของคำถาม เพราะเขาทำให้ผมหมดความเคารพในตัวเขาตั้งแต่วันนั้น

“ขึ้นจากสระได้แล้วพี” เสียงเข้มจัดยังตามหลังผมมา เมื่อผมแหวกว่ายไปในสายน้ำเย็นชืดเพื่อหนีเขาไปอีกฝั่ง

ถ้าเขาจะไม่ออกคำสั่ง ถ้าเพียงแต่เขาเดินผ่านผมไป ผมก็คงจะปีนขึ้นจากสระในอีกไม่กี่นาทีจากนี้ เพราะพอเห็นหน้าเขา ผมก็หมดอารมณ์ดื่มด่ำกับสายน้ำกลางแสงนวลของจันทร์เต็มดวง แต่เพราะเขาไม่ผ่านผมไป เพราะเขาออกคำสั่ง ตำหนิสิ่งที่ผมทำ นั่นทำให้ผมยิ่งอยากทำให้เขาเห็นว่า... ผมไม่ใช่ ‘เด็กดี’ ของเขา

...ไม่มีทางเป็นเด็กดีของเขาแม้แต่วินาทีเดียว

“อย่าให้ฉันต้องลงไปลากตัวเธอขึ้นมานะพี” เขาขู่ตามมาอีก ไม่เหลือร่องรอยอ่อนหวานของคำพูดในวันนั้นที่ห้องเพนต์เฮ้าส์บนชั้นสามสิบสามแม้แต่น้อย “ขึ้นมา!”

“คนเลวๆ มันก็ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ”

สำหรับผม... เวลานี้เขาคือคนเลวอย่างที่สุด ยิ่งเขาขู่ก็ยิ่งทำให้ผมต่อต้านยิ่งขึ้น นอกจากจะไม่เชื่อแล้ว ผมยังท้าทายเขาด้วยการพุ่งตัวดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำ กลั้นหายใจอยู่ก้นสระด้วยความรู้สึกสะใจอย่างที่สุด

ครั้งนี้เขาไม่กระโดดลงมาเพราะรู้ว่าผมไม่ได้จะฆ่าตัวตาย ผมกลั้นหายใจจนไม่ไหวแล้วถึงได้ทะยานตัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำ หอบเอาอากาศเข้าไปในปอดก่อนที่จะขาดอากาศหายใจไปจริงๆ

เขายังยืนกอดอกอยู่ที่เดิม ตามมาด้วยคำพูดแบบเดิม

“จะขึ้นไหมพี”

“...” ผมไม่ตอบ แต่ความเงียบและการหันกลับไปดำดิ่งลงใต้ผิวน้ำอีกครั้งก็เป็นคำตอบที่ผมตะโกนใส่หน้าเขา

ผมดำลงไปก้นสระ ทิ้งตัวอยู่ตรงนั้นจนกลั้นหายใจไม่ไหวก็โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำเพื่อหายใจ แล้วก็กลั้นหายใจดำลงไปอีก แล้วก็โผล่ขึ้นมาหายใจต่อ ทำแบบนี้อยู่หลายครั้งจนเหนื่อยและรู้สึกถึงความหนาวสั่นของร่างกายที่แช่อยู่ในน้ำนานเกิน แต่ทุกครั้งที่โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เขาก็ยังอยู่ที่เดิม กอดอกยืนมองทุกการเคลื่อนไหวของผม

“ประชดฉันพอหรือยัง พอแล้วก็ขึ้นมา” น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังข่มความโกรธเอาไว้ ไม่ให้ระเบิดออกมาเป็นเสียงตะคอกในความเงียบเชียบของราตรี

“คุณมีอะไรให้ผมต้องประชด” ผมพิงแผ่นหลังไว้กับขอบสระที่อยู่ไกลจากเขามากที่สุด จ้องหน้าเขาอย่างไม่เกรงกลัวอารมณ์ร้อนๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าอีกฝ่าย

“ที่ทำอยู่นี่ไม่ประชดเลยงั้นสิ”

“ผมไม่ได้ประชด” แค่ไม่อยากเห็นหน้าเขา ไม่อยากเชื่อฟังคำที่พูดออกมาจากปากเขา

“ไม่ได้ประชดก็ขึ้นมา” เขาผ่อนน้ำเสียงลง เหมือนเบื่อหน่ายสิ่งที่ผมทำ “ฉันไม่มีเวลามาเฝ้าเธอทั้งคืนนะพี”

“ใครใช้ให้คุณมาเฝ้าผม ไม่ได้ขอสักหน่อย จะไปไหนก็ไป”

“จะขึ้นไหม” 

“ไม่ขึ้น” ตัวผมสั่นไปหมดแล้วเนี่ย ไม่ได้กลัวสายตาที่เตรียมพร้อมจะกระโดดลงมาลากตัวผมขึ้นจากสระหรอกนะ ที่สั่นเพราะผมหนาวต่างหาก ก็ผมอยู่ในน้ำนานกว่าชั่วโมงกว่าแล้วนะ อีกนิดก็จะสองชั่วโมงแล้วมั้ง

“อย่าให้ฉันต้องให้คนมารื้อไอ้สระบ้าๆ นี่ทิ้ง”

“อย่ามาพาลนะ ผมไม่ยอมให้คุณรื้อมันหรอก” เขาจะมารื้อสถานที่โปรดของผมได้ยังไง ถึงเขาจะมีสิทธิ์เพราะเป็นเจ้าของเรือนก็เถอะ ไอเดียสระว่ายน้ำก็เป็นของเขา อันที่จริงทุกซอกทุกมุม ทุกตัวเรือนเครื่องสับก็มาจากความต้องการของเขาทั้งนั้น แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์มาทำลายสิ่งที่เป็นความสุขของผม

“ไม่อยากให้ฉันรื้อก็ขึ้นมา”

“ไม่...ขึ้น” เสียงผมเริ่มสั่นมากขึ้นตามความหนาวเย็นที่แทรกผ่านเนื้อหนังเข้ามาภายในร่างกาย ตอนนี้อยากได้ผ้าอุ่นๆ สักผืนมาห่อตัวมาก ติดที่ว่าผ้าผืนนั้นที่ผมหยิบออกมาจากห้องนอนด้วยก็ดันวางอยู่บนเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ เขาเสียด้วย

“เลิกดื้อแล้วขึ้นมา หนาวจนเสียงสั่นแล้วเห็นไหม”

“เรื่องของผม จะหนาวตายคาสระก็เรื่องของผม” นิสัยผมเป็นเด็กดื้ออยู่แล้ว ยิ่งบังคับผมก็ยิ่งดื้อ “คุณจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องมายุ่งกับผม” ถ้าเขาไปจากตรงนี้ตั้งแต่แรก ปานนี้ผมก็ขึ้นจากสระเข้าห้องนอนนานแล้ว ความผิดเขานั่นแหละที่เซ้าซี้กับผมอยู่ได้

“ฉันจะไม่ยุ่งกับเธอเลยพี ถ้าเธอไม่อยู่ในความรับผิดชอบของฉัน ใช้เงินที่ฉันหามา ฉะนั้นอย่าอวดดีกับฉัน แล้วก็ขึ้นมา”

สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงที่ผมเถียงไม่ออก ผมเอาชนะความจริงข้อนี้ไม่ได้เลย แต่ผมก็อยากจะเอาชนะบ้างแม้ไม่เห็นทางชนะก็ตาม

“คุณก็เก่งแต่เอาเรื่องนี้มาขู่ผม แต่ขอโทษเถอะครับ คนที่เลี้ยงผมมาไม่ใช่คุณ เงินที่ผมใช้ก็ของคุณปู่คุณย่า ไม่ใช่เงินของคุณสักหน่อย”

คิดว่าคำพูดของผมเอาชนะเขาได้ไหม

ตอบเลยว่าไม่!

เพราะเขามีความจริงอีกแบบหนึ่งมาหักล้างผมอีกจนได้

“เข้าใจผิดไปนะพี” เขายิ้มเยาะความไม่รู้อะไรของผมอีกแล้ว ปลายรองเท้าหนังวาววับก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขามายืนค้ำอยู่เหนือศีรษะผม ให้ผมต้องแหงนหน้าขึ้นมอง “ฉันจะช่วยให้เธอเข้าใจอะไรมากขึ้น จะได้สำนึกบุญคุณฉันให้มากกว่านี้ ...เงินที่ทำให้เธอโตขึ้นมาได้ถึงทุกวันนี้ มันเงินของฉัน”

“ผมไม่เชื่อหรอก ไม่ต้องมาโกหก” เขาต้องโกหกแน่ๆ เด็กอายุสิบหกอย่างเขาในวันนั้นจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงดูผม ถ้าไม่ใช่เงินของพ่อแม่

ตอนผมเกิด เขาก็เพิ่งอายุพ้นสิบหกได้ไม่กี่เดือน ตอนที่ผมยังเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นลูกเขา ผมเข้าใจว่าเขาเป็นเด็กใจแตกที่ทำแม่ผมท้องตั้งแต่เด็ก

“อย่าเถียงในสิ่งที่เธอไม่รู้ความจริง” แล้วเขาก็ย่อตัวลงมา ลดระยะห่างระหว่างสายตาผมกับเขาให้เหลือน้อยลง “ถ้าเธอคิดว่าที่ฉันพูดไม่ใช่ความจริง พรุ่งนี้ก็ไปถามแม่ฉันนะ ว่าที่ฉันพูดเป็นเรื่องจริงไหม รู้ความจริงแล้วก็อย่าลืมสำนึกบุญคุณของฉันล่ะ ฉันจะได้ไม่เสียดายเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปกับเด็กอย่างเธอ”

“...” ผมไม่มีวันที่จะเอาชนะความจริงได้เลยสักทาง  ผมเจ็บไปกับความจริง และยิ่งผมเจ็บปวดก็เหมือนว่าคนตรงหน้ายิ่งชอบใจ มีความสุขกับความเจ็บปวดของเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

“จำไว้พี” เขาตอกย้ำความจริงลงมาอีก “ไม่มีฉัน แม้แต่โอกาสหายใจ... เธอก็จะไม่มี สำนึกบุญคุณฉันไว้บ้างนะ” รอยยิ้มเยาะเย้ยของเขา ไม่ต่างจากคำพูดดูถูกชีวิตที่ไม่มีใครต้องการของผม

ถ้าผมรู้ว่าเกิดมามีลมหายใจได้เพราะเขา ผมก็ไม่อยากเกิดมาให้เขาเอาสิ่งที่ผมเลือกไม่ได้มาตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาหรอก

“คุณก็แค่ให้โอกาสที่ผมไม่ได้เลือก แต่ไม่เคยให้สิ่งที่ผมอยากได้จากคุณเลย”

“เธออยากได้อะไรล่ะพี” ถามเหมือนไม่รู้ว่าที่ผ่านมาผมต้องการอะไรจากเขา

“ความเป็นพ่อจากคุณไง”

“...” แววตาเขาวูบไหวไปกับความต้องการในอดีตของผม แต่ตอนนี้ผมไม่ได้ต้องการมันอีกแล้ว ต่อให้เขาเอามันมากองไว้ตรงหน้าผม ผมก็จะทำลายมัน เผามันทิ้งไม่ให้เหลือแม้แต่ขี้เถ้า

“หึ ช่างมันเถอะ ยังไงตอนนี้ผมก็ไม่อยากได้มัน” ผมไม่รู้สึกอยากได้ความรักของพ่อจากเขาอีกต่อไป “เพราะคุณไม่ใช่พ่อผม และผมก็ไม่อยากมีพ่อเลวๆ แบบคุณ” ผมจบคำพูดด้วยการปีนขึ้นจากสระ


.


.


.

อ่านต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-02-2019 12:30:49 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.


.


.



ผมเดินผ่านหน้าเขาที่ค่อยๆ ยืดตัวยืนเต็มความสูง ตอนนี้ผมอยากใส่เสื้อผ้าหนาๆ ที่สุด ตัวผมจะได้อุ่นสบาย เพราะผมหนาวมาก ยิ่งขึ้นมาจากน้ำแล้วโดนลมกลางคืนก็ยิ่งหนาวกว่าการแช่อยู่ในน้ำอีกเป็นเท่าตัว แต่เดินได้ไม่กี่ก้าวมือหนาของเขาก็คว้าแขนของผมเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน” เขาดึงตัวผมให้หันกลับไป

“มีอะไร จะทวงบุญอะไรผมอีกหรือไง”

“สิ่งที่เธออยากได้...” เขามองเข้ามาในตาผม “...ฉันให้เธอไม่ได้”

“ผมรู้แล้ว ถึงบอกไงว่าตอนนี้ไม่อยากได้แล้ว” ความรู้สึกของผมมันเจ็บปวดไปหมด “แต่คุณก็จำไว้เหมือนกันนะ ว่าสิ่งที่คุณทำกับผม มันก็ไม่ต่างจากการที่พ่อแม่อยากฆ่าผมให้ตายหรอก เพราะคุณแค่ช่วยผมให้รอดออกมาหายใจ เพื่อที่คุณจะได้ฆ่าผมด้วยมือของคุณเอง”

“อย่าเอาฉันไปเปรียบกับพ่อเลวๆ ของเธอ” น้ำเสียงเขาไม่พอใจขึ้นมาทันที

“งั้นก็พาผมไปเจอเขาสิครับ ผมจะได้รู้ว่าจริงๆ เขาหรือคุณที่เลวกว่ากัน” ผมเอ่ยท้า เผื่อว่าเขาจะหลงกลยอมพาผมไปเจอพอตัวจริงของผม

“คิดว่าฉันโง่หรือไง” แต่เขาก็รู้ทัน

“ใช่ คุณมันโง่ ถ้าฉลาดกว่านี้คุณควรจะเอาผมไปคืนเขา จะเลี้ยงผมไว้ทำไมให้เปลืองเงินคุณ”

“ฉันบอกแล้วว่าเขาไม่ต้องการเธอ”

“ผมจะเชื่อคำพูดของคนแบบคุณได้ยังไง บางทีพ่อของผมอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีผมอยู่ตรงนี้” ผมเคยคิดว่าพ่อที่แท้จริงของผม อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีผมเป็นลูก เพราะผู้หญิงที่อุ้มท้องผมมาไม่ยอมบอกว่าเธอท้องกับเขา และคนตรงหน้าก็ช่วยปกปิดการมีอยู่ของผมไม่ให้เขาคนนั้นรู้

“หึ...” เขาทำเสียงเยาะเย้ยความคิดของผม ก่อนริมฝีปากแสนร้ายกาจของเขาจะขยับเอ่ยความจริงออกมาบดขยี้หัวใจผมซ้ำอีก ความจริงที่ผมควรจะจำเอาไว้จนวันตาย “การที่เขาสั่งให้แม่เธอไปทำแท้ง คิดหรือว่าเขาอยากจะให้เธอมีตัวตนอยู่ในชีวิตของเขา”

การไม่มีผมอยู่ในชีวิต... มันดีกว่าใช่ไหม ?

บางทีการที่ผมตายก่อนที่จะคลอดออกมา มันคงดีกว่าการมายืนรับรู้ความจริงก็ได้นะ

“งั้นผมก็จะถือว่าคุณไม่ได้มีบุญคุณกับผมสักนิดเดียว เพราะคุณยื่นจมูกเข้ามายุ่งกับชีวิตผมเอง ผมไม่ได้ขอ” เป็นเขาที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง มายุ่งกับชีวิตผมทำไม ทำไมไม่ปล่อยให้ผมตายตั้งแต่ตอนนั้น ผมจะได้ไม่ต้องเกิดมามีชีวิตอย่างทุกวันนี้

“แล้วก็ปล่อยผมได้แล้ว” ผมสะบัดแขนเต็มแรง จนหลุดออกมาจากเขาได้ หันหลังเดินกลับไปยังทิศที่ตั้งของเรือนนอน แต่ยังเดินไปไม่ถึงก็ถูกดึงตัวไว้อีก พร้อมกับผ้าผืนหนาของผมที่พาดอยู่บนเก้าอี้ริมสระว่ายน้ำที่คลุมลงมาบนตัว ช่วยกันลมเย็นของกลางคืนและเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายผมพอสมควร

“กินยาก่อน เดี๋ยวจะไม่สบาย” เขาบอก พร้อมกับลากผมไปยังห้องครัว

“ไม่! ผมไม่กิน” ผมฝืนตัวเอาไว้ไม่ให้เขาเอาตัวไปได้ เพราะอยากประชดความห่วงใยของเขา ทำร้ายจิตใจผมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ไม่ต้องมาห่วงความเจ็บป่วยของผม เพราะสิ่งที่เขาทำกับผม คำพูดที่เขาพูดกับผม ความจริงที่เขาเอามาทุบตีความรู้สึกของผม มันเลวร้ายกว่าความเจ็บป่วยของร่างกายเป็นร้อยเท่าพันเท่า “ปล่อยให้ผมตายไปเลยดีกว่า จะได้สมใจคุณไง ปล่อยผม ปล่อยผมสิ ปล่อยๆ บอกให้ปล่อยไงเล่า!” ผมแทบจะทิ้งตัวลงไปกองกับพื้น ทั้งจิกทั้งข่วนท่อนแขนของเขา หวังให้เขาเจ็บจะได้ปล่อยผมไปซะที

“พี! อย่าดื้อ!” เขาหันกลับมาตะคอก ทำหน้าหงุดหงิดกับความดื้อของผมที่ไม่เป็นดังใจเขา ก่อนผ่อนเสียงลงอย่างอ่อนใจ “ดื้อให้มันน้อยๆ หน่อยได้ไหม วันนี้ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะมารบกับเธออีกนะ”

“เรื่องของผม!” เขาจะเหนื่อยจนตายไปต่อหน้าผม ก็ไม่เห็นเกี่ยวกับผม บอกผมว่าเหนื่อยเกินกว่าจะมารบกับผม แต่สุดท้ายเขาก็ลากเอาตัวผมไปจนได้ พอถึงก็หยิบกระปุกยาออกมาจากตู้ที่ติดอยู่กับฝาเรือน ใช้มือข้างเดียวที่ว่างอยู่นั่นแหละเปิดฝากระปุกเพราะมืออีกข้างจับข้อมือผมไว้ไม่ให้วิ่งหนีไปไหน

“กิน” ยาเม็ดเล็กยื่นมาตรงหน้า

“ไม่!” ผมสะบัดหน้าหนี หลังยืนยันความตั้งใจเดิม แต่ใช่ว่าผมจะไม่กินนะครับ ขอให้ผมเอาชนะเขาให้ได้ก่อน ตอนเขากลับเข้าห้องไปแล้ว ผมค่อยแอบออกมากินยา ถึงผมจะดื้อแต่ผมก็กลัวป่วย สภาพร่างกายตอนป่วยมันไม่น่าพิสมัยหรอก ลำบากสุดๆ

แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ผมชนะ ทันทีที่ผมหันหน้าหนี มือข้างที่จับแขนผมไว้ก็เลื่อนขึ้นมาจับใบหน้าผมให้หันกลับไปหาเขา ใช้กำลังที่มากกว่าดันแผ่นหลังผมไปติดกับฝาเรือน แล้วก็บีบแก้มข้างปากที่เม้มแน่นของผม ทั้งที่ผมเม้มปากไว้แน่นแล้วนะแต่ก็สู้แรงบีบของเขาไม่ได้ ผมเจ็บแก้มจนต้องอ้าปากออกในที่สุด แล้วยาเม็ดเล็กก็ถูกยัดเข้ามาในปากทันที ผมจะคายทิ้งก็ไม่ได้เมื่อมือข้างเดิมนั้นเปลี่ยนมากดปิดปากผมเอาไว้

ความขมของยาแผ่ซ่านในอุ้งปากเพราะผมไม่ยอมกลืนมันลงคอ ก่อนที่น้ำในขวดที่เขาใช้ความยาวของท่อนแขนเอื้อมไปเปิดตู้เย็นและหยิบออกมาด้วยความรวดเร็วจะจ่อเข้ามาที่ริมฝีปากผม อีกตามเคยที่ผมจะเม้มปากไว้แน่น ต่อต้านสิ่งที่เขาทำสุดฤทธิ์ ที่ผมต่อต้านเขาก็มีแค่เหตุผลเดียวคือจะทำให้เขารู้ว่าผมไม่ยอมเป็นเด็กดีของเขาเด็ดขาด

ผมจะดื้อให้ถึงที่สุด เอาให้เขารู้สึกโกรธตัวเองที่ปล่อยให้ผมเกิดมา และอยากส่งตัวผมคืนให้กับพ่อหรือแม่ของผมไปซะ!

แต่ก็อีกแล้ว ผมสู้แรงของผู้ใหญ่อย่างเขาไม่ได้เลย เขาบีบปากผมจนกลีบปากบนล่างแยกออกจากกัน จากนั้นน้ำในขวดก็ไหลเข้ามาในปาก เหมือนเขาจะชนะแต่ก็ไม่ เพราะทันทีที่เขาเอาขวดน้ำออกจากปากผม ผมก็คายทั้งน้ำทั้งยาลงพื้นทันที

ผมกับเขาจ้องตากัน เขาหัวเสีย แต่ผมชนะ

สะใจเป็นบ้าเลยให้ตายเถอะ!

“จะไม่กินดีๆ ใช่ไหม” เขาเค้นเสียงถามอย่างไม่สบอารมณ์กับชัยชนะแบบเด็กน้อยของผม

“ก็ผมบอกแล้วว่าไม่กิน... ก็คือไม่กิน” ผมเชิดหน้าบอก มองเขาที่เทยาเม็ดเล็กออกจากกระปุกอีกครั้ง “ยัดเข้ามาทั้งกระปุกก็ได้นะครับ ผมจะได้คายทิ้งทีเดียวเลย คุณจะได้ไม่เสียเวลาทั้งคืน” ผมท้าอย่างไม่เกรงกลัว

“อย่าท้าฉัน”

“ทำไม ? ผมท้าแล้วจะทำไม แน่จริงก็ทำอย่างที่ผมท้าสิ”

เขาไม่ได้ทำอย่างที่ผมท้าหรอก เขาแค่ทำเหมือนเดิม บีบปากผม ยัดยาเม็ดเล็กเข้ามา ตามด้วยน้ำ ครั้งนี้เขาปิดปากผมด้วยอุ้งมือใหญ่อยู่นาน บังคับให้ผมกลืนยาและน้ำลงไปในลำคอด้วยการจับใบหน้าผมให้เงยขึ้นสูง ผมดิ้นอยู่สักพัก และจังหวะที่ผมเกือบจะกลืนสิ่งที่อยู่ในปากลงคอ ผมก็อาศัยวินาทีที่เขาคิดว่าเอาชนะเด็กอย่างผมได้ พ่นทั้งน้ำและยาใส่หน้าเขาทันที

ใบหน้าคมเข้มอาบรดไปด้วยน้ำและอาจรวมถึงน้ำลายของผมด้วย ส่วนยาเม็ดเล็กตกไปอยู่ใกล้ๆ ยาเม็ดแรกนั่นแหละ ผมโคตรสะใจตอนเห็นสีหน้าโกรธจัดของเขาที่แทบจะบีบคอผมให้ตายได้เลย

เอาสิ! อยากจะยัดยาอีกกี่เม็ดเข้ามาในปากผมก็เอาเลย ผมก็จะคายมันทิ้งทุกเม็ด แถมจะคายใส่หน้าเขาด้วย

“ได้พี... ได้” เขาพยักหน้าเหมือนอดกลั้นที่จะไม่เอื้อมมือมาหักคอผมทิ้ง พลางลูบน้ำออกจากใบหน้า  “ให้กินดีๆ ไม่ชอบใช่ไหม อยากให้ฉันใช้วิธีอื่นใช่ไหม... ได้”

ผมแค่ยิ้มรับกับความโกรธที่อาบไล้บนใบหน้าคมเข้ม มองตามมือหนาที่เอาเม็ดยาออกมาจากกระปุกเป็นเม็ดที่สาม ครั้งนี้เขาไม่ได้ยัดมันเข้ามาในปากผม แต่เอาเข้าปากตัวเองแทน ตามด้วยน้ำ ลูกตาสีราตรีเป็นประกายแปลกประหลาด รู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างไรบอกไม่ถูก จนกระทั่งเขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ นาทีนั้นผมก็นึกถึงเหตุการณ์ที่จะตามมาได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่เร็วพอที่จะผลักเขาออกไปได้

“จะ...จะ...ทำอะไร...ผะ...อื้อออ...” ผมถูกริมฝีปากของคนตรงหน้าบดเบียดลงมาในจังหวะที่อ้าปากถาม ส่งผ่านทั้งเม็ดยาและน้ำไหลเข้ามาในปากผม

สุดท้ายผมก็ไร้ทางหนี ได้แต่กลืนทั้งน้ำและยาลงไปในลำคออย่างผู้แพ้ ผมกลืนยาไปแล้ว และมันก็ควรจบแค่ที่เขาทำให้ผมกินยาได้สำเร็จ ทว่ามือทั้งสองข้างของคนตัวสูงใหญ่ยังคงแช่ค้างอยู่ที่เดิม

...บนเอวผม


...บนท้ายทอยผม

และริมฝีปากอุ่นจัดก็ยังแนบแน่นบนกลีบปากผม ไม่พอแค่นั้น เพราะลิ้นของเขายังเข้ามาในปากผม กวาดต้อนสติของผมให้หลุดลอยออกไปทีละน้อย จากมือที่ยันแผ่นอกเขาไว้ก็เริ่มหมดแรงที่จะต่อต้าน

ค่ำคืนนี้ไม่เหมือนค่ำคืนนั้นในสระว่ายน้ำ ครั้งนี้ไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ชวนมึนงง ทว่ารสชาติหลังกลีบปากของผมกลับร้อนแรงมากกว่า ลิ้นร้ายกาจได้กวาดต้อนความรู้สึกผมให้จนมุม บีบบังคับให้หลงไปกับสิ่งที่เกาะเกี่ยวอยู่ภายใน ลิ้นของผมสัมผัสกับลิ้นของอีกฝ่าย สิ่งที่ผมควรรังเกียจกลับหอมหวาน

ทั้งที่ไม่อยากหมดลมหายใจ ผมก็ยังหวงแหนบางสิ่งที่ทำให้ผมแทบขาดอากาศหายใจ ไม่รู้ตัวเลยว่าสองมือยกขึ้นคล้องต้นคอหนาตั้งแต่เมื่อไร คล้ายจะเหนี่ยวรั้งไม่ให้ถูกทอดทิ้งเอาไว้กลางทาง ผ้าผืนหนาที่ห่มคลุมร่างกายเอาไว้หล่นกองพื้น เนื้อตัวผมกลับมาสั่นสะท้านจากความเย็นชื้นของยามค่ำคืนดึกสงัด ที่เงียบเชียบจนได้ยินเสียงเรียวลิ้นเกาะเกี่ยวกัน

อากาศรอบตัวทำให้ผมสะท้านแต่คงไม่เท่ากับฝ่ามืออุ่นที่ลากสัมผัสไปตามแผ่นหลัง ขึ้นสูงและต่ำลงไปจนถึงสะโพกที่มีเพียงกางเกงชุ่มน้ำห่อหุ้ม เรียวขาทั้งสองข้างของผมอ่อนแรงจนเหมือนคนพิการที่ยืนด้วยกำลังของตัวเองไม่ได้ ผมต้องเกาะเกี่ยวร่างกายหนาไว้แนบแน่นก่อนที่ตัวเองจะร่วงหล่นไปกองพื้นไม้แข็งกระด้าง

“อ่า...” วินาทีที่ผมได้รับโอกาสให้หอบเอาอากาศเข้าปาก เป็นนาทีเดียวกับที่ผมกลับมาสบตากับลูกตาสีราตรีอีกครั้ง และมันกระตุ้นให้ผมโหยหาความรู้สึกที่ถูกกระชากออกไปเมื่อหลายวินาทีก่อน

ผมกับเขามองตากันนิ่ง ราวกับมีถ้อยคำเป็นร้อยล้านที่แทนความรู้สึกมากมายพรั่งพรูออกมาจากนัยน์ตาของกันและกัน แต่ไม่รู้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะพาผมไปพบจุดจบที่ตรงไหน

อุ้งมือหนาถูกยกขึ้นมาประคองแก้มขวาของผม ปลายนิ้วแข็งลูบแผ่วเบาบนจุดสีดำเล็กๆ บนแก้ม ชวนให้เพลิดเพลินจนเผลอหลับตาและเอียงหน้าซบลงไปบนอุ้งมือนั้น ซึมซับเอาความรู้สึกที่คลุ้งอยู่รอบตัว ซึ่งโอบกอดผมไว้และทำให้ผมคล้ายจะหลงมัวเมา จนลืมหมดทุกความเจ็บปวดจากทุกถ้อยคำของเจ้าของมือนี้

“...เด็กดี”

เด็กดี... คำนี้อีกแล้ว

ผมเป็นเด็กดื้อ... ที่อยากจะเป็นเด็กดี

ผมตอบรับสัมผัสจากริมฝีปากของเขาอีกหน จูบนี้เริ่มต้นด้วยความนุ่มนวลของดวงไฟเล็กๆ ก่อนลุกลามกลายเป็นกองไฟมหึมา

ผมหลงไปกับสัมผัสที่ไม่คุ้นเคย เนื้อตัวเหมือนก้อนถ่านที่ติดไฟแดงฉานจนไม่เหลือพื้นที่สีดำ อารมณ์บางอย่างแผ่ซ่านกระจายจากจุดกึ่งกลางร่างกาย ผมไม่ใช่เด็กน้อยที่ไม่รู้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นในร่างกายคืออะไร ผมรู้ดีว่ามันคือความต้องการทางเพศ มันเร่งเร้าให้ผมยิ่งเบียดกายเข้าหาความแข็งแกร่งของคนที่โอบกอดผมไว้ทั้งตัว เจ้าของริมฝีปากแสนร้ายกาจที่ทำให้ร่างกายผมคล้ายจะละลายได้ทุกวินาที

และผมกำลังถูกท่อนแขนแข็งแรงโอบอุ้มจนตัวลอยจากพื้นไปนั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร โดยที่ริมฝีปากของผมกับเขาไม่ได้แยกออกจากกันเลย เขายังจูบผมอย่างร้อนแรงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ให้ลุ่มหลงจนลืมทุกอย่าง... ที่ควรจำ

ลืม... จนกระทั่งแผ่นหลังว่างเปล่าเอนราบไปกับเนื้อไม้แข็งกระด้าง มีคนตัวหนาแทรกกายเข้ามายืนตรงกลางระหว่างเรียวขาทั้งสองข้าง ที่ถูกจับให้ฉีกกว้างและโอบรัดอยู่เหนือสะโพกสอบ ความร้อนแรงของแก่นกายแนบแน่นจนบดเบียด ความกำยำใหญ่ที่ลดตัวลงมาสัมผัสผิวกายของผมด้วยริมฝีปากร้อนระอุ และทันทีที่ปลายลิ้นชื้นลากเลียบนยอดอก สติที่ล่องลอยออกไปจากความรู้สึกนึกคิดของผมก็พลันกลับมาอย่างรวดเร็ว มันมาพร้อมกับภาพบนโต๊ะในห้องทำงานของเขา ความน่าขยะแขยงที่เขาทำกับผู้ชายคนนั้น ภาพที่เหมือนกับสภาพผมในตอนนี้

ผมที่นอนราบไปบนโต๊ะ

ผมที่อ้าขาเพื่อให้เขาแทรกตัวเข้ามา

ผมที่ยอมให้เขาทำเรื่องน่าขยะแขยงกับร่างกายตัวเอง

ผมที่กำลังจะไม่ต่างจากผู้ชายคนนั้น... เป็น ‘ธุระ’ ชั่วคราวของเขา

“ปล่อยผม!!” ผมกำมือทุบลงบนไหล่หนาทั้งสองข้างเต็มแรง ไม่ต่างจากเสียงที่ตะโกนบอกให้เขาหยุดการกระทำน่าขยะแขยงเสียที อย่าว่าแต่ผมที่สติกลับมาเลย เขาก็คงเหมือนกัน ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยตกใจและรีบผละออกจากตัวผมแทบจะทันที

“ฉัน...ขอโทษ” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว

“...” ผมไม่พูดอะไรกับเขา ทิ้งตัวลงจากโต๊ะอาหารได้ก็ก้มเก็บผ้าผืนหนาบนพื้นขึ้นมา และวิ่งกลับเข้ามาในเรือนนอนของตัวเองทันที

พร้อมกับคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของผมตลอดทั้งคืน คำถามที่ว่า...ผมชอบเขาใช่ไหม ?

ผมชอบเขาตั้งแต่เมื่อไร ?

และ... ผมผิดปกติหรือเปล่าที่ชอบคนที่เคยเป็นพ่อของตัวเอง





จบตอนที่ 11
เหมือนน้ำจะเยอะไปหน่อยเนอะ (รู้ตัว T^T)
เอาใหม่ๆ ตอนที่ 12 จะพยายามรวบรัดให้สั้นกระชับขึ้นอีก
เรื่องจะได้เดินไปไกลกว่านี้ เพราะยังมีหลายเหตุการณ์ต้องเกิดขึ้นต่อจากนี้
มีทั้งพาร์ตปัจจุบันและอดีตอีกเยอะเลยย

สีเหลืองอ่อน
ปล.ขอบคุณอีกเช่นเคยสำหรับการอ่าน การติดตาม และคอมเม้นต์นะคะ
และคุณยะอาจขัดใจไปบ้าง แต่คนเขียนก็พยายามทำให้คุณยะซอร์ฟลงที่สุดเท่าที่เหตุการณ์จะเอื้อ
ในมโนแรกของคนเขียน คุณยะต้องเฮงซวยกว่านี้อีกเยอะ
แต่กลัวคุณยะโดนจับเข้าคุกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
คนเขียนเลยพยายามให้คุณยะซอร์ฟลงให้มากที่สุด แต่ก็มากได้แค่นี้ ฮื่อออออ เศร้าเนอะ
และนี่สำหรับคุณยะ
 :z6: :beat: :z6: :beat: :z6: :beat: :z6: :beat: :z6: :beat: :z6: :beat:


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-02-2019 12:34:22 โดย i_ang »

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
ชอบเขาแล้วน่ะซิลูกเอ้ยยย

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-5
ไม่มีอะไรจะกล่าวถึงมีแต่นี่ให้คุณยะค่ะ :z6: :z6: :z6:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13955
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +412/-25

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
วุ้ยยยยยยยยยยย คุณยะ !!!!

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 12
(โปรดอย่าเลียนแบบตัวละครเน้อ)


“แก... ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันชอบเขา เขาต้องเป็นของฉัน”

“สวยเท่าชี ก็มีสิทธิ์ย่ะ”

“เหอะ หน้าพลาสติกแบบป้าศมนเนี่ยนะ ไม่นานก็ตกกระป๋องย่ะ ต้องนี่ค้าาาา พี่เลม่อนยืนหนึ่งค่ะ สวย ใส ก้นกระชับ ไร้มีดหมอ ดูนี่ซะก่อน แซ่บม้ากมาก”

“ว้ายตายแล้ว คุณพี่ช่างกล้า ถ้ารูปไลน์นี่หลุดไป ฉันไม่อยากจะคิดว่าคุณพี่เลม่อนของพวกเราจะเละเป็นโจ๊กขนาดไหน”

“แกก็ ไม่เห็นหน้าพี่เลม่อนซะหน่อย เห็นแต่หน้าผู้”

“เออๆ จริงด้วย อยากขิงแต่ก็ไม่โชว์โง่ สมแล้วที่เป็นคุณพี่เลม่อนขาแซ่บ แต่แกได้มายังไงยะ ไหนเล่ามา”

“แคปมาจากกลุ่มไลน์คุณพี่เลม่อนเลยจ้า ช่วงนี้คุณพี่ขิงผู้ค่ะ แถมคอนเฟิร์มมาด้วยว่าผู้อย่าง...ดุด้วยแก ดูสิ ตัวพี่แกมีแต่รอยฟัน รอยดูด โอ๊ย ฉันอยากเกิดเป็นพี่เลม่อน”

“ก็น่าขิงข่าตะไคร้อยู่นะ ว่าแต่แกว่านี่เตียงใคร”

“ยังต้องตอบอีกไหม โลโก้ซะขนาดนี้... ว้าย!! แก มีรูปมาอีกแล้ว สดๆ ร้อนๆ อื้อฮือ ... ดูกล้ามเขาสิแก น่ากัดให้จมเขี้ยว แผ่นหลังก็น่าข่วนชะมัด ฉันไม่ไหวแล้วอีเตเต้... ฉันอิจพี่เลม่อนจริงๆ ทำบุญด้วยอะไรยะ ฉันจะไปทำบ้าง เผื่อจะได้กัดกล้ามแน่นๆ ข่วนหลังให้เลือดไหลซิบๆ บ้าง โอ๊ยยยย... ฉันรักเขา ทูนหัวของฉัน”

“ถวายทั้งวัดกะเทยก็ไม่ได้แม้แต่ลูบหัวแม่โป้งย่ะ”

“ปากคอเราะราย แต่แก... ฉันอยากได้เขาจริงๆ นะแก แค่หัวแม่โป้งก็เอาย่ะ ขอให้ฉันได้สัมผัส ลูบไล้ คิดแล้วฟินเวอร์”

“อธิษฐานเอาสิจ๊ะ”

“อธิษฐานแล้วได้ปะล่ะ”

“แต่ฉันว่าแห้วทั้งป้าศมนกับคุณพี่เลม่อนนั่นแหละ ดูข่าวนี่ซะก่อน”

“O-M-G บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าชีตาสีน้ำตาลแดงคนนี้เป็นใคร”

“แป๊บหนึ่ง ฉันกำลังจิ้มหาข้อมูลอยู่...ว้า ไม่มีประวัติชีเลย”

“ถามพีกันไหม ฉันอยากรู้”

“ไม่ดีมั้ง”

“ดีสิ ความเผือกในตัวฉันมันว้าวุ่นไปหมดแล้วเนี่ย”

ชื่อ ‘พี’

ทั้งโรงเรียน ผมไม่รู้ว่ามีกี่คน แต่ผมก็คิดว่า ‘พี’ ที่เด็กผู้ชายสองคนด้านหลังผมพูดถึง คงจะหมายถึงผมนั่นแหละ ผมเตรียมตัวจะลุกหนี เพราะไม่อยากตอบคำถามว่า ‘ชีตาสีน้ำตาลแดง’ เป็นใคร แต่ก็ไม่ทันเมื่อทั้งสองคนเดินถือโทรศัพท์มาหยุดตรงหน้าโต๊ะเรียนของผมเป็นที่เรียบร้อย

“พีจ๋า...” เด็กผู้ชายที่ควรจะเสียงเข้มกลับบีบเสียงเล็กเสียงน้อย “อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะ”

“นานะมันบอกว่า...” อีกคนก็บีบเสียงจนไม่เหลือเสียงธรรมชาติของเด็กผู้ชาย “...อย่าว่ามันเผือกเลยนะพี”

“เอ๊ะอีนี่... ก็ประมาณนั้น ช่วยโปรดลูกแมวตาใสๆ หน่อยซี่ คนนี้เป็นใครเหรอ ว่าที่พี่สะใภ้ของพีหรือเปล่า”

โทรศัพท์เครื่องบางยื่นมาตรงหน้าผม บนหน้าจอสี่เหลี่ยมที่ผมเห็นคือภาพข่าวของเจ้าของโรงแรมพุฒิธาดากับหญิงสาวเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลแดงที่กำลังควงแขนกันอยู่ในงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของบ่าวสาวคู่หนึ่ง งานนั้นจัดขึ้นในห้องฉัตรทิพย์ของโรงแรมพุฒิธาดา

“เราไม่รู้หรอก ไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย” ผมเงยหน้าขึ้นตอบเด็กผู้ชายปากแดงและแก้มอมชมพูทั้งสองคน

“ไม่รู้จริงเหรอ” นานะ (หรือที่เมื่อตอนมอหนึ่งชื่อนนท์) ทำหน้าไม่เชื่อคำตอบของผม

“อืม” ผมพยักหน้ายืนยัน “แต่ถ้ารู้แล้วจะบอกนะ” 

อันที่จริงผมก็รู้แหละว่าผู้หญิงต่างชาติคนนี้เป็นใคร เธอคือแม่ของทานตะวันกับถิร เพียงแต่ไม่เห็นความจำเป็นที่ผมต้องเล่าให้เพื่อนร่วมห้องฟัง

สองคนทำหน้าผิดหวัง

“นานะคือ... เราขอดู...เอ่อ...รูปพี่เลม่อนกับ...เอ่อ...กับพี่ชายเราได้ปะ”

“อุ๊ย... พีได้ยินที่เราสองคนเม้าท์กันด้วยเหรอ” นานะทำหน้าตกใจ หันไปมองเพื่อนสนิทของตัวเองแล้วหันกลับมายิ้มอายๆ ให้ผม เสียงที่เอ่ยออกมาบีบให้เล็กลงอีก “เขินจัง พีก็รู้หมดสิว่านานะปลื้มพี่ชายของพี หื้อ... หล่อเนอะ พี่ชายของพีหล้อหล่อ”

“เสียงแกแปดหลอดซะขนาดนั้น พีไม่ได้ยินก็หูหนวกแล้วย่ะ” ว่าแล้วเตเต้ (หรืออดีตตั้ม) ก็ผลักหัวเพื่อนแบบไม่เบามือเลย “พีอยากเห็นจริงๆ เหรอ เอ่อ... คือมันไม่น่าดูเท่าไรหรอก”

“ใช่ๆ พี มันแซ่บเวอร์ พีอย่าดูเลย” นานะรีบสนับสนุน

“ไม่เป็นไร เราอยากเห็น เราขอดูหน่อยนะ”

“แต่... จะดีหรือพี รูปพี่ชายพี... แบบว่า... พีอย่าดูเลยนะ”

“อย่าดูเลยนะพี”

“เนอะๆ ไม่ต้องดูเนอะ”

“อยากไปงานเลี้ยงฉลองครบรอบสามสิบปีของโรงแรมเราไหม เราจะได้แนะนำนานะกับเตเต้ให้พี่ชายเรารู้จักด้วย” ผมเอาของที่คิดว่าทั้งสองคนอยากได้เข้าล่อ

“ไป!” ทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวกัน ก่อนที่นานะจะล้วงเอาโทรศัพท์ของตัวเองออกมาจากกระเป๋า ทำอะไรกับหน้าจอสี่เหลี่ยม ไม่กี่วินาทีก็ยื่นมันมาให้ผม

“มีไม่กี่รูปหรอก แต่แซ่บทุกรูป”

ผมรับโทรศัพท์เครื่องบางจากมือนานะมาดู ภาพที่ปรากฏให้เห็นบนหน้าจอสี่เหลี่ยมผมไม่รู้ว่าจะบรรยายความ ‘แซ่บ’ ที่ว่านั้นอย่างไรดี มันเป็นรูปถ่ายบนเตียงนอนในห้องสวีตของพุฒิธาดา (ที่แคปมาจากหน้าเจอแชทสีเขียวอีกที) และความแซ่บอยู่ที่ร่างเปลือยเปล่าซึ่งประดับด้วยรอยจ้ำสีแดงและรอยฟันอย่างชัดเจน ไม่เห็นหน้าหรอกครับ เห็นแค่ช่วงคอลงมา ผู้ชายคนนั้นเซลฟี่ความแซ่บของตัวเองพร้อมกับผู้ชายอีกคนหนึ่งแบบเห็นหน้า ผู้ชายคนที่สองหลับอยู่บนเตียงเดียวกัน ในสภาพเนื้อตัวเปลือยเปล่าไม่ต่างกันเลย มันไม่ถึงกับเห็นท่อนล่างเสียทีเดียว แต่เท่าที่เห็นก็ฟ้องหมดแล้วว่าทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอะไรปกปิดสักชิ้น

ผมไล่ดูรูปที่สองและสามซึ่งก็เป็นภาพบนเตียงนอนนั่นแหละ ดูด้วยความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอัด อยากจะปาโทรศัพท์ทิ้งแต่เพราะมันไม่ใช่โทรศัพท์ของผม ทั้งที่รู้ว่าต้องเห็นภาพที่ไม่น่าดู แต่ผมก็ยังดิ้นรนอยากจะเห็นด้วยตาตัวเอง... เห็นให้ตัวเองเจ็บแท้ๆ

ทว่าความแซ่บไม่ได้มีแค่สามรูปบนเตียง ผมเลื่อนดูรูปที่ถูกแคปจากหน้าจอสนทนาอีกสองรูป เป็นรูปที่คนถ่าย ถ่ายมาจากในอ่างอาบน้ำและติดด้านหลังของผู้ชายคนเดิม แผ่นหลังกว้างไร้สิ่งห่อหุ้ม มีเพียงหยดน้ำเกาะพราวไปทั้งตัวและรอยเล็บยาวบนแผ่นหลัง

เจ็บ... ใครสักคนกำลังถือมีดกรีดหัวใจของผมอย่างช้าๆ แต่หนักแน่นจนเหวอะหวะ

ทั้งที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์เจ็บปวดกับเรื่องส่วนตัวของผู้ชายคนนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเจ็บปวดสาหัสขนาดนี้ มันห้ามไม่ได้จริงๆ ...ห้ามให้ตัวเองไม่รู้สึกไม่ได้จริงๆ

………………………………………………………………

“พีจะไปไหน” คำถามดังมาจากด้านหลัง จากนั้นเจ้าของคำถามก็เดินมาอยู่ข้างตัวผม

“ไปห้องน้ำ ไปด้วยกันไหม” ผมเอ่ยชวนปาลินที่เพิ่งกลับออกมาจากห้องพักครูมา

คนตัวสูงกว่าผมและดูจะหนากว่าผมไปเล็กน้อย ไม่ได้ทำผิดกฎระเบียบอะไรของโรงเรียนจนต้องถูกเรียกตัวไปพบอาจารย์ฝ่ายปกครองหรอก แต่ปาลินเป็นหลานของอาจารย์เพ็ญศิริ และเป็นเพื่อนสนิทของผม

“อืม” ปาลินพยักหน้า เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง เมื่อเห็นความผิดปกติบนใบหน้าผม “พีเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมตาแดงๆ”

“เมื่อกี้ฝุ่นเข้าตาเลยจะไปล้างหน้าที่ห้องน้ำไง” เป็นคำตอบที่ไม่น่าเชื่อเท่าไรมั้ง ปาลินถึงได้ขมวดคิ้วสงสัย

...ไม่มีฝุ่นเข้าตาผมหรอก มีแต่ความจริงที่บีบอัดอยู่ในที่ทำให้ขอบตาร้อนผ่าว

“มีอะไรก็บอกเรานะ ระบายออกมาก็ได้” ปาลินไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เจ้าตัวรู้ดีว่าถ้าผมไม่อยากบอกหรือเล่า ผมก็ไม่มีทางเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา

เราสองคนเดินใกล้ถึงห้องน้ำ กลิ่นบุหรี่ลอยมาปะทะจมูกอย่างจัง ปาลินก็คงได้กลิ่นเหมือนกัน เจ้าตัวถึงได้หยุดปลายเท้าลงและดึงแขนผมไว้

“พีปวดฉี่ไหม”

ผมส่ายหน้า ที่บอกจะมาห้องน้ำก็แค่อยากจะล้างเอาความรู้สึกร้อนผ่าวในดวงตาออกมาเท่านั้น

“งั้นกลับห้องกันเถอะ เดี๋ยวอาจารย์ก้องก็คงจะเข้ามาสอนแล้ว” ปาลินดึงมือผมกลับไปทางเดิม วิชาแรกของวันนี้อาจารย์วรรณาป่วยกะทันหัน ห้องของเราเลยไม่มีเรียน แต่ตอนนี้ก็ใกล้หมดเวลาของวิชาแรกแล้ว

ผมก็ส่ายหน้าอีกครั้ง ฝืนตัวเอาไว้ก่อน เพราะอยาก ‘ลอง’ อะไรบางอย่างที่เด็กดีไม่ควรอยากลอง...

“จะเข้าไปเหรอ” ปาลินถาม

“...” ผมไม่ตอบ ดึงมือตัวเองกลับมา แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ เข้ามาก็เจอกับแก๊งของดีนซึ่งเป็นกลุ่มตัวจี๊ดอันดับต้นๆ ของโรงเรียน แก๊งนี้มีทั้งหมดห้าคน แต่ที่เห็นยืนสูบบุหรี่อย่างสบายอารมณ์และไม่มีทีท่าว่าจะตกใจเมื่อมีคนเดินเข้ามาเห็นพวกเขาสูบบุหรี่อยู่ก็มีแค่สามคน

ทั้งสามนั่งสูบบุหรี่อยู่บนเคาน์เตอร์อ่างล้างมือ เมื่อเห็นผมกับปาลินทั้งสามก็ส่งยิ้มทักทายอย่างที่คนพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างเพราะเรียนอยู่ชั้นปีเดียวกัน

“ดีน” ผมมองไปที่หัวหน้าแก๊ง “สอนสูบหน่อยสิ” ไม่ต้องเสียเวลาทักทาย ผมตรงเข้าประเด็นทันที เพราะกลัวตัวเองจะเปลี่ยนใจเสียก่อนได้ลอง

“พี!” ปาลินร้องเสียงหลงขึ้นมาตั้งแต่ที่ผมยังพูดไม่จบประโยค “มันไม่ดีนะสูบบุหรี่น่ะ”

“ปีจะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้น้า ไม่เคยลองแล้วจะรู้หรือว่าดีไม่ดี อย่าตัดสินรสชาติของมันจากหน้าซองสิ ลองแล้วจะรู้ว่าของดีมันมีจริง” ดีนกระโดดลงจากเคาน์เตอร์แล้วเดินเข้ามาใกล้ หลังจากยื่นบุหรี่ในมือให้เพื่อนในกลุ่มเอาไปสูบต่อ

“มะเร็งสิจริง!” ปาลินแทบจะกระโดดไปงับหัวคนพูดเลยทีเดียว แต่เจ้าตัวก็ข่มใจเอาไว้ คงรู้แหละว่าลองได้มีเรื่องกับแก๊งนี้แล้วละก็ ชีวิตหลังจากวันนี้ไม่สงบสุขอย่างแน่นอน “ไปเถอะพี ไม่ต้องลองนะ เราไม่ให้พีลองของอันตรายแบบนี้หรอก” เจ้าตัวจับแขนผมไว้แน่น พยายามลากเอาตัวออกไปให้พ้นควันบุหรี่ที่ลอยเอื่อยเฉื่อย

“เราไม่ได้อยากลอง แต่อยากสูบเป็น” ผมบอกปาลิน ฝ่ายนั้นร้องเสียงหลงออกมาอีกครั้ง สีหน้าผิดหวังกับคำพูดของผมมากทีเดียว

“พี! บุหรี่มันสิ่งเสพติดนะ โทษของมันเป็นยังไงไม่รู้หรือไง อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงมะเร็งเลยนะพี”

“เชื่อเพื่อนก็ดีนะ ไม่ต้องอยากลองหรอก” ดีนพูดยิ้มๆ ล้วงเอากล่องบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง 

“ไปพี จะได้เวลาเข้าเรียนแล้ว” ปาลินก็ยังพยายามลากเอาตัวผมออกไปกับเขาให้ได้

“ปีไปก่อนเถอะ เดี๋ยวเราตามไป ไม่นานหรอก” ผมตัดสินใจแล้ว

“พี! ทำไมถึงทำแบบนี้หะ” เจ้าตัวทิ้งแขนผมลงอย่างแรง “ถ้าพีสูบ ก็ไม่ต้องมาเป็นเพื่อนกับเรา ไปเป็นเพื่อนกับพวกมันเถอะ” ดวงตากลมจ้องหน้าผมอย่างวัดใจ ว่าผมจะเลือกมิตรภาพของเพื่อนหรือจะเลือกบุหรี่ที่มีแต่โทษ ทำร้ายทั้งร่างกายและสมอง

ผมเลือกปาลินอยู่แล้ว และรู้ว่าปาลินไม่มีวันทิ้งผม ต่อให้ผมทำนิสัยแย่แค่ไหน ทำให้เจ้าตัวผิดหวังยังไง ปาลินก็ไม่ทิ้งผม

“เดี๋ยวเราตามไป”

“พี...” ปาลินมองหน้าผมอย่างผิดหวังกับคำตอบที่ได้

รู้ว่ามันไม่ดี แต่ผมก็เลือกที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยง เผื่อว่าควันสีขาวที่สูบเข้าไปจะช่วยให้ความทรมานในอกลดลงไปบ้าง... เวลานี้ผมขอแค่อะไรก็ได้ที่จะพาผมออกไปจากสิ่งที่บีบรัดอยู่ในอก

“มันสูบยังไงดีน” ผมหันไปหาดีน ทิ้งสายตาผิดหวังของปาลินไว้ด้านหลัง

“ก็ง่ายๆ ไม่ยากนะ” ว่าพลางตอกเอาบุหรี่ออกมาคีบไว้ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง มืออีกข้างยื่นไปรับไฟแช็กที่เพื่อนยื่นมาให้ “แค่คาบไว้แบบนี้ จุดไฟที่ปลายบุหรี่ สูดมันเข้าไปเหมือนเราสูดหายใจ ดันลมเข้าไปในปอด แล้วก็ปล่อยลมออกมา”

ดูมันง่ายไปหมดกับขั้นตอนที่ดีนบอกพร้อมกับทำให้เห็นทุกขั้นตอน เจ้าตัวคาบบุหรี่ไว้ในปาก ปลายมันติดไฟสีแดง หลังจากนั้นเสียงสูดหายใจก็ดังแผ่ว ก่อนควันสีขาวจะถูกปล่อยออกมาอย่างเชื่องช้า

“พี...เราขอละ อย่าลองเลย” ปาลินคว้ามือผมที่กำลังยื่นไปรับบุหรี่จากดีน

“งั้นเราขอให้ปีกลับไปที่ห้อง ถ้าปีไม่ไป ปีก็ไม่ต้องมาเป็นเพื่อนกับเรา” ผมเอาคำพูดของปาลินมาขู่เจ้าตัวบ้าง ปาลินถึงกับอึ้งไปเลย

“พี” เจ้าตัวปล่อยมือผมลง

“กลับไป” ผมพูดแค่นั้นแล้วหันหลังให้ปาลิน เพื่อหันหน้าเข้าหาสิ่งที่จะทำให้ผมหลุดออกจากความเจ็บปวดที่เป็นอยู่ 

“มาให้ทันเรียนล่ะ” ปาลินไม่เหมือนผม เจ้าตัวไม่กล้าเสี่ยงที่จะสูญเสียความเป็นเพื่อนของผมไป

ผมไม่ได้เห็นสีหน้าของปาลินตอนที่เจ้าตัวพูด แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วก็บอกอย่างชัดเจนว่า ปาลินผิดหวังในตัวผมอย่างที่สุด

“อืม...” ผมรับคำในลำคอ จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่จากออกไป

“คิดยังไงถึงอยากสูบ” ดีนถามขึ้นหลังจากปาลินไปแล้ว

“อยากลืมมั้ง” ...ลืมรูปพวกนั้น

“อกหัก ?”

“อาจจะใช่”

ความจริงก็คือ...ใช่ ผมอกหัก ผิดหวัง เสียใจ และทรมานอย่างบอกไม่ถูก

“ใครกันน้ากล้าทำพีอกหัก”

“ก็แค่คนเลว” 

“เจ็บมากใช่ไหมล่ะ”

ผมพยักหน้า ที่ผมกล้าบอก กล้ายอมรับกับดีน และรวมถึงเพื่อนของดีนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหลัง คงเป็นเพราะมันง่ายที่จะเล่าความรู้สึกของตัวเองให้กับคนที่ไม่สนิทฟัง เพราะพอเล่าจบ มันก็จบแค่นี้ ต่างจากเพื่อนสนิทอย่างปาลิน ที่ผมไม่อยากเล่าให้เจ้าตัวฟังเพราะไม่อยากให้เป็นห่วง

“คนอกหักแค่บุหรี่ไม่พอรักษาหรอก อยากให้แผลใจหายก็ต้องใช้แอลกอฮอล์เช็ด” ...ที่ไม่ได้หมายถึงแอลกอฮอล์ที่เช็ดล้างทำความสะอาดบาดแผล แต่เป็นเครื่องดื่มมึนเมาเสียมากกว่า

“พาไปได้ไหมล่ะ” เอาให้สุดละกัน

“ได้”



.


.


.

อ่านต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-02-2019 12:07:05 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.


คำว่า ‘ได้’ ของดีนในตอนนั้นทำให้ผมมานั่งท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังแสบแก้วหูและน่ารำคาญอย่างที่สุดในคืนนี้ ความไม่คุ้นเคยกับสภาพที่ต่างจากบ้านเรือนไทยที่แวดล้อมด้วยต้นไม้และลมเย็นยามค่ำคืนชวนให้อึดอัดจนอยากลุกหนี แต่ผมก็ทนนั่งมาได้เกือบชั่วโมงแล้ว เพราะเสียงเพลงที่น่ารำคาญช่วยให้ผมหยุดคิดเรื่องบางเรื่องไปได้

“สัญญากับเราแล้วนะว่าจะสูบแค่มวนเดียว”

มือที่กำลังจะจุดไฟแช็กชะงักลงเพราะคำพูดของคนที่นั่งติดกัน ปาลินมากับผมด้วย พอรู้ว่าผมจะมาเที่ยวกลางคืน เจ้าตัวก็ห้ามจนคอแทบแตก แต่เอาชนะความดื้อของผมไม่ได้ พอห้ามไม่ได้ก็เลยต้องตามมาเฝ้า

การสูบบุหรี่มวนแรกของผมเมื่อตอนกลางวัน ไม่ได้เลวร้ายเท่าที่คิด ครั้งแรกที่สูดเอาควันเข้าไปภายในปาก พยายามอัดมันลงไปในปอดก็ทำให้ผมสำลักจนแสบคอไปหมด ไอแทบตาย ทรมานสุดๆ พวกแก๊งดีนหัวเราะกันใหญ่ พร้อมกับให้กำลังใจแบบขำๆ ว่าสูบบุหรี่ครั้งแรกก็เป็นแบบนี้ทุกคน จากนั้นผมก็สูดเอาควันเข้ามาในปากอีกครั้ง ครั้งที่สองดีขึ้นกว่าเดิมหน่อย ผมสัมผัสถึงรสชาตินุ่มๆ หวานหอมของบุหรี่นอกของแท้ได้ชัดขึ้น ครั้งสามครั้งสี่ก็เริ่มรู้สึกโล่งแบบเบาสบาย จนใกล้หมดมวนความอึดอัดในหัวใจ ความรู้สึกย่ำแย่ก็ทุเลาลง อารมณ์เทาทึบเริ่มจางไปทีละน้อย และไม่ต้องเอ่ยขอ ดีนก็ยื่นบุหรี่มวนที่สองมาให้เมื่อมวนแรกหมด พร้อมกับประโยคที่ตรงกับใจผมมากที่สุด

‘สำหรับความรักโง่ๆ’

...ความรักโง่ๆ ของเด็กโง่ๆ คนหนึ่ง

และที่เพิ่งเหลือแต่ก้นกรองไปเมื่อกี้ก็มวนที่สามของวันนี้ มันช่วยผมได้จริง ช่วยให้ผมหลุดออกจากความคิดซ้ำซากกับภาพในหัว ผมผ่อนคลายขึ้น เหมือนว่าผมได้ปล่อยความรู้สึกมากมายในอกออกไปพร้อมควันสีขาว ยิ่งผสมกับแอลกอฮอล์ที่ดื่มเป็นครั้งแรกก็ยิ่งทำให้ผมอยู่กับตัวเอง ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแค่ตัวเองและรสชาติขมของเครื่องดื่มที่พาให้สติผมล่องลอยไปทีละเล็กทีละน้อย

“ปี นายจะดื่มแค่น้ำเปล่าจริงเหรอเนี่ย” ดีนมองแก้วที่บรรจุน้ำเปล่าตรงหน้าปาลิน เอ่ยถามกลั้วรอยยิ้มขำ เจ้าตัวทิ้งตัวลงนั่งหลังจากออกไปขยับร่างกายตามจังหวะดนตรีที่หน้าเวที ส่วนอีกสี่คนในแก๊งของดีนยังขยับร่างกายไปตามจังหวะดนตรีแสบแก้วหู ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมานั่งโต๊ะในเร็วๆ นี้ เพราะข้างกายของแต่ละคนแนบชิดไปด้วยผู้หญิงสาวสวยในชุดที่อวดเรือนร่างเย้ายวนอย่างที่สุด 

พวกผมอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้าสถานบันเทิงได้ แต่ที่เข้าในนั่งดื่มราวกับเป็นเด็กที่โตแล้วได้เพราะดีนเป็นหลานชายเจ้าของที่นี่ และถ้าจะมีตำรวจบุกมาตรวจค้น พวกเด็กเส้นใหญ่อย่างกลุ่มแก๊งของดีนก็มีทางหนีรอดได้อย่างสบายๆ พวกดีนมาที่นี่กันบ่อยจนเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง คืนนี้ถ้าเมามากจนกลับบ้านไม่ได้ ก็มีห้องสำหรับให้นอนหลับสบายอย่างปลอดภัยบนชั้นสามของผับ

“เรายังเด็กอยู่” ปาลินตอบเสียงแข็ง มองดีนอย่างโกรธๆ ที่พาผมมาเที่ยวสถานที่อโคจร ซ้ำยังสอนให้ผมดื่มเหล้า โดยมีปาลินเป็นฝ่ายขัดขวาง เจ้าตัวห้ามแล้วห้ามอีก แทบจะพังโต๊ะ แต่เพราะผมดื้อและออกปากไล่ปาลินให้กลับไปซะ ถ้าจะยังทำตัวให้ผมหมดสนุก ปาลินถึงยอมสงบปากสงบคำ มองผมจิบเหล้าอึกแรกด้วยสายตาผิดหวังไม่ต่างจากตอนที่ผมเลือกบุหรี่มากกว่าความเป็นเพื่อนของเขา

“ชื่อในบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วย ‘นาย’ ไม่เด็กแล้วมั้ง ...เอาเถอะ สักแก้วก็ได้ปี ไม่ตายหรอกน่า” คนชวนยื่นแก้วเหล้าไปตรงหน้าคนที่นั่งจิบแต่น้ำเปล่า “มาเที่ยวทั้งทีดื่มแค่น้ำเปล่าจะสนุกอะไร ดูอย่างพีเป็นตัวอย่าง ทั้งเหล้า ทั้งบุหรี่ ไม่เห็นจะตาย ใช่ไหมพี” แล้วก็วกมาที่ผม ทำเอาปาลินแทบจะกระโดดข้ามโต๊ะไปบีบคอคนพูด ดีที่ผมจับตัวไว้ก่อน

“ปีไม่ดื่ม นายก็อย่าไปยุ่งกับเขา” ผมรีบบอก ไม่อยากให้มีปัญหากัน ใช่ว่าพวกเราจะสนิทกันมากมายอะไร ขืนมีปากเสียงกันก็จะลามไปเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าถึงขั้นลุกมาต่อยกัน ผมกับปาลินสู้ไม่ไหวแน่ๆ เพราะขนาดตัวที่ด้อยกว่าอีกฝั่ง รวมถึงจำนวนคนด้วย ก็พวกเรามีกันแค่สองคน แต่พวกดีนมีถึงห้าคน

“กลับได้หรือยัง” ปาลินหันมาถามเสียงหงุดหงิด

“สักพักนะปี” ผมยังรู้สึกอยากเอารสชาติขมแต่นุ่มนวลของเหล้าราคาแพงเข้าไปชะล้างความรู้สึกภายในอก ทำให้ผมลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นใครหรือมีเรื่องอะไรให้ต้องเจ็บปวด

“ขอเวลาแน่นอนได้ไหม” แต่ผู้คุมไม่ยอมน่ะสิ

“สี่ทุ่มครึ่ง” ผมบอกตัดปัญหา ตอนนี้ก็เกือบสามทุ่ม พอได้คำตอบปาลินก็ยิ้มออกมาได้ ผมสงสารปาลินนะ รู้ว่าเพื่อนเป็นห่วง ไม่อยากให้ผมยุ่งกับกลุ่มของดีนที่มีชื่อเสียงไปในทางที่ไม่ดีเสียส่วนใหญ่

นั่งอยู่สักพักปาลินก็ลุกไปคุยโทรศัพท์กับคนเป็นย่าที่นอกร้าน ปาลินบอกย่าว่ามาทำรายงานที่บ้านผม ส่วนผมก็ใช้ข้ออ้างออกจากบ้านเหมือนปาลินนั่นแหละ ตอนนี้เหลือผมนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียวเพราะก่อนหน้านี้ดีนก็ไปเข้าห้องน้ำ แต่ไปนานมาก เกือบยี่สิบนาทีแล้ว แต่พอนึกถึงก็กลับมาพอดี

ดีนไม่ได้กลับไปนั่งที่ของตัวเอง เจ้าตัวเดินมาทิ้งตัวลงนั่งแทนที่ของปาลิน พร้อมกับบุหรี่ที่ปลายมวนติดไฟสีแดง กลิ่นควันที่ล่องลอยคล้ายจะหอมหวานกว่าที่เคยรู้สึก

“เอาหน่อยไหม” ดีนถาม ดึงบุหรี่ออกจากปากส่งมาให้ผม

“ไม่ดีกว่า” ผมส่ายหน้าปฏิเสธเพราะรับปากปาลินไว้ ไม่อยากให้เจ้าตัวกลับมาเห็น จะพานโมโหขึ้นมาอีกรอบ

“หน่อยน่า ของดี” พูดจบท่อนแขนของดีนก็เอื้อมมาโอบไหล่ผม ดึงเอาตัวผมเข้าไปชนตัวเขา แล้วเอาบุหรี่มาจ่อที่ปาก ผมจะเบือนหน้าหนีก็ไม่ได้เพราะถูกล็อกตัวไว้ เลยต้องคาบก้นกรองไว้แล้วสูดเอาสายนิโคตินเข้าไปในปาก รสชาติขมที่สัมผัสแปลกไปจนรู้สึกได้ 

“อะไร ? ในบุหรี่มีอะไร” ผมจ้องหน้าดีนเอาคำตอบ

“หนม”

“หนม ?” ผมไม่เข้าใจ

“เอาเป็นว่ามันจะทำให้พีสนุกคูณสอง” ว่าแล้วดีนก็คาบบุหรี่เข้าปากตัวเองต่อ สูดเอาควันเข้าไปสองสามรอบ แล้วส่งมาให้ผมสูบต่อ

“ไม่เอาแล้ว” ผมรู้สึกไม่ดีกับบุหรี่ในมือของดีน มันไม่ใช่บุหรี่แบบปกติ มันต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น “ยาเหรอ ?” ผมลองถาม แม้จะมั่นใจไปกว่าครึ่งแล้วว่าต้องใช่แน่ๆ ในบุหรี่มวนนี้มีสารเสพติดบางอย่างผสมอยู่

“ไม่ติดหรอกน่า ลองอีกนิดนะ พีจะได้สนุก ลืมเรื่องเขาคนนั้นไปได้ทั้งคืนแน่นอน”

พูดมาแบบนี้ผมก็เริ่มจะคล้อยตาม ผสมกับร่างกายที่ถูกแอลกอฮอล์ครอบงำ มันเลยง่ายที่จะยอมคาบบุหรี่มวนนั้นอีกครั้ง... และอีกครั้ง จนหมดมวน ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ปาลินกลับเข้ามา เจ้าตัวมองหน้าดีนเป็นเชิงไล่ให้กลับไปนั่งที่เดิม แต่ดีนยักไหล่ไม่สนใจ แถมท่อนแขนที่โอบไหล่ผมไว้ก็ย้ายลงมาอยู่ที่เอว

ปาลินมองตามมือของดีนที่วางอยู่บนเอวผมด้วยสายตาไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นว่าผมไม่ได้ว่าอะไรดีน เจ้าตัวก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ก็ทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่ทำอะไรดีนไม่ได้

“ไปดีดกัน” ดีนชวนตอนที่แก้วในมือผมเหลือแค่น้ำแข็ง พร้อมกับดึงตัวผมให้ลุกขึ้น พอลุกขึ้นยืน ผมถึงรู้สึกว่าตัวเองยืนไม่ตรงเอาซะเลย โลกมันเอียงจนผมเซไปซบอกดีน กว่าจะพยุงตัวให้ยืนอย่างมั่นคงได้ก็ผ่านไปหลายวินาที

ผมอยากปฏิเสธแต่กลับไม่ปฏิเสธ เพราะเริ่มรู้สึกว่าแสงสีรอบตัวมันสวยงามขึ้นกว่าเดิม เสียงดนตรีที่แสบแก้วหูและน่ารำคาญ ตอนนี้กลับเข้าหูมากขึ้น จังหวะกระแทกกระทั้นของมันชวนให้อยากขยับร่างกายไปกับมันด้วย ราวกับว่าผมเข้าถึงอรรถรสของพวกมันอย่างรวดเร็ว รู้สึกเลยว่าตัวเองอยากเต้น ทั้งที่เต้นไม่เป็น ก็เกิดมาสิบกว่าปีแล้ว ชีวิตผมมีแค่หนังสือการ์ตูน หนังสือเรียน กับของกิน ไม่เคยจินตนาการถึงตัวเองในสถานที่แบบนี้เลย ยิ่งเหล้ากับบุหรี่ก็ไม่เคยคิดจะแตะด้วยซ้ำ ยาเสพติดก็ยิ่งเป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่สุด ทว่าเพียงแค่วันเดียว ผมลองแล้วทั้งสามอย่าง... บุหรี่ เหล้า และยา

“อีกครึ่งชั่วโมงต้องกลับแล้วนะพี” ยังไม่ทันจะก้าวขาออกจากโต๊ะ ปาลินก็เอ่ยทวนสิ่งที่ผมรับปากเอาไว้

“ไม่ลืมหรอกน้า” ผมบอก ก่อนก้าวเข้าไปหาแสงสีวูบวาบแสนสวยงามนั้น

ตอนนี้ร่างกายผมเต็มไปด้วยความสุขและสนุกที่มาพร้อมกับความมึนงง คงเป็นเพราะเหล้าและสิ่งที่ผสมในบุหรี่ ยิ่งอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ขยับร่างกายไปตามจังหวะดนตรีที่มาจากทุกทิศทุกทางอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ผมก็ยิ่งสนุกคูณสองอย่างที่ดีนบอก มีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มนี้ ไม่นึกรำคาญเลยด้วยซ้ำว่าจะมีใครยืนล้อมหน้าล้อมหลัง โดยเฉพาะดีนที่มือเขาไม่ห่างจากตัวผมเลย บางครั้งเพื่อนของดีนก็ขยับเข้ามาเต้นใกล้ๆ พูดแซวอะไรหลายอย่างจนโดนดีนผลักให้ไปไกลๆ แต่ก็ยังกลับมาอีกหลายครั้ง ทุกครั้งก็จะดึงเอาตัวผมเข้าไปกอด ครั้งล่าสุดก็เข้ามาพร้อมกับเม็ดยารูปร่างกลมแบน

ผมเห็นดีนเอาเข้าปากกัดแบ่งเป็นสองส่วนเท่ากัน ก่อนยื่นครึ่งหนึ่งมาจ่อที่ปากผม ผมขยับปากหนี เพราะไม่รู้ว่ามันคือยาอะไร

“อยากสนุกกว่าเดิมไหม” ดีนถาม อีกเช่นเคยที่ผมจะพยักหน้าไปตามอารมณ์ที่โอบล้อมอยู่รอบตัว ทั้งแสงสีที่วิ่งไปมาและเสียงเพลงที่ปลุกเร้าอารมณ์สุดเหวี่ยงในตัวผม “เคี้ยวแล้วกลืนเลย”

ผมยอมอ้าปากรับยาครึ่งเม็ดเข้ามา ทำตามคำที่ดีนบอกคือเคี้ยวและกลืนความสนุกลงไปในลำคอ จากนั้นก็รับแก้วเหล้าจากมือดีนที่ส่งมาให้และดื่มรวดเดียวจนเหลือแค่ก้อนน้ำแข็ง นึกตลกตัวเองที่ไล่ความขมของยาด้วยความขมของเหล้า ไม่นานนักทุกอย่างในร่างกายผมก็เริ่มผ่อนคลาย ขณะเดียวกันก็คึกคักอย่างบอกไม่ถูก

“สนุกไหม” ดวงตาของดีนเยิ้มเพราะสิ่งที่อยู่ในร่างกายเหมือนอย่างผมนั่นแหละ ใบหน้าที่ดูหล่อเหลาในแบบของเด็กหนุ่มโน้มลงมาใกล้ มือหนาเกี่ยวเอวผมไม่ยอมปล่อยและดึงให้ร่างกายส่วนล่างแนบชิดกัน

“สนุก” ผมยิ้ม ขยับร่างกายไปตามจังหวะดนตรี “สนุกมากกกก” บอกออกมาจากความรู้สึกที่เป็นจริงในตอนนี้ ผมมีความสุข อะไรมันก็สนุกไปหมด ไม่น่าอึดอัดเหมือนตอนก้าวเข้ามาในผับใหม่ๆ กลายเป็นว่าผมรู้สึกรักบรรยากาศชวนเคลิบเคลิ้มนี้ไปเสียแล้ว

“ชอบไหม” ดีนยังถามอีก ซ้ำยังกอดเอวผมแน่นขึ้น ร่างกายที่เสียดสีกันทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบ  และแปลกที่ผมชอบมัน

“ชอบสิ ขอบใจนะที่พาเรามา” ผมยิ้ม ยกมือขึ้นมาเกาะไหล่ดีน มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ชอบที่อยู่แบบนี้ ใกล้กันจนเหมือนจะแย่งอากาศกันหายใจแน่ะ

“หมายถึงชอบดีนไหม” ดีนเป็นผู้ชายที่ยิ้มเก่ง ผมเห็นแต่เขายิ้ม ยิ้มเต็มใบหน้า ดวงตาหวานเชื่อม ริมฝีปากบางเฉียดไปมาบนแก้มผม บางครั้งก็ใกล้ปากจนต้องหันหนี แต่ก็ไม่คิดจะหนีไปไหน

“อยากให้ชอบไหมล่ะ” ผมถามกลับ รู้สึกอารมณ์ดีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ถ้าอยากให้ชอบ... ก็จะชอบนะ” มิหนำซ้ำผมยังคิดว่าตัวเองส่งสายตายั่วยวนไปให้อีกฝ่ายด้วย ทั้งที่ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้ต้องการทำแบบนั้น แต่ทุกอย่างมันเป็นไปเองหมด เหมือนผมควบคุมความรู้สึกสนุกสนานแบบล่องลอยของตัวเองเอาไว้ไม่ได้

“น่ารักว่ะ”

“น่ารัก... แล้วรักปะล่ะ” ลำพังแค่คำพูดก็เหมือนไม่ใช่ตัวเองแล้ว แต่มือผมก็ยังเหมือนจะไม่ใช่มือของตัวเองยิ่งกว่า เพราะมันเลื่อนลงมาที่แผ่นอกใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มของดีน ลูบไล้แผ่วเบา และสบสายตาหวานเชื่อมอย่างไร้ความเขินอายใดๆ

...ชอบที่ถูกดีนมองด้วยสายตาแบบนี้ด้วยแหละ

“อยากรักจนน้องชายดีน...แข็งไปหมดแล้ว” คำพูดตรงๆ กับสะโพกที่บดเบียดเข้ามาจนสัมผัสได้ถึงความแข็งแรงภายใต้กางเกงยีนของดีน ไม่ได้ทำให้ผมหวาดกลัวหรือผลักอีกฝ่ายออกไปจากตัว ผมกลับยิ้มรับและหัวเราะไปกับทุกคำพูดของคนตรงหน้า “ไปข้างบนกันไหม อยากให้พีกล่อมน้องชายดีนว่ะ”

“เดี๋ยวปีหาตัวไม่เจอ” ต่อให้สนุกจนลืมทุกอย่าง ผมก็ยังไม่ลืมปาลิน

“ขึ้นไปแป๊บเดียว ส่วนปี เราจะให้ต้นไปนั่งเป็นเพื่อนก่อน” ว่าแล้วดีนก็ปล่อยมือข้างหนึ่งจากเอวผม หันไปคว้าไหล่เพื่อนของตัวเองให้หันกลับมาหา ฝ่ายนั้นที่กำลังเต้นอยู่ข้างสาวสวยคนหนึ่งหันกลับมาเหมือนจะด่า หน้าตาเตรียมพร้อมจะมีเรื่องเต็มที่ ทว่าพอเห็นว่าเป็นเพื่อนตัวเองก็ยิ้มอารมณ์ดี ผมเห็นดีนพยักพเยิดไปทางโต๊ะของพวกเรา มองจากตรงนี้ไม่เห็นหรอก แต่ต้นก็ดูเข้าใจสิ่งที่เพื่อนตัวเองบอกผ่านท่าทาง ถึงได้ก้มหน้าลงไปพูดกับสาวสวยคนนั้น ก่อนจะเดินจูงมือเธอออกไปด้วยกัน

“หมดห่วงแล้วนะ”

“หาเรื่องให้เราโดนปีด่าอีกแล้ว” ผมพูดไม่จริงจังนัก เรื่องกลัวปาลินด่าไม่อยู่ในหัวผมแม้แต่นิดเดียว พื้นที่ในหัวไม่เหลือให้กับอะไรทั้งนั้น นอกจากความสุขและสนุกสุดเหวี่ยงที่เพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก และพร้อมจะทำทุกอย่างตามคำพูดของดีน คนที่พาผมมารู้จักโลกน่าอยู่ใบนี้

“ด่ามาก็ด่ากลับ ไม่โกงครับ แต่ว่า... ไปกันเถอะ ขึ้นไปปลอบน้องชายดีนหน่อย” แล้วดีนก็โอบเอวผมออกไปจากกลุ่มคนจำนวนมากที่ดีดดิ้นอยู่ท่ามกลางแสงสีวิบวับและเสียงดนตรีที่สนุกสนานเร้าอารมณ์

ดีนพาผมขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นสาม ทางเดินมีแสงสลัวเพียงน้อยนิดแทบมองไม่เห็นอะไร แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับดีน คงเป็นเพราะความคุ้นเคยกับสถานที่ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง

“ดีน...”

“ว่า...”

“อยากจูบ...อื้อ...” แทบจะทันทีที่ผมเอ่ยไปตามความรู้สึกที่ลุกไหม้ภายในร่างกาย แผ่นหลังก็พลันกระแทกเข้ากับผนังปูนแข็งกระด้าง ริมฝีปากร้อนจัดประกบจูบลงมาอย่างหนักหน่วง หัวใจของผมกระตุกด้วยความตื่นเต้นราวกับเป็นจูบแรก ทุกอย่างมันเร้าอารมณ์ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศที่มีเสียงเพลงจากชั้นล่างดังขึ้นมาโอบล้อมอย่างเบาบาง ร่างกายของดีนที่กดเข้ามาจนเสื้อผ้าดูเป็นของเกะกะไปเลย นึกอยากกระชากทิ้งไปซะ แต่มือของดีนที่ล้วงเข้ามาในเสื้อก็ทำให้อารมณ์ผมแตกกระเจิง ไม่ใช่ความตื่นกลัว ตรงกันข้ามกลับอยากให้ดีนขย้ำร่างกายผมให้แรงขึ้น

ผมเงยหน้าขึ้นเมื่อดีนลากริมฝีปากต่ำลง ฝากร่องรอยความร้อนและเจ็บจี๊ดตรงซอกคอ ยิ่งทำให้ผมสอดมือเข้าไปขย้ำผมเส้นหนาของเขาแรงขึ้นเพื่อระบายความซ่านสยิวที่ก่อตัวอยู่ตรงกลางกาย

“อะ...ดีน...พีเจ็บ...” เป็นความเจ็บจากคมเขี้ยวที่ฝังลงบนคอของผม “อย่าใจร้ายกับเราสิ ...อือออ เราจะไม่ไหวแล้ว”

“น่ารักว่ะ หวานไปทั้งตัว” ดีนเอ่ยแผ่วเบาหลังจากใช้ปลายลิ้นลากเลียบริเวณที่เขาฝังเขี้ยวลงไป ดวงตาเชื่อมหวานของดีนในแสงอันน้อยนิด ดึงให้ผมเป็นฝ่ายเริ่มต้นจูบที่สองระหว่างเราสองคนอย่างคนไร้ยางอาย แต่เป็นฝ่ายดีนที่ส่งเรียวลิ้นเข้ามาในปากผม เกี่ยวกระชากจนผมตามแทบไม่ทัน

จูบของดีนกระชากอารมณ์ผมให้บินขึ้นสูง ผมแทบไม่เป็นตัวเอง รู้ว่าทำอะไรอยู่ รู้ว่าไม่ควรและมีความผิดพลาดใดรออยู่ ทว่าผมกลับเลือกที่จะไม่ใส่ใจ ไม่กลัววันพรุ่งนี้ ผมอยากมีแค่ปัจจุบันกับความรู้สึกสุขและสนุกจนหยุดไม่อยู่

อยากถูกกอด ถูกสัมผัส... และถูกรัก

และดีนกำลังให้ทุกอย่างที่ผมต้องการ เติมบางอย่างลงมาในหัวใจที่เบาโหวงของผม จูบยาวนานหลายนาทีกว่าจะหยุดลง ที่ตามมาคือเสียงหอบหายใจของผมกับดีน กับเสียงหัวเราะของสองคนเมา

“อยากเอาตรงนี้...” ดีนยิ้ม ป้อนคำถามน่าอายติดกับริมฝีปากผม “...หรือในห้อง”

“ดีนชอบตรงไหนล่ะ” แต่ผมกลับไม่รู้สึกเขินอายแม้แต่น้อย มีแต่ความต้องการที่ถูกปลุกเร้าจากร่างกายที่แนบแน่นแทบลุกเป็นไฟ มือก็ยกขึ้นลูบใบหน้าของคนตรงหน้า ดีนจัดว่าเป็นผู้ชายที่หล่อมากคนหนึ่ง “เราได้ทั้งนั้น” ผมคงบ้าไปแล้ว

“ร้ายว่ะ ไม่คิดว่าเด็กเรียนอย่างพีจะมีมุมแบบนี้”

“ไม่ชอบเหรอ” ผมยิ้มยั่วยวนไปโดยไม่รู้ตัว “ไม่ชอบก็จะไม่ทำอีก”

“ชอบดิ” ดีนตอบมาอย่างไวและกลั้วเสียงหัวเราะที่ดังแทรกไปกับเสียงดนตรีที่ลอยขึ้นมาจากด้านล่าง “โคตรชอบพีเลยว่ะ นี่ไม่รู้ตัวเลยใช่ปะ ว่าดีนมองพีมาตลอด อยากคุยมาตั้งนานแล้ว วันนี้เหมือนสวรรค์มาโปรดดีนเลย”

“สารภาพรักเราเหรอ”

“ไม่มั้ง” ว่าแล้วก็หัวเราะ ก่อนดึงปากผมไปจูบอีกครั้ง แลกลิ้นกันอยู่สักพัก ดีนก็ถอนปากออกมา เอ่ยถามเสียงพร่า “อยากเอาตรงนี้ว่ะพี ...ได้ไหม”

“ดะ...”

‘ได้’ ...คือคำตอบที่ผมจะพูดออกมาตามคำบัญชาของสิ่งที่สะสมอยู่ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเหล้าหรือยา แต่นั่นแหละ คำนั้นยังไม่ทันได้หลุดออกมาจนครบคำ เสียงเข้มจัดก็ดังแทรกเข้ามาหยุดยั้งทุกความโง่เขลาของผมลง

“ก่อนจะเอากันตรงนี้” เสียงที่คุ้นเคยทำเอาหัวใจผมหล่นไปกองพื้น ตัวผมแข็งเกร็งไปกับคำพูดประโยคสุดท้าย “ช่วยไปเปลี่ยนนามสกุลก่อนก็ดีนะ...พีรัช”

ถ้าย้อนเวลาได้ ผมก็อยากจะเชื่อปาลินที่สุด แต่ว่าผมย้อนเวลากลับไปไม่ได้ ไม่มีทางย้อนเวลาได้




จบตอนที่ 12
 
***** คำเตือน *****
สิ่งเสพติดทุกประเภทให้โทษ
การเสพของตัวละครในนิยาย ไม่ทำให้ติดได้ หรือติดก็เลิกได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ
แต่เรื่องจริง แค่ครั้งเดียวที่หลงลอง เราก็สามารถติดและทำลายทั้งชีวิตได้นะคะ
ฉะนั้น อย่าริลองอย่างเด็ดขาด
ส่วนน้องพี วอนอย่าด่าน้องมาก
เดี๋ยวตอนต่อไป น้องพีสัญญาว่าจะน่ารักขึ้นอีกนิดหนึ่ง ^_^
 :z2:
สีเหลืองอ่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-02-2019 12:26:07 โดย i_ang »

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
เฮ้อออ คิดว่าครั้งแรกจะเป็นของดีนซะแล้ว
แล้วเจ้าของนามสกุลมาได้ไงหว่า

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13955
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +412/-25

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด