**รัก...คือคำตอบ** (คุณยะ&น้องพี) -- ตอนที่ 36 (11-04-19)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: **รัก...คือคำตอบ** (คุณยะ&น้องพี) -- ตอนที่ 36 (11-04-19)  (อ่าน 8376 ครั้ง)

ออฟไลน์ lovenadd

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-11
รอน้องพีครับ

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 21

ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งกับคนของพี่เลม่อนอีกเลย หรือจะพูดให้ถูกต้องคือคนของพี่เลม่อนไม่โผล่มาให้ผมเห็นหน้าเลยต่างหาก เขาไม่กลับมานอนที่บ้าน ผมฟังคุณย่าบ่นถึงเขาจนจำได้ทุกประโยคแล้วว่าในแต่ละครั้งที่ท่านโทรหาเขาจะพูดประโยคไหนออกมาบ้าง

จนกระทั่งวันนี้...

ผมนอนเอาหนังสือแปลเรื่อง “จดหมายรัก” วรรณกรรมญี่ปุ่นที่อ่านแล้วชวนง่วงมากๆ กางปิดหน้าเอาไว้อยู่บนศาลากลางสระบัวที่ดอกสีหวานชูช่อสวยงามเต็มสระ หลังจากอ่านไปได้แค่ยี่สิบหน้าผมก็ไม่เห็นว่ามันจะสนุกชวนอ่านมากกว่าหนึ่งรอบแบบที่อาภาเจ้าของหนังสือเล่มนี้ชอบทำตรงไหนเลย ทำไมอาภาถึงได้อ่านเป็นสิบๆ รอบจนหนังสือเยิน (แต่อาภาก็ซื้ออีกเล่มมาคู่กัน เล่มนั้นจะถูกเก็บรักษาอย่างดี ผมเคยโดนตีมือแรงๆ ไปทีหนึ่ง ตอนจะหยิบมันออกจากชั้นหนังสือ เผอิญวันนั้นอาภาอยู่ในห้องหนังสือกับผมด้วย) กำลังจะเคลิ้มหลับเพราะสายลมเย็นๆ แต่จังหวะนั้นหนังสือเล่มบางก็ถูกดึงออกไปจากใบหน้าผม ผมเปิดเปลือกตาสู้แสงตะวันอีกครั้ง และพบว่าคนที่นั่งอยู่ข้างตัวผมคือ...อานุ

วันนี้เป็นวันหยุดของอานุ ผมถึงได้นั่งกินอาหารเช้ากับชายหนุ่มที่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกับ...เขาคนนั้น เพียงแต่นิสัยต่างกันลิบลับ อานุเป็นชายหนุ่มใจดีและใจเย็น เป็นผู้ชายที่เต็มไปด้วยรังสีความอบอุ่นฟุ้งอยู่รอบตัว ส่วนอีกคน...ตรงกันข้าม

“เที่ยงแล้วไปกินข้าว” อานุมาตามผมไปกินข้าวนี่เอง

“ครับ” พออานุพูด ผมก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที พลิกนาฬิกาที่ข้อมือดูก็เห็นว่าเที่ยงกว่าแล้ว ผมอ่านหนังสือเพลินจนลืมเวลาอาหารมื้อเที่ยง (ก่อนอ่านหนังสือชวนง่วง ผมอ่านการ์ตูนหมดไปหลายเล่มแล้วครับ อ่านมาตั้งแต่หลังอาหารเช้าเป็นการฉลองปิดเทอม ซึ่งก็ฉลองมาหลายวันแล้วเหมือนกัน)

ผมดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง ขณะที่อานุวางหนังสือปกสีหวานที่ดึงออกไปจากหน้าผมเมื่อกี้ลงไปกองรวมกับหนังสือการ์ตูนหลายสิบเล่มที่ตั้งอยู่ข้างตัวผม

“อานุ...อุ้มพีหน่อย” ชักอยากอ้อนอานุแล้วสิ เพราะอานุก็เป็นอีกคนที่ผมเจอตัวน้อยมาก คือช่วงไหนที่อานุไปทำงานเช้ามากๆ ผมก็จะไม่เจออานุบนโต๊ะอาหารเช้า และถ้าวันไหนอานุเข้าเวร (ที่คลินิกของตัวเอง) ผมก็จะไม่ได้เจออานุที่โต๊ะอาหารค่ำ แถมเราสองคนก็อยู่บ้านคนละหลัง เลยกลายเป็นว่าสัปดาห์หนึ่งเจอกันแค่วันสองวัน บางสัปดาห์ก็ไม่ได้เจอหน้ากันเลยก็มี แต่ก็ถือว่าผมเจออานุมากกว่าอีกคนหนึ่งละกัน นี่ก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นเจ้าของใบหน้าที่มีพิมพ์เดียวกับอานุเลย

ตอนเป็นเด็กตัวเล็ก ผมชอบให้อานุอุ้มและอานุเองก็ชอบอุ้มผมด้วย เป็นคนที่อุ้มผมเยอะที่สุดแล้ว รองลงมาก็เป็นคุณย่า แต่พอโตขึ้น ผมตัวใหญ่ขึ้น น้ำหนักเยอะขึ้นก็เลยไม่กล้าอ้อนให้อานุอุ้มเท่าไร อีกอย่างคือไม่ค่อยได้เจอกันด้วยแหละ อานุทำงาน ผมก็เรียนหนังสือ

“อุ้มพีหน่อยนะครับ” ผมเงยหน้า ยิ้มอ้อนเหมือนตอนเป็นเด็ก อ้าแขนรอให้อานุก้มตัวลงมาอุ้ม

“โตแล้วไม่ใช่เด็ก” อานุยิ้ม วางมือลงมาบนศีรษะผมแล้วขยี้ด้วยความเอ็นดู

“ยังไม่โตสักหน่อย” ผมว่า เพราะผมยังอยากเป็นเด็ก จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก ยิ่งโตผมก็ยิ่งรู้สึกว่าโลกกว้างเกินไป กว้างจนเต็มไปด้วยความเหงาที่กัดกร่อนหัวใจของผมให้ผุพังลงไปเรื่อยๆ “ถ้าอานุไม่อุ้ม พีก็จะไม่ไปกินข้าวนะ” อันที่จริงผมก็แค่แกล้งพูดไปอย่างนั้นเอง ไม่กล้าทำจริงหรอก เพราะความหิวไม่เคยปรานีใคร...บอกเลย

“ตัวโตเป็นแพนด้าแล้ว อาอุ้มไม่ไหวหรอก” ปากพูดปฏิเสธแต่สิ่งที่อานุทำคือการทรุดตัวลงมาหาผม ใช้ท่อนแขนที่เต็มไปด้วยพละกำลังของชายหนุ่มวัยใกล้สามสิบสอดเข้ามาโอบตัวผมไว้ แล้วยกตัวผมขึ้นจากเบาะนอนที่ปูทับเสื่อถักอีกทีหนึ่ง ส่วนผมก็ทำตามความเคยชินคือยกสองมือกอดรอบคออานุเอาไว้ ขาสองข้างก็ไม่ต่างกัน มันกำลังโอบไปรอบเอวคนเป็นอาแบบที่เคยทำมาตลอดช่วงที่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก

สำหรับท่านี้... ถ้าไม่คิดอะไร มันก็จะไม่มีอะไรครับ เหมือนพ่ออุ้มลูกชายตัวน้อย ต่างกันนิดหน่อยที่ว่าผมไม่ใช่เด็กชายตัวน้อยนิดเหมือนในวันเก่าเท่านั้นเอง และคนที่อุ้มผมก็ไม่ใช่พ่อแต่เป็นอาที่ผมรัก

“กินอะไรบ้างไหมเนี่ย ทำไมถึงได้ตัวเบาแบบนี้” เสียงอานุเข้มขึ้นมานิดหนึ่งเหมือนจะตำหนิเล็กๆ ที่ผมผอมเกินไป เมื่อเช้าก็เพิ่งโดนดุไปทีหนึ่งเรื่องที่ผมกินข้าวนิดเดียว ไม่ถึงครึ่งที่อานุกินเลยด้วยซ้ำ

“พีกินแล้วเถอะ แต่มันไม่อ้วนเอง” ผมรีบบอกอยู่บนไหล่คนเป็นอา เป็นเรื่องจริงด้วย ถึงผมจะกินข้าวไม่เยอะ แต่เรื่องขนมกับของหวานนี่ตรงข้ามเลยนะ กินเยอะยิ่งกว่าชูชกอีก แต่คงเป็นเพราะระบบในร่างกายของผมเผาผลาญดีเกินไปมั้ง กินเท่าไรก็ผอมเหมือนเดิม

“กินข้าวเหมือนแมวดม แล้วจะอ้วนได้ยังไง” อานุเริ่มบ่นแบบเดิมอีกแล้ว บ่นยิ่งกว่าคุณปู่คุณย่าอีกนะครับ “กินข้าวให้เยอะหน่อยนะพี ตัวจะได้โตๆ กว่านี้” ...คือผมทั้งผอมทั้งเตี้ยไงครับ

“ก็บอกแล้วว่าพี...” ผมกำลังจะเถียงอานุว่าผมกินได้เยอะที่สุดก็เท่าแมวดมนั่นแหละ เพราะท้องของผมมีไว้สำหรับขนมเท่านั้น แต่ยังไม่ทันได้พูดจนจบประโยค ขาอานุยังก้าวไม่พ้นจากตัวศาลากลางสระบัวเลยด้วยซ้ำ  เสียงเข้มๆ และห้วนจัดที่บอกความไม่พอใจอย่างมากของคนบางคนก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน

“ทำอะไร!” และไม่ทันไรเจ้าของคำถามก็ก้าวเข้ามายืนบนศาลากลางน้ำเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว

“ทำอะไร?” อานุดูจะงงๆ ผมเดาจากเสียงนะครับ เนื่องจากผมไม่เห็นหน้าของอานุ เพราะผมกำลังอยู่ในทางลูกลิงเกาะพ่อลิง “ผมก็อุ้มหลานไง แปลกตรงไหน หรือพี่ยะคิดว่า...บ้าน่าพี่ยะ คิดได้ไง” อานุคงเข้าใจแล้วว่าถูกพี่ชายตัวเองเข้าใจผิด แล้วก็ทำท่าจะปล่อยตัวผมกลับลงไป ผมเลยกอดอานุแน่นขึ้นอีก ซบหน้าลงบนไหล่กว้าง

“ห้ามปล่อยพีนะ พีอยากให้อานุอุ้ม” ผมพูดเบาๆ กับคนที่อุ้มผม แต่อีกคนที่ผมไม่อยากเห็นหน้าก็หูดีเกินไป ได้ยินด้วยว่าผมพูดอะไรกับอานุ

“ไม่ใช่เด็กแล้วนะพี” เขาดุผมก่อนจะบอกอานุให้ปล่อยตัวผมลง “นุปล่อยหลานลง”

“อานุ...ไม่เอานะ ห้ามปล่อยพีลงนะ” ผมกอดเอานุแน่นขึ้นอีก ส่วนอีกคนก็ยังพูดเสียงขุ่นเสียงเขียวกับน้องชายของตัวเอง

“นุปล่อยหลาน”

“พี่ยะ ผมก็แค่อุ้มหลาน” อานุค้านคำสั่งของพี่ชายตัวเอง แต่ก็กลับมาพูดกับผมเสียงอ่อนลง “ปล่อยอาก่อนนะพี อาหนักแล้ว” ผมรู้ว่าอานุไม่หนักหรอก แต่เพราะไม่อยากขัดคำสั่งของพี่ชายตัวเองมากกว่า

“ไม่เอา พีไม่ลง” ผมยังดื้อ เรื่องที่อยากให้อานุอุ้มเป็นเรื่องรองไปแล้ว เรื่องหลักคืออยากต่อต้านพี่ชายอานุต่างหาก

...คงคิดว่าคนอื่นจะเหมือนตัวเองงั้นสินะ

“นุ”

“พี่ยะ”

ผมไม่รู้ว่าในความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากต่างฝ่ายต่างเรียกชื่อของอีกคน ทั้งอานุและเขามีสีหน้าและท่าทางอย่างไร จนกระทั่งอานุลูบแผ่นหลังผมเบาๆ พูดกับผมว่า

“พีโตแล้วนะ อย่าดื้อ” แปลว่าอานุไม่อยู่ข้างผม

“ครับ” ผมจำต้องปล่อยแขนและขาออกจากตัวอานุ กลับลงไปยืนบนสองเท้าของตัวเองตามเดิม พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า...ผมเหลือตัวคนเดียว 

“ดูทำหน้าเข้า ไม่อยากเดินมากหรือไง งั้นก็...” อานุเอื้อมมาขยี้ศีรษะของผมราวกับจะปลอบโยนความโดดเดี่ยวของผมให้จางหายไป ผมเงยหน้าเศร้าๆ ขึ้นไปมองใบหน้าแสนใจดีของอานุ “...ขึ้นหลังอาก็ได้ อาจะแบกไปถึงโต๊ะอาหารเลย” ว่าแล้วอานุก็หันหลังและย่อตัวลง เพื่อให้ผมขี่หลังตัวเอง

“ขอบคุณครับอานุ” ผมยิ้มออกมาได้ อย่างน้อยอานุก็ยังใจดีกับผมเสมอ กำลังจะโถมตัวลงไปเกาะหลังอานุ เสียงของคนที่เอาแต่ขัดใจผมก็ดังตามมาติดๆ

“เดินเองไม่ได้หรือไง ทำไมชอบทำตัวให้เป็นภาระคนอื่น” เขาคว้าแขนผมไว้ แล้วดึงออกมาจากตัวอานุ จ้องหน้าผมราวกับว่าผมทำเรื่องไม่ดี จากนั้นก็หันไปพูดกับอานุที่หันหน้ากลับมามองการกระทำของเขา “นุ...หลานโตแล้ว อย่าตามใจให้มาก เดินมาเองได้ก็ต้องเดินกลับไปเองได้”

“ก็ผมอยากตามใจหลาน และต่อให้พีโตแค่ไหน ยังไงเขาก็เป็นหลานของผม เป็นลูกของพี่ยะ” เสียงอานุไม่พอใจเท่าไร แต่ตอนหันมาบอกผม เสียงของอานุอ่อนโยนขึ้น “ขึ้นมาพี ไม่ต้องไปสนใจคำของพ่อเรา”

“ครับ” ผมขานรับ พร้อมกับดึงแขนออกจากมือคุณยะ แล้วทรุดตัวลงไปเกาะบนแผ่นหลังกว้าง สองมือโอบรอบคอของอานุ จากนั้นอานุก็จับล็อกที่ขาสองข้างของผมและค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงที่มากกว่าผมไปเยอะเลย แต่ก็น้อยกว่าอีกคนหนึ่งที่เดินตามหลังพวกเราสองคนมา “พีรักอานุที่สุดเลย” และผมจงใจพูดประโยคนี้ด้วยเสียงที่ดังพอประมาณ ตั้งใจให้คนที่ถูกทั้งผมและอานุเมินได้ยินชัดเต็มสองหู

“ทะเลาะกับคุณยะอยู่หรือเปล่า” อานุถามเบาๆ ให้ได้ยินแค่เราสองคน

“ครับ” ผมยอมรับ แต่ก็ไม่กล้าเล่าความจริงทุกอย่าง ยอมรับว่าผมอายและไม่อยากให้คนในครอบครัวรู้ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวนี้ “คุณยะชอบดุพี ไม่ตามใจพีเหมือนอานุ”

...ให้อานุเป็นพ่อของผมยังดีเสียกว่า

“พีก็ชอบดื้อกับคุณยะ อย่าคิดว่าอาไม่รู้นะ”

“อานุก็ดื้อ” ผมหมายถึงการที่อานุไม่ยอมทำตามคำสั่งของพี่ชายตัวเองเมื่อกี้

“อาโตแล้วดื้อได้ แต่พียังเด็กและพีเป็นลูก ต้องไม่ดื้อกับพ่อนะครับ”

...แสดงว่าผมดื้อได้ เพราะผมไม่ใช่ลูกของเขาและเขาไม่เคยเห็นผมเป็นลูกแม้แต่นิดเดียว ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำแบบที่ทำกับผมมาตลอด

“หิวจังเล้ยยย ไม่รู้ว่าเที่ยงนี้ป้าพิศทำอะไรให้พีกินบ้าง” ผมแกล้งเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากให้อานุพูดถึงความสัมพันธ์ของพ่อลูกจอมปลอมระหว่างผมกับเขา

“เปลี่ยนเรื่องเก่ง” อานุว่าขำๆ ระหว่างนั้นก็แกล้งผมด้วยการเหวี่ยงตัวผมไปมา ทำเอาผมต้องเกาะอานุแน่นขึ้นเพราะกลัวตก ต่อให้รู้ว่าอานุไม่มีทางปล่อยให้ผมตกไปจากหลังหรอก แต่ผมก็ไม่อยากประมาท

“อานุ! อย่าแกล้งพีสิ” ตอนเด็กก็แบบนี้แหละ แบกผมขึ้นหลังทีไรเป็นต้องแกล้งเหวี่ยงตัวผมไปมาทุกที โดนครั้งแรกๆ ผมถึงกับร้องไห้จ้าเลยเพราะกลัวตก บ่อยครั้งขึ้นก็เลยรู้ว่าที่อานุทำคือการแกล้งผมเท่านั้นเอง

“อาไม่ได้แกล้งแต่กำลังจะโยนเด็กดื้อทิ้ง”

“โอยย... อานุ้ ห้ามแกล้งพี พีจะตกแล้วนะ” ก็อานุเล่นเหวี่ยงสุดแรงเลยมั้ง ถ้าผมเกาะแน่นไม่เท่าตุ๊กแกละก็ มีหวังได้หล่นตุ้บไปกองอิฐทางเดินแข็งๆ แน่นอน “ไม่เอาๆ อานุหยุ้ดดดด...หยุดเลยๆๆ พีจะตกแล้วนะ หื้ออ...อานุหยุ้ดดดด” ยิ่งผมร้องตะโกนห้าม อานุยิ่งเหวี่ยงแรงขึ้นอีก นี่กะจะให้ผมตกจริงๆ เลยใช่ไหม

“นุ! หยุดแกล้งหลาน” สิ้นคำสั่งด้วยสุ้มเสียงขุ่นจัดบอกความไม่พอใจสิ่งที่น้องชายทำ คนเป็นน้องก็หยุดแกล้งผมทันที “เล่นไม่เข้าเรื่อง ตกไปจะว่ายังไงหะนุ”

“ผมเล่นกับหลานแบบนี้ประจำ” ...ประจำของอานุคือช่วงที่ผมอายุไม่พ้นเลขสิบนะ “ไม่เคยทำพีตกสักครั้ง” ...เพราะอานุไม่ได้เหวี่ยงแรงเหมือนครั้งนี้ไง ผมเถียงอานุในใจ แต่คำพูดที่ปล่อยออกมากลับตรงข้าม

“ตั้งแต่พีเกิดมาอานุไม่เคยทำให้พีเจ็บ แล้วก็รักพีมากด้วย ตามใจพีทุกอย่าง ไม่เหมือนคนบางคน”

...ไม่เหมือนเขานั่นแหละ

“พี...พูดไม่เพราะ” เป็นอานุที่ปรามผม ส่วนอีกคนมองหน้าผมแล้วก็ก้าวขายาวๆ นำหน้าไปเลย

หึ... รับความจริงไม่ได้สินะ

“พีพูดความจริง” ผมเถียงอานุเบาๆ สายตายังคงมองตามแผ่นหลังกว้างที่ไกลออกไป อานุก็เดินช้าลงด้วย เหมือนตั้งใจทิ้งระยะห่างระหว่างตัวเองกับพี่ชายให้มากขึ้น เพื่อจะได้ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณยะได้สะดวกขึ้น

“พีโกรธอะไรคุณยะ”

“ไม่ได้โกรธสักหน่อย”

...เข้าขั้นเกลียดมากกว่า เป็นความรู้สึกที่ทั้งเกลียดทั้งรัก ไม่เห็นหน้าก็คิดถึงตลอด อยากเจอทุกวินาที แต่พอเจอหน้าก็อยากให้เขาหายไปให้พ้นจากการมองเห็นของผม พ้นออกไปจากชีวิตของผมไปซะ

“คุณยะทำอะไรพีหรือเปล่า” เท้าของอานุหยุดลงตอนที่ถามคำถามนี้ เสียงก็ฟังดูเป็นกังวล บางทีอานุอาจกลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีระหว่างผมกับพี่ชายตัวเองเกิดขึ้น... ซึ่งเรื่องไม่ดีบางอย่างมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว เพียงแต่อานุไม่รู้ ...หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ อานุคงไม่คิดไปถึงความจริงที่บิดเบี้ยวนั้น

“คุณยะชอบดุพี” ผมบอกสิ่งที่เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใกล้เคียงความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเลย

“พีทำอะไรให้คุณยะดุล่ะหื้อ” อานุย้อนถาม ขาก้าวไปข้างหน้าตามเดิม ขณะที่แผ่นหลังกว้างของคนที่เราสองคนพูดถึงลับสายตาไปนานแล้ว “ดื้อหรือเปล่า คุณยะถึงได้ดุ”

“ถึงพีไม่ดื้อ ไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง เป็นเด็กดี เชื่อฟังทุกคำพูด คุณยะก็หาเรื่องดุพีได้ทุกอย่างนั่นแหละ” ทีกับคนอย่างพี่เลม่อน ทำตัวร้ายกาจใส่ผมแค่ไหนก็ไม่เห็นคุณยะจะทำอะไรเลย มีแต่ตามใจ ให้คำสัญญาอย่างโน้นอย่างนี้

ผมไม่รู้หรอกว่าเขาสัญญาอะไรกับพี่เลม่อนบ้าง แต่คำสัญญาของคนอย่างเขาก็ไม่ต่างจากลมปาก นึกแล้วก็สงสารพี่เลม่อนเหมือนกันที่ต้องอยู่กับคำสัญญาเหม็นเน่าพวกนั้น

...เหมือนที่ผมเคยเจอ

คำสัญญาที่ไม่เคยจะทำได้จริง สักแต่พูดออกมาเพื่อปัดปัญหาให้พ้นตัว หลอกล่อให้คนฟังมีความหวังว่าจะเป็นจริงอย่างที่เขาให้คำสัญญาเอาไว้ สุดท้ายก็ว่างเปล่า และเป็นความว่างเปล่าที่กรีดหัวใจให้เจ็บปวดอย่างที่สุด

“แสดงว่าดื้อกับคุณยะเยอะล่ะสิ”

“อานุเดินเร็วๆ หน่อย เนี่ยพีหิวแล้ว ท้องร้องจ๊อกๆ เลย” ผมแกล้งเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง “หรือว่าเหนื่อยเลยเดินช้า แสดงว่าแก่แล้วสินะครับอานุ”

“เปลี่ยนเรื่องเก่ง” อานุพูดปนขำ แต่ก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

“เรียนก็เก่งด้วยครับ” ผมพูดอย่างอวดๆ เพราะผลการเรียนของผมดีอย่างสม่ำเสมอ เรียนได้สี่จุดศูนย์ๆ มาตลอด ไม่เว้นแม้แต่เรื่องกีฬา เห็นผมตัวเล็กแบบนี้แต่เล่นได้แทบทุกชนิดเลยนะ เล่นได้ดีในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ถึงกับเก่ง เพราะไม่ได้จริงจังถึงขั้นทุ่มเทไปกับกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่ง ไม่เหมือนปาลินที่เก่งแต่วิชาการแต่กีฬาไม่เอาไหนเลย ผลการเรียนเลยแพ้ผมไปนิดหน่อย

“เด็กขี้อวด” ผมรู้หรอกน่าว่าอานุแค่แหย่ผมเล่น ความจริงอานุภูมิใจในตัวผมจะตาย เอาผลการเรียนมาอวดทีไร ยิ้มแก้มปริทุกที... ไม่เหมือนพี่ชายอานุที่ไม่เคยจะสนใจเรื่องเรียนของผมเลยสักนิด มีหลายครั้ง (ก็น่าจะสักสองสามครั้ง) ที่คุณย่าพูดเรื่องผลการเรียนของผมให้เขาฟัง ซึ่งผมก็อยู่ตรงนั้นด้วย เขาก็แค่ฟังแบบผ่านหู ไม่มีคำชื่นชมกลับมาให้ผมเลยสักครั้ง

“ก็พีมีดีให้อวดนี่นา อานุต้องภูมิใจนะที่พีเก่งเหมือนอานุเลย” อานุก็เคยเป็นเด็กเรียนเก่งระดับสี่จุดศูนย์ๆ เหมือนกัน ที่ผมรู้เพราะคุณย่าเล่าให้ฟัง จะว่าไปครอบครัวตรัยธาดาเรียนเก่งกันทุกคน ข้อนี้ละมั้งที่ทำให้ผมไม่แตกต่างจากลูกของคุณปู่คุณย่า

“อาภูมิใจในตัวพีอยู่แล้ว”

“ขอบคุณครับ พีรักอานุที่สุดเลย” ...ผมรักทุกคนในครอบครัวนี้ มันเป็นความผูกพันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ผมลืมตามาบนโลกใบนี้ แต่ความรักที่ผมให้ทุกคน มันต่างเฉกสีกัน

สำหรับทุกคนที่ผมรัก... มันเป็นสีขาวบริสุทธิ์

แต่กับคนเพียงคนเดียว... มันเป็นสีที่ยากจะระบายออกมา มันคล้ายสีชมพูแต่ก็มีอีกหลายสีที่ละลายอยู่ในนั้น จนกลายเป็นสีชมพูที่ขมุกขมัว ไม่สวยงามเหมือนสีขาวบริสุทธิ์และเปราะบางอย่างที่สุดด้วย

“อานุ...” ผมลังเลที่จะถาม แต่สุดท้ายก็เอ่ยถามออกมา “...ถ้าโตขึ้นแล้วพีไม่ได้อยู่กับอานุ อานุจะคิดถึงพีไหมครับ”

“จะไปอยู่กับสาวหรือไง” อานุหัวเราะ เพราะไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำถาม

“มั้งครับ...” เสียงผมเบาลง

“อาไม่ห้ามถ้าพีจะมีความรัก แต่อย่าเพิ่งทำอะไรที่เกินอายุ” อานุเริ่มสอน แต่ไม่น่าจะทันแล้ว ผมทำอะไรเกินอายุไปมากจนกู่ไม่กลับแล้วมั้ง “รักได้ คบได้ แต่ต้องให้เกียรติผู้หญิงที่พีรัก หรือถ้าห้ามอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้จริงๆ ก็ต้องรู้จักป้องกัน เพราะอายังไม่อยากเป็นคุณปู่”

“ไม่ดีหรือครับ ได้เป็นปู่ตั้งแต่อายุไม่ถึงสามสิบ” ผมล้อ อารมณ์เศร้าที่คิดว่าสักวันตัวเองจะต้องจากอานุไปเริ่มจางลง

“เดี๋ยวเถอะ” อานุว่าเสียงดุๆ ก่อนจะเหวี่ยงตัวผมไปมา เสียวตกกันเลยทีเดียวเพราะอานุเหวี่ยงแรงมาก แล้วยังปล่อยมือจากขาผมด้วย ผมเลยต้องอาศัยกำลังขาของตัวเองเกี่ยวตัวอานุไว้สุดพลังเลย

“โอ๊ยย อานุ ไม่แกล้งพีสิ พีพูดเล่นหรอกน่า พียังไม่มีแฟนสักหน่อย” แฟนไม่มี... มีแต่คนที่ผมรัก แถมเป็นความรักที่ไม่สมหวังแล้วด้วย

“ดีแล้ว ไม่ต้องรีบมีหรอก เพราะพียังเด็ก”

“ครับอานุ” ถึงจะรับปากอานุไปแล้ว แต่ความจริงที่อานุไม่รู้ คือความเป็นเด็กไร้เดียงสาของผมถูกกระชากทิ้งไปแล้ว เพราะมือของเขา... และมือของผมเอง

ผมไม่ใช่เด็กดี ซื่อบริสุทธิ์อย่างที่ผ่านมา ที่มากกว่านั้น ผมทั้งแอบสูบบุหรี่ กินเหล้า และยังเคยเล่นยามาแล้ว

.

.

.

ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย


.

.

.

 
ไม่นานนักอานุก็แบกผมมาจนถึงห้องอาหาร หรือจะเรียกว่าเรือนอาหารก็ได้นะครับ เพราะมันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรือนของคุณปู่คุณย่า แต่เป็นเรือนไม้สักผสมไปกับผนังกระจกใสที่สร้างอยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนด้านหน้าเป็นห้องอาหารและมีมุมนั่งเล่นผ่อนคลายหลังกินข้าวอิ่ม ด้านหลังเป็นห้องครัวแบบเปิดโล่ง ทำกับข้าวแต่ละทีหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ

ถึงตัวผมจะไม่โตมาก น้ำหนักก็แค่สี่สิบต้นๆ แต่ก็ทำเอาอานุเหงื่อซกเลยตอนแบกผมเข้ามาในห้องอาหารที่ฉ่ำด้วยความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เพราะระยะทางระหว่างศาลากลางสระบัวกับเรือนอาหารห่างกันพอสมควร ให้ผมเดินด้วยขาตัวเองยังรู้สึกเหนื่อยเลย แล้วอานุที่แบกผมมาตลอดทางถ้าไม่เหนื่อยก็คงเป็นมนุษย์เหล็ก

“ตานุ นี่เราแบกหลานมาถึงนี่เลยหรือ แม่นึกว่าพี่ชายเราพูดเล่น” คุณย่าเอ่ยทักอยู่ที่หัวโต๊ะอาหารทันทีที่อานุวางผมลง มีลูกชายคนโตนั่งอยู่ทางฝั่งขวามือ ส่วนคุณปู่ที่ใกล้เกษียณก็ยังคงไปทำงานอยู่ครับเพราะวันนี้ไม่ใช่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ “เป็นไงล่ะเรา สบายเลยสิท่าไม่ต้องเดินเอง” ประโยคคุณย่าหันมาพูดกับผม

“อานุใจดีครับคุณย่า ไม่อยากให้พีเหนื่อย” ผมบอกคุณย่า พลางเดินตามอานุไปที่โต๊ะอาหาร อานุเดินไปทางฝั่งซ้ายมือของคุณย่า ก่อนทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามกับพี่ชายของตัวเอง แล้วผมก็นั่งเก้าอี้ตัวข้างๆ อานุ

“พีสบายแต่อาเหงื่อเต็มหน้าเลยเห็นหรือเปล่า” อานุมีบ่นแต่ไม่จริงจังหนัก เพราะตลอดทางที่แบกผมมาจนถึงที่นี่ ไม่เห็นจะบ่นสักคำ แต่คำพูดประโยคท้ายๆ ก็ทำเอาผมสลดไปเหมือนกัน “ตอนอาแก่แล้วเดินไม่ไหว พีต้องเป็นฝ่ายแบกอาแล้วนะ”

...ผมจะอยู่ถึงวันที่อานุแก่หรือเปล่าก็ไม่รู้

ไม่รู้ว่าวันไหนที่ความจริงเปิดเผย ทุกคนรู้ว่าผมรู้ความจริงเรื่องที่ตัวเองไม่ใช่สายเลือดของตรัยธาดา อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง หรือผมยังจะดื้อด้านอาศัยครอบครัวของอานุไปได้อีกนานแค่ไหน หรือวันดีคืนดีพี่ชายของอานุเกิดนึกอยากเฉดหัวผมออกไปจากครอบครัวของเขาล่ะ ผมก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้

แต่ในเมื่อยังไม่เกิดเหตุการณ์นั้น ผมก็พยายามจะไม่คิดถึงความน่ากลัวของมัน เอาน่า... รอให้วันนั้นมาถึงก่อนละกัน ค่อยคิดว่าผมจะหน้าด้านอยู่ต่อหรือเดินออกไป

เอาเป็นว่าตอนนี้ผมตอบแทนอานุที่แบกผมมาถึงห้องอาหารก่อนดีกว่า คิดดังนั้นผมก็เอื้อมไปดึงทิชชูจากกล่องที่วางอยู่ใกล้มือออกมาสองสามแผ่น

“หันหน้ามาเลยครับอานุ พีจะจ่ายค่าเหนื่อยให้” ค่าเหนื่อยที่ผมจ่ายให้อานุคือทิชชูที่กำลังจะบรรจงเช็ดลงไปบนใบหน้าคมเข้มและหล่อเหลาของเจ้าตัว เพื่อซับเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดขึ้นบนหน้าผากและข้างแก้มนั้น ที่ไม่มากเหมือนตอนแรกที่แบกผมเข้ามา เพราะความเย็นฉ่ำภายในห้องอาหารหอบเอาเม็ดเหงื่อบางส่วนออกไปจากใบหน้าบ้างแล้ว

“เช็ดให้เกลี้ยงนะ” อานุไม่ได้หันมาแค่หน้าแต่หันมาทั้งตัว

“แน่นอนอยู่แล้ว พีจะเช็ดให้ใสกิ๊กเป็นกระจกเลย” ผมโม้เกินจริง มือก็เริ่มเช็ดไปทั่วใบหน้าของอานุ

“คล้ำขนาดนั้นคงจะใสเป็นกระจกได้หรอกนะ” มือผมชะงักทันที

ให้เดาว่าเป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของใคร

ใบ้ให้นะครับ... ไม่ใช่ผม ไม่ใช่อานุ ไม่ใช่คุณย่า ไม่ใช่พี่อ้อยที่กำลังยกจานเปล่าที่วางบนโต๊ะอาหารที่อยู่ตรงข้ามผมอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อเอามาวางไว้ตรงหน้าผม เพราะผมไม่ยอมไปนั่งฝั่งนั้นตามที่ควรจะเป็น

นั่นแหละครับเหลือคนเดียว คนที่มีหน้าตาพิมพ์เดียวกับอานุ ไม่ใช่เฉพาะแค่หน้าตา รวมถึงผิวสีเข้มด้วย

“โหย พี่ยะ พูดแบบไม่ส่องกระจกดูหน้าตัวเองเลย ส่องกระจกหน่อยไหมจะได้รู้ว่าตัวเองก็ไม่ต่างจากผม”

...จริงด้วย เขาไม่เคยส่องกระจกดูหน้าตัวเองเลยหรือไง ถึงได้กล้าว่าน้องชายตัวเองแบบนั้น ถึงเขาจะเฉกสีอ่อนกว่าไปนิดหนึ่งก็เถอะ แต่โดยรวมสีผิวก็ไม่ได้ผิดไปจากของอานุเท่าไรเลย

“นั่นสิตายะ เราก็ว่าน้องไปได้ ตัวเองขาวนักหรือไง” แม้แต่คุณย่ายังเห็นด้วย

“ยิ้มอะไรพี” เสียงห้วนสั้นเอ่ยถาม ผมถึงรู้ตัวว่าริมฝีปากของตัวเองขยับออกมาเป็นรอยยิ้ม

“เปล่าครับ” ผมตอบแบบไม่มองหน้าเขา แต่แอบเบ้ปากกับจานข้าวตรงหน้า พี่อ้อยกำลังตักข้าวจากโถใส่จานให้ผมพอดี “พีขอสี่เลยครับ อานุจะได้เลิกบ่นว่าพีกินข้าวน้อย” อาหารหลายอย่างบนโต๊ะก็น่ากินทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่ไข่เจียวเห็ดของชอบอานุ ผักกาดขาวต้มกะทิที่คุณย่าชอบ ผัดกะเพรากุ้งใส่พริกเล็กน้อยของคุณยะ และกุ้งซอสหวานกับซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งของโปรดของผม

คนในครอบครัวตรัยธาดาไม่กินเผ็ดกันเลย ที่กินพอได้ที่สุดคือคุณยะกับอานุแต่ก็เผ็ดมากไม่ได้ครับ ไม่อย่างนั้นได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายของบ้านหลังนี้แน่ๆ

พอข้าวสี่ทัพพีมาอยู่บนจาน ผมแทบอยากให้พี่อ้อยตักคืนใส่โถไปตามเดิม เพราะมันเยอะจริงๆ ทุกทีผมกินแค่สองทัพพีเอง

“กินหมดหรือลูก” คุณย่าทัก ท่านรู้ว่าปกติผมกินแค่ไหน

“พีจะพยายามกินให้หมดครับ” ผมถูกสอนจากคุณปู่ว่าต้องกินข้าวให้หมดจาน ตักมาเท่าไรก็ต้องกินให้หมด ผมก็ทำได้เกือบทุกครั้งนะครับ โดยเฉพาะตอนที่ร่วมโต๊ะอาหารกับคนในครอบครัว

“พยายามให้สำเร็จล่ะ อาจะรอดู” อานุว่า จากนั้นหันไปตักผักกาดขาวต้มกะทิใส่จานให้คุณย่า แล้วหันมาตักกุ้งซอสหวานให้ผม

“ขอบคุณครับอานุ” และเป็นผมบ้างที่ใช้ช้อนกลางตักไข่เจียวเห็ดใส่จานของอานุ “นี่ครับสำหรับค่าจ้างล่วงหน้าให้แบกพีกลับไปที่เดิม”

“แค่นี้เอง ? คุ้มไหมเนี่ยที่อาต้องแบกพีกลับไปที่เดิม ไม่ได้ใกล้ๆ เลยนะ แถมน้ำหนักของพียังเพิ่มขึ้นอีก มีหวังอาล้มกลางทางแน่นอน” รู้หรอกน่าว่าอานุแกล้งพูด อย่างอานุเหรอจะแบกผมกลับไปที่ศาลากลางสระบัวไม่ไหว แข็งแรงออกอย่างนี้ กล้ามแขนนี่เป็นมัดเชียว และที่สำคัญคือข้าวแค่สี่ทัพพีกับอาหารบนโต๊ะที่ผมกินเข้าไป บวกน้ำอีกหนึ่งแก้วไปด้วยก็ได้ แค่นี้จะทำให้ผมหนักขึ้นสักแค่ไหนเชียว เพิ่มไม่ถึงกิโลฯ หรอกน่า

“น้อยไปหรือครับ งั้นก็เพิ่มพลังด้วยซี่โครงหมูหอมๆ กับกุ้งตัวโตๆ เลยครับอานุ” ว่าแล้วผมก็ตักทั้งสองเมนูใส่จานอานุหลายช้อนเลย แทบล้นจานครับ “กินหมดจานรับรองว่ามีพลังเหลือเฟือ อุ้มพีไปกลับได้สิบเลยละ”

“ตักอะไรเยอะขนาดนั้นละลูก จะล้นจานแล้วนะนั้น” คุณย่าว่าเหมือนจะดุ ทำเอาผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ส่งให้ไป มือที่กำลังเอื้อมไปตักกะเพรากุ้งชะงักกลางอากาศทันที หดมือกลับแทบไม่ทัน

“อานุกินหมดไหม ถ้าไม่หมดก็ตักมาใส่จานพีได้นะครับ” 

“แค่นี้ไม่ถึงครึ่งท้องอาหรอก” มือของอานุวางลงบนศีรษะผมแล้วลูบด้วยความเอ็นดูและตามใจ “ตักอีกสิ อยากให้อากินอะไรอีก อาจะกินให้เกลี้ยงจานจะได้มีแรงแบกเรากลับ” อานุก็อย่างนี้ตลอด เอาใจผมเสมอ ตามใจผมทุกอย่าง

“พีลืมไปว่าอานุกระเพาะช้าง งั้นก็กินหมูกินกุ้งให้เยอะๆ เลย” ผมว่าแล้วก็ตักทั้งกุ้งและหมูใส่เพิ่มเข้าไปในจานอานุ ตอนนี้กับข้าวพูนจานอานุเลย แทบมองไม่เห็นเม็ดข้าวสีขาว “กินให้หมดนะอานุ ไม่งั้นจะโดนคุณย่าดุ”

“ย่าจะดุเรามากกว่านะลูก เอากับข้าวกับปลาไปเล่นได้ยังไง เกิดอานุของเรากินไม่หมดก็ต้องเททิ้ง” คุณย่าดุขึ้นมาอีก ผมหน้าจ๋อยอีกตามเคย

“ขอโทษครับคุณย่า” เลิกเล่นก็ได้

“อ้าว ยอมแพ้แล้วเหรอ อาก็นึกว่าจะขุนอามากกว่านี้ซะอีก จะอิ่มไหมเนี่ยแค่นี้เอง” แต่อานุกลับไม่ยอมเลิกเล่นนี่สิ

“อานุอยากให้พีโดนคุณย่าดุอีกหรือไง” ผมยู่ปากใส่คนเป็นอา อานุเป็นผู้ชายอบอุ่นแต่ก็ชอบแกล้ง

“ก็คุณย่าดุพี ไม่ได้ดุอาสักหน่อย” ว่าแล้วก็หัวเราะ มีสั่งผมเพิ่มอีก “ตักไข่มาให้อาอีกสิ”

“แกล้งพีให้โดนคุณย่าดุหรือเปล่าเนี่ย” ปากพูดถาม แต่มือเอื้อมไปที่จานไข่เจียวเห็ดทันที

“กินได้แล้วพี อย่าเล่นเยอะ” เสียงเข้มของคนที่เหมือนถูกลืมไปนานดังแทรกขึ้นมา ใบหน้าคมเข้มราบเรียบแต่ลูกตานี่เหมือนมีไฟกองเล็กๆ อยู่ในนั้นเลย “นายก็เหมือนกันนุ เลิกเล่นได้แล้ว” อานุก็โดนไปด้วย

“วันนี้อารมณ์ไม่ดีหรือไงพี่ยะ”

“เพราะนายไง”

“อ้าว...เกี่ยวอะไรกับผมล่ะ ผมไปทำอะไรให้พี่ยะโกรธตอนไหน”

“ก็นายเอาแต่ชวน ‘ลูกชาย’ ฉันเล่นไง นี่มันเวลากิน ไม่ใช่เวลามาเล่นหรือโอ๋เอาใจ”

...ไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดคำนี้ออกมา ผมน่ะเหรอ ‘ลูกชาย’ มันไม่ใช่เลย ไม่มีทางจะใช่ด้วยซ้ำ ในเมื่อทุกอย่างระหว่างผมกับเขา ไม่เคยเข้าใกล้คำว่าพ่อกับลูก นับวันยิ่งห่างไกล จนไม่รู้แล้วว่าผมกับเขาเป็นอะไรกันแน่ รู้เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผูกผมไว้กับเขาก็มีเพียง... ความรู้สึกของผมที่ชัดเจนขึ้นทุกวัน ผมฝืนความรู้สึกตัวเองไม่ได้เลย และไม่เคยหยุดรักเขาได้แม้แต่วินาทีเดียว

“มันเรื่องของผมไหมล่ะ” อานุเถียงกลับ

“มันก็เรื่องของฉันด้วย นายเอาแต่ชวนลูกฉันเล่น แล้วพีจะได้กินข้าวเมื่อไร หยุด... ไม่ต้องเถียงฉัน นายกินไปเลย กินให้หมดด้วย”

...นี่เขาเถียงกับอานุเพราะห่วงผม หรือความจริงก็แค่จะเถียงเอาชนะ แต่ผมก็กลับรู้สึกไปแล้วกับคำพูดของเขา ใจมันเอนไปทางเหตุผลข้อที่ว่าเขาห่วงผม แม้ความจริงที่แท้จริงจะเอนไปทางเหตุผลข้อที่สองก็ตาม

“หมดอยู่แล้วน่า” อานุว่า

“พีด้วย กินได้แล้ว” เขากลับมาพูดทำนองสั่งกับผมอีกครั้ง และบอกตามตรงว่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาทำ มันมีผลกระทบกับหัวใจของผมเสมอ เหมือนอย่างในตอนนี้ที่เขากำลังทำ

คุณยะเอื้อมไปตักซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งขึ้นมา แล้วพามันมาอยู่บนจานของผม กำชับผมมาอีกว่า

“กินเยอะๆ จะได้อ้วนขึ้นมาหน่อย ตอนนี้ผอมเกินไปแล้วนะพี”

ใช่แล้ว... สายตาของเขาไม่ผิดพลาด น้ำหนักของผมลดลงจากวันสุดท้ายที่ก้าวขาออกมาจากห้องทำงานของเขา ก่อนที่จะถูกคนของเขาปากระเป๋านักเรียนของผมใส่หน้าผม และทิ้งคำแสนเจ็บปวดใส่ผมอย่างรุนแรง

‘อย่ายุ่งกับผัวกู’

คำสั่งแสนเจ็บปวดที่ผมต้องทำตาม

แต่ถ้าผม... ไม่ทำตามล่ะ มันจะเกิดอะไรขึ้น พี่เลม่อนจะทำร้ายผมด้วยวิธีไหนอีก แล้วผมจะสู้กับความร้ายกาจที่ต่างจากใบหน้าสวยงามของพี่เลม่อนได้ไหม เป็นคำถามที่ผมไม่อยากหาคำตอบเท่าไรหรอก เพราะถ้าต้องหาคำตอบเพื่อให้ได้มา ผมก็ต้องขัดคำสั่งของพี่เลม่อนเสียก่อน โดยเข้าไปยุ่งกับคนที่เจ้าตัวไม่อยากให้ยุ่ง

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยขอบคุณเขาเบาๆ กับสิ่งเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่เสมอสำหรับหัวใจของผม

คำแรกที่ผมตักเข้าปากก็คือซี่โครงหมูชิ้นที่เขาตักให้ คำที่สองก็ยังเป็นซี่โครงหมูที่เขาตักให้เหมือนเดิม คำที่สามก็ยังเป็นชิ้นที่เขาตักมาใส่จานให้ผม เพียงแต่เปลี่ยนจากซี่โครงหมูเป็นกุ้งซอสฉ่ำหวาน ผมตักทุกอย่างที่เขาตักใส่จานของผมเข้าปาก จำได้ว่าชิ้นไหนเขาตักให้และชิ้นไหนเป็นของอานุ ซึ่งผมยังไม่ได้แตะที่อานุตักมาให้เลย ไม่รู้ว่าอานุจะสังเกตเห็นไหม แต่คงไม่มั้ง

จากที่คิดว่าข้าวสี่ทัพพีคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะหมดจาน ทว่าตอนนี้ผมแทบไม่หยุดตักทั้งข้าวและกับเข้าปากเลย มันเป็นมื้อที่อร่อย โดยเฉพาะกับข้าวทุกอย่างที่เขาขยันตักใส่จานให้ผม... การได้นั่งรวมโต๊ะกินข้าวกับเขาว่าน้อยครั้งแล้ว แต่การที่เขาตักกับข้าวใส่จานให้ผมไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง และยิ่งกว่านั้นเขายังตักกับข้าวใส่จานให้ผมเรื่อยๆ ทั้งที่ระยะห่างระหว่างฝั่งผมกับฝั่งเขาก็มากพอสมควรแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนแขนยาวแบบเขา

ทุกอย่างคล้ายจะดีไปเสียหมด ผมกินข้าวได้เยอะขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยสำหรับเขาแต่ยิ่งใหญ่สำหรับผม ทว่าความสุขนั้นก็ถูกน็อกกลางอากาศทันทีที่คุณย่าเอ่ยถึงสิ่งที่ลูกชายคนโตต้องไปทำหลังจากมื้อเที่ยงจบลง

“แม่ทำขนมให้เราเอาไปฝากคุณเปรมกับหนูแก้วนะ อย่าลืมบอกหนูแก้วด้วยว่าแม่คิดถึงมาก อยากให้มาเยี่ยมแม่บ่อยๆ”

ผมได้คำตอบแล้วว่าทำไมตั้งแต่เมื่อเย็นวานจนถึงเช้าวันนี้ คุณย่ากับป้าพิศและพี่ๆ อีกหลายคนถึงได้พากันตั้งหน้าตั้งตาทำขนมไทยหลายชนิดนัก ตั้งแต่เมื่อวานผมก็เห็นล้อมวงกันทำขนมกลีบลำดวน ฝอยทองกรอบ ขนมเสน่ห์จันทร์ และกะหรี่พัฟ มาตอนเช้าหลังกินข้าวเสร็จก็ล้อมวงกันทำขนมอะไรอีกไม่รู้ ท่าทางจะหลายอย่างเลยละ

และทำให้ผมรู้ว่าคุณย่าน่าจะพอใจ ‘หนูแก้ว’ มากทีเดียว ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงทุนทำขนมมากมายไปฝากเธอ

ขณะที่ลูกชายคนโตพยักหน้ารับ ลูกชายอีกคนก็เอ่ยแซวคนเป็นแม่

“เอาใจว่าที่ลูกสะใภ้คนโตจริงนะครับคุณแม่”

หึ! ผมขออนุญาตโกรธอานุได้หรือเปล่าเนี่ย ทำเอาผมอยากวางช้อนกับส้อมลงทันที รู้สึกว่าอาหารในจานดูไม่อร่อยไปเสียแล้ว

“เราก็หาว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กมาให้แม่เอาใจสิจ๊ะตานุ” คุณย่าค้อนหน่อยๆ ที่ถูกแซว

“ขอผ่านก่อนได้ไหมครับคุณแม่”

“แม่ให้ผ่านถึงแค่สิ้นปีนะตานุ ถ้ายังไม่มีแม้แต่คนถูกใจ แม่ก็คงต้องขอพาว่าที่สะใภ้คนเล็กมาให้เราลูกทำความรู้จัก”

“คุณแม่พูดเล่นหรือพูดจริงครับ” หน้าอานุเริ่มไม่มีรอยยิ้ม ยิ่งคำตอบของคุณย่าก็ทำให้ใบหน้าสีเข้มนั้นซีดไปเลย

“แม่เคยพูดเล่นหรือไงตานุ ว่าแต่...จำน้องขวัญ ลูกสาวคุณหญิงผกามาศได้ไหม คนที่นุเคยแกล้งดึงผมเปียน้องตอนงานวันเกิดปู่พุฒิ”

“โธ่คุณแม่ งานวันเกิดคุณปู่ มีไม่รู้กี่สิบครั้ง ผมจะจำได้ยังไง”

“อยากจำได้ไหม แม่จะพามารื้อฟื้นความจำให้”

“เอาไว้ต้นปีก่อนก็ได้ครับคุณแม่ ไม่ต้องรีบ เพราะผมไม่รีบ”

“แสดงว่ารับปากแม่แล้วนะว่าจะไปเจอน้องขวัญ”

“ครับคุณแม่”

คุณย่าเป็นเพียงคนเดียวบนโต๊ะที่มีรอยยิ้ม ส่วนอานุนี่คงอยากยกมือขึ้นมากุมขมับเพราะถูกมัดมือชกเรื่องว่าที่ภรรยาในอนาคต

“อิ่มแล้วเหรอลูก” ท่านหยุดเรื่องที่พูดกับอานุแล้วหันมาถามผม คงเห็นว่าผมเอาแต่ถือช้อนกับส้อมไว้ในมือแต่ไม่ยอมตักข้าวเข้าปากเสียที

“เปล่าครับ” ผมเริ่มตักอาหารในจานเข้าปากอีกครั้ง ครั้งนี้มันช่างไร้รสชาติ แม้แต่กุ้งฉ่ำซอสที่ถูกตักเพิ่มเข้ามาในจานจากคนเดิม... ก็ไร้รสชาติอย่างที่สุด ยังกับว่าผมกินหินกินทรายก็ไม่ปาน “พอแล้วครับ ไม่ต้องตักให้ผมแล้ว” เป็นประโยคที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะพูดออกมา คนที่ผมกำลังพูดด้วย มองหน้าผมนิ่งๆ สายตาของเขาดูมีคำถามที่ผมไม่อยากตอบ ผมเลยเลือกที่จะก้มหน้าจัดการกับสิ่งที่อยู่ในจานให้หมดเร็วที่สุด

ผมรู้ว่าไม่มีสิทธิ์โกรธหรือไม่พอใจกับเรื่องของเขาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ผมก็ห้ามความรู้สึกด้านลบพวกนี้ไม่ได้เลย อารมณ์ของผมเต็มไปด้วยความหึงหวงเขา ไม่อยากให้ใครได้เขาไป ไม่อยากให้เขาไปเป็นของคนอื่นที่ไม่ใช่ผม ผมยังคงรู้สึกว่าเขาคือ ‘ของของผม’ เป็นของผมคนเดียวเท่านั้น

...แม้ความเป็นไปได้จะติดลบก็ตาม

ในที่สุดจานของผมก็ว่างเปล่า ไม่เหลือแม้แต่ข้าวเม็ดเดียว ยกน้ำขึ้นมาดื่มเสร็จ ผมก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ อยากออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ไม่อยากรับรู้เรื่องของ ‘หนูแก้ว’ ของคุณย่าอีกต่อไป ท่านพูดไม่หยุดเลย ชมเธอจนผมคิดว่าอีกสักเดือนสองเดือนเธอคงได้เข้ามาเป็นครอบครัวตรัยธาดาอย่างเต็มตัว

“คุณย่าครับ พีขอตัวกลับเรือนก่อนนะครับ” ผมบอกคุณย่า กำลังจะหันหลังเดินออกไปจากโต๊ะอาหาร แต่ท่านทักไว้เสียก่อน

“ไม่กินขนมก่อนเหรอลูก” ท่านถามด้วยความสงสัย เพราะเรื่องขนมหวานผมไม่เคยพลาด จังหวะนั้นป้าพิศก็ยกกระจาดขนมไทยสารพัดอย่างออกมาจากห้องครัว ขณะที่พี่วิภากับพี่สร้อยช่วยกันเก็บจานอาหารออกไปจากโต๊ะและวางจานเล็กๆ สำหรับใส่ขนมหวานลงไปแทนที่

“พีอิ่มมากครับคุณย่า ยัดขนมลงท้องไม่ได้อีกแล้วละครับ” ต่อให้อิ่มแค่ไหน แต่เชื่อเถอะว่าเรื่องขนมผมสู้ไม่ถอย สามารถยัดได้เท่าที่ความอยากจะสั่งการ ทว่าตอนนี้หัวใจผมมันไม่ไหวมากกว่า

“รออาก่อนสิพี ไหนบอกจะให้อาแบกกลับ” อานุพูดขึ้นมาบ้าง หลังจากมองขนมในกระจาดตาวาวเลย อานุก็ชอบขนมหวานมากเหมือนกัน โดยเฉพาะเค้ก

ผมส่ายหน้าก่อนตอบ

“พีเดินเองดีกว่าครับ” ผมตอบแค่นั้นแล้วก็เดินออกมาเลย ถึงจะเสียดายขนมหวานในกระจาดมากแค่ไหนก็ตาม แต่ไม่มีอารมณ์กินแล้วครับ

เฮ้อ... แค่พี่เลม่อนคนเดียว ผมก็ยังสู้ไม่ได้เลย แล้วเนี่ยยังต้องมารับรู้อีกว่าคุณย่าอยากได้ใครมาเป็นสะใภ้คนโตของครอบครัวตรัยธาดา แถมคุณยะไม่พูดปฏิเสธเลยสักคำ สงสัยเธอคงจะสวยมากขนาดที่คุณยะไม่อยากปฏิเสธ ชักอยากเห็นหนูแก้วของคุณย่าแล้วสิ ว่าเธอจะสวยมากแค่ไหน

เท้าของผมก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า พ้นออกมาจากเรือนอาหารตั้งนานแล้วแต่ยังเดินไปไม่ถึงไหน มิหนำซ้ำคนที่ทำให้หัวใจของผมพองฟูขึ้นอย่างรวดเร็วและก็แห้งเหี่ยวอย่างรวดเร็วเช่นกันก็สาวเท้าตามมาจนทัน

“ไปกับฉัน”

มาถึงก็พูดสั้นๆ ห้วนๆ ไม่มีที่มาที่ไป จะให้ผมไปไหนกับเขาล่ะ

“ผมไม่ไป” ไม่รู้ว่าเขาจะให้ผมไปไหนกับเขา แต่ผมจะปฏิเสธซะอย่าง

“อย่าดื้อ”

“ผมดื้อตรงไหน มาถึงคุณก็สั่งให้ผมไปกับคุณ คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าจะพาผมไปไหน” ผมเถียงกลับ เอะอะก็หาว่าผมดื้อ แล้วเขาล่ะ มีเหตุผลและมีคำตอบให้ผมนักนี่

“ไปกาญจน์”

“ไม่ไป” จะเอาผมไปด้วยทำไม “เชิญคุณไปคนเดียวเถอะ แต่ถ้าไม่อยากไปคนเดียวก็พาคนของคุณไปด้วยสิ” พาไปด้วยจริง รับรองว่ารีสอร์ตของคุณแก้วได้ระเบิดแน่นอน

“ฉันอยากให้เธอไปมากกว่าไง”

“แต่ผมไม่อยากไป” พูดจบ ผมก็หันหลังเดินออกมาเลย แต่ก็แค่ระยะทางไม่กี่ช่วงก้าว เขาก็ตามมาดึงแขนเอาไว้ สะบัดก็ไม่หลุด

“อย่าดื้อกับฉัน ฉันบอกว่าไปก็ต้องไป” เขาพูดเสียงเข้ม มองผมด้วยสายตาโกรธๆ เขามีสิทธิ์อะไรมาโกรธผม เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตผมด้วยซ้ำ

“ก็ผมบอกว่าไม่ไปไง!” ผมตะโกนใส่หน้าเขาเต็มเสียง สะบัดแขนอย่างแรงจนหลุดจากมือของเขาได้ในที่สุด พอหลุดออกมาผมก็วิ่งเต็มความเร็ว แต่ก็นั่นแหละ... ขาผมสั้น จะหนีขายาวๆ ของคนที่วิ่งมาดึงตัวผมไว้และฉวยโอกาสที่ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัวหอบเอาตัวผมลอยสูงจากพื้นได้อย่างไร และตอนนี้ผมตกไปอยู่ในวงแขนของเขาในท่าของผู้หญิง!

“ทำอะไรของคุณ!” ผมกลัวจับหัวใจว่าจะมีใครอยู่แถวนี้แล้วเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะผ่อนลมหายใจลงเมื่อมองไปรอบๆ แล้วไม่มีใครอยู่บริเวณนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยหากบังเอิญมีใครโผล่เข้ามาเห็นหลังจากนี้ “ปล่อยผมลง!” ผมหันกลับมาเอาเรื่องคนที่อุ้มผมอยู่ มิหนำซ้ำขาของเขายังเลี้ยวกลับไปทางเดิมอีกด้วย ทิศทางที่มุ่งไปยังเรือนไทยของคุณย่านั่นแหละ ตรงนี้ไม่มีใครมาเห็นก็จริง แต่ที่บริเวณเรือนของคุณย่ารับรองว่ามีคนแน่นอน

“ทำไม ? ...เธอไม่ชอบให้อุ้มท่านี้เหรอ อยากจะให้ฉันอุ้มแบบนุ ?” ฟังคำถามของเขาสิ หาเรื่องอย่างชัดเจน 

“อย่าหาเรื่องผม แล้วก็ปล่อยผมลงได้ซะที คุณไม่กลัวมีใครมาเห็นหรือไง” ขาเขาเริ่มก้าวช้าลง ก่อนจะหยุดอยู่กับที ใบหน้าคมเข้มก้มต่ำลงมายื่นข้อเสนอที่ไม่เหลือทางให้ผมปฏิเสธ

“ไม่กลัว แต่ถ้าเธอไม่อยากให้ใครเห็น แล้วเกิดสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเธอก็ไปกับฉันดีๆ อย่าให้ต้องใช้วิธีที่ทำอยู่นี่” ผู้ชายคนนี้ทำได้ทุกอย่างแหละ เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเองก็เป็นที่หนึ่ง ผมว่าผมเอาแต่ใจตัวเองแล้วนะ ยังต้องยอมแพ้ให้เขาเลย

“งั้นก็ปล่อยสิ” ผมไม่เคยเอาชนะความต้องการของเขาได้เลยสักครั้ง แพ้เขาทุกอย่าง

“ยอมตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง” เขาว่า แล้ววางผมลงพื้น

“ก็ผมไม่อยากยอมคุณไง” ว่าแล้วผมก็เดินหนีเขามา ซึ่งก็หนีไม่พ้นหรอกในเมื่อผมต้องไปรีสอร์ตของว่าที่สะใภ้คนโตของคุณย่า ผู้หญิงที่คุณย่าอยากได้มาเป็นสะใภ้ในเร็ววันนี้

ผมแอบน้อยใจคุณย่าเหมือนกันนะแต่ไม่มากเท่าไร ทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ความผิดของคุณย่าแม้นิดเดียว คนผิดคือผมที่ไปหลงรักลูกชายคนโตของท่านมากกว่า

รักทั้งที่รู้ว่า...ผิด

รักทั้งที่รู้ว่า...ไม่สมควร

“ก็เห็นยอมออกบ่อย...” คำพูดที่ลอยตามหลังผมมาทำเอาผมแทบสะดุดขาตัวเอง ไม่ทันไรเจ้าของคำพูดนั้นก็มาเดินอยู่ข้างตัวผม “...ลืมแล้วหรือไง”

“คุณต้องการอะไร ?”

“.....” ไร้คำตอบ เขาเพียงแต่มองหน้าผม ยักไหล่ สองมือซุกกระเป๋ากางเกงและเดินแซงหน้าผมไป นี่ถ้าผมวิ่งหนีเขาไปตอนนี้ก็คงได้ แต่ก็คงไม่รอด สุดท้ายเขาก็คงวิ่งตามผมทันอยู่ดี ผมเลยก้าวตามเขาไปห่างๆ ทว่าก็ไม่ได้ห่างมากนักจนเขาไม่ได้ยินสิ่งที่ผมเอ่ยตามหลังเขาไป

“บอกไม่ให้ผมรักคุณ” ผมกัดฟันพูดออกมา ขณะที่หัวใจเบาหวิวก่อนจะหนักยิ่งกว่าหิน “แต่คุณยังมายุ่งกับผม ยังมาทำให้ผมรู้สึกกับคุณ... คุณทำไปเพื่ออะไร”

“บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล... ก็แค่อยากทำ” คำตอบของเจ้าของแผ่นหลังกว้างที่ผมเดินตามอยู่นี้ ไม่ได้ช่วยให้ผมเข้าใจอะไรขึ้นเลย นอกจากเห็นแต่ความเห็นแก่ตัวของเขาที่มากขึ้นทุกวัน

“เห็นแก่ตัว!”

“.....” ไร้คำปฏิเสธ

“เอาแต่ความสุขของตัวเอง”

“.....” ก็ยังเงียบ

“ไม่เคยสนใจความรู้สึกของใครเลย ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนกับสิ่งที่คุณทำ”

“.....” เขาก็ยังคงเงียบและก้าวไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ ตามทางเดินซึ่งปูด้วยอิฐแดงที่ทอดยาวไปสู่ลานจอดรถ

“เลวที่สุด” กับคำพูดนี้ มันออกมาจากปากผมอย่างแผ่วเบา ไม่แน่ใจว่าคนที่ถูกผมปาคำนี้ใส่จะได้ยินหรือเปล่า

พอเขาไม่โต้ตอบ อารมณ์ของผมเริ่มลดลง จนเมื่อเดินไปถึงรถของเขา ผมก็เปิดประตูรถเข้าไปนั่งข้างคนขับ บรรยากาศในห้องโดยสายเงียบเชียบแต่ก็ไม่ได้น่าอึดอัด จากนั้นรถคันใหญ่ก็เคลื่อนตัวจากลานจอด จนกระทั่งรถวิ่งพ้นประตูรั้ว เขาก็ทำให้บรรยากาศเงียบเชียบเปลี่ยนเป็นร้อนระอุทันที

...เขามีพรสวรรค์เรื่องนี้จริงๆ

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

“ที่ทำน่ะประชดฉันหรือเปล่า ถ้าใช่ เลิกทำซะ” มาอีกแล้วคำสั่งแบบบ้าอำนาจของผู้ชายคนนี้ และที่สำคัญคือผมไม่รู้เลยว่าตัวเองเผลอทำอะไรที่ทำให้ถูกมองว่าทำไปเพราะประชดเขา

“ผมทำอะไร ?”

“ก็ที่ทำกับน้องชายฉันไง” เขาหันมามองหน้าผมนิดหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองทางข้างหน้าเหมือนเดิม ปากยังขยับเอาคำพูดที่กลั่นมาจากความคิดทุเรศๆ ออกมา “คิดอะไรกับน้องฉันหรือเปล่า ชอบน้องฉันหรือไง”

“อานุเป็นอาผมนะ” ผมเริ่มเข้าใจสิ่งที่เขาจะพูดกับผมแล้ว “ผมไม่เคยมีความคิดสกปรกๆ แบบนั้นอยู่ในหัวเหมือนคุณ” ความคิดของเขาสกปรกที่สุด

“นุไม่ใช่อาของเธอ”

“.....” ผมเกลียดเขาที่สุด เขาจะไม่ให้ผมเหลือใครเลยหรือไง เขาจะใจร้ายกับผมไปถึงไหนกันนะ กับคนในครอบครัวของเขา (ซึ่งก็คือครอบครัวของผมเหมือนกัน) จะให้ผมตัดขาดให้หมดเลยหรือไง

“น้องฉันเป็นผู้ชาย เธอไม่ควรถึงเนื้อถึงตัวแบบนั้น”

“ผมก็ผู้ชาย” ผมสวนกลับไป ตวัดสายตามองใบหน้าคมเข้มที่หันข้างมามองผมพอดี

“มันก็ใช่ที่เธอเป็นผู้ชาย แต่ไม่ใช่ผู้ชายแบบฉันหรือนุ” สถานะที่เขายัดเยียดให้ผม มันทุเรศที่สุด ทุเรศเหมือนคำพูดของเขานั่นแหละ

“ทุเรศ!” ผมหมดคำพูดกับความคิดแสนสกปรกของเขาจริงๆ

“พี ฉันบอกก็ต้องเชื่อ อย่าใกล้นุให้มาก อย่าให้ถึงเนื้อถึงตัวแบบเมื่อกี้อีก ฉันไม่ชอบ”

“แล้วผมต้องแคร์ความชอบหรือไม่ชอบของคุณไหม ไม่ชอบก็เรื่องของคุณ แต่ผมชอบ!” เพราะระหว่างผมกับอานุมีแต่ความบริสุทธิ์ใจ มีแต่คนที่มีความคิดทุเรศแสนสกปรกเท่านั้นแหละที่มองว่ามีเรื่องชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้อง

“มันจะดื้อทุกอย่างเลยใช่ไหม ทำไมต้องดื้อกับฉันด้วยพี ฉันบอกก็ต้องทำ” เขาพูดอย่างมีอารมณ์ และผมก็มีอารมณ์ไม่ต่างจากเขาเช่นกัน

“ผมไม่ทำ! ผมกับอานุเคยเป็นยังไง ก็จะเป็นเหมือนเดิม” ผมย้ำในประโยคสุดท้าย เอาให้รู้เลยว่า เขาน่ะ... “คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับผมให้ทำอะไรตามใจคุณ! จำเอาไว้เลยว่าคุณไม่มีสิทธิ์!!”

...สิทธิ์ของคุณที่ทำให้และทำได้ดีที่สุดคือการทำร้ายจิตใจของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้น

“.....” เขาเงียบไปหลายนาที จนผมคิดว่าเขาหยุดความคิดสกปรกของตัวเองได้แล้ว

แต่ก็ไม่... เมื่อเขาเอ่ยคำถามแบบเดิมกับผมอีก

“เธอคิดอะไรกับนุใช่ไหม” เขาก็ยังคงปรักปรำผม ยัดเยียดความคิดของตัวเองใส่ผมไม่หยุด “ชอบน้องชายฉันหรือไง หรือว่าอยากจะใช้น้องชายฉันเป็นตัวแทนของฉัน แบบนี้ใช่ไหมที่เธอกำลังทำอยู่”

“หยุดความคิดทุเรศๆ ของคุณสักทีได้ไหม” ผมใกล้หมดความอดทนกับเขาแล้วนะ

“จะให้ฉันหยุด เธอก็เลิกอยู่ใกล้น้องฉัน ทำให้ได้สิ”

“ทำได้ แต่ไม่ทำ!”

“เธอต้องทำ”

“ผมไม่ทำ” ผมเริ่มไม่อยากเถียงกับจินตนาการสุดกู่ของเขาแล้ว “ต่อให้คุณมองผมว่าเด็กเป็นแบบไหน อ้าขาให้คุณมากี่ครั้ง แต่ผมขอบอกให้คุณรู้เลยว่า ผมเห็นอานุเป็นอา ไม่ใช่ผู้ชายแบบคุณ!”

“ฉันเป็นผู้ชายแบบไหน” เขาหันมามองผมตาวาว จ้องหน้าผมนิ่งนานเพราะเป็นจังหวะเดียวกับที่สัญญาณไฟสีแดงเริ่มต้นทำงาน

“ก็แบบที่คุณเป็นตอนนี้ไง ...ทุเรศ งี่เง่า เห็นแก่ตัว และมีแต่ความคิดสกปรก ถึงได้คิดแต่เรื่องทุเรศที่คนปกติเขาไม่คิดกัน” ผมจ้องเขาตอบ “คุณคิดได้ยังไงว่าผมจะใช้อานุเป็นตัวแทนของคุณ คุณใช้หัวแม่ตีนคิดหรือไงว่าผมจะอ้าขาให้อานุได้ ทั้งที่เขาเลี้ยงผมมาตั้งแต่เกิด จับผมอาบน้ำมาตั้งแต่เด็ก เป็นยิ่งกว่าพ่อที่ผมไม่มีซะอีก”

“ฉันไม่ได้ใช้หัวแม่ตีนคิด แต่คิดตามที่เห็น มันเหมาะสมหรือไงที่เธอให้น้องชายฉันอุ้มเธอท่านั้น” เขาเป็นอะไรกับท่าอุ้มนักหนานะ

“ทุเรศว่ะ” ไม่รู้ต้องเอาคำว่าทุเรศออกมาด่าเขาอีกมากแค่ไหน ถึงจะทำให้เขาเอาความคิดสกปรกไปจากหัวสมองได้ “เมื่อไรคุณจะเข้าใจว่าน้องชายคุณคืออาของผม คือคนที่ผมไม่มีวันทำเรื่องสกปรกแบบที่คุณกล่าวหาได้หรอกนะ”

“ก็ทำให้ได้อย่างที่พูดละกัน อย่าให้ฉันมารู้ทีหลังว่าเธอทำเรื่องทุเรศกับน้องชายฉันเหมือนที่ทำกับฉัน”

“.....” ผมกัดฟันข่มอารมณ์ที่แทบจะทะลุออกมาเป็นคำหยาบคายให้สาสมกับความคิดสุดสกปรกของเขาที่ปล่อยออกมาอยู่เรื่อยๆ ไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยแล้ว เพราะคิดได้ว่าไร้ประโยชน์สิ้นดี คำพูดของผมคงเปลี่ยนความคิดของเขาไม่ได้ ผมเลยใช้ความเงียบยุติทุกการทุ่มเถียงที่ไร้ประโยชน์นั้นลง

เปลือกตาผมปิดลงอย่างเชื่องช้า และคล้ายกับว่าฝ่ายที่ปล่อยแต่ความคิดทุเรศและแสนสกปรกออกมาก็พลอยปิดปากเงียบไปด้วย ผมได้ยินเพียงเสียงความนุ่มนวลของเครื่องยนต์ที่แล่นไปข้างหน้า ไปตามทางที่พาออกนอกกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดที่เต็มไปด้วยสีเขียวชุ่มฉ่ำและแม่น้ำสายใหญ่ สถานที่ตั้งของรีสอร์ตของคุณแก้ว ที่อีกไม่นานจะกลายเป็นรีสอร์ตในเครือของพุฒิธาดา

จบตอนที่ 21

--- ทักทายกันหน่อย ---
 :mew1:

หายไปนานเลยเพราะไม่มีเวลาแต่ง ตอนนี้กลับมาแล้วนะคะ ^_^
แต่มีเรื่องที่จะขอคือ...อดทนกันต่อไปนะคะ อย่าเพิ่งท้อถอย
ฟ้าหลังฝนมันสวยเสมอ...มั้ง 555+
เดี๋ยวตอนหน้าจะพาไปกินน้ำผึ้งหวานๆ ...มั้ง (อีกแล้ว)
หรืออาจจะพลาดกลายเป็นน้ำผึ้งขมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน (ขมปนหวานนั่นแหละ)
และอีกอย่างนะคะ
อย่าเพิ่งงงในความรู้สึกของน้องพีนะ
ความรักของน้องคือความรักของเด็กน้อย
รักแล้วฝังจำ ฝังแน่น รักแล้วรักเลย มันเลิกรักไม่ได้ คุณยะเลยชนะใสๆ ^_^
โทษคุณยะในส่วนนี้ไม่ได้เลย เพราะน้องพีหลงรักคุณยะเอง T^T
รักของน้องพี คือ “เทหมดหัวใจ” ไม่มีเหลือหรือกั๊กไว้แม้แต่หยดเดียวววว
ส่วนคุณยะ...เขาเป็น “พ่อค้าหัวใส”
กอบโกยเท่าที่เขาจะทำได้ เพราะมีหลายอย่างที่เขาทำไม่ได้
(แต่สุดท้ายก็ทำได้แหละ ไม่งั้นก็คงไม่ได้น้องพีคืนมา)
ขอจบ
การเม้าท์แบบสปอยลงแค่นี้นะคะ แม้ใจอยากจะสปอยมากแค่ไหนก็ตาม 555+
 :katai3:

สีเหลืองอ่อน


 
 

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-5
หึงล่ะซิคุณยะ แต่ขอโทษด้วยนะที่ทำไม่ได้แบบอานุ ตอนหน้าไม่อย่าคิดเลยว่าพีจะเจ็บอีกมากแค่ไหน เฮ้ออออ พีถ้าจะชอบเสพติดความเจ็บปวดแล้วแน่ ๆ

ออนไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
คุณยะทำตัวน่าโมโหจริงๆ
เห็นแก่ตัวสุดๆ

ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
รักของผู้ใหญ่กับรักของเด็กสินะ เห้อ........... :เฮ้อ:

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 22

ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงเขาก็ขับรถพาผมมาถึงรีสอร์ตที่เขาจะซื้อมาบริหารต่อ ตลอดระยะทางที่เดินทางร่วมกันมา ช่างเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก เพราะยังไม่ทันพ้นออกจากเขตกรุงเทพฯ สติรับรู้ของผมก็ดับสนิท มาตื่นตอนที่รถจอดสนิทและเจ้าของรถเขย่าตัวเรียก พอก้าวเท้าลงมาก็เจอเข้ากับใบหน้าสวยงามของหนูแก้วของคุณย่าที่เดินออกมาจากตัวอาคาร เพื่อมาต้อนรับแขกคนสำคัญของเธอ เธอเดินออกมาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า

เธอสวยจนผมมองค้าง เป็นผู้หญิงที่มากสวยจริงๆ แต่ว่า... ถ้าให้เทียบกับผู้หญิงที่คุณยะเคยควง ผมว่าคุณแก้วก็ยังสวยสู้คู่ควงบางคนของคุณยะไม่ได้ (ก็ที่สู้ไม่ได้คือระดับนางเอกละครเลยนะ)

ตอนนี้เธอกำลังนั่งคุยกับคุณยะด้วยรอยยิ้มหวานที่แต้มบนใบหน้าตั้งแต่ที่เจอหน้ากัน ส่วนผมเดินเลี่ยงมานั่งที่เก้าอี้บุนวมเนื้อแข็งหน่อยๆ สภาพดูเก่าและสมควรจะเปลี่ยนแล้วด้วยซ้ำ ถ้าจะให้ดีก็คือเปลี่ยนใหม่หมดทั้งล็อบบี้เลย

เอาจริงเลยคือที่รีสอร์ตนี่บรรยากาศดีครับ ธรรมชาติก็สวยงามและเงียบสงบเพราะถูกโอบล้อมด้วยขุนเขา แถมยังตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายใหญ่ ทว่าตัวอาคารสถานที่ค่อนข้างเก่าและทรุดโทรมมาก ให้ความรู้สึกวังเวง แอบน่ากลัวด้วย นั่งอยู่แบบนี้ผมแทบไม่เห็นนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนเลย ถึงจะไม่ใช่วันหยุดก็เถอะ แต่ผมว่าก็ต้องมีนักท่องเที่ยวบ้างสิ แบบนี้ละมั้งกิจการถึงขาดทุนจนต้องขายทิ้งก่อนที่จะรับภาระหนี้สินไม่ไหว

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยขอบคุณพนักงานสูงวัยที่นำ welcome drink มาเสิร์ฟ มันเป็นน้ำอัญชันผสมน้ำผึ้งป่าตามที่คุณป้าบอก เสิร์ฟคู่มากับขนมลูกชุบและเสน่ห์จันทร์ที่แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นขนมที่คุณย่าให้คุณยะเอามาฝากเจ้าของรีสอร์ต

ขนมอร่อยครับ ทั้งสองอย่างเลย แต่น้ำอัญชันผสมน้ำผึ้งป่า รสชาติอย่าให้ต้องบรรยาย ผมไม่รู้สึกถึงความเป็นน้ำผึ้งป่าแม้แต่นิดเดียว มันน่าจะเป็นน้ำอัญชันผสมกลิ่นน้ำผึ้งเสียมากกว่า นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร็วที่สุดหลังจากคุณยะซื้อที่นี่ไปแล้ว

“พี ไปพักที่ห้องก่อนนะ คุณยะต้องคุยงานกับคุณแก้วอีกนาน” เขาเดินเข้ามาบอก พร้อมกับยื่นกุญแจห้องพักให้ผม “เจ้าหน้าที่จะพาไป” เจ้าหน้าที่ที่ว่าคือเด็กวัยรุ่นที่ดูจะแก่กว่าผมไปสามสี่ปีมั้ง

“ครับ” ก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้อยู่คนเดียว ไม่ต้องทนเห็นเขาโปรยเสน่ห์ใส่คุณแก้วให้หัวใจมันเจ็บแปลบๆ อ้อ... คุณแก้วก็ด้วยที่โปรยเสน่ห์ใส่เขา ไม่รู้ว่าระหว่างเขากับคุณแก้วใครตกหลุมเสน่ห์ของอีกฝ่ายลึกกว่ากัน

แต่ให้เดา... ผมว่าเป็นคุณแก้วนะ

“คุณยะครับ” ผมเรียกเขาไว้ก่อนเขาจะเดินกลับไปหาคุณแก้ว เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ “คุณยะจะค้างที่ไหนใช่ไหมครับ”

เขาหันมาพยักหน้า พลางทำหน้าสงสัยว่าผมจะถามทำไม ในเมื่อผมก็เห็นเขาหิ้วกระเป๋าออกมาจากท้ายรถและส่งมันให้พนักงานที่ทำหน้าที่ยกกระเป๋าว่าที่เจ้าของรีสอร์ตคนใหม่ไปเก็บไว้ยังห้องพักตามคำสั่งของว่าที่อดีตเจ้าของรีสอร์ตคนสวย

เพราะผมเห็นเขาเอากระเป๋าเสื้อผ้ามาด้วยไง ผมถึงต้องบอกปัญหาของผมให้เขารับรู้ เพื่อจัดการแก้ปัญหานั้นให้ผม เนื่องจากเขาเป็นคนสร้างปัญหาให้กับผมเอง

"ผมไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน” ไม่มีอะไรติดตัวผมมาเลย นอกจากเสื้อผ้าสามชิ้นในร่างกาย แม้แต่โทรศัพท์มือถือยังไม่มีเลย ก็ตอนที่เกาะหลังอานุออกจากศาลากลางสระบัว ผมไม่ได้หยิบโทรศัพท์ติดตัวมาด้วย เพราะคิดว่ากินข้าวเที่ยงเสร็จก็จะกลับไปนั่งอ่านหนังสือที่นั่นต่อ และไม่รู้ด้วยว่าเขาตั้งใจมาค้างที่นี่ คิดว่าเขาแค่มาสำรวจดูรีสอร์ตที่ตัวเองกำลังจะซื้อสักชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วก็ขับรถกลับ

พอผมพูดจบ เขาก็ทำหน้าเหมือนเพิ่งคิดได้ว่าก่อปัญหาอะไรไว้ให้ผม ถึงผมจะไม่ใช่พวกคลั่งความสะอาดแต่ให้ใส่เสื้อผ้าชุดที่ใส่มาตั้งแต่เช้าเข้านอนและยังต้องใส่ต่อในเช้าวันใหม่ ผมก็ไม่เอาหรอกนะ นอกแก้ผ้ายังดีซะอีก

“เดี๋ยวจะให้คนไปซื้อให้”

โอเคเป็นอันว่าปัญหาเรื่องเสื้อผ้าหาทางออกได้แล้ว แต่ปัญหาที่สองล่ะจะเกิดขึ้นหรือเปล่า ในเมื่อผมต้องนอนที่นี่กับเขา ไม่รู้ว่าห้องพักจะมีสองห้องนอนหรือเปล่า ?

.

.

.

สิ่งเดียวที่ผมรู้สึกชอบมากที่สุดตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาในห้องคือ...ระเบียงหลังห้องที่เชิญชวนให้ออกไปสัมผัสธรรมชาติสีเขียวสุขสงบ มองเห็นแม่น้ำสายใหญ่ทอดยาวไปจนสุดสายตาและภูเขาสูงใหญ่ และเมื่อมองพระอาทิตย์ตกดินจากตรงนี้จะสวยมากเพราะมันจะตกลงไปหลังภูเขาสูงพอดี (เป็นคำโฆษณาของพนักงานที่พาผมมาที่นี่ครับ)

ไม่มีอะไรในห้องพักที่ชวนให้กลับเข้าไปสำรวจ ขนาดของห้องกว้างขวางแต่สภาพค่อนข้างเก่า (ดีหน่อยที่ยังสะอาด) ไม่ต่างจากตัวบ้านพักภายนอกที่ทรุดโทรมมาก ทั้งสีลอก ตะไคร่น้ำเกาะบางจุด กำแพงมีรอยร้าวด้วย ซึ่งควรได้รับการปรับปรุงอีกตามเคย นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงเรื่องห้องน้ำที่ไม่ได้แยกส่วนแห้งกับเปียกออกจากกัน อ่างอาบน้ำก็ไม่มี เห็นแล้วท้อแทนเจ้าของคนใหม่จริงๆ ไม่รู้ว่าต้องใช้เงินมากขนาดไหนในการซ่อมแซมที่นี่ให้กลับมาสวยงามและน่าใช้บริการอีกครั้ง

ในเมื่อภายในห้องไม่มีอะไรสวยสู้วิวที่ระเบียงได้ ผมเลยไม่อยากกลับเข้าไปอุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า เลือกจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ระเบียง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกเขาทั้งสองข้างพาดไว้ที่ราวระเบียง ทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลผ่านไปตรงหน้า กับน้ำดีโด้รสส้มสายน้ำผึ้ง (หวานปานน้ำเชื่อม) ที่หยิบออกมาจากตู้เย็นใต้มินิบาร์และขนมข้าวเกรียบฮานามิ

ผมนั่งมองดูสายน้ำที่ชวนกระโดดลงไปแหวกว่ายแต่ก็ไม่ควรเสี่ยงที่จะทำแบบนั้น จนกระทั่งได้เห็นพระอาทิตย์หมดแสงหลังแนวเขา มันสวยงามอย่างที่พนักงานคนนั้นบอก พอหมดแสงของดวงตะวันความเย็นของยามค่ำคืนก็พากันโรยตัวลงมาห่มผมไว้จนต้องห่อตัว เสื้อยืดสีน้ำเงินเนื้อหาแต่ไม่หนาพอที่จะปกป้องผมจากอากาศรอบตัวได้ ผมลุกจากเก้าอี้กลับเข้าไปในห้อง ตั้งใจจะเข้ามาเอาผ้าห่มแล้วกลับไปนั่งที่ระเบียงต่อ ถึงอากาศจะเย็นลงแต่ความสวยงามของยามที่โลกหมดแสงก็สวยดีเหมือนกันนะครับ มันสวยตรงที่มีแสงจันทร์กับความมืดมิดนี่แหละ

...มันสงบ ผ่อนคลาย และเป็นสุข

แต่ยังไม่ทันได้ดึงผ้าห่มขึ้นจากเตียงก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงของพนักงานคนเดิมที่พาผมมาที่นี่

“น้อง! อยู่ไหม พี่ชายน้องให้มาตามไปกินข้าว อยู่เปล่า ?”

อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องรีบปรับปรุงด่วนที่สุดก็เรื่องพนักงานนี่แหละ ผมว่าเขายังบกพร่องเรื่องมารยาทพอสมควร ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำเสียงที่ห้วนกระด้าง หรือการใช้คำพูดที่ไม่ค่อยสุภาพนักสำหรับงานให้บริการ มันรวมถึงการไม่ให้เกียรติลูกค้าด้วย ตอนที่เขาพาผมมาที่พักซึ่งเป็นระยะทางไกลพอสมควรจะล็อบบี้ ระหว่างทางก็ตะโกนโหวกเหวกคุยกับเพื่อนพนักงานคนอื่นๆ มีทิ้งให้ผมยืนอยู่กลางทางเดิน ส่วนตัวเองก็วิ่งไปหาเด็กผู้หญิงที่ตะโกนเรียกอยู่บนเบาะมอเตอร์ไซค์ จากนั้นก็กอดกันกลมอยู่หลายนาทีกว่าจะวิ่งกลับมาหาผมได้

อ้อ...ยังมีวิ่งไล่เตะหมาอีกนะ

และไม่ใช่แค่พนักงานคนนี้คนเดียว ผมว่าทุกคนนั่นแหละ ดูไม่มีหัวใจของการให้บริการ มารยาทก็แทบไม่มี บางคนหยุดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก็มี ผมว่าน่ะ การแสดงท่าทางแบบนี้เป็นการเสียมารยาทเอามากๆ ไม่มีลูกค้าคนไหนชอบหรอก

เจอแบบนี้แล้วผมไม่อยากให้คุณยะเทคโอเวอร์รีสอร์ตนี้เลย นอกจากเสียเงินซ่อมบำรุงก้อนโตแล้ว ก็ต้องเกณฑ์พนักงานทุกคนไปเข้าคอร์สอบรมมารยาทและคุณสมบัติของงานบริการเต็มหลักสูตรเลยแหละ เพราะถ้าปล่อยพนักงานให้ขาดมารยาทและจิตสำนึกของงานบริการอย่างนี้ต่อไป เชื่อเถอะว่าต่อให้รีสอร์ตสวยหรูแค่ไหนก็ยากที่จะทำให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้วันหยุดพักผ่อนอีกเป็นครั้งที่สอง

“น้อง! อยู่เปล่าเนี่ย น้อง! น้อง!!... มันหายไปไหววะ ไอ้ออฟก็บอกว่ายังไม่เห็นออกไปไหนนี่หว่า...น้อง!! อยู่ไหม!!”

ตอนแรกผมกะว่าจะไม่ขานตอบ เพราะไม่อยากเปิดประตูออกไปเจอหน้าให้เสียอารมณ์ แต่มาคิดดูแล้วถ้าผมไม่โผล่หน้าไปให้เห็น เจ้าตัวก็คงจะตะโกนเรียกอยู่นั่นแหละ ผมเลยทิ้งชายผ้าห่มในมือลง เดินไปที่ประตูและเปิดออก พอเปิดประตูออกมาเท่านั้นแหละ หน้านี่อย่างโกรธเลยที่ผมปล่อยให้เขาตะโกนเรียกอยู่นาน

“อ้าวน้อง พี่เรียกตั้งนานทำไมไม่ได้ยิน เนี่ยพี่เรียกจนปากจะฉีกอยู่แล้ว” ว่าอย่างเคืองๆ

“ขอโทษครับ พอดีผมหลับ” ถือว่าผมผิดละกันที่ปล่อยให้เขาเรียกจนปากจะฉีก

“เออๆ ไม่เป็นไร น้องเป็นลูกค้าไม่ต้องขอโทษพี่หรอก” ก็รู้นี่ว่าสถานะของผมคืออะไร แต่ทำไมไม่รู้จักเอามารยาทที่ดีที่สุดมาใช้กับลูกค้า “ตอนนี้ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว พี่ชายของน้องเลยใช้ให้พี่มาเรียกไปกินข้าว ไปเองได้ไหม พอดีพี่ต้องรีบไปชนแก้วกับเพื่อนน่ะ” ฟังเหตุผลแล้วผมก็ได้แต่ปลง ไม่มีหัวใจของการเป็นผู้ให้บริการเลย

“ไม่เป็นไรครับ ผมว่าจะไม่ออกไปเหมือนกัน” คือผมไม่อยากออกไปเจอคนสองคนที่เอาแต่โปรยเสน่ห์ใส่กันเท่าไรหรอก

“เอ้า! เกือบลืมแน่ะ” เจ้าตัวอุทานเสียงดัง ผมนี่สะดุ้งเลย ก่อนจะยื่นถุงพลาสติกสีสันแสบตาสามถุงมาตรงหน้าผม “นี่เสื้อผ้าของน้อง เอาไป ว่าแต่น้องนี่ก็แปลกเนอะ มาเที่ยวทั้งทีแต่ไม่เอาเสื้อผ้ามา”

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยขอบคุณเขา รับเอาถุงเสื้อผ้ามาถือ

“งั้นพีไปละ บายน้อง พรุ่งนี้เจอกัน” ผมก็ได้แต่แอบถอนหายใจกับมารยาทของพนักงานคนนี้ แต่ก็ยิ้มอย่างสุภาพให้เขาไป ก่อนปิดประตูและเข้ามาในห้อง

ผมวางถุงเสื้อผ้าไว้ที่ปลายเตียงหลังที่ผมจับจองเป็นเจ้าของในคืนนี้ ส่วนอีกเตียงก็เป็นของคนร่วมห้อง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคืนนี้เขาจะกลับมานอนที่นี่หรือเปล่า เพราะเขาอาจมีเรื่องต้องคุยกับคุณแก้วนานเป็นพิเศษ... นานจนถึงเช้า

พูดตามตรงคือผมไม่ได้ดูถูกคุณแก้วนะ เพียงแต่เห็นสายตาของคุณแก้วที่มองคุณยะแล้ว มันฟ้องทุกความรู้สึกครับ แล้วผู้ชายอย่างคุณยะมีหรือจะปฏิเสธสิ่งที่สาวสวยยื่นให้ แม้ผมจะหวังลึกๆ ว่าเขาจะปฏิเสธเสน่ห์ของคุณแก้ว

เลิกคิดถึงสิ่งที่ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ดีกว่า เอาเป็นว่าตอนนี้มาสนใจปากท้องของตัวเองได้แล้ว เพราะพอได้เวลากิน ผมก็เริ่มหิวขึ้นมาละ นาฬิกาที่แขวนข้างผนังห้องบอกว่าเป็นเวลาหกโมงครึ่ง ผมเดินจากปลายเตียงไปที่มินิบาร์ สำรวจของกินที่อยู่ในตะกร้าหวายทรงสี่เหลี่ยม (อีกครั้ง) ซึ่งก็มีขนมถุงเล็ก กาแฟ ชา โอวัลติน และมาม่าคัพ แต่ไม่มีโจ๊ก เลยมีทางให้ผมเลือกแค่ทางเดียวสำหรับอาหารมื้อนี้... คือมาม่า

ผมหยิบน้ำคริสตัลขึ้นมาแกะพลาสติกตรงฝาขวดออก เปิดฝาเทน้ำลงไปในกาต้มน้ำร้อนและเสียบปลั๊กไฟ ระหว่างที่รอน้ำเดือดก็เดินกลับไปที่เตียง หยิบถุงพลาสติกสีชมพูขึ้นมาเป็นถุงแรก หยิบของที่อยู่ข้างในออกมาคลี่ดูก็อยากจะเห็นหน้าคนซื้อเสื้อผ้าตลาดนัดมาให้ผมเสียจริงๆ ผมไม่ได้ดูถูกเสื้อผ้าราคาถูกนะ เพียงแต่ถ้ามันจะเป็นเสื้อของผู้ชายอย่างผม

เสื้อสองตัวในมือเป็นเสื้อสีชมพูกับสีขาวซึ่งเป็นลวดลายและแบบเดียวกัน เป็นเสื้อคอกว้าง มีโบว์ใหญ่ๆ ติดอยู่ตรงกลางเสื้อ ดูแค่โบว์อันใหญ่ก็รู้แล้วว่าเป็นเสื้อของผู้หญิง นี่ยังไม่รวมกับแขนเสื้อที่เป็นแบบเสื้อแขนตุ๊กตาหน่อยๆ ด้วยนะ

ซื้อมาผิดใช่ไหม ?

คงใช่แล้วล่ะ เมื่อผมหยิบอีกถึงขึ้นมาดู สิ่งที่ผมล้วงออกมาคือกางเกงขาสั้นขอบยืดและขากว้างแบบของผู้หญิงใส่ ตัวหนึ่งลายดอกทานตะวันสีเหลืองอร่ามเลย อีกตัวลายขวางสีน้ำตาลสลับกับสีแดงสด

แล้วถุงพลาสติกสีส้มจี๊จ๊าดนี่ล่ะ มีอะไรอยู่ข้างใน ผมตอบคำถามของตัวเองด้วยการหยิบมันขึ้นมาเปิดดูสิ่งที่อยู่ในนั้น ชัดเลยครับว่าเป็นอะไร...กางเกงตัวจิ๋วกับยกทรงสีหวาน

โอเค! ได้คำตอบแล้วว่าซื้อมาผิดเพราะเข้าใจผิด

ผมเลิกให้ความสนใจกับเสื้อผ้าของผู้หญิง ที่เด็กผู้ชายอย่างผมก็พอจะใส่อยู่ภายในห้องที่มิดชิดนี้ได้ เพราะเสียงหวีดเล็กๆ จากกาต้มน้ำร้อนดังขึ้น  ผมหันไปจัดการกับมื้อเย็นของตัวเองต่อ เริ่มด้วยการถอดปลั๊กไฟ เปิดฝาถ้วยมาม่า เทน้ำร้อนลงไป จากนั้นก็ปรุงรสชาติด้วยเครื่องปรุงน้อยนิดที่ไม่ทำให้สีของน้ำร้อนเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด แค่ใส่ลงไปพอให้ได้กลิ่นว่าไม่ได้กินเส้นมาม่ากับน้ำเปล่าเท่านั้นเอง คิดแล้วก็โมโหคนที่ลากเอาตัวผมมาไม่หาย เขาจะลากผมมาด้วยทำไมก็ไม่รู้ ผมเลยต้องมาอยู่ในห้องนอนที่ทั้งเก่าทั้งโทรม ไม่ผ่านมาตรฐานเลยสักนิด ต้องมาใส่เสื้อผ้าของเด็กผู้หญิง และกินมาม่าเป็นอาหารเย็น สิ่งที่ทำให้อารมณ์ของผมดีขึ้นมาหน่อยก็คงเป็นกระป๋องเครื่องดื่มในตู้เย็นขนาดเล็กที่อยู่ใต้มินิบาร์

ผมก้มไปเปิดตู้เย็นและหยิบสิ่งที่อยู่ในนั้นออกมาหนึ่งกระป๋อง ก่อนหอบเอามันและถ้วยมาม่าออกไปนั่งสูดกลิ่นของค่ำคืนที่เกือบจะมืดมิด ผมเลือกจะไม่เปิดไฟระเบียง อาศัยแสงไฟที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกใสและแสงจากจันทร์บนท้องฟ้าแทน พอทิ้งตัวลงนั่งก็เริ่มรู้สึกว่าอากาศเย็นลงกว่าตอนแรก แต่ผมก็ขี้เกียจกลับเข้าไปเอาผ้าห่มมาสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย นอกจากจะไม่ทำให้ตัวเองอบอุ่นแล้ว ผมยังดึงห่วงที่อยู่บนกระป๋องสีขาวซึ่งเต็มไปด้วยความฉ่ำเย็นอีกด้วย

เสียง ‘ซ่า’ ดังแทรกความเงียบขึ้นมา กลิ่นของเครื่องดื่มในมือโชยแตะจมูก แล้วผมก็ยกมันขึ้นมาจรดริมฝีปาก ปล่อยให้รสชาติความขมแต่นุ่มนวลผ่านลำคอลงไปอย่างเชื่องช้า จนรู้สึกว่ากระป๋องเบาขึ้นถึงได้วางลงบนโต๊ะ เอื้อมหยิบถ้วยมาม่าขึ้นมาแทนที่ ใช้ส้อมพลาสติกคนเบาๆ ให้อาหารมื้อค่ำของผมลดความร้อนลง จากนั้นก็ใช้มันม้วนเส้นมาม่าขึ้นมาจากถ้วย เป่าอีกนิดให้คลายความร้อนระอุ ถึงได้เอาเข้าปาก

สิ่งที่เข้ามาในปากผมไม่มีความอร่อยเลยแต่เพราะต้องกินไง ผมถึงฝืนกลืนลงคอไปอย่างเสียไม่ได้ จนหมดไปครึ่งถ้วย ก็ได้เวลายอมแพ้ให้กับความไม่อร่อยของมาม่าในมือ ผมวางมันลงและหยิบเบียร์กระป๋องเดิมขึ้นมาดื่มเป็นการปลอบโยนจิตใจที่เสียไปกับอาหารมื้อนี้

บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงแมลงตัวเล็กที่พร้อมใจกันอวดเสียงเพราะๆ ของพวกมัน ฟังเพลินดีครับ ด้านหน้าผมที่ตอนกลางวันเห็นเป็นทิวเขาสูงใหญ่และแม่น้ำสายยาว บัดนี้เหลือเพียงความมืดมิด มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากสีดำ

...เหมือนสีของหัวใจของคุณยะ

ความใจดำของเขาคือการที่ไม่คิดจะสนใจความรักของผม ทอดทิ้งผมไว้กับความหลงใหลที่ทำให้ผมดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ขณะที่ตัวเขา หัวใจเขา ไกลห่างออกไปจากผมทุกที

มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้สีของหัวใจเขาจางลง ไม่เป็นสีดำสนิทอย่างในตอนนี้ คงไม่มีหรอกมั้ง เด็กอย่างผมที่แสนธรรมดาจะมีวิธีไหนไปเปลี่ยนสีหัวใจเขาได้ ยังไงก็ต้องทนอยู่กับหัวใจสีดำของเขาไปตลอดทั้งชีวิต พอคิดอย่างนี้ใจก็ห่อเหี่ยวและมืดหม่นขึ้นมาอีกจนได้ แม้แต่เบียร์รสชาติขมก็ไม่สามารถฉุดอารมณ์ของผมให้แจ่มใสขึ้นมาได้ แถมมันยังทำให้ผมรู้สึกมึนขึ้นมาหน่อยๆ แล้วด้วย แต่ไม่มากเท่าไรหรอก

ตอนนี้ผมรู้สึกว่าอากาศเย็นขึ้นอีกสเต็ปหนึ่ง แต่ว่าไม่ทันไร เม็ดฝนก็หล่นลงมากระทบหลังคาเบาๆ ก่อนจะเทลงมาอย่างหนักหน่วงจนกลบเสียงเพลงของแมลงกลางคืนไปจนหมด ผมเลยกลับเข้ามาในห้อง เดินตรงไปที่เตียง เลือกหยิบเสื้อยืดสีขาวติดโบว์สีชมพูกับกางเกงลายดอกทานตะวันขึ้นมาแล้วเดินเข้าห้องน้ำ ตั้งใจว่าอาบน้ำแล้วจะเข้านอนทันที ก็บรรยากาศที่มีฝนตกหนักๆ แบบนี้มันน่านอนซุกตัวในผ้าห่มนี่นา


.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

พอเดินออกมาจากห้องน้ำหลังอาบน้ำและแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมสำหรับการนอนหลับไปพร้อมสายฝนที่ยังตกลงมาอย่างรุนแรงเหมือนฟ้ารั่ว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างได้จังหวะ ผมเดินไปใกล้ประตู จับลูกบิดที่สภาพมันหลวมเต็มที ครั้งแรกที่จับมัน ผมก็นึกกลัวว่าจะล็อกได้หรือเปล่า ก็ยังดีครับที่ถึงจะเก่าและหลวมแต่ยังกดล็อกได้อยู่

“ใครครับ” แม้จะคิดว่าเป็นคนที่บังคับผมให้มากับเขา แต่เพื่อความไม่ประมาท ผมก็ต้องตะโกนถามออกไป

“ฉันเอง”

ได้คำตอบที่แข่งมากับเสียงฝนกระหน่ำแล้ว ผมก็หมุนลูกบิดในมือเปิดให้คนข้างนอกเข้ามาในห้อง สภาพของเขาเปียกโชกไปทั้งตัวจากน้ำฝน

ผมแปลกใจว่าทำไมเขาถึงตัวเปียกได้ล่ะ เขาไม่กางร่มมาด้วยเหรอ ก้มดูมือของเขาและบริเวณหน้าประตูก็ไม่มีร่มสักคัน หรือว่าเขาเจอฝนกลางทาง และการที่เขาจะเจอฝนกลางทางได้ก็แปลว่าเขาเดินกลับมานานแล้ว เขาต้องยืนเคาะประตูอยู่นานแน่ๆ เพราะฝนตกนานแล้วนะ ตกก่อนที่ผมจะอาบน้ำเสียอีก

...รู้สึกผิดขึ้นมาเลยที่ปล่อยให้เขารอนอกห้องในสภาพตัวเปียกและหนาวเย็น

ดังนั้นผมเลยรีบเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบผ้าเช็ดตัวสีขาวที่ไม่ค่อยขาวเท่าไร เนื่องจากผ่านการใช้งานมานานแต่ยังดีที่มีกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มช่วยให้มันดูดีขึ้นมาหน่อย

“เช็ดผมก่อนครับ” มือที่ชุ่มด้วยน้ำฝนยื่นมารับผ้าเช็ดตัวไปจากมือผม ก่อนจะใช้ผมเช็ดผมที่เปียกชุ่มของตัวเอง พร้อมกับเดินไปที่ห้องน้ำ แต่ขายาวๆ นั้นไม่ได้ก้าวเข้าไปข้างในทันทีหรอก เขาหยุดยืนบนพรมหน้าประตูห้องน้ำ หันหน้ามาตั้งคำถามกับผมด้วยเสียงเข้มหน่อยๆ

“ทำไมไม่ออกไปกินข้าว”

“ผมขี้เกียจออกไปเลยกินมาม่า” ผมบอกเขา ขณะที่เท้าข้างหนึ่งกำลังลากเอาพรมเช็ดเท้าที่อยู่หน้าประตูไล่เช็ดหยดน้ำบนพื้นห้องตามทางที่เขาเดิน

“กินได้หรือไง ?” เขาถามมาอีก น้ำเสียงเบาความเข้มลง

“ใส่ผงมาม่านิดเดียว” นิดจนแบบว่าน้ำไม่เปลี่ยนสีเลย ตอนกินก็แทบไม่มีกลิ่นอะไรด้วยซ้ำ

“ข้าวมีให้กินก็ไม่ยอมกิน” เขาบ่นหน่อยๆ พลางเช็ดผมของตัวเองไปด้วย แต่แล้วสายตาของเขาก็เหมือนมีคำถามเมื่อผมลากพรมเช็ดเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

ผมรู้เลยว่าเขากำลังแปลกใจกับอะไร ก็จะอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนตัวผม เสื้อคอกว้างแต่งลายด้วยโบว์สีชมพูอันใหญ่กับกางเกงขาสั้น ที่ใส่แล้วกลับพบว่าสั้นยิ่งกว่าตอนกางออกดูซะอีก ส่วนชิ้นเล็กชิ้นน้อยนั้น ผมไม่ได้หยิบมาใส่ด้วยหรอก ภายใต้กางเกงขาสั้นเลยว่างเปล่า

“คุณให้ใครไปซื้อเสื้อผ้าพวกนี้มาให้ผมล่ะ” ผมถามเขาก่อนที่เขาจะถามซะอีก “ทำไมคุณไม่บอกเขาให้ชัดๆ ว่าผมเป็นผู้ชาย คนที่ออกไปซื้อจะได้ไม่ซื้อมาผิด” โทษว่าเป็นความผิดของเขาด้วยแหละ แต่เขากลับไม่รู้สึกผิดเลยที่ทำให้ผมต้องมาใส่เสื้อผ้าพวกนี้ แถมยังเอาคำพูดอะไรก็ไม่รู้มาทำให้ใบหน้าผมเห่อร้อนขึ้นมา ทั้งที่อากาศออกจะเย็น

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรที่จะใส่เสื้อผ้าแบบนี้ แค่จะบอกว่า...น่ารักดี” เขาพูดออกมาทั้งปากและสายตาที่มองมายังเสื้อผ้าบนตัวผม

“น่ารักบ้าอะไรล่ะ” ผมว่าเสียงขุ่น ทำหน้าบึ้ง เป็นการกระทำที่ใช้กลบเกลื่อนความร้อนของใบหน้า ก่อนจะหันหลังหนีสายตาของเขาที่กำลังเลื่อนต่ำไปยังขาของผม

...บอกแล้วว่ากางเกงขามันสั้นมาก

ผมหนีสายตาของเขาด้วยการใช้เท้าลากพรมเช็ดเท้ากลับไปไว้ที่เดิมตรงหน้าประตูห้อง กลั้นใจอยู่นานกว่าจะหันกลับเข้ามาในห้อง แต่ก็พบว่าประตูห้องน้ำปิดลงเสียแล้ว ซ่อนร่างกายสูงใหญ่ไว้หลังประตูบานนั้น

“ห้ามรู้สึกอะไรทั้งนั้น!” ผมปรามความรู้สึกของตัวเอง ทั้งที่หัวใจแสนงี่เง่าของผมอยากได้ยินคำชมของเขาซ้ำๆ “พอได้แล้ว หยุดคิด หยุดเพ้อ” สองมือตีแก้มตัวเองเบาๆ ให้คลายความเขินอายกับคำพูดของเขาลง

เมื่อเตือนตัวเองให้ใจสงบลงได้แล้ว ผมก็จัดการเอาถุงเสื้อผ้าที่กองบนเตียงไปวางไว้ที่โซฟาข้างผนังห้องที่ติดกับระเบียง ก่อนกระโดดขึ้นเตียงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมทั้งตัว รวมทั้งศีรษะด้วย อากาศเย็นแบบที่ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเลยด้วยซ้ำ อาศัยแค่พัดลมบนเพดานอย่างเดียวก็พอแล้ว

ผ่านเวลาไปสักพัก ผมก็เริ่มขยับ

...พลิกตัวไปทางซ้าย

...พลิกตัวไปทางขวา

...พลิกกลับไปอีกด้าน

...พลิกกลับไปด้านเดิม

...พลิกตัวนอนหงาย

...พลิกตัวนอนคว่ำ

...พลิกแล้วพลิกอีก

หื้อ... อากาศมันดีจนผมข่มตาหลับไม่ได้ หรือเพราะความรู้สึกที่ว่าคืนนี้ผมไม่ได้นอนคนเดียว คืนนี้คุณยะจะนอนกับผม ถึงนอนคนละเตียงและไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เถอะ แต่ผมก็อดที่จะตื่นเต้นขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยไม่ได้ จนกลายเป็นความตื่นเต้นมหาศาล เลยทำให้นอนยังไงก็นอนไม่หลับ หูก็คอยแต่เงี่ยฟังว่าเมื่อไรประตูห้องน้ำจะเปิดออก

แล้วการรอคอยก็สิ้นสุด เมื่อเสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น พร้อมกับคำถามที่ดังเข้ามาในโปงผ้าห่มของผม

“หายใจออกหรือไง ?”

“.....” ก็ต้องหายใจออกสิ หายใจไม่ออกผมก็ตายไปนานแล้ว เพียงแต่มันอึดอัดจนต้องดึงผ้าห่มออกจากใบหน้า เพื่อให้จมูกได้สูดอากาศเข้าปอดได้เต็มที่กว่าใต้ผ้าห่ม แต่ก็ต้องหยีตาสู้แสงจากหลอดไฟบนเพดานอยู่เหมือนกัน

พอปรับสายตาได้ผมก็มองตามแผ่นหลังกว้างเปลือยเปล่าที่เห็นว่ามีรอยเล็บข่วนเป็นทางยาวสีจางๆ แน่นอนว่าไม่ใช่รอยลากยาวของเล็บเจ้าแมวน้อยตัวไหนหรอก เห็นอย่างนั้นแล้วหัวใจที่เต้นตึกตักพลันก็หมดแรงเต้น ผมหันหลังให้สิ่งที่เห็นทันที ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะไว้อีกครั้ง ปิดกั้นการมองเห็นทุกการกระทำของคนร่วมห้อง ทว่าหูก็ยังฟังเสียงที่เกิดขึ้นภายในห้องนอนกว้างหลังนี้อยู่ดี

ก่อนที่ผมจะหันหลังให้กับแผ่นหลังกว้างนั้น เขายืนอยู่หน้าตะกร้าขนม มือกำลังเสียบปลั๊กกาต้มน้ำร้อน ผมเดาว่าถ้าไม่ชงชาดื่มก็คงเป็นโอวัลติน ไม่น่าจะใช่กาแฟเพราะตอนนี้มันกลางคืนแล้ว เป็นเวลาที่ควรทำให้ร่างกายง่วง ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอาคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ส่วนตอนนี้เขาคงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพราะผมได้ยินเสียงเปิดตู้ ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงปิดตู้ ตามด้วยเสียงประตูห้องน้ำเปิดอีกครั้ง จากนั้นก็เสียงปิดประตูห้องน้ำ เสียงฝีเท้าที่น่าจะไปหยุดอยู่ที่หน้ากาต้มน้ำร้อนอีกรอบ

...เหมือนได้กินหอมบางอย่างลอดเข้ามาในผ้าห่ม มาชนที่ปลายจมูกของผม

เป็นอีกครั้งที่ผมดึงผ้าห่มออกจากใบหน้า เพื่อจะมองดูว่ากลิ่นหอมนั้นมาจากอะไร และถ้วยมาม่าในมือของเขาก็เป็นคำตอบ ผมเห็นเขาถือมันออกไปที่ระเบียงห้อง ถือออกไปในสภาพที่สวมใส่แค่กางเกงผ้าขาวยาว ส่วนลำตัวด้านบนปล่อยโล่งท้าลมเย็นของกลางคืนอย่างที่สุด...

ไม่หนาวหรือไง ?

แต่สิ่งที่ผมสงสัยพอกันคือ...ทำไมเขาถึงกินมาม่าล่ะ เขาเกิดหิวขึ้นมาอีกอย่างนั้นเหรอ หรือว่าเขายังไม่ได้กินข้าว ?

...ไม่ใช่มั้ง

หรือจะใช่ ให้ผมคิดเข้าข้างตัวเองได้ไหมว่า พอเขารู้ว่าผมไม่ไปกินข้าว เขาเลยตามมาเรียกผมด้วยตัวเอง เพราะห่วงผม ไม่อยากให้ผมอดมื้อเย็น

ใช่...หรือ...ไม่ใช่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญแล้วตอนนี้ เพราะผมกำลังเอาทั้งตัวออกมาจากผ้าห่ม ก้าวขาลงจากเตียงไปตามเสียงหัวใจเรียกร้อง ทุกอย่างมันดูง่ายดายไปเสียหมด ผมลืมความโกรธ ลืมความรู้สึกน้อยอกน้อยใจเขา ลืมว่าควรเอาตัวเองออกมาให้ไกลจากเขา จากหัวใจสีดำของเขา ทว่าผมก็ทำไม่ได้ ทุกอย่างที่เป็นเขาคล้ายเป็นมนตร์ดำมืดที่ฉุดหัวใจผมให้ดิ่งลงลึก จมลงไปหาความมืดมิดแสนร้ายกาจนั้น

ผมไม่ได้เดินออกไปหาเขาแบบตัวเปล่า ในมือมีเบียร์หนึ่งกระป๋องติดออกไปด้วย ก็ต้องมีอะไรกินย้อมใจหน่อยสิ

“ใครอนุญาตให้กิน” เปิดประตูระเบียงออกไป ขายังก้าวไม่พ้นกรอบประตู คำถามก็ดังขึ้นในความเงียบเชียบที่ขึงครอบด้วยความมืดของค่ำคืน เพราะเขาไม่ได้เปิดไฟที่ระเบียง

เขายังไม่ได้เห็นกระป๋องเบียร์ในมือผมหรอก แต่ที่ถามอย่างนั้นเพราะหลักฐานที่อยู่บนโต๊ะไม้ต่างหาก กระป๋องเบียร์เปล่าที่ผมยังไม่ได้หยิบไปทิ้งลงถังขยะ

“มันอยู่ในตู้...แสดงว่ากินได้” ผมตอบคำถามของเขา ขณะที่เดินผ่านหน้าเขาไปนั่งที่เก้าอี้อีกตัวหนึ่งที่ยังว่างอยู่ ที่ระเบียงมีเก้าอี้สองตัวกับโต๊ะเตี้ยอีกหนึ่งตัว

“อย่าแกล้งทำไม่รู้ว่าฉันหมายถึงแบบไหน” เขาหันมามองหน้าผมตรงๆ แล้วสายตาก็เลื่อนลงมายังมือของผมที่กำลังดึงห่วงกระป๋องเบียร์ออก

“แล้วคุณหมายถึงแบบไหนล่ะ ?” ผมถามกลับ ตั้งใจยั่วเขาด้วยการยกเบียร์ขึ้นดื่มแบบที่ไม่ยอมหลบสายตาเขา สุดท้ายเป็นเขาที่ยอมแพ้ให้กับผม เขาถอนหายใจนิดๆ หันกลับไปให้ความสนใจถ้วยมาม่าในมือต่อ เขาใช้ส้อมม้วนเส้นยาวๆ เข้าปากและไม่พูดอะไรอีก

ส่วนผมก็นั่งเงียบๆ กับเบียร์ในมือ สภาพอากาศหลังฝนตกเย็นจัดดีครับ ดีจนต้องยกเท้าขึ้นมาวางบนเก้าอี้ สองมือกอดรอบเข่าตัวเองเอาไว้

“คุณจะซื้อที่นี่จริงเหรอ” ผมหาเรื่องชวนเขาคุย หลังจากปล่อยให้ความเงียบแยกเขาออกไปจากผม ที่ผมออกมาท้าลมเย็นแบบนี้ก็เพื่อจะได้อยู่ในสายตาเขา ให้เขาบ่นว่าอะไรผมก็ได้ ดีกว่าที่เขาจะทำเหมือนไม่เห็นผมอยู่ในสายตา

“เธอว่าไงล่ะ” เขาวางถ้วยมาม่าลงบนโต๊ะ หันมาเอาคำตอบจากผม

“แล้วคุณคิดยังไงล่ะตั้งแต่เปิดประตูห้องเข้ามา มีอะไรบ้างในห้องที่คุณไม่อยากเปลี่ยน” เพราะขนาดผมยังอยากเปลี่ยนมันทุกอย่างเลย ทุบบ้านพักทั้งหลังทิ้งได้ ผมก็จะทำ ที่นี่มีดีแค่สถานที่ที่มีทั้งภูเขาและแม่น้ำเท่านั้นแหละ นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นห้องพัก ล็อบบี้ พนักงาน อุปกรณ์ และความสะอาด ไม่มีอะไรชวนให้อยากกลับมาใช้บริการซ้ำเป็นหนที่สอง

แต่คำตอบของเขากลับไม่ใช่แบบที่ผมคิด มันมากไปกว่านั้น

“เธอไง... พี”

“.....” ผมไร้คำพูดไปชั่วขณะ ไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกไปกับคำตอบสั้นๆ ของเขา เขาต้องการบอกอะไรผม ต้องการให้ผมรู้สึกอย่างไรกับคำพูดของเขา

แต่สุดท้ายผมก็เอาคำพูดออกมาจากปากได้ เมื่อผ่านเวลาไปเกือบนาที

“ผมไปเกี่ยวอะไรด้วย” แถมยังอ้างไปถึงผู้หญิงอีกคนที่เป็นเจ้าของที่นี่ “...ผมไม่ใช่คุณแก้วสักหน่อย” ปากก็อดพูดถึงผู้หญิงที่ผมรู้สึกอิจฉาไม่ได้ ไม่ว่ากับใคร ผมก็อิจฉาทั้งนั้น เพราะพวกเขาและเธอต่างเป็นคนที่เขาสนใจ ไม่เหมือนผมที่กว่าจะได้รับความสนใจจากเขาก็ต้องเรียกร้องความสนใจแบบงี่เง่าไปตั้งหลายครั้ง

“พูดถึงคนอื่นทำไม” ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟจากในห้องและแสงจันทร์บนฟ้าสีราตรี ผมเห็นริมฝีปากเขามีรอยยิ้มหน่อยๆ “ชอบเธอหรือไง”

คิดได้ไงว่าผมชอบเธอ!

ผมนี่นะจะชอบเธอ ไม่มีวันซะหรอก ถึงคุณแก้วจะไม่ได้ทำอะไรผมเลยก็ตาม แต่เธอคือคนที่คุณย่าชอบ เป็นว่าที่สะใภ้ที่คุณย่าอยากให้เข้ามาใช้นามสกุลตรัยธาดา... นี่แหละเหตุผลที่ไม่ว่าอย่างไรผมห่างไกลจากคำว่า ‘ชอบเธอ’

“คนที่ชอบเธอคือคุณมากกว่า” ผมว่าเบาๆ แต่ความเงียบรอบตัว บวกกับการที่เรานั่งห่างกันแค่โต๊ะทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่ากั้นกลางเท่านั้น เขาถึงได้ยินคำพูดของผมชัดเจน

“ผู้หญิงสวยใครก็ต้องชอบ” ครั้งนี้ผมเห็นรอยยิ้มเขากว้างกว่าเดิม เขากำลังนึกถึงคุณแก้วคนสวยอยู่ละซี่ ผมไม่น่าเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเลย

...เกลียดปากตัวเองจริงๆ ที่ยังไม่หยุดทำร้ายหัวใจตัวเองได้ซะที มันยังพล่ามคำพูดทิ่มแทงหัวใจตัวเองออกมาอย่างโง่เง่า

“ชอบเธอมากหรือไง”

“เธอว่าไงล่ะ ?” เขายังคงยิ้ม “คิดว่าฉันชอบเธอมากไหม”

“จะไปรู้ใจคุณเหรอ” รู้ว่าเขากำลังแกล้งยั่วอารมณ์ผม เขาเป็นผู้ใหญ่ที่รู้ว่าเด็กอย่างผมกำลังคิดอะไรอยู่ รู้สึกอย่างไรกับเขา เขาถึงได้เอาความรู้สึกของผมมาล้อเล่น

“ฉันนึกว่าเธอจะรู้”

“รู้อะไร ?” รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อน แต่ก็ยังหลงกล

“รู้... ใจฉัน”

“.....” ผมกัดริมฝีปากล่างของตัวเองจนรู้สึกเจ็บเป็นการหักห้ามหัวใจไม่ให้โลดแล่นไปกับคำเพียงไม่กี่คำจากเขา แต่ก็ทำเอาผมไม่กล้าสบตากับดวงตาสีราตรีนั้น ผมหันหน้าหนี แสร้งยกเบียร์ขึ้นดื่มไม่ให้ปากตัวเองว่าง... และหาเรื่องใส่ตัวอีก

คำพูดของเขา มันอาจไม่ได้มีอะไรแอบแฝงเลยก็ได้ ผมคิดมากเกินไป คิดเข้าข้างตัวเองว่าเขากำลังให้ความหวังผม

จนเมื่อเบียร์หมด ผมวางกระป๋องเปล่าลงบนโต๊ะ ยกมือขึ้นกอดเข่าตัวเองอีกครั้ง และยังไม่กล้าหันกลับไปมองสบตากับเขา ผมสัมผัสได้ว่าสายตาคู่นั้นยังจับจ้องมาที่ผม มองอยู่อย่างนั้น เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขามองมาด้วยความรู้สึกเช่นไร

“ฉันจะเข้าไปข้างในแล้ว” เขาพูดขึ้น ทำเอาผมสะดุ้งหน่อยๆ เพราะก่อนหน้านี้ทั้งเขาและผมนั่งเงียบเกือบสิบนาที “เธอจะนั่งต่อก็ได้นะแต่อย่านาน อากาศมันเย็น เธอจะไม่สบายเอาได้” ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสู้ พร้อมจากไปจากผม

“แล้วเอาพี่เลม่อนไปไว้ที่ไหนล่ะ” ผมเงยหน้าขึ้นถามคนที่กำลังจะเดินกลับเข้าไปในห้อง เขาหยุดที่กรอบประตู “...ถ้าคุณแต่งงานกับเธอ”

“ในที่ของเขา” เขาตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขาคิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว

แล้วมีตรงไหนในชีวิตเขาที่เป็นของผมได้บ้าง

...คงไม่มีหรอก

ผมต้องทำใจแล้วใช่ไหมว่าสักวันเขาต้องแต่งงาน ผู้หญิงที่เขาเลือกแต่งงานด้วยคือคุณแก้ว ว่าที่สะใภ้ที่คุณย่าปลื้ม

.

.

.

ผมกลับเข้าไปในห้องหลังผ่านไปสองสามนาทีหลังจากที่แผ่นหลังกว้างไร้เสื้อผ้าปกปิดรอยสีแดงจางลับสายตาไป ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่บนเตียง น่าจะอยู่ในห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันอยู่มั้ง ผมไม่ได้ทำตามคำบอกที่เหมือนจะห่วงใยของเขา ที่กลับเข้ามาในห้องก็เพื่อจะหอบเอาเบียร์อีกสองกระป๋องในตู้เย็นออกมาดื่มให้เกลี้ยง ผมจะใช้รสชาติขมของเบียร์ปลอบโยนหัวใจที่พ่ายแพ้ของตัวเอง

เฮ้อ... เมื่อไรผมก็แพ้ กับใครผมก็แพ้ ไม่ต้องคิดไปสู้ใคร คิดดูสิว่าผมขี้แพ้ขนาดไหน แม้แต่ปากตัวเอง ผมก็เอาชนะไม่ได้เลย

ตอนนี้ผมไม่ได้เกลียดเขาเท่ากับเกลียดคำถามที่ออกจากปากของตัวเอง ทำไมผมต้องตั้งคำถามที่ทำให้ตัวเองต้องมาเจ็บกับคำตอบที่เป็นเรื่องจริงนั้นด้วย

ผมกลับออกมานั่งที่ระเบียง ดื่มด่ำกับความขมที่เย็นเฉียบซึ่งผ่านลำคอผมลงไปจนหมดกระป๋อง ดูเหมือนมันจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายยิ่งลดลง (มั้ง) แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งผมจากกระป๋องสุดท้ายได้ ผมกรอกรสชาติขมของเบียร์เข้าปากในสภาพที่แผ่นหลังอิงไว้กับพนักเก้าอี้ ร่างกายคล้ายใกล้เป็นของเหลวเต็มทีเพราะถ้านับจริงๆ เบียร์กระป๋องนี้เป็นกระป๋องที่สี่แล้ว ซ้ำร้ายยังเป็นคนละยี่ห้อกับสองกระป๋องแรกด้วย

ถึงมันจะเป็นเบียร์เหมือนกัน แต่เป็นเบียร์คนละยี่ห้อ แน่นอนว่าฤทธิ์ของมันทั้งสองต้องตีกันอยู่ในร่างกายผมอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว

นอกจากร่างกายผมจะอยู่ในสภาพใกล้จะไร้กระดูก ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ยังทำให้ผมมึนเมา สติพร่าเลือน ความสามารถในการมองเห็นก็คล้ายจะคูณสอง หมายถึงว่าผมสามารถเห็นใบหน้าคมเข้มของคุณยะถึงสองด้วยกัน!

...คุณยะกำลังมีสองหัว

ผมอยากจะขำจริงๆ ถ้าไม่ติดที่คนสองหัวเดินเข้ามาหาผม แล้วก็แย่งเอาเบียร์ในมือผมไปเททิ้งที่ระเบียง ด้วยความเสียดายเบียร์ที่เหลือมากกว่าครึ่งกระป๋อง ผมรีบถลาตามร่างสูงไป กะว่าจะไปแย่งเอากระป๋องเบียร์มาจากมือเขา แต่ด้วยความมึนเมาทำให้ผมทำได้ถลาไปกอดแขนเขา ส่วนเขาก็โยนกระป๋องเบียร์ทิ้งลงระเบียงไปเลย

หึ! พวกทิ้งขยะไม่เป็นที่!

ทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมก็ต้องถอยทัพกลับมาประจำการที่เก้าอี้ตัวเดิม ยกขาขึ้นมากอด วางคางไว้บนเข่าทั้งสองข้าง จากนั้นก็หลับตาลง อารมณ์คืออยากนอนแต่ไม่อยากกลับเข้าไปข้างใน... และเอาจริงๆ คืออยากขัดคำสั่งเขาด้วยการไม่กลับเข้าไปนอนในห้อง

...งี่เง่าเนอะ

แต่ผมก็เป็นของผมแบบนี้แหละ งี่เง่า เอาแต่ใจตัวเอง และอยากให้คนมาเอาใจ โดยเฉพาะเขา

“เข้าไปนอนข้างในพี” เขาแตะที่ข้อศอกผม

“ไม่ต้องมายุ่งกับผม” ผมขยับแขนหนีสัมผัส ซึ่งก็ทำได้ไม่มากเท่าไร ในเมื่อผมถูกจำกัดด้วยพื้นที่ของเก้าอี้และสภาพร่างกายที่มึนเมา

“เมาแล้วดื้อตลอด” ผมได้ยินเขาถอนหายใจใส่ “ลุกพี เข้าไปนอนในห้อง”

“ไม่ๆๆๆๆๆๆ... ม่ายยยย” ผมรัวยาวเลย ไม่ยอมขยับตัวไปไหนทั้งนั้นแหละ ผมจะดื้อ จะเอาแต่ใจ เขาจะได้สนใจผมมากขึ้น

“อย่าดื้อพี”

“ก็ผมจะดื้อ ใครจะทำไม” เอะอะก็ชอบว่าผมดื้อ ถึงจะเป็นความจริงก็เถอะ แต่เขาไม่มีสิทธิ์มาโยนคำนี้ใส่ผม มีผมคนเดียวเท่านั้นที่ด่าตัวเองได้

...เข้าใจใช่ไหมครับ เราด่าตัวเองได้ แต่คนอื่นห้ามด่า

“พีเข้า...” ผมรู้ว่าเขาจะพูดประโยคไหนออกมาอีก ก็ประโยคเดิมที่สั่งให้ผมกลับเข้าไปในห้องนั่นแหละ ผมเลยปฏิเสธออกมาก่อนที่เขาจะพูดจนจบประโยค

“ไม่!...ไม่...และไม่...และก็ไม่” ที่เถียงเขาอยู่นี่ ใช่ว่าผมจะมองหน้าเขาแล้วเถียงเป็นเด็กเอาแต่ใจนะครับ ผมเถียงทั้งที่ยังซุกหน้าเข้าหาตัวเอง วางหน้าผากไว้กับเข่าทั้งสองข้าง ตาก็ปิดสนิทด้วย

เขาเงียบไปแล้ว ไม่มีคำสั่งออกมาจากปากเขา และมันนานจนเกินไป ผมเลยต้องลืมตาเงยหน้าขึ้นมามองหาเขา

เขาไม่อยู่ที่นี่แล้ว

ผมชนะเขาแล้วใช่ไหม ?

ทำไมผมไม่ดีใจนะ... ก็เพราะความจริงผมแพ้ไง ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่ผมต้องการ

เขาเป็นผู้ชนะที่แท้จริง... เอาชนะเด็กดื้อที่ชอบเรียกร้องความสนใจด้วยการเมินเฉย ไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เด็กดื้อทำเพื่อเรียกร้อง ต่อให้ผมบีบน้ำตาออกมา เขาก็คงไม่สนใจผม

เขาเป็นคนใจดำที่สุด!

สนใจผมหน่อยก็ไม่ได้!


จบตอนที่ 22

เป็นการตัดจบตอนที่ห้วนมาก

เนื้อหาตอนนี้เรื่อย ไม่พีคเลย
เอาเป็นตอนหน้าไปกินน้ำผึ้งขมหน่อยๆ กันเนอะ
เขียนได้ครึ่งพล็อตละ ^_^

ปล.อดทนกันต่อไปน้า อย่าทิ้งกันไปไหน
สักวันเขาจะได้รักกัน
และนี่ก็เกินครึ่งทางแล้ว มีอีกสักสองสามสี่ห้าหกประเด็นก็ตัดเข้าปัจจุบันได้แล้ว

 :katai4:

สีเหลืองอ่อน


ออนไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
มุมมองของพีต่อสภาพแวดล้อมรอบๆ รีสอร์ทนี่สมเป็นทายาทเจ้าของโรงแรมจริงๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-5
น้องพีน่าจะบริหารเก่งนะ แต่เฮ้อออออ ดูยังไงเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะจบแบบแฮปปี้ได้เลย
ในเมื่อคุณยะไม่เคยที่จะรักษาสัญญาอะไรได้เลย

ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
หน่วงตลอด เดาไม่ออกเลยว่าจะไปรักกันตอนไหน ยังไง :katai5:

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 23

แล้วผมก็กำลังจะมีน้ำตาออกมาจริงๆ มันเป็นน้ำตาที่มาจากความรู้สึกพ่ายแพ้ ความรู้สึกที่ว่าถูกทิ้ง ไม่ได้รับการเหลียวแล ทว่าน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ขอบตายังไม่ทันไหล ผมก็รีบใช้หลังมือเช็ดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว เพราะใครบางคนกำลังเดินผ่านกรอบประตูออกมา ในมือเขาถือบางอย่างออกมาด้วย ผมมองไม่ชัดว่าเป็นอะไร แต่พอเช็ดน้ำตาออกไปหมดแล้ว บวกกับที่เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมของเขา ผมจึงเห็นว่าเป็นขวดน้ำเปล่ากับกระป๋องน้ำอัดลมสีแดง

“ดื่ม เธอจะดีขึ้น” เขาวางขวดน้ำไว้บนโต๊ะ แต่ผมไม่หยิบขึ้นมาทำตามคำสั่งของเขาหรอก เพราะผมจะดื้อให้สมกับคำที่เขาประทับตราให้ผม

“ตอนนี้ผมเลวอยู่หรือไง” ผมตีรวนใส่เขา รู้หรอกว่าเขาให้ผมดื่มน้ำเพื่ออาการเมาของผมจะได้ลดลง

“คิดเองสิโตแล้ว”

“คิดเองไม่เป็นเพราะยังไม่โต” ผมตามอารมณ์ตัวเองไม่ทันแล้ว เมื่อกี้ยังนึกอยากร้องไห้ น้อยอกน้อยใจที่เขาเดินหนีผม แต่พอเขาโผล่กลับมา ผมก็ทำปากเก่งปากดี ต่อปากต่อคำกับซะงั้น

พอถูกผมย้อนไปอย่างนั้น เขาก็เงียบไปนิดหนึ่ง มองหน้าผมแต่ไม่พูดอะไร ก่อนจะดึงสายตาไปยังความมืดเบื้องหน้า ขณะที่ผมยังจ้องเสี้ยวหน้าของเขาอยู่ มองดูเขาที่ยกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นมาดื่ม มองตามจังหวะการเคลื่อนไหวของลำคอตอนที่น้ำสีดำไหลผ่านตรงนั้นไป และเป็นการมองที่เพลินจนดึงสายตากลับไม่ทันเมื่อเขาหันกลับมา

“มองหน้าฉันทำไม ?”

“.....” ไม่ได้มองหน้าซะหน่อย มองคอต่างหาก

“หน้าฉันมีอะไร ?”

ถ้าบอกว่าหน้าของเขามีแต่ความคิดถึงของผมแปะอยู่ล่ะ เขาจะหัวเราะไหม แต่ที่แน่ๆ ผมไม่กล้าตอบแบบนั้นออกไปหรอก เลยได้แต่ตอบกลับไปว่า...

“ผมอยากดื่มโค้ก”

...ที่อยู่ในมือเขา

“เข้าไปเอาเอง”

...ไม่ไปหรอก เพราะผมอยากดื่มโค้กกระป๋องเดียวกับเขา

และในตอนนี้สมองของผมถูกควบคุมโดยแอลกอฮอล์ที่ในเบียร์สามกระป๋องครึ่ง มันสั่งให้ร่างกายที่คล้ายจะอ่อนปวกเปียกของผมลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า สั่งให้ผมพาตัวเองไปใกล้เขา จากนั้นก็บังคับผมให้ทำอย่างไรก็ได้เพื่อที่จะขึ้นไปนั่งคร่อมทับอยู่บนหน้าขาแข็งแกร่งของเขาที่จะรับน้ำหนักผมได้อย่างสบายๆ ...มั้ง

จะสบายหรือปวดเมื่อย ผมก็ไม่สน ที่ผมสนคือร่างกายที่ไม่ขัดขืนหรือริมฝีปากที่ไม่ได้เอ่ยห้ามการกระทำน่าอายของผมต่างหาก

...สิ่งที่ผมทำ มันน่าอาย แต่ผมก็ยังต้องทำ

ในที่สุดผมก็ปีนขึ้นไปนั่งบนตักเขาได้สำเร็จ สองมือก็ทำหน้าที่แทบจะทันที นั่นคือโอบรอบต้นคอเจ้าของตัก

“เมาแล้วเป็นแบบนี้ทุกที” เสียงเขาเบามาก คล้ายพึมพำกับตัวเอง แต่ผมก็ได้ยิน ก็จะไม่ให้ได้ยินได้อย่างไรเล่า บรรยากาศก็ออกจะเงียบเชียบ และใบหน้าผมก็อยู่ห่างจากหน้าเขาไม่กี่นิ้วเอง และมือของเขาก็เลื่อนลงมาอยู่ที่เอวของผม จับเอาไว้อย่างดีคงกลัวว่าผมจะหงายหลังตกจากตักเขาลงไป

“แบบไหนครับ... คุณยะ” ผมเอียงคอถาม ยิ้มหวานให้กับเจ้าของตัก “...บอกหน่อยสิครับ น้องพีอยากรู้” ริมฝีปากที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้า ขยับเป็นรอยยิ้มนิดๆ

“ขี้อ้อน” เสียงของเขาน่าฟังขึ้นอีกล้านเท่า!

“.....” ผมชอบคำนี้มากกว่าคำว่าดื้อ

“ชอบยั่ว” เขาใส่ร้ายผม

เอ๊ะ...หรือว่าเป็นความจริง

“คุณยะไม่ชอบหรือครับ” ผมถาม ยังคงยิ้มหวานให้เขา หวานเท่าที่หัวใจผมรู้สึกกับเขา และรักเท่ากับที่ผมหลงใหลในตัวเขาจนไม่สามารถกลับไปเป็นนายพีรัชคนเดิมได้อีกแล้ว

“ทุกอย่างที่เป็นเธอคือที่ฉันชอบ”

ผมเชื่อได้ไหม ?

ถ้าเชื่อ... ผมก็ต้องเจ็บปวดแบบเดิม

ถ้าไม่เชื่อ... ผมก็คงจะไม่มีความสุข

“ฉันบอกเธอไปแล้ว” เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบแก้มผม ตรงไฝเม็ดเล็ก “สิ่งที่ฉันจะไม่เปลี่ยนก็คือ...เธอ”

จำได้ใช่ไหมตอนที่ผมถามเขาว่า ในห้องนี้มีอะไรที่เขาไม่อยากเปลี่ยน คำตอบของเขาคือ...ผม

“ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหลังนี้” เขาหยุดลูบแก้มผม “...หรือว่าในชีวิตฉัน”

“แล้วคุณยะจะเอาน้องพีไปไว้ที่ไหน”

...ในชีวิตเขาจะเหลือพื้นที่ให้ผมอยู่จริงเหรอ ?

“เธออยากอยู่ตรงไหน” เขาถาม แสดงว่าเขาเปิดโอกาสให้ผมเลือกใช่ไหม แล้วถ้าที่ที่ผมเลือกมีคนอื่นจับจองอยู่ล่ะ

...ผมจะสามารถเลือกได้อยู่ไหม ?

“บอกมาสิพี เธออยากอยู่ตรงไหน บอกมาแล้วฉันจะให้เธออยู่ตรงนั้น” ถึงเขาจะบอกผมแบบนี้ แต่เขาก็ให้สิ่งที่ผมอยากได้ไม่ได้หรอก

“น้องพีอยากเลือกอยู่ตรงนี้” ผมดึงมือข้างหนึ่งลงมาจากต้นคอของเขา แล้ววางฝ่ามือข้างนั้นทาบลงไปบนอกซ้ายของเขาที่ไร้สิ่งห่อหุ้ม ยิ่งทำให้ผมสัมผัสได้กับแรงเต้นของหัวใจเขาชัดเจนขึ้น มันเต้นเร็วและแรงมาก คล้ายจะทะลุออกมาได้เลย “แต่คงไม่ทันคนอื่นเขาแล้ว งั้นน้องพีขอเลือกตรงนี้แทน”

ผมเอามือข้างเดิมเลื่อนไปวางมือลงบนหลังมือเขาที่วางอยู่บนแก้มผม

“หัวใจของน้องพีอยู่ในกำมือคุณยะ”

...ตลอดไป

“คุณยะห้ามทำลายมันนะ”

...ผมกำลังขอร้อง

“ห้ามทิ้ง ห้ามกระทืบ”

“ใครจะกล้าทำแบบนั้น” เสียงของเขาอ่อนโยน ไม่ต่างจากรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลา ตอนเขาใจดีกับผม โลกของผมก็หอมฟุ้งไปหมด ราวกับว่าผมยืนอยู่กลางทุ่งดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมที่สุดในโลก

“คุณยะนั่นแหละที่กล้าทำ”

...ทำมาแล้วหลายครั้งด้วย แต่ผมก็นะ เจ็บแล้วไม่เคยเข็ด จำแต่ไม่ใส่ใจ

“เธอใส่ร้ายฉันหรือเปล่า”

ดูเขาพูดสิ ทำเหมือนที่ผ่านมาเขาดีกับผมนักนี่ ไม่เคยทำให้ผมเสียใจเสียน้ำตาเลยสักครั้งอย่างนั้นแหละ

“ไม่ได้ใส่ร้ายสักหน่อย พูดจากความจริงล้วนๆ น้องพีน่ะจำได้หมดทุกอย่างแหละ ทั้งคำพูด ทั้งสิ่งที่คุณยะทำกับน้องพี น้องพีร้องไห้เพราะคุณยะมากี่ครั้ง คุณยะไม่รู้หรอก”

“แบบนี้แล้วเธอยังอยากให้หัวใจเธออยู่ในกำมือฉันอีกเหรอ” เขามองเข้ามาในตาผม ดวงตาสีราตรีคล้ายจะเอ่ยบอกให้ผมเอาหัวใจตัวเองกลับไปไว้ที่เดิม อย่าคิดเอามันมาไว้ในกำมือเขา ไม่อย่างนั้นมันจะถูกเขาขยำเล่น ก่อนจะโยนทิ้งอย่างไร้ค่า

ทว่าผมก็ยังเป็นเด็กดื้ออย่างที่สุด รู้ว่าต้องเจ็บก็ยังพร้อมจะเจ็บปวดไปทั้งชีวิต

“ให้ไปแล้วไม่เอาคืนหรอก” เพราะผมไม่รู้วิธีที่จะทำให้ตัวเองหยุดรักเขาได้ เคยพยายามทำแล้ว แต่ไม่เคยสำเร็จ ผมก็ยังรักเขา รักมากขึ้นทุกวัน

“ฉันก็จะไม่คืนให้เธอเหมือนกัน” เขาป้อนคำหวานใส่หัวใจของผม ที่ทำเอาผมจมลงในหลุมรักของเขาลึกลงไปอีก เขาจะไม่เหลือหนทางให้ผมปีนขึ้นมาเลยหรือไง “...จะเก็บเอาไว้อย่างดี ไม่ให้ใครแย่งเอาไปได้”

“ไม่มีใครแย่งหัวใจน้องพีหรอก” ก็มีแต่หัวใจเขานั่นแหละที่มีคนอยากจะแย่งเอาไป รวมทั้งผมคนหนึ่งแหละที่อยากจะแย่งเอาเขามาเป็นของตัวเอง ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย

“ดีแล้ว ฉันจะได้ไม่เหนื่อย”

แน่นอนว่าเขาจะไม่มีวันเหนื่อยที่จะยื้อแย่งผมมาจากใคร เพราะผมเป็นของเขาทั้งตัว หัวใจ และลมหายใจ

“คุณยะครับ” ทว่าผมก็ยังหวัง ไม่อยากให้เขาเป็นของใคร “คุณยะจะแต่งงานกับคุณแก้วจริงๆ ใช่ไหม ...ไม่แต่งได้ไหมครับ” แม้ความเป็นไปได้ที่เขาจะทำตามคำขอของผมติดลบไปไกลเลย

“เธออยากให้ฉันแต่งไหม ?” เขาก็ชอบโกงผมตลอด ผมถามแทนที่เขาจะตอบ กลับย้อนถามผมเสียทุกครั้ง

ก็ได้! ในเมื่ออยากถามนัก ผมก็จะตอบ คำตอบที่เอาแต่ใจตัวเองนี่แหละ

“ไม่อยาก”

“ก็ตามนั้น” ไม่คิดว่าจะได้คำตอบแบบนี้

“ตามนั้น ?” ผมทวนคำตอบง่ายๆ ของเขา “หมายความว่า...ถ้าน้องพีไม่อยากให้คุณยะแต่งงานกับคุณแก้ว คุณยะก็จะไม่แต่ง”

ขอให้ใช่ด้วยเถิดดดดด เพี้ยง!!

“ใช่” เขาพยักหน้า

แล้วคำขอของผมก็เป็นความจริง โดยที่ผมลืมไปแล้วว่าคำโกหกของเขาทำผมเจ็บปวดมาแล้วกี่ครั้ง เพราะผมเจ็บไม่จำไง ที่จำขึ้นใจก็มีแค่ความรู้สึกที่ว่า...รักๆๆๆๆๆ ...ล้นอยู่ในอกซ้ายตลอดเวลา

“กับคนอื่นด้วยไหม ถ้าน้องพีไม่อยากให้คุณยะแต่งงานกับใครไปทั้งชีวิต คุณยะก็จะไม่แต่งงานกับใครเลยใช่ไหม” ผมเริ่มโลภมาก ส่วนเขาก็ทำให้ความโลภมากของผมลงเอยด้วยดี

“ใช่”

คำตอบเพียงคำเดียว ทว่ามันดังกระหึ่มไปทั้งหัวใจของผม ที่ภายในนั้นเต็มไปด้วยผีเสื้อมากมายที่ขยับปีกบอบบางโบยบินอย่างแสนสุข แต่ฉับพลันพวกมันก็ค่อยๆ หุบปีกลง เมื่อคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวใจของผม

“แล้วถ้าน้องพีอยากให้คุณยะเลิกกับพี่เลม่อน คุณยะทำให้น้องพีได้ไหม”

“ฉันทำไม่ได้” เขาตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว ก็เหมือนหลายครั้งที่เขาตอบคำถามผม เขาก็ไม่ได้เสียเวลาคิดแม้แต่นิดเดียว

มันเป็นเพราะเขามีคำตอบอยู่ก่อนแล้ว หรือเพราะมันง่ายที่จะตอบความจริงออกมา เขาเลยไม่ต้องคิดหาคำโกหกอะไรมาหลอกลวงผม

“ถ้าทำได้ ฉันก็ทำไปนานแล้ว”

...เหมือนที่ผมก็บอกให้ตัวเองเลิกรักเขาไม่ได้ ถ้าทำได้ก็คงทำได้ไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ถูกเขาทำร้ายจิตใจจนย่อยยับ

“อย่าถามคำถามนี้กับฉันอีกเลย” เขาบอก ฟังคล้ายขอร้องให้ผมอย่าไปยุ่งกับคนของเขา คนที่จับจองพื้นที่ในหัวใจของเขาไปแล้ว

“รู้แล้วครับ น้องพีจะไม่ถามอีก” ผมรับคำเสียงเบา หัวใจไร้เรี่ยวแรง คิดว่าต้องได้คำตอบแบบนี้ ยังไงเขาก็ไม่มีทางเลิกกับพี่เลม่อน

“อย่าเศร้า” เขาลูบแก้มผม ตรงไฝเม็ดนั้นอีกแล้ว “ฉันอยากเห็นเธอยิ้มมากกว่า”

“ไม่เศร้าแล้ว” ผมพยายามฉีกยิ้ม เป็นยิ้มที่ปวดร้าวไม่น้อย แล้วพูดเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้เผลอก้าวขาลงไปในหลุมความเจ็บปวดนั้นซ้ำอีก “คุณยะชอบไฝบนแก้มของน้องพีหรือครับ” ความสงสัยที่มีมานานแล้ว

“ชอบ มันเหมาะกับเธอดี” เขาตอบ แล้วบอกเพิ่ม “เห็นเขาพูดกันว่า... คนที่มีไฝตรงแก้มเป็นคนมีเสน่ห์ ชวนให้หลงรัก”

“เหอะ เขาพูดมั่วหรือเปล่าครับ” ไม่เห็นจะจริง “น้องพีไม่เห็นมีเสน่ห์ตรงไหนเลย” ถ้าผมมีเสน่ห์เพราะไฝเม็ดนี้จริง คุณยะก็ต้องหลงรักผมไปนานแล้วสิ

“อาจจะใช่” แล้วเขาก็ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่บอกความพึงพอใจ “เข้าไปข้างในเถอะตรงนี้มันหนาว”

“คุณยะหนาวหรือครับ” เพราะเขาไม่ใส่เสื้อ ปล่อยให้เนื้อล้วนๆ สู้กับอากาศเย็นเฉียบของเวลากลางคืนที่ฝนเพิ่งหมดจากท้องฟ้า

“ฉันไม่หนาวหรอก เธอต่างหาก”

“น้องพีไม่หนาวเลย อยู่กับคุณยะอุ่นจะตายไป” ตามที่พูดเลย ตอนผมนั่งคนเดียว โดนความเย็นเล่นงานไปพอสมควร แต่พอมานั่งบนตักเขา ผมกลับลืมความหนาวเย็นไปเสียสนิท แถมยังรู้สึกอบอุ่นไปทั้งร่างกาย รวมถึงหัวใจด้วย “อยากนั่งบนตักคุณยะไปถึงเช้าเลย... ได้ไหมครับ” ผมส่งสายตาอ้อนวอนไปให้ดวงตาสีราตรี

“รู้ตัวไหมว่าเป็นคนอ้อนเก่ง” พูดแล้วก็ดึงแก้มผม ไม่เจ็บหรอกเพราะเขาดึงเบามาก “อย่าไปอ้อนใครแบบนี้อีกนะ ยกเว้นฉันคนเดียว”

“น้องพีอ้อนคุณยะคนเดียวหรอกน่า”

“ใช่ฉันคนเดียวแน่เหรอ ?” เขาเริ่มดึงหน้าตึง แล้วพาผมย้อนเวลากลับไปอยู่ในเหตุการณ์ที่บ้านตรัยธาดา “ตอนกลางวันฉันเห็นเธออ้อนน้องชายฉันอยู่นะ” เขาเป็นคนช่างจำเหมือนกันนี่นา

“ก็...มันไม่เหมือนกัน” กับอานุ มันเป็นความรู้สึกหลานอ้อนอา แต่กับเขา มันเป็นการอ้อนเพราะรักล้วนๆ

“สำหรับฉัน มันเหมือน และฉันไม่อยากให้เธอทำแบบนั้นอีก ทำได้ไหมพี” เขาย้ำเสียงเข้ม สั่งแบบคนที่มีอำนาจเหนือกว่าผม “ห้ามอ้อนน้องชายฉัน ห้ามให้อุ้มแบบนั้นอีก เพราะฉันไม่ชอบ”

เฮ้อ... นี่เขายังไม่ลืมเรื่องอุ้มอีกเหรอ

หรือว่าเขาจะ...

“คุณยะหึงน้องพีใช่ไหม” ผมถามแบบเข้าข้างตัวเองสุดๆ

“เปล่า”

ถ้าหัวใจผมเป็นลูกโป่ง มันคงบี้แบนไปแล้วเพราะถูกคำพูดของเขาเจาะจนลมในลูกโป่งพรั่งพรูออกมาจนหมดสิ้น

“ใจร้าย” คนใจร้ายที่ผมหลงรักหมดหัวใจ

“ฟังให้จบ” เขาพูด จ้องเข้ามาในดวงตาผม สิ่งที่ผมเห็นมีเพียงความจริงที่กลายมาเป็นคำพูดในวินาทีต่อมา “ฉันไม่ได้หึง... ฉันหวง”

แก้มผมร้อนจัด ส่วนริมฝีปากผมฉีกกว้างจนกลัวว่าหน้าตาจะน่าเกลียดจนเขาไม่อยากมอง แต่เขาก็ยังไม่ละสายตาไปจากใบหน้าผมเลย มิหนำซ้ำยังทำให้ผมอายจนตัวรุ่มร้อนไปทุกตารางนิ้วด้วยคำพูดมากมายที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและแฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้ง

“ฉันหวงสิ่งที่เป็นของฉัน... หวงร่างกายที่ฉันได้กอด หวงพื้นที่ที่ฉันได้ครอบครัว ฉันไม่อยากให้ใครได้ในสิ่งที่ฉันได้จากเธอ ฉันอยากให้เธอรักษา ‘ของของฉัน’ เอาไว้ให้ฉันคนเดียว... ทำได้ใช่ไหม ?”

แล้วผมก็ให้คำตอบที่ถูกใจเขา

“ทำได้ครับ” ไม่มีอะไรที่ผมทำเพื่อเขาไม่ได้ ผมอยากทำทุกอย่างให้เขาพอใจ ทำให้เขาเห็นว่าผมทำเพื่อเขาได้เสมอ แม้เขาจะไม่สามารถทำเพื่อผมได้ก็ตาม “...เพราะน้องพีเป็น ‘ของของคุณยะ’ คนเดียว”

“นอกจากขี้อ้อน เธอก็ยังปากหวานมาก รู้ตัวไหม”

“น้องพีก็พูดปกตินะ” ยิ่งเมาก็ยิ่งเป็นเรื่องปกติที่ผมจะพูดทุกอย่างมาจากความรู้สึก ไม่ได้ปรุงแต่งหรือใส่ความหวานใดๆ เลย เอาความจริงในหัวใจออกมาบอกเล่าให้เขารู้จนไม่มีความรู้สึกไหนเป็นความลับสำหรับเขาอีกแล้ว

“ปกติเธอด่าฉัน”

เอ่อ... พูดไม่ออกเลย เพราะโดนความจริงเล่นงาน ก็พอรู้ตัวนะว่าตอนเมากับตอนไม่เมาต่างกันมากแค่ไหน

“ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เธอจะสรรหาคำไหนมาด่าฉันบ้าง” เขาพูดติดขำ ใช้สายตามองผมด้วยความเอ็นดู เวลานี้สองมือของเขากลับไปอยู่ที่เอวและแผ่นหลังของผมแล้ว โดยเฉพาะข้างที่วางไว้บนแผ่นหลัง มันกำลังลูบเบาๆ ให้รู้สึกอยากซุกเข้าไปในอกเขาและให้เขาโอบกอดผมเอาไว้ทั้งคืน

“ไม่ด่าแล้ว” ตอนเมาก็พูดได้ ไม่รู้ว่าตอนสร่างเมาผมจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า ก็ผมห้ามปากของตัวเองไม่เคยได้เลยนี่นา

เขาหัวเราะคำพูดผม บ่งบอกว่าเขาไม่เชื่อคำที่ผมเอ่ยออกมา สมควรที่เขาจะไม่อยากเชื่อ ผมเองก็ยังไม่ไว้ใจปากและอารมณ์ของตัวเองเวลาปกติเลย ชอบที่สุดก็ตอนที่ตัวเองเมานี่แหละ ผมสามารถพูดความจริงได้ทุกเรื่อง รู้สึกแบบไหนก็พูดออกมาได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องปกปิด แอบซ่อน หรือทำทุกอย่างที่ตรงข้ามกับหัวใจรู้สึก

“เชื่อเถอะว่าเธอด่าฉันแน่” เขามั่นใจเกินไปแล้ว ผมไม่ได้ด่าเขาแบบไร้เหตุผลสักหน่อย ทุกอย่างมีเหตุผลเสมอแหละ

“คุณยะก็อย่าหาเรื่องให้น้องพีด่าสิ” ผมท้วงบ้าง ที่ผมด่าเขา ประชดประชันเขาก็เพราะเขาทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดไม่ใช่หรือไงเล่า ผมไม่ได้อยู่เฉยๆ แล้วนึกอยากด่าเขาสักหน่อย แบบนั้นน่ะไร้เหตุผลเกินไป ผมมีเหตุผลที่ด่าเขาเสมอ อย่างเช่น ผมด่าเขาเพราะปกป้องความรู้สึกตัวเอง ด่าเพราะอยากให้ตัวเองตัดใจจากเขาเร็วๆ (แม้ไม่เคยสำเร็จก็ตาม) ด่าเพราะหึงด้วยก็ออกบ่อย

“น้องพีก็ห้ามงี่เง่าสิ”

โอ๊ย! เขาย้อนผม ด่าผมว่างี่เง่า

แต่!! ...เขาเรียกผมว่า ‘น้องพี’ ดังนั้นผมจะให้อภัยเขาก็ได้

“น้องพีไม่งี่เง่าแล้วครับ” ผมยิ้มประจบ “ไม่ด่าคุณยะด้วย เพราะน้องพีรักคุณยะคนเดียว รักคุณยะมากๆ เลย” การได้บอกรักคนที่เรารัก มันมีความสุขมากที่สุดในจักรวาลเลย ยิ่งเขายิ้มรับ ไม่ปฏิเสธให้ผมเสียใจ ก็ยิ่งมีความสุข จนลืมทุกความเจ็บปวดที่เคยผ่านมาไปจนหมด

“ปากหวาน” เขายังย้ำว่าผมปากหวาน “น้องพีเป็นคนปากหวาน”

“ไม่ใช่ซะหน่อย น้องพีแค่พูดความจริง หัวใจน้องพีรู้สึกยังไง น้องพีก็พูดออกมา”

“นี่แหละที่เรียกว่าปากหวาน”

“หวานก็ได้” ไม่อยากเถียงเขาแล้ว อยากทำอย่างอื่นมากกว่า “น้องพีอยากกินโค้ก”

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมใจกล้าหน้าด้านปีนขึ้นมานั่งบนตักคุณยะก็คือเรื่องนี้ไง... เกือบลืมไปเลย

ผมเอื้อมไปหยิบกระป๋องน้ำอัดลมที่วางอยู่บนโต๊ะ ไม่ได้หยิบมันมาเพื่อให้ตัวเองดื่มแต่ให้เจ้าของตักที่ผมนั่งทับอยู่ต่างหาก

“ดื่มสิครับ” ผมถือมันไปใกล้ปากเขา “แล้วป้อนน้องพีด้วยปากของคุณยะ”

“ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน แก่แดดเกินไปแล้ว” เขาพูดคล้ายตำหนิ ทว่าดวงตากลับเป็นประกายถูกใจ

“จากคุณยะนั่นแหละ” วันนั้นผมจำได้แม่นยำ ไม่รู้ว่าเขาจะจำได้หรือเปล่า ผมก็เลยต้องช่วยพาเขากลับไปยังเหตุการณ์วันนั้น “วันที่คุณยะบังคับให้น้องพีกินยาไง”

เขายิ้ม ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะจางลง จนเหลือเพียงใบหน้าที่ราบเรียบคล้ายมีเรื่องให้ต้องคิดตัดสินใจ สุดท้ายเขาก็เอ่ยออกมาว่า...

“เข้าไปนอนกันเถอะ” เขาดึงกระป๋องน้ำอัดลมไปจากมือผล วางมันกลับลงที่เดิมบนโต๊ะ ก่อนจับเอวผม ทำท่าจะยกตัวผมออกไปจากตักของเขา แต่ผมฝืนตัวเอาไว้ด้วยการโผเข้ากอดเขาไว้แน่นเลย ไม่ยอมให้เขาขยับตัวลุกไปไหนได้

“คุณยะไม่อยากจูบน้องพีหรือครับ” ผมถามเอากับอกเปลือยเปล่า ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจเขาชัดเจน 

"ฉันจูบเธอไม่ได้” เขาเอ่ยความจริงที่ทำให้ผมเจ็บปวดได้มากเหลือเกิน

...เขาไม่ผิดหรอก คนผิดคือผม ผมที่อยากได้เขามากจนลืมความจริงทุกอย่าง

“คุณยะสัญญากับพี่เลม่อนไว้หรือครับว่าจะไม่จูบกับผมอีก” ผมเดา ซึ่งมันก็คงเป็นความจริง และเขาก็ช่วยยืนยัน

“ใช่”

เจ็บ!

เจ็บเหมือนทุกครั้งที่ถูกเขาปฏิเสธ

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
“น้องพีจำที่คุณยะพูดวันนั้นที่ห้องทำงานได้ไหม” มือของเขาลูบแผ่นหลังผม ราวกับจะปลอบโยนให้ผมคลายความเจ็บปวดที่หัวใจลง เขาจะรู้ไหมนะว่าสิ่งที่เขาทำไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย ผมก็ยังเจ็บเท่าเดิม ไม่เคยลดลง “ที่คุณยะบอกว่า...”

“ถ้าน้องพียอมล่ะ” ผมรู้ว่าเขาจะเอ่ยถึงคำพูดไหนของเขาในวันนั้น เลยไม่ต้องรอจนเขาพูดจบ “น้องพียอมให้คุณยะมีเขา แบบนี้แล้วน้องพีก็จูบกับคุณยะได้แล้วใช่ไหม”

“ฉันไม่อยากให้เธอยอม” มือของเขาดึงใบหน้าผมขึ้นมาให้สบตากัน ลูกตาสีราตรีบรรจุด้วยความรู้สึกเคร่งเครียดแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“แต่น้องพีจะยอม” ขอบตามันร้อนจัด สุดท้ายผมก็เสียน้ำตา สะอึกสะอื้นอย่างคนที่จนตรอก “อึก... น้องพีรักคุณยะนะ...น้องพีไม่อยากทนอีกแล้ว... อึก...มันทรมาน...ตอนที่ไม่มีคุณยะ...คุณยะทำให้น้องพีขาดคุณยะไม่ได้แล้วนะ...อึก...น้องพีขาดคุณยะไม่ได้” หัวใจผมปวดร้าวไปหมด ทั้งที่หลายนาทีก่อนผมยังสุขจนล้นอยู่เลย

“แต่เขาไม่ยอมให้ฉันมีเธอ” เขาย้ำลงมาให้ผมหมดทางสู้ ทว่าผมก็ยังจะสู้ต่อไป ทำให้ตัวเองหมดคุณค่าเพื่อแลกกับความสุขที่ได้อยู่กับเขา

“ตรงนี้มีแค่น้องพีกับคุณยะ...อึก...ไม่มีเขา” ผมพูดไปพร้อมกับแรงสะอื้นและน้ำตา “คุณยะเป็นของน้องพีได้ไหม...อึก...กอดน้องพี รักน้องพี...นะครับ...อึก...ไม่ต้องคิดถึงเขา...” ใบหน้าที่เปรอะด้วยน้ำตากำลังไร้ยางอายอย่างที่สุด

“ฉันสัญญากับเขาไว้แล้ว” แต่คุณยะก็พยายามที่จะปฏิเสธ

ผมยกมือปาดน้ำตาทิ้ง พูดประชดเขาด้วยอารมณ์อยากเอาชนะไปว่า...

“คุณยะไม่ชอบรักษาสัญญาอยู่แล้วนี่ครับ ทำอีกสักครั้งจะเป็นอะไรไป... ก็แค่ผิดสัญญา พอพี่เลม่อนจับได้ คุณยะก็ค่อยขอโทษ แล้วก็สัญญาใหม่ ง่ายจะตาย”

“พี” เขาเรียกผมอย่างปรามๆ แต่มีหรือผมจะหยุด อารมณ์เสียใจทำให้ผมอยากประชดเขา

“น้องพีพูดความจริง” ผมไม่กลัวลูกตาสีดำที่เป็นประกายเข้มจัดนั่นหรอก “คำสัญญาของคุณยะก็แค่ลมปาก พูดแล้วก็ลืม ไม่เคยทำได้สักครั้ง”

“พอแล้วพี” เขาถอนหายใจให้กับความจริงที่ผมพูดออกมา “ดึกแล้ว เข้าไปนอน” เป็นอีกครั้งที่เขาหนีความจริงด้วยการเปลี่ยนเรื่อง

“คุณยะชอบหนีความจริง” ผมไม่ยอมให้เขาหนีได้เด็ดขาด “คุณยะขี้ขลาด เห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดหัวใจของน้องพีเลย ทำไมต้องปฏิเสธด้วยในเมื่อคุณยะมีแต่ได้กับได้”

“เพราะฉันไม่...” เขาพูดได้แค่นั้น ไม่รู้ว่าเขาจะเอาคำไหนมาสร้างความเจ็บปวดให้หัวใจผมอีก เพราะผมหยุดคำพูดของเขาด้วยริมฝีปากที่ประกบจูบลงไปเสียแล้ว

ผมจูบเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย จูบแบบคนที่จูบไม่เก่งแต่ก็พยายามจะปล้ำจูบริมฝีปากที่เจ้าของมันชำนาญกว่าผมหลายเท่า แต่เขาไม่ได้เอาความชำนาญมาใช้กับผมเลย เขาแค่ปล่อยให้ผมจูบเขาไปเรื่อยๆ ไม่ตอบรับ และไร้ความรู้สึกสุดๆ

สุดท้ายผมก็ยอมแพ้ให้กับความไม่เก่งของตัวเอง ละริมฝีปากออกมามองหน้าเขาด้วยความรู้สึกอับอายอย่างที่สุด

“คุณยะใจร้าย” ผมก็ได้แค่ต่อว่าเขา ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เลย ผมสู้เขาไม่ได้ แม้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม

“ใช่ ฉันเป็นคนใจร้าย” เขายอมรับ มือเขาวางบนศีรษะผม แล้วขยี้เบาๆ “ส่วนเธอต้องเป็นเด็กดี อย่าไปทำแบบนี้กับใครเด็ดขาด”

“น้องพีก็ทำกับคุณยะคนเดียว ไม่เคยไปทำกับใครเลยนะ” หมายถึงการปล้ำจูบคนอื่นน่ะนะ

“ดีแล้ว” เขายิ้มพอใจ

“คุณยะ... ไม่อยากจูบกับน้องพีจริงๆ หรือครับ” เสียงผมอ่อนลง

“.....” แต่เขาไม่ตอบ เขาแค่มองหน้าผม แล้วก็ถอนหายใจเหมือนอ่อนใจกับสิ่งที่ผมอยากได้จากเขา

“มันไม่สนุกเหรอตอนจูบกับน้องพี” ผมยังอยากได้คำตอบ ต่อให้คำตอบจะทำร้ายหัวใจผมจนป่นปี้ก็ตาม

“ไม่สนุกหรอก...” เขากำลังง้างค้อนขึ้นทุบหัวใจผม แต่แล้วก็วางค้อนอันนั้นลง ก่อนโอบอุ้มหัวใจของผมขึ้นมาโอบกอด “...แต่มีความสุข”

ผมยิ้มจนปากฉีกแล้วกับคำตอบของเขา

“จูบกับน้องพีแล้วมีความสุข คุณยะก็จูบน้องพีสิครับ”

“บอกแล้วว่าไม่ได้”

“ก็อย่าให้พี่เลม่อนรู้” ผมหุบรอยยิ้มลง สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนมันออกมา ก่อนพาตัวเองลงไปในหลุมที่ชื่อว่าการกระทำที่น่ารังเกียจ “เราสองคนแอบคบกันก็ได้นะครับ ไม่ต้องให้พี่เลม่อนรู้... น้องพีจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร จะอยู่ในที่ที่คุณยะให้น้องพีอยู่ จะไม่ไปก่อกวนคนของคุณยะ สัญญาครับ ตกลงนะครับ”

“ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้...หื้อ” เขาถามกลับมาอย่างอ่อนโยน ปนไปกับความอ่อนใจในสิ่งที่ผมคิดและตัดสินใจทำ

“เพราะต้องทำไงครับ ไม่ทำแล้วน้องพีจะอยู่ยังไง จะให้น้องพีมองคุณยะอยู่ในที่ไกลๆ เข้าใกล้ไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ กอดไม่ได้ จูบไม่ได้อย่างนั้นเหรอ น้องพีทำไม่ได้แล้ว มันทรมานเกินไป”

...ยอมทำเรื่องน่ารังเกียจ ใช้ชีวิตเป็นชู้กับคนรักของคนอื่น ยินดีกับสิ่งที่จะได้รับจากเขา แม้น้อยนิดก็ยังดี

“เรื่องที่เราแอบคบกันจะเป็นความลับ มีแค่คุณยะกับน้องพีที่รู้”


“.....” เขามองหน้าผมเงียบๆ ยิ่งทำให้ผมกลัวว่าเขากำลังหาวิธีปฏิเสธผมอย่างนุ่มนวลที่สุด เพื่อไม่ให้ผมสติแตก

“น้องพีสัญญา จะไม่บอกใครจริงๆ” ผมย้ำให้เขามั่นใจ ให้เขายอมรับข้อเสนอของผมที่เขามีแต่ได้กับได้ “น้องพีเก็บความลับเก่ง เชื่อน้องพีเถอะนะ”

“แต่ฉัน...” เขาเริ่มลังเล “...ฉันไม่อยากให้เธอเจ็บปวด อยากให้เธอมีความสุข”

“คุณยะพูดเหมือนว่าที่ผ่านมาน้องพีมีความสุข” ผมอดที่จะย้อนถามอย่างน้อยใจไม่ได้

“รักคุณยะมากเหรอ ?” เป็นคำถามที่เขาไม่ควรถามผมเลยด้วยซ้ำ เขาก็เห็นอยู่ว่าผมมีอาการอย่างไรตอนอยู่กับเขา

“มาก... หมดหัวใจเลย” แต่ผมก็เต็มใจตอบ บอกย้ำให้เขามั่นใจว่าผมรักเขาจริงๆ เขาจะได้สงสารผมบ้าง “รักคุณยะคนเดียว ไม่เคยรักใคร และไม่คิดจะรักใครนอกจากคุณยะด้วย” ...มันเป็นความจริงที่จะติดตามผมไปตลอดชีวิต

“ฉันมีดีอะไรที่ทำให้เธอรัก” เขาก็ยังถามมาอีก

“ความดีไม่ใช่เหตุผลของความรักซะหน่อย” ผมบอกเขาตามที่จะหาเหตุผลของความรักที่มีให้เขาออกมาได้ “หัวใจต่างหากที่บอกว่าคุณยะคือคนที่น้องพีรัก แค่คุณยะยิ้มให้น้องพีหนึ่งครั้ง น้องพีก็ตกหลุมรักคุณยะไปถึงสิบปีแล้วนะ ตอนนี้ก็คงจะเกินร้อยปีไปแล้วด้วย ยิ่งวันนี้คุณยะยิ้มให้น้องพีบ่อยๆ ก็คงตกหลุมรักเลยไปถึงชาติหน้านู่นเลย”

“ปากหวาน” เขายิ้ม รอยยิ้มครั้งนี้ไม่ต่างจากคำตอบที่ผมต้องการ

“หวานกับคุณยะคนเดียว”

เขาหัวเราะ ส่วนผมก็ยิ้ม แล้วเขาก็ประทับริมฝีปากบนหน้าผากของผมอย่างแผ่วเบาและยาวนานราวกับผ่านไปแล้วร้อยกว่าปี

“คุณยะตกลงคบกับน้องพีแล้วนะ” ผมถามเพื่อความมั่นใจหลังจากเขาถอยรอยอุ่นร้อนออกมา

“ห้ามเสียใจทีหลัง” เขากำชับ

“ครับ น้องพีไม่มีทางที่จะเสียใจ” เพราะผมคิดดีแล้ว พร้อมยอมรับผลที่จะเกิดตามมา “พีอยากได้คุณยะ อยากให้คุณยะรักน้องพี” ผมลากมือไปตามแผ่นอกที่ไร้เนื้อผ้าห่อหุ้ม ผ่านกล้ามหน้าท้องที่แข็งแรง และต่ำลงไปอย่างเชิญชวนให้เขามาเป็นของผมในค่ำคืนนี้

“แก่แดด” ว่าผมอีกละ

“คุณยะก็หื่น” คำพูดของผมไม่เกินจริง เพราะคำตอบอยู่ในมือของผม มันทั้งร้อนและเริ่มแข็ง “อยากเข้ามาในตัวน้องพีแล้วก็บอกมาเถอะ”

ถามว่าอายไหม ?

บอกเลยว่าอาย! แต่ไม่มาก มันเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการที่มีแอลกอฮอล์อยู่ในร่างกาย ทำให้มีความกล้าเพิ่มขึ้น รวมถึงความหน้าหนาของตัวเองด้วย

ผมไม่ปฏิเสธความต้องการของตัวเองหรอก ผมเป็นเด็กผู้ชาย เรื่องแบบนี้มันต้องมีตามฮอร์โมนที่พลุ่งพล่าน แล้วผมก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ต้องมานั่งเหนียมอายกับเรื่องอย่างว่าด้วย ผมผ่านการมีความสัมพันธ์กับคุณยะมาสองครั้งแล้ว จะมีครั้งที่สามก็ไม่เห็นแปลก เพราะเรากำลังคบกัน... ถึงจะแอบคบก็เถอะ

“คุณยะ...”

“ว่าไงครับ”

“คุณยะกลับมานอนที่บ้านบ่อยๆ นะ” ว่าจะไม่เรียกร้อง เอาเข้าจริงผมก็อยากลองขอร้องเขาดูหน่อย เผื่อได้ผล ถ้าเขากลับมานอนที่บ้านเรือนไทย ผมก็จะได้เป็นคนที่นอนกอดเขาทั้งคืน... คนอื่นไม่มีสิทธิ์ “น้องพีจะได้ไม่เหงา”

“เหงามากไหม ?”

“มากที่สุด... กลับมานอนที่บ้านกับน้องพีนะ น้องพีจะได้ไม่เหงา คุณยะก็จะได้มีความสุขตอนจูบกับน้องพีด้วย”

“แค่จูบอย่างเดียว ?” ดวงตาสีราตรีเป็นประกาศหยอกเย้า เขาวางมือข้างหนึ่งลงบนหลังมือผมที่ยังวางทับอยู่บนส่วนนั้นของเขา ก่อนจะกดมือผมให้สัมผัสกับความร้อนระอุมากขึ้น

“เอาทั้งตัวของน้องพีไปเลยละกัน น้องพียกให้หมดเลย อยากทำกับน้องพีแบบไหน น้องพีตามใจคุณยะทุกอย่าง” ใช่จะไม่อายนะเวลาที่พูดเรื่องอย่างว่า แต่ความสุขที่ถูกเขาโอบกอดมันทำให้ผมต้องทิ้งความอายไป “...เข้ามาในตัวน้องพีนะ ทำอย่างที่คุณยะอยากทำ ทำแรงแค่ไหนก็ได้เท่าที่คุณยะพอใจ ถึงน้องพีจะเจ็บ แต่เพื่อคุณยะ น้องพีทนได้” เคยทนมาได้ถึงสอง ครั้งที่สามก็น่าจะทนได้เหมือนสองครั้งที่ผ่านมา ที่สำคัญคือพี่เลม่อนยังทนได้ (ดูจากคลิปครับ) ผมก็ต้องทนได้ เผื่อว่าบางทีความอดทนของผมจะเอาชนะใจคุณยะได้ หัวใจคุณยะอาจจะเปลี่ยนจากพี่เลม่อนมาเป็นของผม วันข้างหน้าคนที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อาจจะไม่ใช่ผมแล้วก็ได้

“คุณยะจะทำยังไงกับเด็กแก่แดดคนนี้ดี...หื้อ” เขาทำเสียงเอ็นดู ขณะที่ส่วนสำคัญของเขากำลังพองในกำมือผม

“จัดการน้องพีสิครับ... ช้าอยู่ทำไม” บางครั้งผมก็อยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนนะ ...ยั่วเก่ง...ขี้อ้อน...ปากหวาน...แก่แดด...แบบที่เขาพูดบ่อยๆ หรือเปล่า ผมรู้แค่ว่าอยากจะทำทุกอย่างให้เขาชอบผมมากขึ้น และวิธีที่ทำให้เขาชอบผมมากขึ้นให้ในสิ่งที่เขาชอบ

“คุณยะอยากเห็นน้องพีจัดการตัวเองมากกว่า” อุ้งมือหนาที่เคยทาบทับอยู่บนหลังมือผม บัดนี้มันได้จับพามือผมไปยังเป้าหมายใหม่ที่ไม่ใช่ร่างกายของเขา แต่เป็นส่วนสำคัญของผม ซึ่งมันก็ร้อนจัดไม่ต่างกันเลย

คุณยะเป็นผู้ชาย ผมก็เป็นผู้ชาย ...เรื่องความรู้สึกก็เลยไม่ต่างกันเท่าไร

“ทำให้คุณยะดูหน่อย” เขาเหมือนผู้ใหญ่หลอกเด็ก และเด็กคนนี้ก็เชื่อฟังผู้ใหญ่อย่างหมดหัวใจ

“ครับ...” ผมขบริมฝีปากล่างข่มความเขินอายที่มีอยู่น้อยนิดให้จมลงไปที่ไหนสักแห่ง มองสบดวงตาเป็นประกายพึงพอใจของเขาก็ทำให้หัวใจเต้นรัวแรง มือข้างหนึ่งของผมเกาะที่ไหล่หนาเป็นหลักยึดเหนี่ยว ส่วนอีกข้างที่ถูกอุ้งมือใหญ่กุมอยู่นั้นเลื่อนเข้าไปใต้กางเกงขาสั้นพร้อมกัน... ทั้งมือเขา มือผม

“น่ารัก” เขาพึมพำเบาๆ แต่ก็ทำให้ใบหน้าผมติดไฟ ลูกตาสีราตรีมองต่ำลงไปที่มือของผมและมือของเขา จากนั้นก็ดึงเอาทั้งมือเขา มือผม และส่วนอ่อนไหวที่ร้อนระอุของผมออกมาเจอกับสายตาของเขา และเขาก็เอามือออกไปจากหลังมือผม ปล่อยให้ผมจัดการตัวเองต่อหน้าเขา แม้แสงสว่างจะน้อยนิดทว่าผมกลับเห็นแววตาที่จ้องมองผมได้อย่างชัดเจน

“คุณยะ...อึก...” ผมเรียกชื่อเขาจางไปเสียงสะอื้นของความรู้สึกที่ขยับขึ้นสูง ตามจังหวะของอุ้งมือตัวเองที่รูดรั้งส่วนอ่อนไหวให้เดินทางไปถึงปลายทาง “...อึก... น้องพีรัก...คุณยะ...มาก...นะ” เสียงผมสั่นพร่า เนื้อตัวสั่นสะท้านไปตามอารมณ์ที่ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ

“คุณยะรู้แล้วครับคนดี” เขาบอก พร้อมกับมือของเขาที่เลื่อนต่ำลงไปที่บั้นท้ายผม เขาขยำมันเบาๆ แต่กลับกระตุ้นให้ผมเร่งมือของตัวเองให้เร็วขึ้น

ยิ่งเขาขยำไม่หยุด ผมก็ยิ่งเร่งความเร็วของมือมากขึ้น จนมันถึงปลายทางในเวลารวดเร็ว   

“คะ...คุณยะ...อ๊าา” ตัวผมเกร็งกระตุก สะโพกลอยขึ้นจากต้นขาแกร่ง ก่อนที่ลาวาอุ่นร้อนจะทะลักออกมาจากปลายส่วนอ่อนไหว แล้วผมก็ทิ้งตัวลงไปบนตักเขาเหมือนเดิม ซบหน้าลงกับไหล่กว้างอย่างอ่อนแรง

“น้องพีครับ” เขากระซิบข้างหูผม “อยากให้คุณยะเข้าไปหรือยัง”

“ครับ” ผมพยักหน้าเร็วๆ กับไหล่เขา พูดอย่างไม่อายออกไปว่า “น้องพีอยากให้คุณยะเข้ามาตั้งนานแล้ว” ไม่เหลือความอายแล้วตอนนี้ มีแต่ความรู้สึกอยากถูกร่างกายแข็งแรงแสนอบอุ่นนี้โอบอุ้มเอาไว้ทั้งคืน

นอกจากคำพูดที่เอ่ยออกมาอย่างไม่เหลือความอายใดๆ การกระทำของผมก็ไม่ต่างจากคำพูด เพราะตอนนี้มือข้างที่ไม่ได้ชุ่มด้วยน้ำรักกำลังมุดผ่านขอบกางเกงของเขาเข้าไปกอบกุมความแข็งและร้อนจัดของเขา

“จะว่าน้องพีแรดก็ได้นะ น้องพีไม่โกรธหรอก” ผมเงยหน้าขึ้นมาบอกเขา เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาออกมาจากริมฝีปากหนา

“แบบนี้ดีแล้ว คุณยะชอบ” ผมก็คิดอยู่แล้วว่าเขาต้องชอบแบบนี้  แล้วเขาก็ดึงมือผมออกมาจากใต้กางเกงเขา ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยที่มีผมเกาะติดตัวเขาขึ้นมาด้วย “จำไว้นะ คุณยะอุ้มน้องพีแบบนี้ได้คนเดียว คนอื่นไม่มีสิทธิ์” ท่อนขาแข็งแรงพาทั้งผมและเขาเข้าไปในห้อง ตรงไปที่เตียงนอน

“ครับคุณยะ คุณยะมีสิทธิ์อุ้มน้องพีแบบนี้ได้คนเดียว” ผมพยักหน้าให้กับคำสั่งนั้น ก่อนจะถูกเขาวางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล วางผมลงแล้วเขาก็เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดตู้หาอะไรอยู่แป๊บเดียวก็เดินกลับมาพร้อมกับของที่อยู่ในมือ

ผ้าเนื้อหนาสีเทาเข้มกับหลอดเจล

สมองผมคิดได้อย่างรวดเร็วเมื่อเห็นพวกมัน ปากผมก็เร็วพอๆ กับสมองนั่นแหละ

“คุณยะเตรียมมาไว้ใช้กับใคร!” ผมถามเสียงแข็ง อารมณ์หึงมาเต็ม มือเขาที่กำลังคลี่ผ้าเนื้อหนาสีเทาเข้มคลุมทับผ้าปูเตียงอีกหลังหนึ่งนั้นชะงักไปทันที เขาหันกลับมามองผมที่ลุกขึ้นนั่งอยู่กลางเตียง ด้วยอาการหัวร้อนอย่างที่สุด

“จะเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ” เขาไม่ตอบคำถามผม แต่ยื่นทางเลือกที่ใจร้ายอย่างที่สุดให้กับผมแทน

“น้องพีไม่เปลี่ยนใจหรอก” เสียงผมอ่อนลงจนเบาหวิว ไม่ต่างจากหัวใจที่เต้นช้าลง ผมลืมไปว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์โกรธเขา ฐานะของผมก็แค่คนที่ขาดเขาไม่ได้ ไม่ใช่เจ้าของชีวิตและหัวใจเขา “...แค่อยากรู้ว่าคุณยะจะพาใครมาด้วย” เขาเตรียมทั้งเจลหล่อลื่น ทั้งผ้าปูมาขนาดนี้ ต้องมีคนที่เขาจะพามาด้วยแน่ๆ

“ไม่ต้องรู้หรอก” เขาเดินมาหยุดที่ข้างเตียงผม “ฉันอยู่กับเธอ... ฉันก็คือ ‘ของของเธอ’ เท่านี้ก็พอแล้วพี”

ใช่สินะ ผมควรพอใจ ไม่ใช่เรียกร้องและลามปามไปถึงคนของเขา

“ยังอยากทำอยู่ไหม”

“.....” ผมเลือกใช้การกระทำเป็นคำตอบ ด้วยการถอดทุกอย่างที่อยู่บนตัวทิ้ง ก่อนจะโผเข้าไปหาเขา ดึงใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้ ประกบจูบลงไป ครั้งนี้เขาไม่ปฏิเสธผม

มันเป็นจูบที่หวานซึ้ง เป็นรสชาติที่ผมคิดถึงและโหยหาจากเขา แล้วเขาก็อุ้มพาผมไปที่เตียงซึ่งคลุมไว้ด้วยผ้าปูเนื้อดี วางผมลงและตามขึ้นมาคร่อมอยู่เหนือร่างเปลือยเปล่าของผม

“น้องพีรักคุณยะ” ผมบอกเขาหลายครั้งแล้วสำหรับความรู้สึกนี้ แต่ผมก็อยากจะพูดออกมาเท่าที่ผมมีโอกาสได้บอกเขา

“คุณยะก็รักน้องพี”

ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะเอ่ยคำว่า ‘รัก’ ไปกับใครบ้าง แต่อย่างน้อยผมก็เป็นหนึ่งคนที่ได้ฟังคำบอกรักจากปากเขา แม้ความรักที่เขาเอ่ยออกมาให้หัวใจผมพองโตจะมีปริมาณน้อยนิด เทียบไม่ได้กับความรักที่ผมมอบให้เขาทั้งหมดหัวใจเลยก็ตาม และคำรักที่เขาบอกผม อาจจะไม่ใช่ ‘ของจริง’ เลยด้วยซ้ำ ทว่าผมก็ยังอยากฟัง อยากหลอกตัวเองให้เชื่อว่านี่คือคำบอกรักที่ออกมาจากหัวใจของเขาจริงๆ ไม่ใช่ 'แค่พูด' ออกมาตอนที่อยากมีอะไรกับผม

“คุณยะ” ผมเอื้อมมือขึ้นไปลูบใบหน้าหล่อเหลา “คืนนี้คุณยะเป็นของน้องพี ฉะนั้นห้ามคิดถึงใครนะ คิดถึงแต่น้องพีนะ” ปากมันเผลอเรียกร้อง ห้ามไม่ทัน เอ่ยออกไปแล้วก็กลัวเขาจะโกรธ แต่เขาก็ยิ้มให้กับผม ก้มลงจูบแก้มผม ไม่สิ... จูบไฝบนแก้มมากกว่า

“คุณยะไม่เคยไม่คิดถึงน้องพี”

...ไม่เคย ‘ไม่คิดถึง’ ผมอย่างนั้นเหรอ ?

ผมขอเชื่อได้ไหม แม้ว่าจะไม่มีความจริงในคำพูดนั้นก็ตาม

“อย่าว่าแต่น้องพีปากหวานเลย คุณยะก็ปากหวานเหมือนกัน” ผมยิ้มออกมาได้แล้ว หัวใจมันผ่อนคลายขึ้น ยามเมื่อคิดเข้าข้างตัวเองว่าทุกคำพูดของเขาเป็นความจริง

“เฉพาะกับน้องพีคนเดียว”

...คำโกหก ถ้าผมเชื่อ มันก็ไม่ต่างจากความจริง

“คนเดียวแน่นะ”

“คนเดียวมาตลอด”

“ตลอดไปด้วยนะ น้องพีขอ”

“ตลอดไปครับ” เพราะเขาเป็นแบบนี้ไง มีแต่คำพูดที่ทำให้หัวใจผมมีความหวัง ผมถึงได้ตกลงไปในหลุมรักของเขาลึกลงไปเรื่อยๆ

“รักคุณยะจัง” หัวใจผมร่ำร้องแต่คำคำนี้ คำว่ารักไม่เคยหมดไปจากหัวใจผม ให้เขาร้ายกับผมอีกสักเท่าไร ผมก็หยุดรักเขาไม่ได้

...หัวใจผมน่ะโง่เขลาที่สุดในโลก

“คนดี” ริมฝีปากอุ่นจัดกดลงมาบนหน้าผากผม “น้องพีเป็นคนเดียวที่คุณยะรักหมดหัวใจ”

...เพราะคำหวานแบบนี้ไง หัวใจผมถึงไม่ยอมฉลาดขึ้นมาเลย ไม่ว่าตอนนี้หรือผ่านไปอีกกี่สิบปี

“คุณยะ” เป็นผมบ้างที่ดึงใบหน้าของเขากลับลงมา แล้วก็ทำแบบเดียวกับเขา คือเงยหน้าขึ้นไปประทับริมฝีปากบนหน้าผากของเขานิ่งนาน ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมา เอ่ยคำหวานเท่าที่หัวใจอย่างร่ำร้องบอกให้เขารู้ “ถ้าน้องพีมีหัวใจสิบดวงร้อยดวงได้ น้องพีก็ใช้ให้พวกมันรักคุณยะแค่คนเดียว...คนเดียวที่เป็นโลกทั้งใบของน้องพี”

“คุณยะอยากได้แค่ดวงนี้ดวงเดียว...แค่นี้ก็พอแล้ว” เขาวาดปลายนิ้วเป็นรูปหัวใจบนอกซ้ายของผม ดวงตาของเขายิ้ม ริมฝีปากของเขาก็ยิ้ม เป็นยิ้มที่ทำให้ผมจมลึกลงไปในหลุมรักของเขาอีกแล้ว

“น้องพีมีความสุข” แล้วผมก็ดึงเขาลงมากอดไว้ทั้งตัว ร่างกายที่หนากว่าและหนักกว่าผมมาก ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือบี้แบน ตรงกันข้ามกลับเหมือนถูกโอบล้อมด้วยก้อนเมฆนุ่มๆ ที่ห่มคลุมด้วยแสงแดดอ่อนในเช้าที่อากาศหนาวเย็น

ผมมีความสุขจนไม่อยากให้ ‘ความจริง’ เดินทางมาถึง อยากให้มันหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้ ไม่ต้องโผล่เข้ามาทำลายความสุขของผม แต่ผมก็รู้ ไม่มีทางที่ผมจะหนีความจริงไปพ้น สักวันมันก็ต้องหาผมเจอ

แต่ตอนนี้ผมขอใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่าละกัน ผมจะกอบโกยเอาทุกอย่างที่อยากได้จากผู้ชายคนนนี้ คนที่บอกผมว่า...เขาคือ ‘ของของผม’

“คุณยะอยากเข้ามาหรือยัง” เพราะเราสองคนเอาแต่ป้อนคำหวานให้กันไปมา จนลืมสิ่งที่ควรทำ “น้องพีอยากให้คุณยะเข้ามาแล้วนะ” คนถูกถามถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู (มั้ง) ในคำเชิญชวนของผม

ยอมรับแบบลูกผู้ชายเลยว่าผมน่ะ...ชอบตอนที่เขาเข้ามาในตัวผมนะ ยิ่งความรู้สึกที่ว่าได้โอบรัดตัวตนของเขาเอาไว้ด้วยร่างกายของตัวเอง บีบรัดจนเขาปลดปล่อยออกมา ก็เป็นความรู้สึกที่โคตรจะภูมิใจในร่างกายตัวเอง

“ยั่วเก่ง” ว่าผมอีกแล้ว

“เก่งกับคุณยะคนเดียวหรอกน่า” ยอมรับก็ได้ แต่ก็แค่กับเขาคนเดียว (ไม่นับดีนนะ เพราะตอนนั้นผมเมายา)

แล้วเขาก็ขยับออกจากตัวผม แต่ไม่ได้หนีไปไหน เพียงแค่จัดท่าทางให้สะดวกที่จะใช้ปากสัมผัสกับแผ่นอกของผม ลิ้นเปียกชื้นลากความเย็นชืดไปครอบครองที่ยอดอกผม ก่อนเปลี่ยนมันเป็นฟันคมๆ ของเขา

“หื้อ...คุณยะ...ยะ...อย่ากัด...” เพราะเขากัดแรงมาก ทั้งกัด ทั้งดึง จนผมกลัวว่ามันจะขาด เลือดสาดกระเซ็นเลยทีเดียว

“ไม่อยากให้คุณยะกัดจริงเหรอ ?” เขาเงยขึ้นมาถาม แววตาเป็นประกายหยอกล้อ แต่ก็กดดันให้ผมต้องส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว

“ไม่จริงครับ คุณยะกัดน้องพีได้เลย” ถ้าเขาชอบ ผมก็เต็มใจให้เขาทำ และประสบการณ์ก็บอกผมว่า ความเจ็บจะมาก่อนความเสียวซ่านและสุขสม ผมเพียงแค่อดทน ปล่อยให้เขาพาผมไปพบความเจ็บปวดที่ตามมาด้วยความสุขที่ไหลทะลักไปทั้งร่างกาย

“น่ารัก” เขาเอ่ยคำแบบเดิมออกมา สายตาหวานฉ่ำที่บ่งบอกว่าเขาพอใจคำตอบของผมมากทีเดียว รวมถึงร่างกายที่เขากำลังลงไปทำร้ายมันเพื่อความสุขสมของตัวเอง... และของผมด้วย

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
“อ๊ะ!...”

เจ็บ... ทุกครั้งที่ฟันคมนั้นฝังกัดลงมา ความเจ็บไต่ลงไปจนถึงหน้าท้องกลม จนกระทั่งริมฝีปากอุ่นจัดเข้ามาครอบครองส่วนอ่อนไหวของผม สะโพกผมเกร็งจัดและลอยขึ้นจากเตียงแทบจะทันที ความเจ็บก่อนหน้าหายเกลี้ยงแทนที่ด้วยความเสียวสะท้าน พาให้ร่างกายเกร็งไปทุกสัดส่วน 

“อ๊ะ...อึก...คุณยะ...น้องพีเสียวว...” เขากำลังดูดกลืนตัวตนของผม รูดรั้งจนผมเสียวซ่านจนทนไม่ไหว เพียงแค่ไม่นานความอดทนของผมก็แตกกระจายในอุ้งปากแสนร้ายกาจ

ผมหอบตัวโยน ราวกับว่าเรี่ยวแรงไหลทะลักไปกับสายน้ำขาวข้นนั้นเสียแล้ว และก็เป็นแบบเดิมที่เขาจะเอามันมาคืนผมด้วยวิธีปากต่อปาก รสชาติจูบของเขาหอมหวานและนุ่มนวลมากกว่าฟันคมที่ฝังกัด ต่างกันจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นการกระทำของคนคนเดียวกัน แต่ก็ต้องเชื่อ 

“อดทนไว้นะคนดี” เขาบอกตอนที่พลิกตัวผมให้นอนคว่ำไปกับเตียง พร้อมกับยกสะโพกผมขึ้นสูง

“ครับ” ใจผมสั่นเลยทีเดียว เพราะจำความเจ็บปวดได้อย่างแม่นยำ แต่ก็ไม่กลัวหากความเจ็บนั้นจะชำแรกเข้ามาในร่างกายผมอีกครั้ง

แต่ก่อนที่ความเจ็บปวดจะเสียบแทงเข้ามา ความเย็นชืดจากปลายลิ้นของเขาก็ละเลงลงมาเล่นงานผมให้สะท้านสะเทือนไปกับมัน ไม่คิดว่าเขาจะใช้ลิ้นกับช่องทางนี้ ก้นผมสั่นเกร็งจนปวดร้าวไปหมด โดยเฉพาะส่วนอ่อนไหวที่แข็งขื่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันก็ตกไปอยู่ในอุ้งมือของเขาด้วยเช่นกัน เขากำลังเล่นงานผมทั้งด้านหน้าและหลัง 

“พอ...อื้อ....พอก่อนคุณยะ!” ผมคลานหนีจากความแฉะชื้นที่แสนนุ่มนวลแต่ก็ร้ายกาจอย่างที่สุด รวมทั้งมือที่รุนแรงกับน้องชายผมด้วย “น้องพีไม่เอาแบบนี้...อึก...ไม่เอาาา” พูดไปก็จะร้องไห้ไปด้วย

“ทำไมครับ น้องพีไม่ชอบหรือไง” เขาเคลื่อนตัวขึ้นมาถามใกล้ใบหน้าของผมที่ฝังไว้กับหมอน ลูบหัวผมไปด้วย

“มันจะเสร็จ!” ผมบอกไปอย่างโมโหๆ ถ้าผมเสียงน้ำอีกครั้ง ก็กลายเป็นสามครั้งแล้วนะ ขณะที่เขายังไม่เสียน้ำเลยสักครั้ง

“ไม่อยากเสร็จ ?” เขาถามปนรอยขำ ทิ้งตัวลงนอนข้างตัวผม ดึงผมเข้าไปอยู่ในอกอุ่นๆ ของเขา

“อยากเสร็จพร้อมคุณยะ” ผมลดเสียงลง กะพริบตาอ้อนเขาด้วยแหละ ก็อยากมีจุดที่ว่าผมกับเขาไปถึงความสุขพร้อมกันนี่นา “คุณยะใส่เข้ามาเถอะ อย่าแกล้งพีอีกเลย” แกล้งให้ผมเสียน้ำจนหมดตัว เหลือแต่ตัวที่อ่อนปวกเปียก ส่วนเขาน่ะเหรอยังอยู่ครบทุกหยาดหยด เหงื่อสักเม็ดก็ไม่หลุดออกจากตัว

“แล้วอย่าร้องไห้ให้คุณยะเอาออกล่ะ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาบนใบหน้าทันที “คุณยะจะเอาจริงแล้วนะ” จบคำพูดนั้น ผมก็พยักหน้ายอมรับอย่างเต็มใจกับการเอาจริงของเขา แล้วผมก็ถูกจับพลิกกลับไปนอนคว่ำหน้ากับหมอนอีกครั้ง สะโพกถูกยกขึ้นลอยอยู่กลางอากาศ

“อ๊า!” ของจริงมาแล้วจริงๆ นิ้วกระด้างที่ชุ่มเจลหล่อลื่นเสียบแทงเข้ามาแบบไม่ทันให้ผมได้ตั้งตัว

“อยากให้คุณยะเอาออกไหม ?” เขาก็ช่างตั้งคำถามเพื่อกลั่นแกล้งผมเสียจริง “ไม่อยากเห็นเด็กร้องไห้แล้วมาโวยวายว่าคุณยะใจร้าย” 

“ไม่ต้อง!” ผมตวาดกลับไปเพราะอารมณ์เริ่มขึ้น ไม่ใช่อารมณ์พิศวาส เป็นอารมณ์หมั่นไส้ล้วนๆ เขาเป็นคนที่ทำให้เรื่องบนเตียงมีหลายรสชาติหลายอารมณ์จริงๆ “คุณยะจะใส่นิ้วเพิ่มเลยก็ได้นะ น้องพีชอบความเจ็บปวด!” ปากผมนี่ก็วอนหาเรื่องเจ็บตัวอีกแล้ว เพราะทันทีที่ผมพูดจบ นิ้วที่สองกับสามก็เสียบเข้ามาด้วยความรวดเร็วทันใจอย่างที่สุด

“อ๊า!!...” ครั้งนี้ผมทรุดไปกองกับเตียงเลย เจ็บที่สุด ความเจ็บร้าวนั้นเสียบพุ่งออกมาจากร่างกายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

และอย่าคิดนะว่าเขาจะปล่อยให้ผมเจ็บที่สุดแค่โดนนิ้วสามนิ้วที่กระแทกเข้ามา บอกเลยว่าแบบนั้นไม่ใช่เขาแน่ เพียงแค่ไม่กี่ครั้งที่เขาขยับนิ้วทั้งสามเพื่อขยายช่องทางสุดลึกลับให้กว้างมากที่สุด เขาก็ถอนนิ้วพวกนั้นออกไป ยกสะโพกผมขึ้นไปลอยกลางอากาศอีกครั้ง จากนั้นตัวตนแข็งกร้าวก็แทงเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

“อึก...!” ผมถึงกับร้องไม่ออก แต่ที่ไหลออกมาคือน้ำตา เมื่อตัวตนของเขาฝังลึกเข้ามาทีเดียวจนหมด เจ็บจนชา เหมือนว่าช่องทางนั้นไร้ความรู้สึกไปแล้ว 

“ขอคุณยะดูหน้าคนเก่งหน่อย” ร่างนั้นโน้มลงมาถาม มือหนาดึงใบหน้าชุ่มน้ำตาของผมขึ้นมาจากหมอน “เจ็บมากไหมคนดี แล้วแบบนี้จะทนคุณยะได้ทั้งคืนไหม” น้ำเสียงที่เอ่ยถามออกมาอ่อนโยน มันเป็นความอ่อนโยนที่ปนไปกับความสุขที่เห็นความเจ็บปวดและน้ำตาของผม

“อึก...ทน...ได้” แทบไม่มีแรงตอบ

“ทนไม่ได้แล้วมั้งแบบนี้” ปลายนิ้วเขาช่วยเกลี่ยคราบน้ำตาออกจากใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยน แล้วทาบริมฝีปากลงมาบนแก้มข้างเดิมที่เขาชอบ จูบแก้มผมแต่ละครั้ง เขาจะเริ่มจากแก้มข้างที่มีไฝเม็ดเล็กก่อนเสมอ “คุณยะไม่ทำแล้วนะ” พูดจบ ร่างหนาก็หยัดกายขึ้น ส่วนร้อนระอุที่อยู่ในช่องทางลึกลับถอนกายออกไปอย่างเชื่องช้า

“ยะ...อย่าคุณยะ ห้ามเอาออกไปนะ” ผมร้องห้ามเสียงหลง เมื่อตัวตนที่ทำให้ผมทั้งเจ็บจนจุกและอึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออกกำลังจะถอนกายออกไปจนหมดลำ เหลือเพียงส่วนปลายที่ยังคงค้างอยู่ในช่องทาง

“ว่าไงนะ คุณยะไม่ได้ยินเลย ขอเข้าไปฟังชัดๆ นะครับ” การฟังชัดๆ ของเขาคือการที่เอาตัวตนร้อนระอุของเข้ามาในตัวผมซ้ำอีกครั้ง และเขาจงใจทำกระแทกเข้ามาแรงกว่าเดิมด้วย

“อะ...อ๊า!!” ตัวผมสั่นระริก มือกำผ้าปูสีเทาเข้มระบายความเจ็บจุกที่กระแทกลงมาอย่างรุนแรงจนยับยู่ยี่ไปหมด

“ไหนพูดให้ชัดหน่อย เมื่อกี้น้องพีห้ามคุณยะทำอะไร” ร่างกายหนาโน้มตัวลงมาถาม พร้อมกับสัมผัสนุ่มนวลกดซับลงมาที่เม็ดเหงื่อบนขมับผม ริมฝีปากของเขาอ่อนโยนกว่าสิ่งที่เชื่อมผมกับเขาไว้ด้วยกันอย่างที่สุด

...ริมฝีปากยังกับพระเอก

...ส่วนตัวตนโตๆ ก็ไม่ต่างจากตัวร้ายใจคอโหดเหี้ยม

“หะ...อึก...ห้ามเอาออกไป” แต่ผมก็ยังต้องการเจ้าตัวร้ายกาจที่ทำให้เนื้อตัวผมสั่นสะท้านไปทุกสัดส่วน ไม่มีร่างกายส่วนไหนที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในช่องทางคับแคบ

“แบบนี้หรือครับ” ตัวร้ายที่จ้างร้อยเล่นล้านเล่นงานผมอีกระลอก ถอนกายออกจนเกือบหมดแล้วก็อัดลงมาเหมือนผมเป็นตุ๊กตายางไร้ความรู้สึก แต่ผมไม่ใช่ตุ๊กตาไง มีความรู้สึกไปกับทุกวิธีที่เขาสรรหามาทรมานร่างกายผม

“อ๊าา!...อา... คุณยะ...อึก...แกล้งน้องพี” ผมต่อว่าเขาปนไปกับเสียงสะอื้น ตัวนี่สั่นระริกเลย มือก็กำผ้าปูสีเทาเข้มจนยับยู่ยี่ไปหมด

เขาเป็นคนที่ไม่เคยปรานีผมเลยจริงๆ เวลาปกติก็ทำร้ายจิตใจ ส่วนเวลาที่อยู่บนเตียงก็ทำร้ายร่างกาย... แต่ผมก็ทนได้ ไม่ว่าความเจ็บปวดเจียนตายจะเกิดขึ้นที่ก้อนความรู้สึกหรือว่าร่างกาย ที่ทนได้เพราะรักคำเดียวจริงๆ ถ้าไม่รักผมก็คงไม่อยู่ตรงนี้

“ก็น้องพีน่าแกล้ง คุณยะเลยอยากแกล้ง หรือว่าคุณยะแกล้งไม่ได้” 

“ได้ครับ แต่คุณยะแกล้งน้องพีแค่คนเดียวได้ไหม อย่าไปแกล้งใครอีก” ผมยกตัวเองขึ้นมาจากที่นอนอย่างเชื่องช้า จนในที่สุดแผ่นหลังผมก็สัมผัสกับแผ่นอกกว้าง สะโพกของผมเชื่อมอยู่บนตักแกร่ง ก่อนจะหันหน้าไปจ้องตากับเจ้าของตัก ในดวงตาของเขา ผมเห็นความหลงใหลอยู่ในนั้น “...กับพี่เลม่อนก็อย่าแกล้งแบบนี้”

ปากผมเป็นอะไรที่ห้ามยากจริงๆ มันมักถูกความต้องการส่วนลึกของจิตใจบงการอยู่เสมอ เมื่อพูดออกไปแล้ว ผมก็ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่โกรธที่ผมเอาแต่เรียกร้องสิ่งที่เขาให้ไม่ได้ มิหนำซ้ำยังลามปามไปถึงคนของเขาอีกแล้ว

...เพราะผมอิจฉาพี่เลม่อน อิจฉาที่เขาได้ทุกอย่างที่ผมอยากจะได้ไปครอบครอง

“.....” ไม่มีคำตอบจากปากเขา มีเพียงริมฝีปากที่กดจูบลงมาอย่างอ่อนโยน นุ่มนวลจนหัวใจมันโบยบิน

ผมเผยริมฝีปากออกจากกันให้ปลายลิ้นชื้นเข้ามากวาดต้อนภายใน เรียวลิ้นของผมสัมผัสเข้ากับของเขา รสชาติความรักกำลังหวานหอมอยู่ในนั้น กลืนกินลงไปเท่าไรก็คล้ายจะไม่มีวันหมด ผมมีความสุขกับสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ แต่ลึกลงไปในมุมที่ลึกสุดนั้น ผมรู้ว่าตัวเองกำลังร้องไห้อย่างน่าสงสารที่สุด แล้วผมก็เริ่มสงสารตัวเอง

เมื่อริมฝีปากหนาผละออกไปพร้อมความหอมหวาน อุ้งมือหนาก็จับล็อกเอวผมไว้ ก่อนจะยกตัวผมขึ้นและกดลงมาหาความยิ่งใหญ่ที่ร้อนระอุของเขา

“อ๊า...อา...” เสียงครางด้วยความเจ็บจุกพุ่งออกมาจากปากผมทันที ก่อนที่ร่างกายจะต่อต้านความเจ็บปวดอย่างอัตโนมัติ ผมคว้าท่อนแขนแข็งแรงไว้ทั้งสองข้าง ฝืนสะโพกเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวไปตามแรงบีบบังคับของคนที่ซ้อนอยู่ด้านหลัง

...ความรู้สึกเจ็บปวดในซอกมุมหนึ่งสั่งให้ผมต่อต้าน

“ฮื่อ... ผมไม่อยากทำ...อึก...ไม่อยากทำแล้ว” ผมจิกเล็บลงไปบนแขนเขา ตั้งใจให้เขาเจ็บแล้วหยุดรังแกผม แต่เล็บสั้นและแรงน้อยนิดไม่สามารถห้ามปรามคนที่มีพละกำลังมากกว่า เขากดตัวผมลงไปแนบกับที่นอน ตามลงมาจูบซับบนแผ่นหลัง ฝังคมเขี้ยวลงซ้ำๆ

“ไม่รักคุณยะแล้วเหรอ”

“.....” ผมปิดปากแน่น กลัวตัวเองเผลอตอบออกไปว่า... รักมากเหมือนเดิม

“ต้องให้ฉันทำยังไง”

“.....”

“เธอเป็นคนยื่นข้อเสนอให้ฉันเอง”

“.....”

“ฉันยอมแพ้แล้วก็ได้” ท่อนแขนที่โอบรัดผมไว้คลายออก พร้อมกับถอนตัวตนของเขาที่อยู่ตัวผมออกไป

“อย่า...” ผมโผเข้ากอดร่างหนาจากด้านหลัง ซุกน้ำตาไว้กับแผ่นหลังกว้าง กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลล้นออกมา “ผม...น้องพีขอโทษ จะไม่งี่เง่าอีกแล้ว”

เพราะผมผิดเอง ยื่นข้อเสนอให้เขา เรียกร้องอยากได้ตัวเขา ยอมที่จะเป็นชู้ เป็นคนที่อยู่ในเงามืด แต่ก็กลับทำตัวงี่เง่า เอาแต่ใจตัวเอง เรียกร้องในสิ่งที่เขาให้ผมไม่ได้

“ฉันรู้ว่าเธอรับสภาพแบบนี้ไม่ได้หรอกพี” เขาแกะมือผมออกจากตัวเขา แล้วหันกลับมามองหน้าผม มองลึกเข้ามาในหน่วยตาที่ล้นน้ำตา

“น้องพีรับได้ รับได้จริงๆ นะ” 

“อย่าฝืนพี” เขายกมือขึ้นมาลูบศีรษะผม มันอ่อนโยนจนผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้

“น้องพี...อึก...ไม่ได้ฝืนนะ” ผมโกหก “น้องพีรักคุณยะ” แต่ประโยคนี้คือความจริง ต่อให้ผมเจ็บปวดกับสถานะที่เลือกจะยัดเยียดมันเข้ามาในชีวิตของตัวเองมากแค่ไหน แต่ผมอาจจะเจ็บปวดมากกว่านี้อีกไม่รู้กี่เท่าหากเขาหันหลังให้ผม

“ฉันมีแต่เธอ...ไม่ได้” เขายังย้ำในสิ่งที่ให้ผมไม่ได้

“ผมรู้” ผมก้มหน้าอย่ายอมแพ้กับความจริง น้ำตาร่วงหล่นบนหลังมือที่กำแน่นอยู่บนหน้าขาที่เปลือยเปล่า

“เปลี่ยนใจเถอะพี อย่ายึดติดกับฉัน”

“ไม่เปลี่ยน” ผมส่ายหน้าทั้งน้ำตา

“พี” มือของเขาประคองใบหน้าผมขึ้นมา “ฉันไม่อยากเห็นเธอเป็นแบบนี้ อย่าฝืนทำในสิ่งที่เธอก็รู้ว่าเธอทนมันไปได้ไม่ตลอด”

“น้องพีทนได้” ผมยังยืนยันคำเดิม ปาดน้ำตาทิ้งแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนตักเขา วางใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาไว้กับอกกว้าง “กอดน้องพีนะ น้องพีอยากให้คุณยะกอด”

“เด็กโง่” ผมได้ยินเสียงถอนใจเบาๆ อยู่ข้างขมับ

ใช่... ผมโง่

ทั้งที่ควรฉลาดเสียที เจ็บมากี่ครั้งก็ไม่เคยจำ ยังเต็มใจจะให้ตัวเองเจ็บปวดทั้งชีวิต

“น้องพีรักคุณยะ” มันเป็นทั้งคำที่บอกความรู้สึกของผมให้เขารู้ และเป็นทั้งคำพูดที่ใช้ปลอบโยนหัวใจตัวเอง

“ฉันไม่มีดีให้เธอรักเลยรู้ไหม เธอไม่จำเป็นต้องมาเจ็บช้ำเพราะฉัน...” เขายิ้มเศร้า ผมไม่เคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้ของเขาเลยสักครั้ง “...ฉันไม่เข้มแข็งพอที่จะปกป้องความรู้สึกของเธอได้ ฉันขี้ขลาดเกินไปพี”

ผมไม่รู้ว่า... คำว่า ‘ไม่เข้มแข็ง’ และ ‘ขี้ขลาด’ ของเขา มันหมายความว่าอย่างไร หรือว่ามันเกี่ยวกับเหตุผลที่เขายังคบกับพี่เลม่อนอยู่ เขาขี้ขลาดและไม่เข้มแข็งพอที่จะบอกเลิกพี่เลม่อนได้ใช่ไหม ?

...บางทีเขาอาจจะไม่ได้รักพี่เลม่อน แต่มีสาเหตุที่ทำให้เขาทิ้งพี่เลม่อนไม่ได้

“อย่าถามฉัน” เขาห้ามก่อนที่ผมจะทันอ้าปากด้วยซ้ำ “ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องที่มันเปลี่ยนไม่ได้”

“น้องพีจะไม่ถาม” ผมจะเชื่อเขาทุกอย่าง “แต่คุณยะก็ต้องไม่ไล่พีไปไหนนะ ห้ามสั่งให้พีเลิกรักคุณยะด้วย เพราะพีเคยทำหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เคยทำได้”

“เด็กโง่” รอยยิ้มของเขาไม่เศร้าเหมือนเมื่อกี้แล้ว “ฉันไม่ห้ามเธออีกแล้ว”

“น้องพียอมเป็นเด็กโง่ๆ ของคุณยะไปตลอดชีวิตครับ เพราะน้องพีรักคุณยะ” เป็นผมที่ยิ้มบ้าง ให้รอยยิ้มนั้นกดความรู้สึกงี่เง่าจมลงไปอยู่ในที่ที่มันควรอยู่

“คุณยะก็รักน้องพี” นี่อาจเป็นความจริงก็ได้ “เด็กอะไรก็ไม่รู้ ยิ่งโตก็ยิ่งทำให้คุณยะหลง” น้ำเสียงของเขาเอ็นดูผมมาก

“คอยดูเถอะน้องพีจะทำให้คุณยะหลงมากกว่านี้อีก” ...หลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลย เหมือนที่ผมหลงเขานั่นแหละ 

“ยิ้มแบบนี้แหละที่ฉันอยากเห็นบนหน้าของเธอ ยิ้มบ่อยๆ นะพี โดยเฉพาะยิ้มให้ฉัน”

“ครับ... ว่าแต่ มาทำกันต่อเถอะ” ขั้นแรกของการทำให้เขาหลงผมมากขึ้น คือทำให้เขามีความสุขด้วยร่างกายของผม อย่าว่าผมแก่แดดหรือแรดนะ เพราะผมคิดได้แค่วิธีแบบนี้แหละ แถมมันยังง่ายที่สุดด้วย แล้วก็...เอ่อ..ผมก็มีความสุขเหมือนกัน

“ฉันหมดอารมณ์แล้ว” พูดแล้วก็ก้มมองน้องชายตัวเองที่อยู่ใกล้กับน้องชายผม

“ก็ยังแข็งอยู่เลย” ถึงจะไม่ฟิตปั๋งเหมือนตอนที่แกล้งทรมานร่างกายของผมก็เถอะ “ทำกันเถอะนะคุณยะ น้องพีอยากให้คุณยะกอดจนถึงเช้าเลย”

“งั้นก็นอน ฉันจะได้กอดเธอจนถึงเช้า” เขาแกล้งผม ทำเหมือนไม่อยากทำ แต่ผมรู้หรอก ลูกตาของเขาที่เป็นประกายวิบวับบอกผมหมดแล้ว

“กอดแบบนั้นมันจะสนุกอะไรละครับคุณยะ” ผมเริ่มเชิญชวน พร้อมกับปลุกเร้าความยิ่งใหญ่ของเขาให้กลับมาเติบโตเต็มที่อีกครั้ง ด้วยการกุมตัวตนอุ่นร้อนของเขาไว้ในอุ้งมือ เริ่มต้นขยับมืออย่างช้าๆ มองใบหน้าคมเข้มที่ระบายด้วยรอยยิ้มพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด “เข้ามาอยู่ในตัวน้องพีสนุกกว่าเยอะนะครับ”

คนแบบเขาน่ะ...ชอบคนใจกล้า ไม่เหนียมอายกับเรื่องบนเตียง

“แก่แดด..อา...” เป็นไงล่ะ สุดท้ายเขาก็หลุดเสียงครางออกมาเพราะเด็กแก่แดดคนนี้

“แต่คุณยะก็ชอบเด็กแก่แดดใช่ไหมล่ะ” คำตอบของเขาคือการดึงใบหน้าผมเข้าไปใกล้ ประทับจูบลงมาบนริมฝีปากของผม มันเป็นความนุ่มนวลแบบเดิมและอ่อนโยนอย่างที่สุด

“หลงมากที่สุดต่างหาก” เขาเอ่ยออกมาหลังจากถอนจูบออกไป มือเขาเอื้อมไปหยิบหลอดเจลขึ้นมาเปิดฝา บีบเนื้อเจลให้ไหลรดลงมาบนตัวตนที่ยังคงอยู่ในอุ้งมือของผมและเติบโตเต็มที่แล้ว “รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไงให้คุณยะโงหัวไม่ขึ้น”

“หลอกเด็กเก่ง” ผมเป็นฝ่ายว่าเขาบ้าง หลังจากปล่อยให้เขาว่าผมแก่แดดมาหลายประโยคแล้ว

“เด็กเต็มใจให้หลอกมากกว่ามั้ง” พูดแล้วก็ยกตัวผมขึ้นให้ยืนเข่าอยู่เหนือร่างของเขา ก่อนที่นิ้วกระด้างชุ่มเนื้อเจลเย็นชืดจะแทรกเข้ามาในช่องทางด้านหลังของผมพร้อมกันสองนิ้วอย่างง่ายดาย

“อ๊ะ...” ผมเชิดหน้าต่อสู้กับความเสียวซ่านที่วิ่งพล่านไปตามร่างกายทุกตารางนิ้ว ยิ่งเขาขยับนิ้วและเพิ่มจำนวนเป็นสามนิ้ว เนื้อตัวผมก็ยิ่งสั่นสะท้าน ยิ่งสั่นระริกเข้าไปอีกเมื่อนิ้วทั้งสามหมุนวนอยู่ภายใน มิหนำซ้ำยังขูดรูดไปกับผนังบอบบางนั้นด้วย 

“รัดนิ้วคุณยะใหญ่เลย เสียวหรือครับคนดี” ไม่น่าถาม ร่างกายผมออกจะโชว์หลักฐานซะขนาดนี้

“อ่า...อา...ครับ” ทั้งเสียวและอยากได้มากกว่าสิ่งที่หมุนวนอยู่ในช่องทาง “คะ...คุณยะ...อ่า...เอานิ้วออกมา” และเขาก็ว่าง่ายเพราะรู้ความต้องการของผม... ของเขาเองด้วยมั้ง

“เป็นหน้าที่ของน้องพีแล้ว”

“ครับ” ผมไม่ปฏิเสธหน้าที่ที่เขามอบให้ สองมือตวัดรอบไหล่กว้าง สูดหายใจเข้าลึก เตรียมใจสำหรับการทำร้ายร่างกายตัวเองให้เจ็บปวดอย่างที่สุด “คุณยะครับ... น้องพีรักคุณยะนะ รักมากที่สุดในโลกเลย” ผมลดสะโพกลงไปหาตัวตนที่พองโตและรอคอยให้ผมกลืนมันเข้าไปจนหมดความยาว หัวใจเต้นแรงราวกับกลองที่ถูกกระหน่ำตี เพราะทั้งกลัวความเจ็บปวดที่จะชำแรกเข้ามา และตื่นเต้นที่จะได้ครอบครองความยิ่งใหญ่ของคนที่ผมรัก

“ฮึก...” เหมือนครั้งแรกที่ผมกดสะโพกลงไปกลืนกินตัวเขา เจ็บไม่ต่างจากถูกฉีกทึ้งร่างเป็นสองส่วน เจ็บจนเม็ดน้ำตาทะลักออกมา มันไม่ง่ายเลยที่จะเอาความยิ่งใหญ่เข้ามาในช่องทางที่คับแคบนี้ แค่ส่วนปลายที่เข้าไปได้ก็ทำเอาผมเจ็บจนลืมหายใจ ร่างกายเกร็งคล้ายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม ไม่เหมือนตอนเขาเป็นฝ่ายชำแรกเข้ามาในร่างกายผมเอง ความชำนาญของเขาทำให้ทุกอย่างดูง่ายไปเสียหมด

แต่ผมก็ยังพยายามต่อไปที่จะทิ้งสะโพกเพื่อกลืนกินตัวตนของคนตรงหน้า ยามนี้ดวงตาสีราตรีจ้องมองผมอย่างไม่ละสายตาไปไหน มือเขาก็วนเวียนอยู่ที่แผ่นหลังของผมบ้าง สะโพกของผมบ้าง

“อยากให้คุณยะช่วยไหม” คำถามฟังคล้ายเป็นความใจดี แต่ความจริงคืออยากร่วมมือกับผมทำร่างกายของผมต่างหาก

“ช่วยหลงพีให้มากๆ ก็พอครับ”

“น้องพีก็เอาคุณยะเข้าไปเร็วๆ สิครับ คุณยะจะได้หลงน้องพีซะที อยากหลงใจจะขาดแล้วรู้ไหม” พูดแบบนี้แล้ว ผมหรือจะไม่รีบทำตามที่เขาบอก

ผมหลับตาลงช้าๆ

“ห้ามหลับตา” คำสั่งห้ามดังขึ้นมาทันที ผมจำต้องลืมตาขึ้นมามองหน้าเขาตามเดิม “คุณยะจะได้เห็นน้ำตาที่อยู่ในดวงตาของน้องพีตอนที่เจ็บปวดเพราะคุณยะ” ความชอบของเขาแปลกๆ แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ไม่เคยปฏิเสธความต้องการของเขา

เป็นอีกครั้งที่ผมขยับตัว โดยมีคำพูดของคุณยะกระตุ้นให้ผมฮึกเหิมอย่างที่สุด

“เร็วสิครับคนดี กินคุณยะให้เร็วที่สุด ทำได้ใช่ไหม”

“ได้ครับ” ผมก็ช่างว่าง่าย กดสะโพกลงไปด้วยแรงที่มากกว่าทุกครั้ง อย่างไม่กลัวว่าตัวเองจะเจ็บจนขาดใจตาย... เพราะไม่มีใครเจ็บจนตายด้วยเรื่องนี้หรอก

...ก็แค่เจ็บจนต้องกรีดร้องออกมาสุดเสียงเท่านั้นเอง

“อ๊า...อ๊ะ...!!”

เสียงกรีดร้องพุ่งออกจากปากผมอย่างกักกลั้นไม่อยู่ เมื่อผมกดสะโพกลงไปกลืนกินตัวตนร้อนระอุจนสุดในครั้งเดียว ในความรู้สึกของผมคือตอนนี้ร่างกายผมฉีกขาดออกจากกันไปแล้ว

“...ฮึก...ฮื่ออออ...” มันมาพร้อมเม็ดน้ำตาที่แตกทะลัก ก่อนจะทิ้งตัวลงไปในอ้อมกอดของคนที่ผมรักหมดหัวใจ

“ให้คุณยะดูน้ำตาน้องพีก่อนนะ” เขาใช้มือข้างที่ไม่ได้โอบรอบเอวผมดึงใบหน้าชุ่มน้ำตาของผมขึ้นมาจากอกเขา “

“ฮึก...คุณยะ...น้องพีเจ็บ...เจ็บมาก...ฮื่ออออ...ตัวน้องพีขาดไปแล้วแน่ๆ” เมื่อเขาอยากเห็นน้ำตาของผม ผมก็ไม่รอช้าที่จะเอามันออกมาเยอะๆ เพื่อทำให้เขาหลงผมมากขึ้น และมันง่ายมากที่จะปล่อยน้ำตาให้ทะลักทลายออกมาเต็มสองแก้ม ตกลงไปกระทบตามร่างกายของคนที่รองรับผมเอาไว้ เพราะความเจ็บของร่างกายเป็นวัตถุดิบที่ดีสำหรับการกลั่นน้ำตาออกมา

“อยากให้คุณยะช่วยรักษาให้ไหม” คำพูดอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มนวล แต่การกระทำหลังจากที่เขาหอบเอาผมไปนอนราบกับเตียงนอน (ที่ไม่นุ่มเท่าไร) และดันหน้าขาทั้งสองข้างของผมติดไปกับลำตัวของผมเอง จนเหมือนตัวผมจะพับครึ่งได้ก็ไม่ปานนั้น ต่างกันราวกับพระเอกแสนดีกับตัวร้ายสายโหดเหี้ยม

“ฮึก...อยากครับ” มีเขาคนเดียวที่รักษาผมได้ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือหัวใจ

แล้วตอนนี้พระเอกคนนั้นก็ถูกเก็บเข้าตู้ เหลือเพียงตัวร้ายที่ทำทุกท่วงท่าให้น้ำตาผมทะลักทลายออกมานานหลายชั่วโมง

จบตอนที่ 23

 :katai2-1:

เม้าท์ๆๆ ::
จะพยายามเบาดรามาลงเท่าที่จะทำได้น้า (กลัวคนอ่านหายหมด T^T)
หลังจากนี้สักสองสามตอนก็จะเป็นดรามาเบาๆ ไม่หนักหน่วง มีหวานหน่อยๆ (มั้ง ^_^)
ทุกคนอย่าเพิ่งหนีกันไปนะเพราะเราเดินกันมาเกินครึ่งทางแล้ว
อีกไม่นานหลังเจอพายุลูกใหญ่เบิ้ม
ทุกอย่างจะกลับมาแฮปปี้แน่นวลลลลล
สัญญา!!

 :katai4:

สีเหลืองอ่อน


ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
เมื่อไหร่ตะถึงเวลาแฮปปี้ที่ว่า สคิปข้ามเวลาเลยได้ไหม :ling1:

ออนไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
ปัญหาคือคุณยะไม่เคยพูดหรืออธิบายอะไรเลยยยยยยยยยยยย

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-5
คุณยะซาดิสท์ชอบเห็นน้ำตา ไม่อยากอ่านแล้วสงสารน้องพีแต่ก็สงสารไม่สุดเพราะน้องทำตัวเอง

เกลียดคุณยะเกลียดที่ไม่เข้มแข็งและขี้ขลาดแบบที่คุณยะด่าตัวเอง
อยากไทม์สคิปไปตอนที่แฮปปี้เลยได้ไหมค่ะไรท์  :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 24


“ตะ...ตื่นนานแล้วหรือครับ”

ผมตกใจหน่อยๆ ที่พอลืมตาขึ้นมาแล้วเจอดวงตาสีราตรีจับจ้องอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของเขาวางอยู่ไม่ห่างจากใบหน้าผม เราไม่ได้นอนกอดกันแต่ก็อยู่ผ้าห่มผืนเดียวกัน ผมไม่รู้ว่าเขานอนมองหน้าผมนานแค่ไหนแล้ว แต่น่าจะนานพอสมควรแหละเพราะบนใบหน้าเขาไม่มีอาการของคนที่เพิ่งตื่นนอนเลย
   
และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วเจอหน้าเขา เขายังนอนร่วมเตียงเดียวกันกับผม ไม่หนีผมไปไหนเหมือนสองครั้งก่อน แล้วสภาพหน้าผมตอนนี้เป็นไงบ้าง จะยับยู่ยี่แค่ไหนกันนะ สภาพตอนตื่นนอนไม่ได้น่าดูน่ามองนักหรอก คิดแล้วก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบหน้าให้ริ้วรอยความยับย่นจางไปบ้าง ช่วยได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

“ครึ่งชั่วโมงได้มั้ง” เขาตอบ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นฝ่ายตั้งคำถามให้ผมตอบบ้าง “อยากด่าอะไรฉันหรือเปล่า”

“ไม่ครับ” ผมส่ายหน้า ก็เขายังไม่ทำอะไรให้ผมโกรธเลยนี่นา

“แล้วตรงนี้เป็นไงบ้าง” ตรงนี้ที่เขาถามถึงคือสะโพกที่เขาเอามือวางลงไป แล้วลูบเบาๆ ไม่เหมือนเมื่อคืนที่มือเขาเอาแต่ขยำมัน

“เหมือนคุณยะยังอยู่ในตัวพีเลย” ผมตอบไปตามความจริง ไม่มีปกปิด แต่ไม่ได้จ้องตาเจ้าของคำถามเพราะความร้อนบนใบหน้ากำลังทำงานหนัก เนื่องจากนึกถึงกิจกรรมที่ทำด้วยกันเมื่อคืน เขาไม่ได้ทรมานผมมากหรอกแต่ก็ไม่ได้ปรานีเท่าไร ดีนิดหนึ่งที่พอเขาปลดปล่อยรอบที่สองเสร็จก็อุ้มพาผมไปอาบน้ำและนอนเลย 

“อาย ?” เขาช้อนใบหน้าผมขึ้นมาสบตากรุ้มกริ่ม “มีอะไรให้ต้องอาย ไม่ต้องอายคนดี เป็นน้องพีแบบเมื่อคืนสิครับ คุณยะชอบน้องพีคนนั้น” แถมยอดคำหวานให้ผมอายขึ้นอีกเท่าตัว

น้องพีคนเมื่อคืนที่ร่างกายเต็มไปด้วยแอลกอฮอล์ที่ทำให้ความกล้าคูณสิบ ความหน้าหนาคูณร้อยนั่นน่ะนะ ผมไม่อยากเป็นเท่าไรหรอก

“แล้วน้องพีคนนี้คุณยะไม่ชอบหรือไง” ผมถามกลับ เสียงขุ่นนิดหน่อยเพราะไม่พอใจเท่าไรที่เขาชอบน้องพีคนเมื่อคืนมากกว่าน้องพีตัวจริงคนนี้ 

“คนนี้หลงเลยต่างหาก” ฟังคำตอบของเขาสิครับ แล้วผมจะไปไหนรอด

“หลอกเด็ก” ผมนี่อมยิ้มเขินจนแก้มจะแตกอยู่แล้ว เขาชอบว่าผมปากหวาน เขานั่นแหละที่ปากหวานกว่าผมซะอีก

“ไม่เชื่อ ?” มีย้อนถาม เล่นแก้มผมไปด้วย ดูเขาชอบไฝเม็ดนี้จริงๆ แล้วทั้งหน้าของผมก็มีแค่ไฝเม็ดนี้เม็ดเดียว

“น้องพีเชื่อคุณยะทุกอย่างเลย” ถ้าเชื่อแล้วทำให้ผมมีความสุขแบบนี้ทุกวัน ผมก็จะเชื่อทุกคำพูดของเขาไปตลอดทั้งชีวิต “รักคุณยะมากด้วย”

“บอกบ่อยๆ ไม่เบื่อบ้างหรือไง” เขาเป็นคนเจ้าคำถาม ผมพูดอะไรออกไป เขาก็ชอบจะย้อนถามตลอด แต่ผมก็ไม่เบื่อที่จะตอบ

“ไม่เบื่อหรอก คุณยะมากกว่าจะเบื่อคำบอกรักของน้องพีหรือเปล่า”

“ฉันก็ไม่ค่อยชอบเท่าไรหรอกที่มีคนมาบอกรักฉันซ้ำๆ เพราะฉันเหนื่อยที่จะฟังน่ะ” เขาพูดด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายตามคำที่เอ่ยออกมา “มันน่าเบื่อมากนะพีที่ต้องมาฟังคำพูดเดิมซ้ำๆ” พูดจบเขาก็พลิกตัวกลับไปนอนหงายมองเพดานห้องแทนการมองหน้าผม ที่เขาพูดมาแบบนี้ ทำหน้าตาแบบนั้นอีก แถมยังพลิกตัวหนีผม แสดงว่าเขาเบื่อคำบอกรักจากปากผมงั้นเหรอ

“.....” ผมอึ้งไปเลยกับคำที่เขาพูดออกมา หัวใจงี้ไหลลงไปกองปลายเท้า เผลอกัดปากตัวเองจนเจ็บ คิดว่าคำพูดของเขาเป็นความจริง กว่าจะรู้ตัวว่าถูกผู้ใหญ่หลอกก็ตอนได้ยินเสียงหัวเราะหลุดออกมาจากริมฝีปากที่ปิดไม่สนิทนั้น

“เชื่อด้วยเหรอ ?” เขาพูดพร้อมกับพลิกตัวกลับมาหาผม ใบหน้าคมเข้มเปื้อนรอยยิ้มที่หลอกเด็กอย่างผมได้สำเร็จ

“คุณยะ!” ผมตะโกนอย่างหงุดหงิดที่ถูกหลอก “ทำไมชอบแกล้งพีนักนะ” ผมระดมยิงกำปั้นใส่ลำตัวเขาไม่ยั้ง เต็มแรงด้วย แต่เขาคงไม่สะเทือนเท่าไรเพราะยังหัวเราะอย่างเห็นความเสียใจของผมเป็นเรื่องสนุกสนานก็ไม่ปาน

“ฉันบอกแล้วไง...ว่าเธอน่าแกล้ง” เขาหยุดหัวเราะแต่ยังเหลือรอยยิ้มเปื้อนเต็มใบหน้า

“น่าแกล้งหรือเห็นว่าน้องพีโง่กันแน่”

“เธอไม่โง่ ...เธอแค่น่ารัก” เขาเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ทำเอาหัวใจผมวูบวาบไปหมด

“ขี้โกง... คุณยะขี้โกง” ก็เป็นซะแบบนี้ไง ชอบแกล้งให้ผมโกรธ แล้วก็มาง้อผมด้วยคำหวานหูที่ทำให้หัวใจผมพองโต “ชอบตบหัวแล้วลูบหลังน้องพีตลอดเลย พอน้องพีจะโกรธก็ทำให้ยิ้มซะงั้น”

“เธอก็ใส่ร้ายฉันเกินไป”

“ไม่ได้ใส่ร้ายสักหน่อย ก็คุณยะชอบทำให้น้องพีโกรธ แล้วก็มาปลอบเอาตอนหลัง รู้ไหมว่าน้องพีตามอารมณ์ตัวเองไม่ทันแล้วนะ เดี๋ยวก็ยิ้ม เดี๋ยวก็บึ้ง” 

“ผิดด้วยหรือไงที่ฉันอยากเห็นทุกอารมณ์บนใบหน้าเธอ เพราะไม่ว่าสีหน้าเธอเป็นแบบไหน เธอก็ดูน่ารัก แม้แต่ตอนนอนกรน เธอก็ยังน่ารัก”

“น้องพีไม่ได้นอนกรน!” เขาต้องแกล้งใส่ร้ายผมแน่ๆ ผมยังเด็กอยู่นะจะนอนกรนได้ยังไง

เอ...หรือว่าจริง

“เธอนอนกรน”

“ไม่จริง”

“จริง” ...ก็พอเข้าเค้าแล้วนะที่ว่า เขาแกล้งใส่ร้ายว่าผมนอนกรน เพราะดวงตาสีราตรีเป็นประกายสนุกสนานเกินไป ยิ้มเยอะเกินไปด้วยแหละ

“ไหนล่ะหลักฐานที่ว่าน้องพีนอนกรน” เอาสิ จะมาใส่ร้ายว่าผมนอนกรนแบบไม่มีหลักฐานไม่ได้ “ไม่มีหลักฐานก็แสดงว่าน้องพีไม่ได้นอนกรน” ขณะที่ผมกำลังยิ้มที่เอาชนะเขาได้ เขาก็เอี้ยวตัวไปด้านหลัง เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา

เขาจิ้มกดอะไรอยู่นิดหนึ่ง ก่อนยื่นโทรศัพท์มาให้ผมรับไปดู

“ในมือเธอนั่นแหละคือหลักฐาน”

หลักฐานที่ว่าคือคลิปตอนผมหลับ ภาพชัดมาก เจาะเฉพาะหน้าผมอย่างเดียวเลย แต่หน้าผมตอนหลับก็ไม่น่าเกลียดเท่าไรนะ

เอ้า! ขอเข้าข้างตัวเองหน่อยก็ได้ว่าหน้าตาตอนหลับของผมก็น่ารักดีเหมือนกันนะ ไม่ได้ขี้เหร่เลย

“น้องพีไม่เห็นกรน” ผมเงยหน้าขึ้นมองคนที่เอาหลักฐานปลอมมาให้ผมดู ในคลิปก็มีแต่ผมที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ใต้ผ้าห่มที่คลุมมาถึงคอเลย

“รออีกนิดสิ” เขาบอก จังหวะนั้นเอง ภาพในคลิปก็เลื่อนไปจับที่ผ้าห่มอยู่ประมาณห้าถึงหกวินาที ก่อนจะกลับมาโฟกัสที่ใบหน้าผมต่อ พร้อมกับมือผมที่ลูบแก้มข้างที่มีไฝเม็ดเล็กเบาๆ และละเมอออกมาเสียงเบามากแต่ก็จับใจความได้ว่า

‘หื้อ...คุณยะอย่าแกล้งน้องพี แก้มจะยุบแล้วน้าาา’

พอเห็นตัวเองในคลิปกำลังใช้มือลูบแก้มตัวเองป้อยๆ แถมละเมอออกมาแบบนั้นด้วย ผมก็รู้แล้วว่าก่อนหน้านี้คนที่ถือกล้องถ่ายคลิปตอนผมนอนหลับคงจูบผมแน่ๆ เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกดีชะมัดเลย ถูกเขาหอมแก้มตอนหลับเนี่ย คล้ายในความฝันเลยที่ผมถูกเขาปล้ำจูบ แล้วผมก็บอกรักเขาหลายครั้งด้วยสิ

นั่นไง! ไม่ทันไรปากผมก็ขยับอีกแล้ว เหมือนในความฝันเป๊ะ!

‘รักคุณยะ...รักคุณยะ...น้องพีรักคุณยะ...’

หน้าตาของผมตอนบอกรักเขาดูมีความสุขมาก ผมไม่เคยเห็นใบหน้ามีความสุขของตัวเองแบบนี้มาก่อนเลย เหมือนตกอยู่ในความฝัน ก็แน่สิ นี่คือตอนที่ผมกำลังฝันดีอยู่นี่นา

‘รักน้องพีเหมือนกันครับ’

เสียงในคลิปดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าไม่ใช่เสียงของผมแต่เป็นเสียงของคนที่นอนร่วมเตียงกับผม แล้วกล้องก็เคลื่อนไปจับภาพผ้าห่มอีกครั้ง ไม่ต้องเดาเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม เพราะเมื่อภาพกลับมาจับที่ใบหน้าผม ผมก็เห็นว่าภาพได้ซูมเข้ามาที่ปากผม...ที่เจ่อหน่อยๆ และแวววาวเพราะฉ่ำน้ำลายขนาดนั้น ภาพแช่ค้างอยู่อย่างนั้นเกือบวินาทีเลย ก่อนที่จะถอยออกมาจับใบหน้าผมแบบเต็มๆ อีกสักพัก และคลิปก็ตัดจบไปแบบที่หาตรงไหนก็ไม่เจอเสียงกรนของผม ดังนั้นผมเลยเปิดคลิปอีกรอบ เสียงที่ผ่านลำโพงโทรศัพท์ออกมาก็มีแต่ประโยคเดิม

‘หื้อ...คุณยะอย่าแกล้งน้องพี แก้มจะยุบแล้วน้าาา’

...ในความฝันที่ผมพอจำได้ ทั้งปากทั้งจมูกเขานี่ฝังเข้ามาในแก้มผมเลยนะ

‘รักคุณยะ...รักคุณยะ...น้องพีรักคุณยะ...’

...ผมคงรักเขามากจริงๆ แม้แต่ในความฝันก็ไม่หยุดบอกรักเขา

‘รักน้องพีเหมือนกันครับ’

...ถ้าตั้งใจฟังให้ดีจะมีเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของคุณยะแทรกเข้ามาด้วย

พอจบคลิป ผมก็เปิดวนอีกรอบ ทำเหมือนตั้งใจจะตะแคงหูฟังว่าวินาทีไหนที่เสียงกรนลอดออกมาจากริมฝีปากของผม แต่ความจริงคือผมอยากฟังคำบอกรักของคุณยะซ้ำอีกหลายๆ รอบมากกว่า จนกระทั่งคลิปเล่นไปแล้วหกรอบ ผมถึงพอใจ เอิ่มเอมกับคำบอกรักแสนหวานของเขา

“สรุปแล้วคือน้องพีไม่ได้กรนใช่ไหมล่ะ”

“ตามที่เธอเห็น” ก็ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ผมไม่ใช่เด็กนอนกรนซะหน่อย

“แล้วถ่ายทำไมครับ” แอบคิดแบบมีความสุขว่าคุณยะอยากจะเก็บความน่ารักของผมเอาไว้เปิดดูบ่อยๆ ซึ่งคำตอบของเขาก็ใกล้เคียงกับที่คิดไว้เลย

“เอาเก็บไว้ดูตอนที่เธอไม่อยู่”

“น้องพีไม่ไปไหนหรอก จะอยู่กับคุณยะไปจนแก่เลย” ตอนนี้ผมไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเขาไล่ออกจากครอบครัวตรัยธาดาแล้วใช่ไหม

“แน่ใจ ?”

“แน่ใจครับ” ผมตอบทันที

“แต่ฉันกลัวว่าสักวันเธอจะไปจากฉัน” เสียงเขาเบาลงและผมไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่าน้ำเสียงของเศร้านิดๆ ด้วย “วันที่เธอจะไม่อยากอยู่กับคนอย่างฉัน วันที่ฉันทำให้เธอเสียใจ”

“คุณยะก็อย่าทำให้น้องพีเสียใจสิ” ถ้าเขาไม่ทำให้ผมเสียใจ ผมก็ไม่อยากจะไปไหนจากเขาหรอก ผมรักเขาจะตายไป อยากอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตด้วยซ้ำ 

“ฉันไม่เคยอยากทำให้เธอเสียใจเลยพี แต่...”

Rrrrr...

โทรศัพท์ของเขาที่ยังอยู่ในมือของผมส่งเสียงเรียกเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค ผมเลยไม่รู้ว่าหลังคำว่า ‘แต่...’ คือเรื่องราวแบบไหน

ผมก้มลงดูหน้าจอสี่เหลี่ยมที่สว่างขึ้นมา ชื่อของคนที่ผมอยากให้หายไปจากโลกนี้ที่สุดปรากฏอยู่บนหน้าจอ

“พี่เลม่อนโทรมา” ผมยื่นโทรศัพท์ให้คุณยะ ก่อนจะขยับเข้าไปหาเขาแล้วกอดตัวอุ่นๆ ของเขาเอาไว้ ซุกหน้าไว้กับอกกว้าง กอดแน่นที่สุดเท่าที่จะแน่นได้ อยากให้เขารู้ใจผมจัง ว่าผมไม่อยากให้เขารับสายพี่เลม่อน ไม่อยากให้เวลาที่ควรเป็นของผมถูกคนของเขาแย่งเอาไป

สัมผัสหนักๆ เกิดขึ้นที่เหนือหน้าผากผมอยู่หลายที ขณะที่เสียงเรียกเข้าก็ยังคงดังอยู่อย่างนั้น

“คุณยะ” ผมเรียกชื่อเขาอยู่ในอกเขานั่นแหละ แต่ก็ยังไม่กล้าเอ่ยขอให้เขาอย่ารับสายของพี่เลม่อน 

“คุณยะรู้ครับ” แต่เขาก็รู้กดจูบลงมาที่หัวผมอีกครั้ง

โทรศัพท์เงียบเสียงลงไปแล้ว ท่อนแขนแกร่งทั้งสองโอบกอดผมตอบ เขากอดผมแน่นมาก แน่นแบบเดียวกับที่ผมกอดเขานั่นแหละ

“น้องพีไม่ได้งี่เง่าเกินไปใช่ไหมที่อยากให้ตอนนี้คุณยะมีแค่น้องพีคนเดียว นึกถึงแต่น้องพีคนเดียว รักแค่น้องพีคนเดียว” มากกว่านั้นผมก็อยากเป็นแค่คนเดียวที่เขารักตลอดไป

“ไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหนคุณยะก็มีแค่น้องพีคนเดียว รักน้องพีคนเดียว” คำหวานถูกป้อนอยู่ข้างแก้ม ไม่รู้ว่าคำพูดของเขามีความจริงมากแค่ไหน แต่ผมก็เชื่อหมดหัวใจ

“น้องพีถามได้ไหม” ผมจะถามถึงความสัมพันธ์ของเขากับพี่เลม่อน ถ้าเขารักผม ทำไมเขาถึงเลิกกับพี่เลม่อนไม่ได้ มีเรื่องอะไรหรือใครทำให้เขาปล่อยมือจากพี่เลม่อนไม่ได้ แต่เขาก็ชิงปฏิเสธเสียก่อน

“ไม่ได้” เขาดึงใบหน้าผมขึ้นมา กดจูบลงบนริมฝีปากของผม หยุดทุกความอยากรู้ของผมไว้กับความหอมหวานที่ฟุ้งอยู่ในอุ้งปาก แม้โทรศัพท์ของเขาจะกรีดร้องขึ้นมาอีกครั้งก็ตาม เราสองคนก็ไม่หยุดที่จะจูบกัน


และตอนนี้ผมกำลังปีนขึ้นไปนั่งบนตัวเขา ที่กำลังมีรอยยิ้มพึงพอใจอยู่บนใบหน้าคมเข้มนั้น

“ให้รางวัลให้คุณยะ”

เพราะผมอยากให้เขาหลงใหลผม เหมือนที่ผมหลงใหลในตัวเขา

.

.

.

ตอนที่ผมเปิดประตูห้องพักออกมาเป็นเวลาบ่ายสามนิดๆ บรรยากาศนอกบ้านพักสงบเงียบเหมือนเมื่อวานไม่มีผิดเพี้ยน ดูไม่มีนักท่องเที่ยวมาพักเลยสักคนเดียว ผมว่าการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวจนกิจการขาดทุนเป็นเพราะการบริหารและเงินล้วนๆ เนื่องจากดูจากสถานที่และธรรมชาติของที่นี่แล้ว น่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เยอะทีเดียว

แต่จะว่าไม่มีนักท่องเที่ยวก็คงไม่ใช่ เพราะผมเห็นแล้วหนึ่งคน ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทลำลองสีเข้มสวมทับเสื้อยืดสีขาวกำลังยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณหน้าบ้านพักของเขา ก่อนสายตาคู่นั้นจะมาหยุดที่ผม เพราะผมกำลังเดินผ่านบ้านพักของเขาอยู่ครับ บ้านพักของที่นี่ตั้งอยู่ห่างกันพอสมควร สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับนักท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว เป็นหนึ่งในข้อดีที่ผมหาเจอจากรีสอร์ตของคุณแก้ว ที่อีกไม่นานจะกลายเป็นรีสอร์ตในเครือของโรงแรมตรัยธาดา

ผมยิ้มให้กับผู้ชายคนนั้นนิดหนึ่ง เพราะเขาเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกับผม ที่ต้องมาพักในบ้านพักที่ทั้งเก่าและโทรม สิ่งอำนวยความสะดวกก็น้อยนิด ความสวยงามยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ยังดีที่ภายในห้องยังคงดูสะอาดสะอ้าน แม้บางครั้งจะได้กลิ่นอับๆ ก็ตาม 

แต่ก็แปลกนะที่เขาใส่สูทมาเที่ยว ถึงจะเป็นสูทแบบลำลองก็เถอะ คุณยะยังไม่ใส่สูทมาเลย เขาใส่แค่เสื้อยืดกับกางเกงยีนแต่ก็ไม่ทำให้ออร่าความเป็นเจ้าของโรงแรมพุฒิธาดาลดน้อยลงเลย ดูเท่และน่ามองไปอีกแบบหนึ่งด้วย น้อยครั้งนะที่ผมจะเห็นคุณอยู่ในชุดที่ไม่ใช่สูทหรือเชิ้ต

ส่วนชุดเสื้อผ้าที่ผมใส่ออกมานอกห้องพัก ไม่ต้องห่วงว่าผมจะใส่ชุดเด็กผู้หญิงออกมานะครับ ผมมีเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วครับ คุณยะให้พนักงานของที่นี่ออกไปซื้อที่ห้างสรรพสินค้าในเมืองมาให้ผม พร้อมกับซักรีดมาเรียบร้อย หอมกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มฟุ้งเลย

พูดถึงคุณยะแล้ว ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ที่ส่วนไหนของรีสอร์ต แล้วผมจะตามหาเขาเจอไหมเนี่ย โทรศัพท์ผมก็ไม่มีจะโทรตามเขาก็ไม่ได้ หรือว่าผมจะลองถามพนักงานคนนั้นดู เผื่อว่าเขาจะรู้ ก็พนักงานคนเดิมกับเมื่อเย็นวานที่พาผมไปบ้านพักนั่นแหละ เดินหน้ายุ่งมาแต่ไกลเลย ไม่รู้ว่าไปกินรังแตนจากไหนมา

“พี่ครับ” ผมเดินเข้าไปหาเขา พอผมเรียกเขาก็ปรับสีหน้าลงมาหน่อย

“ว่าไงน้อง มีไรก็รีบพูดมา เพราะพี่รีบ”

เฮ้อ... ฟังแล้วท้อแทนเจ้าของรีสอร์ตเลยที่มีลูกน้องแบบนี้

“พี่เห็นพี่ชายผมไหมครับ ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน” ถ้าอยู่ข้างนอก ผมกับคุณยะคือพี่น้องกันครับ ไม่ใช่พ่อลูก แต่ถ้าอยู่สองคน แค่ผมกับคุณยะ เราก็คือคนรักกันแล้ว

“พี่ชายของน้องเหรอ เอ...พี่ก็ไม่แน่ใจนะ แต่หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ พี่เห็นเดินไปที่น้ำตกท้ายรีสอร์ตกับคุณแก้วนะ ไม่รู้ว่าตอนนี้กลับมาหรือยัง น้องลองไปถามที่ล็อบบี้ก่อนก็ได้ว่าคุณแก้วกับพี่ชายน้องกลับมาหรือยัง...”

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยขอบคุณเขา กำลังจะเดินผ่านเขาไป แต่ก็ถูกคว้าเขาคว้าข้อมือเอาไว้ ผมสลัดมือเขาออกทันทีเพราะตกใจ ส่วนอีกฝ่ายก็หน้าตื่นเหมือนกัน

“โทษๆ น้อง พี่ไม่ได้ตั้งใจทำอะไรน้องนะ แค่มีเรื่องอยากถามน้องนิดหน่อย” เขารีบแก้ตัว แต่ผมก็ยังระแวง แม้หน้าตาและท่าทางของเขาไม่น่าจะมีพิษมีภัยเท่าไรก็เถอะ

“ครับ”

“คือว่า...” เขาหันซ้ายหันขวา พอไม่เห็นใครอยู่บริเวณนี้ เขาถึงได้หันกลับมาถามผมว่า “พี่ชายน้องจะแต่งงานกับคุณแก้วจริงหรือเปล่า”

“มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ครับ ผมไม่รู้หรอก”

เรื่องมารยาทของการเป็นพนักงานที่ดีผมก็พอจะทำลืมๆ ได้นะ แต่การยุ่งเรื่องส่วนตัวลูกค้าเนี่ย ผมว่าเกินคำว่าแย่ไปเยอะแล้วนะ ผมนี่คันปากอยากจะอบรมเรื่องมารยาทของการเป็นพนักงานที่ดีให้กับเขามาก แต่ยั้งปากตัวเองได้เพราะผมเด็กกว่าเขาและไม่อยากมีปัญหากับเขาด้วย เอาไว้คุณยะซื้อที่นี่เมื่อไร ผมจะให้คุณยะจัดการเรื่องมารยาทพนักงานเป็นอันดับแรกเลย

“อย่าว่าพี่นินทาเจ้านายนะน้อง แต่เห็นน้องแล้วพี่ถูกชะตาว่ะ เลยอยากจะเตือนครอบครัวน้องไว้หน่อยหนึ่ง คุณแก้วเธอน่ะ...”

ผมกำลังตั้งใจฟังอยู่แล้วเชียว ถ้าคนเล่าจะไม่ถูกดึงความสนใจไปซะก่อน จากเด็กผู้หญิงคนเดิมเมื่อวานนั่นแหละ บีบแตรเรียกเขาจากบนเบาะมอเตอร์ไซค์

“อ้าวแตงไทยมาได้ไง” พอเห็นผู้หญิง เจ้าตัวก็ลืมผมทันที วิ่งไปหาเธอแบบที่ไม่เอ่ยลาผมสักคำ แถมยังทิ้งปริศนาเกี่ยวกับคุณแก้วไว้ให้ผมขบคิดอีกว่าคืออะไร เอาเป็นว่าเจอหน้าอีกทีผมค่อยถามเขาละกัน

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

ผมเดินไปที่ล็อบบี้ถามพนักงานเพียงคนเดียวที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็คือคุณป้าที่ยก welcome drink มาให้ผมดื่มเมื่อวาน

“คุณป้าครับพี่ชายผมกับคุณแก้วกลับมาหรือยังครับ”

“ยังจ๊ะ”

“ขอบคุณครับ” ผมขอบคุณคุณป้า แล้วเดินออกมา ตั้งใจจะเดินไปหาคุณยะที่น้ำตก อยากเห็นเหมือนกันว่าน้ำตกสวยไหม ตามคำโฆษณาของพนักงานที่นี่ (ก็คนเดิมนั่นแหละ โฆษณาเอาไว้ตอนที่พาผมไปบ้านพัก) ว่าน้ำตกนี่คืออีกจุดขายหนึ่งของรีสอร์ต แต่ยังไม่ทันเดินพ้นจากตัวอาคารเลยด้วยซ้ำ ก็เห็นคนที่ผมอยากเจอเดินตรงมาทางนี้

ถ้าเขาเดินมากับคุณแก้วแบบปกติ ผมคงไม่รู้สึกหึงตัวเท่าบ้าน หวงตัวเท่าโลกหรอก ตอนนี้หัวร้อนไปหมดแล้ว เหมือนมีกองไฟอยู่บนหัว เพราะคุณแก้วกำลังอยู่วงแขนของคนที่ควรเป็นของผมคนเดียว และคนที่เขาควรอุ้มก็คือผมคนเดียวเช่นกัน!

“จะไปไหนพี” เขาถามตอนที่ผมเดินผ่านหน้าเขาไป

“เรื่องของผม!” เสียงผมขุ่นคลั่กเลยทีเดียว ผมกลับมาเป็นเด็กงี่เง่าเหมือนเดิม ไม่อยากรู้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงอุ้มคุณแก้ว แต่ที่ผมรู้คือเขาไม่ควรอุ้มเธอ!

ผมทั้งหึง ทั้งระแวง คิดไปสารพัดอย่างว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างที่เขาอยู่กับเธอ ถึงจะเป็นการคุยงานกันก็เถอะ คุณแก้วก็สวยออกขนาดนั้น ไม่รู้ว่าความสวยของเธอเข้าไปทำให้คุณยะหวั่นไหวไปมากแค่ไหนแล้ว ยิ่งประวัติคุณยะชอบผู้หญิงสวยๆ อยู่แล้วด้วย คู่ควงแต่ละคนสวยน้อยกันซะที่ไหน แม้แต่ที่เป็นผู้ชายก็หน้าตาสวยหวานกันทั้งนั้น

พอนึกถึงประวัติโชกโชนของคุณยะแล้ว อาการหัวร้อนยิ่งคูณสิบ จากที่เดินฉับๆ ผมก็เปลี่ยนเป็นวิ่งทันที ผมตั้งใจวิ่งกลับบ้านพักเพราะไม่มีอารมณ์จะไปชื่นชมธรรมชาติที่ไหนทั้งนั้น แต่พอวิ่งเกือบถึงที่พัก เท้าก็ดันไปสะดุดเข้ากับรากต้นไม้ที่โผล่พ้นดินออกมา เกือบจะหกล้มหน้าทิ่มพื้นไปแล้วถ้าไม่มีใครคนหนึ่งพุ่งเข้ามารับตัวผมไว้ได้ทัน

ถ้าคิดว่าเป็นคุณยะละก็ ผิดครับ!

“ระวังหน่อยหนู” คนที่ช่วยไม่ให้หน้าผมทิ่มดินเอ่ยเตือน พลางปล่อยมือจากตัวผม หลังจากเห็นว่าผมสามารถทรงตัวบนขาตัวเองได้มั่นคงแล้ว

“ขะ...ขอบคุณครับ” ผมรีบขอบคุณเขาทันที คนที่ช่วยผมไว้คือแขกเพียงคนเดียวที่ผมเพิ่งเห็นในรีสอร์ต

เขายิ้มให้ผมนิดหนึ่งแล้วก็เดินออกไป ผมไม่ได้มองตามหรอกว่าเขาเดินไปทางไหน เพราะจุดหมายของผมคือบ้านพัก ไม่ใช่ยุ่งกับชีวิตคนแปลกหน้า เข้ามาในห้องได้ผมก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากเปิดตู้เย็นหยิบโค้กกระป๋องออกมา เดินไปนั่งดื่มที่ระเบียงห้อง จนโค้กหมดกระป๋องถึงได้ยินเสียงเปิดประตูห้องเข้ามา

“เดินหนีมาทำไม” โผล่หน้าออกมาก็ถามทันที ถามเหมือนไม่รู้ว่าผมเดินหนีเขามาเพราะอะไร

“.....” ผมไม่ตอบ เรื่องอะไรจะตอบสิ่งที่เขารู้คำตอบอยู่แล้ว

“พี...มีเหตุผลหน่อย” เขาเดินไปพิงสะโพกไว้กับราวระเบียง หันหน้าเข้าหาผม

“.....” ผมไม่มีเหตุผลตรงไหน ก็เห็นอยู่ว่าเขาถึงเนื้อถึงตัวกับคุณแก้วขนาดไหน อุ้มกันมาขนาดนั้น ผมต้องยิ้มดีใจอย่างนั้นเหรอ

“ถามฉันสักคำไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันถึงอุ้มเธอ”

“.....” ผมก็รู้แหละว่าที่เขาอุ้มคุณแก้ว มันต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น เธออาจจะข้อเท้าแพลง เดินเองไม่ได้ ต้องมีคนอุ้มพากลับ แต่ก็ไม่ควรเป็นเขาไหมล่ะ พนักงานผู้ชายไม่มีหรือไง ทำไมไม่ให้พนักงานของเธออุ้มเจ้านายตัวเองล่ะ

“ตอนที่ไปน้ำตก เธอลื่น แล้วก็เจ็บข้อเท้า ฉันเลยต้องอุ้มเธอกลับมา”

“.....” ไม่ผิดจากที่คิดไว้ เพียงแต่อารมณ์ผมยังร้อนอยู่ไง เหตุผลของคุณยะเลยไม่ต่างจากคำแก้ตัว มันยังไม่สามารถทำให้ผมหายหัวร้อนได้ในทันที

“ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเธอ”

“.....” แต่คุณแก้วคิดอะไรเขาแน่ๆ และไอ้อาการที่เจ็บข้อเท้าเดินไม่ได้นั่นก็อาจเป็นแค่มารยาหญิง เรียกร้องความสงสารและก่อเกิดเป็นความรัก ความคิดของผมอาจจะเวอร์เกินไป แต่ทำไงได้อารมณ์หึงหวงทำให้ผมคิดได้ทุกอย่างแหละ

“พี” เขาเดินเข้ามาหา ดึงตัวผมขึ้นไปสู่อ้อมแขนของเขา โดยที่ผมก็เต็มใจ เลยไม่ได้ดิ้นขัดขืน “หึงให้น้อยลงหน่อย เชื่อใจฉันหน่อยสิ” น้ำเสียงของเขาที่พูดเจือมากับรอยขำในความขี้หึงของผม

ใช่! ผมเพิ่งรู้ตัวนี่แหละว่าเป็นคนขี้หึงมาก แค่เห็นเขาใกล้ชิดกับคนอื่นที่ไม่ใช่ผม อารมณ์มันก็พุ่งแบบหยุดไม่อยู่ ต่อให้มีเหตุผลของการกระทำแค่ไหน ผมก็ยังรู้สึกโกรธที่มีคนมาแตะต้องของของผม

“หายโกรธหรือยัง” ริมฝีปากของเขากดลงที่กลางกระหม่อมผมอยู่หลายทีเลย

“.....” ผมส่ายหน้ากับอกเขา ไม่มีอารมณ์พูดเลยจริงๆ เพราะภาพที่เขาอุ้มคุณแก้วยังติดตาอยู่เลย

“เฮ้อ...แล้วแบบนี้เราจะไปกันรอดไหม”

“รอด!” ผมตอบกลับอย่างเร็ว ผลักอกเขาออกอย่างแรงด้วย โมโหที่เขาตั้งคำถามแบบนี้ออกมา ผมแค่โกรธที่เขาใกล้ชิดกับคนอื่น (ถึงเขาจะมีเหตุผลที่ทำแบบนั้นก็เถอะ) แต่เขากลับคิดไปถึงขั้นที่ว่าความสัมพันธ์ของเราจะต้องจบสิ้นลงเพราะความขี้หึงเกินไปของผม

“ฉันว่าไม่รอดหรอก”

“รอด!”

“ไม่รอด”

“รอดสิ!”

“ไม่รอดหรอกพี”

“ต้องรอดสิคุณยะ”

“ฉันว่าไม่รอด”

“ผมว่ารอด”

“ไม่รอด”

“...อึก...ต้องรอดสิ...ฮื่อออ...” จากหัวร้อนผมก็กลายเป็นเด็กเจ้าน้ำตาทันที รู้ว่าเขาแกล้งยั่วผม แต่ผมเป็นเด็กที่ยั่วขึ้นไง พอสู้เขาไม่ได้น้ำตามันเลยมาเต็มแก้ม มือก็ทุกตีอกเขาไปด้วย เต็มแรงเลยเพราะโมโหที่เขาเอาแต่แกล้งผม

“ร้องทำไม ฉันแค่พูดเล่น” เขารวบมือผมไว้ ก่อนจะเอาตัวผมเข้ามาในอกเขาอีกครั้ง กอดผมแนบแน่นและโยกตัวผมไปมาด้วย เหมือนเด็กเลย อันที่จริงผมก็เด็กจริงๆ นั่นแหละ

“น้องพีไม่ชอบ ทำไม...อึก...คุณยะต้องพูดว่า...เราจะคบกันไม่รอด...” ไม่ชอบให้เขาเอาเรื่องเลิกรามาพูดเล่น ความสัมพันธ์ของผมกับเขาก็ไม่ได้มั่นคงเท่าไร เปราะบางยิ่งกว่าเศษกระจกที่แตกละเอียดซะอีกมั้ง จะพูดเต็มปากว่า ‘คบกัน’ ไม่ได้ด้วยซ้ำ

“เพราะน้องพีขี้หึง”

“น้องพีไม่มีสิทธิ์หึงหรือไงในเมื่อคุณยะเป็นของน้องพีแล้ว” ผมเถียงทั้งน้ำตา

“มีสิทธิ์ครับ แต่พอคุณยะมาง้อแล้ว น้องพีก็ต้องรีบหายสิครับ ไม่ใช่เอาแต่เงียบใส่คุณยะ แล้วเราจะปรับความเข้าใจกันได้ยังไงถ้าน้องพีไม่ยอมพูดกับคุณยะเลย”

“.....” ที่เขาพูดก็ถูก แต่คนมันหึงไง จะเอาอารมณ์ที่ไหนมาพูด

“เห็นไหม เงียบใส่คุณยะอีกแล้ว” เสียงเขาอ่อนใจ แต่ก็ยังกอดผมอยู่ “ต้องให้คุณยะทำยังไงน้องพีถึงจะหายโกรธครับ”

“.....” โกรธน่ะหายแล้ว ที่ยังรู้สึกคืออารมณ์งอนครับ

“บอกมาสิครับ” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูเบาๆ “ไม่ตอบแสดงว่าอยากให้คุณยะหาวิธีเอาเองใช่ไหม” วิธีของเขาคือเอาตัวผมออกมาจากอก ช้อนปลายคางผมให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับลูกตาสีดำที่เป็นประกายหวานเชื่อม ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะโน้มลงมาครอบครองเรียวปากผม โดยที่ผมให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจ

จูบของเขาหวานละมุนจนความขุ่นมัวในหัวใจของผมไร้ที่อยู่ ถูกขับไล่ออกไปในเวลาอันรวดเร็ว เร็วพอๆ กับมือของเขาที่ลูบไล้แทรกตัวเข้ามาใต้เสื้อตัวใหญ่ที่ผมใส่อยู่ ลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลัง นานกว่าที่เขาจะปล่อยให้ผมเป็นอิสระ เพื่อจะได้กลับมามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์หวานซึ้งของเขา

“คุณยะขอโทษแล้วนะ ดีกันได้หรือยัง”

“ที่คุณยะทำไม่ใช่ขอโทษซะหน่อย เอาเปรียบน้องพีมากกว่า” และผมเองก็เต็มใจให้เขาเอาเปรียบด้วย ก็มันรู้สึกดีนี่นาที่ถูกเขากอด จูบ รวมทั้งถูกเขาครอบครองเป็นเจ้าของด้วย

เฮ้อ... ผมกลายเป็นเด็กใจแตกสมบูรณ์แบบ แถมกู่ไม่กลับด้วย

“ไม่ชอบให้คุณยะเอาเปรียบหรือไง” เขาถาม สองมือโอบประคองตัวผมไว้หลวมๆ ให้ร่างกายชิดกัน ให้ผมสัมผัสไปกับความต้องการที่ร้อนระอุของเขา

“ชอบ” ผมตอบเบาๆ ไม่หลบสายตาของเขาหรอก เพราะผมชอบที่ถูกสายตาหวานเชื่อมและเต็มไปด้วยอารมณ์แบบผู้ชายของเขามองมาที่ผม... เพียงคนเดียว เพราะตรงนี้และตอนนี้เขามีแค่ผมคนเดียว มันเป็นเวลาที่เขาเป็นของผมเพียงคนเดียวจริงๆ

“คนดี” คำตอบของผมทำให้เขาพอใจ รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาถึงได้มากกว่าเดิม อะไรที่แนบแน่นอยู่ตรงหน้าท้องของผมก็ทั้งร้อนและทวีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แล้วสุ้มเสียงแหบพร่าก็เอ่ยถาม พร้อมกับมือหนาทั้งสองข้างของเขาเลื่อนลงไปกุมสะโพกผม “...ยังไหวอยู่ไหมครับ”

ไม่ต้องขยายความให้มากมายว่า ‘ยังไหว’ คืออะไร แค่มองลูกตาสีราตรีที่เต็มไปอารมณ์รัก สองมือที่ขยำสะโพกผมหนักๆ ก็เข้าใจได้อย่างง่ายดาย แล้วผมจะตอบอะไรได้ในเมื่อหลงเขาไปหมดทั้งหัวใจ มีความสุขทุกเขาที่ถูกเขาจูบและโอบกอด ช่วงเวลานั้นราวกับว่ามีแค่ผมกับเขาสองคนบนโลกใบนี้และความสุขสมที่มีแค่เขาคนเดียวที่พาผมไปถึง

“อุ้มน้องพีสิครับ” คำพูดของผมไม่ต่างจากคำตอบว่าสภาพร่างกายของผมยังไหวสำหรับความสุขของเขา...และของผมด้วย

เขายิ้มที่ทำเอาทั้งเนื้อตัวผมสั่นไหวไปกับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้น รสชาติความรักที่ไม่ได้มีแค่คำบอกรัก แต่หมายถึงการกระทำที่หลอมรวมทั้งผมและเขาไว้ด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เวลานี้ไม่มีใครเอาเขาไปจากผมได้

แม้แต่เสียงโทรศัพท์ที่ถูกทอดทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียงตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนนี้ โดยที่เจ้าของมันไม่ได้พกไปด้วยจะกรีดร้องขึ้นมาเป็นรอบที่เท่าไรไม่รู้ในวันนี้ ก็ไม่สามารถแยกผมกับคุณยะออกจากกันได้ คุณยะไม่สนใจที่จะรับสายจากคนที่กระหน่ำโทรเข้ามาหา เพราะเขาเลือกผม

.

.

.

“ไหวไหม” คำถามที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงในสภาพร่างกายผมดังขึ้นเบาๆ ตอนที่เขาเลื่อนเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลเข้มให้ผมนั่ง ด้านหน้าคือโต๊ะอาหารที่ยังคงวางอยู่

“ไหวครับ” ไหวไม่ไหวก็ต้องไหวแหละ

ผมค่อยๆ ทรุดตัวลงไปนั่งบนเก้าอี้เนื้อแข็งที่หาความนุ่มไม่เจอแม้แต่นิดเดียว มันเจ็บมากแต่ผมก็ทนไหวนะ เพราะผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น เจ็บแค่นี้ทนได้อยู่แล้ว แต่คนที่ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้อีกฝั่งหนึ่งดูจะเป็นห่วงผมจนเกินไป

..แต่ก็แอบรู้สึกดีนะที่เขาเป็นห่วงผมขนาดนี้

“เอาเบาะมารองนั่งไหม คุณยะจะให้พนักงานไปหามาให้” เขาถาม พลางมองหาพนักงานของรีสอร์ตที่ประจำอยู่ในส่วนของห้องอาหาร ซึ่งผมไม่เห็นแม้แต่คนเดียว เป็นห้องอาหารแบบโอเพ่นแอร์ที่เงียบเหงาสิ้นดี

“ไม่ต้องครับคุณยะ น้องพีนั่งได้” ผมห้าม ไม่อยากให้พนักงานที่ต้องไปหาเบาะมาให้ผมนั่งสงสัยว่าทำไมผมถึงนั่งบนเก้าอี้แบบคนอื่นไม่ได้

พอนั่งไปนานๆ ก็เริ่มชิน จนไม่รู้สึกเจ็บเท่าตอนแรก แล้วท้องฟ้าเบื้องหน้าที่พระอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวลงไปที่หลังแนวเขานั้นสวยจนลืมความเจ็บปวดของร่างกายไปหมด ดูพระอาทิตย์ตกดินตรงนี้สวยกว่าที่ระเบียงห้องอีกครับ เหมือนว่ามันอยู่ใกล้จนแทบจะคว้าเอามาได้เลย

“ยิ้มหน่อย”

ผมละสายตาจากท้องฟ้าที่ถูกฉาบไว้ด้วยแสงสุดท้ายของวัน มายังเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่นั่งหันหลังให้กับท้องฟ้าสีแดงสวย เขาถือโทรศัพท์ในท่าที่พร้อมจะเก็บภาพของผมเอาไว้

เมื่อเขาบอกให้ผมยิ้ม ผมก็ยิ้ม ยิ้มกว้างที่สุด ยิ้มออกมาด้วยความสุข เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่รูปผมจะได้ไปอยู่ในกล้องโทรศัพท์มือถือของเขา (ไม่นับรวมคลิปเมื่อเช้านะครับ)

“น้องพีอยากมีรูปที่ถ่ายคู่กับคุณยะบ้าง” ผมเอ่ยขึ้นหลังจากที่เขาเก็บภาพผมยิ้มปากกว้างไปแล้วหลายช็อต

“ได้สิ” คนตัวสูงลุกจากเก้าอี้มาหาผม เขาย่อตัวลงเพื่อให้ใบหน้าของผมกับเขาอยู่ในระดับเดียวกัน มือข้างหนึ่งก็วางพาดอยู่บนไหล่ผม โอบกอดให้เราสองคนใกล้ชิดกันมากขึ้น

ทั้งผมและเขาต่างเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้กัน จนใบหน้าแนบกันนิดๆ แล้วเขาก็กดชัตเตอร์รัวๆ อีกตามเคย ทั้งที่เราสองคนไม่ได้ขยับเปลี่ยนองศาของใบหน้าเลย มีเพียงแค่รอยยิ้มเท่านั้นมั้งที่เคลื่อนไหว จากกว้างอยู่แล้ว เป็นกว้างมากที่สุด... ทั้งผมและเขา เหมือนกับว่าต่างคนก็ต่างไม่ยอมแพ้รอยยิ้มของกันและกัน

“คุณยะอย่าเพิ่งเก็บกล้อง ถ่ายอีกรูปก่อน” ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนที่เขาลดกล้องมือถือลงว่าอยากจะมีรูปคู่แบบไหนกับเขา

คุณยะทำตามที่ผมบอก เขายกมือถือขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมพร้อมจะถ่ายรูปคู่ที่เห็นแค่ใบหน้าและช่วงลำคอของเราสองคนเท่านั้น

“น้องพีจะนับหนึ่งสองสาม พอสามแล้วคุณยะค่อยกดถ่ายนะ” ผมบอกเขาก่อนเริ่มต้นนับ “หนึ่ง...สอง...สาม” จังหวะที่นับสาม ปากผมก็ประทับอยู่บนแก้มเขาทันที โดยที่ไม่กลัวว่าจะมีพนักงานคนไหนเห็นภาพผมจูบเขา เพราะผมไม่เห็นมีพนักงานอยู่แถวนี้สักคน และต่อให้มีใครเดินออกมาเจอผมหอมแก้มคุณยะ พวกเขาก็คงคิดแค่ว่าเป็นการหอมแก้มกันแบบพี่น้อง คงไม่มีใครมองไปถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างผมกับคุณยะหรอก

แต่ภาพความทรงจำแสนหวานของผมกับเขาก็ไม่ได้จบแค่ที่ผมหอมแก้มเขา เพราะเขาก็ทำแบบผมคือขโมยหอมแก้มผมแบบไม่ทันให้รู้ตั้งตัว แล้วก็เก็บภาพหน้าตาเหลอหลาของผมเอาไว้

“คุณยะ! รูปนั้นน้องพีขี้เหล่ ไม่เอาๆ ลบเลยแล้วมาถ่ายใหม่ นะนะคุณยะ เร็วสิ ลบเร็วววววว...” ผมไม่ยอมให้รูปหน้าตาน่าเกลียดของตัวเองไปอยู่ในมือถือของเขาหรอกนะ แต่มีหรือคนขี้แกล้งอย่างเขาจะเชื่อฟังคำขอร้องอ้อนวอนของผม

“ไม่ลบ”

บทจะตามใจผม เขาก็ตามใจอย่างที่สุด แต่พอจะแกล้งแล้วละก็ อ้อนวอนให้ตายก็ไม่เปลี่ยนใจหรอก

“แล้วก็อย่าเสียงดังพี เดี๋ยวแขกคนอื่นก็ตกใจหมดหรอก” เขาว่าเสียงเข้มขึ้น ใบหน้าจริงจังจนผมต้องหันหลังกลับไปมองหาแขกของรีสอร์ตที่เขาอ้างถึง คนที่ผมนึกได้ก็มีแค่คนเมื่อตอนบ่ายที่ผมเจอเขาถึงสองครั้ง ก็ผู้ชายสวมเสื้อสูทแบบลำลองมาเที่ยวไง

แต่พอหันหลังกลับไปมองด้านในก็ไม่เห็นมีผู้ชายคนนั้นเลย นอกจากคุณแก้วที่เดินออกมาจากส่วนของห้องครัว ที่ตามหลังมาคือพนักงานสองคนที่ผมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี

“ต้องขอโทษด้วยนะคะพี่ยะที่ทำให้รอนาน” เธอเอื้อนเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย หันมายิ้มให้ผมอย่างผูกมิตรเพียงแค่ไม่กี่วินาที จากนั้นก็เอายิ้มหวานที่มากกว่าเดิมอีกสิบเท่าไปให้กับคนที่เธอหมายปอง

หึง!

ความรู้สึกนี้พุ่งกลับมาเยือนผมอีกแล้ว ผมพยายามนับหนึ่งถึงสิบเพื่อให้จิตใจสงบ ไม่อยากหึงหวงอย่างไรเหตุผล ในเมื่อคุณยะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับเธอ ผมก็ควรเชื่อและหนักแน่นเข้าไว้

สมองนับเลข ตาก็เพ่งมองอาหารห้าอย่างที่ถูกลำเลียงลงไปวางไว้บนโต๊ะ...กับจานเปล่าอีกสามใบ ผมเงยหน้าขึ้นมองพนักงานชายคนคุ้นหน้าทันที เจ้าตัวคงเห็นว่าสีหน้าผมเป็นอย่างไรถึงได้รีบถอยหนีไปทันที โดยไม่เอาจานที่เป็นส่วนเกินไปด้วย เหลือแต่คุณป้าที่กำลังตักข้าวเปล่าใส่จานให้คุณยะ

โต๊ะที่ควรมีจานเปล่าแค่สองใบ สำหรับผมกับคุณยะแค่สองคน ดันมีจานที่สามโผล่มาแบบไม่ได้รับเชิญ!

หรือว่าคุณยะเป็นฝ่ายเชิญ!

ผมตวัดสายตาไปที่เขาทันที ขณะที่เจ้าของรีสอร์ตสาวกำลังจะทิ้งตัวลงนั่ง ผมกำลังบอกคุณยะด้วยสายตาขุ่นจัดว่า ให้เขาจัดการเอาคุณแก้วออกไปจากโต๊ะอาหารมื้อค่ำของผมกับเขาซะ ไม่รู้ว่าเขามองเห็นคำสั่งที่อยู่ในแววตาที่เต็มไปด้วยความหึงหวงของผมหรือเปล่า แต่ถ้าเขาไม่เห็นนะ ผมเองนี่แหละจะเป็นฝ่ายไป

คิดว่าผมจะทนนั่งมองคนของผมถูกผู้หญิงหน้าตาสวยหวานโปรยเสน่ห์ใส่จนจบมื้ออาหารอย่างนั้นเหรอ ไม่มีทาง บอกแล้วว่าผมเป็นคนขี้หึง ยิ่งรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ ระดับความหึงหวงของผมก็เพิ่มมากขึ้นแบบคูณสิบเลย

เข้าใจอารมณ์ผมไหมครับ... ถ้ารู้ตัวว่าเรามีสิทธิ์ นั่นแปลว่าคนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่งวุ่นวายกับของที่เป็นของเรา เป็นสิทธิ์ของเราคนเดียวที่จะครอบครองเขาได้

เจ้าของรีสอร์ตสาวนั่งลงแล้ว แถมคุณป้าก็กำลังจะตักข้าวใส่จานให้เธอ ผมนี่มองตามเลยว่า ถ้าข้าวทัพพีแรกลงไปในจานของเธอละก็ ผมลุกหนีแน่

แต่ยังไม่ทันที่ข้าวทัพพีแรกจะลงไปถึงจานของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ คนกลางอย่างคุณยะก็จัดการตามความต้องการของผมทันที

“คุณแก้วครับ”

“คะพี่ยะ” เธอยิ้มหวาน ตั้งใจโปรยเสน่ห์สุดๆ

“ผมต้องคุยกับน้องชายเรื่องเรียนน่ะครับ คงไม่สะดวกให้คุณแก้วอยู่ด้วย ยังไงก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ ต้องขอรบกวนให้คุณแก้วออกไปก่อน” คำพูดของเขาทำให้ผมพอใจพอสมควร แต่ที่ไม่ชอบเลยคือคำว่า ‘น้องชาย’ จากปากของเขานั่นแหละ แต่จะทำไงได้ในเมื่อสถานะของผมกับเขาเปิดเผยเป็นอย่างอื่นไม่ได้นี่นา

คุณป้าเก็บทัพพีแทบไม่ทัน ส่วนเจ้าของรีสอร์ตแทบไม่เหลือรอยยิ้มติดใบหน้า เธอหันมามองหน้าผมด้วยสายตาไม่พอใจนิดหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินสะบัดหน้าออกไปเลย

เหอะ! นี่นะผู้หญิงมารยาทงาม แสนอ่อนหวานที่คุณย่าชื่นชม ผมอยากให้คุณย่ามาเห็นตัวจริงของเธอวันนี้จริงๆ ผู้หญิงเรียบร้อยแสนหวานที่ไหนจะขยันอ่อยผู้ชายได้ขนาดนี้ ถึงสองวันมานี้ผมจะเจอเธอแค่สามครั้งก็เถอะ แต่ทุกครั้งที่เจอผมก็เห็นเธอโปรยเสน่ห์ใส่คุณยะทุกครั้งเลยนะ นี่ยังไม่นับรวมคำเตือนของพนักงานคนนั้นอีก ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเล่าวีรกรรมอะไรของนายจ้างตัวเองให้ผมฟัง แต่ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะใช่เรื่องดีสักเท่าไรหรอก

“พอใจหรือยัง” เสียงทุ้มของคนร่วมโต๊ะเอ่ยถามออกมา ดึงสายตาของผมที่มองตามคุณแก้วให้กลับมาที่เขาตามเดิม

“พอใจครับ แต่ไม่รู้ว่าคุณยะจะพอใจด้วยหรือเปล่าที่ไม่มีสาวสวยนั่งโต๊ะด้วย” ผมอดแขวะเขาไม่ได้ เมื่อไรเขาจะมีเสน่ห์น้อยลงนะ หรือว่าต้องรอให้เขาอายุมากกว่านี้สักสิบปียี่สิบปี แก่หนังเหี่ยวก็คงไม่มีใครสนใจเขาแล้วมั้ง

“แค่มีเด็กขี้หึงที่รักฉันมากๆ คนนี้ก็พอแล้ว”

แล้วผมจะทำไงได้ล่ะ นอกจากยิ้มปากกว้างให้กับคนตรงหน้าที่มีรอยยิ้มไม่ต่างจากผม แต่ไม่ทันไรรอยยิ้มนั้นก็พลันจางหายไป เหลือเพียงริ้วรอยความโกรธบนใบหน้าหล่อเหลาของคุณยะ ผมหันกลับไปมองด้านหลังของตัวเอง มองตามสายตาคุณยะไป แล้วก็พบผู้ชายคนหนึ่ง ผมรู้สึกถึงบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรและเต็มไปด้วยความเป็นศัตรูของคนทั้งสองคน

คุณยะกับผู้ชายคนนั้น...แขกคนเดียวที่ผมเห็นในรีสอร์ต


.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.


ผู้ชายสวมสูทเมื่อตอนกลางวัน ตอนนี้เขาสวมเสื้อผ้าแบบง่ายๆ แค่เสื้อยืดสีดำกับกางเกงขาสั้นสีเทาเลยเข่า เขาเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ ดูใหญ่และหนากว่าคุณยะไปนิดหนึ่ง ผิวขาว หน้าตาดี ดวงตาเขาดูดุหน่อยๆ ด้วย อายุน่าจะเท่าคุณยะหรือไม่ก็มากกว่าไปปีสองปี เมื่อตอนกลางวันผมไม่ได้สนใจเขาเท่าไรนัก เพราะถือว่าเป็นคนแปลกหน้าสำหรับผม ทว่าตอนนี้ผมคิดว่าต่อไปเขาคงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับผมอีกแล้ว ในเมื่อเขาคือคนที่คุณยะรู้จัก ...หรืออาจจะเปลี่ยนจากคำว่าคนรู้จักเป็น ‘ศัตรู’ ตัวร้ายก็ได้

“ไงยะ ช่วงนี้เจอกันบ่อยนะ” ชายคนนั้นเดินมาหยุดที่ข้างโต๊ะ เอ่ยทักทายอย่างคนคุ้นเคยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ใครอยากเจอตัวเหี้ยอย่างมึง!” คุณยะลุกขึ้นเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย

น้อยครั้งที่ผมจะได้ยินคำพูดไม่สุภาพออกมาจากปากของคุณยะ และน้อยครั้งจริงๆ ที่จะเห็นความโกรธโพยพุ่งออกมาจากตัวคุณยะรุนแรงขนาดนี้

ผมอยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้เคยทำอะไรไว้กับคุณยะ คุณยะถึงได้ดูโกรธและเกลียดผู้ชายคนนี้เหลือเกิน

“ปากว่าคนอื่นเหี้ย แล้วมึงไม่เหี้ยเลยเนอะ...กับน้องชายตัวเองก็ยัง...” ชายคนนั้นปรายตามาที่ผม รอยยิ้มของเขาไม่น่าไว้ใจ มันคล้ายดูถูกทั้งผมและคุณยะเลย

หรือว่า...เขาจะดูออกว่าผมกับคุณยะมีความสัมพันธ์กันแบบไหน ทั้งที่เราสองคนต่างก็ใช้นามสกุลเดียวกัน

“มึงอย่าพูดในสิ่งที่คนเหี้ยๆ อย่างมึงไม่มีวันรู้” ลูกตาของคุณยะเหมือนกองไฟกองมหึมาเลย แล้วเขาก็หันมาที่ผม คุณยะไม่ต้องพูดอะไรออกมาด้วยซ้ำ ผมก็รู้ทันทีว่าต้องทำอย่างไร ...สงสัยมื้อนี้ต้องพึ่งมาม่าคัพอีกแล้ว

ทันทีที่ผมลุกขึ้น คุณยะก็คว้าแขนผมขึ้นมาและพาเดินออกไปจากห้องอาหารทันที คุณยะเดินเร็วมาก เขาแทบจะลากผมด้วยซ้ำ ถ้าเป็นช่วงที่ร่างกายผมปกติ ผมคงเดินได้เร็วเท่ากับคุณยะอยู่หรอก แต่นี่คือสะโพกผมเจ็บมาก จนผมรู้สึกว่าตอนนี้ขาผมมันสั่นไปหมดแล้ว แทบจะล้มทั้งเดินเลยด้วยซ้ำ

“คุณยะ...น้องพีเจ็บ” ผมรีบบอกเขา หวังให้เขาชะลอความเร็วลง แต่เขาไม่ได้ยิน ยังคงเดินปานวิ่งและลากผมไปด้วย จนผมทรุดไปกองพื้นนั่นแหละ คุณยะถึงรู้ตัวว่าสภาพผมเป็นอย่างไร

“พี!” คุณยะทรุดตัวลงนั่งข้างผม หน้าตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยความโกรธเมื่อครู่จางหายไปอย่างฉับพลัน เหลือเพียงความรู้สึกผิดที่ฉาบอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา

“น้องพีเจ็บ...อึก...เดินไม่ไหวแล้ว” เสียงผมสั่นเพราะความเจ็บที่แล่นลิ่วไปทั่วร่างกาย ยิ่งล้มลงไปกองพื้นแบบนี้ด้วย สะโพกผมยิ่งได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักเลย

“ใช้งานหนักแต่ไม่รู้จักทะนุถนอม มันก็พังได้นะ เตือนด้วยความหวังดีจากรุ่นพี่ที่ยังเป็นห่วงนายเสมอนะยะ” เสียงของผู้ชายคนนั้นดังมาจากข้างหลัง แววตาคุณยะกลับมาเกรี้ยวกราดอีกครั้ง แม้อยู่ในความมืดสลัวก็ยังเห็นได้ชัด

“เดี๋ยวคุณยะอุ้มนะ” ว่าแล้วเขาก็ช้อนตัวผมเข้ามาในวงแขนและยืดตัวเต็มความสูง พาผมมุ่งหน้าไปยังบ้านพักที่ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเดินไปถึง เพราะบ้านพักของผมกับคุณยะอยู่หลังสุดท้ายเลย

“เขายังตามมาอยู่เลยครับคุณยะ” เพราะผมชะโงกหน้าไปมองข้างหลัง แล้วเห็นว่าผู้ชายคนนั้นเดินตามหลังผมกับคุณยะติดๆ

“ช่างมัน ไม่ต้องไปสนใจมัน” คุณยะก้มหน้าลงมาบอกผมเสียงเบาแบบที่ไม่อยากให้คนที่ตามหลังพวกเราได้ยิน แต่น้ำเสียงนั้นก็ขุ่นคลั่ก บอกให้รู้ว่าคุณยะเกลียดผู้ชายคนนั้นจริงๆ

...และเป็นความโกรธแค้นที่สะสมมานานแล้ว

“คุณยะ เขาเป็นใครครับ” 

“ไม่จำเป็นต้องไปรู้จักคนอย่างมัน”

“เขาทำอะไรให้คุณยะเกลียดหรือครับ”

“.....”

“คุณยะเกลียดเขามากหรือครับ”

“.....”

“คุณยะ...”

“พอได้แล้วพี! เลิกถามซะที” เขาตะคอกกลับมาอย่างคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ผมสัมผัสได้ว่าแขนของเขาที่อุ้มผมอยู่นี้ มันสั่นไปหมด รวมถึงหัวใจของเขาที่เต้นรัวแรง อัดฉีดไปด้วยความโกรธเกลียดผู้ชายที่อยู่ด้านหลังพวกเรา

“ถ้าพี่ชายไม่อยากตอบก็ลองมาถามพี่ได้นะ” ผมเริ่มไม่ชอบผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ให้แล้วสิ เรื่องที่เขาทำให้คุณยะเกลียดเขาได้มากขนาดนี้ คงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ๆ

“ไม่ต้องไปสนใจมัน รู้แค่ว่าฉันไม่อยากให้เธอรู้จักคนอย่างมันก็พอ”

“ผมไม่ชอบเขา” เพราะเขาทำเรื่องไม่ดีกับคุณยะ

“ดีแล้วพี คนอย่างมันไม่คู่ควรกับสิ่งดีๆ หรอก”

ผู้ชายคนนี้คงเลวมาก คุณยะถึงได้พูดแบบนี้ 

“พ่อแม่รู้หรือยังว่านายกับน้องชายทำเรื่องผิดศีลธรรมกันอยู่”

“อย่ามายุ่งกับเรื่องของกู!”

“อย่ามายุ่งกับเรื่องของพวกผม!”

ผมกับคุณยะตะโกนออกมาแทบจะพร้อมกันเลย จากที่ไม่ชอบเขา ตอนนี้ผมเริ่มเกลียดเขาเข้าให้แล้ว ผู้ชายคนนี้มีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาว่าความสัมพันธ์ของผมกับคุณยะผิดศีลธรรม ในเมื่อผมกับคุณยะไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน แต่จะว่าเขาผิดก็พูดได้ไม่เต็มปากเท่าไร เพราะเจ้าตัวไม่รู้นี่นาว่าผมกับคุณยะไม่ใช่พี่น้องหรือพ่อลูกกันจริงๆ

...ผมเป็นแค่เด็กที่พ่อแม่ไม่อยากให้เกิดมา แต่ได้คุณยะช่วยเหลือให้ได้เกิดมาบนโลกใบนี้เท่านั้นเอง

“เต็มใจตกนรกกันทั้งคู่ว่างั้น” เขาพูดแรงเกินไปแล้ว ผมจะไม่ทนแล้วนะ

“คุณไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูด ผมกับคุณยะไม่...” ผมกำลังจะบอกออกไปแล้วเชียวว่าผมกับคุณยะไม่ใช่พี่น้องตามที่เขาและคนนอกครอบครัวเข้าใจ เขาจะได้เลิกดูถูกความสัมพันธ์ของผมกับคุณยะซะที ทว่าเสียงเข้มจัดของคุณยะก็หยุดยั้งคำพูดนั้นไว้เสียก่อน

“พี! ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าไปสนใจมัน”

“ก็เขาแช่งให้คุณยะกับน้องพีตกนรกนี่นา” ผมพูดเสียงอ่อย ลดเสียงให้เบาลงด้วยแหละเพราะไม่อยากให้ผู้ชายคนนั้นได้ยิน

“คนที่สมควรตกนรกคือมัน ไม่ใช่เธอกับฉัน”

ผู้ชายคนนั้นทำเรื่องเลวร้ายแค่ไหนกันนะ คุณยะถึงพูดออกมาว่าฝ่ายนั้นสมควรตกนรกจากสิ่งที่เจ้าตัวทำ ผมอยากรู้ อยากถาม แต่ผมก็ไม่อยากทำให้คุณยะโกรธไปมากกว่าเดิม

“ฉันไม่ยุ่งเรื่องของนายกับน้องชายก็ได้ แต่ก็อย่าลืมนะว่าความลับไม่มีในโลก โดยเฉพาะเรื่องลับๆ ที่ผิดศีลธรรม กลิ่นมันเหม็น ปิดยังไงก็ไม่มิดหรอก”

“ผีเจาะปากคุณมาพูดหรือไงหะ!” เพราะปากแบบนี้หรือเปล่าคุณยะถึงเกลียดขี้หน้าเขา

“พี! ฉันบอกว่าไง” 

“ก็เขาปากไม่ดี ว่าคุณยะว่าน้องพีนะ ทำไมต้องยอมให้เขาว่าพวกเราฝ่ายเดียวด้วยล่ะ” ผมไม่เข้าใจคุณยะเลย ผมไม่ได้อยากพูดกับผู้ชายนั้นซะหน่อย ผมแค่ด่าเขาที่ปากเสียใส่ร้ายความสัมพันธ์ของผมกับคุณยะว่าเป็นความเหม็นเน่า ตัวเองไม่รู้ความจริงอะไรสักหน่อย

“พีอย่าเถียงฉัน”

“ก็พีไม่ชอบเขา”

“ไม่ชอบก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน”

“เอ้า เถียงกันซะแล้ว” ผู้ชายคนนั้นพูดแทรกเข้ามาอีก น้ำเสียงของเขามีความสุขเหลือเกินที่ได้ก่อกวนอารมณ์ของคุณยะให้ลุกเป็นไฟ แต่คนที่ลุกเป็นไฟไปด้วยก็คือผมนี่แหละ

“เพราะคุณนั่นแหละ! เลิกมายุ่งกับคุณยะซะที ไปไกลๆ เลยไป!” ผมห้ามปากตัวเองไม่ได้ โดนคุณยะดุอีกครั้ง

“พอได้แล้วพี”

“ก็...” ผมเก็บคำพูดแทบไม่ทัน เพราะสายตาคุณยะแทบจะบีบคอผมได้อยู่แล้ว

“หัดเชื่อฉันบ้างพี ฟังกันบ้าง”

“น้องพีไม่พูดกับเขาแล้วก็ได้” พูดจบ ผมก็เม้มปากสนิทเลย กลัวจะเผลอโต้ตอบฝ่ายนั้นไปอีกรอบ เพราะเจ้าตัวก็ยังไม่เลิกใช้คำพูดถากถางความสัมพันธ์ของผมกับคุณยะ

“อ้อ... ว่าง่ายแบบนี้เองถึงได้ถูกพี่ชายหลอก ว่าแต่ไม่กลัวพ่อแม่เสียใจหรือไง ผิดชอบชั่วดีไม่สนใจกันเลย เอาความสุขของตัวเองไว้ก่อนว่างั้น”

ผมกัดปากตัวเองจนเจ็บไปหมดแล้ว อยากด่ากลับไปบ้างแต่ต้องหักห้ามใจตัวเอง ไม่อยากให้คุณยะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้ แค่ผู้ชายคนนั้นคนเดียวคุณยะก็ดูเหมือนจะเสียการควบคุมตัวไปเยอะแล้ว แขนคุณยะที่อุ้มผมไว้ยังไม่เลิกสั่นเลยด้วยซ้ำ

“แล้วแบบนี้ฉันต้องเป็นห่วงลูกชายแฝดของนายไหววะยะ ที่มีพ่อแบบนาย”

แต่กลับเป็นคุณยะที่ทนไม่ไหวเสียเอง

“ห่วงลูกของมึงที่ไม่มีโอกาสเกิดมาดูโลกเถอะ!”

และโชคดีมากที่ตอนนี้คุณยะอุ้มผมมาถึงหน้าประตูบ้านพักแล้ว ผมรีบเอื้อมไปจับลูกบิดประตู เปิดเข้าไปและปิดกั้นพวกเราสองคนจากผู้ชายปากไม่ดีคนนั้น

“คุณยะ...อื้ออ...” ผมถูกอุ้มมาที่เตียงก่อนริมฝีปากร้อนจัดจะบดจูบลงมา จูบครั้งนี้ไม่ได้นุ่มนวลอ่อนโยนเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา มันเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดที่สะสมมาจากผู้ชายคนนั้น ผมไม่รู้ว่าปัญหาระหว่างเขาสองคนคือเรื่องอะไร รู้แค่ว่ามันทำให้คุณยะโกรธจนควบคุมตัวเองไม่ได้ อารมณ์คุกรุ่นทั้งภายในภายนอกจนต้องหาที่ระบายออกมา

ตัวตนที่กำลังสอดใส่เข้ามาในช่องทางบอบช้ำของผม ต่างไปจากทุกที มันไม่ได้เรียกว่าความสัมพันธ์พิเศษที่เกิดจากความรัก แต่กลับเป็นเพียง ‘เซ็กซ์’ ทั่วไป ผมไม่ได้เก่งพอจะแยกแยะว่าอะไรเป็นแบบไหน แต่ความรู้สึกของผมมันบอกว่า ครั้งนี้คุณยะแค่ระบายความโกรธเกลียดใครคนนั้นลงมาที่ผม เพราะมันทั้งรุนแรงและไร้คำหวานที่ป้อนให้หัวใจผมอิ่มเอมและมีความสุขไปกับทุกการเคลื่อนไหวของเขา

“อ๊ะ...คุณยะ...น้องพีเจ็บ...อะ...เบาๆ ครับ...อ๊า...” ความเจ็บปวดของผม คำขอร้องของผม ไม่ได้ทำให้คนที่อยู่เหนือร่างของผมลดแรงกระแทกลงมาเลย เขายังอัดความแข็งแรงทั้งหมดลงมาในร่างกายผม เติมความบอบช้ำลงไปในช่องทางที่ใกล้พังเต็มที่

จนกระทั่งสายน้ำอุ่นร้อนฉีดพ่นเข้ามาในร่างกายผมนั่นแหละ ทุกอย่างที่รุนแรงถึงได้จบสิ้นลง เขาถอนตัวตนออกไปช้าๆ ก่อนทิ้งตัวลงนอนข้างผม แต่ไม่ดึงเอาตัวผมเข้าไปกอดเหมือนเช่นเคย เป็นผมเองที่ต้องขยับตัวเข้าหาเขา โอบกอดร่างกายชื้นเม็ดเหงื่อไว้ด้วยเรียวแขนของตัวเอง

“อึก...คุณยะโกรธเขา...แต่เอามาลงที่น้องพีใช่ไหม”

“.....” เขาไม่ตอบ แต่ขยับตัวลุกขึ้นและอุ้มพาผมไปล้างตัวและเอาสิ่งที่เขาปลดปล่อยเข้ามาในร่างกายผมออกไป จากนั้นก็ใส่เสื้อผ้าให้ผม เสร็จแล้วก็อุ้มผมกลับมานอนที่เตียง

“คุณยะจะไปไหน” ผมรั้งแขนเขาไว้ เมื่อเขากำลังผละตัวออกไปจากเตียง

“ฉันจะออกไปข้างนอกหน่อย” เขาดึงมือผมออกจากแขนเขา

“น้องพีไปด้วยคน” ผมขยับจะลุกตาม แต่ถูกห้ามไว้

“ฉันอยากคิดอะไรคนเดียวพี เธอก็นอนหลับซะ พรุ่งนี้เราต้องกลับแต่เช้า” ผมอยากจะดื้อ แต่เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายของเขาแล้ว ผมก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ ว่าเวลานี้เขาคงอยากอยู่คนเดียวจริงๆ แม้กระทั่งผมเขาก็ไม่ต้องการให้อยู่ข้างๆ

ผมรู้สึกน้อยใจนะ แต่ก็พยายามจะเข้าใจเขา เพราะผู้ชายคนนั้นคนเดียวเลยที่ทำให้คุณยะเป็นแบบนี้


จบตอนที่ 24
 :katai2-1:

เปิดตัวผู้ชายคนนั้น ผู้ซึ่งสำคัญแต่จะไร้บทบาทนะคะ (บทมีน้อย ออกไม่บ่อย...มั้ง)

หมดเรื่องเม้าท์แล้ว

ขอไปปั่นตอนที่ 25 ต่อแล้วนะคะ ^___^

ปล. สั้นๆ อย่าทิ้งกันน้า

 :mew1:

สีเหลืองอ่อน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-12-2018 18:37:45 โดย i_ang »

ออนไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
พ่อน้องพีแน่ๆ เลย

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-5
พ่อแท้ ๆ ของน้องพีแน่ ๆ ชัวร์เลย

ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
พ่อน้องพี? ซับซ้อนซ่อนเงื่อนละเกินนนนนน :katai1:

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
พ่อแท้ๆแน่ๆ ถึงทำคุณยะโกรธ
ชักสงสัยแล้วซิเหมือนคุณยะจะทั้งรักทั้งเกลียดน้องพี
เป็นเพราะพ่อกับแม่แท้ๆของน้องพีใช่หรือเปล่านะ
ความเกลียดเกิดจากพ่อ ส่วนความรักเกิดจากแม่
ถ้ารักพีเพราะยะเคยรักแม่ของพีมาก พียิ่งน่าสงสารหนักเลยนะ

งานมโนก็มา 55555

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 25

“ยิ้มให้คุณยะหน่อย”

เจ้าของหน้าคมเข้มที่อยู่ในหน้าจอสี่เหลี่ยมบอกให้ผมยิ้มให้เขา แต่ผมทำตามคำของเขาไม่ได้หรอก จะให้ผมยิ้มได้ยังไงในเมื่อคืนนี้เขาต้องไปเป็นของคนอื่น ทิ้งให้ผมนอนเหงาอยู่ที่บ้านเรือนไทยหลังใหญ่คนเดียว

“พีครับ ยิ้มหน่อย เร็ว... ยิ้มให้คุณยะหน่อยนะ” เสียงทุ้มยังผ่านลำโพงโทรศัพท์ออกมา เขาไม่เห็นใบหน้าบูดบึ้งหงิกงอของผมหรือไง หน้าแบบนี้จะยิ้มได้ยังเล่า

“ไม่อยากยิ้ม” ผมบอกเสียงขุ่นใส่คนในหน้าจอโทรศัพท์ ฉากหลังของเขาคือภายในรถคันหรูของเขานั่นเอง

“งอแงอีกแล้ว” เขาว่า ใบหน้าหล่อเหลายิ้มเอ็นดูในความงอแงของผมมากกว่าจะตำหนิ ยิ่งทำให้ผมได้ใจ มั่นใจอีกด้วยว่าคุณยะ ‘หลงผม’ เอามากๆ เลย ผมไม่ได้คิดไปเองนะ สิ่งที่คุณยะทำมาตลอดตั้งแต่กลับจากต่างจังหวัดครั้งนั้นทำให้ผมมั่นใจ เขาแทบไม่ยอมห่างจากผมเลย 

ตอนนี้ก็เจ็ดเดือนกับอีกสิบวันแล้วครับที่ผมกับคุณยะตกลงคบกัน...คบแบบแอบซ่อน ซ่อนความสัมพันธ์ของเราเอาไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้ โดยเฉพาะคนที่คืนนี้ได้เป็นเจ้าของคุณยะแทนผม

“ทำไมน้องพีจะงอแงไม่ได้ ก็คืนนี้น้องพีต้องนอนคนเดียว ไม่เหมือนคุณยะสักหน่อยที่มีคนให้นอนกอด” ผมพูดประชดออกไป เขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ

“อย่าพูดแบบนี้” เขาเอ่ยออกมาหลังจากเงียบไปหลายวิ “ในเมื่อเธอก็รู้ว่าฉันอยากกอดเธอมากกว่าใครทั้งนั้น”

“น้องพีขอโทษ”

ก็รู้ตัวนะว่าผมผิด ผมเป็นฝ่ายเรียกร้องความสัมพันธ์รูปแบบนี้ขึ้นมาเอง ขอให้เขาคบกับผม ซ่อนผมเอาไว้ไม่ให้พี่เลม่อนรู้ แต่พอเขาจะไปอยู่กับฝ่ายนั้น ผมก็งอแงทุกครั้ง ทั้งที่ตั้งแต่กลับจากต่างจังหวัดมา คุณยะก็กลับมานอนที่บ้านหลังนี้แทบจะทุกวัน ยกเว้นวันที่เขางานยุ่ง ต้องเคลียร์งานจนถึงตีหนึ่งตีสองเลยต้องนอนที่โรงแรม แต่ก็วิดีโอคอลกับผมทุกครั้ง ครั้งและสามสี่ชั่วโมงจนผมเผลอหลับไปเลยก็มี เพื่อให้ผมเห็นว่าเขาทำงานจริงๆ ไม่ได้หนีไปหาใคร หรือเอาใครมานอนกอดแทนผม

ส่วนคืนที่เขาต้องไปนอนกับพี่เลม่อน นับครั้งนี้ก็เป็นคืนที่แปดเอง ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาที่เป็นของผม และทุกครั้งคุณยะจะวิดีโอคอลกับผมก่อนขึ้นไปหาพี่เลม่อนที่ห้อง เหมือนแบบที่กำลังทำอยู่ตอนนี้แหละ   

“ฉันรักเธอมากนะพี” เขาจะมีคำพูดนี้ให้ผมมั่นใจเสมอว่า... หัวใจของเขาเป็นของผม คนที่เขารักคือผม แต่มันมีเหตุผลที่เขาต้องอยู่กับพี่เลม่อน เป็นเหตุผลที่เขาไม่ยอมบอกผมว่าเพราะอะไรทำไมพี่เลม่อนถึงมีความสำคัญกับเขามากขนาดนี้

...แต่ความ ‘สำคัญ’ ไม่ใช่ความรัก

“น้องพีก็รักคุณยะ” และก็เหมือนเดิมที่ผมจะตอบประโยคนี้กลับไปให้เขา คำที่แทนความรู้สึกของผมที่มีให้เขา แทนเสียงของหัวใจของผม... รัก

‘รัก’ ที่ทำให้ผมยอมทนทุกอย่างเพื่อได้อยู่ในอ้อมแขนของเขาไปตลอดทั้งชีวิต

ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่ความรู้สึก ‘รัก’ ฝังลึกอยู่ในหัวใจ รู้เพียงแต่ว่าคุณยะคือคนเดียวที่ผมต้องการ คนเดียวที่ผมอยากอยู่ด้วยไปจนวันตาย

“พี ฉันต้องไปแล้วนะ” เพราะเราคุยกันนานแล้ว เกือบชั่วโมงแล้วมั้ง และเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งของคุณยะก็ดังขึ้นเป็นรอบที่สอง

เมื่อก่อนคุณยะมีโทรศัพท์สองเครื่อง เครื่องหนึ่งสำหรับเรื่องงาน อีกเครื่องสำหรับเรื่องส่วนตัว ทว่าตั้งแต่เริ่มความสัมพันธ์แอบซ่อนกับผม คุณยะเลยต้องมีโทรศัพท์เครื่องที่สามไว้คุยกับผมแค่คนเดียว และเพื่อไม่ให้พี่เลม่อนล่วงรู้ความสัมพันธ์ของเราสองคน

“คุณยะ” จู่ๆ ผมก็รู้สึกจุกขึ้นมาในอก สิ่งที่ผมกับคุณยะทำร่วมกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันน่ารังเกียจ เพราะเราสองคนเหมือนคบชู้กันเลย บางทีเมื่อไรที่ผมตายไป ผมอาจจะไปอยู่ในนรกแบบที่ผู้ชายคนที่เป็นศัตรูกับคุณยะพูดไว้เมื่อตอนนั้นก็ได้

“อย่าทำหน้าแบบนั้น” หมายถึงใบหน้าที่เศร้าสลด หน่วยตาที่กำลังเอ่อล้นด้วยน้ำอุ่นร้อน พร้อมจะไหลในอีกไม่ช้า

“น้องพี...ไม่ได้ทำ มันเป็นเอง” ผมไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากให้คุณยะไม่สบายใจ แต่ผมก็ห้ามความรู้สึกที่เจ็บปวดที่เกิดอยู่ข้างในไม่ได้ ...เจ็บปวดที่ต้องแบ่งคุณยะให้คนอื่น

“ยิ้มให้คุณยะหน่อยนะครับ คืนนี้คุณยะจะได้นอนหลับฝันดี” น้ำเสียงทุ้มแสนอ่อนโยนของเขาทำให้ผมพยายามขยับริมฝีปากให้กลายเป็นสิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุด

“...ฮึก” ผมฝืนยิ้มออกมา ยิ้มทั้งน้ำตาที่ไหลล้นออกมาจากหน่วยตา

“อย่าร้อง คุณยะไปเช็ดน้ำตาให้ไม่ได้”

“ไม่ร้องแล้ว” ผมรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง ส่วนน้ำตาที่คลอในหน่วย ผมก็พยายามกลั้นเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมา

“คนดี... เก็บน้ำตาไว้ให้คุณยะเช็ดตอนที่เราอยู่ด้วยกันนะ”

ผมรีบพยักหน้าให้คนในโทรศัพท์ ปลอบตัวเองว่าพรุ่งนี้คุณยะก็กลับมาเป็นของผมแล้ว

“คุณยะ...”

“ครับ”

“ห้ามกอดเขาเยอะนะ” ผมบอกเขาแบบนี้ทุกครั้ง แล้วก็ได้คำตอบแบบเดิมกลับมา

“ตอนนี้คุณยะอยากกอดแค่น้องพีคนเดียว ไม่กอดใครอีกแล้ว”

ไม่รู้หรอกว่าเขาทำอย่างที่รับปากผมได้จริงหรือเปล่า แต่ผมก็พยายามจะเชื่อนะว่าเขาทำตามที่รับปากผมไว้ได้

“คุณยะต้องไปแล้ว” ไม่อยากได้ยินคำพูดนี้เลย

“ครับ” ผมรับคำอย่างหงอยๆ 

“ส่วนน้องพีก็เข้านอนเลยนะ มันดึกแล้ว อย่าเอาแต่เล่นน้ำ” ผมนั่งคุยกับคนในโทรศัพท์อยู่ข้างสระว่ายน้ำครับ พอเหงาๆ ไม่มีเขา ผมก็ได้น้ำในสระนี่แหละที่ทำให้หายเหงาไปได้บ้าง

“เพิ่งสองทุ่มเอง ขอน้องพีว่ายน้ำก่อนนะ” ไม่ดึกเลยสักนิด อยู่กับเขากว่าจะได้นอนก็ห้าทุ่มเที่ยงคืนนู่นแหละ บางคืนก็ตีหนึ่งตีสองเลยด้วยซ้ำ เพราะเอาแต่กอดกัน

“พรุ่งนี้เปิดเทอมแล้วไม่ใช่หรือไง” เสียงเขาเริ่มเข้มมานิดหนึ่ง

“ก็แค่เปิดเทอมวันแรกเองครับคุณยะ” วันแรกของการเป็นเด็กมอห้า

“แต่คุณยะอยากให้น้องพีเข้านอน”

“แต่น้องพีอยากว่ายน้ำ... นะๆๆๆ คุณยะ” ผมอ้อนเสียงหวาน พร้อมกับเอาตัวลงไปแช่น้ำในสระ ผมเกาะขอบสระเอาไว้ก่อน ยังไม่ได้แหวกว่ายไปในสายน้ำเพราะยังต้องถือโทรศัพท์คุยกับเขาอยู่

“ดื้อ” เขาส่ายหน้ายอมแพ้ เพราะไม่มีทางที่จะเอาผมขึ้นมาจากสระได้

“เด็กดื้อเป็นเด็กฉลาดครับ” อารมณ์ผมแจ่มใสขึ้นกว่าเดิมเพราะได้แช่ตัวอยู่ในน้ำ ราวกับว่าเมื่อหลายนาทีก่อนไม่ได้ร้องห่มร้องไห้อย่างนั้นแหละ

“คุณยะให้แค่สิบนาทีนะ”

“น้องพีขอครึ่งชั่วโมง” ผมต่อรอง

“เดี๋ยวไม่สบาย”

“คุณยะก็ห่วงเกิน น้องพีไม่ได้อ่อนแอซะหน่อย แข็งแรงจะตายไป คุณยะเคยเห็นน้องพีป่วยหรือไงครับ”

“เคยสิ” สีหน้าเขาดูเครียดขึ้น

“หือ? ตอนไหนครับ” เท่าที่ผมจำได้ ตั้งแต่ผมโตและเขากลับมาอยู่ไทยถาวร ผมก็ไม่เคยเจ็บป่วยหรือเป็นไข้อะไรเลยนะ

อ้อ...หรือว่าจะเป็นวันนั้น ก็วันนั้นที่ผมรู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่พ่อ ผมเดินตากฝนกลับมาที่เรือนไทยหลังนี้ แล้วก็กระโดดลงสระกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

...แต่ก็ไม่ใช่วันที่เขาหมายถึง

“ตอนนั้นเธอยังเด็กมากพี ป่วยจนเกือบตายรู้ไหม”

“ผมไม่รู้” ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองเคยเฉียดความตายมาก่อน

เอ... หรือจะเป็นตอนนั้น ที่ผมป่วยจนต้องไปนอนโรงพยาบาล และเขาก็กลับมาเยี่ยมผม พร้อมกับมือใหญ่ที่แสนอบอุ่นวางลงบนศีรษะผม

คำพูดเขาที่ผมจำได้เลือนรางในวันนั้นคือ...

‘หายไวๆ’

“ฉันไม่อยากเห็นเธอเป็นแบบนั้นอีกครั้งนะพี ฉันถึงห่วงเธอ กลัวเธอไม่สบาย ถ้าเธอเป็นอะไรไป ฉันจะอยู่ยังไง...คุณยะจะอยู่ยังไงโดยไม่มีน้องพี”

“คุณยะ...” ขอบตาผมกลับมาร้อนผ่าวอีกแล้วจากคำพูดของเขา น้ำเสียงนุ่มนวลแสนอ่อนโยนของเขาที่แสดงออกมาว่าเขาทั้งรักและห่วงผมมากแค่ไหน ทำเอาหัวใจล้นทะลักด้วยความสุข

“ขึ้นได้หรือยัง” ถามมาแบบนี้ ผมจะดื้อทำให้เขาเป็นห่วงได้ยังไงกัน

“ขึ้นแล้วครับ” ผมรีบขึ้นจากสระ

“คุณยะต้องวางจริงๆ แล้วนะ”

เพราะเสียงโทรศัพท์อีกเครื่องกรีดร้องขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว ผมก็ไม่รู้เพราะไม่ได้นับ แต่มันดังตลอดเวลาที่ผมกับคุณยะคุยกัน เพียงแต่เราสองคนทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงของมันที่กรีดร้องออกมา แต่ครั้งนี้คงทำแบบที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว

“น้องพีคิดถึงคุณยะนะครับ” คิดถึงจริงๆ ผมชินไปเสียแล้วกับการที่มีเขาคอยโอบกอดเอาไว้ในยามค่ำคืนจนถึงรุ่งเช้า “...คิดถึงมาก”

“เหมือนกันครับคนดี” เขาพูดด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความคิดถึงผม

สายลมอ่อนโยนคล้ายวนเวียนอยู่รอบตัวผม และราวกับว่าตอนนี้ผมสัมผัสความคิดถึงของเขาได้อย่างนั้นแหละ

“ฝันดีนะคนดีของคุณยะ”

“ฝันดีครับคุณยะของน้องพี”

เราสองคนจบค่ำคืนนี้ด้วยประโยคคุ้นเคยนี้ เป็นคำเอ่ยลายามที่เราต้องห่างกัน ก่อนที่เขาจะหายไปจากหน้าจอโทรศัพท์ของผม เพื่อใช้เวลาในคืนนี้กับคนที่ไม่ใช่ผม

.

.

.

ตึ้ง...

อาบน้ำเสร็จ สวมชุดนอนพร้อมเข้านอน แต่ยังเดินไปไม่ถึงเตียงนอน เสียงข้อความของโปรแกรมแชตก็ดังขึ้น ผมกระโดดขึ้นเตียง คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูว่าใครส่งข้อความไลน์มาหาผม แน่นอนว่าไม่ใช่คุณยะหรอก เขาไม่ชอบพิมพ์คุยกับผมเท่าไร เขาบอกว่ามันช้าเกินไป เมื่อไรที่เขาคิดถึงผม เขาจะโทรมาหา หรือไม่ก็วิดีโอคอลมามากกว่า

ตอนที่ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ผมคิดว่าไม่เป็นปาลินก็ดีนนั่นแหละที่เป็นเจ้าของข้อความ มีสองคนนี้เท่านั้นที่ชอบไลน์มาคุยกับผม ซึ่งก็ใช่ครับ เป็นสองคนนั้นจริงๆ แต่ก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่ผมคิดไว้แล้วว่าเขาต้องส่งข้อความไลน์มาหาผมในคืนนี้... ก็คือคนที่ได้อยู่กับคุณยะในคืนนี้ไง

ฝ่ายนั้นเริ่มต้นด้วยการอวดสิ่งที่ได้จากคนของผม

LemoN : ของขวัญวันเกิด

...รูปที่พี่เลม่อนส่งมาก่อนข้อความคือรูปกุญแจรถ ราคานี่ไม่ต้องถามถึงครับ ยี่ห้อหรูขนาดนั้น เผลอๆ อาจหลักสิบล้านเลยด้วยซ้ำ

LemoN : พี่ยะซื้อให้

...ไม่บอกผมก็รู้

P.Phirach : แล้วไงครับ ผมจำเป็นต้องรู้ ?

...คงอยากให้ผมฟูมฟายสินะ ขอโทษเถอะ ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว ตอนนี้ผมก็เข้มแข็งแล้วด้วยทั้งยังมั่นใจด้วยว่าผมคือคนที่คุณยะทั้งรักและหลง ส่วนคนที่ได้รถยี่ห้อหรูเป็นของขวัญวันเกิดก็เป็นแค่คนที่คุณยะทิ้งไม่ได้ก็เท่านั้นแหละ

LemoN : อวดเก่ง

LemoN : คงคิดสินะว่าพี่ยะรักมึงมาก

...ผมอยากพิมพ์เถียงกลับไปนักว่า ผมไม่ได้คิด แต่คุณยะเป็นคนที่บอกว่ารักผมออกมาเอง บอกทุกวันด้วย แต่ผมก็ห้ามมือตัวเองเอาไว้ จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ที่กำลังปรากฏข้อความใหม่ตามมาติดๆ

LemoN : อย่าโง่ไปหน่อยเลย พี่ยะไม่ได้รักมึง

LemoN : เขารักกูคนเดียว

...คนที่โง่คือเขามากกว่า และคนที่คุณยะรักคือผม ไม่ใช่เขา

P.Phirach : เขาจะรักใครก็ไม่เห็นเกี่ยวกับผม

...ทุกครั้งที่พี่เลม่อนมาอาละวาดใส่ผมในไลน์ ผมก็จะตอบแบบนี้ เพราะเรื่องของผมกับคุณยะเป็นความลับที่มีแค่เราสองคนที่รู้ และพี่เลม่อนต้องรู้ไม่ได้

LemoN : มึงคิดว่ากูโง่หรือไง!

P.Phirach : เปล่าครับ

LemoN : มึงมันหน้าด้าน

LemoN : อย่าคิดว่ามึงจะแย่งพี่ยะไปจากกูได้

LemoN : มึงไม่มีวันทำสำเร็จเพราะพี่ยะเป็นของกู

...เขาเป็นของผมต่างหาก

LemoN : เขาจะอยู่กับกูไปตลอดชีวิต มึงไม่มีวันเอาเขาไปจากกูได้

LemoN : จำเอาไว้!

P.Phirach : ครับ

LemoN : มึงกวนกูเหรอวะ!

P.Phirach : ผมเปล่า

P.Phirach : สุขสันต์วันเกิดนะครับ

P.Phirach : ขอให้คืนนี้พี่มีความสุข

...เพราะหลังจากคืนนี้พี่เลม่อนคงต้องนอนคนเดียวไปอีกนาน ผมจะทำทุกวิธีให้คุณยะอยู่กับผมแค่คนเดียว

LemoN : ไม่ต้องสะเออะมาอวยพรกู

LemoN : เพราะมันไม่ได้ทำให้สิ่งที่มึงกับกูเลวน้อยลงหรอก

...เพราะเขาทำผมก่อนไง ส่งทั้งภาพและคลิปมาให้ผม ทำร้ายจิตใจผมก่อน มีแต่คำหยาบคายมาด่าว่า แล้วยังใช้ให้เพื่อนตัวเองมอมยาผมอีก ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ผมถูกวางยา ผมกับคุณยะอาจจะไม่ได้ลงเอยกันแบบนี้ก็ได้ 

LemoN : สักวันมึงก็จะโดนแบบกู จำไว้!

...ไม่มีวันนั้นหรอกเพราะคุณยะรักผม ส่วนเขาก็แค่คนที่คุณยะทิ้งไม่ได้เพราะเหตุผลบางอย่าง เป็นเหตุผลที่ผมยังไม่รู้ แต่สักวันผมจะรู้ให้ได้

P.Phirach : ขอบคุณที่เตือน ผมจะระวังละกัน

LemoN : อย่าอวดดีให้มาก

...เพราะผมมีดีให้อวดไง หัวใจคุณยะเป็นของผม พี่เลม่อนไม่มีวันได้ไปหรอก

LemoN : กูเตือนมึงเป็นครั้งสุดท้าย

LemoN : อย่ายุ่งกับผัวกู ไม่อย่างนั้นมึงโดนประจานทั่วโรงเรียนแน่

...เป็นคำขู่ที่ทำเอานิ้วที่จะพิมพ์ข้อความโต้กลับไปค้างเลยทีเดียว ยอมรับว่าผมกลัวคำขู่ แม้ว่าพี่เลม่อนจะขู่แบบนี้มาหลายครั้งแล้วก็ตาม

P.Phirach : ผมไม่ได้ยุ่งกับคนของพี่

...เพราะคุณยะไม่ใช่คนของพี่เลม่อน คุณยะเป็นของของผมต่างหาก

LemoN : โกหกหน้าด้านๆ

P.Phirach : ผมไม่ได้โกหก

LemoN : แล้วนี่มันอะไร

...รูปที่ตามมากับข้อความของพี่ม่อนคือรูปผมหอมแก้มคุณยะตอนอยู่ที่กาญจนบุรี

LemoN : ตอแหลเก่งยิ่งกว่าผู้หญิงอีกนะมึง

LemoN : ถ้ามึงไม่เลิกยุ่งกับผัวกู

LemoN : มึงเตรียมเห็นรูปต่ำๆ ของมึงทั่วโรงเรียนแน่

P.Phirach : มันรูปนานแล้ว

P.Phirach : ตอนนี้ผมไม่ได้ยุ่งกับคุณยะแล้ว

...ผมแก้ตัว กลัวพี่เลม่อนจะทำจริง

LemoN : คิดว่ากูโง่หรือไงที่ไม่รู้ว่ามึงเอาผัวกูไปกกนานเท่าไรแล้ว

P.Phirach : พี่ไม่เชื่อผมก็ตามใจ

LemoN : นี่มึงยังไม่ยอมรับอีกเหรอ หลักฐานขนาดนี้

LemoN : หน้าซื่อๆ แบบมึง ไม่คิดว่าจะตอแหลได้โล่

LemoN : มึงไม่อายเลยหรือไงที่ต้องมาใช้ผัวร่วมกับกู

LemoN : หรือว่าต้องให้กูเอารูปมึงไปประจานก่อน มึงถึงจะเลิกร่าน

...คำด่าของพี่เลม่อนแต่ละคำทำผมหมดความอดทนไปทีละนิด จนไม่อยากทนให้เขาขู่ผมอยู่ฝ่ายเดียว ในเมื่อผมมีสิ่งที่จะประจานเขาได้เหมือนกัน เด็ดกว่ารูปผมที่เขากล่าวหาว่าเป็นรูป ‘ต่ำๆ’ ซะอีก

P.Phirach : ถ้าพี่ทำได้ ผมก็ทำได้

LemoN : มึงจะทำอะไร

LemoN : หน้าอย่างมึงจะมีปัญญาทำอะไรได้ เก่งแต่แย่งผัวกูนั่นแหละ

P.Phirach : พี่เคยส่งอะไรอุบาทว์ๆ มาให้ผมบ้างล่ะ

P.Phirach : รูป

...ผมพิมพ์ไปสั้นๆ ก่อนกดส่งรูปโป๊เปลือยของเขาที่เต็มไปด้วยรอยดูดและกัด

P.Phirach : คลิป

...ผมส่งอีกข้อความหนึ่งไปให้อีกฝ่ายอ่าน แล้วก็ตามด้วยคลิป มันเป็นคลิปตอนที่เขามีอะไรกับคุณยะ

P.Phirach : แล้วก็คำพูดทุเรศๆ ของพี่

...ผมส่งหน้าจอแชตที่ผมเพิ่งแคปสดๆ ร้อนๆ เมื่อกี้นี้เองไปให้อีกฝ่าย

P.Phirach : กล้าไหมล่ะครับ

P.Phirach : แฟนคลับพี่คงดีใจที่ได้เห็น

P.Phirach : เอ... หรืออาจจะคนทั้งประเทศ

LemoN : มึง!

P.Phirach : ครับ

LemoN : ลองมึงเอาคลิปกูไปปล่อยสิ กูแจ้งตำรวจจับมึงแน่

P.Phirach : พี่ลืมหรือเปล่าว่าผมใช้นามสกุลอะไร

LemoN : มึงไม่ใช่ลูกหลานตรัยธาดา

P.Phirach : แต่ในใบเกิด ผมใช่

LemoN : หน้าด้าน!

LemoN : ไอ้กาฝาก

P.Phirach : ครับ

...ด่าไปเถอะ ผมเลิกเจ็บปวดกับความจริงเรื่องนี้แล้ว อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมกับคุณยะรักกันได้

LemoN : กูจะฟ้องพี่ยะว่ามึงเลวแค่ไหน

P.Phirach : เชิญครับ

...ผมไม่กลัวหรอก ผมมั่นใจว่าคุณยะจะไม่ทำอะไรผม เพราะคุณยะรักผม

LemoN : มึง!!

แล้วก็ไม่มีข้อความส่งมาให้ผมอีก เขาน่าจะรู้ตัวแล้วว่าไม่มีทางสู้ผมได้ ไม่ว่าจะเรื่องหัวใจของคุณยะ เรื่องที่ผมมีทั้งรูปและคลิปที่จะทำให้เขาอับอายคนทั้งประเทศ แต่พี่เลม่อนก็ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอก เพราะพอผมตื่นขึ้นมาตอนเช้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็เจอกับข้อความไลน์ของพี่เลม่อนก่อนเลย

เขาส่งรูปตัวเองกับคุณยะมาให้ผม เป็นรูปที่คุณยะนอนหลับและมีเขาอยู่ในวงแขน หน้าตามีความสุขจนผมอยากจะปาโทรศัพท์ตัวเองทิ้งไปซะ แต่ผมก็เลือกพิมพ์ข้อความส่งไปแทน

P.Phirach : ผมเตือนด้วยความหวังดีนะ

P.Phirach : ถ้าไม่อยากให้ผมมีข้อมูลเอาไว้ประจานพี่มากไปกว่านี้ก็อย่าส่งมาอีก

พี่เลม่อนอ่านแต่ไม่พิมพ์โต้ตอบกลับมา ก็ดีแล้วผมไม่อยากให้อารมณ์เสียแต่เช้า ส่วนอีกคนในรูปผมก็อยากจะตีเขาแรงๆ ให้สมกับที่เขานอนกอดพี่เลม่อนแบบนั้น

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

.

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

.

เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้ทำแบบที่คิดเอาไว้เมื่อชั่วโมงก่อนหรอก เมื่อเขาขับรถเข้ามาจอดข้างรถของคุณย่าที่ลุงเปรมใช้ขับไปส่งผมกับเด็กแฝดไปโรงเรียนทุกเช้า ผมแอบรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่เขากลับมาหาผมแต่เช้าเลย แถมยังจะไปส่งผมกับเด็กแฝดไปโรงเรียนอีกด้วย

“โกรธคุณยะ ?” เขาถามยิ้มๆ ตอนที่ผมเข้ามานั่งเบาะข้างคนขับ มีแฝดพี่พุงกลมที่ไม่ยอมไปนั่งด้านหลังกับแฝดน้องผู้เงียบขรึมนั่งบนตัก พร้อมกับขนมปังปิ้งในมือที่เจ้าตัวชอบกินเหลือเกิน นี่ขนาดว่ากินข้าวอิ่มแล้วนะก็ยังยัดลงในท้องได้อีก

“.....” ผมไม่ตอบ ถึงผมจะไม่รัวกำปั้นใส่เขา แต่ผมก็ไม่ใช่จะหายโกรธที่เขานอนกอดพี่เลม่อนหรอกนะ

“บอกหน่อยสิครับว่าโกรธอะไรคุณยะ” เขายังไม่ออกรถ เอื้อมมือมาขยี้หัวผม

“.....” แต่ผมก็ยังเงียบ แกล้งเมินใบหน้ายิ้มแย้มแบบคนที่ยังไม่รู้ความผิดของตัวเองด้วยการก้มลงไปจูบกระหม่อมเล็กๆ ของคนบนตัก เส้นผมของทานตะวันหอมกลิ่นแชมพูเด็กให้ความรู้สึกสดชื่นดีครับ พอถูกผมหอมหัวเจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มทั้งที่ขนมปังเต็มปาก 

“ซัน” คุณยะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่เด็กพุงกลมที่เคี้ยวขนมปังปิ้งคำสุดท้ายลงท้องไป “เวลาที่ซันโป้งพ่อยะ พ่อยะต้องทำยังไงซันถึงจะเลิกโป้งพ่อยะครับ” ผมชักเห็นเค้าไม่ดีแล้วสิครับ

“พ่อยะต้องหอมแก้มซันสิบที” เจ้าตัวหันหน้าไปตอบคำถามอย่างรวดเร็ว ชี้แก้มตัวเองทันที “ตรงนี้ๆ หอมเลยครับพ่อยะ หอมสองแก้มเลยน้า” แล้วก็ยื่นหน้าเอียงแก้มให้คนเป็นพ่อที่นั่งยิ้มกริ่มให้กับคำตอบของลูกชายคนโต

“แต่ตอนนี้ซันไม่ได้โป้งพ่อยะ คนที่โป้งพ่อยะคือคนนี้ต่างหาก” พูดแล้วก็มองหน้าผม ทานตะวันก็พลอยแหงนหน้ามองตามด้วย

“พี่พีโป้งพ่อยะหรือครับ โป้งทำไม”

“พ่อยะของซันทำตัวน่าโป้ง” ผมบอกเด็กน้อย ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ลอยมาจากตำแหน่งคนขับ

“โป้งเลย โป้งเยอะๆ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ยกนิ้วโป้งป้อมๆ ใส่คนเป็นพ่อ

เดี๋ยวนี้ทานตะวันติดผมพอสมควร เพราะพอคุณยะกลับมานอนที่บ้านเรือนไทยของตัวเอง เด็กแฝดก็ย้ายที่นอนจากบ้านอาภามาร่วมบ้านกับพ่อของตัวเองแทน แต่ก็มีบางคืนที่ทั้งคู่ไปกลับไปนอนบ้านอาภาเหมือนกัน การที่สองแฝดย้ายที่นอนก็ทำให้พวกเขาอยู่กับผมมากขึ้น และทานตะวันเองก็ชอบว่ายน้ำ (เห็นเป็นเด็กแต่สองแฝดว่ายน้ำแข็งแรงเลยทีเดียวเพราะคุณยะให้ทั้งคู่เรียนว่ายน้ำตั้งแต่อยู่ที่ต่างประเทศ) เห็นผมลงสระทีไรก็กระโดดตามทุกที เลยทำให้เจ้าตัวติดผมไปโดยปริยาย นั่งรถไปโรงเรียนแต่ละเช้าก็ต้องนั่งตักผมตลอด

“งั้นพ่อยะก็ต้องจุ๊บพี่พีให้เลิกโป้งใช่ไหมครับ” คนเป็นพ่อถามลูกชายที่ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของตัวเอง

“จุ๊บๆ จุ๊บเลย จุ๊บสิบที” เจ้าตัวพยักหน้าเห็นดีไปกับคนเป็นพ่อ ก่อนเงยหน้ามาพูดกับผมด้วยรอยยิ้มใสซื่อตามประสาเด็กที่ยังไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของผมกับคุณยะ “พ่อยะจุ๊บแก้มสิบที แล้วพี่พีต้องเลิกโป้งพ่อยะนะ”

“แล้วถ้าพี่พียังไม่หายโกรธพ่อยะล่ะ” คนเป็นพ่อตั้งคำถามหลอกล่อลูกชายอีกครั้ง

“ก็จุ๊บอีกสิบที”

“ห้ามนะคุณยะ!” ผมส่งสายตาขุ่นๆ ให้คนที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต้มอยู่บนใบหน้า

“ทำไงดีครับซัน พี่พีไม่ยอมให้พ่อยะง้อ” ล่อลวงเด็กละเป็นที่หนึ่ง ผมยกให้เขาเลยจริงๆ ทานตะวันก็ไม่ทันคนเป็นพ่อหรอก

“พี่พีอย่าเกเรสิครับ ให้พ่อยะจุ๊บนะ พี่พีจะได้เลิกโป้งพ่อยะ โป้งๆ ไม่สนุกหรอกน้า” เจ้าตัวเล็กแต่พุงโตว่าแล้วก็ทำปากยื่น แล้วก็ชะโงกหน้าไปหาเสียงสนับสนุนจากแฝดน้องของตัวเอง “ใช่ไหมแซน โป้งทีไร ไม่อยากกินขนมเลย” ไม่พ้นเรื่องของกินเลยเด็กคนนี้

“ใช่ครับพี่พี แซนโดนซันโป้งทีไรปวดหัวทุกที” คนน้องที่นั่งเงียบมาตลอดได้เวลาพูดบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนแฝดพี่หรอก หลอกว่าพี่ชายเสียมากกว่า เพราะทานตะวันเนี่ย เป็นมือวางอันดับหนึ่งเรื่อง ‘โป้ง’ ก็คือเจ้าตัวยุ่งของทุกคนขี้งอนครับ โดนดุนิดเดียวนี่หน้างอเป็นจวัก แต่ก็ง้อง่ายแค่เอาของกินไปง้อ เห็นของกินทีไรลืมหมดครับว่าโป้งอะไรใครบ้าง

“เค้าก็จุ๊บเหม่งตัวเองคืนแล้วนะ จุ๊บหลายทีด้วย”

“จุ๊บทีมีแต่น้ำลาย ไม่เห็นอยากให้จุ๊บเลย”

“เหอะ เค้าไม่จุ๊บแล้วตัวเองจะเสียใจนะ” เจ้าตัวว่าแล้วก็ทำแก้มพองใส่คนเป็นน้อง จากนั้นก็หันไปเตือนคนเป็นพ่อเรื่องที่ยังไม่หมุนล้อรถสักที “พ่อยะไปได้แล้วเดี๋ยวสาย”   

“ขอพ่อยะง้อพี่พีก่อนนะ” แต่คนเป็นพ่อก็มิได้นำพา

“คุณยะ พีไม่เล่นนะ” ผมรีบห้าม ไม่ใช่ว่าไม่อยากถูกหอมแก้ม อยากให้กอดเอาอกเอาใจเสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้สองแฝดอยู่ในรถด้วย ผมไม่อยากให้พวกเขาเห็นความสัมพันธ์ของผมกับคุณยะมากเกินไป ถึงแม้เด็กสองคนยังไม่โตพอที่จะเข้าใจว่าการที่คุณยะหอมแก้มผม มันไม่เหมือนที่คุณยะหอมแก้มพวกแกเลย

การกระทำนั้นอาจดูเหมือนกันแต่ความหมายต่างกันลิบลับ

“คุณยะไม่ได้เล่น” เขาบอกผม ก่อนสั่งแฝดทั้งสองคนโดยที่ดวงตายังจ้องหน้าผมไม่ไปไหน “ซัน แซน ปิดตา” เด็กสองคนก็ขานรับคำสั่งของคนเป็นพ่อเป็นเสียงเดียวกันทันที

“ครับพ่อยะ”

แล้วทานตะวันก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดตาตัวเอง ส่วนถิร ผมไม่ได้หันไปมองแต่คิดว่าก็คงทำไม่ต่างจากที่พี่ชายตัวเองทำ

“คุณยะ” ผมจ้องเขาเป็นเชิงห้าม แต่มีหรือจะห้ามเขาได้ ไม่ทันไรเขาก็โน้มตัวลงมาหาผม ดึงเอาตัวผมเข้าไปใกล้เขา จากนั้นก็เรียบร้อยครับ

ไม่ใช่แก้มผมนะที่เรียบร้อย... ปากผมต่างหากที่ถูกประทับรอยอุ่นจัดลงมาอย่างนุ่มนวลอ่อนโยนและหอมหวานในแบบที่เป็นเขานั่นแหละ

“หายโกรธได้แล้ว” เขายิ้ม เอื้อมมือมาขยี้หัวผมอีกครั้ง มองผมด้วยสายตาทั้งรักและเอ็นดู

“ขี้โกง” ผมก็ได้แต่ต่อว่าเขาเบาๆ ไม่ได้จริงจังนักหรอก ก็ผมแพ้รอยยิ้มและความอ่อนโยนของเขานี่นา แพ้สายตาด้วย อันที่จริงผมก็แพ้เขาทุกอย่างแหละ

“คุณยะขอโทษ ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับพี” ใบหน้าคมเข้มที่แต้มรอยยิ้มหยอกเย้าจางหายไปแล้ว เหลือเพียงใบหน้าหล่อเหลาที่จริงจังขึ้น “แต่ถ้าเป็นเพราะเลม่อนส่งอะไรมาให้พีอีก คุณยะก็อยากให้อดทน... เพื่อความรักของเราสองคนนะ”

“ครับ” ผมพยักหน้าช้าๆ เพราะคุณยะรักผม ผมถึงต้องอดทนกับเหตุผลที่คุณยะทิ้งพี่เลม่อนไม่ได้

คุณยะรู้เรื่องแชตไลน์ของพี่เลม่อนแล้วครับ ผมให้ดูตั้งแต่ข้อความแรกที่เจ้าตัวส่งมา ว่าลับหลังคุณยะ สิ่งที่พี่เลม่อนทำกับผมมีอะไรบ้าง ทั้งข้อความหยาบคาย รูป และคลิป ซึ่งพักหลังๆ รูปกับคลิปน้อยลงมาก เพราะคุณยะอยู่กับพี่เลม่อนน้อยลง ก็อย่างที่ผมบอกไปว่าตั้งแต่กลับจากกาญจนบุรี คุณยะไปที่คอนโดฯ พี่เลม่อนแค่แปดครั้งเอง

“พ่อยะ แล้วซันเปิดตาได้ยัง” เสียงเล็กๆ ของเด็กพุงกลมดังแทรกบรรยากาศสีหม่นขึ้นมา จนผมปรับอารมณ์แทบไม่ทัน เมื่อกี้ลืมไปแล้วว่ายังมีเด็กสองคนนั่งอยู่ในรถด้วย

“ซันอย่าเพิ่งกวนพ่อยะนะ พ่อยะกำลังคุยกับพี่พีอยู่ เด็กดีไม่ควรพูดแทรกตอนผู้ใหญ่คุยกัน” แฝดน้องที่ดูจะเป็นผู้ใหญ่เกินวัยพูดเป็นเชิงตำหนิแฝดพี่ ผมหันไปมองก็เห็นว่าถิรยังเอามือปิดตาอยู่เลยครับ

“ก็เค้าเมื่อยมือแล้วอ่ะ” เจ้าตัวโวยวายนิดๆ แต่ก็ยังไม่เอามือลง เนื่องจากยังไม่ได้รับคำอนุญาตจากคนเป็นพ่อ เห็นดื้อแบบนี้แต่คุณยะพูดหรือสั่งให้ทำอะไร ทานตะวันก็เชื่อฟังนะครับ ไม่ค่อยดื้อเท่าไร

“เอามือลงได้” คุณยะบอกเจ้าตัวยุ่ง พร้อมกับขยี้ผมหอมๆ ของเจ้าตัวไปด้วย “ไม่ได้ซัน พ่อยะคงง้อพี่พีไม่สำเร็จแน่ๆ”

“ก็ซันเก่ง” เจ้าตัวยิ้มแป้นรับคำชม “พ่อยะให้รางวัลซันหน่อย จุ๊บๆ เลย จุ๊บสองแก้มเลย” อ้อนแล้วก็ยื่นแก้มเนียนใสของตัวเองไปขอรางวัลจากคนเป็นพ่อ คุณยะก้มลงหอมแก้มนุ่มนิ่มของทานตะวันไปหลายฟอดเลยทีเดียว ก่อนจะฉวยโอกาสที่ผมไม่ได้ระวังตัว เปลี่ยนจากแก้มลูกชายตัวจริงเป็นแก้มของผมแทน

“คุณยะ!”

“อ้าว...หอมเพลินไปหน่อย นึกว่าแก้มเจ้าตัวยุ่ง” ว่ากลั้วเสียงขำ ฟังดูก็รู้ว่าเจ้าเล่ห์

“แก้มซันอยู่นี่” นิ้วป้อมจิ้มหน้าตัวเองจนบุ๋มลงไปเลย “แต่พ่อยะ ซันว่าไปโรงเรียนกันเถอะครับ สายแล้ว”

นั่นสิ นี่ก็เลยเวลาปกติที่ลุงเปรมจะไปส่งผมกับเด็กแฝดที่โรงเรียนแล้ว

โดนลูกชายคนโตเตือนเป็นครั้งที่สอง ล้อรถคันหรูของคุณยะถึงได้วิ่งออกจากรั้วบ้านตรัยธาดาไปทันที แต่คุณยะก็ยังไม่หยุดที่จะห่วงความรู้สึกของผม

“เลม่อนส่งรูปอะไรมาให้ บอกหน่อยได้ไหม คุณยะจะได้แก้ตัว”

“รูปที่คุณยะนอนกอดเขา” ผมแค่บอก ไม่ได้หยิบหลักฐานมาให้เขาดูหรอก

“แต่เชื่อคุณยะนะว่าเมื่อคืนคุณยะไม่ได้กอดเขา”

ผมรู้ว่า ‘กอด’ ที่คุณยะพูด คือกอดแบบไหน

“ครับ พีเชื่อ” การเชื่อคำพูดของเขา ทำให้ผมมีความสุขมาก ผมถึงเลือกที่จะเชื่อ

“คุณยะรักน้องพีนะ”

“ครับ” คำบอกรักจากปากเขา ผมก็เชื่อ ...เชื่อจนหมดหัวใจ

.

.

.

คุณยะบอกให้ผมอดทนเพื่อความรักของเราสองคน แต่บางครั้งผมก็ไม่อยากอดทน หลังจากที่ใช้ความอดทนมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว กับการที่ต้องนั่งอ่านข้อความที่พี่เลม่อนส่งมาด่าผมทุกวัน และวันนี้ก็ด้วย

LemoN : พี่ยะอยู่กับมึงหรือเปล่า

P.Phirach : เปล่าครับ

LemoN : โกหก!

P.Phirach : ไม่เชื่อก็เรื่องของพี่

LemoN : หน้าด้าน

LemoN : มึงไม่มีปัญหาผัวเองหรือไงถึงต้องแย่งผัวกู

P.Phirach : ผมไม่เคยแย่ง

...เพราะคุณยะเป็น ‘ของของผม’ มานานแล้ว

LemoN : มึงนี่หน้าด้านหน้าทนจริงๆ

LemoN : บอกกูมาว่าพี่ยะอยู่กับมึงใช่ไหม

P.Phirach : ไม่ได้อยู่ครับ

LemoN : แล้วตอนนี้มึงอยู่ไหน

P.Phirach : ผมจำเป็นต้องบอกพี่ด้วยหรือครับ

LemoN : เพราะกูจะได้รู้ว่ามึงตอแหลหรือเปล่า

P.Phirach : ผมอยู่งานเลี้ยงกับคุณปู่

LemoN : กูไม่เชื่อ

P.Phirach : ก็เรื่องของพี่

LemoN : ถ่ายรูปแล้วส่งมาให้กูดู

P.Phirach : ทำไมผมต้องทำตาม

LemoN : เพราะมึงต้องพิสูจน์ว่ามึงไม่ได้ตอแหล

P.Phirach : แป๊บหนึ่งครับ

...ถ้าแค่ถ่ายรูปให้ดูแล้วทำให้พี่เลม่อนเลิกก่อกวนผมด้วยคำด่าหยาบคาย มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนี่ ผมเลยถ่ายรูปตัวเองที่มีฉากหลังเป็นงานวันเกิดของเจ้าของบ้านหลังนี้ส่งไปให้อีกฝ่ายดู

P.Phirach : เห็นแล้วนะว่าผมอยู่ไหน

LemoN : แต่กูไม่เห็นปู่มึง

P.Phirach : คุณปู่อยู่กับเจ้าของงาน

P.Phirach : ไม่ต้องบอกให้ผมไปตามคุณปู่มาถ่ายรูปให้พี่ดูด้วยหรอกนะ เพราะผมไม่ทำ

LemoN : แต่กูจะให้มึงทำ

P.Phirach : ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องทำตามคำสั่งของพี่ทุกอย่าง

LemoN : อวดเก่ง

LemoN : อ้อ...กูลืมบอกว่าวันนี้เป็นวันครบรอบหกปีที่กูกับพี่ยะคบกัน

LemoN : เผื่อมึงจะฉลาดขึ้นมานิดหนึ่ง

LemoN : จำใส่กะโหลกมึงไว้ดีๆ ละว่ากูกับพี่ยะรักกันมาหกปีแล้ว

...หกปีเลยเหรอ ?

พี่เลม่อนโกหกหรือเปล่า เหมือนที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังส่งข้อความมาโกหกผมคำโตเลย

LemoN : แค่นี้นะ เพราะพี่ยะมาหากูแล้ว

...ผมอยากจะพิมพ์บอกให้เขาถ่ายรูปคู่คุณยะมาให้ดูซะจริงๆ อยากรู้ว่าเขาจะมีรูปมายืนยันว่าคุณยะไปหาเขาจริงตามที่พิมพ์บอกมาไหม แต่ส่งไปแล้ว ผมก็คงไม่ได้ความจริงจากพี่เลม่อนหรอก อาจจะได้รูปคู่เก่าๆ มาอ้างว่าเป็นรูปล่าสุดก็ได้ ในเมื่อตอนนี้คุณยะไม่ได้อยู่กับเขา แต่อยู่กับผม

P.Phirach : ขอให้มีความสุขนะครับ

...ไม่มีความจริงใจในข้อความที่ผมส่งไปหรอก มีแต่ความรู้สึกสะใจเสียมากกว่าที่พี่เลม่อนไม่มีทางสู้ผมได้

LemoN : กูมีความสุขแน่

P.Phirach : ครับ

ตอนที่ผมกดส่งข้อความสุดท้ายลงไปบนหน้าจอโทรศัพท์ คนที่เป็นประเด็นสนทนาผ่านข้อความไลน์ของผมกับพี่เลม่อนก็เดินกลับมาที่โต๊ะพอดี หลังจากที่หายไปกับหมอภามมาพักใหญ่ๆ

“คุณยะคบพี่เลม่อนมาหกปีแล้วหรือครับ” คนที่กำลังทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างตัวผมชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนริมฝีปากหนาจะขยับยิ้มเล็กน้อยที่ดูเหมือนฝืนยิ้มมากกว่า

“ไม่ต้องสนใจมันหรอก” มือหนายกขึ้นมาลูบศีรษะผมเบาๆ “ฉันอยากให้เธอรู้แค่ว่า... ฉันรักเธอมานานกว่านั้นอีก”

เขามักพูดให้ผมเชื่อเสมอว่าเขารักผม ซึ่งผมก็เชื่อเขามาตลอด แต่ก็ไม่ทำให้ผมลืมเรื่องของเขากับพี่เลม่อนไปได้ พยายามปลอบตัวเองแค่ไหนผมก็ยังรู้สึกได้ว่า ถ้าวันหนึ่งที่ผมไม่ทนไม่ไหวกับความสัมพันธ์หลบซ่อนนี้ ถ้าต้องให้เขาเลือก คุณยะก็คงเลือกดูแลพี่เลม่อนและยอมให้ผมจากไป

ผมถึงต้องอดทน... เพื่อความรักของเราคน ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรผมจะเป็นเจ้าของคุณยะแค่คนเดียวได้ โดยไม่ถูกอีกคนหนึ่งแย่งเอาเวลาของเขาไปจากผม

ไม่ต้องทนอ่านข้อความหยาบคายที่ด่าผมซ้ำๆ ทุกวัน วันละหลายเวลา จนผมเริ่มเชื่อไปแล้วว่าตัวเองเป็นพวกตอแหล หน้าด้าน และอยากได้ผัวของคนอื่นจนตัวสั่น

“พี่เลม่อนบอกว่าวันนี้เป็นวันครบรอบที่เขาคบกับคุณยะ” ผมยังอยากรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับวันครบรอบนี้ “วันนี้คุณยะอยากไปหาเขาไหม ?”

“เธออยากให้ฉันไปหาเขาหรือไง” ชอบถามผมกลับตลอด

“ไม่อยาก” ผมส่ายหน้าทันที

แต่เชื่อไหม ลึกๆ คืนนี้ผมก็อยากให้เขาไปหาพี่เลม่อนนะ ไม่ใช่ว่าผมพร้อมจะแบ่งคุณยะให้ฝ่ายนั้น เพียงแต่ผมอดที่จะเห็นใจพี่เลม่อนไม่ได้ ที่ต้องทนเหงาตอนไม่มีคุณยะอยู่กับเขา แม้แต่วันครบรอบที่เป็นวันสำคัญก็ไม่มีคนสำคัญอยู่ด้วย

หกปีที่พี่เลม่อนมีคุณยะอยู่ข้างกาย มันไม่ใช่เวลาน้อยๆ เลย มากจนผมคิดว่าพี่เลม่อนจะเสียใจมากแค่ไหนหากวันหนึ่งคุณยะต้องทิ้งเขาไปจริงๆ

...แต่อาจไม่มีวันที่คุณยะสามารถทิ้งพี่เลม่อนไปไหนได้

ผมเคยเข้าใจว่าพี่เลม่อนเพิ่งคบหากับคุณยะตอนที่เขามาถ่ายเอ็มวีให้กับนักร้องวงหนึ่งที่โรงแรมเมื่อปีก่อน เพิ่งรู้ตอนนี้แหละว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มีมานานแล้ว

“แต่ถ้าคุณยะจะไป น้องพีก็จะไม่ห้าม” ผมเต็มใจยอมแค่วันนี้วันเดียว เข้าใจความรู้สึกของคนที่รอคอย พี่เลม่อนคงอยากมีช่วงเวลาดีๆ ในวันที่เขารอคอย ก็ไม่ต่างจากผมหรอกที่อยากให้คุณยะอยู่ในวันสำคัญของผม

...วันเกิดของผมที่ไม่เคยมีคุณยะอยู่ร่วมด้วยเลยสักปี

.

.

.

อ่านต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.

อีกแค่สองวันก็ถึงวันเกิดของผมแล้ว วันนั้นผมก็หวังให้เป็นปีแรกที่คุณยะจะอยู่ข้างผม ร่วมอวยพรวันเกิดผมพร้อมกับทุกคนในครอบครัวตรัยธาดา และคุณยะก็รับปากผมแล้วว่าปีนี้เขาจะอยู่กับผม

“ใจดีเกินไปแล้ว”

“ไม่ได้อยากใจดีหรอก” ก็แค่แพ้ให้กับหกปีของเขากับพี่เลม่อน

“ถ้าไปแล้วไม่ได้กลับมางานวันเกิดน้องพีล่ะ”

“ต้องกลับมาสิ คุณยะสัญญาแล้วว่าวันเกิดปีนี้จะอยู่กับน้องพี”

“ฉันถึงต้องอยู่กับเธอตรงนี้ไง” หน้าเขาเครียดนิดๆ แต่ก็มีรอยยิ้มให้กับผม ผมอยากจะถามเขาว่าเมื่อไรจะบอกสิ่งที่ทำให้เขาทิ้งพี่เลม่อนไปไหนไม่ได้เสียที ผมอยากรู้เหลือเกินแล้วนะ แต่ก็รู้อีกนั่นแหละว่าเขาคงหาทางเลี่ยงและไม่ยอมตอบคำถามนี้หรอก

“คุณยะไม่เคยรักพี่เลม่อนใช่ไหม” เป็นครั้งแรกที่ผมกล้าถามเขาด้วยคำถามนี้

“ฉันรักเธอ”

เหมือนไม่ใช่คำตอบแต่ก็เป็นคำตอบที่ไม่ผิดจากที่ผมคาดหวังเอาไว้ และคำบอกรักของเขาก็ทำให้ผมยิ้มได้เสมอ ทว่ารอยยิ้มของผมก็ค่อยๆ จางลงไปเมื่อคุณช่อทิพย์เจ้าของงาน หรือก็คือคุณแม่ของหมอภามเดินตรงมาที่โต๊ะของเราสองคน

คุณช่อทิพย์รักและหวังดีกับคุณยะไม่ต่างจากลูกของตัวเอง เนื่องจากเธอเห็นคุณยะมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณยะกับหมอภามสนิทกันมาตั้งแต่เรียนอนุบาล คุณยะเข้านอกออกในบ้านหลังนี้เหมือนเป็นบ้านของตัวเองเลยด้วยซ้ำ (ผมฟังจากที่คุณย่าเล่า) ดังนั้นเธอก็คงอยากเห็นเพื่อนสนิทของลูกชายที่เธอเอ็นดูไม่ต่างจากลูกคนหนึ่งลงเอยกับผู้หญิงดีๆ สักคนหนึ่ง แล้วคืนนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่เธอจะแนะนำผู้หญิงที่เธอเห็นว่าเหมาะสมคู่ควรให้กับคุณยะ

“ลูกยะมากับแม่หน่อย แม่จะแนะนำให้รู้จักน้องนุช ลูกสาวคุณนฤมล” เดินมาถึง พูดจบ เธอก็คว้าแขนลูกชายมโน (โมเมว่าเป็นลูกชายของเธอ) ไปจากโต๊ะทันที แบบที่ไม่เปิดโอกาสให้คุณยะปฏิเสธเลย

“เดี๋ยวคุณยะกลับมา” เขาหันมาบอกผม ส่วนผมก็ได้แต่มองตามเขาที่ถูกคุณช่อทิพย์จูงมือไปยังโต๊ะของคุณนฤมลกับน้องนุช ด้วยความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผมบ่อยๆ

...หึงหวง

ความรู้สึกนี้คับอยู่ในอกซ้าย ผมพยายามจะไม่มองไปยังโต๊ะที่คุณยะนั่งและมีสาวสวยผมสีน้ำตาลอ่อนในชุดเดรตลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ข้างๆ แต่ผมก็อดที่จะเงยหน้าขึ้นจากจานขนมบนโต๊ะของตัวเองมามองไม่ได้ ทุกครั้งที่มองไปก็จะเห็นคุณยะหันหน้าคุยกับเธอตลอดเลย

บอกตามตรงว่าผมโคตรจะหึง ประวัติของคุณยะใช่จะลืมกันได้ง่ายๆ นี่นา

พอเงยหน้าขึ้นไปมองอีกครั้งผมก็พบว่าโต๊ะเหลือแค่คุณยะกับเธอคนนั้น ส่วนคุณช่อทิพย์กับคุณนฤมลไม่รู้ว่าหายไปไหน ถ้าให้ผมเดาก็คงเป็นแผนของผู้ใหญ่ที่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวทำความรู้จักกันมากขึ้น


...หึงตัวเท่าโลก

ไม่สิ!

ตัวเท่าจักรวาลมากกว่า!!

ความรู้สึกที่เหมือนอกใกล้ระเบิดตู้มทำเอาผมนั่งไม่ติด ต่อให้มั่นใจว่าคุณยะรักผม แต่ถ้าเจอผู้หญิงสวยๆ ชาติตระกูลดี ดูมีอะไรให้น่าค้นหา ความมั่นใจของผมก็สั่นคลอนได้เหมือนกันนะ โดยเฉพาะเธอคนนั้นทำให้คุณยะยิ้มได้ด้วย

ไม่รู้ตัวสักนิดว่าผมลุกจากเก้าอี้ตอนไหน มารู้ตัวก็ตอนที่เดินมาถึงโต๊ะของคุณยะกับสาวสวยหวานคนนี้แล้วนั่นแหละ

ผมมายืนอยู่ข้างเขาด้วยใบหน้าไม่น่ารักเท่าไร เพราะมันบึ้งตึงมาก ไม่ต้องส่องกระจกผมก็นึกสภาพใบหน้าของตัวเองได้ชัดเจนเหมือนส่องกระจก

“คุณยะ พีอยากกลับบ้าน” ผมบอกจุดประสงค์ที่เดินมาหาเขา เพราะผมไม่อยากเปิดโอกาสให้ใครแย่งเวลาของคุณยะไปจากผม ไม่อยากให้ใบหน้าที่สวยงามกว่าผมทำให้หัวใจคุณยะเปลี่ยนไป แม้แต่นิดเดียวผมก็ไม่ยอมให้เกิดขึ้นหรอก

“น้องชายพี่ยะใช่ไหมคะ น่ารักจัง หน้าตาน่ารักกว่าพี่ชายอีกแน่ะ” เธอคนสวยและเสียงหวานเอ่ยถามคนของผมอย่างสนิทสนม มีเอ่ยแซวตบท้ายด้วย ส่วนเขาก็พยักหน้าเป็นคำตอบ ได้คำตอบแล้วเธอก็หันกลับมาที่ผมต่อ “จะรีบกลับไปไหนคะน้องพี คุณป้าทิพย์ยังไม่ได้เป่าเค้กเลย นั่งด้วยกันก่อนนะ”

จะว่าผมเป็นเด็กมารยาทไม่ดีก็ได้นะ (แต่ห้ามว่าคุณปู่คุณย่าไม่สั่งสอน) ถ้าผมจะบอกว่าเรื่องที่ต้องอยู่ร่วมงานจนถึงตอนคุณช่อทิพย์เป่าเค้กวันเกิดน่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับผมและคุณยะสักนิด ผมกับคุณยะไม่อยู่ คุณช่อทิพย์ก็เป่าเค้กได้ละน่า ดังนั้นถ้าผมกลับคุณยะจะกลับบ้านตอนนี้ มันก็ไม่ทำให้งานวันเกิดล่มหรอก

แต่คุณยะกลับไม่ให้ความร่วมมือ มองไม่เห็นความหึงหวงที่อยู่ในลูกตาผมเลยหรือไง เขามองหน้าผมเหมือนตำหนิ ก่อนจะสั่งผมให้นั่งเก้าอี้ตัวที่ว่างข้างเขา

“มานั่งกับคุณยะตรงนี้”

“ไม่” เขาไม่เห็นอาการบนใบหน้าผมหรือไง คิดว่าผมจะทนนั่งมองเขาคุยกับผู้หญิงคนอื่นได้อย่างนั้นเหรอ

“นั่งลงพี” เขาเสียงเข้มขึ้น

“งั้นพีกลับเอง... สวัสดีครับ ผมกลับก่อนนะครับ” ตอนเดินมาถึงโต๊ะ ผมไม่ได้ยกมือไหว้เธอ แต่ตอนจะไปผมก็ควรมีมารยาทและเคารพอายุของเธอ ผมถึงได้ยกมือขึ้นไหว้เธอและเอ่ยลา ส่วนคนที่พาผมมาด้วยทั้งที่ผมไม่ได้อยากมาเท่าไรเลย ผมไม่เอ่ยคำลาอะไรเขาทั้งนั้น ไหว้คุณนุชเสร็จ ผมก็หมุนตัวเดินออกมาเลย

แต่ผมก็มั่นใจนะว่าคุณยะต้องรีบตามผมออกมาแน่ๆ เขาคงไม่ปล่อยให้ผมเดินออกไปที่ปากซอยแล้วโบกแท็กซี่กลับเองหรอก แต่ถ้าเขาปล่อยให้ผมโบกแท็กซี่กลับเองละก็ ...ผมจะทำไงดีล่ะ

ความมั่นใจของผมลดลงทีละน้อย เมื่อเดินออกมาจากบริเวณสวนหน้าบ้านสถานที่จัดงานเลี้ยงไกลขึ้นเรื่อยๆ

“น้องพีจะไปไหนครับ” ลูกชายเจ้าของวันเกิดเอ่ยถามผมออกมาจากมุมมืดที่ใกล้ลานจอดรถ ที่มีรถของแขกหลายคนจอดอยู่ สงสัยจะปลีกตัวออกมาคุยโทรศัพท์ ผมเห็นเขาถือมันอยู่ในมือ

“ผมจะกลับบ้านครับ”

“กลับบ้าน ?” หมอภามเลิกคิ้วนิดๆ เป็นเชิงถาม “แล้วคุณยะล่ะ”

“กำลังคุยติดพันอยู่กับผู้หญิงครับ”

ผมไม่เคยถามคุณยะนะว่าหมอภามรู้เรื่องที่ผมไม่ใช่ทั้งน้องและลูกชายของเขาตั้งแต่เมื่อไร เพราะผมคิดว่าหมอภามที่รู้จักคุณยะมาตั้งแต่เรียนอนุบาล สนิทกันมากที่สุดในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของคุณยะ ก็น่าจะรู้ทุกเรื่องของคุณยะในทุกช่วงเวลาอยู่แล้ว อาจจะรู้ด้วยซ้ำมั้งว่าพ่อกับแม่ผมเป็นใคร แต่หมอภามคงไม่บอกผมหรอก

“อย่าคิดมากนะน้องพี” จะให้ผมคิดน้อยได้เท่าไรล่ะ ประวัติคุณยะไม่ใช่น้อยๆ เลยนะเรื่องผู้หญิงผู้ชายเนี่ย

“ครับ” ผมรับคำไปอย่างนั้นแหละ แล้วก็เริ่มเดินต่อ

“แล้วคุณยะรู้หรือยังว่าน้องพีจะกลับบ้าน” หมอภามเดินตามผมมาด้วย

“รู้ครับ” แต่เห็นผู้หญิงสวยๆ ดีกว่าเด็กธรรมดาๆ แบบผมไง เขาถึงยังไม่ตามผมมาเสียที หรือว่าเขามั่นใจว่าผมไม่กล้าทำอย่างที่พูดหรอก เหมือนที่ผมมั่นใจว่าเขาจะเดินตามผมออกมาทันที

ผมเดินใกล้จะถึงประตูรั้วแล้ว (ระยะทางจากตัวบ้านหมอภามจนถึงประตูรั้วหน้าบ้านก็ไกลพอสมควรครับ) ก็ได้ยินเสียงคนที่เดินอยู่ข้างๆ ดังขึ้น

"น้องจะกลับบ้าน...อยู่หน้าบ้านแล้วเนี่ย” หมอภามกำลังคุยโทรศัพท์กับคนปลายสาย ฟังก็รู้ว่าคุยอยู่กับใคร “น้องพีรอคุณยะก่อนนะกำลังมาแล้ว”

“ครับ” คำว่าครับของผม ไม่ได้หมายความว่าผมจะยืนรอให้เขา สองเท้าของผมยังเดินตรงไปที่ประตูรั้วเล็กๆ และกำลังจะเปิดมันออก เสียงรถวิ่งและแสงไฟก็สาดมาจากข้างหลังผมเสียก่อน แต่ผมก็ยังไม่หยุด ผมเปิดประตูออกไปนอกรั้วเรียบร้อย จนกระทั่งมือข้างหนึ่งคว้าแขนและดึงตัวผมไว้

“อย่ามางอนคุณยะด้วยเรื่องแค่นี้นะพี” มาถึงก็กล่าวหาผมทันที โมโหหรือไงที่ผมเข้าไปขัดจังหวะความสุขของเขา “ไปขึ้นรถ”

“ไม่!” ผมโกรธเขาที่ตามมาช้า โกรธที่เขายังอ้อยอิ่งอยู่กับเธอคนนั้น คงไม่อยากจากเธอเลยมั้ง ถ้าหมอภามไม่โทรไปตาม “ผมจะกลับเอง คุณไม่ต้องมายุ่ง อยากคุยกับเธอต่อก็เชิญเลย ไม่ต้องสนใจผม”

“พีอย่าเอาแต่หึง มีเหตุผลบ้าง ฉันแค่คุยตามมารยาท” เสียงเขาอ่อนลง เหมือนอ่อนใจกับอารมณ์หึงหวงของผมที่มากเกินไป

ผมรู้ตัวว่าขี้หึง พอหึงก็จะควบคุมอารมณ์น้อยอกน้อยใจของตัวเองไม่ได้ แถมยังพาลไปเรื่อย ลืมแม้กระทั่งความจริงที่ว่า... เขารักผม

“คุยตามมารยาทแต่ก็ยิ้มตลอดเลยนะครับ น่าจะลดมารยาทลงบ้าง” อดที่จะประชดกลับไปไม่ได้ ได้ยินเสียงหมอภามหลุดขำออกมาทันที 

“เด็กขี้หึง” แล้วเขาก็ดึงตัวผมเข้าไปกอด โยกตัวผมเบาๆ มือก็ลูบหัวผมไปด้วย “ฉันรักเธอแล้วนะ จะโกรธจะหึงก็ให้นึกถึงคำนี้ไว้บ้าง... ฉันรักเธอ” เขาก็เป็นผู้ชายที่ทำให้ผมโมโหหึงเขาได้ตลอดเวลา แต่ก็มีคำพูดที่ใช้ดับไฟร้อนในหัวใจผมลงได้ทุกครั้ง

“คุณยะก็นึกถึงคำพูดของน้องพีบ้างสิ...น้องพีขี้หึง” ผมพูดเลียนแบบประโยคของเขา “น้องพีหึงคุณยะกับทุกคน ไม่ว่าคุณยะอยู่กับใคร น้องพีก็หึงหมดแหละ เพราะน้องพีเป็นคนขี้หึง”

“เอาเป็นว่าต่อไปคุณยะจะพยายามลดมารยาทลง” เขาพูดขำๆ ตอนที่ดึงตัวผมออกมาจากอกเขา “พอใจแล้วนะ เลิกหึงได้หรือยัง”

“อย่ามาขำนะคุณยะ” ชอบทำเหมือนกับว่าความหึงหวงของผมเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างนั้นแหละ ตอนผมหึงเขาเนี่ย ผมโคตรจะไม่มีความสุขเลยนะ ใจเหมือนโดนค้อนทุบร้อยครั้ง ก่อนลากไปเผาในกองไฟอย่างไรอย่างนั้นเลย

“ครับ คุณยะไม่ขำแล้วครับ” เขาลากเสียงยาวจนน่าหมั่นไส้ แล้วหันไปบอกลาเพื่อนของตัวเอง “ฉันกลับละ”

“แม่ฉันรู้หรือยังว่านายจะกลับ” หมอภามถาม

“ฉันบอกท่านแล้ว ก็เลยโดนงอนมาแล้วเนี่ย” เขามาช้าเพราะต้องไปลาเจ้าของงานนี่เอง

...งั้นผมเลิกโกรธเขาก็ได้

“แล้วพีต้องไปลาคุณทิพย์ไหมครับ” พออารมณ์หึงหวงจากตัวเท่าจักรวาลก็ลดลงเหลือตัวเท่าบ้าน ผมก็เริ่มรู้ตัวว่าทำผิด หึงหวงจนลืมเรื่องมารยาทที่ดีที่ควรทำ แต่ยังไม่ทันที่คุณยะจะได้ตอบคำถามผม แสงไฟจากรถคันหนึ่งก็สาดมาโดนพวกเราเสียก่อน

ทันทีที่รถแท็กซี่คันสีฟ้าจอดสนิท ประตูรถตอนหลังก็เปิดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยร่างสูงโปร่งของผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งก้าวลงมาด้วยใบหน้าแดงก่ำฟ้องว่าเจ้าตัวอยู่ในอารมณ์เช่นไร ดวงตาเรียวยาวและสวยหวานนั้นซ่อนอยู่ภายใต้แว่นกันแดดสีดำ ทำให้ผมมองไม่เห็นว่าดวงตาใต้แว่นอันนั้นกำลังลุกเป็นไฟมากขนาดไหน

แต่พอคนร่างบางถอดแว่นออก ก็เผยให้เห็นดวงตาบวมช้ำและแดงก่ำอย่างคนที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เต็มไปด้วยความปวดร้าวจากความรู้สึกที่ถูกทรยศหักหลัง ผมไม่เคยเห็นสภาพแบบนี้ของพี่เลม่อนมาก่อน

ขณะที่ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจนผมทำอะไรไม่ถูกไปชั่ว เพราะผมมีส่วนทำให้หัวใจของพี่เลม่อนเจ็บปวด คนตัวสูงใหญ่ก็ดึงเอาตัวผมไปไว้ข้างหลังเขา ซ่อนผมจากการมุ่งร้ายของฝ่ายที่ถูกทรยศหักหลัง

“ไม่ต้องกลัวว่าผมจะทำอะไรคนตอแหลอย่างมัน” พูดจบฝ่ามือของเจ้าของดวงตาแดงก่ำก็ฟาดลงบนเสี้ยวหน้าของคนตรงหน้าอย่างแรง

เพียะ!

“ตบมันไปก็เสียมือเปล่า เพราะคนอย่างมันตบให้ตายก็ไม่สำนึกหรอกว่ากำลังแย่งผัวของผมไปอย่างหน้าด้านๆ”

ผมก็ได้แต่สะอึกกับความจริงที่ทำเป็นไม่ใส่ใจ แกล้งลืมว่าสิ่งที่ผมทำไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เอาแต่มองว่าผมกับคุณยะรักกัน ส่วนพี่เลม่อนก็แค่คนที่รอเวลาถูกทิ้ง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณยะจะทิ้งพี่เลม่อนได้จริงหรือเปล่า

ตอนโดนพี่เลม่อนด่าผ่านข้อความ ผมไม่ได้รู้สึกผิดเท่ากับตอนที่เขามายืนด่าผมต่อหน้า คงเป็นเพราะว่าตัวหนังสือที่เรียงเป็นข้อความ ถ่ายทอดความรู้สึกของคนพิมพ์ออกมาได้เพียงน้อยนิด ไม่เหมือนถ้อยคำที่ถูกเอ่ยออกมาด้วยสุ้มเสียงสั่นสะท้านอย่างเจ็บปวด และมันทำให้ผมรู้สึกผิดมากกว่าทุกครั้ง

“คุณยะ” ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ อยากถามว่าเขาเจ็บไหม แต่ก็พูดออกมาไม่ได้เพราะคุณยะไม่เปิดโอกาสให้ผมเอ่ยความห่วงใยนั้นออกมา เขาบอกให้ผมกลับเข้าไปในบ้านหมอภามก่อน

“เข้าไปข้างในก่อนพี”

“พีไม่...” ผมกำเสื้อด้านหลังเขาไว้แน่นเลย แต่เขาก็ดึงมือผมออกไป

“เชื่อฉัน”

“จะไล่มันไปทำไมล่ะครับพี่ยะ มันจะได้อยู่ฟังไงว่าวันนี้เมื่อหกปีก่อนเกิดอะไรขึ้น!”

“เลม่อน!”

“ถ้าพี่ลืมว่าเคยทำอะไรไว้กับผม ผมจะช่วยเตือนความจำของพี่ให้เอาไหม!”

“อย่ามาขู่ฉัน”

คนทั้งสองต่างขึ้นเสียงใส่กัน คนหนึ่งอยากซุกปัญหาไว้ใต้พรมตามเดิม แต่อีกต้องการที่จะเอาปัญหานั้นมาประจานต่อหน้าผม

“ผมไม่ได้ขู่ แต่ผมจะพูดให้หมด สิ่งที่พี่ทำกับผม ทำลายผม...ฮึก...ทำให้ผมเป็น...แบบนี้...”

“พอได้แล้วเลม่อน” เสียงเข้มของคุณยะอ่อนลง เมื่อเห็นน้ำตาของพี่เลม่อนร่วงหล่นจากหน่วยตาแดงก่ำ

ดวงตาสวยงามที่เต็มไปด้วยเม็ดน้ำตากับใบหน้าที่เปรอะชุ่มจากสายน้ำของความปวดร้าว ต่อให้ใจแข็งหรือเกลียดอีฝ่ายมากแค่ไหน ผมก็อดที่จะสงสารหัวใจที่บอบช้ำของเขาไม่ได้

“พี่จะให้ผมพออะไร...ฮึก...ในเมื่อพี่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ...พี่สัญญาอะไรไว้จำได้ไหม วันนั้นพี่พูดอะไรกับผม รับปากอะไรไว้กับพี่เรน”

“พี่ไม่มีวันทิ้งเธอ” ร่างสูงใหญ่ของคุณยะกำลังทิ้งผมไว้ด้านหลัง เพื่อเดินเข้าไปหาเจ้าของใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาที่ร้าวราน เขาดึงร่างบอบบางที่สั่นสะท้านราวกับลูกนกปีกหักเข้ามาในอ้อมแขน ให้ซุกใบหน้าชุ่มน้ำตานั้นกับอกที่แสนอบอุ่นของตัวเอง ใช้มันรองรับความเจ็บปวดของอีกฝ่ายเอาไว้ทั้งหมด

เมื่อกี้คุณยะบอก เขาจะไม่มีวันทิ้งพี่เลม่อน

แล้วผมล่ะ ?

ถึงเวลาต้องไปอย่างนั้นเหรอ

หมดเวลาของผมแล้วใช่ไหม

ต่อให้ผมมีคำถาม ต้องการคำตอบมากขนาดไหนก็ตาม เจ้าของแผ่นหลังกว้างที่ไกลออกไปจากผมเรื่อยๆ ก็ยังคงโอบกอดร่างบอบบางที่ใกล้แตกสลายของพี่เลม่อนไว้อย่างนั้น

“ผมไม่เหลือใครแล้ว...ฮึก...พี่ก็รู้...แล้วพี่ยังจะทิ้งผมอีกเหรอ...ฮึก...ทำไมพี่ใจร้ายกับคนที่พี่บอกว่าจะไม่ทิ้งไป จะดูแลไปตลอดชีวิตไง...ถ้า...ฮึก...ถ้าพี่เรน...”

“พี่ไม่ทิ้ง...จะทิ้งได้ยังไง” คำปลอบโยนแผ่วเบานั้นทำให้คนในอ้อมกอดของคนร่างสูงสงบขึ้น เสียงร้องไห้จางไปแล้วเหลือเพียงรอยสะอื้นเพียงเล็กน้อย แต่ไม่ใช่คำพูดที่ดีต่อหัวใจของผมเท่าไร

...ไม่เลยต่างหาก ไม่ดีต่อหัวใจผมเลยสักนิด

“อย่าทิ้งผม”

“ไม่ทิ้ง”

“จริงๆ นะ...พี่จะเลิกกับมันใช่ไหม”

‘มัน’ ที่พี่เลม่อนพูดถึงก็คือ...ผม

พี่เลม่อนกำลังบอกให้เขาเลือก

“.....” ผมไม่รู้ว่าคุณยะกระซิบบอกคำไหนกับคนในอ้อมกอดของเขา แต่ผมเห็นมือของพี่เลม่อนที่โอบกอดแผ่นหลังกว้างอยู่นั้นรัดแน่นขึ้นอีก ราวกับว่าเจ้าตัวพอใจกับคำตอบที่ได้

“พี่ยะ...กลับบ้านกันนะ”

ผมก็อยากพูดแบบพี่เลม่อน

‘...กลับบ้านกันนะคุณยะ กลับกับผม อย่าไปกับพี่เลม่อน’

แต่ผมก็คงทำได้แค่คิด เพราะคำตอบที่คุณยะให้กับพี่เลม่อนไป คำตอบที่ผมไม่มีวันได้ยินนั้น มันห้ามผมเอาไว้ เตือนผมว่าอย่าเอ่ยออกมาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะเป็นผมเองที่แตกสลายแทนพี่เลม่อน

“ภาม...” เขาหันกลับมาพูดกับหมอภามที่ยืนอยู่ข้างผม ทว่าดวงตาสีราตรีกลับจ้องมาที่ผม ในดวงตาของเขาเหมือนมีคำพูดมากมายบรรจุอยู่ในนั้น เพียงแต่มันไม่สามารถผ่านออกมาจากริมฝีปากของเขาได้


“...พาพีกลับบ้านแทนฉันด้วย”

เขาเลือกแล้ว

และคนที่เขาเลือก ไม่ใช่ผม ...เมื่อไรก็ไม่ใช่ผม

เขาคงลืมไปแล้วว่าไม่กี่วันก่อน เคยพูดกับผมว่าอย่างไร

‘...ถ้าเธอเป็นอะไรไป ฉันจะอยู่ยังไง คุณยะจะอยู่ยังไงโดยไม่มีน้องพี’

สุดท้ายมันก็แค่คำพูด ลมที่ออกจากปาก ความจริงคือเขาอยู่ได้โดยที่ไม่มีผม ส่วนคนที่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขาก็คงเป็นผมและพี่เลม่อน แต่คนที่ได้เขาไป... ไม่ใช่ผม

จบตอนที่ 25

 :hao5:

เม้าท์ๆ ทุกคนทายถูก ปรบมือแปะๆๆๆ
เขานั่นแหละคือ...
แต่เขาออกมาไม่เยอะ ออกมาเป็นช่วงๆ
และก็...ไม่มีอะไรซับซ้อนขนาดนั้น 55+
ไม่มีรักหลายเศร้าอย่างแน่นอน
เอ๊ะ!! หรือมี ?
อยากสปอย คันมือยิบๆ แต่เดี๋ยวเรื่องจบเลยนะ
สุดท้าย
อย่าทิ้งกันน้า อ่านกันก๊อนนนนนน

 :mew6:

สีเหลืองอ่อน





ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
ทำอะไรที่ต้องรับผิดชอบขนาดนั้น ข่มขืนเหรอ
แต่ถ้าเพราะเหตุนี้จริง แล้วที่เลม่อนวางแผนรุมโทรมพีล่ะ
แล้วกับน้องพีล่ะ ออ น้องพีสมยอมเองซินะ
การเลือกเลม่อนของคุณยะในครั้งนี้
จะใช่ที่ทำให้อานุและคนที่บ้านรู้เรื่องเปล่านะ

ร้องไห้สงสารน้องพี อายุก็เท่านั้นเอง
ทำไมคุณยะต้องปล่อยให้เลม่อนหยาบคายใส่น้องด้วยหว่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-12-2018 10:09:02 โดย snowboxs »

ออฟไลน์ anythinginitt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
อ่านแล้งอึดอัด เปลี่ยนพระเอกเถอะ 55555 พีเจย์ก็ได้

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด