**รัก...คือคำตอบ** (คุณยะ&น้องพี) -- ตอนที่ 36 (11-04-19)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: **รัก...คือคำตอบ** (คุณยะ&น้องพี) -- ตอนที่ 36 (11-04-19)  (อ่าน 8392 ครั้ง)

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

************************ *************************

เกริ่นนำก่อนน้าาา
รัก...คือคำตอบ (Love is the answer)
นิยายเรื่องยาวลำดับที่ 4 ของซีรีส์ "รัก..."

ในซีรีส์นี้มีอยู่หลายเรื่องนะคะ
ที่จบไปแล้วก็จะมีเรื่อง
"รัก...เธอ" ตินลม
"รัก...เชิญครับ" หมอนุน้ำฟ้า
"รัก...ได้ไหม" อิงหนึ่ง

สีเหลืองอ่อน
ปล.บทนำอยู่คอมเมนต์ล่าง
เรื่องนี้จะพยายามอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ตอน ตามกำลังปั่นนะคะ
[/color]




Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-04-2019 19:53:22 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
บทนำ

“พี่พี”

“...”

“พี่พีครับ”

“...”

“พี่...”

“มีอะไรครับ”

ผมหันไปหาเสียงเล็กๆ จากคนตัวเล็กๆ ที่เรียกชื่อผม คนตัวเล็ก หน้าหวาน ดวงตากลมโต ขนตายาวและงอนโดยธรรมชาติ แก้มขาวราวน้ำนมกับผมเส้นเล็กย้อมสีน้ำตาลอ่อน ไม่ต่างกับสีของดวงตากลมโตนั้น ไม่ใช่ผมไม่ได้ยินที่คนตัวเล็กเรียก เพียงแต่ผมกำลังตกอยู่ในสภาพอาการที่คล้ายหัวใจใกล้หยุดเต้นเต็มที

“อยากสั่งอะไรเพิ่มหรือเปล่า” ผมเอ่ยถามด้วยความพยายามอย่างที่สุดที่จะทำให้เสียงตัวเองเป็นปกติมากที่สุด ตอนนี้ผมกำลังนั่งในร้านอาหารแห่งหนึ่งกับคนตัวเล็กที่ผมทำความรู้จักได้เพียงแค่สามวัน

คนตัวเล็กส่ายหน้าน้อยๆ และเอ่ยถามผมในอีกเรื่องหนึ่ง

“พี่พีรู้จักคุณอารยะเหรอครับ”

กึก...

‘คุณอารยะ’

คือผู้ชายที่มากวัยกว่าผม คนที่เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับหญิงสาววัยใกล้เคียงกัน เธอคนนั้นอยู่ในชุดสูทกระโปรงสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างสูงโปร่งดูทะมัดทะแมงและมีใบหน้าสวยงาม เธอคือคนที่รู้ทุกความสัมพันธ์ของผมกับเขา แต่ทำไมเธอถึง...

ผมไม่มีคำตอบให้กับคำถามของเด็กผู้ชายวัยยี่สิบเอ็ดปี แต่กลับตั้งคำถามในแบบเดียวกัน

“เตย...รู้จักเขาเหรอ?” ผมจ้องเข้าไปในดวงตากลมโตใสซื่ออย่างรอคำตอบ จากนั้นคนถูกถามก็ก้มหน้ามองมือตัวเอง เพื่อหนีแววตาคาดคั้นและจับผิดของผม

“คือเตย...” ปากเล็กๆ เอ่ยออกมาแค่นั้น ส่วนตากลมโตที่ยามนี้ได้ช้อนขึ้นมามองหน้าผมก็บรรจุไปด้วยความหวาดกลัวที่จะต้องบอกความจริงกับผม

“ตอบ!” ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผู้ชายกับผู้หญิงที่ผมรู้จักเดินเข้ามา หัวใจผมเต้นช้าลง จนเหมือนว่าจะหยุดเต้นเสียให้ได้ ทว่าตอนนี้มันกับเต้นรัวเร็วและความรู้สึกที่ร้อนยิ่งกว่าไฟ

“...” ปากเล็กๆ ที่ผมเคยได้ครอบครองยังคงปิดแน่น ใบหน้าขาวใสซีดจาง

“เคยนอนกับเขาแล้วสินะ” เมื่อคนตัวเล็กไม่ตอบ ผมก็เลือกที่จะตอบคำถามของตัวเองแทน

“...” ใบหน้าซีดจางยิ่งซีดลงอีก เป็นคำตอบที่ทำเอาผมกำหมัดแน่น กัดปากตัวเองเพื่อข่มความรู้สึกเดือดดาลไม่ให้เล็ดลอดออกมาแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดึงกระเป๋าเงินออกมา ก่อนหยิบเงินทั้งหมดในกระเป๋าออกมาและวางมันบนโต๊ะตรงหน้าคนตัวเล็ก... คนที่ผมคงไม่มีวันที่สี่ให้กับเขาอีกแล้ว

“แต่ตอนนี้ผมไม่ได้นอนกับเขาแล้วนะครับพี่พี” มือเล็กๆ รั้งแขนผมไว้ ตอนผมจะหันหลังเดินจากไป “ตอนนี้ผมมีแต่พี่ ผมรักพี่พีคนเดียว”

หึ... รักเหรอ ?

ผม...เกลียดคำนี้ที่สุดในชีวิต

“...แต่พี่มีอีกหลายคน และตอนนี้หนึ่งในนั้นไม่มีเตย” ผมดึงมือเล็กๆ ออกจากข้อมือตัวเอง แม้อีกฝ่ายจะพยายามออกแรงขัดขืน พยายามสุดกำลังที่จะยึดมือผมไว้ แต่ขอโทษ... ตอนนี้ผมไม่ใช่เด็กตัวเล็ก รูปร่างผอมบางและอ่อนแออีกแล้ว ผมเป็นผู้ชายเต็มตัว ร่างกายสูงใหญ่ และปกป้องตัวเองได้!




สีเหลืองอ่อน ^_^

ปล. ฝากเพจนิยายไว้ด้วยนะคะ https://www.facebook.com/byitwill/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-02-2019 14:23:45 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 1



ทุกย่างก้าวของผมหนักเสียจนอยากวิ่งหนีไปจากมัน แต่ที่ทำได้ก็เพียงแค่ทำในสิ่งที่สมควรทำ แค่ก้าวไปข้างหน้าตามปกติและอย่างมั่นคง เหมือนไม่รู้สึกอะไรไปกว่าความเมินเฉย ไม่รู้สึกรู้สา ขณะที่ข้างในกำลังปั่นป่วนไปกับความคิดที่หวนกลับไปยังอดีตที่อยากฝังกลบให้สิ้นซาก อดีตที่หนีเท่าไรไม่เคยพ้น มันฉายวนซ้ำซากทุกนาที ไม่มีวินาทีไหนที่จะลืมได้เลย

...ภาพบนเตียง

...ริมฝีปากลากไล้

...ร่างกายที่เสียดสี

...สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในร่างกายรุนแรง

...ความสดใสที่ถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้น

ที่เหลือไว้ในวันนี้ เวลานี้ แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับมือที่ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ดึงเอาโทรศัพท์เครื่องบางออกมา เปิดหน้าจอ เลื่อนหาเบอร์ที่บันทึกไว้ ก่อนกดโทรออกแล้วยกแนบใบหู เสียงสัญญาณปลายสายดังเพียงครู่เดียว ก่อนเสียงคุ้นเคยกันดีจะผ่านออกมา สุ้มเสียงนั้นเอ่ยทักทายด้วยความยินดีและเต็มใจให้ในสิ่งที่ผมอยากได้

“...ผมอยากได้ลูกกระต่าย”

ก็แค่เอามาไว้กอด คลายความเจ็บปวดในยามค่ำคืน

..............................................................................

เสียงเปิดประตูดังเบาและปิดลงในเวลาไล่เลี่ยกัน ปลุกให้ร่างเล็กและบอบบางคล้ายจะปลิวเสียให้ได้สะดุ้งตื่นจากการหลับใหลอยู่บนโซฟาสีน้ำตาลทองไม่ต่างจากสีของผนังห้อง คนตัวเล็กแววตาตื่นตระหนกอยู่ในชุดคลุมสีชมพูอ่อนตัวใหญ่ ยิ่งขับให้เจ้าตัวเป็นกระต่ายน้อยตัวเล็กนิดเดียว คงเพราะถูกพาขึ้นมาตั้งแต่ตอนหนึ่งทุ่ม ตอนนี้ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่าแล้ว การนั่งรอจึงเปลี่ยนเป็นการไหลไปตามความยาวของโซฟาเนื้อดี จมลึกลงไปในห้วงนิทราอย่างง่ายดาย

ผมพอใจกับภาพที่เห็น ทุกอย่างของเด็กคนนี้ถูกใจผมไปเสียหมด วูบหนึ่งที่ภาพของเด็กตัวบางคนหนึ่งซ้อนทับขึ้นมา ราวกับว่าเป็นคนคนเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่คนเดียวกัน ในเมื่อเด็กคนนั้นเติบโตมาไกลเกินจะกลับไปเป็นเด็กชายตัวเล็กได้อีก

ดวงตากลมใสมองสบผมอย่างตื่นตระหนก แต่เจ้าตัวก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแทนการวิ่งหนีไปเสียให้พ้นจากตรงนี้ เพราะหน้าที่ที่ได้รับมาจากคนที่พาเขามายังห้องนี้ มาเพื่อให้ผมกอด...

หน้าที่ของกระต่ายน้อยตัวนี้คือให้ผมกอดตลอดค่ำคืนเงียบเหงา

“สะ...สวัสดีครับ...คุณพีรัช” เสียงนั้นสั่นเทา ไม่ต่างจากมือเล็กที่ยกขึ้นมาไหว้ผม “...ผม...ชะ...ชื่อ...ธารครับ”

“ชื่อจริงล่ะธาร” ผมถามเป็นการชวนคุย พลางเดินเข้าไปหาร่างสั่นไหวนั้น เมื่อเดินไปถึงก็วางพาดเสื้อสูทสีครีมที่อยู่ในมือบนพนักโซฟา กลิ่นเหล้าที่ชโลมบนตัวผมยิ่งทำให้เจ้าตัวเล็กสั่นมากขึ้น แววตาหวาดกลัวขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

“สะ...สายน้ำครับ”

“สายน้ำ... เพราะดีนะ” นอกจากฟังเพราะแล้ว ผมว่าก็เข้ากับเจ้าตัวไม่น้อยเลย

“คะ...ครับ”

“นั่งลงสิ” ผมทิ้งตัวลงนั่งนานแล้ว ส่วนเจ้ากระต่ายน้อยยังยืนสั่นอยู่

“คะ...ครับ” เพราะคงถูกสอนมาแล้วสำหรับการเอาใจผมในค่ำคืนนี้ เจ้าของร่างสั่นเทาถึงได้ทิ้งตัวลงนั่งบนตักผมอย่างรู้หน้าที่ของตัวเอง ยิ่งเจ้าตัวนั่งลงแบบนี้ก็ยิ่งสัมผัสกับกายที่สั่นสะท้านได้ชัดเจน และอีกอย่างหนึ่งคือเด็กคนนี้น้ำหนักเบาอย่างเหลือเชื่อ เหมาะกับการถูกรักอย่างที่สุด

“กลัวฉันมากหรือธาร ฉันน่ากลัวตรงไหน” ผมใช้แขนข้างหนึ่งโอบรอบเอวเล็กไว้ มืออีกข้างลากไล้แผ่วเบาบนแก้มใส โครงหน้าเล็กนี้กลมมน เส้นผมสีดำเงางามตามธรรมชาติ ปากเล็กสีหวานกับจมูกสวยก็ทำให้ใบหน้านี้ดูละมุนตา มองตรงไหนก็เจอแต่ความน่ารัก และที่สำคัญกลิ่นหอมของเด็กน้อยแทบจะกลบกลิ่นฟุ้งของเหล้ารสชาติดีที่ผมนั่งดื่มที่บาร์ด้านล่างของโรงแรมมาหลายชั่วโมงไปจนหมด

“มะ...ไม่...ครับ” ผมเส้นเล็กส่งกลิ่นหอมของดอกไม้ยามที่เจ้าตัวส่ายศีรษะไวๆ

“แต่ตัวเธอสั่นมาก แบบนี้แล้วจะทำให้ฉันมีความสุขได้เหรอ?” และยิ่งสั่นไหวอีกระลอกเมื่อมือที่เคยเกี่ยวเอวเล็กไว้ ได้เลื่อนลงไปยังสะโพกกลมนุ่มมือจนเผลอขยำ

“ขอโทษครับ... ผะ...ผมยังไม่เคย”

แน่ละ ก็ในเมื่อลูกกระต่ายที่ผมสั่งไปนั้น คุณสมบัติของมันต้องบริสุทธิ์และปลอดภัยเท่านั้น

“ตะ...แต่ผมจะ...ทำให้ดี...ที่สุดครับคุณพีรัช” ดวงตากลมมีความมุ่งมั่นที่มองอย่างไรก็เต็มไปความหวาดกลัว

“เรียกฉันว่า ‘คุณพี’ ก็พอ” เพราะผมไม่ชอบชื่อของตัวเอง แต่ก็ยังต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต ทั้งที่ผมสามารถเปลี่ยนมันได้ เหมือนที่ผมเปลี่ยนสิ่งที่ตามหลังชื่อนี้ไปแล้ว

ผมทิ้ง ‘ตรัยธาดา’ ให้เป็นเพียงอดีต แต่ไม่สามารถทิ้ง ‘พีรัช’ ไปไหนได้

“ครับ คุณพี” เสียงของสายน้ำสั่นน้อยลง ดึงผมออกมาจากความคิดซ้ำซาก เจ้าตัวกล้ามองหน้าผมมากขึ้น ผ่อนคลายขึ้น   

ผมยกก้นกลมนุ่มนิ่มให้เจ้าของมันได้ปรับเปลี่ยนท่านั่ง จากนั่งพาดบนตักก็กลายเป็นคร่อมทับแทน ดึงท่อนขาเรียวเล็กให้โอบรอบสะโพกด้านหลังของผมไว้ ทำให้ใบหน้าของเราสองคนตรงกัน ส่วนอีกฝ่ายก็ค่อยๆ ยกเรียวแขนขึ้นมาโอบรอบต้นคอผม ดวงตากลมใสซื่อกวาดมองทั่วใบหน้าผมราวกับสำรวจ ค้นหาความปลอดภัยของตัวเองในค่ำคืนนี้

“ถ้าฉันรุนแรงใส่เธอ เธอรับได้ใช่ไหมธาร” ลูบแผ่นหลังบอบบางช้าๆ

มันเป็นคำถามที่ผมไม่เคยเอ่ยถามเด็กคนไหนมาก่อน แต่กับสายน้ำผมกลับอยากให้เขารับรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองอีกครั้งจากปากของผม เพราะก่อนถูกส่งตัวมาให้ผมกอด เจ้าตัวจะได้รับรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับตัวผมและสิ่งที่ผมต้องการจากเขามาหมดแล้ว

“ครับ”

“ฉันถูกใจเธอมากนะธาร” มันคือความจริง มากกว่าความจริงคือภาพที่ซ้อนทับอยู่ตรงหน้า

“ครับ” เจ้าตัวยังขานรับคำเดิม

“เธอ ‘ครับ’ บ่อยเกินไปนะธาร พูดคำอื่นบ้างก็ได้”

“...” ดวงตากลมโตมองหน้าผมเหมือนไม่รู้จะหาคำไหนมาใช้แทน สุดท้ายก็เอ่ยบอกด้วยสุ้มเสียงกล้าๆ กลัวๆ ว่า “คือผม... ผมพูดไม่ค่อยเก่งครับ”

“ดีแล้ว เพราะฉันไม่ชอบคนพูดมากเท่าไรหรอก” ผมเองก็ไม่ใช่คนพูดเก่งเหมือนกัน และไม่ชอบคนพูดมาก

ยิ่งคนขี้อ้อน ผมยิ่งไม่ชอบ มันน่ารำคาญ

“แล้วเรียนอยู่ปีไหน” ผมถามเป็นการชวนคุยเพิ่ม อยากให้สายน้ำผ่อนคลายมากกว่านี้ ก่อนที่เขาจะต้องถูกผมกอดตลอดทั้งคืน รองรับอารมณ์รุนแรงจากร่างกายของผมจนถึงเช้า

“ปีหนึ่งครับ”

“ปีหนึ่ง?” ผมหยุดมือที่ลูบแผ่นหลังบอบบางลง หงุดหงิดขึ้นมาทันที

สายน้ำบอกว่าตัวเองกำลังเรียนปีหนึ่ง อายุไม่น่าถึงเกณฑ์ที่ผมตั้งไว้ ผมไม่ใช้บริการเด็กอายุต่ำกว่ายี่สิบ ข้อนี้คุณกิจจาลืมหรือไง แกไม่เคยพลาดเรื่องนี้เลยนะ ไม่ว่าเรื่องไหนแกก็ไม่เคยพลาด

“คือผมเรียนช้าไปสองปีครับ พรุ่งนี้ก็เต็มยี่สิบเอ็ดแล้ว” คำตอบนั้นทำให้ผมกลับมาพึงพอใจกับกระต่ายตัวน้อยบนตักอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นผมคงต้องตัดขาดสินค้าของคุณกิจจา และน่าเสียดายที่จะต้องยอมปล่อยกระต่ายตัวนี้กลับออกไป

“พรุ่งนี้งั้นเหรอ งั้นก็ดี มาฉลองวันเกิดล่วงหน้าให้เธอกันเถอะ”

“ครับ” คำขานรับของกระต่ายตัวน้อยแผ่วจาง ดวงตากลมไหวระริกจนน่าสงสาร นึกอยากปล่อยให้เป็นอิสระ ปล่อยกลับไปยังโลกที่สดใส ไม่ต้องมาทนอยู่กับความมืดหม่น ทนมีความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าอย่างไร้ซึ่งความรัก

แต่ก็นั่นแหละ มันก็แค่ความคิด ต่างไปจากการกระทำต่อไปจากนี้อย่างสิ้นเชิง

จากที่ลูบแผ่นหลังบอบบางอย่างปลอบโยนในคราวแรก มาตอนนี้ผมเริ่มใช้มือคู่นี้ปลดสายรัดเอวของเสื้อคลุมสีหวาน ปล่อยสิ่งห่อหุ้มเพียงชิ้นเดียวบนร่างกายขาวบริสุทธิ์ทิ้งลงบนพรมหนา ปลายจมูกสูดกลิ่นหอมหวานที่ไม่ต่างจากดอกไม้แสนสวยในช่วงแรกแย้มจากเรือนร่างคนตรงหน้า

สายน้ำมีกลิ่นหอมหวานแสนละมุน เพียงแค่ได้กลิ่น สัมผัสเพียงเล็กน้อยเลือดในกายก็รุ่มร้อน ท่อนลำความเป็นชายไต่ระดับสูงขึ้นจนอึดอัด คนด้านบนรับรู้ถึงความต้องการที่ขยายใหญ่ดุนดันอยู่เบื้องล่างของตน

คนตัวเล็กลุกลงจากตักผม ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นพรมระหว่างขาทั้งสองข้างของผมที่แยกออกจากกัน ผมวางอุ้งมือบนกลุ่มผมเส้นเล็ก ลูบเบาๆ เพื่อปลอบโยนและรอคอย จ้องมองมือเล็กที่หอบความร้อนระอุของผมออกมาจากกางเกงช้าๆ หลังจากที่ปลดตะขอและรูดซิปกางเกงลง ใบหน้าใสเริ่มซีดจาง หน่วยตาเต็มไปด้วยน้ำอุ่นร้อน

ผมปล่อยให้กระต่ายตัวน้อยทำตามขั้นตอนทุกอย่างที่ถูกอบรมมาแล้วก่อนที่จะมานั่งรอผม ว่าผมต้องการบริการแบบไหนจากเขา เขาต้องทำอย่างไรให้ผมพึงพอใจและมีความสุข... ก็เหมือนลูกกระต่ายทุกตัวที่เคยผ่านเข้ามาในห้องสวีตของโรงแรมแห่งนี้

มือนุ่มนวลติดสั่นเริ่มต้นปลุกเร้าความร้อนระอุอย่างเนิบช้าในแบบที่ผมชอบ ปรนเปรอด้วยมือก่อนรอฟังคำสั่งจากริมฝีปากของผม

“ใช้ปาก”

เมื่อได้รับคำสั่ง กลีบปากบางถึงได้แยกออกจากกัน ใช้ความอุ่นนุ่มของโพรงปากโอบล้อมความแข็งกร้าวให้ได้มากที่สุดแต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด

...เงอะงะ คือสิ่งที่ผมได้รับจากความอุ่นนุ่มของคนด้านล่าง ถึงอย่างนั้นผมก็พึงพอใจในสิ่งที่ได้รับ เพราะความเงอะงะนี่แหละที่บอกว่าลูกกระต่ายตัวนี้บริสุทธิ์แค่ไหน

“พอแล้ว ขึ้นมาได้ธาร” เมื่อความอยากไหลเวียนอย่างรุนแรง คำสั่งต่อมาถึงได้หลุดออกไป

เจ้าตัวทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ก่อนจะกลับขึ้นมานั่งบนตักก็หันหลังไปหยิบอุปกรณ์สองอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกก่อน... เจลหล่อลื่นและซองถุงยาง

ผมมองตามเนื้อเจลเย็นชืดที่ถูกบีบลงบนนิ้วเล็ก ก่อนที่มันจะหายไปด้านหลัง มุดเข้าไปในช่องทางเล็กแสนคับแคบ สายน้ำกำลังเปิดช่องทางรักของตัวเองด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด ผมรู้ดีว่าความรู้สึกเจ็บปวดของเด็กคนนี้เจียนตายแค่ไหน

ผมเฝ้ามองเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าซีดจาง ริมฝีปากบางขบเม้มเข้าหากันเพื่อกลั้นเสียงร้องของความเจ็บปวดให้ได้มากที่สุด

“พร้อมหรือยัง” เวลาผ่านไปนาทีกว่าแล้วผมถึงได้ถาม พลางปัดผมเส้นเล็กไปด้านหลังให้พ้นไปจากหน้าผากเกลี้ยงเกลาที่ชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ

“พะ...พร้อม...คะ...ครับคุณพี” เจ้าตัวพยักหน้า สายน้ำตาไหลอาบแก้มกลมไร้สีสัน “อ๊าาาาา!!”

คำว่าพร้อมของกระต่ายตัวน้อยคือจุดเริ่มต้นของค่ำคืนแสนเจ็บปวดทันที มันเริ่มต้นด้วยเสียงกรีดร้องของความเจ็บปวดจากช่องทางรักที่ทิ้งตัวลงมากลืนกินท่อนลำร้อนระอุทีเดียว...มิดด้าม

ความเจ็บที่เรียกว่าใกล้ตาย ฉีกทึ้งร่างกายให้แยกออกจากกันในวินาทีนั้นเลยก็ว่าได้ เรือนกายบอบบางสิ้นเรี่ยวแรง พร้อมกับกลิ่นคาวของน้ำสีแดงเข้มที่ลอยขึ้นมาแตะจมูก มันกลบกลิ่นหอมฟุ้งของดอกไม้แรกแย้มแทบสิ้น

ภาพทุกอย่างซ้อนทับมาอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากพายุมืดทะมึนที่หอบหิ้วเอาซากปรักหักพังของอดีตอันเลวร้ายมากระหน่ำทุบตีความอ่อนแอที่ซ่อนลึกของผมให้ย่อยยับ

เสียงกรีดร้อง รอยสะอื้นไห้ และสายน้ำตาของลูกกระต่ายตัวนี้ ไม่ได้ต่างไปจากลูกกระต่ายที่ชื่อ ‘พีรัช ตรัยธาดา’ ในอดีตเลย

............................................................................


“พี เราต้องคุยกันจริงๆ แล้วนะ” เจ้าของคำพูดเอ่ยขึ้นมาเป็นประโยคแรกนับตั้งแต่เดินเข้ามาในห้อง จัดการทุกอย่างเช่นทุกครั้งที่ผมโทรไปเรียกตัวมา มือเรียวสวยดึงผ้านวมผืนใหญ่คลุมร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยฟันและช้ำแดงจนน่ากลัว ผมเองก็ยังทนดูผลงานของตัวเองแทบไม่ได้ นับประสาอะไรกับคนเป็นหมอ ที่มีจิตใจเมตตาเต็มเปี่ยม ถึงจะเป็นหมอฟันก็เถอะ

หมอฟันคนนี้ถูกผมตามตัวให้มารักษาบาดแผลทั้งภายนอกและภายในของลูกกระต่ายตัวน้อย และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เรียกว่าครั้งที่เท่าไรแล้วผมก็ยังจำไม่ได้

“จะบ่นอะไรเราอีกล่ะ” รู้ว่าตัวเองทำเสียงหงุดหงิดมากแค่ไหนใส่คุณหมอฟัน คนที่เป็นเพื่อนรักเพียงหนึ่งเดียวของผม คนที่ไม่เคยทิ้งผมไปไหน กลับเป็นผมเสียเองที่ทิ้งเขาไว้ข้างหลัง ทิ้งความเป็นเพื่อนไปนานหลายปี

“มันหนักขึ้นทุกวันแล้วนะพี ไม่สงสารเด็กบ้างหรือไง” คนเป็นหมอฟันลุกขึ้นยืนมองผมด้วยสายตาตำหนิ แต่คงไม่เท่ากับสายตาที่บ่งบอกถึงความผิดหวังในตัวผม คนที่ไม่อาจกลับไปเป็นเด็กผู้ชายอ่อนแอคนนั้นได้อีก

“ก็เรามีความสุข” พอตอบแบบนี้ก็ถูกย้อนทันที

“มีความสุข? แน่ใจนะว่ามีความสุข” ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องอย่างคาดคั้น “ทุกครั้งที่พีนอนกับเด็กพวกนี้ พีมีความจริงเหรอ หรือแค่พูดหลอกตัวเอง”

“...” ทุกคำพูดกระแทกใจพังๆ ของผมอย่างจัง

“หรือพีแค่อยากเรียกร้องความสนใจ”

“ปี!” ผมตะคอกกลับเสียงดังลั่นห้อง ดังไปถึงบุคคลที่สามที่อยู่นอกห้อง คนที่มาพร้อมกับเพื่อนของผม... คนที่เป็นคนรักของปาลิน

หมอภามเปิดประตูเข้ามา แต่เขาไม่ได้เดินมาหาพวกเรา เขาแค่ยืนอยู่ที่ประตูเหมือนเช่นทุกครั้งที่ปีถูกเรียกตัวมาดูอาการลูกกระต่ายน้อยทุกตัวของผม

“เราพูดแทงใจดำใช่ไหม สิ่งที่พีทำ พีก็แค่อยากให้เรื่องถึงหูเขา”

“ไม่ใช่!!” ตอนนี้ร่างกายของผมมันสั่นด้วยความโกรธ ผมไม่ได้โกรธเพื่อนแต่โกรธความจริงในคำพูดนั้น

“ถ้าไม่ใช่ พีก็ต้องหยุด เลิกทำร้ายตัวเองได้แล้วนะพี เราทนเห็นพีเป็นแบบนี้ไม่ได้” จบคำพูดนั้นปีก็ดึงตัวผมเข้าไปกอด คงอยากจะใช้อ้อมกอดของตัวเองปลอบโยนและหยุดการกระทำของผมเอาไว้แค่นี้ “เราอยากให้พีมีความสุขจริงๆ นะ หยุดเถอะพี เราขอร้อง ทำแบบนี้พีก็มีแต่เจ็บกับเจ็บ พีไม่มีความสุขหรอก เรารู้”

“ปีอยากให้เรามีความสุข อยากให้เราเลิกทำร้ายตัวเองใช่ไหม” ผมยกมือกอดตอบ เวลานี้ปีสูงแค่คางผมเอง “งั้นปีก็กลับมายืนข้างเราสิ กลับมารักเราเหมือนเดิม มาเป็นคนรักของเรา แล้วเราจะเลิกทำร้ายตัวเอง ปีทำได้ไหมล่ะ”

“ต่อให้เรายอมนอนกับพีจนมีสภาพเหมือนเด็กคนนี้ เราก็ทำให้พีมีความสุขไม่ได้” ปีดึงตัวออกจากอ้อมแขนผม เอ่ยเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยความผิดหวัง “เพราะความสุขของพีไม่ใช่เรามาตั้งแต่แรกแล้ว อย่าหลอกตัวเองอีกเลยพี... พีรักเขา ความสุขของพีคือการมีเขาอยู่ในหัวใจ”

“อย่าทำมาเป็นรู้ดี เราไม่ได้รักเขาแล้ว...” ไม่รักแล้ว ไม่อยากรักคนไร้หัวใจ “ปีกลับไปเถอะ มีเรื่องให้ต้องช่วยอีกเมื่อไรเราจะโทรหา” ผมบอกเป็นเชิงไล่ เพื่อจบเรื่องที่ผมไม่อยากยอมรับ แล้วเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างลูกกระต่ายน้อยที่เริ่มรู้สึกตัว เจ้าตัวขยับตัวเล็กน้อย ใบหน้าซีดจางเต็มไปด้วยริ้วรอยความเจ็บปวดจากร่างกายที่บอบช้ำรุนแรง ส่วนที่ช้ำมากที่สุดก็เป็นช่องทางรักที่ฉีกขาด

“ไม่ต้องโทรมา...อีกแล้ว”

“ทำไม?” ผมเงยหน้ามองคนพูด

“เพราะเราไม่อยากเห็นพีในสภาพแบบนี้อีกแล้ว” เจ้าตัวมีน้ำตามาคลอหน่วย “พีคนที่เรารู้จัก ไม่ใช่คนแบบนี้”

“ก็ไม่เป็นไร” ผมพยายามกลืนก้อนหนักๆ ลงในอก ไม่ยอมให้ตัวเองมีน้ำตาเหมือนอีกฝ่าย “งั้นก็...ลาก่อน”

“...” ไม่มีคำพูด ปีแค่ยืนมองหน้าผมไม่ถึงสิบวิ จากนั้นก็ตกไปอยู่ในวงแขนหมอภาม ก่อนที่จะถูกโอบไหล่พาเดินออกไป

ออกไปจากห้อง...

ออกไปจากชีวิตผม...

“คุณพี” เสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกแผ่วเบา

“ครับ” ผมลูบศีรษะเล็กๆ เจ้าของเสียงยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมา “เจ็บมากหรือเปล่า”

“ทนได้ครับ” ลูกกระต่ายตัวขาวพยักหน้าเล็กน้อย ยังไม่ยอมลืมตาขึ้นมา แต่ปากเล็กๆ นั้นก็ขยับเอ่ยออกมาว่า “ร้องไห้ได้นะครับ ผมไม่เห็นหรอก”

“อืม...”

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงทำให้ผมขยับตัวลงนอนข้างคนตัวเล็ก ดึงร่างกายนั้นเข้ามาในวงแขน ให้ใบหน้าซีดจางซุกซบบนอก กอดกระต่ายตัวน้อยไว้แนบแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่าบาดแผลข้างในนั้นรุนแรงเหลือเกิน

“ธาร”

“ครับ”

“มาเป็นคนของฉันนะ... แต่อย่ารักฉัน”

...เพราะคนอย่างผม ไม่มีแล้วหัวใจ




***************************จบตอนที่ 1*******************************

Talk ** เรื่องนี้คือ “ยะ&พี” นะคะ
ฉะนั้น อย่าหลงลงเรือ “พี&ธาร” เด็ดขาด
ถ้าไม่อยากเสียใจ ^_^

สีเหลืองอ่อน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-02-2019 16:19:20 โดย i_ang »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +237/-0
ขอบคุณครับ กด +1 ให้นะครับ :a9:

ออฟไลน์ P_Methayot

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 127
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-0

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
คุณยะกับพีนี่ spin off มาจากเรื่องไหนปะคะ คุ้นชื่อแต่นึกไม่ออก หรือเรามโนไปเอง 5555

ออฟไลน์ unicorncolour

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 2


แอบขอตอบคุณ lizzii ก่อนนะคะ ที่ถามว่ายะพี Spin Off มาจากเรื่องอะไร
ใช่ค่ะ เรื่องนี้แยกมาจากเรื่อง "รัก...เชิญครับ" หมอนุน้ำฟ้า คุณยะคือพี่ชายหมอนุ ที่มีเหตุการณ์แวบๆ เกิดขึ้นในเรื่องค่ะ  :katai2-1:




ตอนที่ 2


‘พี... ฟังฉันก่อน’

ผมถูกฉวยข้อมือไว้ทันก่อนจะถึงประตูห้อง มือหนาของผู้ชายตัวสูงใหญ่ฉุดผมไว้ให้หยุดอยู่แค่ตรงนี้ อยากจะสะบัดมือน่าขยะแขยงทิ้งไปซะแต่ก็เกินกำลังที่ผมจะทำได้ ผมมองหน้าเขาผ่านสายน้ำตา เจ้าของร่างกายกำยำใหญ่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าครบชิ้น นั่นไม่ได้ทำให้น้ำตาของผมไหลช้าลงเลย เพราะกระดุมเสื้อเชิ้ตที่หลุดออกจากรังดุมทุกเม็ดกับซิปกางเกงที่ถูกรูดลงจนสุดทาง ความคับแน่นของตัวตนภายใต้เนื้อผ้าราคาแพงที่ดุนดันออกมาให้เห็น ฟ้องเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี และที่ตอกย้ำความเจ็บปวดลงมาอีกคือ... อีกคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า

ร่างบอบบางที่สูงกว่าผม ใบหน้าคุ้นเคยที่เห็นมาตลอด อดีตรุ่นพี่ในโรงเรียนที่เรียนจบไปแล้ว ตอนนี้ก็ยังเป็นนักแสดงวัยรุ่นในซีรีส์เรื่องดัง เรตติ้งดี แม้ไม่ได้แสดงในบทพระเอกแต่ก็เป็นตัวละครที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในโซเชียลและโด่งดังยิ่งกว่าตัวเอกของเรื่องเสียอีก ได้ข่าวว่าตอนนี้ก็กำลังจะได้แสดงหนังของค่ายดังในบทพระเอกคู่กับนางเอกวัยรุ่นสุดฮอตในขณะนี้

ความรู้สึกที่ถูกกอบกู้คืนมาได้เพียงไม่กี่เดือน ทว่าตอนนี้กลับค่อยๆ พังลงมา

‘นายจะโมโหอะไรนักหนาล่ะพี ทำยังกับไม่เคยเห็นตอนฉันมีอะไรกับ ‘พ่อ’ ของนาย’ แววตานั้นเยาะเย้ยถากถางอย่างผู้ชนะในทุกเกมการแข่งขันระหว่างผมกับเขา

‘หุบปาก!’

คนที่ถูกเรียกขานว่า ‘พ่อ’ ของผม หันไปตะคอกอย่างอารมณ์เสีย ผมอาศัยช่วงจังหวะนั้นก้มลงไปกัดท่อนแขนแกร่งเต็มแรง ความเจ็บจากคมเขี้ยวทำให้ผู้ชายมักมากเผลอปล่อยมือผม เป็นโอกาสให้ผมกระชากบานประตูและหนีออกมาจากความโสมมนั้นได้ ทิ้งความโกหกหลอกลวงของคำว่า ‘รัก’ ไว้ด้านหลัง

ผมจากออกมา...

และอยากจากไปตลอดกาล เพียงแต่ผมทำมันไม่ได้


อึก...

ผมฝันถึงมันอีกแล้ว ซากปรักหักพังของวันวาน เมื่อตื่นจากฝันร้าย ความรู้สึกที่รับรู้เลยคืออาการปวดกระบอกตาจากการร้องไห้หนัก 

ฟ้าด้านนอกเปลี่ยนสี ความดำมืดโรยตัวมาขึงคลุมทั่วทั้งฟ้าเมืองกรุง ลุกลามมาถึงในห้องที่ไร้แสงไฟส่องสว่าง ผมหลับไปนานขนาดนี้เลยหรือ จากความสว่างไสวของกลางวันสู่ความดำมืดยามราตรี พื้นที่ว่างข้างตัวก็ไร้ร่างของลูกกระต่ายตัวน้อยที่ผมโอบกอด

ผมขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง สายตาหันไปปะทะกับกระดาษสีขาวแผ่นเล็กที่ถูกวางทับด้วยโทรศัพท์เครื่องบางของผมซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงนอน ลายมือเป็นระเบียบอ่านง่ายกว่าลายมือไก่เขี่ยของผมหลายสิบเท่า เป็นข้อความฝากถึงผมไว้ว่า

‘ผมกลับก่อนนะครับ ต้องรีบกลับไปอ่านหนังสือ พรุ่งนี้มีสอบ’

อ่านจบแล้วรู้สึกผิดขึ้นมาทันที เพราะกอดของผมในคืนวันศุกร์ทำให้สายน้ำป่วยหนักในวันรุ่งขึ้น ต้องนอนบนเตียงตลอดวันเสาร์ และลามมาถึงวันอาทิตย์ ซึ่งก็คือวันนี้

ผมวางกระดาษแผ่นเล็กกลับไว้ที่เดิม  จึงได้เห็นว่ากุญแจรถยนต์ที่เคยวางอยู่ข้างโทรศัพท์ก็หายไปด้วย ไม่ใช่ว่าสายน้ำขโมยไปหรอก ผมเองที่ให้เขาไป เรียกว่ายัดเยียดให้เลยทีเดียว เจ้าตัวค้านหัวชนฝาว่าไม่จำเป็นต้องเป็นรถราคาแพงแบบนี้ก็ได้ แถมคอนโดฯ ที่กำลังจะได้จากผมก็มากพอแล้ว เลยจะขอเอาแค่คอนโดฯ อย่างเดียว แต่เมื่อผมบอกว่า

‘เขาจะได้สบายขึ้นไง หรือว่าอยากเห็นเขาเป็นลมบนรถเมล์อีกรอบ’

‘เขา’ ที่ผมรู้จักแค่ชื่อตามคำบอกเล่าด้วยรอยยิ้มของเด็กหนุ่มที่ริมีความรัก ต่อให้รักนั้นยากสมหวัง สายน้ำก็ยังมีรอยยิ้มตลอดเวลาที่เล่าเรื่องเขาคนนั้นให้ผมฟัง

เมื่อผมอ้างถึงเขานั่นแหละ สายน้ำถึงได้ยอมรับรถยนต์ในตระกูล Aston Martin คันสีขาวไปอย่างเต็มใจขึ้นมาหน่อย คันนี้ไม่ใช่คันที่ผมใช้ประจำ แต่ที่ต้องใช้บ้างในบางวันก็เพราะเป็นของขวัญจากคนที่ทำให้ผม ‘เกิด’ มาบนโลกนี้

ตริ๊ง...

เสียงแจ้งเตือนจากโปรแกรมแชตสีเขียวเรียกให้ผมเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากโต๊ะข้างเตียง พลางลุกขึ้นบิดตัวไล่ความเมื่อยขบจากการนอนคุดคู้บนที่นอนหลายชั่วโมง ก็ตั้งแต่เที่ยงจนถึงเวลานี้ที่เกือบจะสองทุ่มแล้ว  จากนั้นจึงค่อยยกโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูข้อความที่ถูกส่งมา

เจ้าของข้อความก็คือปาลิน

Palin : เราขอโทษ

...คำขอโทษที่มาช้า ผ่านมาตั้งแต่เช้าวันเสาร์ จนถึงตอนค่ำของอาทิตย์ คำขอโทษของปาลินเพิ่งเดินทางมาถึงผม

P.Phirach : ขอโทษเรื่องอะไรล่ะ

...ยอมรับว่าผมยังน้อยใจเพื่อนอยู่ น้อยใจมากด้วย

Palin : ขอโทษที่พูดไม่ดี คือตอนนั้นเราโกรธพีมากไปหน่อย

Palin : เราสงสารเด็ก อย่าทำอีกได้ไหมพี

Palin : หยุดได้ไหม

...คำขอร้องเดิมๆ ก็เหมาะสมกับคำต่อรองเดิมๆ ของผมเหมือนกัน

P.Phirach : หยุดก็ได้ แต่ปีต้องมาเป็นคนของเรา

P.Phirach : เป็นของเรา

P.Phirach : นอนกับเรา

P.Phirach : แต่อย่างแรกก็ต้องเลิกกับหมอภามก่อน

ข้อความถูกส่งไปแล้ว ขึ้นสถานะว่า ‘อ่านแล้ว’ อย่างรวดเร็ว แต่ไร้คำโต้ตอบกลับมา ผ่านไปหลายนาทีขณะที่ผมออกมายืนรับสายลมเย็นฉ่ำของยามค่ำคืน ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่างที่ประดับประดาด้วยแสงสีสวยงาม ลำน้ำสายใหญ่ทอดตัวผ่านไปอย่างอ้อยอิ่ง ความดำมืดโรยตัวมาบดบังสีของสายน้ำในยามที่เคยมีตะวันฉาย ทว่ากลับงดงามน่าหลงใหลเสียยิ่งกว่าสีที่แท้จริงของมัน

ตริ๊ง...

เสียงแจ้งเตือนกลับมาอีกครั้งหลังผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง ผมไม่ได้ยกโทรศัพท์ในมือขึ้นมาอ่านข้อความในทันที ปล่อยให้มันค้างอยู่อย่างนั้น เพราะอย่างไรเสียมันก็ยังอยู่ที่เดิม ไม่หนีไปไหน ยังอยู่เพื่อให้ผมไล่สายตาไปอ่าน

ผมยังคงปล่อยให้ร่างกายนิ่งเงียบอยู่กับบรรยากาศเงียบเหงาแต่บาดลึก สิ่งที่ขยับมีเพียงมือข้างที่ปลายนิ้วคีบมวนบุหรี่เอาไว้ และริมฝีปากที่ปล่อยควันขาวขุ่นออกมาอย่างช้าๆ ดื่มด่ำกับความว่างเปล่าที่ขยายวงกว้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ผมดึงสายตาจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน ท้องฟ้าสีราตรีกำลังกัดกร่อนหัวใจของผมอย่างเงียบเชียบ กระนั้นผมก็ยังได้ยินเสียงกรีดร้องที่มาพร้อมสายลมของค่ำคืน มันหอบเอาความทรงจำในอดีตกลับมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย หรือไม่เกี่ยวกับพวกมันแม้แต่นิดเดียว เป็นผมเองที่จมลงไปในห้วงความคิดที่ตัวเองไม่ยอมปล่อยมันไปเสียที

ผมยังเก็บมันไว้ ทั้งที่รู้ว่าควรปล่อยมันไปกับวันวาน ก้าวออกมาจากกรงขังที่มองไม่เห็น ซึ่งผมก็ทำไม่ได้

...ภาพหนึ่งกำลังชัดเจนอยู่บนท้องฟ้าที่ผมจ้องมอง กับเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายตัวโตกว่าผมมาก ชนิดที่ว่าผมต่อกรกับเขาไม่ได้เลย

‘รู้แล้วสินะ’

ดวงตาสีราตรีจ้องมองลงมาที่ดวงตาล้นน้ำใสๆ ของเด็กตัวเล็ก ที่นั่งแอบอยู่ข้างประตูหน้าต่างด้านนอกของเรือนไม้สักเงางามที่แวดล้อมด้วยต้นไม้สีเขียว เวลานั้นเด็กน้อยได้ยินชัดเต็มสองหูเกี่ยวกับความจริงที่ช่วยตอบความสงสัยในหัวใจมาเนิ่นนาน

แล้วเขาก็ผละออกไปจากหน้าต่างบานนั้น ทำราวกับว่าผมไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น ทว่าเรื่องราวที่รับรู้ก่อนหน้านี้ก็ยังคงดังวนเวียนราวกับจะฝังลงมาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่สั่นสะท้าน ความรู้สึกที่เจ็บปวดเกินเด็กในวัยแค่สิบสี่จะทนรับไหว

‘เด็กนั่นไม่ใช่ลูกผม’

...คำพูดนี้ดังกึกก้องยิ่งกว่าถ้อยคำไหนๆ เป็นเหมือนลูกกระสุนจากปลายกระบอกปืน พุ่งทะลุผิวเนื้อเข้าสู่ใจกลาง มันทำให้ผมตายไปแล้ว ตายทั้งๆ ที่ยังหายใจ

รู้แล้วว่าทำไมเขาถึงไม่เคยโอบกอดเด็กชายคนนี้เลยสักครั้ง ทำไมถึงไม่เคยเห็นเด็กคนนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ทำไมถึงไม่รักผมเหมือนที่รักลูกชายทั้งสองคนของเขา

เด็กนั่น... ที่เขาเรียกขานแทนตัวผม ก็คงเป็นแค่อะไรสักอย่างที่รกหูรกตา มองแล้วน่ารำคาญ ไม่มีค่า ไร้ความสำคัญ ที่ปรานีให้มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ความจริงเปิดเผยก็แค่สงสาร ก็แค่จิตใจไม่โหดเหี้ยมเหมือนคนที่เป็นเจ้าของสายเลือดในร่างกายผม

ตริ๊ง...

ในความเงียบที่โอบล้อมผมไว้ให้จมลงไปในอดีต แค่เสียงแจ้งเตือนจากโปรแกรมแชทสีเขียวก็ทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว มวนบุหรี่ที่ใกล้หมดถูกยกขึ้นมาแตะริมฝีปากอีกครั้ง ผมอัดความว่างเปล่าลงไปจนสุดความสามารถ เพื่อให้มันไปขับไล่ความปวดร้าวในอก ดึงลากมันออกมาด้วยควันสีขาวขุ่น ให้มันลอยออกไปไกลที่สุด ให้สายลมยามค่ำคืนฉุดลากไปเสียให้พ้นจากชีวิตผม

แต่นั่นแหละ มันก็แค่เรื่องหลอกลวงของคนอ่อนแออย่างผม สายนิโคตินหรือจะทำอะไรอดีตที่ฝังรากลึกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมได้

ตริ๊ง...

มันดังขึ้นอีกครั้ง ผมบดบี้จุดสีแดงของปลายมวนบุหรี่ลงกับที่เขี่ยซึ่งวางอยู่บนโต๊ะที่ตั้งอยู่ชิดผนังระเบียง เพิ่มจำนวนก้นบุหรี่จากสามเป็นสี่ ก่อนยกโทรศัพท์ในมือขึ้นมาอ่านข้อความของกระต่ายน้อยตัวล่าสุดของผม

Lam-taan : พี่พีว่าเขาชอบมันไหมครับ

จากนั้นเจ้าตัวก็แนบรูปถ่ายตามมา ในรูปที่สายน้ำส่งมาให้ผมดู เป็นรูปเสี้ยวหน้าด้านข้างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในรถยนต์คันสีขาวของผม ส่วนคนถือกล้องคงยืนถ่ายจากนอกรถแบบไม่ให้คนในรูปรู้ตัว จากเท่าที่เห็นในรูปอาการทางสีหน้าดูราบเรียบ ไม่มีรอยยิ้ม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใบหน้าปกติของเด็กคนนี้หรือเปล่า เพราะคนเราหลากหลายนิสัย การแสดงออกทางสีหน้าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนไม่ชอบแสดงความรู้สึก บางคนคิดหรือรู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาแบบนั้น บางคนก็ชอบปกปิดความอ่อนแอของตัวเองเอาไว้ภายใต้ใบหน้ามีความสุข ผมถึงไม่รู้จะตอบคำถามของสายน้ำอย่างไรดี

Lam-taan : ตอนนี้เขาบอกให้ผมเอาไปคืนพี่พี

สายน้ำเรียกผมว่า ‘พี่พี’ เพราะผมสั่งให้เรียกหลังจากที่เขาตกลงเป็นคนของผม

P.Phirach : บอกไปหรือยังว่าพี่ให้เป็นของขวัญวันเกิด

พิมพ์ถามไปแล้ว อีกฝ่ายก็อ่านอย่างรวดเร็วและตอบมาเร็วพอกัน

Lam-taan : บอกแล้วครับ

P.Phirach : ในเมื่อเขารู้ว่าเป็นของขวัญวันเกิดธาร แล้วเขามีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้เอามาคืนพี่ล่ะ

Lam-taan : ตอนนี้เขาโกรธแล้วครับ หนีขึ้นห้องแล้วด้วย

P.Phirach : ช่างเขา

Lam-taan : ช่างไม่ได้สิครับ ผมไม่อยากให้เขาโกรธ

P.Phirach : ปล่อยไปก่อน เดี๋ยวเขาก็หาย คนไม่เคยลำบาก ยังไงซะก็ต้องใช้มัน

Lam-taan : ครับ

P.Phirach : เขาสังเกตไหมว่าธารไม่ปกติ

...โดนกอดจนช่องทางฉีกขาด เนื้อตัวเต็มไปด้วยร่องรอยกุหลาบช้ำกับรอยกัด ไม่ใช่เรื่องที่จะปิดบังกันได้มิด นี่ผมก็ให้เขานอนอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันเสาร์ จนถึงวันอาทิตย์ ร่างกายคงพื้นคืนมาได้บ้างถึงได้ลุกกลับหอพักของตัวเองได้แล้ว แถมไม่ยอมปลุกผมด้วย

Lam-taan : เห็นครับ ถามด้วยแหละ

Lam-taan : ผมก็ตอบตามที่พี่พีบอกครับ

...ตอบตามที่ผมบอกก็คือตอบตามความจริงที่บิดไปเล็กน้อย แค่เปลี่ยนจากผมที่เป็นคนซื้อบริการมาเป็นผมที่เป็นแฟนของสายน้ำ

Lam-taan : พี่พีครับ เรื่องคอนโดฯ ผมไม่เอาแล้วได้ไหมครับ

P.Phirach : ทำไม ?

Lam-taan : คือผมว่ามันมากเกินไป

P.Phirach : ธารขอพี่เองนะ แล้วพี่ก็ไม่เปลี่ยนคำพูด

สายน้ำเป็นคนขอของพวกนี้จากผมเอง ทั้งรถ ทั้งคอนโดมิเนียม ที่เจ้าตัวอยากได้ไม่ใช่เพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง แต่เพื่อเพื่อนสนิทที่เจ้าตัวแอบรัก เด็กหนุ่มที่ถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน คนที่ต้องทนอยู่กับความยากลำบากของชีวิตในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ไม่รู้ทำไมผมถึงให้ตามที่สายน้ำขอ ให้แบบไม่เสียดาย อาจเป็นเพราะลูกตากลมใสซื่อ กับความกล้าทำเพื่อคนที่ตัวเองรัก แม้จะเลือกใช้วิธีที่เหมือนสิ้นคิดก็ตาม แต่ก็นั่นแหละ สายน้ำก็โง่พอที่จะเลือกใช้วิธีขายตัวเองเพื่อมอบความสุขสบายให้กับคนที่ตัวเองรัก ผมไม่อยากซ้ำเติมเด็กน้อยไปมากกว่านี้ ถึงได้ให้มากกว่าที่เขาอยากได้ ให้เท่าที่ผมให้ได้ ตอนนี้ผมก็ไม่ได้ลำบากอะไร ไม่มีหนี้ที่ต้องชดใช้ให้ใคร เพราะผมชดใช้ไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนี้เงินที่เลี้ยงดูผม รวมถึงหนี้ชีวิตที่เขาปรานีให้ผมเกิดมา ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเขาแม้แต่นิดเดียว

Lam-taan : ผมกลัวเขาโกรธ

P.Phirach : โกรธก็ช่าง ไม่อยากอยู่ก็ไล่ไปนอนข้างถนนละกัน

P.Phirach : สอบเสร็จวันสุดท้ายให้มาหา พี่จะพาไปดูคอนโดฯ

P.Phirach : ไปอ่านหนังสือได้แล้ว

Lam-taan : ครับ

Lam-taan : ช่วงนี้พี่พีจะให้ผมเข้าไปหาไหมครับ

P.Phirach : ไม่ต้อง อ่านหนังสือสอบไปเถอะ

ผมไม่ได้ต้องการร่างกายของสายน้ำมากนักหรอก ต่อให้ผมชอบสายน้ำมากเป็นพิเศษก็ตาม ผมก็แค่ชอบความไร้เดียงสาในแบบที่ครั้งหนึ่งผมก็เคยเป็นมาก่อน แต่ก็ไม่ได้อยากกอดทุกวันทุกคืนถึงขนาดนั้น ไม่ได้ต้องการให้อยู่เคียงข้างทุกเวลานาที รอให้ผมอยากกอดเมื่อไรก็จะเรียกใช้เอง 

Lam-taan : ครับ

Lam-taan : ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ

Lam-taan : **สติ๊กเกอร์**

ผมมองสติ๊กเกอร์โคนี่นอนหลับขี้มูกโป่ง ยกริมฝีปากขึ้นนิดหน่อยให้กับมัน แล้วปล่อยให้บทสนทนาผ่านตัวหนังสือบนหน้าจอสี่เหลี่ยมจบเพียงเท่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีสติ๊กเกอร์ส่งกลับไป ผมไม่ใช่เด็กและคู่สนทนาก็ไม่ได้มีความหมายไปมากกว่า ‘คนของผม’ ตอนอยู่บนเตียงนอน





***อ่านต่อด้านล่าง***






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-02-2019 19:38:44 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
***ต่อจากด้านบน***




ตริ๊ง...

บทสนทนาด้วยตัวอักษรผ่านหน้าจอโทรศัพท์ในมือของผมกับสายน้ำจบไปหลายนาทีแล้ว เสียงแจ้งเตือนข้อความที่แทรกผ่านความเงียบเชียบขึ้นมาจึงไม่ใช่ของสายน้ำ แต่เป็นข้อความจากปาลิน อันที่จริงเจ้าตัวส่งข้อความมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ช่วงที่ผมแชทคุยกับสายน้ำนั่นแหละ เพียงแต่ผมยังไม่ได้เปิดอ่าน

ผมกดเข้าไปอ่าน ไม่ได้ตอบกลับไปในทันที และเป็นอีกครั้งที่ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย บอกถึงความพอใจกับข้อความของอีกฝ่าย

Palin : ต้องการแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม

Palin : พีคิดว่าวิธีนี้จะได้ผลเหรอ

Palin : ถ้าคิดว่าวิธีนี้จะทำให้เขาหันมาสนใจพี เรายอมก็ได้

Palin : โอเค เราตกลง

ข้อความด้านบนถูกส่งมาก่อนหน้านี้ ส่วนด้านล่างคือข้อความล่าสุดที่เพิ่งส่งมา

Palin : มารับเราตอนนี้เลยได้ไหม

ผมก็ยังไม่ได้ตอบกลับไป เลือกจะหยิบบุหรี่มวนใหม่ขึ้นมา เริ่มต้นอัดความว่างเปล่าลงเข้าไป ลากดึงเอาความอ่อนแอออกมาพร้อมกับควันสีขาวขุ่นลอยฟุ้ง ปล่อยให้มันล่องลอยไปกับความเงียบเชียบของค่ำคืนที่รอบตัวมีเพียงความเงียบเหงา ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ความเหงาจะไม่โอบรอบตัวผมเอาไว้

ตริ๊ง...

จนกระทั่งก้นบุหรี่ในที่เขี่ยเพิ่มจำนวนจากสี่เป็นห้าภายในเวลาแค่ชั่วโมงเดียว เสียงแจ้งเตือนจากข้อความของปาลินก็ดังขึ้นมาอย่างได้จังหวะ ขัดขวางบุหรี่มวนใหม่ที่อยู่บนปลายนิ้วของผม

Palin : มารับเราที

คิ้วผมขมวดเข้าหากันทันที รู้สึกว่าข้อความนี้มาพร้อมความร้อนรนของคนที่ส่งมา แม้ตัวอักษรที่ไร้เนื้อเสียงไม่สามารถบอกได้ว่าปาลินกำลังรู้สึกเช่นไร ทว่าผมกับสัมผัสเสียงกรีดร้องของปาลินได้เป็นอย่างดี

Palin : มาได้ไหม

...เกิดอะไรขึ้นกับปาลิน

Palin : เราเลิกกับพี่ภามแล้ว

...เลิกแล้วงั้นเหรอ ?

P.Phirach : ให้ไปรับที่ไหน

Palin : บ้านพ่อแม่พี่ภาม

Palin : เร็วๆ นะ

P.Phirach : รอได้ใช่ไหม เราจะรีบไป

ผมรีบเดินกลับเข้าไปข้างในห้องไร้แสงไฟแต่ก็ยังเห็นทุกอย่างได้เลือนราง ก่อนเดินตรงเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว ไม่ได้เสียเวลาให้กับการอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่น เพราะเสียงกรีดร้องของปาลินผ่านตัวหนังสือไม่กี่คำนั้น ทำให้ผมช้าไม่ได้ ไม่แม้แต่จะกลับไปที่คอนโดฯ ของตัวเองที่อยู่ห่างออกไปจากโรงแรมนี้ไม่เท่าไรเพื่อไปเอารถอีกคันมาใช้ เนื่องจากรถคันที่ผมใช้ตอนคืนวันศุกร์ไม่ได้จอดอยู่ที่โรงแรมแห่งนี้แล้ว ผมคงต้องใช้บริการของรถแท็กซี่ 

บ้านหลังนั้นผมรู้จัก เคยไปมาแล้วครั้งหนึ่ง คนพาไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก... ก็คนที่เป็น ‘เพื่อน’ ของหมอภามนั่นแหละ


เป็นเวลาเกือบห้าทุ่มที่แท็กซี่คันสีฟ้าพาผมมาถึงจุดหมาย คือบ้านหลังใหญ่ภายในรั้วสูง ซึ่งขณะนี้สว่างไสวด้วยแสงไฟหลากสีและประดับด้วยลูกโป่ง ดอกไม้ และป้ายต่างๆ สัญลักษณ์ของความรื่นเริงในวันคล้ายวันเกิดของลูกชายเจ้าของบ้าน

ผมก้าวลงจากรถแท็กซี่หลังจากที่บอกคนขับเรียบร้อยแล้ว ว่าให้เขาอยู่รอผมก่อน สองขาพาผมผ่านรั้วสูงเข้าไปภายในได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ผมบอกกับชายวัยกลางคนที่ยืนเฝ้าประตูรั้วว่ามางานวันเกิดหมอภาม เขาก็รีบเปิดประตูให้ผมทันที ไม่ตั้งคำถาม ไม่มีความสงสัย ว่าทำไมแขกของงานถึงได้มาช้าเช่นนี้ แถมยังไม่มีกล่องของขวัญหรือช่อดอกไม้ติดมือมาด้วยเลย

ช่วงขาของผมก้าวเร็วกว่าปกติ ใจมันร้อนรนเพราะข้อความที่กรีดร้องของปาลินยังดังก้องอยู่ในหัว เมื่อเดินเข้าไปใกล้ลานกว้างหน้าบ้านหลังใหญ่ที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานปาร์ตี้วันเกิด ผมแทบไม่ต้องกวาดสายตามองหาปาลินเลย เพราะเจ้าตัวนั่งห่างออกมาจากกลุ่มคนอื่นๆ และไร้เงาของคนรักอยู่ข้างกาย ไม่สิ ต้องเรียกว่า ‘อดีตคนรัก’ (ถ้าปาลินไม่โกหกผมนะ) และตอนนี้คนที่เคยสูงกว่าผมไปเล็กน้อยก็มองเห็นผมแล้ว เจ้าตัวลุกขึ้นยืนและรีบเดินมาหาทันที

...รีบเสียจนเหมือนว่ากำลังหนีใครมา

ไม่ใช่เหมือนแล้วสิ น่าจะจริงมากกว่าที่ปาลินกำลังหนีสิ่งที่ทำให้หัวใจกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ผู้ชายผมยาวจนถึงไหล่และถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยกำลังใช้ขายาวๆ ของตนช่วงชิงความได้เปรียบ ไม่ปล่อยให้คนตัวเตี้ยกว่าหนีพ้นตนไปได้ ทว่าผมเองได้เปรียบมากกว่า เพราะขาผมก็ยาวแม้ไม่เท่าอีกฝ่ายก็ตาม แต่การที่ผมได้เปรียบเนื่องจากปาลินเลือกจะหนีด้วยการวิ่ง และตอนนี้คนตัวเล็กก็มาอยู่ในวงแขนผมเรียบร้อย

“ปี มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน” เสียงนั้นราบเรียบ แต่อารมณ์ข้างในไม่ได้เป็นเช่นนั้นแน่นอน สายตาของหมอภามตวัดมองมาที่ผมนิดหนึ่ง บอกความไม่พอใจที่ผมใช้มือโอบเอวคนของตน

“ผมกับคุณ เราคุยกันจบแล้ว” แม้จะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ไม่ต่างจากคู่กรณี แต่เชื่อเถอะในน้ำเสียงของปาลินเต็มไปด้วยความสั่นไหวจากบาดแผลบางชนิด แฝงไปด้วยความปวดร้าวในอก

“แม่พี่ก็พูดแบบนี้ทุกครั้ง ปีก็ทนได้ไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมคืนนี้ถึงทนไม่ได้”

“เพราะผมคงทนต่อไปไม่ไหว ไปต่อไม่ไหวแล้ว” น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมา เพื่อเปิดทางให้กับอีกหลายร้อยล้านหยดที่รวมกันจนกลายเป็นสายน้ำอุ่นร้อน “คุณทำตามที่ท่านต้องการเถอะ อย่าให้ท่านต้องเสียน้ำตาอีกเลย เรื่องของเราให้จบแค่นี้เถอะครับ” มือเล็กยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้พ้นไปจากแก้มขาว ผมเห็นปาลินพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาซ้ำ

“เราสัญญากันแล้วนะปี” หมอภามเอ่ยท้วง ยกเอาคำสัญญาในวันเก่ามายื้อ “...สัญญาว่าเราจะจับมือไปด้วยกัน เราจะมีแค่กันและกัน ปีจะมีแค่พี่ พี่จะมีแค่ปี เราจะพยายามไปด้วยกัน จะไม่ปล่อยมือจากกัน ต่อให้ใครไม่เห็นด้วยกับความรักของเรา”

“ตอนนั้นผมยังเด็ก” คำโต้ตอบแผ่วเบา ราวกับไม่มั่นใจในถ้อยคำที่เอ่ยออกมา และทำให้ใบหน้าของคนฟังขึ้นริ้วรอยเจ็บปวดที่ไม่ต่างกันเลย “...ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าความพยายามไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ มันเปลี่ยนใจคนไม่ได้... กลับกันเถอะพี” คำพูดสุดท้ายปาลินหันมาเอ่ยกับผม แววตาที่ผมมองสบเต็มไปด้วยความปวดร้าวในอก ยามนี้โลกทั้งใบของคนคนนี้ได้แตกสลายไปเสียแล้ว

ผมดีใจที่เอาปาลินกลับมาได้ แต่ก็ไม่อยากเห็นเพื่อนต้องเจ็บปวด ไม่อยากให้หัวใจของปาลินแตกสลายเหมือนของผม แม้จะต่างเหตุการณ์กันก็ตาม ทว่าความรู้สึกนั้นไม่ต่างกันหรอก

...เจ็บก็คือเจ็บ

...น้ำตาก็คือน้ำตา

...และโลกก็พังยับเยินเหมือนกัน

“อืม...” ผมขานรับในลำคอ พลางส่งยิ้มให้คนตัวเล็กกว่า ก่อนจะหันไปโค้งศีรษะลงเล็กน้อยให้กับเจ้าของวันเกิด ไม่ใช่การแสดงคำเอ่ยลาแบบไร้เสียง แต่เป็นคำพูดเยาะเย้ยที่เปล่งออกมาด้วยท่าทางต่างหาก... เยาะเย้ยในความรักที่จบลงเสียที หมอภามไม่ควรมีความสุขกับความรักที่สมหวัง

ระหว่างผมกับหมอภาม ไม่ได้มีเรื่องใหญ่โตให้หมางใจกัน จนถึงขั้นเกลียดขี้หน้าจนอยากให้จมดิ่งลงไปในความรักที่แตกสลาย เพียงแต่ว่าผมเป็นคนพาลไปหน่อย คุณหมอคนนี้ดันเกิดมาเป็นเพื่อนรักของคนคนนั้น ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่ผมจะรู้สึกสะใจที่แย่งคนของหมอภามที่เคยเป็นคนของผมกลับคืนมาได้

...เด็กดีในอดีต เวลานี้ได้กลายเป็นคนพาลไปเรียบร้อย ไม่เหลือความใสซื่ออีกต่อไป มันหมดไปแล้วสิ่งนั้น 

แต่ก่อนที่ผมจะทันทิ้งให้หมอภามอยู่กับความว่างเปล่า สูญเสียคนรักมาให้ผม เจ้าตัวก็ก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว หวังจะดึงแขนเอาตัวปาลินกลับไปหาตน แต่บังเอิญที่ผมคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าต้องเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ผมถึงได้ดึงเอาตัวปาลินไปไว้ด้านหลังได้ทัน พ้นไปจากมือใหญ่ที่จะฉุดกระชากคนตัวเล็กกลับไป พร้อมกับผลักอกหมอภามอย่างแรง จนอีกฝ่ายเซไปข้างหลังเสียหลายก้าว

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงทำให้หมอภามขยับเขยื้อนไม่ได้ ผิดกับตอนนี้ที่ผมแข็งแรงขึ้น ร่างกายสูงใหญ่และหนาขึ้นกว่าตอนเป็นเด็กที่มีร่างกายผอมแห้ง ถึงแม้ความสูงใหญ่จะไม่เท่ากับอีกฝ่ายก็ตาม แต่ผมก็โคตรภูมิใจที่เปลี่ยนมาได้ถึงขนาดนี้

“อย่ายุ่งกับคนของผม” ผมพูดแล้วส่งรอยยิ้มเย้ยหยันในความพ่ายแพ้ของหมอภาม

“เลิกเรียกร้องความสนใจเป็นเด็กๆ ซะที พยายามจนน่าหัวเราะ” หมอภามก้าวเข้ามาใหม่ เขาใช้ความสูงที่มากกว่าข่มผมให้ตัวเล็กลง แต่ก็แค่นั้น ใช่ว่าผมจะกลัว ผมไม่ใช่เด็กอย่างที่เขากล่าวหา ต่อให้ ‘บางคำ’ ของเขาจะเป็นความจริงก็ตาม

‘เรียกร้องความสนใจ’ งั้นเหรอ?

แล้วไง ก็ผมจะทำ ทำให้คนคนนั้นเห็นซะทีว่าผมมีตัวตน!

“งั้นก็หัวเราะสิครับ หวังว่าจะหัวเราะออกนะครับหมอภาม” ผมจบคำท้าทายด้วยการเกี่ยวเอวปาลินกลับมายืนข้างกาย โน้มใบหน้าลงไปแนบริมฝีปากบนแก้มชื้น ไล่มาถึงกลีบปากอิ่มสวย ไม่มีเสียงหัวเราะแม้แต่นิดเดียว มีแต่แรงกระชากที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วพอๆ กับเสียงหมัดหนักที่กระแทกลงมาบนแก้มผม

กลิ่นเลือดคลุ้งภายในอุ้งปาก กับเสียงสั่นๆ ของปาลินที่ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวผมที่เสียหลักล้มลงไปกองพื้น เพราะหมัดของหมอภามนั้นรุนแรงจนผมต้านทานไม่ไหว และไม่ใช่แค่เสียงของปาลินที่ดังก้องอยู่ในหูของผม ยังมีเสียงของผู้คนในงานที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

“อย่าทำเพื่อนผม!” เสียงตะคอกดังขึ้นในจังหวะที่หมอภามก้มตัวลงมากระชากคอเสื้อผมขึ้นมา เพื่อให้กลับขึ้นไปรับหมัดของเขาต่อ และนั่นทำให้หมอภามชะงักเล็กน้อย มันเป็นโอกาสที่ผมสามารถใช้เท้าถีบหน้าท้องของอีกฝ่ายให้ล้มลงไปกองพื้นเช่นเดียวกับผม ต่างกันที่ว่าตอนนี้ผมลุกขึ้นจากพื้นแล้ว โดยมีปาลินช่วยพยุง จากนั้นก็โอบกอดผมไว้ทั้งตัว ราวกับจะใช้ร่างกายที่ผอมบางและเล็กกว่าผมในการปกป้องผมจากอดีตคนรักของตน เมื่ออีกฝ่ายตั้งท่าจะลุกขึ้นมาซัดหมัดใส่ผมให้หายแค้น

ใบหน้าของหมอภามทั้งโกรธ ทั้งคับแค้นใจ ผิดกับใบหน้าของคนคนนั้นที่ก้าวนำหน้าคนอีกหลายสิบตรงมายังตรงนี้ เขาถึงตัวหมอภามก่อนใครพวก พร้อมกับมือที่รั้งแขนเพื่อนของตัวเองเอาไว้ไม่ให้พุ่งมาถึงตัวผม ก่อนริมฝีปากหนาจะขยับเป็นถ้อยคำออกมาว่า

“ปล่อยเด็กมันไป มันก็มีปัญญาทำได้แค่นี้” เสียงทุ้มราบเรียบและแฝงด้วยพลังอำนาจในแบบที่ใช้กับผมมาตลอด

หึ... คิดว่าผมทำได้แค่นี้งั้นเหรอ ?

เหอะ... คิดว่าผมจะหยุดแค่เอาตัวปาลินมาจากหมอภามแค่คืนเดียวอย่างนั้นเหรอ

ขอโทษเถอะ แค่คืนเดียวผมก็สามารถทำให้ปาลินไม่คิดจะกลับไปหาหมอภามได้ละน่า

คอยดูละกัน คุณยะ!




*****จบตอนที่ 2*****

Talk ** บังเอิญค่าตัวน้องพีไม่แพงเท่าไร เลยออกเยอะหน่อย
ส่วนคุณยะนั้น ค่าตัวของเขาแพง ออกมานิดหน่อยก็พอเนอะ ^_^
(คุณยะไม่ต่างจากตัวประกอบเลย 555+)
สีเหลืองอ่อน
ปล.เดี๋ยวขอกลับไปแก้ช่วงเวลาที่น้องพีไปต่างประเทศในตอนที่ 1 นะคะ แหะๆ คนเขียนคำนวณช่วงเวลาผิดพลาดไปนิด


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-02-2019 19:41:18 โดย i_ang »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
นึกออกแล้ววววววววววว
เอ้ยยยยย ไหนตอนนั้นเหมือนจะไปได้
แต่ทำไมความสัมพันธ์ของคุณยะกับน้องพีถึงได้พังขนาดนี้ล่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 3


“หิวหรือเปล่าปี กินอะไรไหม”

ผมถามคนที่เดินตามหลังผมเข้ามาในคอนโดฯ แล้วเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาสีน้ำตาลแดงที่ตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องครัวแบบเปิดเท่าไรนัก โดยมีโต๊ะอาหารรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับเก้าอี้บุนวมอีกแปดตัวช่วยให้เขตแดนของทั้งสองส่วนชัดเจนขึ้น และตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่หน้าตู้เย็นหลังใหญ่ เพื่อรอคำตอบ

“เราอิ่มแล้ว” ปาลินตอบกลับมาเสียงเบา สายตาไม่ได้อยู่ที่ใบหน้าผม ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้เงียบๆ มาตลอดทางจากบ้านพ่อแม่ของหมอภามจนมาถึงคอนโดมิเนียมของผมมองผ่านประตูระเบียงห้องออกไปด้านนอก จับจ้องท้องฟ้ายามราตรีที่มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดหม่น

“เค้กไหม ?” ผมถามต่อ ตอนที่หันกลับไปเปิดตู้เย็น หยิบเอาเค้กหลายชิ้นและหลากรสชาติออกจากถุงหิ้วแล้วใส่เข้าไปในตู้ เค้กแต่ละชิ้นที่หยิบออกมาแช่ตู้เย็นไว้ก็น่ากินทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครปชาเขียว เค้กเลม่อนที่โรยหน้าด้วยงาดำ ช็อกโกแลตมูส บานอฟฟี่พาย สตรอว์เบอร์รีทาร์ต บลูเบอร์รีชีส และไวท์ช็อกซีส

ไม่รู้ว่าเจ้าของเค้กอยากให้ผมอ้วนจนกลิ้งได้หรือเปล่า ขนาดว่าผมตัวใหญ่และหนาขึ้นกว่าตอนเด็กมาก เจ้าของเค้กก็ยังมองว่าผมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กนิดเดียวและต้องมีเนื้อมีหนังมากกว่านี้ นอกจากเค้กก็ยังมีน้ำส้มคั้นกับน้ำสตรอว์เบอร์รีอีกสองขวดใหญ่ คุกกี้อีกสามกระปุก อย่างหลังนี่ผมเอาไปวางไว้บนเคาน์เตอร์ใกล้ๆ ตู้เย็น

เค้ก น้ำผลไม้ และคุกกี้ ของอร่อยพวกนี้ ผู้ชายที่น่ารักเสมอสำหรับผม เขาฝากไว้กับพนักงานที่เคาน์เตอร์ด้านล่างของคอนโดมิเนียม เพราะหอบหิ้วมาให้แล้วไม่เจอตัวคนรับ พอไม่เจอก็ฝากไว้และโทรบอกผมช่วงที่นั่งอยู่ในแท็กซี่ตอนกลับออกมาจากบ้านของพ่อแม่ของหมอภาม

“ไม่” ปาลินส่ายหน้า มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาออกจากพวงแก้ม

เมื่อปาลินบอกอย่างนั้น ผมเลยหยิบแค่เกี๊ยวกุ้งออกมาสามถ้วยเล็ก ตั้งแต่ตื่นมาตอนค่ำผมยังไม่ได้กินอะไรเลย มาตอนนี้เลยหิวมากกว่าปกติ ต่อให้มันเป็นเวลาเกือบตีหนึ่งแล้วก็ตาม

ผมเปิดเตาไมโครเวฟ ยัดเกี๊ยวกุ้งที่แกะออกมาจากถ้วยพลาสติกแล้วเทรวมกันในถ้วยใบใหญ่เข้าไปอุ่นในนั้น

“ไปอาบน้ำก่อนนะ” ปาลินก็เอ่ยขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องชั้นล่างซึ่งเป็นห้องนอนประจำของเจ้าตัวเวลาที่มานอนค้างกับผม

คอนโดมิเนียมหลังนี้เป็นแบบ Duplex  เพดานเหนือห้องนั่งเล่นเปิดโล่งไปจนถึงชั้นสอง ให้ความรู้สึกเหมือนอาศัยอยู่ในบ้านสองชั้นที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน ไม่ใช่แท่งคอนกรีตที่สูงเสียดฟ้า ห้องหลังนี้ตั้งอยู่บนชั้น 29 เป็นอีกหนึ่งของขวัญจากคนที่เป็นเจ้าของเลือดในกายผมครึ่งหนึ่ง ของขวัญต้อนรับการกลับบ้าน กลับมาช่วยเขาดูแลธุรกิจของตระกูล

ผมเดินถือถ้วยเกี๊ยวกุ้งอาหารมื้อค่ำที่ต้องมากินเอาตอนเกือบตีหนึ่งมาวางบนโต๊ะอาหาร ที่ตั้งอยู่รายล้อมโต๊ะคือจำนวนเก้าอี้ซึ่งเยอะกว่าจำนวนใช้จริง ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวประจำตรงหัวโต๊ะ ตักอาหารมื้อเย็นที่เกินเวลามาหลายชั่วโมงจนหมดเกลี้ยง เป้าหมายต่อไปคือบลูเบอร์รีชีสเค้กกับบานอฟฟี่พาย เอาให้อ้วนสมใจคนให้ไปเลยละกัน

นึกถึงคนให้แล้ว ผมก็ต้องรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเปิดหน้าจอ เข้าไปที่กล้องแล้วถ่ายรูปเค้กสองชิ้นบนจานสีขาว หน้าตาของเค้กน่ากินไม่ต่างจากรสชาติของมันเลย ได้รูปสวยๆ แล้วก็ส่งผ่านโปรแกรมแชตสีเขียวไปให้เจ้าของเค้กได้ชื่นใจ ไม่ได้สนใจเลยว่าเวลานี้ดึกมากแค่ไหนแล้ว เพราะคิดว่าส่งข้อความทิ้งไว้เฉยๆ เท่านั้นเอง

P.Phirach : จะกินแล้วนะครับ

ผมส่งรูปพร้อมกับข้อความเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ทันวางมือถือเลยด้วยซ้ำ ข้อความที่ถูกส่งไปและคิดว่าคนรับคงจะเห็นมันตอนเช้า แต่ว่าข้อความนั้นก็ขึ้นว่าถูกอ่านแล้ว พร้อมกับข้อความจากอีกฝั่งโผล่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : กินตอนดึก อ้วนนะครับน้องพี

‘น้องพี’ เห็นคำนี้ขึ้นมาทีไร กระบอกตาของผมร้อนขึ้นมาเสมอ มันเป็นความรู้สึกโหยหา ที่ไม่ว่าจะหาอะไรมาเติมลงไปก็ไม่เต็มเสียที

P.Phirach : ก็มันอร่อยมากกกกกกกกก

P.Phirach : ไม่กินไม่ได้

P.Phirach : ขอบคุณนะครับอาฟ้า

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : งั้นอาฟ้าอนุญาตให้กินอีกชิ้น แต่ว่าอาฟ้าต้องนอนแล้วนะ เดี๋ยวอานุของน้องพีจะสงสัย

เรื่องที่ผมติดต่อกับอาฟ้ายังไม่มีใครรู้ แม้แต่อานุก็ยังไม่รู้ ผมเป็นคนขอร้องอาฟ้าเองเพราะยังไม่กล้าสู้หน้าคนรักของอาฟ้า

การพบกันของผมกับอาฟ้าเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ ตอนนั้นผมเพิ่งกลับมาไทยได้ไม่ถึงเดือนเลยด้วยซ้ำ กำลังขับรถกลับจากโรงแรม รถก็ดันมาเสียซะได้ ผมยืนรอช่างมาดูอาการ จังหวะนั้นอาฟ้าขับรถผ่านมาตรงนั้นพอดี แถมยังจำผมได้ทันทีด้วย ผมยังแปลกใจเลยว่าอาฟ้าจำผมได้ยังไง ทั้งที่ผมเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ไม่ได้ตัวเล็กผอมแห้งเหมือนเมื่อก่อน หน้าตาก็ดูเป็นชายหนุ่มมากขึ้น ไม่มีเค้าโครงความเป็นเด็กที่เป็นภาพจำของอาฟ้าหลงเหลืออยู่เลยด้วยซ้ำ

ตอนฟังเหตุผลของอาฟ้าที่จำผมได้ ผมถึงกับกอดอาฟ้าร้องไห้ข้างถนนเลย เจ้าตัวบอกผมว่า ที่จำได้เพราะ ‘ความคิดถึง’ ล้วนๆ คิดถึงมากถึงจำได้แม้กระทั่งท่ายืน

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : หม่ำเสร็จก็เข้านอนเลยนะครับ ห้ามนอนดึกนะน้องพี

ผมว่าช้าไปแล้วนะ สำหรับคำว่า ‘ห้ามนอนดึก’ เพราะนี่มันดึกมากแล้วจริงๆ อีกไม่กี่ชั่วโมงฟ้าก็สว่างแล้ว

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : ฝันดีครับน้องพี

น้ำฟ้า ตรัยธาดา : **สติ๊กเกอร์**

เจ้าตัวดุ๊กดิ๊กกระโดดขึ้นเตียงแล้วดึงผ้ามาห่มตัวกับข้อความว่าฝันดีที่เขียนกำกับอยู่ข้างๆ เตียง ทำให้ผมมีรอยยิ้ม สำหรับอาฟ้าก็เป็นกรณีพิเศษกว่าใคร ที่ผมยอมส่งสติ๊กเกอร์เด็กผู้ชายส่งจุ๊บกู๊ดไนท์ไปให้ มันไม่มีอะไรแอบแฝงครับ ผมยังรักและเคารพอาฟ้าเหมือนเดิม 

อาฟ้าเป็นเพียงคนเดียวในครอบครัว ‘ตรัยธาดา’ ที่ผมกล้าสู้หน้าได้ ส่วนคนอื่นโดยเฉพาะคุณย่าของน้องพี ต่อให้ผมรักและคิดถึงท่านมากแค่ไหน ผมก็ไม่กล้ากลับไปกราบเท้าท่าน เพราะความรู้สึกผิดที่เป็นคนพรากคนสำคัญของท่านไปนั้น ทำให้ผมไม่กล้ากลับไปพบเจอกับความผิดหวังและความเกลียดชังในแววตาของท่าน

ผมวางโทรศัพท์ลง จัดการกับเค้กรสชาติอร่อยที่คุ้นเคย ให้ความหอมหวานของรสสัมผัสขับไล่ก้อนเมฆสีดำทะมึนออกไปทีละก้อน พอเค้กสองชิ้นหมดในเวลาอันรวดเร็ว ผมก็เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเค้กเลม่อนออกมาอีกชิ้นหนึ่ง กินตามคำสั่งของอาฟ้าครับ แต่ความจริงคือเค้กของอาฟ้าอร่อยจนไม่อยากหยุดแค่สองชิ้นต่างหากเล่า และไม่ลืมหยิบน้ำส้มคั้นออกมาด้วย

จนเค้กเลม่อนที่โรยหน้าด้วยผงงาดำหมดเกลี้ยงและปิดท้ายด้วยน้ำส้มคั้นแก้วใหญ่ ผมก็ลุกเดินเอาถ้วยกับจานไปล้างทำความสะอาด พอผละออกจากอ่างล้างก็เจอปาลินที่เดินเข้ามาในครัว เจ้าตัวอยู่ในชุดนอนแต่ยังไม่พร้อมที่จะนอน

“ขอดื่มหน่อยนะ” ว่าแล้วก็เปิดตู้เย็น เป้าหมายคงเป็นกระป๋องเบียร์สีเขียวรูปทรงยาว “ดื่มด้วยกันไหม” เจ้าตัวหันมาถาม ดวงตายังแดงก่ำจากการร้องไห้เหมือนเดิม คาดว่าตอนเข้าไปอาบน้ำก็คงมีร้องไห้ต่ออีกแน่ๆ

“เหนียวตัวแล้วขอไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวเราลงมา อย่าเพิ่งเมาซะก่อนนะ” ผมบอก ปาลินเลยหยิบออกมาแค่กระป๋องเดียว แล้วเดินไปนั่งดื่มที่โซฟากลางห้องนั่งเล่น

ตอนผมเดินลงมาจากชั้นสองหลังอาบน้ำเสร็จ โซฟาตัวที่ปาลินนั่งก่อนหน้านี้ว่างเปล่า บนโต๊ะเตี้ยหน้าชุดโซฟาสีน้ำตาลแดงมีกระป๋องเบียร์เปล่าตั้งอยู่สามกระป๋อง เจ้าตัวหนีไปยืนรับลมกลางดึกที่นอกระเบียง ผมเปิดประตูระเบียงตามออกไป ไม่ได้เดินไปหยุดอยู่ข้างกายคนคออ่อนที่ฟุ้งด้วยกลิ่นเบียร์ ผมเลือกที่จะเดินไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังร่างบอบบางที่ติดจะผอมไปเสียด้วยซ้ำ โอบรัดร่างกายของปาลินไว้ในวงแขนแบบที่ไม่แน่นเกินไปแต่ก็แนบสนิท เพื่อสร้างความคุ้นเคย

ใช่ว่า... เราสองคนจะไม่เคยกอดกัน

และใช่ว่า... เราสองคนจะไม่เคยนอนด้วยกัน

‘นอน’ ที่มีความหมายว่า ‘มีอะไรกัน’ แม้จะนานหลายปีแล้วก็ตาม

“เมาหรือยัง ?” ผมกระซิบถามข้างใบหูเล็ก ราวกับกลัวว่าจะมีคนได้ยิน ไม่สนใจแรงต้านจากคนในวงแขน เพิ่มแรงกอดเข้าไปอีกนิด บังคับกลายๆ ให้คนตัวเล็กหยุดขัดขืนเสียที

“ปล่อยก่อนพี อึดอัดนะ” ปาลินว่าเสียงดุ พยายามแกะมือผมออกจากเอว แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เวลาปกติยังสู้แรงผมไม่ได้เลย ยิ่งตอนนี้แอลกอฮอล์ไหลเวียนในร่างกายไปเสียแล้ว ก็จะเอาอะไรมาสู้ผมได้

“ไม่ได้จะทำให้อึดอัด แต่จะทำให้ปีมีความสุขจนไม่มีเวลาไปคิดถึงหมอภาม” พูดจบ ผมก็แนบริมฝีปากลงบนแก้มขาว อุณหภูมิของแก้มนั้นเย็นจัดเพราะสายลมเย็นยามดึกบนตึกสูง “มาเป็นคนของเรานะปี”

“แต่เรามีพี่ภามแล้ว” ปาลินเลิกดิ้น เลิกที่จะเอามือผมออกจากตัวเขา เจ้าตัวทอดสายตามองไปยังความมืดเบื้องหน้า

“เลิกกันแล้วนี่นา ตอนนี้ปีเป็นอิสระ ปีคงไม่คิดจะกลับไปหาหมอภามอีกแล้วใช่ไหม” ผมใช้คำพูดพวกนี้เพื่อโน้มน้าวคนในวงแขน ให้ความคิดและหัวใจของปาลินอ่อนแอลงไปอีก “ครอบครัวของหมอภามไม่ได้ต้องการปีเหมือนที่เราต้องการปีหรอกนะ พยายามมากี่ปีแล้วล่ะ ผลมันเป็นยังไง ก็ยังศูนย์เท่าเดิม เผลอๆ อาจจะติดลบด้วยซ้ำ พวกเขาเองก็ยังตั้งหน้าตั้งตาหาลูกสะใภ้ที่คู่ควรกับลูกชายของเขาอยู่ตลอดเวลา เรารู้มาว่าตอนนี้ก็กำลังเล็งลูกสาวคนเล็กของท่านรัฐมนตรีพิทักษ์”

“...” ร่างกายใต้ในผ้าเนื้อดีที่ผมลากปลายนิ้วเข้าไปสัมผัสเริ่มสั่น 

“พวกเขาไม่ได้มองว่าปีเป็นคนรักของลูกชายเขา แต่มองว่าปีเป็นตัวปัญหา คนน่าขยะแขยงที่ทำให้ลูกชายของเขากลายเป็นพวกผิดเพศ โทษว่าปีทำให้พวกเขาอดอุ้มหลาน ทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลไฮโซของเขาเสียหาย” ผมก็ยังใช้ความจริงเข้าทำร้ายหัวใจปาลินอย่างต่อเนื่อง “เขาคงแช่งชักหักกระดูกปีวันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยครั้ง ปีชอบหรือยังที่ให้คนอื่นมาดูถูกเหยียดหยามคุณค่าของปี มองปีเหมือนไม่ใช่คน...

“...”

“ไม่มีหมอภาม ปีก็ไม่ตายหรอก เชื่อเราสิ”

“...”

“กลับมาหาเรานะ มาเป็นคนของเรา”

“พีไม่ได้รักเรา” นี่คงเป็นประโยคปฏิเสธ

ถ้าถามว่าผมรู้สึกอย่างไรกับปาลิน ก็ตอบได้ไม่ยากครับ เมื่อก่อนเคยรู้สึกอย่างไร ตอนนี้ก็ยังคงรู้สึกแบบนั้น เราสองคนเป็นเพื่อน... เพื่อนที่เคยนอนด้วยกัน ก็แค่นั้น

“เมื่อก่อนก็ไม่ได้รัก เราก็มีอะไรกับปีได้นี่” ผมไม่สนใจคำพูดของปาลินเท่ากับความต้องการของตัวเอง “ถ้าปีไม่อยากกลับไปหาหมอภามแล้วละก็ วิธีนี้ก็ดีไม่ใช่หรือไง กลับมาเป็นของพี แล้วหมอภามจะไม่มายุ่งกับปีอีก ปีจะได้ไม่ต้องถูกครอบครัวหมอภามมองด้วยสายตารังเกียจอีกต่อไปไง... หรือว่าปีอยากเห็นหมอภามทะเลาะกับพ่อแม่ของเขา อยากให้เขาโดนพ่อแม่ตัดขาดความเป็นพ่อแม่ลูกกันเหรอ”

เรื่องความสัมพันธ์ของปาลินกับหมอภามที่ไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวอีกฝ่าย ผมรับรู้หมดทุกอย่างเพราะปาลินมาระบายให้ผมฟังตลอด

ผมรู้ว่าปาลินรักหมอภามมาก ระยะเวลาหกเจ็ดปีที่ผมหายไป หมอภามก็เริ่มเข้ามาเป็นทุกอย่างของปาลินอย่างช้าๆ ทว่าผมก็ยังมั่นใจว่าในส่วนเสี้ยวของความรู้สึกในวันเก่า ความรู้สึกที่เรียกว่ารักที่ปาลินมีให้ผม มันยังคงค้างอยู่ตรงนั้น ตรงไหนสักแห่ง แค่รอเวลาให้ผมเรียกร้องเอามันคืนกลับมา 

“กลับมาเป็นคนของเราอีกครั้งนะปี” ผมแนบริมฝีปากลงบนต้นคอขาว ลากไล้สัมผัสด้วยแรงดูด ก่อนฝังคมเขี้ยวลงไปราวกับว่าร่องรอยนี้คือสัญลักษณ์ของความเป็นเจ้าของคนใหม่ของปาลิน

“อย่าพี...อื้ออ...” คำห้ามที่ฟุ้งด้วยกลิ่นความมึนเมาไม่ได้ทำให้ผมหยุดสิ่งที่คิดจะทำ ผมจับคางเล็กให้ใบหน้าน่ารักหันกลับมาหา ริมฝีปากของผมโน้มลงไปครอบครองกลีบปากอิ่มสีหวาน นานครั้งที่ผมจะใช้ปากนี้จูบใคร

“ไปห้องของพีนะ” ผมกระซิบบอกเมื่อผละริมฝีปากออกมาจากความนิ่มของริมฝีปากอิ่มของปาลิน และมีเพียงความเงียบที่คนในวงแขนมอบให้ผม แต่ปาลินก็ยินยอมให้ผมประคองตัวกลับเข้ามาในห้อง เดินขึ้นบันได เข้าไปในห้องนอนของผม และเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางกายกันบนเตียงนอนหลังใหญ่

เราสัมผัสกันเหมือนเมื่อครั้งนั้น ทุกการครอบครองไม่ได้อ่อนหวานจนความสุขล้นอยู่ในอก ความรู้สึกฝืนใจมีอยู่เต็มทั้งผมและปาลิน แต่เราก็ยังปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปแบบคนโง่เขลา ไม่ต่างจากเด็กผู้ชายสองคนในอดีต

เพียงแต่ว่าครั้งนี้... ผมกอดปาลิน


 .



.


.

***ต่อด้านล่าง***
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-02-2019 12:50:29 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
***ต่อด้านบน***

กลิ่นสัมผัสคลุ้งอยู่รอบกาย ยามที่ผมถึงปลายทาง ปลดปล่อยสายน้ำอุ่นร้อนเข้าไปในช่องทางคับแน่นของคนร่วมเตียง โอบกอดร่างเล็กที่หอบเหนื่อยและชื้นด้วยเม็ดเหงื่อทั้งที่อากาศภายในห้องเย็นฉ่ำไว้จากด้านหลัง

“มีความสุขไหม ?” คำถามดังเบาแทบไม่ได้ยินมาจากคนในอ้อมกอด เนื้อเสียงนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความสุขตามที่ร่างกายได้ปลดปล่อยออกมา มันเป็นคำถามที่เหมือนคำเย้ยหยันในสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นไป สิ่งที่เราทำร่วมกันด้วยความโง่เขลา

“มีสิ” ผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เพิ่มน้ำหนักให้กับคำตอบของตัวเอง แต่ไม่ได้ทำให้ความจริงน้ำหนักเบาลงเลย คนโง่เขลาและมีความคิดตื้นเขินอย่างผมยังคงหลอกตัวเองต่อไป “มีความสุขมาก ดีใจที่ปีกลับมาเป็นคนของเราอีกครั้ง”

“หยุดหลอกตัวเองได้แล้วพี เป็นถึงขนาดนี้” คนพูดพลิกตัวกลับมาหาผม ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นมาปาดความชื้นแฉะออกจากสองแก้ม

...น้ำตาผมไหล

“พีไม่มีความสุข” ดวงตาของปาลินแดงก่ำ คงไม่ต่างจากผมเท่าไร “...เราก็ไม่มีความสุขที่มีอะไรกับพี”

“...” ความสุขของผมหมดไปนานมากแล้ว ต่อให้นอนกับใครอีกร้อยคนพันคน ความสุขบนเตียงก็ยังคงเป็นของปลอม ไม่เคยจริงเลยสักนิด

“เรารู้สึกเกลียดตัวเองมากเลยรู้ไหม...ฮึก... เราสกปรก...ฮึก...จนน่าขยะแขยง” เป็นผมบ้างที่ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเม็ดน้ำตาให้พ้นไปจากพวงแก้มขาวของปาลิน “เรา...ฮึก...สองคน...โตแต่ตัวจริงๆ”

มีเพียงร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ นอกนั้นยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย ทั้งความคิดและความรู้สึก ผมยังคงเป็น ‘น้องพี’ คนอ่อนแอในวันเก่า

ผมคลายอ้อมกอดออกมา พลิกตัวหันหลังให้คนร่วมเตียง เช่นเดียวกับปาลินที่พลิกตัวกลับไปอีกด้านหนึ่ง เราสองคนต่างหันหลังให้กันและกัน ต่างคนต่างมีน้ำตา มีเรื่องราวเจ็บปวดให้ต้องจมลงไปอย่างยากจะห้ามปราม

ในความเงียบเชียบท่ามกลางแสงไฟสีนวลบนหัวเตียง มีเสียงสะอื้นออกมาเป็นระยะ

“จะเอายังไงต่อไป” ผ่านไปนานหลายนาทีที่จมอยู่กับความคิดที่ฉุดดึงที่ดิ่งลึก เสียงเบาบางของปาลินก็ดังแทรกผ่านความเงียบเชียบออกมาเป็นคำถาม

“อยู่กับเรา เป็นคนของเรา” ผมคิดได้แค่นี้จริงๆ ลากปาลินให้ลงมาถึงจุดนี้ได้ ผมก็ไม่รู้จะพาเพื่อนเดินไปทางไหนต่อ ก็คงต้องอยู่ด้วยกันแต่ไม่ใช่ของกันและกัน

“อืม”

แบบนี้คงดีแล้ว

“ปี”

“ว่าไง”

“พรุ่งนี้โทรไปลาออกนะ ไม่ต้องไปทำงาน”

“ได้ไงล่ะ” เสียงเล็กๆ แหวกลับมาทันที “มันไม่ใช่จะออกกันได้ปุ๊บปั๊บนะ”

“ก็แค่โทรไปลาออกกับคุณกมลฉัตร ขี้คร้านจะเต็มใจให้ปีออกจากโรงพยาบาลของเขาตอนนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าเขาเรียกร้องค่าสัญญาหรือค่าเสียหาย เดี๋ยวเราจ่ายให้เอง”

คุณกมลฉัตรคือแม่ของหมอภาม เธอเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนที่ปาลินทำงาน ปาลินเคยเล่าให้ผมฟังมาแล้วว่าเธออยากจะไล่คนรักของลูกชายออกไปซะให้พ้นหูพ้นตา ไม่อยากฟังเสียงซุบซิบนินทาว่าลูกของเธอผิดเพศ คบหาอยู่กับทันตแพทย์หน้าใสที่เป็นผู้ชายเพศเดียวกัน

“แล้วพรุ่งนี้เราจะให้เลขาหาทำเลดีๆ เปิดคลินิกให้ปีด้วย ปีจะได้ไม่ต้องไปเป็นลูกน้องใคร”

“รวยนักหรือไงหะเด็กชายพีรัช” เสียงขยับตัวของปาลินดังขึ้น คาดว่าเจ้าตัวคงกำลังพลิกตัวหันกลับมาหาผม ผมก็เลยขยับพลิกตัวกลับไปหาปาลินบ้าง เราสองคนมองหน้ากัน ต่างคนก็ต่างเช็ดคราบน้ำตาออกจากแก้มพร้อมกัน

“เด็กชายปาลินไม่รู้หรือไงว่าเรารวยมาก เงินในบัญชีมีไม่รู้กี่ร้อยล้าน” ...อีกไม่นานก็คงถึงหลัก ‘พันล้าน’

ผมไม่ใช่อัจฉริยะด้านการหาเงินร้อยล้านพันล้านได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบปีหรอก ที่มีเงินในบัญชีเป็นหลักร้อยล้านใกล้พันล้านก็เป็นเงินของคนที่มีสายเลือดเดียวกับผมทั้งนั้น 

พวกเขาสองคนบอกว่าตัวเลขในบัญชีคือ ‘ความรัก’ ตรงกันข้ามกับความคิดของผม ผมว่าตัวเลขพวกนั้นคือ ‘การชดเชย’ ให้กับคนไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้นเอง

“เราพ้นจากสภาพเด็กที่ต้องขอเงินเขาใช้...และต้องตอบแทนบุญคุณเขาด้วยร่างกายของเราแล้วนะปี” รู้สึกเลยว่าเสียงผมสั่นมาก ยามที่เอ่ยประโยคพวกนี้ออกมา ปาลินก็รับรู้มัน เจ้าตัวถึงได้ขยับเข้าใกล้ผม ดึงตัวผมเข้าไปกอดในสภาพที่เราสองคนต่างเปลือยเปล่าทั้งคู่

“ให้อภัยเขาไม่ได้เลยเหรอ”

“...” ผมซบหน้าบนไหล่เล็ก ส่ายหัวช้าๆ น้ำอุ่นร้อนล้นออกมาหน่วยตา ตัวผมเหมือนจะเล็กลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นแค่กรวดดินไร้ค่า

“ทั้งรักทั้งแค้นแบบนี้ คนที่เจ็บก็มีแต่พีนะ”

...เจ็บมากด้วย เจ็บแบบที่ไม่มีความเจ็บไหนมาเทียบได้

“มันเหมือนเราเดินมาไกลเกินไปแล้ว เรากลับไม่ได้ ต่อให้อยากกลับไปแค่ไหน เราก็กลับไปไม่ได้... ฮึก... เขาไม่เคยรักเรา...ไม่เคยรักเราเลย...แล้ว...เขาก็กำลังจะแต่งงาน...ไม่มีอะไรที่เราจะทำได้อีกแล้วนะปี...ฮึก...เราทำอะไรไม่ได้เลย...นอกจาก...เรียกร้องความสนใจไปวันๆ...” หัวใจของผมมันปวดร้าวไปหมด มันแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่สิ้นสุด ไม่เคยมีวันไหนเลยที่ผมไม่ร้องไห้

...น้ำตาของผมไม่เคยแห้งไปจากใบหน้า

“เขาไม่เคยรู้ว่าทำให้เราทรมานแค่ไหน”

...เพราะความคิดถึงมันทำให้ผมทรมานเหลือเกิน ความทรมานที่ไม่ต่างจากความใกล้ตายแต่ไม่ตาย

............................................................................


ผมค่อยๆ ปล่อยสายสีขาวขุ่นน้ำหนักเบาล่องลอยและกลืนหายไปกับราตรีที่ใกล้ย่างสู่รุ่งสาง ปลายนิ้วคีบมวนบุหรี่ที่ใกล้มอดดับมาจรดที่ริมฝีปากอีกครั้ง ดึงลมหายใจเข้าแล้วพ่นออกมา ทำแบบนี้มาเกือบชั่วโมงหลังจากที่เพื่อนร่วมเตียงหลับสนิทไปแล้ว

การที่ปาลินหลับสนิททำให้ผมทำอะไรง่ายขึ้น เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าผมทำอะไรไปบ้างหลังจากที่เขากอดผมจนหลับไป กว่าจะรู้ก็คงเป็นตอนที่ตื่นขึ้นมาและเปิดโทรศัพท์ดู สิ่งที่ผมทำไม่ได้มีอะไรมากหรอก แค่ลงไปหยิบโทรศัพท์ของปาลินที่วางอยู่ข้างเตียงในห้องนอนชั้นล่าง เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตัวเองบนชั้นสอง จัดท่านอนของปาลินนิดหน่อย ให้โชว์ร่องรอยสีกุหลาบที่ผมจงใจทิ้งเอาไว้ เพื่อให้ได้รูปที่ถูกใจผมมากที่สุด แต่คงไม่ถูกใจคนที่ผมส่งไปให้ดูนักหรอก

ผมเมินเฉยกับเสียงข้อความที่หมอภามโต้ตอบกลับมา ไม่สนใจแรงสั่นสะเทือนจากสายที่เรียกเข้ามาซึ่งก็เป็นของหมอภามอีกนั่นแหละ เลือกจะปิดช่องทางการติดต่อด้วยการปิดโทรศัพท์มันซะเลย ที่ผมส่งรูปปาลินให้หมอภามไม่ใช่เพื่อตัวเองทั้งหมด ส่วนหนึ่งผมยอมรับว่าตัวเองพาลไปทั่ว และเรียกร้องความสนใจเหมือนเด็กๆ ที่มีปัญญาคิดได้แค่นี้ แต่อีกเหตุผลที่ผมทำลงไปก็เพื่อปาลิน ในเมื่อครอบครัวของหมอภามไม่ชอบปาลิน รังเกียจคนที่ทำให้ลูกชายตัวเองผิดเพศ ดูถูกว่าเกาะหมอภามกิน กระแหนะกระแหนทุกครั้งที่เจอหน้ากัน ยิ่งลับหลังตอนที่หมอภามไม่อยู่ก็ด่าว่ายิ่งกว่าแม่ค้าตลาดสด ความพยายามของปาลินตลอดหลายปีไม่เคยได้ผล ผมถึงอยากให้ปาลินเลิกกับหมอภามไปซะ

...รักได้ก็เลิกได้

ผมอยากให้คำนี้ใช้ได้กับปาลิน

แต่สำหรับผมแล้ว มันใช้ไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

...รักไปแล้ว มันไม่เคยจะเลิกรักได้ ยิ่งไม่คิดตัดใจจากก็ยิ่งหลงใหลไปกับความโหยหานั้น ยิ่งยอมให้ตัวเองจมอยู่กับความรักสีดำมืดก็ยิ่งหาทางออกไม่เจอ ยิ่งถลำลึกก็ยิ่งเจียนตาย

บุหรี่มวนใหม่ถูกจุดขึ้น สายนิโคตินล่องลอยอบอวล ผมปล่อยให้ตัวเองไหลไปกับความรู้สึกโหยหา ที่ต่อให้อัดความว่างเปล่าลงไปเท่าไร ความรู้สึกที่มากมายนั้นก็ไม่มีวี่แววว่าจะลดน้อยลงเลย กลับยิ่งเพิ่ม ยิ่งรู้สึก ยิ่งอยากร้องไห้ อยากร้องตะโกนออกมาให้สุดเสียง ให้ทุกความรู้สึกที่อัดแน่นกลืนกินชีวิตผมอยู่นี้มันแตกกระจาย มอดดับ และสูญสิ้นไปซะ

ทุกอย่างที่เป็นผมในวันนี้ มันเริ่มจากตรงไหนนะ เริ่มจากตอนที่ผมยังอยู่ในท้องหรือเปล่า หรือตอนที่ผมเกิดมา ...หรือวันที่เด็กน้อยพีรัชเริ่มฟังคำผู้ใหญ่เป็น จำความได้ และได้พบกับคนคนนั้นผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม โดยไม่รู้ว่า ‘คุณพ่อ’ คืออะไร

“น้องพีมาเร็ว คุณพ่อจะมาแล้ว”

จนเมื่อมานั่งบนตักคุณย่าที่มีคุณปู่นั่งอยู่ข้างๆ กับอานุที่วุ่นอยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะกลับมานั่งข้างคุณปู่ ส่วนอาภาก็กำลังเดินขึ้นเรือนมา ขาดแต่คุณทวดที่นานครั้งเด็กชายพีรัชจะได้พบเจอ เพราะท่านอยู่บนตึกที่สูงขึ้นไปบนฟ้า

“นั่นคุณพ่อของน้องพี” คุณย่าก้มลงมาบอก ชี้ชวนให้เด็กตัวน้อยบนตักดูคนในจอ

คำว่า ‘คุณพ่อ’ คือผู้ชายที่หน้าคล้ายคุณปู่กับอานุ

คนตัวโต มีสายตาน่าดึงดูด ผมในวัยเด็กจ้องเขาเขม็ง ความรู้สึกที่จำได้อย่างแม่นยำเลยคือ ‘คนตัวโตเป็นของผม’ เพราะคุณย่าบอกว่า ‘ของน้องพี’

คุณพ่อของน้องพี ก็คือ ‘ของของผม’ ไม่ต่างจากของเล่นหลายชิ้นของผม ตุ๊กตาของผม กระเป๋าของผม หมวกของผม รองเท้าของผม เสื้อผ้าของผม เตียงของผม ผ้าห่มของผม ห้องของผม เพราะอะไรก็ตามที่ลงท้ายด้วยคำว่าของน้องพี นั่นหมายความว่าสิ่งนั้นคือของของน้องพี ฉะนั้นคุณพ่อก็เป็นของผม

คำว่า ‘คุณพ่อเป็นของผม’ มันฝังเข้ามาในหัวของผมนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

“ธุคุณพ่อหน่อยสิครับน้องพี” เป็นคำสั่งของอานุ ซึ่งผมส่ายหัวอย่างรวดเร็ว

“ไม่เอา น้องพีไม่ธุ”

ความไม่รู้ประสาในวัยเด็ก ทำให้ผมตั้งคำถามว่า ทำไมผมต้องธุด้วยล่ะ ในเมื่อคนตัวโตเป็นของผม คนในจอก็ไม่ต่างจากพี่หมีของน้องพีที่ผมนอนกอดทุกคืนเลย เหมือนเสื้อผ้าของผม เตียงของผม ผ้าห่มของผม ของเล่นของผม ดังนั้นแทนที่จะยกมือไหว้ ผมในวัยเด็กกลับลุกจากตักคุณย่า เดินตรงเข้าไปหาคนในจอภาพ จิ้มนิ้วไปบนนั้น แล้วบอกกับคุณพ่อของน้องพีว่า

“ออกมาสิ ออกมาเลยนะ น้องพีจะกอด” กวักมือเรียกแล้วแต่คนในจอก็ยังนั่งอยู่ท่าเดิม ไม่ขยับตัวไปทางไหน ไม่ลุกเดินมาหาเสียที

แล้วเสียงหัวเราะก็ดังลั่นกับคำพูดของเด็กอย่างผม ที่ยังไม่รู้ว่า ‘คุณพ่อ’ คืออะไร ผมรู้แต่ว่าคุณพ่อคือคนตัวโตในจอ คือของของผม ผมเป็นเจ้าของคุณพ่อ แต่คนในตัวโตในจอสี่เหลี่ยมไม่ได้หัวเราะออกมา เขาจ้องหน้าผม ด้วยสายตาชนิดไหนผมก็จำไม่ได้หรอก อ่านสายตาไม่ออกด้วย เพราะผมยังเด็กเกินไปที่จะรับรู้อารมณ์ของพวกผู้ใหญ่ 

เหตุการณ์ในวันนั้นที่ทำให้ผมรู้ว่าคุณพ่อคือของของน้องพีก็มีอยู่แค่นี้ นอกนั้นมันเลือนรางไปหมด ไม่มีภาพจำใดในวันนั้นฉายอยู่ในหัวผมเลย

หลังจากวันนั้นผ่านไป ผมจำไม่ได้ว่ารอให้คุณพ่อของน้องพีออกมาจากหน้าจอนานเท่าไร ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปกี่วันกี่คืนที่ของของน้องพีไม่ยอมออกมาให้กอดเสียที จำได้แค่ตัวเองเอาแต่ร้องไห้หาคนตัวโต ปาตุ๊กตาบนเตียงลงพื้นทุกตัว โยนของเล่นทุกชิ้นออกนอกหน้าต่าง ไม่ยอมใส่เสื้อผ้า เดินไม่ใส่รองเท้า  เพราะของของน้องพีที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่มีความสำคัญเท่ากับคนตัวโตที่เด็กชายพีรัชอยากกอด

...ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้กอด





*** จบตอนที่ 3 ***
อีก 2-3 วันตอนที่ 4 ค่อยมานะคะ ^_^
สีเหลืองอ่อน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-02-2019 12:54:54 โดย i_ang »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
สงสารทั้งพีทั้งปีเลย

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 4

ช่วงเวลาที่ร่ำร้องหา ‘คุณพ่อของน้องพี’ ผ่านไปนานจนลืมเลือนว่าอยากกอด ของของน้องพีชิ้นอื่นกลับมามีความสำคัญอย่างเคย และนานไม่กี่เดือน หรืออาจนานเป็นปี คุณพ่อของน้องพี ของของน้องพี คนตัวโตในจอก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า มาให้เห็นในสายตา ภาพจำคือตอนที่เด็กชายนอนบนเตียงของโรงพยาบาลเพราะป่วยเป็นไข้หวัด ความทรงจำเลือนรางเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ที่จำได้ชัดเจนคือมือใหญ่แสนอบอุ่นที่วางลงบนศีรษะ ...คำที่เอ่ยบอกกับเด็กชายตัวน้อยว่า

‘หายไวๆ’

‘คุณพ่อของน้องพีมาให้น้องพีกอดหน่อย’

มือน้อยไขว่คว้าหา พบเจอเพียงความว่างเปล่า คนตัวโตเพียงแค่ทอดสายตามองลงมา มือแสนอบอุ่นนั้นถูกดึงกลับไปแล้ว เสียงพูดคุยอะไรต่อมิอะไรแว่วดังเข้ามา จับใจความอะไรไม่ได้นอกจากความรู้สึกง่วงที่รุมเร้าและเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างง่ายดายด้วยฤทธิ์ยา

เหตุการณ์วันนั้นจึงจำได้แค่มือแสนอบอุ่นที่วางบนศีรษะ น้ำเสียงทุ้มที่บอกให้หายไวๆ และไม่ได้กอดคุณพ่อของน้องพีแม้แต่นิดเดียว   

จนกระทั่งโตขึ้น เด็กชายพีรัชจำความได้ชัดขึ้น รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้ใหญ่ได้มากขึ้น ภาพของวันนั้นคือผมก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม แต่เปลี่ยนจากตักคุณย่าเป็นตักอานุ และบนหน้าจอสี่เหลี่ยมเครื่องเดิมก็ยังเป็นผู้ชายตัวโต

คุณพ่อของน้องพี... ‘ของของน้องพี’

แต่วันนี้เด็กชายพีรัชรู้แล้วว่า ‘คุณพ่อ’ มีความหมายว่าอย่างไร คือสถานะของผู้ให้กำเนิด ไม่เหมือนคุณหมีของน้องพี กระเป๋าของน้องพี เสื้อผ้าของน้องพี และไม่ใช่ ‘ของ’ ที่จะเอามาเป็นของตัวเองได้

และไม่ต้องรอให้อานุบอก เด็กชายพีรัชในวัยใกล้เจ็ดขวบก็ยกมือขึ้นไหว้คุณพ่อทันทีที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาสีขาว

“สวัสดีครับคุณพ่อ”

คนตัวโตในจอสี่เหลี่ยมมองหน้าผม สายตาของเราประสานกันก่อนที่เขาจะหันไปคุยกับใครสักคนด้วยภาษาต่างชาติ คนคนนั้นไม่ได้อยู่ในจอภาพแต่เสียงที่เล็ดลอดเข้ามาก็บอกได้ว่าคู่สนทนาคือผู้หญิง จบบทสนทนากับฝ่ายนั้นแล้วคุณยะก็หันกลับมา เขาจ้องหน้าผม เอ่ยถ้อยคำที่ผมได้แต่สงสัย

“ต่อไปให้เรียกฉันว่า... คุณยะ”

“ให้ลูกเรียกแบบนั้นได้ยังไงตายะ มีพ่อที่ไหนเขาทำกันแบบนี้หะ!” เสียงคุณย่าเอ็ดขึ้นมาทันที ตามด้วยความสงสัยของคนที่เหลือ ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าคุณปู่ อานุ อาภา พูดอะไรกับคนในจอบ้าง เพราะเอาแต่ก้มหน้าฟังเสียงในหัวของตัวเอง

‘คุณพ่อของน้องพี’ คือของของน้องพี

ส่วน ‘คุณยะ’ ไม่ใช่ของของน้องพี

คนตัวโตที่ผมเงยหน้าขึ้นไปมองสบตาอีกครั้งหนึ่ง ต่อไปนี้ไม่ใช่ของของผมอีกแล้ว เขาจะเป็น ‘คุณยะ’ ผู้ชายที่ผมไม่เคยได้กอดเขาเลยสักครั้ง

“เรียกคุณยะสิ” คนตัวโตสั่งซ้ำ คราวนี้ไม่มีเสียงคัดค้านจากคุณปู่ คุณย่า อานุ และอาภาอีกแล้ว มีเพียงความเงียบที่เฝ้ารอคำพูดจากปากเด็กชายพีรัช

ผมจำได้จนมาถึงทุกวันนี้ ความรู้สึกในวันนั้นเหมือนกระดาษแผ่นบางที่ถูกฉีกให้ขาด จำได้ว่าน้ำตาไหลด้วยความจำยอม ผมร้องไห้แต่ไม่มีเสียงเป็นครั้งแรกในชีวิต จากนั้นก็ได้ยินเสียงคุณปู่สั่งให้อานุอุ้มผมเข้าไปในห้องนอนทันที

“คุณยะ...คุณยะ...คุณยะ...คุณยะ...”

ไม่รู้ว่าผมพูดคำว่า ‘คุณยะ’ ไปกี่ครั้งตอนที่ถูกอานุอุ้มพาเข้ามาในห้องของตัวเอง จำได้แค่ว่าผมพูดคำนั้นซ้ำไปมา กอดคออานุแน่นกว่าครั้งไหน ไม่ยอมปล่อยมือจากตัวอานุ จนอีกฝ่ายต้องอุ้มผมไว้อย่างนั้นจนผมเผลอหลับไปพร้อมกับน้ำตา

พอกลับมาเจอกันผ่านหน้าจออีกครั้ง หลังจากผ่านไปอีกหลายเดือน ผมจำไม่ได้ว่ามันกี่เดือนกันแน่ เมื่อคุณยะปรากฏตัวบนหน้าจอ ผมก็ทำตามที่เขาสั่งเอาไว้ในครั้งก่อนทันที

“สวัสดีครับ... คุณยะ”

ไม่มีอีกแล้ว... คุณพ่อของน้องพี

คุณยะแค่มองหน้าผมนิดหนึ่ง แล้วหันไปทักทายคุณย่า วันนี้ไม่มีอานุที่ไปเที่ยวต่างจังหวัด ไม่มีอาภาที่ไปเข้าค่ายติวอะไรสักอย่างหนึ่งที่ต่างจังหวัดเช่นกัน ส่วนคุณปู่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่อีกมุมหนึ่ง ไกลออกไปพอสมควร

ผมทำไม่สนใจคนตัวโต เพราะความรู้สึกเสียใจและน้อยใจจากเหตุการณ์ล่าสุดยังติดค้างอยู่พอสมควร และอยากให้เขาง้องอนเอาใจเหมือนที่ทุกคนในบ้านหลังนี้ทำเวลาที่ผมโกรธหรือเสียใจ

“หลานแม่งอนเรา ง้อหน่อยนะตายะ”

“น้องพีเปล่างอน” โดนพาดพิงด้วยความจริง ผมก็รีบปีนขึ้นไปนั่งบนตักคุณย่าทันที กอดคอท่าน ซบหน้าลงบนไหล่ ใจก็ลุ้นรอคอยว่าอดีตคุณพ่อของน้องพีจะง้อเอาใจให้เด็กคนนี้หายน้อยใจด้วยคำพูดไหน

“พี... หันมาหาคุณยะ” เสียงดุๆ กรีดลึกลงไปบนหัวใจเด็กน้อย

...ความหวังดับสิ้นลงทันที คนตัวโตไม่ยอมเป็นคุณพ่อของน้องพีอีกแล้ว แถมยังเรียก ‘พี’ เฉยๆ ด้วย ไม่เรียก ‘น้องพี’ เหมือนทุกคนในบ้าน น้อยใจที่สุดเลย

“...” ผมส่ายหน้ารัวเร็ว ไม่ยอมหันกลับไปหา ความน้อยใจมันคับอก

“พี” เสียงเข้มเอ่ยเรียกชื่อเพื่อกดดัน ผมอยากจะดื้อไม่ยอมหันไปหาคนในจอ เพราะไม่อยากเจอสายตาดุๆ นั้น แต่คุณย่าก็ไม่ให้ความร่วมมือเลย

“หันไปคุยกับคุณยะหน่อยนะครับน้องพี เดี๋ยวคุณยะจะเสียใจน้า”

“ครับ” ผมจำยอม ด้วยการขยับลงจากตักคุณย่า เงยหน้าขึ้นมาสบตาคนในจอ ทั้งที่ใบหน้าเหมือนคุณปู่กับอานุขนาดนั้น แต่ทำไมใจร้ายกับน้องพีนักนะ ก็ได้แต่คิดด้วยความน้อยอกน้อยใจ อยากร้องไห้งอแงเอาแต่ใจ แต่ก็รู้ว่าคงไม่ได้รับการเอาใจอย่างที่หวังหรอก

...คุณยะใจร้าย 

“ของขวัญที่ส่งไปให้ชอบไหม ?”

...มีเรื่องนี้เรื่องเดียวแหละที่ใจดี

“ชอบมากครับ” เจ้ากระต่ายหูยาวกลายเป็นตุ๊กตาตัวโปรดแทนตัวอื่นๆ ตัวมันใหญ่กว่าผมในวัยนั้นเกือบสองเท่า ตอนนี้มันนั่งอยู่ข้างๆ ผม ผมขยับไปดึงแขนเจ้ากระต่ายยักษ์มากอด ดึงใบหน้ามันให้ต่ำลงมา ก่อนจะ ‘จุ๊บ’ แก้มนุ่มนิ่มโชว์คนให้ บอกย้ำว่าผมชอบมันมาก รักกระต่ายหูยาวของคุณยะที่สุด

“ถ้ายังอยากได้ของขวัญวันเกิดจากคุณยะอีก ห้ามดื้อ ถ้าขืนยังดื้อ เอาแต่ใจตัวเองอยู่ละก็ ต่อไปจะไม่ได้อะไรจากคุณยะอีก”

หึ... ก็มีแค่ชิ้นเดียวที่ผมได้จากคุณยะ

“น้องพีไม่เห็นอยากได้!” ผมเผลอขึ้นเสียง “ตัวอะไรก็ไม่รู้น่าเกลียด” ว่าแล้วก็ผลักเจ้ากระต่ายยักษ์จนหงายหลังไปเลย สงสารมันเหมือนกันนะ

...เอาไว้ตอนหน้าจอสี่เหลี่ยมไม่มีคุณยะเมื่อไร น้องพีจะขอโทษนะเจ้ากระต่ายยักษ์

“พี!” เสียงเข้มกระชากดุ จนผมสะดุ้ง โผเข้ากอดกอดคอคุณย่าทันที กอดแน่นด้วย “อย่าทำนิสัยเสีย!” 

“ตายะ! แม่ให้ง้อลูก ไม่ใช่ให้ขู่ลูก หลานแม่กลัวจนตัวสั่นแล้วเห็นไหม” คุณย่าดุทันควัน ยกมือโอบกอดผมไว้ จูบขมับอย่างปลอบโยน เพราะผมกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น สาเหตุมาจากถูกกล่าวหาว่า ‘ดื้อและเอาแต่ใจ’ บวกกับตกใจเสียงเข้มดุของคุณยะด้วย

“คุณแม่ก็โอ๋หลานเกินไป” คุณยะว่า ผ่อนน้ำเสียงให้เบาลง

“น้องพีเป็นหลานของแม่ แม่เลี้ยงมากับมือ ไม่ให้รัก ไม่ให้โอ๋ได้ยังไงหะตายะ เราอยู่ใกล้นะแม่จะตีให้ตายเลย... โอ๋ๆ ไม่ร้องนะลูก”

“ฮึก... น้องพีไม่ได้ดื้อ...ฮึก...น้องพีน่ารัก ทุกคนรักน้องพี”

...มีแต่คนตัวโตในจอเท่านั้นแหละที่ไม่รักน้องพี

“ใช่แล้วครับน้องพี น้องพีไม่ดื้อ น้องพีน่ารักที่สุดเลย พรุ่งนี้คุณย่าจะพาน้องพีไปซื้อรถบังคับคันใหญ่ๆ เลย ดีไหมครับ แต่น้องพีต้องหยุดร้องไห้ก่อนนะ” ถึงจะเสียใจที่ถูกคุณยะกล่าวหาและตะคอกใส่ แต่พอคุณย่าเอาของเล่นมาล่อ ผมก็รีบเก็บน้ำตานาทีนั้นเลย

“ฮึก...คันใหญ่ๆ เลยนะครับ” ผมคลายอ้อมแขนจากตัวคุณย่า เพื่อจะเอามือออกมากางทำท่าประกอบความใหญ่ของรถบังคับที่อยากได้ “เอาคันเท่านี้เลย น้องพีอยากได้คันเท่านี้” ...ถ้าได้รถบังคับคันใหญ่มาเมื่อไร จะเอามานอนกอดแทนเจ้ากระต่ายยักษ์เลย

“เดี๋ยวก็เสียเด็ก โตมาถ้าดื้อมากๆ ผมจะไม่ยุ่งด้วยแล้วนะครับ”

“ฮึ! ทำยังกับว่าทุกวันนี้เราสนใจหลานแม่นักนี่ ถ้าแม่รู้ว่าเราจะเป็นแบบนี้นะตายะ วันนั้นแม่ไม่ยอมให้เราพาหนู...พะ...”

“พอแล้วๆ คุณหญิง หลานโตแล้ว เดี๋ยวก็จำเอาไปคิดหรอก” เสียงคุณปู่ดังแทรกเข้ามา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างคุณย่า

“ก็น่าโมโหนี่คะท่านนายพล ลูกชายท่านสร้างเรื่องไว้แท้ๆ ตอนแรกบอกจะดูแลอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เอาเข้าจริง ดูสิคะ ไม่เห็นทำได้อย่างที่พูดสักอย่างเดียว ดิฉันละอยากตีให้หลังลายนัก นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆ ดิฉันจะตีให้ร้องเป็นเด็กเลยเชียว” คุณย่าว่าอย่างมีอารมณ์ 

“เอาเถอะคุณหญิง เรื่องมันผ่านมานานแล้ว แล้วดูตอนนี้สิ หลานคุณหญิงน่ารักน่าหลงแค่ไหน” คุณปู่พูดกับคุณย่า ก่อนหันมาพูดกับผมต่อ “คนไหนเป็นหลานของปู่ครับ”

“น้องพีครับ” ถามมาแบบนี้ ผมในวัยเด็กก็เอาหน้าออกมาจากไหล่คุณย่า หันไปยิ้มทั้งน้ำตาเต็มแก้มยุ้ย ยกมือแสดงตัวว่าเป็นหลานของคุณปู่ท่านนายพลทันที

“หลานของปู่ขี้แยหรือเปล่า”

“ไม่ครับ น้องพีไม่ขี้แย” พูดแล้วก็ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาออกจากแก้มแรงๆ “น้องพีเก่ง น้องพีกล้าหาญ น้องพีอดทน ใครชนห้ามล้ม ถ้าทำผิดต้องขอโทษ” สโลแกนของผมในวัยเด็กถูกเอ่ยออกมาด้วยความภูมิใจ ทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย เป็นคำพูดในวัยเด็กที่ไม่เคยหายไปจากความทรงจำ แม้แต่ใบหน้าแต้มรอยยิ้มของคุณปู่ในวันนั้นก็ยังชัดเจนอยู่ในความรู้สึก ไม่เคยลืม ยังคงคิดถึงท่านและรักท่านมากเหมือนเคย

“เมื่อกี้ปู่เห็นใครทำผิด ใช่น้องพีหรือเปล่าเอ่ย” มืออุ่นๆ ของคุณปู่ยกขึ้นมาวางบนศีรษะผมด้วยความปรานี

“ครับ” ผมพยักหน้า รู้ตัวว่าผิดที่ขึ้นเสียงใส่คุณยะ ผิดที่รังแกเจ้ากระต่ายตัวยักษ์ ครั้นเหลือบแลไปทางหน้าจอสี่เหลี่ยม ก็เห็นว่าคนในนั้นพิงแผ่นหลังไว้พนักโซฟา สองมือยกขึ้นกอดอก ท่าทางเหมือนรอคอยคำที่จะออกมาจากเด็กชายตัวน้อย

“เด็กดีต้องทำยังไงครับ” คุณปู่ถามยิ้มๆ แล้วอุ้มเอาตัวผมไปนั่งบนตัก เหมือนเป็นการบังคับให้ผมหันหน้าเข้าหาจอสี่เหลี่ยม ผมเลยหนีสายตาของคนตัวโตไปไม่ได้ และรู้ว่าตัวเองต้องเอ่ยคำไหนออกมา

“ขอโทษครับคุณยะ น้องพีผิดไปแล้ว” ผมยกมือไหว้ “ดีกันนะครับ” จากไหว้ก็เปลี่ยนเป็นยื่นนิ้วก้อยไปข้างหน้า สัญลักษณ์ของการง้อขอคืนดี อีกฝ่ายแค่มองเฉยๆ ไม่ได้ส่งนิ้วก้อยมาให้แต่อย่างใด ผมเลยค่อยๆ ลดมือลง เอามากุมไว้บนตัก

“ต่อไปอย่าทำอีก” น้ำเสียงคุณยะผ่อนความเข้มลง แต่ผมก็รู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่หายโกรธผม

“ครับ” ผมพยักหน้าหงอยๆ หันไปซุกหน้ากับอกคุณปู่ ซ่อนความน้อยใจไว้อย่างนั้น คุณยะไม่เหมือนทุกคนในบ้านที่จะคอยเอาใจผม ตามใจผม ชมผมว่าน่ารัก ต่อให้ผมดื้อ เอาแต่ใจแค่ไหน ก็ไม่มีใครใช้น้ำเสียงเข้มดุอย่างคุณยะสักคน

...แต่ก็เพราะความ ‘ไม่เหมือน’ นี่แหละที่ทำให้ผมอยากเจอคุณยะเหลือเกิน นึกถึงมืออุ่นๆ ที่ลูบศีรษะผมแล้ว หัวใจมันอุ่นวาบไปหมด

“ตายะนี่ก็นะ ลูกง้อแล้วยังมาตั้งท่าดุ ต่อไปแม่จะไม่เอาหลานมาคุยด้วยแล้วนะ” คุณย่ายังบ่นต่อ แต่คำขู่ของคุณย่าเล่นเอาผมร้องเสียงหลงทันที ใจนี่หล่นไปตาตุ่มแล้ว กลัวไม่ได้นั่งมองคนตัวโตในจอสี่เหลี่ยมอีกต่อไป

“ไม่เอาๆ คุณย่าอย่านะ น้องพีจะคุย จะคุยๆๆๆ” ปากแบะไปแล้ว เตรียมจะปล่อยน้ำตาอีกรอบ คุณย่ารีบโอ๋ทันที

“โอ๋ๆ ย่าพูดเล่น ไม่ร้องนะลูก ย่าจะให้น้องพีคุยกับคุณยะทุกวันเลยดีไหม”

ผมพยักหน้ารัวเร็วด้วยความดีใจสุดๆ คิดว่าจะได้คุยกับคนที่อยู่ไกลถึงต่างประเทศทุกวัน หัวใจก็ฟูแล้วฟูอีก แต่แล้วคำพูดของคนในจอก็ทำเอาความน้อยอกน้อยใจทับถมในหัวใจเด็กน้อยอีกจนได้

“ถามผมสักคำไหมครับคุณแม่ ว่าอยากคุยทุกวันหรือเปล่า”

คุณยะใจร้าย!

ใจร้ายที่สุด!!

ผมได้แต่คร่ำครวญในใจ

“โอ๊ย! แม่อยากเอาพัดฟาดเราให้หลังลายจริงๆ นะตายะ อยู่ใกล้แม่ละก็ เราโดนแน่” คุณย่าโวยเสียงแหลมปรี๊ด

ผมเห็นพัดในมือคุณย่ากระตุกแล้วกระตุกอีก นึกอยากตะโกนบอกคุณย่าไปว่า ‘ตีเลย เอาให้ร้องสะอึกสะอื้นเลยครับ’ แต่ก็ได้แค่คิด ไม่อยากให้คุณยะเจ็บ

“อย่าไปฟังคุณยะมากนะลูก คุณยะอิจฉาที่เห็นน้องพีได้อยู่กับคุณปู่คุณย่า ส่วนตัวเองต้องไปอยู่ไกลๆ อยู่คนเดียว ไม่มีใครคอยโอ๋เอาใจเหมือนน้องพี”

วัยนั้นผมไม่รู้หรอกว่าต่างประเทศไกลแค่ไหน แต่คงไกลกว่าการที่ป้าพิศนั่งรถไปซื้อของที่ตลาดแน่ๆ เพราะป้าพิศยังกลับมาทุกวัน แต่คนตัวโตที่ไปต่างประเทศไม่กลับมาสักที

ผมพยักหน้าอีกตามเคย และยังคงนั่งกอดคุณปู่ไว้เหมือนเป็นตัวเองเป็นลูกลิง จากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนไป โดยที่คุณปู่เป็นฝ่ายเริ่มต้น 

“รู้หรือยังเจ้ายะว่ากำหนดผ่าคลอดวันไหน”

“วันที่ยี่สิบสองเดือนหน้าครับคุณพ่อ”

“แม่เขาจะไม่เอาลูกจริงๆ แล้วใช่ไหม”

“ครับคุณพ่อ คลอดแล้วก็คงย้ายไปอยู่กับแฟนเขาเลย”

“นี่ก็อีกราย ไม่รักไม่ผูกพันกับลูกที่อุ้มท้องมาแปดเก้าเดือนเลยหรือไง แม่ไม่เข้าใจเลยจริงๆ จิตใจทำด้วยอะไรกัน”

“โลกนี้มีอะไรให้เราไม่เข้าใจอีกหลายเรื่องนะคุณหญิง เอาเป็นว่าตอนนี้เรามาโฟกัสที่เรื่องน่ายินดีดีกว่า ได้หลานทีเดียวสองคนเลย”

“น่ายินดีอยู่หรอกนะคะท่านนายพล แต่ดิฉันก็ไม่อยากเห็นหลานกำพร้า...”

“คุณหญิง... ไม่เอาน่า หลานฟังอยู่”

“ขอโทษค่ะท่านนายพล ดิฉันก็ลืมตัวไปหน่อย แต่ก็น่าโกรธจริงๆ นั่นแหละค่ะ”
ผมเงียบฟังเรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกัน ได้ยินทุกคำพูดแต่ไม่เข้าใจทั้งหมด ในวัยนั้นผมยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจ

“น้องพีครับ เดือนหน้าจะได้เห็นหน้าน้องชายฝาแฝดแล้วนะ ดีใจไหม”

“น้องชาย...ฝาแฝด คืออะไรครับคุณย่า”

ตอนนั้นผมรู้ว่า ‘น้องชาย’ คือเด็กที่มีอายุน้อยกว่าผม ส่วน ‘ฝาแฝด’ นั้น ผมยังไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร

ผมดึงสายตาจากใบหน้าคุณย่าไปมองคนในจอ แต่พอประสานสายตากันผมก็รีบเอามันกลับมาไว้ที่คุณย่าต่อ ...ใจสั่นอย่างไรบอกไม่ถูก

“ฝาแฝดคือเด็กสองคนที่หน้าตาเหมือนกัน” ผมขมวดคิ้ว ยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก คุณย่าจึงอธิบายเพิ่ม “เหมือนมีน้องพีสองคนไงครับ คนที่หน้าตาเหมือนน้องพีทุกอย่าง” ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นแหละ มีผมสองคนอย่างนั้นเหรอ มันจะเหมือนตอนที่ผมส่องกระจกหรือเปล่า


“ท่านนายพลช่วยดิฉันอธิบายให้หลานฟังหน่อยสิคะ” เพราะคงเห็นว่าผมยังไม่เข้าใจคำว่าฝาแฝด คุณย่าถึงกลับไปขอความช่วยเหลือจากคุณปู่

“เอาไว้เห็นของจริงเลยละกันนะน้องพี” คุณปู่ไม่ได้อธิบายแต่บอกให้ผมรอ

“ครับ” ผมก็รออย่างใจจดใจจ่อ

และแล้วก็ถึงวันที่ผมรู้ว่า ‘ฝาแฝด’ เป็นแบบไหน มันเริ่มจากวันแรกที่ได้เห็นเด็กตัวเล็กนิดเดียวในห่อผ้าสีฟ้ากับสีเขียว ตัวแดง ปากเล็กนิดเดียว มองไม่เห็นลูกตาด้วย เพราะเจ้าตัวจิ๋วเอาแต่นอนหลับในอ้อมแขนของคุณยะ แขนซ้าย แขนขวา... ภาพนั้นทำให้ผมตั้งคำถามว่า ผมเคยตัวเท่านี้มาก่อนใช่ไหม แล้วคุณยะก็เคยอุ้มผมแบบนี้ด้วยหรือเปล่า

แต่ก็นั่นแหละ ภาพน้องชายฝาแฝดก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่หลังจากครั้งแรกที่ได้เห็นเด็กตัวเล็กที่เรียกว่าทารกในอ้อมแขนของคุณยะ มันก็มีครั้งต่อๆ ไป จากวันผ่านไปเป็นเดือนและผ่านไปเป็นปี น้องชายฝาแฝดเริ่มโต หน้าตาเปลี่ยนไปจากตอนเป็นทารก แต่ทั้งสองก็ยังมีใบหน้าที่เหมือนกัน รวมถึงขนาดตัว สีผิว และสีตา ผมเข้าใจแล้วว่า ‘ฝาแฝด’ คืนคนสองคนที่หน้าตาเหมือนกัน เหมือนส่องกระจกนั่นแหละ

น้องชายฝาแฝดของผมชื่อทานตะวันกับถิร

‘ทานตะวัน’... คนพี่ คุณย่าตั้งชื่อให้ 

ส่วน ‘ถิร’... คนน้อง ก็นั่นแหละเป็นคุณปู่ตั้งให้

.
.
.

**ต่อด้านล่าง**
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-02-2019 19:27:26 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
**ต่อด้านบน**

คุณย่าบอกว่าชื่อทานตะวัน เมื่อก่อนคุณย่าหมายมั่นว่าจะให้เป็นชื่อของผม แต่คุณยะไม่ยอม เขาขอตั้งชื่อให้ผมเอง... ดีใจที่ได้รู้ว่าชื่อ ‘พีรัช’ มาจากคุณยะ และความรู้สึกอิจฉาน้องชายฝาแฝดที่ได้อยู่กับคุณยะก็พลอยลดลงไปด้วย แต่ก็... ยังเยอะอยู่นะความอิจฉาของผมน่ะ อิจฉาที่น้องชายทั้งสองของผมได้อยู่กับคุณยะ อยู่ด้วยกันทุกวัน ไม่เหมือนผมที่นานจนจะลืมแล้วว่าเจอคุณยะครั้งล่าสุดเมื่อไร   

ในขณะที่ผมเห็นการเติบโตของน้องชายฝาแฝดทุกวัน แต่สิ่งที่ผมแทบไม่เห็นเลยคือ... คุณยะ

น้อยครั้งที่เขาจะโผล่เข้ามาในจอสี่เหลี่ยม ที่ผมเห็นก็มีแต่พี่เลี้ยงสองคนที่คอยดูแลทานตะวันกับถิร คุณย่าบอกว่าคุณยะเรียนหนักมากและใกล้จะจบแล้ว (ขณะนั้นคุณยะเรียนปริญญาโท) เลยไม่มีเวลาโผล่มาให้ผมเห็นหน้า... ไม่มาให้ผมเห็นหน้าให้หายคิดถึง

และอีกหนึ่งคนที่ผมไม่เคยเห็นเลยคือ... ‘แม่’ ของทานตะวันกับถิร

ช่วงที่ทานตะวันกับถิรโตขึ้นทุกวัน ผมเองก็เติบโตขึ้นเหมือนกัน จากเด็กที่รู้จักแต่ของเล่น คุณปู่ คุณย่า อานุ อาภา คุณทวด (ที่นานครั้งถึงจะได้เห็นหน้า คุณปู่บอกว่าคุณทวดชอบอยู่บนที่สูง) และพี่ๆ ในบ้านที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้เยอะๆ เด็กที่ชอบกินขนม ตื่นเช้าไปโรงเรียน เล่นกับเพื่อน กลับบ้าน อ่านหนังสือนิทานหรือการ์ตูน และนอนหลับ แต่เมื่อโตมากขึ้น รู้อะไรมากขึ้น ผมถึงได้รู้ว่าโลกนี้ยังมี ‘แม่’

‘แม่’ ที่เป็นผู้หญิง

‘แม่’ ที่อานุกับอาภามีไว้เรียกคุณย่า 

‘แม่’ ที่อยู่กับ ‘พ่อ’ เหมือนที่คุณปู่อยู่กับคุณย่า

‘แม่’ ที่ทานตะวันกับถิรเคยอาศัยอยู่ในท้องโตๆ ก่อนออกมา

คำว่า ‘แม่’ ที่ผมได้ยินมาเสมอ อานุกับอาภาก็เรียกคุณย่าว่าคุณแม่ แต่ไม่ชัดถึงความหมาย ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เมื่อโตก็เริ่มรู้ เข้าใจอะไรมากขึ้น และยอมรับว่า... ผมเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีแม่ และผมเดาว่าทานตะวันกับถิรก็กำพร้าแม่เหมือนกัน

แล้วคนที่ต้องคู่กับแม่ล่ะ ต้องเรียกว่ากำพร้าด้วยหรือเปล่า?

......................................................

“เหม็น”

เสียงเล็กๆ เอ่ยผ่านความเงียบมาจากด้านหลัง ดึงผมออกมาจากความทรงจำวัยเด็ก น้ำหนักในเนื้อเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยคำตำหนิและตามด้วยคำบ่น

“สูบเยอะขนาดนี้ ห่วงปอดตัวเองบ้างไหมเนี่ย มะเร็งปอดน่ะ รู้จักไหมหะพี” ปาลินเดินมาเกาะขอบระเบียงอยู่ข้างๆ ผม ในจังหวะที่ผมบี้ปลายบุหรี่ลงบนที่เขี่ย ไม่ได้นับหรอกว่าหมดบุหรี่ไปกี่มวนแล้ว แต่ที่แน่ๆ คือตอนนี้ในกล่องไม่เหลือบุหรี่แม้แต่มวนเดียว เลยอดสูบต่อ

“บ่นๆ เป็นเมียหรือไง?” อดแซวคนตัวขาวที่ออกมาในสภาพครบชุด ส่วนผมมีแค่กางเกงผ้าขายาวเพียงตัวเดียวอยู่บนเนื้อตัว

“เออ!” มองหน้าผมตาขุ่นเลย

“เอาไปพูดต่อหน้าหมอภามด้วยนะ ว่าเป็นเมียเราแล้ว” ผมยักคิ้วกวนๆ ใส่คนหน้าบึ้ง ก่อนที่ใบหน้านั้นจะเริ่มสลดลง ดวงตาคู่สวยหม่นแสงฟ้องความรู้สึกในหัวใจ ว่ายามนี้กำลังเป็นเช่นไร

...ความรู้สึกผิดกำลังกัดกร่อนหัวใจของปาลิน

“ไม่อยากเจอ” เสียงถอนหายใจดังเบาแต่ก็ได้ยินชัด

“ไม่ต้องคิดอะไรแล้วนะ ปีกับหมอภามเลิกกันแล้ว ตอนนี้เราคือคนที่ยืนข้างปีแทนเขา” ผมเกี่ยวเอวเล็กเข้ามาใกล้ จรดริมฝีปากลงบนเส้นผมที่มีกลิ่นหอมเหมือนเด็กของปาลิน เจ้าตัวเหมือนเด็กตัวน้อยที่ใสบริสุทธิ์ ขณะที่ผมกลายเป็นผู้ชายสีเทาไปเสียแล้ว

“แต่พีไม่ได้รักเรา”

“ต้องการความรักจากเราด้วยเหรอ ?” ผมถามกลับ

“...” ปาลินส่ายหน้า

“...” ผมไม่ได้อยู่ในชีวิตปาลินมานานมากแล้ว จึงไม่แปลกที่ความรักของปาลินจะจากออกไปด้วย แต่ก็คิดว่ายังเหลือส่วนเสี้ยวหนึ่งอยู่บ้างแหละ ไม่งั้นปาลินจะยอมผมเหรอ

“พี”

“ว่า...”

“ช่วยเราออกมาจากพี่ภามด้วยนะ”

“ได้สิ เราไม่ปล่อยให้หมอภามเข้ามาในชีวิตปีเป็นครั้งที่สองแน่” ความจริงหมอภามไม่ใช่ผู้ชายร้ายกาจ เขาไม่ได้เจ้าชู้ ดูก็รู้ว่าเป็นคนรักเดียวใจเดียว

“ขอบใจ”

“เอาน่า...” ผมยิ้ม ตั้งใจยั่ว “...เมียเราทั้งคน”

“พี!” มาแล้วตาเขียวจัด เสียงขุ่นคลั่ก “เป็นคนนิสัยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย”

“ก็พูดความจริงล้วนๆ” แต่ผมหรือจะกลัว

“เหอะ...” คนตัวเล็กทำเสียงเย้ยในลำคอ โต้ตอบผมกลับมาด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงยามที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี “เมื่อก่อนพีก็เป็นเมียเรา”

“นั่นอดีต” ผมยักไหล่ ไม่สะทกสะท้านกับการเอาคืนของปาลิน “เราชอบปัจจุบันมากกว่า”

“เหรออออ” ปากอิ่มสีหวานยู่ย่นใส่ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าที่ใกล้สว่าง “เห็นแล้วนะรูปที่พีส่งไปในไลน์พี่ภาม” เอ่ยออกมาเบาๆ

“โกรธหรือเปล่า”

ปาลินไม่ตอบทันที เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นสูง มีเสียงสูดหายใจดังเบา ราวกับเจ้าตัวกำลังกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล สักพักใหญ่ถึงได้ตอบคำถามกลับมา

“ไม่” กลีบปากเหยียดยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง “ดีแล้ว พีทำถูกแล้ว มันต้องเป็นแบบนี้แหละ”

“นั่นสินะ ถูกแล้ว”

“พีว่า...”

“...” ผมมองเสี้ยวหน้าขาวใส ร่องรอยความปวดร้าวขึงคลุมอยู่บนใบหน้านั้น ก่อนจะดึงร่างเล็กที่มีอาการสั่นสะท้านจากความรู้สึกภายในอก ความปวดร้าวคงคับแน่นอยู่ในหัวใจดวงน้อยนิดของปาลิน

“...พี่ภามจะขยะแขยงเราไหม” เสียงอู้อี้ดังอยู่ชิดแผ่นอกผม ผมลูบหัวเล็กๆ ปลอบโยนให้คลายความเจ็บปวด และเป็นการขอโทษไปพร้อมกัน เพราะความคิดโง่เง่าของผมดึงให้ปาลินต้องมาอยู่ในสภาพนี้

“ขยะแขยงก็ดีสิ เขาจะได้ไม่อยากมายุ่งกับปีอีก”

“...”

“ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาแล้วนะปี”

“...”

“ปีมาไกลมากแล้ว ที่เหลือต่อจากนี้คือปีต้องเดินไปข้างหน้า ทิ้งหมอภามไว้ข้างหลัง”

“...”

“เคยรักยังไงก็รักไปอย่างเดิมก็ได้ แค่ไม่กลับไปก็พอ...” ผมจับไหล่เล็ก ดันตัวปาลินออกมา จ้องเข้าไปในดวงตาเรียวฉ่ำน้ำ ตั้งคำถามกดดันเจ้าตัวให้ยอมรับสิ่งที่ผมพูดมาก่อนหน้านี้ “...ทำได้ใช่ไหม”

“...” ไม่มีคำพูดหลุดออกมา ทว่าปาลินก็พยักหน้าช้าๆ แทนคำตอบที่ผมต้องการ

ทุกคำพูด ทุกประโยคที่ผมเอ่ยบอกปาลิน ก็ไม่ต่างจากถ้อยคำที่เอาไว้ใช้กับตัวเอง บอกตัวเอง สั่งตัวเอง บังคับตัวเอง กำกับหัวใจตัวเอง... รักยังไงก็รักต่อไป แค่ไม่ต้องกลับไปหาคนใจร้ายคนนั้น

“เรากลัว”

“กลัวอะไร”

“พี่ภาม... เห็นแบบนั้นเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนมากนะพี เรากลัวว่าเขาจะทำอะไรบ้าๆ” ความหวาดกลัวเข้ามาแทนที่ความฉ่ำวาวของสายน้ำตาในดวงตาคู่สวยของปาลิน

“อย่างเช่น ?” ผมไม่เห็นหมอภามจะน่ากลัวตรงไหน ถึงบุคลิกจะเงียบขรึมแต่ไม่เห็นมีรังสีอำมหิตเปล่งออกมาตรงไหนเลย แต่การที่ปาลินใช้ชีวิตอยู่กินกับหมอภามมาหลายปี (น่าจะตั้งแต่ตอนเรียนปีสี่ที่ปาลินย้ายไปอยู่กับหมอภามที่คอนโดฯ) เจ้าตัวอาจเห็นอะไรที่มากกว่าการมองเห็นแบบผิวเผินของผม

“ไม่รู้”

“ปีกังวลมากเกินไป อย่าคิดมากสิ” ผมปลอบ ลูบหัวเล็กเบาๆ แต่ปาลินก็ยังส่ายหน้า

“เพราะไม่รู้ไง เราถึงได้กลัว”

“หมอภามคงไม่ฆ่าปีหรอกน่า” ผมเลือกเอ่ยถึงเรื่องรุนแรงที่สุด หวังว่าคงจะไม่รักมากแค้นมากหรอกนะ คนอย่างหมอภามที่เป็นถึงคุณหมอฝีมือดี ลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังคงไม่สิ้นคิดขนาดนั้น

“ง่ายแบบนั้นก็ดีสิ” ปาลินเอ่ยเบาๆ “เจ็บปวดแค่ครั้งเดียว แล้วก็ไม่ต้องเจ็บอะไรอีก”

“มันไม่ง่ายไง เราถึงบอกว่าหมอภามไม่มีวันฆ่าปีด้วยเรื่องแค่นี้หรอก” ปาลินทำท่าจะอ้าปากค้าน เอ่ยถึงความหวาดกลัวของตัวเอง แต่ผมตัดบทเสียก่อน “พอๆ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น อยู่กับเรา ซ่อนตัวจากหมอภามสักพัก ให้เขาบ้าไปสักระยะหนึ่ง เดี๋ยวเขาก็เหนื่อยและยอมแพ้ไปเอง ปีไม่ต้องกลัว มีเราอยู่ทั้งคน เราไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเพื่อนของเราได้”

“อืม...ขอบใจ” ปาลินยังไม่หมดกังวล แต่เจ้าตัวก็สงบลง พักความหวาดกลัวทั้งหมดไว้ในวงแขนของผม

“อยู่กับเรา เป็นของเราตลอดไปนะปี”

“อืม...ตลอดไป”

...ความจริงคือ ‘ตลอดไป’ ไม่เคยมีอยู่จริง ไม่ว่าตอนนี้ หรือเมื่อก่อน แม้กระทั่งจากนี้ไป ก็ไม่มีคำว่าตลอดไปที่เป็นของจริง

“ทำอะไรกันอยู่ครับหนุ่มๆ อยากมีส่วนร่วมจังเลย”

คำทักทายที่ปนมาการหยอกเอินดังมาจากข้างในห้อง มันมาก่อนที่เจ้าของคำพูดนั้นจะเปิดประตูระเบียงในห้องนอนบนชั้นสองออกมา ใบหน้าคมเข้มที่ได้รับมาจากผู้เป็นบิดาชาวอเมริกันหล่อเหลือร้าย โดยเฉพาะดวงตาสีน้ำทะเลที่มีเสน่ห์เหลือล้น แม้ชุดที่อยู่บนร่างกำยำสูงใหญ่แบบชาวต่างชาติจะเป็นเพียงกางเกงยีนสีซีดและเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ ก็ไม่อาจทำลายความสมบูรณ์แบบของชายหนุ่มคนนี้ได้

หน้าตาคมเข้มแบบชาวต่างชาติ ทว่าสำเนียงภาษาไทยนั้นรื่นหู ไม่ต่างจากคนไทยแท้ๆ หรือบางทีอาจจะพูดชัดกว่าคนไทยหลายล้านคนเลยก็ได้ นั่นเพราะเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของ ‘จิระ โจแวน’ ครึ่งหนึ่งคือสายเลือดของหญิงไทย

“ถ้าไม่ใช่ ‘ข่าวดี’ ก็ลากกระเป๋ากลับบ้านนายไปซะ...เจย์”

“เคยหรือไงที่คนอย่างจิระมาพร้อมข่าวร้าย... คิดว่าไม่เคยนะ” ยิ้มของจอมวายร้ายเปล่งประกายยั่วเย้าเสียจนคนมองหมั่นไส้ “...แต่ถ้าเบบี๋อยากได้ข่าวดีก็ต้องเอา ‘ของ’ มาแลก”

ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลุ่มลึกค่อยๆ ลากสายตาลงไปยังวงหน้าของคนในอ้อมแขนผม เผยรอยยิ้มที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ความร้ายกาจของตัวเองออกมาอย่างไม่คิดปกปิด

“แน่ใจ ?”

ผมถามกลับด้วยรอยยิ้มเป็นต่อ มีหรือที่ผมจะไม่รู้ว่าจิระ โจแวน ต้องการอะไรหรือต้องการใครมากกว่ากัน...




**** จบตอนที่ 4 ****
อีกสัก 3-4 วันมาต่อนะคะ
สีเหลืองอ่อน

ปล.
เรื่องนี้น้องพีทำตัวเอง
เรื่องนี้น้องพีไม่ใส
เรื่องนี้คุณยะอยู่แบบหล่อๆ บนบัลลังก์
เรื่องนี้คุณยะไม่ต้องทำอะไรก็ได้เป็นพระเอก 555+
ฟาดไปตั้ง 1-4 ตอนแล้ว ก็เหมือนเปิดตัวเด็กของน้องพีทั้งนั้น =*= แว่วๆ ว่าตอนที่ 5 ก็ไม่ต่างกันนะ 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-02-2019 19:30:15 โดย i_ang »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1152
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +237/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2: :katai2-1: o13

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
เดี๋ยวนะๆ น้องพีทำอะไร ??????

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 5


“มาถึงก็จะทำเลยหรือไงเจย์” ผมดันอกของจิระเอาไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายดึงเอาตัวผมเข้าไปกอดและจับพาไปยังเตียงได้ง่ายๆ แล้วก็ผลักร่างนั้นไปทางประตูห้องน้ำแทน “ไปอาบน้ำก่อน” เจ้าตัวเพิ่งบินมาจากอังกฤษหลังจากจัดการเรื่องสำคัญให้ผมเสร็จ

“ก็คนมันคิดถึง”

ครั้งนี้ผมยอมให้กับเสียงอ้อนๆ ตาหวานฉ่ำของคนตรงหน้า ปล่อยให้มือของจิระโอบรอบเอวผมไว้หลวมๆ ดึงให้เข้าไปแนบชิดกับร่างแข็งแกร่ง ผมหลับตาลงเพื่อรับสัมผัสจากกลีบปากอุ่นนุ่มที่โน้มลงมาชิดกับหน้าผาก สัมผัสแสนนุ่มนวลและอ่อนหวานบ่งบอกว่าเจ้าตัวรู้สึกแบบที่พูดออกมา

“คิดถึงจนจะบ้าตายอยู่แล้ว”

“ก็ยังไม่เห็นตายนี่” ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองเจ้าของดวงตาสีฟ้าน้ำทะเล ดวงตาคู่นี้เต็มไปด้วยความรู้สึกหลงใหล

“ใจร้ายตลอด”

“แล้วรักไหมล่ะ”

...จิระรักผม เจ้าตัวบอกออกมาด้วยคำพูดและการกระทำทุกอย่างที่ทำเพื่อผมตลอดมา นับตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน

ส่วนผม... ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ก็ยอมรับว่าจิระเป็นหนึ่งในจำนวน ‘คนสำคัญ’ ของผม ผมไม่ได้วางจิระไว้ในตำแหน่งเพื่อน เพราะเขาเป็นมากกว่านั้น 

“ยังต้องตอบอีกหรือไงครับ...พีรัช” จิระยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหลงรักที่ไม่เคยเปลี่ยน มือหนาที่ให้ความรู้สึกดีลูบแก้มผมเบาๆ “เมื่อไรจะกลับไปอยู่ด้วยกัน ผมไม่อยากทนแล้วนะ... เหงา คิดถึง อยากอยู่ใกล้ อยากทำให้พีมีความสุข”

“ไม่รู้”

...ไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อไรแรงบีบรัดที่อกซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจจะหายไป ไม่รู้เมื่อไรหัวใจของตัวเองจะเป็นอิสระ และถ้าวันนั้นมาถึง วันที่หัวใจเป็นอิสระ ไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป ผมก็คงต้องเดินไปตามทางของตัวเอง ปลายทางตรงนั้นอาจมีจิระรออยู่

“เจ็บชะมัด” จิระเอ่ย ใบหน้ายังมีรอยยิ้มระบายอยู่ แต่ดูก็รู้ว่าเจ้าตัวรู้สึกจริงตามที่พูด

“จงเจ็บต่อไปเด็กน้อย” ผมยกมือขึ้นประคองใบหน้าของหนุ่มลูกครึ่ง ดึงหน้าผากของอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ริมฝีปาก แล้วแนบจูบลงไป จูบนี้เพื่อปลอบโยน ตอบแทน... และรั้งให้อยู่ต่อไป

“มากกว่าแค่ปีเดียวเถอะ” จิระจะไม่ชอบเวลาที่ผมยกเรื่องอายุมาพูด เพราะทำให้ตัวเองถูกลดฐานะให้กลายเป็น ‘น้องชาย’ มากกว่า ‘คนพิเศษ’ ที่สักวันหนึ่งจะกลายเป็น ‘คนรัก’ ได้

“ก็มากกว่าไหมล่ะ” แกล้งยักคิ้วถามกลับ ก่อนเอ่ยไล่ให้ไปอาบน้ำซ้ำอีกครั้ง “ไปอาบน้ำได้แล้ว”

“ออกมาแล้วต้องได้ ‘รางวัล’ นะ” ไอ้ตรงคำว่ารางวัล ลูกตาสีฟ้าน้ำทะเลระยิบระยับจนน่าหมั่นไส้ 

“ไปอาบน้ำก่อน ออกมาแล้วค่อยว่ากันใหม่ ว่าสมควรได้รับ ‘รางวัล’ ของการเป็นเด็กดีหรือเปล่า”

“จิระคนนี้เป็นเด็กดีของพีรัชตลอดแหละ”

“ค้าบบ... เด็กดี ไปอาบน้ำได้แล้ว” อดไม่ได้ที่จะดึงแก้ม (ที่ยืดไม่ค่อยได้) ของจิระด้วยความหมั่นไส้ จากนั้นก็ดันแผ่นหลังกว้าง (ที่กว้างกว่าผมเล็กน้อย) ไปยังห้องน้ำ ผลักเจ้าตัวเข้าไปในนั้นแล้วก็ปิดประตูให้

ผมเดินลงมาชั้นล่าง ปาลินที่นั่งม้วนเส้นสปาเกตตีเข้าปากอยู่ที่โต๊ะอาหารก็ส่งสายตาตำหนิมาให้ ผมแกล้งไม่สนใจ เดินเลยไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำขึ้นมายกดื่ม

“พีนอนกับเขาแล้วใช่ไหม” คำถามของปาลินดังเข้ามาในโสตประสาท ผมทิ้งขวดพลาสติกเปล่าลงถังขยะ ยังไม่ตอบคำถามของปาลินในทันที

ผมชะลอเวลาในการตอบคำถามด้วยการหยิบเมนูเดียวกับปาลินออกมาจากตู้เย็น ส่งเข้าไปในเตาไมโครเวฟ

“ไม่ตอบก็แสดงว่าใช่” ปาลินยกจานเปล่าไปที่อ่างล้าง มือล้างทำความสะอาด ส่วนปากก็เริ่มบ่น ไม่เคยนึกเลยว่าพอโตขึ้นแล้วปาลินจะขี้บ่นขนาดนี้ “เราไม่รู้ว่าจะบ่นอะไรพีแล้วนะ ทำไมถึงมีนิสัยมักมากแบบนี้หะ ไม่สงสารร่างกายตัวเองบ้างหรือไง กลัวโรคติดต่อบ้างไหม เกิดพลาดขึ้นมาล่ะ มันไม่สนุกหรอกนะพีที่ต้องตายเพราะโรคติดต่อพวกนั้นน่ะ” 

...นี่คือไม่บ่นเลย

“กลัวเราเป็นเอดส์ตายเหรอ?” ถามขำๆ   

“หัดกลัวไว้บ้างก็ดี”

“เมื่อคืนเราก็ไม่ได้ใช้ถุงนะ” เมื่อคืนผมไม่ได้ลืม แต่จงใจไม่ใช้ มั่นใจว่าตัวเองสะอาดพอสำหรับปาลิน เวลาที่ผมมีอะไรกับใคร ผมสวมถุงยางป้องกันโรคติดต่อทุกครั้ง เว้นปาลินที่ผมอยากทำให้เขาเป็นของผมจริงๆ

“พี!” หันมาทำตาเขียวใส่ผมทันที ก่อนพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ “พีเปลี่ยนไปเยอะ บางครั้งเราก็คิดว่านี่ไม่ใช่พีที่เรารู้จัก เป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ปลอมตัวมา” คำพูดแบบเดิมมาอีกแล้ว ปาลินก็ชอบบ่นแต่แบบนี้ เจ้าตัวยังไม่ยอมรับอีกหรือไงว่าไม่มีเด็กใสซื่ออย่างในวันเก่าแล้ว

“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง” ผมยกไหล่

“ไม่ดีหรอก”

“...”

“พีคนเดิมดีกว่าเยอะ” ...ไม่เห็นดีตรงไหน

ร่างบอบบางของปาลินเดินเข้ามาหาผม สวมกอดผมไว้ ใบหน้าขาวใสไม่ต่างจากเด็กมหา’ลัยซบลงมาบนอกผม เป็นไปโดยธรรมชาติที่ผมจะโอบกอดร่างนั้นตอบ ก้มลงจูบกลุ่มผมนุ่ม ก่อนขยับปากเอ่ยถ้อยคำที่บาดลึกลงมาในหัวใจ

“เด็กโง่พรรคนั้นเหรอ...”

ภาพเด็กโง่ๆ คนหนึ่งผุดเข้ามาในหัว น่าสมเพชกับความโง่เขลาของเด็กคนนั้น

“...ปล่อยให้มันตายไปนั่นแหละดีแล้ว”

...........................................................................................


“เด็กดี...”

คนบนเตียงขยับตัวเล็กน้อย ก่อนเปลือกตาจะเผยดวงตาสีน้ำทะเลออกมาจ้องหน้าผม รอยยิ้มแต้มแต่งบนใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มลูกครึ่ง

“...จะไม่เอารางวัลแล้วหรือไง” ผมถามเย้าอยู่ข้างเตียง ยินยอมให้ตัวเองตกไปอยู่ในวงแขนแข็งแกร่ง ที่ลากดึงให้หล่นไปอยู่บนเตียงด้วยกัน ไม่ทันไรก็ตกไปอยู่ใต้ร่างกำยำที่ยกตัวขึ้นมาคร่อมเอาไว้ เหมือนกั้นไม่ให้หนีและผมก็ไม่คิดจะหนีอะไรเลย

...เพราะผมคิดถึงสัมผัสอ่อนหวานแต่เร่าร้อนของผู้ชายที่ชื่อจิระ ผู้ชายที่ทำให้ผมลืมอดีต ราวกับว่าผมเป็นคนที่มีแค่ปัจจุบันที่เป็นอยู่ ไม่มีอดีต ไม่มีความขมขื่น

“ใครว่าจะไม่เอาล่ะครับ จะเอาให้คุ้มกับที่ไม่ได้เจอกันมาห้าเดือน” พูดอย่างหมายมั่น ดวงตาคู่สีสวยฉ่ำด้วยอารมณ์ที่สะสมมายาวนาน และผมเชื่อว่าเจ้าของคำพูดเอาจริง ผมถึงได้โทรไปบอกเลขาว่าวันนี้ไม่เข้าไปที่โรงแรม และสั่งงานเอาไว้เรียบร้อย โชคดีที่วันนี้ไม่มีประชุม ไม่มีนัดสำคัญด้วย ทุกอย่างดูเป็นใจให้กับการกลับมาพบกันอีกครั้งของเราสองคน

“ยินดีอย่างยิ่ง” ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความสุขของร่างกาย

ผมยกมือขึ้นลูบใบหน้าคมคาย ไล่ลงไปตามลำคอ แผ่นอก สาบเสื้อคลุม จนถึงปมที่อยู่ช่วงเอว กระตุกทีเดียวก็เผยร่างกายสมบูรณ์แบบ มัดกล้ามเงางามด้วยผิวเนื้อสีน้ำผึ้ง ภายใต้เสื้อคลุมไร้สิ่งห่อหุ้ม มีเพียงร่างกายและตัวตนที่อัดแน่นด้วยแรงปรารถนา เพราะความเคยชินต่อร่างกายของอีกฝ่าย ทำให้อุณหภูมิบนใบหน้าของผมอยู่ในระดับปกติ หมดเวลาที่จะเอียงอายเป็นสาวน้อยแรกแย้มที่ยังไม่ชินกับกิจกรรมบนเตียง

จิระสลัดเครื่องห่อหุ้มร่างกายเพียงชิ้นเดียวออกไป มันปลิวไปตกข้างเตียง มือหนาทำเช่นเดียวกับที่ผมทำไปก่อนหน้านี้ คือกระตุกสายรัดเอวของผมจนปมนั้นคลายตัวออกจากกัน เผยร่างกายด้านหน้าของผมที่ไม่มีชิ้นผ้าน้อยนิดปกปิดส่วนสำคัญของร่างกาย

มืออุ่นร้อนลูบไล้ความเปลือยเปล่าของผมอย่างแผ่วเบา สัมผัสของจิระอ่อนโยนเสมอ เขาไม่เคยรีบร้อนเอาแต่ใจ ไม่เคยโหมแรงใส่จนผมกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด บทรักของผู้ชายนัยน์ตาสีน้ำทะเลอ่อนหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งจากรัง ผิดไปจากภาพกายภายนอกที่เห็น

“ไม่ใช้... ได้ไหมครับพีรัช”

ผมรู้ว่าอะไรที่เจ้าของเรือนกายที่แนบชิดลงมาอ้อนขอ ดวงตาสวยงามเต็มไปด้วยความหวังให้ผมใจอ่อน ยอมให้เข้าครอบครองเป็นเจ้าของอย่างที่ไร้สิ่งกีดขวาง

“คิดว่าควรยอมไหม?” ผมถามยิ้มๆ มือก็เอื้อมไปดึงลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง หยิบอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมบนเตียงออกมาสองชิ้นที่ต่างรูปแบบกัน

“คิดมาตลอดว่าพีรัชควรเป็นของผมจริงๆ ซะที” อีกฝ่ายมีรอยยิ้มสมหวัง แน่นอนว่าคำตอบที่ไม่เหมือนคำตอบของผม มันคือคำตอบที่ไม่เหมือนทุกครั้ง

“ที่ผ่านมาไม่ใช่หรือไง” ผมก็ยังย้อนด้วยคำถามที่เป็นคำเย้าแหย่มากกว่าคำปฏิเสธ

“ไม่ใช่” จิระส่ายหน้า หยิบยื่นแววตาตัดพ้อมาให้

“ได้มากกว่าคนอื่นแล้วนะ ยังไม่พอใจอีกเหรอ” ผมก็ยังคงมีแต่คำถามที่ดูคล้ายจะยั่วยวนให้เด็กน้อยหลงใหล

“ไม่พอครับ” ปลายจมูกโด่งกดลงบนแก้มผม แล้วผละออกมาสบตากันอีกครั้ง แววตาของจิระเปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนาที่หมายถึงการครอบครองเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่คู่นอนที่สำคัญกว่าใครอย่างที่ผ่านมา “...ไม่เคยพอเลยสักนิด”

ซองสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในมือผมถูกแย่งเอาไป จากนั้นมันก็ปลิวไปตกตรงไหนสักแห่งในห้องนี้

“ผมไม่อยากแบ่งพีรัชให้ใคร ไม่อยากให้พีรัชรักใครนอกจากจิระคนนี้... ได้ไหมครับพีรัช”

“...” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมไม่มีคำตอบให้จิระ นับครั้งไม่ถ้วนมากกว่าที่ผมไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจกับเจ้าของดวงตาสีน้ำทะเลนี้ได้

“พีรัชเลิกรักเขาได้ไหม...” เสียงทุ้มนั้นทั้งอ่อนหวาน ออดอ้อน และวิงวอนร้องขอ “...รักผมเถอะนะ ผมสัญญาว่าพีรัชจะมีแต่ความสุขในอ้อมกอดของผม”   

...ผมอยากจะรักจิระให้ได้อย่างที่รักคนคนนั้น ทว่าหัวใจถูกกำหนดไว้แล้วว่ามีเพียงคนเดียวที่ได้เข้าไปอยู่ในนั้น ในหัวใจของผม หากไม่เอาเจ้าของเดิมออกไป ต่อให้แสนดีแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปแย่งชิงพื้นที่นั้น

“บอกแล้วไงว่าห้ามรัก” เงื่อนไขที่ผมยื่นให้จิระเมื่อครั้งแรกที่เจ้าตัวสารภาพความในใจกับผม

“เจ็บชะมัด” ส่วนนี่ก็คำติดปากของเขา

“โอ๋ๆ เด็กน้อยจิระ ให้พี่พีรัชรักษานะครับ” ผมเอ่ยเย้าอย่างเช่นทุกครั้ง ดึงต้นคอของอีกฝ่ายให้ลงมาใกล้กว่าเดิม มอบจูบแสนหวานเป็นคำปลอบโยนแบบที่ทำมาตลอด เพราะจิระสำคัญสำหรับผม ไม่มีเขาผมอาจจะแกร่งมาถึงทุกวันนี้ไม่ได้

เราเริ่มต้นจูบกัน มันเป็นจูบแสนหวาน มาพร้อมกับความปรารถนาที่ไต่ระดับสูงขึ้นทุกวินาที สิ่งที่เกิดตามจากนั้นคือแรงขับเคลื่อนที่อ่อนโยนภายในกาย ลมหายใจเร่าร้อนที่ไล่ลดลงมา กลีบปากหยักที่จูบประทับแสดงความเป็นเจ้าของไปทั่วทั้งเรือนร่าง

มันเป็นครั้งแรกที่ผมยินยอมให้จิระเข้ามาภายในร่างกายโดยปราศจากสิ่งห่อหุ้ม เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากเอาใจเด็กน้อยคนนี้



.

.

.

ต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-02-2019 21:21:35 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
.

.

.





“...อ่า”

แรงปรารถนาถูกปลดปล่อยออกมาเมื่อถึงปลายทาง ทุกอย่างเลือนรางแต่ชัดเจนในความรู้สึก ริมฝีปากหยักกดลงมาบนหน้าผากชื้นเม็ดเหงื่อของผม รับรู้ได้ถึงสายน้ำรักที่ไหลย้อนออกมาอย่างช้าๆ หลังจากความแข็งกร้าวได้ถอนตัวออกมาจากช่องทางรัก

“มีความสุข” เจ้าของร่างชุ่มเหงื่อทิ้งตัวลงมานอนข้างกายผม ก่อนดึงผมเข้าสู่อ้อมกอดของเขา จูบซับลงมาเหนือขมับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ต่างจากทุกครั้ง คำพูดที่เอ่ยก็เช่นกัน

“เหนื่อยแล้วเหรอ?” อย่าได้แหย่จิระเชียว เพราะทันใดนั้นผมก็ถูกยกตัวขึ้นมานั่งบนตัวเขา ในตำแหน่งที่พอเหมาะพอเจาะกับกิจกรรมบนเตียง

“น่าจะใช่ ผมเหนื่อยแล้ว แต่ยังไม่พอ ยังไม่คุ้มกับห้าเดือนที่ไม่ได้กอดเลย” ยิ้มร้ายกาจแต้มแต่งบนใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มลูกครึ่ง “ให้รางวัลเด็กดีหน่อยนะครับพีรัช”

“เด็กหื่นละไม่ว่า” ถึงจะพูดแบบนั้นกับเด็กตัวโต แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธ มือของผมอ้อมไปด้านหลังเพื่อพบกับความเป็นชายของจิระ รูดดึงเบาๆ แต่ก็เรียกเสียงครางต่ำจากลำคอคนด้านล่างได้

ความร้อนระอุในอุ้งมือกำลังชูชันได้ที่ นั่นก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องทิ้งตัวลงไปครอบครอง มอบรางวัลให้อีกฝ่ายได้สุขสมหวังในร่างกายของผม แต่เพียงแค่ยกกายขึ้นมาเตรียมความพร้อม เสียงดนตรีจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างเตียงก็ส่งเสียงขึ้นเสียก่อน เป็นเสียงเรียกเข้าเฉพาะเบอร์ที่ผมต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อมัน

ไม่ใช่สายจากคนสำคัญหรือพิเศษอะไรหรอก เพียงแต่เป็นสายของเลขาสาวคนเก่งของผม ที่ผมจะปฏิเสธไม่ได้เพราะการที่เธอติดต่อมานั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องงานสำคัญที่เพิกเฉยไม่ได้ แต่ก็ช้าไปเมื่อมือที่อยู่ใกล้กว่าเอื้อมหยิบมันขึ้นมา กดรับพร้อมทั้งเปิดลำโพงโทรศัพท์ ก่อนโยนลงบนเตียงข้างๆ ตัว

“สวัสดีค่ะคุณพี โมโทรมารบกวนหรือเปล่าคะ” ตั้งคำถามมาแบบนี้ อาจไม่ใช่เรื่องงาน หรืออาจจะใช่แต่คงไม่ใช่งานสำคัญที่ผมต้องรีบเข้าโรงแรมโดยด่วน

“ไม่ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ” ผมใช้เสียงระดับที่ดังขึ้น เพราะโทรศัพท์อยู่ไกลจากริมฝีปากไปเยอะ ตั้งใจจะโน้มตัวลงไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบใบหูให้การสนทนาชัดเจนขึ้น ทว่ามือของจิระก็จับยึดเอวไว้เสียก่อน ไม่พอแค่นั้นเจ้าตัวยังเอาแต่ใจด้วยการยกตัวผมขึ้นและกดให้กลืนความแข็งกร้าวทีละนิดๆ

“อ๊ะ...” ผมกัดปากไม่ให้เสียงหวีดร้องหลุดออกมาดังเกินไป จนเข้าไปแทรกในบทสนทนาของผมกับเลขาสาว ขืนเธอได้ยินเสียงที่มาจากกิจกรรมอย่างว่าละก็ ...ไม่อยากจะคิด ความน่าเชื่อถือของผมคงถดถอยในสายตาของเธอแน่ๆ

“คุณอารยะมาขอพบคุณพีค่ะ”

อารยะ ?

จะใช่คนคนนั้นไหม แม้ความรู้สึกกับชื่อนี้จะบอกว่าใช่แล้วก็ตาม เพราะผมไม่เคยรู้จักอารยะคนไหนอีก นอกจากอารยะที่เป็นชื่อของคนคนนั้น... คนตัวโตในจอสี่เหลี่ยม

“อารยะไหน” ปากผมขยับถามราวกับไม่รู้ตัว ความคิดของผมลอยไปถึงคนคนนั้น เจ้าของใบหน้าที่ไม่เคยจากไปจากความคิดที่ปวดร้าวเลย และเสียงคงเบาเกินกว่าที่เลขาสาวจะได้ยิน

“คุณพีจะให้โมแจ้งคุณอารยะว่ายังไงดีคะ เพราะโมบอกเขาแล้วว่าวันนี้คุณพีไม่เข้าโรงแรม แต่เขาก็ไม่ยอม บอกโมว่าให้โทรหาคุณพีแล้วบอกว่าเขาอยากพบ”

“อารยะไหน” ผมถามซ้ำ เสียงดังขึ้นกว่าเดิม ไม่ได้สนใจคำพูดยาวเหยียดของหญิงสาวเลย และไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าช่องทางรักของตัวเองได้โอบล้อมความร้อนระอุของจิระไว้จนสุดความยาว

“คุณอารยะ...” ผมกำลังรอคอย แม้วินาทีเดียวก็เหมือนนานเท่าชีวิต “...เจ้าของโรงแรม ‘พุฒิธาดา’ ค่ะ”

“...” คมฟันที่กดลงบนกลีบปากล่างไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเจ็บเท่ากับความเจ็บปวดภายในอก “อ๊ะ...อะ...”

เพราะเอาแต่รู้สึกเจ็บปวดไปกับความคิด เจ้าของตัวตนร้อนระอุในกายผมถึงได้กระตุ้นเตือนด้วยแรงกระแทกหนักๆ

“หยุดคิดถึงเขา” เสียงเข้มเอ่ยสั่ง ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลกำลังบอกว่าเจ้าของมันกำลังเจ็บปวด ความรู้สึกนั้นล้นออกมาจนผมต้องหันสายตาหนี ไม่อยากเห็นความเจ็บปวดของคนที่คอยยืนอยู่ข้างผมเสมอมา

“บอกเขาให้รอ...บอกเขาว่าผมจะเข้าไป...อ๊ะ...” เสียงครางหลุดออกมาแทบจะทันทีที่ความร้อนระอุถูกถอนตัวออกไป ก่อนที่ผมถูกพลิกตัวกลับให้ไปนอนคว่ำหน้าบนเตียง สะโพกถูกยกขึ้นสูงและตัวตนเดิมที่ชำแรกเข้ามาอีกครั้ง เหมือนจะรุนแรงแต่ก็ยังอ่อนโยนในแบบของจิระ... ผู้ชายที่ไม่ต้องการให้ผมเจ็บปวดเพราะเขา

“อย่าไปหาเขานะครับพีรัช” เสียงพร่าตามอารมณ์กระซิบดังข้างใบหู ร่างกายกำยำนั้นโน้มลงมาโอบกระชับแสดงความหวงแหน ขณะที่เบื้องล่างเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนแสดงความเป็นเจ้าของอย่างไม่สิ้นสุด “...อยู่กับผมนะ อย่าไป ได้โปรด...อย่าไป”

“อืม...ไม่ไปหรอก จะอยู่กับจิระ” ผมยินยอม ไม่ใช่เพราะคำอ้อนวอนของจิระ โจแวน แต่เป็นเพราะ ‘อารยะ ตรัยธาดา’ ต่างหาก

ความรู้สึกของผมมันย้อนแย้ง ไม่ต่างจากความต้องการที่กรีดร้อง

...อยากเจอแต่ก็ไม่อยากไปเจอ

“บอกให้เขารอ...แต่ผมจะไม่เข้าไป” ผมหยิบโทรศัพท์มาปิดลำโพง ก่อนเอามาแนบใบหู “ปล่อยให้เขารอแบบนั้นแหละ สนุกดี”

“ค่ะคุณพี”

เมื่อเลขาสาววางสาย ผมก็โยนโทรศัพท์ลงบนเตียง กดหน้าไว้กับหมอนใบใหญ่ ปัดความปวดร้าวในอกทิ้งด้วยการจดจ่ออยู่กับความร้อนระอุที่กระแทกเข้ามาเป็นจังหวะอ่อนหวาน บังคับให้ตัวเองสุขสมอยู่กับความรักที่จิระปรนเปรอให้มา แม้มันจะไม่มีผลต่อหัวใจของผมก็ตาม

“ผมรักพีรัช” จิระเฝ้ากระซิบบอก ราวกับว่าจะเปลี่ยนหัวใจผมได้ “รักมาก รักมากที่สุด รักผมเถอะนะครับพีรัช” ตัวตนของจิระทำให้ผมสั่นไหวไปทั้งกาย ความเสียวซ่านไต่ระดับจวนเจียนคลั่ง ทว่าคำวิงวอนร้องขอของชายหนุ่มกลับไม่ทำให้หัวใจผมโยกไหวได้แม้แต่นิดเดียว

...หัวใจของผมเหมือนหิน ทั้งหนัก ทั้งแข็ง ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งนั้น

“เตือนแล้วว่าอย่ารัก...อ๊ะ...อ่า...”

“ใจร้าย” คำต่อว่านั้นดังมาพร้อมกับแรงบดกระแทกที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่เกินที่ผมจะรับมือไหว “เมื่อไรจะเลิกใจร้ายกับผมซะที”

“ไม่รู้”

ไม่รู้เลยจริงๆ

ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเลิกรักได้

ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะรักคนที่ควรรักเสียที

เหมือนที่ไม่เคยรู้เลยว่า... เมื่อไรกันนะที่ ‘เริ่มรัก’ คนคนนั้น ‘อารยะ ตรัยธาดา’


หรือจะเป็นตอนที่... อารยะ ตรัยธาดา ย้ายกลับมาอยู่ไทยถาวร หลังจากเรียนจบปริญญาโทและทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ที่อังกฤษต่ออีกสองปี เขากลับมาเพราะคุณทวดพุฒิที่อายุมากขึ้นและโรคประจำตัวที่ทำให้ท่านอ่อนแอลงทุกวัน

ตอนนั้นผมอายุสิบสองปีเต็มแล้ว เติบโตขึ้นกว่าตอนเป็นเด็ก เข้าใจอะไรมากขึ้น และยอมรับทุกอย่างได้แล้ว ยอมรับว่าผมเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีแม่ และต่อให้มีพ่อ แต่สายใยระหว่างกันก็น้อยนิดจนมองไม่เห็น ไม่มีความผูกพันที่อยากทำให้กระโดดเข้าไปหา ยามเมื่อเขาก้าวขึ้นมาบนเรือนไทยหลังงาม ที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นบ้านของเขากับลูกๆ ที่ไม่ได้หมายถึงแค่เด็กชายฝาแฝดผู้มีดวงตาสีน้ำตาลแดงวัยสี่ขวบ แต่รวมถึงผมด้วย จากที่เคยอยู่เรือนของคุณปู่คุณย่า ผมก็ต้องย้ายมาอยู่ร่วมกับ...คุณยะ

นอกจากไม่กระโดดเข้าไปหาเขา ผมยังรู้สึกเกรงกลัวสายตาที่มองลงมายังเด็กชายตัวเล็ก คำทักทายคือคำสั้นๆ ที่เขียนให้ระยะห่างระหว่างพ่อลูกเพิ่มมากขึ้นจนไม่สามารถเอื้อมถึงกันในความสัมพันธ์ทางสายเลือดนี้ได้

“ไง”

คนเป็นพ่อ... เขาทักลูกชายแบบนี้กันหรือไง ผมไม่เคยเข้าใจ จนกระทั่งความจริงเปิดเผยนั่นแหละ

“ครับ” เมื่อเขาทักมาแค่นั้น ผมก็ตอบไปแค่นั้น สั้นเท่ากัน

ความเงียบเริ่มโรยตัวทั่วเรือนนั่งเล่นที่หน้าต่างทุกบานเปิดโล่งรับลมเย็น แม้แต่เสียงเด็กชายวัยสี่ขวบทั้งสองจะวิ่งตึงตังไปทั่วเรือนไทยหลังใหญ่ ก็ไม่ทำให้ความเงียบเชียบนั้นจืดจางลง ผมบังคับสายตาให้กลับมาอยู่ที่หน้าหนังสือการ์ตูนที่อ่านค้างไว้ แต่ยิ่งอ่านยิ่งหงุดหงิด จนอยากจะโยนทิ้ง ทว่าก็ยังต้องฝืนอ่านมันไปเรื่อยๆ สายตาทำงานหนัก ส่วนประสาทหูทำงานหนักยิ่งกว่า เพราะผมกำลังเฝ้าฟังเสียงการเคลื่อนไหวของคนตัวใหญ่ ว่าเมื่อไรเขาจะหันหลังกลับไปสำรวจภายในตัวเรือนไทยหลังนี้เหมือนลูกๆ ฝาแฝดของเขา

คุณยะและน้องชายฝาแฝดของผมกลับมาถึงไทยตั้งแต่เมื่อวาน ผมไม่ได้ไปรับด้วยหรอก อ้างกับคุณปู่คุณย่าว่าปวดหัว ไม่อยากไปไหน ท่านทั้งสองบ่นนิดหน่อยแต่ก็ตามใจผมเสมอ พอกลับไทยคุณยะก็เข้าพักที่โรงแรมกับคุณทวดพุฒิก่อน (ช่วงนี้คุณทวดป่วยบ่อยมากเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณยะกลับไทย เพื่อมารับช่วงบริหารโรงแรมพุฒิธาดาต่อจากคุณทวด)

ความเงียบทำงานได้ไม่ถึงห้านาที เสียงเข้มดุที่ดูแปร่งไปนิดจากที่เคยได้ยินผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมมาตลอดหลายปีก็เอ่ยทำลายความเงียบระหว่างกันลง

“อยู่ในวัยต่อต้านหรือไง”

“เปล่าครับ” จากที่นอนคว่ำหน้าอ่านการ์ตูน ผมก็ขยับลุกขึ้นนั่ง และทำในสิ่งที่ควรทำแต่ผมกลับไม่ทำมันในตอนแรก ผมมือขึ้นไหว้ “สวัสดีครับคุณยะ”

มีเพียงรอยกระตุกที่มุมปากหนา จากนั้นเขาก็หันกลับไปให้ความสนใจกับลูกชายฝาแฝดสองคนที่กำลังหย่อนเท้าลงไปในสระว่ายน้ำที่ถูกโอบล้อมด้วยเรือนเครื่องสับจำนวนแปดหลัง (ซึ่งแต่ละหลังถูกเชื่อมถึงกันด้วยชานแล่น) โดยมีพี่เลี้ยงทั้งสองคนที่ผมคุ้นหน้าเพราะจะเห็นเธอทั้งคู่อยู่กับเด็กชายฝาแฝดเสมอคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ว่ากันจริงๆ เลยคือผมเห็นพี่สาวสองคนนี้ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมมากกว่าคุณยะเสียอีก

ผมไม่รู้สึกอยากไปทักทายทำความรู้จักน้องชายทั้งสองคนเท่าไรนัก ผิดจากสิ่งที่พี่ชายที่ดีควรทำ หรืออาจเป็นเพราะความขุ่นมัวในหัวใจของผมมานานวันกันแน่ ความอิจฉาที่เหมือนยาพิษแต่ไม่รุนแรงนัก ทว่าก็ทำให้ผมไม่อยากเข้าไปหาเด็กทั้งคู่

คุณยะเดินไปแล้ว ผมก็ได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นไป ด้วยคำถามที่ดังห้วนอยู่ในความรู้สึก... ทำไมเราสองคนถึงไม่เหมือนพ่อลูกคู่อื่นๆ ในสายใยของความเป็นพ่อลูกมีแต่ความดำมืดที่ไร้เหตุผล ความโหยหาในวัยของผมเปลี่ยนเป็นความเมินเฉย ไม่รู้สึกยินดียินร้ายที่เขากลับมา ความรู้สึกของผมมันมีแต่ความสับสนและหวาดกลัวการเผชิญหน้า

ผมกลับมาสนใจหนังสือการ์ตูนในมืออีกครั้ง พลิกอ่านไปได้แค่สองหน้าก็ต้องโยนทิ้งไปให้พ้นสายตา ทิ้งตัวลงนอนหลับตา หายใจเข้าลึกและหายใจออกช้าๆ เพื่อบรรเทาสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในอก มันคับไปหมด จนอยากกรีดร้องออกมาให้สุดเสียง ให้สาสมกับความสิ้นหวังในหัวใจ

ผมกำลังหวังอะไรอยู่ ?

ยอมรับก็ได้ว่าผมหวังว่า... จะมีถ้อยคำมากมายจากคุณยะ คำทักทายที่ทำให้เด็กชายพีรัชได้โผเข้าไปกอดร่างสูงใหญ่นั้นไว้เต็มวงแขน เอ่ยเล่าเรื่องราวมากมายในแต่ละวันที่สะสมมานานหลายปี แต่ที่ได้รับก็แค่ทำทักทายไร้ซึ่งความผูกพัน แววตาที่ไม่ได้ต่างจากตอนมองผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม ท่าทีเฉยเมยและติดจะเฉยชาเป็นเหมือนมีดกรีดซ้ำลงบนแผลเดิม

ทำไมเขาถึง ‘เกลียด’ ผมนักนะ

ความรู้สึกที่เขามอบให้ผม คิดเป็นอื่นไม่ได้นอกจากความเกลียดชัง ที่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเกลียดผม ผมเป็นเด็กไม่ดีงั้นเหรอ ?

ถึงผมจะเอาแต่ใจ ดื้อ และซนไปบ้าง แต่ทุกคนก็รักผมทั้งนั้น ไม่มีใครดุว่าให้ผมต้องเสียน้ำตาเลยสักครั้ง น้ำตาของเด็กน้อยพีรัชไหลเพราะคนตัวโตทำทั้งนั้น!

“พี่ชายมาเล่นน้ำกัน” เสียงใสแจ๋วและคำพูดที่เป็นภาษาไทย ดังเข้ามาหยุดยั้งความคิดที่เต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจของผมไว้ ผมลุกขึ้นนั่ง มองเด็กชายตัวจิ๋ว (ครั้งหนึ่งผมก็เคยจิ๋วเท่านี้เหมือนกัน) ที่เนื้อตัวพราวด้วยหยดน้ำยืนอยู่ตรงชานแล่น (ทางเดินที่เชื่อมระหว่างตัวเรือน) เด็กตัวน้อยอยู่ในชุดว่ายน้ำแบบเต็มตัวสีเหลืองสดใส ศีรษะเล็กๆ สวมทับด้วยหมวกว่ายน้ำ และมีแว่นว่ายน้ำคล้องที่ลำคอ ใบหน้าเล็กสะอาดสะอ้านด้วยความอ่อนเยาว์ ความเป็นเด็กลูกครึ่งเด่นชัดที่ดวงตาสีน้ำตาลแดงกับผมสีน้ำตาลอ่อนๆ

ผมใช้ความพยายามอย่างมากทีเดียว เพื่อจะบอกตัวเองว่าเด็กชายวัยสี่ขวบที่มีดวงตาสีน้ำตาลแดงคนนี้คือใคร

‘ทานตะวัน’ หรือ ‘ถิร’

เด็กแฝดเอียงคอมองหน้าผม ก่อนฉีกยิ้มกว้าง ราวกับรู้ว่าความพยายามของผมไม่ประสบความสำเร็จ เจ้าตัวถึงได้ช่วยเหลือผมกลับมาทันที

“พี่ซันคือพี่ซันครับ” เด็กตัวเล็กยิ้มแจ่มใส รอยยิ้มสดใสไม่ต่างจากชื่อของเจ้าตัวเลย ยิ้มจนเห็นฟันน้ำนมครบทุกซี่

“อ้อ พี่ซัน” ผมเรียกตามคำบอกของเจ้าตัวเล็ก...แฝดพี่ สงสัยคงถูกสอนมาว่าต้องแทนตัวเองว่าพี่ซันกับน้องแซนแน่ๆ

“พี่ซันมีดำๆ ตรงนี้” นิ้วสั้นจิ้มลงบนแก้มซ้ายของตัวเอง

‘ดำๆ’ ที่ว่าก็คือไฝเม็ดเล็ก

“แต่น้องแซนไม่มี” เด็กน้อยทานตะวันกำลังบอกวิธีจำว่าใครเป็นซัน ใครเป็นแซน

“ครับ” ผมพยักหน้ารับรู้ นึกเอ็นดูเด็กแฝดมากขึ้นเสียแล้วสิ ตอนที่เห็นผ่านหน้าจอ ผมรู้สึกเฉยๆ กับเด็กทั้งสอง และถึงขั้นอิจฉาด้วยซ้ำ พอเจอตัวจริงแบบนี้ ถูกชวนคุยแบบนี้ ใจก็เริ่มอ่อนลง จากที่ตั้งใจว่าจะไม่สนใจแฝดคู่นี้ที่ได้อยู่กับคุณยะตั้งแต่เกิด ดูท่าแล้วก็คงจะแพ้ให้กับความน่ารักเสียแล้วมั้ง

“พี่ชายก็มี” ว่าแล้วก็ชี้มาทางแก้มขวาของผม

ใช่แล้วครับ ผมก็มีเจ้าดำๆ ตรงแก้มเหมือนกัน

“ซัน” เสียงเรียกเด็กน้อยดังมาจากสระว่ายน้ำ เป็นเสียงของคุณยะ

“พี่ชายเร็วๆ ครับ เดี๋ยวพ่อยะดุซัน พ่อยะน่ากลัว บรื๋อ” เจ้าตัวเล็กทำท่าหดคอลงให้สมกับความกลัวที่เวอร์เกินเหตุ แต่ก็นะ... น่ากลัวจริงนั่นแหละ

ทั้งที่ดวงตาทั้งสองของคุณยะเหมือนคุณปู่กับอานุ แต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างมาก ดวงตาของคุณปู่กับอานุให้ความรู้สึกสบายใจเวลามองลงมาที่ผม ดูก็รู้ว่าทั้งสองรักและเอ็นดูหลานชายคนนี้มากแค่ไหน ซึ่งต่างกับของคุณยะลิบลับ ดวงตาของคุณยะเหมือนกองไฟสีแดง จ้องลงมาแต่ละทีก็เหมือนพร้อมจะแผดเผา บางครั้งก็มองผมด้วยสายตาเย็นชาเหมือนก้อนน้ำแข็งขั้วโลก บางทีก็ดูลึกลับเกินความลึกของมหาสมุทรยากจะหยั่งลงไปถึง

“ไปครับ ไปเล่นน้ำกัน” เจ้าตัวชวนซ้ำ หันหน้าหันหลังดูว่าพ่อตัวเองจะโผล่มาเมื่อไร สงสัยกลัวจริง

“ไม่ไปครับ” ผมปฏิเสธ ไม่อยากเข้าไปอยู่ใกล้คุณยะ เลี่ยงได้ผมก็จะเลี่ยง ความสัมพันธ์พ่อลูกของเรามันคงห่างกันจนสายใยนั้นขาดไปแล้วมั้ง ผมคิดเอาไว้ว่าสักพักจะขอคุณปู่คุณย่ากลับไปอยู่ห้องเดิมของตัวเองที่เรือนของพวกท่านเหมือนเดิม

“ไปกันๆ” เด็กน้อยลูกครึ่งก็ยังไม่ยอมแพ้ กวักมือหยอยๆ

ผมก็ยังส่ายหน้า คว้าหนังสือการ์ตูนขึ้นมาทำท่าจะอ่าน เตรียมจะล้มตัวกลับไปนอนต่อ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอย่างที่คิด คนตัวโตก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างทานตะวันเสียก่อน

“มาทำอะไรตรงนี้” ก้มหน้าถามลูกชาย

“ซันมาชวนพี่ชายไปเล่นน้ำด้วยกันครับพ่อยะ”

“ไปเปลี่ยนชุด” แล้วก็เงยหน้าขึ้นมามองผม

ถึงจะรู้ว่าประโยคนี้คุณยะบอกใคร แต่ผมก็ทำเฉย ล้มตัวลงนอนอ่านการ์ตูนเสียเลย

“พี ไปเปลี่ยนชุด” เสียงเข้มกดต่ำที่ทำเอาผมสะดุ้ง ใจเต้นตุบๆ เลย

“อย่ามาบังคับผมนะ” หรือว่าผมจะอยู่ในวัยต่อต้านจริงๆ ผมถึงอยากจะขัดคำสั่งของคุณยะ ก็เขาไม่มีสิทธิ์มาสั่งให้ผมทำตามความต้องการของเขา เขาไม่เคยสนใจผมเลยด้วยซ้ำ ไม่ดูแล ไม่ใส่ใจ ไม่เคยทำตัวเป็นคุณพ่อที่แสนดี แล้วทำไมผมต้องเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังทุกคำสั่งของเขาด้วย

ยิ่งกว่านั้น...

เขาให้น้องชายฝาแฝดของผมเรียกเขาว่า ‘พ่อยะ’ ได้ แต่กับผม เขากลับไม่ยอมให้เรียกแบบนั้น แค่คำเรียกขานก็บอกได้ชัดเจนแล้วว่าเขาไม่เห็นผมเป็นลูก

อยากถามเขาจริงๆ ว่า... ผมทำอะไรผิด?

แต่ผมก็ไม่กล้าถาม กลัวความจริงจากปากของเขา กลัวว่าผมจะรับมันไว้ไม่ไหว ผมถึงได้แค่มองตาก่อนลุกเดินออกจากเรือนนั่งเล่น เดินไปตามชานแล่นที่เชื่อมถึงเรือนนอนของตัวเอง ผลักประตูเข้าไปในห้องและปิดเสียงดังโครม เอาให้รู้ว่าผมไม่ใช่ลูกชายที่เกรงกลัวพ่อแบบเขา ต่อให้ผมจะกลัวสายตาของเขาก็เถอะ แต่ผมก็แสดงออกมาว่าไม่กลัว!





**จบตอนที่ 5**
 
เหมือนว่ายังไปไม่ถึงไหน เด็กในสต๊อกน้องพีหมดละ เดี๋ยวจะเริ่มเข้าสู่หมวดอดีตกันแล้ว
เรื่องไม่ซับซ้อน ไม่ดราม่ามาก ไม่อะไรสักอย่าง 555+

ปล 1. เรื่องนี้เหมือนจะข้ามเส้นศีลธรรม แต่มันก็ไม่ข้ามน้าาา

ปล 2. วันพุธมาเจอกันใหม่นะคะ กับตอนที่ 6
ปล 3. ฝากเพจนิยายไว้ด้วยนะคะ
"นิยาย BY สีเหลืองอ่อน"  https://www.facebook.com/byitwill/


สีเหลืองอ่อน





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-02-2019 21:24:44 โดย i_ang »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
นี่สงสารน้องพี ถูกคุณยะรังแกความรู้สึกมาตลอดเลย
พอโตมาก็ยังต้องทำร้ายตัวเองเพราะคุณยะอีก งื้อออ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 6

หลังจากเหตุการณ์วันนั้นก็เหมือนจุดแตกหักระหว่างผมกับคุณยะ แล้วมันก็ผ่านมาได้...เกือบปี

ใช่แล้วครับ มันผ่านมาแล้วเกือบปีที่ผมกับคุณยะแทบไม่พูดคุยกันเลย ยกเว้นเวลาที่อยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว ผมจะพูดคุยกับคุณยะในฐานะลูกชายคนโต เชื่อฟัง นอบน้อม ไม่เถียง ไม่ดื้อ แต่ความสัมพันธ์ก็ห่างเหินแบบที่ทุกคนในครอบครัวสัมผัสได้ เพียงแต่ไม่มีใครพูดออกมา 

หากคิดว่าความสัมพันธ์ของพ่อลูกที่ ‘ห่างเหิน’ กันนั้นหนักหนามากแล้ว ลับหลังอยากจะบอกว่ายิ่งกว่านั้นอีก คำว่าห่างเหินดูจะเล็กน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เพราะเมื่อไรที่อยู่กันแค่สองคน ผมกับคุณยะเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกวัน คุณยะแค่มองหน้าผม แล้วเลยผ่านไป เหมือนผมเป็นใครสักคนที่แค่อาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ส่วนผมก็ตามนั้นครับ เมื่อคุณยะไม่คุยกับผม ผมก็ไม่คุยกับเขา อย่างไรซะที่ผ่านมาสิบกว่าปี ชีวิตของผมก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขา เขาไม่ได้เลี้ยงผมมาสักหน่อย คุณปู่คุณย่าต่างหากที่ทำให้ผมเติบโตมาจนถึงวันนี้

ในเมื่อไม่ให้ผมเรียกเขาว่า ‘พ่อ’ ผมก็จะคิดซะว่าตัวเองไม่ใช่ ‘ลูก’ ของเขา ต่อให้เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายจะเป็นเลือดครึ่งหนึ่งที่มาจากผู้ชายที่ชื่ออารยะก็ตาม ผมจะถือซะว่าเลือดในส่วนนั้นเป็นของคุณปู่กับคุณย่า

แต่ถ้าคิดว่าการอยู่ร่วมบ้านของผมกับคุณยะจะเกิดความอึดอัดจนผมต้องย้ายกลับไปเรือนคุณปู่คุณย่าเหมือนที่ตั้งใจไว้แต่แรก ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เลย ตัวเรือนไทยหมู่ที่สร้างขึ้นมาอย่างงดงามที่ประกอบไปด้วยเรือนเครื่องสับถึงแปดหลัง เต็มไปด้วยความทันสมัยที่ผสมผสานลงตัวกับตัวเรือนไม้ นอกจากจะมีเรือนนอน เรือนประธานที่เป็นห้องรับรองแขก เรือนนั่งเล่นส่วนตัว แล้วก็ยังมีตัวเรือนที่สร้างขึ้นมาเป็นห้องออกกำลังกาย ห้องโฮมเธียเตอร์ และสระว่ายน้ำกลางชานเรือนนั้น เหมือนจะมีแค่ผมอาศัยอยู่เพียงลำพังคนเดียว เจ้าของบ้านตัวจริงนานๆ ครั้งถึงจะกลับมานอน ในแต่ละเดือนไม่ถึงห้าวันด้วยกระมังที่คุณยะก้าวขึ้นเรือนไทยหลังนี้

เพราะหลังกลับจากอังกฤษคุณยะก็เข้ารับตำแหน่ง ‘ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงแรมพุฒิธาดา’ แทนคุณทวดพุฒิทันที ซึ่งพอผ่านไปได้แค่สี่เดือน คุณทวดก็จากไปด้วยโรคประจำตัวหลายอย่าง คุณยะก็ใช้ชีวิตอยู่ที่โรงแรมมากกว่าบ้านของตัวเอง ทำตัวเหมือนคุณทวดที่ชอบอยู่บนตึกสูงมากกว่าบ้านบนพื้นดิน แต่ก็เป็นเรื่องดีครับ ที่เราสองคนจะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้ากัน ไม่ต้องอึดอัดกับสภาพความห่างเหินที่เกิดขึ้น ไม่ต้องทนเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันทั้งที่เป็นพ่อลูกกัน

ส่วนฝาแฝดทานตะวันกับถิรก็ติดอาภามากกว่าพ่อของตัวเองไปแล้ว ทั้งสองไม่มีร้องงอแงหาพ่อที่ไม่กลับมาบ้านเลยด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้นก็คงกำลังเห่อน้องคนใหม่ที่อยู่ในท้องของอาภาด้วย ทั้งสองคนย้ายไปอยู่ที่เรือนอาภาแทบจะถาวรแล้ว

ดังนั้นเรือนไทยหลังนี้จึงเหลือผมอยู่แค่คนเดียว ถามว่าเหงาไหม ผมตอบเลยว่าเหงามาก แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างความเหงากับความอึดอัดที่ต้องเผชิญหน้ากับคุณยะทุกวัน ผมขอเลือกความเหงาดีกว่า... ดีกว่ากันเยอะ

อย่างเช่นตอนนี้ที่ผมกำลังล่องลอยอยู่ในความนุ่มนวลและฉ่ำชื่นของมวลน้ำในสระกลางชานเรือน นอนหงายเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีพระจันทร์ดวงกลมลอยเด่นอยู่บนความมืดของราตรี ไร้ดวงดาวเคียงข้าง มันคงเหงาน่าดูที่ต้องอยู่เพียงลำพัง ก็คงเหมือนกันกับผม ความเหงาทำให้ผมเอาตัวเองออกมาจากเตียงนอนตอนตีหนึ่ง เปลี่ยนจากชุดนอนมาสวมกางเกงว่ายน้ำเพียงตัวเดียวกระโจนลงสระอย่างไม่เกรงกลัวความเย็นที่โอบล้อมรอบตัว ผมดำผุดดำว่ายอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง ถึงได้หยุดและนอนนิ่งๆ (ก็ไม่นิ่งเท่าไร) บนผิวน้ำ

ในความเงียบเชียบที่มีเพียงผมคนเดียวที่เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่บนเรือนหลังนี้ ทำให้ผมรับรู้การเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ชัดเจน รวมถึงเสียงฝีเท้าที่ดังเป็นจังหวะมาจากบันไดเรือน เสียงฝีเท้าดังหนักบอกถึงน้ำหนักตัวของฝ่ายนั้น แทบไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าเป็นใคร ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นคนที่ตัวเองไม่อยากเผชิญหน้าด้วย ผมถึงได้พลิกตัวกลับและดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำ หวังว่าจะซ่อนตัวให้นานที่สุด จะได้ไม่ต้องเจอหน้าเขา จะได้ไม่ถูกมองด้วยสายตาสีดำดุดันคู่นั้น

ผมพยายามกดตัวเองให้อยู่นิ่งในน้ำ กอดตัวเองไว้ให้นิ่งที่สุด ผิวน้ำจะได้เงียบสงบ เพื่อที่อีกคนหนึ่งจะได้ไม่สงสัยว่ามีอะไรอยู่ใต้สระ โชคดีพอสมควรที่ผมทำแบบนี้บ่อยๆ คือดำลงไปใต้สระ ท้าทายตัวเองให้กลั้นหายใจให้ได้นานขึ้นทุกครั้ง

เมื่ออยู่ใต้สระผมอาศัยการนับเลขแทนการเคลื่อนที่ของเข็มวินาที จากเลขหนึ่งไปยังอีกเลขหนึ่ง จำนวนตัวเลขเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนความอดทนของผมกลับลดน้อยลงและบังคับให้ผมทะยานขึ้นเหนือผิวน้ำ กลับขึ้นไปหายใจอีกครั้ง ผมอดทนอย่างสุดความสามารถเท่าที่จะฝืนต่อไปได้ ในใจก็คิดแล้วว่าระยะทางจากบันไดจนถึงเรือนนอนหลังใหญ่ทางทิศเหนือนั้นไม่มากเท่าไร ซึ่งฝ่ายนั้นก็คงเข้าไปในเรือนนอนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว แต่ผมก็เผื่อเวลาให้กับความผิดพลาดในการคำนวณอีกนิดหน่อย เผื่อว่าเขาจะเดินช้ากว่าปกติ ผมเลือกที่จะให้ตัวเองทุรนทุรายอยู่ก้นสระจนถึงที่สุดเสียก่อน แล้วค่อยทะยานขึ้นไปกอบโกยอากาศเข้าปอด

ตุ้ม!!

ทว่าเสียงผิวน้ำแตกกระจายจากแรงปะทะขนาดใหญ่ที่พุ่งลงมาดังขึ้นเสียก่อน ผมไม่ทันได้คิดหรือตั้งสติด้วยซ้ำว่าควรทำอย่างไร ร่างกายก็ถูกกระชากอย่างแรงให้ขึ้นสู่ผิวน้ำ ก่อนถูกลากดึงให้ไปยืนที่ข้างขอบสระ ผมขัดขืนจะเอาตัวเองขึ้นจากสระแต่ก็แพ้แรงของอุ้งมือใหญ่ที่บีบยึดไว้


“ทำอะไร!!” น้ำเสียงที่เอ่ยตะคอกถามเต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ดวงตาสีราตรีมองผมเหมือนจะฆ่าให้ตายคามือ “อยากตายมากหรือไง”

ไม่รู้ว่าเขาเข้าใจการกระทำของผมว่าอย่างไร ไม่อยากอธิบายด้วยว่าที่ผมจมลงไปใต้สระก็เพื่อจะหนีหน้าเขา ผมเลือกที่จะมองหน้าเขาตอบอย่างท้าทาย แทบจะลืมไปด้วยซ้ำว่าเขาคือพ่อ หรือว่าผมควรลืมไปเลยว่าคนคนนี้คือพ่อผู้ให้กำเนิดชีวิตผมมา เหมือนที่เขาคงลืมไปแล้วเหมือนกันว่าผมเป็นลูก คนที่มีเลือดของเขาหมุนเวียนอยู่ในร่างกาย

ผมอยากถาม... ทำไมเขาถึงไม่เห็นผมเป็นลูก แต่ผมก็ไม่กล้าถามเพราะกลัวคำตอบ กลัวว่าสิ่งที่เขาตอบกลับมาจะเป็นคำที่ว่า ‘เขาเกลียดผม’ เกลียดที่ผมเกิดมาเป็นลูกเขา

“ตายได้ก็ดี” ผมคิดว่าตัวเองตะโกนออกไปสุดเสียง แต่ความจริงคือเสียงที่ปนออกมากับความปวดร้าวในอก มันพ้นลำคอมาแค่เพียงแผ่วเบา เบายิ่งกว่าเสียงลมหายใจด้วยความโกรธของอีกฝ่ายเสียอีก “เผื่อคุณยะจะได้ดีใจที่ไม่ต้องทนเห็นหน้าลูกอย่างผม” ...ลูกที่คุณยะไม่ต้องการ

“ก็ลองตายดูจริงๆ ไหม...พีรัช”

“ก็เอาสิครับ” จบคำท้า ตัวผมก็ถูกจู่โจมด้วยร่างกายของคนตัวโตกว่ามาก ท่อนแขนแข็งแรงโอบกอดผมไว้ทั้งตัว ดึงพาให้ผมจมลงไปในสายน้ำเย็นเฉียบ ดิ่งลึกจมสู่ก้นสระด้วยอาการตกตะลึงเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว มันเป็นไปโดยธรรมชาติที่สองมือของผมจะคว้าจับเข้าที่ช่วงเอวหนาเอาไว้เป็นหลักยึด

เรากอดกัน...

แต่มันไม่ใช่อ้อมกอดในแบบที่ควรเป็น ที่ผมปรารถนาคือความรัก ความเอาใจใส่ ในแบบของพ่อกับลูกชาย ทว่าอ้อมกอดนี้เต็มไปด้วยบทลงโทษ ราวกับคำพูดก่อนหน้านี้ของเขาคือความจริง คุณยะอยากให้ผมตายหรือไง ผมไม่ได้อยากตาย ไม่เคยอยากตายเลยสักครั้งในชีวิต เพราะฉะนั้นผมถึงได้ดิ้นรนออกจากอ้อมแขนที่รัดแน่นเหมือนถูกเชือกมัด บีบบังคับให้ผมแนบสนิทไปกับร่างกายของอีกฝ่าย ผมอยากจะพุ่งขึ้นสู่เหนือผิวน้ำ โกยอากาศเข้าปอดก่อนตัวเองจะขาดอากาศหายใจ... ก่อนที่ผมจะได้ตายจริงๆ

รู้สึกเหมือนผมกำลังตาย ผมอดทนกับการกลั้นหายใจต่อไปไม่ไหว ขณะที่คนตัวใหญ่ยังสงบนิ่ง แรงกอดรัดยังคงเท่าเดิม

ผมเปลี่ยนจากมือที่คว้าจับเอวหนาไว้มาเป็นการรัวกำปั้นใส่อีกฝ่าย ก็ไม่ได้ทำให้คนที่กอดผมไว้รู้สึกรู้สาอะไร นอกจากกดผมไว้ให้จมอยู่ก้นสระเช่นเดิม และแม้ว่าผมจะหลับตา โลกของผมมืดสนิท ผมก็ยังรู้สึกได้ว่าบนใบหน้าของเจ้าของท่อนแขนแข็งแกร่งกำลังมีรอยยิ้มเยาะเย้ยในความพ่ายแพ้ของผม ยิ้มหยันให้กับความโง่เขลาของเด็กโง่ๆ คนหนึ่ง

...โง่ที่เกิดมาเป็นลูกของผู้ชายที่ชื่ออารยะ

แต่ก่อนที่ผมจะกลั้นหายใจต่อไปไม่ไหว ก่อนผมจะทุรนทุรายไปกว่านี้จากการขาดอากาศหายใจ ร่างกายของผมก็ลอยเหนือก้นสระขึ้นไปเรื่อยๆ ผมควรจะมีหวังถึงอากาศที่อยู่เหนือผิวน้ำ การได้หายใจด้วยจมูกของตัวเองอีกครั้ง ทว่าสิ่งที่ผมพบกลับเป็นบางอย่างที่คาดไม่ถึง

ไม่สิ! ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่ามันจะเกิดขึ้นกับผม

...ความเย็นชืดของริมฝีปากที่บดเบียดลงมาบนกลีบปากของผม

ผมลืมตาโพลงในน้ำ ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ความตกใจของผมดังแรงราวกับแผ่นดินไหว สะท้านไปทั้งร่างกาย สิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ควรเกิดขึ้นไม่ใช่หรือไง ถึงผมยังเป็นเด็ก ยังไม่ใช้นายนำหน้าชื่อด้วยซ้ำ แต่ผมก็รู้ว่าสิ่งที่คุณยะทำ... มันผิด!

ทั้ง ‘ผิดปกติ’ และ ‘ผิดศีลธรรม’

ผมดิ้นขัดขืนเมื่อโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ แผ่นหลังถูกผลักไปปะทะเข้ากับขอบสระ โดยที่เท้าไม่ได้ติดพื้นสระเลย เพราะมือข้างหนึ่งของคุณยะโอบรัดอยู่ช่วงเอวและยกตัวผมขึ้นมาให้สายตาอยู่ในระดับใกล้กันให้ได้มากที่สุด มืออีกข้างกดท้ายทอยผมเอาไว้ไม่ให้ดิ้นหลุด บังคับให้ผมยอมรับแรงบดขยี้ที่คลุ้งมากับกลิ่นเหล้า

ความตกใจทำให้ผมทำอะไรไม่ถูก เมื่อขัดขืนไม่ได้ผมก็เหมือนจำยอมอยู่ในวงแขนของคุณยะอย่างไม่มีทางหลีกหนี ปล่อยให้ริมฝีปากหนาบดเบียดและพยายามที่จะล่วงล้ำเข้ามาหลังกลีบปาก ในอกของผมกรีดร้องอย่างหนัก มันเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจกับสิ่งที่คุณยะทำกับผม ผมอยากรู้ว่าเขายังเห็นผมเป็นลูกอยู่หรือเปล่า

“อื้อ...” ผมโกยเอาอากาศเข้าปอดแทบไม่ทัน เมื่อริมฝีปากหนาย้ายออกไป ดวงตาสีราตรีจ้องเข้ามาในนัยน์ตาผม ในความมืดของค่ำคืนที่เงียบสงัดมีเพียงลมหายใจของคนสองคน มันทำให้ความคิดก่อนหน้านี้เหมือนถูกสะกดให้แน่นิ่ง ความรู้สึกบางอย่างที่บ้าบอเกิดขึ้นอย่างที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่คิดว่าตัวเองจะรู้สึกแบบนี้ออกมาได้ เพียงแค่ได้สบตา

ผมเผลอมอง... ริมฝีปากที่ลอยอยู่ตรงหน้า

เผลอขยุ้มเสื้อชุ่มน้ำ... บนไหล่หนา

เผลอช้อนตาขึ้นมอง... ความลึกลับในดวงตาสีราตรี

เผลอรอคอย... บางสิ่งบางอย่างมาเติมความว่างเปล่าให้เต็ม

เผลอปล่อยให้หัวใจ... เต้นตึกตักในจังหวะที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เผลอปิดเปลือกตาลง... เมื่อใบหน้าคมเข้มโน้มลงมาใกล้ขึ้น ยิ่งใกล้ขึ้น รับรู้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่ตกกระทบบนผิวแก้ม มือหนาที่ช้อนท้ายทอยของผมเอาไว้และอีกมือหนึ่งที่โอบกระชับเอวผมไว้แนบแน่น ไม่กี่วินาทีต่อมาสัมผัสของริมฝีปากเย็นชืดก็ประทับลงมาอีกครั้ง มันแผ่วเบาและนุ่มนวลต่างจากครั้งแรก และราวกับว่าผมยินยอมด้วยความเต็มใจ เวลานี้สมองของผมมันมึนงงไปหมด รวมถึงความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกที่ใกล้ระเบิดนี้ด้วย


.

.

.

ต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-02-2019 16:41:55 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ต่อจากด้านบน

.

.

.


 
ชั่วขณะนั้นผมลืมแล้วทุกความถูกต้อง ลืมนึกถึงความ ‘ไม่ปกติ’ ระหว่างผมกับเขา ลืมว่าผมเป็นใครและเขาคือใคร ลืมความสัมพันธ์ของสายเลือดที่ไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์ข้ามเส้นศีลธรรมนี้ขึ้นมา ผมลืมเพราะรู้สึกดีกับสัมผัสที่เกิดขึ้นระหว่างเรา เหมือนมีผีเสื้อกระพือปีกสวยงามอยู่รอบตัวยามที่ความอ่อนหวานจู่โจมผ่านรอยแยกของกลีบปากเข้ามาภายใน ผมไม่รู้จะรับมือกับรสชาติคลุ้งของเหล้ากับเรียวลิ้นของอีกฝ่ายอย่างไรดี ผมได้แต่ยินยอมและเคลื่อนไหวไปตามคนมากวัยกว่า จนกระทั่งรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ทันนั่นแหละ สติของผมถึงได้กลับมาอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากมือที่ขยุ้มไหล่กว้างเป็นการผลักให้ร่างหนาออกไปจากความแนบชิดนี้ 

“ไปไกลๆ ผมนะ”

“...” เขามองหน้าผมเหมือนโมโห

“คุณมันเลว ทำกับผมแบบนี้ได้ยังไง” ผมไม่รู้ว่าตัวเองต้องคิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น คุณยะ ‘จูบ’ ผม และผมก็เหมือนจะ ‘สมยอม’ ไปโดยไม่รู้ตัว แล้วเขาก็ตอบกลับคำถามของผมด้วยการโยนความผิดมาให้ผมเพียงคนเดียว

“เธอยั่วฉันเองนะพี” เขามองว่าผมเป็นคน ‘ยั่ว’ เขา จนเขาทนไม่ไหวต้องจูบผมเนี่ยนะ เอาอะไรมาคิดว่าผมยั่วเขา ผมไม่ได้ยั่วสักนิด!

“ผมยั่วตรงไหน!” ผมโมโหมาก

“หึ...” มีเสียงเหมือนประชดลอดลำคอของอีกฝ่ายออกมา ตามด้วยถ้อยคำที่ทำให้ผิวแก้มของผมมันร้อนจัดขึ้นมาทันที “ไอ้ที่มองตาฉันไม่กะพริบ มองปากของฉันเนี่ย ไม่เรียกว่ายั่วแล้วจะให้เรียกว่าอะไร”

“ผมไม่ได้ทำ!” ผมมองจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมยั่วเขาสักหน่อย

ผมก็แค่มอง... แค่เผลอมองเท่านั้น ไม่มีความคิดอยากยั่วให้เขาจูบผมเลย ผมเป็นเด็กผู้ชายนะจะรู้จักยั่วได้ยังไง แล้วเขาก็เป็นพ่อของผมด้วย ผมจะมีความรู้สึกอยากยั่วให้เกิดเรื่องผิดศีลธรรมขึ้นมาทำไมกัน

มันผิดที่เขาจูบผม

และ...

มันผิดที่ผมยินยอมให้เขาจูบ

“ผมเป็นลูกคุณ” เสียงผมสั่นยามเอ่ยประโยคนี้ออกมาท่ามกลางความเงียบของราตรี “ทำไมคุณถึงทำเหมือนผมไม่ใช่ลูกคุณ”

ไม่ใช่แค่เรื่องที่คุณยะจูบผม มันทุกเรื่องตั้งแต่ที่ผมจำความได้ ไม่มีเลยสักครั้งที่เขาจะทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเป็นพ่อ พ่อที่มีความหมายว่าผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่พ่อที่เป็นเพียงคำเรียกขาน ไร้ความหมาย ไม่มีความผูกพันใดเลย

...หรือว่าผมไม่ใช่ลูกเขา

ความคิดนี้วิ่งเข้ามากระแทกความรู้สึกของผมอย่างจัง คล้ายปลายกระบอกปืนที่จ่อกลางหน้าผาก รอเวลาลูกกระสุนทะลุผ่านไป

“ผมไม่ใช่ลูกคุณ...ใช่ไหม” เสียงผมพร่าสั่น กลัวคำตอบ ไม่อยากฟังความจริง ผมอาจไม่ใช่ลูกของเขาจริงๆ ก็ได้

ผมเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงอย่างนั้นเหรอ ?

มันจริงเหรอ ?

ทุกคนในบ้านรักผม ตามใจผมทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ผมอยากได้แล้วไม่ได้ คุณปู่คุณย่า รวมทั้งอานุอาภา ไม่มีใครเคยตีผมแม้แต่ครั้งเดียว ไม่มีใครดุผมด้วย ทุกคนรักผมมาก รักมากขนาดนั้นผมจะไม่ใช่คนในสายเลือดของพวกเขาได้ยังไง

ไม่มีทาง!

“อะไรทำให้เธอคิดแบบนั้นพี” เขาถามกลับเสียงนิ่ง ไม่บอกความรู้สึกว่าอยู่ในอารมณ์ไหน น้ำเสียงราบเรียบเหมือนที่เคยใช้พูดกับผมยามปกติ

“สิ่งที่คุณทำทั้งหมดไง” เพราะสิ่งที่เขาทำกับผมมาตลอด ปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ไม่ให้ผมเรียกเขาว่าพ่อ ไม่มีอ้อมกอดอบอุ่น รวมถึงเรื่องจูบเมื่อครู่ด้วย ที่ต้องเลวขั้นสุดแล้วถึงทำกับลูกชายตัวเองได้

“อยากคิดแบบนั้นก็ตามใจ ฉันห้ามความคิดเธอไม่ได้ ถ้าคิดแล้วสบายใจก็แล้วแต่เธอละกัน” แทนที่จะตอบความจริงที่เขารู้อยู่เต็มอก ว่าผมใช่ลูกเขาหรือไม่ คนตรงหน้าผมกลับโยนความไม่ชัดเจนมาให้ผมหาคำตอบเอาเอง

ถึงคำตอบจะมีแค่สองตัวเลือก คือ ‘ใช่’ กับ ‘ไม่ใช่’ มันก็ยากที่จะปักความคิดลงไปได้ว่าคือคำตอบไหน ผมกลัวที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่มีสายเลือดของ ‘ตรัยธาดา’ กลัวว่าจะไม่ใช่หลานแท้ๆ ของคุณปู่กับคุณย่า

“หรือว่าจะลองไปถามคุณปู่คุณย่าของเธอล่ะ เผื่อจะได้รู้ความจริง” คำท้าทายนั้นทำเอาผมกัดปากตัวเองจนเจ็บ

ไม่!

ไม่มีวันเด็ดขาด!

ผมไม่มีวันเดินไปถามคุณปู่คุณย่าเด็ดขาด  ผมขออยู่กับความไม่ชัดเจนนี้ดีกว่าต้องพบกับความจริงที่น่ากลัว และผมจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นเพียงเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ผมต้องไม่คิด ผมต้องหยุดคิดมันให้ได้!

ท่องเอาไว้พีรัช... เราเป็นหลานของคุณปู่คุณย่า สายเลือดของเราเป็นของตรัยธาดา มันคือความจริงที่สุด จนกว่าว่าจะมีความจริงอื่นมาทำลายความจริงนี้ลงไป

ถ้าหลอกตัวเองแล้วมันดี ผมก็อยากจะหลอกตัวเองตลอดไป 

“ขึ้นได้แล้ว” คำสั่งของคุณยะทำให้รู้ตัวว่าผมยังอยู่แช่อยู่ในสระว่ายน้ำ เริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เนื้อตัวก็สั่นตามไปด้วย

ครั้งนี้ผมไม่ดื้อเหมือนที่ผ่านมา เชื่อฟังคำของคุณยะอย่างว่าง่ายผิดจากทุกครั้ง อันที่จริงเพราะผมหนาวหรอกถึงยอมทำตามง่ายๆ พอขึ้นจากสระมาได้ก็รู้สึกอายสายตาคนมอง เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวผมมีแค่กางเกงว่ายน้ำแนบเนื้อเพียงตัวเดียว ถ้าก่อนหน้านี้ในหัวของผมไม่มีคำถามว่าผมเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่า ผมก็คงไม่รู้สึกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

บอกแล้วไงว่าห้ามคิดเรื่องนี้อีก!

ผมตะโกนบอกตัวเองในใจ ต้องมั่นใจเข้าไว้ว่าตัวเองเป็นหลานคุณปู่กับคุณย่า ส่วนจะลูกของใครก็ช่างมัน ชีวิตของผมไม่จำเป็นต้องมีพ่อก็ได้ เพราะตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้จะมีพ่อหรือไม่มีพ่อก็ไม่ต่างกันเลย ยิ่งเรื่องว่าใครเป็นแม่ของผมก็ด้วย ไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่จำเป็นต้นดิ้นรนค้นหา ผมมีคุณปู่คุณย่าที่รักผม มีอานุอาภาที่เอ็นดูผมยิ่งกว่าใคร... ก็พอแล้ว

นอกนั้นผมจะไม่สนใจอะไรอีกแล้ว แม้แต่คนที่หันหลังเดินกลับเข้าไปยังเรือนนอนของตัวเองก็ด้วย ผมจะไม่สนใจเขา จะทำเหมือนว่าไม่มีคุณยะอยู่บนโลกของผม อย่างไรเสียเขาก็ไม่เห็นผมเป็นลูกอยู่แล้วนี่ ต่อให้เขาจะเป็นพ่อแท้ๆ ที่ทำเรื่องเลวๆ กับผม หรือว่าไม่ใช่พ่อที่ให้เลือดเนื้อผมมา ผมก็จะไม่สนใจ ต่างคนต่างอยู่ ผมจะอยู่กับความจริงที่ผมต้องการให้เป็น เว้นเสียแต่ว่าความจริงที่ผมกลัวจะโผล่ออกมาในวันใดวันหนึ่ง

แต่ผมก็ขออย่าให้มีวันนั้นและความจริงที่ทำให้โลกทั้งโลกของพังทลายลงมา จนไม่เหลือที่แม้แต่จะให้ผมยืน

แต่ความจริงก็คือความจริง ต่อให้ปิดหูปิดตา หลอกตัวเองยังไง สุดท้ายความจริงก็ต้องโผล่ออกมา ไม่ต่างจากจุดดำบนกระดาษขาว แสร้งมองไม่เห็นอย่างไรก็ไม่มีทางปฏิเสธได้ว่าไม่มี เพราะความจริงไม่เคยตาย เหมือนที่พระอาทิตย์ไม่เคยลาจากโลกไปจริงๆ มันแค่อยู่ตรงนั้น รอเวลาให้โลกหมุนไปหามันอีกครั้งในเช้าวันใหม่


 



***จบตอนที่ 6***

คนเขียนเผลออุทานว่า...เห้อ! สระว่ายน้ำอีกแล้วเหรอเนี่ย!
เอาละ ตอนนี้สต๊อกไม่ทันแล้ว
เพราะต้องไปตจว. ด้วย
เอาเป็นว่าเจอกันอีกที วันศุกร์ที่ 5 เดือนหน้าเลยนะคะ
(ช่วยรอยะพีด้วยนะคะ อย่าทิ้งกันๆ)


สีเหลืองอ่อน
(ที่อยากเปลี่ยนนามปากกาเป็น – สีน้ำเงินเข้ม 555+)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-02-2019 16:45:40 โดย i_ang »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
คือนี่ไม่ชอบใจคุณยะมากๆ
ทำอะไรไม่นึกถึงใจเด็ก จะใช่ลูกตัวหรือไม่ใช่ เด็กก็คือเด็กอ่ะ
สงสารน้องพี ถ้าพีรู้แต่แรกว่าไม่ใช่พ่อ พีก็จะไม่ทำตัวแบบนั้น
แต่นี่ดันบอกว่าเป็นพ่อ แล้วไงอ่ะ เด็กอยากได้ความรักจากพ่อนี่ผิดยังไง
แต่ที่ร้ายที่สุดคือจูบน้อง เฮนโล่วววววว พีกี่ขวบ คุณยะกี่ขวบ คุกๆๆๆๆ เลยนะ
อินมากกกก

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
ลุ้นต่อไป

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
อยากอ่านต่อมากมาย

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย
ตอนที่ 7

สุดท้ายความจริงก็ตามผมทัน มันมาพร้อมความเจ็บปวดสาหัสแบบที่แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้วก็ตาม ความรู้สึกของผมก็ยังย่อยยับ แตกสลายไม่ต่างจากแก้วที่ถูกค้อนทุบจนแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผง

วันที่ความจริงตามผมทัน เป็นวันที่อายุของผมเพิ่งจะเข้าเลขสิบสี่มาได้แค่สองเดือนเองมั้ง วันนั้นเป็นเวลาเที่ยงของวันอาทิตย์ที่อากาศไม่ร้อนเลย เพราะท้องฟ้าด้านบนเต็มไปด้วยหมู่เมฆสีเทาเข้ม ผมนั่งแอบอยู่ด้านหลังของตัวอาคารไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมที่ยกตัวสูงกว่าพื้นดินไปไม่เท่าไร เรือนหลังนี้อยู่ไม่ไกลจากเรือนของคุณปู่คุณย่า มันเป็นห้องสมุดประจำบ้านที่ชั้นหนังสือมีทั้งหนังสือเก่าและใหม่ เพราะคุณปู่คุณย่าและอาภาชอบหนังสือ ยิ่งหนังสือเก่านั่นน่ะตกทอดมาหลายรุ่นเลยทีเดียว ตอนนี้ผมก็เริ่มจะชอบหนังสือมากกว่าการ์ตูนบ้างแล้ว แต่วันนี้ผมไม่ได้รู้สึกอยากอ่านหนังสือหรอก ที่มานั่งแอบอยู่ตรงนี้เพราะผมต้องการหลบหน้าลูกชายคนโตของคุณปู่คุณย่าต่างหาก

หลังจากเหตุการณ์ที่สระว่ายน้ำในคืนนั้น คุณยะก็ไม่เคยกลับมาที่บ้านเรือนไทยของตัวเองอีกเลย เขาไปนอนที่โรงแรมตลอด จนคุณปู่คุณย่าบ่นว่าเขาปล่อยปละละเลยลูก อันที่จริงผมว่าเขาก็สนใจนะ เพราะเสาร์อาทิตย์ก็มารับทานตะวันกับถิรไปข้างนอกตลอด ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่าไปไหนกันบ้าง บางครั้งผมก็เห็นทั้งสองแฝดเก็บกระเป๋าไปนอนกับพ่อของตัวเองที่โรงแรมแบบหลายคืนติดต่อกัน แบบนี้แล้วจะว่าปล่อยปละละเลยไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่า... ไม่สนใจลูกคนโตมากกว่า

ซึ่งก็ดีแล้ว ผมก็ไม่อยากอยู่กับเขาเหมือนกัน ต่างคนต่างอยู่ก็คงจะดีกับความรู้สึกของผมมากกว่า และยอมรับว่าผมเองก็เป็นฝ่ายหลบหน้าเขาด้วย ดังนั้นวันนี้ตอนที่ผมกำลังจะไปกินมื้อเที่ยงกับคุณปู่คุณย่า แล้วเจอเข้ากับคุณยะที่ขับรถเข้ามาจอด ผมถึงได้รีบหันหลังกลับทันที ยอมอดมื้อเที่ยงเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอหน้าเขา

“น้องพีคะ อยู่ในนี้หรือเปล่าคะ คุณย่าให้มาตามไปกินมื้อเที่ยงค่ะ” เสียงพี่วิภา (คนที่คอยดูแลผม) ตะโกนเรียกผมจากด้านในอาคารสี่เหลี่ยมชั้นเดียว ตามด้วยคำบ่นเบาๆ เมื่อไม่เจอผมอยู่ในห้อง “ไปซนอยู่ที่ไหนนะน้องพี เมื่อกี้ก็ยังเห็นเดินเข้ามาในนี้อยู่เลย ประตูหน้าต่างก็ยังเปิดอยู่นี่นา” แล้วเสียงนั้นก็เงียบหายไป คงเดินไปตามหาผมที่อื่นแล้วมั้ง

ผมนั่งพิงแผ่นหลังไว้กับเสาเรือน ปล่อยสายตาไปกับพวกต้นไม้น้อยใหญ่ที่รายล้อม อาณาเขตภายในรั้วสูงใหญ่นี้มีพื้นที่กว่าเก้าไร่ มองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้ ความร่มรื่นจากกิ่งก้านใบและสายลมที่หอบเอากลิ่นฝนมานั้นก็ชวนให้หนังตาผมเริ่มหนัก จนทุกอย่างในสมองว่างเปล่าเพราะถูกกลืนกินด้วยความง่วงเหงาหาวนอน จนกระทั่งบทสนทนาระหว่างคนสองคนในห้องหนังสือดังเข้ามาปลุกสติของผมให้กลับคืน

เจ้าของเสียงทั้งสองคือคุณย่ากับคุณยะ ผมไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้คนทั้งสองคุยอะไรกันไปบ้าง แต่ก็พอจะเดาได้ว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องของผม ก็เรื่องที่คุณยะไม่สนใจผมนั่นแหละ

“คุณแม่ก็พูดเหมือนว่าหลานชายคนโปรดอยากจะไปไหนมาไหนกับผมนักนี่ครับ ไม่รู้หรือครับว่าเขาหลบหน้าผม”

“ก็เราทำไมไม่ลองชวนลูกหลายๆ ครั้งล่ะ ไม่ใช่ชวนคำเดียวแล้วเขาไม่ไป เราก็ไม่ชวนซ้ำ” คุณย่าพูดเหมือนอ่อนใจกับความสัมพันธ์ของพ่อลูกที่ไม่เหมือนพ่อลูกคู่อื่น “หลานแม่น้อยใจจนไม่รู้จะน้อยใจยังไงแล้วนะตายะ เราไม่สนใจลูกเลย ทำเหมือนหลานแม่ไม่ใช่ลูก”

“ต้องให้ผมพูดความจริงไหมครับคุณแม่”

“ตายะ! เราก็นะ จะมาพูดถึงเรื่องเก่าทำไม ยังไงพีก็หลานแม่ ลูกเรา”

...หัวใจผมเต้นแรง เมื่อความจริงบางอย่างที่ผมต้องการหลบหนีกำลังวิ่งเข้ามาชนผมด้วยแรงอัดที่ไม่ปรานีความรู้สึกของผมเลย

“แม่ขอร้องเถอะตายะ อย่าทำเหมือนหลานแม่ไม่ใช่ลูกของเรา... ทั้งที่เราอยากให้เขาเกิดมาแทบตาย”

ความเงียบเชียบเข้ามากลืนกินบรรยากาศรอบตัวผม ก่อนพายุลูกใหญ่จะตามมา

“เด็กนั่นไม่ใช่ลูกผม”

“ตายะ! แม่บอกแล้วไงว่าอย่าพูด เดี๋ยวหลานก็มาได้ยินหรอก”

...ผมได้ยินชัดแล้ว ความจริงที่พยายามหลบหนี แต่ก็หนีไม่พ้น

“มันคือความจริงครับคุณแม่ วันหนึ่งหลานคุณแม่ก็ต้องรู้ว่าเขาไม่ใช่ลูกผม ผมไม่ใช่พ่อของเขา”

“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะตายะ ถ้าเป็นไปได้แม่ก็ไม่อยากให้หลานรู้ ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน แม่อยากให้ตาพีรู้แค่ว่าเขาเป็นลูกของเรา เป็นหลานของปู่กับย่า”

“แต่ผมอยากให้เขารู้... ว่าเขาไม่ใช่ลูกผม”

“เพื่ออะไรตายะ เราอยากให้หลานแม่เสียใจจนเสียผู้เสียคนหรือไง”

“ผมมีเหตุผลของผม”

“เราจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม แต่แม่ขอสั่งให้เก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งบอกหลานแม่ รอให้ตาพีโตกว่านี้ก่อนแล้วค่อยหาโอกาสเหมาะๆ บอกเขา”

“ต้องอายุเท่าไรล่ะครับคุณแม่ที่เรียกว่าโต ตอนนี้เขาก็โตมากพอที่จะยอมรับความจริงว่าเขาไม่ใช่ลูกผม”

“พอๆ แม่ไม่อยากคุยเรื่องนี้กับเราแล้ว เอาเป็นว่าแม่ขอสั่งไม่ให้บอกหลานแม่ แม่ขอแค่นี้ เราก็ช่วยทำให้แม่ด้วย”

“ถ้าเขาจะไม่ดื้อกับผมมากไปกว่านี้นะครับคุณแม่”

“แม่อยากตีเราจริงๆ เลย ทำไมเป็นคนแบบนี้หะ ตอนอยากให้หลานแม่เกิดมาก็เอาเหตุผลร้อยแปดพันอย่างมาพูด สัญญาหนักแน่นว่าจะรับผิดชอบชีวิตเขา จะเป็นพ่อ จะดูแลเหมือนเป็นลูกแท้ๆ แล้วตอนนี้กลับทำไม่ได้เลยสักอย่าง”

“ตอนนั้นผมยังเด็ก” 

“ทีนี้มาอ้างว่าเป็นเด็ก ทีตอนนั้นเถียงแม่ปาวๆ ว่าโตแล้ว แม่ไม่เลี้ยงให้ก็จะอุ้มไปเลี้ยงเอง ถ้ารู้ว่าเราทำไม่ได้อย่างที่ปากพูดสักอย่างละก็ แม่จะรับตาพีไว้เป็นลูกเสียเอง ไม่ให้เป็นลูกของเราหรอก”

...ยังไม่มีคำพูดโต้ตอบจากปากคุณยะ ทุกอย่างเงียบลง จนกระทั่งเหมือนมีเงาทาบทับลงมาบนตัวผม แต่ก็ไม่ใช่หรอกครับ มันก็แค่สายตาของลูกชายคุณย่าที่มองลงมาที่ผม เมื่อเขาเดินมายืนเท้ามือกับขอบหน้าต่างใกล้กับจุดที่ผมนั่งอยู่ ใบบนหน้าของเขาไร้ความตกใจที่เห็นผม ที่รู้ว่าผมได้ยินทุกคำพูดของเขา

ผมเงยหน้ามองคนที่ผมเข้าใจมาตลอดว่าคือพ่อด้วยความฉ่ำร้อนของสายน้ำตา มันชุ่มไปทั่วใบหน้าของผมแล้วในเวลานี้ ทุกอย่างพร่ามัว ทว่าชัดเจนในความรู้สึก รวมถึงคำพูดไม่กี่คำที่กดให้ร่างกายของผมจมลงไปกับความจริงแสนโหดร้าย ความจริงที่ผมเตรียมใจไว้นานแล้วว่าต้องมีวันที่มันเผยตัวออกมา แต่เอาเข้าจริงผมก็เจ็บปวดกับความจริงนี้เกินบรรยาย

...รู้แล้วสินะ

เขาพูดกับผม เสียงเข้มนั้นราบเรียบและดังเบา พอแค่ให้ผมได้ยินเพียงคนเดียว หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยินอะไรอีกเลยเพราะเสียงสะอื้นไห้ในอกดังกลบทุกเสียง แม้จะมีบทสนทนาระหว่างคุณย่ากับเขา ผมก็ไม่ได้ยิน ไม่รู้ว่าคนทั้งสองออกไปตอนไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร จนกระทั่งฝนเม็ดแรกหล่นลงมากระทบตัวผมและอีกหลายเม็ดตามมาจนกลายเป็นม่านฝนสีขาว มองแทบไม่เห็นอะไรที่อยู่ตรงหน้า

ผมนั่งให้สายฝนกระหน่ำลงมาใส่อยู่นานเกือบชั่วโมง ก่อนเหยียดกายลุกขึ้นยืน น้ำในตาแห้งไปแล้วเพราะผมเอามันออกมาจนหมดแล้วมั้ง ผมค่อยๆ เดินฝ่าสายฝนกลับเรือน ระยะทางจากนี่จนถึงเรือนไทยหลังใหม่ที่มีผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวไกลพอสมควร เรียกว่าอยู่ไกลว่าเรือนของอานุกับอาภา เนื่องจากสร้างเป็นหลังสุดท้ายจึงอยู่ลึกสุด สายฝนที่โอบล้อมตัวผมในขณะนี้ ทำให้ผมหนาวสั่นไปทั้งตัว แต่คงไม่เท่าความเหน็บหนาวในหัวใจที่พังลงจากความจริงที่ปรากฏตัวออกมา

‘เด็กนั่นไม่ใช่ลูกของผม’

คำพูดนี้รุนแรงเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามบนท้องฟ้า และคงจะติดตัวผมไปตลอดชีวิต ความจริงที่ไม่มีอะไรมาลบล้างไปได้

เลือดที่อยู่ในร่างกายผมมาเป็นเวลาสิบสี่ปีเป็นของใคร ผมไม่ได้อยากรู้เลยสักนิด สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดคือการย้อนกลับไปก่อนความจริงจะเปิดเผย ถ้าทำได้... ผมจะไม่อยู่ตรงนั้น ไม่นั่งเงียบฟังบทสนทนาที่พาผมไปเจอความจริง

ร่างกายผมหนาวสั่น สองเท้าที่สั่นไม่แพ้กันพาผมขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างช้าๆ ทุกอย่างรอบตัวผมรวมทั้งตัวผมด้วยที่มันเชื่องช้าไปหมด ผมไม่รู้ว่าใครก็ตามที่เพิ่งมารู้ความจริงแบบผมจะรู้สึกอย่างไร โลกพังทลาย ไม่เหลือแม้แต่ซากปรักหักพังหรือเปล่า เพราะผมรู้สึกแบบนั้นอยู่ในตอนนี้

พอเดินผ่านซุ้มประตูเรือนเข้ามา ผมก็เดินไปตามชานแล่น จุดหมายไม่ได้อยู่ที่เรือนนอนฝั่งทิศใต้แต่เป็นสระว่ายน้ำกลางชานเรือน ฝนยังคงกระหน่ำไม่หยุด ม่านขาวเย็นจัดจนกรีดผิวเนื้อแยกผมออกจากทุกสิ่งรอบตัว ผมทิ้งลมหายใจออกจากปอด จากนั้นก็กลั้นหายใจทิ้งตัวลงไปสู่มวลน้ำในสระ ให้ร่างกายจมดิ่งลงไปให้ลึกที่สุดจนถึงพื้นกระเบื้องใต้นั้น

ผมไม่ได้ฆ่าตัวตาย แค่อยากจมลงไป หายไปจากความจริงสักนาทีสองนาที หรือมากกว่านั้น ทว่าเพียงแค่ผมถูกโอบล้อมด้วยมวลน้ำเย็นจัด ร่างกายยังไม่ถึงพื้นสระอย่างที่หวังเอาไว้ก็ถูกมือคู่หนึ่งฉุดดึงขึ้นไปเหนือผิวน้ำ ผมหอบเอาอากาศเข้าปอดตามสัญชาตญาณความอยู่รอด จากนั้นถึงได้เห็นใบหน้าโกรธจัดของคนที่ดึงผมขึ้นมา

ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ก็คนเดิมนั่นแหละ

“คิดว่าตายแล้วมันได้อะไรขึ้นมา” เขากดเสียงเรียบข่มความโกรธยามที่ถามออกมา มือหนาบีบแน่นที่ไหล่ทั้งสองข้างของผม “ทำอะไรให้นึกถึงคนที่รักเธอบ้าง”

...คนที่รักผม

แล้วภาพคุณปู่ คุณย่า อานุ อาภา ก็ฉายชัดเป็นภาพเคลื่อนไหวอยู่ในหัวของผม ถ้าผมตายไปจริงๆ ทุกคนจะเสียใจอย่างนั้นเหรอ ?

ผมไม่มีสายเลือดของเขาแม้แต่หยดเดียว พวกเขาจะเสียใจให้กับการจากไปของผมอย่างนั้นเหรอ?

...แต่ผมไม่ได้อยากตายซะหน่อย

เพราะผมอยากอยู่กับคนทุกคนในครอบครัวนี้ แม้แต่ทานตะวันกับถิร ผมก็ยังอยากอยู่กับพวกเขา ยังอยากเห็นเขาตัวโตกว่านี้ อยากเห็นลูกในท้องอาภาด้วย และกับคนตรงหน้าผมเอง ผมก็ยังอยากอยู่กับเขา แม้ผมจะต่อต้านเขาและไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาก็ตาม

“ผมไม่ได้อยากตาย” ...ผมแค่อยากให้ความจริงไม่ใช่ความจริง

“ไม่อยากตายก็ขึ้นจากสระ แล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” เขาสั่ง ดึงเอาตัวผมขึ้นจากสระ ทว่าผมขืนตัวเอาไว้ ไม่ยอมเดินตามแรงลากของเขา

“คุณเกลียดผมเพราะผมไม่ใช่ลูกของคุณ”

“ใครบอกว่าฉันเกลียดเธอ” น้ำเสียงเขาไม่พอใจ คงเพราะถูกผมพูดจี้ใจดำ

หึ... ไม่ต้องมีใครบอกผมก็รู้ ความเกลียดของเขาแสดงออกมาผ่านสีหน้า แววตา คำพูด และการกระทำหมดแล้ว

“อยากให้ผมเกิดมาทำไม” เสียงผมมันสั่น นึกถึงคำพูดของคุณย่าที่บอกว่าเขาอยากให้ผมเกิดมา “ทำไมไม่ให้ผมตายๆ ไปซะ หรือไม่ก็ไม่ต้องเอาผมมาเลี้ยงให้ขวางหูขวางตาคุณอยู่แบบนี้”

“หยุดคิดเองเออเองได้แล้วพี แล้วก็ขึ้นจากน้ำซะที อยากป่วยตายหรือไง”

“เรื่องของผม!” ผมสะบัดตัวออกจากมือเขา หันหลังกะจะเดินลงไปในน้ำอีกครั้ง ไม่รู้ทำไมผมถึงอยากประชดเขา เขาอยากให้ผมขึ้นจากสระ ผมก็จะลงไปกลางสระที่ลึกกว่านี้ อยากจะทิ้งตัวลงไปให้ถึงก้นสระและไม่ต้องขึ้นมาอีกเลย

แต่คุณยะก็ทำให้ผมก้าวขาไม่ออก ลมหายใจก็เหมือนจะขาดไปเลยด้วยซ้ำ นี่แหละคือสิ่งที่ผมกลัวหลังจากความจริงเผยตัวออกมา... ความจริงที่ทำให้ผมไม่มีที่ยืน!

“น่าจะรู้ตัวได้แล้วนะพีว่าสถานะของเธอในบ้านหลังนี้เป็นยังไง อย่าอวดเก่งถ้ายังต้องอาศัยครอบครัวฉันอยู่ ใช้เงินที่ครอบครัวฉันหามา”

“...” หัวใจของผมแทบไม่มีแรงเต้น ผมเถียงไม่ออกสักคำ สถานะของผมในบ้านหลังนี้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ผมแค่เด็กที่เขาปรานีให้เกิด เลี้ยงดูให้ความสะดวกสบายทุกอย่าง...เท่านั้นเอง สายเลือดก็ไม่มีส่วนไหนเป็นของตรัยธาดา ผมควรทำตัวเสียใหม่ใช่ไหม เลิกเอาแต่ใจ เชื่อฟังคำของทุกคน โดยเฉพาะคำสั่งจากปากของคนที่อนุญาตให้ผมมีลมหายใจมาจนถึงวันนี้

“เข้าไปอาบน้ำแล้วออกมากินข้าว”

ครั้งนี้ผมไม่ขัดคำสั่ง


.

.

.

ต่อด้านล่าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2019 07:53:25 โดย i_ang »

ออฟไลน์ i_ang

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0
    • เพจนิยาย

ผมก้าวขาขึ้นจากสระว่ายน้ำในสภาพที่ล่องลอยเต็มที เดินเหมือนคนไร้วิญญาณ ไม่รู้ว่าตัวเองผลักประตูห้องนอนเข้าไปเมื่อไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาบน้ำแต่งตัวเสร็จตอนไหน มารู้ตัวอีกทีก็คงเป็นตอนนั่งหน้าโต๊ะกินข้าว แล้วบนโต๊ะมีจานผัดกุ้งซอสหวาน เต้าหู้คลุกไข่ทอด ไข่ตุ๋นนมสด ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง และจานข้าวผัดปูในปริมาณที่ผมกินอิ่ม โดยไม่ต้องตักมาเพิ่ม ข้างๆ กันก็มีแก้วน้ำส้มและน้ำเปล่าตั้งวางอยู่ รวมถึงกระปุกยาด้วย

ผมตักเมนูที่ชอบกินคือกุ้งซอสหวานเข้าปาก คำแรกแทนที่จะอร่อยเช่นทุกครั้ง ผมกลับไม่รู้สึกถึงรสชาติใดเลย แต่ผมก็ตักทุกอย่างเข้าปากเพราะความหิวที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนเที่ยง อาหารพวกนี้คุณยะไม่ได้ทำให้ผมกินหรอก บ้านเรือนไทยหลังนี้ไม่ได้มีห้องครัวไว้สำหรับทำอาหารเป็นกิจจะลักษณะ มีแค่ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกสองสามชิ้นเท่านั้น ส่วนมากผมจะไปกินมื้อเช้า มื้อเที่ยง และมื้อเย็นที่เรือนอาหารซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเรือนของคุณปู่คุณย่า

“พ่อแม่ของผมเป็นใคร” ข้าวหมดจานแล้วผมถึงได้เงยหน้าขึ้นมาตั้งคำถามเอากับคนตัวโตที่นั่งฝั่งตรงข้าม

“อยากไปตามหาหรือไง ?” แทนที่จะตอบเขากลับย้อนถาม เขาชอบเป็นแบบนี้ตลอด ไม่เคยตอบอะไรผมหรอก มีแต่ย้อนถามให้ผมจนมุม

“...” ผมไม่ตอบหรอกว่า ผมไม่ได้นึกอยากไปตามหาคนที่เป็นเจ้าของเลือดในกายผมที่แท้จริง ผมแค่อยากรู้ว่าพวกเขาเป็นใครเท่านั้นเอง ในเมื่อเขาทิ้งผมไปแล้วและดูเหมือนจะไม่เต็มใจให้ผมเกิดมาด้วยซ้ำ เป็นแบบนี้แล้วผมจะกลับไปหาคนที่ไม่ต้องการผมทำไม ไปให้พวกเขาฆ่าตายอีกรอบอย่างนั้นเหรอ ผมไม่โง่ขนาดนั้นหรอก

“คิดหรือไงว่าตามหาเจอแล้วพวกเขาจะอ้าแขนรับเธอเป็นลูก”

...ทำไมคำพูดจากปากเขามีแต่คำที่ทำร้ายจิตใจผม เขาไม่เห็นว่าผมเป็นลูก ผมก็เข้าใจแล้ว แต่ทำไมเขาถึงอยากเห็นผมเจ็บปวดเพราะเขานักนะ

“ไม่ลองก็ไม่รู้” ผมตอกกลับอย่างไม่ยอมแพ้ให้กับคำพูดที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผม

“งั้นก็ลองหาดูสิว่าพ่อกับแม่ของเธอเป็นใคร”

“คุณก็บอกมาสิครับ”

“ฉันบอกให้เธอลองหาเอาเอง เพราะฉันจะไม่บอกอะไรเธอทั้งนั้น เก่งจริงก็ตามหาให้ได้ว่าใครที่ไม่อยากให้เธอเกิดมา”

ผมเพิ่งรู้สึกก็วันนี้เองว่าโชคดีมากแค่ไหนที่ไม่ต้องเป็นลูกชายของเขา ปากร้ายกาจ ไม่คิดหรือไงว่าจะทำร้ายจิตใจเด็กที่อายุยังไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำ และไม่อยากคิดด้วยว่าเพราะนิสัยแบบนี้ไง แม่ของทานตะวันกับถิรถึงได้ทิ้งไป

“ผมจะไปถามคุณย่า” ท่านต้องรู้แน่ๆ ว่าผมเป็นลูกของใคร

“ฉันไม่เคยบอกใครว่าพ่อกับแม่ของเธอคือใคร คนที่รู้ก็มีแค่สองคน คือฉันกับ... แม่ของเธอ ตามหาแม่ให้เจอสิ” 

ผมควรเชื่อดีไหมว่าไม่มีใครที่รู้ว่าพ่อแม่ผมเป็นใคร หรือเขาแค่ขู่ผมเพราะไม่อยากให้ผมตามหาพ่อแม่ของตัวเองเจอ ถ้าผมไปถามคุณย่าล่ะ ท่านจะบอกผมได้ไหม แต่ถ้าไปถาม ท่านก็จะรู้ว่าผมรู้ความจริงแล้วน่ะสิ ซึ่งผมไม่อยากให้ท่านรู้เลย เพราะผมกลัวว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

หากคุณย่าหรือทุกคนในครอบครัวตรัยธาดารู้ว่าผมรู้ความจริงหมดแล้ว สายตาที่มองผมจะเปลี่ยนไปไหม ทุกคนจะเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาหรือเปล่า พวกเขาอาจจะไม่รักและตามใจผมเหมือนเดิม แล้วผมเองล่ะ จะเอาแต่ใจตัวเองเหมือนเดิมได้ไหม ในเมื่อรู้แก่ใจแล้วว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับคนในตระกูลนี้เลย

และคุณยะก็ตอกย้ำความกลัวของผมลงมาอีก

“ในฐานะที่ฉันเป็นคนที่ช่วยให้เธอได้เกิดมา เป็นเจ้าของชื่อที่เธอใช้อยู่ทุกวัน ฉันก็ขอเตือนเธอไว้ละกันนะพี ว่าถ้าไม่อยากให้อะไรในบ้านหลังนี้เปลี่ยนไป เธอก็ควรเก็บความลับนี้เอาไว้ จนกว่าจะหาพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอเจอ จากนั้นเธอจะหอบเสื้อผ้าไปอยู่กับพวกเขาเลยก็ได้ ฉันไม่ห้าม ยินดียกเธอคืนให้พวกเขา”

“เมื่อไรที่ผมเจอพวกเขา ผมไปแน่!” ปากผมเก่งไปแบบนั้นเอง เอาเข้าจริงต่อให้หาพ่อกับแม่เจอ ผมก็คงไม่กลับเข้าไปในชีวิตพวกเขา คนสองคนที่ครั้งหนึ่งไม่เคยต้องการให้ผมเกิดมา ไม่ต้องการรับผิดชอบเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีความผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ... ก็แค่เกิดมาในเวลาที่พวกเขาไม่ต้องการ

“แล้วฉันจะรอดู” ริมฝีปากหนามีรอยยิ้มเยาะ “เก่งให้ได้เหมือนปากนะ...พีรัช”

คำท้าที่มาพร้อมรอยยิ้มเยาะ กดให้ผมเหลือตัวเล็กนิดเดียว เพราะผมไม่ได้เก่งเหมือนปากพูดหรอก มองไปทางไหนผมก็เห็นแต่ทางตัน เด็กอายุไม่ถึงสิบห้าสืบหาพ่อกับแม่เจอได้อย่างไร โดยที่ไม่มีข้อมูลอยู่ในมือเลย

“ครับ” ผมตอบรับคำเยาะเย้ยของเขาแค่สั้นๆ หมดเวลาที่จะมานั่งทนเห็นผู้ใหญ่ใจร้ายอีกต่อไป ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ หมุนตัวเดินออกมาจากห้องอาหาร เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกมือใหญ่คว้าจับข้อมือเอาไว้

“กินยาก่อน” คุณยะดึงเอาตัวผมกลับไปที่โต๊ะ ผมไม่ขัดขืน เริ่มรู้สึกว่าอุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนไปบ้างแล้ว ขืนไม่กินยา อีกไม่กี่ชั่วโมงร่างกายผมอาจจะร้อนยิ่งกว่ากองไฟก็เป็นไปได้

ผมรับยาจากมือใหญ่แล้วส่งเข้าปาก ตามด้วยน้ำที่เจ้าของมือข้างเดิมยื่นมาให้ เป็นครั้งแรกเลยที่คนคนนี้ใส่ใจผมขนาดนี้ รวมถึงหลังมือที่แตะบนหน้าผากผมด้วย

“ตัวเริ่มร้อนแล้วนะ”

...ผมไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม ถึงได้รู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาดูห่วงใยในความเจ็บป่วยของผมไม่น้อยเลย

“กลับเข้าห้องแล้วนอนหลับเลยนะ ไม่ต้องเปิดทีวี หนังสือการ์ตูนก็ด้วยไม่ต้องอ่าน” จากมือที่แตะหน้าผากเพื่อเช็กอุณหภูมิในร่างกายของผมอยู่เมื่อครู่ ครั้งนี้มันเลื่อนขึ้นมาวางบนศีรษะผมแล้วลูบเบาๆ มันเป็นสัมผัสที่ผมไม่คุ้นเคยเลยสักนิด แต่ก็ปรารถนามาเนิ่นนานกับสัมผัสที่ห่วงใยใส่ใจเช่นนี้ “ไม่ต้องล็อกห้องนะ ดึกๆ ฉันจะเข้าไปดูอาการ”

“ไม่ต้องมาตบหัวแล้วลูบหลังผมหรอก อยากใจดีกับผมนักก็บอกมาสิว่าพ่อแม่ของผมชื่ออะไร พวกเขาอยู่ไหน” แต่ว่าผมก็ยังอยู่ในวัยต่อต้าน ถึงจะชอบสิ่งที่เขาทำ อยากให้เขาใส่ใจอ่อนโยนกับผมแบบนี้มานานแล้วก็ตาม ผมก็ยังเป็นเด็กปากเก่ง ชอบประชดประชัน และอยากเอาชนะ

“อยู่ไกลจนเธอเอื้อมไม่ถึง”

“พวกเขา...ไม่อยู่แล้วหรือครับ” ใจผมหายวาบ ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า แต่ผมกลับรู้สึกวูบโหวงเมื่อคิดว่าพวกเขาไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว มิน่าล่ะ คุณยะถึงได้ท้าให้ผมตามหาให้เจอ ที่แท้ก็ไม่มีวันที่ผมจะตามหาเขาสองคนเจอ... ตอนนั้นผมคิดแบบนั้น เพราะคิดว่าทุกคำพูดของคนตัวโตคือความจริง

“...ก็แล้วแต่เธอจะคิด”

ตอบมาแค่นั้น ซึ่งตอบก็เหมือนไม่ได้ตอบ คุณยะก็หันหลังกลับไปเก็บจานอาหารบนโต๊ะที่ผมกินทิ้งไว้แล้วไม่เก็บ ความจริงผมควรจะช่วยเขา ไม่สิ ต้องเก็บและล้างเอง แต่ก็ช่างปะไร ใครใช้ให้หาข้าวมาให้ผมกินล่ะ แถมยังทำร้ายจิตใจผมตั้งเยอะ ไม่มีคำพูดไหนเลยที่ไม่กรีดหัวใจเด็กคนนี้ ผมจึงทำแค่มอง ก่อนหันหลังเดินกลับเรือนนอนของตัวเอง

เปิดประตูห้องเข้ามาได้ ผมก็ล็อกประตูเลย เรื่องอะไรผมจะต้องทำตามคำสั่ง ผมจะป่วยตายคืนนี้ก็ช่างปะไร ไม่เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด

ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกับสติที่เริ่มถูกดึงทึ้งจากอุณหภูมิของร่างกายที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทั้งที่อยากจะนอนคิดอะไรอีกเยอะแยะ โดยเฉพาะเรื่องที่ผมจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป เพราะข้างในตัวมันรู้สึกร้อนสลับหนาวจนสั่นสะท้าน พลิกตัวนอนท่าไหนก็เหมือนจะติดขัดและทรมานไปเสียหมด ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงคอ นอนขดตัวเหมือนเด็กน้อยที่อยู่ในท้องแม่ สุดท้ายก็เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ตัวเลย จนกระทั่งในความฝันที่เกิดขึ้น มีมือใครสักคนที่วางบนศีรษะแล้วลูบอย่างอ่อนโยน คำกระซิบเบาบางที่จับใจความไม่ได้เลย คล้ายเสียงบ่นงึมงำในลำคอเสียมากกว่า

สัมผัสอ่อนโยนไล่ลามมาจนถึงผิวแก้มก่อนผละออกไป ไม่นานนักผมก็รู้สึกว่ามีความเย็นชืดจากเนื้อผ้าลากไล้ไปทั่วใบหน้า ลำตัว แขน และขา สุดท้ายก็จบลงที่แก้ม ทว่าสัมผัสสุดท้ายนั้นอุ่นนุ่ม ไม่ใช่ความเย็นชืดอย่างก่อนหน้านี้

“...” น้ำเสียงทุ้มและนุ่มนวลกระซิบอะไรอีกไม่รู้ ผมได้ยินเพียงแค่เสียงแต่ไม่มีสติพอที่จะจับคำพูดเหล่านั้นได้ รู้เพียงแต่ว่า... อบอุ่นที่หัวใจอย่างประหลาด จนต้องไขว่คว้าหาบางสิ่งบางอย่างจนเจอ จับมันไว้และแนบใบหน้าลงไปแบบอ้อนๆ

“...” คล้ายเป็นเสียงหัวเราะจากลำคอ

ในสติอันเลือนรางจากความร้อนในร่างกาย ผมคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยว่าเจ้าของอุ้งมืออุ่นที่ผมแนบใบหน้าไว้นั้นคือใคร ก็คนที่สั่งให้ผมอย่าล็อกประตูห้องนั่นแหละ แม้ผมจะขัดคำสั่งเขา แต่ระดับเขาแล้วจะไม่มีกุญแจสำรองเปิดเข้าห้องผมได้อย่างไร

“...คุณยะ”

ผมเอ่ยชื่อเขาออกมาเบาๆ ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาหรอก เพราะผมอ่อนล้าและเปลือกตาหนักมากเกินจะทำแบบนั้นได้ ลำพังแค่เสียงที่เปล่งออกมาก็ลำบากแล้ว

“หลับซะเด็กน้อย”

ครั้งนี้ผมได้ยินชัดเจนเพราะคำพูดนี้ดังอยู่ชิดใบหู แบบที่สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของคนตัวโต พร้อมกับสัมผัสนุ่มๆ บนหน้าผาก

“คุณยะ...” เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเต็มใจเรียกคนตัวโตด้วยคำเรียกขานนี้ และคงเป็นครั้งแรกที่ผมเอ่ยขอในสิ่งที่ผมไม่เคยได้จากเขา “...กอดพีหน่อยนะครับ”

ไม่รู้หรอกว่าคนที่ถูกขอจะยอมหรือเปล่า แต่ผมก็ขยับร่างกายที่โดนไข้เล่นงานเข้าไปด้านใน เพื่อให้เกิดที่ว่างบนเตียงพอให้คนตัวใหญ่ทอดตัวลงมานอนกอดผมไว้ได้ ผมรอคอยอย่างมีความหวัง เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า มันนานจนผมคิดว่าต้องเลิกหวัง เขาคงไม่อยากกอดผมหรอก เพราะผมไม่ใช่ลูกเขา ไม่ใช่คนที่เขาเอ็นดู ตรงกันข้ามผมอาจจะเป็นเด็กที่สร้างแต่ความรำคาญใจให้เขา เป็นเด็กดื้อที่น่าเบื่อหน่าย ขวางหูขวางตาเขาตั้งแต่ผมเกิดจนผมโต

ความน้อยใจเริ่มเล่นงานผม ขอบตาจากที่ร้อนจัดเพราะพิษไข้ มาตอนนี้กลับร้อนระอุเพราะความเสียใจ น้ำตาผมไหลอย่างสุดกลั้น ผมพลิกตัวหันกลับไปอีกด้าน เพื่อซ่อนน้ำตาของตัวเองเอาไว้ไม่ให้คนใจร้ายใจดำเห็น

ทุกอย่างเงียบเชียบ ยกเว้นเสียงสะอื้นของผม และเสียงถอนหายใจของคนด้านหลัง ไม่นานนักแรงยวบของเตียงด้านหลังผมก็เกิดขึ้น ก่อนท่อนแขนแข็งแกร่งจะสอดเข้ามาโอบกอดตัวผมไว้ วินาทีนั้นผมหันกลับเข้าไปหาคนร่วมเตียงทันที ซุกใบหน้าชุ่มน้ำตาไว้กับอกกว้าง อ้อมกอดของคุณยะเป็นแบบนี้เอง ไม่เหมือนของคุณปู่ คุณย่า อานุ อาภาเลย ไม่เหมือนเลยจริงๆ

“หลับได้แล้ว” คำพูดนุ่มนวลช่วยลดน้ำตาของผมลงได้

“ครับ” ผมพยักหน้า นิ่งรับสัมผัสของมืออุ่นที่ลูบแผ่นหลังผมอย่างอ่อนโยน  ราวกับว่าเขากำลังกล่อมผมให้หลับและพบกับฝันดีที่สุดในชีวิต

ผมชอบ... คุณยะที่เป็นแบบนี้

ผมขอบคุณอาการป่วย... ที่ทำให้คุณยะใจดีกับผม

ผมอยากป่วยไปตลอดชีวิต... ถ้าเป็นไปได้นะ



***จบตอนที่ 7***
บอกเลยว่าคุณยะชอบหลอกเด็กค่ะ
เหตุผลเพราะ.... เพราะ.... เพราะนั่นแหละ (ยิ้มร้ายของคนแก่)
เอาละ เจอกันอีกก็ยังบอกไม่ได้นะคะ ขออีกสักพัก เดี๋ยวกลับมาใหม่นะคะ
อย่าทิ้งกันๆ
สีเหลืองอ่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2019 08:13:34 โดย i_ang »

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
เคืองคุณยะมากกกกกกกกก
สงสารน้องพี !!!!!

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-6
พีน่าสงสาร

ออฟไลน์ zazoi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1008
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +139/-1
สงสารพีจัง แต่ยังไงก็ยังช็อกที่น้องพีตัวน้อยที่เคยอ่านจากเรื่องอื่น มาเป็นน้องพีในปัจจุบันค่ะ ฮือ....

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด