{ เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; แจ้งข่าวเปิดพรี 15 กุมภาพันธ์ - 21 มีนาคม
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; แจ้งข่าวเปิดพรี 15 กุมภาพันธ์ - 21 มีนาคม  (อ่าน 54092 ครั้ง)

ออฟไลน์ valenna yy

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 385
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 15 7/1/63 p.6
«ตอบ #180 เมื่อ08-01-2020 13:40:18 »

สนุกค่ะ รออ่านนะคะ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 15 7/1/63 p.6
«ตอบ #181 เมื่อ08-01-2020 16:59:45 »

ดูรักกันดีนะ

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2099
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 15 7/1/63 p.6
«ตอบ #182 เมื่อ08-01-2020 20:39:13 »

ครูซหลงผัวมาก :hao7:

ออฟไลน์ kikie26

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 15 7/1/63 p.6
«ตอบ #183 เมื่อ11-01-2020 22:38:27 »

ครูซ เสน่ห์แรงจริงๆ

ออฟไลน์ RENYINGYING

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 15 7/1/63 p.6
«ตอบ #184 เมื่อ12-01-2020 01:24:38 »

งื้อออ อยากบอกว่าชอบเรื่องนี้มากค่ะ เท่าที่อ่านโครงเรื่องดีมาก ดูไม่ใช่เรื่องสั้นเลยนะคะ บางส่วนอาจไม่ละเอียดเหมือนเรื่องสั้นแต่น้อยมาก แต่งเป็นเรื่องยาวได้เลย ชอบมากค่ะ หลงรักนายเอกมาก มีความลงตัวกับพระเอกสุด น้องแม๊กก็ห่วงพี่น่ารักมากชอบแบบนี้ ถ้ามีหนังสือก็บอกได้เลยว่าซื้อแน่นอน ถ้าคุณคนเขียนในอนาคตมีแพลนจะแต่งแนวนี้อีกเป็นเรื่องยาว ก็จะคอยติดตามนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ชอบมากไม่อยากให้จบเลย  :sad4: อยากให้ต่อไปเรื่อยๆ หายากนะคะที่โดนใจแบบนี้ :pig4: :m1:  :กอด1: :3123: :pig4:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +231/-3
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 15 7/1/63 p.6
«ตอบ #185 เมื่อ12-01-2020 16:19:09 »

แวมไพร์น่ารัก

ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-10
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 14 15/12/62 p.6
«ตอบ #186 เมื่อ12-01-2020 17:49:23 »

น้อนนนนนนน มากกกก ใครๆ ก็หวงอ่ะเนอะ
เอ็นดูไม่ไหวแล้ว

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-1
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 16 19/1/63 p.7
«ตอบ #187 เมื่อ19-01-2020 00:07:14 »

ตอนที่ 16

   
“ไม่ต้องคิดถึงผมนะ ดิออน เดี๋ยวถ้างานเสร็จผมจะรีบกลับมาหาเลย”
   
ผมบอกมันทั้งๆ ที่เป็นผมเองเนี่ยแหละกอดตัวมันแน่น ไม่ยอมขยับ ทั้งๆ ที่โดนน้องเคาะเรียกอยู่หน้าประตูมาเกือบห้านาทีแล้ว และแน่นอนว่าน้องบ่นผมไม่หยุด
   
“รีบไปเชียร์น้องไป ก่อนที่น้องนายจะฆ่าฉันจริงๆ ”
   
ดิออนยิ้มบางแล้วลูบหัวผม ดูไม่กังวลสักนิดที่จะปล่อยผมออกไปผจญกับสมาชิกสมาคมแวมไพร์ที่คงมาไม่ต่ำกว่าร้อยสองร้อยคนเพื่อมาเป็นสักขีพยานหาหัวหน้าสมาคมคนใหม่ในวันนี้
   
เชื่อเหอะ ถ้าเปลี่ยนจากแม็กซ์เป็นผมที่ลงประลองวันนี้คงคนละเรื่องอ่ะ ผมคงอยู่ในร่างค้างคาวแล้วไปซ่อนตัวในที่สักที่เพื่อหนีความจริง พอคนเจอก็ร้องไห้ใส่
   
“ผมไม่อยากไปเลยอ่ะ”
   
ผมหน้าบูด เป็นไปได้ผมก็อยากอยู่ในห้องกับดิออนเหมือนกันนะ เพราะออกไปผมก็ต้องเก๊กมาก ปกติพ่อไม่ค่อยสนใจหรอกว่าผมจะทำตัวยังไง แต่ถ้ามีแขกมาเยือนเยอะขนาดนี้ ผมก็ต้องสวมวิญญาณเป็นลูกชายคนโตของหัวหน้าสมาคมจริงๆ อ่ะ
   
แน่นอนว่าผมจะร้องไห้ใส่แขกไม่ได้แน่ จะอยู่แต่ในร่างค้างคาวแล้วร้องกี้ๆ ทั้งวันก็ไม่ได้ใหญ่ พ่อคงจะเอาไม้ช็อตยุงที่กำลังพัฒนาอยู่มาไล่ช็อตผมแน่ๆ
   
“พี่ครูซ ออกมาสักที! พ่อเรียกแล้ว!!!”
   
น้องผมคำรามใส่ประตูจนประตูสั่นกึกๆ แทบหลุดออกมา
   
“เออ รู้แล้ว! ไปก็ได้!!”
   
ผมหน้าหงิกยอมผลออกจากดิออนแต่โดยดี และจัดเสื้อกับทรงผมของตัวเองให้เข้าที่ พยายามทำตัวให้หน้าตาดีที่สุดให้สมกับตำแหน่งที่เคยได้มาตอนอายุร้อยกว่าปีหน่อย
   
เห็นผมกากแบบนี้ แต่เรื่องหน้าตาผมก็มั่นใจอยู่นะ
   
“ผมไปแล้วนะ”
   
ผมบอกดิออนที่มันจ้องผมนิ่ง แต่แววตานิ่งๆ ที่เหมือนลุกเป็นไฟนั่นทำให้ผมรู้เลยว่ามันอยากขย้ำผมแทบแย่ แต่ก็นะ ผมมีงานหลวงต้องทำ ขืนผมมานั่งจู๋จี๋กับมันอีก รอบนี้พ่อได้มาตามผมด้วยตัวเองแน่
   
“อืม”
   
มันก้มลงจูบแก้มผมเชิงลาก่อนที่จะพาผมออกมาส่งหน้าประตู ซึ่งพอเปิดก็เจอน้องแม็กซ์ที่อยู่ในชุดประจำตระกูลเต็มยศยืนหน้าหงิกอยู่
   
“พี่จะรักมันอะไรนักหนา ผมเป็นน้องแท้ๆ พี่นะ”
   
ทันทีที่เห็นหน้าผม น้องผมก็แย่งผมออกจากดิออนทันที แน่นอนว่าผมหน้ามุ่ยไม่พอใจน้องสุดๆ
   
“พูดกับพี่เขยดีๆ หน่อยสิ แม็กซ์ หลานแกต้องการพ่อนะ”
   
ผมพูดหน้านิ่งๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเกินคาดมากจนผมแทบหลุดหัวเราะออกมา
   
“อะไรนะ!!! พี่ท้องกับมันแล้ว!!???”
   
แม็กซ์สะดุ้งสุดตัว สีหน้าเหมือนโลกถล่ม อะไรที่เกี่ยวกับผมตรรกะทฤษฎีข้อเท็จจริงทุกอย่างในหัวแม็กซ์ก็เหมือนจะหยุดทำงานชั่วคราว
   
“แล้ว แล้วผมจะกำจัดมันออกจากชีวิตพี่ยังไง แล้ว แล้วผมจะทำยังไง ผมจะมีหลานแล้วเหรอ”
   
น้องผมหน้าซีดเผือด
   
“..ใจเย็น แม็กซ์ พี่เป็นผู้ชาย”
   
สุดท้ายผมหลุดขำออกมา และขำกว่าเดิมตอนที่น้องผมทำหน้าบึ้งใส่ผม
   
“ไม่ขำนะ พี่ครูซ พี่ก็รู้นี่ว่ามันเคยมีแวมไพร์ที่ท้องได้”
   
“แต่มันก็เป็นแค่เรื่องเล่านี่”
   
ผมหัวเราะ ไม่ได้กังวลเท่าไหร่เพราะคนที่เล่าเรื่องนี้ให้น้องฟังตอนเด็กๆ ก็คือผมเองเนี่ยแหละ แต่ดูเหมือนน้องจะจำไม่ได้ว่าผมเป็นคนเล่าแถมยังปักใจเชื่อมาตลอดอีก
   
“เอาเหอะ แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่ชอบมันอยู่ดี”
   
น้องผมมองดิออนตาขวาง ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่น้องจะญาติดีกับดิออนสักที และได้แต่หวังว่าจะญาติดีกันไวๆ เพราะคนกลางอย่างผมปวดประสาทมาก คือดิออนถึงมันจะนิ่งๆ ไม่พูดอะไร แต่มันก็มองน้องผมแบบไม่พอใจเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่แปลกหรอก ก็น้องผมเล่นทำหน้าเหมือนจะกินหัวมันทั้งวันแบบนี้ จะให้ญาติดีด้วยก็แปลกละ
   
“ไปๆ เดี๋ยวค่อยรักกันทีหลังก็ได้ พี่ขี้เกียจโดนพ่อว่า”
   
สุดท้ายผมก็เป็นคนลากน้องออกจากหน้าประตู เพราะขืนนานกว่านี้ไม่รู้ว่าน้องผมอยากจะอุ่นเครื่องด้วยการตีกับดิออนสักรอบไหม
   
เดินมาสักพักก็มาถึงประตูเข้าสู่ลานประลอง ข้างในมีเสียงดนตรีสดซึ่งเป็นเพลงโบราณของเผ่าพันธุ์แวมไพร์บรรเลงคลอประกอบพิธีการที่ใกล้จะเริ่มต้นขึ้น ผมที่จัดเสื้อผ้าตัวเองจนมั่นใจแล้วเลิกหันไปจัดแจงให้น้องบ้าง
   
ให้ตายเหอะ
   
ผมเงยหน้ามองน้องเซ็งๆ เพราะน้องผมโคตรสูงเลย ไม่รู้ว่าแอบกินเลือดส่วนของผมตอนเด็กๆ เปล่า ถึงได้โตอะไรขนาดนี้ ของผมนอกจากอายุที่มากขึ้นก็ไม่มีอะไรโตละ
   
“ก้มหัวลงมาหน่อย เดี๋ยวพี่จัดคอเสื้อให้”
   
พอน้องก้มลงมา ผมก็หอมแก้มน้องดังฟอดแล้วหัวเราะคิกคักเพราะจริงๆ คอเสื้อของน้องผมคือจัดไว้ดีอยู่แล้ว ผมแค่อยากหอมแก้มน้องเฉยๆ
   
“ชนะให้ได้นะ พี่ยังอยากมีครีมกันแดดฟรีใช้”
   
ซึ่งที่ได้มาฟรีก็ไม่ใช่อะไร พวกตัวอย่างทดลองที่ผมเอามาลองใช้ก่อน คือถ้าผมตายก็คงเพราะไอ้ครีมพวกนี้แหละ
   
“...อืม”
   
น้องผมหน้าแดงแล้วพยักหน้าหงึกๆ ก่อนที่ทั้งผมและน้องจะเปิดประตูไม้บานยักษ์แล้วเข้าไปในห้อง ซึ่งผมก็สลัดคราบแวมไพร์ไร้สาระไปวันๆ ออกทันทีโดยสัญชาตญาณ
   
บรรยากาศในสมาคมที่ดูทางการขึ้นทำให้ผมเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ ผมเดินหลังตรงแล้วงัดความรู้หลักการเป็นแวมไพร์ที่ดีออกมาใช้หลังจากที่ทิ้งไปนานหลายร้อยปีเพราะไม่ค่อยมีงานสำคัญให้ใช้
   
ผมเดินไปนั่งที่นั่งของผมที่จัดอยู่ในโซนของตระกูลแล้วตีหน้านิ่งไม่รู้สึกอะไร ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วประหม่ามาก อาจจะเพราะผมเพิ่งเข้ามาในห้องด้วย แวมไพร์ส่วนใหญ่ที่มาถึงได้จ้องผมไม่หยุด ซึ่งถ้าให้ผมเดาจริงๆ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ผมเอาผู้นำวาติกันมาเป็นส่วนหนึ่งของแวมไพร์เนี่ยแหละ
   
ถึงพ่อผมจะรับประกันแล้วก็เหอะ แต่ทุกคนก็คงจะมองผมไม่เหมือนเดิมอ่ะ เพราะนานมากแล้วที่สมาคมแวมไพร์ไม่เอาคนนอกหรือพวกมนุษย์มาเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ทั้งๆ ที่ประชากรของเราก็เหลือค่อนข้างน้อยมากแล้ว อัตราแวมไพร์เกิดใหม่ก็ต่ำ จริงๆ ทุกคนควรจะดีใจนะ ที่ผมหามนุษย์โปรไฟล์ดีขนาดนี้มาเป็นคู่ได้อ่ะ
   
“อย่าคุยกับใคร”
   
ผมยังคงสีหน้าปกติแม้จะเพิ่งได้ยินเสียงพ่อพูดกับตัวเองในหัวผ่านพลังแวมไพร์ ซึ่งผมก็พยักหน้าน้อยๆ ไปให้พ่อที่มองมาทางผม คือเอาจริง ต่อให้พ่อไม่บอกผมก็ไม่อยากคุยกับใครเป็นพิเศษอยู่ดี ในนี้มีแต่คนแปลกหน้าอ่ะ ถึงจะมีเพื่อนสมัยเรียนผมบ้างก็เถอะ แต่มันก็ไม่ใช่เวลาที่น่าคุยขนาดนั้น
   
ผมนั่งตัวแข็งเหม่ออยู่สักพัก พิธีการก็ถึงเริ่มจริงๆ ซึ่งพิธีกรที่เป็นแวมไพร์จากที่อื่นก็มาช่วยเป็นพิธีกรดำเนินรายการให้ ส่วนผมที่ไม่ชอบงานอะไรพวกนี้ก็ได้แต่แอบหาวง่วงๆ เบื่อๆ เพราะมันไม่ค่อยมีอะไรน่าสนุกเท่าไหร่ ผมเลยเอาแต่นั่งนิ่ง ง่วง คิดถึงดิออนที่อยู่ห้องที่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้ว
   
ไม่รู้ว่าตอนนี้ร้องไห้คิดถึงผมรึยัง แต่ตอนนี้ผมโคตรคิดถึงดิออนเลย
   
ทำไงได้อ่ะ ตั้งแต่พามันมาสมาคม ผมก็ตัวติดกับมันแทบตลอดเวลา อยู่ด้วยกันทั้งตอนหลับกับตอนตื่น ยกเว้นตอนเรียนที่บางทีผมก็นอนรออยู่ห้อง เพราะทนฟังสิ่งที่ตัวเองเคยเรียนไม่ไหว มันน่าเบื่อมากกับการมานั่งจำชื่อแวมไพร์บรรพบุรุษยาวๆ ที่ไม่รู้ว่าจะจำไปทำไม
   
“นี่”
   
ผมที่กำลังจะหลับ สะดุ้งเลยตอนที่มีแวมไพร์ที่ไหนไม่รู้มานั่งข้างๆ ผม ซึ่งพอเงยหน้ามองก็พบว่าเป็นแวมไพร์สาวจากประเทศอื่นที่มาเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งเหมือนกัน อีกฝ่ายทักผมด้วยภาษากลางและรอยยิ้มดูไม่เป็นมิตรนัก ใบหน้าสวยนั่นดูน่ากลัวกว่าผมตอนหิวข้าวอีก
   
ผมขมวดคิ้วนิดๆ เพราะเหมือนคุ้นๆ ว่าแวมไพร์นี่อายุน้อยกว่าผมแต่ฝีมือโดดเด่นมาก และตอนนี้ผมก็เริ่มรู้สึกว่านี่ผมเป็นดารารึเปล่า ทำไมถึงมีแต่คนอยากมาคุยด้วย
   
“...”   
   
ผมเบือนหน้าหนี พยายามไม่สนใจ กลัวว่าจะสร้างปัญหาให้กับครอบครัว
   
“วาติกันของนายน่ะ ยกให้ฉันได้ไหม”
   
“ไม่”
   
ผมตอบกลับด้วยภาษากลางเสียงแข็ง
   
เรื่องนี้คอขาดบาดตายมาก ผมปล่อยผ่านไม่ได้หรอก ดิออนเป็นของผมและผมจะไม่ยกให้ใครแน่ๆ ตอนนี้คือมันเป็นทุกอย่างให้ผมอ่ะ ทั้งเป็นคู่ อาหารตา เป็นคนอาบน้ำให้และอีกสารพัดอย่างที่มันทำให้ผม ซึ่งเอาจริงๆ บางทีผมก็รู้สึกว่าผมเหมือนเป็นลูกมันมากกว่าแฟนอีก
   
“ถ้ามันทรยศขึ้นมา นายจัดการเขาไม่ได้หรอก เขาเป็นอดีตผู้นำวาติกันเลยนะและฉันก็เคยสู้กับเขาด้วย”
   
“ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงของคุณนะครับ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ผมจะรับผิดชอบด้วยชีวิตของผมเอง”
   
ผมตอกกลับนิ่งๆ หงุดหงิด
   
คือคนนอกก็ตัดสินเก่งอ่ะ ไม่เคยเจอมันด้วยซ้ำแต่กลับคิดว่าดิออนจะทรยศผม คือถ้ามันจะทำจริง มันก็ทำไปนานแล้วไหมอ่ะ ไม่มีเหตุผลเลยที่มันยอมทิ้งทุกอย่างในชีวิตมาเริ่มต้นใหม่กับผม แถมยังเหมือนได้สถานะพ่อคนที่สองมากกว่าเป็นแฟนผมด้วย
   
“...หึ”
   
เธอดูไม่พอใจเท่าไหร่ที่ผมปฏิเสธแถมยังจงใจไม่ปิดบังสีหน้าดูถูกผมด้วย
   
แต่แน่ล่ะ ผมที่อยู่กับคำว่ากากมาเกือบตลอดชีวิต มันก็ไม่ได้ทำอะไรผมรู้สึกอะไรเท่าไหร่ ออกจะชินด้วยซ้ำ เธออาจจะคิดว่าการกระทำนี้อาจจะยั่วโมโหผมได้ แต่ขอโทษเถอะ ผมอย่างให้งานนี้จบๆ แล้วกลับไปอ้อนดิออนมากกว่า
   
ผมเลือกที่จะเมินเธอไปเพราะรู้ดีว่าถ้าคุยกันต่ออีกสักพักคงได้ตีกันแน่   
   
ผมไม่ยอมให้ใครมาว่าดิออนของผมหรอกนะ อยู่ที่นี่มันก็มีแค่ผมคนเดียว ถ้าไม่ใช่ผมที่อยู่ข้างมันก็คงไม่มีใครแล้ว
   
“ยังไงวาติกันนั้นก็ต้องทรยศนายแน่”
   
“...”
   
ผมทำหูทวนลมไม่สนใจ ให้ความสนใจกับลานพิธีที่เริ่มมีคนลงประลองกันแล้ว น้องผมได้คิวต่อจากคู่นี้ที่กำลังซัดกันอย่างรุนแรง จนผมมั่นใจมากว่าถ้าไม่มีพลังแวมไพร์คลุมสนามประลองนี้ไว้ตอนนี้หลังคาของคฤหาสน์คงได้ถล่มกันลงมาแล้ว
   
ผมมองการต่อสู้ที่ดูจะรุนแรงขึ้นทุกทีด้วยสายตาเบื่อหน่าย
   
เอาเข้าจริงผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการที่จะเป็นหัวหน้าสมาคมถึงต้องต่อสู้เก่งที่สุดด้วย อาจจะเอาไว้สู้กับวาติกันก็จริง แต่ผมว่าหลายปีมานี้โลกก็สงบสุขดี เอาเข้าจริงผมก็อยากให้เผ่าแวมไพร์กับวาติกันเป็นมิตรต่อกันนะ ถึงผมจะเพิ่งถล่มพวกวาติกันไปก็เถอะ
   
การฟาดฟันกันจนตายกันไปข้าง มันไม่ใช่เรื่องที่สนุกเลย ทุกคนบนโลกนี้ก็ได้รับพรให้เกิดมาบนโลกมนุษย์เหมือนกัน ถึงพวกแวมไพร์อย่างผมจะเหมือนปรสิตดูดเลือดไปบ้าง แต่มันก็สามารถคุยกันได้อ่ะ ไม่ใช่เอะอะฆ่ากันอย่างเดียว
   
ดูไปดูมาผมก็เริ่มรู้สึกเบื่อกว่าเดิม คือปกติผมก็ไม่ได้ชอบดูการต่อสู้อะไรแบบนี้อยู่แล้วอ่ะ อย่างเดียวที่ผมชอบดูของพวกแวมไพร์คือการแข่งบินในร่างค้างคาว ไม่อยากจะอวดเลยว่าผมเคยได้ที่หนึ่งในรายการนี้ด้วย ภูมิใจมากเพราะทักษะเดียวที่ผมมีสมัยก่อนคือเผ่นให้ไวที่สุด
   
และในระหว่างที่ผมนั่งสัปหงกในท่าเท้าคาง อยู่ๆ ผมก็ถูกโดนกระชากตัวออกจากเก้าอี้
   
“!!!”
   
ผมสะดุ้งสุดตัวเพราะพอรู้ตัวอีกทีก็เห็นว่าตัวเองนั้นยืนอยู่ในสนามประลองแล้ว จากง่วงๆ อยู่คือตาสว่างมาก ผมกลืนน้ำลายเอือกตอนได้ยินเสียงปรบมือดังเกรียวกราวจากรอบข้าง รีบมองหาสาเหตุที่ทำให้ผมต้องตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วนนี้ทันที
   
“..อีกแล้วเหรอ”
   
ทั้งๆ ที่ผมอยากชักสีหน้าใส่แทบตาย แต่สีหน้าที่ผมทำได้คือนิ่งๆ ไม่รู้สึกอะไร
   
“รายการนี้เป็นรายการพิเศษคั่นเพิ่มขึ้นมานะครับ พอดีว่าท่านลอร์ดคาร์บิลัสอยากจะเห็นฝีมือบุตรชายคนโตของลอร์ดแกร์รี่ว่าฝีมือขนาดไหน หวังว่าทุกท่านจะไม่ถือสานะครับ”
   
ถือสาสิ!!! ถือสามากด้วย
   
ผมหน้านิ่งมากกว่าเดิม หงุดหงิดแวมไพร์ตรงหน้าแทบบ้า ที่ผมโดนลากมาลงสนามด้วยก็คงเพราะเธอนั่นแหละ แต่ก็ไม่ใช่ใครแค่เธอหรอกที่อยากเห็นฝีมือผม ทุกคนที่มางานประลองก็คงอยากเห็นกันทั้งนั้น
   
อย่าลืมสิว่าผมน่ะเคยกากขนาดไหน พวกแขกที่มาวันนี้ก็คงยังไม่ลืมความอ่อนของผม นอกจากนี้แล้วก็คงจะไม่ไว้ใจผมด้วยแหละว่าจะสามารถควบคุมอดีตหัวหน้าวาติกันได้อยู่จริงไหม
   
หึ อดีตหัวหน้าวาติกันอย่างดิออนเหรอ แค่ผมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ มันก็ยอมผมทุกอย่างแล้ว
   
“ท่านลอร์ดแกร์รี่จะอนุญาตการประลองนี้ไหมครับ”
   
ผมสบตากับพ่อที่มองผมด้วยสายตาเป็นห่วงแล้วพยักหน้าเบาๆ
   
ผมไม่ยอมให้ใครมาหักหน้าพ่อหรอก ลำพังแค่พ่อต้องออกหน้าแทนผมเรื่องดิออนก็ถือว่าพ่อใจดีกับผมมากแล้วจริงๆ  นี่เป็นปัญหาที่ผมสร้างขึ้นมาเอง ผมก็จะแบกรับมันด้วยตัวเอง
   
ผมก็รู้ดีแหละว่าการเอาวาติกันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งมันต้องเจอกันอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ชีวิตรักของผมกับดิออนมันก็คงไม่สวยงามเท่าไหร่หรอก คงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าทุกคนจะยอมรับให้ดิออนเป็นส่วนหนึ่งของแวมไพร์จริงๆ
   
เอาเข้าจริงไม่ใช่แค่ดิออนหรอกที่ทิ้งทุกอย่างมาเพื่อผม
   
ผมก็ทิ้งทุกอย่างที่ไม่ค่อยมีอยู่แล้วเพื่อมันเหมือนกัน
   
ผมมีครอบครัว มีเพื่อนก็จริง แต่มันก็เป็นแค่เศษเสี้ยวในสมาคมที่ประกอบไปด้วยแวมไพร์จำนวนมาก มีกฎเกณฑ์ ค่านิยมประหลาดๆ ที่แก้ได้ยากเต็มไปหมด ซึ่งไอ้เรื่องพวกนี้แหละที่ทำให้แวมไพร์ส่วนหนึ่งเรื่องที่จะไปเข้าร่วมกับพวกโกสต์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันแบบไร้กฎเกณฑ์ไปเลย
   
“อนุญาต”
   
เสียงของพ่อผมดังกังวาน ก่อนที่การประลองจะเริ่มต้นขึ้นในอีกสิบวินาทีข้างหน้าตามธรรมเนียมของพวกแวมไพร์
   
ผมที่อยู่ในร่างมนุษย์อยู่เลยคืนร่างเป็นแวมไพร์อย่างเต็มตัว ปล่อยให้ปีกกับเขี้ยวของตัวเองงอกออกมาพร้อมกับสร้างคทาจากพลังแวมไพร์ขึ้นมาไว้ในมือ
   
มีเสียงฮือฮาดังขึ้นนิดหน่อยเพราะทุกคนคงไม่คาดคิดว่าผมมีพลังพอที่จะสร้างอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันได้แล้ว แถมยังเป็นอาวุธที่ไม่ดูไม่อันตรายอีก ผิดกับอีกฝั่งที่สร้างดาบพลังแวมไพร์ออกมาถือรอผมแล้ว
   
ผมสบตากับเธอนิ่ง

รู้สึกสงบมากกว่าหวาดกลัว ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนถ้าอยู่ๆ โดนจับมาลงสนามประลองแบบนี้ ผมคงกลัวจนขาสั่นไปแล้ว หรือไม่ก็ยืนน้ำตาตกในและได้แต่ภาวนาว่าพ่อจะเห็นใจแล้วหาทางพาผมออกจากสนามนี้สักที

“สอง!”

ผมสูดหายใจลึกและกระชับคทาในมือแน่น เตรียมงัดพลังแวมไพร์ทุกอย่างที่ตัวเองมีออกมา

“หนึ่ง!”

ดูเหมือนแค่ดาบแค่เล่มเดียวจะไม่ทำให้เธอสะใจพอ เธอถึงสร้างมันออกมาอีกเล่มในช่วงวินาทีสุดท้าย ก่อนที่จะพุ่งใส่ผมทันทีเมื่อสิ้นเสียงคำว่าเริ่ม

แกร๊ง!!!

เสียงดาบกับคทาดังลั่นทันทีเมื่อผมยกขึ้นมากันได้ทัน ผมขมวดคิ้วมุ่นอาศัยจังหวะที่เธอฟาดดาบลงมาอีกครั้งในการสร้างงูออกมาพันดาบนั้นไว้พร้อมกับสร้างฝูงค้างคาวลูกกระจ็อกออกมาช่วยป่วนอีกแรง

แน่นอนว่าเธอพยายามจะฆ่างูผมให้ตาย แต่ก็ทำไม่ได้เพราะงูของนั้นมันถูกสร้างขึ้นมาจากพลังแวมไพร์ ต่อให้ถูกตัดยังไงมันก็ไม่ตายอยู่ดีนอกเสียจากว่าผมจะเรียกพลังแวมไพร์กลับคืนสู่ร่างกาย

“..ดิออนเป็นเหยื่อของฉัน.. นายไม่มีสิทธิ์เอาเขาไป!”

พอเธอเข้าใกล้ผมได้ก็โวยวายใส่ผมทันที

“ดิออนเป็นของผม”

ผมยกยิ้มยียวนมองด้วยแววตาเย็นชากว่าเดิม

จากที่คิดว่าควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีพอแล้ว ผมกลับเริ่มรู้สึกควบคุมพลังตัวเองไม่อยู่

“ค้างคาวกระจอกอย่างนายเนี่ยนะ ลำพังแค่หาเลือดกินเองยังทำไม่ได้เลยมั้ง”

เธอแค่นเสียงหัวเราะใส่ผมพร้อมกับใช้พลังแวมไพร์เผาทั้งงูทั้งฝูงค้างคาวที่บินกวนไปจนหมดรวมถึงคทาในมือผมด้วย ทำให้ผมตอนนี้ไม่เหลืออาวุธอะไรเลยนอกจากเนื้อตัวเปล่าๆ และพลาดพลั้งทำให้เธอจ่อปลายดาบที่ลำคอผมในที่สุด

“ถ้านายยอมเปลี่ยนใจยกดิออนให้ฉัน ฉันจะยอมหยุดแค่นี้ก็ได้นะ”

“เลิกยุ่งกับเขาสักที!!!”

ผมคำรามตอบเสียงกร้าว เริ่มโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้วระเบิดพลังออกมาทั้งหมด ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปและปล่อยให้สัญชาตญาณที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกควบคุมร่างกายตัวเอง

พลังแวมไพร์ของผมแผ่ขยายออกจากใต้เท้าผมชนกับของเธอในพริบตา เธอดูตกใจที่อยู่ๆ พลังผมก็เพิ่มขึ้นพรวดพราดแต่เธอก็ไม่ลังเลที่จะตวัดดาบฟันผมที่จุดตายอีกอยู่ดี

“กฎของสมาคมคือทุกการประลองห้ามเอาชีวิตคู่ต่อสู้”

ผมจับดาบนั้นด้วยมือเปล่า ไม่ยี่หระกับเลือดที่ไหลซึมออกจากมือเพราะคมมีดก่อนที่จะออกแรงกำมันจนมันแตกคามือ และเมื่อเธอพยายามจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ ผมก็กำดาบนั้นอีกพร้อมที่จะทำลายมันไปเรื่อยๆ

“ถ้าคุณยังไม่เลิกคิดที่จะฆ่าผม ผมก็จะฆ่าคุณบ้าง”
   
แน่นอนว่าผมขู่ไปงั้น ผมโกรธมากก็จริงแต่ก็ยังไม่ลืมคอนเซ็ปต์รักสันติของผมหรอกนะ
   
จริงๆ ผมก็เข้าใจแหละว่าเธอยังเด็กอยู่ ความมั่นใจในตัวเองสูงเลือดร้อนเลยท้าคนสู้ไปทั่ว เอาจริงแวมไพร์วัยรุ่นส่วนใหญ่ก็เป็นกัน ยกเว้นผมที่วันๆ เอาแต่คิดหาทางหนีออกจากสมาคม
   
“...”
   
ผมสบตากับเธอที่ดูกลัวผมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะความพยายามในการสร้างดาบของเธอนั้นล้มเหลวสิ้นดี ผมทำลายมันได้ทั้งหมดจนเธอไม่สามารถแม้แต่จะรวบรวมพลังแวมไพร์ได้ด้วยซ้ำ
   
“อย่ามายุ่งกับดิออนอีก”
   
ผมพูดเสียงเย็นก่อนที่จะเดินหนีออกจากลานประลอง แล้วกลับที่นั่งตัวเองโดยไม่รอคำตัดสินเพราะก็เห็นๆ กันอยู่แล้วว่าใครเป็นฝ่ายแพ้ฝ่ายชนะ
   
พิธีกรและคนส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในภวังก์กันสักพักกว่าจะได้สติ เนื่องจากคงไม่มีใครคิดว่าแวมไพร์กระจอกอันดับรองบ๊วยอย่างผมจะเป็นฝ่ายไล่ต้อนดาวลูกใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตาของสมาคมได้
   
   
“ก็ ก็จบกันไปแล้วนะครับ สำหรับการประลองครั้งนี้ บุตรชายคนโตของท่านหัวหน้าสมาคมก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวังเหมือนเดิม เก่งกล้าสามารถจริงๆ เลยนะครับ”
   
ผมเมินคำชมที่พิธีกรพูดถึงตัวเองอย่างไม่ใส่ใจและหันไปยิ้มภูมิใจให้พ่อ พร้อมกับรับขวดเลือดจากน้องผมที่กำลังจะลงแข่งแล้วแต่ก็ยังใม่วายเดินมาหาผมอีก
   
“พี่ไม่น่าลงแข่งเลย”
   
น้องผมดึงมือผมไปดูแล้วบ่นอุบ ส่วนผมก็ซดเลือดขวดนั้นแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่เพราะไม่ใช่เลือดดิออน เป็นแค่เลือดของมนุษย์ธรรมดาที่ถูกไปปรุงแต่งรสนิดหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือแผลผมสมานไวมากเหลือแค่เพียงรอยกรีดจางๆ เท่านั้น
   
“อวยพรผมหน่อย”
   
ทั้งๆ ที่อยู่ท่ามกลางแขกมากมาย แต่น้องผมก็ยังเลือกที่จะเดินมาหาผมอยู่ดี
   
ผมยิ้มให้กับน้องที่วันนี้ดูเท่กว่าทุกวัน
   
เท่พอๆ กับพ่อเลยด้วยซ้ำ
   
“นายทำได้อยู่แล้ว แม็กซ์”
   
เพราะถ้าน้องผมทำไม่ได้ ก็คงไม่มีใครทำได้แล้วล่ะนะ

------
 :a12:   
   

ออฟไลน์ Lille.Guk

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 16 19/1/63 p.7
«ตอบ #188 เมื่อ19-01-2020 00:27:02 »

พลังยัยน้องมาแล้ววววว

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3324
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 16 19/1/63 p.7
«ตอบ #189 เมื่อ19-01-2020 13:29:21 »

 o13 o13 o13

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 16 19/1/63 p.7
« ตอบ #189 เมื่อ: 19-01-2020 13:29:21 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-10
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 16 19/1/63 p.7
«ตอบ #190 เมื่อ19-01-2020 13:57:47 »

อย่ามายุ่งกับดิออนของน้องได้ไหมล่ะ อย่าทำให้น้องโกรธน๊าาา (เดี๋ยวน้องร้องไห้ใส่ ฮาาาา)

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2099
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 16 19/1/63 p.7
«ตอบ #191 เมื่อ21-01-2020 20:21:17 »

 o13 o13

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 16 19/1/63 p.7
«ตอบ #192 เมื่อ23-01-2020 08:23:43 »

ก็มีความร้าย

ออฟไลน์ kikie26

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 16 19/1/63 p.7
«ตอบ #193 เมื่อ25-01-2020 00:37:21 »

ครูซเก่งมากๆ แต่ว่าน่าจะเพราะหวงดิออนมากแหละ พลังเลยยิ่งแกร่งมากขึ้น

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 16 19/1/63 p.7
«ตอบ #194 เมื่อ25-01-2020 22:38:51 »

น้องมาในคอนเซ็ปท์หลัวข้าใครอย่าแตะ

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-1
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 17 28/1/63 p.7
«ตอบ #195 เมื่อ28-01-2020 00:45:58 »

VAMPIRE PROBLEM ;w; #17

   
= DION PART =

   
‘ครูซ บราวน์’
   
คือหนึ่งในแวมไพร์ที่ทางวาติกันหมายหัวเอาไว้ตั้งแต่ผมจำความได้
   
ผมในวัยไม่เกินสิบขวบเงยหน้ามองกรอบรูปวาดเหมือนของแวมไพร์ที่ว่านั่นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดนิดๆ เพราะดูเผินๆ ครูซนั้นก็ดูเป็นแค่เด็กธรรมดาเหมือนกับผม สิ่งที่ทำให้เหมือนแวมไพร์หน่อยก็ตรงเขี้ยวแหลมๆ งอกออกมาและนัยน์ตาสีแดงก่ำเรืองรอง
   
“…”
   
ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าคนในรูปถึงดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
   
คือผมรู้นะว่าผมควรเกลียดแวมไพร์ทุกคน โดยเฉพาะกับครูซที่เคยมาสร้างเกียรติประวัติไว้ตั้งแต่สองสามร้อยปีก่อนที่ถล่มสำนักวาติกันจนเละด้วยอายุไม่ถึงร้อยปี ดีที่ตอนนั้นไม่มีใครตายแต่ทางวาติกันก็สูญเสียทรัพย์สินมีค่าไปมากทั้งหนังสือ ประติมากรรม และอาคมโบราณต่างๆ ที่เคยถูกร่ายกำกับคฤหาสน์เอาไว้
   
‘ตัวอันตราย’

‘สัตว์นรก’

‘บาปที่ต้องชำระ’
   
พวกผู้อาวุโสในวาติกันต่างสร้างชื่อขึ้นมาเรียกครูซด้วยคำต่างๆ พยายามปั้นแต่งเรื่องขึ้นมาให้ฝั่งตัวเองนั้นถูกที่สุด แต่แน่นอนสำหรับผมที่เพิ่งโดนพวกปีศาจช่วยให้รอดมา ผมไม่คิดแบบนั้น
   
ผมไม่คิดว่าฝ่ายวาติกันเป็นผู้ที่ถูกเสมอ ทำไมการที่เราบอกว่าเรานับถือในพระเจ้าได้รับการอำนวยอวยพรพระเจ้าถึงทำให้เราสามารถไปตัดสินให้คนอื่นมีชีวิตอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ แล้วยิ่งผมลองศึกษาประวัติของเหตุการณ์ครั้งนั้นดีๆ ผมก็ถึงรู้ว่าเป็นวาติกันที่เองที่ไปลักพาตัวครูซมาทำพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ครูซนั้นหวาดกลัวจนมีอาการคลุ้มคลั่งและระเบิดพลังออกมาเพื่อเอาชีวิตรอดออกไป
   
สำหรับผมวาติกันนั้นก็เป็นแค่ปีศาจที่อยู่ในร่างมนุษย์เช่นกัน
   
เข่นฆ่า สังเวย สวดมนต์ เฟ้นหาผู้ศรัทธา และอำนวยอวยพร
   
วัฏจักรชีวิตของวาติกันดูเหมือนจะมีแค่นั้นหลังจากที่ผมติดตามพ่อมานาน แน่นอนว่ามันดูน่าเบื่อ แต่ผมในฐานะลูกชายคนโตยังไงก็ต้องสืบทอดต่ออยู่ดีตามประเพณีของพวกวาติกัน
   
ผมไม่สามารถปฏิเสธหน้าที่นี้ได้ แม้ว่าจะไม่อยากทำก็ตาม ภาระอันนักหนาที่พ่อแบกเอาไว้กำลังจะถูกเปลี่ยนผ่านมายังผม ซึ่งเรื่องที่ตลกร้ายกว่าคือผมนั้นกลับสามารถทำได้ดีในทุกเรื่องจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวาติกันที่มีฝีมือโดดเด่นมากในช่วงสองร้อยปีมานี้
   
เบื่อ
   
ผมอยู่กับคำนี้มานานมาก เพราะพอผมโตมากขึ้น ผมก็ถูกทำให้รับผิดชอบสิ่งต่างๆ ในสำนักวาติกันมากยิ่งขึ้น ต้องเดินทางไปทักทาย ไปพูดคุย ล่าปีศาจหรืออะไรทำนองนั้นทุกปี ซึ่งแน่นอนว่าการที่ต้องคิดเรื่องพวกนี้ตลอดเวลาทำให้ผมแทบไม่สนใจอะไรเป็นพิเศษ เพื่อนสนิทผมยังไม่มีด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเพราะถ้าเป็นไปได้ ผมจะอยากหาทางหนีจากเรื่องพวกนี้มากกว่า
   
ผมก็แค่อยากใช้ชีวิตโง่ๆ แบบมีความสุขบ้างเท่านั้น
   
ถึงการจะอยู่ในตระกูลนี้จะทำให้ผมมั่งคั่ง เพียบพร้อมไปแทบจะทุกอย่างที่ต้องการ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมมีความสุขสักนิด ตั้งแต่ที่แม่เสียไปผมก็แทบไม่เหลือใครอีก
   
น้องผมส่วนใหญ่ก็กระหายอยากได้ตำแหน่งของผม
   
ส่วนพ่อก็หมกมุ่นการล่าปีศาจให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะชำระบาปให้หมดไปจากโลก
   
เอาเข้าจริงก็มีคนอื่นๆ ที่พยายามเข้าหาผมเหมือนกันทั้งญาติ เพื่อนร่วมมหาลัย อะไรทำนองนั้น แต่ผมก็ไม่ได้สนใจสุงสิงกับใครเป็นพิเศษ จนกระทั่งวันหนึ่งในตอนที่ผมย้อนกลับไปทำเรื่องลาไปทำงานที่มหาลัยและเจอกับ ‘ตัวอันตราย’ เข้า
   
จะเรียกว่าเจอก็คงไม่ถูก เพราะตัวอันตรายที่ว่าเป็นคนเรียกผมมาเองด้วยซ้ำ
   
ผมเผลอหลุดยิ้มมุมปากนิดๆ
   
‘มาทางนี้หน่อย ผมอยากเต้นด้วยนะๆๆ’
   
เสียงที่ดังในหัวเพื่อโน้มน้าวแบบนี้ย่อมไม่ใช่คนทั่วไป
   
แวมไพร์
   
สัญชาตญาณบอกผมแบบนั้น แต่ผมก็เลือกที่จะเข้าไปเล่นด้วยอยู่ดีเพราะเจ้าปีศาจตัวนี้ดูกระวีกระวายอยากเต้นกับผมมาก แถมยังดูชอบผมมากๆ ด้วย ทั้งๆ ที่ปกติปีศาจทั่วไปแค่เห็นออร่าผมก็รู้แล้วด้วยซ้ำว่าเป็นพวกวาติกัน
   
ผมก้มมองใบหน้าของปีศาจนี้ดูความรู้สึกคุ้นๆ จนอดไม่ได้ที่จะถามชื่อออกไป
   
“ชื่ออะไร”
   
“ครูซ”
   
รูปวาดที่ถูกแขวนในคฤหาสน์ปรากฏในหัวผมทันที แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าเป็นคนเดียวกันไหม เพราะแวมไพร์ตรงหน้าผมดูไม่เหมือนแวมไพร์ที่อายุสามสี่ร้อยปีสักนิด ถึงพวกแวมไพร์จะอายุยืนก็เถอะ แต่ครูซ บราวน์คนนั้นคงไม่ใช่แวมไพร์ที่ดูเหมือนเด็กเฟรชชี่เพิ่งขึ้นปีหนึ่งนี้หรอกมั้ง
   
ผมยิ้มให้ครูซกลับ ทั้งๆ ที่ปกติผมไม่ยิ้มให้ใครด้วยซ้ำ แต่พอเห็นรอยยิ้มสดใสเหมือนเป็นมิตรกับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก มันก็ทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้จริงๆ
   
น่ารักชะมัด
   
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงมายอมเต้นแมงมุมโง่ๆ นี่ แต่ก็ยอมรับเลยว่ามันทำให้ผมรู้ว่าแวมไพร์นี่ตัวเล็กกว่าที่เห็นอีก ผมโอบเอวบางๆ นั่นแล้วขยุ้มต่อจนคนในแขนผมหน้าแดงไปถึงคอ ซึ่งพอขยุ้มไปสักพักในที่สุดคนบางคนก็รู้ตัวสักทีว่ากำลังต่อกรกับอะไรอยู่
   
แน่นอนว่าสีหน้าของครูซตกใจมากจนผมแทบหลุดยิ้มอีกรอบ ในเวลาเพียงไม่ถึงนาทีเปลี่ยนไปแล้วสามสีหน้า ตกใจ ปลงตก และมาจบที่เหมือนจะร้องไห้
   
“ผม ผมไม่เคยกินเลือดนะ”
   
แวมไพร์บ้าอะไรไม่เคยกินเลือด ให้ตายเหอะ นี่เป็นคำแก้ตัวที่ตลกที่สุดที่ผมเคยได้ยินจากพวกแวมไพร์เลยมั้ง
   
ผมพยายามกลั้นยิ้มแล้วเต้นต่อสักพักจนเพลงจบ ผมก็พามันมาแถวซอกตึกที่ไม่มีคนเพื่อเค้นคอ แต่เจ้าแวมไพร์นี่ก็ดันน้ำตาแตกซะก่อน
   
“อย่าปิ้งผมนะ ฮึก ผมยอมแล้ว”
   
“…”
   
ปิ้ง? ปิ้งอะไรวะ
   
ผมขมวดคิ้วงงๆ แต่เห็นสีหน้าน่าสงสารของครูซก็ดุต่อไม่ลง
   
ยอมรับเลยว่าผมชอบตอนเห็นเจ้าแวมไพร์นี่ยิ้มโลกสดใสมากกว่า
   
ผมถามคำถามอยู่สองสามคำถามเบื้องต้น ก่อนที่จะถามในสิ่งที่ผมอยากรู้ที่สุด
   
“อายุเท่าไหร่แล้ว”
   
นี่จะเป็นคำถามวัดเลยว่าข้อสันนิษฐานผมถูกต้องไหม แต่ผมว่าคงไม่ใช่หรอก แวมไพร์ที่อายุสามสี่ร้อยปีที่ผมเคยเจอก็มีแต่พวกสุขุม พลังเยอะ พร้อมวัดกับพวกวาติกันตลอดเวลา ไม่มีคนไหนที่เหมือนแวมไพร์ตรงหน้านี้ของผมสักคน
   
แวมไพร์ที่เหมือนใช้ชีวิตไร้สาระไปวันๆ และดูเป็นมิตรมากกว่ามนุษย์ด้วยกันเองอีก
   
“สามร้อย! สามร้อย อย่าฆ่าฉันเลย ฉันยังอยากอายุยืนกว่านี้นะ”
   
“…”
   
ชัดเจน..
   
เป็นครูซ บราวน์จริงๆ
   
แต่ไม่ใช่ในแบบที่ผมคิดไว้สักนิด ผมมั่นใจว่าครูซ บราวน์ยังไม่ตายและคงมีนิสัยเกลียดชังพวกวาติกันเข้าไส้ แต่แวมไพร์ที่อยู่ตรงหน้าผมกลับไม่ใช่อะไรแบบนั้น แถมยังดูกลัวผมมากด้วย
   
นี่เป็นแวมไพร์ที่เคยถล่มสำนักวาติกันเรียบเป็นหน้ากลองจริงๆ ใช่ไหม?
   
ผมคิดอย่างสงสัยและเลือกที่จะเก็บเจ้าแวมไพร์นี่ไว้ดูเล่นก่อนสักสองสามวันแล้วค่อยปล่อยไป จริงๆ ก็อาจจะเก็บไว้นานกว่านั้นเพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมเองก็ถูกใจครูซเหมือนกัน
   
“ฮึก ทำไมผมซวยขนาดนี้นะ”
   
จนถึงตอนนี้ครูซก็ยังไม่เลิกงอแง ร้องไห้ไม่หยุดตั้งแต่พาออกมาจากมหาลัยจนเกือบถึงคอนโด
   
ซึ่งระหว่างที่ขับรถผมก็เหลือบมองเป็นระยะ
   
“ใจร้าย ฮึก”
   
ผมยอมรับเลยว่าเจ้าแวมไพร์นี่ทำให้ผมรู้สึกหายเบื่อได้ในรอบหลายปีเลย
   
“ทำไมต้องเป็นผมด้วย ฮึก ผม ผมยังไม่ได้กินเลือดใครเลย หิวจะแย่อยู่แล้ว แงงงง”
   
จริงๆ ผมรู้นะว่าผมไม่ควรมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น แต่ตอนนี้ผมต้องใช้ความสามารถอย่างมากในการตีหน้านิ่งเพื่อไม่ให้หลุดยิ้มออกมา
   
ร้องไห้แล้วน่าแกล้งกว่าเดิมอีก
   
ผมคิดเงียบๆ แล้วพาครูซขึ้นห้อง ผมทิ้งให้ครูซได้นอนสักพักเพราะเจ้าตัวร้องไห้จนหลับไปเลย ซึ่งระหว่างนั้นผมก็ออกไปทำธุระจนเสร็จ พอกลับมาถึงเห็น ‘ค้างคาว’ นอนแปะอยู่บนพื้นร้องไห้เป็นเสียงกี้ๆ ไม่หยุด แถมยังมีกลิ่นเหม็นไหม้อีกด้วย
   
“เป็นอะไร”
   
ผมถามค้างคาวในมือด้วยสีหน้าเวทนา ถ้าพ่อผมรู้ว่าครูซ บราวน์คือค้างคาวตัวเล็กในมือผมตอนนี้คงจะช็อคมาก เพราะทุกคนเอาแต่คิดว่าครูซ บราวน์จะโตเป็นแวมไพร์ยิ่งใหญ่แบบพ่อตัวเอง ทรงอำนาจ สง่างาม อะไรทำนองนั้น
   
กี้ๆๆ
   
แน่นอนว่าผมฟังภาษาค้างคาวไม่ออก แต่ก็พอจะเดาได้ว่ามันคือประโยคโวยวายผสมเสียงร้องไห้ ซึ่งผมก็เหมือนจะเห็นน้ำตาที่คลอเบ้าด้วย
   
“ขอร่างมนุษย์”
   
ถึงในร่างค้างคาวจะดูน่ารักเหมือนกันก็เถอะ แต่ผมก็อยากคุยกันรู้เรื่องมากกว่า
   
เพียงชั่วพริบตาเจ้าค้างคาวในมือผมก็กลายมาเป็นมนุษย์แบบเดิม ผมก้มมองแวมไพร์ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังร้องไห้อยู่ ทั้งๆ ผมยังไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ
   
“ฮึก อย่าฆ่าฉันเลย”
   
ครูซยืนปาดน้ำตาป้อยๆ พูดไปร้องไห้ไปแถมยังตัวสั่นอีก
   
เอาจริงผมเคยเจอพวกแวมไพร์มาเยอะนะ แต่ไม่เคยเจอที่มายืนร้องไห้ใส่แบบนี้
   
ผมขมวดคิ้วมุ่นเพราะไม่อยากให้ครูซร้องไห้เท่าไหร่ ตาสวยๆ นั่นแดงไปหมดแล้ว
   
“แก่แล้วนะ ร้องไห้ก็ไม่น่ารักขึ้นหรอก”
   
แน่นอนว่าผมโกหกและผลลัพธ์ที่ได้ดูเหมือนจะแย่กว่าเดิม ครูซสะอื้นหนักกว่าเดิมเอามือปิดหน้าไม่ให้ผมได้วิจารณ์อะไรอีก ทั้งๆ ที่ผมก็แค่หาเรื่องเบี่ยงประเด็นไปเท่านั้นเอง
   
ผมถอนหายใจก่อนที่จะตัดสินใจไปดึงมือครูซออก แล้วช้อนตัวพาไปอาบน้ำในห้องน้ำเพราะดูสภาพครูซตอนนี้แย่มาก ขืนยืนคุยกันต่อผมว่าได้ร้องไห้จนสลบอีกรอบแน่ๆ
   
ผมปลดชุดนิสิตของครูซออกอย่างคล่องแคล่ว และเอาแช่ลงในน้ำที่ผมเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ก่อนออกไปทำธุระ ตอนนี้มันก็อุ่นกำลังพอดี ผมค่อยๆ วางร่างของครูซลงในอ่างอย่างบรรจงแล้วพวกสบู่แชมพูมาอาบน้ำให้
   
“...”
   
สิ่งที่ตลกคือครูซนิ่งไปนานมากเหมือนงงว่ากำลังถูกทำอะไรอยู่ จนผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการไม่หลุดหัวเราะระหว่างที่ขัดตัวให้ ผมล้างฟองล้างอะไรจนหมดก่อนที่จะมานั่งมองแขนครูซด้วยความรู้สึกประหลาดใจนิดๆ เพราะมันดูผอมกว่าที่ควรเป็นมาก เหมือนพวกแวมไพร์ขาดสารอาหารอะไรทำนองนั้น
   
“ฮือออ อย่าฆ่านะ ขอโทษ ฉันจะอดเลือดเดือนนึงเลย แต่ แต่สองสามวันก็หิวแล้วอ่ะ อะลุ้มอล่วยหน่อยนะ ขอวันเดียวพอ”
   
และอยู่ๆ เจ้าตัวก็เหมือนเพิ่งได้สติ โวยวายต่อรองผมไม่หยุดก่อนที่จะพูดเองเออเอง ทั้งๆ ที่ผมยังไม่พูดอะไรสักคำ
   
ผมมองสำรวจร่างของครูซอีกรอบด้วยความรู้สึกไม่พอใจนิดๆ
   
ถึงหุ่นจะน่ามองก็เถอะ แต่ยังผอมเกินไปอยู่ดี
   
ผมชั่งใจอยู่สักพักก่อนที่จะตัดสินใจยื่นแขนให้ ซึ่งครูซก็ตกใจมากเหมือนเดิม ถอยหนีผมจนหลังชนอ่างตัวสั่นงึกๆ หมดมาดแวมไพร์โดยสิ้นเชิง
   
“จะกินไหม”
   
ผมถามด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ ไม่เข้าใจสักนิดว่าจะกลัวผมอะไรนักหนา คือถ้าผมอยากฆ่าจริงๆ ก็คงจะทำไปตั้งนานแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ทำและไม่คิดจะทำกับปีศาจตัวไหนทั้งนั้น ถ้าไม่จำเป็น
   
“อยากกินตรงคอ”
   
“...”
   
สาบานสิว่านี่เป็นแวมไพร์ตัวเดียวกับกลัวผมแทบตายเมื่อกี้
   
ผมขมวดคิ้วมองครูซที่ช้อนตามองผมด้วยท่าทางเหมือนลูกหมายังไม่หย่านมแม่ที่ผมเพิ่งเห็นคนประกาศหาคนรับเลี้ยงในเฟสบุ๊ค ซึ่งมันก็ดูน่าสงสารและออดอ้อนผมมาก จนผมแทบจะได้ยินคำว่านะๆๆๆ ออกมาจากท่าทางของครูซ
   
แน่นอนว่าผมเกือบใจอ่อนแล้ว แต่มันก็แค่เกือบ
   
“ถ้าเยอะมากนักก็ไม่ต้องกิน”
   
จริงๆ ผมก็อยากให้นะ แต่มันยังไม่ถึงเวลาและถ้าผมให้ตอนนี้ก็ดูจะตามใจเกินไปหน่อย
   
“กินๆๆ ”
   
พอเห็นว่าข้อต่อรองล้มเหลวก็ยอมคว้าแขนผมแต่โดยดี แต่ก็ยังไม่วายถามผมอีกว่ากินได้ไหม จนผมอยากเป็นฝ่ายดึงแขนเจ้าตัวมากินแทนให้รู้แล้วรู้รอด
   
ครูซกินเลือดผมอย่างตะกละตะกลามจนผมรู้สึกว่ามากพอแล้วก็ดีดเจ้าตัวออก เพราะถ้าปล่อยไว้นานมากกว่านี้ ผมอาจจะเป็นฝ่ายวูบซะเอง
   
“ทำไมถึงให้กินล่ะ ทำไมไม่ฆ่า”
   
น่าประทับใจที่ครูซดูไม่ค่อยกลัวผมเท่าเดิมแล้ว
   
“ก็แค่อยากลองเลี้ยงสัตว์เลี้ยงดูบ้าง”
   
ผมตอบส่งๆ จงใจยียวนเพราะความจริงผมก็แค่ถูกใจครูซเท่านั้น และผมก็ยังอยากเล่นกับแวมไพร์ขี้แงนี้ต่อนานกว่านี้เท่านั้นเอง
   
“เฮ้ๆ ฉันอายุสามร้อยปีนะ เป็นทวดของทวดนาย เคารพกันหน่อยสิ”
   
ผมหลุดยิ้มออกมากำลังจะตอบ อยู่ๆ เจ้าตัวก็กลัวอะไรผมอีกไม่รู้แล้วก็นั่งหงอยเหมือนเดิม ซึ่งมันก็ทำให้ผมอดใจที่จะแกล้งต่อแทบไม่ไหว
   
ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมผมถึงไม่รู้สึกรำคาญครูซ ทั้งๆ ปกติผมเป็นคนที่ค่อนข้างขี้รำคาญมาก แล้วยิ่งกับครูซที่ทำเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกอีก
   
ผมคิดอยู่สักพักและพอมองครูซอีกทีก็พบว่าหลับไปแล้ว หลับทั้งๆ ที่นั่งกอดเข่าสิ้นหวังนั่นแหละ ซึ่งท่าทางของครูซก็น่ารักมากจนผมหลุดยิ้มออกมาจริงๆ
   
ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงไม่รำคาญ แต่เรื่องนิสัยน่ารักนี่ก็คงเป็นส่วนหนึ่งล่ะมั้ง


   

มีไม่กี่ครั้งในชีวิตที่ผมจะได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง หนึ่งในนั้นคือการยอมเปลี่ยนตัวเองเป็นแวมไพร์ต่อหน้าครอบครัวและชาววาติกันที่ผมทำงานร่วมกันเห็นหน้ากันมานาน
   
มันเป็นการตัดสินใจที่บ้าบิ่นที่สุดเท่าที่ผมเคยทำ แต่พอทำแล้วผมกลับพอใจกับผลลัพธ์มาก เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเป็นอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
   
ผมไม่ใช่พวกวาติกันแล้ว ไม่ต้องรับใช้พวกมันอีกต่อไป

หลังจากนี้ผมจะมีชีวิตของผมเองอย่างที่ผมต้องการมาตลอดกับคนรักของผม ไม่สิ คนที่ผมให้ความสำคัญที่สุดในชีวิตของผมตอนนี้ต่างหาก
   
แต่แย่หน่อยที่ผมไม่เคยทำให้ครูซมั่นใจในตัวผมในเรื่องนี้เลย อาจจะเป็นนิสัยเสียของผมก็ว่าได้ที่ผมแสดงออกไม่ค่อยเก่ง ซึ่งผมก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เพราะสำหรับผมตอนนี้ครูซคือเป็นโลกทั้งใบของผมไปแล้ว
   
แน่นอนว่าการปรับตัวเข้ากับครอบครัวใหม่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับผม โดยเฉพาะกับสถานะเป็นลูกเขยของครอบครัวแวมไพร์ ซึ่งถ้าผมเป็นมนุษย์ธรรมดาก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมาก แต่ผมดันมีประวัติว่าเป็นหัวหน้าตระกูลวาติกัน มันถึงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปหมด
   
พวกแวมไพร์ไม่ชอบผม ผมรู้ตัวดี จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจริงๆ ถึงแม้ว่าผมจะกลายเป็นแวมไพร์ไปแล้วก็ตาม น้องของครูซยังกัดผมทุกครั้งที่สบโอกาส พ่อครูซก็เขม่นผมทุกครั้งที่เจอหน้า ไหนจะแวมไพร์คนอื่นๆ ที่พยายามเลี่ยงผมอย่างเห็นได้ชัดอีก
   
ตลกดีที่เรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอะไรสักนิด
   
สำหรับผมแค่มีครูซทุกอย่างก็เพียงพอแล้ว ปัญหาอะไรที่ตามมาผมไม่สนใจ ใครจะเกลียดจะชอบผมก็ช่าง ขอแค่ไม่เข้ามาหาเรื่องผมก็พอ
   
“อย่าคิดว่าได้ใบแล้ว ผมจะยอมให้เอาพี่ครูซออกไปง่ายๆ นะ”
   
ผมที่เพิ่งสอบเสร็จและได้รับใบอนุญาตหมาดๆ ขมวดคิ้วมองแม็กซ์ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เลิกเขม่นผมสักที
   
“...”
   
ผมกลอกตาใส่แล้วเบี่ยงตัวเดินหลบออกมา ขี้เกียจทะเลาะเพราะอยากจะเอาใบอนุญาตนี้ไปอวดครูซที่ช่วงนี้ไม่สบายนอนซมอยู่ห้องจนแทบไม่มีแรงงอแง
   
“..ก็ได้! เออ ผมญาติดีกับคุณก็ได้! แต่คุณต้องสัญญานะว่าจะพาพี่ครูซกลับบ้านทุกเดือน”
   
พอเห็นว่าผมไม่สนใจก็เดินมายืนขวางทางผมด้วยสีหน้าขึงขังแต่การกระทำกลับไม่ต่างจากเด็กสักนิด  ทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็นถึงหัวหน้าสมาคมแวมไพร์แล้วด้วยซ้ำ
   
“...”
   
ผมถอนหายใจแล้วพยักหน้ารับ ยังไงซะอีกฝ่ายก็เป็นน้องแท้ๆ ของครูซและคงต้องเจอหน้ากันอีกหลายร้อยปี ฉะนั้นเป็นมิตรต่อกันคงจะดีกว่า แล้วครูซน่าจะอยากให้ผมทำแบบนี้มากกกว่าด้วย
   
“สัญญาแล้วนะ ว่าจะพาพี่ครูซกลับ”
   
“จะพยายามแล้วกัน”
   
ก็อย่างที่เห็น ครูซชอบเที่ยวเล่นไร้สาระข้างนอกสมาคมจะตาย เพราะในสมาคมก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ ตอนที่ยังไม่ป่วยก็งอแงอยากออกไปเที่ยวทุกวัน จนผมลองขอลัดวันสอบและสอบดูซึ่งผมก็ดันสอบผ่านในครั้งเดียว ถ้าครูซไม่ป่วยอยู่ พรุ่งนี้ผมคงพาหนีเที่ยวได้เลย
   
“งั้นผมก็ฝากดูพี่ด้วย ผมต้องกลับไปทำงานแล้ว”
   
แม็กซ์พูดด้วยสีหน้าไม่เต็มใจก่อนที่จะรีบเดินกลับไป ถ้าให้ผมเดาก็คงจะหลบจากการทำงานมาหาเรื่องผมโดยเฉพาะ
   
ผมส่ายหัวเล็กๆ ให้กับความรักพี่ขึ้นสมองของแม็กซ์ที่น่าจะแบ่งให้น้องผมบ้าง ไม่อย่างนั้นเราทั้งคู่ก็คงจะเป็นพี่น้องที่รักกันมากกว่านี้
   
ผมหยุดยืนหน้าห้อง พักหายใจและทบทวนชีวิตของตัวเองอยู่สักพัก
   
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผมตอนนี้มันเหมือนกับฝัน ดูเกินฝันด้วยซ้ำเพราะผมไม่เคยจินตนาการอนาคตของตัวเองในรูปแบบนี้มาก่อน อย่างมากที่ผมคิดไว้คือโดนน้องตัวเองฆ่าตายเพื่อแย่งชิงตำแหน่งสักวัน
   
ผมคิดแค่นั้นจริงๆ จนกระทั่งผมเจอกับครูซ

ผมยอมรับเลยว่าผมไม่เคยเห็นใครที่ยิ้มสดใสได้ขนาดนี้มาก่อน และผมก็ถอนตัวจากมันไม่ได้ด้วย ผมยังอยากเห็นมันอีก เห็นไปเรื่อยๆ และอยากให้สาเหตุของรอยยิ้มนี้เกิดจากผม
   
ผมจำได้ว่าพวกวาติกันเคยปรามาสว่าพวกปีศาจโดยเฉพาะแวมไพร์นั้นไร้หัวใจ ไม่มีวันมีความรักที่แท้จริงได้ พวกมันถึงต้องคอยมาเข่นฆ่ามนุษย์เพราะอิจฉาริษยามนุษย์
   
“...หึ”
   
ผมแค่นเสียงหัวเราะเหยียดหยันก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปหาคนรักของตัวเองที่ยังคงนอนซมอยู่ ผมนั่งลงบนเตียงข้างๆ ครูซ จูบหน้าผากอีกฝ่ายด้วยความมันเขี้ยวและลูบหัวแวมไพร์ขี้แยของผมเบาๆ ที่ไม่รู้ว่าฝันร้ายหรืออะไร น้ำตาถึงได้ซึมออกมาตอนที่หลับอยู่
   
ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดให้อย่างเบามือ กระซิบปลอบจนใบหน้าน่ารักกลับมายิ้มน้อยๆ อีกครั้ง

------------

ตอนหน้าน่าจะจบแล้วค่ะ  :hao5:   


ออฟไลน์ BAKA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-10
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 17 28/1/63 p.7
«ตอบ #196 เมื่อ28-01-2020 10:51:43 »

ทั้งพ่อทั้งพี่ก็คือกลัวน้องรักคนอื่นมากกว่าใช่ไหมล่ะ? เลยต้องไปเขม่นเขาขนาดนั้น
เหอๆๆๆ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 17 28/1/63 p.7
«ตอบ #197 เมื่อ28-01-2020 14:25:19 »

จะจบแล้วเหรอ?

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3324
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 17 28/1/63 p.7
«ตอบ #198 เมื่อ28-01-2020 23:57:42 »

ครูซไม่ใช่แวมไพร์ไก่กา แต่เป็นระดับตำนานฝั่งวาติกันเลย  o22

ออฟไลน์ kikie26

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 17 28/1/63 p.7
«ตอบ #199 เมื่อ03-02-2020 23:42:45 »

ไม่อยากให้จบเลย คิดถึงน้องครูซ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 17 28/1/63 p.7
« ตอบ #199 เมื่อ: 03-02-2020 23:42:45 »





ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2099
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 17 28/1/63 p.7
«ตอบ #200 เมื่อ05-02-2020 20:22:03 »

 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ valenna yy

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 385
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 17 28/1/63 p.7
«ตอบ #201 เมื่อ06-02-2020 02:43:48 »

 :L2:

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-1
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 18 19/2/63 p.7
«ตอบ #202 เมื่อ19-02-2020 01:12:48 »

VAMPIRE PROBLEM ;w; #18

   
ปัง!
   
“โอ๊ย ผมหมดไปจะสองร้อยแล้วนะ ยังไม่โดนอีก”
   
ผมบ่นกระปอดกระแปดหลังจากมาเที่ยวงานวัดกับดิออน แล้วผมก็เล่นยิงตุ๊กตาซึ่งจนถึงตอนนี้ผมยังยิงไม่โดนอะไรเลย จริงๆ ก็ใช่พลังแวมไพร์โกงได้แหละ แต่ผมอยากใช้ฝีมือตัวเองมากกว่าและผมก็ค้นพบว่าตัวเองไม่มีสิ่งๆ นั้นเลยสักนิด
   
“โดนแค่ตัวเดียวก็ได้แล้วนะ พี่ชาย”
   
เด็กชายวัยไม่น่าถึงสิบขวบคุยกับผมพร้อมๆ กับหอบตุ๊กตาแบบเต็มมือจนถือแทบไม่ไหว
   
“พี่ชายให้ผมยิงให้ไหม ผมยิงเก่งนะ”
   
ไม่มีทาง บอกเลยว่าแวมไพร์อายุสี่ร้อยปีอย่างผมจะไม่มีวันยอมแพ้เด็กตัวแค่นี้เด็ดขาด!
   
“ไม่เป็นไรครับ”
   
ผมยิ้มเย็นใส่แล้วพยายามยิงต่อระหว่างที่รอดิออนไปต่อแถวซื้อโกโก้ให้ผมกิน ซึ่งแถวมันก็ยาวมากพอที่จะทำให้ผมแอบไปซื้อสติกเกอร์หัวใจและยิงตุ๊กตานี่ไม่โดนสักที
   
คือตอนแรกก็กะจะมาลองฝีมือตัวเองเล่นๆ หลังจากที่สอบได้ใบมา คือตอนสอบก็มียิงปืนนิดหน่อยแหละ ตอนนั้นผมก็พอยิงได้แต่ก็ยังห่วยมากอยู่ดี แล้วยิ่งมาตอนนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกเวทนาตัวเอง
   
ดีหน่อยที่มาเที่ยวรอบนี้ผมมาแบบถูกต้องเลยพอมีเงินใช้อยู่บ้าง แล้วน้องผมที่กลัวผมไม่มีเงินใช้เหมือนทุกครั้งที่หนีออกมาก็เลยแอบยัดเงินค่าขนมให้ผมเพิ่มนิดหน่อย น่ารักมากจนผมเริ่มสับสนว่าใครพี่ใครน้องกันแน่
   
ผมถอนหายใจแล้วหยิบกระสุนพลาสติกอันสุดท้ายมาใส่ปลายกระบอกก่อนที่จะพาดไว้บนไหล่เพื่อเล็งอีกรอบ พยายามจ้องเจ้าตุ๊กตาตัวอ้วนที่ผมเคยเห็นแม่เอาเข็มแทงมันอย่างน่าหวาดเสียว
   
แค่นัดเดียวเอง ครูซ จะยากสักแค่ไหนเชียว!
   
ผมคิดปลุกใจตัวเองโดยพยายามลืมๆ ไปว่าผมยิงไปเกือบสามสิบนัดแล้ว
   
ตุ๊กตาหมีสุดน่ารักนั่นต้องเป็นของผม!
   
ผมนับถอยหลังในใจก่อนที่จะเหนี่ยวไกยิง
   
ปัง!
   
“…”
   
ไม่โดนอีกแล้ว!!! ผมไม่เล่นแล้ว!!!!
   
ถ้าอยู่กับดิออนสองคนตอนนี้ผมคงโวยวายไปแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ท่ามกลางมนุษย์มากมายที่มาเล่นเครื่องเล่นแถวนี้เหมือนกันทำให้ผมต้องเก็บความขุ่นข้องหมองใจเอาไว้ในใจอย่างเจ็บช้ำ
   
แงงงงง
   
ผมอยากได้อ่ะ มันน่ารัก แล้วผมก็รู้สึกว่าหลายปีมานี้ห้องผมไม่มีสมาชิกเพิ่มเลย ผมต้องสมาชิกใหม่มาอยู่เป็นเพื่อนผมอ่ะ
   
ผมหน้างอแล้ววางปืนลง เพราะต่อให้เสียอีกร้อยผมก็คงยิงไม่ได้อยู่ดี
   
“อยากได้ตัวไหน”
   
ผมสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ ก็มีแก้วเย็นๆ มาแนบกับแก้มผม พอรู้ว่าเป็นใครผมก็กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง ผมยิ้มจนตาหยีให้มันแล้วหยิบสติกเกอร์หัวใจมาแปะเสื้อยืดสีดำเรียบๆ ของมัน ซึ่งจริงๆ ผมอยากแปะทั้งหมดเลย แต่ตอนนี้อยากให้มันยิงให้ผมมากกว่า
   
“ผมอยากได้ตัวนั้น”
   
ผมจิบโกโก้ก่อนที่จะชี้เจ้าหมีหน้ายิ้มที่ทำหน้าเหมือนอยากกลับบ้านกับผม
   
“อยากได้ตัวอื่นไหมหรืออยากได้ตัวใหญ่กว่านี้”
   
“เอาตัวเดียวพอ ผมชอบแค่ตัวนั้น”
   
บอกเลยว่าถ้าตอนนี้ผมอยู่กับมันสองคนในห้อง ตอนนี้ผมคงจูบมันไปแล้วอ่ะ มันหล่อเป็นบ้าเลยแถมมันยังดูพอใจกับสติกเกอร์ที่ผมติดให้มันมากๆ ด้วย
   
“อืม”
   
มันพยักหน้าเชิงรับรู้แล้วซื้อกระสุนมานัดเดียว ซึ่งต่างจากผมโดยสิ้นเชิงที่ซื้อมาทีเดียวสิบอันด้วยความหวังว่าจะยิงโดนสักอันและก็อย่างที่เห็น เละไม่เป็นท่า
   
ผมมองท่าทางจริงจังของมันด้วยความรู้สึกเขินนิดๆ เพราะผมก็ไม่เห็นมันแบบจริงจังมาสักพักแล้ว มันถือปืนไม้ด้วยท่าทางที่เหมือนปืนจริงๆ ที่พวกวาติกันใช้ยิงแวมไพร์ สีหน้าของมันสงบก่อนที่จะยกขึ้นมายิงตุ๊กตาแบบทันทีโดยแทบไม่ได้เล็ง
   
ปัง!
   
“…”
   
นัดเดียวเอาอยู่ แถมยังไม่เล็งอีก นี่มันจะเกินไปแล้วนะ
   
ผมงอแงกับตัวเองนิดหน่อยแต่ดีใจมากกว่าที่มันตั้งใจทำเพื่อผมมาก พอได้ตุ๊กตาผมก็พาดิออนไปนั่งเล่นแถวม้านั่งสักที่เพื่อที่จะนั่งแปะสติกเกอร์หัวใจทั้งหมดให้กับมัน
   
“แอบไปซื้อมาเหรอ”
   
ดิออนก้มมองผมที่ยังคงตั้งหน้าติดสติกเกอร์ให้
   
“อื้อ ก็วันนี้วันวาเลนไทน์อ่ะ ผมก็อยากให้มันพิเศษ”
   
ผมไม่มีแฟนมานานมากแล้ว วันดีๆ แบบนี้ผมไม่คิดจะพลาดหรอก แล้วผมก็คิดถึงสมัยตอนเด็กๆ ด้วยเพราะตอนนั้นผมชอบเหมาสติกเกอร์รูปหัวใจมาแปะทุกอย่างที่ตัวเองชอบ ขนาดพื้นห้องตัวเองผมยังแปะเลย
   
ส่วนตอนนี้เหรอผมชอบดิออนที่สุด สติกเกอร์ทุกอันที่ผมมี ผมจะแปะดิออนให้หมด
   
“แล้วอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม”
   
ดิออนถามผมด้วยสีหน้านิ่งๆ แต่แววตาของมันไม่ได้นิ่งสงบเหมือนสีหน้ามันเลย
   
ผมเผลอหน้าแดงเขินๆ แล้วส่ายหัวเพราะผมไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษเลย คือแค่ผมได้อยู่กับดิออนมันก็ดีเกินพอแล้วอ่ะสำหรับทุกๆ วัน
   
มันมีไม่กี่คนหรอกที่ยอมเอาใจผมทุกอย่าง ทั้งๆ ที่บางทีคำขอบางอย่างของผมมันก็โคตรจะไร้สาระเลย
   
“แล้วนายอ่ะ อยากได้อะไรจากผมไหม” ผมดึงมือมันมาแนบกับแก้มตัวเองเพื่ออ้อนแล้วยิ้มจนตาหยี “ผมให้ได้ทุกอย่างเลย!”
   
“ทุกอย่าง?”
   
“อื้อ! ทุกอย่างเลย”
   
ที่ผมกล้ารับปากดิออนก็เพราะมั่นใจมากว่ามันไม่น่าให้ผมทำอะไรอันตรายๆ หรอก
   
ผมยังยิ้มอยู่จนกระทั่งเห็นแววตาของมันที่เปลี่ยนไปถึงได้เผลอกลืนน้ำลายเอือก แล้วรู้สึกเขินกว่าเดิมตอนที่มันดึงมือไปกุม ความเป็นมนุษย์ที่ยังหลงเหลือในตัวมันทำให้อุณหภูมิร่างกายของดิออนยังร้อนผ่าว มันประสานมือกับผมแล้วดึงมือผมไปจูบตามข้อนิ้ว
   
“วันนี้ทำให้หน่อยสิ”
   
“...อือ”
   
ผมก้มหน้างุดไม่กล้าสบตามัน คือที่ผ่านมาส่วนใหญ่ดิออนจะเป็นคนทำไง ผมไม่ค่อยทำอะไรเท่าไหร่เพราะทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ผมก็หมดแรงแล้วอ่ะ ผมไม่แห้งตายคาเตียงในร่างค้างคาวก็ดีแค่ไหนแล้ว
   
“กลับเลยไหมหรืออยากเที่ยวต่อ”
   
“กลับเลยก็ได้ ผมแค่อยากออกมาซื้อสติกเกอร์ให้นายเฉยๆ ”
   
จริงๆ ผมก็อยากซื้อดอกไม้ให้ด้วยนะ แต่ผมว่าซื้อสติกเกอร์มาแปะให้น่าจะสนุกกว่าเลยไม่ซื้อดอกไม้
   
“...”
   
ดิออนมันนิ่งอึ้งไปสักพักก่อนที่จะจูบมือผมอีกรอบแต่คราวนี้เป็นหลังมือ ซึ่งมันก็จูบเบาๆ ราวกับว่ากลัวผมจะสลายหายไปถ้าเกิดจูบแรงเกินไป
   
มันช้อนตามองผมนิ่ง
   
“นายรู้ไหมว่าพวกวาติกันแต่งงานกันยังไง”
   
ผมส่ายหัวเบาๆ เพราะไม่รู้ คือแต่ก่อนผมแค่รู้ว่าเป็นวาติกันผมก็เผ่นแล้วไง แถมในหลักสูตรวาติกันของแวมไพร์ก็ไม่มีเรื่องนี้ด้วย มีแต่พวกภาษากับยุทธศาสตร์การสู้ของวาติกันอะไรทำนองนั้น
   
“พวกเราจะเฉลิมฉลองสามวันสามคืนก่อนที่จะเข้าพิธีแต่งงาน วันแต่งงานเจ้าบ่าวจะสาบานต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าว่าจะไม่ทอดทิ้งหรือกระทำผิดใดๆ ต่อเจ้าสาวตัวเอง”
   
“...”
   
ดิออนมันจูบมือผมอีกก่อนจะพูดต่อ
   
“แต่ตั้งแต่ที่ฉันเห็นนายครั้งแรกฉันก็ลืมศรัทธาในพระเจ้าไปเลย นายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน ครูซ ฉันจะไม่มีวันทรยศความไว้ใจของนาย แล้วฉันก็ขอโทษด้วยที่ทำให้นายไม่มั่นใจมาตลอดว่าฉันรักนายรึเปล่า”
   
“...”
   
ผมน้ำตาคลอรู้สึกเหมือนจะร้องไห้
   
“ฉันรักนาย ครูซ”
   
ดิออนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินจากมัน
   
“..อือ ผมก็รักดิออนเหมือนกัน”
   
ดิออนยิ้มบางแล้วจูบมือผมอีกตรงข้อนิ้วนางที่ตอนนี้ยังคงว่างเปล่า มีแค่บางครั้งที่เป็นรอยฟันจางๆ จากการกัดของมัน
   
“ถ้าฉันยังเป็นวาติกัน ฉันจะจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้นาย”
   
“..ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้วจริงๆ ”
   
สำหรับผมงานแต่งงานมันก็เป็นแค่พิธีกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง
   
ผมกำลังจะคุยกับดิออนต่อแต่บังเอิญไปเห็นพวกวาติกันกำลังเดินมาทางนี้ เลยเปลี่ยนใจดึงดิออนหนีกลับบ้านแทน ถึงผมจะมีปัญญาสู้แล้วก็เถอะ แต่ถ้าเป็นไปผมก็อยากมีชีวิตอย่างสงบสุขมากกว่า
   
โชคดีที่พวกมันไม่เห็นผม ผมเลยจับมือดิออนแล้วแกว่งเล่นอย่างสบายใจ นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่ผมออกมาเที่ยวนอกสมาคมแล้วรู้สึกปลอดภัยขนาดนี้ เพราะตอนนี้ผมแทบไม่กลัวอะไรเลยและผมก็มั่นใจมากด้วยว่าดิออนจะปกป้องผมได้ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับผมก็ตาม
   
ส่วนดิออนก็เห็นอดีตพรรคพวกของตัวเองเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร หันมาใส่ใจกับการเดินกับผมมากกว่า มันกระชับมือที่จับผมแน่นก่อนที่จะพาผมกลับขึ้นรถ แล้วปล่อยให้ผมนั่งหลับระหว่างกลับบ้าน

   

“ดิออน?”
   
ผมตื่นมาอีกครั้งก็ถึงเห็นว่าตัวเองนอนอยู่คนเดียวในห้อง ซึ่งผมก็รู้สึกวูบโหวงในอกแทบจะทันทีเพราะเคยชินกับการตื่นขึ้นมาเจอหน้ามันทุกครั้งไปแล้ว
   
ผมก้มมองชุดตัวเองถึงเห็นว่ามันอาบน้ำให้ผมแล้วแถมยังเปลี่ยนเป็นชุดนอนที่ผมชอบใส่อีก ผมลากเท้าออกไปตามหาดิออน เริ่มรู้สึกอยากงอแง เพราะผมติดมันมากจริงๆ
   
ผมไปตามหาในห้องน้ำก็ไม่เจออะไรเลยจะออกไปตามหานอกห้องต่อ แต่ประตูก็ถูกเปิดออกซะก่อนซึ่งก็ดีตรงที่มันถูกเปิดแบบดึงออกด้านนอกเพราะไม่อย่างนั้นก็คงกระแทกหน้าผมไปแล้ว
   
“มีอะไรรึเปล่า”
   
พอเข้ามาในห้องดิออนก็ถามผมงงๆ ในมือมันถือพวกหนังสือที่น่าจะยืมมาจากห้องสมุดมาอ่าน
   
“เปล่า”
   
ผมส่ายหัวดิกแล้วสบตากับมัน
   
“ให้ผมทำให้ไหม”
   
“ถ้ายังไม่หายเหนื่อยค่อยทำวันหลังก็ได้นะ”
   
มันวางหนังสือลงบนโต๊ะข้างๆ แล้วลูบหัวผม
   
“ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นซะหน่อยน่า ผมแค่ชอบหลับเฉยๆ ”
   
ผมยิ้มจนตาหยีแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าดิออน ซึ่งตอนนี้มันก็ใส่ชุดแวมไพร์แบบเดียวกับผมแต่มันใส่แล้วเท่กว่าผมประมาณร้อยเท่าแถมตรงหน้าอกมันยังมีเข็มกลัดกุหลาบสีทองติดเอาไว้ด้วย
   
ผมลูบบริเวณเป้ากางเกงมันเบาๆ เชิงทักทายก่อนที่จะแกะกระดุมเพื่อเอาท่อนลำที่ยังสงบอยู่ออกมา แน่นอนว่าขนาดของดิออนก็เป็นอะไรที่ทำให้ผมเผลอกลืนน้ำลายเอือกอยู่เสมอเพราะไม่แน่ใจว่าร่างกายผมรับมันเข้าไปทั้งหมดได้ยังไง
   
ผมประคองอย่างเบามือก่อนจะแลบลิ้นแตะส่วนหัว และค่อยๆ รับเข้าไปในปาก ขนาดที่ใหญ่เกินไปของมันก็ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปากนิดหน่อยแต่ผมก็ยังพยายามต่อเพื่อทำให้มันรู้สึกพอใจมากที่สุด
   
“...ครูซ”
   
มันคำรามในลำคอตอนที่ผมทำไปได้สักพักก่อนที่สิ่งที่ยังคงอยู่ในปากผมแข็งขึ้นมาและใหญ่กว่าเดิม ผมน้ำตารื้นตอนที่พยายามกลืนเข้าไปให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะมันเหมือนจะเกินความสามารถของผมเกินไป
   
ผมเลยเปลี่ยนมาเลียและช่วยชักแทน อุณหภูมิที่ร้อนและความแข็งจัดบอกได้ดีถึงอารมณ์ที่พุ่งสูงของมัน ผมที่ไม่เคยวัดจริงจังสักทีว่ามันมีขนาดเท่าไหนเลยลองเอามือกำดูและพบว่ามือข้างเดียวของผมกำไม่ถึง
   
“..อย่าเพิ่งเล่น”
   
ดิออนเอ็ดผมเสียงดุตอนที่ผมเอามาแนบกับแก้มตัวเองไม่ยอมทำต่อ
   
แปลกนะ ปกติผมจะไม่ค่อยชอบตอนที่มันดุผม แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกสนุกขึ้นมาซะงั้น ผมหัวเราะคิกคักในลำคอแล้วเลียเฉพาะส่วนหัวที่ตอนนี้ขึ้นเป็นสีจัดจนมันครางต่ำๆ ออกมา
   
ผมเล่นอยู่สักพักใหญ่มันก็ยังไม่ปล่อยสักทีจนผมเริ่มรู้สึกเมื่อยปากมันถึงปล่อย ดีที่ผมตั้งตัวทันไม่สำลักผมเลยกลืนของๆ มันจนหมดและใช้หลังมือเช็ดส่วนที่เลอะแก้มผมออก
   
ผมเงยหน้ามองดิออนถึงยังเห็นว่ามันยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนเดิม และท่อนลำในมือผมก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเลิกแข็งเลยสักนิด ทั้งๆ ที่เพิ่งจะปลดปล่อยไปแล้วก็ตาม
   
กลิ่นคาวที่ยังอวลในอากาศเหมือนทำให้บรรยากาศในห้องร้อนกว่าเดิม ผมที่รับปากมันไปแล้วว่าจะทำให้เลยต้องเป็นฝ่ายลากมันไปนั่งที่โซฟาแล้วต้องจัดการทุกอย่างต่อด้วยตัวเอง
   
ผมหน้ามุ่ยเพราะพอเป็นฝ่ายที่ต้องมาทำทุกอย่างเองก็ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย แล้วดิออนมันก็เป็นคนเสร็จช้าด้วย กว่ามันจะเสร็จผมก็เหนื่อยจะแย่แล้ว
   
ผมหยิบเจลที่เก็บไว้ในโต๊ะใกล้ๆ มาไว้ข้างตัวพร้อมๆ กับถอดกางเกงออก และพยายามจะมองข้ามสายตาของดิออนที่มองทุกการกระทำของผมโดยที่ไม่ได้พูดอะไรเลย
   
“..หลับตาก่อนได้ไหม”
   
ผมถามมันเสียงเบาเพราะการที่ถูกมันจ้องมองตลอดเวลามันทำให้ผมรู้สึกอายมากจริงๆ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแขนทั้งสองข้างของผมมันเกะกะขนาดนี้
   
“...”
   
มันยิ้มบางก่อนที่จะยอมหลับตาให้ผมอย่างว่าง่าย ผมเลยรู้สึกกล้าทำอะไรมากขึ้น ผมขึ้นไปนั่งคร่อมตักมันแล้วคล้องคอมันลงมาจูบ
   
“อือ”
   
ผมหลุดครางออกมาตอนที่มันเริ่มทนไม่ไหวและเผลอเป็นฝ่ายรุกผมกลับบ้าง นิ้วที่ชุ่มไปด้วยเจลค่อยๆ สอดเข้ามาเพื่อช่วยเตรียมตัวให้ผมไม่ให้ผมเจ็บจนเกินไป ผมซบหน้ากับไหล่มันหลุดครางออกมาเป็นระยะเมื่อมันสอดนิ้วเข้ามาลึกจนผมแทบจะประคองสติไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมจิกเล็บกับหลังมันเพื่อระบายความเสียวซ่าน
   
ให้ตายเหอะ ผมว่ามันรู้จักร่างกายผมดีกว่าตัวผมเองซะอีก!
   
ดิออนที่รู้ดีว่าจุดอ่อนไหวของผมอยู่ตรงไหน มันก็กดย้ำๆ ไม่หยุดคล้ายกับต้องการที่จะแกล้งผมที่ผมไม่ยอมทำตามที่สิ่งที่สัญญามันไป
   
“..พอ ฮึก พอก่อน”
   
“…”
   
ผมพยายามขอร้องมัน แต่มันก็ยังไม่ยอมหยุดแกล้งทำหูทวนแล้วกดลึกเข้าไปกว่าเดิม
   
“..ไม่เอานิ้ว”
   
ผมช้อนตามองมันดึงมือมันออกแล้วหยิบเจลมาทาส่วนแข็งขืนของมันที่ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่า ถึงได้รู้สึกว่ามันใหญ่เป็นพิเศษ ผมทาจนชุ่มก่อนที่ค่อยๆ กดตัวลงบนท่อนลำของมัน
   
ผมหลุดครางออกมาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อรับส่วนของมันเข้าไปทั้งหมด ความรู้สึกจุกเสียดในท้องที่คุ้นเคยนั้นทำให้ผมรู้สึกดีจนน้ำตารื้น
   
“..รู้สึกดีรึเปล่า”
   
ผมถามมันเสียงเบาเพราะไม่อยากเป็นฝ่ายที่รู้สึกดีอยู่ฝ่ายเดียว
   
“อืม” มันพยักหน้าเบาๆ แล้วดึงมือผมที่วางอยู่บนไหล่มันมาจูบ “ขยับสิ”
   
“...อือ”
   
ผมหน้าแดงพยายามจะคนควบคุมจังหวะเองแต่ก็ผมก็ขยับไม่เก่งเท่าไหร่จนสุดท้ายเหมือนมันจะทนไม่ไหว บังคับให้ผมคล้องคอมันก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อให้เข้าได้ลึกกว่าเดิม
   
“..มันลึกไป”
   
ผมบ่นตอนที่ถูกมันกระแทกจนตัวโยนก่อนที่ผมจะสะดุ้งสุดตัวตอนที่มันฟาดมือใส่ก้นผม
   
เพี๊ยะ!
   
“..ผมดื้อเหรอ ดิออน”
   
ผมกระซิบถามมันข้างหูเสียงกระเส่า ซึ่งผมก็ยอมรับเลยว่าการถูกมันตีทำให้ผมมีอารมณ์มากกว่าเดิมอีก
   
ผมทำหน้าเศร้าใส่มันแต่ก็เหมือนจะไม่ได้รับความเห็นใจเท่าไหร่ มันเปลี่ยนไปวางผมบนโซฟาบังคับให้ผมนอนคว่ำและเชิดก้นขึ้นด้วยท่าทางน่าอาย
   
“ขอโทษ”
   
ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ตั้งใจจะตีก้นผมจริงๆ ตอนนี้มันเลยจูบบริเวณที่มันตีผมราวกับแทนคำขอโทษ แต่ให้ตายเถอะมันโคตรจะลามกเลยอ่ะ เพราะนอกจากมันจะจูบแล้วมันยังจงใจเลียย้ำๆ จนผมเริ่มทนไม่ไหวขอร้องให้มันทำต่อ
   
“..เอาของนายเข้ามาสักที”
   
ร่างกายของผมตอนนี้แทบจะไม่เป็นของผมอีกต่อไปแล้ว มันเรียกร้องหาดิออนไม่หยุด ผมเอามือปิดปากเพื่อไม่ให้เผลอร้องดังจนเกินไป ถึงผมจะมั่นใจว่ากำแพงห้องหนาพอตัวก็เถอะ แต่มันก็น่าอายเกินไปอยู่ดีที่เพราะเสียงครางผมตอนนี้มันเต็มไปด้วยความพออกพอใจ
   
ผมถูกมันปรนเปรออย่างดีจนแทบคิดอะไรไม่ออกด้วยซ้ำ ผมเผลอปล่อยไปหลายครั้งตอนที่มันเปลี่ยนท่าแต่จนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่ปล่อยเลยสักครั้ง
   
ท่อนลำร้อนผ่าวที่ยังอยู่ในตัวผมยังคงขยับเข้าออกไม่หยุดขณะที่ผมนอนหงายอยู่และขยำหัวมันที่มายุ่มย่ามกับหัวนมของผมที่ไม่รู้ว่าน่าสนใจอะไรนักหนา ถึงได้ทั้งกัดทั้งเลียจนผมน้ำตาคลอด้วยความเสียวซ่าน แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้นคือมันทำผมจนขาสั่นแล้วแต่ก็ยังไม่หลั่งสักที
   
“...ฮึก”
   
ผมหลุดเสียงร้องออกมาแทบจะทันทีเมื่อมันกระแทกลึกเข้ามาในร่างกายผมและแช่อยู่สักพัก ก่อนที่ผมจะสัมผัสถึงความรู้สึกเต็มตื้นในตัวที่ค่อยๆ ไหลออกมาหลังจากที่มันเอาออก
   
“...เหนื่อยอ่ะ”
   
ผมนอนหมดสภาพอยู่บนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน ตรงต้นขาของผมอาบไปด้วยความเหลวเหนอะแหนะที่ยังคงอุ่นอยู่จนหน้าแดง เพราะถ้าผมท้องได้จริงๆ ตอนนี้ก็คงท้องไปแล้วอ่ะ
   
“ไม่เหนื่อยสิแปลก”
   
ดิออนที่หลังจากเสร็จไปสองรอบตอนนี้ดูอิ่มเอมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันยิ้มบางตอนที่หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดตามตัวผมที่เต็มไปด้วยคราบเหนียวทั้งของมันและของมัน ซึ่งแน่นอนว่าครั้งนี้ผมก็คงไม่ได้อาบน้ำเองอีก เพราะผมใช้แรงทั้งหมดของตัวเองไปแล้ว
   
ถ้าเกิดตอนนี้มีศัตรูบุกเข้ามาในสมาคม ผมก็คงตายโง่ๆ เลย
   
ดิออนหัวเราะตอนที่ผมซุกหน้าใส่หมอนทำท่าจะหลับอีกรอบ ก่อนที่มันจะค่อยๆ อุ้มผมขึ้นด้วยท่าเจ้าสาวเพื่อที่จะพาผมไปอาบน้ำอีกรอบจนผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าผมเป็นแฟนมันหรือเป็นหมาที่รอเจ้าของอาบน้ำให้กันแน่
   
“..ผมรักนายนะ”
   
ผมตัดสินใจกระซิบบอกมันก่อนที่จะตัวเองจะหลับอีก และเบิกตากว้างตอนที่มันก้มลงมาจูบผมหนักๆ และตอบผมเสียงนุ่มนวล
   
“ฉันก็รักนายเหมือนกัน ครูซ”
   
“..อื้อ”
   
ผมรับคำเขินๆ คุยกับมันต่อนิดหน่อย และในที่สุดผมก็เผลอหลับอีกจากกิจกรรมที่ทำให้ผมสูญเสียพลังงานมากเกินไป ซึ่งเอาเข้าจริงแค่ผมเดินขึ้นบันไดสามชั้น ผมก็เหนื่อยแทบแย่แล้วอ่ะ
   
ก่อนที่ผมจะหลับลึกไปจริงๆ ผมซุกหน้าเข้ากับมืออุ่นของดิออนที่ลูบหน้าผมแล้วเผลอยิ้มบางอย่างมีความสุข
   
ผมอยากให้ชีวิตของผมสงบสุขแบบนี้ตลอดไปจัง   

----------

 :a12:

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3324
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 18 19/2/63 p.7
«ตอบ #203 เมื่อ19-02-2020 22:35:34 »

 :m25: :m25: :m25:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7677
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 18 19/2/63 p.7
«ตอบ #204 เมื่อ20-02-2020 09:34:22 »

สวีทกันตลอด~

ออฟไลน์ КίmY

  • BJYX♥
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1714
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-3
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 18 19/2/63 p.7
«ตอบ #205 เมื่อ20-02-2020 16:58:56 »

อ่านแล้วเป็นติดงอมแงม น้องครูซคือน่ารักสุด  :hao7:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +231/-3
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 18 19/2/63 p.7
«ตอบ #206 เมื่อ24-02-2020 20:04:53 »

ครูซน่าเอ็นดูมาก

ออฟไลน์ Poer

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: { เรื่องสั้น } VAMPIRE PROBLEM ;w; ### 18 19/2/63 p.7
«ตอบ #207 เมื่อ25-02-2020 11:44:04 »

ดีจัยที่น้องมีความสุข  :hao5:

ออฟไลน์ Foggy Time

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-1
ตอนพิเศษ : belong to you

   
“…”
   
ผมนั่งมองรูปของครูซที่ถูกย้ายมาแขวนในห้องประชุมหลักและตรงข้ามกับตำแหน่งที่ผมนั่งพอดีด้วยความรู้สึกอาลัยเพราะนับตั้งแต่วันนั้นก็เป็นเวลาเกือบห้าปีแล้วที่ผมไม่ได้เจอครูซอีกเลย ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ผมเข้าใจได้เพราะช่วงอายุของแวมไพร์กับมนุษย์ต่างกันมาก
   
ร้อยปีของผมกับครูซไม่เท่ากัน
   
สำหรับครูซอาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาน่าเบื่อไม่กี่ปีแต่สำหรับมนุษย์อย่างผมคือทั้งชีวิต
   
ตอนนี้ผมก็ดำรงตำแหน่งแทนพ่อแล้วและต้องทำผลงานไปเรื่อยๆ ตามที่พ่อต้องการ ซึ่งผมก็ยอมทำเพื่อฆ่าเวลา รอครูซกลับมาหาผมอีกครั้ง
   
ความจริงผมก็อยากเป็นฝ่ายไปหาเอง แต่สมาคมแวมไพร์ของครูซนั้นลึกลับและทรงอำนาจพอตัว ช่วงหลังมานี่วาติกันเลยได้แต่เป็นลูกไล่ให้กับสมาคมแวมไพร์ ไม่ค่อยกล้าเผชิญหน้าตรงๆ ได้แต่ตั้งหน้าตั้งรอพวกนั้นเข้ามาบุกที่วาติกันอีกครั้งเพื่อให้ได้เปรียบในทางภูมิศาสตร์
   
แน่นอนว่าผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ผมไม่ต้องการฆ่าใครทั้งนั้น การดำรงอยู่ของวาติกันมีเพื่ออะไร ผมยังไม่รู้เลย เพราะทุกวันนี้ผู้ศรัทธาในศาสนาก็น้อยลงทุกวัน แต่ที่ตลกร้ายที่สุดคือแม้แต่ผมเองยังไม่เชื่อในพระเจ้าที่ตัวเองพูดถึงเลย
   
ผมนั่งนิ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์มองผู้นำตระกูลอื่นที่มาร้องขอความช่วยเหลือเรื่องที่คนในหมู่บ้านโดนปีศาจสิง ที่ใช้วาติกันถึงห้าคนในการปราบแล้วก็ยังไม่สำเร็จ เลยมาขอร้องให้ผมที่ตอนนี้ที่ทรงพลังที่สุดลงไปปราบมันด้วยตัวเอง
   
“..ผมเชื่อว่าการฆ่าปีศาจตัวนั้นในครั้งนี้จะชำระล้างบาปอันใหญ่หลวงที่มนุษย์ได้ก่อเอาไว้ ขอให้ท่านดิออนโปรดเมตตาให้ความช่วยเหลือเราด้วย”
   
“…”
   
ผมพยักหน้ารับง่ายๆ เพราะผมได้รับข้อมูลเรื่องนี้จากทางอีเมลล์แล้ว การประชุมที่ถูกจัดขึ้นในห้องประชุมตอนนี้ก็มีขึ้นเพื่อให้มันเป็นการขออย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งผมก็มองว่าเรื่องการเสียเวลาจัดประชุมอะไรแบบนี้ค่อนข้างเสียเวลามาก แต่บรรดาสมาชิกผู้อาวุโสรวมถึงพ่อผมก็ได้พูดถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมร้องทุกข์อันศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ผมก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
   
ยังไงซะ ผมก็ไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรจริงจังอยู่แล้ว
   
เพราะวันใดวันหนึ่งผมก็คงจะไปจากที่นี่อยู่ดี


   

แปดชั่วโมงต่อมาผมก็มาถึงบ้านของชาวบ้านที่ถูกปีศาจสิง แน่นอนว่าผมมาที่นี่คนเดียวโดยทิ้งคนสนิทไว้ที่พักใกล้ๆ เพราะเคยชินกับการลงมือโดยตัวคนเดียวมากกว่า
   
“ระหว่างหน่อยนะครับ ปีศาจตัวนี้ดุร้ายมาก พวกมันเกือบทำวาติกันของเราตายไปหลายคนแล้ว”
   
วาติกันที่ดูแลพื้นที่นี่บอกกับผมด้วยสีหน้าหวาดหวั่น ขณะเดียวกับก็จดจ้องไปยันบ้านไม้หลังเล็กที่ตอนนี้มีกลิ่นอายความพรั่นพรึงแผ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด
   
“คุณกลับไปเถอะ เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการเอง”
   
ผมหยิบดาบประจำตัวของตัวเองออกมาราดนำมนต์ด้วยท่าทีเฉยชา ก่อนที่จะใช้คมดาบเฉือนแขนตัวเองให้เป็นแผลเล็กๆ เพื่อใช้หยดเลือดปลุกอาคมที่ผมได้ร่ายเอาไว้บนดาบจนมันส่องแส่งสีทองเรืองรอง
   
“คะ ครับ ฝากท่านด้วยนะครับ”
   
พอได้รับคำอนุญาตให้ไปอีกฝ่ายก็ไม่ลังเลที่จะทิ้งผมไว้ที่นี่ทันที
   
ผมถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเพราะการทำงานให้วาติกันสำหรับผมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเบื่อ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในชีวิตผมก็ไม่กลับมาหาผมสักที
   
จริงๆ ระยะเวลาที่ผมได้เจอครูซนั้นมันเป็นระยะเวลาที่น้อยมาก แต่ผมกลับไม่สามารถลืมรอยยิ้มน่ารักนั้นได้ ทุกครั้งที่ผมเห็นภาพครูซในห้องประชุม ผมก็จะเผลอเหม่อนึกถึงช่วงเวลาที่ดีนั่นอยู่ตลอด
   
ผมยอมรับว่าผมคิดถึงเสียงหัวเราะนั่นจะแย่แล้ว
   
ผมอยากแกล้งแวมไพร์ขี้แงคนนั้นให้ร้องไห้อีก
   
การเป็นฝ่ายรออย่างไม่รู้จุดหมายแบบนี้ บางครั้งก็ทำให้ผมรู้สึกเศร้าเพราะผมไม่รู้ว่าครูซจะกลับมาหาผมตอนไหน  และผมก็กลัวว่าผมจะต้องรอนานเกินไปจนผมตายไปซะก่อน ซึ่งพอคิดถึงเรื่องนี้ทีไรมันก็ทำให้ผมรู้สึกเศร้ากว่าเดิม
   
ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าตัวเองจะตายไหม แต่ผมกลัวว่าแวมไพร์ที่ร้องไห้เหมือนโลกแตกกับทุกเรื่องจะร้องไห้เพราะผมมากกว่า แน่นอนว่าถ้าผมตายแล้ว ผมก็คงไม่รับรู้หรอกว่าครูซร้องไห้ไหม แต่ผมก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอยู่ดี ถึงครูซจะร้องไห้ได้น่ารักมากก็เถอะ
   
ฮื่อออออ
   
เสียงคำรามผิดมนุษย์ดังกึกก้องมาจากในบ้านเรียกความสนใจของผมกลับมาอีกครั้ง
   
ผมถอนหายใจอีกครั้งเบื่อๆ และเปิดประตูเข้าไปบ้านทันทีโดยไม่รอหรือวางแผนอะไรทั้งนั้น อย่างไรก็ตามประสบการณ์การเป็นวาติกันมาตลอดชีวิตก็ทำให้ผมค่อนข้างเชี่ยวชาญการต่อสู้มากพอตัว
   
“…”
   
ผมเงยหน้ามองปีศาจที่ว่าที่ตอนนี้ปีนขึ้นไปนั่งบนตู้และคำรามใส่ผมต่ออย่างดุร้าย เนื้อตัวที่ยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เต็มไปด้วยบาดแผลที่น่าจะมาจากการต่อสู้กับพวกวาติกัน ส่วนบริเวณหัวที่ถูกพลังปีศาจกลืนไปแล้วนั้นมีเขาแพะงออกมา
   
“..ออกไป!!! อยากมาแส่ นี่มันเรื่องของข้ากับเขา”
   
เจ้าปีศาจตะโกนใส่ผมด้วยภาษากลางของพวกปีศาจ ตราประทับแห่งพันธะสัญญาบนลำคอกับกลิ่นอายความชั่วร้ายที่ชัดเจนกว่าเดิมบอกกล่าวได้ดีว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์แบบไหนต่อกัน
   
“…”
   
สารภาพตามตรงว่าผมเป็นแค่วาติกันธรรมดาในสังกัดคงเลือกที่จะปล่อยเจ้าปีศาจนี้ไปตามที่มันบอก เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่พันธะสัญญาพวกนี้จะเกิดขึ้นได้ ถ้าหากคนที่ต้องการทำพันธะสัญญากับปีศาจไม่ต้องการทำ
   
มนุษย์มักจะกล่าวอ้างว่าถูกปีศาจล่อลวง แต่สำหรับผมแล้วประโยคนี้ก็เป็นแค่ข้ออ้างโง่ๆ ที่ทำให้ตัวเองดูดีเท่านั้นเอง
   
“ปล่อยมนุษย์นี่ไปแล้วข้าจะไม่ฆ่าเจ้า”
   
ผมตอบมันเสียงเรียบด้วยภาษาเดียวกัน ซึ่งมันก็เบิกตากว้างขึ้นนิดๆ เพราะคงไม่คาดคิดว่าจะเจอวาติกันที่ใช้ภาษากลางของปีศาจได้คล่องแคล่วแบบผม
   
“..อย่ามาแส่เลย มนุษย์ เรื่องนี้เจ้ามนุษย์นี้ผิดสัญญากับข้าเอง มันสัญญาจะมอบร่างของมันให้ข้าแต่กลับไปเรียกพวกหมอผีอย่างเจ้ามาปราบข้าซะงั้น”
   
เจ้าปีศาจที่เห็นว่าผมคุยรู้เรื่อง ผมกับผมกระปอดกระแปด สีหน้าเบื่อหน่าย
   
“รู้ไหมว่าข้าอุตส่าห์จำศีลตั้งนาน อยู่ดีๆ ต้องมาตื่นเพราะมันปลุกข้าขึ้นมาทำพันธะสัญญา ข้าเห็นว่าร่างมันดูดีใช้ได้ก็เลยตอบตกลง แต่ใครจะไปรู้ว่ามันจะกล้าโกหกปีศาจทรงอำนาจอย่างข้า ให้ตายสิ พวกมนุษย์นี่มันน่าเบื่อชะมัดเลย”
   
“…ปล่อยเจ้ามนุษย์นี้ไปเถอะ”
   
ผมพูดกับมันเสียงเรียบ อย่างไรก็ตามภาระอันหนักหนาของพ่อก็ส่งต่อให้ผมแล้ว ผมก็ต้องทำหน้าที่นี้ให้ถึงที่สุด
   
“เจ้าเป็นพวกสายเลือดแท้สินะ”
   
มันหัวเราะในลำคอ หรี่ตามองผมอย่างสำรวจ
   
“แล้วเจ้าก็เคยถูกพวกแวมไพร์ตีตราเอาไว้ด้วย ให้ตายสิ ข้าไม่เห็นอะไรแบบนี้มานานแล้วแฮะ สรุปแล้วเจ้าเป็นวาติกันจริงๆ ไหมเนี่ย มนุษย์”
   
“..ตีตรา?”
   
ผมถามอย่างงุนงงเผลอเอามือต้นคอตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะที่ตรงนี้นั้นเคยถูกเขี้ยวเล็กๆ ฝังมาก่อน
   
“ใช่ไง เจ้าไม่รู้ตัวเลยเหรอ มนุษย์ ว่าเจ้าถูกแวมไพร์นั่นตีตราประทับไปแล้ว กลิ่นอายของเจ้ามีพลังของแวมไพร์เจือปน ไหนจะเรื่องที่เลือดของเจ้าที่ตกเป็นของแวมไพร์นั่นคนเดียวอีก เจ้านี่มันโชคดีจริงๆ นะ ที่ไม่ถูกแวมไพร์ที่ทรงพลังขนาดนี้ฆ่าแถมยังได้รับการคุ้มครองด้วย”
   
“…”
   
ผมเบิกตากว้างขึ้นนิดๆ ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกปีศาจส่วนใหญ่ไม่อยากยุ่งกับผมมากขึ้นรึเปล่า เพราะหลังจากที่ผมเจอครูซ ผมก็เจอปีศาจน้อยลงมาก ทั้งๆ ที่ปกติผมจะเจออยู่ตลอด
   
“..ปล่อยข้าไป มนุษย์ ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด จากมนุษย์นี้ผิดสัญญาข้าเองและข้าก็ไม่อยากทำร้ายมนุษย์ที่หาได้ยากอย่างเจ้าด้วย”
   
เจ้าปีศาจกระโดดลงจากตู้มาหยุดยืนตรงหน้าผม สบตากับผมด้วยรอยยิ้มบาง
   
“…”
   
ผมยอมรับว่าพอได้รู้ว่ายังมีร่องรอยของครูซอยู่บนร่างตัวเองบ้างมันก็ทำให้ผมรู้สึกดี แต่ยังไงผมก็คงปล่อยปีศาจนี่ไปไม่ได้อยู่ดี
   
“ให้ตายสิ มนุษย์ เจ้าอย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่นักสิ”
   
เจ้าปีศาจบ่นกระปอดกระแปดตอนที่ผมกระชับดาบพร้อมกับร่ายอาคมไปด้วย จนรอบตัวผมเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาช่วยชำระล้างมลทินที่หลงเหลือในบ้านแห่งนี้
   
“ปล่อยมนุษย์นี่ไปซะ ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องฆ่าเจ้า”
   
ผมบอกกับมันอีกครั้งด้วยสีหน้าเย็นชา
   
นี่คงจะเป็นความใจดีครั้งสุดท้ายที่ผมจะให้มันได้แล้ว
   
“ถ้าข้าบอกว่าไม่ล่ะ มนุษย์!”
   
มันหัวเราะเสียงต่ำก่อนที่จะกระโจนใส่ผมทันที มือของมันถูกเปลี่ยนเป็นกรงเล็บและจงใจโจมตีใส่ต้นคอผม ซึ่งถ้าผมเดาก็คงจะอยากให้ผมตายในการโจมตีเดียวเลย
   
แกร๊ง!
   
กรรรซ!!!!!
   
มันคำรามออกมาเสียงดังลั่นเพราะนอกจากผมจะไม่หลบการโจมตีมันแล้ว ผมยังใช้ดาบสกัดกั้นกรงเล็บมันด้วยมือข้างเดียวพร้อมกับใช้มืออีกข้างคว้าคอมันขึ้นมาอย่างง่ายดาย
   
แน่นอนว่ามันตกใจมากเพราะปกติคงไม่มีวาติกันหน้าไหนสัมผัสเนื้อตัวปีศาจตรงๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกมันนั้นเป็นบาปที่น่ารังเกียจ นักบวชผู้สูงส่งอย่างพวกเขาไม่ควรแตะต้องสิ่งอัปมงคลเหล่านี้
   
แต่สำหรับผมไอ้ธรรมเนียมอะไรพรรค์นั้นไร้สาระเป็นบ้า
   
จูบกับแวมไพร์ผมยังทำมาแล้วเลย นับประสาอะไรกับแค่ฆ่าปีศาจด้วยมือเปล่า
   
“เปลี่ยนใจได้รึยัง”
   
ผมไม่สนใจเลือดที่ไหลอาบมือตัวเองจากการสัมผัสความอัปมงคลตรงๆ และหรี่ตามองเจ้าปีศาจที่ยังคงพยายามขัดขืนผมไม่เลิกจนผมใกล้จะหมดความอดทนเต็มทน
   
“ไม่ ไม่มีทาง นี่ นี่เป็นร่างที่ดีที่สุดที่ข้าเคยได้เลยนะ”
   
ถึงแม้จะตกเป็นรองแต่มันก็ยังพยายามขัดขืนไม่เลิก แผ่พลังของมันออกมาไม่หยุดพร้อมกับพยายามใช้กรงเล็บของมันข่วนผมไปด้วย
   
“ดี”
   
ผมแค่นเสียงหัวเราะและเอาดาบจ่อที่คอของมันเพื่อเป็นการเตือนครั้งสุดท้าย
   
“มนุษย์!! หยุด!!!”
   
ผมปล่อยมือจากเจ้าปีศาจทันทีเมื่อมีอาคันตุกะมาเพิ่ม พลังความชั่วร้ายมหาศาลกระโจนเข้ามาใส่ผมในพริบตาก่อนที่มันจะแย่งเจ้าปีศาจในมือผมออกไป
   
ผมที่กำลังจะพุ่งเข้าไปแย่งมันคืนกลับมาถึงกับชะงักตอนที่เห็นชัดๆ ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
   
“...เจ้าหนู?”
   
“...”
   
ผมยืนนิ่งอึ้งๆ เพราะมนุษยหมาป่าตรงหน้าผมคือปีศาจตนเดียวกับที่ผมเจอตอนเด็กๆ ซึ่งมันก็ผ่านมานานมากแล้ว แต่ด้วยความเป็นปีศาจ คนตรงหน้าผมเลยไม่ดูแก่ขึ้นเลยสักนิด แถมยังเป็นมนุษย์หมาป่าที่ชอบใส่เสื้อฮาวายเหมือนเดิมอีก
   
“วันนี้ก็หลงทางอีกเหรอ”
   
ผมส่ายหัวแล้วตัดสินใจเก็บดาบเข้าฝัก และหยิบน้ำมนต์ออกมาราดแผลตัวเองเพื่อช่วยในการเยียวยา ซึ่งอีกฝ่ายพอเห็นว่าผมเก็บอาวุธแล้วก็ดูดีใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เดินเข้ามาหาผมพร้อมกระดิกหางไม่หยุด ไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิด
   
“เจ้าโตขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ให้ตายๆ ข้าได้ข่าวว่าเจ้าขึ้นเป็นผู้นำวาติกันแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าเจ้าหนูขี้แยนั้นจะเป็นเจ้าในวันนี้ได้นะเนี่ย”
   
“...”
   
ผมกระแอมกลบเกลื่อนเพราะตอนนั้นผมร้องไห้เยอะจริง แต่จะไม่ให้ร้องก็คงไม่ได้ ผมเพิ่งไม่กี่ขวบเองตอนนั้นแถมยังเป็นการล่าปีศาจในป่าครั้งแรกของผมอีก ไม่ตายตั้งแต่ตอนนั้นก็ดีแค่ไหนแล้ว
   
“แล้วเจ้ามีปัญหาอะไรกับเพื่อนข้า ทะเลาะกันเหรอ”
   
“วาติกันต้องการตัวมนุษย์ของเพื่อนท่าน”
   
ผมตอบสั้นๆ จ้องไปยังเจ้าปีศาจที่ตอนนี้หลบอยู่หลังผู้มีพระคุณของผมและชะเง้อหน้ามามองผมแบบหวั่นๆ
   
“เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวข้าจัดการให้”
   
มนุษย์หมาป่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่จะหันไปคว้าตัวเพื่อนตัวเองและใช้กรงเล็บกระชากจิตวิญญาณปีศาจออกมาจากตัวมนุษย์ด้วยมือเปล่าจนเกิดเสียงคล้ายกระจกแตก เพราะการฉุดกระชากครั้งนี้ได้ทำลายพันธะสัญญาที่ปีศาจมีต่อมนุษย์ไปด้วย
   
ผมมองภาพตรงหน้าอึ้งๆ มีปีศาจไม่กี่ตนจริงๆ ที่ทรงพลังขนาดนี้
   
“โอ๊ยๆๆ เบาหน่อย เบา เบา”
   
ปีศาจแพะที่สิงสู่ในตัวมนุษย์ค่อยๆ ถูกดึงออกจากร่างและก่อตัวเป็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของตัวเองที่เป็นแพะสีดำที่มีตราประทับห้าแฉกอยู่กลางตัว มันมองค้อนผมอย่างไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร นั่งลงกับพื้นทำตัวเป็นก้อนงอนๆ
   
“ข้าน่ะเบื่อร่างจิ๋วนี้เต็มทนแล้ว! ไม่เข้าใจกันบ้างเลย พวกมนุษย์งี่เง่า!”
   
มนุษย์หมาป่าหัวเราะนิดๆ และอุ้มเพื่อนตัวเองขึ้นมาลูบหัวปลอบอย่างเอาใจ
   
“ส่วนร่างมนุษย์นี้เจ้าก็ไปส่งคืนพวกนั้นเองแล้วกัน เจ้าหนู”
   
ผมเหลือบมองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ตัวเองที่นอนสลบอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เอาเข้าจริงผมตอนนี้รู้สึกสบายใจกับการพูดคุยกับพวกปีศาจมากกว่ามนุษย์ด้วยกันเองซะอีก
   
“จริงสิ ทำไมมีกลิ่นอายแวมไพร์อยู่บนตัวเจ้า”
   
“ข้าไม่รู้”
   
ผมลูบคอตัวเองอีกครั้งเพราะไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆ ว่าการถูกแวมไพร์กัดจะทำให้ผมถูกตีตราเป็นเจ้าของไปด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงที่ผมไม่รู้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่ เพราะคงไม่มีวาติกันที่ไหนให้แวมไพร์กัดง่ายๆ แบบผมแน่
   
“เจ้าต้องรู้สิ เจ้าโดนพวกสายเลือดแท้กัดเลยนะ”
   
“...ท่านรู้จักครูซไหม”
   
ผมเผลอถามออกไปก่อนที่จะตัวเองจะรู้ตัวซะอีก
   
“ครูซ บราวน์?”
   
ผมพยักหน้ารับง่ายๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมคิดถึงครูซมาก และตลอดเวลาหลายปีมานี้คือไม่มีข่าวอะไรเลยสักนิด ส่วนคนตรงหน้าที่จะเป็นแหล่งข่าวให้ผมนั้นก็ยิ้มมีเลศนัยใส่ผม แต่ผมก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร
   
“แวมไพร์นั่น ข้าได้ข่าวมาว่าเป็นแวมไพร์ที่อ่อนแอมากเลยนะ ทั้งๆ ที่เป็นบุตรชายคนโตแต่กลับมีพลังด้อยเกือบที่สุดในสมาคมแวมไพร์ เจ้าแน่ใจเหรอ มนุษย์ ว่าคนที่กัดเจ้าคือครูซ บราวน์จริงๆ ”
   
“...”
   
ผมไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงกันแน่ ระหว่างครูซมีพลังหรือไม่มีพลัง แต่ที่ผมมั่นใจคือตำนานที่เล่าลือกันในวาติกันนั้นเป็นของจริงแน่ๆ ไม่อย่างนั้นพวกวาติกันคงจะลืมชื่อครูซไปตั้งนานแล้ว
   
“ล่าสุดที่ข้าได้ข่าวคือยังสอบใบอนุญาตออกมาจากสมาคมไม่ผ่านด้วยซ้ำ บอกตามตรงว่าของพรรค์นั้น พวกข้าสอบผ่านตั้งแต่อายุห้าสิบปีแล้วด้วยซ้ำ”
   
“...”
   
จากที่ได้เจอกัน ผมก็รู้สึกว่าพลังของครูซนั้นอ่อนจริงๆ นั่นแหละ ทนอาคมในเขตของวาติกันไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ผมก็ยังเชื่ออยู่ดีว่าพลังของครูซที่เคยทำลายล้างวาติกันตอนนั้นเป็นของจริง เพียงแต่ว่าตอนนี้อาจจะโดนกดเอาไว้ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง
   
ความมั่นใจ?
   
ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวรึเปล่า แต่ครูซที่ผมเจอจริงๆ คือคนที่ไม่มีความมั่นใจในพลังของตัวเองสักนิด
   
“ข้าว่าเจ้าคงจำผิดแหละ มนุษย์ แต่การถูกตีตราก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอก ทิ้งไว้แบบนี้แหละ จะได้ไม่มีแวมไพร์คนอื่นมากินเลือดเจ้าอีก ฮะๆ”
   
มนุษย์หมาป่าตรงหน้าผมก็ยังคงเป็นปีศาจที่ใจดีและยิ้มตลอดเวลาเหมือนเดิม
   
“ข้าไปล่ะ มนุษย์ ถ้ามีโอกาสเจอกันครั้งหน้าอีกก็อย่าลืมทักข้าด้วยล่ะ”
   
อีกฝ่ายยิ้มบางก่อนที่จะกระโจนไปจากตรงนี้ทันที เพราะดูเหมือนว่าวาติกันที่ผมไล่กลับบ้านไปตามวาติกันคนอื่นมาเพิ่มเป็นขโยง ไม่รู้ว่ากลัวผมตายหรืออะไร
   
ผมถอนหายใจเบื่อๆ เหลือบมองรถหลายคันที่กำลังขับใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ดังลั่น
   
   
เจ้าแวมไพร์ขี้แยนั่นทิ้งเหยื่ออย่างผมให้รอนานเกินไปจริงๆ

------

 :z13:
   
   


   
   
   

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3324
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
ครูซ.....ค่าตัวแพง   :hao3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด