⚙☽ เ ดื อ น สิ บ . | #วิศวะเดือนสิบ ⚙☽ เดือนที่ 14 คุยกันหน่อย ⚙ 100% 19/7/63  
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ⚙☽ เ ดื อ น สิ บ . | #วิศวะเดือนสิบ ⚙☽ เดือนที่ 14 คุยกันหน่อย ⚙ 100% 19/7/63    (อ่าน 37751 ครั้ง)

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
มาช้า ยังดีกว่าไม่มา  :mew1: :mew1: :mew1:
แย้มมาทีละนิดๆ   :z3:
เมืองเอก รุกมากๆหน่อย  :impress2:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ดีใจที่มาต่อ มาต่ออีกนะรออยู่ :3123:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
เดือนที่ 13

แมสแมส ☽

 
 

ผมหันหน้าเข้าห้องเดินกลับมาทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาเหมือนคนที่ไม่มีแรงจะยืน จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นอะไรขนาดนั้นหรอกครับแต่วันนี้เจอเรื่องอะไรหลายๆ อย่างมา และคิดว่าเรื่องมันค่อนข้างหนักพอสมควร



ทั้งโดนตบ ทั้งร้องไห้ ทั้งเครียด เรื่องพี่เอส เรื่องคลิป และผมไม่มั่นใจว่าเรื่องที่ผมเจอในวันนี้จะผ่านไปได้ด้วยดีถ้าผมต้องเผชิญหน้ากับมันคนเดียว ต้องขอบคุณคนที่มาเยือนห้องผมเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา เมืองเอกกลับไปแล้วครับ หลังจากจัดการเรื่องคอมฯเรียบร้อยแล้ว  ห้องก็ตกสู่ความเงียบอีกครั้ง



ผมกวาดสายตา มองรอบห้องของตัวเอง อันที่จริงก็พูดได้ไม่เต็มปากว่ามันคือห้องของผม ของทุกอย่างที่เห็นอยู่ห้องนี้ นอกจากของใช้ส่วนตัวกับคอมพิวเตอร์จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นของผมเลย



“...ชล”



ปากเผลอพึมพำชื่อของคนที่อย่าว่าแต่เจอหน้า แค่เสียง หรือแม้แต่ชื่อก็ชลเอง ผมก็ไม่ได้ยินใครเรียกมาสักพักแล้ว ถ้าวันนี้ไม่ได้ไปเจอพี่เอส ก็คงไม่ได้ยินไปอีกนานด้วยซ้ำ เหนือความคาดหมายไปอีกเรื่องก็คือเมืองเอกดันรู้จักชล แล้วมันก็ทำให้ผมเริ่มคิดจริงๆ ว่าโลกแคบเกินไป



“.....”



ผมกัดริมฝีปากตัวเอง พอนึกขึ้นได้แล้วดันรู้สึกโหวงแปลกๆ ในอก พยายามเบี่ยงเบนความสนใจตัวเองเลิกคิดถึงเรื่องเขาจะดีกว่า ผมจ้องโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขกเข้าคู่กับโซฟาที่ผมนอนอยู่



ก่อนหน้าเมืองเอกจะมา ผมเพิ่งใช้มันโทรไปหาเดชองส์ แล้วมันก็จบลงด้วยดี เดชองส์ย้ำกับผมอีกรอบว่าเขาจะไม่ปล่อยคลิป ถึงแม้น้ำเสียงเดชองส์จะไม่พอใจที่ผมโทรมาหาอีก แต่ผมรู้ว่าผมสามารถเชื่อคำพูดเขาได้ เป็นอันว่าตอนนี้ผมพอสบายใจได้เรื่องคลิป



ผมหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเอง เปิดเข้าไปในกลุ่มไลน์ ฟลุ๊คกับกวางเมื่อไม่นานมานี้ยังคุยกันเรื่องทั่วไปเป็นปกติ ผมถึงได้แน่ใจว่าทั้งสองคนยังไม่รู้เรื่องอะไร ก็ไม่แปลกอะไร ผมเช็คเพจข่าวดูก็ไม่มีข่าวเกี่ยวกับผมอัพเดท ผมภาวนาขอให้มันเป็นแบบนี้ไปตลอด เรื่องวันนี้ไม่อยากให้เป็นข่าวขึ้นมาจริงๆ



Octb10

18:51 (ฟลุ๊ค กวาง อยู่รึเปล่า?)>



ผมจิ้มโทรศัพท์ พิมพ์ลงไปในกลุ่ม และข้อความนั้นก็ถูกอ่านอย่างรวดเร็วพร้อมการตอบกลับ



MMTEMT:F

<(อยู่) 18:51



ผมไม่แปลกใจที่คุณฟลุ๊คจะเปิดไลน์อ่านเร็วและตอบเร็วขนาดนี้ มันเป็นนิสัยของเจ้าตัวครับ เป็นพวกรำคาญการแจ้งเตือน ถ้าเห็นเด้งจะตอบกลับทันที และ... คุณฟลุ๊คไม่ค่อยห่างจากหน้าคอมฯ รวมทั้งโทรศัพท์มือถือด้วย



MydearDEER

<(อยู่ค่า เนี่ยถึงห้องแล้ว) 18:52




ไม่นานสมาชิกอีกคนหนึ่งก็เข้ามาตอบ ผมยิ้มน้อยๆ ให้ตัวเอง เป็นการเรียกกำลังใจ และตัดสินใจพิมพ์ข้อความลงไปอีกประโยค



Octb10

18:52 (พอดีมีเรื่องอยากจะคุยด้วย กับทั้งสองคน ตอนนี้ว่างคุยไหม?)>


MydearDEER

<(หืมมม เรื่องอะไรอะ คุยได้สิ) 18:52

MMTEMT:F

<(ตอนนี้คุยได้) 18:52

Octb10

18:53 (งั้นโทรไลน์นะ)>

18:53 (เข้ามาได้เลย ทั้งสองคน)>
 




...........

......



ผมเล่าเรื่องวันนี้ให้กวางกับฟลุ๊คฟัง เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งสองคนนิ่งเงียบไปสักพักได้เลย ก่อนที่กวางจะโวยวายขอเปิดกล้อง เปลี่ยนเป็นวิดิโอคอลแทน รู้ว่ากวางเป็นห่วง ผมไม่ได้เกี่ยงอะไรก็เลยยอมเปิดกล้องคุยกับกวาง พอเห็นหน้าผมกวางก็โกรธมากครับ โกรธแทนผมหมดแล้ว เป็นผมกับคุณฟลุ๊คที่ต้องเคยบอกให้ใจเย็นๆ แทน



“ไม่เป็นไรแล้ว จริงๆ”



[“แน่นะเดือนสิบ?”]



ผมมองกวางที่ยื่นหน้าเข้าใกล้กล้องมากขึ้นเหมือนอยากจะดูแววตาผมว่าผมโกหกรึเปล่า ผมเลยยิ้มให้ บอกไปหลายครั้งแล้วว่าเรื่องจบแล้ว ด้วยดี ไม่อยากให้กวางไปมีเรื่องแทนผม ทั้งกับเดชองส์หรือพี่เอส หรือแม้แต่เมืองเอกที่กวางบอกว่าเขาพาผมไปซวย



[“เดือนสิบแค่มาเล่าให้ฟังเฉยๆ ไม่ได้อยากให้ไปเอาเรื่องหรอก”]



[“ฟลุ๊ค แกโอเคเหรอฮะ ที่เพื่อนโดนตบน่ะ”]



[“โอเคก็บ้าแล้ว แต่เรื่องมันก็จบแล้ว อย่างที่บอกเดือนไม่ได้อยากให้พวกเราไปเอาเรื่องอะไร”]



[“ฉันรู้ แต่ว่า... โอ้ยย โกรธอะ”]



[“แต่ถ้าให้พูดตามความจริง กูว่าเรื่องนี้เดือนสิบมันก็ผิดด้วย”]



[“ฟลุ๊คจะบอกว่าเดือนสิบสมควรโดนเหรอ??”]



[“เปล่า กูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แค่บอกว่าก็ผิดด้วยกันทั้งสามฝ่าย หรือสี่?”]



[“คุณฟลุ๊คคนทรยศ!”]



[“ฟังกูบ้างไหมฮะ”]



[“ไม่”]



ผมนั่งดูเพื่อนสองคนเถียงกันในวิดิโอคอล ถึงแม้คุณฟลุ๊คจะไม่เปิดกล้อง ผมเห็นแค่กวางแต่ก็มั่นใจว่าตอนนี้ฟลุ๊คต้องกำลังขมวดคิ้วเถียงกับกวางอยู่แน่ ผมยิ้มมองเพื่อนทั้งสองคน ไม่ได้ติดใจเรื่องคำพูดคุณฟลุ๊คหรอกครับ ผมก็คิดแบบเดียวกัน



[“เดือนสิบโอ๋ๆ นะ เจ็บไหม”]



ผมกลับมาสนใจเสียงกวางอีกครั้ง ผมส่ายหน้าช้าๆ กวางที่เห็นอยู่ในหน้าจอโทรศัพท์ยกมือขึ้นโบกมือไปมาเหมือนพยายามจะลูบหัวผมผ่านวิดิโอคอล



[“ถ้าต่อจากนี้ใครมาทำอะไรบอกนะ กวางคนนี้จะปกป้องเพื่อนเอง!”]



คราวนี้ผมพยักหน้ารับ ก่อนที่กวางจะบอกให้คุณฟลุ๊คตกลงแบบเดียวกัน รู้สึกดีใจที่เห็นเพื่อนโกรธแทน เจ็บแทน โอ๋ผม แล้วก็เป็นห่วงผมด้วยทั้งสองคน เออ เกือบลืมนึกไป



“เหมือนเรื่องยังไม่เป็นข่าว เราไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้”



พอผมที่นั่งเงียบอยู่นานกลับมาเปิดปากพูดกวางกับฟลุ๊คก็เงียบตั้งใจฟังที่ผมพูดอีกรอบ



“พรุ่งนี้จะใส่แมสไป”



ผมยกแมสสีดำที่ซื้อมาเผื่ออยู่ในซองยังไม่ได้แกะขึ้นมา เรื่องพรุ่งนี้ถ้าใครถามผมจะบอกว่าเป็นหวัด



“รบกวนทั้งสองคนช่วยปิดด้วยนะ”



[“ได้!”]



[“อืม โอเค”]



ทั้งสองคนตอบรับกันอย่างดี จะว่าไปผมก็ลืมบอกเมืองเอกเรื่องให้ช่วงปิดเหมือนกัน ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องนิสัยของเขา เพราะผมก็ไม่ได้รู้จักเขาขนาดนั้น แต่ก็ไม่คิดว่า... เมืองเอกจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครต่อใครฟัง



อ้อ จริงสิ



“คุณฟลุ๊ค เราได้กระเป๋าเงินคืนแล้วนะ เงิน 500 เดี๋ยวโอนคืนให้เลย”



[“อ่า”]



“ขอบคุณมากนะ ...แล้วพรุ่งนี้ไปกินซูชิกันไหม?”



[“หืม?”]



คุณฟลุ๊คส่งเสียงถามในลำคอ เหมือนว่าเขาจะลืม ผมเคยบอกฟลุ๊คเมื่อนานมาแล้ว ว่าจะเลี้ยงซูชิ ตั้งแต่คราวที่เขาขับรถพาผมกลับไปเอาแว่นที่คอนโดเมื่อตอนนู้น



“ที่เคยบอกจะเลี้ยงไง ที่ขับพาไปเอาแว่น”



[“อ้อ”]



พอเริ่มอธิบายก็เหมือนจะนึกขึ้นได้  แล้วเสียงของกวางที่นั่งตาแป๋วจ้องผมอยู่นานแล้วดังขึ้นมาอีกคน



[“แล้วตัวเค้าล่ะคะเดือนสิบ?”]



[“เลี้ยงตัวเอง”]



เสียงของอีกคนที่แทรกขึ้นมาแทนคำตอบของผม ผมขำเบาๆ ในขณะที่กวางเริ่มโวยวายอีกครั้ง



--------------------------



SuperMoon paparazzi

วันนี้น้องเดือนสิบเดือนมหาลัยเปลี่ยนลุคค่าาาาา แมสดำตัดกับผิวหน้าขาวๆ มากๆ นี่ขนาดโดนบังไปครึ่งหน้าออร่าความหล่อยังเอ่อล้นท้วมท้นมาก ปังๆ มากค่ะ //////

แฮร่ๆ แต่จริงๆ แล้วสายรายงานมาว่าน้องเดือนสิบเป็นหวัดนะคะ :’-(

พักผ่อนเยอะ ๆ หายไวๆ นะคะคนหล่อดูดีศรีมหาลัย /////////

ป.ล.รูปวันนี้สวยใช่ไหม? ชั่ยยยย เพราะไม่ได้แอบถ่าย เพื่อนคณะน้องถ่ายมาให้ค่า ขอตัวไปเสพ---- **

 


“ก็ว่าทำไมวันนี้เช็คบ่อย นึกขึ้นได้แล้ว”



ผมหันมองเจ้าของเสียงทุ้มโทนปกติของผู้ชายที่นั่งอยู่บนเบาะคนขับข้างๆ รถติดไฟแดงอยู่ครับฟลุ๊คถึงได้หันมาดูได้ว่าผมดูอะไรอยู่ในโทรศัพท์ ที่นั่งมองรูปที่ตัวเองถูกถ่ายจากมุมหันข้างให้กล้องอยู่นี่ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่ยังกังวลเรื่องเมื่อวาน ว่าจะมีข่าวไหม เลยเปิดเพจเช็คบ่อยๆ แต่โล่งใจที่ไม่มีอะไร



“ว่าแต่รูปนี้สวยนะ ใครถ่าย กวางเหรอ?”



คนข้างๆ ถามขึ้นมา ยังไม่ทันจะตอบผู้หญิงที่ตอนแรกนั่งไถโทรศัพท์ก็เงยหน้าขึ้นมา เกาะหลังเบาะคนขับแล้วส่ายหน้า



“เปล่าๆ รู้สึกจะเป็นเฟรนที่ถ่ายนะ ใช่ไหมรูปนี้?”



กวางหันกลับมามองผมเพื่อยืนยันคำตอบ ผมเลยพยักหน้ารับว่าใช่แล้ว เฟรน เพื่อนผู้ชายอีกคนที่เรียนร่วมคณะกัน



“แต่ตกใจ เฟรนมาถ่ายผู้ชายเล่นด้วย นึกว่าจะไม่ถ่ายอย่างอื่นนอกจากพริตตี้ คิกๆ”



กวางว่าพลางหัวเราะเบาๆ ฟลุ๊คที่กำลังขับรถดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจ เพื่อนที่นั่งคนเดียวบนเบาะหลังถึงได้อธิบายเพิ่ม



“แกไม่ค่อยเล่น IG คงไม่รู้สินะฟลุ๊ค IG เฟรนรูปพริตตี้เป็นร้อยเลยแหละ อ๊ะๆ ตาวาวๆ”



ส่วนประโยคหลังคงแค่แกล้งแหย่ฟลุ๊คเล่น



“น่าสนใจ”



“วรั้ย!”



“ล้อเล่น”



ผมมองเพื่อนสองคนที่หยอกเล่นกันนิดหน่อยก่อนที่ฟลุ๊คจะกลับเข้าโหมดขับรถจริงจังเพราะไฟเขียว กวางก็กลับไปนั่งจิ้มโทรศัพท์เหมือนเดิม ตอนนี้พวกเรากำลังมุ่งไปห้างใจกลางเมืองกรุงครับ กินซูชิตามที่คุยกันไว้เมื่อวาน แล้วก็ถือโอกาสเดินเที่ยวเล่นกันด้วยเลย



ผมที่ไม่มีอะไรทำระหว่างนั่งก็เลยเลื่อนอ่านคอมเมนต์ในเพจนั้นเล่น ส่วนใหญ่ไม่มีอะไร ก็เป็นพวกหวีด อวยพรขอให้หายไวๆ แล้วก็แท็กเพื่อนกัน แต่... มีหนึ่งคอมเมนต์ที่สะดุดใจผมจนขมวดคิ้วแน่น



RARA OLIVUAAA : ที่แก้มเหมือนเห็นมีรอยอะไรรึเปล่านะ?



ผมเลื่อนกลับขึ้นไปดูรูป ถ้าไม่มองหาจริงๆ คนไม่เห็นเพราะมันนิดเดียวเอง แมสผมปิดเกือบหมด ขนาดวันนี้เพื่อนที่อยู่ด้วยกันในคณะยังไม่มีใครทักเลยครับ... น่ากลัวจริงๆ ดีนะที่เมนต์นี้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครสนใจ เพราะถูกเมนต์อื่นๆ ดันจนตกลงมา



ผมถอนหายใจ และเพื่อนที่นั่งอยู่ในรถคนเดียวกันอีกสองคนได้ยิน ผมก็เลยส่ายหน้าไป เรื่องแค่นี้เอง คงไม่มีอะไร



เพราะห้างค่อนข้างใกล้กับมหา’ลัย พวกผมถึงได้มาถึงเร็ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาสักพักในการหาที่จอดและบวกกับเวลาเย็นคนเริ่มทยอยมากินข้าว ร้านซูชิแบบสายพานชื่อดังถึงได้มีคนต่อรอคิวอยู่พอสมควร แต่ไม่ใช่อุปสรรคอะไรใหญ่โต



ผมกับเพื่อนอีกสองคนเลือกโต๊ะ นั่งรอหยิบซูชิที่สั่งไปบนสายพาน ผมก็ไม่ได้สินใจอะไรจนกระทั่งกวางทักขึ้นมา



“ฟลุ๊คแกมองอะไรอะ?”



ไม่ถามเปล่า กวางกับผมก็หันไปมองตามทางที่ฟลุ๊คจ้อง และทางนั้นมีโต๊ะที่นั่งได้สองคนอยู่ คนที่โต๊ะนั้นเป็นผู้ชายใส่ชุดนักศึกษาม.เดียวกับผม ตรงข้ามกันก็เป็นผู้หญิงผมตรงยาวสวยเชียว แต่ไม่เห็นหน้าครับเพราะนั่งหันหลังให้ ว่าแต่... โต๊ะนั้นมีอะไรเหรอ?




“คนรู้จัก?”



พอผมพูดบ้างฟลุ๊คก็เลิกมอง หันมาหยิบซูชิปลาแซลม่อนบนสายพานที่ผ่านมา แล้วส่ายหัวเบาๆ



“พี่ชายกูเอง”



อ้อ ที่แท้ก็พี่ชาย



“อ้าว ฟลุ๊คมีพี่เรียนอยู่ที่ม.เราด้วยเหรอ ไม่เห็นบอกเลย คณะอะไร? ปีไหน?”



อันนี้ผมเห็นด้วยกับกวางครับ เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก เรื่องพี่เขา ฟลุ๊คเทโชยุใส่ถ้วยน้ำจิ้ม แล้วคีบซูชิแซลม่อนสีส้มขึ้นมา



“อยู่วิศวะปี 2”



กวางพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกินบ้าง



“ยืมเงินกูไป 1000 ยังไม่คืน มาแดกซูชิกับสาวหน้าตาเฉย”



ก็ว่า...



“ก็ว่าทำไมจ้องเหมือนจะเดินเข้าไปเด็ดหัวพี่เขามาจิ้มโชยุกินแทนแซลม่อน”



กวางพูดแทนหมดแล้วครับ ผมเริ่มกินบ้างดีกว่า ฮะๆ



.............



ก็ใช้เวลากินไม่นานเท่าเวลาที่เขาจำกัดไว้หรอกครับ เพราะพวกผมกินเร็วอิ่มเร็ว เกรงใจไม่อยากนั่งแช่ด้วย นอกร้านมีคนรออีกหลายคนก็เลยพากันออกมา เดินเล่นดูของนั่นนี่ แต่จริงๆ แล้วก็มีเป้าหมายอยู่ที่ร้านหนังสือใหญ่



“ดูนิยายเหรอ?”



ผมเอ่ยถามคุณฟลุ๊คที่เดินดุ่มๆ เข้าไปในร้าน คนถูกถามพยักหน้าแล้วตอบกลับมา



“มาดูว่าเข้ารึยัง ถ้ายังจะได้สั่งเลย”



ผมโคลงหัวตอบรับไป เดินไปดูหนังสือบ้างเผื่อมีอะไรน่าสนใจ ส่วนกวาง... รายนั้นเข้าโซน*มังงะ BL ไปแล้ว

(*หนังสือการ์ตูน)



ผม กวาง แล้วก็ฟลุ๊คจะเรียนเอกภาษาญี่ปุ่นด้วยกันทั้งสามคนครับ เราสามคนมีพื้นฐาน ตอนคุยๆ กันแล้วรู้ รวมทั้งเรื่องความชอบด้วย ก็เลยเกาะกลุ่มได้เร็ว ถึงปีหนึ่งจะยังไม่เรียนแยกไปตามแต่ละเอก ทั้งยังไม่แน่ใจกันหมดว่าจะสามารถเข้าเอกภาษาญี่ปุ่นตามที่หวังกันได้ไหม



อย่างที่บอกคนก็อยากจะเข้าเยอะกลัวโดนเบียดตกออกมาเหมือนกัน



ถ้าไม่ได้เรียนก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง... ภาษาญี่ปุ่น...  ชลตอนนี้ก็อยู่ที่นั่นนี่นะ เป็นยังไงบ้างนะ



“เดือนสิบ”



ผมสะดุ้ง เผลอเหม่อไปหน่อย หันไปมองทั้งกวางและฟลุ๊คที่ยืนอยู่ข้างๆ



“เอาไรไหม จะได้ไปจ่ายเงินทีเดียว”



ผมส่ายหน้าตอบแล้วเดินตามเพื่อนไปที่เคาน์เตอร์



พอออกจากร้านหนังสือ พวกผมก็ตัดสินใจแยกย้ายกันกลับบ้านครับ หนึ่งคือเริ่มมืดฟลุ๊คอย่างที่บอกรักบ้านยิ่งชีพ นานๆ ทีจะออกมาเที่ยวอะไรแบบนี้กับเพื่อน เขาไม่อยากกลับดึก ตอนแรกเลยว่าจะขอกลับก่อนถ้าผมกับกวางยังอยากเที่ยวอยู่ แต่ไปๆ มาๆ ก็กลับกันหมด แต่ขากลับไม่ต้องกลับด้วยกันแล้วก็ได้ เพราะห้างติดรถไฟฟ้าคอนโดผมขึ้นรถไฟฟ้าก็ถึง กวางก็เหมือนกันแต่พอดีเป็นทางผ่านทางกลับบ้านของฟลุ๊คพอดีเลยไปด้วยกัน



แยกกันแล้วเหลือผม ตอนแรกจะกลับแต่ลืมไปว่าตัวเองมีของที่ต้องซื้อเลยเดินต่อ มองนู่นมองนี่ไปเรื่อย แล้วผมก็รู้สึกว่าตัวเองมีคนมองเยอะ แปลกใจเหมือนกัน ถ้าเป็นปกติมาเดินห้างหรือไปไหนผมค่อนข้างถูกคนมองบ่อยๆ คิดว่าเป็นเพราะหน้าตา แต่นี่ใส่แมสอยู่ ก็ไม่คิด... ว่าทำไมคนถึงยังมองกันไม่ต่างจากตอนถอดแมสเท่าไหร่



อ้อ... นอกจากมองแล้ว ถ้ามากันเป็นกลุ่มเพื่อน ส่วนใหญ่จะหันมองแล้วไปซุบซิบๆ หัวเราะคิกคักกันกับเพื่อน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงวัยรุ่น ผมไม่ได้ยินบ้าง ได้ยินบ้าง แต่ทุกครั้งที่ได้ยินก็จะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินนะ เหมือนตอนนี้



“หูยยย แกเห็นนั้นป่ะ สูงจัง ขาวด้วย”



“ขนาดปิดหน้ายังรู้ว่าต้องหล่อมากแน่ๆ” 



“ยังไม่ทันเห็นหน้าเลยมโนไกลแล้ว”



อันนี้กดถูกใจให้ได้ผมกดให้เลยครับ



“ไม่ๆ ไม่ต้องเห็นทั้งหน้าก็รู้อะว่างานดี ไม่เชื่อดู”



ดูอะไรครับ



“มัทฉะลาเต้ค่ะ”



พนักงานผู้หญิงยิ้มให้ผม กว้างแบบมากๆ พร้อมถามต่อ



“เจาะเลยไหมคะ?”



ผมหงกหัวลงเบาๆ จะยิ้มกลับแต่ลืมว่าปิดแมสอยู่ ไม่ดีกว่า ผมเห็นตอบตกลงพนักงานก็ดึงหลอดเจาะให้ผมอย่างคล่องแคล่วเสียอย่างเดียว เจาะส่งให้ผมแล้วยังยิ้มจ้องหน้าไม่เบนสายตามองไปไหน ทั้งๆ ที่ลูกค้าหน้าร้านที่รอออร์เดอร์อยู่ก็เยอะแยะ



“ดูนะๆ”



เสียงจากผู้หญิงกลุ่มเดิมดังแว่วๆ เข้ามา แต่ผมเลิกใส่ใจแล้ว กำลังจะดูดชาเขียวในมือถ้าไม่ติดที่...



...หลอดพลาสติกแตะไม่โดนปาก...



“....”



ผมยืนนิ่งขำในใจกับความโง่ของตัวเองอยู่พักหนึ่ง ไม่ใช่อะไร เขินด้วย พนักงานที่จ้องอยู่ยังยิ้มขำเลย ผมส่ายหัวอีกรอบ ตัดสินใจหมุนตัว จะเดินออกจากร้านแล้วเพราะไม่อยากเปิดแมสตรงนี้ อาย



แต่ว่า...



“เด๋อ”



คำสั้นๆ คำเดียวที่พูดใส่หน้าตอนผมหมุนตัวกลับทำให้ตัวเองเผลอจ้องตาคนพูด ไม่แปลกใจว่าใครเป็นคนพูด แต่แปลกใจว่าทำไมเจอกันอีกแล้ว ยังไม่ทันได้คิดอะไรมากกว่านี้ คนตรงหน้าก็ยกมือขึ้นมาดึงแมสสีดำของผมออกโดยไม่ขออนุญาต



“เอ้า ดูดได้แล้ว”



“....”

 



“ไอพิ๊มมมมม เชี้ย แม่---------  โคตรหล่อ”



“อยากงับสันจมูก ------------ ”



“คนไหนดี”



“ทั้งสอง!”




 

...อื้อ ไม่ต้องพูดให้ผมได้ยินทุกประโยคก็ได้

 

 



“ผมหล่อกว่า”


 





คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าหันกลับไปมองผู้หญิงกลุ่มนั้น แล้วยิ้มหว่านเสน่ห์ซะจนพวกเธอชะงัก ไม่รู้เพราะเมืองเอกมันหล่อ หรือเพราะตกใจที่คนที่ตัวเองหวีดอยู่ได้ยินกันแน่

 

คำสั้นๆ แต่เล่นเอาผมคิ้วกระตุก ...ขี้เกียจจะทำอะไรก็เลยยกแก้วมัทฉะขึ้นมาดูดนิ่งๆ แล้วมองหน้าไอ้คนที่บอกว่าตัวเองหล่อกว่า อยู่ๆ ในหัวก็เกิดคิดอะไรขึ้นได้ ผมละปากออกจากหลอดสีดำ แล้วหันหน้ามองกลุ่มผู้หญิงกลุ่มนั้นที่ยังไม่เลิกมองมา



“แต่...”



ผมพูดออกมา เรียกความสนใจจากผู้ชายข้างตัวมาได้เหมือนกัน ผู้หญิงกลุ่มนั้นเหมือนเห็นผมมองไปพวกเธอเลยให้ความสนใจ ว่าผมจะพูดอะไรต่อ



“คะ?”



“ผมเป็นเดือนมหา’ลัย”



พูดเรียบๆ พลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง



ไม่รู้คนข้างตัวจะแย่งน้ำในมือผมมาสาดผมไหมรีบชิ่งก่อนดีกว่า




----------------------------50%----------------------------





"พิมปล่อยกูววววว กูจะตามเขาไป แล้วบอกกับเขาว่าแต่งค่ะ!"

----------

#วิศวะเดือนสิบ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
อย่าไปแยกคู่เขาเลย ชะนีน้อย  :z1:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
จ้ะ เดะก้อได้กันเนาะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
เดือนที่ 13
แมสแมส ⚙
 


 

--------------------[100%]--------------------



⚙ เมืองเอก พาร์ท ⚙





“ทำไมทำหน้าบูดขนาดนั้นวะ?”





ผมเงยหน้าจากโทรศัพท์มองตามเสียงที่ดังรบกวนหู ตอนแรกก็งงนะว่ามันพูดถึงใคร แต่พอเห็นหน้าไอ้แรปแล้วถึงได้รู้ว่ามันพูดถึงผมเนี่ยล่ะ





“หมายถึงกูเหรอวะ?”





 “เออดิ”





ถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แต่ความจริงผมค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำหน้าบูดเป็นตูดหมาอย่างที่มันว่า แต่ไอ้แรปมันยังยืนยันว่าอย่างนั้น ผมเลยขมวดคิ้วเถียงมันต่อ





“กูไม่ได้ทำหน้าบูด”





“มึงทำหน้าเหมือนอยากต่อยคน”





ประโยคนี้แรปมันไม่ได้พูด แต่เป็นเบศเพื่อนผมอีกคนที่นั่งก้มหน้าก้มตาจดเนื้อหาที่อาจารย์กำลังบรรยาย ไม่รู้ว่ามันหันมามองผมตอนไหนถึงได้รู้ว่าผมทำหน้าอย่างที่มันว่า





แรปมันเดาะลิ้นดีดนิ้ว แล้วพูดว่า “ถูกต้อง” ใส่ไอ้เบศ เห็นดีเห็นงามกันไปทั้งคู่ ผมถึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วส่ายหัวให้พวกมันทั้งสองตัว





“อยากต่อยพวกมึงเนี่ยแหละ”





“หูยยย น่ากลัววววอ๊าาา”





ดูมัน ดูมันทำ ไอ้แรปมันทำหน้ายียวนกวนต้นตีนอยู่ ห้องบรรยายไล่เป็นสโลปครับ แล้วมันก็นั่งอยู่ข้างล่างผมหนึ่งแถวเล่นเอาผมอยากจะยื่นขายาวๆ ของตัวเองไปสะกิดมันซะเหลือเกิน องศามันได้





“เหี้ยเมืองเอก!” 





อ้าว ขาไวกว่าความคิด ผมยกยิ้ม หัวเราะหึใส่มัน





แต่ก่อนที่ไอ้แรปมันจะโวยวายหนักกว่าเดิม เบศมันเงยหน้าละจากสมุดจดขึ้นมามองผมสองคน





“ถ้าพวกมึงยังไม่หยุดตีกันกูจะเรียก TA มาเก็บพวกมึง”



 

ไอ้แรปกะพริบตามอง ส่วนผมนี่แอบดีใจแล้ว ในที่สุดคุณพ่อก็ดุ ทำให้มันก็หมดโอกาสเอาคืนผมอย่างแน่นอน





“ตั้งใจเรียนหน่อยเหอะเพื่อน หรือถ้าไม่ได้ กูขอ... อยู่เงียบๆ อีก 20 นาทีก็หมดคาบแล้ว ทนๆ เอาหน่อย”





แรปมันยอมหันกลับไปบ่นงุ้งงิ้งๆ กับเพื่อนที่นั่งข้างๆ มัน เป็นอันว่าจบสงคราม ผมที่ไม่คิดจะตั้งใจตามที่ไอ้เบศมันบอกก็เลยคว้าโทรศัพท์ที่วางไว้บนโต๊ะมานั่งเล่นแทน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะ... อืม เข้าเพจ SuperMoon paparazzi เป็นรอบที่ 5 ของวันได้แล้วมั้ง





ก็ว่าจะเข้ามาดูแบบผ่านๆ เฉยๆ ถ้าไม่ติดที่รูปที่โพสล่าสุดเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาไม่มาดึงความสนใจ..





รูปเดือนมหา’ลัย นั่งหันข้างให้กล้องใบหน้าขาวๆ กว่าครึ่งถูกปิดไว้ด้วยแมสสีดำ เพราะรูปนี้มันไม่ใช่รูปแอบถ่าย องค์ประกอบ สี มีเบลอหลังอีก ทุกอย่างๆ มันเลยดูดีไปหมด ผมมองอยู่นานก่อนจะเลื่อนกลับไปอ่านแคปชั่น





‘สายรายงานมาว่าน้องเดือนสิบเป็นหวัด’






ผมเลิกคิ้ว ก็พอจะรู้เหตุผลว่าทำไมมันใส่แมส แต่ก็เริ่มสงสัยแล้วเหมือนกัน ว่าตกลงมันเป็นหวัดจริงๆ หรือเปล่าวะ? เมื่อวานก็ยังเห็นดีๆ อยู่...





“ดูอะไรอยู่เหรอวะ?”





ประโยคคำถามจากคนที่ผมคิดว่ามันจะเรียนเอาโล่ไปฝากพ่อ เออ ไอ้เบศนั่นแหละครับ ผมหันไปหาก็เห็นว่ามันกำลังสนใจโทรศัพท์ผมอยู่ ก็ไม่อะไรตอบกลับไปสั้นๆ





“เช็คเฟซ”





“เพจนี้อีกแล้วเหรอ?”





“เออ”





ตอบแบบปัดๆ ไป คงเป็นเพราะมันเห็นว่าปกติผมไม่เข้ามาดูล่ะมั้งครับ พอวันนี้มาดูถี่ๆ ก็เลยแปลกใจ แต่ก็ดีแล้วที่นอกจากอัพภาพ ข่าวเรื่องที่เดือนสิบมันโดนเมื่อวานก็ไม่มีเลย ซึ่งผมก็ขอให้มันเป็นอย่างนี้ไปได้ตลอด ดีแล้วไม่งั้นมันคงต้องมานั่งเครียดหนักกว่าเดิมอีก



 

พอสบายใจผมเลยเปลี่ยนไปเล่นเกม ROV แทน จบไปเกมหนึ่งก็พอดีล่ะครับ อาจารย์ปล่อย คนในห้องเริ่มทยอยขยับลุกบ้าง เก็บของบ้าง ปลุกเพื่อนที่ไปเฝ้าพระอินทร์ให้กลับมาบ้าง ผมที่ไม่ได้มีของอะไรให้เก็บก็เลยนั่งรอไอ้เบศเก็บอุปกรณ์การเรียนของมัน





“เออ วันนี้มึงจะไปไหนกันเปล่าวะ?”





เบศมันหยุดคิดยังไม่ทันได้ตอบส่วนไอ้แรปมันก็โดดดึ๋งมาเกาะขอบโต๊ะ





“กูนัดเตะบอลกับพวกพี่เฟิร์สไว้ว่ะมาไหม?”





อ้าว วันนี้ไอ้แรปไม่ไปตี้แฮะ ก็อย่างว่าออกท่องเที่ยวทุกวันมันต้องมีพักทำอย่างอื่นบ้าง





“กี่โมง”





“นัดไว้ห้าโมง แต่เดี๋ยวกูจะไปแดกข้าวก่อน”





“กูขอผ่านแล้วกัน”





ไอ้เบศมันตอบ รายนี้แม่งไม่ค่อยชอบออกแรงเยอะตัวมันถึงได้แห้งขนาดนั้น แรปมันพยักหน้าโบกไม้โบกมือให้เป็นเชิงว่าแล้วแต่มึงเลย ก่อนที่มันจะหันมานั่งจ้องหน้าเท้าคางกับโต๊ะมองผม





“แล้วมึงอะเมืองเอก สนป่ะวะ ถ้ามึงมาพี่เฟิร์สจะต้องปลื้มมากแน่ๆ”





“กูไปแล้วเกี่ยวอะไรวะ”





นั่นเป็นสิ่งที่ผมสงสัย ไอ้แรปมันยิ้มแล้วชี้นิ้วมาที่หน้าผม





“วันนี้เตะกับคณะวิทยา แล้วก็ได้ข่าวว่าเดือนคณะวิทยาจะมาเตะด้วย นอกจากนั้นแล้วถ้ามึงไปก็จะมีเดือนวิศวะเพิ่มมาอีกหนึ่ง สาวๆ ข้างสนามจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า พี่เฟิร์สมันจะได้มีโอกาสสอยสาวๆ ข้างสนามมาสักคนไง”





อ๋อ





“งั้นกูไม่ไป”





เป็นอันว่าจบเรื่องบอล ผมผ่าน ไอ้เบศผ่าน ไอ้แรปมันก็ไม่ได้ตื๊อจะให้ไปอะไร





“แล้วมึงไม่ไปหารินเหรอ?”





คนที่เพิ่งเก็บกระเป๋าเสร็จหันมาถาม ผมถึงกับชะงักกับคำถามมัน ยังไม่ทันตอบไอ้แรปมันก็แทรกขึ้นมา





“เออ กูลืมไป มีแฟนให้ไปคอยดูแลนี่หว่า”





“วันนี้กูไม่ไป”





“อ้าว?”





ไอ้แรปเหวอ ก็ไม่แปลกเพราะปกติช่วงนี้ผมเลิกเรียนก็ไปหารินที่คณะอักษรตลอด เห็นผมตอบแบบนี้มันเลยงง ส่วนเบศมันเริ่มเดาได้เลยถามผมต่อ





“ทะเลาะกับรินเหรอวะ?”





“ไม่ได้ทะเลาะ”





ตอบพร้อมๆ กับที่มันลุกผมก็เลยลุกตาม แล้วพากันเดินออกจากห้อง แรปมันก็เดินตามเผือกอยู่ข้างหลัง





“ไม่ได้ทะเลาะอะไรล่ะ กูพูดถึงชื่อรินปุ๊บ...ดูมึงทำหน้า”





“อ๋อ ที่แท้เรื่องหน้าบูดของมึงเนี่ยเพราะทะเลาะกับรินเหรอวะ?”





ฝ่ายสนับสนุนที่แทรกหน้าเข้ามาตรงกลางระหว่างผมกับไอ้เบศว่า ผมเลยลองมาคิดๆ ดู ว่าสรุปแล้วตัวเองทำหน้าอย่างที่ไอ้แรปบอกจริงๆ เหรอวะ? ขนาดนั้นเลย? ส่วนเรื่องไอ้ทะเลาะไม่ทะเลาะอะนะ...   





“กูอะไม่ได้ทะเลาะ รินต่างหากที่งอนกู ไอ้ขอโทษอะขอโทษไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่หายกูก็ไม่ง้อแล้ว เหนื่อย”





ก็อย่างที่ผมว่าอะครับ เรื่องมันเกิดจากเมื่อวาน จำได้ไหมที่ผมทักไปขอโทษเรื่องที่ไม่ได้ไปดูรินซ้อมแล้ว หลังจากนั้นก็มีเรื่องเดือนสิบ ผมแม่งก็ยุ่งๆ เรื่องของมันไง ก็เลยไม่ได้ดูโทรศัพท์ พอจบเรื่องเดือนสิบ... ก็ยอมรับว่าลืมรินไปเลย เข้าห้องได้ก็ไปนั่งเปิดคอมฯเล่นเกม รู้ตัวอีกทีก็นั่นแหละครับ โดนโกรธ โดนงอน ว่าไม่สนใจ ว่าไม่ตอบไลน์ ไม่ตอบไอจี ผมก็ทักไปขอโทษแล้ว ไร้การตอบรับใดๆ ก็เลยรู้ว่ายังงอนอยู่





“เอาน่าเมืองเอก ผู้หญิงก็อย่างนี้แหละ มึงต้องหัดง้อเยอะๆ เอาใจเยอะๆ”





“เออ แต่ถึงมึงไปหาก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้วป่ะ ก็รินมีซ้อมลีดฯคณะเลิกดึกตลอดนี่”





....ผมเหล่สายตามองไอ้เพื่อนสองคน คนหนึ่งบอกง้อ คนหนึ่งบอกไปหาก็ไม่ได้อะไร ขอบคุณความขัดแย้งที่ลงตัวแล้วพอดีนี้





“มึงพูดเกินไปปะวะแรป อย่างน้อยไปหาก็ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันนะเว่ย ก่อนซ้อมหลีดก็ได้ไปกินข้าว”





“แต่ที่กูพูดมันก็จริงนะ มึงจะให้ไอ้เมืองเอกเอาแต่ไปเฝ้าเมียเหรอวะ ผู้ชายมันก็ต้องมีอิสระกันบ้าง”





ยังไม่ได้เป็นเมียครับเพื่อน มึงอย่าเปลี่ยนสถานะได้ไหมวะ





“กูก็ไม่ได้บอกให้มันไปเฝ้าตลอดเวลานี่ แค่บอกว่าให้ไปหาบ้าง”





“เมืองเอกมันก็ไปหาตลอด แค่วันนี้เปล่าวะที่มันไม่ได้ไป”





“แค่วันนี้แต่มันอยู่ในช่วงที่ผู้หญิงงอนไง ถ้าไม่รีบง้อเดี๋ยวก็เป็นเรื่องใหญ่”





“กูว่ามึงยอมผู้หญิงมากไปแล้วนะเบศ”





“อ้าว แล้วทำไมพูดเหมือนเป็นเรื่องของแฟนกู...”





“กูหมายถึงนิสัยของมึงต่างหาก”





“พวกมึงใจเย็นนะ”





ผมว่าชักไปกันใหญ่ ก่อนที่มันจะเถียงกันเรื่องของผม แล้วลากพากันไปเถียงเรื่องอื่นยาวไปมากกว่านี้ ผมเลยต้องแทรกกลางห้ามทัพ





ก็ไม่ได้ห้ามยากเท่าไหร่หรอกครับ ผมรู้ว่ามันก็เถียงกันไปงั้น ไม่ได้จริงจังขนาดจะเอาไปทะเลาะกันหรอก พอเดินลงมาจากตึกได้ไอ้แรปก็ขอแยกย้ายไปหาข้าวกินก่อนจะไปเตะบอลกับพวกพี่เฟิร์ส ถึงในใจผมจะคิดว่ากินอิ่มๆ แล้วไปเตะไม่จุกเหรอวะ? แต่ก็ปล่อยมันครับ เชื่อว่าไอ้แรปมันมีความสามารถพอ กลับมาที่พวกผมสองคนที่ยืนโง่ๆ นิ่งๆ อยู่หน้าตึก ไอ้เบศมันหันมามองผม





“แล้วตกลงมึงยังไง?”





อันนี้ผมถามมัน เพราะตัวเองก็ยังยืนยันความคิดเดิม วันนี้ผมไม่ไปหาริน เพราะงั้นว่าง...





เบศมันทำท่าครุ่นคิดอยู่แป๊บหนึ่งเเล้วตอบมา





“กู...  ไปตัดผมดีกว่า”





..........





จบประโยคนั้นไอ้เบศมันก็ย้ายร่างตัวเองขึ้นมานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้ผมแทนรินเรียบร้อย มันบ่นว่าผมเริ่มยาวแล้ว ผมก็เลยอาสาพามันไปตัดผมที่ห้างแถวนี้แหละครับ เห็นมันบอกว่ามีร้านประจำมันมาตัดบ่อย แต่พอไปถึง... โอ้โห คนอย่างเยอะ ร้านมันคงดีจริง ไม่งั้นคนไม่นั่งรอกันเยอะขนาดนี้หรอก





“เมืองเอก กูว่าอีกนานว่ะ มึงไปหาข้าวกินก่อนป่ะ”





จริงๆ ก็เห็นด้วยกับมันนะ





“แล้วคิวมึงเอาไง”





จองคิวไว้แล้วด้วย เกิดตอนนั่งกินๆ อยู่ถึงคิว เรียกไม่มาก็จบ





“รีบกินรีบมาไง แต่กูก็ว่าอีกนานอยู่ดีอะ เหลือเฟือ”





ถ้ามันว่างั้นก็ตามนั้นแหละครับ ผมกับไอ้เบศเลยย้ายจากร้านตัดผม เดินเข้ามาในร้านอาหารญี่ปุ่นแทน ก็... ไม่รู้จะกินอะไร ร้านอาหารญี่ปุ่นมันเยอะ หาง่ายดี ก็เลยเข้ามา...





“นั่งไหน?”





“กูชอบนั่งริมกระจกว่ะ”





“ตามใจมึง”





ผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว เพราะงั้นเลยเดินตามไอ้เบศไปนั่งโต๊ะริมกระจกพอสั่งเสร็จอะไรเสร็จระหว่างที่รออาหารมาไอ้เบศมันก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น ส่วนผมก็จะทำงั้นนะแต่บังเอิญ... บังเอิญมากที่พอมองผ่านกระจกออกไปดูวิวนอกร้านแล้วเห็น...





ร้านขายชาไข่มุก คนเยอะเหี้ยๆ ถึงแม้แก้วหนึ่งจะราคาไม่ต่ำกว่าร้อย แต่คนก็ยังเยอะ.. ผมโคตรโชคดีที่ไม่ได้ตกเป็นทาสของไอ้เครื่องดื่มนี่... 





อ... เดี๋ยวนั่นมัน





“เบศ...” 





“หือ?”





“เดี๋ยวกูมา”





พอบอกเสร็จผมก็ลุกเดินออกจากร้านมา ตามองไปยังร้านชาไข่มุกร้านเดิมกับที่มองเห็นจากในร้าน แล้วผมก็เห็นคนตัวสูงคนหนึ่งยืนรอออร์เดอร์อยู่แถวๆ เคาน์เตอร์ แมสสีดำยังปิดบังใบหน้า แต่ท่าทาง รูปร่างและดวงตาคู่นั้น ทำให้ผมแน่ใจว่าเป็นคนที่ผมคิดแน่ๆ





ผมไม่ได้เดินไปหาคนๆ นั้นในทันที ถึงได้เห็นอะไรตลกๆ แก้วชาเขียวในมือถูกยกขึ้น เจ้าของมันคงตั้งใจจะดูดน้ำ แต่คงลืมไปว่าตัวเองใส่แมสอยู่ แทนที่จะดูดได้มันเลยติดแมสแทนไง พอเจ้าตัวเหมือนรู้ตัวก็มีสะดุ้งนิดๆ เอียงคอมองแก้วน้ำในมือแล้วส่ายหน้ากับตัวเอง





ผมถึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างหลัง เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าของแผ่นหลังนั่นหมุนตัวกลับมาพอดี





“เด๋อ”





ดวงตาคู่นั้นที่มองผมกลับทำให้ผมมั่นใจว่าทักไม่ผิดคนแน่นอนอยู่แล้ว ผมยิ้ม ยกมือขึ้นไปจับสายคล้องแมสที่เกี่ยวอยู่ที่หูแล้วค่อยๆ ปลดมันออก





ให้ผมได้เห็นหน้าของคนตรงหน้าชัดๆ หน่อย





เดือนสิบ





ไม่ผิดคน ที่ข้างแก้มยังมีรอยช้ำให้ขัดใจอยู่บ้าง แต่เรื่องหวัดคงไม่ต้องเป็นห่วง สั่งชาเขียวน้ำแข็งเต็มแก้วขนาดนี้มันคงไม่ได้เป็นจริงๆ





ผมที่ยังไม่เก็บรอยยิ้มและยังคงจ้องตากับคนตรงหน้า





“เอ้า ดูดได้แล้ว”





..........





“เดี๋ยวเดือนสิบ”





ผมคว้าแขนคนที่ทำท่าจะเดินหนีออกไปไว้ก่อน ไอ้คนที่ทิ้งคำพูดแทงใจดำให้ผมเจ็บจี๊ดหันกลับมาเอียงคอมอง เออ... เมื่อกี้พูดไว้ได้เจ็บดี เดี๋ยวนี้หัดพูดต่อปากต่อคำ





แต่... ความจริงก็คือความจริง ทั้งความจริงที่ว่ามันเป็นเดือนมหา’ลัย และความจริงที่ว่าผมหล่อกว่า เหอะ





“มีอะไร?”





เอออ เพราะผมไม่ยอมพูดสักทีมันถึงได้เป็นฝ่ายถามก่อน ผมยักคิ้วข้างซ้ายส่งไปให้





“ไปกินข้าวกัน”





“...”





มันยังไม่ทันได้ตอบ ผมลดมือจากที่จับต้นแขนมันไว้เลื่อนลงไปจับที่ข้อมือแล้วลากพาเดินไป เดือนสิบไม่ได้ฝืน แล้วมันก็ไม่ได้พูดอะไรด้วย แป๊บเดียวก็เดินเข้าร้านที่มีพนักงานยิ้มแฉ่งต้อนรับอย่างดี ไอ้เบศที่เห็นผมเดินเข้ามาในร้าน ทำหน้าเหวอ ไม่ใช่เพราะอะไร ก็คงเป็นเพราะไอ้คนที่ผมลากติดมาด้วย





“เมืองเอก” เบศมันเรียกผม สลับกับมองไปที่เดือนสิบ





ผมเดินเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามไอ้เบศ แล้วบอกคนที่ยืนอยู่ให้นั่งลงข้างๆ





“นั่ง”





เดือนสิบยอมนั่งลงข้างๆ ผมแต่โดยดี เพราะเมื่อสองสามวันมานี้ผ่านอะไรด้วยกันมามากมายหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าเดือนสิบมันเชื่องกับผมขึ้นมาก





พอนั่งกันเรียบร้อยผมถึงได้เริ่มแนะนำ





“เดือนสิบนี่เพื่อนกูชื่อเบศ เออ วันนั้นมึงก็เจอมันแล้ว จำได้เปล่าวะ?”





เดือนสิบมันพยักหน้ารับนิ่งๆ





“หวัดดีเดือนสิบ”





คนที่นั่งตรงข้ามคนเดียวยิ้มแหยๆ แล้วทักทาย เบศมันดูเกร็งๆ แต่ก็คงใช่แหละ คนมันเคยมีประเด็น แม้เรื่องมันจะผ่านมาเกือบเดือนแล้ว





เดือนสิบละสายตาออกจากเบศ หันหน้ากลับมามองผม ก็เล่นจ้องตากันสักพักหนึ่งกว่าผมจะรู้ตัว ผมส่งแมสที่ยังถือไว้อยู่ในมืออีกข้างคืนให้มัน เดือนสิบรับไว้ ตอนแรกก็ทำท่าเหมือนจะใส่ แต่ผมห้ามไว้ก่อน





“ไม่ต้องใส่แล้วก็ได้ เบศเพื่อนกูเอง มันไม่อะไรหรอก”





ผมรู้ว่าเดือนสิบมันใส่ไว้ปิดรอย ไม่ได้เป็นหวัด และมันก็คงไม่อยากให้ใครที่เห็นรอยบนหน้ามันแล้วเอาไปพูด ผมเลยพูดให้เดือนสิบสบายใจ อีกอย่างคือไอ้เบศไม่ใช่คนปากโป้งอยู่แล้ว (ถ้าไอ้แรปก็ว่าไปอย่าง...)





“สั่งอะไรไหม?”





ผมถามคนที่นั่งข้างๆ เดือนสิบส่ายหัวลูกเดียว ผมเลยมองหน้าต่อ อยากให้มันพูดอะไรอีกสักหน่อย แบบที่ไม่ต้องใช้แต่ภาษากายน่ะ

คนถูกมองรู้ตัว





“พอดีกินมาแล้ว”





เป็นอันว่าสำเร็จ





“เอ้า แล้วก็ไม่บอก”





ดันปล่อยให้ผมลากมา





คราวนี้เบศกลายเป็นฝ่ายนั่งเงียบมองพวกผมสองคนด้วยแววตาประหลาดโคตรๆ เหมือนว่ามันจะสงสัย





ถึงไอ้เบศจะพอรู้เรื่องของผมกับเดือนสิบมาบ้างว่าผมไม่อะไรกับเดือนสิบแล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้อะไรละเอียดๆ ไปซะทุกเรื่องหรอกครับ อย่างเรื่องที่เดือนสิบเจอ ผมก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง...





เพราะงั้นก็ไม่แปลกที่จะสงสัยขนาดนี้





“ไปพาเดือนสิบมาจากไหนเนี่ย”





“เห็นยืนซื้อน้ำอยู่ที่ร้านชาไข่มุกตรงนั้น” ผมชี้ไปร้านชาไข่มุกที่นอกกระจกให้ไอ้เบศดู มันมองตามแล้วเกาหัว





“ขอโทษเดือนสิบด้วยนะ ไอ้เมืองเอกมันทำให้ลำบากหลายเรื่องเลยสิ”





เดือนสิบส่ายหน้า ถ้ามองไม่ผิดเหมือนมันจะยิ้มน้อยๆ ด้วย





เอ๊ะ เดี๋ยว...





“มึงรู้ได้ไงว่ากูทำมันลำบาก”





“แค่เห็นมึงไปลากเดือนสิบเข้ามากูก็รู้แล้ว ไอ้ฟาย”





มันลำบากเหรอ... เออ ก็คงใช่ ลืมถามเลยว่ามันมากับใคร มาทำไม มีธุระอะไรเปล่า





“แล้ว...มึงมาเที่ยวเหรอ? หรือมีธุระอะไรรึเปล่า? มึงมากับใคร?” 





ผมยิงคำถามเป็นชุด เดือนสิบเลือกที่จะตอบแค่คำถามสุดท้ายที่ได้ยิน ไม่รู้ว่าตั้งใจ หรือลืมกันแน่ว่าผมถามอะไรไปแล้วบ้าง





“มากับเพื่อนแต่กลับไปแล้ว”





อ๋อ





“งั้นมึงมีธุระต่ออีกไหม?”





คนถูกถามพยักหน้าน้อยๆ ทำเอาผมรีบคิด...





“มึงรีบไหม?”





เดือนสิบมันกำลังคิด ผมที่เริ่มตัดสินใจบางอย่างได้เลยชิงพูดก่อน โดยไม่รอคำตอบมัน





“เอางี้ ถ้ามึงเสร็จแล้วโทรเข้าไลน์กูแล้วกัน เดี๋ยวกลับด้วยกัน”





“......”





“โอเคเนอะ”





ผมตกลงเออออเสร็จสับ พร้อมๆ กับที่อาหารที่สั่งไว้ทั้งของผมกับเบศมาเสิร์ฟพอดี... ผมหยิบตะเกียบข้างๆ ขึ้นเตรียมจะกินข้าว





“เดือนสิบ”





“?”





“ระวังมันหน่อยนะ ไอ้นี่มันร้าย”





เพื่อนขี้เสี้ยมตรงข้ามพูดกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ผม





ผมตวัดสายตามองไอ้เบศที่ทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วลงมือกินข้าว (ก็บอกแล้วว่าไอ้เบศไม่ใช่คนปากโป้ง ถ้าเป็นไอ้แรปมันคงเล่าน้ำไหลไฟดับเเล้ว ว่าผมเลวยังไง...)





ผมทำเสียงเข้มขู่มัน





“ไอ้เบศ” 





ผิดจากที่คิด... แทนที่เดือนสิบมันจะกลัวตามคำเสี้ยมไอ้เบศ แต่ไม่ครับ ผมยังได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ดังจากคนข้างๆ พอหันกลับไปมองก็เห็นมันกำลังยิ้ม.. ยิ้มน้อยๆ แต่สดใสโคตรๆ





ก่อนที่จะตอบรับคำไอ้เบศในลำคอเบาๆ





“อื้ม”





เล่นเอาเพื่อนผมมันยิ้มตาม





 

 

ก็เอาเป็นว่า... เดือนสิบมันได้นั่งรถผมกลับคอนโดติดกันเป็นวันที่สาม





 ----------------------------TBC-------------------------




ดี๋ยวคิดถึง มาไหวก็มาค่ะ เย่
คอมเมนต์ของทุกคนๆ เป็นกำลังใจสำคัญให้เรามากๆ ขอบคุณมากนะคะ อ่านทีไรยิ้มตามทุกที หุหุ ////
(อาจจะเป็นเพราะเนื้อเรื่องช่วงนี้เริ่มเบาๆ แล้ว ใช่ค่ะ ---- เริ่มเเล้ววววว ---- ////)

ขอบคุณคนที่ติดตามด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ <3 




 #วิศวะเดือนสิบ on Twitter <3


ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
แหมหวานกันเบาๆซึนๆกันไปเนอะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
พอเป็นเดือนสิบเนี่ย ทั้งหู ทั้งตานี่ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเนอะ เมืองเอก  :hao3:

ออฟไลน์ PsychePie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
เดือนสิบ(นิ้ว)นี่มันร้ายแบบนิ่งๆ นะ
น่ารัก

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
มาให้หายคิดถึง....นิ้ดดด นึง  :z3:
เมืองเอก ถึงหู.....ถึงหน้าเลยนะ  :impress2:
ริน จงงอน จนลืมเมืองเอกไปเลย   :m20: :laugh:
        :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
เดือนที่ 14
 คุยกันหน่อย ⚙
 





ร้านตัดผมชื่อดังในห้างใหญ่ใจกลางเมือง ภายในร้านก็กว้างกว่าร้านตัดผมทั่วๆ ไปอยู่เยอะเหมือนกัน เก้าอี้ตัดผมตั้งเรียงกันเกือบสิบตัว แต่ทุกตัวก็มีลูกค้านั่งใช้บริการกันหมด ไหนจะลูกค้าคนอื่นๆ ที่นั่งรอคิวบนโซฟาบุกำมะหยี่สีแดง บางคนก็อ่านนิตยสารแฟชั่นที่มีวางให้หยิบอ่านในร้านบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะนั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์กันมากกว่า ก็ไม่แปลกหรอกครับ ใครๆ ก็เล่นกัน



พอมองไปอีกทางก็เห็นพวกช่างตัดผมทำงานกันแบบ... เอ่อ... คำไทยๆ โบราณๆ หน่อยเขาเรียกว่าอะไรนะ...




 อ.. ใช่ มือเป็นระวิง




แล้วที่ผมมานั่งบรรยายภาพในร้านตัดผมนี่ก็ไม่ใช่อะไรหรอกนะครับ รอไอ้เบศ ที่มันนั่งประจำที่เก้าอี้ตัดผมอยู่ตรงหน้าผมเนี่ยแหละ




อีกคนที่แยกออกไปทำธุระของมันก็ยังไม่ได้มีการติดต่ออะไรมาอย่างที่รับปากเอาไว้ แต่ผมไม่คิดว่าเดือนสิบมันจะหนีกลับไปก่อนโดยที่ไม่ได้บอกอะไร สองสามวันมานี้คลุกคลีอยู่กับมันมาพอสมควร ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามันเป็นคนรักษาสัญญา ที่ยังไม่ติดต่อมาคงยังไม่เสร็จธุระ




เพราะว่างก็เลยหาอะไรทำไปเรื่อย ว่าจะเปิดเกมโทรศัพท์เล่นแก้เซ็ง ตอนแรกมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่ล่ะครับ แต่ว่า...




“อ้าว เจ้ยีนส์สวัสดีค่ะ ไหนว่าวันนี้เจ้บอกว่าจะไม่เข้ามาดูร้าน?”




ช่างตัดผมคนหนึ่งร้องทักขึ้นมาเรียกความสนใจให้ผมต้องละสายตาออกไปมองด้วยนิสัยขี้สงสัยของตัวเองเป็นทุนเดิม




“ตอนแรกฉันก็ว่าจะไม่เข้ามาหรอกย่ะ แต่พอดีแวะมาทานข้าวแถวนี้เลยเข้ามาดูสักหน่อย”




คนที่ถูกทักตอบเดินเข้ามาในร้าน เอ่อ... เป็นคนที่แต่งตัวสวย ผิวสีน้ำผึ้ง ตัวสูง แต่งหน้าจัด แล้วก็ไม่ต้องสงสัย เมื่อฟังจากเสียงเจ้ยีนส์คนที่ว่าเป็นสาวสองแน่นอน




พอผมเลิกสนใจแล้วหันกลับมามองตรงหน้า ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่เห็นเงาไอ้เบศที่สะท้อนอยู่บนกระจกทำตาโตเหมือนตกใจอะไรอยู่แว๊บหนึ่งก่อนจะกลับเป็นปกติ ไม่รู้เป็นของมัน




ได้ยินเสียงเจ้คนเดิมคุยอะไรกับช่างตัดผมอยู่สักพัก ก่อนจะ...




“อุ๊ยตาย!!”




เสียงเจ้แกอุทานใกล้มากจนผมตกใจแต่ยังเก็บมาดอยู่ พอเงยหน้ามองถึงได้รู้ว่าเจ้คนนั้นเดินอยู่ตรงหน้าผม ดวงตาที่ผมเดาว่าน่าจะติดขนตาปลอมกะพริบมองผมนิ่งๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะถือวิสาสะทิ้งตัวลงมานั่ง ไม่เรียกว่าข้างๆ อะครับ เรียกว่านั่งเบียดผมเลยทีเดียว




“พ่อรูปหล่อมารอตัดผมเหรอคะ?” เจ้แกยิ้มให้ผมแบบตาแทบปิด พลางขยับเข้ามาเบียดผมอีกนิดหน่อย ก็เอาสิครับ ผมไม่ขยับหนีด้วย จะเบียดก็เบียดมาเลย




“เปล่าครับ พอดีมารอเพื่อนตัดผม”




พอเริ่มตั้งสติได้ ผมก็ยิ้มตอบคำถามของเจ้ยีนส์ เจ้แกดูค่อนข้างพอใจกับรอยยิ้มของผม เอาจริงๆ คือต้องบอกว่าพอใจมาก เพราะอยู่ๆ รู้ตัวอีกทีมือก็เลื่อนขึ้นมาวางอยู่บนขาผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้




“โอ้ยยย เจ้ชอบคนยิ้มเก่ง”




“ผมก็เหมือนกัน”




สงสัยปฏิกิริยาตอบกลับผมดีเกินไปจนเจ้แกยิ้มไม่หุบ ผมลืมตัว มัวแต่เล่นมากลืมคิดทางหนีทีไล่ เผื่อถูกใจเจ้ยีนส์เข้าจริงๆ ผมจะออกยังไงวะเนี่ย?




ระหว่างที่กำลังใช้ความคิดสาว(?)ที่นั่งลูบขาผมอยู่ก็เหมือนจะรุกต่อ แต่ติดที่ไอ้เบศเพื่อนรักหลุดออกจากพันธนาการได้พอดี มันยืนขึ้นแล้วหันมาทางผม




“เจ้ยีนส์สวัสดีครับ”




“อ้าว! น้องเบศ”




เอ่อ... รู้จักกันเหรอ?




ผมส่งสายตาถามไอ้เบศ ขอให้มันเข้าใจว่าผมต้องการอะไร มันก็มองตอบนะแต่ไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยผมคาดเดาเอาเอง ไอ้เรื่องรู้จักไม่รู้มันเดาไม่ยากหรอกครับ แต่แค่สงสัยว่าสถานการณ์อะไรวะ ทำให้ไอ้เบศมันดูจริงจังซีเรียสขนาดนี้




“โทษทีจ้ะ พอดีเจ้ไม่ทันสังเกตเห็นเราเลย”




“ไม่เป็นไรหรอกครับ”




เบศมันยิ้มตอบ




“เอ้อ เจ้ นี่เพื่อนผม ชื่อเมืองเอก เมืองเอก นี่เจ้ยีนส์เป็นช่างตัดผม แล้วก็เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนร้านนี้ด้วย” 




ผมยกมือไหว้หลังจากทำความรู้จักเรียบร้อย เจ้ยีนส์มองผมสลับกับเบศอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อย ก่อนที่ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจะปรากฏรอยยิ้ม




 “น้องเบศไม่เคยบอกเจ้เลยว่ามีเพื่อนหน้าตาดีขนาดนี้!”




“อ้อ ครับ เมืองเอกมันเป็นเดือนคณะผมเอง เพิ่งเจอกันตอนรับน้องเนี่ยแหละ”




เบศมันยิ้มแหยๆ เกาหัวพลางอธิบาย ผมที่ไม่รู้จะพูดอะไรดีเลยได้แต่พยักหน้ารับ เออ ก็ตามนั้น ตามที่ไอ้เบศมันพูดนั่นแหละครับ




“เข้าใจเลือกคบเพื่อนนะเนี่ย เบศ”




เจ้หันหน้ากลับมามองผม ยกมือขึ้นแตะไหล่ของผมได้อย่างเป็นธรรมชาติ... หรือพูดง่ายๆ คือเนียนมาก




ส่วนผมหลังจากจ้องตากับเจ้ได้สักพักก็หันไปมองเพื่อนตัวเองที่ยืนอยู่ แล้วยักคิ้วข้างเดียวใส่มันไปสองที




“ต้องบอกว่าผมเลือกคบมันเป็นเพื่อน ไม่ใช่มันเลือกคบผมมากกว่านะครับ”




“อุ๊ยตาย! ร้ายนะเรา คิกๆ”




แล้วเราก็หัวเราะไปพร้อมๆ กัน เบศนิ่วหน้า มันปล่อยผมให้อยู่กับเจ้ยีนส์ส่วนตัวเองเดินออกไปจ่ายเงินค่าตัดผมที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ เจ้ยีนส์แกก็ชวนผมคุยนู่นนี่ รวมทั้งเรื่องตัดผม บอกว่าจะให้ผมตัดฟรีถ้ายอมให้เขาถ่ายรูปผมลงโปรโมทในไอจีร้าน แต่ผมปฏิเสธไปเพราะยังไม่มีแพลนจะหั่นผมทรงนี้ ยังหล่อดูดีขนาดนี้ ยังไม่ตัดหรอกครับ เพราะงั้นเลยได้แค่แลกไลน์กันไป บอกว่าถ้าคิดจะตัดผมให้ติดต่อมา




“เบศ เพื่อนเธอทำไมอ้อยเก่ง”




“ไม่ใช่อ้อยอย่างเดียว อย่างอื่นมันก็เก่งด้วยเจ้”




“อุ้ย อะไรเก่งคะ?”




“ปากเก่ง”




ส่งสายตาอาฆาตให้ไอ้เบศเหมือนมันจะเอาคืนเมื่อกี้  ถ้าไม่ติดว่าผู้ใหญ่อยู่ด้วยผมคงไล่เตะมันไปนานแล้ว ก่อนที่ทั้งเบศทั้งผมจะได้จ้อกับเจ้มากไปกว่านี้ โทรศัพท์ที่ผมถืออยู่ในมือก็สั่นเตือนขึ้นมา พอก้มลงไปดูก็เผลอยิ้มออกมาแบบอัตโนมัติ เป็นข้อความไลน์จากคนที่ผมนั่งรออยู่




“เจ้สักครู่นะครับ”




ผมผงกหัวบอกเจ้ที่นั่งอยู่ข้างๆ จากนั้นก็ลุกเดินออกมานอกร้าน พลางกดโทรออกหาคนที่เพิ่งไลน์มาไปด้วย เสียงรอสายจากไลน์ดังอยู่แค่แป๊บเดียวปลายสายก็กดรับ




“เสร็จแล้วเหรอ?”




[“อืม”]




คนปลายสายตอบสั้นๆ ตามที่ผมคิด
 



“ทางกูก็เสร็จแล้วเหมือนกัน”




ผมก็ตอบกลับไปเรียบๆ  ก่อนจะมองเข้าไปในร้านตัดผมเห็นไอ้เบศมันคุยกับเจ้ด้วยใบหน้าเจื่อนๆ ไม่รู้หรอกว่าคุยเรื่องอะไร แต่พอจะเดาได้จากสีหน้ามันว่าคงไม่ค่อยอยากจะคุยด้วยเท่าไหร่




[“แล้วเมืองเอกอยู่ที่ไหน?”]




เสียงปลายสายดังขึ้นอีกรอบเรียกให้ผมต้องกลับมาสนใจ ผมหันหลังเดินห่างออกมาจากร้านตัดผม เดินไปเท้าแขนพิงราวกั้นตรงส่วนตรงกลางของห้าง ตอบคำถามพร้อมถามกลับไป ตาก็มองช็อป มองคนเดิน นู่นนี่ไปด้วย เป็นความเคยชินเวลาคุยโทรศัพท์




“อยู่ร้านตัดผมชั้น 4 มึงจะมาหาเหรอ?”




สิ้นคำถามปลายสายก็ตอบมาแทบในทันที




[“อืม เดี๋ยวไปหา”]




ผมกระตุกยิ้มมาก็ดีจะได้เจอกันง่ายๆ.... อ... แต่เดี๋ยว...




“เดี๋ยวๆ เดือนสิบ มึงไม่ต้องมาหา เดี๋ยวกูไปหาเองดีกว่า มึงอยู่ตรงไหนแล้ว?”




ผมรีบถามมัน แล้วก็ไม่ปล่อยให้มันได้เถียงกลับด้วยครับ ถึงเอาจริงๆ เดือนสิบมันไม่คิดจะเถียงผมอยู่แล้วก็เถอะ ปลายสายตอบกลับมาเรียบๆ ว่า “เอางั้นเหรอ?” แค่นั้นแล้วก็ยอมบอกมาดีๆ ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน



พอตกลงกันเสร็จว่าผมเป็นฝ่ายไปหา ผมก็กดวางโทรศัพท์หมุนตัวกลับ เดินเข้าไปในร้านตัดผมอีกรอบ




เบศมันยังคุยกับเจ้อยู่ด้วยสีหน้าเหมือนเดิม พอมันเห็นผมเดินเข้ามา สายตาที่เพื่อนมองมาเหมือนมันพยายามจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือให้ผม เออ ได้ดิเพื่อน




ผมพยักหน้ารับไอ้เบศ ปั้นหน้ายิ้มการค้าหันไปคุยกับเจ้แก




“เจ้ครับ พอดีพวกผมนัดเพื่อนอีกคนเอาไว้น่ะครับ คงต้องขอตัวก่อนนะครับ”




ว่าพลางไม่ลืมยกมือไหว้ให้รู้ไปเลยว่าผมกับไอ้เบศจะไปแล้วจริงๆ เจ้ยีนส์แกเหมือนอยากจะรั้งไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ปล่อยพวกผมออกมาจากร้านตัดผมได้สำเร็จโดยไม่ลืมย้ำกับผมอีกครั้งว่าถ้าอยากตัดผมอย่าลืมมาร้านล่ะ




พอเดินออกนอกร้านมาสักระยะไอ้เบศมันก็ถอยหายใจ ก่อนบ่นงืมงำๆ ของมัน 




“รอดแล้วว่ะ”




ผมยักคิ้วใส่มัน ที่ไม่ให้เดือนสิบมันมาหาไม่ใช่อะไรหรอกครับ เกิดเจ้แกเห็นมันเข้าเดี๋ยวได้คุยกันยาวอีกนั่นแหละ




“ร้านมึงมาตัดเอง ถ้าไม่อยากเจอจะตัดทำไมวะ?”




ผมถามเพื่อนที่เดินอยู่ข้างตัว ไอ้เบศมันมองหน้าผม



 
“ปกติเจ้ยีนส์แกไม่เข้าร้านวันธรรมดากูก็เลยมา”



ผมร้องอ้อ ระหว่างที่ผมกำลังเดินนำมันมานิดหน่อย พาเดินไปทางบันไดเลื่อน จะลงไปชั้นล่าง ชั้นที่เดือนสิบมันรออยู่ ผมก็ถามไอ้เบศเรื่องที่ผมสงสัยมาตั้งแต่เมื่อกี้




“มึงไปรู้จักเจ้แกได้ไงวะ? แล้วเจ้แกแย่ขนาดนั้นเหรอ? ทำไมมึงทำหน้างั้น??”




เบศมันเร่งฝีเท้าก้าวขาเหยียบบนบันไดเลื่อนลงก่อนผมหนึ่งขั้นแล้วเงยหน้าหันกลับมามองผมที่อยู่ขั้นสูงกว่ามัน ทำหน้าเจื่อนแบบที่มันทำเวลาคุยกับเจ้




“คนรู้จักแม่กูเอง แม่กูชอบพามาตัดร้านนี้ ส่วนเรื่องแย่ไม่แย่... ก็เปล่าอะ เจ้แกไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอกมั้งกูว่า...”




ผมเค้นเสียงในลำคอหัวเราะหึ




“ดูมึงทำหน้า”



 
“ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรกูก็แค่ไม่ถนัด...”




ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เหมือนมันยังพูดไม่จบเลยรอฟัง




“ก็แบบ.... แบบเวลาเจอเจ้แกชอบคุยยาว แล้วก็... แบบ... สกินชิพ”




ผมร้องอ้อออกมา 




“มึงก็โดนไม่ใช่เหรอ?”




“เออ”




พอได้ยินคำตอบผม มันถึงกับตาโต หันมามองหน้าแบบอึ้งๆ




“มึงจะไม่อะไรหน่อยเหรอวะ! นั่นมัน.. ลวนลาม Sexual harassment เลยนะเว้ย!”




“ก็... กูคิดว่ากูไม่นะ”




“ไม่สักนิด? ไม่แม้แต่รู้สึกสยิวกิ้ว?”




สยิวกิ้ว??? ดูมันใช้คำ




แต่ผมก็ยังตอบคำเดิม




“ไม่เลย”




มีแต่ความคิดว่าจะทำยังไงถ้าโดนตื๊อขึ้นมาจริงๆ




“โอ้ย ไอ้ตายด้าน”




มันหันมาโวยวายเพราะไม่ได้คำตอบอื่นจากผมนอกจากคำว่า ไม่ ท้ายที่สุดไอ้เบศเลยยอมแพ้ไป แล้วเปลี่ยนคำถามแทน 




“มึงโดนบ่อยสิ? ชินแล้ว??”




ผมพยักหน้าใส่มันไปที




“ก็คงงั้น”




พอเห็นท่าทางผมมันทำหน้าหมั่นไส้ใส่ก่อนจะหันไปตั้งหน้าตั้งตาเดินแทน




ไอ้เรื่องตัวผมเองโดนอะ ผมไม่อะไรอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ชอบใจถ้าเห็นคนอื่นโดนนะครับ




ผมที่เดินตามคิดอะไรไปเรื่อยจนกระทั่งสะดุดกับความคิดหนึ่งของตัวเอง




“เบศ”




“ว่ามาดิ” 




“ลูบหัวถือเป็น Sexual harassment ไหม?”




“เป็น”




ผมมุ่นคิ้ว ร้อง ‘เหี้ยไรวะเนี่ย’ ในใจให้กับคำตอบของมัน  แล้วมาเปลี่ยนมาพูดเรื่องของอีกคนที่นัดไว้แทน




“กูนัดกับเดือนสิบ”




“อืม กูรู้”   




“มึงติดรถกูไปก็ได้นะเบศ เดี๋ยวก็ไปจอดส่งที่BTS มึงจะได้ไม่ต้องเดิน”




“โอเคมึง”




หลังจากตกลงกันเสร็จ เราสองคนเดินลงบันไดเลื่อนอีกชั้นมาหาเดือนสิบที่หน้าร้านที่นัดกับมันไว้น่ะครับ นี่ก็ใกล้ถึงที่นัดแล้ว เออแทบไม่ต้องมองหามันเลย แม่งสูงแล้วก็เด่นมากๆ แม้จะมองจากระยะไกลๆ ไม่มีทางทักผิดคน




คนที่ใส่แมสก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือมันหิ้วถุงที่ให้ผมเดาคงเป็นถุงเสื้อผ้าอยู่อีกสองสามถุง ผมกับไอ้เบศเดินตรงเข้าไปหาแล้วเรียกชื่อให้มันรู้ว่าผมมาถึงแล้ว




“เดือนสิบ”




ดวงตาจากหน้าที่โผล่พ้นแมสช้อนขึ้นมามอง มันกะพริบตามองอยู่สักพัก แต่มันไม่ได้มองผมหรอกนะครับ




“ดูดีนะ”




เสียงจากอีกฝ่ายเอ่ยชม ใช่ครับ เดือนสิบที่ผมคิดมาตลอดว่ามันเป็นคนไม่ชอบชวนใครคุยตอนนี้กำลังชมไอ้เบศ ส่วนเพื่อนผมที่ยืนเอ๋อๆ กว่าจะได้สติว่าพูดถึงมันนี่เล่นเวลาผ่านไปสักพัก




“ทรงผมเหรอ?”




เบศถามกลับแล้วยกมือชี้นิ้วเข้าหน้าตัวเอง ส่วนอีกมือก็เกาท้ายทอยแก้เขิน ดูมันทำหน้า อย่างกับมีผู้หญิงมาบอกชอบ


 

คนถูกถามพยักหน้ารับเงียบๆ แม้มันจะใส่แมสปิดปากอยู่ แต่ทำไมไม่รู้ผมถึงได้รู้สึกว่ามันยิ้มให้ไอ้เบศ 




ทรงผมไอ้เบศมันจริงๆ ก็ไม่ค่อยต่างจากทรงเดิมเท่าไหร่ เพียงแค่ถูกตัดให้สั้นแล้วก็เป็นทรงขึ้น ผมก็ยอมรับว่ามันดูดีแหละ เหมาะกับมันเพียงแต่ผมแค่ยังไม่ได้เอ่ยปากชม




“ใช่ ตัดร้านไหน?”




ก่อนที่สองคนนั้นจะคุยกันต่อ ผมเลยบอกให้มันเดินตามมาจะไปรถเลยจะได้ไม่เสียเวลา แล้วคราวนี้กลายเป็นผมเดินนำ ส่วนเดือนสิบกับไอ้เบศเดินตามแล้วคุยกันเรื่องร้านตัดผมอยู่ข้างหลัง




เออ ดูมัน ทำไมทีกับผมมันไม่เห็นชวนคุยอย่างนี้เลยวะ?




พอถึงรถ ไอ้สองคนข้างหลังก็ยังคีบบทสนทนากันต่อไป




“นั่งหน้าไหม?”




“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูลงตรงBTSแล้ว เดือนสิบนั่งหน้ากับเมืองเอกเถอะ”




เดือนสิบพยักหน้า เปิดประตูเข้ามานั่งประจำที่นั่งข้างคนขับ ตามด้วยเบศที่ไปนั่งเบาะหลังเรียบร้อยดี ผมเลยหันไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด ได้ยินเสียงถุงกระดาษดีไซน์แพงขยับ เลยหันไปดู




“เอาถุงมา”




ผมพูดนิ่งๆ แต่ถือวิสาสะรวบสายหิ้วถุงกระดาษพวกนั้นมาจากมือคนข้างๆ เอี้ยวตัวนิดหน่อยเอาไปไว้วางเบาะหลังข้างๆ ไอ้เบศ เดือนสิบมันจะได้นั่งถนัดๆ สักที




“จะได้นั่งดีๆ”




"...."




มันก็เงียบไม่ได้ว่าอะไร




ผมสตาร์ทรถแล้วขับออกมา เออ จริงสิ...




“ทีกับไอ้เบศยังชวนคุยเลย กับกูทำไมไม่คุยบ้างวะ?”




เหมือนพูดลอยๆ นะ เพราะสายตาผมมองทางตรงอย่างเดียว แต่กูตั้งใจ ไม่มีหรอกครับ คำว่าเมืองเอกพูดลับหลัง ไม่มี มีแต่พูดต่อหน้า




คนข้างตัวที่ถูกพูดถึง พอจบประโยคแม่งหันกลับมามองผมเลย ส่วนไอ้เบศที่นั่งเบาะหลังมันก็จ้องตอบผมจากกระจกมองหลังเนี่ย




มันยกยิ้มทำปากยื่นปากยาวใส่ผมก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผมอยากจะเหยียบเบรกแรงๆ ให้หัวมันชนเบาะหน้าไปเลย




“ก็ไม่ยาก ถ้ามึงทำตัวน่าคุยเดี๋ยวเขาก็คุยกับมึงเองแหละ--- เหี้ย! เมืองเอกมึงขับรถดีๆ ดิ๊ กูยังไม่อยากตายนะโว้ย”




ก็นั่นแหละครับ เถียงกลับก็ไม่ได้ เพราะมันก็เป็นจริงตามที่เบศพูด...




 --------------------------------40%-----------------------------

อยากให้ใครคุยกับเราก็ทำตัวน่าคุยๆ ไว้นะครับ








สวัสดีค่ะ ขอมาต่อสั้นๆ ก่อนน้า แม้ครึ่งเเรกจะไม่มีซีน
ไว้ลุ้นครึ่งหลังแล้วกันเนาะ 555



ขอบคุณคนที่ติดตามด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ <3 
รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะทุกคนนน



 #วิศวะเดือนสิบ on Twitter <3
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-05-2020 01:50:15 โดย miminari »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ PsychePie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
เห้ยยยย น้องเดือนสิบนิ้วคืนชีพ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

ตอนใหม่มาแล้ว  แม้จะมาน้อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเลย

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
เห็นด้วยตามที่เดือนสิบบอกเปะเลย  o13

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2303
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
เดือนที่ 14
คุยกันหน่อย ☽
 


 

--------------------[100%]--------------------



⚙ เดือนสิบ พาร์ท ⚙





  ☽  เดือนสิบ พาร์ท  ☽





ผม... ตอนนี้กำลังเดินเลือกเสื้ออยู่ในช็อปของร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังในห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมืองกรุง ที่มือซ้ายหิ้วถุงกระดาษของอีกแบรนด์ไว้อยู่ แม้จะยอมรับว่ามันค่อนข้างเกะกะน่ารำคาญ แต่ผมก็เลือกที่จะปฏิเสธพนักงานสาวในร้านที่เสนอตัวเข้ามาบอกว่าจะช่วยนำถุงที่ผมหิ้วไปวางให้เพื่อให้ผมเลือกซื้อเสื้อผ้าได้สะดวกยิ่งขึ้น เหตุผลที่ปฏิเสธไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมขี้เกียจน่ะ ถือๆ ไปไม่ได้หนักอะไรเท่าไหร่ เพียงแค่เกะกะนิดหน่อย





และนอกจากจะปฏิเสธเรื่องฝากของไปวางกับพนักงานแล้วยังพูดเพิ่มไปว่า “ขอผมลองเดินดูก่อน” หลังจากที่พนักงาน ตั้งจะเดินเข้ามาให้บริการผมเต็มที่





ผมรู้ครับว่ามันเป็นหน้าที่ พนักงานทุกร้านให้บริการผมดีมาก (บางทีดีเกินไปด้วยซ้ำ ฮะๆ) แต่ผมก็ชอบที่จะเดินดูคนเดียว แบบไม่มีใครมากดดันมากกว่า    ซึ่งพี่พนักงานเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ ก็เลยถอยออกไปคอยมองผมอยู่ห่างๆ





ตลอดเวลา...





ผมยกมือขึ้นขยับแมสที่ปิดบังใบหน้าของตัวเองขึ้นนิดหน่อย เมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองผมอยู่ ไม่ใช่ของพี่พนักงานแต่เป็นลูกค้าผู้หญิงอีกคนภายในร้าน เท่าที่ผมเห็นเธอแต่งตัวดูดี และเป็นผู้หญิงที่จัดว่าสวยมากๆ คนหนึ่ง แม้ผู้หญิงคนนั้นจะมองผมอยู่ตลอด แต่ผมก็พยายามไม่ใส่ใจ แล้วเลือกเสื้อของผมไป จนกระทั่ง..





“ขอโทษนะคะ”





เสียงหวานๆ ดังใกล้ๆ อยู่ข้างตัว ผมจำต้องหันไปตามเสียงเรียก ลดสายตาลงนิดหน่อยเพื่อที่จะได้มองผู้หญิงที่ยังตัวเล็กกว่าผมอยู่แม้จะเธอจะใส่ส้นสูงแล้วก็ตาม





“ครับ?”





ผมพูดตอบรับออกไป เธอเลยยิ้มออกมาแล้วขยับเข้ามาใกล้ผมอีกนิด มองผมที่ยังคงไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร สักพักเธอก็เบนสายตาไปยังเสื้อคลุมสีดำที่อยู่ตรงหน้าผมแทน ก่อนจะหยิบมันออกมาจากราวแขวนหนึ่งตัว





“มีเรื่องจะให้น้องช่วยหน่อยได้รึเปล่าคะ?”





ผมกะพริบตามอง เธอชูเสื้อขึ้นเล็กน้อย แล้วโปรยยิ้มส่งให้ผม ยังไม่ทันจะได้ถามว่าเรื่องอะไรผู้หญิงตรงหน้าก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน





“พอดีใกล้ถึงวันเกิดน้องชายเพื่อนพี่แล้วน่ะค่ะ พี่ก็เลยอยากจะมาลองเลือกเสื้อซื้อให้น้องชายเพื่อนเป็นของขวัญวันเกิด แต่ไม่ค่อยแน่ใจไซส์เท่าไหร่เลย แล้ว... พี่คิดว่าน้องน่าจะตัวพอๆ กับน้องชายเพื่อนพี่  พี่ขอรบกวนเราสักครู่ได้ไหมคะ?”





เลือกเสื้อให้น้องชายเพื่อน... สินะ





“ครับ”





ผมตอบรับเพราะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรก็เลยตกลงไป จากนั้นผมก็แปรสภาพตัวเองเป็นหุ่นลองเสื้อให้อีกฝ่ายไปสักพัก โชคยังดีที่เธอเลือกที่จะซื้อเป็นเสื้อคลุม เพราะงั้นแค่สวมทับก็โอเค แม้ผมจะรู้ว่าเจตนาเธอไม่ได้มีแค่นั้นแน่ๆ หลายครั้งที่เธอจงใจโดนตัวผมโดยไม่จำเป็นโดยใช้เรื่องลองเสื้อมากลบเกลื่อน





ลองๆ ถอดๆ ทั้งสีดำ สีน้ำตาล สีเทา ไม่เข้าใจว่าทำไมตอนแรกที่จะให้ผมลองดูแค่ไซส์ทำไมมันลามไปยันสีเสื้อ ชักจะงงๆ ว่าตกลงซื้อให้น้องชายเพื่อนพี่เขาใส่ หรือผมใส่กันเเน่... หลังจากใช้เวลาจนผมเริ่มลำบากใจ แต่ไม่กล้าเอ่ยตรงๆ เลยเลือกส่งสายตาให้พี่พนักงานในร้านที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่นานแล้ว แต่คงไม่กล้าเข้ามาแทรกเพราะยังไงพวกผมก็คือลูกค้า





หลังจากขอความช่วยเหลือผ่านการส่งสายตา พนักงานก็เดินเข้ามาอาสาจะช่วยเลือกเสื้อให้แทน ผมเลยได้ปลีกตัวออกมาในที่สุด





ผมลอบถอนหายใจหลังจากสามารถหลุดออกมาจากคนๆ นั้นได้สักที ยังยืนยันคำเดิมว่าผมรับมือกับสถานการณ์ประมาณนี้ไม่เก่งเลย ไม่ชอบเลยจริงๆ ให้ตาย นี่ขนาดใส่แมสปิดหน้าไปแล้วครึ่งหนึ่งนะ อ... ผมเริ่มจะคิดแล้ว ว่าหรือจะเป็นเพราะแมสที่ผมใส่อยู่ หรือว่าการการปิดหน้าครึ่งหนึ่งจะดูน่าค้นหากว่า…?





ผมลอบขำในใจ





ไม่หรอกมั้ง





.....................






ผมเพิ่งออกจากร้านแว่นสายตาหลังจากได้ทำการสอยเจ้าคอนแทคเลนส์ ซึ่งเป็นธุระที่แท้จริงที่ผมบอกกับเมืองเอกว่าจะต้องไปทำต่อ... ส่วนถุงเสื้อผ้าที่เต็มสองมือเป็นผลพลอยได้ครับ เพราะอะไรผมถึงตัดสินใจซื้อของเยอะขนาดนี้น่ะเหรอ?? ก็จะอะไรเสียอีกล่ะครับ จู่ๆ ก็มีคนมาขับรถไปส่งให้ถึงคอนโด ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมไม่ต้องมาขนของขึ้นBTSกลับ ก็เลยถือโอกาสสักหน่อย





เมืองเอกก็คงไม่ติดใจอะไรล่ะมั้งครับ





ผมโทรหาอีกคนตามที่ตกลงกันไว้ จังหวะเหมาะกับที่ทางนั้นก็เสร็จธุระพอดี ก็เลยนัดหมายจะกลับกัน





ผมยืนรอตามสถานที่นัดไม่นานไอ้คนตัวสูงหน้าตาหล่อจนสาวๆ ที่เดินผ่านต้องหันมามอง แล้วชี้ให้กลุ่มเพื่อนมองตามก็เดินตรงเข้ามาหาผมที่ยืนคอยอยู่แล้ว พอมองเลยผ่านไปก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกแตกต่างออกไปจากเพื่อนที่เมืองเอกพามาด้วย





เบศ... ผมมอง ทรงผมใหม่เหมาะมากครับ เบศไม่ใช่ผู้ชายหน้าตาไม่ดีอะไรเลย จัดว่าดีด้วยซ้ำ แต่เพราะมาอยู่กับคนอย่างเมืองเอกก็เลยโดนมองข้ามล่ะมั้งครับ กว่าจะรู้ตัวผมก็เผลอเอ่ยปากชมเบศไปแล้ว ครั้งนี้ผมเป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน และเบศที่เป็นคนคุยง่ายก็เลยต่อ พวกผมก็เลยคุยกันยาวเพราะเรื่องร้านตัดผม ซึ่งเบศบอกว่าเป็นร้านประจำ แล้วเขาก็เป็นลูกค้าประจำ





ผมเริ่มสนใจ เห็นออกมาดีขนาดนี้ก็น่าเข้าไปใช้บริการ แล้วก็ได้คำแนะนำจากเบศมาด้วยว่าให้ผมมาวันธรรมดาจะดีกว่า เบศไม่ได้บอกนะครับว่าทำไม สงสัยเสาาร์-อาทิตย์ลูกค้าจะเยอะล่ะมั้งครับ





...แล้วใครจะรู้ว่าทำไม เมืองเอกถึงต้องพูดเหน็บผมอีกแล้ววะ? อยากหาเรื่องกันมากใช่ไหมเนี่ย?? 





.....................





“กูไปแล้วนะ พรุ่งนี้เจอกันมึง”





เบศที่กำลังจะเปิดประตูลงจากรถพูดขึ้น เมืองเอกยักคิ้วข้างหนึ่งก่อนจะตอบรับสั้นๆ ในลำคอไปแบบไม่ใส่ใจว่า “เออ” เบศก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายมาหาผมแทน





ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งใจจะกวนเมืองเอกรึเปล่า (ฮา) 





“บ๊ายบายนะเดือนสิบ”






ผมหันไปยิ้มให้แม้ตัวเองจะใส่แมส พร้อมด้วยพยักหน้ารับให้อีกฝ่ายได้รับรู้ เบศยิ้มให้ผมกลับก่อนจะลงจากรถไป เสียงประตูรถปิดลงพร้อมๆ กับรถที่เคลื่อนออกไป





ภายในรถตกสู่ความเงียบอีกครั้งหลังจากที่ไม่มีเพื่อนให้คนขับได้ชวนคุย ผมที่ในมือถือโทรศัพท์มาเปิดเล่นตั้งนานแล้วก็ก้มลงเล่นโทรศัพท์ต่อ ช่วงเย็นวันธรรดารถเยอะครับ เพราะคนเลิกงานกัน จริงๆ ก็คงจะเร็วกว่าหากเลือกที่จะขึ้นBTSกลับคอนโด แต่ถ้าเป็นความสะดวกสบายยังไงก็คงจะต้องเป็นรถส่วนตัวนี่แหละ





ผมพยายามบอกตัวเองว่าอย่าชินกับความสบายมากเกินไป เกิดติดขึ้นมาจะแย่เอา..





“เปิดเพลงนะ”





เสียงคนที่นั่งอยู่บนเบาะคนขับดังขึ้นเบาๆ ผมแปลกใจที่ทำไมเมืองเอกมันต้องขออนุญาตด้วยทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของรถ อย่างวันที่ผ่านมาอยากเปิดก็เปิดเลยแท้ๆ





รถค่อยๆ เคลื่อนตัวไปหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าไฟแดง หลังจากนั้นแขนยาวๆ ที่แขนจับพวงมาลัยก็เปลี่ยนมาเป็นคว้าโทรศัพท์มือถือมากดเลื่อนดูเพลง แต่ไม่ทันไร





((((((         ))))))





โทรศัพท์ในมือเมืองเอกสั่นขึ้นมาคล้ายจะมีสายเรียกเข้า แต่ว่าเจ้าของโทรศัพท์กลับทำเพียงวางมันลงไปที่เดิมทันทีเมื่อเห็นว่าใครโทรมา และละทิ้งความตั้งใจที่จะเปิดเพลงฟัง





 ผมไม่ได้ตั้งใจจะไปยุ่งแต่ตอนที่เมืองเอกวางเครื่องมือสื่อสารที่สั่นรัวๆ นั่นลงก็เผลอไปเห็น ชื่อแฟนสาวของเจ้าของเครื่อง





‘RIN’





ไฟแดง 121 วินาที นับถอยหลัง โทรศัพท์มือถือนั่นก็สั่นตลอดทั้ง 121 วินาทีเช่นกัน และถึงแม้ไฟแดงจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว โทรศัพท์เครื่องนั้นก็ยังไม่หยุดสั่น เมืองเอกไม่ได้คิดจะปิดมัน หรือกดรับตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ปล่อยให้มันสั่นอย่างนั้นจนผมอดไม่ได้ที่จะ...





“ไม่รับเหรอ?”





“กูขับรถอยู่”





หืม...





ผมกะพริบตา เบนสายตาน้อยๆ มองหน้าจอที่ยังสว่างวาบขึ้นชื่อริน คำตอบที่เมืองเอกให้ดูเหมือนจะเป็นแค่ข้ออ้างไปเลย เพราะท่าทีไม่คิดจะสนใจแม้สักนิด ก็จริงที่รับโทรศัพท์ตอนขับรถมันอันตราย แต่ว่า... เมื่อกี้รถจอดติดไฟแดงก็ไม่เห็นคิดจะรับ





“เดี๋ยวเรารับให้ไหม? แล้วเดี๋ยวบอกรินให้ว่าเมืองเอกกำลังขับรถอยู่”



 

ผมเสนอ และไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน





“ไม่เป็นไร”





“รินโทรหาหลายสายแล้ว บางทีอาจจะมีเรื่องอะไร”





ตัวเองทำอะไรอยู่วะ





“ไม่ต้องหรอก”





โคตรทำตัววุุ่นวาย





“ทะเลาะกันอยู่เหรอ?”





“กูเปล่า”





เรื่องของมันนี่...





“ถ้าเปล่าก็รับสิ”





คนปลายสายที่โทรขนาดนี้ แล้วรออยู่อยู่ขนาดนี้จะรู้สึกยังไง เรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจเหรอ?






“เดือนสิบ ตามึง...”





“......”





ผมเอียงคอ ทำทีเป็นไม่เข้าใจว่าเมืองเอกพูดเรื่องอะไร  แต่อดไม่ได้ที่จะไม่ยกมือขึ้นมาถอดเเว่นออกเเล้วใช้นิ้วนวดเปลือกตาทั้งสองข้างของตัวเองเบาๆ





คนที่นั่งหน้าหันหน้ามองตรงตั้งใจขับรถอยู่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม ทั้งยังตัดบท





“...เปล่า ส่วนริน เดี๋ยวกูโทรกลับ ตอนนี้ขับรถอยู่จริงๆ นี่ อันตราย”





พอดีกับที่โทรศัพท์เงียบลง รินคงละความพยายามที่จะโทรหาแล้ว ผมหันกลับมามองตรง แม้จะแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้อยากเข้าไปก้าวก่าย แต่คงไม่ทันแล้วมั้งครับ เล่นไปพูดขนาดนั้นแล้ว อา... ความเงียบที่เพิ่งเริ่มได้ไม่นานถูกทำลายลงอีกครั้งจากผู้ชายที่นั่งข้างๆ ผมอีกคน





“กูไม่ใช่ผู้ชายที่แย่ขนาดนั้นหรอกนะเดือนสิบ”





“....”





คนพูดไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเป็นพิเศษนอกจากความมั่นใจที่ปรากฏในดวงตาคู่นั้น... เจ้าตัวเคลมตัวเองอย่างนั้นแล้วผมมีสิทธิ์อะไรจะไปค้านว่าไม่เชื่อโว้ย...





“แล้วมึงอะ โดนมาหนักเหรอ?”





ผมชะงักขมวดคิ้ว หันมองคนที่กำลังขับรถ ไม่ได้ตอบคำถามของเมืองเอก ซึ่งมันเหมือนไม่ได้อยากได้คำตอบเท่าไหร่





“กลัวอะไรอีกวะ มึงร้องไห้กับกูมาแล้วนี่?”





พูดอะไรไม่เข้าใจ... แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดเสริมให้คนข้างๆ ได้รับรู้อีกสักประโยค





“ถ้าทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกันก็คุยกันหน่อย





“ครับๆ”





คนที่รับคำนั่นยักคิ้ว รอยยิ้มแต้มอยู่บนใบหน้า ดูไม่มีความน่าเชื่อถือเลยสักนิด







คุยกันในตอนที่ยังคุยกันได้ อย่าปล่อยให้มันสายเกินไป







“กูบอกแล้วไงว่ากูไม่ใช่ผู้ชายที่แย่ขนาดนั้น แล้วก็ห้ามไม่เชื่อด้วย เพราะถ้าไม่เชื่อ มึงคงต้องพิสูจน์แล้วว่ะ”





ผมหรี่ตา มองคนที่ทำหน้าที่ขับ ซึ่งพูดเคลมตัวเองถึงสองครั้งเเล้ว





「チャラ男の言葉っぽい、信じるわけない」





“ฮะ??? เมื่อกี้มึงพูดว่าอะไรนะ?”





“เปล่า”



 ----------------------------TBC-------------------------


แถมจ้า!



@แชทกลุ่ม (3 คน)




เมืองเอก  : ไอ้เบศ ไอ้แรป เมื่อกี้ในรถเดือนสิบแม่งพูดภาษาญี่ปุ่นใส่กูด้วย



เบศ : พูดว่าอะไร?



เมืองเอก : กูจำไม่ได้ว่ะ มันยาว แต่เหมือนมีอะไรโป้ยๆ ไน่ๆ



เเรป : แล้ววววววก่อนหน้านี้มึงไปพูดใส่เขาว่าอะไรล่ะ



เมืองเอก : กูบอกว่ากูไม่ใช่ผู้ชายที่แย่ขนาดนั้น แล้วก็ห้ามมันไม่เชื่อ เพราะถ้าไม่เชื่อ มันต้องพิสูจน์ ประมาณนั้น



เบศ : .....กูพอจะรู้เเล้ว



เเรป : งั้นคงพูดใส่มึงว่า "คำพูดเหมือนผู้ชายขี้หลี จะไปเชื่อได้ยังไง" เเน่ๆ !!



เบศ : กูว่าใช่เเน่ๆ



เมืองเอก : .........................................................









"ถ้ามึงบอกกูอย่างนั้นจริง... งั้นมึงต้องพิสูจน์แล้วมั้งเดือนสิบ"




----------จบจ้า-----------




สวัสดีค่ะ มาต่อแล้วค่ะ ~~
ตอนเเรกคิดว่าจะยาวกว่านี้เเต่... มันน่าตัดที่ตรงนี้จริงๆ 555
ขอพูดเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ มันจะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปนะคะ
ใครที่ชอบสไตล์เร็วๆ โช๊ะช๊ะ เสียใจด้วยค่ะ TTwTT 


แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม และคอมเมนต์ กดหัวใจให่เราเสมอมาค่ะ
รักทุกคนเลยค่ะ <3





#วิศวะเดือนสิบ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2303
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด