⚙☽ เ ดื อ น สิ บ . | #วิศวะเดือนสิบ ⚙☽ เดือนที่ 11 พูดไปแล้ว ⚙️☽ UP13/04/62!
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ⚙☽ เ ดื อ น สิ บ . | #วิศวะเดือนสิบ ⚙☽ เดือนที่ 11 พูดไปแล้ว ⚙️☽ UP13/04/62!  (อ่าน 13534 ครั้ง)

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************
⚙☽  เ ดื อ น สิ บ . | #วิศวะเดือนสิบ ⚙☽

ว่าด้วยเรื่องเดือนมหา'ลัย

ก็ต้อง ' คณะวิศวะ '
 
คณะที่เต็มไปด้วยทรัพยากรชายทรงคุณภาพ
 
คณะที่ครองเเชมป์เดือนมหา'ลัยมายาวนานถึง 4 สมัย

และไม่น่าเชื่อว่าปีนี้...

 “ฮะ!? อะไรนะ คณะอักษรได้เป็นเดือนมหา'ลัย!!?”

 -----------------
 
#วิศวะเดือนสิบ

 -----------------

TALK :
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายที่ไม่มีดราม่า และอาจจะไม่ฮา
เป็นนิยายเรียบๆ แนวมหา'ลัยที่ไว้อ่านสบายๆ ค่ะ
ไม่กล้ารับปากว่ามันจะละมุนเเละสามารถฮีลลิ่ง ยังไงก็ขอฝากนิยายนี้ด้วยนะคะ >< <3 

 
-สารบัญ-

บทนำ : เริ่มต้นนับเดือน
เดือนที่ 1 ถ้าเงียบแปลว่าตกลงนะ? ☽⚙
เดือนที่ 2 โคจรมาเจอ ⚙☽
เดือนที่ 3 มีแผนไหม? ☽⚙ [---30%---]
เดือนที่ 3 มีแผนไหม? ☽⚙ [---100%---]
เดือนที่ 4 มาช้าดีกว่าไม่มา ☽
เดือนที่ 5 ข่าวลือของเขา ☽
เดือนที่ 6 เสียก็ต้องซ่อมป่ะ? ☽⚙
เดือนที่ 7 ไปด้วยกัน ☽⚙  [---55%---]
เดือนที่ 7 ไปด้วยกัน ☽⚙  [---100%---]
 
เดือนที่ 8 กลับด้วยกัน ☽⚙
เดือนที่ 9 คลาย ⚙☽
เดือนที่ 10 เคยรับปาก ☽
เดือนที่ 11 พูดไปแล้ว ⚙️☽
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2019 21:54:34 โดย miminari »

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
บทนำ : เริ่มต้นนับเดือน


ว่าด้วยเรื่องเดือนมหา'ลัย

ก็ต้อง ' คณะวิศวะ '

คณะที่เต็มไปด้วยทรัพยากรชายทรงคุณภาพ

คณะที่ครองเเชมป์เดือนมหา'ลัยมายาวนานถึง 4 สมัย

และไม่น่าเชื่อว่าปีนี้...


 “ฮะ!? อะไรนะ คณะอักษรได้เป็นเดือนมหา'ลัย!!?” เสียงโวยวายแปดหลอดของโฟล์ครุ่นพี่ปี 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาคอมพิวเตอร์ที่ไม่กี่วินาทีที่ผ่านมายังดูดน้ำเป๊บซี่ นั่งฟังเรื่องงานประกวดดาวเดือนมหา’ลัยประจำปีที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปเมื่อวานสบายใจเฉิบ โดยผ่านการเล่าจากปากน้องรหัสตัวดีที่สามารถเล่าได้ออกมาเป็นฉากๆ จนทำให้โฟล์คคิดว่าตัวเองเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในบรรยากาศงานเมื่อวานที่เขาไม่ได้เข้าร่วมเพราะติดนัด


และมันคงจะดีกว่านี้ถ้าสิ่งที่ได้ยินจากปากรุ่นน้องไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เขาต้องแหกปากโวยวาย เกือบจะสำลักน้ำเป๊บซี่ที่กำลังดูดอยู่


“โอย ใช่สิพี่ แล้วพี่จะตื่นเต้นเสียงดังโวยวายทำไมขนาดนั้นเล่า”

น้องมันยืนยันคำเดิม พร้อมบ่นกระปอดกระแปดหาว่าเขาเสียงดัง


ถึงแม้ว่าจะยืนยันไปแล้ว แต่ผู้อาวุโสกว่าก็ดูทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเหมือนเดิม เล่นเอาอยากจะยืนยันซ้ำอีกรอบว่าข้อมูลที่น้องถ่ายทอดมันถูกต้องแบบเป๊ะๆ 


โฟล์คมุ่นคิ้วใช้ความคิด ทำหน้าราวกับกำลังเข้าภวังค์ เอาเข้าจริงไอ้เรื่องดาวเดือนมหา’ลัย เขาก็ไม่ค่อยจะสนใจเท่าไรอยู่แล้ว ผลลัพธ์มันจะออกมาในแนวไหนก็ไม่ได้เกี่ยวกับเขา แต่ที่มันผิดคาดเพราะตัวเต็งอย่าง ‘เมืองเอก’ ตัวแทนเดือนจากคณะวิศวะที่ฟาดฟันห้ำหั่นกับผู้ชายหล่อในคณะอีกนับร้อย ได้ยืนอยู่ในจุดสูงสุด และถูกส่งเป็นตัวแทนเดือนคณะ


คุณสมบัติมันดีทุกอย่างไม่ว่าจะหน้าตา รูปร่าง บุคลิก หรือความสามารถ ฐานแฟนคลับมันก็เยอะ ใครๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้ตำแหน่งเดือนมหา’ลัยก็ต้องตกเป็นของคณะวิศวะ และนั่นก็จะเป็นการครองแชมป์สมัยที่ 5


“กูไม่อยากจะเชื่อเลย ตำนานเดือนมหา’ลัย 4 ปีซ้อนนี่จะต้องมาจบลงที่ปีนี้”


“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วพี่ คนแม่งรู้กันทั้ง ม. แล้ว เหลือแต่พี่คนเดียวมั้งเนี่ย โคตรหลังเขา”


ไม่วายโดนรุ่นน้องแซะ จนโฟล์คทำท่าจะโบกกะโหลก น้องมันเลยรีบยกมือไหว้ขอโทษ


“แล้วนี่ไอ้เมืองเอกมันไปไหนแล้ว?”


ตั้งแต่เช้า ยังไม่เห็นหน้ามันแม้สักแวบ เลยแอบสงสัยขึ้นมา ทั้งๆ ที่ควรนั่งประจำที่โต๊ะสาขา แอบคิดไม่ได้ว่ามันจะเสียใจมากหรือเปล่าที่ไม่ได้เป็นเดือนมหา’ลัย


“ไปคณะอักษร”


คำตอบที่ได้รับทำคนเป็นพี่เลิกคิ้วสูงมองหน้าคนตอบอย่างสังสัย 


“ไปทำไมวะ?”


 “ไปหาเดือนมหา’ลัยไงพี่”


-------------------------------------


“ไอ้เมืองเอก ตกลงมึงจะไปจริงๆ เหรอวะ” เสียงงุ้งงิ้งๆ ของเพื่อนสนิทร่วมคณะที่มีนามว่าเบศเอ่ยถามไม่หยุดปากมาตั้งแต่เดินออกมาจากคณะวิศวะจนตอนนี้ทั้งเมืองเอกทั้งเพื่อนข้างตัวเกือบจะเดินกันถึงคณะอักษรกันอยู่แล้ว


“กูตอบมึงรอบที่ 30 แล้วมั้งไอ้เบศ”


เมืองเอกหันกลับมาตอบเพื่อน แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น เขาก็หันกลับไปจ้ำอ้าวเดินหน้าตรงไปยังคณะอักษรตามเป้าหมายเดิม จนเพื่อนที่ตัวเตี้ยกว่าเกือบจะก้าวตามไม่ทัน เบศเร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด ก่อนจะตัดสินใจเดินไปแซงหน้าเพื่อนสนิทเอาไว้


“เดี๋ยวๆ มึง ที่กูถามมึงซ้ำๆ นี่เผื่อคำตอบมึงจะเปลี่ยน เผื่อมึงจะเปลี่ยนใจไงเพื่อน”


ดูเหมือนจะไม่ตัดใจง่ายๆ เมืองเอกหรี่ตามองเบศที่พยายามห้ามเขาเต็มที่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม


แต่เสียงเข้มๆ ที่ดังออกมาจากปากเพื่อนก็ยังคงเป็นคำตอบเดิม


“กูจะไป”


“มึงจะไปทำไม หน้าก็เห็นกันแล้ว มึงอยู่บนเวทีเดียวกันนะเว่ย”


“ก็อยู่บนเวทีเดียวกันไงวะ แต่ตอนแรกกูไม่ได้สนใจเปล่าวะ ตอนแม่งได้เป็นเดือน กูก็ยืนอยู่ข้างหลัง”


เบศคิดตามคำอธิบายของเพื่อนแล้วเริ่มจะยอมรับได้ ก็จริงอย่างที่มันว่า ไอ้เมืองเอกมันมั่นใจว่าตัวเองจะได้ตำแหน่งมาก แม้กระทั่งคู่แข่งต่างคณะมันก็ไม่สนใจเลยแม้แต่คนเดียว พอตัวเองไม่ได้เป็นเดือนก็...


คงรู้สึกสนใจไอ้คนที่มาแย่งตำแหน่งเดือนมหา’ลัยของมัน(?)ไปแค่นั้นเอง.... ล่ะมั้ง


“เลิกห้ามกูได้ยัง กูไม่ได้จะไปต่อยหน้ามันสักหน่อย”


เบศเกาหน้าตัวเอง ก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ เพื่อนก็เดินผ่านเขาไปแล้ว


“ตกลงมึงจะไปไหม”


เมืองเอกหันมาตะโกนถามเพื่อนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ พอได้ยินเสียงเรียกเจ้าตัวก็ตั้งสติวิ่งตามเขามาทันที


“เดี๋ยว เฮ้ย รอกูด้วยยย” 



...



 และแล้วก็มาหยุดอยู่หน้าคณะอักษร ตึกสีขาวสูงหลายชั้นตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ก่อนจะได้เดินเข้าไป


“ไอ้เบศ”


เสียงทุ้มต่ำของเมืองเอกเอ่ยถามเพื่อนข้างตัว แต่ไม่ได้หันหน้ามามอง ดวงตาคู่นั้นยังมองตรงไปยังตึกด้านหน้า


“ว่า...?”


“มึงว่ากูหล่อไหมวะ?”


พอจบคำถามเบศก็หันขวับกลับมามองเพื่อน พิจารณาไอ้คนผู้ชายตัวสูงเป็นเปรตที่ยืนอยู่ข้างตัว มองขึ้นๆ ลงอยู่สักพักก่อนตอบ


“มาก”


เมืองเอกเลิกคิ้วมอง


“มากแค่ไหน”


คำถามต่อมานั่นทำให้เบศเริ่มปวดหัว ก็ในเมื่อคนอย่างไอ้เมืองเอกเฟรชชี่คณะวิศวะที่มั่นหน้ามั่นโหนก มีความมั่นอกมั่นใจ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นรองใครมาตั้งแต่เจอมันครั้งแรกตอนรับน้องจะมาถามคำถามอะไรแบบนี้กับเขา ไม่ต้องให้เดาว่าสาเหตุมันเป็นเพราะอะไร 


เบศส่ายหน้า ถอนหายใจก่อนจะตอบคำถามเพื่อนตัวเองอย่างใจเย็น


“มากขนาดที่สาวๆ ทั้ง ม. ยอมมาสยบแทบเท้ามึงอะ”


“ไอเหี้ยเวอร์”


“จริ๊งๆ ถ้าเทียบเป็นเกรดกูให้มึง A+++”


เมืองเอกยกยิ้มมองเพื่อนตัวเอง แต่สุดท้ายก็เก็บรอยยิ้มกลับ


“ถ้ากูหล่อขนาดนั้น แล้วทำไมกูไม่ได้เป็นเดือนวะ”


“ไอ้เมืองเอก คนที่หล่อมันก็ไม่ได้มีมึงคนเดียวเปล่าวะ”


“งั้นแล้วระหว่างกูกับไอ้เดือนมหา’ลัยนั่นใครหล่อกว่ากัน”


ไม่คิดว่าเพื่อนตัวเองจะเป็นเอามากขนาดนี้


เบศมองสายตาที่ไอ้เพื่อนสุดหล่อคนนี้มันมองมาด้วยความหวังแล้วเขาก็เริ่มตะโกนอย่างหัวเสีย ไม่รู้ว่าเพื่อนตัวเองหวังคำตอบแบบไหน แต่เขาก็พยายามจะตอบในสิ่งที่สมองน้อยๆ ของเบศจะคิดออก และแน่นอนว่านั่นต้องไม่ให้ท้ายเพื่อนเกินไป


“มันก็คนละแบบอ่ะ... ไอ้เหี้ย หล่อไม่ได้มีแบบเดียวสักหน่อย ถ้ามันมีแบบเดียว คนที่หล่อทุกคนก็ต้องหน้าเหมือนมึงสิวะ”


“อ้าว กูไม่เข้าใจ แล้วกูสู้มันไม่ได้ตรงไหน ใช้เกณฑ์ห่าไรตัดสินวะ”


“กูไม่รู้โว้ย กูไม่ได้เป็นกรรมการ”


ไปถึงมึงก็ไปหาคำตอบเอาเองแล้วกัน 


เบศคิดในใจเงียบๆ สองขาตั้งใจจะเดินเข้าไปในตึกคณะอักษรถ้าไม่ติดที่เสียงเพื่อนด้านหลังเรียกเอาไว้


“เดี๋ยวไอ้เบศ”


“อะไรอีก”


เบศหันหน้าไปมองเพื่อนตัวเองที่ยังไม่เดินมาสักทีนิ่งๆ 


“กูขอคำถามสุดท้าย”


“???”


“เดือนมหา’ลัยชื่ออะไรวะ?”


คำถามที่ได้ยินจากปากเพื่อนคราวนี้แทบทำให้เบศเกือบเลื่อนล้มหัวฟาดพื้น หันไปโวยวายใส่เพื่อนที่แม้กระทั่งชื่อของคนที่แย่งตำแหน่งเดือนมหา’ลัยไปจากตัวเองก็ยังไม่รู้


“นี่มึงไม่รู้ชื่อเดือนมหา’ลัยเนี่ยนะ ไอ้เมืองเอก มึงอยู่บนเวทีเดียวกันจริงๆ เปล่าวะเนี่ย”


เบศมองเพื่อนหน้าหล่อที่ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจมาให้ แน่นอนว่าคงไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ


เขาถอนหายใจรอบที่ล้านแปด แล้วเอ่ยตอบคำถามเพื่อน

 
 

 

“เดือนมหา’ลัยชื่อ....”


 



“เ ดื อ น สิ บ”



----------------------------TBC-------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-08-2018 20:04:21 โดย miminari »

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
เดือนที่ 1

ถ้าเงียบแปลว่าตกลงนะ? ☽⚙


“ผู้ที่ได้ตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยไปครองในปีนี้ได้แก่...”


ในที่สุดก็ถึงช่วงที่สำคัญที่สุดของงานในครั้งนี้ พิธีกรเริ่มก้มหน้าเปิดซองในมือแล้วยิ้มมองคนดูก่อนที่จะได้ประกาศผล ก็เว้นจังหวะเล็กน้อย ส่งให้ผู้คนด้านล่างเวทีส่งเสียงเชียร์ผู้ชายในดวงใจ หรือคณะที่ตัวเองอวย ทั้งยังโบกป้ายไฟที่ทำมาอย่างอลังการงานสร้างเพื่ออวยผู้ตัวเอง


จากที่ผมไล่ๆ ดูคร่าวๆ ป้ายไฟสุดแสนอลังการนั่นจะเป็นชื่อของ ‘เมืองเอก’ เดือนคณะวิศวะซะส่วนใหญ่ ก็พอจะเดาๆ ได้อยู่หรอกครับ ตำแหน่งเดือนปีนี้ก็มีแววจะตกเป็นของคณะวิศวะเหมือนปีที่ผ่านมา


เพราะงั้นอย่าลีลานักสิ รีบๆ ประกาศเถอะ ผมจะได้ไปพักสักที...     


เพียงครู่เดียวเสียงตะโกนเชียร์ทั้งหมดก็ค่อยๆ เงียบกริบลง ราวกับเป็นสัญญาณ พิธีกรอ้าปาก กรอกเสียงพูดลงไปในไมโครโฟน


“นายตุลา รัตนจันทร์ หรือน้องเดือนสิบ ตัวแทนเดือนจากคณะอักษรศาสตร์ครับ!!”


หลังจบประโยคหูของผมก็อื้ออึงไปด้วยเสียงเฮแสดงความยินดีจากคนดูด้านล่างเวที โดยเฉพาะแถวๆ โซนของกองเชียร์คณะอักษร ที่นำทีมโดยพี่แอ้มรุ่นพี่ปีสองที่ยกพวกมาเชียร์เป็นหน้าม้า เสียงกรี๊ดนี่ดังลั่นยิ่งกว่าคนถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอีก


ส่วนผมยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ คิดว่าตัวเองหูฝาดหรือเข้าใจผิด พิธีกรประกาศชื่อผม จริงๆ นะ?


“น้องเดือนสิบรบกวนก้าวขึ้นมาข้างหน้าหน่อยครับ”


พี่แกหันมาเรียกผมที่ยังไม่ยอมเดินออกไปจากแถวข้างหน้าสักที ผมเลยมั่นใจได้ทันทีว่าไม่ได้หูฝาด พิธีกรยังยิ้มหน้าแป้นแล้นมองผม แล้วยื่นไมค์อีกตัวที่อยู่ดีๆ โผล่มาจากไหนไม่รู้ส่งให้


“อยากจะพูดความในใจหรือความรู้สึกตอนนี้หน่อยไหมครับน้องเดือนสิบ?”


“เอ่อ...”


ถ้าให้ผมพูดความในใจตอนนี้จริงๆ มันก็...


ชิบหาย ทำไมเดือนมหา’ลัยถึงเป็นผมว่ะเนี่ย!!


-----------------


“ลั้นลาลันลั้นลา♪”


เสียงฮัมเพลงเบาๆ จากปากผู้หญิงผมยาวปลายผมดัดลอนที่เดินอยู่ข้างๆ อารมณ์ดีซะผิดวิสัยมาตั้งแต่ในคาบวิชาบรรยายที่ปกติเพื่อนผมคนนี้จะนั่งไถมือถือด้วยใบหน้าเหนื่อยใจทั้งคาบ แต่มาวันนี้กลับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ถึงจะยังนั่งไถมือถือยี่ห้อดังเหมือนเดิมก็เถอะ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วยังฮัมเพลง จ้องหน้าผมสลับกับเล่นมือถือซะจนผมที่ถูกจ้องมองเกือบสองชั่วโมงเต็มรู้สึกแปลกๆ


ผมอยากจะถามนะว่าไปอารมณ์ดีที่ไหนมา แต่ยังไม่ทันได้พูด ฟลุ๊คเพื่อนชายอีกคนมันก็ถามแทนผมก่อน


“อารมณ์ดีอะไรนักหนาฮะกวาง เห็นเป็นงี้ตั้งแต่เช้า”


“แกไม่เข้าใจเหรอฟลุ๊ค แกดูนี่ นี่”


กวางหันขวับกลับมาตอบแล้วชี้นิ้วมาทางผม ที่ยังงงๆ อยู่ว่าผมไปเกี่ยวอะไรด้วย แต่ก็ถึงบางอ้อเมื่อเพื่อนสาวเริ่มอธิบาย


“แกมีเพื่อนหล่อขนาดนี้ แถมยังเป็นเดือนมหาลัยอีก โอ้ย! คนทั้ง ม. อิจฉาฉันจะตายแล้ว มีความสุขอะ ฮะๆ” ว่าแล้วกวางมันก็หัวเราะคิกคักเดินเนียนเข้ามาคว้าแขนผมอย่างอารมณ์ดี ไม่สนใจฟลุ๊คที่ยังส่ายหน้าเหนื่อยหน่ายใจให้เพื่อนสาวของตัวเอง 


“ไปกันเถอะค่ะเพื่อนรัก ป่านนี้พี่ๆ คงรอต้อนรับกันให้พรึ่บ”   


.....


พรึ่บ พรึ่บจริงๆ อย่างที่กวางบอก


ผมหรี่ตาที่เจ็บๆ มาตั้งแต่เช้าแล้วมองฝูงชนที่คับแน่นเต็มใต้ตึก แต่แปลกใจตรงที่คนพวกนั้น(ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง)ไปออรวมกันเป็นวงกลม ราวกับกำลังมุงดูอะไรอยู่ และนั่นก็กระตุ้นต่อมเผือกให้เพื่อนหญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมชะโงกชะเง้อหน้า ยืดคอยาวเป็นยีราฟเพื่อที่จะพยายามมอง แน่นอนว่าไม่ได้ผลอะไรหรอกครับ คนเล่นมุงซะมิดขนาดนั้น ซ้ำผมที่สูงกว่ากวางตั้งหลายสิบเซนยังมองไม่เห็นเลย แล้วเพื่อนกวางสูงแค่นั้นจะไปมองเห็นอะไรได้


“เดือบสิบ เขามุงอะไรกันอะ โอปป้ามาเหรอแก”


ก็ว่าไปนั่น โอปป้าจะมาอยู่นี่ได้ไงกันล่ะวะ แล้วมาถามผมที่เพิ่งลงมาพร้อมกันแล้วผมจะไปรู้ไหม...


ผมอยากจะตอบแบบนั้นแต่รู้สึกเหมือนตาตัวเองกระตุกยังไงชอบกล


อา... แสบตาชะมัด รู้สึกเหมือนตาจะแห้งๆ


ผมกะพริบตาถี่ๆ หลายครั้ง เพื่อเรียกน้ำตาให้มาหล่อเลี้ยงตาที่เริ่มแสบๆ นี่บ้าง อยากจะหยิบน้ำยาหยอดตาออกมาหยอด แต่คิดไปคิดมาอีกที สงสัยจะเป็นเพราะคอนแทคเลนส์แบบแข็งที่เพิ่งเปลี่ยนมาใส่เมื่อเช้าจะไม่เข้ากับตาผม


“ฟลุ๊ค กวาง ไม่ไหวแล้วว่ะ แสบตา เดี๋ยวไปห้องน้ำแป๊บนึงนะ”


ผมร้องบอกเพื่อนสองคนเบาๆ ฟลุ๊คหันมาพยักหน้าให้ผมแบบไม่ใส่ใจเป็นเชิงว่าไปเถอะ ส่วนกวางผมมั่นใจว่าไม่ได้ยินผม แต่ไม่เป็นไร ฟลุ๊ครู้แล้วว่าผมจะไปไหน  ก็เลยเดินแยกออกมา เป็นจังหวะที่เพื่อนสาวที่ยืนชะเง้ออยู่ได้สักพักเริ่มทนความเผือกของตัวเองไม่ไหว วิ่งรี่เข้าไปหาฝูงชนโดยมิวายลากฟลุ๊คเข้าไปด้วย

 
ผมส่ายหน้า เมื่อกี้ยังสนใจผมอยู่เลย พอมีเรื่องให้เผือกใหม่ก็เมินกันซะงั้น แต่ก็ช่างเถอะครับ ผมเริ่มชินกับนิสัยข้อนี้ของเพื่อนสาวคนนี้แล้ว


ห้องน้ำอยู่ใกล้ๆ บันไดขึ้นตึก ผมเดินกะพริบตาถี่ๆ ไล่น้ำตาให้ไหลออกมาเหมือนเดิม แสบแบบมากๆ อา... ผมจะจำไว้ว่าตัวเองจะไม่ใส่คอนแทคเลนส์แบบแข็งอีกแล้ว ถึงแม้คอนแทคเลนส์แบบอ่อนยี่ห้อที่ผมใส่มันจะขายหมดเกลี้ยงเลยก็ตาม


รอบหน้าเอาเป็นว่าไว้ใส่แว่นมาดีกว่า ผมคิดแล้วถอนหายใจหน่ายๆ


จากที่กวาดสายตามอง ห้องน้ำชายที่ผมเข้านี่ไม่มีใครสักคนเลยครับ เอาจริงๆ คณะผมผู้ชายก็น้อยแสนน้อยอยู่แล้ว พวกเราอยู่รวมกันโดยที่ห้อมล้อมไปด้วยดอกไม้งามมากมายในคณะอักษรศาสตร์ จะว่าดีก็ดีหรอกครับ เป็นชนกลุ่มน้อยจะทำอะไรก็สะดวก ไม่ต้องแย่งอะไรกับคนอื่น...


ก็เดินคิดอะไรเพลินๆ มาหยุดอยู่ที่โซนอ่างล้างหน้า วางกระเป๋าเป้ลงแถวนั้นแล้วรูดซิบหยิบกล่องคอนแทคเลนส์ลายโดราเอม่อนออกมา พร้อมทั้งน้ำยาล้างคอนแทคฯที่พกเอาไว้เป็นขวดเล็กๆ


ผมกะพริบตาไล่ความแสบแล้วพยายามใจเย็นๆ หยดน้ำยาลงบนหลอดเตรียมไว้ เปิดก๊อกน้ำล้างมือ.... ขั้นตอนต่อไปจะเป็นขั้นตอนการถอดคอนแทคเลนส์ครับ เอาจริงๆ การใส่มันแทนใส่แว่นนี่เป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับผมมากเลยนะครับ ไหนจะต้องพกน้ำยามาหยอดกันตาแห้ง ไหนจะต้องมานั่งถอด นั่งเปลี่ยน ระวังนู่นนี่เยอะแยะ ถ้าไม่ติดว่าห่วงภาพลักษณ์ที่พี่แอ้มบังคับให้เปลี่ยนมาใส่คอนแทคฯแทนแว่นล่ะก็...


ผมว่าใส่แว่นอ่ะง่ายสุดแล้ว ถ้าใส่จนชินก็จะไม่รำคาญ...   


ผมทำการแหวกหนังตาทั้งบนและล่างให้เปิดออกกว้างขึ้นนิดหน่อยแล้วใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่เลนส์ใส แล้วใช้นิ้วโป้งขึ้นมาช่วยคีบด้วยเพียงแค่นั้นมันก็หลุดติดนิ้วมาอย่างง่ายดาย ในขณะที่กำลังจะทำเหมือนเดิมกับตาอีกข้าง


“อะ...”


เวรล่ะ คอนแทคเลนส์ใสๆ อีกข้างที่เหลือที่เพิ่งถอดนั่นลื่นหล่นจากนิ้วลงสู่พื้นห้องน้ำ ผมมองต่ำลงไป แต่ว่าสายตาดันแย่เกินไปมองอะไรไม่ชัดเลย ยิ่งเป็นอะไรเล็กๆ ใสๆ ด้วยแล้ว เลยตัดสินใจเดินไปควานหากล่องแว่นตาในกระเป๋า


ชิบ....หนักกว่าเก่า วันนี้ดันลืมเอาแว่นตามา!


เล่นเอาผมอยากถอนหายใจให้ยาวไปถึงประจวบฯเลยครับ แต่ตอนนี้ทำได้เพียงลดเข่านั่งย่อลงแล้วพยายามหรี่ตาที่ยังแสบไม่หายมองหาเจ้าคอนแทคเลนส์น้อยๆ ที่ไม่รู้หล่นไปตรงไหนแล้ว





รู้สึกเหมือนเห็นเงาคนอยู่แถวๆ หน้าประตูห้องน้ำ ผมเลยเงยหน้า หรี่ตามองผู้ชายตัวสูง... ที่กำลังเดินเข้ามาในบริเวณที่ผมคิดว่าของๆ ผมน่าจะตกอยู่แถวนั้น  ก่อนที่เขาจะได้ก้าวเข้ามามากกว่านี้ ผมรีบลุกยึ้นยืนแล้วยกมือห้ามเอาไว้


“ขอโทษครับ อย่าเพิ่งเดินเข้ามาได้ไหม ผมทำคอนแทคเลนส์ตกน่ะ”


“....”


คนที่ผมห้ามหยุดกึกทันที ผมมองเห็นไม่ชัดเลยไม่รู้ว่าเขาทำหน้าแบบไหนอยู่....


เอาไงดีว้า ไม่หาดีไหม ยังไงๆ ก็ไม่คิดจะใส่ต่ออยู่แล้ว แถมยังตกพื้นห้องน้ำอีก ถึงแม้ห้องน้ำมันจะสะอาด แล้วผมก็มีน้ำยาล้างแต่ว่า...


“เดือนสิบ...?”


ผมชะงัก ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองดังมาจากผู้ชายตัวสูงที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ผมเอียงคอมองเขา ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นคนรู้จักผมหรือเปล่า... จะว่าไปอีกฝ่ายจะรู้จักผมก็ไม่ผิดนักหรอก กลายเป็นเดือนมหา’ลัยแล้วนี่หว่า ถึงจะไม่อยากยอมรับก็เถอะ


“เอ่อ... ขอโทษที พอดีตาผมแย่มากตอนนี้มองไม่ค่อยเห็นเลย”


ผมพยายามอธิบายเหตุผลแล้วย่อตัวหาคอนแทคเลนส์อีกรอบ ผู้ชายที่พูดด้วยเขาไม่ได้ตอบอะไร แต่ไม่นานอีกฝ่ายก็ย่อตัวลงมาช่วยหาด้วย เพียงแป๊บเดียวเท่านั้น


“ตกอยู่นี่ไง”


เสียงทุ้มต่ำแบบให้ความรู้สึกสุขุมแปลกๆ เอ่ยเบาๆ แล้วชี้นิ้วลงตรงพื้นใกล้ๆ กับเท้าเขา ผมผงกหัวรับเป็นเชิงขอบคุณที่ช่วยหา แล้วเอื้อมแขนไปจากนั้นก็เก็บเลนส์เล็กๆ ที่ตกนั่นขึ้นมาใส่มันลงในหลอด ในระหว่างนั้นก็รู้สึกเหมือนผู้ชายคนที่ว่าเดินเข้ามาใกล้ผม


“ไม่ใส่เหรอ?”


ผู้ชายคนนั้นถามอย่างสงสัยในขณะที่ผมส่ายหน้าให้ แต่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม


“ขอบคุณที่ช่วยหาคอนแทคเลนส์นะครับ” ผมขอบคุณสั้นๆ ตามมารยาทแล้วเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋า เดินออกมาจากห้องน้ำ แต่ยังไม่ทันที่จะออกมาดีๆ คนๆ นั้นก็เรียกผมไว้


“จะออกไปทั้งๆ อย่างนั้นเหรอ สายตาแย่ไม่ใช่หรือไง”


อ่า... มันก็จริงอย่างที่เขาพูด ผมไม่มีแว่น แถมคอนแทคเลนส์แบบแข็งก็ใส่แล้วเจ็บตา นอกจากนั้นยังทำตกพื้นอีก


“เอางี้ไหม มึงจะไปไหนเดี๋ยวกูพาไปส่ง”


เสียงเขาดังขึ้นมา ผมที่มองเห็นไม่ชัดก็เลยไม่เห็นสีหน้าเขาอยู่ดีแต่ว่า...


รู้สึกตงิดๆ ใจผู้ชายที่ใช้มึงกูครั้งแรกกับคนที่เพิ่งเคยเจอกัน



หรือว่าเราจะเคยเจอกันแล้ววะ?


-------------------------------------


⚙ เมืองเอก พาร์ท ⚙


หลังจากก้าวขาเข้ามาเหยียบตึกคณะ ผมกับไอ้เบศก็มองหน้ากันสักพัก ตอนแรกก็ไม่อะไรหรอกครับ กะว่าจะเดินไปหารุ่นพี่คณะนี้สักคนถามหาเดือนมหา’ลัยสุดฮ็อตที่แม่งแย่งตำแหน่งผมไปเมื่อวานแบบไม่ยอมให้ผมตั้งตัว แม้แต่หน้าค่าตา ผมยังจำมันไม่ได้เลยครับ


“แล้วพวกเราจะถามใครดีวะ?”


เสียงไอ้เบศที่ยืนใกล้ๆ เริ่มเอ่ยถาม ผมก็เลยชี้ไปมั่วๆ ที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตรงนั้น


“เอาเป็นคนนั้นแล้วกัน”


“เออๆ”


เพื่อนมันตอบรับผมแบบขอไปที พอๆ กับความชี้มั่วของผมนั่นแหละ แต่ก่อนจะได้เดินตรงไปหาเป้าหมายที่ตั้งใจจะเดินเข้าไปสอบถาม


“อ้าว? นั่นน้องเมืองเอก เดือนคณะวิศวะไม่ใช่เหรอ?”


เสียงพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งดูดน้ำอยู่ที่โต๊ะที่ห่างออกไป พูดเบาๆ กับเพื่อนแต่มันดันได้ยินมาถึงผม


“เห้ย เมืองเอกเหรอ?? มาทำอะไรคณะเราอะแก”


ก่อนที่เพื่อนคนนั้นจะหันมาหาผมพร้อมโวยวายเสียงดังทำอย่างกับผมเป็นโอปป้า แปลกมากเหรอที่ผมมาปรากฏตัวที่คณะนี้


“มึงๆ เมืองเอกมาอ่ะมึง เดือนคณะวิศวะมา มึ๊งงงงง--------”


หลังจากเสียงตะโกนแปดหลอดของคุณเธอ ผู้หญิงแทบจะทุกคนที่นั่งอยู่ก็หันมาให้ความสนใจ พร้อมๆ กับความวุ่นวายที่เริ่มเกิดขึ้น


“ชิบหายแล้วไอ้เมือง----”


ผมได้ยินเสียงเพื่อนข้างตัวพึมพำก่อนจะได้สติ พวกเธอแม่งก็กรูกันเข้ามาทำเหมือนว่าผมแม่งยืนแจกตั๋วแดกบุฟเฟต์ฟรี


“พี่เมืองเอก เมื่อวานน้องคอยเชียร์อยู่นะคะ”


มาพงมาพี่อะไรวะ กูปีหนึ่ง


“เมืองเอก น้องมาทำอะไรที่คณะพี่คะเนี่ย”


เอ่อ.. พอดีมาหาเดือน


“หรือว่า หรือว่า น้องแอบมาส่องสาวคณะพี่ นางคนนั้นเป็นใครคะ?”


เฮ้ย ไปกันใหญ่แล้ว ผมไม่ได้มาส่องสาว


“พี่เมืองเอกมีผู้หญิงที่ชอบแล้วเหรอคะ ? หรือว่าแอบคบกัน”


บอกแล้วไงว่ากูปีหนึ่ง


ต่อให้เธอปีหนึ่ง เธอก็อายุเท่าผม ไหนจะเรื่องที่มโนไปไกลอีก คำถามที่ยิงมาก็เร็วรัวซะจนผมปฏิเสธไม่ทัน


“คือว่า... ไม่ใช่---”


“อร๊ายยย หรือว่าพี่เมืองเอกจะเล็งดาวคณะเราไว้คะ รินดาวคณะ !”


เฮ้ย ใครวะริน..?


แล้วที่สำคัญผมไม่ได้มาหาดาวคณะ ผมมาหาเดือน...


“รินดาวคณะเราเหรอ!? ใช่เหรอ?? น้องเมืองเอกกิ๊กกับดาวคณะเราเหรอ แก มันต้องเป็นข่าวใหญ่!”


หลังจากนั้นก็มีประโยคต่างๆ นาๆ มากมาย ซะจนผมเริ่มปวดหัว ผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลัง เป็นอะไรที่ผมแม่งไม่เคยจะชินได้สักทีไม่ว่าจะโดนแบบนี้กี่รอบ (ก็อย่างว่าคณะผมมันมีผู้หญิงเยอะขนาดนี้ที่ไหน ถึงแม้ผู้หญิงคณะอื่น จะชอบมานั่งกินข้าวคณะผมอยู่บ่อยๆ ก็เถอะ แต่ที่ผ่านๆ มาก็ทำได้แต่มอง ไม่ได้มาจู่โจมเหมือนตอนนี้...)


ผมลดตัวลง ดึงเพื่อนที่อยู่ข้างตัวให้ขยับเข้ามา ไอ้เบศก็อ๊องผู้หญิงไม่ต่างจากผมหรอกครับ


“เหี้ยเบศ กูฝากหาข่าวด้วยนะ เดี๋ยวกูมาปวดฉี่มากๆ”


พอกระซิบจบ ผมก็รีบชิ่งออกมาจากฝูงชนแบบทุลักทุเลปล่อยให้ไอ้เบศรับมือกับฝูงผีเสื้อพวกนั้นไป โดยไม่สนใจแม้เพื่อนสนิทจะตะโกนไล่หลังมาว่า


“ไอ้เพื่อนชั่ว!!”


…..


ผมเดินมาเรื่อยๆ จนมาเจอกับห้องน้ำประจำตึก ถึงจะเพิ่งเคยมาคณะอักษรครั้งแรก แต่แปลนตึกแม่งก็คล้ายๆ กับตึกวิศวะแหละครับ หาไม่ยากหรอก  พอตั้งใจจะเดินเข้าไป ผมก็เจอผู้ชายคนหนึ่งนั่งย่อๆ อยู่แถวอ่างล้างหน้า


ดวงตาสีดำที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาใสๆ นั่นหันมามองผม ก่อนที่มันจะลุกขึ้นเร็วๆ แล้วส่งเสียงห้าม


“ขอโทษครับ อย่าเพิ่งเดินเข้ามาได้ไหม ผมทำคอนแทคเลนส์ตกน่ะ”


เสียงเนิบๆ นิ่มๆ นั่นร้องเตือนอย่างร้อนรน ผมเลยหยุดฝีเท้าที่จะก้าวเดินแล้วหยุดยืนอยู่นิ่งๆ มองไอ้คนตรงหน้า ถ้าจากที่บอก... ไอ้นี่คงไม่ได้ร้องไห้อยู่ใช่ไหมวะ?


จะว่าไปแล้วพอมองดีๆ ไอ้ผู้ชายตรงหน้านี่หน้าตาดีสุดๆ เลยนี่หว่า ตัวก็สูง รูปร่างก็ดี ถึงจะออกผอมๆ ไปสักหน่อย เส้นผมสีดำถูกเซ็ตเป็นทรงอย่างดี ผมหน้าปัดข้างเล็กน้อยพอให้เรียบร้อย โครงหน้าก็ดูดี คิ้วเข้ม ไหนจะจมูกโด่งๆ ที่ไม่ได้โด่งจนน่าเกลียด ปากสีชมพู ทาลิปเหรอวะ? ไม่น่าใช่ น่าจะชมพูธรรมชาติมากกว่า... ผมมองไล่ลงมาจนถึงต้นคอแล้วมองต่ำลงไปอีกเล็กน้อย เพราะเจ้าตัวไม่ได้ติดกระดุมสองเม็ดบน


ผิวขาวสัตว์ๆ ขาวกว่าผมเยอะ พูดเลย อย่างกับลูกคนจีน (แต่ตาไม่ได้ตี่เนี่ยสิ) 


เหี้ย.. ไอ้นี่ใช่เลย น้อยครั้งที่ผมจะชมผู้ชายด้วยกันขนาดนี้ แล้วถ้าผมชมขนาดนี้ได้ ไอ้ผู้ชายตรงหน้านี่ต้องเป็น...



เดือน!!




“เดือนสิบ...?”


ผมเผลอพูดชื่ออีกฝ่ายออกไป แต่คนที่ผมคิดว่าเป็นเจ้าของชื่อเอียงคอหรี่ตามองผมเงียบๆ ไม่ได้ตอบว่าตัวเองใช่หรือไม่ใช่ จนกระทั่ง


“เอ่อ... ขอโทษที พอดีตาผมแย่มากตอนนี้มองไม่ค่อยเห็นเลย”


ไม่ได้ปฏิเสธก็แสดงว่าใช่ เหมือนจะเริ่มคุ้นๆ ว่าตัวเองเคยเห็นหน้าไอ้หมอนี่มาแล้ว แบบผ่านๆ แหละ ผมมองคนที่สูง... อืม คิดว่าน่าจะพอๆ กับผม  ที่ตอนนี้กำลังย่อตัวพยายามหาคอนแทคเลนส์บนพื้นซะท่าทางจริงจัง เหมือนว่าตาแม่งจะแย่อย่างที่พูดจริงๆ เอาวะ ช่วยหาด้วยก็ได้ ผมเป็นคนดีอะ พอสมควร


ผมย่อตัวลงช่วยมันหา แล้วไม่ต้องมองไปไหนไกล


“ตกอยู่นี่ไง”


ผมชี้นิ้วลงตรงพื้นใกล้เท้าตัวเอง ไม่กล้าหยิบส่งให้ว่ะ กลัวจับแรงไป ผมคิดว่าตัวเองไม่น่าจะถูกกับอะไรที่มันดูบอบบางแบบไอ้เลนส์นิ่มๆ เล็กๆ นั่น


เดือนสิบช้อนสายตาที่ยังปริ่มๆ ไปด้วยหยาดน้ำ แต่หน้าไม่เหมือนคนกำลังร้องไห้นั่นมองไปตามที่ผมชี้ ก่อนจะผงกหัวแล้วเอื้อมแขนมาทางผม ซึ่งค่อนข้างอยู่ไกลพอสมควร พอเดือนสิบพยายามจะเอื้อมแขนมา หัวแม่งก็โยกมาด้วย คิดว่ามันคงไม่ได้จงใจหรืออะไร หัวมันห่างจากหน้าผมแค่ไม่ถึงสามคืบ ใกล้จนได้กลิ่นแชมพูหอมๆ อ่อนๆ ที่ติดอยู่ที่เส้นผม


ผมแม่งก็บ้า ไม่ยอมถอยหนีมัน


เมื่อมันเก็บคอนแทคเลนส์ได้ก็จะโยกตัวกลับ ไอ้คนที่ก็หล่อดี แต่ผมว่ายังไงแม่งก็หล่อน้อยกว่าผมลุกขึ้นยืนเดินไปล้างคอนแทคฯที่โซนอ่างน้ำ พอผมตั้งสติได้ก็เลยเดินไปใกล้ๆ


“ไม่ใส่เหรอ?”


จะว่าผมเสือกก็ได้ แต่ว่าสงสัย ว่าทำไมมันถึงเก็บเลนส์นั่นกลับเข้ากล่อง


เดือนสิบส่ายหัว ไม่ได้ตอบอะไรผม ซึ่งอันนั้นผมก็ไม่ว่า เป็นสิทธิ์ของมัน...


“ขอบคุณที่ช่วยหาคอนแทคเลนส์นะครับ”


เสียงนิ่มๆ เนิบๆ นั่นกล่าวขอบคุณผมอย่างสุภาพ ก่อนที่มือนั่นจะกวาดเอาขวดอะไรสักอย่างลงกระเป๋าตัวเอง พร้อมทั้งตั้งใจจะเดินออกไปจากห้องน้ำ


ทั้งๆ ที่ไม่ใส่คอนแทคเลนส์ ไม่ใส่แว่นเนี่ยนะ? ไหนบอกว่าสายตาแย่ไม่ใช่เหรอวะ???


“จะออกไปทั้งๆ อย่างนั้นเหรอ สายตาแย่ไม่ใช่หรือไง”


เออ... จะว่ากูเสือกอีกก็ได้ แต่พลั้งปากพูดไปแล้วว่ะ


แล้วก็ได้ผลด้วย เดือนสิบหันหน้าหล่อๆ นั่นกลับมามองผม  แต่สีหน้าแม่งเรียบเฉยเหมือนปกตินั่นแหละ ผมเลยไม่รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ แต่ก็ช่าง...

 
“เอางี้ไหม มึงจะไปไหนเดี๋ยวกูพาไปส่ง”

 
เดือนสิบยังไม่เปลี่ยนสีหน้า นอกจากนั้นยังไม่ตอบปฏิเสธ ผมที่ค่อนข้างใจร้อน พูดอะไรแล้วทำจริงก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปหามันแล้วคว้าข้อมือเอาไว้ ไม่มีทางเลือกนี่หว่า จะนำทางคนสายตาสั้นมันก็ต้องแบบนี้แหละ


“เป็นอันว่าตกลงนะ สรุปมึงจะไปไหน??”

----------------------------TBC-------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-08-2018 22:17:08 โดย miminari »

ออฟไลน์ Babelilong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 337
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • Facebook  เข้ามาขอเป็นเพือนได้เลย
รอตอนต่อไปปปปปปปปปปปปปปปปป :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
 :กอด1: :กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
ตกลงไปหาเดือนสิบนี้ต้องการอะไร พอเจอเดือนสิบแล้วจะพาเดือนสิบไปไหน  :hao4:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13970
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +412/-25

ออฟไลน์ เปลว แว๊บแว๊บ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 134
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
นอตอนต่อไปจ้าาา ฮืออสนุกมากๆเลย

ออฟไลน์ zuu_zaa

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2092
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +115/-1

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
เดือนที่ 2

โคจรมาเจอ ⚙☽


“สวัสดีค่ะเพื่อนๆ พี่ๆ วันนี้กวางมาเปิดไลฟ์ เพราะมีเรื่องที่น่าจะเป็นทอร์ค ออฟ เดอะ ยูนิเวอร์ซิตี้ค่ะ ทุกคนคะ อยากจะรู้แล้วใช่ไหมคะว่าเป็นเรื่องอะไร เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้ และไม่อยากให้เพื่อนๆ พี่ๆ ของคุณตกข่าวล่ะก็ รบกวนแชร์กันไปให้รู้ถึงทั่วกันด้วยนะคะ”


เสียงแหลมๆ ของผู้หญิงเพื่อนของเดือนสิบที่ผมเพิ่งรู้ชื่อว่าชื่อกวางกำลังพูดกับโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังที่ตอนนี้ผมคิดว่าเธอคงจะกำลังไลฟ์สดในเฟซบุ๊กของเธออย่างขยันขันแข็ง


“ถ้าทุกคนอยากรู้แล้วก็ดูนี่ได้เลยค่ะ”


แล้วจู่ๆ ก็สลับหน้ากล้องของตัวเอง ยื่นโทรศัพท์มาโฟกัสหน้าผมกับหน้าเดือนสิบพร้อมพูดต่อ


“เดือนมหา’ลัย เดือนสิบ กับ เมืองเอก เดือนคณะวิศวะตอนนี้มาป๊ะกันแล้วค่ะ!”


ถึงไลฟ์ของเธอที่กำลังถ่ายทอดสดจะถ่ายทั้งผมทั้งไอ้เดือนสิบ แถมยังพูดพล่ามอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ถึงอย่างนั้นแต่ผมก็ไม่ได้ติดใจเอาความหรืออะไรหรอกครับ จะถ่ายก็ถ่ายไป ถ้าเดือนสิบไม่เดือดร้อน ผมเองก็ไม่เดือดร้อนอะไรด้วยเหมือนกัน


“ส่วนเหตุผลที่ทั้งสองคนนั่งอยู่ตรงนี้น่ะเหรอ?? กวางเองก็ไม่ทราบหรอกค่ะ รบกวนเชิญหาคำตอบไปพร้อมๆ กับกวางได้เลยค่ะ กวางจะทำหน้าที่ไลฟ์ให้ทุกคนดูเอง"


ว่าจบผู้หญิงที่จัดว่าสวยมากคนนั้นก็ยิ้มแป้นมองหน้าผม โดยที่ในมือยังถือโทรศัพท์เครื่องนั้นไว้


ไอ้เบศที่นั่งอยู่ข้างๆ แอบยกมือขึ้นสะกิดแขนผม...


“จะไม่เป็นไรเหรอวะมึง?”


มันพูดเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบ ส่วนผมก็เลิกคิ้ว จะเป็นอะไรได้วะ?


เหมือนไอ้เบศมันจะไม่ค่อยไว้วางใจ มันกวาดสายตามองรอบๆ ตัว พวกผู้หญิงคณะอักษรที่เคยกรูเข้ามาเมื่อกี้ ตอนนี้ไม่ได้มารุมล้อมพวกผมแล้ว แต่นั่งเงียบๆ คอยสังเกตการณ์อยู่ที่โต๊ะใกล้ๆ รอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อ... บางคนที่นั่งอยู่ไกลหน่อยก็ก้มหน้ามองจอมือถือตัวเอง


ถ้าให้ผมเดา ผมว่ากำลังดูไลฟ์กันแหง


ผมเลิกสนใจแล้วเริ่มเล่นจ้องตามองหน้าคนหน้าตาดีมีดีกรีเป็นถึงเดือนมหา’ลัยที่นั่งตีหน้านิ่งเรียบไม่แสดงสีหน้าใดๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามผม พร้อมด้วยเพื่อนที่นั่งขนาบข้างอีกสองคนของมัน เป็นผู้ชายหนึ่งคน ที่ผมยังไม่รู้จักชื่อ  และผู้หญิงที่กำลังทำหน้าที่ไลฟ์สด กวาง


ฝั่งผมมีแค่ตัวผมเองกับไอ้เบศที่นั่งเหงื่อตก รอสังเกตการณ์ทั้งฝั่งผมและฝั่งตรงข้าม มันคงเดาไม่ออกว่าผมจะทำอะไรต่อ ส่วนเรื่องที่ผมกับเดือนสิบมานั่งโต๊ะเดียวกัน จ้องหน้ากันอย่างนี้ได้ยังไงน่ะเหรอ? ก็...


ผมเดินออกมาจากห้องน้ำ ทั้งๆ ที่ยังจับข้อมือไอ้ผู้ชายข้างหลังลากให้มาด้วยกันนี่แหละครับ หลังจากทึกทักเอาเองว่ามันตกลง แล้วเจ้าตัวก็ไม่ได้ปฏิเสธแถมบอกอีกว่าเพื่อนน่าจะรออยู่ที่โต๊ะใต้ตึก ผมก็เออออพาไป


เดือนสิบมันเจอเพื่อนทั้งสองคน พร้อมกับไอ้เบศที่ไปอยู่ด้วยกันได้ไงก็ไม่รู้


พอผมประกาศว่าตัวเองมาหา ‘เดือนมหา’ลัย’ คนที่กรูๆ กันก็เริ่มถอยไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วก็มาเป็นอย่างที่เห็น


“นายคือเมืองเอก?”


ในที่สุดเดือนสิบที่นั่งเงียบมองหน้าผมมานานมันก็เริ่มพูด ผมยิ้มแล้วตอบรับไป ถึงจะรู้สึกตงิดๆ กับสรรพนาม ‘นาย’ ที่มันใช้เรียกผม จะว่าไปแม่งก็สุภาพตลอดเลยนี่หว่า หรือว่ามันจะไม่พูดคำหยาบ?


“แล้วที่มานี่... มีอะไรเหรอ?”


แล้วเดือนสิบก็ถามต่อ และคำถามนั้นก็เป็นคำถามในใจใครหลายๆ คน กวางเงยหน้าขึ้นมาจากการก้มหน้ามองจอโทรศัพท์มามองผม รอคำตอบ ผมก็ไม่ได้ไร ยักไหล่ตอบไป 


 “กูมาหาเดือนมหา’ลัยไง อยากเห็นหน้า


เดือนสิบเอียงคอมอง เหมือนจะถามประมาณว่า แล้วไงต่อ?


“กูแค่สงสัยว่ามึงมีอะไรดีถึงได้เป็นเดือนมหา’ลัย จากที่ดูจากหน้าตา... ก็ว่าไม่น่าใช่ กูหล่อกว่าตั้งเยอะ” 


ผมพูดออกไปในสิ่งที่ตัวเองคิดตรงๆ จนไอ้เบศแทบจะถลนตามองผม พร้อมๆ กับเพื่อนไอ้เดือนสิบสองคนที่จ้องหน้าผมไม่ต่างกัน


“อะๆ นั่นแหละค่ะทุกคน เดือนวิศวะเขาว่างั้นแล้วทุกคนล่ะคะว่ายังไง?” ก่อนที่กวางจะตั้งสติได้ แล้วเริ่มพูดกับคนที่ดูไลฟ์อีกครั้ง


ไม่ต้องมาว่าว่าผมมั่นหน้า ผมรู้ตัว แล้วก็รู้ตัวด้วยว่าตัวเองหล่อกว่ามัน


เอาเป็นว่าไม่ต้องสนใจไลฟ์สดกับเสียงของกวาง เราหันมาโฟกัสที่เดือนสิบกันดีกว่า เจ้าตัวยังคงมองผมนิ่งๆ ด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออก ไม่ได้ว่าผม ไม่ได้ท้วง ไม่ได้เถียง เพียงแต่เงียบ เหมือนเจ้าตัวจะรอว่าผมจะพูดอะไรต่ออีกหรือเปล่า พอผมเงียบไปนาน ปากสีชมพูของผู้ชายตรงหน้าผมก็เปิดปากพูด


“แค่นี้เหรอ?”


“ใครๆ เขาก็พูดกันว่าคนที่สมควรได้ตำแหน่งเดือนมหา’ลัยควรเป็นกูมากกว่ามึง”   






ตึง! !





เดือนสิบลุกขึ้นยืน มือสองข้างนั่นกระแทกแรงๆ บนโต๊ะ เสียงดังจนเพื่อนทั้งสองคนรวมถึงไอ้เบศสะดุ้ง ส่วนผมน่ะเปล่า แค่เงยหน้าขึ้นนิดหน่อยมองคนที่ยืนจ้องตาผม


“ฟลุ๊ค ไปกันเถอะ”


 “หะ? ไปไหน???” ผู้ชายที่นั่งข้างมัน ซึ่งผมรู้ได้จากประโยคเมื่อกี้ว่าชื่อฟลุ๊ค ทำหน้าเหลอหลามองเพื่อนตัวเองอย่างสงสัย


“พาไปห้องหน่อยจะไปเอาแว่น”   


ผมได้ยินเพื่อนมันบ่นแว่วๆ ว่า “ขี้เกียจอะ” แต่สุดท้ายก็ยอมลุกตามไป




เสียแรงเปล่าที่ผมอุตส่าห์คิดว่าของมันจะขึ้น...


“เดือนสิบ..”


ผมเรียก แต่เจ้าของชื่อไม่ได้หันกลับมาหาผม เพียงแต่รู้ว่าได้ยินแน่ๆ ก็มันหยุดยืนรอว่าผมจะพูดอะไร ผมก็เลยยกยิ้มแล้วพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดต่อ


“กูอ่ะ เกลียดความพ่ายแพ้สุดๆ เลยว่ะ”


พอผมพูดจบประโยคขายาวๆ นั่นก็ก้าวฉับๆ จากไป พร้อมๆ กับเพื่อนอีกคน


ผมได้ยินเพื่อนข้างตัวตัวเองร้อง “อูวววว....” ยาวๆ


ไอ้เบศมันคงรู้ ว่าจะมีวอร์เกิดขึ้น ถึงจะไม่ใช่ไอ้เดือนสิบเริ่มก็เหอะ 


-------------------------------------


☽  เดือนสิบ พาร์ท  ☽


ผมโคตรหงุดหงิด หงุดหงิด!!


หงุดหงิดไอ้นั่น ไอ้เมืองเอก ตอนแรกเพราะผมสายตาแย่มากก็เลยไม่รู้ว่าไอ้หมอนั่นเป็นใครหรอก ยอมเดินตามมาเพราะฝ่ายนั้นเออออเองว่าจะไปส่งผม จนกระทั่งมารู้ ว่าผู้ชายตัวสูงคนนั้นชื่อ ‘เมืองเอก’ ถามว่าผมรู้จักไหมเหรอ? แน่นอนสิครับ ก็ที่ผ่านๆ มาเห็นหน้ากันตลอดตอนประกวดเดือนมหา’ลัย นอกนั้นอีกฝ่ายก็ยังเป็นคนดังด้วย จะไม่ให้รู้จักได้ยังไงล่ะ


ตอนแรกที่อีกฝ่ายบอกว่ามาที่นี่เพราะอยากมาหาเดือน มาหาผม ผมก็สงสัยแหละว่ามีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า ?? แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็น... อะไรที่ผมอยากจะสบถหยาบคายใส่มันแบบตรงๆ แต่ผมทำไม่ได้ เลยได้แต่ด่าในใจเนี่ยล่ะครับ


เมืองเอกเกลียดผมเพราะผมแย่งตำแหน่งเดือน ทำให้เมืองเอกถูกตราหน้าว่าทำให้สถิติเดือนมหา'ลัย 4 ปีซ้อนของคณะวิศวะถูกทำลาย


ใช่... ผมรู้ว่าผมโดนเกลียด โดนมองเป็นศัตรู ตกเป็นเป้าหมายของอีกฝ่ายทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่ได้ทำอะไรผิด


แล้วนอกจากไอ้บ้าเมืองเอกนั่นจะหลงตัวเองแล้ว ยังเป็นคนแพ้แล้วพาล


“ใครๆ เขาก็พูดกันว่าคนที่สมควรได้ตำแหน่งเดือนมหา’ลัยควรเป็นกูมากกว่ามึง”   


เพราะโยคนั้นเป็นประโยคที่ทำให้ผมที่ทนมานานทนไม่ไหวอีกต่อไป อยากด่าตอกหน้ากลับไปว่าถ้ามึงแน่จริงทำไมไม่ได้เป็นเดือนวะ หมาที่กัดไม่เก่งชอบเห่าเสียงดัง!!


แน่นอนว่าผมไม่ได้พูด ผมไม่ได้อยากจะมีเรื่องกับมัน ผมเลยพอ ชวนฟลุ๊คเดินออกมาจากตรงนั้น โดยอ้างเรื่องเเว่น


แต่ดีแค่ไหนแล้วที่เมื่อกี้ไม่ได้ใส่แว่นหรือใส่คอนแทคฯ ถ้าผมใส่... ถ้าผมได้มองหน้าไอ้นั่นชัดๆ ล่ะก็ มีหวังฟิวขาดต่อยหน้ามันไปแล้ว


แล้วไอ้ที่ว่าเกลียดความพ่ายแพ้สุดๆ นั่นคืออะไร? จะหาเรื่องผม? ทำให้ผมถูกถอดออกจากตำแหน่งเดือนมหา'ลัยเหรอ???


เรื่องแบบนั้นน่ะมีที่ไหนกัน ตั้งแต่มหา'ลัยนี้มีประกวดดาวเดือนมา ผมไม่เห็นเคยได้ยินว่ามีคนที่รับตำแหน่งดาวเดือนมหา'ลัยไปแล้วถูกถอดออกจากตำแหน่ง ขนาดพี่เอส เดือนมหา'ลัยปีที่แล้ว ที่มีข่าวเสียๆ หายๆ มาตลอดจนเขารู้กันไปทั้ง ม. ยังไม่เห็นโดนถอดออกจากตำแหน่งเลยครับ เพราะงั้นประเด็นนี้เป็นอันว่าตกไป


นอกเสียจากว่าคนเเรกในประวัติศาสตร์ดาวเดือนที่ถูกถอนตำแหน่งจะเป็นผม...


ไม่มั้ง ผมน่ะคิดมากไปแล้ว ต่อให้ไอ้บ้าเมืองเอกนั่นอยากจะแย่งตำแหน่งกลับคืนไปก็คงทำไม่ได้หรอกครับ


“เดือนสิบ มึงโอเคเปล่า?”


ผมพยายามห้ามหัวที่กำลังร้อนของตัวเองให้เย็นลง แล้วหันหน้ากลับไปมองเพื่อนข้างตัวที่เดินอยู่เงียบๆ มานาน


“โอเค”


ผมตอบไปอย่างนั้น ถึงแม้ในใจจะไม่โอเค ก็ไม่ค่อยอยากให้คนข้างตัวเป็นห่วงนัก แต่เหมือนจะผิดคาด


“กูรู้มึงไม่โอเคเดือนสิบ”


อ้าว... ถ้ารู้แล้วจะแล้วจะถามทำไม? อันนี้ผมไม่ได้หงุดหงิดนะแค่สงสัย


“ทำไมกูจะไม่รู้ล่ะ เดือนสิบ กูกับมึงคบกันมานานแค่ไหนแล้ว”


ผมสะดุ้งเมื่อเหมือนถูกเพื่อนข้างๆ อ่านใจได้ คบกันมานานแค่ไหนแล้วเหรอ? จะว่าไปก็นาน(?)แล้วนะ เจอกันตอนรับน้องประมาณเดือนก่อนมั้ง...


...เดือนเดียวนี่เรียกนานเเล้วเหรอครับฟลุ๊ค ?? อ้อ เจ้าตัวอาจจะหมายถึงถามว่านานแค่ไหน


“มึงไม่ต้องไปใส่ใจกับคำพูดไอ้นั่นมากนักหรอก”


ผมพยักหน้ารับเพื่อนสนิท ตอนนี้ผมเริ่มใจเย็นลง จริงๆ ผมรู้ มันแค่เห่า แต่ก็อดหงุดหงิดกับคำพูดของเมืองเอกไม่ได้ ให้ตายสิ คนแบบนั้นทำไมถึงได้มีแฟนคลับเยอะนักนะ ถามจริงเหอะ แฟนๆ เมืองเอกนี่รู้รึเปล่าว่าเจ้าตัวแม่งนิสัยอย่างนี้... หึ แต่จะรู้หรือไม่รู้ตอนนี้ทุกคนก็ได้รู้แล้ว เล่นพูดต่อหน้ากล้อง ทั้งๆ ที่รู้ว่ากวางถ่ายไลฟ์อยู่ ผมจะแช่ง แช่งให้มันโดนแอนตี้! 


“เดือนสิบ”


เพื่อนผมเรียกอีกครั้งในขณะที่ผมคิดอะไรเพลินๆ ผมหยุดเดินก่อนจะหันไปหา


“มึงจะไปห้องไม่ใช่เหรอ รถกูจอดทางนี้”


ไม่ว่าเปล่า ฟลุ๊คชี้มือไปทางตึกข้างๆ ที่ตรงนั้นผมเห็นลางๆ ว่ามีรถจอดอยู่ ถ้าจำไม่ผิดฟลุ๊คบอกว่าจะออกรถ New Honda city 2017 สีดำ... รึว่านั่นจะเป็น!!


ผมยิ้มละไมแล้วสรรเสริญเพื่อนข้างตัวในใจ


โคตร’จารย์ฟลุ๊ค!!



....



แล้วคุณฟลุ๊คก็ขับรถคนนั้นไปส่งผมถึงที่คอนโดจริงๆ ครับ แบบถึงที่เลย ถึงแม้ว่ารถจะติดจนผมคิดว่าเดินจากมหาวิทยาลัยไปยังจะเร็วกว่า แต่ก็นั่นแหละ แดดเวลานี้ร้อนครับ ถึงรถจะติดแต่ก็ยังได้อยู่ในแอร์ มันก็ดีกว่า(รึเปล่า?)ถ้าเทียบระหว่างเดิน หรือนั่งวินมอเตอร์ไซค์


ระหว่างทางเราไม่ได้พูดอะไรมาก ฟลุ๊คที่นั่งเคาะนิ้วกับพวงมาลัยทอดสายตาจ้องตูดรถคันข้างหน้าแล้วบ่นพึมพำเบาๆ ว่า "ก็ติดเหมือนทุกที"


เล่นเอาความรู้สึกผิดนี่ถาโถมเข้าใส่ เพราะผมเป็นคนชวนเพื่อนคนนี้ออกมาเจอรถติดเอง แต่ก็นั่นแหละครับ ผมไม่รบกวนเพื่อนคนนี้ฟรีๆ หรอก


พอมาถึงที่จอดรถของคอนโด ผมก็รีบวิ่งคลำทางขึ้นลิฟต์ไปห้องตัวเอง พอหยิบเเว่นมาใส่เสร็จก็รีบลงมาหาเพื่อนที่จอดรถรออยู่ข้างล่าง


"ไม่ได้ใส่แว่นนานแล้วนะ เห็นแล้วแปลกๆ ดี"


คุณฟลุ๊คเอ่ยทัก ในขณะที่ผมพยักหน้ารับเบาๆ ไม่ลืมขอบคุณที่อุตส่าห์ขับรถพาผมมาเอาแว่น นอกจากนั้นเเล้วผมก็สัญญาว่าจะเลี้ยงซูชิเพื่อนเป็นการตอบเเทน


พวกเรามีเรียนคาบบ่ายครับ ผมกับฟลุ๊คก็เลยจำต้องขับรถกลับเข้ามาใน ม. อย่างช่วยไม่ได้ แหงล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ว่าเพราะมีเรียนต่อ ผมไม่ถ่อไปเอาเเว่นถึงห้องแล้วกลับมาหรอก


พอกลับมาก็เจอกวางนั่งหน้ามุ่ยอยู่ที่โต๊ะใต้ตึกพร้อมกับเพื่อนร่วมเซคที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีอีก 3-4 คน ส่วนสาเหตุที่เพื่อนสาวงอนอย่างนี้ก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะผมกับฟลุ๊คดันทิ้งกวางไว้แล้วเดินหนีไป


"ขอโทษนะกวาง"


ผมรีบขอโทษ ส่วนกวางก็ดูเหมือนจะไม่ได้โกรธอะไรมาก ยอมยกโทษให้แต่โดยดี


"ก็พอเข้าใจเเหละว่าเป็นเพราะอะไร"


ใช่ ทั้งหมดมันเป็นเพราะไอ้... อะ.. พูดแล้วเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว ดีแค่ไหนแล้วที่ผมกลับมาแล้วไม่ได้เจอเมืองเอกอีก สงสัยจะไสหน้าที่ตัวเองบอกนักบอกหนาว่าหล่อกว่าผมกลับคณะวิศวะไปเรียบร้อยแล้วล่ะครับ ชิ


"เอ้อ เเล้วก็ไม่ต้องห่วงนะเดือนสิบ เพื่อนๆ กับคนส่วนใหญ่น่ะอยู่ทีมแกนะ!"


ผมเอียงคอมองกวาง เริ่มไม่เข้าใจว่ากวางพูดถึงอะไร จนกระทั่งเธอเริ่มอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้


“ก็เพราะไลฟ์เมื่อกี้น่ะสิ เรื่องที่อีตาปากไม่ดีเมืองเอกนั่นพูดเขาก็เลยรู้กันหมดแล้ว แล้วตอนนี้เสียงก็แตกเป็นหลายฝ่าย หลายทีมเลย ทั้ง #ทีมเดือนสิบ #ทีมเมืองเอก แล้วนอกจากนั้นก็มีทีมคณะอื่นๆ ที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับทีมเมืองเอกด้วย ท่าทางเมืองเอกเหมือนจะไปหยามๆ เดือนคณะพวกนั้นด้วยล่ะมั้ง ก็เล่นไม่มองเดือนคณะอื่นอยู่ในสายตาเลยนี่นา.....”


เหมือนผมจะเริ่มเข้าใจคร่าวๆ หลังจากนั้นกวางก็เล่าฉากดุเด็ดเผ็ดมันที่คนในไลฟ์คอมเมนต์ตอบโต้กันราวกับจะทำสงคราม แถมจากคำบอกเล่าของกวาง เมืองเอกดูจะไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตัวเองพูดไปทำให้คนลุกฮือกันมากแค่ไหน


ก็นั่นล่ะครับ ทำอะไรเอาไว้ก็ต้องเตรียมรับผลที่ตามมาด้วย


ส่วนผม ไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้ ขออยู่เงียบๆ ของผมแบบนี้ดีกว่า


หลังจากกวางเปิดเรื่องเมืองเอกฝอยกับเพื่อนคนอื่นๆ ไม่นานก็กลับมาเป็นเรื่อง


“เดือนสิบ วันนี้พวกรุ่นพี่เขามีนัดเลี้ยงฉลองให้น่ะ ที่ร้านเดิม”


กวางหันมาทำตาวิ้งๆ ใส่ผมโดยที่ฟลุ๊คที่นั่งอยู่ข้างๆ ค้านว่าตัวเองจะไม่ไป.. อ่า ผมเองก็


“ไม่---...”


“ไม่ได้ ถ้าเดือนสิบไม่ไป แล้วงานเลี้ยงฉลองจะมีความหมายอะไรล่ะ พี่ๆ เขาเลี้ยงฉลองให้นะ เหมาร้านฉลองให้เลยนะ!”


ผมรีบปิดปากแทบไม่ทัน กวางจัดการพูดเสร็จสรรพ สรุปได้เองไปเลยว่ายังไงผมก็ต้องไป ถึงจะเห็นด้วยนิดๆ เรื่องที่ถ้าผมไม่ไปก็ไม่มีความหมาย ว่าแต่ขี้เกียจจังแหะ


“คนมาเยอะไหม?” ผมลองเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม ซึ่งเธอตอบแทบจะในทันที


“จะเหลือเหรอ พอพี่เขาได้ข่าวว่าแกโสดก็ยกกันมาทั้งคณะแล้ว!”


อ่า... ทั้งคณะเลยเหรอ? อาจจะโอเวอร์ไปสักหน่อย


จะว่าไปแล้ว... ผมเคยบอกเหรอว่าตัวเองโสด-- อะ... เหมือนบนเวทีประกวดจะถูกพิธีกรจี้ให้ตอบคำถามข้อนี้นี่เนอะ อืม พอจำได้ลางๆ แล้วว่าตัวเองพูดจริงๆ


“รับรองว่าวันนี้อิ่มขนมจีบแน่นอนค่ะเพื่อน”


กวางยกนิ้วให้ ส่วนคุณฟลุ๊คที่นั่งฟังเงียบๆ มาตลอดอยู่ดีๆ ก็พูดขึ้นมา...









“ อ้างว้างชีวิต ” 



พลางมองตรงไปข้างหน้าราวกับกำลังล่องลอยและถอนหายใจเฮือกใหญ่



ผมกับเพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นถึงกลับหลุดขำพรืด ยกให้คำๆ นั้นเป็นคำคมแห่งวัน...



..........



เยอะ.. คนเยอะจริงๆ ครับ มีตั้งแต่พี่บัณฑิตของคณะที่จบไปนานแล้ว ไปจนถึงเพื่อนๆ รุ่นเดียวกับผม มากันเยอะมากๆ ไม่แน่ใจเหมือนว่าเป็นเพราะงานเลี้ยงนี้ทั้งอาหาร เครื่องดื่มฟรีตลอดงานหรือเปล่า


ส่วนคุณฟลุ๊คไม่ได้มางานตามที่เจ้าตัวบอกนั่นแหละ รายนั้นเป็นโรคโฮมซิกตลอดเวลา แล้วก็รักบ้านยิ่งชีพครับ


ผมเลยมาแค่กับกวางแล้วก็มีเพื่อนตามที่บอกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่อีกเยอะแยะ รุ่นพี่ก็ขยันเข้ามาทัก มาชวนกิน ชวนดื่ม แต่ผมไม่ดื่มอยู่แล้วก็เลยทำได้แต่ซดน้ำเป๊บซี่ทั้งงาน นอกจากนั้นก็มีแวะมาถามข่าวคราวเรื่องที่เป็นฮ็อตนิวส์อยู่ตอนนี้


หนีไม่พ้นเรื่อง... เมืองเอก


ผมก็ได้แต่ครับๆ ตามความเห็นพวกพี่ๆ เขาไป แล้วก็บอกเขาว่าผมตั้งใจจะอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ของผม


กว่าจะได้กลับจากงานเลี้ยงก็ประมาณ 4 ทุ่มครับ ถึงผมจะว่ามันไม่ได้ดึกมาก แต่ก็เป็นเพราะพวกพี่ๆ เขายังดื่มกินกันต่อ ส่วนผมขอออกมาก่อน ประมาณว่าไปปรากฏตัวในงานพอเป็นพิธี


ผมลากสังขารตัวเองกลับมาคอนโดได้สำเร็จ หลังจากตอนแรกตั้งใจจะอาบน้ำเข้านอนเลย แต่ดันเพิ่งมาคิดขึ้นได้ ว่าตัวเองลืมซื้อครีมล้างหน้ากับสบู่ที่เพิ่งหมดไปเมื่อเช้า ก็เลยได้เรื่องลงไปเซเว่นข้างล่างอีกรอบ จังหวะที่ผมเปิดประตูห้องออกไป...


อะ....


“ไง”


ทำไมซวยอย่างนี้วะ


ไอ้เมืองเอกมันหันมาพร้อมรอยยิ้มที่มันคิดว่าตัวเองหล่อมากมั้ง แล้วส่งเสียงทักเหมือนว่าผมกับมันเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่ชาติปางไหน ทั้งๆ ที่เอาจริงๆ มันไม่ต้องทักผมก็ได้ ถึงแม้ว่าผมกับมันจะรู้จักกันแล้ว... แต่แค่มองหน้ากันนิดหน่อย  แล้วเดินผ่านหน้าไปก็พอไม่ใช่เหรอ..


“.....”


ผมไม่ได้พูดอะไร หรือทักมันกลับหรอกนะครับตั้งใจจะจบบนสนทนาแล้วเดินผ่านไปแต่ว่าเสียงทุ้มๆ นั่นเอ่ยถามขึ้นมาก่อน







“เออ มึงอยู่คอนโดนี้เหรอวะ?”



----------------------------TBC-------------------------


สวัสดียามดึกค่ะ //ถึงจะไม่ดึกเท่าไหร่ก็เถอะ
ยังคงคอนเซ็ปความไม่มีอะไรของนิยายเรื่องนี้ 5555
แอบเผยคาร์ของตัวเองทั้งคู่ออกมานิดๆ แล้วนะคะ

เดือนสิบ
นี่จะเป็นแนวๆ เงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรมาก ซึ่งตรงข้ามกับความคิด
ถ้าอ่านพาร์ทเดือนสิบก็จะรู้สึกได้เลย ภายนอกไม่ทุกข์ร้อนแต่ในใจนี่เดือด...
(เป็นพวกเก็บสีหน้าเก่ง)

เมืองเอก
จะเป็นประเภทมั่นใจในตัวเองค่ะ แบบมากๆ คิดอะไรก็พูดตรงๆ 
ถึงจะปากร้ายไปหน่อยก็เถอะ  จริงๆ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ //แหะๆ

แล้วก็ขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกการติดตามด้วยนะคะ
ไว้พบกันไหมตอนหน้า รักทุกคนค่ะ >< <3



#วิศวะเดือนสิบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-08-2018 22:21:57 โดย miminari »

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
ถ้าเดือนสิบไม่ชนะตัวเอง ก็คงไม่เห็นเดือนสิบอยู่ในสายตาซินะเมืองเอก  :hao4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-18

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7980
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-11
เมืองเอก แปลกมากกกกกกกก  o22 o22 o22
คนอะไร มั่นหน้าซะขนาดนี้ ว่าตัวเองหล่อที่สุดในมอ  :really2:
ไม่ยอมแพ้ ในเรื่องที่เป็นมติของกรรมการ ของเพื่อนในมอ
ไอ้เกลียดความพ่ายแพ้ ใครๆก็เกลียดกันทั้งนั้น
แต่เขาก็ไม่ไปประกาศกันให้เอิกเกริกแบบนี้  :fire:
      :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4282
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-7
ออกตัวแรงจังนะเมืองเอก (แต่สงสัยจริง ๆ ว่าอะไรทำให้เดือนสิบได้เป็นเดือนม. ขนาดเจ้าตัวยังคิดไม่ถึง ฮา)
ว่าแต่... เมืองเอกจ๊ะ พลาดตำแหน่งเดือนมหา'ลัย สนใจเป็นแฟนเดือนไหม (ถ้าเขาจะเอานายอ่ะนะ ฮุฮุ)

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
เดือนที่ 3
มีแผนไหม? ☽
 

“เออ มึงอยู่คอนโดนี้เหรอวะ?”


ผู้ชายที่ผมไม่คิดว่าจะเจอยืนอยู่ตรงหน้าเอ่ยขึ้นเรียบๆ ด้วยเนื้อความของประโยคคำถามที่ว่าทำให้ผมฉุกคิด...



เออ แล้วผมอยู่คอนโดนี้เหรอวะ..---



เฮ้ย! ไม่สิ ผมต่างหากที่ควรจะถามทางนั้นว่าอยู่คอนโดนี้ด้วยเหรอ? แล้วที่สำคัญเมื่อกี้เมืองเอกเพิ่งจะไขกุญแจเสียบคีย์การ์ดเข้าห้องฝั่งตรงข้ามห้องของผมด้วยซ้ำ แต่... ผมอยู่คอนโดนี้มาตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดเทอม ไม่เคยเห็นเขาสักครั้ง ยิ่งถ้าอยู่ห้องตรงข้ามด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เคยเจอ


หลังจากใช้เวลาคิดเรื่องนั้นอยู่สักพักผมก็ตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ตอบคำถามกลับไปสั้นๆ ตามมารยาททั้งๆ ที่ในใจผมไม่ได้อยากจะคุยอะไรด้วย


“อืม”


หลังจากที่ตอบคำถามหน้าหล่อๆ ที่เคยเห็นมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้สังเกตและเห็นแบบชัดๆ ในระยะที่ใกล้ขนาดที่ห่างกันไม่กี่ก้าวขนาดนี้มาก่อนก็เริ่มประดับด้วยรอยยิ้ม ที่ไม่รู้ผมอคติไปเองหรือเปล่า ผมกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นโคตรมีลับลมคมใน แต่ก็อย่างว่า เมืองเอกหน้าตาดีมากๆ จริงๆ ไม่ว่าจะยิ้มแบบไหนก็ส่งให้เขาดูดีขึ้นทั้งนั้น ถึงแม้ผมจะมองด้วยความอคติแล้วก็เถอะ


ช่างเรื่องของเมืองเอกหน้าหล่อแต่ปากสุนัขคนนี้ไปเถอะครับ ผมไม่อยากเสวนาด้วยมากกว่านี้ เลยตั้งใจจะเดินจากไปแต่แทนที่จะได้ทำอย่างที่ตัวเองคิด คนตรงหน้าก็ส่งเสียงขึ้นอีกประโยค


“หืม... บังเอิญจังเลยว่ะ กูก็เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ตกใจเหมือนกันที่ห้องตรงข้ามดันมาเป็นห้องของเดือนมหา’ลัยซะได้ ดวงกูกับมึงนี่สมพงศ์กันดีนะ” 


“...”


ผมเงียบไม่ได้พูดอะไรตอบ หันกลับไปมองหน้าเมืองเอกที่ยังคงยิ้ม สายตาที่มองมากับน้ำเสียงที่เน้นหนักตรงคำว่า ‘เดือนมหา’ลัย’ นั่นก็ทำให้ผมรู้ได้ไม่ยากเลย


สมพงศ์บ้าบออะไร ! ผมเพิ่งโดนอีกฝ่ายไม่ชอบหน้าและทำท่าเหมือนจะมาหาเรื่องเมื่อตอนกลางวันนี้ แล้วต้องมารับรู้ความจริงว่าต้องอยู่ห้องตรงข้ามกันอีก...


ปวดหัวจังครับ ต่อให้ผมอยากจะเป็นฝ่ายย้ายหนีก็ทำไม่ได้หรอกครับ เพราะงั้นทางที่ดีที่สุด ต่างคนต่างอยู่ไปนะ



….



ต่างคนต่างอยู่ดีที่สุด


เมื่อคืนหลังนั้นผมก็เดินหนีออกมา ลงไปซื้อของข้างล่างสำเร็จเสร็จสับตามที่ตั้งใจ โดยไม่ได้มีการพูดคุยใดๆ เพิ่มเติมนอกจากประโยคที่พูดเมื่อคืน พอขึ้นมาบนห้องก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ


เอาจริงผมก็คิดว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิดเอาไว้ตอนแรก ถ้าเราต่างคนต่างอยู่กันแบบนี้ ผมก็ใช้ชีวิตของผม เมืองเอกก็ใช้ชีวิตของเขาไป ถ้าไม่ชอบกันก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกัน ถ้าไม่ใช่เพราะอยากเข้ามายุ่งเพราะอยากหาเรื่องล่ะก็นะ


ผมตื่นเช้าขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว ใส่ชุดนิสิตเรียบร้อยก็เตรียมออกจากห้องไปม.ในเวลาประมาณ 7 โมงกว่าๆ เพราะวันนี้ผมมีเรียนเช้า แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องบังเอิญหรืออะไรดลใจทำให้คนแรกที่ผมเจอในเช้าวันนี้...


“.....”


...เป็นเมืองเอก


“มีเรียนเช้าเหมือนกันเหรอ?”


“อืม” 


เขาถามและผมก็ตอบ สั้นๆ ผมไม่หวังให้เราคุยยาวกันมากกว่านี้หรอกครับ ไม่รู้จะรับมือยังไงด้วย ยิ่งต้องเข้าลิฟต์ด้วยกัน เดินออกจากคอนโดพร้อมกัน หรือไม่อาจจะไป ม. พร้อมกันเลยก็ได้


จะว่าไป...


ผมแวะเซเว่นซื้ออะไรกินเป็นข้าวเช้าหน่อยดีกว่า


พอประตูลิฟต์เปิดผมก็ก้าวขาเดินออกจากตัวลิฟต์จุดหมายปลายทางอยู่ที่เซเว่นสาขาประจำ แต่ระหว่างเดินก็รู้สึกว่ามีคนเดินตามหลังมา พอหันกลับไปถึงได้รู้..


“อะไร? กูจะแวะเซเว่นเหมือนกันหรอก”


ผู้ชายตัวสูงที่จากที่ดูๆ แล้วเหมือนจะสูงกว่าผมนิดหน่อยพูดขึ้นทันทีที่ผมหันกลับไปมอง หัวคิ้วเข้มๆ หนาๆ นั่นยกขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทางกวนๆ จนผมเริ่มหมั่นไส้อยู่ในใจ


“กูไม่ได้จะเดินตามมึงสักหน่อย”


ยัง... ยังเสริมอีกประโยค ไม่รู้จะเชื่อคำที่เจ้าตัวบอกดีไหม แต่ช่างแล้วกัน


ผมเดินเข้ามาในเซเว่น ทันทีที่เข้าร้าน พนักงานแคชเชียร์หน้าเคาน์เตอร์ก็ตะโกนยินดีต้อนรับเสียงดัง จนผมต้องเผลอหันไปมองตลอด ทั้งๆ ที่จริงๆ ควรจะชินกับพนักงานสาขานี้ได้แล้ว


พอหันไปก็เจอรอยยิ้มหวานหยดที่ไม่ต้องเดาก็รู้ ผมพอรู้ว่าพนักงานผู้หญิงที่นี่แอบปลื้มๆ หน้าตาผมอยู่บ้าง แต่ครั้งนี้ต่างไปสักหน่อย ไม่ใช่แค่ยิ้มให้ผม แต่สายตาหวานหยดนั่น ยังมองเลยไปยังผู้ชายข้างหลังที่เดินตามผมเข้ามาด้วย


ใช่ครับ เมืองเอก...


ผมแยกออกไป เดินไปหาดูแซนวิชไม่ก็ขนมปังแบบที่กินได้เลยไม่ต้องเข้าไมโครเวฟเพราะไม่อยากเสียเวลา ยิ่งเป็นเซเว่นสาขานี้ ซื้อทีไรหาเรื่องทำนานๆ ให้ผมต้องยืนรอตลอด หลังๆ รู้แกวครับก็เลยหาวิธีทีที่เร็วที่สุด จากนั้นก็เดินไปหยิบนมกล่องมาอีกหนึ่ง


แต่พอจะเดินไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์ก็ต้องเจอกับแผ่นหลังของผู้ชายในเสื้อช็อปวิศวะสีเข้ม ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับคนเดิมแหละ เช้าๆ แบบนี้แปลกที่ไม่ค่อยจะมีคนเข้าใช้ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนแล้วก็เป็นย่านที่พักแท้ๆ

 
พนักงานก็คิดเงินอ้อยอิ่งแบบรู้จุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นพยายามหยิบของช้าหรือสแกนบาร์โค้ดเอื่อยๆ หรือแม้กระทั่ง


“รับขนมจีบ ซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?” พนักงานหญิงช้อนสายตามองเมืองเอกตาแทบไม่กะพริบ แต่คนตรงหน้าผมที่ยังคิดเงินไม่เสร็จง่ายสักทีตีหน้านิ่งๆ แล้วปฏิเสธแข็งๆ ไป แต่ยังคงรักษามารยาท


“ไม่ครับ”


“สินค้าตัวนี้เป็นสินค้าตัวใหม่นะคะ มีโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 นะคะ หรือว่าจะเป็นสินค้าตรงนี้ ลดราคาจากปกติห่อละ 25 บาท ถ้าซื้อ 2 ห่อ ลดเหลือ 35 บาทนะคะ สนใจรับไหมคะ?”


จากนั้นพนักงานก็ร่ายออกมายาวเป็นประโยคเสนอขายของเต็มที่ ถึงแม้จะไม่สามารถทำให้เมืองเอกซื้อของที่พวกเธออุตส่าห์เสนอได้ แต่ก็ถือว่าคุ้มถ้าแลกกับเวลาที่จะได้มองหน้าคนหน้าตาดีนานขึ้นไปอีก อืม... ผมว่าผมเข้าใจนะ


“ไม่เอาครับ”


เมืองเอกปฏิเสธกลับไปอีกรอบ เธอถึงได้เลิกตื้อแล้วจัดแจงเอาของที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ใส่ถุงเตรียมจะคิดเงิน ซึ่งควรจะเสร็จได้ตั้งนานแล้ว ผมจะได้จ่ายๆ เงินบ้างสักที แต่ยังไม่ทันที่เมืองเอกจะได้หยิบเงินขึ้นมาจ่าย อยู่ดีๆ เขาก็หันกลับมามองผม ใช่ครับ มองผมที่ต่อแถวอยู่ข้างหลังเขาเนี่ย


มองทำไม? มีอะไร?..


ผมไม่ได้เอ่ยถาม แค่กระพริบตามองเขาตอบ


ก่อนที่จะได้ตั้งตัว มือใหญ่ๆ ก็แย่งขนมปังที่ผมถืออยู่พร้อมกับนมกล่องของผมไป


“จ่ายรวมนี่ด้วยครับ”


หลังจากแย่งได้ เขาก็วางของของผมลงบนเคาน์เตอร์แล้วพูดขึ้นอีกประโยค ในขณะที่ผมงงเป็นไก่ตาแตกแต่เก็บอาการ พอคิดเงินเรียบร้อยเขาก็เรียกให้ผมเดินตามออกไปพร้อมล้วงมือเข้าไปในถุงเซเว่น


“เอ้า นี่ของมึง ” 


แทนที่จะให้มาเป็นของแต่เมืองเอกกลับหยิบของของตัวเองออกจากถุงแล้วยื่นทั้งถุงเซเว่นส่งให้ผมแทน ผมก็รับมานะ แล้วก็ไม่ลืมหยิบเงินค่าของส่งให้ด้วย


“ถ้าแยกกันคิดเงินกว่ามึงจะคิดเงินเสร็จโดนยื้ออีกหลายนาทีแน่”


เจ้าตัวบ่นเบาๆ แต่ตั้งใจพูดให้ผมได้ยินด้วยแน่นอน ซึ่งผมก็เห็นด้วยในข้อนี้ ผมก็เลยพยักหน้ารับช้าๆ ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากคำว่าขอบคุณ ก็ตามมารยาทอีกนั่นแหละครับ สองขาก็เริ่มก้าวเดินอีกครั้ง คราวนี้มีจุดหมายอยู่ที่ป้ายรถเมล์ เหมือนเดิม เมืองเอกก็ยังคงเดินตามมาทั้งยังบ่นไม่หยุดอีก


“เออ พนักงานที่นี่แม่งรับมือยากชิบหาย”


อืมอันนี้เห็นด้วยอีกเหมือนกัน แต่ก็ยังนับว่ามีมารยาทนะ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้จู่โจมถามอะไรแบบโต้งๆ


“ตอนมึงมาโดนแบบนี้บ่อยไหม?”


อันนี้เหมือนผมจะโดนเมืองเอกถาม ผมหันหน้าไปหาคนที่เดินตามอยู่ข้างหลัง ยังไม่ทันได้ตอบ คนหน้าตาดีเหมือนปากก็พูดเรื่องชวนน่าหงุดหงิดขึ้นมาก่อน


“ก็คงโดนบ่อยสินะ เผลอๆ โดนมากกว่ากูอีกหรือเปล่า ก็ดีกรีเดือนมหา’ลัยนี่?


“....”


นั่น... เอาอีกแล้ว   


ตอนแรกนึกว่าเช้านี้เมืองเอกจะไม่พูดอะไรแนวๆ ทำนองนี้ แต่ผมก็คิดผิด เจ้าตัวยังไม่เลิกแขวะผมเรื่องเดือนมหา’ลัยสักทีจนตอนนี้ผมต้องยอมรับว่าตัวเองเริ่มหงุดหงิด เรื่องเดิมๆ ที่แม่งไม่ยอมหยุดพูด


ก่อนจะได้หัวร้อนเพราะคำพูดของอีกฝ่ายไปมากกว่านี้ผมเลยตัดสินใจ ไม่ขึ้นแล้วรถเมล์ เดินไปขึ้นวินแม่งเลย จะได้ไม่ต้องทนใช้เวลาอยู่กับคนที่ไม่ชอบหน้าผมอีก


..........
 
ผมนั่งวินมอเตอร์ไซค์เข้า ม. มา พี่วินแกมาส่งถึงหน้าคณะเลยครับ พอจ่ายเงินเรียบร้อยก็เดินเข้าไปนั่งกับฟลุ๊คที่ผมกวาดสายตามองแวบเดียวก็เห็นอีกฝ่ายก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะใต้ตึก


หลังจากเอ่ยทักกันนิดหน่อยผมก็ลงมือแกะขนมปังในถุงเซเว่น หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูนาฬิกาเหลือเวลาอีกร่วมๆ ครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เวลาเรียนเพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบร้อน เลยค่อยๆ กินอาหารเช้าของตัวเองไป เปิดไลน์เช็คข้อความไป จนกระทั่งเลื่อนมาเจอข้อความที่ทำให้ผมอยากจะถอนหายใจยาวๆ 


“มีไรวะ ทำไมทำหน้างั้น?” ฟลุ๊คละสายตาจากจอโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมามองหน้าผม ก่อนเอ่ยถาม ผมรู้ว่าผมไม่ได้ทำสีหน้าแปลกๆ อยู่หรอกครับ หน้านิ่งเหมือนปกตินั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไมโคตร’จารย์ฟลุ๊คถึงได้จับได้อยู่บ่อยๆ


“พี่แอ้มไลน์มาบอกว่ามีงานเข้าแล้วน่ะ วันเสาร์นี้ต้องไปถ่ายรูปทำโปสเตอร์กับลงนิตยสาร ม.”


ผมค่อยๆ อธิบายในขณะที่คุณฟลุ๊คพยักหน้าเข้าใจ แล้วพูดเป็นเชิงว่าโชคดีนะ จนผมอยากจะถอนหายใจยาวๆ กับวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผมจะต้องมาเสียไป ด้วยสาเหตุที่ตัวเองได้รับตำแหน่งเดือนมหา’ลัย


เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าถ้ารู้ว่าตัวเองจะได้เป็นเดือนมหา’ลัยในตอนนี้ ตอนนั้นจะยอมลงเป็นเดือนคณะอักษรให้พี่แอ้มไหมนะ?


อ่า... มันเริ่มวุ่นวายตั้งแต่บนเวทีแล้วล่ะครับตอนนั้น ใครใช้ให้คณะวิศวะได้ตำแหน่งเดือนมหา’ลัยยาวนานถึง 4 ปีซ้อน แล้วใครใช้ให้ต้องเป็นผมที่มาล้มสถิตินั้นกันเนี่ย


ยิ่งโดนเดือนคณะวิศวะอย่างเมืองเอกหมายหัวไว้แล้วยิ่ง...


ยิ่งคิดก็ยิ่งพาลให้ขนมปังรสชาติแย่ไปด้วย


แต่ก็ยังทนๆ กินมันจดหมด พร้อมๆ กับค่อยๆ ตอบไลน์รุ่นพี่ไปด้วย


“เดือนสิบบบบบบบ-----”


เรียกเล็กๆ ดังขึ้นเรียกให้ผมที่เป็นคนเจ้าของชื่อและคนที่นั่งอยู่แถวๆ นี้พากันมองตามที่มาของเสียงกันหมด ก็เล่นตะโกนโวยวายไม่เกรงใจใคร โชคยังดีที่ยังเช้าอยู่ คนแทบจะไม่ค่อยมี ที่มาๆ ส่วนใหญ่ก็ปีหนึ่งด้วยล่ะครับ


ส่วนเจ้าของเสียงนั่นไม่ใช่ใครที่ไหนไกล กวางเดินเร็วๆ เข้ามาที่โต๊ะ


“ไง เมื่อคืนงานเลี้ยงเป็นไงบ้าง?” คุณฟลุ๊คเอ่ยถามกวางที่เพิ่งทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามผม


“เลิศมาก อาหารฟรี เครื่องดื่มฟรี ลากยาวไปยันตี 1 ตี 2 แต่! จะเลิศกว่านี้มากถ้าพระเอกของงานอยู่นานกว่านี้หน่อย ไม่ได้รีบกลับไปตั้งแต่ 4 ทุ่ม”


ผมเริ่มอยากยิ้มแห้งส่งให้


“เดือนสิบรู้ไหม พอแกกลับไปนี่มีแต่พวกพี่ๆ เรียกหา เดือนสิบๆ ๆ ๆ เดือนสิบอยู่ไหน กันทั้งงาน...”


กวางร่ายยาวในขณะที่จ้องมองผมเขม็ง เหมือนเธอจะลำบากต้องคอยตอบคำถามและรับมือกับพวกรุ่นพี่ที่เอาแต่จะเรียกหาผม ผมเลยผงกหัวให้กวางเบาๆ เป็นเชิงขอโทษสำหรับเรื่องนี้ ซึ่งเธอก็ได้แต่โบกมือบัดแล้วส่ายหน้าบอกไม่เป็นไร


“เรื่องงานนั่นน่ะช่างมันก่อนเถอะ นี่ ได้ข่าวมาจากพี่แอ้มว่าแกมีงานถ่ายรูปวันเสาร์นี้ใช่ไหมอ่ะ?”


ผมกระพริบตามองกวาง ข่าวไวดีแท้ ทั้งๆ ที่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อกี้นี้เอง


ผมพยักหน้าตอบในขณะที่กวางเริ่มร้องกรี๊ด จนฟลุ๊คถึงกับหรี่ตามองท่าทางของเพื่อนสาวที่แปลกๆ เกินหน้าเกินตา


“แล้วรู้ไหมเดือนสิบว่าแกจะได้ถ่ายงานคู่ใคร รู้ไหมๆ !”


ผมเอียงคอส่ายหน้า ดูท่ากวางจะรู้รายละเอียดงานมากกว่าผมอีก


“ถ้าไม่รู้เดี๋ยวฉันจะบอกให้ แกจะได้ถ่ายงานกับคนดังของคณะวิศวะ!


อ... นั่นทำผมคิ้วกระตุก คนดังคณะวิศวะนี่ อย่าบอกนะว่า.....


“....”


“เงียบทำไมอ่ะ ไม่รู้เหรอ เดาสิๆ” กวางยิ้มและดูท่าจะกระตือรือร้นมากเสียจนผมเริ่มสังหรณ์ใจ คนดังคณะวิศวะคนที่ว่านี่ในหัวผมดันมีแค่ชื่อเดียวโผล่ขึ้นมาซะด้วย


“เมืองเอก?”     


ใช่ ชื่อนั้นแหละ ใช่เลย! แต่ผมไม่ได้เป็นคนพูดนะครับ คุณฟลุ๊คที่นั่งเงียบอยู่นานเปิดปากถาม แต่ผิดคาดที่กวางกลับส่ายหน้าแล้วจุ๊ปาก


“โนๆ ไม่ใช่จ้า”


“อ้าว แล้วใครวะ?”


เป็นคำถามที่ผมอยากถามแต่ฟลุ๊คถามให้แล้ว ผมแค่เงียบและรอฟังกวางที่ฉีกยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้า


“คนดังของคณะวิศวะที่ว่า...”


กวางเว้นระยะให้ผมกับเพื่อนอีกคนได้ลุ้น หลังจากเงียบหายไปไม่นานริมฝีปากสีชมพูก็ขยับเอ่ยคำพูดออกมา


“....ก็คือพี่เอสไงล่ะ!”


พี่เอส....


ผมพึมพำชื่อนั้นในใจ เอสนั่นคงจะหนีไม่พ้น


พี่เอส เดือนคณะวิศวะที่ได้ตำแหน่งเดือนมหา’ลัยปีที่แล้ว นอกจากความหล่อหน้าตาดีและความรวยแล้วยังมีอีกเรื่องที่ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ แทบจะทุกคนใน ม. จะต้องคิดถึงเรื่องนี้.... ข่าวไม่ค่อยดีเท่าไรเกี่ยวกับพี่เขา


แล้วคุณฟลุ๊คพูดขึ้นเรียบๆ ว่า



 

“ จบละ ”

 
--------30%---------


สวัสดียามดึกเช่นเคยค่ะ ขอโทษที่หายไปนาน
ไม่มีอะไรจะแก้ตัวค่ะ แถมยังมาลงแค่ 30%
//งอแง มันช่างน้อยนิด (ที่เหลือกำลังจะตามมาค่ะ TTvTT)

เอาเป็นว่าขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและคอมเมนต์เป็นกำลังใจนะคะ
รักทุกคน----------
 :hao7:

#วิศวะเดือนสิบ
(แก้ไขคำผิดค่ะ 15/01/2561)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-08-2018 22:28:33 โดย miminari »

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
มันข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องอะไรหรอ อยากรู้ ๆ  :katai1:

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-18

ออฟไลน์ fsbeentaken

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
คุณเมืองเอกมีความไม่มีเหตุผล แถมยังกร่างไปอี๊กกกกก

เห้ออออ

 :z6:

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
เดือนที่ 3
มีแผนไหม? ☽⚙
 


 

--------------------[100%]--------------------





⚙ เมืองเอก พาร์ท ⚙





“เมืองเอกนี่มึงทำอะไรลงไปรู้ตัวบ้างไหมเนี่ย!!?”





เสียงโวยวายจากเพื่อนที่เดินอยู่ข้างๆ ผมดังหนวกหูตลอดตั้งแต่ผมเดินออกมาจากตึกคณะอักษรแล้วล่ะครับ แต่ผมไม่ได้สนใจมันหรอก มันโวยวายเวอร์เกินเหตุ ไอ้เรื่องที่มันบ่นๆ ตอนนี้ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างที่พูดเลย





ก็กูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนี่หว่า...





พอเดินเข้ามาถึงก็เจอกลุ่มเพื่อนๆ ปี 1 ผู้ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมโศกกับการรับน้องทรหดที่กว่าจะผ่านมาได้ก็แทบช่วยกันห้ามเพื่อนไม่ให้ไปยื่นใบลาออกกันมาหลายรอบ กับพวกรุ่นพี่สายชิล ที่ถ้าจะให้ผมพูด ผมว่าคณะวิศวะมหา’ลัยของผมเป็นคณะวิศวะที่ชิลที่สุดในสยามประเทศแล้วล่ะครับ ซึ่งตอนนี้ตามแต่ละโต๊ะมีทุกการละเล่นไม่ว่าจะกลุ่มพี่เฟิร์สที่กำลังนั่งเล่นหมากรุก กลุ่มพี่กุ๊กที่กำลังเล่น ROV ตีป้อมกันอย่างฮ็อตเฮด กลุ่มพี่อัดกางกระดานเปิดตี้บอร์ดเกม และที่หนักๆ หน่อยก็กลุ่มพี่ตอที่กำลังระบำไพ่โดยไม่เกรงใจใครหน้าไหนทั้งนั้นทั้งๆ ที่ยังอยู่ในคณะ





ถ้าเดินเข้ามาครั้งแรกก็คงจะตกใจว่าที่นี่ใช่คณะวิศวะแน่เหรอวะ?





เอาจริงพวกผมก็เคยตกใจกันมาแล้วรอบหนึ่งหลังรับน้องจบ รับเกียร์ รับรุ่น เฉลยสายรหัสอะไรกันเรียบร้อยแล้ว พวกพี่ๆ ที่เคยตึง นั่งเก๊ก ยืนเก๊ก เดินเก๊ก หรือแม้แต่จะเข้าห้องน้ำไปฉี่ก็ยังต้องเก๊ก เพราะกลัวหลุดฟอร์ม ก็เปลี่ยนอารมณ์กันเร็วมากๆ คลายความตึงก่อนหน้านี้ไปเลย  แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะคลายเกินไปจนหย่อนยานอย่างที่เห็น





“พี่โฟล์ค นั่นไอ้เมืองเอก!”





ผมหันขวับก็เห็นไอ้แรปตบโต๊ะดังป้าบแล้วชี้ไม้ชี้มือมาทางผม พร้อมทั้งตะโกนเสียงดังจนคนอื่นหันมามองหน้าผมกันเป็นแถว





“ไอ้เมืองเอกมานี่”






ผมขมวดคิ้วมองพี่โฟล์คที่ทำเสียงเข้มเก๊กหน้า จนผมแปลกใจ ปกติพี่แกไม่เก๊กขนาดนี้ตั้งแต่หลังรับรุ่นจบพี่โฟล์คแม่งก็กลายเป็นหนึ่งในรุ่นพี่สายชิลตามคนอื่นๆ เขาไปแล้ว เพราะงั้นการที่เขาทำแบบนี้อีกครั้ง ทำให้ผมสังหรณ์ใจแปลกๆ





พี่แกกลับมาสวมมาดเฮดว๊ากสุดโหดอีกแล้วเหรอวะ





ก็คิดในใจเงียบๆ แล้วเดินเข้าไปหาตามคำสั่งของคนที่เคยสวมบทบาทเฮดว๊าก ไอเบศก็เดินตามมาข้างหลังด้วย





รอบๆ ตัวดูเงียบๆ แปลกๆ ตั้งแต่รู้ว่าผมมาถึงคณะ






“นั่งลง” เสียงที่ทำเข้มสั่งผม รวมทั้งไอ้เบศที่ยืนอยู่ข้างหลัง ผมเลยจำต้องทิ้งตัวลงนั่ง แต่ที่ที่ผมนั่งนั้นไม่ใช่บนเก้าอี้เข้าชุดกับโต๊ะม้าหินที่พวกไอ้แรปกับพี่โฟล์คนั่ง แต่เป็นที่พื้นหน้าโต๊ะพี่เขาแทน



 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง พี่โฟล์คอยู่สูงกว่าผม ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพ หรือตำแหน่งที่นั่งอยู่ (ก็เล่นนั่งบนเก้าอี้ ในขณะที่ผมกับไอ้เบศต้องนั่งพื้น)





 ทุกคนในโต๊ะเงียบไปสักพักแต่เพียงครู่เดียวพี่มันก็กดสายตาต่ำลงมองหน้าผมแล้วเริ่มพูด เสียงเข้มกดต่ำจนน่ากลัว ชวนเอาผมนึกถึงตอนรับน้องที่โดนพวกกลุ่มพี่ว๊ากกดดันตอนพาเข้าห้องดำ



“มึงไปทำอะไรเอาไว้ไอ้เมืองเอก?”





“คืองี้นะพี่โฟล์ค เมืองเอกมัน..--------”






“มึงเงียบไปไอ้เบศ กูไม่ได้ถามมึง!!”





พี่มันตวาดลั่นจนคนทั้งโต๊ะสะดุ้ง เบศมันตกใจกลัวพี่โฟล์คหัวหดและไม่กล้าเปิดปากพูดอะไรอีก ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นการดีกว่า พวกเราถูกฝึกให้กลัวรุ่นพี่จากเหตุการณ์และประสบการณ์ที่ได้จากในห้องว๊ากที่เจออยู่ทุกวันในช่วงรับน้อง ตอนนี้จะยังกลัวอยู่ก็ไม่แปลก ถึงแม้จะรู้ว่ามาดดุๆ นั่นเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาก็เถอะ โดยเฉพาะพี่โฟล์คที่เป็นเฮดว๊ากด้วยแล้ว..





“เมืองเอกตอบกูได้รึยังว่ามึงไปทำอะไรเอาไว้”





พี่โฟล์คหันกลับมามองหน้าผมอีกครั้ง และคำถามนั่นก็ทำให้ผมขมวดคิ้วอีกรอบ





กูไปทำอะไรเอาไว้วะ? เอาเถอะ...





“ผมยังไม่ได้ทำอะไร”





ก็ตอบไปเรียบๆ ตามความจริง ถึงแม้จะโดนสายตากดดันจากรอบๆ จะว่าไปพอลองมองรอบๆ พวกกลุ่มโต๊ะอื่นๆ ก็หยุดการทำกิจกรรมต่างๆ แล้วมองมาทางโต๊ะพี่โฟล์คกันเงียบๆ





“มึงยังพูดว่ามึงไม่ได้ทำอะไรอีกเหรอวะ มึงดูนี่”




พี่โฟล์คกระชากเสียงแข็งแล้วส่งโทรศัพท์เครื่องหนึ่งโยนมาตรงหน้าผม พอก้มลงมองก็เห็นคลิปวิดีโอไลฟ์ในเฟสบุ๊คคลิปหนึ่ง ไม่ต้องกดเข้าไปดูก็รู้ว่ามันเป็นคลิปผม





ผมเงยหน้ามองตอบพี่โฟล์ค





“อะไรวะพี่ เรื่องแค่นี้เอง...”




“มึงพูดว่าแค่นี้เหรอวะไอ้เมือง!”






พี่โฟล์คว๊ากอีกรอบ พาคนอื่นสูดหายใจด้วยความกดดัน เบศยังคงนั่งก้มหน้าอยู่ข้างๆ ส่วนผม...





 หงุดหงิดครับ ผมไม่ชอบให้ใครมาเรียกชื่อผมสั้นๆ แค่พยางค์เดียว ไม่ว่าจะเป็น ‘เมือง’ หรือ ‘เอก’ ก็ไม่ชอบ พี่มันก็รู้ว่าผมไม่ชอบแต่ก็ยังจงใจเรียก





ในขณะที่ผมตัดสินใจจะเปิดปากพูดบ้าง พี่ก็ตวาดกลับ





“เงียบไอ้เมือง ฟังกูพูด”





พี่มันยังไม่หยุดเรียกชื่อผมด้วยพยางค์เดียว ถึงแม้จะหงุดหงิด ถึงแม้จะขัดใจ แต่สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้คือฟังที่พี่มันจะพูด





“ไอ้เรื่องที่มึงทำลงไปมึงได้คิดบ้างไหม ก่อนจะพูดอะไรน่ะ มึงต้องคิดให้ดี กูเคยเตือนเรื่องปากมึงหลายรอบแล้ว ตอนนี้คนทั้ง ม. ด่ามึง และไอ้ที่เขาด่าๆ กันน่ะไม่ใช่แค่มึงคนเดียว...”





พี่โฟล์คเว้นระยะแล้วพูดต่อ






“นี่ พวกกูที่โดน เพื่อนๆ มึง รุ่นพี่มึง คณะมึง”






พี่โฟล์คตบลงมาแรงๆ ที่อกของตัวเอง ก่อนจะไล่ชี้หน้าคนอื่นๆ ที่นั่งมองกันอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง และสุดท้าย... พี่มันก็เอื้อมมือมากระชากสร้อยที่คอของผม ไม่แรงมากแต่ไม่เบาเลย ผมเลยต้องเลื่อนหน้าเข้าใกล้ จ้องตาพี่โฟล์คที่มองมานิ่งๆ จนเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตานั้น





“เกียร์ที่มึงห้อยคออยู่เนี่ย ไม่มีความหมายอะไรกับมึงเลยใช่ไหม?” พอพี่พูดจบ กลับเป็นผมที่ตอนนี้หลบสายตา ผมรู้ที่พี่โฟล์คพูดมาทั้งหมดนี่ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงผมที่จะโดนด่า แต่เป็นห่วงคณะวิศวะที่จะโดนเหมาด่าเพราะผมมากกว่า ผมไม่ได้น้อยใจหรอกนะครับ ผมรู้ตัว รู้ลำดับความสำคัญดีว่าระหว่างตัวผมเองแค่คนเดียวจะไปสำคัญกว่าเพื่อนและรุ่นพี่ทั้งคณะได้ยังไง






“หลบตากูนี่คือมึงสำนึกผิดแล้วใช่ไหม?”





ผมเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า ถ้าพวกพี่ พวกเพื่อนที่คณะจะต้องมาโดนด่าด้วยเพราะผม ผมก็สมควรที่จะพูด...





“ขอโทษครับ”






 “เออ ดี!”





พี่โฟล์คร้องออกมา ยกยิ้มก่อนจะตบไหล่ผมเบาๆ ความตึงเครียดหายไปราวกับกดปุ่มปิดสวิตซ์ คนที่นั่งอยู่โต๊ะรอบๆ ก็พากันถอนหายใจโล่งอกที่เรื่องจบลงด้วยดี ก็หันกันกลับไปเล่นอะไรกันต่อ





ผมเองก็คิดว่าจะจบแค่นี้แต่...





“ไอ้เมืองเอก...”





ครับ?





ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียง





“....?”





“มึงอาจจะคิดว่าเรื่องที่มึงทำน่ะเรื่องเล็ก กูจะมาพูดเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์ทำไม... แต่ความจริงกูอยากจะบอกให้มึงรู้ ว่าคนอย่างมึงน่ะ...”






พี่โฟล์คเฮดว๊ากโน้มลงมาจับที่สร้อยคอที่ห้อยเกียร์ของผมอีกครั้ง





“คนอย่างมึงถ้าไม่รีบเตือนตั้งแต่ยังเป็นเรื่องเล็กๆ รับรองได้ว่าเดี๋ยวแม่งต้องมีเรื่องใหญ่ตามมา เพื่อเป็นการเตือนสติมึง”





พี่อดีตเฮดว๊ากมาดเข้มยกยิ้มก่อนจะกระชากสร้อยเชือกบนคอผม โดยไม่ทันตั้งตัว ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่หันกลับมาสนใจอีกครั้ง...





เกียร์นี่กูจะขอยึดไว้สักพัก จนกว่าจะแน่ใจว่ามึงจะไม่ก่อเรื่องอีก”





สร้อยพร้อมเกียร์ขาดออกและตอนนี้ตกไปอยู่ในมือของไอ้พี่โฟล์คเรียบร้อยแล้ว





ไอเหี้ยพี่!






เกียร์... ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ และถือว่าเป็นหัวใจสำหรับผมด้วย  เพราะกว่าจะได้ไอ้ฟันเฟืองอันเล็กๆ นั่นมา เลือดตาแทบกระเด็น!!





..........





หลังจากโวยวายอยากได้เกียร์คืนจากพี่โฟล์คอยู่พักใหญ่ๆ พี่แม่งก็ยังไม่ใจอ่อนคืนให้จนไอ้เบศกับไอ้แรปต้องบอกให้ผมตัดใจยอมฝากเกียร์ไว้ที่ไอ้พี่โฟล์คสักพัก





“ไอ้เหี้ย คิดไปคิดมาเหมือนตอนนี้ก็ฝากหัวใจไว้ที่ไอ้พี่โฟล์คเลยว่ะ”





ผมที่ตอนนี้กำลังแนบหน้าตัวเองลงกับโต๊ะในห้องบรรยายแอร์เย็นเฉียบที่มีเสียงอาจารย์ที่กำลังบรรยายอยู่ทำหน้าที่คล้ายๆ เพลงกล่อมเด็กบ่นงืมงำเบาๆ ก่อนจะทอดสายตามองเพื่อนอีกสองคนที่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่างจากผม... แต่พอได้ยินประโยคที่ผมพูดไอ้เบศก็ทำหน้ายี๋ใส่ ส่วนไอ้แรปก็โก่งคอทำท่าจะอ้วก





“คิดมากไป ไอ้เมืองเอกกูว่ามึงปลงๆ บ้างเหอะ แค่เกียร์...--- กูรู้ว่ามันสำคัญกับมึงมาก แต่ฝากไว้ที่พี่โฟล์คสักพักคงไม่เสียหายหรอกเนอะ”






แรปมันพูด และแทบกลับคำไม่ทัน เพราะผมส่งสายตาอาฆาตใส่มัน เกียร์สำคัญกับผมมากจริงๆ แต่ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้ว





“เฮ้ออออออออออออ...” ผมถอนหายใจกับตัวเองยาวๆ อีกรอบ





จะว่าไปนอกจากเรื่องโดนยึดเกียร์ พี่แม่งก็ห้ามไม่ให้ผมไปหาเรื่องเดือนสิบที่คณะอักษรอีก พูดง่ายๆ ก็คืออย่าไปคณะอักษร ถ้าไม่ได้มีธุระจริงๆ เอาไงดีวะ... ฮะ? อะไรนะ ทำไมผมยังไม่คิดจะเลิกยุ่งกับเดือนสิบอีกน่ะเหรอครับ เรื่องนั้นน่ะคงไม่ ที่ผมพูดว่าอยากจะรู้ว่ามันมีอะไรดีถึงได้เดือนมหา’ลัยไปได้นั่นน่ะผมเอาจริง





แต่จะให้เข้าไปยุ่งโต้งๆ แบบวันนี้คงจะทำไม่ได้แล้ว เพราะงั้น...






“ไอ้เบศ... มึงมีแผนไหมวะ?”



เพื่อนเจ้าของชื่อหันขวับกลับมามองหน้าก่อนจะเบิกตากว้างใส่ ไม่รู้ว่ามันเข้าใจถูกไหมในประโยคที่ผมถามเมื่อกี้อ่ะ แต่มันยังไม่ทันได้ตอบผมหรอกครับ จู่ๆ ผมก็ปิ๊งไอเดียอะไรดีๆ ขึ้นมาได้





ผมลอบยิ้มบางอย่างชั่วร้ายในสายตาไอ้เบศและไอ้แรป พอบอกแผนการที่ผมเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อกี้ไปปุ๊บ ไอ้เบศก็เกือบแหกปากโวยวายถ้าไม่ติดที่โดนแรปมันตะครุบปากไว้ก่อนเพราะเดี๋ยวจะโดนคนทั้งห้องบรรยายมองแรง...





หลังจากแรปมันปล่อยมือ ปากเบศมันเป็นอิสระก็ไม่วายก้มหน้าลงมากระซิบข้างหูผม





“ไอ้เหี้ยเมืองเอก!”






โอเค ถือว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน   






….





วันนี้หลังจากผมเลิกเรียน พวกพี่ๆ โฟล์คจู่ๆ ก็โผล่มาอีกรอบครับ จากนั้นก็ลากพวกผมเข้าร้านเหล้าตั้งแต่หัววันโดยไม่สนหรือแม้แต่จะเอ่ยถามว่าผมมีธุระอะไรรึเปล่า แม้กระทั่งชุดนักศึกษาพี่แกยังไม่ให้กลับไปเปลี่ยนเลยครับ อ้างว่าวันนี้จะเลี้ยงผม ไม่รู้ว่าจะเรียกเลี้ยงปลอบใจได้ไหม เอาจริงๆ พี่โฟล์คแม่งก็เป็นห่วงผมนั่นล่ะครับ กลัวผมจะคิดมาเรื่องไม่ได้เป็นเดือน(ถึงจะคิดจริงๆ ก็เถอะ...)





“เอ้า! ไอ้เมืองเอก ดื่มกินกันให้เต็มที่นา มื้อนี้เฮียเลี้ยงเอง ฮ่าๆ”





พี่ตอผู้กร้านโลกเปิดฉากชูแก้วเหล้าในมือพร้อมตะโกนลั่น ก่อนจะกระดกของเหลวในแก้วเข้าปากอึกๆ ราวกับคนที่เดินหลงอยู่ในทะเลทรายประมาณ 3 เดือนแล้วค้นพบโอเอซิส ทำเอาพี่โฟล์คเพื่อนซี้ ถึงกับส่ายหน้าระอา กับความไม่ไว้มาดของพี่ตอ





“เลี้ยงตัวเองไห้รอดก่อนเหอะมึง”






ไม่วายหันไปแซะเบาๆ ใส่เพื่อน แต่ถึงแม้จะโดนแซะพี่แม่งก็ยังนั่งยิ้มร่าเหมือนคนบ้าอยู่อย่างนั้น





“หึ วันนี้เปิดขวดไหนก็เปิดเหอะ กูอุตส่าห์ขอเหมาร้านพี่เวเลี้ยงน้องทั้งที อิพี่มันก็บอกว่าวันนี้โอเค”






ก็เหมือนจะตามที่พี่ตอพูดครับ ร้านอาหารกึ่งร้านเหล้านี้เป็นร้านของพี่เว รุ่นพี่ที่คณะที่เพิ่งจบมหา’ลัยไปเมื่อปีก่อนและที่สำคัญ พี่เวคนนี้เป็นเดือนมหา’ลัยครับ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ พี่เวเป็นคนแรกที่เปิดตำนานเดือนมหา’ลัย 4 ปีซ้อนของคณะวิศวะ ส่วนผมก็เป็นฝ่ายปิดตำนาน...





“ทำหน้าเศร้าหาอะไรไอ้เมืองเอก เหล้าฟรีทำหน้าให้มันร่าเริงๆ หน่อย”   





ผมมองพี่ตอที่ตอนนี้ยื่นแก้วมาตรงหน้าแล้วยิ้มให้ เอาก็เอาวะ เลิกคิดเรื่องนั้นมันก่อน ตอนนี้รุ่นพี่อุตส่าห์เลี้ยงทั้งที จะมานั่งหน้าหงอยให้ได้อะไร..





หลังจากคิดได้ ผมก็เลยยกแก้วของตัวเองขึ้นชนกับแก้วที่พี่เขายื่นมาข้างหน้า





“ชน!!”





ตะโกนลั่นอีกรอบก่อนที่คนอื่นๆ จะยกแก้วขึ้นคัมไปเหมือนพี่มันด้วย ผมกับไอ้เบศนั่งดื่มกันเงียบๆ ฟังพี่เขาคุยโน่นคุยนี่ ส่วนไอ้แรป... รายนั้นเป็นหน่วยข่าวสาร หน่วยข่าวกรอง เดี๋ยวก็ไปคุยกับคนโน้นทีคนนี้ที ผมตามมันไม่ทันหรอกครับ ปล่อยแม่งไป





“ว่าแต่วันนี้อิพี่คนหล่อมันหายไปไหนวะ ไม่มาดูร้านเหรอ?” หลังจากยกแก้วดื่มต่อไปอยู่นานพี่ตอถามอีกประโยคหนึ่งออกมา ซึ่งเป็นคำถามที่ผมเองฟังแล้วก็คิดตาม เวลาประมาณนี้ปกติเห็นอยู่ดูร้านตลอด.. หลังจากถามจบพี่ตอก็หันไปหากลุ่มเพื่อนคนอื่นๆ ซึ่งต่างพากันส่ายหน้าปฏิเสธกันเป็นแถวเป็นเชิงว่าไม่รู้ ส่วนพี่โฟล์คหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ค และ...





“พูดถึงก็มาเลยพี่ นั่นไงพี่เว!” ไอแรปวางแก้วในมือ แล้วชี้ผู้ชายหน้าตาหล่อขาวตี๋ที่สังเกตเห็นได้ชัดตั้งแต่ไกลๆ กำลังเดินควงกุญแจรถเข้าร้านมา พอเหยียบย่างเข้ามาในร้านได้ พวกที่เฮฮาปาร์ตี้กันก็หยุดชะงัก วางแก้วน้ำเมาแล้วยกมือขึ้นไหว้พี่เวกันอย่างพร้อมเพรียง ไม่เว้นแม้แต่พวกปี 1 อย่างพวกผม





“เออๆ หวัดดีๆ” พี่แกรับไหว้อย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะเลือกเดินเข้ามาหาผม





“ไงไอ้เมืองเอก”





ในเมื่อทักผมโดยตรง เออ สวัสดีอีกรอบก็ได้วะ





“หวัดดีครับพี่เว”





หนึ่งในผู้ชายที่ผมยอมรับว่าหน้าตาโคตรดีก็พี่แกเนี่ยแหละ





หลังจากฟังผมทักอีกรอบพี่เวก็เลิกคิ้วใส่ก่อนจะเอ่ยอีกประโยค





“ได้ข่าวว่าไปก่อเรื่องจนโดนไอ้โฟล์คยึดเกียร์?”





เป็นประโยคคำถามที่เล่นเอาร้อง ‘เชี้ยข่าวเร็ว!’ เบาๆ ในใจ.. ผมมุ่ยหน้าแล้วคิ้วกระตุก โดยมีพี่โฟล์คซ้ำเติมเบาๆ





“เด็กมันแสบ”





“ฮะๆ ให้มันได้อย่างนี้สิ”





พี่เวหัวเราะร่า จนตาตี่ๆ นั่นแทบปิด ก่อนจะเอื้อมมือมาคว้าแก้วของผมที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไปดื่มเฉย อยากตะโกนบอกว่านั่นแก้วผม แต่ช่างเหอะ เหล้าพี่เวมันนี่กว่า ไว้เอาใหม่ก็ได้





“แล้วเอาไง ไม่มีเกียร์เอาไปให้ใครแล้วนี่อย่างงี้ไปจีบใครได้เหรอ?”





พี่หน้าขาวตี๋คนนี้มองผม ระหว่างที่กำลังยกแก้วผมขึ้นซด ก็ยักคิ้วให้เป็นเชิงถามว่าเอาไง ซึ่งจากประโยคที่พี่เขาถาม ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย





ผมยิ้มให้อดีตเดือนมหา’ลัยเมื่อ 4 ปีก่อน



 

“ทำไมจะจีบไม่ได้ล่ะพี่”





...อย่างผมเนี่ยนะจะจีบคนอื่นไม่ได้แค่เพราะไม่มีเกียร์วิศวะ ?





“เอาให้มันได้สักคนเถอะ กูก็เห็นว่ามึงยังโสด ทำมาปากดี”






ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะเว้ยพี่





“ว่าแต่พี่เวเหอะ เมื่อไหร่เกียร์บนคอพี่จะไปอยู่กับคนอื่นถาวรสักที เห็นพี่กลับมาห้อยตั้งนานแล้ว”





ย้อนกลับไปสักนิดให้พี่เวก็แค่เจ็บๆ คันๆ ซึ่งนั่นทำเอาผมเกือบจะโดนแก้วเบียร์ทุบหัว แต่พี่เวตั้งสติได้ทันก่อน ห้ามมือตัวเองสำเร็จ ฮ่าๆ รอดไปกู...





“คนที่กูให้เขาคืนกูมาแล้วนี่... ช่วยไม่ได้”






พี่แกยักไหล่ วางแก้วผมคืนบนโต๊ะ ก่อนจะโดนไปสั่งอะไรไม่รู้กับพนักงานที่เคาน์เตอร์เป็นอันว่าศึกครั้งนี้ผมชนะ เพราะทำให้พี่เวล่าถอยไปเองได้





ผมส่งแก้วให้พี่โฟล์คเติมให้ก่อนระหว่างรอ...





“มึงมันปากดี”





โดนไอ้เบศว่าแล้วมันก็ทำนิ่งดื่มน้ำเมาต่อ ส่วนผมก็.. ถือว่าเป็นคำชมอีกรอบแล้วกัน






......





ผมคอแข็งโคตรดื่มเหล้าเมายาก.. กว่าจะเลิกกันก็ไม่รู้ป่านไหน เออ.. พรุ่งนี้ผมมีเรียนเช้าด้วย ผมก็เลยขอกลับก่อน ปีหนึ่งส่วนใหญ่เรียนรวม เช้าก็เช้าด้วยกัน เล่นกลับกันพร้อมผมหมด ที่ร้านก็เลยเหลือแต่กลุ่มพี่ๆ ที่ยังเฮฮากันต่อ ก็ดีออกก่อน ขี้เกียจเก็บกวาด (ไม่ว่าจะเป็นช่วงพยุงรุ่นพี่ที่เมาเหมือนหมากลับหอ หรือเช็ดอ้วกไอ้พี่ตอก็ตาม)





ดึกแล้ว ถ้าอยู่บ้านป่านนี้โดนพ่อเฉ่ง ดีนะที่ผมย้ายมาอยู่คอนโดแล้ว ผมเดินมากดลิฟต์ขึ้นพอถึงชั้นก็เดินไปจะไปเสียบคีย์การ์ดไขกุญแจเข้าห้องถ้าไม่ติดที่ไอ้คนห้องข้างๆ เปิดประตูออกมาเรียกความสนใจให้ผมต้องหันไปมอง...





เอ้า! เจอคนที่ไม่คิดว่าจะเจอ ยืนอยู่นี่เอง





“ไง”





ผมหันไปแล้วยิ้มให้ แต่อีกคนมันดันเงียบ ไม่แม้กระทั่งเอ่ยทักผมตอบ ได้มองหน้าชัดๆ อีกครั้งในระยะไม่ห่างเกิน 3 เมตร แต่แปลกตาดีครับ หน้าหล่อๆ ที่เห็นเมื่อตอนกลางวันตอนนี้ถูกบังด้วยแว่นสีดำกรอบหนาไปเยอะ แต่ก็... เหมือนเปลี่ยนลุคเจ้าตัวได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่แค่ใส่แว่น... เรื่องขนาดตัว มันน่าจะผอมกว่าสักหน่อย ส่วนสูงพอๆ กันแต่ดูๆ แล้วเดือนสิบจะเตี้ยกว่าผม ไม่กี่เซน





“....”





ยังคงเงียบแล้วทำท่าจะเดินจากไป ผมเลยตัดสินใจ





“เออ มึงอยู่คอนโดนี้เหรอวะ?”





ไม่รู้ว่าเดือนสิบจะตอบไหม แต่ได้ผลแหะ เจ้าคนที่ผมถามหันมาตอบแต่แค่คำสั้นๆ ว่า





“อืม”   






แค่คำๆ เดียวแต่ก็ลัคกี้!





----------------------------TBC-------------------------



แถมจ้า!

 

เสียงเคาะคีย์บอร์ดและคลิกเมาส์ดังต่อเนื่องกันหลายนาทีท่ามกลางห้องมืดที่มีเพียงแสงสว่างจากจอสี่เหลี่ยมบนโต๊ะ เก้าอี้สำหรับนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ถูกปรับให้อยู่ในองศาอย่างดี ทำให้คนที่นั่งเล่นเกมอยู่ ณ ตอนนี้ เอนหลังพิงเล่นเกมก็ยังได้ สายตาใต้กรอบแว่นไม่ละจากหน้าจอคอมฯเลยแม้สักนิด มีเพียงลูกนัยน์ตาสีดำที่กลอกตาไปมา มองตามตัวละครในเกม...





แต่เสียงรัวคลิกเมาส์ก็หยุดลงเมื่อจู่ๆ ก็มีคน ถือวิสาสะเปิดประตูเข้าห้องมาโดยไม่แม้แต่จะเคาะประตู พร้อมกับไฟจากหลอดไฟนีออนบนเพดานเปิดสว่างจ้า เล่นเอาคนที่ชินกับความมืดอยู่แล้วต้องหรี่ตา





ฟลุ๊ควางมือจากเมาส์ หมุนเก้าอี้หันมาหาผู้มาใหม่





“จะเข้าห้องทำไมไม่เคาะประตูก่อน”





“แล้วพี่เข้าไม่ได้เหรอ ห้องพี่เองแท้ๆ”





ฟลุ๊คอยากจะถอนหายใจให้กับพี่ชายตรงหน้า ถูกของเขาที่นี่เป็นห้องของพี่ แต่หลังจากที่อีกฝ่ายย้ายออกไปอยู่หอแถวมหาวิทยาลัยที่เรียน ห้องๆ นี้ก็ตกเป็นของฟลุ๊คมาได้สักพักแล้ว แต่คนเป็นน้องไม่อยากเถียงให้มากความ เพราะยังไงก็ไม่ชนะ...





“แล้วนี่ดึกแล้วยังเล่นเกมอยู่อีก พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่หรือไง”





คราวนี้ฝ่ายถูกถามเลี่ยงที่จะตอบ หันกลับไปหาหน้าจออีกครั้ง เพราะนั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้ว 





“แล้วจะกลับบ้านทำไมไม่บอก”





ถ้าถามย้อนกลับจะเป็นอะไรที่ได้ผลมากที่สุด แต่เสียดายที่คราวนี้พี่ชายเองก็ไม่ได้ตอบ





“ฟลุ๊ค พี่มีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย”





ไม่ได้หันหน้ากลับมาหาพี่ชาย สายตายังคงจดจ่ออยู่กับเกม แต่ก็อดขมวดคิ้วสงสัยไม่ได้





“เรื่องอะไร?” 





“ช่วยดูเมืองเอกมันให้หน่อย ถ้ามันเข้าไปวุ่นวายที่คณะหรือกับเดือนสิบ”   





“จะให้เค้าช่วยห้ามเมืองเอกเหรอ? ไม่ไหวมั้ง”





ฟลุ๊คตอบกลับแทบจะทันทีที่ได้ยิน แต่ฝ่ายพี่ชายพูดเสริมอีก





“ไม่ได้ให้ห้าม พี่ให้ช่วยดูแล้วรายงาน ทำได้ไหม?”





“ได้อะไร?”





“หืม?”





“ถ้าทำแล้วเค้าจะได้อะไร?”





ฝ่ายน้องชายหันกลับมาหา พร้อมมองตาคั้นจะเอาคำตอบ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด





“IphoneX เครื่องหนึ่งเอาไหม?”





ฟลุ๊คมองของที่อยู่ในมือพี่ชายด้วยสายตาที่เอ่อ... ตอนออกรถใหม่เขาก็แถมโทรศัพท์อยู่แล้ว พอจะได้เครื่องใหม่ก็รู้สึก...





“เปลี่ยนเป็นเงินแทนได้ไหมพี่โฟล์ค”





“เรื่องมาก หรือจะไม่เอา?”





โฟล์คคิ้วกระตุก ทำท่าจะเก็บของกลับเข้ากระเป๋าแต่ดีที่ในที่สุดน้องก็ยอมตกลง คว้าโทรศัพท์เครื่องนั้นไปจากมือ





“เอาสิ”





“เออ ถ้างั้นดีเลย ถ้าเมืองเอกมันไปวนเวียนก็อย่าลืมรายงานมาล่ะ”





「了解!」( Ryoukai = “รับทราบ”)





อีกฝ่ายตอบรับเป็นภาษาญี่ปุ่น เล่นเอาโฟร์คเกาหน้า แล้วคิดในใจว่า





‘เออ น้องกูนี่มันเด็กอักษรจริงๆ ว่ะ’





แต่อย่างน้อย ก็ต้องขอบคุณที่เขาเองก็มีประสบการณ์ดีๆ กับภาษานี้อยู่บ้าง ถึงได้ฟังน้องมันพูดรู้เรื่องว่าหมายถึงอะไร...

 


----------แถมจบจ้า-----------



100% แล้วค่ะ แอ้--------



 ////// ฟลุ๊คเป็นตัวละครที่เเทนตัวเองหลายแบบมากค่ะ 5555 แต่กับพี่ชายจะใช้ ’เค้า’

(อ้างอิงมาจากเพื่อนคนหนึ่ง)

 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและคอมเมนต์เป็นกำลังใจนะคะ

รักทุกคน----------

 
 

#วิศวะเดือนสิบ


(แก้ไขคำผิดค่ะ 16/05/2561)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-11-2018 16:34:16 โดย miminari »

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
มีความสงสัยในตัวอีพี่โฟร์ค เกี่ยวกับเดือนสิบ-เมืองเอก  :confuse:

ออฟไลน์ ก้อนขี้เกียจ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 762
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 690
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
โห 4 ปีซ้อน งานนี้คงได้ลุ้นยาวๆ จะรักกันได้ยังไงยังนึกไม่ออกเลย

ออฟไลน์ AeRoMoZa

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
วุ่นวายมากแน่ ๆ งานนี้ แต่แอบสงสัย พี่เอสทำไมเหรอ หรือเพราะพี่เอสมีความหลังอะไรกับเดือนสิบ แล้วพี่โฟล์คก็เลยฝากฟลุ๊กดูเรื่องเมืองเอกเข้าใกล้เดือนสิบด้วย

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-18

ออนไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2426
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

มั่นมากจริง ๆ หนอ

กรรมการเขาก็แค่แบ่ง ๆ ไปให้คณะอื่นบ้าง  เด๋วจะไม่มีใครอยากส่งประกวดอีกต่อไป เพราะเล่นเหมาครองคณะเดียว

เข้าใจป่ะ  เรื่องการเมือง  เรื่องของผู้ใหญ่ อ่ะ

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
เดือนที่ 4
มาช้าดีกว่าไม่มา☽
 


 

7:00 AM

 

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือที่ตัวผมเองเป็นคนตั้งเวลาปลุกเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากกดปิดเสียงปลุกที่น่ารำคาญก็ลุกแล้วนั่งงัวเงียอยู่หลายนาที ก่อนจะตั้งสติได้ว่าผมตื่นมาทำอะไรในเช้าวันเสาร์ที่ไม่มีเรียน...

 

งานถ่ายรูปลงนิตยสาร ม. ที่นัดกับพวกพี่ๆ เอาไว้


 

ใช่ครับ ก็งานนั้นนั่นแหละ เมื่อคืนก็บ่นลงในกรุ๊ปไลน์ไปทีหนึ่งเรื่องต้องตื่นเช้าออกจากคอนโดในวันหยุด ซึ่งปกติแล้วหาได้ยากที่ผมจะตื่นเช้าขนาดนี้ ปกติก็ตื่นประมาณ 9 โมง 10 โมง แล้วหาของกินกับนั่งดูโดราเอม่อนไปชิลๆ แค่นั้นเอง

 

ส่วนเพื่อนในไลน์อย่างคุณฟลุ๊คก็ได้แต่ส่งคำปลอบกลับมาว่า “โชคดีนะ ขอให้ทำงานให้สนุก เดี๋ยวจะเล่นเกมเผื่อ” อะไรทำนองนี้มา


 
กวางที่ตอนแรกที่รู้จนกระทั่งเมื่อคืนนี้ก็ยังบ่นว่าอยากพาผมมาด้วย อยากมาเป็นเพื่อน อยากมาเจอหน้าพี่เอส บลาๆ แต่สรุปสุดท้ายก็มาไม่ได้เหมือนเดิมเพราะบังเอิญว่านัดไปเที่ยวกับเพื่อนกลุ่มผู้หญิงตรงกันพอดี ผมก็เลยเป็นคนเดียว... ที่มีชะตากรรมแบบนี้

 

ผมส่ายหัวกับตัวเองจะคิดมากให้ปวดหัวให้ห่อเหี่ยวใจทำไม ก็ในเมื่อมันเป็นหน้าที่ที่ผมได้รับแล้วก็ต้องรับผิดชอบให้ดี การคิดอะไรๆ ในแง่บวกเข้าไว้ มันก็ดีเหมือนกันครับ อย่างน้อยก็ทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นเยอะ

 

หลังจากอาบน้ำ เปลี่ยนชุด แต่งตัว กินข้าวอะไรเรียบร้อยแล้ว ผมก็เตรียมพร้อมสำหรับออกไป ม. ระหว่างที่เปิดประตูห้องเดินออกมา มันก็เป็นเรื่องที่แน่นอนที่จะต้องเห็นประตูห้องตรงข้าม แล้วผมก็ดีใจมากที่มันนิ่งและปิดสนิทอยู่อย่างนั้น

 

ผ่านมาหลายวันแล้วหลังจากที่เกิดเรื่อง เมืองเอกก็ไม่ได้มายุ่งกับผมอีกเลยครับ ขนาดอยู่ห้องตรงข้ามกันยังไม่เจอกันเลยครับ แต่จะว่าไม่ได้เจอกันเลยก็ไม่ใช่ เพราะตลอดเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นเมืองเอก ที่คณะแทบจะทุกวัน ส่วนใหญ่จะเจอที่โรงอาหาร

 

ตอนแรกผมก็สงสัยนะครับว่าทำไมมันต้องมานั่งกินข้าวที่โรงอาหารคณะอักษรตลอดเลยด้วยวะ คณะมันก็มีโรงอาหารนี่ ติดแอร์ด้วยซ้ำ... แต่พอได้รับคำตอบจากเพื่อนสาวในกลุ่มก็พอจะเข้าใจได้

 

“อ้าว นี่แกไม่รู้เหรอ ว่าเมืองเอกเดือนคณะวิศวะอะคบดาวคณะเราอยู่”

 

“...มันมีแฟนด้วยเหรอ?”


 

แถมที่สำคัญ แฟนเป็นดาวคณะผมอีก แต่ไม่น่าแปลกเท่าไรมั้ง คนหน้าตาดีอย่างเมืองเอกที่จะมีแฟนเป็นระดับดาวคณะ

 

“จะเหลือเหรอแก หล่อขนาดนั้น”

 

นั่นสินะ

 

“ถ้าจะยังไม่มีก็ช่างเลือกสุดๆ เหมือนแกไง เลือกมาก มีสาวๆ เดินเข้ามาตั้งมากมาย ทำไมไม่คว้าไว้สักคนล่ะ”

 

จนถึงตอนนั้นก็วนกลับมาพูดเรื่องผมต่อ ผมส่ายหน้าให้เพื่อนผู้หญิงที่มองผมตาปริบๆ ไอ้มีก็มีอย่างที่กวางว่าจริงๆ ครับ แต่ที่ผมยังไม่มีแฟนก็เพราะยังไม่ได้ตั้งใจจะหาใครเข้ามาอยู่ในสถานะนั้นด้วย ที่คุยๆ กันอยู่ก็มีบ้าง

 

วันนั้นก็จบหัวข้อคุยนี้ไปด้วยคำที่ผมตอบว่า

 

“ไม่รีบ”

 

จนกวางถึงกับจิ๊ปากหมั่นไส้

 

เรื่องเมืองเอกก็ผ่านมานานแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้เห็นหน้าแล้วหัวร้อนเหมือนตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ แต่ทางที่ดีไม่ขอเกี่ยวข้องกันเลยดีกว่า

 

ผมก้มลงดูนาฬิกา เวลานัดคือ 10 โมง  ตอนนี้เพิ่งจะแค่ 9 โมงนิดๆ ผมไม่ต้องรีบก็ได้ ม. อยู่ใกล้แค่นี้เอง ก็เดินทางชิลๆ เข้า ม. ไปอย่างไม่รีบร้อน ใช้เวลาเพิ่มอีกนิดหน่อยในการเดินขึ้นตึกนิเทศ ข้างบนตึกมีสตูดิโอครับ ไว้สำหรับพวกเรียนถ่ายภาพ หรือถ่ายแบบทำนู่นทำนี่ได้ตามต้องการ ก็เลยไม่ต้องออกไปหาสตูดิโอนอก ม.

 

พอลิฟต์เปิดผมก็เดินตามทางเข้าไปยังสตูที่ใช้ถ่าย เห็นพวกพี่ๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้างตอนถ่ายรูปโปรโมทระหว่างประกวดเดือนมหา’ลัย เดินเตรียมของกันนู่นนี่ พอรู้ว่าวันนี้ไม่ได้มาถ่ายแค่ผมกับพี่เอสสองคน คงมีงานอื่นด้วย

 

“อ้าว เดือนสิบมาแล้ว”

 

พี่แอ้มที่ยืนคุยอะไรกับผู้ชายตัวสูงใหญ่ใส่เสื้อดำกางเกงยีนส์ขายาวหันมาหาผม โบกมือทักทาย ผมก็เลยไหว้สวัสดีพี่ๆ ทุกคน รวมทั้งผู้ชายข้างๆ พี่เขาที่ผมไม่รู้จักด้วย

 

“สวัสดีครับ”

 

ผู้ชายตัวสูงคนนั้นกอดอกแล้วเดินเข้ามามองผม.. อ่ะ เขาสูงจริงๆ ครับ น่าจะสูงกว่าผมหลายเซนฯเห็นจะได้ ทั้งๆ ที่ผมเองก็มั่นใจในเรื่องความสูงของตัวเอง

 

“คนนี้เหรอเดือนมหา’ลัยปีนี้?”

 

“ใช่ค่ะพี่ก็อต นี่น้องเดือนสิบ เดือนคณะหนูปีนี้ เป็นไงบ้างคะ งานดีใช่ไหมล่ะ”
พี่แอ้มว่าพร้อมเดินเข้ามาควงแขนผมพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ คนแปลกหน้าตรงหน้าผมกระตุกยิ้มก่อนเอ่ยตอบ

 

“ก็ดี ปล่อยกูเบื่อหน้าพวกคณะวิศวะมาตั้งนาน เปลี่ยนคณะบ้างก็ดี”

 

“แต่ก็ไม่พ้นต้องถ่ายรูปเอสอยู่ดีนี่คะ”

 

“เออ ไม่เจอมันมาเกือบๆ ครึ่งปี มันยังดูแลตัวเองดีเหมือนเดิมไหมเนี่ย เดี๋ยวออร่าน้องกลบหมด”

 

“ไว้รอดูเองเถอะค่ะพี่ก็อต”



ก็ฟังพี่ทั้งสองคนคุยกันไปได้สักพัก พี่แอ้มที่รู้สึกเหมือนตัวเองจะลืมอะไรไปบางอย่างแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ก็เลยรีบพูดขึ้นมา

 

“เอ้อ เดือนสิบพี่ลืมแนะนำไป นี่พี่ก็อตเป็นช่างภาพมาถ่ายรูปให้เราวันนี้ พี่เขาจบนิเทศที่นี่นี่แหละ”



ผมพยักหน้ารับ ที่แท้พี่ก็อตคนนี้ก็เป็นช่างภาพวันนี้

 

“พี่ก็อตว่าหน้าเดือนสิบแต่งเพิ่มอีกไหมคะ? ถ้าคิดว่ายังไม่โอหนูว่าจะพาไปแต่งเพิ่มสักหน่อย”



แล้วพี่แอ้มก็เริ่มการสนทนาใหม่โดยหัวข้อสนทนาเป็นผมอีกแล้ว พี่ก็อตคนสูงจับคางจ้องหน้าผมจนเล่นเอาอดรู้สึกประหม่าไม่ได้

 

“ไม่ต้องหรอก แค่นี้แหละ ผิวน้องดี ขาวอยู่แล้ว เนียนด้วย ทาอะไรไปก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้นหรอก สีปากก็โอเคอยู่แล้ว ทาลิปมาเหรอ?”


ผมกะพริบตามองคนที่เริ่มพูดกับผม ดีใจที่มีคนชมนะ แต่จะมัวมาดีใจไม่ได้ต้องตอบคำถามก่อน

 

“เปล่าครับ ไม่ได้ทา”

 

คิ้วหนายกขึ้นสูงเมื่อผมตอบคำถาม

 

“ถอดแว่นได้ไหมเวลาถ่าย?”

 

“ได้ครับ... แต่ผมจะมองอะไรไม่ค่อยเห็น”

 

“ถ้าตาไม่โฟกัสกล้องคงไม่ดี แต่ไม่มีทางเลือก ลองถอดแว่นแล้วมองมาทางพี่สิ มโนว่าตัวเองหล่อที่สุดในโลกอะไรแบบนี้”

 

ผมมองพี่ก็อตที่เดินถอยหลังออกไปในระยะหนึ่งก่อนจะทำตามที่พี่เขาบอก ถอดแว่นตัวเองแล้วมองตรงไปยังผู้ชายข้างหน้า ไม่ผิดจากที่คิดภาพตรงหน้าเบลอมากจนผมหงุดหงิด ถ้าเป็นเวลาปกติจะตั้งใจจะมองอะไรตอนไม่ใส่แว่นจริงๆ ก็คงจะหรี่ตาจนตาแทบปิด แต่ครั้งนี้...

 

มโนว่าภาพตรงหน้ามันชัดก็ได้วะ ! เอ้า..

 

มองไปยังภาพพี่ก็อตที่ยังเบลอ ไม่รู้ว่าต้องมองนานแค่ไหนถึงจะโอเค ผมก็ทำได้แค่ทำตามที่พี่เขาบอก จู่ๆ เงาของคนเบลอๆ ก็เคลื่อนไหว ผมเอียงคอมองตามโดยไม่ได้ตั้งใจก่อนจะได้ยินเสียงดัง

 

แชะ!

 

เสียงชัตเตอร์กล้องดังหนึ่งครั้งก่อนจะตามด้วยเสียงของพี่ก็อต

 

“เป๊ะเวอร์ไอ้แอ้ม”

 

“เนอะพี่” รุ่นพี่สาวคณะเดียวกับผมเดินผ่านเข้าไปหา คนที่ออกคำสั่งผมเมื่อครู่เขาก็สั่งผมอีกรอบว่าให้ใส่แว่นได้แล้ว ผมเลยเอาแว่นที่ถืออยู่ในมือขึ้นมาใส่ แล้วถึงได้เห็นกล้องถ่ายรูปสีดำที่อยู่ในมือพี่ก็อต เหมือนจะถ่ายรูปผมช็อตเมื่อกี้ไปครั้งนึง

 

พี่แอ้มคุยกับอะไรกับเขาสักพักแล้วเดินมาบอกผมให้ไปนั่งรอที่ห้องแต่งตัว รอคน รอเตรียมของเตรียมนู่นนี่อะไรให้เรียบร้อยก่อนแล้วจะเรียกผมอีกที

 

ผมก็เออออพยักหน้ารับแล้วเดินตรงมายังห้องแต่งตัวพร้อมดูนาฬิกา อ่า... จะว่าเหลือเวลาไม่มากก็ได้ แต่ผมยังไม่เห็นวี่แววพี่เอสเลย..

 

“...!”

 

พอละสายตาจากนาฬิกาข้อมือเงยหน้าขึ้นมองกลับต้องตกใจ เมื่อผมดันเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่นอนหลับนิ่งๆ อยู่บนโซฟากำมะหยี่สีแดง ใบหน้าหล่อดูดีนิ่งเรียบ ดวงตาคู่นั้นปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ พร้อมกับเสื้อช็อปสีเข้มที่ถูกถอดมาคลุมนอนเป็นผ้าห่มอยู่บนตัว

 

นี่มันอะไรกันเนี่ย ไหงเมืองเอกถึงได้นอนมานอนหลับอยู่ที่นี่ได้.. หรือว่ามาถ่ายแบบเหมือนกัน?

 

ช่างเรื่องนั้นไปเถอะ ถึงผมจะสงสัยนิดหน่อยแต่ก็ไม่เกี่ยวกับผมอยู่ดี ก็เลยเลือกที่จะเดินผ่านไอ้คนที่นอนอยู่แล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะกระจกที่ใช้สำหรับแต่งหน้าดีกว่า แน่นอนว่าแบบเงียบๆ แบบที่จะไม่ทำให้คนที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมา...

 

ระหว่างที่เดินผ่านผมได้กลิ่นแอลกอฮอล์หน่อยๆ มาจากเมืองเอก เดาไม่ยากเลยว่าทำไมถึงมาหลับสภาพนี้ได้ เมื่อคืนคงดื่มหนัก แล้วมานอนที่นี่? สังเกตจากเสื้อช็อปเอาอะครับ

 

แต่... ถ้าเมาหลับแล้วหล่อขนาดนี้ได้ก็โอเค ยอมครับว่ายังอคติหน่อยๆ ที่เจ้าของใบหน้าดูดีแบบนี้มันมั่นเกินไป  แต่ก็เถียงไม่ออกเพราะว่าก็หล่อจริงๆ อย่างที่ว่า...

 

เวลาที่รอเฉยๆ ก็นั่งเล่นโทรศัพท์ไปนิดหน่อย สักพักก็มีคนโน้นคนนี้เดินเข้ามาทักเข้ามาถามบ้าง แต่ไม่นานทุกคนก็ต้องออกไปเตรียมงานเตรียมอะไรต่อ คนที่หลับอยู่ยังคงหลับอยู่อย่างนั้น แล้วก็ไม่ได้มีใครทักถามถึง เหมือนเมืองเอกเดือนคณะวิศวะที่นอนอยู่ตรงนั้นไม่มีตัวตน

 

ละหน้าจากจอโทรศัพท์เมื่อผมเห็นเวลาบนจอนั้นแสดงตัวเลขที่ว่าอีก 15 นาทีถึงเวลานัดถ่ายแบบ แต่ดูท่าจะยังไม่มีใครมาตามให้ผมเตรียมตัวทำอะไรเลย ผมเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าตั้งใจจะเดินออกไปดูสักหน่อยว่าข้างนอกพร้อมกันหรือยัง นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาถ่ายแล้ว ถ้ายังมีอะไรไม่เสร็จผมอาจจะอาสาขอไปช่วยบ้าง

 

พอเดินออกไปก็เจอพี่แอ้มกับพี่ๆ คนอื่นๆ ไม่ค่อยวุ่นวายเหมือนตอนที่ผมมาถึง ทุกคนแค่ยืนประจำที่กันนิ่งๆ แล้วทันทีที่เห็นผมเดินออกมารุ่นพี่สาวก็เอ่ยทัก


“อ้าว เดือนสิบ เอ่อ... นี่ก็ใกล้เวลาแล้วเนอะ เรามาสแตนด์บายก่อนก็ได้” พี่แอ้มว่าอย่างนั้น แต่ผมกับสังเกตเห็นว่าหัวคิ้วเรียวขมวดผูกกันเป็นปมทั้งๆ ที่พี่เขาก็ยิ้มๆ ผมถึงได้แปลกใจ แล้วตัดสินใจถามไปว่าตกลงมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า?

 

“หน้าแบบนั้น พี่แอ้มมีอะไรหรือเปล่าครับ?”

 

เธอสะดุ้งแล้วเอามือแตะแก้มตัวเอง

 

“ทำไม หน้าพี่ทำไมเหรอ?” 

 

“เปล่าไม่ใช่ครับ เห็นพี่ขมวดคิ้ว ผมเลยคิดว่าน่าจะมีปัญหาอะไร”

 

ริมฝีปากสวยแต่งแต้มด้วยลิปสีชมพูอ่อนเผยปาก ใบหน้าเรียวสวยของรุ่นพี่สาวพยักขึ้นลง เสียงที่เปล่งออกมาจะเจือปนความร้อนใจ

 

“นี่ก็ใกล้เวลาแล้วแต่พี่ยังติดต่อเอสไม่ได้เลยน่ะสิ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เมื่อวานโทรคอนเฟิร์ม โทรไปตามแล้ว ก็เห็นตอบรับดี แต่ว่าตอนนี้...”

 

พี่แอ้มหยุดพูดไว้แค่นั้นเมื่อระหว่างที่กำลังเล่าถึงสถานการณ์พี่ก็อตก็เดินหน้าตึงเข้ามา

 

“ติดต่อไอ้เอสไม่ได้?”

 

“เอ่อ.. ไม่ใช่หรอกค่ะพี่ก็อตนี่ก็ยังไม่ถึงเวลา...”


“ถ้าถึงเวลาตามนัดมันยังไม่มากูไม่เอามันแล้วนะไอ้แอ้ม”

 

คราวนี้พี่ก็อตเริ่มหัวเสีย จนพี่แอ้มถึงกับเหวอแล้วรีบร้อนร้องห้าม

 

“ไม่ได้นะพี่ก็อต ทางม.ระบุตัวแล้วว่าอยากได้ใครลงนิตยสาร ต้องตามคำสั่งนะพี่”

 

“กูไม่ชอบคนไม่เป็นโปรฯ ไม่รักษาเวลา ทั้งๆ ที่มันเคยทำงานถ่ายแบบมาก่อน”

 

 ผมที่ไม่รู้จะทำยังไงเลยได้แต่ยืนมองสถานการณ์เงียบๆ แบบรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์สิ้นดี ทั้งสองเถียงนั่นเถียงนี่กันอยู่สักพัก สุดท้ายพี่ก็อตก็โวยวายออกมาเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะแยกกับพี่แอ้มแล้วเดินมาทางผม แต่ประโยคสุดท้ายที่ว่าทำผมต้องเบิกตากว้าง


“ไม่ใช้เอสก็ใช้ไอ้วิศวะที่นอนอยู่คนนั้นถ่ายแทนด้วยก็ได้ เป็นเดือนวิศวะไม่ใช่เหรอ หน้าตาดีจะตายไม่เห็นจะมีปัญหาเลย”

 

ถ่ายกับเมืองเอก!?

 

เฮ้ย! ไม่เอาน่าพี่ก็อต อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ อย่าเพิ่งคิดสั้นเลย ให้โอกาสพี่เอสหน่อยเถอะครับ อย่างน้อยก็ควรจะรอให้ถึงเวลานัดแล้วค่อยว่ากัน คนที่เมาหลับอยู่อย่างนั้นจะปลุกมาถ่ายแบบได้ยังไง...

 

“เดือนสิบ”

 

พี่ก็อตที่อยู่ตรงหน้าเอ่ยเรียก ผมถึงได้เลิกตีกับความคิดตัวเองในหัวแล้วหันไปมองพี่ก็อต

 

“เคยทำงานถ่ายแบบมาก่อนรึเปล่า?”

 

เคยแค่ถ่ายรูปธรรมดา ตอนโปรโมทเดือนคณะ แต่อันนั้นแค่ไปยืนทำหน้าที่คิดว่าตัวเองหล่อที่สุดแล้วกดชัตเตอร์กิ๊กเดียวก็ผ่านแล้ว ไม่เรียกว่าถ่ายแบบ เพราะงั้นคำตอบของผมที่ตอบพี่ก็อตไปก็คือ...

 

“ไม่ครับ” 

 

“ไม่มีประสบการณ์เลย?”

 

ผมพยักหน้า  แล้วพี่ช่างภาพก็ถามต่ออีกประโยค

 

“แปลก หล่อขนาดนี้ รูปร่างดีขนาดนี้ไม่เคยมีใครมาทาบทามหรือไง หืม?”

 

ผมนิ่ง... เงียบไปสักพัก กับคำถามของพี่ก็อต ซึ่งพี่เขาดูฉลาดมากที่เหมือนเขาจะพอรู้คำตอบของผม

 

“อ่อ พี่พอเข้าใจแล้ว งั้น... ไหนๆ อุปกรณ์ก็เตรียมพร้อมแล้ว เรามาลองเทสหน้ากล้องกันดีกว่า”

 

จากนั้นพี่ก็อตก็ไม่ถามต่อให้ผมรู้สึกอึดอัด แล้วเปลี่ยนมาเป็นเริ่มงานกันแทน เขาสั่งให้ผมไปยืนหน้าฉากขาว สั่งนู่นสั่งนี่อยู่สักพัก บอกผมจัดท่า ขยับซ้ายนิดซ้ายหน่อย ท่าทางก็ไม่ได้มีอะไรมาก เพราะไม่ได้ต้องใช้ท่ายากๆ แค่เอาไปลงนิตยสาร ม.

 

เวลาผ่านไปนานพอสมควร พี่เขายังถ่ายผมอยู่ แต่เหมือนคราวนี้จะเป็นถ่ายอะไรที่นอกเหนือจากงานจริงๆ เพราะพี่ก็อตดึงเอาพร็อพนู่นนี่มาวาง ให้ผมนั่ง ให้ผมถือ ให้ผมถอดแว่นบ้าง ใส่แว่นบ้าง ที่หนักสุดเลยคือ พี่ชายช่างภาพคนนี้สั่งให้พวกลูกน้องไปลากตุ๊กตาหมีตัวใหญ่มาก.. ย้ำว่าใหญ่มาก มานั่งถ่ายคู่กับผม

 

ได้ยินคนขนบ่นว่าตุ๊กตาตัวนี้หนักประมาณ 7 กิโลฯ ถ้าให้มันยืน หมีตัวนี้ก็สูงพอๆ กับผมที่สูง 182

 

ต่อมาพี่เขาก็หยุด บอกให้ผมพักก่อน ถ่ายนานเกินไปเดี๋ยวจะถ่ายต่ออีกไม่ไหว ผมก็เลยนั่งเล่นตุ๊กตาหมีตัวนี้ไปพลางๆ อยู่ได้อีกสักพัก

 

“แอ้ม กูถ่ายเดือนสิบจนจะทำโฟโต้บุ๊คน้องขายได้อยู่แล้ว ไอ้เอสอยู่ไหน?”

 

ได้ยินเสียงดุดังแว่วๆ จนผมอดผวาแทนพี่แอ้มไม่ได้ พี่ก็อต ตอนดุน่ากลัว..

 

ฝ่ายพี่แอ้มที่โดนถามทำหน้าเลิ่กลั่กพยายามหาเหตุผลร้อยแปด แต่สุดท้ายความจริงก็คือความจริง ความจริงที่ว่ายังติดต่อพี่เอสไม่ได้ ความจริงที่ว่า...

 

“แอ้ม ไปปลุกเด็กวิศวะที่นอนอยู่มาได้แล้ว เอาคนนั้นถ่ายแทน”

 

ฮะ...!?

 

“ด... เดี๋ยวพี่คะ จะเอาเมืองเอกจริงเหรอพี่ก็อต”

 

ใช่! พี่ก็อตเอาเมืองเอกจริงเหรอ เหล้าก็หึ่งเลยนะ น้ำยังไม่อาบเลยมั้งครับ... ชุดก็..


ผมค้านในใจเต็มที่ หยิบเอาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างบ้าง แต่ก็ทำได้แค่นั้น พี่ก็อตส่งสายตาดุๆ จนพี่แอ้มต้องลุกเดินไปทางห้องแต่งตัว  ก็ทำได้แค่ค้านและร้อนรนอยู่ในใจ เอาจริงผมแค่เงียบและต้องยอมทำตามที่คนอื่นว่า

 

ถ่ายกับเมืองเอก ไม่ได้มีอะไรแย่หรอกครับ ก็อย่างที่บอกผมเห็นหน้าเมืองเอกแล้วผมเฉยๆ แล้ว มีอคตินิดหน่อยที่ทำให้ไม่อยากเข้าไปยุ่งกับคนที่หาเรื่องผมก่อน แล้วก็เผลอไปคิดถึงเรื่องพี่เอสขึ้นมา อา.. ถ่ายกับใครก็คงมีค่าไม่ต่างกัน ผมจะคิดมากไปทำไม ไม่กี่ช็อตก็เสร็จแล้ว

 

ระหว่างที่กำลังทำใจ ว่าจะต้องถ่ายคู่กับเมืองเอกจริงๆ ก็มีเสียงที่เปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ช่วยไว้...




“เจ้ เฮียก็อต เอสมาแล้ว!” 

 

ทั้งคนถูกเรียก คนไม่ถูกเรียก รวมทั้งผมหันมองตามผู้หญิงเสื้อดำคนนั้น ก่อนที่จะเลยผ่านไปยังผู้ชายตัวสูงโปร่งที่เดินตามมา

 

คนๆ นั้นอยู่ในชุดเสื้อนักศึกษาสีขาว กางเกงสีดำ พร้อมด้วยผูกเนคไทแล้วก็เข็มขัด เรียกได้ว่าถูกต้องตามระเบียบมหาวิทยาลัยเป๊ะ เว้นก็แต่ใบหน้าหล่อได้รูปที่จัดเรียงองค์ประกอบทุกส่วนอย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็นคิ้ว จมูก ปาก ตา เอาเป็นว่าสมบูรณ์แบบทุกส่วนซะจนน่าอิจฉา.. เหมือนนายแบบหลุดออกมาจากนิตยสาร และนี่คือพี่เอส เดือนมหา’ลัยปีที่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

 

แต่จะพูดอย่างนั้นก็ถูกแล้ว เพราะผมได้ยินพี่ก็อตพูดว่าเขาเคยทำงานถ่ายแบบ จะหน้าเป๊ะ หุ่นเป๊ะขนาดนี้ก็ไม่แปลก...

 

สีหน้าของคนๆ นั้นเรียบเฉยไม่สนใจใครหน้าไหน ไม่แม้กระทั่งจะสนใจพี่ก็อตที่เดินเข้ามาโวยวายใส่



สังเกตเห็นความหยิ่งทะนงที่แฝงอยู่ในดวงตา เพราะผมจ้องเขานานไป หรือเพราะอะไรก็ไม่รู้ พี่เอสชำเลืองมองผมแว๊บนึง ในที่สุดก็หันกลับไปสนใจช่างภาพตัวสูงที่กำลังเกรี้ยวกราด

 

“เอส ได้ยินที่กูพูดไหม มึงทำคนอื่นเขารอ”


ริมฝีปากเจ้าของชื่อเรียกกระตุกยิ้มบาง กลบมาดไม่แคร์โลกเมื่อครู่ให้ปลิวหาย แทนที่ด้วยรอยยิ้มราวกับเทพบุตร ผมอธิบายเวอร์ไปไหม แต่พี่เขาหล่อจริงๆ หล่อแบบที่ว่า ไอ้ที่กวางเข้ามาบ่นให้ผมฟัง สาธยายให้ผมฟัง หรือแม้แต่ในรูปที่กวางเคยเอามาเปิดให้ดู ก็เทียบพี่เขาตอนนี้ไม่ติด.. 

 

“ขอโทษทีพี่ก็อต พอดีรถมันติด เกิดเรื่องนิดหน่อย แล้วมือถือผมก็...”

 

คนถูกต่อว่าส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจ ก่อนจะล้วงโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังออกมาจากกระเป๋ากางเกงชูให้คนอื่นดู สภาพโทรศัพท์หน้าจอแตกแหลกละเอียดยิบจนมองอะไรแทบไม่เห็นเลย ตัวเครื่องก็ช้ำและสะบักสะบอม พอเห็นสภาพโทรศัพท์แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันไปเจอกับเรื่องอะไรและสภาพไหนมา...

 

“ข้อแก้ตัวกูไม่อยากฟัง”

 

เป็นข้อแก้ตัวที่มีน้ำหนักเพราะสภาพโทรศัพท์ แต่ยังไงความผิดก็คือความผิด

 

“แต่กูจะยอมให้ ไปเข้าฉากได้แล้ว เลทเวลามาตั้งมาก รีบๆ เข้าล่ะ”

 

“ครับๆ”

 

ยิ้มแบบกวนๆ แล้วส่งเสียงขานรับสองรอบนั่นส่งให้พี่ก็อตหงุดหงิดหนักเข้าไปใหญ่ แต่ผมว่าพี่เขาคงเลือกจะทนมากกว่า เพราะหันกลับไปยืนอยู่หลังกล้องแทน

 

ทุกคนถอนหายใจกันเฮือกใหญ่เมื่อเรื่องเริ่มเข้าที่แล้วกลับไปจัดเตรียมการกันต่อ

 

พี่เอสเดินมาทางผม พร้อมมองหน้า มองแบบที่รู้เลยว่าเขาสังเกตและพิจารณาผมไปทั่ว กว่าจะรู้ตัวและคิดได้ว่าผมควรทำอะไรก็เล่นเอานานอยู่เหมือนกัน

 

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้พูดสั้นๆ พี่เอสไม่ได้ยกมือมารับไหว้แต่ยังจ้องหน้าผมจากที่สูงกว่า เพราะตอนนี้ผมนั่งอยู่กับตุ๊กตาหมีตัวใหญ่เลยตัดสินใจยันตัวลุก พร้อมๆ กับพี่ๆ ชุดเดิมเข้ามาลากหมีหนัก 7 โลฯนั่นกลับไป

 

“ชื่อเดือนสิบใช่ไหม? พี่เห็นเราจากบนเวทีแล้ว”

 

ไม่รู้จะตอบกลับว่าอะไรดี เลยพยักหน้ารับ



พี่เอสทำท่าจะเอ่ยปากพูดกับผมอีกครั้งแต่ก็ถูกหยุดไว้ด้วยเสียงจากผู้ชายที่ยืนอยู่หลังกล้อง



“เอส เดือนสิบ จะเริ่มถ่ายแล้ว”

 

พี่เอสหันกลับไปทางกล้องรวมทั้งผมด้วย พี่แอ้มเดินเข้ามาบอกผมให้ถอดแว่นที่ใส่อยู่ ผมก็เลยถอดส่งให้รุ่นพี่ๆ ฝากเอาไว้ในระหว่างถ่าย

 

ถ่ายกันไปได้หลายรูป กดชัตเตอร์ไปได้หลายครั้ง มีเสียงพี่ก็อตที่แนะนำทั้งการจัดท่าทาง การยืน  การแสดงสีหน้าพี่เขาก็คอยบอกอยู่เป็นระยะๆ แต่ว่า...

 

“พอก่อนครับ เดือนสิบ ทำไมเราถึงแข็งแบบนั้น ไม่เหมือนถ่ายเมื่อกี้เลย มันไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนโดนบังคับมาถ่าย”

 

พี่ก็อตละหน้าออกจากหลังกล้องถ่ายรูป ขึ้นมาขมวดคิ้วมองผมที่หงอลงเยอะเพราะโดนดุ จนพี่แอ้มต้องเดินออกมากระซิบว่าอย่าดุน้องมาก รวมทั้งให้กำลังใจผมด้วย

 

“ลองใหม่อีกหน่อยแล้วกัน เมื่อกี้ยังถ่ายได้ดีไม่มีปัญหานี่”

 

โอเค ผมพยายามทำสมาธิแล้วตั้งใจจะถ่ายและทำให้ดีแบบเดิม

 

........

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
............

 

แต่ว่า...

 

“เดือนสิบ พี่ว่าเราเหนื่อย ออกมาพักก่อนไหม ไม่ได้รูปเลย ทั้งๆ ที่ควรจะได้มาสักสองสามรูปแล้ว”

 

ผมก้มหน้า ไม่กล้าเงยมองพี่ก็อตที่เดินเข้ามาบ่น ผมก็ทำแบบเดิมทุกอย่าง แต่ทำไมพี่ก็อตถึงบอกว่ามันไม่เหมือนเดิม... เกร็งไปเหรอ? ไม่ใช่หรอก เกิดอะไรขึ้นเนี่ย หรือล้าจากการถ่ายติดต่อมาเป็นเวลานานพอสมควร

 

“พี่ก็อต”

 

เสียงผู้ชายที่ยืนอยู่ดังขึ้นเรียกคนข้างหน้าให้หันไปหา 

 

“ขอผมดูรูปที่ถ่ายหน่อย”

 

“เออ ได้ จะดูก็ดู เดือนสิบเราไปนั่งพักตรงนู้นก่อนไป”

 

ช่างภาพว่าแล้วชี้ไปที่โซฟาตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ ผมเดินห่อเหี่ยวตามภาพโซฟาเบลอๆ ที่เห็นจากที่ไกลๆแล้วทิ้งตัวลงนั่งพัก ไม่นานก็เหมือนใครบางคนเดินตามเข้ามานั่งด้วย ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าใครเพราะผมไม่ได้ใส่แว่นภาพมันเบลอ แต่พอเข้าใกล้ก็รู้เลย ทันที

 

“ร้องไห้แล้วเหรอเรา?”

 

ผมกะพริบตามองคนตรงหน้า ประโยคคำถามที่ได้รับทำเอาผมรีบส่ายหน้า

 

“ไม่ใช่ครับ พอดีไม่ใส่แว่นแล้วเพ่งนานๆ จะแสบตา น้ำตาก็เลยไหล”

 

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”

 

พี่เอสตอบรับแค่นั้น ก่อนจะเงียบไปสักพักแล้วถึงพูดออกมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าผมไม่ยอมเริ่มเปิดประโยคสนทนาสักที

 

 

“ตอนถ่ายรูปเรากลัวพี่เหรอ”

 

“...”

 

ผมเงียบ พี่เขาใช้อะไรคิดว่าผมจะกลัวพี่เขากันนะ บ้าเหรอ มีแต่ความรู้สึกประหม่า

 

“หรือว่าจะเป็นเพราะข่าวลือที่เขาลือกันเกี่ยวกับพี่?”

 

ไม่ใช่ จะเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว อะ ต้องตอบคำถามๆ จะได้เคลียร์ๆ

 

“เปล่าครับ ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย แค่ไม่เคยถ่ายคู่กับใคร”

 

พี่เอสหันข้างมามองหน้าผม แล้วลากเสียงหืมยาวๆ ในลำคออย่างกับไม่เชื่อที่ผมพูด แต่สุดท้ายก็ตอบรับคำ

 

“อา... พอเข้าใจแล้ว”

 

“??”

 

ผมเอียงคอมอง พี่เอสพูดว่าเข้าใจ ส่วนผมไม่เข้าใจว่าที่พี่เอสเดือนมหา’ลัยปีที่แล้วเข้าใจมันคืออะไร

 

“เมื่อกี้พี่ไปขอดูรูปที่ถ่ายเรา ได้ขนาดนั้นทั้งๆ ที่ไม่เคยถ่ายแบบมาก่อนก็เก่งมากแล้ว เดือนสิบไม่ได้ทำอะไรแย่ แค่มาถ่ายสองคนแล้วมันไม่ลงตัว พี่ก็อตก็เลยบ่นว่าทำได้ไม่ดีเหมือนตอนถ่ายเดี่ยว...”

 

ผมรอต่อฟังเพราะเหมือนพี่เอสจะยังพูดไม่จบ

 

“เพราะพี่มากไป แต่เดือนสิบน้อยไป มันเลยไม่ลงตัว” 

 

“....”

 

เพราะอย่างนั้นเองสินะ พอมาถ่ายคู่พี่เอสถึงใช้ไม่ได้ แต่ถ่ายเดี่ยวที่ไม่ต้องไปบาลานซ์กับใครถึงได้ไม่เหมือนกัน

 

“อืมม... เดือนสิบ เราไม่ถนัดยิ้มตอนถ่ายรูปเหรอ? เอางี้นะ ไหนลองยิ้มให้พี่ดูสิ”

 

น้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกสบายๆ ของพี่เอส และรอยยิ้มของพี่เขา ทำให้ผมคิดว่าพี่เอสไม่เห็นจะเป็นเหมือนในข่าวลือเลย ไม่ได้แย่อย่างที่เคยคิดด้วย  แล้วผมก็ค่อยๆ ยิ้มตามคำแนะนำของพี่เขา ค่อยๆ ระบายยิ้มออกมาทีละนิด ในหัวนึกถึงแต่เรื่องดีๆ เรื่องที่ทำให้รู้สึกแฮปปี้

 

“อะ...”

พี่เอสเหมือนจะชะงักเล็กน้อย ไม่รู้ทำไม ผมเก็บรอยยิ้มแล้วเอียงคอมอง สงสัยเหมือนกันเพราะพี่เขาจู่ๆ ก็ท่าทางแปลกไป แต่เพียงไม่นานหรอกครับ รอยยิ้มเผยบนใบหน้าพี่เขาอีกครั้ง

 

“พี่พอจะรู้แล้วว่าทำไมเราถึงได้เป็นเดือนมหา’ลัย ลุกกันเถอะ ตอนถ่ายขอยิ้มแบบเมื่อกี้ได้ใช่ไหมครับ?” 

 

.............

 

กลับมาหาพี่ก็อตแล้วถ่ายกันอีกครั้ง

 

“เริ่มถ่ายแล้วนะ เดือนสิบขยับออกไปทางขวามือนิดนึง อย่างนั้นอีกนิดๆ เอสอย่าทำแขนห้อยแบบนั้น แล้วอย่าให้น้องบังแขนซ้าย ขยับออกมาอีก นั่นแหละ”

 

แชะ !

 

“รูปเมื่อกี้ดีมาก โอเคผ่าน พอได้ ขอบคุณมากๆ  ทั้งเดือนสิบแล้วก็เอสด้วย”

 

พอพี่ก็อตพูดอย่างนั้นผมถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก พี่เอสเดินออกไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม พอๆ กับที่พี่แอ้มเดินเข้ามาร้องวู้ๆ ดีใจที่ถ่ายเสร็จไปได้อย่างสวยงาม แล้วส่งแว่นให้ผมใส่ อา... เหมือนได้โลกใบใหม่ สว่างสดใส ไม่เบลอแล้ว

 

“เก่งมากเลยเดือนสิบ”

 

“ไม่หรอกครับ เพราะพี่เอสแท้ๆ”

ผมส่ายหน้าแล้วพูดความจริง ผมถ่ายช็อตนั้นได้สำเร็จเพราะพี่เขา อา จริงสิ ต้องไปขอบคุณสักหน่อย

 

ผมเดินเข้าไปหา... พี่เอสที่นั่งอยู่ตรงนั้น แต่ก่อนจะได้ส่งเสียงทักก็โดนผู้ชายอีกคน ปาดหน้าผมไปก่อน

 

“พี่---”

 

“พี่เอส…”

 

เสียงเรียกจากผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมด้วยเสื้อช็อปสีเข้มที่หิ้วอยู่ในมือ พร้อมทั้งรูปร่างแบบนี้ที่ผมจำได้ว่าเป็นใคร...

 

“หืม?”

 

พี่เอสส่งเสียงถามในลำคอ ผมรู้สึกเลยว่าคนในสตูมองมาทางนี้ คนที่เคยหลับอยู่ที่โซฟาในห้องแต่งตัว ซึ่งตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และตอนนี้ยืนอยู่ตรงหน้าพี่เอส

 

เมืองเอก...

 

เพราะเขาหันหลังอยู่ผมถึงไม่เห็นสีหน้าของเมืองเอก เขายืนนิ่งอยู่สักพักแล้วสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้คนทั้งสตูดิโอตกตะลึง

 

“พี่เอส ผมชอบพี่ คบกับผมเถอะ”

 

“.....”

 

หะ!!??

 



อยู่ดีๆ ผมก็มาเป็นตัวประกอบในฉากสารภาพรักของคนอื่น...



----------------------------TBC-------------------------



สวัสดีค่ะ หายไปนานเลย ทักทายทุกคนนะคะ ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ *-*


ว่าด้วยเรื่องเนื้อหาตอนนี้ ไม่มีอะไรมากเลยค่ะ
เปิดตัวพี่เอสเฉยๆ เเถมโดนตัดจบตรงนี้อีก ฮา


ไว้พบกันใหม่ตอนหน้านะคะ ขอบคุณทุกคอมเมนต์
ทุกกำลังใจ ทุกคนที่คอยติดตาม รักมากเลยค่ะ ^^ <3



#วิศวะเดือนสิบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-08-2018 08:08:53 โดย miminari »

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5218
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
หนูเดือนไมใช่ตัวประกอบหรอก แต่หนูโดนขโมยซีนมากกว่า  :hao3:

ออนไลน์ DrSlump

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2426
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:


อ้าววววว  ยังไงเนี่ย

หรือว่านี่คือ "แผน"  ที่เมืองเอกคิดไว้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-08-2018 09:30:17 โดย DrSlump »

ออฟไลน์ ก้อนขี้เกียจ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 762
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
เมืองเอกจะทำอะไร555555555 งงใจกับคนอย่างแก

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +179/-18

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด