⚙☽ เ ดื อ น สิ บ . | #วิศวะเดือนสิบ ⚙☽ เดือนที่ 14 คุยกันหน่อย ⚙ 100% 19/7/63  
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ⚙☽ เ ดื อ น สิ บ . | #วิศวะเดือนสิบ ⚙☽ เดือนที่ 14 คุยกันหน่อย ⚙ 100% 19/7/63    (อ่าน 37750 ครั้ง)

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
----------------------------



คาบบรรยายเกือบสองชั่วโมงจบลง พร้อมๆ กับศพของนิสิตเริ่มฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เหมือนเช่นผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านขวาผมตอนนี้ ฟลุ๊คเงยหน้าที่เคยฟุบกับโต๊ะขึ้นมา ส่วนกวางที่เล่นโทรศัพท์อยู่ตลอดก็ละมือจากหน้าจอ ชูเเขนขึ้นยืดเส้นยืดสาย



“รอดแล้ววว~~” เสียงกวางดูสดใสขึ้นมาทันที



“แล้วเป็นไงจดได้เยอะไหม?”



ฝ่ายฟลุ๊คที่เพิ่งฟื้นคืนชีพหันมาถามผมที่กำลังเก็บสมุดคืนให้ ผมพยักหน้ารับ แต่ในระหว่างที่กำลังส่งของคืนให้ มือของใครสักคนก็จับหมับเข้าที่ไหล่ ไม่แปลกใจที่หันกลับไปมองก็พบว่าเจ้าของมือเล็กเรียวที่จับไหล่ผมอยู่เป็นกวาง



“เดือนสิบ”



เสียงหวานนิ่งเรียบเกินไปจนผมสงสัย พอมองตามสายตาที่เธอกำลังจ้องมาถึงได้รู้ ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตมองมาที่คอของผม พอนึกได้ว่าน่าจะเป็นเพราะอะไร ผมก็รีบกระชับปกเสื้อขึ้น



“รอยอะไรเนี่ย?”



เสียงที่กวางถามผมไม่ได้ดังมาก แต่ก็ไม่ได้เบาถึงขนาดที่ฟลุ๊คจะไม่ได้ยิน แล้ว... จะเหลือเหรอครับ เพื่อนถึงได้หันมาถามอีกคน



“มีอะไรเหรอวะ?”



“เดือนสิบ มีเรื่องที่ยังไม่บอกพวกเรารึเปล่าอะ!”



“หือ?” คุณฟลุ๊คดูจะยังงงและไม่เข้าใจสถานการณ์



เหมือนกวางจะอยากรู้ให้ได้ถึงได้รุกถามหนักขึ้น แต่ว่าไม่อยากเล่านี่นา ...ไอ้รอยนี่มายังไง ความจริงตัวผมเองก็ยังไม่รู้เลยแท้ๆ เพราะฉะนั้นถึงได้หาวิธีเลี่ยง



พอหมดคาบ ห้องบรรยายที่นิสิตทยอยกันออกหมดแล้วก็ว่างเปล่า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าห้องจะว่าง คาบต่อไปก็จะมีคนมาเรียน เพราะงั้น...



“เราออกจากห้องกันก่อนดีกว่าไหม?”



ผมเบี่ยงประเด็น หยิบกองรายงานทั้งสามเล่มที่ยังคงวางไว้อยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ คิ้วเรียวที่ถูกเขียนอย่างดีขมวดมองผม ชิบ.. ผมว่ากวางมาท่าทีแบบนี้มีหวังไม่เลิกถามแน่ๆ ถ้าแผนเปลี่ยนเรื่องคุยไม่ได้ผลล่ะก็...



“เดี๋ยวเราเอารายงานไปส่งให้ กวางกับคุณฟลุ๊คไปรอข้างล่างก่อนเลยแล้วกัน”



ผมทิ้งท้ายแล้วเดินหนีออกมาเลยโดยไม่รอให้ทั้งสองได้ยื้อหรือปฏิเสธ ถึงแม้จะได้ยินเสียงคุณฟลุ๊คพูดเบาๆ ไล่หลังว่า “ทำไมไม่ไปพร้อมกันเลยล่ะวะ?” ก็เถอะ



....
...
.



หลังจากเดินไปส่งรายงานเสร็จเรียบร้อยผมก็กำลังจะเดินไปหาพวกกวางตามที่นัดกันไว้ แต่จู่ๆ โทรศัพท์ที่ตั้งสั่นไว้ก็สั่นเตือนสายเข้า พอหยิบออกมาดูก็เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ใช่เบอร์ของเดชองส์เหมือนคราวที่แล้วแน่ๆ เพราะผมบันทึกเบอร์ของเขาเอาไว้แล้ว เมืองเอกเหรอ? ไม่สิ รายนั้นยังไม่มีเบอร์ผม มีเเค่ไลน์



ถึงแม้จะแปลกใจว่าคราวนี้เป็นเบอร์ใคร แต่ในที่สุดผมก็รับสาย



“ครับ”



[“สวัสดีครับ นี่เบอร์เดือนสิบใช่ไหม?”]



ทันทีที่กดรับสาย เสียงของผู้ชายที่ผมมั่นใจว่าผมรู้จักเสียงนี้แน่ๆ ก็ดังออกมาจากปลายสาย ถึงตอนแรกจะยังนึกไม่ออกว่าเป็นใคร แต่ประโยคถัดมาของฝั่งนั้นก็ทำให้ผมได้รู้คำตอบ



[“พี่เอสเองนะครับ”]



เป็นพี่เอส... แล้วเขามีธุระอะไรกับผมรึเปล่า?



เรื่องเบอร์ของผมไปเอามาจากไหนกัน เดชองส์ก็คนหนึ่งแล้ว คราวนี้เป็นพี่เอส เบอร์ผมมันหาได้ง่ายขนาดนั้นเลยรึไงนะ? แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาสงสัยว่าพี่เอสเอาเบอร์ผมมาได้ยังไง สิ่งที่ควรรู้ที่สุดก็คือ..



“พี่เอสมีอะไรกับผมรึเปล่าครับ?”



[“มีน่ะ มีแน่ครับ ก่อนอื่นเลยพี่ต้องขอโทษเราด้วยนะ เรื่องเมื่อวาน พอดีพี่หยิบกระเป๋าเงินเดือนสิบติดมาด้วย”]



ถ้าฟังไม่ผิด.. กระเป๋าเงินเดือนสิบ? กระเป๋าเงินของผมอยู่ที่พี่เอส!



“จริงเหรอครับ!?”



พอเริ่มประมวลผลได้ ผมก็ร้องถามอีกฝ่ายไป



[“ครับ บังเอิญพอดีที่เดือนสิบใช้กระเป๋าเงินแบรนด์เดียวกับพี่ เมื่อวานที่เรานั่งด้วยกันพี่ก็เลยเผลอหยิบติดกลับไป”]



ผมพยักหน้าแรงๆ ถึงแม้ปลายสายจะไม่ได้เห็นก็ตาม ตอนนี้ในใจกำลังเริงร่ามากครับ ไม่คิดว่ากระเป๋าที่หายไปจะยังอยู่ดีปลอดภัย และดูเหมือนผมจะกำลังได้มันกลับคืนมาเร็วๆ นี้



[“เรื่องจะเอากระเป๋าเงินคืนให้เรา เดือนสิบสะดวกเวลาไหนครับ?”]



“ผมมีเรียนตอนบ่าย ถึงประมาณบ่าย 2 ครึ่ง”



[“พี่มีเรียนตอนบ่ายถึง 4 โมง”]



อา... หมายความว่าเวลาเลิกจะไม่ตรงกันสินะ



[“เอางี้ไหมครับ”]



เสียงปลายสายที่ดังขึ้นมาอีกครั้งเรียกผมที่กำลังใช้ความคิดให้หันกลับไปสนใจ ผมเงียบรอฟังว่าพี่เอสจะพูดอะไรต่อ



[“เดือนสิบรอพี่สักแป๊บหนึ่งได้ไหมครับ พี่เลิกเรียนแล้วจะไปรับเรา”]   



รับ?? รับผมเหรอ? ทำไมล่ะ?



“ครับ?”



[“พี่อยากเลี้ยงข้าวเราเป็นการขอโทษน่ะ ออกไปหาอะไรทานด้วยกันไหมครับ”]



“...”



ผมกินจุดอยู่สักพัก กำลังประมวลผลข้อความที่ได้รับอยู่ ถึงแม้จะประมวลผลให้ตายแค่ไหน สมองผมมันก็ยังตีความว่าพี่เอสกำลังชวนผมไปกินข้าวด้วยอยู่ดีแต่ว่าผมไม่เห็นความจำเป็นที่พี่เขาจะต้องทำแบบนั้นเลยแท้ ๆ



“เอ่อ... ไม่ต้องหรอกครับ”



[“แต่พี่หยิบกระเป๋าเรามา ทำให้เราลำบากนะ ในกระเป๋ามีคีย์การ์ดคอนโดเดือนสิบด้วยใช่ไหม? พี่ขอโทษที่เผลอเปิดกระเป๋าเงินดูนะ ตอนแรกคิดว่าเป็นกระเป๋าเงินตัวเองน่ะ”]



“ไม่เป็นไรหรอกครับ”



เรื่องแบบนั้นผมไม่ค่อยถืออะไรเท่าไหร่ เผลอๆ ถ้าไม่เปิดประเป๋าเงินดูจะไปรู้ได้ยังไงว่าเป็นกระเป๋าของใคร



[“แล้วตกลงเรื่องทานข้าวเราว่ายังไง?”]



“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ แค่คืนเฉยๆ ก็พอ”



เป็นการปฏิเสธครั้งที่สอง มันจะไม่มีครั้งที่สามเมื่อพี่เอสเริ่มยอมผมแล้ว 



[“ถ้างั้นไม่เลี้ยงข้าวแล้วก็ได้ครับ”]



 เขาละความคิดที่จะเลี้ยงข้าวไปแล้ว ส่วนเรื่องเวลาและสถานที่..



[“เจอกันที่ร้านกาแฟตรงคณะอักษรแล้วกันนะ พี่เรียนเสร็จแล้วจะขับรถออกไปเลย อาจจะเลทๆ 4 โมงนิดๆ เดือนสิบโอเครึเปล่าครับ?”]



“ครับ” 



....
...
.



วิชาสุดท้ายของวันจันทร์จบลงในเวลาบ่ายสอง 40 นาที โดยอาจารย์ประจำวิชาปล่อยเลทเกินเวลาพวกผมไปนิดหน่อย ผมไม่ได้รีบอะไร แต่คนอื่นๆ ที่มีแพลนเวลากระชั้นชิดไว้อยู่แล้วน่ะต่างกัน พอปล่อยปุ๊บก็รีบกลับไปปั๊บอย่างคุณฟลุ๊ค เห็นบอกว่าถ้าไม่รีบกลับจะโดนแม่ดุเอา รายนี้วันนี้โดนที่บ้านเรียกตัวไปช่วยขับรถพาไปซื้อของเข้าบ้าน ส่วนกวางทิ้งผม หนีไปเที่ยวเดินห้างช็อปเครื่องสำอางกับเพื่อนๆ กลุ่มผู้หญิงอีกกลุ่ม



พวกเพื่อนๆ ผม หรือก็คือพวกปีหนึ่งส่วนใหญ่ก็เลิกพร้อมๆ กันทั้งนั้น ตอนนี้ก็เลยไม่มีใครอยู่กันแล้ว เหลือแค่ผมนั่งไถโทรศัพท์เล่นอยู่คนเดียว กับรุ่นพี่ปีอื่นที่ผมไม่ค่อยรู้จัก



ก็นั่งเล่นรอเวลานัดไป คิดว่าอีกไม่นานก็สี่โมงแล้ว แต่ก็ว่างมากๆ จนกระทั่งมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะที่ผมนั่ง เป็นโต๊ะที่ผมนั่งอยู่คนเดียวผมถึงได้แปลกใจว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้ทำไม พอเงยหน้าขึ้นมาจากจอมือถือตัวเองถึงได้รู้



ผู้ชายหน้าตาดีอีกหนึ่งคน โครงหน้าลูกเสี้ยวเชื้อฝรั่งเศสเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ดวงตาสีดำจ้องผมด้วยสายตาที่ผมอธิบายไม่ถูก ผม.. รู้สึกไปเองนิดหน่อยว่าไม่ค่อยโอเคที่ถูกจ้องแบบนั้น



“เดชองส์”



ผมพึมพำชื่อของผู้ชายตรงหน้าเบาๆ เดือนคณะพาณิชย์เลิกคิ้ว ก่อนริมฝีปากสีชมพูอ่อนจะเอ่ยปากพูด 



“เดือนสิบเรามีเรื่องจะคุยด้วย ช่วยตามมาหน่อยได้ไหม?”



ผมไม่ได้ตอบ แต่เก็บโทรศัพท์ตัวเองลงกระเป๋ากางเกงนักศึกษา แล้วลุกเดินตามผู้ชายคนนั้นไป เขาพาผมเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างตึกเรียนคณะอักษร เป็นถนนที่มีที่จอดรถนิดหน่อย กับม้าหินอ่อนไว้นั่ง แต่ไม่ค่อยมีคนจะมานั่งตรงนี้เท่าไหร่ เพราะใบไม้จากต้นไม้ตรงนี้บังแสงอะไรไม่ค่อยได้   



เดชองส์หยุดฝีเท้าแล้วหันมาหา เขาตัวเล็กกว่าผมนิดหน่อยจากที่มอง รูปร่างดูบางกว่า อะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมามองอีกฝ่ายสิ เดชองส์มีเรื่องอะไรกับผมกันแน่



ไม่ปล่อยให้ผมรอนานนัก เขาก็หยิบโทรศัพท์ตัวเองแล้วส่งมันมาให้ผม



“ดูสิ”



ผมรับมันมา แล้วดูสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ มันเป็นคลิป...



“.....”   



...คลิปที่ทำให้ผมต้องเงียบ แต่ในหัวใจกระตุกโหวง สิ่งที่อยู่ในคลิปนั้นคือผู้ชายสองคนนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ คลิปเป็นมุมมองที่ถ่ายจากข้างหลัง แต่เพราะคนสองคนนั่งข้างๆ กัน เวลาจะคุยหน้าก็จะหันข้างเข้าหากันพอดี และมันคงดีกว่านี้ถ้าแค่เป็นการคุยกันของผู้ชายสองคนธรรมดาๆ แต่ว่ามันไม่ใช่



ผู้ชายฝั่งหนึ่งเป็นฝ่ายเริ่มขยับหน้าเข้าใกล้ก่อน จนในที่สุดริมฝีปากของทั้งสองคนก็ประกบแนบชิด และแปรเปลี่ยนกลายเป็นจูบที่เริ่มดูดดื่มเร่าร้อนขึ้น ลิ้นสีสดแลบออกสอดประสาน แขนขาวๆ จากผู้ชายคนนั้นที่ตอนแรกเป็นคนถูกจู่โจม กลับยกขึ้นคล้องคออีกฝ่าย เหมือนไม่อยากให้ละห่าง จูบตอบแลกลิ้นกันแบบไม่เกรงใจสายตาใครในร้าน ราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ คลิปยังเล่นต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดทั้งสองคนก็ละริมฝีปากออกจากกัน แต่ไม่จบแค่นั้น เมื่อผู้ชายที่เป็นฝ่ายเริ่มเริ่มเลื่อนหน้าลงต่ำ วุ่นวายอยู่บริเวณต้นคอขาว ซุกไซร้อยู่พักหนึ่งก่อนจะละออก แล้วก็เป็นเวลาเดียวกับที่คลิปจบ



ทำไมผมต้องมานั่งบรรยายว่าเป็นผู้ชายคนนั้น ผู้ชายคนนี้ ก็ในเมื่อผู้ชายในคลิป...



ก็คือผมเอง   



“คนในคลิปเดือนสิบกับพี่เอสใช่ไหม?”



ถึงผมจะไม่มีความทรงจำใดๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในคลิปนั่นเลยก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่ผม



ผมพยักหน้ารับช้าๆ กำลังจะเปล่งเสียงพูดคำว่า ‘ใช่’ ออกมาแต่ว่า...



เพี๊ยะ!!




“!”



เสียงที่ดังจากการที่ฝ่ามือกระทบลงบนแก้ม เดชองส์ตบแรงจนหน้าผมหันไปอีกทาง ทั้งยังรู้สึกเจ็บบริเวณที่ถูกตบ ที่แย่กว่านั้นคือตอนนี้สมองผม เหมือนจะไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ตัวเองต้องทำอะไร...



“เราน่าจะรู้ตั้งแต่เห็นรอยบนคอเดือนสิบแล้ว”



ผมมองหน้าเดชองส์ ดวงตาสีดำคู่นั้นวาววับเหมือนคนที่กำลังจะร้องไห้ ต่างตรงที่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความโกรธ



“ที่เคยรับปากไว้จำไม่ได้แล้วเหรอ? หรือว่าอยากได้มากถึงขนาดไม่สนใจว่าตัวเองเคยรับปากอะไรไว้แล้ว?”



ผมอยากส่ายหน้า อยากปฏิเสธ อยากบอกว่าผมไม่ได้ตั้งใจ อยากพูดออกไปว่าผมเสียใจ แต่ว่าร่างกายกลับแข็งทื่อไปหมด ยังดีที่ตรงแก้มยังมีความรู้สึกเจ็บจนชาอยู่บ้าง... 



“หน้าด้าน”




ริมฝีปากนั่นเอ่ยขยับเบาๆ ก่อนที่มือจะเอื้อมมาคว้าโทรศัพท์ที่ผมถืออยู่กลับไป



“ไม่รู้ว่าถ้าคลิปนี้หลุดออกไป เดือนสิบจะอยู่ในสภาพไหน”



“.....”



“ต้องขอบคุณที่เราได้คลิปมาก่อน แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะปล่อยคลิป เราไม่ทำร้ายเดือนสิบหรอก ถึงแม้เดือนสิบจะทำร้ายเราก็เถอะ



คำพูดของเดชองส์กรีดลึกเข้ามาในจิตใจ เดือนคณะพาณิชย์ทำท่าเหมือนจะหมุนตัวเดินจากไปแล้วทิ้งผมไว้ให้ยืนอยู่ตรงนี้



“แต่จำไว้ให้ดีล่ะ ว่าถ้าคลิปนี้มันจะหลุด มันก็ไม่ได้หลุดจากเรา”



เขาทิ้งไว้ตรงนั้น ทิ้งมันเหมือนโอกาสที่ผมควรจะพูดมันออกไปให้เร็วกว่านี้



“ขอโทษ”



ทำได้แค่พูดเบาๆ ไล่หลังคนที่เดินห่างออกไป



----------------------------TBC-------------------------



สวัสดีค่ะ มาลงต่อแล้ววว ตอนอาจจะสั้นไปสักหน่อย
ตอนแรกกะจะใส่พาร์ทเมืองเอกมาด้วย แต่ไม่ทันเเล้วค่ะ TTwTT

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ

ขอบคุณทุกคอมเมนต์ที่เป็นกำลังใจเสมอมาค่ะ ทุกคนที่ติดตามด้วยนะคะ
รัก <3



#วิศวะเดือนสิบ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

นั่นหล่ะ  อิพี่เอสจริงด้วย

แต่ ๆๆๆๆๆ .....

เดือนสิบก็สมยอม(เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์)นะ  จากบรรยายภาพที่กล่าวมา

สงสัยมีเสริฟมาม่า ด้วยเหตุการณ์คลิปหลุดแน่ ๆ เลย

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
เหมือนเดือนสิบจะยังงง ๆ อยู่ คนอ่านก็ยังงง ๆ อยู่เหมือนกัน  :really2:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
ไม่ไปตบคนของเธอล่าาาาาาาาาาา  :m16:

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1586
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-7
  อย่าอ้างว่าเมาแล้วไม่รู้ตัว

อย่ามาแอ๊บใสทั้งๆที่ไปดูดปากกับรุ่นพี่ที่เพิ่งรู้จัก

เดือนสิบไม่ใสอย่างใจเราหวัง

ถีบอิเมืองเอกพาเจาไปแล้วนายทิ้งให้เขาเจอกับพวกสวะลามก

แล้วนายยังจะอยากได้ความเป็นเพื่อนเขา

ถ้าเป็นเราคนแบบนายนี่แหละเราจะไม่คบ

ส่วนไอ้เอส รุ่นพี่ขี้กามนอกจากจะมอมเหล้ารุ่นน้อง

แล้วลวนลามนายยังแอบขโมยกระเป๋าเขาไปอีก

ยังมีหน้ามาอ้างว่าหยิบผิดอีกเลวมากๆ

เพื่อนฟลุ๊คเพื่อนกวางดูแลเดือนสิบด้วย

โดนลากไปตบอ่ะรู้ยัง

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ตอนนั้นเดือนสิบเมาไม่ใช่หรือ   :really2:
แล้วพี่เอส เป็นแฟนเดชองส์หรือไง ถึงได้มาตามเอาเรื่องเดือนสิบ  :angry2:
เดชองส์เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ไปคุยกับพี่เอสให้รู้สถานะตัวเองก่อนดีไหม  :เฮ้อ: :เฮ้อ: :เฮ้อ:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ PsychePie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 257
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
สองผัวเมียละเหี่ยใจ เดชองส์กับพี่เอสนี่มันจริงๆ เลย กลับไปคุยกันเองให้รู้เรื่องเหอะ
บุคลิกนุ้งเดือนสิบมันดู muscular มากๆ (โดยเฉพาะตอนเมา) ไม่เหมาะแก่การเป็นเมียใคร 5555555
สมควรจับทั้งพี่เอส เดชองส์เย็บให้หลาบจำ
ปล. เดือนสิบจะ 10' สมชื่อไหมครับ  :laugh:

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ต้องมีคลิปหลุดแน่นอน เรามั่นใจ ตั้งน้ำรอได้เลยมาม่ามาแน่

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
เอิ่มมม เอสต้องการอะไร แกล้งหรือจริงจัง
อื้อหือ เดชองส์สะบัดมือที เจ็บแทน
เดือนสิบไม่ผิดหรอก แต่คนไม่เคยลอง ไม่รู้ทันคนเจ้าเล่ห์
เมืองเอกก็ดันมาทิ้งไปคุยกับเพื่อนซะนาน เป็นเรื่องเลย

สงสารเดือนสิบ ใช้ชีวิตสงบมาตลอด งานเข้าซะงั้น
เจอเอสอีก จะเป็นไงอีกนะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
สองผัวเมียละเหี่ยใจ เดชองส์กับพี่เอสนี่มันจริงๆ เลย กลับไปคุยกันเองให้รู้เรื่องเหอะ
บุคลิกนุ้งเดือนสิบมันดู muscular มากๆ (โดยเฉพาะตอนเมา) ไม่เหมาะแก่การเป็นเมียใคร 5555555
สมควรจับทั้งพี่เอส เดชองส์เย็บให้หลาบจำ
ปล. เดือนสิบจะ 10' สมชื่อไหมครับ  :laugh:

ถูกใจ..........  :z3: :z3: :z3:
ว่าแต่ใครจะเย็บพี่เอส   o22
ใครจะเย็บเดชองส์ ล่ะ  :katai3:

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
เดือนที่ 11

พูดไปแล้ว ⚙☽


"เมื่อคืนทานข้าวอร่อยไหม?" เสียงหวานๆ ของแฟนสาวดาวคณะอักษรศาสตร์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมเอ่ยถามขึ้นมาในขณะที่มือเรียวๆ บางๆ นั่นกำลังจับส้อมและมีดหั่นสเต๊กปลาในจานตรงหน้า ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ผมตอบไปตามความจริง 



"ก็อร่อยดีนะ เสียดายที่รินไปไม่ได้"



รินเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนจะละสายตาจากอาหารในจานตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม



"ก็ไปอีกไม่ได้เหรอ?" ดวงตากลมโตสีน้ำตาลช้อนมอง กะพริบตาใสแป๋วจ้องผมราวกับลูกแมวกำลังอ้อนให้เล่นด้วย เห็นแล้วผมก็อดไม่ได้ที่จะวางมีดกับส้อมลงแล้วยื่นมือไปยีเส้นผมสีสว่างนั่นอย่างหมั่นเขี้ยว



"ทำไมจะไปไม่ได้ล่ะครับ ไว้รินว่างวันไหนก็บอกแล้วกัน คราวนี้จะได้พาไปเลย"



คนที่ถูกผมยีหัวเล่นหัวเราะคิกคัก ก่อนจะปัดมือที่เล่นหัวตัวเองออก ยกมือขึ้นจัดผมที่เริ่มยุ่งของตัวเองให้เข้าที่ ไม่ได้เลยครับคนนี้ ต้องสวยตลอดเวลา หึ



พอได้รับคำตอบจากผมรินก็ยิ้มหวานพยักหน้ารับ แล้วจัดการอาหารในจานของเธอต่อ ก็กินไปด้วยคุยกันไปด้วย เรื่องนั่นเรื่องนี่ รวมทั้งเรื่องที่ผมพาคนอื่นไปกินข้าวแทนรินด้วย



"ว่าเเต่เมืองเอกไปกับใครมาเหรอ? รินเห็นเมืองเอกลงรูปใน IG"



"อ้อ พอดีไปกับเดือนสิบมันน่ะ ตอนนั้นอยู่ด้วยกันพอดีไง ที่พามันไปซื้อคอมฯ"



"งั้นก็เเสดงว่าเดือนสิบก็ไม่อะไรกับเมืองเอกเเล้วใช่ไหม?"



รินถามเพราะเรื่องที่ตอนนั้นผมไปพูดไม่ดีกับเดือนสิบเธอก็รู้ จริงๆ ผมก็เคยบอกไปแล้วนะว่าผมไม่อะไรกับเดือนสิบมันเเล้ว เมื่อวานซืนก็ขอโทษไปแล้ว เรื่องเรียบร้อยดีไม่มีอะไรน่ากังวล 



"อืม"



"ดีเเล้วล่ะ รักๆ กันไว้น่ะดีแล้ว"



รินฉีกยิ้มให้ผมอีกครั้ง แล้วหันไปสนใจของในจานต่อ



พอพูดถึงเดือนสิบมันแล้ว เรื่องที่ผมบอกมันไปเมื่อเช้าว่าจะถามที่ร้านให้เรื่องกระเป๋าเงินของมัน ผมก็โทรไปถามมาเรียบร้อยแล้วครับ น่าเสียดายที่ร้านบอกว่าไม่เจอเลย ทั้งพนักงาน ทั้งลูกค้าไม่มีใครเห็นกระเป๋าเงินมันเลย คิดเเล้วก็เป็นห่วงมันว่ะครับ ไม่รู้ตอนนี้เป็นไงบ้าง เงินมันก็ไม่ได้ยืมผม  แต่ผมคิดว่าเดือนสิบอาจจะยืมเพื่อนมันเอา... ห้องมันก็ยังเข้าไม่ได้ อืม ยังไม่ได้ไลน์บอกมันเลยนี่นา



ผมที่กินของตัวเองเสร็จไปนานแล้ว หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเพราะคิดได้เรื่องไลน์ ตั้งใจจะไลน์ไปหาเดือนสิบมัน เเต่ว่ารินพูดขึ้นมาก่อน



"เมืองเอกรินอิ่มแล้ว คิดเงินเลยไหม?"



ผมพยักหน้า เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าเหมือนเดิมแล้วยกมือเรียกพนักงานมาคิดเงิน



.

.

.



ผมขับรถมาส่งคุณผู้หญิงที่คณะอักษรศาสตร์ตามที่ตกลงกัน ก็รับไปกินข้าว แล้วก็พากลับมาส่งที่คณะ ที่ไม่ไปส่งที่หอรินไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ รินลงเป็นลีดฯให้คณะอักษร ก็เลยต้องอยู่ซ้อมทุกเย็น ปกติผมไม่ค่อยได้มานั่งเฝ้ารอแฟนตัวเองซ้อมเสร็จเท่าไหร่หรอก รินไม่ได้ว่าอะไรที่ผมจะไม่รอ แต่ก็มีบางครั้งที่อยู่ดูซ้อมลีดบ้าง



"ขอบคุณมากเลยนะ ว่าเเต่เมืองเอกจะลงไปดูรินซ้อมไหม?"



รินหันมาถามในขณะที่ปลดเข็มขัดนิรภัย ผมเลยให้เวลาตัวเองคิดนิดหน่อยว่าจะเอายังไง หลังจากนี้ผมไม่ได้มีธุระอะไร ไอ้เบศก็กลับไปนานแล้ว แรปมันหายหัวไปกับพวกไอ้พี่ตอ ว่ากันตามตรงก็ว่างจริงๆ  งั้น...



"งั้นเดี๋ยวเราลงไปอยู่เป็นเพื่อนสักพักเเล้วกัน รินลงไปก่อนเลย เดี๋ยวขอไปหาที่จอดรถหน่อย"



"โอเคค่ะ"



เธอตอบตกลง พอรินลงไปผมก็ขับไปหาที่จอด ตั้งเเต่เป็นแฟนกับริน ผมก็มาแถวคณะอักษรบ่อย เรื่องที่จอดรถ ตรงไหนจอดได้ จอดไม่ได้ผมรู้หมดเเล้วครับ ผมเลี้ยวรถเข้ามาข้างตึกเรียน ตรงนั้นมีที่จอดรถอยู่ น่าจะทำไว้ให้พวกอาจารย์จอด แต่มันว่างผมก็เลยเข้าไปเสียบได้...



คณะอักษรที่จอดว่างกว่าคณะผมเยอะเลยครับ บางวันที่ผมขี้เกียจเอารถตัวเองไปก็เพราะว่าหาที่จอดแถวคณะยาก ยิ่งวันที่ผมเรียนบ่ายนะ แม่งไม่ต้องพูดถึง อย่าหวังว่าจะได้จอดที่คณะ



ระหว่างที่กำลังถอยรถเข้าจอดผมก็คิดอะไรไปเรื่อย จนกระทั่งไปสะดุดตากับผู้ชายตัวสูงที่เดินเอื่อยๆ ออกมาจากข้างตึก ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวคือคุ้นชิบหาย ผมหรี่ตามองดีๆ เออ... จะไม่ให้คุ้นได้ไงก็นั่นมันเดือนสิบนี่หว่า เข้าไปทำอะไรตรงนั้นวะ?



ผมไม่ปล่อยให้ตัวเองมองมันอยู่บนรถนานกว่านี้ รีบเปิดประตูลงไป เดินเร็วๆ เข้าไปใกล้ ผู้ชายตัวสูงที่ก้าวเท้าแต่ละครั้งแม่งช้าเหลือเกิน



“เดือนสิบ”



ใช้เวลาไม่นานผมก็เดินเข้าไปถึงตัวมันได้ ก็เลยส่งเสียงเรียกแล้วถือวิสาสะยกมือขึ้นมาจับไหล่มันจากข้างหลัง คนถูกเรียกสะดุ้งนิดหน่อย ก่อนที่หน้าขาวๆ นั่นจะหันมา เดือนสิบเห็นว่าเป็นผมแต่มันยังไม่ได้พูดอะไร



“เรื่องกระเป๋าเงิน---...มึง...”



ผมเบิกตากว้าง มองหน้าเดือนสิบ ความคิดที่จะบอกเรื่องกระเป๋าเงินลอยหายไปในอากาศ ความสนใจทั้งหมดมาหยุดอยู่ที่หน้านั่น...  ใบหน้านิ่งเรียบไม่แสดงสีหน้าอะไรเหมือนปกติ แต่ว่าที่ไม่ปกติคือริ้วรอยแดงเหมือนรอยนิ้วที่เห็นได้ชัดบนแก้มข้างขวา



ดวงตาหลังเลนส์แว่นใสรื้นน้ำ เหมือนครั้งแรกที่เจอกันที่ห้องน้ำ ตอนนั้นมันน้ำตาไหล แต่คงไม่ใช่เพราะจะร้องไห้ เป็นเพราะคอนแทคเลนส์ แต่ครั้งนี้ล่ะ?



“....”



เหมือนผมจะจ้องเดือนสิบมันนานเกินไป คนที่ถูกจ้องรู้ตัว แล้วก็รู้ด้วยว่าผมจ้องอะไร เดือนสิบยกมือขึ้นมาแตะแก้มของตัวเองเบาๆ ริมฝีปากสีสดเม้มแน่นก่อนจะพูดออกมา



“เรื่องกระเป๋าเงินใช่ไหม? พอดี... เจอแล้ว ขอบคุณนะที่ช่วยหาให้”



พูดแค่นั้นจริงๆ เดือนสิบหันหลังกลับให้ผม ตั้งใจจะเดินออกไปอีกครั้ง ผมที่ไม่ได้สนใจประโยคที่มันบอกอยู่แล้ว ก็เลยเรียก แล้วก็รั้งมันไว้



“หน้าไปโดนอะไรมา?”



 “....”



ได้ผล ที่เดือนสิบมันหยุด



“ใครทำอะไรมึง?”



ผมยังคงมองรอยตบบนใบหน้าเดือนสิบที่หันกลับมามองผมตอบ สิ่งที่ได้ตอบกลับมาจะเป็นความเงียบ  ผมคงจะยุ่งเรื่องของมันมากไป มันไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องบอกผม แม้ว่าตอนนี้เราจะเป็นเพื่อนกัน คงเป็นอย่างนั้น



“มึงเจอกระเป๋าเงินก็ดีแล้ว”



ทุกอย่าง ถ้ามันอยากจะพูด เดี๋ยวก็คงพูดออกมาเอง ดวงตาคู่นั้นสั่นระริกไม่เหมือนสีหน้าที่นิ่งเรียบของมันเลย ต่อให้เดือนสิบมันไม่พูดว่าตอนนี้ตัวเองไม่โอเค ใครๆ ก็รู้ เป็นผมที่หลบตามันก่อน แต่ก่อนจะได้เดินออกห่างมา เสียงจากคนที่ผมอยากได้ยินมันพูดที่สุดก็ดังขึ้นมา




“ถ้าริน... ไม่สิ ถ้าแฟนของเมืองเอกไปจูบกับคนอื่น เมืองเอกจะโกรธไหม?"
 


ประโยคที่เดือนสิบถาม ผมค่อนข้างตกใจ เพราะถ้ามันพูดเรื่องแบบนี้ตอนนี้ก็คงเป็นเรื่องต้นเหตุที่ทำให้หน้าของเดือนมหา’ลัยเป็นแบบนี้แน่ๆ ถึงประโยคจะมีการหยิบเอาชื่อแฟนของผมเข้ามาเกี่ยวก็เถอะ แต่ผมมั่นใจเว้ยว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับรินจริงๆ หรอกแค่ยกตัวอย่าง ตอนนี้ผมที่ยังไม่รู้เรื่องราวอะไรมาก ก็เลยตอบตามความจริงไป



“โกรธดิวะ ถ้าแฟนไปทำอย่างนั้นกับคนอื่นอะ ถ้าไม่โกรธ ก็แสดงว่าไม่ได้รักแล้วมั้ง”



เดือนสิบที่ได้คำตอบก้มหน้าต่ำมองพื้นด้านล่าง เงียบไปแป๊บหนึ่ง



“ก็นั่นสินะ เป็นแฟนกัน รักกัน เป็นใครก็ต้องโกรธแหละเนอะ”



ใบหน้านั้นปรากฏรอยยิ้มจางๆ มันไม่เข้ากันเลย ถึงแม้ผมจะเคยบอกว่าชอบหน้ามันตอนยิ้ม แต่หน้ามันตอนนี้ไม่เหมาะกับยิ้มแบบนี้เลยสักนิด



“เดือนสิบ ไม่โอเคก็อย่าฝืนยิ้มสิวะ”



“......”



เดือนมหา’ลัยเงยหน้าขึ้นมามองแล้วเก็บรอยยิ้มกลับไป



“มีอะไรก็ระบายออกมาได้นะ กูอยู่ตรงนี้แล้วไง”



หนึ่งหยดน้ำตา ไหลออกมาจากดวงตาวาววับคู่นั้นจนได้ ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อผมด้วยเสียงสั่นเครือ



“เมืองเอก...”



.

.

.



ผมลากเดือนมหา’ลัยที่ตกลงเป็นเพื่อนกันเมื่อคืน และตกลงเป็นเพื่อนอย่างเป็นทางการเมื่อเช้าให้มานั่งเล่าทุกอย่างให้ผมฟังบนรถที่สตาร์ทเปิดแอร์จอดอยู่ตรงที่จอดเดิมนั่นแหละครับ เหตุผลคือในรถจะเก็บเสียง ฟิล์มรถผมดำ แถมยังมีแอร์เย็นอีก ก่อนหน้านั้นผมก็ไลน์ไปบอกรินว่าจะไม่ลงไปดูซ้อมลีดแล้วด้วย



ตอนนี้ก็เลยนั่งฟังเดือนสิบมัน คนที่นั่งอยู่ที่นั่งข้างๆ เล่าช้าๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ



“ทำไมมึงไม่บอกเดชองส์ไปวะว่ามันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด มึงเมา ไม่ได้สติ แถมไอ้พี่เอสต่างหากที่เป็นคนฉวยโอกาส” แอบสะกิดใจนิดหน่อยตรงนี้ เดือนสิบมันไม่อธิบายให้เดชองส์ฟัง มันยอมให้โดนตบโดยไม่พูดอะไรเลย? ได้ไงวะ...



“อ้างไม่ได้หรอกเมืองเอก ในเมื่อเราไปจูบกับพี่เอสจริงๆ ต่อให้มีสติหรือไม่มีสติ...”



แต่พอเดือนสิบมันพูดอย่างนั้น ผมกลับพอเข้าใจมันขึ้นมานิดหน่อย แต่ว่า...



“สิ่งที่มึงต้องกลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องของสองคนนั้นหรอก กลัวเรื่องคลิปมากกว่า... ถ้ามันหลุดขึ้นมา...”



อ... ชิบหายละ กูมาพูดอะไรตอนนี้วะเนี่ย



ผมแม่งโคตรอยากตีปากตัวเองเลยว่ะ เดือนสิบที่มันเป็นอย่างงี้ ผมก็ว่าเพราะมันห่วงเรื่องนี้นี่แหละ มันเป็นเดือนมหา’ลัย พี่เอสแม่งก็มีข่าวแบบนี้เยอะ ถ้าเกิดหลุดขึ้นมาเป็นเรื่องแน่นอน  แต่ก็ไม่สมควรมาพูดให้มันเครียดอยู่ดีโว้ย



ผมมองหน้าเดือนสิบที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ นั่งเงียบๆ เหมือนใช้ความคิด แล้ว... มันร้องไห้นะ แต่ไม่หนักขนาดสะอื้น ไม่มีเสียงร้องด้วยซ้ำ แค่น้ำตาไหลเงียบๆ เห็นแล้วโคตรสงสารเลย ผมไม่ค่อยชอบเห็นใครร้องไห้ด้วย อดไม่ได้ที่จะยกมือไปลูบหัวมันแล้วปลอบว่าไม่เป็นไรนะเว่ย หยิบกล่องทิชชู่เบาะหลังส่งให้มันอีก



“เรื่องคลิปอาจจะต้องลองไปติดต่อเดชองส์ดูว่าได้มาจากไหน จะได้ไปคุยถูกว่าอย่าปล่อย ส่วนพี่เอส กูว่ามึงอย่าไปยุ่งกับพี่มันเลยดีกว่า ยุ่งกับพี่มันเหมือนเล่นกับไฟ ยิ่งเกิดเรื่องแบบนี้ด้วยแล้ว กูว่าพี่มันอาจจะสนใจมึงอยู่”



ผมเสนอคำอธิบายแล้วก็พูดความคิดของตัวเองด้วย คนที่หยิบทิชชู่ซับน้ำตาอยู่ข้างๆ ก็ได้แต่พยักหน้ารับเห็นด้วยกับผม



จะว่าไปพี่เอสกับพวกพี่ตอก็ไม่ค่อยญาติดีกันเท่าไหร่ เรียกได้ว่าอยู่กันคนละโลกเลยก็ว่าได้ ถ้าสนิทกันสักหน่อย ไม่แน่ผมอาจจะไปช่วยพูดให้ได้... (คราวที่แล้วผมก็โดนอิพี่มันสั่งให้ไปสารภาพกับพี่เอส ซึ่งสาเหตุเกิดจากการหมั่นไส้ของอิพี่ตอมันล้วนๆ เลยครับ)



“อะ...!”



อยู่ดีๆ เดือนสิบที่นั่งเงียบๆ ก็ร้องขึ้นมา เรียกความสนใจให้ผมหันหน้าไปมอง เดือนสิบที่หันมามองหน้าผมเหมือนกัน ริมฝีปากนั่นขยับเบาๆ เป็นประโยค



“มีนัดกับพี่เอสไว้เรื่องกระเป๋าเงิน...”



“....”



หา? อย่าบอกนะว่า เรื่องกระเป๋าเงินมันหายนี่ พี่แม่งก็เข้ามาเกี่ยวด้วยอีกแล้ว?



-------------------------------

 

☽  เดือนสิบ พาร์ท  ☽



พอได้ระบายให้เมืองเอกฟังบ้างผมก็รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ เรื่องคลิป ตอนแรกผมกลัว ผมแพนิคแทบตาย กลัวว่ามันจะหลุด กลัวว่ามันจะเป็นเรื่องขึ้นมา จนถึงเมื่อกี้ผมก็นั่งไถโทรศัพท์ตัวเองเป็นบ้าเป็นหลัง เช็คดูเพจ เช็คดูทวิตเตอร์ ว่าจะมีข่าวเรื่องคลิปนั่นหลุดออกมาไหม แต่ก็โล่งใจที่มันไม่มี ตอนนี้ผมก็เริ่มสงบสติตัวเองได้สักนิด เรื่องคลิป เรื่องข่าวช่างมันก่อน สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมตอนนี้ก็เรื่องพี่เอสมากกว่า



“กูรอตรงนี้นะ”



เสียงต่ำบอกเบาๆ ผมได้แต่ตอบรับอืมในลำคอแล้วเปิดประตูลงจากรถเข้าไปในร้านกาแฟตามที่นัดกันไว้กับพี่เอส ไม่ใช่ผมอยากจะเจอเขา ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเลี่ยง แต่ที่ต้องมาเพราะผมเองก็ต้องการจะจบเรื่องแบบนี้เหมือนกัน



ผมใส่แมสสีดำปิดไว้ครึ่งหน้า ไม่ใช่เพราะกลัวฝุ่นกรุงเทพฯ หรือเป็นหวัด แต่ใส่เพราะต้องการปิดรอย หึ คงจะรู้ว่ารอยอะไร



ผมกวาดสายตามองไปทั่วร้าน ยังไม่เห็นวี่แววของรุ่นพี่อดีตเดือนมหา’ลัย ก็เลยเดินไปสั่งน้ำแล้วเลือกนั่งรอตรงมุมร้าน ไม่นาน เสียงกริ่งที่แขวนไว้ที่ประตูร้านกาแฟก็ดังอีกครั้ง เรียกความสนใจของผมให้หันมอง อดีตเดือนมหา’ลัย รูปร่างดี ดีกรีนายแบบ ออร่าส่องประกายซะจนพนักงานในร้านมองเพลิน



ดวงตาคมคู่นั้นกวาดสายตามองไปรอบร้าน ก่อนที่จะสังเกตเห็นผม ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพี่เขาจำได้ หรือเพราะในร้านไม่มีใครคนอื่นแล้ว หรือเปล่า เขาถึงรู้แล้วเดินเข้ามาหาทันที



“เดือนสิบ พี่ขอโทษที่ให้เรารอนะ”



ผมส่ายหัว ไม่นานหรอกครับ แค่แป๊บเดียวเท่านั้น พี่เอสนั่งลงที่ที่นั่งฝั่งตรงข้าม ดูเหมือนพี่เขาออกจะสนอกสนใจแมสผม แต่ไม่ได้ถามอะไร แสดงว่าพี่เอสคงยังไม่รู้เรื่องเดชองส์ หลังจากที่ดวงตาคู่นั้นจ้องมองแมสบนหน้าผมอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ละสายตา แล้วหันมามองแก้วกาแฟที่อยู่บนโต๊ะผมแทน



“ค่าน้ำนี้ออกไปรึยังครับ? ให้พี่เลี้ยงนะ”



ผมส่ายหัวปฏิเสธอีกครั้ง ไม่ได้จะมาให้เขาเลี้ยงอยู่แล้ว แค่อยากได้กระเป๋าเงินคืน แล้วก็... เหมือนเขาจะอ่านผมออกว่าผมต้องการอะไร พี่เอสหยิบกระเป๋าเงินของผมขึ้นมาวางคืนให้บนโต๊ะ ผมไม่รอช้าที่จะคว้ามันไว้แต่ว่า... มือของเขามาวางทับไว้ลงกระเป๋าเงินนั่นก่อน



เขาหยิบกระเป๋าเงินอีกใบขึ้นมา มันเป็นแบรนด์เดียวกับกระเป๋าเงินของผม รุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน ก็ไม่แปลกถ้าพี่เขาจะสับสนแล้วหยิบกลับไปอย่างที่เขาบอกจริงๆ



"ใช้แบรนด์เดียวกันด้วยนะครับ"



คงคิดว่าปกติผมใช้ของแพงๆ แบบนี้ แต่ไม่ใช่หรอกครับ



"เปล่าหรอกครับ"



"มีคนซื้อให้ใช่ไหม?"



ผมพยักหน้า แล้วตอบเบาๆ



"ครับ"



เขาเอามือออกจากกระเป๋าแล้ว หยิบมันส่งมาให้ ผมรับมันไว้ ไม่ได้เปิดเช็คตรงนี้หรอกครับ เดี๋ยวมันเสียมารยาท ความจริง ถ้าแค่นัดมาเอากระเป๋าเงิน ผมก็กลับได้ทันที แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่ ผมช้อนสายตามองหน้าพี่เอส เขายกยิ้มอย่างมีเสน่ห์มองมาหาแต่ว่าผมไม่อิน



ผมเลื่อนมือไปปลดแมสปิดปากของตัวเองออกแล้วกำเอาไว้ในมือ อยากให้เขาเห็นหน้าผมชัดๆ อยากให้เห็นรอยบนหน้านี้ ผมไม่รู้ว่าพี่เอสทำหน้ายังไงตอนนี้อยู่เพราะผมหลบสายตาไม่กล้ามอง แต่ว่า..



“เดือนสิบถูกใครทำอะไรมา?”



เสียงเขาดูอ่อนโยนและเป็นห่วง ปนตกใจนิดๆ หน่อยๆ ด้วย แล้วผมก็สะดุ้ง เมื่อสัมผัสจากปลายนิ้วเย็นๆ ของอีกคนแตะลงบนแก้มข้างที่เป็นรอยอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมปัดมือพี่เอสออกเบาๆ แล้วตอบเขาไป



“ใครจะทำอะไรไม่สำคัญหรอกครับ ผมไม่ได้จะมาฟ้องเรื่องนี้กับพี่”



ผมแค่อยาก..



“เดชองส์ใช่ไหม?”



....



พี่เอสถอนหายใจแล้วมองหน้าผม   



“เดชองส์ก็เหมือนทุกคนที่ผ่านมา เดี๋ยวพี่ก็เลิก ไม่ได้มีสิทธิ์อะไรจะมาหึงหวงพี่ด้วยซ้ำ”



นี่ล่ะ ก็สิ่งที่พี่เอสพูดออกมา ไม่ผิดจากข่าวลือ ทุกคนที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับคนๆ นี้ ทำได้แค่มีความสัมพันธ์ทางกาย ไม่ใช่ทางใจ...



“งั้นต่อไปจะเป็นผมเหรอ?”




พี่เอสเงียบ พอได้ยินผมพูดแบบนั้น



“ถ้าต่อไปจะเป็นผม ถ้าอย่างนั้นพี่เอสอย่ามายุ่งกับผมเลย ผมไม่อยากยุ่งกับพี่”



ผมพูดออกไปแบบนั้น พูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดที่สุดออกไป



ถ้าพี่เอสไม่คิดจะจริงจังกับใครสักคน ทำไมถึงต้องทำร้ายคนอื่นด้วย ในเมื่ออีกฝ่ายเขาคิดอะไรกับพี่มากเกินกว่าที่พี่คิด ไม่รู้สิ หรือคนที่เป็นฝ่ายผิดจะเป็นฝ่ายที่หลงพี่เขามากกว่ารึเปล่า... ?



แต่เรื่องนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของผมอีกแล้ว ผมตั้งใจจะลุก ถ้าไม่ติดที่พี่เอสที่นั่งอยู่อีกฝั่งไม่พูดอะไรออกมาสักก่อน



“พี่ชอบจูบของเดือนสิบนะ หวานมากจนพี่หลงเลย”



ดวงตาของผมเบิกกว้าง ไม่คิดว่าพี่เขาจะเอาเรื่องนั้นมาพูดตอนนี้..



“แล้วเดือนสิบ ไม่ติดใจจูบของพี่บ้างเหรอ?”



“...ผมจำไม่ได้”



ผมเม้มปาก บอกตามตรง



“งั้นมาทวนความจำกันหน่อยไหม?”



มองคนที่ยิ้มร้ายตรงนั้น พูดออกมาได้หน้าไม่อาย...



“พี่เอสพอได้แล้ว ผมไม่ใช่เกย์”



“หืม? เหรอครับ แต่รักแรกของเดือนสิบก็ไม่ใช่ผู้หญิงนี่ครับ?”



เหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด หน้าผมชา ทุกสิ่งในหัวเริ่มรวน รวมทั้งภาพพี่เอสตรงหน้าก็พร่าเลือนไปหมด ผมรวบรวมสติ บังคับมือตัวเองหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง กดโทรออกเบอร์เบอร์หนึ่ง...



พอแล้ว...   



“พี่.. รู้ถึงขนาดไหน...?”



“อดีตสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”



ผมไม่ไหวแล้ว



“TIME OUT”



ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียง ร่างของผู้ชายในชุดนิสิตยืนทำหน้าหล่ออยู่ข้างโต๊ะ ดวงตาคู่นั้นหันมามองผม ที่เหมือนถูกดึงสติกลับมา



“ได้ของคืนแล้วก็กลับ 'หวัดดีพี่”



ผมพยักหน้าให้เมืองเอก แล้วลุกตามออกไปจากร้านโดยไม่ได้หันมองพี่เอสแม้แต่นิดเดียว



.

.

.

.



เอสมองตามสองคนที่เดินออกไปจากร้านจนลับตาแล้วจึงหันกลับมามองภาพตรงหน้า ที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่เคยมีรุ่นน้องเดือนมหา’ลัยนั่งอยู่ตรงนั้น แก้วไอซ์คอฟฟี่ที่เริ่มละลายของอีกฝ่ายก็ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะ



เอสยกยิ้ม แล้วยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก แล้วหวนนึกถึงรสจูบเมื่อคืนขึ้นมา...



“ของชล.. ได้ยากอย่างนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย”




----------------------------TBC-------------------------


สวัสดีทุกคนค่ะ สุขสันต์วันสงกรานต์ เทศกาลวันหยุด
ขอให้มีความสุขรับเทศกาลกันเยอะๆ นะคะ เย่ >< <3

รักทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามกันเสมอมาา
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ !

ปล.ตอนนี้สั้นจังเลย? //แอ้ ~~~~~



#วิศวะเดือนสิบ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-04-2019 21:57:32 โดย miminari »

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1586
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-7
ไปลงนรกซะไอ้เอส

ทั้งมึงทั้งเมียมึงอ่ะ

ไปตายซะ

เดือนสิบง่อยกินเหรอ

ทำไมไม่ตอบโต้พวกมัน

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

ชล...ไหน อะไร ยังไง?

นานเกินจนลืมตัวละครอีกแล้ว

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ชล แฟนคนแรกของเดือนสิบเหรอ  :really2:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
นังเอส ปาก..... เด็กๆ มีใครว่างไหม วานเก็บเด็กให้หน่อย  :katai1:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7579
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
อะไรของเอส ต้องการอะไร เดือนสิบทำไรให้ถึงต้องมาวุ่นวาย
แล้วชลเป็นใคร ทำไรให้เอสไว้ ถึงต้องมาเอาคืนกับคนอื่นแบบนี้

เมืองเอกเป็นพระเอกเต็มตัวเลยจ้า ตอนมาเจอเดือนสิบ
และอยู่กับเดือนสิบตอนที่เฟลหนักมาก

หวังว่าคลิปจะไม่หลุดนะ แค่นี้ก็สงสารเดือนสิบมากแล้ว

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ memozy

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 377
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
เดือนที่ 12

ไม่เหงาเหรอวะ? ⚙


หลังจากที่รู้ว่าเดือนสิบจะต้องไปเจอกับพี่เอสเพราะนัดกันไว้เรื่องกระเป๋าเงิน ผมก็เลยเสนอตัวเอง... เออ ไม่สิ จริงๆ ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้นหรอก แค่ผมถามลองเชิงดูเฉยๆ


“มึงจะเอายังไง จากนี้ก็ต้องไปเจอกับพี่มัน ให้กูอยู่รอเป็นเพื่อนไหม?”



ผมมองหน้าเดือนสิบที่ยังไม่เปลี่ยนสีหน้าจากเดิม แต่ไม่นานมันก็พยักหน้ารับตกลง ผิดกับที่ผมเดาไว้ ตอนแรกก็คิดว่าเดือนสิบคงไม่อยากให้ใครมายุ่งเรื่องนี้ แต่การที่ยืนยันให้ผมไปด้วยแบบนี้... มันคงไม่อยากจะเผชิญเรื่องนี้คนเดียวแล้วล่ะมั้ง


แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะโผล่หัวไปให้พี่เอสมันเห็นเป็นบุคคลที่สามที่นั่งหัวโด่ตรงกลางระหว่างการสนทนา ยังคงไม่ต่างจากตอนแรกเท่าไหร่ เดือนสิบยังไปเจอกับพี่เอสสองคน เพราะไอ้เรื่องที่ตั้งใจจะคุยกันน่ะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งคู่อยู่ดี ผมก็เลยลงเอย มาเป็นคนรอแทน


ถามว่าตัวเองมีประโยชน์อะไรไหมวะ? อืม มีดิ มารอเผื่อไว้อุ่นใจกว่า...


“กูรอตรงนี้นะ”



ผมบอกคนที่กำลังจะเปิดประตูรถจากรถ เจ้าตัวแค่ตอบอืมรับเบาๆ ในลำคอ แล้วก็ลงไป ปล่อยผมมองตามเจ้าของร่างสูงๆ ที่เดินหายเข้าไปในร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม


ไม่รู้จะคุยกันนานแค่ไหน ผมเลยทำได้แค่ปรับเบาะ เอนหลังนิดหน่อย มานั่งๆ คิด ไอ้เรื่องกระเป๋าเงินที่พี่เอสอ้างว่าหยิบผิดไป ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ หรือพี่แม่งจงใจกันแน่ ผมยังไม่กล้าฟันธง


พอเริ่มว่างไม่มีอะไรทำก็เลยหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดูอะไรไปเรื่อย จนไปเจอรินอัพสตอรี่ในไอจี ถ่ายสถานที่ซ้อมลีดฯแถวนั้น แล้วใส่อีโมจิตัวเล็กๆ เป็นรูปนก พอเห็นหัวคิ้วผมก็เผลอกระตุก ถึงเมื่อกี้ผมจะไลน์ไปบอกกับรินแบบชัดเจนแล้วว่าไม่อยู่รอดูรินซ้อมแล้วนะ  แล้วรินเองก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจอะไร ตอบรับดีๆ แท้ๆ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าที่ลงแบบนี้ไปจะหมายถึงเรื่องผมรึเปล่า ผมเลยตัดสินใจพิมพ์ว่า ‘ขอโทษจริงๆ นะค้าบ’ ส่งให้ไป เผื่อรินจะพอใจที่ผมแสดงความรู้สึกผิดบ้าง


เหมือนจะเห็นรินกำลังพิมพ์ข้อความตอบกลับมา แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ่าน โทรศัพท์ก็สั่นเตือนสายเข้า


“.....”


เมื่อเห็นชื่อคนที่โทรมา เร็วเท่ากับความคิด ผมกดรับ แล้วเปิดประตูลงจากรถข้ามถนนเล็กๆ เดินตรงไปร้านกาแฟ คนโทรเข้าเป็นเดือนสิบ ผมไม่แน่ใจว่าทำไม เราไม่ได้ตกลงสัญญาณ SOS อะไรกันเอาไว้ แต่รับรู้ได้ ผมรู้ว่าเดือนสิบอยู่ที่ไหน เดือนสิบก็รู้ว่าผมรออยู่ที่ไหน จะมีเหตุผลอะไรที่จะโทรเข้าหาผม ถ้าไม่ใช่ต้องการ... ความช่วยเหลือ...


ปลายสายไม่ได้เงียบไปซะทีเดียว แต่มีเสียงเบาๆ แทรกเข้ามา ฟังได้เป็นคำๆ ผมพยายามฟัง เเต่ก็ไม่ได้หยุดฝีเท้าตัวเอง


ไม่นานผมก็ถึงหน้าร้าน ไม่รอช้าผลักประตูกระจกเดินเข้าไป ในร้านมีแค่พนักงานที่หันมาสนใจผม ผู้ชายสองคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านในไม่ได้รับรู้ถึงผมที่กำลังเดินเข้าไปหาเลย


"อดีตสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอครับ?"


คำพูดจากที่ออกมาจากอดีตเดือนมหา'ลัยดังพอที่จะทำให้ผมได้ยิน แต่ก็ไม่รู้ว่าทั้งสองคนกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่


จากการสังเกตสีหน้าเดือนสิบมันตอนนี้ ผมถึงได้ตัดสินใจ พูดแทรกกลางระหว่างการสนทนาของทั้งคู่


"TIME OUT"


เดือนสิบหันกลับมามองผม ไม่รู้คิดไปเองหรือเพราะอะไร ผมรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นที่มองมาเป็นประกายน้อยๆ พร้อมกับริมฝีปากที่ยกขึ้นนิดหน่อย เหมือนว่าเดือนสิบมันกำลังดีใจที่เห็นผม


ทำหน้าเหมือนคนที่รู้ว่าตัวเองรอดตายแล้วแบบนี้... จะไม่ให้คิดได้ไงวะ ว่าพี่เอสมันพูดหรือทำอะไรไม่ดีใส่เดือนสิบอีกแล้ว


ผมมองกระเป๋าเงินในมือเดินสิบ ก่อนจะตวัดสายตามองคนที่มีศักดิ์เป็นรุ่นพี่คณะ


"ได้ของคืนแล้วก็กลับ 'หวัดดีพี่"


พูดไปแค่นั้น ไม่ได้ยกมือไหว้พี่มันด้วยซ้ำ พอเห็นเดือนสิบมันพยักหน้ารับ ผมถึงได้เดินนำมันออกจากร้าน


----------------------------10%----------------------------


สวัสดีค่ะ หายไปนานแล้วยังมาต่อให้เเค่นิดเดียวอีก
ขอโทษนะคะ หมดเวลาไปกับการเรียนหมดเลย ฮือๆ
แต่จะพยายามมาต่อให้นะคะ TT ขออัพขัดดอกกันโดนลบก่อนน้าาา

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่ะ <3 :pig4: :L1:


#วิศวะเดือนสิบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-11-2019 01:09:28 โดย miminari »

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
เกือบไปแล้วนะเดือนสิบ  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
เดือนที่ 12
ไม่เหงาเหรอวะ? ⚙
 


 

--------------------[100%]--------------------



ผมเดินนำเดือนสิบออกมา ระหว่างทางมันก็ยังเงียบไม่ได้พูดอะไร ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันโอเคไหม ผมไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เป็นห่วง แค่คิดว่าบางทีถ้ามันอยากเล่าก็คงเล่าเอง แต่... ถ้ามันไม่พูดอะไรแล้วเก็บไปเครียดคนเดียวมันจะดีเหรอวะ?



ผมควรถามดีไหม? เผื่อมันจะได้ระบายอะไรบ้าง...



แต่กว่าจะได้ตัดสินใจว่าจะถามดีหรือไม่ถามดี ผมกับเดือนสิบก็เดินมาถึงรถแล้ว



ผมหันกลับไปหาคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง



“มึงจะกลับห้องเลยไหม?”



พอฟังคำถามเสร็จเดือนสิบก็พยักหน้าช้าๆ ให้ผม ยกแมสปิดปากที่มันถือไว้ขึ้นมาใส่ แล้วโบกมือลาทำท่าเหมือนจะเดินออกไป ถ้าไม่ติดว่าผมเรียกไว้



“เดี๋ยวเดือนสิบ”



คนถูกเรียกหยุดกึกแล้ว ใบหน้าที่ถูกปิดด้วยแมสสีดำไปครึ่งหน้าหันมามองพร้อมเอียงคอ เหมือนจะสื่อว่ามีอะไรอีกเหรอ ผมถึงได้รีบๆ พูด



“มึงจะกลับห้องใช่ไหม?”



เดือนสิบพยักหน้าอีกรอบ แต่เห็นผมไม่ยอมพูดต่อสักทีเลยตอบมาอีกคำ



“ใช่”



“งั้นก็ขึ้นรถ กูจะกลับเหมือนกัน ไปด้วยกัน”



อธิบายเสร็จสับผมก็เดินไปเปิดประตูคนขับแล้วเข้าไปนั่ง เออ... ผมค่อนข้างพอใจที่เดือนสิบมันก็เดินมาเปิดประตูขึ้นรถมาเหมือนกัน



ระหว่างที่ขับรถผมก็แอบสังเกตท่าทางมันไปด้วย เดือนสิบนั่งรถผมได้เป็นธรรมชาติมากกว่าเมื่อวาน ไม่รู้สึกถึงอาการเกร็ง ทำตัวไม่ถูกหรืออะไรอีก  อาจจะคงเพราะมันเริ่มชินแล้วล่ะมั้ง เสียอย่างเดียวที่มันยังคงเงียบไม่ปริปากอะไรเลย ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าปกติดีได้ไหม.....



โอ้ย ทนไม่ไหวแล้วโว้ย ผมตัดสินใจแล้วว่าจะถาม



พอตัวเองตัดสินใจได้ ก็ตั้งใจจะเปิดปากพูด แต่ว่า



“เดือนสิบ---”



“เมืองเอก”



“.....”



 ผมกะพริบตา มองหน้าที่ถูกแมสบังนิ่งๆ เหมือนมันอยากจะพูดอะไรผมก็เลยเงียบรอฟัง



“ไฟเขียว”



หือ?



คำที่ได้ยินทำให้ผมต้องรีบกลับไปมองทางตรงก่อนที่จะได้ยินเสียงบีบแตรจากรถคันข้างหลังขึ้นมา ก็รู้ว่าผมผิดนะ แต่บีบแตรอย่างกับกูไปขับรถเสยตูดมัน หัวเสียดิครับ ผมรีบเหยียบคันเร่งขับตามรถคันข้างหน้าที่ออกตัวได้ห่างไปเยอะแล้ว



ตอนแรกว่าจะด่าในใจ แต่ปากเผลอขยับปากบ่นพึมพำไป ไม่รู้ว่าเดือนสิบมันได้ยินไหมแต่ที่ผมได้ยินอะ เสียงหัวเราะคิกในลำคอของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ



“มึงขำอะไร?”



เบนหางตามองมัน พร้อมๆ กับยักคิ้วข้างหนึ่งถามไป



“เปล่า”



“ไม่ต้องมาบอกเปล่า กูได้ยิน”



“หูฝาด”



ก็ไม่คิดว่าเดือนสิบมันจะต่อปากต่อคำแบบนี้เป็นและด้วยความหมั่นไส้ผมเลยละมือซ้ายออกจากพวงมาลัยเลื่อนเข้าไปหาคนที่นั่งข้างๆ แล้วดึงแมสที่ปิดหน้ามันไว้ออก คนที่โดนแกล้งตกใจนิดหน่อยที่จู่ๆ มือผมก็เข้าไปใกล้หน้า แต่คนที่ตกใจกว่ากลับเป็นผม



“....”



ใบหน้าขาวๆ ที่เคยถูกบังด้วยแมสทำให้ผมไม่เห็นว่ามันทำหน้าแบบไหนอยู่แต่ว่าตอนนี้ ไม่มีอะไรปิดบังใบหน้านั่นเอาไว้แล้ว ผมก็เลยได้เห็นใบหน้าที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในตอนนี้



ใบหน้าของเดือนมหา’ลัยแม้จะมีรอยแดงๆ ที่แก้มให้ขัดใจแต่ก็ไม่มีผลอะไรกับความหล่อนั่นเท่าไหร่... และริมฝีปากสีอ่อนนั่นก็ประดับเป็นรอยยิ้มเล็กๆ ไม่ได้มากมายอะไรแต่ผมก็มั่นใจว่ารอยยิ้มแบบนี้ไม่ได้หาดูได้บ่อยๆ



แอบมองนานไหมผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เดือนสิบพูดขึ้นมา



“ชอบไหม?”



ฮะ????



ผมทำหน้างงเหมือนจะไม่ค่อยเก็ทกับคำถาม เมื่อกี้กูได้ยินว่าอะไรนะ?



เดือนสิบยังคงยิ้ม



“ก็... หน้าตอนยิ้ม”



อ๋อ มาไม้นี้เหรอ



ผมกระตุกยิ้ม ก่อนจะตอบเบาๆ แต่แน่นอนว่าในรถเงียบๆ คนที่นั่งข้างๆ ก็ต้องได้ยินอยู่แล้ว



“ชอบดิ ชอบมาก”



เดือนสิบถึงกลับเก็บรอยยิ้มกลับแล้วหยิบแมสขึ้นมาใส่ใหม่อีกรอบ ทั้งๆ ที่จริงๆ อยู่กันแค่สองคนไม่จำเป็นต้องใส่แล้วก็ได้



และได้ยินคนข้างๆ พูดงืมงำ จับใจความได้ว่า



“ตั้งใจขับรถไป”




หึ





ผมแยกกับเดือนสิบหลังจากที่ถึงคอนโด โดยที่ผมไม่มีโอกาสถามว่าตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นในร้านกาแฟ แต่หลังจากที่คิดหนักอยู่นานว่าจะถามดีหรือไม่ สุดท้ายผมก็ตัดสินใจว่าจะถามเรื่องไอ้พี่เอส เผื่อว่ามีอะไรไม่ดี ผมคงพอจะช่วยอะไรมันได้บ้าง



ไอ้ประโยคที่พี่เอสพูด เกี่ยวกับอดีตอะไรนั่นมันยังค้างคาอยู่ในหัวผม



และผมคงไม่มีโอกาสจะไปถาม ถ้าต่อจากนี้ผมไม่มีเหตุผลอะไรดีๆ ที่จะต้องไปเจอเดือนสิบ แต่โชคดียังอยู่กับผม ผมลงมือเปลี่ยนเมนบอร์ดที่ซื้อมาใหม่ ซ่อมคอมฯให้เดือนสิบใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย



ส่วนตอนนี้... ผมก็ยืนอุ้มคอมฯรอเจ้าของมาเปิดประตูห้องให้อยู่ด้านหน้า ในที่สุดประตูที่นิ่งสนิทก็เปิดออก เจ้าของห้องที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงขาสั้นยืนพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้ผมเข้าไปในห้อง



ทันทีที่เท้าก้าวเข้ามาในห้อง ตามสัญชาตญาณคนขี้เผือก--- เอ้ย คนช่างสังเกตผมก็มองไปทั่ว แต่พยายามทำให้ไม่โจ่งแจ้งมาก เดี๋ยวเจ้าของห้องจับได้



ห้องเดือนสิบถ้าเทียบกับห้องผมแล้ว ห้องผมไม่ค่อยมีของหรือเฟอร์นิเจอร์อะไรมาก มีแค่อย่างที่สำคัญๆ หลักๆ เช่น โต๊ะคอมฯกับโซฟา แต่ของเดือนสิบนี่จะมีครบ ทั้งโซฟา โต๊ะรับแขกที่เข้าชุดกับโซฟา โต๊ะคอมฯ ชั้นหนังสือ ทีวี ตู้ และอีกเยอะแยะ แต่ถึงของจะเยอะแต่ก็ไม่ได้รก



ผมหยุดที่หน้าโต๊ะคอมฯ แล้วเริ่มลงมือต่อสายคอมฯกับหน้าจอ แบบไม่ได้เร่งมืออะไร เจ้าของห้องก็เดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาดูผมต่อคอมฯไป และนี่ถือเป็นโอกาส



“เดือนสิบกูขอถามอะไรหน่อยได้ไหมวะ?”



ผมพูดขึ้นมา ไม่รู้เหมือนกันว่าคนข้างหลังมีท่าทียังไงเพราะไม่ได้หันไปมอง แล้วก็ใช้เวลาสักพักกว่าเดือนสิบจะตอบกลับมา



“เรื่องอะไร?”



“พี่เอส ตกลงได้บอกปฏิเสธพี่มันไปรึยัง?”



ผมถาม คราวนี้เอี้ยวตัวหันกลับไปมองคนที่นั่งเท้าคางกอดหมอนอิงอยู่ตรงนั้น



 “อืม”



“พูดชัดเจน?”



“ชัด”



“แล้วคิดว่าไง?”



“...?”



เดือนสิบเอียงคอมอง คราวนี้ไม่เข้าใจคำถาม ผมเลยต้องอธิบายเพิ่มไป   



“ผลลัพธ์คิดว่าเป็นยังไง? คิดว่าอย่างพี่เอสมันจะยอมถอยง่ายๆ ไหม?”



“ไม่รู้”



เป็นคำตอบสั้นๆ ที่ได้จากเดือนมหา’ลัย ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยกับคำตอบนี้ คนอย่างพี่เอส ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่มันจะยอมทำตามที่เดือนสิบขอรึเปล่า



อยากถอนหายใจแทนเดือนสิบ ไม่รู้ว่าทำไมมันต้องซวยขนาดนี้ ซวยหนึ่งก็เรื่องผมละอันนี้เข้าใจ ผมผิดเอง ซวยสองเรื่องพี่เอส...



สุดท้ายผมได้แค่ถามแบบอ้อมๆ เท่านั้น ผมคิดว่าไม่ควรไปก้าวก่ายอะไรมากกว่านี้แล้ว เออ มีอีกเรื่อง



“แล้วเรื่องคลิปมึงได้โทรไปคุยกับเดชองส์รึยัง?”



“เมื่อกี้โทรไปคุยแล้ว คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เดชองส์ไม่ใช่คนไม่ดีอะไรหรอก”



“คนดีที่มาตบหน้าคนอื่นเขาเนี่ยนะ?”



เอ่อ... ชิบ เผลอหลุดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไป.. ผมละจากคอมฯ หันไปมองคู่สนทนา แต่พอเห็นเจ้าตัวไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าอะไรมาก ยังคงเรียบเฉยแล้วตอบกลับมาเรียบๆ



“อันนั้นเราสมควรโดนแล้ว”



ผมเงียบ ถ้ามันคิดแบบนั้นก็ปล่อยมันไป ผมหมดคำถามแล้ว เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผมต่อคอมฯเสร็จพอดี พอลองเปิดดูไม่ได้มีปัญหาอะไร



ผมก็ยันตัวเองลุกขึ้น ก็คงจะขอกลับห้องตรงนี้ถ้าไม่ติดที่ดวงบังเอิญไปมองกรอบรูปไม่ใหญ่มากที่ตั้งอยู่ข้างๆ จอคอม ในรูปเป็นผู้ชายสองคนยืนยิ้มให้กล้อง หนึ่งในคนนั้นก็คือเดือนสิบถึงแม้ในรูปผมจะสั้นกว่าตอนนี้อยู่มาก แต่หน้าหล่อๆ นั่นไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้หรอกครับ เดือนสิบที่อยู่ในรูปกำลังยิ้ม รอยยิ้มแบบนั้นเป็นแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน สดใสมากๆ ส่วนผู้ชายอีกคน หน้าตาดีไม่แพ้กัน... อะ...



“พี่ชล”



ผมพึมพำเบาๆ เดือนสิบที่นั่งอยู่ข้างหลังจู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืน เรียกความสนใจให้ผมหันไปหา ดวงตาเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อยแล้วรีบพูดขึ้นมา



“เมืองเอกรู้จักเหรอ?”




สีหน้าไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากเดิม แต่แววตาที่จ้องมาผมรู้สึกได้ว่ามันอยากรู้และอยากได้คำตอบมากๆ ผมเลยหันกลับไปมองรูปอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ พอดูจนมั่นใจมากๆ ว่าใช่ก็เลยหันกลับมา



“เออ โลกกลมเนอะ พี่ชลเขาติวข้อสอบให้กูตอนจะเข้าวิศวะ”




หลังจากที่เดือนสิบได้คำตอบแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยก็ยังคงไม่หายไป เหมือนอยากให้ผมอธิบายอะไรเพิ่มหน่อย ผมก็เลยพูดต่อ



“ก็พี่แกเรียนวิศวะของม.นี้ใช่ไหมล่ะ กูอ่ะอยากเข้าวิศวะของม.นี้มาก แล้วพอดีมีเพื่อนรู้จักกับพี่ชล มันเลยแนะนำให้กูไปติวกับพี่เขา”



ผมพูดหยุดแค่ตรงนี้ เดือนสิบมองหน้าผมนิ่งๆ อยู่แป๊บหนึ่งแล้วเป็นฝ่ายถามผมต่อ



“สนิทกัน?”



“ตอนนั้นก็ใช่มั้ง เรียกได้ว่าแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง ช่วงจะสอบเข้ามีอะไรกูก็ปรึกษาพี่ชลตลอดอ่ะ แต่ถ้าพูดถึงช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้คุยกันแล้ว พี่เขาอยู่ต่างประเทศนี่”



เออ พอคิดๆ ดูช่วงนี้ไม่ได้ติดต่ออะไรพี่ชลเลย แต่ก็พอรู้ว่าเขาอยู่ต่างประเทศ แต่จำไม่ได้ว่าประเทศอะไร



“ญี่ปุ่น”



ในระหว่างที่ผมหยุดไปคิด เดือนสิบกลับตอบกลับมาทันทีจนผมต้องหันไปหาคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เริ่มสงสัยว่าสองคนนี้มีความสัมพันธ์กันยังไง คงไม่เสียมารยาทเกินไปรึเปล่าวะ ที่ผมอยากจะถามลองเชิงดู แต่ยังไม่ทันถาม เดือนมหา’ลัยก็เอ่ยปากชวน ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โซฟา



“นั่งไหม”



ไม่ต้องพูดอะไรมากก็รู้ว่ามันอยากคุยต่อ เรื่องพี่คนนี้...



ผมเดินตามไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตรงข้ามกับตัวที่เดือนสิบนั่งอยู่ ถือเป็นโอกาส เพราะไม่บ่อยที่จะเห็นเดือนสิบมันกระตือรือร้นอยากคุยขนาดนี้



“เคยได้ยินจากชลว่าช่วงนั้นติวให้เด็ก ไม่คิดว่าจะเป็นเมืองเอก”



เดือนสิบมันเคยได้ยินเรื่องผมจากพี่เขา? แถมเรียกพี่ชล แค่ชลเฉยๆ?? +10 ความสงสัย ตกลงสอนคนนี้เป็นอะไรกัน



“แน่ใจนะว่าพี่เขาพูดถึงกูอะ ไม่ใช่พูดถึงรุ่นน้องคนอื่นนะ?”



เดือนสิบมันส่ายหน้าช้าๆ แล้วพูดต่อ



“คิดว่าเป็นเมืองเอก ตอนนั้นชลยอมติวให้แค่คนเดียว ปกติก็ไม่เคยติวให้ใครอยู่แล้ว”



อ้อ ผมเริ่มจะเข้าใจขึ้นมา แต่ยังไม่จบ เดือนสิบยังพูดต่อ



“แล้วชลบอกว่าเด็กที่มาเรียนด้วยหน้าตาดีมาก”



“....”



เอ่อ... กูชักจะเขินๆ



“ดื้อ สอนยาก ชอบเถียงด้วย”



“....”



เริ่มไม่เขินแล้วครับ ตกลงจะชมหรือจะบ่นวะ? จะให้โกรธก็ไม่ได้ เพราะผมเองก็รู้ตัวว่าตัวก็เป็นคนแบบนั้นแหละ ฮะๆ อยากจะหัวเราะประชด เออ เพิ่งนึกขึ้นได้ ผมจ้องตาคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม สงสัยจะจ้องแบบจริงจังไปหน่อย เดือนสิบมันนิ่งจ้องตอบ



“เดือนสิบ”



“....?”



ก่อนที่มันจะเริ่มเอียงคอน้อยๆ เหมือนเป็นสัญชาตญาณของมัน



หน้าตาดีจังวะ ไม่สิ...



“มึงเป็นอะไรกับพี่ชล?”



พอได้ยินคำถาม เดือนสิบไม่ได้ลังเลที่จะตอบเลยสักนิด ปากขยับพูดออกมาหนึ่งคำอย่างเป็นธรรมชาติ



“พี่น้อง”



ผมตอบไม่ได้ว่าตรงหรือเหนือกว่าที่คิดไหม เพราะตัวเองไม่ได้เดาอะไรไว้ตั้งแต่แรก



“อ้อ”



ผมส่งเสียงตอบรับไปเป็นเชิงเข้าใจ แต่ก็อดคิดไม่ได้พี่ชลกับเดือนสิบถึงทั้งคู่จะหน้าตาดีมาก แต่กลับเป็นคนละแบบ ถ้าไม่บอกว่าพี่น้องก็คงไม่มีใครคิดหรอกครับ



“ทำหน้าเหมือนไม่ค่อยเชื่อ”



“หน้ามึงสองคนไม่เหมือนกันนี่หว่า ใครจะไปรู้ล่ะ”



พอผมตอบอย่างนั้น ไม่รู้เพราะอะไรเดือนสิบมันกลับอมยิ้มขึ้นมา แต่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม ดวงตาคู่นั้นเลิกจ้องผม แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ผมไม่รู้เหตุผลที่มันทำแบบนั้นก็เลยลองมองตาม



“ห้องมีอะไรเหรอวะ?”



เดือนสิบหันกลับมา



“ห้องนี้ก็ของชล”



อ่า... เดือนสิบยังคงยิ้ม ทุกครั้งที่มันยิ้ม บรรยายกาศรอบตัวมันจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย ดูสบาย อบอุ่น และทำให้คนที่มองรอยยิ้มนั้นรู้สึกมีความสุข เหมือนผมในตอนนี้ ทำเอาเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว



“อยู่ด้วยกันเหรอวะ?”



“เปล่า”



สั้นเกินกว่าที่ผมตีความอะไรได้เข้าใจ ถ้ามันไม่พูดต่อล่ะก็นะ



“ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ที่ห้องนี้หรอก แต่เพราะชลไปญี่ปุ่นแล้วเราเข้าม.นี้ก็เลยมาอยู่ สักพักแล้ว”



จากที่มันเล่า...



“งั้นตอนนี้มึงเลยอยู่คนเดียว?”



คนถูกถามพยักหน้าช้าๆ



“ไม่เหงาเหรอวะ?”



เดือนสิบชะงักไป รอยยิ้มบนใบหน้านั้นค่อยๆ จางลง ก่อนที่จะได้ยินแค่เสียงตอบรับในลำคอเบาๆ



“อืม”

 


"....."










อืม ที่มึงตอบกูตอนนี้ เป็นความหมายไหนกันแน่?


แต่ถ้าจะให้ตีความจากท่าทางมึงตอนนี้ กูจะขอตีว่ามึงเหงาก็แล้วกัน





 ----------------------------TBC-------------------------




สวัสดีค่ะ แงงง ค้างไว้ซะนานขอโทษด้วยค่ะ TTwTT //เพิ่งว่างมาต่อ แง

ตอนนี้ตอนแรกกะจะให้ยากกว่านี้อีกสัก 20% แต่ถ้าอยากให้จบที่ตรงนี้เลยตัดจบค่ะ (ฮา)



ขอบคุุณทุกคนที่ยังติดตามยังรอกันเสมอมานะคะ โดยเฉพาะคนที่คอมเมนต์

รักมากเลยค่ะ <3



แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ^^
 
 

#วิศวะเดือนสิบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-11-2019 04:17:29 โดย miminari »

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

เอ   พี่น้องจริง ๆ หรือพี่น้องแบบมโน  เพราะก้าวไปมากกว่านั้นไม่ได้?

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด