⚙☽ เ ดื อ น สิ บ . | #วิศวะเดือนสิบ ⚙☽ เดือนที่ 11 พูดไปแล้ว ⚙️☽ UP13/04/62!
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ⚙☽ เ ดื อ น สิ บ . | #วิศวะเดือนสิบ ⚙☽ เดือนที่ 11 พูดไปแล้ว ⚙️☽ UP13/04/62!  (อ่าน 14333 ครั้ง)

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-11

ออฟไลน์ no.fourth

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 933
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

มันชักจะยังไงอยู่นะ  มันแหม่ง ๆ 

ว่าไงจ๊ะเมืองเอก หนูคิดอะไรอยู่?

ออฟไลน์ imac

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 975
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
สรุปเมืองเอกหรือจะเป็นพี่เอส

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7605
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-7

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ KS.F

  • มือใหม่หัดแต่งนิยาย ช่วยแนะนำด้วยน่า
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 171
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0

ออฟไลน์ PsychePie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
อยากให้นุ้งเดือนสิบเป็นพระเอก หมั่นไส้เมืองเอกยังไงชอบกล

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
เมืองเอกคิดจะทำอะไรกันแน่เนี่ยะ ชอบไม่ชอบวางแผนอะไรไว้ น่าระแวงจริงๆ

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
เดือนที่ 8

กลับด้วยกัน ☽⚙


เมื่อกลางวันเพิ่งตกลงสัญญาว่าจะไปกินข้าวเย็นเป็นเพื่อนเมืองเอกเพื่อตอบแทนที่เจ้าตัวซ่อมคอมฯให้ผม ถึงแม้ว่ามันจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลหน่อยก็เถอะ สาเหตุน่ะพอรู้จากที่เจ้าตัวเองบอกว่าทำไมถึงอยากได้เพื่อนไปกินข้าวเย็นด้วย แต่ที่ไม่เข้าใจน่ะ คือ ทำไมเพื่อนกินข้าวด้วยที่ว่าถึงต้องเป็นผม?


ถึงจะสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถาม ผมไม่อยากจะเข้าไปถามโน่นถามนี่ให้มากความ อีกอย่างคือผมอยากให้บุญคุณที่ติดค้างกันหมดลงเร็วๆ เพราะงั้นตอนนี้


“มึงอยากฟังเพลงอะไรรึเปล่า? เปิดฟังได้เลยนะ” เสียงเข้มของคนที่นั่งขับรถข้างๆ หันมาพูดกับผม แล้วยื่นโทรศัพท์ที่ต่อสาย USB เอาไว้กับเครื่องเสียงติดรถยนต์ ที่หน้าจอโทรศัพท์เปิดแอพฯ Youtube เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว


ผมส่ายหัวปฏิเสธ ไม่รู้เหมือนกันว่าเมืองเอกที่ใจจดจ่ออยู่กับการขับรถอยู่จะรู้คำตอบผมไหม แต่เอาเป็นว่าผมให้ความเงียบเป็นอีกหนึ่งคำตอบ


เพลงที่เมืองเอกเปิดผมฟังได้ แต่ต่อให้มีเพลงที่ผมอยากฟัง ก็ไม่อยากทำอะไรให้มันวุ่นวายยุ่งยาก


ผมเบนหัวมองวิวข้างทางที่ไหลผ่านไปช้าๆ ถึงแม้มันจะมืดมากเเละวิวก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้สนใจ ผมนั่งอยู่บนรถเมืองเอกได้สักพักเเล้วครับ ไม่รู้เหมือนกันว่ากินข้าวที่เขาว่าเขาจะพาไปกินที่ไหน แต่ที่แน่ๆ ผมไม่น่าจะรู้จัก แล้วมันก็ค่อนข้างไกล จากเเถวๆ คอนโดหรือ ม. ของผม เขาขับรถออกนอกเมือง ไม่ใช่เข้าเมือง


...เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมถึง ค่อยดูกันอีกทีว่าจะเป็นร้านแบบไหน



...



“...สิบ”


อืม


“...สิบ”


...เรียกเหรอ?


“.....อย่า”


อย่าเรียกพยางค์เดียว ไม่ชอบ...


“เดือนสิบ”


“!”


ผมลืมตามองทันทีที่ตัวเองพอจะมีสติ ภาพตรงหน้าเป็นกระจกรถ พอหันไปก็เจอกับ


“เมืองเอก”


ผู้ชายที่นั่งบนเบาะคนขับ ดวงตาคู่นั้นจ้องผม พร้อมกับมือข้างซ้ายที่ยังยกค้างไว้อยู่


“ฮะๆ กูขอโทษที่ปลุกมึงแล้วกัน แค่จะบอกว่าถึงแล้ว”


คนตรงหน้าชักมือกลับไป หันหน้ากลับไปมองตรงๆ แล้วหัวเราะเบาๆ ไม่รู้มีอะไรให้น่าขำกัน อะ... หรือว่าผมจะเผลองัวเงียพูดอะไรออกไปตอนถูกปลุก? ไม่หรอกมั้ง ผมไม่ได้งัวเงียขนาดจะจำอะไรไม่ได้ แต่ว่าไอ้เรื่องที่ผมหลับบนรถคนอื่นนี่มัน... วันนี้นอนน้อยไปจริงๆ เหตุผลอื่นก็คงเป็นนั่งว่างๆ รถเปิดเพลงคลอๆ ไป แถมไม่ได้คุยอะไรเพราะเมืองเอกไม่ได้ชวนคุยอีก


ผมส่ายหัวไล่ความง่วง ล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงยีนส์ขึ้นมาดูเวลา ก็ยังโอเคที่ผมเองไม่ได้หลับไปนานขนาดนั้น พอเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์คนที่เคยนั่งประจำเบาะคนขับก็เปิดประตูลงจากรถไปเรียบร้อยแล้ว ผมถึงได้รีบเปิดประตูลงตามไปด้วย


พอลงจากรถได้ก็ถูกคนที่มาด้วยกันบอกให้เดินเข้าร้านเร็วๆ ดีกว่าเพราะว่าเจ้าตัวเริ่มหิว ผมก้าวตามขายาวๆ นั่นเดินออกจากลานจานรถกลางแจ้งนี่ตรงเข้าไปยังร้านอาหาร


พอลองดูทั้งร้านแล้วก็รอบๆ เป็นร้านอาหารติดถนนที่ค่อนข้างใหญ่มากๆ ครับ รถจอดเยอะมากๆ แต่แสงไฟในร้านน้อยไปหน่อย เน้นบรรยากาศมืดๆ แสงสลัวๆ เป็นร้านที่มองจากคนที่เคยมาครั้งแรกแบบผมคงตัดสินไปเองว่าเป็นร้านของพวกสายเที่ยวกลางคืนและนักดื่ม


ที่บอกจะพามากินข้าวเนี่ย ร้านแบบนี้เหรอ?


ผมมองแผ่นหลังของคนที่เดินนำ พอถึงหน้าทางเข้าที่มีชื่อร้านตกแต่งด้วยแสงไฟสีน้ำเงินวิบวับว่า BLUE ZEE พนักงานคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพวกผม


“ยินดีต้อนรับครับ ไม่ทราบว่ามากี่ท่านครับ?”


“คิว A08 ที่จองเอาไว้”


เมืองเอกตอบเรียบๆ โดยผมก็ยังยืนฟังเงียบๆ เช่นกัน


“A08 คุณเมืองเอกสินะครับ เชิญทางนี้เลยครับ”


พนักงานเดินนำไป ผมกับเมืองเอกถึงได้เริ่มเดินกันอีกครั้ง เหมือนเมืองเอกจะชินกับที่นี่พอสมควรต่างจากผมที่กำลังมองนู่นมองนี่ไปเรื่อย ไม่ว่าจะเป็นการประดับตกแต่งร้านที่เน้นไปทางไฟสีน้ำเงิน ตัวร้านอาหารที่เป็นแบบทรงกลม ตรงกลางมีบ่อน้ำใหญ่กับน้ำพุประดับไฟ ผมมองตามมาเรื่อยๆ ผ่าน Floor ที่มีดีเจเปิดเพลงเสียงดัง กับพื้นที่ให้ขาแดนซ์ แล้วก็โซนบาร์ที่มีคนนั่งดื่มกันเงียบๆ เรียกได้ว่าครบทุกอย่างจริงๆ ร้านนี้ เดินมาจะได้เกือบรอบวงกลมของร้านพนักงานก็พาผมกับเมืองเอกเดินขึ้นมาบนชั้นลอย มานั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ริมระเบียง มองเห็นบาร์ด้านล่างกับบ่อน้ำ รวมทั้งวิวเกือบจะรอบร้าน เอ่อ... ที่นั่งตรงนี้จะดีไปแล้วแฮะ


“จะยกอาหารที่สั่งมาเสิร์ฟทันทีครับ กรุณารอสักครู่”


ว่าอย่างนั้นแล้วพนักงานคนนั้นก็เดินจากไป  ทิ้งผมกับเมืองเอกที่เป็นแขกนั่งกันตามสบาย โดยมีพนักงานอีกชุดยกเครื่องดื่มมาให้ก่อน และเหมือนผมจะสังเกตอย่างอื่นมากไปหน่อย คนที่มาด้วยกันเลยเรียกขึ้นมา


“บรรยากาศดีอะดิ จริงๆ กูก็ตั้งใจเลือกไว้จะมากินกับรินนั่นแหละ”


ผมหันมอง ไอ้คนหน้าหล่อที่เริ่มหยิบน้ำขึ้นมาดูดหลังพูดจบ


ไอ้เรื่องนั้นผมก็รู้แล้วโว้ย ก็เพราะรินมาไม่ได้ก็เลยเป็นผมนี่ไง ใช่ไหมล่ะ!


ก็เก็บไว้ในใจ แต่เงียบมองหน้ามัน แล้วก็มองได้ไม่นานเพราะอาหารมาเสิร์ฟ ผมเลยจำต้องหันไปมองอาหารแทน โอ้โห ส่วนใหญ่เป็นของทะเล ดูท่า... จะแพง


“เอาแต่มองทำไมเล่า กินดิ หรือว่าไม่ชอบอาหารทะเล?”


“เปล่า”


“ก็ดีแล้ว แต่ถ้าไม่ชอบของทะเล เดี๋ยวมีพวกหมู ไก่ เนื้ออะไรด้วย สั่งได้อีก”


ผมส่ายหัวแค่นี้ก็เต็มโต๊ะ จนไม่มีที่จะวางแล้ว ไอ้ที่สั่งเพิ่มนี่ขอผ่าน  แต่พอจะตักกินเมืองเอกก็ยกมือห้ามขึ้นมา ผมหันมองหน้า มองคนที่เมื่อกี้บอกให้กินแต่การกระทำตอนนี้มันตรงข้าม เมืองเอกฉีกยิ้มบางบนใบหน้าดูดีนั่น ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา


“โทษที ลืมเจิม”


ตอนแรกก็งงๆ ในประโยคคำพูดนั้น แต่การกระทำต่อมาถึงทำให้ผมเริ่มเข้าใจ เมืองเอกขยับมือซ้ายบ้างขวาบ้าง คงจะหามุมกับแสงสวยๆ ถ่ายรูปอาหาร วิถีคนดังมีคนตามเยอะก็งี้แหละครับ คงจะหารูปอัพลงโซเชียลบ้างอะไรบ้าง


ไม่นานเกินรอ เมืองเอกก็ให้สัญญาณว่ากินได้อีกครั้ง พร้อมกับที่ตัวเองจิ้มหอยเชลล์ย่างเนยตัวหนึ่งเข้าปาก ส่วนมือและตาก็มองไปยังหน้าจอสมาร์ทโฟน


เริ่มลงมือกินบ้างดีกว่า ผมตักหมึกไข่นึ่งมะนาวมากินหนึ่งคำ ระหว่างที่กำลังเคี้ยว คนตรงหน้าก็เอ่ยถามขึ้นมา


“เดือนสิบกูแท็กมึงได้ไหม?”


 หือ?


“แท็กมึงในไอจี”


ไม่ว่าเปล่า เจ้าตัวหันจอโทรศัพท์ในมือมาหาผม ในจอเป็นรูปอาหาร และมีแขนผมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามติดมานิดหน่อย...


ผมเงียบ คิดอยู่พักใหญ่ก่อนส่ายหน้า


ถ้าแท็ก..เดี๋ยวก็เป็นข่าวขึ้นมาอีกหรอก ผมว่าอย่าเลยดีกว่า


“ขี้งกว่ะ มื้อนี้กูเลี้ยงแท้ๆ ขอค่าข้าวเป็นแท็กหน่อยก็ไม่ได้เหรอ?”


ผมขมวดคิ้วมองหน้าคนที่พูดทีเล่นทีจริง ในมือข้างหนึ่งของเมืองเอกยังถือโทรศัพท์ที่ขึ้นหน้าจอเดิมอยู่ ผมไม่ได้กำลังหงุดหงิดกับประโยคนั้นของเมืองเอก แค่ไม่เข้าใจว่าฝั่งนั้นพูดเล่นๆ หรือเอาจริงกันแน่


“เปล่า แต่ว่าข่าว...--”


“กูไม่ได้กลัวเป็นข่าว”


“....”


“กูไม่ได้อะไรที่คนอื่นจะจิ้นกูกับใคร” 


มันไม่... แล้วผมล่ะ?


ผมส่ายหน้าช้าๆ อีกรอบ...


“กูเข้าใจแล้วเดือนสิบ แค่โพสเฉยๆ ไม่แท็กมึง โอเคใช่ไหม?”


ถ้าไม่ได้แท็กผม แล้วทำไมยังต้องถามอีกเล่า สิทธิ์ของเขาไม่ใช่เหรอวะ นอกจากคำพูดแล้วสิ่งที่ทำให้ผมสงสัยกว่าเดิมก็เพิ่มขึ้นเมื่อเมืองเอกยื่นโทรศัพท์ของตัวเองส่งมาให้ ตัวผมเองก็รับไปแบบงงๆ แต่ก็ยังก้มลงมองจอ


MuangAke มีคนเบี้ยวไม่มาตามนัดเลยพาคนอื่นมาแทน  :-P   

 (แต่คนที่มาแทนไม่ยอมให้แท็ก :-| )



…และโพสนี้ถูกโพสไปแล้ว



เมืองเอก!!


..........


ผมกินข้าวเสร็จเช็คบิล ซึ่งในตอนแรกผมบอกว่าผมจะช่วยเขาออกค่าอาหารด้วย แบบหาร2อะไรทำนองนั้น แต่เมืองเอกก็ปฏิเสธลูกเดียวว่าไม่ต้อง เขาจะเลี้ยง แถมยังอธิบายเหตุผลซะยืดยาวจนทำให้ผมได้รู้ รู้ว่าเรื่องก่อนหน้าที่เมืองเอกไปสารภาพกับพี่เอสเหตุผลมันเป็นเพราะอะไร


“วันก่อนไปดื่มกับไอ้พี่ตอ... เอ่อ รุ่นพี่ที่คณะอ่ะ ก็ตามประสาเกมในวงเหล้า Truth or Dare กูโดนท้าให้ไปบอกชอบพี่เอส ตอนแรกก็กะว่าจะไม่ทำ คิดไปคิดมา... เสียดายเงินพนัน อ้อ พอดีลงเงินไว้ ไม่ทำก็เสีย ถ้าทำก็ได้เงินคนอื่นด้วย คิดไปคิดมาก็คุ้มดี”


คนเล่า เล่าไปอารมณ์ดีไป ก็ตามนั้นครับ รู้สึกว่าจะได้มาเยอะซะด้วย ผมก็เลยยอม ปล่อยให้เมืองเอกเลี้ยงไป แต่หลังจากเสร็จแทนที่จะได้กลับตามที่ผมคิดเอาไว้แต่ยังครับ ตอนนี้เรานั่งอยู่ที่บาร์ หรือจะเรียกว่าเคาน์เตอร์? เอาเป็นว่าตรงหน้าพวกผมมีบาร์เทนเดอร์ยืนเขย่าของเหลวอยู่


เมืองเอกบอกว่าจะขอดื่มสักหน่อยแต่..


“ไม่ดื่มนะ”


ผมพูดเบาๆ พาเอาคนที่กำลังหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบาร์เทนเดอร์ชะงักกึก เมืองเอกหันมาทางผมแล้วเลิกคิ้ว


“คลีนเหรอ?”


ผมพยักหน้า


แปลกมากรึไงนะ...


“งั้นเปลี่ยนเป็นม็อกเทลแทนแล้วกันเนอะไม่มีแอลกอฮอล์”


เมืองเอกหันไปหาบาร์เทนเดอร์แล้วสั่งเครื่องดื่มตามที่เขาว่า แต่เป็นม็อกเทลแบบไหนผมก็ไม่รู้หรอก


“แก้วนี้กูเลี้ยงเอง ชิมดูดิ อร่อยนะ”


ผมมองแก้วม็อกเทลสีฟ้าสวยเข้ากับชื่อร้านและบรรยากาศสุดๆ ตรงหน้า แปลกใจที่เมืองเอกไม่ได้ดื้อดึงจะดื่มแต่กลับเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นม็อกเทลแบบง่ายสุดๆ แต่ก็ดีแล้วครับ ถ้าไม่มีแอลกอฮอล์ผมก็ไม่ได้ขัดอะไร


ลองดื่มดู..


“อร่อยไหม?”


เจ้าของเสียงที่เป็นคนสั่งน้ำแก้วนี้ให้ผมเองถาม สายตาและรอยยิ้มนั่นคาดหวังกับคำตอบสุดๆ


“อืม อร่อยดี”


เปรี้ยวๆ ซ่าๆ


หลังจากได้รับคำตอบที่น่าพอใจ เมืองเอกก็หันไปสั่งของตัวเองบ้าง 


แต่ระหว่างที่กำลังดื่มกันเงียบๆ ผู้ชายข้างๆ ก็ลุกขึ้น จนผมต้องมองตาม


“จะกลับแล้วเหรอ?”


หรือจะไปเข้าห้องน้ำ? ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เห็นรีบลุกทั้งๆ ที่แก้วเมืองเอกก็ยังไม่หมดเลยสงสัย


คนที่ยืนอยู่หันไปมองทางด้านข้าง นิ่งๆ ดวงตาคมหรี่มองไปทางนั้นจนผมต้องเบนสายตามองตาม ทางนั้นไม่มีอะไรเป็นทางเดินเข้าบาร์ ถ้าจะให้คิดว่าเมืองเอกจะมองอะไรก็คงเป็น ผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างค่อนข้างผอมที่กำลังเดินเข้ามา


“ไอ้แรป...”


คนรู้จักเหรอ?


ก่อนจะได้ถามอะไรเมืองเอกก็ทิ้งประโยคหนึ่งไว้แล้วเดินไปหาผู้ชายคนนั้นเรียบร้อยแล้ว



“นั่งไปก่อนนะ เดี๋ยวกูมาแป๊บหนึ่ง เจอเพื่อน”


ได้แต่มองตามคนที่ทิ้งผมไปถึงไหนต่อไหนเรียบร้อยแล้ว ไอ้แป๊บหนึ่งที่ว่าเนี่ย ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะนานแค่ไหน เหมือนคราวที่แล้วตอนที่เมืองเอกออกไปคุยโทรศัพท์กับรินเมื่อกลางวันหรือเปล่า... เอ่อ ไม่รู้สิครับ เดจาวูเหมือนกันนะ ไอ้คำว่าแป๊บหนึ่งเนี่ย


 ผมนั่งดื่มเงียบๆ ของผมไปจนไอ้ม็อกเทลแก้วนี้หมด จริงๆ มันไม่ได้เยอะมากอะไรเท่าไหร่หรอกครับ ไอ้ผมจะสั่งเพิ่มก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร บอกบาร์เทนเดอร์ว่าเอาเหมือนเดิมจะได้ไหมนะ? หรือจะลองม็อกเทลรสอื่นดี? 


“สวัสดีค่ะ มาคนเดียวเหรอคะ?”


เสียงแหลมของผู้หญิงเอ่ยทักขึ้นมา ผมหันหน้ามองตาม ผู้หญิงที่ผมคิดว่า... น่าจะอายุมากกว่าผมเดินเข้ามาใกล้กับเก้าอี้ผมมากขึ้นอีก ชุดเดรสสั้นสีแดงตัดกับผิวขาวที่เผยพ้นเสื้อผ้า ยอมรับเลยผู้หญิงคนนี้... สวย


“มากับเพื่อนครับ” ผมยิ้มบางๆ ส่งให้ ก่อนตอบคำถามก่อนหน้า


“อ้าวแล้วเพื่อนไปไหนแล้วล่ะคะ?” 


ผู้หญิงตรงหน้ายกมือขึ้นเสยผมตรงยาวที่เลื่อนมาปรกหน้าขึ้น ลดหน้าต่ำลงเล็กน้อย ช้อนสายตามอง ผมหันไปมองทางโต๊ะที่เมืองเอกนั่งอยู่อีกครั้ง แน่นอนว่าเจ้านั่นยังเฮฮาปาร์ตี้อยู่ที่โต๊ะเพื่อน และนั่นก็แทนคำตอบที่เธอถาม


“อ้า... ถ้างั้นก็นั่งด้วยได้ใช่ไหมคะ?”


ดูเหมือนจะไม่กลับมาง่ายๆ นะคนนั้นอ่ะ ผมลอบถอนหายใจแล้วพูดเบาๆ


“เชิญครับ”


เธอยกยิ้มยั่วยวน มองออกง่ายจะตายจุดประสงค์แต่ผมก็ยังรับมือไม่ถูกอยู่ดี ก่อนที่เธอจะทิ้งตัวลงนั่ง ผมก็รู้สึกเหมือน... มีใครมายืนอยู่ด้านหลัง...


“ขอโทษนะครับ พอดีน้องคนนี้คนรู้จักผม ขอผมนั่งกับน้องเขาได้ไหม?”


“เอ๊ะ?”


ผู้หญิงที่กำลังจะทิ้งตัวลงนั่งกลับต้องชะงัก เธอเงยหน้ามองผู้ชายที่อยู่ข้างหลังผมตาไม่กะพริบ


เสียงคนๆ นี้คุ้นหูมากๆ ผมหันไปมอง...


เจ้าของรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อดูดีของอดีตนายแบบ ควบตำแหน่งเดือนมหา’ลัยปีที่แล้ว


“พี่เอส?”


-----------------------------------------------------



⚙ เมืองเอก พาร์ท ⚙


ผมละออกมาจากบาร์แล้วเดินไปหาคนที่ไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่ ตอนแรกที่เห็นก็คิดว่าแค่คนหน้าเหมือน แต่พอดูไปดูมา แม่งใช่เลย ไอ้แรปชัดๆ


“แรป! กูเอง”


ผมเดินตรงเข้าไป ก่อนจะเข้าใกล้ตัว ก็โบกมือเรียกให้เจ้าของชื่อหันมา


“อ้าว ไอ้เมืองเอกมึงมาตั้งแต่ตอนไหนวะ?”


ตอนแรกที่เห็นก็คิดว่ามันจงใจหรือเป็นเรื่องบังเอิญกันแน่ที่เจอมันอยู่ที่ร้านนี่ แต่เพราะประโยคที่มันถามพร้อมใบหน้างงๆ ของแรปทำให้ผมแน่ใจ มันคงยังไม่เห็นที่ผมโพสไอจี


“สักพักแล้ว”


“ทำไมตอนแรกกูเข้าร้านมาไม่เห็น?”


มันถามพร้อมทั้งจ้องหน้าผม ถ้าถามอย่างนี้แสดงว่ามันคงเข้าร้านมานานแล้วสินะ ไม่ใช่ว่าผมเพิ่งเห็นมันเดินเข้ามา เอ่อ เกือบลืมตอบคำถามแม่ง


“อ๋อ พอดีกูนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ตรงนั้นว่ะ”


ผมชูนิ้วโป้งไปด้านหลังตัวเอง ไอ้แรปเลยมองตามทางที่ผมบอก ก่อนที่มันจะกะพริบตาสองสามทีแล้วเบิกตากว้าง


“นั่นมันเดือนสิบใช่ไหมวะ?”


มันชี้นิ้วไปทางนั้น ทางที่เดือนสิบมันนั่งอยู่


“ถูกต้อง”


ผมตอบด้วยความมั่นใจก่อนจะยกมือกอดอกมองหน้าที่... เอ่อ ผมอธิบายหน้าไอ้แรปตอนนี้ไม่ถูกว่ะครับ เหวอ?


“เหี้ย! ได้ไง!?”


“อย่างกูซะอย่าง ไม่พลาดๆ”


ผมอวยตัวเอง ซะจนรู้สึกว่าไอ้แรปอยากจะยกมือตีแสกหน้าผม แต่แน่นอนมันไม่กล้าทำหรอกครับ ดูจากความสูงผมก็ชนะขาดแล้ว สิ่งที่ทำได้ตอนนี้มันเลยเป็นทำปากยื่นปากยาวล้อผมแทน


“ตอนกลางวันเห็นข่าวว่าไปเดินห้างด้วยกัน ไอ้มึงก็บอกกูมาแล้วว่าจะไปหาของซ่อมคอมฯให้เดือนสิบ แต่ไม่เห็นยักรู้ว่าแพลนดินเนอร์กับแฟนสาวดาวคณะอักษรจะมาเปลี่ยนตัวเป็นมากับเดือนมหา’ลัยแทน.. เขาเรียกว่าขั้นอัพเดทเปล่าวะ จากดาวคณะ เป็นเดือนมหา’ลัย”


ดูมันพูด... ผมอยากจะเป็นฝ่ายยกเท้าแสกหน้ามันมากกว่าแล้วตอนนี้


“ช่วยไม่ได้นี่หว่า รินติดธุระมากับกูได้ซะที่ไหน”


“แล้วกูล่ะวะเพื่อน อยากเลี้ยงสาวแต่โดนเทก็เปลี่ยนมาเลี้ยงกูก็ได้นะ”


ผมมองไอ้แรปที่เดินขยับมาใกล้ๆ แล้วยกมือขึ้นคล้องคอ โว๊ะ ไอ้นี่ ตัวก็เตี้ยยังไม่เจียมอีก ผมปัดมือมันออกจากคอแล้วมองดูมันหัวเราะร่าที่ได้หยอกผมสำเร็จ


“ไปให้พี่โฟล์ค พี่รหัสมึงเลี้ยงมึงนู่น”


“ก็รายนั้นเลี้ยงกูจนล้มละลายแล้วไง”


“นี่มึง... แดกหรือสูบ”


“สูบบบบ~ ก็... เอากำไรคืนจากรับน้องไง ไม่เห็นแปลก ฮะๆ”


แรปมันหัวเราะ ผมรู้ว่าไอ้นี่มันร้าย นอกจากสกิลการปอกลอก มันอาจจะเล่นไสยศาสตร์มนต์ดำอะไรใส่พวกพี่ๆ หรือเปล่า ไม่รู้ทำไมทุกทริป ทุกเที่ยว ทุกดื่ม หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ทุกคืนไม่มีวันไหนที่ไอ้แรปมันจะไม่ไปเสนอหน้า ไม่ว่าจะกลุ่มพี่กลุ่มไหน ก็สามารถเจอมันลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ตลอด เหมือนมันเคยกระซิบบอกว่าเที่ยวฟรีทุกมื้อด้วยครับ


เอ้อ จะว่าไปแล้ว พอพูดถึงพี่ๆ แกแล้วนึกขึ้นได้


“ว่าแต่มึงเหอะมาคนเดียวเหรอวะ?”


ผมถาม เพราะเห็นมันอยู่คนเดียว แต่ไม่น่า อย่างไอ้แรปไม่น่าได้มาคนเดียว


แล้วก็เป็นตามคาด มันยิ้มแป้นตอบ


“เปล่า กูมากับพวกพี่ตอ... นั่นไงพูดถึงก็มาเลย”


เหมือนจะตายยาก เพราะทันที่ที่เอ่ยชื่อ ไอ้พวกพี่แม่งก็เดินเข้ามาเป็นกลุ่มบอยแบนด์ ไม่สิ ต้องเรียกว่าแก๊งโจรจะเหมาะกว่าซะล่ะมั้ง...


ผมยิ้มแห้งหันขวับไปหา ตัวหัวโจก พี่ตอผู้กร้านโลก...


“พวกพี่สวัสดีครับ”


“อ้าว ไอ้เมืองเอก ก็ว่าไลน์ไปไม่ตอบที่แท้มารอร้านก่อนแล้วนี่เอง”


คำทักของพี่ตอทำผมสะดุ้ง ผมกวาดสายตามองหาเป้าหมายคนกลุ่มเพื่อนพี่เขา ไล่สแกนหน้าไปทีละคนๆ ส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่หน้าเดิมๆ ขาประจำ แต่วันนี้มีเพิ่มมาปีหนึ่งกลุ่มที่ผมไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่มาด้วย แต่คนที่ผมหา ผมยังไม่เห็นว่ะ..


“เอ่อ พี่ตอ พี่โฟล์คมาเปล่าอะ?”


ผมถามซื่อเพราะไม่เห็นจริงๆ


“หึ๊ ไอ้โฟล์คเร๊อะ วันนี้ไม่มาหรอก”


เป็นคำตอบที่... เฮ้อ พาผมถอนหายใจโล่งอก ก็แล้วไป


“พี่กูมันมาไม่ได้หรอกมึง เพิ่งเสียไพ่ให้พี่ตอไปเมื่อกลางวัน”


แรปที่หัวเราะยิ้มเยาะอยู่ข้างๆ ราวกับสะใจที่พี่รหัสมันเสียไพ่จนหมดตัว...มาด้วยไม่ได้ แต่ก็ถือเป็นการดีกับผมมากกว่า ~


“เออ ถ้างั้นก็หายห่วง”


บทสนทนาควรจบกันตรงนั้น แล้วผมก็แยกย้ายกับพวกพี่ตอแล้วกลับไปหาเดือนสิบ แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นเมื่อถูกรุ่นพี่ชวน บอกให้ไปนั่งร่วมโต๊ะกันสักแป๊บดื่มอะไรนิดอะไรหน่อย ใจจริงผมรู้ ว่าพวกพี่แม่งอยากให้ผมเอาเงินที่ได้จากพนันมาเลี้ยงเหล้าพวกแกมากกว่า เพราะงั้นแม้แต่ไอ้แรปเลยเห็นดีเห็นงาม ลากผมเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะด้วย


สุดท้ายเลยมานั่งจ่อมที่โต๊ะของพวกรุ่นพี่ โดยมีไอ้แรปนั่งกวาดสายตาเลือกเมนูอยู่ข้างๆ ผมที่ยังไม่ลืมว่าตัวเองมากับใคร ตอนนี้นั่งจิ้มไลน์ส่งไปหาไอ้เดือนสิบ แต่จู่ๆ ก็มีแก้วน้ำเมายื่นมาให้ตรงหน้าผม เอ้อ นิดๆ หน่อยๆ ก็ได้วะ ผมหยิบแก้วนั้นขึ้นดื่มแล้วหันไปชวนไอ้เบสที่ใจจดจ่อกับเมนูอาหารแต่มันยังสามารถแยกประสาทหูมาฟังและมาตอบคำถามผมได้


“เบศอะ?”


“กูชวนแล้วมันไม่มา บอกพรุ่งนี้มีเรียนเช้า BLUE ZEE มันไกล แล้วก็ไม่อยากดื่ม”


“เช้าก็เช้ากันหมด ขนาดมึงยังมาเลย”


ผมรอฟังคำตอบแล้วก้มลงมอง แรปมันปิดเมนู หันไปสั่งอาหารกับพนักงานแล้วค่อยกลับมาสนใจผม 


“เรื่องแบบนี้กูเคยพลาดที่ไหน แต่วันนี้กูก็ว่าจะไม่ดื่มเหมือนกัน มากินอย่างเดียว อะ เอาไป”


เพื่อนผมมันว่างั้น พร้อมทั้งแก้วอีกแก้วหนึ่งที่ควรจะเป็นของมัน ส่งมาทางผม นี่เห็นกูเป็นอะไรเนี่ย? ผมส่ายหัว แต่ไม่อยากขัดศรัทธายกแก้วใหม่ขึ้นดื่ม ดวงตาเบนไปมองทางเคาน์เตอร์ที่ตัวผมเองเดินจากมา ไว้หมดแก้วนี่จะไปแล้ว


ดีกว่า... ว่าแต่เดี๋ยวนะ


ตึง!


ผมวางแก้วลงกระแทกโต๊ะเสียงดังจนแรปที่คุยกับรุ่นพี่เฮฮาในตอนแรกหันมามอง


“อะไรของมึง”


“นั่นมันไอ้มอร์เปล่าวะน่ะ?”


“ฮะ?”


“เพื่อนคณะเราไงเพื่อน ที่ประกาศว่าเป็นอะ”


แรปพูดในขณะที่สายตามันยังไม่ละจากทางนั้น ในมือก็ถือแก้วน้ำเป๊บซี่ซดซะเหมือนกำลังกระดกเบียร์... เสียอย่างเดียวแม่งเป๊บซี่อ่ะ ไม่ใช่น้ำเมา เอ่อ กลับมาเรื่องไอ้ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างเดือนสิบก่อน ตอนแรกผมยังจำชื่อกับหน้าและตัวตนของไอ้มอร์อะไรนั่นไม่ได้จนกระทั่งแรปมันเสริมอีกประโยค


“ถ้าจำไม่ผิด มันเคยจีบมึงแต่มึงไม่เล่นด้วยไม่ใช่เหรอ?”


เออ ความทรงจำแม่งเด้งกลับมาเลย ว่าแต่...


“แล้ว... มึงรู้ได้ไงวะ?”


เรื่องสมัยพระเจ้าเหา สมัยวันรับน้องใหม่ๆ


แรปมันกระตุกยิ้ม ตามสไตล์มันแล้วยกคิ้ว


“หน่วยข่าวกรองกูดี”


“เอาดีๆ”


“เบศบอกกูมาอีกที”


อ้อ


ผมหยิบแก้วตัวเองขึ้นมาดื่มอีกครั้งแล้วตั้งใจจะมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเงียบๆ ถ้าไม่ติดที่... ไอ้แรปโวยวายขึ้นมา


“เมืองเอก มึงไม่คิดจะทำอะไรหน่อยเหรอวะ?”


ผมเบนหน้ามองคนข้างตัว


“ทำอะไร???”


“ง่าว ก็เห็นๆ อยู่ว่าไอ้มอร์แม่งเล็งเดือนสิบ มึงจะให้มันหิ้วเดือนสิบไปเหรอ”


“ก็ถ้าเดือนสิบมันอยากไปด้วย กูจะทำอะไรได้วะ ก็สิทธิ์ของมันไหม?”


“กูว่าไม่ใช่ มึงรับผิดชอบหน่อยเหอะ สภาพมันดูไม่ดีเลย” 


หืม... เดี๋ยวนะ


“....”


“กูว่าเมาแล้วล้านเปอร์เซ็นต์”


ผมลุกจากโต๊ะพรวดพราดจนคนทั้งโต๊ะหันมามอง แต่ผมไม่ได้สนใจ ก้าวขาฉับๆ เดินตรงเข้าไปหาคนที่เป็นบทสนทนาของผมกับไอ้แรปมาตั้งแต่เมื่อครู่ จริงอย่างที่แรปมันบอก สภาพเดือนสิบมันดูไม่ดีเลย ใบหน้าสีขาวนั่นแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ตาใต้กรอบแว่นเป็นประกายวิบวับเพราะน้ำใสๆ ในดวงตา แต่เปลือกตากลับเหมือนจะปิดลงไปมากกว่าครึ่งแล้ว ริมฝีปากสีสดฉีกยิ้มหวานแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แถมยังหอบหายใจหนัก...


เดือนสิบ... มันเมาแน่ๆ บอกเองว่าตัวมันไม่กินเหล้า แต่ที่เป็นขนาดนี้ได้จะเพราะใคร...


“มอร์”


ผมเอ่ยเรียกผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างเดือนสิบ มันหันมาหาแล้วเลิกคิ้วเหมือนจะถามว่ามีอะไร


“กูมาพามันกลับ”


ผมที่ตอนนี้ยืนมองอยู่พูดอย่างใจเย็น แล้วเหมือนมอร์ก็จะใจเย็นเหมือนกัน ถึงได้ถามผมกลับ


“ทำไม?”


ทำไม... ทำไมอะไรของมึงวะ กูก็บอกอยู่ว่ากูจะพามันกลับ


ผมเล่นจ้องตากับผู้ชายที่หน้าค่อนข้างจะดีคนนี้ แต่ด้วยรอยยิ้มที่ยกเหยียดเหมือนจะเย้ยหยันนั่นทำผมหงุดหงิดหน่อยๆ แต่พยายามควบคุมสติอยู่...


“กูเป็นคนพามันมา กูก็ต้องพามันกลับ”


“ตอแหลเปล่าวะ? มึงกับเดือนสิบทะเลาะกันอยู่ไม่ใช่รึไง??”


“ข่าวเก่าแล้วไปดูมาใหม่”


ผมว่าเรียบๆ ตั้งใจจะเดินไปเข้าไปลากเดือนสิบออกมาแต่สิ่งที่มอร์มันทำกลับตรงกันข้ามกับที่ผมคาดเอาไว้ มือใหญ่


เลื่อนไปโอบรอบเอวเดือนสิบแล้วดึงให้ขยับเข้าใกล้ ในขณะที่คนถูกกระทำไม่ได้ขัดขืนอะไร นอกจากนั้นยังเอนหัวซบลงที่คอไอ้มอร์อีก


ริมฝีปากขยับขึ้นลง แต่เสียงที่ออกเป็นแค่เสียงครางอือๆ ในลำคอ...


“งั้นถามก่อนดิว่าเขาอยากกลับไหม”


ถามห่าอะไรวะ แม่งเมาขนาดนั้น


“มอร์ ไม่เอาอย่ายุ่ง นั่นเพื่อนใหม่กู”


ผมปรามมัน ในขณะที่มอร์ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด...


“เพื่อนใหม่มึง? แล้วทำไมกูจะยุ่งไม่ได้วะ เพื่อนไม่ใช่เมียมึงสักหน่อย”


“สัดมอร์เอามือออก!!”



ผมตวาดลั่นจนคนแถวนั้นรวมทั้งบาร์เทนเดอร์หันมาสนใจ ผมจับข้อมือไอ้มอร์ที่กำลังล้วงเข้าไปใต้เสื้อเชิ้ตของเดือนสิบออก แล้วดึงให้เดือนสิบลุกขึ้นยืน ด้วยสภาพแบบนั้นไม่ง่ายที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง ตอนนี้เดือนสิบเลยทำได้แค่ยืนซบโดยใช้ผมเป็นที่พึ่งพิง..


“หวงห่าไรวะ ของมึงก็ไม่ใช่”


ผมจ้องมันตาเขม็ง แม่งไม่สำนึก


พนักงานที่เห็นท่าไม่ดีเลยจะเดินเข้ามาเคลียร์สถานการณ์ พอดีเลย


 “ไปหาคนใหม่ไป ไอ้แรปก็ได้”


“ไม่เอาหรอก ไม่สเป็คกูเลย”


สเป็คมึงต้องผู้ชายตัวเท่าควายแบบกูกับไอ้เดือนสิบใช่ไหมวะ ไอ้ชิบหาย!! พูดแล้วหงุดหงิดที่ผมก็เลือกจะเดินออกมา การต่อปากต่อคำผมจบแค่ตรงนั้น แต่ในระหว่างที่ผมกำลังจะส่งเดือนสิบให้พนักงานที่เข้ามาช่วยพยุงไปส่งก็สังเกตเห็น...


“มอร์...”


“หึ อะไรของมึงอีก”


มันหัวเราะในลำคอแล้วเลิกคิ้วกวนใส่ผม       


“ที่คอ”   


ผมถามเสียงเย็น ปราดสายตามองคนที่ยังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม


“กูไม่ได้ทำ”


คนถูกถามให้คำตอบแบบนั้นแต่มันก็ยากที่จะเชื่อ ผมกระตุกยิ้ม แล้วเดินออกไป


“กูก็ขอให้มันจริงอย่างที่มึงพูด”




เพราะถ้าไอ้มอร์ไม่ได้ทำ แล้วรอยจูบเป็นจ้ำสีแดงที่ต้นคอเดือนสิบนี่ใครมันทำกันวะ...




รอยแดงตัดกับผิวขาวๆ ที่ต้นคอแบบเห็นได้ชัด



----------------------------TBC-------------------------


สวัสดีค่ะ ลงให้แล้วนะ ขอโทษที่สายด้วยค่ะ
ช่วงที่ห่างหายไปนาน ติดโปรเจคกับไฟนอลค่ะ อาทิตย์นี้ก็เริ่มสอบแล้ว ถ้าปิดเร็วๆ ก็คงจะดี~~

ขอบคุณทุกคอมเมนต์มากๆ นะคะ รักทุ๊กคนนนน <3
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า ~~



#วิศวะเดือนสิบ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-12-2018 00:16:26 โดย miminari »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

เอ๋.....อิพี่เอสหายไปไหน? 

คนทำรอยต้องเป็นอิพี่เอสแน่ ๆ หล่ะ

ออฟไลน์ PsychePie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
เดือนสิบโดนมอม หุหุ แย่แล้ววววววว

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
เป็นแมวภาษาอะไร ย่างปลาทิ้งไว้แล้วไม่เฝ้า  :hao3:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7605
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-7

ออฟไลน์ ก้อนขี้เกียจ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1
ใครลวนลามลูกช้านนนน พี่เอสหรอ  :katai1:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-11
พี่เอส ทำไมทิ้งเดือนสิบ........
ปล่อยให้เดือนสิบอยู่กับมอร์
ต้องโทษเมืองเอกแหละ  :angry2:
ที่ทิ้งเดือนสิบ......... ไปแป๊บ  แป๊บน้ำที่ยาวเป็นกิโลปะ  :m16:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
แล้วพี่เอสไปไหน????????
โอ๊ยพี่  :katai1:

ออฟไลน์ fsbeentaken

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
โอ้ยยย อีพี่เอสแน่ๆ

แล้วนังเมืองเอก พาเค้ามาแต่ไม่ดูไม่แลเค้า ปล่อยให้เหลือบไรมาตอดเดือนสิบทำม้ายยยย

เป็นพระเอกที่เข้าขั้นห่วยได้เรื่อง

 :fire:

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
เดือนที่ 9
คลาย ⚙☽
 


 

“ขอบคุณครับ” ผมกล่าวขอบคุณพนักงานของร้านที่ช่วยหิ้วเดือนสิบมาส่งถึงรถ จากนั้นก็ล้วงกระเป๋าหยิบแบงค์ส่งให้เป็นทิปตามธรรมเนียม



ผมเดินกลับมาฝั่งข้างที่นั่งคนขับแล้วปรับเบาะให้เอนลงคนที่หมดสภาพตอนนี้จะได้นอนได้สะดวกๆ เอ้อ ไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยให้ด้วยเพื่อความปลอดภัย



เดือนสิบ..



ผมมองสภาพคนที่นอนหลับตาอยู่บนเบาะตรงหน้า ขยับตัวไปมาขยุกขยิกเหมือนคนนอนไม่สบาย แว่นที่อยู่บนใบหน้านั่นทำให้ผมรู้สึกรำคาญทั้งๆ ที่มันก็อยู่เฉยๆ ที่เดิมของมัน



ก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า ใครที่ไหนแม่งนอนทั้งๆ ใส่แว่นบ้าง แค่เห็นแล้วยังรำคาญ



...ผมก็เลยตัดสินใจยกมือขึ้นจัดการถอดแว่นเก็บออกมาให้



“เดือนสิบมึงไหวไหมเนี่ย?”



ลองส่งเสียงเอ่ยถามเพื่อเช็คสภาพของอีกฝ่าย เจ้าของชื่อยังมีแรงตอบสนองอยู่บ้าง เดือนสิบส่งเสียงอือตอบกลับในลำคอ แปลว่ายังโอเค ผมผงกหัวรับคำตอบแล้วถอนหายใจ



พาแม่งมาโดนมอม มันตื่นมาจะโดนโกรธเปล่าวะ? แถมยังโดนใครที่ไหนไม่รู้ดูดคออีก แม่ง...



คิดแล้วเหงื่อตก เอาเป็นว่าเรื่องนั้นค่อยว่ากันตอนมันตื่นก็แล้วกัน ผมผละตัวออกจากที่นั่งข้างคนขับแล้วกลับมานั่งประจำที่สตาร์ทรถขับออกจากร้าน มีเด็กดูรถออกมาโบกรถให้เหมือนทุกครั้งที่มา



ขับรถมุ่งหน้ากลับเข้าเมือง ตอนนี้ค่อนข้างดึกแล้วรถบนถนนก็เลยน้อย ถนนโล่งมาก ขับรถโคตรสบายเลย แดดก็ไม่ร้อน การขับรถตอนกลางคืนที่ถนนโล่งๆ รถไม่ติดนี่เป็นอะไรที่ผมโคตรชอบเลยครับ แต่ก็ไม่ได้ขับเร็วอะไรนะ อยู่ในขอบเขตที่เขากำหนดแหละ เพื่อความปลอดภัย



จะว่าไป แม่งเงียบแปลกๆ อ้อ ที่ไหนได้ ผมลืมเปิดเพลง ในระหว่างที่หันกลับไปจะเอาโทรศัพท์เสียบสาย USB ต่อเข้ารถผมก็เห็น... คนที่นอนเอนหลังอยู่บนเบาะข้างคนขับลืมตาแป๋วมองผม



เชี่ย! ตกใจหมด ตื่นตั้งแต่ตอนไหนวะ?



แล้วมองผมแบบนี้มาตั้งแต่ตอนไหนแล้ว...



“มึง...”



“....”



เสียงเรียกจากอีกคนทำผมชะงัก หันหน้าไปมองมันแว๊บหนึ่งแล้วต้องหันกลับมาขับรถต่อ สรรพนามที่มันใช้เรียกคือ ‘มึง’ มึงที่ว่าคือกูใช่ไหมวะ? จำไม่ได้ว่ามันเคยหยาบขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่...



“กูเรียกมึงนั่นแหละ เมืองเอก”



...เมาแล้วหยาบเหรอวะ ปกติไม่เคยเห็นใช้คำหยาบเลย แต่อย่างน้อยมันก็ยังจำผมได้อยู่นะ ไม่ได้ถึงกับเมาไม่รู้เรื่อง



“เมืองเอก...”



เดือนสิบมันส่งเสียงเรียกผมที่ตั้งใจขับรถอยู่อีกครั้ง ดูเหมือนจะไม่หยุดเรียกด้วยถ้าผมไม่ตอบรับมันอะ



“เออ?”



เลยตอบรับคำเรียกไปสั้นๆ รอฟังว่าไอ้คนเรียกมันจะพูดอะไร แต่ประโยคต่อมาทำให้ผมต้องฉงน



“เมาแล้วขับเหรอ?”



“ฮะ?”



“มึงเมาแล้วขับใช่ไหมกูเห็นมึงดื่ม”



อ้อ ที่แท้ก็ดื่มแล้วขับใช่ไหม? ยอมรับว่ากูดื่มจริง แต่ก็ไม่ได้เมา...



“เปล่า กูไม่ได้เมา”



“คนเมามักจะพูดว่าตัวเองไม่ได้เมา”



“งั้นแล้วมึงอ่ะเมาไหม?”



“กูไม่รู้... แต่กูคิดว่ากูเมา... ปวดหัว...”



อะไรของมึงวะเนี่ย  ไม่รู้จะตอบคนที่บอกว่าตัวเองเมายังไง ไม่รู้มันต้องการอะไรด้วย ก็เลยทำได้แต่ขับรถต่อไปเงียบๆ จนกระทั่งคนที่เคยพูดน้อย สงบปากสงบคำ ไม่พูดถ้าไม่จำเป็นหรือถ้าผมไม่ชวนคุยอย่างเดือนสิบจะเริ่มพูดอีกครั้ง



“เมืองเอก”



“ว่า”



เออ จะพูดอะไรก็พูดมา นับเป็นเรื่องแปลกที่ฝ่ายเดือนสิบเป็นคนชวนคุยก่อน



“ที่มึงบอกว่าชอบหน้าตอนยิ้มกู...”



อ่าฮะ ตอนนั้นผมพูด รอฟังอยู่...



“ชอบแค่ตอนยิ้มเหรอ?”




ประโยคต่อมาทำผมชะงักอีกรอบ ไม่คิดว่ามันจะถามอะไรแบบนี้ เมาแล้วเปลี่ยนคนจริงๆ



“หน้าปกติมึงไม่ชอบเหรอ? แค่ตอนยิ้มเท่านั้นเหรอ?”



ผมหันไปมองคนที่เริ่มพูดงืมงำไปเรื่อยๆ แขนขาวที่โผล่พ้นเสื้อแขนยาวที่ถูกพับเเขนเสื้อยกขึ้นบังหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์



สติดูไม่อยู่กับตัว แต่ผมก็อยากจะตอบคำถามของมันอยู่ดี



“ไม่ใช่ว่ากูไม่ชอบหน้าปกติของมึง กูแค่ชอบหน้าเวลามึงยิ้มมากกว่าหน้าปกติ แค่นั้นเอง”



ไม่รู้ว่ามันจะฟังรู้เรื่อง ฟังเข้าใจไหมเหมือนกัน แต่เดือนสิบเงียบไป เงียบไปนานจนผมคิดว่ามันหลับ แต่ว่าสักพักริมฝีปากสีแดงนั่นก็เริ่มขยับอีกครั้ง



“มึงโกหก เมืองเอก มึงไม่ชอบหน้ากูใช่ไหม? มึงเกลียดกูใช่ไหม? กูขอโทษที่แย่งตำแหน่งเดือนมหา’ลัยมึงมา กูไม่ได้ตั้งใจ...”



“....”



ประโยคยาวๆ หลุดออกจากปากคนที่เคยพูดน้อยจนแทบนับคำได้ เสียงสั่นเครือฟังดูเป็นพึมพำไปเมื่อเทียบกับเวลาปกติที่พูด... แต่ก็ยังฟังได้รู้เรื่องดี ส่วนเนื้อความที่ได้ยินนั้น... ผมส่ายหน้ากับตัวเอง ไม่คิดว่าจะเป็นขนาดนี้



“กูบอกแล้วไงว่ากูไม่ได้เกลียดมึงแล้ว เลิกคิดอย่างนั้นได้แล้ว”



“ถ้างั้น... ที่มึงมาช่วยกู มายุ่งกับกู ชวนกูมากินข้าวด้วยเพราะอะไร?? มึง... ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่???”



คนที่นอนเอนหลังพิงเบาะอยู่ข้างๆ ค่อยๆ ดันตัวเองลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก คงเพราะมันมึนหัว แล้วก็เพราะเมาเลยควบคุมอะไรไม่ค่อยได้ดั่งใจ



ใบหน้าขาวแดงระเรื่อขยับเข้ามาใกล้ จ้องมองผมที่กำลังตั้งใจขับรถ ไม่ได้ตอบคำถามเมื่อกี้ของมัน แต่เจ้าตัวเองก็ไม่ได้คั้นจะเอาคำตอบ เดือนสิบถอยหน้ากลับไป แล้วยกมือขึ้นกุมหัว



“กู... ไม่รู้ว่ามึงคิดอะไร แต่ว่า... แต่ว่าถ้ามึง... กูขอ.. ปล่อยกูไปเถอะนะ”



เดือนสิบเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง แต่ผมพอจะจับใจความได้ แม้ประโยคมันจะไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ ผมคิดว่าเดือนสิบคงตั้งใจจะบอกผมว่า ถ้าผมหวังไม่ดีกับมัน หรือวางแผนอะไรไว้ ให้ผมเลิกซะตอนนี้ แล้วปล่อยมันไป... ใช่ไหมนะ?



“อย่ามายุ่งกับกูเลย”



“....”



หึ



ผมกระตุกยิ้มมุมปาก



“ถ้ากูบอกว่าอยากเป็นเพื่อนกับมึงล่ะ”




เดือนสิบเงียบไปสักพัก แล้วทวนคำผม



“เพื่อน...?”



“อืม เพื่อน เป็นเพื่อนกับกูไหม?”



ผมหันกลับมา มองไปทางเดือนสิบ ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นกว่าปกติ เหมือนคนกำลังอึ้งๆ ผมก็เลยส่งยิ้มกลับไปให้



“หรือว่าไม่อยากแม้แต่จะเป็นเพื่อนกับกูเหรอ? ฝ่ายที่เกลียดกู เป็นมึงมากกว่าหรือเปล่าเดือนสิบ”



ผมหันกลับมามองถนนตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่เก็บรอยยิ้มกลับไป ก็อยากยิ้มให้ดู อยากจะพูดออกไปให้รู้ว่าจริงใจนะเว้ย ถึงแม้จะไม่ผิดเลย ถ้าเดือนสิบจะเกลียดผม ก็เล่นไป... หาเรื่องมันก่อน



“....”



แอบใช้หางตามองคนที่ยังจ้องผมอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากแดงก่ำเม้มแน่น ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แต่เอาเป็นว่า



“ถ้าเงียบแปลว่าตกลงนะ”



ตาใสๆ กะพริบมอง...



ก็ไม่ได้ปฏิเสธนี่นา~



“อืม”



เห็นไหมล่ะ



..........



จอดรถที่ลานจอดรถของคอนโดอย่างปลอดภัย ผมดับเครื่องปลดเข็มขัดตัวเองออกเพราะถึงที่หมายแล้ว จากนั้นก็หันมองไอ้ผู้ชายตำแหน่งเดือนมหา’ลัยที่นอนหลับอยู่บนเบาะข้างคนขับ หลับนิ่งไม่รู้เรื่อง ตอนไปถึงร้านแม่งก็หลับแบบนี้ นี่เป็นครั้งที่สองของวันที่ผมต้องปลุกมัน



“เดือนสิบถึงแล้ว”



ผมเรียก และเจ้าของชื่อไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับมา



“เดือนสิบ”



เรียกอีกครั้ง แต่คราวนี้เอื้อมแขนไปปลดเข็มขัดนิรภัยให้ด้วย แน่นอนว่าอยู่ใกล้มันมากขึ้น อย่างน้อยต้องได้ยินกูเรียกบ้างเหอะ



“....”



แต่ก็ยังคงเงียบ



“เดือนสิบ ...สิบ สิบๆ ๆ ๆ ๆ ตื่นได้แล้ว!!”



คราวนี้เรียกดังกว่าเดิม ผมแถมบริการเขย่าแขนให้ด้วยเลยเอ้า!  แล้วก็ได้ผลครับ เมื่อเปลือกตาทั้งสองข้างลืมขึ้นมา หัวคิ้วของมันขมวดเป็นปม ทำตาดุ มองค้อนเหมือนคนหงุดหงิด



แต่ยังดีที่ตื่น เพราะถ้าไม่ตื่นก็ไม่รู้จะปลุกไงแล้ว ให้ลากหรืออุ้มขึ้นไปจะไหวเปล่าวะ? ถ้าตัวพอๆ กับไอ้เบศค่อยไม่น่ากังวลหน่อย จะทิ้งไว้ให้นอนในรถก็ไม่ได้..



“เมื่อกี้เรียกว่าอะไรนะ?”



เสียงนิ่งๆ เอ่ยประโยคที่ทำให้ผมต้องกลับไปสนใจคนที่เพิ่งปลุกอีกครั้ง



เรียก?... เรียกว่าอะไร...เมื่อกี้เหรอวะ?



“ก็.... ‘สิบ’ ไง”



“อย่าเรียกชื่อพยางค์เดียว”



“หืม?”



“กูไม่ชอบ”



ยังไม่สร่างอีกเหรอวะ???



ผมมองคนที่ทิ้งประโยคไว้แล้วก้มหน้างุดๆ กวาดสายตามองหาอะไรสักอย่าง จนกระทั่งมือนั่นหยิบแว่นที่วางไว้แถวๆ คอนโซลรถขึ้นมาใส่



แต่...  ไอ้เรื่องที่ไม่ชอบให้เรียกชื่อพยางค์เดียวเนี่ย ผมกับมัน...



“หึ เหมือนกันเลย กูก็ไม่ชอบให้เรียกชื่อพยางค์เดียวเหมือนกัน”



ดูท่า ‘เ ร า’ จะมีอะไรคล้ายๆ กันขึ้นมาบ้างแล้ว



-------------------------------------



☽ เดือนสิบ พาร์ท ☽



“อือ...”



ผมส่งเสียงอือในลำคอ ขยับตัวพลิกจากการนอนตะแคงข้างมาเป็นนอนหงายแทน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าส่องมาที่ตาผมพอดีเป๊ะจนทำให้ตัวเองที่ยังง่วง ยังอยากนอนอยู่จำต้องลืมตาขึ้นมามอง ภาพที่ปรากฏคือฝ้าเพดานสีขาวของห้องนอนที่ผมเห็นประจำอยู่ทุกวัน



กะพริบตาซ้ำๆ ไล่ความง่วงแล้วก็ช่วยทำให้ตาผมสว่างมากขึ้นด้วย ผมอ้าปากหาว แล้วยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง เลื่อนมือไปคลำๆ หาแว่นที่คิดว่ามันน่าจะวางอยู่บนหัวเตียงที่ประจำ พอเจอก็หยิบมันขึ้นมาใส่



เอ๊ะ? แต่เดี๋ยวนะ...



ผมก้มลงมอง สีผ้าห่มและสีผ้าปูที่นอนไม่ใช่สีเทาเหมือนที่เคยเป็น แต่เป็นสีแดง



“....”



ผมกวาดสายตามองไปรอบห้อง เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ตู้เสื้อผ้า แล้วมาหยุดอยู่ที่... ผู้ชายที่นอนตะแคงข้างหันหลังให้ผม



ใคร?



แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ห้องผมชัวร์ๆ ผมกำลังพยายามนึก พยายามเค้นความทรงจำเมื่อวานที่ขาดหายไป พยายามนึกให้ออกว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น เท่าที่จำได้...



เมื่อวานผมไปกินข้าวกับเมืองเอกที่ร้าน BLUE ZEE พอกินเสร็จก็เดินมานั่งหาเครื่องดื่มที่บาร์ จากนั้นเมืองเอกก็ขอออกไปหาเพื่อนที่บังเอิญเจอกันในร้าน มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาขอนั่งข้างๆ แต่ผมเจอพี่เอส เราเลยนั่งด้วยกันแทน จากนั้นพี่เอสก็เลี้ยงเครื่องดื่มผม แล้ว...... หลังจากนั้นล่ะ?



นึกไม่ออก นึกไม่ออกแล้วโว้ยยย ปวดหัว ! แต่ความทรงจำผมหยุดลงที่พี่เอส เพราะงั้นคนที่นอนอยู่ข้างนี่ก็ควรจะเป็น...



“พี่เอส?”



“เสียใจ กูเอง”



“...!”



ผมตกใจเกือบสะดุ้ง เมื่อจู่ๆ คนที่นอนหลับอยู่ข้างตัวก็พูดขึ้นมา พอมองตามถึงได้เห็น หน้าของเดือนคณะวิศวะคนเดิมเพิ่มเติมคือหันกลับมายกยิ้มยียวนใส่ผม ร่างที่สวมชุดนอนลายทางยันตัวลุกขึ้นนั่ง



“ ’รุณหวัด”  เมืองเอกส่งเสียงทักทาย ยกมือขึ้นขยี้หัวยุ่งเหยิงไม่ได้จัดเป็นทรงเหมือนทุกทีของตัวเอง แต่บอกเลยว่าขนาดหัวฟูๆ ยุ่งๆ ไม่เป็นทรง ก็ไม่ได้ทำให้เมืองเอกดูแย่ลงเลยแม้แต่น้อย คนเบ้าหน้าดีก็งี้...



จนถึงตอนนี้ผมก็ยังงงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมผมถึงมานอนอยู่ห้องเมืองเอกได้ ??



เพราะต้องการคำตอบ หรือคำอธิบายอะไรเพิ่มเติมสักนิดหนึ่ง ผมถึงได้ทำหน้างงใส่มัน



“ไม่ต้องมาทำหน้างง อยากรู้อะไรก็พูดสิวะ ทีเมื่อคืนยังพูดไม่หยุดจนกว่ากูจะได้นอน ปาไปตี2”



ฮะ???



“อะไร จำไม่ได้เลยเหรอ?”



ผมพยักหน้า เหอะ... ไม่มีในสารบบเลย



“เมื่อคืนมึงเมา กูก็พามึงกลับมานอน แค่นั้น”



ผมเมา? อ่า... ไม่ต้องถามหาสาเหตุเลยว่าทำไม ต้นเหตุเป็นไอ้เครื่องดื่มแก้วนั้นที่พี่เอสเลี้ยงผมแน่ๆ ที่รับมาดื่มเพราะผมคิดว่ามันเป็นม็อกเทลแบบเดียวกับที่เมืองเอกเลี้ยงก่อนหน้า



แต่... ทำไมเมืองเอกไม่พาผมกลับห้อง



ผมหันกลับไป มองคนที่นั่งตาแป๋วจ้องอยู่ข้างๆ และเอ่ยปากถามในสิ่งที่อยากรู้ที่สุดไป



"ทำไมไม่พากลับห้อง"



“กูหากุญแจกับคีย์การ์ดห้องมึงไม่เจอ”



ผมขมวดคิ้วมองเมืองเอก คีย์การ์ดมันจะหายไปไหนได้ไง ก็ในเมื่อมันต้องอยู่ในกระเป๋าเงินสิ หลังจากคิดแบบนั้นแล้ว ผมก็เลยรีบตัดสินใจคลำหากระเป๋าเงินที่มันควรจะอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ (คือ...  เมื่อวานผมนอนทั้งกางเกงยีนส์..) แต่มันกลับไม่อยู่



หายเหรอ? บ้าน่า ถ้าหายนี่ผมชิบหายของจริงเลยนะ



“ไม่มี...”



"อาจจะตกในรถกูก็ได้ เมื่อวานกูคงหาไม่ดีเอง ไว้เดี๋ยวค่อยลงไปดูกันใหม่"



ผมเงียบ เงียบใส่เมืองเอกที่พยายามจะพูดให้ผมสบายใจเต็มที่ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ผมเองก็คิดถึงกรณีที่หาไม่เจอ...



"เดือนสิบ ไม่เอาดิ อย่าทำหน้าอย่างนั้น"



หน้า... สีหน้าผมดูออกขนาดนั้นเลยเหรอ? ...แต่จะไม่ให้เครียดได้ยังไงก็ในเมื่อกระเป๋าเงินผมหาย หายไปทั้งกระเป๋าเลยนะ ทั้งบัตร เงิน กุญแจ ไหนจะพวกบัตรนิสิต บัตรประชาชน



"ไว้เดี๋ยวช่วยหา ไม่เป็นไรๆ แต่ก่อนอื่น วันนี้กูมีเรียนเช้า"



วันจันทร์  ผมเองก็มีเรียนเช้าเหมือนกัน



"มึงก็ด้วยใช่ไหม?"



ผมพยักหน้าตอบคำถาม เจ้าตัวถึงได้หมุนตัวหันหลัง เดินไปรื้อๆ ค้นๆ ในตู้เสื้อผ้าของตัวเอง แล้วเดินกลับมาหาผมที่ยังคงนั่งบื้ออยู่บนเตียง



"อ่ะนี่ ชุด"



"หือ?"



มองชุดนักศึกษาทั้งชุดที่ถูกยื่นให้ตรงหน้า เหมือนผมเป็นคนโง่ที่ส่งเสียงถามออกไป



ก็ในเมื่อคำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว แม้เมืองเอกจะไม่พูดประโยคต่อไปก็เถอะ



"ลุกไปอาบน้ำได้แล้วกูให้ยืมก่อน ไว้มึงค่อยเอามาคืนทีหลังก็ได้"



"ขอบคุณ"



ผมรับชุดนักศึกษาจากมือเมืองเอกมากอดไว้ กำลังจะลุกจากเตียงเเต่ว่า



"อันนี้กางเกงใน ...ของใหม่ กูซื้อมาเผื่อไว้ เอาไปเลยอันนี้กูให้"



"...."



มองดูกางเกงในชายที่อยู่ในเเพ็กเกจจิ้งเรียบร้อยดีตรงหน้า แล้วรับมา แต่เหมือนจะยังไม่จบแค่นั้นเมื่อเมืองเอกทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรอีก ผมเลยไม่ไปไหนแล้วหยุดรอฟังว่าจะมีอะไรอีกไหม



"เเปรงสีฟันใหม่อยู่ในตู้ซ้ายตรงอ่างล้างมือ ยาสีฟัน สบู่ โฟมล้างหน้า ของอะไรพวกนั้นใช้ได้เลยไม่ต้องเกรงใจ เอ่อ... แล้วก็.."



แล้วก็...



"???"



"ขอโทษหลายๆ เรื่องด้วย เพราะอยู่กับกูมึงเลยเจอเรื่องอะไรซวยๆ หลายๆ อย่างเลย"




เมืองเอกเก็บรอยยิ้มลงไปแล้ว ดวงตาคู่นั้นจ้องตอบผมอย่างจริงจัง ผมไม่คิดว่าเขาจะเสเเสร้งหรือแกล้งพูด น้ำเสียงกับคำขอโทษของเมืองเอกตอนนี้มันเป็นของจริง



ถึงแม้แท้จริงแล้วมันจะจริงหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยผมก็คิดว่าอย่างนั้น



ผมส่ายหน้า ไม่ใช่ว่าจะเจอแต่เรื่องซวยๆ... ไม่สิ ถึงจะเจอเรื่องพวกนั้นจริงๆ มันก็ไม่ใช่ความผิดของเมืองเอกไปซะหมด



"เดือนสิบ..."



อีกครั้งที่เมืองเอกเริ่มประโยคขึ้นมา



"เรื่องเมื่อคืนมึงอาจจะจำไม่ได้ ไม่ว่าเพราะมึงเมา หรือเพราะอะไร กูไม่ได้ถือโอกาสเพราะเชื่อว่าสิ่งที่มึงพูดตอนนั้นเป็นความจริง"



ผมเอียงคอมองคนตรงหน้า ใจเริ่มกลัวว่าเมื่อวานตอนผมเมาเผลอทำอะไร เผลอพูดอะไรออกไปบ้าง ผมไม่เคยดื่ม เลยไม่เคยรู้เลยว่าสภาพตัวเองในตอนนั้นเป็นยังไง...



"เพราะงั้น กูจะบอกมึงไว้ตรงนี้ ว่าเมื่อคืน มึงกับกู...."



ฮะ...? เดี๋ยวๆ นี่เริ่มพูดเรื่องอะไร??? ทำไมประโยคมันส่อขนาดนี้ ผมไม่ได้ไปทำอะไรมันใช่ไหม ???? คงไม่ได้เมาขนาดหน้ามืดตามัว... ไม่สิ กรณีอย่างนี้มันก็มีให้เห็นทั่วไปไม่ใช่เหรอวะ... ไม่ๆ เดือนสิบ! เชื่อมั่นหน่อยไหมว่าตัวเองจะไม่ได้ไปทำอะไรแปลกๆ เข้า



"เป็นเพื่อนกันเเล้ว"




หึ๊?



"มึงกับกูเป็นเพื่อนกันเเล้วไง เพราะงั้นมีอะไรอยากพูด ก็พูดออกมาได้เลย มึงพูดน้อยเกินไปจนเวลากูจะคุยกับมึง ต้องใช้สกิลในการเดาเลเวล99เเล้ว อย่างน้อย มึงคิดอะไร อยากได้อะไร ขัดใจอะไรก็ขอให้พูดออกมาบ้าง"



อ่อ... เอ่อ ใช่สิ เป็นเพื่อน... เป็นเพื่อนกันเเล้ว จะเป็นอะไรไปได้มากกว่านี้ล่ะเนอะ เเค่นี้ก็หรูแล้ว



ส่วนเนื้อความในประโยคที่เมืองเอกบอกก็... อยากให้ผมพูดเยอะกว่านี้ใช่ไหม? พูดในสิ่งที่ตัวผมเองคิดอยู่ในใจตลอดนี่มาบ้าง อืม ถ้างั้นเริ่มจาก



"อยากไปอาบน้ำแล้ว"



ผมมองหน้าคนหน้าตาดีตรงหน้า เมืองเอกยิ้มนิดๆ แล้วผายมือไปทางประตูห้องน้ำ



"เชิญครับ"



เออะ... พออยู่ๆ มาพูดสุภาพแบบจงใจใส่ผมทำให้รู้สึกแปลกนิดๆ เลย ผมลุกขึ้นจากเตียง แต่เหมือนจะรีบลุกเกินไป หรืออาจจะเป็นเพราะมึนหัว เมาค้างจากเมื่อวาน สูญเสียการทรงตัว ผมคุมตัวเองไม่อยู่



"...!"



"เดือนสิบ!"



เซเกือบล้มหน้าทิ่มพื้น ถ้าเมืองเอกไม่เอื้อมมือมาดึงต้นเเขนช่วยพยุงไว้ก่อนล่ะก็...



"ขอบคุณ"



"ไหวไหม?"



ผมพยักหน้า แต่เมืองเอกยังไม่ยอมปล่อยมือจากต้นเเขนผมสักที เอ่อ... ให้ผมพูดบ้างใช่ไหม? งั้น…



"ไม่เป็นไร แค่ลุกเร็วไปหน่อย แล้วก็มึนหัว... นิดหน่อย"



"เมาค้าง? กินยาไหม?"



ผมส่ายหน้า



"ไม่เป็นไร ไปอาบน้ำนะ"



เพราะพูดถึงตรงนี้ เมืองเอกถึงยอมปล่อยผมไปอาบน้ำแต่โดยดี ก่อนที่จะได้เปิดประตูก้าวเข้าห้องน้ำ ผมก็นึกเรื่องที่อยากจะพูดเรื่องหนึ่งได้ก่อนพอดี



ผมหันกลับไป มองผู้ชายตัวสูงในชุดนอนลายทางที่ยืนส่องกระจกลูบผมฟูๆ ชี้ๆ ไม่เป็นทรงของตัวเอง เหมือนจะเห็นเงาผมผ่านกระจก เมืองเอกหันกลับมามอง ยักคิ้วข้างหนึ่งถามว่าผมมีอะไรหรือเปล่า



ผมกระชับชุดนักศึกษาที่กอดไว้กับตัว ยิ้มส่งให้แล้วพูดเบาๆ  โดยที่ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะได้ยินไหม




“ขอบคุณนะที่ช่วยหลายๆ เรื่อง อยู่กับเมืองเอกไม่ได้เจอแต่เรื่องซวยๆ หรอก”




เมืองเอกยกยิ้มกลับมา



“พัฒนาเร็ว”




หมายถึงเรื่องพูดเหรอ? เอาเถอะ ผมหนีเข้าห้องน้ำมาเรียบร้อยแล้ว



----------------------------TBC-------------------------



สวัสดีค่ะ เย่ จบไปอีกตอนแล้ว ยังงานยุ่ง ติดเรียน การบ้าน (+อู้บ่อยๆ //ผิด)
แต่ขอบคุณทุกๆ คนที่ยังรออยู่เสมอนะคะ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ด้วย
รักเหมือนเดิม รักทุกคนค่ะ <3 ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ >< !



#วิศวะเดือนสิบ


(แก้ไขคำผิดค่ะ 11/03/2562)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-03-2019 21:42:41 โดย miminari »

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

กลับมาแล้ว  หลังจากหายไปนานเลย

อิพี่เอสนี่  ต้องเป็นคนดูดคอแน่ ๆ อ่ะ

ก็น้ำเปลี่ยนนิสัยไง  จากปกติไม่พูด เจอน้ำนี้เข้าไป  กลายเป็นพูดมากเลย  555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7940
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-11
:pig4: :pig4: :pig4:

กลับมาแล้ว  หลังจากหายไปนานเลย

อิพี่เอสนี่  ต้องเป็นคนดูดคอแน่ ๆ อ่ะ

ก็น้ำเปลี่ยนนิสัยไง  จากปกติไม่พูด เจอน้ำนี้เข้าไป  กลายเป็นพูดมากเลย  555

เห็นด้วย..........

ออฟไลน์ lcortsess

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
ต่อไปจะหนับหนุนให้เดือนสิบเมาดีไหมนะ  :hao4:

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1342
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-1
หายไปนานกลับมาอ่าน มึนๆหน่อยๆ นึกเรื่องไม่ออก 555

ออฟไลน์ fsbeentaken

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 176
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
เดือนสิบไม่ระวังตัวเลยรู้กกกก เมืองเอกก็ช่วยปกป้องน้นอนทีนะะะะ

พัฒนาไปอีกขั้นแล้วนะเนี่ยยย

รอออออ นะค้าาาา

ออฟไลน์ PsychePie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 261
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
หรือว่าพอเดือนสิบเมาปุ๊บ บุคลิกที่ 2 จะออกมาแทน
แล้วจับเมืองเอกกิน 55555555

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7605
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-7

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1317
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
แล้วเดือนสิบอยากเป็นอะไรกับเขาาาาาาา  :ling1:

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2975
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ยังงงใจว่า เมืองเอกจะมาแบบไหน จะจริงใจหรือหลอกลวง

เดือนสิบก็มีความงง และความเด๋อมาก
อยากพูดก็จะพูดเอง ไม่อยากพูดก็อย่าถามบ่อย 5555

เป็นเพื่อนกันแล้วนะ เมืองเอกคงไม่คิดทำอะไรแปลกๆ อีกนะ

เอสต้องการอะไร ชอบจริงหรืออยากลอง หรือเอาคืนใคร

ออฟไลน์ miminari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-1
เดือนที่ 10
เคยรับปาก ☽
 

 


"เดือนสิบกูขอโทษจริงๆ” เมืองเอกที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถอยู่ข้างๆ พูดออกมาเบาๆ แต่ผมที่กำลังให้ความสนใจแต่โทรศัพท์ก็ไม่ได้ใส่ใจ... อืม จะว่าไปก็ไม่เชิง ผมแค่เงียบไม่ได้พูดอะไรตอบรับเมืองเอกเท่านั้นเอง



อ้อ ส่วนเหตุผลที่เมืองเอกขอโทษผมนั้น จริงๆ ก็มีเรื่องใหญ่ๆ อยู่สองเรื่องครับ เรื่องแรกที่อยากจะพูดก็คือเรื่องกระเป๋าเงินที่ผมไม่รู้ว่ามันไปอยู่ที่ไหน พูดง่ายๆ ก็คือหาย.. ถือว่าโชคยังดีที่โทรศัพท์ไม่ได้หายไปด้วย 



หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเตรียมตัวกันเสร็จ ผมกับเมืองเอกก็ลงมาหากระเป๋าเงินกันใหม่อีกรอบในรถของเมืองเอก แต่คราวนี้โชคร้ายที่มันไม่มี ผมก็เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าของที่หายไปก็คงไม่หาเจอกันง่ายๆ ขนาดนั้น ก็เลยยังพอรับเรื่องนี้ได้อยู่ ส่วนเรื่องที่สองก็คือ.....



“....”



ผมเบนสายตาละออกจากโทรศัพท์ไปมองหน้าผู้ชายที่กำลังตั้งใจขับรถฝ่าฟันรถติดเพื่อไปมหา’ลัยแล้วแอบหงุดหงิดในใจ เพราะถึงแม้เรื่องนี้เมืองเอกจะไม่ได้ผิดเต็มๆ แต่ผมก็ยังโทษเขาอยู่ดี



เล่าเท้าความถึงช่วงที่เข้าไปอาบน้ำ ไอ้ขาถอดเสื้อผ้าน่ะก็ไม่อะไรหรอกครับ ปกติดีทุกอย่าง จะติดใจก็ตอนที่กำลังใส่เสื้อนักศึกษา ผมที่มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกตรงอ่างล้างหน้าต้องชะงัก ถลึงตามองภาพตรงหน้าให้ดีๆ แล้วเดินเข้าไปใกล้กระจกมากขึ้นจนกระทั่งเห็น...



รอยแดงๆ ที่คอ เห็นชัดมากเพราะว่าผมผิวขาว
เอ่อ... ผมโดนอะไรกัดมารึเปล่าครับ? มด ยุง หรือว่าแมลง? แต่ว่าไม่คันนะ ไม่เป็นตุ่ม หรือบวมด้วย



ในระหว่างที่กำลังสงสัยอยู่นั่นเอง ความคิดที่ไม่คิดว่าจะโผล่ในหัวก็แล่นเข้ามา



ปึง!




ผมปึงปังออกมาจากห้องน้ำ ทั้งๆ ที่ยังติดกระดุมเสื้อไม่เสร็จ



“เมืองเอก”



“ฮะ?”



“นี่รอยอะไร?”



จริงๆ ก็ไม่ควรจะถามเมืองเอกหรอกครับ นี่ร่างกายผม เขาจะไปรู้อะไร เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคนทำเสียเอง... ไม่ๆ คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แค่บางทีก็ต้องหวังพึ่ง เพราะเมื่อคืนเมาจนผมเองจำอะไรไม่ได้เลย เมืองเอกอาจจะรู้อะไรก็ได้



ฝ่ายคนถูกถามมองมาที่ต้นคอของผม แล้วยักคิ้วข้างเดียวส่งให้ ตีหน้าซื่อตอบกลับมา



“กูจะไปรู้เหรอ”



ผมจ้องเมืองเอก เค้นจะเอาคำตอบ ถึงแม้ว่าจะได้คำตอบจากประโยคก่อนหน้ามาแล้วก็เถอะ



“เอ่อ...” เหมือนจะสัมฤทธิ์ผล เมื่อเมืองเอกที่โดนจ้องเกริ่นขึ้นมา



“เมื่อเช้ามึงพูดถึงพี่เอส



"..."



ชื่อของบุคคลที่สามที่ปรากฏเข้ามาในหัวข้อสนทนา ทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่ผมเกือบจะลืมไปแล้ว เมื่อคืนความทรงจำสุดท้ายที่ผมพอจะจำได้ก็คือพี่เอสแท้ๆ ทำไมผมถึงลืมได้ล่ะเนี่ย ควรจะเป็นคนแรกๆ ที่นึกออก



พอคิดได้แบบนั้น... ผมก็เริ่มกลุ้มครับ ไม่คิดว่าพี่เขาจะมาทำกับผมแบบนี้...



“ทำไมเมื่อเช้าถึงคิดว่ากูเป็นพี่เอสล่ะวะ? มึงมีอะไรกับพี่เอสรึเปล่า?”



เมืองเอกที่ยังอยู่ในชุดนอนลายทางสีน้ำเงินพื้นขาวถามขึ้น ทำให้ผมที่ยังจมอยู่ในความคิดตัวเองดึงสติกลับมา มองหน้าคนหน้าตาหล่อที่ทำหน้าอยากรู้สุดๆ ตรงหน้า



ที่ถามแบบนั้นก็แสดงว่าเมืองเอกไม่รู้ว่าพี่เอสเข้ามานั่งกับผม แล้วเขาก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเมา แล้วระหว่างที่ผมเมาก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยนี่ที่คอ ถึงจะไม่แน่ใจว่าพี่เอสทำจริงๆ หรือเปล่า แต่ก็ไม่น่าจะเป็นคนอื่น...



อะ... เหมือนจะคิดขึ้นได้ว่าผมปล่อยให้เมืองเอกรอคำตอบนานแล้ว ก็เลยต้องรีบตอบ พร้อมๆ กับติดกระดุมเสื้อนักศึกษาที่ยังค้างๆ คาๆ ให้เสร็จด้วย



“เมื่อคืนเจอพี่เอสมาขอนั่งด้วย”



“ก็เลยคิดว่ากูเป็นพี่เอส?”



ผมพยักหน้า



“งั้นคนที่ทำมึงเมาก็คือพี่เอส? คนที่ทำ... เอ่อ ตรงคอมึงก็อาจจะเป็นพี่มันด้วย?”



ถึงจะช้าไปบ้าง แต่ในที่สุดผมก็พยักหน้า



“ถ้าเป็นพี่เอส กูว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ก็คงไม่แปลกแล้วล่ะ”



ถ้าเป็นพี่เอสคนนั้น ขนาดรุ่นน้องในคณะอย่างเมืองเอกยังพูดแบบนั้น ผมก็จะไม่แปลกใจอะไรแล้วล่ะครับ แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่าพี่เขาจะ... มาอะไรกับผม



มาคิดดูดีๆ อีกที เมืองเอกมีส่วนกับเรื่องทั้งหมดเลยนี่หว่า! ถ้าเขาไม่แอบแวบไปหาเพื่อนตัวเองแล้วยังนั่งอยู่กับผม ผมอาจจะไม่โดนมอมจนเมา จะไม่ถูกใครทำอะไรแบบนี้ แล้วกระเป๋าเงินก็อาจจะไม่หายด้วย… ตั้งแต่เริ่มต้นเมืองเอกเป็นคนที่เสนอตัวขอดูคอมฯให้ผม เป็นคนชวนผมไปกินข้าวด้วยกัน



‘อยู่กับเมืองเอกไม่ได้เจอแต่เรื่องซวยๆ หรอก’



อา ผมขอถอนคำพูดที่ตัวเองเพิ่งพูดไปเมื่อกี้ได้ไหมนะ?

 

“กูไปอาบน้ำบ้างแล้วนะ เดี๋ยวเสร็จจะได้ออกไปหากระเป๋าเงินมึงในรถเลย”



ผมมองค้อนใส่เด็กวิศวะที่กำลังลุกออกจากเตียงเตรียมของเข้าไปอาบน้ำบ้าง



และหลังจากนั้นผมก็เงียบ เงียบมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น จนเมืองเอกอาบน้ำแต่งตัวใส่เสื้อช็อปออกมา บอกให้ลงไปหากระเป๋าเงินด้วยกันในรถผมก็ยังเงียบ เขาชวนคุยอะไรก็ไม่ได้ตอบ แค่ทำตาม อย่างเรื่องชวนไป ม. ด้วยกันเลยก็เหมือนกัน



กลับมาที่ปัจจุบัน ผมที่ยังคงอยู่ในรถของเมืองเอก แล้วก็ได้แต่เงียบนั่งจิ้มโทรศัพท์ไปอย่างนั้น และเหมือนเมืองเอกจะเริ่มรู้สึกตัวก็เลยเริ่มขอโทษ



“เรื่องกระเป๋าเงิน เดี๋ยวกูลองโทรฯไปถามที่ร้านดู พนักงานอาจจะเก็บไว้ให้ หรือบางทีอาจจะมีลูกค้าเก็บไปให้พนักงาน”



“....”



“มึงไม่มีเงินติดตัวเลยใช่ไหม? ยืมกูก่อนก็ได้นะ”



“...ไม่ต้องหรอก”



เดี๋ยวยืมเงินคุณฟลุ๊คไปก่อน ดูท่ากระเป๋าเงินจะหายจริงๆ ต้องไปแจ้งความ แจ้งอายัดบัตร แล้วไปทำบัตรใหม่...



“แล้วเรื่องเข้าห้อง เรียกช่างมาไขไหม?” 



นั่นสินะ คีย์การ์ดกับกุญแจก็หายไปด้วย ก็คงจะต้องทำอย่างนั้น



“มีเบอร์หรือเปล่า? กูพอมีเบอร์อยู่เอาไหม?”



ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบ จังหวะที่เผลอหันหน้าไปมองคนที่นั่งข้างๆ ก็หันกลับมามองผมพอดี เมืองเอกกะพริบตามอง แล้วก็เป็นฝ่ายผมที่เบนหลบสายตานั่นมามองทางตรงเหมือนเดิม วิวทิวทัศน์ที่ปรากฏตรงหน้า ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่รถเลี้ยวเข้ามาในมหา’ลัยแล้ว



“ลงตรงนี้ก็ได้”



ผมพูดเบาๆ บอกคนที่กำลังขับรถ ถึงม.แล้ว ไม่อยากให้เขาขับเข้าไปส่งในคณะเท่าไหร่ แต่ว่าเมืองเอกยักไหล่ ไม่ได้ชะลอความเร็วลง ขับตรงไปตามทาง ทางที่ผมคุ้นเคยดีมากๆ เพราะมันเป็นถนนเส้นที่ไปคณะอักษรศาสตร์



ผมไม่ห้าม แค่เงียบแล้วปล่อยเขาขับไป



“มึงพูดน้อยอีกแล้ว”



“....”



“เงียบใส่กูอีกแล้วนะ โกรธเรื่องรอยที่คอใช่ไหม? ขอโทษที่ปล่อยมึงไว้”



ก็ไม่เชิงว่าโกรธ



“อย่างที่บอกไง พูดหน่อยก็ได้ ไม่งั้นกูไม่รู้จะสื่อสารกับมึงยังไง ที่ลากๆ เข้าเรื่องได้นี่เดาล้วนๆ”



ผมหันไปหาเมืองเอกอีกครั้ง พอดีกับที่รถเริ่มชะลอแล้วจอดเทียบริมฟุตปาธ เสียงทุ้มที่ได้ยินบ่อยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ยังคงพูดเรื่องที่อยากให้ผมพูดเยอะๆ ผมก็เลยถามในสิ่งที่ติดค้างในใจออกมาหน่อยก็ได้



“เมื่อวาน ตอนเมืองเอกพาเรากลับ เราอยู่ในสภาพไหน?”



“ก็เมาอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ กูให้พนักงานช่วยหิ้วขึ้นรถ”



หน้าของเมืองเอกที่ผมมองเห็นเป็นมุมด้านข้างทำให้เห็นโครงหน้าได้รูปชัดเจน คิ้ว ดวงตา สันจมูก ริมฝีปาก คาง ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนความทรงจำลางๆ จะกลับมา



“หลังจากนั้นมึงก็เมาหลับในรถ แต่พอปลุกให้ลงจากรถขึ้นห้องได้ มึงก็พูดไม่หยุดเลย ต่างกับตอนนี้โคตรๆ”



ผมพูดไม่หยุด? เป็นเรื่องที่ตัวเองก็ไม่เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน ที่สำคัญกว่านั้น



“เราพูดอะไรออกไปบ้าง?”



กลัวเหมือนกันว่าตัวเองอาจจะเผลอพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกไป แต่คนถูกถามหันมายิ้ม



“มีแต่เรื่องไร้สาระ อย่างเรื่องเถียงกันว่าเมาหรือไม่เมา เรื่องกดลิฟต์ เรื่องจะนอนเตียงด้านซ้ายหรือขวา เออ ...ตอนมึงเมาแล้วมึงใช้ ‘กู มึง’ คุยกับกูด้วยนะ”



พอได้ฟังผมเองก็อยากยกมือขึ้นมากุมขมับเลย แน่นอนว่าผมนึกไม่ออกว่าตัวเองไปพูดอะไรแบบนั้นไว้ 



“จริงๆ คุยกับมึงเรื่องเป็นเพื่อนกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่พอตื่นมาดูเหมือนมึงจะจำอะไรไม่ได้เลยก็เลยพูดอีกรอบ”



“อืม”



เรื่องเป็นเพื่อนกันน่ะไม่เป็นไรหรอก   



“แล้วปกติไม่ค่อยใช้คำหยาบกับคนอื่นเหรอวะ?”



อีกคำถามที่เดือนวิศวะยิงถามผม เหมือนไม่อยากจบบทสนทนา แต่ผมพยักหน้ารับๆ ไปแทนคำตอบ



“ขอบคุณมากนะ”



กล่าวสั้นๆ ก่อนจะลงจากรถมา ก่อนที่รถยนต์จะแล่นออกจากหน้าตึกคณะ เมืองเอกลดกระจกลงแล้วพูดทิ้งท้าย



“เรื่องกระเป๋าเงิน ได้ข่าวว่ายังไง เดี๋ยวไลน์ไปหามึงอีกที กูไปก่อนนะ”



ผมพยักหน้ารับอีกรอบ มองฮอนด้าสีแดงที่ขับออกไปจนลับตา   



แล้ว... จะให้โกรธเขาที่ช่วยผมไว้ตั้งหลายเรื่องได้ยังไง



“เดือนสิบ”



เสียงใครอีกคนที่จู่ๆ ก็เรียกชื่อขึ้นมาทำให้ผมเกือบสะดุ้ง แต่ก็แค่เกือบ พอหันกลับไปมองก็ถึงได้รู้ ว่าเป็นฟลุ๊ค ใบหน้านิ่งเรียบผิดกับดวงตาที่จ้องมองมาที่ผมเต็มๆ ทำให้ผมต้องเอียงคอมองงงๆ เหมือนอยากจะถามอะไร 



"มีอะไรรึเปล่า?”



“มากับเมืองเอกเหรอ?”



ผมพยักหน้าแทนคำตอบ เริ่มก้าวเท้าเดินเข้าไปในตัวตึกพร้อมๆ กับคุณฟลุ๊ค



“เดี๋ยวก็ได้เป็นข่าวอีกหรอก”



...ไม่หรอกมั้ง แค่เมื่อวานก็เล่นกันพอแล้ว เอาเป็นว่าผมหวังว่าอย่างนั้นแล้วกัน ลิฟต์ที่กดเรียกไปมาพอดี ผมกับคุณฟลุ๊คเลยเดินเข้าลิฟต์กดชั้น 4 จุดหมายเป็นห้องบรรยาย ในระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ก็นึกขึ้นได้



 “เอ่อ คุณฟลุ๊ค พอดีเมื่อวานกระเป๋าเงินหายน่ะ วันนี้เลยไม่มีเงินติดตัวเลย ว่าจะขอยืมคุณฟลุ๊คก่อนได้ไหมนะ ?



“กระเป๋าเงินหาย?? เจอแต่เรื่องซวยๆ นะเนี่ย ดวงหมดรึไง?” พูดไปเหมือนจะบ่นๆ ปนสงสารแต่สุดท้ายก็ล้วงแบงค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงตัวเอง



“เอาเท่าไหร่?”



“สัก 500”



แบงค์ม่วง 1 ใบ ถูกส่งมาให้ผม เราสองคนเดินเข้ามาในห้องบรรยายที่เปิดแอร์เย็นมากๆ จนต้องสรรหาที่นั่งใต้แอร์เพื่อหวังให้อากาศอบอุ่นขึ้นมาบ้าง ในห้องมีนักศึกษานั่งอยู่บ้างแต่ยังไม่เยอะมากเพราะยังเช้าอยู่



พอได้ที่นั่งผมก็เลยเล่าให้คุณฟลุ๊คฟังอีกว่าไม่ใช่แค่กระเป๋าเงินอย่างเดียวที่หาย คีย์การ์ด กับกุญแจห้องก็หายไปด้วย เพราะงั้นผมก็เลยเข้าห้องไม่ได้



“ยังดีที่มึงฝากกวางปริ้นท์รายงานแล้ว ไม่งั้นลำบากแน่ๆ”



นั่นสินะ หลังจากคุยกันจบเรียบร้อย คุณฟลุ๊คก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ แล้วดันกระเป๋าตัวเองทั้งกระเป๋ามาให้



“ไว้คาบนี้เอาของกูไปจดแทนแล้วกัน จะนอนในคาบสักหน่อย” 



สงสัยจะเป็นห่วงกลัวผมที่ไม่มีอุปกรณ์อะไรมาเรียนเลยจะว่างสินะ แต่ถึงผมจะเอาของของตัวเองมา คุณฟลุ๊คก็ไม่จดอยู่ดี คาบบรรยายจะทำอยู่ 2-3 อย่าง ไม่นั่งเหม่อก็นอนหลับ หรือไม่ก็หยิบโทรศัพท์มาอ่านการ์ตูน อ่านนิยายอะไรของเขาไป



หลังจากเข้ามาในห้องบรรยายได้สักพักกวางก็เดินเข้ามาด้วยสายตาเป็นประกาย แต่ก่อนจะได้พูดอะไร รายงานทั้งสามเล่มก็วางกระแทกลงบนโต๊ะ จนคุณฟลุ๊คที่ฟุบหลับอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมาดูสถานการณ์ 



“เมื่อคืนเป็นยังไงคะ ดินเนอร์กับเมืองเอกน่ะ”



เอะ? กวางรู้เหรอ? แต่ว่ามันไม่ได้...



“อย่ามาทำไขสือหน่อยเลยเดือนสิบ หุหุ ไม่เบานะเนี่ย” ไม่ว่าเปล่ากวางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดๆ จิ้มๆ อยู่พักหนึ่งแล้วส่งให้ผมดู ถึงได้รู้ว่าทำไมกวางถึงรู้



เพราะรูปในไอจีของเมืองเอก ที่ถึงแม้จะไม่ได้แท็กผม ไม่แม้แต่ถ่ายติดหน้า แต่แค่ถ่ายติดแขนผมอยู่ในรูป เอ่อ อย่าบอกนะว่า...



“กวางจำแขนเราได้เหรอ?”



เพื่อนสาวพยักหน้าหงึก พร้อมด้วยรอยยิ้ม



“แน่นอนอยู่แล้ว”



จากนั้นคนตัวเล็กน่ารักในชุดนักศึกษาก็นั่งลงสักทีหลังจากที่ยืนอยู่นาน พอนั่งปุ๊บก็ถามผมนู่นนี่เรื่องเมืองเอกไปเรื่อย โดยมีคุณฟลุ๊คเล่าเรื่องเสริมให้กวางฟัง เรื่องที่ผมทำกระเป๋าเงินหาย แล้วก็เข้าห้องไม่ได้ แล้วก็...



“ค้างกับเมืองเอ--!!”



ก่อนที่กวางจะโวยวายลั่นห้องบรรยาย เรียกความสนใจของคนอื่นที่เริ่มมากขึ้นเพราะใกล้เวลาเรียน ผมกับคุณฟลุ๊คก็ช่วยเบรกเอาไว้ก่อน จนกวางเริ่มตั้งสติได้ ใบหน้าเล็กรูปไข่พยักหน้าขึ้นลง ก่อนจะกดเสียงเบาถามผม



“งั้นชุดนักศึกษาชุดนี้ก็ของเมืองเอกเหรอ?”



ผมพยักหน้าแทนคำตอบ พร้อมๆ กับที่เพื่อนผู้ชายที่นั่งข้างผมเริ่มฟ้อง



“เมื่อเช้าเมืองเอกขับรถมาส่งเดือนสิบด้วย”



“ว้าย” มือเล็กๆ ของกวางข้างหนึ่งยกมือขึ้นแตะริมฝีปากร้องเสียงเบา ส่วนอีกข้างก็ยกมือขึ้นมาแล้วชูนิ้วโป้งให้ผม สักพักหนึ่งก็ลดมือลงแล้วถามอีกประโยค



“แล้วตกลง เดือนสิบกับเมืองเอกตอนนี้เป็นอะไรกัน คนรู้จักเหรอ?”



ผมส่ายหน้า แล้วพูดเบาๆ 



 “เพื่อน”



อะ... อาจารย์มาพอดีเลย 



----------------------------
 
(ต่อข้างล่าง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-03-2019 15:25:01 โดย miminari »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด