My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม >>> ไข่ฟองสุดท้าย <<< [23/02/2562]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม >>> ไข่ฟองสุดท้าย <<< [23/02/2562]  (อ่าน 55724 ครั้ง)

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
จะได้รู้ชื่ออยู่แล้วเชียว

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ลุ้นเอาต่อไป เอาใจช่วยพ่อพระเอกไร้ชื่อละกัน แต่นะไข่ต้มเพราะความไม่รุ้หรือไม่คิดอะไร อ้อยเค้ายุ่นั่นแหล่ะ แบบนี้พรัเอกของพี่จะไปไหนรอด

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 15
แฟนเก่าที่ไม่อยากเป็นแฟนเก่า


            คนรักกันย่อมมีงอนง้อ อดีตคนรักก็ย่อมมีการขอคืนดี กับรักครั้งนี้ผมคิดไว้แล้วว่าพี่อ๋องคงไม่ยอมปล่อยไข่ต้มไปง่ายๆ แม้จะเป็นฝ่ายบอกเลิกเองก็ตาม

            การกลับมาเยี่ยมเยียนโรงเรียนของศิษย์เก่าคนดังสร้างความฮือฮาให้เหล่ารุ่นน้องไม่น้อย ขนาดผมกับไข่ต้มที่อยู่บนห้องเรียนยังรู้ข่าว เพื่อนในห้องที่ยังไม่กลับบ้านก็มองมาที่มันเป็นยะระ

            "พี่อ๋องมา"

            "อืม รู้แล้ว ไลน์มาบอกอยู่"

            "ไม่ได้บล็อกเหรอ"

            "เปล่าอะ"

            "ยังคุยอยู่?"

            "ไม่ได้คุย แค่ไม่ได้บล็อก"

            ผมพยักหน้ารับ เหลือบมองไข่ต้มที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะลุกไปไหน เราเลิกเรียนแล้ว เก็บของเสร็จแล้ว แต่ยังนั่งเล่นมือถือกันอยู่ ตอนแรกที่ผมไม่ถามเพราะคิดว่ามันเพลินกับการเล่นเกม แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่

            "มึงไม่ไปหาพี่อ๋องเหรอ"

            "ไม่อะ"

            "ทำไมวะ เขามาหามึงนะ"

            "กูไม่อยากเจอนี่หว่า"

            "แล้วมึงตอบไลน์พี่เขาไปยัง"

            "ไม่ได้ตอบ"

            "ถ้าไม่อยากเจอก็บอกไปดิวะ พี่เขาจะได้ไม่ต้องรอ"

            "มาขนาดนี้แล้วเขาก็คงจะตื๊อเจอกูให้ได้นั่นแหละ"

            "งั้นก็ไปเจอ ไปคุยให้รู้เรื่อง"

            ไข่ต้มมันเงียบใส่ สำหรับมันอาจจะคิดว่าเคลียร์กันแล้ว คุยกันเข้าใจแล้ว แต่กับฝ่ายที่ยังไม่ยอมจบผมคิดว่าเขาคงไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ ไม่อย่างนั้นพี่อ๋องคงไม่บุกมาหามันถึงที่นี่

            "กูไม่ได้บอกให้มึงกลับไปหาพี่เขานะ แค่ไปคุยอีกครั้งให้รู้เรื่อง คุยต่อหน้า อย่าหนี แล้วก็เคลียร์ปัญหาทุกอย่างให้จบ จะได้ไม่มีค้างคาอะไรอีก" ผมบอกมันอีกครั้ง

            คนฟังยังเอาแต่เขี่ยเกมในมือถือที่ดูไม่ได้มีสมาธิเล่นเท่าไรนัก ส่วนผมก็ทำได้เพียงแค่รอให้มันตัดสินใจเองว่าจะเลือกแก้ปัญหาแบบไหน จะพุ่งเข้าชนหรือหนีต่อไปเรื่อยๆ แต่บางสถานการณ์ก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก

            "ไข่ต้ม พี่อ๋องมาหา"

            เรามองไปตามต้นเสียงของเพื่อนในห้องที่ตะโกนบอกตรงหน้าประตู เห็นพี่อ๋องเดินผ่านประตูเข้ามาไข่ต้มมันก็ถอนหายใจเบาๆ มันไม่ได้คิดจะหนี แค่นั่งรอเฉยๆ ให้พี่เขาเป็นฝ่ายเข้ามาหา ส่วนผมที่กลายเป็นส่วนเกินก็ต้องออกไปจากที่นี่ เหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่ทยอยกันออกจากห้องตอนเห็นพี่อ๋องเดินเข้ามา

            "กูไปรอหน้าห้องนะ" ผมบอกมันก่อนหยิบกระเป๋าลุกจากโต๊ะ ก้มหัวทักทายพี่อ๋องแล้วเดินสวนออกมานอกห้อง นั่งที่ระเบียงหันหน้าไปทางสนามโดยไม่ได้สนใจคนในห้องว่าเขาจะทำอะไรหรือพูดคุยอะไรกัน

            เวลาของคนรอมันช่างยาวนาน ผมออกมาจากห้องได้ไม่ถึงห้านาทีแต่เหมือนกับว่านั่งอยู่ตรงนี้มาเป็นชั่วโมง มองคนที่กำลังเล่นกีฬาอยู่ในสนามสลับกับเพื่อนที่เดินสวนไปมาหน้าห้องด้วยความน่าเบื่อหน่าย หลายคนดูจะสนใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในห้อง บางคนก็ไปแอบดูอยู่ข้างประตูโดยไม่ได้สนใจหัวผมที่เป็นเพื่อนสนิทไข่ต้มนัก นักเรียนชั้นอื่นที่รู้ข่าวก็มีมาด้อมๆ มองๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาที่เคยเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตเพื่อนผมทั้งนั้น

            "ขอนั่งด้วยได้มั้ยคะ"

            "อ่า...ครับ" ผมพยักหน้ารับให้รุ่นน้องสาวแว่น ก่อนเธอจะนั่งลงข้างผมด้วยกิริยาท่าทางแสนจะเรียบร้อย

            น้องยูแฟนคลับเบอร์หนึ่งของไข่ต้มส่งรอยยิ้มแห้งๆ มาให้ผม เธอเองก็คงติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดอยู่เหมือนกัน

            "มาเกาะติดสถานการณ์กับเขาด้วยเหรอเรา" ไหนๆ น้องก็มานั่งข้างๆ ผมเลยชวนคุย สารภาพเลยว่าในบรรดาคนที่เข้าหาไข่ต้มผมชอบน้องยูที่สุด

            "เป็นห่วงค่ะ ก็เลยแวะมา ยูซื้อขนมมาให้พี่ไข่ต้มด้วย" น้องยูบอกพร้อมกับชูถุงกระดาษในมือให้ผมดู ผมก็เดาไม่ออกหรอกว่าในนั้นมีอะไร แต่ถ้าเป็นของกินน้องคงไม่ขอซากกลับไปเก็บไว้อีกใช่ไหม

            "คงอีกสักพักกว่ามันจะออกมา รอก่อนแล้วกัน"

            "ค่ะ" น้องยูพยักหน้ารับแล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ เรานั่งเงียบๆ มองความคึกคักหน้าห้องที่ค่อยๆ ลดลงเพราะเวลาที่ผ่านเลยไป

            ผมได้ยินคนที่ยืนดูตรงประตูพูดกันว่าไข่ต้มกับพี่อ๋องแค่นั่งคุยกันเฉยๆ สีหน้าเพื่อนผมดูปกติดี ขณะที่อดีตแฟนรุ่นพี่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก กระทั่งผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีเห็นจะได้พี่อ๋องก็เดินออกมาจากห้อง

            พี่อ๋องยิ้มเหนื่อยๆ ให้ผมก่อนเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร ไม่นานนักเพื่อนผมก็เดินตามออกมา คนที่มุงดูอยู่เลยพากันเดินกระจัดกระจายสลายตัว เหลือเพียงน้องยูที่รีบลุกเดินไปหามันแล้วยื่นถุงกระดาษให้ แต่เพื่อนผมกลับไม่ยอมยื่นมือมารับสักที

            "อะไรครับ" ไข่ต้มถาม

            "ช็อกโกแลตค่ะ"

            "ให้พี่ทำไมครับ"

            "ด้วยความเป็นห่วงค่ะ ในฐานะแฟนคลับ กินของหวานจะได้ไม่เครียด"

            "ขอบคุณครับ"

            เมื่อไข่ต้มยอมยื่นมือไปรับถุงกระดาษมาถือไว้น้องยูก็เดินก้มหน้างุดๆ จากไปในทันที เป็นห่วง แต่ไม่ยอมรอฟังอาการคนอกหักเลยว่าเป็นยังไงบ้าง

            ผมลุกขึ้นยืนขณะที่ไข่ต้มเดินเข้ามาหา กำลังจะอ้าปากถามมันก็ขัดขึ้นเสียก่อน

            "เดินไปคุยไปมั้ย"

            ได้แต่พยักหน้ารับโดยไม่ขัดอะไร เราเดินไปตามระเบียงที่ยังมีนักเรียนอยู่ประปราย ตรงไปยังบันไดโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ ผมเข้าใจมันนะ เห็นคนที่มามุงดูรอยุ่งเรื่องของมันแล้วรู้สึกรำคาญอยู่เหมือนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว หาที่สงบๆ คุยกันแบบส่วนตัวย่อมดีกว่า

 

            เราเดินออกห่างจากโรงเรียนตั้งใจจะเดินคุยกันเรื่อยๆ หมดเรื่องจะพูดเมื่อไรค่อยโบกรถเมล์กลับบ้าน ตอนเดินออกมาจากโรงเรียนผมเห็นพี่อ๋องยังอยู่คุยกับกลุ่มรุ่นน้องที่สนิท พอเห็นไข่ต้มเดินผ่านก็พากันมองมาทั้งกลุ่มแต่เพื่อนผมมันไม่ได้สนใจ ผิดกับผมที่อยู่ๆ ก็รู้สึกไม่ดีกลัวว่าจะเกิดเรื่องน่าปวดหัวตามมา แต่บางทีผมอาจจะคิดมากไปเอง

            "กูคุยกับพี่อ๋องเคลียร์แล้วนะ พี่เขามาขอคืนดี แต่กูบอกไปแล้วว่ายังไงก็ไม่กลับไป" เดินออกมาไกลจากโรงเรียนพอสมควรไข่ต้มมันก็พูดขึ้นมา ผมไม่ได้ถามซักไซ้อะไรมากเพราะอยากให้มันเล่าเมื่อพร้อม และจะฟังเท่าที่มันอยากให้รู้

            "จบด้วยดีใช่มั้ย"

            "คิดว่านะ พี่อ๋องบอกว่าเข้าใจ ขอกลับไปคุยแบบพี่น้องเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกกูมันไม่เหมือนเดิมแล้วเลยให้ไม่ได้ หน้าพี่อ๋องโคตรแย่อะมึง ถึงจะบอกว่าเข้าใจๆ ก็เถอะ แต่ดูก็รู้ว่าไม่โอเค กูก็พยายามพูดถนอมน้ำใจที่สุดแล้วนะ แม่งโคตรรู้สึกแย่ สุดท้ายเลยตกลงว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก"

            สิ่งที่ได้ฟังทำให้ผมยิ่งเป็นห่วง เพราะเป็นไข่ต้มผมเลยยิ่งหวงมากขึ้นเป็นสิบเท่า มันเป็นคนใจร้าย ปฏิเสธคนได้แบบไร้เยื้อใย พี่อ๋องเองก็โดนมันปฏิเสธถึงสองครั้ง ถึงจะบอกว่าพูดดีๆ ถนอมน้ำใจ หรือจะบอกว่าพี่อ๋องรู้นิสัยมันอยู่แล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังกลัวว่าพี่เขาจะคิดอะไรไม่ดี รักมากแค้นมาก ใจคนยากจะหยั่งรู้

            "มึงไม่ได้พูดอะไรให้พี่อ๋องโกรธใช่มั้ย" ผมถามด้วยความเป็นห่วง รู้สึกผิดขึ้นมาที่ตอนนั้นไม่ยอมมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตาตัวเอง

            "กูว่าคงจะเสียใจมากมากกว่า พี่อ๋องเกือบร้องไห้ตอนขอร้องกู กูก็รู้สึกแย่นะ เสียใจ แล้วก็เสียดายด้วย แต่ไม่อยากฝืนว่ะ ถึงกลับไปคบต่อยังไงมันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว"

            "กูเป็นห่วงมึงนะ กลัวพี่เขาคิดอะไรบ้าๆ แล้วทำร้ายมึง"

            "คิดมากว่ะ"

            "ก็ห่วงไง"

            "ความรู้สึกระหว่างกูกับพี่อ๋องไม่ได้มากมายจนทำให้พี่เขาทำร้ายกูหรอก กูกับพี่มันสนิทกันมากมึงก็รู้ กูรู้ว่านิสัยพี่เขาเป็นยังไง และพี่เขาก็เข้าใจนิสัยกูดี กูเชื่อใจเขา กูผิดด้วยที่ทำพลาดเองมันเลยจบลงแบบนี้ แต่ตอนนี้เราจบกันด้วยดีแล้วจริงๆ กูว่าเรื่องนี้เวลาช่วยได้นะ ในวันข้างหน้ากูกับพี่อ๋องอาจจะกลับมาคุยกันเป็นปกติก็ได้ ถ้ามันมีโอกาสนั้นน่ะนะ" ไข่ต้มยืนยันหนักแน่น มันพูดด้วยความมั่นใจกับความเชื่อใจระหว่างมันกับพี่อ๋องที่มีให้กัน

            ผมเองก็จะเชื่อมันด้วยเหมือนกัน

            ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากคนใกล้ชิดจนสุดท้ายกลับถูกตัดขาดจนไม่หลงเหลืออะไร เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับมาที่ตัวเอง ความกลัวทำให้ใจผมเริ่มลังเลอีกครั้ง เพราะกลัวว่าจะต้องตัดขาดจากกัน กลัวว่าสักวันจะไม่มีกันและกันอีกต่อไป ความกลัวมันทำให้ความกล้าเริ่มลดลงเรื่อยๆ

            "มึงรีบกลับบ้านมั้ย"

            เดินมาถึงป้ายรถเมล์ที่สามจากโรงเรียนไข่ต้มมันก็ถามขึ้นมา ผมส่ายหน้า อย่างผมไม่มีธุระอะไรต้องรีบกลับบ้านอยู่แล้ว ถ้าไม่ถูกป้าสมพรบังคับให้ไปช่วยขายขนม

            "งั้นไปบ้านกูนะ อยู่กับกูหน่อย ไม่อยากอยู่คนเดียวว่ะ"

            คำขอนี้ผมไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยด้วยซ้ำ พยักหน้าตกลงแล้วยิ้มล้อคนที่ทำเป็นเข้มแข็งไม่รู้สึกอะไร เก็บอาการเก่ง แสดงเก่งเหลือเกิน

            "จะช่วยกอดปลอบให้ก็ได้ ร้องไห้ก็ได้ไม่ว่า"

            "ไม่ร้องเว้ย ใครจะร้อง แค่จะชวนไปดูหนัง"

            "เหรอ"

            "เออ" ไข่ต้มกระแทกเสียงใส่ มันเม้มริมฝีปากแน่นมองสบตากับผมที่ยังยิ้มล้อไม่เลิก

            พูดออกมาบ้างก็ได้ พูดออกมาว่าต้องการอะไร แค่บอก ผมก็พร้อมทำทุกอย่างให้มันได้เสมอ

            "อืม กอดกูหน่อย"

            ผมยกมือยีผมมันอย่างนึกมันเขี้ยว ก็แค่นี้แหละ จะยอมยกไหล่ให้เป็นที่ซับน้ำตาทั้งคืนเลยก็ได้

            น้ำตาที่เสียให้กับคนที่มันรัก คนคนนั้นที่ไม่ใช่ผม

 

            กลับมาถึงบ้านเพื่อนสนิทผมก็ถูกแม่เรียกไปร่วมมื้ออาหารเย็นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กินข้าวเสร็จไข่ต้มมันก็ลากผมขึ้นห้องนอน บอกอย่างคนเอาแต่ใจว่าอยากดูหนัง ซึ่งผมไม่คิดจะขัดอะไรมันอยู่แล้ว นั่งมองมันเปิดโน้ตบุ๊กเลือกหนังที่อยากดู ก่อนจะจบที่เรื่อง Lights Out

            เออ หนังผีไปอีก

            "จะดูเรื่องนี้จริงเหรอวะ" ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ไข่ต้มมันก็ตอบเสียงหนักแน่นกลับมา

            "เรื่องนี้แหละ ไม่อยากเศร้า" ปากตอบขณะที่มือกำลังสาละวนกับการต่อสายโน้ตบุ๊กกับจอทีวี

            "แต่กูว่าน่าจะเศร้าหนักกว่าเดิม"

            "หนังผีมึงจะเศร้าทำไมล่ะ ไม่กลัวไม่ใช่เหรอ"

            "แต่มึงกลัว" ใช่ ไข่ต้มมันกลัวผี แถมมันยังปฏิเสธทุกครั้งที่ผมชวนดูหนังผีด้วย

            "ก็แค่อยากดู ปิดไฟนะ" มันไม่รอให้ผมตอบ เปิดไฟหัวเตียงก่อนเดินไปปิดไฟเพดาน ปืนขึ้นเตียงแล้วเรียกให้ผมมานั่งข้างๆ ปิดท้ายด้วยการดึงผ้าห่มมาคลุมขา พร้อมๆ กับหนังที่เข้าสู่เนื้อเรื่องพอดี

            เพิ่งรู้วันนี้ว่าคนอกหักอยากดูหนังผี

            ผมจำได้ว่าตอนที่เรื่อง Lights Out เข้าโรงไข่ต้มมันเคยบอกว่าน่าสนใจ แต่ชวนยังไงมันก็ไม่ยอมไปดูด้วย ผมที่ไม่เคยดูหนังในโรงคนเดียวเลยยอมตัดใจแล้วมาดูคนเดียวหลังจากออกแผ่น ขนาดผมไม่กลัวผียังมีสะดุ้งเป็นพักๆ ส่วนไอ้คนกลัวผีคงปิดตาดูทั้งเรื่องแน่ๆ

            ไข่ต้มนั่งเบียดผมจนอยากจะดึงมานั่งตักให้มันรู้แล้วรู้รอด มันกอดหมอนไว้แน่นพร้อมซุกหน้าหนีฉากน่ากลัวตลอดเวลา ส่วนสายตาผมก็สนใจคนข้างๆ มากกว่าสิ่งที่ฉายบนหน้าจอ จนกระทั่งคนถูกมองหันมาสบตากัน

            "มองกูทำไม ดูหนังดิ"

            "กูเคยดูแล้วไง ดูมึงสนุกกว่า"

            "กวนตีน"

            ผมไม่เถียงอะไรกลับ แกล้งหยอกมันไปอย่างนั้น พอเห็นมันไม่ว่าอะไรต่อยกแขนขึ้นดันหัวมันให้เอนมาซบไหล่โดยที่มันเองไม่ขัดขืนแต่อย่างใด มือลูบผมมันเบาๆ ละความสนใจจากหนังที่กำลังเล่นอยู่อย่างสิ้นเชิง เพราะตอนนี้ผมมีคนที่ต้องสนใจมากกว่า

            คนที่ใช้ไหล่ผมเป็นที่พักพึงหลับตาลง แม้ไฟในห้องไม่ได้เปิดจนสว่างแต่ผมก็ยังเห็นน้ำใสๆ ไหลออกมาจากดวงนั้นคู่นั้น เมื่อมือผมช่วยเช็ดมันออก สองแขนของคนที่กำลังเสียน้ำตาก็โอบกอดผมไว้ ไร้เสียงสะอื้น ไร้คำพูดใดๆ ผ่านไปเนินนาน นิ่งสงบ และเข้าสู่นิทราในที่สุด

            ผมปล่อยให้ไข่ต้มนั่งหลับซบไหล่ตัวเองโดยไม่คิดจะปลุก เพราะกลัวว่าตื่นมาแล้วมันจะงอแงท่ามาก ผมอยากให้มันพัก แม้ท่านอนตอนนี้จะไม่ได้สบายนัก แต่มันคงพักด้วยความอุ่นใจเมื่อมีผมอยู่ข้างๆ ผมที่เป็นเพื่อนคนที่มันรักที่สุด

            เมื่อไข่ต้มหลับผมเลยถูกทิ้งให้ดูหนังผีคนเดียว มือยังคอยลูบผมมันอยู่เรื่อยๆ แม้สายตาจะมองสลับระหว่างจอทีวีกับคนข้างๆ ฉากน่ากลัวโผล่มาจะสะดุ้งแรงก็ไม่ได้เพราะกลัวคนที่ซบไหล่อยู่จะตื่น สุดท้ายเลยเลือกพักสายตาไว้ที่ใบหน้ายามหลับใหลของเพื่อนสนิทแทน

            มือหนึ่งคอยลูบผม ส่วนอีกมือผมจับมือไข่ต้มที่กอดตัวผมไว้ ตั้งแต่เป็นเพื่อนกับมันมาจะครบหกปีนับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ทำอะไรแบบนี้ ผมเคยกอดมันตอนร้องไห้ไม่บ่อย ทุกครั้งมักเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ดี แต่ครั้งนี้กลับเป็นการกอดที่ผมมีความสุขที่สุด แม้คนในอ้อมกอดจะเศร้าแค่ไหนก็ตาม

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            ผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ จนกระทั่งเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นทั้งผมทั้งคนหลับก็พากันสะดุ้ง ก่อนจะได้ยินเสียงแม่ตามมา

            "ทำอะไรกันอยู่เด็กๆ สามทุ่มแล้วนะลูก"

            "สามทุ่มแล้วเหรอ" ไข่ต้มถามหน้าตาตื่นก่อนมาคว้ามือถือมากดดูเวลา ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว

            "งั้นมั้ง"

            "ทำไมมึงไม่ปลุกกูอะ หลับยาวเลย"

            "มึงเมื่อยมั้ย หน้าเป็นรอยเสื้อเลย" ผมยกมือขึ้นแตะแก้มมันที่เป็นรอยยับ แล้วก็โดนทำหน้างอใส่ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อแม่ก็เรียกอีกรอบ

            "ไข่ต้ม"

            "ครับ" เจ้าของชื่อขานรับก่อนลุกไปเปิดไฟแล้วเปิดประตู ผมเลยลุกตามไปยืนซ้อนอยู่ข้างหลังมัน

            "ทำอะไรกันอยู่ ดึกแล้วนะ"

            "ดูหนังอะแม่ แต่เผลอหลับ"

            "งั้นก็ไปอาบน้ำท่าอาบน้ำนอนซะ แล้วเราล่ะยังไง จะค้างที่นี่เลยมั้ย" บอกไข่ต้มแล้วแม่ก็มองเลยมาที่ผม ไข่ต้มมันหันกลับมามองตาม แต่ผมไม่สามารถให้คำตอบแม่ได้เพราะยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้อง

            "เดี๋ยวจะกลับแล้วครับ"

            "ค้างก็ได้นะ" แล้วไข่ต้มมันก็เสนอขึ้นมา

            ผมยังไม่ได้ตอบอะไรเพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาค้างตั้งแต่แรก มันเป็นอะไรค่อนข้างแปลกที่เราไม่เคยอยู่ค้างบ้านกันละกันเลยทั้งที่ไปเที่ยวเล่นกันออกจะบ่อย แต่ไม่ต้องรอให้ผมตอบตกลงแม่ก็เป็นคนสรุปเสียเอง

            "ถ้างั้นก็อย่าลืมบอกที่บ้านด้วยนะ"

            "ครับ" ได้รับคำตอบจากผมแม่ก็ยิ้มให้ก่อนเดินจากไป

            และแล้วคืนนี้ก็เป็นคืนแรกที่ผมได้นอนค้างบ้านเพื่อนสนิท

 

            หนังผีที่เล่นไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ถูกปิดเมื่อไม่มีใครสนใจจะดูต่อ เราสลับกันอาบน้ำ ไข่ต้มมันหาชุดให้ผมใส่ แม้มันจะตัวเล็กกว่าผมแต่ไซส์เสื้อผ้าเราไม่ได้ต่างกันมากนักผมเลยใส่ชุดมันได้พอดี

            หากคิดว่าได้นอนด้วยกันแล้วผมจะฉวยโอกาสตักตวงความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากไข่ต้มได้ล่ะก็คิดผิดถนัด แม้จะเป็นลูกคนเดียว นอนคนเดียว แต่เตียงมันกว้างขนาดหกฟุต มีหมอนหนุนหมอนข้างสองชุด แถมมันยังหาผ้าห่มมาให้ผมอีกผืนเพราะกลัวจะแย่งกันห่ม แม้อยากจะปฏิเสธใจจะขาดว่าห่มผืนเดียวกันก็ได้ แต่ก็ต้องรับน้ำใจมันไว้อยู่ดี

            กว่าจะอาบน้ำจัดเตรียมนู่นนั่นนี่เสร็จก็สี่ทุ่มกว่า ผมเห็นไข่ต้มมันเหนื่อยๆ เลยไล่ให้รีบนอน เพื่อนผมก็สุดแสนจะว่าง่ายไม่เถียงไม่ขัดใดๆ สักคำ ล้มตัวลงนอนแทบจะชิดขอบเตียงอีกฝั่งได้ก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมเกือบมิดหัว ไม่มีการบอกฝันดงฝันดีอะไรทั้งนั้น

            ก็แน่ล่ะ เพื่อนที่ไหนเข้าจะบอกฝันดีกันก่อนนอน

            ผมเดินไปปิดไฟก่อนล้มตัวนอนอีกฝั่งหนึ่งของเตียง นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาไข่ต้มที่ถึงแม้มันจะหันหน้ามาทางผมแต่ก็มองไม่เห็นหน้ามันอยู่ดี เกิดความลังเลอยู่ในใจว่าควรจะพูดคำที่ไม่เคยพูดออกไปดีไหม แต่ในเมื่ออยากจะเลื่อนสถานะแล้ว ก็ควรเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ให้ได้ก่อน

            ถึงกลัวว่าหากสารภาพไปแล้วจะโดนตัดขาดความสัมพันธ์ แต่ใจผมมันยังสู้อยู่ แม้จะน้อยนิดก็ตาม

            "ฝันดีนะมึง"

            ผ้าห่มที่คลุมจะแทบมิดหัวถูกดึงลงช้าๆ จนเห็นหน้าคนที่นอนอยู่ข้างๆ เพราะไฟหัวเตียงยังไม่ปิดผมเลยได้เห็นรอยยิ้มที่เพื่อนสนิทมอบให้

            "ฝันดี"

            ขอให้คืนนี้เป็นคืนที่ฝันดี...ของเรา


tbc.

 
น้อง S ก็คือพระเอกนะคะ เป็นพระเอกจริงๆ ตอนหน้าเฉลยชื่อแล้ว
ขออภัยที่ชื่อพระเอกแพงเสียเหลือเกิน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ somberness

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 666
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-0
ต้องชื่อซอสเป็นแน่แท้  :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
ดีใจตอนหน้าได้รู้ชื่อพระเอกแล้ว

ออฟไลน์ Himbeere20

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 123
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
น้องพระเอกคงชื่อแม้กกี้ เข้ากันดีกับไข่ต้ม เอ๊ะ หรือจะชื่อนํ้าปลา :hao7:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
อยากรู้น้องพระเอกชื่ออะไรจ้ะ เราขอเดาว่าชื่อโชยุ 5555 ติดตามนะคะ ชอบบรรยากาศความหน่วงของเรื่องนี้จัง  นักเขียนอย่ารีบร้อนเกินไปนะคะ เรายังอยากเห็นพัฒนาการเปิดใจของไข่ต้มก่อน  คุณพระเอกอย่าเพิ่งสารภาพรักเลยนะคะ  กลัวไข่ต้มหนีไป

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

S = Sauce  หรือเปล่า?

เพราะ...ไข่ต้มต้องกินคู่กับซอส  อิอิ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ลุ้นกว่าว่าจะรักตอบมั่ย คือพระเอกชื่ออะไรเนี่ยะแหล่ะ  :pigha2:

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5
ไข่ฟองที่ 16
ตัว S ของผม


            เพราะเป็นวันหยุดเลยสามารถนอนตื่นสายได้เท่าที่ต้องการ แม้จะตื่นเป็นรอบที่สามของเช้าวันใหม่ผมก็ยังทำตัวขี้เกียจไม่ยอมลุกออกจากเตียง นอนมองเพื่อนสนิทที่ยังหลับไม่รู้เรื่อง เปลือกตาปิดสนิท ริมฝีปากเผยอนิดๆ ที่สำคัญคือมือข้างหนึ่งของผมโดนคนหลับจับเอาไว้ เลยกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ยังนอนติดเตียงแม้ใกล้จะสิบโมงอยู่แล้วแบบนี้

            ปกติไข่ต้มมันไม่ใช่คนขี้เซา หลับลึก หรือนอนกินบ้านกินเมืองเท่าไรนัก แต่เพราะเรื่องเครียดๆ ที่เจอมาตลอดหลายวัน ไหนจะร้องไห้เมื่อคืนอีก มันเลยหลับยาวแบบไม่สนใจท้องฟ้าหรือพระอาทิตย์ใดๆ

            ผมลูบหลังมือมันที่วางอยู่บนมือผมเบาๆ ใจอยากจะลองเกลี่ยผมด้านหน้าที่ยาวปรกหน้าผากออกแล้วจูบอรุณสวัสดิ์ที่ขมับสักที แต่ถ้ามันตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าผมทำแบบนั้นคงไม่ได้ตายดีอย่างแน่นอน

            นอนตะแคงให้ผมมองหน้าอยู่นานไข่ต้มมันก็พลิกตัวไปอีกฝั่ง มือที่จับอยู่หลุดออกจากกัน ผมเลยขยับเข้าไปใกล้ ก้มลงมองหน้าคนหลับจากด้านหลัง แต่แล้วอยู่ๆ มันก็ลืมตาขึ้นมาเสียอย่างนั้น

            เราสบตากันโดยที่ไม่มีใครสะดุ้งหรือผละออกห่าง ไม่ใช่ว่าผมไม่ตกใจแต่ยังทำใจสู้ ก็แค่แอบมองเพื่อนสนิทตอนหลับไม่เห็นจะมีอะไรน่าสงสัยตรงไหน

            "กว่าจะตื่น" ผมบอกก่อนขยับตัวออกมา ไข่ต้มพลิกตัวนอนหงาย ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ก่อนจะได้ยินเสียงอู้อี้ตอบกลับมา

            "ยังง่วงอยู่เลย"

            "ก็นอนไปดิ"

            "มึงตื่นนานยัง"

            "สักพัก"

            "จะกลับบ้านแล้วเหรอ"

            "อยากให้กลับมั้ยล่ะ"

            ผ้าห่มถูกเปิดออก ไข่ต้มจ้องกลับมาด้วยใบหน้างัวเงียของมัน กับคำพูดที่ชวนให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

            "อยู่กับกูก่อน"

            "เออ ก็อยู่นี่ไง อกหักแล้วต้องงอแงขนาดนี้เลยเหรอวะ"

            "ช่วงอ่อนไหว"

            "เออ"

            เป็นแบบนี้แล้วผมล่ะอยากให้มันอ่อนไหวบ่อยๆ หรือถ้าจะให้ดีมาอ่อนไหวกับผมก็ได้

            "แล้วยังไง จะนอนเปื่อยอยู่แบบนี้ทั้งวันเลย"

            "เดี๋ยวจะลุกแล้ว หิว"

            "นี่คือเหตุผลที่ทำให้มึงตื่น"

            "กูฝันว่าได้กินมาม่าหม้อไฟ" ไข่ต้มมันตอบไม่ตรงคำถาม แถมยังเล่าความฝันของมันให้ผมฟังแทน ฟังแล้วก็ชักจะหิวตาม

            "งั้นวันนี้ไปกินกันมั้ย" ผมชวน วันนี้อยากตามใจมันเต็มที่ เรียกว่าเป็นโครงการสานฝันให้เพื่อนรักก็ได้

            "ไปๆ"

            "งั้นก็ลุกไปอาบน้ำ"

            "มึงอาบก่อนเลย"

            ผมยังไม่ยอมลุกแม้จะโดนเจ้าของห้องไล่ แล้วอยู่ๆ ก็มีความคิดชั่วๆ แวบเข้ามาในหัวและอยากลองทำดู ผมว่าเพื่อนกันจะแกล้งกันเล่นแบบนี้มันก็คงไม่แปลกเท่าไรหรอก

            "งั้นไปอาบด้วยกัน"

            "บ้าเหรอ"

            "ไปเลย ลุก"

            ผมไม่รอให้ไข่ต้มที่กำลังทำหน้าตาตื่นเถียงอีก จับแขนมันลากลงจากเตียงขณะที่มันก็พยายามฝืนเอาไว้ เราไม่ได้จริงจังถึงขนาดออกแรงเต็มที่ มันคือการหยอกล้อเล่นกันที่สุดท้ายได้เสียงหัวเราะกลับมา แต่ที่ว่าอยากอาบน้ำด้วยกันผมคิดจริงนะ

            ถ้าทำได้สำเร็จก็คงจะดี

            ห้องน้ำที่เล็กอยู่แล้วยิ่งแคบไปกันใหญ่เมื่อเรายืนแปรงฟันข้างกันหน้าอ่างล้างหน้า เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ผมเพิ่งเคยได้สัมผัส แอบมองเพื่อนสนิทที่แอบชอบในกระจก สบตากันก่อนจะโดนแยกเขี้ยวใส่ ผมเลยยิงฟันให้มันดูบ้าง สีฟันหน้าแข่งกับมันไปเลย

            แปรงฟันเสร็จก็ล้างหน้าต่อ ผมบีบโฟมล้างหน้าใส่มือ ถูๆ จนเป็นฟองก่อนแนบมือสองข้างกับแก้มคนข้างๆ ไข่ต้มมันทำท่าจะหันหน้าหนีแต่ผมจับคางบังคับมันไว้ พร้อมทั้งพูดขู่

            "อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็เข้าตา"

            "จะเข้าเพราะมึงนี่แหละ" มันเถียงทั้งที่ยังหลับตา ยืนนิ่งให้ผมลูบมือบนใบหน้าโดยไม่ขัดขืน ช่วงอ่อนไหวนี่ทำตัวว่าง่ายจริงๆ

            "ไปล้างน้ำออกเอง" ถูฟองจนทั่วหน้าผมก็สละตัวเองออกจากหน้าที่ เปิดก๊อกให้ไข่ต้มมันกวักน้ำล้างฟองออกเอง

            "นี่มึงจะอยู่อาบน้ำด้วยกันจริงดิ" ล้างหน้าเสร็จมันก็ถาม อยากจะยืนยันความตั้งใจอันแน่วแน่อยู่หรอก แต่กลัวไข่ต้มมันคิดมากเลยต้องปฏิเสธทำตัวเป็นคนดี

            "มึงอาบก่อนเลย" บอกมันแล้วผมก็เดินออกมา

 

            ผมตั้งใจจะทำให้วันนี้เป็นวันพักผ่อนสำหรับไข่ต้ม ให้มันหยุดคิดเรื่องหนักสมอง ได้กินของที่ชอบ ทำอะไรที่อยากทำ ลืมวันแย่ๆ และเริ่มต้นวันใหม่กับผม

            คนที่ยังอยู่ข้างมันเสมอ

            เราเดินเข้าร้านที่ไข่ต้มบอกว่าได้กินในฝันแล้วผมก็ชวนมันมา แต่กว่าจะมาถึงก็ปาเข้าไปบ่ายกว่า ทันทีที่ของมาเสิร์ฟเราก็ช่วยกันจัดการจนหม้อไฟสำหรับสองถึงสามคนหมดอย่างรวดเร็ว

            อาหารมื้อหลักจบลงเราก็เริ่มพูดถึงสิ่งที่อยากทำอย่างต่อไปขณะที่ก้าวไปตามทางเรื่อยๆ เหมือนทุกพื้นที่ในที่แห่งนี้มีความทรงจำของเราสองคนซ่อนอยู่ ภาพในวันวานที่เคยอยู่ด้วยกัน สถานที่เหล่านี้ทำให้ชวนนึกถึง ผมมองร้านอาหารที่เราเคยมากิน นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุการณ์แปลกๆ ที่เคยพบเจอ อาจจะร้ายบ้างดีบ้าง แต่มันก็เป็นอดีตที่ทำให้ผมยิ้มได้ทุกครั้ง

            "กินชาไข่มุกมั้ย" เดินมาเจอร้านชาเจ้าโปรดไข่ต้มมันก็ชวน

            ผมส่ายหน้าเพราะไม่ได้ชอบกินชาเหมือนมันนัก หม้อไฟที่กินเมื่อกี้ก็อิ่มพุงแทบแตก เลยมายืนรออยู่หน้าร้านแทน

            เพราะวันหยุดคนเลยค่อนข้างเยอะ รออยู่สามคิวกว่าไข่ต้มจะได้ชานมไข่มุกแล้วเดินกลับมาหาผมที่ยืนรออยู่ มันชูแก้วให้ผมดูแล้วยิ้ม แต่ผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันอยากสื่ออะไร

            แค่ได้กินชาไข่มุกต้องอวดกันด้วย

            "อะไร" ผมถาม ไข่ต้มมันอมยิ้มก่อนตอบ

            "ได้พุดดิ้งมาด้วย" มันบอกพลางเขย่าแก้ว ทำให้เห็นก้อนพุดดิ้งไข่สีเหลืองที่อยู่ก้นแก้วซึ่งโดนไข่มุกสีดำกลบจนเกือบมิด

            "สั่งด้วยเหรอ"

            "เปล่า"

            "เขาทำให้ผิด?"

            "เขาแถมให้"

            "ทำไมแถม" ปากถามแต่สายตาผมมองไปหาพนักงานในร้านแล้ว

            "ไม่รู้ดิ รู้ว่าได้แถมก็ตอนดูดแล้วมันติดมาเมื่อกี้"

            "เดี๋ยวนะ"

            ผมรู้สึกถึงอะไรแปลกๆ ไข่ต้มมันหันกลับไปที่ร้าน พนักงานสาวในร้านที่ว่างจากงานแล้วก็หันมามองมันเช่นกัน แล้วสองคนนี้ก็ยิ้มให้กัน มันคืออะไร หรือออร่าความโสดมันทำงาน แล้วกำแพงล่ะหายไปไหน เปลือกไข่หนาๆ ล่ะไม่มีแล้วเหรอ

            "มึงไปอ่อยอะไรเขา" ผมถามอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะเห็นรอยยิ้มของเพื่อนสนิทที่มอบให้คนแปลกหน้า

            "อ่อยอะไร"

            "มึงอ่อยให้เขาชอบใช่มั้ย เขาเลยแถมให้"

            "บ้านมึงสิ คนนี้กูเคยซื้อกับเขาบ่อยแล้วเถอะ เขาเลยจำกูได้มั้ง เลอะเทอะนะมึง" มันว่าแล้วดูดชาในมือสบายใจเฉิบ ส่วนผมก็ร้อนใจไปสิ ศัตรูอีกคนอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ทำไมผมไม่รู้ เพราะผมไม่เคยยืนเฝ้าตอนมันซื้อใช่มั้ย แถมมาในคราบพนักงานร้านชาร้านโปรดอีก ล่อด้วยของกินแบบนี้อันตรายมาก

            "ไปเหอะ" แล้วผมก็คว้ามือมันเดินหนีไปจากหน้าร้าน

 

            ที่ชั้นสามของห้างมีโซนเกมที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ผมชวนไข่ต้มเข้าไปด้วยกัน เราเดินดูรอบๆ เพื่อเป็นการสำรวจ ที่นี่ต้องแลกเหรียญสำหรับหยอดตู้เกมเลยต้องเลือกก่อนว่าจะเล่นอะไรและแลกเหรียญเท่าไร แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนผมมันจะเพลิดเพลินกับการดูคนอื่นเล่นมากกว่า ถึงได้หยุดดูมันทุกเกมที่มีคนเล่นอยู่

            "เล่นมั้ย"

            "ไม่เอาอะ"

            แต่พอถามกลับได้คำตอบแบบนี้

            ไม่อยากเล่นก็ไม่เล่นผมไม่ตื๊อ เดินวนจนรอบโซนสุดท้ายมาจบที่เกมตกปลา ไข่ต้มมันหยอดตู้แลกเหรียญไปยี่สิบบาทได้มาสองเหรียญ เราเลือกนั่งข้างกันที่บ่อใหญ่ ยอดเหรียญแล้วก็เริ่มเหวี่ยงเบ็ดแข่งกันว่าใครจะตกได้เยอะกว่า

            บรรยากาศรอบข้างช่างวุ่นวายแต่ผมกำลังจินตนาการว่าเรากำลังนั่งอยู่ริมน้ำที่ไหนสักแห่งเพียงสองคน แข่งกันตกปลาให้ได้เยอะที่สุดโดยมีอะไรสักอย่างเป็นเดิมพัน คิดไปแล้วมันก็น่าสนุกดี

            "แข่งกันมั้ย ใครแพ้ต้องทำอะไรสักอย่าง" ผมเสนอ หันมองคนข้างๆ ที่ไม่ยอมละสายตามามองผมเลย จริงจังแค่ไหนคิดดู

            "ทำอะไร"

            "อย่างเช่นเลี้ยงข้าว"

            "ธรรมดาไป"

            "แล้วจะทำอะไร"

            "ของขวัญ"

            "ของขวัญอะไร"

            "ให้ของขวัญ ให้อะไรก็ได้หนึ่งอย่าง"

            "เอางี้เลย"

            "เอางี้แหละ"

            เป็นเดิมพันที่น่าสนใจจนไฟในตัวผมลุกโชน แต่จะว่าไปแล้วถ้าพูดถึงของขวัญผมเองก็อยากให้อะไรสักอย่างไข่ต้มมันเหมือนกัน กับวันที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่แบบนี้ หรือผมควรจะแกล้งแพ้ดี

            เหวี่ยงเบ็ดไปมั่วๆ ไม่ได้เล็งตัวไหนเป็นพิเศษ หรือพูดให้ถูกก็คือกะไม่ให้โดนปลาตัวไหนเลย แต่ทำไมเบ็ดผมมันถึงลากแต่ปลาตัวใหญ่ๆ คะแนนสูงๆ มาได้ก็ไม่รู้ หมดเวลาจบเกมดันกลายเป็นผมเสียอย่างนั้นที่ชนะ

            แต่เป็นผู้ชนะก็ดี ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะได้อะไรเป็นของขวัญ

 

            ผมถูกสั่งให้นั่งรออยู่ที่ศูนย์อาหารขณะที่ไข่ต้มมันไปหาซื้อของขวัญอย่างกับคิดล่วงหน้ามาแล้วว่าจะซื้ออะไร ใจผมอยากจะสะกดรอยตามไปดู มันตื่นเต้นจนในหัวคิดอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด ของขวัญจะเป็นอะไร หรือมันจะนึกเล่นมุกเอาฮาแกล้งผมหรือเปล่า

            รออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงไข่ต้มก็เดินอมยิ้มกลับมา ในมือไม่ได้ถืออะไร ผมคิดว่ามันคงเก็บใส่กระเป๋าซ่อนเอาไว้ แต่จะซ่อนทำไมในเมื่อยังไงก็ต้องให้ผมอยู่ดี

            "ซื้ออะไรมา"

            "แป๊บนึงดิ" ไข่ต้มนั่งลงข้างผมแทนที่จะนั่งฝั่งตรงข้าม มันยังอมยิ้มไม่เลิก ก่อนเปิดประเป๋าหยิบถุงผ้าใบเล็กๆ ออกมาสองถุง แต่ผมก็ยังเดาไม่ออกอยู่ดีว่าคืออะไร

            "อะไรวะ"

            "ยื่นแขนมา"

            "ระแวงนะเนี่ย"

            "ก็บอกให้ยื่นมา"

            ผมยอมยื่นแขนไปตรงหน้าตามที่มันบอก เพราะถ้ารอให้พูดรอบที่สามอาจจะเจ็บตัวเอาได้ สายตาจับจ้องที่มือขาวๆ ของมันซึ่งกำลังหยิบบางอย่างออกมาจากถุงผ้า

            สร้อยข้อมือ

            ไข่ต้มใส่สร้อยข้อมือเชือกถักสีน้ำตาลเข้มที่มีตัวอัลฟาเบตอยู่ตรงกลางที่ข้อมือข้างขวาซึ่งผมยื่นไปให้ ก่อนมันจะหยิบอีกเส้นที่เป็นสีฟ้าออกมาใส่ให้ตัวเอง เป็นของขวัญที่ผมคาดไม่ถึงเลยจริงๆ

            "สร้อยข้อมือคู่?" ผมแกล้งถามตอนยกข้อมือตัวเองขึ้นมอง เห็นตัว S ที่อยู่กลางเส้นริมฝีปากมันก็ยกยิ้มขึ้นมาเอง แต่คำตอบของคนข้างๆ กลับทำให้รอยยิ้มของผมหุบลงช้าๆ

            "เปล่า แค่คิดว่าสวยดีเลยซื้อมาใส่ด้วย"

            ทำไมต้องดับฝันกันด้วยก็ไม่รู้

            "แล้วทำไมของมึงเป็นตัว E" เห็นตัวอักษรบนสร้อยข้อมือมันแล้วก็นึกสงสัย ของผมมันก็ตรงชื่ออยู่หรอก แต่ของไข่ต้มมันไม่ควรเป็นตัว E

            "ก็ Egg ไง ไข่"

            "แต่ไข่ต้มมันต้องตัว K หรือเปล่าวะ ถ้าจะเปลี่ยนเป็นอังกฤษเลยก็ Boiled Egg"

            "เออลืม แต่ไม่เป็นไรหรอกกูเข้าใจของกู มึงก็เข้าใจด้วย"

            "เออ" ผมยิ้มขำกับความเด๋อด๋าของเพื่อนสนิท ไข่ต้มมันคงชินกับคำว่า Egg มากกว่า เพราะชื่อแอคเคาต์ต่างๆ ของมันมักมีคำนี้รวมอยู่ด้วยเสมอ

            "แต่ชื่อมึงตรงนะ ซอส ภาษาอังกฤษก็ S-a-u-c-e เป็นตัว S" ไข่ต้มมันคว้าข้อมือผมไปดูพร้อมทั้งสะกดชื่อภาษาอังกฤษให้ฟังเสร็จสรรพเหมือนกลัวผมไม่เชื่อ

            "เออเก่งครับ สะกดชื่อเพื่อนถูก" ผมดึงแขนกลับมา ไข่ต้มมันเลยชี้ที่สร้อยข้อมือพร้อมพูดแกมบังคับ

            "ใส่ด้วยนะ กูต้องเห็นมันทุกวัน"

            "รับทราบแล้วครับ ที่จริงมึงแกล้งแพ้เกมเพราะอยากให้ของขวัญกูใช่มั้ยล่ะ"

            "ก็คงงั้นมั้ง"

            ผมนิ่งเมื่อได้ฟัง เพราะไม่คิดว่าคำถามที่ถามออกไปเล่นๆ จะได้คำตอบนี้กลับมา

            ไข่ต้มมองของขวัญที่อยู่บนข้อมือผมแล้วยิ้ม ก่อนคำสารภาพที่เหมือนกำปั้นหนักๆ จะซัดเข้าที่หน้าผมจนน็อกไปอีกรอบ

            "กูอยากตอบแทนมึงด้วยอะไรสักอย่าง ขอบคุณที่อยู่ข้างกูมาตลอด"

            ไหนว่าไม่ชอบทำซึ้ง แต่ช่วงนี้ชักจะพาบรรยากาศซึ้งๆ มาหากันบ่อยเสียเหลือเกิน

            "ขอบคุณมึงเหมือนกัน จะดูแลอย่างดี" ผมยกข้อมือขึ้นสื่อถึงสิ่งที่รับปาก

            ไม่ใช่เพียงแค่ของขวัญชิ้นนี้หรอกที่ผมจะดูแล แต่รวมถึงตัวคนให้ด้วยที่ผมจะดูแลเป็นอย่างดีเหมือนเดิม

 

tbc.

 
มาเฉลยแล้ว ขอโทษที่ให้รอเสียนาน เดาถูกกันหลายคนเลย
มาช่วยลุ้นความรักของน้องกันต่อเนอะ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-12-2018 20:01:32 โดย kinsang »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ดีใจที่ได้รู้ชื่อน้องพระเอกละค่ะ 55
โอ้ยย ความรักไม่คืบหน้าเลย สงสารซอส
ยังไงก็สู้ๆๆๆ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

อุต้ะ   เดาชื่อพระเอกถูกด้วย  อิอิ

ป.ล. แต่ทำไมซื้อหวยไม่ถูกฟระ

ออฟไลน์ ก้มหน้าก้มตา

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ค่อยๆเป็น
ค่อยๆไปมันก็ดี

แต่ตอนนี่ลุ้นแทนน้องซอสจนเยี่ยวเล็ดแล้ว

ว่าแต่น้องซอส ไม่ฮอตบ้างเหรอ
ให้ไข่ต้มได้หึงบ้าง

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
ได้แต่สงสัยว่าทำไมตัวเราเก่งจัง
ทายถูกคนแรกๆเลย
ต้องมีรางวัลซะแล้ว :hao3: :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
ซื้อมาใส่คู่แค่สวยจริงๆน่ะเหรอไข่ต้ม
ในที่สุดก็รู้ชื่อพ่อพระเอกซักที

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
เชียร์น้องซอส

ออฟไลน์ AmPnie

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 91
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
ว่าล่ะต้องซอส ฮี่ๆๆๆ โห เรานี่เก่งจริงไม่ 555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ได้รุ้ชื่อมาอย่างนึง ต้องลุ้นกันต่อไปว่าเมื่อไหร่จะได้ใจมา

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 17
คนที่โกรธแค้น


            สร้อยข้อมือคู่แทนคำขอบคุณ ของขวัญที่เพื่อนสนิทมอบให้แก่กัน ขึ้นชื่อว่าสร้อยข้อมือคู่ แต่กลับกลายเป็นผมที่ใส่มันเพียงคนเดียว เหตุเพราะคิดเอาเองนั่นแหละว่ามันคือสร้อยข้อมือคู่

            ผมทอดถอนหายใจเมื่อมองข้อมือทั้งข้างของไข่ต้มที่มีเพียงนาฬิกาเรือนโปรดเท่านั้นที่มันใส่มา ก่อนก้มมองข้อมือตัวเองที่มีสร้อยข้อมือสีน้ำตาลร้อยอักษรตัว S ใส่อยู่ ผมยังจำสีหน้าของเพื่อนสนิทตอนเห็นเจ้าสร้อยข้อมือตอนเช้าได้ดี รอยยิ้มกว้างกับท่าทางดีใจเหมือนเด็กๆ แต่เมื่อย้อนถามกลับไปว่าทำไมมันถึงไม่ใส่มา กลับได้คำตอบสั้นๆ ว่า 'ลืม'

            มันน่าน้อยใจจริงๆ

            หลังจากได้หยุดพักทำใจสองวันอาการไข่ต้มก็ดีขึ้นตามลำดับ แม้ก่อนหน้านี้อาการมันจะไม่ได้แย่อะไรนักก็ตาม ดีเกินไปจนได้ยินคำด่าว่าเสียๆ หายๆ ลอยมาเข้าหู แต่คนโดนมันไม่ค่อยได้สนใจเท่าไร ผิดกับผมที่อยากรู้นักว่าใครมันเป็นคนพูด

            'ไม่เห็นจะเสียใจเลย'

            'เป็นฝ่ายทิ้งพี่อ๋องนี่นะ'

            'หน้าด้านหน้าทน'

            'ทำคนอื่นเสียใจยังทำตัวร่าเริงอยู่ได้'

            มันน่าโมโหตรงที่คนพวกนี้พูดออกมาโดยที่ไม่รู้ความจริงอะไรเลย เพราะเลิกรากับเงียบๆ ไม่ได้แถลงข่าวแบบพวกคนดังให้คนอื่นๆ รู้เลยทำให้หลายคนคิดว่าคนที่เสียใจมากกว่าคือคนที่เจ็บกว่า แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เพื่อนผมอยากป่าวประกาศบอกใครต่อใครอยู่ดี

            "เหม่ออะไร"

            ผมเห็นไข่ต้มมันเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง มองวิวเดิมๆ ที่ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก แต่ผมก็มักทำแบบมันเวลาที่อยากคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

            "ไม่ได้เหม่อ"

            "คิดอะไรอยู่"

            "เรื่อยๆ"

            "ไม่ได้คิดถึงคนนั้นใช่มั้ย"

            "ไม่มีอะไรให้คิดถึงแล้ว"

            ผมชะโงกหน้าไปมอง ตั้งใจจะจับผิด แต่ไข่ต้มมันดันหันกลับมาจนต้องรีบขยับออกห่าง ไม่อย่างนั้นได้เกิดฉากโรแมนติกขึ้นแน่ๆ ซึ่งผมคิดว่ามันคงยังไม่พร้อมสำหรับอะไรแบบนั้นกับเพื่อนสนิทหรอก

            "อะไรของมึง" มันขมวดคิ้วถาม

            "เปล่า"

            "ถ้าโดนด่ากูไม่เกี่ยวนะ"

            "องอาจเห็นที่ไหน"

            แน่นอนว่าทุกคำพูดของพวกเราคือการกระซิบ ผมมองอาจารย์คณิตที่กำลังจดยุกยิกบนกระดานพร้อมกับพูดไปด้วย เสียงของแกดังพอที่จะกลบเสียงของพวกเราได้ อีกอย่างไม่ใช่แค่ผมกับไข่ต้มที่กำลังเมินการสอนของอาจารย์อยู่ตอนนี้ ไอ้คนที่นั่งหน้าห้องนั่นแหละตัวดี สัปหงกกันไปแล้ว

            ผมกำลังจะอ้าปากพูดต่ออาจารย์ก็หันกลับมา เลยต้องรีบทำตัวเป็นเด็กตั้งใจเรียน ตามองกระดานฟังสิ่งที่อาจารย์กำลังพูด ทั้งที่ความจริงแล้วความรู้ที่ไหลเข้าหัวมีเพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เห็นจะได้

            ไข่ต้มมันยิ้มขำตอนเห็นผมทำเป็นตั้งใจเรียน หันมายักคิ้วให้ ทำหน้าทำตาน่ามันเขี้ยวจนอยากหยิกแก้มแรงๆ ไม่รู้ทำไมหลังจากเป็นอิสระจากพี่อ๋องผมถึงได้รู้สึกว่ามันน่ารักขึ้นมากขนาดนี้ ไม่ใช่ที่หน้าตา แต่เป็นที่การกระทำ

            มองรอยยิ้มของมันแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่าหยุดทำตัวน่ารักสักทีจะได้ไหม เพราะแค่นี้ก็หนีออกจากหลุมที่เผลอตกลงไปเองไม่ได้อยู่แล้ว

            "มองกระดานดิ มองกูทำไม"

            "ก็มึงน่ารัก"

            แล้วสุดท้ายก็หลุดพูดออกไปจนได้

            ไข่ต้มมองแล้วกะพริบตาปริบๆ ส่วนผมยังทำใจสู้ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เหมือนคำชมที่พูดออกไปเมื่อกี้นี้เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่เราคุ้นเคยกัน ทั้งที่ปกติผมไม่เคยพูดกับมันแบบนี้สักครั้งเดียว

            "อยู่ดีๆ ก็ชม" ไข่ต้มมันบ่นก่อนหันกลับไปมองอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่หน้าห้อง นับว่าปฏิกิริยาตอบกลับที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก มันคงแปลกใจ แต่ผมไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่มเติมอยู่ดี

            แม้สิ่งที่อาจารย์สอนจะไม่ค่อยเข้าหัวนัก แต่ผมกลับมีความสุขกับคาบเรียนคณิตศาสตร์พื้นฐานมากกว่าครั้งไหน อารมณ์หงุดหงิดกับคำพูดที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น เพราะมีใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มของคนข้างๆ เข้ามาแทนที่ เพียงแค่นี้ก็ทำให้โลกของผมสดใสขึ้นได้แล้ว

            ก่อนหน้านี้ผมเคยสัญญากับตัวเองว่าหากพี่อ๋องทำไข่ต้มเสียใจเมื่อไรผมจะแย่งหัวใจของมันกลับมา แม้ระหว่างทางจะสับสนกับความรู้สึกของตัวเองอยู่หลายครั้ง ทั้งลังเล ทั้งกลัว แต่ตอนนี้ผมตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำยังไงต่อไปกับความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้

            นับจากนี้ผมจะจีบเพื่อนสนิท จีบแบบเปิดเผยตัวแสดงความรู้สึกให้อีกฝ่ายรู้ สารภาพออกไปเมื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองจนเต็มเปี่ยม และเตรียมใจยอมรับคำตอบที่จะได้กลับมา

            ไม่ว่าสุขหรือเศร้าผมก็จะยอมรับมัน

 

            มีคนชอบมาก คนที่ไม่ชอบก็ต้องมีบ้างเป็นธรรมดา ตั้งแต่ไข่ต้มเลิกกับพี่อ๋องคนที่อยากลองกะเทาะเปลือกไข่ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ เหมือนเดิม รวมถึงคนที่เข้ามากวนประสาทก็มีมากเช่นกัน แต่มีผมอยู่ด้วยทั้งคนไอ้พวกคิดไม่ดีทั้งหลายจะไม่มีวันได้เข้าใกล้ไข่ต้มเด็ดขาด ซึ่งจริงๆ แล้ว คนที่เข้ามาดีผมก็ไม่ยอมให้เข้ามาเช่นกัน

            หวงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นร้อยเป็นพันเท่าบอกไว้ตรงนี้

            "พี่ไข่ต้มครับ"

            แล้วก็นั่นแหละ โสดยังไม่ถึงสัปดาห์ก็มีคนเข้ามาหาเสียแล้ว

            เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก ไข่ต้มไม่ได้มีท่าทีกีดกันหรือจ้องจะปิดประตูใส่เหมือนแต่ก่อน มันทำเพียงรอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร แต่คนที่ตั้งกำแพงใส่กลับกลายเป็นผมเสียอย่างนั้น

            "ครับ" ผมตอบรับแทนคนถูกเรียก แต่คนเรียกก็ดูไม่ได้สนใจอะไรนัก

            "ผมชื่อแม็กนะครับ อยู่ ม.สี่ ถ้าอยากจะทำความรู้จักกับพี่ได้มั้ยครับ"

            "ไม่ได้ครับ" คนตอบเป็นผมไม่ใช่คนถูกถาม

            ไข่ต้มมันหันขวับมามองรวมถึงน้องแม็กอะไรนี่ด้วย หน้าตาดูงงงวยว่าผมเป็นใครทำไมถึงกล้ามาปฏิเสธแทนเจ้าตัวที่ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่บอกไว้ตรงนี้เลยว่าผมไม่สนใจ

            "ผมถามพี่ไข่ต้มครับ"

            "พี่ก็ตอบแทนแล้วไงครับ ตอนนี้มันยังไม่พร้อมเปิดรับใคร ขอเวลาให้มันได้ทำใจบ้างเถอะน้อง คนเพิ่งเลิกกับแฟนได้ไม่ถึงอาทิตย์ ตอนนี้มันเร็วไป"

            "ผมนี้ไงครับจะช่วยทำให้พี่ไข่ต้มดีขึ้นเอง"

            "หน้าที่นั้นปล่อยให้เป็นของพี่เองครับ เพื่อนพี่ พี่ดูแลเองได้"

            น้องแม็กหันไปทำหน้าขอความเห็นจากไข่ต้มหลังจากเถียงกับผมไม่สำเร็จ รอบนี้ผมไม่ได้เตี๊ยมกับเพื่อนรักไว้เลยไม่รู้ว่ามันจะเล่นด้วยหรือเปล่า แต่เห็นหน้านิ่งๆ แบบนี้ ผมดูออกนะว่ามันกำลังกลั้นขำอยู่

            หลังจากอกหักครั้งแรกในชีวิตดูเหมือนว่ามันจะเปลี่ยนไปเยอะเลย

            "ก็ตามนั้นครับน้อง"

            แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือมันยังปฏิเสธคนที่พยายามเข้าหาอยู่ดี

            "ขอตัวนะครับ" ผมรีบตัดจบ คว้าแขนไข่ต้มเดินหนีออกจากโรงเรียนเพราะเราโดนดักไว้ตอนกำลังจะกลับบ้านพอดี

            ผมปล่อยแขนไข่ต้มตอนออกมาถึงป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน มันอมยิ้มเหมือนไม่ใช่คนเก่าที่มักทำหน้าบึ้งเวลามีคนเข้าหา กลับกลายเป็นผมที่หน้าบึ้งแทน

            "หวงเก่ง" มันว่า

            "ก็มึงไม่เห็นหวงตัวเองเหมือนแต่ก่อน"

            "น้องเขายังไม่ทันทำอะไรเลย"

            "ปกติยังไม่ทันทำอะไรมึงก็เตรียมหนีแล้วเถอะ"

            "ขนาดนั้นเลย"

            "เออ"

            ไข่ต้มยิ้มจนตาหยีเหมือนชอบใจที่โดนผมว่า ทำเหมือนกับไม่รู้ตัวว่าเมื่อก่อนตัวเองเป็นยังไง แต่ผมรู้ว่ามันแค่แกล้งไขสือเฉยๆ

            "ก็แค่อยากลองเปลี่ยนตัวเองดู มองอะไรให้มันกว้างขึ้น ใช้เวลาตัดสินอะไรให้นานขึ้น เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้นบ้าง"

            "หมายถึงอะไรที่มึงอยากให้ดีขึ้น"

            "สิ่งรอบตัว บางทีมันอาจจะมีสิ่งดีๆ ที่กูเผลอมองข้ามไปก็ได้"

            ‘รวมถึงตัวกูด้วยใช่มั้ย’ ผมอยากจะถามออกไปแบบนี้ แต่เพราะไม่รู้ว่าประโยคที่คิดจะถูกเพื่อนสนิทตีความไปแบบไหน เลยทำได้แค่เก็บมันไว้ในใจ และถามถึงสิ่งที่ไม่เจาะจงออกไปแทน

            "แล้วเจอหรือยังสิ่งที่มึงคิดว่ามองข้ามไป"

            "สักวันคงได้เจอ"

            ผมไม่ถามอะไรต่อ พยักหน้ารับแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น

 

            ถูกคนมองเป็นเรื่องปกติของไข่ต้ม ถูกใครต่อใครเข้าหาก็เป็นเรื่องปกติของมันเหมือนกัน แต่นานๆ ทีจะเห็นคนที่เกลียดมันออกมาแสดงตัว

            ไข่ต้มคิดมากไหมไม่รู้เพราะมันไม่เคยพูดอะไรให้ผมฟังเกี่ยวกับคนประเภทนี้ เป็นความเข้าใจโดยธรรมชาติว่ามีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด เวลาเห็นคนที่แสดงความเห็นไม่ดีก็เลยมักจะปล่อยผ่าน แล้วเรื่องทุกอย่างก็จะผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนที่ผ่านมา

            "ยังไม่เลิกอ่านอีก" ผมแทบจะดึงโทรศัพท์ออกจากมือไข่ต้มเพราะเห็นมันยังอ่านคอมเมนต์แย่ๆ ใต้โพสต์ในไอจีไม่เลิก

            "ก็ดูมันไล่เมนต์ทุกอันเลย เหมือนโกรธแค้นกูมาจากไหน"

            "ลบไปดิ"

            "ช่างมัน"

            "รอให้แฟนคลับมึงมาถล่มมันเหรอ"

            "งั้นมั้ง"

            "ร้าย"

            ไข่ต้มหัวเราะ ผมรู้ว่ามันพูดเล่นไม่ได้คิดจริงจัง เอาเข้าจริงขนาดบรรดาคนที่ชอบมันยังไม่ค่อยมาคอมเมนต์อะไรเลย มีแต่ยอดไลค์ที่เกือบแตะหลักพัน ผมหมายถึงแอคเคาต์ที่มันเปิดสาธารณะที่นานทีปีหนมันจะลงรูปสักที ส่วนแอคเคาต์ส่วนตัวมีแต่เพื่อนๆ เท่านั้นที่ติดตาม

            "อิ่มยัง เดี๋ยวเอาจานไปเก็บให้" เห็นมันยังเอาแต่สนใจโทรศัพท์ผมเลยดึงจานข้าวที่กินหมดแล้วมาซ้อนกับของตัวเอง ตั้งใจจะทำคะแนนนิดๆ หน่อยๆ

            "เดี๋ยวกูเก็บเอง" แล้วมันก็ทำท่าจะดึงกลับไป

            "ไปรอข้างหน้าไป" พูดจบผมโบกมือไล่ไข่ต้มก่อนลุกขึ้นเอาจานไปเก็บ

            เหลือเวลาอีกสิบห้านาที่จะหมดเวลาพักเที่ยง วันนี้อาจารย์ปล่อยช้าห้านาที กว่าจะลงมาถึงโรงอาหาร กว่าจะหาโต๊ะได้ก็กินเวลาไปหลายนาที แถมไข่ต้มมันยังหมกมุ่นอยู่กับแอคเคาต์ของใครไม่รู้ที่คอมมเนต์ป่วนมันตั้งแต่เช้า เวลาที่ใช้ในโรงอาหารเลยมากกว่าทุกวัน

            จากโรงอาหารเราเดินตัดผ่านอาคารหอประชุมเพื่อขึ้นตึกเรียน ใต้อาคารนั้นถูกจัดเป็นมุมพักผ่อน โต๊ะไม้ทุกตัวถูกจับจองโดยกลุ่มที่มีสมาชิกเยอะๆ ซื้อของมานั่งกินพูดคุยกันเสียงดัง และเมื่อเราเดินผ่าน เสียงจากใครสักคนในนั้นก็ดังขึ้นมา

            "คิดว่าหน้าตาดีนักหรือไงวะ"

            ถึงไม่อยากใส่ใจแต่ก็อดไม่ได้ต้องหันไปมอง ผมจะไม่ติดใจอะไรเลยถ้าประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่เหมือนกับคอมเมนต์แย่ๆ ใต้โพสต์ไอจีของไข่ต้มมัน แล้วก็คงไม่มีใครเสียสติพอจะตะโกนขึ้นมาเหมือนอยากจะบอกให้คนทั้งโรงเรียนได้ยินแบบนี้

            "มึง"

            ไข่ต้มมันเรียกเมื่อผมยังมองหาตัวการไม่เลิก กล้าตะโกนแต่ไม่กล้าเปิดเผยตัวแบบนี้ไม่แน่จริงนี่หว่า

            "ไปมึง"

            มันบอกอีกครั้งพร้อมกับเข้ามาคว้าแขนผมให้รีบเดินไปด้วยกัน ไข่ต้มมันไม่อยากมีเรื่องผมรู้ดี แต่อยู่ดีๆ ก็โดนด่าแบบนี้มันเลยอดโมโหไม่ได้

            ผมหงุดหงิด แสดงออกทางสีหน้าให้คนข้างๆ รู้เลยว่าหงุดหงิดแค่ไหน จนเราเดินเข้าตัวอาคารไข่ต้มมันถึงได้หันมาขมวดคิ้วใส่ผม

            "มึงไม่ต้องไปสนใจพวกมันหรอก"

            "แต่มันด่ามึงนะ"

            "ช่างมัน"

            "ไม่ได้ดิ กูอยากรู้ว่ามันเป็นใคร ปากดีแต่ไม่กล้าแสดงตัว"

            "ปล่อยมัน กูไม่เล่นด้วยเดี๋ยวแม่งก็เลิกเอง"

            ที่ผ่านมาวิธีแบบนี้มักได้ผลเสมอ สำหรับคนที่เข้าหาหมายจะสานความสัมพันธ์คือการปฏิเสธแบบเด็ดขาด ส่วนคนส่วนน้อยที่เข้าหาด้วยเจตนาไม่ดีจะถูกทำเหมือนคนเหล่านั้นไม่มีตัวตน และสุดท้ายคนพวกนั้นจะหายไปเอง ทว่าครั้งนี้ผมกลับรู้สึกต่างไปจากที่ผ่านมา มันอาจจะเป็นลางบอกเหตุหรือตัวผมเองที่คิดมาก ผมกลัว กลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ

            อย่างน้อยก็อยากรู้ว่าคนที่กำลังคิดไม่ดีอยู่ตอนนี้มันเป็นใคร

 

            สายเรียกเข้าจากเพื่อนสนิทดังขึ้นหลังจากแยกกันได้ชั่วโมงกว่า ผมทิ้งการบ้านวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานที่ทำอยู่ คว้ามือถือขึ้นมากดรับทันที

            "ไงมึง"

            [ถึงบ้านแล้วเหรอ]

            "ก็เออดิ"

            [เหรอ...อืม]

            "มึงเป็นอะไรป้ะเนี่ย"

            แปลก แปลกมาก แปลกแบบสุดๆ อยู่ๆ โทรมาทำเสียงหงอยๆ ซึมๆ ใส่ผม แบบนี้มันไม่ปกติ

            [ก็นิดหน่อย]

            "ใครทำอะไรมึง" ผมหยิบสมอลทอล์กมาเสียบ จะได้เปิดเข้าไอจีดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับมันหรือเปล่า

            [ก็นิดหน่อย]

            "แล้วไอ้นิดหน่อยของมึงนี่คืออะไร" ผมชักจะหงุดหงิดเลยเผลอขึ้นเสียง กดเข้าไอจีแอคเคาต์ที่ไม่ได้ล็อกซึ่งโดนก่อกวนอยู่ช่วงนี้เห็นว่ายังปกติดีเลยเข้าแอคเคาต์ส่วนตัวอีกอัน ไข่ต้มมันไม่ได้โพสต์อะไรใหม่ ยกเว้นสตอรี่ไอจี

            [มึงออกจากบ้านตอนนี้ได้มั้ย] มันถามตอนผมกดเข้าไปดูสตอรี่ไอจีของมันพอดี แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้ทุกอย่างกระจ่าง พร้อมกับอารมณ์เดือดดาลของผม

            "มึงอยู่ไหน"

            [ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้าน]

            "นั่งรอกูอยู่ตรงนั้นห้ามไปไหน"

            [อืม]

            "แม่ง" ผมสบถใส่มือถือก่อนกดวางสาย หยิบกระเป๋าสตางค์ยัดใส่กระเป๋ากางเกงก่อนรีบออกจากห้อง

            แล้วลางสังหรณ์ไม่ดีของผมมันก็เกิดขึ้นจริงจนได้

 

            จากบ้านผมถึงบ้านไข่ต้มใช้เวลาไม่กี่นาที ผมโบกวินหน้าปากซอย ความหงุดหงิดไม่ได้ลดน้อยลงเลยจนกระทั่งมาถึง ไข่ต้มมันยังนั่งรอตรงที่เดิมตามที่บอก เพิ่มเติมคือรอยฟกช้ำบนใบหน้าที่ทำให้ผมอารมณ์เสียมากกว่าเดิม

            "ใครทำอะไรมึง"

            ภาพรอยช้ำที่ข้อมือ กับข้อความที่บอกว่า ‘พอใจแล้วใช่มั้ย’ ทำให้ผมเดาเหตุการณ์ได้ไม่ยากนัก ไข่ต้มโดนใครบางคนทำร้าย แต่ที่ผมคิดไม่ถึงคือหน้าตามันจะเป็นแบบนี้ด้วย

            "คนเมื่อตอนกลางวัน" มันตอบเสียงเรียบ ดูไม่ทุกข์ร้อนเหมือนผมเลยสักนิด

            "ใคร"

            "กูเคลียร์แล้ว แค่เรียกมึงมาทำแผลให้เฉยๆ กลับบ้านสภาพนี้แม่ด่ากูแน่"

            "กูก็จะด่ามึงด้วย"

            "ทำแผลให้ก่อนแล้วค่อยด่า"

            ผมยืนนิ่งไม่พูดอะไร โกรธจนอยากไปลากคอไอ้คนทำมาซัดกันอีกสักยก แต่ต้องระงับสติอารมณ์เอาไว้เพราะยังไม่รู้ที่มาที่ไปว่าสรุปเรื่องราวเป็นยังไงกันแน่

            "เดี๋ยวเล่าให้ฟังน่า ไม่ต้องห่วง"

 

            ผมไปซื้ออุปกรณ์ทำแผลที่ร้านยาซอยข้างๆ ก่อนลากไข่ต้มกลับบ้านมันหลังจากโทรเช็กเรียบร้อยแล้วว่าพ่อกับแม่ไม่น่าจะถึงบ้านในเวลาอันใกล้นี้ เพราะไม่เคยมีเรื่องชกต่อยกับใครผมเลยไม่รู้วิธีทำแผลที่ถูกต้องนัก เปิดเน็ตดูไปพลาง ปากก็บ่นไปพลาง กลายเป็นว่าทั้งบ้านมีเสียงผมพูดอยู่คนเดียว เพราะคนเจ็บเอาแต่นั่งเงียบไม่ร้องสักแอะจนผมชักสงสัยว่าแผลพวกนี้มันของจริงหรือเปล่า

            บนหน้าไข่ต้มมีแผลทั้งหมดสองจุด คือรอยช้ำที่มุมปากกับโหนกแก้ม ส่วนข้อมือนั้นเป็นรอยแดงเหมือนถูกบีบอย่างแรง มันเป็นคนขาวรอยพวกนี้เลยเห็นได้ชัด ผมรู้สึกไม่ดีเลยที่มันต้องมาเจออะไรแบบนี้

            "จะเล่าให้กูฟังได้ยัง" ทำแผลเสร็จผมก็ทวงทันที

            "เจ็บปาก"

            "อย่ามาลีลา"

            "ขอเรียบเรียงแป๊บนึง"

            "อย่าลีลา" ผมย้ำอีกครั้งด้วยเสียงจริงจัง อยากให้มันรู้ว่าห่วงจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว

            "ก็อย่างที่บอกก่อนหน้านี้นั่นแหละ กูไม่รู้ว่ามันตามกูมา ดักรออยู่ หรือว่ายังไง แต่ตอนลงรถกำลังจะเดินเข้าหมู่บ้านมันก็มาขวางกูไว้บอกมีเรื่องจะคุย..."

            "แล้วมึงก็ไปกับมัน"

            "เออ"

            "โง่หรือโง่วะ" ผมอดไม่ได้ที่จะด่า ถึงไข่ต้มมันจะไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ก่อกวนมันช่วงนี้ แต่โดนดักหน้าไว้ขนาดนั้นแถมยังอยู่ตัวคนเดียวมันสมควรที่ไหน ทั้งที่เมื่อก่อนถ้าเกิดเรื่องแบบนี้มันต้องเดินหนีแล้วด้วยซ้ำ

            "จะด่าหรือจะฟัง"

            "ก็มึงมันน่าด่า"

            "มึงด่ากูไปตั้งเยอะแล้วไง"

            "ปกติมึงไม่ชอบวุ่นวายกับคนไม่รู้จักไม่ใช่เหรอวะ แล้วทำไมครั้งนี้ไม่เดินหนี"

            "กูอยากรู้ว่ามันจะเอายังไง"

            "ไหนบอกช่างมันไง"

            "ขอโทษ พลาดไปแล้ว" พอมันบอกเสียงอ่อยผมก็หมดคำจะด่า ยิ่งเห็นรอยช้ำกับแววตาสำนึกผิดของมันยิ่งโกรธไม่ลง

            ก็เป็นแบบนี้ทุกที

            "แล้วไงต่อ"

            "ก็ต่อยกัน"

            "ต่อยกัน?"

            "มันพากูไปซอยข้างบ้านหลังใหญ่ๆ ที่มันเงียบๆ อะ มันด่ากูเหมือนที่แม่งเมนต์ในไอจีกับตะโกนด่านั่นแหละ แต่กูเงียบใส่ มันเลยเข้ามาต่อย แต่กูสู้นะ แลกกันไปหลายหมัดอยู่ สภาพเลยออกมาไม่ต่างกัน หน้ามันก็มีแผลเหมือนกูนี่แหละ"

            "แล้วสรุปว่ามันเป็นบ้าอะไร โกรธอะไร มึงได้ถามมั้ย"

            "กูไม่บอกได้มั้ย คือมันไม่มีอะไรแล้วจริงๆ บอกไปมึงก็คิดเยอะอีก"

            "เล่ามาขนาดนี้แล้วกูไม่คิดเลยดิ" ผมประชด ไข่ต้มมันเลยยิ้มแหย

            "แต่ตอนนี้กูเคลียร์จบแล้วนะ ต่างคนต่างอยู่ ถ้ากูบอกมึงห้ามไปหาเรื่องใครอีก ได้มั้ย"

            ผมล่ะเกลียดแววตาตอนขอร้องที่เหมือนลูกแมวของมันชะมัด

            "อืม"

            เอ่ยรับปากไปแล้วแต่ไข่ต้มมันยังดูลังเลที่จะบอก ความจริงผมมีคำตอบไว้ในใจแต่ยังไม่กล้าปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ จากคอมเมนต์หลายๆ อันกับคำที่มันตะโกนด่า เหมือนโกรธแค้นแทนใครมากกว่าจะเป็นตัวเอง

            "น้องมันอยู่ ม.ห้า เป็นหลานพี่อ๋อง"

            นั่นไง ผมว่าแล้ว

            "แต่มึงห้ามไปหาเรื่องพี่อ๋องนะเว้ย"

            "เห็นกูเป็นคนชอบมีเรื่องขนาดนั้นเลยเหรอ"

            "ก็มึงดูโกรธ"

            "ก็ต้องโกรธมั้ยวะ เพื่อนโดนต่อย แต่ที่กูโกรธเพราะเป็นห่วงมึงนั่นแหละ ตัวแค่นี้จะไปสู้ใครได้"

            "ตัวกูไม่ได้เล็กนะ ทำไมกูจะสู้ไม่ได้"

            "ถ้าสู้ได้หน้าจะเป็นแบบนี้เหรอ" ผมจิ้มที่รอยช้ำตรงมุมปากจนมันสะดุ้ง

            "อย่าจิ้มเด้"

            "หงุดหงิดมึงอะ"

            "กูขอโทษ แต่จบแล้วจริงๆ ไม่มีอีกแล้ว" ไข่ต้มบอกตาละห้อย แสดงสีหน้าเก่งจริงๆ เวลาอยู่กับผมเนี่ย

            ผมหมดคำจะด่า หมดคำจะบ่นมันแล้ว เลิกมองหน้ามันแล้วเก็บยาต่างๆ ใส่ถุงมัดปากเอาไว้ แต่คนห่วงก็คือห่วง เป็นแบบนี้แล้วจะบอกพ่อกับแม่ว่ายังไง

            "แล้วมึงจะบอกพ่อกับแม่ว่าไง"

            "บอกว่ามีเรื่องชกต่อย พ่อแม่กูต้องภูมิใจแน่ๆ มีลูกเป็นนักสู้"

            "ตลกเหรอ"

            "งั้นมึงช่วยกูคิดหน่อย"

            "ชนโต๊ะ ชนตู้ ชนขอบเตียง"

            "มึงเห็นกูเตี้ยขนาดนั้นเลยเหรอ เขาคงไม่เชื่อหรอก"

            สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อคิดห้าข้ออ้างดีๆ ไม่ออก รอยบนหน้าไข่ต้มดูยังไงก็รู้ว่าไปมีเรื่องมา ยกเว้นจะปกปิดรอยด้วยการแต่งหน้า แต่บอกเลยว่าผมไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

            "งั้นก็บอกไปตามความจริง" ในเมื่อคิดไม่ออกทางที่เหลือคือพูดความจริง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดที่ต้องพูดออกไป

            "จะดีเหรอวะ"

            "กูจะอยู่กับมึงเอง ไม่ต้องห่วง"

            ไข่ต้มยังดูลังเล ครั้งแรกกับความผิดที่ไม่เคยก่อย่อมกลัวว่าจะทำให้คนที่รักผิดหวัง แน่นอนว่าการพูดความจริงต้องดีกว่าการโกหก เรื่องชกต่อยก็เป็นหนึ่งในการแก้ปัญหาของเด็กผู้ชายที่ผมคิดว่าผู้ใหญ่น่าจะเข้าใจ

            "กูจะโดนแม่ตีมั้ยวะ"

            "มึงห่วงแค่นี้เองเหรอ" สีหน้าเคร่งเครียดของเพื่อนสนิทเกือบทำผมหลุดขำ เป็นเด็กประถมหรือไงถึงได้กลัวโดนแม่ตีเวลาทำผิด

            "ก็เปล่า แต่กูไม่อยากเจ็บอีกรอบ"

            "ถึงมึงโดนตีกูก็จะคอยเป็นกำลังใจเอง"

            "ขอบคุณ ช่วยได้มาก"

            ผมหลุดขำกับการประชดชันทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของมัน

            ทุกคำพูดทุกการกระทำที่แสดงออกมาจากความรู้สึกในใจล้วนๆ แต่ผมไม่รู้ว่าการกระทำที่ไข่ต้มคุ้นเคยดีจะทำให้มันรู้สึกถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า บางอย่างในสายตาของผมจะทำให้ตัวมันที่พยายามมองสิ่งรอบตัวให้กว้างขึ้นมองเห็นบ้างไหม

            ถ้ามันรู้สึกตัวขึ้นมาบ้างก็คงจะดี

 
tbc.

 
วิถีลูกผู้ชาย?
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

เหตุผลของความไม่ชอบและเกิดชกต่อย ช่างไร้สาระมากอ่ะ

ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
อยากให้ไข่ต้มรู้ตัวซักทีว่ามองข้ามความรู้สึกซอสไป  :hao5: :sad4:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
น้องพูดเหมือนจะรู้

ออฟไลน์ manU007

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
สงสารซอส ความรู้สึกของคนแอบชอบเพื่อนสนิทนี่มันไม่ง่ายเลย จะพูดไปก็กลัวเสียเพื่อน บางทีก็อยากให้ซอสลงเอยกับคนอื่นที่ไม่ใช่ไข่ต้มนะ

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
โครตเข้าใจความรู้สึกซอสเลย บอกไปรับได้ก็โอเค แต่ถ้ารับไม่ได้จบทุกอย่างเลย แม้แต่คำว่าเพื่อนไม่เหลืออีกเลย

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2590
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ padthaiyen

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-2
ซอสนี่พระเอกจริงเหรอเมื่อไหร่จะมีคนมาจีบซอสบ้าง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด