My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม >>> ไข่ฟองสุดท้าย <<< [23/02/2562]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม >>> ไข่ฟองสุดท้าย <<< [23/02/2562]  (อ่าน 56603 ครั้ง)

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
อยากเห็นไข่ต้มหึงซอสแล้ว

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5
ไข่ฟองที่ 18
คนที่นายง้อ


            การสารภาพความจริงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวนักสำหรับครอบครัวของไข่ต้ม ผมนั่งอยู่ข้างๆ ตอนมันเล่าสาเหตุของรอยฟกช้ำบนหน้าให้พ่อแม่ฟัง พวกท่านดูตกใจในทีแรก แต่ยังรับฟังอย่างเข้าใจไม่ได้โวยวายหรือตื่นตระหนกอย่างไร้เหตุผล ว่ากล่าวตักเตือนเมื่อฟังจบ แม้เรื่องที่เล่าจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดก็ตาม

            วันนี้ไข่ต้มใส่มาร์กมาโรงเรียนแกล้งทำเป็นป่วยเพื่อปิดบังรอยช้ำบนใบหน้าแม้มันจะไม่ได้สาหัสอะไรนัก ทำเอาเหล่าแฟนคลับพากันเป็นกังวลอีกว่าพี่ไข่ต้มของน้องๆ ป่วยเป็นอะไรมา ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนตาดีสังเกตเห็นรอยช้ำที่โหนกแก้ม หรือแม้กระทั่งตอนกินข้าวที่ต้องถอดมาร์กออก

            ผมรู้ว่าไข่ต้มไม่ชอบสายตาที่ถูกมอง ไหนจะเสียงซุบซิบนินทาอีก แต่มันยังคงทำเป็นนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าหากไม่มีใครสักคนหาญกล้าเข้ามาถาม มันก็คงไม่พูดอะไรอย่างแน่นอน ที่สำคัญสตอรี่ไอจีที่มันลงในแอคเคาต์ส่วนตัวก็ถูกลบไปแล้วด้วย

            ใจผมอยากจะชวนไข่ต้มขึ้นห้องเรียนเร็วๆ แต่เห็นมันค่อยๆ ตักข้าวเข้าปากแล้วก็พอเข้าใจว่ายังเจ็บอยู่ เลยยิ่งพาลให้รู้สึกโมโหคนที่ทำให้หน้ามันมีแผลแบบนี้ เป็นเพื่อนกันมาเกือบหกปีเห็นมันเจ็บตัวมากสุดก็แค่หกล้มหัวเข่าถลอก

            "จ้องกูอีกละ"

            โดนทักแต่ผมยังไม่เลิกจ้อง กินข้าวหมดได้สักพักเลยไม่รู้จะวางสายตาไว้ที่ไหนเลยเลือกวางไว้ที่คนนั่งฝั่งตรงข้ามแทน

            "มึงกินช้า"

            "กูเจ็บปาก"

            "กินไปอย่าพูดมาก"

            "มึงก็อย่าจ้องมาก"

            "มีปัญหาอะไรกับแค่กูมองเนี่ย"

            ค้อนถูกส่งมาให้แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้น ไข่ต้มมันไม่เถียงแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ ส่วนผมก็นั่งมองมันต่อไปเรื่อยๆ มองหน้าแล้วหงุดหงิดกับรอยช้ำก็เปลี่ยนมามองที่ข้อมือแทน ไม่อยากจะอวดว่าวันนี้มันใส่สร้อยข้อมือมาด้วย ใส่มาเองโดยที่ผมไม่ได้บังคับ อยากรู้นักว่าจะมีคนเห็นแล้วจับไปเป็นประเด็นบ้างไหม

            ใช้เวลาอยู่นานกว่าไข่ต้มมันจะกินข้าวหมด เราเดินเอาจานไปเก็บด้วยกัน ก่อนเดินผ่านอาคารหอประชุมเพื่อขึ้นห้องเรียน แน่นอนว่าต้องผ่านโถงใต้อาคารที่เป็นจุดพักผ่อน แล้วก็ได้ยินใครบางคนตะโกนขึ้นมา

            "ขอโทษ"

            ผมรีบมองหาว่าใครมันเป็นคนตะโกน คนที่อยู่ตรงนั้นเองก็ดูงงงวย แต่มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มน้อง ม.ห้าที่ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าหลานพี่อ๋องคือคนไหน

            "เหมือนกัน" ไข่ต้มมันบอกกลับไป ก่อนพยักหน้าให้ผมเดินตาม

            ได้ยินคำขอโทษแล้วแม้จะไม่เห็นตัวการผมก็จะเชื่อว่าเรื่องมันจบลงแล้วจริงๆ อย่างที่เพื่อนบอก จบทั้งตัวพี่อ๋องเองและญาติสนิทมิตรสหายของพี่เขา จะได้เริ่มต้นใหม่กับใครสักคนโดยไม่มีอะไรค้างคาใจกันอีก

 

            ถ้าหากพูดถึงบรรดาแฟนคลับของไข่ต้มคนแรกที่ผมนึกถึงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากน้องยูผู้น่ารักแถมยังสายเปย์ ก็นะ รอยช้ำบนใบหน้าของมันเป็นที่พูดถึงของคนในโรงเรียนขนาดนี้ แฟนคลับอันดับหนึ่งอย่างน้องยูจะรู้เรื่องและเป็นกังวลก็ไม่แปลก เพราะอย่างนั้นผมเลยเห็นน้องเขามายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าอาคารตอนหลังเลิกเรียนแบบนี้

            "น้องยูมาหา"

            ไข่ต้มพยักหน้า ให้เดา ผมว่าถ้าน้องเขาไม่เดินเข้ามาทักมันก็คงเดินผ่านเลยไปเหมือนทุกที แต่รุ่นพี่สุดที่รักเจ็บตัวมาแบบนี้น้องเขาไม่มีทางปล่อยมันไปง่ายๆ หรอก

            "พี่ไข่ต้มคะ"

            เจ้าของชื่อหยุดฝีเท้าตรงหน้าคนเรียกพอดี น้องยูเงยหน้ามองอย่างกล้าๆ กลัวๆ ที่จริงผมเองก็เพิ่งสังเกตว่าไข่ต้มมันสูงกว่าน้องยูเยอะขนาดนี้ มันก็คงจะโตขึ้นนั่นแหละ ถึงอย่างนั้นก็ยังตัวเล็กกว่าผมอยู่ดี

            "หายเจ็บหรือยังคะ"

            "ยังเจ็บนิดหน่อยครับ"

            "นี่ค่ะ" แล้วน้องยูก็ยื่นถุงกระดาษมาให้ ข้างในคงไม่พ้นของโปรดไข่ต้มอีกตามเคย

            "ขอบคุณครับ" เพื่อนผมรับมาก่อนเปิดดูว่าข้างในเป็นอะไร ไม่ตั้งท่าปฏิเสธเหมือนแต่ก่อนตามความตั้งใจใหม่ของมันที่จะเปิดใจ เปิดรับผู้คนรอบตัว และมองโลกให้กว้างขึ้น

            "แล้วก็..."

            "พี่ไม่คืนซากให้นะ"

            "ไม่ใช่ค่ะ" น้องยูรีบโบกมือแล้วยิ้มเขิน ไข่ต้มมันก็ช่างแซวจนผมยังเกือบหลุดขำ

            น้องยูยืนยิ้มเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง ไข่ต้มมันก็ยืนรอไม่ทำตัวรีบร้อนเหมือนแต่ก่อน เป็นแบบนี้ผมว่าคนต้องชอบมันมากขึ้นแน่ๆ มนุษย์ย่อมแพ้ความใส่ใจ สำหรับตัวน้องยูนั้นไม่ต้องพูดถึง รุ่นพี่คนโปรดเปลี่ยนตัวเองยอมคุยด้วยขนาดนี้คงหนีไปไหนไม่รอดแล้ว นอกเสียจากกาลเวลาจะทำให้ความรู้สึกชื่นชมที่มีนั้นลดน้อยลงไปเอง

            "หายเร็วๆ นะคะ"

            "ขอบคุณครับ พี่ไปนะ" บอกด้วยสีหน้านิ่งๆ แต่แค่นี้มันก็เพียงพอแล้วสำหรับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้รับจากคนที่ชื่นชมสักคน

            น้องยูยิ้มกว้างมองตามไข่ต้มไม่วางตา จนน้องเขาหันมาเห็นผมที่ยังมองอยู่เลยก้มหัวให้หนึ่งทีก่อนจะเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนพากันดี๊ด๊าตามประสาเด็กผู้หญิง

            เราออกมารอรถเมล์ที่ป้ายหน้าโรงเรียนเหมือนอย่างเคย ไข่ต้มมันเปิดถุงในมือดูอีกรอบผมเลยแอบมองด้วย เดาจากตัวอักษรกับลักษณะกล่องผมว่าน่าจะเป็นขนมของฝากจากญี่ปุ่น งานนี้ของอิมพอร์ตก็มา หรือไม่น้องยูก็คงสั่งมาจากร้านออนไลน์

            ผมหันไปมองดูรถเมล์ขณะที่ไข่ต้มมันยังรื้อดูขนมในถุงไม่เลิก แต่เมื่อหันกลับมาอีกทีก็เจอมันมองมาอยู่ ระดับสายตาเราไม่ห่างกันมาก ผมเลยลองยกมือเทียบส่วนสูงระหว่างมันกับผม ดูเหมือนว่าจะมันจะโตตามมาติดๆ

            "มึงสูงเท่าไรแล้ววะ"

            "ร้อยเจ็ดสิบเอ็ด" มันพูดด้วยความภาคภูมิใจ แค่เก้าเดือนสูงขึ้นตั้งสามเซน แต่เสียใจด้วยที่ผมก็สูงขึ้นสามเซนเหมือนกัน

            "กูร้อยเจ็ดสิบแปด"

            "ก็ว่าล่ะตามมึงไม่ทันสักที"

            "ตัวแค่นี้ก็พอมึงอะ"

            "กูก็อยากสูงกว่านี้มั้ย"

            "อย่าสูงกว่ากูเลย"

            ไข่ต้มขมวดคิ้วใส่ เห็นหน้ามันแล้วผมก็กลืนมุกเสี่ยวๆ ที่ตั้งใจจะหยอดมันเล่นลงคอทันที กลัวว่าพูดจาประเจิดประเจ้อไปมันจะตั้งตัวไม่ทันแล้วทำให้บรรยากาศระหว่างเราเปลี่ยนไป เพราะงั้นผมจะแสดงออกทางการกระทำให้มากกว่าเดิมแทนก็แล้วกัน

            "รถมาแล้ว"

            ขอบคุณที่รถเมล์มาตอนนี้ เพราะถ้าเกิดไข่ต้มมันถามขึ้นมาบอกตามตรงว่าผมคิดมุกแก้ทางไม่ทันแน่ๆ นอกจากทำเนียนๆ ลืมๆ มันไป

            รถเมล์ตอนบ่ายสามโมงยังมีที่ว่างให้จับจองเหลือเฟือ เราเลือกนั่งเบาะคู่ใกล้กับประตู ผมนั่งข้างหน้าต่างไข่ต้มนั่งข้างทางเดินเพราะบ้านมันถึงก่อน แต่ยังไงวันนี้ผมก็จะหาเรื่องลงพร้อมมันอยู่ดี

            "กูไปบ้านมึงนะ"

            "ไปทำไม" มันรีบถามกลับทำผมใจแป้วนิดหน่อย ที่จริงมันต้องตอบว่า ‘ก็ไปดิ’ หรือแค่ ‘อืม’ ไม่จำเป็นต้องถามเหตุผลเลยด้วยซ้ำ แค่เพื่อนอยากเที่ยวบ้านเพื่อนเอง

            "ทำแผล"

            "มันจะหายแล้วมั้ย"

            "ตอนเที่ยงยังบอกเจ็บอยู่เลย"

            "ก็นี่มันบ่ายแล้วไง"

            "หมดประโยชน์แล้วใช่มั้ยกูเนี่ย" ผมตัดพ้อ แกล้งแสดงไปงั้น รู้ว่ายังไงไข่ต้มมันก็ไม่ห้ามที่ผมจะไปบ้านมันหรอก

            "เป็นบ้าอะไรของมึงอีก"

            "ยังไม่อยากกลับบ้าน"

            "ก็บอกมาดิว่ายังไม่อยากกลับ กูไม่ได้หวงมึงสักหน่อย จะไปก็ไป"

            "จะทำแผลให้มึงด้วยไง"

            "แล้วแต่" ไข่ต้มเปิดโหมดขี้เกียจเถียง แต่ผมเห็นนะว่ามันแอบยิ้มอยู่

            รถวิ่งช้าๆ ไปตามเส้นทางเหมือนคนขับกลัวว่าถ้าเหยียบเกินแปดสิบแล้วจะจอดป้ายไม่ทัน ซึ่งผมว่ามันก็ดี ไม่ต้องรีบแข่งกันเหมือนกลัวชีวิตจะอยู่รอดปลอดภัยถึงวันพรุ่งนี้ อีกอย่างการได้นั่งรถกินลมชมวิวกับคนที่ชอบมันก็โรแมนติกไม่หยอก ถึงจะเจอมลพิษบ้างก็ไม่เป็นไรผมทนไหว เอาไว้วันหลังชวนมันขึ้นรถปรับอากาศน่าจะดีกว่า

            หลังลงจากรถเมล์เห็นเซเว่นที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเพื่อนสนิทผมก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ เลยรีบสะกิดก่อนที่มันจะเดินเข้าซอย

            "หิวอะมึง ไปซื้ออะไรกินกัน"

            ผมชี้ไปที่เซเว่น ไข่ต้มเลยชูถุงขนมในมือให้ดูว่าความหิวของผมสามารถดับได้ด้วยขนมถุงใหญ่ของน้องยู

            "มีแต่ขนม"

            "แล้วมึงจะกินอะไร"

            "มาม่า"

            "ที่บ้านกูมี ไข่ก็มี"

            "มีรสอะไรบ้าง"

            "ต้นตำรับ ต้มยำกุ้ง หมูสับ"

            "กูอยากกินมาม่าเผ็ดเกาหลี"

            "เห็นใจปากกูด้วย"

            "ไหนว่าไม่เจ็บแล้ว"

            เจอผมยอกย้อนมันเลยถลึงตาใส่อย่างคนเอาเรื่อง แต่สำหรับผมมันดูน่ารักมากกว่า

            "นี่ไง ก็กินมาม่าเผ็ดแล้วแก้เผ็ดด้วยขนมน้องยู ไปมึง" ไม่รอให้มันเถียงอีกผมก็กอดคอลากไข่ต้มให้เดินไปด้วยกัน

            เดินผ่านประตูเข้ามาผมก็ตรงไปที่ชั้นขายบะหมี่กึ่งสำหรับรูป ส่วนไข่ต้มมันเดินหายไปอีกฝั่ง เดี๋ยวนี้มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลายยี่ห้อหลากหลายชนิด รสชาติใหม่ๆ หน้าตาแปลกๆ ก็เยอะ แต่ผมยังยืนยันความตั้งใจเดิม หยิบซัมยังฮอตชิกเก้นราเมงมาสองห่อ เอาแบบเผ็ดคูณสองไปเลย

            "แค่เผ็ดธรรมดาก็ไม่ไหวแล้วมั้ย" เสียงเพื่อนสนิทดังขึ้นตอนผมคว้าซัมยังสองห่อมาถือไว้ในมือ เหลือบมองคนข้างๆ เห็นมันถือนมเปรี้ยวรสผลไม้รวมขวดใหญ่

            "ยังไม่เคยลองไง"

            "ก็แค่เผ็ดกว่าเดิม"

            "เลยต้องลองไงว่าจะเผ็ดขนาดไหน"

            "เออๆ เอาอะไรอีกมั้ย"

            "ไม่อะ แค่นี้พอ"

            ได้ของคนละอย่างตามที่ต้องการแล้วก็ไปจ่ายเงิน มื้อนี้ผมเลี้ยงเองเพราะเป็นคนชวน นมเปรี้ยวขวดใหญ่ขวดนั้นป๋าก็จ่ายให้ด้วยเหมือนกัน

            กลับมาถึงบ้านเราก็ทิ้งกระเป๋าไว้ที่โซฟา หยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้องซัมยังทั้งสองห่อเข้าครัว เปิดน้ำใส่กระทะตั้งเตาเป็นอันดับแรก วันนี้กว่าพ่อแม่ไข่ต้มจะเลิกงานกลับถึงบ้านก็คงตะวันตกดินพอดี เพราะงั้นเวลาที่เราจะได้อยู่ด้วยกันตามลำพังนั้นมีเหลือเฟือ

            "ต้มห่อเดียวก็พอมั้ง" ไข่ต้มขอความเห็นขณะฉีกซองเพื่อใส่เส้นลงไปในกระทะที่น้ำกำลังเดือดปุดๆ

            "อิ่มเหรอ"

            "เผ็ดขนาดนี้จะกินเอาอิ่มเลยเหรอ เอาแค่หายอยากก็พอมั้ง เดี๋ยวกินขนมแก้เผ็ดตามอีก"

            ถามแค่คำเดียวใส่มาเป็นชุด

            ผมพยักหน้ารับตามใจเจ้าของบ้านที่รับหน้าที่เข้าครัวเอง ไข่ต้มหย่อนเส้นลงในกระทะ ถือตะหลิวมองเส้นสีเหลืองที่ลอยอยู่ในน้ำเดือด เป็นอีกมุมหนึ่งของมันที่ผมเห็นไม่บ่อยนัก เข้าครัวทำอาหาร ถึงอาหารที่ว่าจะเป็นแค่การต้มมาม่าก็เถอะ

            "เส้นอันนี้มันต้องต้มนานๆ ใช่มั้ย" มันหันมาถาม

            "อืม ต้มนานกว่าปกตินิดนึง" ผมเดินไปยืนซ้อนหลังมัน จงใจก้มลงมองกระทะผ่านไหล่พ่อครัวที่รีบหันหน้าหนีทันที แต่มันยังคงพูดต่อไม่ได้ดันตัวผมออกหรือขยับออกห่างแต่อย่างใด

            "คราวที่แล้วเส้นแข็ง"

            "แม่งกินไม่ได้ต้องเอามาผัดรอบสอง"

            "แล้วก็กินไม่หมดอยู่ดี"

            เราย้อนรำลึกถึงความหลังที่นานมาแล้วตอนลองกินมาม่าเผ็ดครั้งแรกช่วงที่มันฮิตใหม่ๆ ตอนนั้นทำกินกันที่บ้านผม ผมเป็นคนต้ม เพราะกะความสุกของเส้นไม่ถูกเลยใช้เวลาปกติที่เคยต้มมาม่ากิน ผมชอบเส้นกรอบๆ แต่พอมาต้มซัมยังกลายเป็นเส้นแข็งเกินไปกินไม่ได้เสียอย่างนั้น เป็นความทรงจำที่ตลกดี

            ผมหัวเราะออกจมูกแล้วลมหายใจมันไปโดนคนข้างหน้าหรือยังไงก็ไม่ทราบอยู่ๆ ไข่ต้มถึงสะดุ้ง มันหันขวับมามอง ผมเลยกะพริบตาใส่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วจู่ๆ ก็โดนไล่ให้ถอยออกห่างๆ เสียอย่างนั้น

            "ไปไกลๆ เลย"

            "อยู่ๆ ก็ไล่"

            "จะเทน้ำออก"

            "เส้นได้แล้วเหรอ"

            "ได้แล้วมั้ง เดี๋ยวผัดให้มันแห้งอีก"

            ผมยอมถอยออกห่างตามคำขอ มองไข่ต้มยกกระทะไปเทน้ำต้มทิ้งในอ่างแล้วกลับมาตั้งเตาเหมือนเดิม ก่อนจะฉีกเครื่องปรุงใส่ลงไป เพื่อนผมมันชอบกินมาม่าแห้งแบบที่ใส่เครื่องลงไปตอนผัดมากกว่าต้มเส้นให้สุกแล้วมาคลุกเครื่องทีหลัง ส่วนตัวผมกินยังไงก็ได้ไม่เกี่ยง ขอแค่ครั้งนี้ให้เส้นสุกก็พอ

            ยืนอยู่หน้าเตาหลายนาทีกว่าเมนูมาม่าเผ็ดกาหลีจะเสร็จเรียบร้อย ผมจัดโต๊ะรอระหว่างไข่ต้มมันไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำเพราะร้อนจนเหงื่อออก ผมอยากอาสาเช็ดให้นะ แต่เสนอตัวไม่ทัน เห็นอีกทีมันก็เดินลิ่วหายไปแล้ว

            ขนมนมเนยวางล้อมจานมาม่าที่ส่งกลิ่นเตือนว่าฉันร้อนแรงนะจ๊ะระวังตัวไว้ให้ดี ได้อุปกรณ์การกินมาอยู่ในมือผมก็ม้วนเส้นเข้าปากคนแรก ความเผ็ดร้อนไม่ได้รุนแรงนักเมื่อแรกสัมผัส แต่เมื่อกินต่อไปเรื่อยๆ มันก็จะเริ่มออกอาการ

            เสียงซี้ดซ้าดดังมาเป็นระยะขณะที่เส้นในจานพร่องลงเรื่อยๆ ไข่ต้มยอมแพ้แล้ว มันหน้าแดงเหงื่อตกนั่งกระดกนมเปรี้ยวใส่น้ำแข็ง ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทิ้งผมให้ต่อสู้เพียงลำพัง เยลลี่ ช็อกโกแลต  พิสตาชิโอ ถูกแกะยัดใส่ปากผมเพื่อบรรเทาความเผ็ด แต่มันลืมไปหรือเปล่าว่าไอ้ถั่วนี่มันเป็นรสวาซาบิ

            ตาผมเหลือก ยกมืออุดปากวิ่งไปคายถั่วพิสตาชิโอที่มันป้อนใส่ปากแทบไม่ทัน ตอนเดินกลับมาไข่ต้มมันยังทำหน้างงใส่อีกว่าผมเป็นอะไร เลยหยิบแก้วนมเปรี้ยวของมันมากระดกรวดเดียวหมดเป็นการแก้แค้น

            "เป็นอะไรวะ"

            "กูเกลียดวาซาบิ" ใช้คำว่าไม่ชอบมันยังน้อยไปสำหรับพืชชนิดนี้

            "วาซาบิเหรอวะ เฮ้ย! ขอโทษ" มันรีบหยิบซองมาดู ทำหน้าตาตื่นรีบขอโทษขอโพยยกใหญ่

            ความฉุนของวาซาบิไม่ได้ติดอยู่นานนัก พอคายออกก็จบเรื่อง แต่ก็ทำเอาหมดอารมณ์จะกินมาม่าเผ็ดที่เหลืออยู่ไปเลย ผมรับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

            "หายยัง" เพื่อนสนิทเอ่ยถามสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย

            "อืม"

            "ขอโทษ กูลืมดู ไม่ได้จะแกล้งจริงๆ นะ"

            "เออ รู้"

            "รู้ก็อย่าทำหน้าบึ้งดิ"

            "ไม่ได้บึ้ง แค่เผ็ด" แล้วก็ไม่ได้โกรธอะไรมันด้วย แต่พอเห็นคนทำหน้าหงอยๆ เลยอยากจะลองทำหน้าบึ้งต่อไปดูอีกสักหน่อย ถ้าไม่ถูกง้อค่อยเลิกบึ้ง

            ไข่ต้มมันเอาแต่จ้องหน้าผม มองเหมือนลูกหมาที่พยายามส่งสายตาถามเจ้าของว่าทำไมไม่ลูบหัวมันสักที ถึงมันจะน่ารักมากผมก็ต้องอดใจเอาไว้ เดี๋ยวมันรู้ว่าบึ้งไม่จริง

            "สรุปงอน?"

            "ไม่ได้งอน"

            "ก็เห็นอยู่ว่างอน"

            "งั้นก็ง้อดิ"

            "เอาแบบนี้เลยเหรอ" ถามกลับเหมือนไม่อยากเชื่อว่าผมจะเล่นวิธีนี้

            ผมไหวไหล่ หยิบเยลลี่ขึ้นมากินแก้เผ็ดระหว่างรอให้มันเลือกว่าจะทำยังไง ไข่ต้มมันง้อผมไม่บ่อยนักหรอก โดยเฉพาะกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ ส่วนใหญ่เราจะเงียบใส่กันแล้วรอเวลาเพื่อให้อะไรๆ มันดีขึ้นเอง

            "อย่างมึงต้องง้อยังไงวะ" ถามกลับมาพร้อมรอยยิ้มแบบนี้มันคงรู้แล้วว่าผมแกล้ง

            "คิดเอาเองดิ"

            ไข่ต้มทำปากคว่ำใส่พลางพยักหน้า ผมเห็นความไม่น่าไว้ใจฉายอยู่ในแววตา ส่วนสายตาลูกหมาเมื่อกี้นี้ลืมมันไปได้เลย

            คนที่นั่งข้างๆ ขยับเข้ามาใกล้ ไข่ต้มยื่นหน้าเข้ามาจนปลายจมูกแทบจะชนกับผม สัมผัสจากลมหายใจของมันทำเอาผมเริ่มทำตัวไม่ถูก ไม่ใช่ว่ากลัวหรือเขิน แต่กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้มากกว่า มันจะรู้บ้างไหมว่าปากแดงๆ หลังกินของเผ็ดแบบนี้มันน่าจูบแค่ไหน

            ลมอ่อนๆ ปะทะที่ริมฝีปากของผมก่อนเพื่อนสนิทจะถอยกลับไปนั่งที่เดิม ผมกะพริบตาปริบๆ มองมันอย่างไม่เข้าใจ เมื่อกี้มันทำอะไร ง้อยังไงของมัน

            "หายเผ็ดยัง" ไข่ต้มถามซ้ำอีกครั้ง ถ้าตาผมไม่พร่าเหมือนว่าแก้มมันจะแดงกว่าเมื่อกี้ ทั้งที่น่าจะหายเผ็ดตั้งนานแล้ว

            "หายตั้งนานแล้วมั้ย"

            "หมายถึงเผ็ดมาม่า"

            "เกือบๆ"

            "งั้นไม่ต้องกินแล้วนะ"

            พูดจบมันก็ยกจานมาม่าเผ็ดที่เหลืออยู่นิดหน่อยไปเททิ้ง ดูก็รู้ว่าตั้งใจหนีจากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ กับการง้อที่ผมยังงงอยู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            หลังจากอิ่มท้องเราก็นั่งทำการบ้านโดยไม่มีใครพูดถึงเรื่องการงอนง้อกันอีก ผมอยู่รอจนพ่อกับแม่ไข่ต้มกลับมาถึงขอตัวกลับ มันเดินไปส่งผมที่ป้ายรหน้าหมู่บ้าน น่าเสียดายที่รถเมล์ดันมาตอนเราเดินถึงป้ายพอดีเลยไม่ได้ร่ำลาอะไรกันนัก แค่โบกมือลากันก็เท่านั้น

 
tbc.


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-12-2018 20:50:26 โดย kinsang »

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2590
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

ง้อยังไงอ่ะ?  มองไม่ทัน  เห็นแค่เอาหน้าไปใกล้ ๆ แล้วหลังจากนั้นหล่ะคืออะไร?

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ไข่ต้มเริ่มมองเห็นอะไรๆในตัวเพื่อนรักแล้วใช่ม้ายยยยย

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
อั้ยยยยย น้องไข่ต้มมีเขินแล้วอ่าเดี๊ยวนี้ เริ่มพัฒนาแล้ววว

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
มีคนมาจีบซอสดูบ้าง รับรองรู้เรื่อง

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
นี่เค้าง้อกันแล้วใช่มั้ยคะ

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
ง้อแบบนี้อีกทีสิ  :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 19
รุ่นน้องที่อยากปรบมือให้


            เสียงเรียกเข้าดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนนาฬิกาปลุกผมจะดังเสียอีก พอคว้ามือถือมาดูก็ทำเอาอยากจะกดตัดสาย บอกตามตรงถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทสุดที่รักโทรมาในเวลาเช้าขนาดนี้ผมก็ไม่อยากรับสายใครทั้งนั้น แต่ก็นั่นแหละ ไข่ต้มมันไม่ตื่นเวลานี้หรอก แถมคนที่โทรมาเนี่ยถ้าไม่รับก็คงโทรมาอีกเรื่อยๆ นอกเสียจากว่าผมจะปิดเครื่องหนีไปซะ

            [ถ้าพี่ไม่โทรมาก็ไม่คิดจะโทรหากันบ้างเลยใช่มั้ย] เสียงสดใสของพี่ซีอิ๊วดังผ่านสายเมื่อผมกดรับ นี่มันเพิ่งจะหกโมงเช้าเองนะ ไม่รู้จะรีบตื่นไปไหน

            ผมพยายามตั้งสติสลัดความง่วงเหงาหาวนอนออกไป กำลังจะถามกลับไปว่าโทรมามีธุระอะไรพี่ก็ดันถามแทรกขึ้นมาเสียก่อน

            [เป็นไงบ้างล่ะกับเพื่อนคนนั้น หลังเลิกกับแฟนแล้วเป็นไง]

            "ก็ไม่ยังไง"

            [ใช่ซี้ สมหวังแล้วพี่ก็หมดประโยชน์]

            ผมว่าประโยคแบบนี้มันคุ้นๆ แต่ก็ช่างเถอะ

            "สมหวังอะไรล่ะ"

            [ยังไม่จีบอีกเหรอ]

            "ก็จะจีบอยู่"

            [จีบยังไง]

            "วุ่นวายนะพี่"

            [หมดประโยชน์จริงๆ ใช่มั้ยฉัน]

            ผมยืดแขนบิดขี้เกียจก่อนจะพลิกตัวนอนตะแคง ฟังพี่ซีอิ๊วที่ยังตัดพ้อไม่เลิก แต่เอาจริงๆ ผมยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เรียกว่าจีบได้หรือเปล่า

            "ก็เริ่มจากสร้างความมั่นใจไง"

            [เล่ามาซิ]

            "ไม่เล่า"

            [พี่เป็นที่ปรึกษาแกนะ] เมื่อกี้ตัดพ้อตอนนี้เปลี่ยนเป็นขู่ แบบนี้เขาเรียกทวงบุญคุณนะพี่

            "ก็แสดงตัวมากกว่าเดิม หวงมากกว่าเดิม ถึงเนื้อถึงตัวมากกว่าเดิม ประมาณนั้น" เป็นความมากกว่าเดิมที่ผมเพิ่มขึ้นมานิดๆ หน่อยๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันจะมากพอหรือเปล่า

            [แล้วท่าทีเพื่อนคนนั้นเป็นไง]

            "ก็เหมือนเดิม...มั้ง" บอกตามตรงว่าผมเองไม่ได้มั่นใจนัก พอผมเริ่มใกล้ ก็เหมือนกับว่าไข่ต้มมันจะทำแบบเดียวกันผม คล้ายกับรู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป แต่บางทีก็เหมือนไม่รู้

            [มั่นใจหน่อยดิ]

            "ก็เพื่อนไงพี่ เพื่อนสนิท ต้องคิดเยอะๆ หน่อย"

            [คิดว่าไม่ได้อยากเป็นเพื่อนใช่มั้ย]

            "ก็เออ แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นไม่ได้ก็อยากเป็นเพื่อนต่อไปไง"

            [งั้นก็เชิญเป็นเพื่อนต่อไป]

            "พี่แม่ง"

            [บางทีน่ะคิดน้อยๆ บ้างก็ได้ อะไรๆ มันอาจจะไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก]

            "ก็หวังให้มันเป็นงั้น"

            [สู้ๆ นะน้อง พี่ไม่กวนละ ไปนอนต่อไป] เข้าโหมดที่ปรึกษาได้แป๊บเดียวพี่ซีอิ๊วก็ตัดจบวางสายไม่เปิดโอกาสให้ผมได้บ่นอะไรทั้งสิ้น อีกอย่างโทรมาปลุกก่อนเวลาตื่นนอนปกติไม่กี่นาทีแบบนี้ใครมันจะไปนอนต่อได้

            งั้นก็ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเลยแล้วกัน

 

            เพราะโดนพี่ซีอิ๊วปลุกแต่เช้าผมเลยโทรไปกวนไข่ต้มแต่เช้าบ้าง มันทำเสียงงอแงนิดหน่อยตอนผมชวนไปกินโจ๊กที่ตลาดแต่สุดท้ายก็ยอมตกลง นัดเจอกันเจ็ดโมงเช้าที่สีแยก ร้านโจ๊กอยู่ตรงปากซอยเข้าตลาด ถ้าจำไม่ผิดเราเคยมากินด้วยกันบ่อยๆ ช่วง ม.สาม หลังจากนั้นก็นานๆ มาครั้ง

            ผมมาถึงก่อนเวลานัดไม่กี่นาที ยืนรอแป๊บเดียวไข่ต้มมันก็เดินทำหน้าง่วงมาหา รอยช้ำบนหน้ามันหายไปแล้วหลังจากผ่านมาสามวัน กลับมาเป็นพี่ไข่ต้มคนหน้ามนของน้องๆ เหมือนเดิม

            "นึกยังไงอยากกินโจ๊ก" เดินมาถึงตัวผมปุ๊บมันก็โยนคำถามมาให้

            "นึกถึงวันเก่าๆ"

            ไข่ต้มมันขมวดคิ้วใส่ทันทีที่ผมตอบ มันคือมุกจีบเพื่อนสนิท หวังว่ามันคงจะเข้าใจ

            "ในโรงอาหารก็มี"

            "ก็บอกว่านึกถึงวันเก่าๆ"

            มันปรายตามองเหมือนอยากจะถามว่าผมยังสบายดีอยู่ไหม หรือตื่นเช้าเกินจนระบบความคิดรวนไปหมดแล้ว

            "ก็แค่อยากกินกับมึงอะ แค่นี้ไม่ได้ไง"

            "ยังไม่แค่ว่าอะไรเลย แค่ถาม"

            "สายตามึงเหมือนด่ากูไง"

            "เหรอๆ"

            เห็นมันทำหน้าทำตาน่ามันเขี้ยวผมเลยยื่นมือไปจับแก้มมันอย่างอดใจไม่ไหว จับแล้วดึงจนมันยืดออกมา แล้วก็เพิ่งรู้ว่าแก้มเพื่อนมันนิ่มขนาดนี้ จะว่าไปแล้วก็เหมือนโมจิ น่ากัดชะมัด

            "เล่นอะไรของมึงเนี่ย เจ็บ" มันปัดมือผมออกแล้วลูบแก้มยกใหญ่

            "มันเขี้ยวมึงว่ะ"

            "เป็นบ้าเหรอ"

            "ขอจับอีกทีดิ" ว่าแล้วผมก็ยื่นมือไปหมายจะจับแก้มนิ่มๆ ของเพื่อนอีกสักรอบ ไข่ต้มมันรีบเบี่ยงตัวหลบ ก่อนจะเดินหนีไปยังซอยร้านโจ๊ก แต่ก็ยังไม่วายหันกลับมาเหวี่ยงค้อนใส่ผมอีก

            ชอบทำหน้าทำตาแบบนี้ไงมันถึงได้น่าหยิกแก้มแรงๆ อีกสักที

            ระหว่างมื้อเช้าเราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ต่างคนต่างตั้งใจกิน มันแย่งตับในถ้วยผมไปด้วยแต่ผมไม่ว่าอะไรหรอก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้เสียสละให้มันได้เสมอ รวมถึงขิงที่ผมไม่ชอบด้วยเหมือนกัน

            "มึงไม่สั่งแค่ข้าวกับหมูไปเลยวะถ้าจะไม่กินทุกอย่างขนาดนี้" มันว่าตอนผมตักขิงให้

            "ลืมบอกตอนสั่ง"

            "กูก็นึกว่ามึงกินขิงได้แล้ว"

            "ขิงกับกูเป็นศัตรูกัน"

            "วาซาบิก็ด้วย"

            "เออ พูดแล้วก็เคือง"

            เราสบตากันก่อนจะหลบตาแล้วก็เงียบไปสักพัก ตักโจ๊กขึ้นมาเป่า ส่งเข้าปากแล้วตักคำใหม่ อย่างกับว่าเรื่องถั่วพิสตาชิโอเคลือบวาซาบินั่นเป็นเหตุการณ์ที่ห้ามพูดถึง ทั้งที่ผมยังงงๆ อยู่เลยว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ที่จริงแค่ไข่ต้มมันง้อด้วยการเป่าลมใส่ปากผมแค่นั้น แต่พอนึกถึงแล้วมันก็รู้สึกวูบวาบแปลกๆ

            สิ้นสุดมื้อเช้าเราก็เดินจากสี่แยกไปโรงเรียน ระยะทางสองป้ายรถเมล์ซึ่งไม่ถือว่าไกลนัก เทียบเวลากับการนั่งรถเมล์แล้วต่างกันไม่เท่าไร เราเดินไปตามทางเท้าขนาบข้างกับท้องถนนที่การจราจรที่ติดขัด มลพิษเยอะไปสักหน่อยแต่ยังหลงเหลือบรรยากาศสดชื่นยามเช้าอยู่บ้าง

            "ไม่ได้เดินไปโรงเรียนนานแล้วเนอะ" ออกจากร้านโจ๊กได้ไม่เท่าไรไข่ต้มมันก็พูดชวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ขึ้นมา

            "ปกติมาตลาดมึงชอบชวนขึ้นรถเมล์ตลอด" ไม่ใช่ว่าพักหลังมาตลาดไม่บ่อย เพียงแค่ไม่ได้กินโจ๊ก แล้วก็ไม่ได้เดินทอดน่องแบบนี้ด้วยกันก็เท่านั้น

            "ก็มันสายแล้วนี่หว่า"

            "กลัวอะไรแค่สาย"

            "กูเคยสายแล้วแม่งให้ท่อง ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก"

            แค่มันเกริ่นมาผมก็หลุดหัวเราะ นึกถึงเรื่องนี้กี่ทีก็ขำ มีอย่างที่ไหนเด็ก ม.ห้าท่องพยัญชนะไทยสี่สิบสี่ตัวไม่ได้ จนคนอื่นเขาท่องได้โดนปล่อยขึ้นห้องเรียนหมดแล้ว

            "อย่าขำเด้!"

            "ก็มึงเอ๋ออะ"

            "ต.เต่า แล้วกูข้ามไป ท.ทหาร ลืม ถ.ถุง จากนั้นก็แบล็งไปเลย"

            "แล้วตอนนี้ท่องได้ยัง"

            "ไม่รู้ ช่างแม่งอย่าไปพูดถึง แค่อ่านออกทั้งหมดก็พอ"

            "ได้เหรอวะ"

            "เออ"

            ผมหัวเราะ ไข่ต้มมันก็ยิ้ม มือที่แกว่งอยู่ข้างๆ กันสัมผัสกันไปมาอยู่หลายทีจนผมอยากจะคว้ามือนั้นมาจับไว้ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่ในใจยังมีความกลัวซ่อนอยู่อยู่ดี งั้นถ้าหากเริ่มต้นจากอะไรเล็กๆ น้อยๆ ล่ะ เพียงแค่หนึ่งในห้านิ้วนั้น ผมยังจะพอมีโอกาสอยู่มั้ย

            ไข่ต้มมันยังพูดเรื่องบทลงโทษสำหรับคนมาสายไม่เลิก มือของเรายังปัดผ่านกันไปมาอยู่ซ้ำๆ เช่นกัน จนกระทั่งผมใช้นิ้วก้อยเกี่ยวนิ้วก้อยของมันไว้ ริมฝีปากที่ขยับพูดด้วยรอยยิ้มก็หยุดลง กลายเป็นสายตาที่ผมเดาความหมายไม่ออกหันมามองกันแทน

            เหมือนกับว่าภาพที่เห็นตรงหน้ามันช้าลง ริมฝีปากที่เคยยิ้มค่อยๆ เหยียดตรง สายตาคู่นั้นที่หันมองมา เปลือกตาที่มีแพรขนตายาวกะพริบช้าๆ ก่อนริมฝีปากนั้นจะเม้มเข้าหากัน และใบหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดจะหันกลับไป

            ผมไม่ได้ปล่อยนิ้วก้อยที่เกี่ยวกันอยู่ ภาพในความรู้สึกกลับมาเคลื่อนไหวด้วยความเร็วปกติอีกครั้งเมื่อเพื่อนสนิทไม่ได้พูดอะไรหรือสะบัดมือผมออก เราเพียงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่เหลืออีกไม่ไกลนัก

            "ถ้ามึงไม่ชอบ..."

            "ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย" คนข้างๆ ขัดขึ้นทั้งที่ผมยังพูดไม่จบ ไข่ต้มไม่ได้หันมามอง มันยังทำหน้านิ่งจนผมเดาอะไรไม่ออก แม้ในใจจะร่าเริงสุดขีดอยู่ก็ตาม

            ผมไม่กล้าพูดอะไร ยอมรับเลยว่าป๊อด ทั้งที่โอกาสมากองอยู่ตรงหน้าแล้วก็ยังไม่กล้า กลัวว่าถ้าพูดออกไปแล้วผลลัพธ์จะออกมาตรงกันข้ามกับสิ่งที่คิดไว้ ไข่ต้มมันเพิ่งเลิกกับพี่อ๋องได้ไม่ถึงเดือน แม้มันบอกว่าจะลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆ แต่สิ่งที่มันพูดถึงจะรวมถึงสถานะเพื่อนสนิทอย่างผมด้วยหรือเปล่า ผมอยากได้ความมั่นใจเพิ่มอีกสักนิด

 

            ไม่รู้ทำไมถึงเป็นผมทุกทีที่มักได้ยินใครต่อใครพูดคุยกันถึงไข่ต้มมัน วันนี้หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จเพื่อนผมถูกอาจารย์กักตักไว้ เห็นว่าจะคุยเรื่องงานกีฬาของเทอมหน้าที่มันมักถูกขอให้ทำหน้าใดหน้าที่หนึ่งในขบวนพาเหรดของโรงเรียนเสมอ อย่างปีที่แล้วมันได้เป็นดรัมเมเยอร์ไม้สาม ส่วนปีนี้มีการคัดเลือกไปแล้วตั้งแต่เปิดภาคเรียนมันเลยรอดตัวไป ด้วยเหตุนี้ผมเลยเดินมารออยู่ใกล้ๆ กับบันไดทางขึ้นหอประชุม ข้างๆ พื้นที่พักผ่อนของคนเพื่อนเยอะนั่นแหละ

            "มึงเห็นสร้อยข้อมือพี่ไข่ต้มป้ะ"

            เพื่อแอบฟังบทสนทนาของรุ่นน้องผู้หญิงที่บังเอิญได้ยินเข้าพอดี

            "อันสีฟ้าอะนะ"

            "เออ อันนั้นแหละ กูเห็นใส่มาสักพักแล้ว"

            ประเด็นของถกเถียงวันนี้เป็นเรื่องสร้อยข้อมือ อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้มีประเด็นรอยฟกช้ำปริศนามาแทนที่ทำให้ประเด็นนี้ถูกลืมเลือนไป

            "แล้วไงอะ ก็แค่สร้อยข้อมือ"

            "เพื่อนพี่ไข่ต้มก็ใส่ไง แต่เป็นสีน้ำตาล"

            "แล้วยังไงวะ"

            "กูว่ามันเป็นสร้อยข้อมือคู่"

            น้องคนนี้ตาถึงแฮะ ดูออกแม้กระทั่งว่าเป็นสร้อยข้อมือคู่ จินตนาการล้ำเลิศเหมือนผมไม่มีผิด แต่เชื่อเถอะว่ามันต้องมีคนขัด ก็เพื่อนน้องเขานั่นแหละ

            "สีก็คนละสี มันสร้อยข้อมือคู่ยังไงอะ"

            "ก็แบบไง มันเป็นแบบเดียวกัน มีตัวอักษรชื่อใส่ไว้ด้วย"

            "แค่เนี้ย"

            "ก็แค่เนี้ยแหละ มึงว่าพี่สองคนเขาแอบคบกันหรือเปล่าวะ"

            การตั้งข้อสันนิษฐานของน้องเขาทำเอาผมยิ้มกว้าง อย่างน้อยน้องก็เป็นคนที่สามแล้วที่คิดว่าผมกับไข่ต้มเหมาะสมที่จะคบกันได้

            "พี่ไข่ต้มกับเพื่อนเขาเนี่ยนะ"

            "เออ พี่ไข่ต้มกับพี่ซอสอะ"

            ให้ตายเถอะ ผมอยากจะเดินเข้าไปปรบมือตรงหน้าน้องเขาจริงๆ นอกจากจะเชียร์ผมแล้วยังจำชื่อผมได้อีก

            "ไม่น่าใช่มั้ง"

            "แต่กูว่าใช่"

            แรงสะกิดที่หัวไหล่ทำผมสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ไข่ต้มมันก็โผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง แล้วจังหวะก็ดันพอเหมาะพอเจาะพอดีกับที่น้องเขาพูดขึ้นมาอีกรอบ เล่นเอาผมไม่รู้จะทำหน้ายังไง

            "กูว่าพี่ซอสกับพี่ไข่ต้มคบกันอยู่ ถ้าจริงเลี้ยงหมูกระทะมื้อนึงเลยเอา"

            "กูจะได้กินมั้ยเนี่ย"

            "มึงรอดูเลย"

            ผมเหลือบมองเพื่อนสนิทหลังได้ฟังและคิดว่ามันก็คงได้ยินเหมือนกัน ไข่ต้มเม้มปากแต่ยังทำหน้านิ่ง เดาอารมณ์ไม่ถูกว่ามันจะคิดยังไงกับสิ่งที่ได้ยินกันแน่ ผมเลยเลือกที่จะถามเรื่องที่มันโดนอาจารย์เรียกไว้แทน

            "อาจารย์ว่าไงบ้าง"

            "เขาจะให้กูถือป้ายโรงเรียน ขอคำตอบตอนเปิดเทอม"

            "แล้วมึงว่าไง"

            "ก็รับข้อเสนอไว้ก่อนนั่นแหละ กูอ้างเรื่องอ่านหนังสือเตรียมสอบแล้วนะ แต่อาจารย์เขาอยากให้กูเป็นจริงๆ เลยลองเอามาคิดดูก่อน ปีสุดท้ายแล้วด้วย"

            ผมพยักหน้ารับ ไม่สนับสนุนหรือคัดค้านเพราะอยากให้มันทำในสิ่งที่ตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง ก่อนจะชวนมันขึ้นห้องและทำเป็นเมินเฉยเรื่องที่สาวๆ พูดถึง แต่ถ้าจะให้ดีไข่ต้มมันควรช่วยเหลือน้องคนนั้นนะ

            เพื่อหมูกระทะหนึ่งมื้อ


tbc.

 
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า



ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ดูท่าทีไข่ต้มไม่ออกเลย ซอสจะต้องเสียใจมั้ย  :ling3: :hao5:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

ไข่ต้ม  เซอร์วิสน้องหน่อย 

#อยากให้น้องได้อิ่มหมูกะทะหนึ่งมื้อจัง

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
หมูกะทะหนึ่งมื้อเลยนะไข่ต้มมมม
ช่วยน้องหน่อยน้าาาาา

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ยังไงไข่ต้มยังไงๆดี ชอบๆกันเถ้ออออ

ออฟไลน์ mkianit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 298
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
ก็ยังหวังว่าจะมีคนแอบชอบซอสบ้าง55555เผื่อไข่ต้มจะรู้ตัว งิงิ

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
แหน๊  :hao3:

ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 247
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +192/-0

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 20
เพื่อนที่รู้ใจ


            เข้าสู่กลางเดือนกันยายนก็ใกล้ถึงฤดูกาลสอบปลายภาค ผมต้องเคลียร์งานทั้งหมดส่งภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะเหลือแค่งานวิชาการงานอาชีพที่อาจารย์ให้ทำโคมไฟส่งวันสุดท้ายของการเรียนการสอน หรือก็คือภายในวันศุกร์หน้า ด้วยเหตุนี้ผมจึงมายืนอยู่หน้าหมู่บ้านไข่ต้มในช่วงสายของวันเสาร์

            ผมถือถุงใบใหญ่เดินเข้าซอย แดดช่วงสิบโมงทำอะไรผมไม่ได้นักเพราะวันนี้ตัวผมสดใสยิ่งกว่าพระอาทิตย์ที่กำลังสาดแสงเสียอีก ได้เจอได้อยู่ใกล้คนที่ชอบย่อมมีความสุขเป็นธรรมดา

            แม่ของไข่ต้มเป็นคนลงมาเปิดประตูเมื่อผมกดกริ่งที่หน้าบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่จะออกไปตลาดเพื่อซื้อของเข้าบ้านรวมถึงมื้อกลางวันสำหรับผมกับลูกชายพอดี ส่วนคุณพ่อนั้นออกไปทำโอทีวันเสาร์ อย่างกับฟ้าเป็นใจอยากให้เราอยู่ด้วยกันตามลำพังยังไงยังงั้น

            พื้นที่ห้องนั่งเล่นหน้าโซฟาตัวใหญ่ถูกจับจองสำหรับทำงาน โครงไม้สำเร็จรูปที่เหมือนกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ กับฐานโคมไฟที่เป็นแบบสำเร็จรูปเหมือนกันวางบนกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปูรองไว้ สิ่งที่เราต้องทำคือวาดอะไรสักอย่างลงบนโครงไม้ที่มีช่องตรงกลางซึ่งรอยด้ายขัดกันไปมาทั้งสี่ด้าน พูดง่ายๆ ก็คือสร้างลวดลายให้กับโคมไฟไม้นั่นเอง

            ดินสอ ยางลบ สีโปสเตอร์ จานสี พู่กันกับแก้วน้ำ อุปกรณ์สำหรับสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสุดท้ายของ ม.หกเทอมหนึ่งวางกองอยู่ตรงกลางให้เลือกใช้ ไข่ต้มมันคิดมากตั้งแต่ตอนอาจารย์สั่งงาน บ่นให้ผมฟังว่าไม่รู้จะวาดอะไรอยู่หลายรอบ จนตอนนี้ก็ดูเหมือนว่ามันจะยังคิดไม่ออก

            "มึงจะวาดอะไร"

            "รอดูเอง"

            "หวงว่ะ งั้นช่วยกูคิดหน่อยดิ"

            "วาดอะไรที่มึงชอบอะ อย่างเช่นขนม"

            "ฝีมือวาดรูปกูไม่ได้ดีขนาดนั้นไง"

            "ลองดูก่อน"

            "ถ้างั้นขนมอะไรดี"

            "มึงชอบกินขนมอะไรที่สุด" ผมถามเพราะตัวผมเองก็ไม่มั่นใจในคำตอบนัก ไข่ต้มมันกินขนมหลายอย่าง แล้วก็ชอบแทบทุกอย่าง

            "เยอะว่ะ"

            "งั้นก็วาดมันหมดนั่นแหละ"

            ไข่ต้มมันทำหน้าคิดหนักกับสิ่งที่ผมเสนอ และเชื่อเถอะว่ามันไม่น่าจะทำตามข้อเสนอนี้ แล้วจะมีอะไรอีกที่เหมาะสมกับมันนอกจากขนม ถ้านึกถึงสิ่งที่เพื่อนสนิทให้ความสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คงจะเป็น...

            "ภาษาจีน"

            "อักษรจีน"

            มันพูดขึ้นหลังผมเพียงเสี้ยววินาที ไข่ต้มมันเรียนภาษาจีนตั้งแต่ ม.ต้น จนตอนนี้ใกล้จะถึงระดับสูงแล้ว เราไม่ได้เรียนศิลป์ภาษาจีน มันใช้วิธีลงคอร์สเรียนภาษาหรือไม่ก็บินไปเรียนที่จีนบ้างช่วงปิดเทอม เพราะงั้นให้มันเขียนอักษรจีนคงง่ายกว่าวาดรูปขนมเป็นไหนๆ

            หลังคิดได้แล้วว่าจะวาดอะไรเราก็เริ่มลงมือ รอบตัวมีขนมกับน้ำอัดลมที่ผมซื้อมาไว้กินระหว่างทำงาน ผมวาดไปก็แอบมองไข่ต้มไป หลังจากทาสีรองพื้นเสร็จแล้วมันก็ดูตั้งอกตั้งใจกับการเขียนอักษรจีนให้ออกมาสวยๆ แต่ติดตรงที่ผมอ่านไม่ออกว่าตัวอักษรพวกนั้นแปลว่าอะไร

            "มึงเขียนคำว่าอะไรอะ" ผมวางงานตัวเองลงก่อนขยับไปนั่งข้างๆ มันวางพู่กันลงแล้วหันมายิ้มให้

            "ไม่บอก" นี่คือการเอาคืนใช่ไหม

            "ของกูพอวาดเสร็จเดี๋ยวมึงก็ดูออกไง แต่ของมึงอะกูอ่านไม่ออก"

            "จดไว้แล้วไปหาความหมายเอาดิ"

            ผมมองโครงไม้ทั้งสี่ด้านที่ไข่ต้มเขียนอักษรไว้ด้านล่างซึ่งมีพื้นที่เยอะที่สุด แต่ละด้านมีอักษรหนึ่งตัว แค่เห็นผมก็รู้สึกตาลายแล้ว และไม่คิดว่าจะหาความหมายของคำทั้งหมดเจอง่ายๆ ด้วย

            "งั้นเอางี้ ส่งงานเสร็จแล้วมาแลกกัน" ไข่ต้มเสนอ มันคงรู้ว่าคนอย่างผมไม่มีทางจดอักษรพวกนี้แล้วไปหาคำแปลได้แน่ๆ แต่ถึงให้ตัวต้นฉบับมาเลยก็ใช่ว่าผมจะหาความหมายได้

            "แปลให้เลยง่ายกว่ามั้ย"

            "ใช้ความพยายามหน่อยดิ"

            "อย่างกับจะให้กูไขรหัสปริศนาอะไรงั้นแหละ"

            "คงงั้นมั้ง"

            ไข่ต้มยิ้มตอนเราสบตากัน แล้วอยู่ๆ ใจผมก็เต้นแรงขึ้นมา คำพูดทีเล่นทีจริงของมันทำเอาผมอยากรู้ตอนนี้เลยว่าอักษรพวกนั้นแปลว่าอะไร มันอยากจะบอกอะไรผม สำคัญมากไหม หรือเกี่ยวกับอะไร อยากรู้จนอยากแกล้งจั๊กจี้ให้มันยอมเฉลย แต่ถ้าทำแบบนั้นหลังจากรู้คำตอบแล้วสภาพศพผมคงไม่สวยนัก

            "จะไม่บอกจริงดิ" ผมยังไม่หยุดตื๊อ เผื่อคนใจร้ายจะยอมใจดีขึ้นมาสักครั้ง

            "ไม่"

            "อย่างบังคับให้กูต้องลงมือนะ" พูดดีๆ ไม่ฟังก็ต้องขู่ แต่มันดูไม่ได้ผลเลยสำหรับเพื่อนสนิทคนนี้

            "จะทำอะไร"

            "เดี๋ยวก็รู้"

            ขู่ไม่กลัวก็ต้องลงมือ ผมคว้าตัวมันมากอดก่อนลากขึ้นมานั่งตักบนโซฟากันมันดิ้นไปเตะงานพัง ไข่ต้มร้องโวยวายเสียงดังลั่น ที่จริงเสียงมันก็แหลมใช้ได้ ถ้าเกิดมันนึกพิเรนทร์หันมาตะโกนอัดหูผมขึ้นมามีหวังหูดับแน่ๆ แต่ถ้ามันคิดจะทำอย่างนั้นจริงๆ ผมคงจะโดนมันหอมแก้มฟอดใหญ่เหมือนกัน ซึ่งมันก็คุ้มค่าดี

            ออกแรงดิ้นอยู่สักพักแล้วอยู่ๆ มันก็หยุดดิ้นจนผมแปลกใจ มันอาจจะเหนื่อยหรืออาจจะงงที่ผมไม่ทำอะไรสักทีก็ได้

            "จะทำอะไรของมึงเนี่ย" น้ำเสียงติดหงุดหงิดเล็กๆ ผมเลยกระชับกอดให้แน่นขึ้นแล้ววางคางเกยไหล่มันไว้

            "แค่อยากกอดมึง"

            "ช่วงนี้เป็นบ้าบ่อยนะมึง"

            "ก็คงงั้น"

            มันเงียบ ผมเลยเงียบตาม ทิ้งเวลาอยู่หลายวินาทีไข่ต้มก็พูดประโยคที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินจากมัน

            "อยากกอดขอดีๆ ก็ได้มั้ย"

            "ถ้ากูขอมึงจะให้กอดเหรอ"

            "ก็...เออ" น้ำเสียงยังกระแทกกระทั้นไม่เปลี่ยน แต่เชื่อเถอะว่าถ้าขอกอดดีๆ มันคงไม่ยอมปีนขึ้นมานั่งตักผมแบบนี้หรอก

            เมื่อเห็นว่าคนบนตักไม่ดิ้นรนที่จะลุกหนีผมเลยคลายวงแขนออก กอดมันไว้หลวมๆ คางยังวางไว้ที่เดิม จับมือมันข้างหนึ่งมาวางบนมืออีกข้างของผม กุมมือนั้นไว้แล้วเอ่ยคำถามออกไป มันคือความกล้าทั้งหมดที่ผมมี

            "มึงว่าระหว่างเราจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมั้ย"

            เกิดความเงียบอยู่เกือบนาที ไข่ต้มมันนิ่งจนเดาอะไรไม่ถูก ทำเอาผมเกือบจะคลายอ้อมกอดออกและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามผลของการกระทำและความรู้สึก แต่สุดท้ายมันก็ตอบออกมา

            "ถ้าคิดจะเปลี่ยนก็คงเปลี่ยน"

            "อึดอัดมั้ย"

            คนในอ้อมกอดส่ายหน้า

            "รู้สึกไม่ดีบ้างหรือเปล่า"

            คำตอบคือการส่ายหน้าอีกครั้ง

            เมื่อผมปล่อยมือออกไข่ต้มมันก็ลุกไปนั่งที่เดิม มันไม่พูดอะไรขณะคว้างานที่ทำค้างไว้มาถือ แต่ตามันกลับมองงานของผมที่วางทิ้งไว้ข้างๆ กัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมที่ยังนั่งนิ่งบนโซฟา

            "มึงทำแบบที่มึงอยากทำนั่นแหละ กูจะทำแบบที่กูอยากทำเหมือนกัน"

            ผมขยับลงมานั่งข้างๆ มองลึกเข้าไปในแววตาที่แทบจะไม่สั่นไหวเลยสักนิด พอเป็นเรื่องของตัวเองผมกลับมองไม่ออกเลยว่าความรู้สึกของคนตรงหน้าเป็นยังไง จุดจบของความสัมพันธ์ครั้งนี้ก็เช่นกัน

            "กูจะจีบมึงนะ" แต่ในเมื่อลงสนามแล้วผมก็จะทำมันให้สุดความสามารถที่มี

            ไข่ต้มไม่พูดอะไร มันเม้มปากก่อนก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ผมไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันกำลังกลั้นยิ้ม แถมหูมันยังแดงแบบปิดไม่มิด ทำเอาไฟความหวังอันริบหรี่ลุกโชนขึ้นมา

            สำหรับผมปฏิกิริยาตอบกลับของคนที่คิดจะกะเทาะเปลือกไข่คราวนี้ไม่ได้แย่นัก ผมอาจจะโชคดีที่เข้ามาหลังจากที่มันเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเรามันค่อนข้างเสี่ยง สุดท้ายผมอาจจะจบไม่สวยเหมือนพี่อ๋อง แต่ตราบใดที่มันรู้ความจริงแล้วยังไม่ไล่ผมไปไหน ผมก็จะอยู่ข้างมันเสมอ

            อยู่ตรงนี้ตลอดไป

            "มึงลงสีสวยๆ นะ อย่าลืมว่าตรวจแล้วมาแลกกัน" มันบอกตอนมองไปที่งานของผมอีกรอบ

            "รู้แล้ว"

            ก็งานนี้ผมตั้งใจวาดให้มันอยู่แล้ว ถึงไม่ขอแลกผมก็จะให้อยู่ดี

            รูปไข่อีสเตอร์สีสันสดใสที่วางอยู่บนทุ่งหญ้าสีเขียว

 

            โคมไฟที่มีตัวอักษรจีนทั้งสี่ด้านตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือในห้องผมหลังจากอาจารย์ตรวจและให้คะแนนเรียบร้อย ผมกับไข่ต้มแลกโคมไฟกันหลังหมดคาบ ถือเป็นการสิ้นสุดการเรียนการสอนเข้าสู่ช่วงการสอบภายปลายเต็มตัว ตารางสอบของห้องผมคือวันจันทร์ พุธ และศุกร์ สอบวันเว้นวันแบบนี้มีเวลาอ่านหนังสือได้อย่างสบายๆ

            แต่ก็นั่นแหละ

            สมาธิในการอ่านหนังสือของผมมีไม่เต็มร้อยเพราะอักษรจีนบนโคมไฟที่ไม่รู้ความหมายยังกวนใจผมอยู่ เพื่อนในห้องที่รู้ภาษาจีนนอกจากไข่ต้มก็ไม่มี พ่อกับแม่ผมก็ไม่รู้ เจ้าของโคมไฟก็ไม่ยอมปริปากบอก เลยลองขีดๆ เขียนๆ ลงในแอปทรานสเลตดู ใช้เวลาสลับคำอยู่นานก่อนจะได้ออกมาสี่ประโยคตามคำทั้งสี่ด้านของโคมไฟ

            ‘ที่หันของใกล้ชิด’

            ที่หันกับใกล้ชิดมันเป็นใครผมไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นตัดทิ้งไปเลยได้

            ‘โพสต์ที่ใกล้ชิด’

            อันนี้ยังพอมีความหมายอยู่บ้าง

            ‘เพื่อนที่ดี’

            ประโยคนี้ความหมายดีแฮะ

            ‘เปิดผกผันของโม’

            ส่วนอันนี้ยิ่งงงไปกันใหญ่

            แปลครบทั้งสี่ประโยคแล้วคงไม่ต้องบอกว่าผมจะเลือกเชื่อประโยคไหน ในเมื่อมีประโยคที่อ่านรู้เรื่องอยู่แค่ประโยคเดียวเท่านั้น

            莫逆之交 คือเพื่อนที่ดีอย่างนั้นเหรอ

            ความหมายดีนะ แต่รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่หัวใจ

 

            S : เพื่อนที่ดี

            หลังจากรู้ความหมายของอักษรที่ไข่ต้มเขียนผมก็ส่งไลน์ไปหามัน รอนานนับชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตอบกลับมา จนผมอ่านหนังสือสลับกับพักงีบสายตาไปหลายรอบ กว่าแจ้งเตือนจะดังก็ตอนใกล้หกโมงเย็น

            Egg : รู้แล้วเหรอ

            S : กว่าจะตอบ

            ผมคว้ามือถือมาพิมพ์ตอบกลับทันที ถ้าตอบช้าเดี๋ยวมันหายตัวไปอีก จะโทรไปคุยก็เกรงใจ

            Egg : ก็อ่านหนังสือ

            S : พักบ้าง

            Egg : พักอยู่

            Egg : แล้วมึงรู้คำตอบได้ไง

            S : กูเกิลทรานสิครับ ถามได้

            Egg : เออ เก่งๆ

            พิมพ์ชมมาเหมือนผมเป็นเด็กน้อยอะไรแบบนั้น ให้เดามันคงยิ้มหรือไม่ก็หัวเราะผมอยู่แน่ๆ

            Egg : แต่ถ้าแปลให้สวยๆ จะแปลว่าเพื่อนสนิทที่รู้ใจ อ่านว่า โม่ นี้ จื้อ เจียว มันเป็นสุภาษิต กูว่าเหมาะกับมึงดี

            S : ก็คงเหมาะดี

            พิมพ์ตอบกลับไปแล้วก็รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล สำหรับคนที่บอกความรู้สึกของตัวเองไปแล้วพอเห็นอะไรแบบนี้เหมือนมีแววจะอกหักยังไม่รู้

            เพื่อนสนิทที่รู้ใจ...หรือว่านี่คือคำตอบของมัน

            ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ

            Egg : เป็นอะไร

            S : เปล่า

            Egg : เปล่าอะไร หน้ามึงหงอยผ่านตัวหนังสือเลย

            S : ขนาดนั้นเลย

            Egg : ทำไมอะ

            Egg : มันไม่ดีเหรอ เป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจมันไม่ดีเหรอ

            S : มึงก็รู้

            จากที่คิดว่าจะอวดที่แปลอักษรจีนได้ กลับกลายเป็นผมที่ทำบรรยากาศพังเสียอย่างนั้น งี่เง่าไม่เข้าเรื่อง ไม่ชอบตัวเองที่มีความคิดด้านลบแบบนี้เลย

            เพราะบรรยากาศดีๆ ที่ผมทำพังทำให้หน้าแชตไร้ความเคลื่อนไหวอยู่สักพัก ผมได้แต่จ้องมองมันอยู่อย่างนั้นเพราะคิดไม่ออกว่าจะพิมพ์อะไรลงไปเพื่อดึงบรรยากาศดีๆ กลับมา แต่ก่อนที่ผมจะคิดได้ไข่ต้มมันก็ตอบกลับมาก่อน แล้วอารมณ์หม่นหมองที่ผมสร้างขึ้นเองเมื่อครู่มันก็หายไปเสียอย่างนั้น

            Egg : กูเขียนก่อนมึงจะพูดคำนั้นนะ

            Egg : อย่าให้ด่า

            S : อย่าด่าเลย แค่นี้ก็ใจแป้วแล้ว

            Egg : คิดเยอะว่ะมึง

            Egg : กูไปกินข้าวก่อนนะ ค่อยคุย

            S : เดี๋ยวๆๆๆๆ

            ผมรีบเบรกก่อนไข่ต้มมันจะโยนมือถือออกนอกโลก เป็นที่รู้กันว่าช่วงอ่านหนังสือสอบมันแทบไม่แตะโทรศัพท์ คำว่าค่อยคุยของมันอาจจะวันพรุ่งนี้เลยก็ได้ ผมเลยรีบพิมพ์เรื่องที่อยากขอลงไปให้เร็วที่สุด

            S : พรุ่งนี้ไปอ่านหนังสือกับมึงได้มั้ย

            Egg : ไม่ต้องมาหรอก

            S : งั้นวันอังคาร

            Egg : ไม่ต้องมา

            S : พฤหัส

            Egg : ไม่ต้อง

            ปกติเราไม่เคยอ่านหนังสือด้วยกันอยู่แล้ว ต่างคนต่างอ่านแล้วค่อยมาทบทวนกันอีกตอนเช้าก่อนเข้าห้องสอบ แต่เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมชวน เลยอยากรู้เหตุผลว่าทำไมถึงได้ปฏิเสธแบบเด็ดขาดขนาดนี้

            S : แค่อ่านหนังสือด้วยกันเอง

            Egg : เดี๋ยวมึงกวนกู

            S : กูจะกวนอะไรมึง

            Egg : เดี๋ยวไม่มีสมาธิ ไม่ต้องมาหรอก

            Egg : ไปกินข้าวแล้วนะ

            Egg : เดี๋ยวมาคุยใหม่

            ตัดจบแค่นี้แล้วไข่ต้มมันก็ไม่อ่านข้อความของผมอีก สงสัยปามือถือออกนอกโลกแล้วเรียบร้อย

            อยากไปอ่านหนังสือด้วยกันแค่นี้ก็ไม่ได้ คนที่ชื่อไข่ต้มนี่มันใจร้ายชะมัด

 
tbc.

 
สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า ขอให้ปี 2562 เป็นปีที่ดีกับทุกคนนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

แหมๆๆๆๆ น้องซอส  คิดเข้าข้างตัวเองบ้างก็ได้นะ

"เพื่อนสนิทที่รู้ใจ" มันอาจกลายเป็น "...ที่รู้ใจ" ก็ได้นะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
เขินตอนนั่งตักกันน
ซอสก็ใช้ได่นี่นา

ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 201
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
อ่านละจี๊ดเลย อย่างนี้ซอสพอมีความหวังบ้างมั้ยนะ

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • ขอบคุณนักเขียนที่คนที่สร้างทุกตัวละครขึ้นมานะคะ(♡˙︶˙♡)
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
เป็นเรื่องที่กว่าพระเอกจะจีบก็ปาไปแล้ว20ตอน กว่าน้องซอสจะรวบรวมความกล้านี้ได้ สู้ๆนะเจ้าซอส

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
พยายามเข้านะซอสสสสส

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
น่าจะมีความหวังอยุ่มั่งละนะ ที่ไม่ให้ไปอ่านหนังสือด้วยกันเพราะเขินใช่ป่าว เลารุ้ :o8:

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 21
แก้มเพื่อนมันหอม


            สัปดาห์แห่งการสอบผ่านพ้นไปอย่างไม่ยากเย็นนัก หลังสอบวิชาสุดท้ายเสร็จเพื่อนๆ ห้องชวนกันไปกินหมูกระทะเพื่อเป็นการฉลอง ผมกับไข่ต้มก็ไปกับเขาด้วย รวมแล้วได้สมาชิกสิบเจ็ดคนครึ่งห้องเรียนพอดี

            หลังจากตกลงกันเรียบร้อยพวกเราก็แยกย้ายกันกลับไปเปลี่ยนชุดที่บ้าน และนัดรวมพลอีกครั้งตอนหกโมงเย็น ร้านหมูกระทะสถานที่นัดหมายอยู่ห่างจากโรงเรียนสองป้ายรถเมล์ อยู่คนละทางกับทางกลับบ้านผมกับไข่ต้ม ผมกับมันเลยนัดเจอกันบนรถเมล์อย่างที่เคยทำบ่อยๆ

            มาถึงร้านหมูกระทะตามเวลานัดเพื่อนๆ ก็มารวมตัวกันใกล้ครบแล้ว โต๊ะพวกเรากินพื้นริมฝั่งริมซ้ายของร้าน เป็นโต๊ะที่ยาวที่สุดในบรรดาลูกค้าทั้งหมด ด้วยความคึกคะนองของเด็กวัยรุ่นเกือบยี่สิบคนจึงทำให้เสียงดังกว่าโต๊ะอื่น แต่ไม่ได้โหวกเหวกโวยวายจนน่ารำคาญนัก

            จุดเด่นอย่างหนึ่งของร้านนี้คือมีวงดนตรีสด แต่จะขึ้นเล่นช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มเท่านั้น พอเขาเปิดโอกาสให้ขอเพลงพวกเพื่อนผมมันก็ยกไม้ยกมือตะโกนกันเสียงดังลั่น พี่สาวนักร้องแสนใจดีก็ยอมร้องเพลงที่พวกมันขอเสียด้วย

            "เพลงนี้ของน้องๆ โต๊ะซ้ายมือนะจ๊ะ เพื่อเป็นการฉลองสอบเสร็จ มา!"

            อินโทรเพลงเต่างอยดังขึ้น ไอ้คนที่ขอเพลงก็ลุกขึ้นโชว์สเต็ป ก่อนมันจะค่อยๆ เพิ่มเลเวล เต้นเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต สร้างความคึกครื้นและเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่นั่งข้างๆ ผม แต่โต๊ะอื่นอาจจะรำคาญเราก็ได้

            "อยากเต้นอะดิ" ผมแซวไข่ต้ม มันกำลังเคี้ยวหมูไปหัวเราะไปจนตาปิด ก่อนจะหันมาแก้ตัว

            "กูเต้นเป็นที่ไหน ไอ้โจ้เต้นฮาดี"

            "เหรอ"

            "หรือมึงอยากแข่งเต้นกับมัน"

            "ถ้ามึงบอกว่าชอบคนตลก กูจะเต้นให้ฮากว่ามันอีก"

            "เอาจริงดิ"

            "เออ แต่ต้องกูชอบด้วย"

            ตอนเสนอออกไปทีแรกผมเห็นไข่ต้มมันยิ้มร้าย แต่พอยื่นข้อเสนอมันก็ดูลังเลขึ้นมาทันที พอแกล้งหยอดว่าให้ชอบกลับมันมักจะเงียบใส่แบบนี้ เป็นสถานการณ์ที่ช่วงนี้เจอบ่อยจนเริ่มชิน ความจริงผมควรเลิกคิดมากกับท่าทางแบบนี้ของมันได้แล้ว แค่เดินหน้าจีบตามความตั้งใจของตัวเองก็พอ แต่ก็ยังทำเป็นไม่สนใจไม่ได้สักที

            "เงียบเลย"

            "กูไม่ได้ชอบคนตลกอะไรไง"

            "จริงเหรอ"

            "ช่วงนี้มึงกวนตีนขึ้นเยอะเลยนะ"

            มันน่าจะเป็นคารมที่ออกมาตามธรรมชาติมากกว่า ปกติผมไม่ใช่คนกวนประสาทอะไร อาจจะมีบ้างตอนอยากแกล้งมัน ซึ่งก็คือตอนนี้ เวลาไข่ต้มมันแสดงสีหน้าอื่นๆ นอกจากทำหน้านิ่งแล้วน่ามองจะตาย

            "กูก็เหมือนเดิม"

            "เหมือนเดิมจริงเหรอ"

            แล้วก็ดูเหมือนว่าผมจะโดนเอาคืน โอเค มันไม่เหมือนเดิมหรอก เพราะความรู้สึกผมมันเปลี่ยนไปมานานแล้ว

            "เป็นแบบที่มึงเป็นนั่นแหละดีแล้ว" ไข่ต้มยกยิ้มหลังพูดจบก่อนมันจะหันไปสนใจหมูบนเตาที่ย่างไว้จนสุกพอดี ขณะที่เพลงเต่างอยของเพื่อนผมก็จบลงแล้วเช่นกัน

            กินอิ่มจนพุงกาง เลยสามทุ่มมาได้นิดหน่อยพวกเราทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ ผมกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นรถเมล์คันเดียวกัน ชวนกันคุยเรื่องสัพเพเหระจนเพื่อนลงกันหมดเหลือแค่ผมกับไข่ต้มที่บ้านอยู่ไกลว่าคนอื่น

            "กูไปส่งนะ" ใกล้ถึงบ้านผมก็รีบเสนอตัว แน่นอนว่าต้องโดนปฏิเสธ

            "ไม่ต้องหรอกมึง เสียเวลา"

            "กูไปส่งนะ"

            ไข่ต้มมองผมอย่างหมดคำจะเถียง ที่จริงประโยคที่ผมพูดไปคือประโยคบอกเล่าไม่ใช่ประโยคคำถาม เพราะงั้นมันจึงไม่มีสิทธิ์ตอบกลับไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น รู้ไว้แค่ว่าผมจะไปส่งมันที่บ้านก็พอ

            ผมนั่งเลยบ้านจนมันไปจอดที่ป้ายหน้าหมู่บ้านทาวน์เฮ้าส์สามั้นซึ่งไม่ได้ไกลจากบ้านผมนัก ผมเดินตามไข่ต้มลงจากรถ มันเดินนำไปยังซอยหมู่บ้าน ก่อนจะหันมามองเมื่อไม่เห็นผมเดินตามไป

            "จะส่งแค่นี้เหรอ" มันทำหน้าสงสัย

            เปล่าหรอก ใครจะนั่งรถเลยบ้านเพื่อมาส่งมันแค่ตรงนี้ ผมแค่คิดกำลังอะไรอยู่นิดหน่อย

            "เปล่า"

            "ก็มาดิ"

            ไข่ต้มพยักหน้าเรียก ผมก้าวไปยืนตรงหน้ามันก่อนยื่นมือไปข้างหน้า เห็นมันมองหน้าผมสลับกับมือผมก็ได้แต่คิดว่าจะเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อไหม แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากขอ

            "ไม่ได้เหรอ" ถามออกไปเพราะความนิ่งเฉยที่คนตรงหน้าแสดงออก ไข่ต้มมันยิ้มก่อนหันหลังกลับแล้วเดินต่อ แต่ก้าวได้แค่ไม่กี่ก้าวมันก็หันกลับมาอีกครั้ง ก่อนเอ่ยถามเมื่อผมไม่ยอมเดินตามไป

            "ไม่ไปส่งแล้วเหรอ"

            "เปล่า"

            ก็นะ โดนปฏิเสธต่อหน้าแบบนี้จะให้ผมทำตัวร่าเริงยังไงไหว ขอเวลายืนเรียกกำลังใจสักหนึ่งนาที

            "แค่นี้หงอย" มันว่า มุมปากยังยกยิ้มน้อยๆ เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้ใจร้ายชะมัด

            "แล้วกูควรรู้สึกยังไงดี"

            คำถามนี้คงไปสะกิดใจคนฟังรอยยิ้มนั้นถึงได้หายไป ไข่ต้มมองผมนิ่ง มันทำหน้าครุ่นคิดแบบหลายๆ ครั้งที่ผมเคยเห็นเวลามันปฏิเสธใครสักคน คิด...ว่าคนคนนั้นจะรู้สึกยังไง

            "ครั้งแรกที่มึงแอบเนียนเกี่ยวก้อยกูอะ มึงทำยังไง"

            เงียบอยู่ชั่วอึดใจมันก็ย้อนถามกลับมา มันทำให้ผมนึกย้อนไปถึงวันนั้นกับความกล้าที่ผมมี แต่ยังไม่ทันได้ตอบอะไรไข่ต้มมันก็พูดต่อ

            "เคยบอกแล้วไงว่าให้ทำสิ่งที่อยากทำ"

            "แล้วมึงก็จะทำสิ่งที่มึงอยากทำเหมือนกัน เมื่อกี้ก็เท่ากับมึงไม่อยากให้กูจับมือไง" ผมเถียง เหมือนพลังด้านลบแผ่อยู่รอบตัว ขณะที่คนตรงหน้ากลับยิ้ม ไม่ใช่รอยยิ้มที่คิดว่าตัวเองชนะ แต่เป็นยิ้มที่...นึกเอ็นดูใครสักคนมากกว่า ถ้าผมไม่ได้คิดไปเองน่ะนะ

            "มึงทำตัวน่าแกล้งอะ"

            "แกล้งแรงไปนะ"

            "กล้าๆ หน่อยดิ กูไม่ยอมวางมือบนมือมึงก็แค่คว้ามือกูไป ถ้ากูสะบัดก็แค่คว้าไปจับอีก" ไข่ต้มมันพูดพลางทำท่าประกอบ จริงจังเหมือนครูกำลังสอนลูกศิษย์ หรือก็คือเฉลยให้ผมรู้นั่นแหละว่าควรทำยังไงกับมันถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก     "แล้วถ้ามึงสะบัดออกอีกล่ะ"

            "ต่อยท้องลากลงข้างทางแม่ง"

            "ได้เหรอ กูทำจริงนะ"

            "ล้อเล่นมั้ยเล่า" มันโพล่งออกมาเสียงดัง ทำเอาผมหลุดขำ แต่ถึงคิดจริงผมก็ไม่ทำแบบนั้นกับมันหรอก

            ความเงียบกลับมาอีกครั้งเมื่อเราต่างยืนสบตากันนิ่งๆ เป็นการคุยกันที่เว้นระยะห่างมากที่สุดตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา หากอยู่ในที่ที่ผู้คนพลุกพล่านกว่านี้เราคงเหมือนคนบ้าที่ยืนตะโกนคุยกัน แต่เพราะเวลาสามทุ่มกว่าของที่นี่มีเพียงเสียงรถวิ่งผ่านไปมาบนท้องถนนเท่านั้น แม้พูดด้วยน้ำเสียงปกติก็ยังได้ยินชัดเจน

            "มึงเคยกล้ากับกูกว่านี้นะ" ไข่ต้มกอดอกเอียงคอ เหมือนอยากจะเอาเรื่องที่อยู่ๆ ผมก็กลายเป็นคนขี้ขลาดขึ้นมา ทั้งที่จริงๆ ผมขี้ขลาดแบบนี้มาตั้งนานแล้ว

            "กูแคร์ความรู้สึกมึงไง" มันคือความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างขี้ขลาดแบบหลบซ่อน กับขี้ขลาดแบบเปิดเผย เพราะผมรู้ว่ามันเป็นคนยังไง ผมถึงไม่อยากทำอะไรให้มันลำบากใจมาก

            "งั้นก็แคร์ความรู้สึกตัวเองบ้าง ถ้ามหา’ลัยไม่ได้เรียนที่เดียวกันก็เหลือเวลาแค่เทอมเดียวเองนะ แคร์กูได้แต่อย่าให้ตัวมึงเองเจ็บ"

            "มึงก็อย่าทำให้กูเจ็บนักสิ"

            ความเงียบคือคำตอบ ผมเข้าใจว่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มันห้ามกันไม่ได้ อยู่ๆ จะให้เพื่อนสนิทที่คบกันมาเกือบหกปีเลื่อนสถานะมาเป็นคนรักก็เช่นเดียวกัน เรื่องของความรู้สึกมันบังคับไม่ได้

            "งั้นกูถามได้มั้ย" ผมโยนให้มันอีกหนึ่งคำถาม เผื่อว่าอนาคตจะสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น

            "..."

            "ชอบกูบ้างหรือยัง"

            ความเงียบชั่วอึดใจกลับมาอีกครั้ง ไข่ต้มเม้มปาก มันก้มหน้าลงสักพักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพร้อมคำตอบ

            "กูไม่เคยเกลียดมึงเลยนะ ตอนนี้ก็เหมือนกัน"

            "ตอบไม่ตรงคำถามเลยว่ะ"

            "อย่างน้อยก็ไม่เท่าเดิม"

            "อะไรไม่เท่าเดิม"

            "ความรู้สึกที่มีให้มึง"

            หัวใจที่ห่อเหี่ยวเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้งเมื่อได้ฟังประโยคนี้ ผมยิ้ม แต่ไข่ต้มมันไม่ยิ้ม ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองเกินไปผมว่ามันกำลังกดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้อยู่ ไม่ปิดประตูใส่แต่ก็ใช่ว่าจะยอมออกมาพบง่ายๆ ต้องก้าวผ่านประตูเข้าไปแล้วตามหาให้เจอ

            "เข้าบ้านเถอะ" ผมเดินเข้าไปหา จับมือมันไว้แล้วพาเดินไปด้วยกัน

            ไร้การดิ้นรนขัดขืน รับรู้ได้ถึงแรงบีบเบาๆ จากอีกฝ่ายที่กระชับกลับมา ระหว่างเรามีเพียงความเงียบเมื่อไม่มีใครคิดจะพูดอะไร ก้าวเดินช้าๆ ไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย มีแสงไฟ และท้องฟ้าที่มืดสนิทมองไม่เห็นดาวสักดวงเป็นเพื่อน แต่ถึงแม้ไม่มีดาว ผมก็ชอบบรรยากาศที่เป็นอยู่ตอนนี้มากอยู่ดี

            ความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ ผมอยากให้บ้านไข่ต้มอยู่ไกลกว่านี้อีกสักนิด เราจะได้ใช้เวลาร่วมกันมากกว่านี้อีกสักหน่อย

            "กูไปแล้วนะ"

            "ไม่เข้าบ้านก่อนเหรอ"

            "ไม่ดีกว่า" ไฟในบ้านเปิดสว่าง พ่อแม่มันคงกลับมาแล้ว ถ้าผมเข้าไปน่าจะไม่ได้กลับออกมาง่ายๆ

            "งั้นกลับดีๆ"

            ผมพยักหน้ารับ ยังไม่ยอมถอยออกมา หันมองซ้ายแลขวาดูว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ ก่อนหันกลับไปสบตาเพื่อนสนิทที่จ้องมองด้วยความสงสัย

            ต่อไปให้สะกดจิตตัวเองไว้เสมอว่าจงทำในสิ่งที่อยากทำ อย่ากลัว และอย่าลังเล

            ความกล้าจงสถิตแก่ตัวผมด้วย

            ผมก้าวเข้าไปประชิดตัวคนที่ยืนติดรั้วบ้าน เอียงหน้าโน้มตัวเข้าไปหาเล็กน้อยแล้วกดจมูกลงบนแก้มนุ่มๆ ที่เคยจับเมื่อครั้งก่อนแล้วรีบผละออกมา บอกลา และหันหลังก้าวเดินออกไปตามทางที่เดินมาอย่างรวดเร็ว

            รอบข้างเงียบสนิทอยู่สักพักกว่าจะได้เสียงเปิดประตูรั้ว ผมยิ้มอย่างอดไม่ได้ หน้าตอนไข่ต้มตกใจมันก็น่ารักดีอยู่หรอก ตาเบิกกว้าง ปากเผยอนิดๆ แต่ก็กลัวจะโดนประทุษร้ายกลับมาเหมือนกัน ยังดีที่ไหวตัวหลบออกมาก่อนมันจะหายตกใจตามแบบฉบับคนใจกล้าที่ขี้ขลาด 

            แล้วก็เพิ่งรู้วันนี้ว่าแก้มเพื่อนมันหอมแบบนี้นี่เอง

 

            หลังสอบเสร็จมีเวลาหยุดพักหนึ่งสัปดาห์ก่อนประกาศผลสอบ แทนที่เป็นวันหยุดจะได้นอนตื่นสายกลับกลายเป็นว่าเมื่อคืนผมดันนอนไม่หลับ ส่วนเหตุผลนั้นแน่นอนว่ามาจากการกระทำอันหาญกล้าของตัวเองหน้าบ้านเพื่อนสนิท แล้วที่เลวร้ายกว่านั้นคือหลังจากเกิดเรื่องเรายังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย

            ไม่ใช่โดนมันโกรธจนตัดเพื่อนตัดฝูงไปแล้วหรอกนะ

            หลับๆ ตื่นๆ ตลอดทั้งคืนจนหกโมงเช้า หยิบมือถือที่ไร้แจ้งเตือนใดๆ ขึ้นมาดูแล้ววางไว้ที่เดิม แม้ปกติเราไม่ได้คุยแชตกันบ่อยเท่าไรก็เถอะ ยกเว้นช่วงหลังที่ผมเปิดเผยความรู้สึกออกไปถึงได้บอกฝันดีกันก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อคืนกลับเงียบสนิทไร้การตอบรับใดๆ

            จิตใจผมเริ่มกลับมาห่อเหี่ยวอีกครั้งเมื่อความคิดด้านลบเริ่มทำงาน อยากส่งไปบอกอรุณสวัสดิ์ แต่การไม่อ่านไม่ตอบตั้งแต่เมื่อคืนมันทำให้ความกล้าของผมเหือดหายไปหมด

            หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จผมก็ลงมากินข้าวเช้าก่อนช่วยแม่เปิดร้าน ยกถาดขนมไปวาง หยิบจับนู่นนี่แล้วแต่จะใช้ ป้าสมพรแกเลยดูแปลกใจเป็นอย่างมากที่วันนี้ลูกชายสุดที่รักตื่นมาช่วยงานแต่เช้า ทั้งที่ปกติวันหยุดกว่าจะเห็นหัวก็เลยสิบโมงไปแล้วนู่น

            ช่วยจัดร้านจนเสร็จก็ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าต่อเลย วันหยุดลูกค้าค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่เปิดร้านมีลูกค้าพลัดกันเข้าร้านเรื่อยๆ จนผมแทบไม่มีเวลาว่างทำอย่างอื่น พอได้นั่งพักยาวๆ ตั้งใจจะหยิบโทรศัพท์ถือมือขึ้นมาเล่นถึงเพิ่งรู้ตัวว่าลืมมันเอาไว้บนห้อง

            กำลังหันไปเรียกหาคนมาขายแทนลูกค้าคนใหม่ก็มาพาพอดี ผมเห็นงาลางๆ ที่หางตา แต่เมื่อหันกลับไปมองกลับทำเอาเกือบพูดไม่ออก

            "อ้าว"

            เห็นเพื่อนสนิทยืนอยู่หน้าร้านผมก็ได้แต่อุทานออกไปแบบนั้นเพราะยังนึกคำทักทายไม่ทัน ไข่ต้มมันยืนมองผมนิ่งๆ อยู่หน้าร้าน สีหน้าเรียบเฉยแต่ผมมองออกว่ามันกำลังอารมณ์ไม่ดี แล้วก็ไม่ต้องเดาด้วยว่าต้นเหตุมาจากผมแน่ๆ

            "โทรหาตั้งหลายสายทำไมไม่รับวะ" ถามผมแล้วคิ้วขมวดแน่น แต่ยังไม่ทันได้คุยอะไรลูกค้าก็เข้ามาพอดีผมเลยกวักมือเรียกมันให้เข้ามานั่งด้วยกันข้างใน

            ผมขายของ ไข่ต้มมันก็เดินหน้าตึงมายืนข้างๆ แต่ไม่ได้ยืนเฉยๆ เพราะมันช่วยหยิบถุงมาใส่ขนมให้ แถมคิดเงินทอนให้เสร็จสรรพ รู้หน้าที่ตามประสาคนที่จะได้เข้ามาดองเป็นครอบครัวเดียวกันกับป้าสมพรร้านขนมไทย

            "กูลืมเอามือถือลงมา ช่วยงานร้านแต่เช้า ลูกค้าก็เยอะเลยไม่มีเวลาขึ้นไปดู ขอโทษ" หลังจากเคลียร์ลูกค้าหมดผมก็รีบอธิบาย

            "อืม" มันครางรับเบาๆ ยังไม่ทันได้ถามที่มาที่ไปว่าทำไมถึงมาโผล่หน้าร้านผมในเวลาเกือบเที่ยงแบบนี้แม่ผมก็เดินออกมา ไข่ต้มรีบยกมือไหว้ ป้าสมพรแกเลยทำหน้าแปลกใจเป็นหนที่สองของวัน

            "ไม่บอกว่าเพื่อนจะมา" รับไหว้ไข่ต้มแล้วแม่ก็หันมาขมวดคิ้วใส่ผม อยากจะเถียงอยู่หรอกว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะมา

            "ลืมอะแม่"

            "แล้วกินข้าวหรือยังล่ะลูก"

            "ว่าจะออกไปกินข้างนอกกันครับ"

            ผมหันขวับไปมองคนพูดที่ไม่เตี๊ยมอะไรกันก่อนสักนิด สภาพพ่อค้าเสื้อยืดกางเกงบอลของผมไม่พร้อมออกไปไหนทั้งนั้น

            "แล้วจะไปกันกี่โมง" แม่ผมถามต่อ

            "ก็..." ไข่ต้มมันเลยเหลือบมามอง ผมเลยตอบให้เอง

            "เดี๋ยวจะไปแล้วแม่"

            "สภาพนี้?" แม่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ตอนนี้แหละที่ผมจะได้โอกาสชิ่ง

            "งั้นไปเปลี่ยนชุดก่อนนะแม่" พูดจบผมก็คว้าแขนไข่ต้มให้เดินตามมา

            ปิดประตูห้องนอนผมก็ปล่อยมือมันออก ไข่ต้มเดินไปนั่งบนเตียง ผมรีบหยิบโทรศัพท์มือถือมาดู ทั้งไลน์ทั้งมิสคอลค้างเต็มหน้าจอ หันไปมองเจ้าของแจ้งเตือนทั้งหมดที่มองกลับมานิ่งๆ แล้วก็ได้แต่ยิ้มแหยให้

            "มึงอยากกินอะไร" ผมถามเข้าเรื่อง ไข่ต้มบอกป้าสมพรว่าจะออกไปกินข้าว ในไลน์มันก็ชวนผมก็ข้าวเหมือนกัน

            "ตอนนี้ไม่อยากกิน"

            "โกรธ"

            "ก็นิดหน่อย มันหงุดหงิดนะเว้ยติดต่อไม่ได้เนี่ย" เริ่มขึ้นเสียงขนาดนี้ผมว่ามันอาจจะไม่ใช่แค่นิดหน่อยแล้วก็ได้

            "ขอโทษ ก็มันลืมนี่หว่า เดี๋ยวเลี้ยงข้าวก็ได้"

            "ก็บอกว่าไม่อยากกินแล้ว"

            "ไม่อยากกินแต่มาหาถึงบ้านเลยเนี่ยนะ"

            "จะมาต่อยปากมึง"

            "อย่ารุนแรงกับกูนักเลย" ผมเดินไปนั่งข้างมัน ทำหน้าตาสำนึกผิดเต็มที่เผื่อคนใจร้ายจะสงสาร

            ไข่ต้มมันเอาแต่จ้องหน้าผมไม่ตอบอะไร ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน มองอยู่สักพักแล้วก็ถอนหายใจ ก่อนละสายตาไปมองที่อื่น

            "กูมาเพราะห่วงมึงนี่แหละ เมื่อคืนกูแกล้งแรง มึงก็เล่นแรงกลับ มันเหมือนยังค้างๆ คาๆ ยังไงไม่รู้ เช้ามามึงเมินใส่กูอีก"

            "กูไม่ได้เมิน"

            "ก็นั่นแหละ" มันหันมาขมวดคิ้วใส่ผม แต่ผมกลับห้ามรอยยิ้มของตัวเองเอาไว้ไม่ได้เมื่อนึกถึงเหตุผลที่เพื่อนคนนี้มาอยู่ที่นี่

            "ที่จริงกูก็คิดมากนะ เมื่อคืนบอกฝันดีแล้วมึงไม่ตอบ กลัวมึงโกรธ"

            "ส่งมาเกือบเที่ยงคืนกูก็นอนแล้วมั้ย"

            "ก็นั่นแหละ" ผมเลียนแบบคำพูดมัน ไข่ต้มมันเลยแยกเขี้ยวใส่

            บทสนทนาหยุดลงอีกครั้งแต่ไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเราแย่ลง ไข่ต้มมองมือตัวเองที่วางอยู่บนตัก ผมก็มองมันอีกที มีความคิดหลายอย่างเกิดขึ้นในหัว หลายคำถามที่อยากถาม และหลายคำตอบที่อยากได้ยิน เพราะเรายังอยู่ด้วยกันตรงนี้ผมจึงมั่นใจว่าเรื่องในอดีตไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายนัก และมันก็ช่วยเพิ่มความกล้าให้แก่ผม

            "มึงไม่ได้โกรธใช่มั้ย"

            "เรื่อง?"

            "ที่หอมแก้ม"

            "อ่า..."

            ไข่ต้มลากเสียงยาว มันเขินไม่บ่อย แต่ตอนนี้ผมเห็นมันกำลังเขิน มันไม่ยอมสบตาผมตรงๆ แล้วก็ไม่ยอมตอบคำถามสักที

            "ไม่ตอบ"

            "ไม่ได้โกรธ"

            "แสดงว่าทำอีกได้"

            "ก็...ไม่ได้ห้าม"

            ได้ฟังประโยคที่เป็นเหมือนคำอนุญาตผมก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนคนไม่ทันตั้งแต่เผลอเอนตัวหลบ ไข่ต้มไม่ได้หนี มันยังนั่งอยู่ที่เดิม สบตาผมแล้วเม้มปาก ก่อนจะพูดอีกประโยคที่ชวนให้ผมใจเต้นแรงขึ้นมา

            "กับมึงมันก็ไม่ได้แย่"

            "อะไรไม่ได้แย่"

            "ตัวมึง สัมผัสของมะ...ไอ้เหี้ย! เดี๋ยว!"

            พูดมาขนาดนี้แล้วใครมันจะไปอดใจไหว ผมไม่ได้ทำอะไรรุนแรง ก็แค่กระโจนเข้าไปกอดจนมันหงายหลังล้มลงนอน โดยที่ตัวผมทับมันอยู่ด้านบน

            ตอนนี้ใจผมมันฟูจนคับอกไปหมดแล้ว

            "มึงแม่งน่ารักว่ะ"

            "ไอ้สัด! ลุกเดี๋ยวนี้เลย" ปากโวยวายมือดันตัวผมออกแบบไม่ได้จริงจังนัก เป็นการยืนยันว่าสัมผัสจากผมมันไม่ได้แย่จริงๆ ไม่งั้นโดนถีบตกเตียงไปแล้ว

            "ไหนบอกไม่ได้แย่ไง"

            "กูจะเปลี่ยนคำพูดเพราะมึงเล่นแบบนี้นี่แหละ"

            ผมลุกขึ้นแล้วก้าวลงจากเตียงโดยไม่ต้องรอให้มันขู่ซ้ำ ไข่ต้มรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง หน้ายุ่ง ผมหน้าม้าก็ยุ่งชี้โด่เด่เสียทรง ผมยื่นมือไปช่วยจัดทรงมันให้เข้าที่ เห็นหน้าแดงๆ ที่ปั้นบึ้งยอมให้ผมทำตามใจแล้วมันก็อดยิ้มไม่ได้ หน้าแดงๆ ที่ไม่รู้ว่าโกรธหรือเขินอยู่กันแน่

            "เปลี่ยนชุดดิ จะได้รีบไป"

            ผมไม่ได้ตอบอะไร เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดออกมาแล้วก็เปลี่ยนมันตรงนั้น ไข่ต้มมันก็นั่งเท้าคางมอง รอจนผมแต่งตัวจัดกระเป๋าเสร็จก็ก้าวลงจากเตียงเดินนำออกจากห้องไป

 
tbc.

 
สวัสดีปีใหม่อีกรอบ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า



ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

น้องซอสมีลุ้น  อิอิ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด