My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม >>> ไข่ฟองสุดท้าย <<< [23/02/2562]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม >>> ไข่ฟองสุดท้าย <<< [23/02/2562]  (อ่าน 55723 ครั้ง)

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
ไข่ต้มทำดีมากลูก
ซอสก็รุกเลยยยย เอาให้สมที่รอคอยมานาน
 :hao6:

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ใจกล้าหน้าด้านเข้าไว้ลูก ไข่ต้มจะได้กลายเป็นไขตุ๋นอ่อนนุ่มกลืนง่าย  :hao6:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
นายซอสพัฒนาแล้วๆๆ  :katai2-1:

ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
หูยย น่ารักมากเลย ไข่ต้มเริ่มเปิดใจแล้วว   :mew4: :katai2-1:

ออฟไลน์ Noina_Pn

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 22
คนที่มีความสุข

            ปิดเทอมนี้ไข่ต้มไม่ได้ลงเรียนภาษาจีนแต่มันมานั่งติววิชาสามัญกับผมที่เริ่มเรียนมาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้วแทน หลังจากผ่าน ม.หกมาหนึ่งเทอมเราก็ต่างจริงจังกับเรื่องเรียนต่อ ผมมีคณะที่อยากเข้าอยู่ในใจแล้ว มีโอกาสทั้งหมดห้ารอบ ซึ่งมันต้องได้สักรอบนั่นแหละ ส่วนไข่ต้มมันยังไม่พูดถึงเรื่องนี้เท่าไร

            หลังเรียนเสร็จผมก็ชวนไข่ต้มไปหาอะไรกินก่อนกลับบ้าน เป็นกิจวัตรที่ต้องทำทุกวันที่มีเรียน ตอนกลับบ้านก็แวะไปส่งแล้วหาเรื่องอยู่ด้วยกันจนเย็นย่ำค่ำมืด ไม่ดูหนังก็เล่นเกม หรือบางวันก็สลบเหมือดกันที่โซฟาห้องนั่งเล่นจนแม่ไข่ต้มมันกลับมา วันนี้ก็เช่นเดียวกัน

            กลับมาถึงบ้านไข่ต้มมันก็ทิ้งตัวลงบนโซฟา กระเป๋ายังคล้องอยู่ที่แขน ถุงเท้าก็ยังไม่ถอด ผมช่วยดึงกระเป๋าออกให้แต่คนที่นอนอยู่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลุก เลยนั่งลงบนพื้นข้างโซฟามองเพื่อนสนิทที่นอนคว่ำหน้าหันเข้าหาพนักพิง

            หากถามว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราพัฒนาไปถึงขั้นไหน สำหรับผมนั้นหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งการกระทำและความความรู้สึก เหลือเพียงรอให้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเต็มเติมจนเท่ากันก็เท่านั้น

            "จะนอนเลยเหรอ"

            ได้ยินคำถามจากผมไข่ต้มมันก็หันหน้ามาหา ผมจงใจนั่งพิงโซฟาเพื่อทำให้ระยะห่างน้อยลง แล้วก็เป็นไปอย่างที่คิดเมื่อปลายจมูกผมเกือบโดนหน้าผากคนที่นอนอยู่พอดี

            ไข่ต้มไม่ได้ตกใจหรือขยับออกห่างกับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้น มันคงชินแล้วกับเหตุการณ์แบบนี้ ใกล้กันบ่อยจนกลายเป็นความคุ้นเคย

            "มึงอยากทำอะไรล่ะ" ถามพลางใช้ศอกยันตัวเองไว้คล้ายกับอยากมองคู่สนทนาให้ถนัด ตามันปรอยเหมือนพร้อมจะหลับได้ทุกเวลา

            "อยากอยู่กับมึง"

            "ตอนนี้ก็อยู่ไง"

            "ง่วงมาเหรอวะ"

            "อืม"

            "งั้นกูนอนกอดมึงได้มั้ย"

            "ถ้ากูบอกว่าไม่ได้"

            "กูก็จะกอด"

            ผมดึงไข่ต้มลงมาข้างล่างเพราะบนโซฟาพื้นที่ไม่กว้างพอสำหรับผู้ชายที่ตัวไม่ได้เล็กตั้งสองคน มันไม่ได้ขัดขืน ยอมให้ผมนอนกอดก่ายเอาขาพาดเหมือนเป็นหมอนข้างบนพื้นเย็นๆ แข็งๆ ไม่ได้โรแมนติกอะไรมากนักแต่ความสุขที่มีก็มากพอ

            หลังผมพิงโซฟาส่วนไข่ต้มพิงอกผมอีกที ผมหนุนหมอนส่วนมันมีแขนผมให้หนุน กดปลายจมูกลงบนกลุ่มผมที่ยังได้กลิ่นหอมของชมพูไปหนึ่งที แล้วกระชับกอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิม

            "มึง" ผมลองเรียกออกไปเพราะไม่แน่ใจว่ามันหลับไปหรือยัง

            "อะไร"

            "ตอนนี้ความรู้สึกของมึงเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนแล้ววะ" อยู่ๆ ผมก็นึกอยากถาม อยากรู้ความคืบหน้า อยากรู้ผลของการแสดงออกระหว่างกันว่าในความรู้สึกมันต่างไปจากเดิมมากไหม

            "ก็เพิ่มตลอด"

            "ตอนนี้กี่เปอร์เซ็นต์"

            "ไม่รู้ว่ะ"

            "ไม่รู้ได้ไง"

            "ปกติกูไม่เคยวัดความรู้สึกรักๆ ใคร่ๆ เป็นเปอร์เซ็นต์มั้ง มีแค่รู้สึกกับไม่รู้สึก"

            ผมไม่แปลกใจกับคำตอบนัก ไม่รู้สึกก็ตัดทิ้ง ถ้ารู้สึกก็สานต่อ แม้คนที่ถูกจัดอยู่ในส่วนที่ไม่รู้สึกจะมีมากมายก่ายกองก็ตาม รวมถึงแฟนเก่าอย่างพี่อ๋องก็เหมือนกัน แต่สำหรับพี่อ๋องนั้นจัดอยู่ในหมวดคนพิเศษขึ้นมานิดหน่อย เพราะเป็นคนที่เคยไม่รู้สึกก่อนจะเปลี่ยนเป็นรู้สึก แล้วกลับสู่ความไม่รู้สึกอีกครั้ง

            "แล้วกูล่ะ" เป็นคำตอบที่รู้อยู่ก็ยังอยากจะถามเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง

            "ยอมขนาดนี้คงไม่รู้สึกมั้ง"

            "แล้วรู้สึกมากพอจะเลิกเป็นเพื่อนกันได้ยัง"

            ความเงียบเข้ามาแทนที่จนผมอยากเห็นนักว่าคนที่นอนหันหลังกำลังทำหน้ายังไง ขมวดคิ้วหรือยิ้ม อยากรู้เร็วๆ ว่าคำตอบจะออกมาเป็นแบบไหน เป็นแสงสว่างนำทางให้ไปต่อ หรือเป็นสายลมที่พัดแสงเทียบจนดับ

            "ขอเวลาอีกนิดได้มั้ย"

            "อืม" ผมทำได้เพียงตอบรับ อย่างน้อยทางข้างหน้าก็ไม่ได้มืดสนิทจนไม่ได้สามารถเดินต่อไปได้

            "กูถามอะไรมึงหน่อยดิ" แล้วมันก็เป็นฝ่ายถามผมกลับบ้าง

            "ยากเกินไม่ตอบ"

            "มันไม่ยากหรอก"

            "ว่ามา"

            "มึงเริ่มชอบกูตั้งแต่เมื่อไร"

            คำถามไม่ยากอย่างที่มันว่า หากวัดระดับความยากง่ายแล้วก็เหมือนเอาข้อสอบคณิตศาสตร์ของเด็ก ป.หนึ่งมาให้เด็ก ม.หกทำ มันเป็นเรื่องผมตอบได้และอยากบอกให้มันรู้มานานแล้ว

            "เริ่มชอบจำไม่ได้ แต่มั่นใจว่าชอบแน่ๆ ตอน ม.สี่"

            "นานแล้วนี่หว่า" คำตอบของผมชวนตกใจจนมันพลิกตัวกลับมาหา

            "เออ นานแล้ว"

            "กูช็อก ทำไมไม่เคยรู้ตัว"

            "เพราะมึงมันโง่" ผมหลอกด่า แต่แปลกที่มันไม่ด่ากลับ เพราะมันน่าจะรู้คำตอบที่ทำให้มองไม่เห็นความรู้สึกพิเศษของผมอยู่แล้ว

            "ทำไมถึงชอบวะ"

            "แล้วมึงคิดว่าที่คนอื่นๆ ชอบมึงเพราะอะไร"

            "หน้าตาดี"

            "เออ ก็ถูก"

            ถ้าเป็นคนอื่นตอบผมคงหมั่นไส้ แต่เพราะเป็นเพื่อนคนนี้เลยเถียงอะไรไม่ได้ ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกใจมันที่หน้าตาเหมือนกัน

            "แล้วอย่างอื่นล่ะ" ผมถามต่อให้ไข่ต้มมันลองเดา

            "เอาจริงก็นึกไม่ค่อยออกมาเพราะนิสัยกูก็ไม่ได้ดีเท่าไร เพราะใกล้ชิดเหรอ"

            "ก็ใช่"

            "แล้วอะไรอีกอะ"

            "เดามาดิ"

            "ไม่รู้แล้ว" มันโวยวายทำขมวดคิ้วใส่

            ความจริงข้อดีของเพื่อนผมคนนี้ไม่ได้มากมายอะไรนักหรอก คนที่ชอบมันส่วนใหญ่ก็เพราะหน้าตา ถ้าสนิทหน่อยก็ตกหลุมเพราะใกล้ชิดหรือพูดคุยกันถูกคอ แฟนเก่าของมันกับผมก็รวมอยู่ในกลุ่มหลังด้วย ซึ่งเหตุผลจริงๆ ของการชอบใครสักคนมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย

            เพราะชอบก็คือชอบ

            "ก็แค่ชอบ อยากเห็นหน้า อยากคุย อยากอยู่ใกล้ๆ รู้มั้ย มึงเป็นความสุขของกูนะ" บอกผ่านน้ำเสียง สื่อสารผ่านทางสายตา อยากให้รับรู้ว่าความรู้สึกที่มีมันมากแค่ไหน

            เห็นเลือดฝาดบนแก้มคนที่นอนหนุนแขนอยู่ผมก็หลุดยิ้ม แม้ไม่มีคำพูดใดๆ กลับมาก็ทำให้ผมสุขใจมากแล้ว หากไม่รู้สึกย่อมไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมา แต่เพราะรู้สึกถึงได้มีอาการ

            "แค่นี้เขิน"

            "ให้กูเขินหน่อยเถอะ"

            "ทำเหมือนไม่เคยโดนบอกรัก"

            คราวนี้ไข่ต้มมันไม่ยอมนิ่งเฉย ประเคนมะเหงกให้ผมกลางหน้าผากเสียงดังป๊อก ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง ทำหน้านิ่งทั้งที่หน้ากับหูยังแดงอยู่

            "ไม่นอนแล้วเหรอ"

            "ไปนอนบนห้อง พื้นแข็ง" พูดจบมันก็ลุกขึ้นยืน หอบกระเป๋าเดินดุ่มๆ ตรงไปที่บันได แล้วผมจะนอนต่อไปทำไม รีบหอบกระเป๋าเดินตามไปอย่าได้เสียเวลา

            จะกอดไม่ปล่อยจนกว่าแม่จะกลับมาเลยคอยดู

 

            แรงสะดุ้งจากคนในอ้อมกอดทำผมสะดุ้งตื่น ไข่ต้มลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตาเบาๆ ด้วยความงัวเงีย ก่อนจะลุกเดินโซเซไปที่หน้าต่างอย่างคนที่ยังไม่ตื่นเต็มตา

            "แม่มาแล้ว" มันหันกลับมาบอก เงยหน้ามองนาฬิกาติดผนังที่บอกเวลาใกล้หนึ่งทุ่ม ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป

            พอรู้ว่าแม่กลับมาผมถึงได้ยินเสียงเครื่องยนต์ แล้วก็นึกขำที่ไข่ต้มมันยังอุตส่าห์ได้ยินอย่างกับตั้งนาฬิกาปลุกในฝันไว้ว่าแม่จะกลับมาตอนไหน หรือไม่ก็นอนหลับแบบกังวลตลอดเวลาว่าแม่จะเข้ามาเห็นฉากไม่เหมาะไม่ควร พอได้ยินเสียงรถเลยสะดุ้งตื่นทันที

            "ลุกไปล้างหน้า" ออกมาจากห้องน้ำพร้อมมาขนหนูผืนเล็กในมือมันก็ชี้นิ้วสั่ง

            ผมรีบลุกจากเตียงเดินเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแบบลวกๆ ออกมายังเห็นไข่ต้มมันถือผ้าขนหนูอยู่ก็เอาหน้าเข้าซับน้ำออกทั้งแบบนั้น เลยโดนมันมองตาขวางเข้าให้

            "เช็ดดีๆ"

            "เช็ดให้หน่อย" ยื่นหน้าไปให้ทั้งที่หยดน้ำคงหายไปหมดแล้ว แต่คนใจดีก็ยังยอมเช็ดให้

            "เริ่มเยอะนะมึง" เช็ดไปก็บ่นไป

            อ้อยอิ่งหลังจากตื่นนอนได้แป๊บเดียวคุณแม่ที่ถอยรถเข้าบ้านเสร็จเรียบร้อยก็ตะโกนเรียก ไข่ต้มรีบลากผมลงไปข้างล่าง ผมยกมือไหว้ตอนแม่หันมายิ้มให้เหมือนรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอผมอยู่ที่นี่

            "อยู่กินข้าวก่อนนะ แม่ซื้อเป็ดย่างเกลือมา" แม่ชูเป็ดย่างที่ซื้อมาให้ดู บอกเป็นนัยๆ ว่าห้ามผมปฏิเสธ

            ช่วยกันจัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยพ่อก็กลับมาพอดี เราสี่คนนั่งประจำที่ บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไป หรือไม่ก็เกี่ยวกับการเรียนวันนี้ ซึ่งผมกับไข่ต้มก็มักจะตอบเหมือนเดิม

            "เราอยากเข้าคณะอะไรนะ วิศวะใช่มั้ย"

            "ใช่ครับ" ผมพยักหน้าตอบคำถามของแม่ที่ยังจำคณะที่ผมอยากเรียนได้แม้เคยบอกไว้นานแล้ว

            "แบบนี้ก็ต้องแยกกันแล้วสิ"

            "ให้แยกเถอะแม่ อยู่ด้วยกันมาตั้งหกปี เบื่อขี้หน้าแล้ว" ไข่ต้มมันพูดกลั้วหัวเราะติดตลก พูดจบก็หันมามองเหมือนอยากจะเช็กสีหน้าของผมว่ารู้สึกยังไงกับคำพูดของมันงั้นแหละ

            "เพื่อนเสียใจแย่"

            "ผมก็เบื่อมันเหมือนกันครับแม่"

            พ่อกับแม่หัวเราะครื้นกับคำพูดของผม ส่วนไข่ต้มมันหันมาขยับปากว่า 'เหรอ' ใส่ ทำหน้าทำตากวนประสาทจนอยากจะหยิกแก้มแรงๆ

            "แล้วลูกเลือกได้หรือยังว่าจะเรียนที่ไหน" พ่อถามไข่ต้มขึ้นมาบ้าง

            "ยังเลยพ่อ หาอยู่ ดูไปเรื่อยๆ"

            "อย่าให้นานนักล่ะ"

            "รู้แล้วครับ"

            พ่อไม่ได้ว่าอะไรแม่เลยชวนเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น กินไปคุยไปกว่าอาหารมื้อนี้จะสิ้นสุดก็ล่วงเลยมาจนสองทุ่มกว่า ผมเลยขอตัวกลับเพราะป้าสมพรเองก็โทรตาม ส่วนเจ้าของบ้านก็อาสาออกมาส่งเหมือนเคย

            ครั้งนี้ไข่ต้มมันปั่นจักรยานออกมาส่ง เพราะผมบอกว่ามันดึกแล้วไม่อยากให้ออกมามันเลยเข็นจักรยานคันเก่าเก็บออกมาประชดผม มันปั่นผมซ้อน ปั่นก๊อกๆ แก๊กๆ เสียงดังเหมือนจะพังได้ตลอดเวลาแค่แป๊บเดียวก็มาถึงป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้าน มันจอดรถไว้ข้างๆ ก่อนมานั่งรอด้วยกัน

            ระหว่างมื้ออาหารผมติดใจหนึ่งคำถามจากพ่อที่ถามไข่ต้มเรื่องเรียนต่อ ผมเองก็อยากรู้เรื่องนี้ มันไม่เคยพูดถึงอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ผมยังอยากรู้เสมอว่าเส้นทางในอนาคตของเราจะเป็นยังไง อย่างน้อยก็อยากเตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าต้องห่างกันแค่ไหน

            "มึงยังไม่เลือกอีกเหรอว่าจะเรียนต่อที่ไหน"

            "ก็ดูไปเรื่อยๆ"

            "เรื่อยๆ นี่คือยังไง หมายถึงมหา'ลัย"

            "ก็ประมาณนั้น"

            "แล้วคณะอะ เอกจีน?"

            "อืม"

            "มันก็มีหลายที่ล่ะนะ แต่มึงเลือกเป้าหมายสักที่ก็ดี กูจะได้รู้ว่าเราต้องห่างกันแค่ไหน"

            "รู้แล้วครับ มึงเป็นพ่อกูอีกคนเหรอ"

            "ก็ห่วงไง มึงดูเลื่อนลอยอะ"

            "ติดที่ไหนก็เรียนที่นั่นแหละ"

            "งั้นต้องติดที่เดียวกับกู"

            "อย่างกับเลือกได้"

            "ต้องเลือกได้ดิวะ"

            "เออน่า รอกูมั่นใจอะไรบางอย่างแล้วก็ตัดสินใจได้เอง"

            "มั่นใจอะไรวะ เรื่องกูเหรอ" ผมแกล้งถาม ไม่ได้หวังว่าคำตอบจะคือใช่ แต่สายตาของไข่ต้มตอบผมล่วงหน้าก่อนมันจะพูดออกมาเสียอีก

            "เรื่องมึงนั่นแหละ"

            ผมยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่ใจ หัวใจพองโตเหมือนโดนบอกรัก แต่ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง มันรอตัดสินใจเรื่องเรียนต่อเพราะผมเชียวนะ ถึงความสมหวังกับผิดหวังจะมีความเป็นไปได้เท่ากันก็เถอะ แต่ผมก็ดีใจ

            "รถมาแล้ว"

            มัวแต่ซาบซึ้งใจ ยังไม่ทันได้บอกให้ไข่ต้มเลือกทางเดินที่มันต้องการจะดีกว่ารถเมล์ก็มา ผมน่ะรอคันต่อไปได้แต่เพื่อนสนิทดูเหมือนจะไม่อยากให้รอ มันกระทุ้งศอกใส่ผมแถมยังลุกขึ้นไปโบกรถให้เสร็จสรรพ บริการดีน่าประทับใจ

            ก้าวขึ้นรถแล้วผมถึงได้โบกมือลาคนที่ยืนยิ้มหวานอยู่ตรงป้ายรถเมล์ เดินไปนั่งแถวหลังสุดมองไข่ต้มปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้าน แล้วความสุขของผมก็จบไปอีกหนึ่งวัน

 

            นอกจากบ้านที่เรียนพิเศษ ห้าง แล้วก็บ้านไข่ต้มแล้ว บ้านผมก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราอยู่ด้วยกันบ่อยๆ ช่วงปิดเทอม บางวันไข่ต้มมันแวะมาช่วยขายขนม แล้วก็ขลุกอยู่ด้วยกันจนค่ำมืด เรียกว่าไม่มีวันไหนไม่ได้เจอกันเลยก็ว่าได้

            มาช่วยขายบ่อยจนชำนาญงานลูกค้าประจำก็จำมันได้บ้างแล้ว แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่มาซื้อขนมทีไรต้องแซวไข่ต้มมันทุกที ตามประสาคนหน้าตาดีที่ถูกตาต้องใจใครต่อใคร แม้ป้าคนนี้จะมีลูกชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมก็ตาม

            "สุดหล่อของพี่มาอีกแล้ว" เดินมาหน้าร้านเห็นไข่ต้มปุ๊บป้าแกก็ยิ้มหวานมาให้ แม้จะฟังแล้วขัดหูนิดหน่อยตรงที่ป้าแกแทนตัวเองว่าพี่นี่แหละ กับผมล่ะไม่เคยมีหรอกพูดเพราะแบบนี้

            "วันนี้เอาอะไรดีครับ" ส่วนพ่อค้าหน้ามนก็รู้หน้าที่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนโดนแซวแบบนี้ไข่ต้มมันคงเดินหนีเข้าไปหลบข้างในแล้ว

            "เอาน้องไข่ต้มได้มั้ยจ๊ะ"

            "ไม่ได้หรอกป้า"

            "ฉันไม่ได้ถามแก"

            เนี่ย สองมาตรฐานชัดๆ เอาจริงหน้าตาผมก็ไม่ได้แย่นะ อาจจะเป็นรองไข่ต้มมันนิดหน่อย แต่ทำไมชอบถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมตลอด

            "ร้านขนมนะป้า ไม่ได้ให้มาเต๊าะพ่อค้า"

            "ซอส แกอย่าเยอะ หยอดนิดหยอดหน่อย เพื่อนแกน่ากินกว่าขนมอีก"

            "โห ป้าสมพรขึ้นเลยงี้ โมโหแล้ว ไม่ขายๆ"

            "เดี๋ยวๆ ไอ้เด็กบ้านี่" ป้าแกทำท่าจะเดินเข้ามาตีผม ส่วนตัวการที่ทำให้เกิดการปะทะคารมครั้งนี้กลับนั่งขำคิกคักเสียอย่างนั้น

            "ป้าจะเอาอะไรบ้างครับ" ขำเสร็จไข่ต้มมันก็เริ่มขายของ ดีแล้ว รีบๆ ขาย ป้าแกจะได้รีบๆ ไป

            "อย่าเรียกป้าสิจ๊ะ พี่ก็พอ"

            "อ่าครับ พี่จะเอาอะไรบ้าง ผมจะได้ตักให้"

            "เนี่ยซอส ดูไว้ หัดทำตัวน่ารักเหมือนเพื่อนบ้าง พี่เอา..." ว่าผมเสร็จป้าแกก็หันไปชี้ขนมที่จะซื้อให้ไข่ต้มเป็นคนหยิบให้ ต้องได้เสียดสีผมสักนิดหน่อยแล้วขนมป้าสมพรจะอร่อยขึ้นอีกเท่าตัว

            ลูกค้าขาประจำจากไปแล้วแต่พ่อค้าพาร์ทไทม์ยังอมยิ้มไม่เลิก ดูไข่ต้มมันจะอารมณ์ดีเหลือเกินกับการถูกสาวรุ่นเดียวกับแม่จีบ หรือจริงๆ แล้วสเป็กมันเป็นแบบนี้ผมเองก็ชักไม่แน่ใจ

            "ยิ้มค้างเลย อย่าบอกนะว่าชอบแนวนี้"

            "ก็เกินไปมั้ย รุ่นแม่เลยนะ"

            "ป้าแกรวยนะ"

            "มึงดูสนับสนุนจังเลยเนอะ" มันว่าแกมประชดแต่สายตากลับจริงจังจนน่าขนลุก ทำเอาผมไม่กล้าพูดเล่นต่อเลย

            "ล้อเล่นครับล้อเล่น แต่มึงดูเปิดรับขึ้นเยอะเลยนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงทำหน้าบึ้งแล้วก็หนีอย่างเดียว"

            "ก็เขาเป็นผู้ใหญ่มั้ยล่ะ ลูกค้ามึงด้วย จะให้หนีได้ไง"

            "แสดงว่าถ้าไม่ใช่คนแก่จะทำเหมือนเดิม?"

            "ไม่อะ กูว่าแบบนั้นไม่โอเค มาลองนึกย้อนกลับไปกูยังไม่ค่อยชอบตัวเองเลย"

            "แล้วจะทำยังไง"

            "ก็รับฟังเขาหน่อย แล้วก็บอกไปตรงๆ"

            "บอกว่าอะไร"

            สารภาพเลยว่าผมหลอกถาม ส่วนคนโดนหลอกก็เหมือนจะรู้ตัวเหมือนกัน ไข่ต้มมันอมยิ้มน้อยๆ ทำท่าลังเลว่าจะตอบหรือไม่ตอบดี แต่ผมคิดว่ามันคงรู้วิธีทำให้ผมหนีออกจากหลุมรักของมันไม่รอด

            "บอกว่ามีคนที่อยู่ในใจแล้ว"

            "กูเหรอ"

            "ป้าสมพรมั้ง"

            "แสดงว่ามึงชอบคนแก่จริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย เสียใจ"

            เพราะใจกำลังฟูเลยเผลอเล่นใหญ่ไปหน่อย ไข่ต้มมันง้างมือเตรียมจะทุบผมแล้ว โชคดีที่มีลูกค้าเข้ามาช่วยชีวิตเสียก่อน

            นั่งเฝ้าร้านตั้งแต่ช่วงบ่ายพอแดดหมดก็ได้เวลาปิดร้าน ป้าสมพรให้ค่าแรงพนักงานพาร์ทไทม์คนพิเศษเป็นขนมกล่องใหญ่ที่จัดไว้ให้ไข่ต้มเอาไปฝากที่บ้านด้วย เราไม่ต้องช่วยเก็บของเพราะแม่ผมโบกมือไล่ให้เดินไปส่งไข่ต้มก่อนฟ้าจะมืด ใจจริงผมอยากจะนั่งรถเมล์ไปส่งมันที่บ้านเลยด้วยซ้ำแต่มันไม่ยอม นึกแล้วก็อยากได้มอเตอร์ไซด์สักคัน แต่แม่ไม่ซื้อให้นี่สิ เงินเก็บที่มีก็น้อยนิดเหลือเกิน

            "กลับดีๆ นะมึง ถึงแล้วบอกกูด้วย" เห็นรถมเล์กำลังจะเข้าป้ายผมเลยสั่งมันไว้ล่วงหน้า

            "ไปบอกคนขับรถนู่น"

            "งั้นกูต้องขึ้นไปด้วยใช่มั้ย"

            "กูพลาดเอง ขอโทษ" ไข่ต้มมันทำหน้าสำนึกผิดจริงจัง

            "เออ ถึงแล้วอย่าลืมบอก"

            "รู้แล้ว" มันยิ้มให้จังหวะเดียวกับที่รถจอดป้ายพอดี

            เราโบกมือลากัน ยิ้มให้กัน ผมยืนมองรถเมล์คันนั้นวิ่งออกจากป้ายไปจนลับตาถึงได้หันหลังกลับ ใบหน้ายามยิ้มของเพื่อนสนิทยังลอยค้างอยู่ในความทรงจำ มันคอยย้ำเตือนผมทุกครั้งว่าช่วงเวลานี้มีความสุขมากแค่ไหน

            จากนี้ผมขอแค่ความสุขนี้ยังคงอยู่ต่อไปก็พอ

 
tbc.

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

มีพัฒนาการที่ดีนะ

ป.ล. ไข่ต้มต้องกินคู่กับซอสถึงจะอร่อยเข้ากั๊น ๆ

ออฟไลน์ Noina_Pn

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1
น้องไ่ข่ งื้ออออออ :hao7:

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8893
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
พัฒนาใหญ่แล้วนายคนนี้  o7

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 23
วันพิเศษของผม


            คงไม่แปลกอะไรนักหากผมจะตั้งความหวังจากใครสักคนเมื่อวันพิเศษวนมาถึง

            อีกสามนาที่จะถึงวันเกิดผม วันที่ยี่สิบเอ็ดตุลาคม เป็นวันเกิดครั้งแรกที่ผมรู้สึกตื่นเต้นที่สุดในรอบหกปีนับตั้งแต่เข้าเรียนชั้นมัธยมมา แม้ตัวจะนอนเหยียดยาวบนเตียงห่มห้าคลุมถึงอก แต่ตายังสว่างแม้จะใกล้เวลาเที่ยงคืนแล้วก็ตาม มือหยิบมือถือขึ้นมาดูเป็นระยะอย่างรอคอย รอให้เวลาก้าวเข้าสู่วันต่อไป

            ห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที

            ผมนอนมองตัวเลขบนหน้าจอโทรศัพท์ที่ถือค้างไว้ ใจเต้นไม่เป็นส่ำจนกระทั่งตัวเลขเปลี่ยนเป็นเลขศูนย์สี่ตัว วันที่บนหน้าจอขยับเพิ่มมาอีกหนึ่งตัวเลข หากแต่ทุกอย่างยังคงสงบนิ่งไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ จากใครสักคน

            ไม่เป็นไร...ผมบอกกับตัวเองและยังยิ้มด้วยใจที่เต้นเป็นจังหวะเดิม อาจจะช้าไปสักนาทีสองนาที บางทีสัญญาณอินเตอร์เน็ตอาจจะมีปัญหาก็เป็นได้

            เที่ยงคืนสิบนาที

            หรือบางทีผมคิดว่าอินเตอร์ของใครคนนั้นอาจจะโดนตัดไปแล้วก็เป็นได้

            เสียงหัวใจเบาลงจนกลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติ ผมถอนหายใจอย่างปลงตก วางมือถือไว้บนโต๊ะข้างเตียง นึกน้อยใจในความสำคัญของตัวเองที่เหมือนจะมีไม่มากพอสำหรับใครบางคน ทั้งที่คิดว่าวันเกิดปีนี้ไม่เหมือนทุกปีแท้ๆ มันมีบางอย่างที่แตกต่างออกไป แต่คงมีผมที่คิดไปเองคนเดียวว่ามันพิเศษ

            ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงล้มเลิกการรอคอย คนคนนั้นไม่ได้อวยพรคนแรกก็ไม่เป็นไรหรอก บางทีสิ่งพิเศษที่สุดอาจจะเป็นคนที่มาเป็นคนสุดท้ายก็ได้ แค่ไม่เผลอไผลลืมไปก็พอ

            หลับตาลงทั้งที่ยังมีความน้อยใจอยู่เต็มอก พยายามเลิกคิดเลิกนึกถึงเลิกหวังทุกๆ อย่าง แต่แล้วเสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นมาเสียอย่างนั้น

            ผมรีบคว้ามือถือขึ้นมาดู แล้วปากมันก็ยิ้มขึ้นมาทั้งที่ยังมีความน้อยใจหลงเหลืออยู่

            แม้ไม่ใช่นาทีแรกก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยคนที่รอก็ยังเป็นคนแรกที่มาอวยพรในวันพิเศษของผม

            Egg : สุขสันต์วันเกิดนะมึง อายุนำกูไปหนึ่งตัวเลขแล้วนะ ขอให้จากนี้ไปมีแต่วันดีๆ เป็นปีที่ดี ให้พบแต่ความสุขในทุกๆ วัน ขอบคุณมึงมากนะที่อยู่ข้างกูมาเสมอ และกูจะอยู่ข้างมึงตลอดไป

            Egg : ตั้งใจจะส่งให้เที่ยงคืนเป๊ะเลยนะแต่เผลอหลับ

            Egg : ขอโทษ

            Egg : เดี๋ยวพรุ่งนี้กูไปหา เอาของขวัญไปให้

            ผมอ่านข้อความที่ส่งมาด้วยจิตใจที่เบิกบาน แม้ไข่ต้มมันจะเผลอหลับแต่ยังมีความตั้งใจ เพราะฉะนั้นผมให้อภัยก็ได้

            S : ขอบคุณนะมึง

            S : รอของขวัญ

            แค่รอข้อความอวยพรยังตื่นเต้นขนาดนี้ ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าผมตื่นเต้นกับของขวัญจากเพื่อนสนิทขนาดไหน

            Egg : ยังไม่นอนอีก

            S : รอมึงไง

            Egg : ถ้ากูหลับยันเช้าก็จะรอยันเช้าเลย

            S : กูรอสิบนาทีแรก เมื่อกี้กำลังจะหลับพอดี โทษทีบอกไม่หมด

            Egg : งั้นไปนอนไป

            S : ไล่กันเฉย

            Egg : ก็มึงบอกกำลังจะหลับ

            S : ตอนนี้ตาสว่างแล้วไง รับผิดชอบด้วย

            Egg : แบบนี้ก็ได้เหรอ

            ผมนอนยิ้มค้างให้หน้าจอมือถือ มีความสุขจนอยากรู้ว่าไข่ต้มมันจะมีความสุขเหมือนผมไหม

            S : คอลได้มั้ย อยากเห็นหน้า

            Egg : เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปหาแล้วไง

            S : อยากเห็นตอนนี้ วันเกิดกูนะ ตามใจหน่อยดิ

            Egg : งั้นแป๊บนึง

            ผมหยิบสมอล์ทอล์คที่กองอยู่บนโต๊ะมาเสียบรอ เงียบไปไม่ถึงนาทีไข่ต้มมันก็วิดีโอคอลมา ผมรีบกดรับ แล้วความมืดสลัวก็โชว์บนหน้าจอ

            "ไม่เปิดไฟวะ" ผมถาม ก่อนมันจะว่ากลับมา

            [มึงก็ไม่เปิด]

            สรุปคือวิดีโอคอลกันก็มองไม่เห็นหน้ากันอยู่ดีเพราะปิดไฟคุย

            ทั้งที่ตอนกลางวันก็ได้เจอกัน และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ก็จะได้เจอกันอีก แต่เราก็ยังสามารถหาเรื่องมาคุยกันได้ไม่หยุดปาก มันไม่ได้ตลกจนสร้างเสียงหัวเราะได้ตลอด หากแต่เป็นเรื่องราวระหว่างเราที่พบเจอมาและชวนให้ยิ้มได้ เรื่องธรรมดาๆ กับคนที่ทำให้วันพิเศษของผมพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก

 

            ผมจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนหลับไปตอนไหน แต่มั่นใจว่าเราหลับคาสายกันทั้งคู่ เวลาน่าจะตีสองโดยประมาณ โทรศัพท์มือถือที่ชาร์ตแบตเตอรี่ไว้จนเต็มแบตเกือบหมดเมื่อตื่นขึ้นมาดู และแน่นอนว่าผมตื่นสาย ไม่สายสิ เรียกว่าตื่นเที่ยงเลยจะดีกว่า

            นั่งงัวเงียอยู่บนเตียงสักพักผมก็ลุกไปอาบน้ำ ก่อนเดินหิวโซลงไปหาแม่ข้างล่าง เลยโดนป้าสมพรบ่นไปหนึ่งชุดที่ปลุกให้ไปใส่บาตรแต่ผมไม่ยอมตื่น เอาเป็นว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมตื่นมาใส่บาตรซ่อมให้แล้วกัน

            มื้อเช้ากับเที่ยงของผมวันนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวไก่มะระที่แม่ซื้อไว้ให้ แม้ป้าสมพรแกจะทำขนมไทยขายเป็นอาชีพแต่นานๆ ทีถึงจะทำกับข้าวให้ลูกกิน ทำอาหารครั้งล่าสุดเมื่อไรผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน

            ระหว่างกินมื้อเที่ยงผมก็เปิดไลน์ส่งไปอรุณสวัสดิ์เพื่อนรักที่ไม่รู้ว่าป่านนี้ตื่นหรือยัง พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะทำแบบนี้มันทุกคืน

            วางมือถือบนโต๊ะเปลี่ยนมาจับช้อนส้อม ยังไม่ทันได้ม้วนเส้นเข้าปากข้อความจากไข่ต้มก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว ผมเลยต้องวางส้อมแล้วหยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าระหว่างเพื่อนสนิทกับปากท้องอะไรสำคัญกว่ากัน

            Egg : เดี๋ยวไปบ่ายๆ นะ เพิ่งตื่น

            S : ใกล้ถึงก็บอกแล้วกัน เดี๋ยวออกไปรับ

            Egg : จะมาทำไม

            S : ก็อยากไป

            Egg : ไม่ต้อง เจอกันที่บ้าน ไปอาบน้ำละ

            ตอบผมกลับมาแค่นี้แล้วไข่ต้มมันก็หายไปเลย ผมส่งอะไรไปหาก็ไม่อ่านอีก แค่อยากเดินไปรับก็ไม่ได้

 

            หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จผมก็มานั่งทำหน้าที่อยู่หน้าร้านกับลูกจ้างอีกคน วันนี้ลูกค้าไม่ค่อยเยอะเท่าไร ขายไปเล่นมือถือไป พยายามหลอกถามไข่ต้มว่าถึงไหนแต่มันไม่ยอมตอบ จนเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นมันยืนอยู่หน้าร้านแล้ว มาพร้อมกับถุงของขวัญในเวลาบ่ายสองสี่สิบนาที

            ผมบอกลาหน้าร้านพาไข่ต้มขึ้นห้อง ใจเต้นตุบๆ แอบมองถุงใบโตที่มันหิ้วมาด้วย แต่พอมองดูดีๆ ถึงได้รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร ซึ่งความจริงผมน่าจะดูออกตั้งแต่เห็นมันยืนอยู่หน้าร้านแล้วด้วยซ้ำ

            กล่องสี่เหลี่ยมแบบนี้เค้กแน่ๆ

            ไข่ต้มวางกล่องเค้กบนโต๊ะเขียนหนังสือ มันหันมายิ้มให้ก่อนจะเอ่ยถาม

            "ได้เป่าเค้กหรือยัง"

            "ยัง" ผมส่ายหน้า ตื่นนอนแล้วก็ลงไปกินข้าว จากนั้นก็นั่งขายขนมต่อ อ้อ โดนแม่บ่นที่ไม่ยอมตื่นไปใส่บาตรเมื่อเช้าด้วย

            ไข่ต้มพยักหน้ารับก่อนจัดการเปิดกล่องเค้กเอาเทียนเลขหนึ่งกับเลขแปดปักไว้ตรงกลาง จุดไฟแล้วยกเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มขนาดหนึ่งปอนด์มาตรงหน้าผม

            "ลืมปิดไฟว่ะ" บอกเองแล้วก็ขำเอง

            มันเดินไปปิดไฟก่อนเดินกลับมายืนตรงหน้าผมเหมือนเดิม แสงจากเทียนสองเล่มสว่างอยู่ตรงกลางระหว่างเรา คนถือเค้กยิ้มหวาน เจ้าของวันเกิดอย่างผมเลยยิ้มตามไปด้วย เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เป่าเค้กวันเกิดด้วยกันแบบนี้

            "อธิษฐานก่อนเป่านะมึง"

            ผมหลับตาอธิษฐานตามที่ไข่ต้มบอก...ขอแค่ให้ทุกวันนับจากนี้ไม่โหดร้ายเกินไป และมีคนตรงหน้าคอยอยู่ข้างๆ กันไปเรื่อยๆ ก็พอ

            เมื่อลืมตาขึ้นผมก็เป่าเทียนทั้งสองเล่มดับในครั้งเดียว แต่แสงสว่างที่หายไปไม่ได้ทำให้ห้องมืดสนิท ผมยังมองเห็นรอยยิ้มของคนที่ถือเค้กอยู่ได้ชัดเจน

            "กินเค้กก่อน" ไข่ต้มหมุนตัวจะเดินกลับไปที่โต๊ะแต่ผมจับไหล่เอาไว้ มันเลยหันกลับมามองอย่างงงๆ

            "ไม่เปิดไฟก่อนอะ"

            "มึงไปเปิดให้หน่อยดิ"

            "งั้นเดี๋ยวกินก่อนค่อยเปิด"

            ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมกล้าหาญได้ขนาดนี้ มือที่จับไหล่เพื่อนสนิทไว้ปล่อยออกก่อนดันเค้กขึ้นจนเปื้อนคางคนถือ ไข่ต้มอ้าปากเตรียมจะโวยวายที่โดนแกล้ง แต่ต้องอึ้งอีกรอบเมื่อผมใช้นิ้วปาดหน้าเค้กป้ายปากมัน

            "ไอ้สัด เลอะเทอะ" มันว่าแต่ทำอะไรผมไม่ได้เพราะมือยังถือเค้กอยู่

            "ขอของขวัญหน่อย"

            "ก็เดี๋ยวจะให้ไง"

            "จะเอาตอนนี้"

            ไม่รอให้คนตรงหน้าเถียงอะไรต่อผมก็จับมือไข่ต้มที่ถือเค้กทั้งสองข้างไว้ก่อนขยับหน้าเข้าไปใกล้แล้วเลียเนื้อครีมที่เลอะอยู่ตรงปาก ผมไม่รู้ว่ามันอึ้งจนสติหลุดไปแล้วหรือเปล่าถึงได้ยืนตัวแข็งขนาดนี้ แต่ในเมื่อไม่ห้ามก็ไม่มีเหตุผลที่ผมต้องหยุด

            ผมแนบริมฝีปากลงไปหลังจากเลียเนื้อครีมจนหมด จูบเนิบนาบแบบค่อยเป็นค่อยไป สารภาพตามตรงว่าผมเองก็ยังไม่เคยจูบใครเหมือนกัน ตั้งใจเก็บจูบแรกไว้ให้เพื่อนสนิทคนนี้โดยเฉพาะ และผมภูมิใจมากที่ทำสำเร็จ

            ผละริมฝีปากออกแล้วแต่ผมยังอ้อยอิ่งไม่ถอยห่างออกมาจากเดิมนัก ขยับเข้ามาใกล้กันขนาดนี้ป่านนี้เสื้อเราสองคนคงเลอะเค้กหมดแล้วล่ะมั้ง แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรใส่ใจ

            "อีกครั้งได้มั้ย" ถามออกไปด้วยความโลภมาก เมื่อได้ครั้งหนึ่งแล้วย่อมไม่เคยพอ

            "วางเค้กก่อน" แม้คำตอบไม่ตรงคำถามแต่มันก็คือการอนุญาต ผมปล่อยมือให้ไข่ต้มมันเอาเค้กไปวาง แล้วก็เป็นอย่างที่คิด เนื้อเค้กเปื้อนเสื้อเราทั้งคู่

            ผมเดินตามไปยืนซ้อนหลัง พอไข่ต้มหันกลับมาก็เท้าแขนกับโต๊ะเพื่อขังมันไว้ คนถูกจู่โจมไม่ว่าอะไร แต่น่าเสียดายที่ผมมองไม่เห็นว่าตอนนี้หน้ามันแดงอยู่หรือเปล่า หรือผมควรจะเดินไปเปิดไฟก่อนดี

            "จูบแรกของกูเลยนะ" บอกอย่างภาคภูมิใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

            "กูควรดีใจมั้ย"

            "จะโพสต์ไอจีก็ได้ไม่ว่า"

            ไข่ต้มไม่เถียงต่อเพราะผมไม่เปิดโอกาสให้เถียง รวบกอดมันไว้แล้วกดจูบอีกครั้ง ไม่ได้ลึกซึ้งกว่าครั้งแรก แต่หอมหวานไม่แพ้จูบติดรสช็อกโกแลตแบบครั้งแรกเลย

            จูบที่ผมตั้งใจขโมยเพื่อเป็นของขวัญให้ตัวเอง

 

            เพราะทำเค้กเปื้อนเสื้อเราเลยต้องเปลี่ยนเสื้อกันทั้งคู่ ไข่ต้มมันทำหน้าหงุดหงิดใส่ผมประมาณสองวินาทีหลังจากเปิดไฟแล้วเห็นเสื้อสีขาวเปื้อนเป็นรอยสีน้ำตาลเข้ม ก่อนสีหน้าหงุดหงิดนั้นจะเปลี่ยนนิ่งเฉยอย่างคนที่พยายามเก็บอาการเขินอายแทน

            ผมไม่ได้ถามหรอกว่าจูบครั้งแรกของเรามันดีไหมหรือทำมันอึดอัดหรือเปล่า ผมรู้ตัวแล้วว่ามันเป็นคำถามที่โง่มากสำหรับคนนิสัยแบบไข่ต้ม เพราะถ้ามันรู้สึกแย่คงไม่ยอมให้ผมจูบเป็นครั้งที่สองแน่ๆ

            เค้กที่ถูกทารุณจนเละไม่เป็นก้อนถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ ผมกับไข่ต้มนั่งอยู่บนเตียงหลังจากเปลี่ยนเสื้อเสร็จ เตรียมตัวสำหรับพิธีมอบของขวัญวันเกิดที่แท้จริง

            ไข่ต้มยื่นกล่องสีดำขนาดเท่าการ์ดมาให้ มันเบามากจนผมเดาไม่ออกเลยว่าข้างในจะเป็นอะไร ของขวัญอะไรบ้างที่มีขนาดประมาณนี้หรือของอะไรที่พอจะยัดลงไปในกล่องนี้ได้กัน

            "เปิดได้มั้ย"

            "แล้วแต่มึงดิ"

            "งั้นกูเปิดเลยนะ"

            "อืม"

            ผมค่อยๆ ดึงฝากล่องออกด้วยความตื่นเต้น ข้างในเป็นกระดาษการ์ดสีขาวที่เขียนข้อความด้วยลายมือเอาไว้ ผมคว่ำกล่องใส่มือเพื่อจะดูการ์ดทั้งหมด แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ไม่สามารถหุบยิ้มได้

            "ลอกกูนี่หว่า" ผมว่า จำได้ว่าวันเกิดมันเมื่อปีใหม่ผมให้บัตรขออะไรก็ได้แต่มันยังไม่ได้ใช้เลย

            "ลอกแต่ก็พิเศษกว่านะเว้ย มึงให้ใบเดียว ของกูตั้งหลายใบ"

            "ก็พิเศษจริงแหละ"

            จะว่าไปของขวัญของไข่ต้มก็ไม่ได้เหมือนของขวัญที่ผมให้มันเสียทีเดียว ของขวัญชิ้นนี้เป็นบัตรอนุญาตให้ผมทำอะไรบางอย่างที่ไข่ต้มรู้ว่าผมอยากทำกับมัน มีหลากหลายการกระทำ รวมกันประมาณยี่สิบใบได้

            "ใช้อันนี้เลยได้มั้ย" ผมชูการ์ดที่เขียนเหมือนกันสี่ใบให้มันดู แต่ไข่ต้มมันกลับดึงไปสองใบเสียอย่างนั้น

            "อันนี้ต้องยึดสองใบ"

            "ได้ไงวะ"

            "ก็มึงทำไปแล้วสองครั้ง"

            "ไม่นับดิ!" ไม่โวยวายไม่ได้หรอกแบบนี้ มีอย่างที่ไหนมายึดบัตรอนุญาตให้จูบของผม

            ไข่ต้มยิ้มขำ มันไม่ยอมคืนการ์ดให้ผมแล้ววางแอบๆ ไว้ข้างตัวเอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังที่ทำให้ผมตั้งใจฟังตามไปด้วย

            "มึงอะชอบขอก่อนเวลาจะทำอะไร ทั้งที่กูก็บอกไปแล้วว่าทำให้ในสิ่งที่อยากทำแต่มึงก็ขาดความมั่นใจทุกที กูเลยเขียนสิ่งที่คิดว่ามึงอยากจะทำใส่การ์ดให้ จะได้ยื่นการ์ดให้แทนไม่ต้องขอเพราะกูอนุญาตแล้ว แต่จริงๆ กูว่าไอ้การ์ดพวกนี้มันก็ไม่ได้จำเป็นเท่าไรหรอก"

            มีแต่คำว่าน่ารักลอยเต็มหัวผมไปหมดกับการพูดถึงที่มาของของขวัญชิ้นนี้ ผมหยุดยิ้มไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากหยุดยิ้มด้วย อยากให้ไข่ต้มมันรู้ว่าผมดีใจที่ได้ของขวัญชิ้นนี้จากมันขนาดไหน แม้มันจะบอกว่าไม่จำเป็นก็เถอะ

            "กูจะใช้ให้ครบเลย ขอการ์ดจูบสองอันคืนด้วย"

            "ก็บอกว่าจริงๆ มันก็ไม่ได้จำเป็นไง"

            "ถ้างั้นการ์ดอันนี้ก็เก็บไว้ใช้ทีหลังแล้วกัน" ผมชูการ์ดจูบอีกสองใบในมือให้ไข่ต้มดูแล้วเก็บใส่กล่องรวมกับการ์ดอื่นๆ ก่อนลุกเอาไปเก็บใส่ลิ้นชักข้างเตียงไว้อย่างดี

            ขากลับมาที่เตียงผมก็แวะตัดเค้กชิ้นเล็กๆ ใส่กล่องกระดาษที่ฉีกมาทำเป็นจาน ไข่ต้มมองตามและคงเข้าใจดีว่าผมจะทำอะไร

            "กินเค้กกัน" ผมตักเค้กป้อนไข่ต้ม ให้กินดีๆ หนึ่งคำ พอคำต่อมาก็แกล้งทำเลอะแก้มมันเลยโดนทำหน้าดุใส่ แต่เมื่อผมวางเค้กไว้แล้วขยับเข้าไปใกล้คนตรงหน้าก็ค่อยๆ หลับตาลง

            สัมผัสครั้งที่สามของรสช็อกโกแลต

            ของขวัญวันเกิดปีที่ดีที่สุดของผม

 

            การ์ดอนุญาตที่ได้เป็นของขวัญวันเกิดกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมพกติดตัวไว้ตลอดเวลา แม้จะได้ใช้บ้างไม่ได้ใช้บ้าง ส่วนมากครั้งที่ได้ใช้มักเป็นตอนที่ผมอยากแกล้งไข่ต้มมากกว่า เพราะเวลาหยิบการ์ดพวกนี้ออกมาทีไรมันชอบทำนิ่งใส่ เป็นอาการที่ดูยังไงก็รู้ว่ากำลังซ่อนอาการเขิน

            ผ่านวันเกิดผมมาเหลืออีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมสอง เป็นช่วงปิดเทอมหนึ่งเดือนที่เราได้เจอกันบ่อยมากเลยก็ว่าได้ บ่อยกว่าทุกปิดเทอมที่ผ่านมา มันจึงพิเศษกว่าปิดเทอมครั้งไหนๆ

            "มึง" ผมเรียกไข่ต้มที่กำลังใส่รองเท้าก่อนยื่นการ์ดขออนุญาตจับมือให้มัน

            เจ้าของชื่อทำหน้านิ่งใส่ตอนรับการ์ดใบนั้นไป ก่อนจะวางมือลงบนมือของผม จับประสานไว้ และก้าวเดินไปพร้อมกัน

            วันนี้ไม่มีเรียนพิเศษแต่ผมยังแวะมาหาไข่ต้มที่บ้านด้วยเหตุผลเดียวคืออยากเจอ อยู่ด้วยกันจนพ่อกับแม่มันกลับมาผมถึงได้ขอตัวกลับ เจ้าของบ้านเดินออกมาส่ง ผมเลยใช้โอกาสนี้ใช้การ์ดขออนุญาตแม้มันเคยบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้ก็ตาม แต่ไหนๆ ให้มาแล้วไม่ใช้ก็เสียของเปล่าๆ

            ผมแกว่งมือที่จับกันไว้เบาๆ ไปตามจังหวะการเดิน มีความสุขมากจนอยากให้ทุกคนบนโลกนี้ได้รับรู้ น่าเสียดายที่แถวนี้มีคนเดินผ่านไปมาไม่มากนัก

            "มีมึงความสุขมั้ย" ผมถาม ไข่ต้มมันหันมาเลิกคิ้วใส่

            "อยู่ๆ ก็ถาม"

            "กูอยากรู้"

            "ก็ต้องมีดิ"

            "มากมั้ย"

            "อืม"

            "มากพอหรือยัง"

            แม้ใจจะคิดว่าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ดีแล้ว แต่ผมก็ยังกลัว กลัวว่าความสุขจะหายไป กลัวว่าถ้าไม่ชัดเจนสักที่จะมีใครมาพรากมันไปจากผมอีก ถึงได้ถามย้ำมันอยู่บ่อยๆ

            ไข่ต้มอมยิ้ม มันบีบมือผมเบาๆ ก่อนคลายออก แล้วก็เป็นคนออกแรงแกว่งมือเสียเอง

            ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดกับคำถามข้อนี้อีกเหมือนเคย ถึงอย่างนั้นการแสดงออกแทนคำพูดมันก็ช่วยให้ผมอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง

            คนที่เคยปิดประตูใส่ทุกคนที่พยายามเข้าหา คนที่เคยปฏิเสธทุกคำสารภาพอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีการให้โอกาส คนที่ไม่เคยสนใจทุกอย่างรอบตัว คนคนนั้นที่กำลังยืนอยู่ข้างผม จับมือผมและเดินไปด้วยกัน ผมที่ได้โอกาสมากกว่าใครทุกคนที่เคยผ่านเข้ามา ต้องบอกตัวเองให้จำเอาไว้ว่าผมคือคนที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ ก็แค่ทนรออีกนิดจะเป็นไรไป

            รอเวลาที่เพื่อนคนนี้จะพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

            เดินมาถึงป้ายรถเมล์ผมก็ปล่อยมือไข่ต้มออก ยืนรอได้ไม่นานรถเมล์ก็มา ผมวางมือบนหัวมันแล้วบอกลา

            "เดินกลับบ้านดีๆ"

            "ถึงบ้านแล้วบอกด้วย"

            "อืม"

            ยีผมมันเบาๆ ก่อนผละไปขึ้นรถที่มาจอดเทียบป้ายพอดี ไข่ต้มทำหน้ายุ่งตอนจัดทรงผมใหม่ แต่เมื่อเงยหน้ามาเห็นผมยิ้มให้มันก็ยิ้มตอบ ก่อนยกมือโบกลาขณะที่รถเมล์เคลื่อนออกจากป้ายพอดี

 
tbc.


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

อั๊ยยยย  เขาจูจุ๊บกัน  อิอิ

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
แง้ จูบกันแล้ววว
อย่าเพิ่งแยกกันเลย้นาาา.อยู่แบบนี้ไปนานๆ

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
ใกล้จะได้คำตอบแล้วรึยังนะะะ

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ก้าวหน้าๆความกวังใกล้เปนจริงแล้ว อีกนิดนึง

ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
รอดูพัฒนาการต่อไปนะคะ  :mew1:

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 24
น้องแตงโมคนเดิม


            ปิดเทอมผ่านพ้นไปเหมือนกะพริบตาไม่กี่ครั้งเวลาก็ไหลผ่านไปหนึ่งเดือน เมื่อเปิดเทอมสองก็เข้าสู่ช่วงกีฬาสี ไข่ต้มตอบตกลงคำขอของอาจารย์ยอมเป็นคนถือป้ายโรงเรียนนำขบวนพาเหรด มีการประชุมคณะสีตามตารางเรียนที่ถูกจัดให้เป็นทุกเย็นวันศุกร์ วันนี้จึงเป็นวันแรกที่คณะสีนิลุบล หรือสีฟ้าได้มาเจอกันครั้งแรกในรอบปีการศึกษา

            หน้าที่ดูแลน้องๆ รวมถึงตำแหน่งประธานสีเป็นของ ม.ห้า พี่ ม.หกอย่างพวกผมกลายเป็นที่ปรึกษาหรือประสานงานเล็กๆ น้อยๆ เพราะต้องทุ่มเวลาให้กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบมากกว่ามุ่งเน้นด้านกิจกรรม แต่คนที่ชอบทำกิจกรรมมากกว่าและเสนอตัวช่วยทุกอย่างก็มี ซึ่งไม่ใช่ผมแน่นอน

            วันแรกของการเข้าประชุมคณะสีเป็นการเลือกตัวแทนเพื่อจัดการในด้านต่างๆ หาเชียร์ลีดเดอร์ สแตนเชียร์ นักกีฬา และคนเดินพาเหรด เป็นความวุ่นวายที่ชวนให้ปวดหัวไม่น้อย ต้องมีบังคับขู่เข็ญกันบ้างถึงจะมีคนยอมทำ อีกหนึ่งความยากของคนที่ทำหน้าที่ควบคุม

            น้อง ม.ห้าที่ทำหน้าที่หานักกีฬามาเดินวนเวียนแถวกลุ่มเด็ก ม.หก หลังจากเปิดรับให้น้องๆ ลงชื่อสมัครกีฬาที่อยากเล่นไปเมื่อครู่ แต่ดูเหมือนว่ารายชื่อจะยังขาดบางรายการ

            "ขาดอะไร"

            เพื่อนผมที่มันประธานสีปีที่แล้วเรียกน้องมาถาม มันน้องก็ส่งกระดาษรายชื่อให้ดู แล้วคำถามก็ถูกส่งมาให้ผม

            "ซอส มึงลงเปตองมั้ย"

            เปตองเป็นกีฬาที่ ม.หกได้เรียนเมื่อเทอมที่แล้ว แถมผมยังโยนแม่นอันดับต้นๆ ของห้องเสียด้วย แต่ผมคงไม่ตอบตกลงหรอกถ้าคนข้างๆ ไม่พูดขึ้นมา

            "ลงดิ เดี๋ยวกูไปเชียร์" จะได้เวลาโชว์ความเก่งกาจให้คนที่ชอบได้ดูก็คราวนี้ แม้มันจะเป็นของเคยๆ ก็เถอะ

            "เอาดิ"

            "มีกู มึง แล้วก็ไอ้เหม โอเคนะ"

            "เออ" ผมตะโกนตอบกลับไป

            สงสัยคงต้องหาเวลาไปฝึกซ้อมเยอะๆ เสียแล้ว ถ้าได้เหรียญทองผมจะเอาให้คนที่บอกจะไปเชียร์

            โรแมนติกเป็นบ้า

 

            หลังจากประชุมเชียร์ครั้งแรกสัปดาห์ต่อมาตารางแข่งขันกีฬาทุกประเภทก็ประกาศ การแข่งขันรายการเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยสนใจจะจัดแข่งตั้งแต่รอบแรกถึงรอบชิงชนะเลิศก่อนวันงานกีฬาสี ส่วนรายการใหญ่ๆ นั้นแข่งรอบชิงชนะเลิศวันงาน ซึ่งกีฬาที่ผมลงแข่งนั้นรวมอยู่ในกลุ่มแรก

            รอบแรกสีฟ้าของผมเจอกับสีเหลือง ได้ข่าวว่าเป็น ม.หกเหมือนกันที่ลงแข่ง ก็แน่ล่ะ เรียนพร้อมกันทั้งชั้นปีเมื่อเทอมที่แล้ว จะมีใครเชี่ยวชาญกว่า ม.หกได้อีก กีฬาชนิดนี้แม้ไม่ได้ออกแรงเยอะแต่ต้องใช้สมาธิกับความแม่นยำสูง จะเรียกว่าศึกแห่งศักดิ์ศรีของ ม.หกเลยก็ว่าได้

            แต่ถึงจะบอกว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี เรื่องนี้คงมีผมคิดเองเออเองให้เหมือนเป็นเรื่องใหญ่ไปคนเดียว เพราะเอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้คิดจริงจังเท่าไร พักเที่ยงวันพฤหัสบดีนี้จะถึงวันที่ต้องแข่งแล้ว หรือก็คือเหลือเวลาอีกสองวัน แต่พวกผมยังไม่ได้นัดซ้อมกันสักครั้งเลยเดียว

            "ไม่ซ้อมเหรอ" ไข่ต้มถามหลังการเรียนการสอนคาบสุดท้ายจบลง มันทำหน้าสงสัยขณะมองผมเก็บของใส่กระเป๋า

            "ไอ้ประธานมันนัดเจอวันแข่งเลย"

            "มั่นใจอะไรขนาดนั้น"

            "ไม่ได้มั่นใจ ขี้เกียจมากกว่า"

            "แพ้ตั้งแต่รอบแรกจะด่าให้"

            "เครียดกว่าคนแข่งอีกมึงเนี่ย" ผมดึงแก้มคนทำหน้าบึ้งอย่างนึกมันเขี้ยว ไข่ต้มปัดมือผมออก ทำขมวดคิ้วใส่ไม่เลิก

            "สีเหลืองนี่ห้องสี่ใช่มั้ย ได้ข่าวว่าเก่ง"

            "ห้องห้าเถอะ ห้องสี่สีเขียว" ผมเถียง พอรู้มาเหมือนกันว่าห้องสี่ที่อยู่สีเขียวฝีมือร้ายกาจพอสมควร แต่ผมก็เก่งไง ไม่กลัว

            "อ้าวเหรอ" แล้วคนที่จำผิดก็ทำหน้าสบายใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น

            "นี่มึงกลัวแค่ห้องสี่เหรอ ดูถูกฝีมือห้องอื่นว่ะ"

            "ก็เห็นมีแต่คนบอกว่าเก่ง ไม่อยากให้มึงแพ้ตั้งแต่รอบแรกไง"

            "เป็นห่วงด้วย"

            "อายห้องอื่นเขา"

            "ปากแข็ง"

            "เหรอ แข็งเหรอ" ถามแล้วยิ้มกวนประสาท ไข่ต้มมันรู้ว่าผมไม่ทำตัวประเจิดประเจ้อในที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยผู้คนแบบนี้แน่ๆ เลยกล้าพูด แต่ในห้องนี้ก็เพื่อนกันทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจก็ได้มั้ง

            "แข็งมั้ยนะ ขอพิสูจน์อีกทีได้มั้ย" ผมแกล้งขยับเข้าไปใกล้ไข่ต้มมันก็ถอยออกห่างพร้อมกับส่งสายตาขู่

            แกล้งคนได้สำเร็จผมก็ถอยออกมา เพื่อนในห้องไม่มีใครสักคนที่สนใจเรา เลิกเรียนแล้วก็ทยอยกันเก็บของออกจากห้อง ไม่รีบไปเรียนพิเศษต่อก็คงไปดูแข่งบาสเกตบอลชายรอบแรกที่สีฟ้าเจอกับสีชมพู สีตัวเองแข่งทั้งทีผมว่าจะชวนไข่ต้มไปเชียร์อยู่เหมือนกัน

            "มึงรีบกลับมั้ย"

            "ไม่อะ มึงจะไปไหน"

            "จะชวนไปดูบาส"

            "สีอะไรแข่ง"

            "ก็สีเราไง"

            "อ๋อ อืม ไปดิ" มันพยักหน้ารับถี่ๆ ก่อนเราจะเดินลงจากอาคารพร้อมกัน

 

            ข้างสนามบาสเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่ไม่ใช่เฉพาะคนของสีฟ้ากับสีชมพู คนเยอะจนผมเกือบจะถอดใจกลับเพราะไข่ต้มมันคงไม่เบียดใครเข้าไปดู แต่โชคดีที่เพื่อนในห้องผมมันนั่งจับกลุ่มกันอยู่ใกล้ๆ ที่พักนักกีฬาสีฟ้าพวกมันเลยชวนให้ไปนั่งด้วยกัน

            ผมมองสำรวจนักกีฬาของทั้งสองสีที่มีคละเคล้ากันไปหลายชั้นปี คนที่คุ้นหน้าคุ้นตาก็มีอยู่เยอะ ทั้งคนดังของโรงเรียน นักกีฬาโรงเรียน รวมถึงคนที่หาญกล้าเคยเข้ามาลองกะเทาะเปลือกไข่ก็ด้วย

            การแข่งขันระหว่างสีฟ้ากับสีชมพูเริ่มขึ้นและเป็นไปอย่างสูสี และถ้ามองไม่ผิดล่ะก็ผมว่าน้อง ม.ห้าที่อยู่สีเดียวกันมันกำลังเล่นโชว์ออฟให้ใครบางคนดูอยู่แน่ๆ สายตาหลังเลนส์แว่นของน้องมันมองมาที่กลุ่ม ม.หกบ่อยๆ ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าน้องมันกำลังมองใครถ้าไม่ใช่คนที่นั่งข้างผม เพราะน้องคนนี้มันเคยจีบไข่ต้มเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ผมดันจำชื่อไม่ได้นี่สิ

            "มีคนมองมึง"

            "อืม" คนข้างๆ ครางรับทันทีที่ผมบอก รู้ตัวเสียด้วย

            "น้องมันเคยจีบมึง"

            "แค่จะจีบ" คำตอบของเพื่อนสนิททำผมแปลกใจ ไม่คิดว่ามันจะจำรายละเอียดได้ ถึงขนาดรู้ว่าน้องเขายังไม่ทันได้จีบ แต่ก็ลืมคิดไป ในโรงเรียนนี้เคยมีใครได้จีบมันบ้างนอกจากผม

            "ชื่ออะไรนะกูจำไม่ได้" ผมแกล้งถาม แล้วมันก็ตอบได้อย่างง่ายดายเหมือนเป็นญาติน้องเขายังไงยังงั้น

            "โม"

            "มีความใส่ใจ"

            "เข้ามาถามว่ากูเลิกกับแฟนหรือยัง ใครจะจำไม่ได้วะ"

            "อ๋อ น้องมันเล่นดีนะ" คำอธิบายของมันทำให้ผมนึกออกทันที แล้วก็ต้องรีบเบี่ยงออกจากประเด็นแฟนเก่าเพราะผมไม่อยากให้ไข่ต้มมันนึกถึงเท่าไร

            "อืม ก็ดี"

            เราไม่ได้คุยอะไรกันต่อเพราะการแข่งขันในสนามกำลังดุเดือด ทั้งสองสีผลัดกันรุกผลัดกันรับ สลับกันทำแต้มไม่ได้ทิ้งห่างกันนัก ทำเอากองเชียร์ของทั้งสองฝั่งหายใจไม่ทั่วท้อง แต่คะแนนของสีฟ้าที่ขึ้นนำเพียงน้อยนิดไม่ได้ทำให้ผมหนักใจเท่าฟอร์มการเล่นของไอ้น้องโมอะไรนั่น เล่นดีมากเหมือนรอเวลานี้มานาน สายตาน้องมันยังมองมาที่ไข่ต้มบ่อยๆ ไม่รู้ได้สบตากันไปกี่ครั้งน้องมันถึงได้มีพลังกายพลังใจเต็มเปี่ยมขนาดนี้

            ก่อนที่จะได้ระลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของน้องมันตอนเข้ามาจีบไข่ต้มผมไม่ได้กังวลอะไรเลยสักนิด แต่พอรู้ว่าเป็นคนที่เข้ามาทักเรื่องพี่อ๋องอยู่ๆ ก็คิดมากขึ้นมาเสียอย่างนั้น ตอนนั้นน้องมันยอมถอยเพราะไข่ต้มยืนยันว่ามันกับพี่อ๋องยังไม่เลิกกัน แล้วถ้าหากเป็นตอนนี้ล่ะ ตอนนี้ที่ตำแหน่งคนสำคัญมันว่างแล้ว น้องมันยังคิดจะเข้าหาอยู่อีกหรือเปล่า ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่ผมคิดไว้ว่าน้องมันจะเข้าหานั้นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์

            การแข่งขันจบลงโดยที่สีฟ้าสามารถเอาชนะสีชมพูได้เพียงห้าคะแนน นักกีฬากลับเข้าข้างสนาม คนดูแยกย้าย ผมรีบชวนไข่ต้มกลับ แต่กลับช้ากว่าน้องโมที่วิ่งเข้ามาหาเพื่อนผมทันทีที่การแข่งขันจบ

            "พี่ไข่ต้มครับ"

            "ครับ" เจ้าของชื่อยืนประจันหน้ากับคนเรียก น้องโมยิ้มหวาน แต่คงไม่ได้ดีใจเพราะแข่งชนะเพียงอย่างเดียวแน่นอน

            "พี่จำผมได้มั้ย"

            "ได้ครับ"

            ก็ปากหมาหาว่าพี่เลิกกับแฟนทำไมจะจำไม่ได้...อันนี้ผมเติมให้เองในใจ

            "พี่สบายดีนะ" ไอ้น้องโมมันเริ่มถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตามประสาคนที่เคยเจอกันครั้งสองครั้ง

            "ครับ สบายดี"

            "อ่า...ผมจะเริ่มไงดี คือครั้งก่อนพี่จำได้มั้ยที่ผมถามพี่เรื่องแฟน"

            เคยเป็นคนตรงประเด็นยังไงก็ยังคงเป็นแบบนั้น น้องมันเลิกยิ้มแล้วทำหน้าจริงจังแทน ส่วนเพื่อนสนิทผมยังนิ่งเหมือนเดิม

            "ถ้างั้นตอนนี้ผมจีบพี่ได้หรือยังครับ" คำถามของน้องมันชวนให้คนที่บังเอิญได้ยินหยุดมอง รวมถึงเพื่อนๆ ห้องผมที่ยังไม่ได้เดินไปไหนไกลตั้งแต่เห็นน้องโมมันเข้ามาหา จนกลายเป็นว่ามีผู้คนรุมล้อมเป็นจุดสนใจไปเสียอย่างนั้น

            สารภาพตามตรงเลยว่าผมเริ่มใจไม่ดี แม้จะพิเศษกว่าคนอื่นแต่สถานะของผมยังไม่ชัดเจนและยังมีคำว่า ‘เพื่อนสนิท’ กำกับไว้อยู่ เพราะไม่ใช่คนที่ถูกเรียกว่า ‘แฟน’ ย่อมไม่ผิดหากไข่ต้มจะเปิดโอกาสให้ใครคนอื่นได้เหมือนกัน รู้ว่าคิดมากไป แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ

            ผมได้แต่ยืนรอนิ่งๆ ให้คนสองคนตัดสินเรื่องความรู้สึกกันเอาเอง ไข่ต้มไม่ได้หันมามองผม ไม่ได้หันมาขอความเห็นหรือขอความช่วยเหลือเหมือนเมื่อก่อนที่เคยเป็น ผมทำได้เพียงยืนหลบอยู่ด้านหลัง และรอรับฟังเหมือนคนอื่นๆ เท่านั้น

            "พี่คงห้ามไม่ให้จีบไม่ได้หรอกครับ แต่พี่มีคนในใจอยู่แล้ว คิดว่าน้องคงเข้าใจนะว่าพี่หมายความว่ายังไง" ทิ้งจังหวะให้พอได้ลุ้นก่อนไข่ต้มจะตอบออกไป สีหน้าน้องมันดูแปลกใจ รวมถึงทุกคนที่อยู่ตรงนี้ด้วย

            "เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ เพิ่งเดือนกว่าๆ เอง" น้องโมพูดเหมือนพึมพำกับตัวเอง แต่ฟังดูแล้วไม่ใช่ความหมายที่ดีเท่าไรนัก กับเวลาไม่ถึงสองเดือนที่เพิ่งเลิกกับคนเก่าแล้วมีคนใหม่

            "ถ้าน้องคิดว่าตัวเองเข้ามาเร็วแล้วก็ยังมีคนที่เร็วกว่าน้องล่ะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่ไปก่อนนะ" ตัดจบเพียงเท่านี้ไข่ต้มมันก็หันมาพยักหน้าเรียกผมก่อนเดินแหวกฝูงชนออกมา

            ผมเดินไปขนาบข้างมันก่อนหันไปมองข้างหลัง ไทมุงสลายตัวแล้ว น้องโมก็ดูไม่ได้หัวเสียกับการถูกปฏิเสธเท่าไรนัก เหมือนแค่อยากเข้ามาลองเมื่อมีโอกาส แต่เมื่อไม่ได้ก็ไม่ดื้อด้านเช่นเดียวกับครั้งก่อน ซึ่งมันช่วยตกย้ำได้เป็นอย่างดีว่าผมวิตกจริตแค่ไหน รู้สึกโมโหที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองเลย

            "เครียดอะไร" เดินมาถึงป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนผมก็โดนไข่ต้มกระทุ้งศอกใส่ แล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมาสักพักแล้ว

            "เปล่า"

            "คิดว่าเชื่อมั้ย"

            "ไม่"

            "เป็นอะไร เรื่องเมื่อกี้?"

            "อืม แค่คิดอะไรนิดหน่อย" เดาถูกขนาดนี้ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังแล้ว แต่ผมไม่อยากเล่าเลยเดี๋ยวโดนมันว่าอีก

            "เรื่องกู หรือน้องโม"

            "ทั้งสอง"

            "เมื่อไรจะเลิกคิดมาก" ไข่ต้มกระทุ้งศอกใส่สีข้างผมอีกรอบ

            "ไม่ได้อยากคิด"

            "งั้นก็เลิกคิด เดี๋ยววันนี้กูไปส่ง" มันเอามือมาแตะหลังมือผมหนึ่งครั้งพร้อมกับยิ้มหวานให้ รู้ดีว่าทำยังไงแล้วผมจะรู้สึกดีขึ้น

            ผมไม่ตอบอะไรเพราะไข่ต้มมันไม่ได้ขออนุญาตเพียงบอกให้ฟังว่าจะทำอะไรหลังจากนี้ ซึ่งผมไม่ขัดความต้องการมันอยู่แล้ว เราสบตากันอยู่สักพักก่อนจะหันหนี ไม่อยากแสดงออกชัดเจนให้คนอื่นรู้ว่าระหว่างเราเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง ไม่เชิงว่าไม่พร้อมเปิดเผยแต่ผมไม่อยากให้ใครมองไข่ต้มไม่ดี ก็อย่างที่ไอ้น้องโมพูดก่อนหน้านี้ มันคงจะเร็วเกินไปถ้าไข่ต้มจะเริ่มใหม่กับใครสักคน และที่สำคัญคนคนนั้นดันเป็นเพื่อนสนิทตัวเอง

 

            ผมทิ้งไข่ต้มไว้บนห้องหลังกลับมาถึงบ้าน เพราะลืมเสบียงเลยต้องเดินลงไปเอาอีกรอบ พอกลับขึ้นมาไข่ต้มมันก็รีบชี้ไปที่โทรศัพท์มือถือของผมที่วางอยู่บนเตียง ผมไม่ได้แต่เปิดเสียงแต่สัญลักษณ์บนหน้าจอก็ทำให้รู้ว่ามีคนโทรมา

            พี่ซีอิ๊ว

            กดตัดสายทันทีแบบไม่ต้องคิดเมื่อรู้ว่าปลายสายเป็นใคร แต่ยังไม่ทันวางมือถือลงพี่ซีอิ๊วก็โทรมาอีกรอบ ผมก็ลืมไปเลยว่าคนอย่างพี่สาวคนนี้ขี้ตื๊อขนาดไหน ถ้าไม่รับไม่ตอบก็จะโทรมันอยู่อย่างนั้น ไม่งั้นก็ต้องปิดเครื่องหนี บอกตามตรงว่าผมไม่อยากรับสายพี่ตอนไข่ต้มอยู่เลย

            "รับดิ เดี๋ยวกูออกไปรอข้างนอกก่อนก็ได้"

            "ไม่ต้อง" ผมรีบเรียกไว้ก่อนไข่ต้มมันจะเดินออกไปนอกห้องจริงๆ แล้วกดรับสายจากพี่ที่ต้องบ่นผมตั้งแต่คำแรกแน่ๆ

            [ตัดสายพี่ทำไมฮะ!] หน้าพี่ซีอิ๊วโชว์ขึ้นหน้าจอพร้อมกับประโยคที่ผมคิดเอาไว้ โทรเฉยๆ ไม่ได้ถึงกับวิดีโอคอลมาเลย

            "ก็ไม่สะดวกรับไง" ผมเดินไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ กดเปิดกล้อง ตั้งมือถือพิงชั้นใส่ของเล็กๆ ไว้ ตั้งใจไม่หันกล้องเข้าหาคนที่นั่งเล่นมือถืออยู่บนเตียง

            [ทำอะไรถึงไม่สะดวก พี่ไลน์หาแกเป็นสิบไม่เห็นตอบ]

            "ก็ไม่เห็นไงถึงไม่ได้ตอบ เพิ่งกลับมาถึงบ้างเอง"

            [เออ แล้วยังไง เรื่องเพื่อนคนนั้นไปถึงไหนแล้ว]

            เรื่องที่พี่จะโทรมาวุ่นวายผมย่อมหนีไม่พ้นเรื่องไข่ต้มอยู่แล้ว ผมรู้ดีถึงไม่ค่อยอยากรับ แม้ไม่ได้อยากปิดบังไข่ต้มมันก็เถอะ แต่มาพูดถึงตอนเจ้าตัวนั่งอยู่ด้วยแบบนี้มันก็แปลกๆ ไง หยิบสมอลทอล์กมาเสียบตอนนี้ทันไหม

            "ก็ปกติดี"

            [ปกติยังไงล่ะ จีบไปถึงไหนแล้ว]

            "ก็ไกลแล้วมั้ง"

            [ไกลยังไง ตอบมันให้รู้เรื่องหน่อย]

            ผมไม่กล้าหันกลับไปมองคนที่นั่งอยู่บนเตียงเลยจริงๆ เพราะกลัวพี่ซีอิ๊วรู้ว่ามีใครอยู่ในห้องแล้วพูดมากกว่าเดิม

            "ก็ดีนั่นแหละ ก็ไปเรื่อยๆ อืม...ก็ดี" จะถามอะไรมาผมก็ตอบได้เพียงเท่านี้แหละ พี่ซีอิ๊วยังทำหน้าไม่พอใจในคำตอบ ส่วนอีกคนในห้องกลับขำออกมาเสียอย่างนั้น ขำออกเสียงด้วย

            ผมเหลือบมองคนบนเตียงที่นั่งเอามือปิดปาก ตาหยีเป็นสระอิเพราะยังยิ้มอยู่ แล้วคนหูดีอย่างพี่ซีอิ๊วก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ นั่นจนได้

            [เสียงใคร]

            "เสียงใครล่ะ"

            [เมื่อกี้พี่ได้ยินเสียง แกอยู่กับใคร]

            ผมเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วถอนหายใจ หันมองไข่ต้มที่ขยับปากพูดว่า ‘ก็บอกไปดิ’ แบบไม่มีเสียงก่อนหันกลับมามองหน้าจออีกรอบ พี่ซีอิ๊วกำลังรอคำตอบอยู่

            [แอบซุกใครไว้]

            "ไข่ต้มไง"

            [เดี๋ยวๆๆ ไหน]

            พี่ซีอิ๊วทำท่าชะเง้อมองหา ผมเลยหันกล้องไปหาคนที่นั่งอยู่บนเตียง แล้วเสียงแหลมๆ ของพี่ก็ดังออกมา

            [ทำไมแกไม่บอกพี่!]

            "ก็บอกแล้วนี่ไง" ผมหันกล้องกลับมาวางที่เดิม กอดอกมองพี่สาวที่ดูจะอึ้งแค่ตอนแรก ส่วนตอนนี้รอยยิ้มชั่วร้ายเริ่มปรากฏออกมาแล้ว

            [แบบนี้แสดงว่าคืบหน้ามาไกลแล้วสินะ]

            "ก็...เออ"

            [เก่งมากน้องพี่ งั้นพี่ไม่กวนแล้ว]

            ผมพยักหน้าให้พี่สาวที่กำลังยิ้มหวานผ่านหน้าจอ แล้วก็รู้สึกถึงลางไม่ดีแปลกๆ คนอย่างพี่ซีอิ๊วไม่น่าจะยอมถอยไปง่ายๆ หรือผมควรจะรีบกดตัดสายไปเลยดี แต่ผมกลับช้ากว่าพี่ไปนิดนึง

            [ยังไงก็ฝากน้องชายพี่ด้วยนะไข่ต้ม ซอสมันเป็นคนดีน้า ถึงจะดูซื่อบื้อไปหน่อยแต่รักใครรักจริง ตั้งแต่เกิดมายัง...] ผมชิงกดตัดสายก่อนพี่จะสาธยายจบ ขายน้องชายให้คนที่น้องชอบมันก็ดี แต่บางทีก็ออกจะน่าอายไปหน่อย

            ไข่ต้มหันมองผมแล้วอมยิ้มไม่เลิก อย่างน้อยก็ขอบคุณมันที่ไม่พูดล้อเลียนให้ผมรู้สึกเขินอายไปมากกว่านี้

            ผมเดินไปนั่งข้างเพื่อนสนิทบนเตียงก่อนหยิบการ์ดอนุญาตออกมาหนึ่งใบแล้วยื่นให้ เป็นการ์ดที่ผมเตรียมใส่กระเป๋ากางเกงไว้ตั้งแต่อยู่บนรถ ไข่ต้มยังยิ้มไม่เลิกกระทั่งตอนอ่านคำอนุญาตบนการ์ด ก่อนมันจะขยับมานั่งบนตักผมแล้วเอนหลังพิงเหมือนผมเป็นเก้าอี้ประจำตัว

            บนการ์ดอนุญาตแค่นั่งตักแต่ผมอดใจไม่ไหวเลยหอมแก้มนิ่มๆ ไปอีกหนึ่งฟอด ยกแขนโอบกอดมันไว้ไหวหลวมๆ วางคางเกยบนไหล่ แล้วก็อยากจะหยุดเวลามันไว้ตรงนี้

            "มึงยังไม่ใช้ของขวัญที่กูให้ไปเลย" มองการ์ดอนุญาตให้นั่งตักในมือไข่ต้มก็ชวนให้นึกถึงของขวัญที่ผมให้มันไป ของขวัญของมันผมใช้จนจะหมดกล่องอยู่แล้ว แต่ของขวัญของผมแค่ใบเดียวมันยังไม่ใช้ขออะไรจากผมเลย

            "อืม ยังเก็บไว้อยู่"

            "ไม่ใช้เหรอ จะถึงวันเกิดมึงอีกรอบแล้วนะ ไม่มีอะไรอยากขอจากกูเลยเหรอ"

            "มีดิ มีอยู่แล้ว กูตั้งใจไว้แล้วว่าจะใช้ตอนไหน"

            "คำขอจะยากมั้ยวะ"

            "ทำไม กลัวทำไม่ได้?"

            "กูทำได้หมดนั่นแหละ แต่อย่าใจร้ายมากก็พอ" ผมกระชับกอด กดจมูกลงที่สันกรามของคนบนตักแล้วค้างอยู่อย่างนั้น

            ไข่ต้มไม่ได้พูดอะไรอีก ไม่บอกใบ้อะไรทั้งสิ้นว่าสิ่งที่มันอยากขอคืออะไร ความยากง่ายอยู่ที่ระดับไหน หรือว่ามีโอกาสที่ผมจะทำไม่ได้บ้างหรือเปล่า มันแค่อยู่เฉยๆ ปล่อยให้ผมกอด ให้ผมหอม ให้ผมจูบ ปล่อยให้ผมทำในสิ่งที่อยากทำ และมันก็ตอบสนองในแบบที่มันอยากทำเหมือนกัน

            ถ้าหากคำขอของของขวัญชิ้นนั้นคือขอให้ผมกอดมันไว้แบบนี้ตลอดไปก็คงดี

 
tbc.

 
ขอบคุณทุกคนที่เข้าอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

พี่ซีอิ๊ว  เป็นพี่ที่สุดยอดมาก  555

ออฟไลน์ angelninae

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
ตอนนี้ไข่ต้มน่ารักจัง o18

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ขอเปนแฟนมั้ยล่ะ ลุ้นนะเนี่ยะ

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ Noina_Pn

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 25
ผู้หญิงห้องสี่


            วันพฤหัสบดีมาถึงพร้อมกับการแข่งขันเปตองรอบแรก วันนี้มีแข่งสองคู่ คือสีฟ้ากับสีชมพู และสีเขียวกับที่เหลือง คู่ที่แพ้จะได้ชิงที่สามในสัปดาห์หน้า ส่วนคู่ที่ชนะจะได้ชิงชนะเลิศในสัปดาห์ถัดไป

            ผมกับเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนมาเตรียมตัวรอที่สนามก่อนเที่ยงสิบห้านาทีหลังกินข้าวเสร็จ ไข่ต้มมันอยู่ตามประกบผมไม่ห่าง ทำตัวเหมือนเป็นนักกีฬาอีกคน นั่งดูผมวอร์มก่อนการแข่งขัน ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าท็อปฟอร์มมากๆ

            ลูกโลหะที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางแปดเซนติเมตรลอยละลิ่วอยู่กลางอากาศ ก่อนจะตกบนพื้นหินและหยุดอยู่ห่างจากลูกเป้าเพียงหนึ่งฝ่ามือ ผมหันไปยักคิ้วให้คนมาเชียร์ ไข่ต้มมันนั่งเท้าคางมองนิ่งๆ แต่ผมรู้ว่ามันกำลังภูมิใจในตัวผมอยู่

            เราฝึกซ้อมได้ราวห้านาทีก็ได้เวลาเริ่มการแข่งขัน เพราะเป็นกีฬาที่คนไม่ค่อยให้ความสนใจคนดูจึงไม่มากนัก นับหัวแล้วมีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ คนที่มาก็เป็นเพื่อนนักกีฬากันทั้งนั้น

            การแข่งขันดำเนินไปอย่างเนิบนาบไม่เร่งรีบ เป็นพื้นที่แสนสงบที่แทบจะไร้เสียงใดนอกจากเสียงลูกโลหะกระแทกเม็ดหิน ไม่ก็เสียงโลหะกระแทกกันเอง สองรอบจบไปด้วยความรวดเร็วซึ่งสี่ฟ้านำอยู่สามต่อศูนย์ เกมนี้กำหนดผู้ชนะอยู่ที่สิบเอ็ดคะแนน ถ้าสีฟ้ายังทำแต้มได้ดีแบบนี้ต่อเรื่อยๆ ย่อมชนะได้ไม่ยาก

            รอบที่สามสีฟ้าได้เป็นฝ่ายโยนลูกเป้าและเริ่มเล่นก่อนเหมือนเคย ไอ้เหมโยนคุมโซนได้ค่อนข้างดี สีชมพูพยายามจะตีลูกของมันออกไปแต่ทำได้ไม่ค่อยดีนัก โยนถึงสามลูกกว่าจะใกล้ลูกเป้ามากกว่าสีฟ้าแล้วสลับฝั่ง บอกเลยว่างานนี้พวกผมเล่นสบายสุดๆ จบรอบที่เก้าคะแนนสีฟ้าก็ถึงสิบเอ็ดพอดี

            สนามที่หนึ่งชัยชนะตกเป็นของสีฟ้าด้วยสกอร์เก้าต่อสอง ส่วนอีกสนามชัยชนะเป็นของสีเขียว

            หลังแข่งเสร็จเราต้องรีบขึ้นเรียนคาบบ่าย ผมกับเพื่อนร่วมทีมต่างยิ้มแย้มสดใสอารมณ์ดีที่สามารถคว้าชัยชนะรอบแรกมาได้ เราพูดถึงการฝึกซ้อมสำหรับรอบต่อไปตอนเดินออกจากสนาม ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดเพราะกำลังคึกคะนองที่เพิ่งชนะมาก็เท่านั้น พอถึงตอนที่ต้องนัดกันซ้อมจริงๆ ก็คงยกเลิกเหมือนเดิม ตามคอนเซ็ปต์แข่งเพื่อความสนุก อย่าไปจริงจังกับชัยชนะให้มากนัก

            กับเพื่อนสนิทที่ตามมาเชียร์ก็ดูดีใจกับชัยชนะของสีไม่แพ้กัน ไข่ต้มยิ้มอารมณ์ดี ออกปากชมทีมว่าเก่งอยู่หลายครั้ง จนผมอยากโลภมากขอรางวัลสำหรับชัยชนะครั้งนี้ดูสักหน่อย

            "ไปห้องน้ำกัน" ดูนาฬิกาแล้วยังเหลือเวลาอีกห้านาที ผมลากไข่ต้มออกจากกลุ่มเพื่อน พวกมันหันมามองและคงรับรู้จากคำพูดเมื่อกี้แล้วว่าผมจะไปไหน

            ห้องน้ำช่วงใกล้หมดเวลาพักแบบนี้แทบไม่มีนักเรียนหลงเหลืออยู่แล้ว ผมจูงมือไข่ต้มเข้าห้องด้านในสุด มันทำหน้าตกใจวูบหนึ่งแล้วก็เหมือนจะเข้าใจแล้วว่าผมต้องการอะไรเมื่อประตูห้องน้ำถูกล็อก

            "ขอรางวัลหน่อย"

            "ต้องตอนนี้เลยเหรอ"

            "พาเข้ามาแล้วก็ต้องตอนนี้แล้ว"

            "อยากได้อะไร"

            "เท่าที่มึงให้ได้"

            ผมยืนนิ่งรอรับรางวัลที่พอจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะให้อะไร ไข่ต้มมันขยับเข้ามาใกล้ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนแตะกดจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากของผม ค้างไว้ชั่วครู่แล้วผละออก ไม่ได้ล่วงเกินลึกซึ้ง แต่ยังหอมหวานเหมือนเคย แม้กลิ่นในห้องน้ำจะไม่ค่อยดีเท่าไรก็เถอะ

            "เอาไปแค่นี้ก่อน ถ้าได้ที่หนึ่งค่อยว่ากัน" พูดจบมันก็เปิดประตูเดินหนีออกไป พร้อมกับเสียงออดหมดเวลาพักดังขึ้น

            รางวัลสำหรับที่หนึ่ง ยังไงผมก็ต้องได้มันมาอย่างแน่นอน

 

            การฝึกซ้อมกิจกรรมเกี่ยวกับงานกีฬาและการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ในรอบคัดเลือกดำเนินไปตามแบบแผน ในวันประชุมคณะสีครั้งที่สองก็เริ่มเห็นสิ่งต่างๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น

            ผมนั่งรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนๆ ในห้องที่กำลังคุยกันเรื่องคอนเซ็ปต์สำหรับสแตนด์เชียร์และเชียร์ลีดเดอร์ร่วมกับน้อง ม.ห้า ส่วนไข่ต้มถูกเรียกตัวไปแม้หน้าที่ถือป้ายโรงเรียนของมันไม่จำเป็นต้องฝึกซ้อมมากก็ตาม ในวงสนทนาผมไม่ได้มีบทบาทมากนักเพราะเป็นฝ่ายรับฟังว่าพวกมันจะทำอะไรกันมากกว่า ที่เหลือคือรอเป็นผู้ถูกใช้แรงงานเท่าที่จะช่วยไหว

            คอนเซ็ปต์ของคณะสีนิลุบลในปีนี้คือใต้มหาสมุทร ฝ่ายศิลป์กำลังเสนอความคิดว่าจะตกแต่งสแตนเชียร์กันแบบไหน ดูเคร่งเครียดจริงจังจนผมอยากพาตัวเองออกจากตรงนี้เพราะดูไม่มีประโยชน์กับเขาเท่าไรนัก เลยชวนไอ้ประธานกับไอ้เหมไปซ้อมเปตองกันเสียเลย

            ที่สนามเปตองยังคงเป็นสถานที่เงียบสงบ มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอยู่ หน้าตาคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นคู่แข่งที่จะได้เจอกันรอบชิงชนะเลิศนี่เอง

            พวกผมเดินผ่านเด็กห้องสี่จับจองสนามที่อยู่ถัดมา เราไม่ได้ทักทายกัน ไม่ใช่เพราะเป็นคู่แข่งแต่เพราะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แค่รู้ว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันก็เท่านั้น

            การซ้อมของทีมผมไม่ได้เคร่งเครียดจริงจังนัก ความจริงก็ไม่ได้ต่างจากเวลาโยนเล่นกันปกติเท่าไร สนามข้างๆ เองก็เช่นเดียวกัน ได้ยินเสียงด่าเสียงหัวเราะดังมาเป็นพักๆ บางทีผมก็เผลอหันไปมอง แล้วก็มีคนคนหนึ่งที่บังเอิญหันมาสบตากับผมทุกที

            ผู้หญิงห้องสี่ที่ผมคุ้นหน้าดีแต่ไม่รู้ว่าเธอชื่ออะไร

            "ขี้เกียจแล้วว่ะ" ซ้อมได้ไม่กี่นาทีไอ้ประธานมันก็อู้ เดินหนีไปนั่งที่ม้านั่งข้างสนาม แล้วก็พาลทำเอาขี้เกียจกันทั้งทีม

            เมื่อขี้เกียจซ้อมพวกผมก็นั่งดูสีเขียวซ้อมแทน ฝีมือเก่งกาจตามที่เขาลือ เห็นแล้วก็ฮึกเหิมอยากเอาชนะให้ได้ แต่ตอนนี้มันขี้เกียจเกินจะลุกไปโยนลูกโลหะหนักๆ ได้อีก

            ผมหยิบมือถือขึ้นมาเล่น ไข่ต้มไลน์มาหาเมื่อห้านาทีก่อน มันบอกว่าซ้อมเสร็จแล้วกำลังกลับไปจุดรวมคณะสี ผมเลยชวนไอ้ประธานกับไอ้เหมกลับ แต่มันขอนั่งดูสีเขียวเล่นก่อน สุดท้ายเลยต้องกลับออกมาคนเดียว

            หลังเลี้ยวออกมจากสนามที่อยู่หลังอาคารผมก็เพิ่งสังเกตว่าผู้หญิงห้องสี่เดินตามออกมาด้วย เธอเดินไม่ห่างผมนัก เมื่อหันไปมองก็ได้รับรอยยิ้มกลับมา ไม่รู้เธอยิ้มให้ผมหรือใครข้างหลังผมหรือเปล่า เลยยิ้มบางๆ กลับไปเป็นมารยาท แล้วเธอก็เหมือนว่าจะเดินเข้ามาหาผม

            "มึง" เสียงที่คุ้นเคยเรียกผมให้ไปมอง เป็นไข่ต้มที่กำลังเดินเข้ามาหา

            ผมหันไปมองผู้หญิงห้องสี่ที่เหมือนจะเดินมาหาผมแต่ตอนนี้เธอกลับหายตัวไปแล้ว เมื่อหันกลับมาอีกทีไข่ต้มก็เข้ามาประชิดตัวพอดี สีหน้ามันดูสงสัย แล้วผมก็เพิ่งนึกออกว่ายังไม่ได้ตอบไลน์มันเลย

            "ซ้อมเสร็จแล้วเหรอ" มันถาม คาดว่ามันน่าจะเดินกลับไปถึงคณะสีแล้วแต่ไม่เจอผม อาจจะถามเพื่อนแล้วรู้ว่าผมอยู่สนามเปตองเลยตามมา

            "อืม ขี้เกียจแล้ว เจอสีเขียวกำลังซ้อมอยู่ด้วย"

            "ซ้อมด้วยกัน?"

            "แยกกันดิ ตอนนี้ไอ้ประธานกับไอ้เหมกำลังศึกษาศัตรูอยู่"

            "แล้วมึงออกมาทำไม"

            "ออกมาหามึงนี่แหละ กลัวมึงเหงาไม่มีคนอยู่ด้วย"

            "ไปซ้อมต่อไป" ไข่ต้มโบกมือไล่ ผมเลยคว้ามือมันไว้แล้วลากกลับไปที่จุดรวมคณะสี

            "เดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว ไปนั่งจู๋จี๋กับมึงดีกว่า"

            "จู๋จี๋แม่มึงสิ"

            "ป้าสมพรอะนะ"

            มันแยกเขี้ยวใส่คงเพราะไม่รู้ด่ายังไงต่อ ผมเองก็จับแขนมันไว้ไม่ยอมปล่อย พาเดินกลับไปที่จุดรวมพล มีสายตาหลายคู่มองมาที่เราแต่ผมไม่ได้สนใจ มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่ผมกับเพื่อนสนิทจะเดินลากแขนกันไปไหนมาไหนแบบนี้ อีกอย่างจะมีสักกี่คนที่คิดว่าความสัมพันธ์ของสองเราเกินกว่าคำว่าเพื่อน ถ้าคนพวกนั้นจะคิดกันจริงจังก็คงคิดกันไปนานแล้ว

 

            ตลอดสัปดาห์ชีวิตวนเวียนอยู่กับการตามดูการแข่งขันกีฬา ผมชวนไข่ต้มไปดูรายการใหญ่ๆ ที่สีฟ้าลงแข่ง แพ้บ้างชนะบ้างตามกลไกของการแข่งขัน สีฟ้าไม่ใช่เจ้าแห่งกีฬา เราตั้งใจมุ่งมั่นเพื่อชัยชนะแต่เมื่อความสามารถไม่ถึงก็ยอมรับความจริง ผมคิดว่าสีฟ้าทุกคนควรคิดแบบนี้ จะได้ไม่ต้องมาโกรธแค้นกันทีหลัง แม้มันจะเป็นปกติของงานกีฬาสีที่จะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็เถอะ

            เย็นนี้หลังการแข่งขันฟุตซอลชายจบลงเกือบจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้น เมื่อเกมจบแต่นักกีฬาไม่จบ เป็นการแข่งขันระหว่างสีฟ้ากับสีเขียว ผมเห็นรุ่นน้องนักกีฬาจ้องจะพุ่งใส่กันตั้งแต่อยู่ในสนาม ยังดีที่พวกมันยับยั้งห้ามอารมณ์ตัวเองเอาไว้ได้ กระทั่งเกมจบหมาในปากแต่ละคนก็ตื่น แถมคึกคะนองยิ่งกว่าตอนแข่งเสียอีก เป็นเหตุให้เกือบเกิดการทะเลาะวิวาท ยังดีที่พวกเพื่อนผมมันล็อกตัวน้องๆ เอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นโดนปรับแพ้บวกหักคะแนนสีกันหมดแน่

            ผมกับเพื่อนๆ นั่งล้อมวงปรับความเข้าใจกับน้องๆ กันก่อนแยกย้ายกันกลับ เกมนี้เราชนะมาด้วยความยากลำบาก มีการถกเถียงกันบ้างแต่ทุกคนก็ยอมเข้าใจโดยดี

            วันนี้ไข่ต้มไม่ได้อยู่ดูการแข่งกับผมด้วยเพราะแม่มันมารับไปตั้งแต่ตอนเลิกเรียน เห็นว่าน้ามันเพิ่งคลอดลูกเมื่อวาน วันนี้เลยไปเยี่ยมดูหน้าลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยก่อนจะออกจากโรงพยาบาลเสียก่อน

            เดินออกจากสนามผ่านกลุ่ม ม.หก สีเขียวผมก็เจอสาวห้องสี่คนนั้นอีกครั้ง เธอยิ้มให้ แต่ผมไม่ได้ยิ้มตอบ ถ้าไม่แกล้งโง่เกินไปต้องรู้ตัวอยู่แล้วว่ารอยยิ้มนั้นหมายความยังไง คงไม่มีใครที่อยู่ๆ ก็ยิ้มให้คนที่ไม่รู้จักหรอก

            ผมพยายามทำตัวเฉยๆ ระหว่างเดินผ่านเธอ แต่แล้วเสียงเรียกก็ดังขึ้น

            "ซอส"

            ทั้งเพื่อนผม ทั้งเด็กห้องสี่ต่างหันมามองเราเป็นจุดเดียวกัน เมื่อเธอคนนั้นเดินมาหาผม

            ผมไม่ได้ตอบอะไร แค่มองและถามเธอทางสายตาว่ามีอะไรหรือเปล่า บอกตามตรงว่าผมไม่เคยปฏิเสธใครมาก่อน ไม่ได้เชี่ยวชาญเหมือนคนใกล้ตัวที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน และไม่รู้จะปฏิเสธยังไงให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกแย่น้อยที่สุด

            บางทีก็พอจะเข้าใจความรู้สึกไข่ต้มขึ้นมาบ้างแล้ว

            "เราชื่อปุยนะ"

            "อ๋อ...อืม"

            "ขอไลน์ซอสหน่อยดิ" ตรงประเด็นและตรงไปตรงมา

            ทั้งเพื่อนห้องผมและห้องสี่พากันร้องแซวเสียงดังกระหึ่ม เธอคนตรงหน้าผมไม่ได้มีอาการเขินอายเท่าไร กลายเป็นผมเองที่ทำตัวไม่ถูก ผมไม่ใช่คนที่มีภาพลักษณ์เป็นรุ่นพี่สุดฮอตหรือหนุ่มในฝันที่มีผู้หญิงรุมล้อมเยอะๆ ไม่ใช่คนที่ดูหยิ่งผยองหรือเก่งกล้าจะปฏิเสธใครต่อใคร อีกอย่างปุยเป็นผู้หญิงคนแรกที่เข้ามาขอไลน์ผม แถมขอต่อหน้าเพื่อนเกือบครึ่งห้องอีก แต่ถ้านับสองห้องรวมกันจะเท่ากับห้องหนึ่งเต็มๆ เลยด้วยซ้ำ

            ลำบากใจกับการปฏิเสธชะมัด

            "ให้ไปดิ" เพื่อนผมมันใช้ศอกสะกิดเร่ง แต่ผมไม่อยากให้ไง

            "โทษทีนะ เราให้ไม่ได้ว่ะ" พูดจบผมก็เดินหนีออกมาเลย ได้ยินเสียงคนโห่แซวตามหลังมา คงจะมีคนด่าผมบ้างล่ะ แต่เพราะผมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ร้าวฉานขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี แม้อะไรๆ มันจะยังไม่ชัดเจนก็เถอะ

            "ทำไมไม่ให้วะ" เพื่อนที่เดินตามมาเข้ามากอดคอ น้ำเสียงมันเสียดายกว่าผมอีก

            "ไม่อยากให้"

            "นั่นปุยเลยนะมึง"

            "แล้วไงวะ" ผมเพิ่งเห็นเธอเมื่อสัปดาห์ก่อน โด่งดังยังไงผมไม่รู้หรอก

            "ออกจะน่ารัก"

            "ก็กูไม่ได้ชอบ"

            "หยิ่งตามไข่ต้มเหรอมึงเนี่ย"

            "อย่าพาดพิง" บอกตามตรงว่าผมไม่ปลื้มคำพูดเมื่อกี้เท่าไร

            "แค่แซวเล่นมั้ย แล้วมึงชอบใคร หรือมีแฟนอยู่แล้ววะ"

            "เรื่องของกูมั้ย"

            "แม่งมีแฟนอยู่แล้วแน่เลย" มันปล่อยมือที่กอดคอผมออก ทำเป็นชี้หน้าเหมือนจะคาดคั้น แล้วเพื่อนคนอื่นก็ถามขึ้นมาแทน

            "ใครแฟนมึงวะ"

            "ไม่มี"

            "มีหวงเว้ย" ส่วนไอ้นี่ก็แซวไม่เลิก

            ผมส่ายหน้าทำหงุดหงิดใส่ พวกมันหัวเราะแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ ได้แซวจนพอใจก็จบ สนิทกันในระดับหนึ่งก็จริงแต่ไม่ใช่เพื่อนที่รู้ใจเหมือนกับใครอีกคน ผมขอสัญญากับตัวเองเลยว่าแม้จะได้เลื่อนสถานะแล้วผมก็จะไม่บอกเพื่อนในห้องเด็ดขาด

            อยู่ๆ ก็อยากเก็บเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ ให้รู้เฉพาะแค่คนสองคนก็พอ

 

            หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยผมก็ไลน์ไปหาไข่ต้มตอนใกล้สี่ทุ่ม ปล่อยให้รออยู่ไม่นานมันก็วิดีโอคอลกลับมา คุยเจื้อยแจ้วพูดถึงลูกของน้าที่เพิ่งคลอด บอกว่าเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้ม แม่มันบอกว่าน้องเหมือนพ่อแต่มันกลับดูไม่ออกว่าเหมือนใคร ด้วยเหตุผลที่ผมรู้สึกเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก

            [เด็กแรกเกิดหน้าตามันก็เหมือนกันหมดมั้ยวะ เพิ่งจะสองวัน]

            "มึงแม่งไม่มีจินตนาการเลย"

            ไข่ต้มขมวดคิ้วทำหน้ายุ่งใส่ ผมก็ว่ามันไปอย่างนั้นแหละ ความจริงผมก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าเด็กแรกเกิดที่เขาบอกว่าเหมือนพ่อเหมือนแม่มันเหมือนยังไง

            [มึงแยกออกเหรอ]

            "ไม่อะ"

            [แล้วทำเป็นพูด]

            คนในจอว่ากระแทกเสียงใส่อารมณ์สุดๆ แต่กลับดูน่ารักน่ามองจนต้องยิ้ม

            [แล้วแข่งฟุตซอลเป็นไง เห็นในเฟซบอกเกือบมีเรื่อง] เล่าเรื่องตัวเองจบแล้วมันก็โยนมาให้ผมเล่าบ้าง

            "ก็เกือบต่อยกัน น้องมันอารมณ์ร้อน โดนพูดจากวนตีนใส่มันเลยขึ้น ยังดีไม่ต่อยกันในสนาม แต่ถ้าพวกไอ้ประธานล็อกตัวไว้ไม่ทันน่าจะมีมวยอยู่"

            [อดอยู่ในเหตุการณ์เลย]

            "ชอบความรุนแรงเหรอวะ"

            [น่าตื่นเต้นดี]

            "ตลกละ"

            ถึงคราวไข่ต้มมันหัวเราะบ้าง ผมก็ลืมไปเลยว่ามันเคยผ่านเรื่องชกต่อยมาแล้ว ถ้าน้องต่อยกันจริงมันก็คอยยืนสั่งเป็นโค้ชได้เลย

            เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนเย็นจะไม่นึกถึงผู้หญิงห้องสี่ก็คงไม่ได้ หลังจากผมปฏิเสธที่เธอเข้ามาขอไลน์ไปกลายเป็นว่าเธอแอดเฟซบุ๊กมาแทน แต่ผมไม่ได้กดรับ มานึกๆ ดูแล้วก็สงสัยว่าอยู่ๆ เธอมาพิศวาสผมได้ยังไง อยู่โรงเรียนนี้ตั้งหกปีเพิ่งจะมาชอบผมแบบนี้น่ะเหรอ หรือเธอเพิ่งจะเห็นผม หรือบางทีผมอาจจะหล่อขึ้น แต่จะเพราะอะไรก็ช่างมันเถอะ

            "คิดถึงมึงว่ะ" ผมพูดแทรกขึ้นมาจนคนที่กำลังบ่นอะไรไปเรื่อยเปื่อยหยุดพูดแล้วจ้องหน้าจออยู่เฉยๆ

            [อารมณ์ไหน]

            "อารมณ์คิดถึง อยากกอด"

            [มาหาดิ]

            "กูไปจริงนะ" อย่าท้าคนอย่างผม บอกเลยว่าพร้อมเสมอ

            [แม่มึงให้มาเหรอ]

            "ไม่ให้ว่ะ" แต่ป้าสมพรนี่แหละปัญหา ถ้ารู้ว่าผมหนีออกจากบ้านดึกๆ ดื่นๆ โดนทุบหัวแน่

            [ไม่แน่จริงนี่หว่า]

            "พรุ่งนี้มึงโดนแน่" ผมคาดโทษเอาไว้ก่อน แต่ลงโทษยังไงค่อยดูสถานการณ์อีกที

            ไข่ต้มยิ้มกว้าง มันดูมีความสุขมาก ยิ้มทั้งตาและปากจนคนมองอย่างผมมีความสุขไปด้วย สุขที่ทำให้มันยิ้ม และสุขที่เราได้ยิ้มด้วยกัน

            [คิดถึงมึงเหมือนกัน]

            และความสุขจากคำพูดที่มันตั้งใจมอบให้ผม

            "มึงทำกูอยากไปหาจริงๆ นะเนี่ย ช่างป้าสมพรแม่ง"

            [เดี๋ยวแม่ก็ไล่มึงออกจากบ้าน]

            "กูไปอยู่บ้านมึงก็ได้"

            [ถามกูยัง]

            "กูรู้มึงยอม"

            คนในจอไม่ตอบเอาแต่อมยิ้ม ผมรู้ว่ามันยอม ยังไงมันก็ยอม ไม่อยากจะเข้าข้างตัวเองแต่ผมรู้สึกได้ว่ามันชอบกอดของผม ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมให้กอดบ่อยๆ หรอก

            เราคุยกันอีกร่วมชั่วโมงจนไข่ต้มมันบ่นง่วงผมถึงได้บอกฝันดีแล้ววางสาย ปิดไฟ ทิ้งตัวลงนอน แล้วหลับตา นึกถึงแต่เรื่องที่ทำให้มีความสุข หลับฝันถึงเพื่อนสนิท สร้างเรื่องราวตามที่ใจอยากให้เป็น

            และสักวันความฝันที่มีความสุขของผมต้องกลายเป็นจริงขึ้นมา

 
tbc.


อีกสามตอนก็จบแล้วน้า
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน แล้วเจอกันตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

อีกสามตอนจบ 

ยัยน้องปุยโผล่หน้ามาทำไมไม่ทราบจ๊ะ

ออฟไลน์ songte

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
ห๊ะ อีกสามตอนจบ แล้วจะส่งน้องปุนมาทำม้ายยยยย ร้าวฉานครั้งสุดท้ายงี้เหรอ  :katai1:

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
น้องปุยมาช้าไป ถ้ามาเร็วกว่านี้สัก6-7 ตอน
เราอาจจะเชียร์เพระาตอนนั้นหน่วงใจมาก
ตอนนี้น้องต้องพักเนาะ ผิดเวลาไปหมดด55555

ออฟไลน์ Noina_Pn

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1

ออฟไลน์ mkianit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 298
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
น้องปุยมาในวันที่สาย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด