My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม >>> ไข่ฟองสุดท้าย <<< [23/02/2562]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: My Egg #ไข่ต้มเพื่อนผม >>> ไข่ฟองสุดท้าย <<< [23/02/2562]  (อ่าน 56547 ครั้ง)

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
ลองจีบเลย เผื่อไข่ต้มรอให้จีบก่อน

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 6
เธอคนใจกล้า

          งานอดิเรกบางวันของผมในช่วงปิดเทอมคือการนั่งรถเมล์ไปส่งไข่ต้มที่เรียนพิเศษ แม้จริงๆ จะเรียกว่าส่งไม่ได้ก็เถอะ เพราะส่งมันเสร็จผมก็ไปเข้าคลาสของตัวเองเหมือนกัน ซึ่งที่เรียนก็ไม่ได้ห่างไกลกันเท่าไร แค่คนละสถานบันคนละชั้น แต่ผมเลิกเร็วกว่ามันหลายชั่วโมง เลิกเรียนบางวันก็รอจนมันเลิกแล้วชวนไปเที่ยวต่อ วันไหนขี้เกียจก็หนีกลับเลย เป็นกิจกรรมที่ทำถี่ๆ ไม่ได้เดี๋ยวมันจะสงสัยเพราะผมมีเรียนแค่อาทิตย์ละวัน อาจจะมีบ้างบางวันที่ผมไม่มีเรียนก็ยังอุตส่าห์แอ๊บว่ามีแล้วเนียนไปส่ง ถามว่าทำไมถึงต้องลงทุนทำอะไรขนาดนี้ คำตอบนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวคือ ก็คนมันรัก ช่วงปิดเทอมใช่ว่าจะได้เจอหน้ากันทุกวัน จะทำให้ความคิดถึงมันลดลงบ้างก็ต้องลงทุนลงแรงกันหน่อย

          วันนี้ผมตื่นแต่เช้าหิ้วขนมไทยจากร้านป้าสมพรนั่งรถเมล์ไปเรียนพิเศษทั้งที่ไม่มีเรียน พอรถใกล้ถึงป้ายหน้าหมู่บ้านของไข่ต้มก็บอกให้มันเตรียมตัว ตอนรถจอดก็คอยชะเง้อมองว่ามันจะขึ้นถูกคันไหม เมื่อเห็นมันเดินขึ้นมาแล้วก็โบกมือเป็นสัญญาณว่านั่งอยู่ตรงไหนของรถ

          "กูเอาขนมป้าสมพรมาฝาก" ไข่ต้มนั่งลงข้างกันปุ๊บผมก็ยื่นถุงขนมให้มัน เป็นขนมไทยแบบรวมมิตรที่แม่ผมจัดใส่กล่องมาให้อย่างละนิดอย่างละหน่อย พิเศษสำหรับว่าที่แฟนของลูกชายโดยเฉพาะ

          "เรียกเหมือนไม่ใช่แม่มึงเลยนะ"

          "เออน่า แดกๆ ไป"

          มันย่นจมูกใส่ผมแล้วยอมรับไปถือไว้แต่โดยดี นั่งได้ไม่นานพี่กระเป๋ารถเมล์ก็เดินเขย่ากระบอกเก็บเงินมาหา ได้เงินจากผู้โดยสารแล้วพี่แกก็เดินจากไป ปล่อยให้ผมได้มีเวลาอยู่กับไข่ต้มสองต่อสองบนรถเมล์ที่มีคนขึ้นแบบนับหัวได้

          "แป๊บเดียวจะเปิดเทอมอีกแล้วว่ะ เร็วเนอะ" ผมเริ่มหาเรื่องคุย ปกติอยู่กับมันก็ไม่ได้คุยอะไรที่เป็นสาระกันนักหรอก พูดเพ้อเจ้อโม้ไปเรื่อย ขอแค่เป็นเรื่องที่คุยแล้วสนุกก็พอ

          "รีบๆ เปิดเทอมก็ดี กูเบื่อไปเรียนแล้วเนี่ย"

          "ขี้เกียจก็บอก"

          "เออขี้เกียจ ปิดเทอมก็ต้องเรียน เปิดเทอมก็เรียนอีก"

          "จะได้เก่งๆ ไงมึง"

          ไข่ต้มเบ้ปากใส่ผม ที่บ้านมันค่อนข้างเข้มงวดเรื่องเรียน ไม่ได้ถึงขั้นบังคับว่าต้องเรียนอันนั้นอันนี้แต่ให้มันเลือกว่าอยากเรียนอะไรแล้วส่งเสริมในทางนั้น ไข่ต้มมันเลยเลือกเรียนภาษาจีน เพราะตอนเด็กๆ มันชอบดูหนังจีน แล้วก็ชอบฟ่านปิงปิง แม้ตอนนี้มันจะเปลี่ยนไปชอบฝั่งตะวันตกแล้วก็ตาม

          "เออมึง พ่อกูบอกว่าจะให้ไปต่อมหา'ลัยที่จีนด้วยว่ะ ไม่รู้พูดจริงหรือพูดเล่น" อยู่ดีๆ ไข่ต้มมันก็โพล่งขึ้นมาเหมือนเพิ่งขึ้นนึกขึ้นได้ แถมยังเป็นประโยคชวนช็อคเสียด้วย

          ไปเรียนต่อที่จีนเนี่ยนะ ไม่จริงน่า

          "พูดเล่นล่ะมั้ง" ผมภาวนาให้เป็นอย่างนั้น ไข่ต้มมันต้องเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับผมดิ ถ้ามันไปจีนแล้วผมจะทำไงอะ จะให้ตามไปก็คงไม่มีปัญญา

          "ก็ขอให้เป็นงั้น"

          "มึงไม่อยากไปเหรอ"

          "ไม่อะ กูอยากอยู่กับมึงมากกว่า ถ้ากูไปแล้วใครจะคบมึงอะ"

          "เกือบซึ้งละ" เกือบซึ้งแล้วจริงๆ ถ้ามันไม่พูดประโยคหลังต่อท้าย

          ไข่ต้มยิ้มแฉ่งชอบใจที่เล่นงานผมได้ เปลี่ยนสีหน้าจากจริงจังมาทำหน้าทะเล้นจนผมเดาไม่ถูกว่าที่มันพูดมาเมื่อกี้มีความจริงรวมอยู่มากน้อยแค่ไหน แต่ผมเชื่อมันนะ เชื่อที่มันบอกว่าอยากอยู่กับผม เพราะผมเองก็อยากอยู่กับมันเหมือนกัน ไม่ว่าในอนาคตสถานะของเราจะยังเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไป อย่างน้อยขอแค่ได้เป็นเพื่อนกันต่อไปก็ยังดี

          "แล้ววันนี้มึงจะรอกูมั้ย"

          "อยากให้รอมั้ยล่ะ" ผมย้อนถามเลยโดนมันมองค้อนใส่ ถ้ารอผมคงต้องหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลาอีกหลายชั่วโมง แต่ก็พร้อมจะรอถ้ามันบอกว่าอยากให้รอ

          "งั้นเรียนเสร็จแล้วรอกินข้าวเที่ยงกับกูก่อนแล้วมึงค่อยกลับ"

          "มึงไม่มีเพื่อนในคลาสเลยเหรอ"

          "ไม่ต้องละ มึงกลับไปก่อนเลย"

          "โหไรอ่ะ แค่หยอกเล่นเฉยๆ เอง ไม่งอนนะครับน้องไข่ต้ม" ผมแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วจิ้มแก้มมันเลยโดนปัดมือทิ้ง แต่ด้วยความเนียนเลยวางมือที่โดนปัดทิ้งลงบนต้นขามันซะเลย ไอ้คนทำงอนก็ไม่ได้สนใจ ผมเลยได้โอกาสวางมือไว้แบบนี้ต่อไป จะไม่เอาออกจนกว่าไข่ต้มมันจะปัดทิ้งอีกรอบ

          "กูก็อยากกินข้าวกับมึงมั้ย" แต่แล้วคำพูดของมันก็ทำเอาผมยิ้มไม่หุบ

          "เออๆ มึงเลิกแล้วโทรมา"

          "เออ"

          ไข่ต้มกระแทกเสียงใส่แต่ปากกลับยิ้ม มันหันหน้าหนีผมแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเล่น ถ้าผมเข้าข้างตัวเองกว่านี้ต้องคิดว่ามันชอบผมแล้วกำลังเขินอยู่แน่ๆ แต่เพราะรู้ว่าไม่มีทางเป็นอย่างที่คิดง่ายๆ เลยพยายามไม่เก็บสิ่งดีๆ ที่เพื่อนสนิทคนนี้มอบให้มาตีความหมายให้เกินเลยจนมากเกินไป ให้มันเป็นเพียงความรู้สึกดีๆ ที่เพื่อนมอบให้เพื่อนเท่านั้น

          เห็นไข่ต้มเล่นโทรศัพท์ผมเลยเอนหัวไปซบไหล่แอบดูหน้าไทม์ไลน์ในเฟซบุ๊กของมันด้วยคน มันไม่หวงแถมไม่ผลักหัวผมออก เจออะไรตลกๆ ก็ชวนให้ผมดู หัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ ส่วนมือที่ผมวางไว้บนต้นขามันนั้นก็ยังวางอยู่ที่เดิม

          เป็นวันที่ได้กำไรจริงๆ

 

          ประมาณครึ่งชั่วโมงรถเมล์ก็พาเรามาถึงย่านที่เต็มไปด้วยสถานบันสอนพิเศษ ผมยังชวนไข่ต้มคุยไม่หยุดตอนเดินเข้าตึก คิดว่าวันนี้คงไม่มีอะไรมาขัดจังหวะแล้วเชียวแต่ผมดันคิดผิด เพราะคนอย่างไข่ต้มมักดึงดูดผู้คนเข้าหาตัวเองเสมอ

          "เอ่อ...ขอโทษนะคะ"

          เราสองคนหันไปตามเสียงที่ดังขึ้นด้านหลัง แล้วก็พบผู้หญิงคนหนึ่งส่งยิ้มมาให้ แต่เป็นรอยยิ้มที่มอบให้เพื่อนสนิทผมแค่คนเดียว

          ยังไงกันนะเธอคนนี้ จะเข้ามาถามทางหรือไง เดินไปถามลุงยามตรงนู้นนู่นไป

          "ครับ" ไข่ต้มตอบรับ ไม่ได้ยิ้มแย้มกลับซึ่งนับว่าเป็นการดี กำแพงของมันเริ่มจะทำงานอีกครั้งแล้ว

          "เราขอเบอร์เธอหน่อยดิ" แล้วเธอก็มาพร้อมกับคำขอที่พุ่งกระแทกหน้าแบบไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา

          เธอยังคงยิ้มหวานในขณะที่เพื่อนผมเริ่มก้าวถอยหลังทีละนิด คนตรงๆ แบบนี้ผมล่ะชอบนัก เพราะมันจะทำให้เปลือกไข่บางๆ ของมันเพิ่มความหนาอย่างรวดเร็ว แถมยังปิดประตูลงกลอนอย่างดีเลยด้วย ชนิดที่ว่าไม่มีใครหน้าไหนสามารถสะเดาะกุญแจเข้ามาได้ เธอจงยอมรับความผิดหวังแล้วกลับไปเสียเถิด อย่าเสียเวลาอยู่ตรงนานเลย นี่คือคำเตือน

          "หรือไม่ขอเป็นไอดีไลน์แทนก็ได้ คือเราอยากรู้จักเธออะ"

          แต่ผู้กล้าย่อมไม่มีทางล่าถอยออกไปง่ายๆ

          เธอยังคงยิ้มหวานไม่เปลี่ยนแปลง แต่คนที่ดูเปลี่ยนไปกลับเป็นเพื่อนผมเอง ไข่ต้มมันเอาแต่ยืนนิ่งไม่หือไม่อือใดๆ ทั้งที่ปกติมันต้องตอบปฏิเสธออกไปแล้วถ้าไม่คิดจะสานสัมพันธ์ด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในเชิงที่มันไม่ชอบแบบนี้

          "เธอชื่ออะไรเหรอ"

          เธอคนนี้ยังไม่ละความพยายามง่ายๆ แม้เพื่อนผมจะไม่เล่นด้วย ถามไปก็ยิ้มไป ผมนับถือในความใจกล้าของเธอนะ แต่ตอนนี้พูดได้คำเดียวว่าเสียใจด้วย เมื่อไอ้ไข่ต้มตั้งท่าเตรียมอ้าปากตอบกลับหลังจากที่เงียบมานาน ทว่ามันกลับช้ากว่าความเร็วปากผมไปนิดนึง

          "เพื่อนผมมันมีแฟนแล้ว" ผมเป็นฝ่ายเสนอหน้าตอบแทนเพราะไข่ต้มมันชักช้าไม่ทันใจ ไอ้คนที่โดนใส่ข้อมูลส่วนตัวผิดๆ เลยหันมาถลึงตาใส่ผม

          "ขอโทษนะ เราไม่ได้ถามนาย" แต่เธอคนนี้ก็ร้ายไม่ใช่เล่น

          ผมกับแม่สาวใจกล้าส่งสายตาฟาดฟันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ผมต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้จบเร็วที่สุดเพราะไม่อย่างนั้นไข่ต้มมันคงไปเรียนสาย แต่จะให้บอกไปว่าต้องรีบเข้าเรียนนั้นก็ดูเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ผมว่ามันไม่ได้ผลในระยะยาวเท่าไร ยังไงซะเธอใจกล้าคนนี้ต้องตามมาตอแยเพื่อนผมอีกแน่นอน แล้วถ้าเธอโผล่มาตอนที่ผมไม่อยู่มันจะไม่เป็นการดี

          "เธอกลับไปดีกว่า พวกเราต้องรีบไปเรียน"

          "เราอยากคุยกับเพื่อนนาย ทำไมนายต้องเข้ามายุ่งด้วย"

          "ก็เพื่อนเรามันไม่อยากคุยกับเธออะ"

          "รู้ได้ไงว่าไม่อยากคุย"

          "ถ้ามันอยากคุยคงตอบเธอไปตั้งแต่คำถามแรกแล้ว"

          เธอถึงกับเงียบไปเมื่อได้ฟังความจริง เจอคนตรงมาผมก็ตรงกลับ ส่วนไอ้คนโดนจีบก็เอาแต่ดึงชายเสื้อผมยิกๆ คงเพราะคิดว่าผมกับเธอคนนี้จะมีเรื่องกันใหญ่โต

          "แต่เมื่อกี้เพื่อนนายกำลังจะตอบ" ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่ยอมแพ้

          "มึงจะตอบว่าอะไร" ผมเลยโยนคำถามไปให้มันจนโดนถลึงตาใส่อีกรอบ

          ไข่ต้มยังไม่ยอมพูดอะไรเพราะมันคงกำลังนึกคำสวยหรูที่พูดออกไปแล้วอีกฝ่ายจะไม่เจ็บช้ำน้ำใจอยู่ มันก็เป็นแบบนี้ทุกทีนั่นแหละ ทำใจแข็งปฏิเสธแบบเด็ดขาด แต่กลับนึกสงสารอยู่ในใจ

          "เราขอไลน์ได้หรือเปล่า" เมื่อไข่ต้มมันไม่ยอมพูดสักทีเธอเลยถามออกมาอีกรอล ทั้งใช้เสียงสองและสายตาเหมือนลูกแมวน้อย แสดงออกถึงความสองมาตรฐานให้เห็นกันจะๆ ตอนพูดกับผมสายตาเหมือนอยากจะเอามีดมาสับให้ละเอียดแล้วโยนลงชักโครกยังไงยังงั้น

          "ไม่ได้"

          "เธอมีแฟนแล้วจริงๆ เหรอ"

          ไข่ต้มไม่ตอบคำถามในทันที มันเหลือบมองผม เหตุเพราะผมเป็นคนโกหกแบบนั้นออกไปแล้วมันต้องเล่นตามน้ำเพื่อไม่ให้เสียเรื่อง แต่มันจะรู้ไหมว่าการทำแบบนี้อาจจะทำให้เธอคนนั้นเข้าใจผิด เพราะเป็นผมเองผมก็คิด ถ้าหากถามคำถามนี้กับใครแล้วคนคนนั้นแสดงท่าทางแบบที่ไข่ต้มกำลังทำอยู่

          การที่มันหันมามองผม ก็เหมือนการตอบคำถามของเธอคนนั้นไปแล้ว

          "เรามีแฟนแล้ว"

          เธอหันมาสบตากับผมก่อนจะถอนหายใจออกมาเป็นการประกาศว่ายอมแพ้ นับว่าแผนหลอกว่ามีแฟนยังใช้ได้ผล แม้มันจะดูไม่น่าเชื่อถือตั้งแต่ผมใช้หลอกพี่กันต์คนขับปอร์เช่แล้วก็ตาม

          "เห็นเธอชอบเดินคนเดียวอะ ไม่คิดว่าจะมีแฟน" เธอว่าเสียงอ่อย สารภาพออกมาแบบนี้แสดงว่าแอบมองมานานแล้วสินะ แล้วทำไมเธอไม่เห็นผมวะ มาด้วยกันออกจะบ่อย

          "โทษทีนะ"

          "ไม่ต้องขอโทษหรอก เราขอโทษที่รบกวน"

          "ไม่เป็นไร"

          "ขอให้คบกันนานๆ แล้วกัน เราไปนะ" เธอยิ้มบางๆ มองไข่ต้มสลับกับผมแล้วทิ้งท้ายไว้ ก่อนเดินนำหน้าเราสองคนไปโดยไม่หันกลับมามองกันอีก

          คำทิ้งท้ายกับสายตาที่ช่วยยืนยันความคิดของผมก่อนหน้านี้

          คำตอบของไข่ต้มที่เป็นต้นเหตุทำให้เธอเข้าใจผิด

          "มึงว่ามันแปลกๆ ป้ะ" ไข่ต้มถามขึ้นมาไม่ต่างจากที่ผมคาดเดาเอาไว้

          เรื่องที่มันว่าแปลกต้องเป็นเรื่องเดียวกับที่ผมคิดอย่างแน่นอน ถึงอย่างนั้นการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นน่าจะปลอดภัยกับความรู้สึกมากกว่า

          "แปลกอะไร"

          "กูว่าเขาน่าจะเข้าใจอะไรผิด"

          "เข้าใจผิดอะไรวะ"

          ไข่ต้มจ้องผมที่กำลังทำหน้าไขสือไม่เข้าใจในสิ่งที่มันอยากสื่อเขม็ง วางเงินห้าร้อยเลยว่ามันไม่กล้าพูดอะไรที่เสี่ยงต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทแน่นอน แม้การโกหกครั้งนี้กับการเข้าใจผิดของเธอคนนั้นจะคล้ายกับกรณีพี่กันต์ แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป อาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้พูด และความเข้าใจผิดนั้นเกิดจากตัวมันเอง

          "ไม่มีอะไร" แล้วสุดท้ายมันก็เลือกที่จะตอบปฏิเสธ

          "รีบไปเรียนเถอะมึง เดี๋ยวสาย" ผมไม่อยากเซ้าซี้ให้เกิดความรู้สึกอึกอัดเลยตบบ่ามันเบาๆ หนึ่งทีแล้วเดินนำไปที่บันไดเลื่อน

          ความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจจะได้พูดออกมาเมื่อไรผมเองก็ไม่รู้ ทุกครั้งที่มีความกล้าก็มักจะเกิดความกลัว แล้วสุดท้ายก็เลือกที่จะตัดใจ

          ผมคิดไม่ออกเลยว่าถ้าหากวันนั้นมาถึงจริงๆ จะเป็นยังไง มันคงเป็นวันที่ผมกล้าจนบ้า กล้าที่จะสูญเสีย กล้าที่จะตัดใจ และกล้าที่จะยอมให้เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวเดินจากไป

          เป็นความกล้าที่ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นจริงๆ

 
TBC


มาแบบสั้นๆ แบบจะสั้นไปไหน ฮ่าๆๆๆ เรื่องนี้มันก็จะเรื่อยๆ เอื่อยๆ แบบนี้นะคะ
จริงๆ เราว่ามันเศร้านะ จะจีบก็ไม่กล้า กลัวเสียเพื่อน
เป็นความรักที่อึดอัดมากๆ สงสารน้องพระเอก แม้กระทั่งชื่อคนอ่านก็ยังไม่รู้ TT
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าจ้า


ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 224
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ตอนแรกๆ อ่านไปก็ไม่แน่ใจว่าเพื่อนไข่ต้มคนนี้มีตัวตนจริงรึเปล่า 55555 ไม่รู้ชื่อเพื่อนซักที  :m20:

ออฟไลน์ Tiffany

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
ใช่ค่ะ แม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้กลัวจะเชียร์พระเอกผิดคนเหมือนกันนะ

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 920
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2: :katai2-1: o13

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5
ไข่ฟองที่ 7
ลูกสาวของป้าสมพร


            ยินดีต้อนรับสู่ร้านขนมไทยป้าสมพร กับเมนูที่พร้อมเสิร์ฟทุกวันไม่ว่าจะเป็น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ข้าวเหนียวสังขยา เสน่ห์จันทร์ จ่ามงกุฎ และอีกหลายเมนูที่ผมคงไล่ให้ฟังกันไม่หมด พิเศษสุดเฉพาะวันนี้ มาซื้อขนมร้านป้าสมพรจะได้ชมความหล่อของพ่อค้าถึงสองคน ใครพลาดงานนี้จะเป็นอะไรที่น่าเสียดายอย่างมาก

            "วันนี้มีคนมาช่วยขายด้วยเหรอพี่พร" ลูกค้าประจำที่แวะมาซื้อเกือบทุกวันทักขึ้นทันทีที่เห็นผมนั่งอยู่หน้าร้าน น้าแกถามแม่ผมแต่ตาดันเหลือบมองไข่ต้มคนไม่คุ้นหน้า เพราะแต่ละครั้งที่มันมาส่วนใหญ่เราจะขลุกกับอยู่บนห้องนอนผม ไม่ได้มานั่งหน้าสลอนช่วยขายขนมแบบนี้

            "นานๆ ทีจะมาช่วยขาย วันนี้จะกินอะไรล่ะ"

            พอถูกถามน้าแกเลยเดินไปสั่งขนมกับคุณป้าสมพร ผมเลยมีหน้าที่หยิบขนมใส่ถุงและคิดเงิน ส่วนไข่ต้มเพื่อนรักแค่นั่งยิ้มหวานๆ เรียกลูกค้าก็พอ

            งานขายขนมสำหรับผมเป็นอะไรที่น่าเบื่อ ผมเลยไม่ค่อยได้แวะมาช่วยที่หน้าร้านนัก งานในครัวก็ไม่ต่างกันเพราะผมทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แต่ไม่ต้องห่วงว่าร้านขนมป้าสมพรจะไม่มีคนดูแลต่อ ผู้ที่จะสืบทอดกิจการร้านคือพี่สาวของผมเอง ตอนนี้เรียนคหกรรมกำลังจะขึ้นปีสามมั้งถ้าผมจำไม่ผิด มุ่งเน้นด้านการทำอาหารอย่างจริงจัง เหตุนี้ผมจึงรอดตัว

            วันหยุดแบบนี้มีลูกค้าทยอยมาเรื่อยๆ ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า เมื่อเห็นว่าลูกค้าไม่เยอะมากแม่เลยเดินเข้าไปดูในครัว ทิ้งผมให้อยู่กับลูกจ้างมือใหม่ที่กลายเป็นลูกมือผมอีกที แต่คนอย่างไข่ต้มน่ะมันหัวไว สอนอะไรไปแป๊บเดียวก็จำได้หด แถมมันยังจำราคาขนมได้ทั้งร้านแล้วด้วย แม้ทุกครั้งจะไม่เคยเสียเงินซื้อเลยก็ตาม

            "ถ้ามึงเบื่อบอกกูได้นะ" นั่งหน้าร้านกันมาร่วมชั่วโมงแล้วผมก็กลัวมันจะเบื่อ เห็นหยิบมือถือขึ้นดูตลอดตอนไม่มีลูกค้า

            "ไม่อะ หิวมากกว่า"

            "เดี๋ยว มึงเพิ่งกินข้าวเช้าไป" แล้วข้าวเช้าที่ว่ามันก็กินกับผมที่บ้านผมนี่แหละ เป็นข้าวเช้าตอนตะวันสายโด่ง

            "มึงก็รู้ว่ากูกระเพาะหลุมดำ ยิ่งใช้สมองเยอะๆ ยิ่งหิวเร็ว"

            "มึงไปใช้สมองเยอะตอนไหน"

            "ขายของ จำราคา บวกเลข จ่ายเงินทอน มันก็ต้องใช้สมองนะเว้ย"

            "แต่ไอ้มึงว่ามานี่ใช้เครื่องคิดเลขหมดเลยนะ"

            ไข่ต้มยิ้มแหยเมื่อข้ออ้างที่มันว่ามาใช้ไม่ได้ผล อาจจะถูกอย่างหนึ่งที่มันต้องจำราคา แต่ตอนบวกเลขเวลาคนซื้อเยอะๆ ก็ใช้เครื่องคิดเลขอยู่ดี

            "มึงอยากกินอะไรก็หยิบดิ" ผมเลยบอกให้มันหยิบขนมในถาดกินแทน

            "กินของขายจะดีเหรอวะ"

            "เออ กูอนุญาต"

            มันยิ้มแต่ยังไม่ยอมทำตามที่ผมบอก คนดีอย่างเพื่อนผมมันยังมีความเกรงใจอยู่เล็กๆ เพราะโดยพื้นฐานแล้วมันเป็นคนที่จิตใจดีมาก แม้จะชอบทำหน้านิ่ง และปฏิเสธคนอื่นได้อย่างเลือดเย็นก็ตาม

            "ถ้าบ้านเปิดร้านขายของกินกูว่าต้องเจ๊งแน่ๆ เพราะมึงแดกเองหมด"

            "แดกหมดร้านได้ก็ไม่ใช่คนแล้ว"

            ผมคิดมุกเสี่ยวได้ในใจ แต่พูดไม่ได้เลยยิ้มกว้างให้ไข่ต้มแทน เพราะถ้าเกิดบอกไปว่า 'มึงไม่ใช่คนเพราะเป็นเทวดาตัวน้อยๆ ผู้น่ารัก' ต้องโดนมันถีบตกเก้าอี้แน่ๆ

            "ไหนใครบ่นหิว" แล้วป้าสมพรที่หายไปในครัวอยู่นานสองนานก็โผล่ออกมา

            ไข่ต้มยิ้มแหย ความจริงแล้วมันออกจะขี้อายกับพวกผู้ใหญ่นิดหน่อย ขนาดอยู่กับครอบครัวผมยังไม่ค่อยกล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็น ต่างกับผมเวลาไปบ้านมันที่ช่างจ้อกับผู้ใหญ่มากกว่า ก็นะ คิดอยากจะรวบหัวรวบหางลูกชายเขาก็ต้องเอาใจพ่อแม่ ถึงความฝันที่จะได้ไข่ต้มเป็นแฟนจะริบหรี่มากก็ตาม

            "แม่ทำบัวลอยเสร็จแล้วเหรอ" ผมถามหลังจากได้กลิ่นหอมมาสักพัก ที่ไข่ต้มมันบ่นหิวต้องเป็นเพราะได้กลิ่นเหมือนกันแน่ๆ

            "เสร็จแล้ว แม่ว่าจะมาเรียกไปกินนี่แหละ"

            "ไปมึง"

            แล้วจะรอให้ท้องร้องก็ไปทำไม ผมคว้ามือไข่ต้มเดินเข้าข้างในสวนกับแม่ที่เดินไปนั่งเฝ้าหน้าร้านแทน

 

            บัวลอยมะพร้าวอ่อนหอมกะทิหม้อนี้ทำไว้ขายแต่แม่มักจะแบ่งไว้ให้คนในบ้านกินด้วยเสมอ พี่ที่เป็นลูกจ้างของร้านเลยตักเตรียมไว้ให้สองถ้วยเมื่อรู้ว่าผมกับไข่ต้มจะมากิน

            ผมกับไข่ต้มนั่งประจำหน้าถ้วยบัวลอย มันทำหน้าเคลิ้มตอนสูดกลิ่นหอมๆ ใช้ช้อนคนอยู่สองสามรอบก่อนตักเข้าปาก

            "อร่อยเหมือนเดิม"

            "ลองบอกไม่อร่อยดิ"

            "มึงจะไปฟ้องแม่หรือไง"

            "กูจะไม่ให้มึงมาบ้านอีก"

            ไข่ต้มมันทำหน้าอึ้งใส่ผม แต่ยัง ยังไม่หมด โทษฐานของการบอกว่าขนมป้าสมพรไม่อร่อยยังไม่หมดแค่นี้

            "แล้วมึงก็จะไม่ได้กินขนมป้าสมพรไปอีกตลอดกาล"

            "เพ้อเจ้อละ" มันส่ายหน้าใส่ผมแล้วกลับไปตักบัวลอยกินต่อ

            ก็คงเพ้อเจ้ออย่างที่มันว่าจริงๆ นั่นแหละ อย่างผมน่ะเหรอจะห้ามไม่ให้มันมาหาได้ มีแต่จะชวนมันมามากกว่า แล้วถ้ามันบอกว่าขนมแม่ไม่อร่อยจริงคงทำหน้าโหดใส่สักสามวิ หยิกแก้มที่ดูนุ่มนิ่มของมันเป็นการลงโทษ จากนั้นก็เอาขนมป้าสมพรให้มันกินเหมือนเดิม

            บัวลอยถ้วยเล็กๆ กินแป๊บเดียวก็หมด ผมตักคำสุดท้ายเข้าปากแล้วขโมยตักในถ้วยไข่ต้มมากินตอนมันกำลังเล่นมือถือ ก็กะว่าจะแอบกินไม่ให้มันรู้ตัวแต่ตอนยื่นช้อนไปดันไปชนกับช้อนของมันที่ถือค้างอยู่เหนือถ้วยนิดหน่อยพอดี เลยโดนมันเขวี้ยงค้อนใส่ทางสายตา

            "แย่งกูทำไมเนี่ย"

            "ก็มึงเอาแต่เล่นมือถืออะ เดี๋ยวก็เย็นหมด"

            "กูเพิ่งเช็กไลน์แป๊บเดียวเอง"

            "ไหนคุยกับใคร ขอดูหน่อยดิ๊" ผมชะโงกหน้าไปมอง แต่มันยกโทรศัพท์หนีซึ่งผิดปกติมาก ทุกทีมันไม่เคยหวงผมเลยนี่นา

            "ไม่มีไร"

            "ไม่มีแล้วหลบทำไมวะ มึงมีความลับกับกูเหรอ"

            "ความลับอะไร ไม่มี"

            "งั้นบอกมาว่ามึงคุยกันใคร"

            "เพื่อนในห้อง"

            "กูไม่เชื่อหรอก"

            ผมเอื้อมมือไปจะคว้ามือถือที่ไข่ต้มมันยื่นหนีไปจนสุดแขน ด้วยช่วงตัวที่ยาวกว่าทำให้ผมค่อนข้างได้เปรียบ เกือบจะคว้าได้ถึงแต่คนขี้หวงกลับไม่ยอมง่ายๆ มันลุกจากเก้าอี้ทำท่าจะเดินหนี ผมเลยคว้าเอวมันไว้แล้วดึงให้กลับมานั่งตัก มือหนึ่งกอดมันไว้ส่วนอีมือก็ยื้อแย่งโทรศัพท์กัน แค่นี้ไข่ต้มมันก็หนีไปไหนไม่พ้นแล้ว

            "เอามาให้กูดู"

            "มึงอย่าทำแบบนี้ดิวะ ถ้าไม่หยุดกูจะโมโหมึงแล้วนะ"

            "ก็มึงปิดบังกูอะ"

            "จะให้กูบอกมึงทุกเรื่องเลยหรือไงวะ"

            "กูเป็นเพื่อนมึงนะ"

            "เพื่อนกันก็ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องก็ได้"

            เหมือนมีบางอย่างหล่นกระแทกหัวทำให้ผมนึกคำพูดต่อไม่ออก ผมหยุดมือที่กำลังแย่งมือถือจากมัน ปล่อยแขนที่กอดเอวมันออก ในเมื่อมันไม่อยากให้รู้ผมไม่รู้ก็ได้ ไม่โกรธหรอก อย่างผมน่ะเหรอจะโกรธมันลง ก็แค่ช็อคนิดหน่อยเท่านั้นเอง เหมือนกับว่ากำแพงมันหนาและสูงขึ้น แถมยังมีหนามแหลมยื่นออกมาทำให้ต้องก้าวถอยหลัง เป็นกำแพงที่แม้แต่จะเดินเข้าไปใกล้ก็ยังทำไม่ได้

            ก็แค่ไข่ต้มมันพูดเรื่องจริงทำไมผมถึงได้เจ็บอย่างนี้ก็ไม่รู้

            "มึง"

            ผมหันไปมองมันตามเสียงเรียก ไข่ต้มยังไม่ยอมลุกจากตักผม สีหน้ามันดูไม่ดีเท่าไร ดูตกใจและตื่นตระหนก ผมเลยต้องยิ้ม ยิ้มบอกมันว่าไม่เป็นอะไร เพื่อนคนนี้ไม่ได้คิดอะไรมาก และรอฟังสิ่งที่มันกำลังจะพูด

            แต่...

            "ทำอะไรกันน่ะ"

            ดันมีมารเข้ามาขวางจนได้

            ไข่ต้มรีบลุกออกจากตักผมทันที มันยกมือไหว้บุคคลที่โผล่เข้ามาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง สาวอวบผมสีน้ำตาลดัดลอนปลาย เป็นคนที่ผมไม่ค่อยชอบสายตาเธอนักแม้จะมีสายเลือดเดียวกันก็ตาม เพราะสายตาคู่นั้นมักจะมองผมออกไปหมดทุกอย่าง

            เธอคนนี้ก็คือซีอิ๊ว พี่สาวของผมเอง

            ผมไม่ตอบคำถามแถมยังทำหน้าเซ็งใส่ ส่วนไข่ต้มผู้เข้ากับคนได้ยากมากไม่ต้องพูดถึง มันเจอพี่สาวผมแทบนักครั้งได้เลยยืนนิ่งไม่ไหวติงใดๆ

            "แม่บอกให้มากินบัวลอย" เมื่อต่างคนต่างพากันเงียบพี่สาวผมเลยพูดขึ้นมาแล้วเดินไปที่หม้อบัวลอย

            "พี่สอบเสร็จแล้วเหรอ"

            "เสร็จแล้ว เดี๋ยวต้องฝึกงานต่อวันหยุดเลยแวะกลับมาบ้านก่อน"

            "อืม"

            "แล้วแกเปิดเทอมเมื่อไร"

            "อาทิตย์หน้า"

            พี่ซีอิ๊วถือถ้วยบัวลอยมานั่งโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับผม เธอยิ้มแบบมีเลศนัยซึ่งผมไม่ชอบเอาซะเลย สงสัยต้องรีบออกไปจากที่นี่โดยด่วนก่อนที่พี่สาวผมจะพูดอะไรแปลกๆ

            "มึงกินอิ่มยัง"

            ไข่ต้มพยักหน้ารับ มันยังยืนอยู่ท่าเดิม ผมเลยลุกเอาถ้วยไปเก็บจะได้พามันออกไปไกลๆ จากสายตาพี่สาวสักที

             

            เพราะบรรยากาศระหว่างเราสองคนค่อนข้างขมุกขมัวนั่งขายขนมอยู่หน้าร้านได้ไม่นานผมเลยชวนไข่ต้มกลับ มันเองก็พยักหน้ารับโดยไม่คัดค้านใดๆ หลังจากเก็บของเรียบร้อยผมเลยเดินมาส่งมันที่ป้ายรถเมล์ จะได้คุยกันให้ความรู้สึกอึดอัดมันหายไปด้วย

            ผมกำลังคิดคำพูดดีๆ เพื่อเรียกบรรยากาศสดใสกลับมาระหว่างทางที่เราเดินไปป้ายรถเมล์ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะคิดได้คนข้างๆ ก็ชิงตัดหน้าพูดขึ้นมาก่อน

            "กูขอโทษนะ" ไข่ต้มมันเหลือบมองผมแวบหนึ่งแล้วหลบตา แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นเยอะแล้ว

            "ขอโทษทำไมวะ กูวุ่นวายเองอะ มึงไม่ต้องคิดมากหรอก"

            "แต่กูคิดไปแล้วว่ะ ถ้ากูโดนมึงพูดแบบนั้นใส่ก็คงน้อยใจเหมือนกัน"

            "กูไม่พูดแบบนั้นใส่มึงหรอก"

            "แต่กูพูดไปแล้วไง"

            "เรื่องเล็กว่ะมึง"

            ไข่ต้มหยุดเดิน มันเอาแต่มองหน้าผม มองชนิดที่ว่าถ้าเกิดไม่รู้จักและชอบมันอยู่ผมคงต่อยมันปากแตกไปแล้ว ผมรู้ว่ามันไม่เชื่อที่ผมพูด ก็ตอนโดนมันพูดประโยคนั้นใส่ผมหน้าเหวอซะขนาดนั้น ถ้ายังเชื่อว่าผมคิดเป็นเรื่องเล็กก็บ้าแล้ว

            "อะ ยอมรับก็ได้ ตอนนั้นก็น้อยใจมึงอยู่หรอก แต่ตอนนี้กูหายแล้ว มึงก็ขอโทษแล้วด้วย กูไม่รู้จะโกรธให้มันได้อะไรขึ้นมา ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันกูเคยโกรธมึงได้กี่นาทีถามหน่อย"

            "มึงเคยโกรธกูด้วยเหรอ" ไข่ต้มย้อนถาม ในความทรงจำของมันไม่มีผมตอนกำลังโกรธเลยเหรอ

            "เคยมั้ง"

            "ไม่เคยเลยต่างหาก"

            ผมมองเพื่อนสนิทอย่างใช้ความคิดว่าเคยมีสักครั้งที่โกรธมันแบบจริงๆ จังๆ บ้างไหม และคำตอบที่ได้คือไม่เลย มีแต่ผมที่คิดในใจว่าโกรธมันงอนมันด้วยเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากลับยังยิ้มเหมือนไม่ได้เป็นอะไร

            "มึงไม่เคยแสดงท่าทางว่าโกรธกูเลย นี่เป็นครั้งแรกที่กูพูดแบบนั้นใส่มึงแล้วมึงก็เงียบ หน้าตามึงดูเจ็บปวดอะ กูเลยรู้สึกไม่ดี"

            "กูดูเจ็บปวดขนาดนั้นเลยเหรอวะ"

            "มึงทำหน้าหงอยอะ ดูผิดหวังในชีวิต"

            "ดราม่าไปละ"

            ผมทำเป็นพูดเล่นแต่ก็จริงอย่างที่ไข่ต้มมันว่า ผมช็อกที่โดนพูดแบบนั้นใส่ เราหยอกกันบ่อย แต่มันไม่เคยพูดกีดกันผมด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบนั้นมาก่อน

            "กูไม่เป็นอะไรแล้ว"

            ผมยิ้มให้มัน เป็นการบอกให้รู้ว่าจิตใจผมสบายดีอย่างที่พูด ความอึดอัดทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นได้หายไปจากความรู้สึกผมแล้ว เพียงแค่มันเอ่ยคำว่าขอโทษ

            เพราะบ้านผมอยู่ไม่ไกลจากถนนใหญ่ใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึงป้ายรถเมล์ จากตรงนี้ถึงบ้านไข่ต้มมันสามารถขึ้นรถได้ทุกสาย พอหยุดยืนอยู่ที่ป้ายก็เห็นรถเมล์วิ่งมาแต่ไกล

            "มึง"

            ผมเลิกคิ้วมอง ดูมันยังห่วงผมไม่เลิกถึงยังทำหน้าตามีอะไรติดค้างอยู่ในใจแบบนี้

            "ตอนนี้กูกำลังคุยกับคนคนหนึ่งอยู่ กูว่าจะลองเปิดใจว่ะ รอกูมั่นใจอีกนิดแล้วจะบอกมึงนะว่าเขาเป็นใคร"

            สิ่งที่เพื่อนสนิทพูดทำให้ช็อกยิ่งกว่าเดิมร้อยเท่า ผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่พยายามยิ้มให้มัน ทั้งที่ควรดีใจที่ไข่ต้มมันยอมบอกให้รู้ ควรดีใจที่ในที่สุดมันก็ยอมเปิดใจให้ใครสักคนสักที ควรดีใจที่มันจะมีใครสักคอยอยู่ข้างๆ คอยดูแลกันในสถานะคนรัก ทั้งที่ควรดีใจ แต่ผมกลับเจ็บที่ใจมากมายเหมือนว่ามันกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เจ็บที่ต้องทนยิ้มแย้มให้มันต่อไปเหมือนไม่คิดอะไร

            "เออ พร้อมเมื่อไรค่อยบอกกูแล้วกัน"

            รถเมล์จอดที่หน้าป้ายพอดี เรายิ้มบางๆ ให้กันและบอกลา

            "กูไปก่อนนะ"

            ผมพยักหน้ารับ ยืนรอจนรถคันที่มันขึ้นขับออกไปถึงได้หันหลังกลับ เดินไปตามทางที่เพิ่งเดินมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

            ทั้งที่พยายามบอกตัวเองมาตลอด แต่พอเวลานี้มาถึงจริงๆ มันกลับยากที่จะทำใจยอมรับได้

            ผมไม่อยากให้มันมีความรัก ไม่อยากให้มันมอบความรู้สึกดีๆ ให้ใครนอกจากผม

            ผมรักมันมากเกินไป เกินกว่าจะยกให้ใครได้จริงๆ

 

            กลับมาที่บ้านอีกทีพี่สาวที่น่าจะขึ้นไปนอนพักบนห้องกลับมานั่งขายขนมอยู่หน้าร้าน พี่ซีอิ๊วยักคิ้วให้ผม แต่เพราะไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วยเลยเดินผ่านโดยไม่โต้เถียงใดๆ

            ให้พี่ขายแทนก็ดี ตอนนี้ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย

            "เป็นไรมาอีก" แต่มีหรือที่พี่สาวจอมจุ้นจ้านของผมจะยอมให้ผ่านไปง่ายๆ

            "ยุ่ง"

            "มานี้เลย" พี่ซีอิ๊วตบเก้าอี้ตัวข้างๆ ที่ไข่ต้มมันเคยนั่ง รู้สึกเหมือนโดนตอกย้ำยังไงก็ไม่รู้

            ผมไม่สนใจ หันหลังให้แล้วตั้งใจจะเดินขึ้นห้อง ทว่าคอเสื้อกลับโดนดึงเอาไว้จากด้านหลัง เป็นใครไม่ได้นอกจากพี่สาวผมเอง เลือกจะยุ่งแล้วก็ยุ่งจนรู้เรื่องไปเลยสิน่า

            "จะขึ้นห้อง"

            "จะรีบไปไหนเล่า มาคุยกันก่อน"

            "ใครอยากคุยกับพี่วะ"

            "เดี๋ยวนี้ขึ้นวะ เดี๋ยวจะโดน"

            ไม่ใช่แค่เดี๋ยว พี่ซีอิ๊วเคาะหัวผมดังโป๊กก่อนใช้แรงบังคับฉุดลากให้ผมไปนั่งด้วย ผู้หญิงอะไรแรงโคตรเยอะ ถ้าไม่ใช่พี่สาวผมไม่ยอมง่ายๆ ขนาดนี้หรอกนะ

            "เป็นอะไรไหนเล่าให้ฟังดิ๊ อกหักเหรอ" แล้วพี่สาวผมก็เริ่มสอบปากคำ

            "รู้ดี"

            "แสดงว่าใช่"

            เฮ้อ! นอกจากเบื่อพี่ซีอิ๊วแล้วผมก็เบื่อตัวเองนี่แหละ ชอบทำตัวมีพิรุธตลอด เป็นอาการที่ทุกคนต่างสังเกตเห็นแล้วก็โดนจับได้ง่ายๆ ก็คงมีแค่คนเดียวนั่นแหละที่ไม่เคยจะรู้ตัว แต่ก็ดีแล้วที่มันไม่รู้ ไม่งั้นเราคงไม่ได้เป็นเพื่อนกันจนมาถึงวันนี้

            "ใคร ไข่ต้มน่ะเหรอ"

            พี่แม่งจะรู้ดีเกินไปแล้ว!

            ผมไม่ตอบให้พี่มันพูดเองเออเองคนเดียว ใครมันจะไปยอมรับง่ายๆ ไม่มีทางเด็ดขาด ถ้าผมไม่ได้พูดคำนั้นกับไข่ต้มชาตินี้จะไม่มีวันได้ยินคำว่า 'ผมรักไข่ต้ม' ออกจากปากผมแน่นอน อีกอย่างพี่ซีอิ๊วรู้โลกรู้ ถึงจะไม่สนิทกับเพื่อนผมเท่าไรแต่พี่ต้องเสนอหน้าไปทำให้เพื่อนผมมันเกิดความระแวงและสงสัยอย่างแน่นอน

            "พี่ถามทำไมไม่ตอบ"

            "ไม่ใช่เรื่องที่พี่ต้องรู้นี่หว่า"

            "แล้วไข่ต้มต้องรู้มั้ย"

            ผมมองค้อนใส่ บอกให้รู้ว่าไม่ชอบใจอย่างรุนแรง คนอื่นอาจจะเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่นๆ แต่ไม่ใช่กับผม

            "ล้อเล่นน่า แค่อยากรู้ว่าน้องพี่เป็นอะไร"

            "ก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร"

            "โอเคๆ" พี่ซีอิ๊วยกมือยอมแพ้ ทำหน้าหมั่นไส้ใส่แล้วยื่นมือมาขยี้หัวผมจนยุ่ง ต้องได้แกล้งกันสักทางล่ะพี่สาวคนนี้

            "พอเลยจะขึ้นห้อง" ผมปัดมือพี่ซีอิ๊วออก ปั้นหน้าบึ้งลุกพรวดก้าวยาวๆ หนีขึ้นชั้นบน ก่อนจะได้ยินเสียงตะโกนตามหลังมา

            "ชอบไปก็บอกเถอะ!"

            พี่สาวคนนี้มันน่ารำคาญจริงๆ

 
tbc.


รู้ชื่อพี่สาวแล้วพอจะเดาชื่อน้องพระเอกถูกมั้ยคะ
พระเอกเราพี่ชื่อน้า แต่ยังไม่ได้เวลาเฉลย
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าจ้า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-09-2018 21:34:39 โดย kinsang »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 224
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
พี่ชื่อซีอิ๊ว งั้นเดาว่าน้องชื่อแม็กกี้... ก็ไข่ต้มกินกับแม็กกี้อร่อยนี่นะ  :laugh:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
นึกว่าจะอุ่นใจว่าไข่ต้มคงไม่มีใครไปเรื่ยๆ
ฮืออออออออออ สงสารพระเอกกกก

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
พระเอกเรื่องนี้ก็ค่าตัวแพงไม่แพ้อีกเรื่องเลยวุ้ย มาลุ้นดิว่าจะทำยังไงต่อ เฝ้าพวงมะม่วงต่อไปก็อดกินอยู่ดีเน้ออ

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
มารอไข่ฟองที่8 อยากรู้ชื่อพระเอกกกกก

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 8
น้องจิมวงโยธวาทิต

            หลังจากผ่านปิดเทอมใหญ่แสนยาวนานในที่สุดผมกับไข่ต้มก็กลายเป็นพี่ใหญ่ของโรงเรียน เราขึ้น ม.6 แล้ว ไข่ต้มดูเหมือนจะสูงขึ้นนิดหน่อย ขณะที่ผมเองก็ตัวโตขึ้นเช่นกัน ห้องเรียนก็ได้อยู่ชั้นสูงขึ้น แต่หวังว่าคนที่เข้ามาวุ่นวายในชีวิตเพื่อนผมจะไม่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

            วันแรกของการเปิดเรียนไม่มีอะไรต้องเคร่งเครียดนัก นั่งฟังอาจารย์สอนแป๊บๆ ก็ถึงเวลาพักกลางวัน ช่วงเวลาแสนวุ่นวายที่ไม่เจอมานาน กับการต้องแย่งชิงโต๊ะกินข่าวกับนักเรียนร่วมพันคน ต้องยืนต่อแถวซื้ออาหาร และที่สำคัญที่สุดคือผมเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรดี

            ปิดเทอมไปนานมันก็ต้องมีคิดถึงกับข้าวโรงอาหารกันบ้าง ผมตัดสินใจอยู่นานตั้งแต่เดินออกจากห้องเรียนจนถึงโรงอาหารกว่าจะเลือกได้ว่าเที่ยงนี้จะกินอะไร

            "กูกินบะหมี่หมูแดงนะ"

            "เออ กินด้วย"

            ผมคิดไว้ไม่ผิดว่าไข่ต้มมันต้องกินตาม แล้วก็เดาได้ด้วยว่าต่อไปมันจะพูดอะไร

            "เดี๋ยวกูไปซื้อให้ มึงไปจองโต๊ะ"

            "หาโต๊ะแม่งยากกว่ารอต่อแถวซื้ออีก"

            "เออน่า"

            "มึงจะกินน้ำอะไรเดี๋ยวกูซื้อให้"

            "น้ำเปล่า"

            "โอเค มึงก็ถือดีๆ ระวังหกลวกมือ"

            "มึงกินแห้งไม่ใช่เหรอ"

            "เออๆ ลืม"

            ไข่ต้มยิ้มแล้วส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนเดินแยกออกไป ส่วนผมก็ต้องไปหาโต๊ะนั่ง แวะร้านน้ำซื้อน้ำเปล่าสองขวด เดินมาจนเกือบสุดเขตโรงอาหารก็เจอที่ว่าง มันเป็นที่ที่เรามักได้มานั่งกินบ่อยๆ เพราะค่อนข้างเงียบสงบและห่างไกล หลังจากได้ที่แล้วผมก็ไลน์บอกมัน และได้คำตอบกลับมาว่ากำลังจะถึงคิวพอดี

            "แกว่าพี่ไข่ต้มมีแฟนหรือยังวะ"

            ระหว่างที่กำลังนั่งรอบะหมี่หมูแดงโต๊ะข้างหลังก็ทำเอาหูผึ่ง ถ้าผมจำไม่ผิดโต๊ะนั้นมีน้องผู้หญิงนั่งกันแค่สองคน เธอกำลังนินทาเพื่อนผมระยะประชิดโดยไม่คำนึงถึงเลยว่าผมจะได้ยินหรือเปล่า หรือไม่พวกเธออาจจะลืมไปว่าที่แสนไกลตรงนี้มันห่างจากเสียงจอแจ แม้จะคุยกันด้วยน้ำเสียงปกติที่พอให้ได้ยินกันแค่สองคนแต่คนหูดีอย่างผมก็ยังได้ยินอยู่ดี

            "พี่ไข่ต้ม ม.หก อะนะ"

            "เออ นั่นแหละ คนที่น่ารักๆ"

            "ทำไมอะ แกชอบเหรอ"

            "แค่ปลื้มๆ แบบรุ่นพี่ไรงี้ แต่สงสัยว่าพี่เขามีแฟนหรือยังดูเหมือนคนจะจีบเยอะ"

            "อ้าว แฟนพี่เขาไม่ใช่คนที่ตัวติดกันตลอดหรอกเหรอ"

            ประโยคนี้ของน้องเขาทำเอาผมสะดุ้ง อะไรยังไง ในโรงเรียนนี้มีคนคิดว่าผมกับไข่ต้มเป็นแฟนด้วยกันเหรอ ได้ยินแล้วมันก็แอบภูมิใจอยู่เล็กๆ

            "ไม่ใช่เว้ยแก แค่เพื่อนสนิท ไปสืบมาแล้วเรียบร้อย"

            "อ้าวเหรอ ดูเหมาะสมกันดีออก"

            ผมล่ะอยากมอบรางวัลให้น้องคนที่พูดจาเข้าหูคนนี้จริงๆ นอกจากตาถึงแล้วยังฉลาดอีก ยกให้เป็นประโยคดีเด่นของปีการศึกษานี้ไปเลย

            "ว่าแต่พี่เขาชื่ออะไรนะ"

            ถ้าเป็นในละครจากที่นั่งยิ้มคล้ายคนบ้าเจอน้องเขาทักแบบนี้ผมคงชะงักหน้าทิ่มโต๊ะ เสียงนี้ผมจำได้ว่าเป็นของน้องเบอร์สองที่บอกว่าผมกับไข่ต้มเหมาะสมกัน อวยกันมาตั้งนานสองนานดันไม่รู้ชื่อผมซะงั้น เดี๋ยวก็ยึดรางวัลคืนซะเลย เอาเป็นว่าให้น้องอีกคนตอบแทนก็แล้วกัน

            "พี่เขาชื่อ..."

            ชื่อ...

            "จำไม่ได้ว่ะ"

            "เอ้า!"

            ขอบคุณที่ไม่มีใครจำชื่อผมได้สักคน

            "ก็สนใจแต่พี่ไข่ต้มคนเดียวอะ ทำไงได้"

            "เพื่อนเขาก็ต้องสนใจด้วยดิ"

            "เดี๋ยวไปสืบก่อน"

            "รู้แล้วมาบอกด้วย"

            "โอเค"

            แล้วประเด็นเรื่องแฟนของพี่ไข่ต้มคนน่ารักก็จบลงอย่างรวดเร็วเมื่อไม่มีใครจำชื่อผมได้ พวกเธอลุกจากโต๊ะเดินผ่านหน้าผมเพื่อเอาจานไปเก็บ แล้วดูเหมือนว่าเธอสองคนเพิ่งจะสังเกตเห็นผมล่ะมั้งเลยพากันทำหน้าตื่นก่อนรีบเดินหนีไป แสดงว่าที่นินทากันเมื่อกี้ไม่คิดว่าเจ้าของเรื่องจะนั่งฟังอยู่ด้วยสินะ แต่ไม่เป็นไรผมให้อภัย ยังไงเขาก็ชมไม่ได้ด่า คราวหน้าจำชื่อผมให้ได้ก็พอ

            สองสาวขาเม้าท์ลุกไปได้แป๊บเดียวไข่ต้มก็เดินสวนมาพร้อมบะหมี่หมูแดงสองชาม มันนั่งลงตรงข้ามผม อมยิ้มแล้วดันชามบะหมี่มาให้ ผมก็ดีใจที่มันกลับมาอย่างปลอดภัย แล้วก็โล่งใจที่มันมาไม่ทันได้ยินรุ่นน้องสองคนนั้นพูดถึงมัน

            "กูปรุงให้แล้วนะ เหมือนเดิม"

            "ดีมาก" ผมเลื่อนน้ำไปให้มัน ก่อนหยิบตะเกียบกับช้อนคนบะหมี่ให้เข้ากัน

            ไข่ต้มมันทำผมซึ้งใจตั้งแต่วันแรกที่เปิดเรียน เราต่างผ่ายต่างรู้ว่าชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร หรือจะเรียกว่าคนรู้ใจก็ได้ จึงไม่แปลกที่คำว่า 'เหมาะสมกัน' ของน้องคนนั้นจะยังดังก้องอยู่ในหัวผม เพราะบางครั้งเราก็ต้องให้กำลังใจตัวเองถึงจะมีความสุข ถึงความสุขนั้นมันจะไม่ยั่งยืนก็เถอะ

            เวลาที่เราใช้กับเรื่องกินมักจะผ่านไปเร็วเสมอ อยากรีบกินรีบไปก็ส่วนหนึ่ง เพราะชอบกินเลยกินเร็วก็ส่วนหนึ่ง ผ่านไปแค่สิบนาทีบะหมี่หมูแดงก็หมดเกลี้ยง

            "กูจะไปซื้อผลไม้ มึงเอาอะไรมั้ย"

            "ไม่เอาอ่ะ งั้นกูเอาจานไปเก็บให้ เจอกันหน้าโรงอาหาร"

            ตกลงกันได้เราก็เดินแยกกันไปคนละทาง เก็บจานแล้วผมก็มารอมันที่จุดนัดพบ ในใจรู้สึกโหวงๆ บอกไม่ถูกเหมือนจะเกิดเรื่องเลยต้องหันกลับไปมองที่ร้านขายผลไม้เป็นระยะ มองอยู่สองสามรอบแล้วก็พบกับกลุ่มนักเรียนที่ยืนมุงกันอยู่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่มุงซื้อผลไม้แน่ๆ

            ตาซ้ายผมกระตุกถี่ๆ มันบอกให้รีบหันหลังแล้วเดินไปยังจุดที่โดนมุง แล้วก็แจ็กพอตจนได้ เพราะคนที่อยู่กลางวงนั้นคือเพื่อนสนิทผมเอง

            ไอ้ไข่ต้มกำลังยืนกอดอกหน้าตึงเหมือนพร้อมมีเรื่องกับฝ่ายตรงข้ามที่เอาแต่ยิ้ม แต่จริงๆ แล้วผมว่ามันคงอยากหาทางออกมาจากตรงนั้นเร็วๆ มากกว่า

            ผมพยายามแทรกฝูงชนเพื่อเข้าไปกลางวง ส่วนมากที่มุงกันอยู่จะเป็นสาวๆ แต่ที่ทำให้วงมันใหญ่ขึ้นคือคนที่เดินผ่านไปมาแล้วหยุดดู เพราะฉะนั้นต้องรีบจบเรื่องก่อนมันจะกลายเป็นจุดสนใจมากกว่านี้

            "มีอะไรก็รีบพูดมาเลยครับ"

            คนอื่นเห็นหรือเปล่าไม่รู้แต่สำหรับผมไข่ต้มมันกำลังสร้างกำแพงประจำตัวมันขึ้นมา เปลือกไข่ตอนนี้หนาพอที่จะดันทุกคนออกห่าง รวมถึงน้องคนนั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันด้วย

            รุ่นน้องผู้ชายที่อยู่ ม.4

            มองตาก็รู้แล้วว่าน้องคนนั้นอยากพูดอะไร แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือทำไมต้องทำอะไรโจ่งแจ้งในที่สาธารณะแบบนี้ ทำตัวเด่นตั้งแต่วันเปิดเทอม และเป็นคนแรกที่เข้ามาอย่างเปิดเผยเหมือนอยากให้คนทั้งโรงเรียนรับรู้ ซึ่งการทำแบบนี้ไม่เป็นการดีเลยสักนิด ผมบอกได้ตั้งแต่น้องยังไม่ทันสารภาพเลยว่า เสียใจด้วยคุณไม่ได้ไปต่อ

            "ผมชอบพี่ครับ" และน้องเขาก็ตอบอย่างไม่ปิดบัง เสียงกองเชียร์ร้องแซวจนผมเห็นแล้วรำคาญ น้องมันมีแบ็คอัพดีนี่เองถึงได้กล้าทำอะไรเปิดเผยแบบนี้

            ผมออกไปยืนข้างไข่ต้ม มันหันมามองแวบหนึ่งแล้วทำหน้าลำบากใจใส่ มันคงรำคาญแต่จะให้พูดแรงๆ ใส่ตอนคนมุงเยอะๆ แบบนี้ไม่ใช่นิสัย ไม่ได้กลัวว่าจะถูกมองไม่ดี แต่กลัวว่าฝั่งตรงข้ามจะอายชาวประชาที่มุงอยู่มากกว่า นี่คือข้อเสียของมันที่ชอบห่วงชาวบ้านมากเกินไปหน่อย แม้ส่วนใหญ่จะโหดใส่ต่อหน้าแล้วไปใจดีอยู่ลับหลังก็ตาม

            "คำตอบล่ะครับ"

            "น้องยังไม่ได้ถามอะไรพี่เลยนะ"

            "โอเคครับ งั้นเอาใหม่"

            น้องเขาหัวเราะเบาๆ ถ้าผมจำไม่ผิดเด็กคนนี้น่าจะชื่อจิม อยู่วงโยธวาทิต ตัวสูงหน้าตาโอเค ชื่อเสียงก็พอใช้ได้ ผมหมายถึงเจ้าชู้ใช้ได้ สายตาแพรวพราวมาตั้งแต่สมัย ม.ต้น ไม่คิดเหมือนกันว่าน้องเขาจะสนใจไข่ต้มด้วย หรือไม่บางทีอาจจะเข้ามาหยอกเล่นๆ ตามประสาหนุ่มฮอต ได้ไม่ได้มันก็อีกเรื่อง พอคิดแบบนี้แล้วก็ชักจะมีอารมณ์นิดๆ

            "เป็นแฟนผมนะครับพี่ไข่ต้ม" แล้วคำถามก็ถูกโยนมาให้ตามที่ขอ

            ผมล่ะอยากออกตัวแทนคนข้างๆ จริงๆ ถ้าไม่ติดว่าไข่ต้มมันดูคันไม้คันมือคันปากอยากจะพูด ซึ่งการให้มันแก้ปัญหาเองย่อมดีที่สุดแล้ว

            "ไม่ได้ครับ"

            "ทำไมล่ะครับ พี่ก็ยังไม่มีแฟนไม่ใช่เหรอ ลองคบกันก่อนก็ได้"

            "ใครบอกว่าพี่ไม่มีแฟน"

            ผมหันขวับมองหน้าเพื่อนสนิท อย่าบอกนะว่าคราวนี้ก็จะเล่นมุกมีแฟนแล้วอีก ไม่คิดว่าใช้มุกนี้บ่อยไปหน่อยเหรอ

            "งั้นบอกผมหน่อยสิว่าใครแฟนพี่"

            "มันไม่ใช่เรื่องที่พี่ต้องป่าวประกาศ"

            "งั้นก็แสดงว่ายังไม่มี"

            "แค่ไม่เห็นอย่าตัดสินว่ายังไม่มีสิครับ อีกอย่างถึงพี่ไม่มีแฟนก็ไม่เอาน้องเป็นแฟนแน่นอน หมดเรื่องที่ต้องคุยแล้วเนอะ" ไข่ต้มยิ้มส่งท้ายก่อนเดินฝ่าฝูงชนออกมาโดยไม่รอฟังว่าน้องจิมจะพูดอะไรต่อ

            ผมเดินตามมันมาติดๆ ได้ยินเสียงเซ็งแซ่ไล่หลังแต่ฟังไม่ได้ศัพท์ว่าพูดอะไรกัน คงหนีไม่พ้นวิพากษ์วิจารณ์ไปตามความคิดเห็นของตัวเอง

            สำหรับผมคิดว่าครั้งนี้ไข่ต้มทำได้ค่อนข้างดี อย่างน้อยก็น่าจะกันไม่ให้น้องจิมเข้ามาวุ่นวายอีกได้ รวมถึงหลายๆ คนที่คิดจะเข้าหามันในเชิงนี้ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือกลัวมันโดนเกลียด คนชอบเยอะคนเกลียดก็ย่อมมี คิดว่าสักวันนางอิจฉาต้องปรากฏตัวออกมาอย่างแน่นอน แล้วผมก็จะเป็นพระเอกที่คอยปกป้องมันเอง

            เราเลือกที่จะกลับขึ้นห้องเรียนเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย ไข่ต้มไม่ได้ผลไม้กลับมาเพราะคงถูกขวางไว้ก่อนจะได้ซื้อ มันเลยดูหงุดหงิดมากเป็นเท่าทวีเพราะไม่ได้ของกินอย่างที่ต้องการ

            "เอาไป แก้หงุดหงิด" ผมโยนลูกอมที่ค้นเจอในกระเป๋าให้

            ไข่ต้มรับไว้แล้วแกะกินทันทีทั้งที่ยังทำหน้าบึ้งอยู่ แล้วหน้ามันจะไม่ตึงแบบนี้ไปทั้งบ่ายเลยหรือไง

            "มึงใช้มุกนี้บ่อยๆ เดี๋ยวเขาก็รู้กันหมดหรอก" แม้ไม่อยากจะพูดถึงสักเท่าไรแต่จะปล่อยผ่านไปเลยก็คงไม่ได้ ผมติดใจประเด็นนี้ที่สุด อยากรู้เหมือนกันว่าแฟนที่มันอ้างถึงคือใคร

            "มุกไหน มีแฟนอะนะ"

            "เออ"

            "ก็ไม่ใช่มุกนี่หว่า"

            "ไม่ใช่มุก?"

            "อืม"

            "หมายความว่าไงวะ" ใจผมวูบจนเหมือนจะไม่สามารถคุมสีหน้าให้เป็นปกติได้ ถ้าไม่ใช่มุกแล้วคืออะไร ที่มันพูดคือเรื่องจริงงั้นเหรอ เรื่องที่มันเคยบอกผมกลายเป็นความจริงแล้วอย่างนั้นเหรอ

            "กูไม่ได้จะปิดบังอะไรมึงนะ คือกูเพิ่งตกลงคบกับเขาเมื่อวันก่อนนี้เอง"

            "คนที่มึงบอกว่ากำลังคุยอะนะ"

            ไข่ต้มพยักหน้ารับ ผมจำได้แม่นว่าก่อนหน้านี้มันบอกว่ากำลังคุยกับคนคนหนึ่งอยู่ ผมรู้แค่นั้นแล้วก็ดาวน์ไปประมาณหนึ่งวัน หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก ผมไม่ได้ลืม แต่ไม่คิดว่าคนคนนั้นจะสามารถทลายกำแพงและพัฒนาความสัมพันธ์กับมันถึงขั้นคบเป็นแฟนได้ ซึ่งผมคิดผิดอย่างมหันต์

            "มึงโกรธป้ะเนี่ย คือกูตั้งใจจะบอกมึงอยู่"

            ผมอยากจะตอบไปว่าโกรธอยู่หรอก แต่ในฐานะอะไรล่ะ ฐานะเพื่อนสนิทที่ถูกปิดบังก็คงพอได้อยู่ แต่จริงๆ แล้วผมเสียใจมากกว่า เสียใจและเจ็บมากๆ ที่อกหัก แต่ต้องฝืนทำเหมือนว่าไม่เป็นอะไร

            "ถ้าจะโกรธคงโกรธที่มึงบอกกูช้านี่แหละ"

            "แต่กูบอกมึงคนแรกเลยนะ"

            "คนแรกที่ไหน ก็รู้พร้อมคนทั้งโรงเรียนเลย"

            "ไม่งอนดิวะ" มันเข้ามาคว้าแขนผมไว้ อย่างน้อยก็พอให้ใจชื้นอยู่บ้างที่มันยังแคร์ความรู้สึกผมอยู่ แม้จะในฐานะเพื่อนสนิทก็ตาม

            "แล้วจะบอกกูได้ยังว่าแฟนมึงเป็นใคร"

            ไข่ต้มยิ้มแหยไม่รู้เขินหรือเป็นอะไร มันปล่อยมือจากผมแล้วกลับมาทำสีหน้าปกติ แต่เพราะอยู่ด้วยกันมานานผมถึงมองออกว่าตอนนี้มันกำลังยิ้ม

            ดวงตาของมันกำลังยิ้มอย่างมีความสุข

            "พี่อ๋อง"


TBC.

 
เปิดตัวแฟนไข่โต้มมมมมม
ส่วนชื่อน้องพระเอกนั้น มีนะคะ แต่ยังไม่ได้เวลาเท่านั้น อย่าเพิ่งเบื่อน้า
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
เอ้า ไหนว่าไม่ชอบเค้าไงงงง แง้
ระหว่างนี้อยากให้พระเอกมีแฟนด้วยเลย
หรือคนคุยก็ได้
รออย่างเดียวมันท้อ ดิ่งอีก
ค่อยมาคบกันในเวลาที่เหมาะสมก็ได้

ออฟไลน์ Carrot_t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อ่านละจุกแทนพระเอกเลยอ่ะ ไข่ต้ม ไหนบอกตอนนั้นไม่โอเคไงงงง ฮื่อออ  :hao5:

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 224
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
โถ่ถังกะมังหม้อ สงสารเพื่อนไข่ต้มเลย  :ling2:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
สงสารเพื่อนไข่ต้มอ่ะ โอยยยยยยยยยยย TT
แยกกันเรียนมั้ยมหาลัยไม่ต้องอยู่ด้วยกันแล้ว

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 9
ที่ปรึกษาซีอิ๊ว


            ผมควรจะดีใจ ใช่ มันควรจะเป็นอย่างนั้น แต่พอรู้ว่าคนที่มันกำลังคุยถึงขั้นได้พัฒนาเป็นแฟนคือใครผมกลับยิ้มไม่ออก ไม่แม้แต่จะพูดแสดงความยินดีเลยด้วยซ้ำ ผมแค่พยักหน้าและรับคำสั้นๆ โดยไม่พูดอะไรอีก ไม่ถามด้วยว่าพี่เขาเป็นยังไงบ้าง ดีกับมันไหม หรือแสดงท่าทีอะไรให้มันทุกข์ใจหรือเปล่า เพราะผมไม่อยากจะรับรู้อะไรเลย

            หลังจากยอมรับสารภาพออกมาไข่ต้มมันดูกังวลกับท่าทางที่ผมแสดงออกไม่น้อย มันไม่ได้พูดหรือถามอะไรแต่สีหน้ามันบอกแบบนั้น ความอึดอัดเข้ามาแทนที่ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุนี้ด้วยหรือเปล่าที่ทำให้มันไม่อยากพูด เหตุเพราะบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างเราสองคน

            ผมอยากทำตัวให้เป็นปกติเพราะไม่อยากให้มันสงสัย หลังจากพอทำใจได้เลยพยายามชวนมันคุย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ช่วยให้บรรยากาศระหว่างเราดีขึ้นเท่าไร จนในที่สุดไข่ต้มมันก็ถามออกมา

            "มึงไม่ชอบพี่อ๋องเหรอวะ"

            "ทำไมมึงคิดแบบนั้น" สิ่งที่ผมถามกลับไปมันอาจจะดูโง่ไปหน่อย แสดงออกว่าไม่โอเคขนาดนั้นเป็นใครก็ต้องคิด ยังดีที่มันไม่สงสัยไปในทางอื่น

            "มึงดูไม่ชอบใจ"

            "กูเปล่า"

            "แต่แววตามึงบอกแบบนั้น มึงเงียบ มึงทำตัวไม่ปกติ ทำไมวะ ก่อนหน้านี้มึงยังบอกให้กูลองเปิดใจอยู่เลย แล้วทำไมตอนนี้มึงถึงเป็นแบบนี้" ไข่ต้มเริ่มขึ้นเสียงใส่ มันโกรธ แน่ล่ะ ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ผมมันกลับกลอก เสนอให้มันทำแต่พอเอาเข้าจริงกลับรับไม่ได้

            "กูไม่ได้เป็นอะไร"

            "อย่ามาโกหก" มันบอกอย่างไม่เชื่อ ใช้สายตาเชือดเฉือนที่น้อยครั้งผมจะได้รับ เพราะถ้าไม่โกรธจริงๆ มันไม่มีทางมองผมด้วยสายตาแบบนี้แน่นอน อีกอย่างเราจะมาทะเลาะด้วยเรื่องแค่นี้ไม่ได้ ผมยังไม่อยากโดนเกลียดทั้งที่ยังไม่ได้บอกรักมันเลย

            "จริงๆ นะเว้ย กูก็ช็อกบ้างได้มั้ยล่ะ ใครจะไปคิดว่าเป็นพี่อ๋อง มึงไม่เห็นบอกกูเลย"

            "กูก็บอกมึงไปแล้วไงว่ากำลังคุยกับคนคนหนึ่งอยู่"

            "แต่มึงก็ไม่ได้บอกอยู่ดีว่าเป็นใคร"

            "ก็รู้แล้วไงตอนนี้"

            "เออ โอเค กูผิดก็ได้ มึงจะคบใครก็เรื่องของมึง มึงจะบอกกูตอนไหนก็เรื่องของมึง หรือจะเลิกกันเมื่อไรก็เรื่องของมึงเหมือนกัน"

            จากเสียใจกลายเป็นโมโห เป็นบ้าอะไรอารมณ์ผมถึงได้แปรปรวนขนาดนี้ก็ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือคำพูดของผมทำเอาไข่ต้มถึงกับนิ่งไปเลย มันไม่เถียงไม่โต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เงียบและหันหน้าหนี กลับกลายเป็นผมที่รู้สึกผิด อยากจะตบปากตัวเองแรงๆ หลายๆ ครั้งที่พูดอะไรออกไปไม่ทันคิด ตัวเองยังรู้สึกไม่ดีขนาดนี้แล้วคนฟังจะรู้สึกแย่ขนาดไหนที่เพื่อนคนเดียวของมันไม่แม้แต่จะยินดี ซ้ำยังทำให้อะไรๆ ดูเลวร้ายลงไปอีก ผมน่าจะเข้มแข็งกว่านี้ ถ้าผมยิ้มไม่ทำเป็นนิ่งตั้งแต่แรกมันคงจะดีกว่านี้

            สุดท้ายก็ทะเลาะกันจนได้

            ผมกับมันทะเลาะกันไม่บ่อย สนิทกันอยู่สองคนถ้าทะเลาะกันบ่อยๆ จะให้หนีไปอยู่กับใคร เดี๋ยวก็โดนเพื่อนในห้องถามจนเป็นเรื่องใหญ่โต สิ่งที่เราทำจึงเป็นการนิ่งเงียบใส่กัน ให้อารมณ์เย็นลงสักนัด ให้ได้คิดทบทวนกันอีกสักหน่อย เมื่อกลับมาคุยกันอีกจะได้ไม่พูดคำที่จะทำร้ายอีกฝ่ายออกไป แล้วทุกอย่างจะกลับมาดีเหมือนเดิม

            เราจะกลับมาเข้าใจกันเหมือนเดิม

 

            ทั้งคาบบ่ายเราไม่ได้เปิดปากคุยกันสักคำ จนกระทั่งเลิกเรียน ต่างคนต่างเก็บของ เป็นจังหวะที่ได้สบตากันในรอบหลายชั่วโมง แต่รับรู้ได้เลยว่าบรรยากาศอึดอัดก่อนหน้านี้มันได้หายไปแล้ว

            "มึงจะกลับเลยมั้ย" ผมเป็นฝ่ายเปิดปากพูด และได้รับคำตอบเป็นเสียงครางเบาๆ ในลำคอ

            "อืม"

            "กลับพร้อมกันมั้ย"

            "อืม"

            "มึงหายโกรธกูได้แล้ว"

            "อืม"

            "ตอบแบบนี้หายโกรธตรงไหนวะ"

            ไข่ต้มไม่พูดอะไรอีก มันมองผมนิ่งๆ สายตาไม่ได้น่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้ ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดี ก็นะ เราสองคนเคยโกรธกันนานที่ไหน โดยเฉพาะผมที่ไม่เคยโกรธมันจริงจังลงเลยสักครั้ง

            "กูขอโทษ อย่าโกรธนานดิ" ผมแบมือไปตรงหน้ามัน เวลาขอคืนดีตอนทะเลาะกันหนักๆ ชอบทำแบบนี้

            "กูขอโทษมึงเหมือนกัน" แล้วมันก็วางมือลงบนมือผม

            ผมบีบมือมันเบาๆ ครั้งหนึ่งก่อนปล่อยออก หัวใจไม่เหี่ยวเฉาเหมือนเดิมเลยรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นเยอะ แต่เพราะเพิ่งคืนดีเราเลยไม่ยอมยิ้มให้กันเพราะต่างฝ่ายต่างยังไว้ฟอร์มกันอยู่ เดี๋ยวเริ่มคุยไปสักพักก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมเอง

            "เหมือนหมาเลยแม่ง" ไข่ต้มบ่น ถึงอย่างนั้นเวลาผมขอมือแบบนี้มันก็ยอมยกให้ทุกครั้ง

            "เป็นหมาก็น่ารักนะมึง"

            "แต่มึงไม่ใช่เจ้าของกูแน่ๆ"

            "ใช่ซี้" ผมทำเสียงสูงใส่ ถ้าเป็นคนอื่นคงแดกดันต่อไปแล้วว่าไม่ใช่แฟนมันนี่ แต่เพื่อความปลอดภัยของความรู้สึกผมขอเลี่ยงประโยคแบบนั้นดีกว่า พูดไปจะทำให้ปวดใจเปล่าๆ

            "เพราะมึงเป็นหมาเหมือนกู" มันว่าต่อ

            "เออ หมาก็หมา" อย่างน้อยหมาเหมือนกันก็ได้กันเอง แต่ถ้าเป็นเจ้าของที่เป็นคนจะเอาหมามาเป็นเมียไม่ได้เด็ดขาด ฉะนั้นอย่างไอ้พี่คนนั้นที่ไข่ต้มยกให้เป็นเจ้าของไม่มีวันได้กินมันแน่นอน

            พอดีกันแล้วอะไรๆ มันก็ดีไปหมด แม้สถานะที่กำลังคบหากับใครบางคนของเพื่อนสนิทจะทำให้ผมเจ็บปวดใจ แต่ผมขอสัญญากับตัวเองว่าจากนี้จะพยายามไม่นึกถึง จะทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีเหมือนเดิม จะสนับสนุนความรักของมันเท่าที่จะทำได้แม้จะไม่อยากทำเท่าไรก็ตาม และสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุด หากวันไหนใครคนนั้นทำให้ไข่ต้มต้องเสียใจผมจะเคลื่อนไหวแน่ ไม่ใช่ว่าจะไปเอาคืนด้วยการต่อยหน้าแรงๆ ให้ปากแตก แต่ผมจะไม่มีทางปล่อยเพื่อนผมคนนี้ให้หลุดมือไปอีกครั้ง   

            หากวันนั้นมาถึงเมื่อไร มันจะเป็นยังไงก็เป็นกัน

 

            ผมกลับมาถึงร้านขนมป้าสมพรด้วยสภาพอับเฉาไร้ชีวิตชีวาหลังจากแยกกับไข่ต้ม เอาเข้าจริงทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่คิดแต่ในหัวผมกลับมีแต่เรื่องของไข่ต้มกับพี่อ๋อง อยากรู้ว่าสองคนนั้นเวลาคุยกันเป็นยังไง เพื่อนผมมันเขินไหม แล้วเวลามันเขินตอนคุยกับแฟนจะทำยังไง แก้มจะแดงหรือเปล่า จะพูดจาน่ารักให้รู้สึกจั๊กจี้เวลาฟังบ้างไหม พอคิดแบบนั้นแล้วทั้งอิจฉาทั้งเศร้า ทำไมผมถึงโชคร้ายได้เกิดมาเป็นเพื่อนมันด้วยก็ไม่รู้ ดีอย่างเดียวที่ได้ใกล้ชิด แต่กลับคิดเกินเลยไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน

            ตอนนี้เป็นช่วงคนเลิกงานที่ร้านลูกค้าเลยเยอะเป็นพิเศษ ด้วยความเป็นเด็กดีแม้ใจจะบอบช้ำผมเลยเข้าไปช่วยขาย พอลูกค้าซาก็ขอตัวขึ้นห้อง แอบเอาขนมขึ้นมากินด้วยเพราะหิวมาก หิวจนไม่สามารถรอเวลามื้อเย็นได้

            เปิดประตูเข้าห้องได้ผมก็โยนกระเป๋าทิ้งไว้ข้างเตียงแล้วล้มตัวลงนอน ทำตัวเป็นพระเอกซีรีย์รักวัยรุ่นยามอกหัก แต่ทำอารมณ์เศร้าได้ไม่นานโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นขัดจังหวะ

            หรือว่าจะเป็นไอ้ไข่ต้ม

            ผมรีบล้วงมือเข้าไปหยิบมือถือในกางเกงขึ้นมาดู แอบดีใจไปแล้วล่วงหน้าแต่พอเห็นชื่อที่โชว์อยู่กลับต้องผิดหวัง นอกจากจะไม่ใช่ไข่ต้มแล้ว ยังเป็นคนที่ผมไม่อยากจะคุยด้วยอีก แน่ล่ะ คนมีแฟนก็ต้องไปคุยกับแฟนอยู่แล้วจะโทรหาเพื่อนสนิทที่เพิ่งแยกกันไม่กี่ชั่วโมงไปทำไม

            มัวแต่ตัดพ้ออยู่ในใจนานจนสายตัด คราวนี้พี่ผมเปลี่ยนจากโทรธรรมดามาเป็นวิดีโอคอล ไม่รู้ว่าอยากเห็นหน้าเศร้าๆ ของน้องชายคนนี้นักหรือไง

            ผมกดรับสายแล้วเงียบใส่ หน้าบวมๆ ของพี่สาวเพราะกินมากไปปรากฏขึ้นบนหน้าจอ พี่ซีอิ๊วยิ้มกว้าง ทั้งที่รู้ว่าผมไม่ค่อยอยากคุยด้วยก็ยังจะโทรมา อย่างน้อยก็เดือนละครั้ง

            [ไง ทำหน้าบูด]

            "ปกติคุยกับพี่ก็ไม่เคยยิ้มนะ"

            [เหรอ แล้วกลับถึงบ้านนานยัง]

            "เพิ่งถึง"

            [เปิดเทอมวันแรกเป็นไง]

            "ก็ดี"

            พี่ซีอิ๊วหรี่ตาทำหน้าทำตาเหมือนจะจับผิดผม ไม่ทราบว่าเป็นผู้ปกครองหรือไงถึงได้โทรหาเนื่องในโอกาสเปิดเทอมวันแรก ขนาดแม่ยังไม่เห็นถามเลยว่าไปโรงเรียนเป็นยังไง ผม ม.6 แล้วนะ โตแล้ว

            [แต่ดูหน้าเศร้าๆ นะเรา] แล้วก็รู้ดีไปอีก

            ผมไม่ตอบอะไร ใจอยากจะกดตัดสายไปเลยด้วยซ้ำเพราะไม่มีอารมณ์จะคุย แต่เห็นว่าเป็นพี่สาวหรอกถึงได้ยอม อย่างมีน้อยมีคนคอยเป็นห่วงในวันที่รู้สึกแย่มันก็ดี ถึงจะห่วงแบบทีเล่นทีจริงก็เถอะ

            [เป็นอะไรมา โดนใครแกล้ง]

            "ใครจะมาแกล้ง"

            [ก็ไม่แน่ ถ้าโดนแกล้งรีบบอกเลยนะ พี่จะไปจัดการ]

            "พี่ซีอิ๊วเลอะเทอะว่ะ ว่าแต่โทรมาทำไมเนี่ย ถ้าจะถามว่าโรงเรียนเป็นไงก็แค่นี้นะ"

            [คิดถึงไง อยากโทรหาน้องชายบ้างไม่ได้เหรอ]

            "คิดถึงได้จริงใจมาก ขอบคุณครับ"

            ผมประชดแต่พี่สาวคงไม่สำนึก แถมยังยิ้มรับอย่างหน้าชื่นตาบาน แต่ก็เอาเถอะ คุยกับพี่ซีอิ๊วก็สนุกเหมือนประสาทจะกินดี

            พี่ซีอิ๊วยังทำตัวกวนประสาทผมไปเรื่อยจนเบื่อจะฟัง กวนมาผมก็กวนกลับ มีด่ากันบ้างตามประสาพี่น้อง เห็นแบบนี้ถึงผมจะไม่ชอบพี่คนนี้เป็นบางทีแต่ผมก็รักพี่มันนะ อารมณ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด

            [แล้วนี่จีบไข่ต้มไปถึงไหนแล้ว] คุยออกนอกทะเลแบบหาไร้สาระไม่เจออยู่ดีๆ พี่ซีอิ๊วก็วกกลับมาเรื่องไอ้ไข่ต้มเสียอย่างนั้น นี่แหละที่ผมเกลียด

            "ไม่ได้จีบ"

            [อย่ามาหลอก ยอมรับได้แล้ว เดี๋ยวก็ได้อกหักจริงๆ หรอก]

            แล้วทำไมต้องมาซ้ำเติม ถึงจะพูดด้วยความไม่รู้ผมก็ถือว่านี่คือการซ้ำเติม ไอ้พี่บ้าเอ้ย!

            [อย่าบอกนะ...]

            "อะไร" ผมสวนขึ้นก่อนพี่ซีอิ๊วจะได้พูดต่อ

            อย่าเชียวนะ อย่าพูดอะไรที่มันกระทบกระเทือนจิตใจออกมาเชียวนะ ไม่งั้นตัดสายทิ้ง และจากนี้ไม่รับสายจากพี่อีก นี่ไม่ใช่การขู่

            พอโดนผมขัดพี่ซีอิ๊วก็ไม่พูดอะไรต่อ ริมฝีปากยกยิ้มบางๆ แล้วมันยังทำให้หน้าที่บวมอยู่แล้วบานขึ้นไปอีก แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มอบอุ่นที่มักมาถูกจังหวะเสมอ รอยยิ้มที่มอบให้เพื่อปลอบใจน้องชายอย่างผม และเป็นตอนนี้เท่านั้นที่ผมจะสามารถพูดสิ่งอยู่ในใจออกไปได้

            "พี่...ถามไรหน่อยดิ"

            [ว่ามา]

            ความสัมพันธ์ของพี่น้องมักมีความผูกพันที่ตัดไม่ขาด ถึงผมกับพี่จะทะเลาะกันเป็นส่วนใหญ่ และผมก็เกลียดพี่ เกลียดความรู้ดี เกลียดสายตา เกลียดรอยยิ้ม แต่ยังไงคนที่ผมพอจะปรึกษาปัญหาชีวิตได้ก็มีไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นคือพี่ซีอิ๊ว

            "ถ้าเกิดชอบเพื่อนสนิทขึ้นมาจะทำยังไง"

            [ปัญหาโลกแตก] พี่ซีอิ๊วสวนกลับมาทันที ก็เพราะมันเป็นปัญหาโลกแตกนี่ไงผมถึงได้มีสภาพเป็นแบบนี้ เหมือนกับคำถามที่ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน

            ผมพลิกตัวนอนคว่ำหลังจากนอนหงายถือโทรศัพท์ค้างไว้จนเมื่อย เรื่องความรักแสนเศร้าอย่างที่ผมเผชิญอยู่ก็มีคนที่โชคดีอยู่ไม่น้อย เพื่อนสนิทเกิดรักกันขึ้นมาก็มีอยู่มาก แต่โชคดีนั้นมันจะเกิดขึ้นกับผมบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

            [ทำไมไม่ลองสารภาพดูล่ะ]

            "สารภาพไปแล้วจะไม่โดนเกลียดเอาเหรอ เพื่อนคนนี้ไม่ค่อยชอบให้ใครเข้าหาเชิงชู้สาว ใครมาจีบก็โดนปิดประตูใส่หมด เป็นคนที่มีกำแพงหนามากๆ คนอื่นยังโดนเกลียดได้ง่ายๆ แล้วเพื่อนสนิทที่ดันคิดไม่ซื่อจะเหลือเหรอ"

            [เจองานหนักซะแล้วแฮะ]

            "แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคนใจดีนะ เห็นชอบทำหน้าบึ้งเมินใส่คนอื่น ปฏิเสธแบบไร้เยื้อใยแต่เพราะมันไม่อยากให้คนพวกนั้นต้องเสียเวลาเลยทำแบบนั้น แล้วก็เหมือนจะเป็นคนคิดมากอยู่หน่อยๆ ทุกครั้งที่มันปฏิเสธคนอื่นก็กลัวเขาเสียใจ เป็นคนที่โคตรน่ารักเลย"

            ยอมรับแบบไม่ปิดบังเลยว่าผมอวยเพื่อนตัวเอง คนอื่นจะคิดยังไงไม่รู้แต่ผมคิดแบบนี้ รักไปแล้วหลงไปแล้ว ไม่ว่ามันจะทำอะไรก็ว่าดีไปหมด ถ้ามันไม่ทำอะไรโหดร้ายจนเกินจะรับได้

            [แล้วเพื่อนคนนั้นมีท่าทีว่าจะชอบเราบ้างมั้ย]

            "ไม่รู้เหมือนกัน" บอกตามตรงว่าผมดูไม่ออก เราสนิทกัน เป็นห่วงเป็นใยกันเพราะคำว่าเพื่อน ผมเลยไม่กล้าคิด และไม่อยากเข้าข้างตัวเอง แถมตอนนี้มันยังมีคนที่มันชอบแล้วด้วย

            [ถ้าแบบนั้นทำไมไม่ลองเสี่ยงดูไปเลยล่ะ]

            "ตอนแรกก็เคยคิดอยู่ แต่ตอนนี้คงไม่ทันแล้ว"

            [ทำไมถึงไม่ทัน]

            "เพราะมันมีแฟนแล้ว"

            [อ้าว]

            พี่ซีอิ๊วทำหน้าเหวอ คงนึกไม่ถึงว่าไข่ต้มมันจะมีแฟนแล้วถึงได้ชอบแซวผมอยู่บ่อยๆ

            [ไม่เป็นไรนะ]

            "ไม่เป็นไรที่ไหนล่ะ"

            [ถ้าอยู่ด้วยจะกอดเลยนะเนี่ย]

            "ไม่ต้องเลย" บอกตามตรงผมก็อยากกอดใครสักคนแต่ทำปากแข็งไปงั้น

            พี่ซีอิ๊วส่งยิ้มบางๆ กลับมา นิ่งเงียบเหมือนใช้ความคิดอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะยิ้มอีกครั้ง เป็นเหมือนกำลังใจที่พยายามจะส่งให้กัน

            [ถ้าเขามีเจ้าของแล้วก็คงต้องตัดใจแล้วล่ะ ค่อยๆ ทำใจไม่ต้องฝืน  รู้ว่ามันยากแต่ก็พยายามเข้านะ]

            "รู้แล้วน่า"

            [แต่ถ้าเขาเลิกกันเมื่อก็รอเสียบได้เลย]

            เรื่องนี้ก็ไม่ต้องบอกเหมือนกัน ส่วนถ้าเข้าไปดามใจแล้วมันจะเอาไม่เอาก็อีกเรื่อง ครั้งนี้ผมขอเดิมพันด้วยความสัมพันธ์ของเรา จะหวานชื่นหรือจะแตกหักคงได้รู้กัน หรือไม่ก็ยังเป็นแบบนี้เหมือนเดิม ไข่ต้มกับพี่อ๋องรักกันยาวนานไม่มีใครเข้าไปแทรกได้ ส่วนผมก็เป็นแค่เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อต่อไป

            พี่ซีอิ๊วชวนคุยต่ออีกนิดหน่อยก่อนวางสาย แต่ส่วนหลังจะเรียกว่าคุยก็ไม่ถูกนัก เพราะหลังให้คำปรึกษาเสร็จผมก็โดนกวนประสาทเหมือนเดิม กลับมาเป็นพี่สาวจอมกวนเหมือนเดิม

            ถึงอย่างนั้นผมก็อยากขอบคุณพี่นะ แม้ตอนคุยจะไม่ได้พูดออกไป แต่คนที่เหมือนมีญาณวิเศษกับจิตสัมผัสแปลกๆ ก็เป็นคนที่คอยช่วยเหลือผมอยู่เสมอ

            ขอบคุณนะพี่ซีอิ๊ว ตอนนี้ผมสบายใจขึ้นมากเลย เพราะความกวนประสาทจนน่าหงุดหงิดของพี่แท้ๆ

            ขอบคุณมากนะครับ

 
tbc.

 
แอบรักเพื่อนสนิทมันเศร้าเน้อ ตอนแรกอยากแต่งให้ฮาๆ นะ
แต่พอแอบรักน้องพระเอกดันพาหน่วงซะงั้น
มาเอาใจช่วยพระเอกชื่อแพงกันเถอะค่ะ(ไม่ได้ชือแพงนะ ฮ่าๆๆ)
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Carrot_t

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
จนตอนที่9แล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้ชื่อพระเอก  :laugh:  ไข่ต้มนี่ดูน่ารักนุ่มนิ่มมากอ่ะ แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าน่ารักกกก นี่ก็หลงน้องด้วยอีกคนน

ออฟไลน์ anntonies

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 847
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
สงสารพระเอกกกกกกก
ตกลงชื่อไร เต้าเจี้ยวแน่ๆ555552

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
อยากจะจับห่อผ้าแล้วพาหนีไปไกลๆจากเพื่อนสนิทคนนั้น TT
แต่น้องก็คงไม่อยากไปใช่มั้ยคับ  :hao5: :hao5: :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 224
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
สงสารเจ้าพระเอกของเราจังแฮะ แต่ชะตากรรมคนแอบรักก็ทำได้แค่นี้แหละ 555
ว่าแต่ตอนที่ 9 แล้วก็ยังไม่หลุดชื่อออกมาอีก  :ling1:

ออฟไลน์ mkianit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 298
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
สงสารน้องพระเอกอะคือเป็นคนดีมากๆไม่น่ามาเจอเรื่องแบบนี้ ขอให้มีคนเข้ามาในชีวิตน้องบ้างเผื่อไข่ต้มจะรู้สึก แต่เอาจริงๆก็ไม่อยากให้คู่กับไข่ต้มอะ555555555ให้ไข่ต้มได้โดนปฏิเสธดูบ้าง

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ Iamfew

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
พี่ซีอิ๊ว น้องแม็กกี้หรอ ซอสแม็กกี้กับไข่ต้มอร่อยดี55
 :laugh:

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
มารออ่านเรื่องนี้

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ไข่ฟองที่ 10
พี่บำรุงคนขยัน


            ปกติวันหยุดเสาร์อาทิตย์ผมมักจะหาเรื่องชวนไข่ต้มไปเที่ยว อย่างกินข้าว เดินห้าง ดูหนัง กิจกรรมแสนธรรมดาสุดคลาสสิก แต่เมื่อวันหยุดของสัปดาห์แรกหลังเปิดเทอมมาถึงผมกลับไม่กล้าชวนมันเหมือนทุกที เพราะอะไรคงไม่ต้องบอก

            ก็นะ คนมีแฟนแล้วเขาอาจจะอยากใช้เวลาว่างอยู่แฟนมากกว่าเพื่อนอย่างผมก็ได้

            ผมนอนกลิ้งอยู่บนเตียงตั้งแต่ตื่นนอนตอนเก้าโมงเช้า เล่นมือถือ เล่นเกมจนเริ่มเบื่อ ใจอยากจะชวนไข่ต้มออกไปดูหนังแต่ก็ติดเหตุผลตามที่บอก เลยได้แต่กดดูเบอร์มันแล้วก็กดออกไปมาอยู่อย่างนั้น

            ช่วงนี้มีหนังน่าดูเข้าใหม่หลายเรื่อง ผมอยากดูแต่ก็ไม่อยากดูคนเดียว ตีกับความคิดตัวเองอยู่หลายรอบ บ้างก็ให้ทำสิ่งที่อยากทำ บ้างก็ให้หยุดความคิดเรื่องไข่ต้มไปเลย คิดเอาเองเหมือนคนบ้า จนสุดท้ายต้องตัดสินใจลุกจากเตียงก่อนความคิดจะตีกันไปมากกว่านี้

            เอาวะ ก็แค่ดูหนังคนเดียวจะเป็นอะไรไป

 

            ยังไม่ทันจะบ่ายโมงผมก็มาถึงโรงหนัง เป็นการเที่ยวในวันหยุดที่มาถึงห้างโคตรเร็ว เร็วกว่าทุกรอบที่เคยมากับไข่ต้มอีก แถมยังไม่มีการลีลาชักช้าแต่อย่างใด มาถึงก็ตรงไปชั้นโรงหนัง ผมดูรอบมาจากในเว็บแล้ว แค่ไปกดซื้อตั๋วแล้วนั่งรอเวลา

            วันนี้จะดูสักสองเรื่องตามประสาคนโสด

            ผมเดินไปยืนหน้าตู้ซื้อตั๋วโดยมีพี่พนักงานยิ้มหวานให้ กดเลือกรอบเลือกที่นั่งได้แล้วกำลังจะใส่โค้ดลดราคา โทรศัพท์ที่ถือดูโค้ดอยู่ก็มีแชตเด้งขึ้นมาจนเต็มหน้าจอ ถ้าเป็นคนอื่นผมคงปัดทิ้งด้วยความเกรี้ยวกราด แต่เพราะมันเป็นแชตจากไอ้ไข่ต้ม มือมันเลยจิ้มเข้าไปอ่านอย่างรวดเร็ว

            Egg : ตื่นยังมึง

            Egg : ทำไมวันนี้เงียบๆ

            Egg : ไม่ชวนกูไปเที่ยวไหนเหรอ

            Egg : หนังน่าดูเยอะมากเลยนะเว้ย

            Egg : ไปดูหนังกันมั้ย

            Egg : เรื่องไรดี

            ผมถลึงตามองข้อความบนหน้าแชตอย่างไม่อยากเชื่อ ช่างแม่งมันแล้วตั๋วหนัง ผมจิ้มออกจากหน้าจอซื้อก่อนเดินหันหลังออกมานั่งที่โซฟาด้านนอก

            ไข่ต้มมันชวนผมดูหนัง

            มันชวนผมดูหนัง!

            ผมยังเอาแต่มองหน้าจอมือถือแล้วอมยิ้มอยู่คนเดียว ร้อยวันพันปีไม่มีหรอกที่มันจะเป็นคนชวน แถมเล่นพิมพ์มาซะเยอะขนาดนี้สงสัยคงกลัวว่าผมจะไม่เห็น แสดงออกชัดเจนว่าอยากดูหนังกับผมมากๆ มากกว่าแฟนตัวเองด้วย

            S : ตื่นแล้ว

            ผมพิมพ์ตอบกลับไปคำเดียวมันก็ขึ้นอ่านทันที ก่อนไข่ต้มมันจะรัวข้อความกลับมาอีกครั้ง

            Egg : วันนี้ไม่ไปไหนเหรอ

            Egg : ไหนมึงบอกอยากดูเรื่องนั้นไง

            Egg : ไม่เห็นมึงมาชวน

            Egg : ไปดูมั้ย

            Egg : เจอกันบ่ายสาม

            นัดเวลาให้เสร็จสรรพขนาดนี้ทำเอาผมไม่กล้าตอบกลับไปเลยว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน บอกไปโดนโกรธแน่ๆ ไม่ต้องสืบ เล่นหนีมันมาดูหนังคนเดียวแบบนี้

            S : เออ ได้ๆ

            S : เดี๋ยวกูดูรอบก่อน

            ผมกำลังจะลุกขึ้นไปดูโปรแกรมหนังว่ามีรอบฉายช่วงบ่ายกี่โมงบ้าง แต่ยังไม่ทันเดินไปมันก็ตอบกลับมา

            Egg : มีบ่ายสามสิบห้า

            ไข่ต้มแม่งโคตรเป๊ะ

            Egg : โอเคมั้ยมึง

            S : โอเคๆ

            S : แต่กูอาจจะถึงก่อนนะ

            S : เดี๋ยวซื้อตั๋วไว้ให้

            S : มึงจะออกกี่โมง

            Egg : เดี๋ยวก็ออกแล้วมึง กูเบื่อๆ พอดี

            เวลาโกหกทีไรผมมักจะเกิดอาการเหงื่อตก ยิ่งกับไข่ต้มแล้วด้วยยิ่งไม่ค่อยอยากโกหกมันเพราะไม่อยากโกรธกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

            Egg : งั้นกูจะรีบออก เผื่อทันรอบบ่ายสองห้าสิบ

            S : ไม่ต้องรีบก็ได้ เพิ่งจะบ่ายโมง

            Egg : เผื่อไปกินข้าวด้วยไง กูออกเลยดีกว่า

            เอาแล้วไง ก็บอกว่าไม่ต้องรีบมันก็ยังจะรีบอีก แต่บ่นไปก็เท่านั้น เพราะสิ่งที่ผมจะตอบกลับไปมีเพียงคำตอบเดียว

            S : โอเค

            แล้ววันนี้ผมก็ไม่ต้องดูหนังคนเดียวอีกต่อไป

 

            ผมนั่งรอไข่ต้มอยู่บนชั้นโรงหนัง รอจนมันบอกว่าใกล้ถึงแล้วค่อยโกหกว่าถึงก่อนหน้ามันและซื้อตั๋วไว้รอ แต่ที่จริงผมซื้อตั้งแต่มันบอกว่าจะมาดูด้วยแล้วเพราะกลัวจะได้ที่นั่งไม่ดี จากนั้นก็ลงไปรอมันที่ชั้นสอง จะได้หาอะไรกินกันก่อนหนังฉาย

            ไข่ต้มมันอยากกินอาหารญี่ปุ่น ผมเลยมายืนรอมันหน้าร้าน ไม่นานก็เห็นมันขึ้นบันไดเลื่อนมาด้วยสีหน้านิ่งๆ แต่พอหันมาเห็นผมปุ๊บริมฝีปากที่เหยียดตรงเมื่อครู่ก็โค้งขึ้นมาทันที

            เราไม่ได้ทักทายอะไรกันเป็นพิเศษ เจอแล้วก็เดินเข้าร้าน ได้ที่นั่งแล้วก็สั่งอาหาร ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟผมเลยยื่นตั๋วหนังให้มัน

            "คนโคตรเยอะเลย ดีนะยังมีที่ว่างตรงกลาง"

            "ดีแล้วมึง" มันบอกแค่นี้ก่อนจะเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเงินตามราคาตั๋วยื่นให้ผม

            ไข่ต้มมันมองตั๋วในมือเหมือนเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ เห็นแบบนี้แล้วผมอยากจะถามนักว่าวันหยุดแบบนี้มันไม่ไปเที่ยวที่ไหนกับแฟนหรือไงถึงมีเวลาว่างมาอยู่กับผมแบบนี้ แต่ที่ไม่ถามเป็นเพราะในใจผมไม่อยากนึกถึงพี่คนนั้น ไม่อยากรู้ไม่อยากสนใจว่าเขาจะไปเที่ยวที่ไหนด้วยกัน ไม่อยากเห็นพวกมันมีความสุขตอนอยู่กันสองคน

            "เออมึง"

            "มึง"

            ผมกับไข่ต้มทักขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน ผมแค่อยากชวนมันคุยเรื่องไร้สาระ แต่เมื่อมองหน้าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามแล้วดูเหมือนอารมณ์มันจะคนละโซนกับผม เป็นอะไรไปอีกล่ะ ทำหน้าตาน่ากลัวขนาดนี้

            "อะไร" ผมให้โอกาสมันพูดก่อน ไม่รู้มีเรื่องอะไรไปกระตุ้นต่อมอารมณ์มันหรือเปล่าอยู่ๆ ถึงได้ทำหน้าตึงขึ้นมา

            "มึงซื้อตั๋วตอนไหน" คำถามกับน้ำเสียงทำเอาผมใจไม่ดี แต่ก็ยังทำใจสู้ตีเนียนต่อไป

            "ก่อนมึงมาไง"

            "ก่อนที่ว่าอะกี่โมง"

            "ก็..."

            "บ่ายโมงสิบแปด สรุปมึงมาถึงกี่โมงวะ" มันบอกแล้วชี้เวลาบนตั๋วหนังให้ผมดู

            แม่งเอ๊ย! ลืมไปเลยว่าบนตั๋วมันระบุเวลาซื้อด้วย

            "เอ่อ"

            ผมพูดไม่ออกเลยยิ้มแห้งสู้ไปก่อน แถต่อไปก็ไม่ได้เพราะจำนนต่อหลักฐาน

            "โอเค ยอมรับก็ได้ กูมาถึงที่นี่ก่อนมึงจะชวนอีก"

            "คือยังไง" ไข่ต้มขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม มันเอาแต่จ้องผม ประมาณว่าถ้าคำตอบฟังไม่เข้าท่าได้มีปัญหาแน่ๆ ซึ่งคำตอบของผมนั้นจะไปเอาความเข้าท่ามาจากไหน

            "กูจะมาดูหนัง แต่ไม่ได้ชวนมึง"

            "ทำไมวะ"

            "ก็มึงอาจจะอยากไปเที่ยวกับพี่อ๋องก็ได้นี่หว่า กูไม่อยากกวน"

            "ไม่อยากกวน หรือไม่อยากให้กูมาด้วยกันแน่วะ"

            "ไม่ใช่ กูแค่คิดว่ามึงอาจจะอยากไปเที่ยวกับพี่อ๋อง"

            "ทำไมต้องคิดเอาเอง"

            "กูผิด กูขอโทษ"

            ผมยอมแพ้แต่โดยดี แสดงสีหน้าสำนึกผิดให้มันเห็น แต่มันกลับยังทำหน้าเครียดไม่เลิก

            "มึงคิดว่ากูมีแฟนแล้วจะทิ้งเพื่อนเหรอวะ"

            "ไม่ใช่แบบนั้น"

            เราโดนขัดโดยพนักงานที่เอาอาหารมาเสิร์ฟ ราเมงร้อนๆ กลิ่นหอมฉุย มันร้อนพอๆ กับอารมณ์ไข่ต้มตอนนี้ ความอยากกินก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น ถ้าหากมันเป็นนางร้ายในละครตอนโกรธมันคงยกถ้วยราเมงสาดหน้าผมไปแล้ว

            "ก็อย่างที่กูบอกมึงไปเมื่อกี้ กูคิดแบบนั้นจริงๆ เออ กูอาจจะน้อยใจด้วยนิดๆ ที่มึงมีแฟน แต่ก็นั่นแหละ กูไม่รู้จะพูดอะไรแล้วว่ะ เหตุผลก็มีแค่นี้ ใครจะอยากมาดูหนังคนเดียว" ผมพูดหลังจากพนักงานเสิร์ฟเดินออกไป ก็ได้แต่บอกเหตุผลซ้ำๆ เดิมๆ ถ้ามันไม่หายโกรธก็ไม่รู้จะแก้ตัวอะไรแล้ว จะให้โพล่งออกไปว่า 'กูชอบมึง' 'กูหึง' 'กูไม่อยากรับรู้เรื่องมึงกับพี่อ๋อง' ก็คงไม่ได้

            "มีแฟนก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทิ้งเพื่อนหรือเปล่าวะ"

            ผมไม่เถียง ยอมรับผิด ผิดที่มโนเองด้วยความแรงกล้า ผิดที่โคตรคิดไปเอง ชูสามนิ้วสัญญากับตัวเอง คราวหลังจะไม่คิดอะไรแบบนี้อีกแล้ว

            "มึงยังสำคัญกับกูเหมือนเดิมนะเว้ย อย่าทิ้งกูดิ" มันบอกด้วยสายตาเหมือนลูกหมา ทำให้ผมเข้าใจอย่างสุดซึ้งแล้วว่ามันต้องการอะไร

            ก็มันเป็นแบบนี้ไง ผมถึงตัดใจไม่ได้ ไปไหนไม่รอดสักที

            "โคตรซึ้งเลย" แล้วก็ต้องทำเป็นพูดล้อเล่นกลบเกลื่อนความดีใจ

            "กูจริงจัง"

            "กูก็ซึ้งใจจริงๆ ไง กินได้แล้ว เดี๋ยวมันเย็นไม่อร่อยนะมึง"

            "มึงน่ะแหละทำเสียบรรยากาศ"

            "เอ้า โทษกูอีก" แต่เออ ผมยอมรับผิดก็ได้

            "ทีหลังมึงอย่าคิดแบบนี้อีกนะ กูรู้สึกไม่ดีเลย"

            "เออ"

            "อยากดูหนังต้องชวนกู"

            "เออ"

            "จะไปไหนก็ต้องชวนกู"

            "เออ"

            "จะกินอะไรก็ต้องชวนกู"

            "เออ"

            "ดี" มันตัดจบสั้นๆ แล้วยิ้มบางๆ เป็นการบังคับที่ผมโคตรถูกใจเลย

            จากนี้ผมจะไม่ถามหาแฟนมันแล้ว จะทำไรก็ช่างหัวพี่อ๋องมัน รู้แค่ว่าผมจะชวนไข่ต้มไปกินไปเที่ยวเหมือนเดิม จะทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม

            ทำทุกอย่างที่ผมอยากทำ และเคยทำมาตลอด

 

            กว่าหนังจะจบก็เย็นพอดี เราออกมายืนรอรถเมล์ที่หน้าห้าง ตั้งใจจะกลับบ้านเลยเพราะไม่มีโปรแกรมไปไหนต่อ ที่ว่ามานี้หมายถึงไข่ต้มคนเดียวนะ เพราะผมน่ะมี คือแวะไปส่งมันที่บ้านก่อนกลับบ้านตัวเอง

            ผมชวนไข่ต้มคุยเรื่องหนังที่เพิ่งดูจบระหว่างรอ กำลังเม้าท์กันอย่างออกรสออกชาติอยู่ๆ ก็มีผู้ชายวัยทำงานเดินมาหยุดยืนข้างไข่ต้ม บอกเลยว่าผมรู้สึกถึงลางไม่ดี จะมีสักวันไหมที่เราได้อยู่อย่างปกติสุข

            "สวัสดีครับ พี่ชื่อบำรุง เป็นช่างไฟฟ้า อายุยี่สิบห้า ทำงานมาแล้วสองปี เงินเดือนอาจจะยังไม่เยอะมาก แต่พี่เป็นคนขยันมากครับ หัวหน้าคงเห็นแววและประเมินให้คะแนนเยอะๆ เงินเดือนพี่ก็จะเยอะตาม"

            "เอ่อ ครับ" ผมตอบรับอย่างงงๆ ในขณะที่ไข่ต้มมันถอยกรูดมาหลบหลังผมแล้วเรียบร้อย

            "น้องคนนั้นมีแฟนหรือยังครับ" แล้วพี่บำรุงก็ชี้ไปที่ไข่ต้ม

            โดนจีบอีกแล้วเพื่อนผม แถมยังเป็นคนที่โคตรจะแปลกเลยด้วย แปลกที่สุดเท่าที่เคยก็เจอมาก็ว่าได้

            "มีแล้วพี่ อย่าไปยุ่งกับมันเลย"

            "งั้นเหรอครับ น่าเสียดาย" พี่บำรุงทำหน้าเสียดายอย่างปากว่า อีกทั้งยังไม่มีท่าทีคุกคามเหมือนคนอื่น

            "พี่จะจีบมันเหรอ"

            "ครับ อยากรู้จัก น้องน่ารักดี แต่ถ้ามีแฟนแล้วก็ไม่ยุ่งครับ ขอโทษด้วยที่รบกวน" พูดจบพี่บำรุงก็ค้อมหัวให้เล็กน้อยพวกผมเลยต้องรีบก้มหัวตาม ก่อนพี่เขาจะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองกันอีก

            เออ ง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ

            ผมกับไข่ต้มมองหน้ากันอย่างงงๆ ก่อนจะหัวเราะ มนุษย์เรานี่ก็มีหลากหลายแบบจนตามไม่ทัน บางคนก็ประหลาดอย่างที่ไม่คิดว่าจะมีคนแบบนี้อยู่บนโลกได้ กับพี่บำรุงผมว่าพี่เขาก็ดีนะ ง่ายๆ ดี คุยกันรู้เรื่องไม่ต้องอธิบายอะไรให้ปวดหัว แต่มาเร็วไปเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน

            พี่บำรุงไปแล้ว รถเมล์ก็มาพอดี ไข่ต้มเดินนำผมไป มันดูสบายใจขึ้นเยอะที่ไม่มีใครเข้ามาทำให้ปวดหัวอีก ลองคิดๆ ดูแล้วเพื่อนผมมีคนเข้าหาเยอะมากทั้งหญิงและชาย แต่เมื่อลองเทียบจำนวนดูแล้วจะเป็นผู้ชายเสียมากกว่า ผมเองก็คิดว่ามันเหมาะกับผู้ชายนะ ไข่ต้มมันควรเป็นฝ่ายถูกดูแลมากกว่าไปดูแลใคร ไม่ได้หมายความว่ามันดูแลใครไม่ดี แต่เพราะมันเหมาะกับอะไรแบบนั้น มันดูเปราะบางและน่าทะนุถนอม จะให้ไปดูแลพวกผู้หญิงไม่ได้เด็ดขาด

            ด้วยเหตุผลงงๆ นี้ เลยขอสรุปง่ายๆ ว่า ไข่ต้มควรอยู่ในการดูแลของผมในฐานะคนรัก และถ้าหากวันนั้นมาถึงเมื่อไร ผมจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด

            ขอสัญญากับตัวเอง

 

            ขากลับบ้านไข่ต้มถึงก่อนผม มันลุกผมก็ลุกตาม เพื่อนสนิทผมทำหน้างงใส่ว่าเพราะเหตุใดทั้งที่ยังไม่ถึงบ้านต้องลุกตามมา แต่ไม่ต้องรอให้มันถาม ผมก็ชิงเป็นฝ่ายตอบก่อน

            "เดี๋ยวกูไปส่ง"

            "ส่งไปตรงไหน หน้าประตูรถเหรอ ไม่ต้อง"

            "ส่งทำบ้าอะไรหน้าประตูรถ หน้าบ้านมึงดิ"

            "จะไปทำไมวะ"

            "เออน่า ไปๆ ลงๆ" ประตูรถเปิดพอดีผมเลยดันหลังมันให้รีบเดินลง มัวแต่ยืนเถียงกันเดี๋ยวได้ไปลงป้ายหน้ากันพอดี

            "จะลงมาให้เสียค่ารถเล่นทำไมวะ" ลงมาเหยียบพื้นฟุตบาธได้ไข่ต้มก็บ่นต่อทันที

            "ก็ถือซะว่ากูไถ่โทษที่โกหกมึงแล้วกัน"

            "มึงควรทำอย่างอื่นมากกว่า"

            "ทำอะไร"

            "อย่างเช่นเลี้ยงหนัง"

            "ถ้ารวยเมื่อไรจะเลี้ยงเลย"

            "ชาตินี้กูจะได้ดูหนังฟรีมั้ยเนี่ย"

            "ไม่คิดว่ากูจะรวยได้เลยเหรอ"

            ไข่ต้มไหวไหล่แบบไม่ใส่ใจ ท่าทางน่ารักน่าชังแบบที่น่ามันเขี้ยวมากกว่าน่าโกรธ

            "มึงคอยดูแล้วกัน" ผมทำหน้าหาเรื่องใส่ไข่ต้มมันเลยหัวเราะแล้วเดินหนี

            เราเดินเข้ามาในหมู่บ้านที่เป็นทาวน์โฮมสามชั้นยาวลึกเข้าไปในซอย ที่นี่มีรถสองแถวคันเดียววิ่งเป็นระยะแบบที่นานๆ จะเจอสักที แต่บ้านไข่ต้มอยู่ไม่ลึกมากจึงไม่จำเป็นต้องรอใช้บริการรถสองแถว เดินเข้าซอยมาได้แป๊บเดียวผมก็เห็นบ้านมันอยู่ในระยะสายตา

            "มึง"

            ผมหันไปมองตามเสียงเรียก ไข่ต้มมันสบตาผมแวบหนึ่งก่อนจะหันหนี พักนี้ไม่รู้ทำไมมันถึงชอบหลบตาผมอยู่บ่อยๆ

            "อะไรวะ เรียกแล้วไม่พูด"

            "ต่อไปนี้ถ้ามึงอยากไปไหน หรืออยากทำอะไร มึงชวนกูได้ตลอดเลยนะ สำหรับมึงอะ กูมีเวลาให้เสมอ" ไข่ต้มมันพูดโดยไม่มองหน้าคนฟัง แต่ก็ดีแล้วที่มันไม่มองจะได้ไม่เห็นว่าตอนนี้ผมพยายามขนาดไหนเพื่อกลั้นยิ้มเอาไว้

            ทั้งที่มันไม่ถนัดเรื่องแบบนี้ แต่อยู่ๆ ก็อยากทำซึ้งขึ้นมาจนผมเกือบตามอารมณ์ไม่ทัน

            ใจผมอยากจะลองเปลี่ยนบรรยากาศชวนยิ้มนี่โดยการกวนประสาทมันเล่น อย่างเช่นพูดหยอกล้อกลับไป หรือแซวให้มันอาย แต่คิดดูอีกทีบรรยากาศแบบนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ไข่ต้มมันจริงจังและตั้งใจกับเรื่องนี้มาก จะให้มัวทำเป็นเล่นคงไม่ได้ เดี๋ยวจะโดนมันทุบหัวเอา

            "กูจะชวนมึงคนแรกเลย"

            "ใช้คำว่าคนแรกไม่ได้ดิ มึงต้องชวนกูเพราะถ้ามึงไม่ชวนกูมึงจะได้ดูหนังคนเดียวแบบวันนี้" ก็ว่าจะไม่กวนมันแต่ดันโดนมันกวนกลับมาซะงั้น

            "แล้วถ้าเกิดกูชวนแล้วมึงไม่ว่างอะ"

            "ก็บอกแล้วไงว่าว่างเสมอ"

            "ให้จริง"

            "เออ"

            ผมพยักหนารับส่งๆ ตอบให้ไข่ต้มมันสบายใจไว้ก่อน แม้ก่อนหน้านี้ผมจะคิดว่าจะทำทุกอย่างเหมือนเดิมโดยไม่สนใจพี่อ๋อง แต่เอาเข้าจริง หลังจากนี้ผมคงไม่ได้ชวนมันไปเที่ยวไหนบ่อยๆ เหมือนเมื่อที่ผ่านมา ผมไม่อยากให้มันลำบากใจหากถึงเวลาที่ต้องเลือก แล้วผมก็ไม่อยากเป็นคนที่ทำให้มันกับพี่อ๋องมีปัญหากันในอนาคตด้วย

            เดินมาส่งจนถึงหน้าบ้านผมก็เตรียมบอกลา ตั้งใจไว้แค่นี้ทำสำเร็จแล้วก็ต้องกลับ แต่ไม่มีทางที่ไข่ต้มมันจะยอมให้ผมกลับบ้านไปง่ายๆ

            แน่นอนว่านี่ก็เป็นแผนที่ผมแอบวางไว้ในใจ

            "มึงอยู่กินข้าวก่อนนะแล้วค่อยกลับ"

            "ได้เหรอวะ"

            "ได้ดิ"

            "แม่มึงจะทำกับข้าวเผื่อกูเหรอ"

            "ไม่เผื่อก็มีให้กิน"

            "แน่นะ"

            "เออน่า เข้ามา" แล้วไข่ต้มมันก็คว้าแขนผมดึงเข้าบ้านโดยไม่ให้คัดค้านอะไรอีก
 

tbc.

 
มาเอาใจช่วยน้อง S กันอีกตอบเนอะ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าจ้า


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ไม่รู้ใจตัวเองหรือเปล่านะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด