♧♣Touch Love♣♧ สัมผัสรัก ด้วยหัวใจ {♧สัมผัส{❤}ส่งท้าย♣+แจ้งข่าว}13/01/61 P.16 จบ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ♧♣Touch Love♣♧ สัมผัสรัก ด้วยหัวใจ {♧สัมผัส{❤}ส่งท้าย♣+แจ้งข่าว}13/01/61 P.16 จบ  (อ่าน 142041 ครั้ง)

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
แพนมีความซนมากอ่ะ 5555

ออฟไลน์ double9JH

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-7
ใกล้จะได้กลับบ้านแล้ววว

ขนาดยังไม่เห็นกันนะเนี่ย  :hao3:

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
ติณขี้แกล้งอิอิ
รอตอนต่อไปนะค่ะ :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Matia

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ชอบมากๆๆๆค่ะ ติดตามทุกเรื่องเลย
รออ่านนะคะ

ออฟไลน์ Toon_TK

  • เ ด็ ก อ้ ว น
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 743
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1

ออฟไลน์ namngern

  • Flowers need to bloom
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1848
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-2
สนุกมากกกกกกกกกก อ่านเพลินเลย
รู้ตัวอีกทีก็จบแล้ว
แพนน่ารักจัง เป็นเทพที่ดูซนๆ5555555
ชอบตอนที่ดินขอโทษ มันน่ารักมากเลย
อยากอ่านตอนออกจ่กโรงบาลจัง
คราวนี้แพนคงได้เที่ยวเล่นสมใจ
แต่คงมีบางคนปวดหัวเพราะหาไม่เจอ555

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
สัมผัส{❤}ครั้งที่4



แสงอาทิตย์สีเหลืองส่องสว่างเข้ามาในห้องเป็นสัญญาณของเช้าวันใหม่ที่เทพอย่างผมรอคอยมาตลอด...ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงแล้ว...


“ตินๆๆๆๆ...ตื่นเร็วๆๆ”ผมส่งเสียงดังปลุกคนบนเตียงที่นอนเอาผ้าห่มคลุมทั้งหัวพร้อมกับเขย่าร่างนั้นแรงๆ


“...หยุดเขย่า...ฉันจะนอน”คนยังตื่นไม่เต็มตาบ่นแล้วถกผ้าห่มที่ถูกดึงคลุมหัวอีกครั้ง


“ตินนน...ตื่นเถอะนี่6โมงแล้วนะ”


“...ว่าไงนะ”ตินถามเสียงแข็งก่อนจะปรือตาสีฟ้าสดขึ้นมาข้างนึง


“6โมงแล้วนะ...วันนี้คุณออกโรงพยาบาลนี่”ผมไม่สนใจท่าทางไม่สบอารมณ์นั่น


ตอนนี้รู้แค่ว่าจะได้ออกไปข้างนอกโรงพยาบาลสักที


“แพน”


“หื้ม?”


“นายก็เห็นว่าฉันพึ่งนอนไปเมื่อตี3นี่เอง”


“อืม”ผมพยักหน้าตอบ...เมื่อคืนตินนั่งทำอะไรสักอย่างผ่านโน้ตบุ๊กที่กายยกเข้ามาให้


พอถามก็บอกว่าทำงานซึ่งผมก็ไม่รู้ว่างานที่ว่าคืออะไร...เท่าที่เห็นก็มีแต่นั่งอ่านพร้อมขมวดคิ้วจนติดกันแค่นั้น


“รู้แบบนั้นแล้วยังจะปลุกกันอีกเหรอ”


“ก็วันนี้...”


“ขอฉันนอนต่ออีกสัก3ชั่วโมง”ตินไม่ยอมฟังผมพูดประโยคด้วยซ้ำ พอพูดจบเขาก็จัดการพลิกตัวแล้วนอนต่อจนคนมองอย่างผมได้แต่อ้าปากพะงาบๆ


ถึงจะอยากบ่นแต่ก็เข้าใจว่ามนุษย์จำเป็นต้องพักผ่อนเพื่อเพิ่มพลังงาน


ผมเองก็มีหลับบ้างแต่ถึงไม่หลับก็ไม่มีปัญหาต่อการนำเนินชีวิต


“เฮ้อ...ฝันดีละกันติน”ผมวางมือลงบนเส้นผมสีดำสนิทพร้อมลูบเบาๆ


น่าแปลกนิดๆที่ตินไม่ได้หันหน้ามาส่งสายตาเคืองๆให้อย่างที่คิด


ผมปล่อยให้คนบนเตียงหลับอย่างสบายโดยไม่ก่อกวนแม้จะรู้สึกว่างมากก็ตาม...ถึงจะอยากลงไปยังสวนของโรงพยาบาลด้านล่างแต่คิดว่าแค่3ชั่วโมงเอง...


รอมาเกือบเดือนกับแค่3ชั่วโมงทำไมจะรอไม่ได้


ทันทีที่ครบ3ชั่วโมงผมก็เตรียมเอื้อมมื้อไปปลุกแต่ยังไม่ทันได้แตะร่างของตินก็ขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นมานั่ง ดวงตาสีฟ้าสดลืมขึ้นเต็มตาโดยที่ไม่มีความง่วงเหลืออยู่เหมือนเมื่อ3ชั่วโมงก่อน


“นี่คุณมีนาฬิกาปลุกอยู่ในร่างเหรอ”ผมเอ่ยถามทันที...เล่นตื่นพอดีเวลาที่บอกไว้เป๊ะมันน่าสงสัยจะตายไป


“แล้วนายมีรึไง”


“ถึงจะเป็นเทพก็ไม่มีของแปลกแบบนั้นอยู่หรอกน่า”


“เทพยังไม่มีแล้วมนุษย์จะมีได้ยังไง”คำกวนแรกของเช้าวันใหม่ทำเอาผมอยากจะกดหัวให้อีกฝ่ายหลับต่ออีกสักครึ่งวันจริงๆ


ตื่นมาก็กวนกันเลยนะ


“กวนกันจริงนะ”


“ใครล่ะที่กวนก่อน”คนบนเตียงย้อนถาม


“ก็แค่แปลกใจที่ตื่นตอนครบ3ชั่วโมงพอดีเป๊ะแบบนั้น”


“ฉันเป็นคนตรงต่อเวลา”


“มันใช่คำตอบที่ไหนกัน!”ผมตะโกนอย่างหัวเสีย


“อารมณ์เสียแต่เช้าเดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก”ตินพูดต่อ


“แก่ไม่เท่าคนบนเตียงละกัน”


“...”ดวงตาสีฟ้าสดตวัดมามองอย่างไม่พอใจทันทีที่ได้ยิน


“โอ๊ะ...แทงใจดำละสิ...โอ๋ๆอย่างคิดมากไปเลยหน้าตาคุณก็ดีอยู่แค่เหมือนคนอายุประมาณ50ปลายๆเอง”ผมหยอกต่อทั้งๆที่ความจริงตินไม่ได้แก่ขนาดนั้นหรอก ใบหน้าคมหล่อได้รูปนั่นดูยังไงก็เหมือนคนอายุ30ต้นๆเท่านั้น


แต่ไหนๆก็ถูกกวนมาเลยขอกวนกลับสักหน่อยเถอะ


ให้รู้ซะบ้างว่าอย่ามาเล่นกับเทพ


“แพน!...อยากโดนรึไง”ตินกัดฟันแน่นเหมือนไม่พอใจอย่างแรงกันสิ่งที่ได้ยิน


“อะไร...คุณจะทำอะไรผมได้เหรอแค่มองยังไม่เห็นเลย”


“แพน!...”


แกร็ก!


“ครับคุณติน?”เสียงเปิดประตูพร้อมบอดีการ์ดหน้าเดิมทั้งสองคนเดินเข้ามาภายในห้อง


เสียงของตินดูจะดังจนคนหน้าห้องสงสัยเลยเดินเข้ามาดูให้แน่ใจ


“สถานการณ์น่าสนุกเนอะ”ผมยกยิ้มก่อนจะลอยไปจิ้มแก้มตินเล่นคอยดูสถานการณ์สนุกๆตรงหน้า


“ไม่มีอะไร”ตินบอกบอดี้การ์ดสองคนด้วยใบหน้านิ่งๆ


“แต่เราได้ยินคุณพูดอะไรสักอย่างนะครับ”กายบอกพลางหันไปมองบอดีการ์ดอีกคนที่อยู่ข้างๆ


“ใช่ครับ...รู้สึกจะเรียกว่าแพน?...มีอะไรรึเปล่าครับ”จิมพูดเสริม


“คิก...เอาไงละติน”ผมถึงกับหลุดขำออกมาเลย


เล่นพูดเสียงดังแบบนั้นไม่แปลกที่ทั้งคู่จะได้ยิน


“...ฉันอยากกินแพนเค้ก”


“...”คำตอบจากคนบนเตียงทำให้ทุกอย่างรอบตัวเงียบกริบราวกับอยู่ในวังวนแห่งความสบสน


แม้แต่ผมเองยังอึ้งเมื่อได้ยินการแถแบบนั้น


“อุ๊บ...คิก...”ผมรีบยกสองมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้เสียงกลั้นขำที่หลุดออกไปมากกว่านี้


“เอ่อ...คุณตินอยากกินแพนเค้ก?”กายที่ตั้งสติได้คนแรกก่อนถามกลับอย่างไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่ได้ยินมันถูกต้องรึเปล่า


“...อืม”ตินนิ่งไปสักพักก่อนจะพยักหน้า


“...แต่คุณตินไม่ชอบพวกของหวานนี่ครับ”กายยังคงพูดต่อแม้สายตานั้นจะเหล่ไปมองจิมที่ยินอยู่ข้างๆเป็นเชิงของความเห็น


“...ไปเอาแพนเค้กไม่หวานมาซะ”ทำสั่งง่ายๆที่ดูไม่ง่ายเลยหลุดออกจากปากของเจ้านายทำเอาบอดี้การ์ดสองคนที่ยืนงงอยู่ยิ่งงงมากกว่าเดิม


“แพนเค้กไม่หวานมันก็ไม่เรียกแพนเค้กสิติน”ผมบอกออกไปด้วยรอยยิ้มกลั้นขำ


“...เข้าใจแล้วครับ...พวกเราจะไปหามาให้”แม้กายจะงงไม่หายแต่ก็ตอบรับก่อนจะพาจิมที่ยังทำหน้าเหวอออกไปด้วย


ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแพนเค้กที่ถูกจัดใส่จานอย่างสวยงามโดยมีทั้งไส้กรอก แฮมและผักต่างๆวางอยู่รอบแผ่นแพนเค้กสีทองอร่าม กลิ่นหอมของอาหารตรงหน้าทำเอาผมกลืนน้ำลายไปหลายเอื๊อก


น่าอร่อยจัง


“ขอบใจ”ตินพูดกับจิมที่วางจานลงบนโต๊ะให้


“ครับ...ถ้าต้องการอะไรเรียกพวกเราได้นะครับ”


“อืม...ไปเตรียมรถไว้เลยละกัน”ตินพูดต่อ


“ได้ครับ”ขานรับจบบอดี้การ์ดหน้าตี๋ก็เดินออกไปตามเดิม


ผมที่อยู่ในชุดยูกาตะสีฟ้าคาดน้ำเงินลอยตัวมานั่งปลายเท้าตินมองดูว่าแพนเค้กตรงหน้าจะอร่อยเหมือนกลิ่นที่หอมฉุยนี่ไหมแต่ผ่านไปหลายนาทีตินก็ไม่มีทีท่าจะแตะแพนเค้กตรงหน้าสักที...


เอาแต่อ่านอะไรก็ไม่รู้อยู่ในโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่สั่งกายไปซื้อให้เมื่อเย็นวาน


“ไม่กินเหรอติน”ผมเอ่ยถาม


“...ฉันไม่ชอบของหวาน”


“แต่กลิ่นมันหอมน่ากินมากเลยนะ”


“...”ตินไม่ตอบคำถามเอาแต่ทำหน้านิ่งจนผมต้องถามต่อ


“ติน...ไม่ชอบแล้วสั่งมาทำไมล่ะ”


“คิดว่าเพราะใครกันล่ะที่ทำให้ฉันต้องสั่งน่ะ”ตินพูดอย่างเคืองๆพลางเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ในมือ


“จะบอกว่าเพราะผมเหรอ”


“ก็รู้ตัวนี่”


“คนที่ผิดคือคุณที่ตะโกนเสียงดังเองนะ”


“จะบอกว่าคนที่กวนคนอื่นตั้งแต่ยังไม่ตื่นไม่ผิดงั้นสิ”


“ไม่ได้กวนสักหน่อย”


“เอาเถอะ...ขืนเถียงต่อคงไม่จบแน่...ฉันไม่กินหรอกนายจะกินก็กินเลย”คำถามนั้นทำให้ดวงตาสีเขียวอ่อนของผมเปล่งประกายขึ้นมาทันที


“ได้เหรอ”ผมกินจริงนะบอกเลย


“อืม”


“งั้นขอกินนะ”เมื่อได้รับอนุญาตส้อมด้ามเงินก็ถูกหยิบขึ้นก่อนจะจัดการตัดแพนเค้กยกเข้าปากชิ้นใหญ่โดยมีดวงตาสีฟ้าของตินคอยมองอยู่


“อื้มม...อร่อยจัง”รสชาติของแพนเค้กที่ไม่หวานจนเลี่ยนเข้าคู่กับแฮมและผักด้านข้างเป็นอย่างดี


อร่อยสุดๆ


“นี่กินแล้ว?...ฉันเห็นแค่ส้อมที่วางอยู่กับอาหารบนจานหายไปเท่านั้นเอง...คงไม่ได้กินส้อมไปด้วยหรอกนะ”คนตรงหน้าถามพร้อมกับขมวดคิ้วสีดำสนิทเข้าหากันจนแน่น


“ใครจะกินส้อมกัน”


“ก็เห็นมันหายไปนี่”


“ผมใช้ส้อมตักแพนเค้กหรอก”


“ทำไมฉันมองไม่เห็นล่ะ”ตินถามต่อ


“คุณไม่ได้อยากที่จะเห็นผมน่ะสิ”ผมตอบกลับ


“...ต้องอยากที่จะเห็นด้วย?”


“ใช่...การจะเห็นเทพอย่างพวกเรามันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะค่อยๆเป็นค่อยๆไปเถอะ”อธิบายจบแพนเค้กคำต่อมาก็ถูกตักใส่ปากอีกรอบ


“งั้น...”


“ไม่พูดแล้ว...คุณก็ลองกินหน่อยสิ...อร่อยจริงๆนะ”ผมเปลี่ยนเรื่องเพราะยังไม่อยากบอกอะไรมากเกินไป


การอยู่แบบที่ตินมองไม่เห็นมันดีอยู่แล้ว...


ที่ว่าดีหมายถึงดีต่อตัวเขาเอง


ถ้าเกิดตินมองเห็นขึ้นมาแปลว่าเขาจะเห็นผมไปตลอด...จะเห็นว่าผมลอยอยู่ข้างๆเขาในทุกๆที่ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ไม่ว่าใครก็คงไม่ชอบที่มีใครตามติดขนาดนั้น...


ตอนนี้ตินอาจไม่รำคาญเพราะรับรู้ได้เพียงแค่เสียง


ถ้าเกิดเห็นตัวผมเขาคงจะรำคาญไม่วันใดก็วันหนึ่งซึ่งผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น


“...ฉันไม่กินของหวาน”ตินบอกเสียงเข้ม


“แค่ลองดูก็ได้น่า”


“ไม่...อุ๊บ...”แพนเค้กชิ้นโตถูกยัดเข้าปากตอนที่ตินไม่รู้ตัว ด้วยความที่เขามองไม่เห็นผมอยู่แล้วยิ่งทำให้เรื่องง่ายขึ้นเยอะ


“ห้ามคายนะ”ผมบอกเสียงเข้ม ใบหน้าของตินตอนนี้ค่อนข้างน่ากลัวเรียกว่าจ้องมาอย่างเอาเป็นเอาตายก็ว่าได้ แพนเค้กคำโตค่อยๆถูกเคี้ยวแล้วกลืนลงคอท่ามกลางบรรยากาศตึงๆที่แผ่ออกมาจากคนบนเตียง


มื้อเช้าง่ายๆผ่านไปอย่างไม่รีบร้อนนักผมจัดการป้อนแพนเค้กใส่ปากตินไปหลายรอบแม้ทุกครั้งจะได้รับสายตาเคืองๆมาแต่เขาก็ยังยอมเคี้ยวและกลืนลงไปจนเกือบหมดจานเลยทีเดียว


หลังจากนั้นตินก็ได้ออกจากโรงพยาบาลท่ามกลางความดีใจสุดๆของผม...รถที่มารับเป็นรถยนต์สีดำที่ติดฟิล์มมีดำไว้บนกระจกทุกบาน มองจากข้างนอกจึงไม่เห็นอะไรเลยแต่พอขึ้นมานั่งก็สามารถมองเห็นด้านนอกได้เหมือนปกติ


มนุษย์นี่เก่งมากที่สามารถคิดค้นของแบบนี้ขึ้นมาได้


รถคันสีดำมีบอดี้การ์ดสองคนนั่งอยู่ด้านหน้ามีกายเป็นคนขับและจิมนั่งอยู่ข้างๆโดยที่ด้านหลังก็มีตินนั่งกอดอกพลางทำหน้านิ่งอยู่


ผมเองก็นั่งอยู่ข้างๆตินเลยรู้ว่าเบาะรถคันนี้นิ่มสุดๆ


นิ่มแบบว่า...อยู่มาหลายร้อยปีก็พึ่งเคยได้นั่งเบาะที่นิ่มขนาดนี้


“เราจะไปไหนกันเหรอติน”ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย


วิวทิวทัศน์อันแปลกใหม่เรียกความสนใจจากผมได้ตลอดทางจริงๆ...ถนนเส้นใหญ่นี้เต็มไปด้วยรถหลายร้อยคันอยู่ทั้งสองฝั่งของถนน ตามข้างทางก็มีร้านค้าตั้งอยู่ปะปาย...


อยากไปเดินดูสักครั้งจัง


มีเทพองค์หนึ่งบอกมาว่าอาหารของประเทศไทยอร่อยมาก...คนที่ชอบรสจัดต้องชอบมากแน่


ผมเองก็ชอบกินพวกรสจัดเหมือนกัน


แม้จะบอกว่าไม่ต้องกินก็อยู่ได้แต่ถ้าเป็นของอร่อยก็อยากลองทุกอย่าง


“นี่ติน...”ผมหันไปหาเจ้าของรถที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่


ก็รู้ว่าในรถเงียบๆแบบนี้ตินคุยกับผมไม่ได้


“เฮ้อ...รอดูเองก็ได้”ผมพูดอย่างงอนๆ


ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงรถยนต์คันสีดำสนิทก็ดูจะมาถึงจุดหมายปลายทางซึ่งมีบ้าน...เอ่อ...มีคฤหาสน์หลังใหญ่มากถูกล้อมรอบไปด้วยรั้วสีทอง การจะเข้าไปข้างในนอกจากจะขอดูบัตรแล้วยังมีการสแกนใต้ตัวรถด้วย


อะไรจะขนาดนั้น


“ติน...นี่อย่าบอกนะว่าเป็นบ้านคุณน่ะ”ผมถามเมื่อลอยลงมาจากรถแล้ว


สนามหญ้าตรงหน้ากว้างเป็นยี่สิบเมตรตั้งแต่ประตูรั้วจนถึงตัวบ้าน...จะว่าก็ไม่ได้มีแค่สนามหญ้าแต่ด้านข้างดูเหมือนจะเป็นสวนขนาดใหญ่ที่มองจากระยะนี้ไม่ค่อยชัด ในส่วนของตัวบ้านก็สามารถอธิบายได้แค่สามคำสั้นคือ...


ใหญ่ หรู มากกกก


“เดาเก่งนี่”เสียงทุ้มตอบกลับเสียงเบาพร้อมยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย


“...ใหญ่เกินไปแล้ว”


“ไม่ตามมาเดี๋ยวหลงไม่รู้นะ”คำพูดนั่นทำให้ผมละสายตาออกจากบ้านขนาดใหญ่ตรงหน้าแล้วตามตินเข้าไปภายในบ้าน พื้นกระเบื้องสีเหลืองนวลเปล่งประกายระยิบระยับสร้างมูลค่าให้บ้านหลังนี้เพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง


ตินก้าวเดินไปตามทางโดยมีบอดี้การ์ดทั้งสองคนเดินตามหลังมาติดๆ ผมเองก็ตามอีกฝ่ายไปโดยการลอย...เชื่อไหมว่าแม้แต่เพดานยังเงาวับเลย


“กลับมาแล้วเหรอลูก...แม่ขอโทษที่ไม่ได้ไปเยี่ยมนะ”เมื่อเข้ามายังห้องรับแขกขนาดยักษ์หญิงวัยกลางคนก็วิ่งเข้ามากอดพร้อมมองดูตินไปทั้งตัว


“ไม่เป็นไรแม่...ผมชินแล้ว...สวัสดีครับพ่อ”พูดกับแม่เสร็จตินก็หันไปทักทายขายที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่กลางห้อง


เส้นผมสีน้ำตาลกับดวงตาสีฟ้านั่นดูยังไงก็ไม่ใช่คนไทย...ก็ว่าอยู่ว่าทำไมตินถึงตาฟ้าทั้งๆที่พูดไทยชัดขนาดนี้ที่แท้ก็เป็นลูกครึ่งไทยกับอะไรสักอย่างสินะ


“อืม...เห็นว่ามีคนคิดจะฆ่าสินะ”คนที่ได้ชื่อว่าพ่อถามกลับเสียงเครียด


“ใช่ครับ”


“รู้ไหมว่าเป็นใคร”


“ครับ”ตินพยักหน้าก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาวนั่นด้วย


“ให้พ่อจัดการให้ไหม”คำถามนั่นทำให้ผมหันไปมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อที่แผ่รังสีความน่ากลัวออกมาจนสัมผัสได้


“ไม่ต้องรบกวนหรอกพ่อ”น้ำชาที่พึ่งเสิร์ฟถูกยกขึ้นมาจิบเล็กน้อยระหว่างพูดคุย


“แปลว่าจะจัดการเอง?”


“ครับ”


“ปกติลูกไม่ใช่คนที่ไม่รอบคอบ”


“ครั้งนี้ผมประมาทไปหน่อย...ไม่คิดว่าจะโดนเล่นงานตอนไม่ระวังตัวแบบนั้น”


“ระวังไว้มากๆหน่อย...การทำธุรกิจสมัยนี้มันน่ากลัวเพื่อให้ได้กำไรเข้าตัวเองไม่ว่าจะทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น”


“ครับ...ไม่มีครั้งหน้าแน่นอน”ตินตอบกลับอย่างจริงจัง


“ก็ดี”


“นานๆมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าก็เอาแต่พูดเรื่องธุรกิจๆ...จริงๆเลยพ่อลูกคู่นี้”ผู้หญิงเพียงคนเดียวในห้องบ่นด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก


“แล้วคินยังไม่มาเหรอแม่”ตินเปลี่ยนไปถามแม่บ้าง


“เห็นว่ากำลังขับรถมานะ...”


“สวัสดีครับคุณพ่อ...คุณแม่”ยังไม่ทันที่คุณหญิงจะพูดจบเสียงตะโกนทักทายก็ดังขึ้น พอหันไปมองก็เจอเข้าหับชายหนุ่มหน้าตาดีแต่น้อยกว่าตินเดินยิ้มเข้ามา เส้นผมสีน้ำตาลกับดวงตาสีเดียวกันนั่นดูไม่ยากเลยว่าคงเป็นคนเดียวกับที่ทุกคนกำลังพูดถึงอยู่
คนๆนี้เป็นน้องชายของตินสินะ


บรรยากาศรอบๆไม่เหมือนกันเลยแฮะ


คนน้องดูจะร่าเริงกว่ามากผิดกับคนพี่ที่ทำหน้าตายแทบทั้งวัน


“สวัสดีพี่ชายด้วยนะ...เห็นว่าโดนคนลอบฆ่านี่”คินเดินมาทักทายตินอย่างสนิทสนม


“อืม...แกเถอะเห็นว่าโดนเล็งอยู่เหมือนกันนี่”


“ก็งั้นแหละ...เกิดมาในตระกูลใหญ่โตก็ต้องมีกันบ้าง...แล้วยิ่งเป็นครอบครัวเราที่ประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจระดับโลกก็คงมีคนอิจฉาเป็นธรรมดา”


“อย่าประมาทละกัน”ตินเอ่ยเตือน


“ครับพี่...ช่วงนี้ก็มีคนตาม24ชั่วโมงแล้วพี่ล่ะ?”


“ก็มี...”ตินตอบสั้นพลสงมองไปยังกายและจิมที่ยืนอยู่ไม่ห่าง


“อ้อ...คนสนิทฝีมือดีของพี่นี่นา...แต่คนสองคนจะพอเหรอ”


“ใครบอกว่าสอง”ตอนตอบกลับ


“หื้อ?...ไม่ใช่สองเหรอก็เห็นแค่พี่กายกับพี่จิมเองนี่”คินทำหน้างงก่อนจะหันไปมองบอดี้การ์ดสองคนอีกรอบเผื่อว่าจะมองเห็นคนอื่นเพิ่ม


“สามต่างหาก”รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเล็กน้อย


ที่ตอนพูดว่าสามนี่...


อย่าบอกนะว่ารวมผมไปด้วยน่ะ?


“ไหนคนที่3ล่ะ”คินถามต่อ


“แกมองไม่เห็นหรอก”


“ห๊ะ?...หมายความว่าไงพี่”


“เพราะฉันเองก็มองไม่เห็นเหมือนกัน”


“...”น้องชายที่ฟังถึงกับกระพริบตาปริบๆอย่างไม่เข้าใจ


แต่สำหรับผมเข้าใจดีเลยล่ะ


เป็นอย่างที่คิดจริงๆด้วย


คนที่สามที่ตินพูดหมายถึงผม


“นี่ติน...ที่พูดนี่หมายถึงผมสินะ”ร่างในชุดยูกาตะสีฟ้าสดใสของผมลอยลงไปนั่งอยู่ตรงพนักพิงพร้อมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม


ดีใจที่ถูกพูดถึงด้วย


“...”คนถูกถามไม่ตอบมีเพียงเหลือบมามองเล็กน้อยเท่านั้น


“เอาล่ะหนุ่มๆ...เลิกพูดเรื่องเครียดเถอะ...วันนี้แม่จะโชว์ฝีมือเองมีใครอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”คุณหญิงกรรณิกาลุกขึ้นถามคนในครอบครัวที่เหลือ


“ผมเอาๆ...อยากกินแกงเขียวหวานไก่...แล้วก็ต้มยำกุ้งขอกุ้งตัวใหญ่ๆ”น้อยชายของตินรีบบอกเป็นคนแรก


“กินแต่น้ำๆนะคิน...ทำผัดฉ่ากับปลาทอดกระเทียมให้ฉันด้วย”ผู้เป็นสามีหันไปบอกภรรยาของตัวเอง


“ได้เลยค่ะคุณ...แล้วตินล่ะอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม”


“ไม่ครับ”ตินตอบแบบไม่ต้องต้องคิด


“ไม่มีเลยเหรอ อะไรก็ได้ที่ลูกอยากกินน่ะ”ตินทำหน้าเครียดเครียดเมื่อถูกคะยั้นคะยอไม่นานเขาก็พึมพำบางอย่างออกมาด้วยเสียงเบาหวิว...


“...แพนเค้ก”


“...”คำตอบของตินทำเอาคนทั้งบ้านถึงกับเงียบกริบ แม้แต่เหล่าบอดี้การ์ดยังหันไปกระซิบอะไรบางอย่างให้ได้ยินกันสองคน


ดูท่าการที่ตินกินของหวานจะเป็นเรื่องที่ประหลาดมากสินะ


“เอ่อ...ตินลูกไม่สบายรึเปล่า?”แม่ของตินรีบเข้ามาดูลูกชายคนโตด้วยความเป็นห่วง


“ผมไม่เป็นไร”


“แต่ลูก...”


“ไม่เป็นไรที่ไหนพี่!”ครั้งนี้คินเป็นฝ่ายตะโกนขึ้นบ้าง


“อะไร”


“พี่ที่เกลียดของหวานเข้าไส้แค่เห็นก็ทำหน้าเอียนขนาดนั้นสั่งให้ทำแพนเค้กเนี่ยนะ”


“อืม”


“อะไรที่ทำให้พี่เปลี่ยนไปเนี่ย”


“...แพนเค้กมันก็ไม่ได้รสแย่อะไร”คำตอบเบาๆนั่นทำให้ผมยิ้มกว้างออกมา


เพราะผมบังคับให้ตินกินนึกว่าจะทำให้เกลียดหนักกว่าเดิมซะอีก...แบบนี้ก็ดีแล้ว


หลังจากเกิดบรรยากาศงงๆตินก็ขอตัวออกมาเดินยังสวนด้านหลังที่เต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่...ผมที่ตามมาถึงกับยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริเมื่อเห็นธรรมชาติอันสวยงามตรงหน้าเต็มตา


“กาย...จิม”ตินเรียกชื่อของบอดี้การ์ดสองคนที่เดินตามมา


“ครับ”ทั้งคู่ขานรับพร้อมกัน


“ไม่ต้องตามมา”


“แต่ว่า...”


“อยู่ในบ้านแบบนี้ไม่เป็นไรหรอก...ไปพักบ้างเถอะ”ตินตัดบทโดยการเดินเข้ามาภายในสวน


(มีต่อค่า)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


โซนแรกที่เข้ามาเป็นโซนของไม้พุ่มที่ถูกตัดเป็นรูปร่างต่างๆทั้งสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมหรือพวกรูปสัตว์อย่างกวาง กระต่ายก็ยังมี ทางเดินถูกปูด้วยแผ่นหินอ่อนหลากหลายสีสร้างความน่าดูให้มากขึ้นไปอีก


“สุดยอดๆๆๆ...สวัสดีทุกๆคน”ผมตะโกนบอกเหล่าต้นไม้น้อยใหญ่ที่อยู่โดยรอบด้วยรอยยิ้มกว้าง


‘ท่านเทพล่ะ’เสียงของไม้พุ่มด้านข้างดังขึ้น


‘จริงด้วยๆ...ทำไมมีเทพมาที่นี่ล่ะ’ต้นต่อมาเอ่ยถาม


“ผมแค่ผ่านมา...ยินดีที่ได้พบนะ”


“คุยกับใครน่ะ?”ตินเดินเข้าใกล้ผมพร้อมกับถามด้วยความไม่เข้าใจ


“คุยกับต้นไม้ไงติน”ผมตอบกลับไป


“...มีคนคุยด้วยน้อยถึงขนาดต้องคุยกับต้นไม้เลยสินะ”พูดจบเขาก็พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ การกระทำนั่นน่าโมโหชะมัดเลย


“ต้นไม้ก็มีชีวิตนะติน...ลองฟังดูดีๆสิแล้วคุณจะรู้ว่าพวกเขากำลังรู้สึกดีใจที่ได้เจอผม”


“จะบอกว่าต้นไม้พูดได้?”


“ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตก็สามารถสื่อสารได้ทั้งเพียงแต่การสื่อสารของพวกเขามนุษย์อาจจะไม่สามารถรับรู้ได้”ผมอธิบายตามที่รู้มา


“จะบอกว่ายังไงฉันก็ไม่ได้ยินงั้นสิ”


“เปล่า...คุณน่ะมีพลังของผมอยู่ภายในร่างมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ยิน”


“พลังอะไร”ตินขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน


“อ้าว...ผมไม่ได้บอกเหรอว่าการที่ผมต้องอยู่กับคุณไปตลอดเพราะว่าพลังที่มีย้ายไปอยู่ในตัวคุณแล้วน่ะ”ผมนึกว่าบอกไปแล้วซะอีก


“พึ่งได้ยินก็วันนี้แหละ”


“งั้นก็รู้แล้วเนอะ”


“...ถ้าอยากได้ยินต้องทำยังไง”ตินถามต่อ


“อยากได้ยินเหรอ”ผมหันไปถาม


“อืม”


“อยากแรกก็จงเชื่อว่าพวกเขามีชีวิตและสามารถสื่อสารกับคุณได้”


“ยังไง”


“หลับตาลงสิติน...ทำตามที่ผมบอกนะ”ผมอธิบายพลางลอยตัวไปอยู่ด้านหลังติน มือทั้งสองข้างแตะไหล่อีกฝ่ายเบาๆเป็นการให้ยืมพลังที่มีในตัว


แม้ตินจะมีพลังของอยู่ในตัวแต่ไม่สามารถใช้ได้...คนเดียวที่สามารถใช้พลังนั้นได้คือเจ้าของอย่างผมเท่านั้น


ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของตินแล้วว่าจะมากพอที่จะทำให้ได้ยินรึเปล่า


ดวงตาสีฟ้าสดหลับลงอย่างว่าง่ายจนผมต้องอมยิ้มเล็กๆ


“ทำตัวสบายๆ...แล้วจงเชื่อเหมือนอย่างที่เชื่อว่าผมมีตัวตน”


“อืม”


“เอาล่ะ...ช่วยพูดอะไรหน่อยสิทุกคน”ผมหันไปบอกเหล่าต้นไม้รอบๆบ้าง


‘ว้าว...ท่านเทพจะให้มนุษย์ได้ยินเสียงพวกเราเหรอ’


“ใช่เลย”ผมตอบกลับ


‘สุดยอดเลย...สมแล้วที่เป็นท่านเทพ’


“เป็นไงบ้างตินได้ยินไหม”


“ไม่เลย...ได้ยินแต่เสียงนาย”ตินตอบพร้อมส่ายหัวเบาๆ


“แปลว่ายังไม่เชื่อเต็มร้อยล่ะสิ”


“...”ความเงียบนั่นเหมือนเป็นการบอกกลายๆว่าเป็นความจริง


“ไม่ต้องรีบหรอกติน...ตอนนี้พาผมชมสวนหน่อยสิ”ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนจะใช้นิ้วจิ้มแก้มตินเล่น


“...อยากดูอะไรล่ะ”อีกฝ่ายถาม


“พูดเหมือนมีให้เลือกเยอะงั้นแหละ”ผมย้อน


“หึ...ก็ลองพูดมาสิ”คำพูดที่เหมือนท้าทายนั่นทำให้ผมยกยิ้มขึ้นอย่างนึกสนุก


“ทานตะวัน...อยากดูดอกทานตะวัน”ผมบอกชื่อของดอกไม้ที่ไม่มีทางมีอยู่ในบ้านนี้แน่ๆออกไป


“ตามมา”ตินบอกพร้อมกับเดินนำไปตามทางเดิน


“ห๊ะ?...นี่จะบอกว่ามีจริงๆอ่ะ”ผมถามด้วยน้ำเสียงตกใจ


“แน่นอน”


เดินไปไม่ถึง5นาทีสวนดอกทานตะวันก็ปรากฏต่อสายตาผม...กลีบดอกสีทองที่เปล่งประกายเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ตอนนี้กำลังเริ่มหุบลงเพราะแสงของดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าไป แม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดแต่ก็ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก


“สวยจัง”ผมพึมพำ


“ตอนเช้าจะสวยกว่านี้อีก”


“ก็คงใช่...แต่แค่นี้ก็พอแล้ว”


“อืม...งั้นก็กลับกัน...แม่คงทำข้าวเย็นเสร็จแล้ว”ตอนบอกก่อนจะหันหลังเดินกลับไปตามทางเดิน


เมื่อกลับมาภายในคฤหาสน์ก็เป็นอย่างที่ตินบอก...อาหารเกือบสิบอย่างถูกวางเรียงรายบนโต๊ะหินสีอ่อนเงาแวววาวโดยมีทุกคนในครอบครัวนั่งรออยู่ก่อนแล้ว


“ไปไหนมาพี่”คินถามพี่ชายตัวเอง


“เดินเล่น”ตอบเสร็จตินก็นั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้าง เหล่าบอดี้การ์ดเองก็ยืนเฝ้าอยู่ด้านหลัง...ท่าทางดูมีชีวิตชีวาขึ้นอาจเพราะได้ไปพักเลยทำให้มีพลังเพิ่มก็เป็นได้


“เรามากินมื้อค่ำกันเลยเนอะ...แม่ทำสุดฝีมือเลย”คุณหญิงกรรณิกาบอกกับครอบครัวทุกคนด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข


จากนั้นอาหารเกือบสิบอย่างก็ค่อยๆถูกจัดการช้าๆ...ดวงตาสีเขียวอ่อนของผมมองไปยังกุ้งตัวใหญ่ในต้มยำน้ำข้นตรงหน้ากลางกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่...


“น่ากินจัง”ผมอยากกินบ้างจัง


“...”คำพูดผมทำให้ดวงตาสีฟ้าเงยขึ้นมามองก่อนจะขมวดคิ้ว


“มีอะไรเหรอติน”ผมถามเพราะอีกฝ่ายเหมือนมีอะไรจะพูด


“...”ตินไม่ตอบแต่เงยหน้าขึ้นมามองแล้วหันกลับไปยังอาหารมากมายบนโต๊ะ


รู้สึกว่าจะเข้าใจสิ่งที่ตินต้องการจะถามแล้วล่ะ


“ผมอยากกินต้มยำน้ำข้นที่มีกุ้งตัวใหญ่ๆนั่น”ผมรีบบอกเมื่อรู้ว่าตินคงอยากถามว่าอยากกินอะไร


“...แม่”ตินเรียกแม่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม


“จ๋าลูก”


“ต้มยำนี่...พอจะมีเหลือไหม”ตินถามต่อ


“มีจ้า...อยู่ในห้องครัวลูกจะเติมเพิ่มเหรอ แปลว่าลูกชอบสินะถึงถามแบบนี้”ผู้เป็นแม่ดูจะดีใจมากที่เห็นตินถาม


“ครับ”


“งั้นเดี๋ยวแม่ให้เด็กไปตักให้นะ”


“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมจะเอาไปกินบนห้อง”ตินรีบตอบก่อนที่แม่จะสั่งเด็กสาวที่อยู่ข้างๆ


“ทำไมต้องเอาไปกินบนห้อง?”ครั้งนี้พ่อของตินถามบ้าง


“...ไว้เป็นมื้อดึกครับ”ดูเหมือนตินจะโกหกอีกแล้วนะ


“ถ้าจะเอามื้อดึกให้แม่ทำของเบาๆให้ดีกว่านี่”พ่อของตินถามต่อ


“...ผมอยากกินน่ะครับ”


“งั้นก็ตามใจ”


“แม่มีแพนเค้กด้วยนะ...เดี๋ยวจะไปทอดให้ลูกจะกินที่นี่หรือจะเอาไปกินบนห้องดีล่ะ”คุณหญิงกรรณิกาถามต่อ


“บนห้องดีกว่าครับ”


“อะไรกันพี่...นานๆเจอกันทีจะรีบขึ้นห้องไปไหนกัน”


“ไม่ได้รีบอะไรนี่”


“รีบสิ...หรือว่าซ่อนสาวไว้”


“...อย่ามาพูดบ้าๆน่า”แม้ตินจะตอบกลับไปนิ่งๆแต่ผมสังเกตนะว่าตินสะดุ้งกับคำถามนี้เหมือนกัน


หลังจากนั้นต้มยำทะเลน้ำข้นใส่กุ้งตัวยักษ์กับแพนเค้กจานใหญ่ก็ถูกวางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาภายในห้องขนาดใหญ่ของติน...ห้องอันหรูหรานี่ทำเอาผมต้องลอยไปสำรวจในทุกๆทีอย่างสนใจ...


“แพน”


“หื้ม?”เสียงเรียกของตินนั้นดังขึ้นก่อนที่ผมจะลอยกลับไปยังโซฟาสีครามอีกครั้ง


“รีบกิน”ตินบอกโดยที่ดวงตายังจับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์ตรงหน้า


“กินด้วยกันไหม”ผมถามกลับบ้าง


“ไม่ล่ะ”


“แล้วแพนเค้กล่ะ...กลิ่นหอมแบบนี้ต้องอร่อยแน่ๆ”ผมบอกอีกรอบ


“กินไป...อุ๊บ...”ผมอาศัยตอนที่ตินตอบจัดการป้อนแพนเค้กให้อย่างไม่รู้ตัว


“อร่อยไหม”ผมถามกลับเสียงใส


“...”คนถูกบังคับทำหน้าตึงอย่างโกรธๆ


“ผมอยากให้ตินกินด้วยกันนะ...กินคนเดียวมัน...”


“...มันอะไร”ตินที่กลืนแพนเค้กลงไปตอนไหนไม่รู้ถามกลับ


“...มันเหงา”ผมตอบตามที่คิดออกไป


“เป็นเด็กรึไง”ตินถอนให้ใจเสียงดังพร้อมกับยกมือเสยเส้นผมสีดำให้ไปด้านหลัง


“ไม่ใช่เด็กสักหน่อย”ผมบ่นอุบอิบ


“มีแต่เด็กแหละที่กินข้าวคนเดียวไม่ได้”


“ผมกินได้นะ...แค่เหงาเท่านั้นเอง”


“แล้วมันต่างกันตรงไหน”


“ต่างสิ...ต่างมากด้วย”


“เลิกเถียงสักที...รีบกินก่อนจะโดนแย่งหมด”คำพูดตินทำให้ผมมองเขาอย่างงงๆก่อนจะเข้าใจเมื่อตินใช้ช้อนที่วางอยู่ตักแพนเค้กเข้าปากทั้งที่ผมไม่ได้บังคับ


การกระทำนั้นทำให้ผมยิ้มกว้างออกมาจนตาแทบปิด


ถึงจะบ่นโน่นบ่นนี่แต่สุดท้ายก็ยอมกินเป็นเพื่อน...


อ่อนโยนกว่าที่คิดนะติน


“ขอบคุณนะติน”


มื้อนี้อร่อยมากเป็นพิเศษเลยล่ะ

...............................................................................
สวัสดีค่า

มาต่อแล้ววว

ในที่สุดก็ได้เขียนฉากอื่นนอกจากโรงพยาบาล555

รู้สึกสนุกๆมากกับการแต่งตอนนี้

ยิ่งแต่งแพนยิ่งเหมือนเด็กลงไปทุกที นิสัยร่าเริง อยากรู้อยากเห็น ซึ่งสำหรับเราแล้วน่ารักมากๆ

ตินเองก็เหมือนกัน เห็นแข็งๆแต่ภายในกลับอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก

ขอบคุณทุกๆคนที่คอมเม้นท์และให้กำลังใจมาตลอดนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่า

หวังว่าทุกคนจะสนุกกับการอ่านนะคะ

บ๊ายบาย :bye2:

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ maekkun

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ namngern

  • Flowers need to bloom
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1848
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-2
แหมมม พอเป็นแพนตินก็ใจอ๊อนอ่อนนะ
ยอมพาไปเดินเล่น
ยอมกินแพนเค้ก แถมยังเอาต้มยำกุ้งให้กินด้วย
น่าร้ากกกกกก จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ :mew1:

ออฟไลน์ Roman chibi

  • Death is not the end. Death can never be the end. Death is the road. Life is the traveller. The soul is the guide.
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1224
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
เนื้อเรื่องสบายๆ น่ารักๆ รอติดตามตอนต่อไปค่า :katai4:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
ตินตามใจแพนมากอ่ะะะ

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
เนื้อเรื่องน่ารักมากเลยยิ่งอ่านไปยิ่งรู้สึกรักตัวละครในเรื่อง
ตินที่ดูแข็งๆแบบมีความเป็นผู้นำสูงบรรยากาศรอบตัวดูขรึมๆแต่พออยู่กับแพนทำให้บรรยากาศรอบๆตัวดูอบอุ่นไปทันที่
อิอิต้องยกความดีนี้ให้แพนซินะ....รออ่านตอนต่อไปนะ :mew1: :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4526
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
ท่านเทพน่าร๊ากกกกกก ตินก็อ่อนโยนหน่อยนะ ฮี่ ๆ

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
สัมผัส{❤}ครั้งที่5



แสงสว่างของยามเช้าส่องสว่างเข้ามาภายในห้องนอนขนาดใหญ่จนเจ้าของห้องอย่างผม คณาธิป ชินอภินันท์หรือชื่อที่พ่อตั้งให้ว่าตินปรือตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพลิกตัวพร้อมถกผ้าห่มขึ้นคลุมหัวอีกครั้งเพื่อหวังว่าจะได้หลับต่ออีกสักตื่นเพราะไม่มีใครกล้ามาเคาะประตูห้องนี้แน่ๆ


“นี่ติน...ตื่นแล้วก็ลุกสิ”เสียงนุ่มออกหวานเล็กๆดังขึ้นพร้อมกับวางมือลงบนไหล่ผมแล้วเขย่าไปมาเบาๆ


นี่ผมลืมไปได้ยังไงว่ามีอีกคนอยู่ในห้องด้วย


จะบอกว่าคนก็ไม่ถูก...


เทพ


เจ้าตัวบอกมาว่าแบบนั้น...เรื่องที่เอาไปหลอกเด็กยังไม่มีทางเชื่อแต่ก็ไม่อาจใช้คำอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว


จะบอกว่าเป็นวิญญาณก็ยิ่งไม่น่าเชื่อสำหรับคนที่ไม่สนเรื่องพวกนี้อย่างผมเข้าไปใหญ่


“ติน เห็นลืมตาแล้วนี่...นี่ติน”เสียงเรียกยังคงดังอยู่ที่เพิ่มเติมคือแรงเขย่าไหล่ที่แรงกว่าเดิม


ผมพยายามไม่สนใจสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชนิดและไม่สามารถมองเห็นนั่นโดยการขดตัวนอนต่อทั้งๆแบบนั้น


“ตินนนน~”


พรึ่บ


“แพน”สุดท้ายผมก็ทนไม่ไหวลุกขึ้นมาเรียกชื่อของเทพหรือวิญญาณอะไรสักอย่างที่ส่งเสียงดังไม่หยุดหย่อนตรงหน้านี่


“ตื่นแล้วเหรอ อรุณสวัสดิ์นะติน”น้ำเสียงสดใสที่ส่งมาทำให้ความหงุดหงิดที่โดนปลุกลดลงไปกว่าครึ่ง


อยากจะถามตัวเองจริงๆว่าทำไมถึงใจอ่อนกับเสียงของอีกฝ่ายได้ขนาดนี้


“...มีอะไร”ผมถามเสียงห้วน


“ไม่มีหรอก”คำตอบที่ได้ยินทำเอาคนฟังอย่างผมถึงกับคิ้วกระตุก


“ไม่มีแล้วปลุกทำไม”ผมกัดฟันถามต่อ


เมื่อคืนผมนั่งอ่านเอกสารที่ถูกส่งมาระหว่างที่ผมนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนขึ้นวันใหม่ทั้งที่น่าจะตื่นสักช่วงสายของวันแต่พอหันไปมองนาฬิกาก็พึ่งบอกเวลา7โมงกว่าเท่านั้นเอง


แบบนี้จะไม่ให้หงุดหงิดได้ยังไงกัน


“ก็เห็นลืมตาแล้วนี่”


“คิดจะกวนกันแต่เช้าเลยสินะ”


“เปล่านะ...คุณยังนอนไม่พออีกเหรอ”


“คงเห็นนะว่าเมื่อคืนฉันนอนกี่โมง”


“อืม...ก็เห็น...แต่ก็นอนมาหลายชั่วโมงแล้วนี่”เสียงนั้นตอบกลับ


“แล้วนายไม่นอนบ้างรึไง”ผมย้อนถาม


เล่นมาปลุกซะทุกเช้าแบบนี้...เป็นพวกตื่นเช้ารึไงกัน


“ผมนอนนะ...แต่ถึงไม่นอนก็ไม่เป็นปัญหาอะไรเลยไม่ค่อยได้นอน”คำตอบนั้นทำให้ผมขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด


เทพนี่ไม่ต้องนอนก็ได้งั้นเหรอ ความรู้ใหม่เลย


“คราวหน้าก็นอนซะ”


“ผมไม่อยากลอยตัวนอนนี่...เวลาหลับเพลินๆมันชอบตกลงมา”คำอธิบายนั่นทำให้ผมเห็นภาพเป็นฉากๆเลยล่ะ


คิดสภาพท่านเทพอันน่าเคารพนอนตกลงพื้นก้นจ้ำเบ้าก็น่าขำดี


แพนเป็นเทพที่แปลกกว่าเทพองค์อื่นที่เคยได้ยินตามนิทาน ไม่แน่นะนิทานพวกนั้นอาจไม่ได้เป็นความจริง  เทพในความเป็นจริงอาจจะแปลกๆแบบแพนก็ได้


“ซุ่มซ่ามสินะ”ผมพึมพำ


“เปล่านะ...ไม่ได้ซุ่มซ่ามแค่ไม่ทันระวังตัวเอง”เสียงที่ได้ยินดังขึ้นตรงหน้าโดยที่ผมไม่อาจมองเห็นอะไรได้เลยทั้งๆที่พยายามมองแล้วแท้ๆ


ทำไมถึงมองไม่เห็นนะ


“แพน...นายอยู่ตรงไหน”ผมถามทั้งๆที่พอเดาได้


“หื้ม?...ก็นั่งอยู่บนตักคุณไง”


“...มองไม่เห็น”ไม่ใช่แค่มองไม่เห็นแต่ยังไม่สามารถสัมผัสถึงความหนักได้เลยสักนิด


สัมผัสถึงตัวตนของอีกฝ่ายไม่ได้เลยนอกจากเสียงและแรงจากมือที่มักลูบเส้นผมสีดำของผมก่อนนอนเสมอ...แรกๆการกระทำนั่นสร้างความหวาดระแวงให้อย่างมากแต่พอผ่านไปสักพักกลับรู้สึกดีกับสัมผัสนั่นอย่างบอกไม่ถูก


“อย่าพึ่งเห็นผมเลยติน”เสียงนั้นบอกเบาๆก่อนที่ผมจะสะดุ้งนิดๆเมื่อแก้มของตัวเองถูกฝ่ามืออุ่นๆที่แสนคุ้นเคยสัมผัสก่อนจะลูบไปมาอย่างเชื่องช้า


“ทำไม”


ทำไมถึงไม่อยากให้เห็น


“มันดีกับคุณเอง”


“หมายความว่ายังไง”ผมถามต่อ สัมผัสได้เลยว่าคิ้วของตัวเองกำลังขมวดแน่นจนเป็นปมแล้ว


“...หิวข้าวไหม”


“อย่าเปลี่ยนเรื่องแพน”คิดว่าผมไม่รู้รึไงว่าอีกฝ่ายกำลังเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้อยู่น่ะ


“...ถึงไม่บอกก็น่าจะรู้นะ”


“ไม่รู้...บอกมาได้แล้ว”ใครจะไปรู้ความคิดของเทพกัน


“...ถ้าคุณเห็นผมครั้งนึง...ก็จะเห็นไปตลอดนะ”เงียบไปสักพักเสียงเดิมก็ตอบกลับ


“ฉันรู้”เหมือนกับที่ได้ยินเสียง...


เมื่อได้ยินครั้งนึงก็จะได้ยินไปตลอด


“แบบนั้น...คุณจะยิ่งเหมือนถูกตามติดมากกว่าเดิมอีกนะ”คำอธิบายต่อมาทำให้ผมเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อในทันที


การที่มีอะไรก็ไม่รู้มองก็ไม่เห็นตามตลอดไม่ว่าจะไปไหนถ้าเป็นคนอื่นคงได้เข้าโรงพยาบาลพบจิตแพทย์ไปแล้ว...แค่ได้ยินเสียงอาจไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกตามติดเท่าเห็นตัว


แพนคิดเรื่องของผมมากพอดูและคงเป็นห่วงมากถึงได้พูดแบบนั้นออกมา


คิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาบางๆ การที่มีคนมาห่วงแบบนี้ถือว่านับครั้งได้ตั้งแต่เกิดมา


ด้วยความที่ครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่เลี้ยงลูกแบบปล่อยให้เผชิญโลกเองทำให้ต้องเจอกับสังคมของผู้ใหญ่ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ใบหน้าที่เข้ามายิ้มและบอกว่าเป็นห่วงมันไม่มีจริง สิ่งที่คนพวกนั้นต้องการคือความสัมพันธ์อันดีที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นเท่านั้น


แต่สำหรับแพน...เขาคงไม่จำเป็นต้องการอะไรแบบนั้นเพราะแม้แต่จะปรากฏตัวต่อหน้ามนุษย์ยังทำไม่ได้เลย นั่นหมายความว่าถึงเขาจะแสร้งว่าเป็นห่วงก็ไม่ได้มีอะไรตอบแทนให้ดังนั้นคำว่าห่วงจากแพนผมถึงรู้สึกดีเพราะมันเป็นความรู้สึกจริงๆของเขา


ถึงจะไม่คิดอะไรมากมายก็สามารถรับรู้ถึงความห่วงใยนั่นได้อยู่ดี


มีเทพที่ไหนช่วยมนุษย์โดยที่ต้องติดแหง็กอยู่ด้วยกันไปจนกว่าจะหมดอายุไขแบบนั้น


ไม่เพียงแค่ช่วยชีวิตแต่กลับคอยดูแลทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิดเดียว


ความทรงจำตอนที่อยู่โรงพยาบาลผุดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เกิดขึ้น


จริงอยู่ที่อีกฝ่ายออกจะพูดมากจนน่ารำคาญไปบ้างแต่ก็ไม่เคยคิดจะย้อนกลับไปในช่วงที่ไม่ได้ยินเสียงนั่นเลยสักครั้ง ตรงกันข้ามการที่ได้ยินเสียงแบบนี้มันให้ความรู้สึกดีกว่าตอนที่ไม่ได้ยินเยอะ


ในเมื่อเป็นแบบนั้นการที่จะมองเห็นร่างนั้นไปตลอดชีวิตก็คงไม่แย่อะไร...อีกอย่างการที่ได้ยินแต่เสียงมันก็เสียเปรียบอยู่มาก...


ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน


ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอะไร


ไม่รู้แม้แต่ใบหน้าตอนกำลังพูดกันเหมือนในตอนนี้


“...ฉันอยากเห็นนายนะ...แพน”ผมบอกออกไปตามตรง


“...”ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนนี้อีกครั้งหนึ่ง


“...”ผมเองก็ไม่ได้พูดหรือเร่งอะไร


แพนคงกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่...


และคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากพอดู


“...อยากเห็นผมจริงๆเหรอ”ผ่านไปสักพักเสียงเดิมก็ถามขึ้น


“อืม”


“...ไม่กลัวว่าผมจะน่าเกลียดเหรอ”


“ก็เดาได้ว่าคงไม่ได้หน้าตาดีนักหรอก”ผมกวนกลับ


“พูดแบบนี้หาเรื่องกันใช่ไหมติน รู้ไหมว่าใครๆก็บอกว่าผมหน้าตาดีทั้งนั้น”


“ใครที่ว่าคือใครล่ะ”ผมถามกลับ


“ก็...พวกเทพและก็พวกต้นไม้”อีกฝ่ายตอบไม่เต็มเสียง


“หึ...ใครจะไปรู้สำหรับมนุษย์นายอาจขี้เหล่ก็ได้”


“ไม่มีทาง”แพนยังคงย้ำด้วยความมั่นใจ


“ถ้ามั่นใจนักก็ให้ฉันเห็นสิ”ให้เห็นแล้วจะบอกว่าเป็นยังไง


การพูดคุยโดยไม่เห็นหน้าแบบนี้...รู้สึกไม่ดีเอาซะเลย


“...ไม่เสียใจแน่นะ”


“อืม”


“มันไม่ยากที่จะเห็น...ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวคุณทั้งนั้น”


“หมายความว่ายังไง”ผมถามกลับอย่างไม่เข้าใจ


อยู่ที่ตัวผม


“มนุษย์ทุกคนสามาถมองเห็นเทพได้...”


“...เห็นได้ที่ไหน”ก็เห็นอยู่ว่ามองไม่เห็น...


ไม่ว่าเพ่งขนาดไหนสิ่งที่เห็นตรงหน้ามีเพียงผนังห้องสีขาวไม่มีอะไรที่บอกเลยว่ามีเทพองค์หนึ่งอยู่ด้วยถ้าไม่ได้ยินเสียงของอีกฝ่าย


“พูดขัดทำไมเนี่ย...ผมยังพูดไม่จบเลย”เสียงที่ตอบกลับมาดูจะเริ่มไม่พอใจ


“งั้นก็พูดต่อสิ”


“ชิ...มนุษย์น่ะสามารถมองเห็นเทพอย่างพวกเราได้เพียงแต่ต้องมีความเชื่อมั่นอันแรงกล้าและความศรัททาที่จะเห็น...ถ้ามีเพียงความคราแครงใจแม้แต่วินาทีเดียวก็ไม่สามรถมองเห็นได้หรอก”


“...”ผมเงียบเพราะกำลังทำความเข้าใจคำอธิบายนั่น


“ถ้าตินอยากเห็นผมก็จงเชื่อว่าผมมีตัวตน...การจะเห็นทำได้ง่ายๆแบบนี้แหละ”


“...ง่ายที่ไหน”ผมพึมพำออกมา


ตอนนี้ผมกำลังพยายามทำตามสิ่งที่แพนบอกทั้งเชื่อและศรัททาที่จะเห็นแต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาก็ยังคงเป็นเพียงผนังห้องสีขาวสะอาดตาเหมือนเดิม


“...มองไม่เห็นสินะ”


“ทำไมถึงรู้”ผมถามกลับ


“เพราะดวงตาของคุณมันยังไม่สะท้อนภาพของผมน่ะสิ”คำพูดนั่นอธิบายได้อย่างดีว่าตอนนี้ดวงตาสีฟ้าสดของผมกำลังถูกมองอย่างไม่รู้ตัว


“แพน...”


“ไม่ต้องรีบน่า...ผมจะลงไปที่สวนหน่อยคุณจะหลับต่อก็ตามสบายเลยนะ”


“เฮ้ย...เดี๋ยวสิ”ผมรีบรั้งก่อนที่อีกฝ่ายจะออกไป


“อะไร”


“ไหนบอกว่าต้องอยู่ด้วยกันตลอดไง”


คำว่าตลอด...ไม่ได้หมายถึงว่าห้ามแยกกันหรอกเหรอ


“ก็ใช่...แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันตลอดหรอก...ถ้าอยู่ในระยะหนึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร”


“แบบนั้นเอง”ผมเริ่มเข้าใจล่ะ


“ขอโทษที่ปลุกนะ...อยากบอกให้คุณรู้ก่อนออกไปเพราะถ้าตื่นมาแล้วผมไม่อยู่เดี๋ยวจะเป็นห่วง”


“ใครเป็นห่วงกัน?”คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อได้ยินคำพูดนั้น


“คิก...คุณน่ะใจดีมากนะ...ถึงจะไม่มีใครรู้แต่ผมรู้นะ”


“...อย่ามาพูดบ้าๆ”คำว่าใจดีตั้งแต่เกิดมาก็พึ่งมีคนบอกนี่แหละ


“พูดจริงนะ...ตินใจดี”เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสของฝ่ามือที่ลูบใบหน้าผมอีกครั้ง


“...ขออาบน้ำก่อนจะลงไปด้วย”ทั้งที่อยากจะนอนแต่พอได้พูดคุยกันความง่วงที่มีมันก็หายไปแล้ว


“ผมไปรอที่สวนนะ...ไม่อยู่ดูคุณอาบน้ำหรอก”


“จะอยู่ดูก็ไม่ได้ว่านี่”


“ใครจะอยากดูกัน!”เสียงตะโกนนี่เป็นประโยคสุดท้ายที่ได้ยิน


หลังจากที่ผมเรียกอีกฝ่ายแต่ไม่มีเสียงตอบรับก็รู้ว่าคงออกไปที่สวนแล้ว...ผมก็ลุกจากเตียงเดินไปจัดการตัวเองในห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกล ไม่ถึง10นาทีทุกอย่างก็เรียบร้อย


สวนหลังบ้านถูกประดับไปด้วยไม้ดอกและไม้ประดับที่มีราคาแพงตามความชอบของผู้เป็นพ่อ...ส่วนทางเดินอันหรูหรานี่เป็นความชอบของแม่ แม้ความชอบของทั้งคู่จะแตกต่างกันแต่พอเอามารวมกันก็กลายเป็นสวนที่ดูมีมูลค่ามาก


“แพน”ผมเรียกชื่อพลางมองไปรอบๆ


บรรยากาศเงียบๆยามเช้ามีเพียงเสียงของลมและใบไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียงเบาๆขึ้นเท่านั้น...จากที่ได้ฟังรู้สึกว่าต้นไม้พวกนี้ก็สามารถพูดได้เหมือนกันถึงผมจะไม่ได้ยินกับตัวก็ตามเถอะ


“แพน”


เสียงเรียกดังขึ้นหลายต่อหลายครั้งแต่สิ่งที่ได้กลับมาก็เป็นเพียงความเงียบเหมือนอย่างทุกครั้ง นั่นทำให้ผมรู้สึกใจไม่ดีเอาซะเลย...


ความรู้สึกไม่สบายใจนี่มันอะไรกัน?


จากที่อยู่บริเวณด้านหน้าของสวนตอนนี้ผมกลับเดินมาจนเกือบท้ายสวน...ถ้าเดินไปอีกสักพักก็จะถึงกำแพงบ้านแล้ว ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่กลับไม่เจอแพนที่น่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในสวนนี้


“หรือว่าจะอยู่ที่สวนด้านหน้า”ผมพึมพำเสียงเบาอย่างครุ่นคิดก่อนจะหมุนตัวเดินกลับทางเดิม...


“ติน!”


กึก!


ขาที่กำลังจะก้าวหยุดชะงักพร้อมหันกลับไปมองยังเสียงที่อยู่ด้านหลังทันที


“แพน”


“ทำไมเดินกลับแล้วเล่า!...ยังหาผมไม่เจอแล้วหันกลับแบบนี้หมายความว่ายังไง...นี่คิดจะทิ้งกันใช่ไหม?!”เสียงเดิมตะโกนจนผมต้องเบนหน้าหนี


“นี่ตามมาตลอดสินะ”ผมถามเสียงเข้ม


การที่อีกฝ่ายโผล่ออกมาได้จังหวะแบบนี้มีได้ทางเดียวเท่านั้นคือตามผมมาตั้งแต่ต้น


น่าโมโหที่ไม่รู้ตัว


ถึงได้บอกว่าการได้ยินแค่เสียงมันไม่สะดวกเอาซะเลย


“...โกรธเหรอ”เสียงตะโกนกลายเป็นเสียงอ่อยในเวลาไม่กี่วินาที


“ควรโกรธไหมล่ะ”ผมถามกลับ


“...ขอโทษนะ...หายโกรธนะตินผมแค่อยากดูว่าจะหาผมรึเปล่าเท่านั้นเอง”อีกฝ่ายถามกลับเสียงอ่อย


เล่นทำเสียงแบบนั้นผมก็แย่น่ะสิ


“เฮ้อ...ฉันจะกลับแล้ว”ผมเลือกที่จะถอนหายใจก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านที่ตอนนี้แม่คงเตรียมมื้อเช้าไว้ให้แล้ว


“เดี๋ยวสิติน...หายโกรธแล้วใช่ไหม”


“...”ผมเงียบกับคำถามนั้นโดยที่ยังเดินต่อไปเรื่อยๆ


“นี่...หายโกรธนะตินนนน~”


“ตินนน~”


“นี่ติน”


“ถ้ายังไม่เลิกกวนฉันโกรธจริงๆแน่”บอกจบผมก็หันไปจ้องบริเวณที่ได้ยินเสียงเรียกมาตลอดทาง


“แปลว่าหายโกรธแล้วเนอะ...ว่าแล้วเชียว...ตินใจดีจริงๆด้วย”น้ำเสียงใสๆนั่นทำให้ผมรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก


ผมเลยเลือกที่จะเงียบแล้วเดินเข้าไปยังห้องกินข้าวที่ตอนนี้มีพ่อนั่งอยู่หัวโต๊ะและมีแม่ยกจานอาหารออกมาวางตามที่ของแต่ละคน


“คินล่ะ”ผมหันไปถามบอดี้การ์ดคนสนิทสองคนที่เดินถือจานอาหารตามแม่ออกมาจากห้องครัว


“คุณคินยังไม่ลงมาเลยครับ”กายเป็นคนตอบคำถามนี้


สำหรับกาย...เขาเป็นบอดี้การ์ดที่ผมยอมรับในฐานผู้มีฝีมือเก่งกาจและยังสามารถเชื่อใจได้เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อก่อน ส่วนจิมก็เป็นเพื่อนสนิทรุ่นเดียวกันของกายเรียกว่าผมรู้จักพวกเขาทั้งคู่พร้อมกันก็ว่าได้...นอกจากทั้งคู่จะเป็นบอดี้การ์ดให้ผมแล้วยังเป็นเลขาที่มากความสามารถด้วย


“ใครเรียกผมครับ”เสียงอันร่าเริงของน้องคนสุดท้องดังขึ้นก่อนที่จะเห็นตัวซะอีก


คินเป็นน้องชายที่มีอายุต่างกัน2ปีแต่นิสัยต่างกับผมแบบสุดขั้ว...ถ้าจะให้เปรียบก็พูดเก่งพอๆกับแพนแถมยังชอบกวนเหมือนกันอีก ถ้าคู่นี้ได้เจอกันคงหาความเงียบไม่ได้


“ตื่นสายนะ”ผมหันไปบอก


“เปล่านะพี่...เมื่อคืนผมนั่งทำงานอยู่หรอก”


“ทำงาน?...ไม่ใช่เล่นเกมเหรอ”


“ชิ...มีพี่ชายรู้ทันนี่แย่ชะมัด”


“ไม่รู้ก็แปลกล่ะ”ตั้งแต่เด็กน้องชายคนนี้ก็เอาแต่เล่นเกมมาตลอด ไม่ว่าจะโดนว่ายังไงก็ยังเล่นไม่เลิกจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่พ่อออกปากว่าถ้าการเรียนตกจะเอาเครื่องเกมไปเผาให้หมด...เชื่อไหมว่าเกรดที่ออกนั่นดีกว่าเดิมราวกับเป็นคนละคน


“ไม่พูดแล้ว...แม่มีไรกินครับ”


“วันนี้มีขนมปังกับไส้กรอกและไข่ดาว...มื้อเช้าไม่ควรกินของหนักๆเลยทำของง่ายๆให้”


พวกเราทั้งครอบครัวลงมือจัดการมื้อเช้าอย่างไม่รีบร้อนท่ามกลางเสียงพูดคุยของแม่กับคิน พ่อกับผมจะเสริมบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น


“...แม่เสียใจจังที่วันนี้พวกเราต้องแยกกันอีกแล้ว”แม่บอกเสียงเศร้า


“อย่าเศร้าไปเลยแม่...ไว้เราหาเวลามารวมกันอีกก็ได้น่า”คินปลอบด้วยรอยยิ้ม


ครอบครัวของผมแต่ละคนต่างก็มีธุรกิจเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็นคินที่ทำบริษัทเกมทั้งส่งออกและนำเข้ารวมทั้งมีหลายเกมที่คิดและสร้างขึ้นมาด้วยบุคลากรชั้นนำของวงการ ส่วนพ่อและแม่ก็มีธุรกิจส่งออกสินค้าแบรนด์ดังทำให้ต้องไปติดต่อลูกค้าที่ต่างประเทศด้วยกันเสมอ...


ผมเองก็มีธุรกิจเป็นของตัวเองเช่นกัน


ดังนั้นพวกเราเลยไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าทั้งครอบครัวบ่อยนัก จะมีก็แค่นานๆครั้ง


เรียกว่าผมโตมาพร้อมกับความเหงาจนชินชาก็ว่าได้


หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จผมก็นั่งรถออกจากบ้านหลังใหญ่โดยมีกายและจิมเป็นคนขับ...จุดหมายปลายทางที่รถสีดำคันนี้จะไปคือคอนโดหรูที่พักของผมนั่นเอง...


“นี่ติน...เราจะไปไหนเหรอ”แพนถามเสียงเบาแต่แค่นั้นดูจะไม่พอเพราะอีกฝ่ายใช้นิ้วจิ้มแก้มผมเล่นด้วย ดวงตาสีฟ้าสดของผมมองไปยังกระจกมองหลังด้านหน้าพลางขมวดคิ้วเพราะไม่สามารถมองเห็นเทพที่อยู่ข้างกายนี่ได้


เคยมีคนบอกว่าถ้าอยากเห็นวิญญาณให้มองผ่านกระจก


แต่นี่ไม่เห็นมีอะไรเลย


รถสีดำสนิทเลี้ยวเข้าไปในคอนโดหรูที่อยู่ใกล้กับสถานที่ทำงานอยู่พอสมควร...ด้วยความที่อยู่ใจกลางเมืองทำให้ราคาเรียกว่าสูงลิ่วแต่ไม่ได้สูงมากสำหรับคนมีเงินอย่างผม ห้องชั้นบนสุดของคอนโดถูกเหมาซื้อด้วยเงินก้อนหนึ่งตั้งแต่ตอนกำลังก่อสร้างทำให้ชั้นบนสุดนั้นเป็นชั้นเดียวที่ถูกออกแบบสร้างตามความชอบส่วนตัวของผม


บนชั้น30ซึ่งเป็นชั้นบนสุดมีห้องอยู่เพียง3ห้องคือห้องของผมและของบอดี้การ์ดคนสนิทอีกสองคน...ทั้งที่ให้ห้องไปคนละห้องแต่กายกับจิมเลือกที่จะนอนด้วยกันและให้อีกห้องเป็นห้องรับรองแขกหรือห้องพักเวลาที่ลูกน้องมาเฝ้า


“นี่ติน...ที่นี่มันคอนโดนี่...อย่าบอกนะว่าคุณอยู่ที่คอนโดหรูขนาดนี้น่ะ”แพนยังคงถามไม่หยุดตั้งแต่ลงรถจนถึงขึ้นลิฟต์


จะให้ตอบก็ไม่ได้เพราะมีกายและจิมขนาบข้างอยู่


อีกฝ่ายก็น่าจะรู้แต่ก็ยังยิงคำถามซ้ำๆมาไม่หยุดจนคิ้วผมกระตุกด้วยความหงุดหงิด


“ถ้ามีอะไรเรียกพวกเราได้นะครับ”กายบอกเมื่อผมมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของตัวเองแล้ว


“อืม”


“คุณตินจะกลับไปทำงานเมื่อไหร่ครับ”จิมถามบ้าง


“นั่นสิ...พรุ่งนี้ฉันจะไปดูสักหน่อย”ผมตอบก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องของตัวเอง



(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ nicedog

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 588
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +366/-0
(ต่อนะคะ)


ภายในห้องถูกทาด้วยสีขาวนวลสะอาดตา ตรงข้างเข้ามีตู้วางรองเท้าตั้งอยู่ชินกับประตู...ผมถอดรองเท้าก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องรับแขกซึ่งเป็นห้องแรกเมื่อเข้ามา ห้องรับแขกขนาดใหญ่ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรูตามความชอบของผมโดยมีทั้งโทรทัศน์จอยักษ์ โซฟากำมะหยี่นุ่มรวมถึงชั้นหนังสือและอื่นๆอีกมากมาย


“ว้าวๆๆ...ห้องใหญ่จังเลย”เสียงของแพนดังขึ้นอีกครั้ง


“ฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”ผมบอกแล้วเดินไปยังประตูที่อยู่ด้านในห้องรับแขกเข้าไป...ห้องนอนเพียงห้องเดียวถูกสร้างและออกแบบให้ตรงกับความต้องการของผมโดยใช้สีน้ำเงินกับขาว เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นสีนี้ทั้งหมด


“ผมรออยู่นี่นะ”


“จะตามมาก็ไม่ว่านะ”ผมบอกเสียงเบา


“ใครจะอยากดูคุณเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน!”คำตะโกนนั้นดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องที่ถูกปิดลง


ไม่นานผมก็เดินออกมาพร้อมกับชุดลำลองสบายๆที่มักใส่ตอนอยู่ห้อง...สิ่งแรกที่เห็นเมื่อออกจากห้องมาคือโทรทัศน์จอยักษ์ที่ถูกเปิดอยู่...


“นายเปิดเหรอแพน”ผมถามทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้ว


ห้องนี้มีระบบล๊อกอัตโนมัติทำให้ไม่สามารถเปิดจากข้างนอกได้ถ้าไม่มีรหัสหรือคีย์การ์ด


“ใช่...อยู่เงียบๆแบบนี้มันน่าเบื่อน่ะ...เปิดไม่ได้?”เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านข้าง


“ไม่ได้ว่านี่”ตอบไปผมก็พยายามเพ่งมองบริเวณที่ได้ยินเสียงแต่ก็ยังไม่เห็นอะไรนอกจากความว่างเปล่า


ยิ่งไม่เห็นก็ยิ่งหงุดหงิด


“ขมวดคิ้วทำไมติน...คิดอะไรอยู่กัน”สัมผัสของมือลูบบริเวณคิ้วที่ขมวดเป็นปมนั้นดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงของแพน


ทั้งที่อยู่ใกล้ขนาดนี้...


แต่กลับมองไม่เห็น


ต้องทำยังไงถึงจะเห็นได้


ไหนบอกว่าแค่เชื่อและศรัทธาไง


“ติน...”


“ทำไมฉันถึงมองไม่เห็น”ผมถามออกไปตามตรง


“...เพราะคุณยังไม่เชื่อว่าผมมีตัวตนไงล่ะ”


“เชื่อสิ...ฉันเชื่อว่านายมีตัวตน”ผมสวนกลับไป ถ้าไม่เชื่อจะพูดคุยกันเหมือนในตอนนี้รึไง


ถ้าไม่เชื่อผมคงไม่มานั่งอยากมองเห็นอยู่แบบนี้หรอก


“แค่เชื่อยังไม่พอหรอกนะ”


“...แล้วต้องมีอะไรอีก”


“คุณต้องอยากที่จะเห็นผมจริงๆ”


“ฉันก็ทำอยู่นี่ไง”ถ้าความอยากผมกล้าพูดเลยว่ามีมันอย่างสุดๆ


อยากเห็น...


อยากเห็น...


อยากเห็น...


ในหัวเอาแต่คิดแบบนั้นแต่สุดท้ายที่เห็นมันก็ยังเหมือนเดิม


“...มันอาจยังไม่มากพอติน”


“...”ผมเงียบกับคำพูดต่อมา


ยังไม่มากพองั้นเหรอ


ต้องมากแค่ไหนกันถึงจะสามารถเห็นได้


“อย่าเครียดกับเรื่องนี้เลย...ยิ่งคิดว่าอยากเห็นมันก็ไม่ได้ทำให้เห็นหรอกนะ”


“ก็นายบอกว่าต้องอยากนี่”


“พูดแบบนั้นก็ใช่อยู่...เฮ้อ...นี่ติน...ตอนนี้ที่คุณคิดมันมีแค่ความอยากเท่านั้น”


“...”ผมขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน


“ผมสัมผัสได้แค่ความอยากเห็นอันรุนแรงแต่ไม่มีความเชื่อมั่นหรือศรัทธาเลยสักนิด...แค่ความอยากไม่อาจทำให้เห็นผมได้หรอกนะ”คำอธิบายดังขึ้นพร้อมกับลูบใบหน้าผมช้าๆ


“แพน...”


“อย่าใจร้อน...สักวันคุณต้องเห็นผมได้แน่”


คำพูดนั่นดังอยู่ในหัวอยู่ตลอดทั้งวันไม่ว่าจะกินข้าวมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น...ผมไม่รู้ว่าสักวันที่ว่าคือวันไหนกันแน่ ไม่แน่ว่าอาจเป็นพรุ่งนี้ มะรืนหรือวันต่อๆไป...


สิ่งที่ไม่แน่นอนแบบนี้ผมรับไม่ได้


อยากจะเห็น...


“...บ้าเอ้ย”ผมสถบออกมาเบาๆเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยชุดนอนตามปกติ


“ติน...กำลังคิดเรื่องของผมอยู่น่ะ”เสียงนุ่มออกหวานนิดๆดังขึ้นทันทีที่ผมก้าวออกมา


แปลว่ารออยู่หน้าห้องน้ำสินะ


“...นิดหน่อย”ผมตอบเลี่ยงเพราะน้ำเสียงที่ได้ยินนั้นดูเป็นกังวลอยู่มาก ถ้าบอกว่าคิดมากไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไง


“คุณโกหกผมไม่ได้หรอกนะ...”แพนบอกเสียงอ่อย


“ทำไมคิดว่าฉันโกหก”


“...มันสัมผัสได้...”


“...ไปนอนกันเถอะ”ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนก้าวไปยังเตียงที่อยู่กลางห้องนอน


ทั้งผ้าปูและผ้านวมต่างเป็นเฉดเดียวกันคือสีน้ำเงินเข้มคาดลายสีขาวดูเรียบหรู...สัมผัสนิ่มของเตียงทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้างแต่ก็แค่นิดเดียวเท่านั้น


“ถ้านอนลอยตัวแล้วตกพื้นก็นอนบนเตียงด้วยกันก็ได้”ผมบอกกไปโดยขยับให้ตัวเองนอนอยู่ตรงริมฝั่งหนึ่ง ที่ว่างด้านข้างที่เห็นเพียงความว่างเปล่าไม่รู้ว่าแพนจะนั่งอยู่รึเปล่า


“...นี่ติน”


“อะไร”


“...ถ้าอยากเห็นขนาดนั้น...ให้ผมปรากฏตัวให้เห็นไหม”


“...ทำได้ด้วยเหรอ”ผมถามขึ้น


“อืม...เพียงแต่ไม่ใช่แค่ตินที่จะเห็น”


“หมายความว่ายังไง”ไม่ใช่แค่ผมที่จะเห็น


“ตินที่มองไม่เห็นผมก็เหมือนกับมนุษย์คนอื่นที่มองไม่เห็น...ดังนั้นถ้าผมจะปรากฏตัวให้เห็นทุกคนที่มองไม่เห็นก็จะพลอยเห็นไปด้วย”


“...”คำอธิบายนั้นทำให้ผมเงียบไป


ความรู้สึกจุกๆนี่มันคืออะไร


ความรู้สึกไม่อยากนี่คืออะไร


เพียงแค่ผมไม่ใช่คนเดียวที่เห็นกลับรู้สึกไม่ชอบใจอย่างบอกไม่ถูก


“ผมไม่ชอบให้มนุษย์เห็น...แต่ถ้าตินอยากเห็นขนาดนั้นก็...”


“ไม่ต้อง”ผมพูดแทรก


“...ติน”


“ไม่ต้องปรากฏตัวออกมา...ฉันอยากเห็นนายด้วยตัวเอง”นี่คือคำตอบหลังจากคิดมาสักพักใหญ่


“แต่ว่า...”


“นายบอกเองนี่ว่าสักวันฉันจะเห็น”


“ก็ใช่”


“งั้นก็ไม่เป็นไร...ก็แค่รอถึงวันนั้น”ผมบอกก่อนจะปิดไฟที่สว่างอยู่


ภายในห้องตอนนี้มีเพียงแสงสว่างจากแสงไฟด้านนอกกับแสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาเท่านั้น...ผมล้มตัวนอนแล้วห่มผ้าหลับตาตามปกติทั้งที่ภายในใจยังคิดถึงเรื่องของเทพที่ลอยอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องตลอด


“อย่าหลับทั้งที่ทำหน้าเครียดเลยติน”เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากเตียงฝั่งที่ผมเว้นว่างไว้ ไม่นานฝ่ามืออุ่นๆก็วางลงบนหน้าผากผมเหมือนอย่างหลายๆคืนที่ผ่านมา


สัมผัสนั้นสูบความเครียดที่มีออกไปจนเกือบหมด


ก่อนที่สติอันน้อยนิดจะหายไปผมก็ปรือตาขึ้นโดยที่ไม่อะไรอยู่ในหัวเหมือนตอนก่อนนอน แสงจากภายนอกหน้าต่างที่ควรเห็นอย่างชัดเจนเหมือนตอนก่อนปิดไฟกลับมีเงาของอะไรบางอย่างบดบังไว้จนแทบมองไม่เห็น...ทั้งที่อยากจะลืมตามมองให้ชัดกว่านี้แต่ฝ่ามือคู่เดิมก็เลื่อนมาปิดดวงตาที่ปรือขึ้นของผมพร้อมเอ่ยบางคำที่ดึงสติที่มีลงสู่นิทราในทันที...


“ฝันดีนะติน”


ตลอดทั้งคืนผมหลับสนิทมากที่สุดตั้งแต่ที่ออกจากโรงพยาบาล ไม่มีเสียงเรียกหรือแรงเขย่าร่างให้ตื่น ดังนั้นกว่าดวงตาสีฟ้าของผมจะปรือขึ้นก็เป็นช่วงสายของวันซะแล้ว...สิ่งแรกที่เห็นคือนาฬิกาเรือนเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเล็กข้างเตียงที่บอกเวลา8โมงครึ่ง
ผมกระพริบตาสองสามครั้งเพื่อปรับสมองให้ทำงานตามปกติก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่งโดยยกมือขึ้นเสยเส้นผมสีดำที่ปกหน้าให้ปัดไปด้านหลัง


“ตื่นแล้วเหรอติน”เสียงเดิมๆดังขึ้น


“อืม...แปลกนะที่นายไม่ปลุก”ผมพึมพำโดยที่ยังลูบหน้าใบหน้าตัวเองให้หายงัวเงีย


“เห็นเครียดๆนี่เลยคิดว่าให้นอนเต็มที่ดีกว่า”


“เป็นห่วงกันรึไง”ผมยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาเสียงนั้นเหมือนอย่างทุกทีแต่สิ่งที่ควรจะว่างเปล่ากลับมีร่างของชายหนนุ่มผมสีเขียวเข้มนั่งอยู่ด้านข้าง  ดวงตาสีเขียวอ่อนนั้นดูงดงามจนเผลอมองค้างไปหลายนาทีอีกทั้งใบหน้าที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหล่อกับสวยนั่นดึงดูดผมอย่างบอกไม่ถูก...


ชุดแปลกตาสีเขียวอ่อนที่สวมอยู่ผมเคยเห็นมาก่อนตอนไปประเทศญี่ปุ่น...รู้สึกจะเรียกว่ายูกาตะ


รูปร่างหน้าตาโดยรวมที่เห็นทำให้ดวงตาสีฟ้าของผมเบิกกว้างอย่างไม่รู้ตัวเมื่อรู้ว่าชายที่นั่งอยู่ด้านข้างนี่เป็นใคร...ไม่มีทางที่จะมีใครเข้ามาในนี้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตนอกจากเทพเพียงองค์เดียวที่ตามติดกันตลอด...


แพน


นี่มันยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้ซะอีก


ผมไม่เคยเชื่อสิ่งเคยได้ยินว่าเทพและนางฟ้าต่างมีรูปลักษณ์อันงดงามกว่ามนุษย์ทั่วไปแต่ตอนนี้ผมได้รับรู้มันอย่างชัดเจนแล้ว...


ทั้งใบหน้า...


ทั้งดวงตา...


ทั้งสีผม...


ไม่เว้นแม้แต่รูปร่างหรือชุดที่สวมใส่...


ทุกอย่างช่างเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวมากและสามารถบอกได้เลยว่าชายที่นั่งอยู่นี่ไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน


เทพที่ถูกมองเหมือนจะไม่รู้ตัวว่าผมสามารถมองเห็นตัวเองได้เลยขยับเข้ามาใกล้แล้วยกมือขึ้นลูบใบหน้าผมอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากสีชมพูเผยยิ้มกว้างออกมาพร้อมๆกับคำตอบของคำถามเมื่อครู่...


“อืม...เป็นห่วงตินมากเลย”


ตึกตัก ตึกตัก


เสียงหัวใจเต้นดังขึ้นทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้างจนตาสีเขียวอ่อนนั่นแทบปิด


ตลอดเวลาที่ผมมองไม่เห็นอีกฝ่ายทำท่าทางแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ


คำถามมากมายในหัวยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยที่สายตายังจ้องมองไปยังเทพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก


“...แพน”ผมเรียกชื่ออีกฝ่ายเพื่อย้ำให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้านี้เป็นความจริงไม่ใช่ภาพหลอนที่คิดไปเอง


“หื้ม?...มีอะไรเหรอติน”เสียงนุ่มออกหวานนิดๆตอบกลับพลางเอียงหัวเล็กน้อย ดวงตาสีอ่อนนั่นจ้องมาอย่างมีคำถาม...


มองเห็นแล้ว


ผมมองเห็นแพนแล้ว!


รอยยิ้มที่นานๆทีจะมีปรากฏขึ้นด้วยความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเมื่อสามารถมองเห็นสิ่งที่อยากเห็นได้สักที

...........................................................................................

มาอัพต่อแล้ววว

ในที่สุด...ในที่สุด...ตินก็มองเห็นแพนสักที!

รู้สึกดีใจแทนตินจัง55

ตอนนี้แต่งออกมาราบลื่นกว่าที่คาดไว้พอควรถือว่าเป็นเรื่องดีจริงๆ

จากนี้ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะดำเนินไปยังไงหรือมีอุปสรรคอะไรบ้าง

เนื้อเรื่องเราคิดไว้คร่าวๆแต่สุดท้ายจะใช้ความรู้สึกตอนแต่งพาตัวละครไป

หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ

ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์และทุกๆกำลังใจที่ให้ค่ะ

จะพยายามแต่งใาห้ดีขึ้นๆไปอีก

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย :mew1:

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ออฟไลน์ โอ

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
 :-[ในที่สุดก็เห็นแล้วดีใจจังมาต่ออีกไวๆนะค่ะ รออ่าน o13

ออฟไลน์ namngern

  • Flowers need to bloom
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1848
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +200/-2
ถึงกับอึ้งไปเลยน้าตินน
ตื่นเต้นมากเลย ในที่สุดก็มองเห็นแล้ว
คราวนี้ความรู้สึกของทั้งสองคงพัฒนา คึ
แถมอยู่คอนโดกันสองคนอีก
กลัวว่าท่านเทพจะถูกมนุษย์จับกิน5555

ออฟไลน์ jaokhwan

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ missm2c

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 86
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
พอรู้ว่าตินมองเห็นแพนแล้ว อยากให้มาต่อเร็วๆเลย 55555

ออฟไลน์ aiyuki

  • รักแท้ไม่แบ่งแม้เพศพันธุ์
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2637
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +133/-6
ในที่สุดก็มองเห็นซักที โอ้ยย

ออฟไลน์ Babelilong

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 305
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • Facebook  เข้ามาขอเป็นเพือนได้เลย
ในที่สุดตินตินก็มองเห็นแพนผู้น่ารักแล้ว
ถึงกับอึ้งไปเลย  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

รอตอนต่อไป อยากให้วันจันทร์มาถึงเร็วๆ
 :pig4: :pig4: :pig4:

 :katai5: :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ badbadsumaru

  • ♡ caramel macchiato
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2461
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-2
ในที่สุดก็มองเห็นแพนแล้ว ดีใจด้วยนะติน

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-2
เย้ๆๆๆ มองเห็นแพนเเล้ว
เอาจริงๆ หัวเราจินตนาการแพนเป็นปีเตอร์แพนทุกที 55555

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
ลุ้นมากว่าเมื่อไหร่จะเห็นแพนซักที

ออฟไลน์ maekkun

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 223
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ InYume

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :-[ :o8:  ตินเห็นแพนแล้ววว  :mew1:

ออฟไลน์ pigarea

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 749
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
อยากอ่านต่อแล้วอ่ะ ตินเห็นแพนแล้ว ดีใจจัง ความหึงหวงมันทำให้มองเห็นสินะ

ออฟไลน์ เป็ดอนุบาล

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1402
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
        ดีใจกับตินด้วยนะค่ะที่มองเห็นแพนแล้วดีใจตบมือรัวๆๆค่ะ
โดยส่วนตัวแล้วเราไม่ติดใจอะไรเลยเนื้อเรื่องดำเนินไปได้โดยดีชวนติดตามมาก
แต่ขอถามนิดได้ไหมค่ะเผื่อคนแต่งมาอ่านรบกวนช่วยตอบทีนะค่ะ
เราอยากรู้ว่าเทพอย่างแพนมีอายุมากว่ามนุษย์อยู่แล้วแล้วพอตินหมดอายุขัยแพนไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดียวเหรอค่ะ
สงสารTTเนื้อเรื่องยังไม่ถึงไหนเลยเราดันจินตนาการไปไกลละ :pig4: :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
ยังไงถ้าได้รับคำตอบจะดีใจมากค่ะ :mew2: :mew2: :mew2: :mew2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด