°•°•°Hidden Wood°•°•°•[เส้นผมบังใจเขา] #แอบลักษณ์ อัพบทที่28 22/6/60
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: °•°•°Hidden Wood°•°•°•[เส้นผมบังใจเขา] #แอบลักษณ์ อัพบทที่28 22/6/60  (อ่าน 85289 ครั้ง)

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
อ่านถึงตอนก่อนแล้วยังไม่ได้เม้นท์ ขอเม้นท์ก่อนละกันนะคะ
จริง ๆ เราว่าจะเลิกอ่านแล้วเชียว (แบบชั่วคราว) เพราะดูท่ายังไงไวน์ก็เชียร์ไม่ขึ้นอยู่ดี ในเมื่อไม่ยอมบอก ไม่กล้าเสี่ยงเราก็ไม่รู้จะอ่านจะเชียร์ไปเพื่ออะไร (ในระยะที่ยังไม่สู้นะ)
อีกเรื่องคือ จะเห็นว่าไวน์พยายามปกป้องลักษณ์จากพวกเสือหิว แต่ถ้าไม่ทำให้ลักษณ์ตามคนอื่นทันเสียที ก็ไม่แน่ว่าไวน์จะไปช่วยทันทุกครั้ง (ยิ่งอีกหน่อยเรียนสูงขึ้น คนเรียนหมอคงไม่ค่อยมีเวลาไปตามติดดูแล) เพราะดูท่าแล้วลักษณ์ไม่ค่อยเห็นความสำคัญ(ของความเป็นห่วงจากเพื่อนสนิท)เท่าไหร่ เลยไม่ค่อยให้ความร่วมมือ แล้วไม่ให้ความร่วมมือไม่พอ ยังประมาทคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายไม่อันตรายเท่าผู้หญิง เฮ้อ เพลียใจ (ใจหนึ่งก็อยากจะให้โดนสักที จะได้รู้สึกตัวว่าประมาทไปแล้ว แล้วถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมันเป็นยังไง แต่อีกใจก็สงสารอยู่)
ส่วนตอนล่าสุด เราว่าการที่ลักษณ์สับสนนี่เป็นจุดเปลี่ยนนะ ถ้าลักษณ์ตั้งตัวติดแล้วสามารถเปิดใจให้ความสัมพันธ์แบบชายชายได้ ก็น่าเชียร์ให้ไวน์สู้อยู่หรอก แต่ถ้าไม่เราก็อยากให้ไวน์ถอยนะ จากการที่ปกติมีไวน์อยู่ข้าง ๆ ถ้าไม่มีแล้วลักษณ์รู้สึกโหยหา เจ้าตัวก็น่าจะได้คิด (แต่แบบลักษณ์คงคิดแค่ว่าอยากให้กลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมแหละ ให้ไวน์คิดกับลักษณ์แค่เพื่อนเหมือนเดิม เฮ้อ)
ให้กำลังใจคนเขียนค่ะ (ที่เม้นท์ยาวนี่ไม่ได้จะตำหนิ หรือทำร้ายจิตใจนะคะ แค่แสดงความคิดเห็นในส่วนของเรื่องราวเฉย ๆ)

ออฟไลน์ ploysure

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 68
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ลักษณ์ก็ไม่คิดจะใจอ่อนและคิดเกินเพื่อนสนิทด้วย
ทำไงดีละไวน์ เริ่งสงสาร :เฮ้อ:

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1507
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-3
ดูไม่มีหนทางจริงๆ สำหรับไวน์ ลักษณ์ไม่เปิดใจเลย

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ตอนที่ 8
All men naturally desire to know.



WineiloveU: นอนยัง
WineiloveU: พรุ่งนี้ยืมชีทฟิสิกส์หน่อยดิ
WineiloveU: อ่านไม่ตอบ?เป็นไร

ไวน์ถอนหายใจยาวหลังจากกดพิมพ์ส่งประโยคสุดท้ายไปแล้วก็ยังไม่มีคำตอบกลับมาจากอีกฝ่่ายเลย เกือบสองวันแล้วที่ลักษณ์เงียบหายไป ไม่ตอบไลน์ ไม่รับโทรศัพท์ ไม่พูดคุย...ไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ

...ไม่รู้ว้าตัวเองทำผิดอะไร เพราะอีกฝ่ายเล่นไม่อธิบายแบบนี้  ต่อให้เขาพยายามคิดในด้านบวกแค่ไหนก็ไม่วายจิตตก ได้แต่เฝ้าครุ่นคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ของเราสองคนกันแน่

ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไปบนสันหนังสือเล่นอย่างใจลอย เนื้อหาที่พยายามอ่านมาสองชั่วโมงไม่เข้าหัวเลยสักนิด ชายหนุ่มหงุดหงิดลุกขึ้นยืนเอี้ยวต้วไปด้านหลังไล่ความเมื่อยขบ เดินออกมาจากห้องนอนส่วนตัว

บ้าน...เงียบ เหมือนที่เคยเป็นมา หลายปีแล้วที่เขาอยู่ที่นี่คนเดียว อ้อ..จะเรียกว่าคนเดียวก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะว่ายังมีป้าสีนวล คุณป้าแม่บ้านที่ดูแลเขามาตั้งเเต่ยังเป็นเด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วยที่ห้องชั้นล่างติดบันได แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจขึ้นเท่าไหร่หรอกนะ

ไวน์ออกมานั่งเล่นที่สวนหลังบ้าน นาฬิกาเกือบเที่ยงคืนแล้วทว่าเขาไม่ต้องกลัวว่ารถม้าจะกลายเป็นฟักทอง หรือชุดราตรียาวจะขาดวิ่น เขาก็ยังเป็นเขา อยู่ในโลกความจริง ไม่ใช่เทพนิยาย ต่อให้เขาสวดมนต์อ้อนวอนเท่าไหร่ก็ไม่มีเทวดานางฟ้าลงมาดลบันดาลให้สมหวังในความรักหรอก

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็มีเพียงความเพียรพยายามของตนเองเท่านั้น...ที่มองอย่างไรก็ไม่เห็นทางที่จะสำเร็จได้เลย เหมือนคนที่กำลังว่ายน้ำอยู่กลางทะเล มองไปทางใดก็ไม่เห็นฝั่ง เขาไม่รู้เลยว่าจะว่ายน้ำไปทางไหน และต้องอดทนว่ายน้ำอีกนานเท่าไหร่...หรือควรจะปล่อยตัวเองให้จมน้ำตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดจะได้จบๆไปดี

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชายหนุ่มรีบหยิบขึ้นมาดู...ไม่ใช่คนที่เขาเฝ้ารออยู่ กระนั้นก็ทำให้หัวใจเต้นเเรงได้

“ฮัลโหล...แม่”

“ว่าไง ทำไมเสียงจ๋อยแบบนั้น” เสียงนุ่มๆปนหัวเราะดังขึ้นที่ปลายสาย แม่ก็ยังเป็นแม่คนเดิมที่จับอารมณ์ของเขาได้ทันทีเเค่ได้ยินเสียงสองสามคำ

“ไวน์เปล่าจ๋อยนะ” เขาตอบกลับไป

“ไม่จ๋อยธรรมดา แต่จ๋อยมากใช่มั้ย” เธอแซวต่อแล้วถามเสียงจริงจังขึ้น “เกิดอะไรขึ้น ใครรังแกลูกแม่ บอกแม่มาเร็ว” ไวน์แทบจะนึกสีหน้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันของเเม่ออก ทำให้เขายิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรกของวัน

“ไม่มีใคร ไวน์ทำตัวเองครับ” เขาตอบกลับไป ได้ยินเสียงแม่หัวเราะอีก เสียงหัวเราะของเเม่ทำให้อะไรที่หนักอึ้งอยู่ในใจเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ

“แล้วทำตัวเองทำไมล่ะลูก”

“ไวน์...บังคับตัวเองไม่ได้ มันเป็นไปเอง”

“หนูมีความรักหรอ” คำพูดของคำพูดของแม่ตรงเผงราวกับเดาใจได้ ไวน์กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ

“ครับ” ถึงเขาจะเคยโกหกแม่มาบ้าง แต่ก็ไม่อยากโกหกเรื่องนี้

“ว้าว ใครคือผู้โชคดีคนนั้นเอ่ย”

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เขาไม่เคยบอกแม่เรื่องลักษณ์เลย แม่ไม่เคยเจอลักษณ์ เคยแต่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามอยู่บ้างว่าเป็นเพื่อนสนิทของลูกชาย แค่ไม่พาลูกออกนอกลู่นอกทาง แม่ก็โอเคแล้ว

“เรียกว่าผู้โชคร้ายดีกว่า”

“ทำไมงั้นล่ะลูก ลูกชายแม่ออกจะน่ารัก สาวคนไหนได้ไปก็ต้องถือว่าโชคดีสิ”

“โธ่แม่...ผมไม่ได้เรื่องหรอก แค่จะบอกชอบเขายังทำไม่ได้เลย” ลูกชายสารภาพตามตรง

“อะไรกัน ไม่สมกับเป็นลูกพ่อเราเลย พ่อเราน่ะเขาตะโกนบอกรักแม่กลางไร่เลยนะคนงานทั้งไร่เป็นพยานได้” แม่หัวเราเสียงใส ไม่รู้ทำไมคืนนี้แม่ของเขาถึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

“ก็พ่อไม่ได้แอบชอบเพื่อนตัวเองนี่ครับ” คนฟังเงียบไป ไวน์แว่วเสียงถอนหายใจยาวจากปลายสาย

“ใครเหรอลูก...คนที่ชื่อลักษณ์ ใช่มั้ย?”

คราวนี้เป็นตาลูกชายบ้างที่งันไป หลังจากได้ยินมารดาของตนเดาได้ตรงราวกับมีตาทิพย์

“แม่.. รู้ได้ไง” เขาพูดเสียงแผ่ว

“แม่ฟังเราเล่าถึงเพื่อนคนนี้มากี่ปีแล้วละลูก...ความรักมันเสียงดังนะ ปิดเท่าไหร่ก็ปิดไม่มิดหรอก..”

“ผมก็เล่าเรื่องทั่วๆไปเฉยๆนะ ไม่เคยเล่าถึงเค้าเป็นพิเศษเลย”

“คนพิเศษน่ะ ต่อให้เราพยายามปฏิบัติต่อเขาธรรมดา มันก็ยังพิเศษอยู่ดี...แม่จับน้ำเสียงของไวน์เวลาพูดถึงเพื่อนให้แม่ฟังได้ตั้งหลายปีแล้ว เวลาคุยกันทีไรก็ต้องมีชื่อลักษณ์ติดปากเสมอ”

“จริงเหรอครับ” เขานึกไม่ถึงมาก่อนเลย “แล้วแม่ไม่ห้าม ไม่อะไรเลยเหรอครับ”

“แม่จะห้ามทำไมล่ะ ไวน์รักใครชอบใครก็เรื่องของไวน์ แม่ไม่ยุ่งด้วยอยู่แล้ว แม่เลี้ยงไวน์มาให้เป็นผู้ใหญ่รับผิดชอบตัวเองได้ ถ้าไวน์ชอบจริงๆแม่ก็โอเคหมด ขอแค่ให้เค้าเป็นคนดีก็พอ” แม่เว้นช่วงนิดหนึ่งแล้วพูดต่อด้วยเสียงอ่อนกว่าปกติ “แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะลูก ทะเลาะกัน?”

“ไวน์..ไวน์ก็ไม่รู้เหมือนกันครับแม่ อยู่ดีๆเค้าก็เปลี่ยนไป ไม่คุยกับไวน์ พอเจอหน้าก็หลบ ไม่ยอมมองหน้าด้วยซ้ำ ไวน์ทั้งโทรทั้งไลน์ไปก็ไม่ตอบ ไปดักรอที่บ้านเค้าก็เมิน ..ไวน์ไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรผิดไป”

ชายหนุ่มพูดพลางถอนหายใจยาวออกมาอีกรอบ

“ไวน์...เผื่อใจเอาไว้บ้างหรือเปล่าลูก หรือว่าทุ่มหมด..”

คำถามของแม่ทำให้ขอบตาร้อนผ่าว ชายหนุ่มเม้มปากแน่น เงียบไปครู่ใหญ่

“ไวน์บอกตัวเองว่าพยายามเผื่อใจเอาไว้บ้าง พยายามทำใจว่าเราคงเป็นได้แค่เพื่อนก้นไปตลอด แต่มันยากมากเลยแม่...รู้ตัวอีกทีไวน์ก็ให้เขาไปหมดแล้ว แล้วก็หวังหมดใจว่าเค้าจะมองเห็นไวน์แล้วก็ให้ใจกลับมาบ้าง แต่ก็เปล่าเลย...เค้าไม่เคยเห็นไวน์เป็นมากไปกว่าเพื่อนเลยครับแม่”

“โธ่..ไวน์” แม่ของเขาอุทานแล้วเงียบไปนาน “ถ้าเค้าไม่เคยเห็นค่าความรักของเรา เราก็เอาคืนกลับมาดีีไหมลูก เก็บเอาไว้ให้คนที่เขาเห็นไวน์ ไวน์จะได้ไม่เจ็บปวดแบบนี้”

“ผมเคยลองเอากลับแล้วครับ แต่มันไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง พอเราใกล้ชิดกันอีก หัวใจผม..มันก็เหมือนเดิม.. ผมชอบเขามานานเกินไป เลยเหมือนกับว่ามันเป็นความเคยชินของหัวใจไปแล้ว”

“ไม่มีความเคยชินใดอยู่ถาวรหรอกลูก แม่ว่าไวน์ลองกลับไปคิดทบทวนตัวเองดีๆดีกว่า อาจมีคนที่เหมาะสมแล้วก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างลูกอยู่ก็ได้นะ เหมือนกับที่ลักษณ์มองไม่เห็นลูก ลูกก็อาจจะมองไม่เห็นเขาเหมือนกัน”

“ผมรู้ครับแม่ว่าควรตัดใจ ผมรู้ดีว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์มีแต่เจ็บเปล่าๆ แต่ผมห้ามใจตัวเองไม่ได้ ผมชอบคนนี้ ต่อให้มีคนอื่นมาให้เลือกมากมาย ผมก็เลือกเค้าอยู่ดี”

“แต่เค้าไม่ได้เลือกลูกไงไวน์ ต่อให้ไวน์ชอบเขาเท่าไหร่ แต่เขาไม่ได้รักลูก มันก็ไม่สมหวังอยู่ดี”

ดวงตาของเขาพร่ามัวไปชั่วขณะหนึ่งจนมองภาพเบื้องหน้าไม่ชัดเจนอีกต่อไป ชายหนุ่มยกมือขึ้นเเตะข้างแก้มอย่างเเปลกใจ หยดน้ำใสๆไหลเป็นทางจากขอบตา...นี่เขาขี้เเยแบบนี้ตั้งเเต่เมื่อไหร่กัน

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีน้ำตาไหลออกจากตา...เป็นเพราะประโยคนั้นของมารดา ความจริงที่เธอกึ่งบังคับให้เขายอมรับ

“ไวน์..ผม..ผม” ไวน์พูดไม่ออก

“แม่ไม่ได้จะให้ไวน์ตัดใจภายในวันนี้พรุ่งนี้นะ แต่แม่แค่อยากให้ไวน์ทำใจเอาไว้บ้างลูก”

“แล้วถ้าผมตัดใจไม่ได้” คนเป็นแม่เงียบ เธอไม่อยากให้ลูกเสียใจ แต่ดูจะเลี่ยงไม่ได้เอาเสียเลย

“ถ้างั้นไวน์ก็ต้องคิดดูว่าไวน์จะทนเป็นแค่เพื่อนแบบนี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่ ถ้าไวน์ว่าตัวเองทนไหว ก็ทนไป แต่ถ้าไม่ไหว ...ถ้าแม่เป็นไวน์ แม่ก็จะดับเครื่องชน”

“คือยังไงครับแม่”

“แม่จะเลิกแคร์ว่าเค้าจะยังเห็นเเม่เป็นเพื่อนมั้ย ไหนๆเราก็ไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อนกับเค้าอยู่แล้วนี่ เราเลิกเป็นเพื่อนกันไปเลยก็ได้ แล้วแม่ก็จะบอกความรู้สึกกับเค้าตรงๆ และจะไม่หยุดจนกว่าเขาจะบอกแม่ว่าไม่รักแม่”

“เลิกแคร์...ความเป็นเพื่อนงั้นเหรอครับ” ไวน์ทวนคำพูดแล้วคิดตาม

“ใช่ ไวน์อยากเป็นเพื่อนหรืออยากเป็นแฟนล่ะ”

“ผม...อยากเป็นแฟนเค้าครับ” ไวน์หลุดปากออกมา

“งั้นก็ทำให้เขารู้สิ แม่เชื่อว่าแค่นี้ลูกชายแม่ทำได้อยู่แล้ว ไว้เราพยายามเต็มที่ก่อน แล้วมันไม่ได้จริงๆ ถึงตอนนั้นเราค่อยตัดใจก็ยังทัน แต่ลูกแม่ตัองเผื่อใจเอาไว้บ้างนะครับ”

เขาคุยกับมารดาอีกสองสามคำ ถามสารทุกข์สุขดิบของบิดาอีกนิดหน่อยก็วางสาย

ไวน์เปิดหน้าจอแชทขึ้นมาอีกครั้ง ลักษณ์ยังไม่ตอบเหมือนเดิม..

เลิกแคร์ความเป็นเพื่อน? ความเป็นเพื่อนที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมาอย่างดี ความเป็นเพื่อนที่เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับอีกฝ่่าย..ความเป็นเพื่อนที่เขาหวงแหน

ก็เพราะเขามัวเเต่หวงคำว่าเพื่อนหรือเปล่า ถึงเป็นได้แค่ 'เพื่อน' อยู่แบบนี้

ชายหนุ่มกดโทรออก ทว่าอีกฝ่ายปิดมือถือไปแล้ว

............................................


“เพื่อนลักษณ์ เย็นนี้มีแข่งบาสหมอกับเภสัช อยู่เชียร์ด้วยกันมั้ย” เเซมยกมือขึ้นตบที่ไหล่ของลักษณ์อย่างแรงจนตื่นจากภวังค์ เขากันไปมองหน้าเพืือนงงๆ

“อะไรนะ ไม่ทันฟัง โทษๆ”

“มึงเหม่ออะไรนักหนาวะครับคุณลักษณ์ กูเห็นทั้งอาทิตย์เนี่ยนอกจากเวลาเรียนมึงก็เอาแต่เหม่อลูกเดีียว เป็นอะไรของมึง ทำตัวเหมือนคนอกหัก” เบียร์ทักขึ้นมา เพื่อนๆในโต๊ะอาหารพากันพยักหน้าเห็นด้วย

ลักษณ์เลิกคิ้ว

“เปล่านี่ กูอยู่ของกูดีๆ”

“อย่ามาปากแข็ง มึงไปแอบชอบสาวที่ไหนก็บอกให้เพื่อนรูับ้าง เด็กพ่งเด็กแพทย์ไรงี้ มีของดีก็บอกบ้าง”

เต้พูดพลางหรี่ตาลง คนฟังเบิกตากว้างแล้วส่ายหน้าหวือ

“เห้ย ไม่มี ไปเอาที่ไหนมาพูดมั่วๆ”

“แล้วสองวันที่ผ่านมาคุณไปแอบนั่งทำอะไรที่ใต้ตึกคณะแพทย์ครับ"

“กู...กูก็เอ่อ...” ลักษณ์อึกอัก ไม่อยากบอกเพื่อนว่าตัวเองแค่ 'บังเอิญ' เดินผ่านไปแถวนั้นเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจตะไปรอใครเลยจริงจริ๊ง

ก็เห็นไอ้ไวน์มันหายหน้าหายตาไปเลย ไม่รู้ตายไปหรือยังก็เลยจะเเวะไปดูเสียหน่อย เลคเชอร์แม่งก็โดดกระจายหายต๋อมเข้ากลีบเมฆ

จะโทรไปหาก็ไม่อยากโทรก่อน

ไม่ได้เมา....เหอะ ความจริงที่ออกจากปากของเพื่อนรักทำเอาเขาตั้งตัวไม่ทัน ไวน์..จูบเขา ทั้งที่รู้สึกตัวเต็มที่งั้นหรือ?

หมายความว่าอย่างไรกัน ...จริงอยู่ว่าเขาก็เคยมีเพื่อนเป็นเกย์เป็นตุ้ดมาบ้าง ไม่เคยนึกรังเกียจ แค่ก็ไม่นึกเลยว่าจะมีคนใกล้ตัวเป็น

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากเชื่อ...ไอ้ไวน์ 'เป็น' เหรอวะ? และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ...ที่มันจูบเขาเพราะ ..ชอบ? เผลอ? ..หรืออะไร

เขาได้แต่ครุ่นคิดวนเวียนไปมาแบบนี้มาเป็นอาทิตย์ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปกับตัวเอง อยากจะคิดว่าบางทีเพื่อนคงจะแค่ละเมอมาจูบเขาเข้า แค่นั้น

แต่อะไรบางอย่างที่ติดอยู่ในใจก็ทำให้ปักใจเชื่อไม่ลง ครั้นจะครุ่นคิดเอาเหตุผล..ก็กลับไม่กล้า ไม่สิ ขี้เกียจคิดตะหาก

ตลอดหลายปีที่คบกันมาเขาไม่เคยรู้สึกว่าไวน์ชอบผู้ชายเลยนะ มันจีบหญิงเหมือนเขา ชอบแอ๊วสาวรุ่นพี่ ว่างๆก็เปิดหนังโป๊ดูด้วยซ้ำ หน้าอย่างมันเป็นคนสุดท้ายในโลกที่เขาจะคิดว่าเป็นเกย์

มันไม่เคยลวนลามเขา..เอ๊ะ หรือจะเคยแต่ไม่รู้ตัววะ ลักษณ์ส่ายหน้าไล่ความคิดออกไป เอาเป็นว่าพอมาคิดไปคิดมาหลายตลบแล้ว

ลักษณ์ก็อยากจะสรุปกับตัวเองว่า...เขาควรจะถามมันตรงๆ ไม่ใช่มาเดามั่วเอาเองให้ปวดกบาลแบบนี้ และต่อให้ไอ้ไวน์จะเป็นไง มันก็ยังเป็นเพื่อนเขาอยู่ดี
เขาคิดว่างั้นนะ...

“เอ้าเหม่ออีกแล้วมึง ตกลงจะอยู่เชียร์เปล่า ไอ้ไวน์เพื่อนมึงเเข่งด้วยนี่ พักนี้หายหน้าหายตา สงสัยซ้อมหนัก กลัวแพัเภสัช” เเซมพูดแล้วหัวเรากึกๆ

“พวกมึงอยู่หรือเปล่าล่ะ”

“กูอยู่” เพื่อนตอบเป็นเสียงเดัยวกัน

“งั้นกูอยู่ก็ได้ ขี้เกียจกลับบ้านคนเดียว”

“พูดอย่างกับว่าที่ผ่านมามึงกลับบ้านกับพวกกูงั้นแหละครับ ก็เห็นกลับกับไอ้ไวน์ เดินหนุงหนิงกันอยู่สองคนตลอด นี่ถ้ากูไม่รู้คงนึกว่าแฟนกัน”

“อะไรทำให้มึงคิดแบบนั้น” ลักษณ์ถามเสียงเครียดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“มึงต้องลองไปส่องกระจกดูหน้าตัวเองเวลาที่คุยกับไอ้ไวน์ แล้วเดี๋ยวจะรู้เอง” เต้ตอบยิ้มๆแล้วเปลี่ยนเรื่องไปเรื่องอื่น “เออแซมเล่าเรื่องจับฉลากบัดดี้กันยัง”

“บัดดี้อะไร” ลักษณ์ถามงงๆ

“อ้าวก็บัดดี้คณะไง รุ่นเราจะเล่นบัดดี้กันสนุกๆ เดือนเดียวพอ รู้จักไหมบัดดี้ ที่เราจะต้องแอบเทคเเคร์เพื่อนที่เราจับชื่อได้แบบเงียบๆห้ามให้ใครรู้ว่าเป็นใครไง แต่พอดีไอ้เเซมมันจับฉลากแทนมึงไปแล้วว่ะ ฮ่าๆ”

“ก็ตอนนั้นมึงหายไปไหนก็ไม่รู้” แซมพูดเสียงอ่อย

“แล้วกูต้องเทคใคร”

“กูเอง” เต้ยกมือขึ้นแล้วหัวเราะ

“แล้วใครเทคกูอ่ะ” ลักษณ์ถามต่อ

“ใครจะไปรู้วะ คนไหนจับชื่อมึงได้ก็คนนั้นแหละ” เบียร์พูด

หลังจากนั้นลักษณ์ก็ลืมเรื่องบัดดี้ไปสนิท เวลาผ่านไปจนเย็น เขาตามเพื่อนไปเชียร์บาสนัดสำคัญ ระหว่างแพทย์กับเภสัช กองเชียร์แพทย์ขนกันมานั่งเต็มเเสตนด์ แต่ฝั่งเภสัชก็ไม่ยอมน้อยหน้า เปล่งเสียงร้องเชียร์แบบไม่กลัวคอแตก

“กรี้ดดดดด หมอไวน์ลงด้วยเว้ยแก นัดที่แล้วไม่ลงเพราะเจ็บข้อเท้า ชั้นล่ะเป็นห่วงจริงๆ” สาวๆเภสัชที่ดูเหมือนจะแปรพักตร์ไปอยู่อีกฝั่งซุบซิบกันเสียงดัง แถมยังกรี้ดลั่นเมื่อเดือนแพทย์หันมาจ้องทางนี้ด้วย
ลักษณ์ขอใช้คำว่าจ้อง เพราะมันหันมามองทางนี้อย่างจริงจัง จ้องดวงตาคมกล้านั้นมาทางเขาแบบตาไม่กระพริบ ทว่าลักษณ์ทำเป็นมองไม่เห็น เสมองไปทางอื่นแทน หูยังได้ยินเสียงซุบซิบของสาวๆข้างหน้าดังเข้าหูไม่หยุด

“เค้ามองใครวะ มองชั้นเหรอ ตายแล้ว คิ้วชั้นเลือนหมดแล้วมั้งเนี่ย ทำไงดีวะแก” เสียงหัวเราะคิกคักทำให้ลักษณ์เสียสมาธิพอสมควร

เขาลอบพิศดูเพื่อนสนิทที่กำลังวอร์มอัพกับเพื่อนร่วมทีมนั้นเงียบๆ ใบหน้าคมเข้มซูบลงเล็กน้อย ใต้ตามีรอยดำคล้ำหน่อยๆ แต่ท่าทางการรับส่งลูกก็ยังคล่องแคล่วเหมือนเดิม

เกมเริ่ม แพทย์ขึ้นนำไปก่อนด้วยการชู้ตสามแต้มของไวน์ เรียกเสียงกรี้ดถล่มทลายจากผู้ชมทั้งหลายไม่ว่าจะแพทย์หรือเภสัช รวมถึงคณะอื่นที่แห่กันมาดูเต็มขอบสนาม

บางครั้งก็มีเสียงหวีดเบาๆเมื่อไวน์ถูกกระแทก ผ่านไปครึ่งเกมเริ่มดุเดือดมากขึ้น เภสัชพลิกกลับมานำแพทย์ได้สำเร็จ และไวน์ก็ถูกชนล้มลงไปกองกับพื้นอีกรอบ

“ใจเย็นมึงอย่า เพิ่งเป็นลม” แซมกระซิบข้างหูเขา ลักษณ์ละสายตาจากร่างสูงที่นอนกุมข้อเท้าอยู่นั้น

“เป็นลมอะไรของมึง”

“ก็กูเห็นหน้ามึงซีดๆ แถมมือเย็นอีกตะหาก” แซมเอื้อมมือมาจับที่มือของเขาที่กุมเอาไว้บนตักแน่น

ลักษณ์เพิ่งรู้สึกว่าเหงื่อออกที่ฝ่ามือจนเหนียวไปหมด

“กู..หิว. ร้อนด้วย คนเยอะเห็นแล้วอึดอัดตาลาย” เขาตอบ หันกลับไปดูในสนามก็เห็นเพื่อนรักถูกเปลี่ยนตัว แล้วพยุงเดินออกไปข้างสนาม มีเจ้าหน้าที่แพทย์สนามคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดรวมถึงเพลินตาดาวแพทย์คนสวยด้วย

“โอ้โหสวีทจังเลยแฮะ ตกลงเค้าคบกันแล้วเหรอวะ” เบียร์มองตามสายตาเขาไปยังคนทั้งคู่ เพลินทำท่าจะก้มลงไปช่วยทายาที่ข้อเท้าให้ไวน์ ทว่าชายหนุ่มห้ามเอาไว้ รั้งต้นแขนทั้งสองข้างให้ลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ข้างตัว

“คงงั้นมั้ง” ลักษณ์ตอบ ...เกือบอาทิตย์ที่เราไม่ได้พูดคุยกัน ความสัมพันธ์ของคนคู่นั้นพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

ใช่สิ...ไอ้ไวน์มันหน้าตาดีนี่นะ เรียนก็เก่ง ก็เหมาะสมกับหญิงสาวที่น่ารักอย่างเพลินแล้วล่ะ .. ดาวย่อมคู่กับเดือนฉันใดก็ฉันนั้น เลิกอิจฉาเพื่อนได้แล้ว...

กระนั้นเขาก็ยังหงุดหงิดอยู่นั่นเอง เหมือนทุกครั้งเวลาที่สาวเมินเขาไปหาไอ้ไวน์นั่นแหละ ..ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจะต้องไปน้อยอกน้อยใจเพื่อนอะไรขนาดนั้น

จบเกม แพทย์เฉือนเอาชนะเภสัชไปด้วยคะเเนนเฉียดฉิว เพื่อนๆจะแวะทานข้าวเย็นก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านแต่ลักษณ์ขอตัวเดินแยกออกมาก่อน
เขาเดินไปทางฝั่งแพทย์ ชะเง้อมองหาร่างสูงๆของเพื่อนสนิทที่เมื่อครู่ยังเห็นนั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมสนาม แต่ดูเหมือนว่าจะหายไปไหนแล้วก็ไม่ทราบ

“เอ่อ..โทดนะ เห็นไวน์มั้ย” ลักษณ์ถามผู้ชายคนหนึ่งที่ไวน์เคยแนะนำว่าเป็นเพื่อนใหม่ชื่อนพ อีกฝ่ายหันมองเขาทำหน้างงๆ

“ไวน์เหรอ เห็นเดินออกไปกับเพลินเมื่อกี้นะ รู้สึกจะไปโรงพยาบาลหรือไงเนี่ยแหละ ลองโทรถามดู”

“ถึงกับต้องไปโรงพยาบาลเลยเหรอ”

“อืม เห็นว่ามันแพลงซ้ำที่เดิม บวมมากน่ะเลยอยากให้หมอดูหน่อย ..เราขอตัวก่อนนะ” นพขอเดินจากไป ลักษณ์มองตาม คิดไม่ตกว่าจะเอาอย่างไรดี

ตามไปที่โรงพยาบาลเลยดีมั้ย..เพื่ออะไรล่ะ มันก็มีคนดูแลอยู่แล้วนี่

...โทรไปหา?...ไม่เอาไม่อยากโทร

งั้นไว้คุยวันอื่น?

โอ๊ย ทำไมมันยากอย่างงี้วะ นี่เขามัวเเต่คิดอะไรเยอะเเยะวะเนี่ย ก็เดินเข้าไปถามให้มันจบๆไปเลยว่ามันเป็นยังไงกันแน่

จูบเขาทำไม...ละเมอใช่มั้ย

อย่าทำให้เพื่อนต้องคิดมากแบบนี้เลย

........................................


ไวน์ชะงักไปเล็กน้อยขณะที่ค่อยๆก้าวลงมาจากรถแท็กซี่ที่ขึ้นจากหน้าโรงพยาบาลกลับมาบ้าน ใครบางคนยืนพิงประตูรั้วอยู่เห็นเป็นเงาตะคุ่มๆในความมืดสลัวของเวลาเกือบสี่ทุ่ม

เขาสบตากลมโตคู่นั้น แสงไฟจากภายในบ้านส่องให้เห็นใบหน้าอีกฝ่ายเพียงลางๆ

“กลับมาแล้ว ...เป็นไงบ้าง” เพื่อนสนิทของเขาถามเสียงเบา มีแววเก้อๆอย่างประหลาดในกระเเสเสียง ลักษณ์เข้ามาช่วยเขาเปิดประตูรั้วออก

“มารอนานหรือยัง” เขาเปิดปากพูดเป็นประโยคแรก

“ไม่นาน เพิ่งมา” ลักษณ์ตอบ ทว่ามือที่ยื่นมาช่วยพยุงจับเขาที่ท่อนแขนนั้นเย็นเฉียบ

ไวน์ไม่ได้พูดอะไร พวกเขาเดินเข้าไปภายในบ้าน ลักษณ์เคยมาที่นี่แล้วสามครั้ง นับว่าน้อยเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่รู้จักกันมา ส่วนใหญ่ไวน์จะเป็นฝ่ายไปหาที่ร้านมากกว่า

เขาเหลือบมองเจ้าของบ้านที่เดินเขยกหายไปในห้องครัว สักพักก็กลับมาพร้อมกับแก้วบรรจุนม ไวน์วางตรงหน้าเขา พูดเสียงเรียบ

“กินรองท้องไปก่อน” พออีกฝ่ายพูดขึ้นมา ท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องทันที ลักษณ์เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองหิว และลืมกินข้าวเย็นไปเสียสนิท...มัวเเต่กังวลเรื่องเพื่อน อุตส่าห์มายืนดักรออยู่หน้าบ้านตั้งเเต่หัวค่ำ
เขาทำหน้านิ่งๆ ยกแก้วนมขึ้นดื่มรวดเดียวหมด

เจ้าของบ้านทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตรงข้าม ยกขายาวๆนั้นขึ้นไขว่ห้าง มือกอดอกมองมาที่เขาเงียบๆ สายตาของไวน์ในวันนี้มีอะไรบางอย่างแปลกไปจนลักษณ์รู้สึกได้ แต่บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร

รู้แต่ว่ามันคมกริบกว่าทุกครั้ง และเหมือนจะกำลังอ่านใจเขาอยู่

“เอ่อ...อ้อ..กูเอาชีทฟิสิกส์มาให้ ไม่รู้ยังอยากได้อยู่มั้ย” ลักษณ์ทำลายความเงียบที่แสนอึดอัดลงด้วยการหันไปค้นเอาชีทในกระเป๋าเป้ขึ้นมาปึกใหญ่ แล้วโบกไปมาตรงหน้าเพื่อน

ไวน์เอื้อมมือไปรับมาวางเอาไว้ข้างตัว แลัวเลิกคิ้วมองมาที่เขาราวกับจะถามว่ามีอะไรอีกมั้ย?

ลักษณ์สบตาคู่นั้นแล้วก็เบือนหลบออกไปมองนอกหน้าต่าง

“แค่นี้?” เจ้าของบ้านพูด

“หืม? อ๋อ..อืม” อีกฝ่ายสะดุ้ง พูดตะกุกตะกัก ขาเล็กๆเริ่มสั่นจังหวะ

“ขอบใจมาก งั้นก็...บาย” ไวน์ลุกขึ้นยืน เพื่อนของเขาเงยหน้าขึ้นมอง เม้มริมฝีปากแน่น แล้วลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขาโดยมีโต๊ะรับแขกกั้น

ใบหน้าเรียวเล็กนั้นมีแววเคร่งเครียดปนไม่แน่ใจ
ไวน์อยากจะเดินหนีบ้าง ให้สมกับที่อีกฝ่ายปิดมือถือ แถมหนีหน้าเขาเป็นสัปดาห์ แต่ว่าเท้าทั้งสองข้างดูจะหนักอึ้งและบังคับยากกว่าปกติ คงจะเกี่ยวกับที่ข้อเท้าของเขาเจ็บอยู่กระมัง หรือบางทีมันก็อาจจะเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะตั้งเเต่เห็นหน้าลักษณ์ที่หน้าบ้านแล้ว

“ว่าไง..คุณลักษณ์” ...หายไปหลายวันแบบไม่ยอมอธิบายสาเหตุ ทำให้เขาทุกข์ใจมากเท่าไหร่รู้ตัวบ้างหรือเปล่า หรือไม่เคยรับรู้อะไรเลยเหมือนเดิม

“คือ..อยากถามเรืองนึง” ลักษณ์พูดแล้วกระแอมหลายครั้ง คนฟังเลิกคิ้วนิดๆ ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ตรงหน้า

วูบหนึ่งที่ลักษณ์ลืมคำถามที่เตรียมมาตลอดหลายวัน สายตาเจ้ากรรมเอาแต่เผลอมองริมฝีปากได้รูปสวยสีแดงสดแบบคนสุขภาพดีของเพื่อนสนิทอยู่เรื่อย

“ว่า?” ท่าทางของไวน์เริ่มกระวนกระวายขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมมองมาที่เขาอย่างคาดหวังชอบกล

“สัญญาว่าจะตอบตามตรงได้มั้ย” ลักษณ์รีบพูด คนฟังอึ้งไปนิด

“ตกลง” ในที่สุดไวน์ก็พยักหน้ารับ

ลักษณ์กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ เขารู้ดีว่าคำถามที่กำลังจะถามออกไปนั้น อาจทำให้ความเป็นเพื่อนของเราสั่นคลอน

แต่จะไม่ถามให้ชัด..เขาก็อดทนเก็บเอาไว้ในใจต่อไม่ไหวอยู่ดี

ไวน์ยังคงมองมาที่เขาอย่างรอคอย

อย่าเลยลักษณ์ ..ช่างมันเถอะ

ไม่ได้ ปล่อยไปไม่ได้ นั่นมัน...จูบแรกในชีวิตเขา

ลักษณ์อึกอักอยู่นาน จนกระทั่งร่างสูงทำท่าจะหันหลังกลับ

“มึง...เป็นเกย์เหรอวะ”

ลักษณ์พูดเร็วปรื๋อ ไวน์เบิกตากว้าง ท่าทางตกใจไม่น้อย ดวงตาคมมีรอบวูบไหวก่อนจะกลายเป็นขึงเครียด

“ทำไมถึงถาม” ชายหนุ่มถามกลับเสียงเข้ม คนฟังกลืนน้ำลาย

“ก็...ก็คืนนั้น..มึง” ลักษณ์เริ่มตะกุกตะกัก ก้าวถอยหลังขณะที่ไวน์เดินอ้อมโต๊ะตรงเข้าไปหา

“คืนนั้น..ทำไม?” ไวน์ใจหายวูบ ปะติดปะต่อเรื่องได้ทันที คืนนั้นที่ว่า..คงหมายถึงคืนนี้ที่เขา...เผลอจูบอีกฝ่ายไปสินะ

แปลว่าลักษณ์รู้สึกตัว?

แล้วทำไมถึงยอมให้เขาจูบต่อล่ะ...ทำไมไม่ขัดขืน ไม่โวยวาย เก็บเอาไว้ได้ยังไงตั้งเกือบสองอาทิตย์?

“ว่าไงลักษณ์ คืนนั้นทำไมหรือ” เขาก้าวเข้าไปหาเพื่อนจนเรายืนห่างกันเพียงช่วงเเขนเอื้อมถึง ใบหน้าเรียวเล็กนั้นเริ่มขึ้นสีแดงจัดอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

แววตาของลักษณ์ทั้งสับสนและโกรธ

“มึงจำไม่ได้? หรือจริงๆแล้วมึงเมาใช่มั้ย บอกกูมาตรงๆเถอะ หรือว่ามึงละเมอไม่รู้สึกตัว” ลักษณ์พูดรัวเร็ว ราวกับเป็นสิ่งที่อัดอั้นเอาไว้ในใจมานานแล้ว

คนฟังสูดลมหายใจเข้าปอดลึก...สายไปเสียแล้ว ไอ้ไวน์เอ๋ย ความคิดที่จะทำให้ลักษณ์เปิดใจ แล้วค่อยสารภาพความรู้สึกออกไปนั้น ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว

แม่เขาคงพูดถูก... เขาไม่มีทางอยู่ในสถานะแสนอึดอัดแบบนี้ได้ตลอดไป

ไม่นึกเลยว่าเวลานั้นจะมาถึงเร็วกว่าที่คิดเอาไว้..แต่เขาก็ไม่สามารถฝืนโกหกออกไปว่าเมาหรืออะไรก็ตามแต่ได้

คงต้องปล่อย...เลยตามเลย

เขาสบตาคู่นั้นเเล้วพูดช้าๆ

“เปล่า กูไม่ได้เมา และกูก็มีสติสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง” แววตาของลักษณ์มีเเววตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประหลาดใจและงงงัน  คนพูดเว้นช่วงนิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้นสำหรับการตัดสินใจครั้งสุดท้าย

ให้โอกาสตัวเองได้เปลี่ยนใจ ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายทำลายคำว่า 'เพื่อน' ระหว่างเราสองคนลงด้วยตนเอง

“คืนนั้นกูตั้งใจ...ลักษณ์”

ไวน์ไม่ได้เอ่ยคำว่าจูบออกไป แต่เขาใช้การกระทำแทน  ชายหนุ่มหลับตาลงขณะที่ริมฝีปากแนบสนิทกับเรียวปากนุ่มของเพื่อนสนิทในวงแขน

ลาก่อน... 'เพื่อน’

...............................................................


มาต่อค่ะ อิอิ บอกเลยว่าดีใจมากกกกที่เห็นเม้นท์ขอวเพื่อนๆนะคะ ขอบคุณนะคะ
เรื่องนี้ชื่อตอนจะเป็นสำนวนไทยแปลเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนชื่อเรื่อง แน่นอนว่ามาจากสำนวนอีกเช่นกัน
เส้นผมบังภูเขา..เชื่่อว่าทุกคนเข้าใจความหมายของสำนวนนีนี้นะคะ
หลายคนคิดว่าโอกาสของไวน์นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะลักษณ์ดูเหมือนจะเห็นเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น

ก็ถ้าเส้นผมที่ว่า คือคำว่า'เพื่อน' ล่ะ
ความจริงที่อยู่ตรงปลายจมูก ต้องสังเกต ต้องเอะใจ จึงจะมองเห็น ภูเขาที่ซ่อนอยู่ข้างหลังคำว่าเพื่อนนั้น
และจึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของชื่อเรื่องนี้ ว่าหมายถึงใครกันแน่ค่ะ
ความสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่ง่ายหรอกค่ะ เพราะในชีวิตจริงก็คงไม่ง่ายเหมือนกันที่เพื่อนจะเปลี่ยนสถานะเป็นอื่น
ยิ่งรู้สึกมาก แคร์มาก ก็ยิ่งคิดมาก
เราก็เพิ่งเขียนเเนวนี้เป็นเรื่องเเรก  เป็นพล็อตที่เรารักค่ะ เชื่อว่าคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ก็คงจะชอบพล็อตนี้ไม่น้อยนะคะ (ไม่งั้นคงไม่อ่านมาได้ถึงขนาดนี้555 )
ปลื้มใจมากค่ะ
#แอบลักษณ์


ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1652
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6
โงยยยสงสารไวน์

แต่อย่างนี้ก็ดีจะได้เริ่มจีบจริงๆจังๆซักที

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3050
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +128/-3
ไวท์เอ้ย  สงสารจริงเมื่อไหร่ลักษณ์จะรักตอบล่ะเนี้ย ตอนเห็นเรื่องครั้งแรกนึกว่าลักษณ์เป็นคนแอบรักที่ไหนได้ เอาใจช่วยไวท์  :a3:

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ตอนที่9
It is no use crying over spilt milk.





   “มึงเคยจูบใครบ้างมั้ย...ไวน์”  ลักษณ์ถามขึ้นหลังจากเดินออกจากโรงภาพยนตร์  ฉากจบในหนังทำเอาเขารู้สึกเคลิบเคลิ้มตามพระนางในเรื่องไปไม่น้อย   อยากรู้เหมือนกันว่าเวลาที่ริมฝีปากของเราสัมผัสกับริมฝีปากของใครสักคนมันจะรู้สึกอย่างไร   

   เพื่อนตัวสูงของเขาหันมามองหน้าแวบหนึ่งแล้วย้อนถามกลับ

   “ถามทำไม”

   “ก็อยากรู้เฉยๆ  ทำหน้าแบบนี้แปลว่าเคยล่ะสิ”  ตาคมหลบตาเขาทันที   เป็นเพื่อนกันมาจนขึ้น ม.4 แล้ว  ทำไมลักษณ์จะดูไม่ออกว่าเพื่อนกำลังปิดบังอะไรเขาอยู่

   “ก็...เออ  เคย” นั่นไง  เขาว่าแล้วเชียว  หน้าอย่างไอ้ไวน์แล้ว  ไม่มีทางไม่เคยหรอก...สาวๆกรี้ดมันจะตายชัก มันมีแฟนมาแล้วไม่รู้กี่คน

   “แล้วเป็นไงบ้าง”  เขารีบถามต่อ 

   “อืม” ไวน์ทำหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง     “เปียก...เลอะเทอะไปหมดเลย  เหม็นน้ำลายด้วย”  เพื่อนของเขาตอบกลับมา  แถมเสริมต่อมาอีก “หลังจากจูบครั้งนั้น กูก็ไม่นึกอยากจูบใครอีกเลย  มึงไม่ต้องลองหรอกลักษณ์  มันไม่ได้สวยงามเหมือนในหนัง”  ดักคอเขาอย่างรู้ทันอีกครั้ง   เมื่อเขานึกถึงใบหน้าของเฟิร์น เพื่อนใหม่ร่วมห้องที่กำลังตามจีบอยู่

   “เปล่า  กูไม่ได้จะลองจูบใคร  แค่ถามประดับความรู้เฉยๆ” รีบปฏิเสธแล้วดึงแขนเพื่อนไปทางร้านขายเครื่องเขียนแทน  “แวะซื้อดินสอก่อน” 

   “ไว้ถ้ามึงอยากลองเมื่อไหร่  ค่อยบอกกู”

   ได้ยินเสียงไวน์พึมพำตามหลังมาแว่วๆ  แต่เขาในตอนนั้นไม่ได้สนใจ 


   00000000000000000000000000000000000000


   ลักษณ์คล้ายได้ยินเสียงที่ตัวเองเคยพูดกับเพื่อนในอดีตแวบกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง....จู่ๆเขาก็นึกขึ้นมาได้ทั้งๆที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานหนักหนาแล้ว

   เปียก...งั้นหรือ 

   ลักษณ์หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง  เขาอยากจะตะโกนออกมาดังๆแต่ก็เกรงใจลูกค้าที่นั่งกินข้าวกันอยู่เต็มร้านข้างล่าง 
   ในหัวมีแต่คำถามเต็มไปหมด....ทำไม  ทำไม  ทำไม และทำไมไอ้ไวน์เพื่อนสนิทของเขากลับจูบเขาอย่าง...ดูดดื่มที่สุด   เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้   

   ไม่มีคำอธิบาย...พูดให้ถูกก็คือเขาไม่ได้อยู่ฟังมันอธิบายด้วยซ้ำ   ลักษณ์รีบดันตัวเองออกจากวงแขนของเพื่อนทันทีที่รู้สึกตัว  ผลักร่างสูงๆนั้นอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซ  ข้อเท้าที่เจ็บอยู่ก่อนทำให้ไวน์ทรงตัวไม่อยู่  หงายหลังลงไปนั่งกับพื้น 

   เขาชะงักเพียงนิดเดียวเท่านั้น  สบตาของ ‘เพื่อน’ ที่มองมาที่เขาด้วยสายตาที่ทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าอยู่   ไม่ใช่ไอ้ไวน์..เพื่อนซี้ตั้งแต่มัธยมคนนั้น

   คล้ายกับว่าผู้ชายตรงหน้าคือใครอีกคนหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยในชีวิต  เป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก  แววตาคู่นั้นมองมาที่เขาอย่างวิงวอนแกมเสียใจ   แต่เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไร

   “ลักษณ์”  ไวน์เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแหบโหย 

   “กู...” พูดไม่ออก  เขาเดินแกมวิ่งออกมาจากบ้านของไวน์   โบกแท็กซี่กลับมาถึงบ้านได้ยังไงก็จำไม่ได้เสียแล้ว  มันสับสนไปหมด  ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคำว่าเพื่อนสนิทของเรากันแน่

   เพื่อน...เค้าไม่จูบกันหรอก   เขาแน่ใจ...ต่อให้สนิทกันแค่ไหน ก็ไม่มีทางจูบกัน   เขาไม่เหลือเหตุผลที่จะอธิบายกับตัวเองได้อีกแล้ว  เพราะไอ้ไวน์แท้ๆเชียว  มันทำลายความเชื่อของเขาจนหมดสิ้น

   โกรธ   โกรธจนไม่อยากเห็นหน้ามันอีกแล้ว....โธ่เว้ย!

   “ลักษณ์  เป็นไร ไม่กินข้าวเย็นเหรอ”  เสียงพี่รามมาเคาะห้องแล้วพูดดังๆอยู่หน้าประตู    คนฟังถอนหายใจยาวเหยียด ตะโกนตอบกลับไป

   “ผมไม่หิว” 

   “ทำไมไม่หิว  ไปกินไรมา” 

   กินน้ำลายเพื่อนมาจนอิ่มมั้ง...เขานึกอยู่ในใจ แล้วก็ปวดหัวจี้ดขึ้นมาอีก  “กินแถวมอมาแล้ว  พี่ไปนอนเหอะ  ไม่ต้องห่วงผม”

   “ไม่ได้ห่วง  ถ้ากินมาแล้วก็ดี  ออกมาช่วยกันล้างจาน”

   ค่อยสมเป็นพี่ชายของเขาหน่อย  ถึงเราจะห่างกันหลายปี แต่พี่ชายของเขาก็ไม่เคยปฏิบัติต่อเขาเป็นน้องเล็กที่น่าเอ็นดูเลยสักครั้ง   มีแต่ใช้งานตลอด ไม่มากก็น้อย

   ลักษณ์พาตัวเองออกมานั่งล้างจานเป็นเพื่อนพี่ชาย  ชามกองโตที่บ่งบอกว่าวันนี้ร้านป้าดาขายดีแค่ไหน  มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจเหมือนทุกที

   “น้ำเก็กฮวยในถัง  กินให้หมดด้วย กูเสียดาย  ไม่ก็เอาไปฝากไอ้ไวน์มันก็ได้  มันชอบกินไม่ใช่เหรอ”  พี่รามบอกเขา  “แล้วนี่มันหายไปไหน  มาโผล่หัวมาเลยเป็นอาทิตย์”

   “พี่คิดถึงมันก็ไปหาสิ”  ลักษณ์ตวัดเสียงแล้วลุกหนีไปล้างมือ ทิ้งให้พี่ชายล้างจานที่เหลือต่อคนเดียว ...ช่วยไม่ได้ อยากพูดไม่เข้าหูดีนัก

   โอ๊ย  หงุดหงิดโว้ย!! ความหงุดหงิดนี้ยังคงติดตามเขามาจนถึงวันรุ่งขึ้น  และวันถัดๆไป  ไอ้ไวน์หายหัวไปพักหนึ่งแล้วก็กลับมาใหม่ด้วยท่าทีที่แปลกไปจากเดิม

   “เพื่อนไวน์  ไม่เจอกันเกือบสองอาทิตย์หายไปไหนมาหรอครับ  ไอ้ลักษณ์บ่นคิดถึงเช้ากลางวันเย็นก่อนนอนจนพวกกูเบื่อแล้วเบื่ออีก”  แซม  เพื่อนเภสัชที่เขาไม่รู้ว่าไปสนิทกับไอ้ไวน์ตอนไหนทักขึ้นมาหลังจากที่มีแขกไม่ได้รับเชิญเดินตรงเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะโรงอาหารตรงข้ามเขา

   คนชื่อลักษณ์จุ๊ปาก  ตอบเพื่อนอย่างหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม  ไม่ยอมสบตาคนที่มาใหม่

   “บ่นพ่อง  กูไม่ได้พูดถึงสักคำ”

   “ไม่ได้พูด...แปลว่าคิดใช่ไหม”  ไวน์ถามเสียงนุ่ม  อีกฝ่ายส่ายหน้าหวือ  เบะปากน้อยๆ ไม่ยอมตอบ

   “เพื่อนไวน์ตัดผมใหม่เหรอครับ  หล่อไม่เกรงใจพวกผมเลยครับ”  เบียร์ทักขึ้นมาบ้าง  ลักษณ์เหลือบตาดูทรงผมที่เขาสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วนั้นอีกแวบหนึ่ง  ไวน์ไถผมด้านข้างขึ้น โชว์รูปหน้าได้ส่วนสัดกับศีรษะทุยๆ  ...ให้ตายสิ  ถึงจะยังไม่อยากมองหน้ามัน  แต่เขาก็ต้องยอมรับอย่างจำใจว่าทรงนี้...ดูดีเป็นบ้า

   “เหรอ   ไม่รู้สิ นายว่าไง  ชอบมั้ย...ลักษณ์”  ไวน์ยกมือขึ้นลูบท้ายทอย  แล้วหันมาถามความเห็นจากเพื่อนที่ยังคงไม่ยอมมองหน้าเขาเลยตั้งแต่มาถึง

   ลักษณ์ไม่ตอบ  ก้มหน้าตักอาหารเข้าปากเหมือนไม่มีเขานั่งอยู่ตรงนั้น...ไวน์ลอบถอนหายใจยาว  ตลอดหลายวันที่ผ่านมาหลังจากที่เขาตัดสินใจ ‘บอก’ ลักษณ์ไปนั้น   เขาก็ไม่กล้า...ไม่กล้าเข้ามาคุยกับอีกฝ่ายอีกเลย  พอๆกับลักษณ์ที่ทำเหมือนเขาไร้ตัวตน 

   เราเดินผ่านกันหน้าชั้นเรียนด้วยสายตาว่างเปล่าเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

   จนกระทั่งเพลินลากเขาไปถามจนได้ความ  เขาเล่าออกมาหมดเปลือกเพราะทนเก็บเอาไว้คนเดียวไม่ไหวอีกแล้ว  มันทรมานเกินไป   เหมือนที่เพลินเคยเตือนเขาเอาไว้ก่อนหน้านี้   

   จุดจบของความสัมพันธ์ที่เขาไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน  มันมาถึงฉับพลันแบบกลับตัวไม่ทัน  นอกจากต้องปล่อยเลยตามเลย   ปล่อยไปตามที่หัวใจของเขาเรียกร้อง   

   เพื่อสุดท้ายแล้วจะพบกับความผิดหวัง....กี่คืนแล้วที่เขานอนไม่หลับ  เฝ้านึกถึงแต่เรื่องราวของเราสองคนที่เคยผ่านกันมา  กี่วันแล้วที่เขากินข้าวไม่ลง  แค่เห็นข้าวราดแกง   เขาก็นึกถึงอีกคนขึ้นมาทันที 

   น้ำหนักตัวที่ลดลงไปสองกิโลกรัมกับความคล้ำใต้ตาและการโดดเรียนรัวๆของเขาทำให้เพื่อนๆเป็นห่วง   เพลินกับนพมาเยี่ยมเขาถึงบ้าน   แล้วก็ซักจนได้ความในที่สุดว่าเขากำลัง...อกหัก

   เพลินโกรธเขา  บอกว่าเขามันขี้แพ้  ยังไม่ทันเริ่มจีบก็ชิงบอกว่าตัวเองอกหักซะแล้ว  นพก็บอกว่าเขามันอ่อนแอ สมควรแพ้ไปน่ะถูกแล้ว   

   “เราเป็นเพื่อนกับมันมาตั้งหลายปี ถ้ามันชอบเราก็คงชอบไปนานแล้วล่ะเพลิน  วันนั้นสีหน้ามันก็บอกชัดว่ามันไม่ได้คิดอะไรกับเราเลย  มันตกใจอย่างเดียว...อาจจะเกลียดเราด้วยมั้ง”     

   “ลักษณ์พูดออกมาเหรอว่าเค้าเกลียดเธอน่ะไวน์  ลักษณ์ยังไมได้พูดอะไรเลยไม่ใช่เหรอ”

   “เออใช่  มันแค่วิ่งหนีไปเลยไงเพลิน ฮ่าๆ  เอาน่าไอ้ไวน์  ที่เพลินพูดก็ถูกนะ  มึงตีตนไปก่อนไข้หรือเปล่า  ไม่แน่ไอ้ลักษณ์อาจจะชอบมึงก็ได้นะ  หึๆ”

   “แต่...ไม่มีทางอ่ะ  ไม่มีทางเป็นไปได้”

   “Impossible is nothing.  มึงไม่เคยได้ยินเหรอไวน์  กูว่ามึงควรลองสักตั้ง”

   “เพลินเห็นด้วยกับนพนะ  แต่ก่อนลักษณ์อาจจะไม่ได้มองไวน์แบบอื่นนอกจากเพื่อน  แต่ตอนนี้เราว่ามันเปลี่ยนไปแล้วนะ  ไวน์ลองจีบลักษณ์ดูสิ  ไม่แน่ว่าอาจจะสำเร็จก็ได้”

   เขาส่ายหน้า...ความรู้สึกในใจมีแต่คำว่า  หมดหวัง

   “มึงเคยจีบผู้หญิงมั้ยไวน์  อย่าตอบกูว่าไม่เคย”  ไวน์พยักหน้า  ขมวดคิ้ว  เพื่อนของเขาพูดต่อ  “แล้วเวลาจีบ มึงทำยังไง”

   “ก็...สืบก่อนว่าเธอชอบอะไร  แล้วก็ชวนคุย ชวนทำอันนั้น”   เชาเริ่มจะมองเห็นสิ่งที่เพื่อนต้องการจะสื่อลางๆ

   “มึงรู้หรือเปล่าว่าลักษณ์ชอบกินอะไร  ชอบสีอะไร  ชอบไปเที่ยวที่ไหน   วันหยุดทำอะไรบ้าง...”  ไอ้นพถามต่อมาเรียบๆ  เขาพยักหน้ารับ....เขารู้จักมันมาตั้งกี่ปี  ก็ต้องรู้อยู่แล้วสิเรื่องพวกนี้....จริงด้วย  “แค่นี้มึงก็รู้จักเค้าดียิ่งกว่าคนอื่นๆที่มึงเคยคิดจะจีบเสียอีก  ทีนี้มึงคิดออกหรือยังว่าต้องทำยังไงต่อ”

   ไวน์ยิ้มออก เขายกมือขึ้นตบไหล่เพื่อนเบาๆ 

   “ขอบคุณมากเว้ย  ไม่ได้พวกมึง  กูคงคิดไม่ออก”

   “เรื่องแบบนี้เขาเรียกผงเข้าตาตัวเองเขี่ยไม่ออก  ไม่เป็นไรหรอก  ไว้เรื่องของมึงสำเร็จเมื่อไหร่ค่อยมาช่วยกูต่อ” 

   หลังจากวันนั้น  เขาก็กลับมามีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง  จริงอยู่ว่าเขาเคยเป็นเพื่อนสนิทของลักษณ์มาก่อน...แล้วไงล่ะ   เขาจะเปลี่ยนสิ่งนี้ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบของตัวเอง 

   เขาคนนี้   รู้จักลักษณ์มากกว่ารู้จักตัวเองเสียอีก   ลองพยายามดูก็คงไม่มีอะไรจะเสียมากไปกว่านี้แล้วล่ะ

   “ว่าไง  ชอบทรงผมใหม่ของเราหรือเปล่า” 

   ไวน์ถามมาอีก  คนฟังขมวดคิ้วนิดๆกับสรรพนามที่เปลี่ยนไป  ฟังดูสุภาพทว่าเหินห่างอย่างไรชอบกล    ใบหน้าของอีกฝ่ายดูซูบลงไปเล็กน้อย  เคราเขียวๆที่เพิ่งโกนส่งให้ดูเข้มคมกว่าปกติ 

   ถ้าเขาเป็นสาวน้อยสักคน ก็คงใจสั่นเมื่อถูกจ้องตาไม่กระพริบแบบนี้   แต่นี่บังเอิญว่าเขาไม่ใช่..

   “เพื่อนนั่งกันเยอะแยะ ทำไมต้องถามแต่ไอ้ลักษณ์ด้วยล่ะ”  เต้พูดขึ้น  “ลองถามสาวๆโต๊ะนู้นดูสิ  กูว่าพวกเธอพร้อมตอบนะมึง  ฮ่าๆ”  เต้พยักพเยิดไปยังโต๊ะของสาวบัญชีที่ปรายตามองมาที่ไอ้ไวน์เป็นระยะอยู่พักหนึ่งแล้ว 

   ไวน์ยิ้มมุมปาก  ลักษณ์มองตามแล้วหันกลับมา   เอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย  หยิบจานข้าวมาถือเอาไว้  ลุกจากโต๊ะทันที

   “กูไปก่อนนะ  เจอกันห้องสมุด”  พูดกับเพื่อนเสร็จแล้วก็เดินฉับๆออกมา  ไม่สนใจว่าเพื่อนจะท้วงมาอย่างไรบ้าง

   นักศึกษาแพทย์หนุ่มมองตามหลัง   เขาขอตัวลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินตามหลังร่างโปร่งบางไปห่างๆ   อีกฝ่ายก้มหน้าก้มตาเดินไม่ได้หันกลับมามองข้างหลังเลยสักครั้ง 

   ...จะทำอย่างไรดีนะ...จริงอยู่ว่าเขารู้ดีว่าลักษณ์ชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร  แต่ว่า...แล้วไงล่ะ  เขารู้สึกอับจนหนทางอย่างไรบอกไม่ถูก  ไม่เหมือนเวลาที่หาทางจีบสาวเลยสักนิด

   แอบสะกดตามหลังเพื่อนเข้าไปในห้องสมุด   ลักษณ์เลือกโต๊ะเกือบริมสุดเหมือนเดิม   เขาจับตามองร่างเล็กบางทิ้งตัวลงนั่งผ่านชั้นหนังสือที่ยืนหลบอยู่   มองใบหน้าที่ก้มลงอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้นแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวา  หลับหูหลับตาหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมาถือเอาไว้

   ยังไม่ทันได้เข้าไปนั่งด้วย  อีกฝ่ายก็ลุกขึ้นเสียก่อน ...คงจะไปห้องน้ำ

   ไวน์ลังเลว่าจะตามไปดีมั้ย  ก็พอดีมีใครบางคนย่องเงียบมาที่โต๊ะของลักษณ์พร้อมกับวางของสิ่งหนึ่งเอาไว้บนโต๊ะ     คนแอบมองขมวดคิ้ว  ความสงสัยพุ่งขึ้นมาทันที  ...เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน  ทำไมต้องทำตัวลับๆล่อๆแบบนั้นด้วย

   ร่างสูงรีบก้าวยาวๆไปที่โต๊ะ หยิบห่อของเล็กๆขึ้นมาแกะดู...เป็นห่อบ๊วยคืนชีพ เปรี้ยวจี้ดเข็ดฟันกับกระดาษโพสอิทแนบเอาไว้ว่า

   ‘บ๊วยแก้ง่วง  จะได้ไม่หลับเวลาอ่านหนังสือ:)...จาก บัดดี้’

   บัดดี้?  สมัยนี้ยังมีเล่นแบบเด็กๆอย่างนี้ด้วยเหรอ  นึกว่าเลิกเล่นกันไปแล้วตั้งแต่มัธยมเสียอีก...หวังแต่ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆคนนั้นคงจะไม่ได้ชื่อบัดดี้หรอกนะ

   ไวน์วางห่อขนมเอาไว้ที่เดิมบนโต๊ะ  แล้วมองซ้ายขวาทันเห็นหลังของเธอออกไปจากห้องสมุดไวๆ   เท้าไวกว่าความคิด  เขารีบก้าวยาวๆตามเธอออกไปทันที

   ลักษณ์กลับมาที่โต๊ะอ่านหนังสือ   เขาเพิ่งไปล้างหน้ามา   รู้สึกปวดศีรษะตุ้บๆมาหลายวัน  คงเพราะคิดมากบวกกับนอนไม่พอ   

   จะเพราะใครกันล่ะ  ถ้าไม่ใช่....ฮึ่ย

   สายตาเหลือบไปเห็นห่อขนมวางอยู่บนหนังสือที่เปิดค้างเอาไว้   เฟรชชี่เภสัชหยิบมันขึ้นมาพลิกดูอย่างระมัดระวัง

   บัดดี้?  อ้อ  เขาเกือบลืมไปแน่ะ  ว่าในรุ่นกำลังเล่นไอ้เกมนี่กันอยู่   แล้วบัดดี้ของเขาคือใครกันล่ะ ...ตาโตกวาดมองไปรอบด้าน   ไม่เห็นใครน่าสงสัยเลย  ไม่มีเพื่อนในคณะของเขานั่งอยู่ด้วยซ้ำ

   ช่างเหอะ...ยังไงก็ขอบใจมากก็แล้วกันนะ

   แล้วนี่เขาต้องเทคแคร์ใครกลับนะ  เอ....วันนั้นเต้บอกว่าใครวะ  จำไม่ได้อีก

   ลักษณ์นั่งอ่านหนังสือได้ไม่นาน  เพื่อนๆก็ตามมาสมทบ   ต่างคนต่างเดาบัดดี้ของตนเองเล่นๆ  ลักษณ์พบว่าเพื่อนๆต่างก็ได้ของจากบัดดี้นิรนามของตนเองกันหมดแล้ว

   “กูได้ทิชชูครับมึง ห่อใหญ่มาก  แม่งเอามายัดเอาไว้ในกระเป๋าเป้กู  แล้วเอาหนังสือกูออกมาทิ้งไว้ข้างนอกกระเป๋า   เจริญจริงๆ  อย่าให้รู้นะว่าใคร”  แซมพูดอย่างเข่นเขี้ยว

   “ของกูเป็นเค้ก  หวานหมูไปเลยฮ่าๆ  ต้องผู้หญิงแน่ๆ  กูเดา” 

   เวลาผ่านไปจนเย็น  วันนี้ไม่มีซ้อมเชียร์เพราะฝนดันเทลงมาตั้งแต่บ่ายแก่ๆ  เบียร์กับเต้ของตัวกลับไปก่อน  เหลือแค่ลักษณ์กับแซมที่เดินคู่กันออกมาข้างนอกห้องสมุด

   “กูต้องเทคบัดดี้บ้างแล้วล่ะ   กูยังไม่ได้เทคอะไรเลย”

   “มึงเป็นบัดดี้ใครนะ  อ๋อ...ไอ้เต้ใช่ป่ะ”

   “เออ  แม่งรู้กันหมดแล้ว  ไม่สนุกเลยอ่ะ” ลักษณ์เซ็งเล็กน้อยที่วันนั้นเขาดันไม่อยู่ตอนที่เพื่อนจับฉลากกัน  ก็เลยมีคนจับให้เขาแทน

   “เอาน่า...โห  ฝนตกแรงว่ะ  อุ้ย น้องฟ้าโทรมา”  เพื่อนของเขารีบรับโทรศัพท์ทันที  พูดใส่ปลายสายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานจนเพื่อนรู้สึกคลื่นไส้  ถามตอบกันครู่หนึ่งไอ้แซมก็หันมาโบกมือให้เขา

   “กูแวะกินข้าวที่อักษรฯก่อน บาย”

   “อ้าว”  ลักษณ์อุทาน   เพื่อนตัวดีดันวิ่งแยกไปอีกทางซะงั้น   ปล่อยให้เขาเดินต่อไปยังหน้ามหาวิทยาลัยคนเดียว  ลมแรงหอบเอาละอองฝนเข้ามาเต็มรัก   เปียกชื้นทว่าลักษณ์กลับชอบลมเย็นฉ่ำแบบนี้เหลือเกิน

   มันทำให้รู้สึกอยากขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนาๆแล้วนอนหลับสักงีบจริงๆ

   เดินมาหยุดที่หน้าป้ายรถเมล์  เขาไม่มีร่มมาด้วยในวันนี้  ฝนฟ้าก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเอาเสียเลย...หมู่เมฆสีเทาเข้มครึ้มปกคลุมอยู่เต็มท้องฟ้าไปหมด   ลักษณ์ถอยกลับเข้ามานั่งบนม้ายาว

   นึกถึงเหตุการณ์สมัยม.5 ที่เขากับไวน์วิ่งตากฝนกลับบ้านกันขึ้นมาได้    วันนั้นก็ฝนตกหนักแบบนี้แหละ  ไม่มีใครเอาร่มมาสักคน  นั่งห้อยขาบนบันไดรอให้ฝนหยุดตกจนเกือบทุ่มนึง  ฝนก็ยังไม่หยุด  มีแต่แรงขึ้น แรงขึ้นทุกที


   “ถ้าไม่กลับตอนนี้มีหวังน้ำท่วม  ได้นอนโรงเรียนจริงๆแน่ลักษณ์”  ไอ้ไวน์พูด  ระดับน้ำเบื้องหน้าที่ท่วมมิดสนามจนมองไม่เห็นยอดหญ้าทำให้เขาชักเห็นด้วย   หางตาเห็นเพื่อนๆหลายคนตัดสินใจวิ่งฝ่าฝนกลับบ้านกันแล้ว  ท่อระบายน้ำหน้าโรงเรียนป่านนี้คงเต็มไปด้วยซากใบไม้และเศษขยะจนตัน  น้ำเอ่อล้นไหลลงท่อไม่ได้เหมือนทุกที

   “เปียก...มะรืนนี้สอบ  เดี๋ยวไม่สบาย”  ลักษณ์ตอบ 

   เพื่อนของเขาลุกขึ้นยืนแล้วถอดเสื้อออก  ลักษณ์ตกใจ

   “ทำอะไร  ถอดทำไมวะ”

   “ไว้บังฝน  ลมมันแรง   นี่ถุงกระดาษ  มึงสวมหัวเอาไว้”  ไวน์ส่งถุงกระดาษยับๆใบหนึ่งมาให้เขาสวมหัว  ส่วนมันเองก็มีถุงกระดาษใบหนึ่งสวมเอาไว้   ลักษณ์พยายามพูดคัดค้านให้มันสวมเสื้อกลับไป  แต่ไอ้ไวน์ก็ยังเป็นไอ้ไวน์...ดื้อแพ่ง

   สุดท้ายเย็นวันนั้นเขากับมันก็วิ่งลุยฝนกลับ  เสื้อของไอ้ไวน์ที่กางเอาไว้บังฝนไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด   พวกเขาเปียกชุ่มทั้งตัวเข้าไปถึงกางเกงใน   รองเท้าผ้าใบชุ่มโชกจนวันรุ่งขึ้นต้องใส่รองเท้าแตะมาเรียน 

   ไอ้ไวน์เป็นหวัด  เหมือนที่คาดเอาไว้  ร้อนถึงเขาต้องมานั่งดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำมันอีกสองวันกว่าจะหายดี   ไวน์ขาดสอบไปวันหนึ่ง  เราทั้งคู่โดนป้าดากับพี่รามด่ายับ

   หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่เคยคิดจะวิ่งตากฝนอีกเลย

   
   ความหลังเก่าๆทำให้ลักษณ์เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ  นึกหน้าไอ้ไวน์ตอนจ๋อยแล้วตลกดี  ช่วงเวลาตอนนั้นมันดีมากจริงๆนะ   ไม่ต้องคิดอะไรมาก  ไปเรียน  เล่น  กิน   นอน  สอบ วนไปแค่นั้น   

   แต่พอเราโตขึ้นแล้วกลับต้องมีเรื่องให้ครุ่นคิด  หนักใจขึ้นมากมาย   บางเรื่องก็แก้ได้  หลายเรื่องก็แก้ไม่ได้  คิดหาหนทางจนเหงื่อตกก็ล้วนมีแต่ทางตัน

   ....เหมือนกับความสัมพันธ์ของเขากับไวน์  ที่เขาคิดไม่ออกเลยว่าเราสองคนจะกลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้อย่างไร   มันดูไม่มีทางเอาเสียเลย   เขาไม่สามารถ ‘ทำใจ’ กลับไปคบกับมันเป็นแค่เพื่อนได้อีก

   ครั้นจะให้เป็น ‘มากกว่า’ นั้น  เขาก็ทำใจไม่ได้   มันไม่ใช่...ไวน์คือเพื่อน  คนที่เขาไว้ใจมากที่สุด   เขารู้สึกเหมือนโดนหักหลัง   เขารักไวน์เหมือนญาติสนิทด้วยซ้ำ  เหมือนที่รักพี่รามกับป้าดา 

   ไวน์กลับทำแบบนั้น  ทำมัน..พังหมดเลย   ลักษณ์ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกผิดหวังอย่างไรถูก   และที่มากกว่านั้นคือความเสียดาย....เขาเสียดายความเป็นเพื่อนของเรา

   ไอ้ไวน์...มึงไม่รู้หรือไงว่ามึงเป็นเพื่อนสนิทคนเดียวของกูเลยนะ  มึงทำแบบนี้แล้วกูจะ...คุยกับใคร  จะบ่นให้ใครฟัง  จะด่าใคร  จะมีใครให้ปรึกษาได้อีก   

   เพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันก็ไม่เหมือนกับมึงหรอก   

   มัน...เหงา   รู้หรือเปล่า...

   รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว เขาเม้มปากแน่น  กลืนความรู้สึกที่อัดแน่นในอกกลับลงไป  กดมันเอาไว้ให้อยู่ลึกที่สุด...ที่เดิมที่เคยอยู่

   “ลักษณ์ใช่มั้ย”  เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ตัว  ลักษณ์สะดุ้งน้อยๆ  เขาหันกลับไปมอง  เห็นเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเห็นหน้ากันผ่านๆในคณะยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า

   เขารับคำงงๆ

   “ใช่?  เอ่อ  มีอะไรหรือเปล่า”  รู้สึกเธอจะชื่อวิป หรืออะไรสักอย่าง

   “มีคนฝากมาให้น่ะ”  เธอส่งร่มคันเล็กสีเทามาให้เขารับเอาไว้  มีกระดาษโพสอิทแปะอยู่เหมือนกับที่เห็นบนห่อบ๊วยเมื่อตอนบ่าย

   ‘ระวังเป็นหวัดนะ :)... จากบัดดี้’  ลายมือตัวผอมๆเอียงๆเหมือนเดิม

   “ใครฝากมาน่ะ”

   “ไม่รู้สิ  ลองเดาดู”  เธอปิดปากแล้วหัวเราะคิกคัก  จากนั้นก็ขอตัวเดินกางร่มกลับออกไป   ทิ้งให้เขายืนอยู่ที่เดิมพร้อมกับปริศนาในใจ

   ฝนเริ่มซาลงแล้วเหลือเพียงปรอยๆ  ลักษณ์กางร่มในมือขึ้น  รถติดหนักมากแทบไม่ขยับเหมือนทุกครั้งที่ฝนตกตอนเย็น   เขายืนรอรถเมล์อยู่นานแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่ารถจะมา   เด็กหนุ่มตัดสินใจที่จะเดินต่อไปอีกนิดเพื่อไปดักรอรถที่ป้ายข้างหน้า ติดถนนใหญ่

   “ไปด้วยคนสิ” 

   หัวใจกระตุกไปวูบ  เสียงห้าวๆนั้นคุ้นเคยจนเขาจำได้ทันทีแม้ไม่ต้องหันหน้าไปดู   ลักษณ์ตอบเรียบๆ

   “ไม่ได้” 

   “ทำไมใจร้ายจัง  ไม่มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ตาดำๆเอาเสียเลยนะ”   อีกฝ่ายตอบกลับมา  คนฟังทำเสียงคล้ายๆ ‘หึ’ ขึ้นจมูก
   
        ลักษณ์นึกถึงคืนนั้นขึ้นมาอีก   ตอนนั้นไวน์ทำท่าจะอธิบายเหตุผลที่จูบเขา  แต่เขาก็ไม่พร้อมที่จะรับรู้อะไรทั้งนั้น   มาตอนนี้เขาก็ไม่อยากจะเป็นฝ่ายถามขึ้นมาก่อน  และไวน์ก็ทำเฉยๆ เหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
   
         รู้สึกแย่ชะมัด

   “ก็ได้  ไม่เป็นไรหรอก  ฝนแค่นี่ไอ้ไวน์ไม่หวั่นอยู่แล้ว”  ลักษณ์ได้ยินเสียงกรอบแกรบเหมือนถุงพลาสติกถูกขยำ เลยเผลอหันหน้าไปดู   เห็นคนตัวสูงกำลังสวมถุงพลาสติกที่ดูอนาถาเอาไว้บนหัว  ไม่เข้ากับใบหน้าและรูปร่างท่าทางของอีกฝ่ายเลยสักนิด   
   “งั้นไปก่อนนะ”  ไวน์ยกมือขึ้นดึงขอบถุงให้ลงมาคลุมอีกนิด  แล้วขยับจะเดินออกไปจากป้ายรถเมล์   แอบเห็นคนตัวเล็กกว่าถอนหายใจอย่างหงุดหงิดก็ลอบยิ้มอยู่ในใจ

   1..2..3 

   “เดี๋ยวก่อน”  นั่นไงล่ะ  เขากะแล้วเชียว....คนมีน้ำใจดีแบบลักษณ์ไม่มีทางปล่อยเขาให้ตากฝนกลับบ้านหรอกน่า  “ไปด้วยกัน  ส่งถึงแค่ป้ายรถเมล์ข้างหน้านะ”  หางเสียงตวัดๆแบบที่ลักษณ์ชอบทำ  และเขาก็ชอบ...ฟังเหลือเกิน

   “ขอบคุณครับ”  ไวน์ตอบกลับไป  พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง

   ลักษณ์ไม่พูดอะไร  เขากางร่มออกแล้วเดินตรงไปข้างหน้า  ไม่สนใจด้วยว่าร่างสูงๆนั้นจะต้องก้มหลังทำคอย่นเพื่อให้อยู่ใต้ร่มของเขาและก้าวเดินไปด้วยกันอย่างยากลำบากเพียงไร  ไม่รู้ไม่ชี้กับขอบร่มแหลมๆที่ทิ่มหัวไหล่ของคนข้างๆเป็นระยะด้วย

   ...ช่วยไม่ได้  ไม่อยากเปียกก็อดทนเอาแล้วกัน...

   ไวน์ขยับตัวเข้ามาจนชิด  เอื้อมมือไปทาบทับบนหลังมือของเพื่อนสนิทที่กำด้ามร่มอยู่ราวกับไม่ตั้งใจ  แล้วจับร่มคันนั้นยกสูงขึ้นอีกนิด พอที่จะเดินได้อย่างสบายโดยไม่ต้องค้อมหลังค้อมไหล่ให้เมื่อย

   ได้ยินเสียงลักษณ์จุ๊ปากอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง  พยายามบิดมือออกจากการเกาะกุมของเขา  ไวน์จับค้างไว้ครู่เดียวก็ยอมปล่อย  เมื่อเห็นเพื่อนชักจะโกรธเข้าจริงๆ

   ...เอาวะ   ใจเย็นๆโว้ย  ไอ้ไวน์...

   “ซื้อร่มตั้งแต่เมื่อไหร่  สวยดี”  เขาพูดเบาๆ  ก้าวยาวๆข้ามแอ่งน้ำที่อยู่บนฟุตบาท

   “มีคนให้มา”  ลักษณ์ตอบกลับมา   ก้มหน้าก้มตาเดิน  ราวกับกลัวสะดุดล้มเสียเต็มประดา

   “ใครหรอ...สาวที่ไหน?  หรือว่าหนุ่ม?”  รู้สึกพลาดตอนที่พูดจบไปแล้วลักษณ์เม้มริมฝีปากแน่น  ไวน์รีบพูดต่อ  “เราขอโทษ” 

   “อืม...บัดดี้ให้มาน่ะ”  ลักษณ์เงียบไปนิดนึง แล้วก็ตอบกลับมาเหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   “อ๋อ  ได้ยินคนเล่าแล้ว  แล้วบัดดี้นายเป็นใคร”

   “ประสาท  ถ้ารู้แล้วจะเรียกว่าเล่นบัดดี้มั้ย”   ลักษณ์ตอบกลับ  แล้วก็เงียบไปอีก

   “อ้อ”  ไวน์ลากเสียงยาว  “แปลว่านายก็ไม่รู้ว่าใครสินะ”

   “เออ”  ลักษณ์กระแทกเสียงในลำคอหนักๆ  พวกเขาเดินมาถึงหน้าถนนใหญ่พอดี  เดินตรงไปอีกนิดก็จะเป็นป้ายรถเมล์ 
 
   เขาผิดคาดเมื่อไวน์กลับขอตัวแยกไปก่อน  ไม่ได้เดินไปที่รอรถเมล์เพื่อกลับด้วยกันเหมือนทุกครั้ง  ...ก็บ้านของเขาสองคนทางเดียวกันนี่นะ

   “เดี๋ยวเราแวะห้างก่อนน่ะ  นัดเพลินเอาไว้”  ไวน์ตอบคำถามในดวงตากลมโตที่มองมาที่เขา  ลักษณ์พยักหน้ารับเงียบๆ  ไม่ถามต่อ 

   ...ทั้งที่อยากรู้แทบตายว่าความสัมพันธ์ระหว่างอีกฝ่ายกับเด็กสาวดาวคณะฯไปถึงไหนกันแล้ว   กระนั้นก็ยังอยากรู้น้อยกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคน...ไวน์ทำตัวเหมือนเป็นเพื่อน  ทว่าในความเป็นเพื่อนนั้นก็ไม่เหมือนเดิม  มีความเหินห่างและไว้ตัวนิดๆแฝงอยู่ในทุกการกระทำ หรือแม้แต่คำพูด 

   ไม่ใช่ไอ้ไวน์คนเดิมที่เขาคุ้นเคย....ให้ตาย  เขาไม่ชอบไวน์คนใหม่เลยสักนิด

   “ไว้เจอกันนะ  โชคดี”  ประโยคอำลาที่ไวน์ไม่เคยพูดกับเขาเลยสักครั้งนั้นก็ด้วย   มันเหมือนกับเวลาที่คนรู้จักกันแบบผิวเผินจะพึงบอกลากัน   

   ไวน์เดินดุ่มๆแยกขึ้นบันไดสะพานลอยไปแล้ว   ลักษณ์ถอนสายตากลับมา  มองไปยังท้องถนนเบื้องหน้าตามเดิม  ได้แต่หวังว่านาทีข้างหน้ารถเมล์สายที่เขารออยู่จะผ่านมาถึงและจอดป้ายตรงที่เขารออยู่

   ไม่ใช่ผ่านไปแล้วผ่านไปเลยไม่กลับมาอีก  เหมือนสายน้ำที่ไม่ไหลกลับ....เหมือนความเป็นเพื่อนของเรา   ที่คงไม่อาจหวนกลับคืนมาได้อีกแล้ว...

   เย็นวันนั้นลักษณ์กลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน  ป้าดาเห็นสภาพของหลายชายก็เลยไล่ให้ไปนอนพักแทน  ไม่ต้องมาช่วยที่ร้านเหมือนทุกวัน 

   เขาทิ้งตัวนอนแผ่ลงบนเตียง   กระเป๋าเป้วางทิ้งไว้ข้างหนึ่ง  รองเท้าถอดทิ้งไว้ลวกๆหน้าห้อง  พร้อมกับถุงเท้า   โทรศัพท์มือถือสั่นครืดๆอยู่ในกระเป๋ากางเกง  เขาหยิบมันขึ้นมาดู

   เป็นการแจ้งเตือนจากโปรแกรมไลน์ว่ามีคนแอดเขาเป็นเพื่อน

   “Wishmeluck?”  ลักษณ์พูดทวนชื่อของคนๆนั้นที่ใช้รูปแทนตัวเป็นรูปวัว..วัวจริงๆที่มองกล้องเหมือนจะยิ้มให้  อวดฟันซี่ใหญ่ๆเต็มปาก

   ...ใครวะ?...

   เขากดรับเป็นเพื่อน   พร้อมกับที่อีกฝ่ายส่งข้อความมาทันที

   Wishmeluck:  สวัสดีค่ะ

   
GoodLuck: หวัดดีคับ

   GoodLuck:  ใครน่ะ??
   Wishmeluck:  คนที่คุณก็รู้ว่าใคร

GoodLuck:  ?!?
   Wishmeluck:  บัดดี้ของคุณค่ะ


   .......................................................................................
   
   ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงตอนนี้นะคะ

เรื่องราวจะค่อยๆเข้มขึ้นนะคะ55555หวังว่าอย่างนั้น

บอกเลยว่าเป็นเรื่องของคน #แอบลักษณ์ ล้วนๆค่ะ5555
 :mew1:
   
   

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-12-2016 13:04:23 โดย ็Hollyk »

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
เราเพิ่งรู้ว่าพอมีคนเม้นท์แล้วมันจะขึ้นในหน้ากระทู้อีกรอบ ทำให้นิยายเราอยู่หน้าแรกของเว็บบิอร์ดต่อ555 หลังจากเราประสบปัญหาหากระทู้นิยายตัวเองไม่เจอเราก็เพิ่งค้นพบ55 โง่จีๆ ทีนี้แปลว่าต้องเม้นท์ถึงจะได้อยู่หน้าแรกต่อแล้วก็ได้หาเจอง่ายๆ ทุกคนเห็นไรงี้
เราเลยอยากขอให้เพื่อนๆที่อ่านเรื่องนี้แล้วชอบ ช่วยเม้นท์ให้เราด้วยเน้อ กระทู้เราจะได้สถิตอยู่หน้าแรกบ้างไรบ้าง ไม่ใช่เปิดเข้ามาทีไรอยู่หน้่าสามสี่ห้าทุกที ต้องไล่หาอย่างมึนงง อ่าววกุเพิ่งอัพไปไม่ใช่เรอะ555
คือเราก็เข้าใจว่าเรื่องเราไม่ได้สนุกขนาดนั้น
แต่คิดไรไม่ออกก็บอกว่าอ่านอยู่ค่ะก็ได้นะ ไม่ก็บอกว่าเลิกอ่านแล้วก็ได้555 :hao5:
เอาจริงเราก็ไม่เคยลงในเล้าเป็ดมาก่อน รู้สึกยากกว่าเด็กดีเยอะเลย คนอ่านก็คนละแบบ ไม่ได้ชอบแนวนี้เท่าไหร่
จริงๆถ้าเรื่องนี้ไม่เวิร์คอีกสักตอนสองตอนเราอาจจะเลิกอัพในนี้แล้วล่ะ  แล้วอัพต่อในเด็กดีแทน
ไว้ถึงตอนนั้นเราจะมาแจ้งข่าวอีกทีล่ะกัน
ขอบคุณล่วงหน้านะค้า

ออฟไลน์ Ayame

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 204
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
อย่าเพิ่งเลิกอัพเลยค่ะ เรารออ่านอยู่น้า
เอาไจช่วยไวน์ ขอให้ลักษณ์เข้าใจเร็วๆ
#ทีมไวน์

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ตอนที่ 10
Forbidden fruit is sweetest



GoodLuck: ขอบคุณสำหรับร่มนะครับ
   Wishmeluck:  ด้วยความยินดี
   Wishmeluck:  อย่าลืมสระผมคืนนี้นะคะ
GoodLuck: วันนี้คุณเปียกฝนหรือเปล่าครับ
Wishmeluck:  ไม่ค่ะ   
Wishmeluck:  มีคนใจดีช่วยไว้น่ะค่ะ
GoodLuck:  ใครเหรอคับ
Wishmeluck:  ลองทายดูสิคะ
GoodLuck:  ยากจังครับ  ผมยังไม่รู้ว่าคุณคือใครเลย
GoodLuck:  ให้ทายว่าใครช่วยคุณยิ่งยากใหญ่
Wishmeluck:  ใบ้ให้มั้ยคะ
Wishmeluck:  อยู่ใกล้ๆตัวคุณแหละค่ะ
GoodLuck:  ขอบคุณสำหรับคำใบ้ครับ
GoodLuck:  ช่วยได้มากเลย =3=
Wishmeluck:  55555
Wishmeluck:  รู้ก่อนก็ไม่สนุกสิ

ลักษณ์อ่านประโยคนั้นแล้วถอนหายใจเฮือก  บัดดี้ของเขาจะต้องเป็นผู้หญิงสักคนในภาค  ใครนะที่หาญกล้าถึงกับแอดไลน์เขามา 

เด็กหนุ่มลุกขึ้นไปอาบน้ำก่อน  ทิ้งโทรศัพท์มือถือเอาไว้บนเตียงอย่างนั้น  ครู่ใหญ่เขาก็กลับออกมาในชุดนอนเรียบร้อย   เดินไปทิ้งตัวนั่งที่โต๊ะอ่านหนังสือเหมือนเคย  เปิดชีทเลคเชอร์ขึ้นอ่านทบทวน

ช่วงนี้เขาต้องขยันขึ้นอีกนิด เพราะเผลอเหม่อในห้องเรียนมากไปหน่อยเลยตามเนื้อหาไม่ค่อยทันเอาเสียเลย   แถมสมาธิก็ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว

มันเอาแต่ลอยไปหาใครบางคน...

ป่านนี้มันจะกลับบ้านหรือยังวะ  หรือว่ามัวแต่โม้กับสาวเพลินอยู่...เขาถอนหายใจอีกรอบ ระบายความรู้สึกหนักๆในอกทว่ามันกลับไม่ลดลงเลย

มัน..จูบเขา  หายหัวไปเกือบอาทิตย์  แล้วก็กลับมาทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ? 

แล้วความรู้สึกของเพื่อนที่เสียไปอย่างเขาล่ะ  มันไม่คิดจะรับผิดชอบหน่อยหรือไง

แล้วเขาคาดหวังให้มันรับผิดชอบอะไรล่ะ?  จู่ๆคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาจากซอกเล็กๆมืดๆของหัวใจ  ลักษณ์ขมวดคิ้ว...เปล่าสักหน่อย   เขาได้ยินตัวเองพูดเสียงดังกลับไป

เขาไม่ได้หวังจะให้ไอ้ไวน์มารับผิดชอบอะไรกับจูบของมันทั้งนั้น   แค่ปล่อยไป  ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดีแล้วนี่   แล้วมันจะกลับไปจีบสาวหรือจีบใครก็เรื่องของมัน  ไม่เกี่ยวกับเขา

จะไปดูหนัง  ฟังเพลง กินข้าว  จับมือ กอด  หรือแม้แต่จูบใครอีก  ก็เรื่องของมันเลย 

เขาไม่สนสักนิด

ลักษณ์ปิดหนังสือลง   เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียง   คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเข้าไปยังหน้าสนทนาของคุณบัดดี้เพื่อนใหม่ที่อยู่บนสุดอีกครั้ง  ไม่สนใจชื่อของอดีตเพื่อนสนิทที่อยู่ถัดลงมา

GoodLuck:  นอนหรือยังครับ

   Wishmeluck:  ยังค่ะ

   อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับเปิดหน้าจอทิ้งเอาไว้   ลักษณ์เม้มปากครุ่นคิดหาประโยคสนทนาที่จะพาเขาเข้าไปใกล้อีกคนมากขึ้นอีกนิด
GoodLuck:  คุณทำการบ้านเคมีวันนี้เสร็จแล้วหรือยังครับ

Wishmeluck:  ถามแบบนี้ มีนัยยะอะไรหรือเปล่าคะ
GoodLuck:  เปล่า  ผมแค่เป็นห่วงคุณเฉยๆ
GoodLuck:  กลัวคุณลืมทำ

Wishmeluck:  น่ารักจัง
Wishmeluck:  น่ารักแบบนี้กับทุกคนหรือเปล่าคะ 
GoodLuck:  แล้วคุณชมแบบนี้กับทุกคนหรือเปล่าครับ

Wishmeluck:  ไม่ค่ะ  เฉพาะบางคน
GoodLuck:  ผมก็เหมือนกัน

Wishmeluck:  คุณต้องจีบผู้หญิงเก่งแน่ๆ
GoodLuck:  คุณทายผิดครับ
GoodLuck:  ผมมีไร่แห้วเป็นของตัวเองเกือบร้อยไร่เลย

Wishmeluck:  55555อะไรกัน
Wishmeluck:  ทำไมเป็นงั้นล่ะ
GoodLuck:  เพราะไม่มีใครเห็นผมน่ารักเหมือนคุณมั้งครับ

Wishmeluck:  โธ่  ไม่ร้องนะคะ555
GoodLuck:  ไม่ร้องหรอกครับ  ชินแล้ว

Wishmeluck:  (ส่งสติกเกอร์ปลอบใจ)
Wishmeluck:  ฉันก็ซดน้ำใบบัวบกประจำค่ะ

GoodLuck:  ฮ่าๆ ทำไมล่ะครับ

Wishmeluck:  เพราะฉันหน้าตาดีเกินไปมั้ง
Wishmeluck:  คนที่ฉันชอบก็เลยไม่ชอบฉัน

GoodLuck:  คุณประชดหรืออะไรครับเนี่ย
GoodLuck:  มีด้วยหรือครับคนที่ไม่ชอบคนสวย

   
Wishmeluck:  ไม่ใช่ทุกคนจะชอบคนที่หน้าตานี่คะ
   Wishmeluck:  ว่าแต่คุณมั่นใจได้ยังไงว่าฉันสวย

GoodLuck:  ก็คุณบอกเองนี่ครับว่าคุณหน้าตาดี

   Wishmeluck:  แล้วคุณก็เชื่อหรือคะ

GoodLuck:  คุณมีเหตุผลอะไรจะต้องหลอกผมล่ะ

   Wishmeluck:  อาจจะมี

   GoodLuck:  5555คนอย่างผมมีอะไรให้คุณอยากหลอกหรอครับ

   Wishmeluck:  คุณไม่รู้หรอคะ  คนอย่างคุณน่าหลอกจะตาย
GoodLuck:  คุณเลยแอดไลน์ผมมาใช่มั้ย

   Wishmeluck:  อิอิ

   เขายิ้มกว้างออกมา  บัดดี้ของเขาดูท่าจะเป็นสาวอารมณ์ดีไม่น้อย  ความจริงแล้วเขาก็ยังรู้จักเพื่อนไม่ครบทั้งคณะฯเท่าไหร่  พรุ่งนี้คงต้องไปแอบถามพวกแซมดูหน่อยแล้วว่าคณะเรามีใครที่ดูจะเข้าเค้าบ้าง

   แต่จากความรู้สึกของเขาแล้ว  ลักษณ์คิดว่าเธอน่าจะน่ารักมากทีเดียว

   คืนนั้นเขาคุยกับเธอเรื่อยเปื่อยจนเกือบเที่ยงคืน  จึงได้บอกราตรีสวัสดิ์แล้วแยกย้ายกันเข้านอนเพื่อไปเรียนวันรุ่งขึ้น   ลักษณ์มาถึงชั้นเรียนก่อนเวลาเล็กน้อย   เขานั่งสังเกตเพื่อนผู้หญิงแต่ละคนในคณะที่เดินเข้ามาภายในห้องเรียนเงียบๆ

   Wishmeluck:  ตั้งใจเรียนนะ
   Wishmeluck:  อย่ากดปากกาเล่นด้วย  เด๋วโดนอ.ดุ

   ลักษณ์ขมวดคิ้ว อ่านทวนข้อความที่เด้งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นกวาดตามองไปรอบๆห้องเลคเชอร์ที่มีเพื่อนๆร่วมคณะฯนั่งกันอยู่เต็ม  หลายคนกำลังกดโทรศัพท์มือถือเล่นอยู่

   แล้วเขาจะรู้มั้ยเนี่ยว่าเธอคือใคร....เขาใช้คำว่าเธอ  เพราะบัดดี้ของเขาใช้คำว่า คะ ค่ะ ทุกประโยค  แถมสำนวนก็ดูอ่อนหวาน  ไม่โผงผางดุดัน  แม้หลายครั้งจะฟังดูกวนๆไปบ้างแต่คงไม่มีผู้ชายที่ไหนที่จะลงทุนใช้คะขากับเขา

   มันก็เป็นแค่เกมที่เล่นกันสนุกๆ  ไม่ได้จริงจังอะไรขนาดนั้น ...ไม่ใช่หรือ

   “แต้งกิ้วมากนะไอ้ลักษณ์  ซาลาเปาอร่อยมาก”  เต้เอียงตัวเข้ามากระซิบที่ข้างหูของเขา  เมื่อเช้าลักษณ์เพิ่งแวะซื้อซาลาเปาเจ้าอร่อยที่ชอบมาขายแถวหน้าบ้านเขามาฝากเต้...บัดดี้ที่เขามีหน้าที่ต้องเทคแคร์มันไปอีกเป็นเดือน

   “เออ...มึงรู้แล้วแบบนี้ไม่สนุกเลยว่ะ”  ลักษณ์ยังคงบ่นคำเดิม

   “งั้นเดี๋ยวกูจะทำเหมือนไม่รู้แล้วกัน ดีมั้ย”  ไอ้เต้ตอบกลับมาแล้วยิ้มกว้าง “ถึงคุณบัดดี้ของผมครับ  คราวหน้าผมขอไส้หมูแดงบ้างนะครับ  อยากรู้ว่าจะอร่อยเหมือนไส้ครีมมั้ย”  เพื่อนของเขาแกล้งพูดดังๆ

   “ถึงบัดดี้ของผมบ้างครับ  คราวที่แล้วเกี๊ยวซ่าของคุณอร่อยมากเลย  ผมอยากกินอีกจังครับ”  เบียร์ที่นั่งอยู่ติดกันพูดขึ้นมาบ้าง   เพื่อนร่วมคณะฯหัวเราะแล้วต่างพูดถึงบัดดี้ของตัวเองเสียงดังๆ เท่าที่ฟังแล้วส่วนใหญ่มักจะหนักไปทางของกินเสียมาก  ไม่ค่อยมีของใช้เท่าไหร่ 

   อย่างเขาที่เคยได้ร่มจากบัดดี้ และตอนนี้ร่มคันนั้นก็ยังสถิตอยู่ในกระเป๋าเป้ข้างตัวนั้น  นับว่าเป็นของเทคที่แหวกแนวกว่าคนอื่นทีเดียว

   
GoodLuck:  วันนี้ไม่มีบ๊วยคืนชีพหรอครับ
GoodLuck:  ผมอยากได้อะไรเปรี้ยวๆจัง จะได้ตื่น

   Wishmeluck:  ซื้อไม่ทันค่ะ TT
   Wishmeluck:  ขอแก้ตัววันหลังนะคะ
   GoodLuck:  แปลว่าวันนี้คุณมาสาย?

   Wishmeluck:  นิดหน่อยค่ะ

   “เห้ยมึง  เมื่อกี้ใครเข้าห้องเราสายบ้างวะ”  เขาหันไปถามเพื่อนร่วมกลุ่มที่นั่งเรียงกันรอบโต๊ะแล็บ   แซมมองเขาอย่างสงสัย

   “ถามทำไมวะ”

   “อยากรู้เฉยๆ”  ลักษณ์ตอบ 

   “ก็เห็นมีโต๊ะนั้นทั้งกลุ่มอ่ะ  ที่เข้ามาหลังสุด”  แซมพยักพเยิดไปทางด้านหลังของโต๊ะเขา   เยื้องไปทางซ้ายมือหน่อยนึง  ลักษณ์แอบเหลียวไปมอง

   เป็นผู้หญิงล้วนทั้งโต๊ะ  แต่ล่ะคนหน้าตาท่าทางค่อนไปทางเรียบร้อยเป็นส่วนมาก    สี่คนในหกคนสวมแว่นตา  และเกือบทุกคนมัดผมหางม้ายกเว้นคนเดียวที่ปล่อยผมยาวระต้นคอ

   ไม่มีใครดูท่าจะเข้าเค้าเหมือนคุณ Wishmeluck ที่เขาคิดเอาไว้เลย  กวาดสายตามองไปปะทะเข้ากับลูกตาเรียวยาวใต้กรอบแว่นของสาวคนหนึ่งในโต๊ะนั้นเข้า   เธอคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองตรงมาที่เขาพอดี

   ลักษณ์จำอีกฝ่ายได้ทันที...ผู้หญิงที่ผมยาวระต้นคอ  เธอคือคนที่เอาร่มมาให้เขาเมื่อวานนั่นเอง

   “คนนั้นชื่ออะไร”  เขากระซิบถามเพื่อน   แซมหันไปมองบ้าง “คนที่สามจากซ้าย เกือบริมสุด  ปล่อยผมยาว”

   “อ๋อ  ชื่อวิป  มาจากโรงเรียนเดียวกับกูเอง” 

   วิปงั้นเหรอ...อืม   เป็นไปได้มั้ยว่าบัดดี้ของเขาจะเป็นเธอเอง   

   “มึงถามทำไมวะ  สนใจ?”

   “อืม”  ลักษณ์รับคำในลำคออย่างใจลอย   เขาหันไปฟังอาจารย์สอนต่อ  พักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน 

   เก็บเอาไว้ได้ไม่นาน  พอถึงเวลาพักกินข้าว  เขาก็ต้องเล่าออกไปหมด  เพราะโดนเพื่อนเซ้าซี้ถาม ทั้งเรื่องที่บัดดี้แอดไลน์มาหาเขา  ทั้งเรื่องที่เขาสงสัยว่าบัดดี้จะเป็นใครสักคนในกลุ่มนั้น  โดยเฉพาะคนที่ชื่อวิป

   “วิปหรอวะ  ก็ฟังดูเป็นไปได้นะ  แต่ไม่เห็นบัดดี้แอดกูมาคุยแบบมึงบ้างเลย”   เบียร์พูดขึ้น  น้ำเสียงอิจฉาเล็กน้อย

   “นั่นดิ  กูว่าแปลกๆว่ะ  เค้าอยากคุยกับมึงเป็นการส่วนตัวรึเปล่าเลยเอาเรื่องบัดดี้มาอ้าง”  เต้พูดขึ้นบ้าง  ยกมือขึ้นลูบปลายคางที่มีหนวดหรอมแหรม 

   “น่าคิดนะ  แต่สาวๆกลุ่มนั้นดูไม่น่าจะเป็นพวกที่แอดไลน์ผู้ชายไปคุยก่อนได้เลยนะ”  เบียร์ตั้งข้อสังเกต

   “นั่นแหละ เลยทำให้สาวๆกลุ่มนั้นน่าสงสัยที่สุดไง  เพราะพวกเธอดูเรียบร้อย  ก็เลยต้องเอาเรื่องบัดดี้มาบังหน้า  เพื่อหาทางคุยกับมึง  ไอ้ลักษณ์ เห็นแบบนี้ก็ฮอตไม่ใช่เล่นนะเนี่ย”  แซมยกมือขึ้นตบไหล่เขาแรงๆจนหน้าแทบคะมำ

   “ถ้าเป็นวิปจริงๆก็น่าสนนะมึง  น่ารักใช้ได้เลย  เคยถือป้ายงานกีฬาสีที่โรงเรียนเก่ากู  นิสัยก็โอเคมั้ง เรียนโคตรเก่งด้วย”
 
   “อาจจะไม่ใช่ก็ได้”  ลักษณ์พึมพำ 

   พวกเขาเดินมาถึงโรงอาหารพอดี  แม้จะเบื่อแสนเบื่อแต่ก็มีเรียนต่อคาบบ่ายเลยไม่สามารถออกไปกินที่ไหนไกลๆได้   ตามร้านอาหารหน้ามหาลัยก็คนเยอะจนไม่มีที่นั่งแน่ๆ ยิ่งเวลาเที่ยงที่ทุกคณะฯเลิกเรียนพร้อมกันแบบนี้ด้วยแล้ว

   เขาเดินไปหยุดซื้อข้าวที่หน้าร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ

   “กะเพราะหมูกรอบ ไข่ดาวไม่สุกครับ”

   “เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว  ไข่ดาวไม่สุกครับ”  เสียงห้าวๆดังขึ้นข้างตัว  ไม่ต้องหันไปมองลักษณ์ก็รู้ว่าคือใคร   เขาขยับตัวห่างออกมาเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ

   “กินอย่างเดิมไม่เบื่อบ้างหรอ”  ไวน์พูดขึ้นลอยๆ

   “แล้ว..ไม่เบื่อหรือไง”  ลักษณ์ย้อนทันควัน  ไม่ยอมเอ่ยชื่ออีกฝ่าย 

   “ของชอบ  ไม่มีคำว่าเบื่อหรอก”  นักศึกษาแพทย์ตอบกลับมา เอื้อมมือไปรับจานอาหารที่ได้ไวอย่างเหลือเชื่อมาถือเอาไว้   ลักษณ์จุ๊ปากรู้สึกได้ถึงความไม่ยุติธรรมบางอย่างที่มาพร้อมรอยยิ้มหวานๆของน้องคนขายตอนที่ส่งจานให้ไอ้คนตัวสูงข้างๆ

   ไวน์ตักน้ำตาลขึ้นมาพูนช้อนแล้วเทออก  แล้วก็ตักใหม่อยู่นานจนคนที่รอต่อคิวอยู่นั้นเริ่มมอง  มันเลยหันมาทางเขาแล้วส่งจานผัดซีอิ้วนั่นให้หน้าตาเฉย

   “ปรุงให้หน่อย  กะไม่ถูก” 

   ลักษณ์อยากจะทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนกัน  แต่ติดตรงที่เกรงใจสายตาของเหล่าคนที่มองมาอย่างหิวโหยนั้นแล้ว  เขารับจานมาปรุงให้อย่างจำใจ   ตักน้ำตาล พริก เติมน้ำปลาน้ำส้มนิดหน่อยก็ได้ที่   ยื่นจานใบนั้นส่งคืนกลับไปให้อีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไรสักคำ   แล้วจึงค่อยหยิบจานของตัวเองหันหลังกลับไปนั่งที่โต๊ะ

   ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมองตามหลังเขาไปด้วยสายตาเช่นไร

   “ไม่อร่อยเหรอมึง  นั่งเขี่ยอยู่นั่น”  แซมทักหลังจากที่เขานั่งเขี่ยใบกะเพราออกวางไว้ขอบจานทีละใบ  “วันหลังถ้าจะกินแต่หมูกรอบก็สั่งหมูกรอบผัดพริกเลยสิ ได้ไม่ต้องมานั่งเขี่ยใบพวกนี้ออก”

   “กูอยากได้กลิ่นกะเพราหอมๆ  แต่ไม่อยากกินมัน   มึงไม่เข้าใจหรอก”  ลักษณ์ตอบ  ...มีคนนึงที่เข้าใจเรื่องนี้  เพราะมันเองก็ชอบสั่งคะน้าหมูกรอบ เพื่อกินแต่หมูกรอบกับยอดผักบางชิ้นเท่านั้นเหมือนกัน...

   “เออ  กูไม่เข้าใจหรอก   ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมดาวต้องคู่กับเดือนด้วยวะ”  ไอ้แซมเปลี่ยนเรื่อง  มันยักคิ้วไปทางโต๊ะทางขวาถัดไปอีกสองโต๊ะที่มีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งทานข้าวกันอยู่

   ผู้หญิงมีใบหน้าสวยหวานพริ้งเพราสมตำแห่งดาวคณะฯ เช่นเดียวกับผู้ชายที่มีใบหน้าเข้มคมและมีรอยยิ้มที่ทำให้สาวๆใจสั่นได้...เดือนคณะฯแพทย์

   “งี้แหละมึง  ไอ้ลักษณ์มึงไม่ต้องเครียดหรอก”  เต้ยกมือขึ้นตบไปที่ไหล่ของเขาเป็นการปลอบใจ  ลักษณ์สะดุ้ง  เขาหันไปมองหน้าเพื่อนอย่างระแวง...เต้รู้อะไรงั้นหรือ?

   “พอเพื่อนมีแฟน  มันก็ทิ้งเพื่อนอย่างนี้แหละ  เดี๋ยวพอสาวทิ้งมันเมื่อไหร่  มันก็กลับมาเอง ฮ่าๆ”  เต้พูดต่อแล้วหัวเราะลงลูกคอ 

   ลักษณ์หัวเราะตามอย่างฝืดๆ  ใครคนหนึ่งเคยพูดประโยคนี้กับเขาเมื่อนานมาแล้ว

   “พอมีแฟนแล้วทิ้งเพื่อนเลยนะไอ้ลักษณ์  กูรอมึงอยู่หน้าโรงเรียนตั้งนาน  กลับบ้านก่อนทำไมไม่บอก”  ไอ้ไวน์ตามเขามาที่ร้านป้าดาตอนเกือบสองทุ่ม  เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเหงื่อโชกท่วมตัวทีเดียว  คงเพิ่งเลิกเล่นกีฬามาล่ะสิ

   “ไปอาบน้ำก่อนไป  กูเหม็นเหงื่อ”

   “ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลย” ไวน์พูดอย่างรู้ทัน “วันนี้มึงกับเฟิร์นไปเที่ยวที่ไหนมาตอนเย็น  ไม่ยอมบอกกูด้วย”

   “ไม่ได้ไปไหนเลย  ไปกินไอติมเฉยๆ  ก็กูบอกมึงแล้วไงว่าแยกกันกลับ”

   “บอกตอนไหน  ไม่เห็นได้ยิน”

   จะได้ยินได้ยังไงล่ะ  ก็เขาไม่ได้บอก  หึๆ..ลืมไปเสียสนิทเลย  คงจะจริงอย่างที่ไอ้ไวน์พูด  พอมีแฟนเข้าหน่อยก็ลืมเพื่อนไปเลย

   แฟน...เห้อ  คำๆนี้มันทำให้หัวใจคึกคัก มีความสุขเหลือเกิน   ถึงเขาจะยังไม่ได้ขอเธอเป็นแฟน  แต่การที่เธอยอมไปกินขนมด้วย  โทรคุยกันทุกคืนก็น่าจะแปลความหมายได้ไม่ยาก ไม่ใช่หรือ

   “เอ้าเหม่ออีก  น้ำเต้าหู้กูมันจะระเหยหมดแล้ว  ถ้าไม่กินก็เอามานี่ กูกินเอง” ไวน์ทำท่าจะเอื้อมมือมาคว้าแก้วน้ำเต้าหูของเขา  แต่เขาก็รีบยกหนีได้ทันเสียก่อน 

   ยกซดไวไปนิดก็เลยสำลัก  กระอักกระไอออกมาร้อนถึงคนซื้อมาฝากต้องมานั่งลูบหลังให้อีก 


   ลักษณ์ยิ้มออกมานิดๆ  เขาตักหมูกรอบคำสุดท้ายเข้าปาก  ไวน์กับเพลินลุกขึ้นเดินออกไปจากโรงอาหารแล้ว  ส่วนเพื่อนๆของเขาก็กินกันเสร็จเรียบร้อย  พร้อมสำหรับการเรียนคาบบ่ายที่เป็นคาบรวมทุกคณะฯ


Wishmeluck:  อิ่มหรือยังคะ
Wishmeluck:  ซื้อเต้าหู้นมสดมาฝากค่ะ

ไลน์เด้งแจ้งเตือนขึ้นพร้อมๆกับที่เขาเดินเข้ามาถึงโต๊ะที่นั่งเรียนประจำ  เต้าหูนมสดถ้วยหนึ่งวางเด่นเป็นสง่าอยู่บนโต๊ะ  คราวนี้ไม่มีโพสอิทหรืออะไรแปะอยู่ทั้งสิ้น

ลักษณ์หยิบมันขึ้นมาพลิกดู  แล้วพิมพ์ตอบกลับข้อความในมือถือ

GoodLuck: ขอบคุณครับ
GoodLuck:  ของโปรดผมเลย

Wishmeluck:  ดีใจที่ชอบค่ะ
Wishmeluck:  แล้วชอบอะไรอีกบ้างคะ ฉันจะได้จดเอาไว้
GoodLuck:  ชอบทุกอย่างที่เป็นเต้าหู้ครับ
   
   Wishmeluck:  แล้วถ้าขาวเหมือนเต้าหู้นี่  ชอบมั้ยคะ

GoodLuck:  5555หมายถึงอะไรครับนั่น

   Wishmeluck:  ก็อาหารที่ชอบไงคะ
   Wishmeluck:  คิดว่าอะไรล่ะ

GoodLuck:  55555ตามนั้นครับ
GoodLuck:  แล้วคุณชอบทานเต้าหู้มั้ยครับ

   Wishmeluck:  ชอบกินเต้าหู้ยี้กับข้าวต้ม

   GoodLuck:  เหมือนเพื่อนผมเลย
GoodLuck:  แต่เป็นอาหารเต้าหู้อย่างเดียวที่ผมไม่ชอบ

   Wishmeluck:  อ้าวทำไมละ  อร่อยออก

   ลักษณ์ยังไม่ทันได้พิมพ์ตอบ  อาจารย์ก็เดินเข้ามาในห้องพอดี   เขานั่งฟังอาจารย์อธิบายอยู่พักใหญ่จึงจะเข้าใจว่าวิชานี้เขาจะต้องถูกจับกลุ่มกับเพื่อนต่างคณะฯเพื่อนทำโครงการอะไรสักอย่างขึ้นมาเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม  ไม่ก็สร้างสรรค์จรรโลงส่งเสริมฯลฯ ตามที่อาจารย์ท่านได้พร่ำพรรณนามาเกือบชั่วโมง

   “โอย  นี่กูต้องไปอยู่กลุ่มไหนวะเนี่ย”  เต้พึมพำ  ทุกคนต่างมีท่าทางกังวลไม่น้อย  แค่เพื่อนในคณะยังไม่สนิทกันเลย  นี่ต้องทำงานร่วมกับคณะอื่นอีก

   ตอนท้ายคาบ  อาจารย์ก็แจกรายชื่อของแต่ล่ะกลุ่มให้  ลักษณ์กวาดตามองชื่อของคนในกลุ่มของเขาแล้วอยากจะร้องออกมาดังๆด้วยความเซ็ง

   ศตวรรษ....ชื่อแรกเลยครับ

   กลุ่มของเขามีสิบสามคน  คละคณะฯกันคณะล่ะคนสองคน   เภสัชมีเขากับเพื่อนที่ชื่อวิปนั่นแหละ...โลกโคตรกลมอีกเหมือนกัน  แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ชอบหรอกนะอันนี้

   จากการลอบสังเกตอยู่นาน  เขารู้สึกว่าบางทีวิปอาจจะใช่บัดดี้ของเขาก็ได้  หลายครั้งที่เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์บางอย่าง  ตรงกับตอนที่คุณบัดดี้ตอบกลับมาพอดี

   หน้าตาของเธอก็น่ารักไม่ใช่เล่น  นับว่าเป็นสาวแว่นที่มีเสน่ห์มากทีเดียว

   “เดี๋ยวเราเลือกประธานกลุ่มกันก่อน   เสนอใครบ้าง”  เกือบทุกคนเลือกหมอไวน์  ซึ่งเป็นหมออยู่คนเดียวในกลุ่มเป็นประธานคณะฯ  ทำให้ไวน์ชนะไปอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

   ใบหน้าคมเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อยอย่างที่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบตำแหน่งนี้เลยสักนิด  ไวน์ไม่อยากได้ตำแหน่งหัวหน้าอะไรพวกนี้  แต่ถ้าให้ช่วยงานล่ะก็ได้ทุกอย่าง....เป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยม.ปลายแล้ว  ยิ่งตอนงานกีฬาสีนะ  มันปฏิเสธลูกเดียวว่าไม่เอาตำแหน่งประธานสี  ทั้งที่มันทำงานเยอะยิ่งกว่าทุกคน

   “เหลือเลขาฯ  ใครจะเป็นเลขาฯ”  สาวทันตะพูดเสียงใส  หลังจากที่เธอได้เสียงโหวตรองลงมาเลยเป็นรองประธานแทน
   “ให้ลักษณ์เป็นเลขาฯแล้วกัน  ผมสนิทกับเค้าอยู่แล้วได้ทำงานง่าย”  ประธานพูดขึ้นมาเรียบๆ  แล้วใครจะกล้าขัดล่ะ  ทุกคนก็เห็นดีเห็นงาม  เขียนชื่อลักษณ์ใส่ไปในตำแหน่งเลขาฯโดยไม่ถามเจ้าตัวสักคำ

   ลักษณ์อ้าปากเตรียมคัดค้าน  ทว่ามือใหญ่ๆของคนที่ลุกมานั่งข้างเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ก็ตบป้าบลงมาที่หลังแรงๆ

   “ไม่อยากเป็นเลขาฯใช่มั้ย  งั้นให้ลักษณ์เป็นประธานแทน” 

   คนฟังตาเหลือก  หันไปถลึงตาใส่คนข้างๆพลางจุ๊ปากอย่างหงุดหงิด  รีบปฏิเสธเพื่อนคนอื่นๆแทบไม่ทัน
 
   “เลือกคนอื่น  กูไม่อยากเป็นเลขาฯ”

   “แล้วอยากเป็นอะไร”  อีกฝ่ายถามกลับมาด้วยเสียงกระซิบให้พอได้ยินกันสองคน

   คนฟังขมวดคิ้ว

   “อยากอยู่เฉยๆ  เป็นลูกทีมธรรมดา”

   “ลูกทีมต้องทำตามคำสั่งประธานนะ”

   “แล้วเลขาฯไม่ต้องทำตามหรือไง” 

   “ถ้าเป็นเลขาฯคนนี้  ประธานยอมให้สั่งได้”  ไวน์ตอบกลับมา   ลักษณ์เผลอย่นจมูก

   “ดี  สั่งอะไรก็จะทำใช่มั้ย”

   “แล้วแต่ว่าจะสั่งอะไร”

   “งั้นอย่างแรกก็ช่วยขยับออกไปห่างๆหน่อย  ที่เหลือเยอะแยะจะเบียดเข้ามาทำไม”  ลักษณ์พูดห้วนๆ  เขาเพิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายขยับเข้ามานั่งจนชิด  เบียดเข้าจนเกือบตกจากโซฟา   อีกนิดนึงคงได้ปีนขึ้นไปนั่งบนตักมันแทน  ทั้งที่เหลือที่ว่างอีกข้างให้นั่งได้อีกประมาณสามคน   

   “ขอโทษ  พอดีพูดเบาเลยไม่ได้ยิน  ต้องเข้ามาฟังใกล้ๆ”  ไวน์ตอบ  แล้วยิ้มใส่ตาเขา...ลักยิ้มมุมปากรับเขี้ยวแหลมๆนั่นทำให้ใบหน้าคมเข้มยามยิ้มดูเด็กลงเหมือนรอยยิ้มของเด็กเฮี้ยวๆสักคน

   นักศึกษาแพทย์หนุ่มยอมขยับออกไปแต่โดยดี  เขาหันไปพูดกับเพื่อนร่วมกลุ่มถึงหัวข้อที่สนใจจะทำ   บางครั้งก็สะกิดเรียกให้ลักษณ์ก้มลงจดหัวข้อที่น่าสนใจใส่สมุดเอาไว้   

   เวลาล่วงไปอีกเกือบชั่วโมงตอนที่อาจารย์ให้ทุกกลุ่มสรุปงานแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน

   “ลองไปคิดดูแล้วกัน  แล้วคายหน้าเรามาคุยกันอีกทีนะฮะ”  ไวน์พูดกับเพื่อนร่วมกลุ่ม   แล้วเดินเร็วๆตามหลังออกมาจนทันร่างผอมบางที่เดินสะพายเป้เคียงข้างเด็กสาวอีกคนที่มาจากคณะเดียวกัน

   “เราขอไลน์เธอได้มั้ย จะได้คุยงานกันง่ายขึ้น”  ได้ยินเสียงลักษณ์พูดขึ้น   เขารู้จักลักษณ์มากพอที่จะรู้ได้ทันทีว่ามันจะต้องมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงสักอย่างนอกเหนือจากการคุยงานที่อ้าง

   วิปยิ้ม  เธอหยิบมือถือขึ้นมาเปิดโปรแกรมไลน์อย่างกระตือรือร้น

   ไวน์เดินตามหลังทั้งคู่ออกมาเรื่อยๆ  แอบมองพวกเขาแลกเบอร์แลกไลน์กันเสร็จ  วิปก็ขอตัวแยกไปอีกทาง  เหลือแค่เขาที่เดินตามมาห่างๆ

   “จะตามไปถึงบ้านเลยมั้ยล่ะ”  จู่ๆคนที่เดินนำหน้าก็หยุดเดิน แล้วพูดเสียงดัง  หางเสียงตวัดบอกชัดว่าอารมณ์ไม่ดี...อีกตามเคย

   “แล้วให้ไปมั้ยล่ะ”  เขาถามกลับไป   มองด้านหลังของศีรษะเล็กๆทุยๆนั้นก้มๆเงยๆ ทว่าไม่ยอมหันมาสบตาเขาเหมือนเดิม
 
   “ไม่ให้”  ลักษณ์ตอบกลับมาด้วยเสียงเบากว่าทุกครั้งคล้ายคนไม่มั่นใจ

   “ขอเหตุผล” 

   อีกฝ่ายไม่ตอบ  แต่ออกเดินไปจนถึงหน้ามหาวิทยาลัย   ก็หยุดเดิน

   “จริงๆมึงต้องเป็นคนบอกเหตุผลกูไม่ใช่เหรอ”  ลักษณ์หันขวับกลับมามองหน้าเขาด้วยแววตาเอาเรื่อง  ริมฝีปากเม้มแน่นแทบเป็นเส้นตรง 

   “แน่ใจเหรอว่าอยากฟัง”  เขาได้ยินเสียงตัวเองตอบกลับไป

   แววตาของอีกฝ่ายวูบไหวทันที  หันหน้าหนีเขา  ไวน์ถอนหายใจยาว   ขยับจะพูดต่อ  ทว่าโทรศัพท์มือถือของลักษณ์กลับสั่นครืดๆ เรียกความสนใจจากคนตรงหน้าได้ทันที

   ลักษณ์รีบหยิบมาขึ้นมาเปิดอ่าน  แล้วพิมพ์ตอบกลับไป...ทำเหมือนไม่เห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าอีก 

   Wishmeluck:  กลับบ้านดีๆนะคะ
   Wishmeluck:  ถึงแล้วไลน์บอกด้วยน้าา
   Wishmeluck:  เป็นห่วง

   ...........................................................................
   
มาต่อนะคะ  ขอบคุณคอมเม้นท์ที่บอกว่าอยากอ่านต่อนะคะ  เพราะคุณเราเลยมาต่อ555
หัวไม่ล้านเเต่ใจน้อยค่ะ5555   :mew1:
สวัสดีปีใหม่ทุกคนนะคะ
ถ้าชอบเรื่องนี้เม้นท์เป็นกำลังใจด้วยนะคะ  อย่าให้เราพูดคนเดียวเลย  :mew2: :mew6:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Varsator

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เราตามมาจากเรื้องสั้นค่ะ
เรื่องนี้อ่านแล้วเราลุ้น ลุ้นให้ลงเอยยยย
เราขออยู่ #ทีมไวท์ อีกคนนะคะะ

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
เราตามมาจากเรื้องสั้นค่ะ
เรื่องนี้อ่านแล้วเราลุ้น ลุ้นให้ลงเอยยยย
เราขออยู่ #ทีมไวท์ อีกคนนะคะะ

โอ๊ะ จริงหรอคะปลื้มมจังตามมาจากเรื่องไหนหรอคะ :hao7:
ดีใจมากเลยค่ะ รู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่า55555
อยู่ทีมไหนก็ได้เลยตามสบาย เรื่องเราเรื่อยๆค่ะ555 ขอบคุณมากเลยนะคะ  ที่ตามมาอ่าน รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมามาก อิอิ
ติดตามอัพเดทได้ใน #แอบลักษณ์นะคะ  :mew1:

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ตอนที่ 11
Don’t put all your eggs in one basket.





   มือใหญ่เอื้อมมาคว้าโทรศัพท์จากมือของเขาไปดื้อๆ  ลักษณ์อุทานเสียงดังขณะที่เพื่อนตัวสูงหมุนตัวหนีไม่ยอมคืนโทรศัพท์มือถือให้เขา

   “กลับบ้านดีๆนะคะ...ถึงแล้วไลน์บอกด้วย...เป็นห่วง?”  เสียงห้าวๆนั้นแกล้งดัดจนเล็กแหลม อ่านข้อความในโทรศัพท์มือถือของเขาโดยไม่ขออนุญาต  “โอ้โห สาวที่ไหนหรอ” ลากเสียงถามพลางเลิกคิ้ว

   ลักษณ์โกรธจนตัวสั่น  เขามองอีกฝ่ายเขม็ง พูดเสียงห้วน

   “เอาคืนมานะ”

   “เดี๋ยวสิ  มีความลับกับเพื่อนเหรอเดี๋ยวนี้”  อีกฝ่ายไม่ยอมคืนให้  กลับลากนิ้วยาวๆไล่ดูข้อความก่อนหน้านี้  ไม่สนใจเจ้าของที่จ้องหน้าเขาราวกับจะจับฉีก

   “มึงไม่ใช่เพื่อนกู  ไวน์”  ลักษณ์กัดฟัน พูดเสียงต่ำ  พยายามข่มอารมณ์โกรธที่ไม่รู้มาจากไหนนักหนา  คงเป็นเพราะปัญหาเดิมที่ยังคาราคาซังอยู่ด้วยก็เลยยิ่งไปกันใหญ่

   คนฟังหน้าเปลี่ยนไปนิดหนึ่งแทบไม่สังเกต  แต่แล้วก็กลับมายิ้มกว้างกว่าเก่า   หรี่ตาลงถาม

   “ไม่ใช่เพื่อน  แล้วเป็นอะไรดีล่ะ” 

   “คนแปลกหน้า”  ลักษณ์ตอบทันควัน  อาศัยทีเผลอแย่งโทรศัพท์คืนกลับมาได้สำเร็จ   เขารีบจ้ำไปตามทางเท้าริมถนน  ได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาด้านหลังไม่ห่าง

   “คนแปลกหน้าสองคนมาพบกัน  และก็รู้จักกัน...แบบนี้ใช่ไหม”   เสียงห้าวๆนั้นดังขึ้นข้างหลัง  “เห้  มองรถด้วยสิ”  ไวน์ตะโกนเมื่อเห็นเขาเดินข้ามถนน   

   ลักษณ์เม้มปาก รีบเร่งฝีเท้าขึ้นแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็ก้าวตามมาทันเสียทุกที  ไม่ว่าเขาจะเร่งอย่างไรก็ตาม 

   “จะตามมาทำไม”  สุดท้ายเขาก็ต้องหันไปถามอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง  อีกฝ่ายก็ตอบหน้าตาเฉยเหมือนกัน

   “จะไปเยี่ยมป้าดากับพี่ราม  คิดถึงไม่ได้เจอหลายวัน”  ไวน์พูดแล้วยิ้ม  “ไม่ได้ตามนายหรอกน่า  อย่าหลงตัวเองดิ”

   ลักษณ์สะบัดหน้ากลับอย่างลืมตัว   ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆดังตามหลังก็ยิ่งโกรธ   เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายจะต้องทำตัวแบบนี้ด้วย...

   ทำลายความเป็นเพื่อนของเราไปแล้วแท้ๆ 

   “Wishmeluck เนี่ยคือใครเหรอ”  คนข้างหลังยังถามต่อมาอีก 

   “จะถามไปทำไม”  ลักษณ์ย้อนเสียงห้วน หยุดยืนซื้อขนมกุ๊ยช่ายทอดข้างทาง   อีกฝ่ายก็หยุดตามไปด้วย  ร่างสูงใหญ่ควักกระเป๋าสตางค์ชิงจ่ายเงินให้ก่อนที่เขาจะทันหยิบแบงค์เสียอีก...ลักษณ์มองตามแล้วยักไหล่  ก็ดี...อยากเปย์ก็เชิญตามสบาย

   “ก็อยากรู้จักคู่แข่งเอาไว้”  คำตอบของอีกฝ่ายทำเอาลักษณ์เผลอกินกุ๊ยช่ายร้อนจัดนั้นเข้าไปทั้งชิ้น  ความร้อนทำให้ปากแทบพอง  ต้องห่อปากสูดลมเข้ากระพุ้งแก้มเอาไว้น่าเกลียดพิลึก

   “ใจเย็นๆ กินน้ำก่อนเอ้า ...ควันออกฉุยกินเข้าไปได้ไง ทำไมไม่เป่าก่อนฮึ” ไวน์พูดแล้วค้นกระเป๋าเป้ของเขาอย่างถือวิสาสะ หยิบเอาขวดน้ำที่ลักษณ์มีติดกระเป๋าเป้เอาไว้เสมอขึ้นมาเปิดส่งให้  “คายออกมาก่อน  ปากพองตาย”  ไวน์แบมือมาตรงหน้า

ลักษณ์พูดไม่ออก   เขาเบือนหน้าหนีไปคายทิ้งใส่ฝ่ามือของตัวเอง  แล้วรับขวดน้ำจากมืออีกฝ่ายมาเทเข้าปาก   จนอาการแสบๆร้อนๆในปากดีขึ้นนั่นแหละ  จึงค่อยยังชั่ว

“ไม่เห็นจะต้องตกใจอะไรขนาดนั้น”  นักศึกษาแพทย์หนุ่มพูด  ยกมือขึ้นลูบหลังเพื่อนรักเบาๆ  อีกฝ่ายเอี้ยวตัวหนี เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงแต่หัวเราะ

“กูไม่ได้ตกใจ  แต่กูแค่..ไม่เข้าใจ”  ลักษณ์ตั้งหลักได้ก็หันมาเผชิญหน้าเพื่อนอีกครั้ง  ควันไฟจากร้านหมูปิ้งลอยพัดเข้ามาเป็นระยะ  ลักษณ์รู้สึกว่าหน้าตลาดนั้นไม่ใช่ที่ๆจะมาคุยเรื่องซีเรียสกันเลย

แต่จะทำไงได้..

“ไม่เข้าใจตรงไหน ถามมา”  ไวน์พูดราวกับพวกเรากำลังติวสอบกันอยู่  และเขาก็ทำโจทย์ไม่ได้ ต้องให้มันช่วยสอนให้ 
 
...ถ้ามันเป็นโจทย์ฟิสิกส์หรือเลข เขาก็คงจะไม่รอช้าที่จะถามมันเลย   ติดตรงที่คราวนี้  มันดันเป็นโจทย์ที่เขาเองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอยากรู้คำตอบหรือเปล่า..

“เอ้า...พอให้ถามก็ไม่ถาม  จะเอายังไงกันแน่”

“มึงนั่นแหละจะเอายังไงกันแน่....ทำแบบนี้  กูไม่สนุกด้วยนะเว้ย”  ลักษณ์เริ่มสติหลุด  ควันหมูย่างลอยเข้าตาจนเริ่มแสบตา  ต้องกระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอขึ้นมา

เห็นใบหน้าของ(อดีต)เพื่อนสนิทมีกลุ่มควันจางๆปกคลุมอยู่   มองเห็นแววตาคมคู่นั้นไม่ชัด  ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกจริงจังที่แผ่ซ่านออกมาจากเนื้อตัวสูงใหญ่

“ที่เราทำไปทั้งหมด  นายยังไม่เก็ทอีกหรือไงลักษณ์” 

“เลิกพูดสุภาพสักที  รำคาญ”  ลักษณ์พูดห้วนๆ  ...อยากจะหันหลังกลับ   อยากจะเดินหนี  ทว่าสองเท้ากลับไม่ขยับ  คล้ายกับมีบางสิ่งตรึงขาของเขาเอาไว้   ไม่ให้หนีไปไหน

ได้แต่ยืนจ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น

“ก็ได้...”  ไวน์พูด   เขาหยุดนิดหนึ่ง  หัวใจเต้นแรงอย่างช่วยไม่ได้   แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมบรรยากาศถึงได้เป็นใจขนาดนี้....กลิ่นหมูปิ้งที่ลอยมาผสมกับควันท่อไอเสียรถยนต์ ผสานกับเสียงตำครกโป้กๆของแม่ค้าขายส้มตำข้างทาง

นี่ไม่ใช่ ‘ภาพ’ ที่เขาต้องการเลยสักนิด

แต่ดูเหมือนว่าถ้าเขาไม่พูดออกไปตอนนี้....ก็อาจจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกเลย...

ไวน์สบตากลมโตคู่นั้นพูดเสียงดังฟังชัด

“กูชอบมึง  ลักษณ์...อยากจีบมึงเป็นแฟน....ทีนี้เข้าใจหรือยัง” 

คนชื่อลักษณ์อ้าปากค้าง  ถุงกุ๊ยช่ายหลุดจากมือตกลงไปกองที่พื้น  น้ำจิ้มสีดำไหลนองเปื้อนถนนคอนกรีตที่เต็มไปด้วยฝุ่น   เด็กหนุ่มก้าวถอยหลังไปสองก้าวแล้วก็หันหลังเดินแกมวิ่งหนีไปดื้อๆ 

ไวน์ขยับจะก้าวตามแล้วก็เปลี่ยนใจ  เขาก้มลงเก็บถุงกุ๊ยช่ายนั้นขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปหาถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ...จบกัน  ความรู้สึกที่สั่งสมมาเกือบ 7 ปี  ...

สุนัขจรจัดตัวหนึ่งเดินเข้ามากระดิกหางมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง  ศตวรรษถอนหายใจยาวทีเดียวตอนที่จิ้มกุ๊ยช่ายที่เหลือส่งให้มันไป

....ทำไมเป็นงี้วะ....แล้วกูต้องทำยังไงต่อวะเนี่ย...



0000000000000000000000000000000000000


“ทอนสองร้อยสิบสี่บาท  ไอ้ลักษณ์  เหม่ออะไรเนี่ย”  เสียงพี่รามทำให้เขาสะดุ้งตื่นจากความคิด   รีบก้มหน้าลงควานหาเศษเหรียญขึ้นมาทอนให้ลูกค้าต่อ

เสร็จแล้วก็นั่งถอนหายใจยาว  รู้สึกหนักๆไปหมดเหมือนมีอะไรมาทับเอาไว้บนหลังไหล่ทั้งสองข้าง....รวมถึงในหัวใจด้วย
ไม่ใช่เดาไม่ออก...แต่เขายังไม่อยากจะเชื่อ

มันบ้าหรือเปล่า....

“กูชอบมึง  ลักษณ์...อยากจีบมึงเป็นแฟน..” 

เสียงของเพื่อนสนิทยังดังก้องอยู่ในหัว   ถ้าเขาเป็นสาวน้อยสักคนที่ปลื้มไวน์อยู่ล่ะก็..วันนี้คงจะเป็นวันที่ดีที่สุดในโลก   แต่นี่เขาไม่ใช่!

เขาเป็นเพื่อน...แค่เพื่อน  แถมยังเป็นเพื่อนผู้ชายที่เคยร่วมกันจีบสาว  โดนไอ้ไวน์แย่งสาวไปก็บ่อย  มีเรื่องชกต่อยเนืองๆ หนีเรียนบ้าง ติวหนังสือบ้าง  ผ่านอะไรด้วยกันมาตั้งเยอะแยะ 

ทำไมสุดท้ายมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้...จะว่ามันกำลังล้อเขาเล่นอยู่  ก็ดูเป็นแกล้งที่เอาเรื่องเกินไปไม่น้อย  ครั้นจะคิดว่ามันหมายความตามที่พูดออกมาจริง  มันก็อดรู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่ได้

เขาไม่เคยมองมันในฐานะอื่นมาก่อนเลย...ไม่เคยคิด

นี่ถ้าไวน์เป็นหญิงสาวสักคน  ไม่ต้องสวยมากก็ได้  เขาคงจะรีบตะโกนรับรักกลางตลาดทันที  ไม่ปล่อยให้ค้างคาแบบนี้หรอก
กว่าจะปิดร้าน เก็บร้าน  ล้างจานนู่นนี่ก็ดึกตามเคย  ลักษณ์ลากสังขารกลับขึ้นมาบนห้องแล้วทิ้งตัวลงนอน 

โอ้ย ปวดหัวโว้ย  ...เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นจากเตียง  จะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเพื่อเข้าห้องน้ำ แต่นิ้วก้อยเท้าเจ้ากรรมดันไปเตะเข้ากับขาเตียงเต็มแรง เจ็บจี้ดจนทรุดลงไปนั่งที่พื้น  สูดปากเบาๆด้วยความปวด  คลำนิ้วเท้าป้อยๆ ปลายเล็บนิ้วก้อยฉีกออกมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย 

ลักษณ์เอื้อมหยิบทิชชูบนโต๊ะมาเช็ดเลือด  นึกแช่งความซุ่มซ่ามของตัวเอง  เลยไปถึงคนๆที่ทำให้เขาสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วย
สายตาเหลือบไปเห็นกล่องใต้เตียงที่แสนจะรกของเขา   คิ้วเรียวยาวขมวดมุ่น  ลักษณ์ก้มลงเอื้อมสุดแขนเข้าไปเลื่อนกล่องใบใหญ่ออกมาจากใต้เตียง

ข้างบนกล่องมีกระดาษเอสี่เขียนเอาไว้ลวกๆด้วยลายมือของคนอื่นที่ไม่ใช่เขาแปะเอาไว้ว่า ‘ของลักษณ์’ 

เด็กหนุ่มเปิดฝากล่องออก  ด้านในมีหนังสือ ชีทติวตั้งแต่สมัยม.4 อัดแน่นเต็มกล่อง  สมุดจดกับสมุดทดเลขที่ไม่ใช้แล้วก็ยังยัดเอาไว้   คงเป็นตอนที่ไอ้ไวน์มาช่วยเขาเก็บกวาดห้องแน่ๆ 

หนังสือปกแข็งเล่มใหญ่ที่แทรกอยู่ตรงฝั่งซ้ายของกล่องสะดุดตาของเขามากกว่าอย่างอื่น   ลักษณ์งัดมันขึ้นมา...เป็นหนังสือเล่มใหญ่ปกแข็งตกแต่งสวยงาม...หนังสือรุ่นแต่ไม่ใช่ของปีเขา

เปิดออกดูด้านในผ่านๆ มีแต่ใบหน้าของนักเรียนชั้นมัธยม   มีตั้งแต่ม.4-ม.6 เขาเปิดไปเรื่อยๆจนกระทั่งเจอหน้าที่เขียนเอาไว้ว่า ม.4/1

ไล่ปลายนิ้วหาครู่เดียวก็เจอใบหน้าเด๋อด๋าของตัวเองมองตอบกลับมาจากแถวริมสุด  ถัดขึ้นไปเป็นใบหน้าของไอ้ไวน์ที่วางมือเท้าเอาไว้บนไหล่ของเขาซะงั้น   ไวน์ฉีกยิ้มกว้างขณะที่เขามีสีหน้าหงุดหงิด

00000000000000000000000000000


“มายืนข้างบนดิวะ   เร็วๆขึ้นมา”  ไอ้ไวน์พูดซ้ำเป็นรอบที่ห้าแล้วมั้ง แต่เขาก็ยังไม่ขยับตัว  มันจุ๊ปากจิ๊จ๊ะในลำคอแล้วดึงปกหลังของเสื้อเขาแรงๆ

“กูจะยืนตรงนี้  อย่าดึง”  ลักษณ์หันไปบอก  ปัดมือที่ดึงเสื้อของเขายิกๆนั้นออก  “เฟิร์นครับ  เฟิร์นเขยิบมาทางซ้ายหน่อยสิ...หัวใจเราจะได้ตรงกัน”  เขาชะโงกลงไปพูดกับเด็กสาวหน้าตาน่ารักที่ยืนอยู่ข้างหน้า 

ได้ยินเสียงโห่แซวจากเพื่อนๆแต่เขาก็ไม่สนใจ...

“มึงก็เอาแต่ป้อสาว  ไม่สนใจกูเลย”  ไอ้คนข้างหลังก้มลงมากระซิบยุกยิกที่ข้างหูของเขา  ลักษณ์เอียงคอหนี

“มึงมีอะไรให้กูสนใจฮึ  เอาแต่แกล้งกู   วันก่อนเอาขนมที่กูเตรียมให้เฟิร์นไปซ่อน กูยังไม่ได้จัดการเลยนะ”  เขากระซิบตอบกลับ
เสียงคุณครูสั่งให้ทุกคนยืนนิ่งๆ อยู่กับที่ เพื่อให้ช่างภาพได้เก็บภาพดังขึ้น    ลักษณ์หันกลับไปมองที่กล้อง ขยับไปทางขวานิดหน่อยให้ตรงกับเฟิร์นแล้วอมยิ้มน้อยๆ...หวังว่ารูปของเขาจะออกมาดูดี

“โอ๊ะ!”  ลักษณ์อุทานออกมาเมื่อถูกนิ้วปริศนาจิ้มเข้าที่เอว  ทำเอาสะดุ้งเฮือก เอี้ยวตัวหลบในจังหวะที่ตากล้องลั่นชัตเตอร์พอดี   เขาหันขวับไปยังตัวการที่ยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ด้านหลัง  “ไอ้ไวน์”  เขาเค้นเสียงพลางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโห ทว่าเสียงอาจารย์ดุมาก่อน

“นายลักษณ์  เป็นอะไรน่ะ  ยืนนิ่งๆสิ  เร็วเข้า  เอาใหม่”  เขาถลึงตาใส่เพื่อนแทนการฝากเอาไว้ก่อน   แล้วก็หันไปมองกล้องอีกครั้ง

“ทุกคนมองกล้องนะครับ”  ช่างภาพพูด 

เด็กหนุ่มอมยิ้มใส่กล้อง   แต่แล้วก็มีลมอุ่นๆเป่าวูบเข้าที่ริมหูของเขา  ลักษณ์สะดุ้งอีกรอบ เอียงคอหนี ครั้งนี้คุณครูถึงกับอุทานด้วยความหงุดหงิด

“ลักษณ์!  เธอเป็นอะไรของเธอ  ยืนนิ่งๆไม่ได้หรือไง  เอาอย่างนี้...นายศตวรรษแน่ะ  เอามือจับตัวเพื่อนเธอเอาไว้  จะได้อยู่นิ่งๆสักที” 

“ครับผม”  ไวน์รับคำอาจารย์เสียงดัง  แล้วก็จับเข้าที่เอวของเขาแน่น  ไม่สนใจว่าเขาจะพยายามแกะมือออกอย่างไร  “ชู่ว  อยู่นิ่งๆสิวะ จะได้ถ่ายเสร็จสักที”

“ก็เพราะใครล่ะ ไม่ต้องมาจับเอว กูจักจี้”  เขาแกะนิ้วยาวๆรอบเอาตัวเองได้สำเร็จ   มือนั้นก็เปลี่ยนเป็นจับที่ไหล่ทั้งสองข้างของเขาแทน

“อย่ากดดิวะ  มันหนัก”  ลักษณ์โมโหเต็มที  โดนแกล้งแท้ๆดันโดนครูด่าอีก   คุณครูประจำชั้นยกมือชึ้มาทางเขา เด็กหนุ่มเลยจำต้องยืนนิ่งๆอย่างจำใจ

กว่าจะถ่ายเสร็จก็เย็นพอดี   ไวน์แยกไปซ้อมบาส ส่วนเขาก็นั่งทำการบ้านอ่านหนังสือ อ่านการ์ตูนอะไรไปเรื่อยที่ห้องสมุด  รอจนเพื่อนซ้อมกีฬาเสร็จจึงค่อยเดินกลับบ้านด้วยกัน

“วันนี้การบ้านเลขโคตรยาก  กูยังทำไมเสร็จเลยเนี่ย”  เขาบ่นไประหว่างทางกลับบ้าน   ไวน์เดินพลางเดาะลูกบาสเล่นไปพลาง
 
“ยังไม่ได้เริ่มเลย   เดี๋ยวกูโทรหาแล้วกัน  ตรวจคำตอบหน่อย”  ไวน์ตอบ   ยืนรอเขาแวะซื้อปลาหมึกย่างมาเดินกินเล่น

“จริงๆกูว่าตัวเองไม่ค่อยเหมาะกับสายวิทย์ว่ะ   กับตัวเลขเนี่ยกูหัวไม่ไปเลย”   เขาบ่นต่อ    เดินจิ้มปลาหมึกกับน้ำจิ้มรสเด็ดไปด้วย 

บรรยากาศในซอยวันนี้เงียบเหงากว่าปกติ  คงเป็นเพราะว่าคืนนี้มีละครเรื่องดังตอนอวสาน  ชาวบ้านร้านตลาดก็เลยอยู่ในบ้านนั่งดูทีวีเงียบกันหมด   นานๆทีได้ยินเสียงพูดคุยลอดหน้าต่างออกมาสักที

“แล้วทำไมมึงเรียนสายวิทย์ล่ะ  วาดรูปสวยๆอย่างมึง กูว่าไปสายศิลป์สบาย”

“กูอยากเป็นหมอ”   ลักษณ์ตอบกลับไปสั้นๆ

“จริงดิ ทำไมถึงอยากเป็นหมอล่ะ”  ไวน์มีท่าทีแปลกใจไม่น้อย    ถึงกับหยุดเดาะลูกบาสเล่นแล้วกันมามองหน้า

“ก็อยากช่วยคนอื่น  ไม่รู้ดิ…กูว่ามันเป็นอาชีพที่ดีอ่ะ” 

“แบบนี้มึงก็ต้องขยันมากๆเลยสินะ....กูด้วย”

“หืม?  มึงอยากเป็นหมอเหมือนกันเหรอ”  เขาหันไปถามอย่างประหลาดใจ   เสี้ยวหน้าคมอยู่ในเงามืดทำให้มองไม่เห็นแววตาคู่นั้น

“เปล่า...อยากเป็น..เพื่อน…มึงต่อไป”  คำตอบของฝ่ายนั้นสะดุดๆชอบกล   ลักษณ์หัวเราะ

“โธ่  ไม่ต้องเรียนคณะเดียวกันก็เป็นเพื่อนกันได้น่า”  เราเดินกันมาจนเกือบหน้าร้านของป้าดาที่ไฟยังเปิดสว่าง  แขกเพียบเต็มทุกโต๊ะ  “แต่ก็ดีนะถ้ามึงอยู่คณะเดียวกัน  เข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน....เรามาพยายามกันเถอะ” 

“โอเค...หมอใช่มั้ย…ได้”

รอยยิ้มของไวน์ในคืนนั้นยังติดตาของเขาอยู่เลย


000000000000000000000000000000000000000
[/i]


ลักษณ์เพ่งมองหาใบหน้าของสาวน้อยที่ชื่อเฟิร์น ได้แต่นึกสงสัยว่าสามปีก่อนนั้นเขาชอบผู้หญิงหน้าตาแนวนี้เหรอ   ดูเหมือนสเป็คของเขาจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  เก็บหนังสือรุ่นเล่มนั้นใส่กล่องตามเดิม  ลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับออกมาด้วยความรู้สึกสดชื่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย   เปลี่ยนชุดนอนเป็นเสื้อยืดกางเกงบอลง่ายๆเสร็จก็เดินไปทิ้งตัวลงบนเตียง

คืนนี้เขาไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอะไรทั้งนั้น

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น  เขาเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดู....ชื่อของคนที่เขายังไม่อยากคุยด้วยมากที่สุด ปรากฏขึ้นบนนั้น   ลักษณ์กดตัดสายทิ้งทันที

เสียงเรียกเข้าดังซ้ำจากคนๆเดิม  เขาก็กดสายทิ้งอีก  จนครบสามรอบ  ฝ่ายนั้นถึงได้ยอมรามือ   เลิกโทรเสียที

ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นปัญหาที่เขาคิดไม่ตกขนาดนี้...ใจหนึ่งอยากกลับไปเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายเหมือนเดิม  แต่ว่าอีกใจหนึ่งก็อยากให้เราแยกย้ายไปตามทางของตัวเองเถอะ

แน่นอนว่าทุกทางออกที่เขาคิดนั้น  ไม่มีทางที่ฝ่ายนั้นต้องการเลย...มันเป็นไปไม่ได้หรอก

ก็เขาไม่ได้ชอบไวน์  จะฝืนใจได้ยังไงเล่า..

WineiloveU:  ลักษณ์รับโทรสับกู
WineiloveU:  เราต้องคุยกันนะ
WineiloveU:  กูไปหาที่ร้านนะ
WineiloveU:  จะให้กูทำยังไง
WineiloveU:  ก็กูชอบมึงไปแล้ว
WineiloveU:  กูก็ไม่ได้ตั้งใจจะชอบหรอก
WineiloveU:  ลักษณ์
WineiloveU:  (ส่งสติกเกอร์)
WineiloveU:  (ส่งสติกเกอร์)
WineiloveU:  (ส่งสติกเกอร์)
WineiloveU:  (ส่งสติกเกอร์)

เสียงแจ้งเตือนไลน์ดังรัวจนสุดท้ายเขาก็กดปิดแจ้งเตือนของไวน์ไป   ปล่อยให้จำนวนข้อความเพิ่มขึ้นโดยไม่คิดจะเข้าไปอ่านอีก

หรือว่าเขาจะบล็อกไปเลยดี?...ไม่เอาดีกว่า  ทิ้งเอาไว้อย่างนั้นแหละ

ลักษณ์เดินลงมาข้างล่าง  เปิดตู้เย็นหาอะไรกินตอนดึก ทั้งที่ไม่หิว  แต่เขาก็อยากหาอะไรทำสักอย่าง   หลังจากที่อ่านการ์ตูนก็แล้ว วาดรูปเล่นก็แล้ว  ก็ยังไม่หายฟุ้งซ่าน

“กินอะไรดึกๆน่ะไอ้ลักษณ์   เดี๋ยวก็อ้วนตายห่า”  เสียงแข็งๆของพี่ชายดังขึ้นข้างหลัง  ลักษณ์สะดุ้งแต่ก็ไม่วางขวดนมเต้าหู้ที่ถือเอาไว้ในมือลง

“พี่ราม  มาเงียบๆตกใจหมด”

“เออ...กูออกไปปิดประตูเหล็กมา   กินอะไรน่ะ...เทให้แก้วสิ” 

เขาหันไปหยิบแก้วมาเพิ่มอีกใบ  รินนมเต้าหู้เย็นๆใส่แก้วส่งให้พี่ชายรับไปถือเอาไว้  ส่วนตัวเองก็ยกขึ้นจิบบ้าง  รสหวานๆหอมๆช่วยให้ผ่อนคลายลงนิดหนึ่ง

“เป็นอะไรของมึง  ทำไมทำหน้าอย่างนั้น  อกหักมาอีกหรือไง”

...ถ้าอกหักจริงๆคงจะไม่รู้สึกแย่แบบนี้หรอก  โดนหักอกจนชินแล้ว   แต่นี่มันไม่ใช่...
“เปล่า  ผมแค่..เหนื่อยๆ”

“เหรอ  เรียนหนักล่ะสิ  ปีหนึ่งก็งี้แหละ   แล้วไอ้ไวน์มันบ่นอะไรบ้างมั้ย  พักนี้มันเงียบๆไปนะ  ทะเลาะกันเหรอ”  พี่รามถามเนิบๆ 
คนเป็นน้องถอนหายใจยาว   เขาไม่อยากเล่าให้พี่ชายฟังเท่าไหร่  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะปรึกษาใครดี   จะบอกเพื่อนแก๊งค์หล่อสัชก็กระไรอยู่   

“พี่ราม...”  เขาเรียก หลังจากเงียบไปนาน

“อืม...ว่า?”

“พี่เคย...รักเพื่อนสนิทมั้ย”    คนฟังหันขวับมามองหน้าเขาทันที 

“ใคร?  มึงไปรักใครเข้า  ไอ้ไวน์เหรอ” 

“เห้ย เปล่าๆ  ไม่ใช่”  เขารีบปฏิเสธ แล้วพูดต่อ  “คือ...แบบ  มีเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนลักษณ์อีกทีนึงน่ะ เขามาปรึกษา  คือแบบ...เขาถูกเพื่อนสนิทบอกชอบ  แล้วทีนี้...ทีนี้...ก็เลย...”

“ก็เลยอะไร  ก็เลยโอเค ตกลงเป็นแฟนกันเรียบร้อยเหรอ”

“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกซะหน่อย   โหพี่ราม  เป็นเพื่อนกันมาตั้งนานนะพี่  อยู่ดีๆมาบอกชอบ  เป็นใครใครก็ช็อคป่ะ”

“แต่พี่ว่ามันก็เจอได้บ่อยๆไมใช่เหรอ  พวกแอบรักเพื่อนสนิทเนี่ย เยอะแยะ   เห็นลงเอยกันก็หลายคู่  แยกกันก็เยอะ   แล้วไงต่อ...ปัญหาคืออะไร”

“คือ...แบบเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนลักษณ์อ่ะ  เขายังอยากเป็นเพื่อนกับเพื่อนคนนั้นต่อ  คือไม่ได้ชอบแบบเป็นแฟนไง    ต้องทำยังไงถึงจะเป็นเพื่อนกันต่อได้ล่ะ”  ประโยคหลังเขาพูดเสียงเบาคล้ายพูดกับตัวเอง

พี่รามมองหน้าเขาแล้วยิ้มนิดๆ 

“ปัญหามันคงไม่ได้อยู่ที่เพื่อนของเพื่อนมึงหรอก  แต่อยู่ที่อีกฝ่ายน่ะ  เค้าคงไม่อยากเป็นแค่เพื่อนอีกแล้ว  จะทำยังไงก็เปลี่ยนกลับไปเป็นเพื่อนแบบบริสุทธิ์ใจแบบเดิมไม่ได้หรอก  ยาก”  พี่รามลากเสียงให้รู้ว่ายากจริงๆ  “ว่าแต่ทำไมถึงอยากเป็นเพื่อนกับมันต่อล่ะ  เพื่อนคนอื่นก็มีเยอะแยะ..ก็คบคนอื่นก็ได้นี่”

“คนอื่นไม่เหมือนมันอ่ะ”  ลักษณ์พูดเสียงอ่อย  “มัน....ไม่รู้สิ อธิบายไม่ถูก  รู้แต่ว่าต้องเป็นมันน่ะ” 

คนฟังหรี่ตาลง  แล้วจุ๊ปาก

“จริงๆเป็นแฟนกันก็ไม่ต่างกับเป็นเพื่อนหรอกนะ  อาจจะลึกซึ้งมากกว่านิดหน่อย  แต่เนื้อแท้แล้วกูว่าแฟนก็คือเพื่อนแท้ในชีวิตคนนึงนั่นแหละ”  พี่รามบอก

“มันจะเหมือนกันได้ไงพี่  แฟนมันต้อง..เอ่อ  ต้องรู้สึกอยากกอด อยากจูบ  รู้สึกพิศวาสอะไรทำนองนั้นสิ  แต่นี่ไม่ใช่”

“แล้วเป็นแบบไหน”

“แค่แบบ...อยากให้อยู่ใกล้ๆ เฉยๆ” ลักษณ์อึกอัก

“ทำไมต้องอยู่ใกล้ๆ”

“ก็จะได้คอยปรึกษากันได้ไง  จะได้คอยช่วยเหลืออะไรกันได้”

“แล้วคนอื่นช่วยมึงไม่ได้หรือไง”

“ก็ไม่ได้น่ะสิ...มีแต่มันที่ช่วยได้ คุยกันรู้เรื่อง”

“ตกลงนี่เรื่องของมึงเองหรือเรื่องของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนมึงกันแน่ฮึ ไอ้ลักษณ์”  คนเป็นน้องสะดุ้ง เพิ่งนึกขึ้นได้ เลยเสหัวเราะกลบเกลื่อน

“เพื่อนสิ  ของเพื่อน”

“ก็แล้วไป  กูนึกว่าเรื่องของมึงกับไอ้ไวน์”  พี่ของเขาพูด   ทำเอาคนฟังหูผึ่งรีบถามต่อ

“ทำไมพี่ถึงคิดว่าเป็นเรื่องของลักษณ์กับไอ้ไวน์ล่ะ”

“กูจะไปรู้หรอ  ก็เห็นมึงทำหน้าหงอยอยู่เนี่ย    ...ไม่เอาแล้ว  กูไปดีกว่า”

“เดี๋ยวสิพี่ราม”   ลักษณ์ดึงชายเสื้อของพี่ชายเอาไว้  “แล้วสมมตินะ  ว่าพี่เป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนผมคนนั้น  พี่จะทำยังไง”
“กูหรอ...กูคงนั่งคิดก่อนว่าไอ้คนนั้นมันสำคัญกับชีวิตกูแค่ไหน  ถ้ากูขาดมันไปกูจะตายมั้ย   กูจะต้องร้องห่มร้องไห้ทุกคืนก่อนนอนหรือเปล่า  ถ้าไม่...กูก็ปล่อย  หาเพื่อนใหม่  แต่ถ้าไม่ได้  กูขาดมันไม่ได้อะไรแบบนี้...ก็..ไม่รู้สิ  ถ้ากูเจอคนที่ทำให้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ  สถานะอะไรกูก็ยอมล่ะวะ"

“แล้วถ้ามันเป็นเพศเดียวกันกับพี่ล่ะ”

พี่รามไม่มีท่าทีแปลกใจเลยสักนิดตอนที่ตอบกลับมาแกมหัวเราะว่า

“แล้วไง   สำคัญด้วยเหรอ”  พี่รามวางแก้วลง แล้วบอกเขาด้วยประโยคที่ไม่สัมพันธ์กับคำถามตอนแรกเลยแม้แต่น้อย  “กินให้หมดขวดไปเลยนะ  ไอ้ไวน์มันซื้อมาให้หลายวันแล้ว เดี๋ยวหมดอายุก่อน” 

ลักษณ์เกือบสำลัก   เขาไอค่อกแค่ก  ได้ยินเสียงพี่ชายเดินฮัมเพลงขึ้นไปชั้นบน   เด็กหนุ่มรีบล้างแก้ว  หมดอารมณ์กินต่อ
ขึ้นไปที่ห้องนอนส่วนตัวของตัวเอง   เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นเล่นเกมออนไลน์กับเพื่อนจนจบไปสองตา  หันไปดูนาฬิกาก็พบว่าดึกมากแล้ว  เลยเปลี่ยนเป็นล้มตัวลงนอนแทน

ไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งนาฬิกาปลุก

แจ้งเตือนข้อความไลน์เต็มหน้าจอไปหมด ลักษณ์เลือกกดเข้าไปดูกลุ่มหล่อ(เภ)สัชชชชชชที่เตือนกันเรื่องงานกลุ่มวันพรุ่งนี้    ไลน์คณะที่แจ้งเรื่องเปลี่ยนคาบเรียน

จบด้วยไลน์ของใครคนหนึ่งที่เขาลืมไปเกือบสนิท


Wishmeluck:  นอนแล้วเหรอ
Wishmeluck:  นอนเร็วจัง

บัดดี้ของเขาทักมาตั้งแต่สามชั่วโมงที่แล้วนู่นแน่ะ

GoodLuck: ยังไม่นอนครับ
GoodLuck:  นอนแล้วหรอ
Wishmeluck:  ยังเหมือนกัน


อีกฝ่ายตอบกลับมารวดเร็วเหมือนทุกที  ราวกับรอเขาอยู่งั้นแหละ

Wishmeluck:  ทำไมยังไม่นอนอีก

GoodLuck:  คุณล่ะครับ

Wishmeluck:  นอนไม่หลับ

GoodLuck:  เป็นอะไร  คิดมาก?

Wishmeluck:  คงงั้นมั้งคะ

GoodLuck:  เล่าให้ผมฟังก็ได้นะครับ
GoodLuck:  สัญญาว่าจะเก็บเป็นความลับ

Wishmeluck:  เรื่องของฉันไม่สนุกหรอก
Wishmeluck:  อยากรู้เรื่องของคุณมากกว่า
Wishmeluck:  ทำไมถึงยังไม่นอนคะ

GoodLuck:  คิดมากเหมือนกันมั้งครับ

Wishmeluck:  มีอะไรพอให้ฉันช่วยมั้ย

GoodLuck:  คุณอยากฟังเรื่องของผมเหรอครับ

Wishmeluck:  ก็ถ้าคุณเล่า
Wishmeluck:  ฉันก็ยินดีเป็นที่ปรึกษาให้ค่ะ

GoodLuck: ถ้างั้นก็..
GoodLuck:  มันเป็นเรื่องของเพื่อนของเพื่อนพี่ชายผมอีกทีครับ

...
มาอัพต่อนะคะ  ขอบคุณที่กดเข้ามาอ่านนะคะ
ถ้าชอบอย่าลืมติชม มาได้เลยนะคะ
กดโหวตด้วยออิ :mew1:

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ตอนที่12

If it were not for hope, the heart would break.

 

 

 

 

 

            Wishmeluck: แล้วเพื่อนของเพื่อนของพี่ชายคุณจะทำยังไงต่อหรอคะ

            Wishmeluck: คงลำบากใจน่าดู

            GoodLuck: ครับ  ลำบากใจมาก

GoodLuck: เหมือนทำตัวไม่ถูกมากกว่า

GoodLuck:  ยังอยากเป็นเพื่อนกันต่อ

            Wishmeluck: กลัวว่าจะเสียเพื่อนไปหรือ

GoodLuck:  ประมาณนั้น

            ลักษณ์ขยับจะพิมพ์อธิบายต่อแต่ก็เปลี่ยนใจ   ละเอาไว้เพียงแค่นั้น

          เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว   เขาหันไปดูนาฬิกาติดผนังก็พบว่าเลยเที่ยงคืนมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว...นี่เขาคุยกับอีกฝ่ายเพลินจนล่วงเวลามาขนาดนี้แล้วรึนี่  ไม่ทันรู้ตัวเลย

            บัดดี้ของเขาเป็นผู้ฟังและที่ปรึกษาที่ดีมาก  เค้ารับฟังและให้ความเห็นได้ตรงเผงราวกับรู้ใจทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

            Wishmeluck: จะไม่ลองเปิดใจดูบ้างเหรอ

            Wishmeluck: ไม่แน่ว่าคบกันเป็นแฟนอาจจะดีกว่าเป็นเพื่อนก็ได้

            ฝั่งนั้นส่งข้อความมาอีก  เขาอ่านแล้วส่ายหัวอย่างแรง

GoodLuck:  ไม่มีทาง

GoodLuck:  เป็นไปไม่ได้หรอก

            Wishmeluck: ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้  คุณลองแล้วเหรอ

GoodLuck:  มันคงตลกตาย

            Wishmeluck: ทำไมล่ะ  คุณเห็นว่ามันเป็นเรื่องตลกหรอที่จะลองคบกัน

GoodLuck:  เพื่อนผู้ชายสองคนเนี่ยนะ?

          Wishmeluck: นี่มันยุคไหนแล้วคุณ  เป็นเต่าล้านปีหรอ หรือมาจากราชวงศ์เหา

GoodLuck:  ผมไม่ได้รังเกียจเรื่องเพศนะ  ผมว่าตัวเองก็เปิดกว้างพอตัว

GoodLuck:  แต่ที่ผมไม่โอเค  คือผมเสียดายมิตรภาพดีๆของเรามากกว่า

GoodLuck:  ทำไมเค้าทำแบบนี้วะ

GoodLuck:  ไม่เสียดายความเป็นเพื่อนของเราเลยหรอ

            Wishmeluck:  เคยดูหนังเรื่อง Frozen มั้ย

GoodLuck:  เคยดูผ่านๆ จำเรื่องไม่ได้แล้ว

            Wishmeluck: มันจะมีตอนนึงที่ตุ๊กตาหิมะที่มีจมูกเป็นแครอทอ่ะพูดว่า

            Wishmeluck: Some people are worth melting for.

GoodLuck:  ???

          Wishmeluck:  เพื่อนคนนั้นเค้าคงเห็นว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเอามิตรภาพหลายปีของพวกคุณมาแลกไงล่ะ 

GoodLuck:  แลกกับอะไร

Wishmeluck:  แลกกับความรักที่คุณจะมอบให้เขาในฐานะคนรัก

Wishmeluck:  และถ้าไม่สำเร็จ เขาก็คงเตรียมใจเอาไว้แล้ว

GoodLuck:  บ้าไปแล้วแน่ๆ

GoodLuck:  ไม่คุ้มอย่างแรง

GoodLuck:  เสียเพื่อนไปเนี่ยนะ

Wishmeluck:  ถ้าให้เดาเค้าคงไม่คิดจะยอมแพ้ง่ายๆหรอกนะ

GoodLuck:  แล้วผมต้องรับมือยังไงล่ะ

GoodLuck:  ผมก็ไม่อยากให้ใครเสียใจอ่ะ

            Wishmeluck: คุณเคยได้ยินสำนวนเส้นผมบังภูเขามั้ย

            GoodLuck:  เคยดิ ทำไมอ่อ

Wishmeluck: รู้มั้ยมันแปลว่ายังไง

GoodLuck:  อืม  ก็แนวๆว่ามองข้ามวิธีแก้ปัญหาง่ายๆไปใช่มั้ย

GoodLuck:  แค่หยิบเส้นผมออกก็จบแล้ว

Wishmeluck: ใช่ นั่นแหละ

            Wishmeluck: แค่เอาคำว่าเพื่อนออกก็พอ

GoodLuck:  แล้วไง  ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย

Wishmeluck: ลองลบคำว่าเพื่อนออกไปจากหน้าผากของเค้า

Wishmeluck: แล้วมองว่าเค้าเป็นคนๆนึงที่ชอบคุณและอยากจีบคุณ

GoodLuck:  คุณกำลังเชียร์ให้ผมให้โอกาสเค้าหรอ

GoodLuck:  ผมนึกว่าคุณอยู่ฝั่งผมเสียอีกL

Wishmeluck: ก็แค่พูดอย่างเป็นกลาง

Wishmeluck: ไม่แน่คุณอาจเจอภูเขาในใจคุณก็ได้นะ

GoodLuck:  ภูเขาที่หมายถึงปัญหาใหญ่น่ะเหรอ

Wishmeluck: <3

Wishmeluck: ไม่รู้สิ

Wishmeluck: เอ๊ะ  ตกลงเป็นเรื่องของเพื่อนของเพื่อนของพี่ชายคุณ หรือว่าเรื่องของคุณเองกันแน่นะคะ

 

“เห้ย...ลืมตัวไปหน่อย  ตายแล้ว  ป่านนี้เธอคงรู้แล้วมั้งว่าเป็นเรื่องจริงไม่ใช้แสตนอินของเราเอง”  ลักษณ์บ่น  ยกมือขึ้นขยี้ผมสั้นๆจนมันยุ่งเหยิงกว่าเดิม 

GoodLuck:  ก็ต้องเรื่องของเพื่อนของเพื่อนพี่สิครับ

GoodLuck:  ผมแค่เอามาถามเล่นๆเฉยๆ

GoodLuck:  อยากฟังความเห็นของคุณ

Wishmeluck: อ้อ...ค่อยยังชั่วหน่อย  นึกว่ามีคนมาจีบคุณซะแล้ว

GoodLuck:  คุณเสียใจหรอครับ  ถ้ามีคนมาจีบผม

Wishmeluck: แค่หวั่นใจค่ะ  กลัวสำเร็จ

GoodLuck:  J

GoodLuck:  พูดแบบนี้ ผมหวั่นไหวนะ

Wishmeluck: นอนดีกว่า

Wishmeluck: ฝันดีนะ

 

ลักษณ์ยิ้มกว้างให้ข้อความในโทรศัพท์แล้วกดส่งสติกเกอร์รูปฝันดีไปให้   นึกจินตนาการถึงใบหน้าของเพื่อนสาวใส่แว่นคนนั้น  เวลาหน้าแดงคงน่าเอ็นดูไม่น้อยเหมือนกัน

เพิ่งเคยโดนสาวเต๊าะเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย....มีความสุขชะมัด

ก่อนที่เขาจะเข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์ในคืนนั้น   ภาพใบหน้าของใครอีกคนก็ปรากฏขึ้นในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น  ผู้ชายคนนั้นชะโงกหน้าเข้ามาจนชิด  ริมฝีปากแดงจัดห่างจากปากของเขาไปเพียงนิดเดียว     

ลักษณ์เม้มปากแน่น  เบี่ยงหน้าหนี  ได้ยินเสียงหัวเราะห้าวๆดังขึ้น   จากนั้นอีกฝ่ายก็ถอยออก...ก้าวถอยหลังห่างออกไปจากเขามากขึ้นเรื่อยๆ ทีละก้าว ทีละก้าว  จนกระทั่งเห็นเป็นเพียงเงาดำๆตามรูปร่างเท่านั้น

‘....เดี๋ยวก่อน  อย่าเพิ่งไป   อย่าไปเลย...นะ  ได้โปรด’  เขาตะโกนเรียกออกไป

เสียงสะอื้นฮักของใครกันดังมาเข้าหู  เขาขมวดคิ้ว   ยกมือขึ้นแตะที่หางตา  พบว่ามีหยดน้ำไหลออกจากดวงตาของเขาเป็นทาง

....นี่เรากำลังร้องไห้อยู่งั้นหรือ   ร้องเพื่ออะไร และทำไมกัน

            จากนั้นก็มีแสงสว่างจ้าแล้วเขาก็ไม่รู้สึกตัวอีก  จนกระทั่งสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกและพบว่ามีคราบน้ำตาเต็มสองข้างแก้ม

            เขาร้องไห้ออกมาจริงๆ

            .............................................................................

            ลักษณ์ไปเรียนด้วยความสะโหลสะเหล   เพื่อนๆพากันทักถึงใต้ตาดำคล้ำเป็นแพนด้าของเขา  กลุ่มหล่อสัชรุมถามด้วยความสงสัยว่าเขาแอบไปแว๊นซ์มาตอนกลางคืนหรือเปล่า 

            เขาปฏิเสธไปเรียบๆ  หมดไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรแม้แต่เรียนหนังสือ  ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเขาในฐานะนักศึกษา  ได้แต่นั่งจดตามที่อาจารย์เลคเชอร์ไปแกนๆ  ไม่เข้าหัวเลยสักนิด

            ...เห้อ

            “เย็นวันพรุ่งนี้ครับผม....มึงไปป่าว ไอ้ลักษณ์”

          “ห้ะ อะไรนะ?”

            “สมัครชมรมไงมึง  ชมรมอ่ะ”   แล้วไอ้แซมก็โม้น้ำลายแตกฟองถึงชมรมปลูกผักของมัน   ฟังแล้วไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน  ก็แค่ไปนั่งรดน้ำต้นไม้  ถอนหญ้า  จับหนอนอะไรไปเรื่อย

            “ไม่เอาอ่ะ ร้อนตาย  แดดเปรี้ยงขนาดนี้ให้กูไปขุดดิน  สุกตายพอดี”  เต้ปฏิเสธคนแรก

            “นั่นดิ  ไม่เอาหรอก  มึงจะไปจีบหญิงล่ะสิ  ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นสนใจเรื่องธรรมชาติ”  เบียร์ดักคออย่างรู้ทัน   คนชวนอึกอัก หน้าแดงเพราะโดนจับไต๋ได้  เลยเสเปลี่ยนเรื่องชวนเข้าชมรมอื่นแทน

            “ชมรมกีฬามั้ย  แล้วก็แวบๆไปนอน”

          “กูว่าไปหาชมรมตีดอทดีกว่า  น่าจะมีนะ”

            “กูจะเข้าชมรมวาดรูป”  ลักษณ์พูดขึ้นเรียบๆ  หลังจากฟังเพื่อนโต้เถียงกันอยู่พักใหญ่  ทุกคนหันมามองหน้าเขาอย่างทึ่ง

            “วาดรูป?  มึงเนี่ยนะ”

            “เออ!”  เขารับคำอย่างหงุดหงิด  “กูกลับก่อนนะ  ต้องไปช่วยที่ร้าน”   คว้าแก้วน้ำกับหนังสือเรียนลุกขึ้นเดินแยกออกมาดื้อๆ

            เขาเบื่อ....มันเบื่อไปหมด  ไม่รู้เป็นบ้าอะไร

            เดินออกมาที่หน้ามหาวิทยาลัย  ตรงไปที่ป้ายรถเมล์ก็เจอเด็กสาวร่างบางสวมแว่นตา....ผมยาวประบ่าปลิวตามแรงลมเบาๆ   เธอหันมามองเขาแล้วส่งยิ้มมาให้

            “วิป  กลับบ้านเหรอฮะ”  เขายิ้มออก  พิศดูดวงตากลมหวานหลังกรอบแว่นของเธอ  ผิวแก้มขาวเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด   รวมกับท่าทางติดเรียบร้อยนิดๆของเธอนั้น ทำให้เธอเป็นหญิงสาวที่น่ารักไม่เบา

            “อืม....ลักษณ์เพิ่งกลับเหรอ”

          “ใช่แล้ว  เราอยู่คุยเรื่องชมรมกับเพื่อนน่ะ”  เขาเหล่มองเธอแล้วยิ้มกว้าง   นึกถึงบทสนทนาที่แสนลื่นไหลในไลน์ที่ผ่านมา  “วิปจะเข้าชมรมอะไรเหรอ”

            “ว่าจะเข้าชมรมศิลปะน่ะ  เราชอบวาดรูป”

          “จริงเปล่า...เราก็ชอบ  นี่เราก็จะเข้าชมรมวาดรูปเหมือนกัน”  หัวใจของเขาเต้นแรงนิดๆตอนที่รู้ว่าเธอก็มีงานอดิเรกอย่างเดียวกันกับเขา

            บังเอิญจริง...หรือมันเป็นพรหมลิขิตกันนะ

            “ดีจัง  เราจะได้มีเพื่อนไปสมัครด้วย”  วิปพูด  “ลักษณ์ชอบวาดรูปแบบไหนหรอ  เราชอบสีน้ำล่ะ”

          “เราใช้ดินสอน่ะ   อยากลองวาดสีน้ำอยู่เหมือนกันแต่ไม่มีคนสอนให้  ไว้เธอสอนเราหน่อยได้มั้ย”   เขาได้ทีรีบเสนอตัวขอเป็นศิษย์

            วิปมีท่าทางเขินอายอย่างเห็นได้ชัด  ตัวจริงของเธอพูดน้อยกว่าที่เขาวาดภาพเอาไว้จากบทสนทนาในไลน์   แถมยังมีหลายครั้งที่เธอทำเหมือนไม่เคยได้ยินเรื่องที่เขาเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว  หรือแม้แต่มุขที่เคยเล่นกันวันก่อน

            ...เธอตีเนียนกว่าที่คิดแฮะ

            “ลักษณ์กลับบ้านยังไงหรอ”

          “รถเมล์น่ะ  ไปลงแล้วเดินต่อนิดหน่อย  วิปล่ะ”  เขาแอบหวังในใจว่าเธอจะขึ้นรถเมล์กลับสายเดียวกัน

            “แม่เรามารับน่ะ  เดี๋ยวก็คงมา  แต่วันนี้รถติดมากเลยนะ”  เธอพูดเหมือนรำพึงกับตัวเอง แล้วชะโงกไปมองถนนที่มีรถราจอดติดยาวเหยียด

            “ไปนั่งกันมั้ย  ยืนแล้วเมื่อยออก   เดี๋ยวเราอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าแม่เธอจะมาล่ะกัน”

            ....แมนๆ สุภาพบุรุษฝุดๆไปเลยครับผม   ลักษณ์นึกในใจขณะที่พาเธอถอยกลับไปนั่งในป้ายรถเมล์  ไม่ลืมก้มลงไปปัดฝุ่นบนเก้าอี้ให้เธอด้วย

            วิปดูประทับใจอย่างเห็นได้ชัด  ท่าทางของเธอผ่อนคลายลงมาก  วิธีพูดก็เป็นกันเองมากขึ้น

            กระนั้นมันก็ยังมีอะไรที่ต่างออกไป....อะไรบางอย่างที่เขายังนึกไม่ออก

            รถเริ่มเคลื่อนตัวคล่องขึ้นเล็กน้อย  รถตุ๊กๆคันหนึ่งขับตามหลังรถกระบะมาจอดติดไฟแดงอยู่ตรงหน้าของพวกเขาพอดิบพอดี  สายตาของลักษณ์มองเข้าไปเห็นร่างสูงคุ้นตานั่งอยู่เคียงข้างกับสาวน้อยร่างบาง

            หัวใจกระตุกไปวูบ...จำคนที่นั่งอยู่นั้นได้ทันที   เป็นคนเดียวกับที่บอกชอบเขาเมื่อวาน  ส่วนหญิงสาวข้างๆที่นั่งคู่กันในพื้นที่แคบๆนั้นคือเพลินตา  ดาวคณะแพทย์ไม่ผิดแน่

            หรือว่าข่าวลือที่ว่าทั้งคู่คบกันจะเป็นจริง?

          …กูชอบมึง  ลักษณ์!

          เป็นแค่มุขที่อำกันเล่นๆใช่มั้ย   บอกกูที  กูจะได้ทำตัวถูก  ไม่ต้องมานั่งงงเป็นไก่ตาแตก ทำอะไรไม่ถูกแบบนี้....เขาตะโกนในใจ   มองสองคนบนรถนั้นเขม็ง   ทั้งคู่ไม่มีทีท่าว่าจะหันมาเห็นเลย  ยังคงนั่นคุยกันอย่างสนิทสนม 

            โลกคงเป็นสีชมพูล่ะมั้ง

 

            “เพลินว่าลักษณ์เห็นพวกเราแล้วนะ”   หญิงสาวพูดขึ้น  เหลือบมองคนที่ป้ายรถเมล์ทางหางตานิดหนึ่ง  อยากหันไปโบกมือทักแต่ติดตรงที่ผู้ชายที่นั่งหน้าเคร่งอยู่ข้างๆเธอนั้นห้ามเอาไว้

            “ช่างเขา  ทำเฉยๆเถอะ”

            “ไม่ทักหน่อยเหรอ....อืม  แต่ดูเหมือนว่าเค้าจะไม่ได้มาคนเดียวนะ   ผู้หญิงคนนั้นคือใครน่ะ”  เพลินทักขึ้น  ทำให้ดวงตาคมตวัดไปมองเข้าจนได้

            “เป็นเพื่อนในคณะของลักษณ์  ที่เป็นบัดดี้น่ะ”

          “คนนี้น่ะเหรอ”  เพลินตาอุทาน  “น่ารักดีนี่  ดูเป็นแม่ศรีเรือน   ลักษณ์น่าจะชอบนะ”  เธอแกล้งพูดยั่วเล่นๆ  แววหงุดหงิดพาดผ่านนัยน์ตาสีดำสนิทล้อมด้วยขนตายาวนั้นอย่างไม่ปิดบัง

            “ไม่ใช่สเป็คมันหรอกน่า”  เขาตอบกลับไป 

            จริงๆก็อยากกระโดดลงจากรถตุ๊กๆแล้วเดินเข้าไปนั่งแทรกกลางระหว่างคนทั้งคู่เล่นเหมือนกัน   ดูซิว่าเจ้านั่นจะทำหน้ายังไง  แต่สติที่พอมีก็รั้งเอาไว้ไม่ให้ทำตามใจ

            ..แค่นี้ลักษณ์ยังเกลียดมึงไม่พอรึไง  ไอ้ไวน์    ใจเย็นๆดิวะ

            “ไม่แน่  ยิ่งคุยถูกคอกันด้วยแล้วล่ะก็....”  เพลินตาลากเสียง  “จะไหวเรอะ  มัวแต่นั่งนิ่งไม่ทำอะไรสักที”   เธอแกล้งพูดอีกครั้ง   คนฟังมีท่าทางฮึดฮัดแต่พยายามเก็บอาการเอาไว้ใต้ท่าทางเหมือนไม่สนใจ

            สนิทกันมาเกือบเดือนทำไมจะดูไม่ออก   ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนเก็บอารมณ์เก่งนักหรอก   ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมลักษณ์ถึงดูไม่ออกว่าถูกเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อเข้าให้แล้ว  ทั้งที่คบกันมาตั้งเจ็ดปี

            ถ้าไม่ซื่อบื้อจนไม่รู้จริงๆ  ก็คงแกล้งซึนทำเป็นไม่รู้แล้วล่ะ   ผู้ชายที่เพียบพร้อมและรักตัวมากขนาดนี้  ทำไมถึงไม่สนใจนะ  ถ้าเป็นเราล่ะก็...

            เธอรีบปัดความคิดพวกนั้นออกไป 

            “เบื่อรถติดจริงๆ  ป่านนี้พวกนพคงไปถึงแล้วมั้ง   หรือเราจะซ้อนมอเตอร์ไซค์ไป อาจจะเร็วกว่า”  เธอเสนอความคิด  แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนร่วมทางของเธอจะไม่ได้ใส่ใจฟังเลย

            “ไวน์...ถ้าอยากคุยก็ลงไปเหอะ  ไปเคลียร์กันให้จบ ดีกว่าปล่อยคาราคาซัง”

            “เธอนั่งต่อไปห้างคนเดียวได้ใช่มั้ย”  เขาหันมาถาม  คนฟังไม่แปลกใจ  แค่เห็นสายตาที่มองฝ่ายนั้นก็เดาออกแล้ว

            “นี่ใครคะ  นี่เพลินตานะคะ  นั่งแท็กซี่กลับจากผับคนเดียวยังทำมาแล้วเลยค่ะ   รุ่นนี้ล้มช้างได้ทั้งตัวค่ะ ไม่ต้องห่วง  ห่วงโน่นดีกว่าค่ะ”

          เพื่อนชายยิ้มให้แทนคำขอบคุณ   กระโดดลงจากรถตุ๊กๆคันนั้น ก้าวขึ้นฟุตบาทตรงเข้าไปหาคนที่ยังนั่งคุยอยู่ในป้ายรถเมล์

            “ไว้เดี๋ยวตามไปที่ห้างนะ”  เขาหันไปบอกเพื่อนสาว  เพลินตาโบกมือตะโกนกลับมา           

            “เจอกันพรุ่งนี้เลยค่ะ  เดี๋ยวเราสวีทกับนพสองคนเอง”  ไวน์หัวเราะเบาๆ  เป็นจังหวะที่รถเคลื่อนตัวพอดี 

หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆลักษณ์ผุดลุกขึ้นยืน   วิ่งไปขึ้นรถเก๋งที่มาจอดเทียบใกล้ๆนั้น   ลักษณ์ยกมือสวัสดีมารดาของเพื่อนที่เป็นคนขับ  โบกมือให้วิปนิดหนึ่งแทนคำลา  จากนั้นก็ลดมือลงเปลี่ยนเป็นกอดอกแทน  รับรู้ได้ว่ามีคนเดินมาหยุดยืนข้างๆ

เงาสูงๆที่บังเงาเขาบนฟุตบาทจนเกือบมิด

“นึกว่าจะไปกับสาวซะอีก  แม่เธอดันมารับซะได้”

“..................”  เขาไม่ตอบ แต่หมุนตัวเดินหนี    ไม่รงไม่รอมันแล้วรถเมล์

มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่หัวไหล่  ดึงรั้งเอาไว้ให้หยุดยืนอยู่กับที่

“ขอโทษ”  เสียงห้าวๆเอ่ยเบาๆ

“เรื่องอะไร”  เขาถามกลับไปห้วน  ยกมือปัดมือของอีกคนออก

“กูทำให้มึงไม่สบายใจมากใช่มั้ย”

“มันยิ่งกว่านั้นอีก  ไอ้ไวน์”   เขาหันกลับไปตอบ สบตาคมเข้มคู่นั้นที่มองมาด้วยแววเสียใจ  แฝงด้วยรอยบางอย่างที่คล้ายกับเว้าวอนนิดๆ

“มึงไม่ยอมคุยกับกูเลย ลักษณ์”

“ก็คุยอยู่นี่ไง”

“หมายถึงแบบ...คุยดีๆ   เหมือนทุกทีเวลาเราโกรธกันน่ะ”  ไวน์พูดเสียงอ่อน  “หรือว่ามึงไม่อยากฟัง”

“เออ! กูไม่อยากฟังมึงพล่ามแล้ว”  ลักษณ์พูดห้วนๆ  “ไม่เข้าใจว่ามึงมาทำแบบนี้ทำไม  ทั้งที่มึงก็กำลังคบกับดาวคณะอยู่   เห็นกูเป็นอะไร  ตัวตลกเหรอ”  เสียงของเขาแหบลงเพราะอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในอก   ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาจากไหนมากมายขนาดนี้ 

“ไม่ใช่อย่างนั้น  คบอะไร...เพลินน่ะเหรอ”  ชื่อเล่นของหญิงสาวหลุดออกมาจากริมฝีปากของเพื่อนอย่างง่ายดายคล้ายคุ้นชิน  “ไปเอามาจากไหน”

“ก็เห็นกันอยู่   หรือไม่จริง...มึงอ่ะชอบปิดบังกูเรื่องผู้หญิง  ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ทีกูยังเล่าให้มึงฟังทุกเรื่องเลย   ไม่คิดว่ามันไม่ยุติธรรมบ้างเหรอ”

“มึงคิดว่าการที่ต้องทนฟังคนที่เราชอบนั่งเล่าเรื่องตัวเองกับคนอื่นมันสนุกนักหรือไงลักษณ์”  ไวน์พูดเสียงต่ำ  “กูช่วยให้ปรึกษามึงทั้งที่ในใจกูแช่งให้มึงเลิกกัน  จะไม่ฟังก็ไม่ได้เพราะอยากรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายมากเหลือเกิน   หึ...มึงบอกว่ากูไม่ยุติธรรมที่ไม่เคยเล่าเรื่องผู้หญิงให้มึงฟังเลย  คำตอบของกูคือไม่มี...กูไม่เคยคบใครจริงจังเลยลักษณ์  รู้มั้ยว่าทำไม?”

เสียงของไวน์เบาเร็วแทบฟังไม่ทัน  ทว่าเขาก็ได้ยินมันทุกคำ

ลักษณ์ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาคนพูดเลยด้วยซ้ำ   เขายืนเม้มปากแน่น   หัวใจเต้นรัวเร็วในอกจนกลัวว่ามันจะหลุดออกมาเข้าในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้า    บรรดาคนที่ยืนรอรถเมล์อยู่ด้วยกันคล้ายเลือนหายไปชั่วขณะ   มีแค่เขากับไอ้ไวน์สองคน  ยืนเผชิญหน้ากัน

“เพราะมีไอ้เด็กแกนคนนึงอยู่ข้างกูมาตลอดไง   กูหลงรักมันมา 7 ปี  ตั้งแต่ตอนไหน เมื่อไหร่ก็ไม่รู้  รู้ตัวอีกทีก็รักไปแล้ว  แถมมันยังโง่ไม่เคยรู้ตัวอีก  จนกระทั่งวันนึงกูเก็บเอาไว้ไม่ไหว  เผลอจูบมันไป   บอกรักมันไป   มันก็เอาแต่หนี  ไม่ยอมพูดยอมจา  พอเจอหน้าดันบอกว่ากูมีแฟนแล้ว มาล้อเล่นกับมันทำไม  ทั้งๆที่กูไม่-ได้-มี-ใคร”  ไวน์เน้นเสียงทีละพยางค์   

มือแข็งๆเอื้อมมาจับที่ต้นแขนของเขาเอาไว้แน่น    แสงแดดยามเย็นสะท้อนเข้าที่แก้วตาของฝ่ายนั้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม  เงาของตัวเองปรากฏอยู่ในแก้วตาใสที่ลักษณ์เพิ่งสังเกตว่ามันไม่ได้เป็นสีดำสนิทอย่างที่เคยเข้าใจ 

            “จะให้กูทำยังไงต่อ  ลักษณ์” 

          “กูเสียดายความเป็นเพื่อนของเราสองคนไวน์”  เขาพูดออกมาจนได้หลังจากหาเสียงของตัวเองอยู่นาน  “…ที่มึงทำมันทำให้กูลำบากใจมาก....มึงไม่ใช่กูไม่รู้หรอกว่ากูรู้สึกยังไง”

          ไวน์ตั้งใจฟังที่เขาจะพูดเหลือเกิน  นัยน์ตาคู่นั้นจับจ้องมาที่เขาแน่วแน่   ลักษณ์กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ...ที่ไวน์พูดมาทั้งหมดทำให้เขาประหลาดใจมาก   เพราะมันล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลย   ไม่นึกเลยว่าตลอดหลายปีที่คบกันมา   ช่วยเหลือกันทะเลาะกันดีกันวนไปเรื่อยๆคล้ายความสัมพันธ์ของเราไม่มีที่สิ้นสุดนั้น  อีกคนจะไม่ได้นึกกับเขาแค่เพื่อน

            “....กูไม่อยากเปลี่ยน  ไวน์  กูชอบมิตรภาพแบบเพื่อนของเรามากกว่า  กูไม่อยากให้เราต้องมาผิดใจกันด้วยเรื่องงี่เง่าเหมือนเวลาที่คนคบกันเป็นแฟนเค้าเป็นกัน   ไวน์....เป็นเพื่อนกันมันอาจจะยั่งยืนกว่า   บางทีมึงอาจจะลองคุยกับ....”  เขาพูดต่อไม่ออก  ความเสียใจที่ฉายชัดบนดวงตาคมคู่นั้นทำให้คำพูดที่คิดเอาไว้เลือนหายไปจากสมอง

            ไวน์มองหน้าเขานิ่งงัน  ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำทว่าไม่มีน้ำตาสักหยดเดียว  ริมฝีปากแดงสดเม้มแล้วคลายออกคล้ายจะพูด แต่ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา 

            ลักษณ์รู้สึกเหมือนถูกอากาศรอบตัวบีบเค้นจนหายใจไม่ออก  ความกดดันมากมายมหาศาลโถมลงมาทับบนสองบ่าโดยไม่ทันตั้งตัว   ไวน์ปล่อยมือจากต้นแขนของเขาช้าๆแล้วยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง

            “ถ้างั้น...ก็ได้...”  ไวน์พูดเสียงสั่น  “ตามนั้น...เป็นเพื่อนกัน....แค่เพื่อน  โอเค”  ไวน์ยกมือขึ้นสองข้างแล้วเปลี่ยนเป็นล้วงกระเป๋ากางเกงแทน

            “ไวน์”

          “ลักษณ์....มึงรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร   เพียงแต่มึงกลัวที่จะยอมรับ....อีกหน่อยมึงจะเสียใจที่เลือกแบบนี้   ลักษณ์”

            “กูขอโทษ”

          นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับอีกฝ่าย  ไม่รู้ว่าไวน์ได้ยินที่เขาพูดหรือเปล่า เพราะเจ้าตัวหันหลังให้แล้วเดินดุ่มๆจากไปเสียแล้ว

            ลักษณ์ยกมือขึ้นจับที่หน้าอกซีกซ้ายของตัวเอง  ก้อนเนื้อที่อยู่ข้างในนั้นกำลังเต้นอย่างบ้าคลั่งกระแทกแผ่นอกของเขาจนเจ็บไปหมด  ลำคอแห้งผากเป็นผงราวกับเพิ่งเดินทางไกลผ่านทะเลทราย   ขอบตาร้อนผ่าว   ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเบลอมองไม่ชัดอีกต่อไป

            เขายกมือขึ้นแตะที่ขอบตา  หยาดน้ำใสๆไหลรินลงมาเป็นทางยาว   เขากลั้นสะอื้น   ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายอัดแน่นอยู่ข้างใน   นึกอยากร้องตะโกนออกมาดังๆด้วยความอัดอั้นที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่

            เขาทำถูกแล้วไม่ใช่เหรอ 

            ให้ไวน์เสียใจตอนนี้เสียยังดีกว่าทนทู่ซี้ลากยาวหรือบ้าจี้ยอมเป็นแฟนมันตามที่ขอ  เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีวันมองเห็นมันเป็นอื่นอยู่ดีนอกจากเพื่อนสนิท   ต่อให้มันมาจีบเขาอย่างที่บอกก็เถอะ

            มันไม่มีทางสำเร็จ

            ไม่อย่างนั้นเขาก็คงรักมันไปแล้วสิ ในเมื่อเราใกล้ชิดกันมาตั้งนานแล้ว

            อืม...นั่นแหละ  ถูกต้องที่สุด 

            ลักษณ์สงบสติอารมณ์แล้วขึ้นรถเมล์กลับมาถึงบ้าน  ป้าดาไม่ได้ให้เขาลงมาช่วยเหมือนทุกวัน  และเขาก็ไม่อยู่ในอารมณ์พร้อมจะช่วยใครทั้งนั้น

            กลับมานอนก่ายหน้าผากในห้องนอนของตัวเอง  ครุ่นคิดกลับไปกลับมาอีกรอบก็ยังหาหนทางที่ดีกว่านี้ไม่ได้  ความโกรธที่มีในตอนแรกนั้นหายไปหมดเหลือเพียงแต่ความรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนต้องผิดหวังและเสียใจ

            ไม่ใช่ไวน์คนเดียวที่เสียใจ

            ลักษณ์คว่ำกรอบรูปที่มีเขากับไอ้ไวน์ยืนกอดคอยิ้มกว้างลงกับผ้าปูที่นอน  ทุบกำปั้นลงกับเตียงแรงๆหลายครั้ง   ปากเม้มสนิทไม่ยอมให้เสียงหลุดลอดออกมา

            โคตรเสียใจเลยเว้ย

            ................................................................................

มาต่อนะคะ  ยังจำเรื่องนี้กันได้อยู่มั้ยคะ555555 :katai2-1:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
เราก็เสียใจค่ะ ทำเอาน้ำตาซึม จะเชียร์ให้มีคนอื่นมาจีบไวน์ แล้วไวน์ยอมคบด้วยซะเลย

ออฟไลน์ EoBen

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3467
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-6
เราตามมาทันแล้วค่ะ ตื่นเต้นลุ้นด้วย #ทีมไวน์เลย

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5340
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23

ออฟไลน์ knxiiviii

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 93
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ลักษณ์รักไปแล้วแต่ยังไม่รู้มากกว่า

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ตอนที่ 13

Every man is his own worst enemy.

 

 

 

            “เต็มแล้วค่ะน้อง  พี่ขอโทษจริงๆนะ   แต่ทางมหาลัยเค้ากำหนดจำนวนมาแค่นี้  พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไง”

            รุ่นพี่ปีสองของชมรมศิลปะพูดพลางตบบ่าของเขาอย่างเห็นใจ  ลักษณ์รับใบสมัครที่กรอกเรียบร้อยแล้วมาถือเอาไว้เงียบๆ  กวาดสายตามองรายชื่อบนกระดาษที่แปะอยู่บนโต๊ะรับสมัครซ้ำ  นับจำนวนอีกรอบก็พบว่าเขา...มาช้าไปจริงๆ  นี่ถ้าไม่มัวแต่นั่งคิดอะไรไร้สาระ  เขาก็คงมาทันแล้ว

            ถอนหายใจยาว เดินกลับมาออกมาจากตึกอย่างหงอยๆ

            “ลักษณ์  มาอยู่นี่เอง  วิปเดินตามกาตั้งแต่เลิกเรียนก็ไม่เจอ  ก็เลยไปสมัครก่อน”  เพื่อนสาวร่วมคณะฯ  เดินยิ้มตรงเข้ามาหา  “ลักษณ์สมัครเสร็จหรือยัง  เดี๋ยวคนเต็มนะ”

          “เต็มไปแล้วล่ะวิป  เราไปไม่ทัน”  เขาบอกเรียบๆ

            “อ้าว  เอาไงดี... เอางี้  เดี๋ยววิปไปคุยกับพี่เอมให้  เค้าเป็นแฟนของพี่ชายวิปเอง”  เธอเดินนำเขากลับเข้าไปในห้องชมรม   ตรงเข้าไปหารุ่นพี่ผู้หญิงผมสั้นคนนั้น  เขาเห็นพวกเธอพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง   คนที่ชื่อพี่เอมก็ยิ้มกว้าง  ยกมือขึ้นเหมือนจะแซวอะไรวิปสักอย่าง

            วิปเดินกลับมาหาเขา  ใบหน้าใต้กรอบแว่นแดงก่ำ

            “ได้แล้วล่ะ  ไหนใบสมัครของลักษณ์ล่ะ”

          “ขอบคุณมากนะวิป  เธอพูดยังไงน่ะ พี่เขาถึงให้”

          “อ๋อ...ก็  ไม่มีอะไรหรอก  เราแค่บอกว่าเธอเป็นเพื่อนเราน่ะ  และก็วาดรูปเก่งมากอะไรทำนองนั้น”  เด็กสาวพูดโดยไม่มองหน้าเขา  รับกระดาษใบสมัครจากมือไปส่งให้รุ่นพี่

            เย็นวันนั้นเขาอาสาเลี้ยงข้าวเย็นเธอหนึ่งมื้อเป็นการตอบแทน  ทว่าเธอปฏิเสธ  เพราะไม่ได้บอกแม่ไว้ก่อน  ลักษณ์เลยเปลี่ยนเป็นชวนเธอไปดูหนังแทนวันเสาร์

            ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงเรื่อของอีกฝ่ายทำให้เขาออกจะรู้สึกว่าเธอน่ารักน่าเอ็นดูดีไม่น้อย   วิปพยักหน้ารับคำเสียงเบาก่อนจะเดินไปขึ้นรถของมารดา 

            ไม่ลืมหันมาโบกมือให้เขา

            “แหนะๆ  ทำไรมึง  จีบวิปหรอครับ”  เสียงทักดังขึ้นข้างหลัง  ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคือใคร   มือหนักตบที่บ่าเขาจนตัวเอียง   แซมหรี่ตามองเขาอย่างมีเลศนัย

            ลักษณ์เบี่ยงตัวออกจากฝ่ามือหนักของไอ้เบียร์  ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

            “เพื่อนกันเฉยๆน่า”

          “เพื่อนที่ไหนจะชวนไปดูหนังกันสองคนละครับ”

          “เพื่อนสนิทไง”  เขาตอบกลับอย่างหงุดหงิด....ทีเขากับไอ้ไวน์ยังไปดูหนังกันสองคนประจำเลย  ไม่เห็นแปลก...สองเท้าหยุดชะงัก   ชายหนุ่มสั่นหัวไล่ความคิดไร้สาระที่มีชื่อไอ้ไวน์ผสมอยู่ออกไปจากสมอง

            คิดไปก็เท่านั้น..

            “ศุกร์หน้ามีงานปิดเฟรชชี่เกมแล้วนะ    เร็วดีเหมือนกัน  กูว่าพวกเรายังโดดแสตนกันไม่เท่าไหร่เลย  อ้อ...แล้วก็จะมีประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัยด้วย”

          “แล้วไง  ไม่เห็นน่าสนใจ”  เขาตอบปัด  ทั้งที่รู้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่อถึงอะไร

“ไม่ไปเชียร์เพื่อนมึงหน่อยเหรอ....ไอ้ลักษณ์  เพื่อนมึงไอ้ไวน์อ่ะ เป็นตัวเก็งเลยนะคร้าบ  ส่วนดาวนี่เห็นบอกว่าเพลินตาคณะแพทย์กับน้องไปป์ถาปัดมาแรงด้วยกันทั้งคู่ สูสีมากมึง  แต่กูเชียร์เพลินตาว่ะ  ดูแล้วเพลินตาเพลินใจ”

“ไอ้ลักษณ์มึงไปสิ  จะได้ไปขอเบอร์เพลินตาให้กูด้วย  มึงสนิทกับไอ้ไวน์ไม่ใช่เหรอ  เข้าทางนั้นก็ได้”

“ไอ้เบียร์  เพลินตากับไอ้ไวน์ไม่ได้เป็นแฟนกันไปแล้วเหรอวะ  มึงให้ไอ้ลักษณ์ไปขอแบบนั้นเดี๋ยวก็เละเป็นโจ๊กหรอก”  แซมพูดด้วยท่าทางของผู้รู้ลึกรู้จริง

“อ้าว  สรุปข่าวลือนั่นจริงหรอ  โห...ไอ้ไวน์คาบไปแดกเรียบ  อย่าให้กูเกิดมาหล่อลากเหมือนมันบ้างนะ”

ลักษณ์เร่งฝีเท้าขึ้น  ไม่รอเพื่อนที่เหลือที่เดินเกาะกลุ่มคุยกันเฮฮาไปตามเรื่อง   ...เขาอยากกลับบ้านแล้ว  อยากไปช่วยป้าดาเสิร์ฟอาหารเต็มที

เย็นวันนั้นเขาทำงานหัวหมุนอยู่ในร้านอาหารตามสั่งของป้า  พี่รามไม่อยู่ต้องไปพบลูกค้า  ทั้งร้านก็เลยเหลือเขาเป็นลูกมือของป้าอยู่คนเดียว  ทั้งจดรายการอาหาร  เดินเสิร์ฟ เก็บโต๊ะ  เก็บตังค์   วิ่งวุ่นขาแทบขวิด  และลูกค้าในร้านก็เเน่นยิ่งกว่าทุกวัน

“ลักษณ์เอ้ย  โต๊ะสองขอน้ำเปล่าน้ำแข็งสองลูก”  ป้าดาตะโกนบอกมาจากหน้าร้าน  ป้าเป็นผู้หญิงวัยกลางคนร่างท้วมใหญ่  ขาของเธอไม่ดีมาตั้งแต่สาวๆเลยเดินเหินไม่ถนัด   แต่เรื่องทำกับข้าวบอกเลยว่าฝีมือของเธอไม่เป็นรองใครในละแวกนี้   ไม่เชื่อดูกับข้าวเกือบยี่สิบถาดที่วางเรียงอยู่ในตู้กระจกหน้าร้านดูก็ได้   หลายถาดพร่องไปเกือบหมดแล้วทั้งที่เพิ่งเปิดร้านได้ไม่กี่ชั่วโมง

“ได้ครับ”   หลานชายตอบกลับมาอย่างแข็งขัน

ลักษณ์เป็นลูกชายคนเล็กของน้องสาวของเธอเอง  เธอรับทั้งเขาและรามพี่ชายมาเลี้ยงดูตั้งแต่ลักษณ์อายุได้เพียง 3 ขวบ  เพราะน้องสาวและน้องเขยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์   สำหรับหญิงสาวโสดแล้วการเลี้ยงดูเด็กเล็กๆกับเด็กวัยรุ่นพร้อมกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

โชคดีที่ลักษณ์เป็นเด็กเลี้ยงง่าย  ไม่ค่อยงอแง  ส่วนรามก็เป็นเด็กวัยรุ่นที่เอาถ่านไม่ใช่เล่น  และมีความคิดที่โตเกินวัย   ทำให้ป้าอย่างเธอไม่เหนื่อยจนเกินไปนัก 

เธอดีใจมากที่หลานคนเล็กสอบเข้าเภสัชได้  แค่นี้เธอว่าก็หรูแล้ว  ไม่ต้องถึงขั้นหมออย่างที่หลานชายอยากเป็นหรอก...ทว่าเธอก็รู้อยู่ดีว่าลึกๆแล้วลักษณ์เสียใจที่ไม่ได้ตามที่หวังเอาไว้

“เหนื่อยมั้ยลูก  วันนี้รามไม่อยู่  ป้าก็เดินเสิร์ฟไม่ไหว...สงสัยเราต้องจ้างคนมาเพิ่มแล้วมั้งเนี่ย”  เธอพูดขึ้นหลังจากนั่งล้างจานอยู่ข้างๆหลานชายที่วันนี้เงียบผิดปกติ

“ยังไม่ต้องหรอกครับ  ผมยังไหวอยู่”

“แล้วถ้าวันไหนทั้งหนูทั้งรามไม่อยู่ล่ะ”

“ยังไงผมก็ต้องกลับบ้านอยู่แล้วครับ ป้าดา”  ลักษณ์ตอบกลับมา  “พี่รามก็ไม่ได้ไปไหนหรอก”

“ถ้าไม่ได้พวกเธอป้าก็คงทำร้านนี้ไม่ไหวหรอกนะ  ต้องขอบคุณแม่วรรณเค้าที่ทิ้งหลานเอาไว้ให้สองคน”  เสียงของเธอเบาลง  “คิดถึงแม่บ้างหรือเปล่า..ลักษณ์”

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะแทนคำตอบที่เขาพูดไม่ออก   ความจริงแล้วลักษณ์จำหน้าพ่อแม่ไม่ได้ด้วยซ้ำ  พวกเค้าจากไปตอนที่เขายังเล็กเกินไป  เขาก็เลยได้แต่มองหน้าบุพการีตัวเองจากรูปภาพที่มีอยู่ไม่กี่ใบเท่านั้น

“ดีนะที่พวกเธอโตมาไม่มีปัญหา  ลักษณ์สอบได้เภสัชนี่ป้าโล่งใจมากเลยรู้ไหมลูก”

“แต่ผมไม่ได้ชอบเท่าไหร่”   ลักษณ์นึกถึงความฝันของตัวเองที่อยากเข้าแพทย์แล้วถอนหายใจยาว  ในตอนนี้มันดูเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อมเหลือเกิน   ทั้งที่ไม่กี่เดือนก่อนเขากับไอ้ไวน์ยังนั่งติวหนังสือกันด้วยความหวังที่ลุกโชนเต็มหัวใจแท้ๆ

“เรียนเภสัชจบออกมาก็ไม่ตกงานนะลูก  อย่าคิดมากเลย  อดทนเรียน....เรียนๆไปอีกหน่อยก็ชอบเองนั่นล่ะ”

หลานชายอยากจะเถียงว่าไม่จริงหรอก  เรียนๆไปเดี๋ยวก็ชอบเองนั้นเป็นแค่ประโยคที่มีไว้พูดปลอบใจตัวเองเท่านั้นแหละ

“ครับ”  แต่ว่าเขาก็เลือกที่จะรับคำอย่างสงบแทน

มีคนถามว่าทำไมเขาไม่ซิ่ว  อย่างที่คนอีกเกือบครึ่งคณะฯเลือกที่จะทำ   ลักษณ์ไม่อยากหาคำตอบให้กับตัวเอง   แม้ว่าลึกๆแล้วเขาจะพอรู้คำตอบอยู่บ้าง

ลักษณ์กลัวผิดหวังอีกครั้ง

            ..................................................................................

 

            เด็กหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอ่านข้อความอีกรอบ  เป็นประโยคสั้นๆเขียนว่า ‘โชคดีค่ะ’  จากบัดดี้ของเขา  มันถูกส่งมาให้ตั้งแต่เมื่อต้นอาทิตย์ก่อน  เป็นข้อความสุดท้ายที่เขาได้รับ  หลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยตอบกลับมาอีกเลยไม่ว่าเขาจะพยายามทักไปอย่างไรก็ตาม

            เธอหายไปดื้อๆ

            หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเราได้คุยกัน ‘จริงๆ’ แล้วกระมัง

            ลักษณ์ยิ้มนิดๆตอนที่กดคลิกเม้าส์เปิดโปรแกรมเฟสไทม์ขึ้นมา  บนหน้าจอตรงข้ามกับเขาเป็นใบหน้าของเด็กสาวร่วมคณะฯ....วิป   เราคุยกันทุกวันที่คณะฯ และทุกคืนก่อนนอน

            ถ้าจะบอกว่าเขาจีบเธอ...ก็คงจะได้ล่ะมั้ง

            “วิปยังทำแคลไม่เสร็จเลยค่ะ ลักษณ์มีเฉลยมั้ย”  เสียงสดใสดังผ่านลำโพง

            “มีครับ  เดี๋ยวผมถ่ายรูปส่งไปให้....พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่าเอ่ย”  เขาถามเรื่อยๆ  มือก็ง่วนอยู่กับการเปิดแฟ้มหาชีทแคลคูลัสมาถ่ายรูปส่งให้เธอ

            วันเสาร์ที่ผ่านมาเราไปดูหนังกัน...เปล่า  ไม่ใช่สองคนอย่างที่เขาคิดเอาไว้หรอก  แต่เป็นสี่....วิปพาเพื่อนมาอีกด้วยอีกสองคน   โชคดีที่เพื่อนของเธอดูเหมือนจะชอบเขาอยู่บ้าง  ก็เลยไม่ทำตัวเป็นคนหวงเพื่อน หรือก้างขวางคออย่างคนอื่น

            ลักษณ์พบว่าอีกฝ่ายก็คุยเก่งพอตัว  โดยเฉพาะเวลาพูดถึงเรื่องศิลปะ   วิปมีพรสวรรค์โดดเด่นมาก  งานเขียนของเธอที่เขาเห็นในชมรมทำให้เขาทึ่ง  เธอเลยกลายเป็นติวเตอร์เรื่องศิลปะให้เขาขณะที่เขาช่วยเธอเรื่องเลขแทน

            “พรุ่งนี้เหรอคะ....ว้า  ไม่ว่างอ่ะ  วิปต้องไปช่วยพราวเตรียมตัวประกวดดาวคณะฯ”  เธอหมายถึงพราวฝัน  เพื่อนในกลุ่มที่ตอนแรกทุกคนมองข้ามเพราะความเรียบร้อย จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนเห็นพราวฝันที่สยามในลุคสวยเฉี่ยวชนิดตัวเก็งดาวคณะฯคนเดิมต้องชิดซ้าย  ตำแหน่งนี้เลยตกเป็นของเธอไปโดยปริยาย

            หลังจากนั้นเพื่อนสาวกลุ่มนี้ก็เลยพลอยฮอตขึ้นมา  หลายคนโดยเฉพาะวิปที่หน้าตาน่ารักอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งมีคนหมายปองมากขึ้น

            แต่เสียใจด้วยนะทุกคน  เพราะไอ้ลักษณ์คนนี้ทำคะแนนเอาไว้ก่อนแล้ว

            “ผมช่วยอะไรได้บ้าง”

          “ไปเชียร์แล้วกันค่ะ  แข่งวันศุกร์นี้แล้ว  หลังชิงบาสแพทย์กับวิศวะ”

          “อ้อ..”   เขาอุทานแล้วเงียบไปจนอีกฝ่ายถาม

            “ลักษณ์...ยังอยู่หรือเปล่า  หรือว่าเน็ตค้างไปแล้ว”

            “อยู่ฮะ ....มีอะไรให้ช่วยตรงไหนอีกมั้ย  ข้อไหนสงสัยรีบถามมาเร็ว”  เขาตอบกลับไปด้วยเสียงที่มีแต่ตนเองเท่านั้นที่รู้ว่า ร่าเริงกว่าปกติ

            เกือบห้าทุ่มแล้ว  เขาบอกลาวิปและกดเข้าไปในห้องแชทรวมของเพื่อนกลุ่มหล่อสัช   ทุกคนต่อว่าที่เขามัวแต่ป้อสาวเลยมาช้า  ไอ้แซมกดเริ่มเกมทันทีเมื่อคนครบโดยไม่ยอมเสียเวลาให้สูญเปล่าไปสักวินาที

            ตีสาม...ตอนที่เขากดผิดคอมพิวเตอร์แล้วไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน  การแพ้สองตารวดแล้วกลับมาเอาชนะได้นี่ช่างมันส์ได้ใจเหลือเกิน   กระนั้นในใจเขาก็ไม่เบิกบานเท่าที่ควร  ราวกับมีเมฆหมอกอะไรบางอย่างลอยคลุมอยู่ 

            นอนก่ายหน้าผากอยู่บนเตียงต่ออีกครึ่งชั่วโมง  ความเหนื่อยอ่อนและง่วงงุนในตอนแรกเหมือนหนังโฆษณาชวนเชื่อในโทรทัศน์  ลักษณ์ถอนหายใจยาว 

            อาทิตย์กว่าแล้วที่เขานอนไม่หลับ

            อาทิตย์กว่าแล้วเช่นกันที่เขาไม่ได้เจอหน้า(อดีต) เพื่อนสนิทเลย  คล้ายกับว่าอีกฝ่ายหายตัวไปเสียเฉยๆ  ไม่เข้าเรียน  ไม่ไปที่คณะฯ  ไม่กลับบ้าน  และไม่ได้บอกใคร...ไม่สิ  เขาว่าเพลินตาคงรู้ว่าอีกฝ่ายไปไหน

            แต่เขาก็ไม่อยากถาม  ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไงที่อีกฝ่ายหายไปแบบนั้น

            ไม่อย่างนั้นจะให้เขาทำหน้ายังไงเวลาเจอหน้ากัน  ทำเป็น...ไม่เคยรู้จักกันงั้นหรือ   หรือว่าทำตัวเหมือนเดิม  ปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องตลกขำๆไม่สำคัญ

            ลักษณ์หยิบโทรศัพท์มาเปิดโปรแกรมไลน์อีกครั้ง ...ไม่ใช่คุณบัดดี้ Wishmeluck คนเดียวที่หายเงียบไป  หากแต่ WineiloveU ก็หายเงียบไปด้วยเช่นกัน

          GoodLuck: ....

            เขาพิมพ์แล้วก็ลบ  พิมพ์แล้วก็กดลบทิ้งอยู่อย่างนั้นประมาณห้าครั้ง  ก่อนจะเปลี่ยนใจวางโทรศัพท์มือถือเอาไว้ที่เดิม

            ช่างมันเถอะ..

            ไม่รู้เลยว่ามีใครคนหนึ่งยืนมองหน้าต่างห้องนอนของเขาอยู่นานแล้ว   ร่างสูงได้ส่วนสัดยืนล้วงกระเป๋ากางเกงพิงรถยนต์ที่จอดเอาไว้หน้าร้านอาหารตามสั่งของป้าดาเงียบๆ 

            ไวน์เพิ่งกลับมาจากบ้านที่ต่างจังหวัด   เขาแพ็คกระเป๋าขึ้นเครื่องบินไปหาพ่อกับแม่โดยไม่บอกกล่าวก่อน ทำเอาพวกท่านสองคนตกอกตักใจกันใหญ่ว่าเขาเป็นอะไร   ซึ่งศตวรรษก็ตอบออกไปง่ายๆว่า  เขาอกหัก

            แม่ตกใจมาก  จะบินมาที่นี่เพื่อมาคุยกับคนที่ทำให้ลูกชายตัวเองอกหัก  ส่วนพ่อก็โกรธที่เขาดันเห็นเรื่องความรักสำคัญกว่าการเรียน   ทว่าพอถูกแม่แว้ดเข้า  พ่อก็เลยเปลี่ยนใจหันมาปลอบเขาแทน

            ชีวิตเกือบสองอาทิตย์ที่ไร่ทำให้เขาสบายใจขึ้นมาก  แม้ว่ามันจะทำให้เขาหมดสิทธิสอบไปสองวิชาเพราะเวลาเข้าเรียนไม่พอ   แต่ด้วยบารมีของพ่อที่ไวน์ก็ไม่รู้ว่าพ่อทำได้ยังไงเหมือนกัน   เอาเป็นว่าเขาแค่หยุดพักไปเพราะป่วยด้วยโรคอะไรสักอย่าง  และมีสิทธิเข้าสอบ

            คำตอบของลักษณ์ทำให้เขาเสียศูนย์   มันเจ็บยิ่งกว่าการปฏิเสธตรงๆเสียอีก   นอกจากลักษณ์จะไม่ให้โอกาสเขาแล้ว  กลับตอกย้ำด้วยการเสนอให้เราเป็นเพื่อนกันต่อไป 

            ใครมันจะไปทำได้ 

            แม้แต่ลักษณ์เองเขาก็รู้ว่าไม่มีทางทำได้ 

            ประโยคสุดท้ายที่เขาจงใจพูดใส่หน้าฝ่ายนั้น  ‘มึงรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร   เพียงแต่มึงกลัวที่จะยอมรับ....อีกหน่อยมึงจะเสียใจที่เลือกแบบนี้’  เขาก็แค่พูดออกไปอย่างนั้นเอง

            รู้อยู่แล้วว่าคนอย่างลักษณ์คงไม่เสียใจหรอก   ไม่อย่างนั้นจะมีหน้าไปจีบสาวร่วมคณะฯที่ชื่อ วิป ได้สบายใจเฉิบเหรอ

            คนที่รักมากกว่าก็คือคนที่เสียใจที่สุด  มันก็เป็นกฎง่ายๆที่ใครๆก็รู้ดี 

            และคนอย่างเขา   ก็ไม่ชอบเสียใจซ้ำซากเสียด้วย

            ..........................................................................

            “เอาล่ะครับงานนี้ สูสีมากทีเดียว  วิศวะนำแพทย์อยู่ 85 ต่อ 79   แพทย์ขอเวลานอก  เปลี่ยนตัว...”  เสียงคนพากย์นัดชิงแชมป์ระหว่างแพทย์กับวิศวะดังก้องออกมานอกโรงยิม  บรรดานักศึกษาเฟรชชี่ที่มีหน้าที่ต้องขึ้นแสตนเชียร์เป็นวันสุดท้ายต่างตะโกนร้องเพลงกันเต็มเสียงคอแทบแตก

            คนที่วิ่งชิงลูกสีส้มๆเบื้องล่างก็เล่นกันอย่างดุเดือด  ไม่มีใครยอมใคร  นัดนี้เป็นนัดแห่งศักดิ์ศรีที่ร้อยปีจะมีสักครั้ง (ขนาดนั้นเลย)ทีเดียว

            “เจ็บคอฉิบ  หิวน้ำด้วย   แวบออกไปเดินเล่นงานข้างนอกดีกว่ามั้ย”  แซมกระซิบข้างหูของเขา

            “เดี๋ยวโดนพี่ด่า”

          “ขาดพวกเราไปสี่คนไม่เป็นไรหรอก”  เต้เอียงเข้ามาพูดกรอกหู 

            “เบื่อแล้ว  ยังไงแสตนเภสัชก็ไม่ชนะอยู่แล้วมึง  จะอยู่เอาโล่หรอ”

            ....เปล่า  ไม่ได้จะเอาโล่  แค่อยากดูต่อเฉยๆ  ลักษณ์คิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป

            “หมอไวน์รับลูก  เลี้ยงผ่านอย่างสวยงาม แล้ว...ชู้ต  แน่นอน!  สามแต้มเป็นของแพทย์ครับ”

            “ไอ้ไวน์นี่มันไปกินกระทิงแดงมาหรือไงวะ  แรงโคตรดี โคตรคึกเลยอ่ะ  วิ่งไม่หยุด  ไม่เปลี่ยนตัวด้วย”  เบียร์ทักขึ้นตรงกับที่เขาคิดอยู่พอดี

            “เขาเรียกว่ากำลังใจดีโว้ย...ดูซะๆ”  แซมตะโกน  พร้อมกับที่คนเกือบครึ่งสนามเป่าปากเปี้ยวเมื่อเพลินตา ดาวคณะแพทย์ส่งผ้าขนหนูให้ไวน์เช็ดหน้า

            “โอ้โห  หวานไม่เกรงใจเลยนะครับ  นี่ถือว่าเปิดตัวหรือเปล่าเนี่ย  สงสัยคืนนี้ตำแหน่งดาวเดือนมหาลัยคงไม่หนีไปไหนแน่ๆ ครับ  หมอไวน์ลงสนามได้แล้วฮะ   มดขึ้นข้างสนามจนกองเชียร์คันคะเยอกันไปหมดแล้ว”  แม้แต่โฆษกก็ยังแซว  แถมยังตามแซวไม่เลิกด้วยจนกระทั่งจบเกม

            แพทย์แพ้วิศวะไปอย่างฉิวเฉียด  แต่นั่นก็เรียกว่าทำดีที่สุดแล้ว

            “แทนที่จะได้ออกมาเดินเล่นก่อนสบายๆ  ดูซิ  เป็นเพราะมึงเลยลักษณ์  คนเลยเยอะเลย”  เบียร์บ่นกระปอดกระแปดที่ต้องออกมาจากโรงยิมพร้อมกับคนจำนวนมหาศาล

            กิจกรรมสุดท้ายก่อนจะปิดงานกีฬาเฟรชชี่อยู่ที่เวทีประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัย  ซึ่งจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า   พวกลักษณ์เบียดเสียดกับฝูงชนต่อคิวซื้ออาหารอยู่พักใหญ่กว่าจะได้มานั่งรวมกลุ่มกินกันที่พื้นสนามหญ้าหน้าหอประชุม

            “ยุงโคตรเยอะ”  เต้บ่น  ยกมือขึ้นเกาไปมา

            “ทำไมไม่พก กย.15มาด้วยล่ะ”

          “ไอ้บ้าที่ไหนจะพกกย.15ไว้ในกระเป๋าวะ  ประสาท”  แซมด่ากลับ  ลักษณ์ขยับจะตอบแต่ก็เปลี่ยนใจ...เขาแค่บังเอิญนึกขึ้นมาได้ว่ามีคนพกกย.15เอาไว้ในกระเป๋านักเรียนเพื่อให้เขาทากันยุงเวลานั่งรอมันเตะบอลดึกๆอยู่ริมสนาม...ก็เท่านั้นเอง

            ไอ้ไวน์....มันเป็นคนบ้าจริงๆด้วย  ว่าแล้วเชียว...

            “เอ้าไอ้ลักษณ์เป็นไร  อยู่ดีๆก็เป่าปี่ซะงั้น  เป็นไรลูกพ่อ  โอ๋ๆ”   แซมตบไหล่ของแรงๆ

            “กูไม่ได้เป็นอะไร...ผัดซีอิ้วมันไม่อร่อยเฉยๆ”   เขาตอบกลับไป  รีบปาดน้ำตาทิ้ง  ออกจะตกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่จู่ๆก็น้ำตาไหลออกมาซะงั้น....ท่าจะประสาทไปด้วยอีกคน

            “แล้วไป....งั้นแลกกับข้าวผัดของกูมั้ยล่ะ  ทุกทีไม่เคยเห็นมึงกินผัดซีอิ้วนี่หว่า  นึกยังไง”  แซมส่งข้าวผัดให้เขา แต่เขาปฏิเสธ  ก้มหน้าลงใช้ตะเกียบไม้คีบเส้นใหญ่ลื่นเป็นมันย่องเข้าปาก

            ...ไม่เห็นจะอร่อยตรงไหน  กินเข้าไปได้ไงทุกวันกันนะ...

            ลักษณ์กินเข้าไปจนหมดกล่อง  แล้วก็ลุกขึ้นถือแก้วน้ำเดินตามทุกคนเข้าไปภายในหอประชุมที่เริ่มมีเสียงดนตรีและแสงสีแล้ว

            เขาไม่ค่อยได้สนใจดูการประกวดเท่าไหร่  มันน่าเบื่อกว่าที่คิด  ไม่มีสาวๆน่ารักๆเข้าตาเลยสักคน   หรือถ้ามี...ก็มักจะตัวสูงกว่าเขา

            ลักษณ์เกือบหลับไปแล้วตอนที่เต้ใช้ศอกถองแรงๆให้หันไปดูบนเวที  ดูเหมือนจะถึงเวลาตอบคำถามของผู้เข้ารอบสุดท้ายฝ่ายชายทั้งห้าคน

            ร่างสูงโปร่งคุ้นตาของใครคนหนึ่งยืนไขว้หลังอยู่มุมซ้ายสุด  สีหน้าของไวน์ดูเบื่อหน่ายปนรำคาญทว่านั่นกลับยิ่งทำให้เค้ามีเสน่ห์น่ามองอย่างประหลาด   โอเค...น่ามองก็คือน่ามอง  เขาไม่ได้บอกว่าน่ารักนี่   ลักษณ์คิดในใจ

            “กูปวดเยี่ยว  เดี๋ยวมา”

            “เออๆ  รีบๆกลับมาล่ะ  ตอนไคล์แมกซ์เลย  ตอบคำถามเนี่ย”  แซมพูด  จ้องเป๋งไปบนเวที  ไม่ละไปจากสาวสวยตัวแทนจากคณะสถาปัต

            ลักษณ์เดินลัดเลาะตามเก้าอี้ที่มีคนจับจองอยู่เต็มออกมาจนถึงห้องน้ำ   ใช้เวลาทำธุระส่วนตัวไม่นานก็กลับออกมาเจอคนเยอะแน่นหอประชุม มองไปทางไหนก็เจอแต่คนทำให้เขาตาลาย

            “เป็นอะไรหรือเปล่าฮะ  เห็นหน้าซีดๆ”  มือเย็นๆของคนๆหนึ่งเอื้อมมาจับที่ท่อนแขนของเขา  ลักษณ์หันกลับมามอง....เป็นผู้ชายร่างเล็ก  ตัวเล็กกว่าเขาเสียอีก  ใบหน้าขาวมีเลือดฝาดมองมาที่เขาด้วยสายตาเป็นห่วง

            “ผม...มึนหัวนิดหน่อย”  ลักษณ์ตอบกลับไป   ภาพที่เห็นเริ่มหมุนวนและมืดดับลง  ทว่ายังรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายออกแรงกึ่งจูงกึ่งลากพาเขาไปนั่งที่เก้าอี้มุมห้อง 

            “คนเป็นลมฮะ  ช่วยหน่อย  ผมเจอเค้าหน้าห้องน้ำ”

            “นิวทำไมมาอยู่ตรงนี้อีกล่ะ  ไม่ไปรอข้างเวที เดี๋ยวรอบตอบคำถามเสร็จเค้าจะให้เธอขึ้นไปโชว์ตัวอีกรอบ”   เสียงผู้หญิงพูดข้างๆตัวเขา  จากนั้นก็มียาดมมาจ่อที่ใต้จมูกของลักษณ์  ลักษณ์ฝืนลืมตาขึ้น  เห็นรอยยิ้มน่ารักมีลักยิ้มสองข้างจากเด็กผู้ชายที่ช่วยเขาอยู่ตรงหน้า

            “ดีขึ้นหรือยัง   นั่งพักตรงนี้ก่อนก็ได้”

          “ไปได้แล้ว  เดี๋ยวชั้นดูแลนายคนนี้เอง”

            เด็กผู้ชายคนนั้นหัวเราะออกมา   โบกมือให้เขาแล้วก็เดินลัดเลาะฝูงชนหายไป  เดาว่าคงไปทางเวที  ทิ้งให้เขาอยู่กับผู้หญิงเสียงดุอีกคน  เธอกำลังมองเขาผ่านแว่นสี่เหลี่ยม

            “เธอเรียนคณะอะไร” สำเนียงของเธอฟังห้วนๆ  แต่ลักษณ์กลับรู้สึกได้ว่าเธอเป็นคนใจดีกว่ารูปลักษณ์ภายนอก

            “เรียนเภสัช  ชื่อลักษณ์   ขอบคุณมากนะที่ช่วยเราไว้”

          “ไปขอบคุณไอ้นิวนู่น   ชั้นไม่ได้เป็นคนเจอเธอหรอก....ชั้นชื่อมะยม”

          “ชื่อเก๋จัง”  เขาชมอย่างจริงใจ  มะยมเลยยิ้มออกมานิดๆ  และนั่นทำให้เธอดูน่าคบกว่าเดิมเยอะ

            “เราเรียนมนุษย์ฯ  นิวก็เรียน  แถมเป็นเดือนคณะด้วย”

          “โห  จริงหรอ”  ลักษณ์รีบกลืนคำอุทานลงคอ  หน้าหวานขนาดนั้นน่าจะเป็นดาวคณะมากกว่านะ  “แบบนี้ก็ต้องขึ้นไปแข่งด้วยสิ”

          “แข่ง แต่มันตกรอบแล้ว  ตกรอบแรกด้วย”  เธอหัวเราะแล้วยักไหล่  ทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา “ไม่แปลกหรอก  หน้าอย่างมันน่าจะไปประกวดดาวมากกว่า”  ลักษณ์เผลอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย  “แต่มันก็ดูแมนสุดในภาคเราแล้วล่ะ ฮ่าๆ”

            เสียงพิธีกรถามคำถามผู้เข้าแข่งขันคนล่ะข้อ  บางคำถามก็จริงจัง บางคำถามก็เหมือนแซวเล่น  แล้วแต่ดวงของผู้เข้าแข่งขันที่จับฉลาก

            “คนต่อไป  เบอร์ 12  โอ้โห  คนนี้เสียงกรี้ดดังมากครับ”   แม้แต่พิธีกรยังทัก  ลักษณ์รู้ตั้งแต่ยังไม่ประกาศชื่อเสียอีกว่าคนที่จะมาตอบคำถามคือใคร

            “คำถามสำหรับคุณศตวรรษนะครับ  ..ถามว่า   คุณคิดอย่างไรกับผู้ที่รักร่วมเพศครับ”

          ได้ยินเสียงกรี้ดดังขึ้นจากคนเชียร์ตอนที่ไวน์รับไมค์มาถือเอาไว้

            “ผมคิดว่าเรื่องความรักไม่มีจำกัดเพศนะครับ   ใครเป็นคนกำหนดมาเหรอว่าผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิงเท่านั้น  ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องความรู้สึกมากกว่า  สำหรับผมเองนะ  ถ้าผมรักใคร  ก็คือผมรัก...ไม่สนหรอกว่าเขาจะเป็นเพศไหน   ความรักเป็นสิ่งสวยงามครับ  ผู้ที่รักร่วมเพศไม่ใช่คนวิปริต  เขาก็แค่เปิดกว้างกับความรัก”

          “ฟังดูคุณเป็นคนเปิดกว้างมากเลย   คุณไวน์  ถ้าอย่างนั้นผมขอถามสเป็คของคุณหน่อยสิ”

          “สเป็คของผมเหรอ ...  ผมชอบคนพูดกันรู้เรื่อง  มีน้ำใจ   ถ้าตัวเล็กๆขาวๆหน่อยจะชอบเป็นพิเศษ....” 

          “บอกชื่อเลยๆ”  เสียงกองเชียร์ตะโกนดังลั่น  กลบเสียงของไวน์ 

            ลักษณ์กำยาดมในมือแน่น   คำพูดที่อีกฝ่ายพูดออกมาแต่ล่ะคำทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงกว่าที่เคย....อย่านะ  ไม่เอา  ห้ามพูดชื่อกูนะ   ไม่เอา  ขอร้อง....

            เขานั่งภาวนา  จ้องตาเป๋งไปที่ร่างสูงบนเวทีที่ยกมือขึ้นเกาศีรษะเหมือนเขิน

            “แฟนคลับข้างล่างเชียร์มาให้บอกชื่อ   หรือว่าหมอไวน์ของเราจะไม่โสดจริงๆตามข่าวลือซะแล้วเนี่ย”  พิธีกรเริ่มชง  รับมุขจากกองเชียร์ข้างล่างต่อ  “บอกชื่อได้ไหมครับ  คนไหนหรอสเป็คของหมอไวน์    เค้ายืนอยู่ตรงนู้นหรือเปล่าครับ”  พิธีกรพยักพเยิดไปทางเหล่าดาวคณะฯห้าคนสุดท้ายที่ยืนยิ้มเรียงกันอยู่  หนึ่งในนั้นมีเพลินตา...คนที่น่าจะใช่มากที่สุด

          “จะดีหรอครับ ...”

          ...ไม่ดี  ไม่ดีแน่ๆ  มึงอย่าพูดนะเว้ย  หุบปากเดินลงเวทีไปเลย   ไม่ก็ตอบเพลินตาไปก็ได้   ....ลักษณ์ตะโกนอยู่ในใจก้อง  สังหรณ์บางอย่างเมื่อเห็นหน้าของมันทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ตอบชื่อของหญิงสาวที่กำลังมีข่าวด้วยกันแน่ๆ   จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไอ้ไวน์เอ่ยชื่อเขาขึ้นมากลางฮอลล์ที่รวมเอานักศึกษาเกือบทั้งมหาลัยเข้ามารวมกันแบบนี้

            เขาจะทำหน้ายังไงเล่า   ไม่แน่ว่าอาจจะโดนเหล่าแม่ยกรุมทึ้งเสียก่อน

            “ดีสิครับคุณไวน์   บอกชื่อเลยฮะ”

          ....อย่านะมึง

          เสียงเชียร์กระหึ่ม  ไอ้ไวน์ทำท่าอิดออด  สุดท้ายก็พยักหน้ารับไมค์มาจ่อปาก

            “เค้าชื่อ...นิว...ครับ”

            ..........................................................................................

มาต่อนะค้าาา  ขอบคุณมากค่ะที่กดเข้ามาอ่าน
เรื่องยาวหน่อยนะคะ  สำหรับคนที่เล่นทวิต ใช้ #แอบลักษณ์ นะคะ :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
หึ การณ์ออกมาเป็นแบบนี้แล้วรู้สึกยังไงล่ะลักษณ์
ว่าแต่ไวน์รู้จักนิวด้วยเหรอ หรือพูดชื่อออกไปมั่ว ๆ แล้วดันมีโผล่มาจริง ๆ

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5340
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :hao7:



คือ ??? งง !! แบบไหน ?? ต้องการความกระจ่าง !! ไม่เข้าใจ !!

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ตอนที่ 14

Easier said than done.

 

 

 

 

            “ไอ้ไวน์มันไปซุ่มคบกับคนชื่อนิวตั้งแต่เมื่อไหร่วะลักษณ์  ทำไมไม่เห็นเคยได้ยินข่าวเลย”  คำถามจากไอ้แซมคงตรงใจใครหลายๆคนในหอประชุมวันนั้น รวมถึงเขาด้วย

            หลังจากที่ไวน์พูดชื่อ นิว  กลางเวทีประกวดดาวเดือนไปเมื่อวันก่อน  มันก็กลายเป็นกระแสฮอตยิ่งกว่าใครได้เป็นดาวเดือนของมหาวิทยาลัยเสียอีก  สาวๆแฟนคลับของไวน์ตามหาคนชื่อนิวให้ควั่ก  บ้างก็ว่าคือ น้องนิว ที่เป็นลีดนิเทศ  บ้างก็ว่าเป็นนิว  น้องสาวของพี่นาวดาวอักษรฯต่างหาก

            แต่สุดท้ายความจริงก็ปรากฏว่าหาใช่สาวสวยน่ารักอย่างที่ใครหลายคนๆคิดไม่  คนชื่อนิวเป็นชายหนุ่มร่างเล็กบาง  เดือนคณะสังคมและมานุษยวิทยา  ข่าวว่ามีคนเห็นไวน์เดินไปนั่งรออยู่ใต้ตึกคณะสังคมเช้าวันถัดมา

            “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน  มันไม่ได้เล่า”  ลักษณ์ตอบกลับไป

            “ถึงว่าพักนี้มันหายไปไหน ไม่มาตามประกบมึงเหมือนเคย  ไปติดสาว เอ๊ย ติดหนุ่มอยู่นี่เอง”  เต้พูดกลั้วหัวเราะ

            “พลิกล็อคสุดๆ  ตอนแรกนึกว่าเพลินตา”

          “สรุปไวน์กับเพลินตาเป็นแค่เพื่อนสนิทกันธรรมดา  ฮ่าๆ  แบบนี้เพลินตาก็ยังว่างอยู่น่ะสิ” แซมพูดเสียงดัง

            “ถึงว่าง แต่ชั้นก็เลือกนะยะ”  เสียงแหลมใสดังมาจากด้านหลัง   พวกเขาสี่คนสะดุ้งเฮือก หันกลับไปมองก็เจอดาวแพทย์ควบตำแหน่งรองดาวมหาวิทยาลัยยืนเท้าสะเอวยิ้มอยู่

            “เพลินตา?  มาอยู่ที่นี่ได้ไง  ไม่มีเรียนเหรอ”  ลักษณ์ทักอย่างงงๆ

            “ยกคลาสไปแล้ว  ....จะไปกินข้าวกันใช่มั้ย  เราไปด้วยสิ”

          “อ้าว...แล้วเพื่อนเธอ”  เขาหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่ออดีตเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อของตัวเองออกมา  หญิงสาวยักไหล่

            “คุณเดือนมหาลัยติดสัมภาษณ์อะไรสักอย่างนี่แหละ  แถมต้องไปกินข้าวกับแฟนต่ออีก  ไม่ว่างมาเหลียวแลสาวน้อยน่ารักอย่างอิชั้นหรอกค่ะ”

            “ตกลงไวน์เป็นแฟนกับนิวจริงๆเหรอวะ”  แซมอุทาน 

            เพลินตาเหลือบมองคนที่ยืนนิ่งพลางหันหน้าไปทางอื่นราวกับไม่สนใจฟังนั้นแล้วยิ้มนิดๆ

            “ใช่  สดๆร้อนๆเมื่อเช้านี้เอง  พอเมื่อวันศุกร์ประกาศออกสื่อว่าเป็นสเป็คปุ้บ  พอจบงานไวน์ก็อาสาไปส่งนิวที่บ้าน  ทีนี้ไม่รู้ยังไงต่อ  ตอนเช้าก็เป็นแฟนกันแล้วเรียบร้อย”

          “เร็วเวอร์  ทำไมมันจีบใครง่ายจังวะ  อิจฉาชะมัด  อย่าให้กูหน้าดีแบบนี้บ้างนะ  ฮึ่ม”

          “ก็ไม่มีใครสนใจมึงอยู่ดีนั่นแหละ”

            “ไอ้เต้!”

            เพื่อนของลักษณ์สามคนวิ่งไล่กันเหมือนเด็กๆ  ขณะที่ลักษณ์เดินเคียงข้างกับหญิงสาวตรงไปยังโรงอาหารช้าๆ

            “ลักษณ์โอเคหรือเปล่า?”   เพลินตาถามขึ้นเบาๆ  คนฟังสะดุ้งเล็กน้อยเพราะมัวแต่คิดอะไรอยู่ในใจ   หันหน้ามามอง  “หมายถึงที่ไวน์มีแฟน   ลักษณ์โอเคหรือเปล่า”

          “ทำไมเราจะต้องไม่โอเคด้วยล่ะ  เราดีใจด้วยอยู่แล้วที่เพื่อนมีความสุข”  เขาตอบเรียบๆ

            “เรารู้เรื่องเธอกับไวน์นะ  เพราะไวน์ปรึกษาเรามาตั้งแต่แรก”  ลักษณ์หยุดเดิน

            “ว่าไงนะ?”

          “อย่าโกรธเลยลักษณ์  ไวน์ไม่ได้ตั้งใจเล่าหรอก  แต่ว่าเราดูออกตั้งนานแล้วว่าไวน์ชอบลักษณ์  เราก็เลยเค้นถามออกมา”   เพลินพูด  เอื้อมมือมาจับที่แขนของเขา  “ไวน์เสียใจมากเลยนะที่ลักษณ์ปฏิเสธเขาน่ะ  ไวน์หยุดเรียนไปเป็นอาทิตย์เลยเพราะเฮิร์ตเรื่องนี้”

          ลักษณ์มองเมินไปทางอื่น

            “แล้วมาเล่าให้เราฟังทำไม”

          “เรารู้ว่ามันออกจะสายไปหน่อย  ตอนแรกเราอาสาจะมาช่วยพูดกับลักษณ์  แต่เมื่อวานไวน์ก็ดันพูดออกไปแบบนั้น  เรางงมากเลย  รู้ทำไมไวน์ทำแบบนี้”

          “เราว่าเราเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกันดีกว่านะ”

          “ลักษณ์....เราว่าที่ไวน์ทำลงไปเพราะประชดลักษณ์นะ  ถ้าลักษณ์รู้สึกอะไรกับไวน์อยู่บ้างล่ะก็...”

          “พอเหอะเพลิน  เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับไวน์มากไปกว่าแค่เพื่อนสนิท  ก็เท่านั้นเอง....ไม่มีทางพัฒนา  ไม่มีทางไปต่อ  ไอ้ไวน์เจอคนใหม่ที่ตัวเองชอบก็ดีอยู่แล้ว  เรายินดีกับมันด้วย  จะได้เลิกเพ้อเจ้อแล้วกลับมาเป็นเพื่อนเราคนเดิมเร็วๆ  ก็แค่นั้นแหละ”  ลักษณ์ลดเสียงลงเมื่อรู้ตัวว่าตนเองใส่อารมณ์มากเกินไป  “เราเองก็มีคนที่ชอบแล้วเพลิน  เรื่องของเรากับไวน์มันจบลงตรงคำว่าเพื่อนกัน  หวังว่าเธอคงเข้าใจนะ”

          “ลักษณ์...”  เธอมองตามหลังชายหนุ่มหุ่นผอมบางที่เดินดุ่มตรงเข้าไปในโรงอาหาร   คำพูดของเขาที่พูดออกมาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญก็จริง  ทว่าในแววตาคู่นั้น...เธอคิดว่าตัวเองทันเห็นอะไรบางอย่าง

            ...แววของความน้อยใจ

            .................................................................................................

           

            “กะเพราหมูกรอบ ไข่ดาวไม่สุกครับ”

          “ผัดซีอิ้วสอง  ไข่ดาวไม่สุกหนึ่ง  ไข่ดาวสุกหนึ่งฮะ”

            ลักษณ์เหลียวไปมองคนที่สั่งอาหารอยู่ด้านหลังตนเอง  ผู้ชายร่างเล็กหน้าหวานที่ช่วยเขาจากเป็นลมเอาไว้เมื่อวันก่อน  นิวส่งยิ้มมาให้  ท่าทางดีใจที่ได้พบกับเขาอีก

            “ลักษณ์ใช่มั้ย  เรานิวนะ  จำได้หรือเปล่า”

          “จำได้ดิ  วันนั้นแต้งกิ้วมากนะ”

          “เรื่องเล็กน่า  ไม่เป็นไรหรอก....แล้วนี่ลักษณ์มากับใคร  นั่งกับเรามั้ย”  นิวพยักพเยิดไปทางโต๊ะริมสุดที่มีใครคนหนึ่งนั่งหันหลังให้อยู่....เห็นแค่ท้ายทอยกับเส้นผมหยักศกสะบัดปลายนั้นเขาก็จำได้

            ลักษณ์รู้ทันทีว่าผัดซีอิ้วอีกจานนั้นนิวสั่งไปเผื่อใคร  เจ้าตัวคงไม่ได้กินคนเดียวสองจานแน่ๆ

          “ขอบคุณมาก  แต่เรามากับเพื่อนน่ะ”

          “หรอ...ไว้เจอกันอีกนะ  เราไปก่อนล่ะ”  นิวเอื้อมมือไปรับจานอาหารทั้งสองจานมาถือเอาไว้  ลักษณ์ขยับจะหยิบช้อนตักน้ำตาลให้ตามความเคยชินแต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้

          ....ไม่ใช่เรื่องของเราแล้วนี่หว่า   อีกฝ่ายมีคนดูแลอยู่แล้วนี่

            เผลอมองตามหลังนิวที่ถือจานตรงกับที่โต๊ะโดยไม่ปรุง  หางตาเห็นไอ้ไวน์หันกลับมาทางร้านขายอาหารตามสั่ง   ลักษณ์เลยรีบหันกลับมาเพ่งสมาธิกับการนับธนบัตรในมือส่งให้ป้าขายข้าว

            “กินอะไรซ้ำซาก  มึงไม่เบื่อบ้างเหรอวะลักษณ์”  แซมทักเหมือนทุกครั้งเวลาที่เขายกจานข้าวมาวางที่โต๊ะอาหาร  เบียร์จุ๊ปาก

            “ก็คนมันชอบกิน ก็เรื่องของมันสิ จะไปยุ่งไรด้วยอ่ะ”

          “เอ้า  ก็แค่สงสัย”

          “เบื่อแล้วเหมือนกัน  ว่าจะเลิกกินแล้ว”  ลักษณ์ตอบแล้วก้มลงใช้ช้อนตักหมูกรอบเข้าปากเงียบๆ

            อาหารที่เคยโปรดปราน กินได้ทุกวันไม่เคยเบื่อ  ในวันนี้กลับไม่อร่อยเหมือนเคย  คงต้องโทษแม่ครัวที่ปรุงออกมาเค็มกว่าปกติ  ไม่กลมกล่อมถูกปากเหมือนแต่ก่อน

            “ดูๆ ซ้ายมือ แปดนาฬิกา...มึงอย่าหันไปมองอย่างนั้นสิไอ้เบียร์  มันเสียมารยาท”  แซมพูดพลางพยักเพยิดไปทางโต๊ะข้างหลังเขากับเบียร์   ลักษณ์ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเพื่อนหมายถึงโต๊ะไหน

            “หวานเวอร์  แล้วนี่เพลินตาก็หายไปเลยสงสัยเห็นแล้วเฮิร์ทแหงๆ”

            “กูว่าเพลินกับไวน์น่าจะเป็นแค่เพื่อนจริงๆมากกว่า”

          “เพื่อนกับผีน่ะสิ  มึงเชื่อสายตากู  กูว่ากูดูไม่ผิดหรอก  เพลินตาชอบไอ้ไวน์นั่นแหละ”  แซมตอบกลับมาด้วยท่าทางอมภูมิ

            ลักษณ์ไม่ทันฟังว่าแซมอธิบายกับเพื่อนๆว่าอะไรต่อ  เพราะโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขามันสั่นเป็นเจ้าเข้า  เจ้าตัวเลยหยิบขึ้นมากดรับ

            “ครับวิป”

          ปลายสายโทรมาตอบตกลงที่เขาชวนไปกินขนมที่ห้างเย็นนี้  แถมยังต่อว่ามาเล็กน้อยเรื่องที่เขาไม่ตอบไลน์เธอ

            “ลักษณ์ขอโทษจริงๆ  มัวแต่อ่านหนังสือยุ่งๆ  ก็เลยไม่ได้เปิดอ่านไลน์เลย  ขอโทษนะครับ ....”  เขาทอดเสียงอ่อน   “ถ้าอย่างนั้น  เย็นนี้เจอกันนะ   หลังเลิกคาบสังคม”

          เขายิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อปลายสายตอบกลับมาอย่างน่ารัก

            “เบื่อพวกคนมีฟามรักจริงๆโว้ย  มีไม่แบ่งเพื่อนแบ่งฝูงบ้างเลย ….แล้วเย็นนี้จะไปไหนกันเหรอครับเพื่อนลักษณ์”

            “มีร้านขนมญี่ปุ่นมาเปิดใหม่ที่ห้าง  วิปเค้าอยากกิน  กูก็เลยชวนไป”

          “โอ้โห  เดี๋ยวนี้ป๋านะมึง  แล้วตกลงคนนี้เนี่ยจริงจังอ่อ”

          “ก็น่ารักดี”   ลักษณ์ตอบสั้นๆ  ไม่ยอมขยายความต่อว่าเขาเคยคุยกับอีกฝ่ายมาแล้วในนามของ Wishmeluck  ....อันที่จริงเขาก็ยังไม่เคยถามเรื่องนี้กับวิปตรงๆเลยสักที

            ถ้าให้เดาวิปคงไม่ยอมรับหรอก

            “เฉลยบัดดี้นี่วันไหนวะ”  ลักษณ์เปลี่ยนเรื่องฉับพลัน

            “เห็นว่าพฤหัสนี้แหละ  หลังคาบเคมี”

            “อย่าลืมซื้อของแต้งค์ด้วยนะมึง  ของขวัญขอบคุณบัดดี้อ่ะ”  เต้ขยายความเมื่อเห็นคนฟังทั้งสามทำหน้างง  “มันเป็นธรรมเนียมไง  พวกมึงเคยเล่นกันมั้ยเนี่ย”

          สุดท้ายพวกเขาเลยนัดกันจะไปซื้อของด้วยกันอีกทีบ่ายวันพุธซึ่งเป็นคาบว่างประจำสัปดาห์

            เย็นวันนั้นลักษณ์มารอวิปที่หน้าตึกเรียนรวม  เธอมาถึงตรงเวลาพอดีและยอมขึ้นรถเมล์ไปกับเขาแบบไม่เกี่ยงงอน  นั่นทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย

            อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้คุณหนูจัดอย่างที่เขากลัว

            แอร์ในห้างเปิดเอาไว้เย็นฉ่ำตัดกับอากาศด้านนอกอย่างสุดขั้ว  อากาศที่เปลี่ยนแปลงทันทีทำให้ลักษณ์ภูมิแพ้กำเริบ  จามออกมาหลายครั้ง   แถมยังมีน้ำมูกใสๆไหลตลอดเวลาจนเขารำคาญตัวเอง

            “แล้วแบบนี้จะกินไอศกรีมได้มั้ยล่ะเนี่ย”  วิปถามขำๆ  เมื่อเห็นเสียงของเขาเริ่มอู้อี้  “แล้วปกติอยู่ในห้องแอร์ทำยังไง  ในห้องเรียนล่ะ”

          “ในห้องเรียนเราใส่เสื้อหนาวไง  ส่วนที่อื่น  เวลาหนาว...”

          เสียงของเขาขาดหายไปในลำคอ  คำพูดของคนๆหนึ่งย้อนกลับมาในความคิดโดยไม่ทันตั้งตัว

            ‘มึงมันผอมเป็นไม้เสียบผีไง  ถึงได้ขี้หนาวขนาดนี้อ่ะ  เอ้า..มานี่’  แล้วแขนหนักๆก็พาดหมับลงบนไหล่ของเขาพลางดึงเข้าหาตัว  ไออุ่นของร่างที่แนบข้างทำให้เขาอุ่นขึ้นจริงๆจนกลายเป็นปกติไปแล้วถ้าไอ้ไวน์จะเดินกอดคอเขาในห้าง  หรือเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึก...หนาว

            “ทำยังไงหรอ”

            ลักษณ์รู้สึกตัว  เขากระพริบตาแล้วยิ้มตอบหญิงสาวกลับไป

            “ก็กอดอกเอาไว้  เดี๋ยวก็ดีขึ้นเองแหละ”

          “โธ่  ก็นึกว่าจะมีเคล็บลับอะไร”

          “มีเหมือนกันแหละ  แต่กลัววิปโกรธ”  เขาแกล้งพูด   จ้องตาสาวน้อยอย่างมีความหมาย  ใบหน้าหวานใต้กรอบแว่นแดงขึ้นเล็กน้อย  เธอเบือนหลบไม่สบตาเขา

            “ร้านอยู่ตรงนั้นไง  โห...คิวยาวมากเลย”

          คิวยาวจริงสมกับเป็นร้านขนมเปิดใหม่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่น  เขากับวิปยืนรอคิวอยู่พักหนึ่งกว่าจะได้เข้าไปนั่งในร้านที่ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นน่ารักน่าเอ็นดู (ในความคิดของวิป)   แค่เห็นราคาอาหาร  เงินในกระเป๋าสตางค์ของลักษณ์ก็สั่นไหวคล้ายประท้วง

            “เอาอันนี้มั้ยคะ  น่าทานจัง”

            ลักษณ์กัดฟังเออออห่อหมกไปด้วย  แล้วก็นั่งฟังวิปพูดจากเรื่องโน้นไปเรื่องนี้ไม่หยุด   หลังจากที่เราเริ่มสนิทกันแล้ว  วิปก็พูดเก่งขึ้นมาก  หลายครั้งที่เรื่องที่เธอพูดนั้นทำให้เขานั่งงงเพราะตามไม่ทัน

            “......เราชอบมาก  ลักษณ์ล่ะ ชอบหนังแนวไหน”  เธอพูดอะไรสักอย่างที่เขาไม่ทันฟังแต่แรก  มาได้ยินเอาตอนประโยคสุดท้าย

            “ผมชอบหนังอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หนังผี”  เขาตอบออกไปตรงๆ  อดนึกถึงหนังผีเรื่องล่าสุดที่เข้าไปดูในโรงกับไอ้ไวน์ไม่ได้..

            “ตรงข้ามกับวิปเลย  วิปชอบหนังผีมากๆ  แต่ที่ไม่ชอบเลยคือพวกการ์ตูน  ยิ่งแนวเจ้าหญิงดิสนี่ย์เนี่ย  เกลียดเลยอ่ะ....ทำไมทำหน้าแบบนั้น  แปลกใจใช่มั้ยล่ะ  ใช่...วิปก็ว่าตัวเองแปลกที่ไม่ชอบหนังสไตล์เจ้าหญิงเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่นอีกครึ่งโลก”

          “แล้ววิปเคยดูเรื่อง  Frozen มั้ย”

          “Frozen?  เจ้าหญิงน้ำแข็งชุดฟ้าๆใช่มั้ย  ชื่ออะไรนะ....อ๋อ  เอลซ่า  เคยดูผ่านๆน่ะ  น้องสาวเปิดให้ดู  แต่จำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว  ถามทำไม  ลักษณ์ชอบดูหรอ?”  เธอเลิกคิ้ว 

            “เปล่า  พอดี...เห็นมีตุ๊กตาตัวใหญ่อยู่โซนชั้นล่าง”

          “เราไม่ชอบตุ๊กตา  ลักษณ์ไม่ต้องซื้อให้เรานะ”  เธอพูดกลับมาแล้วหัวเราะ   เขาก็เลยหัวเราะบ้าง...เสียงหัวเราะที่มีแต่เขาที่รู้ดีว่ามันคงแปร่งพิกล

            ...วิปดูไม่เหมือนคนที่จะยกตัวอย่างคำพูดจกตัวละครในแอนิเมชั่นเรื่องดังมาคุยกับเขาเหมือนในคืนนั้นได้เลย  หรือว่าเธอจะแกล้งพูดเลี่ยงเพราะไม่ต้องการให้ความลับเรื่องบัดดี้เปิดเผยออกมากันแน่

            “อ้าว...ผู้หญิงเขาไม่ชอบตุ๊กตากันเหรอ  เราว่าจะซื้อให้บัดดี้พอดี”  เขาแกล้งพูด  เห็นเธอตวัดสายตาขึ้นมามองหน้าเขาแล้วอมยิ้ม

            “เราว่าบัดดี้ลักษณ์น่าจะชอบพวกสมุดปากกาสวยๆมากกว่านะ”

            “เธอรู้ได้ยังไง”

            “เดาเอา”  หญิงสาวตอบกลับมาแล้วเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มเล่น  หลบตาเขาไปทางอื่น

            ต้องยอมรับว่าวิปเป็นผู้หญิงที่น่ารักคนหนึ่ง  ชนิดที่ใครได้ไปเป็นแฟนก็น่าภูมิใจพอจะควงอวดใครเขาได้  แถมที่สำคัญที่สุดก็คือ  เธอดูเหมือนจะมีใจให้เขาไม่น้อย   แค่ยอมมากินขนมด้วยกันที่ห้างสองคนก็ชัดเจนแล้ว

            “เราเลี้ยงเอง”  ลักษณ์พูด  แล้วล้วงกระเป๋าเงินมาเปิดออก  วิปอมยิ้มบอกขอบคุณและขอเลี้ยงมื้อถัดไปแทน...ตรงตามที่เขาคิดเอาไว้เป๊ะ

         

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
 ต่อนะคะ





           “จะกลับบ้านเลยหรือเปล่า  หรือเดินเล่นต่อ”    เขาถามขึ้นเมื่อพวกเขาเดินออกมาจากโซนของกินแล้ว  ตอนแรกลักษณ์ชวนเธอกินข้าวเย็นทว่าเธอปฏิเสธเพราะกินขนมไปแล้ว  กลัวอ้วน

            “ไม่เอาล่ะ  วันนี้ทำแลปยืนทั้งคาบเลย  เมื่อยขาออก  ลักษณ์ไม่เมื่อยเหรอ”

          “แค่นี้เด็กๆ  ปกติผมต้องกลับไปเสิร์ฟข้าวที่ร้านผ้าตอนเย็นทุกวัน  เหนื่อยกว่านี้เยอะ”

          “ร้านอาหารตามสั่งที่ลักษณ์เคยเล่าให้ฟังใช่มั้ย  วันหลังเราต้องแวะไปกินบ้างแล้ว”

          “ไปสิ  พรุ่งนี้เลยดีมั้ย”  เขารีบถาม  คนฟังหัวเราะ แต่ก็ดูว่าเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินของเจ้าตัว

            “พรุ่งนี้เราไม่ว่าง  มีสอนพิเศษเด็กๆ  ไว้วันพฤหัสดีมั้ย”

          “มีเฉลยบัดดี้ด้วยนี่  เดี๋ยวเลิกเย็นนะ”

          “อื้ม...เอาวันพฤหัสนั่นแหละ”  แล้วเธอก็ยิ้มให้เขา   ลักษณ์รับรู้นัยยะที่เธอส่งมาได้ก็เลยหัวเราะ  ตอบตกลงด้วยความยินดี 

            ขากลับลักษณ์พานั่งแท็กซี่ไปส่งเธอที่หน้าบ้าน  บ้านของวิปอยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง  ค่อนข้างไกลทีเดียว  แต่แม่ของเธอทำงานอยู่ที่บริษัทใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยก็เลยขับรถมารับส่งเธอได้ทุกวัน

            ลักษณ์จ่ายเงินค่าแท็กซี่ไป  วันนี้เขาจ่ายเยอะจนกระเป๋าสตางค์เบาหวิว   ก็เลยแวะกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มหน้าเซเว่นหน้าปากซอย  เยื้องกับร้านอาหารตามสั่งป้าดาไปไม่ไกล  เวลาเกือบสามทุ่มแล้ว  คนก็ยังพลุกพล่านเหมือนเพิ่งเลิกงาน  เพราะตรงนี้เป็นที่ต่อรถหลายสาย  ก็เลยเป็นจุดที่คนต้องมานั่งแกร่วรอรถกัน

            เขากดเงินเสร็จกำลังจะเอากระเป่าสตางค์เก็บใส่กระเป๋า  ก็ปรากฏว่ามีมือดีที่ไหนไม่ทราบเดินมาชนตัวเขาอย่างแรงจนเซ  จากนั้นก็ฉวยเอากระเป๋าเงินในมือของเขาไปและออกวิ่ง

            ลักษณ์วิ่งก้าวตามหลังก่อนที่สมองจะทันสั่งการเสียอีก  เขาตะโกนขอความช่วยเหลือลั่นซอย

            “ช่วยด้วยครับ  มันขโมยกระเป๋าตังค์ผม  ช่วยด้วย”

          “ลักษณ์  เกิดอะไรขึ้นลูก”  แว่วเสียงป้าดาร้องเสียงหลงเมื่อเขาวิ่งผ่านหน้าร้านของป้า  กวดตามหลังไอ้โจรวิ่งราวไปติดๆ

            รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งโฉบเลี้ยวออกมาจากในซอยกะทันหัน ประจันหน้ากับลักษณ์ทำให้เขาเสียหลัก  หงายหลังล้มลง

            “เจ็บมั้ยๆ”  เสียงห้าวคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับมือแข็งแรงที่พุ่งเข้ามาจับที่ต้นแขนของเขาทั้งสองข้าง  “เป็นอะไรหรือเปล่า”

          “กระเป๋า  เอากระเป๋าคืนมาก่อน”  ลักษณ์พูดอย่างยากเย็นเพราะความจุก   อีกฝ่ายเลยปล่อยมือจากเขาแล้วออกวิ่งตามหลังโจรรายนั้นไปอีกคน 

            ลักษณ์กัดฟันดันตัวลุกขึ้นยืนแล้วโบกมือเรียกวินมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านมา  เหวี่ยงขาขึ้นซ้อนแล้วชี้มือบอกเป้าหมายร่างผอมบางที่วิ่งอยู่ข้างหน้าโดยมีร่างสูงใหญ่วิ่งตามหลังอยู่

            “ไปเลยพี่”               

          โจรวิ่งเลี้ยวหายเข้าไปในตรอกแคบๆที่รถเข้าไม่ได้   ลักษณ์ลงจากมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้าไปดึงเสื้อของคนที่ทำท่าจะตามเข้าไปอย่างไม่ลดละ

          “พอแล้วๆ  พอแล้วไวน์”

          “ตรอกนี้กูรู้จัก  เคยเข้าไป”  อีกฝ่ายหันมาตอบปนหอบ

            “ไม่เอา  ช่างมันเหอะ  เดี๋ยวเกิดมันมีอาวุธขึ้นมา  ไม่คุ้ม”  ลักษณ์พูดเหนื่อยๆ  จริงๆก็เสียดายอยู่เหมือนกัน  เสียดายเงินไม่เท่าไหร่ แต่พวกบัตรต่างๆเนี่ยสิ

            “ไม่รู้จักระวัง  นี่รอบที่สองแล้วนะที่โดนวิ่งราวเนี่ย...”  ไวน์พูดด้วยเสียงหงุดหงิด  “โทรไปอายัตบัตรเอทีเอ็มก่อน  แล้วก็ไปแจ้งความด้วย”  ไวน์พูดเรียบๆ  ยกมือแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาเป็นทาง  เสื้อนักศึกษาเปียกชุ่มไปทั้งหลัง

            “อืม   ขอหาเบอร์ก่อน...เบอร์”  ลักษณ์ล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจิ้ม  ทว่าอีกฝ่ายกลับคว้าโทรศัพท์ไปกดโทรเสียเอง  ไม่นานก็หันมาบอกว่าเรียบร้อย

            “เหลือแค่แจ้งความ”

            ลักษณ์เดินตามหลังอีกฝ่ายออกมาจากซอยลึกเงียบๆ  พี่วินมอเตอร์ไซค์คันนั้นก็ขับหายไปเสียแล้วไม่รอเอาเงินซักบาท  คงสมเพชเวทนาเขาเต็มทน 

            แสงไฟฟ้าข้างทางส่องให้เห็นเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายอยู่ในเงามืดกึ่งสว่าง   ลักษณ์เร่งฝีเท้าขึ้นมาเดินเคียงข้างแล้วหันไปพูดด้วยเสียงที่พยายามให้ฟังดูปกติที่สุด

            “ยินดีด้วยนะ คุณเดือนมหาลัย”

          “อืม  ไปดูด้วยหรอ”  อีกฝ่ายถามกลับมาด้วยท่าทางเหินห่าง

            “ไปดิ  เพื่อนแข่งทั้งทีไม่ไปได้ไง”  ลักษณ์เอื้อมมือไปตบที่หัวไหล่แข็งๆนั้นสองที ก่อนจะดึงมือกลับมา

            “ไม่ได้อยากเป็นหรอก  น่าเบื่อ”  ไวน์ตอบกลับมา   ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยเพื่อรอเขา  “แต่ก็สนุกดี”

          “ยังเหลืออีกเรื่องนึง  ที่ยังไม่ได้แสดงความยินดีด้วยเลย”  ลักษณ์พูดเบาๆ  หลังจากเดินมาจนเกือบถึงปากซอย   อีกฝ่ายไม่ได้ถามต่อเพราะมีรถกระบะวิ่งสวนเข้ามาตอนที่พวกเขากำลังจะข้ามถนน

            ไวน์ยกแขนขึ้นกั้นเอาไว้ไม่ให้เขาเซ่อซ่าเดินออกไป

            “ดูรถหน่อยสิ”  โดนไปอีกหนึ่งดอก

            พวกเขาแวะเล่าเรื่องให้ป้าดาฟังก่อนรอบหนึ่งเพื่อคลายกังวล   แล้วเขาก็เดินตามเพื่อนตัวสูงเข้าไปในสถานีตำรวจที่อยู่ถัดไปเพียงป้ายรถเมล์เดียว   ขึ้นไปแจ้งความเสร็จเวลาก็ล่วงไปอีก 

            ไวน์เดินตามมาส่งเขาที่หน้าร้านป้าดา   ท่าทางอิดโรยและสภาพมอมแมมนั้นทำให้ลักษณ์เอ่ยชวนออกไปโดยไม่ทันคิด

            “อาบน้ำบ้านกูก่อนก็ได้นะ”

          คนฟังชะงักกึก  เงยหน้าขึ้นมองเขา  นัยน์ตาคู่นั้นมีอะไรบางอย่างแวบผ่าน  มันเร็วมากจนเขาจับอารมณ์ไม่ทัน  ก่อนจะเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบแบบเดิม

            “ไม่ล่ะ  ขอบคุณมาก”  อีกฝ่ายยกมือขึ้นล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง

            ลักษณ์รู้สึกตัว  เขายกมือขึ้นขยี้ผมแก้เก้อ  เพิ่งรู้สึกแสบที่ฝ่ามือและแขนซ้าย  พอยกขึ้นมาดูก็พบว่ามีแผลถลอกเป็นทางยาวตั้งแต่ข้อมือลงไปถึงข้อศอก  เลือดซึมออกมานิดหน่อยปนกับคราบฝุ่นผงของถนน

            “รีบไปล้างออกซะ  แล้วก็ใส่ยาด้วย  เข้าใจหรือเปล่า?”  ไวน์พูดเสียงเข้มกว่าปกติ  จับตามองแผลที่แขนของเขาตาไม่กระพริบ

            “นิดหน่อยน่า  ไกลหัวใจ”

          “ใครบอก”  อีกฝ่ายสวนกลับทันควัน  “ใกล้หัวใจตะหาก....”

          ลักษณ์คล้ายจะได้ยินคำว่า ‘หัวใจกู’ ดังต่อท้ายประโยคที่อีกฝ่ายหยุดพูดไปดื้อๆนั้น   เขาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างงงๆ  เหมือนฟังไม่ทัน

            “ว่าไงนะ”

          “ไม่มีอะไร  แค่จะบอกว่าแขนมันเป็นอวัยวะใกล้หัวใจ   เส้นเลือดจากแขนก็ไหลเข้าหัวใจโดยตรงนั่นแหละ  ...มึงฟังไม่เข้าใจหรอก  แต่เชื่อกูเหอะ  กูรู้กูเรียนมา  ฉะนั้นก็รีบๆเข้าบ้านไปล้างแผลได้แล้ว  เดี๋ยวติดเชื้อ”  ไวน์พูดเร็วปรื๋อ   แถมยังโบกมือไล่เขาราวกับไล่แมลงวันสักตัวอีก

            “เออ  รู้แล้ว  ทำตัวเป็นพ่อไปได้”

          “ก็อยากเป็นมากกว่านั้นก็ไม่ให้นี่”  ไวน์สวนแล้วหัวเราะหึ  “พูดเล่น  เลิกคิดมากได้แล้ว  เรื่องนั้น....สบายใจได้  กูทำใจได้แล้ว”

          ....สุดท้ายไวน์ก็พูดถึงเรื่องนั้นออกมาจนได้  ลักษณ์ลอบถอนหายใจระบายความอึดอัด  เขามองเข้าไปภายในร้านป้าดาที่เปิดไฟชั้นล่างทิ้งเอาไว้แทนที่จะสบตาคมเข้มที่จ้องมาที่เขานิ่ง

            “ดีแล้วล่ะ  กลับมาเป็นพื่อนกูสักทีเหอะ”  ....กูเหงา   ลักษณ์คิดต่อในใจ  เขาขอโทษความรู้สึกแปลกๆตลอดสัปดาห์นี้ว่าเกิดจากความเหงาที่ไม่มีเงาของเพื่อนสนิทอยู่ด้วยล่ะกัน  “ยินดีด้วยเรื่องของมึงกับนิวนะ  น่ารักดี”

          “อืม...ขอบใจ”   ไวน์ดูผ่อนคลายลงเมื่อพูดถึงชื่อบุคคลที่สามออกมา

            “ไปเจอกันตอนไหนน่ะ”

          “เจอตอนประกวดดาวเดือนอะไรเนี่ยแหละ   เห็นว่าน่ารักดีก็เลยลองจีบดู....ไม่คิดจะถามหน่อยเหรอว่าทำไมถึงเร็วนัก”  จู่ๆอีกฝ่ายก็ถามกลับมา  คนฟังอึกอัก  ตอบอย่างระมัดระวัง

            “ก็เพราะว่า....ถูกสเป็คมึงสุดๆมั้ง”

          “ก็ถูกส่วนนึง  แต่อีกอย่างคือ...เพราะนิวคล้ายมึง...ลักษณ์”  ไวน์ตอบออกมาหน้าตาเฉย  “กูเพิ่งอกหักจากมึงมาก็เลยอยากหาวิธีทำใจ   โชคดีที่คราวนี้กูไม่ผิดหวัง”

          ลักษณ์อ้าปากค้างพูดไม่ออก  ถ้ามีคนคิดจะวาดรูปใบหน้าของเขาตอนนี้ล่ะก็  คงเป็นใบหน้าที่วาดยากพิลึก

            “กูรู้ว่าตัดใจจากมึงมันยาก  ก็กูรักของกูมาตั้งหลายปี  แต่ก็นะ...กูเข้าใจแล้ว  ต่อให้กูพยายามยังไงก็คงสูญเปล่า  สู้เรากลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมดีกว่า....ลักษณ์”

          “อะ..อะไร?”

          “ให้เวลากูอีกนิด  กูใกล้จะทำใจได้แล้วล่ะ...แล้วเราจะได้กลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม”   เสียงของไวน์แหบเบาทว่าเขาก็ฟังออกทุกคำ “เหมือนที่มึงต้องการ”

          “ไวน์...”

          “ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น  กูโอเคมากแล้ว  นิวก็เป็นคนที่น่ารักมาก  กูอยู่ด้วยแล้วสบายใจเหมือนเวลาที่อยู่กับมึงเลย”

          “นิวเคยช่วยกูเอาไว้ด้วย  วันที่ประกวดดาวเดือนตอนนั้นกูเป็นลมอยู่หน้าห้องน้ำ” ลักษณ์เล่าเรื่องที่ตัวเองไม่สบายให้อีกฝ่ายฟัง  ไวน์มีพยักหน้าเนิบๆ ท่าทางไม่แปลกใจอะไร

            “เค้าก็เป็นคนแบบนี้แหละ  ชอบช่วยคนอื่นเขาไปทั่ว  ทั้งที่ตัวเองก็ตัวแค่นั้น  จะไปทำอะไรได้....หึๆ  ขอบคุณมากนะลักษณ์ที่เล่าให้ฟัง   ดึกแล้วเข้าบ้านเถอะ  กูจะกลับแล้วล่ะ”

            “โชคดีเพื่อน ขอบคุณมาก”

          ไวน์โบกมือลาแล้วหมุนตัวเดินออกไปยังถนนใหญ่   ทิ้งให้คนข้างหลังมองตามด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย  ใจหนึ่งก็ดีใจที่จะได้ ‘เพื่อนสนิท’ กลับคืนมาอีกครั้ง

            ทว่าอีกใจหนึ่ง...กลับรู้สึกหม่นๆชอบกล  โดยเฉพาะเวลาที่อีกฝ่ายพูดถึง ‘เพื่อนใหม่’ คนนั้น  ไวน์ดูรู้จักอีกฝ่ายดีนักหนาทั้งที่เจอกันไม่นาน  น้ำเสียงที่พูดถึงคนชื่อ นิว เต็มไปด้วยความชื่นชม  ไวน์ไม่ถามด้วยซ้ำว่าเขาเป็นลมไม่สบายเป็นอะไรมากหรือเปล่า

            ...ก็ทำไมต้องถามล่ะ   

            ...ไวน์ก็ควรจะเป็นห่วงเพื่อนสักนิดไม่ใช่หรือไง

            ...เพื่อนที่ตัดเพื่อนไปแล้วน่ะเหรอ

            ...เพื่อนที่กำลังจะกลับมาคืนดีกันต่างหากเล่า

            ลักษณ์คิดว่าอาการที่ตัวเองเป็นอยู่คงจะเรียกว่า หวงเพื่อน  กระมัง  เหมือนที่พวกเพื่อนสนิทชอบเป็นกันเวลาที่เห็นเพื่อนมีแฟน

            มันจะค่อยๆดีขึ้นเอง   เขาคิดว่าอย่างนั้นนะ

            ................................................................................................

มาต่อนะค้าาา  ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ 
เรื่องนี้ยังอีกยาวไกล  บอกแล้วไงว่าเป็นเรื่องของคนแอบรัก5555
ฝากติดตามด้วยน้าา  อัพเดทพูดคุยกันได้ในทวิต #แอบลักษณ์ นะคะ
 :katai2-1:

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +535/-22
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ขอแนะนำอีกเรื่องของผู้เขียนนะคะ
เป็นเเนวดรามาหนักหน่วงหน่อย 
ของแฟนเก่าที่กลับมาเจอกันอีกครั้งค่ะ
ลองอ่านดูนะคะ
เพราะหัวใจบอกว่า...รัก
 :mew1:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ทีมไวน์ (ถึงจะรู้ว่าลักษณ์ก็ไม่ผิด แต่เราแอบรำคาญ)

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5340
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ krappom

  • 人は誰でもそれぞれに悩みを抱えて生きる
  • เป็ดนักโพสมือดี
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1182/-23
เดาทางเรื่องไม่ถูกเลย
งงกับลักษณ์ งงกับไวน์
 :katai5:

ออฟไลน์ EoBen

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3467
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-6
พอเค้าไป ก็คิดถึงอะดิ

เรื่องปกติ คิดดีๆ อยากเป็นแค่เพื่อนจริงๆหรอ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด