- ชลนที - [ตอนพิเศษ3] P.22 (09/06/2017) #จบแล้ว
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: - ชลนที - [ตอนพิเศษ3] P.22 (09/06/2017) #จบแล้ว  (อ่าน 144326 ครั้ง)

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
Re: - ชลนที - [บทที่14] P.3 (21/09/2016)
«ตอบ #90 เมื่อ22-09-2016 00:09:04 »

เรื่องนี้น่ารัก เราพลาดไปตั้งแต่แรกได้ไงเนี่ย

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2356
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6
Re: - ชลนที - [บทที่14] P.3 (21/09/2016)
«ตอบ #91 เมื่อ22-09-2016 08:02:04 »

 :hao4:

ออฟไลน์ ~tOeY~

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: - ชลนที - [บทที่14] P.3 (21/09/2016)
«ตอบ #92 เมื่อ23-09-2016 21:35:07 »

 :katai2-1:

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #93 เมื่อ24-09-2016 17:28:26 »

บทที่ 15

ผมทำอาหารเช้าเสร็จ จะไปตามพาร์ลงมากินข้าวก่อน ค่อยไปปลุกน้องๆ ทีหลัง ออกจากครัวมุ่งหน้าไปยังบันได กลับต้องผงะ เมื่อเหลือบเห็นสองเท้าเปลือยเปล่าลอยอยู่กลางอากาศในระดับเหนือสายตาเล็กน้อย ใจแทบกระดอนออกจากอก ขวัญปลิวไปนู้น ขาแข็งทื่อเหมือนกับถูกตรึงกับพื้น

แว้กกก!! ผมเจอผี!

“ผมมีเรื่องจะปรึกษาพ่อหน่อย”

เอ๊ะ…

ผมพยายามตั้งสติ หลังได้ยินเสียงคุ้นเคยแทรกเข้ามาในโสตประสาท

“ก็…แค่กำลังสับสน”

ทำใจกล้าเพ่งมองอีกที คราวนี้ไล่มองขึ้นไปเรื่อยๆ เท้า ท่อนขา ชายกางเกงขาสั้น ลำตัว 

ให้ตาย!

ผมพ่นลมออกจากปาก ระบายความตึงเครียดออกจากร่าง เพื่อนผมเล่นนั่งตรงที่พักเท้า สอดขาทั้งสองผ่านซี่เสาไม้เล็กๆ ห้อยออกมาด้านนอกราวบันได แขนข้างหนึ่งจับมือถือแนบหู ส่วนอีกข้างยกมาก่ายหน้าผากวางแปะกับราวไม้   

ที่ปกติมี ทำไมไม่นั่ง!

ผมเดินเข้าใกล้เตรียมจะตะโกนไล่เพื่อนไปนั่งคุยแถวโซฟา

“ก็เรื่องคนในรูปถ่าย”

ชะงักกึก รูปถ่าย?

...เรื่องเดียวที่ลอยวูบเข้าหัวคือบทสนทนาของเมื่อคืน

รู้ตัวอีกที ผมดันเข้ามานั่งยองๆ หลบอยู่ใต้บันไดแล้ว พ่อผมวางกระถางต้นไม้ประดับไล่ตามระดับความสูงของช่องใต้บันได ก็มีพวกเดหลี เศรษฐีเรือนใน ปาล์มสิบสองปันนา และลิ้นมังกร ผมมุดเข้าไปเบียดกระถางปาล์มสิบสองปันนาครับ (มันกว้างสุดแล้ว)       

“ก็บอกไม่ถูก คงประมาณเขาไม่เหมือนอย่างที่นึกไว้ล่ะมั้ง”

…เรื่องที่ไม่ใช่เด็กผู้หญิงอ่ะนะ

ผมชักเหงื่อตก มาเจอพาร์ผิดจังหวะชัดๆ เดี๋ยวก่อน! เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ? เผื่อได้รู้ว่ามันตัดสินใจยังไงจะได้วางตัวถูก เข้าท่าๆ

“เพราะเจอตัวเป็นๆ แล้วนั่นแหละถึงได้รู้…พ่อรู้ได้ไง”

ลุงแทนรู้อะไร?

“แล้วทำไมไม่บอกผม?!”

ผมสะดุ้งตกใจเสียงตะโกนของพาร์ จนหัวเกือบโขกขอบกระถาง แต่หลังจากมันเงียบพักใหญ่ กลายเป็นเสียงหงอยแทนซะงั้น

“…ไม่ครับ ผมผิดเอง”

ผิดเรื่องอะไร? งงวุ้ย

“พึ่งรู้เมื่อคืนวันพุธ…เปล่า เขาไม่ได้บอก ผมเจอความจริงเอง”

ผมขยับตัวเปลี่ยนมานั่งกอดเข่า ตอนนี้เริ่มจับประเด็นได้นิดหน่อย หมายความว่าลุงแทนรู้อยู่แล้วว่าคนในรูปเป็นผู้ชาย แต่ไม่ได้บอกลูกชายสินะ

“ช็อกสิ”

ผมนึกถึงพฤติกรรมช่วงคืนวันพุธถึงวันพฤหัสแล้วเบ้ปาก

ไอ้ที่เงียบ แล้วครุ่นคิดตลอดเวลานั่นคือช็อก?

“ก็เสียศูนย์นิดหน่อย…นิดหน่อยจริงๆ ไม่ได้โกหก มันเทียบกับตอนรู้ว่าเด็กคนนั้นตายไม่ได้สักนิด”

ฮะ? ใครตายกัน? ผมชักสับสน นี่พาร์กำลังพูดเรื่องผมอยู่ใช่ไหม? หรือไม่ใช่?

“มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กนะพ่อ ผู้ชายเชียวนะผู้ชาย”

ผมพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมแน่ใจแล้วว่าพาร์กำลังพูดถึงผมจริงๆ นั่นแหละ…แต่ช่วยเลิกสับสนเร็วๆ ได้ก็ดีนะเพื่อน

“…ชอบสิ แต่ชอบคนละความหมาย แบบเพื่อนมากกว่า...มันต่างกันออก”

หยุดแค่แบบเพื่อนน่ะดีแล้ว

พาร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถ้ารู้วิธีจัดการปัญหาตอนนี้ ผมจะโทรปรึกษาพ่อทำไม…ก็ใช่ ตอนนั้นผมมั่นใจความรู้สึกของตัวเอง แต่ตอนนี้มัน…ครับ อย่างที่พ่อบอก ผมไม่เคยมองผู้ชายในแง่นี้มาก่อน”

มึงเป็นชายแท้แน่นอน! โปรดอย่าเอาภาพกูสมัยสวมกระโปรงไปทำให้สับสนเลย

"ไอ้คำนั้นผมก็เคยได้ยิน รักมันไร้พรมแดนใช่ไหมล่ะ แต่…ครับๆ ตอนนี้ผมพยายามหาข้ออ้างไปเรื่อยแหละ...พ่อพูดถูก ผมทำใจยอมรับไม่ได้”

ผมลอบพ่นลมหายใจโล่งอก มึงรับไม่ได้ก็ถูกแล้ว

“ลังเล? ไม่รู้สิ ผมก็บอกไม่ถูก…พ่อลองถามมาสิ…สัมผัสได้ตามปกติ...ก็รู้สึกเฉยๆ …อยากสัมผัสเหรอ ก็ไม่นะ…ฮะ! กอด! กะ ก็เคย…ระ รู้สึกยังไง ตกใจสิ!... ตกใจแบบไหนใครจะไปรู้ครับ! ผมเผลอยันอีกฝ่ายตกเตียงก่อนจะทันตั้งสติคิดซะอีก”

ผมกรอกตามองพื้นบันได เยี่ยม! คราวหลังผมตกใจเมื่อไหร่จะถีบมันตกเตียงบ้าง!

“แปลกตรงไหน ผมไม่คิดจะไปนอนกอดอีกฝ่ายนี่!...ครับๆ ตื่นตระหนกเกิดเหตุก็ได้ แล้วพ่อว่าผมควรทำไงดี…ฮะ? อยู่ได้สิ…อันนั้นก็ได้ เมื่อคืนผมก็นอนหลับสนิทดี…อาจเพราะเหนื่อย อ้อ โล่งใจด้วยมั้ง…คือเราคุยเรื่องอดีตกัน จนผมได้คำตอบหายคาใจมา…เขารู้เพราะลูกชายพ่อเผลอหลุดปากบอกเองนี่แหละ…สารภาพรัก! ไม่! ผมไม่นับว่ามันเป็นการสารภาพรักแน่!!”

…ผมแอบอิจฉาพาร์นิดๆ ที่คุยกับพ่อได้ทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องความรัก พ่อผมไม่เหมาะเป็นที่ปรึกษาเท่าไหร่ เพราะพ่อชอบออกความเห็นตามแต่ที่ตัวเขาเห็นว่ามันน่าสนุก! เช่น ถ้าผมเดินไปบอกพ่อว่า มีผู้ชายมาบอกชอบทีล่ะพ่อ ทำไงดี พ่อคงสวนกลับมาทันที ลองคบดูก็ไม่เสียหายนี่ลูก แค่นึกยังเผลอกุมขมับ

“ครับ เป็นวิธีที่ดีเลย…ขอบคุณมากครับ”

อ้าว เผลอสมาธิหลุดไปวูบเดียว พาร์วางสายซะงั้น

ผมคลานออกมา แอบชำเลืองมอง ได้จังหวะรีบออกจากที่ซ่อน กลับมาปักหลักในห้องครัว

…อุตส่าห์ไปแอบฟังเขา ก็ดันไม่ฟังบทสรุป แล้วตกลงพาร์จะเอายังไงต่อวะเนี่ย?   

ผมยืนถอนหายใจอยู่หน้าเตาแก๊ส นึกทบทวนสิ่งที่ได้ยินมาอีกรอบ

พาร์ดูจริงจังกับเด็กในรูปถ่ายมากเลยนะครับ (ถึงขั้นออกอาการเครียด ต้องโทรไปขอคำปรึกษาจากผู้ใหญ่) ความรู้สึกผิดตีขึ้นมาจุกอก พร้อมความกระอักกระอวนใจเมื่อเรื่องเข้าตัวเต็มๆ ใจเริ่มคิดถึงหมอนข้างเพื่อนยาก อยากไปโขกหัวใส่มันสักสิบทีจริงๆ

โว้ยยย! เจอผู้ชายแปลกหน้ามาจีบ ผมยังไม่เครียดเท่าตอนนี้เลย!

“ที”

ผมสะดุ้งโหยง รีบหันตามเสียงเรียก เจอพาร์ยืนอยู่ตรงทางเข้าออกของห้องครัว (ที่เป็นแค่ช่องประตู)

“วะ…ว่าไง?”

“ข้าวยังไม่เสร็จ?”

“ก็...”

เสียงท้องร้องประท้วงขออาหารจากคนแถวนี้ดังสนั่นขัดจังหวะผมพูด เจ้าของท้องยังต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย อารมณ์ตึงเครียดผ่อนลงทันตา ผมกลั้นยิ้มขำอยู่พักใหญ่กว่าจะเอ่ยต่อจนจบประโยค

“เสร็จแล้ว กำลังจะไปตามอยู่เนี่ย”

ยิ้มล้อ ระหว่างมองพาร์หย่อนก้นนั่งเก้าอี้ประจำ

“น้องล่ะ?”

พาร์เปลี่ยนเรื่อง ผมก็ตามน้ำ ไม่อยากแซวมาก กลัวถึงตาตัวเองบ้าง อาจโดนหนักกว่าก็ได้ ใครจะรู้

“ยังไม่ตื่นมั้ง เวลาน้องๆ ป่วย จะตื่นสายกว่าปกติ”

ผมหยิบชามตักข้าวต้มหมูสับ โรยกระเทียมเจียวที่ทำไว้นิดหน่อย ใส่ต้มหอม เหยาะพริกไทย (ขืนไม่ปรุงเบื้องต้นให้ คนท้องร้องคงกินแบบไร้การปรุงแน่ๆ)  แล้วยกไปเสิร์ฟถึงที่ บริการคนหิวหน่อยครับ

“งั้นเดี๋ยวกูไปตามลงมา…”

ผมรีบจับไหล่ดันตัวพาร์กลับไปนั่งที่เดิม

“กินก่อนดิ เดี๋ยวพวกตัวป่วนลงมา กว่าจะได้กินคงอีกนาน มึงทนหิวไม่ไหวหรอก”

ไหงมองกันแปลกๆ ผมพูดจริงนะ ต้องดูแลน้องจนเรียบร้อยนั่นแหละถึงจะได้กินข้าว เพราะงั้นกินก่อนแล้วค่อยไปดูแลน้องดีกว่า

ผมไปตักข้าวต้มมานั่งกินด้วย นั่งได้สักพักก็รู้สึกถึงความผิดปกติ ไม่ใช่อาหารไม่อร่อย แต่บรรยากาศระหว่างคนด้วยกันเงียบเกินไป ถึงอ้างเรื่องมารยาท เช่น เวลากินข้าวอย่าคุยกันก็เถอะ แต่อย่างน้อยช่วงที่หยุดใช้ช้อนคนข้าวต้มระบายความร้อน ก็น่าจะมีบทสนทนาอะไรบ้างสิ

ก็ได้! ผมเริ่มเอง!

“เรียนอีกอาทิตย์หนึ่งก็จะสอบแล้ว เร็วเนอะ”

“อือ”

“เริ่มอ่านหนังสือสอบยัง?”

“ยัง”

“มีวิชาไหนปิดคอร์สไปแล้วบ้างไหม”

“มี”

“เช้าหรือบ่าย?”

“บ่าย”

“แล้วเมื่อไหร่มึงจะเลิกตอบคำเดียววะ”

“ฮะ?”

อยากจะบ้า!

ดูหน้าไอ้คนตอบมาแค่คำเดียวสิ ง.งูลอยเต็มไปหมด แทบจะสลักคำว่า ‘งง’ ไว้กลางหน้าผากด้วยซ้ำ สรุปคือมันไม่รู้ตัวใช่ไหม!

“ช่างเถอะ” บอกปัดทันที ขี้เกียจอธิบาย เดี๋ยวสถานการณ์ย่ำแย่กว่านี้ ตักข้าวต้มมาเป่าให้คลายความร้อน แล้วเอาเข้าปาก

ผมยอมปิดปากเงียบ ทนอึดอัดก็ได้ครับ

หลังกินข้าวเสร็จ พาร์ขึ้นไปปลุกน้องๆ ส่วนผมอยู่ในครัวต่อแบ่งข้าวต้มใส่ชามเล็กไว้

คนป่วยกินไม่เยอะหรอกครับ ตักเยอะไปก็กินไม่หมด น่าเสียดายออก แล้วอย่าหวังว่าน้องทั้งสามจะมานั่งกินข้าวในห้องครัว ผู้รู้อย่างผมเลยต้องเตรียมทั้งข้าวทั้งน้ำใส่ถาด ยกออกไปวางบนโต๊ะกระจก (ย้ายโต๊ะไปอยู่ข้างโซฟาแล้ว เพื่อให้พรมนุ่มหน้าทีวีมีที่ให้น้องๆ นอนกลิ้งเล่นได้)

คนแรกที่ลงมาคือน้องอัน ท่าทางซึมๆ ผิดปกติ เจอหน้ากันปุ๊บก็โผเข้ามากอดขาผมปั๊บ

“อันเจ็บคอ” เสียงตัวเล็กแหบมาก

ผมอุ้มน้องขึ้นไปนั่งบนโซฟา คุกเข่ากับพื้น ประจันหน้าพร้อมซักถาม

“มีน้ำมูกไหม? ไอหรือเปล่า?”

เจ้าตัวเล็กส่ายหน้าถี่ๆ

ผมรินน้ำอุ่นใส่แก้วป้อนน้องก่อน แต่กินไปไม่กี่คำก็ส่ายหน้าไม่เอาแล้ว

“ดีขึ้นไหม?”

น้องส่ายหน้า ไม่พูด แต่ชูสองแขนเล็กหมายให้อุ้มอย่างเดียว เวลาน้องป่วยชอบอ้อนเป็นพิเศษ (ผมเข้าใจ เพราะผมก็เป็น) เลยขึ้นไปนั่งบนโซฟาข้างๆ น้องจะซุก ซบ หรือกอดก็ตามสะดวก แต่เจ้าตัวเล็กเล่นปีนมานั่งคร่อมตักกอดเอวแน่น เกาะติดประหนึ่งเป็นลูกลิง

…ท่าทางวันนี้คงไม่ปล่อยพี่ชายห่างตัวแน่ๆ

ดีนะครับ วันนี้อากาศเย็นสบาย ถ้าร้อนตับแตกอย่างทุกที อย่าหวังเลยว่าพี่จะให้กอดแบบนี้

“มากินข้าวกันดีกว่า”

น้องส่ายหน้าทันที

“พี่ป้อน”

อ๊ะ มีนิ่ง

“พี่ป้อนเชียวนะ ไม่เอาเหรอ?”

พยักหน้าแล้วครับ! ฮ่าๆๆ

ผมพยายามป้อนข้าวต้มน้อง ตักน้ำข้าวต้มให้เยอะหน่อย จะได้ลื่นลงคอง่ายๆ พอหมดน้องก็ไม่เอาเพิ่มแล้ว

…ว่าแต่สามคนข้างบนทำไมยังไม่ลงมาอีกหว่า

ผมแอบเหล่มองหัวลูกลิงที่ซบอกผมอยู่ ขืนอุ้มขึ้นชั้นบน ก็ต้องอุ้มลงมา ไม่ไหวๆ อยู่รอตรงนี้ดีกว่าครับ

นั่งกอดน้องเล่นสักพักก็นึกขึ้นได้ว่าลืมโทรหาลุงหมอ

ผมดึงมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงอย่างทุกลักทีเล กดโทรออก…รอสายอยู่พักใหญ่ไม่มีใครรับ สงสัยยุ่งกันอยู่ กำลังจะกดวางกลับมีคนรับซะก่อน น้ำเสียงคนพูดฟังหอบหน่อยๆ แต่ยังติดขี้เล่นเหมือนเดิม

[สวัสดีครับคุณหนู คุณพ่อติดประชุมครับ คุณหนูฝากข้อความกับพี่ได้เลย]

ผมคิ้วกระตุกยามได้ยินถ้อยคำไม่เข้าหู แต่ข่มอารมณ์หงุดหงิด พูดกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ท้าชนให้รู้ดำรู้แดง ศึกนี้ใครจะเป็นฝ่ายยอมยกธงขาวก่อน!

“อรุณสวัสดิ์ครับนายแพทย์พีรพัฒน์ กระผมนายชลนทีมีเรื่องจะแจ้งให้นายแพทย์พีรพัฒน์ทราบดังนี้…”

[กรุณาอย่ากล่าวแบบนี้เลยครับ! ทางนี้ยิ่งฟังยิ่งปวดขมับตุบๆ]

“ถ้านายแพทย์พีรพัฒน์ยอมเลิกเรียกกระผมว่าคุณหนูก่อน กระผมอาจพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ”

[จะไม่เรียก ‘คุณหนู’ แล้วขอรับ ตกลงว่านายน้อยมีธุระอะไรให้บ่าวผู้นี้รับใช้ขอรับ]

พ้นจากคุณหนู ยังมาเจอนายน้อยอีก!

“ตอนแรกมีแค่เรื่องเดียว แม้มีข้อยิบย่อยเยอะสักหน่อยก็ตาม แต่ตอนนี้กระผมอยากแจ้งให้ทราบหลายเรื่อง เรื่องแรกช่วยเรียก ‘ที’ เฉยๆ ได้ไหมครับนายแพทย์พีรพัฒน์”

[เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนะครับ ทายาทเจ้านาย]

“งั้นมากล่าวถึงข้อที่สองกันเถอะ นายแพทย์พีรพัฒน์ช่วยถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ก่อน แล้วโปรดเดินไปตามคนที่มีอำนาจมากกว่าคุณมารับสายกระผมแทนด้วยครับ”

[ฮะ!]

ผมเมินเสียงตกใจจากปลายสาย “อย่างเช่น พี่ๆ ของคุณ...”

[เดี๋ยวก่อนนน…]

“คำสั่งตรงจากทายาทเจ้านาย นายแพทย์พีรพัฒน์ไม่มีสิทธ์พูดขัดนะครับ”

[โอเค…พี่ยอมแพ้แล้ว]

เสียงระโหยมาเลย แต่ใครจะสน!

ผมกำมือดีใจกับชัยชนะที่ได้รับมา ในที่สุดก็ปราบลูกคนเล็กของลุงหมอสำเร็จจนได้ วู้!

[ตกลงเราโทรมาทำไม ขู่พี่ได้แบบนี้ไม่ได้ป่วยแน่นอน]

“แล้วใครว่าทีป่วย น้ำกับเบอร์ต่างหาก มีไข้ตัวร้อนตั้งแต่เช้า พี่จำเบอร์ดี้ได้ใช่ไหม”

[จำได้ ป่วยแค่สองคน?]

“น้องอันด้วย บอกเจ็บคอ แต่ไม่มีน้ำมูก ไม่มีไอ”

เจ้าตัวเล็กเงยหน้ามองผม พี่ไม่ได้เรียกครับ แค่พูดถึงเฉยๆ

[งั้นน้องทีไปวัดไข้สองสาวก่อน สังเกตอาการอื่นๆ แล้วไลน์หาพี่ เดี๋ยวพี่จะแวะไปตรวจให้ที่บ้าน…ตอนนี้อยู่บ้านอาอรรถใช่ไหม]

“สะดวกเหรอครับ?”

[ถามอะไรอย่างนั้น บ้านเราโทรมาทีอย่างกะเสียงเตือนภัย ใครกำลังว่างเป็นต้องถูกถีบส่งไปหาอย่างไว เอาเป็นว่าช่วยเตรียมข้าวให้สักมื้อจะขอบคุณมากๆ]

[คุณหมอพีรพัฒน์ค่ะ มีคนไข้…]

[ขอโทษนะครับ เจ้านายโทรมา ผมต้องรีบไปตรวจนอกสถานที่ รบกวนติดต่อแพทย์ท่านอื่นไปก่อนนะครับ]

[อ๊ะ ค่ะๆ รีบไปเถอะค่ะ เอ่อ เดี๋ยวดิฉันอยู่แจ้งให้ท่านทราบ หลังท่านออกจากห้องประชุมเองค่ะ]

[ครับ ฝากด้วยนะครับ อ้อ บอกคุณพ่อด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง]

ได้จังหวะ ผมก็รีบกรอกเสียงลงเครื่องสื่อสาร “พี่พีทไม่ต้องรีบมาก็…”

[ไม่ต้องห่วงนะ พี่จะรีบไป!]

ตัดสายผมซะงั้น แถมน้ำเสียงส่งท้ายยังเคร่งเครียดเกินเหตุ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังคุยเล่นสนุกกันอยู่เลย

จ้องมือถือสักพักก็เบ้ปาก ลูกคนสุดท้องของลุงหมอนิสัยยังเหมือนเดิมเป๊ะ

ก่อนจะเก็บมือถือ ผมคิดบางอย่างได้ เลยรีบปลดล็อกกดโทรออกหาคนข้างบน พาร์ไม่รับสาย สงสัยทิ้งเครื่องไว้ในห้องนอน เลยเปลี่ยนโทรเข้าเบอร์น้ำแทน สักพักใหญ่กว่าจะมีคนรับ

[กำลังลงไป] เสียงพาร์ครับ

“ทำไมช้า?”

[สองสาวไม่ยอมลุกจากเตียง พึ่งขุดขึ้นมาได้]

อ้อ

“’งั้นรีบลงมาแล้วกัน” ผมตัดสายแค่นั้น

สักพักได้ยินเสียงพาร์เอ่ยดุน้องๆ แถวบันได หันไปถึงได้เห็นสภาพสองสาวพร้อมลงไปนอนวัดพื้นทุกเมื่อ เสียวน้องกลิ้งม้วนตัวลงมาจริงๆ ลุ้นตามจนถึงชั้นล่างอย่างปลอดภัยค่อยโล่งใจหน่อย พอสองสาวเห็นหน้าผมก็ถลาตรงมาหา…

เปล่าครับ ไม่ได้วิ่งมากอดเหมือนน้องอัน แต่คว้าหมอนอิงข้างตัวผมคนละใบ แล้วทิ้งตัวนอนบนพรมนุ่มหน้าทีวีทันที จนผมต้องรีบยื่นเท้าขวางไม่ให้นอน

“มากินข้าวต้มกันก่อน! ใครไม่กิน พี่ไม่ให้นอนแน่”

“พี่ทีอ่ะ”

ผมเมินเสียงประสานของสองสาว พยักเพยิบให้เห็นข้าวต้มบนโต๊ะกระจก

“พี่จ๋าป้อน”

มาอีกคนแหละ

“อายเบอร์ไหม เบอร์ยังกินเองเลย”

ยัยน้ำส่ายหน้าขวับๆ ย้ำอีก “ป้อน!”

ผมถอนหายใจ อุ้มน้องอันไปนั่งข้างๆ “นั่งรอตรงนี้ก่อน”

“ม่าย”

เอาเข้าไป

“งั้นพี่ไม่ให้กอด” ดันตัวน้องออกห่างอีกหน ตัวเล็กทำท่าเบะปากเตรียมร้อง “ถ้าร้องไห้ พี่ก็ไม่ให้กอด”

นิ่งเลยครับ แต่น้ำตาคลอเชียว ผมขยี้หัวน้องชายเป็นคำชม ก่อนเดินไปหยิบชามข้าวต้มมานั่งป้อนน้องสาว ยัยน้ำนั่งพื้นพิงโซฟา อ้าปากรับเป็นลูกนกแรกเกิด ปากเคี้ยวทั้งที่ตาปิด ตัวน้องร้อนผ่าวๆ แค่ยื่นมือเข้าใกล้ตอนป้อนยังรู้สึกถึงไอร้อนเลยครับ…สงสัยต้องเช็ดตัวลดไข้ไปพลางๆ ระหว่างรอหมอมาถึง

ข้าวต้มหายไปครึ่งชาม แผ่นหลังของผมก็ถูกกระแทกอย่างแรง ดีนะช้อนยังไม่พ้นขอบชาม ไม่งั้นหกเลอะไปแล้ว เอี้ยวคอเหลียวมอง กะจะดุเจ้าตัวเล็ก แต่รู้สึกชื้นๆ ที่หลังเสื้อเข้าก่อน ไม่มีเสียงสะอื้นให้ได้ยิน เสื้อรอบเอวก็โดนกำแน่นจนยับ ก็ได้แต่ถอนหายใจ ปล่อยน้องคนเล็กกอดไปครับ

ผมป้อนน้องสาวจนหมดชามแล้ว ยัยน้ำยังอ้าปากรอรับอยู่เลย ตลกดี แต่อีกแง่ สติคงไม่เหลือแล้วมั้ง

“ที น้ำ”

ตอนแรกนึกว่าผมกับน้องโดนเรียก แต่พาร์แค่ส่งแก้วน้ำมาให้ครับ มีใส่หลอดให้ด้วย เอาใจใส่ดีแฮะ

ผมวางชามลง รับแก้วน้ำพร้อมยิ้มแทนคำขอบคุณ จ่อหลอดป้อนน้องสาวถึงปาก…หลอดโดยเคี้ยวครับ เหมือนผมจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ทั้งจากทั้งคนตัวเล็กและคนตัวโต ผมก็ขำนะ แต่จำต้องทน เอ่ยเตือนสติน้องสาวก่อนหลอดใช้งานไม่ได้   

“นี่หลอด ดูดอย่างเดียวพอ ไม่ต้องเคี้ยว”

น้ำปรือตามองนิดหนึ่ง ก่อนดูดน้ำไปครึ่งแก้วก็ผละออก

“นอนได้ยางง”

เสียงยานคางมาก หัวเริ่มตกตามแรงโน้มถ่วง พออนุญาตปุ๊บ ก็คลานไปทิ้งตัวนอนข้างเบอร์ดี้ทันที 

“อยู่นี่แหละ เดี๋ยวยกไปเก็บเอง”

พาร์ว่าหลังก้มหยิบชามข้าวต้มที่ผมวางทิ้งไว้ แถมแย่งแก้วน้ำในมือ เดินไปวางบนถาด ผมชะเง้อคอมองชามข้าวของน้องเบอร์ดี้ หายไปแค่ครึ่งเดียว ก็ยังดีครับ

“ฝากเอาน้ำใส่กะละมังกับผ้าขนหนูในห้องน้องอันลงมาให้ด้วยนะ”

คนกำลังยกถาดเดินเข้าครัว หันมามอง

“จะเช็ดตัวน้อง?”

ผมพยักนหน้า

“เอาเสื้อผ้าน้องลงมาด้วยไหม?”

ผมคิดสักพักก็ส่ายหัว “รอไข้ลดเหงื่อออกก่อน ค่อยเปลี่ยนทีเดียว เอาแค่แป้งลงมาก็พอแล้ว”

-------------

หลังจากยุ่งกับการดูแลน้องๆ พักใหญ่ๆ คุณหมอก็มาถึงสักที สภาพพี่พีทตอนแรกดูเนี๊ยบดีจนผมอึ้ง

แต่พอเข้าบ้านปุ๊บ พี่พีทตรงดิ่งไปห้องรับรองแขกที่ผมกับพาร์ช่วยกันทำความสะอาดเตรียมพร้อมใช้งาน เพราะไม่ได้ปิดประตู ผมเลยเห็นทุกช็อต ตั้งแต่พี่แกถอดเสื้อกราวแขวนหน้าตู้เสื้อผ้าอย่างดี ตามด้วยเสื้อเชิ้ต กางเกง เหลือแค่กางเกงในเดินดุ่มๆ เข้าห้องน้ำ สิบห้านาทีต่อมาก็มีผ้าขนหนูพันเอว

“ที หาเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น หรือแค่บ็อกเซอร์ก็ได้ให้พี่หน่อย”

พาร์อาสาไปหยิบเอง ที่จริงในตู้เสื้อผ้าก็มีชุดนอนนะครับ (ของลุงแทน) แต่สงสัยพี่แกจะไม่ชอบ

“พี่ขอกินข้าวก่อนได้ไหม”

“ในครัวมีข้าวต้มหมูสับอยู่ในหม้อ ตักเอาเลย”

ผมมองตามแผ่นหลังกึ่งเปลือยของคุณหมอหนุ่มหายลับเข้าครัว นึกภาพพี่เขานั่งกินข้าวในสภาพนี้แล้วต้องส่ายหัว หมดกันภาพลักษณ์ของคุณหมอ แต่ก็แอบสงสารนะครับ หน้าตาอิดโรยมาก พาร์ลงมาพร้อมเสื้อผ้า หันซ้ายขวาไม่เจอตัวก็เลิกคิ้วถาม ผมชี้นิ้วไปทางห้องครัว

“อ้อ แล้ว…เขาเป็นใคร?”

ถามช้าไปปะ

“ลูกชายลุงหมอ พึ่งเรียนจบไม่ถึงปี จะเรียกหมอพีท หมอพีรพัฒน์ หรือแค่พี่พีทเฉยๆ ก็ตามใจ”

พาร์พยักหน้า แววตายังข้องใจ “แล้วมาทำอะไร?”

“มาตรวจอาการน้องๆ”

พาร์อ้าปาก ท่าทางตกใจ แต่พอตั้งสติได้ก็ถามเสียงเครียด “มึงต้องจ่ายเท่าไหร่”

ผมงง “จ่ายอะไร?”

“ค่ารักษานอกสถานที่”

“อ้อ ไม่มี”

“อะไรนะ?!”

ผมนิ่วหน้าใส่คนทำเสียงดัง “ก็บอกว่าไม่มีไง ไม่ต้องเสียตังค์อ่ะ”

พาร์ทำหน้าไม่เชื่อ “ไม่เชื่อก็ตามใจ เอาเสื้อผ้าไปให้ แล้วถามคนเป็นหมอเองก็แล้วกัน”

พาร์ทำตามทันที พักใหญ่ๆ ก็เดินหน้ามึนกลับมาหาผม เปิดกระเป๋าเงิน ควักแบงค์ร้อยสองใบยื่นมาให้ผม

อะไรวะ?

“หมอบอกว่ามึงจ่ายไปสี่ร้อย หารครึ่งก็คนละสองร้อย”

ผมไม่รับ แต่ถามกลับ “…แน่ใจนะว่าฟังไม่ผิด?”

“เออ!”

“งั้นช่วยหันไปด้านหลัง มองทะลุให้ถึงครัว แล้วบอกกูด้วยว่ามึงเห็นอะไร”

“…หมอพีทนั่งทุบโต๊ะหัวเราะไม่หยุด”

ผมตบบ่าคนกำลังอึนได้ที โธ่ โดนแกล้งก็ยังไม่รู้ตัว เลยสงเคราะห์ช่วยเฉลยความจริง

“กระเป๋าตังค์กูอยู่บนห้อง แล้วจะจ่ายเงินให้หมอได้ยังไง”

“…”

พาร์เงียบไปเลยครับ ผมก็ปล่อยให้เพื่อนตั้งสติเอาเอง เอื้อมไปหยิบตัวต่อส่งให้น้องอันที่ยึดตักผมเป็นที่นั่ง ไม่ยอมลุกไปไหน 

“คนนั้น…” พาร์เกริ่น “ลูกพี่ลูกน้องเหรอ?”

“เปล่า ไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเลือดเลย” ตอบแล้วก็ลองมาครุ่นคิดดูอีกที “แต่ก็…เหมือนล่ะมั้ง ยังไงก็รู้จักมาตั้งแต่เด็ก”

“บ้านอยู่ละแวกเดียวกัน?”

“ไม่อ่ะ”

พาร์อ้าปากจะถามอะไรอีก แต่คนในหัวข้อสนทนากลับเดินหน้าหงอยเข้ามาหาซะก่อน

“น้องทีครับ”

ผมเลิกคิ้วสูง ไม่ได้แปลกใจเสียงออดอ้อน แต่กำลังสงสัยว่าพี่แกต้องการอะไรจากผมอีก

ของกินก็ให้ไปแล้วนี่หว่า

“ทำอะไรเพิ่มให้หน่อย แค่ข้าวต้มมันไม่พอยาไส้ครับ”

ฮะ!

“ไม่พอได้ไง ทีทำทิ้งไว้เผื่อมื้อเย็นเลยนะ!”

เย็นนี้ผมกะจะต้มข้าวในหม้อต่อ มันก็จะกลายเป็นโจ๊กให้กินอีกมื้อ 

“หมดแล้ว”

“หมด? ทั้งหม้อเลย?”

พี่แกยิ้มแห้ง ค่อยๆ เอาหม้อที่ถือซ่อนข้างหลังออกมาเอียงให้ผมดูความว่างเปล่าด้านใน

นี่พี่กินหรือสูบ?

“ยังไม่อิ่มอีกเหรอ?”

“ก็…ถมไปได้สักสี่ในห้าแล้ว”

ฟังแล้วอยากกุมขมับ “งั้นเดี๋ยวทีไปทำข้าวผัดให้”

พี่พีทฉีกยิ้ม รีบชูสองนิ้ว ไม่ได้หมายความในแง่ ‘สู้ๆ’ หรอก พี่แกขอสองจาน สมแล้วที่เคยตุตะมาก่อน แต่พึ่งมาผอมหุ่นดีก็หลังเรียนจบนี่แหละ ผมอุ้มน้องอันวางข้างๆ ลุกขึ้นคว้าหม้อในมือพี่พีทเดินเข้าครัวด้วยความปลงตก แว่วเสียงน้องอันร้องไห้จากด้านหลัง สงสัยจะโดนใครสักคนกักตัวไว้ไม่ให้เดินตามผมมา ก่อนจะได้ยินเสียงโหดของคุณหมอจบใหม่

“คนไหนเด็กดื้อ โดนหมอจับฉีดยาแน่ๆ”

เงียบกริบ

ฮ่าๆๆ

ผมออกมาอีกที พี่พีทเก็บอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉบับพกพาลงกระเป๋าแล้ว กำลังแนะนำวิธีใช้ยาให้พาร์ฟัง ส่วนตัวเล็กหลับไปแล้วครับ พอพี่พีทสังเกตเห็นผมก็ฉีกยิ้มกว้าง

“เสร็จแล้ว?”

“วางอยู่บนโต๊ะ”

ความเริงร่าแผ่ออร่าคูณสอง…เหมือนน้องหมาเลยครับ ก่อนเดินผ่านยังก้มลงมาหอมแก้มกันฟอดใหญ่แทนคำขอบคุณอีก ผมชินโดนมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งหลังทำอาหารเป็นยิ่งโดนบ่อย แต่พอหันไปมองพาร์ แววตาเพื่อนเอาเรื่องสุดๆ เหมือนโกรธกันมาชาติเศษ

“ถามหน่อย”

“อะ อือ”

พาร์พยักเพยิบไปทางห้องครัว “เขาเป็นอะไรกับมึง?”   

ผมกระพริบตา “พี่ชาย…ล่ะมั้ง”

“ทำไมต้องมีมั้ง?”

เดี๋ยวนะ ทำไมน้ำเสียงขุ่นขนาดนั้นครับเพื่อน

“เอ่อ พาร์…มึงโกรธกูเรื่องอะไร?”

เงียบครับ ทั้งสีหน้าทั้งแววตาของพาร์ดูสับสนอย่างหนัก สุดท้ายก็เดินหนีผมดื้อๆ

อะไรของมัน 

-------------

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.3 (24/09/2016)
«ตอบ #94 เมื่อ24-09-2016 17:30:00 »

บทที่ 15 (ต่อ)

พี่พีทอยู่กับพวกผมยาวถึงเย็น ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก พี่แกยึดโซฟานอนยาวจนโดนโทรตามตัวไปเข้าเวรหรืออะไรสักอย่าง (ผมฟังไม่ถนัด) ถึงได้กุลีกุจรเข้าห้องน้ำ แต่งตัวซะเนี๊ยบเหมือนขามาอีกรอบ ย้ำเรื่องการใช้ยา แล้วเตรียมกลับอย่างไว

“เดี๋ยวผมเดินไปส่ง…”

“มึงอยู่เฝ้าน้องนั่นแหละ เดี๋ยวกูไปส่งเอง”

ผมมองพาร์แย่งของในมือคุณหมอหนุ่มไปช่วยถือ เดินนำหน้าไปนู้นแล้ว แต่เจ้าของกระเป๋าอย่างพี่พีทกลับยืนครุ่นคิดอยู่ที่เดิม ครู่เดียวพี่แกก็ฉีกยิ้มระรื่นแบบที่ผมเห็นยังแอบแหยง

เหอะๆ พาร์โดนพี่แกหมายหัวแล้วแน่ๆ…ในฐานะบุคคลน่าแกล้งแห่งปี หรือหลายปีน่ะนะ

ผมเลยไม่แปลกใจที่ได้เห็นหน้าตาบูดบึ้งตอนกลับเข้ามาของพาร์ แต่ที่ไม่เข้าใจ ทำไมผมถึงได้รับสายตาหงุดหงิดจากมันเล่า!

-------------

เมื่อน้องๆ ป่วยจนซ่าไม่ออก แต่ละคนเข้านอนกันเร็วมากครับ สองทุ่มครึ่งก็พากันหลับหมดแล้ว

เฮ้อ…ได้เวลาพักซะที

อาบน้ำเสร็จก็มานอนกลิ้งเล่นบนเตียงคลายเมื่อย สักพักรูมเมทที่เข้าไปอาบทีหลังก็ออกมา

“ที”

“หือ?”

“มีเรื่องจะถามหน่อย”

ผมงง ทุกทีเคยถามแบบนี้ที่ไหน เลยลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง เพ่งมองเพื่อนด้วยแววตาสงสัย

จะจ้องหน้าทำไม

“มีอะไรจะถามก็พูดมาดิ”

พาร์เงียบไปอึดใจหนึ่งกว่าจะพูดออกมา “กูอยากได้อัลบั้มรูปถ่ายตั้งแต่เด็กของมึง…แบบปกติ”

ผมสะดุดหูสองจุด ได้ยินแล้วอารมณ์ต่างกันสิ้นเชิง แต่ขอพูดถึงอย่างแรกก่อน

“จะย้ำหาพระแสงอะไรไม่ทราบ!”

ยังดีที่มันไม่ถามว่า ‘มีไหม’ ต่อท้ายคำว่าปกติ ไม่งั้นผมคงกระโจนลงไปต่อยมันอีกหมัดแน่ๆ

พาร์ไม่พูด แต่โยนหลอดยาแก้พกช้ำจากโรงพยาบาลมาบนเตียง หล่นตุบข้างตัวผมพอดิบพอดี เห็นแล้วก็นึกได้ ทั้งวันมัวแต่วุ่นเรื่องนู้นเรื่องนี้ ลืมทายาให้มันเลย ผมโยนหมอนหนุน (ของพาร์) ให้ใช้รองหน้าอก รอเพื่อนนอนคว่ำ ระหว่างนี้ก็ถามย้ำคำติดใจอย่างที่สอง

“แล้วมึงจะ อยาก-ได้ ไปทำไม?”

ลองบอกว่าอยากได้ไว้ดูเล่นสิ ผมยันมันตกเตียงแน่

“อยากได้ไว้ดู…”

ผมง้างเท้าขึ้นแล้ว

“เฉยๆ”

…เพี้ยนไปแค่ประโยคหลัง ผมควรเตะมันดีไหมครับ แต่น้ำเสียงพาร์ไม่ได้ฟังดูโรคจิต ปล่อยผ่านแล้วกัน

วางเท้าลง ทรุดตัวนั่งขัดสมาธิ เตรียมทายาให้เพื่อน

“ขอถามให้แน่ใจ ดูเฉยๆ แล้วคืนเจ้าของ? หรือจะขอรูปถ่ายไปเก็บไว้ด้วย?”

“ทำไมถามแบบนี้?”

“ก็คำว่าอยากได้ของมึง มันครอบคลุมหลายอย่าง”

“กูใช้คำผิดเอง…ขอดูได้ไหม”

“งั้นตอบคำถามมาก่อน จะขอดูไปทำไม?”

พาร์เงียบไปนานจนผมทายาด้านหลังเสร็จ กำลังย้ายตัวเองไปทายาที่หัวเพื่อน

“…พ่อบอกว่าถ้ารู้สึกไม่โอเค และกูอยากถอย ให้ลองกลับไปยืนที่จุดเริ่มต้นดู”

“แล้ว?”

“จุดเริ่มต้นของกูกับเด็กคนนั้นคือรูปถ่าย กูเลยว่าจะเริ่มจากตรงนั้นใหม่อีกครั้ง”

อ้อ

“หลังจากนั้นล่ะ?”

“มึงเป็นเพื่อนที่ดี กูไม่อยากให้เรื่องสมัยเด็กมาทำลายมิตรภาพตอนนี้”

ผมบอกให้พาร์พลิกนอนหงาย

พาร์พ่นลมหายใจ ทำตามที่ผมสั่ง หน้าท้องเพื่อนช้ำกว่าเมื่อวาน (เมื่อเช้าก็ลืมสังเกต) สงสัยเพราะแรงหมัดของผมแหงๆ

“สรุปคือมึงจะถอยสินะ”

พาร์ไม่ตอบ แววตามันสับสนสิ้นดี แถมยังเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามอีกต่างหาก

“ตกลงจะบอกได้ยังว่าอยู่ไหน?”

ผมทายาไป ตอบคำถามไป “อัลบั้มรูปอยู่ชั้นล่างสุดของตู้หนังสือตรงนั้น”

ผมชี้นิ้วบอกพิกัด “แต่กูเอามาแค่บางส่วน ที่เหลืออยู่บ้านย่าหมด”

“ขอดูเท่าที่มีก่อนก็ได้”

ทายาให้มันเสร็จ ผมก็เดินไปล้างมือ ออกมาเจอเพื่อนนั่งเปิดอัลบั้มรูปอยู่ตรงปลายเตียง

…มันยิ้มอ่ะ

“รูปตอนเด็กของกูมีอะไรน่าขำหรือไง?”

พาร์ไม่ตอบ เหมือนจมสู่ภวังค์ไปแล้ว ได้แต่ส่ายหัวปลงๆ ปล่อยพาร์ไปเถอะครับ ส่วนผมหนีไปเล่นเกมออนไลน์ดีกว่า ไม่ได้เข้าเล่นนานจนลืมไปแล้วว่าล่าสุดเซฟตัวละครไว้ที่ไหน แล้วกระดาษจดชื่อกับรหัสล็อกอินไปวางอยู่ไหนเนี่ย

สุดท้ายผมหาไม่เจอ เอาวะ เปิดเกมไพ่ในคอมเล่นคลายเครียดก็ได้

“ที!”

ผมสะดุ้ง หลุดสมาธิจากเกมไพ่หลังเล่นมาพักใหญ่ แต่ก่อนจะได้หันไปหา คนเรียกกลับโผล่พรวด ยื่นรูปทั้งอัลบั้มวางกระแทกบนโต๊ะ

“คนนี้คือ ไอ้พี่หมอวันนี้?”

ผมเหลือบมองภาพที่พาร์ชี้ ตัวเองสมัยหกขวบกำลังหอมแก้มเด็กผู้ชายอายุมากกว่า

“อ้อ ใช่”

ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะโดนพี่พีทแกล้งบอกวันเกิดผิด ผมเลยเป็นคนเดียวที่ไม่มีของขวัญเตรียมไว้ให้ และถ้าไม่มีพี่แกจะยัดเหยียดตั๋วลงโทษฉบับพี่แกทำเองใส่มือ เพื่อเอาตัวรอดเฉพาะหน้า ผมเลยหอมแก้มไปฟอดหนึ่ง พร้อมพูดแถให้มันกลายเป็นของขวัญให้ได้ จำไม่ได้ว่าพูดอะไรไปบ้าง แต่สีหน้าพี่พีทเหวอสุดๆ พวกผู้ใหญ่หัวเราะร่วน แต่หลังจากนั้นเวลาพี่พีทเจอหน้าผม จะทำหน้าหมั่นไส้มาก

ผมออกจากภวังค์ก็พบว่า พาร์เก็บอัลบั้มรูปคืนที่เดิมแล้ว หน้าหงุดหงิดได้ที่ มือกำสมาร์ตโฟน อีกมือผลักประตูเปิดเตรียมออกจากห้อง

“จะไปไหน?”

“ช่างกูเถอะ!”

ประตูถูกกระแทกปิด แต่เสียงไม่ดังนัก สงสัยกลัวน้องๆ ตื่น ผมจ้องประตูต่ออย่างมึนๆ 

…วันนี้พาร์อารมณ์แปรปรวนชะมัดเลยครับ

-------------

วันอาทิตย์ก็เหมือนกับวันเสาร์ ต่างแค่น้องๆ เริ่มอาการดีขึ้น กลับมาร่าเริงถึงขั้นป่วน เรียกร้องอยากกินนู้นกินนี่ตั้งแต่เช้า ผมต้องแหกขี้ตามาทำแกงจืดเยื่อไผ่ใส่เห็ดหอมสับให้ หลังของคาวคือของหวาน พาร์เลยรับบทหนักเพราะเป็นคนเดียวในบ้านที่ทำของหวานอร่อย

“เยลลี่ๆ อยากกินเยลลี่ พี่พาร์ทำให้กินหน่อยยย”

นอกจากสองสาว พาร์ยังเจอสายตาออดอ้อนของเจ้าตัวเล็กด้วย

ผมเมินสายตาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้กลับมาทำตัวเป็นปกติอีกครั้ง พลางชำเลืองมองวิธีที่พาร์ใช้รับมือน้องๆ เพื่อศึกษาเป็นแนวทาง มันใช้เทคนิก 'ความเงียบ สยบทุกความเคลื่อนไหว' แต่ขอโทษเถอะ เพราะใช้กับสามคนนี้ไม่ได้ผลครับ พูดด้วยปากไม่ฟัง น้องๆ ก็เริ่มสกินชิพเข้าออดอ้อน สุดท้ายพาร์ทนไม่ไหว ชิ่งหนีขึ้นข้างบน ทิ้งน้องทั้งสามมองตามตาปริบๆ ก่อนหน้าบูดในเวลาต่อมา

“ทำไมให้กินไม่ได้อ่ะ แค่เยลลี่น้ำผลไม้เองนะ คั้นสดจากส้มแท้ๆ มีวิตามินซีสูงจะตาย ป้องกันหวัดด้วย หรือถ้าพี่พาร์ขี้เกียจ น้ำเสนอให้ใช้น้ำผลไม้กล่อง”

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่คั้นสดหรือกล่องหรอกน้องสาว แต่เพราะมันต้องเอาไปแช่ตู้เย็นก่อน ใครจะเอาของเย็นๆ ให้คนป่วยกินเล่า   

“รอหายก่อน เดี๋ยวพาร์ก็ทำให้เองแหละ” ผมพูดปลอบ

“พี่ทีทำได้ไหม?”

“ได้”

สายตาสามคู่มองสบตาผมปิ๊งๆ อย่างมีความหวัง

“แต่กินเข้าไปแล้ว อาจแหวะออกมานะ”

“ทำไมคะ?” เบอร์ดี้ทำหน้าสงสัย

“เพราะมันไม่อร่อยไง” ผมเฉลยด้วยรอยยิ้ม ได้แหย่น้องแล้วรู้สึกดีจัง

เสียงทำนองล้วนๆ ช่วงต้นเพลง Lost In The Echo ของ Linkin Park ดังขึ้นกะทันหัน…ริงโทนมือถือผมเอง หยิบขึ้นมาดูถึงกับชะงัก เมื่อเห็นชื่อคนกับภาพถ่ายเดี่ยวๆ ครึ่งตัวปรากฏบนหน้าจอ

สามีไอ้เด็นครับ 

############

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #95 เมื่อ24-09-2016 20:44:26 »

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:   อีพาร์หึงทีแน่ๆเลย55555

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2356
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #96 เมื่อ24-09-2016 21:31:34 »

 :hao4:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #97 เมื่อ24-09-2016 21:36:20 »

อยากอ่านต่อ อะ สนุกกกกก :ling1: :ling1: :ling1: :ling1:
พาร์ คิดจะถอย อุตส่าห์ขอดูรูปเวอร์ชั่นปกติชาย
แต่พอเจอรูป ทีหอมแก้มพี่หมอ
อารมณ์เสียทันที หึงละสิ
สามีเดน โทรมาทำไมนะ
จะบอกเรื่องเลิกกับเดน ? :katai1: :katai1: :katai1:
ค้างงงงง ไร้ท รับผิดชอบบบบ เลย
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #98 เมื่อ24-09-2016 22:07:47 »

พาร์ยังจะต้องพิสูจน์ใจตัวเองอีกเรอะ เห็นชัดจะจะตาขนาดนี้

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2123
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #99 เมื่อ24-09-2016 22:30:58 »

พาร์นี่ยังไง คือ หึง น้องทีเหรอคะ อิอิ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
« ตอบ #99 เมื่อ: 24-09-2016 22:30:58 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #100 เมื่อ24-09-2016 22:41:46 »

 :pig4:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #101 เมื่อ25-09-2016 03:04:17 »

เอาอีกกกกก

ออฟไลน์ rinny

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #102 เมื่อ25-09-2016 20:20:15 »

อยากมีพี่ชายยยยย อยากได้พี่ชายแบบทีมากเลย ฮืออออ พี่ชายอะไรน่ารักตะมุตะมีแม่ศรีเรือนสุดๆ
พี่หมอนางมาพร้อมความหิวใช่มั้ย แถมยังทำให้พาร์หงุดหงิดอีก แล้วแบบนี้ทีจะง้อยังไงละเนี่ย????

ออฟไลน์ uknowvry

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-6
Re: - ชลนที - [บทที่15] P.4 (24/09/2016)
«ตอบ #103 เมื่อ25-09-2016 20:39:47 »

โอ๊ยยยยย ดีทุกตอน อุ่นละมุน

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #104 เมื่อ28-09-2016 08:47:48 »

บทที่ 16

ผมออกมารับสายที่ดังรอบสองตรงลานตากผ้าหลังบ้าน หลังหลอกล่อน้องๆ นั่งดูการ์ตูนสำเร็จหมาดๆ

“ไง ตื่นเช้าจัง” รีบทักก่อนโดนเพื่อนบ่นเรื่องรับสายช้าจนมันต้องโทรซ้ำ 

[เช้าบ้าอะไร จะสิบโมงอยู่แล้ว]

“ทุกทีเช้าวันอาทิตย์แบบนี้มึงชอบนอนอืดยาวถึงสิบ ไม่ก็สิบเอ็ดโมงประจำ”

[แต่วันนี้คณะกูมีนัดติวกับพวกรุ่นพี่ครับเพื่อน เรียนไปสองชั่วโมงแล้ว พึ่งได้พักเนี่ย]

“อ้อ เจอวินปะ?”

[เจอดิ กูเห็นหน้าจนเบื่อแล้ว แต่คุยด้วยไม่ได้ แถมไอ้วินโคตรเป็นคนของประชาชน เดินไปไหนมีแต่คนรู้จัก]

ผมหัวเราะทันที ใครไม่รู้จักเดือนวิศวะพ่วงตำแหน่งเดือนมหาลัยก็แย่แล้วครับ

[ว่าแต่ เกมทำเป็นไม่รู้จักกัน ของกลุ่มเราสิ้นสุดเมื่อไหร่นะ?]

ผมนึก “ไอ้คนเสนอบอกว่าช่วงเรียนคือไม่รู้จัก เพราะงั้นช่วงสอบก็น่าจะรู้จักได้แล้ว”

[อ้อ...รวมกลุ่มพอดีเลยนี่หว่า แต่ปีนี้จะติวให้กันรู้เรื่องเรอะ พวกเราแยกเรียนคนละคณะเลยนะโว้ย]

“วิชาพื้นฐานยังชนกันอยู่ อีกอย่างนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่กลุ่มเราได้รวมตัวช่วงสอบ คนในกลุ่มไม่มีใครอยากพลาดหรอก…สรุปมึงโทรมาชวนคุยเล่นสินะ”

ผมก็นึกว่ามันมีปัญหากับเมีย แต่ถ้าไม่มีการพูดถึง สถานการณ์คงยังอยู่ในความสงบล่ะมั้ง

[เปล่า แต่กูโทรมาทวง]

“ทวงไรวะ กูไม่ได้ติดเงินมึงนะ”

[ทวงความลับจากมึงต่างหาก! เพราะมึงแหกกฎกลุ่ม!]

“ฮะ? ความลับอะไร?”

ผมมีด้วยเหรอ?

[แล้วช่วงนี้มึงทำเรื่องอะไรไว้ล่ะ?!]

ผมงงหนักกว่าเดิม หยุดทบทวนพักใหญ่ ก่อนพูดออกไป “…ทะเลาะกับเมียมึง”

[ไม่ใช่เรื่องนี้! แล้วยังไม่คืนดีกันอีกเรอะ]

“หลังจากมีเรื่อง กูยุ่งตลอด จะเอาเวลาไหนไปเคลียร์ แล้วเมียมึงเป็นไงมั้ง”

[ไม่รู้]

“อ้าว”

[ทางกูก็ยุ่งๆ หลายเรื่องเหมือนกัน ไหนจะสอบ ไหนจะเรื่องโดนรุ่นพี่ฝึกโหดจนกูสับสนว่ามาเรียนวิศวะหรือเรื่องทหาร แล้วยังเรื่องศึกลูกสาวคณะอีก ไม่ได้เจอหน้ามันเกือบหกวันแล้วมั้ง…เดี๋ยว มึงพากูออกทะเล!!]

“มึงก็พายออกไปพร้อมกัน!”

[พายกลับเข้าฝั่งด่วน สรุปจะไม่ยอมรับว่ามีความลับกับเพื่อนฝูง?]

“ความลับอะไร? กูงงครับ”

[ไม่ต้องแกล้งทำงงกลบเกลื่อน ทีกูยังบอกทุกเรื่อง! หึ จำไว้เลยนะมึง]

ผมมองมือถือที่โดนตัดสายด้วยความมึนสุดขีด โทรกลับไปก็ไม่ยอมรับสาย

มันน้อยใจผมเรื่องอะไรวะเนี่ย?

ผมกดตัดสัญญาณครั้งที่สามทิ้ง ชักเริ่มหงุดหงิดเลยกดเข้าไลน์กลุ่มเพื่อนเก่าแก่ พิมพ์ยาวเหยียดแล้วกดส่งไปทีเดียว

TEE: ยำยำเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ ใครที่ว่างอยู่ไปคุยกับมันหน่อยดิ
TEE: แล้วมาบอกด้วยว่ามันน้อยใจเรื่องอะไร เพราะกูงงครับ

พักเดียวก็ขึ้นอ่านครบทุกคน (รวมถึงคู่กรณีผมด้วย)

YamYam: เออ กูมันบ้า! กูมันงี่เง่าที่น้อยใจมึง!
White Rabbit: เดี๋ยวๆๆ ก่อนอื่นนะ
White Rabbit: ช่วยเท้าความให้พวกกูรู้ก่อนว่า พวกมึงทะเลาะกันเรื่องอะไร
Wind: จริง พวกกูงงครับ
TEE: กูก็อยากรู้
Wind: อ้าว ไอ้ทีไม่รู้ งั้นมึงเล่าเลยไอ้ยำ
YamYam: ไอ้ทีมีความลับกับเพื่อน
Wind: อะ อ้าว คดีพลิก
White Rabbit: มีความลับอะไรคลายมาให้ไว
YamYam: ถูก มึงจะละเมิดกฎของเรา กลุ่มดาวลูกไก่ไม่ได้
TEE: กูไม่คิดจะมีความลับกับพวกมึง แต่กูงงครับ
TEE: ความลับห่าอะไรกูยังนึกไม่ออกเลยครับ
White Rabbit: ไอ้ทีพิมพ์โคตรช้า แต่กูก็เริ่มงงเหมือนมันอีกคนแล้ว ไอ้ยำขยายความดิ
YamYam: ไอ้ทีหนีไปมีแฟน!
Templar: แล้วมันแปลกตรงไหน มึงถึงมาโวยวายใส่เพื่อนเนี่ย
YamYam: แปลกตรงที่มันเปลี่ยนรสนิยมแล้วไม่บอกนี่แหละ!’

ฮะ?!

สติกเกอร์ตกใจมาเลยครับ เรียงรายมาตามบุคคลในกลุ่มที่มีกันเจ็ดคน (นับรวมผมด้วย)

กว่าผมพิมพ์ส่ง คนอื่นก็รัวสติกเกอร์กันครบแล้ว

TEE: ใครเปลี่ยนรสนิยม?!
YamYam: มึงไง เปลี่ยนไปชอบป่าไม้เหมือนกูก็ไม่ยอมบอก
YamYam: ต้องมารู้ข่าวจากปากคนอื่น น้อยใจวะ
White Rabbit: ไอ้ที!! อธิบายมาเลย!
TEE: จะให้อธิบายอะไร! กูยังไม่เข้าใจเลยโว้ยยย!
YamYam: ถ้ามึงยังไม่ยอมรับอีก กูจะแคปหน้าจอยื่นหลักฐานลงกลางกลุ่มแล้ว
TEE: เออ ยื่นมาเลย
White Rabbit: ไอ้ทีท้ามาแล้ว ยำยำทำด่วน หึๆ
Templar: มึงหัวเราะได้น่าเกลียดมากไวไว
White Rabbit: กูหัวเราะอารมณ์ดี เพราะกำลังจะได้ชมเรื่องน่าสนุกไง

ผมปล่อยไวไวกับเทมลับฝีปากผ่านตัวอักษร จนยำยำมาห้ามทัพเพื่อลงหลักฐาน แต่แค่ภาพแรกก็ทำผมชะงักกึก แต่นี่มีมาอีกสองภาพ

YamYam: เนี่ย! คนทั้งมหาลัยรู้ตำนานความรักของมึงกับรองเดือนคณะนิติกันหมดแล้วโว้ย!’
Wind: วี้ดวิ้ววว
Wind: งานนี้เพื่อนทีเป็นฝังเป็นฝาแน่แล้ว
White Rabbit: คนนี้ตัวจริงใช่ปะ
TEE: เดี๋ยวก่อน!
YamYam: มาดงมาเดี๋ยวอะไรอีกฮะ ถ้ามึงอยากถามหาแหล่งที่มา
YamYam: กูเอามาจากเพจข่าวประจำมหาลัยของเจ๊ดาด้า
YamYam: มีตั้งเกือบห้าสิบรูป ประจานความรักของมึงเต็มที่
YamYam: มีอะไรจะแย้งอีกไหมครับคุณเพื่อน
TEE: กูขอยืนยันอีกทีว่ากูไม่รู้เรื่อง เพราะงั้นขอไปศึกษาข้อมูลแปบ
TEE: แล้วจะมาตอบพวกมึงอย่างตรงไปตรงมา
White Rabbit: ห้ามหมกเม็ด!
TEE: เออ!
YamYam: ถ้าหมกล่ะก็ มึงจะได้ตำแหน่งเบ้ประจำกลุ่มตลอดช่วงสอบแน่ เข้าใจ๋?
TEE: เข้าใจ!

ผมเลื่อนกลับไปดูภาพแคปหน้าจออีกที กดขยายรอโหลดจนชัด ภาพแรกพาร์กำลังจูงมือผม รอบๆ ภาพถูกทำให้เบลอ แต่ยังพอเห็นถุงพลาสติกใสกับฝาโหลคุกกี้ในมืออีกข้าง ภาพที่สอง พาร์ก้มลงมากัดลูกชิ้นทอดในมือผม ภาพสุดท้ายพาร์ม้วนเส้นโซบะป้อนผมอยู่

…ภาพงานวันลอยกระทงแน่ๆ ถูกแอบถ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? ไม่สิ ประเด็นคือทำไมถึงกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดได้ล่ะ?

ผมหมุนตัวเดินเข้าบ้านแบบมึนๆ กดเชื่อมต่อเฟสบุ้คที่ปล่อยร้างมาร่วมเดือนกว่า แต่ต้องสะดุ้งกับจำนวนคนขอเป็นเพื่อน ข้อความทั้งจากหน้าเพจทั้งข้อความลับกระหน่ำเข้ามาจนต้องรีบกดออกจากระบบ แล้วใช้บราวเซอร์ค้นหาเพจเจ๊ดาด้าแทน เข้าไปปุ๊บเห็นหัวข้อปักหมุดตั้งแต่เย็นวันศุกร์เป็นอย่างแรก

= ประกาศผลศึกชิงลูกสาวคณะ =
วันศุกร์บ่ายของวันนี้ นิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์เปิดศึกประเดิมนัดแรกของปีนี้ด้วยกีฬาบาสเกตบอล
ผลการแข่ง: นิติศาสตร์คว้าชัยเหนือเศรษฐศาสตร์ และได้ยอมรับลูกสาวเศรษฐศาสตร์เป็นสะใภ้

ตัวอักษรหมดแค่นั้น ด้านล่างเป็นคลิปวีดีโอสั้นๆ ผมกดลูกศรให้วิ่ง ท่านประธานนิติปี4 อย่างพี่ดินก็เริ่มขยับ พูดสรุปการแข่งขันคร่าวๆ เหมือนที่บอกเหนือวีดีโอ แต่ละเอียดกว่ามาก จนเจ๊ดาด้าโผล่มาร่วมเฟรมขอสัมภาษณ์ พี่ดินก็ให้

[เปิดศึกกันเร็วมากนะคะ ทุกทีดาด้าเห็นก็ช่วงเปิดเทอมสองนู้น]

[อ้อ พอดีมีเรื่องพวกเด็กปี1 เข้ามา ผมเลยจัดให้แข่งอย่างเป็นทางการซะเลย]

[เรื่องอะไรคะ?]

[เด็กปี1 แย่งสนามบาสกันครับ ผมหมั่นไส้ที่พวกเด็กๆ วางเดิมพันเรื่องเวลาใช้สนามบาส เลยจัดชุดใหญ่ให้รู้ซึ้งถึงเรื่องเดิมพันแท้จริง จะได้ไม่เอาเรื่องเดิมพันมาใช้พร่ำเพรื่อ]

[เรื่องนี้ดาด้าเห็นด้วยค่ะ แล้วไม่ทราบว่าปีนี้ทางนิติส่งใครเป็นลูกสาวคะ?]

[ประธานชั้นปี1 ของเราครับ]

[เอาเฮดน้องนุชสุดท้องออกโรงเองแบบนี้ ท่าทางจะมั่นใจมากนะคะ]

[พอตัวครับ]

[เห็นว่ารับลูกสาวอีคอนเข้าเป็นสะใภ้]

[ใช่ครับ]

[แสดงว่าเธอคนนั้นต้องมีดีอะไรสักอย่าง ดาด้าขอเดาว่าสวย]

[ฮ่าๆ ตามความคิดผมคือพอใช้ได้ครับ]

[ยิ้มแบบนี้แสดงว่าพี่ดินชอบเธอสินะคะ]

[ครับ เด็กคนนั้นตลกดี]

[ใครเป็นคนเลือกเธอคะ?]

[เด็กปี1 เป็นคนเลือกครับ]

[คู่ของเด็กปี1? แบบนี้ก็แย่สิคะ อาจโดนเข้าใจผิดได้นะ เอ๊ะ หรือเข้าใจถูก?]

[ผมเข้าใจปัญหาดีครับ แต่ก็ไม่อยากใช้อำนาจแยกคู่รักออกจากกัน กลัวผลกรรมส่งถึงตัวเองในอนาคตครับ]

[หมายความว่าทั้งสองคนเป็นแฟนกันอยู่แล้ว?]

[ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า]

[ดาด้าอยากรู้แล้วค่ะ สองคนที่ว่าคือใครเอ่ย?]

[พาร์ นิติปี1 กับ ที อีคอนปี1 ครับ]

ฝ่ายคนมาสัมภาษณ์นั่งอ้าปากเหวอ  อุทานเสียงหลง [พาร์ น้องพาร์ที่เป็นรองเดือนนิติ?]

[ใช่ครับ]

[แล้วน้องทีที่ว่าคงไม่ใช่…]

[ก็ไม่รู้ว่าคิดถึงคนไหนในหัว แต่ถ้าชื่อชลนทีก็ใช่ครับ]

[ดาด้ามีรูป เอารูปน้องทีมาหน่อย]

สักพักก็มีคนวิ่งเข้าเฟรมเอารูปมาวางถึงมือเจ๊แก

[น้องทีคนนี้ใช่ไหมคะ?]

กล้องซูมไปที่รูปในมือเจ๊แก เห็นภาพตัวเองที่ยิ้มหัวเราะพร้อมกลุ่มเพื่อนตอนทำกิจกรรมรับน้องแล้วเซ็ง

ไม่ให้เซ็งไหวได้ไง ก็ไอ้รูปเนี่ยทำผมดังเพียงข้ามคืน เพราะเจ๊แกเล่นโพสลงพร้อมข้อความ ถึงไม่ติดโผหนุ่มฮอตหน้าใหม่ของมอ แต่ก็ติดอยู่ในใจเจ๊ดาด้านะจ๊ะ

[ใช่ครับ]

[ตายแล้ว ดาด้าอยากเป็นลม!]

[ทางอีคอนส่งทีมาเองนะครับ แล้วทางฝั่งผมก็แค่เลือกในฐานะผู้ชนะ ถ้าพาร์ไม่แสดงตัวก่อน ชะตะของทีอาจเปลี่ยนก็ได้ครับ]

[ดาด้าไม่สนใจเรื่องนั้นหรอกค่ะ แค่กำลังคิดว่าข่าวลือคราวนี้มีมูลความจริงแน่ๆ]

[ข่าวลืออะไรครับ?]

[คู่นี้กำลังคบกันอยู่น่ะสิค่ะ เมื่อกี้พี่ดินยังบอกเห็นเป็นคนรักเลยนี่ค่ะ]

[ใช่ครับ แต่ผมแค่เดานะ น้องทั้งสองยังไม่มีใครเอ่ยปากพูดชัดๆ สักคน พวกเพื่อนสนิทของน้องก็ยังไม่มีใครรู้ ผมเองแค่สังเกตจากพฤติกรรมเฉยๆ]

[อันที่จริงดาด้าสงสัยตั้งแต่เห็นสองคนนี้ไปกลับด้วยกันเป็นอาทิตย์แล้วค่ะ]

[แฮ่ม ผมขอไม่พูดถึงเรื่องส่วนตัวของรุ่นน้องนะ ดาด้ามีอะไรจะถามอีกไหมครับ?]

[ไม่แล้วค่ะ ขอบคุณที่แวะมาแจ้งข่าวถึงห้องชมรมของดาด้านะคะ]

พี่ดินยิ้มรับ พูดขอตัว แล้วลุกเดินออกไป

[ใครที่มีรูปเด็ดๆ ช่วยยืนยันความจริง ส่งมาหาดาด้าได้นะคะ]

ภาพวีดีโอตัดจบแค่นั้น ผมกดล็อกหน้าจอ คิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล

ทำไมพี่ดินต้องโกหก?

ผมเดินผ่านด้านหลังกลุ่มน้องๆ โชคดีที่สายตาแต่ละคนหยุดอยู่หน้าจอทีวี เลยขึ้นไปชั้นบนแบบเงียบๆ ได้ เข้าห้องตัวเองปุ๊บ รีบลงกลอนประตูก่อนเลย กั้นน้องโผล่มากวนครับ

“พาร์…”

-------------

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #105 เมื่อ28-09-2016 09:02:30 »

บทที่ 16 (ต่อ)

ผมหันกลับมาทันเห็นพาร์กำลังซุกอัลบั้มรูปไว้ใต้หมอน กะแล้วว่ามันต้องอยู่นี่ แต่…ไอ้อาการแสดงออกทางสีหน้าว่ากลัวโดนดุคืออะไร ผมไม่ได้โกรธสักหน่อย แถมเมื่อวานมันก็ขอแล้ว

“เอ่อ มึง…คือว่า…”

“ฟังนะ กู…”

พวกผมหุบปากฉับหลังประสานเสียงใส่กันไปเมื่อครู่ ความเงียบโรยตัวพักใหญ่ ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงขึงขังของพาร์

“ขอโทษ! ต่อไปจะขออนุญาตก่อน”

ผมมองคนนั่งพิงขอบเตียงอยู่กับพื้นด้วยความมึน จูนสมองไม่ทัน

ขอโทษ? ขออนุญาต?

“พูดถึงเรื่องอะไรวะ?”

“ก็เรื่องหยิบอัมบั้มรูปมึงมานั่งดู...”

“อ้อ” ผมร้องขัดโดยไม่รอพาร์พูดจบประโยค “มึงขอตั้งแต่เมื่อคืน แต่ช่างเรื่องนี้ก่อน!”

“ฮะ?”

ผมเดินไปนั่งแปะกับพื้น ประจันหน้าพาร์

“ฟังนะ…”

แล้วไหงมันเล่นกลืนน้ำลายคงคอต่อหน้า ท่าทางหวาดหวั่นเกินเหตุ เห็นแล้วหมั่นไส้เลยยื่นมือถือเกือบเสยโดนหน้าเพื่อน (ที่จริงผมเล็งปลายคางไว้ แต่พาร์ดันโยกหัวหลบทัน)

“จะเล่นอะไร” น้ำเสียงห้วนดุ แถมยึดของที่เกือบได้ใช้เป็นอาวุธไปจากมือดื้อๆ

ผมรีบคว้ามือเพื่อนพลิกหงาย กดปลดล็อกหน้าจออย่างเร็ว กดเริ่มเล่นคลิปวีดีโออีกรอบ

“ดูซะ!”

พาร์ทำหน้างง แต่ก็ก้มดูจนจบ

ผมเอ่ยถามทันทีที่เพื่อนเงยหน้าขึ้น “คิดว่าไง?”

“…พี่ดินพูดชักจูงให้คนคิดไปทางเราเป็นแฟนกัน”

ผมชะงัก พาร์พูดประเด็นที่ผมไม่ทันคิด

“แล้วเรื่องแย่งสนามบาส โกหกใช่มะ?”

พาร์พยักหน้า “ถ้าบังเอิญเจอคณะมึงที่สนาม ส่วนใหญ่จะเล่นด้วยกันมากกว่า เห็นเชนบอกว่าฝ่ายนู้นนิสัยดีมีฝีมือ เล่นด้วยกันแล้วสนุก”

ว่าแล้ว เพราะผมสงสัยตั้งแต่เห็นไอ้นนท์คุยกับเพื่อนพาร์อย่างสนิทสนมแล้ว พอถามว่ารู้จักมาก่อน ก็เอาแต่ยิ้มอมภูมิ ไม่ตอบคำถามซะที

เสียงพี่ดินดังจากลำโพงอีกรอบ พาร์ฟังซ้ำสอง แล้วกดหยุด

“พี่ดินพูดเหมือนกูเสนอตัวยอมเลือกมึงเป็นสะใภ้เอง แล้วยังคำว่า ชะตะของทีเปลี่ยน อันนี้แปลได้ว่ามึงอาจถูกเลือกเป็นเบ้ก็ได้”

“แต่เราเลือกเบ้ไม่ได้นี่หว่า”

พาร์พยักหน้า “ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ พี่ดินบอกเหมือนเราแข่งเดิมพันกันจริงๆ”

ผมหยุดคิด “…หรือว่าพี่ดินจะไม่อยากให้คนรู้ว่าคณะเราเป็นพันธมิตรกัน?”

“น่าจะ”

“งั้นที่เราโดนไล่ออกจากโรงยิม เพราะพวกพี่กลัวเราจะคัดค้านแผนนี้หรือเปล่า”

“เป็นไปได้”

ต่างคนต่างจมภวังค์ความคิด ก่อนผมพูดโผล่ออกมา

“…กูว่าบางทีเรากำลังจะมีสงครามในมหาลัย”

พาร์เลิกคิ้ว แววตาดูสนใจ “ยังไง”

“ก็ตอนพี่นัน...หมายถึงพี่ประธานปี4 คณะกูพูดอธิบายเรื่องสะใภ้คณะ มันออกแนวๆ ระบบเมืองหรือไงนี่แหละ กูเลยลองสมมุติ ถ้าแทนมหาลัยเป็นดินแดนหนึ่ง คณะก็คือเมืองที่มีระบบปกครองเป็นของตนเอง การเดิมพันเท่ากับส่งทหารไปสู้รบกับอีกเมืองด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป มันลงล็อกเลยไม่ใช่เหรอ”

“เกมแนวสงคราม แถมเล่นกันทั้งมหาลัย...” พาร์ทวนพร้อมทำหน้ายุ่ง ”กูนึกภาพไม่ออก”

ผมยักไหล่ “แค่คาดเดา อาจไม่ใช่ก็ได้ แต่มันต้องเป็นอีเว้นต์ใหญ่น่าดู พวกรุ่นพี่ถึงจริงจังกัน”

พาร์ทำหน้าครุ่นคิด “แนวคิดของมึงทำให้กูคิดบางอย่างได้ ความสำคัญของลูกสาวคณะ”

ผมรอฟังอย่างสนใจ

“ลูกสาวคณะถือเป็นตัวแทนของคณะ ถ้าทำอะไรกับลูกสาว ก็เหมือนคณะที่ลูกสาวสังกัดอยู่โดนกระทำแบบนั้นด้วย ออกแนวหยามเกียรติกัน ที่สำคัญมีให้เลือกว่าจะรับเข้าเป็นสะใภ้หรือให้เป็นเบ้ กรณีเบ้ก็เหมือนตกเป็นเมืองขึ้นฝ่ายที่ชนะเลยนี่”

ผมพยักหน้าเห็นด้วยหงึกๆ “แล้วสะใภ้คณะล่ะ? ตัวประกันหรือเปล่า?”

“เหมือนเป็นตำแหน่งไว้หน้าอีกฝ่ายมากกว่า ไม่ก็สำหรับผูกมิตรไมตรี เกี่ยวดองกันแล้วก็สามารถช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ได้ แต่กรณีของมึงน่าจะแตกต่างออกไป” พาร์ขมวดคิ้วพึมพำกับตัวเอง “ต่างกันตรงไหนนะ”     

ผมครุ่นคิดตาม ก่อนเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ “…ตำแหน่งของกูก็คล้ายทูตเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีอยู่นะ”

แววตาพาร์เปล่งประกายทันที “แต่ถูกปกปิดด้วยตำแหน่งสะใภ้คณะ…เหมือนซ่อนใบไม้ไว้ในป่า!”

เรามองตากัน แล้วคลี่ยิ้ม ชักรู้สึกสนุกขึ้นมาแล้วสิ

“อย่างนี้นี่เอง รุ่นพี่ประธานปี4 คณะมึงถึงได้ย้ำนักย้ำหนาให้กูดูแลมึงให้ดี”

“พี่ดินไม่เห็นพูดให้กูดูแลมึง”

“เพราะมึงถือเป็นคนของคณะนิติแล้วนี่ แต่ที่กูสงสัยคือเราต้องแกล้งแสดงเป็นแฟนด้วยไหม?”

“ไลน์ถามพี่ดินเลย”

พาร์ทำตาม ส่งสมาท์โฟนของผมคืนมา เครื่องในมือสั่นทันทีเป็นระยะๆ พวกเพื่อนเก่าแก่กำลังพิมพ์โต้ตอบผ่านไลน์อยู่ สงสัยจะรอผมไปตอบคำถามอยู่ เลยจำต้องเข้าหน้าเพจเจ๊ดาด้าอีกรอบ เลื่อนผ่านหัวข้อปักหมุดลงมาก็เจอที่ยำยำบอกทันที มีคำบรรยายแค่ประโยคเดียว 

= ไม่จำเป็นต้องพูด แค่เห็นน่าจะเข้าใจ =

ด้านล่างเป็นภาพล้วนๆ ถึงห้ารูป แต่รูปสุดท้ายขึ้น +46 หมายความว่ายังมีอีกครับ ผมกดดูรูปแรก ไม่เห็นมีอะไร มีรูปลงจากรถคันเดียวกัน รูปต่อมาก็แค่ไปเจอกันที่รถ รูปเคยนั่งกินข้าวด้วยกันแค่หนเดียว แต่เล่นมีตั้งหลายรูปหลายมุมเลยเหมือนกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ หมดรูปช่วงปกติที่มีไม่ถึงสิบก็เป็นรูปช่วงงานลอยกระทงเลยครับ

อื้อหือ...คนถ่ายคนเดียวกันแหงๆ ฝีมือดีด้วย

“พี่ดินบอกว่าทำตัวตามปกติก็ได้ แต่ให้กูกับมึงตัวติดหนึบกันหน่อย แล้วถ้าจำเป็นต้องสวมบทคู่รักก็ช่วยทำให้ด้วย”

“อ่าฮะ…”

ผมตอบรับโดยที่สายตายังจับจ้องรูปโฟกัสไปที่พาร์เป็นหลัก จากมุมนี้เห็นชัดว่าสีหน้าพาร์กำลังเขินทั้งยังอมยิ้มมีความสุข ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นตอนที่มันเบือนหน้าหนีผมตอนอยู่ที่ซุ้มนิติ

ผมยกยิ้มขำ สรุปมันเขินจริงๆ สินะ

“ดูอะไรอยู่?”

ผมไม่พูด แต่พลิกหน้าจอให้มันเห็นเอง

“เฮ้ย!”

พาร์ตะปบแย่ง แต่ผมดึงมือถือหลบทัน

“มึงถ่ายเก็บไว้เรอะ!”

“ใส่ร้ายวะ ไม่เห็นกูยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้เรอะ” ผมรีบชี้ภาพตัวเองที่ติดมาแค่บางส่วน แต่มากพอให้เดาออกว่าเป็นใคร

พาร์ขมวดคิ้ว “เอามาจากไหน”

“เพจเจ๊ดาด้า”

“อีกแล้วเหรอ” พาร์งึมงำ แต่อยู่ใกล้ขนาดนี้ ผมได้ยินชัด

“เออ มาเป็นรูปคู่ของกูกับมึงเลย”

“ดูด้วย”

ผมเหล่มอง “จอเล็กแค่นี้จะดูสองคนถนัดได้ไง ฉะนั้นดูผ่านมือถือมึงไป แต่ถ้าอยากมุงด้วยก็ช่วยลุกไปหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะให้หน่อย”

พาร์ลุกออกไปจริง แต่กลับมาพร้อมโต๊ะญี่ปุ่นกับโน้ตบุ้ค จอใหญ่ได้ใจกว่าแท็บเล็ต

“ประชด?”

“เปล่า” พาร์ปฏิเสธ แถมคำอธิบาย “ถ้าเกิดเจอรูปถูกใจจะได้เซฟง่ายหน่อย”

“อ้อ งั้นไปช่วงงานลอยกระทงเลย คนถ่ายเก่ง จับมุมก็สวย”

พอได้ยินอย่างนั้น พาร์เลยคลิกผ่านช่วงแรกๆ ไปเร็วมาก แล้วมาผ่อนจังหวะตอนเข้าช่วงงานลอยกระทง

“สวย รู้ไหมใครถ่าย?”

“ส่งข้อความไปถามเจ๊ดาด้าดิ แต่คนถ่ายไม่ยอมแสดงตัวหรอก”

“ทำไมล่ะ?”

“ภาพแอบถ่ายทั้งนั้น เขาคงกลัวโดนเราเล่นงานเหมือนกัน แล้วมึงก็ไม่ควรติดต่อไปด้วย เดี๋ยวฝ่ายนั่นเห็นมึงชอบ เกิดได้ใจแล้วตามถ่ายรูปเป็นสโตลเกอร์ มึงจะหนาว ดูจากภาพเซตงานลอยกระทงดิ มีแทบทุกช็อต คงเดินตามพวกเราตั้งแต่ที่ซุ้มนิติ”

พาร์เงียบไปเลยครับ ผมเลยเงียบตาม ตาดูแต่รูปอย่างเดียว

ความจริงมันก็ไม่น่ามีอะไร แต่พอมานั่งมองตามทีละรูปแบบนี้มัน

“…เหมือนเดทเลยเนอะ”

“แค่กๆๆ”

คนกดเปลี่ยนรูปสำลักน้ำลายกะทันหัน ไอไม่หยุดจนต้องช่วยลูบหลังให้ หน้าจอเลยหยุดที่รูปผมกำลังงับไอศกรีมโคน มีพาร์ยืนดูดน้ำข้างๆ กำลังชี้นิ้วให้ดูอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่พ้นร้านของกินน่าสนใจ

“พ...พูดอะไรออกมาเนี่ย”

“แล้วกูพูดผิดตรงไหน มุมมองคนถ่ายภาพมันสื่อออกมาแบบนี้นี่หว่า”

พาร์อ้ำๆ อึ้งๆ สุดท้ายก็เงียบ กลับไปคลิกดูรูปต่อจนหมด แล้วไล่ย้อนกลับมา คราวนี้เป็นการเซฟรูปที่ชอบลงเครื่องครับ ผมยังชี้บางรูปที่ชอบ แต่พาร์มองข้ามให้เซฟเก็บไว้ให้ด้วย เสร็จเรียบร้อยก็เป็นการส่งข้อความติดต่อเจ๊ดาด้า ฐานละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่แจ้งขออนุญาตคนในภาพก่อน เรื่องนี้ผมปล่อยพาร์พิมพ์โต้กับเจ๊ไป เพราะดูท่าชำนาญ สงสัยรบกับเจ๊แกบ่อย

ส่วนผมกำลังพิมพ์โต้เถียงกับเพื่อนผ่านไลน์อย่างเมามันเหมือนกัน ว่าด้วยหัวข้อคือผมกับพาร์ไม่ได้เป็นแฟนกัน ก็ไม่รู้เชื่อมากเชื่อน้อย แต่หลังๆ หัวข้อเริ่มเปลี่ยน สงสัยจะเบื่อกันแล้ว ก็คุยเล่นไปเรื่อยครับ

White Rabbit: ออกทะเล ออกทะเล ออกทะเล
Wind: เออวะ กลับเข้าเรื่องไอ้ทีด่วน
Wind: ตกลงว่ากับรองเดือนนิติไม่ได้เป็นแฟนแน่นะ?

ยังไม่จบอีกเรอะ ประเด็นเนี่ย!

TEE: เออออออ!
YamYam: งั้นลากตัวมาเจอพวกกูหน่อย
TEE: ไม่ต้องห่วง ช่วงเก็บตัวช่วงสอบจนถึงช่วงไปเที่ยว พาร์ไปกับพวกเราอยู่แล้ว
White Rabbit: เยี่ยม
Templar: หึๆๆ สนุกแน่
YamYam: อีกอาทิตย์เจอกัน

ที่เหลือส่งสติกเกอร์บอกลากันมา เอาไว้ผมจะแนะนำเพื่อนกลุ่มดาวลูกไก่ให้รู้จักทีหลังนะครับ

“ที”

ผมเงยหน้ามองพาร์ เลิกคิ้วถาม “เจ๊ดาด้าไม่ยอมลบ?”

“เปล่า พึ่งหายไปเมื่อกี้ เจ๊แกคุยรู้เรื่องก็จริง แต่ฉลาด”

ผมมองตามที่พาร์ชี้นิ้วให้ดู เจ๊ขึ้นสเตตัสถึงสาเหตุที่รูปหายอย่างตรงไปตรงมา พูดในฐานะคนกลางที่ลำบากใจต่อการเสนอข่าวที่คนสนใจ แต่คนในภาพไม่ยินยอม

ผมหัวเราะ “เหมือนพวกเราเป็นตัวร้ายเลยวะ”

“สนใจทำไม เราไม่ใช่คนของสาธารณะซะหน่อย”

“แต่มึงตามเก็บไม่หมดหรอก ดูคนที่ตอบคอมเม้นต์ดิ บางคนยังเอารูปก่อนหน้านี้มาลงแทนเจ๊แกอยู่เลย”

“อ้อ อย่าไปสนใจเลย…กูเคยลองติดต่อไปเพื่อขอความร่วมมือ แต่ดันเจอประเภทหวังให้กูติดต่อไปหาตั้งแต่แรก มีตั้งแต่รอจีบยันขั้นขอคบเป็นแฟนตรงๆ แย่กว่านั้นบางรายทำถึงขั้นนำเสนอตัวเองเต็มที่จนกูเผ่นแทบไม่ทัน อีกประเภทคือพวกชอบสนใจเรื่องชาวบ้าน ถ้าหลงติดต่อไปจะโดนรัวคำถามมาไม่ยั้ง เจอแค่สองกรณี กูก็ขอบายแล้ว”

“แต่พาร์ นี่มันรูปคู่นะ ไม่ใช่รูปเดี่ยว”

พาร์ชะงัก “…จะประเภทไหน หรือมีเจตนายังไง กูก็ไม่ขอตามคุยเป็นรายบุคคลอีกแล้ว เข็ดวะ”

ผมขำสีหน้าเจื่อนของมันจริงๆ ท่าทางจะเจอมาแบบหนักหน่วง

เสียงริงโทนของผมกับพาร์ดังแทบจะพร้อมกัน

ผมเห็นชื่อคนโทรก็เผลอยิ้มขำ ยื่นให้พาร์ดู ทางนั้นก็ยื่นให้ดูเหมือนกัน เราสองคนโดนน้องสาวโทรหาครับ สงสัยสองสาวจะตามหาตัวพวกผมไม่เจอ (แล้วทำไมไม่ขึ้นมาดูชั้นบน?) ผมยกนิ้วชี้แตะปากให้พาร์เงียบไว้ มันเลยจัดการกดปิดเสียง วางมือถือของมันทิ้งให้สั่นอยู่บนเตียง

“ฮัลโหล”

[พี่อยู่ไหน?] เสียงน้ำดังลอดลำโพงให้พวกผมได้ยิน

“นั่นสินะ”

[พี่อ่ะ น้ำขอคำตอบดีๆ อย่างจริงจังด้วย]

ผมถอนหายใจเมื่อโดนน้องพูดดัก “อยู่บนห้อง”

[พี่พาร์ล่ะ]

“อยู่ข้างๆ ทำไมล่ะ?”

[น้ำให้เลือก พวกพี่จะลงมาเอง หรือให้พวกน้ำขึ้นไปหา?]

ผมสบตากับพาร์ รายนี้ชี้นิ้วใส่ประตูเลยครับ สื่อชัดว่าจะลงไปเอง พาร์ต่างกับผมตรงที่เป็นพวกหวงพื้นที่ส่วนตัว พลอยทำให้น้องสองคนของผมเลยไม่กล้าเข้าออกห้องนี้ตามอำเภอใจ ยัยน้ำเกรงใจพี่พาร์ แต่เจ้าตัวเล็กกลัวสายตาหงุดหงิดของรูมเมทผมครับ 

“เดี๋ยวลงไป”

หลังกดตัดสัญญาณ พวกเราลุกออกจากห้อง เตรียมลงไปข้างล่าง ระหว่างอยู่ตรงทางเดินก็แอบกระซิบคุยกัน

“ฟังจากเสียงยัยน้ำ ต้องมีแผนอะไรแน่ๆ”

พาร์พ่นลมหายใจ น้ำเสียงปลงตก “น่าจะชินได้แล้ว”

ผมหัวเราะ “ถ้าไม่ชิน กูคงเครียดไปแล้วว่ะ”

ลงมาปุ๊บก็เจอสองสาวดักอยู่หน้าบันได สีหน้าทั้งคู่ดูจริงจังปนตื่นเต้น แววตานี่วิบวับเชียว เก็บอาการกันไม่เป็นเลย

“พวกน้ำขอท้า!”

ผมเลิกคิ้วสูง ประหลาดใจเล็กๆ ไม่คิดฝันว่าน้องจะเริ่มต้นด้วยการขอท้าดวล

คราวนี้มาแปลก กระตุ้นความสนใจผมเต็มๆ “น่าสนใจ ว่ามาสิ”

“ถ้าพี่ทีเล่นเกมจ้องตากับพี่พาร์นานหนึ่งเพลงได้ น้ำอาสาล้างจานหนึ่งอาทิตย์”

ลงทุนดีแฮะ

“ถ้าพี่พาร์ทำได้ เบอร์จะช่วยตากผ้าหนึ่งอาทิตย์เหมือนกัน”

“แล้วถ้าพวกพี่แพ้?” พาร์ถามกลับ

“ทำอาหารตามที่น้องรีเควสหนึ่งอาทิตย์”

“พี่ให้แค่สามวัน” ผมต่อรองทันที

“ได้ไง ต้องอาทิตย์หนึ่งเท่ากันสิ”

“วันหนึ่งกินข้าวตั้งสามครั้ง สามวันเท่ากับเก้าครั้ง เลขเก้ามากกว่าเลขเจ็ด ถูกไหม?”

“ก็ใช่…”

“พี่เลยให้แค่สามวันไง”

“…สามวันก็ได้”

“งั้นก็ดีล”

ผมตกปากรับคำทันที มองสองสาวยิ้มๆ ดูท่าจะยังไม่มีใครเฉลียวใจว่าเงื่อนไขฝ่ายผมได้เปรียบกว่า แต่พาร์หรี่ตามองผมแล้ว คนนี้รู้ทัน แต่ไม่ยักจะช่วยน้องแย้ง

อ้อ ลืมไป พาร์ได้ผลประโยชน์เหมือนกันนี่หว่า ฮ่าๆๆ

“งั้นไปนั่งหน้าโซฟาเลยค่ะ”

สองสาวเปิดทางให้…เอ่อ ถ้าพี่ไม่ตอบตกลงคงดักไม่ให้ลงจากบันไดเลยใช่ไหม

พวกเราเดินไปนั่งบนพรม ผมแอบมองสีหน้าบูดบึ้งของตัวเล็ก ไม่รู้ยัยน้ำไปพูดอะไรกับน้อง อันถึงได้นั่งขัดสมาธิกอดอกนิ่งอยู่บนโซฟา ไม่วิ่งลงมาหาผมเหมือนทุกที 

“ใส่คนละข้างค่ะ”

ผมละสายตาจากน้องคนเล็กมาต้นเสียง เบอร์ดี้ส่งสายหูฟังมาให้คนละข้าง เราเลยต้องเขยิบก้นเข้าหากันมากขึ้น ยัดหูฟังเข้าหูเรียบร้อยก็ปล่อยน้องๆ ตรวจดูความเรียบร้อยก่อนเริ่มเกม

“น้ำจะเริ่มแล้วนะ”

“เดี๋ยว จ้องตาแค่หนึ่งเพลงใช่ไหม?”

“ช่าย ถ้าพี่สองคนหลบตากันถือว่าแพ้ คนใดคนหนึ่งหลบก็ถือว่าแพ้เหมือนกัน”

“ต้องจ้องตาจนถึงแค่ทำนองเพลงจบ หรือต้องรอให้ขึ้นเพลงใหม่ก่อนถึงละสายตากันได้”

“เอาอย่างแรก พร้อมยัง น้ำจะนับแล้วนะ”

ผมปล่อยให้น้องสาวนับสาม สอง หนึ่ง

ผมกับพาร์จ้องตากันตามกติกาเกม ทำนองเพลงเริ่มต้นพักหนึ่ง ก่อนเริ่มเข้าสู่ช่วงเนื้อร้อง

เหมือนเจอคนรู้จัก ตอนที่หลงทาง
เหมือนเจอต้นไม้ใหญ่ กลางทะเลทราย
เหมือนมาเจอของที่สำคัญ ที่ได้เคยทำหล่นหายไป
เหมือนชีวิตเราเจอกับแสงไฟ สว่างไสวเมื่อฉันได้มาพบเธอ


ลมหายใจผมสะดุด ยามเห็นแววตาพาร์สั่นไหวรุนแรง

เธอทำให้ฉันสุขใจเวลาที่พบกัน
เธอทำให้ฉันได้มา พบเจอกับสิ่งที่ขาดหาย
ได้มาเจอเธอ ทั้งชีวิตฉันเปลี่ยนไป
เพราะเธอคือความฝัน ที่ฉันต้องการจะรู้จัก
เธอคือความรักของคนที่มันเงียบเหงา และไม่เหลือใคร
เหมือนพบเจอคนรู้ใจ


เวรแล้ว! ใครเลือกเพลงวะ!

ผมเริ่มเหงื่อแตกพลั่กๆ ยิ่งสบตากันก็ยิ่งเข้าใจแจ่มแจ้ง...เพลงนี้คือยาแรงสำหรับพาร์ชัดๆ!

ทำไงดีวะเนี่ย! ผมเริ่มหัวหมุน จะหลบก็ทำไม่ได้ แต่จะให้จ้องตาต่อจนจบเกมก็ท่าจะไม่ไหว

พลาดแล้ว พลาดจริงๆ ทำไมผมไม่ถามชื่อเพลงกับน้องก่อนวะเนี่ย

เหมือนมาเจอของที่สำคัญ
ที่ได้เคยทำหล่นหายไป
เหมือนชีวิตเราเจอกับแสงไฟ
สว่างไสวเมื่อฉันได้มาพบเธอ


ผมเม้มปาก สองมือกำกางเกงแน่น

เธอทำให้ฉันสุขใจเวลาที่พบกัน
เธอทำให้ฉันได้มา พบเจอกับสิ่งที่ขาดหาย

ใจผมกระตุกไปวูบหนึ่ง...

ได้มาเจอเธอ

เคยได้ยินว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ

ทั้งชีวิตฉันเปลี่ยนไป เพราะเธอคือความฝัน ที่ฉันต้องการจะรู้จัก

...มันคงจะจริง

เธอคือความรักของคนที่มันเงียบเหงา และไม่เหลือใคร

แววตาคู่เดียวตรงหน้าผมถึงเผลอสื่อความหมายบางอย่างออกมาให้รับรู้

เหมือนพบเจอคนรู้ใจ

อยากบอกให้เธอรู้
ทั้งหัวใจฉัน
อยากบอกให้เธอรู้
รักเธอทั้งหัวใจ…


ผมละสายตาหนีแววตาอ่อนหวานของพาร์ ก้มมองสีกางเกงที่กำแน่นจนยับ

เธอทำให้ฉันสุขใจเวลาที่พบกัน
เธอทำให้ฉันได้มา


วนซ้ำเป็นหนที่สาม

พบเจอกับสิ่งที่ขาดหาย

ตอกย้ำความรู้สึกอีกคนลงกลางใจ

ได้มาเจอเธอ ทั้งชีวิตฉันเปลี่ยนไป
เพราะเธอคือความฝัน ที่ฉันต้องการจะรู้จัก
เธอคือความรักของคนที่มันเงียบเหงา และไม่เหลือใคร
เหมือนพบเจอคนรู้ใจ
(เพลง: คนรู้ใจ - ชิน ชินวุฒ)


ผมเผลอพ่นลมออกจากปากเมื่อเพลงกลับสู่ทำนองสุดท้าย

จบซะที... 

“ที”

ผมทำเป็นไม่ได้ยิน หลับตาลง พยายามปรับอารมณ์ที่โดนปั่นป่วนให้กลับเข้าทีเข้าทาง

แต่เพลงที่คิดว่าจบแล้ว ดันส่งหมัดฮุดสุดท้ายมาตอนไม่ทันตั้งตัว

เหมือนเธอคือคนรู้ใจ

ได้ยินปุ๊บ แววตาสื่อความหมายของใครบางคนก็โผล่เข้ามาในห้วงความคิดปั๊บ อาการที่ทนข่มกักเก็บมาตั้งนานดันระเบิดออกมาจนได้ 

บ้าเอ้ย! 

ผมยกมือลูบหน้าร้อนผ่าวของตัวเองทันที

“ที…”

อย่ามาเรียกนะ!

“มึง…หน้าแด…”

โครมมม?!

เสียงอะไรสักอย่างหล่นกระแทกพื้นดังมาก ผมรีบหันไปมองด้วยความตกใจ

โซฟาเดี่ยวหงายหลังครับ

ยังไม่ทันมองมากกว่านี้ เจ้าตัวเล็กก็แหกปากร้องไห้เสียงดังลั่นบ้าน

############

ใครอยากฟังเพลงคนรู้ใจ ตามลิงค์นี้เลยค่ะ >>> https://www.youtube.com/watch?v=TzAZS04u9iY
และขอแจ้งนิดนึงนะ ชลนทีกำลังจะปิดจองแล้วค่ะ
(จองได้ถึงสิ้นเดือนนี้ แต่โอนได้ถึงวันที่ 10 ตุลาค่ะ)
หากใครสนใจ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมไปที่เพจสำนักพิมพ์ตามลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ
https://www.facebook.com/pobrakwithus/

ในรอบพรีฯ นี้จะมีสมุดบันทึกเป็นของแถมด้วยค่ะ (ถ้าซื้อหลังจากนี้จะไม่มีให้นะ)
ด้านในมีบันทึกของที และมีหน้าว่างไว้สำหรับให้เขียน
ก็ใช้ทั้งอ่านทั้งเขียนแบบทูอินวันเลยค่ะ : )
ตัวอย่างสมุดบันทึก

ป.ล. เรายังลงเรื่องนี้ที่นี่อยู่นะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ  :bye2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-09-2016 09:50:05 โดย katzep »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8460
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #106 เมื่อ28-09-2016 09:50:50 »

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ uknowvry

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-6
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #107 เมื่อ28-09-2016 13:09:51 »

ปรบมือให้สาววายทั้งหลายยย

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7623
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #108 เมื่อ28-09-2016 13:43:05 »

เอ๊.....ตอนที่หันไปมองน้องอัน
นี่เรียกว่าหลบตาปะ มันฉุกเฉินนะ
เป็นแผนที่น้องน้ำ แกล้งทำโซฟาน้องอัน ล้มปะ
แต่ พาร์นี่แสดงออกผ่านทางสายตาว่าชอบที  :mew1: :mew1: :mew1:
ชอบบบบบ :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
น้องอัน น่ากอด น่าฟัด
รอกลุ่มเพื่อนที เจอ พาร์
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:     

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #109 เมื่อ28-09-2016 17:50:13 »

อ่อยยยย!!

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
« ตอบ #109 เมื่อ: 28-09-2016 17:50:13 »





ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2123
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #110 เมื่อ28-09-2016 19:58:16 »

ทีเขินได้ด้วย ยังไงนะยังไง ^^

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #111 เมื่อ28-09-2016 22:09:08 »

 :pig4:

ออฟไลน์ rinny

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #112 เมื่อ29-09-2016 12:55:55 »

อ่านเพียวๆว่าเขินปล้ว พอได้เปิดเพลงฟังตอนอ่านอีกนี่คืออยากจะระเบิดตัวตาย
ฟินมากไม่ไหวแล้ว ต้องขอบคุณแผนอันดีงามของคุณน้องสาวติดพี่ทั้ง2คนจริงๆ

ออฟไลน์ Ujeen

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #113 เมื่อ01-10-2016 21:38:10 »

อร้ายยยยยย  ทีมีหวั่นไหววววว :-[
พาร์ก็เผลอส่งสายตาให้อีก งุ้ยยยยยย เขินแรงงง
คนเขียนรีบมาต่อเร็วๆนะค้าาา :impress2:

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3736
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #114 เมื่อ01-10-2016 23:26:44 »

เพิ่งได้เข้ามาอ่านรวดเดียวเลย สนุกมาก น่ารักมากด้วย จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ สู้ๆนะ

ออฟไลน์ dilokrittisak

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 227
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: - ชลนที - [บทที่16] P.4 (28/09/2016)
«ตอบ #115 เมื่อ01-10-2016 23:50:31 »

 :o8: :-[ :o8: :-[

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่17] P.4 (02/09/2016)
«ตอบ #116 เมื่อ02-10-2016 18:49:48 »

บทที่ 17

สองสาวนั่งคุกเข่าทำหน้าสลดอยู่บนพรมหน้าโซฟาในฐานะผู้เป็นต้นเหตุทำน้องคนเล็กของบ้านคิดทำเรื่องแผลงๆ จนเจ็บตัว

เจ้าตัวเล็กพึ่งพูดฟ้องทั้งน้ำตาเมื่อกี้ว่า โดนพี่สาวสั่งห้ามลงมาเหยียบโดนพรมหน้าโซฟาเด็ดขาด ถ้าทำไม่ได้จะโดนแกล้งหนักๆ แต่เพราะอยากลงเลยหาหนทางใหม่ ปีนป่ายที่พักแขน กระโดดข้ามจากโซฟายาวไปหาโซฟาเดี่ยว เจ้าตัวเล็กทำสำเร็จ แต่โซฟาบ้านผมเป็นแบบยกลอย (ด้านล่างโซฟาเป็นขาไม้ครับ) โซฟาเดียวคล้ายเก้าอี้อยู่แล้ว เลยไม่แปลกถ้าจะหงายหลังล้มโครม หลังโดนร่างเด็กห้าขวบกระโจนเข้าใส่อย่างแรง

น้องอันเลยได้รอยแดงตรงหน้าผากเป็นของฝากเลยครับ

“ที”

ผมยื่นมือไปรับน้ำแข็งห่อผ้าขนหนูจากพาร์ อีกมือลูบหลังเจ้าตัวเล็กที่เอาแต่ซุกหน้าสะอื้นกับไหล่ผมให้รู้ตัว

“มา เดี๋ยวพี่ช่วยทำให้ความเจ็บลดลง”

แต่ประคบน้ำแข็งท่านี้คงไม่ถนัด เลยให้น้องลุกยืน จับพลิกตัวร้อยแปดสิบองสา ค่อยดึงให้นั่งตักอีกรอบ ปล่อยน้องทิ้งตัวนอนพิงอก

“การแข่งเมื่อกี้…” พาร์พูดเกริ่นขึ้นมา

ดีที่มันยืนเท้าแขนกับขอบพนักพิงอยู่ด้านหลัง ผมเลยไม่จำเป็นต้องมองหน้าคนพูด

“พวกพี่เป็นพ่ายแพ้”

“แต่…” ผมพูดขัดก่อนสองสาวทำหน้าดีใจหลังได้ยินที่พาร์พูดสรุปไปเมื่อกี้ “เพื่อเป็นการลงโทษ รางวัลที่ได้มาพี่จะริบคืน”

“พี่อ่ะ!”

ผมเมินเสียงโอดครวญของน้องสาว “ตามนี่แหละ”

น้องสาวทำหน้าบูด เบอร์ดี้ถอนหายใจ แต่อย่าคิดว่าเรื่องจะจบนะ เพราะผมยังไม่คิดบัญชีอีกเรื่อง

หึๆๆ รอถึงมื้อเย็นก่อนเถอะ!

ผมหนีสองสาว ทิ้งพาร์ให้คอยดูแลน้องอยู่บ้าน หิ้วแค่ตัวเล็กออกมาด้วยกัน ถือโอกาสพาน้องอันมาเลี้ยงไอศกรีมปลอบใจ

ผมทำตามที่พูดทุกคำก็จริง แต่ในใจรู้ดียิ่งกว่า ผมแค่หาเรื่องออกนอกบ้าน…ไม่งั้นจะถ่วงเวลาจนถึงเย็นทำไม แถมยังมาจอดแช่อยู่ห่างจากซอยบ้านแค่สองซอยตั้งนาน

ไอ้อารมณ์ไม่อยากกลับบ้านไปเจอหน้าใครบางคนเป็นอย่างนี้นี่เอง

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ใส่พวงมาลัย เหลือบมองเจ้าตัวเล็กนอนน้ำลายยืด หลับปุ๋ยตั้งแต่ขึ้นรถ สงสัยได้เล่นสนุกเต็มที่จนเพลีย ผมแอบอิจฉาน้อง ชักอยากย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกรอบ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องให้คิดมากจนปวดหัว

“เฮ้อ…”

ผมถอนหายใจยาวเหยียดส่งท้าย จำยอมจับพวงมาลัย เหยียบคันเร่ง ขับรถกลับบ้าน หนีไปก็ไม่ช่วยอะไรนี่ครับ แถมยังมีคนหิ้วท้องรอกินข้าวเย็นอีกสี่ชีวิต รวมผมก็ห้าล่ะ

ทันทีที่จอดรถคนโดนทิ้งอยู่บ้านก็พากันโผล่หน้ามาหา สองสาวเตรียมถลามาเอาเรื่อง แต่เห็นสีหน้าขรึมของผมมั้ง น้องถึงพากันถอยไปตั้งหลัก

ผมหันไปพูดกับพาร์สั้นๆ “อันหลับ อุ้มเข้าบ้านให้หน่อย”

ก่อนเปิดประตูหลังเอาวัตถุดิบมื้อเย็นลงจากรถปุ๊บก็เดินตรงดิ่งเข้าครัวเลย ขลุกอยู่ที่นั้นจนทำอาหารเสร็จ ยกไปวางบนโต๊ะเรียบร้อย ถึงตะโกนเรียกให้มากินข้าว

เมนูมื้อเย็นวันนี้เป็นข้าวผัดครับ ฟังดูธรรมดาใช่ไหม แต่สามคนที่เดินเข้ามาพากันชะงักกึกทันทีที่เห็น สองสาวชำเลืองมองผมอย่างหวาดๆ ตามประสาคนเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แม้แต่พาร์ยังขมวดคิ้วจ้องข้าวผัดสลับกับหน้าผม

“กินให้หมดนะ ห้ามเหลือ ห้ามเขี่ยทิ้ง ห้ามเอาไปให้คนอื่นกินแทนเด็ดขาด!”

ผมย้ำเสียงเข้มจนน้องอันที่พึ่งเดินเข้าครัวสะดุ้ง แถมขู่เพิ่มเสร็จสรรพ “ใครทำไม่ได้ ต่อไปก็หาข้าวกินเอาเอง แล้วอย่ามาเรียกร้องขอทำอะไรให้กินอีก”

ภายนอกผมยังปั้นหน้านิ่ง แต่ฝ่ายในใจขำก๊ากตั้งแต่เห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสองสาวกับพาร์แล้วครับ ผมหันไปคลี่ยิ้มให้ตัวเล็ก น้องถึงเลิกทำตัวกล้าๆ กลัวๆ รีบวิ่งเข้ามา ปีนเก้าอี้ขาสูงของเด็ก นั่งประจำที่เรียบร้อยก็ตักข้าวเข้าปาก ไม่มีอิดออด

ทั้งสามยอมนั่งลงจับช้อนบ้าง พาร์ยังมองข้าวผัดนิ่ง ยัยน้ำเขี่ยข้าวไปมา ส่วนเบอร์ดี้เหมือนพยายามเล็งหามุมจ้วงช้อน แต่หลังทั้งสามทำใจตักคำเล็กๆ เข้าปากปุ๊บ แต่ละคนรีบวางช้อนลงปั๊บ พากันยกน้ำดื่มตามด้วยสีหน้าปุเลี่ยนๆ ทันที

ผมขำรอบสองในใจ ตักข้าวผัดเข้าปากเคี้ยวแบบไม่สะทกสะท้าน

ยัยน้ำไม่ชอบปลาหมึกลวก ผมจัดการลวกแล้วสับให้ชิ้นเล็กลง เบอร์ดี้ไม่ชอบหัวหอม สบายครับ มีในข้าวผัดไม่แปลก ส่วนพาร์ นอกจากไม่ชอบของรสขมแล้ว ยังเกลียดถั่วลันเตาด้วย ผมเลยหั่นครึ่งผสมลงไปด้วยซะเลย แน่นอนว่ายังใส่มะเขือเทศกับไข่อยู่ เพิ่มข้าวโพดฝักอ่อนของโปรดผมเข้าไป ปรุงรส โรยพริกไทยกับต้นหอมซอย บีบมะนาวสักหน่อย ออกมาอร่อยดีออก

แต่ผมไม่กล้าทำให้น้องอันกิน เพราะน้องเกลียดถั่วลันเตาเหมือนกัน เวลาทำข้าวผัดอเมริกัน ห้ามใส่ลงไปเด็ดขาด น้องอันยอมอดข้าวประท้วงครับ เจ้าตัวเล็กเลยได้ข้าวไข่เจียวหมูสับราดซอสมะเขือเทศเป็นพิเศษคนเดียว ตักเข้าปากทั้งที่หน้างัวเงีย ไม่ได้รับรู้เลย ว่ามีสายตาอีกสามคู่มองอย่างอิจฉา

บรรยากาศบนโต๊ะเงียบกริบ ผมทำหน้านิ่งตักเข้าปากเคี้ยวช้าๆ หมดแล้วก็นั่งเท้าคางมองแต่ละคนที่ข้าวยังไม่หด สองสาวหน้าเจื่อน คงรู้แน่แล้วว่าผมคิดปักหลักเฝ้าจนกว่าจะหมดจาน เลยฝืนใจตักข้าวคำน้ำคำด้วยท่าทางพะอืดพะอมจนหมดจาน ก่อนรีบพากันลุกไปหยิบเยลลี่ผลไม้ในตู้เย็นออกมากินล้างปาก

ผมเห็นตั้งแต่ตอนเอาของสดที่ซื้อมาไปเก็บแล้วครับ สุดท้ายพาร์ก็ทนน้องสาวรบเร้าไม่ไหว ทำออกมาจนได้ เจ้าตัวเล็กนี่ตาวาวเลย ตักข้าวไข่เจียวคำสุดท้ายเข้าปากปุ๊บก็รีบไถลตัวลงจากเก้าอี้ วิ่งไปหน้าตู้เย็น แต่ยัยน้ำคงหมั่นไส้น้อง เลยปิดตู้เย็นยืนขวางไม่ให้น้องเปิดได้

ผมรอดูว่าน้องอันจะทำยังไง เจ้าตัวเล็กก็ใช่จะยอมพี่สาวทุกเรื่อง แต่เพราะอายุน้อยกว่าหลายปี ตัวเล็กกว่าเยอะ สู้ด้วยทีไรเลยแพ้ทุกที สุดท้ายก็ทำให้พี่สาวขยับจากจุดเดิมไม่ได้ แถมยังเป็นฝ่ายกระเด็นจากแรงกระแทกลงไปนั่งแปะกับพื้นซะเอง น้ำตาคลอเลยครับ แต่ไม่ร้องสักแอะ แค่ลุกขึ้นปาดหยาดน้ำตา หมุนตัวเดินกลับมาหาผม ชูมือขอให้อุ้ม

ผมยกตัวเล็กมานั่งตัก ปล่อยให้น้องซุกอกเหมือนปกติ ไม่คิดพูดอะไรทั้งที่เห็นตำตาว่าน้องคนรองแกล้งน้องคนเล็ก ผมไม่สปอยเจ้าตัวเล็กด้วยการให้ยัยน้ำเอาเยลลี่มาให้หรอก อุปสรรคเป็นอย่างหนึ่งที่ต้องเผชิญนี่ครับ ผมเลยปล่อยให้น้องคิดหาหนทางเอาของที่อยากได้มาเอง

ตอนนี้เลยเหลือคนเดียวที่ยังไม่ยอมกินข้าวผัด

“พี่พาร์กินข้าวเถอะ เพราะต่อให้ถ่วงเวลาถึงเที่ยงคืน พี่ทีก็พร้อมจะนั่งเฝ้านะ”

ผมกระตุกยิ้ม ก่อนรีบกลับมาปั้นหน้านิ่ง ขำที่น้องสาวพูดมากครับ นั่นน่ะประสบการณ์ตรงนะ

น้องเคยบอกผมว่า ยังไงก็ต้องกินลงท้อง สู้เอาเข้าปากตอนยังอร่อยดีกว่าตอนเย็นชืดไม่น่ากิน 

พาร์นิ่วหน้ามองผม ยัยน้ำ จานข้าว วนอยู่อย่างนี้สามรอบ ก่อนจำใจฝืนกินอีกคน แต่วิธีของพาร์ต่างออกไป เขี่ยเอาของไม่ชอบออกไปกองรวมๆ กันก่อน ตัดส่วนที่ไม่เป็นปัญหาเข้าปากเรื่อยๆ แล้วค่อยโกยของไม่ชอบใส่ช้อน ตักเข้าปากทีเดียวหมด เคี้ยวสักพักก็คว้าน้ำดื่มตาม เผ่นไปหยิบเยลลี่มากินล้างปากอีกคน

เจ้าตัวเล็กดิ้นจะลงพื้น ผมเลยปล่อยตัวน้อง พลางลุกยืนดึงจานเปล่าบนโต๊ะมาซ้อนกันเตรียมยกไปล้าง แว่วเสียงเจ้าตัวเล็กร้องขออย่างออดอ้อน

“น้องอันขอกินเยลลี่…นะ”   

ผมยกยิ้ม ไม่ต้องหันไปมองก็เดาได้ เจ้าตัวเล็กต้องได้กินแน่ ไม่เบอร์ดี้หยิบให้ ก็เป็นพาร์นั่นแหละ ส่วนยัยน้ำคงไม่ห้ามหรอก รายนั้นแพ้น้ำเสียงออดอ้อนของน้องคนเล็กจะตาย แต่ชอบตีหน้านิ่ง ปล่อยเบอร์ดี้ทำแทนตัวเอง ไม่ยอมแสดงออกให้น้องอันรู้สักที

…ท่ามากปากแข็งจนน้องอันรักพี่เบอร์มากกว่าเมื่อไหร่ ผมจะหัวเราะให้   

-------------

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ผมเข้าห้องนอน ก็เห็นพาร์อาบน้ำนั่งอ่านชีสเรียนอยู่บนเตียงแล้ว เลยหยิบผ้าขนหนูไปอาบน้ำบ้าง ตอนเดินผ่านตู้เสื้อผ้า ผมลังเลชั่ววูบหนึ่ง แต่ก็เดินผ่านโดยไม่เอาเสื้อผ้าเข้าไปด้วย ทุกวันนี้ผมยังแต่งตัวข้างนอกอยู่เลย เพราะไม่เห็นรูมเมทสนใจร่างกายผมนี่ มองเฉยเหมือนเพื่อนผู้ชายคนอื่น

แต่วันนี้ผมไม่แน่ใจ และอยากลองทดสอบอะไรดูด้วย เลยจงใจยืนแต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าตั้งนาน คงผิดสังเกตจนพาร์มองมา แววตาปกติเหมือนทุกที ก่อนก้มมองชีสต่อ นั่นทำผมโล่งใจไปเยอะ…สงสัยสายตาอ่อนหวานนั่นจะแค่บทเพลงพาไปล่ะมั้ง

แต่ดันทำคนอื่นเครียดตั้งนานนะมึง!

พาร์เงยหน้าขึ้นมาอีกที เจอผมส่งสายตาหงุดหงิดเข้าพอดี เลยย่นคิ้วใส่

“มองกูอย่างนั้นทำไม”

ผมหันหน้าหนี สวมเสื้อยืดตัวใหญ่ปิดท้าย เอาผ้าขนหนูไปตาก มองเวลา แค่สามทุ่มกว่า แต่ผมอยากนอนแล้ว ระหว่างกำลังสอดตัวเข้าผ้าห่ม คนข้างๆ กลับพูดขัดขวาง

“อย่าพึ่งนอน มาคุยกันก่อน”

ใครสน

ผมทิ้งหัวบนหมอนหนุน หลับตาลงทันที แต่ต้องรีบลืมตากะทันหันเมื่อโดนพาร์ขึ้นคร่อม…ไม่ใช่ทั้งตัว แค่ส่วนบนเหมือนป้องกันไม่ให้ผมพลิกตัวหนีมากกว่า ไม่มีทางทีคุกคามทางเพศ ผมเลยผ่อนลมหายใจลง ปล่อยร่างกายให้คลายตัวจากอาการเกร็ง

“สองสาวบอกว่าถ้ามึงเอาของไม่ชอบใส่ลงไปให้กิน แสดงว่ากำลังโกรธ โมโห หรือไม่พอใจคนๆ นั่นอยู่ กูเลยอยากรู้ว่ามึงโมโหกูเรื่องอะไร?”

ผมไม่ตอบคำถาม ซ้ำเบือนหน้าหนีเหมือนไม่อยากคุยด้วย

“เรื่องก่อนกินข้าวเที่ยงหรือเปล่า”

ผมยังเงียบ

“น้องบอกว่าได้แนวความคิดนี้มาจากเพื่อน เรื่องเพลงก็เลือกกันเอง เห็นว่าเหมาะกับเราดีเลยเลือกเพลงนั่นมา…มึงฟังกูอยู่หรือเปล่า”

ผมนอนหลับตานิ่ง ช่วยคิดว่าหลับไปแล้วทีเถอะ

“ที”

ผมสะดุ้ง เมื่อโดนลมหายใจร้อนรินรดต้นคอในระยะประชิด เฮ้ยๆๆ รีบลืมตา ยันหน้าคนด้านบนออกห่างแทบไม่ทัน

“จะทำอะไร!”

พาร์เลิกคิ้ว “ยอมคุยกับกูแล้ว?”

ผมเงียบอีกครั้ง

“สบตากับกูหน่อย มึงไม่ยอมสบตาด้วยตั้งแต่จบเพลงนั่น”

ผมพ่นลมหายใจใส่หน้ามันเลย ยอมสบตาด้วยเป็นครั้งที่สอง เอ๊ะ หรือสาม ในรอบครึ่งวัน แม้ใจจะแกว่งเล็กๆ กลัวได้เห็นความรู้สึกของอีกคนก็ตาม แต่ผมก็อยากเคลียร์ให้รู้เรื่องเหมือนกัน

“กูขอถามตรงๆ นะ มึงชอบกูจริงอ่ะ?”

เป็นพาร์ที่เงียบบ้าง แววตาสับสนเอาเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของผม

“กูเป็นผู้ชาย มึงก็เห็นอยู่ นี่คือความจริงนะพาร์ ความเป็นจริงตอนนี้ อย่าเอาเรื่องในอดีตมาปนกันได้ไหมวะ”

พาร์ผละออกห่าง ทิ้งตัวนอนข้างผม ยกแขนข้างหนึ่งก่ายหน้าผาก ท่าทางกลุ้มใจเอาเรื่อง

“กูแค่อยากเตือน เก็บไปคิดให้ดี วันนี้มึงทำกูเขินได้ก็จริง แต่ก็แค่นั้น แล้วถ้ามากกว่านี้เมื่อไหร่ แล้วมึงกลับมาบอกทีหลังว่าไม่ใช่ นอกจากทำกูเสียใจแล้ว แม้แต่ความเป็นเพื่อนที่มีตอนนี้ก็คงไม่เหลือ…เข้าใจที่กูพูดใช่ไหม”

“อืม”

“แล้วก็… ถ้ามึงยังสับสนอยู่แบบนี้ ก็อย่ามองกูด้วยแววตาแบบนั้นอีก”

ผมพลิกตัวนอนหันหลังให้พาร์ พูดซ้ำอีกครั้ง

“กูขอ เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ก็อยากเป็นคนที่ถูกรัก และเป็นคนสำคัญสำหรับใครสักคนเสมอนั่นแหละ”

“…มึงสำคัญนะ”

ประโยคแรกได้ยินชัด แต่ประโยคหลังแผ่วมาก แต่ผมก็ยังได้ยิน

“สำคัญ…มาตั้งนานแล้ว”

ขอแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินดีกว่า

ผมหลับตาอีกครั้ง รู้สึกเพลียๆ สงสัยจะโดนเรื่องวันนี้สูบพลังงานไปเยอะมั้ง

-------------

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่17] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #117 เมื่อ02-10-2016 18:51:16 »

บทที่ 17 (ต่อ)

ผมไม่รู้ว่าเมื่อคืนพ่อแม่พวกเรากลับมาตอนไหน เผลอลืมไปด้วยซ้ำว่าพวกท่านจะกลับมา ต้องโทษพาร์ ทำผมคิดมากจนลืมเรื่องอื่นไปหมด

ผมปล่อยให้แม่ทาบหลังมือกับหน้าผาก

“…ตัวร้อนจริงๆ ด้วย”

พ่อเลิกคิ้ว แล้วยิ้มขำ “มีใครไปทำอะไรให้ทีเครียดหรือเปล่าเนี่ย”

“เป็นไข้ แล้วเกี่ยวอะไรกับเครียด?”

ลุงแทนถามอย่างไม่เข้าใจ บนตัวสวมชุดทำงานคุ้นตาแบบเดียวกับที่พาร์เอามาจากบ้านนู้นเลย แสดงว่าลุงแทนกับป้าเจนอยู่ค้างที่นี่…พาร์คงอยู่รอเปิดประตูให้พวกท่านแน่ๆ ไม่งั้นพวกท่านจะรู้ได้ไงว่าค้างที่นี่ได้

“ปกติเจ้าทีแข็งแรงจะตาย ยกเว้นว่าไปทำตัวพิลึกอย่างยืนตากฝนสักครึ่งวัน หรือไปซนจนบาดเจ็บกลับมา ไม่ก็มีเรื่องให้คิดมากจนเครียดเกินไป ร่างกายเลยประท้วงด้วยการเป็นไข้นี่แหละ”

พ่อไม่ต้องอธิบายจนเห็นภาพขนาดนั้นก็ได้ คนทำผมเครียดมองมาด้วยสายตารู้สึกผิดแล้วนั่น

“จะไปเรียนเหรอลูก แม่ว่าพักอยู่บ้านดีกว่านะ”

“ผมไม่เป็นอะไรหรอก แค่ตัวร้อนกว่าปกตินิดหน่อยเอง”

“ตามใจ ถ้ากลับมาแล้วเป็นหนักกว่าเดิม แม่จะให้หมอมาฉีดยาลูกถึงบ้าน!”

ผมยักไหล่ไม่แคร์ แม่เอาเรื่องนี้ขู่น้องได้ แต่ขู่ผมไม่สำเร็จหรอก ผมไม่ได้กลัวเข็มฉีดยานี่ครับ

กินข้าวเช้ากันเสร็จก็ถึงเวลาแยกย้าย พวกเราออกเป็นกลุ่มสุดท้าย โดยมีน้องอันพ่วงมาหนึ่ง เพราะวันนี้แม่ไม่ได้ออกไปไหน

“เลิกเรียนก็รีบกลับบ้านนะ เรื่องอัน เดี๋ยวแม่รับที่โรงเรียนเอง”

ผมพยักหน้าหงึกๆ

“งั้นน้าฝากทีด้วยนะพาร์”

“ครับ”

ตลอดทางไปมหาลัยมีแต่ความเงียบ แต่ไม่ได้อึดอัดเท่าที่คิด ช่วงกำลังเคลิ้มเกือบหลับ ผมได้ยินพาร์พูดอะไรสักอย่าง จนต้องรีบหันไปมอง

“พูดอีกทีสิ”

พาร์เม้มปาก แววตามองมาเหมือนคาดโทษ

อะไร ผมไม่ได้แกล้งนะ ก็คนมันได้ยินไม่ถนัดจริงๆ นี่หว่า

“กูบอกว่า เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะ”

“ฮะ?” ผมรีบเขยิบตัวนั่งดีๆ อาการง่วงเริ่มจางหาย “เริ่มแบบไหน?”

“กูลองคิดดูทั้งคืนแล้ว”

ผมอ้าปากเหวอ “ทั้งคืน! มึงไม่ได้นอนเรอะ แล้วมาขับรถ…ไปจอดข้างทางเลย เดี๋ยวกูขับเอง!”

“กูไม่ง่วงตอนนี้หรอกน่า จนกว่าจะพูดเคลียร์กับมึงให้รู้เรื่อง”

“งั้นไปถึงมหาลัยค่อยว่ากัน”

พาร์พ่นลมออกจากปาก “มึงถ่วงเวลา”

“แล้วแต่มึงคิด”

ผมเลยหลับไม่ลง ต้องคอยสังเกตอาการคนขับ กลัวพาร์หลับในเป็นบ้า แต่มันก็สามารถพาทั้งคนทั้งรถมาถึงลานจอดรถประจำวันจันทร์โดยสวัสดิภาพ แต่วันนี้ต่างจากทุกทีเมื่อเรานั่งอยู่ในรถกันต่อ

“นึกว่ามึงจะรีบลงจากรถซะอีก”

“กูไม่หนีหรอกน่า อยากจะพูดอะไรก็ว่ามาให้หมด”

พาร์เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนเริ่มต้นพูดเข้าเรื่องตรงๆ ตามสไตล์ “หลังจากนี้กูจะมองมึงเป็นมึง”

ผมขมวดคิ้ว “ยังไง?”

“ก็มองแค่ตัวตนของคนที่ชื่อชลนที”

ถ้อยคำหวานหูเป็นบ้า!

“มึงจะจีบกู?”

“เปล่า” พาร์ปฏิเสธเร็วมาก “ทั้งมึงทั้งกูยังไม่มีใครแน่ใจทั้งคู่ เพราะงั้นเริ่มต้นแบบนี้ก่อนนี่แหละ มองแค่ตัวตนของกันและกัน ไม่ต้องเอาเรื่องเพศมาคิดให้หนักหัว”

ผมพ่นลมหายใจ “อย่างกับหนีความจริง”

“กูไม่ได้หนี!”

“รู้น่า แต่กูเห็นต่างจากมึง” ผมสบตาเพื่อนตรงๆ “การมองถึงตัวตนของอีกคนเป็นเรื่องดี แต่รูปกายภายนอกก็ส่งผลต่ออีกคนเช่นกัน อย่างเช่น…” ผมกรอกตามองออกไปนอกรถ เจอคู่รักชายหญิงกำลังเดินผ่านหน้าพอดี “เอาตัวอย่างคู่ข้างหน้านี่แหละ”

ผมชี้ให้พาร์มองตาม

“ถ้ากูกับมึงคบกันคงจับมือกระหนุงกระหนิงเดินเคียงคู่แบบนั้นไม่ได้หรอก หรือถ้าบังเอิญเจอญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนที่ทำงานของพ่อแม่ มึงจะกล้าแนะนำกูเป็นแฟนหรือเป็นแค่เพื่อน?”

พาร์เงียบ ผมปล่อยเพื่อนครุ่นคิดพักใหญ่ แล้วพูดต่อ

“ถึงสมัยนี้ผู้คนจะยอมรับได้มากขึ้น แต่มันยังไม่เปิดกว้างพอ นี่คือสิ่งที่กูอยากเตือน แล้วก็ไม่ต้องใช้เวลาคิดทั้งคืนอีกล่ะ ค่อยๆ เก็บไปคิดทีละนิดดีกว่า เรื่องใหญ่ขนาดนี้มึงคิดให้ตายคืนเดียวก็หาข้อสรุปไม่เจอหรอก”

ผมปลดล็อก กำลังจะเปิดประตูลงจากรถ แต่โดนจับไหล่รั้งไว้เสียก่อน เลยเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไร

“ทำไมมึงดูรู้ดีจัง?”

ผมขมวดคิ้วใส่ “ทำไมถามแบบนี้?”

“เคยคบผู้ชายมาก่อน?”

ผมโบกหัวพาร์ไปหนึ่งที “ไม่เคยโว้ย!”

“แต่มึงดูรู้ดีในหลายเรื่องมาก จนกูอดสงสัยไม่ได้”

“จะสงสัยทำบ้าอะไร คราวก่อนกูก็เล่าเรื่องเพื่อนเก่ากับเพื่อนใหม่คบกันให้มึงฟังอยู่หยกๆ ทำไมไม่คิดว่ากูเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากสองคนนั้นเล่า!”

“…จริงของมึง”

“มันเรื่องจริงต่างหาก!”

“แต่มึงเคยบอกว่าโตขึ้นจะแต่งงานกับผู้ชายนี่หว่า”

ประโยคโคตรเด็ด เกือบทำผมหัวทิ่มไปโขกคอนโซลรถ มันไปรู้เรื่องพรรค์นี้มาจากไหน?!

“ใครเล่าให้มึงฟัง?”

“เถอะน่า จริงหรือเปล่า?”

ผมนวดขมับ “…กูเคยพูดตอนสามขวบ”

“…กับพี่หมอพีท?”

“เออ”

ผมชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีมาคุที่แผ่ออกมาจากคนข้างๆ

“แล้วตอนนี้…ยังอยากจะแต่งอยู่ไหม?”

มันจะกัดฟันพูดทำเผื่อ!

“ใครจะไปอยาก!”

“…มึงไม่ได้แอบชอบหรือรักใครอยู่ในใจใช่ไหม?”

“ไม่มี!”

“ทั้งชายทั้งหญิง”

“เออ!”

“ก็ดี…”

ผมไม่รู้สึกดีด้วยสักนิด ฟังคำถามแต่ละอย่างของพาร์สิ!

“มึงให้กูไปคิด กูก็จะกลับคิดให้ดี แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน จนกว่ากูจะหาคำตอบมาให้มึงได้ ก็ช่วยทำหัวใจให้ว่างไร้เจ้าของไปก่อน…ได้หรือเปล่า?”

ผมแยกเขี้ยวใส่พาร์ทันที “ไม่ติดป้ายบอกจองไปเลยล่ะ!”

พาร์เลิกคิ้วขึ้น “ทำได้?”

“ไม่”

บนรถเงียบกริบทันที ผ่านไปสักพักพาร์ก็ไม่พูดอะไร แต่จ้องผมแทบจะพรุนอยู่แล้ว จนผมต้องพูดโผล่ออกมาอย่างทนไม่ไหว

“เรื่องหัวใจมันห้ามกันได้ซะทีไหน”

“…ก็จริง”

เสียงหงอยเป็นบ้า!

ผมพ่นลมหายใจออก คราวนี้เปิดประตูรถจากรถจริงๆ แล้ว แต่ก่อนจะผลักประตูปิด ก็บอกส่งท้ายให้ใครบางคนที่ทำหน้าเหมือนน้องหมาโดนเจ้าของทิ้งฟังชัดๆ

“อยากให้ว่างก็คอยดูแลเอาเองแล้วกัน”

พูดเองแท้ๆ แต่หน้าชักเริ่มร้อนผ่าวๆ…มานึกดูอีกทีโคตรน่าอายเลยนี่หว่า พูดไปได้ยังไงวะ!

ผมเลยเร่งฝีเท้าเดินจากมาก่อน ให้สู้หน้าพาร์ตอนนี้คงไม่ไหว

แต่สุดท้ายพาร์ก็ไล่ตามผมทันอยู่ดี ผมเหล่มองสีหน้าอมยิ้มของมัน บังเกิดความรู้สึกหมั่นไส้กลบฝังความอายซะสิ้น   

“โอ๊ย เตะขากูทำไมเนี่ย”

“หมั่นไส้!”

“หมั่นไส้มากจนต้องใส่มาเต็มแรง?”

“เออ!” ผมจ้องพาร์อย่างหาเรื่อง “จะถามอะไรอีกไหม”

“มะ ไม่แล้ว”

ผมพยักหน้าเป็นเชิงสื่อว่าก็ดี

ระหว่างมองทางเดินข้างหน้า แว่วเสียงคนข้างๆ งึมงำเสียงเบา

“ไม่เอาถั่วลันเตาแล้วนะ”

ผมรีบเบือนหน้าหนีทั้งที่คลี่ยิ้มขบขัน…ดูท่าจะฝังใจ

-------------

“โย่ ไอ้ที”

ผมหยุดเดินพูดทักทายเพื่อนต่างคณะกลับ “ไง”

“ได้ข่าวว่ามีแฟนใหม่แล้ว” ยิ้มล้อเลียนมาเลย

“อ้อ…ก็…”

ผมตอบไม่ถูก เพราะเมื่อวานรับรู้แล้วว่าพวกรุ่นพี่อยากให้คนต่างคณะเข้าใจผิด

“เอาน่า กูเข้าใจ มึงคงผิดหวังจากผู้หญิงมาเยอะเลยลองเปลี่ยนเส้นทางสินะ”

“ฮะ?”

“ไม่ต้องห่วง ต่อให้มึงมีแฟนเป็นหนุ่มหล่อ กูกับมึงยังเป็นเพื่อนกันเสมอ”

ผมกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไอ้คนตรงหน้าโดนเรียกตัวซะก่อน เลยบอกลาผมลวกๆ แล้วเดินจากไปเลย

ก้าวเดินเกือบจะถึงใต้ตึกเรียนก็โดนทักอีกครั้ง แนวเดียวกันกับคนเมื่อกี้เลย แต่ผมได้ข้อมูลเพิ่ม

“มึงคบผู้ชายแบบนี้ก็ดี ไอ้ข่าวเสียๆ หายๆ ของมึงเลยพลิกกลับกลายเป็นเรื่องดีไปแทน ตอนนี้ฝ่ายที่เสียหน้าคือพวกที่เอามึงไปนินทา แถมพวกนั้นยังเจอพวกหมั่นไส้ หรือเคยมีเรื่องมาก่อนฉวยโอกาสตอนนี้ใส่ฟืนโหมไฟให้รุนแรงเหมือนเตรียมย่างกลางดงข่าวลือเลยล่ะ”

…ท่าทางเพื่อนผมจะสะใจมาก อ้อ ลืมไป คนพวกนั้นเคยเกือบทำให้มันต้องเลิกคบกับแฟนนี่หว่า

ผมเข้าใจทันทีว่าทำไมเพื่อนข้อมูลแน่น สงสัยแฟนมันจะเป็นหนึ่งในแกนนำใส่ฟืนในกองไฟแน่ๆ

หลังจากนั้นผมก็โดนเพื่อนต่างคณะเข้ามาพูดแสดงความยินดีบ้าง บางรายมาสอบถามด้วยความกังวลตั้งแต่เรื่องนิสัยพื้นฐานของพาร์ยันเรื่องบนเตียง (ตามเลเวลความสนิท ยิ่งสนิทมากเรื่องยิ่งเจาะลึก) ผมเลยไม่กล้าแวะไปโต๊ะประจำกลุ่ม จ้ำอ้าวหนีขึ้นไปถึงห้องเรียนอย่างเดียว

เข้าห้องเรียนปุ๊บ อย่างกับหลุดเข้ามาอีกโลก เพื่อนร่วมคณะเพียงแค่ยิ้มทักทายตามปกติ ชวนคุยเรื่องทั่วไป จนผมชักมึนๆ ว่าเผลอก้าวผ่านประตูย้อนอดีตมาหรือเปล่า สับสนหนักจนต้องปรี่ไปหากลุ่มประธานชั้นปี สุ่มหัวกับบรรดาสมุนทั้งสามเพื่อหาคำตอบ

“บอกกูตามตรงทีเถอะ กูงงมาก”

ลูกสมุนหัวเราะยกใหญ่กับเรื่องเล่า และท่าทางจนปัญญาของผม

“คำตอบแรก มึงไม่ได้ย้อนอดีตแต่อย่างใด เพราะกูยังจำเรื่องวันศุกร์ได้ ฮ่าๆๆ”

“คำถามที่สอง พวกกูจะแซวมึงไปทำไม อ้อ แต่ถ้าถึงเวลาต้องแซวก็ขอให้เตรียมทำใจไว้ล่วงหน้าด้วย”

“แต่มึงมีเรื่องต้องรู้วะที อย่างแรกเมื่อวันศุกร์ ชั้นปีเราคนไปไม่ครบ” ทอมกระซิบข้างหูผม “พี่นันสั่งให้ตัดคนพวกนี้ออกไป ให้รับรู้เท่าที่คนนอกรู้”

ผมขมวดคิ้วทันที “มีใครบ้าง?”

สมุนสาวถึกเอาใบรายชื่อคนขาดกิจกรรมมาผมดูเงียบๆ ส่วนใหญ่ก็พวกที่ไม่สนใจกิจกรรมคณะครับ แต่ผมสะดุดชื่อของไอ้เด็น…

“นี่ด้วยเหรอ?”

สมุนสาวถึกก้มมองชื่อที่ผมชี้ ก่อนพยักหน้ารับ “วันนั้นมันมาเรียน แต่หมดชั่วโมงก็หายหน้าไปเลย เห็นแยกไปนั่งเรียนตามลำพังด้วย”

ผมพยักหน้ารับรู้ทั้งที่ขมวดคิ้ว “แล้วเรื่องที่ต้องรู้อีกอย่างล่ะ?”

สมุนทั้งสามคลี่ยิ้ม เป็นสมุนทอมที่กระซิบบอกอีกครั้ง “จะหลอกศัตรูต้องหลอกพวกเดียวกันก่อน พี่เขาว่ามาอย่างนี้”

“สรุปคือ ที่จริงพวกกูต้องร้องแซวมึง แต่ดันรู้ความจริง อารมณ์ร่วมเลยไม่มี จึงแก้ปัญหาด้วยการมีข้อตกลงลับๆ ว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ให้มึงลำบากใจ…กรณีมึงอยู่คนเดียวนะ แต่ถ้าคู่ของมึงโผล่มาเมื่อไหร่ แล้วเราเห็นช่องทางในการแซว มึงคงจะโดนเละวะ”

“ขอบใจสำหรับคำตอบตรงไปตรงมา”

สมุนชายแท้ยักไหล่ “มึงรู้ไว้ก็ดี จะได้ไม่มาโกรธพวกกูทีหลัง”

“แล้วพวกรุ่นพี่โกหกทำไม?”

สมุนทั้งสามมองหน้ากันอย่างปรึกษา และส่งสมุนสาวถึกมาอธิบาย

“เอ่อ เรื่องนี้พวกกูบอกอะไรมึงมากไม่ได้ แต่ที่ทำทุกอย่างเนี่ย เพื่อปกป้องมึงทั้งนั้น จำเรื่องนี้ไว้ให้ขึ้นใจนะที”

ผมจับประเด็นบางอย่างได้ทันที “กูไม่มีสิทธิ์รู้?”

สมุนทั้งสามพยักหน้า สมุนทอมส่งยิ้มให้กำลังใจ

“อีกไม่นานมึงจะเข้าใจ”

“แต่ถ้ามึงสงสัยมาก ไปถามจากฝ่ายนิติน่าจะได้คำตอบเร็วกว่า”

สมุนชายแท้พูดเสริม มีสมุนสาวถึกพยักหน้าเห็นด้วยหงึกๆ

ผมถอนหายใจ ลุกขึ้นคว้ากระเป๋า พูดส่งท้าย “ขอบใจ”

ถึงไม่ได้คำตอบแน่ชัด แต่อย่างน้อยเพื่อนก็ช่วยชี้ทางไปสู่คำตอบให้

“จะลุกไปไหน? เดี๋ยวจารย์มาแล้วนะ”

“กลับกลุ่มกูสิ ตั้งแต่เกิดเรื่องยังไม่ได้ไปเคลียร์เลย”

“อ้อ งั้นก็โชคดี”

แต่ก่อนจะได้เดินจาก ผมเจอกับมลพึ่งเดินเข้าห้องเรียน มันรีบปรี่มาหาทันทีที่สบตา กระชากแขนผมให้ก้มลงไปหา เอ่ยกระซิบ “เด็นไม่ได้เข้าร่วมงานวันศุกร์ เพื่อนมึงทั้งกลุ่มรับรู้แล้ว เหลือแค่มึง…”

“กูรู้เรื่องจากสมุนของมึงแล้ว”

“รู้ใช่ไหมต้องทำยังไง”

“เออ ไม่หลุดปากบอกไปหรอก”

ท่านประธานพยักหน้าพอใจ ปล่อยแขนผมเป็นอิสระ “แล้วจะไปไหน?”

“กลับถิ่นกู”

“อ้อ ขอให้เคลียร์ได้เร็วๆ ล่ะ”

ผมไปถึงที่ประจำ นนท์ ศิ มินต์ คลี่ยิ้มต้อนรับผมทันที แต่ขาดไปสอง คู่กรณีของผมกับลูกหว้ายังไม่มาครับ

“หายไปไหนสอง?”

“ยังไม่มามั้ง” นนท์ว่า “วันนี้เห็นมึงเดินไปหากลุ่มประธาน พวกกูนี่ใจแป้วเลย นึกว่ามึงจะไม่กลับมาทางนี้แล้ว”

“แค่มีเรื่องไปถามเฉยๆ แต่กูมีเรื่องสงสัย เมื่อพุธที่แล้วเป็นอะไรกัน?”

ทั้งสามถอนหายใจเฮือกหนึ่ง นนท์เป็นคนเล่า

“ก่อนเข้าเรียนลูกหว้าฟิวส์ขาด องค์ลงฉะไอ้เด็นต่อจากมึงไปน่ะสิ”

ผมเลิกคิ้วคาดไม่ถึง “ทำไมล่ะ?”

“ทั้งที่พวกเราเก็บคำพูดของทีมาคิด แต่เด็นทำตัวเหมือนมีอะไรเกิดขึ้น เพราะคิดว่ามีพวกเราสี่คนคอยให้ท้าย ลูกหว้าเลยโมโห” สาวน้อยไม่ค่อยพูดของกลุ่มร่ายยาวเหมือนอัดอั้นมานาน “วันนั้นที่หลบตา ขอโทษนะ พวกเราแค่รู้สึกตัวว่าเป็นฝ่ายผิดน่ะ”

“มินต์พูดถูก กูต้องขอโทษเหมือนกัน”

ศิเพียงแค่ถอนหายใจ โดยไม่ได้พูดอะไร เพื่อนคนนี้คงลำบากใจสุด ถึงไม่ได้รับคำขอโทษมา แต่แววตาศิก็สื่อความหมายนั้น แถมยังมีความกังวลปนกลุ้มใจอยู่ด้วย คงรู้สึกไม่ดีที่เห็นคนในกลุ่มเกิดเรื่องระหองระแหง

“เลยกลายเป็นว่าทั้งมึง ทั้งหว้า ทั้งเด็น ไม่มีใครกลับมารวมกลุ่ม…”

“ที!”

ลูกหว้าโผมากอดจากข้างหลังทั้งตัว “ขอโทษนะๆๆ”

“หนัก…ใครก็ได้เอาหมูลงจากตัวกูที”

“ไอ้บ้า! กูไม่มีห่วงยางตรงเอวสักหน่อย!”

แว่วเสียงหัวเราะจากอีกสามคน ลูกหว้านิ่งไป สักพักก็หัวเราะตามเพื่อนไปด้วย ผมยิ้ม ถึงคนจะยังไม่ครบ แต่บรรยากาศภายในกลุ่มก็กลับมาสดใสแล้ว

“…แล้วจะปล่อยกูได้ยัง?”

“ลืม” ลูกหว้ารีบผละออก ยิ้มทะเล้น “ลืมไปว่ามึงมีสามีแล้ว ต่อไปนี้เวลาแตะต้องมึงต้องระมัดระวัง”

ผมคิ้วกระตุก “ไม่เอาแล้วเหรอ พ่อของลูกน่ะ”

“ยอมถอยค่ะ พอดีรู้ตัวว่าหน้าสวยสู้เพื่อนไม่ได้”

“ฮ่าๆๆ จริง วันนั้นมึงโดนจับแต่งตัวซะพวกกูตะลึง”

“ลืมมันไปเถอะ!”

อาจารย์มา คู่กรณีของผมก็ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น พวกเรามองหน้ากัน

“สงสัยมันจะขาดเรียน”

ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยครับ

คาบนี้เป็นคาบสุดท้าย อาจารย์เลยแนะแนวเนื้อหาที่จะออกสอบส่งท้าย จบแล้วก็ปล่อยเลยทั้งที่ยังไม่หมดชั่วโมงเรียน

“ไปไหนกันดี?”

“ห้องอาหารไหม หรือห้องสมุด ไม่ก็ใต้ตึก…เอ่อ คงไปไม่ได้แล้วแหละ”

ลูกหว้าบุ้ยปากไปทางหน้าห้อง

“สวัสดีน้องๆ ทุกคน”

เสียงพี่นันดังออกจากลำโพง เรียกทุกสายตา รวมถึงผมหันไปหน้าห้อง ประธานปีสี่คราวนี้ไม่ได้ฉายเดี่ยว แต่ยกโขยงกันมาเลยครับ ไม่ได้มาตัวเปล่าด้วย ตอนผมหันไปมอง เห็นกำลังช่วยกันวางลังกระดาษสองสามกล่องลงพื้นแล้ว

“พวกพี่มีเรื่องจะแจ้งให้รู้ ขอเวลานิดหน่อยนะทุกคน”

############

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #118 เมื่อ02-10-2016 20:01:02 »

บทที่ 18

“ท่านพี่ที่เคารพ อย่านานนะ ผมหิวข้าว ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่ตื่นเลยครับ”

พี่นันค้อนขวับ “ทีหลังหันตื่นให้เช้ากว่านี้สิค่ะ จะได้มีเวลากินข้าว แล้วดูบนหัว ผมยุ่งยิ่งกว่ารังนก ลืมหวีผมแน่ๆ”

ทั้งห้องฮาครืน ยิ่งเจ้าของหัวยุ่งยิ่งกว่ารังนกรู้สภาพตัวเองก็ร้องถามหา ใครมีหวี เสียงหัวเราะยิ่งกระฮึ่มกว่าเดิม

“ไม่ต้องหวีแล้วค่ะ มาฟังพี่ก่อน” 

เสียงหัวเราะค่อยๆ เงียบลง พี่นันพยักหน้าพอใจ เริ่มพูดต่อ

“เรื่องที่จะพูดถึงคือกิจกรรมใหญ่ในเทอมสองค่ะ เนื่องจากต้องใช้เวลาเตรียมตัวนาน พวกพี่เลยจะมาเล่าและแจ้งหลายเรื่องให้รู้ไว้ก่อน”

แค่พี่นันขึ้นต้น พวกผมก็พากันตาวาวสนอกสนใจแล้วครับ ยิ่งเห็นภาพตัวอย่างกิจกรรมที่ผ่านมา (รุ่นพี่ฉายขึ้นสไลด์ผ่านโน้ตบุ้ค) ยิ่งให้ความสนใจมากกว่าเดิมหลายเท่า

“กิจกรรมนี้มีชื่อว่า ‘Water War’ แต่บางคนเรียกชื่อไทยๆ ว่า ‘สงครามสายน้ำ’ จะมีขึ้นสองวันในช่วงปลายเดือนมีนา ไม่ก็ต้นเมษา ส่วนใหญ่จะจัดในวันเสาร์อาทิตย์”

“เหมือนเล่นสงกรานต์ใช่ไหมครับ?”

“ไม่เหมือนค่ะ เรามีกฎการเล่น และทุกคนที่เข้าร่วมต้องปฏิบัติตามกฎ หากใครทำไม่ได้จะได้รับโทษคือ งดเข้าร่วมกิจกรรมถึงสองปีเชียวนะ”

พวกผมส่งเสียงฮือฮาเลยครับ โทษโหดเป็นบ้า

“อุปกรณ์หลักของกิจกรรมนี้คือปืนฉีดน้ำ งานนี้งดขัน กะละมัง กระป๋อง หรือของทุกประเภทที่ใช้ตักและสาด อ้อ สายยางก็ไม่ได้”

“พี่พูดแค่ว่างานนี้ยิงกันอย่างเดียวก็จบแล้วครับ”

“เดี๋ยวพวกน้องจะคิดลามกน่ะสิ แน่ะๆ อย่ามาส่ายหน้าเชียว พี่ไม่เชื่อหรอก เพราะสมัยพี่อยู่ปี1 เพื่อนผู้ชายของพี่ก็เคยคิด”

หัวเราะร่วนทั้งห้องเลยครับ

“พี่เชื่อว่าทุกคนรู้จักปืนฉีดน้ำอยู่แล้ว แถมยังมีติดบ้านแน่ๆ แต่ถ้าขืนมัวแต่ปั๊มลม ระยะยิงก็สั้น ถ้าเอามาใช้ในกิจกรรมนี้ น้องๆ แพ้แน่นอน เพราะงั้นเก็บไว้เล่นช่วงสงกรานต์ดีกว่า ปืนฉีดน้ำที่พวกพี่จะแนะนำคือเจ้าพวกนี้ เอาออกมาโชว์น้องหน่อยเร็ว”

ลังกล่องหนึ่งถูกเปิด แคทวอล์คโชว์ปืนฉีดน้ำก็ถูกเปิดแสดงให้ตื่นตาตื่นใจ ฝ่ายผู้ชายฮือฮามากกว่าครับ เพราะรูปร่างปืนฉีดน้ำดูเท่มาก คล้ายพวกปืนบีบีกันเลย

“เอ่อ ปืนฉีดน้ำแน่เหรอคะ?”

“แน่สิ มันเป็นปืนฉีดน้ำระบบออโต้น่ะ ต้องใส่ถ่านเล่นด้วย พี่คนไหนก็ได้แยกส่วนกระกอบหลักให้น้องดูหน่อย”

รุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งแกะที่ใส่ถ่าน เทออกมาให้ดู ใช้ถ่านสองเอล่ะมั้ง ผมมองไม่ถนัด แล้วดึงส่วนใส่แมกกาซีนออกมาชูให้เห็น แต่มีภาพประกอบบนสไลค์ด้วยครับ อ้อ ถ่านสองเอถึงสี่ก้อนเลยครับ

“เจ้าแมกกาซีนนี่ใช้สำหรับใส่น้ำจ๊ะ ถอดเข้าออกได้””

“แบบนี้ก็จุน้ำได้น้อยสิคะ?”

“ก็น้อยแหละ แต่พกแมกกาซีนสำรองไว้ถอดเปลี่ยนด้วยก็ได้ แต่เราไม่ได้จะเล่นเพื่อเปียกซะหน่อย” พี่นันยิ้มมีเลศนัย “ใครในที่นี่รู้จักหรือเคยเล่นบีบีกันมาก่อนบ้างไหม?”

เกือบครึ่งยกมือครับ รวมถึงผมด้วย

“ถือว่าไม่น้อยเลย สงครามสายน้ำเหมือนเล่นบีบีกันค่ะ ใครถูกยิงต้องออกจากเกม แต่เพราะเราเล่นถึงสองวัน ยาวนานมาก จึงมีกติกาพิเศษคือถ้าเสื้อแห้ง หรือเปลี่ยนเสื้อใหม่ก็ลงสนามได้อีกครั้งทันที ยกเว้นสามชั่วโมงสุดท้ายก่อนหมดกิจกรรมที่จะยกเลิกการกลับเข้าสนามใหม่ ใครโดนยิงแล้วต้องไปนั่งรอลุ้นในอาคารจนกว่ากิจกรรมจบค่ะ”

“เรื่องกฎต่างๆ และวิธีการเล่น เทอมหน้าจะมีแจกชีสให้ ได้รับแล้วก็เอาไปอ่านกันด้วย ไม่เข้าใจก็ไปถามพวกรุ่นพี่ในคณะดู พยายามทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ไม่งั้นเดี๋ยวโดนงดเข้าร่วมสองปีจะมาร้องห่มร้องไห้กับพวกพี่ไม่ได้นะ”

“ส่วนเรื่องปืนสามารถลงชื่อของยืมได้ค่ะ แต่มันมีจำนวนจำกัดก็ต้องแย่งกันหน่อย ใครเร็วใครได้ จะมีเปิดให้แย่งจองชื่อเช้าพรุ่งนี้ตั้งแต่แปดโมงเป็นต้นไปที่หน้าตึกคณะ ส่วนใครอยากครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวก็มาลงชื่อสั่งซื้อกันได้หลังพี่ปล่อยตัว พี่คนไหนดูแลเรื่องนี้ชูมือโชว์หน่อย”

พี่สองคนชูมือโบกไปมา

“มีพวกตัวอย่างให้ทดลองใช้ก่อนไหมครับ?”

“มีค่ะ เลิกแล้วก็ไปทดลองจับได้เลย ชอบรุ่นไหนก็จดจำไว้นะ แต่พี่ขอแนะนำว่าให้เลือกแบบที่ชอบและจับถนัดมือดีกว่า แต่ใครอยากขอเวลาคิด หรือศึกษาปืนแต่ละรุ่นก่อนก็ตามสบาย เพราะเราเปิดให้สั่งซื้อจนถึงสอบวันสุดท้ายที่ห้องสโมฯคณะค่ะ”

มีเวลาสองอาทิตย์นิดๆ ให้ตัดสินใจครับ

“มาพูดถึงอุปกรณ์จำเป็นต่อมากันดีกว่า พี่ขอนำเสนอเจ้านี่ค่ะ”

พี่นันชูแว่นตากันน้ำขึ้น ก่อนสวมเข้าที่หน้า ผมเคยเห็นวางขายในวันสงกรานต์ครับ ได้ยินคนอื่นเรียกกันว่าแว่นตาสงกรานต์หรือไงนี่แหละ

“บางคนที่บ้านอาจมีซื้อไว้แล้ว แต่กฎระบุว่าตัวเลนส์ต้องเป็นแบบใสเท่านั้น งดแบบที่เป็นสีๆ นะคะ ส่วนขาแว่นจะใช้สีอะไรก็ได้ อันนี้ไม่ห้าม ถ้าใครมีแบบที่ไม่ผิดกฎก็ขุดออกมาใช้ได้เลยค่ะ”

“ทำไมไม่ให้เอาเลนส์สีมาใช้คะ?”

“เพราะทางมหาลัยกลัวว่าใส่สีอื่นแล้ว อาจมองเห็นไม่ชัดจนเกิดอุบัติระหว่างทำกิจกรรมค่ะ”

ผมร้องอ้อในใจ หายข้องใจทันที

“หากใครไม่มีสามารถลงชื่อสั่งซื้อได้เช่นกัน อ้อ แว่นตาไม่มีให้ยืมเหมือนปืนฉีดน้ำ เพราะงั้นซื้อไปเถอะ ราคาไม่แพง แถมยังเอาไปใส่เล่นวันสงกรานต์ได้ด้วย เรื่องต่อมาคือรองเท้า งดใส่แตะหูหนีบหรือที่มันเปิดเปลือยนะคะ ถ้าไม่ให้ผิดกฎเลย พี่แนะนำรองเท้าแตะหัวโตค่ะ”

“มันเป็นรองเท้าแบบไหนเหรอคะ?”

“ก็แบบที่หัวใหญ่หน่อย หุ้มส่วนครึ่งเท้าบนหมด มีสายรัดข้อเท้า แต่ใครไม่อยากใช้ก็เลื่อนให้มันไปอยู่หลังเท้าได้ ยี่ห้อดังๆ ก็ตราจระเข้ไง”

หลายคนพยักหน้าหงึกๆ ว่านึกออกแล้ว…สงสัยพี่คนที่คุมพาวเวอร์พ้อยแอบหลับใน พี่นันพูดจบแล้ว รูปตัวอย่างรองเท้าพึ่งโผล่มาให้พวกผมเห็น พี่นันก็ไม่ได้เอะใจเลย พูดเรื่องต่อไปแล้ว

“มาพูดถึงเรื่องการแต่งตัวบ้าง พี่ขอพูดเรื่องกางเกงก่อนนะ สำหรับผู้หญิงห้ามนุ่งสั้น มากสุดได้แค่เหนือเข่านิดหน่อย แต่ถ้าไม่อยากให้หมิ่นแหม่จนเจอบทลงโทษ สามส่วนไปเลยดีกว่า แนะนำแบบที่มีกระเป๋าเยอะๆ ทางผู้ชายก็เหมือนกัน แต่ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะคงไม่มีใครนุ่งสั้นกุดมาหรอกใช่ไหม?”

พวกผมหัวเราะกันทันที เพื่อนร่วมคณะคนหนึ่งตะโกนพูดเล่นๆ

“อาจมีนะครับ”

“งั้นก็ช่วยเลือกแบบที่ยาวเลยครึ่งของต้นขากันหน่อย เพราะโชว์มากไป สาวไม่แล แต่อาจได้หนุ่มเหล่แทนนะจ๊ะ”

พากันสำลักลมเลยครับ พี่นันเล่นพูดซะเห็นภาพ

“มาพูดถึงท่อนบนบ้าง เจ้าเสื้อนี่สำคัญมากกกก เพราะมันคือตั๋วเข้าร่วมงาน ใครไม่มีคืองดเข้าร่วมแน่ๆ แม้แต่ประตูมหาลัยยังเดินผ่านเข้ามาไม่ได้เลยค่ะ อ้อ ช่วง Water War เดินผ่านประตูเล็กได้อย่างเดียวนะ ใครเอารถมาต้องไปหาที่จอดนอกมหาลัยเอาเองนะจ๊ะ”

เสียงโห่ดังมาเลย

“ทำไมล่ะครับ?”

“ขืนเอารถมาจอดจนเต็ม จะไม่มีพื้นที่ให้กางเต็นท์ใหญ่ของแต่ละคณะน่ะสิ สำคัญมากเลยนะน้องๆ เพราะเราต้องกางเต็นท์หลายหลัง แววตาอย่างรู้เชียว ส่วนใหญ่จะกางประมาณสามถึงห้าหลังค่ะ อันนี้ผันแปรตามจำนวนคนในคณะค่ะ และการมีหลายเต็นท์ นอกจากกระจายคนแล้ว ธงคณะยังมีที่เก็บซ่อนมากขึ้นด้วย คณะอื่นเลยต้องเสียเวลาสืบข่าวหรือค้นหาหน่อยว่าธงคณะถูกเก็บไว้ที่เต็นท์ไหนกันแน่”

“มีแย่งชิงธงคณะด้วยเหรอคะ?”

“ใช่แล้ว เขาบุกชิงธงมา เราป้องกัน ถ้าเกิดถูกขโมยได้ เราก็ต้องบุกไปเอาธงคืน แต่เรื่องนี้ไว้ใกล้ๆ ค่อยพูดอีกที ขอวกกลับมาพูดถึงเสื้อกิจกรรมก่อน ชูเสื้อปีที่แล้วให้น้องๆ ดูหน่อย”

รุ่นพี่สามคนเปิดลัง หยิบเสื้อมากางให้เห็นคนละตัว มีทั้งเสื้อกล้าม เสื้อยืดคอกลม และเสื้อเชิ้ตครับ

“เจ้าเสื้อนี่ถูกเรียกว่าเครื่องแบบค่ะ ก็เรียกแบบขำๆ ล่ะนะ มีให้เลือกสามแบบตามที่เห็น แต่คนส่วนใหญ่สั่งกันหมดทั้งสามแบบ เพราะจะได้มีเปลี่ยนลงสนามต่อเลย พี่คิดว่าน้องหลายคนในที่นี้มีหัวสร้างสรรค์และอยากลองออกแบบเสื้อกันหลายคนแน่ๆ ดังนั้นพี่ขอพูดองค์ประกอบหลักที่เครื่องแบบต้องมีก่อนนะ ด้านหลังเสื้อจะเป็นชื่อคณะย่อๆ กับหมายเลขรุ่น นับรุ่นของมหาลัยนะคะ ไม่ใช่ของคณะ

ส่วนด้านหน้า เสื้อแต่ละแบบจะแตกต่างออกไปเล็กน้อย เริ่มจากเสื้อกล้าม เราจะใช้เสื้อสีดำเป็นพื้น ตัวอักษรจะเป็นสีของคณะ ตรงกลางมักจะเป็นรูปวงกลมซ้อนกันสามวงเหมือนรูปเป้ามีสีขาว วงนอกสุดจะเป็นชื่อกิจกรรมและปี วงเล็กในสุดจะเป็นเลขโรมัน 1 ถึง 4 ตามแต่ว่าเราจะอยู่ชั้นปีไหน มุมเสื้อล่างด้านซ้ายจะเป็นชื่อเล่นเจ้าของเสื้อค่ะ”

“ทำไมต้องใส่ชื่อเล่นด้วยคะ?”

“เพราะต้องถอดเข้าออก บางทีรีบๆ ไม่ทันระวังอาจหยิบของคนอื่นไปใส่ได้ ระบุเจ้าของไว้ดีกว่า ไม่หลงไม่หายแน่นอน แต่ตรงหมายเลขชั้นปีกับชื่อเนี่ย ต้องไปหาใส่กันเองนะคะ ส่วนใหญ่ก็จ้างทำสติกเกอร์ติดเสื้อแล้วก็เอามารีดติดกันเองบ้าง จ้างติดบ้าง ใครมีฝีไม้ลายมืออยากรับจ็อบเพื่อนก็ใช้ช่วงนี้หารายได้พิเศษได้นะ”

“เสื้อเชิ้ตกับเสื้อยืดก็ต้องทำด้วยใช่ไหมครับ?”

“ใช่ค่ะ เสื้อเชิ้ตชื่อจะอยู่ตรงอกฝั่งซ้ายเหนือกระเป๋าเสื้อ หมายเลขชั้นปีจะอยู่ตรงปกเสื้อด้านซ้าย ส่วนเสื้อยืดจะอยู่ตรงอกซ้ายทั้งคู่ โดยชื่อเล่นจะอยู่บน เลขชั้นปีจะอยู่ถัดลงมา”

“ตัวเลขนี่ต้องเป็นโรมันหมด หรือใช้เลขอารบิกก็ได้คะ?”

“แล้วแต่คนชอบ ส่วนใหญ่ใช้เลขโรมันกัน เพราะเห็นว่าคลาสสิกดี โดยเฉพาะเสื้อเชิ้ตนิยมใช้เลขโรมันกันสุดๆ แต่พี่เห็นบางคณะนัดกันใช้เลขไทยนะ”

“แล้วคณะเราล่ะครับ?”

“พวกพี่ชอบเลขโรมันค่ะ”

พวกผมพยักหน้าหงึกๆ เป็นอันว่าต้องใช้เลขโรมันยกคณะแหงๆ

“เสื้อกล้ามพี่พูดหมดแล้ว มาดูเสื้อยืดบ้าง แถบด้านขวาทั้งแถวจะเป็นชื่อกิจกรรม ส่วนปีจะอยู่ที่แขนเสื้อซ้ายค่ะ”

“เอ่อ พี่ค่ะ ปีเนี่ยต้องใส่เป็น พ.ศ. หรือ ค.ศ. ค่ะ แล้วต้องเป็นเลขโรมันด้วยไหม?”

“ค.ศ. และต้องใช้เลขอารบิกค่ะ อันนี้เรากำหนดรูปแบบตัวเลขไม่ได้ เพราะต้องใช้เหมือนกันหมดทั้งมหาลัยค่ะ”

คนถามพยักหน้าเข้าใจ พี่นันเลยพูดต่อ

“สีเสื้อยืดต้องเป็นสีคณะเท่านั้น คณะเราเลยจะเป็นสีเหลืองอ่อน ผู้หญิงควรใส่เสื้อกล้ามทับไว้นะคะ เพราะพี่ไม่แน่ใจ เวลาเสื้อเปียกน้ำจะเห็นถึงข้างในหรือเปล่า แต่ถ้าไม่อยากใส่ทับเพราะร้อน พี่แนะนำให้เก็บเสื้อยืดไว้ใช้เปลี่ยนกลับบ้านหลังจบกิจกรรมค่ะ อ้อ อย่าลืมพกกางเกงกับชุดชั้นในมาเปลี่ยนด้วยนะ”

“พี่ค่ะ เสื้อยืดเป็นสีเหลืองล้วนๆ เหรอคะ?”

“ไม่ค่ะ ตรงปลายแขนเสื้อกับตรงคอเสื้อจะเพิ่มเนื้อผ้าอีกชั้นหนึ่งเป็นสีดำค่ะ มีใครจะถามอะไรอีกไหมคะ? ถ้าไม่มีพี่จะพูดถึงเสื้อเชิ้ตแล้วนะ”

พี่นันกวาดมองไปรอบๆ เมื่อไม่มีใครถาม ก็พูดต่อ

“เสื้อเชิ้ตจะเป็นแบบแขนสั้น สามารถพับขึ้นมาได้มีสายคล้องกันหล่นด้วยค่ะ กระดุมเป็นสีดำ กระเป๋าเสื้อจะเป็นแบบพับลงมามีกระดุมติดกันของหล่น มีกระเป๋าทั้งฝั่งซ้ายและขวา ตรงซ้ายเสื้อช่วงล่างฝั่งขวาจะเป็นชื่อกิจกรรมกับปีค่ะ”

“รูปแบบเสื้อสวยนะคะ แต่แมนมาก พี่จะไม่ให้หนูรู้สึกสวยหน่อยเหรอ?”

หัวเราะกันเลยครับ เพราะคนพูดเป็นกระเทยสาวของรุ่น

“พี่ก็อยากให้น้องสวยนะ แต่ช่วงสงครามเราต้องการทุกเพศที่ถึกได้ค่ะ ถ้าใครถึกไม่ได้ ลำบากมาก ช่วงปิดเทอมไปฟิตร่างกายกันมาด้วยนะ”

อ้อ เพราะแบบนี้เอง ไอ้ยำยำถึงบ่นว่าโดนรุ่นพี่จับฝึกโหด

“พี่บอกรายละเอียดครบหมดแล้วนะ ใครจะส่งแบบตกแต่งเสื้อ ไปยื่นที่ห้องสโมฯคณะได้เลยค่ะ หมดเขตรับหลังเปิดเทอม2 สองสัปดาห์ หลังจากนั้นเราจะเปิดให้โหวตลงคะแนนอีกหนึ่งสัปดาห์ ประกาศผลแล้วถึงเปิดให้ลงชื่อจองเสื้อค่ะ เรื่องต่อไป…”

ผมดึงมือถือที่สั่นเป็นระยะตั้งแต่เมื่อกี้ขึ้นมาแอบเปิดดู พาร์ส่งข้อความมาครับ

“เดี๋ยวครับ เสื้อนี่ถือเป็นเป้ายิงหลักเลยใช่ไหมครับ?”

ผมเงยหน้าขึ้นมาด้วยความอยากรู้ ทันเห็นพี่นันยิ้มกริ่ม “ใช่ค่ะ”

“งั้นถ้าเกิดเปียกเพราะเหงื่อล่ะครับ แบบนี้ไม่ถือว่าโดนยิงด้วยเหรอ?”

พี่นันถอนหายใจ “ถือว่าทดสอบความซื่อสัตย์ โดนยิงหรือไม่โดน น่าจะรู้ตัวนะคะ”

“ใช้น้ำผสมสีก็ได้นี่ครับ ทำไมไม่ใช่ล่ะ?”

“ทางมหาลัยสั่งห้ามค่ะ เล่นได้แค่น้ำเปล่าไร้สีไร้กลิ่นค่ะ แต่ถ้าใครโกงแล้วโดนจับได้ จะโดนลงโทษงดร่วมกิจกรรมเดี๋ยวนั้น และถูกงดอีกสองปีด้วย”

“แล้วถ้ากรณีโดนยิง แต่ไม่รู้ตัวว่าโดนล่ะครับ?”

“ก็ถ้าเจอใครสะกิดบอก แล้วคิดว่าใช่ ก็ควรกลับมาฐานก่อนดีกว่า ถือเป็นการป้องกันไม่ให้โดนลงโทษค่ะ”

พวกผมส่งเสียงเซ่งแซ่เลย

“อย่างนี้ก็ถูกโกงได้”

“เป็นช่องโหว่ของเกมที่ต้องทำใจยอมรับวะ”

“อ้อ มีเรื่องโรแมนติกเกี่ยวกับเสื้อด้วยนะ” พี่นันพูดแทรกออกไมค์ รอจนพวกผมเงียบก็พูดต่อ “ว่ากันว่าในช่วง Water War ถ้าได้แลกเสื้อกับคนที่แอบชอบจะสมหวังในรักค่ะ”

สาวๆ กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่เลยครับ แม้แต่ลูกหว้ายังทำตาเพ้อๆ

“ส่วนใหญ่คนที่มีแฟน ฝ่ายชายมักจะให้แฟนสวมเสื้อของตัวเองเป็นการประกาศความเป็นเจ้าของอยู่แล้ว ถ้าได้เสื้อต่างคณะมาก็อย่าลืมสวมเสื้อคณะของเราทับนะ เดี๋ยวจะโดนเข้าใจผิดว่าอยู่อีกคณะหนึ่งค่ะ แต่ช่วงนั่งพัก หรือช่วงที่ไม่ได้จับปืนลงสนาม สามารถโชว์อวดเสื้อที่ได้มาเต็มที่เลยค่ะ ดังสโลแกนจงยืดอกภูมิใจซะ หากวันนั้นจะได้รับสายตาอิจฉาตาร้อนจากคนรอบข้าง เพราะงั้นงานนี้หนุ่มๆ ต้องลงทุนกันหน่อยนะจ๊ะ”

“หมายความว่าเราสั่งซื้อเสื้อแบบไหนจำนวนไหร่ก็ได้เหรอครับ?”

“หนึ่งคนสั่งซื้อเสื้อแต่ละแบบได้แค่ตัวเดียวค่ะ”

“งั้นถ้าเราเอาไปให้ผู้หญิง จำนวนครั้งตอนกลับเข้าสนามก็ลดลงด้วยใช่ไหมครับ?”

“เพราะแบบนั้นมันถึงได้มีความหมายไงค่ะ”

ฝ่ายหญิงกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ ท่าทางจะถูกใจอีเว้นต์เลิฟเวอร์มาก

“นี่ตรูต้องเอาไปให้แฟนสินะ ขืนไม่ให้โดนโกรธแน่ๆ เฮ้อ” คนที่นั่งข้างหลังผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ท่าทางจะเสียดายสิทธิ์สามครั้งจากเสื้อไม่น้อย

“จะยากอะไร ยังเหลือสองตัว ผึ่งตัวแรกไว้ ตอนกลับมาคงแห้งพอดีก็หยิบใส่ไปลงสนามต่อได้แล้ว”

“เออ จริงด้วย”

“เพราะแบบนี้ถึงต้องมีชื่อเจ้าของเสื้อนี่เอง ไม่งั้นคงหยิบผิดหยิบถูกกันน่าดู”

ผมพยักหน้าหงึกๆ แอบเห็นด้วยกับความคิดเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านหลัง ก่อนก้มลงสนใจของในมือที่กำลังสั่นอีกครั้ง ยอมเลื่อนนิ้วกดเข้าแอพไลน์ ดูข้อความทั้งหมดที่พาร์ส่งมา
PAR: อาการเป็นไงบ้าง
PAR: ยังตัวร้อนหรือเปล่า
PAR: ทำไมตอบ
PAR: ลืมไปว่ายังเรียนอยู่ เลิกแล้วบอกด้วย

ถามเองตอบเองเสร็จสรรพ น่ากลัวว่าพาร์คงโดนน้องสาวจับท่องตารางเรียนของผมเหมือนกันแน่ๆ ผมพ่นลมหายใจระหว่างพิมพ์ตอบ

TEE: เลิกแล้ว แต่ยังอยู่บนห้องเรียน

ขึ้นว่าอ่านแล้วไวมาก แปบเดียวพาร์ก็ส่งคำถามมาอีก

PAR: อาจารย์ออกไปยัง
TEE: ออกแล้ว
PAR: งั้นก็อย่าพึ่งลงมา
TEE: ทำไมล่ะ

ขึ้นว่าอ่าน แล้วเงียบไปเลย ผมมองมือถืองงๆ แต่เก็บลงกระเป๋ากางเกง ฟังพี่นันพูดต่อ

“วันเสาร์จะเป็นช่วงปีสามกับปีสีลงพื้นที่บุกกับป้องกัน ส่วนปีหนึ่งกับสองจะเป็นหน่วยดูแลอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่เฝ้าสมบัติ สืบหาข้อมูล ดูแลแจกจ่ายเสบียง ปฐมพยาบาล และอีกสารพัดหน้าที่ ช่วงกลางคืนถ้าบางคนอยู่ค้างที่มหาลัยได้ เราจะเจอสงครามตอนกลางคืนในช่วงสี่ทุ่มถึงตีสาม ก่อนจะพักยาวเริ่มสงครามอีกรอบตอนแปดโมงเช้าของวันอาทิตย์ มีการสลับหน้าที่กัน ปีสามปีสี่จะถอยเป็นหน่วยดูแลเบื้องหลัง แล้วจะให้ปีหนึ่งปีสองลงพื้นที่บ้าง”

“ทำไมต้องมีการสลับหน้าที่ด้วยคะ?”

“มีหลายเหตุผลเลย ปีหนึ่งเข้าใหม่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว มีพี่ปีสองคอยประกบให้ข้อมูลวันแรก ศึกษาการเล่นของพวกปีสามปีสี่ไว้ก่อน พอถึงตาตัวเองเล่นบ้างจะได้ไม่สับสนว่าควรทำอะไรดี อย่างที่สอง ถึงจะกางเต็นท์ใหญ่แค่ไหน กระจายคนไปตามเต็นท์อื่นก็แล้ว แต่พื้นที่มีจำกัดอยู่ดี เลยจำเป็นต้องกระจายคนครึ่งหนึ่งออกมานอกเต็นท์คือพวกลงพื้นที่ แล้วให้หน่วยสนับสนุนทำงานตามหน้าที่อยู่ภายในเต็นท์ไป”

“เดี๋ยวนะครับ หมายความว่าวันแรกปีพี่สามปีสี่จะไม่ได้เข้าเต็นท์เลย”

“ใช่ค่ะ จะเข้าก็ต่อเมื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่บางคนก็ถอดเสื้อออกนอกเต็นท์ อ้อ แต่ผู้หญิงไม่ต้องกังวลปัญหานี่เหรอกนะ เพราะเรามีเต็นท์สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ คนดูแลเฝ้าเต็นท์ก็ผู้หญิง แถมยังเป็นเขตห้าม ไม่ให้ผู้ชายเข้าใกล้เด็ดขาดด้วย”

เหล่าเพื่อนเพศหญิงต่างพาถอนหายใจเลยครับ

“ภายในเต็นท์คือเซฟโซนใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ เป็นพื้นที่ห้ามเอาปืนฉีดน้ำยิงเข้าไปโดยเด็ดขาด แต่ถ้าลอบเข้าไปขโมยของบางอย่าง เช่น ธงคณะ เสบียง ของที่เป็นประโยชน์อย่างอื่น หรือแม้แต่ตัวประกัน สามารถทำได้ พูดง่ายๆ คือลอบเข้าไปโดยไม่พกอาวุธง่ายต่อการขโมยที่สุดแล้ว แต่มีข้อยกเว้นว่าห้ามทำแบบนี้กับเต็นท์ของผู้หญิงเด็ดขาด ยกเว้น คนที่บุกมาเป็นผู้หญิงด้วยกัน”

“แล้วถ้าคนนั่นเป็นผู้ชาย แต่แต่งหญิงล่ะครับ? คือเดี๋ยวนี้ผู้ชายหน้าเหมือนผู้หญิงก็มี”

แล้วคนรอบตัวจะเหล่มองผมทำไม

“ถ้าจับได้ จะโดนแขวนป้ายประจานเป็นคนหื่นกามค่ะ แล้วถ้าโดนซัดทอดเป็นผู้บงการ นอกจากจะโดนแขวนป้ายแบบเดียวกันแล้ว อาจโดนรุมสหบาทา และโด่งดังในเน็ทแบบข้ามคืนเลยก็ได้ ดังนั้นไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ อ้อ แล้วถ้าใครโดนสั่งบังคับให้ทำ แต่แอบมาส่งข่าวบอกก่อนลงมือ พวกเราเพศหญิงพร้อมให้อภัยค่ะ”

พี่นันฉีกยิ้มหวานจ๋อย แต่ผมแอบขนลุกซู่

“เอ่อ…เต็นท์นี่ปิดหมดทุกด้านเลยใช่ไหมครับ?”

“ใช่ค่ะ ป้องกันน้ำเข้าไปด้านใน แต่เต็นท์ฝั่งผู้ชายมีหน้าต่างด้วยนะ มันเป็นกฎค่ะ เอาไว้ให้สายสืบแอบไปกวาดตามองสอดส่องหาธง”

“เอ่อ แล้วเรื่องที่ค้างคืน”

“อ้อ บางส่วนให้นอนในเต็นท์ค่ะ บางส่วนก็ให้ไปนอนบนตึก ส่วนใหญ่พวกนอนเต็นท์จะเป็นพวกที่อยู่รอเล่นการบุกตอนกลางคืน แต่อีเวนต์บุกกลางคืน ผู้หญิงห้ามเข้าร่วม และห้ามค้างคืนค่ะ”

“ค้างก็ไม่ได้เหรอคะ?”

“ทางมหาลัยไม่อยากให้ผู้หญิงค้างค่ะ กลัวจะเกิดปัญหา เลยให้ทยอยกลับก่อนสองทุ่ม แล้วมาอีกทีตอนเจ็ดโมงเช้า ส่วนหนุ่มคนไหนจะไปส่งเพื่อนส่งแฟน ทำได้นะ แต่มาบอกรุ่นพี่หน่อย ไม่ใช่จู่ๆ ก็หายไปเลย เข้าใจไหมคะ?”

“ครับ”

พวกผมขานรับเกือบจะพร้อมกัน

“หลักๆ พี่ก็มาแจ้งเท่านี้แหละค่ะ อ้อ น้องที อยู่ตรงไหนเอ่ย?”

ทุกสายตามองผมเป็นตาเดียวทันทีที่ลูกหว้าจับมือผมชูขึ้นโบกไปมาให้พี่นันเห็น

“น้องทีพิเศษหน่อย เพราะตลอดงาน น้องทีจะไม่ได้อยู่กับเรา แต่ต้องไปอยู่กับนิติแทนค่ะ”

ผมเลิกคิ้วสูง “ทำไมครับ?”

“อืมม์…ถ้าอธิบายแบบง่ายที่สุด ตลอดช่วงสงครามน้องทีเป็นคนมีค่าหัวค่ะ ต้องถูกตามล่าตัวตลอดแน่ๆ ฝ่ายนิติโดยเฉพาะสามีเลยมีหน้าที่ปกป้องน้องทีให้อยู่รอดปลอดภัยจนกว่าสงครามสิ้นสุดค่ะ”

เพื่อนผมหลายคนผิวปากกันใหญ่ ไอ้นนท์รีบยกมือถามเลย

“แบบเดียวกับเจ้าหญิงในช่วงสงครามใช่ไหมครับ แบบว่าใครๆ ก็อยากได้ตัว”

พี่นันรีบพยักหน้าหงึกๆ “น้องพูดได้ตรงมาก สะใภ้ทุกคนถือเป็นเจ้าหญิงของงานค่ะ ใครจับเจ้าหญิงเป็นตัวประกันได้ก็เหมือนผู้ชนะเลย เพราะสามารถขอแลกตัวประกันด้วยอะไรก็ได้ เช่น ส่งปืนฉีดน้ำทั้งหมดมา ถ้าคณะที่ปกป้องเจ้าหญิงไม่ยินยอม แต่เลือกสู้ชิงตัวประกัน คณะอื่นอาจฉวยโอกาสนี้บุกไปถล่มคณะที่ป้องกันเจ้าหญิง แล้วยึดเต้นท์มาอย่างง่ายดาย”

“เดี๋ยวนะพี่ มียึดเต้นท์กันด้วยเหรอครับ?” ผมรีบถาม

“แน่นอน ไม่งั้นจะมีฝ่ายบุกทำไมล่ะค่ะ ก็เหมือนไปโจมตีเมืองเขา แล้วยึดมาเป็นของตัวเองนั่นแหละค่ะ”

เป็นกิจกรรมสมชื่อ ‘Water War’ มากครับ

“กรณีนี้จะเกิดได้ต่อเมื่อฝ่ายบุกทำให้ฝ่ายป้องกันแพ้หมดไม่เหลือคนคอยปกป้องฐานอีก หรือระหว่างสู้จะหาทางแกะตราคณะของฝ่ายป้องกัน แล้วเปลี่ยนเป็นของฝ่ายบุกแทนก็ได้ แต่ส่วนมากไม่นิยมทำ สู้รุกจนไม่เหลือคนแล้วค่อยๆ ปีนแกะตราที่ผูกเชือกออกจากตัวเต็นท์ยังง่ายกว่า”

แล้วพี่นันก็วกกลับมาเรื่องเดิมหน้าตายิ้มๆ “เพราะงั้นน้องที อย่าไปทำให้คณะนิติลำบากมากนักนะคะ”

ประตูห้องเรียนถูกเปิดกะทันหัน คนทั้งห้องหันไปมองเป็นตาเดียว คนเปิดก็ชะงักกึกท่าทางตกใจไม่แพ้กัน เกิดความเงียบแค่ครู่เดียว ก่อนเสียงโห่ร้องต้อนรับคนมาใหม่ดังกึกก้อง พอๆ กับเสียงเป่าปากแซว และเสียงกรี๊ดกร๊าด 

“เจ้าชายมาโว้ย!”

“กรี๊ด! เจ้าชาย!!”

“เจ้าชายยังหล่อเหมือนเดิมเลย”

ประโยครำพันที่พึ่งได้ยินสดๆ ร้อนๆ ส่งตรงจากลูกหว้าครับ ตานี่มองเพ้อไปแล้ว

ผัวะ!

“หยุดเลยมึง นั่นสามีเพื่อน”

ลูกหว้าค้อนนนท์ขวับ “รู้แล้วยะ กูแค่ชื่นชมเป็นอาหารตาเฉยๆ ไม่ได้คิดจะครอบครองซะหน่อย”

“อ้าวๆๆ” พี่นันส่งเสียงรื่นเริงใส่ไมค์ “น้องพาร์มาค่ะทุกคน ตบมือต้อนรับเจ้าชายของเราหน่อยเร็ว”

พาร์ยืนตัวแข็งทื่อเลยครับ ท่าทางจะตามเรื่องราวไม่ทัน

ผมหุบยิ้มขำไม่ลง ก็ตั้งแต่เรื่องลูกหว้ายันเรื่องพาร์ที่กำลังยืนทำตัวไม่ถูก จะว่าน่าสงสารก็ใช่ น่าหัวเราะก็ไม่เชิง ดันมาถูกจังหวะเอง ช่วยไม่ได้วุ้ย คิดแล้วก็เท้าคางกับโต๊ะ รอชมเรื่องน่าสนุก โดยไม่คิดออกไปช่วยให้ตกเป็นเป้าสายตาให้โดนแซวคู่

…ว่าแต่มันมาทำไมเนี่ย?

############

บทนี้ยาวเท่านี้ เราเลยแถมให้ค่ะ

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #119 เมื่อ02-10-2016 20:34:44 »

 :ling1:

อยากให้ถึงตอน water war เร็วๆจัง นทีคงเซ็งอย่างแรงที่ไม่ได้ลงไปลุย :D

แต่ถ้านทีฝีมือเจ๋งมากก็น่าแอบลงไปช่วยนะ  :hao7:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด