- ชลนที - [ตอนพิเศษ3] P.22 (09/06/2017) #จบแล้ว
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: - ชลนที - [ตอนพิเศษ3] P.22 (09/06/2017) #จบแล้ว  (อ่าน 143191 ครั้ง)

ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #120 เมื่อ02-10-2016 20:45:22 »

เราชอบเนื้อเรื่องในช่วงที่อยู่มหาลัยของทั้งสองคนมากเลยอ่ะ  :pig4:

ออฟไลน์ Ujeen

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #121 เมื่อ02-10-2016 21:06:27 »

เย้ๆๆๆ มาต่อแล้วๆ
ชื่มชมทีเวลาอยู่กับน้องๆ แล้วก็ชอบวิธีที่สอนน้องมากเลย :katai2-1:
พาร์แอบมีอาการน้าเวลาทีพูดถึงพี่หมอ หึงป่ะเนี่ยยยยย อิๆ :impress2:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7621
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #122 เมื่อ02-10-2016 21:16:26 »

พาร์ ชอบทีแล้ว
อยากติดป้ายจองที ซะด้วย
ที ก็ยอมให้พาร์ ดูแล
     :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3736
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #123 เมื่อ02-10-2016 21:39:16 »

โอ้โหหหหห เป็นกิจกรรมมหาลัยที่น่าสนุกมาก น่าเล่นมากเลย จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ สู้ๆค่ะ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7722
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #124 เมื่อ02-10-2016 21:59:00 »

อ่อยยย!! อยากเห็นสงคราม

เค้าคงมีใจให้กันแร้ว เพราะเริ่มใหม่ล้าวว!!

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2123
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #125 เมื่อ02-10-2016 22:30:20 »

พาร์เป็นห่วงกลัวทีไม่สบายหนักรึป่าวคะ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #126 เมื่อ03-10-2016 02:39:23 »

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ threetanz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 769
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-1
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #127 เมื่อ03-10-2016 02:56:54 »

อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ นที นี้สุดยอดจริงๆ สามารถควบคุมน้องๆ ทุกคนอยู่หมัดหมดเลย

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #128 เมื่อ03-10-2016 06:08:28 »

อ่านแบบไม่คิดอะไรก็น่าสนุกดีนะคะวอตอร์วอร์เนี่ย

แต่พอคิดว่าต้องร่วมเองแล้วรู้สึกน่ารำคาญทันทีเลย55

ไอ้ลูกสาวคณะตำแหน่งที่น่ารำคาญที่สุดก็ไม่ได้มาจากความสมัครใจ มาตำแหน่งเปล่าๆยังพอทน มีภาระอีกต่างหาก เราเจอนี่คงซิ่วเลยแหละค่ะ55 เข้าไปเรียน ไม่นึกว่าจะต้องเจออะไรขนาดนี้ วอแวแม้แต่เรื่องส่วนตัวคบใครไม่คบใครอีกต่างหาก แถมมีสร้างข่าวลือไม่ถามความสมัครใจอีก 5555 เป็นกิจกรรมที่ล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวไปไกลมาก

เอาเถอะ รอดูพาร์กับทีนะคะ555

ออฟไลน์ powvera

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 706
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-3
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #129 เมื่อ03-10-2016 20:33:39 »

รองาน water war  น่าสนุกอ่ะ

 :hao3:    o18   o18

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
« ตอบ #129 เมื่อ: 03-10-2016 20:33:39 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ why yyy

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +309/-8
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #130 เมื่อ05-10-2016 00:42:27 »

ขอบคุณ :)

ออฟไลน์ YounIn

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-8
Re: - ชลนที - [บทที่17-18] P.4 (02/10/2016)
«ตอบ #131 เมื่อ05-10-2016 13:00:16 »

น่ารักอ่ะ ชอบๆ มาต่ออีก

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #132 เมื่อ08-10-2016 09:01:10 »

บทที่ 19

“ขอโทษที่มารบกวนครับ”

“เดี๋ยวค่ะน้อง…”

พาร์ดึงประตูปิดทั้งที่พี่นันพูดไม่ทันจบ แต่ประตูทำออกมาให้มีจังหวะสโลว์ก่อนปิดสนิท

ผมเลยแอบเห็นพาร์ดึงมือถือออกมากดอะไรสักอย่างผ่านช่องประตู ไม่ทันมองมากกว่านั้นก็ต้องดึงสายตามองเพื่อนร่วมรุ่นที่นั่งอยู่ใกล้ประตู

มันลุกพรวดอย่างกล้าหาญ ตรงไปดึงประตูคู่เปิดออกจนสุด ไม่มีใครร้องห้าม สงสัยทั้งห้องจะใคร่รู้ว่าคิดทำอะไรเหมือนกันแน่ๆ เจ้าตัวคลี่ยิ้มให้พาร์ที่ยังยืนอยู่หน้าห้อง โค้งตัวเก้าสิบองศาทำความเคารพตามแบบองค์รักษ์ในการ์ตูน ผายมือเข้ามาได้ในห้อง

“เชิญเจ้าชายเสด็จพะย่ะค่ะ”

เสียงหัวเราะชอบใจดังลั่นห้องกลบเสียงมือถือของผมพอดิบพอดี รีบดึงออกมาเตรียมจับพลิกคว่ำให้เงียบ แต่กลับดังแค่สั้นๆ ก็หยุด สรุปว่าไม่ใช่โทรอย่างที่คาดเดาครับ

PAR: ประชุมอยู่ก็ไม่บอก รอหน้าห้องนะ

ผมนิ่วหน้า เงยหน้าจ้องเจ้าของข้อความเมื่อกี้ พาร์กำลังยืนทำหน้าอึ้งใส่คนเล่นบทองค์รักษ์ตรงหน้า ก่อนกดพิมพ์ข้อความโต้กลับไปอย่างอดไม่อยู่

TEE: จะให้บอกตอนไหน? แล้วจะขึ้นมาหาถึงห้องทำไมไม่บอก!

พาร์ก้มมองโทรศัพท์ในมือสักพัก ก็เงยหน้าขึ้นกวาดตามาทางโซนที่นั่งเรียน ท่าทางเหมือนหาอะไรบางอย่าง ไม่ต้องเดาให้ยุ่งยาก มองหาผมแหงๆ

หลบสิครับ จะรอให้โดนหาเจอทำไม…แต่แค่ปุ๊บหน้ากับโต๊ะยังทำไม่ได้ เมื่อยัยหว้าเล่นจับมือผมชูขึ้น โบกไปมาอย่างร่าเริง

“ทีอยู่นี่ค่า! ขึ้นมาเลยๆ”

ไม่ใช่แค่พาร์มองมา มองกันทั้งห้องเลยครับ แต่ผู้มาเยือนหันกลับไปมองรุ่นพี่หน้าห้องอย่างลังเล

“เข้ามาได้ค่ะ” พี่นันรีบบอกผ่านไมค์ “ถ้าเป็นน้องพาร์ พวกเราพร้อมต้อนรับเต็มที่ ใช่ไหมทุกคน”

“ช่ายยยย!!”

“จะให้เรียกทีลงมา หรือจะขึ้นไปหาเองดีคะ?”

ที่ใช้คำว่าขึ้น เพราะโต๊ะเรียนสร้างตามขั้นบันไดครับ แบ่งเป็นสองฝั่ง ซ้ายสุด ตรงกลาง ขวาสุด จะเว้นว่างเป็นทางกว้างประมาณสองคนเดิน

“ผมขอขึ้นไปหาเองครับ”

“เดี๋ยวไปส่งพะย่ะค่ะ” เพื่อนผมยังพยายามสวมบทองครักษ์ไม่เลิก

พาร์อ้าปากจะปฏิเสธ แต่โดนพี่นันพูดแทรกด้วยเสียงสนุกสนานซะก่อน

“ส่งให้ถึงที่นั่งฝั่งซ้าย แถวที่สี่เลยค่ะ”

เมื่อได้รับคำอนุมัติ เพื่อนผมจัดหนักทันที จงใจเดินนำถึงทางเดินตรงกลาง แล้วพาเดินช้าๆ มาหยุดที่หัวโต๊ะตรงกลุ่มผม

“ถึงแล้วพะย่ะค่ะ”

พวกผมกลั้นหัวเราะกันจนตัวสั่น ไม่มีใครกล้าหัวเราะดังๆ เพราะผู้มาเยือนเล่นเข้าโหมดระวังตัว หน้านิ่งขรึม ไม่พูดไม่จา แถมยังแผ่รังสีชวนให้รู้สึกโคตรเกรงใจ พี่นันยังไม่กล้าพูดแซวผ่านไมค์เลย เอาแต่ยืนยิ้มขำ รอพาร์หาที่นั่ง

ลูกหว้ารีบดันนนท์ให้เขยิบไปจนสุดหัวโต๊ะ พร้อมเขยิบก้นตามไปติดๆ เพื่อเว้นช่องให้คนมาใหม่แทรกตัวนั่งได้ เพื่อนในกลุ่มทำหน้าเอือมระอาใส่ทันที เจตนาชัดมากเพื่อน แถมแววตาลูกหว้ายังสื่อชัดว่า

ต้องการนั่งข้างคนหล่อ มีปัญหา?

โอเค กูยอมมึง

ผมขยับไปอีกด้านเปิดช่องให้กว้างขึ้น ปล่อยคนพึ่งมาใหม่แทรกตัวนั่งตรงที่เว้นไว้ให้

ปากพาร์ขยับไร้เสียงให้ผมอ่านเอาเองว่า เพื่อนมึง-แกล้ง-กู

“น้อมส่งเสด็จ”

เพื่อนผมก็ยังไม่เลิกเล่น โค้งตัวเคารพเก้าสิบองศาอีกรอบ ก่อนรีบเผ่นกลับไปที่นั่งตัวเองหลังโดนพาร์ส่งสายตาหมายหัว สร้างเสียงหัวเราะเบาๆ กระจายไปทั่วห้อง

“ยินดีต้อนรับอีกครั้งนะคะน้องพาร์ เอ่อ แล้วเมื่อกี้พี่พูดถึงไหนแล้วเนี่ย?”

“เดี๋ยวค่ะ” มลรีบยกมือขัด พูดด้วยน้ำเสียงเริงร่าไม่แพ้คนเป็นพี่สาว “แล้วพี่นันจะไม่ถามเจ้าชายของเราหน่อยเหรอคะว่ามาทำอะไรที่นี่?”

คำถามจงใจแกล้งชัดๆ

“ถามทำไมค่ะ มันเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว จริงไหมทุกคน?”

“จริงงง!!”

รับส่งลูกกันได้เยี่ยม!

ถ้าเรื่องไม่เข้าตัว ผมคงได้หัวเราะสนุกสนานเหมือนเพื่อนไปแล้ว แต่นี่ชักเข้าใจความรู้สึกของผู้ตกเป็นเหยื่อโดนแซว

“พี่นันครับ” แค่ผมส่งเสียง ทั้งห้องเริ่มเงียบกริบ “เพื่อนหัวรังนกของเรากำลังรอพี่ปล่อยตัวไปทานข้าวนะครับ” คนโดนอ้างสำลักน้ำลายไอแค่กๆ แถมโดนสายตาคนทั้งห้องเบนไปหา “ถ้าช้ากว่านี้ พี่อาจต้องให้คนหามไปส่งโรงพยาบาล เพราะเพื่อนผมท้องทะลุเป็นรูก็ได้นะครับ”

“จริงด้วย มาเข้าเรื่องก่อนเร็ว”

พี่นันยอมเปลี่ยนเรื่องให้ตามคาด

ระหว่างท่านประธานปี4 กำลังพูดสรุป คนข้างๆ กลับสะกิดไม่เลิก ผมหันไปมองด้วยความรำคาญ เห็นพาร์เอี้ยวตัวมานิดหน่อย พูดเสียงแผ่ว 

“อาการเป็นไงบ้าง?”

ผมเลิกคิ้ว “ดีขึ้นแล้วมั้ง”

บอกไม่ถูกเท่าไหร่ แต่ไอ้ที่ง่วงๆ มึนๆ แบบเมื่อเช้า มันไม่มีแล้วนี่ครับ ตอนนี้สติแจ่มใสดี     

“แน่นะ?”

“อือ”

แววตามันดูไม่เชื่อเท่าไหร่ สงสัยเพราะเมื่อเช้าเห็นผมกำลังแอบคายยาลดไข้ทิ้งในห้องน้ำแหงๆ 

“ขอจับหน่อย”

ผมสะดุ้งหลังโดนหลังมือเพื่อนทาบหน้าผาก ยังไม่ทันอ้าปากพูดอะไร พาร์ก็เลื่อนหลังมือลงมาแนบกับแก้มแทน

เสียงกรีดร้องดังระงมทั่วห้องจนผมสะดุ้งโหยง ไม่ต้องหันไปมองยังรู้เลยครับ กำลังตกเป็นเป้าสายตาผองเพื่อนและรุ่นพี่แน่ๆ แต่พาร์ดันไม่สนใจ เอาแต่ขมวดคิ้วเหมือนสงสัยอะไรบางอย่าง มือก็ไม่เอาออก จนผมต้องเป็นฝ่ายดึงมือมันลงเอง

 “จะทำอะไรหัดดูสถานที่หน่อย” กระซิบเสียงห้วนดุใส่

“ตัวไม่ร้อนแล้วนี่”

มันใช่เรื่องที่ควรสนใจตอนนี้ไหม!

ผมชักปวดหัว ไม่แคร์สายตาคนอื่นเกินไปแล้วนะเฮ้ย!

“ก็บอกอยู่นี่ไงว่าดีขึ้นแล้ว มึงควรจะ…” 

“แอ่ม!” พี่นันกระแอมไอผ่านไมค์ “สองคนตรงนั้นอย่าพึ่งทำคนโสดในห้องตาร้อนผ่าวค่ะ ปลดโหมดโลกส่วนตัว แล้วกลับมาฟังพี่พูดสรุปก่อนเร็ว”

พี่ครับ พวกผมไม่ได้เข้าโลกส่วนตัวสักหน่อย

“อย่าลืมไปลงชื่อจองปืนฉีดน้ำในวันพรุ่งนี้ เริ่มแปดโมงที่หน้าตึกคณะ หมดเขตสั่งซื้ออุปกรณ์กิจกรรมในวันสุดท้ายของการสอบหรือก็คือวันที่15 ธันวาคม ส่วนใครสนใจออกแบบเสื้อ สามารถยื่นส่งได้ถึงอาทิตย์ที่สองหลังเปิดเทอมสอง ถ้าใครจำรายละเอียดฟอร์มเสื้อที่พี่พูดไปเมื่อครู่ไม่ได้ ไปดูได้ที่ห้องสโมฯคณะได้ค่ะ...รับทราบ?”

พวกผมส่งเสียงขานรับพร้อมกัน “ทราบ!”

“มีใครสงสัยอะไรไหมคะ?...ว้าว ยกมือกันเยอะเลย เอาน้องผู้หญิงที่ยืดมือจนสุด แถมยังโบกไปมาตรงนั้นแล้วกันค่ะ”

“สรุปว่าคู่ที่พี่บอกให้เราช่วยดูแล พวกเขาคบกันจริงๆ เหรอคะ?”

ท่าทางจะเป็นคำถามโดนใจ คนในห้องถึงได้ส่งเสียงกันใหญ่ ว่าแต่ใครคือคู่ที่รุ่นพี่ให้ดูแลล่ะเนี่ย?

“คำถามนี้พี่ก็อยากรู้ แต่ต้องถามจากเจ้าตัวดีกว่า น้องพาร์น้องทีตอบคำถามนี้ได้ไหมคะ?”

ฮะ! หมายถึงพวกผมเรอะ!

“ตอนนี้ไม่ใช่ครับ” พาร์ตอบ

“ตอนนี้ไม่ใช่ แต่อนาคตไม่แน่ใช่ไหมคะ?”

ฮิ้วววว!

 ผมไม่ปล่อยช่องว่างให้โดนแซวมากกว่านี้ รีบตะโกนถามพี่นันอย่างเรียกร้องความสนใจสุดๆ

“เลิกแล้วใช่ไหมครับ ถ้างั้นพวกผมไปก่อนนะครับ”

ไม่คิดรอคำตอบ คว้าแขนดึงพาร์ลุกขึ้น ส่งคำชวนชิ่งหนีให้ไวที่สุดผ่านแววตา แต่อุปสรรค์คือ ยัยหว้าเล่นยกขาขวางทางออก ประกาศชัด ห้ามพาคนหล่อหนีตอนนี้ มองตาก็รู้ว่ามันอยากกินข้าวเที่ยงกับพาร์ให้สาสมกับที่คราวก่อนมัวแต่อยู่ในห้องน้ำเลยอด

แต่มึงก็ควรเข้าใจด้วยว่ากูอยู่ไม่ได้โว้ย!

ผมดึงพาร์ออกอีกทาง ศิกับมินต์แค่มองยิ้มๆ ไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด พ้นช่วงโต๊ะเรียนออกมาตรงแถวทางเดินก็เดินสะดวกแล้ว

“เดี๋ยวค่ะเดี๋ยว จะรีบไปไหนกันคะเนี่ย?”

พี่ครับ มาถามอะไรตอนจะเปิดประตู

ระหว่างที่ผมกรอกตาคิดหาคำแก้ต่าง คนโดนลากติดมือมาด้วยกลับตอบแทนแบบสบายๆ

“พวกผมมีนัดกับพี่ดินครับ”

“อ้าว แต่นี่มันจะเที่ยงแล้วนะคะ”

“เลยต้องรีบไปหาก่อน แล้วค่อยไปหาอะไรทานทีหลังครับ”

“อ้อ งั้นฟังพี่พูดสักนิดนะ น้องทีสั่งเสื้อจากทางคณะได้ตามปกติ แต่เรื่องปืนฉีดน้ำต้องคุยกับทางนิติก่อนค่ะ”

“คุย?” ผมทวนคำ มองนิติหนึ่งเดียวในห้องนี้ด้วยความฉงน “ทำไม? หรือว่ามันมีปืนประจำตำแหน่ง?”

“เปล่า  แต่มันมีธรรมเนียมให้ฝ่ายสามีซื้อปืนฉีดน้ำให้”

ผมเลิกคิ้วสูง “ซื้อให้เนี่ยนะ?”

“เออ เพราะเขาถือว่าเป็นเครื่องรางให้ฝ่ายสะใภ้อยู่รอดปลอดภัยจนจบงาน สรุปง่ายๆ ก็เหมือนเป็นการแก้เคล็ดไม่ให้มึงโดนจับตัวไปในวันงานง่ายๆ นั่นแหละ”

กรี๊ดดดด!

“มีแก้เคล็ดด้วยอ่ะ”

“อ้ายยย ใช้แทนเครื่องราง”

…ไม่แน่หลังจากนี้เพื่อนร่วมรุ่น โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิง อาจต้องไปซื้อยาอมแก้เจ็บคอกันคนละซอง

“แล้วน้องพาร์คิดไว้หรือยังคะ ว่าให้น้องทีซื้อจากคณะพี่ หรือจากคณะนิติ?”   

“ผมกะตามใจทีครับ เลยว่าจะพาไปดูที่นิติก่อน ถ้าไม่ชอบใจค่อยมาลงชื่อที่อีคอน เดี๋ยวผมตามมาจ่ายเงินให้ทีหลัง”

“หูยยย”

“เทคแคร์ดีเป็นบ้า!”

“พี่ชักอิจฉาน้องทีเหมือนกัน” รายนี้พูดใส่ไมค์เลยครับ ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ “รู้ไหมค่ะ ส่วนใหญ่สามีไม่ดูแลดีแบบนี้หรอกค่ะ ถ้าไม่ถามพอเป็นพิธี ก็ซื้อให้เลยโดยไม่ถามความเห็นกันสักคำ แน่นอนว่าไม่มีทางได้เลือกว่าจะซื้อจากคณะไหนด้วย เพราะเล่นลงชื่อจองจากฝั่งคณะสามีเรียบร้อย น้องทีโชคดีมากกก”

“โอ๊ย ได้เจอผู้ชายประเภทดูแลเอาใจใส่ทั้งที ก็ดันเจอเมื่อตอนสายไปแล้ว”

“อยากได้แบบนี้สักคนบ้างงง!”

ขณะที่สาวๆ ส่งเสียงคร่ำครวญยกใหญ่ ฝ่ายเพื่อนผู้ชายก็หัวเราะขำผมที่กำลังทำหน้าไม่ถูก

“งั้นตกลงกันได้แล้วบอกพี่ด้วยนะคะ แล้ว…” แววตาพี่นันพราวระยับ “น้องพาร์สนใจจ่ายค่าเสื้อให้น้องทีด้วยไหมคะ”

ฮิ้วววว!!

“คงไม่ครับ” พาร์พูดยิ้มๆ “ทีไม่ยอมหรอก”

“แหมๆ รู้ใจกันซะด้วย”

เพื่อนร่วมรุ่น รวมถึงรุ่นพี่บางคนส่งเสียงกิ๊วก๊าวกันใหญ่เลยครับ ประมาณว่าถ้าพวกผมไม่อาย คงไม่มีใครเลิกแซว หนทางรอดมีแต่ชิ่งอย่างเดียวเท่านั้น แต่พอดันประตูเปิด พี่นันก็ถามมาอีกประโยค

“แล้วกลางวันนี้ จะพาน้องทีไปกินข้าวที่ไหนคะ?”

ปล่อยพวกผมไปที่ชอบๆ เถอะพี่!

“ก็…แล้วแต่ทีครับ”

“หูยยย…อะไรๆ ก็ที”

“ทำไมแฟนฉันไม่น่ารักอย่างนี้บ้าง!”

“พาไปกินนอกม. เลย”

“ใช่ๆ ช่วงบ่ายพวกเราไม่มีเรียนแล้ว”

พาร์เลิกคิ้วมองหน้าผม แต่ผมเบือนหน้าหันไปต่อปากต่อคำกับคนในห้อง

“ช่วยถามพาร์กันก่อนเถอะว่าตอนบ่ายมีเรียนหรือเปล่า!”

เพื่อนทั้งห้องพากันส่งยิ้มแห้งๆ มาให้

“เวลามีจำกัด พวกผมขอตัวก่อนนะครับ”

ผมพูดปิดท้าย ดึงพาร์ออกจากห้อง ไม่สนใจเสียงร้องเรียกอีกแล้ว ลากจนพ้นห้องเรียนมาได้สักระยะ ค่อยผ่อนฝีเท้า ปล่อยมือออก พลางพ่นลมหายใจยาวเหยียด ก่อนหันไปฉะกับคนที่กำลังเดินตาม

“สรุปมึงมาหากูทำไมเนี่ย?”

“มาดูอาการป่วยของมึง แต่ดูเหมือนจะห่วงมากไป” พาร์ยิ้มนิดๆ “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

…ผมควรซึ้งใจใช่ไหม?

แต่อารมณ์สุดจะก่ำกึ่ง ไม่ดีและไม่แย่ บอกไม่ถูกจริงๆ แต่เอาเป็นว่า จะไม่โกรธเรื่องที่โผล่มาให้โดนแซวคู่แล้วกัน

“แล้วเรื่องพี่ดิน?”

“นัดจริง แต่บ่ายโมงนู้น แล้วช่วงบ่ายกูก็ไม่มีเรียนแล้ว” พาร์ว่า

“งั้นถ้าไม่มีเรื่องนัดพี่ดินก็กลับบ้านได้สิ?”

“ใช่ พรุ่งนี้ก็ไม่มีเรียน มึงล่ะ?”

“ไม่มีเหมือนกัน”

หลายวิชาปิดคอร์สแล้วครับ ที่จริงสัปดาห์นี้ควรได้หยุดอยู่บ้านอ่านหนังสือ แต่บางคอร์สสอนไม่ทัน เลยมีเรียนสัปดาห์นี้ด้วย บางคอร์สอาจารย์ก็แค่นัดมาสรุปกับแนะแนวข้อสอบ (เหมือนคาบเรียนเมื่อกี้)

“พุธถึงศุกร์ล่ะ?” พาร์ถามต่อ

“มีพฤหัสบ่ายกับศุกร์เช้า”

“งั้นพุธกับพฤหัสคงไม่ได้ไปด้วยกัน”

ผมพยักหน้าให้ สมองบันทึกไว้แล้วว่าพาร์ไม่ได้ไปมหาลัยวันพฤหัส

“แล้ว…จะไปกินข้าวที่ไหน?”

พาร์ถามมา แต่ผมชะงักเท้า กวาดสายตามองแถวลิฟต์ มีหลายคนที่ยืนรอลิฟต์อยู่หันมามองเหมือนกัน ก่อนหันไปซุบซิบกันเอง นั่นทำให้นึกได้ว่าตัวเองพึ่งตกเป็นข่าวกับคนที่เดินตามไม่ห่างหมาดๆ เลยเลือกเดินลงบันไดแทน เดินกันเงียบๆ จนผ่านไปหลายชั้น คนที่เดินตามก็เอ่ยทวงคำตอบ

พอผมเงียบ พาร์ก็พูดอีก “ถ้ามึงไม่รู้ กูจะเสนอแล้วนะ”

ผมหยุดเดินตรงที่พักเท้า หันไปมองคนอยู่ขั้นบันไดสูงกว่า “มาว่าสิ”

“ไปกินร้านลึกลับที่สุดในม.กันเถอะ”

-------------

ร้านที่พาร์พูดถึง เป็นร้านขายขายข้าวแกงธรรมดานี่แหละครับ

แต่จะเรียกว่าร้านก็ไม่ถูก เหมือนซุ้มอาหารกลางแจ้งมากกว่า

ป้าคนขายขับรถเข้ามาเองกับสามี (เห็นว่าเป็นผู้ปกครองของศิษย์เก่า บ้านอยู่ไม่ไกลจากมหาลัย) แล้ววางโต๊ะยาวพับเก็บได้ปูผ้าคลุมโต๊ะอีกที ก่อนวางบรรดาถาดกับข้าวคลุมปิดด้วยพลาสติกห่ออาหารเรียงรายกันไป รสชาติอาหารอร่อยดี ราคาแพงกว่าในโรงอาหารพอสมควร (แต่ไม่แพงกว่าร้านข้าวแกงข้างนอก)

กับข้าวมีประมาณหกอย่าง เมนูประจำร้าน และเป็นของขึ้นชื่อคือไก่คาราเกะครับ (แต่คนส่วนใหญ่ที่นี่เรียกไก่ทอด) กินทีเดียวติดใจจริงๆ

ผมเคยกินหนเดียว แต่เคยมาเยือนถึงสี่ครั้ง สองครั้งแรกชวด ได้กินครั้งที่สาม ครั้งสี่เสี่ยงดวงมาอีกปรากฏว่าชวดครับ มีคนเคยให้ข้อสังเกตไว้ว่า ลุงป้าจะขับรถมาถึงช่วงก่อนเที่ยงยี่สิบนาทีเป็นประจำ ถ้าเลยจากเวลานี้แล้วไม่เห็น แสดงว่าไม่ได้มา

แต่กว่าผมกับพาร์จะมาถึงก็เที่ยงสิบห้าแล้ว ยิ่งเข้าใกล้ตึกคณะวิทยาศาสตร์ยิ่งลุ้นตัวโก่ง แต่จุดหมายของเราอยู่เลยไปอีกครับ จุดตั้งซุ้มอาหารอยู่ใกล้ตึกLab คนไม่มีวิชาแลปอย่างพวกผมต้องใช้วิธีลุ้นเอาตอนมาเยือน ไม่ก็ให้สายสืบ (เด็กวิทย์ที่มีเรียนแลป) คอยส่งข่าวมาบอก

ส่วนสถานที่กินข้าว…ถ้าผู้ดีหน่อยก็เลือกม้านั่งหิน (ที่มีไม่ถึงแปดชุด) ลดระดับลงมาก็ขอบกระถางไม้ใหญ่ (ส่วนใหญ่ก็ทำเป็นที่ให้คนนั่งเล่นอยู่แล้ว) ลดมาอีกก็หย่อนก้นแถวก้อนหิน ไม่ก็ขอนไม้ประดับสวน (ในจุดที่พอนั่งได้) หรือนั่งตรงขอบทางเดินเอา แต่สวนใหญ่นั่งพื้นสนามหญ้าครับ ถ้าใครกลัวมดก็หาอะไรมาปูรองก็ได้

เรื่องร้อนก็ลืมไปได้เลย แถวนี่เย็นสบายพอสมควร เพราะต้นไม้เยอะครับ อากาศเลยชื้นๆ สวนก็ไม่ได้ใหญ่มาก ร่มเงาจากไม้ใหญ่เลยแผ่ปกคลุมทั่วถึงมาก นอกจากได้กินกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ อีกจุดหนึ่งที่ผมชอบก็คือภาชนะกินข้าว

มันเป็นถาดกระดาษทรงสี่เหลี่ยมปูด้านในด้วยใบตองครับ และเพราะต้องถือกินอย่างเดียว อาหารที่มีขายเลยทำออกมาเป็นชิ้นพอดีคำตักใส่ปากได้สบาย

“เฮ้ย! ขาย!”

ผมอุทานหลังเห็นนักศึกษายืนต่อแถวกันอยู่ประมาณหกคน ความรู้สึกตอนนี้ยังกับถูกรางวัลใหญ่ รีบลากกันไปเข้าแถวสิครับ รออะไร (เดี๋ยวไก่ทอดหมด)

เนื่องจากไก่ทอดเป็นที่ต้องการมากมาย แต่จำนวนมีจำกัด ป้าแกเลยไม่ขายไก่ทอดอย่างเดียว แต่ต้องซื้อกินคู่กับข้าว ใครกินข้าวกันมาแล้วก็ต้องคิดหนักหน่อย และเพราะใช้วิธีขายตามใจคนตั้งร้านเป็นหลัก ลูกค้าเลยค่อนข้างน้อย แถมคนในพื้นที่ส่วนมากเป็นเด็กเรียน มักไม่ค่อยสนใจพวกข่าวลือ ผมกับพาร์เลยได้นั่งกินข้าวอย่างสบายใจ

“มึงรู้จักร้านนี้อยู่แล้ว?”

พาร์ชวนคุย หลังเราดื่มดำกับรสชาติไก่ทอดมาพักใหญ่

“เคยมากับเพื่อนในกลุ่ม เห็นว่าเปิดอ่านเจอบทความเกี่ยวกับมหาลัยของพวกรุ่นพี่”

“ทางเน็ท?”

“ใช่มั้ง”

“งั้นก็คงเหมือนกู พอได้แวะมา กูก็ติดใจเลยล่ะ”

“ถูก ไก่ทอดอร่อย”

“ก็ใช่ แต่กูหมายถึงสภาพแวดล้อมรวมๆ ของที่นี่ มันดีกว่าที่โรงอาหาร”

ผมพยายามจับใจความว่าพาร์ต้องการจะสื่อถึงอะไร

…ที่นี่กับโรงอาหาร สิ่งที่แตกต่างก็มีเรื่องจำนวนคน เรื่องสถานที่เปิดกับปิด ความสะดวกสบายทางโรงอาหารดีกว่า แต่บางครั้งก็ต้องเจอสายตาคนรอโต๊ะว่างเร่งให้รีบกิน     

“เพราะสงบ ไม่วุ่นวาย นั่งชิวได้เรื่อยๆ อากาศก็ดี มึงเลยชอบล่ะสิ”

พาร์คลี่ยิ้มทันทีที่ผมพูดจบ “แล้วมึงชอบที่นี่หรือเปล่า?”

“ชอบสิ”

ไม่งั้นตอบตกลงมากินข้าวที่นี่ทำไม

ผมตักข้าวเข้าปาก เหลือบมองพาร์ที่หัวเราะเบาๆ อย่างไม่เข้าใจ

“ตอนมากินข้าวที่นี่ครั้งแรกกูเคยคิดว่า ถ้าจะเดตกับใครสักคนในมหาลัย จะเลือกพาคนนั้นมากินข้าวกลางวันที่นี่”

ผมเกือบพ่นข้าวในปากออกมา ดีนะ ยกมือปิดทัน

“แต่กูโดนเพื่อนหาว่าบ้า แถมยังขู่อีกว่าอาจโดนคู่เดตด่า ความประทับใจติดลบแน่นอน ทำเอาความมั่นใจของกูดิ่งลงเหว ล้มเลิกคิดเรื่องนี้ไปเลย”

ผมพยายามเคี้ยวข้าวในปาก นึกตามที่พาร์พูด เพื่อนพาร์พูดถูกครับ ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากมาเดตกลางธรรมชาติแบบนี้กับผู้ชายหรอก พวกเธอสารพัดปัญหาตั้งแต่มดเยอะ นั่งพื้นไม่สะดวก ไม่พอใจอาหารตั้งแต่ธรรมดาเกินไปจนถึงมีให้เลือกน้อย และอีกสารพัดที่ผมเดาใจไม่ออก ความไม่พอใจหลายเรื่องทับถมมากเข้าก็คงระเบิดอารมณ์ออกมา

“…ผู้หญิงคงโมโหจริงๆ นั่นแหละ เพราะเธอคงคาดหวังว่ามึงจะพาไปเดตในสถานที่ดีๆ ซึ่งจะกลายเป็นความทรงจำเมื่อนึกหวนคิดทีหลังล่ะมั้ง”

พาร์ถอนหายใจ แววตาเหมือนอยากแย้งว่าที่นี่ไม่ดีตรงไหน แต่ไม่พูด

“คงงั้น แต่คนที่กูอยากพามาคือมึงนี่หว่า”

ผมว่าจะปล่อยผ่านแล้วนะ

“สรุปมึงชวนกูมาเดตที่นี่?”

พาร์ทำหน้างงวูบหนึ่ง ก่อนเบิกตากว้าง ท่าทางทั้งอึ้งทั้งตกใจ

“ทำหน้าอย่างนั้นหมายความว่าไง?”

“เฮ้ย! เปล่า กูหมายถึงมึงที่ไม่ใช่มึง แบบว่า…”

ถ้อยคำหลังเริ่มแผ่ว สงสัยจะเริ่มรู้ตัวว่ามากินข้าวด้วยกันตามลำพัง แล้วแก้มมันก็ขึ้นสี รีบลุกย้ายที่จากนั่งประจันหน้าหนีมานั่งข้างผมแทน แต่เว้นช่องไฟมากพอให้น้องหมาตัวใหญ่มานอนแทรกกลางได้ครับ

“อย่าพึ่งมองมานะ ขอกูเวลาตั้งสติแปบ”

“เออ”

ผมตักข้าวเข้าปากต่อ นึกอยากส่ายหัวให้คนข้างๆ เดาคนที่มันอยากเดตด้วยไม่ยากหรอก...ตัวผมในสภาพผู้หญิงตามจินตนาการมันแน่ๆ

“ที”

“หือ?”

“มึงคิดว่า ‘เดต’ คืออะไร?”

ผมขมวดคิ้ว “ถามทำไม”

“แค่อยากรู้…ในความคิดมึง เดตมีความหมายว่ายังไง”

ผมเปิดฝาขวดน้ำเปล่า ซื้อจากป้าเขานั่นแหละ (เลยมีแต่น้ำเปล่าไม่แช่เย็นขาย)

“ทำความรู้จักก่อนคบหากันล่ะมั้ง”

“ส่วนของกูคือ ศึกษาตัวตนของคนที่รู้สึกดีๆ ด้วย ไม่ต้องถึงขั้นชอบหรือรักก็ได้ ขอแค่ทำความรู้จักกันไปก่อน ประมาณว่ามากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน”

“อ่าฮะ แล้วพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม?”

ผมดูดน้ำ พลางมองพาร์ที่ก้มหน้านิ่งเงียบ แต่อึดใจต่อมามันกลับเงยหน้ากะทันหัน

“มาเดตกันไหม”

!?!!

############
ด้วยความที่ตอนนี้สั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้เรามาลงให้อีกตอนนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-10-2016 09:08:08 โดย katzep »

ออฟไลน์ YounIn

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-8
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #133 เมื่อ08-10-2016 10:03:59 »

แหม แหม แหม แอบหวานกันสุดๆ

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2356
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #134 เมื่อ08-10-2016 11:00:14 »

 o13

ออฟไลน์ threetanz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 769
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-1
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #135 เมื่อ08-10-2016 12:02:51 »

กริ๊ดดดดดดดด น้องพาร์ชวนเดต

เป็นลมมมมม

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #136 เมื่อ08-10-2016 12:45:22 »

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ hoshinokoe

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1108
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #137 เมื่อ08-10-2016 13:19:10 »

มีชวนเดทท กันอ่ะแกรรรร ให้ทั้งตัวและหัวใจ
หิ้วววว กลุ่มแซวก็มาาา

ออฟไลน์ Ujeen

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #138 เมื่อ08-10-2016 14:11:07 »

อร้ายยยยย พาร์ชวนทีเดตด้วย  นี่กะจะจีบทีแล้วใช่มั้ยเนี่ยยยยยย :-[
ความเขินนั้นก็ไม่เข้าใครออกใคร  เพื่อนแซวพาร์กะทีแต่เรานี่บิดม้วนตัวตามไปหลายตลบละนะ
ชอบตอนพาร์วัดไข้ให้ทีอะ เขินแรง :o8:

 :pig4:

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3736
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #139 เมื่อ08-10-2016 15:06:12 »

ว้ายๆ ชวนไปเดทด้วย  :hao7:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
« ตอบ #139 เมื่อ: 08-10-2016 15:06:12 »





ออฟไลน์ why yyy

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4615
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +309/-8
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #140 เมื่อ08-10-2016 16:11:50 »

ขอบคุณ :)

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #141 เมื่อ08-10-2016 16:29:46 »

ขอบคุณค่ะ

ออฟไลน์ uknowvry

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-6
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #142 เมื่อ08-10-2016 17:00:35 »

ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๅ

ออฟไลน์ inspirer_bear

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2066
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +206/-5
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #143 เมื่อ08-10-2016 19:32:08 »

อ่านแล้วชอบบบบ  แล้วสรุปเด็มจะเอายังไงอ่ะ หืออออ


ออฟไลน์ ่jum

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-4
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #144 เมื่อ08-10-2016 19:53:09 »

เยี่ยม  o13   รอพรุ่งนี้อีกตอน

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7621
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #145 เมื่อ08-10-2016 20:33:01 »

ชอบบบบ  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
อ่านไป ยิ้มไป พาร์ ที :mew1: :mew1: :mew1:
พาร์ ชวนที เดต โดยไม่รู้ตัว แต่มาจากใจ
ชอบการพูดคุย โต้ตอบของ ที กับพาร์
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ dilokrittisak

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 227
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #146 เมื่อ08-10-2016 20:57:11 »

รู้สึกไม่ได้อ่านนานมาก  :serius2:
เดี๋ยวตามอ่านใหม่แต่แรก  :mew3:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7722
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #147 เมื่อ08-10-2016 23:03:31 »

เด่วๆคะคุณ แบบนี้ก้อได้หรา

ออฟไลน์ Roman chibi

  • Death is not the end. Death can never be the end. Death is the road. Life is the traveller. The soul is the guide.
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
Re: - ชลนที - [บทที่19] P.5 (08/10/2016)
«ตอบ #148 เมื่อ09-10-2016 07:56:23 »

สนุกมากค่า :hao7: :katai4:

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่20] P.5 (09/10/2016)
«ตอบ #149 เมื่อ09-10-2016 08:02:17 »

บทที่ 20

“เดี๋ยวนะ…จะชวนไปเดตที่ไหนอีก ก็มึงเล่น....”

“ไม่ใช่แบบนั้น!”

ผมมองเพื่อนด้วยแววตางุดงง “กูไม่เข้าใจมึง”

พาร์ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “กูไม่ได้หมายถึงเดตแบบไปเที่ยวด้วยกันเป็นครั้งๆ แต่…”

เห็นเงียบอยู่นานเหมือนกำลังเรียบเรียงความคิด ผมเลยรอฟังว่ามันจะพูดอะไร

“คืองี้ ‘มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน’ ของกู หมายความว่า อยู่กันแบบเพื่อน แต่จะเปิดโอกาสให้ลองพิจารณาดูว่าสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ไปได้ไกลมากกว่านี้ไหม หรือว่าควรหยุดแค่เพื่อนก็พอ”

“อ่าฮะ แล้ว?”

“นั่นแหละคือเดตที่ถามไปเมื่อกี้”

หลังฟัง ผมพยายามปรับความคิดใหม่

“เอ่อ พาร์ นั่นไม่เรียกว่าเดตแล้ว”

“ถือว่าเป็นเดตในแบบกูแล้วกัน คำตอบล่ะ?”

“…กะทันหันเกินไปไหม”

“มึงพูดว่าอะไรนะ?”

ผมพ่นลมออกจากปาก ไม่คิดทวนคำที่งึมงำไปเมื่อกี้

“กูรู้ว่ามึงไม่เคยมีแฟน แล้วเรื่องจีบ เคยปะ?”

พาร์จ้องเขม็งใส่ผมทันที จ้องอยู่นานจนผมมองกลับอย่างสงสัย มันดันส่งเสียงหึ เบือนหน้ากลับไปสนใจข้าวในมือแทนหน้าผม…ถึงจับความหมาย ‘หึ’ ของมันไม่ค่อยถูก แต่จากสีหน้ากับแววตาที่เห็นแวบเดียวเมื่อครู่ บอกผมทันทีว่ามันไม่ได้หัวเราะแน่ๆ ออกแนวด้านลบหน่อยๆ เหมือนกำลังไม่พอใจ

“เอ่อ ถ้าลำบากใจไม่ต้องตอบก็ได้”

คราวนี้มันพ่นลมหายใจเลย แถมพูดกับผมแบบไม่มองหน้าอีก

“อยากรู้ไปทำไม”

ท่าทางพาร์จะอารมณ์ไม่ค่อยดี ผมเลยบอกความคิดตัวเองไปตรงๆ

“งั้นช่วยฟังความเห็นกูหน่อย” ผมชูนิ้วชี้ขึ้นมา “หนึ่ง เมื่อเช้าเราพึ่งคุยจนได้ข้อสรุปหมาดๆ เที่ยงปุ๊บมาขอ เอ่อ เดตแบบฉบับมึงเลย แถมยังขอคำตอบทันทีอีก คือมึงจะรีบร้อนไปไหน?”

ผมพูดจบพาร์หันมามองทันที เลยตวัดนิ้วกลางชูเคียงคู่นิ้วชี้ พูดต่อ

“สอง ถ้าเป็นเดตแบบปกติ มึงควรสร้างความประทับใจ หรืออะไรสักอย่างมากกว่านี้ ทำให้คนที่มึงเอ่ยชวนรู้สึกอยากออกเดตด้วย แต่มึงเล่นใช่วิธีหลอกล่อกูมาแบบเนียนๆ บอกตามตรง กูแอบอึ้ง”

“ไม่ใช่!”

“หือ?”

“กูแค่ชวนมึงมากินข้าวเที่ยงธรรมดา ไม่ได้หลอกมาเดต!”

“อ้าวเหรอ…”

ผมปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ “งั้นไอ้ข้อสองถือว่ากูไม่ได้พูดแล้วกัน กลับมาข้อแรก ที่ถามไปว่าเคยจีบใครไหม เพราะมึงเหมือนคนไร้ประสบการณ์มาก แต่กูไม่มั่นใจหลังโดนเทคนิคหลอกเดตเข้าเลยลองถามดู แต่ถ้าไม่ใช่ งั้นที่กูเดาไว้น่าจะถูก…มึงน่าจะไร้ประสบการณ์จริงๆ”

พาร์เงียบไปเลยครับ ผมกระแอมไอ พูดต่อให้จบ

“ที่อยากแนะนำคือ หลังถามไปแล้ว มึงควรเว้นระยะให้อีกฝ่ายลองเก็บไปคิดดู ไม่ใช่ขอคำตอบเลย แต่ถ้ามึงตื้ออยากได้คำตอบตอนนี้ ก็จะได้คำตอบแนวปฏิเสธมา เอ่อ กูก็ไม่ได้อยากพูดให้รู้สึกแย่ แต่เรื่องพวกนี้โคตรพื้นฐาน พวกที่เชี่ยวชาญหน่อยจะมีจังหวะในการรุกและถอยมากกว่านี้เยอะ แต่บางทีก็เนียนจนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน…มองกูอย่างนั้นทำไม”

ผมรีบถาม หลังเห็นแววตาข้องใจสุดๆ จากพาร์ แล้วไอ้แววตาแบบนี้โคตรคุ้นจนตงิดในใจ

นี่มันคงไม่ถามว่า…

“มึงเคยโดนคนอื่นรุกจีบ?”

นั่นไง!

“เคยแล้วแปลกตรงไหน?”

“ผู้ชาย?”

“ทำไมต้องผู้ชายวะ! ไม่คิดว่าเป็นรุ่นพี่สาวสวยมั่งล่ะโว้ย!”

“กูไม่เชื่อว่ามีแต่ผู้หญิง”

ผมชะงัก ครุ่นคิดสักพักต้องยอมรับ “…ผู้ชายก็เคยมี”

หลังขึ้นชั้นมัธยมต้น ผมโดนพวกรุ่นพี่มากหน้าหลายตาตามตื้อพอสมควร แต่หลังเกิดเรื่องกระทืบหนอนน้อยคนอื่นถึงขั้นขึ้นศาล ไอ้คนที่เคยตามตื้อก็หายเรียบ ผมเลยได้อยู่อย่างสงบสุขจนเรียนจบ ม.6 จนล่าสุดมาเจอโดนจีบในห้างนั่นไง

“ว่าแล้ว”

ผมคิ้วกระตุก แม่งยังกับโดนหยามศักดิ์ศรี จนต้องโผล่พูดอีกประโยคพร้อมจ้องเขม็งใส่ “ไอ้ที่กูแนะนำมึง ส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์กูไปจีบชาวบ้านต่างหาก”

เข้าใจใช่ไหม เข้าใจใช่มายยย!

 แต่พาร์ดันไม่ตอบอะไรกลับมา เอาแต่ตักข้าวเข้าปาก ทิ้งตะกอนความข้องใจไว้ในตัวผม

“…ถ้ามึงมีเพื่อนพึ่งเริ่มหัดจีบคนอื่น มึงจะแนะนำเขาว่ายังไง?”

ผมชะงักช้อนที่เกือบได้เข้าปาก “ก็จะแนะนำให้ไปขอยืมเทคนิคเพื่อนมาใช้ไปพลางๆ ก่อน รอชั่วโมงบินสูงกว่านี้ค่อยคิดวิธีเอาเอง”

“งั้นเหรอ”

ผมมองอาการหงอยของคนข้างๆ ก็ชักอยากปลอบ “เอาน่า เรื่องแบบนี้มันต้องค่อยๆ เรียนรู้…ถ้ามึงสนใจ กูถ่ายทอดให้ได้นะ ไม่มีหมกเม็ดแน่นอน”

แต่ไอ้คนฟังกลับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตักข้าวเข้าปากด้วยอาการสุดแสนเซ็งจิต แต่ก่อนจะเอาช้อนแตะปาก กลับเอ่ยอีกประโยค

“ขอไปเรียนรู้จากคนอื่นดีกว่า”

ตะกอนที่ยังลอยฟุ้งในตัวทำปฏิกิริยากับคำพูดเมื่อกี้ทันที ผมเผลอเอ่ยเสียงเย็นใส่เพื่อน

“มึงกำลังหยามกูใช่ไหม”

พาร์สะดุ้งโหยง รีบส่ายหัวปฏิเสธ แต่ผมยังจ้องเขม็งด้วยความหงุดหงิด อีกฝ่ายถึงยอมง้างปากอธิบาย

“กูไม่ได้หยามมึง แต่ลองคิดดิ เอาเทคนิคจากคนสอนมาใช้กับคนสอน มึงว่าจะไปรอดไหมล่ะ”

ปรอทอารมณ์ที่กำลังพุ่งขึ้นสูงกลับลดฮวบฮาบถึงขั้นติดลบ

…โอเค จบเรื่องนี้เถอะ!

-------------

“ที”

ผมเงยหน้าตามเสียงเรียก พี่ดินกำลังนั่งเท้าคางมองตรงมาอยู่ที่โต๊ะท่านประธาน มือหมุนปากกาเล่น ตรงหน้าคือเอกสารสารกองเป็นพรืด ส่วนผมยึดโต๊ะญี่ปุ่นนั่งพื้นอยู่กลางห้อง รอบตัวมีแฟ้มกระจายไม่ต่ำกว่าห้า เป็นแฟ้มอาวุธ (ปืนฉีดน้ำรูปแบบต่างๆ) และแฟ้มเครื่องประดับ (ขนาดคัดเหลือสร้อยข้อมือกับกำไลแล้วก็ยังมีตั้งสามแฟ้ม)

“เราไม่พอใจแผนการของพี่หรือเปล่า?”

“เอ๊ะ?”

“พี่เข้าใจ เรากับพาร์ต้องไม่ชอบใจแน่ๆ แต่ถ้าพี่ไม่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนี้ สงครามเริ่มเมื่อไหร่ เราจะถูกล่าตั้งแต่ต้นงานยันจบงานแน่ๆ”

“อ้อ เรื่องนั้นผมไม่โกรธพี่หรอก”

พี่ดินทำหน้าไม่เชื่อ “ไหนลองทวนเรื่องสะใภ้คณะให้พี่ฟังสิ เอาตามแบบที่เราเข้าใจก็ได้”

“ก็…สะใภ้คณะแบ่งออกสองประเภทคือ ได้มาจากเดินพันกับได้มาจากพันธมิตร กรณีได้จากเดิมพันต่อให้โดนจับตัวไป คณะสามีสามารถเลือกไม่ไปช่วยได้ แต่สะใภ้จากพันธมิตรต้องไปช่วยอย่างเดียว สรุปคือผมเป็นแรร์ไอเทมที่ใครๆ ก็ต่างอยากได้ตัว พี่เลยต้องคิดแผนปกปิดให้ผมเป็นแค่สะใภ้จากเดิมพัน จะได้ถูกหมายหัวน้อยลง”

“สรุปได้ถูกต้อง…แล้วทำไมยังทำหน้าเซ็งโลกแบบนั้นล่ะ?”

“พี่อยากรู้เหรอ?”

“ไม่อยากจะถามเรอะ เอางี้ ให้พี่ลองเดาดู”

พี่ดินหรี่ตาลง มองผมนิ่งพักใหญ่ “ทะเลาะกับพาร์มา?”

“…ดูเหมือนอย่างนั้นเหรอพี่?”

“ไม่เชิง แต่พี่เห็นพวกเราเดินเข้ามากันเงียบๆ ฟังพี่เงียบๆ ต่างคนต่างดูแฟ้ม ไม่พูดจากันสักคำ จนกระทั่งพาร์โดนเพื่อนโทรตามตัวให้ไปติวกับพวกปีสองกะทันหัน ก็เห็นมองหน้ากันแค่แวบเดียว พาร์ก็ผละจากไปทั้งอย่างนั้น ไม่มีบอกกล่าวสักคำ ใครเห็นก็เดาออกทั้งนั้นว่าทะเลาะกันมา”

ตามที่พี่ดินว่า พี่นิติปีสองนัดรวมรุ่นน้อง เพื่อเปิดคอร์สติวกะทันหัน จะเลิกกี่โมงก็ไม่รู้ ผมเลยต้องมานั่งแกร่วรอพาร์อยู่ในห้องสโมฯนิติกับพี่ดินต่อ เพื่อศึกษาปืนฉีดน้ำแต่ละรูปแบบ พี่ดินบอกว่าไม่ใช่แค่ให้ผมเลือก แต่ต้องจำให้ได้ด้วย จะได้หลบหลีกถูก ส่วนแฟ้มเครื่องประดับ เอาไว้ก่อนดีกว่า ยังไงก็ต้องมาตัดสินใจร่วมกัน     

“เหม่อเลยนะเรา สรุปทะเลาะกันจริงๆ?”

ผมส่ายหน้า “ไม่ได้ทะเลาะครับ”

“ไม่ถึงขั้นทะเลาะ แค่มีเรื่องหมางใจกัน?”

“…ไม่เชิงครับ”

พี่ดินขมวดคิ้ว “งั้นสถานการณ์ระหว่างเรากับพาร์คืออะไร?”

“ก็…กระอักกระอวนใจล่ะมั้ง”

“อ้อ ลำบากใจเรื่องอะไรล่ะ? ลองพูดมา เพื่อพี่ช่วยแนะนำอะไรได้”

ผมถอนหายใจทันที มองท่าทางพึ่งพาได้ของพี่แก ครุ่นคิดตัดสินใจสักพักก็ลองเสี่ยงถามดู

“เอ่อ เรื่องที่ผมจะถามไม่เกี่ยวกับพาร์โดนตรง แต่มีผลเอี่ยวด้วยเฉยๆ พี่พร้อมจะฟังไหม?”

“ว่ามา”

ผมคิดเรียบเรียงคำพูด จุดประสงค์หลักคือได้ถามความคิดเห็นจากมุมมองคนอื่น ดังนั้นต้องไม่แย้มพรายให้พี่ดินรู้ความจริงเด็ดขาด

“คือผมมีเพื่อนคนหนึ่งค่อนข้างสนิท แต่เมื่อไม่นานมานี้ท่าทีของเพื่อนแปลกไป” ผมหยุดสังเกตสีหน้าพี่ดิน อีกฝ่ายไม่มีท่าทีเปลี่ยนแปลง ผมก็พูดต่อ “แบบว่าการกระทำบางครั้งดูเหมือนว่าชอบ บางครั้งก็ไม่”

พี่ดินเลิกคิ้วขึ้น “ชอบ? แบบที่อยากได้เป็นแฟน?”

“อือ”

“อ้อ แล้วไงต่อ?”

“ผมเลยไม่รู้ว่าควรจะจริงจังด้วยดี หรือปล่อยให้มันเป็นเรื่องเล่นๆ แบบไม่ต้องเก็บมาใส่ใจดี”

“พี่พอเข้าใจความลำบากใจของเราแล้ว แต่ยังไม่หมดแค่นี้ใช่ไหม เล่าต่อสิ”

“จู่ๆ วันนี้เขามาขอเดตด้วย” ผมเล่าแนวความคิดเดตของพาร์ พยายามพูดรายละเอียดเท่าที่จำได้ทั้งหมด “ผมฟังยังไงก็เหมือนขอดูใจชัดๆ แต่ดันเรียกว่าเดต เลยลองถามเจาะลึกดู ผลคือทางนั้นเป็นมือใหม่แกะกล่อง…ก็แค่นี้แหละ ตอนนี้ผมอยากได้ความเห็นของพี่”

“พี่ขอสรุปก่อน เอ่อ อีกฝ่ายเป็นเพื่อนเราอยู่?”

ผมพยักหน้า

“เขามีท่าทีว่าชอบ แต่บางครั้งก็ไม่ชัดเจนพอ?”

“ใช่ ขนาดผมลงทุนเปลืองตัวลองใจมา อีกฝ่ายยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง”

“ฮะ!” พี่ดินทำหน้าตกใจ

“ก็ส่วนใหญ่เวลาชอบใครก็ต้องอยากสัมผัสใช่ไหมล่ะ ไม่ก็ต้องมีสายตาโลมเลียลามกบ้างแหละ แต่นี่เปลือยท่อนบนให้ดูยังเฉย แถมยังออกอาการสับสนว่าจะเอายังไงกันแน่ ครึ่งๆ กลางๆ จนผมไม่รู้จะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี”

“เอ่อ เดี๋ยวนะ ฝ่ายนั้นเป็นผู้ชาย?”

ผมชะงัก เม้มปากครุ่นคิด ก่อนผงกหัวว่าใช่

พี่ดินเผยปากอ้าค้าง “เอ่อ แล้วสถานการณ์ตอนนี้ของเรากับเพื่อนคนนั้นเป็นยังไงบ้าง?”

“ก็…ยังพออยู่ด้วยกันได้ แต่มันไม่เหมือนเดิม”

“พาร์รู้เรื่องนี้ด้วยสินะ”

ผมพยักหน้า

“ลำบากใจกันเพราะเรื่องนี้?”

ผมชะงัก แต่ก็ตอบแบบกลางๆ ไป “ประมาณนั้นครับ”

พี่ดินประสานมือเข้าหากัน สีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม

“จะว่ายังไงดี พี่คิดว่าเป็นปัญหานะ เพราะนี่มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของเราอีกแล้ว แต่มันส่งผลกระทบถึงคณะด้วย พี่ไม่แน่ใจว่ามีใครบอกเราหรือยัง แต่สามีกับสะใภ้คณะมีกฎว่าห้ามมีแฟน”

“อ้อ ผมรู้แล้วครับ พี่นันเคยพูดแบบผ่านๆ”

“พี่ไม่รู้ว่ามีที่มายังไง หรือมาจากไหน แต่มีบังคับใช้กันเรื่อยมาหลายปี พวกสามีกับสะใภ้เลยได้คบกันเองเป็นส่วนใหญ่จนเหมือนเป็นคำสาปเลยล่ะ”

“คำสาป?”

“ถ้าดูจากสถิติคบกันเองที่ผ่านมามีเปอร์เซ็นต์สูงถึง98% คนอื่นเลยมองว่าเป็นคำสาป มีส่วนน้อยที่ไปคบกับคนอื่น ก็ได้คนที่จับคู่ด้วยช่วยกันปกปิด แต่ก็ไม่รอดกลายเป็นเรื่องฉาวมีประเด็นให้โดนโจมตีตลอด ที่สำคัญทำให้คณะฝ่ายสามีกับฝ่ายสะใภ้แตกหักกันอีก มันเลยยิ่งส่งเสริมประเด็นคำสาปเข้าไปใหญ่ จนเกิดเรื่องเล่าลือต่อๆ กันมาว่า ถ้าสามีสะใภ้ไม่คู่กันเอง จะเกิดหายนะ”

ผมเงียบด้วยความอึ้ง

“ถ้าให้พี่เดา เพื่อนของเราคงกลัวว่าจะโดนแย่งเราไปล่ะมั้ง เลยเริ่มออกอาการ ส่วนพาร์คงกังวลไม่อยากให้เกิดปัญหาในอนาคต”

พี่ดินเดาเป็นฉากๆ สมจริงยิ่งกว่าที่ผมคิดไว้สำหรับแถอีกครับ

“งั้นพี่ขอถามหน่อย เราชอบเพื่อนในแง่คนรักหรือเปล่า”

ผมส่ายหน้า 

“งั้นเราต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่าเห็นเป็นแค่เพื่อน อย่าไปให้ความหวัง ในฐานะที่พี่เป็นประธานนิติปี4 พี่ก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องเหมือนกัน เข้าใจไหม”

เล่นโดนจ้องให้รับปากอย่างเดียวแบบนี้ ผมเลยต้องรับปาก

“ดูเหมือนเรายังข้องใจนะ?”

ผมชะงัก “กะ…ก็”

ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างที่พี่คิดไง ผมเลยรู้สึกเหมือนคำตอบยังไม่โดนใจยังไงไม่รู้

ในใจคิดอย่าง ปากพูดอีกอย่าง “แล้วถ้าฝ่ายนั้นยังไม่ยอมหยุดล่ะครับ?”

พี่ดินนิ่วหน้า ครุ่นคิดเงียบๆ พักใหญ่ก็ดีดนิ้ว “ง่าย จับพาร์ทำแฟนซะ”

“ฮะ!!”

“ที่เพื่อนเราไม่ยอมหยุด อาจเพราะเห็นว่าเรายังไม่มีใคร เพราะงั้นไปทำให้เห็นว่าคำสาปเป็นจริงซะ คบกับพาร์ไปเลย เอาแบบหลอกๆ ก็ได้ ยังไงตอนนี้ทั่วทั้งมหาลัยก็คิดว่าเรากับพาร์คบกันเองอยู่แล้ว อ้อ เพราะเรื่องนี้ด้วยล่ะมั้ง เพื่อนเราถึงได้รีบร้อนมาบอกขอดูใจ แบบนี้ต้องรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม”

พี่แกดึงลิ้นชัก หยิบกระดาษเอสี่ออกมาวางบนโต๊ะ คว้าปากกาจดยิกๆ

“เดี๋ยวพี่เพิ่มแผนการให้ เอาแบบที่ฝ่ายนู้นรับรู้แล้วต้องขอถอยกลับไปเป็นแค่เพื่อนอย่างเดิมเลย”

พี่ดินครับ เดี๋ยวก่อนนนน!

“อ้อ เรื่องเครื่องประดับ พี่ไม่ให้เลือกสร้อยข้อมือแล้ว เอาเป็นกำไลแทน จะได้พลิกไปมาไม่ได้ ข้อความที่ต้องสลักลงตามธรรมเนียมก็ย้ายไปสลักด้านในกำไลแทน ส่วนด้านนอกทำให้เห็นเป็นกำไลคู่รักซะ เวลาเพื่อนเราเห็นจะได้ใช้เตือนสติว่า ทีมีคนรักแล้ว”

“เอ่อ พี่ครับ คือว่า…”

“ไหนๆ ก็ไปกลับด้วยกันอยู่แล้ว งั้นเพิ่มช่วงพักเที่ยงไปกินข้าวพร้อมกันด้วย อ้อ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเรียน งั้นใครว่างแล้วก็ให้ไปคอยอีกคนที่ใต้ตึกเรียน ไม่สิ เสียเวลาเกิน…”

พี่ดินเอาแต่พึมพำกับตัวเอง ยอมเงยหน้ามองผมจนได้ กำลังโล่งใจอย่างน้อยพี่แกก็ยังฟังผม… 

“บอกพี่สิ อีกสามวันที่เหลือเรามีเรียนที่ไหน เริ่มกับเลิกกี่โมง”

ผมอ้าปากหวอ “คือว่า พี่…”

“อย่ามาอึกอัก พูดมาเร็วๆ”

แววตาพี่ดินโคตรดุ ผมเลยต้องบอก แต่เล่นซักถามรีดข้อมูลซะตัวผมแห้งกรอบ แม้แต่เวลาสอบยังต้องบอกพี่แก

“เดี๋ยวพี่ไปถามพวกปีหนึ่งแปบ แล้วจะจัดตารางเวลามาให้ เสร็จแล้วพี่จะเอามาให้ท่องจำ”

“ท่องจำ?”

“ใช่ จดจำไว้ในหัวก็ไม่ต้องกลัวคนอื่นรู้ ความก็ไม่แตก เดี๋ยวพี่ทดสอบเรากับพาร์เอง ถ้าจำไม่ได้ วันนี้ไม่ต้องกลับบ้าน!”

ผมอ้าปากกำลังจะพูด แต่โดนพี่แกโบกมือไล่

“ดูปืนฉีดน้ำฆ่าเวลาก่อนไป๊ เดี๋ยวพี่กลับมา”

ปึง

ประตูปิดไปแล้ว ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด ผมทิ้งหัวตัวเองวางแปะกับโต๊ะญี่ปุ่นทันที

พี่ประธานนิติที่เคารพไม่ฟังผมเลยยย!! (นึกเสียใจอย่างรุนแรงที่เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่แก)

ไอ้ทีหนอไอ้ที

ผมขยี้หัวตัวเองระบายความเครียด

“มึงจะขุดหลุมฝังตัวเองทำบ้าอะไรวะ!”

-------------

พี่ดินพูดจริงทำจริง ทุ่มหนึ่งแล้ว พวกผมก็ยังไม่ได้กลับบ้าน

กว่าพาร์จะกลับมาก็ปาไปห้าโมงครึ่งแล้ว ผมกำลังสอบปากเปล่ากับพี่ดินพอดี โชคดีที่ผ่านมาได้ในรอบนั้น (หลังพยายามแล้วล้มเหลวถึงสี่ครั้ง) ตอนแรกพาร์งงว่าพวกผมกำลังเล่นอะไรกัน (ถึงได้ดูซีเรียส) แต่เมื่อได้ฟังคำอธิบายจากพี่ดิน สีหน้ากับแววตาก็เปลี่ยนไป พาร์มีอาการนิ่งเงียบอย่างตรึกตรอง พี่ดินให้ท่องจำก็ยอมท่องอย่างว่าง่ายเกินคาด

โชคดีที่พี่ดินเล่าแค่คร่าวๆ พาร์เลยไม่รู้ว่าเป็นเรื่องของมันล้วนๆ (ไม่งั้นผมจะเอาหัวมุดลงไปซ่อนใต้โต๊ะญี่ปุ่นให้ดู) ส่วนเรื่องปืน ผมคงมาสั่งกับทางฝั่งนิติแทน  เพราะเท่าที่เห็นจากคณะตัวเอง แล้วมาเห็นจากนิติอีก ผมไม่เห็นความแตกต่างเลยครับ

กลับสู่ปัจจุบัน ผมหาวใส่แฟ้มตรงหน้า ชักอยากเลื้อยฟุบนอนตรงนี้…ถ้าอีกสิบนาที พาร์ยังไม่ผ่านอีก ผมหลับแน่

“ผ่าน”

ดุจถ้อยคำจากสรวงสวรรค์ พาร์ถอนหายใจ ส่วนผมโคตรดีใจ ก่อนสะดุ้งเมื่อพี่แกเตะกระถางดินเผาออกจากใต้โต๊ะประธาน ดูจากรูปทรงน่าจะเป็นกระถางปลูกต้นไม้

แชะ!

เปลวไฟเล็กๆ จุดติดกระดาษปุ๊บ พี่ดินก็ทิ้งกระดาษที่พวกผมถือท่องจำสองใบลงในกระถางปั๊บ ปล่อยเปลวไฟลามเลียกระดาษทั้งใบจนเหลือแค่ขี้เถ้า 

พวกผมอึ้งนานจนพี่แกสังเกตเห็น เลยยิ้มปลอบ “ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่ทำลายหลักฐานนะ เผื่อเราไม่รู้ ห้องสโมฯเองก็เป็นจุดที่คนต่างคณะชอบลอบเข้ามาหาข้อมูล”

งะ งั้นเหรอครับ

“พี่ขอพูดสรุปหน่อย ทั้งคู่ทำตามที่ท่องจำให้เรียบร้อย แล้วมะรืนนี้ค่อยมาเลือกปืนกับกำไลข้อมือต่อ”

“แต่มะรืนผมไม่ได้มา…”

พี่ดินตวัดสายตามองผมทันที

“พาร์เรียนแค่ช่วงเช้าสองชั่วโมงครึ่ง เที่ยงก็เลิกแล้ว ค่อยกลับด้วยกัน เวลามากพอให้เราเลือกทั้งปืนฉีดน้ำทั้งกำไล เอ่อ พาร์ ให้ทีเลือกของแทนได้ไหม”

พาร์พยักหน้าทันที

“งั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว เรื่องกำไลพี่คงไม่ช่วย แต่เรื่องปืนฉีดน้ำพี่ช่วยทีเลือกแน่ มะรืนพาร์ก็ไปเรียนให้สบายใจ เลิกแล้วค่อยมารับทีกลับ ใครมีปัญหาอะไรไหม?”

พวกผมเงียบ

“งั้นก็แยกย้าย พี่จะปิดห้อง กลับบ้านแล้วเหมือนกัน”

เมื่อโดนไล่ก็ต้องรีบเก็บของออกจากห้อง ตอนแรกว่าจะรอพี่ดินปิดประตู แต่พี่แกโบกมือว่าไม่ต้องรอ เลยเดินออกมาก่อน

“ใครจะขับ?”

“มึง”

ผมพยักหน้ารับรู้ มาถึงรถก็ไปขึ้นฝั่งคนขับ หลังจากนั้นคือความเงียบตลอดทาง ขับจะถึงบ้านก็ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ แต่กลับไม่อึดอัดเท่าช่วงหลังเที่ยง ก็ดีครับ เพราะผมก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับพาร์ดี แต่ช่วงที่รถเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เสียงพาร์แทรกความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงเนิบนาบมาก

“สรุปว่ามีเพื่อนผู้ชายมาจีบมึงจริงๆ?”

“เอ่อ…” ผมพูดแค่นั้นก็หยุดเงียบ นานจนพาร์ทนไม่ไหว

“ไม่อยากพูดก็ช่างเถอะ แต่กูต้องทำตามแผนพี่ดิน มึงเข้าใจใช่ไหม”

ผมย่นหัวคิ้วเข้าหากัน “กูก็ต้องทำเหมือนกัน”

หลังจากนั้นคือความเงียบ แต่ปนมากับความอึดอัด จนผมต้องเหยียบเบรกก่อนเลี้ยวเข้าซอยบ้าน หันไปมองคนข้างๆ ที่หันมองเหมือนกัน แววตาพาร์สงสัยว่าผมจอดรถทำไม 

“มึงเป็นอะไร?” ผมยิงคำถามใส่

“ฮะ? ไม่เป็น…ก็แค่เหนื่อย”

อ้อ จะว่าไปมันพึ่งไปโดนยัดความรู้มาตั้งหลายชั่วโมง กลับมาก็เจอพี่ดินบังคับให้ท่องจำอีก สมองคงล้าเกินอัตราแล้วมั้ง

ผมเลี้ยวรถเข้าซอยบ้าน พึมพำเสียงแผ่ว “…นึกว่างอนกันซะอีก”

“อะไรนะ?”

“กูบอกว่าหิวข้าว”

“แล้วทำไมไม่แวะกินก่อนกลับบ้าน”

ผมเหยียบเบรกหน้าบ้านพอดี “กูลืม มึงลงไปเปิดประตูรั้วดิ”

เอารถไปจอดเรียบร้อยก็พากันเดินเข้าบ้าน แค่เปิดประตูก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสๆ มีความสุขของสองสาวกับแม่ มีเสียงน้องอันแทรกมาด้วย พวกผมมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ก่อนรีบถอดรองเท้า เข้าไปดูด้านใน เจอเซอร์ไพส์ครับ น้องๆ กำลังแต่งคอสเพลย์กันอยู่ แถมพื้นหน้าโซฟาเต็มไปด้วยของมากมายที่ดูคุ้นตาผมมาก

“กลับมาแล้วเหรอลูก เป็นไงน้องๆ น่ารักไหม?”

ผมละสายตาจากข้าวของบนพื้น มามองน้องสาว…สองสาวกำลังโพสท่าแมวเหมียวใส่พวกผมซะน่ารัก ยัยน้ำเป็นแมวขาว เบอร์ดี้เป็นแมวดำ ส่วนเจ้าตัวเล็กวิ่งมาหาถึงที่ น่ารักสมเป็นลูกหมาป่าน้อยขนเทา

“แฮ่!”

มีร้องขู่ด้วยครับ ผมหัวเราะขำ “หมาป่าไม่ได้ร้องขู่อย่างเดียว แต่ร้องเหมือนหมาทั่วไปด้วย”

เจ้าตัวเล็กเอียงคอ ทำท่าคิดตาม ก่อนจะเปล่งเสียงเลียนแบบ

“โฮ่งๆ” แถมพวงหางสีเทาๆ ยังขยับส่ายไปมาอย่างน่าเอ็นดู

น่ารักวุ้ย!

ผมลูบหัวน้องอย่างอดใจไม่อยู่ แต่ต้องความระวังไม่ให้มือไปโดนกิ๊ปติดผมรูปหูหมาป่าเข้า

เจ้าหางสีเทาปุกปุยเป็นแบบพิเศษหน่อยครับ เพราะสามารถขยับตามอารมณ์คนใส่ได้ บ้านผมมีอยู่สามสี เทา ดำ และน้ำตาล (เมื่อสามปีก่อนลุงนิกส่งมาให้จากญี่ปุ่น)

ผมจูงมือน้องเดินไปทางโซฟา เอ่ยชมมารดาที่เคารพทันที

“แม่เก่งชะมัด หาเจอไวมาก”

เมื่อเช้าผมกระซิบบอกแม่ว่าช่วยหาให้หน่อย เพราะกะให้เจ้าตัวเล็กใส่ไปแสดงละครที่โรงเรียนครับ ตอนแรกผมว่าจะหาเองตั้งแต่คืนงานลอยกระทง แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ไปหา เลยต้องรบกวนมารดาที่เคารพแทน

“แน่นอน เพราะแม่ก็คิดถึงเหมือนกัน ไม่ได้เอามาเล่นตั้งสามปีแล้วนี่ แม่ยังเจอชุดคอสเพลย์กับพวกอุปกรณ์ทั้งหลายด้วยนะ เลยยกลงมาหมดเลย” แววตาแม่เปล่งประกายมีความสุขสุดๆ

อ่า แม่ผมเขาชอบจับลูกๆ เล่นแต่งตัวครับ โดยเฉพาะผมโดนไปเยอะสุด มีน้องๆ ดีนะครับ ช่วยดึงความสนใจจากแม่ไปได้เยอะ โดยเฉพาะเรื่องจับลูกคนโตมาเล่นแต่งคอสเพลย์ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้เป็นกะตั้ก (ที่จริงก็เป็นความผิดผมด้วยที่ยอมแม่มาตั้งแต่เด็ก น้องผมเลยโดนตาม) 

“ทำไมไม่ให้น้องอันใส่เนโกะมิมิล่ะครับ” ผมถามถึงหูขยับได้

“แม่กลัวน้องทำพัง เลยยกให้สองสาวไปใช้แทน”

อ้อ

นอกจากหูแมวขยับได้ สองสาวยังสวมหางแมวด้วยครับ (ขยับไม่ได้) ตรงปลายผูกริบบิ้นติดกระดิ่ง เวลาเดินจะได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊ง ยังมีถุงเท้ายาวถึงต้นขาเป็นอุ้งเท้าแมว ถุงมือถึงศอกเป็นอุ้งเท้าแมวเหมือนกัน ส่วนชุดเป็นกระโปรงลูกไม้ สั้นและพลิ้วได้ใจมาก แต่น้องสาวทั้งสองใส่ขาสั้นกุดอีกตัวไว้ข้างในกันโป๊เรียบร้อย     

“พี่ทีมาใส่บ้างเลย”

ยัยน้ำถอดถุงมือแมวเหมียวออก ก้มหยิบของ ก่อนชูเข็มขัดพวงหางสีน้ำตาลขึ้นเหนือหัว เบอร์ดี้ทำตามก้มหยิบวิกผมสีน้ำตาลทอง เป็นลอนๆ แสนคุ้นตาขึ้นมา

“เบอร์ก็อยากเห็นค่ะ”

ผมเบ้ปาก อยากบอกสองสาวใจจะขาด ไอ้ของบนตัวเรากับเบอร์ดี้ รวมไปถึงของสารพัดที่วางอยู่บนพื้น ไม่ว่าจะเสื้อผ้า วิกผม ของตกแต่งเสริมสารพัด พี่ได้ลองใช้มาหมดแล้วครับ

“นะๆ ใส่ให้ดูหน่อย” 

“ไม่เอา” ผมส่ายหน้าปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด

“แต่น้ำอยากเห็น”

แววตายัยน้ำวิบวับสุดๆ เหมือนแม่ไม่มีผิด

“ขอขึ้นไปเก็บของก่อนนะครับ”

ผมเดินเลี่ยงหนีจากโซนอันตรายทันที และอาจอยู่เก็บตัวในห้องยาวจนกว่าคนข้างล่างจะเล่นแต่งตัวกันจนพอใจ แต่เดินไม่กี่ก้าวก็โดนมารดาจับคล้องแขนล็อกตัวเรียบร้อย 

“มา เดี๋ยวแม่จับทีใส่เอง”

เฮ้ย!

“ผมไม่เล่นนะแม่ โตขนาดนี้แล้ว ใส่ไปก็ไม่เหมาะ”

“ทียังไม่ได้ลองเลย แล้วรู้ได้ไงว่าไม่เหมาะ?”

แม่โต้มาซะผมเถียงไม่ออก

กระเป๋าเป้โดนแม่ดึงออกจากตัว “พาร์จ๊ะ น้าฝากเอากระเป๋าทีขึ้นไปเก็บบนห้องให้หน่อย”

“เดี๋ยวน้ำเอาไปให้พี่พาร์เอง”

น้องสาวมารับเป้จากมือแม่ ส่วนท่านแม่ที่เคารพของผมหรือ ลากตัวผมไปหยุดหน้าโซฟา แถมสั่งให้นั่งลงอีกต่างหาก พอผมต่อต้านไม่ทำตาม แม่ก็ไม่แคร์ พูดต่อหน้าตาย

“ถ้าไม่นั่งก็ยืนเฉยๆ แม่ใส่หางให้ก่อนก็ได้”

คุณนายของบ้านจัดการคล้องเข็มขัดหางหมาป่าให้ผมเรียบร้อย หมดสิทธิ์ขัดขืน ได้แต่กรอกตามองเพดานด้วยความเหนื่อยใจ

“พี่พาร์!”

ผมหันมองต้นเสียงเมื่อครู่ น้ำเสียงน้องเบอร์ดุชะมัด เจอสองสาวกำลังช่วยกันดุนหลังพาร์ไปทางบันได แต่คนโดนดันกลับหันมองทางผมด้วยแววตาสนอกสนใจสุดๆ

“พี่พาร์อ่ะ ขึ้นไปเก็บของก่อนเลย”

“ใช่ๆ พี่ขึ้นไปรอบนห้องดีกว่า อยู่อาบน้ำก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวค่อยลงมา”

เมื่อโดนดันถึงหน้าบันได พาร์จำต้องก้าวเท้าขึ้นไปก่อนสะดุดล้ม แต่ขึ้นโคตรช้า ท่าทางเหมือนไม่อยากไปสักนิดเดียว จนโดนน้องๆ เอ่ยเร่งเสียงดุอีกรอบ ถึงยอมขึ้นบันไดโดยดี

“ห้ามแอบมองลงมานะ ถ้าพวกน้ำรู้ จะโป้งพี่พาร์จริงๆ ด้วย”

“เบอร์ขึ้นไปคุมที่พาร์ดีกว่า”

แมวดำวิ่งพรวดตามพี่ชายขึ้นไป ผมเห็นแค่นั้น เพราะโดนมารดาจับหมุนตัวกะทันหัน แถมผลักให้นั่งโซฟาตอนไม่ทันตั้งตัว หูยังแว่วเสียงพาร์กับเบอร์ดี้ถกเถียงกันจากชั้นบน ก่อนเงียบไปหลังได้ยินเสียงประตูปิด พร้อมกับที่หัวผมโดนสวมวิก

“น้ำ มาช่วยแม่จัดเส้นผมให้เข้าที่ก่อนเร็ว”

“ค่ะ”

ผมทำหน้าเซ็ง เหลือบไปเห็นพ่อเดินลงมาจากชั้นสองพร้อมกล้องถ่ายรูปในมือ

…เอาแล้วครับ โดนจับถ่ายรูปแน่ๆ

“อ๊ะ จริงด้วย แม่มีเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ทีด้วยนะ ใส่ตอนนี้น่าจะเหมาะ”

เริ่มเหงื่อแตกพลั่กๆ “ทีไม่เอากระโปรงนะแม่!”

“ไม่ต้องห่วง กางเกงแน่นอน”

กางเกงก็โอเค แต่…

“เดี๋ยวน้ำติดกิ๊ปรูปหูหมาป่าให้เอง หรือพี่จะใช้เนโกะมิมิ?”

ผมถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “เอาแค่กิ๊ปก็พอ”

“ได้เลย”

อย่างที่คิด คุณนายไม่ได้เอาแค่เสื้อผ้าลงมา ยังหอบเครื่องสำอางลงมาด้วย เห็นแล้วผมผวา

“ทีไม่เอาเครื่องสำอาง!”

“ไม่ได้!” แม่ปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนจะอ่อนลง ส่งแววตาออดอ้อนอนุภาครุ่นแรงสมเป็นต้นฉบับ “แม่ไม่ได้จับลูกชายเล่นแต่งตัวนานแล้ว ตามใจแม่สักหน่อยเถอะ นะๆ”

ผมจะพูดอะไรได้ล่ะ!

“เดี๋ยวน้ำเป็นลูกมือให้แม่เอง”

อย่าถามถึงทางรอด เอี้ยวมองซ้ายเจอพ่อยืนยิ้มขำ มือนี่รัวชัตเตอร์เป็นระยะ เอี้ยวมองขวาเจอน้องอันเกาะที่เท้าแขนมองมาตาปริบๆ ด้านหน้าทั้งซ้ายขวาโดนผู้หญิงเพียงสองคนในครอบครัวประกบระยะประชิด หมดหนทาง จำต้องยอมให้แม่จับหน้าไปละเลงให้พอใจคนเกือบแก่

…เมื่อเช้ายังห่วงผมอยู่แท้ๆ แต่ไหงหลังฟ้ามืดถึงได้มารังแกกันล่ะครับแม่!

############

BlueCherries << ขอบคุณสำหรับคำผิดค่ะ ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-10-2016 10:36:41 โดย katzep »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด