- ชลนที - [ตอนพิเศษ3] P.22 (09/06/2017) #จบแล้ว
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: - ชลนที - [ตอนพิเศษ3] P.22 (09/06/2017) #จบแล้ว  (อ่าน 143192 ครั้ง)

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
Re: - ชลนที - [บทที่7] P.1 (21/08/2016)
«ตอบ #30 เมื่อ24-08-2016 03:32:20 »

เราชอบนิสัยทีจัง ดูเป็นพี่คนโตมากๆเลย

คือดูแล แต่ชัดเจน ดุเป็นดุ

ออฟไลน์ Shonteen

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-2
Re: - ชลนที - [บทที่7] P.1 (21/08/2016)
«ตอบ #31 เมื่อ24-08-2016 09:02:42 »

เลิฟน้องทีค๊าาาาา ส่วนตาพาร์เนียแอบชอบเค้าใช่ไหม

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2356
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6
Re: - ชลนที - [บทที่7] P.1 (21/08/2016)
«ตอบ #32 เมื่อ25-08-2016 08:39:24 »

 :bye2:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
Re: - ชลนที - [บทที่7] P.1 (21/08/2016)
«ตอบ #33 เมื่อ25-08-2016 18:14:10 »

ชอบนิสัยทีที่ดูแลน้องจัง ส่วนพาร์ดูกระสับกระส่ายแปลกๆ นะ เพราะทีเหรอ

ออฟไลน์ uknowvry

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-6
Re: - ชลนที - [บทที่7] P.1 (21/08/2016)
«ตอบ #34 เมื่อ25-08-2016 19:37:56 »

ชอบเรื่องนี้มากอ่ะ  อบอุ่นตบอด อ่านปล้วยิ้มๆ

ออฟไลน์ suck_love

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-1
Re: - ชลนที - [บทที่7] P.1 (21/08/2016)
«ตอบ #35 เมื่อ25-08-2016 21:08:23 »

แสดงว่าคนที่พาร์ชอบต้องเป็นทีนะสิ :hao6:

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่8] P.2 (29/08/2016)
«ตอบ #36 เมื่อ29-08-2016 00:05:42 »

บทที่ 8

แว่วเสียงหัวเราะคิกคัก ตามด้วยเสียงพูดคุยตามประสาลูกผู้หญิงจากหลังบานประตู ดุจแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เพศชายอย่างผมไม่ควรเยื้องย่างเข้าใกล้ สองเท้าก้าวถอยห่างอัตโนมัติ ก่อนชนอะไรสักอย่างที่อยู่ด้านหลัง ผมรีบหันมอง กลัวเป็นพี่กระเทยคนนั้น แต่ความจริงดีกว่านั้นมากครับ

“ถอยทำไม?” พาร์ถามงงๆ ไม่สนใจสายตาผมที่มองใส่เสมือนเจอขอนไม้ขณะกำลังจมน้ำ

ผมรีบพลิกตัวหนีไปอยู่หลังมันทันที ถึงเคยสงสัย ด้านในห้องน้ำหญิงเป็นยังไง แต่ตอนนี้ไม่พร้อมเข้าไปพิสูจน์ครับ!

“เฮ้ย หลบไม”

“ก็นั่น…” ผมจับหน้าเกราะกำบังมีชีวิต บังคับให้เพื่อนเห็นสิ่งที่กำลังเผชิญชัดๆ “ตรงหน้ามึงเลย นั่นแหละ เหตุผลที่กูต้องหลบ”

“อะไรวะ ก็แค่ห้องน้ำ…”

“นะ น้อง น้อง…” เสียงติดอ่างฟังพิลึกหู ดึงความสนใจของเราทั้งคู่

หันไปเจอคนนำทาง…ผู้ถูกลืม คาดว่าพี่เขาคงพึ่งเห็นพาร์เดินตามเข้ามา ถึงได้เบิกตาโต อ้าปากพะงาบเป็นปลาขาดน้ำ ก่อนทำพวกผมสะดุ้งด้วยการแหกปากกรี๊ดเสียงแปดหลอดออกมาให้ปวดรูหู

ประตูห้องน้ำเปิดผัวะ!

สะดุ้งกันอีกหน พวกผมพร้อมใจถอยหลังหนีด้วยความตกใจ จนหลังชิดติดกำแพงของจริง

“อะไรๆ เมื่อกี้ใครกรี๊ด”

“เกิดอะไรขึ้น!?”

“มะ มะ แม่เจ้า!” พี่เจ้าของเสียงทรงพลังเมื่อครู่ ยกสองมือประสานกันตรงหน้าอกแบนราบที่ขยับขึ้นลงอย่างแรง อาการดุจคนพึ่งถูกประกาศชื่อเข้ารับรางวัลใหญ่

รุ่นพี่หญิงแท้เทียมนับสิบต่างพากันทำหน้างงใส่ ก่อนใครคนหนึ่งเอ่ยถาม “นี่แกเป็นอะไร?”

“นั่นไงยะ นั่นนะ บอกทีว่านีน่าไม่ได้ฝันไป!”

คนกลุ่มใหญ่เบนสายตาตามนิ้วชี้ มองตรงมาทางพวกผม บรรยากาศเงียบกริบจนผมเลิกลั่ก

หรือว่าห้ามพาคนของคณะคู่แข่งมา?

กำลังจะก้าวออกมาพูดเคลียร์ปัญหาที่ก่อโดยไม่รู้ตัว แต่ต้องเปลี่ยนเป็นอุดหูตัวเองแน่น เมื่อเหล่ารุ่นพี่พร้อมใจส่งเสียงกรีดร้องไม่พอ มีหลายคนตะโกนร้องเสียงดังอย่างคลุ้มคลั่ง

ผมเริ่มตาเหลือกยามแผ่นหลังตรงหน้าถอยอัดตัวผมติดกำแพงเรื่อยๆ สองมือที่คอยปกป้องรูหูจำต้องเปลี่ยนมาต้านกำแพงข้าศึก ออกแรงดันโต้กลับ…ดันออกไปก็เบียดกลับมาอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ผมตะเบ็งเสียงใส่อย่างหมดความอดทน

“มึงจะถอยทำซากอะไร หลังกูติดกำแพงนานแล้ว”

พาร์หันขวับ ตวัดตามองกำแพง มองผม ก่อนมองไปข้างหน้าที่มีฝูง เอ้ย กลุ่มรุ่นพี่คืบคลานใกล้เข้ามาอย่างน่ากลัวกว่าเดิมอีก

“โอเค กูไม่ด่ามึงแล้ว”         

ผมหันซ้ายขวาหาทางหนีรอด เจอปุ๊บคว้าแขนเพื่อนปั๊บ พากันวิ่งเลียบข้างกำแพง เตรียมโกยเต็มที่…

“หยุดก่อนพวกมึง!!” หยุดหมดทั้งฝ่ายผม ฝ่ายรุ่นพี่ “น้องตกใจถอยหนีไปนู้นแล้ว!”

ขอบคุณมากครับที่สังเกตเห็น

ฝูงซอมบี้ เอ้ย ฝูงรุ่นพี่…ผิดๆ หมายถึงกลุ่มรุ่นพี่พากันชะงัก แต่ละนางเหมือนดึงสติกลับมาได้ ในสายตาผม พวกเธอเริ่มดูเป็นผู้เป็นคนมากกว่าเดิมแล้ว แต่ก็ยังน่าระแวงอยู่ดี

“น้องพาร์มาทำอะไรแถวนี้คะ?”

“หรือว่านิติจะจองห้องน้ำชาย ไหงบอกไม่เอาแล้วไงคะ”

และอีกสารพัดคำถามด้วยท่วงทำนองเสนาะรูหูสุดๆ เพราะพูดลงหางเสียงทุกคำ

เป้าหมายของพวกเธอไม่ใช่ผม แต่เป็นพาร์ต่างหาก!

ผมได้ยินเสียงพาร์พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ เลยเหล่มองไปหนหนึ่ง พร้อมกับคำถามต่างๆ เริ่มเงียบหาย ยิ่งเห็นเพื่อนผมเอาแต่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา พี่คนที่ร้องห้ามคนอื่นๆ เลยถูกดันออกมาพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ

“พี่ขอโทษแทนเพื่อนๆ ด้วยนะจ๊ะ แบบว่าน้องพาร์ค่อนข้างโด่งดังน่ะ”

อ้อเรอะ…

“น้องไม่ค่อยปรากฏตัวบนสื่อ ภาพก็แสนหายาก พอได้…” คุณเธอเริ่มบิดตัวขวยเขินดุจสาวน้อยวัยแรกแย้ม “แบบว่าได้เจอจังๆ ไม่ทันให้ตั้งตัว พวกพี่เลย…เลยสติหลุดกันน่ะจ๊ะ”

ผมชักเห็นใจคนหล่อขึ้นมาทันที…อ้อ จำได้ล่ะ รุ่นผม (หมายถึงปี1 ทั้งมหาลัย) มีห้าคนได้เกิดทันทีที่เจ๊ดาด้า (เจ้าแม่ข่าวของม.) อัพรูปลงเฟสเมื่อสองเดือนก่อน กลายเป็นห้าหนุ่มหล่อประจำปี1 ที่สาวๆ ทั้งม. ต่างอยากรู้จักทั้งนั้น (อันนี้ผมขอพูดถึงเฉพาะฝ่ายชายนะครับ ฝ่ายหญิงก็มี แต่ช่วงนั้นผมไม่ได้ตามข่าว เพราะวุ่นวายกับบางเรื่องอยู่)

สี่ในห้าเคยขึ้นเวทีประกวดเดือนมหาลัยมาแล้ว ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งสงสัยจะ…

ผมเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเพื่อนที่ยืนเงียบผิดปกติ

น่าจะเป็นคนใกล้ตัวผมนี่แหละ

“แล้วสรุปว่าน้องพาร์มาทำอะไรแถวนี้คะ?”

หือ? ผมก้มลงมองข้อมือตัวเองที่ถูกเพื่อนกำไว้แน่น กำลังจะถาม ดันโดนกระชากมือชูขึ้นกลางอากาศ     

“มาเป็นเพื่อนทีครับ”

ผมทำหน้าเหวอ เล่นอะไรวะ?! แต่พอได้สบตากึ่งร้องขอก็ได้แต่ปิดปากเงียบ คิดดูสักหน่อยก็เข้าใจเหตุผล พาร์เล่นจับผมทำยันต์กันผีไม่บอกกล่าว แต่จะเอาไปสู้ฝูงซอมบี้ตรงหน้าไหวเรอะ

สายตารุ่นพี่พร้อมใจกันมองข้อมือที่ถูกพันธนาการของผม ก่อนตวัดสายตาทิ่มแทงปนสงสัยใส่ตรงๆ ทำผมแอบผวาอีกรอบ

ขอเถอะครับ! อย่าใช้แววตาดุจมองศัตรูคู่อาฆาตแต่ชาติปางก่อนเลย

“ไม่รบกวนทุกคนใช่ไหมครับ?”

พวกเธอสายตาย้ายไปทางพาร์อีกหน แววตาแต่ละคนอ่อนหวานลงทันที ต่างกับเมื่อกี้ลิบลับ! รุ่นพี่ทุกคนต่างตอบว่าได้หมด แถมผายมือเชื้อเชิญเข้าห้องน้ำหญิง มีบริการเปิดประตูให้พร้อม

อื้อหือ! ระดับการปรนนิบัติต่างกันประหนึ่งเจ้านายกับผู้ติดตามสุดๆ

“ขอบคุณครับ” ไม่พูดเปล่า ยังดึงผมให้ออกเดินตาม เป้าหมายคือประตูที่เปิดรออยู่

เฮ้ยๆ ผมรีบรั้งให้หยุดเดินด่วน ยื่นหน้ากระซิบข้างหู แอบกลัวพวกรุ่นพี่ได้ยิน

“จะเข้าไปจริงดิ?!”

“แล้วมีทางเลือกอื่น?” มันกระซิบกลับมา

“มีอยู่แล้ว ชิ่งหนีไง” ผมรีบชี้ทางสว่างให้

พาร์ถอนหายใจ ดึงแขนลากมาอยู่ด้านหน้า สองมือประทับจับไหล่ผมแน่น กระซิบเสียงเครียดข้างหู “มึงไม่เห็นกระดาษแปะหน้าประตูเมื่อกี้?”

“กระดาษ?” ผมไม่ได้มองอย่างอื่นนอกจากป้ายรูปตุ๊กตาสวมกระโปรงสีดำด้วยสิ “มีด้วยเหรอ?”

“ตัวพิมพ์สีดำหนาใหญ่เรียงกันว่า ‘ห้องแต่งตัวลูกสาวอีคอน’ ชัดไหมมึง”

ชัดเจน! ผมเห็นชะตากรรมที่จะเกิดล่วงหน้าเลยล่ะ

“ทางเลือกของมึงเหลือแค่สอง จะเดินเข้าไปดีๆ หรือ จะโดนฉุดเข้าไป เป็นกู…จะเลือกอย่างแรกนะ”

…มีคำแนะนำแถมให้ด้วย แต่อย่าพึ่งดันสิโว้ย!

ผมจิกเท้ากับพื้น ฝืนต้านเต็มกำลัง “มึงคงไม่ปล่อยกูเข้าไปคนเดียวใช่ไหม?”

แรงดันหลังชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะมากขึ้นเหมือนอยากดันผมให้เข้าไปข้างในเร็วๆ

ชัดเลย! ไอ้บ้าพาร์กะผลักผมเข้าไป แล้วชิ่งหนีแน่ๆ เรื่องอะไรจะยอมวะ!

ผมหมุนตัวออกซ้ายลอดแขนเพื่อน วกกลับมาด้านข้าง ตวัดแขนขวากอดคอพาร์ เปลี่ยนเป็นฝ่ายจับล็อกเสียเอง 

“เขาว่าสองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว” ผมกระซิบทิ้งท้าย ก่อนออกแรงลากมันเข้าดินแดนต้องห้าม

ขอบคุณการจราจรติดขัดเมื่อเช้าที่ทำให้ผมไม่ต้องเจอชะตากรรมนี้ตามลำพัง

ใช่ว่าพาร์จะยอมง่ายๆ กลายเป็นเกิดศึกยื้อยุดอยู่หน้าห้องน้ำให้เหล่าผู้ชมมองตาปริบๆ คนลากอาศัยจุดยุทธศาสตร์ได้เปรียบเป็นฝ่ายกำชัย แม้จะแค่คืบสั้นๆ ก็เริ่มเข้าใกล้ดินแดนต้องห้ามที่เปิดกว้างรออยู่ทีละนิด

“ปล่อยกู!”

“ไม่!”

“ที กูต้องไปเรียน”

“ยังไม่ถึงเวลา”

“ไอ้ที! ปล่อยโว้ย!!”

“ไม่มีทางงง!”

โอ๊ย…ลากผู้ชายตัวพอๆ กันเข้าห้องน้ำหญิงเนี่ย โคตรเปลืองแรงเลยครับ   

-------------

การอยู่กลางดงผู้หญิงนับสิบไม่ใช่เรื่องน่าสนุก แต่เป็นเรื่องชวนผวาครับ

ผมผู้เคยมีประสบการณ์มาก่อนไม่ปล่อยให้เพื่อนร่วมชะตาหนีหายไปไหนแน่ ยิ่งไอ้คนข้างๆ สามารถสยบเพศหญิงได้ด้วยการโปรยยิ้มครั้งเดียว (แม้จะเป็นยิ้มเหือดแห้งก็ตาม) ผมยิ่งต้องเกาะติดหนึบหนับ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและจิตใจ (พอกันกับพาร์ที่เลือกยืนข้างผมตลอด สงสัยคิดแบบเดียวกัน)

“ก่อนอื่นน้องทีต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า นี่จ๊ะ เดินเข้าไปด้านในสุดได้เลย มันเป็นห้องอาบน้ำ”

ผมรับเสื้อยืดแขนสั้นสีดำกับกางเกงเลขายาวสีส้มจี๊ดมาถือ แน่นอนไม่ลืมลากไอ้คนข้างๆ ติดมือไปด้วยกัน ทางเดินมีแค่หนึ่ง แต่แทนที่จะเจอกำแพงตัน กลับเจอประตูครับ ติดป้ายบอกชัดเจนว่าเป็นห้องอาบน้ำ

ข้างในกว้างมาก น่าจะมากกว่าฝั่งห้องน้ำชายซะอีก ดูสะอาดเรียบร้อย แบ่งพื้นที่ด้านหน้าเป็นโซนเปลี่ยนเสื้อผ้า มีกระจกเงาขนาดเต็มตัวบานเล็กติดไว้ มีชั้นวางของ…โอ้โห มีกระทั่งสบู่แชมพูขวดเล็กๆ วางเรียงเตรียมให้พร้อมสรรพ ไม่ต้องพกมาเองเลยครับ

ส่วนด้านในเป็นโซนอาบน้ำ อยู่หลังม่านพลาสติกลายน่ารัก พื้นที่ส่วนนี้ใช้แค่หนึ่งในสาม ผมมองหาฝักบัวไม่เจอ…เจอแล้วครับ อยู่ด้านบนเกือบติดเพดานนี่เอง อันใหญ่มาก เปิดปุ๊บน้ำน่าจะกระจายลงมาเป็นวงกว้าง...ผมโดนเคาะหัวเรียกสติ ลูบหัวปอยๆ ระหว่างมองคนกระทำยืนกอดอกปั้นหน้ายักษ์อยู่ไม่ห่าง

…อ้อ ต้องเปลี่ยนชุดนี่หว่า

ผมรีบพาดชุดในมือไว้ไหล่ซ้ายของคนตรงหน้า พอมือว่างก็เริ่มปลดกระดุมชุดนักศึกษาอย่างเร็ว ถอดออกก็ฝากไว้ที่ไหล่ขวาพาร์ คว้าเสื้อยืดสีดำมาสวมหัว

ผัวะ!

“อะไร” ผมร้องออกมาทันทีที่โดนมันเตะสูงถึงก้น ไม่เจ็บหรอกครับ พาร์ไม่ได้เตะแรง มองหน้าปุ๊บก็เดาออกว่า มันทำเพราะอารมณ์หมั่นไส้ล้วนๆ

“กูต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถาม”

“ถามว่า?” ผมถามไปสอดแขนเข้าเสื้อไป

“ลากกูเข้ามาทำบ้าอะไร”

ผมเริ่มปลดเข็มขัด แอบกวนประสาทมันเล็กน้อยแก้เครียด “ดูกูเปลี่ยนเสื้อผ้ามั้ง” ทั้งที่รู้ว่าถูกถามเรื่องลากมันเข้าห้องน้ำหญิงทำไม มาคิดดู พาร์ไม่มีธุระปะปังกับกลุ่มอีคอนจริงๆ นั่นแหละ

“จะให้มองอะไรอีก เห็นจนเริ่มชินแล้วเถอะ”

ผมหัวเราะทันที จริงครับ ผมก็เริ่มชินเหมือนกัน “เอาน่า อยู่เป็นเพื่อนก่อน”

พาร์ขมวดคิ้วทันที ผมไม่สนใจถอดกางเกงออก มันกระชากกางเกงผมไปถือให้ ยื่นกางเกงเลมาก็รับมาจับสวมสิ แต่พอผูกเชือกเสร็จกลับโดนพาร์ดึงออก จับผูกให้ใหม่

“ผูกแบบมึงกระโดดสองทีก็หลุดแล้ว”

“กูไม่ค่อยใช้กางเกงแบบนี้นี่หว่า” ผมว่า ก้มมองดูมือที่ผูกเชือกให้

“ใส่สบายดีออก มึงก็เห็นกูใส่นอนประจำ”

เออวะ ชุดนอนประจำตัวของพาร์คือกางเกงเลกับเสื้อกล้ามครับ น้องเบอร์ดี้ก็เห็นใส่กางเกงเลแบบขาสั้นบ่อยๆ…เดี๋ยว ผมโดนเปลี่ยนเรื่องนี่หว่า!

“สรุปมึงจะอยู่…” เสียงขาดหายกะทันหัน หลังผมเหลือบเห็นตรงช่องใต้ประตูเดี๋ยวมีแสงเดี๋ยวเป็นเงามืดชวนฉงน เพ่งดูมากเข้าก็เห็นลูกตาคู่หนึ่งกรอกไปมา

“เฮ้ย?!” 

ผมกระโดดถอยหนีทันที ไหล่กระแทกชั้นวางของใกล้ๆ เสียงของหล่นยังดังน้อยกว่าเสียงหัวใจผมเต้นอีก

“อะไร!” พาร์หันขวับ ท่าทางตกใจตาม

“นั่นๆๆ”

พาร์มองตามนิ้วผมชี้ สักพักก็หันกลับมา หน้ามีแต่เครื่องหมายคำถาม

ผมทำใจสักพักค่อยหันมองใหม่ ช่องใต้ประตูไม่มีเงามืดหรือของสั่นประสาทแล้ว ใจเริ่มสงบลง ตั้งสติก็นึกได้ว่า นั่นมันประตูเข้าออกห้องอาบน้ำ ข้างนอกอยู่กันตั้งสิบกว่าคนนี่หว่า คิ้วเริ่มขมวดชักเอะใจสงสัย แต่…พวกรุ่นพี่เนี่ยนะจะเล่นพิเรนทร์ก้มส่องช่องใต้ประตูดูรุ่นน้องผู้ชายเปลี่ยนเสื้อผ้า?

ไม่หรอกมั้ง แล้วถ้าไม่ใช่รุ่นพี่ งั้นไอ้ที่ผมเห็นมันคืออะไร…

“ไอ้ที!” เสียงพาร์ทำผมสะดุ้งโหยง ใจแทบร่วงหล่น “เหม่ออะไร เก็บของแล้วออกไปกันได้แล้ว พี่เขารอมึงอยู่”

“อะ อือ”

ผมพึ่งสังเกตว่า ทำขวดสบู่แชมพูหล่นกระจายเต็มพื้น ก้าวเท้าเตรียมก้มเก็บขวดพลาสติกกลมเล็กตรงหน้า… 

“ระวังเท้า!”

โครม!

ผมล้มหน้าคว่ำหลังไปเหยียบอะไรสักอย่างเข้า บอกช้าไปนะเพื่อน แต่ยังดีมีน้ำใจเข้ามาช่วยเหลือ และคงดีกว่านี้ถ้ามองพื้นให้ดีก่อนวิ่งเข้ามา ผมดันตัวเองขึ้นจากคนนอนเป็นเบาะเบื้องล่าง ถอยมานั่งบนพื้น อีกมือบีบจมูกรู้สึกเลยว่าเลือดกำเดาจะไหล

แหมะๆๆ

นั่นไง ไหลหยดลงพื้นแล้ว

“เฮ้ย! เลือดออกเลยเรอะ”

พาร์เด้งตัวขึ้นนั่งมองผม ท่าทางตกใจเกินคาด ผมโบกมือข้างที่ว่างสื่อว่าไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าเมื่อกี้ไม่ไปกระแทกโดนฟันพาร์เข้า ผมคงไม่ต้องเสียเลือดหรอก

“ขอทิชชู่” ส่งเสียงอู้อี้ เพราะบีบจมูกห้ามเลือดอยู่

พาร์รีบยันตัวขึ้นยืน ผมชำเลืองมองเห็นมันเบ้ปากนิดหน่อยระหว่างจับหลังหัว

...ก็นะ เล่นหงายหลังเพราะเหยียบขวดแชมพู ไม่ก็สบู่ หรืออาจเป็นของเหลวที่หกเลอะออกมา นึกแล้วก็อยากถอนหายใจสักที จะล้มเป็นเพื่อนก็ไม่ว่า แต่ทำไมต้องมาคว้าแขนผมที่กำลังเสียหลักอยู่แล้วด้วยเล่า จับไปก็ไม่ได้ช่วยพยุงตัว แถมยังพากันล้มเร็วกว่าเดิม เจ็บตัวไปตามๆ กัน

“หัวแตกปะ?”

ผมถามเสียงอู้อี้ หลังเห็นมันยืนคลำหัวอยู่นาน พาร์ส่ายหน้า ล้างมือหยิบทิชชู่ม้วนเป็นแท่งเตรียมให้ยัดจมูก ผมรับมาสอดทีละอัน

“ไปล้างมือก่อน”

ผมมองมือเปื้อนเลือดตัวเอง ลุกเดินไปล้างอย่างว่าง่าย  หันกลับมาก็พบว่าพาร์ช่วยเก็บของหล่นตามพื้นกลับคืนที่บางส่วนแล้ว เลยตรงเข้าไปช่วยเก็บ บางส่วนที่ใช้การไม่ได้ลงไปนอนในถังขยะ จนเหลือแค่หยดเลือดกับของเหลวสีขาวที่เป็นสบู่ไม่ก็แชมพูบนพื้น ผมเลือกจัดการรอยเลือดตัวเองก่อน แบ่งพื้นที่ทำงานจะได้เสร็จเร็วๆ ทิชชูทั้งม้วนถูกพวกผมใช้ไปเกือบหมด

หลังจัดการเรียบร้อย กำลังมองหาที่นั่งพิงหลัง…

“ฟังกูอยู่ไหม?”

ผมไม่ตอบ แต่นั่งลงพื้นก่อน มีคนเสนอมผมก็ไม่ขัดหรอก พอพาร์นั่งลงตาม ผมก็ขยับตัวหันหลังพิงหลังอีกฝ่าย ทำแบบนี้สบายดีครับ   

“เอานี่” ผ้าเช็ดหน้าเปียกหมาดๆ ถูกยื่นข้ามไหล่มา

“ก็รู้วิธีปฐมพยาบาลนี่กว่า แล้วไหงเมื่อกี้ดูทำอะไรไม่ถูกล่ะ” ผมถามระหว่างพับผ้าเช็ดหน้าวางแถวสันจมูก

“แค่จำได้เพราะเคยกำเดาไหลมาก่อน แต่เป็นเองกับเห็นคนอื่นเป็น ความรู้สึกต่างกันนี่ กูตกใจก่อนนึกได้ว่าต้องช่วยก็ไม่เห็นแปลก”

“นึกว่าชินจากน้องซะอีก” อย่างผมไง

“เบอร์ดี้ไม่ค่อยซนหรอก”

หือ? ทวนความจำที่มีก็เผลอย่นคิ้ว ทำไมผมเป็นคนทำแผลให้สองสาวประจำล่ะ ดีหน่อยตั้งแต่เข้า ม.1 น้องทั้งสองยังไม่มีแผลกลับมาให้เห็น

ก๊อกๆๆ

พวกผมหันมองประตู ได้ยินเสียงรุ่นพี่กระแอมไอ เอ่ยขออนุญาตเข้ามา ประตูเปิดออกทันทีเพราะไม่ได้ล็อก เห็นบรรดาไทยมุงออกันอยู่ด้านหน้า สายตาแต่ละคนประหลาดอย่างยิ่ง หลากหลายความรู้สึกจนผมอ่านไม่ออก

“ขอโทษที่รบกวน แต่พี่ช่างทำผมมาแล้ว กำลังรอน้องทีอยู่ข้างนอกค่ะ เอ่อ แล้วน้องทีไหวไหม”

ผมยันตัวลุกขึ้นยืน ลองดึงทิชชู่ออกมา ก้มหน้าแล้วรอสักพัก

“หยุดยัง?” พาร์ถาม ผมพยักหน้า ดึงทิชชู่อีกข้าง โยนทิ้งถังขยะ

“เสื้อผ้าน้องทีใส่ถุงนี่เลยค่ะ จะเอาไปเก็บที่รถก่อนก็ได้”

รุ่นพี่ยื่นถุงพลาสติกใสใบใหญ่ให้พาร์ พึ่งเห็นว่าระหว่างผมนั่งรอกำเดาหยุดไหล มันเอาเสื้อผ้าผมมาพับเล่นฆ่าเวลาล่ะมั้งถึงได้อยู่ในสภาพเรียบร้อยพร้อมลงถุงทันที

“ได้ครับ งั้นผมขอเอาไปเก็บก่อน...”

“เดี๋ยวค่อยไปก็ได้” ผมแย้งทันที

พาร์เลิกคิ้วให้ผม ก่อนยิ้มขำ “เดี๋ยวมา”

มันทิ้งท้ายอย่างนี้ ผมค่อยสบายใจหน่อย

-------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-08-2016 00:55:54 โดย katzep »

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่8] P.2 (29/08/2016)
«ตอบ #37 เมื่อ29-08-2016 00:08:10 »

บทที่ 8 (ต่อ)

ช่างทำผมเป็นพี่ชายของรุ่นพี่ชื่อแนน เรียกตัวมาเป็นกรณีพิเศษ แถมไม่เสียตังค์ค่าตัวสักบาท และไม่ใช่ชายแท้ครับ ออกตัวให้เรียกว่า ‘เจ๊’ ตั้งแต่เจอหน้ากัน ผมถูกจับนั่งเก้าอี้มีพนักประจันหน้ากระจกเหนืออ่างล้างหน้า

“หัวกระเซิงมาก หวีผมบ้างหรือเปล่าจ๊ะ ดูสิผมพันกันยุ่งเลย”

“เอ่อ…วันนี้ลืมหวีครับ”

“พี่ได้ยินว่าน้องมีแฟนแล้ว คุณแฟนไม่ว่าเอาหรือจ๊ะ”

หมายถึงแฟนเก่า? ผมนึกถึงแฟนเก่าคนล่าสุดก่อนตอบไปตามตรง

“ก็เวลาไปเจอ จะรวบผมไว้ท้ายทอยเอาครับ”

“คิดไว้ยาว แต่ไม่ดูแล จะแย่เอานะ เจ๊แนะนำว่าตัดสั้นไปเลยดีกว่า”

ใครว่าผมอยากไว้ยาวกัน แค่ตอนนี้ยาวถึงบ่าก็รำคาญจะแย่ คิดถึงหัวเกรียนๆ ไม่ก็ทรงนักเรียนสมัยมัธยมที่สุด ติดแต่สาวน้อยที่บ้านมักมีญาณพิเศษ ขัดขวางตอนจะไปร้านทำผมทุกที หลังๆ เห็นหัวพี่ชายเป็นของเล่น ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องนั่งหวี จับมัดนู้นนี่ ไม่ก็ทดลองถักเปียแบบต่างๆ เท่าที่ความยาวเส้นผมอำนวย

“ขนาดหวียังไม่เป็นทรง ไม่ได้เข้าร้านทำผมนานแค่ไหนแล้วเนี่ย”

“…สี่เดือนครับ”

“ขี้เกียจเข้าร้านล่ะสิ”

ผมยิ้มแห้งแทนการตอบรับ เจ๊ทายผิดแล้ว… 

“มา เจ๊ตัดให้ อยากตัดทรงไหนล่ะ”

ถามกะทันหัน ผมจะตอบถูกได้ไง (ถึงดีใจก็เถอะ) สายตากวาดซ้ายมองขวา ตัวอย่างก็ไม่มี จะให้ใช้ทรงสมัยเรียนมัธยมก็…ผมชะงักมองพาร์ที่พึ่งเดินเข้ามานั่งขอบอ่างล้างหน้าใกล้ๆ เพ่งดูหัวเพื่อน สั้น ดูแลง่าย กว่าจะยาวอีกนาน ผมชี้บอกช่างทันที

“เอาแบบพาร์ครับ”

“รองทรงตัดสั้นสินะ”

“หยุดดด!” รุ่นพี่หญิงและผู้ฉิงตะโกนห้ามพร้อมเพรียง

“อย่าตัดนะเจ๊ พวกหนูยังอยากให้มัดรวบได้”

“จะรวบ?”

“ใช่เจ๊ ผมน้องยาวประมาณนี้แหละดีแล้ว”

“รวบแบบไหนล่ะ มัดรวบแถวต้นคอหรือครึ่งหัว?”

ผมมองผ่านกระจก เห็นพวกพี่สุมหัวกันอยู่ครู่หนึ่ง ตัวแทนก็พูดตอบ “เอาแบบครึ่งหัว เจ๊พอนึกภาพออกไหม พวกหนูมีภาพด้วยนะ ถึงเป็นภาพการ์ตูนก็เถอะ พอปรับใช้ได้ไหมเจ๊?”

“ไหนเอามาดูก่อน อ้อ เอาแบบมัดครึ่งหัวนะ ส่วนตรงยางรัดผมจะผูกเชือกที่เตรียมไว้ทับอีกที แล้วเสื้อผ้าล่ะ ขอเจ๊ดูแบบชุดหน่อย”

“นี่ค่ะ”

“แนวดีนะ คิดได้ไงเนี่ย?”

ผมหูผึ่ง ชักอยากรู้กับเขาบ้าง แต่โดนพาร์ชิงตัดหน้าขอดูก่อน มีเหลือบมองผมแล้วยิ้มขำด้วย เฮ้ย มันเป็นเสื้อผ้าแบบไหน อยากรู้ๆ

“ทำไมถึงกำหนดเสื้อผ้าแบบนี้ครับ?” พาร์ถามขึ้น

“ธีมฝั่งอีคอนคือจ่ายให้น้อยที่สุด เช่าชุดก็ไม่ได้ เลยระดมข้าวของที่หาได้ในบ้านมาใช้แก้ขัดก่อน คัดแยกของที่ใช้ได้เอามาดัดแปลงให้เข้ากับคอนเซปหลักของงานอีกทีจ๊ะ”

พาร์พยักหน้ารับรู้ ดูเข้าใจมากกว่าผมอีก

“งั้นเจ๊ขอเล็มให้เป็นทรงหน่อยแล้วกัน ปลายผมอาจจะสั้นลงนิดหน่อยเหลือประมาณต้นคอ ส่วนด้านหน้าเจ๊ว่าตัดสั้นลงกว่านี้ก็ดีนะ เอ่อ…แล้วจะทำสีไหม?”

ผมกำลังจะอ้าปากบอกเจ๊แกว่าไม่เอา…

“เวลาเหลือพอหรือเจ๊”

“โอ๊ย นี่มันพึ่งจะเก้าโมงยี่สิบห้า ทันอยู่แล้วจ๊ะน้องสาว เห็นว่าอยากได้สีเข้มๆ เจ๊เลยเตรียมสีน้ำตาลประกายทองกับน้ำตาลประกายแดงมาอย่างละกล่อง เท่าที่ดูน้องคนนี้ เจ๊แนะนำประกายแดงนะ”

“งั้นเอาเลยเจ๊”

“เดี๋ยวๆ สีดำก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องย้อมก็ได้”

ผมเชียร์ข้างพี่คนที่ช่วยแย้งให้อยู่ในใจ

“ยังไม่เห็นสีล่ะสิ สวยนะ พี่ฉันก็ทำ”

พวกพี่ๆ เริ่มเถียงกันเมามัน แบ่งเป็นสองฝ่ายคือพวกที่เห็นด้วยว่าควรย้อม กับพวกที่บอกว่าคงสีดำไว้ เมื่อตัดสินไม่ได้สักที ตัวแทนฝ่ายแกนนำทั้งสองกลุ่มก็หันขวับเอ่ยถาม

“น้องพาร์คิดว่าไงคะ?”

เอ๋า ไปถามพาร์ทำไมครับ พี่ต้องถามผมสิ!

“ขอดูสีก่อนครับ” พาร์ยื่นมือรับกล่องพลิกดูสักพักก็ส่งคืน “ก็น่าจะเหมาะกับทีดี”

“สีอะไรวะ?” ผมรีบถามก่อนจะหมดโอกาส

“น้ำตาลแดง”

“พูดให้ถูกต้อง คือสีน้ำตาลแบบช็อคโกแลต แต่เวลาโดนแดดจะเห็นเป็นสีน้ำตาลออกแดงค่ะคุณน้อง”

“ไม่เอา…” ผมกลืนคำพูดที่เหลือคงคอ เมื่อรุ่นพี่ฝ่ายคัดค้านย้ายฝ่ายกะทันหัน

“ถ้าสีนั้นโอเคเลยพี่ จับน้องย้อมโลด ได้ใช่ไหมจ๊ะน้องพาร์”

พาร์คลี่ยิ้มขำหลังสบตากับผมที่พยายามส่ายหน้าให้มันบอกปฏิเสธ “ตามสบายครับ”

ไอ้เวรเอ๊ย แทนที่จะช่วยกัน ดันกระทืบซ้ำซะนี่ จำไว้เลย!

“งั้นพี่เล็มให้เป็นทรงเสร็จแล้วจับย้อมเลยนะ”

ช่วยถามความเห็นเจ้าตัวหน่อยเถอะ! ผมได้แต่ร่ำร้องในใจ ในเมื่อความเป็นจริงไม่มีใครสนใจใยดีสักคน

-------------

ผมต้องเก็บตัวอยู่ในห้องน้ำตลอดช่วงเช้า แม้แต่ตอนกินข้าวกลางวันยังต้องกินข้าวกล่องในห้องน้ำหญิงเลย

นั่งตักข้าวกระเทียมหมูสับใส่ปากด้วยความอนาจตัวเองอย่างยิ่ง กินได้ครึ่งเดียวก็ชักฝืนต่อไม่ไหว ไม่ใช่อะไรครับ แค่กลิ่นกับข้าวกับกลิ่นบนหัวหลังย้อมเรียบร้อยกำลังตีกันเท่านั้นเอง อยากสระเอากลิ่นออกใจแทบขาด แต่โดนสั่งห้าม เจ๊บอกทิ้งข้ามวันยิ่งดี แต่กลับไปคืนนี้ยังไงผมก็จะไปสระออก ทนกลิ่นมันไม่ไหวจริงๆ 

เที่ยงครึ่งพวกพี่ๆ เริ่มทำหน้าจริงจังทันตา แต่ประกายตากลับแวววาวอย่างกับเจอของเล่นถูกใจ

ผมถอยกรูติดฝาผนังห้องน้ำ เบิกตาแทบถลนมองบรรดานางมาร เอ้ย สาวๆ ทั้งหลายตรงเข้ามาขย้ำผม วินาทีนั้นผมคิดถึงพาร์ทันที รู้อย่างนี้ไม่ปล่อยให้มันกลับไปเรียนหรอก

“เดี๋ยวพี่ ผมถอดเสื้อเองได้”

“ใจเย็นพี่ กางเกงบอกเซอร์ผมไม่ต้องถอด!”

“เฮ้ย มือพี่น่ะอย่าเลื้อยครับ!”

โอ๊ย ชีวิต ต่อไปใครจะกล้ารับผมเป็นเจ้าบ่าววะเนี่ย!

ผมโดนคนนู้นคนนี้จับแต่งตัวประดุจตุ๊กตาเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ หลังพ้นมรสุม ผมในสภาพโดนจับแต่งตัวใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ยืนหน้าซีดท่ามกลางรอยยิ้มสุขสมของสาวๆ ก่อนโดนลากไปยืนหน้ากระจกเงาบานใหญ่ เห็นสภาพตัวเองเต็มตาครั้งแรกถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ

คนในกระจกคือใคร?

“ดูดีเนอะ”

“อื้อ”

“โอ๊ย ไม่นึกไม่ฝันว่าน้องฉันจะดูหล่อก็ได้ ดูน่ารักก็ดี”

ผมยิ้มแห้งกับคำชม (ล่ะมั้ง) มันแปลกตาจนความมั่นใจหดหายไปหลายส่วน

ขณะนี้ผมสวมเสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีดำไว้ด้านใน ท่อนล่างเป็นกางเกงสีดำเนื้อผ้าลื่นๆ ใส่สบายดีครับ แต่ขากางเกงยาวจนพี่ๆ ต้องพับให้แล้วใช้เชือกผูกรัดไว้ตรงข้อเท้า กลายเป็นกางเกงขาจั๊มทันที ตัวนอกเป็นเสื้อคลุมสีน้ำตาอ่อนมีลายดูหรูหน่อยๆ ชายเสื้อคลุมไม่ได้ดึงปิดหมดเหมือนตอนปกติ เปิดเผยพื้นที่ด้านหน้าเต็มๆ ส่วนผ้าพันเอวผูกมัดปมด้านข้าง รุ่นพี่ผูกผ้าพันเอวสีน้ำตาลทองให้ก่อน ค่อยผูกผ้าที่ติดมากับเสื้อคลุมทับให้อีกที…เอ๊ะ นี่มันเสื้อคลุมอาบน้ำนี่หว่า

ก้มมองสำรวจกางเกงอีกครั้ง น่าจะเป็นกางเกงนอนผ้าซาติน

“รองเท้าคู่นี้นะจ๊ะ”

ผมหันไปมอง รองเท้าสลิปเปอร์ครับท่าน ไอ้ที่เป็นรองเท้าแตะใส่อยู่กับบ้านนั่นแหละ ลายด้านบนแบบเดียวกับเสื้อคลุมเลยครับ

“ดูดีใช่ไหมล่ะ”

มันก็ดี…แต่ว่า…

“โอเคอยู่นะ”

“ช่ายๆ”

แต่ผมไม่โอเคด้วยสักนิด…พี่ๆ จะให้ผมแต่งอย่างนี้ไปเผชิญสายตาประชาชีในโรงยิมจริงๆ เหรอครับ?

“ผูกผมน้องใช้เชือกหรือผ้าดีอ่ะ”

“มีทั้งสองแบบเลย?”

“ก็เตรียมมาเผื่อๆ ไว้”

ผมมองพวกรุ่นพี่อย่างปลงตก แว่วคำว่า ‘อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด’ ของพี่นิติที่เป็นอดีตสามีขึ้นมาเลย

สักพักได้ยินเสียงกระดิ่ง หันไปมองเจอรุ่นพี่คนหนึ่งถือเชือกถักสีแดงห้อยกระดิ่งสีทองสองลูกเล็กตรงปลายเชือกทั้งสองด้าน

“เอาเส้นนี่แหละ”

ผงะเลยครับ รีบเอ่ยถามรัวเร็ว “เอาจริงเหรอพี่?!”

“น้องทีนั่งเลยค่ะ เจ๊หยุดกินข้าวแล้วมารวบผมให้น้องหน่อย”

“แปบๆ”

และแล้วหัวผมก็โดนจับมัดครึ่ง แถมมีเชือกผูกเป็นโบว์สวยงาม ขยับหัวที่จะได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งประดุจแมวมีปลอกคอ ขณะที่ผมทำหน้าซังกะตายก็โดนฉุดลุกยืน พี่ๆ พากันถอยชมดู ตบมือแปะๆ     

“เยี่ยม!”

“น้องทีดูเป็นท่านชายน้อยแล้ว”

“ดูๆ ไปเหมือนเด็กหนุ่มมากกว่าชายหนุ่มเนอะ”

“ช่ายยย”

…เหมือนโดนด่าว่ายังไม่โตเลยครับ ผมสูงถึงร้อยเจ็ดสิบแปดเลยนะพี่

“บำรุงหน้าด้วยอะไรมาจ๊ะน้องที หน้าเนี่ยใส๊ใส”

“ไม่ได้ทำอะไรเลย…” พูดไม่ทันจบประโยคก็มีพี่ผู้ฉิงเข้ามาเบียดประชิดตัว   

“สนใจมาเล่นซนในหัวใจพี่ไหมคะ” ไม่ว่าเปล่าพี่แกเอาตัวมาสีให้ผมขนลุกเล่นด้วย

“ฮิ้วววว!”

“เดี๋ยวโดนเจ้าของตัวจริงของน้องถีบเอาหรอกพวกมึง” 

“เห็นแบบนี้ ฉันไม่แปลกใจที่น้องทีได้ตำแหน่งหนุ่มหน้าตาดีอันดับสามมาครองแล้ว”

“อ้อ ตำแหน่งตอนเลือกเดือนคณะน่ะเหรอ”

“ตอนนั้นน้องทียังไม่ปล่อยตัวให้โทรมยะ ผมยังตัดสั้นเข้าทรงน่ารักอยู่ พึ่งหลังๆ ปล่อยกระเซิงมาก”

“ถ้าเป็นน้องทีตอนนี้ อาจได้รองมาครองนะ ฮ่าๆๆ”

“แล้วไม่คิดว่าจะสู้เดือนได้เหรอ…หึๆ คิดหนักๆ งั้นดูนี่ ทียิ้มเลย”

ผมฉีกยิ้มเหือดแห้งไปให้

“ไม่เอาแบบนี้ เอาที่ฝึกมาต่างหาก แบบจริงใจอ่ะน้องเหมือนที่พี่ไปเห็นตอนซ้อม”

ผมพยายามนึก ตอนไหนหว่า พี่คนนี้เคยไปเจอผมด้วย? เอ…หรือจะเป็นช่วงที่ผมกำลังยิ้มขำกับมุขตลก?

“อย่าช้า เร็ว!”

บอกเฉยๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องตบหลังซะแรงเลย อูย ผู้ชายก็เจ็บเป็นนะครับ ใครว่าอยู่กลางดงผู้หญิงแล้วดี ผมขอค้าน!

ผมพยายามนึกถึงเรื่องตลกให้ออก ใช้เวลาสักพักกว่าคลี่ยิ้มออกมาได้ รุ่นพี่สาวแท้สาวเทียมกรี๊ดกันสนั่น ท่าทางฟินน่าดู เผลอก้าวถอยหลังไปสองก้าว แอบรู้สึกหวาดระแวง กลัวพี่ๆ คลุ้มคลั่ง

“โอ๊ย ยิ้มละลายใจชัดๆ มิน่าถึงคว้าคนหล่อมาครองได้”

“ทำไมตอนเลือกเดือน น้องทีไม่แต่งตัวดีๆ แล้วไปยืนแจกยิ้มล่ะคะ โธ่ พี่ละเสียดายแทน”

พี่เสียดาย แล้วมาตีผมทำมายยย (หนีมาแล้วก็ยังตามมาตีอีก) ถึงพี่ใจหญิง แต่แรงมือเป็นของผู้ชายอยู่ดีนะครับ

“ถึงทำอย่างนั้นก็ไม่ได้เดือนมาครองหรอก ความเท่มีไม่พอ”

พี่พูดแบบนี้ผมก็ปวดใจเป็นนะ

“แต่ความน่ารักกระชากใจกินขาดยะ”

เอาแล้วครับ ศึกฝีปากของสาวแท้สาวเทียม

“ก็เหมาะกับพวกอยากเลี้ยงต้อยแบบแกนั่นแหละ น้องทีต้องระวังพวกป้ากระเทยให้ดีนะ พี่ล่ะเป็นห่วงจริงๆ”

“ยัยบ้า! คนมีเจ้าของแล้ว ฉันไม่สนหรอกยะ” พูดแล้วสะบัดหน้ามาทางผม “พี่ขอมองดูห่างๆ ก็พอใจแล้ว”

ฝ่ายพี่กระเทยกรี๊ดกร๊าดเห็นด้วยสุดฤทธิ์ ขณะที่ผู้ชมฝ่ายฝ่ายหญิงแต่กำเนิดหัวเราะร่า บางคนแค่ยิ้มบางๆ

เอ่อ พวกพี่ไม่สนใจดีแล้วครับ แต่เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า คนโสดอย่างผมไปมีเจ้าของตั้งแต่เมื่อไหร่?

“หยุดๆ เลิกคุยเล่นกันก่อน เที่ยงสี่สิบห้าแล้วพวกแก เตรียมขั้นตอนต่อไปได้แล้ว”

อีกครั้งที่ผมผวาเมื่อโดนจับกดนั่งเก้าอี้ ได้แต่เบิกตาโตมองพี่สามคนหิ้วกล่องใบเล็กบ้าง กระเป๋าใบเล็กบ้างมาวางตรงอ่างล้างหน้า เปิดออกปุ๊บ บรรดาอุปกรณ์เสริมสวยของคุณผู้หญิงที่ผมไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะได้เกี่ยวข้องกันอยู่ตรงหน้าแล้วครับ อึ้งพักใหญ่ ตั้งสติได้ก็เห็นสาวๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นยี่ห้อเครื่องสำอางสนุกสนาน…ดุจมองเอเลี่ยนคุยกัน

แอบตั้งคำถามในใจ ถ้าน้องสาวโตขึ้น จะเป็นแบบนี้ไหมครับ?

ผมสะดุ้งเมื่อโดนมือปริศนาลูบแก้ม “เด็กอารายหน้าใสไม่พอ ผิวยังดีอีก”

“ไหนๆ”

กี่มือไม่รู้มาลูบๆ คลำๆ บางคนถึงขั้นดึงแก้มบ้าง หยิกแก้มบ้าง ระบมสิครับ

“เอ่อ พี่ๆ” ผมดันมือมากมายออกจากหน้า และถือโอกาสนี้บอกความต้องการ และเบนความสนใจไปเรื่องอื่น “ผมขอล่ะ อย่าละเลงมากไปนะพี่ เอาแบบน้อยที่สุดได้ยิ่งดี”

“ไม่ต้องห่วงๆ พวกพี่ชอบลุคตอนนี้ของน้องอยู่แล้ว แค่เติมนิดๆ หน่อยๆ ให้พอมีสีสันเอง”

…ผมจะเชื่อใจ หวังว่าไม่แต่งออกมาเหมือนนักแสดงงิ้วนะครับ

-------------

“ยู้ฮู้ทุกคน น้องพร้อมยัง?”

ในเวลาบ่ายโมงสิบนาทีท่านประธานปี4 โผล่หน้าให้เห็นในห้องน้ำหญิง ส่งเสียงสดใสร้องทักทายอย่างรื่นเริ่ง

ผมถูกพาออกไปดูตัวทันที พี่นันกวาดมองขึ้นลง ก่อนยกนิ้วโป้งให้บรรดาทีมงานแต่งตัว ก่อนหันมายิ้มให้ผม

“น้องทีดูดีนี่น่า”

ได้แต่ยิ้มแห้งรับคำชม บอกตามตรงหลังโดนปล่อยตัวรอพี่นันมารับ ผมยังไม่กล้ามองตัวเองในกระจก ได้แต่หันหลังยืนพิงขอบอ่างล้างหน้าตลอด กลัวรู้ความจริงแล้วไม่กล้าออกไปเผชิญโลกครับ

“สมเป็นลูกสาวคณะเราใช่ม้า”

พี่นันหัวเราะพร้อมพยักหน้า

“ตรงตามคอนเซปของพี่ไหมคะ?”

ไอ้คอนเซปคุณชายนั่นเหรอ ผมว่าเปลี่ยนเป็น ‘น้องชายโดนพี่สาวรุมรังแก’ ดูเหมาะกว่าเห็นๆ

“ก็…” พี่นันเอียงคอทำหน้าครุ่นคิด “เกินกว่าที่พี่นึกไว้นะ แต่ออกมาโอเคดีจ๊ะ ปะ น้องทีออกไปรอตรงจุดนัดกันเถอะ ป่านนี้ฝ่ายนิติมารอแล้วมั้ง”

“ยังนะคะพี่ ทางนู้นโทรมาบอกว่า อาจสายนิดหน่อย”

“อ้าวเหรอ งั้นไปรอดูลูกสาวคณะนิติก็ได้”

เหมือนผมโดนต้อนให้เดินถอยหลังออกมาจากห้องน้ำหญิงมากกว่าเดินออกมาเอง ทั้งที่ความจริงพวกรุ่นพี่ฝ่ายแต่งตัวแค่พร้อมใจออกมาส่ง แต่เล่นพูดอวยพรเกือบพร้อมกันแบบนี้ ฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับเลยยิ้มรับอย่างเดียว พอหันไปเห็นกำแพงฝั่งตรงข้ามห้องน้ำเท่านั้นแหละ ความสนใจถูกเทใส่ทันที

เป็นภาพวาดบนฝาผนังเหมือนจริงมาก พอบวกกับแสงไฟบนเพดานที่มีเป็นช่วงๆ เสมือนกำลังยืนอยู่บนถนนเก่าแก่สายหนึ่งตอนกลางคืน รายล้อมด้วยบ้านที่ก่อสร้างด้วยอิฐหลายหลังเรียงกันไป

ผมปล่อยให้พี่นันจูงมือนำทาง ตาก็มองภาพบนกำแพงตลอด ใจเต้นตึกๆ เหมือนกำลังหลงเข้ามาอยู่ในโลกแฟนตาซี รู้สึกตัวอีกทีตอนพี่นันปล่อยมือ   

“สวยจนพูดไม่ออกล่ะสิ”

ผมพยักหน้าหงึกๆ

“ฝีมือรุ่นพี่ศิษย์เก่ากลุ่มหนึ่งน่ะ ลองมองฝั่งตรงข้ามสิ”

ผมหันมองฝั่งห้องพักนักกีฬาตามที่ถูกชี้ชวน อารมณ์แฟนตาซียุคโบราณหล่นหายทันทีเมื่อมาเจอแนวปัจจุบันกะทันหัน

ฝั่งนี้เป็นเสมือนอยู่ถนนสายหนึ่งที่มีร้านสะดวกซื้อสองร้านตั้งเปิดแข่งกัน แน่นอนว่าไอ้สองร้านนั้นคือห้องพักนักกีฬา ผมหันไปมองห้องน้ำ ก็เป็นห้องน้ำครับ แต่เป็นห้องน้ำสาธารณะที่ตั้งอยู่มุมสุดถนน ส่วนกำแพงทางตันเป็นภาพสวนสาธารณะที่ไม่ได้บอกยุคไหนไว้ แต่ผมว่าสามารถใช้ได้ทั้งสองยุค   

“ตอนเข้ามาไม่เห็นเหรอ?”

ผมพยักหน้าว่าใช่ พูดเสริม “ตอนนั้นยังไม่ได้เปิดไฟครับ ผมนึกว่ารูปที่เห็นลางๆ เป็นแค่ภาพประดับธรรมดาเลยไม่ได้สนใจ”

“งั้นเดี๋ยวเจอเรื่องเซอร์ไพรส์อีก”

ผมเลิกคิ้วอย่างสงสัย พี่นันอมยิ้ม ลากตัวผมมาอยู่ตรงกึ่งกลางร้านสะดวกซื้อทั้งสอง หันหน้าไปทางยุคแฟนตาซี 

“มองข้างหน้าไว้นะน้องที อย่าละสายตาล่ะ เดี๋ยวจะอดเห็นของเด็ด”

ผมทำตามอย่างสนใจปนสงสัย จากห้าเป็นสิบนาที แต่ก่อนจะได้ละสายตาเพื่อหันไปถามให้แน่ใจ ประตูบ้านอิฐหลังหนึ่งเปิดอย่างเร็วจนผมสะดุ้งโหยง

อะเฮ้ย! มันเปิดได้จริงๆ ครับ!!

รีบถลาไปลูบๆ คลำๆ เป็นประตูไม้ของจริงนี่หว่า ชะเง้อคอมองผ่านประตู...เชื่อมต่อกับด้านนอกโรงยิมนี่เอง

พี่ผู้หญิงมัดผมหางม้าคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอกด้วยสีหน้างงๆ “เอ่อ น้อง…ไม่เป็นไรนะ หน้าตาดูแตกตื่นชอบกล”

พี่นันหัวเราะร่วนทันทีที่ได้ยิน “ไม่มีไรหรอก เด็กใหม่พึ่งเคยเห็นลูกเล่นโรงยิมครั้งแรกน่ะ”

“อ้อ…หรือว่านี่ลูกสาวคณะเธอ?!” พี่คนนั้นชี้นิ้วใส่ผม

พี่นันฉีกยิ้มกว้าง ดึงผมถอยห่างบานประตูให้พี่คนนั้นเห็นผมชัดๆ ทั้งตัว

“ใช่แล้ว น้องคนนี้ชื่อที ส่วนนั่นมือขวาพวงตำแหน่งเลขาของประธานนิติปี4 ชื่อพี่น้ำจ๊ะ”

แทนที่จะได้ทักทายกันตามประสาคนพึ่งได้รู้จัก พี่น้ำกลับยกมือก่ายหน้าผาก ทำหน้าปวดหัว

“ทำไมไม่แจ้งบอกทางนี้ว่าลูกสาวคณะเธอเป็นผู้ชาย!”

“เซอร์ไพรส์ไง คณะเธอชอบทำคนอื่นตกใจอยู่เรื่อย ฉันเลยอยากลองบ้าง เป็นไงตกใจไหม?”

“ปวดหัวมากกว่าตกใจอีกยะ! เฮ้อ…รอให้ดินมาจัดการปัญหานี่เองแล้วกัน ไปล่ะ”

พี่น้ำทำท่าจะเดินผ่านพวกผมเข้าสู่สนามบาส แต่โดนพี่นันเรียกซะก่อน

“เดี๋ยว! คณะเธอจะมาเมื่อไหร่เนี่ย?”

“ใกล้แล้วมั้ง ดินให้ล่วงหน้ามาเปิดประตูกับปูพรมแดงรอก่อน”

ผมกับพี่นันหันตามนิ้วชี้ พึ่งสังเกตเห็นว่าตั้งแต่พื้นหน้าประตูยาวออกไปถึงถนนด้านนอก มีพรมสีแดงยาวสักสองเมตรปูอยู่จริงๆ ครับ

“อยากรู้ก็ยืนดูตรงนี้แหละ เดี๋ยวจะได้เห็นของดี”

พี่น้ำจากไปเกือบสิบนาทีได้ เสียงล้อบดถนนดังมาแต่ไกล รถแปลกหน้าวิ่งเข้ามาจอดเทียบประตูหลังกับพรมแดงได้พอดีเป๊ะ คนขับรถ & บอดี้การ์ดในชุดนักศึกษาชายต่างกรูลงจากรถ คนหนึ่งกางร่ม คนหนึ่งเปิดประตูรถให้ อีกคนยื่นแขนให้เกาะ

และแล้วองค์ราชินีในชุดกระโปรงสีฟ้าก็เสด็จลงจากรถอย่างสวยงาม

############
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-08-2016 01:37:12 โดย katzep »

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
Re: - ชลนที - [บทที่8] P.2 (29/08/2016)
«ตอบ #38 เมื่อ29-08-2016 06:49:57 »

รอดูค่ะ

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
Re: - ชลนที - [บทที่8] P.2 (29/08/2016)
«ตอบ #39 เมื่อ29-08-2016 10:41:02 »

รอค่ะ อยากรู้ทางฝั่งนิติคือใคร

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: - ชลนที - [บทที่8] P.2 (29/08/2016)
« ตอบ #39 เมื่อ: 29-08-2016 10:41:02 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
Re: - ชลนที - [บทที่8] P.2 (29/08/2016)
«ตอบ #40 เมื่อ29-08-2016 18:11:18 »

รอลุ้นอีกฝ่าย ใครน้อออ แต่ผชแน่นอน กั่กๆ

ออฟไลน์ ~tOeY~

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: - ชลนที - [บทที่8] P.2 (29/08/2016)
«ตอบ #41 เมื่อ29-08-2016 20:14:08 »

 :L2:

ออฟไลน์ uknowvry

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-6
Re: - ชลนที - [บทที่8] P.2 (29/08/2016)
«ตอบ #42 เมื่อ29-08-2016 21:15:45 »

อยากรู้ล้าววววววววว สนุกมากกกกก

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2356
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6
Re: - ชลนที - [บทที่8] P.2 (29/08/2016)
«ตอบ #43 เมื่อ29-08-2016 21:24:57 »

 :hao4:

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่9] P.2 (05/09/2016)
«ตอบ #44 เมื่อ05-09-2016 20:49:02 »

บทที่ 9

การปรากฏตัวของลูกสาวคณะนิติศาสตร์ ทำฝ่ายผมอึ้ง ได้แต่จ้องมองตาปริบๆ

…องค์ราชินีจริงๆ ครับ เสื้อผ้าอย่างหรู ชายกระโปรงด้านหน้าสั้น แต่ด้านหลังลากยาวพื้น รองเท้าส้นเข็มทำจากแก้วสวยเวอร์ เครื่องประดับสะท้อนแสงแดดแสบตา เธอจัดเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้าสุดๆ แถมรูปร่างยังดีอีก แบบอกเป็นอก เอวเป็นเอว

เปร๊าะ

เสียงประหลาดทำคนเดินเชิดหน้าเมื่อครู่เซถลาเกือบหน้าคะมำ ดีที่เกาะแขนพี่ผู้ชายสวมแว่นอยู่ ขบวนราชินีหยุดชะงัก พวกเขาก้มมองพื้นใต้เท้าผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มกันหมด

พี่นันชะเง้อคอมองเหตุการณ์ ก่อนอุทานออกมา “ส้นเข็มหัก! ฮ่าๆๆ”

รุ่นพี่ผมหัวเราะไม่พอ ยังตบประตูรัวๆ พอผมละสายตาไปมองด้านนอกต่อก็ทันเห็นฉาก แม่ราชินีถอดรองเท้าแก้วออก โยนทิ้งข้ามหัวอย่างไม่ใยดี เดือดร้อนพี่ที่ทำหน้าที่เปิดประตูรถเมื่อครู่ต้องวิ่งตามไปเก็บ

อูย กล้ามาก

คนไม่กลัวโดนปรับคะแนนความประพฤติ เพราะทิ้งขยะไม่เป็นที่ในเขตมหาวิทยาลัยเดินเชิดหน้าเท้าเปลือยเปล่าตามพรมแดงอย่างเฉิดฉาย ทิ้งคนควงแขนอย่างพี่สวมแว่นถอยไปเดินตีคู่ไปกับคนถือร่ม มีอีกคนถือรองเท้าแก้ววิ่งตามหลัง เป็นภาพที่ตลกมาจนผมกลั้นเสียงหัวเราะไม่ไหว

ส่วนพี่นัน…

“ฮ่าๆๆ โอ๊ย ปวดท้อง!”

เมื่อแม่ราชินีใกล้เข้ามา พวกผมก็พยายามกลั้นขำ ถอยเท้าห่างประตูปล่อยวงตลกคณะใหม่เข้ามา และแทบหลุดหัวเราะอีกครั้ง ยามเห็นองค์ราชีนีเดินออกจากบ้านอิฐซอมซ่อ และยืนอึ้งทำหน้าตะลึงประหนึ่งพึ่งออกมาเจอโลกแห่งความจริงแสนโหดร้าย

แต่ความจริงเธอคงอึ้งภาพบนฝาผนังมากกว่าครับ

“ยืนนิ่งทำไมเมย์?”

เสียงจากผู้ตามหลังดึงสติราชินีกลับมา ยังไม่ทันก้าวเดินก็โดนพี่สวมแว่นรุนหลังออกมาก่อน และดันต่อจนมาหยุดยืนหน้าพวกผม

“ไงนัน”

“หวัดดีดิน”

รองเท้ากับร่มที่หุบแล้วถูกโยนเข้ามาไม่แรง แต่เสียงของกลิ้งสะท้อนก้องทั่วทางเดิน ตรงประตูม้วนพรมแดงกำลังถูกยัดเข้ามาอีกผืน ส่งของเรียบร้อยพี่ทั้งสองก็โบกมือให้หยอยๆ ดึงประตูไม้ปิด

ปึง!

…ทำไมผมรู้สึกเหมือนองค์ราชินีโดนไล่ออกจากบ้าน

“พรืด” พี่นันหลุดหัวเราะออกมา “บะ บ้านหลังนั้นรับเลี้ยงราชินีไม่ไหวเรอะ เขาถึงไล่ออกมา”

พี่ดินเลิกคิ้วขึ้น หันกลับไปมองด้านหลังตัวเองแวบหนึ่งก็ทำหน้าเหมือนเข้าใจ

“เปล่าหรอก แค่ราชินียาจกที่ยังไม่รู้ตัวต่างหาก โอ๊ย ตีพี่ทำไม”

“คอนเซปไม่ใช่แบบนี้สักหน่อย!”

“พี่แค่ล้อเล่น”

“เฮฮากันดีนะ แถมยังลงทุนสุดๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวคงหมดไปหลายตังค์”

พี่ดินยิ้มเจื่อน “ก็ตามธีม อีกอย่างน้องเขาบอกว่าถ้าไม่จัดเต็ม จะไม่ยอมออกไปโชว์ตัวน่ะ โอ๊ย! พี่พูดความจริงนี่ครับ บิดเอวพี่ทำไมเล่า”

“แพงอะไรกัน ไม่งั้นส้นเข็มเมย์จะหักเมื่อกี้เหรอ  เมย์บอกพี่แล้วว่าไม่ไหวก็ไม่เชื่อ”

“แต่พี่ปูพรมให้เลยนะ”

“พรมแล้วไง? สุดท้ายก็...หัก”

…แน่ใจนะครับว่านั่นกระซิบ

“ฮ่าๆๆ” พี่นันตบกำแพงป๊าบๆ หัวเราะจนน้ำตาเล็ด เรียกคนต่างคณะหันมองเราอีกครั้ง “ละ ลูกสาวจับจับฉลากของนายน่าสนใจจริงๆ”

“ใครบอก นี่น้องเมย์ เป็นประธานชั้นปีหนึ่ง เธอยกมืออาสาเป็นเอง หลังจากคนจับฉลากไม่ยอมโผล่หัวออกมาสักทีจนปีหนึ่งเกือบโดนทำโทษทั้งรุ่น”

“พอกันเลย น้องฉันก็ถูกโยนเป็นแพะเหมือนกัน”

สองนิติหันมองทางผมตามการชี้นิ้วของพี่นัน ผมสบตาประธานสองชั้นปีที่ส่งยิ้มเป็นมิตรมา แต่สักพักฝ่ายปี1 กลับขมวดคิ้ว พลางกวาดตามองผมขึ้นลงหลายเที่ยวด้วยสีหน้าแปลกๆ มีสะกิดพี่ดินให้หันมองผมอีกคน แล้วซุบซิบอะไรกันสักอย่าง ครู่เดียวพี่ดินทำหน้าเครียดขึ้นมาทันที

“นัน!”

“หือ?”

“ลูกสาวคณะเธอเพศอะไรกันแน่ ชายหรือหญิง?”

เฮ้ย! สภาพผมตอนนี้แย่ขนาดดูเพศไม่ออกเลยเรอะ!

“เห็นก็รู้แล้วนี่” พี่นันคลี่ยิ้มภูมิใจ ทั้งหล่อทั้งน่ารักใช่ไหมล่ะ”

...ขอแค่หล่ออย่างเดียวได้ไหมครับ

“ชายสินะ” พี่ดินทำหน้าปวดหัวทันที

การแสดงออกคล้ายพี่น้ำจนผมสะดุดใจ เผลอนึกในใจว่าต้องมีอะไรสักอย่างผิดพลาดแน่ๆ

“ชายแล้วไง ในเมื่อประชุมคราวก่อนมีการเปลี่ยนแปลงกฎให้เข้ากับยุคสมัย ลูกสาวคณะไม่จำเป็นต้องเพศหญิงอย่างเดียวแล้ว!”

“พูดแบบนี้แสดงว่าเผลอหลับในที่ประชุม”

“ไม่มี๊!”

“อย่ามาเถียง! สะใภ้เดิมพันเป็นอย่างที่เธอพูด แต่สะใภ้พันธมิตรไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย ยังใช้ลูกสาวเหมือนเดิม ยกเว้นมีการตกลงยินยอมจากทั้งสองฝ่ายก่อน”

พี่นันกระพริบตาปริบๆ “...แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน ก็ให้ผู้หญิงเลือกลูกสาวอีคอนสิ”

“ถ้าทำได้ก็ดีสิ!” พี่ดินนวดขมับ “จากเดิมที่ให้ใครก็ได้ในหมู่ปีหนึ่งเลือก ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะติดเงื่อนไขที่เพิ่มใหม่ในปีนี้”

“...เงื่อนไขอะไร? ทำไมฉันไม่รู้?”

“เพราะเธอหลับไง!” พี่ดินตอกย้ำด้วยเสียงดุ ก่อนพูดอธิบายต่อยาวเหยียด 

“ฟังให้ดี ไม่ว่าจะแข่งชิงแบบเดิมพันหรือพันธมิตร ปีนี้มีเงื่อนไขให้เลือกสามีคณะจากตัวแทนผู้ลงแข่งขันเท่านั้น และถ้าคณะผู้ชนะมีสะใภ้ทาสมากกว่าห้ามีสิทธิ์เลือกปฏิเสธสะใภ้ทาสด้วยการขอของอย่างอื่นที่มีค่าเท่ากันแทนได้ ยกเว้นสะใภ้พันธมิตรที่ยังคงกฎเดิมคือให้เลือกได้แค่สะใภ้คณะเอาไว้ แล้ววันนี้เราแข่งบาสชายกัน ขอย้ำว่าชาย! เธอจะให้น้องจับคู่กับผู้ชายด้วยกันเรอะ!”

ผมอ้าปากเหวอ สบถในใจลั่น ฉิบหายแล้วไง!

พี่นันก็ทำหน้าตื่นตระหนกทันที “ทำไงดีอ่ะดิน!”

คนโดนเรียกถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถ้าเธอแจ้งบอกก่อนล่วงหน้า ฉันคงเลือกลูกสาวเป็นผู้ชาย แล้วให้แข่งบาสหญิงแทน แต่นี่…เลยตามเลยแล้วกัน ยังไงก็เปลี่ยนตัวไม่ทันแล้ว”

“เฮ้ย! แต่ผม...” กำลังจะอ้าปากแย้ง แต่โดนพี่นันแย่งพูดก่อน

“งั้นถือว่ายินยอมจากสองคณะแล้วกัน”

“ตามนั้น” พี่ดินพูดเสียงปลงตก  หันมองผมด้วยแววตาสงสารหน่อยๆ “ก็หวังว่า…น้องจะทำใจยอมรับได้ล่ะนะ”

ไม่พี่! ผมทำใจไม่ได้!!

หมับ!

ไหล่ผมโดนจับบีบเบาๆ มีพี่นันมองมาด้วยแววตาขอโทษปนขอร้อง

“ถือว่าทำเพื่อคณะแล้วกันนะน้องที”

ผมเม้มปากเข้าหากัน ลำบากใจถึงขีดสุด แต่สุดท้ายก็พยักหน้ายื่นเงื่อนไขหนึ่งให้พี่นัน

“แต่ห้ามแกล้งแพ้นะพี่ ถ้าสั่งให้แกล้งแพ้ ผมมีโกรธ!”

“ได้ๆ พี่ไม่ทำหรอกน่า ขอบคุณนะน้องที”

“ขอขัดจังหวะแปบ!” เสียงพี่ดินขึงขังกว่าเก่า จ้องพี่นันด้วยแววตาดุปนตำหนิมากกว่าเดิมหลายเท่า   

“เธอส่งข้อความมาบอกว่าจะยึดห้องน้ำหญิงเป็นที่แต่งตัวให้น้อง แสดงว่าเธอลากรุ่นน้องผู้ชายเข้าห้องน้ำหญิงใช่ไหม”

“ใช่ ฉันถึงท้าให้นายมายึดห้องน้ำชายไง”

พี่ดินดีดนิ้วใส่หน้าผากประธานฝ่ายผม “ยังไม่สำนึกอีก! จะเล่นอะไรคิดด้วยว่าควรหรือไม่ควร”

พี่นันลูบหน้าผากปรอยๆ หน้าสลดเป็นเด็กๆ แต่แววตาไม่ยอมแพ้

“ลูกสาวคณะนายไม่ใจเลยอ่ะ! สู้ลูกสาวฝั่งฉันก็ไม่ได้ ไม่ใช่แค่เข้าไปเฉยๆ นะ ยังกล้าอยู่ยาวตั้งหลายชั่วโมง!”

อีกครั้งที่ผมหลบสายตาเพื่อนปีหนึ่งด้วยกัน อย่ามองทิ่มแทงกันแบบนั้น เป็นไปได้ ผมก็อยากยืนกรานหนักแน่นเหมือนเธอนะ

ผัวะ!

“เงียบไปเลย! หัดสงสารลูกสาวคณะเธอหน่อย! ไปเมย์ เราไปเตรียมตัวกัน”

ผมมองพี่นันแลบลิ้นตามหลังพี่ดินที่ลากมือราชินีที่ทำหน้าอึ้งๆ ให้เดินตามมา

“…หน้าผากพี่แดงแหนะ”

“อย่าทักสิน้องที หมอนั่นก็ตบหน้าผากกันได้ ชิ” 

“สนิทกันดีนะครับ”

“ไม่อยากสนิทหรอก แต่ดันเรียนมัธยมที่เดียวกันมา เข้ามหาลัยแล้วก็ยังเจอหน้าทำงานร่วมกันอีก”

“แต่ครั้งนี้พี่เป็นฝ่ายผิดเต็มๆ เลยนะครับ”

“พี่ขอโทษ”

ผมจะบอกว่าโดนพี่ดินตีก็ไม่แปลกหรอกต่างหาก แต่สงสัยจะนึกว่าโดนผมต่อว่าหน้าเลยทั้งเศร้าทั้งสลด ผมจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน

“พี่ดินคนนั้นคือ…”

“อ้อ ประธานปี4 ของนิติไง มีมือซ้ายขวาอย่างละคน น้ำที่พึ่งเจอเมื่อกี้ กับ ตุ๋มโอ่ง กะเทยรูปร่างเหมือนชื่อ ลักษณะเด่นคือชอบผูกผ้าสีหวานๆ สวยๆ บนหัวประจำ ว่าแต่น้องทีพกมือมาหรือเปล่า”

ผมแหวกกระเป๋าเสื้อคลุมให้ดู สมาท์โฟนผมนอนนิ่งอยู่ในนั้น พี่นันพยักหน้าหงึกๆ

“พกติดตัวได้ แต่อย่าเอาออกมาเล่นให้เกินงาม มีอะไรเพิ่มเติมพี่จะติดต่อเข้าไลน์...มาแลกชื่อกันก่อน”

หลังเพิ่มเพื่อนเรียบร้อย พี่นันก็พูดชวนยิ้มๆ

“ไม่ต้องกังวลนะน้องที ปะ เราไปยืนรอโฆษกงานประกาศเรียกกันเถอะ”

...ไม่ต้องกังวลเหรอ

ผมถอนหายใจออกมาเงียบๆ สาวเท้าเดินตามหลังรุ่นพี่สาว

ยิ่งพี่พูดแบบนี้ผมยิ่งกังวลมากกว่าเก่าอีก เอาเถอะอะไรจะเกิดก็ปล่อยไปเถอะ ผมจะพยายามทำใจปลงตกไวๆ

-------------

เมื่อพิธีกรส่งสัญญาณเรียกตัว

ประธานชั้นปี4 ทั้งสองคณะก็ก้าวนำหน้าตีคู่กันมา โบกไม้โบกมือแลดูเป็นคนของประชาชนสุดๆ มีพวกผมที่เป็นลูกสาวคณะเดินตามหลังด้วยระยะห่างห้าก้าว ออกมาเจอผู้ชมมานั่งเชียร์อัดแน่นกว่าที่คาดก็เกือบผงะ

โอ๊ย! คนจะเยอะไปไหนครับ นี่การแข่งของปี1 ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมสายรหัสผมตั้งแต่ปี2 ยันปี4 ถึงยืนชิดติดขอบโบกธงส่งเสียงเชียร์ผมอยู่นั่นล่ะครับ! นี่มันจะบ่ายครึ่งแล้ว ไม่เข้าเรียนกันเหรอพี่ๆ !!

ถึงโคตรอายขนาดไหน ทำได้แต่ปั้นหน้าให้ปกติ ข่มใจก้าวเดินต่อไป พยายามทำเป็นไม่รับรู้ถึงสายตาเป็นร้อยๆ คู่ที่จับจ้องมา ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกทั้งเกร็งทั้งประหม่าอยู่ดี

 “มาแล้วครับๆ นำมาโดยประธานชั้นปีพี่ใหญ่สุด ได้ข่าวว่าไปทำเรื่องของดเรียนช่วงบ่ายวันนี้ให้กับทุกชั้นปีมา โดยแลกกับเรียนชดเชยวันเสาร์นี้ ผมเลยเกิดข้อสงสัย ทำไมไม่นัดวันแข่งเป็นพรุ่งนี้แทนล่ะครับ”

พี่โฆษกส่งไมค์สองตัวให้พี่ดินกับพี่นัน

“ก่อนอื่นเลย ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยที่ต้องให้มาเรียนชดเชยในวันพรุ่งนี้” พี่ดินพูดขึ้นก่อน “เนื่องจากเด็กปี1 ทั้งสองคณะว่างช่วงบ่ายวันศุกร์ตรงกันพอดีจึงเลือกวันนี้ แต่กลับถูกเพื่อนๆ น้องๆ ส่งคำร้องต้องการมาดูอย่างล้นหลาม เลยต้องไปขอเลื่อนเวลาเรียนแทนครับ”

“อ้อ อย่างนี้นี่เอง เมื่อกี้ผมเห็น ว่ามีอาจารย์เข้ามาดูด้วยแวบๆ ไหนส่งสัญญาณให้รู้หน่อยครับว่าแอบไปนั่งตรงไหนกัน”

กลุ่มอาจารย์โบกมือให้สองสามที เป็นกลุ่มเล็กๆ แต่กลมกลืนกับกลุ่มนักศึกษารอบข้างมากครับ

“หน่วยสวัสดิการอย่าลืมไปเสิร์ฟน้ำให้พวกท่านด้วยนะครับ…ที่นี่เรามาสนใจตัวเอกของงานบ้าง”

ไมค์ถูกส่งต่อมาจากพี่ประธาน พวกผมรับมาถือเรียบร้อย โฆษกก็เอ่ยเกริ่นนำ

“แนะนำตัวหน่อยครับ”

แนะนำ? แบบไหน? แบบชื่อเต็มนามสกุลเต็ม หรือแค่ชื่อเล่นล่ะเนี่ย?

“สวัสดีค่ะ กมลชนก ชื่อเล่นเมย์ ปี1 คณะนิติค่ะ”

มีคนนำแล้วผมก็ตามสิ “ส่วนผม ชลนที ชื่อเล่นที ปี1 คณะเศรษฐศาสตร์ครับ” 

“คนหนึ่งมาแบบสวยสดงดงาม ส่วนอีกคน…แหวกแนวดีครับ ตั้งแต่ชุดยันเพศ แต่น้องแอบน่ารัก ผมปล่อยผ่านแล้วกัน”

พี่นันทำหน้าโล่งใจ ส่วนผมทำหน้ามึน เอ่อ ผมควรดีใจไหมครับที่โดนผู้ชายอายุมากกว่าชมว่าน่ารัก?

“หลายๆ คนคงรู้จักผมแล้ว แต่เด็กปี1 สองคนตรงนี้ยัง จึงขอแนะนำตัวอีกรอบ ผมชื่อรัฐ เป็นประธานปี4 คณะรัฐศาสตร์ วันนี้มาทำหน้าที่เป็นกรรมการ โฆษก พ่วงด้วยพยาน และเป็นผู้ทำการแต่งตั้งสามีสะใภ้คณะ ตามพันธะหน้าที่ของกลุ่มพันธมิตรครับ”

ผมมองพี่แกอึ้งๆ ตำแหน่งจะเยอะไปไหนครับ!

“ซึ่งผมได้แจ้งไปถึงสองคณะตั้งแต่ต้นว่า คอนเซ็ปลูกสาวคณะครั้งนี้คือ ‘ผู้สูงศักดิ์’ ไม่ทราบว่าลูกสาวทั้งสองคณะแต่งเป็นอะไรมาบ้างครับ?”

“องค์ราชินีค่ะ”

“ท่านชายครับ”

“ผ่านครับ ลูกสาวทั้งสองช่วยเดินไปเดินมาผ่านหน้าพี่หน่อย ขอทีละคนนะ”

ฝ่ายนิติเดินก่อนครับ

“โอ้ เชิดหน้าชูคอดุจนางพญา…รองเท้าหายไปไหนนี่ แต่ท่วงท่าการแสดงออกเข้ากับเสื้อผ้าได้ดีทีเดียว ให้ผ่านครับ มาถึงอีคอนกันบ้าง

อือหือ ท่านชายน้อยนี่เอง บุคลิกดีทีเดียวคงฝึกมาหนักน่าดู ส่วนเสื้อผ้า เอ่อ อินดี้ไปสักหน่อย แต่ลวดลายอันวิจิตรงดงามสีน้ำตาลทองบนเสื้อคลุม...อาบน้ำ? กะ ก็สวยดีนะครับ เข้ากันได้ดีกับลายรองเท้า...สลิปเปอร์? พรืด ขะ ขออภัย ผมขอเวลาหนึ่งนาที”

แล้วพี่โฆษกก็ใช้มือปังไมค์หัวเราะไม่หยุด เรียกเสียงหัวเราะดังก้องไปทั้งโรงยิมที่ทำเอาคนโดนจับแต่งตัวอย่างผมทำหน้าเซ็ง เกือบนาทีโฆษกถึงกลับมาทำหน้าที่ต่อ

“บุคลิกท่วงท่าเข้ากับเสื้อผ้า...” น้ำเสียงยังคงหลุดขำหน่อยๆ “ได้ดี ผมให้ผ่านเช่นกัน ทั้งคู่ทำการบ้านได้ดีจนไม่มีหลุดให้สะสมฉายากันเลย”

ฉายาอะไรหว่า…คือพวกพี่ช่วยสงสารเด็กปี1 ที่ยังไม่รู้ความด้วยเถอะ อธิบายให้ฟังที

“งั้นเอาฉายานี่ไปก่อน ‘ราชินีรองเท้าหาย’ กับ ‘ท่านชายน้อยแสนอินดี้’ ไปแล้วกัน”

ผมทำหน้ามึนๆ ฟังโฆษกพูดต่อ

“ต่อไปเป็นธีมจากคณะ ขึ้นอยู่กับดวงคนจับฉลากล้วนๆ แต่มีผลเกี่ยวข้องกับงบประมาณโดยตรง ถ้าผมจำไม่ผิดฝั่งนิติศาสตร์จับฉลากได้ ‘หรูหราฟู่ฟ่า แต่งบจำกัด’ ส่วนอีคอนจับฉลากได้ ‘ยาจก แต่สมฐานะ’ ผมขอถามนิติก่อน องค์ราชินีจัดเต็มขนาดนี้น่าจะใช้งบเกิน เอ หรือเพราะงบไม่พอ ราชินีเลยไม่มีรองเท้าใส่?”

เสียงฮาลั่นก้อง มีพี่ดินพูดแก้ความเข้าใจผิด แถมยังมีโชว์หลักฐานการใช้จ่ายว่าไม่เกินงบ และฮากันอีกครั้งเมื่อมีคนวิ่งมาส่งรองเท้าส้นหักให้ประชาชาชีดู 

ตาฝ่ายผมบ้าง

“ชุดทั้งตัวของลูกสาวคณะ เสียไปเท่าไหร่ครับ?”

“ศูนย์ค่ะ” พี่นันตอบยิ้มๆ

“อะไรนะครับ?”

“ไม่เสียเลยสักบาทค่ะ” พี่นันย้ำอีกรอบ ท่ามกลางเสียงฮือฮาที่เกิดขึ้น “ด้วยความอนุเคราะห์ล้วนๆ จากคนในคณะ ใครมีสิ่งของใช้งานได้ก็ส่งมาให้คัดเลือกเต็มไปหมดเลยค่ะ ขนาดช่างทำผมมืออาชีพยังไปขอร้องคนรู้จักให้มาช่วยทำให้น้องฟรีเลย”

“ถึงอย่างนั้นก็ต้องมีค่าใช้จ่ายบ้างใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ ด้วยงบยาจกของเราทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากต้องไปขอรับการบริจาคเงินเพิ่ม ก็ได้คนในคณะร่วมแรงร่วมใจไปหาผู้บริจาคใกล้ตัว”

“ช่วยระบุให้ชัดการนี่ได้ไหมครับว่าใกล้ตัวแค่ไหน?”

พี่นันหัวเราะคิกๆ “มีแฟนไว้ทำไมล่ะคะ ขอเศษเงินจากเขานิดๆ หน่อยๆ พอเอามารวมหลายๆ คนก็เยอะแล้วค่ะ ยิ่งใครมีแฟนรวยนะคะ อ้อนขอทีได้มาเป็นก้อนเลยค่ะ ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าทางนี้จะแหกกฎให้คนในคณะบริจาคเงินกันเองหรอกค่ะ”

…นั่นไม่ได้เรียกว่าขอบริจาค แต่ควรเปลี่ยนมาใช้คำว่า ‘รีดไถจากแฟน’ แทนนะพี่นัน

“โอ้…เป็นวิธีที่น่ากลัวมาก” โฆษกพูดทั้งที่คิ้วขมวด “แต่คงไม่ใช่จากแฟนอย่างเดียวแน่ๆ เพราะผมก็โดนไปเหมือนกัน นี่เองสาเหตุที่น้องผมวิ่งข้ามคณะมาขอตังค์ค่าขนมเพิ่ม”

จากสีหน้าพี่เขา ผมว่าไม่ได้ขอธรรมดา แต่ผสมคำข่มขู่ด้วยแหงๆ

“อ้าว เป็นผู้บริจาคด้วยเหรอคะ งั้นไม่ต้องห่วงนะคะ เงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มา ทางเราไม่มีมุบมิบ วันนี้นำเงินที่ได้รับมาไปซื้อข้าวน้ำเลี้ยงแจกทุกคนในคณะ รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง และให้ความช่วยเหลือไปเมื่อกลางวันแล้วค่ะ ส่วนที่เหลืออีกเล็กน้อยจะนำไปบริจาคที่วัดในวันพรุ่งนี้ค่ะ ใครอยากจะร่วมทำบุญเพิ่มเติมก็เชิญไปหยอดกล่องตรงนั้นได้เลยค่ะ”

พี่นันผายมือให้เห็นกล่องห่อกระดาษขาวใบเล็ก เขียนตัวอักษรโตๆ ว่า กล่องรับบริจาค ผู้ถือกล่องจึงยกโชว์ให้เห็นกันชัดๆ ถนัดตา

“อ้อ ผมก็นึกสงสัยว่าคณะไหนสั่งทำข้าวกล่องจากทุกร้านอร่อยทั่วมหาลัย ขอบคุณสำหรับมื้อกลางวันอร่อยๆ ครับ” โฆษกว่า ก่อนพูดตลกปิดท้าย “แม้ว่าที่น้องขอไปจากผมจะมากกว่าค่าข้าวมื้อหนึ่งก็ตาม”

“ฮ่าๆๆ” คนฟังหัวเราะกันใหญ่

“ทางผมก็ต้องขอบคุณที่ทางเศรษฐศาสตร์ช่วยเตรียมข้าวกล่องเผื่อทีมงานทางนิติศาสตร์ด้วยนะครับ” พี่ดินกล่าวขึ้น

“ยินดีค่ะ”

“พักคุยกันเท่านี้ก่อนดีกว่า ป่านนี้คนที่ตากแดดรออยู่ด้านนอกคงบ่นกระจายแล้ว” โฆษกโบกมือส่งสัญญาณ ประตูโรงยิมเปิดออกด้วยระบบมือคน “ขอเชิญนักกีฬาเข้ามาได้เลยครับ”

เสียงเปิดตัวพยานศาลของท่านเปามาจากไหนกัน? จะว่าไปตอนพวกผมเดินเข้ามาก็มีเสียงประกอบฉากเปิดตัวเหมือนกัน แต่ตอนนั่นมัวแต่ตื่นเต้นเลยไม่สนใจฟัง

ทั้งสองทีมเดินเข้าประตูโรงยิมจากคนละฟากสนาม นำหน้าโดยกัปตันทีมพร้อมธงประจำคณะในมือ ฝั่งนิติศาสตร์มาในชุดสีฟ้าสดใส ส่วนฝั่งเศรษฐศาสตร์สีเหลืองอร่าม

ผมต้องยื่นมือไปรับธงของฝ่ายตรงข้าม งงไหม ผมก็งง

โฆษกประจำงานอธิบายว่า การแลกธงให้อีกคณะช่วยดูแลจนกว่าจะจบการแข่งขัน ถือเป็นการแสดงออกถึงไว้วางใจอะไรสักอย่าง ผมฟังไม่ค่อยถนัด เพราะเสียงกรีดร้องของสาวๆ ดังมากครับ เล่นทำผมหูอื้อ

“ตามข้อตกลงที่มีช้านาน ฝ่ายชนะจะได้ตัวลูกสาวจากอีกคณะมาครอง ต้องทำการแต่งตั้งสามีและสะใภ้คณะโดยพยานที่ถูกเชิญมา บุคคลที่เป็นสามีต้องเป็นเด็กปี1 และตามกฎใหม่ระบุเพิ่มเติมว่า ต้องเป็นนักกีฬาร่วมลงศึกชิงชัยเท่านั้น”

ได้ฟังตรงนี้เหมือนตอกย้ำความจริงอีกครั้ง ผมเหลือบมองบรรดาแผ่นหลังคนเสื้อสีฟ้าแวบเดียวก็แอบขนลุก

…ขอโดดตอนนี้ ยังทันไหมครับ

-------------

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่9] P.2 (05/09/2016)
«ตอบ #45 เมื่อ05-09-2016 20:50:07 »

บทที่ 9 (ต่อ)

ผมกำลังประสบปัญหาอย่างที่สอง

“ยืนเฉยทำไม”

ผมที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อ หันหน้าตามเสียงทัก อ้อ ไอ้นนท์นี่เอง พึ่งได้ยินเสียงมันในรอบสามวันได้มั้ง

“ขึ้นไปนั่งสิ”

ขึ้นหรือ…ผมหันมองเก้าอี้เสริมสำหรับลูกสาวคณะ แล้วกลืนน้ำลาย

“เป็นอะไรไอ้น้อง?” พี่กัปตันเดินเข้ามาถาม

ผมชี้นิ้วสั่นระริกใส่ของตรงหน้าที่ตั้งอยู่ข้างม้านั่งยาวของพวกนักกีฬา

“มันมาได้ไงครับพี่”

“สร้างขึ้นมากับมือสิ ของรวมแรงกายใจจากคณะเชียวนะ เห็นว่าเกณฑ์พวกฝีมือดีจากปี2 ยัน ปี4 มาเลย เมื่อสองวันก่อนพี่เดินผ่านไปใต้ตึกคณะยังเห็นนั่งทาสีใส่ไม้ เมื่อวานก็เห็นลงแว็กซ์ขัดเงา วันนี้เพื่อนพี่ยังถูกเกณฑ์ไปช่วยแบกมันมาโรงยิม เพราะงั้นอย่ามัวแต่มอง เอาธงไปปัก แล้วขึ้นไปนั่งได้แล้ว”

จะไม่ให้เอาแต่มองได้ไง! เล่นทำขั้นบันไดให้เดินขึ้นไปไม่พอยังใช้สีทากับผ้าประดับซะโคตรเด่น เห็นครั้งแรกผมถึงกับผงะ ไม่นึกไม่ฝันว่าเก้าอี้พนักสูงนั่นจะให้คนขึ้นไปนั่งจริงๆ

“ไม่ต้องกลัวไอ้น้อง พี่รับรองความแข็งแรง มีคนขึ้นไปกระโดดทดสอบมาแล้ว ไม่ถล่มลงมาแน่นอน”

ผมไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น!

“หรือกลัวเมื่อย? เรื่องนี้ก็ไม่ต้องห่วงมีหมอนวางรองให้ทั้งก้นและหลัง”

ผมอยู่ในสภาวะน้ำท่วมปาก มองเก้าอี้มองรุ่นพี่ที่เป็นกัปตันทีมบาส ก่อนลอบถอนหายใจ จำยอมเดินเอาธงคณะนิติไปปักในฐาน ล็อกให้ด้ามธงตั้งอยู่กับพื้นได้ แล้วกลั้นใจเดินมาเหยียบบันไดขั้นแรกของเก้าอี้ที่ไม่อยากเฉียดเข้าใกล้ที่สุด

ขอเป็นม้านั่งธรรมดาที่อยู่ข้างๆ ยังดีซะกว่า!

รู้สึกถึงสายตาจ้องมาเลยหันขวับ เจอไอ้นนท์ยืนฉีกยิ้มขันๆ มองมาไม่ขยับไปไหน ผมกวักมือเรียก มันชี้หน้าตัวเอง ผมพยักหน้ารอมันเดินเข้ามาหา

“แลกกันไหมมึง”

“ฮะ?” นนท์ทำหน้างง

“เก้าอี้น่ะ”

นนท์มองหน้าผม มองเก้าอี้สุดพิเศษ แล้วส่ายหน้าหวือ ถอยหลังช้าๆ พร้อมโบกมือลา “กูต้องลงไปวิ่งวอร์มร่างกายก่อน ไปนะ”

ชิ!

ผมมองบันไดอีกเจ็ดขั้นที่เหลือ ก็ได้แต่กลั้นใจเดินขึ้นไปให้จบๆ

เจ็ดขั้นยาวนานเหมือนเป็นสิบๆ ขั้น อารมณ์โคตรเหมือนตัวเองพึ่งรับตำแหน่งประมุขพรรคผู้ยิ่งใหญ่ในหนังกำลังภายในเลยครับ ขึ้นไปจนเห็นที่นั่งมีทั้งเบาะทั้งหมอนตามที่ได้ยินมา และต้องสะดุดกับมงกุฎดอกไม้สีเขียวแซมดอกสีขาวเล็กๆ ประปรายวางเหนือเบาะนั่งทรงสี่เหลี่ยม เลยหยิบมันขึ้นมาก่อนหย่อนก้นนั่ง แล้วต้องเพ่งหมุนของในมือ เผื่อจะเจอโพยใบเล็กๆ เสียบบอกไว้ว่ามีไว้ทำอะไร

เมื่อไม่เจอต้องพึ่งวิธีสุดท้าย…แอบชำเลืองมองเพื่อนร่วมชะตากรรมเพื่อหาแนวทาง...อ้าว สวมมงกุฎดอกไม้บนหัวแล้วครับ สีอย่างแจ่มเข้ากับเสื้อผ้าโทนฟ้าของเธอดี บวกกับท่านั่งดุจดั่งราชินี

ผมขอซูฮกให้เลย

พอมองของในมืออีกครั้ง ชักอยากถลาคุกเข่าขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยพลัน หากเป็นมงกุฎดอกไม้แบบราชินีทางนู้น ผมคงได้กัดลิ้นตาย เอ่อ เรียกมงกุฎดอกไม้ก็ไม่ถูก ของในมือผมเหมือนมงกุฎดอกหญ้าคงเหมาะกว่า แต่ยังไงก็ไม่เข้ากับเสื้อผ้าผมอยู่ดี

คิดแล้วก็จับมันแขวนทิ้งไว้ที่พนักเก้าอี้ดีกว่าต้องวางบนหัว แค่เชือกกระดิ่งพันเส้นผมอยู่ตอนนี้ก็กลุ้มมากพอแล้วครับ

เสียงตระโกนดังลั่นลอดเข้าไมค์จากฝั่งตรงข้ามทำผมสะดุ้งเฮือก

“องค์ราชินีเมย่า โปรดอวยพรให้แก่พวกข้าด้วย”

“โอ้ นักกีฬาฝั่งนิติไปล้อมวงขอรับพรจากองค์ราชินีกันแล้วครับ”

อื้อหือ เล่นคุกเข่าดุจอัศวินเตรียมไปรบ ฝ่ายราชินีกำลังนั่งให้โอวาทประดุจเป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองจริงๆ

จัดเต็มมาก!

“ที” ผมรีบก้มหน้าลงตามเสียงเรียก เจอนนท์กับเพื่อนคุ้นหน้าทั้งสาม และรุ่นพี่อีกหนึ่ง

“จะให้พวกเราทำอะไร”

ฟังคำถามจบ ผมอยากยกแขนก่ายหน้าผาก ไหงมาถามกันล่ะ! ผมไม่รู้อะไรเลยพอๆ กับคนทั้งห้าที่ยืนแหงนหน้าจ้องเอาๆ สร้างแรงกดดันจนต้องโผล่สิ่งที่คิดออกไปดื้อๆ

“ระดมพลเตรียมไปตะลุมบอลกับพรรคอื่นแบบในหนังจีนแล้วกัน..!”

อย่าหัวเราะเลย ผมรู้ว่ามันโคตรไปคนละทางกับเสื้อผ้าและคอนเซป แต่คนมันคิดไม่ออกนี่!

พวกนักกีฬาฝั่งผมสุมหัวซุบซิบพลางหัวเราะเป็นระยะ ระหว่างนั่นมีคนวิ่งทั่กๆ มาส่งไมค์ให้ผมถึงที่ ผ่านไปสักพักก็เลิกคิ้วมองนักบาสทั้งห้ากระจายตัวยืนเรียงแถวหน้ากระดานสองแถว ระยะห่างประมาณกางแขนนิ้วชนกันได้ แถวหน้าสองคน แถวหลังสามคน ดูจากบนนี้เหมือนรูปสี่เหลี่ยมคางหมูเบี้ยวนิดๆ

สีหน้าแต่ละคนกลั้นยิ้ม แววตาเปล่งประกายสนุกสนาน พวกเขาพร้อมใจกันโค้งให้จนผมสะดุ้งโหยง

“ท่านชายน้อย! โปรดอวยชัยให้พวกเราด้วยเถิด”

ตะโกนก้องเสียงประสานเลยครับ แถมดังเข้าไมค์ที่ผมถืออยู่ด้วย

“ทางฝั่งอีคอนก็เริ่มขอคำอวยพรแล้วเช่นกันครับ”

เอาวะ อายเป็นอาย

ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ในระหว่างนั้นใช้สมองคิดด่วนจี๋ ลอกบทพูดจากหนังจีนที่พอจำได้มาดัดแปลงให้พอไปได้กับสถานการณ์ตอนนี้

“ศัตรูเริ่มหยามหน้าเราหนัก ไปจัดการพวกมันซะ” ยกมือมาหยุดอยู่ตรงหน้าอก กำหมัดด้วยท่วงท่าหนักแน่น “ชัยชนะย่อมตกเป็นของเรา”

“ชัยชนะย่อมเป็นของเรา!” นักกีฬาทั้งห้าทวนคำสุดท้ายของผมอย่างฮึกเหิม

 “…บทพูดไม่เข้ากับหน้าตาเลยนะท่านชายน้อย อ้อ สายข่าวผมรายงานว่า ท่านชายน้อยไม่พอใจอย่างหนัก หลังรู้ว่าจบศึกอาจต้องไปตบแต่งในฐานะภรรยาผู้ชนะ ก่อนต้องเก็บตัวยาว ท่านชายเลยลากตัวว่าที่สามีมาหาเรื่องถึงในห้องแต่งตัวจนเลือดตกยางออก เรื่องนี้จริงไหมครับ?”

เสียงหัวเราะฮากระจายไปทั้งโรงยิม คงเพราะนึกว่าโฆษกกำลังเล่นมุข ผมสะบัดชายเสื้อคลุมหมุนตัวกลับไปนั่งเต๊ะท่าต่อ ไม่สนใจคำแซวที่ไม่รู้ไปเอาข่าวมาจากที่ไหน ถึงได้มีเรื่องมั่วปนกับเรื่องจริง

อย่างพาร์มาเกี่ยวอะไรด้วย อย่างที่สองผมมารู้เรื่องต้องจับคู่กับผู้ชายหลังจากนั้นเถอะ!

ว่าแต่ไมค์ในมือนี่ ต้องเอาไปคืนใคร?

มือถือในกระเป๋ากำลังสั่น ผมทำเนียนหยิบดู

‘ทำได้ดีมาก’

พี่นันส่งข้อความมาช้าไปไหมครับ เฮ้อ…

“นักกีฬาวอร์มร่างกายพร้อมแล้ว เชิญประจำที่ด้วยครับ อีกห้านาทีจะถึงกำหนดเปิดการแข่งขัน ผู้ช่วยกรรมการช่วยตรวจเช็คความพร้อมด้วยครับ”

-------------

ผมไม่ค่อยสนใจกีฬาบาสเกตบอล กติการู้งูๆ ปลาๆ เคยเรียนมาก็จริงครับ แต่ผมคืนครูไปหมดแล้วครับ อาศัยมองลูกลงห่วงกับสกอร์เปลี่ยนไปมาเป็นหลักมากกว่า ส่วนนักกีฬาวิ่งไปวิ่งมา ผมมองเพื่อนอย่างนนท์เป็นหลัก คนอื่นๆ ก็มีบ้าง ส่วนฝ่ายตรงข้ามมองผ่านตาเฉยๆ

เริ่มต้นการแข่งขันไม่นานคณะผมก็ขึ้นนำก่อน ฝ่ายนิติไล่ตามได้ดี คะแนนจึงไม่ได้ทิ้งห่างกันมาก

ผมดูไป แอบหาวไป จนเห็นนนท์โดนกรรมการเป่าฟาล์วหลังชนใครบางคนล้มในสนาม

มันรีบยื่นมือไปช่วยดึงผู้เล่นชุดสีฟ้าโพกผ้าบนหัวขึ้นจากพื้น ท่าทางอีกฝ่ายคงเจ็บหัวไม่น้อย โฆษกที่ผันตัวเป็นกรรมการเข้าไปคุยสักพัก เพราะมือยังถือไมค์พากย์การแข่งไปด้วย ทั้งโรงยิมเลยได้ยินเสียงไถ่ถามอาการ

“ผมไม่เป็นไร”


น้ำเสียงที่ช่วงนี้เริ่มคุ้นหูดึงความสนใจเข้าจังๆ จนต้องเพ่งมองคนเจ็บไม่วางตา ใกล้ๆ กรรมการและผู้ช่วยกรรมการอีกสองกำลังปรึกษากัน หลังเห็นว่าคนเจ็บไม่เป็นอะไรมากจึงปล่อยให้แข่งขันกันต่อ

ผมมองตามผู้เล่นเสื้อฟ้าหมายเลขสิบหกไปเรื่อย มองอยู่นานจนแน่ใจว่าใช่

ตายล่ะหว่า ผมจำรูมเมทตัวเองไม่ได้ครับ ก็พาร์เล่นใช้ผ้าผืนใหญ่โพกทั้งหัวแบบนั้น สงสัยจะกันเหงื่อไหลเข้าตา มันเล่นระวังตัวมาก เลี่ยงไม่เอาตัวไปปะทะกับใครเลย เน้นซู้ตระยะกลางถึงไกล แม่นจนผมแอบอึ้ง แต่พอมันว่างเป็นต้องคลำหลังหัวบ่อยๆ 

…ผลจากล้มกระแทกพื้นเมื่อเช้า หรือเพราะล้มเมื่อกี้กันแน่?

แรงสั่นของมือถือทำให้ผมละสายตาจากในสนาม เลื่อนมือถือออกมาดูข้อความจากพี่นัน

‘เดี๋ยวมีพักครึ่งสิบห้านาที น้องทีต้องไปแจกน้ำกับผ้าขนหนูให้ทีมนิตินะ’

‘ทำไมต้องเอาไปให้ฝั่งตรงข้ามด้วยครับ?’

‘แลกกันน่ะ เดี๋ยวแม่หนูราชินีจะมาแจกน้ำฝั่งเรา’

‘พี่ให้คนเตรียมของใส่กระติกแช่เย็นไว้แล้ว ลงมาหิ้วไปได้เลย’

‘ครับ’ ผมตอบรับ กดล็อกหน้าจอ

ช่วงพักครึ่งคณะผมนำอยู่สามคะแนน เห็นคุณราชินีขยับ ผมเลยลุกบ้าง ลงมาปุ๊บก็มีคนชี้บอกถึงตำแหน่งกระติกที่ว่า จัดการเดินหิ้วข้ามสนามบาส สวนทางกับองค์ราชินีพอดี โอ้ คุณเธอเตรียมพร้อมมากครับ เอาเข็นรถอาหารที่เคยเห็นตามโรงแรมมาใช้เลยอ่ะ

พอสาวเจ้าเหลือบมองมา สบตากันก็เชิดหน้าใส่ แสดงได้ตามบทบาทสุดๆ

ผมคลี่ยิ้มขำ ที่มั่นใจว่าเธอแสดงตามบท เพราะตอนสบตากัน แววตาราชินีแพรวพราวออกจะสนุกสนานน่ะสิ พอก้าวเท้ามาเยือนอีกฝั่งก็ชักรู้สึกกดดัน ยามมีสายตามากมายจ้องมา ไม่ว่าจากฝ่ายมาชม หรือฝ่ายนักกีฬา

...ช่วยเลิกจ้องเอาๆ ได้ จะเป็นพระคุณมากครับ!

ผมเลยเลือกเดินเข้าหาคนรู้จักก่อนเพื่อความอุ่นใจ พาร์กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อยืนหันหลังให้สนาม เลยไม่เห็นว่าผมเดินข้ามฟากมา

ผมตบที่ไหล่ พูดทักทาย “ไง ลงเล่นด้วยก็ไม่บอก แล้วหัวเป็นไงมั้ง?”

มันเอี้ยวตัวมองมา เลิกคิ้วแปลกใจ อึดใจต่อมากลับคลี่ยิ้มขำขันใส่กัน

“กูก็นึกอยู่ว่าทำไมได้ยินเสียงกระดิ่งในโรงยิม จากมึงนี่เอง แล้วมาทำไร?”

เห็นพาร์ไม่อยากตอบ ผมเลยชูกระติกในมือให้ดูแทน

“เอาน้ำมาส่ง”

“อ้อ วางตรงนั้นเลย”

ผมมองจุดที่พาร์ชี้ คงให้วางตรงมุมม้านั่งยาว กำลังจะเดินไป แต่สายตากลับเห็นคนยึดมานั่งเข้าก่อน

…หน้าโคตรเถื่อน ตัวใหญ่ยังกะยักษ์ สูงเกือบร้อยเก้าสิบที่นั่งอยู่ตรงนั้นเกือบทำผมช็อกตาย สมองก็ผุดภาพในอดีตขึ้นมาไม่อาจห้ามได้ ทุกความรู้สึกทุกสัมผัสยังตราตรึงสลักลึกในความทรงจำ มือเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ กระติกน้ำเลยถูกยัดใส่มือพาร์ ก่อนที่ผมจะทำมันตกพื้น

มันเลิกคิ้วมองของในมือสลับกับหน้าผมงงๆ

“มึงเป็นไร? ทำไมเหงื่อออกอย่างนั้น”

ผมไม่อธิบายอะไรทั้งนั้น นอกจากโบกมือลา “ไปล่ะ”

พึ่งจะหมุนตัวก็โดนตวัดแขนล็อกคอเข้าให้จากด้านหลังจนผมสะดุ้งเฮือก กำลังจะออกอาการต่อต้านต้องชะงักเมื่อยินเสียงของพาร์

“มึงมีพิรุธ บอกมาซะดีๆ น้ำในกระติกกินไม่ได้ใช่ไหม!”

“ฮะ?” ผมที่กำลังตื่นกลัวถึงกับงุนงง หันมองพาร์ที่กำลังส่งสายตาคาดคั้นใส่ “ทำไมถึงกินไม่ได้ล่ะ?”

“ไม่เป็นไรพาร์ ถ้าแข่งกับพันธมิตรไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก”

พวกผมมองบุคคลที่สาม เป็นรุ่นพี่กัปตันทีมนิติเดิมมาแย่งกระติกน้ำไปเปิดเอง ของด้านในเป็นขวดน้ำดื่มธรรมดาแช่อยู่ในน้ำแข็งหลายขวด ผมเลยหันมองพาร์ที่ลดสีหน้าเคร่งขรึมลง 

“เรื่องแบบไหนเหรอ?”

พาร์พูดตอบ แต่ผมกลับไม่ได้ฟัง เพราะรีบเบี่ยงตัวเอาพาร์เป็นกันชนกั้นระหว่างผมกับเพื่อนร่วมทีมตัวใหญ่ยักษ์...น่ากลัว แต่พอสัมผัสถึงความอุ่นร้อนรอบคอ สัมผัสที่แตกต่างจากเมื่อตอนนั้นช่วยให้ผมคงสติได้

คนๆ นี้ไม่ใช่ แต่...ก็ยังกลัว

ผมกลัวคนตัวใหญ่ๆ หน้าตาเถื่อนๆ ถ้าสองลักษณะนี้อยู่ด้วยกันจะยิ่งหวาดกลัวเป็นพิเศษ เพราะสมัยยังเด็ก...ค เคยถูกคนตัวหนาใหญ่ หน้าเถื่อนๆ ห่ามๆ กระทำการ...ปลุกปล้ำ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นเด็กผู้หญิง

แค่คิดถึงเรื่องนี้หน้าผมก็ซีดลงทันที แถมยังใจหายวูบตอนพาร์ปล่อยมือจากคอ เดินไปร่วมวงดื่มน้ำกับคนอื่น ได้แต่ถอยตัวเองออกห่างจุดกระติกน้ำเงียบๆ พยายามต่อสู้กับความกลัวในใจเอาเอง

คะ แค่เพื่อนร่วมทีมของพาร์....อยู่ร่วมพื้นที่ ตะ แต่ไม่เฉียดเข้าใกล้ น่าจะ…โอเค

เม้มปากชักไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทนอยู่ไหวไหม ในเมื่อความกลัวมันฝังรากลึกขนาดนี้


“น้องคนนั้นเอาด้วยไหม?”

ผมสะดุ้ง มองพี่กัปตันยื่นขวดน้ำดื่มให้ สูดลมหายใจเข้าทำใจกล้าเดินไปรับน้ำสำเร็จ แต่รู้ตัวอีกทีก็ขยับตัวไปอยู่ข้างพาร์แล้ว

“เป็นอะไร?”

ผมสะดุ้ง เห็นพาร์กำลังมองอยู่ก็รีบส่ายหน้า “…เปล่า” 

ตอบพร้อมกับเริ่มแกะพลาสติกออกจากฝาน้ำดื่ม

“แน่นะ มึงดูแปลกๆ”

ผมได้แต่เงียบ จังหวะนั่นเองมีคนตะโกนขึ้นมา “เฮ้ย มีซองผ้าเย็นด้วยโว้ย”

“ไหนๆ กูเอาด้วย!”

แม้แต่พาร์ยังกระโจนเข้าไปรุมล้อมรอบกระติกน้ำ ผมเลยถอยกลับมาหาที่นั่งห่างจากที่วางกระติกน้ำ และเก้าอี้นักกีฬาพอสมควร หลังพาร์ฉกซองผ้าเย็นได้ก็ยิ้มระรื่นตรงมาหาผม

“เอาไหม?”

ผมส่ายหน้า มันเลยหันไปโยนซองที่หยิบเกินมาหนึ่งกลับคืนกระติกน้ำ เจ้าซองน้อยเลยโดนหลายมือแย่งชิงยกใหญ่ตั้งแต่กลางอากาศ เป็นพี่กัปตันคว้าซองได้ก็รีบเดินหลบมานั่งกับพวกผม

“แข่งกับพันธมิตรดีแบบนี่แหละ”

พี่กัปตันบอกยิ้มๆ ระหว่างแกะผ้าเย็นออกจากซอง

ผมหูพึ่งทันที รีบหันไปถาม เพราะเมื่อกี้ตอนพาร์บอก ผมไมได้ฟังเลย

“ถ้าไม่ใช่กับพันธมิตรจะเป็นไงเหรอพี่?”

รุ่นพี่ทำหน้าเหมือนไม่อยากนึกถึง แต่โดนผมรบเร้าเพราะอยากรู้จัด สุดท้ายก็ถอนหายใจ ยอมเปิดปากบอก “…ทีมพี่เคยเจองูอยู่ในถังใส่น้ำ ผงะกันทุกราย เพื่อนพี่คนหนึ่งถึงขั้นหลุดร้องกรี๊ดออกมา ทำเพื่อนในทีมหันขวับไปมอง พวกพี่ตกใจเสียงร้องของมันมากกว่างูอีก”

“เฮ้ย เล่นกันแรงขนาดนั้นเลยเหรอพี่”

“ยิ่งกว่านี้ก็มี รุ่นพี่เจอยาถ่ายในน้ำดื่มด้วย สุดท้ายก็ไปเข้าห้องน้ำกันทุกคน ฝ่ายนู้นชนะไปเลย เลยมีคำสอนต่อๆ กันมาว่า ให้จำกันไว้ ของจากทีมตรงข้ามไว้ใจไม่ได้ ถึงอย่างนั้นก็ต้องรับไว้ แต่อย่าไปแตะต้องดีที่สุด”

…ท่าทางศึกของจริง จะโหดมันฮากว่านี้แฮะ

“ว่าที่สะใภ้”

“ครับ?” ผมขานรับ แต่จะดีกว่านี้ถ้าช่วยเปลี่ยนคำเรียกนะพี่

“ชื่ออะไรล่ะเรา”

“ชื่อทีครับ” รีบบอก รู้ชื่อไว้เขาจะได้ไม่เรียกคำแสลงรูหู

พี่กัปตันยิ้มให้ “พี่ชื่อกันอยู่ปี3 เจ้าพวกนี้ไล่จากตรงนี้ก็พาร์ คงรู้จักอยู่แล้ว ตรงนู้นคือ เชน มีน ชัย”

คนถูกเรียกชื่อผงกหัวให้บ้าง ส่งยิ้มให้บ้าง บางคนก็เฉยๆ ผมฝืนส่งยิ้มเป็นมิตรตอบ แอบกลัวยักษ์เดินมาทางนี้มาก ดีที่อีกฝ่ายแค่เดินกลับไปแถวม้านั่ง ผมเลยหายใจคล่องคอหน่อย สักพักพี่กันก็ลุกขอตัวไปหาผ้าเย็นอีกผืน เหลือผมกับพาร์นั่งกันอยู่แถวนี้

“มึงไม่ไปนั่งกับคนอื่นล่ะ”

ผมรีบส่ายหน้า พาร์คงเข้าใจว่าผมไม่ชินกับคำแปลกหน้าถึงได้บอก

“มึงน่าจะจำเชนกับมีนได้”

“ทำไมล่ะ?”

“เคยนั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกันหนหนึ่ง”

ผมพยายามครุ่นคิดพลางมองหน้าพวกเขาครู่ใหญ่ กว่าจะนึกออก “อ้อ เพื่อนกลุ่มมึง”

“อือ ยังมีอีกคน แต่มันนอนอยู่โรงพยาบาล”

ผมพยักหน้ารับรู้ “แต่กูอยากนั่งตรงนี้ มันสบายใจกว่า แล้ว…มึงจะกวาดตามองกูขึ้นลงอีกนานไหม”

เจอมันมองแบบนี้ เท้าผมออกอาการชักกระตุก อยากเตะใส่สักป้าบเหมือนกันนะ

“โทษที กูแค่อยากเปรียบเทียบ...ตอนแรกเห็นแบบวาดก็ดูเท่ดีอยู่หรอก แต่พออยู่บนตัวมึงกลับน่าเอ็นดูแทนซะงั้น”

“ฮะ? กูเนี่ยนะน่าเอ็นดู? ยังไง?”

พาร์ขย้ำแก้วเปล่าทิ้งลงตะกร้าใส่ขยะที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ยกมือชูแค่นิ้วชี้ออกมาวาดรูปสามเหลี่ยมบนหัวผมทั้งฝั่งซ้ายและขวา “เติมหูกับหางเพิ่มเข้าไป แถมมีเสียงกระดิ่งดังทุกย่างก้าว เป็นลูกหมาดีๆ นี่เอง”

นี่คือคำชมของมึง?

ผมถอนหายใจแรงๆ ก็รู้ตั้งแต่ต้นว่าไม่ค่อยเหมาะ แต่ไม่นึกว่าจะแย่ขนาดเป็นลูกหมา

“อย่างน้อยขอเป็นหมาที่โตแล้วได้ไหมวะ”

“พรืด”

“ขำอีก กูซีเรียสนะ พึ่งโดนรุ่นพี่บอกว่าเหมือนเด็กหนุ่มมากกว่า…เหมือนโดนด่าเลยวะ”

พาร์ขำไม่หยุด แต่จู่ๆ ก็ชะงักนิ่วหน้ากะทันหัน เดินหนีไปแถวม้านั่งยาวที่ผมไม่กล้าเข้าใกล้ ชะเง้อคอดูห่างๆ เห็นรื้อหาอะไรสักอย่างในกล่องสีขาว อ้อ กล่องปฐมพยาบาลของพวกนักกีฬา สักพักก็วกกลับมายื่นหลอดยาแก้พกช้ำตรงหน้าผม

“ให้ทำไม?”

ผมไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนสักหน่อย นอกจากบาดแผลที่ใจทำท่าจะปริหน่อยๆ

“ไม่ใช่ให้มึงใช้” พาร์ว่า “กูเจ็บตัวเพราะมึงเลย รับผิดชอบซะดีๆ”

ว่าแล้วก็หันหลังถกเสื้อขึ้นให้ผมดู รอยช้ำเขียวเป็นปื้นเลยครับ บางช่วงเริ่มออกม่วงแล้ว ใหญ่ขนาดนี้เกิดจากตอนล้มในห้องน้ำชัวร์ สรุปคือจะบอกให้ช่วยทายาใช่ปะ ผมนึกระหว่างหมุนฝาหลอด แต่เห็นเม็ดเหงื่อแล้วก็ต้องถอนหายใจ

“เอาผ้าขนหนูมาดิ แล้วมึงก็ไม่ระวังลื่นล้มเองเถอะ อย่ามาโทษกู”

“กูคงไม่ลื่นหรอก ถ้าไม่รีบจะไปช่วยมึงน่ะ” พาร์โต้กลับมาระหว่างดึงผ้าขนหนูที่พาดอยู่บนคอมาให้

ผมยื่นมือไปรับ “ตกลงจะทวงบุญคุณ?”

“ทวงให้ช่วยรับผิดชอบต่างหาก”

“ถ้าแค่ต้องการคนช่วยทายาก็บอกสิ ทุกทีมึงพูดตรงจะตาย ทำไมคราวนี้ถึงพูดอ้อมโลกวะ”

“ที” พาร์เรียกผมเสียงเข้ม

ผมสบตาเพื่อนที่หันหน้ามามอง แววตามองผมตำหนินิดๆ แม้แต่ระดับเสียงก็ยังลดลงเหลือแค่กระซิบ

“ที่นี่คนเยอะ”

“แล้วไง?” ผมทำหน้าไม่เข้าใจ

มันถอนหายใจใส่ ไร้คำอธิบายใดๆ แค่หันหลังถกเสื้อขึ้นใหม่ เร่งให้ผมรีบจัดการเร็วๆ

อะไรของมัน?

ผมส่ายหน้า ช่วยเช็ดหลังจนแห้ง บีบยาออกมาทาให้จนเกือบทั่ว…มีเสียงโฆษกประกาศออกไมค์

“เชิญลูกสาวทั้งสองคณะมาที่กลางสนามบาสด้วยครับ”

อ้าว งานเข้า…

“อ้อ อย่ามามือเปล่า อัญเชิญใครสักคนในหมู่นักกีฬาคณะตรงข้ามออกมาเป็นเพื่อนด้วยนะครับ”

############

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
Re: - ชลนที - [บทที่9] P.2 (05/09/2016)
«ตอบ #46 เมื่อ05-09-2016 21:18:54 »

ที~ ลากพาร์ไปเลยจ้า อยู่ใกล้ๆมือเนี่ย

แต่ความหลังทีนี่แย่มาเลยนะ กลายเป็นป่วยทันที

ออฟไลน์ Shonteen

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-2
Re: - ชลนที - [บทที่9] P.2 (05/09/2016)
«ตอบ #47 เมื่อ05-09-2016 22:11:19 »

คือการเลือกสามีใช่ไหมคะ ให้เลือกนักีฬาฝ่ายตรงข้ามออกมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-09-2016 23:34:30 โดย Shonteen »

ออฟไลน์ rinny

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
Re: - ชลนที - [บทที่9] P.2 (05/09/2016)
«ตอบ #48 เมื่อ08-09-2016 16:30:14 »

แหมๆพ่อพาร์คนซึน แค่ขอให้ทายาแค่นี้ทำเป็นพูดซะอ้อมโลก
ไปกลางสนามบาสแบบนี้ต้องมีไรเด็ดๆแน่เลย อยากอ่านต่อแล้ว

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
Re: - ชลนที - [บทที่9] P.2 (05/09/2016)
«ตอบ #49 เมื่อ08-09-2016 19:00:45 »

 :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: - ชลนที - [บทที่9] P.2 (05/09/2016)
« ตอบ #49 เมื่อ: 08-09-2016 19:00:45 »





ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่10] P.2 (09/09/2016)
«ตอบ #50 เมื่อ09-09-2016 20:34:41 »

บทที่ 10

สิ้นเสียงประกาศ เป็นวินาทีที่ผมรู้สึกเหมือนเป็นตัวเชื้อโรค

…ใครเห็นเป็นถอยกรูด

ผมหรี่ตามองพาร์เป็นคนแรก รายนั้นยกสองมือขึ้นสูง “กูเจ็บมึงก็เห็นอยู่”

“เจ็บอยู่ก็ยังลงเล่นบาสได้นี่หว่า”

“กูลงแทนเพื่อนเถอะ! ไอ้บ้านั้นดันไปซดเหล้ากับเพื่อนต่างคณะ เช้าวันต่อมาโทรบอกกูว่ากำลังนอนแหมะอยู่โรงพยาบาลพร้อมเฝือกที่ขาแล้ว มึงจะให้มันลงเล่นพร้อมเฝือกหรือไง?!”

โอเค มันมีเหตุผล

ผมหันมองรายต่อไป เชนกับมีนสะดุ้งโหยง รีบพากันส่ายหน้าปฏิเสธสุดชีวิต เสียดายผมไม่สนิทกับสองคนนี้เลยไม่รู้จะลากออกไปด้วยกันยังไงดี

ส่วนรายที่สี่ หัวเราะฮาๆ เหมือนตัวเองไม่เกี่ยว…เดี๋ยวก่อน!

“พี่กันออกไปกับผมเถอะ”

“แค่กๆๆ” เจ้าของชื่อสำลักไอทันที มือโบกไปมา พยายามออกเสียง “พี่…ไม่เกี่ยว”

“ใครสักคนในหมู่นักกีฬา พี่ก็เป็นใครสักคนเหมือนกันนะครับ”

จบคำพูดของผม ปี1 พร้อมใจกันมองรุ่นพี่คนเดียวในกลุ่มเขม็ง เหมือนเจ้าตัวจะรู้ว่าหาพวกไม่ได้ เลยรีบชี้เหยื่อรายสุดท้าย “เอาชัยออกไปเลย รับรองขอปุ๊บ มันออกไปเป็นเพื่อนเราแน่ๆ”

“ไม่!”

“ฮะ?”

ผมพูดโดยไม่หันไปมองเจ้ายักษ์ใหญ่ “พอดีผมมีความทรงจำไม่ค่อยดีเกี่ยวกับคนตัวใหญ่ยักษ์ และหน้าเถื่อนน่ะ ถ้าเป็นไปได้อย่าให้คนรูปร่างแบบนั้นเข้าใกล้ผมเลย ผมขอ”

เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ เป็นพาร์ที่ปรี่เข้ามาลากผมไปคุยห่างๆ กลุ่ม

“มึงเคยเจอชัย? มีเรื่องกันมา?”

ผมส่ายหน้า อธิบายเสริม “ไม่ว่าใครที่รูปร่างหน้าตาแนวเดียวกับเพื่อนมึง กูก็จะพูดอย่างนี้ใส่เหมือนกัน”

พาร์ขมวดคิ้วทันที “ร้ายแรงแค่ไหน?”

“มากกกก” ผมลากเสียงยาว พร้อมชูสองนิ้วทำหน้าจริงจัง “ถ้าถึงขีดสุดเมื่อไหร่ จะแตกออกเป็นสองกรณี ไม่กูหมดสติถูกแบกไปโรงพยาบาลซะเอง ก็สติแตกทำร้ายคนอื่นเข้าโรงพยาบาลแทน”

ผมกับพาร์สบตากันนิ่ง แววตามันดูสงสัยกึ่งไม่เชื่อ เลยต้องพูดยืนยันอีกรอบ

“เคยแล้วทั้งสองกรณี กลับไปถามพ่อแม่กูได้ แต่กรณีหลังเกิดแค่ครั้งเดียวช่วงม.ต้น ผู้ปกครองของคู่กรณีไม่ยอมความหาว่ากูทำเกินกว่าเหตุ แต่ศาลตัดสินว่ากูไม่มีความผิด เพราะถือว่ากูป้องกันตัว”

“ถึงขั้นขึ้นศาลกันเลยเรอะ!” พาร์กระซิบเสียงเครียด

ผมพยักหน้าอีก ครุ่นคิดพักหนึ่งก็พูดต่อ “มึงควรจะรู้ไว้ ถ้ากูสติหลุด ต่อให้คนตัวใหญ่กว่าแค่ไหน กูก็มีวิธีทำให้ล้มไปนอนราบกับพื้นในเสี้ยววินาที ต่อจากนั้นคือการกระทืบ…กระทืบไอ้ชาเขียวน้อยกลางตัวไม่ยั้งเลยมึง ที่คู่กรณีกูไม่ยอมความ ก็เพราะกูทำบ้านไอ้เหี้ยนั้นหมดสิทธิ์สืบทายาทน่ะ”

พาร์ทำหน้าตกตะลึงใส่ “มึง…ทำจริงๆ…”

“จริง แต่ตอนทำไม่รู้ตัวหรอก พอดีเพื่อนถ่ายคลิปตอนกูลงมือเก็บไว้ให้ดูย้อนหลัง เพราะมันนึกว่ากูโดน เอ่อ ผีเข้าสิง…ก็เหมือนอยู่นะ” ประโยคหลังผมพึมพำกับตัวเอง ย้อนนึกถึงภาพเคลื่อนไหวนั่นแล้วก็ยิ้มเจื่อน

ถึงไอ้บ้านั่นสมควรโดน แต่ในฐานะผู้ชายเหมือนกัน…ผมก็แอบกลัวตัวเองนะครับ

“…เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีอะไรมากระตุ้น กูก็ไม่มีอาการอะไร มึงไม่ต้องกลัวหรอก”

ผมตบบ่าพาร์ที่ทำหน้าเมื่อเจอระเบิดเวลาเคลื่อนที่ได้ กำลังจะเดินจาก ได้ยินเสียงโฆษกประกาศว่าเหลือสามนาที เลยหันไปถามเพื่อนเล่นๆ

“ตกลงมึงจะออกไปพร้อมกูไหม?”

…พาร์พยักหน้าครับ

และแล้วผมก็ได้ฤกษ์ไปหาพี่โฆษก พร้อมผู้ติดตามที่ยอมเดินตามหลังมาอย่างว่าง่าย

เอ่อ ผมไม่ได้ตั้งใจขู่มันนะครับ

กลางสนามนอกจากพี่โฆษกเจ้าประจำ ยังมีคุณราชินีพร้อมเหยื่อ…

ไอ้นนท์นี่!

มองหน้าเพื่อนตัวเองอย่างสงสัย อีกฝ่ายมองตอบยักไหล่ให้ผม จากท่าทางเดาได้เลยว่า มันเดินตามเขามาเองง่ายๆ

เหอะๆ มึงคิดจีบสาวทั้งที แต่ดันเลือกจีบผิดคนแล้วเพื่อน

“มากันครบแล้วนะครับ ลูกสาวทั้งสองคณะไม่ได้ฉุดกระชากลากถูนักกีฬามา ผ่านเงื่อนไขทั้งคู่ รอดพ้นฉายาลูกสาวไม่เอาอ่าวไปนะครับ”

ผมเข้าใจอย่างหนึ่งแล้ว ไอ้ฉายาที่ว่า สงสัยจะเป็นแนวด้านลบ ใครมีมากกว่าแพ้แหงเลยครับ

“เรารู้จักลูกสาวคณะไปแล้ว ขอทำความรู้จักตัวแทนนักกีฬาจากสองคณะบ้าง ประธานคณะทั้งสองส่งไมค์คืนมาหน่อยครับ”

นักกีฬาในทีมถูกประธานปี4 ใช้งาน แปบเดียวไมค์ก็ถูกส่งต่อให้พาร์กับนนท์คนละตัว

“กฤตานนท์ครับ ชื่อเล่นนนท์ ปี1 เศรษฐศาสตร์ครับ”

เสียงตอบรับจากกองเชียร์ฝั่งอีคอนดังเชียว ฝั่งนิติมีสาวๆ บางส่วน เพื่อนผมถือว่าพอมีชื่อเสียงจากการเล่นกีฬาหลายรายการ สาวๆ รู้จักเยอะ แต่เสียดายที่แฟนคลับมันไม่ค่อยมีคนจากนิติ ผิดกับคนข้างๆ ผม แค่ส่งเสียง ออกไมค์คำเดียว สาวๆ รุ่นเพื่อนรุ่นพี่ทั้งสองฝั่งก็กรี๊ดกันสนั่นแล้ว

“เงียบกันก่อนครับ” พี่โฆษกพูดปราม

เสียงค่อยๆ ซาลง พาร์ต้องพูดแนะนำตัวใหม่ เพราะเมื่อกี้โดนกลบหมด

“ภควัติ ชื่อเล่นพาร์ ปี1 นิติศาสตร์ครับ”

“ฟังจากเสียงกรี๊ดกร๊าด ดูเหมือนลูกสาวอีคอนเลือกพาคนออกมาได้ถูกใจเหล่ากองเชียร์มาก”

ได้ยินเสียงตอบรับว่า ‘ใช่’ ดังจากแสตนเชียร์ประสานกันมาเลย

ผมยิ้มขำ เหลือบมองคนข้างตัวที่ทำหน้านิ่ง แต่แววตาแอบหน่ายก็ยิ่งขำ เพราะแบบนี้ล่ะมั้ง มันถึงลีลาไม่ยอมออกมากับผมตั้งนาน

“ลูกสาวทั้งสอง แนะนำตัวเองตามบทบาทผู้สูงศักดิ์ และแนะนำคนที่พามาด้วยหน่อยว่าเกี่ยวข้องกันยังไง จะสั้นจะยาวไม่ว่า ให้ฝ่ายราชินีก่อนครับ เพราะเธอมาถึงก่อน”

นนท์ส่งไมค์ให้ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม พาร์ก็ส่งให้ผมเหมือนกัน

“ข้าคือราชินีเมย่า ส่วนเจ้านี้” ชี้นิ้วใส่นนท์ที่ทำหน้าเอ๋อ “ข้าซื้อมาจากตรงนั้นด้วยน้ำหนึ่งขวด”

คนชมฮากระจาย ผมหันหน้าหนีตัวสั่นตามแรงหัวเราะไร้เสียง

โธ่ เพื่อนผม มีค่าตัวแค่น้ำเปล่าหนึ่งขวด อนาจมาก!

“ต…ตาฝั่งอีคอนครับ” พี่โฆษกพูดทั้งที่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ

ผมกระแอมไอเพื่อหยุดอาการขำ ครุ่นคิดแปบหนึ่งก็พูดบ้าง “เราคือท่านชายน้อย คนข้างๆ สหายเราเอง ช่วงนี้ชีวิตสหายลำบากพอประมาณ ม้าทรงตัวโปรดถูกท่านบิดาขอยืมไปใช้ จะไปไหนก็แสนลำบาก ปัจจุบันเลยต้องอาศัยขี่ม้าตัวเดียวกับเรามาเรียนประจำ”

พี่โฆษกสวนใส่ทันที “ไม่ใช่แค่มาเรียนล่ะมั้ง พี่เห็นขากลับก็ไปด้วยกันนี่ครับ”

ผมถามกลับทันที แม้ในใจจะสงสัยว่าสาวบางส่วนส่งเสียงกรี๊ดทำไมก็ตาม

“ไม่งั้นจะให้สหายเรากลับยังไงล่ะ?”

“ลูกสาวคนนี้ ไม่ตบมุขพี่เลยนะ”

อ้าว อยากให้ผมตบมุขก็ไม่บอก ว่าแต่เมื่อกี้พี่จะเล่นมุขอะไรครับ?

“ถามลูกสาวคณะหน่อย หากจำลองสถานการณ์ว่า ขณะนี้ชีวิตกำลังพลิกผัน กิจการล้มละลาย กำลังจะกลายเป็นยาจกไม่ช้า จะทำยังไงกัน แน่นอนว่าในคำตอบต้องเอาคนที่พามาด้วยเข้าไปเอี่ยวด้วยนะครับ ใครพร้อมก็ยกมือก่อนได้เลย พี่ให้เวลาคิดสามสิบวินาที”

สั้นชะมัด ผมรีบคิด นึกออกก็ยกมือขึ้น กลายเป็นว่าทางฝั่งราชินียังหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เลย

“โอ้ ทางท่านชายยกมือแล้ว ว่ามาเลย”

“เราคงฝากน้องทั้งสองไว้ที่บ้านสหายก่อน จากนั้นมาดูว่ากิจการตัวไหนขายทิ้งไปได้บ้าง ตัวไหนยังควรเก็บไว้ เป็นไปได้เราคงขอยืมเงินสหายเพื่อใช้ตั้งตัวด้วย” ผมมองหน้าพาร์ “คงต้องขอความช่วยเหลือเยอะเลย หวังว่าสหายจะไม่คิดดอกเบี้ยแพงนัก”

ผมพูดติดตลกตอนท้ายให้พาร์คิ้วกระตุกเล่น

“ทางสหายพาร์จะว่ายังไงบ้างครับ จะให้ความช่วยเหลือหรือเปล่า?”

พาร์ขมวดคิ้วเมื่อจู่ๆ ก็ถูกถาม แต่ก็รับไมค์ไป

“สหายขอมาก็ต้องให้ โดยเฉพาะหากบ้านเจ้านี่เดือดร้อน” ยกนิ้วโป้งชี้ทางผม “เทียบกับการขอความช่วยเหลือ ครอบครัวข้าไปรบกวนครอบครัวทางนั้นมากกว่าอีก”

“นี่หมายความว่าครอบครัวทั้งสองฝ่ายรู้จักกันดีใช่ไหมเนี่ย สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก?”

พาร์ไม่ตอบ ยัดไมค์ใส่มือผม แล้วยืนนิ่งเงียบ จนพี่โฆษกยิ้มแห้งถอยฉากไปถามฝั่งราชินีบ้าง แต่แม่หญิงคนงามกลับตอบก้ำปั้นทุบดินตามสเต็ปองค์ราชินีว่า

“เป็นไปได้ยากหากข้าคนนี้จะเป็นยาจก ต่อให้กิจการล้มละลายแล้วยังไง ในเมื่อข้ายังมีสมบัติเป็นกองภูเขาขายกินทั้งชาติยังเหลือ หรือต่อให้ไม่ขาย ข้าก็เอาเจ้าทาสตรงนั้นไปทำงานหาเงินก็ยังได้”

ผมไหล่สั่น นนท์โดนลดค่าตัวกลายเป็นทาสให้องค์ราชินีซะแล้ว ยังไม่จบครับ เพราะเธอจับปลายคางเพื่อนผมหันไปมา

“หน้าตาดีแบบนี้ เอาไปปล่อยเช่าก็ได้ราคาเช่นกัน”

“จะเอาทาสไปปล่อยเช่าที่ไหนครับ?” พี่โฆษกถามอย่างสงสัย

“หอนายโลม”

สามคำจบครับ ผมจับไหล่พาร์เป็นที่ยึด ก่อนเผลอทรุดลงไปนอนขำกลิ้งบนพื้นให้เสียกิริยา ดูหน้าไอ้นนท์สิ โคตรฮา เหวอได้ใจมาก เป็นไงล่ะมึง อยากตามออกมาเองดีนัก!

อึก…

“แค่กๆๆ”

ผมกลืนน้ำลายพลาด สำลักไอไม่หยุด เดือดร้อนพาร์ที่อยู่ข้างๆ ต้องช่วยลูบหลังให้

“อ้าว ลูกสาวทางนี้เป็นอะไรล่ะ”

พาร์ตอบแทนสั้นๆ “หัวเราะมากไปครับ”

พี่โฆษกทำหน้าเงิบไปวูบหนึ่ง ก่อนแกจะถอนหายใจเฮือก

“ลูกสาวรุ่นนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ มาถึงคำถามสุดท้าย…สุดท้ายจริงๆ ตอบจบปุ๊บอัญเชิญกลับถิ่นทันที สายข่าวพี่สืบมาได้ว่า ลูกสาวทั้งคู่มีความลับ พี่จดใส่กระดาษมาให้แล้ว ช่วยแสดงละครสักฉากให้เกี่ยวข้องกับประโยคในกระดาษนี้คู่กับคนที่พามาด้วยครับ”

ผมรับกระดาษโพสอิทสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเหลือง แอบเห็นทางฝั่งราชินีเป็นสีฟ้าแวบๆ ก้มมองดูถึงกับชะงัก ยื่นให้พาร์ดูก็ชะงักเหมือนกัน นี่พี่แกไปสืบข่าวมาจากไหนเนี่ย ผมอ่านทวนข้อความในกระดาษอีกครั้ง

‘แอบอยู่ด้วยกัน’

ผมกรอกตาขึ้นด้านบน กรณีพวกผมเรียกว่าแอบตรงไหน?

“ใครพร้อมก่อนยกมือเลย”

งานนี้ผมขอปรึกษาคนข้างๆ ก่อนดีกว่า ผมลากแขนพาร์ถอยห่าง ถามเสียงกระซิบ

“เอาไง”

“มึงขึ้นต้นประโยคมา เดี๋ยวช่วยโต้ให้”

“เอางั้น?”

ง่ายๆ อย่างนี้เลย?

พาร์พยักหน้า ผมสังเกตสักพักแล้ว เวลาตกเป็นเป้าสายตาคนจำนวนมาก พาร์จะดูนิ่งๆ ไม่ถามก็ไม่แสดงความเห็น ดูเป็นคนเข้าถึงยาก แถมยังแผ่รังสีประหลาดที่คนมองแอบรู้สึกเกรงใจ ไม่อยากไปรบกวน ผมพึ่งเคยเจอโหมดนี้ของพาร์ก็วันนี้เอง ครั้งแรกก็ตอนอยู่กับกลุ่มรุ่นพี่ในห้องน้ำ แต่ไม่ชัดเจนเท่าตอนนี้ ขอเดาเล่นๆ คงเป็นโหมดระวังตัวรูปแบบหนึ่งของพาร์มั้ง

พวกผมตัดสินใจช้ากว่าองค์ราชินี เพราะเธอจับเพื่อนผมนอนหงายกับพื้น เหยียบต้นขาด้วยเท้าเปลือยเปล่า และกำลังฟาดใส่ด้วยแส้ล่องหนให้เพื่อนผมโบกมือปัดไปมา แกล้งร้องโหยหวน…นนท์อาจจะร้องจริงๆ ก็ได้ ผมเห็นเธอขยี้ฝ่าเท้าลงเนื้อเพื่อนผมแบบเน้นๆ

ผมมองการแสดงสักพักก็เอียงหัวกระซิบถามคนข้างๆ “ประธานรุ่นมึง…เป็นพวกเอสเหรอ”

“…ไม่แน่ใจ อาจใช่ก็ได้ กูรู้แค่ว่ารุ่นกูไม่มีใครกล้าโดดหรือขัดคำสั่งเจ้าแม่ แค่ก…กูหมายถึงประธานเมย์เป็นหนที่สองสักคน”

ชัวร์แล้วครับ! องค์ราชินีชุดกระโปรงฟ้าตรงนั้นอยู่ในสายเอสแน่นอน ขอรับรองจากคำพูดกั๊กๆ จากพาร์เนี่ยแหละ! อ้อ เผื่อใครไม่รู้ เอส (S) ย่อมาจากซาดิสม์ (Sadism) ครับ

ไอ้นนท์ได้กลิ้งตามพื้นอีกหลายตลบ เปลี่ยนท่าหนีอีกหลายหน เรียกเสียงฮาจากคนดูไม่น้อย ผมยังเผลอขำ ที่ชอบก็ตอนมันกลิ้งหนีฝ่าเท้าน้อยๆ ที่กำลังจะกระทืบมันนั่นแหละ ขอบอกว่านั่นไม่ใช่การแสดง แต่เพื่อนผมหนีจริง เพราะคุณเธอชักมันในอารมณ์ขึ้นเรื่อยๆ คนอยู่ใกล้ๆ รู้เลยว่าราชินีเริ่มออกแรงลงน้ำหนักฝ่าเท้าหนักหน่วงขนาดไหน สุดท้ายเป็นพี่โฆษกที่บอกหมดเวลา ไม่แน่ใจเพราะทนสงสารไอ้นนท์ไม่ไหวหรือเปล่า

ทั้งสองถูกอัญเชิญกลับถิ่น เพื่อนผมเผ่นหนีไปรักษาสังขารที่น่าจะชอกช้ำพอๆ กับแผลใจ โดยมีรุ่นพี่รุ่นเพื่อนพร้อมใจเอาน้ำ เอาผ้าเย็น แม้กระทั่งยาแก้พกช้ำมาปลอบขวัญ ส่วนแม่ราชินีกำลังได้รับการปรนนิบัติพัดวีจากเหล่านักกีฬาสองคนอย่างเชนกับมีนอยู่ มีทั้งเอาน้ำมาให้ ช่วยพัดคลายร้อน แม้แต่พี่กันยังแอบเอาผ้าเย็นประเคนให้เลยครับ

“คู่เมื่อกี้ทำผมหวาดเสียวจริงๆ มาถึงคู่นี้บ้าง เมื่อกี้พี่ลืมบอก พี่ให้เวลาแค่หนึ่งนาทีนะ พร้อมยัง?”

ผมพยักหน้า พี่โฆษกนับสาม สอง เริ่ม

“มาอยู่ด้วยกันเถอะ” ผมโผล่ออกไปดื้อๆ

“ฮะ!” พาร์เผลออุทานออกไมค์ ผมว่าได้ยินเสียงอุทานจากคนอื่นๆ ด้วยนะ

ผมแสร้งถอนหายใจ “ท่านหญิงน้อยเบอร์ดี้ย้ายมาอยู่บ้านเราแล้ว สหายจะลำบากอยู่คนเดียวไปทำไม พาหนะใช้เดินทางก็ไม่มี สู้อยู่ด้วยกันเลยดีกว่าเป็นไหนๆ”

ดูเหมือนพาร์จะเริ่มตั้งสติได้ เงียบไปสักพักถึงเอ่ยประโยคเด็ด “ตกใจหมด นึกว่าเจ้าเอ่ยปากขอข้าแต่งงาน กำลังคิดอยู่ว่าข้ามขั้นตอนไปหน่อย ยังไม่ทันบอกรักข้าสักคำ”

เฮ้ย! มันเล่นผมแล้วไง

“คิดไปเรื่อย สรุปจะเอายังไง”

พาร์ถอนหายใจยาวเหยียด “เจ้าไม่รู้หรือ ข้าขนของไปอยู่บ้านเจ้าตามรับสั่งท่านแม่ของพวกเราสักพักแล้ว”

ผมปิ๊งไอเดียใหม่ เลยแกล้งทำหน้างงถามไป “ทำไมเราไม่เห็น สหายไปนอนที่ไหน?”

“ห้องเจ้าไง”

พาร์ตอบหน้าตายมาก แต่เรียกเสียงกรี๊ดดังสนั่น

ผมกะแล้วว่าเพื่อนต้องตอบอย่างนี้ เลยแสร้งทำหน้าช็อกสุดขีด ยกนิ้วสั่นระริกชี้หน้าเรียบเฉยของพาร์

“ช…เช่นนั้น คู่หมั้นปริศนาที่ไม่ยอมให้เราเห็นหน้าสักที…คนที่ท่านแม่ส่งมาร่วมเตียงกับเราตั้งแต่หลายคืนก่อน…คือ…คือ…”

“อือ ข้าเอง”

ใครใช้ให้มึงตอบ!

ผมพึ่งอ้าปาก ยังไม่ทันเอ่ยแก้เกม พาร์ก็ตอกย้ำลงมาอีกประโยคด้วยแววตาวาววับ กับริมฝีปากที่ยกขึ้นนิดหน่อยเหมือนคนกำลังกลั้นขำ

“และข้าจะไม่ยอมตกเป็นภรรยาของเจ้าหรอก จำไว้!”

การแสดงของผมก็ตัดจบแค่นั้น เพราะหมดเวลา บ้าเอ้ย!

เสียงกรีดร้องชอบอกชอบใจดังสนั่น

พาร์ดูอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใช่สิ! มันได้แกล้งผมคืนแล้วนี่

ผมทำหน้าบูด โธ่เว้ย! คนอุตส่าห์กะทิ้งท้ายให้คลุมเครือแท้ๆ

พี่โฆษกหัวเราะอยู่นาน ก่อนกระแอม “แฮ่ม พี่เชื่อแล้วว่าตระกูลพวกน้องผูกมิตรกันยาวนานถึงขั้นหมั้นหมายลูกชายทั้งสองไว้ แถมยังจับส่งเข้าเรือนหอเรียบร้อย หึๆๆ พี่จะรอดูนะว่า ใครจะได้รุกใคร”

ฟังแล้วอยากเอาหัวโขกหมอนข้างสักสิบครั้ง

ไหงถึงออกมาเป็นศึกชิงตำแหน่งบนเตียงเล่า! ผมไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาในรูปแบบนี้ซะหน่อย! แค่อยากให้เป็นมุขตลกร้ายเฉยๆ

จบการแสดงเล็กๆ น้อยๆ ของลูกสาวสองคณะ ก็ถึงพิธีการส่งธงคณะคืนเจ้าของ ไอ้ที่ผมฟังเพี้ยนคิดว่าส่งคืนตอนจบการแข่ง แท้จริงแล้วต้องทำตอนพักครึ่งครับ

เลยได้มาเยือนฝั่งนิติอีกครั้งด้วยการเดินครึ่งรอบสนามบาสตามเข็มนาฬิกาเช่นเดียวกับราชินี ตอนเดินเนี่ยต้องคอยมองกันไปมา เพื่อกะจังหวะให้ถึงที่หมายพร้อมๆ กัน ธงถูกส่งคืนถึงมือกัปตันอย่างปลอดภัย พี่กันส่งให้รุ่นน้องเอาไปปักใว้ใกล้ฐานบังลังก์ราชินี

ส่วนพี่แกอยู่คุยกับผมต่อ “สนิทกับพาร์มาก?”         

ผมนึกๆ ดูก็พยักหน้า หลังจากต้องอยู่บ้านเดียวกัน เห็นหน้าทุกวัน ช่วยกันเลี้ยงน้อง รสนิยมถูกกัน ผมเลื่อนขั้นให้พาร์เป็นเพื่อนสนิทยังได้

“เหรอ” พี่กันทำหน้าครุ่นคิด “งั้นเรื่องสะใภ้คณะ พี่คิดว่าทางพี่น่าจะเปลี่ยน…”   

หมับ!

พาร์คว้าไหล่ผม “โทษนะพี่ ส่วนมึง หลอดยากูล่ะ”

ยา? อ้อ ผมล้วงยาแก้พกช้ำจากกระเป๋าเสื้อคลุม ผ้าเช็ดหน้าที่ได้มาเมื่อเช้าติดมือมาด้วย พาร์คว้าผ้าเช็ดหน้าไปห่อน้ำแข็ง ดึงผ้าโพกหัวออกอย่างระมัดระวัง ก่อนเอาประคบหัวทันที

“ไม่เอายาแล้ว?”

“เอา ทาให้หน่อย”

ผมถอนหายใจชำเลืองมองฝั่งตัวเอง องค์ราชินียังอยู่ฝั่งผมเช่นกัน ตอนนี้คุณราชินีกำลังชี้นิ้วสั่งการอะไรสักอย่างกับนักกีฬาคณะผม สีหน้าคนถูกสั่งแม้เห็นไม่ชัด แต่ดูท่าทางออกว่ากำลังเงิบหนัก

ฮ่าๆๆ โดนเล่นเข้าให้แล้ว เธอแรงจริงๆ ครับ วู้!

ท่าทางยังพอมีเวลา ผมรีบถาม “จะให้ทาตรงไหนอีก? ด้านหน้า?”

ผมถกเสื้อพาร์ขึ้น เห็นรอยเขียว สีประมาณนี้วันสองวันก็น่าจะหายแล้ว

“ตรงนี้ไม่ค่อยเจ็บ ไม่ต้องทาหรอก” พาร์ว่า “กูเจ็บหัวมากกว่า”

ฟังแล้วน่ากังวลมาก “มึงควรไปหาหมอ”

“ยังไม่ต้อง ที่จริงก็พึ่งมาเจ็บหลังโดนศอกเพื่อนมึงตอนแย่งลูก”

สงสัยจะพูดถึงตอนนนท์เผลอทำฟาล์ว แล้วพาร์ล้มล่ะมั้ง

“ก่อนหน้านี้ไม่ไปถูกก็ไม่เจ็บ แต่ตอนนี้เจ็บๆ หายๆ ดูให้หน่อยดิ มันเป็นยังไงมั้ง”

พาร์นั่งยองๆ หันหลังให้ ผมพาร์สั้น แหวกนิดหน่อยก็เห็นถึงหนังหัว แต่ตอนนี้ดูไม่รู้ครับ เพราะไม่ได้ปูดเป็นลูกมะนาว ไม่มีรอยช้ำเขียวให้เห็น มีแต่รอยแดงๆ ที่ผมไม่แน่ใจว่าเจอยาแล้วจะแสบหรือเปล่า คิดแล้วก็หมุนฝายาปิด “ประคบน้ำแข็งไปก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยแวะหาหมอ”

พาร์พยักหน้า เปลี่ยนจากนั่งยองๆ เป็นขัดสมาธิ กดน้ำแข็งห่อผ้าเช็ดหน้าต่อไป

ผมหันมองฝั่งตัวเอง เห็นราชินีมองมาทางผมเช่นกัน ต่างคนต่างพยักหน้า ผมเดินไปหยิบธงสีเหลืองที่ฝากเพื่อนพาร์ชื่อมีนถือชั่วคราว แล้วเริ่มต้นเดินอีกครึ่งสนามตามเข็มนาฬิกาเพื่อกลับฝั่งคณะตัวเอง

ครึ่งหลังการเล่นดูไม่ร้อนแรงเท่าครึ่งแรก ให้อารมณ์เหมือนเล่นกับเพื่อนมากกว่าแข่งเอาจริงเอาจัง เอ หรือผมรู้สึกไปเอง คะแนนห่างสามคะแนนเท่าเดิมตลอด คณะนิติไม่รีบร้อนขึ้นนำ จนกระทั่งหลังพักเบรก เกมแข่งขันค่อยร้อนแรงและดุดันมากขึ้น มีทั้งฟาล์ว ทั้งล้ม คณะนิติพยายามขึ้นนำอยู่ คะแนนลดห่างกันเหลือสองคะแนน ช่วงหลังๆ ผมเลยเหลือบมองดูสกอร์บอร์ดบ่อยๆ ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบเต็มๆ ผมต้องลุ้นเป็นธรรมดา ตอนนี้แต่ละทีมผลัดกันขึ้นนำด้วยคะแนนต่างกันแค่หนึ่ง ยิ่งนาทีสุดท้ายยิ่งดุเดือด…

ก่อนกรรมการเป่านกหวีด คณะผมพลาดเปิดโอกาสให้ฝั่งนิติทำคะแนนขึ้นนำ แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนใจคะแนนหรือแม้แต่เสียงนกหวีดแล้ว เมื่อนักกีฬาฝั่งนิติถึงขั้นหิ้วปีกเพื่อนออกจากโรงยิม

เกิดอะไรขึ้น?

ผมพยายามชะเง้อมอง เห็นหน้าคนโดนหิ้วไม่ชัด แต่เหมือนจะหมดสติ…

กองเชียร์ฝั่งนู้นโห่ร้องน่าดู คงโกรธที่คนคณะตัวเองบาดเจ็บมั้ง

“ที”

ผมก้มหน้าตามเสียงเรียก เห็นนนท์มองตรงมา ก่อนขยับปากไม่ออกเสียงสองคำให้ผมอ่านเอาเอง

เรา – แพ้

“ห๊ะ?”

ผมรีบเดินลงไปสมทบนักกีฬาด้านล่างด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม ประชิดตัวเพื่อนได้ก็รีบยิงคำถามใส่

“จะแพ้ได้ไง ยังแข่งไม่จบซะหน่อย”

“พึ่งจบเมื่อกี้…เดี๋ยวนะ มึงคงไม่คิดว่าสัญญาณหมดเวลา คือสัญญาณขอเวลานอกหรอกนะ?”

ความเงียบจากผมคือคำตอบ ไอ้นนท์ถึงได้โบกหัวผมไปทีเป็นการแก้โง่

“ไปนู้นเลย พี่โฆษกรอมึงอยู่”

ฝ่ามือนักบาสเหงื่อซกทั้งสี่รุมตบหัวนนท์คนละป้าบ

“อย่าคิดว่าไล่เพื่อนแล้วจะหนีความผิดพ้น ฟังนะไอ้น้อง ไอ้บ้านี่แกล้งปล่อยให้อีกฝ่ายทำคะแนนขึ้นนำตั้งหลายลูก ดูยังไงก็จงใจชัดๆ”

“สม อยากหูดำดีนัก เป็นไงมึง เจอราชินีสายS เข้าให้ หนีหัวซุกหัวซุนเชียว”

“จงใจทำทีมแพ้ไม่พอ ยังทำเพื่อนเดือดร้อนอีก พี่นันย้ำหนักย้ำหนาว่าห้ามแพ้ ถ้าไม่อยากเจอบทลงโทษจากพี่แกโดยตรง”

ผมที่จับใจความได้แล้ว เริ่มหน้าทะมึนตามคนอื่น สองมือยกกอดอกเขม่นใส่เพื่อนตัวดี

แม่ง ทำผมต้องตกเป็นเครื่องบูชายัญถูกถวายให้คณะนิติศาสตร์ หลังจากนี้ต้องตกเป็นสะใภ้คณะ แค่คิดว่าจะถูกเรียกสะใภ้ให้แสลงรูหูอีกนานก็นึกหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว

ขอร่วมวงลงโทษด้วยการเตะข้อพับเข่าเพื่อนไปป้าบหนึ่ง ไอ้นนท์ทรุดฮวบนั่งแปะกับพื้น

“ขอโตดดด” ยกมือไหว้รอบวง สีหน้าดูสำนึกผิด “แต่ส่งไอ้ทีไปเป็นสะใภ้คณะทางนู้น ดีกว่าให้แม่ราชินีสายS มาเป็นสะใภ้คณะเรานะ!”

มึงแกล้งสำนึกผิดใช่ไหม!

“ที่นนท์พูดก็ถูก แม่ราชินีไม่เหมาะเป็นสะใภ้คณะหรอก ปล่อยให้อยู่เป็นหัวหน้าคุมนิติปี1 ไปเถอะ” ว่าแล้วก็ตบบ่าผมคล้ายปลอบใจ “เสียสละเพื่อคณะ ได้บุญยิ่งใหญ่นะเพื่อน”

“ไปเป็นสะใภ้แทนกูไหม”

หึ ส่ายหัวใหญ่ พูดน่ะง่าย แต่ทำใจลำบากโว้ย!

“ลูกสาวฝั่งอีคอนเชิญกลางสนามครับ”

เสียงนรกมาแล้ว!

ผมทำหน้าซังกะตาย ลากขาไปกลางสนาม เจอหน้าพี่โฆษกก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่งใส่ พี่แกขำใหญ่ มีตบหลังปลอบใจผมอีกต่างหาก

“ผู้ที่จะรับคนนี้เป็นสะใภ้คณะก้าวเท้าออกมาเลย”

ตกลงนี่เข้าพิธีมอบตัวแล้ว? 

“ไม่ต้องเขินๆ ผมได้ยินมาว่าพวกรุ่นพี่ระบุตัวไว้ให้เรียบร้อย ไม่ต้องหลบ ไม่ต้องซ่อน เป็นน้องนักกีฬาปี1 คนไหนครับ?”

“ใจเย็นคร๊าบบ! มันหิ้วปีกเพื่อนออกไปเมื่อกี้ เดี๋ยวก็กลับมาครับ!”

โฆษกทำหน้าแปลกใจ “ไม่ใช่แกล้งทำเพื่อหลบออกไปก่อน แล้วค่อยมาเซอร์ไพส์ทีหลังเหรอ?”

เงียบกริบ…เหล่ากองเชียร์ฝั่งนิติมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ท่าทางไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ตาเห็นเป็นจริงแค่ไหน

“อ๊ะ นั่นครับๆ กลับมาแล้ว...”

ผมกับโฆษกหันไปมองหน้าทางเข้าตามเสียง เห็นพาร์วิ่งหน้าเครียดเข้ามา

“ที!”

ผมสะดุ้งกับการถูกเรียกระยะไกล รีบตะโกนกลับ “อะไร!”

“กุญแจรถ!”

ผมทำหน้ามึน มองคนที่หยุดหอบหายใจตรงหน้า “อยู่กับมึงนี่”

“กูคืนให้มึงแล้ว ตอนมึงนั่งทำสีผม…” พูดถึงตรงนี้มันก็สบถออกมา วิ่งผ่านผมไปฝั่งเศรษฐศาสตร์ ตะโกนดังลั่น “พี่คนไหนที่แต่งตัวให้ทีเมื่อเช้า แล้วเก็บกุญแจรถไว้ยังไม่คืนน้อง ช่วยคืนให้ด้วยครับ! ผมขอตอนนี้เลย!!”

ผมกับพี่โฆษกวิ่งตามมาสมทบ ทันได้ยินที่พาร์ตะโกนชัดแจ๋ว พี่โฆษกช่วยพูดออกไมค์จนทุกคนได้ยินชัดเจน 

“กลุ่มพี่ๆ ที่ช่วยแต่งตัวให้น้องทีเมื่อเช้า ใครเก็บกุญแจรถน้องไว้ ส่งคืนเจ้าของด้วยครับ”

เกิดความชุลมุนฝั่งคนเชียร์คณะอีคอนไม่น้อย พักใหญ่ๆ กว่ากุญแจรถจะค่อยๆ ถูกส่งลงมา แต่คนร้อนใจกลับดึงไมค์ในมือพี่โฆษกเอนเข้าหา พูดกรอกเสียงลงไป

“โยนลงมาเลยครับ”

กุญแจถูกโยนลงมา พวกผมรีบถอยห่าง ปล่อยพาร์กระโดดขึ้นคว้าท่าอย่างเท่จนสาวๆ เผลอกรีดร้อง แต่คนได้กุญแจกลับโกยฝีเท้าไปประตูทางออก จนผมต้องรีบตะโกนถาม

“จะรีบไปไหนวะ?!”

“โรงพยาบาล!”

ผมยืนคุยกับพี่โฆษกนานหลายนาที คนที่นึกว่าขับรถออกไปแล้วกลับวิ่งหน้าตื่นเข้ามาอีกรอบ เรียกผมเสียงดังลั่นรอบที่สอง

“ไอ้ที! จอดรถไว้ตรงไหน?!”

“ที่เดียวกับเมื่อเช้าไง!”

“ไม่อยู่โว้ย!”

ผมตกใจสิ รีบวิ่งพรวดพราดไปหาพาร์ หน้าตื่นๆ

“รถหายเหรอ?!”

############

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
Re: - ชลนที - [บทที่10] P.2 (09/09/2016)
«ตอบ #51 เมื่อ09-09-2016 21:07:33 »

อ่าว รถหาย?? โดนรถลากไปป่าวเน้อ??

ออฟไลน์ rinny

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
Re: - ชลนที - [บทที่10] P.2 (09/09/2016)
«ตอบ #52 เมื่อ09-09-2016 22:46:16 »

ตอนต่อบทของพาร์ทีคือฟินมาก อยากจิเข้าไปเกาะขอบสนามดูจริงๆเลย
ทีจะได้เป็นสะใภ้นิติแบบเป็นทางการแล้วสิ ตื่นเต้นจัง ว่าแต่รถไปไหนนะ?

ออฟไลน์ ~tOeY~

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: - ชลนที - [บทที่10] P.2 (09/09/2016)
«ตอบ #53 เมื่อ09-09-2016 23:55:48 »

ตัดจบได้ค้างมากกก 555

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7722
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
Re: - ชลนที - [บทที่10] P.2 (09/09/2016)
«ตอบ #54 เมื่อ10-09-2016 02:50:21 »

ตามๆ มึนดี 5555

ออฟไลน์ JustWait

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3459
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-4
Re: - ชลนที - [บทที่10] P.2 (09/09/2016)
«ตอบ #55 เมื่อ10-09-2016 05:23:40 »

อ้าว รถไปไหน

ออฟไลน์ uknowvry

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +284/-6
Re: - ชลนที - [บทที่10] P.2 (09/09/2016)
«ตอบ #56 เมื่อ10-09-2016 09:37:01 »

โอ๊ยยยยย  ระทึกทุกๆสามบรรทัด!!!!!

ออฟไลน์ p_phai

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2356
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +154/-6
Re: - ชลนที - [บทที่10] P.2 (09/09/2016)
«ตอบ #57 เมื่อ10-09-2016 12:24:59 »

 :hao4:

ออฟไลน์ KatzeP

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-1
Re: - ชลนที - [บทที่11] P.2 (13/09/2016)
«ตอบ #58 เมื่อ13-09-2016 16:10:40 »

บทที่ 11

ในลานจอดรถกลางแจ้งใกล้โรงยิม รถเยอะมากครับ จอดเต็มพื้นที่ไม่พอ ถนนด้านนอกยังจอดเรียงรางเป็นแถว สมแล้วที่ขนกันมาหมดคณะ รวมสองคณะเข้าไปโรงยิมกลางที่เล่าลือว่าจุคนได้มหาเยอะยังเกือบเต็ม

“เมื่อเช้าจอดตรงนี้ ถูกไหม?”

ผมชี้จุดจอดรถให้พาร์ช่วยยืนยัน

“ถูก”

ใบหน้าเราเคร่งเครียดทั้งคู่ เพราะตอนนี้มีรถสีขาวของใครไม่รู้มาจอดแทนที่เจ้าลูกรักสีน้ำเงินของผม

“มึงได้ขยับรถไปไหนหรือเปล่า?”

“กูจะขยับได้ไง กุญแจก็ไม่มี” ผมว่า “แล้วมึงมองหาจนทั่วแล้วใช่ไหม?”

“แค่คร่าวๆ แต่กูแน่ใจว่ากวาดดูหมดทุกพื้นที่”

“งั้นลองหาดูกันอีกรอบ”

ผมกับพาร์ตกลงแบ่งพื้นที่คนละครึ่ง แยกย้ายกันมองหาเจ้า Honda Jazz ของผม

รถผมดันเป็นรุ่นนิยมด้วย เห็นไกลๆ นึกว่าใช่ แต่เจอป้ายทะเบียนกลับไม่ใช่ ผิดหวังซ้ำไปมาสองสามหน ผมก็เลิกดีใจล่วงหน้า ดูฝั่งตัวเองจนทั่ว…ไม่เจอ ใจเสียหนักขึ้น แต่เสี้ยวหนึ่งแอบหวังฝั่งพาร์จะเจอ พอวิ่งย้อนกลับจุดนัดหมาย สีหน้าพาร์ก็ยังไม่เปลี่ยน ผมเม้มปาก ค่อยๆ หยุดฝีเท้า ยืนนิ่งห่างจากพาร์ช่วงใหญ่ ไม่กล้าฟังคำตอบจากปากเพื่อนตรงๆ

กลัว…กลัวมันจะหายไปจริงๆ

…ของขวัญชิ้นแรกจากครอบครัว ไม่ใช่แค่พ่อแม่ แต่รวมถึงปู่ย่า และลุงนิกด้วย ทุกคนพร้อมใจหารเงินซื้อรถคันนี้มาฉลองเรียนจบชั้นมัธยมและสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ผมต้องการได้ ผมยังจำวันแรกที่ได้เห็นรถสีฟ้าคันนั้นจอดหน้าบ้าน พร้อมกับคนใกล้ตัวและคนทางไกลต่างยืนออกันอยู่ในไอแพคของพ่อประสานเสียงพูด ‘เซอร์ไพรส์’ ให้ผมที่พึ่งถูกน้องสาวลากลงจากเตียงมาดูของขวัญ

ความตื่นเต้นยังสู้ความดีใจที่มันเป็นของขวัญร่วมชิ้นแรกจากทุกคนไม่ได้

แต่ผมกลับ…ดูแลรักษา…ไม่ได้

“ที”

ผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์ทันทีที่โดนเรียก ตกใจเล็กๆ ยามเห็นพาร์ในระยะประชิด มันเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เพียงเสี้ยววินาทีที่สบตากัน แววตาของพาร์มีทั้งคำขอโทษทั้งเสียใจอยู่ในนั้น

วินาทีต่อมาต้องอึ้งกว่าเดิม…ไม่คาดคิดว่าจะถูกกอด

“มึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้”

“กู…ไม่เป็นไร”

“แต่…”

ผมฝืนหัวเราะ “กูบอกน้องเสมอว่าอย่าร้องไห้ง่ายๆ ถ้ากูทำไม่ได้ก็แย่สิ เพราะงั้น…” ผมทิ้งหน้าผากไว้กับไหล่พาร์ หลับตาลง “ขออยู่แบบนี้สักพัก ขอกูตั้งสติหน่อย”

ผมใช้เวลาพักใหญ่ๆ กว่าจะเรียกสติกลับมาได้หมด และข่มซ่อนความเสียใจไว้ด้านใน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ ลูกขอ…โอกาสแก้ตัวสักครั้งได้ไหม

ผมลืมตาขึ้น ดันตัวเพื่อนออกห่าง พาร์ยอมปล่อยโดยดี ผมเปิดประเด็นอีกครั้งด้วยความข้องใจ

“กูไม่คิดว่ารถทั้งคันจะหายง่ายๆ หรอก”

“…กูไม่อยากใส่ร้ายใคร แต่กูสงสัยรุ่นพี่ของมึง”

“คิดว่ารุ่นพี่กูขโมย?”

“เพราะมีช่วงหนึ่งที่กุญแจรถไม่ได้อยู่ที่เราทั้งคู่” พาร์ตั้งข้อสังเกต “กูคิดว่ารถคงหายไปช่วงนั้น”

“ที่มึงพูดก็ถูก แต่เป็นไปได้ยาก เพราะถ้ารถหายเมื่อไหร่ รุ่นพี่ที่ถือกุญแจรถกูไว้จะตกเป็นเป้าทันที ต่อให้เป็นขโมยโง่แค่ไหนคงไม่ทำแบบนี้แน่ๆ”

“…ข้อมูลน้อยไปสินะ”

“อือ กลับไปถามรายละเอียดกันก่อนเถอะ”

ผมออกเดินนำ พาร์ก้าวตามติดๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้ามาเดินข้างๆ พูดเสียงเคร่งขรึม

“มึงไม่ต้องกังวล ถ้าภายในหนึ่งชั่วโมงยังไม่ได้รถคืน เรื่องถึงตำรวจแน่นอน”

ผมถอนหายใจ “กูห่วงความรู้สึกคนซื้อรถคันนั้นให้มากกว่าอีก ไม่รู้จะบอกพวกเขายังไงวะ…คงผิดหวังมาก กูได้มายังไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ…ถึงตอนหลังอาจได้รถคืนมา แต่ความรู้สึกที่เสียไปล่ะ มันไม่ได้กลับคืนมาด้วยหรอก”

“ขอโทษ…ถ้ากูคืนกุญแจให้โดยตรง เรื่องคงไม่เกิด”

ผมมองพาร์ แล้วยิ้มปลอบใจให้มันบ้าง “ขอโทษครั้งเดียวก็พอแล้วน่า”

“นี่กูพึ่งพูดครั้งแรก…”

“พาร์! ที! พวกมึงอยู่ไหนกันวะ?!”

เสียงตะโกนคุ้นๆ เฮ้ย เสียงไอ้นนท์นี่หว่า

“อยู่นี้โว้ย! ตรงนี้!”

“ออกมาหากูหน่อย! ตรงทางเข้าอ่ะ! กูมีข่าวด่วนต้องบอกพวกมึง!!”

พวกผมสบตากัน พลส่งข่าวมาหาถึงที่ ไม่ต้องย้อนกลับไปถามถึงโรงยิมให้เสียเวลาแล้ว เรารีบตรงไปหานนท์ เห็นมันกำลังเดินวนไปมา สีหน้ากระวนกระวาย เห็นหน้าพวกผมปุ๊บก็โผล่ถามประโยคแรก

“พวกมึงแจ้งตำรวจยังวะ?!”

“ยัง” พาร์เป็นคนตอบ

นนท์ถอนหายใจยาว ผมหรี่ตาลง ชี้นิ้วใส่หน้ามัน “อย่าบอกนะว่ามึงเอารถกูไป”

“เปล่าโว้ย!” มันรีบส่ายหัวยิกๆ “แต่รถมึงไม่ได้หายไปไหน ย้ำอีกครั้ง รถมึงไม่ได้หาย..! งานนี้ไม่มีขโมยแต่อย่างใด แม่ง พวกมึงสองตัวทำคนในโรงยิมวุ่นวายไปหมด พี่นันกับพี่ดินนะ หน้านี่อย่างกะ…”

“หยุดเพ้อก่อน! นาทีนี้ต้องได้เห็นรถทั้งคัน แล้วมึงจะพร่ำเพ้ออะไรค่อยว่ากันทีหลัง”

“เออๆ รถมึงจอดอยู่ฝั่งกะโน้น กูไปเห็นมากับตาแล้ว ถึงวิ่งมาบอกพวกมึงเนี่ย”

“นำไปเลย”

ระหว่างวิ่งตามคนนำทาง นนท์ก็บอกเล่าคร่าวๆ ว่า รถผมถูกรุ่นพี่ขอยืมไปขนข้าวขนน้ำเมื่อตอนกลางวัน เพราะจุของได้เยอะ

“พี่เขาก็กะจอดคืนที่เดิมหรือใกล้เคียง แต่ลานจอดเต็มแล้ว เลยต้องขับวนหาที่จอดด้านนอก กว่าจะได้ที่จอดเลยไกลหน่อย”

ไกลจริงๆ ครับ ถ้าไอ้นนท์ไม่นำทาง คาดว่าวันนี้คงหาไม่เจอหรอก

“นั่นไงรถมึง!”

ผมรีบมองป้ายทะเบียนก่อนเลย…ตรงเป๊ะ

เสียงปลดล็อกรถจากรีโมตในมือพาร์ช่วยยืนยันซ้ำสอง ได้เจอลูกรักอีกหน ผมทั้งดีใจทั้งโล่งใจ ขนาดพาร์ยังถอนหายใจออกมาเลย

“น้องสองคนแจ้งตำรวจหรือยัง?”

ผมพึ่งสังเกตเห็นรุ่นพี่สองคนยืนอยู่ข้างรถ พี่นันเป็นฝ่ายร้องถามเมื่อครู่ อีกคนไม่คุ้นหน้า ใบหน้าดูซีดเผือกสุดๆ คนนี้แหละที่เคลื่อนรถผมออกมา

“ยังครับ”

หลังได้ยินคำตอบจากผม รุ่นพี่ทั้งสองถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ผมสะกิดพาร์บุ้ยใบ้ให้มันเอารถไปรับเพื่อน แต่เจ้าตัวกลับหยุดยืนข้างๆ ไม่ไปไหน ขยับปากกลับมาว่าขอหนึ่งนาที แล้วส่งเสียงขรึมท่าทางเอาเรื่องไม่น้อยออกมา

“รุ่นพี่มีอะไรจะพูดไหมครับ”

พี่นันตบหลังคนข้างๆ เสียงดังฟังชัด คนเจ็บพยายามข่มอาการ พูดเสียงตะกุกตะกัก

“เอ่อ พี่ขอโทษนะ พี่ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่…”

ผัวะ!

ฝ่ามือพี่นันโบกกระบาลคนพูดเข้าให้ “ไม่เป็นเรื่องใหญ่บ้านมึงสิ ทีหลังเอารถไปจอดไหนหัดบอกเจ้าของรถด้วย ดีนะน้องยังไม่แจ้งความน่ะ”

คนทำผิดกุมหัวครางเสียงอ่อย “ครับพี่”

“พี่ต้องขอโทษแทนน้องชายไม่มีหัวคิดด้วยเหมือนกัน ส่วนมึงมานี่เลย”

“โอ๊ย อย่าดึงหูผมสิพี่”

ผมมองไล่หลังด้วยความงง น้องชายเหรอ? หมายความว่าเป็นพี่ชายมลด้วยน่ะสิ ไม่เห็นมันบอกว่ามีพี่ชาย เอ้ย ประเด็นคือพี่น้องบ้านนี้เรียนคณะเดียวกันหมดเลยเหรอเนี่ย?

ระหว่างผมมองสองคนนั่นเดินออกห่าง ก็โดนพาร์ดึงตัวลากไปขึ้นรถ นนท์มองซ้ายขวาเหมือนช่างใจว่าจะตามพี่นันไปดี หรืออยู่กับพวกผมดี สุดท้ายก็เลือกวิ่งมาเปิดประตูหลัง พูดขอติดรถไปลงหน้าโรงยิม พาร์ไม่ได้ว่าอะไร เพราะต้องไปรับเพื่อนที่นั่นอยู่แล้ว

“อ้าว ยังไม่ปรับเบาะ…ดึงขึ้นยังไงวะที”

ผมมองตามเสียงเพื่อน ถึงเห็นว่าสองเบาะหลังถูกปรับลงราบกลายเป็นพื้นที่กว้าง คิดไปคิดมา ผมว่าปรับเบาะเตรียมรับคนป่วยเลยดีกว่า

“ทำอะไร?”

“เตรียมรับคนเจ็บไง” ผมยังไม่ทันลงมือทำอะไร ก็โดนพาร์ดันตัวกลับที่นั่งข้างคนขับ โบกมือไล่นนท์ขึ้นรถทั้งแบบนั้น

“ถ้าไม่ปรับ คนเจ็บนอนทั้งตัวไม่ได้นะมึง” ผมแย้งระหว่างพาร์ออกรถ

“นั่งยืดขาก็พอ เพื่อนกูเจ็บแค่ขา”

“อ้าว แต่กูเห็นหมดสตินี่หว่า”

“ทนเจ็บมากๆ ระยะเวลาหนึ่ง พอหมดช่วงต้องทน ร่างกายก็สั่งปิดตัวเองแบบนี้แหละ ไอ้มีนน่ะเป็นประจำ”

ผมทำหน้าประหลาดใจ “มึงพูดเหมือนรู้จักเขานานแล้ว ไม่ใช่พึ่งรู้จักตอนเข้ามหาลัยเหรอ”

“เปล่า ฟังเชนเล่ามาอีกที”

ผมทำหน้าหน่ายใส่พาร์ แม่ง พูดซะเหมือนรู้จริง เอาเถอะ ถ้าจำเป็นค่อยปรับเบาะใหม่ก็ได้

จู่ๆ พาร์ถามขึ้นเหมือนยังข้องใจไม่หาย “มีใครบอกมึงว่าจะขอยืมรถหรือเปล่า”

ผมนึกดูสักพัก “ไม่มี”

“ไม่มีได้ไง” นนท์แย้ง “กูได้ยินรุ่นพี่พูดกันว่าบอกมึงแล้ว”

“บอก? ตอนไหนวะ? ทำไมกูไม่รู้เรื่อง”

“ไม่รู้โว้ย ไปถามพวกรุ่นพี่กันเองนู้น”   

ผมขมวดคิ้วสักพักก็คลายสีหน้า เอาเถอะ ผมได้รถคืนแล้วนี่

“เช็ดของในรถดู มีอะไรหายหรือเปล่า”

พาร์เตือนเสียงเข้ม ผมรีบเริ่มเปิดเก๊ะหน้ารถดูเป็นอย่างแรก ก่อนเปิดช่องเก็บของตรงที่เท้าแขน ในรถไม่มีของมีค่าหรอกครับ แต่มีข้าวของบางชิ้นที่หากเอาไปขายเป็นของมือสองก็พอได้ราคาดีบ้าง อย่างแว่นตากันแดดอันโปรดของพาร์ เห็นว่าซื้อตอนเรียนอยู่ต่างประเทศ หรือปากกาโคตรแพงที่เป็นของฝากจากลุงนิก     

“ดูแล้วไม่น่าจะมีใครรื้อของ…”

“ลองรื้อดูสิ”

พาร์พึมพำ แม้จะเบา แต่ในรถแคบๆ เงียบๆ ผมได้ยินชัด และเชื่อเถอะไอ้นนท์ก็ต้องได้ยิน ผมเหลือบมองด้านหลัง สบตากับนนท์ที่กำลังจ้องผมเขม็งพอดี แววตาเหมือนจะถามว่าเจ้าของรถเป็นใครกันแน่ ผมอยากพูดแย้งใจจะขาด เพราะมีของพาร์อยู่ในรถด้วยหรอก มันเลยตกเป็นผู้เสียหายเหมือนกัน

กลัวยิ่งพูดแก้ยิ่งแย่ ผมเลยเลือกเมินสายตาข้องใจของคนด้านหลัง ก้มหน้าตรวจเช็คของต่อไป

“ไม่มีอะไรหาย” ผมสรุปหลังเช็คดูถี่ถ้วนแล้ว

เรื่องครั้งนี้เป็นบทเรียนของเราเลยครับว่าห้ามฝากกุญแจรถไปกับคนอื่น

“ข้างหลังมีถุงเสื้อผ้าด้วย ของมึงเหรอที”

ผมหันมองตามเสียงถามของนนท์ เห็นของที่มันยกให้ดูก็ร้องอ้อ “ชุดนักศึกษาที่กูใส่มาวันนี้ไง”

“เก่งวะ มึงพับซะเรียบร้อยเหมือนที่แม่กูทำให้เลย”

“อ้อ นั่นพาร์เป็นคนทำ…” ผมหุบปากฉับ หลังเห็นแววตาเพื่อนแปรเปลี่ยนเป็นจ้องจับผิดอีกครั้ง

ผมพูดอะไรผิด? ก็ไม่นี่หว่า

“…ข้างในถุงมีกางเกงลิงของมึงด้วยปะ?”

“จะมีได้ไง! กูต้องใส่อยู่กับตัวสิโว้ย!”

แว่วเสียงมันงึมงำว่าก็ยังดี…

ดีอะไรวะ?

“พูดถึงกางเกงในทำกูนึกได้” พาร์พูดขึ้นมาขัดจังหวะผมกำลังอ้าปากจะถาม “เมื่อวานตอนตากผ้า เจอบ็อกเซอร์เอวย้วยของมึงตั้งหลายตัว ถ้าถึงขั้นต้องใช้หนังยางมัดกันหลุด กูว่าเปลี่ยนเส้นยางขอบเอวใหม่ดีกว่า ไม่ก็โละทิ้งซื้อของใหม่”

ปากผมเลยอ้าค้าง ไม่นึกว่าพาร์จะเอาเรื่องนี้มาพูด

“ในตู้เสื้อผ้าก็มีย้วยน่าเกลียดอีกเพียบ มึงจะเก็บสะสมทำบ้าอะไร”

“ก็ถ้าซื้อใหม่มันน่าเสียดายออก เนื้อผ้ายังดีอยู่เลย” ผมถึงแก้ปัญหาเอาหนังยางมัดถุงกับข้าวมาใช้แทนไง แน่นอนว่าใส่เฉพาะตอนอยู่บ้านครับ “แล้วเรื่องเปลี่ยนขอบยาง กูทำไม่เป็นนี่หว่า”

ผมเคยลองนะ ไม่กี่วันต่อมาไอ้ด้ายที่ผมเย็บไว้ก็หลุดออกมาแล้ว เรื่องนี้ยัยน้ำยังทำได้ดีกว่าผมอีก แต่จะให้น้องสาวจับกางเกงในใช้แล้วนี่ก็…ดูไม่ควร ผมเลยไม่เคยขอให้น้องทำให้

“แล้วทำไมไม่จ้างคนอื่น?”

“กางเกงในใช้แล้วเนี่ยนะ เอ่อ กูอาจคิดมากเกินไป แต่มันเหมือนของใช้ส่วนตัวเปล่าวะ แล้วคนรับจ้างทำ กูเห็นมีแต่เพศหญิงทั้งนั้น”

พาร์ถอนหายใจ “ถ้าเป็นเพศชายโอเคใช่ไหม งั้นเดี๋ยวกูเปลี่ยนให้”

“ฮะ!” ผมเผลออุทาน “เดี๋ยวๆ มึงจะทำให้จริงอ่ะ?”

“อืม”

สีหน้าพาร์ปกติมากครับ เหมือนคุยเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ แต่ผมกลับรู้สึกทะแม่งๆ เหมือนมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง

“จ...จะดีเหรอ?”

“ถ้าไม่ดีจะถามมึงมั้ย!”

ผมสะดุ้งตกใจเสียงออกแนวหงุดหงิดของมัน “งะ งั้นฝากด้วย”

ตอบรับไปแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ทีหลัง แบบ…มันตะขิดตะขวงใจอย่างบอกไม่ถูก จนต้องพูดอีกประโยคแก้เก้อ “ต...แต่ตัวเน่าๆ ไม่ต้องนะ”

“ประเภทนั้นกูจับโละทิ้งให้มึงอยู่แล้ว เดี๋ยวกลับไปกูจะรื้อไอ้ที่อยู่ในตู้เสื้อผ้ามึงออกมาจัดระเบียบให้ใหม่ด้วย”

ฟังจากน้ำเสียงเข้มๆ ของพาร์…ดูท่าคงอดทนกับสภาพตู้เสื้อผ้ารกๆ ของผมมาสักพักใหญ่

ผมเงียบกริบ บรรยากาศในรถเริ่มเงียบตาม ครู่หนึ่งถึงมีเสียงฟังดูเกรงใจมากจากคนโดนทิ้งนั่งด้านหลัง

“เอ่อ…ช่วยปล่อยให้กูลงตรงนี้ด้วย”

ผมหันมองนนท์งงๆ “มึงจะรีบลงทำไม?” หักเลี้ยวโค้งข้างหน้าก็ถึงจุดหมายแล้ว

ไอ้นนท์เมินผมเฉย หันไปร้องขอพาร์อีกครั้ง รถจอดปุ๊บรีบลงปั๊บ ก่อนประตูปิด ผมได้ยินมันพึมพำพยัญชนะไทย

“ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควาย...”

ผมขมวดคิ้ว เลื่อนกระจกหน้าต่างลง บอกอย่างหวังดี เข้าใจว่าไม่ได้ท่องนาน มีข้ามบ้างไม่แปลก ส่วนผมจำได้แม่น เพราะน้องอันท่องกรอกหูให้ฟังบ่อยๆ

“มึงท่องข้าม ฃ.ขวด วะ”

นนท์โต้กลับมาทันที “ก็กูไม่อยากได้ ฃ.ขวด แถมกูยังโดน ช.ช้าง ปาใส่หน้าอีก”

ผมทำหน้าไม่เข้าใจ “แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับ ‘ช.ช้าง’ วะ..?”

“มึงมันโง่..!” ไอ้นนท์ตะโกนทิ้งท้ายไล่หลังอย่างเจ็บแสบ “กูหมายถึงกขค.ชัดๆไง”

“พาร์ ถอยรถกลับ!”

“ไร้สาระ เพื่อนกูรออยู่”

ผมเลยนั่งหน้าบึ้ง ใจหงุดหงิด เดี๋ยวรอลงจากรถก่อนเถอะ จะจัดการชำระความมันแน่ อ้อ ต้องทบต้นทบดอกเรื่องที่มันทำผมเป็นสะใภ้คณะด้วย

-------------

ความชุลมุนเกิดขึ้นทันทีที่พาร์จอดตรงหน้ากลุ่มนักกีฬาเสื้อฟ้าที่ยืนรอตรงฟุตบาทใกล้ประตูทางเข้าออกหมายเลข 4 ...อย่างแรกประตูข้างทั้งสี่ด้านไม่ได้ปลดล็อก ก่อนใครจะทันทุบกระจก พาร์เลื่อนกระจกฝั่งผมลง ตะโกนข้ามหัวผมบอกคนด้านนอก

“ไปเปิดประตูท้ายรถ!” คนฟังพากันชะงัก ก่อนโยกย้ายคนเจ็บเข้าทางประตูหลังสุดแทน

อย่างที่สองคือการยกคนเจ็บที่กำลังหลับขึ้นรถ

“ค่อยๆ ยก”

“เฮ้ย ระวังเท้ามันหน่อย”

“พี่กันมาเป็นเบาะให้มันนั่งพิงที”

“ได้ๆ”

อย่างที่สาม พื้นที่รถมีจำกัด ผู้ชายสองก็ถือว่าเต็มแล้ว แต่จะขึ้นนั่งตรงปลายเท้าพี่กันก็ได้อีกคน  สองคนข้างนอกเลยกำลังตกลงกันอยู่ครับ 

“เป็นห่วงมันหนัก มึงขึ้นไป เดี๋ยวกูขี่มอเตอร์ไซค์ตาม…”

“ดูขนาดตัวกูหน่อย มึงควรขึ้นไป คอยระวังขาซ้ายมีนด้วย”

“แล้วมึง…”

“เดี๋ยวกูขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปเอง”

คนด้านหลังได้ข้อสรุป ผมก็ได้ข้อสรุปเช่นกัน จะทู่ซี้นั่งต่อไปเนี่ยแหละ! ไม่ใช่อะไร ก็ถ้าผมลง…จะกลายเป็นยืนบนฟุตบาทกับยักษ์นั่นตามลำพัง แค่คิดยังไม่ไหว

“ไมมึงมาช้า!” คนด้านหลังร้องถาม เสียงนี้น่าจะของเชน

“มีปัญหานิดหน่อย” พาร์ตอบระหว่างออกรถ “มันเป็นไงบ้าง”

“ได้สติครู่หนึ่งก็หลับต่อ ดูมันปวดข้อเท้ามากผิดปกติ” เสียงนี้ของพี่กัน “หมอนผ้าห่มตรงนี้พี่ขอยืมรองขาคนเจ็บนะ”

“ครับ” ผมเอ่ยอนุญาต

จากนั้นคนบนรถวิเคราะห์กันใหญ่ คนเจ็บเป็นอะไรกันแน่ จนได้ข้อสรุปว่าน่าจะกระดูกข้อเท้าร้าว

เท่าที่ผมจับใจความ พี่กันเดาว่ามีนคงล้มผิดท่าเลยเจ็บข้อเท้า แต่ก็ยังฝืนเล่นจนล้มซ้ำอีกหลายครั้ง เพื่อนร่วมทีมไม่ทันสังเกต เพราะควอเตอร์สุดท้ายเล่นกันแรงเร็ว แล้วมันก็ใช้เวลาแค่สิบนาที รู้ตัวกันอีกทีก็ตอนเพื่อนล้มก่อนกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาแค่แปบเดียว ตอนนั้นอาการมีนก็แย่แล้ว ตาดูลอยๆ บอกแค่เจ็บขาแล้วหมดสติไปเลย

ผมมัวหันไปคุยและฟังบทสนทนาเพลิน พอหันหน้ากลับมาเห็นทิวทัศน์นอกกระจกถึงกับชะงึกกึก รีบคว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาด เอ่ยแนะนำคนด้านหลังตามประสาผู้มีประสบการณ์ไปโรงพยาบาลกับพาร์มาก่อน

“ข้างหลังระวังคนเจ็บด้วยครับ พาร์ขับรถเร็วนรกแตกมาก เบรกทีอาจมีหัวทิ่ม ทางที่ดีจับราวเหนือประตูกันด้วยครับ”

“ฮะ?”

สิ้นคำอุทานงงๆ พาร์ก็เปลี่ยนเกียร์ ส่วนผมรีบหลับตา ไม่มองให้เสียวสันหลังเป็นหนที่สอง

“เฮ้ยยย!”

“แว๊กกก! พ่อแก้วแม่แก้วจ๋า ช่วยลูกด้วยยย!”

เชน มึงร้องได้หนวกหูมาก

“หุบปากกันด้วยครับ!”

หลังคำประกาศิตจากคนขับ เงียบกริบทั้งคันรถ ได้ยินเสียงฟันใครสักคนกระทบดังกึกๆ ฟังแรกๆ ก็ขำอยู่ แต่นานเข้าชักน่ารำคาญแทน

“ที ส่งทิชชูไปให้อุดปากมันดิ เสียงฟันมันทำกูไม่มีสมาธิ เดี๋ยวได้ลงข้างทางกันหมด”

ผมฉวยโอกาสรถติดไฟแดง ตอบรับคำสั่งพาร์ รีบดึงทิชชู่ตรงหน้ารถไปสามแผ่น หันไปส่งให้พี่กัน ซึ่งส่งต่อให้เชน…คนรับรีบเอาไปยัดปากเองอย่างรู้หน้าที่

พ้นไฟแดงเล็กน้อย การขับแบบท้านรกก็มาเยือนอีก ไอ้คนขับก็ไม่เห็นใจผู้โดยสารสักนิด

คนน่าอิจฉาสุดคือคนเจ็บ…หลับไม่รู้เรื่องเลย

คราวนี้ระยะทางสั้นกว่าครั้งก่อนมาก ผมไม่ต้องทนนานเท่าหนแรก เลยไม่ค่อยมีอาการเท่าไหร่ แต่อีกสองคนไม่ใช่ พากันแข้งขาอ่อนมากน้อยตามรายบุคคล ส่วนคนเจ็บมีบุรุษพยาบาลยกตัวขึ้นเตียง เข็นเข้าด้านในอาคารตั้งแต่จอดรถเทียบทางเข้าแล้วครับ ทุกอย่างรวดเร็วมาก สงสัยมีใครติดต่อบอกทางโรงพยาบาลก่อน

ผมพยุงเชนเดินตามหลัง เห็นพาร์กับพี่กันสอบถามเรื่องคนเจ็บอยู่กับบุรุษพยาบาล ได้เรื่องแล้วค่อยเดินทางต่อ จนไปนั่งแหมะรวมตัวกันอยู่หน้าห้องรักษา หน้าพี่กันกับเชนยังซีดอยู่เลย เดือดร้อนพาร์ต้องซื้อชาขวดจากตู้หยอกเหรียญอัตโนมัติมาให้ทั้งคู่เป็นของปลอบขวัญ

ผมสะกิดพาร์ ชี้นิ้วใส่ตัวเอง มันโบกมือไล่ผมไปซื้อเอง อะไรวะ ไม่คิดปลอบขวัญผมเลย

“มึงทำกูเกือบฉี่ราด!” เชนต่อว่าเพื่อนทันทีหลังได้น้ำลงคอไปเกือบครึ่งขวด

“กูเคยขับเร็วกว่านี้ ระยะทางมากกว่านี้สองเท่า ทียังไม่เห็นเป็นไร”

“เป็นไปไม่ได้ มึงไม่ได้สังเกตเองมากกว่า”

เชนเถียง มีพี่กันผงกหัวเห็นด้วย ผมก็แอบอยู่ฝั่งนี้เหมือนกัน

“ใครบอกกูไม่สังเกต?” เมื่อได้รับสายตาไม่เชื่อหลายคู่ มันเลยร่ายยาวเพิ่มเติม “ไม่มีหลุดเสียงร้อง นั่งเงียบตลอดทาง จอดรถแล้วยังลงเดินตามกูได้”

ผมยิ้มแห้งรับสายตานับถือจากคนทั้งสอง ปากคันยิบๆ อยากบอกความจริงเหลือเกิน

ตกใจจนร้องไม่ออก เงียบก็ไม่แปลก ถ้าไม่เดินตาม มึงคงทิ้งกูยืนเอ๋ออยู่ลานจอดรถ!

“ต่างจากมึงสุดๆ เลยไอ้เชน” สายตาพาร์มองเพื่อนอย่างสังเวชสุดๆ “ไม่คิดว่าลงรถปุ๊บ จะนั่งแหมะกับพื้นปั๊บ เดือดร้อนให้ทีต้องหิ้วปีกมึงเดินตามพวกกูมาอีก พี่กันก็แค่หน้าซีด ยังไม่มีอาการเท่ามึงเลย”

…รายนั้นจับบ่าพาร์เป็นที่พยุงตัวแบบเนียนๆ พาร์เลยไม่รู้ว่าพี่แกก็แอบขาอ่อนแรงเหมือนกัน

“พอๆ ใครเจอมึงขับรถแบบนั้นก็กลัวทุกรายแหละ” ผมช่วยตัดบทก่อนสองนิติจะเถียงให้ยาว “นั่งพักตรงนี้กันก่อนนะ ผมขอพาพาร์ไปหาหมอก่อน”

“ฮะ?!” ประสานเสียงอุทานทั้งสามคน แล้วมันจะอุทานกับเขาทำไม

“พาร์เป็นอะไร?” พี่กันถามหน้าเคร่งทันที

พาร์อึกอัก ดูจากท่าทางคงไม่อยากบอกใคร ถึงว่าตอนอยู่โรงยิมใช้ผมช่วยทายาแค่คนเดียว

“ไม่มีอะไรหรอกพี่ มันลื่นล้มหัวฟาดพื้นที่บ้านมาน่ะ”

“ที!”

โอ๊ย! ผมโดนมันดึงแก้มจนยืด อะไรวะ ก็ช่วยเปลี่ยนคำจาก ‘ลื่นล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำ’ ให้แล้วไง

“มึงล้มซ้ำที่สนามด้วยนี่ รีบไปให้หมอตรวจเลย!” พี่กันโบกมือไล่

คนเจ็บถอนหายใจ เป็นฝ่ายดึงแขนผมออกไปหาหมอด้วยกัน โดยมีรุ่นพี่ตะโกนเตือนไล่หลัง

“อย่าลืมเอาสะใภ้คณะไปคืนด้วยนะ! ส่งตัวถึงโรงยิมได้ยิ่งดี เพราะสะใภ้มีแค่หนึ่งเดียว หามาแทนไม่ได้”

หลังได้ยิน พาร์จ้องผมเขม็ง เอ่ยถามโคตรตรง “ที่ตามมาถึงนี่ เพราะจะหาเรื่องโดด?”

“ตอนแรกไม่คิด แต่พอมีคนชี้โพรงให้หนี กูคิดขึ้นมาเลย”

“มึงเป็นคนของคณะกูแล้ว”

ผมยิ้มอย่างเป็นต่อ “กูจำได้ว่าต้องมอบตัวกับแต่งตั้งก่อนไม่ใช่เรอะ”

พาร์ส่งยิ้มคืนมา ตวัดแขนคล้องคอผม “ก็จริง ฮะๆๆ”

เราหัวเราะไปด้วยกันกับช่องโหว่ ถ้าไม่มีเรื่องรถจนผมพรวดพราดออกมา น่ากลัวว่าตอนนี้…

“กูไม่ปล่อยมึงหนีแน่”

ผมหัวเราะค้าง กัดฟันเค้นเขี้ยวหลังได้ยินคำกระซิบของคนข้างๆ กับรู้สึกถึงวงแขนหนีบแน่นกว่าเก่า

มันหลอกให้ผมตายใจว่าเป็นพวกเดียวกันครับ! 

หลังจากนั้นพาร์เล่นกอดคอผมไม่ปล่อย เกาะติดหนึบจนพยาบาลนึกว่ามันอาการหนัก เลยลัดคิวให้มันพบหมอเร็วกว่ากำหนด ไปห้องตรวจก็ยังลากผมเข้าด้วยกันอีก!

กูจะหนีไปไหนได้!

ผมพ่นลมหายใจ นั่งมองมันเล่าอาการให้หมอฟัง สักพักเสียงโทรศัพท์ก็ร้องดังขัดจังหวะ ผมรีบกดปิดเสียง ขอตัวลุกไปคุยด้านนอก เป็นพี่นันโทรผ่านไลน์มา

“ครับ?”

[น้องทีอยู่ไหนคะ?]

ผมยิ้มเจื่อน รู้ทันทีโดนโทรตามตัวแน่ๆ “โรงพยาบาลครับ”

[อ้อ…แล้วคนเจ็บอาการเป็นไงบ้าง?]

“ส่งถึงมือหมอแล้วครับ แต่ผมไม่ทราบละเอียด พอดีพาพาร์มาหาหมอ…”

ผมพูดไม่ทันจบก็ต้องยกมือถือห่างหู แว่วเสียงร้องตกใจหลายคนมาตามสาย

ทางพี่นันเปิดลำโพงอยู่? 

[น้องพาร์เป็นอะไรคะ?!]

“หัวกระแทกพื้นครับ เลยมาให้หมอตรวจดู…” ยังพูดไม่ทันจบ ประตูห้องตรวจก็เปิดออก พี่พยาบาลเดินเข้ามาถาม

[คุณชลนทีใช่ไหมค่ะ คุณหมอเจ้าของไข้คุณภควัติต้องการพบตัวค่ะ]

“ครับ” ผมรีบขานรับ พูดรัวๆ ใส่ปลายสาย “ค่อยคุยกันทีหลังนะพี่”

[เดี๋ยวค่ะน้องที เสร็จธุระแล้ว ช่วยกลับมาที่โรงยิมด้วยนะคะ]

“ครับ”

ผมรีบรับคำ วางสายพลางเดินเร็วๆ ตรงเข้าห้องตรวจเดิมด้วยใจกังวล กลัวเพื่อนจะเป็นหนักกว่าที่คิด แต่พอคุยกับหมอสักพักความกังวลก็ลดน้อยลง

“สรุปคือ รูมเมทผมไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมครับ?”

“เท่าที่ตรวจเบื้องต้นนะ หลังจากนี้ต้องคอยสังเกตอาการเพื่อนให้ดี หากพบความผิดปกติตามที่หมอพูดบอกไปเมื่อครู่ให้รีบพาตัวมาโรงพยาบาลทันที”

“ครับ” ผมตอบรับ เหล่มองคนเจ็บที่ดูไม่ทุกข์ร้อนเท่าไหร่

น่าหมั่นไส้ชะมัด! 

“อาทิตย์หน้าถ้ายังเจ็บอยู่แวะมาตรวจดูอีกหนได้ และหมออยากเตือนให้เล่นกีฬาแต่พอดี อย่ารุนแรงกันนัก คนนี้พกช้ำไปทั้งตัว ส่วนอีกคนหมอได้ยินจากพยาบาลว่าหามเข้ามาเลยนี่”

เออ คุณหมอครับ เข้าใจผิดแล้ว

ผมยิ้มแห้งๆ รู้สึกยุ่งยากเลยไม่คิดอธิบาย ออกจากห้องตรวจก็มานั่งรอตรงจุดจ่ายเงินและรอรับยา

“กี่โมงแล้ว?” พาร์ถามขึ้น

“บ่ายสามโมงกว่า”

“น้องเลิกแล้ว”

“จะโทรหาไหม?” ผมยื่นมือถือตัวเองให้ ปล่อยพาร์โทรคุยกับสองสาว นั่งรอสักพักชื่อพาร์ก็ประกาศ

“คุณภควัติ เชิญที่ช่องหมายเลขสามค่ะ”

เห็นพาร์ยังติดพันคุยกับน้องๆ เลยกดบ่ามันนั่งลงตามเดิม ลุกออกไปจ่ายเงินแทน พยาบาลให้ใบเสร็จไปรับยาตามช่องที่ระบุ ก็ได้ยามาหนึ่งหลอดกับถุงเจลขนาดเล็กสองอัน จะประคบร้อนก็แช่น้ำอุ่น จะประคบเย็นก็แช่ในตู้เย็น ผมใจเย็นฟังเภสัชแนะนำวิธีใช้ยาและถุงเจลตามหน้าที่ ถึงจะเบื่อที่ต้องฟังเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่อยากพูดขัด ฟังครบแล้วก็พยักหน้ารับหงึกๆ ก่อนเดินจากมา พี่เขาพูดกับผมยิ้มๆ

“แต่งตัวแนวดีนะคะน้อง”

ผมติดสตันไปห้าวินาที…

“ข...ขอบคุณครับ”

เร่งฝีเท้าเดินจากมาอย่างไวด้วยความอับอาย

อ๊ากกก! ลืมไปเลย!! 

ความอายแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด ยามเห็นหน้าเพื่อนนั่งคุยโทรศัพท์ยิ้มๆ

ทำไมมันไม่ยอมบอกผมวะ?!

คิดแล้วเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อเพื่อนลุกจากเก้าอี้ด้วยสีหน้าโหดๆ ลากตัวมันออกจากโซนคนเยอะที่สุดตรงเข้าลานจอดรถกลางแจ้ง

“เฮ้ย เดี๋ยวๆ”

ผมไม่ฟัง จนมันออกแรงต้านดึงตัวกลับ ถึงได้ยอมหยุดลาก…ไม่อยากยอมรับ ถึงตัวเราจะพอๆ กัน แต่มันดันแรงเยอะกว่าตามประสาคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ ต่างกับผมที่ทำบ้างไม่ทำบ้าง

“มึงจะรีบไปไหน กูยังไม่ได้วางสายจากน้องเลย”

ผมกอดอก พูดเสียงเย็น “กูอยากเปลี่ยนเสื้อผ้า กูต้องได้เปลี่ยนเดี๋ยวนี้!”

“…งั้นไปเปลี่ยนที่ห้องน้ำโรงยิมแล้วกัน กูก็เก็บเสื้อผ้าไว้ที่นั่น”

พาร์พูดกับผมเสร็จ ก็กรอกเสียงลงเครื่องสื่อสารในมือ

“พี่ขอวางสายก่อนนะน้องๆ”

ให้ตายเถอะ คนไหนๆ ก็จะให้ผมกลับโรงยิมท่าเดียว

############

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
Re: - ชลนที - [บทที่11] P.2 (13/09/2016)
«ตอบ #59 เมื่อ13-09-2016 16:18:00 »

จบตอนแล้วเหรอ ทำไมรู้สึกตอนมันสั้นๆ

นี่ได้ 30% ของเรื่องหรือยังอ่ะคะ??

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด