[Hermit Books] Just Another Guy #เชนตรี : แจ้งข่าว [31/10/2560] P.14
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Hermit Books] Just Another Guy #เชนตรี : แจ้งข่าว [31/10/2560] P.14  (อ่าน 186568 ครั้ง)

ออฟไลน์ j123

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 699
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
เค้าคบกันแล้ว  :hao3: ตรี เปลี่ยนเป็นเรียก พี่เชนนน ก็ดีนะ  :laugh:

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
26
เปลี่ยนสถานะ
 
ทุกอย่างมันกลายเป็นเรื่องประหลาดไปหมดสำหรับผม
ทั้งในด้านกายภาพ... และความรู้สึก...

เสียงนาฬิกาปลุกที่ได้ยินเป็นประจำทุกเช้าดังขึ้น เรียกให้ผมเอื้อมมือไปกดปิด ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาสู้แสงแดดยามเช้าที่ลอดเข้ามาจากผ้าม่าน ผมส่งเสียงครางอย่างเกียจคร้านพลางยืดตัวบิดขี้เกียจด้วยความเคยชิน
แต่ลืมไปว่าตอนนี้อะไรๆ มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว...

ทันทีที่บิดขี้เกียจและพลิกตัวไปอีกด้าน จมูกของผมก็ปะทะเข้ากับสันจมูกโด่งๆ ของใครอีกคนที่ยังนอนหลับสนิทอยู่ข้างหลัง

“...!” ผมชะงัก และนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้นอนอยู่บนเตียงเล็กๆ นี่คนเดียว แต่มีผู้ชายอีกคนที่พอเกิดเรื่องเมื่อคืน ก็สถาปนาตัวเองจากพื้นมานอนเบียดผมบนเตียงเฉยเลย

ไล่ก็ไม่ยอมไป...เอาแต่ใจชะมัด

ทั้งที่ผมพลิกตัวแรงขนาดนี้ แถมจมูกยังชนจมูกเขาเข้าอย่างจัง แต่เจ้าของใบหน้าคมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว ผมกระแอมเบาๆ พลางขยับถอยหลังมานิดหน่อยด้วยอาการประหม่าบอกไม่ถูก แต่การที่ถอยออกมา มันกลับทำให้ผมมองใบหน้าของเขาได้ชัดขึ้น ผมไม่เคยตั้งใจมองดวงตาเรียวคมแสนเจ้าเล่ห์และร้ายกาจคู่นี้ในยามหลับจริงจังแบบนี้มาก่อน
ทำไมมันดู... ร้ายกาจไม่แพ้ตอนตื่นเลยล่ะ

ผมได้แต่คิดในใจแล้วก็พยายามกลั้นหัวเราะ เพราะไม่อยากจะทำให้เขาตื่นขึ้นมาก่อนที่ผมจะพิจารณาใบหน้า
หล่อเหลานี้ได้หมดจด อาจเป็นเพราะคิ้วเข้มที่เหมือนจะขมวดเข้าหากันตลอดเวลานี่ก็ได้ ที่ทำให้เขาดูดุแม้กระทั่งยามหลับ แถมจมูกโด่งเป็นสันกับริมฝีปากที่พอเรียบตึงก็ดูหน้าบึ้งแต่พอยิ้มก็ดูร้ายกาจนี่คงมีส่วนอยู่ไม่น้อย
               
นี่แฟนผมหน้าโหดขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ฮะๆ...
                 
...
               
อืม... ถึงจะเป็นการคิดในใจก็เถอะ
               
แต่อยู่ๆ ก็เรียกเขาว่า ‘แฟน’ เนี่ย... คิดเองก็เขินเองแฮะ มันดูขี้เห่อไงก็ไม่รู้
               
ถ้าหมอนี่ได้ยินความคิดผม เขาต้องล้อเลียนไม่หยุดแน่ๆ แค่เมื่อวาน ผมหลุดเรียกเขาว่าพี่เชนไปครั้งเดียวตอนที่ขอคบกัน พอกลับมาถึงห้องเขาก็บอกให้ผมเรียกอีกซ้ำๆ จนผมอยากจะย้อนเวลากลับไปฟาดปากตัวเองสักที
               
ไม่น่าพลาดเลย
               
ผมนอนจ้องใบหน้าของเชนอยู่อย่างนั้นนานหลายวินาที ในใจนึกอยากจะเอานิ้วจิ้มๆ ระหว่างคิ้วที่ชอบพันกันมองผมด้วยสีหน้าเหมือนโกรธอยู่ตลอดเวลานั่นให้มันผ่อนคลายลงซะบ้าง ไม่รู้หรือไงเวลาที่เขายิ้มหรือหัวเราะแบบจริงใจมันดูดีมากน่ะ ทำไมถึงชอบทำหน้าโหดนักก็ไม่รู้ อย่างตอนเจอกันครั้งแรก เขาดูอย่างกับพวกมนุษย์น้ำแข็ง เย็นชา พูดไม่เข้าหู แถมยังชวนผมสูบบุหรี่ทั้งที่ไม่รู้จักกันอีก
           
แต่ที่จำได้แม่นก็คงเป็นรอยยิ้มมุมปากแสนร้ายกาจของเขานี่แหละ ยิ้มดีๆ ไม่เป็นหรือไง ทำไมต้องยิ้มเหมือนดูถูกดูแคลนชาวบ้านเขาตลอดเวลา...

ให้ตาย ว่าแล้วก็อยากจะจับปากหมอนี่ฉีกให้หัดยิ้มใหม่ชะมัด

ถ้าไม่ติดที่ว่า พอคิดอีกที อาจเป็นเพราะรอยยิ้มร้ายกาจนั่นก็ได้... ที่ทำให้ผมชอบเขา

โอเค... ใครก็ได้บอกผมทีว่าตอนนี้หน้าผมไม่ได้แดง...ทำไมมันถึงได้ร้อนจัดขนาดนี้

“มัวมองอะไร” แต่แล้วความคิดเพ้อเจ้อของผมก็หยุดชะงัก เมื่อเสียงทุ้มจากคนที่นอนอยู่ตรงหน้าดังขึ้นเบาๆ ทั้งที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขายังปิดสนิท

“...!?”

“รอให้จูบอยู่” ชัดเจนเลยว่าผมไม่ได้หูฝาด เมื่อเชนเอ่ยประโยคนั้น พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ผุดขึ้นมานิดๆ อย่างคนเจ้าเล่ห์

เขาแกล้งหลับ! บ้าชะมัด

พอรู้ตัวว่าพลาดซะแล้ว ผมก็แกล้งลุกขึ้นเพื่อซ่อนความอายของตัวเอง ก่อนจะหยิบหมอนใบโตโยนใส่หน้าเขาด้วยความหมั่นไส้ เชนหัวเราะในลำคอเบาๆ เหมือนสะใจที่แกล้งผมได้ ก่อนจะลุกขึ้นตาม กอดหมอนที่ผมเพิ่งปาไปไว้บนตัก มองมาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์เหมือนเคย

“ตกลงจะไม่จูบ?” เขาเลิกคิ้ว ผมเบ้หน้า

ใครจะไปจูบวะ

แค่เมื่อวานปากผมก็แทบจะเปื่อยอยู่แล้ว...

“งั้นวันหลังฉันคงต้องตื่นก่อน” เขาพูดต่อ มุมปากยังคงยกเป็นรอยยิ้มกวนประสาท “เดี๋ยวจะสอนให้ว่าคนเป็นแฟนกันเขาทักทายตอนเช้ากันยังไง”

“หุบปากไปเลย!” ผมขึ้นเสียง อยากจะหาอะไรมาปาใส่เขาอีกรอบ แต่นอกจากผ้าห่มที่คลุมตัวกับหมอนที่อยู่บนตักเขาแล้ว บนเตียงแคบๆ นี่ก็ไม่มีอะไรที่จะพอเป็นอาวุธได้เลย

ผมได้แต่ฮึดฮัดลุกจากเตียงอย่างคนแพ้ รู้สึกแพ้ราบคาบเมื่อตระหนักถึงความจริงที่ว่าคำพูดของเขา มันทำให้หน้าของผมร้อนไปหมดอย่างห้ามไม่ได้ ผมได้ยินเสียงคนกวนประสาทดังตามหลังมาขณะที่ผมเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน เห็นหน้าแดงๆ ของตัวเองในกระจกแล้วอยากจะหาอะไรมาทากลบให้มันหายแดงจริงๆ แต่เพราะไม่ใช่ความคิดที่เข้าท่าเท่าไหร่ ก็เลยได้แต่พยายามสงบจิตสงบใจปล่อยให้มันหายแดงไปเอง

แต่ยังไม่ทันจะปรับสีหน้าได้ ตัวต้นเหตุก็เดินตามมาในห้องน้ำ หยิบแปรงสีฟันของตัวเองที่เหลืออยู่ในแก้วออกมาบีบยาสีฟัน และยืนแปรงฟันข้างผมด้วยสีหน้าที่ยังดูกวนประสาทไม่หาย เขาเหลือบมองผมและเหมือนจะยิ้มมุมปากตลอดเวลาจนกระทั่งเราแปรงฟันเสร็จ ผมบ้วนปาก แล้วยื่นน้ำยาบ้วนปากให้เขา ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่แขวนอยู่หน้ากระจกขึ้นมาเช็ดปาก แล้วเตรียมตัวจะเดินออกไป

“เดี๋ยว” แต่เชนก็เรียกไว้ก่อน

"หือ...อ๊ะ!?" พอผมหันกลับไปทำสีหน้าตั้งคำถาม คนตัวสูงกว่าก็ก้มหน้าลงมาใกล้ จนผมผงะ

แต่เขาไม่ได้ทำอะไรอย่างที่คิด เชนแค่ก้มตัวลงมาเช็ดปากตัวเองกับผ้าขนหนูที่ผมพาดคอเอาไว้เท่านั้น

“ยืมหน่อย” เขาว่าพลางแสยะยิ้ม คงอ่านออกว่าเมื่อกี้ผมคิดอะไร

หมอนี่แกล้งผมอีกแล้ว... และมันน่าโมโหจริงๆ ที่การแกล้งซ้ำๆ ของเขามันยิ่งทำให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัวว่ามันจะกระเด็นออกมาจากอกเข้าสักวัน

“หน้านายตลกชะมัด” เขาพูดกลั้วหัวเราะ พลางเอื้อมมือมาขยี้หัวผมแรงๆ เหมือนทุกที ผมไม่ตอบ ได้แต่เบ้หน้ากลับไป แต่ร่างสูงก็ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านเลย เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำไปหน้าตาเฉย ทิ้งผมไว้กับความอับอายที่ตกหลุมความเจ้าเล่ห์ของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“วันนี้อยากกินข้าวต้มปลา” เขาบอกขณะที่นั่งเหยียดขาลงบนเตียง หยิบกีตาร์ขึ้นมาดีดไปพลาง

“บอกทำไม” ผมแกล้งตีหน้าไม่เข้าใจ เพราะยังแอบไม่พอใจที่โดนเขาแกล้ง

“จะไม่ทำให้เหรอ?” เชนเลิกคิ้ว

“ทำ” และผมก็แพ้ราบคาบอีกครั้ง

หมอนี่มีความสามารถในการบังคับคนโดยไม่ใช้ประโยคบังคับได้ดีจริงๆ

ผมเดินไปเปิดตู้เย็น ควานหาวัตถุดิบทำข้าวต้มปลาให้คนเอาแต่ในที่ยังคงดีดกีตาร์ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีอยู่บนเตียง จัดการหยิบวัตถุดิบทุกอย่างขึ้นมาเตรียมไว้บนเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินไปล้างมือเตรียมตัวทำอาหารเช้า

แต่ขณะที่กำลังวุ่นวายอยู่ตรงโซนครัว เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ที่จำได้ว่าเป็นของผมก็ดังขึ้นมา ผมวางมือจากถุงข้าวสารที่เพิ่งเทลงหม้อ เช็ดมือกับผ้าเช็ดมือแล้วเดินไปที่เตียงเพื่อจะรับโทรศัพท์ แต่กลับพบว่าเชนกำลังถือโทรศัพท์มือถือของผมอยู่ ดวงตาสีน้ำตาลคมกริบจ้องที่หน้าจอนิ่งๆ ขณะที่คิ้วเข้มกำลังขมวดเข้าหากันเหมือนกำลังหงุดหงิด

“ไอ้ซัน” เขาคงรู้ว่าผมมาแล้ว จึงเงยหน้าขึ้นมาบอกชื่อคนโทรเข้าให้ผมรู้

“อ่อ” ผมพยักหน้ารับ กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองในมือเขา แต่นิ้วเรียวกลับกดตัดสายที่กำลังโทรเข้ามาต่อหน้าต่อตา

“เฮ้ย!” ผมร้องเสียงหลง “ทำอะไร??”

อยู่ๆ ตัดสายเฉย ผมยังไม่เคยตัดสายไอ้ซันสักครั้งเลยนะ

“มีธุระอะไรต้องคุย” เขายังกำมือถือของผมเอาไว้ ถามด้วยน้ำเสียงหาเรื่องเต็มที

“จะรู้ได้ไง ก็มันเป็นคนโทรมา” ผมตอบตามความจริง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานหลังจากที่ผมวิ่งออกไป ผมก็ไม่ได้ติดต่อไอ้ซันเลย

ก่อนหน้านั้นมันขอมานอนห้องผม แต่ผมก็ดันวิ่งหนีมันซะงั้น แถมไม่ทิ้งกุญแจไว้ให้ด้วย พอกลับมาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของไอ้เพื่อนตัวดีแล้ว

“บางทีมันอาจจะโทรมาเรื่องเมื่อวาน” ผมทำท่าครุ่นคิด คงไม่มีเหตุผลอื่นหรอก

“เรื่องจูบ?” เชนขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม ท่าทางเหมือนพร้อมจะบีบมือถือผมให้แหลกคามือ

“ไม่ใช่ เรื่องที่ฉันทิ้งมันไว้” ผมเลยต้องรีบแย้ง “มันคงงงว่าทำไมอยู่ๆ ก็วิ่งออกไป”

ทั้งๆ ที่มีรถ... เรื่องโง่ๆ ที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย =_=

เชนขมวดคิ้ว เหมือนชั่งใจอยู่พักหนึ่ง แล้วพอเสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง เขาก็ยื่นโทรศัพท์ให้ผมเป็นฝ่ายรับสายเอง

[ ทำไมเมื่อกี้สายตัดวะ ] ไอ้ซันถามทันทีที่ผมกดรับ

“โทษที” ผมไม่ได้อธิบาย แต่เหลือบตามองตัวต้นเหตุด้วยสายตาคาดโทษแทน

เชนยังขมวดคิ้วมองผมด้วยสีหน้าเหมือนไม่พอใจ จนผมต้องเบือนหน้าหนี เดินออกมาคุยที่ระเบียงเพื่อหลบสายตาคมกริบของเขา

“มึงมีอะไร” ผมถามหลังจากที่พ้นหูพ้นตาคนขี้โมโหแล้ว

นี่หรือเปล่าที่เขาบอกว่าตัวเองขี้หึง...

[ จะขอโทษเรื่องเมื่อวาน ] ปลายสายตอบ ก่อนจะทำเสียงอ่อนลงในประโยคต่อมา [ ขอโทษที่จูบ... ]

ผมชะงักไปพักหนึ่งเพราะไม่คิดว่ามันจะพูดเรื่องนี้ “ไม่เป็นไร กูต้องขอบใจมึงต่างหาก” ผมตอบ

ถ้ามันไม่ทำแบบนั้น ผมก็คงไม่รู้ใจตัวเอง และปล่อยให้การยึดติดกับความรักครั้งเก่าครอบงำหัวใจต่อไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าความรักครั้งนั้นมันหายไปตั้งนานแล้ว

[ ขอบใจเรื่องอะไร ] ไอ้ซันถาม น้ำเสียงงุนงง

“เอ่อ...” ผมอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะตอบยังไง สายตาเหลือบมองกลับไปยังร่างสูงที่ยังคงขมวดคิ้วมองมาอยู่ที่เดิม

ให้ตาย ผมจะพูดได้ไงว่าเพราะจูบนั่นถึงทำให้ผมรู้ว่าจริงๆ แล้วหัวใจตัวเองเป็นของใคร

โคตรจะน้ำเน่าเลย

“ช่างมันเถอะ ขอบใจมึงแล้วกัน” ผมตัดบท ไม่อยากพูดอะไรที่ทำให้หน้าร้อนไปมากกว่านี้ แค่นี้อัตราการเต้นของหัวใจผมมันก็ผิดปกติจนน่าเป็นห่วงแล้ว

ไอ้ซันเงียบไปพักใหญ่เหมือนกำลังทำความเข้าใจ แต่แล้วมันก็ถามคำถามที่ทำเอาผมถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง [ เมื่อวานเหมือนกูเห็นพี่เชน ]

“แค่ก!...” หะ...เห็นได้ไง

[ แล้วมึงก็วิ่งออกไป ]

“แค่กๆๆ!” ผมล่ะอยากจะไอให้อ้วกไปเลย ไอ้เพื่อนตัวดีจะได้เปลี่ยนประเด็นการสนทนาไปเรื่องอื่น

แต่นอกจากผมจะไม่อ้วกแล้ว ไอ้ซันก็ยังคงคุยเรื่องเดิม ด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรๆ มากกว่าเดิม

[ ถ้ากูเดาไม่ผิด ที่มึงวิ่งออกไป... คือไปหาพี่เชน? ]

อย่าทำน้ำเสียงรู้ทันแบบนั้นสิครับเพื่อนรัก

[ นี่มึงกับพี่เขา... ] มันเว้นวรรคไว้ ให้ผมต่อประโยคคำถามนั้นเอง และตอบเอง

“อืม” ผมตอบเบาๆ เหมือนกลัวว่าอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องจะได้ยิน ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้เรื่องเลยว่าเรากำลังคุยอะไรกัน

[ ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? ] น้ำเสียงไอ้ซันกึ่งตกใจกึ่งตื่นเต้นซะจนผมทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะอธิบายยังไง

“ก็... ไม่รู้ว่ะ”

ผมตอบตามตรง ไม่รู้จริงๆ ว่าเรื่องระหว่างผมกับเชนเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจเป็นตั้งแต่วันแรกที่ผมเจอกับเขาที่หน้าห้องไอ้ซันเลยก็ได้

อา ดูเหมือนว่าไอ้ซันจะกลายเป็นพ่อสื่อให้ผม ทั้งๆ ที่มันไม่รู้ตัวซะงั้น

[ แล้วตอนนี้มึงกับพี่เชนกำลังคบกัน? ]

ทำไมไอ้เวรนี้ตั้งคำถามแทงใจดำผมตลอดเลย ไม่คิดจะอ้อมค้อมบ้างหรือไง

“อืม” ผมตอบแค่นั้น พยายามควบคุมใบหน้าของตัวเองไม่ให้ร้อนไปมากกว่านี้ แต่มันจะไปทำได้ยังไง

คราวนี้ไอ้ซันเงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่อยู่ๆ มันจะหัวเราะออกมา

“หัวเราะอะไร” ผมถามพลางเกาคางเก้อๆ เป็นบทสนทนาที่แปลกดีแฮะ ปกติถ้าไอ้ซันโทรมานอกจากเรื่องปัญหาของมันกับวีแล้ว ก็แทบไม่มีเรื่องอื่นเลย

[ เปล่า กูดีใจ ] มันตอบ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

“ดีใจอะไร”

[ ก็ดีใจที่มึงเลิกชอบกูได้จริงๆ ซะที ]

“นี่มึงจะบอกว่าดีใจที่กูไปให้พ้นๆ จากชีวิตมึงสักที ว่างั้น?” ผมขมวดคิ้ว รู้สึกน้อยใจนิดๆ ถ้ามันคิดแบบนั้นจริงๆ
แต่ไอ้ซันกลับหัวเราะ [ เปล่า กูหมายถึง ในที่สุดกูก็สามารถยินดีกับความรักของมึงจากใจจริงได้สักทีต่างหาก ]

“...” ผมชะงัก เริ่มเข้าใจแล้วว่าไอ้ซันต้องการจะพูดอะไร

[ ที่ผ่านมามึงคงเจ็บมามากกับรักครั้งเก่า ] มันพูดต่อ น้ำเสียงผ่อนคลายและจริงใจแบบที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน [ แล้วกูก็ไม่สามารถปลอบใจ หรือทำอะไรให้มึงได้เลย เพราะคนที่ทำให้มึงเจ็บ...ก็คือกู ]

ผมได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบอะไร เพราะในใจมันรู้ดีทุกอย่าง

ตอนนี้ผมเข้าใจความรู้สึกของมันแล้ว ที่ผ่านมาคงไม่ได้มีแต่ผมหรอกที่รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เจอหน้ามัน ไอ้ซันเองก็คงลำบากใจมากเหมือนกัน

[ ในที่สุดก็มีความสุขได้สักทีนะเพื่อน ] มันหัวเราะ ผมจึงหัวเราะตาม [ ยินดีด้วยจริงๆ ว่ะ ]

“ขอบใจ” ผมตอบด้วยใจจริง ในอกมันรู้สึกโล่งไปหมด เมื่อในที่สุดเราสองคนก็สามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีกครั้งจริงๆ

ต้องขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ผมยอมปล่อยความรักครั้งแรกที่ฝังใจเอาไว้

ขอบคุณความรักครั้งใหม่ที่เข้ามาเยียวยาความเจ็บปวด และเติมเต็มหัวใจที่ขาดหายไปจากความผิดหวัง

และคงต้องขอบคุณเขา ผู้ชายอีกคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตสีเทาหม่นของผมให้มันสว่างกว่าเดิม

คุยกันต่อสักพัก ไอ้ซันก็ขอตัววางสาย ผมเก็บโทรศัพท์และเดินกลับเข้าไปในครัวอีกครั้งด้วยหัวใจที่เบาลงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ขณะที่กำลังจะหยิบวัตถุดิบขึ้นมาทำอาหารอีกครั้ง ร่างสูงที่นั่งหน้านิ่วอยู่บนเตียง ก็เดินมาแย่งหม้อใส่ข้าวออกไปจากมือผม วางลงที่เคาน์เตอร์ข้างตัวแล้วหันมากอดอกทำหน้างุ่นง่านใส่

“จะไม่อธิบายหน่อยหรือไง” เชนขมวดคิ้วคาดคั้น จนผมอยากขำ แต่ขำไม่ได้เพราะงานนี้ผมต้องเอาคืน

“อธิบายอะไร?” ผมแกล้งเลิกคิ้วหน้าซื่อ

คนตัวสูงขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าดิมสีหน้างุ่นง่านเหมือนเด็กที่ถูกขัดใจ “คุยอะไรกับไอ้ซัน”

“ก็ไม่มีอะไร” ผมตอบ เบือนหน้าหนีทำท่าจะหยิบอะไรขึ้นมาทำกับข้าวต่อ

แต่แน่นอนว่าเชนไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ เขาแย่งเนื้อปลาแช่แข็งที่ผมเพิ่งจะหยิบขึ้นมาแกะ เอาไปวางลงที่เคาน์เตอร์ห่างออกไป แล้วหันกลับมายืนกอดอกทำสีหน้าไม่พอใจแบบสุดๆ

“บอกมา”

ผมล่ะชอบใบหน้างุ่นง่านแบบตอนนี้ของเขาจริงๆ

มันบ่งบอกชัดเจนเลยว่าเขากำลังหึง

ในที่สุดผมก็หลุดขำ แล้วยอมพูดความจริง “มันโทรมาถามเรื่องที่วิ่งหนีไปเมื่อวาน”

“แล้ว?” เชนเลิกคิ้ว สีหน้าผ่อนคลายขึ้นกว่าเมื่อกี้แต่ก็ยุงดูข้องใจอยู่

“แล้วก็เลยบอกไปว่าวิ่งไปหานาย” ผมว่าพลางมองคนที่ยืนกอดอกตั้งใจฟัง “แล้วมันก็เข้าใจ ว่าอะไรเป็นอะไร”

“อะไรเป็นอะไร?” เขาขมวดคิ้ว แต่ไม่ใช่ความโกรธ เป็นความงุนงงมากกว่า

ผมหัวเราะออกมาอีกรอบ และอธิบายให้เขาเข้าใจทีเดียว “ก็เข้าใจว่าทำไมถึงวิ่งไปหานาย... เข้าใจว่าเรากำลังคบกัน”
เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดประโยคต่อมา

“มันแสดงความยินดี ที่ในที่สุดฉันก็รักคนอื่นได้สักที”

ผมเน้นคำว่า ‘รัก’ อย่างชัดเจน เพื่อให้คนตรงหน้ารับรู้ความรู้สึกที่ต้องการสื่อออกไป แต่แค่นั้นมันคงยังไม่พอ ผมเลยพูดซ้ำอีก

“ขอบคุณครับ ที่ทำให้ผมรู้จักความรัก” 

พอพูดประโยคนั้นจบ ผมกลับรู้สึกเขินขึ้นมาเองซะอย่างนั้น...

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียว เพราะร่างสูงที่ก่อนหน้านี้ขมวดคิ้วมุ่น ก็เปลี่ยนสีหน้าไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน เชนยกมือขึ้นมาป้องปาก พร้อมกับเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ใบหูที่เปลี่ยนเป็นสีแดงแปร๊ดของเขาทำให้ผมไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขากำลังรู้สึกอะไร

“ทำไมน่ารัก” เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำอะไรสักอย่างขณะที่เหลือบสายตากลับมามองผมโดยที่ยังใช้หลังมือป้องปากตัวเองพยายามปกปิดรอยยิ้มเขินๆ ที่ยังไงก็เล็ดลอดสายตาผมไปไม่ได้อยู่ดี

ท่าทางเขินอายของเขาทำให้ผมเขินตามจนต้องกระแอมออกมาเบาๆ ใบหน้ามันร้อนไปหมด สุดท้ายก็เลยยืมมุกเขามาใช้ ยกมือขึ้นมาปิดปากของตัวเองบ้าง พลางเบือนหน้าหนีแสร้งทำเป็นหยิบนู่นหยิบนี่มาทำอาหารต่อ แต่ก็ไม่มีสมาธิเลยสักนิด

ให้ตาย...

ใครกันแน่ที่น่ารัก




-- makok_num --

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6773
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
อื้อหือ. น่ารักมากๆตอนนี้
มีความมุ้งมิ้ง หึงกันเบาๆแต่เขินหนักๆ
สารภาพว่าเตียงไม่อำนวยเนอะ ลุ้นncอยู่นะคะ
ตรีต้องน่ารักมากๆแน่ๆ.  :L1: 

ออฟไลน์ Supparang-k

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-3
เราก็อยากถามเหมือนกันว่าทำไมน่ารัก  งื้ออออ 

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-6
ความน่ารักมุ้งมิ้งมาเต็ม น่ารักกก

ออฟไลน์ Cupcake

  • @--##-หนูน้ำตาล-##--@
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1183
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +86/-0
โอ้ยเขินนนนนน  :-[

คือดีงามมาก
 :กอด1:

ออฟไลน์ sundayskydee

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตั้งแต่เริ่มต้นอ่านเรื่องนี้ รู้สึกชอบในอารมณ์ ความรู้สึกตัวของเชนและตรีน้ะ แต่ชอบความเป็นไปของพี่เชนเงียบๆๆนิ่งแต่มาแรง และก็ชอบโมเม้นที่ว่า พ่อเชน แม่ตรี ลูกเต  :mew3: น่ารักมาาาาก

ขอบคุณคนเขียนที่ทำให้หลงรักเรื่องนี้อย่างจัง #รอตอนต่อไป #อยากเห็นตรีหึงพี่เชนบ้าง  :hao3:

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
น่ารักกกกกกกก ชอบเชนมาก สงสารมาตลอด เป็นเรื่องที่พระเอกเป็นทาสมาก ยอมตลอด 555555555

ปล.คิดถึงเตจังค่ะ  :hao5:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
เขินกันไปเขินกันมาไม่ต้องทานมันหรอกข้าวน่ะ

ออฟไลน์ suck_love

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-1
คุณคนเขียนต้องรับผิดชอบนะคะ มาทำให้เรรติดนิยายเรื่องนี่ขนาดนี้ ฮืออออออ
อยากให้อัพทุกวันเลย
ชอบตัวละครทุกตัวในเรื่อง มันดูมีมิติ และเรียลมาก
ขอสมัครเป็นแฟนคลับนิยายของคุณคนเขียน ทั้งเเรื่องนี้ และเรื่องต่อๆไปค่ะ  :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8893
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
27
แฟนเก่า
 

ผมน่าจะรู้มาตั้งนานแล้ว ว่าเชนเป็นคนพูดจริงทำจริง

ต่อให้เรื่องที่เขาพูด มันเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม...

“อืม...” 

จุ๊บ~

“...!” ผมสะดุ้งสุดตัวและเบิกตากว้างทันทีที่มีสัมผัสร้อนๆ แตะลงบนริมฝีปากเบาๆ ขณะที่ผมกำลังงัวเงียโงหัวขึ้นจากหมอน

“บะ...บอกแล้วไงว่าวันหลังรอให้ตั้งตัวก่อน แบบนี้มันตกใจ!” ผมโวย พร้อมยกมือขึ้นมาปิดปาก ขมวดคิ้วตำหนิร่างสูงที่ทำให้ผมแทบจะหัวใจวายแต่เช้า

ร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างเตียงแต่ก้มลงมาเท้าแขนคร่อมตัวผมไว้ แสยะยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ก่อนจะยืดตัวกลับไปยืนเต็มความสูงเหมือนเดิม

ไม่ว่ายังไงการได้รับจูบตอนเช้าทั้งที่ยังไม่ทันจะแหกขี้ตาตื่นดีเนี่ย... เป็นอะไรที่ยังรับไม่ทันจริงๆ นะ

“ถ้ารอให้ตั้งตัว ก็ไม่เห็นหน้าตลกๆ ดิ” แต่คนเจ้าเล่ห์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกเลย แถมยังยื่นมือมาขยี้หัวผมจนผมที่ฟูเพราะเพิ่งตื่นนอนคงจะดูทุเรศไปกันใหญ่

ผมได้แต่เบ้หน้า เพราะรู้ว่าโวยวายไปเขาก็คงไม่สนใจ ก็มันเป็นความตั้งใจของเขานี่นะ อุตส่าห์ลงทุนตื่นเช้ากว่าเพื่อมาแกล้งผมทุกวี่วันแบบนี้
               
บอกแล้วไง ว่าหมอนี่เป็นคนพูดจริงทำจริง
               
เขาเคยบอกว่าจะตื่นก่อนเพื่อสอนวิธีการทักทายยามเช้าให้ผม... แล้วก็ทำจริงๆ
               
ผมตวัดผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงอีกครั้ง เพื่อปรับสีหน้าของตัวเอง ตั้งสติใหม่ ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปจัดการธุระของตัวเองในห้องน้ำ เชนตามมาในไม่ช้า
             
หลังจากคบกัน นี่ถือเป็นกิจวัตรที่เราทำร่วมกันในทุกๆ วัน ตื่นมาตอนเช้า จูบ...
 
มะ...หมายถึงทักทายยามเช้า
               
จากนั้นก็มาล้างหน้าแปรงฟันอยู่หน้ากระจกเดียวกัน ก่อนที่ต่างคนจะอาบน้ำแต่งตัวไปเรียน
               
มันดูเป็นอะไรง่ายๆ นะ แต่กลับมีความหมายกับผมอย่างบอกไม่ถูก
               
เชนชอบเล่นหัวผมเวลาแปรงฟัน ทำไมไม่รู้ ช่วงแรกๆ ผมก็รำคาญ และพยายามบิดตัวหนี แต่ก็หนีไม่พ้น เลยยอมทนให้เขาเล่นหัวจนกว่าจะพอใจ แต่ไม่รู้ไปยังไงมายังไง สุดท้ายผมถึงเป็นฝ่ายไม่ชินซะเองถ้าวันไหนไม่โดนฝ่ามือหนานั่นขยี้ลงบนหัว
               
แต่วันนี้ดูเหมือนผมจะมีโอกาสได้เอาคืนบ้าง
               
“เช็ดผมให้มั้ย?” ผมเงยหน้าจากโมเดลสถาปัตย์ที่กำลังเก็บรายละเอียดอยู่ถามร่างสูงที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ ในสภาพเปลือยท่อนบน มีหยดน้ำเกาะพราว พร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็กคลุมอยู่บนผมเปียกๆ
               
เขาไม่พูดอะไร แค่เดินมานั่งข้างผม และหันหลังให้เป็นคำตอบ
               
หลังจากที่ถูกเขาเล่นหัวอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด ในที่สุด ผมก็พบหนทางเอาคืนในวันหนึ่งที่เห็นเขาสระผมตอนดึก และไม่ยอมนอนสักทีเพราะผมยังไม่แห้ง
               
เชนไม่ชอบเป่าผม เขามักจะหาอะไรทำและรอให้มันแห้งเอง แต่บางทีมันก็ไม่ทันใจใช่มั้ยล่ะ ดังนั้นพักหลังมานี่ผมก็เลยอาสาเช็ดให้ทุกครั้ง ถ้าเห็นหมอนี่สระผม กลิ่นแชมพูยี่ห้อเดียวกับที่ผมใช้โชยมาทันทีที่ ผ้าขนหนูขยี้ลงบนผมเปียกๆ เบาๆ
                 
เริ่มเข้าใจความรู้สึกของคนที่ชอบเล่นหัวผม ว่ามันรู้สึกดีแค่ไหนเวลาที่ได้ขยำเส้นผมนุ่มๆ หอมๆ ของคนอื่น
               
“วันนี้เรียนเสร็จกี่โมง” เสียงทุ้มถาม ขณะที่ผมกำลังเล่นหัวเขาเพลินๆ
               
“ไม่รู้เหมือนกัน วันนี้มีตรวจแบบ” ปกติแล้วถ้าวันไหนมีตรวจ ผมมักจะเลิกช้ากว่าปกติ วันนั้นเราจะแยกกันไปเรียน เพราะขากลับจะได้ไม่ต้องรอกัน แต่ถ้าวันไหนไม่มี เชนก็จะขับรถโฟล์คไปส่งผมที่คณะ แล้วค่อยไปเรียน ก่อนจะมารับผมกลับหอพร้อมกันในตอนเย็น
               
นี่มันเหมือนผมกลับมาเป็นเด็กประถมที่ต้องมีผู้ปกครองไปรับไปส่งตลอดเวลาเลยแฮะ
               
“มีอะไรเหรอ” ผมถาม แต่มือยังคงขยี้ผมคนตรงหน้าต่อไป
               
“ก็ซื้อบัตรละครไว้” เขาตอบสั้นๆ ทำให้ผมนึกขึ้นได้
               
อา... ลืมไปเลยว่าวันนี้ที่คณะมีละครเวที แถมเป็นการแสดงรอบสุดท้ายแล้ว เชนเพิ่งบอกให้ผมซื้อบัตรให้สองใบเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง แต่บัตรวันสุดท้ายหายากจะตาย เต็มหมดตั้งแต่เปิดขายแรกๆ เลยด้วยซ้ำ

อันที่จริงคนในคณะ ไม่จำเป็นต้องซื้อบัตรหรอก เพราะมันเป็นสิทธิพิเศษของพวกเราที่แวะเวียนไปช่วยพี่ปีสี่ซึ่งเป็นเฮดหลักโปรดักชั่น ผมจะพาเชนไปดูฟรีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เขาไม่ยอม ผมก็เลยต้องลัดคิวจองเก้าอี้เสริมที่มักจะขายหน้างานเท่านั้นไว้ให้เขาได้ที่นั่งสมใจ 
               
“ถึงตรวจเสร็จก็ต้องไปช่วยร้องเพลงอยู่ดี” ผมบอก ปกติก่อนจะปล่อยให้ผู้ชมเข้าไปดูละคร นักศึกษาตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่คณะผม จะทำการตั้งบูธขายของ และจัดกิจกรรมคั่นเวลาเพื่อไม่ให้คนดูเบื่อซะก่อน หนึ่งในนั้นก็คือดนตรีโฟล์คซองซึ่งเกณฑ์ใครก็ตามในคณะที่สามารถเล่นดนตรีได้ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างบรรยากาศ
               
และคืนนี้ก็เป็นเวรผม
               
ตอนแรกก็ไม่ได้ทำหรอก เพราะถึงไม่มีผม คนที่เล่นดนตรีเก่งในคณะก็มีเยอะแยะ แต่เพราะไอ้เวสป้ามันว้อนท์อยากร้องเพลงโชว์พลังเสียงมาก ก็เลยมาตื๊อให้ผมไปช่วยเล่นกีตาร์ให้มัน
               
ซึ่งผมก็ไม่เคยปฏิเสธไอ้เพื่อนตัวดีได้เลย
               
ผมชะงักเมื่ออยู่ดีๆ ใบหน้าคมก็เอนลงมามาสบตาผมที่อยู่ข้างหลังโดยไม่บอกกล่าวจนจมูกโด่งๆ เฉียดกันริมฝีปากผมไปนิดเดียว
               
“แล้วฉันจะดูกับใคร” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน มองผมทั้งๆ ที่ใบหน้ายังอยู่ในระนาบแนวนอน
               
ช่วงหลังมา ถ้าเห็นหมอนี่ขมวดคิ้วใส่ ผมจะอดไม่ได้ที่จะยื่นนิ้วชี้ออกไปจิ้มระหว่างคิ้วของเขาเบาๆ ให้มันคลายออกด้วยความหมั่นไส้
               
“ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องซื้อบัตรให้ไง” ยังไงวันนี้ผมก็ยุ่งจะตาย ไปดูด้วยไม่ได้หรอก ซื้อมาก็เปลืองเงิน
แต่เขาก็ไม่เคยฟังผมเลย

เชนกลับไปขมวดคิ้วอีก ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนทำให้นิ้วที่เคยจิ้มอยู่ระหว่างคิ้วไปอยู่ระดับปาก แล้วงับเบาๆ จนผมสะดุ้งรีบชักมือกลับ

“งั้นจะไปดูกับคนอื่น” เขายืดตัวขึ้น หันหน้ามาทำหน้าเอาแต่ใจ

ผมชะงักแวบหนึ่ง อย่างไม่รู้จะทำสีหน้ายังไง ถ้าว่ากันตามจริง การที่เขาหาเพื่อนไปดูด้วยเพราะบัตรเหลือมันก็เป็นเรื่องปกติล่ะนะ แต่ไม่รู้ทำไม...ผมถึงรู้สึกไม่พอใจนิดๆ

“เอาดิ เสียดายตั๋ว” แต่ก็ได้แค่พยักหน้า ไม่มีการโต้แย้ง เชนขมวดคิ้วมองผมเหมือนชั่งใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มมุมปาก

“แล้วจะเสียใจ” พูดจบเขาก็คว้าผ้าขนหนูในมือผมไปเช็ดผมที่เริ่มหมาดของตัวเอง พลางลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อช็อป สีน้ำเงินเข้มออกมาสวมลวกๆ เป็นอันรู้กันว่าถึงเวลาที่ผมต้องเก็บของ เตรียมตัวไปเรียนได้แล้ว

ถึงวันนี้จะไม่ได้ไปเรียนด้วยกัน แต่แค่ได้ออกจากห้องพร้อมกันก็ยังดี
 

เวลาผ่านไป

ผมเข้าใจแล้วว่าเมื่อเช้าเชนหมายความว่ายังไง

เขาพาคนอื่นมาดูละครที่คณะผมจริงๆ และมันจะไม่น่าเสียใจอย่างที่เขาบอกเลย ถ้าคนที่เขาพามา ไม่ใช่ฟ้า...
             
ฟ้าที่เป็นอดีตดาวคณะวิศวะ... และเป็นแฟนเก่าเขานั่นแหละ
             
หมอนั่นทำผมหน้าชาไปเลย เขาพาเธอมาโดยไม่อธิบายให้ผมฟังเลยสักนิดว่าทำไมถึงมาด้วยกัน
             
ไม่อธิบายแม้กระทั่งว่าเขากับฟ้า กลับไปคุยกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมพอเข้าใจนะว่าเขาอยู่คณะเดียวกัน ปีเดียวกัน ก็เลยเจอหน้ากันบ่อย แถมยังเป็นสายรหัสกัน ก็คงสนิทกันเป็นธรรมดา แต่เขาลืมไปแล้วเหรอว่าผู้หญิงคนนั้นเคยทำอะไรไว้ เธอนอกใจเขาไปหมั้นกับคนอื่นนะ ไม่ใช่แค่คบกับคนอื่นธรรมดา แต่ถึงขั้นหมั้นกัน แล้วทำไม...
               
ให้ตาย ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมายังไงก็ไม่รู้สิ
               
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกำลังยุ่งอยู่ ผมยังคงเล่นดนตรีอยู่ที่ลานกลางแจ้งซึ่งมีฉากหลังเข้าธีมละคร ไอ้เวสป้านั่งร้องเพลงอยู่ข้างๆ เสียงมันเพราะกว่าที่ผมคิดไว้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้น ตลอดการแสดงสายตาของผมมันเอาแต่จับจ้องไปที่คนสองคนซึ่งกำลังนั่งฟังเพลงอยู่ตรงที่นั่งด้านหลังสุดตรงกับผมพอดี ทั้งที่ไม่ได้อยากมอง
               
ถึงเชนกับฟ้าจะไม่ได้มีทีท่าสวีทหวานเหมือนตอนเป็นแฟนกัน แค่นั่งฟังเพลงแล้วหันไปคุยกันบ้างเป็นพักๆ แถมรักษาระยะห่างระหว่างกันชัดเจน แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่คนอื่นจะจินตนาการไปไกล ว่าคู่ของเขากำลังจะมีรีเทิร์น
               
และมันน่าหงุดหงิดจริงๆ ที่ผมก็เป็นหนึ่งคนที่คิดแบบนั้น... ทั้งๆ ที่แฟนคนปัจจุบันของเชนคือตัวผมเองแท้ๆ
               
มันเป็นความน่าสมเพชที่ผมเผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับฟ้าที่มีดรีกรีเป็นถึงดาวคณะ เธอเพอร์เฟ็กต์ในแทบจะทุกๆ ด้าน ในขณะที่ผมเป็นมนุษย์โนเนมในคณะที่อยู่หลืบสุดของมหาวิทยาลัย
               
และที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
               
ผมเป็นผู้ชาย…
               
ตอนขอคบกับเขาผมลืมคิดไปเลยว่าถ้าคนอื่นรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเรามันจะน่าอายแค่ไหน ผมไม่อยากทำให้ภาพลักษณ์หนุ่มฮอตของเขาเสียหายโดยการทำให้คนอื่นรู้ว่าเขาทิ้งสาวสวยมาคบกับผู้ชายหน้าบ้านๆ อย่างผม ก็เลยต้องเก็บอาการหึงหวงเอาไว้ในใจคนเดียวอย่างช่วยไม่ได้
               
“มึงอยู่ดูละครต่อป่ะ” ไอ้เวสป้าหันมาถาม หลังจากที่เราหยุดเล่นดนตรี เพราะใกล้จะได้เวลาแสดงละครแล้ว คนดูที่เคยอออยู่เต็มลานก็หายไปเกือบหมด เหลือเพียงไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นคือเชน... ส่วนฟ้า เธอลุกไปไหนสักที่ก่อนหน้านี้แล้ว
               
“คิดว่าไม่ว่ะ” ผมตอบอย่างขอไปที ก้มลงหยิบกระเป๋าขึ้นมาใส่กีตาร์ตั้งใจจะกลับหอเร็วๆ

แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อมีเท้าของใครบางคนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ผมเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเจ้าของรองเท้าผ้าใบเก่าๆ นี่ คือเชนจริงๆ
               
“จะไม่ดูเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถามท่าทางข้องใจ
               
ผมชะงัก มองซ้ายมองขวาก็เห็นว่าไอ้เวสป้ากับคนอื่นๆ ที่กำลังเก็บบูธหันมามองทางเราเป็นตาเดียวด้วยสายตาสงสัย เชนเคยมาที่คณะกับผมก็จริง แต่ก็แค่สองครั้งเท่านั้น แถมตอนนั้นยังไม่มีใครเห็นอีก แทบไม่มีใครรู้ว่าเรารู้จักกัน แล้วอยู่ๆ ตอนนี้เขาก็มาคุยกับผมอย่างสนิทสนม มันคงจะน่าประหลาดใจไม่น้อย
               
ผมก้าวถอยหลัง รักษาระยะห่างของเราเอาไว้ ไม่ให้ใครระแคะระคายในความสัมพันธ์
               
“มะ...ไม่ครับ” ผมไม่กล้าพูดเป็นกันเองกับเขาต่อหน้าคนอื่น ก็เลยตอบกลับไปอย่างสุภาพ
               
เชนขมวดคิ้วมองท่าทางแปลกๆ ของผมอย่างงุนงง ก่อนจะหันไปมองรอบตัว แล้วคงรู้ว่าทำไมผมถึงถอยหนี

“อายเหรอ?” เขาแค่นหัวเราะมองผมด้วยสายตาอ่านยาก “งั้นก็ตามใจ” ก่อนจะยัดอะไรบางอย่างมาไว้ในมือผม
               
มันคือบัตรละครอีกใบที่เขาซื้อเอาไว้ให้ผม
               
เขาไม่ได้ให้ฟ้า...
               
ผมกำลังจะถามเขาว่ามันหมายความว่ายังไงแต่พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นร่างสูงเดินหายเข้าไปในทางเดินเข้าโรงละครที่มืดสนิทซะแล้ว
               
บ้าชิบ นี่ผมเข้าใจผิดเหรอ?
               
“เดี๋ยวกูมานะ” ผมวางกีตาร์ หันไปบอกไอ้เวสป้าที่ยังคงทำหน้างงๆ แล้วเดินตามแผ่นหลังกว้างของเชนไป แต่กลับมีใครบางคนเดินสวนออกมาจากทางเดินมืดๆ และเกือบจะชนกับผม
               
“อ้าวตรี” เป็นฟ้านั่นเองที่เดินออกมา เธอทำหน้าตกใจอยู่พักหนึ่งที่เห็นผม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มบางๆ “เล่นกีตาร์เก่งดีนะ” น้ำเสียงและรอยยิ้มหวานที่คงละลายใจชายหนุ่มมานักต่อนัก
               
แม้แต่ผมยังรู้สึกว่าเธอน่าถะนุถนอมเลย
               
“...” ผมไม่ตอบ สมองกำลังประมวลผลอยู่ว่าต้องพูดอะไร
               
ปกติเวลาเจอหน้าแฟนเก่าของแฟนปัจจุบันที่ดีกว่าเราทุกอย่าง ต้องทำหน้ายังไง
               
“ห้องน้ำไปทางไหนเหรอ?” สุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากพวกเรายืนนิ่งใส่กันอยู่สักพัก
               
“ทางนั้นครับ ตรงไปเลี้ยวซ้าย” ผมอ้ำอึ้งก่อนจะชี้มือไปตามทางเดิน
               
“อ่อ... ขอบคุณนะ” เธอยิ้มให้ผมอีกรอบ ก่อนจะเดินไปตามทางที่บอก แต่ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เลยหันกลับมา “เชนบอกแล้วนะ ว่ากำลังคบอยู่กับนาย”
               
“...” เป็นประโยคบอกเล่าที่ทำเอาผมนิ่งไปเลย

“ยินดีด้วยนะ”       
             
ผมไม่รู้ว่าเธอยินดีจากใจ หรือมีอะไรแอบแฝงกันแน่ เธออาจจะแค่ประชดประชันและกำลังเย้ยหยันผมที่อาจเอื้อมไปคบกับเชนก็ได้
             
แต่ประโยคต่อมาของผู้หญิงตรงหน้า ก็ทำเอาความคลางแคลงใจทั้งหมดของผมหายไปทันที  “หมอนั่นมาสารภาพว่าอาจจะชอบนายตั้งแต่ตอนที่คบกับฉันแล้ว” เธอว่า หัวเราะเบาๆ “เพราะแบบนั้นฉันก็เลยรู้สึกผิดเรื่องพี่นิวน้อยลงบ้าง”
               
“เห็นแบบนั้น แต่เขาเป็นคนดีกว่าที่คิดจริงๆ แฮะ” ฟ้ายกมือขึ้นมาเกาแก้มใสเบาๆ สีหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านิสัยที่แท้จริงของเชนเป็นยังไง ขณะที่ผมได้แต่นิ่งเงียบ มองท่าทางของผู้หญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา
               
แต่ทุกการกระทำ และน้ำเสียงของเธอไม่มีตรงไหนที่บอกว่าไม่ได้พูดทุกอย่างมาจากใจเลย
               
ฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตาผมที่ยังคงยืนใบ้กินด้วยความสับสนกับตัวเอง ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วพูดต่อ “ตอนแรกก็ตกใจเหมือนกันที่เขาหันมาคบผู้ชาย”
               
“...”
               
“แต่ก็นะ คนอย่างเชน ไม่สนใจหรอกว่าคนที่ตัวเองรักจะเป็นใคร... หมอนั่นเคยแคร์ใครที่ไหนล่ะ จริงมั้ย ฮะๆ” เธอหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงสดใส ทุกคำพูดนั้นไม่แฝงความเสียใจจากความสัมพันธ์ครั้งเก่าเลย
               
มันทำให้ผมรู้ว่าเธอกำลังพูดถึงอีกฝ่ายในสถานะเพื่อนที่จริงใจ
               
ผมอยากจะตบหัวตัวเองแรงๆ จริงๆ ที่มองผู้หญิงคนนี้ผิดไป อยากตีตัวเองที่ทำปล่อยให้ความหึงหวงมาตัดสินไปว่าเธอเป็นคนไม่ดี
               
“ขอบคุณนะครับ” ในที่สุดผมก็นึกคำที่จะพูดขึ้นมาได้
               
ฟ้าพูดถูก ผมน่าจะรู้ตั้งนานแล้วว่าเชนไม่เคยแคร์ว่าใครจะมองความสัมพันธ์ของเรายังไง... มีแต่ผม ที่กลัวไปเอง
               
“หืม?” คนตัวเล็กเลิกคิ้ว สีหน้างุนงง
               
“ขอบคุณที่ทำให้ผมเข้าใจ” ผมผงกหัวให้ขอบคุณเธอจากใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปยังทางเดินมืดๆ อีกครั้ง เพื่อทำในสิ่งที่ควรทำ
               
ที่นั่งเสริมที่ผมหาให้เชนอยู่ที่ชั้นสอง มันเป็นพื้นที่บริเวณทางลาดที่เวียนรอบตึกที่รูปวงกลม จากตรงนี้จะมองเห็นเวทีซึ่งอยู่ตรงลานกว้างกลางตึกได้อย่างชัดเจน ผมวิ่งขึ้นบันไดฝ่าความมืดมาโดยไม่ต้องใช้ไฟฉายเพราะความเคยชิน ไม่นานก็เห็นแผ่นหลังคุ้นตาได้อย่างชัดเจน แม้ตอนนี้รอบด้านจะมีแต่ความมืดสลัวก็ตาม
               
เชนนั่งอยู่ที่นั่งตรงกลางพอดี ถูกขนาบข้างด้วยผู้หญิงสองกลุ่มที่หันมามองเขาเป็นระยะๆ และซุบซิบกันเบาๆ ผมยืนมองแผ่นหลังของเขาอยู่อย่างนั้นพักหนึ่ง คิดคำพูดดีๆ ที่จะใช้ง้อ ก่อนจะเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ด้านซ้ายมือเขาที่ว่างอยู่
               
“...”
               
“...” เชนรู้ว่าผมมา แต่ก็ไม่พูดอะไร ไม่เหลือบมองเลยสักนิด
               
งอนอยู่จริงด้วยแฮะ
               
ผมอมยิ้ม รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เห็นโมเมนต์นี้ของคนเย็นชา แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดก็ตาม
               
“ปกติเป็นคนขี้งอนแบบนี้เหรอ” ผมเอียงหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเขา เพราะไม่อยากรบกวนคนอื่นที่กำลังดูละคร
               
เชนเหลือบสายตามามองผม แต่ก็ไม่พูดอะไรเหมือนเคย ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอียงหน้าเข้าไปพูดเสียงอ่อน

 “ขอโทษ”
 
 "..." แต่เชนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหันมาฟังเลย เขานั่งนิ่ง ทำเป็นมองไปที่เวที ไม่สนใจคำขอโทษของผม

ใจแข็งชะมัด

“เมื่อกี้เข้าใจผิดไป ก็เลยทำตัวแบบนั้น... แต่ตอนนี้รู้แล้ว”
               
ผมเว้นวรรคไปนาน จนคนขี้งอนต้องหันมาถามด้วยความสงสัย “รู้ว่า?”
               
เป็นคำถามที่ผมต้องการพอดี
               
“รู้แล้ว... ว่ามีเงินเป็นแสน... ก็ไม่เท่ามีแฟนเป็นพี่เชน”
               
“...” คำพูดของผม ทำเอาเขาหยุดชะงักไปอย่างอึ้งๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะพรืดจนคนข้างๆ หันมามอง “มุกอะไรเนี่ย” เขาถามกลั้วะหัวเราะเบือนหน้าหนี
               
เออนั่นสิ มุกอะไรวะ ทำไมผมกล้าเล่น
               
แต่มันก็ได้ผลอยู่ไม่ใช่หรือไง...
               
“หายงอนยัง” ผมถาม คนตรงหน้าเลยหยุดหัวเราะ ผมนึกภาพออกเลยว่าเขาคงกำลังขมวดคิ้วอยู่ในความมืด
               
“ไม่ได้งอน...แค่เสียใจนิดๆ ที่เห็นนายถอยหนี” เขาตอบหันมาสบตาผมด้วย น้ำเสียงจริงจัง “อายเหรอที่คบกับฉัน” คำพูดเจือความน้อยใจนั่นทำเอาผมรู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิม
               
“ขอโทษ” ผมทำหน้าสลด รู้ตัวว่าผิดจริงๆ “วันหลังจะไม่ทำแบบนี้แล้ว”
               
“...”
               
“คราวหลังจะไม่อายด้วย... จะอวด”
               
ผมพูดจริงๆ การที่คบกับเชนไม่เห็นมีอะไรน่าอาย น่าอวดด้วยซ้ำ... ชาตินี้ผมจะไปหาแฟนที่ดูดีขนาดนี้ได้จากไหนอีก จริงมั้ย

“หืม?” พอได้ยินแบบนั้น เชนก็ครางอย่างประหลาดใจ คงไม่คิดว่าผมจะกล้าพูดออกมา
               
แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะในลำคอ เอียงตัวเข้ามากระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
               
“งั้นเดี๋ยวช่วย จะได้อวดได้ง่ายๆ”
               
“...!!”
               
ผมน่าจะเรียนรู้ได้แล้ว ว่าถ้าได้ยินน้ำเสียงเจ้าเล่ห์แบบนั้นแล้วจะโดนอะไร แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่หน ผมก็เตรียมรับสัมผัสอันกะทันหันของริมฝีปากร้อนจัดที่ชอบทาบทับมาบนริมฝีปากผมแบบไม่ให้ตั้งตัวไม่เคยทันสักที
               
ผมตกใจและกำลังจะผงะหนีเพราะรู้ดีว่ามีคนอยู่รอบตัวเรามากแค่ไหน แต่คนเจ้าเล่ห์กลับรู้ทัน จึงเอื้อมมือมารั้งท้ายทอยของผมเอาไว้พร้อมกับกดริมฝีปากลงมาแนบแน่นยิ่งกว่าเดิม ไม่ปล่อยให้ผมหนีได้ดั่งใจ
               
“กรี๊ดดด อะไรอ่ะ!?” ผมได้ยินเสียงกรี๊ดเบาๆ ดังมาจากผู้หญิงที่นั่งข้างเรา
               
“เขาจูบกันเหรอ!”
               
“พี่เชนไม่ใช่เหรอ...กับใครอ่ะ??”
               
“งื้ออออ”
               
“ฟินนนน~”
               
และเสียงอีกมากมายที่ถูกสัมผัสร้อนจัดที่ริมฝีปาก ตัดออกจากโสตประสาทราวกับอ่านใจออกว่าตอนนี้ผมอายจนไม่อยากจะได้ยินอะไรทั้งนั้น
               
ให้ตาย... ถึงจะเป็นคนพูดเองก็เถอะ
   
แต่ผมไม่ได้หมายความว่าจะอวดตอนนี้สักหน่อยนะเว้ย!




--------------------------
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ
ฝาก #เชนตรี ด้วยน้า

 :hao5:

-- makok_num --

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-6
กรื้ดดดดดดพี่เชนนน โหยชอบมั่นคงในความรู้สึกและแคร์แต่สิ่งที่อยากแคร์

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ imfckwn

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ได้อวดสมใจ 55555 เขาจูบโชว์กันแล้วว  ว ววว วว    :o8:

ออฟไลน์ Supparang-k

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-3
เดี๋ยวนะ ตอนนี้ใครอวดใครหรือมีอะไรแอบแฝง อิพี่เชนบอกจะช่วยน้องอวด แต่เราว่าพี่แกตีตราจอง 556

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6773
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
 :o8:    มีแฟนน่ารักก็ต้องอวดสิเนอะพี่เชน
น่ารักมากมายค่ะ.     :mew1: 

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1509
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
กรี๊ดร้องง พี่เชนน

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
28
เวลา
 
           
ผมไม่ค่อยได้เล่นโซเชียล ก็เลยไม่รู้ว่าหลังจากวันนั้นเรื่องของผมกับเชนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์แค่ไหน จนกระทั่งไอ้เวสป้าเอารูปที่ผมกับเชนถูกแอบถ่ายตอนกลับหอด้วยกันลงเพจคนดังของมหาวิทยาลัย แล้วมียอดไลค์และคอมเมนต์เหยียบหมื่นมาให้ดู

ในรูปไม่เห็นหน้าผมเพราะถูกมือของอีกคนที่วางอยู่บนหัวผมบัง แต่มันกลับเห็นใบหน้าของเชนชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือเขา แคปชั่นภาพเขียนบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างละครเวทีได้เป็นฉากๆ จนผมคิดว่าคนโพสต์น่าจะเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ใครคนนั้นจุดประเด็นคำถามว่าผมเป็นใคร แล้วสุดท้ายก็มีคนสืบเจอจนได้ แถมยังขุดภาพและประวัติของผมมาโพสต์วิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน

ถึงส่วนใหญ่จะไม่ใช่คอมเมนต์ในทางไม่ดี ออกจะเชียร์ด้วยซ้ำ แต่ผมก็ไม่ค่อยชอบนะที่คนมาขุดคุ้ยความเป็นส่วนตัวของตัวเอง เชนก็ดูเหมือนจะไม่ชอบเหมือนกัน แต่เขาคงจะชินแล้วเพราะในเพจนั้นก็ชอบมีคนเอารูปเขาไปลงบ่อยๆ เขาก็เลยไม่ได้แคร์เท่าที่ควร

แต่ผมเป็นคนธรรมดานี่หว่า ไม่ใช่หนุ่มหล่อตัวท็อปแบบเขา จะให้ไปชินเรื่องแบบนี้ได้ไง มันประหม่าจะตาย เวลาที่ออกไปไหนมาไหนแล้วมีแต่คนมอง

ดีที่ช่วงนี้ผมแทบไม่ได้ไปไหนมาไหนกับเชนเลยเพราะต่างคนต่างยุ่งกับการเรียน ทำให้ไม่มีใครแอบถ่ายรูปคู่พวกเราได้อีก เรื่องก็เลยเริ่มซาๆ ไป เพราะไม่มีอะไรมาช่วยต่อจินตนาการ

แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีทั้งหมด

ถึงการที่ผมกับเชนจะต่างคนต่างยุ่งจะทำให้เราเลิกเป็นขี้ปากชาวบ้าน แต่ว่าช่วงหลังๆ มา ผมชักจะคิดว่า การเป็นแบบนั้น อาจดีว่าการที่เราแทบจะไม่ได้เจอกันเลยตลอดทั้งอาทิตย์แบบนี้ก็ได้

ช่วงนี้ใกล้จะปิดเทอมแล้ว เชนก็เลยต้องหมกมุ่นกับการอ่านหนังสือสอบและทำงานส่งไฟนอล ในขณะที่ผมเองก็มีไฟนอลโปรเจ็กต์ที่ต้องส่งปลายเทอมเช่นกัน ที่สำคัญ อาทิตย์นี้เป็นโปรดักชั่นวีค.. อาทิตย์สุดท้ายก่อนส่งงาน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่เด็กถาปัตย์ว่ามันคือสัปดาห์นรก

นรกจริงๆ ครับ ผมยืนยัน

วงจรชีวิตบัดซบที่เริ่มต้นตอนเกือบบ่ายและจบลงในตอนที่พระอาทิตย์วันใหม่ทอแสงขึ้นมาแยงตา พวกเรากินนอนในคณะแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง ลืมตาขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำงาน ห้ามปล่อยให้ตัวเองว่างสักวินาที ไม่อย่างนั้นจะทำงานส่งไม่ทัน (แล้วเกรดก็จะหายไปครึ่งหนึ่ง...) แค่จะปลีกตัวออกไปกินข้าวยังรู้สึกผิดเลย

ตอนแรกๆ มันก็ไม่หนักขนาดนี้ แต่วันนี้วันพุธแล้ว ความพีคมันยิ่งทวีคูณ สภาพเพื่อนแต่ละคนที่เดินผ่านผมไป ไม่ต่างจากซอมบี้ที่หลุดมาจากหนังวอล์กกิ้ง เดด ตัวผมเองก็คงจะเหมือนกัน

“กูหิววว~” อยู่ๆ ไอ้เวสป้าก็ตะโกนขึ้นมา ทำเอาผมสะดุ้งเพราะกำลังนั่งเหม่ออยู่

และเมื่อไอ้เพื่อนตัวดีบ่นขึ้นมาแบบนี้ เป้าหมายต่อไปที่มันมองหาจะเป็นใครซะอีก ถ้าไม่ใช่ผม

“ไอ้ตรี! แดกข้าว!”

นั่นไง เคยเดาผิดซะที่ไหน

ผมมองนาฬิกาและพบว่ามันปาเข้าไปบ่ายสองแล้ว จึงยอมลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนแบบ บิดขี้เกียจแป๊บหนึ่ง ก่อนจะหยิบกระเป๋าสตางค์เดินตามไอ้เวสป้าไป คนอื่นหันมามองพวกเรานิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หันไปทำงานต่อด้วยสภาพอิดโรยเต็มที ผมกับไอ้เวส เดินเอื่อยๆ ลงมาจนถึงโรงอาหารใต้คณะซึ่งคนเยอะเป็นพิเศษเพราะอยู่ในช่วงโปรฯ
นี่แหละครับ ช่วงเวลาทองของคนขายกับข้าวคณะเรา

ที่คณะ มีร้านอาหารอยู่ไม่กี่ร้าน เพราะคนที่มากิน ก็มีแต่คนในซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้อยคน แถมในเวลาปกติ ใครๆ ก็อยากออกไปหาอะไรกินข้างนอกทั้งนั้นเพราะเบื่อกับข้าวซ้ำซากจำเจ โรงอาหารก็เลยค่อนข้างเงียบเหงา แต่ถ้าช่วงไหนเป็นช่วงโปรดักชั่นวีค หรือมีงานที่ต้องทำหามรุ่งหามค่ำล่ะก็ โรงอาหารก็จะคึกคักขึ้นมาทันที เพราะเวลาเป็นสิ่งมีค่าที่สุดสำหรับพวกเรา

“เอาน้ำให้กูด้วย” ไอ้เวสตะโกนสั่ง หลังจากที่ผมวางจานข้าวและกำลังจะเดินไปกดน้ำฟรี

“เออ” ผมตอบ และกดน้ำมาสองแก้ว วางลงตรงหน้าไอ้เวสและข้างจานข้าวผม ก่อนจะนั่งลง

แต่ยังไม่ทันจะตักข้าวเข้าปาก เสียงหัวเราะจากรุ่นพี่กระเทยโต๊ะข้างๆ ก็ดังขึ้นมาผิดสังเกตจนผมอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าพวกเธอกำลังมองมาทางผม

ถ้าอย่างนั้นประเด็นที่พวกเธอหัวเราะเมื่อครู่ ก็คงไม่พ้นเรื่องของผมสินะ

“งานเป็นไงบ้างน้องตรี ทันมั้ย ถ้าไม่ทันเรียกพวกพี่ได้นะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยถาม น้ำเสียงหยอกล้อ

“มึงไม่ต้องไปเสือกเลย น้องตรีเขามีพี่เชนช่วยอยู่แล้ว ไม่รู้เหรอ” พี่กระเทยอีกคนปรามขำๆ พี่กระเทยคนเดิมเลยหัวเราะคิกคัก

“ตรีนี่แอ๊บเนียนเนอะ พี่มองไม่ออกเลย เต๊าะมาตั้งนาน เสียดายอ่ะ” พี่เขาทำเสียงกระเง้ากระงอดก่อนจะโดนพี่อีกคนผลักหัว แล้วหันไปหัวเราะคิกคักกันอีกครั้ง

ผมไม่ได้พูดอะไร แค่ยิ้มๆ กลับไป ชินแล้วล่ะที่ต้องถูกแซว

นับตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ ผมก็มักทำตัวกลมกลืนไปกับอากาศธาตุ พยายามไม่เป็นที่สนใจของใครให้ได้มากที่สุด เพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนพูดไม่เก่งแถมยังไม่ค่อยทันมุกคนอื่น เป็นมนุษย์ที่คุยด้วยยาก ก็เลยไม่อยากสร้างความสัมพันธ์กับใคร คนที่สนิทที่สุดในคณะก็มีแต่ไอ้เวสป้านี่แหละ ที่ยอมมาคุยกับผม เพราะผมไม่ค่อยเถียงมัน

แต่ถึงอย่างนั้นขนาดกับไอ้เวสป้าที่สนิทกันผมก็ไม่เคยบอกอะไรมันเลยถ้ามันไม่ถาม มันไม่เคยรู้เรื่องส่วนตัวของผม มากไปกว่าเรื่องทั่วๆ ไปที่ไม่ได้น่าสนใจอะไร  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่คนอื่นที่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อจะมารู้ตัวตนหรือเรื่องส่วนตัวของผมมากไปกว่าที่ไอ้เวสรู้ พอเรื่องที่ผมคบกับเชนแพร่งพรายออกมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ทุกคนจะตกใจ

ผมไร้ตัวตน จนไม่เคยมีใครตั้งข้อสงสัยมาก่อนว่าจริงๆ แล้วผมชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย

แต่บอกแล้วไงว่านับจากนี้ผมจะไม่แคร์แล้ว... ไม่สนหรอกว่าใครจะมองผมเป็นยังไง

แค่ผมได้มีความสุขกับคนที่ผมรัก แค่นั้นก็พอ

“กูว่ามึงไม่ได้แอ๊บนะ” อยู่ๆ ไอ้เวสป้าก็พูดขึ้นมา ทั้งๆ ที่ยังก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ “ที่กูเห็นมึงก็เป็นเหมือนเดิม เหมือนตอนแรกที่กูรู้จักมึง”

ผมใช้เวลาสักพักกว่าจะเข้าใจคำพูดของมันเพราะสมองยังรวนจากการอดนอนติดๆ กัน แต่ไม่นานก็เข้าใจ และหัวเราะออกมาเบาๆ

“มึงไม่ตกใจเลยเหรอที่รู้ว่าจริงๆ แล้วกูชอบผู้ชาย” ผมถาม

นอกจากไอ้เวสป้าแล้ว เพื่อนคนอื่นๆ ตั้งแต่รู้เรื่องนั้นก็เอาแต่มองผมด้วยสายตาแปลกๆ หลายคนเอ่ยแซว ด้วยคำถามว่า ผมเปิดตัวแล้วเหรอ

เปิดตัวอะไร ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย

“ก็ตกใจ ตอนแรกมึงยังคบกับทองกวาวอยู่เลย” มันพูดนิ่งๆ สีหน้าไม่ได้ดูตกใจอย่างปากว่าเท่าไหร่

เรื่องที่ผมเคยคบกับทองกวาวเอง ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึง บ้างก็ว่าผมหลอกใช้ทองกวาวบังหน้าไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเป็นเกย์ บ้างก็ว่าผมสับสน ก็เลยลองคบผู้หญิงก่อน

แต่ไม่มีใครรู้ความจริงสักนิด...

“แต่กูดูออก ว่ามึงไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่ากัน” ไอ้เวสป้าเอ่ย ทำลายคำครหาต่างๆ ที่อยู่ในใจผม “มึงก็แค่รักใครก็ได้ ที่ใช่สำหรับมึง ก็แค่นั้น”

“...”

“กูพูดถูกมะ?” มันเลิกคิ้วเมื่อผมไม่พูดอะไร

ผมหัวเราะ ก่อนจะให้คำตอบ “เออ ถูกจนกูตกใจเลย”

นานๆ ทีจะเห็นไอ้เวรนี่ในโหมดความคิดดีๆ แบบนี้ เล่นเอาผมอึ้งไปเลย หรือบางทีการอดนอนหลายวันอาจจะช่วยไล่ความบ้าของมันออกไปหมดแล้วก็ได้

“ตอนแรกกูคิดว่ามึงจะรังเกียจกูซะอีก แต่เห็นแบบนี้ก็สบายใจ” ผมพูดยิ้มๆ รู้สึกโล่งใจจริงๆ ที่เพื่อนเพียงไม่กี่คนในชีวิตยังคงเข้าใจผมอยู่

“จะรังเกียจทำไม มึงไม่ได้ทำอะไรไม่ดี” มันตอบกลับสีหน้าจริงจัง แต่ประโยคต่อมาก็ทำเอาผมอยากจะถอนหายใจใส่หน้ามันสักล้านที “และตราบใดที่มึงยังมาช่วยกูตัดโมอยู่ กูสาบานว่าจะเกาะติดมึงแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยครั้บเพื่อนรัก ฮ่าๆๆๆๆ”

“...”

นี่ผมขอถอนคำพูดที่เคยชมมันไว้ก่อนหน้านี้กลับมาทันมั้ยวะเนี่ย
 

9.30 P.M.

ผมกลับมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หอ เพื่อกลับไปทำงานที่สตูดิโออีกรอบในตอนค่ำ แต่กลับมาก็ไม่เจอร่างสูงที่อยากเจอเช่นเคย เกือบอาทิตย์หนึ่งแล้วที่เราคลาดกันไปมา ด้วยเวลาที่ไม่ตรงกัน ตอนเขากลับหอผมอยู่ที่สตู และพอผมกลับมาจากสตูก็มักจะเป็นเวลาที่เขาไม่อยู่หอทุกที

ผมล่ะอยากให้มันผ่านอาทิตย์นี้ไปเร็วๆ จริงๆ ...ถ้าไม่ติดว่านั่นมันเท่ากับว่าปิดเทอมอันยาวนานกำลังใกล้เข้ามา และผมยังไม่อยากให้ถึงเวลานั้นเลย

ผมลืมไปว่าคณะอื่นไม่ได้เป็นเหมือนคณะผมที่ต้องเรียนห้าปีและมีฝึกงานตอนปีสี่ เขาฝึกงานตอนปีสามกัน และเชนก็อยู่ปีสามแล้ว ปิดเทอมนี้เขาก็เลยต้องไปฝึกงานด้วยเหมือนกัน ผมเพิ่งรู้ไม่นานนี้เองว่าเขาได้ฝึกงานในบริษัทชื่อดังระดับประเทศ และต้องลงไปฝึกงานที่กรุงเทพฯ ในขณะที่ผมเองถึงจะมีบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ก็คงไม่ได้กลับเพราะผมลงสมัครงานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟของรุ่นพี่ที่รู้จักเอาไว้ แถมยังต้องอยู่ช่วยเพื่อนเตรียมกิจกรรมรับน้องใหม่ซึ่งรุ่นผมเป็นเฮดหลักอีก

นั่นหมายความว่าตลอดปิดเทอมเราจะไม่ได้เจอกัน

แค่คิดก็เศร้าแล้ว

อาทิตย์เดียวผมก็คิดถึงเขาจนแทบบ้า แล้วนับประสาอะไรกับสามเดือน
 

ตึ๊ง~

ดูเหมือนจะอ่านใจผมออก คนที่ผมกำลังนึกถึง จึงส่งข้อความมาในแชทเฟสบุ๊คได้เหมาะเจาะพอดี
 

‘อยู่ไหน’
 

คำถามห้วนสั้นที่ทำให้ผมนึกถึงใบหน้าเรียบนิ่งของเขาได้ไม่ยากเย็น
 

‘หอ กำลังจะไปสตู’
 

ผมพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว

แต่เวลาผ่านไปพักใหญ่ เชนก็ไม่ตอบอะไรกลับมา จนผมต้องเป็นฝ่ายถามกลับเอง
 

‘คืนนี้กลับหรือเปล่า?’
 
               
รออยู่นานกว่าเขาจะซีนและพิมพ์ตอบกลับมาด้วยข้อความสั้นๆ
 
               
‘ดึกๆ’
 
               
สั้นจริงๆ... ผมไม่รู้จะคุยอะไรต่อเลย
               
ผมจะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าจบบทสนทนาเท่านั้น แต่มันก็ค้างคา

ผมรู้ว่าเขาไม่ใช่คนชอบเวิ่นเว้อ ไม่ว่าจะคุยโทรศัพท์หรือในแชท แต่วันๆ เราจะคุยกันแค่นี้เรอะ... มันสั้นไป
               
ผมยังคงเปิดกล่องแชทกดพิมพ์ๆ ลบๆ พยายามหาคำถามที่ไม่ดูเซ้าซี้เกินไป แต่ก็คิดไม่ออก จนในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกคำที่มาจากความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองแทน
 
               
‘คิดถึง’
 

ผมพิมพ์คำนั้น และชั่งใจอยู่นานว่าควรจะกดส่งไปดีมั้ย เพราะปกติเราไม่ค่อยใช้คำพูดหวานๆ กันเท่าไหร่
               
แล้วสุดท้ายผมก็ไม่ได้กดส่งไป…
 
               
‘คิดถึง’
 
               
เพราะเขาเป็นฝ่ายส่งมาเสียก่อน
               
ผมยิ้มกว้างจนกลายเป็นหัวเราะ เมื่อเห็นข้อความนั้นและคิดถึงใบหน้าเขายามเขินอายที่ทั้งประหลาดและน่ารักในเวลาเดียวกัน ก่อนจะกดพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมจากคำเดิมที่ยังไม่ได้กดส่ง ด้วยหัวใจที่พองโตพอให้มีแรงสู้กับสัปดาห์นรกที่กำลังจะผ่านไปอีกวัน 
 
               
‘คิดถึงเหมือนกันครับ’




-- makok_num --

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4060
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
บร๊ะ ปิดเทอมนี้พี่เชนอย่าให้เสียเวลาเปล่าๆ

จงบุกไปบ้านน้องตรีแนะนำตัวเลย 555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6773
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
เรื่อยๆไปก่อนนะช่วงนี้

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7518
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
"คิดถึง"  :-[
"คิดถึง" ไร้ท  :L1: :L1: :L1:
รอ :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1509
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5

ออฟไลน์ bulldog17

  • ❤GOT7
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3689
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +265/-12
เห็นชื่อเรื่องคุ้นๆ
อ่อ พึ่งอ่านในเด็กดี
ชอบมากนะ :D

ออฟไลน์ BeautifulGirl

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
อ่านไปเขินแรงง :-[

ออฟไลน์ Duangjai

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 655
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
รักแท้ชนะระยะทางน้าาาา
#ทีมพี่เชน

 :o8:  :-[  :o8:  :-[

...

ออฟไลน์ Sorso

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 795
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-3
โอยเขินนนนน รอNC :z1:

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
29
ชูใจ
 
               
ในที่สุด สัปดาห์นรกก็ผ่านพ้นไป
               
ผมส่งงานสี่โมงเย็นตามเวลาห้องส่งงานเปิดเป๊ะ เพราะทำเสร็จก่อนเวลาประมาณสองชั่วโมงได้ แต่ถึงส่งงานของตัวเองแล้ว ก็ยังต้องไปช่วยไอ้เพื่อนตัวดียังคงอยู่ในภาวะวิกฤติ ทั้งๆ ที่ผมส่งน้องรหัสตัวเองไปช่วยไอ้เวสป้าตั้งสองคนแล้วแท้ๆ
               
การที่ทองกวาวดร็อปเรียนไป ทำให้ผมเป็นพี่รหัสปีสองคนเดียวที่หลงเหลืออยู่ในสาย พอโปรดักชั่นเด็กๆ ก็เลยมารุมช่วย จนแบ่งเบาภาระไปได้เยอะพอสมควร แต่ปกติแล้วผมก็ไม่เคยทำงานไม่ทัน เพราะพยายามจะแบ่งเวลา และเผื่อเวลาไว้ตลอด
               
ไอ้เวสป้าแทบจะกอดขาขอบคุณที่ผมไปช่วยมันแถมยังส่งน้องรหัสไปช่วยรุม ทำให้มันส่งงานทันก่อนหมดเวลาอย่างเฉียดฉิว ก็เลยจะตอบแทนผมด้วยการพาไปเลี้ยงเหล้า ผมไม่ได้ติดใจอะไรหรอก เพราะมันก็ทำงานช้าจนวิกฤตแบบนี้ทุกงานอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าไอ้เพื่อนตัวดีไม่ยอมให้ปฏิเสธ มันนัดเวลาเสร็จสรรพ แถมยังกำชับว่าผมไม่โผล่หัวไปตามนัด มันจะไปลากคอผมถึงหอ
               
สุดท้ายผมเลยต้องกลับมาอาบน้ำแต่งตัวออกไปตามนัดตอนสามทุ่มกว่าจะสังสรรค์เสร็จกันจนเมาหัวราน้ำก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว แถมผมซึ่งกินน้อยสุดยังต้องรับหน้าที่ขับรถไปส่งเพื่อนคนอื่นๆ ที่เมาไม่รู้เรื่องอีก สุดท้ายกว่าจะได้กลับมานอนก็ตอนตีสองกว่า เกือบจะตีสามแล้ว 
               
แต่ห้องก็ยังคงว่างเปล่า

ผมถามเชนแล้วว่าคืนนี้เขาจะกลับหอกี่โมง แต่หมอนั่นกลับบอกว่าไม่กลับ ทำเอาความคาดหวังของผมที่คิดว่าพอจบโปรดักชั่นจะได้กลับมาเจอหน้ากันห่อเหี่ยวลงทันตา
               
ถึงผมว่าง ก็ใช่ว่าเขาจะว่างนี่นะ
               
ได้ออกไปดื่มบ้างก็ดี มันจะได้ทำให้คืนนี้ผมหลับได้ง่ายขึ้นในวันที่เตียงดูกว้างเพราะไม่มีคนนอนข้างๆ แบบนี้ ไม่รู้ทำไม ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็อยู่คนเดียวแท้ๆ แถมคิดมาตลอดว่าการที่มีคนมาอยู่ด้วยคงน่าอึดอัดและคงมีแต่เรื่องไม่สบายใจ
แต่พอเวลาผ่านไป ความอึดอัดมันก็ถูกแทนที่ด้วยความเคยชินซะอย่างนั้น
               
เฮ้อ อาการหนักแฮะ
               
ผมถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายพลางปลดกระดุมเม็ดสุดท้ายแล้วถอดเสื้อที่เหม็นกลิ่นแอลกอฮอล์ออก เงยหน้ามองรูปถ่ายคอลเลคชั่นเจ้าเตที่แปะอยู่บนผนัง ยังไม่คิดจะโละทิ้ง ด้วยความรู้สึกโหวงๆ แปลกๆ
               
“เมื่อไหร่พ่อแกจะกลับฮะ เจ้าเต”
               
ผมถาม อาจด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่อยู่ในกระแสเลือดก็เลยเกิดอาการเพ้อกว่าปกติ พอคิดได้ว่ารูปถ่ายมันไม่สามารถตอบอะไร ผมก็เดินไปทิ้งตัวลงบนเตียง ฝังหน้าลงกับหมอนแล้วถอนหายใจอีกครั้ง
               
คิดถึงจนแทบบ้าแล้ว
 
               
วันต่อมา
               
แล้วผมก็เผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น ต้องขอบคุณฤทธิ์แอลกอฮอล์และความอ่อนเพลียจากการอดหลับอดนอนมาทั้งอาทิตย์ทำให้ผมหลับสนิทจนเช้า
               
แต่ใครจะไปคิดว่าการหลับสนิทจะทำให้ผมพลาดโอกาสสำคัญ
               
“อื้อ” ผมครางเบาๆ พลางขมวดคิ้วเพราะรู้สึกอึดอัดผิดปกติจนต้องตื่นขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
               
ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองเผลอนอนดิ้นจนถูกผ้าห่มพันตัว แต่พอตั้งสติพิจารณาดีๆ แล้ว ก็รู้ว่าแรงที่โอบรัดจากด้านหลัง ไม่ได้เกิดจากสัมผัสของผ้า แต่เป็นอ้อมแขนแข็งแกร่งของใครอีกคนที่กอดผมอยู่ต่างหาก
               
ลมหายใจร้อนๆ ที่รดลงมาบนท้ายทอย และสัมผัสของแผ่นอกกว้างซึ่งกำลังขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่ทาบอยู่กับแผ่นหลังเปลือยเปล่า เล่นเอาหัวใจของผมเต้นผิดจังหวะขึ้นมาแต่เช้า
               
ปกติเวลานอนเชนมักจะถอดเสื้อออกเพราะอากาศร้อน ในขณะที่ผมจะสวมเสื้อยืดและกางเกงขายาวนอนตลอดเวลาเพราะความเคยชิน แต่เพราะเมื่อวานเสื้อผมเหม็นเหล้าก็เลยต้องถอดออก แถมยังหลับไปโดยไม่รู้ตัว ก็เลยยังคงอยู่ในสภาพที่เหลือแต่กางเกงยีนตัวเดียว
               
แต่ผมไม่คิดว่าอยู่ๆ เขาจะกลับมาไม่บอกไม่กล่าวนี่หว่า แถมยังถือวิสาสะนอนกอดผมจากด้านหลังอีก แบบนี้มัน...เนื้อแนบเนื้อเกินไปแล้ว
               
“หัวใจเต้นแรงจัง” เสียงอู้อี้ดังขึ้นจากคนที่ยังฝังหน้าลงกับท้ายทอยของผม
               
เชนรู้สึกตัวแล้ว แต่ก็ไม่ยอมคลายอ้อมกอดของตัวเองออก ยังคงกอดผมไว้แน่นจนไม่เหลือช่องว่างระหว่างแผ่นอกเปลือยเปล่าของเขากับแผ่นหลังของผม

ทั้งที่ตัวเองเกลียดอากาศร้อนแท้ๆ แล้วกอดผมไว้แบบนี้ไม่อึดอัดหรือไง

“ไหนบอกว่าไม่กลับ” ผมถาม เบี่ยงประเด็นจากเรื่องที่เขาถาม เพราะจนถึงตอนนี้หัวใจก็ยังเต้นแรงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเบาลง

“ก็รู้ว่ามีคนคิดถึง” เขาว่าพลางขยับเข้ามาใกล้ ยกคางขึ้นเกยไหล่ผมแทน

หมอนี่เป็นพ่อมดหรือไง ถึงได้อ่านใจผมออกทุกครั้งเลย

“คิดถึงเป็นบ้า” เสียงทุ้มเอ่ยแล้วกดจูบหนักๆ ลงมาบนไหล่ของผม โดยไม่สนใจเลยว่าตอนนี้หัวใจผมมันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอกอยู่แล้ว

ปกติเขาไม่เคยถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้เลย... ถ้าไม่นับเรื่องจูบน่ะนะ เพราะรู้ว่าผมไม่เคยคบกับผู้ชายมาก่อน และผมก็ไม่ใช่สาวน้อยบอบบางที่จะชินกับการแสดงความรักจากคนที่แข็งแกร่งกว่า เชนก็เลยทำหลายๆ อย่างด้วยความค่อยเป็นค่อยไป เราไม่ได้จับมือกันเวลาไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่ได้นอนกอดกันแม้ว่าจะอยู่ข้างกันทุกคืน เขารักษาระยะห่างเสมอ เพื่อให้ผมปรับตัว รอให้ผมเคยชินกับการแสดงความรักจากผู้ชายแมนๆ อย่างเขาแล้วค่อยขยับเข้ามาเมื่อเวลาเหมาะสม

“ตัวเหม็นนะ ยังไม่ได้อาบน้ำเลย” ผมบอก ตกใจนิดๆ ที่เอาซุกใบหน้าลงกับไหล่ผมราวกับต้องการจะสูดกลิ่นกายเปลือยเปล่า

“รู้แล้ว” เขาตอบ
               
ไม่ปฏิเสธด้วย -_-
               
“ไปไหนมา” เขาถาม คงจะรู้จากกลิ่นแอลกอฮอล์ที่หลงเหลืออยู่บนตัวผม
               
“กินเหล้ากับพวกไอ้เวสป้า” ผมตอบตามตรง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง
               
“ไม่คิดจะขออนุญาตเลย?”
               
“อ้าว” ต้องขอเหรอ...? “ก็เห็นว่าจะไม่กลับ ก็เลยไป”
               
“ไม่เห็นเกี่ยว” เขาทำเสียงตำหนิ และคงจะขมวดคิ้วเหมือนเคยแน่ๆ “จะกลับหรือไม่กลับก็ต้องขอ”
               
ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเมื่อได้ยินประโยคนั้น “ทำไมเอาแต่ใจ”
               
“แค่อยากรู้” เขาปฏิเสธทันควัน "ไปไหน กับใคร จะกลับเมื่อไหร่"
               
นี่มันรายงานผู้ปกครองหรือไง
               
“แล้วถ้าขอจะให้ไปหรือเปล่า” ผมถามต่อ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าขอกับไม่ขอมันจะต่างกันตรงไหน เพราะยังไงเขาก็คงไม่ห้ามผมหรอก
               
“แล้วถ้าไม่ให้ไป จะไปหรือเปล่า”
               
“ไป” ผมว่า ไม่ต้องคิดเลย ก็นัดกับเพื่อนไว้แล้วแถมเขาไม่อยู่อีก ถึงห้ามผมก็ไม่ยอมนอนแกร่วอยู่หอคนเดียวหรอก
               
“ใครกันแน่ที่เอาแต่ใจ” เชนทำเสียงตำหนิอีกรอบ
               
ผมหัวเราะดังกว่าเดิม แล้วสรุป “งั้นก็พอกันทั้งคู่อ่ะ”
               
ผมได้ยินเสียงเขาหัวเราะในลำคอและไม่เถียงอะไรอีก เราต่างคนต่างเงียบและซึมซับไออุ่นของกันและกันราวกับจะใช้มันทดแทนเวลาที่ไม่ได้เจอหน้า แต่เพราะรู้สึกผิดที่โดนกอดอยู่ฝ่ายเดียว ผมเลยค่อยๆ พลิกตัวหันไปทางเขา และกอดเขากลับบ้าง

“หืม?” เชนย่นหน้ามองผมอย่างประหลาดใจ ก่อนจะหัวเราะออกมา “อย่ามาอ้อนนะ” เขาว่าพลางก้มหน้าลงมาจรดริมฝีปากหนักๆ ลงบนหน้าผากผม

“ถ้าเกิดฉันได้ใจ อยากทำมากกว่ากอดขึ้นมาจะทำไง” แล้วริมฝีปากร้อนจัดก็เลื่อนมางับจมูกผมเบาๆ

“...” ผมไม่ตอบ หลบตาซุกหน้าลงกับแผ่นอกกว้างของเขาแทน เพื่อซ่อนใบหน้าร้อนจัดของตัวเองเอาไว้ แต่อีกนัยก็คือการถือโอกาสสูดกลิ่นกายที่แสนคุ้นเคยให้หายคิดถึง

“หึ” เชนหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นผมไม่สนใจคำหยอกล้อของเขา ก่อนจะกอดผมแน่นขึ้นทำลายช่องว่างระหว่างเรา
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ผมรู้ว่าเขาไม่ทำอะไรหรอก ถ้าผมไม่ยอม

เราตกลงกันแล้วว่าถ้ายังไม่พร้อมก็จะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ผมรู้นะว่ามันเป็นเรื่องยาก เพราะเราต่างก็เป็นผู้ชาย เรื่องเซ็กซ์แทบจะเป็นส่วนหนึ่งที่ฝังอยู่ในสมองตลอดเวลา แต่เราก็ไม่ใช่เด็กแล้ว ที่จะหมกมุ่นจนปล่อยให้ตัณหามันครอบงำความยับยั้งชั่งใจ เรารู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ถึงมันจะไม่มีอะไรเสียหาย

แต่ยังไม่ถึงเวลา ก็คือยังไม่ถึงเวลา
 

เวลาผ่านไป

ถึงจะกลับมานอนที่หอได้ แต่ก็ใช่ว่าเชนจะว่าง

ยิ่งใกล้สอบ เขาก็ยิ่งยุ่งจนหัวหมุน เขาบอกว่าถึงงานจะเคลียร์ไปบ้างแล้ว ก็ยังมีหนังสือเป็นตั้งๆ ที่ต้องอ่านอยู่ดี แต่เพราะวันนี้เป็นวันหยุด เขาก็เลยเลือกสถานที่อ่านหนังสือได้บ้าง ไม่ต้องก้มหน้าก้มตาอ่านที่คณะหลังเลิกเรียนเหมือนที่ผ่านมา พวกเราเลยตัดสินใจออกมาเปลี่ยนบรรยากาศอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟใกล้ๆ หอพัก ซึ่งมีบรรยากาศสงบ แถมยังมีแอร์เย็นๆ ให้นั่งแช่อย่างสบายๆ อีก

ตลอดหลายชั่วโมงที่นั่งอยู่ด้วยกัน แล้วแทบไม่คุยกันเลย เพราะเชนเอาแต่ก้มหน้าอ่านหนังสือ ส่วนผม ก็กำลังคิดสคริปต์พรีเซนต์โปรเจ๊กที่เพิ่งส่งไป

“พี่คะ” แต่แล้วความเงียบอันยาวนานก็ถูกทำลายลง ด้วยเสียงหวานของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ๆ ก็เดินเข้ามาหาพวกเรา

“ครับ?” ผมเป็นคนตอบ ขณะที่เชนแค่ปรายตามองไม่พูดอะไร

“ขอถ่ายรูปหน่อยได้มั้ยคะ” เธอเอ่ย ผมตกใจนิดๆ เพราะไม่เคยโดนคนแปลกหน้ามาขอถ่ายรูปแบบนี้

“หมายถึง?” ผมเลิกคิ้วงุนงง

“หมายถึงพี่สองคนน่ะค่ะ”

ผมหันไปมองหน้าเชนอย่างขอความเห็น ยังไม่เข้าใจเลยว่าเธอมาขอถ่ายรูปพวกเราทำไม และเหมือนเชนจะอ่านใจผมออก (อีกแล้ว) ว่าผมไม่สะดวกใจ เขาเลยวางหนังสือลงแล้วหันไปมองน้องผู้หญิงที่ยืนรออยู่นิ่งๆ และเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา

“ไม่ครับ”

มะ...หมอนี่ จะเย็นชาไปแล้ว

ผมเห็นน้องผู้หญิงหน้าเสียไปทันทีที่ถูกปฏิเสธ ก็เลยเสริมคำพูดเขาให้มันดูซอฟต์ลง “พอดีพวกพี่อ่านหนังสืออยู่ ไม่ค่อยสะดวก ขอโทษนะครับ” ผมยิ้มแห้งๆ พลางผงกหัวขอโทษเธอ

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอโทษที่รบกวนนะคะ” เธอว่า ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนที่โต๊ะห่างออกไป
ท่าทางจะไม่พอใจเท่าไหร่แฮะ ทำไงดี

“ไม่ควรปฏิเสธหรือเปล่า” ผมหันมาถามเชนหลังจากเห็นน้องผู้หญิงกลุ่มนั้นเริ่มซุบซิบมองมาทางเรา

“ไม่เป็นไรหรอก” เขาตอบ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อ

“ไม่กลัวเขาเอาไปพูดถึงเสียๆ หายๆ หรือไง” ผมขมวดคิ้ว ผมน่ะไม่เป็นไรหรอก เพราะยังไงคนก็ไม่ค่อยรู้จัก แต่เชนเนี่ยเขาดังมากเลยนะในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยเรา แถมชื่อเสียงปกติก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว ถ้าโดนเรื่องนี้ไปอีกคนอื่นต้องมองเขาเป็นคนไม่ดียิ่งกว่าเดิมแน่ๆ

“ไม่เห็นต้องแคร์”

อะไรมันจะเฉยชาขนาดนั้นวะ -_-

ผมอยากจะท้วงอีก แต่คิดว่าเขาคงไม่ใส่ใจก็เลยเลือกหุบปากทำงานของตัวเองต่อ บรรยากาศเงียบลงอีกครั้งเมื่อเราต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานในส่วนของตัวเอง แต่ไม่นานความเงียบก็ถูกทำลายลงอีก

“ไอ้ตรี”

“หืม?” ผมเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะจำได้ว่าเสียงที่เรียกชื่อผมเป็นเสียงของใคร

ไอ้ซันทำหน้าตกใจที่เห็นผม ก่อนจะยิ้มร่าเดินเข้ามาหา

“สวัสดีครับพี่เชน” มันยกมือไหว้คนที่นั่งตรงข้ามกับผมก่อนจะหันมาถาม “มึงมาอ่านหนังสือเหรอ?”

ไอ้สายตากรุ้มกริ่มนั่นมันอะไร

“เออ” ผมตอบ “มึงอ่ะ”

“เหมือนกัน”

“มาคนเดียว?” ผมถามต่อเมื่อเห็นว่าข้างตัวมันไม่มีใคร

“เออ เพื่อนกูมันไปอ่านกับแฟนกันหมด” มันตอบสีหน้าเหมือนน้อยใจนิดๆ แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร

จนถึงตอนนี้ไอ้ซันก็ยังไม่มีใคร ผมไม่รู้ว่ามันลืมวีได้หรือยัง แต่ท่าทางที่ดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติ ก็ทำให้ผมเบาใจไม่น้อย

“นั่งด้วยกันป่ะ?” ผมถาม ใช้เท้าเตะๆ เก้าอี้ตัวที่เหลือบอกว่ามีเก้าอี้ว่าง

ไอ้ซันมองไปรอบๆ ตัวซึ่งที่นั่งส่วนใหญ่มีคนจับจองแล้ว ก่อนจะหันมายิ้มให้ผม “เออ ขอบใจ” มันกำลังจะนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ ผม แต่กลับถูกขัดด้วยใครอีกคนที่โยนหนังสือที่เคยวางไว้เก้าอี้ข้างตัวเองมาวางไว้ฝั่งนี้แทน

“มานั่งนี่” เชนว่าพลางตบเก้าอี้ฝั่งเขาที่ว่างแล้วเบาๆ

อะไรวะ?

ผมกับไอ้ซันมองหน้ากันงงๆ แต่มันก็ยอมไปนั่งตามคำสั่งแต่โดยดี

“มึงไม่มีสอบเหรอวะ” ไอ้ซันถามหลังจากชะโงกหน้ามามองสมุดสเก็ตในมือผมที่เริ่มวาดอะไรไปเรื่อยแล้ว

“มี แต่ยังไม่อ่าน” ผมว่า รู้สึกเหนือกว่านิดๆ ที่มีสอบน้อยแถมเป็นวิชาที่ไม่ต้องอ่านก็ทำข้อสอบได้
 
“อะไรวะ อิจฉาสัส”

ถ้ามันรู้ว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาผมตรากตรำแค่ไหนคงไม่พูดแบบนี้

“มึงสอบกี่ตัว” มันถามต่อ

ผมนึกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตอบ “ประมาณสี่” ผมเรียนหกตัว และอีกสองตัวไม่มีสอบ (แต่สั่งงานยากระดับนรกแทน)

“กูสอบหก! เชี่ยมาก ใครจะไปอ่านทัน” ไอ้ซันโวยวายหน้าตาซีเรียสมากจนผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

ท่าทางการพูดของมันดูสบายๆ กว่าเดิมมาก หลังจากที่รู้ว่าผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันแล้ว

นี่เรากลับมาเป็นเพื่อนกันได้แล้วจริงๆ สินะ

“อะแฮ่ม” บทสนทนาของผมกับไอ้ซันหยุดลงทันทีที่คนที่นั่งเงียบอยู่นานส่งเสียงกระแอมออกมา พวกผมหันไปมองเชนงงๆ แต่เขาก็ไม่พูดอะไร ยังคงก้มหน้าอ่านหนังสือสีหน้าปกติ

ที่ไม่ปกติก็คือมือข้างหนึ่งที่เคยจับปากกาไฮไลต์ กลับเอื้อมข้ามฝั่งมาตรงหน้าผม พร้อมกับกระดิกนิ้ว

“ส่งมือมา” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเงยหน้าขึ้นมามองผมนิ่งๆ พร้อมออกคำสั่ง ผมก็เลยยื่นมือออกไปให้เขาอย่างงงๆ

อะไร? จะงัดข้อเหรอ?

แต่ไม่ปล่อยให้เดาไปไกล มือหนาเพียงดึงมือผมไปจับไว้หลวมๆ แล้วเหลือบสายตามองไอ้ซัน

“อย่าคุยเยอะ กูหวง” ว่าจบก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ

เฮ้ยเดี๋ยว มาโยนระเบิดใส่กันแล้วทำหน้าตาเฉยแบบนั้นได้ไง ไม่คิดหน่อยเหรอว่าผมจะทำสีหน้าไม่ถูกขนาดไหนน่ะฮะ!

“ครับพี่” ไอ้ซันหัวเราะ ก่อนจะทำท่าล้อเลียนผงกหัวรับคำบัญชา

เออ เอาเข้าไป กวนตีนทั้งคู่เลย

“ลาเต้ร้อนค่ะ” พนักงานตะโกนขึ้นมา ก่อนที่ไอ้ซันจะหันไปมอง ทำท่าจะลุกขึ้น

“ของมึงเหรอ” อยู่ๆ เชนก็ถาม

“ครับ”

“เดี๋ยวกูไปเอาให้” ผมกับไอ้ซันเลิกคิ้วมองคนหน้านิ่งอย่างประหลาดใจ ก่อนที่มันจะปฏิเสธพัลวัน

“เฮ้ยไม่ต้องพี่ เดี๋ยวผมไปเอาเอง”

แต่มีหรือที่เชนจะฟัง

“ไม่เป็นไร กูจะไปสั่งกาแฟพอดี” เขากดไหล่ไอ้ซันให้นั่งลงที่เดิมแล้วลุกไปทันทีไม่รอคำโต้แย้งใดๆ

ผมได้แต่มองหน้ากับไอ้ซันอย่างงงหนักไปอีก เพราะกาแฟดำที่อยู่ในแก้วเขายังไม่หมดเลย แล้วจะไปสั่งใหม่ทำไม

“พี่เชนเขาแปลกๆ ป่ะวะ” ไอ้ซันยื่นหน้าเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ผมได้แต่ยักไหล่ เพราะไม่เข้าใจปฏิกิริยาของเขาเหมือนกัน ไม่นานเชนก็กลับมา พร้อมกับวางลาเต้ร้อนไว้ตรงหน้าไอ้ซัน ก่อนจะนั่งลงยื่นมือมาขอมือผมไปจับไว้อีกครั้งพลางก้มหน้าอ่านหนังสือหน้าตาจริงจัง พวกผมยังคงมองหน้ากันคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าเขาเป็นอะไร แต่ไม่นานก็ได้คำตอบ

“ไอ้เชี่ย! เค็ม!” ไอ้ซันพ่นลาเต้ร้อนที่เพิ่งกระดกออกมาพร้อมกับสบถลั่นร้าน
ผมถึงกับสะดุ้งเพราะกาแฟที่มันพ่นเฉียดสมุดสเก็ตผมไปนิดเดียว มองเพื่อนตัวดีที่ทำหน้าเหยเกก่อนจะยื่นน้ำเปล่าของตัวเองให้มัน

“อะไรวะ ทำไมเค็ม” มันโวยวายต่อ ผมหันไปมองพนักงานและพบว่าทุกคนทำหน้าตกใจ ลนลานเหมือนไม่รู้จะอธิบายยังไง

แต่ผมว่าพวกเธอไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอก เพราะมันเดาได้ไม่ยากเลยว่าเป็นฝีมือใคร

“พี่เชน?” ไอ้ซันเองก็เหมือนจะรู้แล้วเหมือนกัน

ผมกับมันต่างพุ่งสายตาไปที่ผู้อาวุโสสุดที่ทำทีเป็นก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยสายตาคาดโทษ และต้องการคำอธิบาย ไม่นานเสียงทุ้มก็ยอมเฉลยความจริง

“เอาคืน ที่มึงจูบแฟนกู” เขาตอบโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือด้วยซ้ำ สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกผิดเลยสักนิด

“โหพี่ แรงเกิ๊น เค็มยันไตแล้วเนี่ย” ไอ้ซันยังคงทำหน้าเหยเกงอแงใส่คนเอาแต่ใจเหมือนเด็กๆ

ไม่รู้ทำไมผมถึงหัวเราะออกมาเมื่อรู้ว่าเขาทำไปเพราะอะไร

เป็นคนที่หึงได้หน้าตายสัสๆ เลยแฟนผม

“กูจ่ายตังค์ให้แล้ว” เชนไม่สนใจเสียงโวยวายของน้องรหัสแม้แต่น้อย เขาเหลือบตามองมันนิ่งๆ พลางใช้นิ้วกลางข้างที่จับหนังสือดันแก้วกาแฟเลื่อนไปตรงหน้ามัน

“แดกไป”

“เฮ้ยพี่ ไม่เอา!” เพื่อนรักผมถึงกับเบิกตากว้างโวยวาย แต่แล้วก็ถึงกับหน้าซีดไปเลยเมื่อได้ยินประโยคต่อมาจากคนบ้าอำนาจ

“แดกให้หมด... ไม่งั้นกูจะให้มึงซ่อมเชียร์”

“...!!” ไอ้ซัน

“...” ผม ได้แต่นั่งเงียบมองคนที่แกล้งคนอื่นแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือพลางวนนิ้วโป้งเล่นกับมือผมหน้าตาเฉยด้วยความรู้สึกทึ่งนิดๆ

อืม... นี่สินะ ข้อเสียของระบบโซตัส




-- makok_num --

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7518
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ชอบ เชน แสดงออกเต็มที่เรื่องหึง   
เชนหึงซันมากมาย :katai2-1:
เพราะซันเคยเป็นคนที่ตรีเคยรักสินะ :m16:
หวาน เวลาเชนมุ้งมิ้งกับตรี  :กอด1:
รอ  :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด