[Hermit Books] Just Another Guy #เชนตรี : แจ้งข่าว [31/10/2560] P.14
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Hermit Books] Just Another Guy #เชนตรี : แจ้งข่าว [31/10/2560] P.14  (อ่าน 186522 ครั้ง)

ออฟไลน์ ma-prang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
เชนสายโหดก็มา

ออฟไลน์ j123

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 699
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
จะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกไหม  :hao3:

ออฟไลน์ MaRiTt_TCL

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1513
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-6
เฮือกพี่เชนคนโหด เอาล่ะอีเจ๊ทองกวาว รอรับผลกรรมได้เลย ตรีแม่งก็คนดีเกิ๊นนนน

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
21
มิตรภาพ
 
               
หลังจากวันนั้น ผมก็ไม่เห็นทองกวาวอีกเลย…
               
ผมตกใจมากที่อยู่ๆ เธอก็หายไป และคิดว่าเพราะผมเป็นต้นเหตุ จึงร้อนใจจนเผลอลืมสิ่งที่เธอทำและพยายามโทรหาด้วยความเป็นห่วง แต่กลับติดต่อไม่ได้เลย เพื่อนๆ ของเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทองกวาวหายไปไหน แต่น่าแลกที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจเท่าไหร่นัก

ผมแวะไปหาที่หอก็ไม่มีคนอยู่ ผมเป็นห่วงจนเกือบจะไปขอที่อยู่จากฝ่ายบุคคลเพื่อไปหาเธอที่บ้านแล้วด้วยซ้ำ ถ้าหากพี่ชบาไม่มาบอกก่อนว่าทองกวาวมีปัญหาทางบ้าน จนต้องดร็อปเรียนไป
               
แต่ว่า ทองกวาวมีปัญหาทางบ้านจริงๆ น่ะเหรอ...
               
 มันประจวบเหมาะกันเกินไปหรือเปล่า?
               
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมเอาแต่คิดมากเรื่องนี้ จนเชนคงจะรำคาญและเตือนสติว่า ผมควรคิดถึงสิ่งเลวร้ายที่เธอทำ แล้วเลิกเห็นอกเห็นใจเธอสักที
               
ถึงจะพยายามคิดแบบนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ นี่หว่า
               
“อะไรเนี่ย” เสียงทุ้มดังขึ้นมาข้างหูขณะที่ผมกำลังยืนมองรูปถ่ายคอลเลคชั่นใหม่ของตัวเองที่เพิ่งจะปริ๊นมาแปะไว้บนผนัง มันเป็นรูปของเจ้าเตที่ผมถ่ายไว้ รวมถึงรูปจากโทรศัพท์มือถือเชนที่เขาเคยเอามาให้ดูด้วย
               
“คอลเลคชั่นเจ้าเต...!” ผมหันไปยิ้มตอบ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าใบหน้าของร่างสูงที่กำลังชะโงกผ่านไหล่ผมไปดูรูปบนผนังมันอยู่ใกล้มากซะจนปลายจมูกผมเฉียดแก้มเขาไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
               
“เห่อชะมัด” เขายิ้มมุมปาก พลางยืดตัวขึ้นเต็มความสูงขณะที่ผมเขยิบตัวหนีออกมาก้าวใหญ่พร้อมกับยกมือเกาคางแก้เก้อ
               
ทำไมพักนี้หมอนี่ชอบเข้ามาใกล้ผิดปกติแบบนี้ตลอดเลย
               
“ไม่เห็นรู้เลยว่าถ่ายรูปสวยขนาดนี้” เขาว่าพลางพิจารณารูปที่แปะอยู่บนผนังไปเรื่อยๆ ท่าทางจะไม่ทันสังเกตว่าผมกำลังทำสีหน้าแบบไหนใส่

...ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนทำให้ใบหน้าของผมร้อนขนาดนี้แท้ๆ

“ขะ...ขอบคุณ” ผมอึกอักและทำเป็นหันไปสนใจรูปที่ถูกแปะไว้บนผนังบ้าง
               
ปกติผมเป็นคนชอบถ่ายภาพอยู่แล้ว มันอาจจะเป็นธรรมดาของเด็กสถาปัตย์ก็ได้ ที่ชอบเก็บภาพสถานที่หรือเหตุการณ์ประทับใจต่างๆ เอาไว้ทั้งรูปถ่ายหรือรูปสเก็ต แต่ผมก็ไม่ได้ถ่ายรูปสวยหรือเข้าขั้นโปรเฟสชั่นนอลอะไรหรอกนะ ก็แค่ถ่ายไว้เป็นแรงบันดาลใจเท่านั้น
               
“ขอรูปนี้ได้มะ” อยู่ๆ คนตรงหน้าก็หันมาถาม ทำให้ผมเพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองกำลังลอบมองเขาอยู่
               
ผมดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยนั่นทำผมชะงัก ก่อนจะอึกอักและหันไปมองภาพที่เขาชี้มึนๆ มันเป็นรูปถ่ายเซลฟี่ที่รวมผม เชน และเจ้าเตไว้พร้อมหน้า เป็นรูปเดียวในบรรดารูปทั้งหมดที่มีพวกเราสามคนครบ เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้เพราะตอนถ่ายผมดันลืมปิดแฟลช ทำให้ทันทีที่กดชัตเตอร์แสงแฟลชที่สว่างวาบขึ้นมาทำเอาพวกเราหน้าเหวอด้วยความตกใจทั้งคนทั้งแมว โดยเฉพาะผมที่ต้องหลับตาปี๋เพราะอยู่ด้านหน้าสุด ถึงมันจะเป็นภาพที่หน้าทุกคนดูตลกมากก็ตาม แต่ผมก็ชอบรูปนี้ที่สุดเหมือนกัน
               
“เอาสิ” ผมตอบยิ้มๆ ยังไงผมก็มีไฟล์ต้นฉบับเก็บไว้อยู่แล้ว ไปปริ๊นใหม่เมื่อไหร่ก็ได้
               
ผมเลิกคิ้วมองมือหนาที่ดึงรูปออกจากผนัง แล้วเดินไปหยิบกีตาร์ของตัวเองขึ้นมาอย่างงงๆ เขามองซ้ายมองขวาหาอะไรสักอย่างอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยิบกรรไกรกับเทปที่ผมใช้แปะรูปเมื่อกี้ออกมา เพื่อแปะรูปถ่ายใบนั้นลงกับหลังกีตาร์โปร่งของตัวเองด้วยท่าทางเงอะงะจนผมอดยิ้มขำออกมาไม่ได้
               
 “มา เดี๋ยวช่วย” ผมเดินไปนั่งลงข้างๆ ร่างสูงที่ถูกเทปกาวพันนิ้วเป็นรอบที่สอง และแย่งมันมาสั่งให้เขาจับรูปไว้และผมเป็นฝ่ายแปะให้แทน
               
“แปลกๆ แฮะ” ผมขมวดคิ้วมองด้านหลังกีตาร์ใบโตที่มีรูปถ่ายซึ่งมีใบหน้าแสนน่าเกลียดของตัวเองอยู่ในนั้นด้วย “เอาออกเหอะ” ผมหันไปนิ่วหน้า แต่ฝ่ามือหนาก็แย่งกีตาร์ออกจากมือผมไปเสียก่อน
               
เขามองรูปถ่ายที่แปะอยู่ด้วยสีหน้าพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะตีหน้ามึนทำเป็นดีดกีตาร์เล่น ไม่สนใจท่าทางไม่พอใจของผมที่เพิ่งนึกได้ว่าไม่ควรช่วยเขาแปะเลย มันประหลาดจริงๆ นะ พอเห็นหน้าตัวเองแปะอยู่บนกีตาร์คนอื่นเนี่ย อย่างน้อยตัดหน้าผมออกเหลือแค่เขากับเจ้าเตก็ได้เอ้า
               
ยิ่งพอเห็นเขาทำเป็นดีดกีตาร์อารมณ์ดีแบบนั้นมันก็อดไม่ได้ที่จะเบ้หน้าใส่อย่างหมั่นไส้ ดูก็รู้ว่าเขาตั้งใจกวนประสาทผมชัดๆ แต่กวนได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ของร่างสูงก็ดังขึ้นมา เขาหยิบมากดรับโดยไม่พูดอะไร เพียงไม่กี่วิก็กดตัดสายด้วยใบหน้าที่ไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ

อะไรวะ
               
“คอลเซนเตอร์เหรอ?” ผมอดไม่ได้ที่จะถาม
               
มันจะมีสักกี่กรณีกันที่คนเราจะกดรับโทรศัพท์แล้วตัดสายในเวลาอันรวดเร็วด้วยใบหน้าเรียบเฉยขนาดนั้น
               
เชนขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจคำถามผม ก่อนจะตอบ “เปล่า ไอ้เตอร์ มันโทรมานัดไปซ้อมดนตรี”
               
 “...” ผมนิ่งไปทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ความรู้สึกผิดซ้ำๆ เริ่มก่อตัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

หลังจากวันที่ผมเบี้ยวไม่ยอมไปแข่ง ผมก็ไม่ได้เจอพวกเขาอีกเลย เชนบอกว่าวันนั้น The Quantum ไม่ได้ขึ้นเวทีด้วยสาเหตุสมาชิกไม่พร้อม... ไม่ใช่แค่ผม แต่เชนเองก็หายตัวออกมาตามหาผมทันทีที่ผมขาดการติดต่อไปทั้งที่เหลือเวลาเตรียมตัวไม่ถึงชั่วโมง พอเหลือสมาชิกแค่สองคน พวกเขาก็ไม่สามารถขึ้นแสดงได้ จะหาใครมาแทนก็ไม่ทันแล้ว
               
มันเป็นความผิดของผมเองที่มัวแต่เป็นห่วงเจ้าเต จึงรีบพามันไปโรงพยาบาลจนลืมเอาโทรศัพท์ไปด้วย แถมยังมีความคิดเห็นแก่ตัวว่าดีแล้วที่ไม่เอาไป ผมจะได้หนีหน้าได้โดยไม่รู้สึกผิดนัก แต่เมื่อเห็นมิสคอลเป็นร้อยๆ จากเชนและเตอร์ มันก็ทำให้ผมรู้สึกผิดมากกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันเท่า ถึงเชนจะบอกว่าเตอร์เข้าใจเหตุผลของผม แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่ดี พวกเขาซ้อมหนักขนาดนั้นมาเป็นเดือนๆ ก่อนผมจะเข้าวงเสียอีก

แต่เป็นเพราะผมคนเดียว...ทุกอย่างมันเลยพังหมด
               
“ไปด้วยกันมั้ย?” เสียงทุ้มถามขึ้นมาขณะที่ผมเอาแต่คิดเรื่องซ้ำซากอยู่คนเดียว
               
“ไปไหน” ผมเงยหน้าถามงงๆ
               
 “ซ้อมไง” เขาตอบนิ่งๆ “ไอ้เตอร์มันถามหาอยู่พอดี”
               
“ถามหาฉันเหรอ?” ผมชี้มือเข้าหาตัวเองอย่างประหลาดใจ
               
“อืม มันบอกว่า ‘ลากไอ้ตรีมาด้วย!’ ” ประโยคหลังเขาดัดเสียงเป็นเสียงโหดๆ ของเตอร์ได้เหมือนเป๊ะ จนผมชะงักไป

“จริงเหรอ” ผมหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ต้องการคำตอบ แค่แปลกใจกับตัวเอง 

ที่เตอร์อยากเจอผม คงมีไม่กี่เหตุผล คือเรียกไปด่า หรือชกหน้าสักที
               
แต่เป็นแบบนั้นก็อาจจะดีเหมือนกัน...
               
“ไปมั้ย?” เชนย้ำคำถามอีกรอบ ผมลังเลสักพัก ก่อนจะพยักหน้า
               
“อืม”
               
ผมชอบพวกเขามาก ดังนั้นถ้าการอัดผมมันจะทำให้พวกเขาหายโกรธ ผมก็เต็มใจ เพราะไม่อยากสู้หน้าพวกเขาไม่ติดอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้แล้ว
               
“เมื่อไหร่จะเลิกทำหน้าแบบนั้นสักที” ไม่ว่าเปล่า ฝ่ามือหนายังเอื้อมมือมาขยี้หัวผมแรงๆ เหมือนทุกครั้งที่ผมกำลังคิดโทษตัวเองไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง
               
คราวนี้ผมอดไม่ได้ที่จะเอี้ยวตัวหนีพร้อมกับโวยวาย “แล้วเมื่อไหร่จะเลิกเล่นหัวสักทีฮะ”
               
ช่วงนี้เขาถึงเนื้อถึงตัวผมบ่อยเกินไปจริงๆ นะ โดยเฉพาะขยี้ผมเนี่ย เล่นมากๆ เดี๋ยวก็หัวล้านกันพอดีหรอก!
               
“คิดถึงเจ้าเต” พอถูกผมปัดมือออก อยู่ๆ ร่างสูงก็นิ่งไป แล้วพูดออกมาด้วยใบหน้า (แกล้ง) เศร้า
               
“...”
     
ไหงทำหน้างั้น
               
“ขอลูบหัวหน่อย”
               
“...”
               
“ไม่ได้เหรอ?” 
               
“ครับ”
               
แล้วทำไมสุดท้ายผมถึงเป็นฝ่ายยื่นหัวไปให้เขาเล่นซะเองล่ะวะเนี่ย!?


10.00 P.M.

ผมกับเชนมาถึงผับตอนสี่ทุ่มพอดี มันออกจะแปลกสักหน่อยที่นัดเวลานี้ เพราะปกติพวกเราจะซ้อมกันช่วงเย็นก่อนผับเปิดเพราะถ้าวันไหน The Quantum มีแสดง พวกเขาจะได้มีเวลาพักก่อนโชว์ แต่ดูเหมือนตั้งแต่ที่วินไปเรียนแลกเปลี่ยน The Quantum ก็ไม่ได้ขึ้นเวทีอีกเลย ผมเกือบจะโทษตัวเองว่าเป็นเพราะผมหายหัวไป จึงทำให้คนไม่พอแสดงแล้ว แต่เชนก็ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะพวกเขากลัวว่าวินที่อยู่เมืองนอกจะน้อยใจที่ไม่ได้เล่นด้วยกันต่างหาก และที่นัดซ้อมทั้งๆ ที่ไม่มีแสดง เป็นเพราะพวกเขายังไม่อยากแยกย้ายและลืมเรื่องวงไปก่อน เพราะถ้าทำแบบนั้น สุดท้ายทุกคนก็จะลืมมันไปจริงๆ

ผมเดินตามเชนเข้ามในร้านที่คนยังคงพลุกพล่านเหมือนเคย ก่อนจะชะงักไป เมื่อพบว่าคนที่เล่นดนตรีอยู่บนเวทีคือเตอร์กับต้าที่มีเครื่องดนตรีในมือเป็นกีตาร์โปร่ง และกลองคาฮอน พวกเขาเปลี่ยนมาเล่นเพลงโฟล์คซองฟังสบายๆ ขัดกับลุคนิ่งๆ โหดๆ ของตัวเองแต่กลับฟังลื่นหูจนทำเอาผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเขามาจากวงดนตรีร็อก

“ไหนบอกว่าจะไม่แสดงไง” ผมหันไปถามเชนที่ยืนล้วงกระเป๋ามองอยู่ข้างๆ

 “บอกว่า The Quantum ไม่แสดง ไม่ใช่ไอ้สองคนนั่นสักหน่อย” เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

กวนประสาทจริงๆ -_-

“แล้วนายไม่ต้องไปเล่นด้วยเหรอ” ผมถามต่อ

“ไม่ล่ะ” ว่าพลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบหน้าตาเฉย “ฉันไม่ได้เป็นตัวเรียกลูกค้าแบบพวกมัน”

“อ่อ” ผมพยักหน้าเข้าใจ

ที่ผ่านมา The Quantum เป็นวงหลักเรียกลูกค้ามาโดยตลอด ด้วยฝีมือระดับเทพของสมาชิกในวงและเสียงร้องอันมีเอกลักษณ์ของเตอร์ที่ติดหูคนฟังได้อย่างไม่ยากเย็นทำให้ช่วงแรกๆ ที่ร้านเปิด คนพูดถึงวงดนตรีมากกว่าตัวผับเองซะอีก ถึงปัจจุบันที่นี่จะมีชื่อเสียงและยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่การที่อยู่ๆ The Quantum เลิกเล่นไป ถึงจะแค่ชั่วคราว แต่ก็คงส่งผลกระทบอยู่บ้าง อย่างน้อยการให้สองคนนั้นมาเล่นดนตรี ก็คงจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ดึงลูกค้าเอาไว้ อีกอย่าง เตอร์เป็นหุ้นส่วนของร้าน การให้เขามาเล่นเองยังไงก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการไปจ้างวงดนตรีใหม่อยู่แล้ว

วู้วว~

เสียงปรบมือดังเกรียวกราวทันทีที่การแสดงจบลง ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ขนาดมีแค่สองคนยังเรียกเสียงฮือฮาได้ขนาดนี้ พวกเขานี่มันสุดยอดจริงๆ
               
“ได้เวลาแล้วมั้ง” ผมได้ยินเสียงแว่วๆ ของคนข้างๆ จึงหันไปมอง แต่เพราะว่าในนี้มันเสียงดังเกินไปจึงได้ยินไม่ชัดนัก แต่ยังไม่ทันได้ถามว่าเขาพูดอะไร เชนก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นเป็นเชิงบอกคนบนเวทีว่าเขามาแล้ว ผมเห็นเตอร์ตอบรับ สายตามองมาที่ผมพลางแสยะยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นวางกีตาร์โปร่งลงข้างตัวแล้วยื่นหน้าเข้าไปพูดใส่ไมค์
               
“มาจนได้นะมึง”
               
“!?” พะ...พูดกับผมเหรอ?
               
“หึ” สายตาของเตอร์และเสียงหัวเราะของคนข้างตัวยิ่งตอกย้ำว่าคนที่เตอร์พูดถึงคือผมจริงๆ และเพราะเขาพูดใส่ไมค์ จึงทำให้ตอนนี้คนรอบตัวเริ่มมองมาเป็นสายตาเดียวจนผมเกร็งไปหมด
               
อะไรเนี่ย??
               
“วันนี้พวกเรามีการแสดงพิเศษ สำหรับคนที่คิดถึง The Quantum โดยเฉพาะ” เสียงกรี๊ดและโห่ร้องดังขึ้นมาอย่างถูกใจทันทีที่เตอร์ประกาศไปแบบนั้น
               
ส่วนผมก็ยังคงยืนงงอยู่เหมือนเดิม
               
“ไปเหอะ” และยิ่งงงหนักเมื่ออยู่ๆ คนข้างตัวโน้มตัวลงมากระซิบข้างหู ก่อนจะทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นทำท่าจะเดินไปที่เวที
               
ดะ...เดี๋ยวสิ! ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้กันฟังเลยหรือไง??
               
“จะไม่ไปเหรอ?” พอเห็นว่าผมยังยืนนิ่ง ร่างสูงจึงหันกลับมาเลิกคิ้วถาม
               
“...” ผมอ้ำอึ้ง
               
“หรือต้องให้พี่จูงมือไปครับ?” มุมปากบางแสยะยิ้มร้ายกาจพร้อมกับยื่นมือมาตรงหน้าผม
               
คะ...ใครจะไปต้องการแบบนั้นวะ
               
ผมยืนมองหน้าเชนสลับกับเตอร์บนเวทีด้วยความลังเล พวกเขาตกลงอะไรกันไว้ก็ไม่รู้ล่ะ แต่ที่แน่ๆ ผมโดนเล่นแล้ว
               
ไม่รอให้ผมได้ตัดสินใจนาน เตอร์ที่ยืนอยู่หน้าไมโครโฟนก็ยกมือขึ้นกวักมือเรียกช้าๆ ด้วยสายตาจริงจัง ก่อนที่นิ้วทั้งห้าจะลดเหลือแค่สาม... สอง...
               
และก่อนที่มันจะเหลือหนึ่งผมก็ตัดสินใจสาวเท้ายาวๆ ไปบนเวทีทันที ผมได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอขณะที่เดินผ่านร่างสูงของเชนและได้แต่หันไปทำหน้าคาดโทษใส่เขา หัวใจผมเต้นแรงมากตอนขึ้นที่ขึ้นเวทีและเตอร์ก็ส่งกีตาร์มาให้ เชนยืนประจำตำแหน่งมือเบสแทนวินเหมือนทุกครั้ง เขาหันมามองอย่างขบขันเมือเห็นว่าผมยังเหวออยู่
               
และยิ่งเหวอหนักเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของเตอร์
               
“ต้องขอบคุณไอ้วิน ที่เสือกไปเมืองนอก ทำให้เราได้สมาชิกใหม่หน้าใสกว่ามาแทน” ว่าพลางหันมายิ้มมุมปากให้ผม คนในร้านจึงยิ่งหันมามองกันใหญ่จนผมต้องก้มหน้าหนีแสร้งทำเป็นจูนสายกีตาร์ทั้งที่สมาธิหลุดกระเจิง
               
ให้ตาย มือผมสั่นไปหมด ทั้งที่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ขึ้นเวทีต่อหน้าคนเยอะแยะขนาดนี้สักหน่อย
               
“ถ้าใครสนิทกับมือเบสคนเก่าของเรา ฝากบอกแม่งด้วยนะครับว่าถ้าขืนกลับมาช้า ก็เตรียมตัวเสียน้ำตาได้เลย เพราะผมกำลังจะนอกใจมาหาน้องเขาจริงจัง” คราวนี้เตอร์เดินเข้ามากอดคอแถมยังขยี้หัวผมแรงๆ อีกต่างหาก
               
และขณะที่ผมได้แต่ยืนหน้าเหวอทำตัวไม่ถูก เสียงแปะเบาๆ ก็ดังขึ้นจากการที่ฝ่ามือหนาของใครอีกคนกระทบลงมาบนหัวนักร้องนำที่ยังคงเล่นสนุกไม่เลิก เป็นเชนนั่นเองที่เดินมาตบหัวเพื่อนด้วยใบหน้านิ่งๆ แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก เขามองผมสลับกับเตอร์ ก่อนจะยิ้มมุมปากพลางชี้นิ้วมาที่ผมก่อนจะหมุนเข้าหาตัว
               
“คนนี้ของกู”
               
ถึงเขาจะไม่ได้พูดดัง แต่เพราะยืนอยู่ตรงไมค์ เสียงทุ้มต่ำจึงถูกขยายเข้าลำโพงจนได้ยินกันทั้งผับ เสียงโห่ร้องพร้อมกับเสียงหัวเราะถูกใจดังขึ้นทันทีที่ได้เห็นโมเมนต์หยอกล้อกันของสมาชิกวงที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก เพราะ The Quantum ไม่ใช่วงดนตรีสายเอนเตอร์เทน พวกเขาแทบจะไม่พูดด้วยซ้ำ เวลาทำการแสดง
               
คงมีแต่ผมแหละที่ขำไม่ออกเพราะอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
               
เล่นบ้าอะไรกันเนี่ย...
               
เตอร์หัวเราะอย่างพอใจ ก่อนจะผละออกจากผมกลับไปยืนประจำตำแหน่งเดิมอีกครั้งเขาเสียบไมค์ลงกับขาตั้ง เงียบลงสักพักเพื่อรวบรวมสมาธิ ก่อนจะหันมามองผมนิ่งๆ แล้วยิ้ม
               
“มามันให้ตายกันไปข้าง”
               
คำพูดนั้นแม้ไม่ใช่การตะโกนปลุกระดม แต่มันก็เรียกอะดรีนาลีนในร่างกายผมให้สูบฉีดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว และทันทีที่เสียงกลองของต้าดังขึ้น นิ้วเรียวก็ละเลงไปตามสายทั้งหกทันทีโดยที่พวกเขาไม่ต้องบอกเลยว่ากำลังจะเล่นเพลงอะไร ผมเห็นเตอร์ยิ้มอย่างพอใจและเริ่มเปล่งเสียงร้องทรงพลังของเขาออกมาสะกดผู้คนมากมายที่ยืนมองให้เริ่มขยับตัวไปตามจังหวะเพลงร็อกแสนหนักแน่นที่ถูกส่งไป

ผมเคยคิดมาตลอดว่าตัวเองไม่คู่ควรจะมาเป็นส่วนหนึ่งในเสียงดนตรีของพวกเขา แต่ตอนนี้...ช่างหัวความเหมาะสมมันปะไร แค่ได้มีโอกาสได้เล่นดนตรีอย่างสนุกแบบนี้สักครั้งในชีวิต ก็ไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว
               
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเล่นดนตรีกับพวกเขา แต่คราวนี้มันต่างกันลิบลับ หลังจากผ่านเรื่องราวเลวร้ายด้วยหัวใจที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิด การได้มายืนอยู่ตรงนี้ราวกับการได้รับการเยียวยาจากเสียงดนตรีที่ทรงพลังพอที่จะกระชากความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นออกไปจากใจ ผมเพิ่งรู้ตัววันนี้เองว่าพวกเราซ้อมกันมาหนักมาก ผ่านนิ้วมือที่ขยับไปตามสัญชาตญาณโดยที่ผมไม่จำเป็นต้องฝืนบังคับอะไร
               
ถ้าไม่ได้เล่น คงเสียดาย
               
พวกเขาคงรู้ความรู้สึกนี้ จึงให้เชนพาผมมา... 
               
ดนตรีที่กำลังเล่นอยู่ ไม่ได้เกิดจากการต้องการแกล้งให้ผมเสียหน้าจึงเรียกมาเล่นโดยไม่บอกกล่าว ท่าทางของพวกเขาไม่ได้แสดงถึงความโกรธหรือกล่าวโทษในความผิดของผมเลยสักนิด แต่กลับให้อภัยผมผ่านเสียงดนตรีที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งที่พวกเราทุ่มเทมา มันงดงามคุ้มค่ามากแค่ไหน
               
ผมหันกลับไปมองเชนซึ่งยื่นอยู่อีกฝั่งของเวทีและพบว่าเขาเองก็กำลังมองมาทางนี้เช่นกัน เราสบตากันอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ก่อนที่เขาจะหัวเราะเบาๆ นิ้วเรียวสวยยังคงไล้ไปตามสายเบสขณะที่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสื่อความหมายบางอย่างออกมา
               
สายตาที่เหมือนกำลังจะบอกว่า เห็นมั้ย...ไม่มีใครโกรธนาย
               
ผมหัวเราะ เบือนหน้าหนีด้วยความอายแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสบตากับร่างสูงอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยคำพูดที่ดังก้องอยู่ในใจ
               
“ขอบคุณครับ”
               
ขอบคุณจริงๆ... ที่เข้ามาในชีวิตผม





---------------------------------------------
เราจะไม่บอกว่าพี่เชนทำอะไรกับทองกวาว ฝากไปจินตนาการกันเอาเองนะคะ 55555
ส่วนตัวชอบตอนนี้มาก เขียนเกี่ยวกับวงดนตรีทีไรรู้สึกมีพลังอย่างบอกไม่ถูก
คงเพราะชอบผู้ชายเล่ยดนตรีเป็นการส่วนตัว 5555

ตรีเหมือนจะเริ่มรู้หัวใจตัวเองนิดๆแล้ว
อยากให้คบกันเร็วๆ เนอะ

 :hao5:


-- makok_num --

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เชนโหด แล้วกวาวหายไปเลย :katai2-1:
ยังไงเจ้าเต ทำให้ ตรี เชน ไม่ห่างกัน บรรยากาศเริ่มเป็นสีชมพู  :hao3:
ตรีเริ่ม เข้ากับกลุ่ม ควอนตัม ได้ เพราะ เชน เตอร์  :mew1:
ชอบ  รอ  :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6774
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
ยังเศร้าเรื่องเจ้าเตไม่หาย
ดีนะมีรูปไว้ดูแก้คิดถึง
เอ้าเชียร์พ่อแม่เขาลงเอยกันสักที

ออฟไลน์ ma-prang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
เราจะไม่จินตนาการว่าเชนทำอะไร เพราะเดี๋ยวมันจะโหดเกินไป 555555

ออฟไลน์ ammie_mn

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 110
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-2
สะเทือนใจกับการจากไปของเจ้าเตมาก น้ำตาซึมเลยแต่ก็ดีใจที่พ่อแม่เค้าเคลียร์กันแล้ว

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
22
ความหวัง
 
           
หลายวันผ่านไป
เพราะดันเผลอไปรับปากกับไอ้เวสป้าไว้ วันนี้ผมเลยต้องแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่หกโมงเช้าเพื่อเก็บภาพงานกีฬาประจำปีของมหาวิทยาลัยทั้งที่เพิ่งนอนไปไม่ถึงชั่วโมง ผมมาถึงสนามกีฬากลางของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถานที่จัดกิจกรรมด้วยสภาพหน้ามันหัวฟูแถมเนื้อตัวยังเหม็นหึ่งเพราะยังไม่ได้อาบน้ำ คนรอบข้างอาจจะรังเกียจแต่พวกเราเด็กสถาปัตย์ก็ชินแล้วล่ะกับเรื่องแบบนี้ การนั่งทำงานอยู่ที่สตูดิโอทั้งคืนและออกมาใช้ชีวิตตอนเช้าด้วยสภาพเดียวกันเป็นอะไรที่ปกติมากสำหรับพวกเรา

ถึงจะชินกับความซกมกและการอดหลับอดนอน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลกับชีวิตประจำวันหรอกนะ อย่างเช่นตอนนี้เป็นต้น สนามกลางแจ้งที่แดดแสนจะจ้านี่เล่นเอาเนื้อตัวผมเหนอะหนะจนน่ารำคาญ แถมง่วงจนตาแทบจะปิดอยู่แล้ว อย่าว่าแต่กดชัตเตอร์เลย แค่พยุงหนังตาไม่ให้หลับยังยาก

ผมกับเวสป้าแยกกันไปถ่ายรูปคนละฝั่งของสนามเพื่อเก็บภาพกิจกรรมให้ทั่วถึง ถึงจะไม่ได้นอนพอกัน แต่ไอ้เวสดูจะกระตือรือร้นกว่าผมมาก คงเพราะกิจกรรมนี้เป็นแหล่งรวมบรรดาสาวสวยของแต่ละคณะไว้มากที่สุดล่ะมั้ง ผมเห็นมันตาลุกวาวทันทีที่เห็นลีดคณะบริหาร แถมยังวิ่งโร่ถ่ายรูปสาวไปทั่วจนลืมสนใจรุ่นน้องของคณะตัวเองที่มาเดินขบวนตั้งแต่ไก่โห่อีกต่างหาก สุดท้ายเลยเป็นผมที่ต้องรับหน้าที่ถ่ายน้องๆ แทน จะว่าไปมันก็ดีกว่าต้องไปถ่ายคนอื่นล่ะนะ เพราะผมเองก็ไม่ได้เฟรนด์ลี่เหมือนไอ้เวสที่กล้าเข้าหาคนไปทั่ว ได้อยู่กับคนคุ้นเคยก็สบายใจที่จะกดชัตเตอร์มากกว่า

แชะ!

ผมยังกดรัวชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ ขณะที่น้องปีหนึ่งหลายคนเห็นกล้องก็หันมายิ้มให้ โดยเฉพาะน้องๆ กระเทยที่แต่งตัวสวยมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ทุกคนแข่งกันโพสท่าสุดกำลังจนผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ทั้งๆ ที่เด็กๆ เองก็เตรียมงานจนไม่ได้หลับได้นอนเหมือนกัน แต่ยังอุตส่าห์ยิ้มแย้มกันขนาดนี้ ไฟแรงกันชะมัด ผมนี่ยอมแพ้เลย

“พี่ตรีถ่ายแต่สาวๆ อ้ะ” น้องกระเทยคนหนึ่งทำหน้างอแงใส่ผมหลังจากที่ผมยื่นกล้องไปให้น้องดูรูปที่ถ่ายไว้ตั้งแต่เช้า

“เปล่าครับ พี่ถ่ายทุกคนนั่นแหละ” ผมหัวเราะเขินๆ ปกติไม่ใช่คนคุยเก่งนักจึงไม่ชินที่มีรุ่นน้องที่ไม่ได้สนิทมาคุยด้วยแบบนี้

“มีแต่เด็กคณะเราอ่ะ น่าเบื่อ” อยู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้นมาเบ้ปากใส่หลังจากเลื่อนดูรูปไปเรื่อยๆ

“...” จุดนี้ผมไม่รู้จะพูดยังไงจริงๆ

ก็ผมถูกขอให้มาถ่ายกิจกรรมคณะนี่นา

“ถ่ายเด็กวิดวะหล่อๆ ให้น้องมั่งจิ” เธอยื่นหน้าเข้ามากระซิบกับผม พร้อมกับหรี่ตามองไปยังแถวข้างๆ ด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ผมหันไปมองตามแล้วหัวเราะออกมา

“อยากได้คนไหนล่ะ” ผมถามและกวาดสายตามองเด็กวิศวกรรมกว่าร้อยชีวิตที่นั่งนิ่งสู้แดดร้อนๆ รอขึ้นแสตนด์เชียร์อยู่ในสนาม คนมันเยอะเกินไปจนผมแยกหน้าไม่ออกแล้ว แถมทุกคนก็กำลังก้มหน้าเพราะแดดแรง แล้วแบบนี้จะควานหาคนหน้าตาดีง่ายๆ ได้ยังไง จริงมั้ย ฮะๆ

“เอาพี่เชน!” น้องกระเทยตอบอย่างหนักแน่นแม้ว่าเสียงจะไม่ดังมาก แต่ก็ดังพอให้เพื่อนคนอื่นหันมามองและหัวเราะคิกคัก

อา...ผมลืมไปเลยว่ามีเด็กวิศวะอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ก้มหน้า

แถมยังยืนเด่นเป็นสง่าอยู่แถวหน้าทั้งที่แสงแยงตาขนาดนั้นด้วย

มันเป็นจุดที่ผมไม่ค่อยได้หันไปมอง... เรียกว่าพยายามจะไม่หันไปมองน่าจะถูกกว่า ทั้งๆ ที่เป็นจุดรวมสายตาของสาวๆ แทบจะทุกคณะ เพราะการที่พี่ว้ากวิศวะมายืนตามระเบียบพักทำหน้าเข้มกลางแสงจ้าแบบนี้ดูจะไม่ใช่ภาพที่หาได้ง่ายๆ เลย

ผมกระแอมเบาๆ ทันทีที่หันไปเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเพื่อนร่วมห้องที่ยืนขมวดคิ้วมองตรงไปข้างหน้าอยู่ เหงื่อใสๆ ผุดขึ้นเต็มใบหน้าและไรผมของร่างสูงจนชุ่ม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังยืนนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ เช่นเคย

เข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมเชนถึงถูกเลือกให้เป็นพี่ว้าก ทั้งดูโหดและหล่อในเวลาเดียวกันแบบนั้น ทำได้ยังไงวะคนเรา

“น้า~ พี่ตรี ถ่ายพี่เชนให้เค้าหน่อยยย” น้องกระเทยคนเดิมยังคงวอแวแกว่งแขนผมไปมา

อยากบอกเหลือเกินว่าเดี๋ยวถ่ายให้วันหลัง จะเอาให้เบื่อขี้หน้ากันไปข้างเลย เพราะยังไงผมก็ต้องเจอหน้าเขาทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ้าพูดแบบนั้น...น้องเขาก็รู้น่ะสิว่าพวกเราอยู่ห้องเดียวกัน

เพราะงั้นอย่าบอกดีกว่า

สุดท้ายผมก็ทนแรงตื๊อไม่ไหว ยอมเดินออกจากแถวคณะตัวเองไปยังแถวข้างๆ แกล้งทำเป็นถ่ายไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะเดินไปยังด้านหน้าสุดจุดที่คิดว่าจะแอบถ่ายร่างสูงได้โดยที่เขาไม่รู้ตัวเพราะไม่อยากรบกวน

แต่...

แชะ!

วาบ!

ฉิบหาย แฟลชออก!

ผมลนลานยกกล้องลงหมุนไปมาเพื่อดูว่าทำไมแสงแฟลชถึงออกทั้งๆ ที่ผมปิดแล้ว สงสัยตอนที่ผมเอากล้องให้รุ่นน้องดู เธอคงเผลอไปโดนปุ่มเปิดมันเข้า...

พลาดชิบ

ผมยกมือขึ้นมาตบหน้าผากตัวเองแรงๆ ทีหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นดูว่าเชนรู้ตัวหรือเปล่า และก็เป็นไปตามคาด เขาเหลือบตามามองผมพลางเลิกคิ้วนิ่งๆ เหมือนจะถามว่าทำอะไร จนผมได้แต่ผงกหัวยิ้มแห้งๆ กลับไป

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ได้โกรธหรือไม่พอใจที่ถูกแอบถ่าย... หรืออาจจะชินแล้วก็ได้ เพราะผมเห็นช่างภาพจากคณะอื่นๆ ก็วนเวียนมาถ่ายเขาไม่ขาดเช่นกัน เมื่อเป็นแบบนั้นผมจึงกดปิดแฟลชแล้วขยับเข้าไปอีกนิดเพื่อที่จะถ่ายรูปเขาได้ใกล้ขึ้น

แต่ไม่รู้ว่าเพราะอดนอนจนเบลอหรือเพราะความเซ่อส่วนบุคคลกันแน่ ตอนที่ผมกำลังเดินไปข้างหน้า ขามันจึงสะดุดเข้ากับหลุมเล็กๆ บนสนามหญ้าจนหน้าแทบคว่ำ โชคดีที่ทรงตัวได้ทันจึงแค่เสียหลักเล็กน้อยเท่านั้น

“เฮ้ย!”

ถึงเหตุการณ์มันจะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็เป็นเสี้ยววินาทีที่ผมทันเห็นร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ไกลส่งเสียงร้องพร้อมกับสะดุ้งสุดตัวด้วยใบหน้าที่เก็บอาการตกใจไม่มิด เพื่อนเขาที่ยืนตามระเบียบพักอยู่ข้างๆ ก็สะดุ้งตามและหันไปมองเชนอย่างงงๆ เขาทำท่าเหมือนจะมารับผมที่กำลังจะล้ม แต่เพราะว่าผมตั้งหลักได้ก่อน ร่างสูงจึงเหวอค้างอยู่อย่างนั้นโดยที่ขาข้างหนึ่งก้าวมาข้างหน้าหลุดระเบียบโดยไม่รู้ตัว

ผมประหลาดใจนิดหน่อยที่เห็นเขาตกใจขนาดนั้น พอทรงตัวได้ จึงได้แต่หันไปหัวเราะแห้งๆ พึมพำบอกเขาว่าผมไม่เป็นอะไร และเมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติผมก็ยกกล้องขึ้นมากำลังจะถ่ายรูปต่อ

แต่ปฏิกิริยาของร่างสูงที่อยู่หน้าเลนส์ก็ทำเอาผมต้องหยุดชะงัก

เชนกลับไปยืนตามระเบียบพักทำหน้านิ่งเหมือนเดิม แต่เพราะเหตุการณ์เสียหน้าเมื่อครู่ ทำให้เขาต้องยกมือขึ้นมาปิดปากแกล้งกระแอมเบาๆ เพื่อปรับสีหน้า แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ช่วยอะไรเพราะสุดท้ายเขาก็ต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อปกปิดใบหน้าที่ขึ้นเป็นสีแดงระเรื่อและรอยยิ้มเล็กๆ ที่ผุดขึ้นมาด้วยความอายอย่างปิดไม่มิด เพื่อนคนอื่นๆ ของเขาที่ยืนเก๊กหน้านิ่งอยู่ได้แต่เหลือบมองอย่างงุนงงไม่หายในปฏิกิริยาแปลกๆ ของเพื่อน ส่วนรุ่นน้องที่อยู่ในแถวก็เริ่มหัวเราะคิกคักและชี้ให้คนอื่นดูพี่ว้ากจอมโหดหลุดเก๊กแทบไม่เหลือคราบ

ผมยกมือขึ้นปิดปากกระแอมเบาๆ เช่นกันเมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นของเขาซึ่งมีผมเป็นต้นเหตุ อยากจะขอโทษจับใจแต่ไม่รู้ทำไมอีกใจหนึ่งมันก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนขมวดคิ้วมุ่นส่งสายตาเชิงตำหนิมาให้ผม ทั้งๆ ที่ยังใช้หลังมือกลั้นยิ้มที่เก็บไม่อยู่ และก่อนที่เชนจะขายหน้าหนักกว่านี้ ผมจึงตัดสินใจหมุนตัวเดินจากมาแม้ว่าจะยังอยากเห็นใบหน้าแดงๆ ที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ของเขาอีกสักพักก็ตาม

อา ให้ตาย... ผมเผลอทำให้เขาคีพลุคพี่ว้ากตัวร้ายไม่อยู่ต่อหน้าน้องๆ ปีหนึ่งซะแล้ว ทำไงดี


8.23 P.M.

หลังจากที่ทุกคณะแยกย้ายกันขึ้นแสตนด์เชียร์ ผมก็เก็บภาพบรรยากาศได้อีกนิดหน่อย ก่อนที่ไอ้เวสจะมาตามให้กลับ (เพราะถ่ายสาวจนหนำใจแล้ว) ผมไม่ขัดศรัทธาเพราะง่วงมากเหมือนกัน ผมกลับไปอาบน้ำและนอนพักได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องกลับไปทำงานที่คณะอีก เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด แต่ไอ้เพื่อนตัวดีก็ยังไม่วายลากผมออกมาดูกิจกรรมเชียร์โชว์ในช่วงเย็น

มันเป็นกิจกรรมที่แทบจะทุกคณะตั้งหน้าตั้งตารอคอย เพราะเป็นเวลาที่ถือเป็นการสิ้นสุดกิจกรรมห้องเชียร์ที่ลำบากตรากตรำกันมายาวนาน กิจกรรมที่รุ่นน้องปีหนึ่งทั้งมหาวิทยาลัยจะได้มาโชว์สปิริตให้คณะอื่นได้เห็น คณะสถาปัตยกรรมเอง ถึงแม้จะไม่มีห้องเชียร์เพื่อขึ้นแสตนด์แปรอักษรเหมือนคนอื่นเขา แต่เราก็มีโชว์ที่ใช้สำหรับโปรโมทกิจกรรมของคณะที่กำลังจะจัดขึ้นในไม่ช้าเพื่อให้คนได้รู้จักและถือโอกาสเรียกสปอนเซอร์ไปในตัว

ผมกับไอ้เวสแบกกล้องตามมาเก็บภาพกิจกรรมตอนเย็นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะว่าไม่ถนัดถ่ายภาพกลางคืนทั้งคู่ ปล่อยให้รุ่นพี่ที่เซียนๆ เป็นคนรับหน้าที่หลักเก็บภาพไปลงเว็บคณะแทน

“มึงรีบกลับป่ะ” ไอ้เวสหันมาถามผมที่นั่งหาวอยู่กลางสนามหญ้าซึ่งเป็นจุดชมการแสดง

สารภาพตามตรงว่าผมแทบไม่ได้สนใจการแปรอักษรของแต่ละคณะเลย มีแต่ไอ้เวสป้านี่แหละที่ดูตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะเวลาเชียร์ลีดเดอร์ผู้หญิงนุ่งสั้นเต้นท่ายั่วหัวใจชายหนุ่ม (มันเป็นคนพูดงี้เองเลย)

“ก็... ไม่รีบ มีไร” ผมตอบอย่างลังเล หลังจากนี้ผมไม่มีอะไรต้องทำหรอก นอกจากกลับห้องไปหลับให้หนำใจ

“งั้นอยู่ดูคอนเสิร์ตเป็นเพื่อนกูหน่อย กูนัดสาวไว้” มันตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“สาวไหน” ผมขมวดคิ้ว

“ลีดบริหาร”

หือ... ได้ข่าวว่ามึงเพิ่งวิ่งโร่ไปขอถ่ายรูปเขาเมื่อเช้าเองไม่ใช่เหรอครับ อะไรจะไฟแรงกันปานนั้น

“แล้วแต่” ผมตอบอย่างขอไปที่ และหันหน้าไปยังแสตนด์คณะวิศวะซึ่งโชว์เป็นคณะสุดท้าย ซึ่งจบลงภายในไม่กี่นาทีต่อมา

หลังจากจบการโชว์สปิริตของแต่ละคณะ ทุกคนก็จะมารวมตัวกันที่สนามหญ้าด้านล่างอีกครั้ง เพื่อดูคอนเสิร์ตของศิลปินที่สโมสรนักศึกษาจัดหามา ปีนี้เองก็มีวงดนตรีดังๆ มาเล่น ทำให้คนแทบจะล้นสนามกีฬา

“มึงจองที่ไว้ เดี๋ยวกูไปหาน้องเขาก่อน” ไอ้เวสหันมาบอกผม หลังจากพวกเรามาจับจองที่เกือบหน้าเวทีได้ ผมไม่ทันจะได้แย้งอะไร มันก็แวบหายออกไปในฝูงชนแล้ว

นี่ผมต้องยืนรอมันตรงนี้จริงเหรอ? มันจะฝ่าคนเป็นร้อยที่ยืนเบียดเสียดกลับมาหาผมได้จริงๆ เหรอวะ นี่ผมคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ยที่อยู่รอดูคอนเสิร์ตกับมัน ไม่งั้นป่านนี้ได้นอนตีพุงอยู่หอแล้ว ศิลปินที่มาวันนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นแนวที่ผมชอบซะเมื่อไหร่

ผมยืนรอไอ้เวสอยู่ที่เดิมร่วมยี่สิบนาทีได้ แต่มันก็ยังไม่โผล่หัวมา แถมคนยังเบียดเสียดยัดเยียดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักศึกษาเกือบทุกคณะมารวมตัวกันเพื่อปลดปล่อยความเหนื่อยยากอยู่ข้างล่างนี่จนแสตนด์เชียร์โล่งหมดแล้ว ผมหยิบมือถือขึ้นมาตั้งใจจะโทรบอกไอ้เพื่อนตัวดีว่ากำลังจะกลับแล้ว

ทว่ากลับมีข้อความจากแชทเฟสบุ๊คเด้งขึ้นมาเสียก่อน
 

‘อยู่ไหน’
 

ข้อความห้วนๆ จากคนที่ไม่เคยคุยกันทำเอาผมขมวดคิ้ว อ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วอ่านชื่อเฟสของคนส่งอย่างงุนงง ถึงขั้นต้องกดเข้าไปดูรูปโปรไฟล์เพื่อให้แน่ใจว่าคนคนนี้ไม่ได้ส่งข้อความมาหาผิดคน และความจริงก็กระจ่างเมื่อขยายรูปโปรไฟล์ซึ่งเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าคุ้นตาและพบว่ามันคือเฟสบุ๊คของเชน...

อา... ‘Pantakan’ คือชื่อจริงของเขาเหรอ? 

ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ผมถึงหัวเราะออกมา อาจเป็นเพราะชื่อที่แปลว่า ‘ผู้เป็นที่รัก’ มันดูไม่ค่อยเข้ากับหน้าโหดๆ ของหมอนั่นเท่าไหร่
 

‘หน้าเวที’
 

ผมพิมพ์ตอบกลับไปห้วนพอกัน แล้วไม่นานอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา
 

‘เดี๋ยวไปหา’
 

ผมขมวดคิ้ว รีบตอบกลับ
 

‘ไม่ต้อง จะกลับแล้ว’
 

มันขึ้นว่าอีกฝ่ายซีนแล้วทันทีที่ผมกดส่ง เชนกำลังพิมพ์อะไรบางอย่างกลับมา และน่าแปลกที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอ
 

‘กลับพร้อมกัน รอหน้าประตู’
 

ผมหัวเราะกับข้อความสั้นๆ นั้น ขณะที่คนรอบตัวกำลังโยกช้าๆ ไปกับเพลงซึ้งๆ ที่ผมไม่ตั้งใจฟัง ทั้งที่มันเป็นข้อความโคตรธรรมดาและแสนจะเผด็จการ แต่ไม่รู้ทำไมพอนึกหน้าหมอนั่นตอนกำลังพิมพ์มันก็อดขำขึ้นมาไม่ได้ ผมไม่ได้พิมพ์อะไรตอบกลับไป เก็บมือถือเข้ากระเป๋าและพยายามแหวกฝูงชนที่กำลังอินกับเพลงออกไปข้างนอกที่หายใจได้สะดวกกว่า

ครืดดด~

เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว โทรศัพท์ในกระเป๋ามันก็สั่นขึ้นมาอีก แต่คราวนี้ไม่ใช่ข้อความจากแชทเหมือนเมื่อครู่ เป็นการสั่นเพราะมีคนโทรเข้ามา ตอนแรกผมคิดว่าเป็นไอ้เวสป้า จึงคิดว่าดีเลยจะได้บอกมันว่าผมกำลังกลับ แต่พอหยิบมือถือออกมาดูเบอร์ก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่าคนที่โทรมาไม่ใช่ไอ้เวสป้า

แต่เป็นไอ้ซัน...

ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่ได้คุยกับมันอีกเลย ทั้งที่ต้องขอบคุณมันแท้ๆ ที่ช่วยเตือนสติผมเรื่องทองกวาว

“ฮัลโหล” ไม่รอให้ปลายสายรอนานไปกว่านี้ ผมกดรับและพยายามเร่งเสียงแข่งกับลำโพงที่ดังกว่าหลายเท่า

[ กูเลิกกับวีแล้ว ] 

“...” ผมชะงัก ไม่แน่ใจว่าเสียงเพลงมันดังเกินไปจนหูเพี้ยน หรือเพราะอะไรผมถึงได้ยินคำพูดนั้นแทนคำทักทายจากเพื่อนเก่า

[ คราวนี้เลิกจริงๆ ฮึก... ] ผมพบว่าตัวเองไม่ได้หูแว่วได้ยินผิดไป เมื่อประโยคต่อมาที่เจือไปด้วยเสียงสะอื้นของปลายสายดังชัดยิ่งกว่าเสียงเพลงที่ดังอยู่ใกล้ตัว

หัวใจผม เหมือนจะหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคนั้น ก่อนจะเต้นรัวขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย น้ำเสียงซีเรียสและเสียงร้องไห้ที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่านี่ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ

คราวนี้มันจริงจัง

“มึงอยู่ไหน” ผมถาม

และเมื่อได้พิกัดมาผมก็ไม่รอช้าที่จะเร่งฝีเท้าตัวเองจนไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอชนใครไปบ้าง ผมแหวกฝูงชนออกมาได้ในที่สุด และกำลังจะไปที่ลานจอดรถ ถ้าไม่ติดว่านึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เสียก่อน

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เปิดแอพพลิเคชั่นเฟสบุ๊คและเข้ากล่องแชทที่เพิ่งคุยล่าสุด เพื่อพิมพ์ข้อความสั้นๆ บอกผู้ชายอีกคนที่อาจจะกำลังรออยู่ตามนัด
 

‘ขอโทษ กลับด้วยไม่ได้แล้ว ไปก่อนเลย’
 

ข้อความที่ถูกอ่านอย่างรวดเร็ว...

แต่ไร้ซึ่งการตอบกลับ...





-- makok_num --

ออฟไลน์ j123

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 699
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
ว่าแล้ว ว่าซันต้องกลับมาเป็นตัวแปรอีกรอบ มุ้งมิ้งกันได้ไม่เท่าไหร่ ดราม่าจะมาเยือนหรือเปล่า รอตอนต่อไป  :ling3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
โอ้ ไม่นะ

ความรู้สึกรักซันยังอยู่เหรอ อยากกลับไปคบกับซัน??

อย่าทำร้ายเชนเลย พลีสสสสส

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7538
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ซัน ทำให้ตรีเป็นห่วง อีก จะตัดขาดได้หรือ  :hao7: :m16:
แล้วเชนที่เริ่มจะรู้สึกดีๆ ต่อกัน ? :katai1:
 :เฮ้อ:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ma-prang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 473
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
ตรีอย่าทำร้ายเชนนะ ฮือออออ TT
เชนต้องเจ็บอีกแล้ว
#ดราม่าอย่ามาเลย

ออฟไลน์ Duangjai

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
เชนจะทนได้อีกนานแค่ไหนนะ
โอ้ย เชียร์เชน #ทีมเชน

 :hao5:  :hao5:  :hao5:  :hao5:

.....

ออฟไลน์ milky way

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
+1 ให้กำลังใจกับเรื่องสนุกๆนะคะ
เสียน้ำตาให้เต เศร้ามาก
ตอนนี้สงสารเชนเลย ซันก็น่ะ มาอกหักอะไรตอนนี้
ตอนหน้าขอไม่าดราม่ามากนะคะ

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
23
รู้ใจ
 
ผมน่าจะไปบอกเขาเองกับตัว...

อย่างน้อยก็คงไม่ต้องมานั่งกังวลจ้องโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาเหมือนคนบ้าแบบนี้

เชนไม่ตอบกลับอะไรมาเลยแม้ว่าเขาจะอ่านข้อความที่ผมส่งไปแล้วก็ตาม ไม่รู้ว่าผมควรคาดหวังคำตอบแบบไหน แต่ที่แน่ๆ การที่เขาเงียบไปมันทำให้ผมรู้สึกโหวงๆ ในอกอย่างประหลาด ตลอดทางที่ขับรถมาหาไอ้ซัน ผมเอาแต่ก้มหน้ามองโทรศัพท์แทบจะทุกๆ ห้านาที แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ สุดท้ายเลยต้องตัดใจวางมือถือลงโฟกัสกับอีกคนที่นั่งเซื่องซึมอยู่ตรงหน้าแทน

กว่าชั่วโมงที่ผ่านมา ไอ้ซันเอาแต่นั่งเหม่อมองแก้วเหล้าด้วยสายตาเลื่อนลอยราวกับคนวิญญาณหลุด มันหยุดร้องไห้แล้วตั้งแต่สิบนาทีแรกที่ผมมาถึง มันไม่ได้ฟูมฟายหนักอย่างที่คิด แถมไม่ได้กระดกเหล้าเป็นน้ำเปล่าเหมือนคราวที่แล้ว แต่อาการเซื่องซึมเหม่อลอยนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่าคราวนี้อาการมันหนักว่าครั้งก่อนมาก

ไม่ใช่แค่การทะเลาะกันที่พอปรับความเข้าใจแล้วก็หาย

แต่เป็นการเลิกราที่เกิดจากความไม่ซื่อสัตย์ และปล่อยใจให้พ่ายแพ้ต่ออุปสรรคเรื่องระยะทาง

วีนอกใจไอ้ซัน ไปหาเพื่อนข้างบ้านคนนั้นที่ใกล้ชิดกันมากกว่า

ผมไม่รู้รายละเอียดมากนัก รู้เพียงแค่ว่าวีเพิ่งมาสารภาพกันมันว่าเธอมีคนใหม่ และขอโทษที่ใจไม่แข็งพอ

เจ็บปวดนะ... แต่อย่างน้อยเธอก็มีความจริงใจดี ที่พูดออกมาตรงๆ

“เอาน้ำแข็งเพิ่มมั้ย” ผมถาม ตั้งใจล้อเล่นมากกว่าจะถามจริงจัง เพราะเห็นว่าบรรยากาศมันเงียบเกินไปแล้ว

ไอ้ซันหันมายิ้มขืนๆ และยื่นแก้วเหล้าให้ผมเติมน้ำแข็งลงไป มันเทแอลกอฮอล์เพียวๆ ลงในแก้ว และกระดกรวดเดียวหมดไม่มียั้ง ผมตกใจนิดหน่อย แต่ไม่คิดจะห้าม ตอนนี้มันอยากทำอะไรผมก็จะให้มันทำ เผื่อจะลบล้างความเสียใจได้บ้าง

เป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ผมจะต้องมานั่งตรงนี้... ในเวลาแบบนี้... รับฟังความทุกข์ใจของเพื่อนคนเดิมซ้ำๆ และทำอะไรไม่ได้นอกจากปลอบใจด้วยความเงียบ ไอ้ซันไม่ชอบให้ใครมาจู้จี้จุกจิก ถ้าให้เลือกระหว่างต้องนั่งฟังคำปลอบใจสวยหรู กับคนที่เงียบเป็นเป่าสากและปล่อยให้มันเป็นฝ่ายระบายจนหนำใจ มันจะเลือกอย่างหลัง... ซึ่งก็คือผม

แม้ว่าที่ผ่านมาที่ผมเงียบไม่ใช่เพราะความหวังดีใดๆ ทั้งนั้น ผมก็แค่พูดอะไรไม่ออก... เพราะกำลังเจ็บอยู่เหมือนกัน
แต่คราวนี้มันกลับต่างออกไป ต่าง...จนผมต้องยกมือขึ้นมาทาบอกข้างซ้ายตัวเองดูว่ามันเกิดความผิดปกติอะไรหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ต้องรับฟังประโยคเดิมๆ ที่ตอกย้ำความผิดหวัง แต่ก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ตรงนี้ มันกลับไม่เจ็บเหมือนเคย

หรือเป็นเพราะมันด้านชาไปหมดแล้วกันแน่นะ?

“กูควรปล่อยเขาไปจริงๆ ใช่มั้ย” ประโยคนั้นจากเพื่อนรัก เหมือนจะพูดลอยๆ ให้ตัวเองฟัง มากกว่าจะต้องการคำตอบจากใคร ผมไม่รู้จะพูดอะไร เลยได้แต่เอื้อมมือออกไปตอบบ่ามันสองสามครั้ง เพื่อบอกว่าไม่ว่ามันจะตัดสินใจยังไง ก็ยังมีผมอยู่ข้างๆ เสมอ

ไอ้ซันเทเหล้าใส่แก้วเดิมและกระดกรวดเดียวหมดอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนเป็นการสั่งลา เพราะมันหันหน้ามาหาผมด้วยสายตาที่บอกว่าหมดเวลาสำหรับความเสียใจแล้ว

“วันนี้กูไปนอนห้องมึงได้มั้ย”

“...”

“กูยังไม่อยากกลับไปในที่ที่เคยมีกูกับเขาว่ะ” สายตาที่มองมาไม่ได้มีความเว้าวอนหรือขอร้องใดๆ เป็นเหมือนกับคำถามที่รอให้ผมตัดสินใจมากกว่า

ผมเงียบไปพักใหญ่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองลังเลอะไร เพราะถ้าเป็นเวลาปกติ ผมคงตอบตกลงอย่างไม่ยากเย็น เพราะสภาพของไอ้ซันตอนนี้ น่าสงสารซะจนผมคิดว่าถ้าปล่อยมันกลับไป มันอาจจะเสียใจจนเป็นบ้าขึ้นมาจริงๆ แต่ตอนนี้ในใจผมกลับมีความคิดขัดแย้ง และรู้ดีว่าสาเหตุมันเป็นเพราะอะไร

ผมไม่ได้อยู่ห้องนั้นคนเดียวอีกต่อไปแล้ว... ถ้าลากไอ้ซันไปเพิ่ม ผมไม่คิดว่าเชนจะพอใจนัก

สามคนมันอึดอัดเกินไปในพื้นที่แสนคับแคบนั้น

“เอาดิ” แต่สุดท้าย ผมก็ไม่อาจปฏิเสธเจ้าของดวงตาที่กำลังมองมาอย่างรอคอยคำตอบได้เลยสักครั้ง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
 

ถึงจะไม่ได้เมาจนหัวราน้ำ แต่สภาพไอ้ซันก็ยังถือว่าน่าเป็นห่วงอยู่ดี ผมพยุงร่างที่เดินโซเซของมันขึ้นรอโฟล์คสีน้ำเงินคันเก่า และขับกลับมาที่หอในเวลาไม่กี่นาที พวกเราต่างคนต่างเงียบมาตลอดทาง เพราะต่างก็มีความคิดอยู่ในหัว

น่าแปลกที่คราวนี้ในหัวผม ไม่ได้มีเรื่องของคนที่นั่งข้างตัว แต่กลับมีความกังวลถึงผู้ชายอีกคนที่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ตอบข้อความ อย่างน้อยผมควรโทรบอกเชนว่าจะพาไอ้ซันกลับมาค้าง เพราะถ้าเขายังไม่กลับ จะได้ตัดสินใจถูกว่าจะมานอนกับพวกเราหรือเปล่า

บอกแล้วว่าสามคนมันยัดเยียดเกินไป... เขาอาจจะรังเกียจ

“มึงเดินไหวแน่นะ” ผมหันไปถามไอ้ซันที่เปิดประตูกำลังจะก้าวออกจากรถ

“เออ” มันหัวเราะนิดๆ ทำหน้าเหมือนทั้งเอือมทั้งขำกับนิสัยเหมือนแม่ของผม

ผมมองตามร่างสูงที่เดินลงจากรถไปก่อนด้วยความกังวนิดๆ แต่ดูเหมือนว่าการนั่งรถตากลมจะทำให้ความเมาของมันลดลงไปไม่น้อย ผมเก็บกุญแจและเปิดประตูลงตาม ขณะที่ความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกที่อกในทุกก้าวที่กำลังจะเดินขึ้นไปยังห้องนอนตัวเอง

“แป๊บนะ” ผมบอกไอ้ซัน แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง แต่เพราะเผลอดึงออกมาแรงไป หรืออะไรก็แล้วแต่ จึงทำให้กระเป๋าสตางค์ที่เสียบอยู่ด้วยกันหล่นลงมาด้วย

ผมกำลังจะก้มเก็บ แต่เสียงเรียกเข้าจากมือถือที่อยู่ในมือก็ขัดจังหวะขึ้นมาเสียงก่อน ผมรีบก้มดูโทรศัพท์โดยอัตโนมัติหัวใจผมเหมือนจะพองโตขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่แล้วก็เหี่ยวลง เมื่อพบว่าคนที่โทรมาคือไอ้เวสป้า

[ มึงหายไปไหนวะ ] มันถามเสียงดัง ยังไม่ทันฟังคำทักทายจากผมด้วยซ้ำ

“โทษที พอดีมีธุระว่ะ” ผมตอบขณะที่กำลังจะหันกลับไปเก็บกระเป๋าสตางค์ที่ตกอยู่บนพื้น แต่ก็ไม่ทันอีกคนที่ก้มลงเก็บให้แทน

“...” แต่แทนที่มันจะส่งคือ ไอ้ซันกลับชะงัก มองกระเป๋าสตางค์ของผมที่แบออกแล้วขมวดคิ้ว

[ เออดี ทิ้งกูเฉยเลย อุตส่าห์ตามหาจนงานเลิก ] ผมกำลังจะถามไอ้ซันว่าเป็นอะไร แต่เสียงไอ้เวสป้าก็เรียกความสนใจกลับไปเสียก่อน

“ขอโทษจริงๆ ว่ะ ธุระกะทันหัน” แต่ถึงอย่างนั้นสายตาของผมก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่คนตรงหน้าซึ่งเงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยสีหน้าอธิบายยาก

[ วันหลังเลี้ยงเหล้ากูเลย เพื่อนก็หนี สาวก็แห้ว ชีวิตคนหล่ออาภัพสัส... ] ผมคงจะยอมฟังไอ้เวสบ่นจนหนำใจ ถ้าหากว่าสีหน้าของไอ้ซันไม่เป็นปริศนาจนทำให้ผมคับข้องใจขนาดนี้

“แค่นี้ก่อนนะไอ้เวส กูต้องทำธุระต่อว่ะ” ผมบอกแค่นั้น และกดตัดสายโดยไม่ฟังคำโต้แย้งใดๆ ได้ยืนมองหน้าไอ้ซันอย่างไม่เข้าใจสายตาคู่นั้น นานหลายวินาที กว่าที่มันจะยอมขยับตัว เดินเข้ามายื่นกระเป๋าสตางค์คืนให้ผม

และนั่นทำให้ผมรู้คำตอบว่าสิ่งที่ทำให้สีหน้ามันเป็นแบบนั้น คืออะไร...

ในกระเป๋าสตางค์ใบเก่าที่เปิดอ้าจนเห็นด้านใจ มีรูปถ่ายใบหนึ่งเสียบเอาไว้ในซองใสด้านหน้าช่องใส่บัตร มันคือรูปที่ผมกับไอ้ซันกำลังกอดคอหัวเราะให้กันในชุดนักเรียน มันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ผมจะสารภาพรักเพียงไม่กี่วัน

“มึงเคยบอกว่าเลิกชอบกูแล้ว” เสียงทุ้มจากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เรียกให้ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตามันอีกครั้ง “โกหกใช่มั้ย”
สายตาคู่นั้นที่มองมา มีทั้งความมึนงง จากฤทธิ์แอลกอฮอล์ และความสับสนจากสิ่งที่เห็นด้วยตา

เป็นผมก็คงจับได้เหมือนกัน ถ้าได้เห็นรูปตัวเองถูกเก็บไว้อย่างดีในกระเป๋าสตางค์ของคนที่เคยสารภาพรักตัวเองแบบนี้

“...” ผมได้แต่นิ่งไปนาน จนคนตรงหน้าเป็นฝ่ายขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม และเอ่ยประโยคที่แสนจะแทงใจดำ

“ที่ผ่านมา มึงฝืนใจมาตลอดเลยเหรอ... ฝืนใจกลับมาเป็นเพื่อนกับกู ฝืนใจฟังกูปรึกษาปัญหาเรื่องวี... ทั้งหมดนั่น มึงยอมทำทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเจ็บปวดเหรอวะ”

“...” ผมไม่แน่ใจว่ามันต้องการอะไรจากคำถามเหล่านั้น แต่ผมก็ไม่มีคำตอบดีๆ กลับไปให้มันเลย ได้แต่ยืนเงียบด้วยความรู้สึกที่ปนเปจนแยกไม่ออกว่ามันคือความรู้สึกอะไร

ตกใจที่โดนจับได้... หรือเสียใจที่ความเป็นเพื่อนของเรา กำลังจะจบลงเหมือนเดิมอีกครั้ง

“ตอบดิวะ!” มันคาดคั้น เสียงดังกว่าเดิมจนผมตกใจ

“...” แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ ให้อยู่ดี

ไอ้ซันนิ่งไป ขมวดคิ้วในความดื้อด้านอมพะนำของผม ก่อนจะแค่นหัวเราะ

“ถ้ามึงไม่ตอบ กูจะพิสูจน์เอง... ว่าที่ผ่านมามึงโกหกกูจริงหรือเปล่า”

“...!!”

จบคำพูดนั้น ร่างของผมก็ถูกมือหนากระชากคอเสื้อเข้าไปประชิด ก่อนที่ริมฝีปากบางที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์จะทาบลงมาบนริมฝีปากของผมอย่างรวดเร็ว ผมตกใจจนแทบช็อกกับการกระทำอันเหนือความคาดหมายของไอ้ซัน และได้แต่ยืนนิ่ง ปล่อยให้ริมฝีปากของเราแตะกันอยู่อย่างนั้น นานหลายวินาที

หลายวินาทีที่ทำให้ผมจะตระหนักได้ว่า... จูบนี้... มันไม่ใช่

มันแทบจะไม่เรียกว่าจูบด้วยซ้ำ เพราะดูเหมือนไอ้ซันเอง ก็ไม่ได้เต็มใจเหมือนกัน มันแค่ทำไปเพราะต้องการค้นหาคำตอบบางอย่างผ่านริมฝีปากของผม ที่ไม่ยอมพูดความจริงออกมา

ความจริง... ที่แม้แต่ผมเองก็เพิ่งรู้

เอี๊ยดด~!

ผมคิดว่าเรื่องบางอย่างกำลังจะคลี่คลายเพราะความรู้สึกที่ชัดเจนของตัวเอง แต่เปล่าเลย... ทันทีที่เสียงล้อบดขยี้กับพื้นลานจอดรถตรงหน้าผมดังขึ้น พร้อมกับที่สปอร์ตไบค์สีดำแสนคุ้นเคยปรากฏแก่สายตา

ผมก็รู้ทันที ว่ามันคือเวลาแห่งหายนะ

ผมผลักไอ้ซันออกด้วยความตกใจ เมื่อเห็นร่างสูงที่แม้จะซ่อนใบหน้าไว้ภายใต้หมวกกันน็อกสีดำสนิท แต่ก็รู้ได้ไม่ยากเย็นว่าเขาคือใคร ผมก้าวเท้าไปหาเขาโดยอัตโนมัติเร็วกว่าที่ตัวเองจะรู้ตัวเสียอีก ในหัวคิดคำอธิบายมากมายเพื่อจะพูดออกมา ...แต่ก็ไม่ทัน

ร่างสูงบิดคันเร่งอีกครั้ง พร้อมกับวนรถกลับออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผมจะวิ่งไปถึงตัวเขาเพียงไม่กี่วินาที
...เขาหนีผมไปอีกแล้ว
               
“เดี๋ยวสิ...” ผมพึมพำได้แต่มองตามจุดที่แผ่นหลังกว้างเพิ่งจะหายไป ด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าหัวใจมันหล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัว แต่ก็ได้รับคำตอบในเวลาเดียวกัน
               
ไม่เอาหรอก ยังไงผมไม่ยอมให้เขาหนีไปแบบนี้แน่ๆ
               
“ไอ้ซัน” พอคิดได้ดังนั้นผมก็หันกลับไปมองเพื่อนที่ ‘เคย’ แอบรักด้วยสายตาจริงจังกว่าครั้งไหนๆ
               
“...”
               
“มึงคงได้คำตอบที่ต้องการแล้วใช่มั้ย” ผมถาม ไม่ได้ต้องการคำตอบ
               
เพราะถ้ามันตอบไม่ได้ ผมก็จะเป็นคนตอบเอง
               
“กูไม่ได้โกหก”
               
“...”
               
“กูเลิกรักมึงได้แล้วจริงๆ” พูดเพียงแค่นั้น แล้วผมก็หันหลังผละออกมา

วิ่งสุดชีวิต ไปตามทางที่คิดว่าจะไม่ทำร้ายใครเพราะความโง่เง่าไม่รู้ใจตัวเองของผมอีกแล้ว





-- makok_num --

ออฟไลน์ Cupcake

  • @--##-หนูน้ำตาล-##--@
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1183
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +86/-0
 :hao5: รู้ตัวแล้วๆ ตามไปเร็ววววว

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6774
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
 :katai1:  ได้เวลาลุย

ออฟไลน์ j123

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 699
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
รอปรับความเข้าใจกันอีกรอบ  :katai1:

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
จบเรื่องซัน ตรีไปง้อเชนด่วนจี๋


ทำไมเชนต้องโผล่มาถูกเวลาดีจริง ฮ่วย!!!!

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ imfckwn

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
เชนรอก่อนดิ๊  รอตรีอธิบายก่อนนน

บทจะซวยนี่อะไรก็ห้ามไม่ได้ เฮ้อ

ออฟไลน์ milky way

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
 :serius2:  ไม่น่ะ เชนรอก่อน

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
24
คำสารภาพ
 
         
Chain’s Part

ผมมันโง่... โคตรจะโง่ ที่เลือกกลับไปตอนนั้น

ถ้าผมกลับก่อนหน้าหรือช้ากว่านั้นอีกสักนิด ก็คงไม่เห็นภาพที่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกไม้เบสบอลฟาดหน้าขนาดนี้ ผมตกใจจนแทบจะเบรกรถไม่ทันตอนที่เห็นว่ามีผู้ชายสองคนกำลังยืนจูบกันอยู่ที่ลานจอดรถใต้หอพัก และมันคงน่าตกใจน้อยกว่านี้ถ้าหากผู้ชายสองคนที่ว่าไม่ดูคุ้นตาซะจนผมไม่ต้องใช้เวลานานเลยในการยืนยันตัวตนของพวกเขา

ตรีกับไอ้ซัน...

นี่สินะเหตุผลที่ผมถูกเบี้ยวนัด...

ถ้าตอนนั้นโทรศัพท์แบตไม่หมดเสียก่อน ผมคงถามให้รู้เรื่อง และคงไม่ต้องเสียสติยืนรออยู่ที่ทางออกเป็นชั่วโมงๆ จนในสนามกีฬาไม่เหลือใครสักคนกว่าจะตัดสินใจกลับมา

เพื่อพบความจริงที่ว่า ผมเป็นไอ้หน้าโง่ที่เป็นได้แค่ตัวสำรองวันยังค่ำ

เหอะ! น่าสมเพชชิบ

ผมบิดคันเร่งและเลี้ยวรถกลับทันทีโดยไม่คิดจะไถ่ถามที่มาที่ไป หรือสนใจผู้ชายที่ผละออกก่อนเมื่อเห็นผมและทำท่าจะวิ่งมา ในใจลึกๆ มันก็อยากฟังคำอธิบายเหมือนกัน... แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ ตอนที่ความหงุดหงิดมันปะทุจนแทบจะห้ามใจไม่ขับรถพุ่งไปเหยียบหน้าไอ้น้องรหัสตัวดีไม่ไหว

กล้าดียังไงมาแตะต้องวะ!

แต่ผมก็รู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์ไปโกรธอะไรทั้งนั้น เพราะผมกับตรีไม่ได้เป็นอะไรกัน หมอนั่นเองก็แอบชอบไอ้ซันมานาน ...จูบนั้นคงทำให้เขามีความสุขไม่น้อย

เวรเอ๊ย ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด!

พลั่ก!

ผมผลักประตูเข้าไปในห้องซ้อมซึ่งอยู่ชั้นสามของผับที่รับจ็อบเล่นดนตรีอยู่อย่างแรงจนไอ้เพื่อนสองตัวที่นั่งกินเหล้าอยู่บนโซฟาสะดุ้งเฮือก หันมามองอย่างตกใจ

“มึงมาทำไรวะ วันนี้ไม่มีซ้อมนี่” ไอ้เตอร์ทักคนแรก มองผมที่กำลังหงุดหงิดจัดพลางขมวดคิ้วงุนงง

“...” แต่ผมไม่ได้ตอบ จริงๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมาทำอะไร แค่สัญชาตญาณมันบอกให้มาที่นี่ ที่เดียวที่ผมจะสามารถระบายความโกรธทั้งหมดได้

ผมเดินเข้าไปแย่งแก้วไอ้ต้าที่กำลังจะยกแอลกอฮอล์ขึ้นดื่มมากระดกรวดเดียวหมด ก่อนจะคืนแก้วที่เหลือแต่น้ำแข็งให้เพื่อนที่นั่งหน้าเหวอเพราะถูกฉกเหล้าไปต่อหน้าต่อตา แต่แน่นอนว่าแค่นั้นไม่ทำให้ผมหายหงุดหงิด ผมเดินต่อไปหยิบกีตาร์ตัวโปรดของตัวเองขึ้นมาเสียบกับแอมป์ เปิดลำโพง ก่อนจะนั่งลงบนลำโพงตัวเล็กและเริ่มละเลงนิ้วลงบนสายทั้งหกจนเกิดเป็นเสียงที่เพี้ยนบรรลัยเพราะยังไม่ได้จูนสาย บวกกับอารมณ์ที่คุกรุ่น

แต่ใครจะไปสน ตอนนี้ผมต้องการระบายกับอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่การไปลงกับสิ่งมีชีวิตใดๆ

เพราะเชื่อเถอะว่าอารมณ์ของผมตอนนี้มันสามารถฆ่าใครสักคนให้ตายคามือได้จริงๆ

“เป็นเชี่ยไรมาอีกวะ” ไอ้ต้าบ่น ก่อนที่มันกับไอ้เตอร์จะมองหน้ากันแล้วยักไหล่ ปล่อยให้ผมรัวนิ้วกับกีตาร์ต่อไป โดยไม่สนใจว่าจะส่งเสียงหนวกหูแค่ไหน

เมื่อก่อนตอนที่เจอกันใหม่ๆ สมัยที่ผมยังอารมณ์ร้อนกว่านี้ ไอ้เตอร์เป็นคนบอกผมเองว่าเวลาโมโห มันมีวิธีที่ดีกว่าการทำลายข้าวของ หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อน มันสอนให้ผมระบายอารมณ์กับอาวุธที่ผมมีอยู่ นั่นก็คือดนตรี...

ถึงช่วงแรกๆ จะไม่ค่อยเข้าใจจนระบายผิดวิธีจนกีตาร์แพงๆ พังคามือไปเป็นสิบตัว แต่หลังจากเรียนรู้ได้ไม่นาน ผมก็รู้ว่าวิธีที่ถูกต้องมันไม่ใช่การทุ่มกีตาร์ลงกับพื้นจนไม่เหลือชิ้นดีแบบที่ผมทำ แต่เป็นการขุดเอาความสามารถด้านดนตรีทั้งหมดในตัว คอร์ดเพลงทุกคอร์ด ทักษะทุกทักษะที่มีออกมาใช้กับเครื่องดนตรีที่อยู่ในมือ

และด้วยความเป็นคนอารมณ์ร้อนโมโหง่ายของผม ก็เลยมีเรื่องให้ต้องมาระบายอารมณ์ที่นี่บ่อยครั้งจนเพื่อนชินไม่รู้จะชินยังไง (นี่หรือเปล่าวะ เหตุผลที่ทำให้สกิลด้านดนตรีของผมดี)

ผมยังคงรัวนิ้วไปตามสายกีตาร์ขณะที่คอร์ดเพลงมากมายแล่นเข้ามาในหัว แต่สุดท้ายเมโลดี้ทั้งหมดก็พ่ายแพ้ให้กับภาพที่ผมเห็นก่อนหน้านี้ที่แวบเข้ามาเพียงเสี้ยววินาที

“บัดซบเอ๊ย!”

ผมสบถพลางหยุดเล่นกะทันหันจนไอ้เพื่อนสองตัวหันกลับมามองงงหนักกว่าเดิม ก่อนจะหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง อัดควันเข้าปอดแรงๆ เพราะรู้ว่าแค่เล่นกีตาร์มันไม่พอที่จะสยบอารมณ์โมโหที่พุ่งพล่านอยู่ในตัว

“อาการหนัก” ไอ้ต้าพึมพำ ท่าทางเหมือนเอือมระอาปนสงสาร แต่ผมรู้ว่ามันไม่ได้สงสารจริงหรอก รอให้ผมเล่าแล้วซ้ำเติมมากกว่า (ตอนเรื่องฟ้าพวกแม่งก็ซ้ำเติมผมเหมือนกัน โคตรซึ้ง)

“เดาว่าโดนเมียทิ้ง” ไอ้เตอร์สันนิษฐานไม่จริงจังนัก เพราะมันรู้ดีว่าตอนนี้ผมไม่ได้คบใคร

“เหอะ” ผมแค่นหัวเราะ ทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นพร้อมใช้เท้าขยี้แล้วจุดมวนใหม่

ถ้าเป็นเมียก็ดี

แต่นี่ไม่ใช่ เป็นแค่ตัวอะไรก็ไม่รู้ที่ถูกลืมซ้ำๆ ไม่มีสิทธิ์โกรธหรือไม่พอใจใดๆ ทั้งนั้น ได้แต่หนีมาตั้งหลักใหม่อย่างน่าสมเพช

นี่ผมเป็นขนาดนี้ได้ไงวะ โคตรจะไม่เข้าใจตัวเอง ตลอดชีวิตที่ผ่านมายังไม่เคยเป็นบ้าเพราะใครขนาดนี้เลย หมอนั่นมันกล้าดียังไงถึงได้มองผมเป็นของตายหน้าตาเฉย

คราวก่อนตอนที่ไปคบผู้หญิงที่ชื่อทองกวาวอะไรนั่นหลังจากปฏิเสธคำสารภาพรักของผมก็ทีหนึ่งแล้ว ตอนนั้นผมไม่โกรธเพราะคิดว่าเขาแค่ยังสบสนและยังไม่เชื่อว่าผมจะชอบเขาจริงๆ แต่หลังจากเกิดเรื่องเจ้าเต ผมก็แสดงออกชัดเจนแล้วนะ... แต่สงสัยจะไม่ชัดเจนพอว่ะ

คิดว่ากำลังจะไปด้วยดีแล้วซะอีก แต่สุดท้ายก็พัง เพราะความรักฝังใจ

ผมถอนหายใจแล้วยกมือขึ้นกุมขมับ ทั้งเหนื่อย ทั้งท้อ ทั้งโกรธ ไม่คิดเลยว่าความรู้สึกตัวเองมันจะปนเปจนน่ารำคาญแบบนี้ คำถามมากมายมันตีรวนอยู่ในหัวเต็มไปหมด จนไม่รู้ว่าควรหยิบคำถามไหนออกมาหาคำตอบก่อน ได้แต่หวังว่าตัวเองจะตั้งสติได้ แล้วยอมกลับไปเริ่มใหม่อีกครั้งเหมือนคราวก่อน

แต่ครั้งนี้ผมโกรธจริงๆ นะ... โกรธจนคิดว่าตัดใจปล่อยเขาไปซะ อาจจะง่ายกว่า

ดันทุรังไปก็ไร้ประโยชน์... ถ้าหมอนั่นยังรักไอ้ซันอยู่จริงๆ

พลั่ก!

แต่แล้วความคิดทุกอย่างของผมก็หยุดชะงัก เมื่อเสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมกับร่างคุ้นตาที่พุ่งเข้ามา จนพวกผมสามคนสะดุ้งด้วยความตกใจ ไอ้เตอร์กับไอ้ต้ามองหน้ากันก่อนจะหันไปทำหน้างงใส่คนมาใหม่เหมือนที่ทำใส่ผมเป๊ะ ในขณะที่ผม ปรับสีหน้าเป็นเรียบเฉยทันทีเมื่อรู้ว่าเป็นใคร

“แฮ่ก... แฮ่ก...” สายตาของตรีมองตรงมาที่ผมโดยไม่โฟกัสสิ่งอื่นใดรอบตัว สีหน้าเหมือนมีอะไรจะพูด แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่ก้มตัวลงเอามือเท้ากันเข่าแล้วหอบตัวโยน

“วิ่งมาจากไหนวะเนี่ย”

ไอ้เตอร์ถามคำถามเดียวกับที่ผมคิดเป๊ะ

แต่ผมมีข้อสันนิษฐานในใจ สภาพเหงื่อโทรมไปทั้งร่างหมดแรงขนาดนี้ คงไม่ได้วิ่งใกล้ๆ แน่ อย่าบอกนะว่าวิ่งมาจากหอน่ะ...

ถ้าเป็นแบบนั้นจริงมันคงบัดซบมาก ที่ผมมัวแต่โกรธจนไม่ทันสนใจมองเลยว่าเขาวิ่งตามมา ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ปล่อยให้เขาวิ่งมาถึงนี่แน่

“อยู่นี่...จริงด้วย” ในที่สุดตรีก็เอาชนะอาการหอบได้และเอ่ยออกมาแม้ว่าน้ำเสียงจะยังขาดห้วงก็ตาม

ผมขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม...

เออ ก็ต้องอยู่นี่สิวะ จะให้ไปไหน คิดว่าผมมีที่ให้ไปเยอะนักหรือไง เป็นบ้าอะไรถึงได้วิ่งตามมา

ให้ตาย ผมโกรธเรื่องนี้มากกว่าเรื่องที่เห็นเขาจูบกับไอ้ซันอีก

แต่อันที่จริง...ผมหายโกรธเรื่องนั้น นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นใบหน้าชุ่มที่วิ่งพรวดพราดเข้ามาแล้วล่ะ...

“มึงจะไม่ตายใช่มั้ย” ไอ้ต้าถาม สีหน้าหวาดๆ เมื่อเห็นตรียังหอบไม่หยุดเหมือนคนกำลังจะขาดอากาศหายใจ

ผมอยากจะลุกไปทำอะไรสักอย่างกับสภาพนั้นจริงๆ ให้หายใจแทนก็ยังดี แต่เพราะมันทำไม่ได้ไง เลยได้แต่นั่งนิ่งมองร่างที่หอบตัวโยนอยู่ที่เดิม

“เชน...” หลายวินาทีกว่าเขาจะปรับการหายใจได้แล้วเรียกชื่อผมซึ่งไม่ได้ยินบ่อยนัก เจ้าของใบหน้ารั้นเงยหน้าขึ้นสบตาผมอย่างจริงจังพร้อมกับยืดตัวขึ้นสูดหายใจลึกๆ และเริ่มเอ่ยเข้าประเด็น

“ที่นายเคยบอกว่าจะคบกับฉัน ยังคิดแบบนั้นอยู่หรือเปล่า”

“...!” แต่มันดันไม่ใช่ประเด็นที่ผมคิดไว้ ก็เลยตั้งตัวไม่ทัน...

อะไรวะ คิดว่าจะมาอธิบายเรื่องจูบซะอีก

แล้วคำถามนี้มันอะไร...

“ที่นายเคยขอคบกัน... แค่พูดเล่น...หรือว่าจริงจัง” คราวนี้เขาขมวดคิ้ว ถามด้วยสีหน้าคาดคั้น

“จริงจัง” ผมตอบ ไม่ต้องคิดเลย “ยิ่งตอนนี้ยิ่งจริงจัง”

ไม่คิดเหมือนกันว่าน้ำเสียงตัวเองจะฟังดูหงุดหงิดจนน่ากลัวขนาดนี้ อาจเพราะมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่เข้าใจ และไม่คิดว่าจะถูกถามอะไรที่มันน่าจะรู้ๆ กันอยู่แบบนี้

 “ที่กลับไปหา ก็เพราะว่าอยากอยู่ด้วย... แล้วที่ทำดีด้วย ก็เพราะว่าชอบ ไม่เข้าใจหรือไง? ทำไมโง่งี้วะ” ผมพูดด้วยความอัดอั้นและอดไม่ได้ที่จะดุออกไป

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมาพูดอะไรแบบนี้ แต่เขาเป็นคนถามเอง และผมก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็เอาให้มันเคลียร์ๆ กันไปเลย จะได้รู้ซะทีว่าผมรู้สึกยังไง

“...” ตรีนิ่งไป ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

อันที่จริงตอนนี้สมองผมกำลังขาวโพลนจนคาดเดาอารมณ์ใครไม่ออกแล้ว ผมหงุดหงิดจริงๆ ที่หมอนี่ดูไม่ออกเลย ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกการกระทำของผมมันหมายความว่ายังไง

“...”

“...”

พอผมเงียบ เขาเงียบบรรยากาศในห้องมันเลยเงียบสนิทจนแทบไม่ได้ยินเสียงแอร์ ผมเห็นไอ้เตอร์กับไอ้ต้ามองพวกเราสลับกันไปมาด้วยความตกใจ แต่ผมไม่สนใจพวกมันหรอก ตอนนี้คนเดียวที่ผมให้ความสำคัญก็คือคนที่ยืนเหงื่อท่วมสบตาผมอยู่หน้าประตูนั่นต่างหาก เราต่างคนต่างจ้องหน้ากันนิ่ง อมพะนำจนเหมือนกับว่าถ้าใครพูดขึ้นมาก่อนจะเป็นฝ่ายแพ้

และแน่นอนว่าไม่ใช่ผม เพราะสุดท้ายคนที่เอ่ยปากออกมาก็คือเขา

“งั้นมาคบกันเถอะ” สีหน้าตรีผ่อนคลายลง เหมือนในที่สุดก็ได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องตามใจตัวเองเสียที

“...!” ผมชะงัก ไม่รู้จะตอบอะไร ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าที่ตัวเองได้ยินมันคือประโยคที่ถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า

มันเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว ผมได้แต่ขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ แต่สายตาที่มองมาก็ยังคงจริงจังแน่วแน่ซะจนเผลอกระตุ้นให้หัวใจของผมมันเต้นแรงขึ้นมาไม่รู้ตัว

“คราวนี้ไม่ต้องรอให้ใครเลิกกับใครทั้งนั้น..."

"..."

"ช่วยคบกัน... จนกว่านายจะทนความโง่ของฉันไม่ไหวเลย...ได้มั้ย”

“...”

ยืนยันทีว่าผมไม่ได้หูฝาด

ยืนยันให้หน่อยว่าสิ่งที่ผมได้ยิน มันคือเรื่องจริง ไม่ได้แค่เพ้อคิดไปเองเพราะเมากลิ่นบุหรี่

“พี่เชน”

“...”

ยืนยันให้ผมแน่ใจ ว่าสีหน้ากังวลปนเขินอายของหมอนี่ เกิดจากการที่เขาเพิ่งขอคบกับผม ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่น...
 
"ได้มั้ยครับ?” และเพราะไม่มีใครยืนยันเรื่องทั้งหมดได้ นอกจากตัวผมเอง สุดท้ายผมจึงต้องลุกขึ้นวางกีตาร์ลงข้างตัวลวกๆ ทิ้งก้นบุหรี่และใช้เท้าบี้ย่างไม่ไยดี ก่อนจะเดินไปคว้ามือเย็นๆ ชุ่มเหงื่อของคนที่ตัวเล็กกว่าเพียงไม่กี่เซนต์ แล้วกระชากให้เดินออกจากห้องซ้อมทันที

“มานี่!”

...เพื่อไปคุยกันในที่ที่มีแค่เราสองคน




-- makok_num --

ออฟไลน์ j123

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 699
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
เห้ย ตัดจบงี๊ได้ไงง่าาาา อยากอ่านต่อ  :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
เลิศ

เชนนี่แอบใจบุญเหมือนกันนะ :D

รับฟังตรี แล้วขอคบตรีด้วยล่ะ อิอิ

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6774
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
 :katai2-1:    ได้ใจเลย. มันต้องแบบนี้สิ
อยากไขว่คว้ามันก็ต้องลงแรง
เชนก็ดีที่ได้สติบ้าง
รอต่อนะคะ. เขาจะแอบไปตกลงคบกันต่อที่ไหนน้อ.  :hao6: 

ออฟไลน์ milky way

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1

ออฟไลน์ Supparang-k

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1909
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-3
ทำดีมากค่ะตรี

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
25
ลงเอย

เชนกำลังโกรธ... โกรธมากๆ

เขาบีบมือผมแน่น ขณะที่ลากผมเดินออกมาจากห้องซ้อม ตรงไปยังบันไดหนีไฟอันไร้ผู้คน ผมอยากท้วงมากว่าหยุดเถอะ ผมยังไม่หายเหนื่อยจากการวิ่งมาเลย แต่ก็ไม่กล้า สีหน้าเขาตอนนี้ดูน่ากลัวเกินไปจนกลัวว่าถ้าผมเอ่ยปากแม้แต่คำเดียวอาจจะถูกชกหน้าเอาได้

แต่แล้วร่างสูงหยุดเดินในที่สุด เขาเหวี่ยงตัวผมกระแทกเข้ากับกำแพง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากันด้วยใบหน้าคิ้วขมวดอย่างคนหงุดหงิดถึงขีดสุด ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เดาไม่ออกว่าเขากำลังโกรธเรื่องอะไร เรื่องที่เห็นผมจูบกับไอ้ซัน...

หรือเรื่องที่ผมขอคบกับเขา

ผมไม่น่าทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเลย ทั้งๆ ที่ในห้องนั้นมีเตอร์กับต้าอยู่ แต่ผมกลับพูดอะไรแบบนั้น มันคงทำให้เขารู้สึกขายหน้า จนโกรธจัดแบบนี้ ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบของเชน กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เตรียมรับการโดนตำหนิจากร่างสูงที่ยกมือขึ้นมาดันกำแพงด้านหลังผมไว้ และยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ของเขา

“ทำไมวิ่งมา”

แต่คำถามแรกที่ออกจากปากเขากลับไม่ใช่อะไรที่ผมคาดคิด

“อะ... ฮะ?” ผมถามมึนๆ ไม่แน่ใจในคำถาม

“วิ่งมาจากไหน แล้วทำไมวิ่งมา” เขาขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม

“เอ่อ...วิ่งมา...จากหอ...” ผมอ้ำอึ้ง และตอบคำถามแค่นั้น พลางยกมือขึ้นมาเกาคางเก้อๆ

จะให้บอกได้ไงว่าลืมว่าตัวเองมีรถก็เลยวิ่งมา...

นั่นมันโคตรจะโง่เลย

แต่การที่ผมวิ่งมาแบบนี้มันก็มีผลดีนะ เพราะมันทำให้ผมได้คิดทบทวนอะไรหลายๆ อย่างกับตัวเอง จนแน่ใจแล้วว่าความรู้สึกที่เด่นชัดขึ้นมาในใจตอนนี้ มันไม่ผิด

ผมชอบเขา... ชอบผู้ชายที่ยืนขมวดคิ้วสีหน้างุ่นง่านอยู่ตรงหน้านี้จริงๆ

และผมก็หวัง... ว่าเขาจะคิดแบบเดียวกัน

“...”

“...” แต่ความหวังนั้นก็ค่อยๆ หดลงตามระยะเวลาที่เราสบตากัน ผมพยายามควานหาความรู้สึกของเขาผ่านดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวย แต่ไม่ว่ายังไงก็คาดเดาไม่ได้เลย เขาดูโกรธ และสับสน... ทว่าก็เหมือนจะมีความรู้สึกอื่น ที่ผมไม่อาจเข้าใจ

“เฮ้อ!” แต่แล้วร่างสูงก็ก้มหน้าลงมาจนจมูกอยู่ในระดับคางของผมแล้วพ่นลมหายใจหนักๆ ราวกับคนที่มีปัญหาคิดไม่ตก

“ทำไมมันน่าหงุดหงิดขนาดนี้วะ” เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำ แต่ผมได้ยินชัดเจน

ผมทำให้เขาโกรธจริงๆ

“ขอโทษ...!” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบดีก็ต้องชะงักไป เมื่ออยู่ๆ เชนก็เลื่อนใบหน้าต่ำลงมาซบไหล่ของผมแทน 

“คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าทำกับฉันแบบนี้” ลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดลงมาที่ต้นคอ ทำเอาผมได้แต่กลืนน้ำลาย ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก

“จูบกับไอ้ซัน แล้วมาขอคบกับฉัน มันหมายความว่ายังไง” เขายังพูดโดยที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมาจากไหล่ของผม

อ่า... ผมใจร้อนเกินไป จนเผลอลืมอธิบายเรื่องนี้ไปเลย

“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด...” ผมตอบ รู้สึกหายใจติดขัดเพราะจมูกโด่งของเขาที่ยังหายใจรดต้นคอผมอยู่

ให้ตาย อย่างน้อยเขาควรจะเงยหน้าขึ้นมายืนคุยกันดีๆ แล้วแบบนี้ผมจะอธิบายได้ยังไง แค่หายใจให้ตรงจังหวะยังยากเลย

“เข้าใจผิดยังไง” พอเห็นว่าผมเว้นวรรคไปนาน เชนก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมอีกครั้ง คิ้วเข้มยังคงขมวดเข้าหากันแน่นอย่างคาดคั้น

ผมถอนหายใจ รู้สึกโล่งที่เขากลับมายืนเต็มความสูงเสียที

“มันเข้าใจว่าฉันยังชอบมันอยู่ ก็เลยพิสูจน์” ผมตอบ ถึงเขาไม่คาดคั้นขนาดนี้ ผมก็พร้อมจะอธิบายอยู่แล้ว

“ด้วยการจูบ?”

“อะ...อืม” ผมพยักหน้าเก้ๆ กังๆ เพราะเพิ่งนึกได้ว่าคำอธิบายนั่นมันโคตรจะไม่เมคเซนต์เลย

“ไอ้เชี่ยซัน!” เชนสบถ สีหน้าเหมือนโกรธจนอยากจะชกใครสักคนขึ้นมาอีกแล้ว

ซึ่งอาจจะเป็นผม เพราะอยู่ใกล้สุด

แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำอย่างที่ผมคิด เชนเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมอีกครั้ง แล้วถามต่อ

“แล้วพิสูจน์ได้หรือเปล่า?” คิ้วเข้มยังคงขมวดเข้าหากันจนผมอยากจะจิ้มระหว่างคิ้วย่นๆ ของเขาให้มันคลายออกสักที

“อะ...อืม” ผมพยักหน้าตอบอ้ำอึ้ง “เพราะว่าพิสูจน์ได้ไง... เลยรีบวิ่งมา”

“...”

“รู้ตัวแล้ว...ว่าชอบนาย” ผมพูดต่อ อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองกำลังร้อนขึ้นมา พร้อมกับจังหวะหัวใจที่เต้นถี่เร็วจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน

ให้ตาย มันเต้นเเรงเกินไป... เหมือนใกล้จะระเบิดแล้ว

เชนเงียบไปพักใหญ่ ก่อนทำท่าเหมือนจะยิ้มออกมา แต่ก็ห้ามตัวเองไว้ เขายังคงขมวดคิ้ว แต่สายตาไม่ดูโกรธเหมือนเมื่อครู่แล้วเปลี่ยนเป็นแววตาหมาป่าเจ้าเล่ห์แทน “แน่ใจ?”

 “แน่ใจ” ผมตอบทันที พยักหน้าจริงจัง

ที่ผ่านมาผมโง่ และโลเลเกินเกว่าจะยอมรับหัวใจตัวเอง แต่คราวนี้ ผมจะไม่ยอมทำพลาดอีกแล้ว

“แน่ใจจริงๆ แน่ใจที่สุดในชีวิตเลย” ผมยืนยันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม พร้อมกับสบตาคนตรงหน้าสื่อสารให้เขารู้ว่าผมจริงใจแค่ไหน

ดวงตาสีน้ำตาลคมกริบจ้องผมนิ่งพักหนึ่งแต่แล้วสุดท้ายก็เป็นฝ่ายเบือนหน้าหนี ท่าทางหงุดหงิดงุ่นง่านมลายหายไปราวกับไม่เคยปรากฏบนใบหน้าของเขามาก่อน

“บ้าชิบ!”  เชนสบถ พลางยกมือขึ้นมาปิดหน้าไว้ สีหน้าเหมือนทั้งหนักใจ ทั้งขำในเวลาเดียวกัน ”เล่นทำหน้าแบบนั้นแล้วฉันจะแกล้งต่อได้ไง” เขาพึมพำ ใบหูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง...

อันที่จริงมันกำลังแดงทั้งหน้าเลย

ผมชะงักไปพักใหญ่ พิจารณาปฏิกิริยาของร่างสูงอย่างงุนงง แต่เมื่อเข้าใจแล้ว ก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ที่รู้ว่าเขาไม่ได้โกรธอย่างที่ผมคิดตอนแรก

...ดีจริงๆ ที่ตัดสินใจสารภาพออกไป

“หายโกรธแล้วเหรอ” ผมถามพยายามไม่ขำกับใบหน้าแดงแปร๊ดของเขา แต่มันทำได้ยากจริงๆ

แล้วพอเห็นผมอมยิ้มอย่างได้ใจเชนเลยแกล้งทำหน้าดุ ขมวดคิ้วมองเหมือนยังหงุดหงิดอยู่ แต่ไม่เนียนเลย

“ยัง” เขาเบ้หน้า ขณะที่ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น ใกล้เกินไป จนผมถอยหลังติดกำแพงจนแทบจะสิง ไม่กล้าหายใจแล้ว

“ถึงได้ลากมาทำโทษนี่ไง”

เขาบอก ผมไม่เข้าใจคำพูดนั้น แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยถาม เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาแวบหนึ่งก็ให้คำตอบเป็นการกระทำที่ไม่ปล่อยให้ผมตั้งตัวเช่นเคย

“...!!”

เสียงที่กำลังจะเปล่งออกมา หายไปทันทีที่ริมฝีปากบางของเขาทาบทับลงมานริมฝีปากของผมอย่างรวดเร็ว คำถามทั้งหมดถูกลบทิ้งจนเหลือแต่สมองขาวโพลน แต่ไม่นานสมองก็กลับมาประมวลผลอีกครั้ง เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
นี่คือการลงโทษจากเขา

จูบหนักๆ ที่แทบจะหลอมละลายริมฝีปากไปกับสัมผัสร้อนจัดนั้น มันแตกต่างจากจูบแรกที่เขามอบให้อย่างสิ้นเชิง แต่ที่ไม่ต่างเลย ก็คือความรู้สึกของผม... หัวใจมันเหมือนจะหยุดเต้นไป และกลับมาเต้นใหม่อีกครั้งด้วยความเร็วที่แทบจะฆ่าผมตายได้เลย

ผมรู้ดีว่ามันคือความรู้สึกอะไร... รู้ตั้งแต่จูบครั้งก่อนแล้ว

นั่นเป็นเหตุผลที่วันนั้นผมไม่ผลักเขาออกไป... ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“หือ?” นานนับนาทีกว่าเชนจะถอนริมฝีปากออก เปิดโอกาสให้ผมได้หายใจบ้าง

ใบหน้าของเขายังคงอยู่ใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดลงบนปลายจมูก เห็นดวงตาคมที่จ้องลึกเข้ามาและคิ้วเข้มที่ขมวดนิดๆ อย่างชัดเจน 

“นี่ฉันกำลังทำโทษอยู่นะ” เขากระซิบ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแสนร้ายกาจอย่างเคย “แล้วจูบตอบนี่คืออะไร”

“...!” ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พยายามเบือนหน้าหนีทั้งๆ ที่รู้ว่ายังไงก็ซ่อนใบหน้าร้อนจัดด้วยความอายของตัวเองได้ไม่มิด

เขาไม่ได้ต้องการคำตอบหรอก ผมรู้ เขาแค่ต้องการแกล้งผม

“หึ” เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบ (ความจริงแล้วคือตอบไม่ได้) คนเจ้าเล่ห์ก็หัวเราะเบาๆ อย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอื้อมมือมาจับหน้าผมให้หันกลับไป และกดจูบหนักๆ ลงมาอีกครั้ง

“ไหนๆ ก็จะคบกัน” เขาผละออกไปและกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ผมแยกไม่ออกว่ากำลังล้อเล่นหรือจริงจัง “มีอย่างหนึ่งที่นายควรรู้ไว้ก่อน”

“...?”

“ฉันเป็นคนขี้หึง” เขากระซิบ แล้วกดริมฝีปากร้อนจัดลงมาอีกครั้ง

“...”

“สุดๆ” และอีกครั้ง

“...” เขาควรปล่อยให้ผมได้พักหายใจบ้าง อย่างน้อยแค่ให้หัวใจที่เต้นแรงจนเจ็บหน้าอกมันได้เต้นช้าลงสักหน่อยก็ยังดี
ไม่อย่างนั้นมีหวังผมอาจหัวใจวายตายได้ในอีกไม่ช้า

“ก่อนหน้านี้เพราะไม่ได้เป็นอะไรกัน ฉันถึงหยวนให้" แต่แน่นอนว่าเชนไม่ฟังเสียงความปรารถนาปลอมๆ ในใจผม เสียงทุ้มจึงเอ่ยประโยคต่อมา ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าเป็นการขู่

“แต่ว่าต่อจากนี้...” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเขม็งราวกับจะบอกว่าเขากำลังจริงจังมากกว่าครั้งไหนๆ จนผมต้องลอบกลืนน้ำลาย “คนของฉัน ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้องทั้งนั้น”

“...”

“เข้าใจมั้ย”

มันเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบอีกเช่นเคย เพราะทันทีที่พูดจบ เจ้าของริมฝีปากร้อนจัดแสนละโมบ ก็พรากลมหายใจของผมไปด้วยจูบที่ลึกซึ้งจนคราวนี้ผมคิดว่าตัวเองกำลังจะละลายหายไปจริงๆ

คำขู่ของเขา บวกกับจูบร้อนแรงที่เขามอบให้ ทำให้ผมตระหนักถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้

...ดูเหมือนว่าผมจะตกหลุมรักบุคคลอันตราย (สุดๆ) เข้าให้แล้ว

เชนจูบผมอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานจนผมที่เหนื่อยอยู่แล้วยิ่งรู้สึกเหนื่อยจนแทบจะขาดอากาศหายใจตาย ผมกำลังจะผลักเขาออก แล้วขอเวลานอก แต่ยังไม่ทันได้ทำ ก็มีคนช่วยขัดจังหวะให้แทนเสียก่อน

“โอ้โห...” เสียงทุ้มของใครบางคนดังขึ้นมา ทำให้คนตรงหน้ายอมถอนริมฝีปากออกไปมองตามต้นเสียง ในขณะที่ผมยืนหอบหายใจตักตวงอากาศที่เหมือนจะไม่ได้สัมผัสมานานเข้าปอดให้ได้มากที่สุด

“โคตรเด็ด” ร่างสูงของเตอร์กับต้าโผล่ออกมาจากมุมหนึ่งของผนัง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าทั้งสองคน ทำให้ผมรู้ว่าพวกเขายืนแอบฟังอยู่ตรงนั้นมาตลอด

อา...แย่แล้ว

“พวกมึงมาทำไม” เชนขมวดคิ้ว ท่าทางเหมือนไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ

“ตามมาเสือก” เตอร์ว่า

“เห็นทุกช็อต” แล้วต้าก็เสริม

คราวนี้ผมอายจนแทบจะมุดหน้าลงกับพื้น แต่ก็ได้แต่ก้มหน้าพยายามซ่อนใบหน้าร้อนจัดของตัวเองไว้ แม้จะรู้ว่าซ่อนยังไงก็ไม่มิดก็ตาม

“นี่พวกมึงแอบกินกันเองจริงๆ สินะ” เตอร์ถาม สายตาเขาพุ่งเป้ามาที่ผมชัดเจน

“ไม่ใช่นะ!” ผมเงยหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง

ยังไม่ได้กินซะหน่อย...

แต่การเงยหน้าขึ้น ช่างเป็นการกระทำที่โคตรพลาด

“หน้าแดงสัส” ต้าเอ่ยแซวพร้อมหัวเราะ ผมจึงรีบก้มหน้าลงอีกรอบทันที

ให้ตาย ผมไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้วจริงๆ

“หึ” ดูเหมือนว่าเชนจะรู้ความในใจผม เขาหัวเราะเบาๆ ฝ่ามือหนาเอื้อมมาดึงท้ายทอยของผมไปซบกับไหล่กว้าง เหมือนกับจะช่วยซ่อนใบหน้าเขินอายของผมให้พ้นสายตาสองคนนั้น

แต่เขาคงไม่รู้ ว่าแบบนี้มันยิ่งทำให้ผมเขินยิ่งกว่าเดิมอีก

“กูว่าแล้ว ทำไมวันประกวดไอ้เชนถึงรีบร้อนออกไปตามหามึง” ผมยังคงได้ยินเสียงเตอร์เอ่ยแซว ก่อนที่เขาจะแกล้งทำเป็นถอนหายใจเอือมๆ “นี่กูพลาดรางวัลเพราะปัญหาผัวเมียเหรอวะเนี่ย”

และแน่นอนว่าพอเตอร์ยิงให้แบบนั้น ต้าที่รอเสริมทัพอยู่ก็รีบส่งเสียงเห็นด้วยทันที

“กูก็ว่างั้น”

โอย พอเถอะครับ เลิกแซวกันสักที

“ฮะๆ” ดูเหมือนจะมีแต่ผมคนเดียวที่อายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี เพราะเจ้าของไหล่กว้างที่ให้ผมซบ กลับไม่มีการแก้ตัวใดๆ แถมยังส่งเสียงหัวเราะอย่างพอใจอีกต่างหาก เขายกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ ก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ผมแทบอยากจะระเบิดตัวเองให้หายไปจากตรงนี้ซะเดี๋ยวนี้เลย

“บอกแล้วไง คนนี้ของกู”

ให้ตาย... นี่ผมคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ ที่มาตกหลุมรักผู้ชายอันตราย (ต่อใจ) อย่างเขาเนี่ย...





---------------------------------------------------------
จะเป็นไรมั้ย ถ้าจะบอกว่าอยากได้พี่เชนมากเลยตอนนี้
(กอดเข่าขอตรี งืออออ)

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
ยังไงก็ฝาก #เชนตรี ด้วยน้า ^^

 :hao5:

-- makok_num --

ออฟไลน์ ❣☾月亮☽❣

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6774
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +264/-6
โอว เขินแทนตรี
พยานรักตั้งสองคนแน่ะ
ขอทึ่ส่วนตัวให้พวกนางที. 55
พี่เชนเท่มาก. ใจละลาย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด