[Hermit Books] Just Another Guy #เชนตรี : แจ้งข่าว [31/10/2560] P.14
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [Hermit Books] Just Another Guy #เชนตรี : แจ้งข่าว [31/10/2560] P.14  (อ่าน 186517 ครั้ง)

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะ ครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรัก ชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้าม แจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะ ปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของ แต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้าม จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิด เดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การ พูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอม ให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้าม ลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อ ขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ด นิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยาย ที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยาย เรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วน หรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้าม แจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใคร จะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17

เวปไซต์ แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่าง ประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


------------------------------------------------------






Just Another Guy เพียงแค่ผู้ชายอีกคนหนึ่ง

Preview

"คบกับฉันมั้ย?"
"พูดบ้าอะไรของนาย ก็รู้นี่ว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว"
"ไม่เห็นเป็นไรนี่ ก็ถือซะว่าคบฉันแก้ขัด รอให้หมอนั่นเลิกกับเเฟน"
"หึ อยากเป็นตัวสำรองหรือไง มีศักดิ์ศรีบ้างหรือเปล่านายน่ะ" ผมปรายตามองด้วยความสมเพช แต่ร่างสูงกลับตอบกลับมาด้วยประโยคที่ทำให้ผมเจ็บปวดไม่แพ้กัน
"แล้วนายล่ะ มีศักดิ์ศรีบ้างหรือเปล่า ถึงได้เอาแต่รักคนที่ไม่มีวันหันกลับมามอง" น้ำเสียงเรียบนิ่งของร่างสูงยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้ว่าผมเองก็น่าสมเพชไม่ต่างกัน
"..."
"ว่าไง ตกลงจะคบกับฉันมั้ย?"
ดวงตาเรียวคมมองมาที่ผมด้วยสายตาจริงจังจนผมไม่กล้าสบตา
 ถ้าเราสองคนคบกันจริงๆ มันจะเป็นยังไงนะ
"ฉัน..."



---------------------------------------------------------------------------------------------
**เพิ่มเติม ขออนุญาตแปะนิยายเรื่องใหม่ค่ะ เป็นเรื่องของ #ซันโช ตัวละครที่เคยปรากฏในเรื่องนี้ค่ะ
สนใจตามอ่านได้ที่ลิ้งค์นี้เลยนะคะ :
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=59409.msg3616032#msg3616032

ฝากด้วยนะคะ ติชมได้เสมอเลยค่ะ ^^

ขอบคุณมากๆ ค่ะ

-- Martian --






Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-10-2017 18:22:04 โดย makok_num »

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
บทนำ
 
Well you only need the light when it's burning low
Only miss the sun when it starts to snow
Only know you love her when you let her go
 
เนื้อเพลงเศร้าๆ ยังคงถูกเอ่ยออกมาจากปากของผม พร้อมกับเสียงกีตาร์เบาๆ จากปลายนิ้วที่สัมผัสไปตามสายทั้งหก เสียงจอแจของคนมากมายที่เข้ามาพบปะกันในร้านยังคงดังไปทั่วบริเวณ แทบจะกลบเสียงเพลงของผมด้วยซ้ำ

เพียงแต่ เวลานี้นอกจากร่างโอนเอนของผู้ชายที่นั่งกระดกเหล้าอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์นั่น ผมก็ไม่สนใจสิ่งอื่นใด แม้แต่เพลงที่ร้องออกมา ก็ออกมาจากสัญชาตญาณ ไม่ใช่จากอารมณ์ความรู้สึกแต่อย่างใด
 
Only know you've been high when you're feeling low
Only hate the road when you’re missing home
Only know you love her when you let her go
And you let her go
 
สายตาของผมยังคงจดจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของคนคนนั้น ที่เริ่มโอนเอนหนักขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะฟุบหน้าลงกับบาร์ แล้วก็ไหลลงกับพื้นอย่างไร้สติ

โครม!
เวรเอ๊ย!

ผมสบถเสียงดัง และพอรู้ตัวอีกทีผมก็วางกีตาร์และวิ่งลงจากเวทีมาเรียบร้อยแล้ว ผมเข้าไปพยุงร่างสูงที่เมาจนหมดสติขึ้นมาจากพื้นท่ามกลางสายตาตกใจจากคนรอบๆ ตัว
               
“เกิดอะไรขึ้นวะไอ้ตรี” บาร์เทนเดอร์ที่เป็นเพื่อนผมชะโงกหน้าออกมาถามด้วยความเป็นห่วง
               
“ไม่มีอะไร ฝากบอกผู้จัดการด้วยนะว่ากูมีธุระด่วน” ว่าจบผมก็แบกร่างควายๆ ของไอ้คนเมานี่ออกจากร้าน ก่อนที่มันจะล้มลงไปที่พื้นอีกรอบ
               
ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าทำไมผมต้องเป็นห่วงเป็นใยไอ้หมอนี่ถึงขนาดกระโดดลงจากเวทีทั้งๆ ที่กำลังแสดงอยู่ ถ้ามันเป็นแค่คนเมาที่เจอทั่วไปตามสถานบันเทิงผมก็คงไม่สนใจ แต่ไอ้หมอนี่มันดันเป็นเพื่อนสมัยมัธยมของผม
               
...แถมยังเป็นเพื่อนสนิทที่ผมแอบคิดไม่ซื่อมาตลอดสี่ปีด้วย...
               
ใช่ครับ ใบ้ให้ถึงขนาดนี้แล้ว ก็คงไม่มีใครเดาไม่ออกหรอกนะ ว่าผมน่ะ... ชอบ ‘ผู้ชาย’


*เพลง Let her go : Passenger




-------------------------------------
เพิ่งใช้เล้าเป็ดครั้งแรก งงสัสๆ 5555
ฝากด้วยนะคะ  :hao5:

-- makok_num --

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-03-2016 20:57:08 โดย makok_num »

ออฟไลน์ magic-moon

  • magKapleVE
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
    • Freedom of meetups, no obligations
กรี๊ดดดดดดดด มาที่นี่แล้วววว

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
1
สถานะ ‘แอบรัก’

 

หนึ่งปีก่อน

“ซัน... กูชอบมึงว่ะ” เสียงทุ้มติดจะสั่นๆ เอ่ยคำสารภาพรักที่ไม่ได้มีความหวานซึ้งอยู่ในนั้นเลยสักนิด มีแต่ความจริงใจที่แสดงออกมาทางสายตาเท่านั้นที่ผมหวังว่ามันจะสื่อออกไปถึงคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“มะ...มึง...ชอบกู?” แต่อีกฝ่ายดูจะตกใจไม่น้อย ก่อนที่ร่างสูงจะหัวเราะแห้งๆ ออกมา “ล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย”

“...” ไม่มีคำตอบอะไรกลับไป แต่นั่นก็เป็นการยืนยันได้ดีว่าสิ่งที่ผมพูดไป ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น

“มึง...เอาจริงดิ?” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ถ้าผมเป็นมัน ผมก็คงไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ว่าเพื่อสนิทที่คบกันมาตั้งแต่ม.สี่ อยู่ๆ ก็มาสารภาพรักกันแบบนี้
แต่อย่างว่า... มันคงจะน่าช็อกน้อยกว่านี้สักนิด ถ้าเพื่อนสนิทที่ว่า ไม่ได้เป็นผู้ชาย เหมือนที่มันเป็น...

“กูขอโทษนะ...” ผมไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ได้ยินคำนี้ และยังพอเดาออกด้วยว่า ประโยคต่อไปจะเป็นอะไร “แต่กู...ชอบผู้หญิงว่ะ”

สีหน้ารู้สึกผิดของคนตรงหน้า ทำให้ผมหัวเราะออกมานิดๆ ก่อนจะพูดออกไปเหมือนไม่เป็นอะไร

“คิดว่ากูไม่รู้หรือไง มึงน่ะ เปลี่ยนผู้หญิงบ่อยยิ่งกว่ากางเกงใน” ดูเหมือนคำพูดติดตลกของผม จะทำให้บรรยากาศที่แสนอึดอัดเมื่อครู่ผ่อนลายลงนิดหน่อย ไอ้ซันเกาหลังหูพลางยิ้มนิดๆ แต่ก็ไม่ยอมสบตาผม

ผมกำลังจะเอื้อมมือไปแตะบ่ามันเหมือนทุกที แต่ก่อนที่มือของผมจะสัมผัสตัวคนตรงหน้า ผมก็ตระหนักได้ว่า หลังจากที่ผมสารภาพคำนั้นออกไป อะไรๆ มันก็ไม่อาจเหมือนเดิมได้แล้ว ผมลดมือตัวเองลง และเปลี่ยนเป็นล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกงแทน

“มึงไม่ต้องคิดมากหรอก กูไม่ได้จริงจังอะไรขนาดนั้น กูก็แค่อยากบอกไว้ เพราะอีกไม่กี่วัน พวกเราก็จะเรียนจบแล้ว” ผมยิ้มบางๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

“...” ความเงียบของคนตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากขึ้น และผมก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิด ที่พูดออกไป

“เอ่อ... งั้นกูไปก่อนนะ” ผมตัดบท และเดินจากมาอย่างเงียบๆ หัวใจที่เคยเต้นรัวก่อนที่จะตัดสินใจสารภาพออกไป เริ่มเต้นช้าลงทุกทีด้วยความสิ้นหวัง จนผมไม่แน่ใจแล้วว่า ตอนนี้มันยังเต้นอยู่หรือเปล่า

“ไอ้ตรี” แต่แล้วเสียงทุ้มของอีกฝ่ายก็ทำให้ผมหยุดชะงัก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่กล้าหันกลับไปสบตากับร่างสูงที่ผมคุ้นเคยอีกแล้ว

อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้... ตอนที่ดวงตาทั้งสองข้างของผมกำลังมีน้ำใสๆ เอ่อคลอ พร้อมที่จะร่วงหล่นลงมา

“มึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกูเสมอนะ” คำพูดที่ฟังดูจริงใจของไอ้ซันทำให้ผมยิ้มบางๆ ออกมา แม้ว่าคำพูดนั้นจะทำให้ผมเจ็บปวดมากเช่นกันก็ตาม

“อือ กูรู้” ผมหันกลับไปยิ้มตอบมัน หลังจากพยายามกะพริบตาจนไล่น้ำตาออกไปได้ ก่อนจะหันหลังกลับอีกครั้ง โดยที่ไม่มองเลยว่ามันกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ ผมได้แต่กำหมัดแน่นสะกดกลั้นความเจ็บปวดจนร่างเกร็งไปหมด ขณะที่เดินจากมา

ถึงคำพูดสุดท้ายของมันจะบ่งบอกว่าเรายังคงเป็นเพื่อนกันได้ แต่ไม่ว่ายังไง คำปฏิเสธที่ได้รับก็ทำให้ผมอยากขอเวลาทำใจสักพักอยู่ดี

โชคดีนะที่ผมเลือกที่จะสารภาพรักกับมันในวันสุดท้ายก่อนที่พวกเราจะเรียนจบมัธยม และกำลังจะแยกย้ายกันไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ดังนั้นกว่าผมจะได้เจอมันอีก ผมก็คงจะเลิกชอบมันแล้ว...

หวังว่านะ...
 
ปัจจุบัน

ผมมันโง่

ใครบอกกันว่าหลังจากจบมัธยมแล้วเราจะไม่เจอกันอีก ใครบอกกันว่าผมกับมันจะแยกย้ายกันไป ต่างคนต่างก็เรียนตามที่ตัวเองฝัน...

เออ ปกติมันก็ควรจะเป็นแบบนั้นแหละ เพราะผมกับมันมีความฝันคนละอย่างกัน ผมอยากเรียนสถาปัตย์ ส่วนไอ้ซัน มันอยากเป็นวิศวกร ผมอุตส่าห์หนีมาเรียนไกลถึงเชียงใหม่ แต่พระเจ้าต้องแกล้งผมแน่ๆ ถึงทำให้ไอ้เวรนี่แอดติดที่นี่ด้วยเหมือนกัน

แล้วแบบนี้ผมจะตัดใจได้ยังไงกัน ให้ตายเถอะ!

ถึงผมจะพยายามหลบหน้ามันมาได้ตลอดหลายเดือนที่เราเรียนที่นี่ แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่ได้ข่าวคราวมันเลย ในเมื่อมันเป็นถึงเชียร์ลีดเดอร์ของคณะ แถมยังฮอตมากซะด้วย สาวๆ ในคณะผม พูดถึงมันกรอกหูแทบทุกวัน ผมรู้แม้กระทั่งว่ามันกำลังคบกับใครอยู่ด้วยซ้ำ และข่าวที่มันทะเลาะกับแฟนก็ดังกระฉ่อนไปทั่วมหาลัย จนผมไม่ต้องเดาเลยว่าสาเหตุที่ทำให้มันมาเมาหัวทิ่มในร้านที่ผมทำงานอยู่เป็นเพราะอะไร

“อุ๊บ!”

“เฮ้ยๆ มึงอย่าอ้วกนะ” ผมร้องเสียงหลง เมื่อได้ยินเสียงนรกจากร่างสูงที่ตัวเองกำลังแบกอยู่ ผมรีบพามันไปให้ถึงห้อง ก่อนที่มันจะอ้วกออกมาจริงๆ

ที่อยู่ของไอ้ซันก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมรู้จากสาวๆ ในคณะ แม้จะไม่ได้คุยอะไรกับมันเลยหลังจากที่เราเรียนจบ

ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าทำไมผมไม่พามันไปที่หอผมแทน นั่นเป็นเพราะผมตั้งใจว่าจะแค่มาส่งมัน และจะรีบกลับ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องให้มันรู้ว่าคนที่ช่วยมันไว้คือผม...

ผมหาหมายเลขห้องที่สลักเอาไว้บนลูกกุญแจจนเจอ ก่อนจะพยายามไขกุญแจทั้งที่อีกมือก็แบกมันอยู่

เวรเอ๊ย หนักชิบ!

ตุบ!

แต่สุดท้ายผมก็สู้น้ำหนักไอ้เพื่อนเวรนี่ไม่ไหว จนต้องให้มันไหลลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้น ในขณะที่ผมเปิดประตูห้องมันจนได้ ผมหันกลับมามองไอ้ซันที่หมดสภาพไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกับเตะมันเบาๆ อย่างหมั่นไส้

“มึงช่วยให้ความร่วมมือกับกูสักนิดได้มั้ยเนี่ย”

“...” แน่นอนว่าไม่มีการตอบรับ นอกจากเสียงกรนเบาๆ จากร่างที่นอนพิงผนังห้องอยู่ ผมถอนหายใจอีกรอบและเอื้อมมือไปดึงมันขึ้นมาจากพื้น

แต่มันง่ายดายซะที่ไหน ไอ้เวรนี่มันควายชัดๆ มันตัวใหญ่ขึ้นกว่าตอนมัธยมหรือเปล่าเนี่ย ทำไมถึงได้หนักขนาดนี้วะ -*-

“โอ๊ย!” ผมร้องออกมาเสียงดัง ก่อนจะตัดสินใจปล่อยไอ้เพื่อนร่างยักษ์นี่ให้ลงไปกองที่พื้นอีกรอบอย่างหมดความอดทน

“ทำอะไร” อยู่ๆ ก็มีเสียงนิ่งๆ ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้ผมที่กำลังสบถพึมพำก่นด่าคนเมาอย่างกับคนบ้าต้องหยุดชะงัก ก่อนจะหันไปมองต้นเสียงอย่างงงๆ

ห่างออกไปไม่ไกล มีร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนสูบบุหรี่มองผมด้วยสีหน้านิ่งสนิท ดวงตาเรียวคมสีน้ำตาลอ่อน จ้องมาด้วยสายตาเย็นชาซะจนผมรู้สึกหนาวขึ้นมานิดๆ เลยทีเดียว คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย พลางจ้องมายังร่างที่หมดสภาพอยู่แทบเท้าผม ก่อนที่มือเรียวสวยจะคีบบุหรี่ออกจากปากบาง แล้วพ่นควันสีขาวออกมา พร้อมกับเอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนที่ผมได้ยินก่อนหน้านี้ออกมา

“นั่นไอ้ซันเหรอ?” ร่างสูงถามและก้าวขายาวๆ นั่นเข้ามาใกล้ขึ้นจนผมเห็นใบหน้าของหมอนั่นได้ชัดเจน ใบหน้าดุๆ ที่ดูเข้ากันดีกับน้ำเสียงเรียบนิ่ง ยิ่งทำให้คนตรงหน้าดูเหมือนเจ้าชายที่หลุดมาจากยุคน้ำแข็ง หรืออะไรทำนองนั้น

ถ้าไม่ติดที่ว่าคงไม่มีเจ้าชายที่ไหน สวมเสื้อยืดกางเกงยีนสีดำทั้งตัว แถมแบกกระเป๋ากีตาร์ท่าทางเซอร์ๆ แบบนี้อ่ะนะ

“ฉันถามว่าใช่ไอ้ซันหรือเปล่า” คำถามดังขึ้นอีกรอบ ด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ ผมกระแอมอย่างตั้งสติ เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองจ้องคนตรงหน้านานไปแล้ว

“อือ” ผมตอบสั้นๆ แล้วหันกลับมาพยายามแบกร่างของเพื่อนรักที่นอนกองอยู่ที่พื้นอีกรอบ

แต่ให้ตายเถอะ ไอ้เวรนี่มันหนักมากจริงๆ นะ มีแต่ซูเปอร์แมนเท่านั้นแหละที่แบกมันได้

“ถอยไปซิ” ขณะที่ผมเอาแต่บ่นในใจ น้ำเสียงนิ่งๆ จากคนคนเดิมก็ดังแทรกขึ้นมาอีกรอบ แถมไม่ว่าเปล่า มือหนายังคว้าไหล่ผม พร้อมกับดันออกให้พ้นทางอีกด้วย

“ฝากหน่อย” ผมได้แต่ยืนเอ๋อ ตอนที่ผู้ชายแปลกหน้าที่จนตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใครยื่นกระเป๋ากีตาร์ที่แบกเอาไว้บนหลังมาให้ผมถือเอาไว้ ซึ่งผมก็ได้แต่รับมาอย่างงงๆ

ร่างสูงทิ้งก้นบุหรี่ที่สูบไปได้แค่ครึ่งมวนลงพื้น พร้อมกับใช้เท้าขยี้อย่างลวกๆ แล้วเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างผมกับไอ้ซัน ก่อนที่หมอนี่จะก้มลงไปพยุงร่างไอ้ซันที่สลบไสลไม่ได้สติขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

ทั้งๆ ที่ผมพยายามอยู่เป็นพัก แต่ก็แบกมันขึ้นมาไม่ไหวเนี่ยนะ!?

“เปิดประตูให้หน่อย” พอเห็นว่าผมเอาแต่ยืนบื้ออยู่ที่เดิม น้ำเสียงของหมอนั่นก็เริ่มหงุดหงิด แถวคิ้วเข้มก็ดูเหมือนจะขมวดเข้าหากันมากกว่าปกติ จนผมต้องลนลานเดินไปเปิดประตูให้ ก่อนที่ไอ้เจ้าชายน้ำแข็งนี่จะปล่อยไอเย็นออกมาสาปผมจนแข็ง (เหมือนเขาจะทำแบบนั้นได้จริงๆ นะ สาบาน)

ผมจัดการเคลียร์โซฟาห้องรับแขกที่รกเกินจะบรรยายด้วยการโยนทุกอย่างลงไปกองไว้ที่พื้น เพื่อให้คุณเจ้าชายน้ำแข็งแบกเพื่อนผมมานอน

“ขอบคุณ” ผมพูดสั้นๆ หลังจากที่ไอ้ซันลงไปนอนหมดสภาพที่โซฟาเรียบร้อยแล้ว ผมวางกระเป๋ากีตาร์ลงกับพื้น ก่อนจะหันกลับมาจัดท่านอนให้ไอ้เพื่อนรักได้นอนดีๆ

“นายเป็นเป็นใคร” น้ำเสียงนิ่งๆ ของร่างสูงที่ยังคงยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยถามในขณะที่ผม กำลังเอาหมอนหนุนหัวให้ไอ้ซัน

“ผมชื่อตรี เป็นเพื่อนสมัยมัธยมของมัน” ผมตอบ โดยที่ไม่ได้หันกลับมามองร่างสูง ใบหน้ายามหลับที่ดูไร้เดียงสาของเพื่อนที่ผมแอบรักทำให้ผมแทบจะไม่ได้สนใจเลยว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องนี้ด้วย จนกระทั่งกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้ามาปะทะจมูกทำให้ผมได้สติอีกครั้ง ผมหันกลับมามองเจ้าของดวงตาเรียวคม ที่ยืนสูบบุหรี่ด้วยใบหน้านิ่งๆ

“แล้วคุณล่ะเป็นใคร” ผมถามกลับบ้าง จริงๆ ผมสงสัยตั้งแต่หมอนี่โผล่มาแล้วนะ ดูเหมือนเขาจะรู้จักไอ้ซัน แถมยังมีน้ำใจช่วยแบกร่างควายๆ ของมันเข้ามาในห้องให้อีก

“ฉัน...” อยู่ๆ หมอนี่ก็เว้นวรรค พลางพ่นควันสีขาวออกจากปากอย่างกวนประสาท “เป็นแฟนมัน”

คำตอบสั้นๆ นั่นทำให้ผมถึงกับช็อกค้างไปเลย

ฟะ...แฟน?

ไหนก่อนหน้านี้มันบอกผมว่า...ชอบผู้หญิง ไม่ใช่เหรอ...

แต่แล้วความคิดของผมก็หยุดลงแค่นั้น เมื่อผู้ชายที่ตัวสูงกว่าก้มหน้าลงมาพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าผม พร้อมกับแสยะยิ้มมุมปาก

“เชื่อเหรอ? ...โง่แฮะ”

“...” คำพูดร้ายกาจและท่าทางกวนประสาทนั่นทำเอาผมพูดไม่ออกเลย

อะ...ไอ้เวรนี่

“หึ” เสียงหัวเราะในลำคอดังมาจากร่างสูงที่กลายร่างจากเจ้าชาย เป็นราชาปีศาจไปแล้ว หมอนั่นก้มตัวลงหยิบกีตาร์ที่ผมวางไว้ แล้วเดินผ่านผมไปที่ประตู ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักๆ จะหยุดลง พร้อมกับเสียงนิ่งๆ ที่เอ่ยออกมาเบาๆ

“ฉันชื่อเชน เป็นพี่รหัสไอ้ซัน”

“...” ผมหันไปมองร่างสูงด้วยความอึ้งเล็กๆ ผมคิดว่าหมอนี่อยู่รุ่นเดียวกับเราซะอีก

“แล้วก็ ฉันอยู่ห้องตรงข้ามเนี่ย มีอะไรก็เรียกล่ะ” ว่าจบ ร่างสูงก็เดินออกจากห้องไป พร้อมกับปิดประตูตามหลัง โดยที่ไม่รอให้ผมได้พูดอะไรต่อ

อันที่จริง ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเหมือนกันอ่ะนะ

ผมเลิกสนใจผู้ชายแปลกหน้า ที่จริงๆ แล้วเป็นถึงพี่รหัสของไอ้ซัน ก่อนจะหันกลับมาสนใจไอ้คนเมาที่ตอนนี้เข้าสู่ห้วงนิทรา หลับลึกไปเป็นที่เรียบร้อย ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินหากะละมัง และผ้าผืนเล็กๆ มาเช็ดตัวให้ไอ้เพื่อนสนิทที่ผมแอบคิดไม่ซื่อด้วยมานาน

และผมก็รู้ตัวเองว่าเวลาหลายเดือนที่ผมพยายามหลบหน้ามัน ไม่ได้มีผลอะไรเลย เพราะตอนนี้ แค่เพียงแค่ได้นั่งมองใบหน้ายามหลับของคนตรงหน้า ก็ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจที่ผมพยายามควบคุมให้มันอยู่ในอัตราที่ปกติตลอดมา กลับกลายเป็นเต้นรัวจนแม้แต่ผม ก็ไม่สามารถควบคุมมันเอาไว้ได้

ให้ตายเถอะ ผมคิดถูกหรือคิดผิดกันนะที่ยื่นมือเข้ามาช่วยมันในวันนี้

...เพราะดูท่าแล้ว ผมคงจะไม่สามารถตีตัวออกห่างออกมาจากผู้ชายตรงหน้าได้เป็นครั้งที่สองแล้วล่ะ
 
07.35 A.M.

ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงอ้วกที่ดังมาจากในห้องน้ำ แม้จะยังสะลึมสะลืออยู่ แต่ผมก็เรียกสติตัวเองเดินไปยังห้องน้ำเพื่อลูบหลังให้ร่างสูงที่กำลังโก่งคออ้วกอย่างหมดสภาพ

จริงๆ ผมตั้งใจจะกลับหอตัวเองตั้งแต่ที่เช็ดตัวให้ไอ้ซันเสร็จแล้ว แต่พอผมกำลังจะออกจากห้อง ไอ้เวรนี่ก็ทำท่าจะอ้วกออกมา แถมยังเพ้อหนัก จนผมอดไม่ได้ที่จะต้องกลับมาดูแลมันอีกรอบจนกระทั่งเช้าอย่างที่เห็น ดูเหมือนว่าอาการแฮงก์จะทำให้มันไม่มีสติพอที่จะหันมามองว่าคนที่ลูบหลังให้ตัวเองเป็นใครเหมือนกัน ผมลูบหลังให้ไอ้ซันจนกระทั่งมันอ้วกออกมาหมดไส้หมดพุงแล้วจึงเดินออกไปหาน้ำมาให้มันดื่ม ตอนนั้นแหละผมถึงได้เห็นสีหน้าตกใจของอดีตเพื่อนรัก

“มะ...มึง ไอ้ตรี?” สีหน้าช็อกโลกของมันทำผมแอบตลกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยิ้มออกมาให้มันเห็นหรอกนะ ผมตีหน้านิ่งก่อนจะยื่นน้ำให้

“เออ กูเอง ไม่เจอกันนาน หมดสภาพเลยนะมึง” ผมแกล้งทำสายตาสมเพชใส่ จนมันต้องรีบฝืนสังขารลุกขึ้นมา แต่ด้วยอาการแฮงก์ทำให้ร่างสูงล้มลงไปที่พื้นอีกรอบ ซึ่งแน่นอนว่าผมคว้าไม่ทัน

“T^T” ไอ้ซันเบ้หน้าใส่ และโวยวายที่ผมปล่อยให้มันล้มก้นจ้ำเบ้า “มึงไม่คิดจะช่วยกูเลยเหรอ”

ผมมองหน้าเบะๆ ของมันก่อนจะหันหน้าหนีพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปาก เพราะถ้าผมไม่ทำแบบนี้ มันก็รู้หมดน่ะสิ ว่าผมกำลังอมยิ้มอยู่

ให้ตายเถอะ ไอ้เวรนี่น่ารักเป็นบ้า!

“กูจะทำข้าวต้มทิ้งไว้ให้ ออกไปกินด้วยล่ะ” ผมว่าพร้อมกับเดินหนีออกมา ก่อนที่มันจะจับอาการผิดปกติของผมได้ ผมกลับมาสงบสติอารมณ์ที่ครัวอีกรอบพร้อมกับจัดการหาวัตถุดิบทำข้าวต้มไปด้วย แต่ไม่นานไอ้ตัวดีก็เดินตามผมมาด้วยใบหน้าที่ยังบึ้งตึงไม่หาย

“ใจดำ มึงเป็นใคร มึงเอาไอ้ตรีที่แสนน่ารักของกูคืนมานะ! L” คำพูดโวยวายแกมตัดพ้อของอีกฝ่ายทำให้ผมที่กำลังรินน้ำลงในหม้อถึงกับหยุดชะงัก

“มึงแน่ใจเหรอว่าอยากให้กูกลับไปเป็นเหมือนเดิม” ผมถามกลับไป โดยที่ไม่หันไปสบตา

“...” ความเงียบก่อตัวขึ้นทันที ในขณะที่ผมแสร้งทำเป็นต้มข้าวต้มต่อไปอย่างไม่คิดอะไร แต่จริงๆ แล้วผมกำลังรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก... ผมรู้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะผมเองก็กำลังคิดเหมือนกัน

คิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น... คำสารภาพที่ไม่มีทางเป็นไปได้ของคนโง่อย่างผม

“อีกแป๊บนึงก็คงกินได้ มึงตักกินเองแล้วกันนะ” ผมว่าพร้อมกับวางทัพพีลง และเดินไปล้างมือโดยไม่หันไปมองหน้าไอ้ซันเลยสักวินาที บอกตามตรง ความเงียบของมันทำให้ผมทำตัวไม่ถูกเลย

“ไอ้ตรี” ผมหยุดชะงักเมื่อเสียงนุ่มทุ้มแสนคุ้นเคยเรียกชื่อผมออกมา “มึง...ยังคิดกับกู...แบบนั้นอยู่หรือเปล่า?” มันถามด้วยน้ำเสียงอึกอัก เหมือนไม่แน่ใจว่าควรจะถามดีหรือเปล่า ผมนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะหันไปสบตามัน พร้อมกับโกหกคำโต

“เปล่า” มันเป็นแค่คำตอบสั้นๆ แต่กลับทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดกว่าที่คิด และความเจ็บปวดของผมก็ยิ่งทวีคูณเมื่อคนตรงหน้ายิ้มกว้างอย่างยินดี

“กูว่าแล้วไง! มึงกลับมาชอบผู้หญิงแล้วใช่มะ กูเข้าใจนะว่าตอนนั้นมันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ ก็นะ กูหล่อขนาดนี้ใครๆ ก็หวั่นไหวเป็นธรรมดาอยู่แล้ว” ไอ้ซันพล่ามยาวอย่างหลงตัวเอง พร้อมกับเดินเข้ามากอดคอผม ผมแค่นหัวเราะก่อนจะผลักมันออกไปด้วยความหมั่นไส้ แต่ไอ้ตัวดีกลับยิ้มร่าอย่างไม่สะทกสะท้าน

ผมเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดประโยคที่อาจจะทำให้มันมองผมแปลกไปอีกครั้ง

“เปล่าหรอก กูไม่ได้กลับมาชอบผู้หญิง”

“...” และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อไอ้ซันนิ่งไป พร้อมกับหุบยิ้ม ผมรู้สึกสมเพชตัวเองในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพ่นคำโกหกที่จะช่วยให้คนตรงหน้าไม่รู้สึกรังเกียจผมมากไปกว่าเดิม

“แต่กูคงไม่กลับไปชอบมึงเป็นครั้งที่สองหรอก ไม่ต้องห่วง” ผมยิ้มบางๆ และเดินผ่านมันมาอย่างไม่คิดจะพูดอะไรอีก

คราวนี้ไอ้ซันไม่ได้เรียกผมไว้อีก แม้ผมจะรู้ว่ามันมีเรื่องอยากจะพูดต่อก็ตาม แต่นั่นก็ดีแล้วล่ะ เพราะผมคิดคำโกหกต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ แค่นี้ผมก็รู้สึกอึดอัดกับคำโกหกอันน่าสมเพชของตัวเองจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว

ปัง

ผมปิดประตูและยืนพิงอยู่อย่างนั้นอย่างหมดแรง ...นี่ผมคิดผิดจริงๆ สินะที่กลับเข้ามาในชีวิตมันอีกครั้ง ถ้าเมื่อคืนผมไม่เข้าไปช่วยมันเอาไว้ ตอนนี้ หัวใจของผมก็คงไม่ต้องมาเจ็บปวดแบบนี้...

แกรก

เสียงเปิดประตูจากฝั่งตรงข้ามทำให้ผมได้สติอีกครั้ง ผมยืดตัวตรงพร้อมกับจะเดินออกไป แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าของห้องฝั่งตรงข้ามเดินออกมาพอดี ตาของผมสบกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่นิ่งสนิทจนเหมือนไม่มีอารมณ์อะไรอยู่ในนั้น เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้านี้ช่างเย็นชาและเข้าถึงยากซะจริง น่ากลัวชะมัด

แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าผมเป็นผู้หญิงก็คงอดหวั่นไหวกับใบหน้าหล่อเหลา และท่าทางลึกลับน่าค้นหาของหมอนี่ แถมวันนี้เขายังใส่เสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มของคณะวิศวะอีก สาบานเลยว่าผมไม่เคยเห็นใครใส่เสื้อช็อปแล้วดูดีขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ไอ้ซันก็เถอะ

“หวัดดีครับ” ผมโค้งหัวทักทาย เพราะยังไงหมอนี่ก็เป็นรุ่นพี่ แถมยังเป็นพี่รหัสไอ้ซันอีกด้วย แต่แทนที่จะทักทายกลับ คนตรงหน้ากลับมองหน้าผมนิ่งๆ และเมินผมไปหน้าตาเฉย

“เชน” ชื่อของคนเย็นชาดังขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ได้เป็นคนเรียก ประตูห้องตรงข้ามเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับเจ้าของเสียงเล็กๆ เมื่อครู่ที่เดินออกมาในสภาพชุดนอนที่มีแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น ร่างบางหันมามองผมงงๆ นิดหน่อย ก่อนจะหันไปหาร่างสูงในเสื้อช็อปสีเข้มที่เดินออกไปได้ไม่ไกลนัก

“ทำไมตื่นแล้วไม่เรียกฟ้าล่ะ” เสียงหวานฟังดูออดอ้อนซะจนผมคิดว่าผู้ชายคนไหนได้ยินก็คงอ่อนระทวย คงมีแต่คนที่ถูกอ้อนนั่นแหละที่ยังคงตีหน้านิ่ง แถมไม่ตอบคำถามเธอ

“แล้วคืนนี้จะกลับดึกหรือเปล่า?” คำถามเชิงออดอ้อนนั้นทำให้ผมไม่ต้องเดาถึงสถานะของทั้งสองคนเลย ถึงมันจะเป็นเรื่องปกติของชายหญิงสมัยนี้ที่จะอยู่ด้วยกันแม้จะยังไม่ได้แต่งงานก็เถอะ แต่คนหัวโบราณอย่างผมก็ยังไม่ชินกับวิถีชีวิตสมัยใหม่เหล่านี้อยู่ดี

แต่มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผมล่ะนะ และมันก็เสียมารยาทมากแล้วด้วยที่ผมมายืนฟังอยู่นานสองนานแบบนี้ ผมจึงตัดสินใจเดินออกจากตรงนั้นมาเงียบๆ

“อืม” ผมพยายามไม่ใส่ใจแล้ว แต่บทสนทนาของทั้งคู่ก็ยังคงเข้ามาในหูของผมอยู่ดี ร่างสูงตอบสั้นๆ พร้อมกับลูบหัวผู้หญิงคนนั้นเบาๆ และแสยะยิ้ม

หมอนั่นยิ้มแบบเป็นมิตรไม่เป็นหรือไงนะ ไม่รู้เหรอว่าการแสยะยิ้มแบบนี้มันทำให้เขาดูร้ายกาจจนไม่น่าเข้าใกล้น่ะ

ผมเลิกสนใจคนทั้งคู่และเดินไปรอลิฟต์ แต่ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนอีกคนดังตามหลังมา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเจ้าของเสียงฝีเท้านั่นเป็นใคร กลิ่นบุหรี่ที่โชยเข้ามาปะทะจมูก ยิ่งช่วยยืนยันตัวตนได้เป็นอย่างดี

ไม่กลัวเป็นมะเร็งปอดหรือไงนะ สูบบุหรี่จัดขนาดนี้

ไม่ใช่ว่าผมจะไม่สูบหรอกนะ แต่ก็ไม่ได้สูบจัดขนาดหมอนี่แน่ๆ ผมมักจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาเวลาเครียดๆ เท่านั้น ผมเคยได้ยินว่า การสูบบุหรี่มันเป็นวิธีแก้ปัญหาของคนที่จิตใจอ่อนแอ ผมว่าคำพูดนั้นคงเชื่อถือไม่ได้แล้วล่ะ เพราะผมมองไม่เห็นความอ่อนแอของผู้ชายคนนั้นเลยสักนิด

ผมภาวนาให้ลิฟต์มาถึงก่อนที่หมอนั่นจะเดินมาถึง แม้จะไม่เข้าใจว่าผมจะพยายามหนีหมอนั่นทำไมก็เถอะ แต่ไม่ว่ายังไงมันก็เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะไม่กี่วินาทีต่อมาร่างสูงที่น่าจะสูงกว่าผมนิดหน่อย ก็เดินมารอลิฟต์อยู่ข้างๆ แล้ว

“บุหรี่มั้ย?”

“ฮะ?” ผมชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน “มะ...ไม่ล่ะ” ผมอึกอัก

“แน่ใจ?”

“ครับ” ผมตอบห้วนๆ อย่างปัดรำคาญ

ทีเมื่อกี้ผมทัก กลับนิ่ง แต่ตอนนี้จะมาชวนผมสูบบุหรี่เนี่ยนะ อะไรของเขาวะ? 

ผมทนกับความเงียบอันน่าอึดอัดได้ไม่นาน ประตูลิฟต์ก็เปิดออก ผมรีบเข้าไปในลิฟต์อย่างรวดเร็ว แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อผมกับหมอนี่ก็ต้องเข้ามาอยู่ในลิฟต์ด้วยกันอยู่ดี

แต่ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะจับความรู้สึกไม่ถูกชะตา หรืออะไรก็ตามที่ผมส่งไปให้อย่างชัดเจนได้ เพราะผมเข้าลิฟต์มาจนประตูลิฟต์ปิดแล้ว หมอนั่นก็ยังคงยืนสูบบุหรี่อยู่ที่เดิม จนผมต้องกดเปิดประตูลิฟต์ออกมาถาม

“ไม่ไปเหรอ” แต่ร่างสูงกลับยักไหล่อย่างกวนประสาท ผมขมวดคิ้วอย่างขัดใจ ผมกลับเข้ามาในลิฟต์และกดปิดประตูลิฟต์ ไม่แคร์แล้วว่าหมอนี่จะเข้ามาหรือเปล่า

แต่ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง ผมกลับได้ยินเสียงเรียบนิ่งของผู้ชายคนนั้นดังขึ้นมา และผมคงจะไม่รู้สึกอะไรเลย ถ้าสิ่งที่หมอนั่นพูด ไม่ได้เกี่ยวกับผม

“ไม่ได้คิดแค่เพื่อนสินะ...กับไอ้ซันน่ะ”

“...!!” มือที่กำลังจะกดเลขชั้นของผมหยุดชะงัก และเปลี่ยนไปกดปุ่มเปิดลิฟต์อีกรอบแทน แต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ผมก็ไม่เห็นร่างสูงเจ้าของสายตาเย็นชายืนอยู่แล้ว ทิ้งไว้แค่เพียงกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่บ่งบอกว่าเขาเพิ่งเดินออกไปได้ไม่นาน

ผมคิดว่าเขาคงจะเปลี่ยนไปเดินลงบันได แต่ก็ไม่คิดจะตามไป เพราะเอาเข้าจริง ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่ผมได้ยินนั่นมันถูกต้องหรือเปล่า ผมอาจจะหูแว่วไปเองก็ได้ และอีกอย่าง...ต่อให้สิ่งที่ผมได้ยินมันไม่ผิด ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอยู่ดี

ผมกลับเข้ามาในลิฟต์อีกครั้งพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วยกมือขึ้นมากุมขมับ เรื่องที่เจอวันนี้ชักทำให้ผมรู้สึกปวดหัวขึ้นมานิดๆ แล้ว

บางที...ตอนนี้ผมอาจจะต้องการบุหรี่อย่างที่หมอนั่นว่าจริงๆ ก็ได้นะ




-----------------------------------------------------------
รู้สึกต้องใช้ความท้าทายมากในการอัพ ทำไมใช้ยากงี้ กดเอนเตอร์จนนิ้วล็อกแล้วค่ะ 55555

กรี๊ดดดดดดดด มาที่นี่แล้วววว

เคยอ่านในเด็กดีใช่ม้ายยย 555555
ฝากด้วยนะคะ จะมาอัพเรื่อยๆ เพราะแต่งได้เยอะพอสมควรแล้ว
ตอนนี้ขอเรียนรู้การใช้เว็บก่อน 5555555

 :mew5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-03-2016 13:59:16 โดย makok_num »

ออฟไลน์ Grey Twilight

  • Moderator
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 392
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-17
ผมชอบสไตล์การเขียนของคุณคนแต่งนะครับ 5555

ตอนแรกก็เปิดเข้ามาอ่านเรื่อยๆครับ เห็นว่าเป็นเรื่องใหม่ คลิกเข้ามาดูพล็อตก็น่าสนใจดี ดูๆบทนำก็ท่าทางจะสนุกใช้ได้ แต่มันอาจไม่ใช่แนววิจารณ์วรรณกรรมของผมน่ะครับ (ผมเน้นวิจารณ์วรรณกรรมหนักหน่วง พล็อตเต็มดราม่าเต็ม การกระทำหนักหน่วงน่ะครับ ถืาเปรียบละครคงคล้ายๆเรื่อง วัยแหลกสาแหรกขาด ที่กำลังเป็นทอล์คออฟเดอะทาว์นอยู่ตอนนี้ 555) ตอนแรกเลยว่าจะไม่คอมเมนท์แล้วเพราะไม่ใช่แนว แต่สะดุดครับ สะดุดกับทอล์คลงท้ายบทนำของคุณคนแต่งเนี่ยแหละครับ อ่านแล้วอย่างฮา เลยคิดว่าเราน่าจะมีสไตล์การพูด (รวมไปถึงการคิดและตรรกะ) คล้ายๆกัน น่าจะเป็นนิมิตหมายอันดี

ผมเลยไปค้นดูครับ พอดีเห็นว่ามีคนบอกว่าเรื่องนี้อัพไว้ที่เด็กดีด้วย ก็ได้ไปตามอ่านมา(คร่าวๆ) รวมถึงผมเหลือบไปเห็นว่าคุณคนแต่งมีการเขียนนิยายนอร์มอล(straight, love-comedy) ที่ได้รับการตีพิมพ์มาก่อนด้วยหลายเรื่องเช่นกันครับ ดังนั้น จึงอนุมานได้ว่าสกิลการเขียนของคุณคนแต่งคงจะดีในระดับหนึ่ง ผมลองอ่านคร่าวๆเรื่องนี้ในเด็กดีก็รู้สึกว่าโอเคนะ แต่มีจุดสังเกตคร่าวๆดังนี้ครับ

ข้อแรกคือ ผมรู้สึกเหมือนเรื่องนี้มีบรรยากาศของนิยายแจ่มใสเยอะพอควร(ไม่รู้จะบรรยายยังไง 555) คือมันไม่ได้เล้าหลือนะครับ แต่แบบมัน...ดูรีแอคชั่นมีการคิดแบบผู้หญิงมากไปหน่อย ตัวนาง (ปกติจะเรียกนายเอกกัน แต่ผมติดเรียกจากนิสัยไปแล้ว ขออนุญาตนะครับ 555) ของเรื่องนี้เป็นผู้ชาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้มีพล็อตมารองว่าถูกเลี้ยงมาแบบผู้หญิงและไม่มีผู้ชายที่เป็นไอดอล ผมคิดว่าบางทีเราต้องตัดการคิดแบบละเอียดอ่อนออกไปครับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการห้าวจัดเถื่อนๆนะ ผู้ชายสุภาพส่วนมากก็มีคนที่ไม่คิดเล็กคิดน้อยครับ ดังนั้นมันจึงไม่ได้ให้ออร่านิยายวายเท่าไหร่ ทีนี้พอบรรยากาศแจ่มใสมันมา มันรู้สึกว่าจะลูกกวาดทันทีละครับ เป็นออโต้รีแอคชั่นไปแล้ว 555

อย่างไรก็ตาม การชินกับนิยายนอร์มอลก็นำมาสู่ข้อสองครับ นั่นคือ ผมอนุมานว่าจากฝีมือการเขียนนิยายนอร์มอลมานาน คุณคนแต่งสามารถวางคาแรกเตอร์รุกได้อย่างมีระบบ ซึ่งก็ไม่มีที่ติจริงๆด้วยครับ ผมอ่านดูแล้วมิติของตัวพระนี่แน่นมากเลยนะครับ ค่อนข้างไร้ที่ติ มีดีเฟค มีจุดเด่นจุดด้อย ดูเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เมะเพอร์เฟ็กต์ในอุดมคติ อันนี้ผมชื่นชมครับ มิติตัวพระแน่นมาก ทุกแอ็คชั่นเค้าคือมีพล็อตรองรับ ถ้าปรับมุมมองและพฤติกรรมของตัวนางได้เมื่อไหร่ ผมคิดว่าคุณคนแต่งน่าจะพัฒนาฝีมือการเขียนขึ้นได้อีกครับ 555

ผมคิดว่าทักษะการมองเหตุการณ์(sense of judging)ของคุณคนแต่งกับผมน่าจะคล้ายๆกันนะครับ เพราะทักษะนี้ปกติจะส่งผลต่อธรรมชาติการวางพล็อตส่วนบุคคล เท่าที่ผมลองประเมินนิยายของคุณคนเขียนคร่าวๆดูหลายเรื่อง ก็รู้สึกเหมือนว่าจะเป็นพล็อตหนังสือที่ถ้าผมเดินผ่านก็ต้องมีหยิบขึ้นมาอ่านเรื่องย่อล่ะ แสดงว่าเคมีการมองพล็อตเขียนหนังสือเราน่าจะคล้ายๆกัน 5555 เลยแวะมาให้คำแนะนำครับ

ปล. ถ้าแนวตัวนางเงียบๆมึนๆ บอร์ดนี้มีหลายเรื่องนะครับ นักเขียนที่ผมแนะนำให้ลองอ่านก็มีหลายท่าน ลองดูงานเขียนของคุณ sine, rainbow67 ดูก็ได้ครับ เผื่อจะเห็นภาพคาแรกเตอร์ชัดขึ้น

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
2
ความเจ็บซ้ำซ้อน

 
               
“เฮ้ย คุยบ้างก็ได้นะตรี พี่ไม่จอยเหรอฮะ” เสียงพี่ดาหลัน พี่รหัสปีสองของผมถามขึ้นมา พร้อมกับเอื้อมมือมาชกไหล่ผมเบาๆ หนึ่งที เรียกสติคนที่กำลังเหม่อให้กลับมาสนใจโต๊ะอาหารอีกครั้ง
               
วันนี้สายรหัสปีสองของผมนัดมาเลี้ยงสายที่ร้านอาหารกึ่งบาร์ที่อยู่ไม่ไกลจากมหาลัยมากนัก เป็นร้านสไตล์อบอุ่นที่เหมาะมากกับสายรหัสเล็กๆ อย่างสายรหัสผม ที่มีแค่ผมกับคู่สายอีกคนหนึ่งที่ชื่อทองกวาว
               
ไม่ต้องตกใจกับชื่อที่แสนจะไม่เหมือนใครของสายรหัสผมหรอกนะ เพราะนี่ถือเป็นกิมมิคของคณะเราเลยก็ว่าได้ พวกเด็กปีหนึ่งที่เข้ามาใหม่ แล้วมีชื่อโหลๆ หรือชื่อซ้ำกับรุ่นพี่ในคณะ ไม่ว่าจะปีใดก็ตาม จะต้องถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ให้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ซึ่งแต่ละชื่อก็ออกจะประหลาดๆ ดูไม่น่าเป็นชื่อคนได้ อย่างสายรหัสผมก็มีธีมเป็นชื่อดอกไม้อย่างที่เห็น โชคดีมากที่ผมไม่ได้ชื่อซ้ำกับรุ่นพี่คนไหน ก็เลยไม่ต้องถูกเปลี่ยนชื่อ ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าต้องเปลี่ยนเป็นชื่อดอกไม้แล้วผมจะได้ชื่อว่าอะไร (เคยได้ยินว่าพี่ตั้งใจจะให้ผมชื่อหงอนไก่ นั่นมัน...รับไม่ได้จริงๆ ครับ)
               
“เออ ปล่อยให้พวกพี่เม้าท์กันเองจนน้ำลายแห้งหมดแล้วเนี่ย” พี่ชบาพี่รหัสของทองกวาวพูดเสริม ผมเลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ กลับไป

เอาจริงๆ ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่างหาก คิดดูสิ ก็ตอนนี้ผมอยู่ท่ามกลางสาวๆ สามคนที่ต่างก็เม้าท์เก่งอย่างไม่มีใครยอมใคร พอคนหนึ่งหยุดพูด อีกคนก็จะมีเรื่องใหม่พูดขึ้นมาทันที แล้วแบบนี้ผมจะหาจังหวะไหนไปแทรกได้ทันกัน
               
ว่าได้ไม่ถึงวิ สามสาวก็เริ่มเม้าท์เรื่องใหม่กันแล้ว ผมยิ้มบางๆ ให้กับความช่างเจรจาของพวกเธอและได้แต่นั่งฟังไปกินไปเงียบๆ เหมือนเคย
               
ผมยกเบียร์แก้วที่ห้าของตัวเองขึ้นดื่ม พลางมองไปรอบๆ และคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ร้านนี้บรรยากาศดีจริงๆ น่ะแหละ ร้านร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ที่ถูกจัดให้เหมือนกับอยู่ในสวนหลังบ้าน มีดนตรีโฟคซองเพราะๆ ขับกล่อมตลอดเวลา เหมาะกับการดินเนอร์ และจิบเบียร์เย็นๆ ในวันที่อากาศดีๆ แบบนี้จริงๆ
               
แล้วยิ่งตอนนี้ พวกผมเพิ่งจะจบโปรเจ็กต์ไฟนอลไปหมาดๆ หมดภารกิจที่ต้องอดหลับอดนอนปั่นงานทั้งวันทั้งคืนแล้ว คงไม่มีอะไรจะสบายใจไปมากกว่านี้แล้วล่ะ... ถึงแม้อาทิตย์หน้าจะเข้าสู่ช่วงสอบแล้วก็ตาม แต่เอาเถอะน่ะ ยังมีเวลาอ่านหนังสืออีกตั้งหลายวัน :P
               
“ใกล้จะถึงร้านแล้วใช่มั้ย งั้นฟ้าสั่งอาหารรอเลยแล้วกันนะ” เสียงหวานๆ ที่ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด เรียกสติผมกลับมาอีกครั้ง

ผมมองตามร่างบางที่คุ้นหน้า แต่จำไม่ได้ว่าเคยเจอกันที่ไหน เธอเดินผ่านโต๊ะพวกเราไปยังอีกโต๊ะที่อยู่ถัดไปพร้อมกับผู้หญิงและผู้ชายอีกคู่หนึ่ง แต่แล้วก็ถึงกับชะงัก เมื่อเห็นแผ่นหลังของผู้ชายที่เดินตามเธอคนนั้นไป และรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ใคร... แต่เป็นเพื่อน (เคย) สนิทของผมเอง ผมก้มหน้าหลบทันทีที่รู้ว่าเป็นไอ้ซัน โชคดีมากที่มันไม่ทันเห็นผม แถมยังนั่งหันหลังให้ผมอีก ผมเกือบจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมาแล้ว ถ้าไม่ติดที่ว่า พอสังเกตดีๆ ผมเพิ่งรู้ว่าผู้หญิงอีกคนที่เดินตามไปนั่งข้างๆ มัน คือวี แฟนของมัน

นี่...กลับมาคืนดีกันแล้ว งั้นเหรอ?

“ตรี เป็นไร ทำไมทำหน้าแปลกๆ” พี่ดาหลันหันมาถาม ผมละสายตาจากคนในโต๊ะถัดไป และหันกลับมาก็พบว่าสามสาวหยุดเม้าท์กันแล้ว พร้อมกับหันมามองหน้าผมด้วยความอยากรู้อย่างพร้อมเพรียง

“เปล่าครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ว่าแล้วผมก็ลุกพรวดออกจากโต๊ะทันที แต่ดูเหมือนว่าจะลุกเร็วเกินไป เลยไม่ทันสังเกตว่ามีใครกำลังเดินมาข้างหลัง ทำให้ร่างของผมปะทะเข้ากับกับคนคนนั้นเต็มๆ

“ขอโทษ...” คำขอโทษของผมหยุดลงแค่นั้น ทันทีที่ได้เห็นหน้าคนที่ถูกชน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคมกริบที่ผมจำได้ดีแม้จะเจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง มองมาที่ผมด้วยสายตาที่ยังเย็นชาไม่เปลี่ยน

ผมชักจะเบื่อหน้าหมอนี่แล้วแฮะ บอกตามตรง เพิ่งเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ทำไม่ผมถึงรู้สึกไม่ถูกชะตาขนาดนี้ก็ไม่รู้ -*-
ผมไม่คิดจะพูดอะไรต่อ และกำลังจะเดินผ่านร่างสูงไปเฉยๆ แต่เจ้าของสายตาเย็นชากลับทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย และกวนโมโหผมสุดๆ

“ไอ้ซัน”

“...!!”

อะ...ไอ้เวรนี่ ทำบ้าอะไรวะ!?

ผมถึงถลึงตามองร่างสูงที่ตะโกนเรียกไอ้ซันด้วยความไม่พอใจสุดขีด แต่หมอนี่กลับไม่สะทกสะท้านเลย แถมยังเลิกคิ้วมองผมอย่างกวนประสาทอีกต่างหาก

“เพื่อนแกนี่” คำพูดสั้นๆ ของคนตรงหน้าเล่นเอาผมแทบอยากจะชกหน้าเขาสักหมัด เวรเอ๊ย! ผมอยู่ของผมดีๆ นะ ทำไมหมอนี่มันต้องมาจ้องกวนประสาทผมด้วยเนี่ย!

ผมได้แต่สบถในใจ ก่อนจะหันกลับไปมองไอ้ซันซึ่งแน่นอนว่ามันกำลังมองมาที่ผมอยู่เหมือนกัน สีหน้าของมันดูตกใจนิดหน่อย แต่ก็แวบเดียวเท่านั้น ก่อนที่มันจะส่งยิ้มเฝื่อนๆ มาให้ผม

ยังสู้หน้าไม่ติดจริงๆ ด้วยสินะ... เป็นผมก็คงทำใจลำบากเหมือนกันนั่นแหละ ถ้ารู้ว่าเพื่อนที่คบกันมาตั้งนานหันไปชอบผู้ชาย แถมผู้ชายคนแรกที่เพื่อนตกหลุมรัก ก็ดันเป็นตัวเองซะอีก ต่อให้ผมโกหกมันว่าเลิกชอบไปแล้วก็เถอะ แต่มันคงยังกลับมาเชื่อใจผมร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้อยู่ดี ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับ แต่ก็ไม่ลืมที่จะส่งสายตาเคียดแค้นไปให้คนก่อเรื่องที่มองดูเหตุการณ์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่รู้สึกรู้สา

“ทำหน้าแบบนี้แล้วตลกดีนะ” แทนที่จำสำนึกผิดที่ทำให้ผมเสียหน้า แต่ร่างสูงกลับหรี่ตามองพลางพูดกวนประสาทไม่หยุด

“นะ...นาย!” ผมกัดฟันกรอด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะหมอนี่เป็นถึงพี่รหัสของไอ้ซัน และมันคงไม่ดีแน่ถ้าผมเผลอชกหน้า หรือด่ากราดใส่รุ่นพี่ที่เพื่อนผมเคารพเข้า

“หึ!” พอเห็นว่าผมได้แต่จ้องตาขวาง กำหมัดแน่น คนกวนประสาทก็แสยะยิ้มร้ายกาจแบบที่ชอบทำเป็นประจำ บ่งบอกว่าที่พูดออกมาเมื่อกี้ ก็แค่จะยั่วให้ผมโมโหเท่านั้น และมันก็ได้ผลซะด้วย

พอเยาะเย้ยผมจนพอใจแล้ว ขายาวๆ นั่นก็เดินผ่านผมไป ทิ้งให้ผมได้แต่สบถด่ามันเป็นร้อยๆ คำอยู่ในใจ

ไอ้...ไอ้... โว้ย! น่าหงุดหงิดชิบ!
 

ผมเข้าห้องน้ำนานกว่าปกติเพราะต้องใช้เวลาในการสงบสติอารมณ์มากพอสมควร พอกลับออกมานั่งที่โต๊ะก็พบกับสามสาวที่หยุดเม้าท์กันชั่วขณะ และหันมามองผมเป็นตาเดียว

“มีอะไรเหรอ...ครับ?” ผมถามอย่างไม่ไว้ใจ รู้สึกถึงรังสีอยากรู้อยากเห็นแปลกๆ ที่ส่งออกมาจากพวกเธอ

“เมื่อกี้น่ะ เราเห็นนะ” เป็นยัยกวาวที่เปิดประเด็นขึ้นมาคนแรก ในขณะที่พี่รหัสทั้งสองพยักหน้าหงึกหงัก

“รู้จักเชนกับซันด้วยเหรอ” คราวนี้เป็นพี่ดาหลันที่ถามขึ้นมา ทำเอาผมถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองเลยทีเดียว ผมยกเบียร์ที่เหลืออยู่ค่อนแก้วขึ้นมากระดกจนหมด ก่อนจะกระแอมเบาๆ และตอบคำถามด้วยน้ำเสียง (พยายาม) ปกติ

“ผมกับซันเป็นเพื่อนสมัยมัธยมกันน่ะ ส่วนหมอนั่น...ผมหมายถึงพี่เชน” ผมกลืนน้ำลายนิดหน่อยด้วยความกระดากปาก

“ผมเพิ่งรู้จักเขาเมื่อวาน เขาเป็นพี่รหัสไอ้ซันมัน”

สามสาวมองหน้ากันพลางพยักหน้าอย่างกระจ่างในคำตอบ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างพร้อมเพรียง

“มีเพื่อนแซ่บๆ ก็ไม่บอก” พี่ดาหลันเอื้อมมือมาตีผมเบาๆ แล้วหันไปหัวเราะคิกคักกับคนอื่น

“เป็นสายที่เลอค่ามากอ่ะ บอกเลย คนนึงก็หลีด อีกคนก็เกือบได้เป็นเดือนคณะ เสียดาย ที่มีแฟนแล้วทั้งคู่” พี่ชบาพูดอย่างตัดพ้อเล็กๆ ผมขมวดคิ้ว คนที่เป็นหลีดคณะเนี่ยผมเข้าใจน่าคือไอ้ซัน แต่คนที่เกือบเป็นเดือนคณะนี่สิ...

“หมายถึง...พี่เชนน่ะเหรอ ที่เกือบจะเป็นเดือน?” ผมเลิกคิ้วถาม รู้สึกกระดากปากทุกครั้งที่ต้องเรียกหมอนั่นว่าพี่

“อื้อ พวกเรายังไม่ได้เข้ามา คงไม่รู้เรื่องเชนอ่ะดิ หมอนั่นดังจะตายในหมู่เฟรชชี่เข้าใหม่ พวกรุ่นพี่เล็งเขาให้เป็นหลีดคณะ แถมถึงกับขอร้องให้ประกวดเดือนด้วยนะ แต่ก็นั่นแหละ นิสัยหยิ่งๆ อย่างเขาต่อให้พวกรุ่นพี่บังคับหรืออ้อนวอนยังไง เขาก็ไม่ยอมทำกิจกรรมอะไรพวกนั้นหรอก พอโดนตอแยหนักๆ เข้า หมอนั่นก็เลยวีนจนโดนรุ่นพี่แบนไปพักนึงเลย” พี่ชบาเล่าอย่างออกรส ผมพยักหน้านิดๆ นึกภาพความหยิ่งอย่างน่าหมั่นไส้ของหมอนั่นได้อย่างชัดเจน

“แต่จริงๆ เขาก็นิสัยดีนะ แค่เป็นพวกโลกส่วนตัวสูงเกินไปเท่านั้นแหละ แถมตั้งแต่คบกับฟ้าที่เป็นดาวคณะ ก็ดูเหมือนจะเป็นมิตรขึ้นด้วย พวกรุ่นพี่ที่เคยหมั่นไส้ ก็เลิกเขม่นเขาไปเยอะเลยล่ะ” พี่ดาหลันพูดเสริมด้านดีๆ ให้หมอนั่น ผมเบ้หน้านิดหน่อย แบบนั้นอ่ะนะที่เรียกว่าเป็นมิตร?

พอได้ยินแบบนั้นผมเลยหันไปมองคนนิสัยดีที่พี่ดาหลันว่า เป็นจังหวะเดียวกับที่หมอนั่นกำลังยิ้มและขยี้หัวผู้หญิงที่ชื่อฟ้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทางเอ็นดู (ผมเพิ่งนึกออกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนเดียวกับที่ผมเจอที่หอไอ้ซันเมื่อเช้านี้) ถึงผมจะแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นหมอนั่นยิ้มก็เถอะ แต่ในสายตาผมรอยยิ้มนั้นก็เป็นแค่แอปเปิ้ลอาบยาพิษที่แสนอันตรายเท่านั้นแหละ

“ยิ่งตอนรับน้องนะ หมอนี่ได้เป็นพี่ว้ากฝึกหัดด้วย กรี๊ดมากบอกเลย” พี่ดาหลันว่าพร้อมกับทำท่าปลื้มปริ่มออกนอกหน้า ผมหันกลับมายิ้มตอบและจิบเบียร์ต่อ

ไม่นานสามสาวก็หาเรื่องใหม่คุยกันได้อีก เอาตรงๆ ตั้งแต่เข้าร้านมา ผมก็ยังไม่เห็นสาวๆ โต๊ะผมหยุดพูดเลยสักวินาทีเดียว นี่ถือเป็นความสามารถพิเศษของพวกเธอได้หรือเปล่าเนี่ย -*- แต่ก็ดีแล้วล่ะที่พวกเธอหาเรื่องใหม่คุยได้ และไม่ซักไซ้อะไรผมอีก ปล่อยให้ผมจิบเบียร์และคิดอะไรเพลินๆ อยู่คนเดียวเถอะ

“...” แต่ดูเหมือนผมจะสบายใจเกินไป จนลืมไปว่าที่โต๊ะถัดไป มีภาพที่ผมไม่ควรจะเห็นอยู่ด้วย ไอ้ซันที่นั่งหันหลังให้ผมอยู่ตอนนี้กำลังคุยกับคนอื่นๆ อย่างสนุกสนาน ในขณะที่มือของมันกำลังโอบไหล่แฟนอย่างรักใคร่ บางครั้งที่มันหันมายิ้มให้วี หัวใจของผมก็รู้สึกเจ็บขึ้นมา ราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบ มันเกิดขึ้นซ้ำๆ จนความเจ็บเริ่มเปลี่ยนเป็นชินชาโดยไม่รู้ตัว
ผมเบือนหน้าหนีจากภาพเหล่านั้น และกระดกเบียร์ที่เพิ่งรินใหม่จนหมดแก้วภายในรวดเดียว ผมพยายามจะไม่สนใจคนบนโต๊ะนั้นอีก แต่ตาไม่รักดีก็เอาแต่ดื้อมองภาพที่ทำให้ตัวเองเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ยอมเข็ด ผมถอนหายใจและรินเบียร์ใส่แก้วใหม่ แต่ไม่รู้เพราะอะไร อยู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องมา และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าผมไม่ได้คิดไปเอง

“...” หมอนั่นเลิกหยอกล้อกับแฟนแล้วหรือไงนะ แล้วทำไมต้องหันมาสบตากับผมพอดีด้วยเนี่ย

“...” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนแสนเย็นชาคู่นั้นจ้องมาที่ผมนิ่งๆ พร้อมกับพ่นควันสีขาวออกจากปาก

ผมอยากจะแช่งให้หมอนั่นเป็นมะเร็งตายสักวันจริงๆ แต่เอาเถอะ ถึงผมไม่ต้องแช่ง เขาก็คงหนีมะเร็งไม่พ้นหรอกเล่นสูบมวนต่อมวนขนาดนั้น

ผมเบือนสายตาหนีพร้อมกับกระดกเบียร์แก้วใหม่ที่เพิ่งรินจนหมดแก้ว ผมรินเบียร์แก้วใหม่ในทันที ราวกับว่าอยากจะให้แอลกอฮอล์ช่วย ดับอารมณ์หงุดหงิดที่ปะทุขึ้นมาอีกแล้วเมื่อได้สบตากับคนกวนประสาท

“เฮ้ย กินหมดขวดคนเดียวได้ไง แบ่งเพื่อนสายบ้างดิ” พี่ดาหลันหันมาติงผม ก่อนจะหยิบขวดเบียร์ที่ผมเพิ่งวางไปรินใส่แก้วยัยกวาวที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นน้ำเปล่า แต่ตอนนี้เหลือแต่น้ำแข็งเรียบร้อยแล้ว

“เฮ้ยพี่ กวาวไม่กินเบียร์” ยัยกวาวแย้งเสียงใส พี่ดาหลันจึงหยุดริน แต่พี่ชบาก็พูดแทรกขึ้นมา

“ไม่กินเบียร์ แต่กินเหล้าใช่มะ ได้ๆ เดี๋ยวพี่จัดให้น้อง” ผมคิดว่าพี่ชบาจะพูดเล่นนะ แต่เธอกลับตะโกนเรียกเด็กเสิร์ฟ และสั่งเหล้าพร้อมมิกซ์เซอร์และกับแกล้มอย่างจริงจัง พี่ดาหลันหัวเราะร่าที่เห็นยัยกวาวหน้าเสียไปเลย

“โหยพี่ กวาวไม่กินนะ ถ้าเหลือกวาวไม่รับผิดชอบด้วย” ยัยกวาวเบ้หน้าท่าทางเหมือนจะร้องไห้ ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปขยี้ผมคนตัวเล็กกว่าเบาๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวเราจัดการเอง” ผมยิ้มให้อย่างเอ็นดู ผมไม่เคยมีน้องสาว แต่พอมองทองกวาวแล้วให้ความรู้สึกเหมือนผมกำลังคุยกับน้องสาวตัวเล็กๆ ยังไงยังงั้น

“พูดแล้วนะไอ้น้องชาย งั้นนี่เลย จัดแก้วนี้ให้หมด ก่อนที่ของแรงจะตามมา” พี่ชบาจัดการสลับแก้วของยัยกวาวมาให้ผม ก่อนจะเอาแก้วมที่เหลือแต่น้ำแข็งไปรินน้ำเปล่าให้เธอแทน

“ฝากด้วยนะตรี T^T” ยัยตัวเล็กหันมาทำสายตาอ้อนวอนให้ ผมเลยหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้

ผมรับแก้วที่รุ่นพี่ยื่นให้มากระดกอย่างไม่เกรงใจ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น ผมก็ชะงักไปนิดหน่อยเมื่อพบว่าสายตาเย็นชาคู่นั้นยังคงจ้องมาที่ผมเหมือนเมื่อกี้ และไม่รู้ทำไมสายตานั้นดูเหมือนกำลังท้าทายผมให้ดื่มแก้วนี้ให้หมด วินาทีต่อมา แก้วที่เคยมีเบียร์อยู่เต็ม ก็เหลือเพียงแค่น้ำแข็งเปล่าที่พร้อมสำหรับการเติมเต็มแอลกอฮอล์แก้วต่อไป

ผมหันไปส่งสายตาของผู้ชนะให้กับร่างสูงที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไป หมอนั่นแสยะยิ้มมุมปากเล็กๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปคุยกับแฟนของตัวเองต่อ ท่าทางเมินเฉยของเขาทำให้ความหงุดหงิดของผมเพิ่มขึ้นทวีคูณ ดังนั้นทันทีที่พนักงานเสิร์ฟวางเหล้าลงบนโต๊ะ ผมก็ไม่รอช้าที่จะรินเหล้าใส่แก้วตัวเองในปริมาณที่คนในโต๊ะต่างก็ตกใจ

“โห เข้มไปมั้ยเนี่ย ไหวเหรอตรี” ยัยกวาวทำตาโต พร้อมกับมองแก้วเหล้าของผมอย่างทึ่งๆ ผมยิ้มตอบ ก่อนจะกระดกเหล้าที่อยู่ในแก้วรวดเดียวหมด รสชาติขมปร่าที่ไหลผ่านคอไปทำให้ผมรู้สึกแสบคอนิดหน่อย แต่ก็ไม่ทำให้ผมหยุดรินแอลกอฮอล์ใส่แก้วอีกรอบ

เหอะ อย่ามาดูถูกกันสิ ผมน่ะคอแข็งกว่าที่ใครๆ คิดนะจะบอกให้
 

เวลาผ่านไป

ถึงผมจะบอกว่าตัวเองคอแข็งก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้แข็งพอที่จะกินเหล้าทั้งขวดได้โดยไม่รู้สึกอะไรหรอกนะ =_=; ผมรู้สึกมึนๆ นิดหน่อย... จริงๆ ก็ไม่หน่อยหรอก ผมรู้สึกเหมือนโลกหมุนติ้วๆ ไปหมดจนต้องพิงตัวลงกับอ่างล้างหน้า เพื่อตั้งสติ ผมไม่อยากออกไปในสภาพเมาๆ สักเท่าไหร่หรอกนะ ก็คุยไว้เยอะนี่ว่าคอแข็ง จะออกไปแบบหมดสภาพให้คนอื่นเห็นได้ไง ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งทีก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากห้องน้ำมา แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเจอกับคนที่ไม่อยากเจอที่หน้าห้องน้ำพอดี

“ไอ้ซัน...” ผมครางชื่อมันออกมาเบาๆ รู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

“ตรี กูมีเรื่องจะคุยกับมึง” ถึงจะมึนๆ ด้วยฤทธิ์เหล้า แต่ก็ไม่ได้เบลอถึงขนาดจะมองไม่ออกว่าคนตรงหน้ากำลังทำหน้าจริงจังแค่ไหน

ผมหลับตาตั้งสติแวบหนึ่ง ก่อนจะปฏิเสธ “กูไม่มีอะไรจะคุย” ผมเดินผ่านร่างสูงมาโดยพยายามไม่ให้เซจนสังเกตได้ แต่ไอ้ซันก็ตื๊อเกินกว่าจะปล่อยผมไป มันเอื้อมมือมาดึงแขนผมไว้ ผมสะบัดมือหนี แต่แรงสะบัดก็เอาทำเอาเซไปเลยเหมือนกัน

“มึงเป็นอะไรกันแน่วะตรี ไหนมึงบอกว่ามึงเลิกชอบกูแล้วไง แล้วทำไมไม่คุยกับกูแบบปกติวะ” คำถามทิ่มแทงใจ ทำให้ผมหยุดฝีเท้าตัวเองอีกครั้ง ผมนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะทำในสิ่งที่สมองเบลอๆ พอจะสั่งการให้ทำได้

ผมหันไปยิ้มให้เพื่อนรักอย่างจริงใจ ก่อนที่จะพูดประโยคที่ทำให้คนพูดอย่างผมเจ็บปวดเสียเอง “กูเลิกชอบมึงแล้วจริงๆ”

“...”

“แต่ตอนนี้กูเมาว่ะ คงคุยกับมึงไม่รู้เรื่องหรอก” ผมหัวเราะนิดหน่อย เพื่อทำให้ดูว่ามันเป็นเรื่องตลก ถึงผมจะรู้สึกว่าเมาจริงๆ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมไม่อยากคุยกับมันหรอก

แต่เอาเถอะ ผมคิดเหตุผลอื่นไม่ออกแล้วว่ะ

“กูขอโทษ” อยู่ๆ คนตรงหน้าก็พูดขึ้นมา ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามันจะมาขอโทษผมเรื่องอะไร “ขอโทษที่กูทำให้มึงรู้สึกไม่ดี กูไม่ได้รังเกียจหรอกนะที่มึงจะเป็น...” มันเว้นวรรคไว้เหมือนไม่อยากจะพูด

มึงคงไม่รู้ตัวเลยสินะว่าคำพูดมึงตอนนี้กำลังทำให้กูรู้สึกแย่อยู่ -*-

“เอาเหอะ กูเข้าใจ กูไม่ถือสามึงหรอก” ผมยิ้มบางๆ ก่อนจะปลีกตัวออกมา “งั้นกูไปก่อน...” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ คำพูดที่แทรกขึ้นมาก็ทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายตัวเองลงไปทันที

“ถ้ามึงไม่ว่าอะไร กูว่า กูยังอยากเป็นเพื่อนมึงอยู่นะ”

“...”

ผมรู้ว่ามันเป็นคำพูดที่ไม่ได้มีความหมายแอบแฝงอะไร ผมรู้ว่าที่มันพูดออกมาก็เป็นเพราะมันเสียดายความเป็นเพื่อนของเราที่มีมานาน และไม่อยากให้มันจบลงเพียงเพราะความรู้สึกงี่เง่าไร้สาระของผม แต่ไม่ว่ายังไง...ผมก็หยุดความรู้สึกงี่เง่านี้ไม่ได้จริงๆ นี่หว่า

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจาก...

“เออ กูก็อยากเป็นเพื่อนมึง” ผมตอบมันด้วยรอยยิ้ม แม้มันจะเป็นยิ้มที่ฝืนใจก็ตาม

“งั้นกูกับมึงเคลียร์แล้วนะโว้ย” ไอ้ซันยิ้มกว้างพร้อมกับเอื้อมมือมาตบบ่าผมแรงๆ

“เออ เคลียร์” ผมตอบยิ้มๆ แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มมีความสุขของคนตรงหน้า ผมก็อดมีความสุขตามไม่ได้

ไอ้ซันทำท่าจะพูดอะไรออกมาอีก แต่เพราะวีแฟนของมันเดินออกมาจากห้องน้ำหญิงพอดี ทำให้มันหันกลับไปสนใจเธอแทน รอยยิ้มของผมค่อยๆ หุบลง เมื่อตระหนักได้ว่ามันไม่ได้มาดักรอคุยกับผมอย่างที่คิด จริงๆ มันแค่มารอแฟนเข้าห้องน้ำ และบังเอิญเจอผมเท่านั้นสินะ

คนที่เอาแต่คิดไกลไปเองเนี่ย น่าสมเพชชะมัด...
 

ผมกลับมาที่โต๊ะในสภาพที่พยายามปกติที่สุด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังอีกโต๊ะหนึ่ง ที่ตอนนี้เหลือเพียงผู้หญิงชื่อฟ้านั่งอยู่คนเดียว แหงล่ะ ก็ผมเพิ่งเจอไอ้ซันกับวีที่หน้าห้องน้ำเมื่อกี้นี้เองนี่นา ส่วนหมอนั่น... คนกวนประสาทแบบนั้นหายๆ ไปก็ดีแล้วล่ะ

ผมนั่งลงที่โต๊ะได้ไม่นาน พี่ดาหลันก็เรียกพนักงานมาเก็บเงิน เพื่อจะได้แยกย้ายกันกลับสักที เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว โชคดีที่สามสาวไม่ได้ดื่มเยอะ และยังมีสติอยู่จึงไม่น่าเป็นห่วงมาก แต่เพื่อเป็นการไม่ประมาท คนที่รับหน้าที่ขับรถกลับเลยเป็นทองกวาวที่ไม่ได้รับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยสักหยด

ผมยืนมองรถของสายรหัสที่ขับออกจากร้านไป ก่อนจะเดินไปที่รถเพื่อกลับหอบ้าง ถึงผมจะดื่มไปไม่น้อยเลย แต่ผมว่าผมยังมีสติพอจะขับรถได้นะ ผมกำลังจะเดินไปที่รถโฟร์คสีน้ำเงินของตัวเอง แต่กลิ่นบุหรี่ที่โชยมาจากที่ไหนสักแห่ง ทำให้ผมรู้สึกมึนงงมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า ผมพ่นลมหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหาว่ากลิ่นนั้นมาจากไหน จะว่าไปบุหรี่กลิ่นมีเอกลักษณ์แบบนี้ เหมือนกลิ่นของ ‘หมอนั่น’ เลยแฮะ

และข้อสันนิษฐานของผมก็ไม่ผิดเพี้ยนไปเลยสักนิด เมื่อสายตาของผมเหลือบไปเห็นร่างสูงที่ยืนล้วงกระเป๋าพิงรถสปอร์ตไบค์สีดำสนิท พร้อมกับพ่นควันบุหรี่สีขาวออกมาอย่างสบายใจ

เหอะ ทำไมต้องเจอหมอนี่ทุกทีเลยนะ จะตามหลอกหลอนผมไปถึงเมื่อไหร่กัน น่าขนลุกชะมัด

ผมกำลังจะขึ้นรถตัวเอง โดยที่ไม่ให้หมอนั่นเห็น บอกตามตรง ผมไม่อยากสบตากับสายตานิ่งสนิท แต่กลับกวนประสาทและคาดเดายากที่สุดของหมอนั่นอีกแล้วล่ะ

แต่ดูเหมือนฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่สะสมอยู่ในร่างกายจะทำให้อะไรๆ มันยากไปหมด ผมพยายามควานหากุญแจรถอยู่นานทั้งๆ ที่มันก็อยู่ในกระเป๋ากางเกงของผม และพอผมจะควักมันออกมา มือผมก็ดันหมดแรงทำให้ไอ้กุญแจรถเวรนั้นหล่นลงไปอยู่ที่พื้นซะงั้น

ผมสบถพึมพำกับตัวเองก่อนจะก้มลงเก็บ แต่ดูเหมือนการก้มจะทำให้การทรงตัวลำบากกว่าที่คิด ร่างของผมจึงโงนเงนไปมา ก่อนจะล้มลงไปนั่งกองกับพื้นในที่สุด

“เวรเอ๊ย!” คราวนี้ผมสบถเสียงดังอย่างทนไม่ไหว ไม่ทันคิดเลยว่าเสียงของผมจะได้ยินไปถึงหูของคนที่ผมไม่อยากจะเผชิญหน้าที่สุด ไม่กี่วินาทีหลังจากที่ผมสบถออกมา ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าพร้อมกับขากางเกงยีนสีเข้มที่มาหยุดอยู่ตรงระดับสายตาพอดี

ผมจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์พร้อมกับพยายามจะพยุงตัวเองลุกขึ้น แต่ความมึนงงที่ทวีคูณขึ้นมาด้วยกลิ่นบุหรี่ที่อยู่ใกล้แค่ปลายจมูกทำให้ผมล้มลงไปที่พื้นอย่างน่าอนาถอีกรอบ ผมอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้จริงๆ หรือไม่ก็ภาวนาให้ไอ้หมอนี่เลิกสนใจผม แล้วเดินไปไหนสักที ผมไม่อยากให้หมอนี่มาเห็นสภาพน่าอายแบบนี้หรอกนะ

แต่สิ่งที่ผมขอเคยเป็นตรงที่ไหนล่ะ ตรงกันข้าม ร่างสูงกลับแค่นหัวเราะราวกับกำลังสมเพชผมเต็มที่ ก่อนจะนั่งยองๆ ลงตรงหน้า

“คอแข็งไม่ใช่เหรอ” ว่าพลางพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าผมอย่างไม่เกรงใจเลยว่าไอ้ควันบุหรี่เวรนี่ทำผมเวียนหัวจนจะอ้วกออกมาอยู่แล้ว

“จะไปไหนก็ไป เหม็นบุหรี่” อาจเป็นเพราะเมาก็ได้ เลยทำให้ผมกล้าพูดตรงๆ ออกมา คนตรงหน้าอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มอีกครั้ง

“มา เดี๋ยวช่วย” เขาว่าพร้อมกับยืนขึ้น และยื่นมือมาตรงหน้าเพื่อให้ผมจับ แต่ผมก็ปัดมือนั่นออกอย่างแรง

“ไม่ต้องมายุ่งหรอก ผมช่วยตัวเองได้” ผมปฏิเสธ แต่ยังคงนั่งอย่างหมดสภาพอยู่ที่พื้น จริงๆ ผมกะว่าจะนั่งอยู่แบบนี้สักพัก เรียกสติตัวเองก่อน แล้วค่อยขับรถกลับ

ร่างสูงเงียบไปพักใหญ่หลังจากถูกปฏิเสธ ก่อนที่ก้นบุหรี่จะถูกทิ้งลงพื้นใกล้กับที่ผมนั่งอยู่ และถูกรองเท้าราคาแพงเหยียบอย่างลวกๆ ผมรู้สึกโล่งใจนิดหน่อยเพราะคิดว่าหมอนี่กำลังจะกลับเข้าไปในร้าน ...แต่เปล่าเลย ผมคิดผิด...ผิดสุดๆ

ฟุ่บ!

...!!!

ผมช็อคไปชั่วขณะเมื่ออยู่ๆ ฝ่ามือหนาก็คว้าลงมาที่คอเสื้อด้านหลังของผมพร้อมกับออกแรงดึงอย่างรุนแรง พอรู้ตัวร่างของผมก็ลอยขึ้นมาตามแรงดึงนั้น ก่อนที่ฝ่ามือนั่นจะเหวี่ยงผมเข้ากับรถโฟร์คสีน้ำเงินของผมที่จอดอยู่ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคมกริบมองมาที่ผม ก่อนที่ริมฝีปากบางจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เจือไปด้วยความหงุดหงิด

“อย่ามาทำอวดเก่งน่า ส่งกุญแจมา เดี๋ยวฉันขับไปส่ง”

“ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้อง” ผมยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง

“จะให้ไปส่ง หรือจะให้ไปเรียกไอ้ซัน”

“นี่นาย...!” ผมมองตาขวาง แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมทำอะไรหมอนี่ไม่ได้ สายตาจริงจังที่มองกลับมาทำให้ผมรู้ว่าเขาไม่ได้แค่ล้อเล่น ถ้าผมยังขืนดื้อ หมอนี่ต้องเรียกไอ้ซันมาจริงๆ และแน่นอนว่าผมยังไม่อยากจะเจอหน้ามันตอนนี้

ผมชักสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ยอมยื่นกุญแจให้ร่างสูงที่ยืนขู่ผมอยู่ ริมฝีปากบางแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะผละออกไป

“ก็แค่นี้” ว่าพลางดันตัวผมออกให้พ้นประตูฝั่งคนขับ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งหน้าพวงมาลัยหน้าตาเฉย ผมได้แต่ฮึดฮัดอยู่ในใจ แล้วเดินอ้อมไปนั่งข้างคนขับแต่โดยดี การที่ผมยอมให้เขาไปส่ง ไม่ได้หมายความว่าผมจะยอมญาติดีกับเขาง่ายๆ หรอกนะ ความกวนประสาทไม่เกรงใจใครของหมอนี่ก็ทำให้ผมเกลียดอยู่ดีนั่นแหละ

นี่ถ้าเขาไม่เอาไอ้ซันมาอ้าง ผมไม่มีทางยอมเป็นหนี้บุญคุณคนอย่างหมอนี่หรอก สาบานได้!



------------------------------------------------
ตอนเห็นคอมเมนต์ของคุณ @Grey Twilight ครั้งแรก (มันเมนชั่นหาได้มั้ย? 5555)
ความรู้สึกตอนนั้นคือ เอาแล้วกู โดนเว็บมาสเตอร์เล่นแล้วแน่ๆ
ทำอะไรผิดวะ เพราะบ่นเรื่องอัพนิยายยากเหรอ (ตอนนี้ก็จะบ่นอยู่) 555555
จะโดนไล่ออกจากเว็บเค้าทั้งที่ยังเล่นไม่เป็นเลยหรือเปล่า

แต่พออ่านดีๆ ก็ถึงกับกรี๊ดเลย มันคือคอมเมนต์!! คอมเมนต์ยาวมากกกและดีมากกก (ขอกรี๊ดอีกรอบ)
ขอบคุณมากๆ นะคะ ฮืออออ ปลื้มขนาดเข้าไปดูโปรไฟล์ แต่ทำอะไรไม่ได้เลยออกมา 5555
ขอบคุณสำหรับทุกๆ คำแนะนำเลย เรามือใหม่สำหรับแนวนี้จริงๆ จะพยายามเอาไปพัฒนางานเขียนให้ดีขึ้นนะคะ ^^
แต่เรื่องสำนวนที่ดูแจ่มใสนี่ท่าจะยากอยู่ เพราะเขียนสำนวนงี้มานานจนติดหนึบ (ฮืออออ)
แต่อีกมุมก็ชอบนะ เหมือนได้เผยแพร่วัฒนธรรมหวานแหวว 55555
ขอบคุณคุณ Grey Twilight จริงๆ ค่ะ ที่แวะเข้ามาอ่านและติชม เราก็สะดุดเหมือนกัน ตรงที่บอกว่าเข้ามาเม้นเพราะชอบทอล์กเรา คือไม่รู้ควรดีใจมั้ย...ยังไง? 555555
แน่ะ แล้วคราวนี้ทล์อกยาวอีก คุณ Grey Twilight จะเข้ามาเมนต์อีกก็ได้นะคะ 555

ฝากนิยายเรื่องนี้ด้วยเน้อ อยากจะอัพทีเดียวสักแปดตอน แต่ไม่มีปัญญา และคงยาวไปคนไทยไม่อ่าน (ล้อเล่น) 555

ขอบคุณค่า
  :katai2-1:

-- makok_num --

 

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
3
รอยยิ้มนั้น

 
               
ผมรู้สึกตัวขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าหัวกำลังจะระเบิด ผมอยากจะนอนต่ออีกสักงีบแต่เสียงกีตาร์แผ่วเบาที่ลอยมาจากไหนสักแห่งทำให้ผมจำต้องฝืนลืมตาตื่นขึ้นมาสู้กับแดดจ้าที่ส่องเข้ามาจากหน้าต่าง
               
อา... ใครเปิดม่านทิ้งไว้วะ
               
ผมพลิกตัวหนีแสงมาอีกด้าน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าในห้องนี้ไม่ได้มีเพียงผมอยู่คนเดียว
               
“ตื่นแล้วเหรอ” น้ำเสียงเรียบนิ่งถูกเอ่ยขึ้นมาจากเจ้าของร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ร่างกายท่อนบนที่ตอนนี้เปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามและซิกซ์แพ็คขนาดกำลังพอดีนั่น ทำให้ผมเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
               
“นะ...นาย!!” ผมผุดลุกขึ้นมาด้วยความเร็วจนร่างกายปรับสภาพไม่ทันจนต้องล้มลงไปนอนอีกรอบ
โอย ปวดหัวชิบ
               
“เฮ้ๆ ใจเย็นสิ” ผู้บุกรุกเอ่ยด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบบุหรี่ที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นมาจุดสูบอย่างใจเย็นจนน่าโมโหยิ่งกว่าเก่า
               
“เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง!” ผมโวยวาย แต่คนตรงหน้ากลับแสยะยิ้มและพ่นควันบุหรี่ออกมาจนกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วห้อง
               
“ก้าวร้าวจริง เมื่อคืนยังแทนตัวเองว่าผมอยู่เลยนี่” เขาเลิกคิ้ว สีหน้ากวนประสาทจนผมอยากจะพุ่งเข้าไปชกหน้าสักที แต่สภาพร่างกายที่เหมือนกำลังจะแหลกเป็นเสี่ยงๆ ก็ทำให้ผมได้แต่ส่งสายตาไม่เป็นมิตรกลับไปให้เท่านั้น
               
“เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง” ผมย้ำคำถามเดิมด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง บ่งบอกว่าถ้าหมอนี่ขืนยังกวนประสาทอีก ผมคงอดไม่ได้ที่จะหาอะไรสักอย่างใกล้ๆ นี่ปาหัวเขา
               
“นี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ”
               
ผมไม่ตอบ พยายามนึกว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้าง จำได้ว่าผมดื่มไปค่อนข้างเยอะ หมอนี่ก็เลยอาสาขับรถมาส่งที่หอ แต่หลังจากที่บอกทางมาหอเสร็จ ผมก็รู้สึกง่วงและคงจะเผลอหลับไป แล้วหลังจากนั้น...ผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
               
“ตอนฉันขับรถมาถึงหอ นายก็หลับเป็นตาย ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ฉันเลยต้องอุ้มนายขึ้นมา”
               
“อะ...อุ้ม!?” จะบ้าเรอะ! ผมไม่ใช่ผู้หญิงร่างบางนะ หมอนี่จะมาอุ้มผมไหวได้ยังไง ถึงผมจะเคยเห็นเขาแบกไอ้ซันอย่างง่ายดายต่อหน้าต่อตาก็เถอะ แต่นั่นก็ไม่ได้เรียกว่าอุ้มสักหน่อย
               
“โกหก” พอเห็นว่าผมนิ่งไป หมอนี่ก็เฉลยขึ้นมาพร้อมกับแสยะยิ้มราวกับจะบอกว่าผมนี่มันช่างเชื่อคนง่ายเหลือเกิน
               
ไอ้เวรนี่ กวนประสาทชิบ!
               
“เมื่อคืนพอฉันขับรถมาถึงหอ นายก็เดินละเมอขึ้นมาที่ห้องตัวเองทันทีเลย ฉันขี้เกียจขับรถแล้ว ก็เลยเดินตามมา” ว่าพลางยักไหล่ เรื่องมันง่ายขนาดนั้นเลย?
               
“แล้วทำไมนายต้องถอดเสื้อด้วย ละ...แล้วนายนอนตรงไหน อย่าบอกนะว่านอนบนเตียง!” ผมโวยวายอีกครั้งเมื่อเริ่มมีคำถามน่ากลัวๆ เข้ามาในหัวเต็มไปหมด
               
ยิ่งผมก้มลงสำรวจสภาพตัวเองตอนนี้ก็ยิ่งน่าตกใจไปกันใหญ่ ผมว่าเมื่อวานตอนไปเลี้ยงสายผมใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวไปไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้มันเหลือแต่เสื้อกล้ามวะ!?
               
“โวยวายเป็นสาวเวอร์จิ้นเลยนะ” เสียงเรียบนิ่งเริ่มเจือความรำคาญเล็กๆ มือเรียวคีบบุหรี่ออกจากปาก ก่อนจะชี้ไปที่พื้นข้างเตียง
               
“เมื่อคืนฉันนอนตรงนั้น” ผมมองตามก็พบว่าที่พื้นมีหมอนและผ้าห่มอีกชุดที่ผมมีไว้สำหรับเอาไปนอนที่สตูดิโอกองอยู่ “ส่วนที่ฉันต้องถอดเสื้อ ก็เพราะมีใครบางคนอ้วกใส่เสื้อฉัน มันก็แค่นั้น” ว่าพลางยักไหล่และก้มลงเกากีตาร์ของผมต่อ
               
เมื่อได้รับความกระจ่างในคำถามทุกข้อแล้วผมก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมา จริงๆ แล้วผมไม่ควรโวยวายหรือคิดว่าหมอนี่จะทำอะไรที่ไม่น่าไว้ใจกับผมเลยนะ เพราะคนอย่างเขาคงไม่มีทางมาสนใจผมหรอก แล้วอีกอย่าง หมอนี่ก็มีแฟนที่เป็น ‘ผู้หญิง’ อยู่แล้วด้วย 

ผมมองไปยังคนที่ก้มหน้าดีดกีตาร์เบาๆ ในทำนองที่ไม่คุ้นหู แล้วก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจร่างกายเปลือยเปล่าที่แม้แต่ผู้ชายด้วยกันเองอย่างผมยังต้องยอมรับ จริงๆ ผมคิดว่าหมอนี่จะผอมมากๆ ซะอีกนะ ดูจากรูปร่างภายนอกแล้ว ไม่คิดว่าจะมีซิกซ์แพ็คกับเขาด้วย แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ที่หมอนี่ช่วยแบกไอ้ซันที่เมาหมดสภาพได้สบายๆ แถมเมื่อคืนก็กระชากผมให้ลุกขึ้นได้ด้วยมือข้างเดียวอีก แรงเยอะขนาดนั้นจะมีกล้ามหรือซิกซ์แพ็คก็คงไม่แปลก
               
“ฉันเคยเห็นนายเล่นดนตรีที่บาร์” อยู่ๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็เหลือบขึ้นมามองผม ที่กำลังมองสำรวจร่างกายของเขาอยู่ ทำให้ผมต้องรีบเบือนหน้าหนี พร้อมกับกระแอมเบาๆ เพื่อตั้งหลัก
               
“ละ...แล้วไง” หวังว่าหมอนั่นจะไม่ทันเห็นหรอกนะว่าผมจ้องเขาอยู่น่ะ
               
“ฉันเองก็เล่นกีตาร์ในวงดนตรีเหมือนกัน สนใจมาร่วมวงมั้ยล่ะ” คำถามของเขาทำให้ผมนึกถึงวันแรกที่เราเจอกัน จำได้ว่าวันนั้นหมอนี่แบกกีตาร์มาด้วย ก็คิดอยู่หรอกนะว่าคงเป็นนักดนตรี
               
“ไม่ล่ะ ฉันชอบเล่นคนเดียวมากกว่า” ผมปฏิเสธ พลางลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปหาเสื้อใส่ และไม่ลืมที่จะหยิบเสื้อยืดอีกตัวโยนไปให้คนหน้าไม่อายที่เอาแต่นั่งโชว์ร่างกายของตัวเองอย่างไม่เกรงใจเจ้าของห้องอย่างผมเลย
               
เหอะ! คงคิดว่าตัวเองหุ่นดีมากสินะ
               
ฝ่ามือหนาเอื้อมมือมารับเสื้อยืดสีขาวที่ผมโยนไปให้ได้ทันแม้ว่าผมจะไม่ได้บอกล่วงหน้าก็ตาม “ใส่ซะ ถือว่าฉันชดใช้ที่อ้วกใส่เสื้อนาย” ผมบอก ร่างกำยำจึงยักไหล่ ก่อนจะวางกีตาร์ลงและใส่เสื้อของผมอย่างช่วยไม่ได้
               
ผมเดินไปหยิบน้ำมาดื่มเพราะรู้สึกคอแห้งขึ้นมา หอพักผมเป็นหอพักถูกๆ จึงไม่ได้หรูหราอะไร เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างจึงรวมอยู่ในห้องเดียวกันอย่างที่เห็น ยังดีที่มีมุมครัวเล็กๆ ที่ผมเอาไว้ปรุงอาหารง่ายๆ กินเองได้ ผมเดินกลับมาพร้อมกับน้ำเปล่าแก้วหนึ่งที่รินมาด้วยหลังจากที่นึกขึ้นได้ว่าควรมีน้ำรับแขก (ถึงจะไม่ได้รับเชิญก็เถอะ) ผมวางน้ำไว้ใกล้ๆ นายมะเร็งปอดที่กำลังจุดบุหรี่มวนใหม่ขึ้นสูบอีกแล้ว
               
“ถามจริงๆ เถอะ สูบบุหรี่จัดขนาดนั้น แฟนนายไม่ว่าบ้างเลยหรือไง” ผมขมวดคิ้วถามอย่างจริงจัง หมอนี่สูบบุหรี่จัดจริงๆ นะ ต่อไปผมจะเรียกเขาว่านายมะเร็งปอด แทนชื่อเขาซะเลยดีมั้ย
               
แต่จะว่าไป...ตั้งแต่เจอกัน ผมเรียกชื่อหมอนี่ไปไม่กี่ครั้งเองนี่หว่า แม้แต่ในความคิดผมยังเรียกหมอนี่ว่าหมอนี่เลยด้วยซ้ำ นี่ผมแอบเสียมารยาทหรือเปล่าเนี่ย
               
“ถึงจะว่า ฉันก็ไม่แคร์หรอก” เขายักไหล่ พลางพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างไม่แยแส ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างห้องเพื่อระบายอากาศ
               
“นี่นายรักแฟนนายจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย” ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กๆ ทำไมเขาถึงดูไม่แคร์ใครในโลกเลยนะ ถ้าผมเป็นแฟนหมอนี่ ผมคงขอเลิกไปนานแล้ว ผู้หญิงคนนั้นมีความอดทนสูงจริงๆ ที่ทนคบกับคนที่มีดีแค่หน้าตาแบบนี้ได้
               
“ไม่เห็นจะเกี่ยวตรงไหน”
               
“เกี่ยวสิ” ผมหันกลับมาทำหน้าจริงจัง “ถ้านายรักผู้หญิงคนนั้นจริง นายก็ต้องเป็นห่วงเธอสิ นายไม่รู้หรือไงว่าควันบุหรี่มันอันตรายแค่ไหน ถ้านายยังสูบตลอดเวลาขนาดนี้ อาจทำให้คนรอบข้างอย่างแฟนนาย เป็นมะเร็งตายได้ในอนาคตเลยนะ ถ้าไม่รักตัวเอง ก็หัดสนใจคนรอบข้างบ้างก็ดี” ผมร่ายยาวแฝงไปด้วยความประชดประชัน
               
จริงๆ แล้วผมไม่ได้เป็นห่วงแฟนหมอนี่อย่างที่พูดหรอก ผมแค่เป็นห่วงตัวเองต่างหาก ไม่ว่าจะครั้งไหนๆ ที่เจอกัน ผมเป็นอันต้องรับสารก่อมะเร็งมาด้วยทุกที โอเค ผมยอมรับนะว่าผมเองก็เคยสูบ แต่ช่วงนี้ผมห่างหายจากบุหรี่มานานมากแล้วล่ะ เวลาที่เพื่อนๆ หรือคนรอบข้างของผมสูบ ผมก็จะปลีกตัวออกมา หรือไม่พวกนั้นก็จะปลีกตัวออกไปสูบเงียบๆ ไม่รบกวนคนอื่น แต่ดูหมอนี่สิ ห้องผมแท้ๆ แต่ยังพ่นสารก่อมะเร็งออกมาอย่างไม่เกรงใจเลย
               
“นี่แอบด่าฉันหรือเปล่าเนี่ย”

ผมยักไหล่ “ก็ทำนองนั้น”

ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมคุยกับหมอนี่อย่างเป็นกันเองขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เราเจอกันได้ไม่กี่วัน และทั้งๆ ที่เขาเป็นรุ่นพี่ผมหนึ่งปี ผมกลับแทบไม่เรียกเขาว่าพี่ หรือพูดในทำนองให้ความเคารพเลย แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่นา แสดงว่าผมก็ใช้คำพูดแบบนี้ไปเรื่อยๆ ได้ งั้นสินะ
               
“หึ โอเค ขอโทษครับ” พอรู้ตัวว่าถูกว่าซึ่งๆ หน้า คนหน้าตายก็แสยะยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยคำขอโทษที่ดูยังไงก็ไม่มีความจริงใจ พร้อมกับดับบุหรี่ที่ยังสูบได้ไม่ถึงครึ่งมวนลงกับที่เขี่ยบุหรี่ “พอใจยัง?”
               
ผมไม่ได้ตอบคำถาม แค่ยักไหล่กลับไป เขาแค่นหัวเราะร้ายกาจเหมือนเคย ก่อนจะหยิบน้ำที่ผมวางไว้ให้ขึ้นมาดื่มจนหมดแก้ว แล้วก้มหน้าลงดีดกีตาร์ต่ออย่างสบายใจ
               
“นี่ไม่คิดจะกลับบ้านกลับช่องหรือไง” ผมขมวดคิ้วถาม จริงๆ เขาควรจะกลับไปตั้งแต่ตื่นมาแล้วสิ มัวมานั่งเอ้อระเหยอะไรอยู่ที่หอคนอื่นเนี่ย
               
“ขี้เกียจ” คำตอบสั้นๆ ที่แสนน่าหมั่นไส้นั่นทำให้ผมจนคำพูดไปเลย ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้งเพราะอาการแฮงก์ที่ยังไม่หายดี ยังไงก็ขอนอนต่ออีกสักหน่อยละกัน
               
“เอาเหอะ จะทำอะไรก็ทำ ถ้าออกไปเมื่อไหร่ฝากล็อกประตูให้ด้วยล่ะ”
               
“อือ” ผมได้ยินเสียงตอบรับสั้นๆ ในขณะที่ตาของผมค่อยๆ หลับลง
               
“เชน” แต่ไม่รู้อะไรดลใจผมจึงเรียกชื่อเขาออกมาทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่
               
“ฮะ?”
               
“เปล่า ก็แค่อยากลองเรียกชื่อดู” ผมตอบตามตรง ก็ตลอดเวลาผมไม่เคยเอ่ยชื่อหมอนี่ออกมาเลยนี่นะ ก็เลยอยากลองดูเท่านั้นแหละ แล้วมันก็น่าแปลกมากที่ผมไม่ได้รู้สึกกระดากปากเหมือนก่อนหน้านี้
               
“น่าขนลุก” ผมได้ยินเสียงบ่นอย่างไม่จริงจังของอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะเงียบไป และผมก็ได้ยินเสียงกีตาร์เป็นทำนองเบาๆ ขึ้นมาแทน
               
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผมกำลังจะญาติดีกับหมอนี่นะ ที่เห็นวันนี้ผมไม่ได้โวยวายใส่เขาทุกวินาทีอย่างวันก่อนๆ นั่นเป็นเพราะผมยังอยู่ในอาการเมาค้างต่างหาก ก็เลยไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับใครให้ปวดหัว ก็เท่านั้นแหละ
 
               
09.25 P.M.
พอผมตื่นมาอีกครั้งในตอนบ่ายผมก็ไม่เห็นเชนอยู่ในห้องแล้ว ทุกอย่างในห้องล้วนเป็นเหมือนเดิมราวกับว่าหมอนั่นไม่เคยอยู่ในห้องนี้มาก่อน และผมคงจะคิดว่าตัวเองแค่ฝันไปจริงๆ แล้วถ้าไม่เหลือบไปเห็นเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มแบบเดียวกับที่ผมเห็นเขาใส่เมื่อคืนตากอยู่ที่ระเบียง คิดดูสิแม้แต่แก้วน้ำที่ผมรินไปให้เขาดื่ม ก็ไม่ได้วางอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้ว แต่กลับวางอยู่ที่ชั้นอย่างเรียบร้อยเหมือนก่อนที่หมอนั่นจะมา ผมไม่อยากจะนึกหรอกนะว่าหมอนั่นจะเป็นคนเก็บ แต่มันก็ไม่มีข้อสันนิษฐานอื่นแล้วนี่นา
               
จริงๆ ก็แอบเป็นคนดีเหมือนกันนะ หมอนั่น
               
ผมอาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกจากห้องเพื่อไปตามนัดกับเพื่อนในคณะ ไม่ต้องแปลกใจหรอกทั้งๆ ที่ใกล้จะสอบแล้ว แต่พวกเราก็ยังคงเที่ยวไม่เว้นแต่ละวัน แทบไม่มีใครกังวลเรื่องอ่านหนังสือเลยด้วยซ้ำ จริงๆ ต้องบอกว่าช่วงสอบนี่แหละที่เป็นช่วงพักผ่อนของพวกเรา เพราะพวกเรามีสอบแค่ไม่กี่วิชาเท่านั้น แถมแต่ละวิชาก็มีเนื้อหาไม่มาก แต่เว้นช่วงการสอบตั้งสองสามวัน ทำให้ทุกคนต่างก็ชิลอย่างที่เห็น
               
เพื่อนผมนัดเอาไว้ตอนสามทุ่มซึ่งผมควรจะออกจากหอได้แล้ว ถ้าไม่ติดที่ว่า ผมหากุญแจรถไม่เจอ รถโฟร์คสีน้ำเงินยังคงจอดอยู่ที่ลานจอดรถหน้าหอ แต่ไม่ว่าผมจะควานหาจนทั่วห้อง ลิ้นชักทุกลิ้นชัก กระเป๋ากางเกงทุกตัว แต่กลับไม่เห็นสิ่งที่หน้าตาเหมือนกุญแจรถของผมเลย
               
มันอยู่ไหนวะเนี่ย
               
ผมหยุดการค้นหาเป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนผมโทรเข้ามาพอดี ทันทีที่ผมกดรับเสียงดนตรีก็ดังกระหึ่มลอดเข้ามาจนผมต้องนิ่วหน้า
               
“มึงอยู่ไหนวะไอ้ตรี ตกลงมึงจะมามั้ยเนี่ย” เสียงไอ้เวสป้าเพื่อนสนิทในคณะตะโกนแข่งกับเสียงดนตรีเข้ามาในสาย ผมนั่งลงที่เตียงพร้อมกับถอนหายใจ
               
“กูหากุญแจรถไม่เจอว่ะ”
               
“อ้าว แล้วเอาไง ให้กูไปรับมะ” ไอ้เวสอาสา ผมเลยตอบตกลงไปอย่างช่วยไม่ได้ “งั้นรอแป๊บ เดี๋ยวกูแว้นมอไซค์ไป”
               
ผมตัดสายจากไอ้เวสและนั่งรอพร้อมกับพยายามนึกไปด้วยว่าผมเอากุญแจรถตัวเองไปวางไว้ไหน ก็เมื่อคืนนี้ผมไม่ได้ขับกลับมาซะหน่อยนี่หว่า... เอ๊ะ เดี๋ยวสิ ก็จริงที่ผมไม่ได้ขับรถกลับมา ถ้างั้นกุญแจรถผมก็อาจจะอยู่กับ...
               
อา เวรละกู
               
ผมตบหน้าผากตัวเองแรงๆ หนึ่งที เมื่อนึกขึ้นได้ พรุ่งนี้ผมต้องใช้รถซะด้วยสิ แล้วแบบนี้จะไปเอากุญแจรถคืนได้ยังไงกันหอหมอนั่นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เบอร์โทรติดต่อก็ไม่มี...
               
หรือว่ามี?
               
เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกรอบและกดค้นหาเบอร์ที่ผมไม่เคยลบ แต่ก็ไม่ได้โทรออกมาพักใหญ่...เบอร์ของไอ้ซัน 

นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ผมไม่ได้ยินเสียงมันผ่านสายโทรศัพท์... มันจะแปลกมั้ยนะ ถ้าผมจะโทรหามัน...
               
ผมสะบัดหัวไล่ความกังวลที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาให้หายไป ผมจะคิดมากทำไมกัน ในเมื่อนี่มันเบอร์เพื่อนผมนะ มันแปลกตรงไหนล่ะที่เพื่อนจะโทรหาเพื่อน แถมเป็นเรื่องด่วนด้วย มันไม่เป็นไรหรอกน่า
               
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจหลับตาแล้วกดโทรออก เสียงรอสายดังขึ้นมา แต่ผมกลับได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังกว่าเสียอีก ในใจคิดแล้วว่าถ้ามันไม่รับสายภายในห้าวินาทีผมจะกดวาง...
               
[ ไอ้ตรี! ] แต่ไม่ทันแล้วล่ะ
               
“อะ...ไอ้ซัน”
               
[ นานแค่ไหนแล้วเนี่ยที่มึงไม่ได้โทรหากู ] น้ำเสียงตื่นเต้นจากปลายสายทำให้ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่อย่างไม่รู้จะตอบว่าอะไร [ มีอะไรหรือเปล่าวะ ] โชคดีที่มันเป็นฝ่ายถามขึ้นมาก่อน
               
“มึง...มีเบอร์พี่รหัสมึงหรือเปล่า” ผมถาม โดยเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อหมอนั่นออกมาตรงๆ ถ้าให้เรียกชื่อเฉยๆ ผมก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่ถ้าให้นำหน้าด้วยคำว่าพี่นี่สิ มันรู้สึกขนลุกยังไงชอบกล
               
ให้เรียกว่าพี่เชนเหรอ? แค่คิดก็แหวะแล้วอ่ะ
               
[ เบอร์พี่เชนอ่ะนะ มึงจะเอาไปทำอะไรวะ ] คำถามของไอ้ซันทำเอาผมนิ่งไปเลย จะให้ตอบว่ายังไงดีล่ะ ผมทำกุญแจรถหาย คิดว่าอยู่ที่หมอนั่นก็เลยว่าจะโทรไปทวงงั้นเหรอ แบบนั้นผมก็ต้องสาวไปถึงว่าทำไมกุญแจถึงไปอยู่ที่หมอนั่นอีกน่ะสิ ยุ่งยากตายชัก
               
“พอดีกูมีธุระนิดหน่อย ตกลงมึงมีเบอร์มั้ย” ผมถามซ้ำ
               
[ เออ แป๊บนะ ตัวเอง หาเบอร์พี่เชนให้เค้าหน่อยสิ ] มันบอก ก่อนจะหันไปถามใครอีกคน ซึ่งเดาจากการใช้สรรพนามผมก็รู้แล้วว่าใคร
               
“มึง...อยู่กับวีเหรอ” ปากของผมถามออกไปโดยที่สมองยังไม่ทันคิดจะห้ามด้วยซ้ำ
               
[ เออ พอดีกูมาติวหนังสือที่หอวี ] คำตอบนั้นทำให้ผมได้แต่เงียบ หัวใจที่เคยพองโตเมื่อได้ยินเสียงคนที่ผมแอบชอบกลับหดลงทันทีที่รู้ว่ามันอยู่กับแฟน
               
นี่ผมกำลังหวังอะไรอยู่นะ มันอยู่กับแฟนมันก็ถูกแล้วนี่
               
[ ได้ละ มึงจดนะ ] ผมเรียกสติตัวเองกลับมาและหยิบกระดาษกับปากกาที่อยู่ใกล้ตัวมาจดเบอร์ของเชนตามที่ไอ้ซันบอก
               
“เออ ขอบคุณนะ” ผมบอกหลังจากที่ได้เบอร์ที่ต้องการแล้ว “แล้วก็...ขอโทษด้วยที่รบกวนเวลาของมึงกับแฟน” น้ำเสียงของผมฟังดูประชดประชันซะจนตัวเองยังตกใจ แต่โชคดีที่ไอ้ซันดูเหมือนจะจับน้ำเสียงนั่นไม่ได้
               
[ โอ๊ย ไม่รบกวนเลยมึง ดีซะอีกที่มึงโทรมา กูจะได้พักบ้าง ยัยตัวเล็กนี่เอาแต่บังคับให้กูอ่านหนังสือจนหัวกูจะระเบิดตายอยู่แล้วเนี่ย โอ๊ย! ตีเค้าทำไมเนี่ย ] ยังไม่ทันพูดจบมันก็เปลี่ยนเป็นร้องโอดโอยขึ้นมา ถ้าผมเดาไม่ผิด มันคงโดนยัยตัวเล็กที่ว่าฟาดเอาล่ะมั้ง
               
การที่ได้ยินเสียงคนทั้งสองหยอกล้อกันดังเข้ามาในสายทำให้ผมยิ่งรู้สึกเจ็บปวดจนอยากจะปาโทรศัพท์ในมือทั้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพื่อไม่ทำให้อีกฝ่ายดูออกว่าผมกำลังรู้สึกแย่แค่ไหน ผมจึงได้แต่ส่งเสียงหัวเราะที่แสนจะฝืนใจกลับไปเท่านั้น
               
“งั้นกูวางก่อนนะ ขอบใจมึงมาก” ผมบังคับเสียงตัวเองให้พูดออกไปอย่างปกติ ก่อนจะกดตัดสายทันที
               
ถึงจะวางสายไปแล้ว แต่ผมก็ยังคงกำโทรศัพท์ไว้แน่น ราวกับมันจะช่วยระบายความเจ็บปวดที่ก่อตัวขึ้นมาภายในใจให้หายไปได้...ผมไม่น่าโทรไปหามันเลย ให้ตายเถอะ
               
ครืดดด
               
แต่แล้วโทรศัพท์ของผมก็สั่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมกดรับสายทันทีเมื่อพบว่าเป็นไอ้เวสป้า มันคงมาถึงแล้วล่ะมั้ง
               
“เออ กูกำลังลงไป” ผมพูดแค่นั้น ก่อนจะกดตัดสายและลุกออกจากเตียงโดยไม่ลืมที่จะหยิบกระดาษจดเบอร์โทรมาด้วย ความเจ็บปวดที่ได้รับเมื่อครู่ ทำให้ความรู้สึกกระหายแอลกอฮอล์ของผมเพิ่มขึ้นมาเป็นสิบเท่า ปกติผมไม่ใช่พวกขี้เหล้าต้องเมาเช้าเมาเย็นหรอกนะ แต่คราวนี้ขอหน่อยเหอะ ให้ผมได้ปลดปล่อยกับชีวิตรักบัดซบนี่สักที ก่อนจะความเจ็บปวดมันจะเล่นงานผมจนตายเข้าสักวัน! 
               

-- มีต่อค่ะ --


ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
-- ต่อ --


ไอ้เวสป้าขับรถพาผมมาจนถึงร้านอาหารกึ่งผับที่มันบอกว่าเจ้าของเป็นคนรู้จักของมัน บรรยากาศคึกคักและเสียงดนตรีที่ดังออกมาถึงนอกร้านทำให้ผมรู้สึกกระตือรือร้นตามไปด้วย
               
“มึงเข้าไปก่อนแล้วกัน กูขอทำธุระแป๊บ” ผมบอกไอ้เวส มันพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในร้านอย่างไม่ขัดอะไร ผมหยิบกระดาษจดเบอร์โทรที่หยิบติดมาด้วยออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะกดโทรออกตามเบอร์นั้น ช่วยไม่ได้นะ ผมอยากได้กุญแจรถคืนนี่นา ถึงจะยังไม่มั่นใจว่ามันจะอยู่ที่หมอนั่นจริงหรือเปล่าก็เถอะ แต่ถ้าอยู่จริงๆ ผมก็จะได้แวะไปเอาคืนเลยไง ไหนๆ ก็ออกมาข้างนอกแล้ว
               
[ สวัสดีครับ ] เสียงรอสายดังอยู่นานพอสมควรก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงเรียบนิ่งตอบกลับมา
               
พูดเพราะจังแฮะ นี่ถ้าไม่เคยเจอกันมาก่อนผมคงคิดว่าหมดนี่เป็นคนที่สุภาพมากๆ แน่ๆ
               
แต่การที่ได้ยินหมอนี่พูดเพราะ ไม่น่าแปลกใจเท่ากับการที่ผมได้ยินเสียงเพลงลอดออกมาจากปลายสาย และที่สำคัญ มันเป็นเพลงเดียวกับที่ดังออกมาจากร้านที่ผมกำลังยืนอยู่นี่ด้วย
               
[ นั่นใคร ] น้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิด ทำให้ผมเลิกสนใจเสียงเพลง และกลับมาตอบคำถามอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะหงุดหงิดจนตัดสายไปซะก่อนที่จะได้คุยธุระ
               
“ฉันตรี” ผมบอกชื่อตัวเองไป ดูเหมือนหมอนั่นจะตกใจไม่น้อย เชนเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะถามต่อ
               
[ เอาเบอร์ฉันมาจากไหน ] อยู่ๆ ผมก็จินตนาการออกว่าหมอนั่นต้องกำลังขมวดคิ้วอยู่แน่ๆ
               
“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ฉันแค่จะโทรมาถามว่ากุญแจรถของฉันอยู่ที่นายหรอกเปล่า”

[ กุญแจอะไร ]

“กุญแจรถที่เมื่อคืนนายขับไง ฉันหามันไม่เจอ มันอยู่ที่นายหรือเปล่า” ผมถามอย่างชัดเจนอีกรอบ พลางเดินเข้าไปในร้านเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะฟังยังไง เสียงเพลงที่ลอดเข้ามาในโทรศัพท์กับเสียงเพลงที่ร้านนี้เปิด มันก็เป็นเพลงเดียวกันจริงๆ นะ
               
ผมขมวดคิ้วอย่างรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ถึงระยะนี้ผมกับหมอนั่นจะบังเอิญเจอกันบ่อยๆ ก็เถอะ แต่มันก็ไม่น่าจะบังเอิญถึงขนาด...
               
“ไอ้เชน ใกล้แสดงแล้วนะมึง เสร็จหรือยังวะ”
               
บังเอิญถึงขนาดนี้... เลยเหรอวะ! นี่พระเจ้ากำลังเล่นตลกกับผมอยู่ใช่มั้ยเนี่ย
               
ผมกลับมาหลบอยู่ในมุมมืดอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าร่างสูงที่ผมกำลังคุยโทรศัพท์ด้วย ยืนห่างออกไปไม่ไกล หมอนั่นหันไปตอบอะไรบางอย่างกับเพื่อนของเขา ก่อนจะหันกลับมาคุยกับผมต่อ
               
[ แป๊บนะ ] ร่างสูงพูดก่อนจะใช้ปากคาบบุหรี่ไว้ เพื่อจะใช้มือล้วงหาของในกระเป๋ากางเกงยีนซึ่งผมจำได้ว่าเป็นตัวเดียวกับเมื่อวาน โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าทุกการกระทำของเขาอยู่ในสายตาผมหมด ไม่นานนิ้วเรียวนั่นก็เกี่ยวพวงกุญแจที่แสนจะคุ้นตาออกมาจากกระเป๋า
               
อยู่กับหมอนี่จริงๆ ซะด้วยสิ
               
[ อยู่ ] ปลายสายตอบกลับมาสั้นๆ ทั้งที่ปากยังคาบบุหรี่อยู่
               
เออ ผมรู้แล้วล่ะ
               
[ โทษที สงสัยจะเผลอหยิบติดมือมา ] เชนยกกุญแจรถของผมขึ้นมาพิจารณา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนพยายามจะนึกว่ามันมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ อะไรทำนองนั้น
               
“ช่างเหอะ เดี๋ยวฉันไปเอา” ว่าจบผมก็กดตัดสายทันทีโดยไม่ถามสักคำว่าเขาอยู่ที่ไหน แหงล่ะ ก็หมอนั่นยืนหัวโด่อยู่ตรงหน้าผมนี่ไง มีอะไรจะต้องถามล่ะ
               
ร่างสูงขมวดคิ้วนิดหน่อยเมื่อผมตัดสาย เขาบ่นอะไรอุบอิบก่อนจะอัดบุหรี่เข้าปอดอีกครั้งอย่างไม่ยี่หระ ผมกำลังจะเดินออกจากมุมมืดเพื่อออกไปทวงกุญแจคืน แต่เพื่อนคนเดิมของหมอนั่นก็เดินออกมาเรียกอีกรอบ ทำให้ผมจำเป็นต้องหยุดฝีเท้าไว้ก่อน เชนพูดบางอย่างกับเพื่อนของเขา ก่อนจะอัดควันเข้าปอดเป็นรอบสุดท้าย แล้วทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้นและเดินตามเพื่อนเข้าไปในร้านทันที ผมที่ตั้งใจจะเดินเข้าไปหาเลยได้แต่ยืนเก้ออยู่ที่เดิมสักพัก ก่อนจะตัดใจแล้วเดินเข้าไปในร้านบ้าง
               
เอาเหอะ ยังไงก็รู้อยู่แล้วว่าหมอนั่นอยู่ไหน รอให้เสร็จธุระก่อนแล้วค่อยไปทวงก็ได้
                 

ผมเดินเข้ามาในร้านและเจอกับเพื่อนคนอื่นที่กำลังโหวกเหวกโวยวายกันได้ที่ คณะผมเป็นคณะเล็กๆ ที่รับนักศึกษาปีละไม่กี่คน และแต่ละคนก็ผ่านการรับน้องมาอย่างหนักหน่วง ทำให้พวกเราสนิทกันมากกว่าพวกคณะอื่นที่มีคนเยอะๆ มาก เวลาไปไหนก็จะยกขบวนไปด้วยกันทีละสิบยี่สิบคน จึงช่วยไม่ได้ที่จะส่งเสียงเอะอะลั่นร้านอย่างที่เห็น แต่ก็ใช่ว่าผมจะสนิทกับคนหมดนี่หรอกนะ ผมมันพวกเข้ากับคนอื่นยากมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีเพื่อนที่สนิทจริงๆ แค่คนสองคนเท่านั้นแหละ ที่เหลือก็คุยได้ ช่วยเหลือกันได้ ตามประสาเพื่อนร่วมรุ่นทั่วๆ ไป
               
“อ้าวตรี มาแล้วเหรอ” ทองกวาวทักขึ้น ผมยิ้มตอบก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับเธอ
               
พอเห็นว่าผมหาที่นั่งได้แล้ว ไอ้เวสก็จัดการผสมเหล้าให้ผมอย่างชำนาญทันที อย่างที่บอกว่าวันนี้ผมตั้งใจมาเมา ไหนๆ ก็ไม่ต้องขับรถกลับเองแล้ว ก็ขอดื่มให้เต็มที่หน่อยแล้วกัน
               
“สวัสดีครับ พวกเรา The Quantum” คำแนะนำตัวสั้นๆ แต่ได้ใจความดังมาจากเวทีที่จัดไว้สำหรับวงดนตรีสดที่น่าจะเป็นวงประจำของร้าน ก่อนที่เสียงเฮจากลูกค้าทั้งร้านจะดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงกีตาร์และเสียงกลองที่ดังขึ้นมาด้วยจังหวะอันหนักหน่วง เป็นทำนองเพลงร็อคที่ผมไม่คุ้นหูสักเท่าไหร่ ผมหันไปมองเวทีที่อยู่ด้านหลังด้วยความสนใจ
               
...!
               
แต่แล้วผมก็ต้องนิ่งไป เมื่อสายตาของผมเหลือบไปเห็นมือกีต้าร์ของวง ซึ่งมีใบหน้าคุ้นตาซะจนไม่น่าเชื่อว่าคนคนนั้นจะอยู่บนเวทีนั่นด้วย
               
“นั่นพี่เชนนี่ ใช่มั้ยตรี” เสียงยัยกวาวที่นั่งตรงข้ามผมถามขึ้นมา ซึ่งผมก็ได้แต่พยักหน้ากลับไป ในขณะที่สายตาไม่อาจะละจากร่างสูงที่กำลังเกากีตาร์อย่างพลิ้วไหวด้วยความชำนาญนั่นได้เลย
               
หมอนั่น...
               
               
Tell us all again What you think we should be
What the answers are What it is we can’t see
Tell us all again How to do what you say
How to fall in line, How there’s no other way
But ooooh, We all know
                 
               
เสียงร้องที่หนักแน่นและทรงเสน่ห์ของนักร้องนำซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เดินออกไปตามเชนก่อนหน้านี้ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาเล็กๆ เพราะผมเองก็ร้องเพลงตามบาร์เหมือนกัน แต่เสียงของผมเทียบกับเสียงของหมอนี่ไม่ได้เลย มันทั้งมีพลังและมีเสน่ห์ซะจนสาวๆ ที่นั่งอยู่รอบตัวผมต่างก็ส่งเสียงกรี๊ดออกมาอย่างถูกใจ ยังไม่นับมือเบส และมือกลอง ที่ควบคุมจังหวะได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาด แถมยังมีเสน่ห์บนเวทีซะจนผู้ชายอย่างผมยังอดที่จะรู้สึกชื่นชมไม่ได้ 
แต่ถึงยังไงคนที่ผมอิจฉามากกว่า ก็คือหมอนั่น...ผู้ชายที่ดูเหมือนจะมีเสน่ห์มากที่สุดบนเวทีทั้งๆ ที่สวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงยีนธรรมดาๆ แต่กลับมีออร่าประหลาดบางอย่างที่ทำให้ใครก็ไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้ ผมไม่รู้เลยว่าหมอนั่นจะมีฝีมือในการเล่นกีตาร์ได้เทพขนาดนี้ เทคนิคต่างๆ ที่เขาใช้มันเหนือชั้นกว่าผมมากนัก แล้วแบบนี้จะมาออกปากชวนผมเข้าวงอีกทำไมกัน แค่ชวนเล่นๆ งั้นเหรอ?
               
               
You’re GUILTY ALL THE SAME, Too sick to be ashamed
You want to point your finger, but there’s no one else to blame
You’re GUILTY ALL THE SAME Too sick to be ashamed
You want to point your finger, but there’s no one else to blame
You’re GUILTY ALL THE SAME!
 
ยิ่งเข้าสู่ท่อนฮุคของเพลง จังหวะดนตรีก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น ผสมกับความคึกคะนองด้วยฤทธิ์เหล้า ทำให้หลาย
คนออกสเต็ปโยกกันหัวหลุดอย่างไม่เกรงใจใคร เพื่อนผมบางส่วนก็เริ่มกระโดดกันแล้ว ในขณะที่ผมยังคงนั่งมองคนบางคนอย่างไม่วางตา และคนคนนั้นก็สร้างความประหลาดใจให้ผมอีกครั้งในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
 
Yeah, you already know what it is!
Can y’all explain, what kind of man is destined
When a man has plans of being rich
If he falls off his plans, he’s wealthy
Dirty money scheme, a clean split
Nonsense the same, he didn’t call for this, he’s filthy
               
               
เมื่อถึงท่อนแร็พของเพลง คนที่เคยก้มหน้าก้มตาดีดกีตาร์ก็เงยหน้าขึ้นมาจับไมค์แทนนักร้องนำที่หันไปทำหน้าที่เป็นมือกีตาร์ชั่วคราว ริมฝีปากบางพ่นท่อนแร็พที่ยาวเหยียดของเพลงออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ น้ำเสียงทุ้มติดจะเจ้าอารมณ์ที่ผมเคยฟังว่ามันกวนประสาท ตอนนี้กลับกลายเป็นน้ำเสียงที่มีเสน่ห์อย่างน่าเหลือเชื่อ
               
“...” ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองเผลอจ้องเจ้าของเสียงทุ้มนั่นไม่วางตาแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั่นปรายตามองมาทางผม ก่อนจะหยุดชะงัก เป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนของเขากลับมาร้องท่อนฮุคของเพลงพอดี เชนมองผมนิ่ง ทั้งๆ ที่มือก็ยังคงบรรเลงกีตาร์ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ผมกับหมอนั่นสบตากันอยู่อย่างนั้นอย่างไม่มีใครยอมใคร ราวกับว่าถ้าใครหลบตาก่อนก็จะเป็นฝ่ายแพ้หรืออะไรทำนองนั้น
               
แต่สุดท้ายเกมจ้องตาก็ลงเอยด้วยการที่ผมเป็นฝ่ายแพ้จนได้ เมื่ออยู่ๆ หมอนั่นก็กระตุกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจออกมา ทำให้ผมพลาดหลบสายตา โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหลบทำไม
               
ผมยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกย้อมใจเพราะความรู้สึกพ่ายแพ้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองหมอนั่นอีกรอบ แล้วก็พบว่าเขาเองก็มองมาทางนี้เช่นกัน ผมอยากจะเล่นเกมจ้องตาอีกครั้งนะ แต่หมอนั่นกลับเบือนหน้าหนีไปก่อนซะงั้น แต่ที่น่าโมโหกว่าก็คือ ผมว่าผมเห็นหมอนั่นหัวเราะออกมาด้วย หัวเราะแบบหัวเราะเลยล่ะ ถึงจะแวบเดียวก็เถอะ แต่ผมมั่นใจว่าผมตาไม่ฝาด
ทำไม หน้าผมมันมีอะไรตลกนักหรือไง ถึงได้ทำให้คนหน้าตายอย่างหมอนั่นถึงกับหลุดหัวเราะออกมาได้น่ะ?
               
ฮึ่ยย จะยังไงก็ช่างเถอะ แต่ท่าทางแบบนั้น มันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ


----------------------------------------
*เพลง Guilty all the same : Linkin Park feat. Rakim

 :katai4:

-- makok_num --

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
4
หากเคียงชิดใกล้

 
วง The Quantum เล่นอีกสามเพลง ก็ได้เวลาลงจากเวที ก่อนที่จะมีดีเจมาเปิดเพลงจากแผ่นคั่นเพื่อรอวงต่อไป ผมเห็นเชนและเพื่อนร่วมวงของเขา เดินไปคุยอะไรสักอย่างกับเจ้าของร้าน แล้วเดินไปนั่งดื่มที่โต๊ะซึ่งมีเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว ผมจึงขอปลีกตัวจากโต๊ะเดินไปหาเขา
               
“ฉันมาเอากุญแจ” ผมเข้าประเด็นทันทีที่มาถึง ฝ่ามือหนาที่กำลังเคาะบุหรี่ออกจากกล่องจึงหยุดชะงัก
               
“ใครวะ?” เพื่อนร่วมวงที่ผมจำได้ขึ้นใจว่าเป็นนักร้องนำถามขึ้นมาพร้อมกับขมวดคิ้ว ผมจึงผงกหัวให้เขาเป็นการทักทาย ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังเพื่อนร่วมวงอีกสามคนที่เหลือ ผมรู้แล้วล่ะว่าทำไมคนพวกนี้ถึงมารวมตัวฟอร์มวงกันได้ ก็พวกเขาต่างก็มีใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างไม่มีใครยอมใครเลย แถมแต่ละคน ยังให้บรรยากาศอึมครึมเหมือนกันอีก ผมเห็นวงดนตรีปกติ บุคลิกของสมาชิกแต่ละคนมักจะแตกต่างกันไป เข้าใจว่าอาจจะเป็นการเติมเต็มเสน่ห์ของวงให้สมบูรณ์หรืออะไรทำนองนั้น แต่ The Quantum กลับไม่เป็นอย่างนั้นแฮะ จากที่เห็น สมาชิกแต่ละคนในวงต่างก็ดูเป็นพวกนิ่งๆ ติดจะเย็นชาคล้ายๆ กับเชน แต่พวกเขากลับมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างกัน ในความรู้สึกของผม ซึ่งแทนที่มันจะทำให้วงดูน่าเบื่อ มันกลับดูมีเสน่ห์และดูลึกลับอย่างน่าประหลาดซะงั้น
               
“เด็กกูเอง” คำตอบเรียบๆ แต่แสนจะกวนประสาท ถูกเอ่ยขึ้นมาจากผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างผม
               
“เด็กพ่องสิ” นายนักร้องนำคนเดิมโพล่งขึ้นมา ซึ่งมันตรงกับคำพูดที่ผมอยากพูดเป๊ะ
               
เออ เด็กพ่องสิ
               
“กูจะเอาไปฟ้องฟ้า” คราวนี้เป็นนายมือกลองที่ขู่ขึ้นมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง จนผมดูไม่ออกเลยว่าหมอนี่แค่ขู่เล่น หรือว่าจริงจังกันแน่
               
แต่ผมเห็นเชนยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ งั้นคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
               
ใจจริงผมก็อยากทำความรู้จักคนพวกนี้ตามมารยาทหรอกนะ แต่ไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น เพื่อนผมกำลังจะไปต่อกันที่อื่น และผมต้องการกุญแจรถคืนสักที ผมกำลังจะเอ่ยปากทวงกุญแจรถอีกรอบ แต่ร่างสูงที่อยู่ในเสื้อยืดสีเทากับกางเกงยีนสบายๆ แต่กลับดูดีอย่างน่าโมโหก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
               
“เดี๋ยวกูมา” ว่าจบเขาก็เดินออกจากโต๊ะไปหน้าตาเฉย
               
“เฮ้! แล้วกุญแจรถฉันล่ะ” ผมทวง แต่หมอนั่นกลับหันมาตีหน้ามึนใส่ ก่อนจะกวักมือเรียก แล้วหันหลังเดินต่อไปอย่างไม่สนใจเลยว่าผมอยากจะตามไปหรือเปล่า
               
ให้ตาย จะกวนประสาทกันไปถึงไหนวะ
               
ถึงจะไม่สบอารมณ์สุดๆ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามร่างสูงที่สาวเท้ายาวๆ โดยไม่คิดจะรอคนที่เดินตามหลังมาอย่างผมเลย เชนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านมุมเดียวกับที่ผมยืนคุยโทรศัพท์กับเขาก่อนหน้านี้ซึ่งมีพุ่มของดอกเล็บมือนางขึ้นเป็นซุ้มอยู่เหนือหัว
               
“รู้ได้ไงว่าฉันอยู่นี่” เขาเอ่ยปากถามหลังจากหยุดเดิน ฝ่ามือหนาซุกลงกระเป๋ากางเกงและมองดอกเล็บมือนางสีแสดนิ่งๆ ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ
               
“ก็แค่บังเอิญ เพื่อนฉันก็นัดมาร้านนี้เหมือนกัน” ผมตอบตามตรง ร่างสูงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจในคำตอบ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ มือเรียวดึงบุหรี่ออกมาคาบไว้ในปาก อีกมือก็ทำท่าจะจุดไฟแช็กลนปลายบุหรี่ แต่อยู่ๆ หมอนี่ก็หยุดชะงัก และมองมาทางผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
               
“อะไร” ผมถามอย่างระแวง ทำไมต้องมองผมด้วยสายตาแบบนั้นด้วยเนี่ย
               
ผมยิ่งงงเข้าไปอีก เมื่อหมอนี่คีบบุหรี่ออกมาจากปากทั้งที่ยังไม่ได้จุด ก่อนจะเอ่ยกับผมเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอันเป็นเอกลักษณ์
               
"ขออนุญาตสูบ นะครับ”
               
“...” ผมถึงกับนิ่งไปเลย เพราะไม่คิดว่าอยู่ๆ หมอนี่จะคิดมาขออนุญาตอะไรผม ทั้งๆ ที่ปกติอยากจะสูบที่ไหนก็สูบ ไม่แยแสใครหน้าไหนแท้ๆ แต่ไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไร นิ้วเรียวก็คีบบุหรี่กลับไปคาบไว้พร้อมกับจุดไฟหน้าตาเฉย
               
ถ้ายังไงก็จะสูบ แล้วจะมาขออนุญาตผมทำไมวะ
               
ผมสบถพึมพำอย่างหงุดหงิดกับการกระทำอันกวนส้นของเขา ก่อนจะแบมือออก ทวงของของผมคืนอีกรอบ ร่างสูงปรายตามองมือผมก่อนจะควักพวงกุญแจออกจากกระเป๋าและยื่นคืนให้โดยที่ผมไม่ต้องพูดอะไร
               
ก็แค่นี้แหละ ทำลีลาอยู่ได้
               
ผมเก็บกุญแจรถใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะเงยหน้ามองร่างสูงที่ตอนนี้เอนตัวพิงกับเสาที่มีเถาต้นเล็บมือนางเลื้อยอยู่เต็มไปหมด พร้อมกับพ่นควันบุหรี่อย่างสบายใจ โดยไม่สนใจเลยว่ามันจะทำให้เสื้อเปื้อน หรือดีไม่ดี อาจจะมีตัวอะไรโผล่มากัดเอาก็ได้ ท่าทางสบายใจของคนตรงหน้าทำให้ผมเกิดข้อสงสัยขึ้นมา
               
บุหรี่นี่มันช่วยให้ผ่อนคลายได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?
               
จริงอยู่ว่าผมเองก็เคยสูบ และมันทำให้รู้สึกดีขึ้นเวลาเจอเรื่องแย่ๆ หรือเวลาเครียด แต่ดูหมอนี่สิ เครียดก็ไม่ได้เครียด ชีวิตก็ดูไปได้ดี แต่กลับสูบเอาๆ ราวกับมันเป็นออกซิเจนที่ขาดไม่ได้งั้นแหละ
               
“มองอะไร” คนถูกนินทา (อยู่ในใจ) ขมวดคิ้วถาม
               
“เปล่า” ผมปฏิเสธ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้แม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ “ขอมวนดิ”
               
ผมไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะเอ่ยปากขอ ผมก็แค่พูดออกไปตามความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในหัวเพียงชั่วครู่เท่านั้น ร่างสูงขมวดคิ้วแปลกใจเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่เขาก็ยอมยื่นบุหรี่อีกมวน พร้อมไฟแช็คมาให้ ผมจุดบุหรี่สูบพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ถูกความสว่างของแสงไฟกลบแสงดาวจนแทบมองไม่เห็น นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ผมไม่ได้สูบบุหรี่ ตั้งแต่ตอนมอห้าเทอมสองที่ไอ้ซันห้ามผมสูบบุหรี่ เพราะว่าแฟนคนสวยของมันไม่ชอบล่ะมั้ง... หึ คิดแล้วก็ตลกดีนะ บอกผมไม่ให้สูบ แต่ลับหลังแฟนตัวเองมันก็สูบเหมือนกันนั่นแหละ มีแต่ผมที่เชื่อคำพูดของมันเป็นตุเป็นตะทั้งๆ ที่มันไม่ได้จริงจังอะไรเลย
น่าสมเพชจริงๆ
               
“มีเรื่องกลุ้มเหรอ” หลังจากปล่อยให้สมองจมอยู่กับความทรงจำในอดีตอยู่พักใหญ่ เสียงทุ้มก็ปลุกผมกลับสู่ปัจจุบันอีกครั้ง
               
“รู้ได้ไง” ผมถามกลับพลางพ่นควันสีขาวออกมา
               
“คราวก่อนฉันชวน ไม่เห็นจะอยาก” ผมนึกถึงตอนที่ยืนรอลิฟต์ แล้วอยู่ๆ หมอนี่ก็มาชวนผมสูบบุหรี่หน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ ผมหัวเราะในลำคอ ก่อนจะยักไหล่ตอบ
               
“ก็ทำนองนั้น” ผมเปลี่ยนคีบบุหรี่ไว้ที่มือ และพ่นควันออกมาอีกรอบพลางเอนหลังพิงเสาอีกฝั่ง
               
“เรื่องไอ้ซันเหรอ”
               
“...” ผมชะงัก ขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าอย่างแปลกใจ แต่ไม่ต้องรอให้ผมได้ถาม หมอนี่ก็ตอบคำถามที่อยู่ในใจผมออกมาอย่างรู้ทัน
               
“คิดว่าดูไม่ออกหรือไง ว่าชอบมัน”
               
“...” ผมมองหน้าเขานิ่งๆ และไม่ได้ตอบอะไร จริงๆ เพราะไม่รู้จะตอบอะไรต่างหาก ในเมื่อสิ่งที่หมอนี่พูดออกมามันคือเรื่องจริง
               
จำได้ว่าก่อนหน้านี้เขาก็เคยพูดอะไรทำนองนี้ออกมาด้วยนี่นะ นี่ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ขนาดคนที่ดูจะไม่แคร์ใครอย่างหมอนี่ยังมองออกเลย แล้วผมจะปกปิดความรู้สึกของตัวเองกับไอ้ซันได้อีกนานแค่ไหนกัน
               
“ชอบมันมานานหรือยัง” พอเห็นว่าผมเงียบ เขาก็ถามคำถามใหม่ขึ้นมา
               
อยู่ๆ ทำไมวันนี้พูดมากกว่าทุกวันวะ ไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่าเนี่ย -_-^
               
“ตั้งแต่มอสี่” แต่ผมก็ตอบ พลางนึกย้อนเหตุการณ์ต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับไอ้ซัน... สองปีนี่มันผ่านไปไวจริงๆ
               
สายลมเบาๆ พัดเอาความเย็นสบายผ่านเข้ามาในร้าน ผมเงยหน้ามองดอกเล็บมือนางดอกเล็กที่ปลิวหล่นลงมาเพราะสายลมด้วยความรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมาพักใหญ่ แต่แล้วความสบายใจของผมก็เป็นอันยุติลง เมื่อน้ำเสียงเรียบนิ่งพูดประโยคที่โคตรจะน่าประหลาดใจขึ้นมา
               
“ฉันเองก็เคยคบกับผู้ชาย”
               
แค่ก! แค่ก!
               
ผมถึงกับสำลักควันบุหรี่ทั้งๆ ที่ไม่เคยสำลัก ก่อนจะเบิกตาโพลงมองคนตรงหน้าด้วยความตกใจ
               
“เป็นไบเรอะ!?” ทั้งที่ทำผมตกใจแทบตาย แต่ร่างสูงกลับยังคงพ่นควันบุหรี่อย่างสบายใจ พลางยักไหล่
               
“ก็แค่ลองดู”
               
ลองดู? ลองคบกับผู้ชายเนี่ยนะ? คิดอะไรของมันอยู่เนี่ย
               
“แล้วมันเป็นไง” ผมถามด้วยความอยากรู้ ถึงผมจะแอบชอบไอ้ซันซึ่งเป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่เคยคบกับมันสักหน่อย ดังนั้นนี่จึงนับเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมทีเดียว
               
“ก็ไม่ไง” ว่าพลางอัดควันเข้าปอดอีกรอบอย่างไม่นี่หระ ผมไม่น่าคาดหวังคำตอบที่ดีกว่านี้เลยนะ คนอย่างหมอนี่มันเคยแยแสอะไรในโลกที่ไหนล่ะ
               
“แสดงว่าไม่ชอบน่ะสิ ถึงได้กลับมาคบผู้หญิงเหมือนเดิม” ผมเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ ยังไงก็หล่อเลือกได้นี่นะ
               
“ไม่รู้สิ อาจจะไม่ชอบ... แต่ถ้าให้ลองอีก ก็ได้นะ” อยู่ๆ ดวงตาเรียวคมก็เหล่มองผมพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย ผมเบ้ปากใส่ ก่อนจะเบือนหน้าหนี
               
ตลกตายล่ะ!   
               
“แล้วนายล่ะ ไม่เคยชอบผู้หญิงบ้างเลยหรือไง” เขาถามต่อ
               
วันนี้หมอนี่พูดมากกว่าปกติจริงๆ นะ สอดรู้สอดเห็นมากด้วย ตัวปลอมหรือเปล่าเนี่ย
               
“เคยสิ” ผมตอบพลางทิ้งบุหรี่ลงกับพื้น เพราะคิดว่ามันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมากแล้ว “แต่นานมากแล้วล่ะ”
               
“เมื่อไหร่” ถามทั้งๆ ที่ปากยังคาบบุหรี่อยู่
               
“ไม่รู้สิ สมัยประถมมั้ง” ผมพยายามนึก แต่มันเป็นนานมากจริงๆ จนผมจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จำได้แค่ว่านั่นเป็นรักครั้งแรกของผม แถมยังเป็นการแอบรักด้วย และผมก็ไม่ได้สารภาพอะไรกับเด็กคนนั้นเลยจนกระทั่งเรียนจบและแยกย้ายกันไป
               
ความจริงผมน่าจะทำแบบสมัยประถมบ้างนะ เก็บความรู้สึกเอาไว้ ไม่ต้องพูดออกไป... บางทีมันอาจจะเจ็บน้อยกว่านี้ก็ได้ เพราะสุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป มันก็คงจะค่อยๆ จางหายไปเองนั่นแหละ ผมคงไม่คิดจะแอบรักใครไปตลอดชีวิตหรอก
               
“ก็เป็นไบเหมือนกันนั่นแหละ”
               
“ไม่ใช่!” ผมเถียง แม้จริงๆ จะเถียงได้ไม่เต็มปากก็ถาม เพราะจริงๆ แล้วผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร
               
แต่ไม่รู้สิ ผมไม่ชอบให้ใครมากำหนดว่าผมเป็นอะไร... 
ผมก็แค่รัก...คนที่ผมรัก... ก็เท่านั้น
               
“แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยชอบใครอีกเลยเหรอ นอกจากไอ้ซัน” เชนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ทำไมเขาถึงถามซักไซ้นักนะ กำลังทำวิจัยเรื่องการแอบรักแสนรันทดอยู่หรือไง
               
ถึงผมจะไม่ได้ตอบ แต่เหมือนหมอนี่จะเข้าใจว่าคำตอบคือใช่ เขาเงยหน้าขึ้นมองพุ่มดอกเล็บมือนางที่อยู่เหนือหัวเราอีกครั้ง คิ้วเข้มขมวดเหมือนกำลังคิดอะไรยากๆ อยู่
               
“ทำยังไงถึงจะรักใครสักคนได้นานขนาดนั้น” เขาพึมพำเบาๆ เหมือนกับจะถามตัวเองมากกว่า แต่คำถามนั่นกลับทำให้ผมเป็นฝ่ายขมวดคิ้วบ้าง
               
“นายกับฟ้าก็ดูรักกันดีนี่” พอได้ยินผมพูดแบบนั้น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยก็มองกลับมาที่ผม ก่อนจะเลิกคิ้ว
               
“งั้นเหรอ”
               
หมายความว่าไงวะ?
               
“พูดแบบนี้แสดงว่าไม่ได้จริงจังงั้นเหรอ” ผมถาม รู้สึกว่าคิ้วตัวเองขมวดยิ่งกว่าเก่า
               
“ไม่รู้สิ”
               
อะไรคือไม่รู้วะ แสดงว่าไอ้หมอนี่มันไม่ได้จริงจังกับผู้หญิงคนนั้นจริงๆ ด้วยสินะ สันดานแย่ชะมัด
               
“ถ้าผู้หญิงคนนั้นมาได้ยินเข้าคงเสียใจน่าดู” ผมมองคนตรงหน้าอย่างตำหนิ เชนมองผมกลับนิ่งๆ สีหน้าเหมือนกำลังตั้งคำถาม ผมเลยพูดต่อ “ฉันว่าเธอคงรักนายน่าดู รักเธอให้ได้อย่างที่เธอรักสิ”

“...”

“ลองจริงใจกับใครสักคนดูสักครั้ง บางทีนายอาจจะเข้าใจขึ้นมาบ้างก็ได้ ว่าการที่ได้รักใครสักคนนานๆ มันเป็นยังไง”
               
ผมร่ายยาว ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไปจำคำพูดเลี่ยนๆ นี่มาจากไหน แต่จะว่าไปมันเลี่ยนตั้งแต่ที่ผมกับหมอนี่มาจับเข่าคุยเรื่องความรักกันแล้วล่ะ อะไรดลใจเนี่ย นึกแล้วก็น่าขนลุกเป็นบ้า
               
“จริงใจเหรอ” ร่างสูงพึมพำเบาๆ ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “หึ จะลองดูละกันนะ น้องชาย”
               
ไม่ว่าเปล่า ฝ่ามือหนายังถือวิสาสะตบหัวผมเบาๆ อย่างกวนประสาทอีกต่างหาก แต่พอผมทำท่าจะโวยวาย ร่างสูงก็ยืดตัวขึ้น ทิ้งก้นบุหรี่ลงที่พื้นพลางใช้เท้าบี้ลวกๆ ก่อนจะเดินหนีกลับเข้าไปในร้านหน้าตาเฉย ปล่อยให้ผมได้แต่มองตามด้วยใบหน้าร้อนวูบ
               
จะมีสักครั้งมั้ย ที่หมอนี่จะจบการสนทนาโดยไม่ทำให้ผมหงุดหงิดขึ้นมาน่ะ -*-
 
               
พอผมเดินกลับไปที่โต๊ะ พวกเพื่อนๆ ก็ทำท่าจะกลับกันแล้ว เพราะมีหลายคนที่เริ่มเมาจนคุยไม่รู้เรื่อง เลยเกิดเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย ผมเองก็ต้องช่วยแบกเพื่อนที่เมาแล้วขึ้นรถไปส่งที่หอพวกมัน สุดท้ายแล้วก็เลยไม่ได้เมาอย่างที่คิด แต่ถึงอย่างนั้นฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กินเข้าไปก็ทำให้ผมหลับเป็นตายทันทีที่ถึงหอ
               
วันนี้เป็นวันสอบวันแรก ซึ่งเป็นวิชาภาษาอังกฤษ บอกตามตรง ผมเพิ่งตื่นมาอ่านเมื่อเช้านี้เอง โชคดีจริงๆ ที่ได้สอบตอนเที่ยง แต่ถึงยังไง ผมก็ตอบคำถามในข้อสอบไปด้วยความรู้เก่า และสัญชาตญาณล้วนๆ เนื้อหาที่เรียนมาตลอดเทอมนี่แทบไม่มีอยู่ในหัวผมเลย
               
“คืนนี้ไปไหนดีวะ” เวสป้าเดินเข้ามากอดคอถามผมทันทีที่เดินออกมาจากห้องสอบ
               
“เพิ่งสอบวันแรกเองนะมึง ไม่คิดจะพักบ้างเรอะ” ผมหันไปขมวดคิ้วใส่มัน ถึงคณะเราจะเลื่องลือในเรื่องขี้เหล้าก็เถอะ แต่จะให้เข้าร้านเหล้าทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์เลยมันก็ไม่ไหวนะ ตับคนไม่ได้หล่อขึ้นมาจากเหล็กซะหน่อย
               
“โหมึง อีกตั้งสองวันกว่าจะสอบอีกวิชา กลัวอะไรวะ” มันยังคงตื๊อ ผมถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้า
               
“ไม่ดีกว่าว่ะ วันนี้กูว่าจะกลับไปนอน โคตรเพลียเลย” ผมดึงมือไอ้เวสออกจากคอ ก่อนจะปลีกตัวเดินออกมา วันนี้ผมมาสอบค่อนข้างสาย ที่จอดรถแถวๆ นี้จึงเต็มหมด ต้องไปจอดที่ตึกข้างๆ ซึ่งอยู่ไกลพอสมควร เรียกได้ว่าต้องเดินกันขาลากเลยทีเดียว แต่พอมาถึงรถโฟล์คสีน้ำเงินของตัวเอง ผมก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อมีมอเตอร์ไซค์คนใหญ่ของไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาจอดขวางทางออกไว้
               
เวรเอ๊ย แล้วแบบนี้ผมจะออกรถยังไงเนี่ย -*-
               
ผมเดินเข้าไปพยายามจะเข็นรถสปอร์ตไบค์สีดำสนิทเพื่อให้พ้นทาง แต่มันก็ลำบากน่าดูเพราะเจ้าของดันล็อคคอรถเอาไว้ แต่จะว่าไป ไอ้มอเตอร์ไซค์นี่มันคุ้นๆ แฮะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน...
               
“เชน ฟ้าบอกแล้วไงว่าอย่าจอดรถแบบนี้ เห็นมั้ยคนอื่นเค้าเดือดร้อน”
               
อา ผมรู้แล้วล่ะว่าเคยเห็นรถคันนี้ที่ไหน
               
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะว่าปลงก็ปลง จะว่าเซ็งก็เซ็ง... ทำไมไม่ว่าจะไปไหนผมจะต้องเจอหมอนี่ตลอดเลยวะ
               
“ไม่เป็นไรหรอก” เสียงเรียบนิ่งตอบเสียงหวานอย่างไม่ยี่หระ ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ จึงหันไปเผชิญหน้ากับใบหน้าหล่อเหลาในเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้ม ที่กำลังใช้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเรียวคมมองกลับมาด้วยแววตาที่ไม่บ่งบอกอารมณ์อะไรเช่นเคย
               
“ไง”
               
ร่างสูงเป็นฝ่ายทักก่อน ผมทำหน้าเซ็งอย่างไม่ปิดบัง บ่งบอกให้รู้ว่าผมไม่ได้รู้สึกยินดีเลยสักนิดที่เจอเขา (อีกแล้ว)
               
“อ้าว นาย” เจ้าของเสียงหวานในชุดช็อปสีเดียวกันเดินมาอยู่ข้างๆ เชน ก่อนจะมองหน้าผมเหมือนกำลังนึกว่าเคยเจอผมที่ไหน ผมเลยช่วยเฉลยก่อนที่เจ้าตัวจะนึกออก
               
“สวัสดีครับ ผมชื่อตรี เป็นเพื่อนไอ้ซัน” พอได้ยินแบบนั้น ร่างบางก็ร้องอ๋อเบาๆ พร้อมกับพยักหน้าและยิ้มตอบ ก่อนจะหันไปทำสายตาตำหนิร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ อีกรอบ
               
“ดีนะที่เป็นคนรู้จัก ไม่งั้นรถเชนโดนเจาะยางไปแล้ว”
               
เหอะ ถึงจะรู้จักก็ใช่ว่าผมจะไม่ทำนี่ ก็อยากทำเหมือนกันแหละ ถ้าไม่โผล่หัวออกมาซะก่อน
               
“ขอโทษด้วยนะที่หมอนี่จอดรถเสียมารยาท เขาก็แบบนี้แหละ ไม่คิดจะแคร์ใครหรอก” ประโยคหลังฟ้าทำท่ากระซิบกับผมเหมือนจะนินทา แต่ผมก็เชื่อว่าร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอก็คงจะได้ยิน หมอนั่นขมวดคิ้วไม่พอใจนิดหน่อย ก่อนจะยื่นมือมาขยี้ผมดัดลอนอ่อนๆ ของคนเป็นแฟนเบาๆ จนคนตัวเล็กกว่าร้องเสียงแหลม แล้วหันไปตีร่างสูงกลับ ถึงจะยังคงตีหน้านิ่ง แต่แววตาที่หมอนี่มองไปยังร่างเล็กที่แสนจะน่าเอ็นดูของฟ้ามันก็แฝงไปด้วยความเอ็นดู จนผมอดที่จะแอบรู้สึกทึ่งไม่ได้
               
เวลาอยู่กับแฟนก็ทำตัวน่ารักเป็นนี่หว่า
               
“อ๊ะ ตรีรีบไปทำธุระหรือเปล่า เชนพวกเรารีบไปกันเถอะ เขาจะได้เอารถออกได้” ฟ้าพูดขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ร่างสูงจึงมองมาที่ผม ก่อนจะเดินไปที่รถสปอร์ตไบค์สีดำสนิทอย่างไม่ขัดอะไร แต่ตอนที่กำลังเดินผ่านไป หมอนี่กลับหยุดข้างๆ ผม พร้อมกับก้มลงมากระซิบเสียงเบา
               
“ฉันกำลังพยายามอยู่นะ...”
               
“...?”
               
“ที่นายบอกให้ฉันจริงใจกับใครสักคน” ว่าจบร่างสูงก็ยืดตัวขึ้นและเดินไปที่สปอร์ตไบค์ของตัวเอง ในขณะที่ผม หัวเราะออกมาเบาๆ
               
จะทำอะไรก็ทำไปสิ จะมาบอกผมทำไมกัน แปลกคนจริงๆ เลยหมอนี่
               
ผมมองร่างสูงที่ตวัดขายาวๆ คร่อมรถมอเตอร์ไซค์ก่อนจะสวมหมวกกันน็อคสีดำตาม ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเห็นใครขับสปอร์ตไบค์หรอกนะ แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้ว่าบอดี้สุดเพอร์เฟคต์ของหมอนี่ เหมาะกับรถเท่ๆ คันนี้จริงๆ ผมมองจนกระทั่งแฟนของเชนขึ้นไปซ้อนพร้อมกับกอดเอวหมอนั่นไว้ก่อนจะหันมายิ้มให้ผม
               
“ไปก่อนนะ ขอโทษจริงๆ เรื่องที่จอดรถ คราวหลังจะไม่ยอมให้หมอนี่ทำนิสัยแย่ๆ อย่างนี้อีกแล้วล่ะ รับรองเลย” สีหน้าจริงจังเกินไปของฟ้าทำให้ผมหลุดยิ้มออกมานิดๆ ผู้หญิงคนนี้นี่น่ารักจริงๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมาลงเอยกับจอมเย็นชาอย่างหมอนี่ได้ อย่างกับจับนางฟ้ามาคู่กับซาตาน หรืออะไรทำนองนั้นเลยแฮะ
               
ผมยืนส่งพวกเขาจนกระทั่งมอเตอร์ไซค์สีดำสนิทคันนั้นลับตาไปด้วยความเร็ว ก่อนจะเดินกลับมาที่รถของตัวเองพลางบิดขี้เกียจ อา เพลียจัง อยากกลับไปนอนจะแย่แล้ว
               
แต่ในขณะที่ผมเสียบกุญแจ พร้อมที่จะสตาร์ทรถ อยู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงการสั่นของโทรศัพท์มือถือที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ผมหยิบมันขึ้นมาดูว่าใครโทรเข้ามา แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก
               
ไอ้ซัน...
               
มันโทรมาหาผมทำไมกัน
               
ผมได้แต่มองสายเรียกเข้าอย่างชั่งใจ ไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะรับหรือไม่รับดี จนกระทั่งสายถูกตัดไป ผมคิดว่าผมจะโล่งอกที่ไม่ต้องรับสายมัน แต่ความจริงแล้วผมกลับจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น เพื่อจะดูว่ามันจะโทรมาอีกรอบหรือเปล่า
               
ครืดดด
               
และพอโทรศัพท์ในมือสั่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับโชว์เบอร์โทรเบอร์เดิมที่คุ้นตา ผมก็กดรับสายทันทีอย่างไม่รีรอเหมือนก่อนหน้านี้ ผมกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ โดยไม่สนใจเลยว่าการรับสายมันครั้งนี้...อาจทำให้ผมต้องกลับสู่วัฏจักรเดิมๆ ที่มีแต่ความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
               
“ฮัลโหล”
               
[ ไอ้ตรี ] ปลายสายเรียกชื่อออกมาด้วยน้ำแสงที่อ่อนแรงจนผมสัมผัสได้  [ คืนนี้มึงว่างหรือเปล่าวะ... ]
               
“...”
               
[ ออกมาหากูหน่อยได้มั้ย? ]
               
...





-- makok_num --

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
5
เชื่อมสัมพันธ์
 
               
ทั้งๆ ที่ผมปฏิเสธเพื่อนในคณะว่าจะไม่ไปกินเหล้ากับพวกมันแท้ๆ แต่ใครจะไปคิด ว่าสุดท้ายแล้วผมก็ต้องมานั่งจมจ่อมอยู่ในร้านที่มีแต่เสียงเพลงละกลิ่นแอลกอฮอล์นี่อยู่ดี
               
“อยู่ๆ ก็มาบอกกูว่าจะไปเรียนต่อที่อเมริกา จะให้กูเตรียมใจทันได้ยังไงวะ” ใบหน้าที่เคยร่าเริงและแววตาที่แฝงความทะเล้นของคนตรงหน้า ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ พร้อมกับน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ที่ขอบตาล่าง ในขณะที่ปากก็พร่ำพูดถึงผู้หญิงที่ตัวเองรักไม่หยุดตั้งแต่ที่เราสองคนนั่งลงที่ร้าน ไอ้ซันยกแก้วเหล้าแก้วที่เท่าไหร่ไม่รู้กระดกรวดเดียวหมด ก่อนจะเติมแอลกอฮอล์ลงไปใหม่ โดยไม่รอให้แก้วว่างเลยสักวินาที
               
ผมกระดกแก้วของตัวเองตาม และไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ระบายความในใจที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยฤทธิ์เหล้า
               
“แล้วพอกูขอไม่ให้ไป ก็หาว่ากูไม่เข้าใจ ขู่ว่าจะเลิกกับกู กูผิดเหรอวะ ถามจริง”
               
“...”
               
“กูรักเค้าจริงๆ ว่ะตรี กูรักเค้ามาก กูไม่อยากให้เค้าจากกูไปไหน มึงเข้าใจกูมั้ย” ดวงตาแดงก่ำมองหน้าผม พร้อมน้ำใสๆ ที่เริ่มไหลลงมา แต่ฝ่ามือหนาก็ปาดออกลวกๆ ก่อนจะหันกลับไปกระดกเหล้าต่อ
               
ผมอยากจะห้ามมันนะ เพราะท่าทางมันดูเหมือนจะเมามากแล้ว และก็เพ้อมากด้วย แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงไม่ยอมห้ามมัน ผมยังคงนั่งฟังในสิ่งที่ทำให้ตัวเองเจ็บปวดอยู่อย่างนั้นนานนับชั่วโมง
               
หึ นี่ผมเป็นพวกมาโซคิสต์ ชอบความเจ็บปวดสินะ
               
“กูควรทำยังไงดีวะ กูไม่อยากให้เค้าไปจริงๆ ถ้าเราห่างกันแล้วเค้าเกิดไปมีคนอื่น กูจะต้องบ้าตายแน่ๆ”
               
“...”
               
“กูไม่ยอมเลิกหรอก ไม่ว่ายังไงกูก็ไม่ยอมเลิกเด็ดขาด” ว่าพลางกระดกเหล้าแก้วใหม่แบบรวดเดียวจบ ผมมองคนตรงหน้าด้วยความเจ็บปวดไม่แพ้กัน ผมไม่สามารถให้คำปรึกษาอะไรได้เลย ในเมื่อหัวใจของผมมันก็เจ็บปวดเจียนจะตายอยู่แล้ว...
               
ผมได้แต่นั่งเงียบและปล่อยให้ไอ้ซันพร่ำเพ้อว่ารักวีอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งมันนิ่งเงียบไป ตอนนั้นแหละที่ผมรู้ว่าพวกเราควรจะกลับได้แล้ว ผมลากมันออกมาจากร้านเหล้าด้วยความยากลำบาก ยังโชคดีที่มันยังพอพยุงตัวเองให้ลากขาเดินได้บ้าง ไม่อย่างนั้นผมคงแบกมันทั้งตัวไม่ไหวแน่
               
ผมกึ่งลากกึ่งพยุงไอ้ซันมาจนถึงอพาร์ตเม้นต์สุดหรูของมันได้สำเร็จ ในขณะที่มันยังคงพร่ำเรียกชื่อผู้หญิงที่มันรักอยู่อย่างนั้น โดยไม่รู้เลยสักนิดว่าการที่มันคิดถึงคนอื่นอยู่ตลอดเวลาจะทำให้ผมต้องเจ็บปวดมากแค่ไหน
               
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขณะที่มองใบหน้าของร่างสูงที่ตอนนี้หลับคาโซฟาไปเรียบร้อยแล้ว...
ทำไมผมต้องรักมันด้วยนะ... ทำไมถึงไม่เป็นคนอื่น... ใครก็ได้ที่ผมจะสามารถรักเขาได้สุดหัวใจโดยที่ไม่ต้องมานั่งเจ็บอยู่ทุกวี่วันอย่างนี้ 
               
“วี...” เสียงทุ้มเพ้อเรียกชื่อแฟนมันอีกครั้ง แต่คราวนี้มือมันเอื้อมมือมาคว้ามือผมไปบีบไว้แน่น “อย่าทิ้งเราไป... เรารักวีนะ... รักวีจริงๆ...”
               
ฝ่ามือร้อนจัดกุมมือผมไว้แน่น ก่อนจะเลื่อนไปไว้ที่แก้มของมันอย่างรักใคร่ ผมมองหน้าไอ้ซันอีกครั้ง ด้วยหัวใจที่แหลกสลายอย่างไม่เหลือชิ้นดี ผมยกมือขึ้นกุมขมับ พยายามกลืนก้อนอะไรสักอย่างที่ขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ เพื่อตั้งสติอีกครั้ง
               
คนที่มันอยากจะกุมมือไว้คือวี ไม่ใช่ผม... นั่นแหละคือความจริง
               
ผมติดสินใจดึงมือของตัวเองออกมา ก่อนจะถอยออกมาตั้งหลักในห้องน้ำ ผมวักน้ำล้างหน้าตัวเองหลายๆ ทีเพื่อเรียกสติ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกกำลังสั่นระริกด้วยความหวั่นไหว ยิ่งตอกย้ำให้ผมได้รู้ว่าผมมันน่าสมเพชมากแค่ไหน 
               
ผมถอนหายใจกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะจัดการเตรียมน้ำและผ้าขนหนูพื้นเล็กไปเช็ดตัวให้ไอ้ซันอย่างที่เคยทำ ร่างสูงงอแงอย่างรำคาญนิดหน่อยเมื่อผมแตะผ้าขนหนูชุบน้ำลงบนร่างกายร้อนผ่าวของมัน ผมเช็ดแขนและคอที่โผล่พ้นเสื้อยืดสีดำออกมาพอเป็นพิธี ก่อนจะเลือนขึ้นไปเช็ดใบหน้าหล่อเหลาที่หลับสนิทไปแล้ว ผมเช็ดหน้าให้มันอย่างระมัดระวังด้วยกลัวว่าร่างสูงจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แต่ไม่รู้เพราะฤทธิ์เหล้าที่ผมกินเข้าไป หรือเพราะอะไรก็ตาม อยู่ๆ สายตาของผม ก็หยุดอยู่ที่ริมฝีปากบางของคนตรงหน้า...
               
“...”
               
ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองยื่นหน้าเข้ามาใกล้ใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทของผมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ พอรู้ตัวอีกที ลมหายใจร้อนผ่าวที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ก็เป่ารดลงมาบนปลายจมูกของผมแล้ว ผมเหลือบตาขึ้นมองดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังปิดสนิทของไอ้ซัน ก่อนที่จิตใต้สำนึกด้านชั่วจะบอกผมว่า...นี่คือโอกาส...
               
ผมเลื่อนใบหน้าของตัวเองเข้าไปใกล้อีกนิดพร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวราวกับกำลังจะระเบิด ร่างกายของผมร้อนผ่าวไปหมด ผมหลับตาลงเพราะอยากซึมซับความรู้สึกที่กำลังจะได้รับให้มากที่สุด...
               
แต่แล้วในขณะที่ริมฝีปากของผมกำลังจะสัมผัสกับริมฝีปากบางภายในเสี้ยววินาที จิตใต้สำนึกในส่วนดีก็กระชากสติของผมให้กลับมา ผมผละใบหน้าตัวเองออกมาจากใบหน้าของไอ้ซัน ผมมองใบหน้าที่ยังคงหลับใหลไม่รู้เรื่องรู้ราวของเพื่อนรัก ก่อนจะผุดลุกขึ้น พร้อมกับยกมือขึ้นกุมขมับ
               
ผมทำไม่ได้หรอก ผมจะจูบมันทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่เคยรักผมเลยสักนิดได้ยังไง
               
“บัดซบเอ๊ย!” ผมสบถออกมาเสียงดัง ก่อนจะเดินออกมาข้างนอกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผมจะปล่อยให้ฤทธิ์แอลกอฮอล์สั่งให้ผมทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นอีก
               
ผมยืนอยู่หน้าห้องไอ้ซัน หอบหายใจแรงราวกับว่าเพิ่งผ่านการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงมา ผมมองมือของตัวเองข้างที่มันดึงไปกุมไว้แน่นเมื่อครู่ ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับจะแล่นจากฝ่ามือนั้นไปยังหัวใจที่กำลังบอบช้ำอย่างรวดเร็ว ผมยกมือขึ้นมากุมขมับพร้อมกับถอนหายใจ
               
ให้ตาย ตอนนี้ผมอยากได้บุหรี่สักมวนจริงๆ
               
ความรู้สึกนั้นเรียกให้ผมเงยหน้าขึ้นมองประตูฝั่งตรงข้าม เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีคลังบุหรี่อยู่ในนั้น... หมอนั่นจะกลับมาหรือยังนะ?
               
เร็วเท่าความคิด เท้าของผมพาตัวเองเคลื่อนกายมาอยู่หน้าบานประตูสีขาวที่อยู่อีกฝั่งโดยที่ผมไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ แต่ขณะที่มือของผมกำลังจะยกขึ้นเพื่อเคาะประตู ผมก็นึกขึ้นได้ว่าหมอนั่นไม่ได้อยู่ในห้องนี้แค่คนเดียว
               
ยังมีแฟนสาวที่น่ารักมากของเขาอีกคนที่อยู่ในห้องนี้ และผมคงกลายเป็นคนเสียมารยาทมากแน่ ถ้าไปเคาะประตูเพื่อจะขอบุหรี่ในยามดึกดื่นขนาดนี้ ผมกลับมายืนที่หน้าห้องไอ้ซันอีกครั้ง พร้อมกับก่นด่าตัวเองที่วันนี้ผมทำตัวงี่เง่าเหลือเกิน
               
แต่แล้วเมื่อผมบิดลูกบิดประตูเตรียมจะกลับเข้าไปข้างในอีกครั้ง จมูกของผมก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของบุหรี่นอกที่ผมได้กลิ่นบ่อยมากในช่วงนี้ จนมันกลายเป็นอะไรที่คุ้นชินไปแล้ว กลิ่นนั้นมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังเดินขึ้นบันไดหนีไฟมาอย่างช้าๆ ผมปิดประตูลงอีกครั้ง และมองไปที่บันไดหนีไฟด้วยหัวใจที่เต้นรัวด้วยความทึ่งกับความบังเอิญที่พระเจ้ามอบให้
               
มาได้ถูกจังหวะตลอดเลยแฮะ…
ร่างสูงในเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มเดินมาตามระเบียงโดยไม่รู้ตัวเลยว่าผมกำลังยืนอยู่ตรงนี้ กระเป๋ากีตาร์ที่สะพายอยู่บนหลังบ่งบอกว่าเขาเพิ่งจะกลับมาจากเล่นดนตรี เดินมาจนเกือบจะถึงตัวผมนั่นแหละ ร่างสูงถึงได้เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะเลิกคิ้วด้วยสีหน้าแปลกใจ
               
“อ้าว” เชนร้องทัก ก่อนจะคีบบุหรี่ออกจากปาก
               
“ไง” ผมทักกลับนิ่งๆ หมอนี่ขมวดคิ้วก่อนจะคาบบุหรี่ไว้ละอัดควันเข้าปอดอีกรอบ
               
“ไอ้ซันเมาอีกแล้วเหรอ” ถามอย่างรู้ทัน
               
“อืม” ผมตอบสั้นๆ ก่อนจะปล่อยให้บรรยากาศจมลงสู่ความเงียบ ผมกำลังตัดสินใจอยู่ว่าควรจะพูดออกไปดีหรือเปล่าน่ะสิ
               
“มีอะไร” เชนขมวดคิ้วหนักขึ้น พร้อมกับถามเหมือนดูออกว่าผมมีอะไรจะพูด
               
ผมยิ้มบางๆ ออกมา หมอนี่เหมือนปีศาจที่อ่านใจคนได้เลยนะ ไม่ว่าผมจะคิดอะไรอยู่ก็ดูเหมือนว่าหมอนี่จะรู้ไปหมด โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกมาเลย
               
“ขอบุหรี่หน่อยสิ” ผมพูดออกไปในที่สุด ร่างสูงที่ยืนรอให้ผมพูดยิ่งขมวดคิ้วเข้าหากันจนมันแทบจะขมวดเป็นปม ก่อนที่เขาจะถอนหายใจหนักๆ ออกมา
               
“ตามมา” เจ้าของเสียงเรียบนิ่ง ว่าพลางเดินออกจากที่ที่เราคุยกันอยู่
               
และถึงไม่รู้ว่าหมอนี่จะพาผมไปไหน แต่สองขาของผมก็เลือกที่จะเดินตามขายาวๆ ที่เดินนำหน้าไป โดยไม่คิดจะปริปากบ่น
 
               
01.10 A.M.
หมอนั่นไม่ได้พาผมไปไหนไกลหรอก ก็แค่พามาสูดอากาศตรงบันไดหนีไฟที่มีราวกั้นสูงระดับอกเท่านั้น ลมเย็นๆ ที่พัดเข้ามาทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ความเศร้าที่อัดแน่นอยู่ในใจของผมหายไปได้หรอก
               
“เรื่องไอ้ซันอีกแล้วเหรอ” ร่างสูงเป็นฝ่ายถามขึ้นมาพลางจี้บุหรี่มวนเก่าที่สูบจนเกือบหมดมวนลงกับที่เขี่ยซึ่งมีก้นบุหรี่ยี่ห้อเดียวกันอยู่เต็มไปหมด บ่งบอกว่านี่คงจะเป็นมุมโปรดที่เขาเอาไว้หลบมาสูบบุหรี่คนเดียวเงียบๆ 
               
“อือ” ผมตอบสั้นๆ สายตายังคงทอดมองออกไปยังเมืองที่ยังคงคึกคักแม้จะดึกมากแล้วก็ตาม
               
“คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ” เขาถาม ผมหันกลับไปมองร่างสูง ก่อนจะแบมือออก
               
“ขอบุหรี่หน่อย” ผมบอกสีหน้าจริงจัง หมอนี่ขมวดคิ้ว พร้อมกับถอนหายใจ ก่อนจะล้วงซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง
               
จริงๆ การที่ผมกลับมาอยากบุหรี่อีกครั้งต้องโทษหมอนี่นะ เพราะถึงแม้ผมจะเลิกไปได้แล้วรอบหนึ่ง แต่มันก็เหมือนเชื้อเพลิงที่พร้อมจะเกิดประกายไฟ ผมพร้อมจะกลับมาสูบได้ทุกเมื่อนั่นแหละ และยิ่งได้ลองกลับมาครั้งนึงแล้ว มันก็ยากที่จะถอนตัว
               
“ขอบใจ” ผมว่าและกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบมวนบุหรี่ที่หมอนี่กระแทกออกมาให้ แต่ยังไม่ทันที่มือของผมจะได้แตะไอ้สารต่อมะเร็งนี่ ฝ่ามือหนาก็ชักมือกลับไป ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่กวนประสาทอย่างไม่มีใครเทียบ
               
“ไม่ให้”
               
อะ...ไอ้...
               
ผมได้แต่มองตาขวางเมื่อหมอนี่ปล่อยให้ผมขอบใจเก้อ ในขณะที่ร่างสูงเอาบุหรี่มวนนั้นไปคาบไว้เอง ก่อนจะจุดไฟสูบหน้าตาเฉย
               
กวนประสาท!
               
ผมพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเบือนหน้ามองออกไปนอกระเบียงอีกครั้ง หมอนั่นเองก็เดินมาเท้าแขนตรงระเบียงข้างๆ ผม ก่อนจะพ่นควันบุหรี่ออกมาพลางทอดสายตามองออกไปอย่างไร้จุดหมาย
               
“ระบายมาสิ” เสียงเรียบพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ ผมขมวดคิ้วและหันไปมองร่างสูงด้วยอารมณ์ที่ยังเคืองไม่หาย
               
“ทำไมต้องระบายให้นายฟัง เพื่อนรึก็ไม่ใช่” ผมปฏิเสธน้ำเสียงฟังดูประชดประชัน แต่ก็จริงนั่นแหละ ผมไม่จำเป็นจะต้องมานั่งพูดเรื่องกลุ้มใจให้หมอนี่ฟังเลย เรามันก็เป็นแค่คนรู้จักที่บังเอิญเจอกันไม่กี่ครั้งเท่านั้น
               
คนกวนประสาทยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะสูบบุหรี่ต่อไปเงียบๆ แต่กลับเป็นผมเอง ที่พอเห็นท่าทางไม่สนใจของหมอนี่ กลับยิ่งทำให้ผมรู้สึกอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
               
นี่ผมคงจะเมาจริงๆ สินะ -*-
               
“วีกำลังจะไปต่างประเทศ” ในที่สุดผมก็พูดออกมาจนได้ ร่างสูงยังคงมองไปข้างหน้า แต่ผมก็รู้ว่าเขาฟังอยู่ ผมถอนหายใจก่อนจะเลื่อนสายตามองออกไปยังแสงสีในเมืองบ้าง
               
“ไอ้ซันมันไม่อยากให้ไป สองคนนั้นก็เลยทะเลาะกัน”
               
“...”
               
“มันมาปรึกษาฉัน... ซึ่งฉันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรับฟัง...”

“...”

“ฉันแอบคิดนะ ว่านี่มันอาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้มันหันกลับมามองฉันบ้างก็ได้... แต่ไม่ใช่เลย ต่อให้ไม่มีวี มันก็
ไม่มีทางหันกลับมามองฉันหรอก...” ผมเงียบไปเมื่อรู้สึกว่ามีก้อนอะไรบางอย่างขึ้นมาจุกอยู่ที่คออีกแล้ว ผมพยายามกลืนน้ำลายหวังว่าก้อนนั่นมันจะหายไป แต่คราวนี้มันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด
               
“เจ็บจริงๆ” ผมเค้นเสียงออกมา ในจังหวะเดียวกับที่น้ำใสๆ ค่อยๆ ไหลออกจากดวงตา
               
อา ในที่สุดก็ร้องไห้ออกมาจนได้ คงเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์สินะที่ทำให้ผมหวั่นไหวได้ถึงขนาดนี้
               
“เฮ้ ร้องไห้เหรอ” น้ำเสียงตกใจดังมาจากร่างสูงที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ
               
“เปล่า” ผมปฏิเสธทั้งๆ ที่มือก็ยังคงปาดน้ำตาที่ยังไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
               
บ้าชิบ หยุดสักที จะมาร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นให้ดูน่าสมเพชมากกว่าเดิมไปทำไมกัน
               
“เงียบน่า ฉันปลอบใครไม่เป็นหรอกนะ” คนตัวสูงกว่าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญเล็กๆ ผมหันกลับไปมองสีหน้ายุ่งยากใจของหมอนี่ และก็พบว่ามันไม่ใช่สีหน้าของคนรำคาญ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนกำลังพยายามคิดอะไรสักอย่าง ถ้าเดาไม่ผิดเขาคงคิดอยู่ว่าควรจะปลอบผมยังไง แต่ด้วยลักษณะนิสัยนิ่งๆ ติดจะเย็นชาของหมอนี่ จะให้มานั่งปลอบใครก็คงจะเป็นเรื่องยาก
               
“นายกลับเข้าห้องไปเถอะ ปล่อยฉันไว้แบบนี้แหละ” ผมบอก จริงๆ ผมก็อายเหมือนกันนั่นแหละ ที่ต้องมานั่งร้องไห้ให้คนที่ไม่สนิทได้เห็นแบบนี้
               
“จะให้ปล่อยได้ยังไงวะ” ร่างสูงสบถพึมพำ ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แต่แล้วสายตาเรียวคมก็ฉายแววเหมือนเห็นอะไรบางอย่างน่าสนใจ ผมจึงมองตามสายตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นไป ก่อนจะเจอเข้ากับลูกแมวลายขาวสลับดำกำลังเดินต้วมเตี้ยมขึ้นบันไดหนีไฟมา
               
เมี้ยววว
               
เสียงร้องแหลมเล็กดังขึ้นมาพร้อมกับเจ้าแมวที่นั่งมองพวกเราอยู่บนบันได้ขั้นสุดท้าย ผมได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนที่ร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ จะเดินผ่านผมไปหาเจ้าลูกแมวตัวนั้นพร้อมกับอุ้มขึ้นมา ผมปาดน้ำตาและมองการกระทำที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายเย็นชาคนนี้
               
ผู้ชายหน้าโหดๆ กับลูกแมวน่ารักๆ ดูไม่น่าจะเข้ากันได้เลยนะ ว่ามั้ย
               
“ฉันปลอบใครไม่เป็น งั้นฝากหมอนี่ปลอบให้ละกัน”
               
“ฮะ?” อาจะเป็นเพราะเพิ่งร้องไห้เสร็จหมาดๆ ทำให้สติผมไม่พร้อมเท่าไหร่ เลยไม่เข้าใจว่าหมอนี่กำลังพูดอะไร แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถาม ฝ่ามือหนาก็อุ้มลูกแมวมาไว้ตรงหน้าผม พร้อมกับใช้อุ้งเท้าแมวลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของผมเบาๆ
               
เฮ้ๆ ถ้ามันกางเล็บข่วนหน้าผมขึ้นมานี่ผมเอาเรื่องแน่นะ
               
ผมเกือบจะโวยวายออกมาแล้วเชียว ถ้าไม่ติดที่ว่าร่างสูงตรงหน้าทำให้ผมอึ้งไปอีกครั้ง...
               
“พี่ตรี... อย่าร้อง” น้ำเสียงที่ผ่านการพยายามดัดให้กลายเป็นเสียงแหลมเล็กเพื่อให้เข้ากับใบหน้าบ้องแบ๊วของเจ้าลูกแมวดังขึ้นมาจากร่างสูงที่ผมเคยคิดว่าเขาไม่มีโทนเสียงอื่นนอกจากน้ำเสียงเรียบนิ่งนั่น...
               
“...” ผมได้แต่นิ่งเงียบไปหลายวินาทีด้วยความอึ้ง ในขณะที่ฝ่ามือหนาก็ลดเจ้าแมวลงทำให้ผมเห็นใบหน้ากระอักกระอ่วนที่เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองทำอะไรไม่เข้าท่าออกไปของคนตรงหน้า
               
“อุ๊บ! ฮ่าๆๆๆ” วินาทีต่อมาผมก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างกลั้นไม่อยู่ ผมพยายามจะกลั้นขำแล้วนะ แต่การกระทำของหมอนี่ทำให้ผมหยุดตัวเองไม่ให้หัวเราะไม่ได้จริงๆ
ให้ตายเถอะ จี้ชะมัด
               
“ตลกอะไรนักหนาวะ” ร่างสูงเปลี่ยนเป็นใบหน้าบึ้งตึงพลางยื่นลูกแมวมาให้ผมอุ้มแทน ผมยังคงหัวเราะไม่เลิกในขณะที่เชนจุดบุหรี่มวนใหม่ขึ้นมาสูบสีหน้าเคร่งเครียด
               
“ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย” ผมถามพลางพยายามกลั้นขำเอาไว้ แต่ก็อดอมยิ้มไม่ได้อยู่ดี
               
ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคนอย่างหมอนี่จะกล้าทำอะไรแบบนี้ออกมา
               
คนตรงหน้าหันมาขมวดคิ้วทำท่าหงุดหงิดใส่ผมแวบหนึ่ง แต่แล้วปากที่คาบมวนบุหรี่เอาไว้ก็ค่อยๆ แสยะยิ้มออกมา ก่อนที่เขาจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อเอาไว้
               
“เออ นี่ฉันทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย” ร่างสูงบ่นพึมพำทั้งๆ ที่ปิดหน้าอยู่ ท่าทางเขินอายที่เห็นได้ยากจากคนตรงหน้ายิ่งทำให้ผมยิ้มกว้างมากขึ้นอีก
               
จริงๆ หมอนี่ก็มีมุมน่ารักกับคนอื่นเขาเป็นเหมือนกันเหรอเนี่ย คิดว่าจะได้แค่ขี้เก๊ก ทำตัวเย็นชาไปวันๆ ซะอีก ฮ่ะๆ
               
ผมได้ยินเสียงสูดหายใจลึก ก่อนที่เชนจะเอามือที่ปิดใบหน้าของตัวเองออก เขาพยายามปรับสีหน้าเป็นปกติ แต่ใบหน้าก็ยังคงแดงระเรื่อไม่หาย
               
“ฉันไปดีกว่า” ว่าจบร่างสูงก็หมุนตัวเดินกลับขึ้นไปที่ชั้นเดิม ผมมองตามโดยที่ยังหุบยิ้มไม่ได้ แต่ก่อนที่ร่างสูงจะเดินไปไกลกว่านี้ ผมก็นึกได้ว่าผมควรจะพูดอะไรบางอย่าง
               
“ขอบใจนะ”
               
“...?” เชนหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ผมยิ้มให้เขาก่อนจะตอบ
               
“คุยกับนายแล้วสบายใจขึ้นเยอะเลย” เป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมไม่รู้สึกหงุดหงิดตลอดการสนทนาระหว่างเรา เจ้าของริมฝีปากบางกระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะกลับมาทำหน้ากวนประสาทอีกครั้ง
               
“นายต้องพูดว่า ขอบคุณมากนะครับพี่เชน ต่างหาก ไอ้เด็กปีนเกลียว” สายตาตำหนิอย่างไม่จริงจังนั่นทำให้ผมชะงัก ก็จริงอยู่ที่ผมไม่เคยเรียกเขาว่าพี่เลยสักครั้ง นั่นเพราะผมไม่เห็นว่าหมอนี่จะทำตัวให้น่าเคารพเลยสักนิด อายุห่างกันแค่ปีเดียวไม่เรียกพี่ก็ไม่เห็นจะเป็นไร
               
แต่ว่าสำหรับครั้งนี้ อาจจะเป็นข้อยกเว้น...
               
“ไม่เอาอ่ะ น่าขนลุก” ซะที่ไหนล่ะ ผมเบ้หน้า และทำท่าเหมือนกับว่าการเรียกหมอนี่ว่าพี่ทำให้ผมรู้สึกแขยงขึ้นมาจริงๆ  ร่างสูงขมวดคิ้วมองผมนิดหน่อยก่อนจะยักไหล่
               
“เออ คิดไปคิดมาก็น่าขนลุกจริงๆ นั่นแหละ” ว่าพลางแสยะยิ้ม ก่อนจะหมุนตัวกลับแล้วเดินล้วงกระเป๋าเดินจากไปโดยไม่ลืมบอกลาทิ้งท้าย “ฝันดี”
               
“ฝันดี” ผมพูดตอบ แม้ว่าหมอนั่นจะหายไปในมุมกำแพงแล้ว
               
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงเรื่องประหลาดที่หมอนั่นทำก่อนหน้านี้ ก่อนจะก้มลงมองเจ้าเหมียวที่จ้องผมตาแป๋วอยู่ในอ้อมกอด ผมยิ้มให้เจ้าแมวแล้วลูบหัวมันเบาๆ พร้อมกับพูดในสิ่งที่ผมไม่กล้าพูดต่อหน้าคนที่ผมควรจะพูดด้วยก่อนหน้านี้
               
“ขอบคุณครับพี่เชน”
               
...
               

เออว่ะ ขนลุกจริงๆ ด้วย




-- makok_num --
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-03-2016 01:03:42 โดย makok_num »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
6
จุดอ่อนแรง
 
               
คืนนั้นผมไม่ได้นอนที่ห้องไอ้ซัน หลังจากที่เช็ดตัวให้มันเสร็จ และรอให้มันหลับสนิท ผมก็ขับรถกลับมานอนที่หอตัวเองตอนตีสองกว่าๆ แต่กว่าจะข่มตานอนหลับได้ ก็เล่นเกือบจะตีสี่นู่นแล้ว จริงๆ ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไรล่ะนะ คนเรียนคณะอย่างผม แค่ได้นอนบ้างก็ถือว่าเป็นบุญท่วมหัวแล้วล่ะ
               
ผมแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาตอนแปดโมงเช้า เพราะเสียงเรียกเข้ามือถือที่ดังไม่หยุด เวรเอ๊ย ใครวะ!
               
[ ไอ้ตรี มึงตื่นหรือยังวะ ]
               
อา... ไอ้ซันนั่นเอง
               
“ยัง” ผมตอบตามตรง พลางลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับ อาการแฮงก์บวกกับเวลานอนน้อยทำให้ผมรู้สึกปวดหัวนิดหน่อย “มึงโทรมาทำไมแต่เช้าวะ” ผมถามต่อเมื่ออีกฝ่ายเงียบเสียงไป คงกำลังรู้สึกผิดที่โทรมาปลุกผมอยู่ล่ะมั้ง
               
[ ก็กูตื่นมาไม่เห็นมึง ก็เลยเป็นห่วง ] คำตอบของอีกฝ่ายทำให้ผมชะงักไป แม้จะรู้ว่าคำพูดนั้นไม่มีอะไรแอบแฝงนอกจากความเป็นห่วงประสาเพื่อน แต่หัวใจของผมก็แอบเต้นตึกตักไม่ได้อยู่ดี
               
“กูกลับมานอนที่หอ” ผมตอบกลับไป พยายามไม่ให้เสียงตัวเองแสดงความตื่นเต้นมากเกินไป แม้ว่ามุมปากทั้งสองข้างจะยกเป็นรอยยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ก็ตาม
               
[ มึงขับรถได้เหรอวะ ] น้ำเสียงของมันฟังดูประหลาดใจ
               
“ได้สิ กูก็ขับไปส่งมึงที่หออยู่ไง กูไม่ได้เมาเป็นหมาแบบมึงนะครับ” ผมประชด ไอ้ซันหัวเราะนิดๆ ก่อนจะพูดต่อ
               
[ เออ ยังไงกูก็ขอบใจมึงมากนะที่มาส่งกู นี่กูเมาจนจำอะไรไม่ได้จริงๆ ว่ะ ถ้าไม่ได้มึงกูคงนอนเป็นหมาอยู่ตรงกองขยะหน้าร้านแน่ๆ ]
               
ผมหัวเราะและจินตนาการว่าถ้ามันต้องไปนอนอยู่ที่กองขยะจริงๆ คงจะน่าสงสารไม่น้อย
               
“เออ กูถือว่ามึงเป็นหนี้บุญคุณกูนะ คราวหน้าเลี้ยงเหล้ากูด้วย” ผมบอกอย่างไม่จริงจังนัก ไอ้ซันจึงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงทะเล้น
               
[ คร้าบบบ จะจัดให้หนักเลยครับ คุณเพื่อนรัก ]
               
หึ ยังนิสัยขี้เล่นไม่เปลี่ยนเลยนะ ไอ้เวรนี่
               
เพราะแบบนี้แหละมั้ง ผมถึงเลิกชอบมันไม่ได้สักที...

เมี้ยวว
               
เสียงร้องแหลมเล็กดังขึ้นพร้อมกับเจ้าแมวลายขาวสลับดำตัวเล็กที่กระโดดขึ้นมาบนเตียง และเดินต้วมเตี้ยมมานอนบนตักผม เมื่อคืนผมกะจะปล่อยมันไปแล้วนะ แต่ไม่รู้ว่าติดอะไรผมนักหนา เจ้าตัวเล็กนี่จึงเดินตามผมเข้าไปในลิฟต์ด้วย พอผมไล่ ก็เอาแต่ทำตาบ้องแบ๊วใส่ สุดท้ายผมก็ใจอ่อน และยอมพามันกลับมาที่หอด้วยอย่างที่เห็น หวังว่ามันจะไม่มีเจ้าของหรอกนะ ปลอกคออะไรก็ไม่มีนี่
               
[ เออ ไอ้ตรี ] ผมเอาแต่ลูบหัวไอ้ตัวเล็กเงียบๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกจากไอ้ซัน
               
“หือ?” ผมขานรับ
               
[ กูว่ากูจะลองคุยกับวีดูอีกทีว่ะ ]
               
“...”
               
[ จริงๆ เรื่องนี้กูก็งี่เง่าเองนั่นแหละที่เอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป แต่กูรู้แล้วว่าแทนที่กูจะห้ามไม่ให้เค้าไป กูควรจะสนับสนุนความฝันของคนที่กูรักมากกว่า ]
               
“...”
                 
[ ถ้าเค้าอยากจะไปจริงๆ กูก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากไว้ใจเค้า แล้วก็รอ ]
               
“...” ผมได้แต่นิ่งฟังอย่างเงียบงัน แม้ว่าไอ้ซันจะพูดจบแล้วก็ตาม
               
[ ไอ้ตรี ] จนมันเรียกชื่อผมอีกรอบนั่นแหละ ผมถึงได้เรียกสติตัวเองกลับมา ผมแสร้งหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดติดตลก
               
“หึ ต้องให้เหล้าเข้าปากก่อนใช่มั้ย มึงถึงจะคิดได้” ผมยกมือขึ้นกุมขมับอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าตัวเองปวดหัวเพราะแฮงก์เหล้า หรือปวดหัวกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินจากปลายสายกันแน่ ไอ้ซันหัวเราะเสียงดังกับคำพูดประชดประชันของผม
               
[ เออ ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นว่ะ ]
               
“...” ผมไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ฟังน้ำเสียงมีความสุขของอีกฝ่าย พร้อมกับยิ้มบางๆ ออกมา ถึงผมจะรู้สึกปวดหนึบๆ ที่หัวใจ
               
แต่แค่มันมีความสุขกับคนที่มันรัก... แค่นั้นผมก็พอใจแล้วล่ะ
               
[ งั้นแค่นี้ก่อนนะ ขอบใจมึงมากที่อดทนฟังกูพร่ำเพ้ออยู่ทั้งคืน มึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกูจริงๆ ว่ะไอ้ตรี ]
               
“อืม... มึงก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกู”
               
สายตัดไปแล้ว แต่ผมก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองเบอร์โทรเข้าล่าสุดที่เพิ่งวางสายไปด้วยตัวใจที่เหนื่อยล้าเต็มที ผมถอนหายใจและก้มมองเจ้าเหมียวที่หลับตาพริ้มอยู่บนตัก ก่อนจะลูบหัวมันเบาๆ
               
เมื่อไหร่กันนะ...ที่ผมจะเรียกมันว่าเพื่อนได้อย่างเต็มปาก... 
เมื่อไหร่กัน ที่ผมจะสามารถคุยกับมัน เที่ยวกับมัน หรือให้คำปรึกษาเวลาที่มันทะเลาะกับแฟนได้อย่างสนิทใจเหมือนเพื่อนทั่วๆ ไป
               
เมื่อไหร่กัน...?
               
อา... ตอนนี้ผมชักอยากจะยอมแพ้แล้วสิ...ทำไมการแอบรักใครสักคนมันถึงได้เหนื่อยขนาดนี้วะ
               
               
หลายวันต่อมา
               
วันนี้เป็นวันสอบไฟนอลวันสุดท้าย รู้สึกโล่งใจไม่น้อยเลยที่ในที่สุดก็จะได้พักจริงๆ สักที แต่ก็แอบรู้สึกใจหายไม่น้อยนะ หนึ่งปีนี่มันผ่านไปเร็วจริงๆ
               
ผมเดินออกจากห้องสอบมาอย่างไม่ยินดียินร้ายอะไร ในขณะที่เพื่อนหลายๆ คนกำลังจับกลุ่มกันวิจารณ์ข้อสอบที่ออกมายากกว่าที่คิด ไม่ใช่ว่าผมเก่งหรือทำได้หรอกนะ แต่มันก็ผ่านไปแล้วนี่นา กังวลไปเท่านั้น เอาเวลาไปกังวลตอนเกรดออกดีกว่า
               
“ปะ! กินเหล้ากัน!” ใครบางคนตะโกนขึ้นมาอย่างไม่สนใจเลยว่านี่คือหน้าห้องสอบ ซึ่งมีคนบางส่วนที่ยังสอบไม่เสร็จ ผมหันไปมองไอ้เวสป้าซึ่งเป็นเจ้าของเสียงตะโกนเมื่อครู่ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ เมื่อวันก่อนมันเพิ่งจะโทรมาชวนผมไปดื่มที่ร้านประจำไปเองนะ (แน่นอนว่าผมปฏิเสธ) นี่มันกะจะไม่ให้ตับได้พักผ่อนบ้างเลยหรือไงเนี่ย
               
“ไอ้ตรี!” ผมไม่น่ามองมันเลย พอมันหันมาสบตากับผมเท่านั้นแหละ ไอ้ตัววุ่นวายก็เข้ามากอดคอผมทันที
               
“กูไม่ไปหรอกนะ” ผมดักคอไว้ เพราะรู้ว่ามันจะพูดอะไร ไอ้เวสเบ้หน้าก่อนจะเอาหน้าถูไปมากับไหล่ผมเหมือนลูกแมว
               
“มึงอ่ะ จบปีหนึ่งทั้งทีนะมึง ไปเหอะ นะๆๆๆ” ผมถอนหายใจ พลางผลักหัวไอ้เพื่อนตัวดีออกจากไหล่ตัวเอง ทำแบบนี้มันจั๊กจี้นะเว้ย -*-
               
“กูขอคิดดูก่อนละกัน” ผมบอกปัดๆ อย่างขอไปที แต่ดูเหมือนไอ้เวสจะรู้ทัน
               
“ไม่ได้! มึงตอบอย่างนี้ทีไรก็เบี้ยวกูทุกทีอ่ะ บอกว่าเลยว่าจะไป จะไปๆๆๆ มึงต้องไปปปป” ไอ้เวสป้าโวยวายดังลั่นจนผมรำคาญ ผมเอามือปิดปากมันก่อนจะหันไปผงกหัวขอโทษคนรอบข้างที่มองมาทางพวกเราอย่างตำหนิ แต่ถึงผมจะปิดปากมันอยู่ แต่ไอ้หมอนี่ก็ยังคงโวยวายดิ้นไปดิ้นมาไม่เลิก
               
“เออ กูจะไป พอใจยัง” ผมตอบตกลงในที่สุด ก่อนจะปล่อยมือออกจากปากของไอ้เพื่อนตัวดี ไอ้เวสยิ้มกว้างก่อนจะชูนิ้วโป้งขึ้นมา
               
“เออ กูพอใจละ แล้วคืนนี้เจอกันนะมึง” ว่าจบมันก็เดินกลับไปที่กลุ่มเพื่อนคนอื่นที่หัวเราะอย่างทึ่งๆ ในความขี้ตื๊อของไอ้เวส ผมถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้าปลงๆ
               
มีเพื่อนอย่างมันนี่น่าเหนื่อยใจจริงๆ
               
ผมเดินลงจากตึกเรียนที่ใช้สอบเพื่อไปที่รถตัวเอง ตอนนี้เย็นมากแล้ว แถมเป็นวันสอบด้วย ทำให้บริเวณนี้ไม่มีคนพลุกพล่านมากนัก ไม่นานผมก็เดินมาถึงรถโฟล์คสีน้ำเงินคนโปรด แต่ในขณะที่ผมกำลังจะล้วงกุญแจออกมาปลดล็อกประตู ผมก็ดิ้นเสียงของคนสองคนทะเลาะกันดังมาจากที่ไหนสักแห่ง
               
“ไหนบอกว่าจะเลิกบุหรี่แล้วไง!”
               
“ลด ไม่ได้แปลว่าเลิกสักหน่อย” ผมมองหาที่มาของเสียงที่คุ้นหูสุดๆ นั่น ก่อนจะชะงักไปเมื่อพบกับชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังมีปากเสียงกันอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากที่ผมยืนอยู่
               
“แต่นั่นมันต่อหน้าพ่อกับแม่ฟ้านะ! ถ้าเชนไม่ให้เกียรติฟ้า ก็น่าจะให้เกียรติพ่อแม่ฟ้าบ้าง”

ผมคงจะไม่สนใจและขับรถกลับหอตามปกติ ถ้าหากว่าคนสองคนนั้นไม่ใช่คนที่ผมเจอบ่อยเหลือเกินในช่วงนี้

“...” เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองแฟนสาวของตัวเองด้วยแววตาเรียบนิ่ง ไม่มีความรู้สึกอะไร จนกระทั่งร่างบางที่อยู่ตรงหน้าเริ่มร้องไห้ออกมา

“คนเฮงซวย!”

“...”

“เราเลิกกันเถอะ” ว่าจบร่างบางก็วิ่งหนีไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพราก ท่ามกลางความตกใจของผมกับ... ไม่สิ ท่ามกลางความตกใจของผมคนเดียวต่างหาก ผมมองไปยังร่างสูงที่ยังคงยืนนิ่ง สีหน้าไร้ความรู้สึก เพื่อรอดูว่าเขาจะทำยังไงต่อไปหลังจากที่ถูกบอกเลิกซึ่งๆ หน้าแบบนั้น

แต่หมอนั่นกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะควักซองบุหรี่ยี่ห้อเดิมออกมาจากกระเป๋า และจุดสูบช้าๆ

ผมทึ่งนิดๆ เพราะไม่คิดว่าหมอนั่นจะนิ่งได้ขนาดนี้ แต่ก่อนที่ผมจะทันได้คิดอะไรต่อ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยนั่น ก็ปรายตามองมาที่ผม ริมฝีปากบางพ่นควันบุหรี่สีเทาออกมา พร้อมกับขายาวๆ ที่เดินตรงมาทางนี้ด้วยท่าทางที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะมาดีหรือมาร้าย

แต่ไม่ว่าหมอนั่นจะมาดีหรือมาร้าย คำพูดที่แวบเข้ามาในหัวผมทันที่ที่เจอสถานการณ์แบบนี้ก็คือ...

เวรแล้วไงไอ้ตรี!
 

เวลาผ่านไป

“อย่างน้อยนายก็ควรจะพูดอะไรบ้างนะ เอาแต่นั่งเงียบแบบนี้โคตรอึดอัดเลย” ผมบอกหลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงฝ่ายตรงข้ามเลย ไม่ว่าจะระหว่างขับรถ จนกระทั่งพวกเรามานั่งร้านกาแฟเล็กๆ นี่ เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจิบกาแฟเอสเปรสโซที่ไม่มีน้ำตาลเจือปนเลยสักนิดด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนอะไร มีแต่ผมคนเดียวที่นั่งร้อนใจด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ไม่รู้จะพูดอะไร” เขาตอบสั้นๆ พลางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิดเหมือนก่อนหน้านี้

ไม่ต้องแปลกใจหรอกที่พวกเรามานั่งที่ร้านกาแฟในตอนเย็นๆ แบบนี้ แทนที่จะเป็นร้านเหล้า ก็นะตอนนี้พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดีด้วยซ้ำ คงยังไม่มีร้านเหล้าที่ไหนเปิดหรอก และที่สำคัญ ไอ้คนที่เอาแต่นั่งเหม่อลอยตรงข้ามผมนี่แหละที่เป็นคนเดินเข้ามาหาผม และบอกสั้นๆ ว่า ‘พาไปกินกาแฟหน่อย’

ผมก็บ้าจี้นะ ในที่สุดก็พาหมอนี่มาจนได้ แถมยังใจดีมานั่งเป็นเพื่อนอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่สีหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้บ่งบอกว่าอยากได้เพื่อนเลยสักนิด
               
“นายกับฟ้ามีเรื่องอะไรกัน” ผมถามในที่สุด
               
ก็ช่วยไม่ได้ คนมันอยากรู้นี่หว่า
               
“ก็เรื่องทั่วไป” ตอบอย่างขอไปทีมาก -*-
               
ผมพ่นลมหายใจในความกวนประสาทไม่รู้เวล่ำเวลาของคนตรงหน้า ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม “ฉันได้ยินว่าเป็นเรื่องบุหรี่”
               
“...” คนเย็นชาไม่ตอบอะไร แค่ยกกาแฟขึ้นจิบเงียบๆ
               
“นายสูบบุหรี่ต่อหน้าพ่อกับแม่ฟ้างั้นเหรอ?” ดูเหมือนคำถามนี้จะแทงใจดำน่าดู เพราะคนที่เอาแต่ตีหน้านิ่งเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสายตาหงุดหงิด
               
“ไม่ได้สูบต่อหน้าซะหน่อย”
               
“แล้ว?”
               
“ฉันขอออกมาสูบข้างนอก” ตอบหน้าตาย
               
ผมอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะพยายามจินตนาการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัว “คือนาย... ขอพ่อแม่ฟ้า...ออกมาสูบบุหรี่?”
               
“อือ”
               
“ขอแบบ ขอตรงๆ เลยอ่ะนะ?”
               
“อือ”
               
“บอกว่าผมขอไปสูบบุหรี่นะครับ งี้อ่ะนะ?” ผมถามย้ำประเด็นเดิมเพื่อให้แน่ใจ รู้สึกว่าดวงตาของตัวเองเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ และมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าหมอนี่ปฏิเสธ และผมเข้าใจผิด...
               
“อือ”
               
แปะ!
               
ผมตีหน้าผากตัวเองอย่างแรง มันเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ เวลาที่ผมเจอเรื่องอะไรที่รู้สึกว่า บรรลัยแล้ว...
               
ซึ่งคราวนี้มันเป็นอะไรที่บรรลัยจริงๆ บรรลัยครั้งใหญ่หลวงด้วย
               
เวรเอ๊ย ใครก็ได้ช่วยบอกผมทีว่าไอ้หมอนี่มันคิดอะไรอยู่วะ!
               
“ทำบ้าอะไรของนายวะเนี่ย” ผมถลึงตาถาม คนตรงหน้าขมวดคิ้วอย่างรำคาญก่อนจะยกกาแฟขึ้นมาจิบอีกรอบ
               
“ฉันแค่แสดงความจริงใจ” คำตอบของหมอนี่ยิ่งทำให้ผมยิ่งปวดหัวหนักขึ้นไปอีก
               
“โดยการขอไปสูบบุหรี่ต่อหน้าพ่อกับแม่แฟนเนี่ยนะ?” ผมเลิกคิ้วถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
               
ตรรกะของหมอนี่มันยังไงกันวะ
               
“แล้วจะให้ทำยังไง อยู่ๆ ยัยนั่นก็พาพ่อแม่มา แถมยังเอาแต่ซักไซ้อะไรนักหนาก็ไม่รู้ ฉันก็แค่...เครียดนิดหน่อย” ตอบหน้าตายอย่างไม่รู้เลยว่าตัวเองทำผิดอย่างใหญ่หลวง ผมยกกาแฟขึ้นมากระดก หวังว่ามอคค่าในแก้วจะทำให้ผมรู้สึกปวดหัวกับหมอนี่น้อยลงบ้าง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่
               
“แต่อย่างน้อยก็ควรจะรอให้พ่อแม่เขาไปก่อนสิ หรือไม่ก็แค่ออกมาสูบเงียบๆ ก็ได้ จะไปขออนุญาตโต้งๆ ทำไมวะ” ผมแอบขึ้นเสียงอย่างเหลืออด ทั้งที่จริงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะมาเดือดร้อนแทนเลยด้วยซ้ำ
               
เชนพ่นลมหายใจเหมือนหงุดหงิด ก่อนจะควักบุหรี่เจ้าปัญหาออกมาจุดสูบ ยังดีที่พวกเรานั่งอยู่นอกร้าน ในโซนที่เขาไม่ได้ห้ามสูบบุหรี่อ่ะนะ ไม่งั้นทั้งหมอนี่ทั้งผม คงโดนเจ้าของร้านไล่ตะเพิดแน่
               
“ต่อให้ออกมาสูบเงียบๆ มันก็ต้องมีกลิ่น ยังไงพวกเขาก็รู้อยู่ดีว่าฉันไปทำอะไร แล้วอีกอย่างฉันไม่ได้อยากปิดบังเรื่องสูบบุหรี่” เขาอธิบายหลังจากพ่นควันฉุนๆ ออกมา ผมถอนหายใจอย่างไม่รู้จะพูดยังไง
               
จะบอกว่าตัวเองเป็นคนตรงไปตรงมาว่างั้นเถอะ?
               
“เรื่องแค่นี้ทำไมต้องโมโหขนาดนั้นด้วย ทีฉันอุตส่าห์ลดบุหรี่แล้ว ทำไมยัยนั่นมองไม่เห็นความพยายามของฉันมั่งวะ” เขาบ่นด้วยสีหน้าหงุดหงิดปนตัดพ้อเล็กๆ ผมแค่นหัวเราะนิดหน่อย นี่เขาเรียกพยายามแล้วเรอะ
               
“ผู้หญิงนี่เข้าใจยากชะมัด”
               
“นายนั่นแหละที่เข้าใจยาก” ผมพูดขัด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะมองหน้าผมอย่างไม่พอใจ
               
“ฉันก็แค่แสดงความจริงใจ”
               
“หยุด พอเลย เลิกพูดเรื่องแสดงความจริงใจงงๆ ของนายไปเลย นายรู้จริงๆ หรือเปล่าเนี่ยว่าความจริงใจที่ว่ามันคืออะไร”
               
“ก็ไม่โกหกไง” ยังคงตอบหน้าตาย ผมมองคนตรงหน้าอย่างเหนื่อยใจ
               
บทจะซื่อก็บื้อซะจนคนนอกอย่างผมปวดหัวได้เหมือนกันนะ หมอนี่
               
“นั่นก็ใช่ แต่บางสถานการณ์นายก็ไม่ต้องแสดงความจริงใจสุดโต่งขนาดนั้นก็ได้ ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนอยากให้ลูกตัวเองคบกับคนขี้เหล้าขี้ยาหรอกนะ” ผมบอกอย่างจริงจัง แต่คนตรงหน้าก็ยังคงขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
               
“แล้วจะให้โกหกว่า ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ งี้เหรอ? จะปกปิดไปทำไม สุดท้ายก็ต้องรู้อยู่ดี สู้ให้รู้ตั้งแต่แรกไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นไอ้ตอแหลด้วย” เชนว่าพลางอัดควันเข้าปอดอีกรอบ
               
เออ เอากับมันสิ ความคิดอินดี้ไปป่ะ -*-
               
“แต่ยังไงเรื่องนี้นายก็ผิด นายควรไปขอโทษฟ้า” ผมหยุดเถียงเรื่องความจริงใจอะไรนั่น และพยายามหาทางออกให้คนตรงหน้าที่ดูไม่ยี่หระอะไรเลย แม้จะเพิ่งถูกแฟนบอกเลิกมา
               
“ไม่ล่ะ” ตอบทันทีอย่างไม่มีลังเล
               
“แล้วจะปล่อยให้เลิกกันแบบนี้อ่ะนะ?”
               
“ก็คงงั้น” ว่าพลางยักไหล่
               
“ไม่เจ็บเหรอ” ผมขมวดคิ้วถาม ถึงจะเป็นคนไม่แคร์อะไรเลยก็เถอะ แต่เพิ่งถูกแฟนบอกเลิกทั้งที จะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง
               
“ไม่เสียใจเหรอ?” เมื่อคนตรงหน้าไม่ตอบ ผมเลยถามต่อ หมอนี่ยังคงเงียบ ก่อนจะจี้บุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่ และยกกาแฟขึ้นมาจิบ สีหน้าของเขาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ก็ไม่พูดออกมา
               
“ฉันถามจริงๆ นะ ตกลงนายรักผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า” ผมถามในสิ่งที่สงสัยมาโดยตลอด

ถึงเวลาอยู่กับฟ้า ผมจะมองเห็นแววตาอ่อนโยนด้วยความเอ็นดูของหมอนี่อยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่อาจบอกได้เลยว่าคนตรงหน้าคิดยังไงกับเธอกันแน่ เขาเย็นชาเกินไป ปากหนักเกินไป และหัวดื้อเกินไป จนบางครั้งไอ้ความเกินไปเหล่านั้นมันอาจจะก่อตัวกลายเป็นทิฐิที่ทำให้หมอนี่ไม่รู้ใจตัวเอง

“ฉันไม่รู้” เขาตอบพร้อมกับถอนหายใจ คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันอย่างหนักราวกับคำถามที่ผมถามมันยากเหลือเกิน ทำให้ผมรู้ว่า ที่หมอนี่ตอบออกมาคือความจริง เขาไม่รู้ใจตัวเองเลยจริงๆ

ผมถอนหายใจหนักๆ ออกมาบ้าง “เรื่องนี้ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ ล่ะนะ” ผมว่าพลางลุกขึ้น

“แต่นายก็คิดเอาเองแล้วกัน ถ้านายรักเธอ ก็ควรจะไปขอโทษเธอซะก่อนที่อะไรๆ มันจะสายเกินไป”

“...”

“แต่ถ้าไม่ได้รัก... ก็ปล่อยเธอไปเถอะ” พูดจบผมก็เดินออกมาจากโต๊ะ และกำลังจะเดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อจ่ายเงินในส่วนของตัวเอง

“เดี๋ยวสิ” แต่แล้วเสียงเรียบที่เรียกไว้ ก็ทำให้ผมหยุดชะงัก

ผมหันกลับไปมองคนหน้าตายที่ตอนนี้กำลังขมวดคิ้วท่าทางยุ่งยากใจ ผมกอดอกและรอดูว่าเขาจะเอายังไง เชนสบตาผมนิ่งๆ พักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา

มือเรียวยาวล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา และกดโทรออกหาใครบางคน ซึ่งผมไม่ต้องเดาเลยว่าปลายสายเป็นใคร ไม่นาน หมอนั่นก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมอีกครั้ง ก่อนที่น้ำเสียงเรียบนิ่งที่แสนจะมีเสน่ห์นั่นจะกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์

“ขอโทษครับ”

ผมยิ้มออกมาอย่างพอใจเมื่อได้ยินแบบนั้น ก็แค่นี้เอง ทำตัวเชื่อฟังก็เป็นเหมือนกันนี่

ท่าทางซื่อๆ ของคนตรงหน้าทำเอาผมอยากจะเดินเข้าไปขยี้หัวเขาแรงๆ สักทีให้หายหมั่นเขี้ยว แต่ด้วยความที่ตระหนักว่าเขาอายุมากกว่า (ถึงจะไม่ค่อยน่าเคารพเท่าไหร่ก็เถอะ) ทำให้ผมได้แค่หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในร้าน ตอนแรกผมตั้งใจจะจ่ายเงินแค่ส่วนของผมเท่านั้น แต่เห็นแก่ที่วันนี้หมอนั่นทำตัวน่ารักดีหรอกนะ เอาเป็นว่าผมจะจ่ายในส่วนของเขาให้ด้วยแล้วกัน ถือเป็นการตอบแทนสำหรับครั้งก่อนๆ ที่เวลาผมมีปัญหา เขาก็มักจะมาได้จังหวะพอดี แถมยังเป็นเพื่อนคอยปลอบใจได้อย่างดีด้วย




-- makok_num --

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
7
เพื่อนร่วมห้อง
 
               
ตอนนี้ผมอยากได้หนังสือ ‘ฝึกยังไง ให้แมวเชื่อง’ หรืออะไรทำนองนั้นจริงๆ นะ
               
ตั้งแต่ผมเอาเจ้าตัวเล็กมาเลี้ยง ไม่มีวันไหนเลยที่มันจะไม่ตะกุยตะกายนู่นนี่จนข้าวของของผมพัง ล่าสุดเจ้าตัวแสบก็เพิ่งจะข่วนและแทะปลอกหมอนของผมจนผมต้องเปลี่ยนปลอกหมอนใหม่เป็นรอบที่สี่แล้ว จะมีแมวที่ไหนดีกว่ามันอีกมั้ยเนี่ย ให้ตายเถอะ
               
“เจ้าเหมียว มากินข้าว” ผมบอกหลังจากเทอาหารเม็ดใส่ชามเรียบร้อยแล้ว ไม่นานเจ้าแมวก็หยุดเล่นและวิ่งตรงมากินอาหารโปรดของมันด้วยท่าทางร่าเริงอย่างน่าหมั่นไส้
               
จริงๆ ผมก็ไม่ใช่คนรักสัตว์อะไรหรอกนะ ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงสัตว์เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเกลียด แถมตอนนี้ผมยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าเจ้าตัวเล็กตรงหน้านี่น่ารักน่าหมั่นเขี้ยวจริงๆ
               
ก๊อกๆ
               
ผมละสายตาจากเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะเดินไปที่หน้าห้องเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู นี่เป็นครั้งแรกเลยนะตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่มีคนมาเคาะระตูห้องผม เพราะผมก็ไม่ได้มีรูมเมท แถมยังเป็นคนเดียวในคณะที่มาเช่าหอนี้อยู่ด้วย
               
ก๊อกๆๆ
               
“ครับ มาแล้วครับ” ผมขานรับเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาอีกรอบ เคาะทำไมนักหนาวะ มีใครกำลังจะตายหรือไง
               
แกรก
               
ผมเปิดประตูออกไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กๆ แต่แล้วความหงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็นความแปลกใจ ประหลาดใจ และตกใจแทน เมื่อได้เห็นหน้าผู้มาเยือน
               
“ไง” เสียงทักทายเรียบนิ่ง ดังมาจากเจ้าของใบหน้าเรียบเฉย ที่ผมไม่ได้เจอหน้ามาเกือบอาทิตย์ และไม่คิดว่าจะเจอเลยตลอดสองเดือนที่ปิดเทอม
               
“นาย?” ผมพูดได้แค่นั้น เพราะไม่รู้จะเอ่ยอะไรจริงๆ กับการที่อยู่ๆ หมอนี่ก็มาปรากฏตัวตรงหน้าแบบนี้
               
เมี้ยววว
               
ในขณะที่ผมยังคงยืนอึ้งอยู่ เสียงเจ้าตัวเล็กที่ควรจะมีความสุขอยู่กับการกินอาหารเช้ากลับดังขึ้นมา พร้อมกับขาสั้นๆ ของมันที่วิ่งเข้ามาคลอเคลียกับขาของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมด้วยท่าทีที่เชื่องกว่าตอนอยู่กับผมซะอีก
               
ตกลงแกเป็นแมวใครกันแน่เนี่ยฮะ
               
“นี่นายเอามันมาเลี้ยงด้วยเหรอ”
               
เชนเลิกคิ้วมองเจ้าลูกแมวน้อยก่อนจะนั่งยองๆ ลงเพื่อลูบหัวมันที่ยังคงเอาแต่คลอเคลียเขาไม่เลิก ตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นว่านอกจากกระเป๋ากีตาร์ใบใหญ่ที่เขาถือมาด้วยมือข้างหนึ่งแล้ว ยังมีกระเป๋าเป้อีกใบ ที่เจ้าตัวสะพายเอาไว้บนหลังอีกต่างหาก ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ผมก็รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์แปลกๆ ของการปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของคนตรงหน้า
               
“เดี๋ยวนะ...นี่อย่าบอกนะว่านาย มาที่นี่เพราะ...” ไม่ต้องรอให้ผมพูดจบ ร่างสูงก็ยืนขึ้นพร้อมกับอุ้มเจ้าเหมียวเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนจะสบตาผม ก่อนจะพูดประโยคที่เหมือนกับที่อยู่ในใจของผมเด๊ะ
               
“ฉันขอมาอยู่ด้วยสักสองเดือนสิ”
               
“...”
               
วะ... ว่าแล้วไง
               
พระเจ้า! นี่ท่านกำลังเล่นตลกกับผมอยู่จริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย!?
                 
               
เวลาผ่านไป
               
หลังจากที่โวยวายอยู่พักใหญ่ที่อยู่ๆ ก็มีคนมาขออาศัยอยู่ห้อง แต่สุดท้ายผมก็ทำอะไรไอ้ผู้ชายที่แบกกระเป๋าเสื้อผ้ามาจนถึงห้องผมแล้วไม่ได้อยู่ดีนั่นล่ะ
               
หมอนั่นบอกกับผมว่าพ่อกับแม่ของฟ้าจับได้แล้วว่าทั้งสองคนอยู่ห้องเดียวกัน ถึงทั้งสองคนจะเป็นแฟนกันก็เถอะ แต่ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนอยากจะให้ลูกสาวอยู่กินกับผู้ชายก่อนแต่งงานหรอก (แต่ผมว่าไม่ทันแล้วนะ -*-) และที่สำคัญ หมอนี่ก็เพิ่งก่อคดีเรื่องบุหรี่ไปเมื่อไม่นานนี้เอง จึงไม่แปลกที่พ่อแม่ของฟ้าจะไม่ชอบขี้หน้าเขา ก็เลยโดนไล่ตะเพิดออกมาอย่างที่เห็น
               
และเพราะเพื่อนในคณะคนอื่นๆ ก็พากันกลับบ้านไปหมด แถมไอ้ซันน้องรหัสหมอนี่ก็เพิ่งจะหอบเสื้อผ้าตามวีไปอเมริกาตั้งแต่สอบเสร็จ ทำให้หมอนี่ไม่มีที่พึ่งที่ไหนแล้ว... นอกจากผม
               
เออ ให้ได้อย่างนี้สิ ผมคิดถูกหรือคิดผิดวะที่ลงเรียนซัมเมอร์และไม่ได้กลับบ้านอย่างคนอื่นเขาเนี่ย
               
“แล้วเพื่อนในวงของนายไม่มีใครอยู่สักคนเลยเหรอ” ผมถามขณะกำลังรินน้ำให้แขก (ที่ไม่ได้รับเชิญ)
               
“อยู่” หมอนั่นตอบโดยที่ยังคงเล่นกับเจ้าเหมียว “แต่อยู่กับเมียพวกมัน”
               
ได้ยินดังนั้นก็ร้องอ๋อออกมาเบาๆ เหอะ คนเดี๋ยวนี้มันยังไงกันเนี่ย ยังไม่ทันแต่งงานก็อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยากันหมดแล้วเรอะ โลกมันหมุนเร็วเกินไปจริงๆ 
               
“แน่ใจจริงๆ เหรอว่าจะมาอยู่ที่นี่” ผมถามพลางยื่นแก้วน้ำให้คนที่นั่งขัดสมาธิเล่นกับแมวอยู่บนเตียง เชนเงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วมองผม เหมือนจะเตือนว่าผมเคยถามคำถามนี้ไปไม่ต่ำกว่าสองรอบ
               
ก็คนมันสงสัยจริงๆ นี่หว่า
               
“แน่ใจ” เสียงเรียบตอบและวางแก้วน้ำที่ดื่มแล้วไว้ที่หัวเตียง
               
“แต่ห้องฉันมันเล็กนะ”
               
“อือ”
               
“ห้องน้ำก็เล็ก”
               
“อือ”
               
“ไม่มีทีวีด้วย”
               
“ฉันไม่ชอบดูทีวี”
 
เออ ดูจากท่าทางแล้วก็คงไม่ชอบดูจริงๆ นั่นแหละ
               
“แล้วก็...”
               
“พอเหอะ” พอผมจะพูดขึ้นมาอีก หมอนั่นก็ขัดขึ้นซะก่อน เชนปล่อยเจ้าตัวเล็กเป็นอิสระแต่มันก็ยังคงร้องเหมียวๆ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนอนหลับตาพริ้มบนตักหมอนั่นอีกจนได้ 

“ถ้าไม่อยากให้ฉันอยู่ด้วย ก็แค่บอกมา ไม่ต้องหาข้ออ้างหรอก” ไม่พูดเปล่า หมอนั่นยังลุกขึ้นโดยไม่สนใจเลยว่าเจ้าเหมียวที่นอนอยู่บนตักจะหล่นลงบนฟูกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงงๆ
               
ร่างสูงเดินไปหยิบกีตาร์คู่ใจ และกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเองที่วางอยู่มุมห้อง ก่อนทำท่าจะเดินออกไป
               
“เฮ้ย เดี๋ยวดิ” แต่ไม่รู้อะไรดลใจ ผมจึงเรียกหมอนั่นเอาไว้
               
ให้ตายเถอะไอ้ตรี อย่าบอกนะว่าใจอ่อนอีกแล้ว
               
ผมอยากจะตบหน้าผากตัวเองแรงๆ สักทีที่ดันรั้งเอาไว้ ทั้งๆ ที่ให้หมอนั่นไปก็ดีแล้ว เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นสักหน่อย ให้มาอยู่ร่วมห้องกันเป็นเดือนๆ เนี่ยนะ ได้อัดอึดตายแน่ๆ
               
แต่... ผมก็ปฏิเสธไม่ได้หรอก ว่าผมกำลังใจอ่อนจริงๆ
               
“ถ้าไม่มีที่ไป จะอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้” ผมพูดออกมาในที่สุด ร่างสูงหันกลับมาก่อนจะแสยะยิ้ม
               
“ก็แค่นั้น” สีหน้าเจ้าเล่ห์ของคนตรงหน้าทำให้ผมเบ้หน้าทันที
               
เมื่อกี้หมอนี่แค่แกล้งทำเป็นจะไปเพื่อให้ผมรั้งไว้สินะ :( ผมอยากจะเอื้อมมือไปบีบคอเขาจริงๆ เมื่อร่างสูงโยนกระเป๋าลงที่เดิม ก่อนจะเดินกลับมาเล่นกับเจ้าเหมียวที่นั่งทำตาแป๋วอยู่บนเตียง
               
เหอะ! น่าหมั่นไส้ทั้งคนทั้งแมวเลย ให้ตายสิ
               
“แต่นายต้องช่วยแชร์ค่าห้องนะ” ผมบอกเมื่อนึกขึ้นได้ ผมไม่ได้ใจดีถึงขนาดจะให้หมอนี่มาอยู่ฟรีๆ หรอกะ
คนกวนประสาทยักไหล่เหมือนจะบอกว่าไม่มีปัญหา และเอาแต่เล่นกับแมวต่อ
               
“แล้วก็นายต้องนอนพื้นด้วย” ผมพูดน้ำเสียงจริงจัง คราวนี้เจ้าของดวงตาเรียวคมเงยหน้าขึ้นมาขมวดคิ้วมองผม
               
“ก็ห้องนี้มันมีเตียงเดียว แถมเล็กอีกต่างหาก จะให้นอนเบียดกันได้ยังไง แล้วฉันก็เป็นเจ้าของห้อง ฉันก็ควรได้สิทธิ์นอนบนเตียง” ผมยื่นคำขาด เชนยังคงขมวดคิ้วมองผม แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างจำยอม
               
“ยังไงก็ได้” ว่าพลางยักไหล่
ยอมง่ายจังแฮะ แต่ก็ดีแล้วล่ะ คิดจะมาอาศัยห้องคนอื่นอยู่ ก็ต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าไว้ จะได้อยู่กันง่ายๆ นะไอ้น้อง (แน่นอนว่าพูดได้แค่ในใจ -_-)
               
เมื่อเคลียร์เรื่องแชร์ห้องเสร็จแล้ว ผมก็ปล่อยให้หมอนี่เล่นแมวต่อไป ก่อนจะเดินไปหาอะไรทำตามประสา แต่ห้องนี้มันก็ไม่ได้มีอะไรให้ทำมากมายนักหรอก เล็กกว่ารูหนูแบบนี้ ผมก็แค่ทำสิ่งที่ผมทำเป็นประจำ นั่นก็คือ ทำความสะอาด มันเป็นเรื่องปกติสำหรับคนอยู่คนเดียวนะ ที่ต้องทำเรื่องอะไรพวกนี้ด้วยตัวเอง ถึงผมจะเป็นผู้ชายก็เถอะ แต่ก็ไม่มีตำราเล่มไหนบัญญัติไว้นี่ว่าผู้ชายห้ามทำงานบ้าน
เอาเข้าจริงๆ ผมว่าผมทำงานบ้านเก่งกว่าเพื่อนผู้หญิงบางคนด้วยซ้ำ
               
“มันชื่ออะไร”
               
“ฮะ?” ผมถามเสียงหลง เมื่ออยู่ๆ คนที่นั่งเงียบอยู่นานก็ถามขึ้นมาขณะที่ผมกำลังล้างจานอยู่

เอ๊ะ หรือผมแค่หูแว่ววะ

“ฉันถามว่าเจ้าตัวเล็กนี่ชื่ออะไร” ร่างสูงที่นั่งขัดสมาธิยู่บนเตียงหมุนตัวมาทางผมพลางชูเจ้าเหมียวขึ้นมาด้วย

ชื่อ...?

เออว่ะ! ตั้งแต่เก็บเจ้านี่มาเลี้ยง ผมยังไม่ได้ตั้งชื่อให้มันเลยนี่หว่า ลืมไปซะสนิทเลยแฮะ

“นี่อย่าบอกนะว่ามันยังไม่มีชื่อ” หมอนั่นขมวดคิ้วทันที เมื่อเห็นปฏิกิริยายืนอึ้งของผม ผมหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะบอกตามตรง

“เออ”

“แล้วปกติเรียกมันว่าอะไร” ร่างสูงยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้นอีกอย่างแปลกใจ ก่อนจะปล่อยเจ้าเหมียวลงกับเตียง แต่มันก็ยังคงเดินวนไปวนมารอบๆ หมอนั่นอยู่ดี

เห่อกันจังนะ น่าหมั่นไส้จริงๆ

“ก็เรียก...” ผมนึก “เจ้าตัวเล็ก เจ้าเหมียว... ไอ้แมวโง่...” ผมพูดชื่อที่ผมใช้เรียกเจ้าแมวตัวเล็กแต่จอมแสบนี่ (ชื่อสุดท้ายนั่น ผมเอาไว้เรียกมันเวลามันทำข้าวของพังน่ะนะ) จริงๆ มันยังมีอีกหลายชื่อเลยนะ แต่ตอนนี้ผมคิดได้เท่านี้จริงๆ

“น่าสงสารจริงๆ นะแก” คราวนี้หมอนั่นหันไปพูดกับเจ้าเหมียวพร้อมกับขยี้หัวมันเบาๆ ซึ่งเจ้าตัวเล็กก็เหมือนจะชอบใจ เลยกระโดดขึ้นไปนั่งบนตักให้เขาลูบหัวต่อ ผมเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่เห็นได้ยากของคนตรงหน้า ก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาบ้าง ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าคนท่าทางห่ามๆ อย่างหมอนี่จะรักสัตว์กับเขาเป็นด้วย

“ถ้าพ่อแกไม่ตั้งชื่อให้ เดี๋ยวฉันก็ตั้งให้เองก็ได้เนอะ”

เฮ้ๆ ผมบอกตอนไหนว่าผมเป็นพ่อมันน่ะฮะ!

แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกไป เพราะดูท่าคนหน้าตายจะไม่ได้สนใจผมเลย หมอนั่นยังคงนั่งลูบหัวเกาคางให้เจ้าเหมียว พร้อมกับทำสีหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิด

“ชื่ออะไรดีวะ” ผมหัวเราะเมื่อเห็นหมอนั่นทำท่าคิดหนัก ผมล้างมือก่อนจะเดินไปนั่งบนเตียงและมองเจ้าเหมียวที่ทำหน้าเคลิ้มอยู่พร้อมกับพยายามนึกชื่อให้มันบ้าง

“พ่อชื่อตรี ลูกก็ต้องชื่อ...ตอเรส ดีมะ?” เงยหน้าขึ้นมาถามหน้าตาย

ชื่ออะไรของมันวะเนี่ย -*- แน่ใจนะว่าคิดแล้ว?

“ไม่เอา ชื่อกระแดะไป ไม่เหมาะกับแมวฉัน” ผมเบ้หน้าพลางเอื้อมมือลูบหัวเจ้าตัวเล็กบ้าง ให้หมอนี่เป็นคนคิดชื่อคงไม่ไหวหรอกมั้ง ผมคิดเองดีกว่า

ชื่อผมออกจะไทยๆ ดังนั้นผมก็อยากให้เจ้าเหมียวของผมชื่อไทยด้วย อืม...

“เตดีมั้ย?”

นั่นไม่ใช่เสียงผมหรอกนะ -_-

ผมเงยหน้ามองเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ทำหน้าเหมือนกับชื่อที่ตัวเองเพิ่งพูดมามันเป็นอะไรที่เข้าท่าสุดๆ... ซึ่งผมว่าไม่เลย สักนิด

“ทำไมต้องชื่อเต” ผมถาม ชื่อประหลาดได้อีก
               
“เพราะมันมีสระเอ” ตอบสีหน้าจริงจัง
               
ผมขมวดคิ้ว “เกี่ยวอะไรวะ?” ชื่อผมมีต.เต่า หมอนี่ก็เลยตั้งชื่อเจ้าเหมียวให้มี ต.เต่า อันนี้ผมเข้าใจ แต่สระเอนี่มาไง?
               
“เพราะฉันชื่อเชน” ร่างสูงยังคงตอบหน้าตาย
               
ผมยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก แต่หมอนี่ดูเหมือนว่าจะไม่อยากตอบคำถามอะไรแล้ว เขาอุ้มเจ้าเหมียวขึ้นมาพร้อมกับยัดเยียดชื่อที่เพิ่งตั้งใหม่ให้ไม่ยอมหยุด

ตอนนั้นเองที่ผมเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก
               

‘เพราะฉันชื่อเชน’
 
 
เชน...ตรี... เต?

...

...!!

เดี๋ยวๆ นี่ผมคิดบ้าอะไรเนี่ย ทำไมหมอนั่นจะต้องเอาชื่อผมกับชื่อเขามาผสมกันด้วยเล่า ไร้สาระจริง! ผมหยุดความคิดโง่ๆ ของตัวเองแล้วหันไปมองคนหน้าตายที่กำลังเล่นกับแมวด้วยใบหน้าที่ดูอารมณ์ดีกว่าทุกที ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางที่เห็นได้ยากของคนตรงหน้า

เตเหรอ?

หึ แมวบ้าอะไรเนี่ย ชื่อไม่ได้มีความน่ารักเอาซะเล้ย
 

วันต่อมา

ผมคิดว่าผมจะนอนไม่หลับซะอีก เพราะการมีคนอื่นมานอนอยู่ในห้องมันควรจะทำให้ผมรู้สึกไม่ชินสิ แต่ตรงกันข้าม พออาบน้ำเสร็จ หัวถึงหมอนปุ๊บ ผมก็หลับเป็นตายจนถึงเช้าเลยทีเดียว ส่วนหมอนั่น ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขาหลับไปตอนไหน เพราะล่าสุดก่อนที่ผมจะหลับไป ผมยังเห็นหมอนั่นออกไปนั่งสูบบุหรี่ ดีดกีตาร์อยู่ที่ระเบียงอยู่เลย

ผมตื่นขึ้นมาตอนแปดโมงเช้า เพื่ออาบน้ำแต่งตัว วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มเรียนซัมเมอร์ ถึงจะมีเรียนตอนสิบเอ็ดโมงนู่นก็เถอะ แต่ผมก็มักจะตื่นมากินข้าวเช้าเวลานี้ประจำอยู่แล้ว (ยกเว้นวันไหนที่มีเรียนแปดโมงเช้าน่ะนะ) ผมทำกับข้าวง่ายๆ อย่างต้มจืดและไข่เจียว และใช้โต๊ะญี่ปุ่นเล็กๆ แทนโต๊ะรับประทานอาหารที่ไม่สามารถยัดเข้ามาไว้ในห้องแคบๆ นี่ได้
ก่อนจะลงมือกินผมก็ไม่ลืมที่จะนำชามอาหารแมวมาไว้ข้างตัวก่อนจะเทอาหารแมวลงไปและเรียกเจ้าเตมากิน (ถึงผมจะไม่ค่อยชอบชื่อนี้เท่าไหร่ แต่เรียกๆ ไปเดี๋ยวก็คงชินปากเองนั่นแหละ) เจ้าตัวเล็กวิ่งมาด้วยความกระตือรือร้นเหมือนทุกที แต่หลังจากที่กินไปได้ไม่กี่คำมันก็เงยหน้ามองผมนิ่งๆ ก่อนจะวิ่งออกไป

เป็นอะไรของมันเนี่ย

ผมถามตัวเองในใจ พร้อมกับมองตามเจ้าเตไป ก่อนจะกระจ่างขึ้นมาเมื่อเห็นมันวิ่งไปยังร่างที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มข้างเตียง ขนาดผมทำครัวเสียงดังขนาดนั้น ยังไม่ยอมตื่นอีกเหรอเนี่ย เชื่อเขาเลยแฮะ

เมี้ยวว

เสียงแหลมเล็กร้องขึ้นมาพลางใช้เท้าเล็กๆ สะกิดใบหน้าคมที่โผล่พ้นผ้าห่มมาแค่ครึ่งหน้าอย่างพยายามจะปลุก แต่ว่านะ แค่สะกิดจะไปตื่นได้ยังไง ต้องข่วนสิ ข่วนเลยเจ้าเหมียว เอาให้หน้าหล่อๆ ของหมอนั่นได้แผลสักแผลสิ หมั่นไส้มานานละ

เมี้ยววว

แต่แทนที่เจ้าเตจะกางเล็บออกมาข่วนอย่างที่ในผมปรารถนา เจ้าตัวเล็กกลับขยับเข้าไปและแลบลิ้นออกมาเลียใบหน้าเนียนใสของหมอนั่นแทน

“อื้อ” และดูเหมือนมันจะได้ผล เมื่อร่างใต้ผ้าห่มขยับตัวพร้อมกับครางขึ้นมาด้วยความรำคาญ ผมมองใบหน้ามู่ทู่ของหมอนั่นด้วยความรู้สึกขบขันเล็กๆ ยอมรับตามตรงเลยว่าการได้เห็นใบหน้าตอนตื่นนอนของหมอนี่เป็นอะไรที่อะเมซิ่งสุดๆ สำหรับผม

“อย่าเพิ่งกวนน่า” เสียงเข้มเอ็ดเจ้าตัวแสบพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง

แต่มีหรือที่เจ้าตัวเล็กจะยอม มันกระโดดขึ้นไปนอนบนตัวของร่างหนา ก่อนจะร้องเหมียวๆ ไม่หยุด จนหมอนั่นต้องดึงผ้าห่มลงมาอีกรอบพร้อมกับพยายามลืมตาสู้แสงขึ้นมามองเจ้าตัวเล็ก

เมี้ยววว

“ฮ่ะๆ โอเคยอมแล้ว เจ้าตัวแสบ” ผมคิดว่าหมอนั่นจะโมโหและโยนเจ้าเตไปไกลๆ เสียอีก แต่ผิดคาด เขากลับบ่นกลั้วหัวเราะ ก่อนจะดึงเจ้าเตไปกอดไว้แน่นด้วยความหมั่นเขี้ยว

พอเห็นแบบนั้นผมก็อดไม่ได้แต่จะหัวเราะออกมา หนึ่งคนกับหนึ่งตัวนี่เป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีจริงๆ คนที่เป็นพ่อเจ้าเตน่าจะเป็นหมอนี่มากกว่านะ ไม่ใช่ผมหรอก ก็มันเล่นติดเขาซะขนาดนั้น

“ทำอะไรน่ะ” ดูเหมือนผมจะเผลอมองหมอนั่นนานเกินไป จนเขารู้ตัวจึงมองกลับมาพร้อมกับลุกขึ้น ร่างสูงที่อยู่ในเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงนอนสบายๆ เดินมาทางผมด้วยสีหน้าที่ยังงัวเงียอยู่ พร้อมกับเจ้าเหมียวที่วิ่งนำมากินอาหารของตัวเองเมื่อสิ้นสุดภารกิจปลุกคนขี้เซาแล้ว เชนนั่งลงที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะญี่ปุ่น พลางก้มลงมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนจะขมวดคิ้วมองผมอย่างตำหนิ

“ไม่ชวน”

ผมยักไหล่ตอบ “ก็เห็นหลับอยู่”

ถึงผมกับหมอนี่จะอยู่ห้องเดียวกัน ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องตื่นมาพร้อมกัน กินข้าวพร้อมกัน ทำอะไรพร้อมๆ กันสักหน่อย ต่างคนต่างอยู่ อยากทำอะไรก็ทำนั่นแหละดีแล้ว จะได้ไม่มาก้าวก่ายซึ่งกันและกันไง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ใจดำถึงขนาดจะไม่ทำกับข้าวเผื่อหมอนี่หรอกนะ ผมทำเผื่อสำหรับสองคนอยู่แล้ว ยังไงก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรูมเมทกันแล้วนี่
               
“เอาข้าวหรือเปล่า” ผมถามเมื่อเห็นคนตรงหน้ามองอาหารท่าทางเหมือนอยากกิน แต่ดวงตาทั้งสองข้างก็เหมือนจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ เชนพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหาวออกมาหวอดใหญ่
               
ผมว่าหมอนี่น่าจะไปนอนต่อมากกว่ามานั่งกินข้าวนะ -*-
               
แต่ผมก็ไม่ได้แย้งอะไร ได้แค่เดินกลับไปที่ครัวเพื่อตักข้าวใส่จานให้ร่างสูงที่นั่งหน้าง่วงอยู่ ตอนผมกลับมาก็เห็นหมอนี่หาวเป็นรอบที่สองก่อนจะขยี้ตาไปมาและทำหน้ามู่ทู่เหมือนยังไม่อยากตื่น ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีใครบังคับให้ตื่นซะหน่อย
               
เวลาตื่นนอนใหม่ๆ นี่เหมือนเด็กเลยแฮะหมอนี่ สลัดคราบนักดนตรีสุดเท่ที่ผมเคยเห็นไปอย่างกับเป็นคนละคน
               
ผมกับเชนต่างคนต่างกินข้าวในจานของตัวเองไปเงียบๆ หมอนั่นไม่พูดอะไรสักคำ ในขณะที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร แต่น่าแปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกอึดอัด ผมเคยได้ยินนะว่า เวลาที่คนเราอยู่กับคนแปลกหน้า เรามักจะต้องพยายามหาคำพูดขึ้นมาคุยอยู่เสมอเพื่อลดความรู้สึกอึดอัดลง แต่กับหมอนี่กลับไม่เป็นแบบนั้นแฮะ อาจเป็นเพราะผมชินกับนิสัยไม่ค่อยพูดค่อยจาของเขาไปแล้วก็ได้มั้ง
               
“จะไปเรียนเหรอ” สงสัยว่าผมจะจ้องเขานานเกินไป (อีกแล้ว) ร่างสูงจึงได้เงยหน้าขึ้นมา และถามพลางมองชุดที่ผมใส่
               
“อือ”
               
“แล้วจะกลับมาตอนไหน”
               
“ตอนเย็น” ผมตอบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “ตอนค่ำนายจะไปไหนหรือเปล่า เพราะฉันมีเล่นดนตรีที่บาร์ต่อคงกลับมาอีกทีดึกๆ นู่น” ผมถามต่อ
               
นอกจากจะอยู่ที่นี่เพื่อเรียนซัมเมอร์แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ได้กลับบ้านเพราะผมจะอยู่ทำงานพิเศษที่บาร์ซึ่งผมไปเล่นดนตรีให้ประจำ ผมทำงานที่นั่นมาตั้งแต่ตอนที่รู้ตัวว่าสอบติดที่นี่ และย้ายของเข้ามาอยู่เชียงใหม่ เพราะชีวิตหลังสอบติดมันว่างเกินไป ผมก็เลยตั้งใจจะหางานทำ ซึ่งงานที่ง่ายที่สุดสำหรับผมก็ไม่หนีพ้นดนตรีนี่แหละ โชคดีที่พี่เจ้าของร้านเองก็เรียนจบมาจากคณะสถาปัตย์ฯ ที่นี่เหมือนกัน จึงค่อนข้างจะเอ็นดูผมอยู่พอสมควร พี่เขาเข้าใจว่าคณะเราทำงานหนัก ก็เลยอนุญาตให้ผมลาได้ เวลามีโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ หรือไม่ว่างที่จะมาเล่นให้ที่ร้านจริงๆ
               
“ฉันเองก็ต้องไปเล่นดนตรีเหมือนกัน” เชนตอบเสียงเรียบ
               
อา นั่นสินะ
               
“ถ้างั้นก็ไปพร้อมกันเลยมั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันขับไปส่ง” ผมเสนอ ร่างสูงเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะยักไหล่
               
“เอากุญแจห้องไว้ที่นายก่อนแล้วกัน เผื่อจะไปไหน แต่นายคงไม่ได้มีธุระอะไรตอนบ่ายหรอกใช่มั้ย ฉันฆ่านายแน่ถ้ากลับมาแล้วเข้าห้องไม่ได้” ผมเตือนไว้ก่อน
               
“อือ” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะก้มหน้ากินข้าวต่อ หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลยจนกระทั่งกินข้าวหมด 
               
“ไม่ต้อง” แต่อยู่ๆ คนที่นั่งเงียบอยู่นานก็พูดขึ้นมาตอนที่ผมกำลังจะลุกขึ้นเอาจานเปล่าของตัวเองไปเก็บ มือหนาเอื้อมมือมาแย่งจานข้าวของผมไปรวมกับจานข้าวที่กินหมดแล้วของตัวเองและชามกับข้าวที่เหลือแต่น้ำซุป ก่อนจะมองหน้าผมนิ่งๆ
               
“ให้ฉันทำตัวมีประโยชน์บ้างเหอะ” เขาพูดก่อนจะลุกขึ้น และเดินเอาจานชามทั้งหมดไปเก็บที่ครัว ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบผ้าขี้ริ้วผืนเล็กมาเช็ดโต๊ะญี่ปุ่นและพับเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ ผมเดินกลับไปที่ครัวละพบว่าร่างสูงกำลังง่วนอยู่กับการล้างจาน ซึ่งท่าทางของหมอนี่ก็บ่งบอกให้รู้ว่าเขาคงไม่ใช่คนที่ทำงานบ้านเป็นสักเท่าไหร่
               
“ไม่เคยล้างจานหรือไง” ผมถามขณะยืนกอดอกพิงตู้เย็นมองร่างสูงที่ยืนล้างจานอย่างเงอะๆ เงิ่นๆ อยู่
               
“เคย แค่ครั้งเดียว”
               
“ครั้งเดียว? คงไม่ได้หมายถึงครั้งนี้หรอกนะ” ถ้าเป็นงั้นจริงเขาไม่เรียกว่าเคยหรอก -*-
               
“เปล่า เคยตอนเด็กๆ” ร่างสูงตอบพลางขมวดคิ้วมองจานในมือที่ทำท่าจะลื่นหล่นกลับเข้าไปในอ่างทุกเมื่อ “แต่ฉันแพ้น้ำยาล้างจาน แม่ก็เลยไม่ให้ล้างอีก” คำพูดต่อมาของคนตรงหน้าทำเอาผมถึงกับเหวอไปเลย
               
“เฮ้ย! แล้วทำไมเพิ่งมาบอกเล่า!!” ผมร้องอย่างตกใจก่อนจะเดินเข้าไปดึงมือเขาออกจากอ่างล้างจานที่เต็มไปด้วยฟอง

“เวรๆๆ จะเป็นไรมั้ยเนี่ย รู้ว่าตัวเองแพ้แล้วจะสะเหล่อมาล้างจานทำไมวะ” ผมขึ้นเสียงด้วยความตกใจ ก่อนจะเปิดน้ำ และจัดการล้างมือให้หมอนี่ที่เอาแต่ยืนนิ่งท่าทางไม่สะทกสะท้านอะไร
               
โอ๊ย ใจเย็นไปมั้ยวะ มือตัวเองนะเว้ย!
               
“คันหรือเปล่า แสบมือมั้ย มียามั้ยเนี่ย” ผมถามเงยหน้าถาม รู้เลยว่าหน้าตาตัวเองกำลังซีเรียสขนาดไหน แต่ร่างสูงที่ควรจะเป็นคนเดือดร้อน กลับมองท่าทางตื่นตระหนกของผมด้วยแววตาขบขัน
               
ยังจะมีหน้ามาขำ ถ้าเกิดมือหมอนี่เป็นอะไรไปจะทำยังไงเนี่ย เขาต้องใช้มือคู่นี้เล่นกีตาร์นะ!
               
“ไม่ได้แพ้รุนแรงซะหน่อย ไม่ต้องห่วงหรอกน่า” เขาว่าพลางอมยิ้ม ผมขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
               
“แน่นะ? ไม่ต้องไปหาหมอแน่นะ” ร่างสูงพยักหน้าเบาๆ เป็นการยืนยัน ก่อนจะพยักเพยิดหน้าไปทางมือตัวเองที่ถูกผมจับไว้ทำให้ผมรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำเรื่องงี่เง่าอะไรอยู่
               
ผมปล่อยมือออกจากฝ่ามือหนาทันที ก่อนจะถอยหลังออกมาหลายก้าว นี่ผมไม่ได้จะหลอกจับมือหมอนี่นะ! ไม่ใช่เลยสักนิด อย่าเข้าใจผิด ผมก็แค่ตกใจเท่านั้นแหละ!
               
“นาย!” ผมชี้หน้าร่างสูงที่ยังคงยืนอมยิ้มไปพลางเช็ดมือตัวเองไปพลางด้วยใบหน้าที่รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ “ต่อไปนี้ห้ามล้างจานอีก เข้าใจมั้ย” ผมยื่นคำขาด
               
ผมเองก็เป็นนักดนตรีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมจึงเข้าใจดีกว่ามือทั้งสองข้างของเรามันสำคัญมากแค่ไหน ถึงจะไม่ใช่นักดนตรีมืออาชีพอะไรก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็คงไม่มีใครอยากเลิกเล่นดนตรีที่ตัวเองรักเพียงเพราะมือพังจากน้ำยาล้างจานโง่ๆ นี่หรอก จริงมั้ย
               
“หึ นายนี่เหมือนแม่ฉันไม่มีผิด”
               
แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าผมจะไม่ได้เข้าใจอะไรเลยสักนิด เพราะเมื่อเห็นท่าทางซีเรียสเกินไปของผม หมอนี่ก็หัวเราะออกมาน้อยๆ อย่างกับผมเป็นตัวตลกงั้นแหละ
               
“นี่ฉันจริงจังนะเว้ย!” ผมโวยอีกรอบ คนตรงหน้าเลยหยุดขำ (แต่ก็ยังอมยิ้มอยู่ดี!) ก่อนจะเอื้อมมือที่ถูกเช็ดจนแห้งแล้วมาวางไว้บนหัวผม ก่อนจะตบเบาๆ สองที
               
“โอเคๆ ต่อไปนี้จะไม่ล้างจานอีกแล้วครับ พอใจยัง?”
               
ผมชะงักไปพักใหญ่ เพราะรับไม่ทันกับการกระทำของคนตรงหน้า แล้วอยู่ๆ ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ช่วงนี้...หมอนี่ยิ้มง่ายผิดปกติหรือเปล่าเนี่ย?

“มีเรียนกี่โมง” เจ้าดวงตาของสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยเอ่ยออกมาทำให้ผมได้สติ และถอยห่างออกมา
               
“สะ...สิบเอ็ด” ผมตอบอึกอัก ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะอึกอึกทำไม ก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง นาฬิกาบอกเวลาสิบโมงสิบ เหลืออีกตั้งห้าสิบนาทีแน่ะกว่าจะถึงเวลาเรียน
               
แต่ไม่รู้ทำไม ผมถึงรู้สึกว่าผมควรจะพาตัวเองออกจากห้องไปได้แล้ว
               
“ฉันว่า ฉันไปก่อนดีกว่า” ว่าจบผมก็เดินไปคว้าตำราเรียน พร้อมกับของใช้ที่จำเป็นและเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องมาเลย ผมปิดประตูเสียงดังกว่าทุกครั้ง แถมยังรีบเดินมากจนแม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ

นี่ผมเป็นอะไรไปเนี่ย?
               
ผมได้แต่ถามตัวเองในใจก่อนจะยกมือขึ้นมากุมแก้มทั้งสองข้างของตัวเองที่กำลังร้อนผ่าว แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าสองมือนี้เพิ่งจะจับมือหมอนั่นมาหมาดๆ ผมก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง... นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมได้สัมผัสกับฝ่ามือหนาอย่างจริงจัง

มือของหมอนั่นหยาบอย่างที่ผมคิดจริงๆ ด้วยแฮะ แถมยัง...ใหญ่กว่าฝ่ามือของผมตั้งเยอะแน่ะ...




-- makok_num --

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
8
อีกก้าว...
 
               
06.00 P.M.

ผมเคยคิดนะ ว่าการเรียนช่วงปิดเทอมมันคงจะน่าเบื่อ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะน่าเบื่อขนาดนี้ ผมไม่น่าลงเรียนติดกันสามวิชารวดเลย สภาพอากาศช่วงเดือนมีนาคมของประเทศไทยนี่ใช่เรื่องเล่นๆ ซะที่ไหน ห้องเรียนที่ไม่เปิดแอร์ก็ไม่ต่างจากเตาอบขนาดใหญ่ที่อัดคนสามสิบกว่าคนเข้าไปแย่งอากาศหายใจกันนั่นแหละ นี่ผมต้องทนแบบนี้ไปเกือบสองเดือนเลยเหรอเนี่ย ให้ตาย! ผมกลับห้องมาในสภาพเหงื่อท่วมตัว โชคดีที่รถไม่ติด ไม่อย่างนั้นผมคงจะหงุดหงิดมากกว่านี้
ด้วยความที่ลืมไปซะสนิทว่าตอนนี้มีคนอื่นอยู่ห้องด้วย ทำให้ผมเผลอล้วงหากุญแจห้องในกระเป๋ากางเกงด้วยความเคยชิน แต่เมื่อรู้ตัวผมก็เปลี่ยนเป็นเคาะประตูแทน
               
ก๊อกๆ
               
“ไม่ได้ล็อก” เสียงจากคนในห้องตอบกลับมา ผมบิดลูกบิดเข้าไป ก่อนจะต้องชะงัก เมื่อร่างสูงเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนอยู่ในสภาพที่... ไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่
               
ทำไมไม่บอกก่อนวะว่าแก้ผ้าอยู่ -*-
               
ผมแสร้งทำเป็นเดินเอาของไปเก็บบนโต๊ะหนังสืออย่างไม่คิดอะไร พยายามไม่มองร่างกายที่มีเพียงผ้าเช็ดตัวพันเอวอยู่ผืนเดียวของหมอนั่น แต่ร่างกายสมส่วนที่มีหยดน้ำเกาะพราว และผมที่เปียกไม่เป็นทรงนั่นก็ดึงดูดสายตาผมเกินไปอยู่ดี
               
ให้ตายๆ ผมต้องบ้าแน่ๆ ที่เห็นว่าผู้ชายด้วยกันฮอตมากขนาดนี้
               
“จะอาบน้ำหรือเปล่า” ผมสะดุ้งนิดๆ ตอนที่ร่างสูงหันมาถาม
               
“ฮะ?”

อะ...เออ ยอมรับเลยว่าไม่ได้ฟังเลยสักนิด
               
เชนขมวดคิ้วก่อนจะถามใหม่อีกรอบ “จะอาบน้ำก่อน หรือว่าจะไปเลย”
               
“อ่อ” ผมร้องออกมาเบาๆ ก่อนจะมองนาฬิกา เพิ่งหกโมงนิดๆ เอง ปกติผมไปที่ร้านตอนสองทุ่มนู่น แถมวันนี้อากาศร้อนตับแลบอีกต่างหาก จะไม่อาบก็คงไม่ไหว 

“อาบสิ” ผมตอบก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า แหละหยิบเสื้อยืดกางเกงยีนตัวโปรดออกมา
               
ถ้าเป็นปกติผมคงหยิบไปแค่ผ้าเช็ดตัวนั่นแหละ แต่... ตอนนี้มันปกติซะที่ไหนล่ะ!
               
ผมอาบน้ำด้วยความคิดในหัวที่ว่า ผมต้องคิดผิดแน่ๆ ที่ยอมให้หมอนี่มาอาศัยอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่เจ้าตัวเองก็ดูไม่ได้เดือดร้อนอะไร ออกจะง่ายๆ สบายๆ ด้วยซ้ำ ขนาดผมให้นอนที่พื้นยังไม่บ่นซักคำเลย แต่กลับเป็นผมนี่แหละที่รู้สึกแปลกๆ เวลาที่หมอนั่นทำนู่นทำนี่
               
ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเอาแต่จ้องมองการกระทำของหมอนั่น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะท่าทีหลายๆ อย่างของเขา เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็น... แต่ยังไงก็เถอะ ไอ้การที่ผมมานั่งว้าวุ่นใจอยู่แบบนี้มันไม่ใช่ตัวผมเอาซะเลย ปกติแกเป็นคนสุขุมกว่านี้นี่ ไอ้ตรี!
               
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมใช้เวลาในการอาบน้ำนานเกินครึ่งชั่วโมง ถึงจะสระผมด้วยก็เถอะ แต่ปกติผู้ชายอาบน้ำแค่สิบนาทีก็เสร็จ เพราะผมเอาแต่คิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่นั่นแหละ ทำให้ไม่ได้ดูเลยว่าเวลามันผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว ผมเดินออกจากห้องน้ำมาด้วยสภาพที่เสื้อผ้าครบชุดจนคนที่นั่งเล่นกับแมวอยู่บนเตียงถึงกับขมวดคิ้ว
               
หมอนั่นยังไม่ใส่เสื้ออีกเรอะ รู้หรอกน่าว่าหุ่นดี แต่ไม่ต้องขยันโชว์มากก็ได้มั้ง :(
               
“ทำไมไม่ใส่เสื้อ” เร็วเท่าความคิด ปากผมโพล่งถามออกไปก่อนที่ผมจะรู้ตัวซะอีก ร่างสูงเลิกคิ้วนิดหน่อยก่อนจะตอบ
               
“ผมยังไม่แห้ง” ว่าแล้วมือหนาก็ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่พาดอยู่ที่คอเช็ดผมที่ยังเปียกอยู่ของตัวเอง เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“นายนั่นแหละ ใส่เสื้อทั้งอย่างนั้นเดี๋ยวเสื้อก็เปียกหมด” หมอนั่นยอกย้อน
               
จริงๆ ก็ไม่เดี๋ยวหรอก ตอนนี้หยดน้ำที่อยู่บนเส้นผมที่เพิ่งสระใหม่ๆ มันหยดลงมาเปียกเสื้อผมไปหมดแล้ว แต่ช่างมันเถอะ เปียกได้เดี๋ยวมันก็แห้งได้เองนั่นแหละ ผมบ่นในใจก่อนจะเอาผ้าขนหนูผืนเล็กของตัวเองคลุมหัวที่เปียกไว้ พลางเดินไปหาขนมขบเคี้ยวที่มักซื้อมาตุนไว้กิน เพราะเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมานิดๆ แล้ว ปกติวันไหนถ้าผมต้องไปเล่นดนตรีที่ร้าน ผมก็จะไม่ทำมื้อเย็น เพราะว่าพี่เจ้าของร้านใจดีให้ผมกินข้าวฟรีที่ร้านได้ มันเป็นการทุ่นค่าใช้จ่ายของผมได้มากทีเดียว
               
“เอาขนมปังมั้ย” ผมถามร่างสูงที่นั่งเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียง
               
หมอนั่นเลิกเล่นกับเจ้าเตแล้ว ปล่อยให้มันกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียง ในขณะที่มือหนาเอื้อมไปหยิบกีตาร์ของตัวเองขึ้นมาดีดเบาๆ เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเงยหน้าขึ้นมาส่ายหน้าตอบ ก่อนจะก้มลงดีดกีตาร์อีกรอบ
               
ผมเลิกสนใจหมอนั่น คาบขนมปังถั่วแดงไว้ในปาก แล้วเดินไปเก็บกีตาร์ของตัวเองใส่กระเป๋าเตรียมออกไป
               
“นายต้องไปที่ผับกี่โมง” ผมถามทั้งที่กำลังเคี้ยวขนมปังตุ้ยๆ ชิ้นมันเล็กไปเปล่าวะ กินไม่ถึงสามคำก็หมดแล้วมั้งเนี่ย
               
“วงฉันขึ้นเล่นตอนสี่ทุ่ม” เขาตอบโดยที่ยังคงก้มหน้าดีดกีตาร์อยู่
               
“โห อีกนานเลยแฮะ หรือนายจะไปเองดี” ผมถามพลางเช็ดผมไปด้วย ถ้าไปตอนนี้ ก็ต้องรออีกเกือบสามชั่วโมงเลยนะ
               
“ไม่เป็นไร ไปก่อนก็ดี” ว่าพลางวางกีตาร์ไว้ข้างเตียง เขาเดินไปค้นกระเป๋าเป้ของตัวเองที่ยังคงวางอยู่ที่พื้น ก่อนจะหยิบเสื้อยืดคอวีสีเทาออกมาใส่ แล้วผึ่งผ้าเช็ดผมไว้บนกระเป๋าอย่างลวกๆ
               
มันเป็นเสื้อที่โชคดีมากเลยนะที่ได้มาอยู่บนตัวของหมอนี่ จะมีสักกี่คนกัน ที่จะใส่เสื้อยืดธรรมดาๆ แล้วดูดีระดับห้าดาวได้ขนาดนี้
               
เออ แล้วทำไมผมต้องมานั่งชมหมอนี่ตลอดเวลาด้วยวะ ให้ตาย สมองผมต้องมีปัญหาแน่ๆ ช่วงนี้ถึงได้เอาแต่คิดอะไรแปลกๆ
               
“จริงๆ นายใช้ตู้เสื้อผ้าก็ได้นะ ยังไงเสื้อผ้าฉันมันก็ไม่เต็มอยู่แล้ว” ผมบอก จริงๆ เสื้อผ้าผมมีไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ไม่รู้จะมีตู้ใหญ่มหึมาเอาไว้ให้เปลืองพื้นที่ทำไม
               
“อือ” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะหันมาถามผมเมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว “ไปยัง”
               
“อือ” ผมตอบ พร้อมยัดขนมปังคำสุดท้ายเข้าปากและผึ่งผ้าเช็ดผมไว้กับเก้าอี้ ความจริงก็อยากรอให้ผมแห้งกว่านี้อยู่เหมือนกันนะ แต่เอาเถอะตากลมไปเดี๋ยวมันก็แห้งเหมือนกันนั่นแหละ
ผมยกกระเป๋ากีตาร์ขึ้นพาดบ่า ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกุญแจรถและกระเป๋าสตางค์ที่วางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ และเดินออกจากห้อง

“แล้วไม่เอากีตาร์ไปเหรอ” ผมถามเมื่อเห็นร่างสูงเดินตัวปลิวตามมา
               
แต่แทนที่จะตอบคำถามผม หมอนี่กลับนั่งลงไปลูบหัวเจ้าเตที่วิ่งตามมาทำตาละห้อย “เดี๋ยวกลับมา” เขาบอกสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นและปิดประตู ได้ยินเสียงเจ้าเตร้องเหมียวๆ ลอดออกมา แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ พวกผมต้องไปทำมาหากินนี่หว่า

“ฉันเล่นกีตาร์ไฟฟ้า” อยู่ๆ ร่างสูงก็หันกลับมาพูดพร้อมกับยื่นกุญแจห้องที่ผมฝากไว้เมื่อเช้ามาให้

จนผมลืมคำถามตัวเองไปแล้วมั้ง

“พอโดนไล่ออกจากห้อง ยังไม่รู้จะไปอยู่ไหน ฉันก็เลยเอากีตาร์ไปฝากไว้ที่ร้านก่อน แบกไปแบกมาสองตัวมันเกะกะ” ว่าพลางเดินนำหน้าไป ผมเลยเดินบ้าง

ผมพยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเหตุผลที่หมอนี่มาอยู่ห้องผมเพราะอะไร “แล้ว...ตอนนี้นายกับฟ้าได้คุยกันบ้างหรือยัง”

“อืม” ร่างสูงตอบสั้นๆ ขณะเดินลงบันได
               
“แล้วฟ้าว่ายังไงบ้าง พ่อแม่เขายังโกรธนายอยู่หรือเปล่า” ผมถามต่อ อยู่ๆ ก็รู้สึกแย่แทนหมอนี่ขึ้นมา
               
ถ้าเป็นผมโดนพ่อแม่แฟนกีดกันแบบนี้ ผมก็คงแย่ไปเลยเหมือนกัน ผมเคยลองคิดเล่นๆ นะ ว่าถ้าผมกับไอ้ซัน... ได้คบกันจริงๆ... ผู้ใหญ่ของพวกเราจะยอมหรือเปล่า... แต่มันก็เป็นได้แค่การคิดเล่นๆ นั่นแหละ เพราะไม่ว่ายังไง เรื่องแบบนั้นก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้หรอก
               
“ก็คงโกรธ” เขาเว้นวรรคนิดหน่อย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ยัยนั่นบอกว่าพ่อแม่บังคับให้กลับบ้านที่ต่างจังหวัดตั้งแต่พรุ่งนี้เลย”
               
อ่า... ฟังดูเลวร้ายอยู่นะ
               
“แล้วนายจะทำยังไงต่อ” ผมถามพลางกดปลดล็อกรถ ห้องพักผมอยู่แค่ชั้นสอง ทำให้ใช้เวลาเดินไม่นานเท่าไหร่
               
“ไม่รู้สิ” ร่างสูงตอบพร้อมกับเดินไปเปิดประตูฝั่งคนขับ ผมเลยชะงักนิดหน่อย
               
“เฮ้ เดี๋ยวฉันขับเอง” ผมแย้ง แต่คนตรงหน้ากลับแบมือออกมา
               
“ฉันเป็นรุ่นพี่” เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนพูดเสียงเรียบในประโยคที่ดูจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย
               
แต่นี่มันรถผมนะเว้ย
               
ผมอยากจะเถียงออกไปอยู่หรอกนะ แต่สีหน้านิ่งๆ ดูจริงจังของคนตรงหน้าก็ทำให้ผมรู้ว่า เถียงไปก็เท่านั้น ผมเลยจำยอมส่งกุญแจรถไปให้ร่างสูงที่กระตุกยิ้มมุมปากอย่างได้ใจ
               
เอาเหอะ บางทีให้คนอื่นขับรถให้บ้างก็คงสบายดีเหมือนกัน
               
รถโฟล์คสีน้ำเงินแล่นไปตามถนนที่มีรถไม่มากเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม ทำให้คนแถวนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา พากันกลับภูมิลำเนาของตัวเองกันไปหมด จริงๆ ผมเองก็อยากกลับบ้านนะ แต่พอนึกขึ้นได้ว่ากลับไปก็ไม่เจอใครอยู่ดี ก็เลยไม่กลับดีกว่า
               
พ่อแม่ของผมเขาไปทำงานที่ต่างประเทศกันหมดน่ะ นานๆ ทีถึงจะกลับบ้านที ทำให้ผมต้องอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ตอนม.5 แต่การที่ครอบครัวไปทำงานต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าบ้านของเรารวยหรอกนะ เพราะธุรกิจของครอบครัวผมก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร เป็นแค่ธุรกิจเล็กๆ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว ทำให้ผมต้องตระหนักอยู่เสมอว่าผมควรจะช่วยแบ่งเบาภาระของพวกท่าน ทุกวันนี้อะไรประหยัดได้ก็ประหยัดเพื่อจะได้ไม่รบกวนเงินจากทางบ้านมากนัก เพราะลำพังค่าเทอมของคณะเรา มันก็มากกว่าคณะอื่นๆ เป็นเท่าตัวแล้ว
               
“แป๊บนะ” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด ก่อนจะหันไปมองคนข้างๆ ที่จอดรถเทียบฟุตบาท แล้วเปิดประตูรถลงไปเฉยเลย
               
ผมมองตามร่างสูงที่วิ่งออกจากรถ ก่อนจะเห็นว่าเขาหายเข้าไปในร้านที่ดูเหมือนจะขายของสำหรับสัตว์เลี้ยง ไม่นานหมอนั่นก็กลับออกมาอีกรอบ พร้อมอะไรบางอย่างที่อยู่ในมือ
               
“อะไรน่ะ” ผมถามทันทีที่เขากลับเข้ามาในรถ เชนสตาร์ทรถอีกรอบ ก่อนจะส่งไอ้ของที่อยู่ในมือมาให้ผม
“ปลอกคอ?” ผมเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ มันคือปลอกคอเส้นเล็กๆ สีน้ำตาลที่มีกระดิ่งติดอยู่ด้วย
               
“ของไอ้เตมัน” ไม่ต้องรอให้ผมได้ถาม คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ตอบขึ้นมาโดยที่ตายังคงมองไปที่ถนนข้างหน้าอยู่ มุมปากหมอนี่ยกเป็นรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้นมาด้วยล่ะ
               
“มันยังเล็กอยู่เลย ใส่ปลอกคอได้เหรอ?”
               
“อ้าว ใส่ไม่ได้เหรอ” คราวนี้หมอนี่หันมาเลิกคิ้วถามท่าทางเหมือนตกใจ
               
“ไม่รู้” ผมได้แต่ยักไหล่ ก็ไม่เคยเลี้ยงสัตว์เหมือนกันล่ะนะ คงตอบอะไรไม่ได้หรอก

“แล้วนึกยังไง อยู่ๆ ถึงอยากซื้อปลอกคอให้มันเนี่ย” ผมถามต่อ รู้สึกแปลกใจนิดๆ ขนาดผมเป็นคนเก็บมาเลี้ยง ยังไม่คิดจะซื้อปลอกคอให้มันเลย
               
เชนเบือนหน้ากลับไปที่ถนนอีกรอบ ก่อนจะตอบเสียงเบากว่าทุกที “ก็... กลัวมันหาย” น้ำเสียงอ้อมแอ้มที่เจือไปด้วยความเขินอายทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมา

“ดูท่าทางนายจะรักมันมากเลยนะ” ผมพูดกลั้วหัวเราะ

ตลอดเวลาที่อยู่กับเจ้าเต หมอนี่ดูอารมณ์ดีมากจริงๆ นะ ถึงจะไม่ได้หัวเราะ หรือคุยกับมันเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนคนรักสัตว์คนอื่นๆ ที่ผมเคยเห็นก็เถอะ แต่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของเขา แววตาที่มองที่เจ้าเตนี่ มีแต่ความเอ็นดูแฝงอยู่ล้วนๆ

“ก็ฉันเป็นพ่อมันนี่” เจ้าของเสียงเรียบตอบขึ้นมา

“ไหนตอนแรกบอกว่าฉันเป็นพ่อมันไง” ผมหันไปแย้ง

“มีพ่อสองคนก็ได้ ไม่เห็นจะแปลก”

“แปลกสิ มีใครที่ไหนมีพ่อทีเดียวสองคนมั่งล่ะ” ผมเถียงต่อ จริงๆ ก็ไม่ได้อยากจะแย่งไอ้ตำแหน่งคุณพ่อนี่สักเท่าไหร่หรอกนะ แต่เห็นท่าทางเห่อเจ้าเตของหมอนี่แล้วอดหมั่นไส้จนอยากจะเอาชนะให้ได้ขึ้นมาซะงั้น แต่คนอยากเอาชนะอย่างผมก็ต้องชะงักไป เมื่อเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยหันมาสบตานิ่งๆ

“ก็เจ้าเตไง” ว่าพลางแสยะยิ้มมุมปากดูร้ายกาจเหมือนอย่างเคย “หรือจะให้ฉันเป็นพ่อ แล้วนายเป็นแม่ล่ะ?”

“...!!”

อะ...ไอ้...

พอๆๆ ไม่เถียงแล้วก็ได้วะ!
                               
               

08.45 P.M.
 
Staring at the ceiling in the dark
Same old empty feeling in your heart
'Cause love comes slow and it goes so fast

นิ้วเรียวไล้ไปตามสายกีตาร์ตัวโปรด พร้อมกับเสียงทุ้มที่เอ่ยเป็นทำนองเพลงติดหูซึ่งถูกขอมาจากลูกค้าเจ้าประจำของร้าน ด้วยความที่เล่นมาหลายรอบทำให้ผมเกาคอร์ดได้อย่างชำนานโดยไม่ต้องดูโน้ตเพลงเลย
เพลงนี้เป็นเพลงสุดท้ายแล้วสำหรับคืนนี้ ปกติผมจะเล่นดนตรีแค่คืนละชั่วโมงเท่านั้นเพราะช่วงหัวค่ำยังเป็นบรรยากาศชิลๆ เหมาะกับดนตรีโฟล์คซองฟังสบายๆ หลังจากนี้ที่ร้านจะมีวงดนตรีหลากหลายแนวที่จ้างมาเล่นเป็นคืนๆ ไป
 
Well you see her when you fall asleep
But never to touch and never to keep
'Cause you loved her too much
And you dived too deep
 
ขณะที่ไล้นิ้วไปตามสายกีตาร์ สายตาของผมก็เผลอเหลือบมองไปยังโต๊ะที่อยู่ในสุดด้านขวามือโดยไม่ได้ตั้งใจ...
หรืออาจจะตั้งใจโดยไม่รู้ตัวก็ได้... แต่ที่แน่ๆ สายตาของผม ดันไปสบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยที่กำลังจ้องมาทางนี้เหมือนกัน ด้วยสายตานิ่งๆ ไม่บ่งบอกอารมณ์ในแบบของเขา
               
นี่หมอนั่นยังนั่งอยู่ตรงนั้นอยู่อีกเหรอเนี่ย ผมคิดว่าไปที่ร้านแล้วเสียอีก ผมอุตส่าห์ให้กุญแจรถไปแล้วนี่นา
จริงอยู่ว่าหมอนี่มารถผม และถ้าเขาเอารถไปผมก็คงเดินทางลำบาก แต่ยังไงร้านที่หมอนี่ทำงานอยู่ก็ไม่ได้ไกลจากที่นี่มากเท่าไหร่ ผมเดินตามไปทีหลังก็ได้
 
Well you only need the light when it's burning low
Only miss the sun when it starts to snow
Only know you love her when you let her go
Only know you've been high when you're feeling low
Only hate the road when you're missin' home
Only know you love her when you let her go
 
               
ไม่รู้ว่าผมจ้องนานเกินไปหรือยังไง เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่นั่งตีหน้านิ่งมาตลอดจึงกระตุกยิ้มมุมปากออกมา ผมได้ยินเสียงหัวเราะร้ายกาจของเขาในจินตนาการเลยด้วยซ้ำ ผมเบ้หน้ากลับไป เพราะไม่รู้ว่าอยู่ๆ หมอนั่นขำอะไร หน้าผมมีอะไรให้ขำงั้นเหรอ มองทีไรก็หัวเราะอยู่ได้ ผมไม่ใช่ตัวตลกสักหน่อย
               
“หึ” แต่อยู่ๆ ผมก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกับเบือนหน้านีจากดวงตาคมกริบคู่นั้น
จริงๆ การมีคนมานั่งจ้องตรงๆ แบบนี้มันก็รู้สึกเขินแปลกๆ เหมือนกันแฮะ ถึงแม้ผมจะทำงานแบบนี้ แต่นักดนตรีในร้านอาหาร ใช่ว่าจะมีคนให้ความสนใจนี่นา ทุกคนล้วนมาพบปะกัน เฮฮากัน กินเหล้ากัน ดนตรีโฟล์คซองเบาๆ อย่างผม มันก็เป็นแค่ส่วนประกอบที่ทำให้คนเจริญอาหารขึ้นก็เท่านั้น
               
ผมกล่าวขอบคุณแขกในร้านที่ดูเหมือนจะไม่ได้มีใครสนใจฟังเท่าไหร่ ก่อนจะเก็บกีตาร์และเดินลงจากฟลอร์เล็กๆ มา ก่อนจะเดินไปลาพี่เจ้าของร้านและรับค่าจ้างรายวันมา เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างสูงในเสื้อยืดสีเทากับกางเกงยีนสีเข้มเก็บเงินค่าอาหารบนโต๊ะเสร็จและเดินมาทางนี้เช่นกัน ผมหันไปมองหน้าหมอนั่นที่ยังคงยกมุมปากเป็นรอยยิ้มร้ายกาจค้างอยู่
               
“ยิ้มอะไร” ผมขมวดคิ้วถาม แต่คนตรงหน้ากลับยักไหล่น้อยๆ
               
“เปล่า” ว่าแล้วก็เดินนำหน้าผมออกไปนอกร้านเฉยเลย ผมเดินตามไปด้วยอารมณ์ที่เริ่มหงุดหงิดกับความกวนประสาทของหมอนี่ ก่อนจะนึกขึ้นได้
               
“ฉันให้กุญแจนายไปตั้งนานแล้วนะ ทำไมนายยังอยู่อีกล่ะ” จริงอยู่ว่ามันเหลืออีกตั้งหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาทำงานของหมอนี่ แต่ไปก่อนก็ได้นี่นา อย่างน้อยไปที่ร้านเขาก็อาจจะมีเพื่อนคุยบ้าง ไม่ใช่มานั่งแกร่วกินเหล้าอยู่คนเดียวแบบนี้ เพราะดูแล้วบาร์ชิลๆ แบบนี้ดูจะไม่ใช่แนวเขาเท่าไหร่
               
“ขี้เกียจ” เขาว่าพลางปลดล็อกรถโฟล์คสีน้ำเงินของผม ผมเบ้หน้านิดหน่อยและเดินไปเปิดประตู
               
“แล้วก็...” แต่หมอนั่นก็พูดอะไรต่อ ขณะที่เปิดประตูฝั่งคนขับเช่นกัน “ถ้าฉันเอารถไป แม่เจ้าเตก็ต้องเดินขาลากน่ะสิ” คำพูดพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากแสนกวนประสาทนั่นทำต่อมโมโหผมปะทุขึ้นมาอีกรอบ ผมชูนิ้วกลางใส่หมอนั่นก่อนจะเข้ามานั่งเบ้หน้าบ่นอุบอิบในรถ แต่แทนที่อีกฝ่ายจะโมโหผมกลับได้ยินเสียงหัวเราะของหมอนั่น ก่อนที่เขาจะเข้ามานั่งประจำหลังพวกมาลัยและออกรถด้วยใบหน้าอารมณ์ดีที่แกล้งยั่วโมโหผมได้
               
เออ กวนประสาทเข้าไปเหอะ ถ้าไม่เห็นว่าอายุมากกว่าผมต่อยหมอนี่น่าแหกไปแล้ว คนบ้าอะไร ปากหมาได้หน้าตายสุดๆ!
               
               
01.23 A.M.
หลังจากนั้นไม่นานเราก็มาถึงผับที่เชนทำงานอยู่ ผมบอกแล้วว่ามันไม่ได้ไกลเลย อยู่ถัดไปอีกแค่สามซอยเท่านั้น ผมนั่งจิบเบียร์ดูวงหมอนั่นเล่นซึ่งมันก็สุดยอดเหมือนเคย ดูท่าทาง The Quantum จะเป็นวงเรียกลูกค้าประจำร้านเลยทีเดียว ด้วยหน้าตาของสมาชิกวงที่หล่อเริดยิ่งกว่าบอยแบนด์เกาหลี แถมยังฝีมือการเล่นดนตรีที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากหน้าตาเลย ลูกค้า โดยเฉพาะสาวๆ ก็เลยติดกันงอมแงม

หลังจากที่พวกนั้นเล่นจบแล้วผมก็ได้นั่งกินเหล้าอยู่กับพวกเขาอยู่พักใหญ่ ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้หยิ่งอย่างที่คิด ผมเคยบอกใช่มั้ยล่ะว่าบุคลิกของคนในวงนี้ดูจะนิ่งๆ โหดๆ เหมือนกันหมด แต่จริงๆ พวกนั้นก็มีมุมอื่นที่ไม่ใช่แค่นั่งเก๊กไปวันๆ ล่ะนะ เหมือนเชนไง ตอนแรกผมก็เข้าใจว่าหมอนั่นเป็นคนนิ่งๆ โหดๆ ติดจะเย็นชา แต่พอได้รู้จักจริงๆ ใครจะไปคิดว่าหมอนั่นจะมีมุมอ่อนโยน รักสัตว์อย่างคนอื่นเขาด้วย ถ้าไม่เจอกับตาผมก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันแหละ

จากที่ได้คุยกับคนพวกนั้นทำให้ผมรู้ว่าที่พวกเขาฟอร์มวงขึ้นมาได้เพราะพวกเขาเรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์เหมือนกัน แล้ว เตอร์ ที่เป็นนักร้องนำและเป็นเพื่อนสมัยม.ปลายของเชน ก็เป็นตัวตั้งตัวตีชวนคนอื่นๆ มาร่วมวง แล้วสุดท้ายก็ได้ วิน กับ ต้า มาเล่นเบสและกลองให้ ตอนแรกพวกเขาตั้งใจฟอร์มวงขึ้นมาประกวดในงานของคณะเท่านั้น แต่ด้วยฝีมือที่เตะตารุ่นพี่ ทำให้พวกเขาถูกขอร้องให้ขึ้นแสดงในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยบ่อยๆ

แน่นอนว่าผมไม่เคยไปดูเลยสักครั้ง ก็แหงล่ะ ผมมีเวลาว่างไปเข้าร่วมกิจกรรมอะไรซะที่ไหน

ทุกคนยังจำเรื่องที่เชนมาชวนผมเข้าวงได้มั้ย ผมเพิ่งรู้ว่าหมอนั่นไม่ได้ชวนผมเล่นๆ อย่างที่คิด แต่เป็นเพราะ วิน ที่เป็นมือเบสจะไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศในเร็วๆ นี้ พวกเขาก็เลยอยากหาคนมาเล่นแทนชั่วคราว ตอนแรกพวกเขาก็อยากจะหามือเบสหรอกนะ แต่ก็ยังไม่เจอคนที่เคมีเข้ากันได้สักที เป็นจังหวะเดียวกับที่เชนไปเห็นผมเล่นดนตรีที่บาร์ (ตอนไหนก็ไม่รู้) แล้วไปบอกกับเพื่อนเขา ทุกคนเลยลงมติกันว่าจะลองชวนผมไปเล่นกีตาร์ให้วงและใช้เชนไปเล่นเบสแทน  (เพื่อนเขาบอกว่าหมอนี่เล่นได้หมดทุกอย่างแหละ กีตาร์ เบส กลอง เหอะ! ความสามารถทางดนตรีจะล้นทะลักไปมั้ย -*-) แถมจากที่คุยกันวันนี้ พวกเขาก็ดูจะถูกชะตากับผมไม่น้อย ก็เลยลองให้ผมทบทวนดูอีกรอบ

พอพวกเขาบอกว่าถ้าผมปฏิเสธก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแล้ว ผมก็เริ่มใจอ่อนนิดๆ แต่ก็ยังไม่ได้ตกลงไปหรอกนะ

แต่เอาจริงๆ ถึงผมจะเล่นกีตาร์มาตั้งแต่สมัยประถม และเล่นเพลงได้ทุกแนวก็เถอะ แต่ให้ร่วมวงกับคนอื่นนี่ไม่ชัวร์จริงๆ ว่ะ ผมเคยคิดจะฟร์อมวงกับเพื่อนเหมือนกันตอนม.ปลาย แต่เพราะแต่ละคนต่างก็เอาตัวเองเข้าว่า ไม่มีทีมเวิร์คเลยสักนิด นัดซ้อมก็มาไม่ค่อยครบ สุดท้ายมันเลยล่มไม่เป็นท่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าจะเข้ากับพวกนั้นได้จริงๆ หรือเปล่า ยังไงพวกเราก็เพิ่งคุยกันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แถมในวงเหล้าอีก ใครจะไปรู้ ที่คุยกันง่ายๆ อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็ได้

“เฮ้อ” ผมถอนใจออกมาเบาๆ และเลิกคิดเรื่องวงดนตรี ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองที่วางเอาไว้บนหัวเตียงออกมากดเข้าเฟสบุ๊คซึ่งถูกเปิดค้างไว้ที่หน้าเฟสของไอ้ซัน...

อาจจะดูโรคจิตนิดๆ นะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำก่อนนอน หลังจากที่มันตามวีไปอเมริกา และดูเหมือนจะอยู่ที่นั่นตลอดปิดเทอม ผมเลื่อนไทม์ไลน์ที่มีรูปของมันกับวีพร้อมกับญาติของวีที่ทั้งสองคนไปอาศัยอยู่ด้วยไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ สีหน้ามีความสุขของมันทำให้ผมยิ้มออกมาได้ทุกครั้ง แม้จะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสุขนั้นเลยก็ตาม ผมได้แต่ดูรูปภาพแต่ละรูปของคนที่ผมแอบรัก และลอบยิ้มอยู่คนเดียวในความมืด

เชนคงจะหลับไปแล้ว หมอนั่นอาบน้ำและนอนก่อนผมซะอีก อาจเพราะคืนนี้เขาดื่มไปไม่น้อยเลย (ถึงผมจะไม่เห็นแววความเมาของเขาเลยอ่ะนะ) กลับห้องมาก็เลยไม่อยากทำอะไร ผมดูรูปในไทม์ไลน์ของไอ้ซันซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น นานหลายนาที จนกระทั่งเริ่มง่วงแล้ว จึงปิดเฟสและวางโทศรศัพท์ลงที่เดิมเตรียมนอน แต่เสียงเจ้าเตที่ร้องเหมียวๆ ขึ้นมาก็ทำให้ผมลืมตาขึ้นมาอีกรอบ

เมี้ยวว

ถึงในห้องจะมืดสนิท แต่ความเงียบก็ทำให้ผมพอจะรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ผมกำลังจะลุกขึ้นเพื่อดูว่ามันร้องทำไมแต่เสียงของคนที่คิดว่าหลับไปแล้วก็ดังขึ้นมาซะก่อน

“เต มานี่มา” เสียงเรียบเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ผมก็ยังได้ยิน เสียงร้องพร้อมกับเสียงกระดิ่งจากปลอกคอที่หมอนั่นสวมให้มันดังขึ้นมาบ่งบอกว่ามันกำลังวิ่งเข้ามาหาเจ้าของเสียงอย่างว่าง่าย

ผมพลิกตัวกลับไปยังฝั่งที่หมอนั่นนอนอยู่ ก่อนจะถามด้วยความแปลกใจ “ยังไม่หลับเหรอ”

 “อืม” เจ้าของเสียงทุ้มตอบสั้นๆ พร้อมกับร่างที่ขยับตัว ผมไม่รู้ว่าเขาทำอะไรแต่เสียงครางด้วยความพอใจจากเจ้าเตก็ทำให้พอจะเดาออกว่าหมอนี่คงจะลูบหัว หรือไม่ก็เกาคางให้มันอยู่ล่ะมั้ง

ไม่นานเสียงเจ้าเตก็เงียบไป ในห้องเหลือแต่เสียงของพัดลมที่กำลังทำงานอยู่ ผมพลิกตัวกลับมานอนหงายอีกรอบ ก่อนจะหาเรื่องคุย “มันหลับไปแล้วเหรอ เจ้าเตน่ะ” ผมถาม

“น่าจะ” เขายังคงตอบสั้นๆ กลับมา ผมลืมตามองเพดานห้องในความมืดปล่อยให้ความเงียบปกคลุมพักใหญ่

“ปวดหลังหรือเปล่า” อยู่ๆ ผมก็รู้สึกอยากรู้ขึ้นมา ผมเองก็เคยนอนพื้นนะ ตอนรับน้องหรือตอนทำงานที่สตูดึกๆ มันไม่มีฟูกนิ่มๆ ให้เรานอนเหมือนตอนนี้หรอก นอกซะจากจะมีใครพกไปทำงานด้วย ซึ่งนั่นไม่ใช่ผมแน่นอน และทุกครั้งที่ต้องนอนพื้นสตูดิโอแข็งๆ พอตื่นเช้ามาหลังของผมก็จะระบมไปหมดทุกที

“นิดหน่อย” เขาตอบ ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงพลิกตัวอีกรอบ “ถามทำไม จะให้ฉันขึ้นไปนอนบนเตียงด้วยหรือไง”

“ฝันเหอะ” ผมตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “ก็แค่ถามดู ถ้านายปวดหลัง ไปซื้อฟูกเล็กๆ มาปูก็ได้นะ หรือไม่ก็ลองเอาผ้าห่มอีกผืนที่อยู่ในตู้มาปูอีกชั้น เผื่อจะช่วยได้” ผมบอก เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าผมมีผ้านวมอีกผืนที่เอาไว้ห่มตอนหน้าหนาว (อากาศหนาวที่เชียงใหม่ไม่ใช่เล่นๆ เลย) แต่ตอนนี้อากาศมันร้อนตับแลบ ผมเลยเก็บมันไว้ในตู้ ไม่ได้เอาออกมาใช้

“ช่างเถอะ นอนพื้นก็เย็นดี” ตอบอย่างไม่ยี่หระ

“แน่ใจ? ถ้าเกิดเป็นโรคกระดูกขึ้นมา อย่ามาโทษฉันทีหลังนะ” ผมบอกก่อนจะพลิกตัวกลับไปอีกด้าน รู้สึกง่วงขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะ

“นายจะเอายังไงเรื่องที่ฉันชวนเข้าวง” แต่ในขณะที่ผมกำลังจะหลับ เสียงทุ้มก็ถามขึ้นมาหลังจากเงียบไปนาน

“ไม่รู้สิ” ผมตอบพร้อมกับหาวหวอดใหญ่ “ขอคิดดูก่อนละกัน” ว่าพร้อมกับตาที่ปิดลงอย่างช้าๆ

“...”

หมอนั่นเงียบไปนานจนผมคิดว่าเขาอาจจะหลับไปแล้ว หรือจริงๆ ผมเองนี่แหละที่กำลังจะหลับ สติสัมปชัญญะของผมค่อยๆ หายไปทีละนิด พร้อมกับห้วงนิทราที่เข้ามาครอบคลุม

“ฉันอยากได้นายมาร่วมวงจริงๆ นะ” เสียงทุ้มดังมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่มันเลื่อนลอยมาจนผมไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังฝันหรือเปล่า

“...”

“แล้วก็ ฉันยังไม่ได้บอกนายเลยสินะ... เรื่องที่ให้มาอยู่ห้องด้วยน่ะ”

“...” หูของผมยังคงได้ยินเสียงนั้นอยู่ แต่ดูเหมือนจะจะเบาลงเรื่อยๆ พร้อมกับสติของผมที่กำลังดับลงอย่างช้าๆ และไม่กี่วินาทีต่อมาผมก็หลับไป โดยไม่ทันได้ฟังคำพูดหลังจากนั้นของเจ้าของเสียงทุ้มนั่นเลย

“ขอบคุณ”

“...”

“...”

“zzZ...”

“เฮ้ หลับแล้วเหรอ?”

“zzZZ...”

“บ้าชะมัด หลับหนีกันเฉยเลย”

“zzzZZ...”

“หึ... ฝันดีครับ”




-- makok_num --

ออฟไลน์ Raccoooon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 298
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +185/-2
มาลงรวดเดียวเลยยยย  :laugh:
 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
9
ความเปลี่ยนแปลง
               
หลายวันต่อมา
               
วันนี้ผมตื่นตั้งสิบโมงกว่า เพราะดันละเมอกดปิดนาฬิกาปลุกซะงั้น อย่าว่าแต่กินข้าวเช้าเลยแม้แต่อาบน้ำยังแทบจะไม่ทันด้วยซ้ำ ผมเข้าห้องเรียนไปในสภาพกระเซอะกระเซิงสุดๆ แถมยังง่วงสุดๆ อีกต่างหาก ทั้งที่ก็นอนเยอะแล้วนะ ผมเดินหาวออกมาจากห้องเรียนหลังจบคลาสแรก แต่ก็ยังเหลืออีกสองวิชาแน่ะ แถมตึกเรียนยังอยู่คนละโยชน์อีก

เฮ้อ ขี้เกียจขับรถชะมัด
               
“กูอาศัยรถมึงไปด้วยนะไอ้ตรี” ไอ้เวสเดินมากอดคอผม ตอนเรียนอยู่ก็เห็นมันบ่นๆ อยู่ว่าเมื่อเช้ารถเสียจนต้องอาศัยเพื่อนคนอื่นมาเรียน
               
“อือ เอาดิ” ผมตอบเนือยๆ พร้อมกับหาวอีกรอบ ทำไมถึงได้ง่วงขนาดนี้เนี่ย
               
“พี่นิวไม่ต้องไปส่งฟ้าทุกที่ก็ได้นะคะ ฟ้าไปไหนมาไหนเองได้” ผมชะงักฝีเท้าลง เมื่อได้ยินเสียงหวานคุ้นหูของใครบางคนที่กำลังเดินขึ้นบันไดมา
               
“จะให้พี่ทิ้งฟ้าไว้ได้ไง พ่อแม่เราฝากเราไว้ให้พี่ดูแลนะ” เสียงทุ้มของใครอีกคนเอ่ยตอบ ก่อนที่ผมจะเห็นเจ้าของเสียง ซึ่งเป็นผู้หญิงร่างบางที่ผมคุ้นหน้าดี แต่อีกคน เป็นผู้ชายแว่นหนาท่าทางสุภาพที่ผมไม่รู้จัก
               
...ไหนหมอนั่นบอกว่า ฟ้าถูกพ่อกับแม่บังคับให้กลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปแล้วนี่นา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
               
“พี่นิวไม่ต้องสนใจคำพูดพ่อกับแม่ฟ้าขนาดนั้นหรอกค่ะ พวกท่านแค่พูดไปอย่างนั้นเองแหละ” ใบหน้าสวยกลอกตาราวกับไม่สบอารมณ์ แต่อีกฝ่ายก็ยังคงยิ้มละมุนและเอื้อมมือไปลูบผมเธอเบาๆ
               
“เรานี่ดื้อไม่เปลี่ยนเลยน้า แบบนี้พี่เอาไปฟ้องคุณลุงกับคุณป้าดีมั้ย เผื่อท่านจะเปลี่ยนใจ แล้วพาเรากลับบ้าน”
               
“อย่านะ...!” ร่างบางกำลังจะแย้งขึ้นมา แต่แล้วเธอก็หยุดชะงักไป เมื่อดวงตาสวยหวานหันมาสบตากับผมที่ยืนจ้องอยู่เข้า ท่าทางเธอดูอึ้งไปจนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับขมวดคิ้วและมองมาทางผมอย่างแปลกใจ

“มีอะไรหรือเปล่าฟ้า?” ผู้ชายแว่นหนาเตอะถาม แต่แทนที่จะตอบ ผู้หญิงคนนั้นกลับเดินมาทางผม ด้วยใบหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด
               
“ตะ...ตรี” เธอเรียกชื่อผมเบาๆ
               
“ครับ” ผมยิ้มตอบ แม้จะรู้ตัวว่ามันเป็นรอยยิ้มที่เสแสร้งมากก็ตาม
               
“มะ...มันไม่ได้มีอะไรอย่างที่นายคิดนะ พอดีว่า...”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ” ผมขัดขึ้นก่อนที่เธอจะพูดจบ ท่าทางของผู้หญิงคนนี้ก็พอจะทำให้ผมเดาออกว่าอะไรเป็นอะไร

“ผมไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นหรอก” ผมยิ้มให้เธออีกรอบ ก่อนจะเดินผ่านมา ไอ้เวสที่หยุดเดินพร้อมผม ก็เดินตามมาด้วยท่าทางงงๆ เหมือนกัน

“เดี๋ยวสิ” เสียงหวานเรียกเอาไว้ ผมจึงหยุดเดิน แต่ก็ไม่ได้หันกลับไป “ไม่ว่านายจะยุ่งหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็ไม่มีผลอะไรหรอก...”

“...”
               
“เพราะเชนเขารู้เรื่องนี้แล้ว...” ผมชะงักไปเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่ไม่นานผมก็หันกลับไปยิ้มให้ใบหน้าสวยหวานที่เจือไปด้วยความกังวลของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนกับคนที่ผมรู้จัก
               
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะครับ”
               
คราวนี้ผมเดินจากมาโดยที่ไม่มีใครรั้งเอาไว้อีก ไอ้เวสถามผมทันทีที่เราเดินพ้นจากรัศมีการได้ยินของสองคนนั้นว่าผมไปรู้จักอดีตดาวคณะวิศวะฯ อย่างฟ้าได้ยังไง แต่ผมก็ตอบแบบขอไปทีเพราะขี้เกียจเล่า และอีกอย่าง ความคิดของผมก็มีแต่คำพูดของผู้หญิงคนนั้นวนไปวนมาอยู่
               
หมอนั่นรู้เรื่องนี้แล้วงั้นเหรอ?

รู้ยังไง รู้ว่าแฟนแอบมีผู้ชายคนอื่นหรือว่าอะไร? แล้วเขาไม่ว่าอะไรบ้างเหรอ หลายวันมานี้หมอนั่นก็ดูปกติดีนี่ ไม่ได้มีท่าทีว่าทะเลาะกับแฟนหรือจับได้ว่าแฟนนอกใจเลยสักนิด นี่มันยังไงกันแน่เนี่ย ไม่เห็นจะเข้าใจเลย
 
               
06.23 P.M.
               
ถึงผมจะไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเท่าไหร่ แถมยังบอกผู้หญิงคนนั้นไว้แล้วด้วยว่าจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ แต่... มันก็อดสงสัยไม่ได้นี่หว่า
               
ผมแทบไม่เป็นอันเรียนเลย เมื่อในหัวมีแต่คำถามว่า ตกลงหมอนั่นรู้เรื่องที่แฟนแอบคบซ้อนแล้วหรือยังไง ผมพยายามคิดข้อสันนิษฐานอื่นนะ แต่มันก็ไม่เข้าท่าเลยสักความคิด ผมคิดด้วยซ้ำว่าหมอนั่นจะใจดีถึงขนาดยอมให้แฟนตัวเองคบคนอื่นไปพร้อมกันได้ ซึ่งนั่นมันเป็นอะไรที่โคตรงี่เง่าเลย คนอย่างเขาไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นหรอก
               
และเพราะความสงสัยที่มีมากเกินไป ทำให้ผมตัดสินใจแล้วว่า พอกลับมาถึงหอ ผมจะถามหมอนั่นให้รู้เรื่องให้ได้
               
แกรก
               
ผมเปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับคิดว่าควรจะเริ่มด้วยคำถามแบบไหนดี แต่ทันทีที่ประตูเปิดออกผมก็ต้องเบิกตากว้างกับภาพที่เห็น
               
ฉ่าา!!
               
“โอ๊ย!”
               
“เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ” ผมถามด้วยความตกใจ ก่อนจะโยนข้าวของไว้บนเตียง และวิ่งเข้าไปหาร่างสูงที่ยกตะหลิวขึ้นมาป้องกันตัวจากน้ำมันเดือดจัดที่ปะทุขึ้นมาอย่างกับภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด
               
ผมดับเตาที่ถูกเปิดในระดับแรงสุด ก่อนจะแย่งตะหลิวจากมือของร่างสูงมาตักซากไข่เจียวไหม้ๆ ออกจากกระทะใส่จานที่วางอยู่ข้างเตา โดยไม่สนใจน้ำมันที่ปะทุออกมาลวกแขนตัวเองเลยสักนิด (เพราะผมโดนจนชินแล้วนะน่ะตอนหัดทำอาหารใหม่ๆ) พอเหตุการณ์ระทึกขวัญสงบลงแล้ว ผมก็หันมาขมวดคิ้วใส่ร่างสูงที่ยืนตีหน้านิ่งอยู่

“ทำบ้าอะไรของนายวะ” ผมเอ็ด เมื่อกี้ผมเห็นคาตาเลย ตอนที่หมอนั่นสาด (มันสาดจริงๆ นะ) ไข่เจียวลงไปในกระทะที่มีเสียงน้ำมันเดือดปุดๆ ทำให้มันปะทุออกมาเป็นน้ำมันคลั่งอย่างที่เห็น แถมไฟที่แรงเกินไปก็ทำให้ไข่ไหม้แทบจะทันทีที่ลงกระทะไปด้วยซ้ำ

“ก็... หิว” ร่างสูงตอบสั้นๆ พลางเกาคางเก้อๆ ผมถอนหายใจด้วยความระอา ก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อไล่กลิ่นไหม้

“แล้วทำไมไม่ออกไปซื้อกินเล่า เซเว่นก็อยู่ไม่ไกลซะหน่อย” ผมบอก และหันมามองซากไข่เจียวไหม้ๆ ที่ดูยังไงก็ไม่มีทางกินได้ที่อยู่ในจาน

“ขี้เกียจ” ตอบสั้นๆ พลางลูบแขนกำยำที่มีรอยแดงเป็นจ้ำๆ จากการถูกน้ำมันลวกไปมา
คงจะแสบไม่น้อยเลยสินั่น

“เป็นไงล่ะ ผลจากความขี้เกียจ” ผมเบ้หน้า แล้วเดินไปเปิดตูเย็น และหยิบน้ำแข็งหลอดก้อนเล็กที่มีอยู่ในตู้วางไว้บนผ้าเช็ดหน้า และเดินกลับไปหาหมอนั่นอีกรอบ

“เอาแขนมา” ร่างสูงยื่นแขนมาออกมาตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ผมจัดการประคบเย็นลงบนจุดแดงๆ ที่เกิดจากน้ำมันลวกพวกนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเนียนใสของคนที่ยังคงเอาแต่ยืนนิ่งอยู่

“โดนลวกหน้าหรือเปล่า” ผมกวาดสายตามองทั่วใบหน้า และพบว่ามันไม่ได้มีรอยแดงอะไร
               
ก็ดีแล้วล่ะนะ ถ้าหน้ามาเสียโฉมเพราะโดนน้ำมันเจียวไข่กระเด็นใส่นี่ คงไม่มีใครสงสารหรอก
               
“นายนี่...” ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียงทุ้มที่ขมวดคิ้วมองผมด้วยสีหน้าอ่านยาก “เหมือนแม่จริงๆ” แต่คำพูดต่อมาของหมอนี่ก็ทำเอาผมอยากจะเอาน้ำแข็งฟาดปากเขาสักที
               
“ไปหายาไป กล่องพยาบาลอยู่ในลิ้นชักข้างเตียงน่ะ” ผมถอยออกห่างจากร่างสูงเมื่อรู้ตัวว่าอยู่ใกล้เกินไปแล้ว ก่อนจะไล่เขาออกไปจากโซนครัวนี่ และเริ่มเก็บกวาดสิ่งที่หมอนั่นทำเละเทะไว้ นี่เจียวไข่หรือมีใครเอาระเบิดมาปาวะ ทำไมมันถึงได้เละขนาดนี้เนี่ย ผมล่ะปวดหัวกับไอ้หมอนี่จริงๆ พับผ่าสิ
               
แต่แทนที่จะออกไปหายาทาตามที่ผมบอก ร่างสูงกลับเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าห่อน้ำแข็งที่ผมวางเอาไว้บนเคาน์เตอร์ขึ้นมา แล้วขมวดคิ้วนิดๆ
               
“มันต้องประคบเบาๆ ใช่มั้ย” เขาถาม ในขณะที่ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
               
“จะประคบตรงไหน ฉันว่าฉันก็ประคบให้แล้วนี่ นายไปหายาทาได้แล้ว” ผมบอก และพยายามไล่เขาอีกรอบ แต่คนตรงหน้ากลับยังคงยืนนิ่ง
               
“ยัง ยังประคบไม่เสร็จ” เขาบอก
               
“ตรงหนะ...!” ผมชะงักไปทันที ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อมือหนาคว้าเข้ามาที่แขนผมโดยไม่ทันตั้งตัว “ฮะ...เฮ้ย ไม่ต้อง” ผมค้าน และถอยห่างออกมา อยู่ๆ หัวใจก็เต้นตึกตักจนผมทำตัวไม่ถูก
               
แต่ร่างสูงกลับขมวดคิ้วมองผมเหมือนผู้ใหญ่ดุเด็กดื้อ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา “อย่าดื้อน่า แม่เจ้าเต”   
               
อะ...ไอ้...!
               
ไม่รอให้ผมได้แย้งอะไร มือหนาก็ดึงมือผมให้ยื่นออกไปอีกรอบ แถมคราวนี้จับไว้แน่นจนผมดึงหนีไม่ได้อีก ผมเลยจำต้องปล่อยให้หมอนี่เอาน้ำแข็งประคบตามจุดแดงๆ บนแขนของผมที่เพิ่งโดนน้ำมันลวกมาเช่นกัน ใบหน้าเรียวก้มลงมาจนแทบจะสิงลงไปในแขนของผมอยู่แล้ว แถมคิ้วเข้มยังชนกันจนแทบจะขมวดเป็นปมอยู่กลางหน้าผาก ผมมองใบหน้าตั้งใจจนดูเป็นเคร่งเครียดของคนตรงหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมา จนหมอนั่นต้องเงยหน้าขึ้นมามอง แต่แทนที่จะถามว่าผมขำอะไร ริมฝีปากบางกลับถามอีกคำถามหนึ่งแทน
               
“เจ็บมั้ย” ผมส่ายหน้า ก่อนจะดึงแขนตัวเองกลับมาเพราะเขาเริ่มคลายมือที่จับไว้แล้ว
               
“ฉันไม่เป็นไรหรอก โดนจนชินแล้ว แค่นี้ไม่ระคายเคืองผิวเลยสักนิด” ผมถอยห่างออกมาอีกก้าว ก่อนจะออกปากไล่คนตรงหน้าเป็นครั้งที่สาม
               
“นายไปทายาเถอะ ก่อนที่มันจะพอง เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กิน” ผมบอก คราวนี้ร่างสูงพยักหน้า ก่อนจะเดินไปหายที่กล่องพยาบาลตามที่ผมบอก
               
ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบไข่สองฟองออกมาจากตู้เย็น ผมมักจะมีอาหารสดเตรียมไว้ในตู้เย็นอยู่เสมอล่ะนะ ก็อย่างที่บอกว่าผมชอบทำอาหารกินเอง แถมวันนี้ผมไม่ต้องไปเล่นดนตรีที่ร้านด้วย ยังไงผมก็ต้องลงมือทำอาหารเย็นอยู่แล้ว
               
ผมหยิบวัตถุดิบอีกสองสามอย่างเพื่อทำอย่างอื่นนอกจากไข่เจียว แต่ในขณะที่กำลังจะเตรียมอาหาร สายตาผมก็เหลือบไปเห็นหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์เข้า ผมเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัยนิดหน่อย ก่อนจะเดินไปเปิดดูและพบว่าข้างในมีข้าวสารที่แช่น้ำอยู่เรียบร้อย แต่แน่นอนว่ามันไม่มีทางสุก ผมมองไปที่ร่างสูงที่กำลังแกล้งเอายาหลอดเล็กๆ ไปอังจมูกเจ้าเตเล่น พร้อมกับถอนหายใจออกมาอีกรอบ จริงๆ ผมอยากจะถอนหายใจให้กับความไม่เอาไหนของหมอนี่อีกสักร้อยๆ ครั้งเลยด้วยซ้ำ
               
ให้ตาย คนบ้าอะไร หุงข้าวแต่ไม่เสียบปลั๊ก คงจะได้กินหรอกนะชาตินี้
 
               
เวลาผ่านไป
               
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ผมก็ไปอาบน้ำและทายาที่แขนของตัวเองบ้าง ผมไม่ได้โดนเยอะอะไรด้วยล่ะนะ มันเลยไม่สาหัสอะไร ผมเดินไปเปิดตู้เย็นหาน้ำกินพร้อมกับเช็ดผมที่เปียกของตัวเองไปด้วย แต่อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอจากคนที่นั่งเล่นกีตาร์อยู่ข้างเตียง
               
“หัวเราะอะไร” ผมขมวดคิ้วถาม เกลียดจริงๆ นะเวลาที่หมอนี่หัวเราะหรือแสยะยิ้มโดยไม่มีเหตุผลเนี่ย
               
“เปล่า” ว่าพลางยักไหล่ และทำท่าจะก้มหน้าเล่นกีตาร์ต่อ แต่ผมก็ยืนกอดอกมองอย่างไม่ยอมปล่อยผ่าน จนหมอนั่นต้องเงยหน้าขึ้นมาอีกรอบ แต่คราวนี้เขากลับมองด้วยสายตาแปลกๆ ทำเอาผมทำหน้าไม่ถูกเลย
               
“คิดว่าจะผอมกว่านี้ซะอีก” ประโยคสั้นๆ ที่ออกมาจากปากหมอนั่นทำให้ผมถึงกับอ้าปากค้าง และมองร่างกายของตัวเองที่กำลังเปลือยท่อนบนอยู่
               
ใช่ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเปลือยท่อนบนต่อหน้าเขา เพราะผมรู้สึกรำคาญมากจริงๆ ที่ต้องแต่งตัวเต็มทุกครั้งที่อาบน้ำเสร็จ แถมการใส่เสื้อหลังสระผมทันที มันก็ทำให้เสื้อของผมเปียก จนบางครั้งต้องถอดเปลี่ยนตัวใหม่เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นผมเลยตัดสินใจว่าต่อไปนี้ผมจะไม่แคร์หมอนั่นแล้ว ผมจะทำอะไรก็ทำ อยากใส่แค่บ็อกเซอร์แค่ตัวเดียวมันก็เรื่องของผม ก็นี่มันห้องผมนี่
               
แต่ดูสายตาหมอนั่นดิ แถมยังคำพูดร้ายกาจนั่นอีก!
               
“นายว่าฉันอ้วนเหรอ” ผมโวยกลับ คิ้วขมวดเป็นปมด้วยความข้องใจ
               
“เปล่านี่” ตอบพลางก้มหน้าเล่นกีตาร์อย่างไม่สนใจ
               
“แล้วที่พูดหมายความว่าไงวะ” ไม่ผอมมันก็แปลว่าอ้วนไม่ใช่เรอะ
               
จริงอยู่ว่าช่วงหลังๆ มานี้ ผมยุ่งมาก และแทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย ทำให้ไอ้แพ็คที่เคยมีมันก็ค่อยๆ หายไป แต่ก็ไม่ถึงกับอ้วนซะหน่อยนี่หว่า
               
“ก็นึกว่าจะผอมกว่านี้” คนกวนประสาทพูดประโยคเดิมออกมาโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมองผมเลยสักนิด
               
ผมได้แต่สบถพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อในตู้มาใส่ เออ ใส่เต็มตลอดก็ได้วะ ต่อไปนี้ต่อให้ผมเปียกจนโชกจนเสื้อชุ่มไปทั้งตัวผมก็จะไม่ถอดเสื้อต่อหน้าหมอนี่อีกเด็ดขาดเลย L
               
“ฮืม...” ผมที่กำลังก่นด่าคนกวนประสาทอยู่ในใจ ต้องหยุดชะงัก เมื่ออยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงทุ้มๆ พึมพำออกมาเป็นทำนองเพลง ผมหันกลับไปมองและพบว่าหมอนั่นกำลังดีดคอร์ดกีตาร์เบาๆ และเขียนโน๊ตลงในสมุดที่อยู่ใกล้ๆ
               
“แต่งเพลงอยู่เหรอ” ผมถาม และเดินไปนั่งบนเตียง
               
“อือ” ร่างสูงตอบสั้นๆ ก่อนจะเกากีตาร์ และฮัมเพลงออกมาเบาๆ อีก
               
ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เคยได้ยินเขาร้องเพลงหรอกนะ (เขาเป็นคอรัสของวงเลยล่ะ) แต่ก็ไม่คิดว่าจะแต่งเพลงอะไรกับเขาเป็นด้วย
               
“แต่งเป็นด้วยเหรอ” ผมอดถามไม่ได้ ร้อยวันพันปีผมไม่เห็นเขาแต่งเพลงเองเลยนะ ปกติก็เห็นเล่นแต่เพลงของนักร้องดังๆ นี่นา
               
“กำลังลองดู” เขาตอบ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมเป็นเชิงรำคาญ ผมเลยเงียบไป ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ลองดูก็ไม่ได้หมายความว่าแต่งเป็นสินะ
               
“ฮืม...” ผมหลับตาฟังเสียงฮัมเพลงเบาๆ ของคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล ทำนองเพลงมันฟังดูหวานกว่าเพลงร็อคหนักๆ ที่เขาเคยเล่นทำให้ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
               
“เพลงรักเหรอ” ผมตะแคงตัวไปทางที่หมอนั่นนั่งอยู่ เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหันหน้ามาสบตา ก่อนจะยักไหล่ ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ใบหน้าของหมอนี่อยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของผม
               
“ยากชะมัด” สบตาได้ไม่นาน หมอนั่นก็เบือนหน้ากลับไปก่อนจะเอนหัวพิงลิ้นชักที่อยู่ด้านหลัง
               
“แต่งไปทำไม” ผมเลิกคิ้ว มีบางครั้งที่ผมก็แต่งเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าเคร่งเครียดขนาดนี้
               
“กะว่าจะลงประกวด” เขาตอบสั้นๆ และก้มหน้าลงดีดกีตาร์ในมืออีกรอบ ผมมองสีหน้าเคร่งเครียดของหมอนั่นก่อนจะหัวเราะเบาๆ
               
“จะแต่งเพลงมันต้องทำใจให้สบายๆ แล้วปล่อยให้ทำนองมันมาตามฟีลดิ จะไปเครียดทำไม” ผมบอก ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวเจ้าเตที่กระโดดขึ้นมานอนบนเตียงข้างๆ ผมพอดี “เนอะเจ้าเต” ผมถามความเห็น แต่เจ้าตัวเล็ก (ที่ตอนนี้เริ่มไม่เล็กแล้ว) ก็เอาแต่ขดตัวนอน ไม่สนใจผมสักนิด
ใช่สิ ฉันไม่ใช่พ่อแกนี่ -*-
               
“ก็อยากแต่งให้เสร็จเร็วๆ มันใกล้จะถึงวันแล้ว” เจ้าของเสียงทุ้มตอบ ผมเลยหันกลับไปคุยกับเขาต่อ
               
“เขาให้แต่งเพลงเองเหรอ”
               
“อืมเพลงช้าหนึ่งกับเพลงเร็วหนึ่ง เพลงเร็วไอ้เตอร์มันแต่งไว้แล้ว แต่เพลงช้านี่สิ” เขาถอนหายใจเบาๆ ท่าทางกลุ้มใจไม่น้อยทีเดียว
               
“จำเป็นต้องเป็นเพลงรักด้วย?” ผมถามต่อ หมอนั่นส่ายหน้า
               
“ก็ไม่ต้องหรอก” เขาตอบพลางหันหน้ามามองผม “ก็แค่... คิดว่าถ้าเป็นเพลงรักได้ก็คงจะดี”
               
คำตอบของคนตรงหน้าทำให้ผมถึงกับชะงักไป... ผู้ชายอย่างเรา จะพยายามแต่งเพลงรักไปทำไมล่ะ... ถ้าไม่ใช่เพื่อให้กับคนที่เรารัก
               
“แต่งให้ฟ้าเหรอ” ผมถามออกไปโดยที่ตัวเองไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำ เชนหันมาเลิกคิ้วมองผม เหมือนตกใจนิดหน่อย ก่อนจะหันกลับไป และยิ้มมุมปากออกมาแวบหนึ่ง
               
“อืม” เขาตอบสั้นๆ แล้วก้มหน้าดีดกีตาร์ต่อ แม้มันจะเป็นคอร์ดเดิมวนไปวนมาเหมือนเขาคิดอะไรไม่ออกก็ตาม
               
ท่าทางแบบนั้น ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเมื่อกลางวันขึ้นมา...
               

‘เชนเขารู้เรื่องนี้แล้ว...’
               
               
อา ผมอุตส่าห์ลืมมันไปแล้วนะ ทำไมหมอนี่ต้องทำให้ต่อมอยากรู้อยากเห็นของผมทำงานขึ้นมาด้วยเนี่ย ให้ตายสิ
               
ผมมองหน้าของคนที่กำลังขมวดคิ้วคิดทำนองเพลงรักอย่างจริงจัง พร้อมกับคำถามที่ยังค้างคาใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะถามออกมาดีหรือเปล่า ผมจ้องเขาเนิ่นนาน จนกระทั้งเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหันกลับมามอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เหมือนจะตั้งคำถามว่าผมมองเขาทำไม ผมถอนหายใจหนักๆ ออกมา ก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย
               
“มีอะไรหรือไง” ท่าทางของผมทำให้น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นมาน้ำเสียงเหมือนไม่ค่อยสบอารมณ์
               
ผมเงียบไปสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง “นายรู้จักคนที่ชื่อนิวหรือเปล่า” ในที่สุดผมก็ทนความอยากรู้ของตัวเองไม่ไหวจนได้
               
“นิวไหน” ร่างสูงขมวดคิ้ว
               
“นิวที่เป็นผู้ชาย ตัวสูงๆ ใส่แว่น...” ผมตอบพลางนึกภาพของผู้ชายที่ผมเพิ่งเจอไปเมื่อกลางวัน “แล้วก็ดูเหมือนจะสนิทกับฟ้า” ผมบอกออกไปแบบนั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าผมไม่ควรเอ่ยชื่อฟ้าออกไป
               
เวรแล้วไงไอ้ตรี พูดอะไรไม่คิดอีกแล้ว!
               
ผมมองหน้าเชน และรอลุ้นปฏิกิริยาของเขา รู้สึกหวั่นใจเล็กๆ เมื่อหมอนั่นขมวดคิ้ว และมองมาที่ผมด้วยความแปลกใจ “พี่ชายข้างบ้านของฟ้าน่ะเหรอ?”
               
“ฮะ” แต่ประโยคต่อมาของหมอนี่ก็ทำให้ผมถึงกับเหวอ “พี่ชายข้างบ้าน?”
               
“อืม” เขาพยักหน้า “เห็นว่ารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ฟ้าไว้ใจมาก ก็เลยฝากดูแล เพราะพี่เขาเองก็เรียนนิติศาสตร์อยู่ที่นี่เหมือนกัน”
               
“...” ผมเงียบไป ไม่รู้จะพูดยังไง ...พี่ชายข้างบ้านงั้นเหรอ?
               
“ที่พ่อแม่ยัยนั่นยอมให้เรียนซัมเมอร์ได้ก็เพราะหมอนั่นก็เรียนด้วย แถมยังรับปากว่าจะเป็นไม้กันหมาคอยกันฉันไว้ให้อีก หึ ตลกชะมัด ทั้งๆ ที่ฉันเป็นแฟนแท้ๆ” เขาแสยะยิ้ม แม้แววตาจะไม่ได้ยิ้มไปด้วยก็ตาม
               
“แล้วนายจะทำยังไง” ผมถาม รู้สึกกลุ้มใจแทนจริงๆ ถ้าเป็นปัญหาอื่นมันคงจะแก้ง่ายกว่านี้ แต่นี่หมอนี่กำลังถูกกีดกันจากพ่อแม่ของแฟนตัวเอง เป็นผมคงจะจนปัญญาไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ
               
“ก็ไม่เห็นต้องทำไง” ว่าพลางยักไหล่ และวางกีตาร์ลง “ถึงไม่เจอ ก็ยังโทรคุยกันได้ เฟสไทม์กันได้ นี่มันสมัยไหนแล้ว” เขาพูดติดตลก พลางหันมาแสยะยิ้มใส่ผม
               
“แล้วก็นะ หมอนั่นคงกีดกันได้ไม่นานหรอก พอเปิดเทอมยังไงฉันกับฟ้าก็ต้องได้เจอกันอยู่แล้ว เผลอๆ ฉันได้อยู่กับฟ้ามากกว่าไอ้พี่นิวอะไรนั่นเสียอีก”
               
ผมมองคนตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจความคิดเขาสักเท่าไหร่ ทำไมถึงได้คิดอะไรง่ายๆ แบบนี้นะ แล้วถ้าเกิดระหว่างที่ไม่เจอกัน ความรักของฟ้ากับหมอนี่ ถูกผู้ชายคนนั้นแทรกกลางขึ้นมาจะทำยังไง ถึงดูท่าทางหมอนี่จะไม่ค่อยแคร์อะไรก็เถอะ แต่ผมรู้นะว่าเขาเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรเหมือนกัน ถึงจะทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่การกระทำบางอย่างของหมอนี่ ก็บ่งบอกว่าเขากำลังพยายามอยู่
               
“ช่วงนี้ฉันไม่เห็นนายสูบบุหรี่เลยนะ” ผมถามขึ้นมาเมื่อเห็นเขาหยิบกล่องใส่หมากฝรั่งขึ้นมา ใช่ ความพยายามของหมอนี่ที่ผมหมายถึง ก็คือเรื่องนี้แหละ
               
หลายวันมานี้ผมไม่เห็นเขาสูบบุหรี่ต่อหน้าเลย จริงอยู่ที่ผมไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา แต่ผมลองสังเกตดูแล้ว ไม่ว่าจะในที่เขี่ยบุหรี่ หรือตรงระเบียงที่เขาน่าจะออกไปสูบ กลับไม่มีก้นบุหรี่ยี่ห้อแพงที่ผมคุ้นตาเลยสักมวน แถมตอนที่เขาออกไปซ้อมดนตรี ผมก็เห็นกล่องบุหรี่ของเขาวางทิ้งไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือด้วย ผมคิดว่าจะถามเขาหลายรอบแล้ว แต่ตอนนี้ผมพอจะเข้าใจความหมายของมันแล้วล่ะ
               
“อืม” ร่างสูงตอบสั้นๆ โดยที่ยังเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่
               
“ทำไมล่ะ” คราวนี้คนตรงหน้าหันมาขมวดคิ้วมองผมอย่างแปลกใจที่ผมถาม
               
“ไม่ดีหรือไง ไหนนายเคยบอกว่าไม่ชอบกลิ่นบุหรี่นี่” เขาแสยะยิ้มนิดๆ
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ผมรู้นะว่าเหตุผลจริงๆ มันคืออะไร
               
“นายเลิกเพราะฟ้าเหรอ” ผมถามต่อ คนตรงหน้าเลยขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก เขาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ก่อนจะตอบเบาๆ
               
“ก็แค่อยากลองดู ว่าจะเลิกได้หรือเปล่า” เขาตอบอย่างเบี่ยงประเด็นพลางเกาคางเก้อๆ
               
หมอนี่กำลังพยายามอยู่จริงๆ สินะ
               
“ถ้าเลิกได้ นายจะทำยังไงต่อ”
               
เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองผมพลางทำท่าครุ่นคิด “ก็คง... เข้าไปคุยกับพ่อแม่ยัยนั่นอีกครั้งล่ะมั้ง”

ผมมองคนตรงหน้าที่ยิ้มมุมปากนิดๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเลื่อนตัวลงนอนอีกรอบ ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ผมรู้สึกดีนะที่เขาจะทำอะไรดีๆ เพื่อคนรัก

แต่... ไม่รู้สิ อีกใจผมก็รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่

“ถ้างั้นก็พยายามเข้าแล้วกัน”

ผมบอกสั้นๆ ก่อนจะพลิกตัวไปอีกด้าน และจบบทสนทนาด้วยการหลับตาลง ในใจของผมภาวนาอย่าให้ความพยายามที่หมอนี่ทำมันสูญเปล่า อย่าให้ข้อสันนิษฐานที่ไม่ดีของผม มันเป็นความจริงขึ้นมา 

...ไม่อย่างนั้น ผมคงแอบรู้สึกผิดไม่น้อย ...ที่ครั้งหนึ่งผมเองก็เคยบอกให้เขาจริงใจกับผู้หญิงคนนั้น




--makok_num--

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
10
ความเจ็บที่เหมือนกัน
 
               
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผมว่างทั้งวันเพราะไม่มีเรียน และไม่ต้องไปเล่นดนตรีที่ร้านด้วย ผมเลยตั้งใจว่าจะออกไปเดินเล่นแถวๆ นี้ และหาที่สวยๆ วาดรูปสักหน่อย ผมยังคงตื่นมาแต่เช้า ทำกับข้าว และกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ วันนี้ร่างสูงที่มักจะตื่นทีหลังผมเสมอ กลับลุกขึ้นมานั่งเล่นกีตาร์ที่ระเบียงแต่เช้า
               
“นึกคึกอะไรขึ้นมาเนี่ย” ผมเหน็บแนมเบาๆ ขณะที่เอากับข้าวที่ตักผัดผักที่เพิ่งทำเสร็จใส่จาน คนที่นั่งดีดกีตาร์อยู่ จึงหันมาแสยะยิ้ม
               
“ก็แค่คิดอะไรดีๆ ออก” ผมเลิกคิ้วมองนิดหน่อย
               
“แต่งเพลงได้เหรอ” ผมว่าพลางหันไปตักข้าวใส่จานสองจานอย่างเคย
               
“อืม ฟังมั้ย” ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมาถาม ผมชะงักนิดหน่อย ก่อนจะพยักหน้า
               
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงกีตาร์ในทำนองช้าๆ ก็ดังขึ้นมา ผมกอดอก หลับตา และปล่อยใจให้จินตนาการไปตามเสียงดนตรีที่ได้ยิน
               
“เป็นไง” เขาถามหลังจากที่เล่นเสร็จ ผมลืมตาขึ้นมาก็เห็นสีหน้าคาดหวังเล็กๆ ของหมอนั่น
               
“มันยังไม่จบสินะ” ผมถาม ก่อนจะพูดต่อ “ฉันว่ามันเพราะดี”
               
“จริงจังป่ะเนี่ย” เชนขมวดคิ้วทำหน้าเหมือนไม่เชื่อคำพูดผมเท่าไหร่
               
“จริงจังดิ” ผมหัวเราะ และยืนยัน เชนยังทำท่าเหมือนไม่อยากเชื่อ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขาก้มลงเกากีตาร์ต่อ ในขณะที่ผมหันไปตักข้าวสวยใส่จาน ผมกำลังจะหันไปเรียกเขากินข้าว แต่พอหันกลับไปก็เห็นหมอนั่นก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือของตัวเอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะที่เขาจะวางโทรศัพท์ลง
               
“มีอะไรเหรอ” ผมถาม
               
“ไม่มีอะไร” ร่างสูงตอบปัด ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินเข้ามาช่วยผมยกกับข้าวไปไว้ที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเดิม ผมเลิกคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ไม่คิดจะซักไซ้ต่อ
               
ผมถือจานข้าวตามไป โดยไม่ลืมหนีบอาหารเจ้าเตไปด้วย ผมเทอาหารแมวใส่ชามให้เจ้าตัวเล็กที่วิ่งมาอย่างรู้งาน ดูมันกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วอดที่จะยื่นมือไปลูบหัวแรงๆ อย่างหมั่นไส้ไม่ได้ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าคนตรงข้ามกำลังมองอยู่
               
“ทำไม” ผมขมวดคิ้วถาม แต่หมอนี่กลับยักไหล่ ก่อนจะก้มหน้ากินข้าวหน้าตาเฉย ผมเบ้หน้าใส่ก่อนจะลงมือกินข้าวบ้าง

“แล้วนี่นายแต่งเนื้อเพลงหรือยัง” ผมถามเมื่อนึกขึ้นได้
               
“ยัง” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่ครัวเพื่อหยิบน้ำออกมา
               
“แล้วจะทันมั้ยเนี่ย” ผมขมวดคิ้ว แต่หมอนี่กลับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระเท่าไหร่
ตกลงว่าจริงจังกับการแต่งเพลงครั้งนี้มั้ยเนี่ย หรือพอผมบอกให้ปล่อยใจสบายๆ ก็เลยสบายเกิน จนเหมือนไม่คิดอะไรเลยแบบนี้ -*-
               
“แล้วอยากได้ประมาณไหนล่ะ เผื่อฉันช่วยได้” ผมถามพลางวางช้อนส้อมลง คนตรงหน้าทำท่าครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนจะยักไหล่

“ไม่รู้เหมือนกัน”  ผมมองคนที่นั่งกินข้าวเช้าอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

ผมลุกขึ้นมา ท่ามกลางสายตางุนงงของอีกฝ่าย เดินหยิบกีตาร์ของตัวเอง และเดินไปนั่งที่เตียง ก่อนจะเริ่มเกาคอร์ดตามทำนองที่ได้ยินมาเมื่อครู่
               
อืม... จะเริ่มจากอะไรดีนะ
               
“ทำอะไร” ขณะที่ผมกำลังคิดคำเริ่มต้นของเพลง หมอนั่นก็หยุดกิน และหันมาเลิกคิ้วมองผมแทน
               
“ชู่ว์! ฉันกำลังคิดอยู่” ผมทำเสียงจุปากให้เขาเงียบ และหลับตาลงพลางเกากีตาร์ไปด้วย
               
“คิดอะไร” แต่แทนที่จะเงียบ หมอนั่นกลับถามขึ้นมาอีก สีหน้าแบบไม่เข้าใจสุดๆ ผมหัวเราะ ก่อนจะตอบ
               
“ก็คิดเนื้อเพลงให้ไง” คราวนี้ร่างสูงเลยเงียบไป คิ้วของเขายังคงขมวดอยู่ ขณะรอดูว่าผมจะคิดเนื้อเพลงยังไงออกมา ผมมองไปทั่วห้องเพื่อหาแรงบันดาลใจ ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่เจ้าเตที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ผมยิ้มออกมานิดๆ ก่อนจะเริ่มร้องออกมา
               
“เจ้าเตๆ เจ้าเตคือแมวแสนขี้เกียจ มันชอบมานอนเบียด แถมยังดื้อรั้น วันทั้งวันได้ยินแต่เสียงเหมียวหง่าวๆ...” เพลงที่ควรจะเป็นเพลงรักหวานซึ้ง กลับถูกเร่งจังหวะ และใส่เนื้อร้องที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าเพลงรักลงไปเลยสักนิด
               
“เจ้าเตๆ เจ้าเตกำลังเติบใหญ่ ชอบตะกุยตะกาย ทำลายข้าวของยิ่งกว่าอะไร ปลอกหมอน รองเท้าบรรลัย ข้าวของกระจุยกระจาย แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะมันคือเจ้าเต...” ผมกรีดสายกีตาร์เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อจบเพลง ก่อนจะหันไปมองหน้าเจ้าของทำนองเพลงทำได้แต่นั่งอึ้งไปทันทีตั้งแต่ที่ได้ยินเนื้อร้องท่อนแรก แต่แล้วอยู่ๆ เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ก็ยกมุมปากเป็นรอยยิ้มออกมา ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงหัวเราะในที่สุด
               
“ฮ่าๆๆๆ เพลงบ้าอะไรเนี่ย” เขาว่าพลางหัวเราะไม่หยุด ผมวางกีตาร์ลง และเดินไปนั่งหน้าจานข้าวของตัวเองต่อ
               
“เพราะจะตาย” ผมยักไหล่ และตักข้าวกิน
จริงๆ ก็แอบตลกตัวเองเหมือนกันนะ ที่คิดเพลงติงต๊องอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้ คนตรงหน้าผมหยุดหัวเราะ ก่อนจะเอื้อมมือไปอุ้มเจ้าเตที่กินอาหารเสร็จแล้ว และมานั่งมองพวกผมตาแป๋ว 
               
“ไอ้แมวขี้เกียจ” เขาพูดกับมันเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาอีกรอบ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินบ่อยนัก ทำให้ผมประหลาดใจนิดหน่อย ก่อนจะหัวเราะตามบ้าง
               
พอหัวเราะออกมาแบบนี้ ดูกลายเป็นคนละคนกับนายเชนผู้แสนเย็นชาไปโดยสิ้นเชิงเลยแฮะ ทั้งๆ ที่พอยิ้มหรือหัวเราะก็ทำให้ดูดีมากขึ้นแท้ๆ แต่ทำไมถึงไม่ชอบทำนะ เอาแต่ทำหน้านิ่งเป็นเจ้าชายน้ำแข็งอยู่นั่นแหละ ไม่เมื่อยหน้าบ้างหรือไง
               
“...” ผมชะงักไปนิดหน่อย เมื่อคนตรงหน้าหยุดหัวเราะ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังสบตาอยู่ ทำให้ผมรู้ตัวว่าผมเผลอมองหน้าเขานานเกินไปอีกแล้ว
               
“หึ” มุมปากบางกระตุกเป็นรอยยิ้มขึ้นมา ก่อนที่คนตรงหน้าจะเบือนหน้าหนี ผมจึงก้มหน้าลงกินข้าวบ้าง
               
“จริงๆ วันนี้ฉันมีนัดกับฟ้า” อยู่ๆ เขาก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ผมเงยหน้าและเลิกคิ้วมอง
               
“แล้ว?”
               
“แล้วยัยนั่นก็ส่งข้อความมาบอกว่าไปไม่ได้แล้ว” เขายังคงพูดหน้านิ่ง ในขณะที่ผมขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
               
“ทำไมล่ะ” ผมอดถามไม่ได้ ความคิดแวบหนึ่งของผมบอกว่า บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับไอ้พี่นิวอะไรนั่น
               
คนตรงหน้าเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจอออกมาเบาๆ “เพราะไอ้พี่นิวนั่น ขู่ว่าจะโทรไปฟ้องพ่อ ถ้ายัยนั่นออกมากับฉัน”
               
ว่าแล้วไง -*-
               
ผมถอนหายใจก่อนจะวางช้อนส้อมอีกรอบ “ฉันไม่เห็นเข้าใจเลย นายต่างหากที่เป็นแฟนฟ้านะ ไม่ใช่หมอนั่น”

“...”

“เขาไม่มีสิทธิ์มาห้ามซะหน่อย ถ้านายจะไปไหนมาไหนกับผู้หญิงคนนั้น” ผมบอกด้วยความรู้สึกอัดอั้น ตั้งแต่รู้เรื่องความสัมพันธ์อันน่าปวดหัวของหมอนี่กับแฟน

“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ย สีหน้าเหมือนรำคาญใจ
               
“ก็ไม่ต้องไปแคร์สิ ต่อให้หมอนั่นมันจะขู่ หรือทำอะไรก็ช่างหัวมัน ปกตินายเป็นคนแบบนั้นนี่” ผมนึกไปถึงตอนแรกๆ ที่รู้จักกัน หมอนี่ไม่เคยสนใจสายตาคนรอบข้างที่ไม่มีผลอะไรกับชีวิตเขาทั้งนั้นแหละ แต่ในระยะเวลาแค่สั้นๆ ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้นะ
               
ร่างสูงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันมามองหน้าผม “คนที่แคร์น่ะ ไม่ใช่ฉันสักหน่อย”
               
“...”
               
“ในเมื่อยัยนั่นเป็นคนขอร้องให้ฉันอยู่ห่างๆ สักพัก แล้วจะให้ฉันทำยังไง หน้าด้านไปเจองั้นเหรอ”

“แล้วนายไม่อึดอัดบ้างเหรอ” ผมถาม ถึงจะทำท่าเหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่การที่อยู่ๆ ก็ถูกกีดกันไม่ให้เจอกับแฟนตัวเอง เป็นใครก็ต้องอึดอัดทั้งนั้นแหละ
               
“...” คนตรงหน้าไม่ตอบอะไร เขาเอาแต่ลูบหัวเจ้าเต และทำหน้าเหมือนไม่อยากจะคุยเรื่องนี้แล้ว สุดท้ายผมเลยต้องยอมสงบปากสงบคำ เพราะเพิ่งตระหนักได้ว่า นี่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเลยสักนิด
               
ผมเอาจานข้าวของตัวเองที่เหลืออยู่นิดหน่อยไปเก็บ เพราะรู้สึกอิ่มแล้ว ไม่นานหมอนั่นก็ลุกตามมาพร้อมกับหยิบจานกับข้าวมาด้วย เขาวางจานข้าวของตัวเองไว้ข้างๆ จานผม ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบน้ำออกมา
               
ผมมองร่างสูงที่ยืนกินน้ำด้วยสีหน้านิ่งเฉย ก่อนจะรู้สึกว่าคนตรงหน้านี่ช่างเป็นผู้ชายที่เข้าใจยากเกินไปจริงๆ หลายครั้งที่เขาทำให้ผมรู้สึกว่าเขารักผู้หญิงคนนั้นจริงๆ แต่บางครั้งเขากลับดูเหมือนไม่สนใจความรู้สึกของเธอเลย ทั้งๆ ที่ทำเหมือนจะฝืนทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองเพื่อคนรัก แต่บางทีก็กลับเหมือนไม่คิดจะพยายามอะไร การกระทำหลายๆ อย่างของเขามันดูขัดกันไปหมด จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเจตนาจริงๆ ของเขามันคืออะไรกันแน่ ตกลงแล้วเขาคิดจะเอายังไงกับเรื่องของเขากับผู้หญิงคนนั้น ในความสัมพันธ์ที่มันคาราคาซังน่าปวดหัวขนาดนี้
               
“นี่” ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ผมก็อยากเรียกเขาขึ้นมา ร่างสูงหันหน้ามาและเลิกคิ้วอย่างตั้งคำถาม
               
ผมเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะพูดออกมา “วันนี้ฉันจะออกไปวาดภาพข้างนอก”
               
“?”
               
“ก็... ไหนๆ นายก็โดนเบี้ยวนัดแล้วนี่”
               
“แล้ว?”

“แล้ว...” ผมลากเสียงไม่รู้อยู่ๆ ทำไมผมถึงรู้สึกไม่อยากสบตาหมอนี่ขึ้นมา “แล้วสนใจไปด้วยกันมั้ยล่ะ” ผมเบือนหน้าหนีจากดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวย ก่อนจะยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ

“หึ” แต่ร่างสูงกลับหัวเราะในลำคอออกมา จนผมต้องหันกลับไปมองอีกครั้งเพื่อจะถามว่าเขาหัวเราะอะไร

“เอาดิ” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะถาม คนตรงหน้าก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อน มุมปากบางยังคงยกเป็นรอยยิ้มเล็กๆ

“อะ...อืม” ผมตอบรับเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีอีกรอบ แล้วหันไปล้างจานที่กองพะเนินอยู่ในอ่างล้างจานแทน

อา... พอผมชม (ในใจ) ว่าหัวเราะแล้วดูดี ก็เอาแต่ยิ้มใหญ่เลยนะ... (?)


-- มีต่อค่ะ --

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
-- ต่อ --                 

10.38 P.M.
 
When the days are cold,  And the cards all fold
And the saints we see, Are all made of gold
When the days are cold,  And the cards all fold
And the saints we see  Are all made of gold

เสียงทุ้มต่ำ แต่มีความแหบอย่างทรงเสน่ห์ของเตอร์ นักร้องนำของวง The Quantum สะกดคนแทบจะทั้งร้านได้
ตั้งแต่เริ่มประโยคแรงของเพลง รอยยิ้มเล็กๆ ที่ผุดขึ้นตรงมุมปากระหว่างร้องเพลง ทำให้สาวๆ โต๊ะข้างผม แอบกรี๊ดออกมาเลยทีเดียว
 
When your dreams all fail, And the ones we hail
Are the worst of all, And the blood’s run stale
I wanna hide the truth, I wanna shelter you
But with the beast inside, There’s nowhere we can hide
No matter what we breed, We still are made of greed
This is my kingdom come, This is my kingdom come
 
นี่เป็นอีกครั้งที่ผมมานั่งดูการแสดงของพวกเขา แม้ว่าวันนี้ผมจะไม่ได้ไปเล่นดนตรีที่ร้าน แต่เพราะวันนี้ผมกับเชน
ออกไปข้างนอกทั้งวัน ก็เลยมาที่นี่เลย เพราะหมอนั่นไม่ได้หยุดงานวันอาทิตย์แบบผม ถึงช่วงนี้ผมจะมาที่นี่บ่อยมาก แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า เสน่ห์ของ The Quantum ไม่ได้ลดลงไปจากวันแรกที่ผมเห็นเลย เสน่ห์และความสามารถของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนผมเชื่อว่า ลูกค้าที่มาที่นี่หลายคน เข้าขั้น ‘คลั่งไคล้’ การแสดงสดของวงดนตรีวงนี้
 
When you feel my heat, Look into my eyes
It’s where my demons hide, It’s where my demons hide
Don’t get too close, It’s dark inside
It’s where my demons hide, It’s where my demons hide
 
เสียงโห่ร้อง และร้องตามท่อนฮุคของเพลงดังไปทั่วร้านอย่างขาดไม่ได้ ในขณะที่สายตาของผมเลื่อนไปหยุดอยู่ที่
ร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีดำ และกางเกงยีนตัวโปรด ที่ยังคงเล่นกีตาร์ด้วยท่าทางที่เท่อย่างหาคนเปรียบได้ยากเหมือนเคย ผมคิดไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าผมขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งนั้นบ้าง ผมจะทำให้ตัวเองมีเสน่ห์ขนาดนั้นได้ยังไง หลังจากที่มาที่นี่บ่อยๆ และโดนถามอยู่หลายครั้งว่าตกลงจะมาเล่นให้ The Quantum หรือเปล่า แต่ผมก็ยังให้คำตอบพวกเขาไม่ได้สักที ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเล่นหรอกนะ แต่ผมกลัวจะเทียบรัศมีพวกเขาไม่ได้ต่างหาก
               
           
When the curtain’s call, Is the last of all
When the lights fade out, All the sinners crawl
So they dug your grave, And the masquerade
Will come calling out, At the mess you've made
 
ผมยกแก้วเบียร์ของตัวเองขึ้นดื่ม เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหันมาสบตากับผมพอดี หมอ
นั่นกระตุกยิ้มมุมปากกลับมาให้เหมือนเคย ในขณะที่ผมตีหน้านิ่งและเบือนหน้าหนี

โอเค... ยอมรับเลยว่านี่มันเป็นอาการที่ประหลาดมาก ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผมไม่กล้าสบตาหมอนั่น ไม่กล้ามองรอยยิ้มมุมปากที่แสนร้ายกาจนั่นด้วย วันนี้ทั้งวันที่ผมกับเขาไปเดินเล่นรอบเมืองด้วยกัน ผมรู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองสุดๆ ตอนที่วาดรูปอยู่ ผมแทบไม่มีสมาธิเลยเมื่อหมอนั่นนั่งดีดกีตาร์อยู่ข้างๆ ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรประหลาดไปกว่าปกติเลยนะ

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้อาการแบบนี้มันเริ่มมาจากไหน มันทำให้ผมรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ...

หลังจากที่เพลงจบ เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องก็ดังไปทั่วทั้งร้าน ด้วยความชอบใจของลูกค้า ผมเรียกพนักงานเพื่อสั่งแอลกอฮอล์และกับแกล้มเพิ่ม เพราะเดี๋ยวอีกสักพักพวก The Quantum ก็จะกลับมานั่งที่โต๊ะแล้ว อย่างที่บอกแหละ ว่าช่วงนี้ผมมาที่นี่บ่อยมาก ทำให้ผมรู้ว่าพอเล่นเสร็จพวกเขาจะสั่งอะไรมากิน ผมก็เลยสั่งไว้ให้ก่อนแบบนี้ตลอด พอมาถึงโต๊ะ พวกนั้นจะได้ไม่โวยวายว่าหิวไง

“ฟ้าไม่ชอบที่แบบนี้เลยค่ะพี่นิว กลับเหอะ” อยู่ๆ บทสนทนาที่ดังแว่วเข้ามาในหูก่อนที่เสียงเพลงบีตหนักๆ จะดังขึ้นมากลบ ทำให้ผมต้องเหลียวหลังกลับไปมอง ก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

“ไม่เอาน่าฟ้า พี่ขอไปเจอเพื่อนแป๊บเดียวนะ เดี๋ยวค่อยกลับนะคะ” ผู้ชายคนนั้นพูดอะไรสักอย่างที่ผมได้ยินไม่ค่อยชัด สีหน้าออดอ้อนจนเกินงามนั่นทำให้ผมอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้

ไอ้หมอนี่มันกล้าดียังไงวะ ก็รู้อยู่ไม่ใช่หรือไงว่าผู้หญิงเขามีเจ้าของแล้ว

ผมเห็นฟ้าทำหน้าไม่สบอารมณ์นิดหน่อย ก่อนจะพูดอะไรสักอย่าง และเดินปลีกตัวออกไป ตอนที่เธอเดินผ่าน ผมต้องหลบหน้าเพราะไม่อยากให้เธอเห็นเท่าไหร่ ผมมองแผ่นหลังของผู้หญิงคนนั้นที่เดินหายไปตรงทางไปห้องน้ำ ก่อนจะรู้สึกว่า ผมควรจะเข้าไปคุยอะไรสักอย่างกับผู้หญิงคนนั้น ผมควรจะบอกเธอว่าเลิกทำแบบนี้สักที มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลยสักนิด

“เฮ้ จะไปไหน” แต่พอผมลุกขึ้นจากโต๊ะ เสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็ตะโกนมาจากด้านหลัง ผมหันไปมองอย่างตกใจ ลืมไปเลยว่าเชนเองก็อยู่ที่นี่ด้วย

อา...แบบนี้ผมยิ่งต้องเข้าไปคุยเลย ถ้าหมอนี่เห็นว่าแฟนของตัวเองมาเที่ยวกับผู้ชายคนอื่นในขณะที่ตัวเองถูกขอร้องให้ออกห่างๆ จะรู้สึกยังไงกัน

“ฉัน... ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ นายเฝ้าโต๊ะล่ะ ฉันสั่งอาหารให้แล้ว” ผมบอกพร้อมกับดันหมอนั่นให้นั่งลงที่โต๊ะ ร่างสูงทำหน้างงใส่ผมนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

ผมปลีกตัวเดินออกมาโดยไม่ลืมหันกลับไปมองเพื่อให้แน่ใจว่าหมอนั่นจะไม่ตามมาจริงๆ ผมเดินมารอที่หน้าห้องน้ำได้ไม่นาน ผู้หญิงคนนั้นก็เดินออกมา ผมไม่ต้องเดาเลยว่าปฏิกิริยาเมื่อเธอเห็นผมยืนอยู่ตรงนี้มันจะเป็นยังไง

“ตะ...ตรี” เสียงหวานครางชื่อผมออกมา ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ “นะ...นาย มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” สีหน้าหวาดระแวงของคนตรงหน้าทำให้ผมต้องถอนหายใจออกมา

“ไม่ใช่แค่ฉันนะที่อยู่ที่นี่ หมอนั่นเองก็อยู่” ไม่ต้องบอกเธอก็คงจะเดาออกว่า ‘หมอนั่น’ ที่ผมพูดถึงหมายถึงใคร

“ชะ...เชนอยู่ที่นี่เหรอ” ร่างเล็กเบิกตากว้างขึ้น ก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยท่าทางตกใจ
               
“นี่เธอไม่รู้เหรอว่าเขาทำงานอยู่ที่นี่” ผมเลิกคิ้ว เผลอใช้ท่าทางและสรรพนามที่ไม่สุภาพ โดยลืมไปเลยว่าผู้หญิงคนนี้อายุมากกว่า
               
แต่เอาเถอะ ตอนนี้คนตรงหน้าดูไม่ได้มีวุฒิภาวะมากกว่าผมไปเท่าไหร่หรอก
               
ฟ้าทำหน้าตกใจยิ่งกว่าเก่า ปากของเธอพึมพำอะไรสักอย่างที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ผมว่าเธอคงกำลังกังวลมากทีเดียว แหงล่ะ สิ่งที่เธอทำอยู่มันน่ากังวลน้อยซะที่ไหนล่ะ
               
“เลิกทำแบบนี้เถอะ” ผมบอก จริงๆ เรียกว่าเตือนดีกว่า
               
“ทะ...ทำอะไร” เธอถามอึกอัก สีหน้ายังคงดูหวาดระแวง
               
“ก็อะไรที่ทำอยู่ล่ะ” ผมเอนหลังพิงผนัง และมองคนตรงหน้านิ่งๆ “ฉันเคยคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากคนหนึ่งนะ แต่การที่เธอมาเที่ยวกับผู้ชายคนอื่นลับหลังแฟนตัวเองแบบนี้... ฉันแน่ใจแล้วล่ะ ว่าตกลงเธอเป็นผู้หญิงประเภทไหน”
               
“...” ร่างเล็กนิ่งไป เธอก้มหน้า สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังรู้สึกผิด
               
“ฉันไม่ได้อยากยุ่งเรื่องของคนอื่นแบบนี้หรอกนะ แต่ว่าหมอนั่นมันซื่อบื้อเกินไปจนฉันอดไม่ได้จริงๆ”
               
“...”
               
“เลิกยุ่งกับพี่นิวอะไรนั่น แล้วกลับไปหาเชนเถอะ ก่อนที่เรื่องมันจะแย่ลง” ผมบอกอย่างจริงจัง 
               
“นายไม่เข้าใจ...” เจ้าของเสียงหวานเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคู่สวยมีน้ำตาเอ่อคลอ “ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ ฉันกับเชนก็ต้องเลิกกัน” น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือเหมือนจะปล่อยโฮออกมาเต็มทีแล้ว ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี
ถึงผมจะพยายามทำตัวนิ่งอยู่ แต่ก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดทนเห็นผู้หญิงร้องไห้ต่อหน้าได้หรอกนะ
               
“ทำไมเธอไม่ไว้ใจหมอนั่นล่ะ” 
               
“...”
               
“รู้บ้างมั้ยว่าหมอนั่นกำลังพยายามอยู่” ผมหันกลับมามอง ร่างบางที่มองผมด้วยสีหน้าตั้งคำถาม น้ำตาที่เคยเอ่อคลอที่ขอบตาร่วงหล่นลงมาอย่างห้ามไม่อยู่

“เขากำลังจะเลิกบุหรี่ เพื่อให้พ่อกับแม่ของเธอยอมรับ รู้บ้างหรือเปล่า?” 
               
“จริงเหรอ” เสียงหวานถามกลับ เธอยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างลวกๆ
               
ผมพยักหน้า “อืม เพราะฉะนั้นเธอเลิกทำแบบนี้ได้แล้ว มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาหรอก ไม่อึดอัดหรือไงที่ต้องไปไหนมาไหนกับคนที่ไม่ใช่แฟนตัวเองแบบนี้”
               
ร่างเล็กก้มหน้าลงอีกครั้ง ผมเห็นน้ำตาของเธอยังคงไหลออกมาไม่หยุดแม้ว่ามือเล็กๆ นั่นจะพยายามปาดมันออกแค่ไหนก็ตาม “อึดอัดสิ แต่ว่าฉัน...”
               
“ฟ้า” ยังไม่ทันที่คนตรงหน้าจะพูดจบ เสียงทุ้มของใครบางคนก็ดังขึ้นมา ผมหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นผู้ชายแว่นหนาเตอะที่มองมาทางผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
               
“มายุ่งอะไรกับแฟนฉัน” ร่างสูงขมวดคิ้วถามในขณะที่เดินเข้ามา หมอนั่นเดินมาแทรกกลางระหว่างผมกับฟ้าที่เอาแต่ยืนหน้าเหวออยู่
               
“แน่ใจเหรอว่าเป็นแฟน” ผมแค่นหัวเราะ
               
กล้าพูดชิบ พอเจ้าของเขาไม่มาให้เห็นนิดเดียว ก็ริอ่านเป็นแมวขโมยแล้วเหรอวะ
               
“เออ” ไอ้แว่นกอดอกตอบด้วยท่าทางที่พยายามทำให้ดูว่าเหนือกว่า ผมมองหน้ากลับอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ประโยคต่อมาก็ทำให้ผมถึงกับชะงักไป

“ผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนฉัน และกำลังจะเป็นคู่หมั้นด้วย เพราะฉะนั้นนายมาทางไหนก็ไปทางนั้นดีกว่า ฉันไม่อยากให้มีเรื่อง”
               
“พี่นิว!” เจ้าของเสียงหวานเอ็ดขึ้นมา ในขณะที่ผมกำลังขมวดคิ้วอย่างแปลกใจกับคำพูดของหมอนี่
               
เมื่อกี้เขาว่าไงนะ... คู่หมั้น?
               
“ไม่ต้องพูดเลยฟ้า พี่แค่ปล่อยให้คลาดสายตาแป๊บเดียว ก็มีผู้ชายเข้ามาจีบเลยเหรอ แล้วแบบนี้พี่จะไว้ใจได้ยังไง”
               
“พอได้แล้วพี่นิว!”
               
ผมมองคนสองคนตรงหน้าที่กำลังเถียงกัน ด้วยความไม่เข้าใจเท่าไหร่ ท่าทางจริงจังของไอ้แว่น และท่าทางที่ดูร้อนรนแปลกๆ ของฟ้า ทำให้ผมยิ่งรู้สึกสงสัยในความสัมพันธ์ของสองคนนี้มากยิ่งขึ้น
               
“นี่พวกนายสองคน...” ผมไม่รู้ว่าจะถามว่าอะไรดี ในเมื่อตอนนี้ผมไม่เข้าใจสถานการณ์เอาซะเลย ฟ้าหันมาส่งสายตาบอกผมเหมือนกับว่าจะอธิบายทุกอย่าง ก่อนที่เธอจะหันไปพูดกับร่างสูงที่ยังคงยืนทำหน้าไม่พอใจอยู่
               
“พี่นิวกลับไปที่โต๊ะก่อนเถอะค่ะ นี่เพื่อนฟ้า ไม่ได้มีอะไรทั้งนั้น พี่ไม่ต้องห่วงหรอก”
               
“แต่ว่า..”
               
“ถ้าไม่ไว้ใจกัน ฟ้าก็จะไม่คุยกับพี่อีก” เธอทำสีหน้าจริงจัง จนร่างสูงต้องชะงัก
               
เขาหันมาทำสายตาข่มขู่ผม แต่ก็ยอมเดินออกไปตามที่ผู้หญิงคนนั้นของร้อง ผมหันกลับมามองร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าเพื่อรอฟังคำอธิบาย แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากพูดอะไร เสียงโวยวายที่ดังขึ้นมาจากด้านหลังก็ขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
               
“เฮ้ย อะไรวะ” ผมหันกลับไปมองก็พบว่าไอ้พี่นิวอะไรนั่น กำลังโวยวายพร้อมกับพยายามเช็ดเสื้อที่ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างหกใส่
               
“เชน...” แต่เสียงของร่างบางก็ทำให้ผมเลิกสนใจหมอนั่น และเงยหน้าขึ้นไปมองคู่กรณีที่ยืนล้วงกระเป๋า ในมือถือแก้วเหล้าที่ตอนนี้ว่างเปล่าอยู่แทน
               
หมอนั่น...มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...
               
“โทษทีว่ะ มือมันลื่น” ร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนคุ้นตา พูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบเฉย ซะจนดูเหมือนจงใจกวนประสาท ผมเห็นท่าทางไอ้พี่นิวนั่นเหมือนจะโวยวายขึ้นมาอีก แต่ก็ชะงักไปเมื่อเห็นว่าคู่กรณีเป็นใคร
               
“นาย...”
               
“เออ กูเอง” เชนพูดแทรกขึ้นมาโดยที่ไม่รอให้หมอนั่นพูดจบเลย และถึงอีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่า แต่ดูเหมือนเขาก็ไม่คิดที่จะใช้คำพูดสุภาพด้วย
               
“ชะ...เชน เชนอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ ฟังฟ้าอธิบายก่อน” ในที่สุดร่างเล็กที่ได้แต่ยืนอึ้งอยู่ข้างผมมานาน ก็มีบทบาทสักที เธอเดินเข้าไปหาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟน ก่อนจะพยายามพูดด้วยดวงตาที่มีน้ำตาเอ่อคลอ
               
“อธิบายสิ” ร่างสูงพูดสั้นๆ สายตาของเขาที่มองมายังร่างบาง มีแต่ความเย็นชาจนแม้แต่ผมยังแอบเจ็บปวดแทน
               
“คะ... คือฟ้ากับพี่นิว... ระ...เราไม่ได้มีอะไรกันนะ เราแค่...”
               
“พอเถอะฟ้า” ไม่ใช่เสียงของร่างบางที่กำลังละล่ำละลักพูดอย่างร้อนรน แต่เป็นเสียงทุ้มของผู้ชายแว่นหนาคนนั้น ที่พูดแทรกขึ้นมา ก่อนที่จะดึงผู้หญิงคนนั้นไปไว้ด้านหลัง
               
“มาถึงขั้นนี้แล้ว ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก” หมอนั่นพูดในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นราวกับตั้งใจจะเผชิญหน้ากับเชน ที่ยังคงยืนนิ่ง รอฟังคำอธิบายอยู่
               
“ฉันกับฟ้ากำลังจะหมั้นกัน อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ตามคำสั่งของพ่อกับแม่ของฟ้า” พอผู้ชายคนนั้นพูดออกมา ร่างบางที่ยืนอยู่ด้านหลังก็เริ่มร้องไห้ พร้อมกับเอาแต่ส่ายหน้า เหมือนกับพยายามจะปฏิเสธ
               
“ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฟ้าถึงไม่บอกนายสักที แต่ตอนนี้ฉันจะบอกแทนแล้วกัน”
               
“...”
               
“เลิกกับฟ้าซะเถอะ”
               
ผมอยากเข้าไปทำอะไรสักอย่าง ให้ไอ้แว่นนั่นหยุดพูด หรือทำอะไรก็ได้ ที่จะไม่ทำให้เหตุการณ์มันเลวร้ายลงไปกว่านี้ แต่เรื่องนี้ผมทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยสักนิด แค่ผมมายืนฟังอยู่แบบนี้มันก็ละลาบละล้วงเรื่องของคนอื่นมากพอแล้ว
                 
ผมหันไปมองร่างสูงที่ยังคงเอาแต่นิ่ง สีหน้าไม่บ่งบอกอะไร แต่ผมพอจะเดาออกว่าเขาคงช็อกกับสิ่งที่ได้ยินอยู่ไม่น้อย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขามองไปยังร่างบางของผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของตัวเองมาตลอดเหมือนจะรอฟังอะไรบางอย่างจากเธอ
               
“หึ... หมั้นเหรอ” ริมฝีปากบางแสยะยิ้มเยือกเย็น ในขณะที่ร่างบางเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด พร้อมกับเรียกชื่อหมอนั่นซ้ำไปซ้ำมา
               
“เรื่องนี้นายเป็นคนผิดเองนะ...!”
               
พลั่ก!
               
ไอ้แว่นทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่คำพูดนั้นก็ถูกกลบไปด้วยเสียงหมัดที่กระทบกับใบหน้าใสโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เสียงกรีดร้องดังขึ้นมา พร้อมกับร่างสูงที่ล้มลงที่พื้นตามแรงหมัด
               
“พี่นิว!!” ผู้หญิงคนนั้น เข้าไปประคองร่างของว่าที่คู่หมั้นของเธอเอาไว้ พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตานองหน้า
               
“พล่ามอยู่ได้ กูรำคาญ” ผมกำลังจะเข้าไปห้าม แต่ก็ต้องหยุดชะงักไป เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของหมอนั่น ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน... ถึงแม้ปกติหมอนี่จะเป็นคนนิ่งๆ อยู่ แล้ว แต่ผมก็ไม่เคยคิดเลยว่า เวลาที่เขาโกรธ เขาจะกลายเป็นคนเย็นชาที่ดูน่ากลัวได้มากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้โวยวาย หรือทำท่าเกรี้ยวกราดอะไร แต่ความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูง ก็ทำให้แม้แต่ผมเอง ก็ยังไม่อยากจะเข้าไปใกล้เลย
               
“มีอะไรจะพูดอีกมั้ย” คราวนี้สายตาเย็นชาคู่นั่น มองไปยังร่างบางที่ยังคงเอาแต่ร้องไห้
               
“เชน...”
               
“ฉันถามว่ามีอะไรจะพูดอีกมั้ย!” คำถามถูกเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเกรี้ยวกราดกว่าที่เคย แต่ฟ้ายังคงนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น ในขณะที่ผู้ชายแว่นหนาเตอะที่ดูเหมือนจะเพิ่งได้สติหลังจากถูกต่อย เข้ามาประคองกอดเธอ และมองร่างสูงเจ้าของสายตาเย็นชาด้วยสายตาคาดโทษ
               
“ถ้านายทำอะไรอีก คราวนี้ฉันจะไม่ยอมแน่” ชายสวมแว่นขู่ พร้อมกับเช็ดเลือดที่มุมปากของตัวเอง ในขณะที่อีกฝ่าย ยังคงแสยะยิ้มราวกับกำลังสมเพช
               
“กูไม่ได้คุยกับมึง” เสียงต่ำเอ่ยออกมา ก่อนที่สายตาเย็นชา จะหันกลับไปมองร่างบางที่กำลังร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่ตรงหน้าอย่างคาดคั้นอะไรบางอย่าง
               
“เชน ฮึก... เชน... ฟ้าขอโทษ...เชน...” เสียงหวานที่เจือไปด้วยเสียงสะอื้น พร่ำเรียกชื่อคนรักของตัวเองพร้อมกับพูดขอโทษซ้ำไปซ้ำมาจนผมต้องเบือนหน้าหนีเพราะทนเห็นภาพตรงหน้าไม่ได้ ถ้าคนพวกนั้นไม่ขวางทาผมอยู่ ผมคงเดินหนีจากเหตุการณ์น่าอึดอัดนี้ไปตั้งนานแล้ว แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ผมยังคงยืนอยู่ตรงนี้ และรับรู้เรื่องราวทั้งหมด
               
ผมไม่อาจจะเดาได้ว่าหมอนั่นจะตัดสินใจยังไง แต่ถ้าเป็นผมที่เห็นคนที่ตัวเองรักร้องไห้ราวกับจะขาดใจอยู่ตรงหน้าแบบนี้ ต่อให้เธอทำผิดร้ายแรงแค่ไหน ผมก็ไม่ใจแข็งพอที่จะทำเมินเฉยแน่ๆ ผมคงจะให้อภัยโดยที่ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเธอจะทำให้ผมเจ็บปวดมากแค่ไหน
               
แต่ดูเหมือนว่าเชนจะไม่ได้ใจอ่อนอย่างผม... ดวงตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง และประโยคต่อมา ก็ทำให้ผมรู้ว่าเขาตัดสินใจที่จะจบเรื่องนี้ยังไง
               
เพล้ง!
               
เสียงแก้วที่ถูกโยนลงพื้นจนแตกกระจายอยู่ตรงหน้าของชายหญิงคู่นั้น ทำให้ผมถึงกับสะดุ้งนิดๆ ร่างสูงที่ยืนเงียบไปนานมองคนที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของตัวเอง ก่อนจะเบือนสายตาไปยังผู้ชายอีกคน ที่เข้ามาแทรกกลางจนความสัมพันธ์ของคนทั้งสองต้องพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
               
“ไสหัวไป” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นมา ก่อนที่ร่างสูงจะหันหลังกลับไป เรียวขายาวก้ามออกจากบริเวณนี้ไป โดยไม่หันกลับมามองผู้หญิงที่เอาแต่ร้องไห้ และเรียกชื่อเขาด้วยความเจ็บปวดเลยสักนิด ผมมองร่างบางที่ถูกสวมกอดด้วยผู้ชายที่กำลังจะเป็นว่าที่คู่หมั้นของเธอ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
               
จบแล้วสินะ...
               
ผมเดินออกมาจากตรงนั้น เพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเรื่องนี้ใครเป็นคนผิดกันแน่ อาจจะเป็นนิวที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์ของคนสองคน... อาจจะเป็นฟ้า ที่ไม่เข้มแข็งพอ และปล่อยให้พ่อกับแม่มาบงการความรักของตัวเองจนเรื่องมันวุ่นวายไปหมด... หรืออาจจะเป็นเชน... ที่ยังไม่ดีพอ ที่จะทำให้พ่อแม่ของคนที่ตัวเองรักไว้ใจก็ได้...
               
ไม่ว่าเรื่องนี้ใครจะผิดหรือใครจะถูก แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็กำลังแยกทางกัน ความรักของคนสองคนที่ผมมองว่าเหมาะสมยิ่งกว่าคู่ไหนๆ กำลังพังทลายลงอย่างไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้เลย...
น่าเจ็บปวดนะ ว่ามั้ย
 
               
ผมเดินออกมาที่โต๊ะ ก็พบว่าสมาชิก The Quantum คนอื่นๆ กำลังนั่งดื่มกันอยู่ ในขณะที่หมอนั่นไม่ได้อยู่ที่โต๊ะด้วย
               
“เชนล่ะ” ผมถาม ต้าที่เป็นมือกลองของวงหันมาเลิกคิ้วมองผม ก่อนจะเพยิดหน้าไปทางหน้าร้าน ผมจึงเดินตามออกมาอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้
               
ถึงท่าทางของหมอนั่นเมื่อครู่จะทำให้ผมกลัวอยู่บ้างก็เถอะ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่าง จะได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีได้ยังไง ผมมองหาไม่นาน ก็เจอร่างสูงที่ยืนพิงผนัง หันหลังมาทางนี้อยู่ไม่ไกล ควันสีขาวจางๆ และกลิ่นฉุนๆ ที่ลอยเข้ามาแตะจมูกทำให้ผมรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่
               
“ขอบุหรี่หน่อยสิ” ผมพูดขึ้นทำลายความเงียบ ร่างสูงจึงหันกลับมาเลิกคิ้วมอง ก่อนจะแสยะยิ้มเหมือนเคย
               
ท่าทางเขาดูเย็นลงกว่าเมื่อครู่มาก สายตาเย็นชาที่ดูน่ากลัวนั่นกลับมาเป็นสายตาเรียบนิ่งในแบบปกติของเขาแล้ว
               
มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะดึงกล่องอะไรบางอย่างออกมา ผมชะงักไปเมื่อพบว่ามันไม่ใช่กล่องบุหรี่ แต่มันคือหมากฝรั่งที่เขาพกเป็นประจำหลังจากที่บอกว่าจะเลิกไอ้สิ่งเสพติดทำลายปอดนี้

“มีแต่ไอ้นี่” เขาโยนกล่องหมากฝรั่งมาให้ผม ซึ่งรับได้ทันอย่างหวุดหวิด เพิ่งสังเกตว่าบุหรี่ที่เขาสูบอยู่ เป็นคนละยี่ห้อกับที่เขาสูบประจำ น่าจะขอใครสักคนมาล่ะมั้ง ผมมองกล่องหมากฝรั่งในมือ ก่อนจะยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ และแกะหมากฝรั่งออกมาเคี้ยวพลางเดินไปยืนพิงผนังข้างๆ ร่างสูง และมองท้องฟ้าโดยที่ไม่พูดอะไร

“นี่” แต่แล้วเจ้าของเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ผมหันกลับไปมองเสี้ยวหน้าของร่างสูงที่ยังคงพูดโดยที่ไม่หันกลับมาสบตา

“นายเคยถามใช่มั้ยว่าตกลงฉันรักผู้หญิงคนนั้นจริงๆ หรือเปล่า”

“อืม” ผมรับคำ หลายครั้งที่ผมถามของออกไปแบบนั้น เพราะท่าทางเย็นชาของเขา มันทำให้บางครั้งผมก็รู้สึกว่า เขาอาจจะไม่ได้คิดจริงจังกับเธอ

“จะรักหรือไม่รักก็ไม่รู้...” ร่างสูงพูด ก่อนที่จะหันมาสบตาผม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยมีแต่ความนิ่งเฉย กำลังสั่นระริกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“...”

“แต่ตอนนี้...ฉันโคตรเจ็บเลยว่ะ”

“...”

ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกลับไป ถึงจะทำให้หมอนี่รู้สึกดีขึ้นมาในสถานการณ์แบบนี้ ผมได้แต่เบือนหน้าหนี และปล่อยให้ความเงียบเป็นตัวแทนคำพูดของผม

ความเงียบที่จะแสดงให้คนที่อยู่ข้างๆ รู้ว่าผมเข้าใจดี... ว่าความเจ็บปวดจากความรักมันเป็นยังไง...     



*เพลง Demon : Imagine Dragons




------------------------------------------------------------
เพื่อนบอกว่า อัพนิยายในนี้ได้คอมเม้นต์ยาก
เออ... ยากจริงด้วยว่ะ 555555
 :z6:

-- makok_num --

ออฟไลน์ magic-moon

  • magKapleVE
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
    • Freedom of meetups, no obligations
มีทริคคือ เวลาอัพให้อัพตามระยะสมควรค่ะ 555 เพราะว่ามันเป็นระบบรีพลาย การอัพหลายตอนรวดเดียวมันทำให้คนอ่านไม่รู้ว่าจะเม้นถึงจุดไหนดี เพราะแต่ละตอนนั้นมันมีจุดหนักๆอยู่ใช่ไหมคะ อีกอย่าง เพราะเรื่องนี้คือเรื่องแรก ความเคยชินเลยไม่มี ถือเป็นระยะลองใจ 555 เพราะบางทีเว็บนี้มันไม่มีระบบเฟบ.แจ้งเตือน สะดวกสะบายด้วย สมมุติว่าอัพวันนี้ แล้วคนอ่านยังไม่เข้าเน็ต นิยายก็อาจถูกเรื่องอื่นๆที่มีแฟนคลับอยู่เเล้วดันถอยไปหน้าสองได้ แต่คงไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เพราะคนมันจะไม่เม้นเนาะ มีสต็อกอยู่เยอะใช่ม้า ก็เลยลงไวใช้เวลาสักนิด ให้คนอ่านคุ้นเคยกับนิยายและนามปากกาของคนเขียน รับรองแค่เห็นชื่อรีบกดมาอ่านแล้วววว #อวยสุด รอนิดนึงนะคะ อย่าเพิ่งเสียกำลังใจ แล้วคุณจะรู้ว่าสมาชิกบอร์ดนี้นี่น่ารักทุกกกคน โมก็แซบ 555
        ป.ล.ชอบการวิเคราะห์ของคุณเม้นบนมาก ที่พูดเกี่ยวกับอารมณ์แจ่มใส มันก็...นิดนึงอ่ะนะ แต่ชอบสำนวนการบรรยายของคุณคนเขียนมาก พออ่านแล้วรู้สึกถึงความอ่อนไหวของตรีดี พระเอกมีมิติสุดๆชอบ มันดูนิ่มนวลแบบเถื่อนๆดี 55 อาจเพราะติดจากนิยายสายปกติ เลยทำให้ตัวนายเอกเรามันให้อารมณ์ที่เบาบางกว่า ไม่รู้สิ พูดไม่ถูก แต่มันก็สนุก ชอบแนวนี้ นายเอกที่น่าพิศวงงงงวยกว่าตรีนี่ยังมีอีกเยอะ ไม่ต้องกังวล สิงในบอร์ดซักพัก อ่านเพื่อซึมซับความวายอีกหน่อยก็กระฉูดดดดด
        ป.ล.2 อ่านสบายๆ เนื้อเรื่องกลมกล่อมดี วิเคราะห์แบบวิชาการไม่ได้ ที่มานี่สายความรู้สึกส่วนตัว 55 ขอบคุณเม้นวิเคราะห์ดีๆจากเม้นบนๆ ที่ทำให้รู้สึกกระจ่างขึ้น เหมือนเราจะเจอกันหลายเรื่องแล้ว ชอบอ่านเม้นคุณมากๆค่ะ ขอบคุณนิยายดีๆที่นำมาลงนะ :hao7: :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +844/-16
ถึงเป็นคน ปนเปื้อน เหมือนเรื้อนหมา
อย่าพูดจา ดูถูก อย่างลูกหมู
อย่าประมาท คาดโทษ ว่าโฉดกู
ถ้าไม่ได้ ทะลวงรู หูของมึง

อย่าตีค่า ราคาคน ที่จนต่ำ
อย่ากล่าวย้ำ ซ้ำเติม เพิ่มสวยหรู
อย่าประเมิน เกินเลย เคยเห็นดู
อย่าไม่รู้ ว่าจิ๋มจู๋ ถูกันมันส์

พอเหอะ..พ่อแม่ของฟ้า
ไม่รู้จริงๆเหรอว่าเชนกับฟ้า
สองคนนี้อยู่หอด้วยกัน
เอาคอดันหอกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

เลิกเนอะ..ก็ได้
เชนกับตรีจะได้เอาคอถูคอกัน
เป็นนิยายบอยเลิฟ..ซะที

ฮ่าฮ่า
+1 ขอบคุณนักเขียน
ติดใจเรื่องนี้แล้ว
 :mew1:

ออฟไลน์ 205arr

  • เราคงอยู่ไกลกันเป็นพันหมื่นลี้
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
ชอบเรื่องนี้ค่ะ รอติดตามนะคะ
เรามองว่าเชนดูเหมือนคนที่แสดงออกไม่ค่อยเก่ง
หรือไม่ก็เก็บความรู้สึกตัวเองเก่ง ไม่แสดงออกทุกอย่างที่คิดและรู้สึก
ส่วนแม่เจ้าเตดูเป็นคนที่มั่นคงดี มองแค่คนๆ เดียว
และค่อนข้างเป็นห่วงเป็นใยคนอื่น
สองคนดูแตกต่างแต่ก็ค่อนข้างลงตัวนะคะ
 o13 o13


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ j123

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 699
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
อ่านรวดเดียวถึงตอนล่าสุดเลยค่ะ คนเขียนโพสแต่ละตอนยาวดี รออ่านตอนหน้าอยู่นะ  :pig4:

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1466
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5
ตามน้าาา   สนุกมากกก ลุ้นสุดๆว่าจะลงเอยกันยังไง :hao7:

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
11
คนดี
 

[ Special : Chian’s part ]
 
ไม่เคยมีใครที่ไม่เจ็บปวดกับความรัก... ผมเคยได้ยินใครสักคนพูดแบบนี้ และตอนนี้ก็ได้รู้แล้วว่าไอ้คำพูดนี้ แม่งโคตรจะจริง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยรักใครจริงๆ เลยสักครั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการรักคนคนหนึ่งมันเป็นยังไง ผมเคยคบกับผู้หญิงมากหน้าหลายตา โดยคิดว่าพวกเธอก็เป็นเพียงแค่เพื่อนแก้เหงา คนที่เข้ามาทำให้ชีวิตของผมไม่น่าเบื่อจนเกินไปนัก ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องคบกับใครเพราะความรัก
จนกระทั่ง มีใครบางคนบอกให้ผมลองจริงใจกับใครสักคน... แล้วจะได้รู้ว่าความรักมันเป็นยังไง...
และใครจะไปคิด ว่าสุดท้าย ผมก็พลาดท่าให้ไอ้คำพยางค์เดียวนี้เข้าจนได้
 
ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้าด้วยอาการที่เหมือนกับหัวกำลังจะระเบิด นานมากแล้วนะ ที่ผมไม่ได้มีอาการแบบนี้ ผมแทบไม่รู้จักคำว่าเมาเลย แต่เมื่อคืนด้วยความรู้สึกหลายๆ อย่าง มันทำให้ผมไม่สามารถวางแก้วเหล้าลงได้จริงๆ ว่ะ แล้วก็ต้องมานั่งแฮงก์อยู่แบบนี้ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนผมทำอะไรไปบ้าง และกลับมาที่ห้องนี่ได้ยังไง บัดซบสุดๆ -*-
 
ผมลุกขึ้นมานั่งตั้งสติ พร้อมกับยกมือกุมขมับด้วยความปวดหัว ผมมองไปรอบตัว ก่อนจะเห็นว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงสีขาวที่มันไม่ใช่ที่นอนของผม ก็ปกติผมนอนพื้นนี่หว่า แล้วขึ้นมานอนบนเตียงได้ไงเนี่ย ผมลุกขึ้นจากเตียง และเดินโซเซไปล้างหน้าที่ห้องน้ำ เผื่อว่าน้ำเย็นๆ มันจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง และพอกลับออกมา ก็พบว่าที่นอนประจำของผม มีร่างของอีกคนนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินเข้าไปหา ไม่ต้องเดาเลยว่าคนที่มาแย่งที่นอนของผมจะเป็นใคร

ร่างของผู้ชายที่เตี้ยกว่าผมน่าจะสักหกเจ็ดเซนติเมตรได้ นอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนบางที่ผมใช้ห่มทุกคืน โผล่ออกมาแต่ใบหน้าขาวใส ที่กำลังหลับสนิท หมอนี่เองสินะที่เป็นคนแบกผมกลับมาที่ห้อง แถมยังสละเตียงให้ผมนอนอีก...
หึ จะเป็นคนดีไปถึงไหนเนี่ย

ผมนั่งยองๆ ลงตรงหน้าคนที่กำลังหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ และมองสำรวจใบหน้ายามหลับของหมอนี่ ที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะผมมักจะหลับก่อน และตื่นทีหลังเขาตลอด

สารภาพตามตรงเลยว่าตอนที่เห็นตรีครั้งแรก ผมไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนแบบนี้ จากใบหน้าขาวใส กับคิ้วเข้มที่ชอบขมวดนิดๆ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ดวงตาโตแต่หางตาที่เฉียงขึ้น (เค้าเรียกอะไรวะ? ตาคมเหรอ) ทำให้บางครั้งก็เหมือนจะดูดุ อย่างไม่น่าเข้าใกล้เท่าไหร่ จมูกโด่งรั้นนี่ยิ่งทำให้ดูเป็นคนดื้อไปกันใหญ่ คงมีแต่ริมฝีปากสีชมพูที่ไม่บาง แต่ก็ไม่ได้อวบอิ่ม ติดจะเจ่อนิดๆ นี่แหละที่ทำให้ใบหน้าโดยรวมของหมอนี่ดู... น่ารัก (?) อย่างเอาแต่ใจแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้สิ

ตอนแรกผมคิดว่าหมอนี่คงเป็นคนเอาแต่ใจและคงจะเจ้าอารมณ์มากแน่ๆ แต่พอได้มารู้จักจริงๆ กลับพบว่าเขาไม่ได้เป็นแบบที่คิดเลยสักนิด ถึงจะชอบทำหน้าบึ้งใส่ผม แต่ก็ไม่ถึงกับเอาแต่ใจ ถึงหน้าตาจะเหมือนไม่ชอบเข้าสังคม แต่เมื่อคนรอบข้างต้องการความช่วยเหลือ หมอนี่ก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเสมอ จนบางครั้งผมก็ทึ่งในความเอาใจใส่ของคนตรงหน้านี่จริงๆ

ตอนที่ผมโดนพ่อกับแม่ของฟ้าไล่ตะเพิดออกมาจากห้อง และไม่มีที่ไปไหน เพราะว่าเพื่อนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ผมเลยไม่ค่อยอยากจะไปรบกวนพวกมันเท่าไหร่ แล้วอยู่ๆ ใบหน้าของหมอนี่ก็แวบเข้ามาในสมอง ทั้งที่เราก็เจอกันแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น... แต่ไม่รู้ทำไม... ผมกลับรู้สึกว่าเขาจะต้องช่วยผมได้แน่ๆ
หึ แล้วก็ช่วยได้จริงๆ ซะด้วย

ผมเข้าใจนะ ว่าหมอนี่คงจะช่วยผมเพราะผมเป็นพี่รหัสไอ้ซัน... ผู้ชายที่เขาชอบ

ตอนแรกผมไม่แน่ใจหรอกนะว่าคนที่หมอนี่ชอบเป็นใคร ผมเคยเห็นเขาร้องเพลงอะไรสักอย่าง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแอบรัก และมันดูอินซะจนผมเดาว่าหมอนี่คงจะแอบรักใครสักคนอยู่แน่ๆ แล้วในคืนนั้นที่ไอ้ซันเมา และหมอนี่เป็นคนแบกไปส่งที่อพาร์ทเมนต์ สายตาที่มีแต่ความห่วงใยที่เวลาที่เขามองไอ้ซัน ทำให้ผมเดาสถานการณ์ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
บอกตรงๆ ว่าผมแอบตกใจนิดหน่อยที่คนอย่างหมอนี่จะชอบผู้ชายด้วยกัน ไม่ใช่ว่าผมรังเกียจอะไรหรอกนะ (บอกแล้วไงว่าผมเองก็เคยคบกับผู้ชาย) แต่แค่คิดว่าคนหน้าตาแบบนี้ คงจะป๊อบในหมู่สาวๆ มากทีเดียว ไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะเมินผู้หญิงที่พร้อมจะเสนอตัวให้ แล้วหันไปชอบผู้ชายด้วยกัน แถมเป็นเพื่อนสนิทซะด้วย เปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ที่หมอนี่จะสมหวังกับไอ้ซันนี่แทบจะติดลบเลยด้วยซ้ำ เพราะจากที่ผมรู้จักมันมา และได้เห็นมันกับน้องวีคบกัน ทำให้ผมรู้ว่ามันรักน้องเขามากแค่ไหน และคงจะยากทีเดียว ที่มันจะหันกลับมามองคนที่มันคิดว่าเป็นเพื่อนมาตลอด

ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหมอนี่ไม่ตัดใจไปซะ เพราะถ้าเป็นผม ผมคงไม่สามารถทนชอบคนที่ไม่มีวันหันมามองผมได้นานๆ หรอก (แม้ว่าผมจะยังไม่เคยเจอคนคนนั้นเลยสักครั้งน่ะนะ) แต่หลังจากที่ได้คุยกับหมอนี่บ่อยๆ และได้รู้จักนิสัยจริงๆ ของคนคนนี้ ทำให้ผมรู้ว่า ความรักที่เขามอบให้ไอ้ซัน คือความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ แม้ว่าจะไม่ได้อะไรกลับมา ก็ไม่คิดที่จะหยุดรัก ยอมทนเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า แค่ได้เห็นคนที่ตัวเองรักมีความสุข...

มันเป็นสิ่งที่คนอย่างผมคงไม่สามารถทำได้จริงๆ นั่นแหละ

แต่เป็นเพราะการได้เห็นความรักที่แสนบริสุทธิ์ของหมอนี่นี่แหละ ที่ทำให้ผมรู้สึก... อิจฉาเล็กๆ อย่างที่บอกว่าผมไม่เคยคิดจะรักใคร ทำให้ผมไม่รู้จริงๆ ว่าความรักมันมีดียังไง ทั้งๆ ที่ไม่ได้อะไรตอบแทนแท้ๆ แต่ทำไมหมอนี่ถึงยังยอมทนอยู่แบบนี้ มันทำให้ผมย้อนกลับมามองตัวเอง และคิดได้ว่า ถ้าครั้งหนึ่งผมได้ลองรักใครจริงๆ บ้าง... มันจะเป็นยังไงนะ

เมี้ยวว

เสียงร้องเจ้าเตดังขึ้นมา ขณะที่เจ้าตัวเล็กเดินมาคลอเคลียกับขาผม ผมเอื้อมมือไปลูบหัวมันเบาๆ อย่างที่เคย ผมยังจำวันแรกที่เจอมันไอ้อยู่เลย ตอนนั้นผมคุยกับตรีอยู่ แถมหมอนั่นยังร้องไห้อีกต่างหาก ผมไม่รู้ว่าจะปลอบยังไง เพราะปกติก็ไม่เคยคิดจะปลอบใคร แต่การที่คนที่พยายามทำตัวเข้มแข็งมาตลอดอย่างหมอนี่ มาร้องไห้ต่อหน้า มันทำให้ผมทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้จริงๆ แล้วอยู่ๆ เจ้าตัวเล็กนี่ก็วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามา ผมเป็นคนชอบแมวอยู่แล้ว และเห็นว่ามันน่ารักดี ก็เลย...

อ่า... เชื่อเถอะ ว่านั่นเป็นเรื่องน่าอายติดสิบอันดับแรกในชีวิตผมเลยทีเดียว -_-;

เมี้ยววว

เจ้าเตร้องขึ้นมาอีก พร้อมกับทำท่าจะกระโดดขึ้นไปนั่งบนร่างของคนที่นอนอยู่เหมือนกับที่มันทำประจำเวลาจะปลุกผม ทำให้ผมต้องรีบคว้ามันมา ก่อนจะจุปากให้มันเงียบ

“ชู่ว์! อย่าไปกวนแม่แกสิ” ผมเอ็ดเบาๆ แม้จะรู้ว่ามันฟังไม่รู้เรื่องก็ตาม

ผมแต่งตั้งให้หมอนี่เป็นแม่ของเจ้าเตอย่างเป็นทางการไปแล้ว ด้วยนิสัยที่เอาใจใส่ และชอบสั่งสอนคนอื่น ทำให้ผมรู้สึกว่าหมอนี่เหมือนแม่ของผมจริงๆ เผลอๆ ผมอาจจะเชื่อฟังเขามากกว่าแม่ตัวเองอีกนะ ฮ่ะๆ

ตั้งแต่เกิดมา ผมถูกเลี้ยงดูมาในแบบที่... จะเรียกว่าตามใจตัวเองมากเกินไปก็ว่าได้ ไม่เคยมีใครบอกผมว่า ผมต้องทำอะไร หรือห้ามทำอะไร ครอบครัวของผม ปล่อยให้ผมมีความคิดที่อิสระ อยากทำอะไรก็ทำ เพราะสุดท้ายแล้ว ผลจะร้ายหรือดี มันก็จะเกิดขึ้นกับตัวผมเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน มันถือเป็นเรื่องดีสำหรับผมนะ เพราะการเลี้ยงดูแบบนี้ ทำให้ผมเรียนรู้ด้วยตัวเอง ว่าอะไรดี หรือไม่ดี แต่ในทางกลับกัน มันก็อาจจะดูอิสระเกินไป จนทำให้ผมกลายเป็นคนไม่แคร์อะไร อย่างที่เป็นอยู่

แล้วอยู่ๆ ก็มีคนคนหนึ่งมาบอกให้คนที่ไม่คิดจะแคร์ใครในโลกอย่างผมลองทำอะไรเพื่อคนอื่น บอกให้ผมลองจริงใจกับใครสักคน บอกให้ผมลองเอ่ยคำขอโทษในสิ่งที่ผมทำผิด ทั้งๆ ที่ผมไม่รู้จัก และไม่เคยทำเรื่องพวกนั้นเลยสักครั้ง และน่าแปลกที่ผมก็บ้าจี้ทำตามอย่างที่หมอนั่นบอกซะด้วยนะ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องทำตามที่เขาบอก ทั้งๆ ที่หมอนี่ก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไรที่ผมจะต้องใส่ใจในทุกคำพูดของเขาเลย
 
แต่... ไม่รู้สิ อยู่ๆ ผมก็คิดว่า... ลองทำตามก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร ล่ะมั้ง

และนั่นแหละ การบ้าจี้ทำตามคำพูดคนอื่นของผม ก็ทำให้สุดท้าย ผมก็ได้รู้แล้วว่า ไอ้การอกหักเนี่ย มันเป็นยังไง =_= ผมเจ็บนะ เจ็บจริงๆ ผมทั้งผิดหวัง เสียใจ ไม่เข้าใจ... หลากหลายความรู้สึกปนเปกันไปหมดจนผมแยกไม่ออกเลยว่ามันเป็นความรู้สึกยังไงกันแน่ มัน...เป็นความรู้สึกแบบที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย ตลอดยี่สิบปีที่เกิดมา

แต่เอาเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้วนี่หว่า คิดถึงมันไปก็เปล่าประโยชน์ มีแต่จะทำให้ผมหงุดหงิดขึ้นมาซะมากกว่า เพราะงั้น ช่างแม่งเหอะ -*-

ผมกลับมานั่งมองใบหน้ายามหลับของคนเจ้ากี้เจ้าการอีกครั้ง สำรวจใบหน้าขาวใสตรงหน้าอยู่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ก่อนจะหัวเราะออกมา ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะทำไม ก่อนจะอุ้มเจ้าเตที่ยังคลอเคลียขาผมและทำหน้าบ้องแบ๊วใส่ขึ้นมา แล้วจับให้มันยื่นหน้าไปตรงแก้มใสของคนที่กำหลังหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่

จุ๊บ

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยออกมาเบาๆ ด้วยรอยยิ้มที่ยังคงค้างอยู่บนใบหหน้า

ผมอยากขอบคุณหมอนี่จริงๆ นะ สำหรับอะไรหลายๆ อย่างที่ผมไม่คิดเลยว่าคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน จะสามารถทำอะไรดีๆ ให้กับผมได้มากมายขนาดนี้ แต่ให้เดานะ ผมว่าหมอนี่ต้องแอบรู้สึกผิดนิดๆ แน่ๆ ที่ตัวเองเคยบอกให้ผมจริงจังกับผู้หญิงคนนั้น แต่สุดท้ายผมกลับถูกทรยศอย่างน่าสมเพชแบบนี้

หึ ก็นิสัยหมอนี่มันเป็นแบบนั้นนี่น่า ชอบคิดแทนคนอื่นอยู่เรื่อย

กริ๊งงง

...!!

ผมตกใจจนแทบจะหงายหลัง เมื่ออยู่ๆ เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้นมา ผมมองไปยังโทรศัพท์มือถือข้างตัว ซึ่งไม่ใช่ของผม ก่อนจะคิดว่าผมควรจะทำยังไงดี ถึงวันนี้จะเป็นวันจันทร์ และหมอนี่จะมีเรียนก็เถอะ แต่ตอนนี้มันเพิ่งแปดโมงเองนะโว้ย แถมเมื่อคืนก็กลับดึกมากด้วย ยังจะตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้าทำไมเนี่ย -*-

“อื้อ” แต่ในขณะที่ผมได้แต่ชะงัก ร่างที่อยู่ใต้ผ้าห่มก็เริ่มขยับตัว ก่อนที่เมือหนาจะโผล่ออกมาจากผ้าห่ม และพยายามควานหานาฬิกาปลุกทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่

หมับ!

“...!!” แต่แทนที่จะได้นาฬิกาปลุกที่ยังคงแผดเสียงดังลั่นอยู่ มือเรียวกลับความเข้าที่เท้าของผม และคราวนี้ผมก็สะดุ้งตกใจจนหงายท้องลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าที่พื้นจนได้

“หือ?” เจ้าของดวงตาคมหรี่ตาขึ้นมาอยากยากลำบาก พร้อมกับยกอีกมือขึ้นมาขยี้ตาตัวเองอย่างงัวเงีย ก่อนจะถึงกับชะงักไป เมื่อพบว่าสิ่งที่มือตัวเองจับอยู่ ไม่ใช่โทรศัพท์มือถืออย่างที่คิด

“...” อะ...เอ่อ ผมควรพูดอะไรสักอย่างป่ะวะ?

“นะ...นาย!!?” ไม่ต้องรอให้ผมได้คิดคำพูดอะไร ร่างที่เคยนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มก็สะดุ้งตัวลุกขึ้นมา พร้อมกับเบิกตากว้างมองผมอย่างตกใจ

ผมเปลี่ยนท่านั่งตัวเองเป็นขัดสมาธิ ก่อนจะตีหน้านิ่งและกระแอมออกมาเบาๆ “อะ...รุณสวัสดิ์” ผมว่าพร้อมกับยกมือขึ้นมาข้างหนึ่ง เป็นการทักทายที่ดูโง่เง่าที่สุดในชีวิต -*-

เจ้าของใบหน้าที่ดูเอาแต่ใจยังคงเบิกตากว้างมองผมอยู่พักใหญ่ เหมือนจะตั้งคำถามว่าผมมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ยังไง (เออ ผมก็อยากถามตัวเองอยู่เหมือนกัน) ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ และเอื้อมมือไปปิดเสียงนาฬิกาปลุกที่ยังดังลั่นห้องอยู่

“นอนต่อก็ได้นะ” ผมบอกนิ่งๆ

จริงๆ ถ้าผมเรียนสิบเอ็ดโมงอย่างหมอนี่ ผมคงจะตื่นสักสิบโมงครึ่งด้วยซ้ำ คงไม่มีอารมณ์มาตื่นแปดโมงเช้า ทำกับข้าว ทำนู่นทำนี่ก่อนไปเรียนให้เสียเวลานอนอันมีค่าหรอก

แต่มันก็เหมือนเป็นความเคยชินแหละนะ ที่ผมมักจะได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกตอนแปดโมง และได้กลิ่นอาหารเช้าโชยเข้าจมูกมาในทุกๆ วัน นับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ จนบางครั้ง ผมก็อดไม่ได้ที่จะแหกขี้ตาตื่นขึ้นมากินข้าวเช้ากับเขาด้วย (โคตรไม่ใช่วิถีชีวิตปกติของผมเลยอ่ะ)

คนตรงหน้าบิดตัวไปมา พลางขยี้ตาก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เป็นไร นายตื่นนานหรือยัง ปวดหัวมั้ย ให้ฉันทำอะไรให้กินแก้แฮงก์หรือเปล่า” คำถามที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ ซึ่งผมมักจะได้ยินเป็นประจำ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมานิดๆ
นิสัยแม่เริ่มแล้วแฮะ

“ได้ข้าวต้มสักถ้วยก็คงดี” ผมตอบอย่างไม่ปฏิเสธ เพราะรู้ว่าถึงปฏิเสธไป หมอนี่ก็คงจะทำอะไรสักอย่างให้ผมกินอยู่ดี

“อ่า งั้นรอแป๊บนะ” ว่าจบก็ลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปที่ครัว ผมลุกขึ้นไปนั่งบนเตียง และมองเจ้าของใบหน้าเอาแต่ใจที่กำลังลงมือทำข้าวต้มให้ผมกิน แม้ว่าจะยังอยู่ในอาการงัวเงียก็ตาม

“หมูหรือปลา” แต่อยู่ๆ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มก็หันกลับมาสบตาอย่างที่ผมไม่ทันตั้งตัว ผมปรับสีหน้าเป็นเรียบนิ่งทันควันก่อนจะทำท่าคิดนิดหนึ่ง

“ปลา” ผมตอบสั้นๆ ตรีพยักหน้าก่อนจะเดินกลับไปค้นเนื้อปลาที่แช่เอาไว้ในตู้เย็น และลงมือทำกับข้าวอีกครั้ง ผมหัวเราะออกมานิดๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี จับเจ้าเตมาแล้วขยี้หัวมันอย่างหมั่นเขี้ยว จริงๆ ผมไม่ได้หมั่นเขี้ยวไอ้เจ้าตัวเล็กนี่หรอก คนที่ผมอยากจะขยี้หัวแรงๆ สักที คือเจ้าของใบหน้าขาวใสที่กำลังทำหน้าง่วงต้มข้าวต้มอยู่ที่ครัวนั่นต่างหาก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยคิดที่จะเอ่ยปากชมผู้ชายด้วยกันเลยนะ ไม่ว่าผู้ชายคนนั้นจะดีเลิศกว่าผมมากแค่ไหนก็ตาม ...แต่ว่าครั้งนี้ขอเถอะ ผมขอยอมรับตามตรง ว่าไอ้หมอนี่มันโคตรจะน่ารักเลยว่ะ ให้ตาย
 
               
[ End special ]
 

-- มีต่อค่ะ --


ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
-- ต่อ --


[ Tree’s part ]

หลายวันต่อมา

ในที่สุดอาทิตย์นี้ก็เป็นอาทิตย์สุดท้ายของการเรียนซัมเมอร์อันน่าเบื่อนี่สักที แต่มันไม่ดีตรงที่ อาทิตย์หน้าผมต้องสอบนี่แหละ บอกตามตรงว่าขี้เกียจอ่านหนังสือสุดๆ

ผมหอบร่างกายอันเหนื่อยล้ากลับมาที่ห้องของตัวเอง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดสภาพ อยากนอนสักงีบจังแฮะ แต่ติดที่ว่าคืนนี้ผมมีเล่นดนตรีที่ร้านนี่สิ... แถมวันนี้เป็นวันสำคัญซะด้วย

“กลับมาแล้วเหรอ” เสียงทุ้มดังมาจากร่างสูงที่เปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ ด้วยสภาพผ้าเช็ดตัวพันเอวอยู่ผืนเดียว และหยดน้ำเกาะพราวเต็มตัวเช่นเคย

ภาพนี้เป็นอะไรที่ผมเห็นจนชินแล้วล่ะ แม้จะยังอดรู้สึกอิจฉาในรูปร่างสมส่วน และซิกซ์แพ็กแมนๆ นี่ไม่ได้ก็ตาม ผมไม่เคยเห็นหมอนี่ออกกำลังกายเลยนะ น่าสงสัยจริงๆ ว่าไปเอาไอ้กล้ามเนื้อสวยๆ พวกนี้มาจากไหน -*-

“อือ” ผมตอบเนือยๆ ก่อนจะลุกไปหยิบผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้าเพื่ออาบน้ำบ้าง แต่พอผมจะเข้าห้องน้ำ หมอนี่กลับมายืนขวางหน้าประตูไว้

“?” ผมเงยหน้าขึ้นไปมอง สีหน้าตั้งคำถาม แต่คนตรงหน้ากลับอมยิ้มขำกลับมาซะงั้น ผมจึงเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้ว

“หน้าโคตรเหนื่อยเลย ไหวมั้ยเนี่ย” เขาถามกลั้วหัวเราะ ผมเลยย่นหน้าใส่ ก่อนจะผลักร่างสูงออกให้พ้นทาง

“ช่างหน้าฉันเถอะน่า” ผมบอก และกำลังจะเดินเข้าห้องน้ำ แต่ก็ถูกเรียกไว้อีกซะก่อน

“เมื่อกลางวันฉันซื้อแกงเขียวหวานมา แล้วกินไม่หมด จะกินมะ เดี๋ยวอุ่นให้” เสียงทุ้มถาม

“อ่า ก็ดีเหมือนกัน” ผมตอบรับ เพราะจริงๆ ก็เริ่มหิวแล้ว
               
ช่วงหลังๆ มานี้ ผมมักทำข้าวเช้าเป็นอาหารจานเดียวง่ายๆ อย่างพวกข้าวผัด หรือไม่ก็ไข่ดาวกับไส้กรอก ทำให้ไม่มีอาหารกลางวันเผื่อไว้ให้คนที่ห้องกิน เชนก็เลยต้องออกไปกินข้างนอก หรือไม่ก็ซื้อกับข้าวถุงมากิน แล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หมอนี่จะกินกับข้าวคนเดียวไม่หมด แล้วก็จะเก็บไว้กินพร้อมผมอีกทีตอนเย็น ก่อนออกไปทำงาน มันก็ถือเป็นเรื่องดีล่ะนะ เพราะผมไม่ต้องออกเงินค่าอาหารเอง แล้วผมก็เริ่มเบื่ออาหารที่ร้านนิดๆ แล้วด้วย
               
ผมอาบน้ำภายในเวลาไม่กี่นาทีด้วยความขี้เกียจ ก่อนจะเดินมานั่งประจำอยู่ที่หน้าโต๊ะญี่ปุ่นตัวเดิมเพื่อรอพ่อครัวจำเป็นยกอาหารมาเสิร์ฟ ตรงหน้าผมมีจานข้าวสวยสองจานที่ดูเหมือนจะผ่านการอุ่นไว้แล้ว ไม่นานร่างสูงก็เดินมาจากครัว พร้อมกับแกงเขียวหวานชามใหญ่หอมฉุย ผมไม่รอช้าที่จะเริ่มลงมือกินมื้อเย็นด้วยความหิวโหย
               
“นี่ แล้วตกลงเรื่องวงเอาไง” อยู่ๆ เสียงทุ้มก็เปิดประเด็นขึ้นมา ทำให้ผมต้องหยุดชะงัก ผมเงยหน้ามองร่างสูงที่กำลังทำสีหน้าจริงจัง เหมือนกับจะบอกว่าคราวนี้ผมจะตอบว่าขอคิดดูก่อนเหมือนทุกครั้งไม่ได้อีกแล้ว
               
แต่จริงๆ หลายวันที่ผ่านมาผมก็คิดทบทวน จนได้คำตอบในเรื่องนี้มาแล้วอ่ะนะ
               
“อืม จะลองดูก็ได้” ผมตอบสั้นๆ พลางตักข้าวเข้าปาก “แต่ไม่รับประกันหรอกนะว่าฉันจะเล่นได้ดี” ผมรีบออกตัว เมื่อเห็นคนตรงหน้าเริ่มยิ้มมุมปากออกมาอย่างพอใจ
               
“อือ” เชนรับคำเบาๆ ทั้งที่มุมปากยังมีรอยยิ้มอยู่ ผมยักไหล่ ก่อนจะก้มหน้ากินข้าวต่อ แต่อยู่ๆ มือหนาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็เอื้อมมาขยี้หัวผมแรงๆ จนผมแทบจะสำลักน้ำแกงที่กำลังซดอยู่

“เฮ้ย! อะไรเนี่ย” ผมโวยวาย พลางมองเจ้าของฝ่ามือหนาที่ทำเป็นตีหน้าตายกลับมา
เป็นบ้าอะไรวะ ร้อยวันพันปีไม่คิดจะมาเล่นหัวเล่นหางอะไรกับผมเลยนี่
               
“เปล่า แค่เห็นมีอะไรติดผมอยู่” เขาตอบหน้านิ่ง ผมเหวอไปนิดหน่อย ก่อนจะจับผมตัวเองดูว่ามีอะไรติดอยู่จริงๆ หรือเปล่า แต่คนตรงหน้ากลับยิ้มมุมปากขึ้นมาอย่างร้ายกาจ ก่อนจะเอื้อมมือมาขยี้หัวผมแรงๆ อีกรอบอย่างไม่เกรงใจ
               
“เฮ้ย!” ผมร้องเสียงดังกว่าเดิม และพยายามปัดมือหนาออกพร้อมกับมองตาขวางจนเจ้าของฝ่ามือหนาต้องยกมือยอมแพ้
               
“โอเค เลิกแกล้งแล้ว กินเหอะ” เขาบอก ก่อนจะก้มหน้ากินข้าวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะสบถพึมพำพลางตักข้าวเข้าปากบ้าง
               
นี่ถ้าไม่ติดว่าหิวอยู่ผมจะด่าหมอนี่มากกว่านี้แน่ๆ สาบานได้! :(
               
“ชอบกินแกงเขียวหวานเหรอ” เสียงทุ้มถามขึ้นมาหลังจากเงียบไปสักพัก ในขณะที่ผมกำลังซดน้ำแกงอย่างเอร็ดอร่อย
               
“อือ” ผมพยักหน้า พลางกลืนน้ำแกงลงคอ “ตอนเด็กๆ ยายฉันทำให้กินบ่อยมาก แกงเขียวหวานสูตรคุณยายเป็นอะไรที่โคตรอร่อยอ่ะ” อยู่ๆ ก็รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมา เมื่อพูดถึงกับข้าวฝีมือคุณยายที่ผมมักได้กินตอนเด็กๆ
               
“แต่ตอนนี้ยายเสียไปแล้ว ฉันเลยไม่ได้กินกับข้าวสูตรคุณยายมานานมากแล้วล่ะ”
               
“แล้วแม่นายทำไม่เป็นเหรอ” เขาถามพลางตักเนื้อไก่ชิ้นเบ้อเริ่มใส่จานผมซึ่งรับมาอย่างไม่มีความเกรงใจใดๆ
               
“ก็ทำเป็นอ่ะนะ แต่แม่ไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่ ก็เลยไม่มีใครทำให้กิน” ผมบอก เชนพยักหน้าเล็กๆ อย่างเข้าใจ
               
“แต่จริงๆ ฉันก็แอบจดสูตรไว้อยู่นะ อยากลองมั้ยล่ะ แล้ววันหลังว่างๆ จะทำให้กิน” ผมเงยหน้าขึ้นถาม รู้สึกได้เลยว่าตัวเองกำลังตื่นเต้นแค่ไหนที่จะได้ลงมือทำอาหารสูตรคุณยายอีกครั้ง
               
มันอร่อยมากจริงๆ นะ ถึงผมจะยังไม่เก่งเท่ายายก็เถอะ แต่รับรองเลย ว่าสูตรนี้ใครกินก็ต้องติดใจ เผลอๆ อร่อยกว่าภัตตาคารระดับห้าดาวซะอีก
               
“หึ” คนตรงหน้ากลับมองหน้าผม ก่อนจะหัวเราะออกมาซะอย่างนั้น ผมขมวดคิ้วนิดหน่อยอย่างไม่ค่อยเข้าใจ นี่ตกลงหน้าผมมีอะไรตลกนักหนาหรือไง หมอนี่ถึงเอาแต่หัวเราะอยู่นั่น

“จะรอกินละกันนะ” เขาพูดยิ้มๆ ก่อนจะตักข้าวเข้าปาก ผมยักไหล่กลับไป แล้วกินข้าวต่อบ้าง

การกินอาหารมื้อนี้เหมือนเป็นการเพิ่มพลังให้ผมเหมือนกันนะ นานๆ ที ผมจะนึกถึงเรื่องวัยเด็ก ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเล่าออกมาซะหมดเปลือกว่าตอนเด็กๆ ผมเคยทำอะไรแสบๆ ไว้บ้าง ในขณะที่หมอนั่นเอาแต่นั่งฟังเงียบๆ มีบ้างที่หลุดขำออกมา แต่เขาก็ไม่ปริปากเล่าเรื่องของตัวเองออกมาเลยสักแอะ จนทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

“แล้วตอนเด็กๆ นายเป็นไงบ้าง” ผมถามขณะที่กำลังเดินเอาจานที่กินเสร็จแล้วไปเก็บ

“ก็ไม่ไง” ร่างสูงยักไหล่ ก่อนจะวางจานข้าวซ้อนไว้ที่อ่างล้างจานแล้วเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อกินน้ำ

ผมขมวดคิ้ว “หมายความว่าไงเนี่ย ตอนเด็กๆ ไม่มีประสบการณ์อะไรเจ๋งๆ ที่ลืมไม่ลงบ้างเลยหรือไง”

ร่างสูงทำท่าคิด ก่อนจะรินน้ำและยื่นมาให้ผมดื่มบ้าง “ฉันเคย...ขโมยแมวอาจารย์ใหญ่”

“แค่กๆ” ผมถึงกับสำลักน้ำทันทีที่ได้ยินแบบนั้น

“ขโมยแมวอาจารย์ใหญ่? มันเป็นประสบการณ์เจ๋งๆ ตรงไหนเนี่ย” ผมถามหลังจากหยุดไอได้แล้ว ร่างสูงแค่นยิ้มนิดหน่อย ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เตียง และลูบหัวเจ้าเตที่นอนอยู่บนเตียงก่อนแล้ว

“ก็ไม่ได้เจ๋งหรอก มันก็แค่เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ฉันพอจะจำได้” เขาบอก สีหน้าเหมือนกำลังรำลึกความหลัง ผมเดินตามไปนั่งขัดสมาธิข้างๆ ก่อนจะทำหน้าสงสัย

“แล้วนายขโมยแมวไปทำอะไร”

แถมเป็นแมวอาจารย์ใหญ่อีกต่างหาก เล่นของสูงเชียวนะนั่น

“ก็...” เขาวรรคไปและทำท่าคิด “ฉันพนันกับเพื่อนไว้”  ผมอึ้งไปนิดหน่อยกับคำตอบ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร และรอฟังต่อ

“อาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนฉันเป็นคนเข้มงวดมาก ชอบทำโทษฉันกับพวกเพื่อนๆ บ่อยๆ พวกเราก็เลยแอบหมั่นไส้นิดหน่อย”

“อ่า” ผมพยักหน้านิดๆ ตอนเด็กๆ ใครๆ ก็คงเคยมีประสบการณ์แบบไม่ค่อยชอบอาจารย์ที่เข้มงวดเกินไปกันทั้งนั้นสินะ

“เพื่อนฉันก็เลยวางแผนเอาคืนที่มาทำโทษพวกเรา ตอนแรกก็คิดวิธีแกล้งสารพัดน่ะนะ แต่มันมาจบที่ขโมยแมวได้ยังไงก็ไม่รู้ คงเพราะเห็นตาลุงนั่นชอบอุ้มมันไปไหนมาไหนบ่อยๆ ล่ะมั้ง” เขายิ้มนิดๆ ราวกับขำในความเป็นเด็กของตัวเอง ผมอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ และรอฟังต่อ

“ตอนนั้นจำได้ว่า เพื่อนเป็นคนดูต้นทางให้ตอนที่ตาลงนั่นออกไปข้างนอก ส่วนฉันก็เป็นคนปีนเข้าไปในห้อง แล้วก็ขโมยแมวออกมา ง่ายๆ เลย”

“แล้วไม่ถูกจับได้เหรอ ในห้องนั้นไม่มีกล้องวงจรปิดหรืออะไรเลยหรือไง” ผมถามอย่างข้องใจ

“มีแค่ตรงหน้าห้อง แค่พวกฉันเตะบอลอัดแรงๆ ก็เจ๊งแล้ว”

“โห” อย่างโหด แค่ขโมยแมวนี่ต้องทำลายทรัพย์สมบัติของโงเรียนเลยเรอะ “ขโมยมาได้แล้ว แล้วยังไง” ผมถามต่อ แอบลุ้นตามนิดๆ เพราะนี่ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ผมเคยสัมผัสเลย ส่วนใหญ่ผมมักจะแกล้งเพื่อนด้วยกันมากกว่า ไม่ค่อยกล้าเล่นกับครูบาอาจารย์เท่าไหร่หรอก

“นั่นแหละคือสิ่งที่พวกฉันไม่ได้คิดไว้ บางคนก็บอกให้เอาไปคืน บางคนก็บอกให้ปล่อยๆ มันไป แล้วทำเหมือนว่ามันหนีออกมาจากห้องเอง แต่ไอ้แมวหยิ่งนั่นมันเคยออกไปไหนมาไหนเองโดยไม่มีตาลุงนั่นซะที่ไหนล่ะ”

ผมหัวเราะออกมานิดๆ อะไรคือการวางแผนขโมยซะดิบดี แต่พอขโมยได้แล้วกลับไม่รู้จะเอาไงต่อวะเนี่ย

“ฉันรำคาญที่พวกมันเถียงกันไม่จบซะที สุดท้ายก็เลยอุ้มไอ้แมวนั่น กระโดดข้าวกำแพงหนีกลับบ้านไปเลย” เขาบอกหน้านิ่ง ในขณะที่ผมเหวอไปเลยกับความกล้าบ้าบิ่นของคนตรงหน้า

“เฮ้ย เอาจริงดิ”

“อือ” เขาพยักหน้าเนิบๆ โดยที่มือก็ยังคงลูบหัวเจ้าเตและมองมันด้วยความเอ็นดู “ฉันเอามันกลับไปบ้าน แล้วก็แอบเลี้ยงมันไว้เงียบๆ ไม่ให้คนในบ้านรู้ เป็นอาทิตย์นู่นแหละ กว่าจะโดนจับได้”

“...”

“ตอนนั้นอาจารย์ใหญ่ถึงขั้นประกาศหน้าเสาธงคาดโทษคนที่ขโมยไปทุกวันเลยนะ ไอ้พวกสมรู้ร่วมคิดก็เลยหน้าซีดกันเป็นแถว เพื่อนฉันบางคนถึงกับขาดเรียนไปเป็นอาทิตย์เลยด้วยซ้ำ”

“แล้วนายไม่เอาไปคืนล่ะ ไม่กลัวเหรอ” ผมถามต่อ เชนส่ายหน้า ก่อนจะอุ้มเจ้าเตที่ตื่นแล้วขึ้นมาเล่น

“ตอนแรกก็กะจะเอาไปคืนอยู่หรอก แต่พอเลี้ยงไปเลี้ยงมา แล้วเห็นว่ามันน่ารักดี ก็เลยตัดใจเอาไปคืนไม่ได้” เขาว่าขณะจับเจ้าเตส่ายไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว

“แต่สุดท้ายเพื่อนฉันมันก็ทนความรู้สึกผิดไม่ไหว ก็เลยไปสารภาพความจริงกับอาจารย์ใหญ่ ฉันก็เลยต้องคืนเจ้าเหมียวไป แล้วก็ถูกทำโทษตามระเบียบ” เขายักไหล่ แล้ววางเจ้าเตลง มันกระโดดลงจากเตียงก่อนจะเดินเล่นไปมารอบห้องตามประสา

“เพราะเหตุการณ์นั่นหรือเปล่าที่ทำให้นายกลายเป็นคนรักแมวขึ้นมา” ผมถามหลังจากที่หมอนี่เงียบไปเหมือนไม่มีอะไรจะเล่าแล้ว คนตรงหน้าทำท่าคิดนิดหน่อย ก่อนจะพยักหน้า
               
“ก็อาจจะใช่ แต่จริงๆ หลังจากนั้นฉันไม่เคยเลี้ยงแมวอีกเลย จนมีเจ้าเตนี่แหละ ที่เพิ่งมาเลี้ยงอย่างจริงจัง” เขาว่าพลางมองเจ้าเหมียวที่กระโดดขึ้นเตียงมานอนอีกรอบด้วยสายตาเอ็นดู
               
“แต่เจ้าเตเป็นแมวของฉันนะ” ผมแกล้งพูดหน้าซื่อ ถึงเจ้าตัวเล็กจะอยู่กับหมอนี่มากกว่าผมก็เถอะ แต่คนที่เก็บมันมาเลี้ยงคือผมต่างหาก ไม่ใช่เขาซะหน่อย
               
พอได้ยินผมพูดอย่างนั้น คนตรงหน้าก็เงยหน้าขึ้นมามองผม สีหน้าเหมือนกำลังไม่พอใจ จนผมหลุดขำออกมา โอ้โหแฮะ มีออกอาการหวงลูกตัวเองซะด้วย น่ากลัวซะไม่มีอ่ะ
               
“แล้วถ้านายย้ายออกไป จะเอาเจ้าเตไปด้วยหรือเปล่า” ผมถาม ถึงผมจะเป็นคนเก็บเจ้าเตมาเลี้ยงก็เถอะ แต่ดูท่ามันจะติดหมอนี่มากกว่าผมซะอีก แล้วถ้าวันไหนที่เขาหาหอใหม่ได้แล้ว และออกจากห้องนี้ไป เจ้าเตคงเศร้าน่าดู
               
“แล้วใครบอกล่ะว่าจะย้ายออก” ร่างสูงพูดด้วยสายตาเจ้าเล่ห์อย่างประหลาด
               
“เฮ้ย หมายความว่าไง จะเบียดเบียนกันไปเรื่อยๆ แบบนี้เรอะ” ผมโวย แต่ร่างสูงกลับลุกขึ้นยืน และบิดขี้เกียจไปมาอย่างไม่สนใจ
               
“ไม่ได้นะ ห้องนี้มันแคบจะตาย นายอยากนอนพื้นแข็งๆ ไปตลอดชีวิตหรือไง” ตลอดชีวิตอาจจะเวอร์ไป ใครมันจะไปอยู่หอพักตลอดชีวิต แต่ผมกำลังหมายถึง หมอนี่จะมาอยู่หอเล็กๆ นี่ไปเรื่อยๆ ได้ยังไง ทั้งๆ ที่มันไม่ได้สะดวกสบายอะไรเลยสักนิดเนี่ยนะ
               
“หึ” ร่างสูงมองมาที่ผมด้วยแววตาขบขัน ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากนิดๆ แล้วเดินไปหยิบกระเป๋ากีตาร์ของผมขึ้นมาสะพายหน้าตาเฉย “ไปเหอะ” พูดจบขายาวๆ นั่นก็เดินออกจากห้องไป
               
ผมยืนอึ้งไปพักใหญ่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามร่างสูงไป พยายามโวยวายว่าเขาจะต้องย้ายออกจากห้องผม แต่ดูเหมือนคนหน้าตายจะไม่ได้สนใจเลย ทำอย่างกับเสียงของผมเป็นแค่เสียงลมที่พัดผ่านหูไปเท่านั้น
               
เฮ้ย! ไม่เอานะ เขาจะมาอยู่กับผมแบบนี้ไปตลอดไม่ได้นะเว้ย! ใครก็ได้ช่วยบอกหมอนี่ให้ที




---------------------------------
งือออออ มีคนเข้ามาอ่านมาเม้นต์แล้ว ดีใจจ ;^;
ขอบคุณทุกความเห็นมากๆ นะคะ
ขอบคุณคุณ magic-moon ที่แนะนำทริคค่ะ เราจะเอามาใช้ละ 555
พอดีก่อนหน้านี้เห็นไม่มีคอมเมนต์ เลยคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ
งั้นลงไปเลยตู้มเดียวละกัน จะได้อ่านกันแบบสะใจๆ 5555

ฝาก #เชนตรี ด้วยนะคะ
มีสต็อกเยอะ เดี๋ยวมาอัพเรื่อยๆ แน่นอน :)

-- makok_num --

ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +844/-16
ไม่รู้รัก รู้สึกชอบ ขอบใจมาก
ไม่ลำบาก อยากฝากใจ ให้ไปถึง
ไม่รู้ตัว ไม่กลัวไร ไม่ดันดึง
แค่อยากพึ่ง พิงเอนหลัง นั่งซบกัน

อิอิ
เชนกะตรี
เอาเล้ยยยยย

อยากให้อบอุ่น หนุนหมอนใบเดียวกันก็ได้
คนอ่าน..อนุญาต
ฮ่าฮ่า

ออฟไลน์ magic-moon

  • magKapleVE
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
    • Freedom of meetups, no obligations
ชอบบบบบบบบ พี่เชนนนนนนนค้าาาาาาาาาา

มาให้กำลังใจ บวกอ่านอีกรอบฮี่ๆ  :mew4: สู้นะคะ เป็นกำลังใจให้

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
พี่เชนนนนน   

เป็นเด็กดีตรีจะได้โอ๋ๆเยอะๆ

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1466
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5
ขอบคุณค่าาาา~~~
#เชนตรี :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ makok_num

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +189/-1
12
คำถาม
 
               
ผมไม่ชอบความสัมพันธ์แบบก้าวกระโดด... และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ชอบเช่นกัน ในความคิดของผม ความสัมพันธ์เหล่านั้นมันมักจะมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็จากไปอย่างรวดเร็วเสมอ... ดังนั้นตั้งแต่จำความได้ ผมไม่เคยให้ความไว้วางใจ หรือคิดจะคบกับใครเพียงเพราะความประทับใจแรกพบเลย ผมพอใจที่จะค่อยๆ ทำความรู้จักกับใครคนหนึ่งไปเรื่อยๆ มากกว่า
               
เหมือนกับการที่ไม่นานมานี้ ผมได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง... ผู้ชายที่มาพร้อมกับกลิ่นบุหรี่ และท่าทางน่ากลัว... มันไม่ใช่ความประทับใจแรกพบเลยสักนิด ไม่มีความคิดเลยว่าอยากจะเจอผู้ชายคนนั้นอีกหลังจากนั้น แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ผมได้เจอเขาอีก และได้รู้จักตัวตนของเขามากขึ้น และทำให้ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วผู้ชายคนนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผมคิด ภาพลักษณ์ภายนอกของเขา ไม่อาจบ่งบอกลักษณะนิสัยที่แท้จริงของผู้ชายคนนั้นได้เลย
               
และตอนนี้ พอผมนึกย้อนกลับไปในวันแรกที่เราได้เจอกันอีกครั้ง... ถึงมันจะเป็นการพบกันที่ไม่ได้วิเศษวิโสและน่าประทับใจ แต่... ผมก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีจริงๆ นะ ที่ได้เจอกับ ‘เขา’
 

09.30 P.M.
ทำนองเพลงฟังสบายๆ ซึ่งถือเป็นเพลงสุดท้ายของค่ำคืนนี้ได้หยุดลง พร้อมกับเสียงปรบมือที่ไม่ได้ดังมากนัก ผมกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะมองไปรอบๆ ร้าน และเห็นว่าลูกค้ากลับไปดื่มกินโดยไม่สนใจนักดนตรีโนเนมอย่างผมแล้ว มันคงไม่ผิดสินะ ถ้าผมจะใช้โอกาสนี้ทำอะไรบางอย่าง

“พรุ่งนี้เป็นวันพิเศษสำหรับผม” ผมพูดใส่ไมค์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงธรรมดา ไม่เบาเกินไป และไม่ดังเกินไป ลูกค้าบางส่วนหันมามองด้วยความสนใจ แต่บางส่วนก็ยังคงพูดคุยเฮฮากันอยู่ในโต๊ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องกังวล เพราะที่ผมทำ ไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจ ผมเพียงแค่อยากบอกความรู้สึกของตัวเองออกมาเท่านั้น
ก็บอกแล้วไงว่าพรุ่งนี้น่ะมันเป็นวันพิเศษ ถึงตอนนี้จะยังไม่ถึงเที่ยงคืนก็เถอะ

“มันเป็นวันเกิดของคนที่ผมแอบรักมานาน และผมก็อยากร้องเพลงนี้ให้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินก็ตาม” ผมยิ้มบางๆ ก่อนจะเริ่มดีดกีตาร์อีกครั้ง เสียงโห่แซวดังขึ้นมาจากลูกค้าหลายๆ โต๊ะที่ได้ยินคำพูดแสนจะเลี่ยนของผม ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเริ่มร้องเพลงสากลที่เชื่อว่าใครๆ ในโลกนี้ก็คงร้องตามได้

“Happy birthday to you Happy birthday to you Happy birthday Happy birthday Happy birthday... Happy birthday to you...” เพลงเดิมดังซ้ำขึ้นมาอีกรอบด้วยจังหวะที่เร็วกว่าเดิมนิดหน่อย ลูกค้ามากมายในร้านก็เห็นเป็นเรื่องสนุก และร่วมร้องเพลงนี้ไปกับผมด้วย แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ก็ตามว่าวันนี้เป็นวันเกิดของใคร

เห็นมั้ยไอ้ซัน ปีนี้มีคนร้องเพลงอวยพรให้มึงเยอะแยะเลยนะ มึงต้องขอบคุณกูด้วยล่ะ

“ขอบคุณครับ” ผมพูดออกมาเบาๆ หลังจากเพลง Happy birthday จบลง ลูกค้าปรบมือพร้อมกับโห่ร้องอย่างสนุกสนาน ผมมองไปที่คนเหล่านั้นพร้อมกับยิ้มออกมาบางๆ

แต่แล้วรอยยิ้มของผมก็ต้องค่อยๆ คลายลง เมื่อสายตาของผมเหลือบไปเห็นร่างสูงในชุดสีดำทั้งตัว ที่ยืนพิงผนังสูบบุหรี่ และกำลังมองมาทางนี้ ผมเลิกคิ้วนิดหน่อยแล้วยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา

นี่มันจะสี่ทุ่มแล้วนะ ทำไมหมอนั่นยังไม่ไปสแตนด์บายที่ร้านอีกล่ะ? 

จริงอยู่ที่วันนี้พี่เจ้าของร้านบอกให้ผมเล่นเพิ่มอีกครึ่งชั่วโมง เพราะวงที่จะเล่นต่อจากผมบอกว่าจะมาช้ากว่าปกติ แต่ผมก็บอกหมอนั่นไปแล้วนี่นาว่าไม่ต้องรอ แล้วก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เห็นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะประจำแล้วด้วย ก็เลยคิดว่าเขาไปทำงานแล้วซะอีก แต่ไหงยังยืนตีหน้านิ่งอยู่นี่อีกเนี่ย ผมอยากจะถามนะ แต่ระยะห่างระหว่างผมกับหมอนั่นมันไกลเกินกว่าที่จะตะโกนถามจริงๆ

ผมขมวดคิ้วมองเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคมกริบที่ยังคงมองตรงมาทางนี้ ก่อนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่แปลกไป... ทำไมวันนี้หมอนั่นไม่ยิ้มนะ

ปกติเวลาที่ผมแสดงหรือหลังแสดงเสร็จและหันไปสบตาเขาด้วยความบังเอิญ ผมก็มักจะเห็นรอยยิ้มมุมปากแสนกวนประสาทของผู้ชายคนนั้นอยู่เสมอ จนบางครั้งรอยยิ้มนั่นมันก็ทำให้ผมแอบเสียสมาธิจนเผลอร้องผิดคีย์ไปเลยด้วยซ้ำ แต่คราวนี้แววตาของหมอนั่นกลับไม่มีแววความขบขันออกมาเลยสักนิด ดวงตาคมกริบที่มองมาที่ผม มันเหมือนกับกำลังตั้งคำถามอะไรบางอย่าง... คำถามที่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรซะด้วยสิ
 
ผมเลิกสนใจสายตาประหลาดนั่นชั่วคราว ก่อนจะเดินลงจากเวทีเล็กๆ ประจำร้านมา แล้วเดินไปรับค่าจ้างจากพี่เจ้าของร้อนพร้อมกับบอกลาเหมือนปกติ แต่คราวนี้พอผมมองกลับไปที่ตรงนั้น ก็ไม่มีร่างสูงยืนอยู่แล้ว ผมเดินออกไปนอกร้านเพราะคิดว่าเขาคงไปรอผมที่รถแล้ว

เอ๊ะ หรือว่าจะไปแล้ววะ นี่มันก็ใกล้สี่ทุ่มเข้าไปทุกทีแล้วนี่นา

แต่เมื่อผมออกมาจนถึงลานจอดรถ ก็พบว่ารถโฟร์คสีน้ำเงินของผมยังจอดอยู่ที่เดิม ผมขมวดคิ้วก่อนจะล้วงโทรศัพท์ออกมา ตั้งใจจะโทรหาร่างสูงจอมกวนประสาท แต่วินาทีต่อมาผมก็รู้ว่าไม่จำเป็นต้องโทรอีกต่อไป

ขาของผมหยุดชะงัก เมื่อเดินพ้นกำแพงร้านออกมา และเห็นร่างสูงที่คุ้นตายืนอยู่ในมุมอับที่ห่างออกไปไม่ไกล... พร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง และมันคงจะน่าตกใจน้อยกว่านี้ ถ้าหมอนั่น กับผู้หญิงคนนั้น ไม่ได้กำลังจูบกันอยู่

“เชน” เจ้าของร่างบางที่อยู่ในเดรสรัดรูปสีน้ำเงินเอ่ยเสียงหวานออกมาพร้อมกับถอนจูบออกมาเมื่อดวงตากลมโตใต้ขนตายาวนั่นสังเกตเห็นผม

เธอทำหน้ากระอักกระอ่วนนิดหน่อย ขณะจัดผมเผ้าและกระโปรงที่สั้นเพียงไม่กี่คืบที่เลิกขึ้นให้เข้าที่ ร่างสูงในชุดสีดำสนิททั้งตัวยังคงยืนหันหลังให้ผม มือเรียวยาวล้วงบุหรี่ยี่ห้อเดิมออกมาสูบอีกครั้ง พลางหยิบใบไม้แห้งที่อยู่บนผมของผู้หญิงคนนั้นออกให้

“ให้เข้าไปส่งในร้านหรือเปล่า” น้ำเสียงเรียบนิ่งถามขึ้นมา ท่าทางจะไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าผมยืนอยู่ตรงนี้

“มะ...ไม่เป็นไร” ผู้หญิงคนนั้นละสายตาจากผม ก่อนจะหันไปยิ้มเจื่อนๆ ให้หมอนั่น “เดี๋ยวคืนนี้ฉันโทรหานะ” เธอทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินจากมา แต่ก่อนที่เธอจะเดินผ่านผมไป เจ้าของเสียงเรียบก็พูดขึ้นมา

“ไม่ต้องโทร เดี๋ยวคืนนี้ไปหา” เจ้าของร่างบางชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะพยักหน้าท่าทางเหนียมอาย เธอก้มหน้าก้มตาเดินผ่านผมไป คงเพราะอายที่ผมได้ยิน และได้เห็นอะไรที่ไม่ควรจะเห็นเข้า

ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองจะยืนนิ่งอยู่อย่างนี้ทำไม ผมมองร่างสูงที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ด้วยลมหายใจติดขัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมเบือนหน้าหนีก่อนจะเอื้อมมือไปพยายามเปิดประตูรถ โดยลืมไปว่ากุญแจรถของผมอยู่ที่หมอนั่นต่างหาก

“ทำอะไร” เจ้าของเสียงทุ้มถามขึ้นมาพลางแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะปลดล็อกรถให้

ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ ผมก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา คงเป็นเพราะรอยยิ้มกวนประสาทนั่นแน่ๆ ผมเข้ามาในรถและเปิดประตูเสียงดังกว่าที่เคย คิ้วของผมขมวดเข้าหากันโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ไม่นานร่างสูงก็เปิดประตูและเข้ามาประจำที่นั่งคนขับ เขาทิ้งบุหรี่มวนนั้นไปแล้ว แต่กลิ่นบุหรี่จางๆ ก็ยังคงติดอยู่ตามเสื้อผ้าและลมหายใจของผู้ชายคนนี้ ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะกลิ่นบุหรี่ฉุนๆ นี่ก็ได้ ที่ทำให้ผมหงุดหงิดกว่าปกติ ทั้งๆ ที่ควรจะชินได้ตั้งนานแล้ว

“เหม็น” ผมเบ้หน้าก่อนจะเลื่อนกระจกฝั่งตัวเองลง และเบือนหน้าหนีออกไปนอกตัวรถ หวังจะให้ลมเย็นที่พัดเข้ามาปะทะหน้า ทำให้ไอ้อารมณ์หงุดหงิดบ้าบอนี่หายไปได้บ้าง

“วันนี้ไม่ต้องรอนะ ไปส่งแล้วก็กลับได้เลย” เจ้าของเสียงทุ้มพูดขึ้นมาหลังจากที่ทั้งรถเงียบไปสักพัก ผมหันมาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจใส่เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่มองตรงไปที่ถนนด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

คงจะไปหาผู้หญิงคนนั้นสินะ

“นายเพิ่งเลิกกับแฟนไม่ถึงเดือนเองนะ” อยู่ๆ ปากพล่อยๆ ของผมก็พูดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกมาก่อนที่ผมจะรู้ตัวด้วยซ้ำ
ผมชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป ผมเงยหน้ามองเจ้าของใบหน้าคมที่ยังคงมองตรงไปข้างหน้า คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อยที่แบบถ้าไม่สังเกตก็คงจะมองไม่เห็น

“แล้วไง” ริมฝีปากบางเอ่ยถามออกมาโดยที่ไม่หันมามองหน้าผมเลยสักนิด

ผมเงียบไป และเบือนหน้ากลับออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง นั่นสิ... แล้วไง?

การที่เขาเลิกกับแฟนแล้ว และมาคั่วผู้หญิงคนอื่น มันก็สมเหตุสมผลแล้วนี่ หมอนี่ไม่ได้กำลังแอบนอกใจแฟน หรือคบซ้อนอะไรสักหน่อย... แล้วผมจะมาเดือดร้อนแทนทำไม

เออ ไปเดือดร้อนกับเขาทำไมวะ แถมยังไอ้อารมณ์หงุดหงิดไม่มีที่มาที่ไปที่อยู่ๆ ก็ผุดขึ้นมานี่อีก

ให้ตาย นี่มึงเป็นอะไรไปวะเนี่ย ไอ้ตรี!
 

00.10 A.M.

ผมนั่งจดจ่อดูเวลาขณะที่ในมือถือโทรศัพท์ที่กดเบอร์โทรต่างประเทศไว้ตั้งแต่เมื่อสิบนาทีก่อน แต่จนถึงตอนนี้
ความขี้ขลาดก็ทำให้นิ้วของผมไม่ยอมกดโทรออกตามที่สมองสั่งการสักที
               
ให้ตาย!
               
ผมสบถกับตัวเองในใจเบาๆ ก่อนจะลบเบอร์และวางโทรศัพท์ลงข้างตัว เอาเถอะ ยังไงซะตอนนี้ที่นั่นก็เพิ่งจะเที่ยงวันนี่นา รอให้ที่อเมริกาเป็นเวลาเที่ยงคืนก่อน แล้วค่อยโทรไปอวยพรก็คงไม่สายหรอก...มั้ง
               
ผมถอนหายใจรอบที่ร้อย แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เข้าเว็บไซต์เฟสบุ๊ค และเช็คไทม์ไลน์ของไอ้เพื่อนตัวดีที่ตอนนี้หนีตามแฟนไปถึงอเมริกา เริ่มเห็นคำอวยพรจากเพื่อนหลายๆ คนที่เข้ามาอวยพรวันเกิดให้มัน แต่ก็ไม่เห็นว่าไอ้ซันจะมาคอมเมนต์ หรือมีความเคลื่อนไหวอะไร สงสัยจะยังไม่ได้เปิดเฟสดูล่ะมั้ง
               
จริงๆ ผมจะอวยพรมันในเฟสบ้างก็ได้นะ แต่... ไม่รู้สิ ผมแค่รู้สึกว่า โทรไปบอก น่าจะดีกว่า อย่างน้อยมันก็ได้ยินเสียงผม... ถึงไม่รู้ว่ามันจะอยากได้ยินหรือเปล่าอ่ะนะ ฮ่ะๆ
               
แต่อย่างที่บอกว่าผมมันขี้ขลาด เพราะฉะนั้นขอเวลาเตรียมใจหน่อยก็แล้วกัน
               
แกรก
               
เสียงเปิดประตูห้องทำให้ผมต้องหันกลับไปมองด้วยความแปลกใจ ความจริงไม่ต้องหันไปมองก็พอจะรู้อยู่แล้วล่ะว่าเป็นใคร ก็กลิ่นบุหรี่นอกอันเป็นเอกลักษณ์โชยเข้ามาก่อนตัวซะขนาดนั้น ข้าวของใบหน้าคมเข้มเงยหน้าขึ้นมามองผมอย่างแปลกใจที่เห็นว่าผมยังไม่หลับทั้งๆ ที่กลับห้องมาก่อนตั้งนานแล้ว ริมฝีปากบางที่คาบบุหรี่อยู่ เผยอขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา หมอนั่นเบือนหน้าหนี และเดินเข้ามาหยิบชุดนอนในตู้เสื้อผ้าด้วยท่าทีที่เหมือนกับจงใจเมิน ผมขมวดคิ้วนิดหน่อยอย่างไม่เข้าใจ
               
“คิดว่าจะกลับดึกกว่านี้ซะอีก” ผมพูดขึ้นมา ปกติเขาจะเลิกงานประมาณห้าทุ่มครึ่ง แต่วันนี้เห็นว่ามีนัดนี่ ทำไมถึงได้กลับเร็วนักล่ะ
               
“...” แต่ร่างสูงกลับไม่ตอบอะไร
               
“ไม่ต้องไปหา ผู้หญิงอกตู้มนั่นหรือไง” ผมถามอีก แต่หมอนั่นกลับหันกลับมามองนิ่งๆ แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปเฉยเลย ผมได้แต่นั่งอ้าปากค้างด้วยความอึ้ง
               
อะไรของมันวะ
               
ผมพูดอะไรผิดไปป่ะเนี่ย ถามจริง?
               
ผมกำลังจะเดินไปเคาะประตูห้องน้ำถามอยู่แล้วว่าหมอนั่นไม่พอใจอะไรผมหรือเปล่า แต่เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขัดจังหวะขึ้นมาก็ทำให้ผมต้องชะงักลง ผมหันกลับมามองหน้าจอสมาร์ทโฟนที่สว่างวาบขึ้นมา ก็เห็นว่าเป็นเบอร์โทรเดียวกับที่ผมพยายามจะกดโทรออกไปก่อนหน้านี้
               
ไอ้ซัน
               
“ฮัลโหล” ผมรับโทรศัพด้วยน้ำเสียงที่สั่นกว่าที่คิด อยู่ๆ ก็รู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมา ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร เพราะผมกับมันก็มักจะไลน์หากันบ่อยๆ อยู่แล้ว
               
แต่ผมก็แค่... ไม่คิดว่ามันจะโทรมาหาผม เท่านั้นเอง
               
[ มึง วันนี้วันเกิดกูนะ! ] น้ำเสียงโวยวายจากปลายสายทำให้ผมต้องหลุดหัวเราะออกมา
               
“เออ กูรู้แล้ว” ผมตอบพลางเดินออกไปที่ระเบียง ลมเอื่อยๆ ที่พัดเข้ามาทำให้ผมยิ่งรู้สึกผ่อนคลาย นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ผมไม่ได้ยินเสียงมัน
               
[ แล้วทำไมมึงไม่เห็นโทรมาร้องแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้กูเลย ] น้ำเสียงแบบนั้นทำให้ผมจับได้ไม่ยากเย็นเลยว่ามันกำลังงอนอยู่ อย่างกับเด็กเลยแฮะ ไอ้เวรนี่
               
“กูก็รอให้ที่นู่นเที่ยงคืนก่อนไง” ผมตอบ ซึ่งก็คือความจริง ถึงแม้ว่าอีกเหตุผลหนึ่งที่ยังไม่โทรไป จะเป็นเพราะความขี้ขลาดโง่ๆ ของผมเองก็ตาม
               
แต่ผมร้องเพลงอวยพรให้มันแล้วนะ ใครๆ ก็เห็น แถมยังมีคนร่วมร้องเพลงให้อีกตั้งหลายชีวิตแน่ะ

[ ไม่เอา กูเป็นคนไทยนะ ก็ต้องนับวันเกิดตามเวลาคนไทยดิ  L ] มันโวยวายกลับมา ผมชะงักไปพักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอีกรอบ

ตรรกะอะไรของมันเนี่ย เอาแต่ใจชะมัด

[ ไม่ต้องมาหัวเราะเลย กูจริงจังนะ ทั้งมึงทั้งวีเลย ทำไมไม่มีใครสนใจวันเกิดกูเลยสักคน ] น้ำเสียงน้อยใจจากปลายสายทำให้ผมหยุดหัวเราะ

[ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นวันเกิดกู แต่วีก็เอาแต่อ่านหนังสือ แถมตอนนี้ก็ออกไปไหนก็ไม่รู้กับลอร่า แถมมีไอ้จอห์นที่อยู่ข้างบ้านไปด้วยอีก เอามันไปทำไมวะ แฟนก็ไม่ใช่ซะหน่อย ] มันเริ่มเข้าโหมดบ่นเป็นหมีกินผึ้ง ลอร่าที่มันพูดถึงเป็นลูกสาวของลุงกับป้าของวีที่ทั้งสองคนไปอาศัยอยู่ด้วย ส่วนจอห์นนี่ รู้สึกจะเป็นเพื่อนกับรอล่า และทำท่าจะจีบวีตั้งแต่แรกเห็น ไอ้ซันมันก็เลยไม่ค่อยชอบขี้หน้าหมอนั่นสักเท่าไหร่

“มึงคิดมากไปหรือเปล่า” ผมถอนใจเล็กๆ ผมไม่คิดหรอกนะว่าวีจะไม่สนใจวันเกิดมัน ดีไม่ดีเธออาจจะกำลังหาเรื่องทำเซอร์ไพรซ์ให้มันหรืออะไรทำนองนั้นก็ได้

[ กูเปล่าคิดมากนะเว้ย ช่วงนี้วีกับไอ้เวรจอห์นนั่นสนิทกันข้ามหน้าข้ามตากูเกินไปแล้ว ขนาดกูนั่งหัวโด่อยู่ด้วย สองคนนั้นยังคุยงุ้งงิ้งกัน ไม่สนใจกูเลยสักนิด ]

“...” ผมเงียบไป เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไร

อันที่จริง คำพูดของผมมันเหมือนกับจะถูกกลืนหายไปหมด ตั้งแต่ที่ได้ยินชื่อของวีแล้ว

[ นี่ขนาดกูอยู่ด้วย ยังมีผู้ชายเข้ามาจีบเลย แล้วถ้ากูกลับไปอยู่ไทย กูจะต้องหึงยัยตัวเล็กนี่จนเป็นบ้าตายแน่ๆ มึงว่ากูควรทำยังไงดีวะ กูไม่อยากทิ้งให้วีอยู่ที่นี่คนเดียวเลย ] น้ำเสียงว้าวุ่นใจของเพื่อนรัก ยิ่งทำให้ผมรู้สึกจุกที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากพูดปลอบใจอย่างเพื่อนที่ดี

“แค่สองปีเอง มึงต้องไว้ใจแฟนมึงสิ” ผมเอ่ยพร้อมกับยิ้มบางๆ สายลมเอื่อยๆ สงบลง เหมือนกับหัวใจของผม ที่มันหยุดพองโตไปแล้ว

น่าสมเพชชะมัด ทั้งๆ ที่ไม่กี่นาทีก่อนมันยังเต้นแรงอยู่เลยแท้ๆ

[ แต่กู... ] เหมือนไอ้ซันกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่มันก็เงียบไป [ แป๊บนึงนะไอ้ตรี มีคนเคาะประตูว่ะ ] มันบอก ก่อนจะเงียบไปอีกครั้ง ผมได้ยินเสียงก๊อกแก็ก เดาว่ามันคงกำลังเดินไปเปิดประตู ไม่กี่วินาทีต่อมาผมก็ได้ยินเสียงหวานๆ ลอดเข้ามาในสาย

[ Happy Birthday to you Happy Birthday to you Happy Birthday Happy Birthday... Happy Birthday... my boyfriend... ] เพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์จบลง พร้อมกับเสียงหัวเราะ และเสียงโห่แซวจากคนอีกหลายคน หนึ่งในนั้นก็มีเสียงหัวเราะของไอ้ผู้ชายที่เมื่อกี้ยังบ่นน้อยใจแฟนตัวเองรวมอยู่ด้วย

เห็นมั้ยล่ะ ผมบอกแล้ว วีไม่มีทางลืมวันเกิดมันหรอก

“สุขสันต์วันเกิด ขอให้มึงมีความสุขแบบนี้ตลอดไปนะ... เพื่อน” ผมพูดออกมาเบาๆ แม้จะรู้ว่าตอนนี้ปลายสายคงจะไม่ได้ยินเสียงของผมก็ตาม ผมกดตัดสายโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายบอกลา บางทีมันอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ากำลังคุยโทรศัพท์กับผมอยู่

แต่เพื่อไม่ให้มีอะไรค้างคา ผมก็ไม่ลืมที่จะเปิดหน้าเฟสบุ๊คของมันขึ้นมา และเขียนอวยพรในไทม์ไลน์ของมันเหมือนกับคนอื่นๆ...

...นั่นสินะ จริงๆ แล้วผมมันไม่ได้ต่างอะไรจากคนอื่นๆ เลยสักนิด ไม่ได้พิเศษ หรือมีความสำคัญอะไรกับมันมากไปกว่าเพื่อนคนหนึ่ง เท่านั้น

ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ หลังจากกดโพสต์สเตตัส ก่อนจะเท้าข้อศอกกับราวระเบียง และมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย คืนนี้ไม่มีดาวเลยแฮะ... หรือว่าท้องฟ้าที่นี่มันมองไม่เห็นดาวแบบนี้อยู่แล้วนะ?

ผมถอนหายใจอีกรอบ ก่อนจะหมุนตัวกลับ เพื่อจะเข้านอน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อหันกลับมาแล้วเจอกับร่างสูงกำลังยืนสูบบุหรี่พิงประตูบานเลื่อนและกำลังมองมาที่ผมด้วยสายตาอ่านยาก

มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ทำไมผมไม่ยักจะได้กลิ่นบุหรี่ของหมอนี่เลยล่ะ... หรือว่าผมแค่ไม่ได้สนใจวะ?

ผมสบตากับดวงตาคมสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นอยู่พักใหญ่ แต่หมอนั่นก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเหมือนเคย สีหน้าที่ดูเหมือนกำลังหงุดหงิดนั่น ยิ่งทำให้ผมข้องใจมากขึ้นไปอีก

“มีอะไร” ความอึดอัดทำให้ผมต้องถามออกไปในที่สุด คิ้วของผมขมวดขณะรอคอยคำตอบ แต่คนตรงหน้ากลับเอาแต่มองผมนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น จนผมเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว

ตกลงไอ้หมอนี่มันเป็นอะไรวะ อยู่ๆ ทำไมกลับมาทำตัวกวนประสาทแบบนี้อีกแล้ว

ผมชักสีหน้าใส่เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ก่อนจะเดินผ่านร่างสูงเข้ามาในห้อง ถึงไหล่เราจะชนกัน แต่ผมก็ไม่สนใจที่จะหันกลับไปขอโทษ เอาสิ ในเมื่อหมอนั่นไม่ยอมพูด ผมเองก็จะไม่พูด คิดว่าตัวเองหงุดหงิดเป็นคนเดียวหรือไง ผมเองก็อารมณ์ไม่ดีเป็นเหมือนกันนะโว้ย

“เมื่อไหร่จะตัดใจสักที” ผมชะงักทันทีที่น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นมา ผมหันกลับไปมอง แต่ร่างสูงยังคงหันหน้าออกไปที่ระเบียง และสูบบุหรี่ราวกับเมื่อกี้ไม่ได้พูดอะไรออกมา

แต่ผมรู้ว่าหมอนั่นพูดกับผมแน่ๆ

“เรื่องของฉัน” ผมตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนจะโยนโทรศัพท์มือถือไว้บนเตียง และเดินไปหาหนังสืออ่าน อย่างที่บอกว่าอาทิตย์หน้าผมก็สอบไฟนอลแล้ว แถมเรียนซัมเมอร์แบบนี้ เวลาสอบก็ไม่ได้เว้นว่างหลายวันเหมือนตอนเปิดเทอมด้วย ถ้าผมไม่เริ่มอ่านตอนนี้ก็คงจะอ่านไม่ทัน

“จะทนเจ็บแบบนี้ไปถึงไหนกัน” แต่ดูเหมือนเชนจะยังไม่ยอมจบ ร่างสูงหันกลับมามองหน้าผม สายตาเรียบนิ่งที่มองมาคล้ายกับกำลังสมเพชผม

“...” ผมไม่ได้ตอบ และหันกลับมาหาหนังสืออีกครั้ง ทั้งๆ ที่มองทั่วโต๊ะแล้วก็ไม่เห็น

“รักหมอนั่นจริงๆ เหรอ”

“...”

“หรือจริงๆ ก็แค่ยึดติดเกินไป จนไม่รู้ตัวว่าเลิกชอบไปแล้ว”

“หุบปากนะ!” ผมตวาดขึ้นมา พร้อมกับวางหนังสือลงบนโต๊ะเสียงดัง ผมหันกลับไปมองร่างสูงที่เอาแต่พล่ามคำพูดเสียดแทงใจคนอื่น ในขณะที่หมอนั่นยืนสูบบุหรี่อยู่ที่เดิม และมองมาอย่างไม่สะทกสะท้าน
 
“คนอย่างนายมันจะไปเข้าใจอะไร” ผมพยายามกลั้นความโมโหเอาไว้ เพราะไม่อยากจะมีเรื่อง แต่สายตาเรียบนิ่งอย่างกวนประสาทของคนตรงหน้า ทำให้ผมอยากจะชกหน้าหมอนี่สักทีจริงๆ

“แล้วฉันควรจะเข้าใจอะไรล่ะ” เขาพูดเสียงเรียบขณะใช้เท้าบี้ก้นบุหรี่ที่เพิ่งทิ้งลงพื้น มือเรียวล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงขายาวที่ใส่อยู่ ก่อนจะเงยหน้ามองผมด้วยสายตากวนประสาทเหมือนเคย

“เข้าใจว่าสิ่งที่นายทำมันคือความรักจริงๆ ไม่ใช่แค่ยึดติดงั้นเหรอ”

“...” ผมเงียบ เพระตอบคำถามนี้ไม่ได้

นั่นสินะ จนถึงตอนนี้... ผมยังรักไอ้ซันอยู่ หรือว่าผมแค่ยึดติดกับความรักที่เจ็บปวดจากในอดีตเท่านั้น? คำถามยากๆ แบบนี้ผมควรจะไปถามใครดีล่ะ

“คิดจะอยู่อย่างเจ็บปวดแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน” หมอนั่นยังคงพูดต่อ แม้ว่าผมจะไม่ได้ตอบคำถามก่อนหน้านี้ของเขาเลย ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ ในขณะที่ผมได้แต่เบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบตากลับสายตาคาดคั้นที่มองมาอย่างน่าอึดอัดนั่นเลย

“อย่ามายุ่งกับเรื่องของฉันดีกว่า” ผมบอก และกำลังจะหมุนตัวหนี แต่แล้วคำพูดต่อมาของคนตรงหน้า ก็ทำให้ผมต้องชะงักไปอีกครั้ง

“คบกับฉันมั้ยล่ะ”

...! ผมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าจริงจังนั่นด้วยความตกใจ “วะ...ว่าไงนะ” ร่างสูงยังคงมองผมด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พร้อมกับย้ำประโยคเดิม                 

“คบกับฉันมั้ย?”

คราวนี้ผมได้ยินชัดแจ๋ว... จริงๆ ผมได้ยินชัดตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วด้วยซ้ำ แต่ผมแค่ไม่คิดว่าหมอนี่จะพูดแบบนั้นออกมาจริงๆ แต่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่มองมาอย่างจริงจังนั่นก็ไม่ได้มีแววล้อเล่นแฝงอยู่เลยแม้แต่นิด

“พะ...พูดบ้าอะไรของนาย ก็รู้นี่ว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว” ผมตอบตะกุกตะกักพร้อมกับเบือนหน้าหนี

“ไม่เห็นเป็นไรนี่ ก็ถือซะว่าคบฉันแก้ขัด รอให้หมอนั่นเลิกกับแฟน” เสียงเรียบพูดออกมาหน้าตาเฉย ผมจึงแค่นหัวเราะออกมา

“หึ อยากเป็นตัวสำรองหรือไง มีศักดิ์ศรีบ้างหรือเปล่านายน่ะ” ผมปรายตามองด้วยความสมเพช แต่ร่างสูงกลับ
ตอบกลับมาด้วยประโยคที่ทำให้ผมเจ็บปวดไม่แพ้กัน

"แล้วนายล่ะ มีศักดิ์ศรีบ้างหรือเปล่า ถึงได้เอาแต่รักคนที่ไม่มีวันหันกลับมามอง" น้ำเสียงเรียบนิ่งของร่างสูงยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้ว่าผมเองก็น่าสมเพชไม่ต่างกัน

"..."

จริงของหมอนี่ คนอย่างผมไม่ควรไปหาว่าใครไม่มีศักดิ์ศรีหรอก ในเมื่อผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศักดิ์ศรีมันคืออะไร

"ว่าไง ตกลงจะคบกับฉันมั้ย?" หลังจากที่ปล่อยให้บรรยากาศจมลงสู่ความเงียบไปพักหนึ่ง เสียงเรียบก็ถามย้ำ
ขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาเรียวคมมองมาที่ผมด้วยสายตาจริงจังจนผมไม่กล้าสบตา คำถามมากมายผุดเข้ามาในหัวของผมเต็มไปหมด ในขณะที่หัวใจค่อยๆ เต้นแรงขึ้นอย่างน่าแปลกใจ

...ถ้าเราสองคนคบกันจริงๆ ...มันจะเป็นยังไงนะ

ผมได้แต่ตั้งคำถามวนไปวนมาอยู่ในหัวของตัวเอง นานหลายวินาที ก่อนที่ผมจะเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสี

น้ำตาลอ่อนคู่สวย ที่มองผมอยู่อย่างรอคอยคำตอบ และแน่นอนว่าผมรู้แล้วว่าควรจะตอบเขาว่าอะไร

"ฉัน..."




---------------------------------------------
เริ่มอัพนิยายคล่องขึ้นแล้วค่ะ 555555

 :katai2-1:





 

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
ดูๆใจกันไปก่อนก้ได้นะ ๆๆๆๆๆๆๆๆ ตอบตกลงเถอะ  :katai2-1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด