...ด้วยพันธะบรรณาการ พันธะ 17(จบ)...อัพ 22/07 (หน้า 20 ค่ะ)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ...ด้วยพันธะบรรณาการ พันธะ 17(จบ)...อัพ 22/07 (หน้า 20 ค่ะ)  (อ่าน 279026 ครั้ง)

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
เรื่องนี้ มัน ฮา มากกกกกกกก จากเจ้าชายกลายเป็นคนเลี้ยงหอยไปซะแล้ว 55555555555

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1543/-8
NOV: ด้วยพันธะบรรณาการ
By: Dezair
……………………..
พันธะ 2



ตำหนักขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่สองแห่งอนันตราชนั้นค่อนข้างปลีกวิเวกจากตำหนักอื่นๆในเขตพระราชฐาน ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตำหนักที่ถูกเรียกสั้นๆว่า ‘ตำหนักอิฐ’  ถูกก่อด้วยอิฐสีน้ำตาลอ่อนสมชื่อ บางส่วนฉาบด้วยปูนและทาด้วยสีเหลืองนวล ยิ่งทำให้ตัวตำหนักขนาดสามชั้นที่ไม่ใหญ่โตมโหฬารอวดความร่ำรวยมั่งมีเหมือนตำหนักอื่นๆดูน่าอยู่น่าอาศัยขึ้นเป็นกอง


“ที่นี่มีคนอยู่ไม่มาก นอกจากเราแล้ว ก็มีองครักษ์ของเราทั้งสองคน สมิต…” องค์ชายเตชินทร์ตรัสแนะนำองครักษ์หนุ่มร่างสูงใหญ่ไล่เลี่ยกับพระองค์ที่ยืนอยู่ด้านซ้าย สมิตเป็นบุรุษผิวขาวเหมือนชาวอนันตราชคนอื่นๆ และมีใบหน้าที่ติดไปทางขี้เล่นรักสนุกด้วยสายตาแพรวพราว เขายิ้มกว้างเมื่อยามโค้งกายคำนับองค์ชายสนธยา


“ส่วนนี่…อังกูร” ตรัสแล้วองค์ชายเตชินทร์ก็ทรงหันมาแนะนำองครักษ์หนุ่มอีกคนที่สูงใหญ่ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน หากแต่ ‘อังกูร’ นั้นมีผิวสีน้ำตาลเข้มซึ่งผิดแผกจากคนในอนันตราช อังกูรยิ้มน้อยๆแล้วน้อมกายถวายความเคารพเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมสายทหารอย่างสมิต


“ทั้งสองคนนี้ พักอยู่ที่ห้องพักชั้นสามเฉพาะวันทำงาน ส่วนวันหยุดจะกลับไปนอนที่บ้าน แต่ถ้าหากองค์ชายสนธยามีอะไรเรียกใช้ก็บอกได้ พวกเขาจะอยู่คอยดูแลท่าน” องค์ชายเตชินทร์ตรัสอย่างมีน้ำพระทัยพร้อมด้วยรอยแย้มสรวลบางเบาบนพักตร์คมคาย ทำเอาองค์ชายหนุ่มผู้มาจากแดนไกลและต้องอาศัยอยู่ในตำหนักแห่งนี้เพื่อ ‘เลี้ยงหอย’ ชักจะพอเบาใจว่าคงจะพูดคุยกันรู้เรื่อง


“เรามีชีวินคอยดูแลอยู่แล้ว คงไม่รบกวนหรอก แต่อย่างไรก็ขอบใจมาก” แม้องค์ชายเตชินทร์ผู้เป็นเจ้าของตำหนักจะอนุญาตให้สนธยาพาชีวินมารับใช้ในตำหนักได้เพียงแค่คนเดียว แต่แค่คนเดียวก็เกินพอแล้วสำหรับองครักษ์อเนกประสงค์ที่ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ


ดังนั้นนอกจากเจ้าของตำหนักที่ดูน่าจะใจดีเจรจาง่ายแล้วสนธยายังมีองครักษ์ที่ร่วมเป็นร่วมตายมาคอยเกื้อหนุนแบบนี้ เห็นที…วี่แววว่าจะได้กลับสมุทราในไม่ช้าจะลอยมาใกล้แค่เอื้อม!


องค์ชายเตชินทร์ยิ้มบางรับ ก่อนจะหมุนกายเสด็จนำเข้าตำหนัก และเพียงแค่บานประตูเปิดออก เหล่านางรับใช้ในตำหนักก็ยืนเรียงแถวพร้อมกับย่อกายถวายบังคมอย่างรู้งาน


“ถวายบังคมเพคะองค์ชายเตชินทร์ องค์ชายสนธยา” หญิงร่างอวบผู้มีผิวขาวหยวกนางหนึ่งก้าวขึ้นมาเบื้องหน้า องค์ชายเตชินทร์จึงหันมาแนะนำ


“นี่คุณท้าวเอิบ เป็นหัวหน้านางกำนัลในตำหนักของเรา และเป็นเลขานุการคนสำคัญ” ท้ายประโยคนั้น ดูเหมือนพระองค์จะตรัสหยอกล้อเพราะนางหันมาค้อนถวายองค์ชายเตชินทร์เสียทีหนึ่ง


“หากองค์ชายสนธยามีอะไรขาดเหลือก็บอกคุณท้าวได้ คุณท้าวคือผู้ดูแลทุกอย่างในตำหนักนี้…อ่า เรียกท่านว่าองค์ชายสนธยาแล้วยาวพิกล ถ้าอย่างไรเราขอเรียกให้สั้นกว่านี้ได้ไหม อย่าง…ท่านสน…”


“ตามสบาย” สนธยาไม่ใช่คนเรื่องมากอยู่แล้ว ยิ่งชะตาชีวิตพลิกผันจนได้เข้ามาอยู่ในตำหนักขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่ 2 ของอนันตราชทั้งๆที่ยังมีลมหายใจ แถมหอยมุกแก่งั่กก็กลายเป็นบรรณาการที่อนันตราชยอมรับ ทั้งชีวิตนี้ที่เหลืออยู่ก็คงไม่มีอะไรที่ ‘ไม่ได้’ อีกแล้วล่ะ!


“ถ้าอย่างนั้นท่านก็เรียกเราว่าเตชแล้วกัน สั้นดี”


“ก็ได้” บอกแล้วว่าเวลานี้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร สนธยาก็ยอมรับได้ทั้งนั้น


พอริมฝีปากบางของอาคันตุกะผู้มีหน้าที่ ‘เลี้ยงหอย’ ยอมตกปากรับคำว่าจะเรียกเจ้าของตำหนักว่า ‘ท่านเตช’ ก็ดูเหมือนรอยแย้มสรวลขององค์ชายเตชินทร์จะยิ่งระยิบระยับมากกว่าเมื่อครู่เสียอีก



“เราให้คนจัดห้องพักไว้ให้ท่านแล้ว อยู่ที่ชั้นสอง เชิญทางนี้” ว่าแล้วหัตถ์ใหญ่ก็ผายไปยังบันไดกว้างที่อยู่เบื้องหน้าให้องค์ชายสนธยาเสด็จออกเดิน โดยมีองค์ชายเตชินทร์คอยแนะนำสิ่งต่างๆในตำหนักให้รู้จักไม่ขาด


…สนธยาได้แต่ดำริหยอกเย้าในอกว่าอีกฝ่ายแนะนำไปเสียทุกเรื่อง ทำราวกับเขาจะมาอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต…


หากแต่…สิ่งที่พระองค์ไม่รู้แม้แต่น้อยก็คือ…ดำริหยอกเย้านั้นตรงกับความจริงในใจของใครบางคนที่พยายามทุกวิถีทางให้พระองค์ประทับอยู่ที่นี่ไปจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะหมดลง!


……………………………..


“นั่นหรือเพคะ ‘ราชทูตหอย’ ที่อยู่ในสาสน์”


เสียงอ่อนหวานของคุณท้าวเอิบดังขึ้น เมื่อองค์ชายเตชินทร์ส่งอาคันตุกะเข้าห้องพักผ่อนไปแล้ว และนัดแนะว่าตอนเย็นจะมาตามลงไปรับประทานอาหารด้วยกัน


“เขาเป็นองค์ชายต่างหากคุณท้าว ในสาสน์นั่นก็เขียนมาเกินจริงไปหน่อย ราชทูตหอยอะไรกัน” องค์ชายเตชินทร์ตรัสด้วยน้ำเสียงรื่นเริงอย่างที่ทำเอาหญิงร่างอวบผู้รับใช้พระองค์มาตั้งเยาว์วัยได้แต่ส่ายศีรษะไปมา


“ก็เขาเป็นคนพาหอยจากสมุทรามาถึงอนันตราช ก็ต้องเรียกว่าราชทูตหอยสิเพคะ แล้วนี่เรื่องเป็นอย่างไรมาอย่างไร เหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่ในฐานะคนเลี้ยงหอย” คุณท้าวเอิบทูลถามด้วยความสงสัย ด้วยเพราะได้ยินข่าวมาจากตำหนักหลวงเรื่องที่องค์ชายสนธยาเสด็จมาพร้อมของบรรณาการอันได้แก่หอยมุก 1 ตัว แล้วพอผ่านไปเพียงครึ่งวัน ทั้งองค์ชายผู้นั้นและหอยมุกของบรรณาการก็ถูกย้ายมาอยู่ที่ตำหนักขององค์ชายเตชินทร์ของนางเสียนี่


“องค์เตช” เมื่อองค์ชายผู้เป็นเหนือหัวยังคงมีรอยสรวลอยู่บนพักตร์โดยไม่ยอมตอบคำถามของนาง คุณท้าวเอิบจึงต้องเรียกย้ำ


“โธ่คุณท้าว อังกูรกับสมิตยังไม่ถามอะไรเราเลย ท่านไม่ถามด้วยอีกคนไม่ได้หรือ”


“ก็ถ้าพระองค์ตรัสให้หม่อมฉันฟังแต่แรกเหมือนที่ตรัสให้อังกูรกับสมิตฟัง หม่อมฉันก็ไม่ถามหรอกเพคะ”


“อ้อ นี่เราลืมเล่าให้คุณท้าวฟังหรือ” พอองค์ชายหนุ่มชักจะเล่นแง่เหมือนเด็กๆ คุณท้าวเอิบก็เริ่มจ้องหนักขึ้นอย่างที่ทำเอาองค์ชายเตชินทร์สรวลร่วนเพราะรู้ว่าปิดบังไม่ได้อีกแล้ว


“คุณท้าวก็รู้…ว่าเราเคยไปเที่ยวที่สมุทรา”


“แล้วอย่างไรเพคะ”


“เราเคยเจอเขามาแล้ว และตั้งแต่นั้น…” องค์ชายหนุ่มเว้นระยะเล็กน้อย ช่วงเวลาสั้นๆที่พระองค์ประทับอยู่ในเกาะสมุทราในฐานะนักท่องเที่ยวไร้ยศถานั้น ยังอยู่ในความทรงจำเสมอ “…เขาก็อยู่ในใจเรามาจนถึงวันนี้”



“พระองค์ก็เลยออกอุบายให้เขามาเลี้ยงหอยที่นี่อย่างนั้นหรือเพคะ”


องค์ชายเตชินทร์เพียงแค่ยิ้มเป็นการตอบรับ คุณท้าวเอิบถอนหายใจน้อยๆ


“เล่นเป็นเด็ก” นางบ่นแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เอาด้วย


“คุณท้าว เราแค่อยากให้เขาได้อยู่ใกล้ชิดกับเรา หากสุดท้ายเขาไม่พึงพอใจในตัวเราจริง เราจะส่งเขากลับ”


“สุดท้ายที่ว่าคือเมื่อไหร่เพคะ? เมื่อหอยตายอย่างนั้นหรือ?” องค์ชายเตชินทร์นิ่งงัน ด้วยเพราะไม่อาจให้คำมั่นได้ว่าเมื่อไรพระองค์จึงจะยอมให้อาคันตุกะผู้นั้นกลับออกไปจากตำหนักแห่งนี้


“องค์ชาย ทรงจะกักขังเขาไว้ที่นี่ตลอดไปไม่ได้นะเพคะ เขาเป็นองค์ชายแห่งสมุทรา อย่างน้อยๆ ถึงจะไม่ต้องขึ้นบัลลังก์ แต่ที่อนันตราชก็ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนเขา ให้อย่างไรเขาก็ต้องกลับไปรับใช้มาตุภูมิ” คุณท้าวเอิบทูลเตือนสติอย่างหวังดี นางไม่ได้ตกอกตกใจเมื่อองค์ชายหนุ่มตรัสเรื่องที่ผูกใจเอาไว้กับองค์ชายจากดินแดนอื่น แต่ที่ตกใจคือองค์ชายที่แสนสุขุมนิ่งเย็นและเป็นผู้ใหญ่กลับกลายเป็นเด็กทำอะไรไม่คิดเพียงเพราะต้องการผูกมัดคนที่สนใจเอาไว้ใกล้ตัว


“เข้าใจแล้ว ถ้าหอยตาย เราจะส่งเขากลับ”


“ดีเพคะ” สิ้นคำคุณท้าว องค์ชายหนุ่มก็รีบหันไปทางองครักษ์นามว่าอังกูรทันที


“จัดทหารเวรยามคุ้มกันอ่างหอยมุกทั้งกลางวันกลางคืน และให้คนไปตามหมอที่กรมเกษตรมาตรวจดูอาการเบื้องต้น หากมันมีโรค ก็ให้หมอรักษา ถ้าหมอบอกว่ามันดูท่าอาการไม่ดี ก็จ้างหมอมาดูแลมันทุกวันและทั้งวัน แล้วเดี๋ยวเราจะลงไปดูการย้ายหอยที่ข้างตำหนักด้วย เจ้าไปเตรียมการเสีย” มีรับสั่งเรียบร้อย องค์ชายหนุ่มก็หันมามอบรอยยิ้มพิมพ์ใจให้แก่คุณท้าวเอิบอีกครั้ง


“กันไว้ดีกว่าแก้ จริงไหมคุณท้าว”


“เพคะ!!” ว่าแล้วคุณท้าวร่างอวบก็ได้แต่ค้อนปะหล่ำปะเหลือก ด้วยเพราะรับสั่งขององค์ชายนั้นดูท่าจะอยากให้หอยมุกมีชีวิตเป็นอมตะอย่างไรอย่างนั้น!

………………………………


“พระองค์รู้สึกไหมว่ามันแปลก”


ชีวินซึ่งเป็นองครักษ์เพียงคนเดียวที่ได้อยู่ที่อนันตราชต่อไปเพื่อถวายการรับใช้องค์ชายสนธยาทูล ขณะเดินสำรวจไปทั่วทั้งห้องที่ผู้เป็นเจ้าของตำหนักยกให้องค์ชายของตน


“รู้สึกสิ คนอะไรอยากได้หอยเป็นของขวัญวันเกิด” องค์ชายสนธยาตอบ แล้วเอนผึ่งลงนอนบนเตียงกว้างหนานุ่ม


ตำหนักนี้ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ประตูหน้าต่างทรงโค้ง เสาประดับสลักลวดลาย หลังคายอดแหลม ส่วนข้าวของเครื่องเรือนภายในก็ล้วนได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมาเช่นกัน อย่างเช่นเตียงที่พระองค์กำลังประทับอยู่นี้ก็เป็นเตียงแบบสี่เสามีมุ้งโดยรอบ ผ้าห่มเนื้อหนาด้วยขนนุ่มทำเอาหัตถ์สีน้ำผึ้งลูบไล้มันอย่างเพลิดเพลิน


“เรื่องนั้นก็เรื่องนึงพระเจ้าค่ะ แต่อีกเรื่องคือ…ทำไมองค์ชายเตชินทร์จึงต้องการให้พระองค์อยู่ที่นี่”


“ใช่ ในฐานะคนเลี้ยงหอยเสียด้วย ฟังแล้วมีบารมีดีพิลึก”


คราแรกก็เป็นคนนำขบวนบรรณาการหอย ต่อมากลายมาเป็นคนเลี้ยงหอย องค์ชายหนุ่มนึกขันโชคชะตาชีวิตของตัวเองเสียจนได้แต่ยิ้ม


“เรื่องนี้ต้องมีลับลมคมในเป็นแน่ พระองค์อย่าทรงวางใจนะพระเจ้าค่ะ”


“เรารู้ แต่เรามีเจ้าอยู่ด้วยนี่ ไม่เห็นต้องกลัวอะไร” องค์ชายหนุ่มผู้มาจากต่างแดนยังคงมีพักตร์ไม่ทุกข์ไม่ร้อน เป็นฝ่ายชีวินเสียอีกที่ระแวดระวังเสียจนต้องตรวจดูทุกบานประตูหน้าต่างว่ามีกลอนอย่างดีหรือไม่ และเมื่อพบว่ากลอนทุกตัวใช้งานได้ดีไม่มีบกพร่องตรงไหน องครักษ์หนุ่มก็หันไปสำรวจตู้เสื้อผ้าและหีบเก็บของในห้องแทน


“ถึงกระหม่อมจะอยู่กับพระองค์ทุกเวลา แต่พระองค์ก็ต้องไม่ประมาทพระเจ้าค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับองค์ชายเตชินทร์” ชีวินไม่อยากทูลให้องค์ชายสนธยาตื่นตระหนกเลย ว่าเขาเห็นแววเนตรวิบวับดูประหลาดชอบกลยามที่องค์ชายผู้เป็นเจ้าของตำหนักแห่งนี้ทอดเนตรองค์ชายเหนือหัวของตน


“เขาก็ดูเป็นคนดี…”


“แต่ก็ไม่ควรไว้ใจพระเจ้าค่ะ” สนธยาโบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณให้เลิกคิด แล้วกระถดกายลงจากเตียง


“เอาเถอะๆ เราจะไม่ไว้ใจใครยกเว้นเจ้าแล้วกันชีวิน แล้วนี่เจออะไรในตู้ในหีบบ้างล่ะ มีเงินสักเหรียญสองเหรียญตกค้างเป็นของขวัญต้อนรับเราบ้างไหม” ชีวินหันกลับมามองเมื่อองค์ชายหนุ่มเสด็จตรงมาหาตน เขาไม่ได้หยิบข้าวของที่อยู่ในหีบขึ้นมาให้องค์ชายสนธยาทอดพระเนตร เพราะรู้ดีว่าผู้เป็นนายนั้นชอบพิจารณาเองมากกว่า


“หือ? เสื้อผ้า” เมื่อยืดพระศอมาทอดพระเนตรแล้ว ก็ได้แต่ครางแผ่วอย่างสงสัย ชีวินหยิบเสื้อผ้าที่อยู่ในหีบขึ้นมาคลี่ออก


“ดูเหมือนจะขนาดพอดีกับพระองค์พระเจ้าค่ะ” เพราะทำงานรับใช้และอยู่กับองค์ชายสนธยาแทบจะตลอดเวลา เรื่องขนาดวรองค์จึงเป็นเรื่องที่ไม่เคยหลุดรอดสายตาของชีวินไปได้ ดังนั้นเมื่อเห็นขนาดเสื้อผ้าเนื้อหนานุ่มเหมาะกับอากาศเย็นตลอดทั้งปีของอนันตราชซึ่งบรรจุอยู่ในหีบ องครักษ์หนุ่มก็กล้าตัดสินว่าเสื้อผ้าพวกนี้ถูกตัดเย็บขึ้นมาเพื่อองค์ชายสนธยาแห่งสมุทรา


“จะว่าขนาดร่างกายของเราเป็นขนาดมาตรฐานของอนันตราชก็ไม่น่าใช่ เพราะคนที่นี่สูงใหญ่กว่า”


อนันตราชเป็นดินแดนนักรบ ทั้งชายและหญิงจึงสูงใหญ่ผิดกับคนที่สมุทรา ซึ่งเป็นอาณาจักรที่เน้นค้าขายมากกว่าออกศึก แม้องค์ชายสนธยาจะมีวรกายสูงสง่า หากแต่ขนาดกายก็ไม่กำยำเท่าพวกอนันตราช


“ทำอย่างกับรู้ว่าเราจะมาอยู่ที่นี่อย่างนั้นล่ะ” 


เพราะเสื้อผ้าในหีบนั้นมีจำนวนมาก องค์ชายสนธยาทรงหยิบเสื้อผ้าตัวหนึ่งขึ้นมาผึ่งก่อนจะโยนมันลงไปยังก้นหีบตามเดิม เมื่อพบว่ามันมีขนาดพอดีกับพระองค์อย่างที่ไม่ควรจะเป็น


…เสื้อผ้าในอนันตราชก็ต้องตัดเย็บโดยยึดมาตรฐานร่างกายของชาวอนันตราชเป็นหลักสิ! แต่ทำไมเสื้อผ้าในหีบนั้นถึงถูกตัดเย็บด้วยขนาดของพระองค์ที่มาจากสมุทราเล่า?!!...


“ท่าทางจะมีคนรู้ล่วงหน้าว่าพระองค์จะได้มาประทับที่นี่นะพระเจ้าค่ะ” 


ชีวินเก็บเสื้อผ้าลงหีบ แล้วปิดลงตามเดิม ขณะเดินตามองค์ชายสนธยาไปยังบานหน้าต่างสูงที่เผยให้เห็นสวนข้างตำหนัก ซึ่งเบื้องล่างนั้นมีนายทหารนับสิบนายกำลังทำงานอย่างแข็งขันในการย้ายอ่างแก้วของหอยมุกมาวาง โดยมีองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สองแห่งอนันตราชทรงประทับอยู่ที่นั่นเพื่อคุมงานด้วยพระองค์เอง


“นั่นสิ…คนคนนั้นไม่ใช่แค่รู้ว่าเราจะต้องมาอนันตราช แต่เขารู้แม้กระทั่งว่าเราจะต้องมาอยู่ที่ตำหนักนี้”


…องค์ชายเตชินทร์!...


“เห็นทีแม้จะคนดี แต่ก็มีเรื่องหมกเม็ดเสียแล้ว” องค์ชายสนธยาเปรยเสียงเรียบ ดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อนจับจ้องไปยังร่างสูงสง่าขององค์ชายหนุ่มแห่งราชสำนักอนันตราชด้วยความคืบแคลง หากแต่เพียงชั่วเสี้ยวอึดใจดวงเนตรนั้นก็เบือนหนีจากภาพขององค์ชายหนุ่มไปยังหอยมุกตัวใหญ่ในอ่างแก้วที่กำลังถูกนายทหารสี่นายยกขึ้นจากอ่างมาวางในตะแกรงที่มีไม้ตอกอยู่สี่ด้าน แล้วจึงยกตะแกรงนั้นลงในบ่อน้ำ


บ่อน้ำขนาดพอดีกับตะแกรง ทำให้หอยมุกตัวใหญ่ไม่สามารถไปไหนได้ไกลเกินกว่านั้นเพราะตะแกรงถูกดัดโค้งขึ้นมากั้นเป็นขอบ และสะดวกในการยกขึ้นมาชมทุกวันทุกเวลาด้วยการดึงไม้ทั้งสี่ด้านที่โผล่พ้นขอบบ่อ


ทั้งบ่อและตะแกรงถูกสร้างมาเพื่อหอยมุกจากสมุทรา และแน่นอนว่ามันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในวันนี้ วันที่ของบรรณาการเพิ่งเดินทางมาถึง แต่มันถูกสร้างมาก่อน ทุกอย่างมีการเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว


แต่จะเตรียมการล่วงหน้าได้อย่างไร ในเมื่อของบรรณาการเพิ่งถูกเปิดเผยว่าเป็นหอยมุกตัวใหญ่มหึมาก็เมื่อตอนที่กษัตริย์วิภูมีรับสั่งให้เปิดหีบบรรณาการออก ไม่มีใครที่อนันตราชรู้ ไม่มีใครในอนันตราชทราบ แต่ถ้าจะเตรียมการล่วงหน้า นั่นก็หมายความว่าคนที่อนันตราชต้องได้รับข่าวจากสมุทรา แล้วใครในสมุทราที่กล้าเปิดปากกับคนต่างแดนว่าของบรรณาการคืออะไร


…ใคร?...ใครในสมุทราที่กล้าทำเรื่องเช่นนี้?!...


…ถ้าไม่ใช่…

………………………


“เสด็จแม่…” เสียงอ่อนหวานของธิดาทำเอาองค์ราชินีวาทที่กำลังตรวจเอกสารราชการต้องเงยพักตร์ขึ้นมอง หัตถ์เรียวสีน้ำผึ้งวางเอกสารลงบนโต๊ะทรงงาน


“มีอะไรหรือ อรุณา”


องค์หญิงลำดับที่หนึ่งแห่งราชสำนักสมุทราย่อกายลงถวายบังคม ก่อนจะเสด็จเข้ามานั่งที่พระเก้าอี้ทางด้านข้างโต๊ะยาวกลางห้องโถงแห่งตำหนักหลวงที่มีเอกสารมากมายวางเอาไว้ ดวงเนตรสีน้ำตาลเข้มขององค์หญิงอรุณากวาดมองเอกสารเหล่านั้นด้วยเพราะรู้ว่าวันหนึ่งในไม่ช้า เอกสารทั้งหมดจะตกอยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์เอง


“อรุณา…แม่ถามว่ามีอะไร” เมื่อถูกพระมารดาย้ำ องค์หญิงผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์ราชินีแห่งสมุทราก็เหลือบสายเนตรกลับมา


“ลูกเพิ่งทราบข่าวว่าเสด็จพี่สนธยาออกเดินทางไปพร้อมกับเครื่องบรรณาการให้อนันตราช แล้วเช่นนี้ งานทางด้านกองทัพเรือที่เสด็จพี่ดูแลอยู่ ใครจะสานต่อเล่าเพคะ” ราชินีวารีวาทถอนปัสสาสะน้อยๆ ด้วยเพราะรู้ดีว่าวาจาแว่วหวานของธิดานั้นแฝงนัยความหมายมาดสิ่งใดไว้


…บัลลังก์นี้สืบด้วยตำแหน่งราชินี อรุณาผู้เป็นธิดาองค์แรกของพระองค์จึงคาดหวังว่าจะได้ครอบครองมัน และเพราะบัลลังก์นี้ถูกอรุณาหมายตาเอาไว้ สนธยาที่แม้เป็นชายแต่เก่งกาจเข้าตาขุนนางนายทหารทั้งหลายจึงกลายเป็นหนามยอกอกองค์หญิงที่คิดเป็นใหญ่ และเพราะเป็นเช่นนั้น ราชินีวารีวาทจึงต้องส่งสนธยาออกไปจากที่นี่เสีย


…ไป…ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ไปอีก


“ถ้าหากเสด็จแม่ไม่ว่าอะไร ให้ลูกดูแลแทนเสด็จพี่สนธยาก็ได้นะเพคะ” อรุณาเอ่ยวาจาฉอเลาะ


พระองค์เพิ่งทรงได้ข่าวเมื่อเช้าว่าผู้เป็นเชษฐาที่เปรียบเสมือนหอกข้างแคร่ต้องออกเดินทางไปพร้อมกับบรรณาการน่าขันอย่างหอยมุกหนึ่งตัว และก็คงไม่มีชีวิตรอดกลับมาอีกเพราะอนันตราชคงโมโหเสียจนสั่งบั่นคอคณะบรรณาการทั้งคณะ และถ้าสนธยาสิ้นลม…บัลลังก์นี้ก็จะไม่มีใครมาช่วงชิงไปจากนางได้อีก


“อรุณา” ราชินีวารีวาทตรัสเสียงเรียบ ก่อนจะเบือนเนตรมาสบ “…อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด บัลลังก์นี้สืบด้วยตำแหน่งราชินีก็จริง และเจ้าก็เป็นองค์หญิงองค์ใหญ่แห่งราชสำนักก็ใช่ แม้วันนี้ ที่นี่จะไม่มีสนธยา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแม่จะสละราชย์ให้เจ้า ตราบใดที่เจ้ายังเห็นแก่ประโยชน์ของตน บารมีของตน อำนาจของตน มากกว่าประชาชนสมุทรา” หัตถ์เรียวหยิบเอกสารจากบนโต๊ะขึ้นมาอีกครั้ง



   “เราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก ทัพเรือที่สนธยาเคยดูแล แม่จะให้ท่านนายพลชลเทพดูแลแทน” เพราะทัพเรือคือกองทัพสำคัญแห่งสมุทรา การได้คุมทัพเรือคือตราอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ได้จากราชบัลลังก์ อรุณาเคยหวังว่าถ้าวันหนึ่งในราชสำนักไม่มีสนธยาผู้เป็นพี่ชาย เมื่อนั้นกองทัพเรือจะตกเป็นของตน ทว่า…บัดนี้มารดาทำให้ประจักษ์แล้ว ว่าต่อให้ไม่มีสนธยา อรุณาก็เป็นได้เพียงแค่ ‘ว่าที่ราชินี’ ตามตำแหน่งที่เป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น!!


   “แล้วถ้าสิ้นท่านนายพล เสด็จแม่จะยกทัพเรือให้แก่ใครเพคะ?!! ทิวา ราตรี หรืออุษา!!”


   “อรุณา!!!” องค์ราชินีวาททรงตะคอกดังลั่นเมื่อผู้เป็นธิดาองค์โตพาลพาโลเอากับน้องชายและน้องสาวอีกสามคน


   “แม่จะยกให้ใครก็เป็นสิทธิ์ของแม่! และถ้าแม่จะ ‘ไม่ยก’ ให้เจ้าก็เป็นสิทธิ์ของแม่เช่นกัน! กลับไปได้แล้ว แม่ต้องทำงาน และถ้าเจ้ายังไม่เลิกนิสัยอิจฉาริษยา เจ้าอย่าคิดว่าแม่โหดร้ายกับเจ้า!!” ดวงเนตรของราชินีวารีวาทนั้นเฉียบขาดเพียงใด หากแต่ผู้เป็นธิดาที่หมายบัลลังก์กลับยิ่งโมโหดวงเนตรคู่นั้นมากยิ่งขึ้น


   …ดวงเนตรที่รู้เท่าทันทุกสิ่งทุกอย่างในใจของนาง! ดวงเนตรที่อ่านความต้องการของนางออกโดยที่นางไม่ต้องปริปาก! ดวงเนตรที่เหมือนดวงเนตรของสนธยาทุกประการ! นางเกลียดดวงเนตรคู่นี้!!!


   อรุณากำมือแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าเนื้อ ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้องโถงไปอย่างรวดเร็วด้วยแรงอารมณ์กรุ่นในทรวง ราชินีวารีวาททอดพระเนตรแผ่นหลังเล็กของธิดาสาวแล้วได้แต่เม้มโอษฐ์แน่น ก่อนจะพิงปฤษฎางค์ลงกับพนักอย่างอ่อนล้า


   …พระองค์ดูแลปวงประชาของสมุทราให้ร่มเย็นเป็นสุข แต่เหตุไฉน…พระองค์ถึงไม่อาจปกครองบุตรธิดาให้รักใคร่กลมเกลียวกันได้หนอ…


………………………………….
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-06-2013 21:18:03 โดย Dezair »

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1543/-8


มื้อค่ำมื้อแรกขององค์ชายสนธยาในแผ่นดินอนันตราชนั้นค่อนข้างเป็นที่น่าประทับใจทีเดียว เพราะอาหารคาวหวานพร้อมสรรพ อีกทั้งอาหารพื้นเมืองของอนันตราชนั้นถูกลิ้นบุรุษจากสมุทรามากเสียจนออกปากไม่หยุด แม้จะลุกจากโต๊ะอาหารค่ำและย้ายมานั่งจิบชาอุ่นๆที่ริมระเบียงห้องสมุดบนชั้นสองของตำหนักแทนแล้วก็ตาม


“อาหารอร่อยทุกอย่างเลย ท่านเตช ฝีมือคุณท้าวเอิบเยี่ยมยอดเสียจนเราอยากฝันถึง”


“เราเห็นท่านรับประทานได้เยอะ เราก็ดีใจ ท่านผอมเหลือเกิน ต้องรับประทานเนื้อสัตว์ให้มากขึ้นอีกหน่อย จะได้มีเนื้อมีหนัง”


ดวงเนตรสีดำสนิทจ้องใบหน้าสีน้ำผึ้งของผู้ที่นั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้บุนวมเนื้อนุ่มข้างกาย ทำเอาคนถูกจ้องสะท้านวูบหนาววาบไปทั้งร่างกับสายเนตรแปลกประหลาดที่อีกฝ่ายส่งมาให้ องค์ชายสนธยาขยับกายขึ้นนั่งตรง เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้กระโดดหนีสะดวก


 บัดนี้พระองค์ต้องช่วยเหลือตัวเอง เพราะชีวินถูกพาลงไปยังห้องเครื่องเพื่อรับประทานอาหารร่วมกับอังกูรและสมิตสององครักษ์ขององค์ชายเตชินทร์ ตอนแรกชีวินปฏิเสธทูลว่าไม่หิว แต่องค์ชายเตชินทร์ชักแม่น้ำทั้งแปดร้อยสายในอนันตราชมาเป่าหู ท้ายที่สุด สนธยาก็สั่งให้ชีวินลงไปจัดการมื้อค่ำเสียเมื่อองค์ชายเตชินทร์ตรัสเรื่องโรคภัยร้ายแรงที่อาจเกิดกับคนที่รับประทานไม่เป็นเวล่ำเวลา


…แล้วเป็นอย่างไรล่ะ! โรคภัยร้ายแรงที่อาจเกิดกับคนไม่รับประทานอาหารให้เป็นเวล่ำเวลา! สุดท้ายแล้วกลายเป็นพระองค์ต้องอยู่กับองค์ชายเตชินทร์เพียงสองคน และอีกฝ่ายก็ดันส่งสายตาไม่น่าไว้วางใจมาให้เสียวสันหลังเช่นนี้!


“พูดอย่างกับจะขุนเราให้อ้วนแล้วจับเชือดอย่างไรอย่างนั้น” สนธยาหยอกทำสีหน้าตลก หมายจะผ่อนคลายความรู้สึกเสียววูบในใจให้คลายลง


ดวงเนตรสีดำที่จับจ้องใบหน้าของสนธยานั้นมีแววไหววูบ หากแต่รอยยิ้มจางที่มุมปากช่วยดึงดูดให้สนธยาละสายตาจากการสบกับดวงตาคู่นั้นลงมองที่รอยยิ้มแทน


…เป็นบุรุษที่ยิ้มสวยจริงๆ มิน่า…องค์ชายรัชทายาทลำดับที่สองแห่งอนันตราชถึงได้ชอบยิ้มบ่อยๆ เพราะยิ้มทีไรเป็นดึงดูดให้คู่สนทนามองแต่รอยยิ้มแทนที่จะเห็นความแท้จริงทางสายตา ใช่! รอยยิ้มนี้หลอกคนอื่นเสียอยู่หมัด! แต่กับสนธยาที่ถนัดการจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคนอื่นจะหลงกลไม่ได้!!


   องค์ชายหนุ่มแห่งสมุทราพยายามเบือนสายเนตรกลับขึ้นไปสบดวงเนตรของอีกฝ่าย หากแต่ก็ถูกฉุดให้กลับลงมาจ้องมองรอยยิ้มบางเบาที่แสนงดงามนั่นอีก


   …อะไรกัน! รอยยิ้มลงยันต์อะไรไว้หรือไร! ทำไมละสายตาไม่ได้เสียที!!...


   “เราไม่เชือดท่านหรอก เชือดไปก็ไม่ได้อะไร” ริมฝีปากสีแดงสดที่มีรอยยิ้มจางประดับขยับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน


   “เชือดไปต้มกินอย่างไรล่ะ ได้ยินว่าคนบนแผ่นทวีปบางกลุ่มกินเนื้อคนด้วยกันไม่ใช่หรือ” สนธยาตอบกลับ ทำเอาอีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ


   “แต่เราเป็นคนใจดี ไม่กินเนื้อคนด้วยกัน”


   …แล้วถ้าอย่างนั้น…ทำไมจึงรั้งให้เขาอยู่ที่นี่ต่อไป… สนธยาได้แต่ครุ่นคิด ดวงเนตรตกลงจับจ้องชาร้อนที่อยู่ในแก้วของตนเองด้วยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร หากแต่จะถามตรงๆคนที่เป็นถึงองค์ชายรัชทายาทแห่งอนันตราชก็คงไม่ปริปากบอก


   “ท่าน…เอ่อ…ทำไมถึงอยากได้หอยมุกเป็นของขวัญวันเกิดล่ะ หรือว่าชอบสัตว์?” และในเมื่อถามตรงๆ อีกฝ่ายก็คงไม่ตอบ สนธยาจึงเบี่ยงประเด็นเข้าเรื่องหอยมุกแทน คนถูกถามเพียงยิ้มบาง


   “ก็ไม่เชิงว่าชอบ แต่ก็ไม่ได้เกลียด ท่านสนนำขบวนบรรณาการมาที่นี่เช่นนี้ แล้วครอบครัวของท่านไม่ว่ากระไรหรือ” องค์ชายเตชินทร์เปลี่ยนบทสนทนาให้กลายเป็นตนเองที่ตั้งคำถาม


   “ครอบครัว? จะว่าอะไรได้อย่างไร ในเมื่อเสด็จแม่เป็นคนส่งข้ามาเอง”


   “แล้ว…คนรักเล่า? ไม่คิดถึงหรือ”


   “คนรัก?....ถ้าท่านหมายถึงพวกนางสนมล่ะก็ ข้าล่ำลากับพวกนางแล้ว ถึงจะลาได้แค่ 90 คนจาก 121 คนก็เถอะ” คราวนี้กลายเป็นฝ่ายองค์ชายเจ้าของตำหนักที่นิ่งงันกับจำนวนตัวเลขของนางสนมที่รายล้อมรอบกายองค์ชายแห่งสมุทรา


   … 121!!!... ให้ตายเถิด! ขนาดเสด็จพี่ของพระองค์เป็นถึงองค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งแห่งอนันตราชที่แสนยิ่งใหญ่ ยังมีนางสนมไม่ถึง 50 คนด้วยซ้ำ!!


   “แล้ว…นางสนมทั้งหมด มีใครที่ท่านรักท่านชอบเป็นพิเศษไหม” องค์ชายสนธยาเหลือบเนตรสีน้ำตาลขึ้นจับจ้องพักตร์ของคนถามที่ดูจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้เป็นพิเศษ   …หรือองค์ชายเตชินทร์ต้องการแนะนำสตรีนางในแห่งอนันตราชให้รู้จัก?...ถ้าอย่างนั้นก็ดีน่ะซี่! หากว่าอนันตราชและสมุทราเกี่ยวดองกันด้วยวิธีเช่นนี้ สมุทราก็ไม่จำเป็นต้องเกรงขามสิ่งใดอีก!...


   “ไม่มีหรอก ถ้ามีเราก็แต่งตั้งให้เป็นชายาไปแล้วสิ”


   “หมายความว่า ตอนนี้ท่านไม่มีคนรัก?” สนธยาพยักหน้ารับน้อยๆ และนั่นทำเอารอยยิ้มจางที่มุมปากของเตชินทร์ดูจะหยักลึกลงไปมากกว่าเดิม


   “ท่านล่ะ” ดวงเนตรสีดำราวกับท้องฟ้ายามราตรีนั้นส่อแววระยิบเมื่อถูกสนธยาถาม


   “คนที่รักมีแล้ว แต่คนรักยังไม่มี”


   “หมายความว่าเป็นรักข้างเดียวหรือ”


   “ใช่” เตชินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงและสายตาที่จับจ้องไปยังร่างสูงโปร่งที่นั่งอยู่เคียงข้าง แววบางอย่างในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นทำเอามือเรียวสีน้ำผึ้งสั่นไหวเสียจนชาร้อนในแก้วแทบกระฉอก


   “อ่า…นี่ก็ค่ำมากแล้ว เราว่า…เรากลับห้องดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าลงไปดูแลหอย” สนธยาประคองถ้วยชาลงวางบนโต๊ะเล็ก แล้วรีบลุกจากเก้าอี้บุนวมอย่างรวดเร็ว


   “ท่านเดินทางมาไกล คงเหน็ดเหนื่อยไม่ใช่น้อย คืนนี้ขอให้หลับให้สบาย ราตรีสวัสดิ์” ร่างสูงโปร่งขององค์ชายแห่งเกาะสมุทราค้อมคำนับลา ก่อนจะหมุนกายเดินกลับเข้าห้องสมุด ทว่าไม่ทันก้าวพ้นประตู เสียงทุ้มก็เรียกเอาไว้


   “ท่านสน” เจ้าของชื่อหันกลับไปมอง เตชินทร์ยังคงมีรอยยิ้มจางติดอยู่บนใบหน้า หากแต่ดวงเนตรสีดำนั้นจับจ้องสนธยาด้วยแววมั่นคงแน่วแน่


   “เรายังไม่ได้ตอบคำถามของท่าน เรื่องที่ว่าทำไมถึงอยากได้หอยมุกเป็นของขวัญวันเกิด” คราวนี้คนฟังหันกลับมามองตรงๆ ด้วยเพราะอยากรู้เสียเต็มประดา


   “อันที่จริงแล้ว เราไม่ได้อยากได้หอย แต่เราอยากได้คนเลี้ยงหอยต่างหาก”


ราวกับหูดับไปชั่วขณะ สนธยาไม่ได้ยินสิ่งใดอีกนอกจากเสียงทุ้มที่ดังลั่นอยู่ในหัวซ้ำๆว่า ‘อยากได้คนเลี้ยงหอย อยากได้คนเลี้ยงหอย อยากได้คนเลี้ยงหอย’


   …แล้วคนเลี้ยงหอยจะเป็นใครถ้าไม่ใช่เขา! องค์ชายเตชินทร์ปรารถนาในตัวเขาอย่างนั้นหรือ?!!!...


   ดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อนเหลือบขึ้นสบกับดวงเนตรสีดำอย่างตื่นตระหนก


   “ท…ท่าน…ท่าน…ท่านล้อเล่นใช่ไหม” องค์ชายรัชทายาทแห่งอนันตราชหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะตอบ


   “ข้าล้อเล่น…” ราวกับยกภูเขาออกจากอก สนธยาถอนหายใจพรูผ่านทางริมฝีปาก ก่อนจะพยักหน้ารับรู้


   “แหม ท่านนี่เล่นเป็นเด็ก พูดเสียเราตกอกตกใจหมด เราขอตัวก่อนแล้วกัน วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว” เตชินทร์ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาผายมือน้อมส่งสนธยากลับเข้าไปในห้องสมุดแล้วออกไปยังโถงทางเดิน องค์ชายหนุ่มรอจนบานประตูห้องสมุดปิดสนิทดีแล้วจึงพึมพำเสียงเบากับพระองค์เองอย่างนึกสนุกที่ได้ปั่นหัวใครบางคนในวันนี้


   “ล้อเล่นเสียที่ไหนเล่า เป็นกษัตริย์ เป็นรัชทายาท เป็นราชนิกูล…ตรัสแล้วจะคืนคำได้อย่างไร”

………………………

“มีสนม 121 คน!!! จุ๊ๆๆ…ไม่เบา ไม่เบา” สมิตถึงกับร้องลั่นห้องทรงงาน เมื่อวันนี้ องค์ชายหนุ่มเจ้าของห้องทรงงานบนตำหนักที่ถูกเรียกว่าตำหนักขาวอันเป็นที่ทำการของขุนนางกรมวัง มีเรื่องราวข่าวสารที่ได้จากการสนทนาเมื่อคืนมาเล่าสู่กันฟัง


   “ใช่ แต่ยังไม่รักใครเป็นพิเศษ แล้วก็ยังไม่ได้แต่งตั้งใครเป็นชายาด้วย” องค์ชายเตชินทร์ตรัสอย่างนึกครึ้มในอก ด้วยเพราะนั่นหมายถึงหัวใจขององค์ชายหนุ่มแห่งสมุทรายังว่างเปล่าไร้เจ้าของ รอยสรวลที่ประดับอยู่บนพักตร์คมนั้น วันนี้ดูจะมีความสุขกว่าทุกวันที่ผ่านมา ทั้งอังกูรและสมิตที่ตามรับใช้ใกล้ชิดมายาวนานลงความเห็นเช่นนั้น


   …คงไม่พ้นเพราะเมื่อวาน นอกจากจะได้ร่วมมื้อค่ำกับ ‘ราชทูตหอย’ แล้ว ยังได้พบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวที่ระเบียงห้องสมุดอีกด้วย เรื่องนี้ความดีความชอบต้องยกให้สมิตและอังกูรที่เป็นตัวแปรลากชีวินองครักษ์ผู้แสนใกล้ชิดขององค์ชายสนธยาลงไปยังห้องเครื่อง เลยทำให้องค์ชายหนุ่มเจ้าของพระมังสาสีน้ำผึ้งนวลเนียนนั้นได้อยู่กับองค์ชายเตชินทร์เพียงลำพัง


   “แล้วท่านองครักษ์ชีวินล่ะพระเจ้าค่ะ คนนี้ติดตามมาแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่หรือ” สมิตทูลถาม และนั่นทำเอาองค์ชายหนุ่มเพิ่งจะระลึกขึ้นได้ว่าพระองค์ลืมถามเรื่องนี้


   “จริงด้วย เราลืมถามเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคน แต่…คงไม่น่าจะมีอะไร เพราะตอนเราหยอกเขาว่าเราต้องการเขาเป็นของขวัญวันเกิด ไม่ได้ต้องการหอยนั่น เขาดูตกใจมากทีเดียว”


   “พระองค์ตรัสแล้วหรือพระเจ้าค่ะ?!!!” เป็นสมิตอีกครั้งที่ทูลถามตาโต


   “เราแค่หยอกเขาเล่นหรอก เขาเองก็เชื่อเช่นนั้น”


   “พระองค์จะทำให้ไก่ตื่นหมดนะพระเจ้าค่ะ แล้วจะหาว่ากระหม่อมไม่เตือน” สมิตว่า


   “แล้วพวกเจ้าได้ข่าวอะไรมาจากชีวินบ้างล่ะ”


   “ไม่ได้อะไรเลยพระเจ้าค่ะ ชวนคุยก็ไม่คุย ชวนเล่นก็ไม่เล่น ตั้งหน้าตั้งกินอย่างเดียวจนกระหม่อมต้องแย่งจานข้าวมา” องครักษ์หนุ่มผิวขาวหยวกตอบแล้วทำหน้าเบ้เมื่อคิดไพล่ไปถึงเรื่องราวเมื่อวานที่ห้องเครื่อง ซึ่งเขาอุตส่าห์ยุแหย่รั้งเวลาขององครักษ์ร่างโปร่งจากสมุทรา แต่ฝ่ายนั้นกลับทำทุกอย่างอย่างรวดเร็วเพราะต้องการรีบกลับไปรับใช้องค์ชายสนธยา ท้ายที่สุดสมิตทนไม่ไหวเลยกระชากจานข้าวมาจากชีวิน และนั่นทำให้อาหารในจานกระฉอกหกเลอะทั้งกายเขาและอีกฝ่ายจนชีวินโมโหหงุดหงิดพลุ่นพลันออกจากห้องเครื่องไปอย่างรวดเร็ว


   “เจ้าแย่งจานข้าวองครักษ์ชีวิน?” ผู้เป็นนายย้อนถาม


   “พระเจ้าค่ะ พระองค์อย่าตรัสถามเรื่องนี้อีกเลย พูดแล้วโมโหจริงๆ คนอะไร” สมิตโบกไม้โบกมือไปมาเหมือนไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก ทำเอาองค์ชายหนุ่มต้องหันไปทางอังกูรแทน อังกูรอายุมากกว่าสมิตและพระองค์ ดังนั้นในหลายๆครั้ง อังกูรที่พูดน้อยและเป็นผู้ใหญ่กว่า จึงช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้ดีกว่า


   “เจ้าว่า…ข้ากับสมิตควรทำอย่างไรต่อไปดี”


   “องค์ชายสนธยาท่าทางจะเข้ากับสตรีได้ดี ดังนั้นกระหม่อมคิดว่าระหว่างพระองค์และองค์ชายสนธยา น่าจะมีสตรีสักคนมาคั่นกลาง คอยเป็นคนประสานในเรื่องต่างๆ ส่วนสมิต…ข้าว่าเจ้าควรจะไปขอโทษท่านชีวิน”


   “ไม่” สองเสียงตอบพร้อมกันในทันที


   “อังกูร เจ้าก็ได้ยินที่เราเล่า เขามีสนมตั้งร้อยกว่าคน มากกว่าเสด็จพี่เจษฎาเสียอีก แล้วจะให้เราหาผู้หญิงมาคั่นกลางระหว่างเรากับเขาอย่างนั้นหรือ มีหวังเขาได้สมรักกับสตรีนางนั้นแทนน่ะสิ”


   “จริงด้วย! แล้วยังจะให้ข้าไปขอโทษเจ้าคนเร่งรีบนั่นอีก ไม่เอาด้วยหรอก” สมิตย้อนบ้าง ใบหน้ายังบูดมู่ทู่เมื่อคิดถึงวีรกรรมเมื่อวานนี้


   “กระหม่อมหมายถึงให้พระองค์หาสตรีที่อายุมากหน่อยเพราะถ้าเป็นบุรุษ มันก็คงดูประดักประเดิด หากจะให้บุรุษผู้นั้นสืบความจากโอษฐ์ขององค์ชาย แต่ถ้าหากเป็นสตรีที่อายุมากอย่างคุณท้าวเอิบ ให้นางชวนพูดชวนคุย องค์ชายสนธยาก็คงไม่รู้สึกเก้อเขินเวลาสนทนา หากพระองค์ทรงอยากทราบเรื่องใด ก็ให้สตรีผู้นั้นเป็นคนคอยถามให้ องค์ชายสนธยาจะได้ไม่ระแคะระคายมากนัก” อังกูรถวายคำอธิบายกับองค์ชายหนุ่มเรียบร้อยก็หันมาทางเพื่อนร่วมสายทหารที่เป็นองครักษ์ในองค์ชายเตชินทร์มาด้วยกัน


   “ส่วนเจ้า สมิต…ที่ข้าให้เจ้าไปขอโทษ ไม่ใช่เพราะข้าคิดว่าเจ้าผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เพราะเราเป็นเจ้าบ้าน เขามาอยู่ที่นี่ก็เหมือนนกพลัดถิ่น ถ้าเจ้าบ้านอย่างเรายังทะเลาะโกรธเคืองกับเขา หากเขามีเรื่องไม่สบายใจแล้วจะปรึกษาขอความช่วยเหลือจากใคร”


ดูเหมือนคนที่เคยกล่าวว่า ‘ไม่’ เมื่อครู่จะนิ่งงันไปด้วยกันเมื่อได้ฟังคำอธิบายของอังกูร


“เราเชื่อเจ้า อังกูร เอาล่ะ ให้คนไปตามคุณท้าวเอิบมาหาเราที่นี่ เดี่ยวนี้”


“รับด้วยเกล้า” อังกูรค้อมกายรับคำสั่ง ก่อนจะหมุนกายออกจากห้องไป สมิตที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เมื่อเห็นเพื่อนรักร่วมอาชีพถอยกายออกไปแล้ว ก็เลยค้อมกายลงบ้าง


   “อ้าว แล้วเจ้าจะไปไหน เราสั่งงานอังกูรคนเดียว”


   “กระหม่อมขอลาสักครู่พระเจ้าค่ะ” สมิตทูล ก่อนจะทำเสียงกระแอมกระไอในคอเหมือนรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย บุรุษหนุ่มผู้เป็นองครักษ์ในองค์ชายรัชทายาทแห่งอนันตราชใช้หลังมือถูปลายจมูกตัวเองไปมา


   “…เอ่อ…กระหม่อม…กระหม่อม…มีเรื่องต้องไปจัดการน่ะพระเจ้าค่ะ”


   องค์ชายเตชินทร์ที่รู้จักนิสัยใจคอสมิตดีถึงกับสรวลเบาๆ ด้วยเพราะรู้ว่าเรื่องที่ต้องไปจัดการขององครักษ์หนุ่มรายนี้คือเรื่องอะไร หากแต่นิสัยชอบแกล้งของพระองค์ก็มีเยอะไปเสียหน่อย เลยต้องอนุญาตอย่างมีเงื่อนไข


   “ถ้าธุระของเจ้าเกี่ยวข้องกับท่านชีวินแห่งสมุทราก็เชิญ แต่ถ้าไม่…ก็จงกลับไปนั่งทำงานที่โต๊ะเสีย” สมิตทำปากขมุบขมิบเมื่อถูกจับทางได้ หากแต่สุดท้ายชายหนุ่มร่างสูงกำยำก็หมุนกายเดินออกจากห้องตามอังกูรไปอีกคน



ติดตามตอนต่อไป (เสาร์หน้าค่ะ)

วันนี้ไมเกรนขึ้น ปวดหัวมากเลยอ่า T^T หากมีอะไรผิดพลาด ต้องขอโทษด้วยนะคะ
บัวพยายามปรับคำให้อ่านง่าย ถ้าหากใครมีข้อแนะนำอะไรก็ติชมกันได้เลยนะคะ บัวจะได้เอาไปปรับปรุงเพิ่มเติม

สำหรับบัวแล้ว เรื่องสไตล์นี้ (พวกที่ใช้ภาษาเจ้าๆข้าๆ และเป็นเรื่ององค์ชายองค์หญิงอะไรอย่างงี้) มันเขียนยากมากๆเลยค่ะ
และสำหรับเรื่องนี้ มันยากมากขึ้นไปอีก เพราะบัวมีคอนเซ็ปต์ว่ามันเป็นต้องเป็นเรื่องที่อ่านแล้ว "อมยิ้มขำ"
แต่เพราะสไตล์ของเรื่อง รูปแบบภาษา ก็เลยทำให้เขียนยากมากกกก เพราะเรามักจะชินกับเรื่องสไตล์องค์ชายองค์หญิงในแบบที่เป็นโรแมนติกดราม่า และค่อนข้างหนักหน่วง แถมถ่วงๆในใจอะไรอย่างงี้

แต่เรื่องนี้เปิดมาก็เลี้ยงหอยซะแล้ว...

ยังไงก็ฝากเรื่องนี้ด้วยนะคะ ^^

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ และทุกกำลังใจนะคะ

เจอกันเสาร์หน้าจ้า

ออฟไลน์ Lily teddy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1003
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +144/-2
เย้ อ่านตอน 1 จบ ตอน 2 ก็มาเลย แต่อีกทีต้องรอเสาร์หน้าแน่ะ  :ling1:
อ่านแล้วไม่งงเลย สนุกมาก อ่านไปยิ้ม ๆ เขิน ๆ แทนท่านสน ตอนหน้าท่านสนคงต้องทำหน้าที่คนเลี้ยงหอยแล้วสิ
จะเป็นยังไงน๊า กับหอยพะงาบ ๆ คู่บ้าน คู่เมืองเนี่ย  :m20:
แนวโรแมนติกก็ดีนะแต่ดราม่านี่สิ อย่าให้ถึงกับบ่อน้ำตาแตกน๊า  :bye2:
 :L2: เป็นกำลังใจให้ผู้เขียน มีสุขภาพแข็งแรงจ้า  :pig4:

ออฟไลน์ SenzaAmore

  • Where troubles melt like lemon drops....
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
อร้างงงงง สมิต กะ ชีวิน ดูเหมือนจะกล้ามชนกล้าม55555
หรือจิ้นไปเองไม่รู้ :laugh:

5555องค์ชายเนี่ยเป็นห่วงกลัวหอยตายน่าดูเลยนะ กลัวคนเลี้ยงหอยไม่อยู่อ่ะดิ้ :m13:

คนแต่งหายไวๆ แล้วมาต่อเร็วๆน้าา :จุ๊บๆ:

ออฟไลน์ rubymoona

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 861
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +86/-5
อั่ยยะ องค์เตชช่างเปิดเผย ใจมากท่าน อย่างนี้สิสมใจคนอ่านนัก
ท่านสน ไม่แคล้ว เสร็จองค์เตชทั้งกายและใจในไม่ช้านี้แน่

ออฟไลน์ FlOriN

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
แอรัยยย มาต่อแล้ว
จะบอกว่าชอบมากเลยค่าา
มาสแตนบายรอทุกเสาร์
คนเขียนพักผ่อนเยอะๆนะคะ
 :L2:

ออฟไลน์ sine_saki

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-2
มีคู่ใหม่เกิดมาแล้วสินะ สมิตกะชีวิน ท่าจะพ่อแง่แม่งอนกว่าคู่หลักเสียแล้ว
ตลกตรงราชทูตหอยนี่แหละ อยากรู้จังว่าองค์เตชพบกับองค์สนจนเป็นรักแรกพบอย่างไร
รอเสาร์หน้าจ้า

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7208
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
งานยากเลยนะเนี่ยท่านเตช ริจะจีบเพลย์บอยตัวพ่อ
สบายที่สุดคงเป็นหอยกิตติมศักดิ์ตัวนั้น

ออฟไลน์ jinjin283

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 934
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-1
เรื่องใหม่่อะ ขอลุ้นทั้งสองคู่เลยนะ คู่องครักด้วยะ น่าลุ้นๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ sam3sam

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2562
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +247/-4
เจอท่านสนบอกมีนางสนม121คนถึงกับเหวอเลยหรอจ๊ะท่านเตช :laugh:

ออฟไลน์ ๛ナーリバス๛

  • ~~~๛NaaribuS๛~~~ ~ [TBL-081-588]
  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +898/-26
    • NaaribuSS


ฮา เรื่องหอย

องชายทรงโปรดคนเลี้ยงมากกว่าหอย

สงสัยว่า สมิตจะได้คู่กับชีวินไหม *-*

ออฟไลน์ inspirer_bear

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2003
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +206/-5
 :mew1:คึคึ ๆๆๆๆ แบบว่า สมิตกับชีวินใช่ม้ายยยย

ไม่ได้กลับสมุทราทั้งคู่แน่ๆอะ

ออฟไลน์ shoky_9

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 512
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
555555555555
อ่านแล้วอมยิ้มขำตามจริงๆค่ะ  :mew4:

ออฟไลน์ cinquain

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +247/-0
ต้อนรับเรื่องใหม่ด้วยค่ะคุณบัว ^^
ตอนแรกก็ฮาแล้ว หอยคู่บ้านคู่เมือง
มาตอนสองเจอราชทูตหอยเข้าไป เงิบเลยค่ะ 555

เขาเคยเจอกันตอนเด็ก อยากอ่านจังค่ะ แล้วท่านแม่
น่าจะรับรู้อะไรบางอย่างนะคะถึงส่งลูกชายไปพร้อม
หอยบรรณาการ!! (แม้จะกันออกจากน้องอิจฉาก็เถอะ)

รอเสาร์หน้า  ไงคุณบัวพักผ่อนเยอะๆนะคะไมเกรนจะได้หายค่ะ

... อีกนิด เรื่องนี้องค์ชายสนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นจอมขวัญ
ในอีกภพเลยค่ะ ตอนแรกก็เจ้าชู้มากมายแต่ได้เป็นนายเอก ^^
ใช่ไหมคะ?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-06-2013 12:02:46 โดย cinquain »

ออฟไลน์ Nus@nT@R@

  • Life is Investment
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5589
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +456/-11
ท่านสนธยาสนมเป็นร้อย โอ้วววววววววววววววววว
แล้วงี้ท่านเตชจะทำให้ท่านสนจิตใจสั่นได้บ้างไม๊เนี่ย อิอิ

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1482
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +111/-3
เป็นเรื่องที่อ่านแล้วทำให้อารมณ์ดีจริงๆ
ขอบคุณคนแต่งมากครับ

ออฟไลน์ vanny

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 286
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
 :laugh: :laugh: :laugh:

ท่านเตชดูแลรักษา หอย สุดชีวิตนะเจ้าคะ

ที่สมุทราท่านสนมีนางสนมรออยู่ 121 เชียวนะท่าน

ปล่อยให้กลับไปไม่ได้หรอก

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-26
กรี๊ดดดดดด คุณบัวกลับมาแล้ว

พอเห็นชื่อปุ๊บ กดเข้ามาดูปั๊บเลย

ติดตามคนเลี้ยงหอย กะคนที่ชอบคนเลี้ยงหอย 555

ดูงง ๆ มั้ย

ออฟไลน์ bulldog17

  • ❤GOT7
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3689
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +265/-12
เรื่องนี้น่ารักมว๊ากกกกก ><

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ EverGreen™

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1684
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +192/-1
   “ล้อเล่นเสียที่ไหนเล่า เป็นกษัตริย์ เป็นรัชทายาท เป็นราชนิกูล…ตรัสแล้วจะคืนคำได้อย่างไร”

เนอะองค์ชายยยยยยยย

 :katai5:

ออฟไลน์ KhunToOk

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-4
 :hao5: :hao5:

ใจจะขาด  รอวันเสาร์หน้า   :mew2:

ขอบคุณคนเขียนมากค่าาา

ออฟไลน์ Gokusan

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +269/-1
มันขำตามประสงค์นะคะ ขอบอกกกก ^^

องค์ชายสนและองครักษ์น่าจะได้อยู่อย่างปลอดภัย
แต่ทางใจคงไม่นะ หวาดระแวงเป็นพักๆ ฮ่าๆ

องค์ชายเจ้าบ้านกะองครักษ์ก็ช่วยกัน-ดูแล-เต็มที่
หาทางพิชิตใจให้ได้ก็แล้วกัน...บ้านเมืองนั้นดูมีอันตรายแล้ว

น้องหญิงรัชทายาทท่านแม่ช่างน่ากลัว
ทำไมเป็นคนแบบนี้หว่า...น่าสงสารท่านแม่อ่ะ
มีลูกจ้องจะอยากได้สมบัตินี่ก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ - -"

เอาใจช่วยหลายๆ คนต่อไป...คนแต่งด้วย สู้ๆ ^^V

ออฟไลน์ qq_oo

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1748
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +143/-4
รอๆๆๆๆจ้า

ออฟไลน์ Chichi Yuki

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1584
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-3
อู้! มีสองคู่แล้วเรื่องนี้
ตอนแรกก็จิ้นองครักษ์เป็น 3P 555+
(ไม่ค่อยเลยนะเรา)

ออฟไลน์ bpyt

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1319
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
ชิช๊ะ! ว่าแล้วเชียวว่าต้องอยากได้คนเลี้ยงหอยมากกว่า แผนสูงเชียวท่านเตช หึหึ
งานนี่ถ้าท่านเตชจะได้ชายาคงต้องหวังพึ่งท้าวเอิบอย่างแรงง!!

ออฟไลน์ yeyong

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5857
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +917/-26
เพิ่งเห็นเรื่องใหม่ของคุณบัวค่ะ
ติดตามตอนต่อไป

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1543/-8
NOV: ด้วยพันธะบรรณาการ
By: Dezair
……………………..
พันธะที่ 3


   คุณท้าวเอิบเป็นหญิงวัยปลายร่างอวบผิวขาว ใบหน้ากลมอูมนั้นมีแว่นกรอบบางประดับด้วยเพชรระยิบระยับอันเป็นของขวัญครบรอบอายุ 50 ปีที่องค์ชายเตชินทร์ประทาน นางใส่มันแทบจะตลอดเวลาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนทั้งตำหนักอิฐและตำหนักขาวซึ่งถูกใช้เป็นที่ทำการของขุนนางกรมวังใต้การปกครองขององค์ชายเตชินทร์คุ้นตากันดี


   และวันนี้ คุณท้าวเอิบที่มักไม่ค่อยปรากฏกายที่ตำหนักขาวบ่อยนักก็ถูกเชิญมาเป็นการเร่งด่วน นางย่อกายลงถวายบังคมเมื่อเข้ามาในห้องทรงงานขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่สองซึ่งควบตำแหน่งเจ้ากรมวังร่วมด้วย


   “คุณท้าว มาแล้วหรือ ขอเราตรวจเอกสารอีกครู่เดียว จะคุยด้วยสักหน่อย เชิญนั่งก่อน”


คุณท้าวเอิบเติบโตขึ้นในวังหลวงดังนั้นกิริยามารยาทจึงสง่างามแม้อายุอานามจะไม่น้อยแล้วก็ตาม นางย่อกายลงรับคำสั่ง ก่อนจะถอยไปนั่งที่ชุดเก้าอี้บุนวมมุมห้องทรงงาน


   ภายในห้องของผู้มีอำนาจสูงสุดของกรมวังนั้น แทบจะเรียกว่ารกเป็นรังหนู เพราะโต๊ะทรงงานขององค์ชายรัชทายาทเต็มไปด้วยเอกสารมากมาย ส่วนโต๊ะทำงานขององครักษ์อีกสองคนอย่างอังกูรและสมิตก็ไม่ต่างจากผู้เป็นนาย คุณท้าวเอิบเห็นแล้วขัดตา แต่เพราะตำหนักขาวแห่งนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของนาง จึงจำต้องปล่อยผ่านแม้จะนึกเคืองอยู่ไม่น้อยที่องค์ชายเตชินทร์และบริวารไม่รักษาความสะอาดกันบ้างเสียเลย


   “คุณท้าวคงกำลังนึกขัดใจเราอยู่ เพราะโต๊ะเราสกปรกเหลือเกิน” เสียงทุ้มหยอกล้อดังมาจากองค์ชายหนุ่มผู้กำลังประทับตราอนุญาตเบิกจ่ายงบของกรม เมื่อเสร็จเรียบร้อยดีจึงหยิบติดมือมาส่งให้อังกูรที่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะถัดไป แล้วจึงเสด็จตรงมาหาคุณท้าวเอิบที่นั่งรออยู่


   “หากองค์ชายมีรับสั่งให้หม่อมฉันมาทำความสะอาดให้ จะเป็นพระคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมมากเลยเพคะ”


องค์ชายเตชินทร์สรวลร่วน แต่ไม่ยอมเอ่ยโอษฐ์อนุมัติ พระองค์ทรุดกายลงประทับที่พระเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง แล้วจึงตรัสเข้าเรื่อง


   “เรามีเรื่องให้คุณท้าวช่วยเหลือ และแน่นอนว่ามันจะกินเวลาของคุณท้าวมากเสียจนคุณท้าวมาช่วยทำความสะอาดให้เราไม่ไหว”


   “แสดงว่าเรื่องใหญ่หรือเพคะ”


   “ใหญ่มาก”


   “ให้หม่อมฉันเดาได้ไหมเพคะ” องค์ชายเตชินทร์พยักพักตร์เล็กน้อยเป็นเชิงอนุญาต


   “เรื่องนี้เกี่ยวกับองค์ชายสนธยา”


   “คุณท้าวรู้ใจเราเสมอ สมแล้วที่เลี้ยงดูเรามาแต่เล็ก” ด้วยเพราะพระมารดาจากไปตั้งแต่พระองค์ยังเยาว์นัก ผู้ที่เลี้ยงดูและถึงขั้นถวายการลงโทษพระองค์ก็มีเพียงคุณท้าวเอิบซึ่งเคยรับใช้พระมารดาของพระองค์มาก่อน องค์ชายเตชินทร์จึงเกรงใจคุณท้าวมากพอๆกับที่คุณท้าวรู้เท่าทันนิสัยและความคิดขององค์ชายหนุ่มดี


   “คราวนี้เป็นเรื่องอะไรล่ะเพคะ”


อันที่จริงแล้ว คุณท้าวเอิบเองก็สงสัยไม่น้อยว่าองค์ชายผู้นั้นมีส่วนใดต้องตาต้องใจองค์ชายของนาง ไม่ใช่ว่าองค์ชายเตชินทร์ไม่มีสตรีนางในคนใดในวังหลวงเหลียวแลจนพระองค์ต้องหันไปสนพระทัยองค์ชายจากต่างแดน ตรงกันข้าม ทุกวันนี้นอกจากคุณท้าวเอิบจะมีหน้าที่คอยดูแลความเรียบร้อยในตำหนักอิฐแล้ว ในบางคราวยังต้องคอยจัดสรรเรื่องเวลาไม่ให้สตรีมาขอเข้าเฝ้าทับซ้อนกัน มิเช่นนั้นประเดี๋ยวจะเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทในตำหนักดังที่เคยเกิดมาแล้วเมื่อครั้งอดีต


   “เราอยากให้คุณท้าวเป็นเพื่อนคุยขององค์ชายสนธยา”

   “เพื่อนคุย?”


   “ใช่ เขาเป็นองค์ชายมาจากต่างแดน มาอยู่ที่อนันตราชแค่สองคนกับองครักษ์ที่ชื่อชีวิน พวกเขาเหมือนนกพลัดถิ่น เราในฐานะเจ้าบ้านเจ้าเมืองก็อยากเป็นที่พึ่งที่พิงให้เขา ก็เลยอยากให้คุณท้าวสนิทสนมกับเขาเอาไว้ เผื่อวันข้างหน้าเขามีปัญหาอะไรจะได้กล้ามาปรึกษาขอความช่วยเหลือจากคุณท้าวอย่างไรล่ะ คุณท้าวเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นเสาหลักของตำหนักอิฐ เราไม่เห็นใครมีคุณสมบัติเพียบพร้อมเท่าท่านแล้ว”


   “ยกยอกันจริงนะเพคะ”


เหตุและผลที่องค์ชายเตชินทร์ตรัสมานั้น คุณท้าวเอิบเห็นด้วยทุกประการ หากจะว่าไปแล้ว ทั้งองค์ชายสนธยาและองครักษ์ชีวินที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยในต่างถิ่นต่างแดนโดยที่ไม่รู้กำหนดกลับก็คงเป็นเรื่องทุกข์ใจไม่ใช่น้อย ครอบครัวก็ไม่มี คนรู้จักก็ไม่มี ไม่ต่างอะไรกับคนหัวเดียวกระเทียมลีบ


   “คุณท้าวช่วยเราหน่อยเถอะนะ ถ้าไม่เห็นแก่เรา ก็เห็นแก่ความสัมพันธ์ของอนันตราชและสมุทรา หากคนที่สมุทรารู้ว่าคนของอนันตราชไม่ดูดำดูดีองค์ชายสนธยาและองครักษ์ชีวิน พวกเขาคงหาว่าพวกเราใจไม้ไส้ระกำใจดำป่าเถื่อน”


   “เข้าใจแล้วเพคะ หม่อมฉันจะเป็นเจ้าบ้านที่ดี พระองค์อย่าได้กังวล”


   “ขอบคุณท่านมาก เรารู้ว่าคุณท้าวยึดหลักความถูกต้องเสมอ” องค์ชายเตชินทร์แย้มสรวลอย่างถูกอกถูกใจ ก่อนจะตรัสถามเรื่องความเป็นไปในตำหนักอิฐอีกเล็กน้อย แล้วจึงส่งคุณท้าวเอิบกลับ เมื่อพ้นร่างหญิงวัยปลายผู้นั้นแล้ว สมิตที่นั่งทำงานอยู่ในห้องและได้ยินทุกประโยคของพระองค์ก็ทูลหยอกเสียงดัง


   “เหมือนนกพลัดถิ่น ประโยคนี้คุ้นหูเหลือเกินพระเจ้าค่ะ” องค์ชายเตชินทร์เหลือบเนตรมอง


   “เราลอกอังกูรมา มีปัญหาหรือไร”


   “ไม่กล้ามีพระเจ้าค่ะ”


   …ก็ลองกล้ามี พระองค์จะสั่งงานเพิ่มให้สมิตไปตามดูแลท่านองครักษ์ชีวินเสียให้อกแตกตายไปข้างเลยคอยดู!...

   ………………………………………..


   ร่างสูงโปร่งเจ้าของเรือนกายสีน้ำผึ้งนวลนั่งจับเจ่าอยู่ข้างบ่อน้ำขนาดใหญ่ในสวนหลังตำหนัก ใต้บ่อนั้นมีหอยมุกตัวเขื่องนอนสงบนิ่ง ด้วยไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย หากแต่คนมีหน้าที่เลี้ยงหอยไม่ได้รู้สึกยี่หระอะไรเสียเท่าไหร่


   …ตอนนี้อะไรจะเป็นจะตายก็ช่างแล้ว แต่พระองค์ทรงเบื่อเป็นที่สุด…


   “ทำองค์ให้กระฉับกระเฉงดูเหมือนกำลังเลี้ยงหอยหน่อยสิพระเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวคนอื่นมาเห็นจะพูดเอาได้ว่าพระองค์อู้งาน” ชีวินที่ยังคอยตามติดถวายการดูแลทุกฝีก้าวก้มลงกระซิบ


   “ชีวิน เจ้าก็รู้ว่าหอยเป็นสัตว์ที่เลี้ยงตามมีตามเกิดเป็นที่สุด ถ้าเจ้าไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าเราอู้งาน ก็คงต้องยกหอยขึ้นมาให้เรานั่งขัดกาบมันทั้งวี่ทั้งวันล่ะ!” องค์ชายสนธยาตรัสอย่างเหนื่อยหน่ายและแสนเบื่อ ตั้งแต่เช้ามานี้ พระองค์ต้องคอยมาทำทีเป็นดูแลหอย เดินวนบ่อไปทางซ้าย แล้วก็เดินกลับมาทางขวาด้วยเพราะไม่รู้ว่าหอยต้องดูแลอย่างไร!


   “ไม่ต้องถึงขนาดขัดกาบ แต่ก็ต้องไม่ใช่มานั่งริมบ่อแล้วโยนหินลงน้ำเล่นเช่นนี้ พวกทหารจะเอาไปพูดกันได้นะพระเจ้าค่ะ” ชีวินทูลอีกหน พลางเหลือบตามองนายทหารเวรยามนับสิบที่ยืนประจำการอยู่รายล้อมรอบบ่อหอยมุก


เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดขององค์ชายเตชินทร์เสียเท่าไร รายนั้นความคิดความอ่านเกินกรอบไปไกลนับตั้งแต่อยากได้หอยเป็นของขวัญวันเกิด ไปจนถึงรับสั่งให้มีการจัดนายทหารเวรยามคุ้มกันบ่อหอยทั้งวันทั้งคืน ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาขโมยหอยไปอย่างนั้น!


   “แต่เราเบื่อ ชีวิน เจ้าต้องเข้าใจว่าเราเบื่อ”


   “พระเจ้าค่ะ กระหม่อมเข้าใจ” ทว่าก่อนที่ชีวินจะได้ปลอบประโลมเหนือหัวผู้ที่กำลังเริ่มงอแงเป็นเด็กๆ เสียงนายทหารป่าวประกาศก็ดังขึ้น


   “องค์ชายเจษฎาเสด็จ!!”


   …องค์ชายเสด็จ?!...


   สองบุรุษจากสมุทราหันมองตามเสียงโดยพร้อมเพรียง ร่างสูงสง่าเดินพ้นมุมตำหนักตรงมาทางพวกเขา ทำเอาทั้งองค์ชายและองครักษ์ต้องหันมองหน้ากัน


   …องค์ชายเสด็จ? …


…แล้วเสด็จมาทำไมตรงนี้? ที่หลังตัวตำหนักที่นอกจากจะไม่มีอะไรให้ดูแล้วยังมีแค่บ่อหอยมุกอย่างเดียว!...


…หรือว่า…


…หรือว่าจะมาดูหอย?!...


   “องค์ชายแห่งอนันตราชนี่เพี้ยนบรรลัย ดูท่าจะชอบหอยกันทุกคน” สนธยาได้แต่บ่นพึมพำ ก่อนจะลุกจากขอบบ่อยืนตัวตรงเมื่อบุรุษร่างสูงสง่าในชุดคลุมเนื้อหนาสวมทับเครื่องแบบนายทหารสีเขียวเข้ม ใบหน้าคมคายคล้ายกับองค์
ชายเตชินทร์หากแต่ดูอาวุโสกว่า และที่สำคัญ…มีรอยสรวลแบบเดียวกันเปี้ยบ!


   “องค์ชายสนธยา” ผู้มาใหม่ทักทายพร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างที่ทำเอาสนธยาต้องโค้งกายคำนับ


   “ไม่ต้องมากพิธีหรอก เราแค่แวะมาเยี่ยมเยียนอาคันตุกะจากสมุทรา” องค์ชายหนุ่มแห่งอนันตราชตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน ทว่าเมื่อเห็นความอิหลักอิเหลื่อบนสีหน้าของคู่สนทนา ก็ดูเหมือนพระองค์จะเพิ่งระลึกขึ้นได้ “จริงสิ ยังไม่ได้แนะนำตัวเองให้เจ้ารู้จัก เราคือองค์ชายเจษฎา รัชทายาทลำดับที่ 1 แห่งราชสำนักอนันตราช เราก็อยู่ในงานเมื่อวานที่โถงด้วย แต่เจ้าคงไม่ทันสังเกตกระมัง”


   …รัชทายาทลำดับที่ 1!!...


   สนธยานิ่งงันไปเล็กน้อย ก่อนจะค้อมกายคำนับอีกครั้ง

   
“ยินดีที่ได้รู้จักพระเจ้าค่ะ”


   “เราบอกแล้วว่าไม่ต้องมากพิธี เงยหน้าขึ้นเถิด” องค์ชายจากเกาะกลางทะเลเงยพักตร์ขึ้น “พอดีผ่านมาทางนี้ เลยแวะมาเยี่ยมเสียหน่อย ไปนั่งคุยตรงนั้นเถอะ” องค์ชายเจษฎาทรงผายหัตถ์ไปยังชุดเก้าอี้ที่อยู่ใต้ต้นไม้ ไม่ไกลจากบ่อน้ำ ก่อนจะออกเสด็จนำ สนธยาเหลือบตามองชีวินเล็กน้อย แต่ไม่ปริปากสิ่งใดก่อนจะก้าวตามไปนั่งที่ชุดเก้าอี้


   “อยู่ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม”


   “สบายดีพระเจ้าค่ะ” องค์ชายเจษฎาทอดพระเนตรพักตร์เรียวสีน้ำผึ้งของคู่สนทนาด้วยความประหลาดใจ เมื่อวานนี้ในโถงประชุม พระองค์ค่อนข้างตกใจทีเดียวเมื่อน้องชายอย่างเตชินทร์ออกปากร้องขอของขวัญวันเกิดเป็นหอยมุกตัวใหญ่ และเรียกร้องให้องค์ชายสนธยาจากสมุทรามาเป็นคนเลี้ยงหอยที่ตำหนัก วันนี้พระองค์ตั้งใจเสด็จมาที่นี่เพื่อมาไขข้อข้องใจว่าทำไม เตชินทร์ถึงต้องการเช่นนั้น


   …หรือจะสนใจองค์ชายสนธยาแห่งสมุทรา…


   องค์ชายเจษฎาพินิจพิเคราะห์ผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วได้แต่โคลงเศียรน้อยๆ


   องค์ชายสนธยารูปงามก็จริง พักตร์เรียว ดวงเนตรกลมโต นาสิกรั้น และโอษฐ์บาง ผสานไปกับเรือนกายสีน้ำผึ้งที่แม้จะสูงโปร่งแต่ก็ดูสง่างามเหมาะสมกับตำแหน่งองค์ชาย ทว่า…ไม่ได้งามอย่างอิสตรี ไม่ได้มีวี่แววอรชรอ้อนแอ้นน่ารักน่ากอดเลยแม้แต่น้อย


   “พูดตามตรง เราค่อนข้างตกใจที่ได้ยินว่าน้องชายของเราอยากได้หอยเป็นของขวัญวันเกิด”


   “กระหม่อมก็ตกใจไม่แพ้พระองค์พระเจ้าค่ะ ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีใครที่ไหนอยากได้หอยเป็นของขวัญ” สนธยารับคำง่ายๆ อย่างที่ทำเอาเจษฎาหัวเราะร่วน


   “ที่สมุทรา หอยคงเป็นของหาง่ายจนไม่น่าปรารถนาสินะ”


   “ต่อให้หายาก กระหม่อมก็คิดว่ามันไม่ได้เหมาะสมจะเป็นของขวัญวันเกิดเสียเท่าไหร่พระเจ้าค่ะ”


   “แต่เหมาะเอามาเป็นของบรรณาการอย่างนั้นหรือ” สนธยานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเฉไฉตอบ


   “ก็…ก็เพราะว่ามันเป็นหอยคู่บ้านคู่เมืองน่ะสิพระเจ้าค่ะ ถึงได้เหมาะเป็นของบรรณาการ” คราวนี้องค์ชายเจษฎาสรวลเสียงดัง ดูเหมือนพระองค์จะค้นพบแล้วว่าเหตุใด เตชินทร์ผู้เป็นน้องถึงได้อยากได้หอยเป็นของขวัญวันเกิด ไม่สิ…เตชินทร์ไม่ได้อยากได้หอย แต่อยากได้คนเลี้ยงหอยต่างหาก


   “เอาเถอะ ถึงน้องเราจะพิลึกพิลั่น แต่เขาก็ไม่ใช่คนไม่ดีหรอก เรายืนยัน” สนธยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยเพราะไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์ชายรัชทายาทลำดับที่ 1 แห่งอนันตราชจึงต้องมายืนยันนั่งยันความเป็นคนดีหรือไม่ขององค์ชายเตชินทร์ด้วย


   “เราคงต้องขอตัวก่อน พอดีต้องไปที่อื่นต่อด้วย” องค์ชายเจษฎาทรงลุกจากพระเก้าอี้ ทำเอาสนธยาต้องลุกขึ้นน้อมส่ง


   “แล้วไว้ว่างๆจากการเลี้ยงหอย ก็ไปเที่ยวที่ตำหนักของเราบ้างนะ เราจะให้การต้อนรับอย่างดี” คนถูกชวนได้แต่ยิ้มบาง ทั้งที่ในใจนั้นไม่อยากข้องเกี่ยวกับพวกองค์ชายบ้าหอยมากเสียเท่าไหร่ ตั้งแต่พระองค์ยังเล็กก็ถูกสอนสั่งว่าพวกอนันตราชนั้นเป็นนักรบที่เก่งกาจ สมัยก่อน พระองค์เคยวาดฝันว่าอยากสร้างกองทัพของสมุทราให้เกรียงไกรอย่างอนันตราช หากแต่พอได้มา ‘สัมผัส’ องค์ชายของอนันตราชทั้งรัชทายาทลำดับที่ 1 และ 2 แล้ว องค์ชายสนธยาก็ดำริได้อย่างเดียวว่า ถ้าเก่งแล้วเพี้ยนแบบนี้ ขอโง่เง่าต่อไปจะดีกว่า!


   “หืม? มองหน้าเราทำไมรึ”


   “เปล่าพระเจ้าค่ะ” สนธยารีบทูล ด้วยเพราะในใจนั้นนินทาองค์ชายแห่งราชสำนักอนันตราชชนิดที่ถ้าให้พูดออกมาจากปาก ก็คงถูกสั่งบั่นคออย่างไม่ต้องสงสัย


   “ถ้าหากไม่มีอะไรแล้ว เราขอตัวก่อนแล้วกัน” ดูเอาเถอะ คิดจะมา ก็แวะมาปุบปับ คิดจะไปก็ไปเสียแบบนั้น…ถ้าองค์ชายแห่งราชสำนักนี้มาสู่ขอน้องสาวของพระองค์ล่ะก็ สนธยาจะไม่ยอมยกให้จริงๆ!


   องค์ชายเจษฎาเสด็จออกจากตำหนักอิฐของน้องชาย ทว่าพอพ้นการได้ยินขององค์ชายสนธยาแห่งสมุทรา พระองค์ก็มีรับสั่งเสียงเบาให้แก่องครักษ์ผู้ติดตามเบื้องหลัง


   “ส่งคนไปที่สมุทรา แล้วจงสืบว่าเหตุใดราชินีวารีวาทจึงกล้าส่งองค์ชายสนธยามากับขบวนบรรณาการ”

……………………………….   

พระอาทิตย์ดวงโตคล้อยต่ำบอกเวลาเย็นย่ำแล้ว องค์ชายรัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งอนันตราชรีบเก็บปากกาขนนกเข้าที่ แล้วลุกจากพระเก้าอี้อย่างรวดเร็วเสียจนองครักษ์หนุ่มอีกสองที่นั่งทำงานมือเป็นระวิงอยู่บนโต๊ะใกล้เคียงต้องหันมอง

“จะเสด็จกลับแล้วหรือพระเจ้าค่ะ” สมิตทูลถาม ก่อนจะเหลือบตามองออกไปนอกหน้าต่างห้องทรงงานที่พระอาทิตย์ยังฉายแสงสาดส่องไปทั่วทุกหย่อมหญ้า


…ทั้งๆที่แต่ก่อน ถ้าไม่มืดจะไม่กลับด้วยซ้ำ แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น…


“เราจะกลับไปทานมื้อเย็น”


“มื้อเย็น?!” เป็นสมิตที่ยังร้องด้วยความตกใจ ในขณะที่อังกูรเงยหน้าขึ้นมองเงียบๆ


“ใช่ ตอนนี้เราไม่ได้ตัวคนเดียวแล้ว เป็นเจ้าของตำหนักก็ต้องดูแลผู้มาอาศัย เกิดเรายังไม่กลับ แล้วคุณท้าวไม่ยอมตั้งโต๊ะเสียที องค์ชายสนธยาก็ไม่ต้องเสวยอะไรพอดี”


“อยากจะกลับไปทอดเนตรองค์ชายสนธยาก็ตรัสมาเถอะพระเจ้าค่ะ” สมิตทูลด้วยน้ำเสียงและสีหน้าล้อเลียน หากแต่องค์ชายเตชินทร์กลับทำสีพักตร์เคร่งขรึม ทั้งๆที่แท้จริงในใจนั้น ไม่ต่างจากที่สมิตหยอกเลยแม้แต่น้อย


“เราแค่อยากกลับไปดูว่าเขาอยู่กันอย่างไรบ้าง มีอะไรขาดเหลือตรงไหนไหม เราเป็นเจ้าบ้านเจ้าเมือง เป็นเจ้าของตำหนัก จะปล่อยปละละเลยได้อย่างไร เจ้าก็ด้วยเถอะสมิต เจ้าเองก็เป็นเจ้าบ้าน เราหวังว่าเจ้าจะคอยดูแล ‘ท่านชีวิน’ เป็นอย่างดี!”


 พอถูกย้อนศรมาเช่นนี้ สมิตผู้ปากมากก็เงียบสนิท องค์ชายเตชินทร์ขยับเครื่องแบบที่สวมอยู่ให้เข้าที่ อังกูรที่รู้งานก็ลุกจากโต๊ะทำงานคอยติดตามองค์ชายโดยพลัน ไม่เหมือนฝ่ายสมิตที่แม้จะรู้งานไม่ต่างจากเพื่อน แต่ก็ยังอ้อยอิ่งอ้อยสร้อยทำเป็นเก็บข้าวของบนโต๊ะไม่เรียบร้อยเสียที


“สมิต…เจ้าจะกลับหรือไม่ ถ้าไม่ เราจะได้ลงไปบอกพวกเวรยามว่ากะกลางคืนวันนี้ เจ้าจะเฝ้าตำหนักขาวแทน!” เพียงเท่านั้น สมิตก็รีบทิ้งงานทุกอย่างแล้วขยับห่างจากโต๊ะทำงานพร้อมกับทูลตอบเสียงลั่น


“กลับพระเจ้าค่ะ!!!” องค์ชายเตชินทร์ทำเสียงฮึมฮัมในลำคอเล็กน้อย ด้วยเพราะรู้ดีว่าองครักษ์หนุ่มนิสัยขี้เล่นอย่างสมิตนั้นมักจะชอบยั่วยุกวนโทโสพระองค์เรื่อย


“อังกูร วันนี้เราอยากสนทนากับองค์ชายสนธยาเป็นการส่วนตัวอีก เจ้ามีวิธีอื่นอีกไหม ถ้าใช้วิธีเก่า เรากลัวเขาจะจับได้” องค์ชายเตชินทร์เสด็จนำออกจากห้อง มีอังกูรเดินตามคอยถวายคำแนะนำอย่างใกล้ชิด สมิตมองตามเพื่อนรักและเหนือหัวผู้ที่ตนเคารพสูงสุดแล้วได้แต่ส่ายหน้าไปมา


“องค์เตชหนอองค์เตช พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดินก็จ้องแต่จะกลับตำหนักท่าเดียว เสียงานเสียการเพราะผู้ชายแท้ๆ”


แน่นอนว่าเสียงพึมพำนั้นได้ยินเข้าพระกรรณขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่สองอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นจึงมีสุรเสียงดังลั่นอย่างที่ทำเอาสมิตสะดุ้งโหยง


“สมิต!!!”

…………………………………….
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-06-2013 21:24:03 โดย Dezair »

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1543/-8



กลิ่นหอมของน้ำแกงเนื้อข้นสีนวลตาด้วยมันฝรั่งบดละเอียดจนละลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำที่ถูกปรุงจนรสกลมกล่อมพร้อมด้วยเครื่องเทศน์หลากชนิดที่มีสรรพคุณให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทำเอาร่างสูงโปร่งต้องขยี้ปลายจมูกตัวเองไปมาอย่างนึกฉุน


“ดูท่าจะเป็นหวัดเสียแล้วนะเพคะ” ไม่ไกลนักคือคุณท้าวเอิบที่คอยดูแลใกล้ชิด นับตั้งแต่องค์ชายสนธยากลับเข้ามาในตำหนักหลังจากออกไปดูแลหอยมุกที่สวนด้านหลังตั้งแต่เช้าจนบ่าย โดยพกพาเอาอาการหายใจลำบากกลับเข้ามาหานางด้วย


“สงสัยเพราะเราตากลมนานไปหน่อย”


อากาศที่อนันตราชเย็นและแห้งกว่าที่สมุทรา อีกทั้งลมแต่ละครั้งที่พัดผ่านก็เหมือนจะหอบเอาไอเย็นก้อนใหญ่ๆมากรีดผิวให้สะท้าน คนคุ้นชินกับอากาศร้อนพอมาเจออากาศเย็นสบายเช่นนี้ทีแรกก็ชอบอยู่หรอก ออกไปนั่งเล่นตากลมที่ริมบ่อเสียค่อนวัน ก่อนจะพบว่าอากาศเย็นๆนั้นนำพาโรคภัยมาเยือนเสียด้วย


“ประเดี๋ยวมื้อเย็น หม่อมฉันจะทำข้าวต้มถวายดีไหมเพคะ จะได้คล่องคอหน่อย”


“ก็ได้”


“ถ้าเช่นนั้น พระองค์เสวยน้ำแกงถ้วยนี้ให้หมดเสียก่อน พระวรกายจะได้อบอุ่นขึ้น แล้วก็ห้ามออกไปเดินเตร่นอกตำหนักอีกนะเพคะ อยู่ในห้องนี้ หม่อมฉันจะให้คนไปเอาฟืนมาเติมที่ปล่องไฟให้ จะได้ไม่หนาว แล้ววันนี้ก็ต้องบรรทมแต่หัวค่ำนะเพคะ”


คุณท้าวเอิบถวายการดูแลองค์ชายเตชินทร์มาแต่อ้อนแต่ออก หากแต่พอองค์ชายหนุ่มขึ้นรับตำแหน่งรัชทายาทลำดับที่สอง ก็ดูเหมือนจะไม่ป่วยไม่ไข้ให้นางต้องจ้ำจี้จ้ำไชอีก มาวันนี้ที่มีอาคันตุกะมาเพิ่มที่ตำหนักอิฐ และป่วยไข้ต่อหน้านาง คุณท้าวเอิบจึงอดไม่ได้


องค์ชายสนธยาทอดเนตรสตรีวัยปลายร่างอวบด้วยแววเนตรชื่นชม จนทำเอาคนถูกมองนิ่งไปเล็กน้อย และเหมือนนางเพิ่งจะรู้ตัวว่ากำลังจ้ำจี้จ้ำไชกับองค์ชายหนุ่มจากต่างแดน


“เอ่อ…เอ่อ…หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ เอ่อ…พอดี…”


“ท่านไม่เห็นต้องขออภัยเลยคุณท้าว ขอบคุณมากที่ห่วงใยเรา ท่านเหมือนแม่นมเราที่สมุทรา” คุณท้าวเอิบยิ้มบาง ในฐานะที่นางเองก็เป็น ‘ท่านนม’ ขององค์ชายเตชินทร์มาก่อน แม้จะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไข แต่ก็เลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำ ให้นมจากอก ก็ต้องรักต้องห่วงเยี่ยงลูกเป็นธรรมดา


“องค์ชายเสด็จออกจากสมุทราเช่นนี้ ท่านนมของพระองค์คงคิดถึงพระองค์แย่” องค์ชายสนธยาสรวลน้อยๆ


“เราสิคิดถึง ท่านนมของเราขึ้นสวรรค์ไปตั้งแต่เราอายุได้แค่ 10 ขวบ”


“ตายจริง” พอเห็นสีหน้าคุณท้าวท่าทางจะตกอกตกใจ องค์ชายหนุ่มจากเกาะแดนใต้จึงจับมือเหี่ยวย่นของนางเอาไว้


“เราไม่มีแม่นมแล้ว อีกทั้งมาอยู่ที่นี่ก็ไร้ญาติขาดมิตรมีแค่ชีวินที่เรารู้จัก เมื่อเราได้มาอยู่ที่ตำหนักนี้ เราก็หวังจะได้ผูกมิตรสนิทสนมกับคนในตำหนัก คุณท้าวเป็นผู้ใหญ่ เราอยากให้ท่านคิดเสียว่าเราเป็นเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่ง ถ้ามีอะไรที่เห็นว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่เหมาะสม โปรดตักเตือนเรา เรามาจากต่างถิ่น เราไม่รู้ว่าที่นี่และที่สมุทรามีอะไรที่เหมือนกัน หรือต่างกันบ้าง เพราะฉะนั้น ได้โปรดอย่านิ่งดูดาย หากเห็นว่าเราทำเรื่องไม่ดีไม่งาม” คุณท้าวเอิบยิ้มบางด้วยความชื่นชม องค์ชายสนธยานั้นทำตัวสมกับเป็นองค์ชายได้อย่างไม่มีที่ติ การอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ได้เป็นการกดตัวเองให้ต่ำต้อย ตรงกันข้าม มันกลับช่วยเพิ่มพูนความสง่าราศีอย่างน่าดูชม


“ราชสำนักสมุทราโชคดีเหลือเกินที่มีองค์ชายอย่างพระองค์เป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชน” คุณท้าวเอิบทูลด้วยสายตาเอ็นดู องค์ชายสนธยากำลังจะปฏิเสธว่าพระองค์ไม่ใช่แบบอย่างที่ดีอะไรถึงเพียงนั้น แต่คุณท้าวเอิบหันไปสนใจเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาเสียก่อน เพียงชั่วอึดใจ พักตร์คมคายก็โผล่เข้ามาในห้อง


“กลับมาแล้วคุณท้าว”


“ถวายบังคมเพคะ ทำไมวันนี้กลับแต่หัววันนัก” คุณท้าวเอิบเข้าไปรับเสื้อคลุมขนสัตว์มาจากร่างสูงสง่า ในขณะที่ผู้เป็นเจ้าของเสื้อคลุมนั้นเหลือบเนตรไปสนพระทัยร่างโปร่งผิวน้ำผึ้งที่บัดนี้มีผ้าห่มคลุมทั้งตัวและกำลังนั่งซุกอยู่บนเก้าอี้บุนวม


“องค์ชายสนธยาทรงเป็นหวัดเพคะ” เมื่อเห็นสายเนตรข้องพระทัยกับสภาพที่ปกคลุมไปด้วยผ้าห่มเนื้อหนา คุณท้าวเอิบเลยต้องเป็นคนทูลเสียเอง


“เป็นหวัด?!” องค์ชายเตชินทร์กำลังจะขยับกายเข้าไปหา ทว่าคุณท้าวเอิบขยับกายอวบปิดทางเสียมิด


“ไม่ได้นะเพคะองค์เตช! องค์ชายสนธยากำลังเป็นหวัด พระองค์เข้าไปคลุกคลีไม่ได้เด็ดขาด”


“แต่เราแข็งแรงคุณท้าว”


“องค์ชายสนธยาก็ทรงแข็งแรงเป็นอย่างยิ่งเพคะ แต่ก็ประชวร เพราะฉะนั้นจะประมาทไม่ได้” ว่าแล้วคุณท้าวเอิบผู้เป็นใหญ่ที่สุดในตำหนักอิฐก็หันไปทางองครักษ์หนุ่มทั้งสองซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังองค์ชายเตชินทร์ที่กำลังมีพระพักตร์ละห้อยเพราะถูกคุณท้าวขวางความสุขเสียอยู่หมัด


“อังกูร สมิต นำเสด็จองค์เตชไปที่ห้องเสวย”


“โธ่! คุณท้าว…เราเป็นเจ้าของตำหนัก จะให้ไปนั่งกินข้าวกินปลาลงได้อย่างไร หากองค์ชายสนธยากำลังประชวรเช่นนั้น” คุณท้าวร่างอวบจับจ้องพักตร์คมขององค์ชายหนุ่มผู้ออกตนว่าเป็นเจ้าของตำหนัก


“แล้วพระองค์ประสงค์จะทำสิ่งใดให้สมกับที่เป็นเจ้าของตำหนักล่ะเพคะ จะจัดยาให้องค์ชายสนธยาด้วยองค์เองอย่างนั้นหรือ หม่อมฉันจะได้ไม่ต้องให้คนไปตามหมอ” พอคุณท้าวเอิบว่ามาอย่างนั้นองค์ชายเตชินทร์ก็ได้แต่ปิดโอษฐ์เงียบ ด้วยเพราะไม่กล้าจัดยาทั้งที่ตนไม่มีความรู้ทางด้านการแพทย์แม้แต่น้อย ทว่า…ก็อดไม่ได้ที่จะกระอ้อมกระแอ้มหาทางได้เข้าใกล้คนป่วย


“แต่…ถ้าเราไม่ดูแล แล้วใครจะดูแล องค์ชายสนธยาเป็นแขกบ้านแขกเมือง มาประทับอยู่ที่ตำหนักอิฐของเรา เราก็ต้องดูแลทั้งยามสุขและทุกข์สิ”


“แลดูเหมือนกำลังสาบานตนในพิธีอภิเษกอย่างไรก็ไม่รู้นะพระเจ้าค่ะ” สมิตที่ยืนอยู่ใกล้อดปากไม่ไหวต้องทูลกระซิบ ทำเอาองค์ชายเตชินทร์ต้องเหลือบเนตรมาดุ สมิตจึงยอมขยับกายถอยห่างออกไปแต่ก็ยังอมยิ้มกระลิ้มกระเหรี่ยแบบที่ทำเอาผู้เป็นนายชักอยากลดขั้นจากองครักษ์บันดาลศักดิ์ลงไปเป็นนายทหารปลายแถวเสียเหลือเกิน!


“องค์เตชอย่าได้กังวลไป หม่อมฉันไม่มีทางยอมให้ใครในตำหนักอิฐล้มป่วยนานๆเป็นแน่ อีกทั้งท่านชีวินก็คงไม่ยอมให้องค์ชายสนธยาต้องทรงล้มหมอนนอนเสื่อเป็นเวลานานๆเช่นกัน พระองค์เสด็จไปเสวยเถอะเพคะ เสวยผิดเวลาจะประชวรไปอีกองค์” ถูกต้อนเสียจนมุมเช่นนี้ องค์ชายเตชินทร์จึงได้แต่ยอมล่าถอยจากไป หากแต่ไม่วายเหลือบเนตรไปทางคนป่วยที่ยังนั่งซุกองค์อยู่ในผ้านวมหนา


“หายไวๆล่ะ ท่านสน” องค์ชายสนธยานิ่งไปเล็กน้อย ด้วยเพราะกระแสเสียงที่อีกฝ่ายส่งมานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง องค์ชายจากเกาะสมุทราได้แต่แย้มยิ้มบางเบาส่งกลับไป


“ขอบคุณ”


“แล้วเราจะแวะไปเยี่ยมที่ห้อง”


“องค์เตช” คุณท้าวเอิบปรามเสียงเข้ม ราวกับจะบอกเป็นความนัยว่าห้ามพระองค์เสด็จไปเตร็ดเตร่ที่ห้องบรรทมขององค์ชายสนธยาเป็นอันขาด ทว่าองค์ชายเตชินทร์แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วรีบเสด็จออกไปทันที คุณท้าวเอิบได้แต่มองตามแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนที่องค์ชายผู้เติบใหญ่ของนางกลับทำองค์ราวกับเด็กอย่างไรอย่างนั้น


“องค์ชายสนธยาอย่าทรงยอมให้องค์เตชเสด็จเข้าห้องนะเพคะ ประเดี๋ยวจะติดหวัดกันไปหมด” เพราะรู้ดีว่ากำชับกับองค์ชายเตชินทร์ไม่ได้แน่แล้ว คุณท้าวเอิบจึงหันมากำชับองค์ชายสนธยาแทน


“เราจะให้ชีวินเฝ้าประตูอย่างดี” สนธยาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง คุณท้าวร่างอวบอ้าปากจะทูลว่าการเฝ้าประตูไม่ได้อะไร หากแต่เพราะรู้ว่าแม้จะให้ทหารเฝ้าหน้าต่างระเบียงทั้งหมด องค์ชายผู้นั้นก็คงจะปีนเข้าทางฝ้าเพดานเป็นแน่แท้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางจึงได้แต่หุบปากเงียบ


…เห็นที…ถ้าไม่อยากให้องค์เตชเสด็จไปเยี่ยมไข้คนป่วย นางคงต้องไปนอนเฝ้าองค์ชายของนางที่ห้องบรรทมกระมัง!!...


……………………………………….


องค์ชายสนธยาเสด็จเข้าบรรทมไปแล้วเรียบร้อย หลังจากเช็ดพระวรกายด้วยผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เปลี่ยนฉลองพระองค์เสียใหม่ และเสวยโอสถที่หมอหลวงทำถวาย ในขณะที่ชีวินผู้มีหน้าที่ถวายการอารักขาตลอดเวลายังเดินเตร่ไปมาในห้องบรรทมกว้างขวางเพื่อตรวจตรากลอนหน้าต่างทุกบาน ก่อนที่ตนจะออกจากหน้าที่ในยามค่อนคืนเพื่อไปพักผ่อน


ทว่า…ไม่ทันที่ชีวินจะตรวจกลอนหน้าต่างบานสุดท้ายเรียบร้อย เสียงกระซิบกระซาบจากนอกห้องก็ดังขึ้นให้บุรุษร่างสูงโปร่งผู้มาจากเกาะแดนใต้อย่างสมุทราต้องหันมองไปยังประตูบานกว้างเพียงหนึ่งเดียวของห้อง


ชีวินจ้องมองบานประตูอย่างไม่วางใจ แม้ที่ตำหนักอิฐแห่งนี้จะมีนายทหารเวรยามคอยอารักขาตลอดทั้งกลางวันกลางคืน แต่ขึ้นชื่อว่าต่างแดนแล้วก็คือต่างแดน ที่นี่ไม่ใช่สมุทรา หากมีอะไรเกิดขึ้น คงเรียกร้องหาความรับผิดชอบใดๆไม่ได้


เขาจ้องบานประตูอยู่ครู่หนึ่ง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับเสียงทุ้มที่ลอดผ่านบานประตูเข้ามา


“ท่านสน…ท่านสน…เข้านอนหรือยัง…”


ชีวินเลิกคิ้วน้อยๆ เมื่อนึกรู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร ชายหนุ่มเดินตรงไปที่ประตู ก่อนจะเปิดมันออกแล้วค้อมกายคำนับบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า


“อ้าว! ท่านชีวิน…”


บุรุษผู้มาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ถ้าไม่ใช่องค์ชายเตชินทร์ผู้เป็นเจ้าของตำหนัก พักตร์คมนั้นมีร่องรอยของความเสียดายเล็กน้อยที่ผู้เปิดประตูคือองครักษ์แห่งสมุทรา


“องค์ชายเตชินทร์มีประสงค์สิ่งใดหรือพระเจ้าค่ะ” องค์ชายหนุ่มเหลือบเนตรเข้าไปในห้องที่มีเพียงแสงเทียนสลัว ร่างบนเตียงกว้างนั้นนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา บอกให้รู้ว่าเจ้าของห้องเข้าสู่นิทราไปแล้ว


“องค์ชายสนธยาบรรทมแล้วหรือ” องค์ชายเตชินทร์มีรับสั่งเสียงเบาด้วยเพราะเกรงว่าเสียงของพระองค์จะดังเข้าไปรบกวนคนที่กำลังพักผ่อนเนื่องจากฤทธิ์หวัด


“พระเจ้าค่ะ” ชีวินตอบกลับเสียงเบาไม่ต่างกัน


“อย่างนั้นหรือ แล้วเขาเป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นบ้างไหม” คนเป็นองครักษ์เหลือบตามององค์ชายหนุ่มเจ้าของคำถามด้วยแววตาเคลือบแคลง


…ไม่ใช่เชษฐาร่วมสายโลหิต ไม่ใช่ประชาชนร่วมแผ่นดิน…เหตุใดองค์ชายเตชินทร์จึงห่วงใยองค์ชายสนธยาเช่นนี้…


“องค์ชายสนธยาเสวยโอสถแล้วพระเจ้าค่ะ หมอหลวงบอกว่า 2-3 วันก็หายเป็นปกติ หากทรงพักผ่อนเพียงพอ” แม้จะสงสัยในองค์ชายเบื้องหน้า แต่ชีวินก็ทูลตอบอย่างมีมารยาท


“อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้ไปจนกว่าจะหายดี ไม่ต้องให้เขาลงไปที่บ่อหอยมุกหรอก”


“รับด้วยเกล้า”


“แล้วพรุ่งนี้เราจะแวะมาดูอีกรอบ”


“องค์ชาย” ดูเหมือนองค์ชายเตชินทร์จะพึ่งรู้องค์ก็เมื่อตอนที่ชีวินเรียกด้วยน้ำเสียงเรียบ หากแต่ดวงตาสีน้ำตาลบนใบหน้าขาวนั้นจับจ้องพระองค์อย่างจริงจังและแน่วแน่ ชีวินไม่เข้าใจการกระทำขององค์ชายแห่งอนันตราช


เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเข้ามาป้วนเปี้ยนรอบกายองค์ชายของตน เขาไม่เข้าใจ…ไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์ชายสนธยาจึงต้องประทับอยู่ที่นี่ด้วยเหตุที่ว่า ‘เป็นคนเลี้ยงหอย’ ราชอาณาจักรอนันตราชต้องการคนเลี้ยงหอยมากถึงขั้นแต่งตั้งองค์ชายจากต่างแดนมาทำหน้าที่นี้เลยหรือ?...มองอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อสักนิดว่าจะมีเจตนาดี


“แม้กระหม่อมจะมีเพียงแค่สองมือ แต่กระหม่อมจะไม่ยอมให้ใครหรืออะไรก็ตาม ทำร้ายองค์ชายสนธยา” ความมั่นคงที่ถ่ายทอดออกมาจากน้ำเสียงและแววตานั้น ทำเอาองค์ชายเตชินทร์ต้องแย้มสรวลบาง


“ของเจ้ามีสองมือใช่ไหม ของเราก็มีสองมือเช่นกัน” ว่าแล้วพระองค์ก็ยื่นหัตถ์ออกมาเบื้องหน้า ชีวินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยเพราะไม่เข้าใจ หากแต่ไม่ต้องทูลถาม องค์ชายเตชินทร์ก็ตรัสเสริม “…เพราะฉะนั้น…ก็มีถึงสี่มือแล้ว”


“สี่มือ?...”


“ใช่” องค์ชายหนุ่มแห่งราชสำนักอนันตราชตรัสสั้นหากแต่แฝงด้วยความมั่นคงเต็มเปี่ยม


“…ไม่ได้มีแค่เจ้าที่อยากปกป้องเขา เราเอง ก็ต้องการปกป้องเขาเช่นกัน”


“พระองค์จะทรงปกป้ององค์ชายสนธยาทำไม พระองค์เป็นองค์ชายของอนันตราช องค์ชายสนธยาเป็นองค์ชายของสมุทรา ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกัน”


“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับอนันตราชหรือสมุทรา” องค์ชายเตชินทร์ตรัสพร้อมรอยยิ้มบาง


“…เรื่องนี้เกี่ยวกับเราที่ชื่อเตชินทร์ และเขา…ที่ชื่อสนธยา”


“พระองค์หมายความเช่นไร”


“เจ้าเป็นคนฉลาดชีวิน เราไม่ต้องตอบ เจ้าก็คาดเดาได้ องค์ชายของเจ้าต่างหาก ที่แม้จะให้เราแสดงออกสักร้อยครั้ง เขาก็เป็นคนเข้าใจยาก โดยเฉพาะ…เรื่องของตัวเขาเอง” องค์ชายเตชินทร์ตรัสแล้วแย้มยิ้มบางบนพักตร์ “แต่ไม่เป็นไร… เราเป็นชอบแสดงออกบ่อยๆ จะสักร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง หรือให้เป็นล้านครั้ง ถ้าอีกฝ่ายคือสนธยา…เราก็ยินดี” องค์ชายแห่งอนันตราชตรัสสำทับด้วยน้ำเสียงอิ่มเอมในอก ก่อนจะหมุนวรกายเสด็จออกจากหน้าประตูนั้น


ยามนี้…คนรอบข้างเข้าใจความรู้สึกอันแสนแจ่มชัดของพระองค์หมดแล้ว จะเหลือก็เพียงองค์ชายสนธยา…แต่เอาเถอะ…สนธยาต้องการเวลา และเวลาเท่านั้น ที่จะช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลาย เวลา…จะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นความคุ้นเคย


และเมื่อถึงเวลา…พระองค์จะตรัสความในหทัยให้องค์ชายสนธยารับรู้ด้วยพระองค์เอง

……………………………….

ร่างบอบบางของสตรีสูงศักดิ์แห่งสมุทรากำลังเดินวนไปมาในห้องด้วยความอัดอั้นตันใจ


…เมื่อเช้า…องค์ราชินีวารีวาททรงเรียกประชุมขุนนางนายทหารทั้งหมดในโถง พร้อมด้วยโอรสและธิดาทั้งสี่ เพื่อประกาศแต่งตั้งท่านนายพลชลเทพขึ้นมารับตำแหน่งแม่ทัพคุมกองทัพเรือแทนโอรสองค์โตอย่างองค์ชายสนธยาที่จากไปยังแดนไกลเพื่อนำขบวนบรรณาการไปถวายยังอนันตราช…


…ใช่!! เสด็จแม่แต่งตั้งนายพลเฒ่าขึ้นมาคุมทัพเรือ!! แทนที่จะเป็นธิดาองค์โตผู้มีสิทธิ์สืบสันตติวงศ์อย่างองค์หญิงอรุณา!!!!...


เพล้ง!!!! เรียวแขนเล็กกวาดเครื่องประทินผิวบนโต๊ะลงพื้นจนแตกกระจายด้วยความโมโห ยิ่งดำริเรื่องราวที่เกิดขึ้น พระองค์ก็ยิ่งอาฆาตพยาบาท


…เพราะอะไร!! เพราะอะไรทำไมถึงไม่เป็นพระองค์!! ทำไมคนที่ได้คุมทัพเรือถึงไม่เป็นพระองค์!!!...


“อย่าทรงกริ้วไปเลยเพคะ ตาเฒ่านั่นไม่รู้จะมีอายุอยู่ได้ถึงปีไหม อีกไม่นานทัพเรือก็ต้องเป็นของพระองค์ ไม่สิ! ทั้งราชบัลลังก์ต่างหาก” เสียงของหญิงวัยปลายผู้ชุบเลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกทำเอาองค์หญิงอรุณาต้องเหลือบเนตรขุ่นขลั่กกลับไป


“เจ้ายังคิดว่าข้าจะได้บัลลังก์อีกหรือ?!!! สนธยาพาขบวนบรรณาการสิ้นคิดไปถึงอนันตราช! แต่พวกนั้นกลับปล่อยให้ทั้งสนธยาและไอ้หอยบ้านั่นยังมีชีวิตอยู่!! น่าโมโหที่สุด!!” กำหัตถ์เล็กทุบปึง!ลงบนโต๊ะกระจก ดวงเนตรที่สะท้อนอยู่บนกระจกบานใหญ่นั้นบอกให้รู้ว่าองค์หญิงอรุณาอยู่ในภาวะแค้นอาฆาตเพียงใด


…คนที่ควรจะตายกลับไม่ตาย! คนที่ควรจะได้ครองอำนาจกลับไม่ได้ครองอำนาจ!! สวรรค์เล่นตลกอย่างนั้นหรือไร!! เหตุใดถึงปล่อยให้หอกข้างแคร่ที่ควรจะสิ้นชีพอย่างสนธยาถึงยังมีชีวิตอยู่!! แล้วเหตุใดทัพเรือของสมุทราถึงไม่ตกมาถึงอุ้งหัตถ์ของพระองค์เสียที!!!!...


“ในเมื่อพึ่งอนันตราชไม่ได้ ข้าก็ต้องพึ่งตัวเอง…” องค์หญิงแห่งราชสำนักสมุทราฉายแววมาดร้ายบนพักตร์งาม ยามดำริถึงผู้ร่วมสายโลหิตที่บัดนี้แม้จะจากสมุทราไปยังแดนไกล แต่ก็ราวกับยังประทับอยู่ที่นี่ เพราะทุกลมหายใจของเสด็จแม่ยังคงหวนคำนึงถึงองค์ชายสนธยาและไม่เผื่อแผ่ความเมตตามาที่องค์หญิงอรุณาผู้ที่ควรจะขึ้นครองบัลลังก์ต่อไป!!!


องค์หญิงอรุณาเหลียวพักตร์กลับไปยังคุณท้าวร่างผอมผู้มีใบหน้าแหลมยาวซึ่งถวายการเลี้ยงดูพระองค์มาตั้งแต่เยาว์จนเติบใหญ่


คุณท้าวสุภาผู้เคียงข้างพระองค์ทุกเวลา และการคงอยู่ของคุณท้าวจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นกลายเป็นความเย่อหยิ่งจองหองให้แก่พระองค์เสมอมา เพราะคุณท้าวอีกคนที่เลี้ยงดูสนธยานั้นด่วนจากไปตั้งแต่สนธยายังเล็ก และเสด็จแม่ก็ยุ่งเกินกว่าจะหันมาดูแล สนธยาเติบโตขึ้นมากับความโดดเดี่ยว ไม่มีมารดาเลี้ยงคอยดูแล ไม่มีคนเอาใจใส่อย่างที่พระองค์มี


ทว่า…เวลานี้…เวลานี้สนธยาที่เติบโตมากพอจนความโดดเดี่ยวในวัยเยาว์กลายเป็นแค่เรื่องราวในอดีต และปัจจุบันกับภายภาคหน้า สนธยากำลังจะได้ในสิ่งที่อรุณาไม่มีวันเอื้อมถึง


…ราชบัลลังก์สมุทรา!!!!!!....


…ไม่มีวัน! บัลลังก์สมุทราต้องเป็นของพระองค์!! บัลลังก์สมุทราต้องเป็นองค์หญิงอรุณาผู้นี้! ไม่ใช่องค์ชาย!!!


“ส่งคนไปที่อนันตราช แล้วทำอย่างไรก็ได้ให้องค์ชายที่ชื่อสนธยาดับสิ้นไปจากแผ่นดิน!!!!!!”


ในเมื่อสวรรค์กลั่นแกล้งให้สนธยาอยู่ค้ำฟ้าค้ำแผ่นดินให้พระองค์หมองหทัย พระองค์ก็จะฝืนอำนาจสวรรค์แล้วฟาดฟันคนค้ำฟ้าค้ำแผ่นดินด้วยมือของพระองค์เอง!!! แม้คนผู้นั้นจะเป็นพี่ชายร่วมสายเลือดก็ตาม!!!


ติดตามตอนต่อไป (เสาร์หน้าค่ะ)

   ชอบองค์เตชชชชชชช…
   รู้สึกว่าเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์จัง เจ้าเล่ห์นิดๆ ชอบยิ้มบ่อยๆ เวลาบัวพิมพ์เรื่องนี้ พอถึงฉากที่องค์เตชออกมา บัวมักจะรู้สึกเขินๆยังไงไม่รู้อ่ะ (เขินทำไม???) เพราะงั้น ถึงได้ให้สมิตเข้ามามีบทบาทอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้บัวเขินองค์เตชมากเกินไปนั่นเองค่ะ ฮ่าฮ่า
   ส่วนองค์สน ปล่อยเขาเลี้ยงหอยไปสักพัก อิอิ
   
   ยังไงก็ฝากเรื่องนี้ด้วยนะคะ
   ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตาม ทุกกำลังใจ และพื้นที่บอร์ดค่ะ
   เจอกันเสาร์หน้าจ้า

ออฟไลน์ SenzaAmore

  • Where troubles melt like lemon drops....
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
 :m20: ตลกอ่ะ กร้ากกก--ทำองค์ให้กระฉับกระเฉงดูเหมือนกำลังเลี้ยงหอยหน่อยสิพระเจ้าค่ะ--ไอ้ท่าทางที่เหมือนกำลัง"เลี้ยงหอย"นี่ทำยังไงอ่ะ555


ฮามาก มีการวิจารณ์ว่ากลัวคนขโมยหอย 555
แถมนายเอกยังจะพูด  “องค์ชายแห่งอนันตราชนี่เพี้ยนบรรลัย ดูท่าจะชอบหอยกันทุกคน”กลายเป็น 'องค์ชายบ้าหอย'5555  :laugh:

น้องสาวนายเอกน่ากลัวจังงง องค์เตชปกป้อง องค์สนน้าาาา  :hao6:

มาต่อเร็วๆน้าาา :mew1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด