Hear, Me (ตอนพิเศษ 290414 : Forget? Me? Not!!
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Hear, Me (ตอนพิเศษ 290414 : Forget? Me? Not!!  (อ่าน 386412 ครั้ง)

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Hear, Me (ตอนพิเศษ 290414 : Forget? Me? Not!!
« เมื่อ01-01-2013 04:12:46 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0


=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+=+


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-04-2014 11:45:27 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Re: Hear, Me
«ตอบ #1 เมื่อ01-01-2013 04:15:39 »

Hear, Me

=======
If I could, I would
======



คฤณ .... ผมอ่านชื่อนี้ไม่ออก ใช่ว่าเรียนตกภาษาไทยแต่มันเป็นความไม่มั่นใจมากกว่าว่าชื่อประหลาดนี้ควรอ่านว่าอย่างไรถึงจะถูกใจเจ้าของชื่อที่สุด

“เป็นไรวะ งานเครียดมากหรอ? หรือปวดขี้”
“ไปดิ ตอนนี้ยังไม่ประชุมโต๊ะ” เสียงถามข้ามหัวทำให้ผมต้องลำบากหมุนคอไปมองหน้ามันที่ช่างกล้าถาม

“กูยังไม่ได้กินข้าว จะเอาที่ไหนไปขี้”

“อ้าว งั้นกินขี้กูก่อน”

“สัดต้อม กวนส้นตีน” ผมด่ามันแต่ก็ขำตามมันไปด้วย ไอ้ต้อม หรือที่ใครๆ เรียกเสียหรูว่าทอมมี่ ผลักหัวผมเบาๆ แล้วก็หันหน้าหันหลังไปลากเก้าอี้คนอื่นมานั่งข้างๆ ผม

“แล้วตกลงเป็นไร ทำหน้ายุ่ง”

“อ่านชื่อไอ้นี่ไม่ออก” ผมเสือกกระดาษนัดสัมภาษณ์ยับๆ ให้มันดู มันเอียงคออ่านแล้วทำเสียงจึ๊ๆ เป็นจิ้งจก

“มึงโง่หรืออะไรเนี่ย อ่านไม่ออกหรอ?”

“ไม่รู้ว่าที่อ่านแม่งจะถูกปล่าว กูโคตรไม่ชอบทำงานกับคนที่ชื่อพิสดารเลยว่ะ”

“ห่า! ได้ตังค์ก็ทำไปเถอะ เงินเดือนนักเขียนน้อยเท่าเล็บมดตัวอ่อน” อืม กูรู้ว่าเงินเดือนกูน้อย แต่แม่งน้อยขนาดนั้นเลยหรอวะ? ผมถอนหายใจแล้วถามความเห็นมัน เพื่อย้ำความเชื่อมั่นในตัวเอง

“แล้วมึงอ่านว่าไรล่ะคุณทอมมี่”

“คะรึนะ”

“พ่อมึงสิ คะรึนะ คนห่าไรจะชื่อคะรึนะ”

“แล้วมึงอ่านว่าไร”

“คะ....”

“เฮ้ยเจม! ที่นัดไว้มาแล้ว พีเอ็นให้มาตามมึงไปสัมภาษณ์”

“อือๆ” ผมรับคำแล้วคว้าไอโฟน สมุดจดและดินสอกดติดตัวไปทันที ไอ้ต้อมมองตามผมที่โบกมือลามันสองฉึกด้วยสีหน้าละห้อย เพราะการไปสัมภาษณ์ของผม ก็เท่ากับการนั่งน้ำลายหนืดของมันร่วม 2 ชั่วโมง

กองบก.ของผมวันนี้ได้รับเกียรติจากนักธุรกิจหัวนอก อนาคตไกล และไอ้นักธุรกิจหัวหอกชื่ออ่านยากนี่ก็ได้รับเกียรติจากผมในการสัมภาษณ์มันในหัวข้อที่พีอาร์เอเยนซี่มันกำหนดไว้แล้ว

อย่างงนะครับ มันก็คืออัฐยายเหมาขนมยาย
เขาจ้างผมถามสิ่งที่เขาอยากพูด เพื่อให้ผมเขียนและตีพิมพ์ในนิตยสารรายเดือนหัวเศรษฐกิจที่ผมทำงานมาร่วม 4 ปี
นี่แหล่ะ วิถีนักเขียนรับจ้าง อาชีพที่ผมใฝ่ฝันอยากเป็นมาตั้งแต่ชนะประกวดเรียงความเรื่องพ่อตอนป.5

พีเอ็น หรือชื่อเต็มก็คือ พี่ปรารถนา บก.บห.ของผมยืนอยู่หน้าประตูออฟฟิศที่อยู่ในชั้นที่ 27 ของตึกหรูเกือบกลางกรุง สีหน้าเบิกบานของแกถูกส่งมอบให้ผู้ชายคนหนึ่งที่ผมเคยหน้ามาแล้ว แต่เห็นผ่านรูปในคอมพิวเตอร์ และผมก็รู้ประวัติมันดีด้วย แน่นอนว่าผ่านอีเมลล์ที่ทางพีอาร์ส่วนตัวมันเป็นคนส่งมาให้

พอผมโผล่หน้าไปให้พีเอ็นได้เห็น แกก็คว้าแขนเสื้อและแนะนำผมให้มันรู้จักทันที

“นี่เจมค่ะ เข้าใจเรื่องการลงทุนดีพอควร คุณหนึ่งให้ความรู้เพิ่มได้นะคะ เป็นประโยชน์กับผู้อ่านของเราด้วย”

“ได้ครับคุณปู ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณเจม”

“ชานนท์ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” ผมไม่ได้ยื่นมือไปจับมือที่ยื่นรอทักทายตามตะวันตกสไตล์ ผมยกมือไหว้ด้วยซ้ำ เพราะดูจากสรรพนามที่พีเอ็นเรียกไอ้คนนี้และผมแล้ว ผมคงเป็นน้องมันแหล่ะ

“อ่อ...ครับชานนท์ ผมคฤณ” ผมหูตั้งเมื่อได้ยินมันเอ่ยนามตัวเอง อ่อ...มันอ่านว่าครินนี่เอง แหม่ะ! เขียนซะไม่มั่นใจหลักภาษาม.3 เชียว

“โอเค เจมไปเตรียมตัวในห้องก่อนนะ พี่จะพาคุณหนี่งดูรอบๆ กองบก.เราก่อน เธออยากรู้จักน่ะ”

“ครับ”

“เร่งแอมเลยนะ จัดแสงในสตูนอกเลย เดี๋ยวพาทัวร์เสร็จจะให้คุณหนึ่งถ่ายรูปก่อนซัก 15 นาที แล้วเจมก็คุยเลย”

“ครับพี่” ผมรับคำตามบัญชาแล้วก็เดินหัวโคลงไปยังห้องช่างภาพเพื่อเรียกหามนุษย์อีกตัวที่ผมไม่ชอบมันเท่าไหร่ เหตุผลก็ง่ายมาก แม่งมุมปากตกอ่ะ! ไม่ถูกชะตา

“อ่าว ไอ้แอมไม่อยู่หรอพี่” พี่กบเป็นเดียวที่เงยหน้ามองผม แม้ว่าทั้งห้องจะประกอบด้วยช่างภาพและคนจัดคิวช่างภาพอีก 4 คน

“อ้าวเจมเองหรอ? หาไอ้แอมมันทำไม จะต่อยกันอีกแล้วหรอ?”

“บ้าพี่! ผมไม่เคยเหอะ เออ แล้วมันอยู่ไหน พี่ปูจะให้มันไปถ่ายรูปแหล่งข่าวที่มาให้สัมภาษณ์ที่กองน่ะ”

“ไปสูบบุหรี่ เจมไปเตรียมงานของเจมเลย เดี๋ยวพี่โทรตามให้เอง”

“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มทะเล้นให้แกแล้วก็เดินตัวปลิวไปยังห้องประชุมเล็กที่เป็นที่สัมภาษณ์คุณคะรึ ผมขอเรียกชื่อมันแบบนี้ก็แล้วกัน ตลกดี



แอร์เย็นฉ่ำๆ ในห้องสำหรับสัมภาษณ์พิเศษนี่ทำให้ผมแทบหลับ แต่เสียงผลักประตูกระจกดังสวบก็ทำให้ผมสะดุ้งและตาสว่างนิดๆ

“ให้ถ่ายห้องไหน” ไอ้นี่ก็ถามแปลก ถ่าย...ก็ต้องห้องส้วมสิ ฮ่าๆ ผมก็ตอบมันในหัวเล่นๆไปงั้นแหล่ะ จริงๆ ก็รู้ว่ามันหมายถึงอะไร

“เฮ้ยไอ้เซื่อง ถามว่าพี่ปูให้ถ่ายห้องไหน”

“ห่า อยากถ่ายก็ไปส้วมสิ”

“แหล่งข่าวมึงเป็นขี้หรอ ให้กูไปถ่ายในส้วมสัด!”

“ก็มึงถามว่าให้ถ่ายห้องไหน บ้านแม่มึงถ่ายที่ห้องครัวหรอ? ควาย”

“ไอ้เจม กวนตีนกูแต่เช้า แม่ง สูบบุหรี่ยังหมดมวนดีก็ต้องรีบทิ้ง เสียดายชิบ เพราะมึงแหล่ะสัด”

“ด่ากูทำเหี้ยไร งานมึงก็งานมึงสิ งานกูก็งานกู มึงรีบไปเซตไฟสตูนอกเลย พี่ปูแกพาแหล่งข่าวทัวร์แล้วจะมาหยอดไว้ตรงนั้น อย่าช้าล่ะมึง กูก็หิวข้าวเป็นเหมือนกัน”

“หร่อะ?” มันเลิกคิ้วถามแล้วมองพุงผม ไอ้เหี้ยนี่กวนส้นตีนจริงๆ สายตามันมองทะลุเสื้อยืดสีน้ำเงินของผมเข้ามาถึงรูสะดือ มันหัวเราะ “หึ” แล้วก็เดินยกส้นเท้าออกจากห้องไป

“ควาย ญาติฝ่ายไหนมึงเป็นเหล็กไหลในร่างกูหรอ มองอยู่ได้ ไอ้เวร!” ผมด่ามันแต่มีแค่ผมนี่แหล่ะที่ได้ยิน เมื่อหมดตัวขัดความง่วงแล้วผมก็ไลน์หาไอ้ต้อม ส่งข้อความไปเล่นกับมันแป๊บเดียว เสียงดรึ๋ง ก็แว่วเข้าหู นี่มึงไม่ทำเหี้ยไรนอกจากนั่งจ้องไลน์ใช่มั้ยต้อม

“อะไรของแม่งว่ะ ฟุฟุฟุ ฟันหน้ามึงมีปัญหารึไง” ผมด่าเสียงหัวเราะที่มันพิมพ์มา ไอ้นี่ท่าจะอาการหนัก ผมไลน์ไปถามว่า กลางวันว่างมั้ย ไปกินข้าวกัน แม่งตอบมาว่า ไรหรอเตง ฟุฟุฟุ ฟุพ่อเมิงสิ

ฟุคือเหี้ยไร ผมถามมันไป กำลังรอเสียงดรึ๋งอีกที ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอีกรอบ

“พร้อมแล้วครับเจม”

“ชานนท์ครับ” ผมย้ำชื่อจริง อาจจะดูเรื่องมากไปหน่อยสำหรับนักเขียนโนแนมที่อยากให้คนทั้งโลกเรียกชื่อจริง แต่ผมก็จะทำตัวเยอะแบบนี้ต่อไป เพราะชื่อจริงผมเพราะดี และที่สำคัญกว่านั้นคือ ชื่อเล่นมันเหมือนผู้หญิงจนผมรับไม่ได้

ชื่อเจม ไม่ใช่เจ เอ เอ็ม อี เอส นะครับ แต่มันมาจาก จี อี เอ็ม เจม แปลเก๋ๆ ว่าแม่อัญมณี มันเป็นเคล็ดที่แม่ผมคิดมาตลอดว่าการมีผมเป็นลูกชายทั้งที่อยากได้ลูกสาวชิบหาย ควรตั้งชื่อให้น่ารักน่าถนอมมากๆ และต้องนำมาซึ่งความมั่งคั่งมากๆ ถึงจะเป็นที่พอใจของบรรบุรุษ

“ครับเจม” ไอ้เชี้ยนี่วอนตีนซะแล้ว ผมยิ้มให้มันแบบที่คิดว่าสุภาพล่ะมั้ง แล้วก็ผายมือให้นั่ง แต่แล้วก็นึกขึ้นได้จึงได้ดีดตัวยืนขึ้นอีกครั้งจนอีกฝ่ายสะดุ้งกับอาการปุบปับของผม

“มีอะไรครับ?”

“นี่คุณคฤณถ่ายรูปรึยังครับ?” ผมถามเรื่องที่เพิ่งนึกได้ มันเร็วเกินไปที่จะเดินทัวร์กองบก. ดูห้องซับ เดินทักทายบก.แต่ละคอลัมภ์ และไปแหง่ะดูสตูดิโอสำหรับอัดรายการป้อนทีวีช่องดาวเทียมที่จ้างบริษัทผมผลิตคอนเทนด์เกี่ยวกับเรื่องราวเศรษฐกิจและการลงทุน แล้วถ่ายรูปเสร็จเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้

“พี่ปูบอกว่าเดี่ยวค่อยถ่ายครับ เห็นว่าเซตแสงยังไม่ได้”

“อ่อ...”

“เริ่มกันเลยดีมั้ยครับ? ผมมีประชุมช่วงบ่าย เกรงจะไม่ทัน” สีหน้าผมคงหงิก หมอนี่ถึงได้รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธข้อหาไม่อยากให้เวลาสัมภาษณ์มากนัก
“ผมอยากเลี้ยงข้าวเจมกับพี่ปูมื้อกลางวันนี้ด้วย รีบคุยดีกว่านะ จะได้ไปกินข้าวกัน เรื่องจิปาถะเราคุยกันตอนนั้นก็ได้ เอาเรื่องหลักๆ ก่อน”

“อ่อ ครับ” ผมรับคำแกนๆ แล้วก็เซตไอโฟนให้เป็นโหมดบินอยู่อย่าโทรหากู แล้วก็กดอัดเสียง พร้อมกับป้อนคำถามแรกที่อีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าผมต้องถามเพราะเป็นฝ่ายเซตคอนเซปคำถามมาเอง

“คุณคฤณเริ่มต้นเข้าสู่วงการรับเหมาก่อสร้างได้ยังไงครับ”

พ่อทำมาแล้ว ลูกก็สานต่อ
ขลุกอยู่กับธุรกิจนี้แต่เด็ก เห็นมาแต่เล็ก เลยเกิดความรู้สึกเต็มหัวใจว่ายังไงๆ มันก็ต้องเป็นของกูในสักวัน
รอยต่อวัยไม่ใช่ปัญหา ปรับตัวได้
การศึกษาระดับปริญญาตรีและโทก็เอื้อให้ก้าวขึ้นมาเป็นซีเอฟโอตั้งแต่อายุแค่ 29 ปี
ปีหน้าก็จะ 30 แต่ยังไม่คิดว่าตัวเองแกร่งพอ ยังต้องศึกษางานจากพ่ออีกมาก
การลงทุนส่วนตัวก็มีลงทุนหุ้น และกองทุนตราสารหนี้บ้าง ทองคำนี่ไม่เรียกลงทุน เรียกว่าซื้อให้แม่ตามความอยากมากกว่า
ประวัตินายคฤณไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผมเลย
คุยมากี่รายกี่ราย สเตปการก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารบริษัทก็เริ่มไม่ต่างกัน ไม่เป็นลูกเจ้าของเดิม ก็เป็นเด็กเก่งเลิศเลอทรงคุณค่าที่บริษัทเอกชนต่างแย่งตัว
ชีวิตคนพวกนี้มันโรยด้วยกลีบกุหลาบมากๆ ในความคิดผมซึ่งเกิดในครอบครัวไม่จน แต่ก็ไม่ได้รวยล้นฟ้าเอาแบงก์ปาหน้าหมาไม่หมด

“อุปสรรคสำคัญที่รู้สึกว่ามันหินมากๆ มีมั้ยครับ? เล่าให้ฟังหน่อยสิครับ” ผมถามแล้วเขียนหัวข้อรอจดเมนไอเดีย

“อุปสรรคหรอครับ” ห่า อย่าบอกนะว่ากลีบกุหลาบที่เหยียบเดินนี่เป็นกลีบจากก้านที่ไร้หนาม

“ครับ ไม่เชิงอุปสรรคก็ได้ เป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกท้อถอยมากๆ ก็ได้ครับ” ผมพยายามเหวี่ยงแหให้กว้างขึ้นเพราะมันจำเป็นต้องมีเรื่องราวด้านมืด หรือหลุมนิดหน่อยให้อัศวินได้โชว์ความสามารถ จะได้คู่ควรกับการยกย่องสู่ที่สูง หรือที่พวกผมเรียกกันว่าจับขึ้นหิ้ง

“ผมเคยท้อเมื่อตอนที่กลับจากนอกใหม่ๆ ตอนนั้นเข้าทำงานให้คุณพ่อ ก็เจอแรงต้านพอสมควร เพราะผมเป็นลูกชาย คนเลยมองว่าการเข้ามาตรงนี้มันง่าย ไม่ต้องมีความสามารถก็เป็นได้เพราะพ่อเป็นเจ้าของ”
“อุปสรรคที่ยากสำหรับผมเสมอ ไม่ว่าเมื่อไหร่เรื่องนี้ก็เป็นอุปสรรคสำหรับผมเสมอก็คือ คนไม่คิดว่าผมมีสมอง”

“.............”

“สายตาคนมันมองกันง่ายนะครับ”
“เจมส่องกระจกยังรู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วทำไมผมจะมองแล้วไม่รู้ว่าใครกำลังคิดยังไงกับผม”

“............”

“อย่างเจมเอง ก็คงคิดว่าผมกลวงๆ มาตรงนี้ได้เพราะพ่อรวย เกิดมามีพอดีก็เลยทำของที่มีให้มีมากกว่าเดิม”
“แต่มันยากกว่านั้นมากครับ การทำให้คนยอมรับเราให้ได้เนี่ยแหล่ะ ยากที่สุดสำหรับผมแล้ว”

“ยากหรอครับ? ผมว่าคุณคฤณดู...เอ่อ ปรับตัวได้ เข้าใจและยอมรับคนอื่นดีนี่ครับ”

“หน้าที่นี่ครับ ผมก็เข้าใจตามหน้าที่ ปรับตัวตามหน้าที่ แต่ไม่มีหน้าไหนรู้หรอกว่าการฝืนเข้าใจว่าโลกมันเอียงซ้าย ทั้งที่เราชอบที่มันเอียงขวา มันแย่จนอยากเขวี้ยงหน้าที่ทิ้งแล้วไปดำน้ำเล่นซักสามเดือน”

“ฮ่าๆๆ ขนาดกีฬาคลายเครียดยังโรยด้วยกลีบกุหลาบเลยครับ” ผมเหน็บเบาๆ หมอนี่จะรู้ตัวมั้ยว่าอุปสรรคมันก็เท่ากับหางอึ่งเท่านั้น

ผมถามคำถามอื่นตามลำดับประเด็นที่ไล่เลียงไว้ให้ง่ายสำหรับงานเขียนสัมภาษณ์พิเศษของผม 30 นาทีจากนั้น การสัมภาษณ์ของเราก็จบลง แน่นอนว่าผมถูกดึงไปกินมื้อกลางวันกับมันด้วย ผมปฏิเสธในตอนแรก แต่ก็เหมือนกับทุกทีนั่นแหล่ะ พี่ปูไม่เคยปล่อยให้ผมได้สิ่งที่อยากได้ แม้แต่การหนีบไอ้ตัวบ้าฟุฟุไปด้วย ผมก็ทำไม่ได้

ร้านอาหารในโรงแรมใกล้ๆ ออฟฟิศผมคือที่นัดหมายทานมื้อกลางวันกับผู้บริหาร พีเอ็นของผมแต่งหน้าใหม่ซะด้วย ว้าวๆๆ ท่าทางจะปลื้มนายคฤณนี่มากอยู่

“เจมไปจัดผมจัดเผ้าให้ดีสิ”

“เท่านี้ก็หล่อแล้วครับ”

“นี่ได้เวลาให้แม่บ้านขัดกระจกครั้งใหญ่แล้วหรอ? ขอบใจนะจ๊ะ” ด่ากันอีกแล้ว โอเค ผมไม่หล่อ ผมยอมรับ

แต่ผมก็ไม่ขี้เหร่นะ ผมได้ผิวแม่ที่เป็นคุณนายขายอัญมณีจากเมืองเหนือ ส่วนโครงหน้านี่ผสมไทยกับญี่ปุ่น ใช่แล้วครับ คุณปู่ผมเป็นคนญี่ปุ่น 100% เป็นนักโบราณคดีซะด้วย ผมใช้อวดสรรพคุณกับเพื่อนตอนประถมจนเป็นที่รู้จักทั้งโรงเรียน เพราะผมโม้จนทุกคนเชื่อว่าโกโบริมาจริง ปู่ผมมาเจอกับย่าที่ไทยก็เพราะมาขุดซากกระดูโกโบริไปประกอบพิธีกรรม ฮ่าๆ ไม่รู้ว่าโตขึ้นแล้วจะมีเพื่อนประถมตัวไหนอยากตบหัวผมรึเปล่า

“พี่ปู แบบนี้ด่ากันหยาบๆ ผมจะดีใจซะกว่า”

“จ้าๆ น้องเจมของพี่ ล้างหน้าด้วยก็ดีนะ ไปรถพี่ก็แล้วกัน แต่ขากลับเรากลับเข้าออฟฟิศเองนะ พี่มีนัดอีกที่หนึ่งตอนบ่าย”

“ครับ”

“แล้วคุณคฤณเขาเป็นไงมั่ง โอมั้ย?”

“ก็ดีนี่ครับ พี่ก็เห็นประวัติ”

“แต่พี่ว่าเค้าต่างจากนักธุรกิจหน้าใหม่คนอื่นนะ”

“ยังไงหรอครับ” ผมถามต่อ จริงๆ ไม่ได้อยากรู้นัก แต่อยากเนียนไม่ไปล้างหน้าหรือจัดผมใหม่

“เขาดูเก่งแต่ไม่อยากเก่ง ดูทำได้แต่ไม่อยากทำ”

“นี่ข้อดีหรอพี่? แบบนี้แถวบ้านผมเรียกขัดแย้งกับตัวตนตัวเอง ซักวันก็ทนไม่ไหวแล้วก็หลุดโลก บ้าบอไปเลย”

“บ้าน่าไอ้เจม อย่ามาว่าคุณหนึ่งของพี่นะ”

“แน๊ๆๆๆ กินเด็กหรอครับ”

“ไอ้เจม! เราก็พูดไป สามีชั้นดูนะยะ!”

“ครับ กุญแจมาพี่ เดี๋ยวผมไปเอารถมารับหน้าตึก” ผมรีบเปลี่ยนเรื่อง เบี่ยงประเด็นเพราะไม่อยากแบกงานไว้ในหัว ไม่อยากคิดอะไรต่อทั้งสิ้น ผมหิวข้าวเต็มทนแล้ว

“เออ ดี!” พีเอ็นหยิบกุญแจรถส่งให้ผมแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไป แต่ยังมีแก่ใจส่งเสียงมาบอกผมเพิ่มอีกเรื่อง
“เออเจม รอแอมด้วยล่ะ พาไปด้วย จะไปถ่ายรูปคุณหนึ่งที่ห้องทำงานน่ะ”

อะไร? นี่ต้องกินข้าวกับไอ้แอมหรอ? เซ็งกว่าเดินเหยียบขี้หมาอีกขอบอก!


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-01-2013 22:50:10 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Re: Hear, Me
«ตอบ #2 เมื่อ01-01-2013 04:18:40 »



ไอ้ตัวปากคว่ำยืนอยู่หน้าลิฟท์ตอนที่ผมแตะบัตรพนักงานเพื่อออกจากออฟฟิศ มันกระตุกยิ้มให้เป็นการทักทาย ซึ่งผมคิดว่ามันกำลังเหยียดผมไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งในใจมัน

“ไปด้วยหรอมึง”

“อือ ของฟรี ไปแดกซะหน่อย”

“แดกของฟรี ระวังกลายเป็นของฟรีเองล่ะมึง”

“ปากกูกระเพาะกูป่ะ”

“ก็อำเล่น”

“ด่ากู กูรู้นะอัญ”

“อัญพ่อมึงสิ!” นี่แหล่ะที่ทำให้ผมไม่ชอบมัน มันชอบล้อชื่อเล่นแหววๆ ของผม

“อย่าโกรธสิอัญ”

“สัส!”

ติ๋ง
ลิฟท์มาพอดี ยังด่าแม่งไม่สะใจก็ต้องเข้าไปอยู่เงียบๆ กับมันในลิฟท์อีก ตอนนี้ผมคิดถึงไอ้ต้อมมาก อยากให้มันมาฟังเรื่องเซ็งของผมจัง

ผมกับไอ้แอมเดินห่างๆ กันมาถึงรถพีเอ็น มันมองหน้าผมแล้วก็เดินไปจ่อที่ประตูฝั่งคนนั่งด้านหลังผม ผมล่ะฉุนกึก ผมไม่ใช่คนขับรถของมันนะ!

“เปิดสิอัญ”

“อัญอีกรอบมึงร่วงตรงนี้แน่อ๋อมแอ๋ม” ผมล้อชื่อมันบ้าง ไอ้แอมหน้าเป็นตูดไก่เหี่ยวเลย ฮ่าๆ สมน้ำหน้า

“สัส!”

“มึงเล่นกูก่อนป่ะล่ะ ห่า!”

“เปิดดิเจม” ก็เท่านี้แหล่ะ ห่า อัญ อัญอยู่ได้ ควาย! ผมกดรีโมทเปิดประตูให้มันกระแทกตัวเข้าไปนั่งกางเข่ากอดอกเป็นกุ๊ยหลังรถ ส่วนผมก็นั่งทำหน้าที่เป็นพลขับรถยุโรปของพีเอ็นที่แสนสุขุมด้วยการออกตัวที่ทำเอาไอ้แอมหน้าคะมำ ฮ่าๆ สะใจกู!


มื้อนี้ผมได้กินอาหารญี่ปุ่นที่โคตรถูกปาก ร้านนี้ผมชอบมากเพราะอาหารสด เวลาสัมภาษณ์ข้างนอก พีอาร์ที่สนิทกันจนรู้ใจจะชอบพามาเลี้ยงร้านนี้ ถ้างบลูกค้ามีพวกเธอๆ ทั้งหลายก็จะจ่ายให้ แต่ผมก็แฟร์พอนะ บางทีอยากกินแต่ลูกค้าเธอๆ ไม่มีงบ ผมก็กินเองจ่ายเอง เลี้ยงพวกเธอบ้างก็ยังเคย ก็เพื่อนร่วมงานกันทั้งนั้นแม้จะคนละส่วน ต่างอุดมการณ์กันก็เถอะ
 
เรารอเดินเข้าในห้องส่วนตัวที่นายคะรึเขาจองไว้แล้ว เข้าไปก็มีออเดิร์ฟมาเสิร์ฟโดยที่ยังไม่ได้เรียกร้องอะไร ชาเขียวร้อนชูควันมาถึงปลายจมูกผม มันหอมหวนจนผมต้องดมแล้วยิ้มอย่างถูกอกถูกใจ

“ถูกใจล่ะสิ นี่ร้านโปรดคุณหนึ่งเขานะ เขาบอกพี่”

“อ่อครับ” ผมรับคำสั้นๆ ส่วนไอ้แอมแค่ยักไหล่แล้วดื่มชาเขียวอุ่นๆ เป็นการกระตุ้นน้ำย่อย

ไม่นานนายคฤณก็เข้ามาในห้องส่วนตัวแห่งนี้ เสื้อสูททางการถูกถอดออกไปแล้ว คงถอดไว้ในรถ ตอนนี้นายคฤณสวมแค่เสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อน ใส่แว่นกรอบดำหนา ปลดกระดุมบนสุดและคลายเนคไทด์ ซ้ำยังอม...เอ่อ...จุ๊บปาจุ๊บมาอีกต่างหาก

“หายากมั้ยครับพี่ปู”

“ไม่ค่ะ ร้านประจำเจมเค้า ใช่มั้ยเจม”

“อ่อ...ครับ แต่ก็ไม่ประจำมากหรอกครับ แพงเกิน”

“เจมชอบมาร้านนี้หรอครับ ไม่เคยเจอเลย”
“สั่งเลยนะครับ เมนูโปรดน่าจะมีอยู่แล้วใช่มั้ย?”
“คุณอรินทร์ด้วยนะครับ ตามสบาย” หมอนี่ยิ้มอย่างเป็นกันเองกับพวกผมโดยที่ยังอมจุ๊บปาจุ๊บอยู่ ซ้ำยังหันไปคุยกับพี่ปูอย่างเป็นกันเอง แต่เนื้อหาที่คุยกลับเป็นเรื่องทัศนคติเรื่องระบบการศึกษาของไทย การทำงานของภาครัฐ และมุมมองต่อนโยบายเศรษฐกิจภูมิภาคทั้งนั้น

แต่เดี๋ยวนะ!
เรียกไอ้แอมมว่าคุณอรินทร์ แต่เรียกผมว่าเจม เท่าเทียมดีเหลือเกิน หน้าผมเหมือนเด็กกะโปโลก็ไม่เถียง แต่ผมอายุ 25 แล้วนะ!
ชานนท์สิ ชานนท์ ชื่อนี้แมนมากเลยนะขอบอก!




พออิ่มแปล้แล้ว พีเอ็นก็ขอแยกตัวไปทำงานของเธอต่อ ส่วนผมก็รีบเดินตามพีเอ็นไปเลย แต่โดนสกัดดาวรุ่งไว้ก่อน

“เจมเดี๋ยว” ผมเลิกคิ้วมองหน้าไอ้แอมเป็นการถามแทนการอ้าปาก ตอนนี้ปลาโอว่ายน้ำอยู่ที่ลำคอแล้ว กลัวมันโดดออกมา

“ไปด้วยกันก่อน พี่ปูบอกให้มะ...ให้คุณ” ไอ้แอมเปลี่ยนสรรพนามแล้วทำหน้าแอบอ้วก อยู่ต่อหน้าแหล่งข่าวเราจะไม่พูดคำคุ้นเคยครับ พี่ปูขอไว้ทั้งออฟฟิศ
“ให้คุณไปช่วยจัดท่าทางคุณหนึ่ง” หือ? คุณหนึ่ง ประจบคนรวยนะมึง เรียกซะซี้เชียว

“คุณก็จัดได้ไม่ใช่หรอ? มีแนวอยู่แล้วนี่ว่าถ่ายผู้บริหารเอาประมาณไหน” ผมโยนกลับทันที ไม่ใช่ว่าเกี่ยงงาน แต่นี่มันไม่ใช่หน้าที่ผม ผมเป็นนักเขียนนักข่าวของนิตยสารนี้ ไม่ใช่คนออกแบบท่าโพส

“เจม”

“......”

“ช่วยผมหน่อยเถอะ” นานๆ มันจะขอร้องซักที ต้องมีอะไรแน่ๆ ไอ้แอมมันถึงได้ขอร้องผมให้ไปทำงานร่วมกับมัน มันก็เหมือนผมนั่นแหล่ะ หมั่นไส้ผมตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้วก็กัดกันเบาๆ อยู่ทุกวี่ทุกวัน

“โอเค แต่ผมมีคอลัมที่ต้องปิดก่อนสี่โมงนะ คุณเร่งมือหน่อยก็แล้วกัน” ผมตอบแล้วแอบถอนหายใจไม่ให้แหล่งข่าวคนสำคัญของพี่ปูเห็นว่าผมหนักใจ ก็คนมันไม่ชอบนี่นา แล้วก็ต้องย้ำอีกครั้งด้วยว่านี่มันไม่ใช่งานผม!



ออฟฟิศนายคฤณก็หรูเรายอดเขาโอลิมปัสเชียว ทุกอย่างวิจิตรอลังการ ใหญ่โต เป็นตะวันตกสไตล์ไปเสียหมด เจ้าของห้องทำงานหรูพาพวกผมมาปล่อยไว้ที่ห้องประชุม 2 แล้วบอกให้จัดสถานที่และจัดแสงได้เลย พอได้ยินคำอนุญาตไอ้แอมก็ลงมือทำเรื่องที่มันถนัดโดยมีผมเก้กังคอยช่วยเป็นตัวจำลองของนายคฤณ เพื่อให้มันได้ดูว่าจะให้แสงสปอตไลท์จิ่วของมันตกกระทบแก้มที่องศาไหน ไรขนบนหน้าถึงจะมีเสน่ห์ที่สุด

“เอียงซ้ายให้หน่อยเจม”

“คอเคล็ดแล้วว่ะ ได้เท่านี้”

“กูขอเหอะ อีกนิดเดียว จะได้จบๆ กูมีงานต่อเหมือนกัน”

“ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับกูมั้ยห่า ก็นายแบบตัวจริงเขาไม่มาซักที มึงไปด่าเขาสิ”

“ห่า เงิน! พระเจ้านะนั่น!” มันท่องสโลแกนที่ผมไม่คิดเถียง พอมันส่งสายตาสั่งให้ซ้ายอีกนิด ผมก็ต้องหันซ้ายอีกนิด เพื่อฟังมันบอกว่า “กูบอกว่านิดเดียว นั่นมึงเอียงไปกะแดกหูตัวเองหรออัญ หิวหรอสัส ที่แดกไปยังไม่ย่อยเลยมั้ง”

“ไอ้เหี้ย แล้วหน่อยมึงกับหน่อยกูจะเท่ากันมั้ยสัส เร็วๆ เลยกูเมื่อย”

“แล้วพระเจ้าที่ไหนให้มึงค้างอยู่ท่านั้นหล่ะ ห่า กูเสร็จตั้งแต่มึงหันไปแดกหูตัวเองแล้ว”

“เฮฮาดีนะครับ”

“อุ่ย!” ทั้งผมและไอ้แอมสะดุ้งเฮือกพอกัน พวกผมยิ้มแหยให้แล้วก็รีบจัดแจงบอกตำแหน่งและจัดแจงท่าทางให้แหล่งข่าวคนสำคัญของเจ้านายทันที

“เจม ปกเสื้อ”
“เจม ชายกางเกง คุณหนึ่งครับ เงยหน้านิดนึง เจมจับคางคุณหนึ่งให้เอียงขวานิด”
“ครับ ดีครับ มองกล้องนะครับ”
“เจม ออกมาดิ!”

ไอ้เหี้ย! นี่กูช่วยมึงอยู่นะไอ้อ๋อมแอ๋ม!

เสร็จงานถ่ายรูป 3 มุมตามคอนเซป มันก็เปิดตูดไปอย่างรีบร้อน ผมเชื่อแล้วว่ามันมีงานใหญ่รออยู่จริงๆ ส่วนผมก็ต้องรับหน้าที่ตัวแทนออฟฟิศคุยกับแหล่งข่าวปิดท้ายอย่างประทับใจก่อนจากลา

“วันนี้ขอบคุณมากนะครับ”

“ผมสิต้องขอบคุณทางพี่ปูแล้วก็เจม ปกติโดนสัมภาษณ์ทีไรโดนต้อนแทบตกม้าทุกที มีเล่มนี้แหล่ะที่เอ็นดูผม”

“ฮ่าๆ คงไปทำอะไรให้พี่ปูชอบสินะครับ ผมก็ทำตามหน้าที่ เอาไว้เจอกันเมื่อมีโอกาสนะครับ”

“ครับ แล้วเจมกลับออฟฟิศยังไงครับ?”

“บีทีเอสก็ถึงครับ”

“ให้รถที่บริษัทไปส่งนะครับ”

“เอ่อ...”

“เถอะนะครับ”

“อา....ก็ได้ครับ”
“อ๊ะ! โทษนะครับ” ผมผงกหัวขอโทษขอโพยแล้วควักไอโฟนมาเลื่อนรับอย่างรวดเร็ว เพราะอายเสียงเรียกเข้าที่ไอ้ต้อมทำให้ เสียงหมาครางเดือน 12 ไม่น่าฟังหรอกครับ

“อื้อแม่ ว่าไงครับ”
“หือ?”
“จริงหรอครับแม่ โอเค เจมจะรีบกลับเลย”
“ครับ ครับ แม่อย่าใจร้อนนะ รอเจมก่อน” ผมบอกปลายสายที่ตะกุกตะกักพูดอย่างเป็นห่วง เมื่อวางสายก็รีบเดินออกจากห้องทำงานหรูหราทันที

“เอ่อเจมครับ เจม!”

“อ่ะ! ครับ โทษที พอดีที่บ้านมีเรื่องนิดหน่อย ต้องรีบกลับ คงไม่เข้าออฟฟิศแล้ว”

“ให้รถบริษัทไปส่งที่บ้านนะครับ”

“หือ?”

“เถอะนะครับ” มีใครเคยบอกนายคะรึมั้ยว่าเวลาวางสีหน้าเพื่อพูดคำว่า “เถอะนะครับ” มันทำให้คนฟังปฏิเสธไม่ออก  ผมมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พยักหน้ายอมรับน้ำใจเขาไว้ในที่สุด

“ขอบคุณนะครับคุณคฤณ”

“เรียกพี่หนึ่งก็ได้เจม”

“.........”

“จริงๆ ก็แล้วแต่สะดวกนะครับ ผมแค่อยากเป็นกันเองเท่านั้น”

“ครับ พี่หนึ่ง” ผมยอมเรียกตามที่อีกฝ่ายชี้โพรง เรายิ้มให้กันสั้นๆ แล้วผมก็รีบโกยอ้าวออกจากห้องทำงานที่ผมเพิ่งเคยมาครั้งแรกทันที

ใจจริงก็อยากขอบคุณอย่างซาบซึ้งอีกรอบ แต่ผมกลัวจะหลุดพูดว่าธุระด่วนของที่บ้านคืออะไรน่ะสิ
มันเป็นความลับทางธุรกิจที่น่าอาย ผมจะบอกแหล่งข่าวคนสำคัญของพีเอ็นได้ยังไงว่าถูกตามตัวด่วนเพราะหมาที่บ้านจะคลอดลูก!


Cut


สวัสดีค่ะ
คือ ขอแนะนำตัวนิดเดียวเป็นน้องใหม่ในเล้าเป็ดมากๆ ค่ะ
ไม่เคยเขียนฟิค(แบบไม่อิงไอดอลเลย)
รบกวน ฝากผลงานไว้ที่นี่ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ  :o8:

ออฟไลน์ แมวดำ

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 796
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-2
Re: Hear, Me
«ตอบ #3 เมื่อ01-01-2013 10:23:59 »

เข้ามาตอนรับเรื่องใหม่จ้า o13

MEME_B

  • บุคคลทั่วไป
Re: Hear, Me
«ตอบ #4 เมื่อ01-01-2013 11:37:42 »

ต้อนรับค่า  :mc4:
เล่าเรื่องสนุกดี อ่านลื่นขำตลอด (ฮาา) อัญกับอ๋อมแอ๋มตีกันสนุกดีค่ะ 555  ^ ^

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
Re: Hear, Me
«ตอบ #5 เมื่อ01-01-2013 11:56:36 »

คุณอรินทร์ คุณชานนท์ กัดกันฮาดีค่ะ 555

ออฟไลน์ aloney

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 751
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-4
Re: Hear, Me
«ตอบ #6 เมื่อ01-01-2013 12:14:00 »

ติดตามนะคะ

คุณหนึ่งต้องชอบอัญแน่ๆเลย

zodiacniing

  • บุคคลทั่วไป
Re: Hear, Me
«ตอบ #7 เมื่อ01-01-2013 13:25:14 »

สนุกมากค่ะ อ่านไปขำไป (: สู้ๆน้า

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #8 เมื่อ01-01-2013 16:23:07 »

Hear, Me

=======
If I could, I would
======
 
ตอนที่ 2



“นี่ตัวหนี่ง ตัวสอง แล้วก็นี่ตัวเล็ก จำได้มั้ยเจม” ห่าชีวิต! ลูกชายสามตัวของยัยคุณหญิงกับไอ้ผู้พันเป็นสีขาวหมดเลยครับ หมาชิวาวาพันธ์แคระของบ้านผมคลอดลูกชาย 3 ตัวเป็นสีขาวล้วน สำเนาถูกต้องจากพ่อกับแม่พวกมันที่เป็นชิวาวาเผือกไม่เคยโดนแดด และแม่ผมตั้งชื่อลูกหมาทั้งสามว่า ตัวหนึ่ง ตัวสอง ตัวเล็ก และให้ผมกับพี่ชายจำให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

“จำไม่ได้หรอกแม่ มันเหมือนกันหมด เดี๋ยวเดินไปตดแล้วกลับมาดูมันใหม่ เจมก็เรียกตัวเล็กว่าตัวหนึ่งแล้วเนี่ย” เพี๊ยะ! โดนตีแขนครับ ไอ้พี่ชายหัวเราะก๊ากแล้วตีผมเพิ่มเป็นการประจบแม่ แม่งลูกรักแม่อยู่แล้วยังจะเอาหน้ามากมายอะไรอีก เท่านี้สมบัติก็เป็นของมึงหมดแล้วจิว!

“แม่! จิวตีเจมอ่ะ เจ็บนะเว้ยจิว!”

“ตีกันเป็นเด็ก!” นางดุพี่จิวเท่านี้ก็ลุกจากอาการนั่งกอดเข่าดูลูกหมากินนมแม่ พวกผมลุกตามแล้วก็ต้องเอี้ยวตัวปิดขี้เกียจจนกระดูกส่งเสียงกรอบแกรบ แล้วก็เดินตามมากลับเข้าตัวบ้าน

เช้านี้อากาศสดใสดีครับ วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปกติ 6 โมงเช้าก็แหกขี้ตามาดูยัยคุณหญิงนอนนิ่งให้ลูกชายดูดนมจนเกิดเสียงจ๊วบจ๊าบ พี่จิวเองก็ตื่นเช้าตามปกติ แต่มันตื่นแล้วต้องรีบอาบน้ำกินข้าวเพื่อไปทำงาน พี่ชายผมทำงานโรงแรมครับ อยู่ฝ่ายคอมพิวเตอร์ซัพพอร์ตของโรงแรมมากดาวเชียว

หน้าตาไม่ต้องพูดถึง ไม่หล่อกว่าผมหรอก จะหล่อกว่าได้ไงก็ผมกับจิวเป็นฝาแฝดกัน แต่หน้าก็ไม่เหมือนกันหรอกครับ มองวูบแรกก็ว่าเหมือน แต่พอจ้องดีๆ แล้วจะคิดเป็นพี่น้องหัวปีท้ายปีมากกว่าเป็นฝาแฝด เพราะพวกทำทุกอย่างเพื่อให้ต่างกัน

งี้แหล่ะครับ ผมมันขี้อิจฉาไม่ชอบเกิดมาหน้าเหมือนมัน ผมก็เลยกันปลายคิ้วออกหน่อยตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ส่วนมันก็ไม่ชอบหน้าเหมือนผมเหมือนกัน เลยมุดูการ์ตูนจนสายตาสั้นต้องใส่แว่น โตมาหน่อยก็ใส่คอนแทค แต่แม่งขี้เกียจไง ก่อนนอนไม่ยอมถอดยอมล้าง ตาแม่งเกือบเน่า ผมขำชิบหายเลยจำได้ อ่อ แล้วมันก็ไว้เคราด้วยครับ

ผมประคองจานข้าวมานั่งจ๋องกินข้าวให้คุณหญิงดู มีกระดูกอ่อนจากแกงจืดก็ยื่นให้มันนอนเคี้ยวกิน ท้องนี้ไม่ใช่ท้องแรกที่ต้องดูแลดีมากเพราะเป็นคุณแม่มือใหม่หรอกครับ แต่ผมเป็นห่วงมันนี่นา คุณหญิงนี่ผมเก็บมาได้จากหน้าบ้านนี่แหล่ะ ส่วนผู้พันนี่แม่ผมไปใจอ่อนซื้อมาจากจตุจักร กว่าจะเลี้ยงให้โตได้ รักษาโรคหมดไปหลายเหมือนกัน

“คุณหญิงดูลูกดีๆ นะ เดี๋ยวกูกลับมาเล่นด้วย” ผมบอกมันแล้วเคาะมือบนหัวมันเบาๆ มันเลียบลิ้นเลียอากาศแล้วก็หรี่ตานิ่ง ส่วนลูกน้อยทั้งสามตัวหลับไปโดยที่ปากยังครอบหัวนมแม่มันอยู่เลย น่าเอ็นดูมากครับ

“เจม ไม่รีบไปทำงานหรอลูก” นายแม่เรียกแล้วครับ ผมตะโกนรับแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านเพื่อวิ่งไปอาบน้ำแต่งตัวตามปกติ วันนี้ไม่รีบมากครับ บอกแล้วไงว่าตื่นไวกว่าปกติ ตามกิจวัตรที่ผมปฏิบัติมา 4 ปีแล้ว ผมจะตื่นตอนแปดโมงครึ่งครับ แล้วนี่ยังไม่แปดโมงเลย ไปนั่งหลับในส้วมต่อดีกว่า

ทั้งที่ตั้งใจจะไม่เป็นคนดีศรีสังคมไปทำงานก่อนเวลา ผมก็ทำไม่ได้ ต่อมคนดีมันตีไม่แตกจริงๆ ผมวิ่งกุกกักลงมาจากห้องเพื่อเจอนายแม่เตรียมขับรถออกไปที่ร้านพอดี แม่ส่งยิ้มให้แล้วไปค้าขายหาเงินเลี้ยงหมาตามเวลาปกติ ผมเลยรับหน้าที่ปิดบ้านและเตรียมถอยรถออกจากบ้านบ้าง

“เจม เจม! เจมเพื่อนมาหา”

“หือ?” เพื่อน? เพื่อนผมมาหาที่บ้านเนี่ยนะ! ไม่มีอ่ะ ไม่เคย พวกมันรู้จักคอนโดผมและจะไปหาผมที่นั่นมากกว่า และส่วนมากก็จะบอกล่วงหน้าก่อนด้วย

“ใครหรอแม่”

“ไม่รู้ เจมออกมารับเขาหน่อย” แม่ผมชะโงกหน้าออกมาทางหน้าต่าง ส่วนรถยังคาอยู่ที่หน้ารั้ว ยังไปไหนไม่ได้ไกลเลยครับ ผมเกาหัวแล้ววิ่งดุ๊กๆไปยังประตูรั้วอัลลอยด์ซึ่งเป็นปราการด่านหลักของบ้านผม คนที่ผมเจอะหน้าทำเอาช้อคเลยครับ

“เอ่อ....พี่...พี่คนขับ”

“ผมชื่อพลครับ” คนขับรถที่มาส่งผมถึงบ้านเมื่อวานแนะนำตัว ผมเกาหัวงงๆ แล้วก็ยกมือไหว้แกปะหลก ก่อนจะยื่นหน้าไปถาม

“พี่มีไรป่าวครับ”

“คุณหนึ่งให้เอากระเช้ามาร่วมยินดีครับ”

“หือ?” ผมงงหนักกว่าเดิมแล้วก็มองหน้าแม่ที่อุตส่าห์ลงจากรถมายืนฟังความด้วย

“ร่วมยินดีอะไรครับพี่ บ้านผมเรียนจบหมดแล้วครับ ไม่มีงานแต่งด้วย บวชแล้วตอนเป็นเด็ก ไม่มีงานมงคลหรอกครับ คุณหนึ่งของพี่คงสั่งผิดแล้วหล่ะ”

“ไม่ผิดหรอกครับคุณเจม คุณหนึ่งให้นำกระเช้ามาร่วมยินดีที่บ้านมีสมาชิกใหม่ครับ”

“ห๊ะ?” ผมกับแม่อุทานเสียงเดียวกันแล้วก็ทำหน้าสำเนาเดียวกันเป๊ะ งงมากครับ สมาชิกใหม่? อย่าบอกนะว่าหมายถึง....

“ก็คลอดเมื่อวานไม่ใช่หรอครับ ผมกลับไปบอกนายว่าคุณหญิงคลอดลูก คุณแกเลยส่งกระเช้ามาแสดงความยินดี”

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกก กูขอหัวเราะหน่อยเถอะพ่อคะรึคนดีศรีสังคม หมอนั่นจะรู้ตัวมั้ยว่าส่งกระเช้ามารับขวัญหมา ฮ่าๆๆ โอยยย ผมอยากจะบ้า นี่มันอะไรกันวะเนี่ย!

“โอยยยยย” ผมครางพลางกุมท้องหลังหัวเราะจนน้ำตาเล็ด แม่ผมขำแบบหญิงผู้ดีแล้วก็ตบหลังผมปุๆ แต่ก็รับกระเช้าไปวางไว้ที่หน้ารถผมแทน ก่อนจะขับรถออกจากบ้านไป ผมเลยต้องรับหน้าที่อธิบายให้พี่พลเข้าใจแทน

“ขอบคุณมากครับพี่ อุตส่าห์มีน้ำใจเป็นห่วง แต่จริงๆ แล้ว สมาชิกใหม่ที่เกิดน่ะ ลูกหมาครับพี่พล”

“หา? หมาหรอครับ?”

“ครับ หมาผมชื่อคุณหญิง พี่คงได้ยินผมคุยโทรศัพท์ใช่มั้ยเนี่ย แล้วก็ปะติดปะต่อเอาแล้วก็บอกนายพี่ล่ะสิ”

“อ่า ครับ ก็นายเขาถาม ผมก็บอกเท่าที่ได้ยิน แต่ผมไม่ได้แอบฟังนะครับ”

“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรหรอกครับพี่ ไงก็ขอบคุณนะครับ”

“แฮะๆๆ ขอโทษอีกทีนะครับ แล้วคุณเจมจะไปไหนครับ นายสั่งว่าให้อำนวยความสะดวกให้คุณ”

มันจะดูแลผมทำไมนักหนาวะ? ผมก็งงนิดๆ แต่ก็บอกพี่พลไปตามความจริง

“จะไปทำงานครับ เดี๋ยวขับเลาะๆ ไป แป๊บเดียวก็ถึง”

“ให้ผมไปส่งนะครับ ไงก็ทางผ่านกลับบริษัทพอดี”

“เฮ้ยพี่! ไม่เอาหรอก ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปของผมเอง” แต่จริงๆ มันก็ลำบากหลายสิ่งเหมือนกับครับสำหรับการขับรถไปทำงานวันนี้ เพราะเมื่อวานผมไม่ได้เข้าบริษัทตอนเย็นไปปิดคอลัม รถก็เลยคาอยู่ที่ออฟฟิศคันนึง ถ้าเอาไอ้แก่ไปออฟฟิศวันนี้ ผมก็ต้องใช้เวลา 2 วันในการจัดสรรรถให้กลับไปอยู่ที่คอนโดคันนึง อยู่บ้านคันนึง แม้จะเกิดเรื่องให้ต้องทำแบบนี้บ่อยๆ ผมก็ไม่ชอบเท่าไหร่ เรื่องมันเยอะไป ผมขี้เกียจ

“เถอะครับ คิดซะว่าผมขอโทษเรื่องฟังไม่ได้ศัพท์จนคุณหนึ่งเข้าใจผิด แลกกับการไม่บอกนายนะครับ นะครับคุณเจม”

“โอเค โอเคพี่ งั้นกวนพี่รอแป๊บนึงนะ เอาของรับขวัญหลานเข้าบ้านก่อน หึหึ” ผมบอกแล้วเดินขำอารมณ์ดีกลับไปเอากระเช้าเข้าบ้านแล้วก็ล็อคประตูลงกลอนปิดรั้วอีกที จากนั้นก็กระโดดขึ้นรถพี่พลที่ขับนิ่มตูดมากจนผมหลับคอพับไปเลยทีเดียว



วันนี้ออฟฟิศวุ่นวายอีกตามเคย งานประจำผมเสร็จนานแล้วเพราะเนื้อหาที่ผมรับผิดชอบทั้งหมด 5 หน้า มันค่อนข้างตายตัวเรื่องกำหนดเวลา ผมดูแลคอลัมสัมภาษณ์พิเศษคนไฟแรง เดือนละสัมภาษณ์เองครับ กินพื้นที่ 2 หน้า ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องมันนี่โปรดักส์ และข่าวบริษัทจดทะเบียนที่สำคัญๆ ในรอบเดือน ซึ่งข้อมูลมันมีอยู่แล้ว รอผมหยิบวางเท่านั้น ยากตรงที่ต้องกรองและสัมภาษณ์หาประเด็นเพิ่มเพื่อให้อัพทูเดทเท่านั้น

เมื่อส่งคอลัมเข้าถังดัน (done) แล้ว ผมก็ยืดตัวบิดขี้เกียจและส่องตาหาซี้ผมทันที ไอ้ต้อมมันอยู่ส่วนทีวีครับ คนละขั้วโลกออฟฟิศเลย ผมเลยต้องยืดส่วนสูงเพิ่ม เพราะแค่ 176 มันยาวไม่พอ

“คอยาวเป็นงวงช้างแล้วเจม หาไร?” พี่นกถามผมซะคอหด พี่เอาอะไรคิดว่าคอกับงวงช้างคืออันเดียวกัน ผมยิ้มให้เลขากองที่อายุเท่าแม่แต่ผมเรียกพี่อย่างประจบ แล้วก็ถามแกซะเลย

“เห็นไอ้ต้อมมั้ยครับ”

“มันไปทำรายการข้างนอก” หงุ่ยยยย เซ็งเลย ผมหิวข้าวแล้วก็ไม่อยากไปกินข้าวที่ร้านข้างล่างคนเดียวนี่ครับ จริงอยู่ที่ใต้ตึกกับรอบตึกนี่คราคร่ำด้วยผู้คนมากมาย เพราะตึกนี้เป็นอฟฟิศเรนทัล หรือสำนักงานให้เช่านั่นแหล่ะ มันถึงได้รวมผู้คนมากหน้าไว้ในตลาดเดียวที่ร้อนมาก การลงไปกินข้าวคนเดียวก็เหมือนไปนั่งฟังเพลงใต้ทะเล ไม่ตอบโจทย์และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ มากเชียวครับ

ผมทำหน้าหงอยแล้วคิดหาทางเลือกใหม่ ข้าวเจ็ดสิบเอ็ดก็ได้วะ

“อืม พี่นก เดี๋ยวเจมลงไปเว่น เอาไรมั้ยครับ”

“ไม่จ้า ขอบใจมาก อ้อ! ลืมเลย ว่าจะเดินมาบอกเราว่ามีกระเช้ามาถึง”

“กระเช้า?” กระเช้าอีกแระ นี่ผมเกิดเรื่องมงคลอะไรในชีวิตแล้วผมเบลอไม่รู้ตัวรึเปล่าวะ?
“กระเช้าอะไรพี่”

“ขวัญใจพีเอ็นฝากมาให้”

ขวัญใจพีเอ็น? กระเช้า?
ช่วยไม่ได้ที่ผมนึกถึงใครไม่ได้เลย นอกจากคุณคะรึนะ

ผมยิ้มแกนๆ แล้วเดินเข้าห้องเลขากองเพื่อไปเอากระเช้ามาวางไว้ที่โต๊ะทำงานของผมเอง ของในกระเช้าไม่ต่างจากกระเช้าแรกที่เคยได้รับเมื่อเดือนก่อนเท่าไหร่ ส่วนมากเป็นน้ำผงที่เอาไว้ชงกิน สารพัดน้ำแหล่ะครับ น้ำนมก็มี หึหึ

นามบัตรนายคฤณถูกผมหยิบมาดูเป็นครั้งแรก ในนั้นมีเบอร์มือถืออยู่ด้วย ผมมองอย่างชั่งใจแป๊บนึงก็กดโทรหาและเดินออกจากออฟฟิศไปยังลิฟต์ทันที

รอสัญญาณไม่นานปลายสายก็กดรับและส่งเสียงทักถาม

“สวัสดีครับ คฤณครับ”

“เอ่อ...ผมเองครับ...จะ...เจม” กระดากปากชิบหายขอบอก

“อ้าวเจม เป็นไงบ้างครับ สบายดีนะ”

“ครับ” ผมตอบรับและยื่นตีนไปเขี่ยไรฝุ่นไปมาหน้าลิฟต์ เสียงติ๊ดดังขึ้นตรงประตูออฟฟิศด้านหลังผม แสดงว่ามีคนออกมาและคงรอลิฟต์ด้วยเหมือนกัน ผมเลยเบียดตัวเข้ามุมนิดหน่อยแล้วคุยต่อ

“คือ ผมอยากขอบคุณเรื่องกระเช้าน่ะครับ” ผมบอกออกไปตรงๆ และสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่ออธิบายทุกอย่างเพิ่ม จริงๆ ผมปล่อยเลยตามเลยก็ได้ แต่ผมรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ถ้านายคฤณจะได้รู้ความจริงใจวันข้างหน้าจากปากและเสียงหัวเราะของคนอื่น

“อ๋อ นิดหน่อยเองเจม ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ”

“คือ ผมมีเรื่องจะบอกกว่านั้นอีกครับคุณคฤณ” ผมรู้สึกมือชื้นเหงื่อขึ้นมาทันที นี่กูตื่นเต้นอะไรวะเนี่ย ก็แค่จะบอกไอ้นี่ว่าไม่ต้องส่งกระเช้ามาอีก บ้านกูแค่หมาเกิดแค่นั้นเอง
“คือ....คุณคฤณครับ เรื่องกระเช้า”

“ครับเจม”

“ไม่ต้องส่งมาแล้วนะครับ” ผมบอกเสียงเครียดและกำลังจะอ้าปากอธิบายเพิ่ม แต่ไหล่ผมโดนแตะเบาๆ และดึงให้หันไปหา พอหันไปผมก็เหวอแดกเพราะนายคฤณตัวเป็นๆ ยืนเอาโทรศัพท์แนบหูอยู่ หน้ามันห่างผมแค่คืบเดียวเอง อารามตกใจผมก็เด้งตัวหนีและผลักอีกฝ่ายบอก ซึ่งก็เป็นเหตุให้โทรศัพท์นายคฤณหล่นทันที

“เฮ้ย! ชิบหายแล้วกู!” ผมรีบยื่นมือไปช้อนโทรศัพท์มันไว้ ซึ่งแม่งก็ประจวบเหมาะมากที่จับมันไว้ได้ทันตรงเป้านายคฤณพอดี! ไอ้เชี้ยยยยย

“เฮ้ย!” ครั้งนี้มันตกใจตาโตบ้าง แล้วก็ยื่นมือมันมาทาบนมผมพอดี อะไรแข็งๆ วะ? ผมก้มมองอกตัวเองถึงได้เห็นว่ามันยื่นมือมาช่วยตะปบโทรศัพท์ผมที่หล่นเหมือนกันนั่นเอง

“เอ่อ...ไม่เมื่อยกันหรอครับ?” อีกเสียงทักขึ้น ประตูห้องซับที่อยู่อีกฝั่งถูกเปิดค้างไว้ มนุษย์มุมปากตกตัวหนึ่งยืนมองพวกผมด้วยสีหน้าอธิบายลำบาก ส่วนผมรู้สึกเลือดสูบฉีดขึ้นมาถึงตีนหน้าผาก อีกคนยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ สีหน้านายคฤณแดงจัดจนกลบความขาวเดิมไปเสียหมด

“ขะ...ขอโทษครับเจม”

“ขอโทษเหมือนกันครับคุณคฤณ” ผมรีบพูดแล้วเก็บไอโฟนยัดใส่กระเป๋ากางเกง หัวใจผมเต้นตึกๆ จนแทบกระโดดออกมา ซำยังอายมากจนไม่กล้ามองหน้าไอ้แอมที่เข้ามายืนกั้นกลางระหว่างผมกับนายคฤณในลิฟต์

“อืมมมม จะไปไหนหรอเจม” จู่ๆ มันก็ทำลายความเงียบเมื่อลิฟต์วิ่งลงมาถึงชั้น 18 ผมรู้ได้ไงน่ะหรอ? ก็ผมจ้องตัวเลขอยู่ตลอดเวลา ผมอยากไปให้พ้นๆ เร็วๆ

“กินข้าว”

“ไปกับกูมั้ย?”

“มึงยังไม่ได้กินหรอ? เอาดิ”

“กินแล้ว แต่เดี๋ยวไปนั่งกินหนมเป็นเพื่อนมึงก็ได้”

“นึกไง” ผมปากไวถามทันที ไม่ทันนึกว่าจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองต่อหน้านายคฤณ

“นึกรักมึงมั้ยควาย ก็หน้ามึงหนักจนเงยมองทางไม่ได้แล้วมึงจะเดินไปหาอะไรแดกได้ไง”
“อุ่ย! โทษนะครับคุณหนึ่ง นอกเวลางานพูดกันแบบธรรมดาได้เนอะ” ไอ้ห่านี่ ผมแอบเหล่มัน แล้วก็เลยเถิดสายตาไปมองผู้ชายใส่สูทสง่างามที่ยืนในระนาบเดียวกับผม เราสบตากันจนได้ ผมเลยรีบหลบตาและพยายามสงบอาการอายที่ไปช้อนจับไอ้หนูคนระดับผู้บริหารเอาไว้

ชั้น M แล้วครับโว้ย! ลิฟต์แม่งใช้แรงงานต่างด้าวชักรอกรึเปล่าวะช้าชิบหาย!
ผมรีบก้มงุดออกจากลิฟต์ แต่ก็ทำตามใจอยากไม่ได้เพราะถูกจับหัวไหล่ไว้ก่อน ไอ้แอมที่เดินออกไปก่อนหันมาเรียกผม แต่พอมันเห็นว่าผมถูกรั้งไว้มันก็หันไปมองทางอื่นและฝากคำพูดไว้ “กูรอหน้าเซเว่นแล้วกัน” แล้วมันก็เดินนำหน้าไปก่อน ควาย!! ทำไมไม่พากูไปด้วย!

“ผมขอคุยแป๊บเดียว”

“เอ่อ...คือ...”

“เถอะนะครับ” บอกแล้วไงครับว่าได้ยินคำนี้แล้วผมปฏิเสธไม่ออก




ลมที่พัดผ่านซอกตึกเย็นดีครับ แต่กูไม่ได้ต้องการไง แม่งผมเสียทรงจนต้องคอยเสยๆ ปัดๆ ทั้งที่ตัดให้แม่งสั้นแล้วก็จะเสือกจะกระดิกพริ้วนะมึง กูไปเผาบริษัทรีจอยส์ดีมั้ยห่า!

ผมก็ปากเสียด่าทอธรรมชาติในใจไปอย่างงั้นแหล่ะครับ เพราะตอนนี้ผมอยู่ในภาวะควบคุมอะไรไม่ได้แม้แต่ใจตัวเอง หน้านี่ไม่ต้องพูดถึง ไปแล้วครับ ทั้งเสียทั้งแดงเถือก

“เจม อย่าทำหน้าแบบนี้สิ”

“หือ? หน้าไงหรอครับ” เสียงผมตอแหลมากจนตัวเองยังรู้สึก ผมพยายามทำหน้าให้เป็นปกติ แต่เข้าใจไหมครับ มันปกติไม่ได้ ไอ้ที่เพิ่งเกิดขึ้น ไอ้ที่มือผมเพิ่งจับตะปบไปน่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายหรือผู้หญิงหน้าไหนควรไปแตะต้อง มันแบบ มีของมึงก็จับของมึงสิ ไปจับของชาวบ้านได้ไง!!!

“อา...เอาเป็นว่า ผมไม่ได้..เอ่อ...คือ....”
“ผม...ไม่ได้อะไรมากหรอก ลืมๆไปเถอะ แล้วก็..ขอโทษที่จับหน้าอกเจม”

นี่ไง นี่ไง ทำไมเขาไม่เข้าใจผมว่ารู้สึกผิดเพราะอะไร เพราะเขาแค่จับหน้าอกผมเขายังต้องรู้สึกผิดจนขอโทษซ้ำแล้วซ้ำแล้วแบบนี้

“คือ...ถ้าเจมจำ มันก็จะ...ไม่ลืมซักที เข้าใจผมมั้ย?” ไม่เข้าใจก็ไร้สมองล่ะครับ ตรรกะนายคฤณง่ายมาก ถ้าจำ ก็จะไม่ลืม แม่งเป็นเหตุเป็นผลชิบหาย

ผมหัวเราะหึแล้วพรูลมหายใจ โอเค ลืมก็ลืม ผมก็อยากให้มันลืมเหมือนกันว่าจับหน้าอกที่แตกพานไปนานแล้วของผม

“โอเคครับ ลืมก็ลืม งั้นเจมก็อยากให้คุณคฤณ”

“พี่หนึ่ง...” แน่ะ! มีต่อรอง

“ครับคุณคฤณ” กวนตีนเหมือนกันนะผมเนี่ย อีกฝ่ายหัวเราะหึใส่หน้าผมแล้วยื่นมาผลักหัวผมเบาๆ แล้วก็ขยี้ เขาคงเอ็นดูผมเป็นน้องเป็นนุ่งล่ะมั้ง
“งั้นก็ลืมๆ ว่าจับอกชายชาตรีของผมไปด้วยนะครับ จริงๆ เพื่อนก็ศอกใส่บ่อยๆ เจ็บกว่านี้ก็โดนมาแล้ว” ผมตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะฮ่าๆๆ อย่าบ้าคลั่ง นี่ผมพยายามไปไหม?
“เอ้อพี่หนึ่ง!” หือ? นี่กูใจง่ายซะแล้วหรอเนี่ย เรียกเขาเสียสนิทเชียว อีกฝ่ายได้ยินก็ยิ้มหน้าบานแล้วเลิกคิ้วถามประกอบ

“อะไรหรอ?”

“คือเรื่องกระเช้าน่ะครับ"
"ที่เจมจะบอกก็คือ” โอ้ยๆๆ หยุดไม่อยู่แล้วครับ เรียกเขาว่าพี่หนึ่ง เรียกตัวเองว่าเจม อะไรเนี่ยกู!
“กระเช้าอร่อยมาก แต่ว่า บ้านเจมแค่หมาเกิดเอง พี่หนึ่งไม่ต้องส่งมาแสดงความยินดีหรอก”

เพล้ง!!
เหมือนผมได้ยินเสียงหน้าใครบางคนแถวนี้แตก สีหน้านายคฤณเหวอจนผมอยากขำดังๆ สักพักมันก็แดงเถือกไปจนถึงลำคอที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ปกเสื้อเชิ้ตสีครีม

“มะ...หมา? หมาเกิด”
“แต่คุณหญิง...เอ่อ...นายพลบอกพี่ว่า”

“ฮ่าๆๆๆ พี่พลเขาฟังที่เจมคุยโทรศัพท์น่ะครับ เขาก็รู้เรื่องตามมโนเขา แต่จริงๆแล้วคือหมาบ้านเจมน่ะชื่อคุณหญิง มันคลอดลูก เท่านี้แหล่ะครับ แต่ก็ขอบคุณสำหรับกระเช้า” ผมบอกแล้วรีบอุดเสียงหัวเราะด้วยการงับปากล่างของตัวเองไว้ แก้มผมโคตรเมื่อยเลยตอนนี้

“อ่าว...พี่ก็คิดว่า...”
“ฮ้า...อายชะมัดเลย ทำเรื่องน่าอายกับเจมตั้ง 2 เรื่อง โทษทีนะ”

“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรหรอกครับ เจมว่าน่ารักดี”
“เอ่อ....” ผมค้างไปเองเมื่อได้ยินคำที่เพิ่งพูดออกไปเองถนัดหู นายคฤณมองผมล้อๆ ตาหมอนี่กลมแบ๊วมากๆ แต่ว่าคิ้วเข้มที่โค้งสวยก็ทำให้ตานี้ดูหล่อเหลามากกว่าน่าเอ็นดู
“เจมว่าตลกดี” ผมแก้คำเสร็จก็ยิ้มแฉ่งๆ ลำแดดที่หลบใบไม้มาได้ตรงรี่เข้าชกม่านตาผม พอเงยหน้ามองอาทิตย์ที่เลยจุดกลางหัวไปแล้วผมก็ถามอีกฝ่าย
“พี่หนึ่งกินข้าวรึยังครับ แล้วต้องไม่รีบกลับไปทำงานหรอ?”

“ครับ ว่าจะกลับนี่แหล่ะ พอดีพี่มาอัดรายการ แล้วก็เอากระเช้ามาให้เจมด้วย แต่ไม่ได้แวะไปให้ด้วยตัวเอง เดี๋ยวบ่ายสองประชุมน่ะ”

“อ่อ...งั้นรีบกลับไปหาอะไรกินแล้วค่อยทำงานต่อดีกว่าครับ”
“เจมขอตัวไปกินข้าวก่อน เดี๋ยวไอ้แอมรอนานแล้วมันจะแช่งให้บ้านบึ้ม”

“ครับ”
“เอ้อเจม”

“ครับ?”

“แต่พี่ก็ไม่คิดว่าส่งกระเช้าไปรับขวัญหมามันผิดหรอกนะ อาจจะผิดที่ของในกระเช้าไม่เข้ากับหมาเท่านั้นเอง”

“หือ?...อ่อ ครับ เจมไปนะครับ” ผมโบกมือบ๊ายบายด้วย สาบานได้ว่าอายุ 25 ขวบ อารมณ์ผมดีขึ้นผิดตา ความอายที่โบกหน้าเมื่อกี้หายไปจนหมด ผมอารมณ์ถึงขั้นฉีกยิ้มให้ไอ้แอมที่ยืนปากคว่ำกอดอกกระดิกตีนรอผมหน้าเซเว่นได้เลย

“นานชิบหาย มึงกับเขาไปทำอะไรกันมา”

“ทำห่าอะไร? ถามควายๆนะมึง”

“ก็ถามควาย ก็ต้องถามอะไรควายๆ นี่แหล่ะ”
“แล้วไหนจะเรื่องที่ไปยืนจับไข่เขาหน้าลิฟต์อีก มึงนี่ก็กล้านะไอ้เจม”

“ไอ้เชี่ยแอม กูคว้าโทรศัพท์เขาเว้ย”

“อ่อ นี่คือเรื่องจริงที่เกิดหรอ? กูดูจากตาคิดว่ามึงสปาร์คกันซะอีก”

“ป๊ากพ่อป๊ากแม่มึงสิ ไป กูจะแดกข้าวแล้ว หิวชิบหาย”

“ก็ปากมึงมั้ยกระเพาะมึงมั้ยล่ะ ไปสิควาย ยืนพะงาบเอาลมเข้าท้องแล้วอิ่มรึไง ห่า!”

“มึงนี่! ด่ากูจัง เกลียดไรกูนักหนา”

“ห่า ทำยังกะมึงสรรเสริญกูมาตลอด”

“ก็เหมือนกันล่ะว้า”

“อย่ามาเทียบรัศมีกู กูมันเซเลปที่มีแต่คนหมั่นไส้จนชินแล้ว มึงมันแค่หน้ากวนตีน”

“หืออออ เศษเล็บป่าวมึง เกิดเมื่อไหร่วะ เดี๋ยวซื้อกระจกให้ หรือใช้แอพในไอโฟนกูก่อนก็ได้ เอาป่ะ”

“สัสเจม ให้ไว กูมีงานต่อ”

มันมีงานต่อ แต่มันก็ยอมนั่งแกว่งปากหาตีนผมตลอดบ่าย ไอ้ต้อมรู้คงช็อคตายที่ผมกับไอ้แอมนั่งกินข้าวด้วยกันโดยที่ไม่มีใครบังคับ อย่าว่าแต่มันเลย ผมก็ช็อคตัวเองเหมือนกันแหล่ะ

“อ่ะ กูเลี้ยงชาเขียว”

“ของถูกๆ ทำเป็นหน้าใหญ่ กูจะแตกแมงดาว”

“เป็นแมงดาเลยต้องแดกแมงดาวหรอมึง โอ้ย! สัสแอม กูเจ็บ” มันตบหัวผมอ่ะ! เจ็บชิบหาย ไอ้เหี้ยนี่ตบไม่ยั้งแรงเลย

“ปากมึงนี่ไม่เหมาะกับหน้าจริงๆ”

“หน้าตากูดีก็ต้องปากดีสิจ๊ะอ๋อมแอ๋ม”

“จ้าแม่อัญ” มันเหยียดปากใส่แล้วก็สะบัดตูดเข้าไปสั่งกาแฟสตาร์บัค ห่า!!! เดือนนี้กูปณิธานไว้แล้วว่าจะไม่ขอตังค์แม่นะหนูแอม!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-01-2013 20:29:10 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #9 เมื่อ01-01-2013 16:26:16 »

สามทุ่มกว่าผมจึงปิดโน้ตบุ้ค พอเห็นเวลาก็เลยรีบโทรหาแม่เพื่อไม่ให้เป็นห่วง ปลายสายรับโทรศัพท์เสียงหวานตามสไตล์ พอได้ยินเสียงผมก็รายงานความเป็นไปของบ้าน

“กลับมั้ยหม่อมเจม” ราชนิกูลได้อีกผมเนี่ย ผมหัวเราะอารมณ์ดีแล้วถามกลับ

“ชายใหญ่ไม่กลับเลยเหงาหรอครับหม่อมแม่”

“อื้อ ชายใหญ่กลับดึกน่ะ แล้วชายเล็กตัวนี้ล่ะ จะนอนที่ไหน”

“คอนโดแล้วกันนะครับ เจมเพิ่งเสร็จงาน เหนื่อยมาก ขี้เกียจขับรถไกล” ผมตอแหลไปงั้นแหล่ะ ออฟฟิศผมอยู่เกือบอโศก คอนโดผมอยู่แถวพร้อมพงษ์เอง บ้านน่ะหรอ? ลงด่วนบางนาหายูเทิร์นเล้วเข้าซอยก็ถึงแล้ว ใกล้กันโคตรๆล่ะ

“แล้วเจมกินอะไรรึยัง? แถวคอนโดมีอะไรขายมั้ย”

“มีครับ” ผมบอกให้แม่สบายใจ แต่กว่าจะถึงคอนโด มันจะมีอะไรขายให้ผมหาซื้อกินอยู่รีเปล่านี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แม่ผมเงียบไปแป๊บนึงจนผมคิดว่าวางไปแล้ว จากนั้นก็บอกให้ผมตาโตเล่นๆ ว่า

“เจม เพื่อนมาหาน่ะลูก”

เพื่อน? ทำไมเพื่อนขยันคิดถึงกูจังวะ?
ผมเดินเกาพุงหยิบกระเป๋าตังค์ยัดใส่กระเป๋าแล้วออกจากออฟฟิศทันที ระหว่างทางก็ผงกหัวลาพี่ๆ ในกองที่ทำท่าว่าจะทำงานโต้รุ่ง
“เพื่อนไหนแม่ แม่ถามดีๆ เพื่อนเจมไม่ค่อยไปที่บ้านแม่ก็รู้นี่”

“ถามแล้ว หอบของมาซะมาก ต๊ายยยยยยยยยน่ารักมากเลยเจม”

“กลับมาบ้านแล้วกันนะลูก เพื่อนอุตส่าห์มาหา นี่มารับขวัญหลานๆ ด้วยนะ”

“หือ?” รับขวัญหลาน? ไอ้จิวมีลูกหรอวะ? เพราะผมน่ะไม่มีแน่ๆ

“หลานอะไรแม่”

“ก็ตัวหนึ่ง ตัวสอง แล้วก็ตัวเล็กไง”
“คฤณ มานั่งรอในบ้านรอเจมแล้วกันนะจ๊ะ”

คะ...คฤณ!!!
เมื่อกี้แม่ผมพูดชื้อนี้รึเปล่า? ผมยังไม่ทันจะถามอะไรให้มั่นใจแม่ก็วางไปแล้ว ครั้นจะโทรไปถามแม่ใหม่ก็คงไม่กระจ่าง ผมเลยทำเปรี้ยวโทรหาคนที่เพิ่งได้ยินแม่เรียกชื่อเมื่อกี้ สัญญาณดังแค่ตู้ดเดียวเจ้าของเบอร์ก็รับสาย

“ครับเจม”

“พี่หนึ่ง...อยู่ไหนครับ” ผมถามอย่างไร้มารยาทมาก เขาเป็นผู้บริหาร หารายได้ต่อปีได้มากกว่าผมร้อยเท่า  เขาเป็นพี่ผม 4 ปี เขากับผมไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่ได้สนิทกันแต่ผมถามอย่างได้ใจความว่า “อยู่ไหน” นี่ผมจิกเขามากไปรึเปล่า?

“อยู่บ้านเจมไง”
“มาหาหลานน่ะ”

ชิบหอกกกกกกกกกกกกก!!
อะไรเนี่ย? อะไร?? ทำไมนายคฤณมันถึงได้เป็นคนดีศรีสังคมแบบนี้วะ?
มาเยี่ยมหมาของคนที่เพิ่งรู้จักกัน และคุยกันครั้งสองครั้งเนี่ยนะ!

ผมรีบบึ่งรถกลับบ้าน พอถึงหน้ารั้วก็เห็นตูดรถเบนซ์สปอร์ตสีขาว ทะเบียนประมูลตามสูตรคนรวยเป๊ะจอดอยู่ข้างรั้ว พอบีบแตรสองทีตามที่ตกลงกับแม่ไว้ ประตูไฟฟ้าก็เปิดอ้าต้อนรับชายเล็กเข้าบ้านทันที

“แม่! พี่หนึ่งล่ะ?”

“หือ?” นายแม่หันมองผมงงๆ นี่ผมละเมอว่านายคฤณมาบ้านหรอ? ทำไมแม่ทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่อง

“คฤณล่ะครับแม่ เพื่อนผมอยู่ไหน”

“อ๋อ เสื้อผ้าเลอะหมดเพราะเล่นกับผู้พัน แม่ก็เลยให้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อในห้องเจม”
“อ้าวเจม! เจม! เบาๆสิ บันไดหินอ่อนแต่มันก็สึกได้นะยะ!!”

ปึก! ผมเปิดประตูห้องตัวเองอย่างรีบร้อนแล้วก็ถลาล้มไปจิ้มหน้ากับพื้นไม้ปาเก้เงาวับเพราะผมเอาถุงเท้าขัดทุกคืนทุกวัน

ปลายเท้าที่ผมเกือบจูบมีเล็บสะอาดสีขาวอมชมพู ช่างแม่งเหอะ ขอมองหน้ามันก่อน
นายคฤณยืนยิ้มให้ผมแล้วก็ก้มมาดึงตัวผมขึ้นยืน หมอนี่คงสูง 180 นิดๆ เพราะตาผมเท่ากับปากมันพอดี ผมก็เลยเห็นรอยยิ้มแบบใกล้ๆ

“ไง รีบหรอ?”

“ไม่รีบมั้ง” ผมว่าแดกแล้วแทรกตัวไปนั่งบนเตียงปริ่มๆ ว่าแต่ว่า นี่มันห้องผมนะ ทำไมรู้สึกเหมือนมารบกวนหมอนี่ยังไงไม่รู้
“แล้ว...พี่หนึ่งมาไง เจมหมายถึง มาทำไม”

“มาเยี่ยมหลาน”

“มันใช่เหตุผลปกติมั้ยครับ”
“พี่ไม่เคยเห็นหมาเด็กอ่อนกับหมาแม่ลูกอ่อนหรอ?” นี่ผมถามจริงๆ ไม่ได้กวนส้นตีนแต่อย่างใด นายคฤณยิ้มแล้วขำผมเบาๆ แล้วก็เดินเฉิดฉายออกจากห้องผมไป พร้อมกับเสียงเรียก “คุณแม่ครับ” เดี๋ยวนะ! มึงมาขโมยแม่กูหรอไอ้พี่หนึ่ง!

ผมเปลี่ยนเสื้อลวกๆ แล้ววิ่งตึงตังลงมาให้แม่แหวเล่น นายคฤณนั่งดูทีวีอยู่กับแม่ผมแล้วพูดคุยอย่างอารมณ์ดี ผมล่ะสงสัยว่ามันมาญาติดีอะไรกับผมนักหนา หรือมันมาจีบแม่วะ? เออใช่! กับพี่ปูเอง นายคฤณก็ชอบเข้าหาทำตัวสนิทสนม

ไม่ได้การ ผมไม่ยอมมีพ่อเลี้ยงที่อายุมากกว่าผมแค่ 4 ปีหรอก

“แม่..เจมหิว” ผมอ้อนครับ ฮิฮิ แม่ควรรู้ว่าลูกชายที่น่ารักที่สุดในโลกก็คือผม จะได้รักผมคนเดียวจนไม่แบ่งปันความรักให้ใครไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม

“ปากใครล่ะเจม” แม่รักผมจังเลยน้า ผมหน้าหุบแล้วเดินเข้าครัวไปด้อมๆ มองๆที่โต๊ะกินข้าวใหญ่ว่ามีกับข้าวอันใดส่องสุมกำลังไว้รอผมบ้าง...อื้อหือออ ขาหมู เสร็จกูล่ะ

“เจม เดี๋ยวแม่นอนแล้วนะ” กินข้าวยังไม่หมดหม้อดีแม่ก็ส่งเสียงบอก ผมแหง่ะดูนาฬิกาเรือนใหญ่ โอ้ สี่ทุ่มแล้ว
“เจมดูแลเพื่อนให้ดีล่ะ แล้วได้เอาเสื้อซักให้เพื่อนรึเปล่า ผู้พันมันกระโจนใส่ซะดินเปรอะทั้งเสื้อทั้งกางเกง”

อ้าว....ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าต้องซักแห้งเสื้อผ้าให้นายคฤณด้วย

“เปล่า ก็แม่ไม่ได้บอก”

“เรื่องเท่านี้ต้องให้บอกหรอเจม เพื่อนก็เพื่อนเรา”
“คฤณ ถ้าไงก็นอนบ้านก่อนนะ สะดวกรึเปล่า เดี๋ยวแม่ปั่นแห้งให้แล้วพรุ่งนี้ให้เจมรีด”

“เจมเกี่ยวอะไรอ่ะแม่”

“ก็เพื่อนเจมนี่นา รีบกินแล้วปิดบ้านช่องให้ดี แต่ไม่ต้องปิดรั้วนะ พี่จิวเขาไม่มีกุญแจรั้ว”

“ครับ ครับ” ผมรับคำแกนๆ แล้วคอตกตักข้าวกินต่อ แม่ผมขึ้นไปนอนแล้วตามที่บอก ในห้องรับแขก ที่หน้าทีวีมีมนุษย์หน้าตาหล่ออารมณ์ดีคนนึงนั่งไขว่ห้างดูข่าวช่องต่างประเทศ แหมโว้ย! ฮิโซ

ผมเดินเข้าห้องรับแขกและได้รับความสนใจจากอีกฝ่ายทันที นายคฤณมองหน้าผมแล้วยิ้มให้ก่อนจะถาม
“ง่วงแล้วหรอ? ขอโทษนะ เดี๋ยวเสื้อแห้งพี่ก็กลับแล้ว”

“จะห้าทุ่มแล้ว กว่าเสื้อจะแห้งอีก ถ้าให้เจมรีดก็กลัวว่าเสื้อจะไหม้”
“พรุ่งนี้แม่บ้านมา พี่หนึ่งนอนค้างที่นี่ก่อนนะ”

“ไม่เป็นไร ใส่เสื้อเจมแล้วคัน”

“เหอะ!”

“ล้อเล่น งั้นก็..รบกวนหน่อยนะ” ผมยิ้มให้แล้วเดินมายืนดูทีวี แต่แป๊บเดียวก็หันหน้าหนีเพราะผมเบื่อเนื้อหามันเต็มกลืน เขียนบทความ สัมภาษณ์ ทำข่าว ผมก็จมหัวตัวเองอยู่กับเรื่องเศรษฐกิจ-การลงทุน นี่อยู่บ้านแท้ๆ ขอดูศึกโปเกม่อนก็ไม่ได้

“อื้อเจม”

“ครับ”

“หลานๆ ชื่ออะไรกันมั่งนะ แม่เจมบอกพี่แล้วแต่ได้ยินไม่ถนัดเลย” ผมคิดแป๊บเดียวก็ยิ้มกวนตีนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นายคฤณเหล่มองผมแล้วเบนสายตาหนี รู้ตัวแล้วล่ะสิว่าพลาดท่ามากที่มาบ้านนี้

“มาๆ เดี๋ยวเจมแนะนำให้รู้จัก” ผมหาอะไรทำสนุกๆ ทันที พอเห็นอีกฝ่ายไม่ขยับตูดเสียทีผมก็รี่ไปดึงแขนนายคฤณให้ออกมาที่ข้างโรงจอดรถ


คุณหญิงไม่ค่อยนอนนิ่งแล้ว เรียกได้ว่านางอยู่ไฟ(ตากแดดเอา) จนมดลูกเข้าที่แล้วเลยวิ่งลั้ลลากับสามีตามเดิม ส่วนลูกให้คลำทางหานมกันเอง บางทีพวกมันก็ดูดตีนกันและกันดังด๊วบๆ

"นี่ตัวหนึ่ง หรือไอ้หนึ่ง ไอ้หมาหนึ่ง แล้วนี่ตัวสอง ไอ้อ้วนนั่นตัวเล็ก" ผมแนะนำแล้วแอบขำที่นายคฤณวางสีหน้าไม่ถูก เขาคงอับอายเนอะที่มีชื่อเหมือนหมาบ้านผม แต่คงไม่โกรธหรอก เพราะผมไม่เห็นเขาพูดว่าอะไร ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ นายคฤณทอดสายตามองหมาอย่างมีความสุข

พอนายคฤณย่อตัวลงมองเด็กน้อยใกล้ๆ ก็ยื่นมือไปใช้นิ้วลูบหัวพวกมันอย่างอ่อนโยน เขาหันมองผมแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

“น่ารักดีเนอะ พี่ซื้อเสื้อผ้า ขวดนม จุกนม ที่รองนอน แล้วก็คอกไม้มาให้ด้วย”

“เฮ้ยพี่! ซื้อมาทำไมเยอะแยะ บ้านเจมเลี้ยงกันตามมีตามเกิด”

“ก็ไม่มากนี่ มันก็ปัจจัยสี่” โอ้โห ใช้ศัพท์! ผมพยักหน้ารับรู้แล้วมองนายคฤณส่งยิ้มเอ็นดูลูกมาที่ตายังไม่เปิดดี เพลินดีเหมือนกันแฮะ หมอนี่ยิ้มแล้วดูอบอุ่นชะมัด มือก็ใหญ่ นิ้วเรียวยาว ขาวมากๆ ด้วย ขาวแบบดูผิวชุ่มชื้น ไม่เหมือนผมที่ขาวซีดเหมือนจิ้งจก (ไอ้ต้อมชอบด่าแบบนี้)

“พี่หนึ่ง เจมถามจริงๆ เถอะ”

“อะไรหรอ?”

“พี่ไม่คิดว่ามันไร้สาระเกินไปหรอ? เจมหมายถึง พี่ก็รู้จักเจมครั้งสองครั้งเอง แล้วนี่ก็แค่ หมาเจมคลอดลูกเองนะ จริงๆ ไม่ต้อง...หมายถึง”

“อืม ถ้าเจมคิดว่ามาก มันก็จะมาก แต่ก็ถ้าเจมคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มันก็ธรรมดา”
“เจมคิดว่าไงล่ะ”

“เจมคิดว่ามันมากไป”

“แต่พี่คิดว่ามันธรรมดา เจมเป็นลูกน้องพี่ปู ซึ่งพี่ก็เคารพพี่ปู เจมเคยสัมภาษณ์พี่ เราเคยคุยกันแล้ว แวะมาหาลูกหมาที่บ้าน มันแปลกตรงไหน”
“ไอ้เรื่องค้างบ้านเจม มันสุดวิสัย”

“.......”

“หรือไม่จริง”

เออก็จริง ผมยักไหล่อย่างหมดข้อสงสัยและเฝ้ามองนายคฤณบรรจงอุ้มลูกหมามาประคองไว้ในฝ่ามือเดียวแล้วทั้งหอมทั้งเอาแก้มไปแนบ หมอนี่อ่อนโยนจังเลย

ผมให้เวลาพวกเห่อลูกหมาได้ปล้ำเด็กจนหนำใจแล้วก็เรียกอีกฝ่ายเข้าบ้าน เที่ยงคืนกว่าแล้วแต่ผู้พันและคุณหญิงก็ยังคึกเล่นกับผมอยู่ แต่ผมไม่ไหวแล้ว ง่วงมากๆ

ผมล็อคบ้านตามที่แม่บอกแล้วโทรบอกจิวว่าล็อคบ้านแล้ว แจ็ตพ็อตแตกที่ไอ้จิวกลับบ้านไม่ได้ ผมเลยต้องออกไปล็อครั้วอีกรอบแล้วเขียนโน้ตแปะบอกแม่ไว้หน้าตู้เย็น

พอตามขึ้นมาบนห้อง นายคฤณก็อยู่ในคราบชุดนอนของผมเรียบร้อย ขาเต่อด้วยอ่ะ ต้องโทษใครวะเนี่ย ผมขำแล้วเกาหัวก่อนจะชี้ให้เขานอนที่เตียงไปก่อนเลย ส่วนผมก็เข้าไปอาบน้ำอุ่นให้ร่างกายผ่อนคลาย

ตีหนึ่งนิดๆ ผมก็ได้เอนตัวลงนอน นายคฤณที่นอนหลับตาไปแล้วตะแคงมามองผมแล้วยิ้ม พร้อมกับพูดคำที่ไม่มีใครพูดกับผมมานานแสนนาน

“ฝันดีนะเจม”

“ครับ พี่หนึ่ง”
ผมปรือตาบอกและปิดฉากอีกวันของโดยไม่คิดอะไร แม้ผ้าห่มมันจะหนักขึ้นกะทันหัน และเสือกหนักเฉพาะตรงหน้าอกและหน้าขาเท่านั้น

Cut


หุหุ ขอบคูณผู้อ่านทุกท่านค่ะ >,<  : 222222:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-01-2013 16:57:35 โดย kajidrid »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
« ตอบ #9 เมื่อ: 01-01-2013 16:26:16 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ nunnuns

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1999
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #10 เมื่อ01-01-2013 17:53:55 »

สนุกดีค่ะ +

MEME_B

  • บุคคลทั่วไป
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #11 เมื่อ01-01-2013 18:13:06 »

หนึ่งไวมาก เนียนมาก ฮามาก และน่ารักมาก <3
ปุ๊บปั๊บไปโผล่ไปค้างบ้านเขาละ แล้วอะไรหนักไที่เจมว่า ใช่แขนขาพี่หนึ่งปะคะ 555

zodiacniing

  • บุคคลทั่วไป
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #12 เมื่อ01-01-2013 18:25:32 »

สนุกมากเลยย อ้ายย น่ารัก <3

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1747
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #13 เมื่อ01-01-2013 19:22:18 »

มันเกรียนเจอเกรียนปะวะ55555555555555 นี่คือสิ่งแรกที่คิดในใจ . . .
ชอบเวลาเจมทะเลาะกับแอม55555555555 ฮามากกกกกกกก
เห็นเจมทะเลาะกับแอมบ่อยๆก็กลัวจะมาได้กับแอมนะตอนแรก แต่พี่หนึ่งแลดูจะมากมายกว่าแอม ฮา

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #14 เมื่อ01-01-2013 19:33:30 »

อื้อหืออออออ รุกเจมเร็วมากกกก

ออฟไลน์ aloney

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 751
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-4
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #15 เมื่อ01-01-2013 20:10:16 »

พี่หนึ่งเรารุกเร็วมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

+1+เป็ดนะคะ   o13 o13 o13

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 2/1/13)
«ตอบ #16 เมื่อ02-01-2013 00:37:36 »

Hear, Me

=======
If I could, I would
======
 

ตอนที่ 3



ผมเปิดตู้เสื้อผ้าหาเสื้อยืดและแจ็กเก็ตตัวเก่ง แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่เชิ้ตสีครีมและกางเกงสเลคเอว 30 ที่แขวนเข้าคู่กันอยู่แทรกกลางเสื้อผ้าของผม เจ้าของเสื้อ-กางเกงชุดนี้แม่งกวนส้นตีนหน้ายิ้ม นึกหน้าแล้วอยากเขย่งตบหัว แต่ติดว่าอายุมันมากกว่าผม 4 ปี และผมก็ยังเรียกมันว่าพี่ และมันก็หาเงินจากโลกนี้ได้มากกว่าผม โอเค ผมยอมก็ได้

เสื้อยืดขาวคอวี แจ็กเก็ตยีนส์สีเข้มหน่อย เข้าคู่กับกางเกงยีนส์อีกตามเคย แต่ไม่มีร่องขาดๆ ที่หน้าขา รองเท้าคอนเวิร์สเอาเขว้ แต่งตัวได้สถุนมากเมื่อเทียบกับประตูโรงแรมที่ผมต้องไปมีส่วนร่วมในวันนี้ เซนท์ รีจีสครับ เบาๆ ครับ เบาๆ

แต่งองค์เสร็จก็ออกจากห้องมาปะหน้าพ่อที่ยิ้มให้ผมอยู่ในกรอบรูป พ่อผมโคตรหล่อ ก็แหงล่ะ จะให้ผมหล่อเหมือนแม่ได้ไง อุ้ยบาปทับกะบาล!

ท่านเสียแล้วครับ จีบแม่ผมเสร็จก็ขอแต่งงาน ปั๊มลูกกันแบบโคตรกำไร เพราะพวกผมแบ่งนิวเคลียสแบ่งโครโมโซมกันได้ยุติธรรมสุดๆ ออกมาเป็นแฝดที่น่ารักน่าเอ็นดูชื่อว่าจิวกับเจม ชื่อดูรวยใช่มั้ย? แน่นอนครับ แม่ผมบูชาเงินตราเสมอ พอผมกับจิวเดินเข้ารั้วโรงเรียนกางเกงน้ำเงิน พ่อก็ตัดสินใจจากไปทันที ฮ่าๆ จริงๆแล้วพ่อป่วยครับ มะเร็ง

“เจมไปแล้วนะพ่อ วันนี้รู้สึกหล่อๆ ไงไม่รู้” เพ้อเจ้อแต่เช้าอย่างน่าไม่อายด้วยครับ เพราะผมออกจากบ้านคนสุดท้าย วันนี้แม่บ้านต้องเข้ามาทำความสะอาด ผมเลยขนเสื้อผ้าที่ต้องซักรีดมาใส่ตระกร้ารอป้าพิศไว้เลย แกเป็นดูแลแม่ผมตั้งแต่ที่เชียงใหม่แล้วครับ พอลงมาเปิดร้านที่กรุงเทพแกก็มาช่วยที่ร้านอยู่พักหนึ่ง พอพวกผมเกิดแกก็ช่วยเลี้ยง หลังๆ แกอยากตั้งตัวบ้างก็เลยขอดูแลแบบสี่วันต่อสัปดาห์ ส่วนอีก 3 วันแกบอกว่าขอไปขายเสต็ก

เดินลอยชายมาทักหมา 5 ตัวที่เดินกันยั๊วเยี้ยไม่กลัวล้อรถทับเสร็จแล้วก็เตรียมตัวออกจากบ้านไปทำงานเสียที

ปิ้นๆ เสียงแตร
อืม...ใครมาเปรี้ยวซ่าแถวนี้ หมากูสะดุ้งตกใจเห็นไหม?
ผมขมวดคิ้วแล้วเท้าเอวมอง จู่ๆ รั้วบ้านผมที่ปิดสนิทก็อ้าออก หัวมนุษย์คนหนึ่งโผล่สอดเข้ามา หน้าแม่งโคตรคุ้น ก็ไอ้เจ้าของเสื้อผ้าสไตล์ที่ผมไม่ใส่นั่นแหล่ะครับ

“ไงเจม” สนิทกันมา 10 ปีรึไง? ผมทำหน้ากวนตีนใส่เพราะผมยังไม่หายเคืองมนุษย์ตัวนี้ครับ คนอื่นอาจจะมองว่าไร้สาระ แต่ผมไม่ชิน และก็คงไม่มีทางชินได้ ตราบใดที่ผมกับมนุษย์ตัวนี้ ไม่ได้เป็นอะไรกัน


เรื่องที่ทำให้ผมโกรธก็คือ ต้องย้อนไปพุธที่แล้ว หรือเมื่อ 5 วันก่อน
ผมนอนของผมอยู่ดีๆ บนเตียงของผม หมอนของผม ผ้าห่มของผม แต่จู่ๆ ผมก็กลิ้งหลุนๆ ตกเตียงดังโครม
มันถีบผมตกเตียงอ่ะ! มันถีบผม ผมเป็นเจ้าของห้องนะ!
ผมคลำหัวตัวเองป้อยๆ แล้วโผล่งุดขึ้นมามองไอ้พี่หนึ่งที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว

“เตียงเจมนะ ถีบกันได้ไงวะ” ผมงอแงไปตามประสาเพราะง่วงสุดๆ มันไม่ตอบอะไรเพราะหลับสนิท ผมเลยต้องตะกายขึ้นเตียงที่สูงระดับโรงแรมห้าดาว และทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนโอ่อ่าระดับโรงแรมหกดาว (ไอ้จิวหามาให้ครับ นอนสบายมาก) กำลังลูบแขนกล่อมตัวเองแล้วเล็มน้ำลายแจ๊บๆ มันก็ถีบผมอีกรอบ

“ไอ้พี่หนึ่ง ถีบกู!” ผมตื่นเต็มตาเลยทีนี้ ครั้งแรกที่โดนถีบยังอภัยได้เพราะแม่งถีบตอนไม่รู้ตัว แต่เมื่อกี้รู้ตัวดีเลยรู้ว่าแรงถีบมันอลังการมาก มึงฝันว่าเป็นเฉินหลงปราบผีอยู่รึไง ห่า!

มันก็ยังไม่ตื่นอยู่ดี ผมหมั่นไส้มัน หมั่นไส้มากเพราะมันถีบผม เกิดมาจากท้องแม่พร้อมไอ้จิวยังไม่เคยโดนใครถีบตกเตียงเลย (นอนคนเดียวตลอดนี่หว่า) แล้วไอ้เหี้ยนี่แม่งเป็นใคร คิดได้ดังนั้นผมก็ง้างขาแล้วถีบแม่งกลับโครมใหญ่

อึ่ก! แอ่ก!
ฮ่าๆ สะใจกู รวยกว่า เกิดก่อน หล่อกว่า เข้มกว่า สูงกว่า อะไรอะไรก็ดีกว่าผมแล้วไง ก็นี่เตียงผมอ่ะ!
ผมยืนตีหน้ามุ่ยกอดอกอยู่ฝั่งหนึ่งของเตียง เฝ้ารอแม่งงัดตัวเองขึ้นมาเผชิญหน้าแล้วขอโทษผม แต่รออยู่จนรู้สึกปวดฉี่ตะหงิดๆ แม่งก็ไม่โผล่หัวมาเสียที ผมเลยกระโดดขึ้นเตียงแล้วชะโงกหน้าไปดูอาการ

ไอ้พี่หนึ่งแม่งยังหลับต่อได้อีก อะไรของมันเนี่ยยยยยยย!!!

ผมหงุดหงิดที่ทะเลาะกับคนละเมอถีบผม แล้วมันก็ไม่เสือกตื่นมารับความผิดแล้วปรับความเข้าใจให้ตรงกัน แต่พอชัดเจนแล้วว่าฮึดฮัดไปก็ทำอะไรไม่ได้ ผมก็เลยไปฉี่แล้วกลับมานอนแผ่หลาบนเตียงคนเดียว

ตีสี่กว่าๆ ผมก็ถูกปลุกด้วยการเขย่าข้อเท้า ผมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมามองหน้ามันที่ยืนนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวมองผม แม่งขาวจนผมตาสว่างเลย

“อะไร?”

“พี่จะไปแล้ว เดี๋ยวกลับคอนโดไปเปลี่ยนเสื้อแล้วไประยอง ไปดูไซท์งานน่ะ”

“อ่าววว” ผมเสียงยานคางมากเพราะยังเบลอๆ อยู่ แต่ก็ลุกขึ้นนั่งโกยผ้าห่มมากอดไว้แล้วเอียงหน้าซบพลางมองคนที่ยืนเปิดตู้เสื้อผ้าผม

“ขอยืมเสื้อกับกางเกงยีนส์ตัวนึงนะ”

“เสื้อเจมมีแต่เสื้อยืด พี่หนึ่งใส่ทำงานได้หรอ? เดี๋ยวเจมรีดเสื้อพี่ให้ก่อนก็ได้”

“ไม่เป็นไร พี่กลับไปเปลี่ยนชุดที่คอนโดทัน”
“เจมนอนต่อเถอะ”

แล้วปลุกกูเพื่อ?
กลับไปเปลี่ยนเสื้อที่คอนโดก่อนไปทำงานได้ แล้วนอนห้องกูเพื่อ นอนแล้วถีบกูด้วยอ่ะ ไอ้เชี้ยนี่กวนตีนผมอยู่ใช่ไหม?
ทีนี้ เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าผมโกรธมันเรื่องอะไร ถ้ายัง ผมจะเล่าซ้ำใหม่ เรื่องของเรื่องคือต้องย้อนไปเมื่อพุธที่แล้ว หรือห้าวันก่อน

“คิดอะไรอยู่ หน้าเครียดเชียว” นายคฤณเดินเข้ามาถึงตัวผมพร้อมกับถึงแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังในมือ ผมมองถุงแล้วมองหน้ามัน แต่ก็ไม่ตอบ
ก็ผมโกรธนี่ มันถีบผมแต่ไม่เสือกตื่นมาขอโทษกันเลยสักคำ ผมเป็นลูกเสี้ยวมีพ่อมีแม่นะ!

“อืมม ขอโทษนะ แต่พี่ทำอะไรให้เจมไม่พอใจรึเปล่า”

“คุณคฤณมาทำอะไรครับ?” ผมถามเสียงปกติ แต่หน้ามันเสียไปนิดหน่อย คงเพราะสรรพนามที่ผมเลือกใช้มันห่างเหินมากสำหรับคนที่เคยมานอนห้องผม และเล่นกับหมาผม และเรียกแม่ผมว่าคุณแม่แล้ว

“อืม โอเค พี่คงทำอะไรให้เจมไม่พอใจสินะ”
“โทษนะ พี่คิดไม่ออกหรอก”

“ไม่ทำงานหรอครับ” ผมไล่ทางอ้อม หวังว่ามันจะเข้าใจ ซึ่งมันก็เข้าใจครับ

“ก็ไปเคลียร์ไซท์ที่ระยองมาเลยว่างขึ้นนิดนึง พี่ซื้อเสื้อกับกางเกงส์มาคืนน่ะ ไม่รู้เจมใส่ยี่ห้อนี่มั้ย แต่ก็เห็นในตู้มีแต่ยี่ห้อนี้ สีน่าจะผ่านนะ ลองดูก่อนก็ได้ ไม่ชอบเดี๋ยวพาไปเปลี่ยน” ครับมันเข้าใจคำถามผม แต่มันเข้าใจอารมณ์ผมผิดมากไปไกลถึงเวียดนามเหนือ

นอกจากจะไม่เข้าใจว่าผมไล่แล้ว มันยังยัดถุงเสื้อผ้ายี่ห้อโปรดใส่มือผมแล้วเดินไปเล่นกับหมา มันเห็นการทักทายหมาสำคัญกว่าการขอโทษที่ถีบผม นี่ผมต้องงัดเสื้อเปิดหลังให้มันดูมั้ยว่ามันถีบผมแรงแค่ไหน กูโกรธเว้ย!

แม่ง พี่กว่าก็พี่กว่าเถอะ ต้องเคลียร์!

“พี่หนึ่ง!” เสียงผมกรรโชกมากเลย นายคฤณคงเข้าใจแล้วว่าผมขุ่นมากๆ เลยยืนอุ้มไอ้ตัวหนึ่งขึ้นบังหน้าแล้วจับมันโบกขาหน้าทักทายผม

“อะไรคับ?” แม่งดัดเสียงเล็กเสียงน้อย เข้ากับอายุและความเป็นผู้บริหารมากนะครับคุณมึง

“เอาตัวหนึ่งลงแล้วพี่หนึ่งฟังเจมให้รู้เรื่อง เจมจะพูดครั้งเดียวนะครับ”

“หือ? จริงจังหรอ? โอเค น้องหนึ่งไปรอพี่หนึ่งตรงนั้นก่อนนะ เดี๋ยวไปเล่นด้วย” นายคฤณบอกตัวหนึ่งแล้ววางลงพร้อมกับตบตูดเล็กๆ สองปุ ก่อนจะยืนตัวตรงมองหน้าผม แล้วก็ยิ้มให้นุ่มๆ ...โอเค หมอนี่ยิ้มหล่อมาก แต่ผมไม่อยากชมมันในเวลานี้

“ว่าไงครับเจม” ยื่นหน้ามาก็ไม่ช่วย แม่งจะช่วยอย่างเดียวก็คือช่วยให้ผมชกมันแม่นขึ้นเท่านั้นแหล่ะ
“หือ?” แม่งดึงแก้มผมอ่ะ! ไอ้เชี้ยนี่!! นี่กูกับคุณมึงเป็นอะไรกันเนี่ย? ไอ้จิวยังไม่หยอกผมหน่อมแน้มแบบนี้เลย หรือมันตกเตียงคืนนั้นแล้วสมองกลับ นี่น่ะหรอนิสัยผู้บริหารบริษัทมีกำไรหลักพันล้าน กูไม่เชื่อออออ!! ที่สำคัญกว่านั้น มือแม่งเปรอะจู๋หมาอ่ะ! ไอ้พี่หนึ่ง!!!

ผมเบี่ยงหน้าหนีแล้วตีหน้ายุ่งกว่าเดิม แก้มผมมันป่องขึ้นอัตโนมัติ แม่บอกว่าเวลาผมโกรธแล้วน่าฟัดมากเพราะหน้าตาจะดูง๊องแง๊ง โดยเฉพาะตรงปากที่ยู่ขบกันจนเบี้ยว ผมไม่เคยเชื่อเลย แต่พอเห็นนายคฤณมองผมล้อๆ แล้วแอบยิ้ม ผมเริ่มเชื่อแล้วว่าสายตาแม่แม่นจริง แม่ง กูไม่ทำหน้าโกรธก็ได้วะ!

“อะไรล่ะครับ เจมพูดสิ”
“หรืออยากเขียนแทน เดี๋ยวพี่หากระดาษกับปากกาให้นะ”

“พี่หนึ่ง!” สุดท้ายผมก็สุดทน ยอดชายนายชานนท์ออกอาการโกรธสุดๆ ด้วยการเอามือทาบหน้าหล่อๆ ระดับผู้บริหารและผลักแม่งเต็มแรง นายคฤณเซถอยหลังนิดหน่อยผมก็ถือโอกาสง้างขาถีบมันซ้ำจนล้มก้นจ้ำเบ้าเลยครับ

นายคฤณนั่งก้นแช่พื้นเท้าแขนเงยหน้ามองอึ้งๆ เขาไม่ว่าอะไรผม และไม่รีบลุกขึ้นมาต่อยผมคืน ตรงกันข้าม เขายิ้มบางๆ ให้ผมที่โกรธกว่าเดิมเสียอีก

“พี่หนึ่งแม่ง!”

“อะไรครับเจม พี่หนึ่งทำไมครับ”

“แม่งควาย!”

“ครับ อะไรอีก”

“แม่ง...แม่งถีบเจมตกเตียงอ่ะ!....”
“ไม่ขอโทษด้วย! เจมรีดเสื้อไว้ให้ พี่หนึ่งก็หายหัวไปเลย แม่ง! เชี้ย!”  ผมเบะแล้วอ่ะ เกิดมาไม่เคยโต้ตอบคนไม่ถูกทางแบบนี้เลย อะไรวะ? ผมไม่ใช่คนหน่อมแน้มมากมาย จริงๆ ออกจะเป็นคนตรงด้วยซ้ำ อย่างตอนไม่ชอบปากตกตามแรงโน้มถ่วงโลกของไอ้แอม ผมก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบปากมัน แล้วก็พาลไม่ชอบเข้าใกล้มันไปด้วย แต่กับไอ้คนนี้...แม่ง ผมทำตัวไม่ถูก

ผมโกรธมันที่ถีบผมตกเตียงแล้วไม่ขอโทษ เสื้อมันผมก็เป็นคนรีดให้แต่แม่งก็หายหัวไปห้าวัน เสื้อก็ไม่มาเอาคืน แต่ผมกลับโต้ตอบอะไรมันไม่ได้เลย นอกจากถีบมันทีนึงแล้วยืนเบะอยู่แบบนี้ แม่งเอ้ย!

“พี่หนึ่งแม่งควาย พี่หนึ่งแม่งเชี้ย อะไรอีกดี”
“หือ? เจมพูดสิ”

“ทำไมพี่หนึ่งแม่งกวนส้นตีนหน้าดิบแบบนี้อ่ะ แม่งเอ้ย!” ผมด่าไปอีกชุดแล้วเป่าลมพายุโกรธออกทางปากดังฟู่ นายคฤณหัวเราะหึหึแล้วก็ยันตัวเองลุกขึ้นมา เขาปัดฝุ่นตรงก้นและมือ เสร็จแล้วก็เอามือมันมาวางทาบที่แก้มผม

เฮ้ย! อย่ามาเล่นอะไรหน่อมแน้มนะ กูเตะนะขอเตือน!

ทาบเสร็จมันก็ดึงแก้มผมอีกรอบแล้วก็ยิ้มให้หล่อสุดยอด! แล้วก็เดินไปเล่นกับหมาตัวอื่น ปล่อยให้ผมยืนจับแก้มตัวเองที่เปรอะทั้งจู๋หมาและไรฝุ่นที่เคยติดก้นมัน เจริญชิบหายนายชานนท์



นายคฤณเล่นกับหมาอย่างทั่วถึงแล้วก็เดินเข้ามาหาผมในบ้าน เปิดตู้เย็นหาน้ำดื่มเองด้วยเว้ยเฮ้ย! นี่มันมาบ้านนี้เป็นครั้งที่ 2 จริงป่าววะ?

“อื้อ เจมไม่ทำงานหรอวันนี้”

“วันนี้เจมไปงานแถลงข่าวตอนสิบครึ่ง”

“แล้วจะทันหรอ?”

“งานคงเริ่มจริงสิบเอ็ดกว่าน่ะครับ ตามสไตล์”  ผมตอบแล้วเอาซุบน่องไก่ออกจากไมโครเวฟแล้วกวักมือเรียกนายคฤณมากินข้าว อย่าถามว่าทำไมผมต้องหาข้าวให้คนระดับผู้บริหารกินนะครับ ก็มันขอ ผมก็เลยทำให้ เท่านั้นแหล่ะ ไม่มีอะไรมาก

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งให้ แล้วรอรับ นะ”

“ทำไมพี่หนึ่งต้องไปส่งแล้วต้องรอรับเจมล่ะครับ” ผมถามด้วยความแปลกใจนิดๆ มันจะมาบริการอะไรผมนักหนา หรือว่าผมมีอะไรที่ดูง่อยแล้วไม่รู้ตัวหว่า? ก็ไม่มีนะ

“ก็พี่อยากขอโทษที่นอนดิ้นไปถีบเจมจนเจมตกเตียง แล้วก็ขอโทษที่ไม่รีบมาเอาเสื้อที่เจมรีดไว้ให้”
“เถอะนะครับ” ผมแพ้อีกแล้ว เฮ้อออออ ผมบุ้ยปากครุ่นคิดแล้วก็กระดกหัวรับข้อเสนอ นายคฤณเริ่มต้นกินข้าวแต่ชี้นิ้วจี้ไปยังถุงที่เขาเอามายัดมือผมที่นอนแอ้งแม้งอยู่ตรงโซฟาในห้องรับแขก ผมพยักหน้าหงึกๆ แล้วก็เดินไปโกยถุงนั้นแล้ววิ่งขึ้นห้อง นี่ผมกับนายคฤณคุยกันด้วยภาษากายรู้เรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?

พอถึงห้อง ความโลภก็ครอบงำนายชานนท์ทันที ผมเทเสื้อผ้าในถุงออกเกลื่อนเตียง แม่งเอ้ย! ยีนส์รุ่นนี้กำลังอยากได้อ่ะ แต่ยังไม่มีเวลาไปสอย และยังกลัวโดนไอ้จิวกร่นด่าเรื่องใช้เสื้อผ้าเกินเงินเดือนอันน้อยนิด เสื้อยืดก็ชอบ ลายนี้เล็งไว้ด้วย มีหมวกด้วยเอาเขว้! หึหึ รู้สึกดีว่ะ วันหลังตกเตียงสองทีดีไหม?

จากที่ยิ้มเพราะได้ของถูกใจ ผมก็เจื่อนลงเองโดยอัตโนมัติเมื่อนึกย้อนถึงตัวผม นายคฤณ และความสัมพันธ์ของพวกเราที่มันเดินหน้าเร็วเหลือเกิน

“อืม? คงเอ็นดูเหมือนน้องล่ะมั้ง แม่งดูจะชอบใจเวลาได้แกล้งกูนี่” ผมให้คำตอบกับตัวเองแล้วก็คว้าเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแลคเอว 30 มาม้วนใส่ถุงยี่ห้อเดียวกับน้ำมันรถที่เพิ่งได้รับมา แล้วก็เดินออกมาป๊ะหน้าพ่อที่หล่อเหมือนผมอีกรอบของวัน



เซนท์ รีจิสนี่ที่จอดรถน่างงชิบหาย ดีแล้วที่ผมไม่ขับรถมาเอง ไม่งั้นคงได้เผ่นกลับออฟฟิศเพราะหงุดหงิดกับการไปที่ชั้นจอดรถ นายคฤณส่งผมที่ชั้น M1 เอาสะดวกผมเข้าว่าแล้วก็บอกไว้ว่า “พี่หาที่รอได้ เจมเสร็จแล้วโทรหาก็แล้วกัน” ผมก็เลยได้แต่เออออพยักหน้าที่รู้สึกชาเพราะตากแอร์ 23 องศามาตลอดทาง

“เฮ้ยเจม!” ไอ้แอมครับ เจอมันรอบที่เท่าไหร่ของเดือนนี้วะ? ผมพยักหน้าทักมันแกนๆ แล้วก็โดนมันลากแขนไปหน้าห้องน้ำชาย

“อะไรของมึงอ๋อมแอ๋ม”

“อย่าหาเรื่องกูอัญมณี” ผมเงียบกริ๊บเลย หน้าที่เบลออยู่งงกว่าเดิมเมื่อมันยื่นหน้ามามองผมใกล้ๆ

“อะไรของมึงอ๋อมแอ๋ม!” ครั้งนี้ไม่ได้กะกวนตีนนะ แต่ถามเพราะอยากรู้จริงๆ มันเอียงหน้าไปหามองผมอย่างจับผิด จากนั้นก็ผลักอกผมออกแล้วกอดอกถาม มันคงคิดว่ามันเป็นครูประถมอยู่ล่ะมั้ง

“มึงได้โบป่ะ” โบไร? โบว์ติดผมหรอ? กูจะอยากได้ทำเหี้ยไรผมกูใกล้สกินเฮดขนาดนี้ ไอ้เหี้ยนี่ถามควายๆ

“พูดเหี้ยไรให้เข้าใจหน่อย กูไม่ได้จบเอกภาษาสัตว์มานะควาย!”

“กูถามว่า มึงได้โบนัสรึเปล่า โบนัสพิเศษอ่ะ”

“กูจะไปรู้ได้ไง เงินเดือนยังไม่ออก คาร์บอนยังไม่มา” ผมตอบตรงๆ แต่ก็โดนมันมองตาขวางอีกอยู่ดี อะไรของแม่งวะ
“แล้วมึงถามทำไม แล้วมึงรู้ได้ไงว่าพีเอ็นแจกโบนัสพิเศษ มึงได้หรอ?”

“ได้เหี้ยไร กูแค่ได้ยินคนพูดกันทั่ว เรื่องมึงนั่นแหล่ะ”

“เรื่องกู?” เรื่องผมหรอ? ผมมีเรื่องที่ไม่รู้แต่คนอื่นรู้กันทั่วด้วยหรอวะ? แปลกๆ แฮะ
“กูทำไมวะแอม”

“เฮ้อ! มึงนี่มัน...เซื่องสุดๆ เลยว่ะ”

“อือๆ แล้ว กูโดนเมาท์ว่าไรวะ?”

“เมาท์ว่าพีเอ็นส่งมึงไปเซ่นแหล่งข่าว จนเล่มเราขายแอดได้หลายล้านจากรายนี้ พีเอ็นเลยจะเปมึงหนักๆ”

เซ่นแหล่งข่าว...ผมเนี่ยน่ะ ของเซ่นแหล่งข่าว
ตลกแฮะ แต่หน้าแรกที่วูบขึ้นมาบรรเจิดตรงหน้าก็คือหน้านายคฤณ
ไร้สาระว่ะ

ผมส่ายหน้าใส่ไอ้แอมที่ทำหน้าเป็นจริงเป็นจังแล้วก็ผลักหัวมันทิ้งไป จากนั้นก็หมุนตัวเพื่อไปยังห้องแถลงข่าว

“เดี๋ยวดิเจม”

“ไรอีกวะ? มึงอย่ากลัวว่ากูจะได้โบนัสพิเศษเหี้ยไรนั่นเลย กูไม่เคยไปเซ่นใคร ไม่ได้ทำความดีความชอบอะไรเกินหน้าใคร กูก็แค่ทำงานของกูเท่านั้น กูไม่ได้เงินเยอะไปกว่ามึงจนตั้งตัวหรอกสัส”

“ไอ้เหี้ย กูห่วงหรอก”

“ห่วงเหี้ยก็ไปบอกเหี้ยที่รังสิมึง” ผมแหย่มันเล่นแต่กลับเป็นฝ่ายหน้าเจื่อนไปเองเมื่อหันไปเจอสีหน้าจริงจังของมัน โอเค เมื่อมันเครียดมา ผมก็เครียดกลับ ซะเมื่อไหร่ แว่!! ผมแลบลิ้นและยิ้มให้มันส่งท้าย แต่ไอ้ควายนี่ก็บื้อยืนทำหน้าบึ้งอยู่ได้ ไม่ยุ่งกับแม่งแล้ว

“เดี๋ยวเจม!”

“อะไรอีก?”
“แหล่งข่าวที่เขาเมาท์กันว่าพีเอ็นให้มึงประกบ ก็คือคุณคฤณ”
“มึงรู้มั้ยว่าเซเลปในวงสังคมเขาพูดถึงไอ้นี่ว่าไง?”

“ไม่รู้หรอก กูไม่อ่านเรื่องเซเลป”

“ไอ้นี่มันจิ้งจอกการเงิน อะไรที่ใช้ประโยชน์ได้มันใช้หมด คนรวยทรามๆ มันก็แค่ฟาดหัวคนด้วยเงิน แต่ไอ้นี่เนี่ย มันฟาดหัวคนด้วยมือเปล่า ส่วนประโยชน์มันก็โกยเข้ากระเป๋าเต็มๆ”
“กูเตือนเพราะหวังดีหรอก”

“หรอ? แต่กูไม่มีโล่ให้มึงหรอกนะแอม” ผมบอกแล้วสะกดอาการอกพองเอาไว้แล้วเดินห่างมันออกมา ฝีเท้าผมไม่ค่อยมั่นคงนัก จับน้ำหนักขาได้เลยว่ามันกำลังสั่น สั่นมากๆ

และปัญหาก็คือผมไม่รู้ว่าผมตัวสั่นเพราะโกรธไอ้แอม หรือหวาดหวั่นไปกับคำเตือนของมันที่ผมไม่เคยรับรู้มาก่อนกันแน่


เที่ยงกว่างานแถลงข่าวก็เสร็จ ไอ้แอมกลับไปตั้งแต่ถ่ายรูปตอนเริ่มงานและถ่ายหน้าเจาะเสร็จแล้ว มันถามผมก่อนว่ากลับยังไง เอารถมารึเปล่า แต่ผมโกหกไปว่าเอารถมา จริงๆ ผมก็โกหกนิดเดียวนะ ผมเอารถมา แต่ไม่ใช่รถผมเท่านั้นเอง

ผมโทรหาใครบางคนตามที่รับปากไว้ แต่สัญญาณยังไม่ดังผมก็กดตัดสายเพราะเจอเป้าหมายซะก่อน ก็พ่อเล่นนั่งเด่นกลางล็อบบี้โรงแรมขนาดนั้น ไม่เห็นก็ตาบอดได้ลอตเตอรี่แล้ว พอเจอทาร์เก็ตผมก็เตรียมเดินไปสะกิด แต่ก็ต้องหักข้อมือตัวเองคืนสู่ถิ่นฐานเสียก่อนเพราะมีใครอีกคนเดินเข้ามาหานายคฤณก่อนผม

“คุณหนึ่ง”

“อ้าว! พี่ปู” ช่วยไม่ได้ที่ผมเลือกจะทำมารยาททรามแอบฟังบทสนทนาของคนอื่น ผมเดินไปแอบนั่งตรงโซฟาด้านหลังนายคฤณและพีเอ็น ระยะนี้ได้ยินเรื่องที่เขาพูดกันพอรู้เรื่อง ซ้ำพี่ปูยังช่วยผมด้วยการพูดด้วยเสียงออกรสชาติสุดแซ่บอีกต่างหาก

“ไงคะ เห็นเล่มที่เพิ่งออกรึยัง? บทสัมภาษณ์คุณหนึ่งที่น้องเจมเขียน”

“อ๋อ เห็นว่าออกแล้ว แต่ยังไม่ได้อ่านโดยละเอียดเลยครับ ผมเพิ่งกลับจากระยอง”

“โปรเจคใหม่หรอคะ?”

“ไม่ใหม่หรอกครับ ไปลดคอสนิดหน่อย โปรเจคพลังงานมันจุกจิกเรื่องค่าแรงก่อนติดตั้งระบบของสถานีย่อยน่ะครับ คราวที่แล้วหลวมไปเยอะ มาร์จิ้นก็หด พ่อผมเซ็งนิดหน่อย ผมเลยขอพ่อลงไปดู”

“ขยันจริงๆ ซีเอฟโอคนนี้”

“ก็งานผมนี่ครับ แล้วพี่ปูมาทำอะไรที่นี่ครับ? หรือว่ามางานเอ่อ...งานแถลงข่าว”

“แถลงข่าวอะไรคะ?”

“อ่อออ” นายคฤณลากเสียงยาว ดูเหมือนเขาจะไม่อยากให้ใครรู้ว่าว่าเขารู้เรื่องงานแถลงข่าวจากผม
“ก็ผมเป็นป้ายตรงล็อบบี้น่ะครับ เลยคิดว่าพี่ปูมาทำข่าวเอง”

“อ๋อ นึกออกแล้ว งานนี้ส่งเจมมาทำน่ะค่ะ อา...เดี๋ยวโทรหาดีกว่า จะได้พาไปหาอะไรอร่อยๆ กิน คุณหนึ่งไปด้วยกันนะคะ พี่เลี้ยงเอง”

“ไม่เป็นไรครับ” นายคฤณรีบปฏิเสธ ส่วนผมก็รีบควักโทรศัพท์มาปิดเสียงแล้วเตรียมแคนเซิลสายเรียกเข้าทันที

“เถอะค่า นะคะ เดี๋ยวโทรตามน้องแป๊บนึง รายนี้ชอบของกิน หลอกว่าอร่อยก็ไม่ปฏิเสธหรอก คุณหนึ่งจะได้เจอเจมอีกไง ถูกใจไม่ใช่หรอ”

หือ?

“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับพี่ปู เวลางานเจมเขา ผมไม่อยากกวนเวลางานใครน่ะครับ”
“อีกอย่าง ผมมีนัดแล้วด้วย”

“เสียดายเลย งั้นคราวหน้าต้องให้พี่เลี้ยงข้าวนะครับ”

“ครับ” นายคฤณตอบรับแล้วก็ล่ำลาพีเอ็นของผมอย่างสุภาพเหมือนเดิม ผมเป่าปากโล่งใจแล้วก็ไหลตัวลงตามความนุ่มของโซฟา หัวผมตอนนี้ยังสูงไม่พ้นขอบโซฟาที่หันหลังชนกับโซฟาที่นายคฤณอาศัยนั่งจิบกาแฟเลย

เขาบอกว่าเขามีนัด กับผมรึเปล่านะ? หรือว่ามีนัดอื่นอีก ก็เขาเป็นผู้บริหารนี่ เป็นนักธุรกิจที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง จะมีนัดกับผมคนเดียวได้ไง อีกอย่าง นัดของเราก็ต๊องๆ ด้วย

ผมบ้าบอพอที่จะนั่งเงียบๆ ต่ออีก 1 ชั่วโมงตรงนั้น นายคฤณเองก็ไม่ได้ขยับไปไหน เขานั่งรอใครคนหนึ่งที่เขากำลังรออยู่เงียบๆ มีการสั่งเอสเพรสโซ่มาดื่ม 2 แก้ว ส่วนผมสั่งม้อคค่ามาดื่มด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนพนักงานโรงแรมแทบก้มมางับซอกคอ

ทำไมถึงไม่รีบล่ะ
ทำไมเขาถึงได้เสียเวลาเปล่ารอผมอยู่แบบนี้
นี่น่ะหรอคนที่ฟาดหัวคนจนด้วยมือเปล่า แล้วแหกกระเป๋ากอบโกยประโยชน์เหมือนที่ไอ้แอมบอก เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่นะ?

ผมมองนาฬิกาข้อมือยี่ห้อเดียวกับกางเกงยีนส์ที่ผมบ้าคลั่ง ใกล้บ่ายสองโมงแล้ว ผมหิวแล้ว นายคฤณเองก็คงหิวเหมือนกัน ผมถอนหายใจไล่เรื่องยุ่งๆ ออกจากหัวแล้วค่อยๆ เดินห่างจากเขาไปทางด้านหลัง เมื่อได้ระยะแล้วก็โทรหาตามที่รับปากไว้

“ครับเจม งานยืดเยื้อหรอ? แล้วนี่หิวรึเปล่า?” ถามผมอย่างห่วงใย แล้วตัวเขาล่ะ ไม่หิวหรอ?

“โคตรหิวเลยครับพี่พนึ่ง” เสียงผมแห้งชิบหายเลย หรือมอคค่ามันดูดน้ำลายได้วะ

“โคตรหิวก็มาที่ล้อบบี้นะ พี่รออยู่ หรือจะไปที่รถเลย งั้นรอตรงประตูชั้นเอ็มที่พี่ปล่อยเจมลงดีกว่า จำได้รึเปล่าว่าตรงไหน”

“จำได้ครับ เจมรอตรงนั้นก็แล้วกัน”

“ครับ เดี๋ยวพี่วนรถไปรับแล้วเราไปกินข้าวกัน”
“นะครับ”

นะครับนี่แม่งเป็นคาถามหาระทวยรึเปล่า ผมมืออ่อนปวกเปียกไปหมด
พอวางสาย ผมก็เดินดุ่มๆ ไปจ่ายค่าม้อคค่าที่สั่งกิน แน่นอนว่าต้องรอให้นายคฤณจ่ายค่ากาแฟเขาเสียก่อน
บันไดวนเล็กๆ สู่ชั้น M1 ช่างเงียบสงบจนเสียงคนสนทนาที่ผมได้ยินเมื่อชั่วโมงที่แล้วชูขึ้นมาเล่นซ้ำ

คุณหนึ่งจะได้เจอเจมอีกไง ถูกใจไม่ใช่หรอ
พีเอ็นส่งมึงไปเซ่นแหล่งข่าว


เฮ้อ นี่มันเรื่องอะไรกันวะ?
ผมอยากเจอไอ้ต้อมจังเลย แต่มันไปงานต่างจังหวัดเสียได้ แล้วใครจะเป็นกระโถนให้ผมสำรอกเรื่องที่ผมไม่เข้าใจล่ะ

ปิ๊นๆ
ผมสะดุ้งเพราะเสียงแตรนุ่มหู เบนซ์สปอร์ตสีขาวจอดนิ่มๆ ตรงหน้าผมพอดี แถมประตูยังถูกเปิดจากด้านในแล้วผลักออกมาเบาๆ อีกต่างหาก

“เป็นอะไรเจม หิวจนหน้ามืดรึเปล่าเนี่ย”

“เปล่าครับ สับสนประเด็นข่าวนิดหน่อย”

“อ้าวหรอ? สับสนเรื่องไหน พี่ช่วยได้มั้ย?”

“ไม่ได้หรอกครับ มันเรื่อง...ไกลตัวพี่หนึ่ง” ผมโกหกอีกแล้ว ไม่ดีเลย บาปแน่เลย นี่มันใช่เรื่องที่ผมต้องรับกรรมไหมเนี่ย?

“อืม งั้นก็ ไปหาอะไรกินอร่อยๆ สมองจะได้แล่น แล้วจะเข้าออฟฟิศหรือกลับบ้าน”

“กลับบ้านครับ ผมส่งงานจากที่บ้านได้อยู่แล้ว ช่วงนี้ไม่ยุ่งเรื่องปิดหน้า มีเวลาครับ”

“แล้วเจมอยากกินอะไร?” เขายังถามผมอย่างใจดี

“เจมอยากกินข้าวแกงข้างทาง จานละ 20 บาท คลุกฝุ่น ตากแดด แม่ค้าปากจัดเหมือนผัวทิ้งไปสิบปี เพื่อนร่วมร้านคือคนงานไซท์ก่อสร้าง พี่หนึ่งกินด้วยกันกับเจมได้รึเปล่าครับ?”

“...........”

“กินไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะครับ แต่เจมไม่เปลี่ยน”

“เจม...เป็นอะไรรึเปล่า?”

“เปล่าครับ เจมคงหิวจนหน้ามืด”

ผมเป็นอะไรไปนะ ผมฉุนเฉียวเรื่องอะไรกันแน่
ผมพาลใส่ผู้ชายคนนี้ทำไม นายคฤณทำอะไรผิดหรอ?
สิ่งเดียวที่ผมพอจะหาคำตอบได้ว่าเขาทำสิ่งที่ทำให้ผมสมองวุ่นวายก็คือ เขาทำอะไรไม่กระจ่างซักอย่างในสายตาผม
และผมไม่ชอบอยู่กับคนที่ทำให้สมองผมไร้ทางออก
จู่ๆ การอยู่ใกล้กับนายคฤณ ก็เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกอยากระแวงระวังขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-01-2013 22:48:56 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #17 เมื่อ02-01-2013 00:41:51 »

ผมอยากกินอะไร เขาก็พาผมมากินตามนั้น สถานที่ไม่ไกลเลยครับ ร้านข้าวแกงท้ายรถหน้าไซท์ก่อสร้างตรงถนนเส้นราชดำรินั่นแหล่ะ นายคฤณจอดรถแล้วเดินนำผมลงไป เขาล้วงกระเป๋าไปชะโงกดูกับข้าวแล้วก็เดินมารายงานผมที่นั่งจับจองที่ไว้ให้

“น่ากินสุดก็ไข่เจียวทรงเครื่อง นอกนั้นแกงกะทิ แต่อากาศร้อนแบบนี้เสี่ยงท้องเสีย เจมกินอย่างอื่นดีกว่า”

“เอาแกงกะทิที่พี่หนึ่งบอกกับไข่เจียวทรงเครื่องครับ” ผมตัดสินใจเด็ดขาดแล้วทำหน้าที่ลุกไปตักน้ำเปล่าในกระติกที่มีฝุ่นนอนเป็นตะกอนแปรอักษรเป็นหวยงวดต่อไป ผมเห็นเขาถอนหายใจแล้วส่ายหัวนิดๆ คงเซ็งผมล่ะมั้ง ดีแล้ว เซ็งๆ ผมไปเถอะ แล้วอย่ามาใจดีกับผมอีกนะ อย่ามาเล่นกับหมาผมด้วย เพราะผมไม่รู้ว่าควรตอบรับความใจดีนั่นด้วยความรู้สึกแบบไหน

“อ่ะ ข้าวไข่เจียวทรงเครื่องคนละจาน แกงแชร์กัน ท้องเสียจะได้เป็นพร้อมกัน ดีเลย พี่กำลังอยากอู้งาน”

“..........” ผมไม่พูดอะไร เพียงแค่เงยหน้ามองรอยยิ้มหล่อเย็นอย่างไม่เข้าใจเขานัก เขาตักเนื้อไก่ในแกงไก่หน่อไม้ให้ผมตั้งหลายชิ้น ส่วนตัวเองกินข้าวไข่เจียวทรงเครื่องแห้งๆ จนข้าวแทบเกลี้ยงจาน เขาไม่ชอบแกงกะทิหรอ? แล้วทำไมไม่เลือกกินที่ตัวเองชอบกันเล่า

“เอาอะไรอีกมั้ย? ไม่มีขนมหวานซะด้วยสิ ไม่งั้นก็ครบเซตเลย”

“ไอติมอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวเจมไปซื้อให้ก็ได้” ผมบอกเมื่อตาไวเห็นไอติมกะทิตักเข็นข้างอยู่ข้างทางไม่ห่างนัก

“อยากกินหรอ? เดี๋ยวพี่ไปซื้อให้ เจมกินข้าวไปเถอะ พี่อิ่มแล้ว” บอกจบก็วิ่งปรู๊ดไปหารถไอติมเข็น เขาชะโงกหัวลงถังไอติมด้วยอ่ะ ตลกดี มันจะก้มไปส่องเลขหรอ?

ครู่เดียวก็วิ่งทะเล่อทะล่ากลับมาแล้วแวะจ่ายเงินที่ร้านข้าวแกง แล้วก็วิ่งกลับไปจ่ายเงินค่าไอติมอีกรอบ หอบแดกมั้ยล่ะนั่น

“มาแล้ว กินเลย ไอติมกะทิ หอมนะ” ดมให้ผมดูก่อนด้วย ทำไมเขาใจดีกับผมแบบนี้นะ หรือว่าเขาก็ใจดีกับทุกคน คิดเยอะแล้วปวดหัวแฮะ

“พี่หนึ่งกินสิ วิ่งซะเหนื่อย ของหวานช่วยได้นะ”

“กินกิน” พูดตามผมเป็นเด็กแล้วก็งับไอติมที่ตักขึ้นมาเต็มช้อน ตาแบ๊วๆ พองขึ้นแล้วก็หรี่ลงเพราะยิ้มให้ผมเพื่อการันตีนว่าไอติมถูกๆ นี่มันอร่อยจริงๆ ผมหัวเราะออกจนได้ ก้อนที่เคยจุกอยู่เหนือกระเดือกปลิวออกมาด้วยแล้ว

ดับอารมณ์มึนๆ งงๆ ด้วยไอติมด้วยละ 7 บาทไป 2 ถ้วย ผมก็มานั่งเป็นหุ่นยนต์หน้ารถ ไม่อยากบอกว่าตัวเองเป็นตุ๊กตาครับเพราะกูไม่ใช่ผู้หญิงไง หุ่นยนต์ที่แหล่ะ บรรยายสภาพผมได้ดีที่สุด

แอร์ 23 องศาตีหน้าผมอีกครั้ง แล้วท้องก็อิ่มมาก เพลงในรถแม่งก็โคตรอีซี่ลิสซึ่นนิ่ง แอนด์ลีดมีทูบีสลิปปิ้งดิวตี้มาก เจออัดบรรยากาศเข้าไปแบบนี้ ผมก็หลับโดยที่หน้ารถยังไม่เลี้ยวเข้าถนนพระราม 4 เพื่อตัดขึ้นทางด่วนเลย เร็วใช่มั้ยล่ะ? แต่ผมได้ครับ ผมแน่มาก

มารู้ตัวว่าใกล้ถึงบ้านแล้วก็ตอนที่ใกล้ออกทางด่วนแล้วสะพานมันโค้งแล้ววูบต่ำทันที ใจผมก็เลยวืดแล้วสะดุ้งตื่น พี่หนึ่งหันมองผมงงๆ แล้วกระตุกหัวเราะ

“ตื่นแล้วหรอ”
“สบายมั้ย?” ถามแดกกูใช่มั้ยเนี่ย ผมลูบหน้าแก้ง่วงและหาวปิดท้าย เขายูเทิร์นอย่างสวยงามแล้วเลี้ยวเข้าซอยบ้านผมที่ค่อนข้างคดเคี้ยว พอเห็นรั้วบ้านผมอยู่ลิบๆ นั่นแหล่ะ ผมจึงตัดสินใจถามเรื่องที่ผมคาใจ

บอกแล้วว่าผมเป็นคนตรงๆ และไม่ชอบอยู่ใกล้คนที่ทำให้ผมไร้ทางออก
ถ้าเขาจะอยู่ใกล้ตัวผม เขาก็ต้องทำให้ผมกระจ่างได้ทุกเรื่อง

“พี่หนึ่ง จอดข้างทางแป๊บนึง เจมจะอ้วก”

“หือ?” เบรกหัวทิ่มเลยครับ กลัวผมอ้วกรดรถล่ะมั้ง เมื่ออุบายได้ผล ผมก็โงหัวที่ทิ่มลงไปแล้วมามองเขา

“อะไร? เป็นอะไรรึเปล่า? พี่ว่าเจมป่วยๆนะ ดูสติไม่อยู่กับตัวเท่าไหร่ด้วย”

“อืม เจม...ป่วยนิดหน่อย”
“สติไม่เต็มน่ะพี่”

“เป็นอะไรล่ะ? พี่ช่วยได้มั้ย?”

“ได้ครับ” รอบนี้ผมตอบเต็มปากเต็มคำมาก เมื่อตอนก่อนกินข้าวอารมณ์ผมหนืดกว่านี้ แต่ตอนนี้เลือดเดินคล่องขึ้น คงเพราะตัดอาการหงุดหงิดเพราะท้องหิวไปแล้วแน่ๆ แหม กูนี่ก็เรื่องกินมาที่หนึ่งจริงๆ

“อะไรล่ะ? วันนี้พี่จะได้เจออภินิหาอะไรของเจมอีก จะด่าพี่เสียงแหบเสียงแห้งเหมือนเมื่อเช้ารึเปล่า หืม?” น้ำเสียงท้ายประโยคนี่โคตรหยอดเลยครับ นี่อยากโดนผมด่าอีกงั้นหรอ?

“ไม่ด่าอะไรหรอกครับ พี่ไม่ได้ทำอะไรให้เจมโกรธนี่”
“แต่เจมก็อยากให้พี่ช่วย”
“แค่ตอบตรงๆ ก็ยังดี”

“ครับ อะไรล่ะ?” เขายิ้มให้โดยไร้อาการกลัว ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายปอดแหกขึ้นมาดื้อๆ แต่ผมไม่ย่อท้อหรอก เมื่ออยากรู้ก็ต้องได้รู้ ถึงจะกลัว ผมก็จะถาม

“พี่หนึ่ง...คิดยังไงกับเจม”

“หือ?”

“เจมหมายถึง...เจมได้ยินมา ช่างหัวมันเถอะว่าได้ยินมาจากใคร แต่เจมได้ยินมาว่าพี่ปูใช้เจมเซ่นพี่หนึ่ง เพื่อให้พี่หนึ่งซื้อแอดเล่มเจม แล้วพี่หนึ่งก็ซื้อแล้ว”

“..............”

“แล้วเจมก็ได้ยินมาอีกว่า....” รอบนี้ข่าวมาจากบทสนทนาของเขาและพีเอ็นที่ผมได้ยินเองกับหูครับ ต้องถามมากๆ เลยครับประเด็นนี้
“ว่าพี่หนึ่งถูกใจเจม”

“คำถามเจมคือ?”

“ที่ได้ยินมา จริงรึเปล่าครับ?”

“จริง” ไอ้เหี้ย! ผมวูบไปทั้งตัวเลย รู้สึกขนอ่อนลุกและเปลือกตายวบๆ นิ่มๆ นี่กูเป็นของเซ่นหรอเนี่ย ห่าอะไรวะ! ถามกูสักคำมั้ย?
“จริงตรงที่....” นายคฤณพูดต่อระหว่างจ้องหน้าผมจริงจัง ตาที่เคยมองว่าแบ๊วๆ  น่ารักๆ คมกริบจนผมไม่กล้าหลบตาไปไหน
“พี่ซื้อแอดเล่มเจม เท่านั้นแหล่ะที่จริง”

“นอกนั้นล่ะครับ? ก็คนเขาพูดกัน”

“พี่ไม่รู้นะว่าเจมฟังมาจากไหน ไม่อยากคิดสืบด้วย คนมีปากก็พูดไป ตราบใดที่ขยับตูดพูดไม่ได้ก็ต้องใช้ปาก”
“แต่พี่เป็นไงพี่รู้ดี แล้วพี่ก็บอกตรงๆ”
“ไอ้เรื่องซื้อแอด มันก็ธรรมดาของธุรกิจ พี่ปูทำธุรกิจไม่ใช่ทำการกุศล พี่ปูต้องมีเงินเดือนจ่ายพนักงานอย่างเจม อย่างคุณอรินทร์” เอ่ยชื่อไอ้แอมด้วย คงเป็น 2 คนเล่มที่เขาจำชื่อได้
“พี่ซื้อแอดก็เพื่อโปรโมทตัวเอง สร้างภาพลักษณ์ให้บริษัท สร้างคอนเน็คชั่น เล่มเจมเขียนดีพี่ก็ได้หน้า พี่ก็ซื้อแอด มันเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย”

“แล้วเรื่องที่พี่ปูใช้เจมเซ่นพี่หนึ่งล่ะ?”

“แล้วเจมได้เซ่นอะไรพี่รึเปล่าล่ะ? พี่ได้กินของเซ่นรึเปล่าล่ะ?”

“แล้วเรื่องที่เขาพูดว่า..พี่หนึ่งถูกใจเจมล่ะ จริงรึเปล่า”

“ก็เจมน่ารักดี เหมือนลูกหมา เหมือนตัวหนึ่ง ตัวสอง ตัวเล็ก” อ่อ มองกูเหมือนเอ็นดูลูกหมานี่เอง
“คุณชานนท์...” จะเริ่มสั่งสอนกูแล้วใช่มั้ยถึงได้เริ่มต้นด้วยคำสุภาพ ผมได้ยินเสียงเขาถอนหายใจด้วย
“ถ้าไม่ถูกใจ ไม่ถูกชะตา ก็คงไม่คุย ไม่คบค้า ไม่ไปมาหาสู่กันหรอก จริงมั้ย?”
“เจมมีน้ำใจกับพี่ แม่เจมก็ดีกับพี่ หมาเจมก็เล่นกับพี่จนพี่เอ็นดูมันถึงขั้นอยากขอไปเลี้ยง แต่พี่อยู่คอนโด เลี้ยงไม่ได้และก็เป็นภูมิแพ้ด้วย มีเหตุผลอะไรที่พี่จะไม่ถูกใจเจมล่ะ? หรือเจมทำอะไรไม่ดีลับหลังพี่รึเปล่า” ผมส่ายหน้าดิก เขาจึงยักไหล่อย่างเป็นต่อแล้วก็สวดสั่งสอนผมต่อ
“แล้วการที่พี่ดีกับเจม คบค้ากับเจม และคนอื่นเขาเข้าใจว่าพี่ถูกใจเจม ซึ่งเขาก็เข้าใจถูกแล้ว และเอาไปพูดต่อๆ กันจนมันเข้าหูเจม มันไม่ดีตรงไหน?”
“แล้วกังวลเรื่องอะไร?”

“ก็...ก็เจมคิดว่า พี่มีเป้าหมาย อะไร บางอย่าง ถึงได้มา คบกับเด็กอย่างเจม”

“หึ!”

“ก็พี่หนึ่งเป็นผู้บริหาร เจมมันนักเขียนนักข่าวกิ๊กก๊อก เกิดพี่หลอกอะไรเจม เจมตามไม่ทันหรอก”

“เจมครับ”

“ครับ” ผมขานรับอย่างว่าง่าย มือนายคฤณยื่นมาบิดแก้มผมอีกแล้ว

“พี่ไม่คิดว่าเราต่างกันหรอก ไม่ใช่แค่กับเจม กับคนอื่นพี่ก็ไม่คิดว่าพี่ต่าง รวยแค่ไหนพี่ก็ไม่ใช่เงินเช็ดตูด โอเค? แล้วพี่ก็ยังกินข้าวทางปาก หรือเจมเห็นพี่หยอดข้าวเข้าหูเข้าจมูกตัวเอง หือ?”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ผมหัวเราะออกจนได้ เพราะไอ้แอมนั่นแหล่ะที่ทำให้ผมหวาดวิตกถึงขั้นวิกลจริตแบบนี้ ดีแล้วที่ผมถามเขาตรงๆ เพราะอย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่านายคฤณกล้าพูดตรงๆ กับผมเหมือนกัน เขาขับรถมาถึงหน้าบ้านผมและไล่ผมไปเปิดประตูรั้ว พอรั้วอ้าออกก็ขับฉิวเข้ามาจอดเอียงๆ แล้วตรงดิ่งไปทักทายตัวหนึ่งซึ่งเป็นหมาตัวโปรดของเขาทันที

ผมยืนมองนายคฤณเล่นกับหมาราวกับเขาไม่ใช่ผู้ชายอายุ 29 ปี ไม่ใช่ผู้บริหารบริษัทที่มีกำไรหลักพันล้าน ไม่ใช่ซีเอฟโอจิ้งจอกการเงินที่น่าเกรงขามในเล่ห์แพรวพราว

ตอนนี้ ผมมองเขาเล่นกับหมาราวกับกำลังมองใครซักคนที่เติมให้หัวใจนายชานนท์คนตรงๆ คนนี้เต็มอิ่มด้วยความรู้สึกดีที่ผมยังไม่รู้จะนิยามมันว่าอะไร


Cut


แลขยันมาก สปีดลงใหญ่เลย ฮ่าๆ
กำลังมีเวลาก็เขียนกันไปค่ะ ตอนที่ 4 คงไม่เร็วแบบนี้อีกแล้ว

ขอบคุณผู้อ่านทุกคนนะคะ  :o8:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-01-2013 22:49:34 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ nunnuns

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1999
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 2 - 1/1/13)
«ตอบ #18 เมื่อ02-01-2013 01:12:26 »

เอ๊า ต้องเข้าใจอะไรผิดแน่เลยเจม อย่าไปฟังคนอื่นมากสิ แง้งง สงสารพี่หนึ่ง

ปล.ชอบลูกหมาตัวที่หนึ่ง 5555

ออฟไลน์ ♠DekDoy♠

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4563
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +421/-8
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
«ตอบ #19 เมื่อ02-01-2013 01:20:45 »

ถามตรง ๆ ในสิ่งที่อยากรู้ดีนะเจม

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
« ตอบ #19 เมื่อ: 02-01-2013 01:20:45 »





ออฟไลน์ hello_lovestory

  • >>I'm C-Z@<<
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 889
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
«ตอบ #20 เมื่อ02-01-2013 04:09:39 »

เอ๊ะ ยังไง หรือว่า อ๋อมแอ๋มแอบชอบเจมหรอ เลยไม่อยากให้ยุ่งกับพี่หนึ่ง

ออฟไลน์ insomniac

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1506
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +110/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
«ตอบ #21 เมื่อ02-01-2013 06:01:37 »

สนุกครับ
ยังไม่ค่อยเคลียร์พี่หนึ่งอยู่ดี
อยากเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง หรือเป็นอย่างอื่น

MEME_B

  • บุคคลทั่วไป
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
«ตอบ #22 เมื่อ02-01-2013 10:29:35 »

อ๋อมแอ๋มมาที เล่นเอาเจม(และคนอ่าน)เป๋เลยนะ
ดีแล้วล่ะ ถามกันตรงๆ
แต่อ่านไปอ่านมา คุณพี่หนึ่งชักดูคลุมเครือ เหมือนจะชอบเจม แต่ก็เหมือนจะแค่เอ็นดู  (แต่เราคิดว่าพี่หนึ่งรุกเจมอยู่ ฮาา)

ออฟไลน์ janamanza

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 662
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-2
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
«ตอบ #23 เมื่อ02-01-2013 12:54:07 »

สนุกจัง ชอบน้องเจมตรงที่เป็นคนตรงได้อีกถูกใจเจ้เหลือเกิน
มาลงอีกนะคะ สนุกมาก พี่หนึ่งน่ารักอ่ะ

ออฟไลน์ chancha

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 364
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +32/-0
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
«ตอบ #24 เมื่อ02-01-2013 16:39:07 »

สนุกๆ รอตอนต่อไปจ้า

ออฟไลน์ quiicheh.

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1747
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +73/-9
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
«ตอบ #25 เมื่อ02-01-2013 17:45:45 »

ฮัดเช้ย! ตัดได้หัวใจจะวายยยยยยยยยยย

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 4 - 3/1/13)
«ตอบ #26 เมื่อ03-01-2013 01:24:54 »

Hear, Me

=======
If I could, I would
======



ตอนที่ 4



แต่เราก็หากัน..จนเจอ
มันนานแค่ไหนที่รอเธอมา รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า เมื่อมีใครสักคนข้างกาย....

ผมฟังไอ้จิวเกลากีตาร์สลับกับตุ่มยุงกัดบนหลังมือตัวเองมาหลายรอบครับ เพลงเมื่อกี้มันก็เป็นคนร้อง เลือกเพลงร้องเองด้วย แต่เหตุผลที่ผมต้องนั่งเมื่อยหูฟังมันก็เพราะว่าผมมาขอให้มันสอนเล่นกีตาร์

ฮ่าๆ ไม่ได้ติสแตกอยากเป็นศิลปินหรอกครับ ผมมีเป้าหมายอย่างอื่นต่างหาก ผมจะล่ารางวัล! ฮ่าๆๆๆ เจ๋งโคตรๆ ถ้าผมเล่นได้แบบดูดีเหมือนไอ้จิว ผมต้องได้เงินรางวัลจากงานครบรอบ 25 ปีของนิตยสารผมแน่ๆ กร๊ากกกกก!! พอได้เงินผมก็จะไปถอยยีนส์! แล้วก็เอามินิไปแต่งไฟ อ่ะจ๊า!!!

“เป็นเหี้ยไรเจม ทำหน้าเหมือนฝันเปียกตอนกลางวัน”

“อ่อ งั้นก็กูปกตินะ เพราะเมื่อกี้ก็ทำหน้าเหมือนที่มึงทำแหล่ะจิว”

“กวนตีนนะ ไม่สอนแม่ง”

“โหย พี่จิวครับ สอนเจมหน่อย” อ้อนครับอ้อน แม้จะเป็นแฝด แต่สถานะเราชัดเจนมากกว่าจิวเป็นพี่และผมเป็นน้องและผมเป็นลูกคนสุดท้อง คนสุดท้ายที่ชายเท็ตสึจะสามารถผลิตได้ เพราะชายเท็ตสึตายไปแล้วครับ ใช่แล้ว ชื่อพ่อผมเอง

“ดีๆ ดิ ที่เล่นเมื่อกี้จำได้มั้ย?”

“จะจำห่าอะไรได้ มือมึงสลับไปมายุกยิก ไหนจะเกาตุ่มยุงกัดอีก”

“เป็นปลาทองรึไง ทำไมโง่แบบนี้”

“แต่กูเป็นตัวโคลนนิ่งมึงนะจิว ถ้ากูโง่ มึงคิดว่ากูโง่เหมือนใครล่ะ?”

“อืม เจมฉลาดมาก งั้นทำตามที่พี่จิวบอกนะ ไปไกลๆ ตีนพี่จิวนะครับ อ่ะนี่! เอาไป 20 แล้วโบกซาเล้งไปเป็นน้องตัวอื่นเลย กูไม่รับน้องแบบมึง”

“ไอ้จิว ไอ้เหี้ย ก็สอนกูดีๆ ก่อนสิ ที่มึงทำมันยาก!”

“ยากเหี้ยไร อ้อมแขนไปเช็ดขี้ให้ไอ้ตัวเล็กยังต้องใช้เทคนิคมากกว่านี้เลยเจม” ไอ้สัส ด่าแรงอ่ะ! ผมหน้าบึ้งใส่มันแต่ยังหน้าด้านอยู่ในห้องมันอยู่ มองกันไปมามันก็ถอนหายใจแล้วหาทางออกให้ผมใหม่ ที่น่าจะดีกว่าเดิม....มั้ง

“กูว่ากีตาร์คงไม่เหมาะกับมึง เล่นที่มันง่ายกว่าก็แล้ว”

“อะไรวะ? มีอะไรที่กูเล่นได้ด้วยหรอ? เออ เอา เอา! นี่กูกะล่ารางวัลเลยนะ หมื่นนึง! เดี๋ยวพี่เจมให้ 20 นะน้องจิว”

“พ่อง”

“ก็พ่อมึงนั่นแหล่ะ” ผมด่ากลับแล้วก็ยิ้มทะเล้นให้มันดู มันคงเอ็นดูผมหรอก ก็แหม มองผมยิ้มก็เหมือนส่องกระจกยิงฟันนั่นแหล่ะ

จิวมันส่ายหน้าแล้วก็ลุกเอากีตาร์ไปเก็บ แต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ สไตล์มันแหล่ะครับ เสื้อแขนยาวแล้วดึงๆ แขนเสื้อขึ้นมาเกือบถึงศอก ผมล่ะไม่เข้าใจว่าถ้าจะถลกแขนเสื้อทุกตัวที่ใส่ แล้วมันจะแร่ดซื้อแต่เสื้อแขนยาวทำห่าอะไร

“อ้าว ไปไหนอ่ะจิว” ผมถามเมื่อเห็นมันเหน็บกระเป๋าตังค์ลงตูดแล้วคว้ากุญแจรถ

“ไปลงทุนให้มึงล่ารางวัลได้ไง ไปดิ จะไปชุดนี้ป่าว”

“แล้วไปไหนอ่ะ?” ผมก็ยังไม่เข้าใจเจตนามันอยู่ดี ไอ้จิวถอนหายใจแล้วเดินไปผลักหัวผมจนผมเซลงนอน แหะๆ มีแรงง่วงอยู่ 70% ในการทิ้งตัวครั้งนี้ครับ

“ก็จะพาน้องเจมไปหาซื้อไอ้สิ่งที่น้องกูพอจะมีปัญญาเล่นได้ไงครับ เร็วสิครับ แฟนกูนัดกินข้าวเย็นครับ เกิดแม่งแดกข้าวผิดเวลาโรคกะเพราะกำเริบกูก็ผิดฐานจงใจฆ่าแฟนตัวเองอีก ห่า!” ฮ่าๆๆ มาเป็นชุดเลยครับ ผมหัวเราะขำมันเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าแฟนมันพาลพะโลขนาดไหน น้ำเพชรเป็นผู้หญิงที่โคตรเอาแต่ใจ แต่ก็โคตรรักไอ้จิวล่ะครับ

“โอเค จิวรอแป๊บนะ กูไปใส่กางเกงในก่อน”

“สัด! ไม่กลัวไส้เลื่อนหรอมึง”

“เพิ่งเขวี้ยงออกเมื่อเช้าเอง ห่า!” ผมโต้ตอบแล้ววิ่งฉิวๆ กลับห้องตัวเองแล้วจัดการแต่งตัวซะใหม่ พอเดินลงมาข้างล่างก็เจอไอ้จิวคุยโทรศัพท์อยู่ ตอนแรกคิดว่าโทรบอกน้ำเพชรก่อน แต่เปล่าครับ พี่ชายผมโทรรายงานหม่อมแม่ แม่งโคตรเป็นคนของครอบครัวเลย

“ครับแม่ งั้นเดี๋ยวจิมกับเจมแวะไปหาที่ร้านนะ เดี๋ยวพาไปกินข้าว แล้วจิวค่อยมาสอนเจมมันต่อ เย็นๆ จะไปหาเพชร”

“ครับ รอจิวนะแม่” มันบอกลาปากหวานแล้วหันมองน้องชายมันเองที่ยืนทำหน้าเหมือนมันอยู่ไม่ห่าง
“สภาพนี้?”

“อือ”

“ใส่ลิงป่ะเนี่ย มาดูดิ๊” เมื่อจิวขอ เจมก็จัดให้ ผมดึงขอบกางเกงยีนส์ลง โชว์ขอบกางเกงในยี่ห้อเดียวกับมันนั่นแหล่ะ พอมันพอใจที่ผมทำตัวถูกระเบียบแล้วเราก็ออกเดินทาง โอ้เย่! เลสโก!

วันนี้ผมเป็นหุ่นยนต์อารมณ์ดีอยู่หน้ารถเจมครับ บีเอ็มโอ่อ่านิ่มตูดดีเหลือเกิน และเพราะรถไม่ติด เราเลยมาถึงพารากอนกันก่อนที่ผมกับมันจะเริ่มเปิดศึกสายเลือดเชือดหมาในปากกันเสียก่อน

แม่ผมดีใจมากที่พวกผมมาหาถึงร้าน ปกติแล้วพวกผมไม่ค่อยโผล่มาหรอกครับ เพราะแม่มีผู้ช่วยแล้ว พวกผมมาก็เกะกะ แล้วแม่ก็บอกว่าสันดานเสียแบบพวกผม ไม่ควรมาแพร่เชื้อสู้สินค้าที่เปรียบเสมือนแม่น้ำหล่อเลี้ยงชีพของครอบครัวเรา

“แล้วจะให้น้องแสดงอะไรล่ะจิว เจมมันไม่เก่งไอ้อะไรพวกนี้ไม่ใช่หรอ?” หม่อมแม่เองก็มีส่วนร่วมกับการล่ารางวัลของผมครับ

“อูคูเลเล่ครับแม่”

“กีตาร์น้อยน่ะหรอ?” ผมถามย้ำ และมันก็พยักหน้าและมองผมตั้งแต่ตีนขึ้นหัว จากนั้นก็โปรยยิ้มใส่แล้วมองมาตรวัดของโลกที่มันครอบครอง

“ถ้าเล่นไม่ได้ มึงก็แพ้น้องเกลทีจีที กูจะพามึงไปกราบตีนน้องเขา เอามะ!” หงุ่ยยยย กูทำได้หรอกน่า ขอแค่มีครูดีเท่านั้น ที่เล่นไม่ได้ซักทีเพราะครูไม่ได้เรื่องอย่างมึงนั่นแหล่ะ ไอ้รชานนนท์ เกลียดชื่อมันเพราะแม่งยาวกว่าชื่อผม

ผมพยักหน้าแกนๆ แล้วมองมันอ้อนๆ อีกครั้ง ก่อนจะบอกข้อเรียกร้อง

“แต่จิวซื้อให้นะ จิวชอบเครื่องดนตรีนี่ จบงานนี้เจมก็ไม่รู้จะเอาไปทำไร ถ้าจิวไม่สงสารที่อูคูอาลาเล่มันจะโดนปลวกแทะก็เอาสิ”

“กูรู้อยู่แล้วว่าต้องทำเพื่อมึงเจม ปัญญานักข่าวนักเขียนอย่างมึง บริหารเงินให้แดกข้าวได้วันละ 3 มื้อยังทำไม่ได้เลย” แรงอีกแล้วพี่กู นี่วิชาชีพกูนะ!

ผมเลิกเถียงเพราะแม่งเข้าตัวถี่ยิ่งกว่าวันปล่อยของ เราแหย่แม่ แซวพี่ปริมผู้ช่วยแม่และเด็กในร้านอีกนิดหน่อย แล้วก็พาแม่ออกไปหาร้านกินข้าวอร่อยๆ แล้วค่อยมาปล่อยแม่สู่ถิ่นฐาน ที่ร้านนี้ ผมกับจิวได้รับการปฏิบัติดูแลดีมากๆ ครับ เพราะเป็นถึงลูกชายแฝดของเจ้าของร้านจิวเวอลี่รายใหญ่ในพารากอน จิวมีศักดิ์เป็น “คุณจิว” ครับ ส่วนผม ได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่ง “น้องเจม” เพราะแบบนี้ผมถึงได้ชินกับการเป็นน้อง และชินกับการอ้อนคนได้ทั้งโลก

มื้อเกือบเที่ยงของครอบครัวก็ไม่พ้นอาหารญี่ปุ่น ก็เบื่อนะ แต่คนจ่ายตังค์ (จิวอีกแล้ว) เขาอยากกินนี่นา มันบอกว่าทำงาน 6 วันแดกแต่อาหารอิตาเลี่ยน (สปาเก็ตตี้ของพี่เว่น) มันอยากกินอะไรที่ดูเบาๆ (กระเป๋ามึงเบาแน่ไอ้รชานนท์)

เลยบ่ายไม่นาน แม่ก็ไหล่ตั้งหลังตรงยืนยันจะกลับร้านแล้วให้พวกผมไปให้พ้นๆ รัศมีนางกวักเสียที จิวเลยพาผมมาซื้ออูคูเลเล่ มันก็เลือกก็ทำให้ทุกอย่างแหล่ะครับ แล้วก็ขับรถพาผมกลับบ้านเพื่อสอนกันแบบเร่งรัด

อ๋าวววววววววววววู้ววววววววววววว
โทรศัพท์ผมเองครับ ยังไม่ได้เปลี่ยนเสียงเรียกเขาเสียที พอโดนมองเหยียดๆ ผมก็ต้องรีบรับสาย

“ครับพี่หนึ่ง” รถกระตุกนิดๆ จิวมันเป็นไรวะ? ข้างหน้าก็โล่งนี่ ผมหันมองมันนิดเดียวก็ใส่ใจคนที่โทรฯ มาหาต่อ

“พี่มาหาที่บ้าน ไม่อยู่หรอ นี่วันหยุดไม่ใช่หรอ?”

“อ๋อออ” ผมปั้นภาพในหัวแล้วกระดกหัวหงึกก่อนอธิบาย
“เจมมากับพี่ชายครับ มาหาซื้ออูคูเลเล่กัน พอดีจะทำกิจกรรมกับออฟฟิศนิดหน่อย งานครบรอบ 25 ปีน่ะครับพี่หนึ่ง” อีกฝ่ายอ๋อบ้างแล้วก็บอกแผนของตัวเอง แล้วก็วางสายไป

“ใคร?” เสียงเขียวแฮะ เสียงมึงรักธรรมชาติเนอะ เขียวครึ้มเลย

ผมหันไปยิ้มให้แล้วบอกสั้นๆ

“พี่หนึ่ง”

“แม่เราแอบมีลูกอีกคนหรอ? แล้วมันสะเออะเกิดก่อนกูนี่ขอกูรึยัง?”

“เขาเป็นแหล่งข่าวของกู”

“..........” คงคิดอยู่มั้งว่าแหล่งข่าวนี่มีความสำคัญระดับไหน ผมหัวเราะหึนิดเดียวแล้วก็บอกเพิ่ม
“พี่หนึ่ง ก็คนที่ส่งกระเช้ามาให้ เพราะคิดว่าบ้านเรามีสมาชิกใหม่ไง แต่จริงๆ ก็แค่หมาเกิดไง ก็คนที่ซื้อเสื้อผ้า ซื้อของเคยตัวให้คุณหญิงกับผู้พันแล้วก็ซื้อคอกให้ลูกๆ มันนั่นแหล่ะ”

“อ่อ...”
“แม่งรวยหรอ? แล้วแม่งว่างหรอ? มาช่วยเจมเลี้ยงหมาอ่ะ”

“อืม อันนี้กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าว่างนักรึไง แต่รวยนี่พอรู้ รวยว่ะ”

“แล้ว...เป็นแค่แหล่งข่าวหรอ?” อื้อออ พี่กูคืนสภาพแล้ว เป็นคนปกติแล้วสินะรชานนท์
“ตอบสิเจม เขาเป็นแค่แหล่งข่าวหรอ?”

“ก็...สนิทกันนิดหน่อย” ผมตอบเท่าที่จะทำให้จิวกระจ่างได้ มันมองหน้าผมเพราะรถติดไฟแดงพอดี ผมก็มองหน้ามันเหมือนกัน สู้ไงสู้

“พี่น้อง?”

“อืม ก็พี่ๆ น้องๆ กันนั่นแหล่ะ” ผมอนุมานเอาว่าความสนิทของผมกับนายคฤณคือความเป็นพี่เป็นน้อง จิวทำหน้าไม่พอใจนิดหน่อย และผมก็รู้ว่ามันเป็นอะไร

“แต่กูมีพี่ชายคนเดียวน้า ชื่อคล้ายๆ กูแหล่ะ แต่เสร่อยาวกว่ากูเพราะแม่งอยากเหนือกว่าไง”

“สัด! แต่ชื่อกูแมนกว่าทั้งชื่อจริงชื่อเล่นว่ะ น้องอัญมณี”

“ไอ้เหี้ยจิว”

“ครับน้องเจมมณี”

“สัดจิว” ผมหน้ามุ่ยเพราะเคืองจริงจัง ใครล้อชื่อนี่ไม่โกรธเท่ามันล้อ เพราะมันรู้มาตลอดว่าผมทรมานกับการเป็น “น้องเจม” มากแค่ไหน แป๊บเดียวไอ้จิวก็หัวเราะง้อผมแล้วแวะซื้อพายราสเบอรี่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดซึ่งเป็นทางผ่านมาง้อผม ผมน่ะได้พาย แต่ไอ้เป็ดพะโล้ถุงใหญ่อ่ะ ของครอบครัวไอ้ผู้พันโน่น

หน้ารั้วผมมีถุงแบรนด์เสื้อผ้าหมาอยู่ตามที่ใครบางคนบอกไว้ ไอ้จิวมองหน้าผมงงๆ ผมเลยต้องเฉลยให้มันเลิกทำหน้าระแวงว่าบ้านจะโดนวางระเบิด

“ของพี่หนึ่ง เขาแวะมาหาหมาเจมแต่ไม่เจอไง ก็เลยวางไว้”

“ไม่กลัวหายหรอวะ?”

“หายก็คงซื้อมาให้ใหม่ แม่งดึงขนแขนมาเป่าให้เป็นเงินได้ไงจิว ไปเหอะ รีบสอนกู เดี๋ยวโดนน้ำเพชรงอนอีกนะ” ผมดึงจิวออกจากเรื่องราวของพี่หนึ่งแล้วก็ขลุกอยู่ด้วยกันความประสาพี่น้อง จนกระทั่ง 5 โมงเย็น มันก็แว่บไปหาแฟนตามนัด

ผมอยู่คนเดียวรอแม่กลับ ซึ่งน่าจะถึงบ้านราว 3 ทุ่ม มื้อเย็นที่ป้าพิศทำไว้ให้ก็รอแม่มาอุ่นเหมือนกัน ระหว่างที่รอ ผมก็ออกมาดีดอูคูเลเล่ให้หมาฟัง ดูเหมือนจะไพเราะเหมาะกับหูหมา เพราะไอ้ผู้พันมันหอนคลอไปกับเสียงร้องของผม

เพลงที่ผมเลือกหรอครับ เดิ้นมากขอบอก
All I Miss is You ของ Link Corner ครับ ดูไม่เข้ากับบรรยากาศงานเลี้ยงฉลองครบรอบ 25 ปีเท่าไหร่ แต่ผมชอบไง มันฟังสบายๆ ดี ที่สำคัญมากกว่านั้น จิวบอกว่าคอร์ดไม่ยาก กลวงๆ อย่างเจมทำได้แน่นอน นานๆ มันจะเชื่อมั่นในตัวผมทีนะ

อ่าวู้วววววววววว
หอนอีกแล้วโทรศัพท์ผม ชื่อหน้าจอไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ไอ้แอมครับ
เหตุที่ไม่ตกใจก็เพราะว่า ผม ไอ้แอม แล้วก็ไอ้ต้อมเป็นทีมแสดงเดียวกันครับ และเรายังตกลงกันไม่ได้ว่าจะแสดงอะไร แต่ผมฟันธงไปแล้วว่ากูจะเล่นกีตาร์กับร้องเพลง ให้มันสองตัวเป็นหางเครื่อง ฮ่าๆๆ

“อะไรมึง”

“กูรู้แล้วว่าจะแสดงอะไรล่าเงิน” เป้าหมายแม่งก็ไม่ต่างจากผมหรอก เอาจริงๆ นะ งานนี้ถ้าไม่เอาเงินเข้าล่อก็ไม่มีแสดงอะไรหรอก

“มึงเพิ่งรู้หรออ๋อมแอ๋ม กูบอกมึงไปเป็นชาติ นี่บ้านมึงอยู่ไหน ทำไมยังไม่พัฒนาเรื่องภาษาคนอีก”

“เหี้ยเจม มึงเออออของมึงคนเดียว กูกับไอ้ต้อมไม่ได้อยากทำสักหน่อย ร้องเพลงเล่นกีตาร์มันธรรมดามากอ่ะ ใครเขาจะให้เงินหมื่นกับมึง”

“ก็มันธรรมดาไง กูเลยทำให้ มึง 2 ตัวก็เต้นจ้ำบ๊ะสร้างอภินิหารเรียกคะแนนไปสิ ควาย”

“ส้นตีน เรื่องไรกูต้องไปดิ้นกะแด่วบนเวที เสียลุค!” ถุยครับน้องอ๋อมแอ๋ม! มึงมีลุคหรอสัดแอม ผมเบ้หน้าไม่พอใจมันแล้วเชิดหน้าไม่สนใจ ลืมไปว่าอยู่กับหมา 5 ตัวเท่านั้น

“ก็กูฝึกแล้วอ่ะ มึงจะเอาไง หรือมึงมีไอเดียดีกว่านี้ งั้นมึงทำ”

“.........” แล้วมันก็เงียบ ฮี่ๆ คิดไม่ออกเหมือนกันสิมึง สุดท้ายก็ต้องเดินเข้าสู่ทางสายกู

“เห็นมั้ย มึงก็คิดไม่ออก เอาตามกูนี่แหล่ะ เดี๋ยวให้ไอ้ต้อมมันอะแด๊ปรูปแบบให้เป็นที่สนใจ เคนะ”

“เจม กูไม่แต่งกะเทยนะเว้ย”

“อันนี้ไม่รู้ บอกแล้วไงว่าให้ไอ้ต้อมคิดคอนเซป แต่กูยืนพื้นร้องเพลงเล่นอาลาเล่ ห้ามเปลี่ยน!” ผมเป็นน้องนี่ครับ ผมเอาแต่ใจกับคนทั้งโลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไอ้แอมฮึดฮัดแล้วก็คุยกับผมต่ออีกนิด ส่วนมากเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างเช่น จะนอนรึยัง? กินข้าวรึยัง? แล้วปิดท้ายว่า เออ เจอกันพรุ่งนี้
วันนี้เสียงไอ้แอมดูอารมณ์ดีซะด้วย สงสัยแรงโน้มถ่วงไม่ดึงมุมปากจนมันเจ็บแล้ว หึ

พอแม่กลับ ผมก็กินข้าวอย่างสำราญอารมณ์ ไอ้จิวตามกลับมาในเวลาไล่เลี่ยกันแต่มันแทบอ้วกตอนที่แม่ถามว่ากินข้าวอีกมั้ย น้ำเพชรคงเลี้ยงดีสุดๆ ผมออกไปเล่นกับหมาอีกรอบ ไอ้ตัวสองนี่ตัวโปรดผมเลย เพราะมันไม่มีใครรัก แม่กับไอ้จิวรักไอ้ตัวเล็กที่อ้วนอืดชิบหาย ไอ้ตัวหนึ่งก็...ตัวโปรดของใครบางคนที่แวะมาหาหมาเจมอาทิตย์ละ 3-4 วัน ไอ้ตัวสองมันก็เหงาสิ ผมก็เลยรับอุปการะ แต่เป็นตัวโปรดผมนี่ซวยหน่อยนะ เพราะผมเลี้ยงแบบผาดโผนโยนขึ้นหลังคา ฝึกจิตหมาครับ อย่าคิดมาก

ก่อนนอน ผมอ้อนแม่โดยการนอนหนุนตักอยู่หน้าทีวี มีไอ้จิวนั่งนวดมือให้แม่ มันไม่ได้รักแม่นักหนาหรอก มันบอกว่ากำลังสูบวิชาหาทรัพย์จากมือแม่อยู่ ไอ้เหี้ย ไอ้หวังสมบัติ!

และในตอนที่ใกล้หลับตา ก็มีคนโทรฯ หาผมอีก 1 คน

“ไงเจม” ทักกันแบบนี้มีหรือผมจะไม่รู้ว่าเป็นใคร ทั้งที่เมื่อกี้สไลด์นิ้วแบบไม่มองชื่อคนโทรด้วยนะ ผมยิ้มอิ่มในอารมณ์และยังนอนตาปรืออยู่บนเตียง พี่หนึ่งโทรมาถามว่าวันนี้หมาเจมเป็นไงบ้าง ผมก็เล่าเสียละเอียดว่าไอ้ตัวหนึ่งเป็นไง ตัวสองเป็นไง และตัวเล็กเป็นไง แต่พี่หนึ่งกลับถามเพิ่มอีกว่า “แล้วหมาตัวนี้ล่ะ เป็นไงมั่ง หือ?”

อืม...จริงๆ แล้วพี่หนึ่งอาจจะอยากรู้เรื่องผมตั้งแต่แรก แต่เอาเรื่องหมามาบังหน้าก็ได้ แต่ก็นะ เขาไม่เคยพูดอะไรแบบนั้น ผมก็ไม่เลยไม่คิดว่าเขาคิดแบบที่ผมกำลังเดา

“เจมหรอ เจมก็หัดอูคูเลเล่อยู่ เก่งด้วยนะครับ” ผมอวดนิดหน่อยแล้วก็ยิ้มเขินปากตัวเอง อาลาเล่น้อยนอนบนเตียงเลยรับกรรมโดนผมเอามากอดเล่น และมันก็เอาด้ามทิ่มหน้าผมจนเหวี่ยงมันออกแทบไม่ทัน

“เพลงอะไร?”

“โหยพี่หนึ่ง แบบนี้ต้องมาฟัง เทพมากด้วยขออวด”

“หรอครับ? อืม ได้ เดี๋ยวพี่ไปดูเจมแสดงนะ”

“เฮ้ย! อย่ามา อย่ามา เจมอาย แม่งต้องแย่มากแน่เลย นี่เจมเพิ่งหัดเล่นวันแรกเอง”

“ไม่ทันแล้ว พี่อยากไปดูแล้วสิ”

“โหย พี่หนึ่งอ่ะ เออๆ อยากมาก็มา แต่เตรียมทิปมาด้วยนะพี่หนึ่ง เอาพวกรับจ้างกรี๊ดด้วย โชว์แล้วแป่กมันอับอาย”

“ฮ่าๆๆๆ” นายคฤณหัวเราะลั่นเชียวครับ ใครเตะต่อมขำเขารึเปล่าวะ?

“ไม่มีใครฟัง พี่ฟังเอง กรี๊ดไม่เป็นนะ แต่จะปรบมือให้”

“ครับ” ผมรับขำแล้วยิ้มเขิน....มันไม่แปลกใช่มั้ยครับที่ผมเขินนายคฤณ ก็เขาใจดี พูดดี และก็ดีกับทุกๆ คนที่อยู่รอบตัวเขา ซึ่งก็รวมผมด้วย แม้ผมจะเป็นคนรอบตัวเขาที่อยู่รอบนอกสุดก็เถอะ

“แล้วเจมร้องเพลงอะไร บอกพี่ก่อนสิ นะครับ จะได้ไปทำให้หูชินก่อน” มานะครับแล้วผมจะไปไหนต่อได้ ทำอิดออดไม่นานก็ยอมบอก”

“เจมร้องเพลง All I Miss is You”

“อ่อ...คิดถึงแต่คุณ”

“หือ? อะไรนะพี่หนึ่ง” ผมถามงงๆ เพราะเหมือนเขาพูดคนละเรื่องกับผม

“ก็เจมร้องเพลงนี้ไม่ใช่หรอ? คิดถึงแต่คุณ All I Miss is You” ถ้าผมเป็นผู้หญิง ผมตีเจตนานายคฤณได้อย่างเดียวคือเขาจีบผม แต่นี่ผมเป็นผู้ชาย จะแปลเจตนาสารที่อีกคนสื่อออกมาว่าอะไรได้บ้างล่ะ

“ฮ่าๆๆ งี้แหล่ะครับ เจมรักทุกคน รักเด็ก รักโลก”

“เพ้อเจ้อนะครับคุณชานนท์” เขาเรียกชื่อที่ผมอยากให้เรียกแล้วก็หัวเราะอีกรอบ ไม่นานผมก็หาวแบบเก็บเสียงไม่อยู่ พี่หนึ่งก็เลยส่งผมเข้านอน ด้วยคำพูดที่ผมเริ่มได้ฟังบ่อยๆ จากคนคนเดียวกันนี่แหล่ะ

“ฝันดีครับเจม”

“ครับพี่หนึ่ง”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-01-2013 22:53:44 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
«ตอบ #27 เมื่อ03-01-2013 01:27:44 »

และแล้ววันงานครบรอบก็มาถึง แต่ก่อนที่พวกเราจะลั้ลลากับงานเลี้ยงที่จัดขึ้นภายใน พวกเราต้องโหมทำงานกันก่อนครับ
ออฟฟิศผมจัดสัมมนาเวทีพิเศษขึ้นครับ แหล่งข่าวที่เชิญมาก็หลากหลายมาก ส่วนมากมาจากวงการการเงิน-การธนาคาร กระทรวงคลังเองก็ให้เกียรติด้วยครับ โดยส่งดร.อายุไม่มากนายหนึ่งมาร่วมเสวนาเศรษฐกิจด้วย มุมมองเขากว้างขวางจนผมที่นั่งฟังไปจดบรีฟไปไม่ถึงเบื่อเลย

พอรอบแรกจบก็ต่อด้วยรอบสองที่ผ่อนคลายนิดหน่อย เป็นรอบของคนรักการลงทุน เสวนาหุ้น-ทองคำ-อสังหา รอบนี้ผู้ร่วมเสวนามีคนที่ผมคุ้นเคยร่วมด้วย นายคฤณนั่นแหล่ะครับ

เสียงของเขาตอนฟังผ่านไมค์ไม่เหมือนกับที่ฟังผ่านโทรศัพท์หรือเสียงจริงๆ ของเขาสักนิด ผมได้ยินเสียงหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจตลอดเวลาที่นายคฤณตอบคำถามและโดนจีบกลางอากาศ

ไม่น่าแปลกหรอกครับ เพราะนายคฤณหล่อ พูดจาเข้าหูคน และรู้เสมอว่าใครต้องการให้โต้ตอบแบบไหน
เขาเป็นที่รักของใครๆ จริงๆ อืม บุคคลสาธารณะมันต้องมีออร่าแบบนี้นี่เอง

รอบนี้ผมก็รับผิดชอบเขียนสรุปเนื้อหา แต่การเป็นรายเดือนทำให้ผมอัดเสียงเก็บไว้ได้ เลยไม่ห่วงมาก แต่ไอ้ต้อมนี่งานหนักหน่อย เพราะโปรดิวซ์ 2 รายการ มันเดินขาไขว้แล้วล่ะครับ ถ้าไขว้กันไวกว่านี้ก็เรียกว่าขาขวิดได้เลย

ไอ้แอมและแกงค์หน้าโหดห้องช่างภาพก็กระจายถ่ายรูปกันทั่วงาน รับผิดชอบกันไปว่าถ่ายให้หน้าไหน จะให้ช่างภาพที่ถนัดถ่ายภาพลงหน้าสังคม มาถ่ายรูปแหล่งข่าวของหน้าการเงินก็ไม่ได้ เดี๋ยวแม่งถ่ายตอนนักเศรษฐศาสตร์จากคลังวางสีหน้าแบบปวดขี้จะซวยเอา

งานล่วงมาจนถึง 6 โมงเย็น ทั้งที่ตามหมายแล้ว 5 โมงนี่ก็จบทุกสิ่งอย่าง แต่ผู้มาร่วมฟังเสวนาเหลือน้อยแล้วครับ ส่วนคนในเล่มผมก็เริ่มทยอยกลับออฟฟิศไปบ้าง ส่วนใครที่ยังต้องเก็บทำที่มีตติ้งของโรงแรมก็ต้องอยู่เคลียร์งานกันก่อน

ผมกับพี่ๆ ในโต๊ะการเงินมาถึงออฟฟิศกันแล้ว พวกสาวๆ เขาแต่งตัวสีสดกัน เดาก็รู้ว่าน่าจะแสดงอะไรที่คล้ายๆ พรีวิวเพลงลูกทุ่งรสจัด พี่ๆ ถามผมว่าเจมจะแสดงอะไร ผมก็ยกเครื่องมือหากินให้ดู ได้รับเสียงกรี๊ดด้วยครับ ปลื้มสุดๆ แม้จะรู้ตัวว่าผมเป็นที่เอ็นดูของพี่ๆ เขาอยู่แล้วก็เถอะ

ห้องจัดเลี้ยงชั้นใต้ดินของตึกผมถูกเนรมิตเป็นที่จัดงานปาร์ตี้ งานนี้เราจัดกันเองภายในครับ ไม่มีแหล่งข่าว ไม่มีการทำงานหรือเจรจาธุรกิจแอบแฝง พ่อบ้านแม่บ้านและลูกๆ ที่คนในกองเคยเก็บไว้ที่บ้านถูกพามาออกงานกันหมด ผมก็เดินทักและโดนทักเสียมั่วไปหมด มาเจอที่ที่ตัวเองอยู่ได้ก็ตอนที่ไอ้ต้อมคว้าคอไว้แล้วลากเข้าห้องแต่งตัวผู้เข้าประกวด

“เดินลอยไปไหนเนี่ยมึง หรือว่าหิว เออ มีไรมาให้กินยัง”

“ไม่รู้ ยังไม่ได้เดินทั่วมึงก็ลากมาเนี่ย”
“จะกินอะไรป่ะล่ะ เดี๋ยวกูไปเอาให้”

“เออ เออ ไว้ก่อน ไอ้แอมไปไหนวะ เราต้องประชุมคอนเซป” หืม? นี่พวกเรายังไม่มีคอนเซปกันหรอต้อม ไหนเมื่อวานที่คุยกันมึงว่า “ทุกอย่างพร้อมเต็มที่ มึงแค่เอาตัว เอาหัว เอาปาก และมือมาร้องเพลงให้ได้ก็พอไอ้เจม”

“คอนเซปไรวะ อย่าประหลาดนะมึง กูอาย”

“ประหลาดเหี้ยไร มึงก็นั่งหน้าเอ็นดูดีดอาคู้”

“อูคูเลเล่ต้อม”

“เออ มึงก็นั่งทำหน้าขาวๆ น่ารักๆ ร้องเพลงปากพะงาบๆ และดีดจะเข้น้อยไปไง” ขี้เกียจเถียงแล้วว่าเครื่องดนตรีผมมีชื่อเต็มยศว่าอะไร ผมพยักหน้าแล้วถามต่อ

“แล้วมึงกับไอ้แอมทำเหี้ยไรล่ะ?”

“ทำคาราโอเกะ”

“...........” ถ้ากูจำลองเสียงจิ้งหรีดหาเมียไม่ได้เป็นนะ กูจะทำให้มึงเดี๋ยวนี้เลยไอ้ต้อม ผมคงทำหน้างงมาก มันก็เลยยักไหล่ถอนหายใจและกลอกตาเบะปาก ให้อารมณ์ว่าผมนี่ถามควายอีกแระ เออถูก กูถามควายอยู่ มึงก็ตอบสิ

“ก็ทำคาราโอเกะในมึง อย่าห่วง กูกับไอ้แอมแค่ชักกัน”

“หา?”

“ซึบ!” มันปล่อยมือที่กำลังออกท่าออกทางให้หล่นลงข้างตัวแล้วค่อยเท้าเอวเงยหน้ามองผม เพราะผมสูงกว่ามันนิดหน่อย
“แค่ชักตัวปิดคาราโอเกะออก กูให้ไอ้แอมชูเนื้อเพลง นี่ๆ ทำมาแล้ว” มันเอาฟิวเจอร์บอร์ดที่วางอยู่บนพื้นมาอวดด้วยครับ
“มึงก็ร้องไป ไอ้แอมก็เปิดเนื้อเพื่อให้คนดูเขาร้องตามมึงได้ถ้าอยากไง”
“ส่วนท่านต้อมคนนี้ก็จะ...จะ จะเล่นเอ็มวี!!!” วี้ๆๆๆๆๆๆ เสียงแมงหวี่แม่งพูดไรวะ กูไม่เข้าใจ ผมพยายามคิดให้ภาพการแสดงของพวกเราออกมาน่าประทับใจ แต่คิดท่าไหนแม่งก็คิดได้แค่ภาพโชว์ป่วนๆ ที่มีไอ้ต้อมเดินพล่านเวที มีไอ้แอมยืนหน้านิ่งมุมปากตกดึงกระดาษปิดฟิวเจอร์บอร์ดมั่วๆ และมีผมนั่งเล่นอูคูเลเล่และร้องเพลงเวอร์ชั่นแผ่นเสียงกระตุก

มันสยองมากเลยครับ แต่ผมเลี่ยงไม่ได้แล้วนี่

“เออ เออ อยากทำไรก็ทำ ยีนส์รุ่นใหม่นี่กูรอได้ รอไม่ไหวค่อยไถเงินไอ้จิว งานนี้กูทำใจแล้วว่าชวด”

“อย่าเพิ่งมองแง่ร้ายไอ้เจม เชื่อกู” เชื่อมึงทีไร ชีวิตกูวิบัติตลอดอ่ะต้อม ผมปล่อยให้มันล่องลอยกับความเพ้อละเมอว่าจะได้เงินหมื่นจากไอ้โชว์ง่อยๆ แล้วก็เดินออกจากห้องแต่งตัวมายังซุ้มน้ำดื่ม กรอกเหล้าเข้าปากอึกเดียวก็มาจิ้มหอยจ๊อกิน และก็โดนพี่ๆ ที่ปลื้มผมเรียกไปถ่ายรูป

“รับแขกพิเศษรึยังเจม”

“หือ? ครับ”

“ก็คุณคฤณไง พี่เห็นเขามาแน่ะ”

“อื่ออ ไม่รู้สิครับ มาหาพี่ปูมั้ง”

“พี่ก็ไม่รู้ อาจจะมีบริษัทอื่นมั้ง ข้างล่างชั้นเรามีโบรกเกอร์ด้วยนี่”

“นั่นสิ” เธอหันไปวิจารณ์การมาของนายคฤณกับเพื่อนเธอ ปล่อยให้ผมขมวดคิ้วสงสัยและนึกย้อนไปถึงเดือนก่อนที่ไอ้แอมเอาข่าวลือประหลาดมายัดใส่หัวผม

งี้ไอ้แอมก็ไม่โกหกสินะ ผมกับนายคฤณโดนมองว่าสนิทชิดเชื้อกันจริงๆ ด้วย แม้จะสนิทกันจริง แต่ผมก็ไม่ชอบโดนเมาท์ เพราะการเมาท์ มันมีเปอร์เซ็นต์เนื้อหาที่เป็นความจริงแค่ 1% นอกนั้นคือคำวิจารณ์ล้วนๆ

ผมเซ็งขึ้นมาดื้อ นี่ถ้านายคฤณโผล่หน้ามาในงานแล้วตรงดิ่งมาทักผม ผมต้องโดนมนต์น้ำลายพ่นใส่หัวจนเฉาตายแน่ๆ

ครืดดดดดดด
โทรศัพท์ผมสั่นจนหน้าแข้งสะดุ้ง ผมดึงมันออกมาดูว่าใครโทรมาแล้วก็อวยพรใส่ชื่อตรงหน้าว่า “อายุยืนชิบหายนะครับ”

ผมเลี่ยงมารับโทรศัพท์นอกห้อง พอได้ยินเสียงผม ปลายสายก็ทักทายซะจนผมทนไม่ยิ้มไม่ได้

“พร้อมมั้ยครับนักร้องดัง”

“ไม่พร้อมหรอกครับ ตื่นเต้น กลัวพาไอ้แอมกับไอ้ต้อมล่มไปด้วย”

“ไม่หรอกน่า ทำได้อยู่แล้ว”
“อืม...เจมมาซ้อมก่อนมั้ย ลดความประหม่าไง”

“ซ้อมหรอพี่หนี่ง ไม่มีที่หรอก เท่านี้ก็จะเหยียบกันตายแล้ว หาห้องว่างๆ ไม่ได้หรอกครับ จะไปซ้อมในห้องน้ำก็กลัวรบกวนคนขี้”

“ฮ่าๆๆ งั้น มาซ้อมในรถพี่สิ”
“เอาป่าว เฮ้ย! เจม ทำไมเงียบไป”

“แล้ว...รถพี่หนึ่งอยู่ไหนล่ะ” ผมก็บ้าจี้ บอกตรงๆ ว่าผมอึ้งกับคำเมื่อกี้ของเขา แต่เสือกตอบรับไปเสียได้ เขามึนหรือผมงงกันเนี่ย? นายคฤณบอกชั้นที่จอดรถอยู่แล้วก็วางสายไป ผมเลยกลับเข้าไปหาไอ้ต้อมแล้วบอกให้มันซ้อมคิวกับไอ้แอมดีๆ ผมขอตัวไปสงบความตื่นเต้นแป๊บนึง

ลิฟท์ส่วนลานจอดรถมาผมมายังชั้น 4 เบนซ์สปอตสีขาวคันหนึ่งส่งเสียงเครื่องยนต์นุ่มๆ เรียกผมอยู่ไม่ห่างประตูทางเข้าลิฟท์นัก ผมเดินไปหาจนใกล้ ประตูรถก็เด้งออกมาเปิดอ้ารอ

นายคฤณโน้มตัวมาเกาะพวงมาลัยแล้วยิ้มให้ผมเย็นๆ

“พี่มีซีดีด้วย เปิดคลอไปเอามั้ย?”

“ไม่เป็นไรครับ ให้พี่หนึ่งฟังดีกว่า”

“โห! ได้รับเกียรติด้วย เอาสิ”

“แต่พี่หนึ่งหลับตานะ เจมอายว่ะ”

“โอเค หลับก็หลับ แบบนี้นะ” บอกเสร็จก็หลับตาตะแคงหน้าซบกับพวงมาลัยหันมาทางผม ขนตาเขายาวแต่ตรงดิ่งเชียว ไม่เหมือนขนตาไอ้ต้อมที่ยาวและงอนฝืนแรงโน้มถ่วงโลก

ผมเป่าปากดังฟู่ แล้วก็เกลาเส้นเอ็นที่ขึงตึงตามที่ไอ้จิวสอนมา


It’s weekend, I wanna sleep all day
And dream a way of the one
Fell the breeze of a holiday
Go rolling in the sun
Driving long with no place to Stay
I guess what done, It is done
Drifting out to the sea, I play
Swimming at horizon

Been many places
Wishing you were here too
Familiar faces
All I miss is you

High in the sky
Shining stars above
Tears runing dry
I wanna be in love

Laugh it out, Take it easy way
Sing a song for some fun
Live right now and forget monday
Hit the road and we run

Been many places
Wishing you were here too
Familiar faces
All I miss is you
High in the sky
Shining stars above
Tears runing dry
I wanna be in love

It’s weekend, I wanna sleep all day
And dream a way of the one



ผมเกลาสายรัวๆ ให้รู้ว่าจบแล้ว นายคฤณจึงได้เปิดตามองผม เขายิ้มให้ผมแล้วก็ยื่นมือมาขยี้หัว พร้อมกับชมเปาะ

“เก่งนี่ หายตื่นเต้นแล้วใช่มั้ย?” ไม่หายว่ะนายคฤณ ผมไม่หายตื่นเต้น หรือจะบอกให้ถูกต้องก็คือ ผมเลิกตื่นเต้นที่ต้องร้องเพลงต่อหน้าคนร่วมร้อยไปแล้ว แต่ที่ตื่นเต้นกว่าก็เพราะว่า หัวใจผมเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อเห็นรอยยิ้มเขา เมื่อเขาขยี้หัวผม และดึงแก้มผม เมื่อเขาชมผมด้วยรอยยิ้มที่แสนหล่อ ให้ความรู้สึกเย็นใจ

“เจม เป็นอะไร? อย่าช้อคจนลืมเนื้อนะ”

“ห๊ะ? หือ? เอ่อ...เจมไม่ได้เป็นอะไร? เมื่อกี้เพี้ยนมั้ยครับ”

“เพราะออก ตอนแรกพี่คิดว่าเป็นอีกเพลงหนึ่ง แต่พอฟังแล้วคิดว่าเจมต้องเพลงนี้แน่ๆ” เขาอวดว่ารู้ใจผมแล้วก็เอื้อมมาหยิบแผ่นซีดีให้ผมดูว่าเขาติดตามผลงานที่ผมจำอวดมาจริงๆ ผมยิ้มให้แล้วก็เตรียมจะลงจากรถ แต่นายคฤณกลับดึงแขนผมไว้ก่อน

“เดี๋ยวเจม”

“ครับ?”

“ตอนที่ร้องบนเวที ก็ต้องร้องเพลงนี้ให้พี่เหมือนเมื่อกี้นะ”

นายคฤณ...จีบผมอยู่ใช่ไหมวะ?


Cut


ตอนหน้า ถ้ามา ก็คงมาดึก(มากๆ)แบบนี้ล่ะค่ะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ

สำหรับคนอยากฟังเพลงแล้วหลับสบายๆ ค่ะ

http://www.youtube.com/watch?v=66TJg_HLylo   o13

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-01-2013 01:36:52 โดย kajidrid »

ออฟไลน์ nunnuns

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1999
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +114/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 3 - 1/1/13)
«ตอบ #28 เมื่อ03-01-2013 02:18:59 »

อ๊า่ยยยยยยยยย เจมน่ารักมากๆเลยอะ เหมือนจะเริ่มชอบพี่หนึ่งแล้วแฮะ

ออฟไลน์ kajidrid

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 188
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +241/-3
Re: Hear, Me (อัพเดท ตอนที่ 5 - 4/1/13)
«ตอบ #29 เมื่อ04-01-2013 23:43:59 »

Hear, Me

=======
If I could, I would
======


ตอนที่ 5



คำสุดท้ายที่นายคฤณพูดกับผมก็คือ “นะครับ” แล้วคิดว่าผมจะเหลืออะไรอีกมั้ย? ไม่เหลือแล้วครับ ใจกระเจิงหมดแล้ว ผมคงแพ้ทางคนหน้าตาแบบนี้ ใจดีแบบนี้ล่ะมั้ง

ตอนนี้ผมได้แต่นั่งทำหน้าเซื่องมองการแสดงของทีมพี่ๆ ที่เรียกเสียงเฮเสียงฮาได้อย่างน่าอัศจรรย์
การแสดงชุดหมอลำอำเพื่อนเพิ่งจบไป และตอนนี้พิธีกรของงานซึ่งก็คือคนในกองนั่นแหล่ะครับ กำลังสัมภาษณ์นักแสงสมัครเล่นกันอยู่

“ไอ้เหี้ย กูตื่นเต้นว่ะ พวกเรานี่โชว์ต่อไปแล้วนะ” คำย้ำของไอ้ต้อมทำให้ผมก้มมองป้ายกลมๆ ที่ติดเสื้อผมอยู่ ตัวเลข 8 ทิ่มตาจนต้องหันมองหน้าเพื่อนขอกำลังใจ

“พวกมึงว่าพวกเราจะรอดป่าววะ”

“เอาน่าไอ้เจม มึงแค่ร้องเพลงแล้วก็เล่นจะเข้น้อยมึงให้เต็มที่ หน้าที่ดึงดูดสายตาเป็นของกูเอง ส่วนไอ้แอมมันจะเดินไปเดินมาด้านซ้ายด้านขวา ชูเนื้อปลุกอารมณ์คนดูให้ร้องตามมึงไง”

“หรอวะ? เวิร์คหรอวะ? ตากูกระตุก”

“เดี๋ยวกูเอาตีนสะกิดให้หายกระตุก สัด พูดอยู่ได้ แทนที่จะโชว์กันสนุกๆ แม่งก็ปอดกันหมด” ไอ้แอมขัดอาการเซื่องของผมแล้วก็กระโดดตบยืดเส้นยืดสาย ผมหยุดแสดงความกังวลเพราะปลงแล้ว กังวลไปก็เท่านั้น ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องขึ้นเวที จะพร้อมหรือไม่พร้อมก็ต้องพร้อมล่ะวะ

“เอาล่ะครับ โชว์ต่อไป 3 ไข่แดงของกองเรา น้องเจม น้องแอม น้องต้อม มาเลยครับมาเลย”
“เอ้า! ขอเสียงกรี๊ดให้หนุ่มๆ ขบเผาะหน้าตาอ้อล้อหน่อย” ผมได้ยินเสียงโห่ฮิ้วเหมือนงานบวชดังขึ้นทั้งชั้นใต้ดิน ใจชื้นขึ้นมานิดๆ ล่ะครับ

“ถามกันก่อน ถามกันก่อน วันนี้สามหนุ่มหน้าใสจะมาทำอะไรครับ?”

“เอ่อ...หวัดดีครับ เจมครับ” กรี๊สสสสสสสสสส น้องเจมของพี่!!!!!! เจ้าของเสียงกรี๊ดคือพี่นักข่าวคนหนึ่งที่อายุเกือบเท่าแม่ผม และแกก็เป็นคอลัมนิสต์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือมาก แต่นี่แหล่ะครับ ตัวจริงของแก
“วันนี้ เจมจะร้องเพลงให้พี่ๆ ฟังครับ” ผมแนะนำตัวและบอกเป้าประสงค์เสร็จก็ยิ้มเขินๆ รู้สึกหน้าแม่งร้อนๆ ว่ะ ต่อจากผมก็ไอ้ต้อม เสียงเรียกร้องก็ไม่ต่างกันครับ แต่ของไอ้ต้อมโดนหนักกว่าเพราะถูกแซวว่า “ต้อมจ๋า ป้าหงาววววว” ไม่รู้มันขนลุกมั้ย แต่ขนอ่อนผมนี่ยืนตรงคารพธงตอนสามทุ่มเศษๆ เชียวครับ
“แอมครับ มา...ทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง” เสียงฮาเสียงเฮไอ้แอมก็ดังไม่แพ้กัน ส่วนมากเป็นเสียงพี่ๆ ผู้ชาย มีทิชชู่ห่อฝาเบียร์ปาขึ้นมาด้วยครับ แม่งชอบหรือไม่ชอบวะเนี่ย ผมเริ่มงง

“โอเค โอเค สงบกันก่อนนะครับแม่วัววัยเกินจะเจริญพันธุ์ทั้งหลาย” พิธีกรระงับเสียงกรีดร้องโหยหวนกันแบบหัวทิ่มทั้งงาน พวกผมเลยใช้โอกาสนี้จัดเวทีด้วยการเขี่ยของที่ไม่ต้องการออกไป ซึ่งก็ไม่ต้องการอะไรเลย นอกจากเก้าอี้นั่ง ขาไมค์ และพื้นที่ให้ไอ้ต้อมและไอ้แอมได้เดินลาดตระเวน

สปอตไลท์ถูกเปิดส่องเวทีอีกหน ผมเลยขยับเก้าอี้เพื่อเบี่ยงหน้าหนีแสงจ้าตา พลันผมก็เห็นคนคนหนึ่งยืนอยู่หลังสุดของห้องจัดเลี้ยง ผมไม่เห็นสีหน้าเขา แต่ผมจำรูปร่าง สีเสื้อ สีกางเกง และท่ายืนได้ เขาใส่หมวกแก๊ปบังหน้าไว้อีกทีด้วยครับ

นายคฤณไม่ผิดแน่ พอเห็นผมจ้องมองนานเข้าหน่อย เขาก็ผงกหัวและส่งยิ้มมาให้จากระยะไกล ผมรีบหลบตาและตัดสินใจทำเป็นว่าไม่เห็นเขา แล้วก็เกลาอูคูเลเล่เปิดโชว์ที่พวกผมโคตรจะตั้งใจ

กรึงๆๆๆๆๆๆๆ
มือผมรัวอูคูเลเล่จังหวะเดียวกับที่หัวใจเต้น แม่งเอ้ยยย โคตรเสียวล่มเลย แต่ก็ร้องเพลงผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะมีบางจังหวะที่ไอ้เหี้ยแอมมาเปิดเนื้อชวนคนดูร้องเพลงบังหน้าผม และไอ้ต้อมเดินมาลากคอให้หลีกทางไป จนไอ้แอมหงายหลังล้ม แต่มันก็ยังชูเนื้อเพลงได้อยู่ดี

ชายต้อมของเราเล่นเอ็มวีจริงๆ ครับ เอ็มวีประกอบเพลงที่ผมร้องนี่แหล่ะ เรียกได้ว่าผมร้องคำว่าอะไรออกมามันก็จะทำท่าทางให้เหมือนกับคำนั้น ตอนที่ร้องว่า High in the sky  นี่น่าหวาดเสียวมาก เพราะมันทำท่าจะกระโดดลงจากเวทีเพื่อบินขึ้นสู่ฟ้าจริงๆ ผมล่ะเพลีย เหวอจนร้องเพี้ยนด้วย โดนหัวเราะเลย กูบอกแล้วไงว่าเชื่อมึงแล้ววิบัติไอ้ต้อม

โชว์จบก็หมดสติกันครับ ตอนนี้พวกผมดวลเหล้ากันบนโต๊ะที่พอจะว่างให้นั่ง ไอ้แอมเป็นคนชงครับ อุปกรณ์สร้างรถกลมกล่อมก็คือนิ้วแม่งนั่นแหล่ะ ไอ้ห่า! ผมตบหัวมันจนทิ่มแต่แม่งก็จิ้วนิ้วลงแก้วผมมากกว่าเดิม ไอ้เหี้ยอ๋อมแอ๋ม

ไอ้ต้อมก็เริ่มเมาไม่รู้เรื่อง ผมเลยชะลออัตราเร่งในการดื่มเอาไว้หน่อย กลัวไม่มีใครดูแลมัน ส่วนไอ้แอมไม่ต้องห่วง คอแข็งมาก ผมเลยปล่อยแม่งนั่งดื่มแล้วงึมงำอยู่คนเดียว

บางทีมันก็เงยหน้ามามองผมแล้วพะงาบปากเรียก “เจมมมมมมมมมมม” อื้อหือ ชื่อกูยาวเท่าจู๋มึงรึยังแอม ผมก็รอฟังมันนะ แต่แม่งก็ก้มหน้าลงไปตามเดิม อะไรของมันวะ

และก็มีอีกหลายทีที่มันกระแทกแก้วเหล้ากับโต๊ะแล้วพูดใส่หน้าผมว่า “มากับกู!” แต่แม่งลากผ้าปูโต๊ะไปแทนข้อมือผมไง มันเล็งพลาดได้อุบาทว์มาก ผมเห็นสภาพมันแล้วก็ได้ส่ายหัวแล้วก็ดื่มเหล้าแต่พอเหมาะ และแน่นอนว่าชงเองครับ

ปึก!
“เจม! มากับกูนี่ ตอนนี้เลย” คราวนี้มันจับมือผมถูกแล้วอ่ะ สงสัยขยับสติแล้วมั้ง ผมก็งงนิดหน่อยแต่ก็เดินตามมันไป คิดเดาเอาว่าแม่งคงปวดฉี่แต่ไม่กล้าไปคนเดียวล่ะมั้ง

มันลากผมออกมานอกห้องจัดเลี้ยงแล้วพาเลี้ยวไปยังหัวมุม ไอ้แอมยืนพิงผนัง ส่วนผมยืนมองมันที่หน้าแดงก่ำและเป่าลมหายใจร้อนๆ ออกมาตลอดเวลา

“มีไรไอ้สัด”

“กู...ต้องบอกมึงว่ะเจม”

“บอกอะไรกู กูไม่เคยติดหนี้มึงนะ อย่ามาเมาแล้วเอาเปรียบกู”

“เปล่า เปล่า...กูต้องบอก บอกที่กูคิดอยู่ตลอดเวลา”

“อะไร? ไม่ต้องบอกนะว่ามึงคิดด่ากูตลอดเวลาเพราะอะไร มึงเคยบอกว่าหมั่นไส้หน้ากูเพราะคิ้วกูกุด ไอ้เหี้ย กูกันคิ้วหรอก ห่า!”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่”
“กู..คือกู...”

“อะไรวะ?” ผมเริ่มสงสารมันแล้ว มันเหมือนหมาเหมือนแนวครางเสียงต่ำๆ เพราะตกไปอยู่ในรูท่อ แต่ส่งภาษาบอกคนให้มาช่วยไม่ได้
“อะไรแอม พูดมา”

“กูชอบมึงว่ะเจม”

ครืดดดดดดดดดดดด
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงผมขูดหน้าขาผมอีกแล้ว ผมสะดุ้งแล้วรีบรับโทรศัพท์ทันที เสียงใครคนหนึ่งที่ผมคุ้นเคยและจำได้ดีดังมา

“อยู่ไหน พี่รอรับกลับบ้านอยู่นะ”

“เอ่อออ”

“มึงฟังกูต่อสิวะ กูตัดสินใจพูดแล้วก็ต้องพูดให้หมด ฟังกูนะเจม” ไอ้แอมมองหน้าผมแล้วพูดต่อ มันรั้งข้อมือผมไว้ข้างหนึ่ง

“พี่รออยู่หน้าห้องนะเจม” นายคฤณสำทับราวกลัวว่าผมจะไม่ได้ยิน ผมได้แต่มองหน้าไอ้แอม และฟังที่นายคฤณพูด แต่ผมพูดอะไรออกไปไม่ได้สักอย่าง

ไอ้แอมชอบผม
นายอรินทร์ที่โคตรชอบมากวนส้นตีนผม ชอบผม
มันชอบผมแบบไหนวะ?

“เจม กูชอบมึงจริงๆ นะ กูรู้ว่ามึงเป็นผู้ชาย กูก็ผู้ชาย...แต่กู...รู้ตัวอีกที กูก็รู้สึกดีชิบหายเวลาอยู่ใกล้มึง”

“จะให้พี่เดินไปรับมั้ยครับเจม”

“เจม....” ไอ้แอมเรียกผมด้วยน้ำเสียงเว้าวอน

“....เจม” ครั้งนี้เสียงนายคฤณไม่ได้ดังมาจากโทรศัพท์ ผมได้ยินเสียงชัดเจนจากข้างตัว ผมลดโทรศัพท์ลงจากแก้มแล้วหันมองนายคฤณที่ยืนมองหน้าผมนิ่ง เขาไม่เบนสายตามองไอ้แอมแม้เสี้ยวนาที

“อยากกลับบ้านมั้ยครับ”

“อยากครับ” ผมพูดออกเป็นครั้งแรก แล้วก็รีบหายใจทันที เมื่อกี้ไม่รู้ว่ากลั้นหายใจตั้งแต่เมื่อไหร่

“เจม” ไอ้แอมเรียกไว้และจับข้อมือผมแน่นกว่าเดิม ผมได้แต่ขมวดคิ้วมองหน้ามันสลับกับมองข้อมือตัวเอง ถ้าผมสะบัดออก มันจะรู้สึกแย่มั้ย? ถึงผมจะไม่ค่อยถูกชะตากับมุมปากมัน แต่ก็ไม่เคยรู้สึกเกลียดมันจนอยากให้มันเสียใจ

“คุณอรินทร์ครับ เจมเขาอยากกลับบ้านแล้ว”
“ปล่อยเจม” คำสั่งนี้มีอำนาจมาก ไอ้แอมตวัดตาขุ่นๆ มองหน้านายคฤณ แต่ก็ยอมปล่อยมือตามที่เขาบอก มันมองหน้าผมแล้วก้มหน้าพลางถอยไปพิงกำแพง

ผมถูกพามายังรถนายคฤณอีกหน เขาเปิดประตูรถและดันผมเข้าไปนั่งแต่ยังไม่ปิดประตู ผู้ชายคนนี้เท้าแขนกับขอบประตูแล้วก้มหน้าลงมาหาผม

“เจมเมารึเปล่า”

“เจมไม่เมาครับ”

“งั้นก็ไม่จำเป็นต้องยืนฟังคนเมาพูด”

“.............”

“พี่ขอโทษก็แล้วกันที่ไปขัดจังหวะ” ผมขมวดคิ้วแล้วเสยตามองนายคฤณ สีหน้าเขาดูเรียบตึงนิดๆ ผมเลยไม่พูดอะไรเพิ่ม
“จะกลับบ้านเลย หรือจะกลับไปหาคุณอรินทร์”

รอบนี้ผมจ้องมองเขานานกว่าเดิม หมอนี่จงใจแขว่ะผมอยู่ใช่มั้ย? แล้วมันใช่เรื่องที่ผมต้องทนนั่งให้ใครมาเสียดสีรึเปล่า?

ผมดันตัวเขาออกจนพ้นทางแล้วก้าวลงจากรถ แต่นายคฤณกลับดันตัวผมให้เข้าไปนั่งเหมือนเดิมแล้วก้มหน้ามาหาใหม่

“โอเค พี่ขอโทษครับเจม ให้พี่ไปส่งนะ”

“พี่หนึ่งดูไม่ชอบเจม ไม่ชอบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ไม่ใช่หรอครับ อย่าเอาเจมติดรถไปเลย เดี๋ยวพี่ก็แขว่ะเจมอีก เจมไม่ชอบ”

“พี่จะไม่พูดเรื่องของเจมอีก เท่านี้ใช้ได้มั้ย? ให้พี่ไปส่งบ้านได้รึยัง”

“...........”

“นะครับ”

“เจม...คงไม่กลับบ้าน ดึกแล้ว ไม่อยากให้แม่...เจม....เจมจะกลับคอนโด ส่งเจมที่บีทีเอสก็ได้ครับ”

“พี่จะไปส่ง” เขาบอกสั้นๆ แล้วปิดประตู นายคฤณทำหน้าที่พลขับที่ดีเยี่ยม เขาขับรถนิ่มมาก และหน้าเขาก็นิ่งมาก ในรถค่อนข้างเงียบ และมันคงเงียบเกินไปเขาเลยเปิดเพลงที่ผมเพิ่งร้องให้เขาฟังเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และร้องอวดโลกไปอีกรอบด้วยความเพี้ยนและมั่วคอร์ดจนเกินควบคุม

เขาขับรถมาถึงยูเทิร์นที่ผมชี้แล้วก็วกรถกลับเพื่อมุ่งเข้าซอยคอนโดผมที่อยู่เยื้องไปทางด้านหลังเอ็มโพเรียม

“จอดตรงนี้แหล่ะครับ ถึงแล้ว” ผมบอกเมื่อรถแล่นมาถึงหน้าคอนโด เขาหันมองหน้าผมแล้วก็เลี้ยวรถเข้าไปทันที

“ห้องเบอร์อะไรเจม”

ผมไม่ตอบ แต่ยื่นบัตรจอดรถที่ติดกระเป๋าตังค์ให้เขาแทน เสียงติ๊ดจากเครื่องแสกนของลานจอดรถดังแว่วเข้าหู แล้วคาดกั้นก็อนุญาตให้นายคฤณขึ้นคอนโดผมในที่สุด

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด