Royal Of Love ตำนานรักสองราชวงศ์[บทพิเศษP.14 R 410] จบแล้วค่ะ (แจ้งข่าวเล็กๆ)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Royal Of Love ตำนานรักสองราชวงศ์[บทพิเศษP.14 R 410] จบแล้วค่ะ (แจ้งข่าวเล็กๆ)  (อ่าน 249924 ครั้ง)

ออฟไลน์ Poseidon

  • Unconditional love
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5081
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-12
555+ เซท จะท้องป่าวเนี่ย

ออฟไลน์ midnight

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +168/-8
    • Fanpage
บทที่5
ตำนานรักสองราชวงศ์ : เริ่มต้นการเดินทาง

พระองค์ทรงเสด็จไปตามทาง มุ่งสู่สุสานหลวง อันเป็นที่ฝังพระศพของเชื้อพระวงศ์และเหล่าสนมทั้งหลายเอาไว้

ทำไมพระองค์ถึงมาที่นี่อย่างนั้นหรือ??

แน่สิ อีกสองวันพระองค์ก็จะต้องเดินทางไปยังเฟรนเซียแล้วนิ อีกหน่อยพระองค์คงมิได้มาเยี่ยมเสด็จแม่ของพระองค์ที่ทรงบรรทมอย่างสงบในสุสานแห่งนี้อีกแล้ว

“เสด็จแม่พะยะค่ะ”องค์ชายทรงคุกเข่าลงหน้าหลุมฝังพระศพของพระมารดาแห่งพระองค์อย่างนุ่มนวล “อีกสองราตรี ลูกก็ต้องไปแล้วนะ พะยะค่ะ เสด็จแม่ ลูกอาจจะไม่ได้มาเยี่ยมพระองค์บ่อยๆเฉกเช่นเมื่อก่อนแล้ว... เสด็จแม่ต้องทรงช่วยเป็นกำลังให้ลูกด้วยนะพะยะค่ะ... จริงสิ ยาที่เสด็จแม่ทรงทิ้งเอาไว้ให้ลูก ลูกได้ดื่มมันแล้วนะพะยะค่ะ...”

“ลูกกลัวเหลือเกินพะยะค่ะ เสด็จแม่ ร่างกายของลูกนั้นมิได้แข็งแรงดั่งองค์ชายองค์อื่นๆ พละกำลังก็มิได้มีเหนือกว่าเหล่าองค์หญิงมากนัก ลูกเกรงเหลือเกินว่าเมื่อไปที่นั่นแล้ว... ลูกจะถูกข่มเหงราวกับสัตว์”น้ำพระเนตรหยดลงบนพื้นดินอย่างสุดจะกลั้น พระโอษฐ์บางเม้มเข้าหากัน... “ลูกกลัว... กลัวการกระทำอันป่าเถื่อนยามร่วมเตียงกับผู้อื่น... ลูกเคยเห็นองค์ชายสามทรงร่วมสวาทกับพระสนมของพระองค์เอง... มันช่างรุนแรงและหยาบโล้นยิ่งนัก สัมผัสเหล่านั้นราวกับสัตว์ป่าที่ดุร้ายน้ำสัตว์ตัวน้อยที่ไร้ทางสู้ สีหน้าของหญิงสาวผู้นั้นแลดูเจ็บปวดเหลือเกินพะยะค่ะ เสด็จแม่ โลหิตสำแดงก่ำเลอะเปรอะเปื้อนเป็นหย่อมบนแท่นบรรทมนั้น เมื่อครู่ เซทก็บอกลูกว่า เมื่อทำกิจกรรมเช่นนั้นแล้ว... จะเจ็บปวดยิ่งนัก”พระหัตถ์เรียวลูบไล้บนหญ้านุ่มที่ขึ้นปกคลุมหลุมฝังพระศพของพระมารดาแห่งพระองค์ไว้ “ลูกควรทำเช่นไรดี เสด็จแม่ ร่างกายของลูกจะทานรับความสัมพันธ์ทางกายกับผู้อื่นได้สักเพียงไร ยิ่งเมื่อคนผู้นั้นจะต้องรานรุกเข้ามายังกายของลูก... เสด็จแม่...”

“คาเซีย ลูกรักของแม่”ร่างโปรงแสงของพระมารดาปรากฏขึ้นตรงหน้าองค์ชายห้า คาเซียเงยพระพักตร์ขึ้นสบพระเนตรกับพระนาง “แม่อยู่ข้างลูกเสมอนะ คาเซีย จำเอาไว้ ในภายภาคหน้านี้ ลูกจะต้องยิ่งใหญ่ ลูกจะต้องเป็นพระราชินีแห่งแผ่นดินเฟรนเซีย ลูกจะได้เป็นพระมารดาแห่งโอรสและธิดาทั้งห้าขององค์ราชา ผู้จะครองบัลลังก์อันทรงเกียรติ์แห่งเฟรนเซีย”

“เสด็จแม่... ลูก”องค์ชายคาเซียทรงครางเสียแผ่วเบา น้ำพระเนตรไหลอาบพระปรางอย่างสุดกลั้น “ลูกจะเป็นอย่างไรต่อไปหรือพะยะค่ะ...”

“คาเซีย ลูกแม่...  แม้ลูกจะต้องเจ็บปวดและทรมาน แต่ลูกจะต้องทนมันให้ได้นะ คาเซีย ลูกจะต้องทนมันให้ได้ เพื่อความมั่นคงของอาณาจักรเซเรียล... เพื่ออนาคตของลูกเอง... ลูกจะต้องผ่านมันไปให้ได้”

“พะยะค่ะ... เสด็จแม่”องค์ชายคาเซียทรงตรัสรับคำพระมารดาอย่างกล้ำกลืน นัยน์พระเนตรของพระองค์นั้นฉายแววเศร้าหมอง

“ลูกคงทุกข์ใจมากสินะ คาเซีย”พระนางเซฟีน่าทรงตรัสถามโอรสของพระองค์ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อพระนางทอดพระเนตรเห็นถึงความทุกข์ขององค์ชาย “แม่ขอโทษนะลูก ที่ไม่ได้คอยอยู่ปลอบโยนลูก ไม่ได้คอยปกป้องลูกเหมือนกับคนอื่นๆ คาเซีย ลูกเติมโตขึ้นมาได้อย่างเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็ง อีกทั้งในขณะเดียวกันลูกก็อ่อนโยน แม่ภูมิใจในตัวลูกมานะ ลูกรัก”

“พะยะค่ะ เสด็จแม่”องค์ชายคาเซียทรงคลี่ยิ้มบาง “ลูกก็ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นโอรสของพระองค์พะยะค่ะ เสด็จแม่”

“เอาล่ะ คาเซีย ลูกไปพักผ่อนเถอะ อีกไม่นานลูกก็ต้องเดินทางไปยังเฟรนเซียแล้ว เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ ลูกแม่”จบพระดำรัส ร่างของพระนางเซฟีน่าก็จางหายไป “แม่อยู่ข้างลูกเสมอ คาเซีย”

ร่างบอบบางขององค์ชายคาเซียทรงลุกขึ้นแล้วหันกายเสด็จกลับตำหนักของพระองค์อย่างเงียบๆ วรกายบางสั่นเทาเล็กๆด้วยความหนาวเย็นของลมยามกลางคืนที่พัดมาบาดผิวของพระองค์

“องค์ชาย”องครักษ์ทั้งสองผุดลุกขึ้นกันทันที เมื่อเห็นองค์ชายของพวกตนเสด็จกลับมาถึงตำหนักอย่างปลอดภัย “ทรงเป็นอย่างไรบ้างพะยะค่ะ องค์ชาย”

“เราไม่เป็นไรหรอก เรฟ เซท วางใจเถอะ เราจะไปพักผ่อนแล้ว”

“พะยะค่ะ”

องค์ชายห้าแห่งเซเรียลทรงเสด็จเข้าตำหนักของตนไป นางกำนัลทั้งสองน้อมกายคำนับพระองค์ ก่อนจะหันไปนั่งเย็บฉลองพระองค์กันต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สามวันแห่งอิสรภาพผ่านไปอย่างว่องไว ในที่สุดวันที่องค์ชายผู้ทรงเป็นเบื้องหลังแห่งความสำเร็จในกิจการงานต่างๆในเซเรียล จะต้องเสด็จจากแผ่นดินแม่ไป

รุ่งเช้าแห่งความวุ่นวายจึงมาถึง เมื่อบุคคลทั้งห้าผู้อยู่ในตำหนักต่างยังเตรียมของที่จะย้ายถิ่นฐานไปต่างเมืองไม่เสร็จกัน

“เรล ชุดนี้ด้วย ชุดนั้นด้วย เอานั่นไปด้วยซิ โน่นด้วย เร็วเข้า”เนลชี้ๆให้น้องสาวหยิบของที่ยังไม่ได้เก็บเข้าหีบหลายชิ้นมาให้นางที่กำลังจัดหีบของพวกนางเอง

องค์ชายคาเซียทรงเสด็จออกมาจากห้องบรรทมอย่างเงียบๆ ทรงทอดพระเนตรความวุ่นวายในตำหนักของพระองค์อย่างอ่อนพระทัย ก่อนจะทรงเสด็จไปเก็บของบางส่วนที่ยังเหลือวางอยู่ภายนอกหีบลงที่เสีย ก่อนที่จะทรงลากหีบใบใหญ่ออกมาจากห้องบรรทมอย่างทุลักทุเล เรฟที่หันมาเห็นพระองค์ทรงลากหีบออกมาก็วางของในมือลง(จริงๆแล้วคือโยนไปให้เซท)แล้ววิ่งมาอุ้มหีบของพระองค์ไปอย่างรวดเร็ว

“ให้เราช่วยอะไรพวกเจ้าไหม เรฟ เซท เนล เรล”องค์ชายทรงตรัสถามข้าราชบริพารในอาณัติของพระองค์อย่างอ่อนโยน “เราเตรียมของเราเสร็จแล้ว...”

“ไม่เป็นไรเพคะ/พะยะค่ะ องค์ชาย พวกเราเก็บของกันใกล้จะเรียบร้อยแล้ว”ทั้งสี่ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วและพร้อมเพรียง ก่อนที่จะหันไปจัดเก็บของต่างๆด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นมากกว่าห้าเท่าตัว

ของที่เคยวางอยู่ในตำหนักมากมายถูกเก็บลงหีบทั้งหมด จนบัดนี้ ของต่างๆภายในตำหนักที่เป็นขององค์ชายคาเซียนั้นไม่เหลือไว้ให้ดูเป็นของต่างหน้าแม้เพียงชิ้นเดียว

“เอาล่ะ... พวกเราไปกันเถอะ ต้องไปให้ถึงเฟรนเซียก่อนค่ำนะ”องค์ชายคาเซียทรงลุกขึ้นจากที่ประทับเมื่อเหล่าข้ารับใช้ของพระองค์จัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ทหารจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นทหารในสังกัดของพระองค์เอง(เด็กกำพร้าที่พระองค์ช่วยเหลือเอาไว้ แล้วฝึกให้เป็นทหาร จัดตั้งเป็นกองทัพส่วนพระองค์ ไม่ใหญ่ แต่มีฝีมือมาก และมีความจงรักภัคดีอย่างหาที่เปรียบมิได้) ก้าวเข้ามาในตำหนักของพระองค์ตามคำสั่งที่ทรงถ่ายทอดออกไป พวกเขาเหล่านั้นมาช่วยกันยกหีบห้าใบที่เก็บ(ยัด)ใส่ของเอาไว้จนแน่นไปขึ้นรถม้าที่มาจอดเทียบหน้าตำหนักอย่างสบายๆ

“ลาก่อน ตำหนักของพวกเรา”เสียงที่เอื้อนเอ่ยนั้นช่างแผ่วเบา องค์ชายห้า นางกำนัลทั้งสอง รวมทั้งสององครักษ์ต่างหันไปมองสถานที่ ที่พวกเขาอยู่ร่วมกันมาตลอดสิบปีอย่างอาวรณ์

เรฟกับเซทขึ้นไปยังที่บังคับรถม้า เรลกับเนลเปิดประตูรถม้าคันงามให้องค์ชายของพวกนางเสด็จขึ้นไปก่อน พวกนางจึงค่อยตามขึ้นไป เมื่อทุกคนประจำที่แล้วสารถีจำเป็นทั้งสองจึงบังคับรถม้าให้ออกตัวไปอย่างสบายๆ เซทส่งสัญญาณให้กับกองทัพแห่งองค์ชายคาเซียว่าได้ออกเดินทางแล้ว ให้ไปสมทบกันที่หน้าประตูเมือง...
ทุกคนคงสงสัยสินะ ว่าเหตุใดถึงมิมีใครมาส่งเสด็จองค์ชายห้าแห่งเซเรียลเลยแม้เพียงคนเดียว

มิใช่ไม่มีใครมาส่งพวกเขาหรอก... แต่องค์ชายคาเซียทรงต้องการไปจากอาณาจักรอย่างเงียบๆ จึงออกเดินทางก่อนกำหนดการโดยที่พระองค์ไม่ได้บอกกับใครเอาไว้เลย
ทุกคนในพระราชวังแห่งเซเรียลกว่าจะรับรู้ว่าขบวนเสด็จขององค์ชายห้าของพวกเขาเสด็จออกไปถึงนอกเมืองหลวงแล้วก็ล่วงเลยเข้าเวลาสาย ทุกๆคนต่างพากันยืนนิ่ง ทอดมองไปยังตำหนักอันงดงามที่บัดนี้นั้นร้างผู้คนอย่างเศร้าหมอง

ทางด้านขององค์ชายคาเซีย ทุกคนออกจากเมืองไปอย่างสงบเงียบ เนื่องจากเฟรนเซียและเซเรียลนั้นไม่ได้ไกลกันนึก เดินทางแต่เช้าก็คงไปถึงเย็นพอดี พวกเขาจึงไปกันอย่างไม่รีบร้อน

“นายน้อย ดูนี่สิเจ้าคะ”เพื่อไม่ให้ผู้ที่พบเห็นตื่นตระหนก คำราชาศัพท์จึงถูกยกเลิกไปชั่วคราว เปลี่ยนจากราชนิกุลเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่แทน “ดอกไม้ตรงนั้นช่างงดงามเหลือเกินเพคะ องค์ชาย”

“หืม... ดอกคาร์เนชั่นน่ะหรือ เรล”พระพักตร์หวานผินมองไปทางที่นางกำนัลน้อยของพระองค์ชี้ “ในวังมิได้ปลูกดอกไม้ชนิดนี้มากนัก ไม่แปลกหรอกที่เจ้าไม่เคยเห็น”

“ทำไมถึงไม่ปลูกในวังล่ะเจ้าคะ”เรลหันมาถามองค์ชายคาเซียอย่างใครรู้ ดวงตากลมโตของนางจดจ้ององค์ชายอย่างสนอกสนใจ

“เพราะดอกไม้ชนิดนี้ ถ้ามีสีแดงเข้ม จะมีความหมายไม่ค่อยดีน่ะสิ”พระองค์ทรงตอบคำถามของเรล พร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ

“มีความหมายว่าอะไรหรือเจ้าคะ”เนลเอ่ยถามขึ้นบ้าง

“แด่หัวใจที่แห้งเหี่ยว ยังไงล่ะ”วรกายบางเอนพิงกับเบาะนุ่มที่สองนางกำนัลจัดวางเอาไว้ให้อย่างพิถีพิถัน “เซเรียลนั้นเป็นอาณาจักรที่มุ่งหวังให้มีความเบิกบาน สดใส จึงไม่นิยมปลูกดอกคาร์เนชั่นเอาไว้มากมายนัก ด้วยความนัยน์ของมันไม่งดงามดั่งรูปโฉมที่เราเห็น”

“อ่ออออ เข้าใจแล้วล่ะเจ้าค่ะ”สองนางกำนัลขานรับพร้อมกัน ทั้งคู่หันไปมองดอกคาร์เนชั่นท่ากันชูช่อเรียงรายอยู่ข้างทาง “ดอกไม้สวยๆแบบนี้ไม่น่ามีความหมายเช่นนั้นเลยนะเจ้าคะ นายน้อย”

“ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบเสมอไปหรอกนะ เนล เรล”เสียงหวานเอื่อยเอ่ยอย่างเลื่อนลอย “มนุษย์นั้นมีความโลภมากมาย คำว่าสมบูรณ์แบบน่ะ ไม่มีทางเอามาใช้ได้หรอก ตราบใดที่พวกเรายังไม่รู้จักคำว่าพอ”

“นายน้อย...”

“อย่าว่าแต่คนอื่นเลย เราเองยังไม่รู้จักคำว่าพอเลย ฮะๆ เรายังมีสิ่งที่ต้องการอีกมากมาย สิ่งที่หวังเอาไว้ก็เยอะยิ่ง ไม่รู้จะทำสำเร็จได้สักกี่เรื่องกัน”

“ไม่เอาแล้วเจ้าค่ะ นายน้อย เปลี่ยนเรื่องเถอะเจ้าค่ะ”เรลสั่นหัวแล้วตัดบทสนทนาที่นางฟังแล้วเจ็บปวดหัวใจไปทันที

“ข้าว่านายน้อยพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ เมื่อคืนวานก็ได้นอนพักไปเพียงสองชั่วยามเท่านั้นก็ต้องตื่นมาเตรียมตัวออกเดินทางแล้ว นอนเถอะเจ้าค่ะ”เนลเดินเข้าไปหาองค์ชายของนาง มือเรียวคลี่ผ้าห่มคลุมกายให้กับร่างที่นอนลงบนแท่นบรรทมชั่วคราว “พักผ่อนนะเจ้าคะ นายน้อยของเนล”

เรลที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นไปปิดผ้าม่านของรถม้าคันงามอย่างรู้หน้าที่ ก่อนที่สองพี่น้องนางกำนัลจะมานั่งหลับใกล้ๆกับองค์ชายของพวกนาง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทที่ 5 ... แอบพลิกตอนที่เสด็จแม่ปรากฎตัว... มันมีเหตุ เฉลยที่หลังจ้า

ออฟไลน์ midnight

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +168/-8
    • Fanpage
บทที่ 6
ตำนานรักสองราชวงศ์ : เฟรนเซีย ดอกไม้ และตำหนัก

ในที่สุดคณะเดินทางขององค์ชายคาเซียก็เดินทางมาถึงพระราชวังแห่งเฟรนเซียโดยสวัสดิภาพในตอนเย็นตามกำหนดการ

กองทหารส่วนพระองค์ขององค์ชายคาเซียต่างพากันแยกย้ายไปหาที่อยู่ในเมืองใหม่กันอย่างรู้ตัว ทุกคนไม่มีใครอิดออดที่จะตามองค์ชายเข้าไปอยู่ในวัง เพราะพวกเขาทุกคนต่างไม่อยากให้องค์ชายลำบากใจ และเหนื่อยไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้

“องค์ชายคาเซียแห่งเซเรียลใช่ไหมพะยะค่ะ”มหาดเล็กของเฟรนเซียคนหนึ่งก้าวเข้ามาถามทันที เมื่อองค์ชายคาเซียก้าวลงมาจากรถม้า

“ใช่ เรา คาเซียแห่งเซเรียล”พระองค์ทรงตอบกลับมหาดเล็กไปอย่างนิ่งๆ พระเนตรกวาดมองไปรอบๆกาย พระองค์ทรงเห็นดอกไม้นานาชนิดที่ปลูกเรียงรายเอาไว้อย่างสวยงาม

“เชิญทางนี้เลยพะยะค่ะ ทุกคนกำลังรอพระองค์อยู่”มหาดเล็กผู้นั้นผายมือไปทางท้องพระโรง “ทางนี้คือท้องพระโรงแดนดิเลี่ยนพะยะค่ะ”

“แดนดิเลี่ยน... ความรักที่พระเจ้าประทานให้เช่นนั้นหรือ...”เสียงหวานเอ่ยพึมพำแผ่วเบา ก่อนที่จะเสด็จไปตามทางที่ปูพรมแดงเอาไว้

“เชิญคณะผู้ติดตามด้วยนะขอรับ”มหาดเล็กคนเดิมหันมาพดกับสององครักษ์และสองนางกำนัลก่อนที่จะเดินนำพวกเขาเข้าไป

ท้องพระโรงของอาณาจักรเฟรนเซียนั้นกว้างใหญ่ ประดับด้วยมวลดอกไม้มายมากสมกับเป็นราชวังแห่งบุปผา เสาแต่ละต้นเป็นหินอ่อนสลักเป็นรูปดอกไม้ชนิดต่างๆอย่างวิจิตรงดงาม งดงาม...ราวกับวิมานที่อยู่บนสรวงสวรรค์

“ในที่สุดก็มากันครบแล้วสินะ”เสียงทุ้มของคนผู้หนึ่งดังขึ้นขัดความคิดขององค์ชายร่างเล็กได้อย่างชะงักนัก “เราจะได้เริ่มพิธีการแรกเสียที”

องค์ชายคาเซียทรงหันไปมองร่างของผู้เป็นเจ้าของเสียงทรงอำนาจนั้น ร่างที่ประทับอยู่บนบัลลังก์อย่างสง่างาม พระพักตร์หล่อเหลาคมคาย พระเนตรคมราวกับมองทะลุทุกสิ่งอย่างได้ พระโอษฐ์หยักได้รูปรับกับโครงพระพักตร์อย่างเหมาะเจาะ

พระเนตรกลมโตของพระองค์สบกับพระเนตรคมขององค์กษัตริย์เบื้องหน้า ทั้งสองพระองค์ต่างจ้องกันและกันอย่างไม่ลดละ องค์ราชาทริสเซย์ทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ พระเนตรฉายแววสนุกสนานอย่างไม่ปิดบัง

“เอาล่ะพะยะค่ะ กระหม่อมจะขอเริ่มพิธีการเลือกตำหนัก ณ บัดนี้นะพะยะค่ะ”เลเนท ขุนนางฝ่ายซ้ายแห่งเฟรนเซียเอ่ยขึ้น ทุกคนในที่นั้นหันไปให้ความสนใจกับตัวเขากันหมด “เมื่อข้าพระองค์ขานพระนามขององค์หญิงองค์ชายพระองค์ใดก็ให้ท่านผู้นั้นก้าวเข้ามาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาท ซึ่งฝ่าบาทจะทรงพิจารณาแล้วจะทรงประทานบุปผาให้กับท่าน 1 ดอก เมื่อได้รับแล้วก็ขอเชิญเสด็จไปยังที่ประทับซึ่งจะมีดอกไม้ชนิดเดียวกันนั้นวางประดับแจกันอยู่นะพะยะค่ะ”

“องค์หญิงเรร่า”พระนามของราชนิกูลองค์แรกถูกขานขึ้น ร่างบางสูงระหงทรงก้าวเดินออกมาจากด้านซ้ายของท้องพระโรง องค์ทริสเซย์ทรงประทานดอกป๊อปปี้สีแดงให้กับนางอย่างไม่ลังเล

“องค์หญิงเมริน่า”สำหรับพระนางนี้ พระองค์ทรงมอบดอกโรสแมรี่ให้

พระนามขององค์หญิงองค์ชายหลายพระองค์ถูกขานขึ้นเรื่อยๆ ดอกไม้ที่แต่ละพระองค์ได้รับกันไปนั้นมีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด ได้แก่ ป๊อปปี้สีแดง โรสแมรี่ โครคัส คาร์เนชั่นสีเหลือง กุหลาบสีเหลือง แต่ดอกไม้สำคัญๆอย่างเรดโรส ออคลิท องค์ราชายังทรงมิได้มอบให้ใครสักคน...

“องค์ชายคาเซีย”พระนามขององค์ชายแห่งเซเรียลถูกขานขึ้น องค์ชายคาเซียทรงเดินไปหยุดหน้าบัลลังก์ทองคำอย่างสง่างาม

“ดอกนี้... สำหรับเจ้า”องค์ทริสเซย์ทรงตรัสขึ้นเป็นครั้งแรกพร้อมกับทรงยื่นดอกไม้ดอกหนึ่งมาให้พระองค์ ดอกไม้ที่ไม่ได้ทรงหยิบมาจากกองดอกไม้ที่เตรียมเอาไว้ แต่เป็นดอกที่องค์ราชาทรงมีไว้คู่บัลลังก์ตลอดเวลา...

‘ราชาแห่งดอกไม้ทั้งมวล... ดอกโพรเทีย’

“เอ๊ะ...”เสียงหวานอุทานขึ้นเบาๆเมื่อทอดพระเนตรเห็นดอกไม้ที่พระองค์ได้รับ “ดอกโพรเทียหรือพะยะค่ะ”พระพักตร์งามเงยขึ้นมองผู้กุมอำนาจสูงสุดตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา

“ใช่ ดอกโพรเทีย...”สุรเสียงทุ้มตรัสตอบกลับมาอย่างนุ่มนวล

ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบ ทุกๆคนในที่นั้นพากันตกตะลึง เมื่อพระราชาของพวกเขาได้ยื่นดอกโพรเทีย ซึ่งเป็นตัวแทนของพระองค์ให้กับเจ้าชายต่างเมืองเช่นนี้

“พระองค์ทรงล้อกระหม่อมเล่นหรือพะยะค่ะ”เสียงหวานขององค์ชายคาเซียตรัสถาม พระพักตร์ขาวเนียนนั้นซีดลงไปถนัด “กระหม่อมไม่ขำนะพะยะค่ะ”

“ข้าก็มิได้ล้ออะไรเจ้าเล่นเสียหน่อย องค์ชายคาเซีย”พระองค์ทรงแย้มรอยยิ้มสนุกสนาน พระเนตรคมฉายแววพึงใจ “มาตรงนี้สิ องค์ชาย เจ้าต้องไปอยู่ตำหนักเดียวกับข้านะ”

“เอ่อ...”องค์ชายคาเซียทอดพระเนตรไปรอบกาย คนทั่วทั้งท้องพระโรงจับจ้องพระองค์อยู่อย่างไม่ละสายตา สร้างความกดดันให้พระองค์ยิ่งนัก ร่างบางขององค์ชายยังคงยืนนิ่ง

“มาสิ”ราชาทริสเซย์ทรงเสด็จมาเบื้องหน้าขององค์คาเซีย พระองค์ทรงทรงยื่นพระหัตถ์มาเบื้องหน้าขององค์ชาย “มาสิ องค์ชาย”

พระหัตถ์เรียววางลงบนพระหัตถ์หนาอย่างแผ่วเบา องค์ราชาทรงจับพระหัตถ์ของของชายคาเซียไว้แน่น ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะทรงเสด็จขึ้นสู่บัลลังก์

องค์กษัตริย์ทริสเซย์ทรงกลับมาประทับบนบัลลังก์โดยมีเจ้าชายองค์ที่ห้าแห่งเซเรียลประทับยืนอยู่เคียงข้าง

พระนามขององค์ชายองค์หญิงที่ยังเหลืออีกไม่มากนักถูกขานขึ้นเรื่อยๆ ดอกไม้ดอกแล้วดอกเล่าที่องค์ราชาประทานให้กับพวกเขานั้นเป็นดอกไม้ที่ซ้ำๆกันไป มิได้ทีใครได้รับดอกไม้ที่น่าตกใจเหมื่อนดั่งองค์ชายคาเซียอีกแม้แต่เพียงคนเดียว

บางครั้ง องค์ทริสเซย์ก็ทรงหันมาตรัสถามความเห็นขององค์ชายคาเซียด้วยว่าสมควรจะส่งองค์หญิงหรือองค์ชายพระองค์นั้นไปอยู่ตำหนักไหน ซึ่งตัวขององค์ชายคาเซียนั้นได้แต่ส่งยิ้มบางเบาให้กับองค์ราชาอย่างไม่อาจพูดอะไรได้ ขืนพระองค์พูดอะไรไป เกิดมีใครไม่ใจเข้า ภายภาคหน้าพระองค์อาจจะลำบากองค์เองก็ได้

“องค์ชายโซเทเรีย”พระนามของราชนิกุลองค์สุดท้ายดังขึ้น พร้อมกับร่างบอบบางน่าปกป้องขององค์ชายคนสุดท้ายที่ค่อยๆก้าวออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ

องค์ชายคาเซียทรงจ้องมององค์ชายตรงหน้าด้วยแววพระเนตรอ่อนโยน เมื่อทรงได้เห็นองค์ชายโซเทเรียแล้วพระองค์ก็ทรงนึกถึงพระอนุชาของพระองค์ที่เซเรียล พระอนุชาที่พระองค์ทรงเอ็นดูยิ่งนัก...

“เจ้าโปรดเขาอย่างนั้นหรือ คาเซีย”องค์ทริสเซย์ทรงตรัสถามองค์ชายขึ้นเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นรอยยิ้มเอ็นดูร่างตรงหน้าของผู้ที่อยู่ข้างพระวรกาย

“องค์ชายโซเทเรียทรงทำให้กระหม่อมนึกถึงพระอนุชาของกระหม่อมที่เซเรียลน่ะพะยะค่ะ”องค์ชายคาเซียทรงตอบกลับไปตามที่พระองค์คิดอย่างไม่ปิดบัง

“งั้นหรือ...”เสียงทุ้มตรัสรับ ก่อนที่องค์ราชาจะทรงหยิบดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นมา “ดอกนี้ สำหรับเจ้า ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่มีวันทรยศต่อความรัก ความเอ็นดูของคาเซียล่ะ”

พระองค์ทรงประทานดอกฟรีเซียให้แก่องค์ชายโซเทเรีย พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ

“พะยะค่ะ”เสียงหวานราวกับผู้หญิงขององค์ชายโซเทเรียตรัสรับอย่างยินดี ก่อนที่องค์ชายจะทรงเสด็จไปที่ของตนนั้น พระองค์ทรงหันไปน้อมกายให้กับองค์ชายคาเซียน้อยๆ เป็นการขอบคุณ

“ดอกฟรีเซียหรือพะยะค่ะ”องค์ชายคาเซียทรงตรัสกับองค์ทริสเซย์เบาๆอย่างแปลกใจ “ความเอ็นดู... ใช่ไหมพะยะค่ะ”

องค์ราชาทรงยิ้มรับคำขององค์ชาย ก่อนที่พระองค์จะส่งสัญญาณให้องค์คาเซียน้อยกายลงมาใกล้พระองค์

“ที่ข้ามอบดอกฟรีเซียให้กับเขาเพราะว่าตำหนักฟรีเซียนี้อยู่ใกล้ตำหนักของข้า”พระองค์ทรงตรัสบอกกับองค์ชายเบาๆ “เผื่อเจ้าอยากจะไปคุยเล่นกับเขา จะได้ไปได้ตลอด มิต้องเดินทางไกลๆยังไงล่ะ”

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ”รอยยิ้มหวานถูกคลี่ส่งให้กับผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว
พระหัตถ์หนายื่นมาลูบไล้พระปรางขาวเนียนของคนตรงหน้าแผ่วเบา พระเนตรขององค์ชายคาเซียฉายแววงุนงงที่จู่ๆพระองค์ทรงทำเช่นนี้

“ถ้าเจ้ายังทำตัวแบบนี้ต่อไปอีกสักพัก ข้าคงจะมอบดอกลิลลี่สีส้มให้กับเจ้าอีกดอกแล้วล่ะ คาเซีย”องค์ทริสเซย์ตรัสขึ้นอย่างนุ่มนวล

“ดอกลิลลี่สีส้ม...”องค์ชายคาเซียทวนคำ ก่อนที่พระพักตร์ของพระองค์จะแดงก่ำด้วยความอายเมื่อนึกถึงความหมายของดอกไม้ชนิดนี้

‘ความต้องการ ปรารถนา ตัณหา ราคะ’

ระหว่างที่ทั้งสองพระองค์กำลังสร้างโลกส่วนตัวกันนั้น ผู้คนในท้องพระโรงต่างจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

บ้างก็มองด้วยความยินดี... ที่พระราชาของพวกเขาทรงโปรดใครสักคนเสียที

บ้างก็มองด้วยความโกรธแค้น... ที่องค์ชายคาเซียทรงเรียกความสนใจขององค์ราชาทริสเซย์ไว้เพียงคนเดียว

บ้างก็มองด้วยความริษยา... ที่องค์ชายคาเซียได้รับความสนใจจากองค์ราชันย์

บ้างก็มองด้วยความหวัง... ว่าอีกไม่นานเฟรนเซียคงจะมีรัชทายาทตัวน้อยให้ได้ชื่นชมกัน

แต่มีคนอยู่คนหนึ่ง... ที่ทอดมององค์ชายคาเซียด้วยแววตาที่ไม่เหมือนคนอื่นๆในที่แห่งนี้
เขามององค์ชายคาเซียด้วยความรัก ความลุ่มหลง ความปรารถนาที่อยากจะครอบครองร่างที่จับจ้องเอาไว้เป็นของตนเพียงผู้เดียว แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นไปไม่ได้...

องค์ชายโซเทเรียทรงทอดมองวรกายบอบบางที่แผ่รังสีความอ่อนโยนออกมาทั่วนั้นด้วยรักจากพระทัยของพระองค์

‘องค์ชายคาเซีย... แม้ว่าชาตินี้ข้ามิอาจจะครอบครองพระองค์ไว้แต่เพียงผู้เดียวได้ แต่ขอพระองค์ทรงเมตตา รักข้าสักนิด เก็บข้าเอาไว้ในพระหฤทัยของท่านด้วยเถิด...’

“อะแฮ่ม”เลเนทส่งเสียงขัดบรรยากาศทั้งหมดในท้องพระโรงแห่งนี้ ก่อนที่จะไปอย่างกู่ไม่กลับ “ข้าพระองค์ขอกล่าวถึงกำหนดการต่อไปเลยนะพะยะค่ะ ฝ่าบาท”

“เชิญท่าน”

“กำหนดการต่อไป... นางกำนัลชั้นสูงจะนำเสด็จเหล่าองค์ชาย องค์หญิงไปสู่ตำหนักที่ประทับของพระองค์ แล้วอีกหนึ่งชั่วยาม งานเลี้ยงต้อนรับจะเริ่มขึ้น ตอนนี้ขอให้ทุกพระองค์พักผ่อนกันตามสบายพะยะค่ะ”เลเนทกล่าวถึงสองกำหนดการสุดท้ายของวันนี้ด้วยเสียงก้องกังวาน “ขอบพระทัยพะยะค่ะ”

องค์ทริสเซย์ทรงเสด็จลุกจากที่ประทับ พระหัตถ์หนายื่นไปกอบกุมพระหัตถ์เรียวขององค์คาเซียเอาไว้แน่น ก่อนที่จะทรงเสด็จออกนำองค์ชายไปยังตำหนักของพระองค์เอง...

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

^^ :กอด1:

tonkhaw

  • บุคคลทั่วไป
ปลื้ม องค์ชายโซเทเรีย คงบอบบางน่าดูเหมือนเเมวน้อยยยยยยย

ออฟไลน์ Poseidon

  • Unconditional love
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5081
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-12
ว้าว มาเร็วทันใจ ขอบคุณนะครับ
องค์ราชันจะเป็นคนยังไงกันนะ

ออฟไลน์ duck-ya

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
 :L2:
สนุกมากๆคะ
จะติดตามต่อ
 :pig4:

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-9

ออฟไลน์ takara

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +379/-13
เอ เกิดอะไรขึ้นอะ ให้ไปอยู่ตำหนักเดียวกันด้วย

ออฟไลน์ midnight

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +168/-8
    • Fanpage
บทที่ 7
ตำนานรักสองราชวงศ์ : งานเลี้ยง คำขอขององค์ชาย...

“ที่นี่คือตำหนักโพรเทีย ทางขวามือที่เห็นอยู่ตรงนั้นเป็นตำหนักฟรีเซีย ถ้าเจ้าอยากไปคุยเล่นกับองค์ชายโซเทเรียก็ไปได้ตลอด”ผู้นำทางจำเป็นอย่างองค์ทริสเซย์ทรงตรัสอธิบายเส้นทางต่างๆที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันให้แก่องค์ชายคาเซียตลอดเส้นทางที่ทั้งสองพระองค์เสด็จผ่าน ซึ่งองค์ชายคาเซียก็ทรงทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่เอ่ยขัดอะไรพระองค์เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งคู่เสด็จเข้าไปในตำหนักโพรเทีย ภายในตำหนักประดับประดาด้วยดอกไม้ที่แดกสลักจากไม้ เงิน ทองและประกอบขึ้นด้วยอัญมณีล้ำค่ามากมาย นางกำนัลหน้าตางดงามเดินเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ดูสบายตา

“นี่คือห้องของเจ้า”นางกำนัลคนหนึ่งก้าวเข้ามาเปิดบานทวารที่ทำจะไม้สักแกะลายดอกไม้วิจิตรออกตามคำสั่งของเจ้าเหนือหัว

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ ฝ่าบาท”องค์ชายคาเซียทรงน้อมวรกายลงให้กับองค์ราชา ก่อนที่จะเสด็จเข้าไปในห้องบรรทมใหม่ของพระองค์

“วันนี้ข้าจะไปตำหนักเรด ป๊อปปี้ เจ้าดูแลตำหนักนี้แทนข้าด้วยล่ะ”องค์ทริสเซย์ตรัสบอกแก่ร่างบางที่หมุนไปหมุนมาดูห้องอยู่เบาๆ

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”องค์ชายคาเซียทรงตรัสรับคำของพระองค์เสียงใส ท่าทางที่องค์ชายแสดงออกมานั้นไม่มีท่าทีของความเสียใจแม้แต่น้อย ราวกับไม่แคร์เลยว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน กับใคร ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับองค์ราชาเล็กๆ ด้วยความที่ทรงต้องการให้องค์ชายคาเซียแสดงอาการที่บ่งบอกเพียงเล็กน้อยก็ยังดีว่าสนใจในตัวของพระองค์

“ข้าให้เวลาเจ้าเตรียมใจสักพักก่อนแล้วกัน เด็กน้อยของข้า”สุรเสียงทุ้มทรงกระซิบที่ข้างพระกรรณเล็กอย่างยั่วเย้า “ถึงเวลานั้น เจ้าไม่พร้อมก็ต้องพร้อมให้ข้าสำรวจร่างของเจ้าล่ะ คาเซีย”

พระพักตร์ขององค์ชายแดงก่ำด้วยความเขินอาย พระกรเรียวโอบกอดวรกายของตนเอาไว้

“ทรงจะทำจริงหรือพะยะค่ะ ฝ่าบาท”

“ข้าให้เจ้ามาอยู่ใกล้กายข้าถึงขนาดนี้แล้ว เจ้าคิดหรือว่าจะรอดพ้นจากข้าไปได้น่ะ คาเซีย”
“... อ่า ...”

“เตรียมใจเอาไว้เถิด คาเซีย อีกไม่นานหรอก เจ้าจะเป็นของข้า ข้าจะครอบครองตัวเจ้า รวมถึง...”พระหัตถ์แกร่งทรงแนบเข้ากับพระอุระด้านซ้ายขององค์ชายเบาๆ “หัวใจด้วยนี้ของเจ้าด้วย”

ไม่มีคำพูดใดๆออกมากจากพระโอษฐ์ขององค์ชายแม้เพียงคำเดียว พระพักตร์ที่เคยแดงก่ำบัดนี้กลับซีดลงอย่างเห็นได้ชั้น ด้วยคำตรัสสุดท้ายก่อนที่ผู้ครองแผ่นดินเฟรนเซียแห่งนี้จะเสด็จออกนอกห้องบรรทมของพระองค์ไป

“ข้าจะมอบความรักให้เจ้าอย่างร้อนแรง ให้สมกับที่ข้าให้เวลากับเจ้าเลยล่ะ คาเซีย”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เนล เรล เซทและเรฟพากันก้าวเข้ามาในห้องบรรทมขององค์ชายคาเซียด้วยความเป็นห่วง เมื่อพวกเขาได้รับอนุญาตให้เข้ามาได้หลังจากที่พระราชาเสด็จออกไป

“ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ องค์ชาย”เรลวิ่งถลาเข้าไปหาองค์ชายของนางอย่างไม่สนใจมารยาทที่นางกำนัลพึงมีเลยแม้แต่น้อย

“เราไม่ได้เป็นอะไรหรอกเรล ขอบใจที่เป็นห่วง”รอยยิ้มอ่อนโยนถูกส่งให้กับนางกำนัลน้อยเป็นการปลอบขวัญ “เราว่าจะไปหาองค์ชายโซเทเรียเสียหน่อย”

“แต่... องค์ชายเพคะ”เนลทำท่าจะเอ่ยค้านความคิดขององค์ชาย แต่ก็ถูกพระองค์ห้ามเอาไว้เสียก่อน

“ไม่เป็นไรหรอก เรล”

“เพคะ องค์ชาย”เนลจำต้องรับคำขององค์ชายอย่างเสียมิได้ “เช่นนั้น อีกครึ่งชั่วยาม หม่อมฉันจะเอาฉลองพระองค์ไปให้พระองค์ที่ตำหนักฟรีเซียนะเพคะ”

“อืม”

วรกายบอบบางขององค์ชายคาเซียทรงเสด็จออกจากตำหนักไปอย่างเงียบๆ พระองค์ทรงมุ่งหน้าไปยังตำหนักฟรีเซีย สำหรับพระองค์แล้วนั้น การมาอยู่ต่างบ้าน ต่างเมืองเช่นนี้ก็เห็นควรว่าจะต้องผูกมิตรกับผู้อื่นเอาไว้บ้าง จะเก็บตัวเงียบเหมือนดั่งตอนที่อยู่บ้านเมืองของตนเองนั้นคงจะไม่ดีในภายหน้า

นายทหารที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักฟรีเซียโค้งคำนับร่างบางด้วยความเคารพ พวกเขาจำได้ว่าเห็นร่างตรงหน้านี้ประทับอยู่ข้างกายขององค์เหนือหัวตอนที่อยู่ในท้องพระโรงแดนดิเลี่ยน

“องค์ชายโซเทเรีย”องค์ชายคาเซียทรงส่งเสียงเรียกร่างที่นั่งเหม่อลอยอยู่ที่พระบัญชรกว้าง

พระพักตร์สวยขององค์ชายโซเทเรียหันมามองพระองค์อย่างรวดเร็ว พระเนตรขององค์ชายทรงเบิกกว้างด้วยความยินดีเมื่อทอดพระเนตรมาเป็นพระองค์

“องค์ชายคาเซีย”เสียงหวานขององค์ชายโซเทเรียเรียกชื่อขององค์ชายอีกคนอย่างสดใส วรกายบอบบางก้าวเข้ามาหาองค์คาเซียอย่างรวดเร็ว “มาหาข้าใช่ไหม องค์ชาย”

“ข้ามาที่นี่ ถ้าไม่มาหาเจ้า จะให้ข้าไปหาใครล่ะ องค์ชายโซเทเรีย”พระหัตถ็เรียวลูบไล้พระเกศานิ่มของเจ้าชายตรงหน้าอย่างอ่อนโยน “ข้ารู้สึกเหมือนเคยเจอเจ้าที่ไหนมาก่อน... เราเคยพบกันมาก่อนหน้านี้ใช่ไหม องค์ชายโซเทเรีย”

“อื้ม เราเคยเจอกันในสวนของตำหนักของท่าน เมื่อตอนวันคล้ายวันประสูติขององค์ชายเฮเซีย พระเชษฐาของท่านเมื่อสามปีก่อน...”เจ้าชายโซเทเรียตรัสตอบเจ้าชายคาเซียด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข

“ข้าพอจะนึกออกแล้วล่ะ... องค์ชายขี้แยตอนนั้นคือท่านนี่เอง”องค์ชายคาเซียทรงตรัสล้อเลียนร่างเล็กตรงหน้า “ไม่คิดว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งในต่างเมืองเช่นนี้นะ องค์ชาย”

“นั่นสินะ...”องค์ชายโซเทเรียทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมององค์ชายคาเซียนิ่ง เพียงอึดใจ วรกายบอบบางของพระองค์ก็โถมเข้ากอดองค์ชายอย่างอดพระทัยเอาไว้ไม่ได้ “ข้าคิดถึงท่านมาตลอดเลย องค์ชายคาเซีย”

องค์ชายคาเซียทรงโอบกอดร่างขององค์ชายแห่งสายลมเอาไว้หลวมๆ พระหัตถ์บางยังคงลูบพระเกศาสีน้ำตาลอยู่ตลอดเวลา

“ตอนนี้ข้าก็อยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วยังไงล่ะ องค์ชายโซเทเรีย”เสียงหวานเอ่ยปลอบร่างในอ้อมพระกรเบาๆ “ข้ายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว อีกทั้งเจ้ายังกอดข้าเอาไว้แบบนี้ด้วยนะ”

องค์ชายแห่งเซเรียลทรงดันร่างขององค์ชายออกจากอ้อมพระกรเบาๆ น้ำพระเนตรขององค์ชายตรงหน้าหลั่งรินลงมาอย่างปิติยินดี

“ยังไม่เลิกนิสัยขี้แยอีกอย่างนั้นหรือ องค์ชาย”รอยยิ้มเอ็นดูถูกคลี่ส่งให้กับองค์ชายตรงหน้าพระองค์อย่างอดไม่ได้ ยิ่งเห็นองค์ชายโซเทเรีย ก็ยิ่งทำให้พระองค์นึกถึงพระอนุชาที่น่ารักของพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ “เอ... ถ้าข้าจำไม่ผิด พรุ่งนี้ก็เป็นวันคล้ายวันเกิดของเจ้าแล้วใช่ไหม องค์ชาย”

“ใช่... พรุ่งนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของข้า”องค์ชายโซเทเรียทรงขานรับคำของพระองค์อย่างน่ารัก น้ำพระเนตรที่หลั่งรินค่อยๆหยุดไหลอย่างช้าๆ “ส่วนวันนี้ก็เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่าน องค์ชายคาเซีย”

“เรียกข้าว่าคาเซียก็ได้ องค์ชายโซเทเรีย”พระหัตถ์เรียงทรงยื่นไปปาดน้ำพระเนตรที่เปรอะเปื้อนพระปรางนวลขององค์ชายตรงหน้าอย่างอ่อนโยน “ใช่แล้วล่ะ วันนี้วันเกิดของข้า เจ้าจำได้ด้วยหรือ”

“อื้ม คาเซีย ข้าต้องจำได้สิ”รอยยิ้มสว่างไสวที่ปรากฎขึ้นบนพระพักตร์ขององค์ชายโซเทเรียทำให้องค์ชายคาเซียอดที่จะยิ้มตามมิได้ “เรียกข้าว่าโซลเถอะ คาเซีย”

“โซล... ชื่อเล่นของเจ้าเช่นนั้นหรือ”

“อื้ม เป็นชื่อที่เสด็จแม่เรียกข้าน่ะ”

ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้เอ่ยอันใดออกมา นางกำนัลประจำพระองค์ของทั้งสองพระองค์ก็โผล่เข้ามาเสียก่อน

“องค์ชายเพคะ”สี่นางกำนัลส่งเสียงเรียกองค์ชายทั้งสองพร้อมกัน ราวกับนัดหมายกันมาพูด “อีกครึ่งชั่วยามงานเลี้ยงก็จะเริ่มแล้วนะเพคะ เปลี่ยนฉลองพระองค์เถิด”

องค์ชายคาเซียทรงยิ้มให้กับองค์ชายโซเทเรียก่อนจะเสด็จไปหานางกำนัลของพระองค์แล้วพากันไปยังห้องว่างในตำหนักฟรีเซียแห่งนี้เพื่อผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์

องค์ชายโซเทเรียก็ตามนางกำนัลของพระองค์ไปเปลี่ยนฉลองพระองค์อย่างเงียบๆด้วยพระทัยที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

องค์ชายทั้งสองพระองค์ต่างชำระวรกายและสวมใส่ฉลองพระองค์ชุดใหม่กันเสร็จเรียบร้อยในเวลาไม่นานนัก ด้วยความคล่องแคล่วของนางกำนัลส่วนพระองค์

องค์ชายคาเซียสวมฉลองพระองค์สีครีมปักลายด้วยดิ้นแดง น้ำเงินและทองอย่างสวยงาม พระเกศาสีเปลือกไม้ถูกสางและจัดแต่งให้เข้าทรงกับรูปหน้าของพระองค์ เพิ่มความงดงามให้กับองค์ชายให้มากยิ่งขึ้นกว่าปกติ

ส่วนองค์ชายโซเทเรียนั้นสวมฉลองพระองค์สีเขียวอ่อน ปักลายนกแก้วไว้อย่างงดงาม ราวกับนกตัวนั้นมีชีวิตจริงๆ สื่อให้เห็นถึงความตั้งใจของคนทำเป็นอย่างยิ่ง พระเกศาถูกจัดแต่งให้เข้ารูปอย่างประณีต องค์ชายนั้นเป็นที่น่ารักน่าเอ็นดูอยู่แล้ว ยิ่งทำให้องค์ชายโซเทเรียนั้นน่าปกป้องมากกว่าเดิมเสียอีก

“เมื่อเสร็จกันแล้วก็ไปเถอะ ใกล้ถึงเวลาเต็มที”สุรเสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นเรียกความสนใจของสององค์ชายได้อย่างชะงักนัก

องค์ชายคาเซียและองค์ชายโซเทเรียทรงหันไปทอดพระเนตรทางต้นเสียงที่ทรงได้ยินอย่างตกตะลึง เมื่อเห็นเจ้าชีวิตของทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ไม่ห่างนัก

“ฝ่าบาท...”องค์ชายคาเซียทรงตรัสอย่างแผ่วเบา “มาได้อย่างไรกันพะยะค่ะ”

“ก็มารับเจ้าน่ะสิ คาเซีย ข้ากับเจ้าอยู่ตำหนักเดียวกันนิ”องค์ทริสเซย์ตรัสตอบอย่างไม่ยี่ระ “ไปกันได้แล้วล่ะ ถ้าไปช้าเดี๋ยวพวกผู้เฒ่าจะบ่นเอา ข้ารำคาญ”

จบคำตรัส พระองค์ก็ทรงเสด็จนำออกไปทันที มิรอฟังคำตอบรับขององค์ชายเลยแม้แต่น้อย

ผู้สูงศักดิ์ทั้งสามพระองค์พากันเสด็จขึ้นรถม้าพระที่นั่ง โดยที่องค์ชายโซเทเรียเสด็จขึ้นไปก่อน ตามด้วยองค์ชายคาเซีย และองค์ราชาทริสเซย์ที่เสด็จขึ้นไปเป็นองค์สุดท้ายก่อนที่เซทจะปิดบานทวารลง แล้วไปกุมบังเหียนบังคับรถม้าพระที่นั่งกับเรฟ

แต่... การประทับในรถม้าทรงนี้ดูแปลกๆไปหน่อยไหม?

ทำไมองค์ชายแห่งเซเรียลถึงประทับตรงกลางระหว่างองค์ชายโซเทเรียและองค์ราชาทริสเซย์ล่ะ ทั้งๆที่ในความจริงแล้วองค์ชายทั้งสองนั้นเป็นเครื่องราชบรรณาการขององค์ราชาทั้งคู่ แทนที่องค์ชายทั้งสองจะประทับขนาบข้างพระราชา แต่กลับ...

“เอ่อ...”องค์ชายคาเซียทรงทำเหมือนจะเอ่ยอะไรออกมาสักอย่าง แต่ยังไม่ทันที่พระองค์จะได้ตรัสอะไรออกมา ก็ถูกหนึ่งในคนที่นั่งขนาบข้างพระองค์อยู่ขัดขึ้นเสียก่อน

“ไม่ต้องพูดอะไร แบบนี้ดีแล้ว”ราวกับเป็นประโยคที่บอกเล่าธรรมดา แต่พระองค์ก็ทราบดีว่าคำตรัสนี้เป็นคำสั่ง มิใช่ประโยคที่ทรงเปรยเล่นๆ

ไม่มีบทสนทนาใดๆดังขึ้นภายในรถทรงนี้อีก จนกระทั้งถึงท้องพระโรงแดนดิเลี่ยน

ทั้งสามพระองค์ทรงเสด็จเช้าไปในงานเลี้ยง ภายในงานนั้นมีเครื่องเสวยมากมายหลายชนิด และในเพลานี้ทุกๆคนที่ได้รับเชิญต่างมากันครบแล้ว

ขุนนางฝ่ายซ้ายที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดงานเลี้ยงต้อนรับนี้ขึ้นเมื่อเห็นผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งรัฐเสด็จเข้ามาแล้ว ก็กล่าวเปิดงานทันที

“ก่อนจะเริ่มงานเลี้ยงนี้ขึ้น ขอเชิญฝ่าบาทตรัสอะไรหน่อยพะยะค่ะ”

“ข้าได้ยินว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันประสูติของเจ้าเช่นนั้นหรือ คาเซีย”แทนที่องค์ราชาจะทรงตรัสกล่าวเปิดงาน แต่พระองค์กลับทรงถามคำถามแก่องค์ชายที่ประทับอบู่ไม่ไกลพระองค์นัก

“พะยะค่ะ ฝ่าบาท”เสียงหวานขานรับเบาๆ

“เจ้าอยากได้อะไรเป็นของขวัญล่ะ หืม...”

“กระหม่อมได้รับแล้วอย่างไรพะยะค่ะ การที่ให้องค์ชายโซเทเรียมาอยู่ใกล้ๆกับกระหม่อม นั่นเป็นของขวัญที่ดีที่สุดแล้วพะยะค่ะ”

“งั้นรึ... แล้วเจ้าล่ะ โซเทเรีย พรุ่งนี้เป็นวันคล้ายวันประสูติของเจ้า เจ้าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ”เมื่อพระองค์ได้รับคำตอบจากองค์ชายแห่งเซเรียลแล้ว พระองค์จึงหันไปตรัสถามองค์ชายแห่งสายลมบ้าง

“กระหม่อมจะขออะไรก็ได้หรือพะยะค่ะ”องค์ชายโซเทเรียนตรัสถามด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ

“ได้สิ ถ้ามันไม่ทำให้ใครต้องสิ้นชีพลง”

“งั้น... กระหม่อมขอ...”องค์ชายทรงสูดพระอัสสาสะลึก ก่อนที่จะทรงตรัสออกมา...

“กระหม่อมขออภิเษกเป็นพระชายาขององค์ชายคาเซียได้ไหมพะยะค่ะ”

+++++++++++++++++++++

บทที่ 7 มาแล้วค่ะ^^

ออฟไลน์ Poseidon

  • Unconditional love
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5081
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-12
โอย ตายๆๆ ขออะไรแบบนั้นองค์ชาย เดี๋ยวงานงอกหรอก

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ midnight

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +168/-8
    • Fanpage
บทที่ 8
ตำนานรักสองราชวงศ์ : ว่าที่พระชายา... ว่าที่พระสวามี...

“กระหม่อมขออภิเษกเป็นพระชายาขององค์ชายคาเซียได้ไหมพะยะค่ะ”

ทั่วทั้งท้องพระโรงตกตะลึงกับคำขอที่ไม่คาดฝันขององค์ชายโซเทเรีย ทุกคนในที่นั่นต่างพากันยืนนิ่ง ตัวแข็งเป็นหินกันไปหมด ส่วนตัวองค์ชายนั้นก้มพระพักตร์ลง พระปรางเนียนใสแดงระเรื่อด้วยความอาย

‘อ่า... พูดออกไปแล้ว ความในใจของพระองค์ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเก็บเอาไว้เป็นความลับแท้ๆ’

“เจ้าว่าอะไรนะองค์ชาย ขออภิเษกกับคาเซียเช่นนั้นหรือ”องค์ทริสเซย์ทรงตรัสทวนคำขององค์ชายตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อกับคำที่พระองค์ทรงได้ยินเมื่อครู่

“พะยะค่ะ ฝ่าบาท...”

ครานี้ทั้งท้องพระโรงพากันหันไปมององค์ชายคาเซียที่ประทับนิ่ง พระเนตรเบิกกว้างด้วยความตกพระทัย

“เดี๋ยว... เดี๋ยวนะ”องค์ชายคาเซียตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “โซล... เจ้าบอกว่าเจ้าต้องการอภิเษกกับข้าเป็นของขวัญ...”

“ใช่”องค์โซเทเรียตอบรับคำของพระองค์เบาๆ

“แต่ตอนนี้ข้ามาเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับฝ่าบาท...”องค์ชายคาเซียยังคงตรัสกับตัวพระองค์เองต่อไป

“ใช่ เจ้าเป็นของข้า”องค์ทริสเซย์ทรงตอบรับคำของพระองค์เสียงเข้ม

“เป็นเช่นนี้แล้ว... ข้าต้องเป็นสวามีขององค์ชายโซเทเรีย ในขณะเดียวกันก็เป็นคนบำเรอความใคร่ขององค์ราชาไปด้วย...ใช่ไหม”

“คาเซีย!!”กษัตริย์แห่งเฟรนเซียทรงตรัสด้วยเสียงอันดัง เรียกสติขององค์ชายกลับมา... องค์คาเซียทรงหันมาสบพระเนตรกับพระองค์อย่างสับสน “เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าการที่เจ้าเข้าไปอยู่ในตำหนักโพรเทียนั้นหมายความว่าอะไร”

“อ่า... ไม่ทราบพะยะค่ะ”พระองค์ตอบกลับด้วยความสัจจริง

“เจ้าสมควรจะรู้ตัวเอาไว้ด้วยว่า ตอนนี้เจ้ากำลังอยู่ในตำแหน่งว่าที่พระชายาของข้า”องค์ราทรงตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นๆ “เมื่อใดที่เจ้าเป็นของข้าแล้ว เจ้าจะเป็นชายาข้าอย่างแท้จริง”
พระเนตรกลมโตขององค์ชายคาเซียหลุมลงทอดพระเนตรพื้นหินอ่อนนิ่ง พระโอษฐ์บางเม้มแน่น ผ่านไปชั่วอึดในพระองค์ก็ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมององค์กษัตริย์

“เช่นนั้น ในตอนนี้กระหม่อมก็เป็นว่าที่พระชายาของพระองค์ และในขณะเดียวกันก็เป็นว่าที่พระสวามีขององค์ชายโซเทเรียด้วย ใช่ไหมพะยะค่ะ”พระองค์ทรงตรัสถามประมุขสูงสุดแห่งเฟรนเซียเพื่อความแน่พระทัย “ในเมื่อพระองค์ทรงตรัสว่าโซลจะขออะไรกับพระองค์ก็ได้ ตราบใดที่มิทำให้ผู้ใดต้องสิ้นชีพลง...”

“ใช่...”องค์ทริสเซย์ตอบรับคำขององค์ชายคาเซียอย่างมิอาจจะหาคำใดมาตรัสเถียงได้ “เจ้าเข้าใจถูกแล้ว คาเซีย”

“แล้ว...”องค์ชายคาเซียทรงหันไปมององค์ชายโซเทเรียที่ประทับอยู่ไม่ไกลพระองค์นักน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “กำหนดการพิธีอภิเษกของกระหม่อมจะมีขึ้นเมื่อใดล่ะ ฝ่าบาท”
“ธิดาพยากรณ์”พระประมุขทรงตรัสเรียกสตรีในชุดสีขาวบริสุทธิ์ด้วยน้ำเสียงเย็นๆ “ฤกษ์อภิเษกขององค์ชาย เมื่อใดจึงเหมาะสม”

“ในอีกเจ็ดราตรีข้างหน้านี้เพคะ ฝ่าบาท”ธิดาพยากรณ์ทูลต่อองค์เหนือหัวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของนาง

“งั้นอีกเจ็ดวัน ข้าจะประทานงานอภิเษกให้กับเจ้า คาเซีย โซเทเรีย”เสียงที่ตรัสออกมานั้นมีแววไม่พอพระทัยแฝงอยู่อย่างเห็นได้ชัด... ชัดเสียจนทำให้องค์ชายคาเซียอดไม่ได้ที่จะแอบถอนพระทัยอย่างเหนื่อยอ่อน

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ ฝ่าบาท”เสียงหวานสองเสียงขานขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
องค์ชายโซเทเรียทรงแย้มยิ้มออกมาอย่างปลื้มปิติ แม้ว่าการกระทำครั้งนี้ของพระองค์ออกแนวจะเป็นการบังคับองค์ชายคาเซียไปบ้าง แต่พระองค์ก็ดีพระทัยยิ่งนักที่จะได้เป็นหนึ่งเดียวกับองค์ชายที่พระองค์รัก

องค์ชายคาเซียทรงเสด็จมาตรงหน้าขององค์ชายแห่งสายลมอย่างเงียบเชียบ พระหัตถ์เรียวทรงลูบไล้พระพักตร์ของว่าที่พระชายาของพระองค์อย่างอ่อนโยน

“เจ้าคิดดีแน่แล้วหรือโซล”องค์ชายทรงอดไม่ได้ที่จะตรัสถามขึ้นมา “ทั้งๆที่ข้าอาจจะไม่ได้มีเวลาให้เจ้า ไม่อาจจะดูแลเจ้าได้อย่างเต็มที่ เจ้าแน่ใจแล้วเช่นนั้นหรือ”

“ข้าแน่ใจแล้ว คาเซีย”พระองค์ตอบกลับอย่างไม่ลังเลแม้เพียงนิด “ข้ารักท่านมาตั้งนานแล้ว คาเซีย ตั้งแต่วันแรก... ที่ข้าได้พบกับท่าน”

“เมื่อสามปีก่อนนั่นน่ะหรือ...”องค์ชายคาเซียตรัสถามแผ่วเบาลง...

“อืม”องค์โซเทเรียทางช้อนพระเนตรขึ้นจับจ้องพระพักตร์ขององค์ชายคาเซีย พระปรางขาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเขินอาย

องค์ชายคาเซียทรงรั้งวรกายบางเข้ามาในอ้อมพระกรของพระองค์ พระหัตถ์เรียวลูบไล้พระเกศานิ่มเบาๆ พระองค์ทรงทอดพระเนตรว่าที่พระชายาของพระองค์อย่างอ่อนโยน แม้เรื่องนี้จะกะทันหันไปเสียหน่อย แต่พระองค์ก็ทรงทำพระทัยให้ยอมรับได้ในเวลาอันสั้น

“ข้าอาจจะไม่ได้มีเวลามาดูแลโซลมากมายนัก แม้ตำหนักที่พำนักเราจะอยู่ไม่ไกลกันนัก แต่ด้วยสถานะเช่นนี้ ข้าคงมิอาจดูแลเจ้าได้ตลอดเวลา แต่ข้าก็จะพยายามดูแลและปกป้องเจ้าให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าสามารถทำได้... เพื่อตอบแทนความรักที่เจ้ามอบให้ข้ามา ข้าสัญญา โซล”

แม้ว่าคำตรัสนี้จะมิได้สวยหรูอะไร แต่ก็เรียกพระอัสสุชลขององค์โซเทเรียให้หลั่งรินลงมาได้ พระกรเรียวขององค์ชายแห่งสายลมกอดรัดร่างขององค์ชายคาเซียแน่น

“ไม่เป็นไร... แค่นี้โซลก็ดีใจมากแล้ว...”

ระหว่างที่ทั้งสองพระองค์กำลังสร้างโลกส่วนตัวกันอยู่นั้น... มีคนผู้หนึ่งจ้องมองทั้งสองด้วยความกริ้วโกรธ โกรธโดยที่ตนนั้นยังหาสาเหตุแห่งความโมโหนี้ไม่ได้

องค์ราชาที่ประทับอยู่บนบัลลังก์อันงดงามทรงตีพระพักตร์นิ่งๆ พระโอษฐ์คลี่ยิ้มบางเบา แต่ในพระทัยของพระองค์นั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทอดพระเนตรเห็นเครื่องราชบรรณาการของพระองค์นั้นอยู่เคียงคู่กันเฉกเช่นนี้

“ฝ่าบาท... ทรงเป็นอะไรไปหรือเพคะ”เสียงหวานของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น ก่อนที่ร่างเพรียวบางจะก้าวมาอยู่ข้างพระวรกายของพระองค์ “เหตุใดพระองค์จึงทรงดูโกรธาเช่นนี้ล่ะเพคะ”

“ข้ามิได้เป็นอะไร สนมหลินเฟย์”พระองค์ทรงตรัสกลับเสียงนิ่ง พระเนตรคมยังคงจับจ้องร่างบางสองร่างที่โอบกอดกันอยู่มุมหนึ่งของท้องประโรงแห่งนี้อย่างไม่วางตา

“พระองค์แน่พระทัยหรือเพคะ ว่าทรงไม่เป็นอันใดน่ะ”พระสนมทรงตรัสถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย แต่ความเป็นห่วงนี้พระนางคงมอบให้กับเจ้าชีวิตของพระนางผิดเวลาไปเสียหน่อย...

“ข้าบอกว่าข้าไม่เป็นอะไรยังไงล่ะ หลินเฟย์”องค์ทริสเซย์ตรัสเสียงเย็นชา แฝงไปด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างมาก “เจ้าน่ะ ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของข้าทุกเรื่องหรอกนะ”

“เพคะ”พระสนมทรงขานรับเสียงแผ่ว พระพักตร์งามซีดเผือด พระนางเหลือบมององค์ราชาเล็กน้อยก่อนจะเสด็จหายไปในฝูงชนในท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว

บรรยากาศในท้องพระโรงแดนดิเลี่ยนแห่งนี้ดูน่าอึดอัดเป็นอย่างมาก เมื่อประมุขของแผ่นดินมิทรงมีอารมณ์ร่วมกับงานเลี้ยงครานี้เสียเลย เหล่าขุนนางต่างหันไปจ้องมององค์ชายแห่งเซเรียลเป็นตาเดียว ด้วยความหวังที่ว่าองค์ชายผู้นี้จะช่วยให้บรรยากาศในงานนี้ดีขึ้นไม่มากก็น้อย...

องค์ชายคาเซียที่ทรงเหลือบพระเนตรมามององค์กษัตริย์อยู่เป็นพักๆทรงขมวดพระขนงเล็กๆ ด้วยพระองค์มิทรงเข้าพระทัยว่า เหตุใดฝ่าบาทนั้นถึงทรงมิเกษมสำราญอย่างที่ควรเป็น อีกทั้งยังทรงรู้สึกเหมือนถูกกดดันด้วยสายตาที่จ้องมองมานับสิบนับร้อยคู่ จนพระองค์จำต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะให้พ้นจากสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจนี้เสีย

“เดี๋ยวข้ามานะ โซล”พระองค์ทรงก้มลงไปตรัสกับร่างในอ้อมพระกรเบาๆ ก่อนที่จะทรงปล่อยวรกายขององค์ชายแห่งสายลมออกแล้วเสด็จไปตรงหน้าของเจ้าชีวิต “ทรงเป็นอะไรหรือพะยะค่ะ ดูพระองค์มิเกษมสำราญกับงานเลี้ยงนี้เลย”

องค์ทริสเซย์ทรงสบพระเนตรกับองค์ชายที่เสด็จมาตรงหน้าพระองค์นิ่ง ก่อนทีจะทรงดึงรั้งร่างบอบบางขององค์ชายคาเซียเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนพระองค์

“ฝ่าบาท...”เป็นอีกครั้งที่องค์ชายยังไม่ทันได้ตรัสอะไรออกมา... ก็ทรงถูกขัดเสียก่อน
พระหัตถ์หนาเชยพระพักตร์ขององค์ชายให้เชิดขึ้น พระโอษฐ์หยักได้รูปประทับจุมพิตที่พระปรางเนียนของร่างในอ้อมพระกรก่อนจะค่อยๆเคลื่อนมาประทับกับพระโอษฐ์บาง พระชิวหาร้อนลิ้มเลียกลีบโอษฐ์นิ่มสักพักก่อนที่จะแทรกเข้าไปให้ช่องโอษฐ์อุ่น พระองค์ทรงกวาดความหอมหวานของจุมพิตแรกขององค์ชายห้าแห่งเซเรียลอย่างมิทรงรู้จักคำว่าพอ จนกระทั่งองค์ชายคาเซียทรงกระตุกฉลองพระองค์ของพระองค์เบาๆ พระองค์จึงทรงถอดพระโอษฐ์ออกมาอย่างแสนเสียดาย

“ครั้งแรกของเจ้าเช่นนั้นหรือ คาเซีย”องค์ราชาทรงกระซิบถามอย่างยั่วเย้า ทั้งที่ทรงทราบอยู่แล้วว่าเป็นครั้งแรกขององค์ชาย เพราะจุมพิตตอบพระองค์ที่ไม่ประสีประสาเมื่อครู่

แม้ว่าองค์ชายคาเซียจะมิได้ชำนาญ หรือเรียกได้ว่าทรงใสซื่อในเรื่องความสัมพันธ์เช่นนี้ยิ่งนัก แต่ก็ทำให้พระองค์พอพระทัยได้อย่างมากกับกิริยาท่าทางเช่นนี้ขององค์ชายจนอดพระทัยไม่ได้ พระองค์ทรงกดพระนาซิกเข้ากับพระปรางนิ่มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ ทรงสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกมะลิอันเป็นเอกลักษณ์ขององค์ชายคาเซียไปฟอดใหญ่

องค์ชายแห่งเซเรียลได้แต่ก้มพระพักตร์ที่แสดงออกถึงความเขินอายนั้นลง พระองค์มิอาจจะทำอันใดได้ ด้วยฐานะที่ทรงเป็นอยู่ในเวลานี้

องค์ชายโซเทเรียทอดพระเนตรมองภาพตรงหน้าอย่างเศร้าๆ ก่อนที่จะปรับอารมณ์กลับมาสดใสดั่งปกติเมื่อพระองค์ทรงคิดในแง่ดีว่า ถึงอย่างไรพระองค์และองค์ชานคาเซียนั้นจะได้อภิเษกกันในอีก 7 วันข้างหน้านี้แล้ว ถึงแม้ว่าองค์ชายคาเซียจะไม่ได้เป็นของพระองค์เต็มร้อยทั้งกายและหัวใจ แต่อย่างน้อยครึ่งชีวิตขององค์ชายและพระองค์ก็จะผูกติดกันไว้ตลอดกาล...

บรรยากาศในท้องพระโรงแห่งนี้ดูผ่อนคลายลงกว่าเมื่อครู่เป็นอย่างมาก เมื่อประมุขสูงสุดของเฟรนเซียทรงพระเกษมสำราญขึ้น

“ข้ามิได้อยากให้เจ้าอภิเษก...”เสียงทุ้มตรัสแผ่วเบาข้างพระกรรณขององค์ชาย “ข้ามิได้อยากแบ่งปันเจ้าไปให้ใคร”

“เรื่องบางเรื่องก็มิอาจเปลี่ยนแปลงมันได้หรอกพะยะค่ะ ถึงกระหม่อมจะเป็นพระสวามีแห่งองค์ชายโซเทเรีย แต่ในขณะเดียวกันนั้นกระหม่อมก็เป็นว่าที่พระชายาในพระองค์ด้วยเช่นกัน”เสียงที่ตรัสออกมานั้นแฝงไปด้วยความอ่อนล้าเล็กๆ ซึ่งถ้ามิใช่คนสนิทขององค์ชายแล้วก็มิอาจที่จะจับสังเกตในน้ำเสียงนี้ได้ “กระหม่อมเป็นเพียงเครื่องราชบรรณาการ เหตุใดพระองค์จึงทำราวกับทรงหวงเช่นนี้หรือพะยะค่ะ”องค์คาเซียทรงตรัสถามกลับด้วยเสียงแผ่วเบาไม่แพ้กัน

“เรื่องนี้มันมีเหตุผลในตัวของมันเอง... เจ้ายังมิจำเป็นต้องรู้ในเพลานี้หรอก คาเซีย”

“ในเมื่อพระองค์มิอยากให้กระหม่อมรับรู้... กระหม่อมก็ขอน้อมรับพระบัญชาด้วยใจ และจะมิเอ่ยถามถึงเรื่องนี้อีกพะยะค่ะ”

“เมื่อถึงเวลาอันควร เจ้าจะได้รู้เหตุผลของมันเอง”องค์ราชันย์ทรงตรัสด้วยสุรเสียงอ่อนโยนก็ที่จะทรงหันไปรับสั่งให้ทหารนำเก้าอี้มาสองตัว

เก้าอี้ที่ประทับสองตัวถูกนำมาตั้งเอาไว้ข้างบัลลังก์งาม องค์ทริสเซย์ทรงปล่อยวรกายบางออกจากอ้อมพระกร แม้จะทรงเสียดาย แต่พระองค์ก็มิอาจจะเห็นแก่ตัวพระองค์เองได้มากนัก

องค์ชายคาเซียทรงเสด็จไปรับว่าที่พระชายาของพระองค์มาประทับข้างกาย และในเพลาเดียวกันนั้น ตัวของพระองค์เองก็ประทับอยู่ข้างกายขององค์ราชาทริสเซย์เช่นเดียวกัน

เครื่องเสวยสำหรับทั้งสามพระองค์ถูกจัดเตรียมและยกมาถวายโดยนางกำนัลหน้าตาหมดจด พวกนางเดินเรียงแถวกันมาอย่างเป็นระเบียบ บ่งบอกถึงการอบรมที่ดีของฝ่ายใน

องค์ชายคาเซียทรงตักน้ำซุปอุ่นๆป้อนให้แก่องค์ชายโซเทเรียอย่างอ่อนโยน และพระองค์ยังทรงหันไปตักผัดเนื้อนกกระจอกเทศพริกไทยดำให้กับองค์ราชาได้เสวยอีกด้วย

พระองค์ทรงใส่พระทัยกับทั้งสองพระองค์ที่ประทับอยู่ข้างพระวรกายมาก ทรงดูแลทั้งคู่เป็นอย่างดี คอยตักสำรับให้ตลอดเวลาเสวย พระองค์มิทรงเลือกเอาพระทัยใครเพียงคนเดียวแต่พระองค์เลือกที่จะปฏิบัติต่อว่าที่พระสวามีและว่าที่พระชายาของพระองค์อย่างเท่าเทียมกัน

แม้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้เหนื่อยกายขององค์ชายคาเซียไม่น้อย แต่พระองค์ก็ทรงทำด้วยพระทัยของพระองค์ มิใช่เสแสร้งแกล้งทำ สำหรับตัวพระองค์แล้วเหนื่อยกายเพียงแค่นี้ในเพลานี้ อย่างไรเสียก็ดีกว่าที่จะเหนื่อยพระหฤทัยในภายหลัง

ทุกสายตามองภาพของทั้งสามพระองค์ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป...

บ้าง... มองด้วยความเปรมปรีดิ์   ที่... เห็นภาพของความรักที่เริ่มก่อนตัวขึ้น

บ้าง... มองด้วยความรู้สึกริษยา   ที่... ผู้อื่นได้ดีกว่าตน

บ้าง... มองด้วยความทุกข์โศก    ที่...ท่านผู้นั้นมิสนใจใยดีในตัวของเขา

แต่ถ้าใครสักคนมองไปยังมุมหนึ่งของท้องพระโรงอันงดงามแห่งนี้ ก็คงจะได้พบกับเจ้าหญิงหน้าตางดงามราวกับภาพวาดโดยจิตรกรฝีมือเลิศล้ำ กายของพระองค์บอบบาง น่าทะนุถนอมยิ่งนัก ฉลองพระองค์ชุดหรูปักดิ้นทองที่พระนางทรงสวมใส่นั้นยิ่งทำให้พระองค์ดูราวกับเป็นเทพธิดาลงมาจุติ...

แล้วเหตุใดกันเล่า... พระพักตร์อันงดงามนั้นถึงบึ้งตึง นัยน์พระเนตรนั้นเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความริษยา พระหัตถ์เรียวงามทรงกำพระพัชนีแน่น

พระนางทรงจ้องมององค์ชายคาเซียด้วยความโกรธแค้น ใช่... พระนางไม่พอพระทัยอย่างมากที่องค์ประมุขทรงส่งพระนางไปอยู่ตำหนักไอรีสเช่นนี้ มิเพียงเท่านั้น สิ่งที่ทำให้พระนางกริ้วมากยิ่งขึ้นคือการที่องค์ชายแห่งเซเรียลผู้นั้น กลับได้เข้าไปประทับในตำหนักที่พระนางใฝ่ฝัน ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานขององค์ราชาตั้งแต่วันแรกที่ได้พบ...

‘องค์ชายคาเซีย ถ้าไม่มีเจ้าเพียงสักคน ผู้ที่จะได้อยู่ข้างกายองค์ราชาทริสเซย์ย่อมเป็นข้า เพราะมีเจ้าอยู่ ข้าถึงต้องถูกส่งไปอยู่ตำหนักที่ห่างไกลฝ่าบาทเช่นนี้ เพราะเจ้า ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะเจ้า คอยดูเถอะ ถ้าข้ามีโอกาส อย่างหวังเลย ว่าเจ้าจะได้มีชีวิตอยู่เคียงข้างฝ่าบาทเหมือนในวันนี้อีก’

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เข็นบทที่ 8 ตามมาแล้วค้า^^ :impress2:

ออฟไลน์ Poseidon

  • Unconditional love
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5081
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-12
ตัวร้ายปรากฎแล้ว อะไรเนี่ย คาเซียจะมีชายาด้วย อ่อย เป็นลมมม
ขอบคุณนะคับคนเขียน อ่านจนจุใจไปเลย

tonkhaw

  • บุคคลทั่วไป
ตัวร้ายโผล่มาเเล้ว

เเอบชอคกับกับคำขอของโซล

ว่าเเต่คาเซีย จะอะจึ่ยๆๆเป็นป่าวน้าาาาาาาาาาาาาา

ออฟไลน์ duck-ya

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
นางอิจฉา ท่าทางน่ากลัว
 :serius2:

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3131
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-9
มร็วจริงขอบคุณจ้

wolfram

  • บุคคลทั่วไป
เราอยากให้คาเซียกับโซลเป็นแค่พี่น้องกันมากกว่าอ่ะ!!  :sad4:
จะได้เก็บคาเซียไว้เป็นของราชาคนเดียว!!  :o8:

แต่ในเมื่อคนเขียน เขียนออกมาในแนวนี้ก็ไม่เป็นไร สู้ๆนะคะ!!  :กอด1:

ออฟไลน์ takara

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +379/-13
องค์ชายคาเซีย เป็นสองสถานะเลยนะเนี้ย

ออฟไลน์ BBChin JungBB

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 549
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-1
ขอเดา ผมว่า โซล ตายเพราะช่วยชีวิตองค์ชายแน่เลย

zeen11

  • บุคคลทั่วไป
เนื้อเรื่องแปลกดี จะว่าแปลกที่สุดเท่าที่เคยอ่านก็ได้นะเนี่ย 555+

แต่ก็สนุกน่าติดตามดีค่ะ  o13 o13 o13

ออฟไลน์ PetitDragon

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4138
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +343/-5
องค์ราชาไม่ยอมให้ 3p หรอก

 o6

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ beery25

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 808
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-0
โซลกะคาเซียจะตีฉิ่งหรอฮะฮ่าๆๆๆ เหมือคู่เลสเลยอ่ะใครน่าทะนุถนอมกว่ากันน่า :pig4:

ออฟไลน์ midnight

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 767
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +168/-8
    • Fanpage
บทที่9
ตำนานรักสองราชวงศ์ : พระชายา

หลังจากงานเลี้ยงจบลง ทุกๆคนในท้องพระโรงแดนดิเลี่ยนแห่งนี้ ก็พากันกลับที่พำนักของตนกันไปด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข

องค์ราชาทริสเซย์ทรงกลับตำหนักของพระองค์พร้อมด้วยองค์ชายคาเซียและองค์ชายโซเทเรีย พระองค์ทรงพาองค์ชายแห่งสายลมไปส่งที่ตำหนักก่อนที่จะมุ่งกลับสู่ตำหนักโพรเทีย

เมื่อพระองค์ทรงกลับมาถึงตำหนัก พระองค์ก็ทรงสรงน้ำ โดยมีนางกำนัลร่างบางคอยปรนนิบัติพระองค์อยู่ตลอดเวลา

เสื้อผ้าที่นางกำนัลในห้องสรงสวมใส่นั้นมีเพียงผ้าทบผืนบางที่ปิดปทุมถันอวบอิ่มเอาไว้ ชายผ้าทบนั้นยามถึงเข่าของพวกนาง เมื่อผ้าโดนน้ำจะแนบเนื้อจนเห็นสัดส่วนของพวกนางอย่างชัดเจน

องค์ชายคาเซียทรงกลับไปพักผ่อนที่ห้องบรรทมของพระองค์หลังจากที่สรงน้ำเสร็จ พระองค์ก็ทรงประทับเหม่อลอยอยู่ข้างๆพระบัญชรบานใหญ่ พระองค์ทรงเหม่อมองขึ้นไปบนท้องนภาที่เต็มไปด้วยดวงดาราสว่างไสวงดงามยิ่งนัก

วันแรกของการมาประทับอยู่ในเซเรียลของพระองค์นั้น พระองค์ทรงรู้สึกว่าชีวิตที่เคยสุขสงบของพระองค์นั้นเริ่มมีเค้าของความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างที่พระองค์ไม่เคยประสบมาก่อน...

พระองค์ประทับนิ่งอยู่ที่เดิมสักพัก และยังคงประทับต่อไปเช่นนี้ ถ้ามิใช่ว่าองค์ราชาทริสเซย์ทรงเสด็จมาพบพระองค์ก่อนที่จะเสด็จไปยังตำหนักเรด ป๊อปปี้

“คาเซีย”องค์ราชาแห่งเฟรนเซียเสด็จเข้ามาในห้องบรรทมขององค์ชายพร้อมกับตรัสเรียก “เช้าวันพรุ่ง ข้าจะออกราชโองการแต่งตั้งเจ้าเป็นพระชายา... เจ้าคงรู้สินะว่าเราต้องการจะสื่ออะไร”

ถึงแม้ว่าพระราชาจะมิได้ทรงตรัสออกมาตรงๆ แต่องค์ชายคาเซียก็ทรงรับรู้ความนัยน์ได้โดยสันชาตญาณของพระองค์เอง....

“พะยะค่ะ ฝ่าบาท”องค์ชายทรงขานรับคำขององค์ราชาอย่างนอบน้อม พระพักตร์หวานยังคงประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนมิได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

องค์ทริสเซย์ทรงจุมพิตที่พระนลาฏขององค์ชายเบาๆก่อนที่จะเสด็จไปยังตำหนักเรด ป๊อปปี้ดังที่ทรงตั้งพระทัยเอาไว้

“ชีวิตของข้านั้นเหมือนจะไม่สงบสุขเหมือนแต่ก่อนแล้วสิ”องค์ชายทรงหันไปตรัสกับสองนางกำนัลและสององครักษ์ที่อยู่ใกล้พระวรกายของพระองค์เบาๆ “นี่แค่เพียงวันแรกของการมาเองนะ... ยังมีเรื่องมากมายเสียขนาดนี้เลย”

“องค์ชาย...”เรฟเอ่ยขึ้นเสียงอ่อน... ในที่นี้ เรฟนั้นถือได้ว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ชีวิตมากที่สุด ผ่านอะไรๆมาเยอะกว่าคนอื่นนัก ด้วยความที่เขาเป็นองครักษ์ที่ทำงานด้านมืดให้กับองค์ชายเสมอ “พระองค์จะต้องสู้นะพะยะค่ะ อนาคตของพระองค์ยังอีกยาวใกล้...พวกกระหม่อมจะคอยเป็นกำลังให้กับพระองค์เองนะพะยะค่ะ”

เซท เรล เนล พยักหน้าเห็นด้วยกับเรฟ พวกเขาต่างส่งสายตาสื่อความนัยน์ที่บอกว่าจะอยู่ข้างองค์ชายตลอดไปมาให้กับพระองค์ ซึ่งสิ่งเล็กๆสิ่งนี้นั้นได้สร้างกำลังใจอันเปี่ยมล้นให้กับองค์ชายได้เป็นอย่างมาก

“เราจะสู้”พระองค์รับคำหนักแน่น แม้ว่าชีวิตของพระองค์นั้นอาจจะมีเรื่องราวอีกมากมายแค่ไหน จะดีหรือจะร้าย ถ้าตราบใดที่พระองค์ยังทรงมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป พระองค์ก็จะไม่มีวันล้มลง

“แม้ว่าพรุ่งนี้เราจะต้องถวายตัวให้กับฝ่าบาท

แม้ว่าในอีกเจ็ดวันข้างหน้านี้เราจะต้องอภิเษกกับองค์ชายโซเทเรีย

แม้ว่าในอนาคตข้างหน้านี้เราจะเป็นอย่างไร ขอแค่เรายังมีพวกเจ้าอยู่เคียงข้างเรา เป็นกำลังให้เรา เราก็จะสู้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นกำลัง”คำตรัสนี้เป็นดั่งคำสัญญาที่พระองค์มอบให้กับข้ารับใช้ที่ภัคดีของพระองค์ ทั้งที่อยู่กับพระองค์ในเวลานี้ หรือที่คอยคุ้มครองพระองค์อยู่อย่างลับๆ คำสัญญานี้จะเป็นสิ่งเตือนพระทัยของพระองค์และทุกๆคนตลอดไป

++++++++++++++++++++++++++++++++

รุ่งอรุณวันใหม่มาถึง หมู่ปักษาโบยบินบนท้องนภาอย่างเริงร่า แสงสีทองสาดส่องทั่วท้องฟ้าเป็นสัญญาณแห่งการมีชีวิต...

องค์ชายคาเซียทรงเสด็จไปเสวยอาหารเช้ากับองค์ชายโซเทเรียที่ตำหนักฟรีเซีย ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จไปยังท้องพระโรงแดนดิเลี่ยนในยามสาย

เมื่อทั้งสองพระองค์ไปถึงท้องพระโรง ก็เป็นเวลาเดียวกับที่องค์ราชาทรงว่าราชกิจเสร็จพอดี...

เหล่าพระสนมพระองค์ใหม่และพระองค์เก่ารวมทั้งเจ้าหญิงเจ้าชายทั้งหลายต่างพากันมาที่ท้องพระโรงอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย พวกพระนางต่างแต่งองค์กันมาอย่างงดงามมิมีใครยอมใคร ทั้งทรงเกศา ฉลองพระองค์ เครื่องทรงต่างๆพวกนางก็สวมใส่กันมาอย่างเต็มยศ

องค์ชายคาเซียทรงทอดพระเนตรภาพตรงหน้าอย่างเฉยเมย พระองค์ทรงรู้สึกว่าการแต่งองค์มาประชันกันเช่นนี้มิใช่เรื่องที่มีสาระเอาเสียเลย บางครั้งอะไรที่มากเกินไปก็ใช่ว่าจะดูดีเสมอ... เฉกเช่นตอนนี้ พระองค์ทรงรู้สึกราวกับว่ามีตู้อัญมณีเคลื่อนที่อยู่ตรงหน้าพระองค์ แสงวูบวาบของเพรชนิลจินดาทั้งหลายแข่งกันส่องสว่างเข้าสู่สายพระเนตรอย่างมิขาดสายจนทำให้พระองค์รู้สึกรำคาญพระทัยอยู่ลึกๆ

“ถวายบังคมเพคะ ฝ่าบาท”เหล่าพระสนม องค์หญิง องค์ชายพากันไปถวายคำนับฝ่าบาทกันอย่างไม่ขาดช่วง พวกพระนางทรงส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้กับองค์เหนือหัว

องค์ทริสเซย์ทรงพยักพระพักตร์รับการคำนับนั้นน้อยๆด้วยสีพระพักตร์ปกติ ไม่ว่าพระสนมองค์นั้นจะงดงามเพียงไร เจ้าหญิงจะทรงสิริโฉมมากเพียงไหน สีพระพักตร์ก็มิได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

องค์ชายคาเซียทรงจูงพระหัตถ์ของว่าที่ชายาของพระองค์เสด็จไปเข้าเฝ้าพระราชาอย่างเงียบๆ พระองค์ทรงรอให้เหล่าผู้ที่ต้องการเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์บางลงเสียก่อนถึงเสด็จเข้าไปถวายคำนับ

“ถวายบังคมพะยะค่ะ องค์ราชา”สององค์ชายน้อมกายคับนับองค์ทริสเซย์เป็นคู่สุดท้ายของวัน ทั้งๆที่ทรงมาถึงท้องพระโรงได้พักใหญ่แล้ว

“กว่าจะเข้ามากันนะ คาเซีย โซล ข้าเห็นพวกเจ้ายืนอยู่ได้พักใหญ่ๆแล้ว”

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมิใคร่จะแย่งชิงกับผู้ให้มาถวายคำนับพะยะค่ะ”องค์ชายคาเซียทรงทูลตอบตามตรงอย่างมิคิดจะปิดบังอันใด “เพราะอย่างไรท้ายที่สุด กระหม่อมและองค์ชายโซเทเรียก็ได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทอยู่ดี จริงไหมพะยะค่ะ”

“ก็จริงของเจ้า...”องค์ราชาทรงส่งรอยยิ้มเอ็นดูให้ทั้งสองพระองค์ ทำให้องค์ชายเป็นที่อิจฉาของเหล่านางบำเรอในท้องพระโรงยิ่งขึ้น “เชิญท่านราชเลขา”

องค์ชายคาเซียและองค์ชายโซเทเรียเสด็จออกจากหน้าบัลลังก์งามไปประทับยืนอยู่ฝั่งซ้ายของท้องพระโรงอย่างรู้หน้าที่

“ฝ่าบาทมีพระราชโองการ... แต่งตั้งเจ้าหญิงเรเชล เจ้าหญิงเรร่าเป็นพระสนมโท”

“ขอบพระทัยเพคะ”เจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จออกมารับราชโองการด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

“ฝ่าบาททรงมีราชโอการ แต่งตั้งองค์ชายคาเซียเป็นพระชายา และพระราชทานงานอภิเษกสมรสแด่องค์ชายคาเซียและองค์ชายโซเทเรียใน 7 วันข้างหน้า”เมื่อพระราชโองการนี้ถูกประกาศออกมา ทุกคนในท้องพระโรงต่างฮือฮาขึ้นด้วยความที่มิอยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ”องค์ชายทั้งสองเสด็จออกไปรับราชโองการด้วยพระพักตร์เปื้อนยิ้ม แต่ยิ้มของทั้งสองนั้น... เพียงแค่มองผ่านก็พอจะทราบได้ว่าแตกต่างกัน...

พระองค์หนึ่งทรงยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข สมหวัง

ส่วนอีกพระองค์นั้นทรงยิ้มด้วยความเหนื่อยล้า แต่มิได้เศร้าหมอง

องค์ชายคาเซียทรงยิ้มให้กับโชคชะตาที่เล่นตลกของพระองค์ จากองค์ชายผู้ถูกลืมมาเป็นเครื่องราชบรรณาการ จากเครื่องราชบรรณาการมาเป็นพระชายา แล้วนอกจากพระชายาแล้วยังทรงควบตำแหน่งพระสวามีอีก

นี่หรือ... ชีวิตของพระองค์

“ช้าก่อนพะยะค่ะ ฝ่าบาท”เสนาบดีการคลังเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงอื้ออึงในท้องพระโรงด้วยเสียงอันดัง “ทรงแต่งตั้งองค์ชายคาเซียเป็นพระชายา... ในขณะเดียวกันก็พระราชทานงานอภิเษกสมรสให้แก่องค์ชายคาเซียและองค์ชายโซเทเรียเช่นนี้ มิผิดประเพณีไปหน่อยหรือพะยะค่ะ”

หลายเสียงในท้องพระโรงแห่งนี้เห็นด้วยคำของเสนาบดีการคลัง เพราะแค่การให้องค์ชายขึ้นเป็นพระชายาก็มิใช่สิ่งที่ควรกระทำแล้ว ยังไม่พอ พระชายายังจะทรงมีพระชายาขององค์เองอีก เป็นเช่นนี้เหล่าประชาราษฎร์จะยอมรับได้เช่นนั้นหรือ...

“ผู้ครอบครองแผ่นดินนี้คือข้า ผู้สร้างกฎเกณฑ์ก็คือข้า ผู้ริเริ่มประเพณีก็คือข้า ข้าประสงค์เช่นนี้ เจ้าจะขัดต่อข้าอย่างนั้นหรือ เสนาคลัง”องค์ทริสเซย์ทรงดำรัสด้วยน้ำเสียงเย็นแฝงเอาไว้ด้วยความกริ้ว “เหตุผลของเจ้ามีเพียงแต่ผิดประเพณีเช่นนั้นหรือ”

พระเนตรคมหรี่ลงอย่างจับผิด พระองค์ทรงจ้องร่างอ้วนเผละของเสนาบดีการคลังตรงหน้าด้วยแววตารู้ทัน พระองค์ทรงทราบดีว่าเสนาโลภผู้นี้หวังให้ธิดาของตนนั้นขึ้นเป็นพระชายา เผื่อวันให้ที่นางให้กำเนิดพระโอรสแก่พระองค์ นางจะได้ขึ้นเป็นราชินี ตัวของเสนาคลังนั้นจะได้ศักดิ์เป็นพระสสุระของพระองค์ และเมื่อมีตำแหน่งเป็นถึงพระญาติแล้ว เสนาคลังก็จะสามารถข่มเหงผู้อื่นได้โดยมิเกรงกลัวต่อใครๆยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ ซึ่งพระองค์จะไม่มีวันให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในแผ่นดินของพระองค์เป็นอันขาด

“อ่า... พะยะค่ะ”เสนาผู้โลภมากได้แต่จำใจรับคำ แม้ในใจของเขาจะมีเหตุผลมากมายเพียงไร แต่ก็เป็นเหตุผลที่ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ทั้งนั้น เพราะเหตุผลทั้งหมดนั้น เป็นเหตุผลเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของตัวเขาเอง มิใช่เหตุผลที่เป็นกลางแม้แต่น้อย

“ถ้าเช่นนั้น วันนี้ก็มิมีอะไรแล้ว เชิญทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานของตนเองกันได้แล้ว”สุรเสียงที่ทรงตรัสออกมานั้นบ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์อย่างมาก ซึ่งทำให้หลายๆคนในท้องพระโรงแห่งนี้รีบสลายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว

องค์ชายคาเซียและองค์ชายโซเทเรียที่ประทับยืนนิ่งอยู่หน้าบัลลังก็ตลอดเวลา ก็ยังคงประทับอยู่ ณ ที่นั้นต่อไป มิได้ขยับกายไปไหน

สำหรับองค์ชายคาเซียนั้น ที่ยังไม่เสด็จออกไปเพราะพระองค์ไม่ชอบการที่จะต้องไปเบียดเสียดกับใคร ถ้ามิมีเรื่องจำเป็น พระองค์ก็จะขอรอจนกว่าทางจะสะดวกให้พระองค์เสด็จไปอย่างไม่ต้องแก่งแย่งกับผู้ใด

ส่วนองค์ชายโซเทเรียนั้น ที่ยังไม่เสด็จออกไปเพราะพระองค์ทรงรอว่าที่พระสวามีของพระองค์อยู่...

เมื่อผู้คนในท้องพระโรงมีจำนวนบางตาลง องค์ชายคาเซียก็ทรงขยับกายน้อมคำนับองค์ราชาอย่างสง่างามพร้อมๆกับองค์ชายโซเทเรีย

“กระหม่อมทูลลาพะยะค่ะ”

“ยามเย็นพบกัน องค์ชายคาเซีย”องค์ทริสเซย์ทรงส่งรอยยิ้มยั่วเย้าให้กับองค์ชาย พระเนตรของพระองค์ทรงเปล่งประกายด้วยความรู้สึกสนุกสนานเล็กๆก่อนที่จะทรงกลับเป็นสีพระพักตร์ปกติ

“พะยะค่ะ ฝ่าบาท”องค์ชายทรงตรงตรัสรับคำอย่างเสียมิได้

องค์ชายโซเทเรียทรงสดับฟังคำของทั้งสองพระองค์ด้วยความรู้สึกปวดพระทัยลึกๆ แต่ก็ทรงทำอะไรมิได้ ได้แต่ทำพระทัยให้ยอมรับว่าพระองค์มิได้ครอบครององค์ชายคาเซียแต่เพียงผู้เดียว...

องค์ชายแห่งเซเรียลทรงจับพระหัตถ์ขององค์ชายแห่งวินเซเน่ แล้วทั้งสองพระองค์ก็พากันเสด็จออกนอกท้องพระโรงไปอย่างเงียบๆ

++++++++++++++++++++++++++++++++

เพียงไม่นาน ยามเย็นก็มาถึง นางกำนัลประจำกายทั้งสองขององค์ชายคาเซียต่างช่วยกันเลือกฉลองพระองค์ที่งดงามที่สุดมาให้องค์ชายทรงใส่ในราตรีที่สำคัญราตรีหนึ่งในพระชนมชีพขององค์ชาย

องค์ชายคาเซียทรงชำระพระวรกายอย่างเชื่องช้า โดยมีนางกำนัลที่องค์ราชาทรงส่งมาให้ปรนนิบัติองค์ชายในวันพิเศษเช่นนี้

พระองค์ทรงทอดพระเนตรภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

ใจหนึ่งพระองค์ก็รู้สึกดีพระทัย... ที่ภารกิจที่ได้รับจากพระมารดานั้นจะสำเร็จไปหนึ่งเรื่อง

ใจหนึ่งพระองค์ก็ทรงรู้สึกหวาดกลัว... กับเรื่องที่กำลังจะมาถึง

ใจหนึ่งพระองค์ก็ทรงรู้สึกเศร้า... ที่ต่อจากราตรีนี้ไป พระองค์จะมิเหมือนก่อนอีกต่อไป

“องค์ชายนี่ทรงงดงามจริงๆนะเพคะ”นางกำนัลนางหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังปรนนิบัติพระองค์อยู่ มือของนางลูบไล้เรือนกายของพระองค์อย่างเบามือ ราวกับว่าถ้าจับต้องพระองค์มากไปจะทำให้พระองค์เกิดริ้วรอยหรือแตกหักไป... “พระฉวีเนียนนุ่ม ขาวนวล พระวรกายก็บอบบางยิ่ง อีกทั้งมิจำเป็นต้องใช้เครื่องพระสุคนธ์ กลิ่นกายาของพระองค์ก็ทรงหอมยิ่งนักเพคะ”

“ใช่เพคะ ฝ่าบาทรับสั่งมาเลยนะเพคะ ว่าไม่ต้องใช้เครื่องหอมมาประทินพระฉวีของพระองค์ เพราะฝ่าบาททรงโปรดความเป็นธรรมชาติของพระชายามากเลยเพคะ”นางกำนัลอีกคนเอ่ยสำทับ

“เช่นนั้นหรือ...”องค์ชายคาเซียทรงยิ้มรับบางๆ “พระสนมทั้งหลายล้วนงดงามกว่าเราทั้งนั้น ข้าว่ากลิ่นกายพวกนางคงหอมยิ่งกว่าข้าเป็นสิบ เป็นร้อยเท่า”

“พวกพระนางงามได้ด้วยเครื่องทรงและเครื่องพระสุคนธ์นิเพคะองค์ชาย”นางกำลังคนแรกที่พูดกับพระองค์เอ่ยขึ้นมาอีก “ฝ่าบาทมิโปรดของพวกนั้นหรอกเพคะ”

องค์ชายคาเซียทรงยิ้มบางๆแล้วมิโต้เถียงอันใดอีก เพราะถึงเถียงไปเท่าไร พระองค์คงมิอาจจะชนะพวกนางได้เป็นแน่แท้

เมื่อทรงชำระพระวรกายเสร็จ เรลกับเนลก็นำฉลองพระองค์ชุดงามมาสวยให้กับพระองค์

องค์ชายคาเซียทรงทอดพระเนตรฉลองพระองค์ที่ทรงสวมด้วยความไม่เข้าพระทัย เมื่อเนื้อผ้าของฉลองพระองค์ชุดนี้นั้น ดูบางกว่าปกติ อีกทั้งยังค่อนข้างหลวมอีกด้วย พระองค์ทรงมองนางกำนัลทั้งสองเชิงถาม แต่ก็มิได้รับคำตอบใดๆ

องค์ชายคาเซียทรงประทับอยู่บนแท่นบรรทมนุ่ม พระองค์ทรงเหม่อมองไปยังพระบัญชรที่เปิดทิ้งเอาไว้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบอกกล่าว...

องค์ราชาทริสเซย์ทรงเสด็จเข้ามาในห้องบรรทมขององค์ชายอย่างเงียบๆ พระองค์ทอดพระเนตรมององค์ชายด้วยความพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

“เจ้ามองอะไรอยู่น่ะ หืม... คาเซีย”เสียงทุ้มทรงตรัสกับพระชายาของพระองค์อย่างอ่อนโยน

“กระหม่อมมองดวงดาวบนท้องพ้าน่ะพะยะค่ะ... ราตรีนี้ ดวงดาราช่างงดงามยิ่งนัก”องค์ชายคาเซียทรงตอบกลับผู้ที่ประทับอยู่ข้างกายพระองค์เบาๆ

“แต่สำหรับข้า เจ้างดงามกว่าดวงดาวพวกนั้นเสียอีก”องค์ราชาทรงจุมพิตพระชายาคาเซียอย่างลึกซึ้ง

พระหัตถ์หนาปลดฉลองพระองค์บางเบาขององค์ชายคาเซียและขององค์เองออกอย่างรวดเร็ว พระองค์ทรงดันวรกายของพระชายาลงแนบกับแท่นบรรทมเบาๆ

“เจ้าช่างงามยิ่งนัก ชายาของข้า”พระนาสิกโด่งซุกไซร้ที่ลำคอขาวผ่อง พระองค์ทรงดูดเม้มผิวขาวจนเกิดรอยแดงขึ้นหลายแห่ง ก่อนที่จะทรงเคลื่อนพระพักตร์มาหยอกล้อยอดพระถันสีชมพูอย่างยั่วเย้า

“อึก อ๊ะ...”เสียงหวานคราวแผ่วเบา เมื่อองค์ทริสเซย์ทรงหยอกเอิ้นกายของพระองค์ พระหัตถ์แกร่งลูบไล้เรือนร่างของพระองค์แผ่วๆ สร้างอารมณ์รัญจวนให้พระองค์ยิ่งนัก

องค์ราชาทรงหยิบพระเขนยมารองพระโสณีขององค์ชายให้ลอยเด่นขึ้น พระหัตถ์อุ่นทรงลูบไล้สถานที่ลับขององค์ชายเบาก่อน ก่อนที่จะทรงส่งพระมัชฌิมา(นิ้วกลาง)ชำแรกเข้าไปสำรวจภายใน

“อื้อออออ”เสียงหวานขององค์คาเซียร้องขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในกายของพระองค์

องค์ทริสเซย์ทรงสดับฟังเสียงครางด้วยความพึงพอพระทัย แล้วจึงส่งพระดัชนี(นิ้วชี้)ชำแรกเข้าไปสำรวจภายในอุ่น พระองค์ทรงขยับนิ้วพระหัตถ์ช้าๆ เพื่อให้พระชายาของพระองค์ได้ปรับตัว เมื่อองค์ชายคาเซียทรงผ่อนคลายลง พระองค์จึงถอนพระหัตถ์ออก...

“คาเซีย... เจ้าเป็นของข้า”พระองค์ทรงแทรกกายเข้าไปภายในขององค์ชายช้าๆ “อย่าเกร็งสิ คาเซีย อย่างเกร็ง...”

“อ๊าาาาาา ฮึก ฮือออออ ฝ่าบาท...”เสียงหวานขององค์ชายครางออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดจะกลั้น พระอัลสุชลไหลรินออกมาจากพระเนตรไม่ขาดสาย องค์ชายทรงรู้สึกว่าร่างของพระองค์นั้นกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเผชิญไหลวูบขึ้นถามแนวพระปิฐิกัณฐกัฐิ(กระดูกสันหลัง) พระองค์ทรงขยับพระโสณีถอยร่นออกมาเพื่อหลีกนี้ความเจ็บปวดนั้น แต่ก็ถูกพระหัตถ์แกร่งยึดเอาไว้เสียก่อน

องค์ราชาแห่งเฟรนเซียทรงดันกายเข้าไปจนสุด ก่อนที่จะทรงนิ่งสักพักแล้วขยับกายเข้าออกช้าๆ รอให้ร่างที่พระองค์ครอบครองอยู่นั้นผ่อนคลายลง พระองค์ทรงจูบซับน้ำตาที่ไหลรินอย่างอ่อนๆ พระเนตรคมสบกับดวงเนตรหวานความความหลงใหล

เมื่อองค์ชายคาเซียทรงผ่อนกายที่เกร็งอยู่ลง พระองค์ก็ทรงเร่งจังหวะให้เร็วยิ่งขึ้น สร้างความเสียวซ่านปนความเจ็บปวดให้แก่องค์ชายเป็นอย่างมาก

เสียงร้องครวญครางของทั้งสองพระองค์ดังก้องห้องบรรทมแห่งนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลงเมื่อสายธารแห่งกามรมณ์หลั่งรินเข้าสู่กายเล็ก และองค์ชายทรงหลั่งออกมาเปรอะเปื้อนพระอุทรขององค์เอง

องค์ทริสเซย์ทรงหยิบผ้าผืนบางที่วางอยู่ไม่ไกลมาเช็ดร่างที่เปรอะเปื้อนองค์ชายผู้เป็นชายาเบาๆ แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็มิได้ถอนกายออกจากภายในที่อบอุ่น... พระองค์ทรงพลิกให้วรกายบางมาทาบทับกายที่เต็มไปด้วยกล้ามพระมังสา

“เจ็บมากไหม หืม.... ชายาข้า”พระองค์ทรงตรัสถามร่างในอ้อมพระหัตถ์เบาๆ

“พะยะค่ะ”องค์ชายทรงตอบกลับด้วยเสียงแผ่วๆ เมื่อมิได้ทำกิจกรรมใดๆ ความเจ็บปวดนั้นก็แสดงอาการออกมาอีกครั้ง

“บ่อยครั้งแล้วเจ้าจะชินไปเอง คาเซีย”จบคำตรัส บทรักบทใหม่ก็ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอีกครั้ง...

ทั้งสองพระองค์ทรงบรรเลงเพลงรักกันครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนถึงรุ่งสาง... เสียงภายในห้องแห่งนี้จึงสงบลง

+++++++++++++++++++++
 :-[ :-[

pangBoo

  • บุคคลทั่วไป
 :impress2: :impress2: :impress2:ชอบๆๆๆๆๆๆๆ รอตอนต่อไปนะคะ :bye2:

ออฟไลน์ Poseidon

  • Unconditional love
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5081
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-12
คาเซียเสร็จองค์ราชาไปซะแล้ว อิอิ
รุ้สึกไม่ชอบโซเทเรีย แล้วสิ

ออฟไลน์ leeteuk

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 354
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-2
กริ๊ดดดดดดดดดดดดด  และแล้ว คาเซียของเราก็ได้เป็๋นพระชายาในเร็ววัน 

ออฟไลน์ BBChin JungBB

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 549
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-1

ออฟไลน์ andear

  • ยาราไนก๊ะ ??
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 839
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1
ควบสองตำแหน่ง มันยังไงกันแว้

sunshadow

  • บุคคลทั่วไป



   เหนื่อยแทนองค์ชายคาเซียจริงๆน้า
   มาถึงไม่กี่วันก็ได้รับมาหลายตำแหน่ง. . . แบบงงๆ
   แถมแต่ละตำแหน่งก็ดูขัดกันแปลกๆตะหาก




ออฟไลน์ beery25

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 808
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-0

CHoMe

  • บุคคลทั่วไป
มึนงงกับตำแหน่งขององค์ชายคาเซีย
ควบสองตำแหน่งเลยทีเดียว o22
และในที่สุดก้ได้เป็นนชายาแล้ว :mc4:
แต่อีกไม่นานก็จะได้เป็นพระสวามีอีกเช่นกัน :เฮ้อ:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด