[นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake  (อ่าน 260710 ครั้ง)

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
[นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake
« เมื่อ22-09-2009 14:02:03 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง
ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,
ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  
ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์  และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  
ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ
กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด
โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว
ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  
ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะ
เสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.อย่าพูดคุย ทักทาย นักเขียน คนอ่่านโดยรีพลายดังกล่าวไม่เกี่ยวพันกับนิยายให้มากนัก เช่น
คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรคอมเม้นต์สักคอมเม้นต์เีดียวก็เพียงพอแล้ว
ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และทำลิงค์โยงมายังนิยาย
และให้นักเขียนทุกคนทำลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วย
เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ
ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ
ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  
โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

----------------------------------------------------------------------------------
 
เรื่อง Untitle ได้รับการอนุญาตจากพี่ Sake ให้มาโพสในเล้าเป็ดเท่านั้นค่ะ


 ภาค 1 / ตอนที่ 1


“ทำไมมันยังไม่โผล่หัวมาอีกวะ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้มมองนาฬิกาที่ตอนนี้บอกเวลาสิบโมงกว่าเข้าไปแล้ว

“คู่อื่นเขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว” เสียงสบถยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่เห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผมสีน้ำตาลเข้มซอยสั้นเข้ากับรูปหน้าเรียว
กำลังวิ่งกระหืดกระหอบผ่านประตูใหญ่หน้ามหาวิทยาลัยมาหาเขา
 
“มัวไปทำอะไรอยู่” พอได้ระยะ ประวิชก็สวดคำบ่นใส่เจ้าของร่างโปร่งที่ยืนกระหืดกระหอบทันที
 
“ขอโทษๆ” นทนทีรีบขอโทษขอโพยเพื่อนตนเองยกใหญ่ก่อนจะบอกเล่าความล่าช้าร่วมชั่วโมงนี้

“นัดเจ๊แดงให้มาเอาส้มโอที่สวนตอนตีห้า กว่าเจ๊เขาจะมาก็ปาเข้าไปหกโมงเช้าแนะ แล้วกว่าจะช่วยกันขนขึ้นรถ คิดเงินอีกก็เกือบเก้าโมงเช้าแล้ว”

“พอๆ เข้าใจแล้ว” ประวิชรีบห้ามก่อนที่นทนทีจะสาธยายเหตุผลต่อไปอีก
 
“คราวหน้าโทรมาบอกก่อนแล้วกัน” ยังคงหลงเหลืออารมณ์หงุดหงิดจากการรอคอยในน้ำเสียง
 
“อืม……………..แต่ฉันไม่มีมือถือนี่” ประโยคต่อมาของนทนทีทำให้ประวิชที่กำลังเตรียมอุปกรณ์การถ่ายรูปให้พร้อมสำหรับงานที่เขาจะไปหันขวับมามองร่างโปร่งทันที

“โทรศัพท์บ้านก็ได้นี่” ประวิชแยกเขี้ยวตอบกลับไปทันที

“ใครจะวิ่งไปวิ่งมาโทร คนต้องทำมาหากิน” คำตอบพร้อมยิ้มยียวนกวนประสาทของคนตัวเล็กกว่าทำให้คนตัวโตคอตกไหล่ตกจนด้วยคำพูด

“เอาเถอะๆ ไปกันได้แล้ว นายหิ้วกระเป๋านี่ก็แล้วกัน” เจ้าตัวยื่นกระเป๋าเก็บอุปกรณ์กล้องให้เพื่อน ส่วนตนเองเอากล้องมาคล้องคอเตรียมพร้อมทำงานทันที

“แล้วคราวนี้เราต้องไปสัมภาษณ์ใคร” เพราะตนเองมาไม่ทันประชุมแบ่งสายการทำงานของชมรมหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย นทนทีจึงถามเอากับเพื่อนที่เป็นทั้งคู่บัดดี้ในการทำงานครั้งนี้และเป็นเพื่อนสนิทซี้ปึกของเขาด้วย

“ชมรมมวยสากล” คนตอบพลางเหล่มองเพื่อนที่เดินตามหลังตนมา เห็นเหงื่อตามไรผมยังไม่แห้งหายไป ใบหน้าซับสีเลือดจาง ๆ จากการเร่งรีบยังคงสังเกตเห็นได้ชัดเจน ถึงเขาจะหงุดหงิดใส่คนๆนี้บ่อย ๆ แต่เขาก็ไม่เคยโกรธจริงๆจังๆ เลยสักที ก็เจ้าหมอนี่มันลูกกตัญญูชัด ๆ พ่อเสียไปตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย ตัวเองเลยต้องช่วยแม่ทำงานตัวเป็นเกลียว

“หรอ” เสียงตอบอย่างแกนๆ ของนทนทีทำให้ประวิชหยุดเดิน
 
“อย่าคิดมาก งานชมรม จะแลกกับคนอื่นเดี๋ยวเขาจะหาว่าเรื่องมาก”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” ถึงจะปากจะบอกว่า ไม่ได้ว่าอะไร แต่หน้าตาคนตอบไม่บ่งบอกว่า ปกติเลยสักนิด

“เอาเถอะ เดี๋ยวฉันสัมภาษณ์เจ้าหมอนั่นเองก็แล้วกัน” ประวิชหาทางแก้ปัญหาให้ เขารู้ที่มาของความกังวลนี้ดีเพราะเห็นนทนทีเจอหน้าเจ้าหมอนั่นทีไรเป็นต้องมีเรื่องให้ลับฝีปากกันทุกครั้ง พูดผิดหูกันนิดเดียวก็กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจะวางมวยกันอยู่หลายครั้ง ยิ่งพักหลังๆ มานี่ยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวัน ขิงก็ราข่าก็แรงปานนั้นเลยละ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้สาเหตุของการไม่ชอบขี้หน้ากันอย่างรุนแรงนี้เลย
 
“ดีๆ” นทนทีเห็นด้วยกับทางแก้ปัญหานี้ พลางยิ้มกว้างให้กับคนตรงหน้าอย่างขอบใจ เขาคบหาประวิชเป็นเพื่อนตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก จนนี่ก็ปีสุดท้ายแล้วก็ยิ่งสนิทกันมาก หลายครั้งเวลาที่เขาไม่สบายใจก็ได้คนตัวโตที่เดินนำหน้าอยู่คอยรับฟังปัญหาของเขา ถึงจะทำท่ารำคาญโมโหใส่เขาแต่เขาก็รู้ว่าประวิชไม่ได้โกรธเขาจริงจังหรอก พูดดีๆด้วยเดี๋ยวก็หาย เขาดีใจที่ได้รู้จักเป็นเพื่อนกับคนตัวโตคนนี้ผิดกับคนตัวโตอีกคน คิดถึงแค่นี้อารมณ์ก็ขุ่นมัวขึ้นมาทันที
 
“ทำไมมันไม่ไปเกิดแถวตะเข็บชายแดนเดินเหยียบกับระเบิดตายไปเลยนะ” จะได้ไม่ต้องมาเห็นหน้าให้กวนบาทาอย่างทุกวันนี้ เจ้าตัวยังคงบ่นอุบอิบเบาๆ

“อะไรเหรอ” ประวิชได้ยินเสียงนทนทีพูดแว่วๆ

“เปล่า”

“รีบไปเถอะ เสร็จแล้วจะได้ไปกินข้าวกัน” คนเดินตามหลังพยักหน้าหงึก ๆ ตอบรับ

งานของชมรมหนังสือพิมพ์ครั้งนี้คือการติดตามสัมภาษณ์นักกีฬาของมหาวิทยาลัยที่จะไปแข่งขันงานกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ในอีกสามเดือนข้างหน้า และครั้งนี้ประวิชกับนทนทีต้องรับผิดชอบทำข่าวนักกีฬาชมรมมวยสากลตั้งแต่เริ่มแข่งคัดตัวเพื่อเป็นตัวแทนไปแข่ง จนจบเลยทีเดียว
 
“ประวิช เย็นนี้ไปเที่ยวบ้านเรามั้ย เราเก็บส้มโอกับชมพู่ไว้เผื่อนายด้วย”

“ถ้าไปก็ต้องค้างละ มันไกล ไปกลับไม่ไหวหรอก” คนตัวโตบ่นถึงระยะทางจากบ้านนทนทีกับบ้านของตนเอง

“แค่พุทธมณฑลนี่เอง บ่นไปได้”

“ก็ไกลนี่”

“จะไปมั้ยละ”

“ไป”

ถึงที่ทำการชมรมมวยสากล ทั้งคู่เดินเข้าไปภายในอาคารก่ออิฐฉาบปูนชั้นเดียวแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน ด้านหน้าไว้สำหรับเป็นที่ทำการธุรการทั่วไป ด้านหลังเป็นโรงยิมพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายเพียบพร้อม ทั้งสองแจ้งความประสงค์กับประธานชมรมเพื่อขอเก็บภาพและสัมภาษณ์นักกีฬาภายในชมรม ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ประวิชถ่ายภาพภายในอาคารเพื่อเป็นข้อมูลประกอบแล้วจึงพากันไปบริเวณโรงยิม มีสมาชิกในชมรมมาซ้อมและออกกำลังกายอยู่หลายสิบคน เสียงตบมือของประธานชมรมทำให้ทั้งคู่เป็นเป้าสายตาโดยปริยาย

“วันนี้เรามีเพื่อนชมรมหนังสือพิมพ์มาเยี่ยมชมกิจกรรมของเรา พร้อมทั้งขอสัมภาษณ์และติดตามกิจกรรมชมรมของเราไปจนกว่าจะจบงานกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นสมาชิกทุกคนโปรดให้ความร่วมมือด้วยนะครับ………พวกเราจะดังกันใหญ่แล้วน่ะ” เริ่มต้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็นการเป็นงานดูน่าเลื่อมใสแต่ลงท้ายอย่างขี้เล่นเป็นกันเอง ทำให้นทนทีหัวเราะออกมาเบาๆ

จบประกาศที่ไม่มีพิธีรีตองของประธานชมรมมวยสากล สมาชิกในชมรมก็หันกลับไปทำกิจกรรมของตนต่อไป นทนทีกวาดสายตาไปรอบโรงยิมอันคึกคักดูมีชีวิตชีวา
ด้วยหยาดเหงื่อและเสียงเหนื่อยหอบจากการซ้อมของหนุ่มน้อยใหญ่ทั่วโรงยิม นอกจากสมาชิกชมรมแล้วยังมีนักศึกษาหญิงมาคอยให้กำลังใจเพื่อนของตนอยู่ไม่ห่าง พลันสายสายตาสะดุดเข้ากับกลุ่มนักศึกษาหญิงสี่ห้าคนกำลังหัวเราะกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สวมชุดวอร์มสีเทาอ่อนออกกำลังกายเบาๆ อยู่มุมด้านหนึ่ง ชายหนุ่มกางแขนออกแล้วก้มตัวให้ปลายนิ้วสัมผัสกับปลายเท้าอีกข้างสลับกันไปมา แล้วยืดตัวขึ้นบิดตัวไปทางซ้ายทีขวาที ปากก็พูดคุยกับหญิงสาวกลุ่มนั้นไปด้วย
ท่าทางจะสนุกถึงจะไม่ได้ยินก็เถอะ สังเกตจากใบหน้าที่ดูมีความสุขจนออกนอกหน้าขนาดนั้น

นทนทีเบ้ปากโดยไม่รู้ตัว ยังไม่ทันที่เขาจะเบือนหน้าหนี ชายหนุ่มที่เขานึกค่อนแคะก็หันหน้ามาสบตากับเขาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพอดี สายตาที่มองมาเหมือนจะถามว่า มองหาอะไร ก็ทำให้เขาฉุนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ จึงรีบเสเดินไปหาประวิชก่อนที่จะเผลอหลุดอะไรออกไป

“ทำหน้ากวนโอ๊ยจริงๆ” ร่างบางบ่นพึมพำ

“นายสัมภาษณ์ไปเรื่อยๆนะ ฉันจะเก็บภาพตาม” ประวิชเห็นนทนทีเดินเข้ามาใกล้จึงบอกแนวการทำงาน พลางขมวดคิ้วเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายหงิกงอ

“อะไรอีกละ”

“เปล่า”

“ออ….” เสียงลากยาวเมื่อเหลือบมองไปฝั่งตรงข้ามที่พวกเขายืนอยู่ก็เห็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนเขาหน้าหงิก เขาไม่แปลกใจเลยที่มีหญิงสาวมาล้อมหน้าล้อมหลังชายหนุ่มคู่อริเพื่อนเขาแบบนั้น โครงหน้าได้รูปสมชาย คิ้วเข้มรับกับดวงตาสีนิลรียาว จมูกก็โด่งเป็นสัน ริมฝีปากไม่หนาบางเกินไปเหยียดยิ้มเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ ผิวสีอ่อนไม่ขาวซีดอย่างคนมีเชื้อสายจีนทั่วไป จากการประเมินคร่าวๆ ของเขา น่าจะสูงเกิน 180 เซนติเมตร แขนขายาวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมส่วน แม้แต่เขาซึ่งเป็นผู้ชายด้วยกันยังต้องยอมรับว่า....มันหล่อ

ไม่ใช่แค่มีรูปเป็นทรัพย์เท่านั้น เจ้าหมอนั่นยังคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเลยทีเดียว แค่วันแรกที่เข้ามาเรียนก็ทำเอาหนุ่มๆสาวๆ ทั่วบริเวณต้องเหลียวมองเป็นทางเดียว ก็เล่นขับรถสปอร์ตเห็นยี่ห้อก็รู้ว่าราคามันแพงสุดๆ แถมยังเปลี่ยนรถยังกับเปลี่ยนเสื้อผ้า ข่าวคนดังรูปหล่อ สาวตรึม มักเข้าหูมาให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ ว่ากันว่าที่บ้านทำธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศ สินค้ามีตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ แถมด้วยธุรกิจเรือเดินสมุทรอันดับต้นๆ ของประเทศ ยังไม่นับธุรกิจบริการทำเล่นๆ
ไม่กี่แห่งอย่างโรงแรม รีสอร์ทแถวทางใต้อีก พูดง่ายๆ ว่าจะผลาญเงินยังไงขนหน้าแข้งพ่อแม่ก็ไม่ร่วง ยังไม่หมดแค่นี้ ยังมีน้องชายรูปหล่อไม่แพ้พี่ตามเข้ามาเรียนในปีถัดมา ทำเอาสาวๆ กรี๊ดแทบสลบเวลาเห็นพี่น้องคู่นี้อยู่ด้วยกัน แต่ที่น่าแปลกใจสำหรับเขาคือไอ้หนุ่มรูปร่างหน้าตาดีท่าทางเจ้าสำอางค์กลับเข้าชมรมมวยสากล เห็นชกกันหน้าตาแตกบ่อยๆ นั้นละทำให้ชื่อ นายปถวี อนันต์วาณิช ฝังอยู่ในสมองเขา

“อย่าไปสนใจทำหน้าที่ของนายไป ทางโน้นฉันจัดการเอง” ประวิชเตือน
 
นทนทีเลือกสัมภาษณ์สมาชิกที่เป็นตัวเก็งไปเรื่อยๆ จนคนสุดท้ายที่นั่งยกดัมเบลหนักๆ อยู่ไม่ไกลจากคู่อริเขานัก
ประวิชเก็บภาพเสร็จจึงให้สัญญาณบอกนทนทีว่าตนจะไปสัมภาษณ์นายปถวีแล้ว เจ้านั่นก็เป็นหนึ่งในตัวเก็งด้วยเหมือนกัน นทนทีทรุดตัวนั่งข้างๆ ชายหนุ่มที่ยกดัมเบล สายตามองตามเพื่อนตนเดินเข้าไปหาชายหนุ่มคู่อาฆาต

“ผมประวิช ขอเวลาคุยด้วยได้มั้ยครับ” ร่างสูงใหญ่ของประวิชเมื่อเข้าไปยืนใกล้ปถวีแล้วแทบไม่เห็นความแตกต่างของทั้งคู่ เพราะคนถูกสัมภาษณ์เองก็มีความสูงไล่เลี่ยกับประวิชจะต่ำกว่าก็นิดหน่อยเท่านั้น

“ได้สิ” น้ำเสียงขี้เล่นตอบกลับมาทำให้ประวิชคลายความกังวลลง

“ช่วงนี้ซ้อมหนัก………”

“อ้าว! นายสัมภาษณ์เองเหรอ เห็นถ่ายภาพมาตลอดเลยนี่” ประวิชถามค้างได้แค่นั้นเพราะถูกชายหนุ่มแทรกขึ้นมากลางคัน

“อ้อ…ทางนั้นเขาเหนื่อยแล้ว ฉันสัมภาษณ์ก็เหมือนกันละ” ประวิชพูดตัดบท

“อืม…คิดว่าหลบหน้า” อีกฝ่ายยังต่อความยาวสาวความยืด จากจุดที่นทนทีนั่งอยู่นั้นทำให้ได้ยินทุกประโยคที่ทั้งคู่พูดโต้ตอบกัน แต่ประโยคสุดท้ายทำให้เขาไม่อาจทนนั่งเฉยได้อีก ขาก้าวไปโดยไม่ต้องคิดหยุดตรงหน้าชายหนุ่มคู่อริทันที

“ฉันหลบใคร” เสียงเข้มเน้นหนักทุกคำบ่งบอกว่าคนถามเหลือความอดทนไม่มากนัก

-------TBC------

เรื่องนี้มี 2 ภาค+ตอนพิเศษค่ะ เจี๊ยบชอบเรื่องนี้มากๆ เลยขออนุญาตพี่ sake มาลงที่นี่ด้วย หวังว่าคงจะชอบเหมือนกันนะ
รับรองความสนุก หุหุหุ
 :impress2:
มาอีดิทให้อ่านง่ายขึ้น ขอบคุณมากๆค่ะที่บอก เเหะๆ ปกติชินกะอีกเเบบ


*** ขออนุญาตแก้ไขคำห้อยท้ายของชื่อเรื่อง เพื่อลดความรุงรังของหัวข้อ  แต่หากผู้แต่งมีเรื่องแจ้งเพิ่มเติม ก็สามารถแก้ไขชื่อเรื่องได้ตามปกติค่ะ
 ทิพย์โมบอร์ดนิยาย

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-09-2010 22:25:53 โดย THIP »

ออฟไลน์ Poes

  • คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต
  • Administrator
  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 11343
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2404/-22
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1
«ตอบ #1 เมื่อ22-09-2009 17:45:42 »

:z13: จิ้มเจียบก่อน กลัวไม่ได้รีแรก  :laugh:

พอตามอ่าน เรื่องนี้เค้าอ่านแล้วอะ  :z1:

ได้เจาะไข่รีล่างด้วย
v
v

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2009 17:56:55 โดย Poes »

Hanna~

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1
«ตอบ #2 เมื่อ22-09-2009 17:53:49 »

 :z13:

จิ้มๆต่อจร้า


,,

เค้าไปโกรธอะไรกันมาน๊าา   :fire:

ออฟไลน์ WEERACHOT

  • ฉันดีใจที่มีเธอ
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 985
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +337/-5
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1
«ตอบ #3 เมื่อ22-09-2009 18:07:54 »

กดเข้ามาอ่านอย่างลังเล เพราะกลัวอ่านไม่ทัน  :z2:


ขอแนะนำหน่อยน่ะครับ :  คืออยากให้เว้นวรรคคำพูด กับตอนบรรยายอารมณ์อ่ะครับ มันดูติดกันไปหน่อย

ผมอ่านแล้วมันอึกอัดอ่ะ



ตัวอย่าง



“เอาเถอะๆ ไปกันได้แล้ว นายหิ้วกระเป๋านี่ก็แล้วกัน” เจ้าตัวยื่นกระเป๋าเก็บอุปกรณ์กล้องให้เพื่อน ส่วนตนเองเอากล้องมาคล้องคอเตรียมพร้อมทำงานทันที

(เว้นวรรค)

“แล้วคราวนี้เราต้องไปสัมภาษณ์ใคร”

(เว้นวรรค)

เพราะตนเองมาไม่ทันประชุมแบ่งสายการทำงานของชมรมหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย นทนทีจึงถามเอากับเพื่อนที่เป็นทั้งคู่บัดดี้ในการทำงานครั้งนี้และเป็นเพื่อนสนิทซี้ปึกของเขาด้วย“ชมรมมวยสากล” คนตอบพลางเหล่มองเพื่อนที่เดินตามหลังตนมา เห็นเหงื่อตามไรผมยังไม่แห้งหายไป ใบหน้าซับสีเลือดจาง ๆ จากการเร่งรีบยังคงสังเกตเห็นได้ชัดเจน ถึงเขาจะหงุดหงิดใส่คนๆนี้บ่อย ๆ แต่เขาก็ไม่เคยโกรธจริงๆจังๆ เลยสักที ก็เจ้าหมอนี่มันลูกกตัญญูชัด ๆ พ่อเสียไปตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย ตัวเองเลยต้องช่วยแม่ทำงานตัวเป็นเกลียว

....


ลองดูน่ะครับ ผมแค่เสนอเท่านั้นเอง อิอิ
เป็นกำลังใจให้คนโพส คนเขียน......จะรออ่านตอนต่อไป :3123:

LiuXin

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1
«ตอบ #4 เมื่อ22-09-2009 18:17:07 »

เรื่องนี้นานมากจริงๆค่ะ

ชอบเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ สนุกๆ

แต่เหมือนคุณsakeลงอยู่แค่เรื่องสองเรื่อง แล้วหายไปเลย
อยากอ่านผลงานของคุณsakeเรื่องอื่นบ้างอะ o18

OhJa

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1
«ตอบ #5 เมื่อ22-09-2009 19:36:56 »

น่าสนุกอ่ะค่ะ  อ่านแค่เริ่มต้น ก็น่าลุ้นแล้ว

รอๆตอนต่อไปนะคะ  :o8:

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1
«ตอบ #6 เมื่อ22-09-2009 20:02:14 »

ตอนที่ 2

“ฉันหลบใคร” เสียงเข้มเน้นหนักทุกคำบ่งบอกว่าคนถามเหลือความอดทนไม่มากนัก

“ไม่ใช่รึ” อีกฝ่ายถามกลับด้วยท่าทางกวนประสาทเต็มที

“งั้นก็ทำหน้าที่ของนายไปสิ กินแรงเพื่อนอยู่ทำไม หรือทำแค่นี้ก็เหนื่อย ผู้ชายจริงรึเปล่าวะ” ชายหนุ่มหันไปหัวเราะกับเพื่อนสาวข้างๆ เรียกสายตาวาวโรจน์จากนทนทีได้ทันใด

“นายมีอะไรฉันก็มีเหมือนนายทุกอย่างนั่นละ” คำตอบเผ็ดร้อนไม่แพ้สายตาที่เหมือนมีกองไฟลุกโชนอยู่ข้างใน ถ้าชกหมอนี้ให้คว่ำไปตรงหน้าได้ ไอ้อาการคันในหัวใจของเขาคงหายไป ด้วยคนตัวใหญ่กำลังกวาดไล่สายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนประเมินคำพูดของเขาอยู่ เพราะถึงจะเป็นผู้ชายเหมือนกัน ความสูงก็ไม่ได้ต่างกันมาก แต่รูปร่างเขาก็ไม่ได้กำยำล่ำสันกลับดูโปร่งบาง ยิ่งผิวสีนวลอ่อนๆ ยิ่งทำให้ดูเพรียวบางยิ่งขึ้นไปอีก

“เชิญ” ก่อนที่นทนทีจะตัดสินใจทำอะไร คำเชิญให้เริ่มทำงานของปถวีดังขึ้น ทำให้เขาข่มใจดึงสมุดจดออกมาเตรียมสัมภาษณ์ ประวิชขยับเข้ามาจะพูดอะไรบางอย่างแต่เขาปรามด้วยสายตาไป ให้ประวิชเก็บภาพไปตามปกติ สำหรับเจ้าหมอนี่มันต้องเขา

“เป็นสมาชิกชมรมมวยสากลนานเท่าไรแล้ว”

“เกือบสามปี”

“อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เข้าชมรมนี่ละ”

“ได้ชกหน้าคนฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าปรับ แก้โรคหงุดหงิดได้ชะงักก็มีแต่ที่นี่ละ”

“นายเข้าชมรมนี้เพื่อได้ชกหน้าคนระบายความหงุดหงิดของตัวเองรึไง”

“แน่นอน อ้อ……อีกอย่างสาวๆ เขาก็ชอบหุ่นแมนๆ นักกีฬาแบบนี้ด้วย นี่เป็นเหตุผลหลักเลยนะ” คนตอบพลางขยิบตาให้บรรดาสาวๆ ข้างๆ ได้หน้าแดงหลบตาเป็นพัลวัน

“ช่วยตอบคำถามให้มันดูมีเนื้อสมองหน่อยได้มั้ยนาย” ประวิชที่ถ่ายภาพเหมือนจะเห็นเส้นเลือดปูดบนหน้าผากนทนทีขึ้นมาทันใด

“ก็มันจริงนี่ ฉันพูดผิดตรงไหนนายเองก็เคยกินแห้วเพราะนายมัน…….” ปถวีพูดทิ้งค้างไว้พลางใช้สายตามองรูปร่างเขาแทนคำตอบ
 
เหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ยึดเขาไว้ขาดกระจุย หน้าตาตอนนี้ถึงได้แดงก่ำด้วยความโกรธ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าปถวีหมายความว่าอะไร
ใช่! เขาเคยชอบพอนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง เธอเป็นผู้หญิงสวยเฉี่ยวแค่เห็นครั้งแรกก็โดนใจเขาเลย ทำให้เขาตามเทียวไล้เทียวขื่อเหมือนวัยรุ่นใจร้อนทั่วไป
ที่ตกหลุมเสน่ห์ความน่ารักอ่อนหวานเข้าอย่างจัง แรกๆ ก็ดูเหมือนเธอจะมีใจให้ ยอมไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง แต่ไม่รู้ทำไมพักหลังๆ เขาเหมือนจะถูกหลบหน้าจนกลายเป็นติดต่อไม่ได้อีกเลย เขาเศร้าและทำใจอยู่นานพลางคิดปลอบใจตัวเองว่าผู้หญิงเขาคงไม่อยากปฏิเสธตรงๆ ถึงได้หายหน้าไป ตั้งแต่นั้นเขาก็เลิกตามตื้อ เรื่องมันน่าจะจบแค่นั้น แต่ความลับมันไม่มีในโลกจริงๆ ข่าวสาวเจ้าไปชอบหนุ่มเนื้อหอม ก็เจ้าบ้าที่อยู่ตรงหน้าเขานี่ไง มันทำให้หัวใจเขาแค่กระตุก แต่ที่มันเหยียบย่ำหัวใจกันมันอยู่ตรงนี้ คุณเธอเอาเขาไปป่าวประกาศเพื่อยืนยันความโสดสนิทของเธอว่า...
 
“เปล่านะ ฉันไม่ได้คบกับตานทนทีน่ะ เขาเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องเฉยๆ มีทำรายงานด้วยกันบ้าง ถ้าเขาจะคิดเข้าข้างตัวเองก็ช่วยไม่ได้ สเป็กฉันมันต้อง สมาร์ท ทอล์ล แอนด์ แฮนซั่ม ไม่ใช่หน้าจืดหุ่นขี้ก้างแบบนั้น” เขาต้องทนกับสายตาของหลายๆ คนที่คอยบุ้ยใบ้ชี้นิ้วมาทางเขาเหมือนจะให้คนอื่นรู้ว่า ไอ้นี่ไงที่โดนสาวดาวคณะทิ้งอย่างกับขยะ และที่จำติดตามาจนทุกวันนี้ ก็คือสายตาของเจ้าหมอนี่ที่มองดูเขาเหมือนจะบอกว่า นายมันไม่มีน้ำยา ซึ่งสายตานั้นกำลังมองเขาอยู่

“จะเอาไง” ร่างโปร่งบางหมดความอดทนปาสมุดจดใส่หน้าอีกฝ่ายทันที ปถวีรับไว้ก่อนที่สมุดจะกระแทกหน้าเขาให้ได้แผล

“มีอะไรให้เอาบ้างละ” พูดจาสองแง่สองง่ามยิ่งทำให้นทนทีเดือดปุดๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาแต่ถูกประวิชยึดไว้

“พวกนายมันพอกันทั้งคู่เลย กลับเถอะ” เห็นท่าไม่ดีประวิชจึงรีบชวนเพื่อนออกจากพื้นที่นี้ก่อน เพราะถ้ามีเรื่องกันพวกเขาเสียเปรียบ ที่นี่มันไม่ใช่ถิ่นเขา แค่ลองนึกนับจำนวนบาทาก็หนาวแล้ว
 
“ไอ้บ้า!” นทนทียื้อไม่ยอมให้ประวิชลากออกไป

“โธ่ๆ ถ้ายังเจ็บใจเรื่องผู้หญิงละก็……นั่นเป็นไง” ปถวีพยักหน้าไปทางเวทีมวย

“ถ้านายชนะฉันหลีกทางให้ก็ได้”

“ไอ้ทุเรศ” ร่างโปร่งยืนตัวสั่น รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่เคยชกมวยหรือเล่นกีฬาอะไรเลย ชกไปก็มีแต่จะเป็นกระสอบทรายให้หมอนี่ซ้อม ใครจะไปตกลง

“ไอ้การชกมวยตามกติกาฉันไม่ถนัดหรอก” นทนทีพูดเสียงเย็นทำให้คนที่ยืนตรงหน้าเขาเลิกคิ้วถาม ร่างโปร่งเดินเข้าไปประชิด

“แต่ถ้าแบบนี้ละก็………..ได้เลย” เสียงแหวกอากาศเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าใครจะคาดคิดว่าหน้าแข้งของนทนทีหวดเข้ากลางหว่างขาปถวีเข้าอย่างจัง

“อุ๊ก!” คนตัวใหญ่งอตัวมือกุมส่วนสำคัญไว้ ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน นทนทีก็หวดหมัดเสยเข้าปลายคางอีกฝ่ายเต็มแรง

“นี่สำหรับคนปากหมาอย่างแก” เขาไม่รอดูอาการคนตรงหน้ารีบเดินออกจากอาคารโรงยิมทันที โดยมีประวิชยืนละล้าละลังตะโกนขอโทษคนในชมรมแล้วรีบวิ่งตามออกมา

สะใจ…..สะใจเขาจริงๆ อยากชกมันมานานแล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเลย

**********************************

ก่อนที่บิดาเขาจะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถชน บ้านเขาทำธุรกิจเต็นท์รถฐานะค่อนข้างดีทีเดียว แต่เมื่อพ่อจากไปแม่ไม่สามารถดูแลธุรกิจเต็นท์รถได้จึงต้องขายกิจการให้คนอื่นไป แม่กลับไปทำสวนอันเป็นมรดกตกทอดของตายาย เงินได้จากการขายกิจการแม่ก็เอามาลงทุนปรับปรุงสวน แต่การทำสวนมันก็ไม่ดีอย่างที่คิด ผลไม้ราคาตกบ่อยๆ แต่ก็พอจะเลี้ยงครอบครัวที่มีกัน 3 คนแม่ ผมและน้องสาวได้ จนเขาสอบติดคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง แม่ก็กลุ้มใจอีกว่าจะมีเงินพอส่งเขารึเปล่า เขาจึงไปยื่นเรื่องขอกู้เงินเรียนจนได้ร่ำเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ และวันแรกของการเหยียบย่างเข้าสู่รั่วมหาวิทยาลัยก็อับโชคสุดๆ เมื่อโดนรถของเจ้าบ้าปถวีเฉี่ยว เพราะมัวคุยกับสาวจนไม่มองทาง แทนที่จะขอโทษกลับมีผู้หญิงในรถออกมาโวยวายว่าเดินไม่มองหรืออยากจะเรียกค่าทำขวัญ แถมยังถามว่าจะเอาเท่าไร แหมๆ ไอ้ตอนนั้นก็หยิ่ง ถ้ารู้ว่าต้องมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเจ้านี่ละก็ จะไปแจ้งความเรียกค่าตกใจให้จมหูเลย แต่ตอนนั้นทำได้แค่ตะโกนว่าอย่างเจ็บแค้น

“เก็บเงินคุณไว้เถอะ” แล้วลากสังขารที่ถลอกปอกเปิกไปห้องพยาบาล โดยมีเจ้าผู้ชายตัวสูงใหญ่ยืนมองโดยที่ไม่พูดอะไรซักคำ ตั้งแต่นั้นเขาจำหน้าไอ้คนใจดำได้ขึ้นใจและจะไม่มีวันญาติดีด้วยเด็ดขาด ขนาดเจ้าหมอนั่นเรียนอยู่คณะเศรษฐศาสตร์ยังมีเหตุให้ต้องมาเจอกันอยู่เรื่อยๆ และเจอกันทีไรเขาก็ไม่พลาดที่จะแสดงออกหรือพูดจาให้รู้ไปเลยว่า ฉันเกลียดขี้หน้าแกรู้ไว้ซะด้วย วันนี้เป็นวันที่เขารู้สึกโล่งใจที่ได้ระบายความคับข้องใจกับนายปถวีเป็นที่สุด

*****************************************************************

“ไงพี่ชาย ถึงกับซมซานกลับมานอนบ้านใหญ่เชียวหรอ” อนล น้องชายที่เกิดห่างกับปถวีเพียงปีเดียวทักพี่ชายตนที่นอนเอกเขนกบนกองหมอนใบใหญ่ในห้องนั่งเล่น ปกติพี่ชายเขาจะอาศัยอยู่คอนโดสุดหรูแถวประตูน้ำ เสาร์อาทิตย์ถึงจะกลับมานอนบ้านใหญ่ที่พุทธมณฑล เขามองพี่ชายที่ค่อยๆ ขยับศรีษะหันมามองเขาด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ แต่ใบหน้านั้นก็ยังดูดีอยู่ดี จมูกโด่งๆ ตาคมๆ ริมฝีปากบางได้รูป กับร่างกายสูงใหญ่แต่ไม่หนาจนดูเทอะทะ ถึงเป็นพี่น้องกันแต่เขากลับมีรูปร่างบางกว่า

“วอนนะแก” ปถวีปาหมอนส่งๆ ไปทางน้องชาย อนลรับมาหมุนเล่นบนปลายนิ้วอย่างสบายอารมณ์ พลางทรุดนั่งลงใกล้ๆ พี่ชายตน

“ยังจะทำปากดี ไอ้หนูพี่หายดีแล้วรึไง”

“ชิ” คนถูกถามสบถอย่างไม่สบอารมณ์

“อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิพี่…..ไปกวนเขาเองนี่ เจอเขาสวนกลับแค่นี้ทำเป็นเคือง”

“แกลองมาโดนบ้างมั้ยละ แทบตายนะแก”

“ฮะ…ฮ้าๆ” อนลระเบิดเสียงหัวเราะเต็มที

“เจอกันคราวหน้ามีเฮแน่แก”

“พี่!” น้องชายทำหน้าตกใจกับคำอาฆาตของพี่ชาย

“พี่จะยกพวกไปรุมกระทืบเขารึไง พวกพี่นักมวยทั้งนั้นนะ เดี๋ยวก็ได้ตายคาบาทาหรอก”

“มันกล้าทำก็ต้องกล้ารับผลของมันด้วยสิวะ”

“โหพี่….คนละไซส์กันเลย น่าสงสารแย่ เห็นผอมๆบางๆแบบนั้น”

“ไปห่วงมันทำไม คนที่เจ็บอยู่นี่” ปถวีชี้นิ้วที่อกตัวเอง

“พูดไปก็พอกันละ เจอกันทีไรเห็นกัดกันทุกที” อนลทำหน้าตาเบื่อหน่ายเหมือนเห็นเหตุการณ์ของทั้งคู่เป็นเรื่องปกติ

“ฉันไม่เคยอยากเข้าใกล้เจ้าบ้านั้นเลยนะ เจอหน้าก็เชิดใส่ พูดจาฝากลมมาด่าฉันบ่อยๆ แล้วเรื่องอะไรจะยอมถูกด่าฟรีๆ มันก็ต้องตอบโต้กันบ้างสิ แล้วครั้งนี้ฉันก็อายขายขี้หน้าเขาไปทั่ว คอยดูจะเอาคืนให้พูดไม่ออกเลย” เจ้าตัวพูดไปปาหมอนใส่ผนังห้องระบายอารมณ์หงุดหงิด

“แล้วไปยืนเป็นรูปปั้นให้เขาเตะเขาต้อยได้ไง เป็นนักมวยซะเปล่า”

“ใครจะไปคิดว่าไอ้หน้าจืดนั่นจะทำเรื่องห่ามๆแบบนี้กันเล่า”

“หน้าเขาออกจะสวย ไปว่าเขา”

ปถวีทำหน้าถมึงทึงใส่น้องชายที่ดูท่าจะไม่เข้าข้างเขาซักเท่าไรเลย

“ไม่รู้ไม่เคยมอง ผู้ชายบ้าอะไรสวย มีแต่กระเทยนั้นละ แล้วถ้าหมอนั้นจะเป็นกระเทยฉันก็ไม่แปลกใจหรอก”

“เหอะ….แล้วแต่จะคิดผมไม่อยากยุ่งด้วยหรอก ทะเลาะกันเหมือน……”

“ไอ้นล…เดี๋ยวเถอะแก หุบปากไปเลย จะไปไหนก็ไปเลย” น้องชายเขารีบกระเถิบตัวหนีหน้าแข้งที่กำลังลอยมาอยู่ใกล้ๆก้านคออย่างรวดเร็ว พอพ้นรัศมีก็หันกลับมา
 
“ขี้ฉุนจริงๆ ไปดีกว่า รักษาไอ้หนูพี่ให้ดีๆละกัน ระวังจะโดนซ้ำสองนะพี่” ว่าแล้วก็รีบวิ่งหนีเพราะพี่ชายขี้โมโหกำลังคว้าแจกันใกล้มือเงื้อมาทางเขา เสียงหัวเราะของน้องชายยังคงดังผ่านประตูเข้ามาให้ได้ยิน

“ไม่มีซ้ำสองแน่เพราะฉันจะไปตืบมันก่อน”

************************************************
 
“กลับก่อนนะนท” เสียงเพื่อนหญิงในชมรมคนสุดท้ายบอกลาเขากลับบ้าน

“บาย เดี๋ยวเสร็จเราก็จะกลับเหมือนกัน” เขายังคงอยู่เรียบเรียงเขียนบทความที่ได้สัมภาษณ์มาเมื่อวันก่อน จนนาฬิกาข้อมือส่งเสียงเตือนบอกเวลา

“ทุ่มกว่าแล้วกลับดีกว่ามั้งเรา” นทนทีเริ่มกังวลถึงบ้านที่มีแต่ผู้หญิงอาศัยอยู่ จึงรีบเก็บของใส่กระเป๋า ปิดไฟล๊อกกุญแจห้องแล้วก้าวยาวๆ ลงบันไดเพื่อจะออกจากอาคารไปยังถนนสายหลักภายในมหาวิทยาลัย ยังไม่ทันจะก้าวพ้นออกจากตัวอาคารก็ได้ยินเสียงหัวเราะเฮฮาดังมาแต่ไกล ทำให้เขาหันไปมองแล้วต้องรีบดึงตัวเองหลบไปในเงามืดของตัวอาคาร

สมาชิกชมรมมวยสากลเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่คงเพิ่งเลิกจากการซ้อม เขารอจนกลุ่มนั้นเดินผ่านไปจึงค่อยก้าวออกมา ทางไปชมรมมวยสากลต้องเดินผ่านอาคารที่เป็นที่ทำการชมรมหนังสือพิมพ์ก่อน ฉะนั้นตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้นทำให้เขาต้องคอยระมัดระวังคนพวกนี้ ก็เขายังไม่อยากนอนจมกองบาทาพวกนั้น และวันนี้ประวิชก็ไม่อยู่แต่ก็โล่งใจหน่อยหนึ่งที่ในกลุ่มนั้นไม่มีคู่อริของเขาอยู่ด้วย เขาเริ่มก้าวเดินอีกครั้งไปตามถนนเห็นเงาตะคุ่มๆ ของนักศึกษาที่ยังคงมีให้เห็นบ้าง

“ประตูใหญ่ปิดสองทุ่มต้องรีบแล้ว” ร่างโปร่งพึมพำก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาเดินจนชนเข้ากับคนที่ยืนอยู่ข้างหน้า

“โอ๊ย! ขอโทษ เฮ้ย! แก” เขารีบกระโดดถอยหลังกลับทันทีเมื่อเห็นหน้าคนที่เขาชน

“ไง” ปถวีเดินก้าวช้าๆ ไม่เร่งรีบเข้าหาร่างโปร่ง “ดีใจที่เจอฉันรึไง” เขามองร่างตรงหน้าเดินถอยกลังไปเรื่อยๆ อย่างสบอารมณ์

“มีอะไร” นทนทีเห็นริมฝีปากคนตัวใหญ่ยักขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ฟังคำถามเขา

“วันก่อนโดนนายเอ็นดูไว้มาก วันนี้ก็เลยจะมาขอบคุณสักหน่อยนะสิ” เขายังคงก้าวเท้าอย่างสุขุมไปเรื่อยๆ เหมือนเสือที่จ้องคอยตะครุบเหยื่อ สายตาไม่คลาดไปจากใบหน้านวลแม้แต่น้อย

“วันก่อนยังเก่งอยู่เลย วันนี้เดินหนีทำไมกันละ” ปากยิ้มแต่นัยน์ตากลับมีกองไฟลุกโชนอยู่ ถึงจะสู้กันตัวต่อตัวไม่ต้องเทียบดูก็รู้ว่าเขาสู้ไม่ได้เลย แล้วจะโง่อยู่ให้ถูกต่อยทำไม วิ่งสิ! เท้าเร็วดังใจคิด พอหันหลังกลับได้ก็วิ่งหนีสุดชีวิตทันที แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ไล่กวดตามมาใกล้ๆ ทำให้รู้ว่าเขาคงหนีภัยครั้งนี้พ้นยากซะแล้ว




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2009 21:04:56 โดย jeab_u »

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1
«ตอบ #7 เมื่อ22-09-2009 20:24:13 »

ตอนที่ 3

“โอ๊ย!” มือใหญ่จับไหล่เขากระชากไปด้านหลัง แรงกระชากทำให้เขาล้มลงไปนอนกลิ้งบนพื้นถนนที่ตอนนี้ไม่มีใครสัญจรผ่านไปมาเลย ร่างใหญ่ตามมาติดๆ คว้าคอเสื้อเขากระชากจนกระดุมหลุดกระเด็น ภายใต้แสงนีออนเป็นระยะๆ ทำให้เห็นร่างคนตัวใหญ่นั่งคร่อมร่างเล็กกว่าได้เพียงสลัวๆ
ปถวีมองคนที่ตัวเองคร่อมไว้ทำหน้าตาตื่นตกใจสุดขีด เห็นแล้วสะใจชะมัด ครั้งที่แล้วเขาไม่ทันระวังตัวถึงได้ถูกเจ้านี่เตะได้ง่ายๆ แต่คราวนี้มันไม่เหมือนกันแน่ ชายหนุ่มง้างหมัดเตรียมปล่อยลงกระแทกหน้าคนใต้ร่าง
 
โดนแน่ นทนทีคิดมือทั้งสองข้างพยายามดันคนตัวโตออก แต่มันไม่ขยับพยายามกระแทกเข่าใส่หลังก็ไม่ถึง ท่าทางดิ้นรนสุดชีวิตทำให้ปถวียิ้มอย่างพอใจ

“ไม่รอดแน่แก”

“อย่า” นทนทีร้องเสียงหลงหลับตาเบือนหน้าหนีจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ร่างทั้งร่างเกร็งเครียดจนหลังแอ่นโค้ง มือข้างหนึ่งดันอกอีกฝ่ายไว้ อีกข้างยกขึ้นปิดหน้าตนเองตัวสั่นเทิ้ม

ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ปถวีหยุดชะงัก พลางเพ่งพินิจคนตรงหน้าอีกครั้ง ริมฝีปากได้รูปขบกันแน่น ใบหน้าสีอ่อนที่ยามนี้เด่นสว่างท่ามกลางความมืดสลัว ทำให้หวนนึกถึงคำพูดของน้องชาย หน้าเขาออกจะสวย หมัดที่กำแน่นคลายลง เอื้อมมือไปปัดแขนที่ปิดหน้าขาวไว้ ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเขาด้วยความตื่นตกใจสายตาวาววับมองกลับด้วยความงุนงง ริมฝีปากสั่นๆ ขบกันจนเป็นเส้นตรง ในสมองเขาเริ่มลังเล ทำไม คำถามเกิดขึ้นในใจเขาทันที เขารู้สึกเหมือนกำลังจะชกผู้หญิงยังไงยังงั้น ให้ตายเถอะ เขาไม่กล้าชกเจ้าบ้านี่

“ชิ” เขาสบถอย่างหัวเสีย รู้สึกแบบนี้แล้วจะไปชกลงได้ไงกันเล่า ทำหน้าเหมือนเด็กเล็กๆ โดนรังแก แล้วแบบนี้มันจะไปรู้สึกว่า ได้ชกผู้ชายที่ตัวเองแค้นนักแค้นหนาได้ไง

นทนทีมองคนตรงหน้าอย่างงงๆ ทำไมจู่ๆ เจ้าหมอนี่ถึงหยุดไปเฉยๆ แต่ไม่ทันได้คิดหาเหตุผล เขาถูกฉุดกระชากให้ลุกขึ้นอีกครั้ง มือใหญ่ปิดปากเขาไว้แน่นพลางดันให้เดินไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล

“เดินไป” เสียงกระซิบเหี้ยมๆข้างหู ถึงกับทำให้คนถูกยึดไว้เย็นเฉียบไปทั้งตัว โดนชกซะยังดีกว่า เจ้าตัวโตนี่กำลังคิดจะทำอะไรกับเขา ยิ่งเดินลึกไปจนสุดถนนก็ยิ่งทำให้เขากังวลหนัก อาคารตรงหน้าคือโรงยิมของชมรมมวยสากล ปถวีรวบตัวเขาไว้ด้วยแขนข้างเดียวไขประตูเข้าไปภายใน

“มานี่เลย” เขาถูกผลักให้เข้าไปในห้องเก็บอุปกรณ์ มืดๆ มีเพียงแสงสว่างจากไฟนีออนตามท้องถนนสาดส่องเข้ามา ไม่ทันได้สำรวจปถวีก็ตามเข้ามากดร่างติดผนังห้อง

“แกได้ดังไปทั่วแน่”

“อะไร….จะทำบ้าอะไร” เสียงหวาดกลัวสุดขีดสร้างความพอใจแก่เจ้าของเงาทมึนที่ทาบอยู่ด้านหลัง
 
“ปล่อยนะโว้ย” ยิ่งสะบัดตัวเพื่อให้หลุดจากการยึดเหนี่ยวก็ยิ่งถูกกดติดผนังจนใบหน้าแดงช้ำตามแรงกดแรงกด อะไรบางอย่างถูกยัดใส่ปาก

“อือ…” คนตัวเล็กกว่าร้องประท้วงทันทีเมื่อมือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนมาปลดกระดุมเสื้อออกจนหมดแล้วกระชากหลุดจากตัว เสียงกึกกักดังเมื่อชายหนุ่มเอี้ยวตัวเหมือนหาอะไรบางอย่าง และสิ่งนั้นก็เข้ามาพันธนาการแขนทั้งสองข้างที่ถูกบิดไขว้หลังไว้

“เจ้าบ้าจะทำอะไร บ้าไปแล้วรึไง!” นทนทีคิดอย่างหวาดวิตกแต่ปถวีกลับเบาใจเมื่อมัดมือคนที่ดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตายได้สำเร็จแล้วลากไปอีกด้านหนึ่งของห้องอย่างคนคุ้นเคยพื้นที่ เขาผลักร่างนั้นล้มลงบนฟูกสำหรับเล่นกีฬา

“อุ๊ก!” ถึงจะมีฟูกรองรับแต่แรงเหวี่ยงทำให้ต้องครางออกมาด้วยความเจ็บ ปถวีตามลงไปนั่งข้างๆ

“ทำใจไว้ได้เลย” มือใหญ่ตบเบาๆ บนแก้มช้ำนั้นอย่างหยอกเอิน

“ไอ้บ้า” เสียงตะโกนด่าในใจของนทนทียิ่งทำให้คนที่นั่ง หัวเราะกับท่าทีกระฟัดกระเฟียดของเขา

ถูกมัดมือไขว้หลังไว้แล้วยังนอนอยู่แบบนี้ทำให้ร่างโปร่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวได้เลย เขาเริ่มงอตัวเมื่อมือของอีกฝ่ายปลดกางเกงเขาดึงออก การกระทำนั้นยิ่งทำให้เขางอตัวฝืนกายเต็มที่แต่ชั้นในสีขาวก็หลุดตามออกมาในที่สุด ตอนนี้บนร่างกายเขาไม่มีอาภรณ์ปกปิดสักชิ้นเดียว

“ฉันจะทำให้นายได้อายยิ่งกว่าที่ฉันเคยอายอีก นายนทนที” เขาก้มตัวกระซิบข้างใบหูเล็ก ลมหายใจอุ่นเป่ารดใบหน้าคนที่นอนสั่นสะท้าน ก่อนจะลุกผละจากร่างเปลือย เฝ้ามองร่างขาวๆ รีบกระถดตัวหนีแล้วยันตัวเองลุกนั่งอย่างทุลักทุเล ดวงตาแวววาวด้วยน้ำใสๆ คลอขังสะท้อนกองไฟกองน้อยๆในดวงตานั้นเป็นอย่างดี เขาเดินไปหยิบเสื้อและกางเกงที่ถูกเขาถอนโยนส่งๆ ไปขึ้นมาแล้วเดินไปยังประตูห้อง ก่อนจะหันกลับมามองร่างขาวนวลท่ามกลางแสงสลัวๆอีกครั้ง

“โชคดีนะ” คำอวยพรประชดนั้นทำให้นทนทีลุกวิ่งเข้าใส่ร่างสูง แต่ยังไม่ทันถึงตัวก็ถูกปิดประตูใส่ยังผลให้ตัวเขากระแทกเข้ากับประตูอย่างจัง แต่เขาจะหยุดแค่นี้ไม่ได้ เขาต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้เพราะเขารู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

“ไอ้บ้า เปิดประตูนะโว้ย” เสียงอู้อี้หลุดรอดออกมาเพียงเล็กน้อย เขาใช้ไหล่กระแทกประตูแรงๆ หวังจะให้มันเปิดออก แต่ประตูถูกล๊อกจากด้านนอก เขาถอยหลังเล็กน้อยก่อนจะยกเท้าถีบประตูแรงๆ หลายครั้งจนเหนื่อยหอบ

“บ้าเอ๊ย” เสียงสบถอย่างอ่อนแรงก่อนจะทรุดตัวลงกองอยู่ข้างประตู เขาจะทำยังไงดี พรุ่งนี้ต้องมีคนมาเปิดใช้ห้องอุปกรณ์นี้แน่ แล้วก็จะเจอเขาแก้ผ้าเป็นชีเปลือยอยู่กลางห้อง แค่นึกถึงวันพรุ่งนี้ว่าจะต้องเจออะไรบ้างก็ทำเอาเขาน้ำตาร่วงแล้ว

“จำไว้เลยแก คราวหน้าฉันจะไม่แค่เตะกล่องดวงใจแกแต่จะกระทืบมันเลย” ถึงจะคิดอาฆาต แต่ตอนนี้จะทำยังไงละ เขามองไปรอบๆ ห้องสี่เหลี่ยมทึบด้วยจนปัญญาจะช่วยตัวเอง ห้องนี่หน้าต่างก็ไม่มี มีเพียงกระจกบานเกล็ดที่อยู่สูงๆ ไว้ระบายอากาศ จะทำยังไงดี เขาคิดจนมึนไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร แต่อากาศที่เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ทำให้เขาเพ่งมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง ตีสองกว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว แม่กับน้องคงเป็นห่วงเขาแย่ถ้ามีโทรศัพท์มือถือซักเครื่องก็ดีสิ ที่ผ่านมาเขาเสียดายเงินเกินกว่าจะตัดใจซื้อได้ ร่างบางเอาแต่คิดวนไปวนมาจนเผลอหลับไปเมื่อใกล้สว่างด้วยความอ่อนเพลีย

*************************************

แสงสว่างร่ำไรยามรุ่งเช้าลอดผ่านกระจกบานเกล็ดเข้ามาภายในห้องแคบทาบทับร่างขาวที่นอนซกตัวเปล่าเปลือยบนฟูก หลับจนไม่รู้สึกตัวจนกระทั้งเสียงดัง “ปัง!” เหมือนเสียงกระแทกอะไรบางอย่างใกล้ตัวปลุกให้เขาตื่นด้วยอาการสะดุ้ง สายตากวาดไปรอบๆผ่านแสงสลัวๆ

“ได้เวลาขึ้นเขียงแล้วหรอ” คิดอย่างสมเพชตัวเองที่ไม่สามารถช่วยตัวเองจากเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้เลย

“จำไว้นะแก” คิดย้ำความอาฆาตคู่อริที่ปานนี้นอนหลับสบายใจเชิบบนเตียงนุ่มที่บ้านแล้ว

“อะ….” ความรู้สึกโล่งบริเวณแขนทำให้เขาขยับมือ เชือกที่พันธนาการไว้หลุดกองอยู่ข้างตัว เขารีบดึงเศษผ้าออกจากปากพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่มีใครอยู่ในห้อง แล้วเชือกมันก็ไม่มีทางหลุดออกเองได้แน่นอน เขาสำรวจข้อมือตัวเองที่เขียวช้ำด้วยความมึนงง กองผ้าสีขาวๆดำๆบริเวณปลายเท้าเรียกสายตาเขาให้หยุดนิ่งชั่วขณะ ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เขารีบตะเกียกตะกายไปคว้าเสื้อผ้าตนเองมาใส่อย่างรวดเร็ว

“ถ้างั้น…..”

เจ้าของร่างโปร่งรีบพาตัวเองไปยังประตูที่กักขังเขาไว้ มือเอื้อมไปที่ประตูพลางกลั้นหายใจแล้วผลักออกทันที เหมือนโลกสว่างสไวอยู่ตรงหน้าทันที แสงสว่างยามเช้าเริ่มทาทาบจับขอบฟ้า สายลมเย็นพัดผ่านผิวหน้า เขาไม่ต้องแก้ผ้าโชว์ใครให้ได้อายไปทั่วมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ทำไมเขาถึงรอดมาได้ง่ายๆ เหมือนจงใจปล่อยตัวขนาดนี้ นี่เขากำลังถูกเหยียดหยามอยู่ใช่มั้ย จะบอกว่า นี่แค่เบาะๆ คราวหลังอย่าซ่าส์ จะเจอมากกว่านี้ใช่มั้ย

“ไอ้บ้าเอ๊ย” เสียงสบถพร้อมก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเขาจะหันมามองคงได้เห็นร่างสูงใหญ่ยืนพิงกำแพงมองตามเขาวิ่งออกไป

เสียงถอนหายใจยืดยาวของร่างสูงดังขึ้นเมื่อลับร่างโปร่ง เขากะจะทำให้อีกฝ่ายอับอาย แต่ความกังวลบางอย่างทำให้เขาไม่ได้ตรงกลับบ้านหลังจากจัดการขังนทนทีได้สำเร็จ เขากลับนั่งอยู่หน้าประตูห้องฟังเสียงคนข้างในกระแทกประตูเพื่อให้เปิดออกอย่างเอาเป็นเอาตาย จนภายในห้องเงียบสนิทนั้นละเขาจึงเปิดประตูเข้าไปดู

ร่างบางขาวๆ นอนซุกตัวบนฟูกใบหน้าเปื้อนไปด้วยฝุ่น เปลือกตาปิดสนิท ขนตายาวตรงดำเป็นแพร จมูกโด่งเชิดอย่างคนหัวดื้อยังคงแดงระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มสีสดดูเย้ายวนคนมองโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้สึกตัว จากที่คิดจะชกให้ฟันร่วงก็เปลี่ยนเป็นทำให้อับอายแทน สุดท้ายเขาก็ทำไม่ลงสักอย่างเพราะอะไรก็ไม่รู้ละ วันนี้เอาคืนแค่นี้ก่อนค่อยดูพฤติกรรมกันไป แต่ถ้ายังไม่เข็ดคงต้องวางโปรแกรมดัดนิสัยกันบ้างแล้ว
สรุปรวบยอดความคิดได้เสร็จก็เดินตามออกไป วันนี้ไม่เข้าเรียนละ อดนอนมาทั้งคืนไม่ได้อะไรเลยเพราะเจ้าบ้านั่นทีเดียว

*******************************

“นักศึกษาที่ยื่นเอกสารขอกู้ยืมเงินโครงการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาโปรดมาติดต่อเจ้าหน้าที่การเงินดังมีรายชื่อต่อไปนี้”

นทนทีกวาดสายตาอ่านประกาศนั้นจนจบแล้วจึงค่อยถอนหายใจออกมา เขามีรายชื่อในนั้น ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่เขาจะกู้เงินเรียน พอเรียนจบก็จะได้ทำงานเต็มที่แม่เขาคงสบายขึ้นและยังช่วยส่งน้องสาวคนเดียวของเขาเรียนต่อได้อีก เท้าเดินไปที่เคาเตอร์สำหรับนักศึกษากู้ยืมเงิน ด้านหน้าเคาเตอร์มีคนมาติดต่อเจ้าหน้าที่อยู่ก่อนแล้วจึงนั่งรอ พลางมองไปรอบๆ ร่างสูงใหญ่คุ้นตายืนพิงกำแพงใกล้เคาเตอร์เพิ่ม-ถอน หน่วยกิต

“ปถวี” เขาครางชื่อนั้นออกมา ตั้งแต่เจอดีคราวก่อนทำให้ต้องคอยหลบเลี่ยงเจ้ายักษ์บ้าดีเดือดตนนี้ตลอด ขืนเจอกันบ่อยๆ เขาคงอดไม่ได้ ถึงจะเจอเรื่องแบบนั้นมาก็ตามเถอะ ท่าทางถือดีมั่นใจในตัวเอง ทั้งรูปร่างหน้าตาชวนสาวหลงแถมบ้านรวยมาก่อนเกิดอีก คิดไปก็อดอิจฉาบุญวาสนาของเจ้าหมอนั่นไม่ได้
เขาค่อยๆสำรวจใบหน้านั้นอย่างช้าๆ เส้นผมดำสนิทตัดซอยตามสมัยนิยมด้วยฝีมือช่างชั้นเยี่ยม ใบหน้าคมคายหล่อเหลาสันกรามแกร่งได้รูปรับกับจมูกโด่งสวยเป็นอย่างดี ผิวสีเข้มเล็กน้อยจากการเล่นกีฬากอปรกับช่วงขายาวเข็งแรงทำให้ดูเป็นชายเต็มตัว เขามองปถวีเอามือซุกกระเป๋ากางเกงอีกข้างกำม้วนกระดาษเคาะกับต้นขาตนเองเพื่อรอเวลาเจ้าหน้าที่เรียกหา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะเริ่มหงุดหงิด คิ้วขมวดย่น ปากเม้มสนิทเป็นเส้นตรงกับการรอคอยครั้งนี้ หน้าตาเอาแต่ใจสุดๆ ที่นี่ไม่ใช่บ้านนายนะจะบอกให้ ตามคิวโว้ย เขานึกขำกับท่าทางเหล่านั้นพร้อมกับแขวะร่างสูงไปด้วย

จู่ๆคนที่เขานึกค่อนขอดก็หันขวับอย่างกับรู้สึกถึงการมองของเขาทำให้หลบตาไม่ทันจึงสบสายตาคู่นั้นเข้าอย่างจัง ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายวูบหนึ่งพลางมองเคาเตอร์ที่เขาติดต่ออยู่ คิ้วเลิกขึ้นก่อนจะเป็นปกติ เขารู้สึกว่าใบหน้าตัวเองร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
 
ปถวีสาวเท้าเข้าไปหาอดีตคู่อริที่ตอนนี้เป็นได้แค่ลูกแมวเชื่องๆ จากการอบรมสั่งสอนของเขา

“พักนี้ไม่ค่อยได้เห็นหน้าเลยนี่” เขาเอ่ยทักร่างโปร่งที่นั่งรอเจ้าหน้าที่เรียกแต่เจ้าตัวกลับเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเหมือนไม่อยากจะเสวนาด้วย

“ทักแล้วก็ไม่ยอมพูดแล้วมองฉันทำไมกัน” เขาเลิกคิ้วถาม

“ไม่ได้มองซักหน่อย”

“โกหก”

“นี่” นทนทีเผลอกระแทกเสียงใส่

“คุณนทนที อุดมไพศาล เชิญที่เคาเตอร์ค่ะ” เสียงเจ้าหน้าที่เรียกเป็นสัญญาณช่วยห้ามทัพพอดี นทนทีรีบลุกไปด้วยไม่อยากอยู่ใกล้คนตัวใหญ่นานกว่านี้
เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองเหลือตัวนิดเดียวเวลาอยู่ต่อหน้าคนๆ นี้

ปถวีมองปฏิกิริยาของคนที่รีบร้อนเดินไปแล้วยักไหล่ “คงจะเข็ดละมั่ง ก็ดีให้มันรู้บ้างว่าใครเป็นใคร”

นทนทีรู้สึกถึงสายตาคู่คมยังคงมองมาทางเขา ร้อนๆ หนาวๆ ยังไงพิกล เขาเองก็อดแปลกใจกับการกระทำของชายหนุ่มอยู่เหมือนกัน แทนที่จะชกเขาให้หายแค้นกับจับเขาแก้ผ้าขังไว้ แต่ก็ปล่อยเขาในตอนเช้า ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ทางที่ดีอยู่ห่างๆ ไว้ดีกว่า ไว้ใจไม่ได้

----TBC----

ขอบคุณทุก reply ไว้จะลงบ่อยๆนะจ้ะ

สำหรับคนที่เป็นเเฟนนิยายพี่ sake จากบอร์ดอื่น เดี่ยวพี่เค้าจะมีเรื่องใหม่เเล้ว เย้ๆ
ไว้จะขอมาลง ถ้าผลตอบรับเรื่องนี้ดี 555+

ปล. มันอ่านง่ายขึ้นมั้ยอะค่ะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2009 22:06:30 โดย jeab_u »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1
«ตอบ #8 เมื่อ22-09-2009 20:25:29 »

 :z1: :z1: :z1: :z1:



เค้า จา ทาม อาราย กันน่ะ


อยากรู้ ง่ะ


เอามาไห้อ่าน ต่อ ไวไว เน้ออ

LiuXin

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
«ตอบ #9 เมื่อ22-09-2009 20:57:51 »

กริ้ดดดดดดด
นอกจากเรื่องนี้ คุณsakeยังมีเรื่องอื่นอีกหรอเนี่ยะ อยากอ่านนนนนนนนนนนนนนนนน

ภาวนาให้คุณjeab_u เอาเรื่องใหม่ของคุณsakeมาลงเร็วๆ :call:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
« ตอบ #9 เมื่อ: 22-09-2009 20:57:51 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ oaw_eang

  • Global Moderator
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8418
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2122/-586
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
«ตอบ #10 เมื่อ22-09-2009 20:57:57 »


เข้ามา  :mc4: นิยายใหม่ค้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

หนึ่งเคยอ่านแล้ว!

แสดงว่าสนุก

ต้องติดตามซะแล้นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

เจ้สอง  :bye2:

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
«ตอบ #11 เมื่อ22-09-2009 21:37:05 »

มารออ่านตอนต่อไปนะคะ น่าสนใจดี :a2:

ออฟไลน์ ~NeMeSiS_PURE~

  • 행 복 하 길 바 래 ...
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +196/-2
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
«ตอบ #12 เมื่อ23-09-2009 02:19:04 »

แวะมาจิ้มนิยายเรื่องใหม่ ๆๆ

สงสัยเรื่องนี้จะนานจริง ๆ เพราะเพียวไม่เคยอ่าน แต่........พี่หนึ่งเคยอ่าน  :laugh:

rannie

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
«ตอบ #13 เมื่อ23-09-2009 10:35:02 »

เข้ามาเจิม ให้น้องสาวคนสวย   :mc4:

ขยัน ๆๆ อัพน่ะ เดี๋ยวพี่จะมาอ่านอีกรอบน่ะ   o13

ปล. ไปทำงานก่อนน่ะ

OhJa

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
«ตอบ #14 เมื่อ23-09-2009 10:38:51 »

ว้าวๆ ตอนสองตอนสาม มาแบบรวดเร็วทันใจ

สนุกอ่ะ ชอบบบบบบบบ

มาแนวคู่กัดอย่างนี้  น่าลุ้นดี

ขอบคุณนะคะ  o13

ออฟไลน์ zingiber

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 439
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-4
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
«ตอบ #15 เมื่อ23-09-2009 11:06:36 »

แค่เริ่มอ่านก็สนุกแล้ว เข้ามาต่อบ่อยๆนะคะ  :3123: :3123:

Hanna~

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
«ตอบ #16 เมื่อ23-09-2009 17:00:36 »

 :L2:

แล้วเข้ามาอัพบ่อยๆนะคับ

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake ตอนที่1-3
«ตอบ #17 เมื่อ23-09-2009 23:17:41 »

ตอนที่ 4

ภายในชมรมหนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยเอกสารวางซ้อนทับกระจายอยู่ทั่วห้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงระเบงเซ็งแซ่ของสมาชิกรวมตัวอยู่บริเวณโต๊ะใหญ่กลางห้องก่อนจะหันไปมองผู้เข้ามาใหม่

“วิเชียร” เสียงร้องทักด้วยความดีใจของสมาชิกส่งผลให้ผู้มาใหม่ระบายยิ้มกว้าง นทนทีซึ่งนั่งรวบรวมเอกสารอยู่มุมห้องเงยหน้ามองแล้วฉีกยิ้ม
 
“ไผ่”

วิเชียรหรือเรียกเล่นๆ ว่าไผ่ เป็นหัวหน้าชมรมกิจกรรมนักศึกษาซึ่งเขาคิดว่าเหมาะสมมาก ด้วยเจ้าตัวมีอัธยาศัยไมตรีดี ร่าเริงตลอดเวลา เข้ากับผู้คนได้ง่ายเป็นที่รักใคร่ชอบพอของเพื่อนๆ ใบหน้าที่มีรอยยิ้มติดอยู่เป็นนิจทำให้ผู้พบเห็นต้องพลอยยิ้มตามโดยไม่ตั้งใจ ด้วยรูปลักษณ์โปร่งบางกอรปกับมีเชื้อสายจีนเจ้าตัวถึงมีสีผิวขาวอมชมพูน่ามอง นทนทีละงานตรงหน้าเดินไปหาเพื่อนสนิท

“ที่มานี่มีอะไรให้ช่วยอีกรึไง” เสียงประวิชที่เดินตามมาดังขึ้น นทนทีส่งยิ้มแหยๆ กับคำทักทายของประวิช มันก็จริงอย่างที่ประวิชพูดนั้นละ เจอหน้าไผ่ทีไรเป็นต้องถูกขอร้องให้ช่วยงานทุกที

“พวกนายอย่าคิดถึงฉันในแง่ร้ายขนาดนั้นสิ” เขาหัวเราะเบาๆ พลอยทำให้ลักยิ้มที่ซ่อนอยู่ข้างแก้มปรากฏออกมาชวนมอง

“วันนี้จะชวนไปเที่ยวต่างหาก”

“ไปไหน” นทนทีถามกลับอย่างสงสัย

“ไปแดนซ์กัน”

“งานชมรมยังสุมหัวไม่พออีกรึไง เห็นว่ากำลังเริ่มเตรียมงานประจำปีของมหาลัยอยู่ไม่ใช้รึไง” ประวิชที่ไม่เห็นด้วยกับคำชวนจึงพูดประชดคนหน้าขาวอมชมพู ยังผลให้เจ้าของหน้าขาวขมวดคิ้วไม่พอใจทันที แต่ก็ยังฝืนชักชวนต่อไป

“เรื่องนั้นฉันวางแผนงานไว้หมดแล้วไม่ต้องห่วง”

ประวิชที่ยืนฟังอยู่ส่ายหน้าระอาทันที เห็นพูดแบบนี้ที่ไรเป็นต้องวิ่งหน้าเริ่ดมาให้ช่วยทุกที

“เอานะ ถือว่าไปพักผ่อนสมอง ไปนะ “ ไผ่พยักหน้าหงึกหงักชวน

“ก็ดีเหมือนกัน ไม่ได้ไปนานแล้ว นานๆ ทีก็ไปด้วยกันเถอะ” นทนทีตอบตกลงพลางชวนเพื่อนตัวใหญ่ไปด้วย

“อือ” คำตอบแบบจำใจ ทำให้ทั้งสองคนที่รอลุ้นยิ้มกว้างออกมาทันที

“งั้นเจอกันที่ร้านตอนสี่ทุ่มนะ” ไผ่บอกชื่อร้านแล้วจึงกลับออกไป ประวิชหันกลับมามองคนข้างๆ ที่ยังยืนอยู่ที่เดิม

“แล้วนายไม่ต้องรีบกลับบ้านหรือวันนี้”

“นานๆที เดี๋ยวโทรไปบอกแม่ว่ากลับดึก”

ปกติเขาไม่ค่อยไปเที่ยวสถานที่แบบนี้เท่าไรเพราะเขาจะกลับบ้านลำบากแล้วอีกอย่างก็เปลืองเงินมากอยู่ แต่ไปเต้นแก้กลุ้มบ้างก็ดี ช่วงนี้เขารู้สึกเครียดๆ นึกถึงหน้าเจ้าปถวีทีไรปวดกระเพาะทุกที

***********************************

สถานที่พวกเขานัดเจอเป็นร้านดังแถวรัชดาย่านสถานบันเทิงยอดฮิตของบรรดาวันรุ่นนักศึกษาที่มาเที่ยวกันอย่างหนาตาทุกค่ำคืน ภายในร้านมืดสลัวมีเพียงแสงไฟหลากหลายสีกระพริบสลับกันไปมาพร้อมด้วยจอทีวีขนาดยักษ์ฉายภาพบรรดาหนุ่มสาวที่เด่นสะดุดตาภายในร้านขึ้นโชว์ให้บรรดาผู้ที่ยังไม่เข้ามาใช้บริการได้เห็น กอปรกับเสียงเพลงอันดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณเหมือนแต่ละร้านจะเปิดประชันกันเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้านตนให้มากที่สุด

ร้านที่นทนทีกับเพื่อนนัดเจอแน่นขนัดไปด้วยวัยรุ่นตั้งแต่หัวค่ำ เสียงเพลงจังหวะเร็วๆ ช่วยทำให้อารมณ์คึกคักได้ไม่ยาก นทนทีมองฝ่ากลุ่มควันหนาทึบอันเกิดจากบุหรี่ที่มีทางระบายออกได้เพียงเล็กน้อยไปรอบๆร้าน แสงสลัวจากไฟดวงเล็กดวงน้อยทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง ภาพบรรดาวัยรุ่นกำลังเต้นออกท่าทางกันอย่างสนุกสนานสร้างบรรยากาศครึกครื้นพาให้เต้นตามกันไปอย่างไม่เคอะเขิน

“ทำไมไผ่ยังไม่มาซะที นัดกันสี่ทุ่มนี่” ประวิชยื่นหน้าเข้ามาถามใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นเป่ารดใบหน้านวล ด้วยต้องตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงเพลงที่เปิดกันดังจนแก้วหูสะเทือน

“โอ๊ะ!” นทนทีถูกกระแทกจนเซไปปะทะร่างหนาของประวิชด้วยพื้นที่ว่างถูกแทนที่ด้วยผู้คน

“ขอโทษครับ” คนชนหันมาขอโทษขอโพยก่อนจะหันกลับไปเต้นท่าประหลาดๆต่อ ยิ่งดึกคนยิ่งแน่นจนแทบไม่มีที่ยืน บรรดานักฉวยโอกาสพวกขี้หลีจะอาศัยช่วงเวลานี้เดินเบียดเนื้อนวลสาวไปทั่ว สาวคนไหนรู้ทันก็กระทุ้งศอกใส่ให้ได้จุกกันไป

“เดี๋ยวก็มา คงรอเพื่อนอยู่”

“มาชวนแล้วยังให้เรามารออีก” ประวิชบ่นอย่างเซ็งในพฤติกรรมคนๆนี้ เสียงบ่นไม่ขาดคำเจ้าของร่างโปร่งดูผอมบางเดินยิ้มกว้างเบียดเสียดผู้คนเข้ามาหาพวกเขา

“ขอโทษ มั่วแต่เสริมหล่อนานไปหน่อย” ไผ่อ้อมแอ้มขอโทษเมื่อเจอกับแววตาวาวๆของร่างหนาตรงหน้า

“ดุเป็นหมาเลย” เขาพึมพำเบาๆกับตัวเอง แต่รู้สึกคนตัวใหญ่จะหูดีเหมือนหมาจริงๆถึงได้ถลึงตามองเขา

“ฉันชวนเพื่อนมาด้วยหลายๆคนสนุกดี” ไผ่รีบเปลี่ยนประเด็นเผื่อจะลดดีกรีความร้อนแรงในดวงตาคู่นั้นลงบ้าง

“ใครละ” นทนทีถามพลางมองไปข้างหลังไผ่ด้วยไม่เห็นใครตามมา

“โน้นๆ มาแล้ว” นทนทีมองตามไปทางที่ไผ่ชี้

“ให้ตายเถอะ” เสียงสบถใส่ตัวเองเมื่อเห็นร่างสูงของปถวีพยายามฝ่าผู้คนเข้ามา เขาลืมไปได้ยังไงว่าปถวีก็เป็นเพื่อนสนิทของไผ่เช่นกัน ไผ่นะไผ่ ชวนใครไม่ชวนดันไปชวนคู่อริเขา ถึงจะเป็นเพื่อนสนิทกันแต่ก็รู้ว่าเขาไม่ถูกกับหมอนั้น อยากจะตบปากตัวเองอยู่ครามครันที่ไม่ถามก่อนว่าใครจะไปด้วย

ร่างสูงใหญ่สวมเสื้อผ้าที่ไม่ต้องเห็นยี่ห้อก็รู้ว่ามันแพงขนาดไหนจากแบบเสื้อที่สวมใส่ ตลอดทางที่ปถวีเดินผ่าน บรรดาสาวใจกล้าทั้งหลายต่างส่งสายตาให้หรือไม่ก็สะกิดให้เพื่อนข้างๆมองหนุ่มรูปหล่อที่ไม่ได้มาเพียงลำพังยังพกพาหนุ่มหล่ออีกสองคนตามติดมาด้วย คนหนึ่งเขารู้จักพูดคุยกันบ่อย อนล น้องชายของปถวีนั่นเอง แต่อีกคนเขาไม่รู้จักคงเป็นเพื่อนของปถวีละมั้ง

ประวิชหันไปมองหน้าเพื่อนตนทั้งสองด้วยความรู้สึกต่างกัน อีกคนเขามองอย่างเข้าใจความรู้สึกว่าไม่อยากพบเจอผู้มาใหม่ แต่กับอีกคนเขาแทบจะเข้าไปหักคอจิ้มน้ำพริกเลยทีเดียว หาเรื่องดีนัก ไผ่เองก็คงรู้ว่าประวิชกำลังนึกหักคอเขาอยู่จึงเขย่งตัวตะโกนข้างหูคนตัวโตที่กำลังทำหน้าดุ
 
“ก็แค่ไม่กินเส้นกัน รู้จักกันไปเดี๋ยวก็ดีกันเองละ ไอ้วีมันก็ดีไม่ได้เลวร้ายจนคบไม่ได้ซะหน่อย เชื่อฉันสิ”

ความใกล้ชิดจนแทบจะแนบสนิทไปทั้งตัว กลิ่นหอมอ่อนละมุ่นโชยปะทะจมูก จนคนตัวโตกว่าเผลอสูดดมโดยไม่ตั้งใจ

“เออ” ร่างสูงกระแทกเสียง

“ถ้าเกิดเรื่องก็รับผิดชอบเองก็แล้วกัน” เจ้าตัวพูดตัดบทก่อนจะผละออกห่างร่างขาวๆจอมหาเรื่องตรงหน้า ทำให้คนที่ยืนอยู่หน้ามุ่ย
 
“ก็เห็นคราวก่อนเจ้านททำพิษใส่ ไม่เห็นไอ้วีมันจะโวยวายอะไรเลยนี่หว่า”

นทนทีที่ได้ยินถึงกับเบือนหน้าหนีไม่กล้าบอกเพื่อน ที่เจ้าบ้าปถวีไม่โวยวายก็เพราะแอบทำไปแล้วนะสิ แต่เขาก็ได้แต่สงบปากสงบคำกับเรื่องนี้

ชายหนุ่มทั้งสามต่างพาตัวเองเข้ามาถึงโต๊ะจนได้ จากที่ต้องพยายามเบียดเสียดผู้คนเข้ามา
 
ปถวีไล่สายตามองบรรดาเพื่อนของไผ่ ตอนตอบตกลงคำชวนเขาก็ไม่ได้ถามไผ่ว่าจะชวนเพื่อนกลุ่มไหนมาเที่ยวคราวนี้ ถ้าสะดุดใจสักนิด เขาคงปฏิเสธคำชวนทันที

นทนทีมองอนลเพื่อนรุ่นน้องที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

“พักนี้ไม่ค่อยได้เจอพี่เลยครับ” อนลตะเบ็งเสียงทักแข่งกับเสียงเพลงรอบๆ

“ช่วงนี้ต้องเข้าชมรมบ่อยๆนะนล”

“หรอครับ คิดว่าโกรธพี่แล้วพาลน้องด้วยซะอีก”

“ไม่หรอก พี่น้องกันก็ใช่ว่าจะนิสัยดีเหมือนกัน” นทนทีอดเหนบแหนมไม่ได้
 
“ก็จริงครับ” อนลหัวเราะรับสมอ้างคำประชดนั้น

“นี่คุยกันจนลืมฉันแล้วรึไง นล” เพื่อนตัวโตอีกคนที่มาด้วยกันพูดแทรกขึ้นมา

“อ๊า…..นี่ดามพ์ครับ พี่นท พี่วิช “

“หวัดดีครับ” ชายร่างใหญ่นามว่าดามพ์ก้มศรีษะทักข้างๆแก้มคนตัวเล็ก พลางพยักหน้าให้ประวิชเชิงทักทาย

นทนทียิ้มรับตอบร่างสูงใหญ่ยังกับตึกที่ดูท่าจะไล่เรี่ยกับประวิช ถึงเขาจะไม่เตี้ยแต่ด้วยโปร่งบางกว่าทำให้ดูตัวเล็กไปถนัดใจ ก็ตอนนี้มีคนที่ตัวเล็กว่าเขาแค่คนเดียวคือเจ้าเพื่อนตัวดี ไผ่นั่นเอง

“สั่งเครื่องดื่มเพิ่มมั้ย” ดามพ์ถามเพื่อนๆในกลุ่ม

“สั่งมาสิ วันนี้ถึงไหนถึงกัน” ไผ่ที่เริ่มออกลวดลายการแดนซ์เบาๆ สนับสนุนทันที

“เอาอะไรเพิ่มมั้ย” หลังจากสั่งเครื่องดื่มชุดใหญ่ไปดามพ์หันมาถามนทนทีอย่างเอื้อเฟื้อ

“คอไม่แข็ง แค่นี้ก็พอแล้ว” ริมฝีปากบางยกยิ้มให้

ปถวีมองเพื่อนสนิทตนที่ดูจะถูกอกถูกใจเจ้าแมวบ้านั้น แล้วยกแก้วกระดกน้ำสีเหลืองทองลงคออย่างรวดเร็ว สายตายังคงจับจ้องไปยังเพื่อนตนที่เริ่มชวนนทนทีเต้นไปด้วยกัน

ยิ่งดึกเสียงเพลงก็ยิ่งทวีจังหวะเร็ว แรง มากขึ้นสนองความสะใจขาแดนซ์ทั้งหลายเป็นอย่างดี แต่สองหนุ่มร่างบึกในกลุ่มกลับยืนโยกไหวตามจังหวะเพลงเพียงเบาๆ ด้วยดูจะพิศมัยน้ำสีทองซะมากกว่า

“อย่าดื่มมากนะพี่ เดี๋ยวพาน้องสุดที่รักลงข้างทางซะก่อนถึงบ้าน” อนลตะโกนบอกพี่ชายตนด้วยเสียงเริ่มหอบจากการสะบัดแข้งขาเต้นไปกับเขาด้วย นทนทีที่กำลังเพลินกับลีลาการเต้นจึงหันไปมองประวิชด้วยหวังจะเตือนเพื่อนตนเหมือนกัน

“รู้แล้วน่ะ” ร่างสูงชิงตอบด้วยรู้ตัวว่าต้องขับรถไปส่งนทนทีที่บ้าน

“งั้นเราก็ดื่มได้ไม่ยั้งสิเนอะ มีสารถีแล้ว” ร่างโปร่งขาวของไผ่เกี่ยวคอนทนทีเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ

“ฉันจะทิ้งนายไว้ที่นี่ถ้านายเดินไม่ไหว”

“ไอ้เพื่อนใจดำ” ไผ่ต่อว่าอย่างไม่จริงจังพลางพยักหน้าให้นทนทีมองไปทางดามพ์ที่ออกลีลาการเต้นกระชากใจสาวๆ แถวนั้นจนต้องหันมามองเป็นตาเดียว

“จะยอมแพ้เขาหรอ” ไผ่หรี่ตามองท้านทนทีไปในตัว

“ไม่อยู่แล้ว”

เห็นแบบนี้แต่ลีลาการเต้นของเขาทั้งคู่ก็ไม่ได้เป็นรองใคร ยิ่งมีคนมาเต้นท้าอยู่ตรงหน้ายิ่งทำให้อยากจะวาดลวดลายโชว์ให้เต็มที

ปถวีมองดูทั้งสี่คนที่เต้นกันอย่างเมามันไม่มองหน้าใคร แต่ใครๆ ที่ว่ากลับมองพวกเขาด้วยความสนใจมาพักใหญ่ๆแล้ว ระหว่างนั่งดูเพื่อนๆ เต้นก็กวาดตามองไปรอบๆ หญิงสาวที่อยู่รอบตัวเขาต่างแต่งกายโชว์เนื้อหนังมังสากันเต็มที่ จนไปสบตากับสาวชุดดำรูปร่างเพรียวบาง ผิวขาว ใบหน้าสวยหาที่ติยาก เครื่องสำอางค์ที่เธอบรรจงแต่งแต้มดึงความโดดเด่นของใบหน้าให้ยิ่งชวนมอง เสื้อที่ใส่มีเพียงสายเล็กบางคล้องคอยึดเสื้อให้อยู่กับตัวไม่หลุดไปกองที่พื้น เผยช่วงคอขาวเนียนกับไหล่โค้งมนรับกับช่วงลำตัวกลมกลึง เขายกแก้วเชิงทักทายหญิงสาว ฝ่ายหญิงตอบรับไมตรีด้วยการยกแก้วตอบพลางดื่มน้ำในแก้วเล็กน้อย แล้วจึงเดินแทรกผู้คนเข้ามาหาชายหนุ่ม

“สวัสดีค่ะ มาเที่ยวกับเพื่อนหรอค่ะ”

“ครับ คุณล่ะ”

“มากับเพื่อนเหมือนกัน”

“อะไรนะครับ” ด้วยเสียงเพลงดังทำให้ปถวีต้องตะแคงหูฟัง

“มากับเพื่อนค่ะ” ฝ่ายหญิงคว้าไหล่คนตัวสูงพลางเขย่งตัวบอกใกล้หูของชายหนุ่ม จนได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพง ที่ปะพรมมามากเกินความจำเป็นแทนที่หอมกลายเป็นฉุนจนน่าเวียนหัว

“ออ..มาเที่ยวที่นี่บ่อยมั้ยครับ”

“ไม่บ่อยหรอกค่ะ อาทิตย์ละสองสามครั้งเท่านั้น” หญิงสาวขยับตัวให้ใกล้ชิดชายหนุ่มมากขึ้น

“หรอครับ”

เด็กเที่ยวนี่หว่า เขานึกพลางยิ้มให้หญิงสาวที่พยายามเกาะติดเขาเกินความจำเป็นซะแล้ว ถึงเขาจะมีโอกาสแบบนี้เข้ามาบ่อยๆ ด้วยรูปร่างหน้าตาหรือจะฐานะก็ตาม แต่ไม่ทำให้เขาทำตัวมักง่ายตามไปด้วย เขาไม่ชอบนิสัยฟันดะไม่เลือกหน้า ที่สำคัญเดี๋ยวนี้โรคมันเยอะ เห็นหน้าตาดีๆ ดูสะอาดแต่ความจริงทำตัวเน่ายิ่งกว่าน้ำเน่าคลองแสนแสบอีก

นทนทีที่กำลังออกลวดลายแดนซ์เหลือบมองคู่อริตัวโตพอดี หมันไส้ ไปที่ไหนมีแต่ผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลัง อยู่ๆเขาก็อารมณ์เสียขึ้นมา จึงออกแรงอวดลีลาวาดลวดลายยั่วยวนกวนอารมณ์คนรอบข้างแทน

ปถวีมองดูคู่อริตนออกแรงเขย่าตัวแล้วอดทึ่งไม่ได้ ไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะเต้นได้เก่งขนาดนี้ เล่นเอาใจแป่วเลย ….ก็ลีลาเต้นที่เหมือนจะเชื้อเชิญคนรอบข้างให้เข้ามาสัมผัสแตะต้องแต่ไม่หยาบโลนทำให้คนมองอดไม่ได้ที่จะชื่นชมร่างโปร่งผิวสีนวลที่ตอนนี้คงจะเริ่มแดงเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์

นทนทีมองเหล่าบรรดานักเที่ยวที่เริ่มทยอยหลั่งไหลเข้ามาในร้านมากขึ้นเรื่อยๆ จนแน่นขนัดไปทั่วร้าน คลื่นฝูงชนทำให้พวกเขาที่เต้นกันเป็นกลุ่มต้องแยกกระจายตัวห่างจากกันอย่างไม่รู้ตัว ไผ่ถูกเบียดจนเข้าไปชิดติดกับประวิช อนลกับดามพ์เริ่มถูกแยกออกห่างจนเกือบไปเป็นสมาชิกโต๊ะข้างๆไปแล้ว ส่วนเขากลับระเห็ดมาอยู่ฝั่งเดียวกับปถวีได้ยังไงเขายังแปลกใจ อย่าไปสนใจ เขาบอกกับตัวเอง

“อะ!” เขาหันกลับไปมองคนชนหลัง ผู้ชายหน้าตาดีสูงใหญ่ใส่เสื้อสีดำรัดรูปเข้ากับกางเกงหนังสีดำดูน่ามองเป็นที่สุด

“ขอโทษครับ” เจ้าของร่างสูงพยักหน้าขอโทษเขา เขาทำได้เพียงยิ้มรับ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับร้านที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจะกระทบกระแทกกันบ้างก็ไม่แปลก อย่าได้ถือสาหาความกัน แต่วันนี้เขาถูกชนหลายครั้งจนเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง

“เต้นเก่งนะครับ” คนชนกลับยังยืนคุยต่อ รอยยิ้มที่ส่งมาให้ดูเก๋มีเสน่ห์จนอดนึกชมไม่ได้

“ก็นิดหน่อย”

“ไม่หน่อยละ คุณทำเอาสาวๆ กลุ่มผมอยากรู้จักคุณกันน่าดู”

ชายหนุ่มบุ้ยใบ้ไปทางโต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่ นทนทีมองตามไปพบหญิงสาวหน้าตาน่ารักหลายคนในกลุ่มผู้ชายโต๊ะนั้น

“ไม่ไปทักทายพวกเธอหน่อยหรอครับ”

ด้วยคิดว่าตนเองเป็นที่ต้องตาหญิงสาวในกลุ่มนั้นทำให้ภูมิใจนิดๆ จึงคิดจะตอบตกลง แต่กลับมีเงามืดยืนอยู่ข้างหลังตอบแทนให้

“พวกเราจะกลับแล้วไว้โอกาสหน้านะครับ ถ้าได้พบกันอีก” ปถวีตะโกนแข่งกับเสียงเพลง พลางยึดแขนดึงนทนทีเข้ามาใกล้ตัวเอง ทำให้แขกผู้มาใหม่หุบยิ้มทันควัน มองหน้าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่จับแขนร่างโปร่งอย่างไม่สบอารมณ์

ปถวีมองกลับไม่สะทกสะท้านกับสายตาทิ่มแทงคู่นั้น ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจ้าหมอนี่มีจุดประสงค์อะไร ก็เห็นจงใจเดินมาชนหลายรอบแล้ว ฟอร์มหมาแก่ชัดๆ พวกนิยมไม่ป่าเดียวกันมาอ่อยเหยื่อ เจ้านี่ก็ทึ่ม ไม่รู้ว่าแกล้งโง่รึเปล่า แต่จะปล่อยไปมันก็อดไม่ได้ ทำไมต้องไปดูดำดูดีด้วยก็ไม่รู้ น่าจะปล่อยให้โดนซะให้เข็ดจะได้หายซ่าส์ ปากดีนัก ถึงจะคิดแบบนั้นแต่มือมันกลับคว้าแขนให้ออกห่างจากเจ้าขี้หลีนั้นซะก่อน ผู้มาใหม่สบสายตาคมดูคุกคามนั้นอึดใจก่อนจะยักไหล่เดินจากไป

“มายุ่งอะไรด้วย” นทนทีสะบัดมือออกจากการยึดจับทันที

“อ้าว!…ชอบแบบนี้ก็ไม่บอก กลายเป็นฉันเข้ามาขวางหมูเขาจะหามละสิ”

“พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่อง” คนที่กำลังฉุนดูจะงุนงงกับคำพูดของร่างสูง แต่ก่อนที่จะโต้เถียงกันไปจนเลยเถิด ประวิชก็เข้ามาแยกไว้ซะก่อน ถึงจะรำคาญที่สองคนนี้เจอหน้าเป็นต้องกัดต้องแขวะกันอยู่เรื่อย แต่ครั้งนี้เขาเห็นด้วยกับการกระทำของปถวี

“จะตีสองแล้วกลับกันเลยมั้ย อีกอย่างเจ้าสองคนนี่ท่าทางจะเมากันแล้ว” ประวิชมองไปทางไผ่กับดามพ์ที่ยังยกแก้วซดน้ำสีทองราวกับน้ำเปล่า

ปถวีพยักหน้าเห็นด้วยพลางเรียนเด็กเสริฟมาเช็คบิล นทนทีเดินเข้าไปดูเพื่อนก่อนจะลากกันออกมาจากร้าน

“โอ๊ย..ทำไมดื่มกันขนาดนี้” นทนทีบ่นใส่ไผ่ที่ตอนนี้เดินกอดคอถ่ายน้ำหนักมาใส่เขา

“ก็ทิ้งไว้ตรงนี้ละนท ฉันต้องไปส่งนายที่บ้านอีกนะ” ประวิชเตือนด้วยต้องมาเสียเวลากับเจ้าขี้เมานี่จะทำให้ถึงบ้านช้า

“พี่กลับกับผมก็ได้นี่ วันนี้พวกผมกลับบ้านใหญ่ บ้านพี่อยู่แถวๆนั้นนี่ถ้าผมจำไม่ผิด เดี๋ยวผมแวะไปส่ง แต่ฝากดามพ์กับไผ่ไปกับพี่ประวิชแทนได้มั้ยอยู่ระแวกเดียวกันนี่”  อนลเสนอตัวอย่างมีน้ำใจแต่เขาขอรับไว้แค่น้ำใจก็พอ นทนทีนึก

“ก็ดีนะ นายจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา” ไผ่สนับสนุนพลางมองไปทางประวิชที่ทำท่าไม่เห็นด้วย

“ไม่เป็นไรพี่ประวิช ผมจะส่งให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยครบสามสิบสองแน่นอน”

มีอนลรับรองทำให้ประวิชค่อยเบาใจ ถึงอย่างไรก็มีอนลไปด้วยไม่น่าห่วงเท่าไร คงไม่ถึงกับอาฆาตแค้นขนาดฆ่าหมกข้างทางหรอกนะ

ตกลงกันเรียบร้อยประวิชก็เดินไปดึงตัวไผ่ที่เกาะหลังนทนทีออก

 “ไป กลับบ้านเจ้าขี้เมานี่”

นทนทีมองเพื่อนตนที่เดินลากร่างไร้เอ็นของไผ่และมีดามพ์เดินโซเซตามกันออกไปจนลับตานั้นละ เขาถึงหันกลับมามองพี่น้องที่ยืนอยู่ข้างๆ สายตาของผู้พี่ทอดมองมายังเขาแววตาไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ จนร่างสูงหันกลับเดินไปยังที่จอดรถของตน

“ไปกันเถอะพี่” อนลชวนนทนทีให้เดินตามไปยังรถพี่ชายตน

“เดี๋ยวพี่นั่งข้างหน้าเถอะจะได้บอกทางพี่เขาได้สะดวก” นทนทีที่กำลังจะเปิดประตูหลังชะงักแล้วถูกอนลดุนดันให้นั่งหน้าคู่กับคนขับ



ตลอดเวลาที่อยู่ในรถไม่มีใครพูดอะไร นทนทีมองอนลที่นั่งหลับอยู่ข้างหลัง พลางเหลือบตามองคนขับ ฝีมือในการขับรถต้องยอมรับว่าเยี่ยม ขับนิ่มไม่สะดุดชวนเวียนหัวอย่างบางคน และดูจะชำนาญเส้นทางแถวนี้เป็นอย่างดีจนอดถามไม่ได้

“บ้านนายอยู่แถวนี้หรอ” ปถวีเหลือบมองร่างโปร่งที่นั่งซกตัวอยู่ข้างประตู พยายามอยู่ห่างเขาให้มากที่สุด นี่ถ้าปีนไปนั่งท้ายรถได้คงทำไปแล้ว

“ก็บ้านพ่อแม่ฉันอยู่แถวนี่ละ แต่ฉันอยู่คอนโดแถวประตูน้ำโน้น”

โห พวกลูกเศรษฐีเขามีบ้านอยู่กันกี่ที่นี่ น่าอิจฉาจริงจริ๊ง

“เอ๊ะ! เลี้ยวซ้ายข้างหน้าก็ถึงแล้ว” ปถวีหักพวงมาลัยตามที่ร่างโปร่งบอก

 “จอดตรงนี้ละ”

นทนทีหันมองอนลอีกครั้งเห็นยังหลับอยู่จึงหันกลับมามองหน้าคนขับ จะขอบคุณก็ไม่ค่อยอยากเลย แต่จะให้ลงไปเฉยๆ เนี่ยนะ ทำตามมารยาทก็แล้วกัน

“ขะ…ขอบคุณ” กว่าจะเปล่งออกมาได้ก็แทบจะกลั้นหายใจตาย พูดออกมาแล้วก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองอีกเหมือนกัน วุ้ย …. วุ่นวายจริง แต่คนในรถกลับนิ่ง พลางเข้าเกียร์แล้วค่อยๆ ออกรถจากไปโดยไม่มีการปะทะลับฝีปากกันอย่างที่เคยจะเป็น

เสียงรถเงียบหายไปนานแล้วนทนทีจึงเดินเข้าบ้านที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ บริเวณหลังบ้านที่กินเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ เป็นสวนผลไม้ของบ้านเขาเอง ทำให้อากาศเย็นสบาย สายลมเย็นพริ้วผ่านใบหน้าไม่ทำให้เขารู้สึกเย็นสบายไปด้วยเลย

“วันนี้ไอ้ยักษ์นั้นกินยาลืมเขย่าขวดมารึเปล่าฟะ” ก็พฤติกรรมคืนนี้ของเจ้านั้นมันผิดปกติไปจากเคย คอยมองเขาบ่อยๆ ถามอะไรไปก็ตอบมาเรื่อยๆ หรือไม่ก็ไม่ตอบ ไม่ต่อล้อต่อเถียงอย่างแต่ก่อน ถ้าเป็นปกติคงได้ฟาดปากกันไปแล้ว




ฝ่ายชายหนุ่มที่เพิ่งล้มตัวลงบนที่นอนนุ่มพลิกกายเหม่อมองดวงไฟหรี่ข้างหัวเตียง หลังจากส่งนทนทีถึงบ้านเขาก็ขับรถเลยมาไม่กี่กิโลก็ถึงบ้านใหญ่ของเขาแล้วอนลแยกไปนอนห้องตัวเอง ส่วนเขาก็เข้าห้องนอนอาบน้ำ ถึงจะอยู่คอนโดเป็นประจำแต่ก็จะมีแม่บ้านมาดูแลห้องหับของเขาตลอด ชายหนุ่มลุกนั่งพลางเอาผ้าเช็ดตัวนุ่มซับผมที่เปียกให้แห้ง เขาไม่ชอบนอนทั้งๆที่ยังรู้สึกเหนียวตัว จะไปไหนกลับดึกแค่ไหนก็ต้องอาบน้ำก่อนนอนเสมอ

ภาพร่างๆ หนึ่งยักย้ายส่ายสะโพกมนเชิงยั่วเย้า ยังติดตาเขาอยู่ วูบหนึ่งที่เขานึกอยากกระชากร่างโปร่งบางออกมาจากตรงนั้น ตั้งแต่โดนเจ้าหนุ่มขี้หลีเดินมาสีครั้งแรกแล้ว เขาไม่พอใจให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น ทำไม คำถามนี้เริ่มเกิดขึ้นในใจตั้งแต่ครั้งที่เขาจับนทนทีขังในห้องชมรม ใบหน้าที่หมดทางสู้ กับร่างขาวนวลท่ามกลางแสงสลัวๆยังติดในใจเขา แล้ววันนี้ก็เหมือนจะตอกย้ำความรู้สึกเหล่านั้นชัดขึ้นไปอีก ขอบคุณ เขานึกถึงคำพูดสุดท้ายของร่างโปร่ง

“พูดดีๆ กับเขาก็เป็นแฮะ” ท่ามกลางความเงียบสงบเสียงรำพึงของเขาดูจะดังคับห้องก่อนจะหลับตาลงนอน

-----TBC----

เพิ่งกลับจากทำงาน ประชุมเหนื่อยจริงๆ
ขอบคุณทุกคอมเมนท์มากๆค่ะ ^^
จะพยายามมาลงให้ทุกวันจ้า

ออฟไลน์ aiwjun

  • aiwjun
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 121
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake Part 4
«ตอบ #18 เมื่อ24-09-2009 01:54:27 »

โห  สนุกมากๆ เลย

เป้นกำลังใจให้เน้อ.... :bye2:

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake Part 4
«ตอบ #19 เมื่อ24-09-2009 11:32:33 »

เริ่มหลงเสน่ห์โดยไม่รู้ตัวแล้ว  :m12:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake Part 4
« ตอบ #19 เมื่อ: 24-09-2009 11:32:33 »





ออฟไลน์ kungyung

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1756
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake Part 4
«ตอบ #20 เมื่อ24-09-2009 14:49:08 »

สนุกอ่ะ :m4:
ชอบแนวนี้ครับ
กัดกันกัดกันมาสุดท้ายก็ได้กันเอง

ออฟไลน์ ~NeMeSiS_PURE~

  • 행 복 하 길 바 래 ...
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +196/-2
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake Part 4
«ตอบ #21 เมื่อ25-09-2009 04:15:28 »

เอาเยอะ ๆ กัดกันให้ตายไปทั้ง 2 ข้าง  :laugh:

สุดท้ายเค้า 2 คนก็ไม่รอดดดด



ประวิชถ่ายภาพ นทนทีรายงาน :m24:

ISACBTMN

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake Part 4
«ตอบ #22 เมื่อ25-09-2009 10:29:14 »

สนุกดีอิอิ

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake Part 4
«ตอบ #23 เมื่อ25-09-2009 10:53:15 »

ตอนที่ 5

เสียงอึกทึกดังออกมาจากโรงอาหารของมหาวิทยาลัยคับคั่งไปด้วยนักศึกษาที่หวังมาฝากท้อง ณ ที่แห่งนี้ นทนทีและประวิชก็เช่นกัน ข้างราดแกงสองอย่างง่ายๆ ร่างโปร่งตักเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ดูน่าอร่อย

“เห็นไผ่มาขอให้นายไปช่วยงานอีกแล้วหรอ” ประวิชมองคนตรงหน้าตักข้าวเข้าปากอีก จึงลงมือตักข้าวของตัวเองบ้าง

“อืม เห็นว่าชมรมกิจกรรมนักศึกษาของไผ่ตกลงกันว่า งานประจำปีของมหาลัยปีนี้จะจัดแบบงานวัดนะ”

“หรอ ถึงได้เที่ยววิ่งไล่ล่าผู้คนไปช่วย” เจ้าตัวพูดพลางย่นจมูกใส่คนที่กำลังถูกพาดพิง

“เอาน่ะ งานมหาลัย ช่วยๆ กัน”

ประวิชเหลือบมองร่างโปร่งตรงหน้าด้วยหมันไส้ ตัวเองก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้วยังไปรับปากช่วยเจ้าจอมป่วนนั้นอีก

“ฉันไม่ยุ่งด้วยหรอกนะ”

นทนทีอมยิ้มทันทีกับคำพูดนั้น เขาไม่เชื่อหรอก ถึงเวลาจริงๆ ประวิชนั้นละที่คอยช่วยทำงานจนหามรุ่งหามค่ำ

“หัวเราะอะไร” คนตัวโตแสร้งถามดังๆ พลางเสมองไปทางกลุ่มนักศึกษาชายที่นั่งโต๊ะข้างๆ แล้วต้องขมวดคิ้วทันทีที่เห็นชายหนุ่มคู่อริเพื่อนตนนั่งอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ก็ตอนเขามายังไม่เห็น สงสัยคงเพิ่งมาสมทบกับเพื่อน แล้วหันกลับมามองคนนั่งตรงหน้าจึงพบว่าเจ้าตัวมองชายหนุ่มอยู่ก่อนแล้ว เขาไม่อยากให้ทั้งคู่มีปากเสียงกันเลย ถึงวันที่ไปเที่ยวด้วยกันคืนนั้นดูจะเป็นนิมิตหมายที่ดีก็ตาม แต่ก็ไว้ใจไม่ได้ เขาไม่อยากมีเรื่องกันกลางโรงอาหาร

“อิ่มยัง” ร่างสูงถามด้วยเห็นเจ้าตัวรวบช้อน

“วี!”

ไม่ทันให้ประวิชได้พาเพื่อนออกจากบริเวณนั้น เสียงแหลมเล็กของผู้หญิงทำเอาทุกคนในบริเวณนั้นหันมามองร่างขาวเพรียวบางผมสีน้ำตาลแดงกันเป็นแถว ร่างขาวนวลเดินเข้าหาชายหนุ่มเจ้าของชื่อนั้นทันที

“พักนี้ไม่ค่อยได้เจอวีเลย ไปหาที่ชมรมก็ไม่อยู่ ไหนบอกน้องดาว่าช่วงนี้มีซ้อมทุกวัน”

ปถวีที่กำลังอึ้งถึงกับยิ้มแห้งๆให้หญิงสาว ก็เขาเป็นคนบอกให้เพื่อนช่วยโกหกนะสิ ขืนบอกว่าอยู่เป็นต้องถูกเกาะติดหนึบไม่เป็นอันทำอะไรกันพอดี คนประเภทนี้ละที่เขาต้องหลีกเลี่ยงสุดชีวิต พลางเหล่มองไปยังโต๊ะข้างๆ ด้วยหญิงสาวที่มาติดพันเขาคนนี้เคยมีข่าวคบหาอยู่กับนทนทีก่อนจะเข้ามาป่วนเปี้ยนรอบตัวเขา

นทนทีมองอดีตคนที่ตนเคยนิยมชมชอบด้วยอาการเฉยเมย ความรู้สึกดีๆมันหมดไปนานแล้ว มีเพียงความรู้สึกเสียดายความน่ารักของเธอ ไม่น่าทำตัวไล่ล่าผู้ชายแบบนี้เลย เขาเก็บของลุกเดินผ่านกลุ่มนั้นไปไม่ถึงสามก้าวก็ต้องหันกลับเพราะเสียงเรียกเล็กแหลมๆ

“เอ…เดี๋ยว..นทนทีนี่” หญิงสาวจีบปากจีบคอเรียก

“ไม่ค่อยได้เจอกันเลยอยู่คณะเดียวกันแท้ๆ”

“อือ..” เขาตอบรับอย่างแกนๆ

“ฉันก็ไม่ค่อยว่างคุยด้วย นายคงไม่โกรธนะ” คำพูดกินนัยถึงความหมายอื่นให้คนอื่นได้รู้ด้วยทำเอาเขารู้สึกตะหงิดๆ จะมาแขวะอะไรเขาอีก เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว ไม่รักไม่ชอบกันก็อย่ามาประจานกันเลย

“แต่ว่านายยังเหมือนเดิมเลยนะ ผอมบางจนฉันยังอิจฉาเลย เนี่ยน้ำหนักขึ้นมาตั้งกิโลแนะ” เจ้าหล่อนลากปลายนิ้วไปกับเรือนร่างตัวเองชวนสายตาชายหนุ่มมองตามปลายนิ้วกันเป็นแถว

“ไปเถอะ เดี๋ยวเข้าเรียนสาย” ประวิชพยายามตัดบทสนทนา

“แหมยังเป็นเงาตามตัวเหมือนเคยนะประวิช ทำยังกับเป็นอะไรกัน”

นทนทีถลึงตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างนึกรังเกียจความคิดต่ำช้านั้นทันที จะพูดถึงเขายังไงเขาทนได้นะ แต่อย่าลากเอาเพื่อนเขามาเกี่ยวด้วย เขาไม่ยอม รอยยิ้มปีศาจน้อยๆปรากฏที่มุมปากทันทีเมื่อนึกวิธีเอาคืนได้ ก่อนจะส่งยิ้มจนดวงหน้าดูอ่อนละมุนหวานไปทางปถวี

“นี่วี พรุ่งนี้เอานาฬิกามาให้ด้วยนะ”

คนถูกถามทำหน้ามึนด้วยไม่รู้ว่าเจ้าแมวบ้าตัวนี้จะทำอะไรถึงได้ถามในสิ่งที่เขาไม่เห็นจะเข้าใจ

“นาฬิกาอะไรของนาย”

“ก็เมื่อคืนฉันลืมไว้บนหัวเตียงนาย ยังไงพรุ่งนี้เอาติดมาให้ด้วยนะ” เสียงเรียกชื่อปถวีด้วยความสนิทสนมชวนขนลุกของร่างโปร่งทำเอาปถวีตาค้างด้วยตกตะลึงในคำพูดที่กินนัยแบบนั้น

“อย่าลืมละ” นทนทีไม่ลืมที่จะสำทับก่อนจะทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มหวานย้อยให้ร่างสูงใหญ่แล้วเดินจากไปไม่ทันให้ได้แก้ตัว

“เฮ้ย! ไอ้วี …วี” ทั้งเสียงใหญ่เสียงเล็กอุทานขึ้นพร้อมกัน

“วี..อะไรกัน ที่เตียงอะไร” เสียงแหลมๆโวยวายทันที ปถวีที่ไม่มีโอกาสได้แก้ตัว นึกเข่นเขี้ยวร่างโปร่งที่เดินจากไปโดยทิ้งระเบิดลูกโตให้เขานอนกอดซะแล้ว เผลอคิดว่าปราบให้เชื่องได้แล้วแท้ๆ ที่ไหนได้ทำเอาจุกอีกแล้วมั้ยละ เดี๋ยวเถอะ ยัยน้องดาเสียงแหลมที่ยืนเนื้อตัวสั่นได้เอาไปโพทนาทั่วมหาลัยไม่เกินวันนี้หรอก

“เสียท่าจนได้” เขาลุกเดินหนีไปจากหญิงสาวด้วยเกรงว่าถ้าขืนยังนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปได้อายมากกว่าที่เป็นอยู่แน่



นทนทีเดินจากมาไกลยิ้มอย่างสะใจ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ตัวผู้กับตัวเมียซะด้วย ประวิชมองท่าทีเหล่านั้นของนทนทีอย่างไม่ค่อยจะพอใจ

“ทำแบบนี้มันเข้าตัวนะ”

“ไม่สน….จะเอาฉันไปพูดปู้ยี่ปู้ยำยังไงก็ได้แต่อย่ามาลามถึงเพื่อนฉัน”

ประวิชส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจแต่ก็ระบายยิ้มให้เพื่อนตน เขาได้เพื่อนที่จริงใจมันน่าดีใจใช้มั้ยละ แต่เรื่องนี้มันคงไม่จบแค่นี้นี่สิที่เขายังกลุ้มใจ เหมือนมองเห็นลางความวุ่นวายรำไรอยู่ตรงหน้าเลย

----TBC----

ขอบคุณทุกเมนท์เลยจ้า ดีใจจัง

เรื่องนี้ยาวมากกก มี2ภาคนะจ้ะ เเละตอนพิเศษ :haun4: หึหึหึ

ติดตามกันนะ


ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: [นิยาย] " UNTITLE " By Sake Part 4
«ตอบ #24 เมื่อ25-09-2009 11:07:36 »

เอาเยอะ ๆ กัดกันให้ตายไปทั้ง 2 ข้าง  :laugh:

สุดท้ายเค้า 2 คนก็ไม่รอดดดด



ประวิชถ่ายภาพ นทนทีรายงาน :m24:
เมนท์น่ารักจัง 555+
คนเมนท์ก็น่ารักด้วยป่าว

ออฟไลน์ kungyung

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1756
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
 :a5:ทำไมไปพูดอย่างงั้นล่ะจ้ะน้องนทนที
เดี๋ยวก็เป็นจริงขึ้นมาหรอก :z1:

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
เออ แรงได้อีก น้องนท  :m4:
แต่ตอนนี้ทำไมมันมาสั้นๆๆ อะ

wanwisa

  • บุคคลทั่วไป
มาลุ้น...ดูซิว่า  ใครจะแพ้ทางใครก่อน...
ตอนนี้ดูเหมือนนายเอกจะนำ้ไป 1แต้ม
 :o8:

Donpopper

  • บุคคลทั่วไป
นทหาเรื่องใส่ตัวแล้วไหมล่ะ

Hanna~

  • บุคคลทั่วไป
 :z2:

วีเสียท่าให้นทแล้วล่ะ

เอ..แล้วต่อไปนทจะเป็นยังไงเนี่ยย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด