[นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake  (อ่าน 260612 ครั้ง)

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
มาต่อให้...อีกนิด


ตอนที่ 15

“อีกนิด………….อยู่ด้วยกันอีก” ก่อนที่จะได้พูดจบ ริมฝีปากก็เข้าประกบไล้ลิ้นไปรอบๆ ขอบปากมองดูร่างบางหลุบตามองต่ำลงแต่ยอมรับจุมพิตโดยดี

ความอบอุ่นอ่อนหวานจุดแรงปราถนาในกายให้เริ่มลุกโชนขึ้นมาง่ายๆ ร่างบางเผยอปากรับลิ้นอุ่นเข้ามาไล้วนภายในเรียกเสียงครางจากลำคอ ยิ่งส่งเสียงมากเท่าไรเจ้าของมือใหญ่ก็ยิ่งลากฝ่ามือกดหนักเน้นย้ำไปทั่วแผ่นหลัง ก่อนจะสอดฝามือเข้าไปในเสื้อบีบคลึงยอดอก

“อา………………”

แคว๊ก เสียงซิบกางเกงสีเข้มถูกรูดลง ปลายนิ้วสัมผัสส่วนพองนูนแผ่วเบาเรียกความเสียวซ่านในช่องท้องจนต้องงอตัวซบร่างหนา

จะช่ำชองเกินไปแล้วเจ้าหมอนี่

มือใหญ่ยังคงทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยม ลวงลึกเข้าไปภายในสัมผัสรอยแยกส่วนปลายพลางกดเน้นจนร่างบางแอ่นโค้งด้วยแรงอารมณ์

“อ๊า…………หยุด”

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งบอกเป็นนัยให้มือใหญ่ทำหน้าที่รูดรั้งอย่าหยุดความสุขสมนี้เด็ดขาด ความสุขล้นจนลมหายใจของร่างบางขาดเป็นห้วงๆ ไม่สามารถทรงกายได้อีก ท่อนแขนเรียวยาวจึงต้องค้ำยันร่างตนเองไว้ไม่ให้ล้มหงายหลังลงไป

ยิ่งร่างสูงเพิ่มแรงบดเบียดเท่าไร ลำแขนเรียวก็ยิ่งต้องเพิ่มแรงค้ำยันร่างกายตนมากขึ้นจนรู้สึกเจ็บล้าไปทั้งลำแขน

“อือ………….จะ……เจ็บ”

เมื่อลำแขนไม่สามารถทานทนต่อแรงกดทับได้ ร่างบางจึงต้องสลัดแขนทิ้งตัวลงบนชุดรับแขกหนานุ่มที่รองรับพวกเขาทั้งคู่
เหมือนอะไรตก ท่ามกลางอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ เสียงเพียงกิ๊กเดียวกลับเข้ามาอยู่ในโสตประสาทของเขา สายตามองตามเสียงที่หยุดนิ่งอยู่บนพื้นห้อง

อะไรสีชมพูๆ………….กิ๊บ…กิ๊บติดผม

“อะ……..อ๊า” มือขาวเหนี่ยวยึดไหล่หนาไว้แน่น ร่างกายเกร็งเครียดจนริมฝีปากขบกันแน่นกลั้นเสียงร้องครางไว้

“อย่ากลั้นสิ ส่งเสียงออกมา จะร้องมากแค่ไหนก็ได้” เสียงกระซิบชิดใบหูจนต้องเบี่ยงหน้าหนี

ปถวีมองใบหน้าแดงเรื่อเบี่ยงหนีเขาอย่างเด็กดื้อที่ไม่ยอมรับความต้องการของตัวเอง ริมฝีปากเคลื่อนลงสัมผัสแผ่วที่หน้าผากไล่เรื่อยถึงปลายจมูก ขบกัดปลายโด่งรั้นอย่างหมันเขี้ยว มือใหญ่ยังคงกอบกุมจับจ้องมองปฏิกิริยาบนใบหน้านวล สีหน้าดูเหมือนกำลังทรมานกับการดึงรั้งส่วนกลางลำตัวจนต้องนิ่วหน้า

เขาตั้งใจจะยืดเวลาให้ร่างบางได้ค่อยๆซึบซับความสุขอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนจะเร็วไปสำหรับการเรียนรู้ตรงนี้ร่างเล็กถึงได้ครวญครางจิกไหล่เขาแน่นด้วยต้องการให้เขาปลดปล่อยความทรมานซะเดี๋ยวนี้ ปถวีกระตุกรั้งแกนกายจนร่างบางสะดุ้งเฮือกปลดปล่อยหยาดแห่งชีวิตออกมา

เสียงหอบหายใจแรงของนทนทีทำให้ปถวีต้องยักยิ้มมุมปากด้วยเอ็นดู

อารมณ์ที่ถูกกักเก็บไว้ได้ระบายออกไปจนรู้สึกโล่งสบาย นทนทีจึงได้กระพริบตาหรี่มองคนที่ทาบทับตนเองกำลังลากกางเกงออกจากตัวเขา แล้วจึงเริ่มปลดกระดุมกางเกงของตนลงบ้าง
 
ส่วนโป่งนูนอย่างเห็นได้ชัดของร่างสูงทำเอาร่างเล็กกว่าต้องเมินหน้าหนี เสมองไปใต้โต๊ะกระจกชุดรับแขก ด้วยแสงสะท้อนสีเงินวาววับจับตา

อะไร………..เป็นแท่งเล็กๆ ปลายแท่งมีก้อนสีชมพูโผล่พ้นออกมาด้วย คล้าย…………..ลิปสติก……………แล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้ไง

“อือ…………….” ขาเรียวถูกยกรั้งขึ้น นิ้วมือแกร่งค่อยๆสอดแทรกสู่ช่องทางคับแคบอย่างระมัดระวัง

“อ๊า………………” อะไรจะชำนาญขนาดนี้ ถึงเขาจะไม่เคยมีประสบการณ์กับใครให้เอามาเปรียบเทียบ แต่ที่เขารู้สึกอยู่ตอนนี้มันก็ล้นเหลือจริงๆ ไม่รู้ไปจำมาจากไหน จะว่าไปปถวีก็มีผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลังไม่ได้ขาด ก็ไม่น่าแปลกใจถ้าจะลงสนามกับพวกเธอเหล่านั้นบ่อยๆ ใครมันจะเหมือนเขาละ อยู่มายี่สิบกว่าปียังไม่เคยลองเลย

อยู่คนเดียวสินะ คอนโดที่นี่ คงจะมีใครต่อใครเข้าออกบ้างหรอก พลันสายตากลับไปจับจ้องกิ๊บติดผมที่ตกอยู่บนพื้นอีกครั้ง
ไม่ใช่ของเจ้าของห้องแน่ๆ และเมื่อไม่ใช่ มันก็ต้องเป็นของแขกที่เข้ามา…………………….สีชมพูแบบนั้น ของผู้หญิงแน่ๆ

ลิปสติกนั้นก็ด้วย มาตกหล่นอยู่แถวนี้………อา!…………คงไม่ได้มาฟัดกันนัวเนียตรงนี้หรอกนะ เหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง ลมหายใจถึงได้สะดุดลงฉับพลัน

“อะ………ยะ………หยุด” มือทั้งสองข้างผลักดันไหล่หนาออกทันที

“เป็นอะไร” ปถวีเห็นอาการตื่นเกร็งของร่างบาง จนห้วนคิดไปว่านทนทีคงจะกลัวเจ็บตัวอย่างครั้งที่แล้ว จึงยิ้มปลอบโยนให้

“ไม่เจ็บหรอก ปล่อยตัวตามสบายสิ”

“ปะ……………….ปล่อยตัว” นทนทีรู้สึกเหมือนคำพูดที่ได้ยินจะกระแทกใส่สมองมึนๆของเขาอย่างจัง

บรรดาเหตุผลกำลังไหลบ่าเข้าไปในสมอง เขากำลังทำเหมือนผู้หญิงพวกนั้นไม่มีผิด ไร้ยางอาย คงจะเหมาะกับเขาตอนนี้มั้งถึงได้ทอดกายให้ร่างสูงอีกครั้งได้ ทั้งๆที่เคยคิดว่า เป็นแค่เพื่อนก็น่าจะเต็มกลืนแล้วแท้ๆ มันไม่น่าจะเกิดขึ้น ที่สำคัญเขาเป็นผู้ชาย ไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศเดียวกันมาก่อนด้วย แล้ว………………………….

“นายเป็นเกย์?” การตั้งคำถามของนทนทีกับร่างกายที่เกร็งเครียดทำให้ปถวีรู้สึกถึงอาการแปลกไป
 
“ไม่จำเป็นนี่”

“งั้นทำไมถึงทำแบบนี้”

“คิดมากไปได้ เราเคยมีอะไรกันแล้วนะ มันก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่” ปถวีกำลังสับสนว่านทนทีต้องการอะไรถึงได้ถามคำถามแปลกๆ

“อะไรน๊ะ!” ความสุขที่ได้รับมาดูเหมือนจะเหือดแห้งไปทันที

ถ้าไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศเดียวกันมาก่อน แล้วที่ทำนี่มันเพราะอะไรกันละ หรือเพราะเกิดถูกอกถูกใจของแปลก พอเกิดอารมณ์ก็คว้ามาโอ้โลม เสร็จแล้วก็จบกันไปแบบนั้นรึเปล่า เขาไม่ใช่พวกฟรีเซ็กส์ เขาไม่มักง่ายแบบนั้น เรียวแรงที่เคยหดหายไปกลับคืนมาในทันที ความโกรธแล่นริ้วไปทั้งร่างพร้อมกับอาการสั่นสะท้าน

“ปล่อย” เสียงเครียดเข้มร้องบอก พลางสลัดตัวออกจากอ้อมแขนปถวีมาได้ ก็คว้ากางเกงขึ้นมาสวมลวกๆ มือใหญ่พยายามคว้าเอวบางไว้แต่เจ้าตัวก็หลบพ้น

“ทำไม ไม่เต็มใจก็บอกได้นี่ ไม่เห็นต้องโมโหกันเลย ฉันไม่ได้บังคับนายนะ”

คงเป็นประโยคที่ตอกย้ำความใจง่ายของตน นทนทีถึงได้ถลึงตาวาวโรจน์ใส่อีกฝ่าย
 
“งั้นก็เก็บไว้ระบายกับผู้หญิงของนายเถอะ”

“คิดอะไรอยู่น่ะ ถ้าทำได้ก็ทำไปแล้ว ไม่ต้องให้นา…………ย”

ปึก…………………ถุงกระดาษถูกปาใส่หน้าร่างสูงเต็มแรง

“นี่!………..จะมากไปแล้วนะ”

“ไม่เลย แล้วจำไว้นะ นายจะมาทำแบบนี้กับฉันไม่ได้”

“จะทำ” ร่างสูงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเงียบสงบเหมือนก่อนมีพายุใหญ่

“ฉัน…………เป็น………..ผู้ชาย” นทนทีเน้นย้ำคำพูดช้าชัด

“เราเข้ากันได้ดีไม่ใช่รึไง ฉันยังไม่เคยเอาเหตุผลนั้นมาเป็นเงื่อนไขสักที แล้วทำไมนาย……..”

“ทุเรศ…………มักง่าย…….ไปตายซะ”

“นท………….หยุดนะ” ข้าวของที่อยู่ใกล้มือถูกนำมาเหวี่ยงใส่คนตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง ที่ร่างสูงคิดกับเขาเพียงคู่นอน มันดูถูกกันเกินไป

“อย่ามาดูถูกกันนะโว้ย”

“นท!”

ร่างโปร่งบางกระโจนวิ่งไปที่ประตูพาตัวเองออกมาจากห้องชุดหรูหรา ที่ตอนนี้เขารู้สึกสกปรกตัวเองสิ้นดีที่เข้าไปอยู่ในนั้น

“โธ่เว้ย!” ปถวีสบถ เขาไม่ได้ตามร่างโปร่งไป ถ้าตามไปจับตัวกลับมาได้จะเกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกไม่ได้เหมือนกัน รอให้ใจเย็นกว่านี้ก่อนดีกว่า ไม่อยากให้เป็นอย่างคราวก่อนที่ต้องเจ็บตัวกันไป

“คิดอะไรของเขากันนะ หึ…………ถ้ายังรู้สึกเหมือนก่อนคงไม่ต้องมาทรมานเป็นนานสองนานแบบนี้หรอก”

ตั้งแต่ได้กกกอดร่างบางครานั้น เขาก็รู้สึกว่าพฤติกรรมของตนเปลี่ยนไป ถึงแม้จะไปนอนกอดใครต่อใครก็ไม่รู้สึกอิ่มเอมใจเท่ากับคนที่วิ่งหนีไป จนต้องเลิกหาใครต่อใครมาทดสอบความรู้สึกของตน ในเมื่อเขาแน่ใจแล้วว่า ต้องเป็นคนๆนี้เท่านั้น เขาก็ลุยสิ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆก็โมโห หรือเขาเริ่มต้นรวบรัดเกินไป ก็ตั้งใจจะค่อยๆคบหากันไปแท้ๆ

“พูดอะไรผิดรึไงวะ……………โอ้ย!” ปถวีชักเท้ากลับทันทีเมื่อเหยียบถูกของบางอย่างที่พื้นเต็มแรง

“อะไรวะ………….รกจริงๆ คงต้องให้แม่บ้านมาถูซะทีแล้วมั้ง “

เจ้าตัวคิดพาลหงุดหงิดในอารมณ์ไม่รู้จะไประบายออกที่ไหน

---TBC---


เดี่ยวมาต่อจ้า ภายในวันนี้เเหละ อิอิ
ขอบคุณมากค่ะ ทุกเมนท์ ดีใจจัง
อีกไม่กี่ตอนก็จบภาค 1 ละ เดี่ยวภาค 2 (น้ำตาเเละน้ำ....) จะตามมา

PS. ขอบคุณ คุณ noat สำหรับ เพลง หรือ กลอน (ใช่มั้ยอะ) ซึ้งมากเหมาะกะความในใจคุณวี (เเต่ดันไม่พูดออกมา เเว้กกก)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-10-2009 11:36:30 โดย jeab_u »

wanwisa

  • บุคคลทั่วไป
แหม...
หนูนทมันน่าเอาลิปสติก  ทิ่มตานายปถวีซะจริงๆ
หมั่นไส้ :z6:

ออฟไลน์ pongsj

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6054
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +213/-9
อยากอ่านต่อแล้วววววววววววววว เสพย์ติดๆๆๆๆๆ

ออฟไลน์ kungyung

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1756
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
โอ๊ยยยย!!! กำลังมันส์เลยอ่ะ
มาต่อเร็วๆๆนะก้าบบบบบบ

ออฟไลน์ panari

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
คุ้นๆ ว่าเคยอ่านไปแล้ว  แต่จำไม่ค่อยได้ (แก่แล้วก็งี้ ความจำไม่ดี  :really2: )

ขออ่านใหม่อีกรอบเลยแล้วกัน อิอิ   :z1:

Donpopper

  • บุคคลทั่วไป
ทำไมไม่ตามไปหนอ

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 16

“เกือบซวยแล้วมั้ยละ” ร่างสูงหนาของประวิชทรุดตัวนั่งอย่างหมดแรงหลังจากเอารายงานไปส่งอาจารย์แล้ว

“ถามอาทิตย์ก่อนเห็นบอกว่าทำรายงานเกือบเสร็จแล้วนี่นา” นทนทีที่นั่งอยู่ก่อนแล้วถามกลับ

“ก็ตั้งแต่นั้นก็แทบไม่ได้ทำต่อเลย”

“ทำไมละ” ร่างบางทำหน้าฉงนใส่คนตัวใหญ่

“ก็เจ้าบ้าไผ่นะสิ ลากให้ไปช่วยทำโน้นทำนี่จนไม่ได้ทำรายงานเลย”

“หือ………….ทำไมไม่บอกไปละว่านายยังทำไม่เสร็จ ไผ่คงเข้าใจนะ”

“นิสัยยังงั้นเหรอจะเข้าใจ ยังกับเด็กสามขวบ ไม่ได้ดังใจเป็นชักดิ้นชักงอ”

“ขนาดนั้นเชียว” นทนทีทำหน้าหยอกเย้าเพื่อน

“เออ!” ประวิชกระแทกเสียงตอบร่างบางด้วยรู้สึกสายตารีเล็กคู่นั้นกำลังหลี่ตามองตนเหมือนจะประเมินคำพูดของเขา

“ก็เห็นนายอาสาไปส่งเขาบ่อยๆ ไผ่คงคิดว่านายว่างมั้ง อีกอย่างถ้านายไม่ว่างทำไมไม่บอกไปตรงๆละ”

“ฮึ………………ไม่ได้อาสาซะหน่อย ถูกบังคับต่างหากเล่า”

“หึๆ แต่เมื่อคืนก็ได้ไผ่อยู่ช่วยทำไม่ใช่หรอ ถึงได้เสร็จทัน”

“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เจ้าตัวต้นเหตุ”

นทนทีมองคนตัวใหญ่ตรงหน้าออกอาการบึ้งตึงหันหน้าหนีเขาไปทางอื่น

“เถียงไม่ขึ้นละสิ…………………….เฮ้อ”

ร่างบางสูดอากาศเข้าเต็มปอดแล้วค่อยๆระบายออกมา ประวิชดูมีความสุขดี เขาไม่อยากจะเล่าความอึดอัดคับข้องใจให้เพื่อนต้องมากังวล เขารู้....ถ้าเพียงเอ่ยปากบอก เพื่อนจะไม่นิ่งดูดายแน่นอน ประวิชคงมีทางออกดีๆให้เขา แต่เขาไม่รู้จะเริ่มต้นที่ตรงไหนดี

ความสัมพันธ์ของเขากับปถวีมันไม่ใช่แค่การทะเลาะกันอย่างที่เคยเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับปถวี เขาไม่กล้าบอกใคร มันผิดปกติ ถ้าเขาเป็นผู้หญิงคงแหกปากร้องโวยวายไปนานแล้ว หรือไม่ก็จัดการรวบหัวรวบหางเจ้าทายาทเศรษฐีนั้นซะเลย
มันปวดแปล๊บในใจพิกล เคยคิดว่าที่ปถวีบังคับรุนแรงกับเขามันเกิดมาจากความเจ้าคิดเจ้าแค้นของพวกเขาทั้งคู่ เขาก็ไม่รู้จะไปเรียกร้องอะไรจากใครได้ และเมื่อคิดจะจบความเคียดแค้นที่ไม่เป็นประโยชน์กับตัวแล้ว เขาจึงจงใจมองข้ามเหตุการณ์นั้นไป แล้วเริ่มต้นกันใหม่

ถึงจะตัดสินใจแบบนั้น แต่ในใจก็ประหวั่นด้วยความสัมพันธ์ของพวกเขาดูจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น บางสิ่งบางอย่างได้เกิดขึ้นในใจเขา แต่ก็ปฏิเสธตัวเองมาตลอด ไม่ใช่ มันไม่ใช่

วันที่เขาทะเลาะกับปถวีแล้วผลุนผลันออกมาจากคอนโด วันนั้นเป็นวันที่เขารู้แล้วว่าเขาต้องการอะไรจากชายหนุ่ม สิ่งที่รบกวนจิตใจเขามันคืออะไร และที่โมโหในวันนั้นมันเพราะอะไร

ไม่ได้รังเกียจที่จะมีสัมพันธ์ แต่ทนไม่ได้ที่จะเป็นเพียงที่ระบายความใคร่ของชายหนุ่ม ถ้าต้องการเขา ก็ต้องรักเขาคนเดียว เขาจะไม่แบ่งปันชายหนุ่มให้ใคร วันนั้นเขาหึง………….หวง………นั้นเอง คิดแล้วยังตกใจในความคิดตน
 
แล้วจะทำยังไงกับไอ้ความรู้สึกครึ่งๆกลางๆแบบนี้ ถึงเขาจะรู้แล้วว่าตัวเองรู้สึกกับปถวีแบบไหน แต่เขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามไปหาได้อย่างหน้าชื่นตาบานหรอก ความสัมพันธ์แบบนี้เป็นที่ยอมรับในสังคมกลุ่มน้อยเท่านั้น อีกอย่างถึงเขาจะรู้สึกแปรเปลี่ยนไป แต่ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะต้องรู้สึกเช่นเดียวกับเขานี่ และคำพูดในวันนั้นก็ทำให้เขาซึ้งในความมักง่าย เห็นแก่ตัวของอีกฝ่าย

“คงมักง่ายกับใครๆไปทั่ว”

เขาจะไม่เป็นของให้ใครทดลองความสามารถทางเพศเด็ดขาด นึกถึงคำพูดของใครก็ไม่รู้ลอยมาให้ได้ยิน ชายได้ชายคือยอดชาย ตอนนั้นก็หัวเราะเมื่อได้ฟัง แต่ตอนนี้มันขำไม่ออก ใครมันบ้าคิดประโยคนี้ขึ้นมาก็ไม่รู้ แต่เขาก็เก็บมาคิดจนได้ละ
ถ้าจะคิดถึงความรู้สึกของเขาสักนิด………….

คิดไปก็พาลใจคอสั่น ปวดแปลบไปทั่วร่าง ให้ตายเถอะ ทำไมมันต้องมาเกิดกับเขาด้วย ลำบากกายยังไม่พอ ยังต้องมาลำบากใจอีก และไอ้ลำบากใจนี่ละที่ทำให้เขารู้สึกท้อแท้ไปซะทุกอย่าง แม่ของเขาอาการดีขึ้นมากจนเกือบหายดี แต่หนี้สินที่ยังคงค้างคากันอยู่ก็ยังคงต้องทยอยผ่อนคืนกันอีกนานกว่าจะหมด

' รึจะขายตัวยกหนี้กับเจ้าบ้านั้นซะเลย '

ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านจนเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงข้ามสังเกตเห็นได้ ประวิชลอบสังเกตอาการของเพื่อนตนมาหลายวันแล้ว ดูเนือยๆ เหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา จนอดเป็นห่วงไม่ได้

“แม่อาการดีขึ้นแล้วไม่ใช่หรอ”

คำถามของเพื่อนช่วยเรียกสติของร่างบางกลับคืนมา แล้วพยายามทำสีหน้าให้ดูปกติที่สุด

“อืม ใกล้หายแล้ว มีอะไรหรือ”

“ก็เห็นทำหน้ากลุ้มใจ ถ้าไม่ใช่เรื่องแม่ ก็เรื่องเงินไม่พอรึเปล่า”

“ไม่ได้กลุ้มซะหน่อย เรื่องเงินก็พออยู่ได้ กันไว้ใช้หนี้ก็ยังพอมีใช้อยู่นะ”

ความเป็นเพื่อนสนิท การไถ่ถามจึงไม่ต้องเกรงอกเกรงใจว่าจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวกันรึเปล่า

“แล้วเป็นอะไร เหม่อๆ”

“เปล่าซะหน่อย”

“มีเรื่องอะไรก็บอกสิ ฉันช่วยได้ก็ช่วยอยู่แล้ว”

“รู้แล้วน่ะ”

“รู้ให้จริงเถอะ”

คนตัวโตมองร่างบางส่งยิ้มประจบเอาใจตน คงมีเรื่องอะไรแน่ๆ ถึงจะกลบเกลื่อนยังไงก็ปิดไม่มิด คงต้องหาทางสืบดูดีกว่า รู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่เห็นร่างบางทำหน้าทุกข์ใจบ่อยๆ ตัวเขาเองก็พูดจาไม่ค่อยรื่นหูเท่าไร คงต้องหาใครมาช่วย แล้วคนที่พูดจาหว่านล้อมคนเก่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ไผ่ ต้องให้เจ้าไผ่มาช่วยดูๆแล้วละ ก็เจ้านั้นพูดจาโน้มน้าวใจคนเก่งจะตาย รวมทั้งตัวเขาที่หลงติดร่างแหไปด้วย
.
.
.
ของในมือถูกบีบแน่นแล้วคลายออก ขายาวๆพาร่างสูงเดินออกมาจากบริเวณสวนหย่อมที่คนทั้งสองยังนั่งคุยกันโดยไม่รู้ว่ามีใครอีกคนจ้องมองอยู่

โทรศัพท์ที่อยู่ในมือเขานี่ เขานำติดตัวมาด้วยตลอด ด้วยหวังว่าถ้าพบเจอเจ้าของก็จะส่งมันคืนให้ แต่ทุกครั้งที่ปถวีได้พบร่างบางเป็นต้องพบเพื่อนตัวโตอยู่ด้วยทุกครั้งไป ไม่มีโอกาสได้เจอเพียงลำพังเลย อยากจะเข้าไปกะชากลากตัวออกมานัก ส่งยิ้มหวานให้กันอยู่ได้ โทรศัพท์ที่นทนทีไม่ได้นำมันกลับไปด้วยหลังจากทะเลาะกันครานั้น ทำให้เขาไม่สามารถติดต่อพูดคุยกันได้เลย จะไปหาที่บ้านก็คงไม่มีโอกาสได้คุยกันตามลำพัง มารอที่มหาลัยก็เจอเจ้าประวิชประกบตัวตลอดเวลา มันจะมากไปแล้วนะ

“ฉันไปส่งบ้านดีกว่านะนท” ขายาวของประวิชเดินไปดักหน้านทนที

“บอกว่าไม่ต้องไง ฉันไม่ได้เป็นอะไรจนต้องหามส่งบ้านซะหน่อย”

“เฮ้อ” เสียงถอนหายใจกับความดื้อดึงของเพื่อนตัวเล็กดังขึ้น ถามอะไรก็ไม่พูด ห่วงก็ห่วง แต่เอาเถอะไว้ค่อยสืบสาวราวเรื่องกันไปดีกว่า

“งั้นก็กลับบ้านดีๆละ”

นทนทีเดินจากเพื่อนสนิทมา เขารู้ว่าประวิชเป็นห่วงเขา แต่เขาคงไม่สามารถอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ให้เพื่อนฟังได้
สายตาที่อ่อนล้าทอดมองผืนฟ้ากว้าง ลำแสงสุดท้ายของวันได้เลือนหายไปจากขอบฟ้าแล้ว

นทนทีรีบสาวเท้าเดินผ่านอาคารที่จอดรถโดยเร็ว เขาต้องรีบกลับไปเตรียมของไว้ขายสำหรับวันพรุ่งนี้ ถึงแม่จะหายเกือบเป็นปกติแล้วแต่ก็ยังไม่ควรยกของหนักหรือเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก

ก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างดี ทุกคนในบ้านต้องช่วยกันทำงาน แต่บางครั้งก็รู้สึกล้า น้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ่อยๆ ยิ่งอารมณ์ไม่มั่นคงเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกรุนแรงมากขึ้น ตอนนี้เขาเหมือนเป็นหัวเรียวหัวแรงหลักของครอบครัว ถ้าเขาบอกว่าไม่ไหวแล้วแม่กับน้องจะทำยังไง ลำพังเรื่องปากท้องของครอบครัวก็ทำให้เขารันทดชีวิตของตนมากพอแล้ว ยังต้องมากังวลสับสนกับเรื่องของปถวีอีก จนบางครั้งก็อยากตะโกนออกมาดังๆ

“เฮ้ย!”

เสียงอุทานดังด้วยเอวของตนถูกรวบเข้าไปปะทะร่างแข็งเต็มแรง

“มาคุยกันหน่อยสิ”

“ปถวี!”

แขนแข็งแรงยังคงลากร่างบางให้เดินตามตนเองไปยังบริเวณที่รถตนจอดอยู่ ซึ่งตอนนี้รถที่เคยจอดอยู่เต็มลานกว้างเหลืออยู่เพียงไม่กี่คัน ด้วยเลยเวลาเลิกเรียนมานานแล้ว ร่างบางถูกกดทาบไปกับรถของปถวี

“อะไรของนายกันเล่า” เมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระ นทนทีก็ตวัดเสียงใส่

“มาคุยกันก่อนนท” ใบหน้าคมยื่นเข้ามาใกล้

“จะคุยอะไร………………ถ้าจะทวงหนี้มันยังไม่สิ้นเดือนเลยนะ”

“นท” น้ำเสียงเข้ม ด้วยพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตน

“นายโมโหฉันเรื่องอะไร”

“เราอย่ามาพูดคุยกันอีกดีกว่า เรื่องหนี้ฉันจะคืนให้ตรงเวลาไม่ต้องให้นายมาตามทวงแน่” เพราะฉันไม่ต้องการให้นายรู้นะสิ ว่าฉันรู้สึกอะไรกับนาย ไม่ต้องการเป็นหนึ่งในของเล่นชั่วคราว เพราะฉะนั้นอย่ามาข้องเกี่ยวกัน อย่ามาพบเจอกัน

“นท” เสียงตะคอกจนร่างบางต้องหลับตาหนีใบหน้าดุดัน

“คุยกันดีๆไม่ได้รึไง” มือใหญ่ไล้ใบหน้าเนียนเบาๆ จนร่างบางอดไม่ได้ที่จะเผลอไปกับสัมผัสอันอ่อนโยน พลางหลับตารับสัมผัสจากมืออุ่น

“ไปคุยกันที่คอนโดฉันนะ ที่นี่มันไม่สะดวกจะคุยกันหรอก”

คอนโด ร่างบางดูจะฝังใจกับที่นั้นถึงได้สะดุ้งผงะตัวออกห่าง

“ไม่………..ฉันไม่ไป”

ความคิดคำนึงไปถึงกิ๊บติดผมอันนั้นเข้าจนได้

“ปล่อย ฉันจะกลับบ้าน”

“นท…..ไปคุยกันก่อนนะ” ร่างสูงเริ่มรัดแน่นขึ้นด้วยนทนทีเริ่มดิ้นรนให้หลุดจากวงแขน
 
“นท……อย่าดิ้น ฟังกันหน่อยสิ……..ให้ตายเถอะ บ้าฉิบ” คำสบถของปถวียิ่งทำให้นทนทีออกแรงขัดขืนมากขึ้น แก้มนวลถูไถ่ไปกับแผงอกกว้างจนปถวีได้กลิ่นแชมพูอ่อนๆ เขาฝังจมูกสูดดมกลิ่นนั้นเข้าไปเต็มปอด พลางเคลื่อนริมฝีปากเคล้าคลึงพวงแก้มใสแรงๆ ก่อนจะทาบทับปิดปากดุนดันสอดลิ้นเข้าไป

“อึก!”

นทนทีผวากับพฤติกรรมมือไวใจเร็วของอีกฝ่าย พวกเขายืนอยู่บนลานจอดรถที่ใครจะโผล่มาเห็นเมื่อไรก็ได้
 
“อือ………..ปล่อย”

จนเมื่อสมใจคนตัวใหญ่นั้นละถึงได้ถอนริมฝีปากให้อิสระร่างบางได้เปล่งเสียง

“นายจะมาฉวยโอกาสกับฉันทำไม ฉันเป็นผู้ชาย นายควรจะไปทำกับผู้หญิงโน้น”

นทนทีเลือกที่จะปกปิดใจตัวเองด้วยการพาลเอาเรื่องอื่นมาบังหน้า

“ไม่ได้คิดแบบนั้นนะ นายก็เป็นนาย”

ใช่ เขาก็คือเขา คนที่เจ้านี่เคยมีอะไรด้วย ของมันเคยๆ เบื่อเมื่อไรก็ถีบหัวส่งว่างั้นเถอะ นี่เขาจะไม่พ้นจากเจ้ายักษ์นี่ไปได้เลยรึไง จะผู้หญิงผู้ชายไม่สำคัญ ขอแค่พอใจได้ขึ้นเตียงด้วยเป็นพองั้นหรอ รู้สึกปวดจี๊ดในอกอีกแล้ว มันเจ็บที่รู้สึกว่าตัวเองมีค่าเพียงคู่นอน ร่างกายเหมือนไร้น้ำหนักไปชั่วขณะ ก่อนจะขบเม้นริมฝีปากเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“ถ้าฉันยอมนอนกับนาย นายจะยกหนี้ให้ฉันมั้ยละ” ไม่รู้อะไรสิงใจให้เขาโพลงพูดออกไปแบบนั้น

ร่างสูงเกร็งเครียดทันทีก่อนจะผละร่างถอย สบตาแข็งกร้าวของนทนที

“พูดอะไรน่ะ”

“ว่าไงละ ถ้าอยากนอนกับฉัน ฉันก็จะนอนด้วย แต่ฉันจะไม่นอนกับนายเปล่าๆแน่” อารมณ์ตึงเครียดจนร่างโปร่งอยากจะดูถูกเหยียดหยามตัวเองให้มันสะใจกับความโง่เง่า อ่อนแอของตนที่ไม่รู้จะหาทางออกให้กับปัญหาในใจนี้ได้อย่างไร งั้นก็ให้มันเกลียดกันไปเลย

“นายพูดอะไรออกมานท” ปถวีจ้องมองกลับร่างเล็กตรงหน้าเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน เขามาพร้อมกับความหวังที่จะได้พูดคุย ได้เคลียร์ปัญหากัน เขาไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายร่างบางตรงหน้าจะมีความคิดเหมือนคนที่เขาอยากหลีกหนีเป็นที่สุด คือจ้องแต่จะตะครุบเงินทองบ้านเขา เห็นเขาเป็นสะพานไปสู่จุดมุ่งหมายต่างๆ ไม่เคยคิดเลยจริงๆ

มือล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง เขาพกมันไว้เพื่อจะได้เอามาให้นทนทีอีกครั้ง ปถวีจ้องมองมันก่อนจะเลื่อนสายตามายังวงหน้านวลที่แดงก่ำ

“ฉันรัก………………ถ้าฉันจะนอนกับคนที่ฉันรัก ฉันต้องจ่ายเงินด้วยรึไงกันห๊า!”

“…………!”

“อย่ามาดูถูกกันนะ!”

ปถวีตะโกนใส่หน้าร่างโปร่ง ถ้าเขาจับร่างบางมาหักเป็นสองท่อนได้เขาคงทำไปแล้ว แต่ตอนนี้เขาไม่อยากจะแตะต้องร่างนั้น อุตส่าห์คิดว่าไว้ใจได้แล้วเชียว คิดว่าคนนี้ละที่เขาจะคบหาได้สนิทใจ สุดจะอดกลั้นความโมโหได้อีกต่อไป ปถวีเงื้อของที่อยู่ในมือปาเข้าใส่ร่างบาง แต่ไม่ตั้งใจจะให้ถูกตัว มันจึงไปกระทบประตูรถยนต์ตนเองแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

นทนทีมองเศษซากโทรศัพท์แตกกระจายอยู่รอบตัวเอง ก่อนจะทันได้พูดอะไร ร่างสูงของปถวีก็หมุนตัวเดินหนีไป ทิ้งเขาให้ยืนตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และคำพูดที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนไป

“ฉันมันบ้า ที่คิดรักนาย”
.
.
.
สองเท้าพาร่างบางเดินออกมาจากลานจอดรถอย่างคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“ระ…….รักหรอ………โธ่โว้ย………..”

นทนทีรู้สึกว่าได้พูดเรื่องเลวร้ายอย่างไม่น่าให้อภัยไปซะแล้ว ถึงคำที่เขาได้ยินมามันจะจริงหรือไม่ก็ตามที

ร่างโปร่งกลับถึงบ้านพร้อมกับลงมือจัดการกับหน้าที่ตัวเองจนดึก จึงได้ล้มตัวนอนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นอีกครั้ง

“จริงหรอ…………ที่พูดมา……………..ฉันจะเชื่อนายได้หรือ ผู้ชายเหมือนกันจะมารักกันได้ยังไง ” แขนนวลยกขึ้นก่ายหน้าผากครุ่นคิด

“มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

ร่างโปร่งบอกปฏิเสธกับตัวเอง แม้ลึกๆในใจจะรู้สึกผูกพันธ์กับผู้ชายคนนี้ก็ตามที แต่เขาจะยอมรับความรู้สึกนี้ได้อย่างเปิดเผยได้หรือ ครอบครัวเขาอีก แล้วยังคำพูดเลวร้ายของเขา แบบนี้มันยังจะหันหน้ามาพูดคุยกันอีกได้รึเปล่านะ

*****************************************************************

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 17

“เฮ้ย………….เจ้านทมันเป็นอะไรของมัน” ไผ่กระซิบกระซาบกับประวิชเมื่อสังเกตเห็นนทนทีเหม่อลอยบ่อยครั้ง และเงียบไปจนผิดปกติ

“ไม่รู้เหมือนกัน เป็นแบบนี้มาหลายวันแล้วละ”

“ไม่รู้ได้ไงอะ เป็นเพื่อนสนิทกัน ไม่รู้จักดูเพื่อนบ้างเลยรึไง” เจ้าของร่างบางส่งสายตาค้อนมายังชายหนุ่ม

“ไม่ได้ตัวติดกันนี่จะได้รู้ว่าไปทำอะไรมาบ้าง”

“เห็นตามติดกันทุกวัน ฉันก็นึกว่าตัวติดกันซะอีก” เจ้าตัวยังคงไล่เบี้ยกับคนตัวโตพลางชักสีหน้าทำปากยื่นใส่

“เดี๋ยวเถอะ………..คนยิ่งกลุ้มๆ ยังมากวนประสาท เดี๋ยวก็เตะตกเก้าอี้เลยนี่”

“แตะนิดแตะหน่อยทำเป็นเคือง………………เชอะ ไม่ยุ่งก็ได้”

ไผ่พลางหันหน้าหนีคนนั่งข้างๆ ถึงใจจะห่วงเพื่อนที่เอาแต่นั่งไม่พูดไม่จาจนน่าเป็นห่วงก็ตาม แต่ก็อดหมันไส้เพื่อนตัวโตไม่ได้

ประวิชมองอาการตะบึงตะบอนของไผ่ก็ต้องถอนหายใจด้วยอ่อนใจ

“น่า………………..อย่าเพิ่มมาเหม็นหน้ากันตอนนี้สิ นายช่วยเข้าไปถามไถ่เจ้านทมันหน่อย ฉันถามแล้วมันก็บอกว่าไม่ได้เป็นไร”

อากัปกิริยามองเขาด้วยหางตาของร่างบางทำให้ประวิชเกิดอาการอยากจับคนตัวบางมาพาดเข่าฟาดก้นซะหลายๆที แต่ตอนนี้ทำได้แค่ขมความรู้สึกนั้นไว้ ด้วยหวังว่าไผ่จะช่วยให้เพื่อนสนิทตนดีขึ้น

“ไม่พูดฉันก็ทำอยู่แล้วละ เพื่อนฉันเหมือนกันนี่ ใช่เพื่อนนายคนเดียวเสียเมื่อไหร่”

พูดจบเจ้าตัวก็สะบัดหน้าเดินไปหานทนทีแทน

“นท…………”

เสียงเรียกลากยาวของไผ่ช่วยเรียกสติสตังของร่างโปร่งให้กลับคืนมาอยู่กับตัว

“อะไร” คนนั่งเงียบหันมาส่งยิ้มน้อยๆให้เพื่อน

“เย็นนี้ไปเที่ยวกัน มีร้านเปิดใหม่เยี่ยมไปเลย ไปกันนะ”

“อือ……………..ไม่ได้หรอกต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านน่ะ”

“เฮ้อ……………ขยันมันก็ดีอยู่หรอกนะ”

ไผ่เดินอ้อมไปข้างหลังพลางคล้องมือกอดคอเพื่อนไว้หลวมๆ ส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาแต่หนักแน่นถึงใจคนฟัง

“นท…………ชีวิตคนเรามันสั้นรู้มั้ย ถึงจะเป็นความสุขเล็กๆน้อย ก็ควรจะรีบไขว้คว้าไว้นะ”

“………………………….” คนถูกกอดเอี้ยวหน้าหันไปมองเพื่อนที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว

“อะไรคือสิ่งที่ถูก อะไรคือสิ่งที่ผิด ใจเราเป็นคนกำหนดทั้งนั้น จะให้มันสุขหรือทุกข์ก็อยู่ที่เราอีกนั้นละ”

ไผ่ผินหน้ามองออกไปไกลสุดสายตา

“อย่าวางกรอบให้ตัวเอง อย่าคิดแทนคนอื่น ถ้ายังไม่ได้เข้าไปนั่งกลางใจเขา” คำพูดแผ่วเบายังคงถ่ายทอดมาสู่ใจแห้งแล้งของร่างโปร่ง

“ถ้าเป็นคนที่เขารักเรา เขาจะเข้าใจเรา” ไผ่หันกลับมามองคนที่นิ่งเงียบอีกครั้ง

“ฉันรักนายนะนท นายจะเป็นยังไงก็ยังเป็นเพื่อนฉันนะ ให้ฉันได้ช่วยนายนะ”
 
“ผะ…………ไผ่”

คำพูดของไผ่ทำให้นทนทีต้องเลิกคิ้วขึ้นถาม พูดยังกับรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ และถึงแม้เขาจะไม่ได้ตอบอะไรให้เพื่อนได้เข้าใจ แต่ไผ่กลับกอดเขาแน่นๆเหมือนต้องการจะถ่ายทอดความรู้สึกห่วงใยมายังเขา
 
“นายไม่ต้องพูดก็ได้ แต่เวลานายเศร้าฉันก็จะกอดนายยังงี้ทุกครั้งไป”

ไผ่จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาเหมือนจะให้ลึกถึงใจของอีกฝ่าย

“จำไว้นะ”

“…………………………” ร่างโปร่งของนทนทีทอดถอนใจให้กับตัวเองเบาๆ เขาไม่รู้จะต้องทำยังไงต่อไป แต่อย่างน้อยตอนนี้เขารู้สึกถึงกำลังใจที่กระจัดกระจายกำลังทยอยไหลกลับเข้ามาสู่หัวใจของเขาอีกครั้ง คงต้องใช้เวลารอให้มันเป็นรูปเป็นร่างสักนิดก่อนที่เขาจะพร้อมก้าวข้ามหลุมลึกในใจตัวเองได้

ร่างโปร่งยิ้มให้เพื่อนตัวบางพร้อมกับวาดวงแขนกอดตอบ

วันไหนที่เขาล้มเขายังมีคนที่รักเขาอยู่

*****************************

“เฮ้ย……………”

ไผ่ชายตามองเพื่อนตัวโตที่มีท่าทางกระหืดกระหอบส่งเสียง เฮ้ยๆ อยู่ตรงหน้าด้วยอาการเฉยเมย ก็ไม่ได้ชื่อเฮ้ยนี่ ทำไมจะต้องสนใจด้วย สายตาเหลือบกลับมาสนใจหนังสือในมือตนเองอีกครั้งเพราะพอจะคาดเดาจากอาการของอีกฝ่ายได้ว่ามาหาเขาเรื่องอะไร

ประวิชมองคนที่นั่งทำเป็นอ่านหนังสือไม่สนใจเขาด้วยอารมณ์หมันไส้เต็มแก่ นี่ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งจะจับมาฟาดให้ก้นลายเลย อุตส่าห์ตามหาซะทั่วมหาลัย มาอุบหลบหลังตึกนี่เอง

“ฉันตามนายหาซะทั่ว” ประวิชมองใบหน้าขาวที่ยังทำเฉยอยู่ก็ทรุดลงนั่งข้างๆทันที เพราะรู้ว่า บทอีกฝ่ายจะดื้อแพ่งขึ้นมาละก็ ให้เอาอะไรมาง้างปากก็ไม่ยอมพูดหรอก

“เป็นอะไรอีกละ ทำหน้าเป็นตูดลิงเลย”

ตูดลิง…………..ดูเหมือนคำนี้มันจะไปกระตุ้นต่อมความหงุดหงิดให้เริ่มทำงานและหลั่งสารเคมีบางอย่างเข้าไปไหลวนในกระแสเลือดจนไปกองร่วมกันอยู่ที่เท้า ร่างบางถึงได้เกิดอาการคันขึ้นมาตะหงิดๆ อยากจะเตะก้านคอคนข้างๆแก้คันซักทีสองที

เคยไปเห็นตูดลิงมารึๆงถึงได้รู้ว่าหน้าฉันเหมือนมัน เจ้าบ้า

ไผ่นึกต่อว่าต่อขานประวิชในใจพลางเขยิบตัวหันหลังให้อีกฝ่ายด้วยเกิดอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาซะเฉยๆ

ประวิชมองเพื่อนตัวบางหันหลังให้ตนอย่างไม่รู้เหตุผล ทำให้เขาต้องหยุดเรื่องร้อนรนในใจไว้ก่อน แล้วเขยิบเข้าประชิดหลังร่างขาวชะโงกหน้าข้ามไหล่เล็กมองเจ้าของใบหน้าขาวก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือหน้าเดิมเป็นนานสองนาน

“ใครทำให้โมโหอีกละ” ประวิชพูดทั้งๆที่ยังชะโงกหน้ามองหนังสือในมือไผ่อยู่

ถ้าไม่รู้ก็จงไม่รู้ต่อไปเถอะ เจ้าทึ่ม………..หึ……….ถ้าไม่ใช่เรื่องของเจ้านท นายก็คงไม่วิ่งพล่านตามหาฉันแบบนี้หรอก จะปล่อยให้อยากรู้จนลงแดงตายไปเลย ดูสิจะตายจริงมั้ย

“ไผ่…………………….” ประวิชทอดเสียงลากยาวเพราะคนตัวเล็กยังไม่ยอมขยับตัวรับรู้ถึงการมีอยู่ของตน

ขี้งอน……………ตัวแค่เนี๊ยทำไมถึงสร้างแรงกดดันให้เขารู้สึกหนักอึ้งได้เก่งนักก็ไม่รู้ ถ้าจะอารมณ์ไม่ดีจริงๆ จะโกรธใครมาก็ไม่รู้ละแต่จะยอมเป็น

กระโถนรองรับอารมณ์ให้ก็ได้ ดีกว่านั่งเงียบเป็นเจ้านท 2 แบบนี้ ให้ตายดิทำไมถึงชอบสร้างเรื่องให้เขาเป็นห่วงกันอยู่เรื่อยนะเจ้าพวกนี้

หอม…………….ประวิชสะดุดกับกลิ่นอะไรบางอย่างลอยมาแตะจมูก

จมูกโด่งทำท่าสูดดมกลินที่ลอยมาฟุดฟิด เหมือนกำลังหาที่มาของกลิ่น จนคนที่นั่งอยู่ทำไม่ไหวกับอากัปกิริยาหยุกหยิกของร่างสูงที่นั่งเบียดอยู่ด้านหลังตนเองจึงเงยหน้าขึ้นมองในระยะประชิด

“เป็นอะไรของนาย”

ประวิชละความสนใจจากกลิ่นนั้นชั่วครู่จ้องมองวงหน้าขาวนวล

“นายได้กลิ่นอะไรหอมๆมั้ย”

“อะไร………ไม่เห็นจะได้กลิ่นอะไร” ด้วยยังเคืองคนตัวใหญ่อยู่ เสียงที่โต้ตอบจึงยังแข็งกระด้างไม่รื่นหูดังเคย

“ไม่นะ ฉัน………ยังได้กลิ่นอยู่”

มือใหญ่สอดเข้าใต้แขนเรียวพลางดึงสาบเสื้อบริเวณหน้าอกอีกฝ่ายขึ้นดมอย่างรวดเร็วจนเจ้าของเสื้อดูจะนิ่งงั้นไปทันที

“นี่ไง…………….จากนายนี่ละ”

จมูกโด่งยังฝังลงบนเนื้อผ้าขาวนุ่มอีกครั้งเหมือนจะย้ำชัดให้แน่ใจในสิ่งที่ตนค้นพบ

“อะ!………………………” ศีรษะโตๆของเพื่อนตัวใหญ่อยู่ชิดใบหน้านวลจนไผ่เองไม่กล้าขยับเขยื้อนตัว

“หอมจัง……….นายใส่อะไรมาเนี่ย”

ประวิชยังคงทำหน้าสงสัยเต็มที่เพราะปกติจะไม่เคยได้กลิ่นอะไรจากเพื่อนคนนี้เลย จำได้เคยบอกว่าไม่ชอบของที่มีกลิ่นฉุนๆ ได้กลิ่นจะรู้สึกคลื่นไส้

ใบหน้าของประวิชคงแสดงออกถึงความชอบอกชอบใจในกลิ่นนี้เป็นพิเศษถึงได้ทำท่าสูดดมฟุดฟิดอีกครั้ง จนร่างบางหน้าร้อนผ่าว

“นายชอบหรอ” ไผ่จ้องตาแป๊วใส่อีกฝ่าย

“อืม………มันหอมเย็นๆ ได้กลิ่นแล้วรู้สึกชื่นใจดี”
 
ไผ่มองคนพูดที่บอกความรู้สึกของตนอย่างสบายอารมณ์ ถ้านายชอบฉันจะใส่มาทุกวันเลย

มือบางปิดหนังสือในมือเมื่อประวิชถอยกลับไปนั่งข้างๆตามเดิม

“วันนี้ไปโยนโบว์ลิ่งกันมั้ย”

ไผ่ได้ฟังถึงกลับนิ่งงันเป็นรอบสอง เพราะเจ้าคนตัวโตคนนี้จะชวนเขาไปเที่ยว สงสัยเดินออกไปสามก้าวแผ่นดินคงจะแยกแหงๆ

ประวิชที่เห็นร่างบางนิ่งเงียบไม่ตอบก็ให้นึกกังวลว่า วันนี้ผีลิงที่เคยสิงในตัวเพื่อนมันหลุดหายไปรึไง ถึงได้สงบเสงี่ยมผิดปกติ รึเขาขอให้ไผ่ทำเรื่องเกินความสามารถของเจ้าตัวไปรึเปล่านะ

เอาละ ไม่ใช้ไม่วานแล้วก็ได้ ถ้าต้องทำให้เจ้านี่ลำบากใจจนนั่งใบ้ไปอีกคน เขาขอเป็นอย่างเดิมดีกว่า

“ไปมั้ย” ประวิชยังคงคะยั้นคะยอไผ่ “เดี๋ยวขากลับไปส่งบ้านให้”

“นายกับฉัน สองคน?” นิ้วเรียวชี้ไปที่ตัวเองและอีกฝ่าย

“อืม……..ไม่สนุกหรอ? งั้นชวนไอ้ต้น ไอ้ซี ไปด้วยกันก็ได้ หลายๆคนคงสนุกกว่า”

“มะ……………ไม่ต้อง……….ไป………งั้นไปกันเลย ไม่ได้โยนนานแล้ว”

ร่างบางรีบลุกขึ้นฉุดคนตัวใหญ่ที่ยังนั่งงงกับท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือของอีกฝ่าย ทีเมื่อกี้ยังนั่งซึมกะทืออยู่เลย แต่ดูตอนนี้สิ กระดี๊กระด๊าซะเหลือเกิน

ไผ่รีบเร่งให้ประวิชลุกขึ้น โอกาสแบบนี้มาไม่บ่อย แล้วใครจะทนนั่งปั้นหน้างอให้เขาง้ออยู่เป็นนานสองนานกันละ ขืนทำบ่อยๆ เกิดอีกฝ่ายเบื่อง้อขึ้นมาจะทำไง ของแบบนี้เอาแต่พอหอมปากหอมคอก็พอแล้ว

ว่าแล้วก็รีบลากคนชวนเดินไปยังลานจอดรถโดยเร็ว เพราะกลัวคนต้นคิดจะเปลี่ยนใจชวนไอ้หน้าไหนไปด้วยกัน ก็หมดสนุกกันพอดี

*******************************************

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 18

“ประวิช วันนี้ฉันไปด้วยนะ”

น้ำเสียงรีบร้อนของนทนทีทำให้คนที่กำลังเตรียมตัวออกไปเก็บภาพการแข่งคัดตัวรอบสุดท้ายของชมรมมวยสากลชะงักลง ด้วยแปลกใจที่เห็นเพื่อนโผล่มาเอาตอนเลิกเรียนแล้วหลังจากไม่ได้เห็นหน้ามาเป็นอาทิตย์

ช่วงที่ผ่านมาประวิชต้องทำงานคนเดียวตลอดจนเขาไม่คิดจะชวนเพื่อนไปด้วย เพราะรู้ว่าเพื่อนมีภาระทางบ้าน และมีอาการแปลกๆให้เขาต้องห่วงมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว จนทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร อุตส่าห์ไปขอร้องให้เจ้าไผ่ช่วยก็ไม่เห็นจะดีขึ้นตรงไหน ให้ลองไปเลียบเรียงเคียงถามก็ไม่ได้เรื่องอะไรกลับมา บอกแต่ว่าเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง

รอมาจนวันนี้ก็ยังไม่เห็นจะรู้เรื่อง เห็นทีเสร็จจากงานนี้คงต้องไปเค้นคอถามเอาให้ได้ว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ดูมีลับลมคมในพิกล โดยเฉพาะเจ้าไผ่ แต่วันนี้ร่างโปรงดูกระตือรือร้นมากจนน่าดีใจ

“เอาสิ”

“เดี๋ยวฉันถือกระเป๋ากล้องเอง”

ทั้งสองเดินออกจากห้องชมรมหนังสือพิมพ์ไปยังลานกีฬาที่ตอนนี้ถูกแบ่งพื้นที่เป็นเวทีมวยชั่วคราว นักศึกษาเริ่มทยอยมาจับกลุ่มรายล้อมรอบเวทีเพื่อคอยเชียร์เพื่อนตน เสียงกดชัดเตอร์ดังขึ้นเป็นระยะ จนนักกีฬาเริ่มทยอยออกมารอขึ้นชกเสียงกดชัดเตอร์จึงดังรัวขึ้น วันนี้เป็นรอบสุดท้าย ใครชนะก็จะได้เป็นตัวแทนไปแข่งกีฬามหาวิทยาลัยระดับประเทศในแต่ละรุ่น

ดวงตาดำใสสอดส่ายสายตามองไปรอบบริเวณเพื่อหวังจะพบร่างคุ้นตา แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่พบ เขารู้ว่าปถวีได้เข้าชิงรอบสุดท้าย เขาถึงขอตามประวิชมาด้วย

กับคำพูดประโยคสุดท้ายที่ชายหนุ่มทิ้งไว้ก่อนจะเดินจากไปมันยังค้างคาใจเขาอยู่ อยากรู้ว่าสิ่งที่พูดออกมานั้นมันมาจากใจจริงรึเปล่า ถึงจะยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำยังไงกับคำตอบนั้นก็ตามที คำตอบที่ยังไม่รู้หัวรู้ก้อย เขาก็ยังอยากรู้ อยากหวัง หวังว่าเขาจะยังมีโอกาสได้คุยกันก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป

“ทำไมยังไม่เห็นปถวีอีก หมอนั้นมีคิวชกเป็นคู่ที่ 4 นี่” ประวิชที่รอถ่ายรูปเปรยขึ้นมา

“แต่นี่มันเลยรุ่นของเขามาแล้วนี่”

“นั้นสิ รึจะสลับรุ่นกันก็ไม่รู้นะ รอดูคู่ต่อไปแล้วกัน”

เสียงโห่ร้องจากบรรดากองเชียร์ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ หมัดต่อหมัด ยิ่งชกตรงเป้าเห็นกันจะๆ ก็ยิ่งเรียกเสียงเชียร์ให้ดังมากขึ้น บรรดากองเชียร์หนุ่มๆออกอาการลุ้นกันอย่างเอาเป็นเอาตายในขณะที่หญิงสาวบางคนทำหน้าเสียวไส้ยังกับจะถูกชกซะเอง

“ออกมาแล้วนท คู่สุดท้ายเลย” ประวิชสะกิดบอกเพื่อน มองปถวีเดินตรงมาทางพวกเขาเพื่อจะผ่านไปยังเวทีมวย

นทนทีมองตามร่างสูงกำยำเดินผ่านไป รู้สึกเหมือนมีใครมากระตุกหัวใจอย่างแรงเมื่อปถวีไม่แม้จะชายตามองเขา
.
.
.
“เกร๊ง!” เสียงระฆังบอกเริ่มยกที่หนึ่ง ทั้งคู่บนเวทีเดินเข้าหากัน คู่ต่อสู้ของปถวีมีรูปร่างเตี้ยกว่าแต่ด้านความหนาปถวียังเป็นรอง ทั้งคู่ต่างจับจ้องหาจังหวะเหวียงหมัดเข้าใส่กัน

“ดูหมัดของปถวีมันเบาๆ แฮะ ไม่หนักเหมือนรอบก่อนๆ” ประวิชเปรยขึ้นมา รอบก่อนๆยังชกฝ่ายตรงข้ามหน้าสะบัดตามแรงหมัดตลอด ร่างสูงใหญ่ตั้ง

ข้อสังเกต แต่นทนทีที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องหมัดมวยเท่าไร จึงได้แต่มองร่างบนเวทีตาไม่กระพริบ หมดยกแรกดูคะแนนจะสูสีกันทั้งคู่

“เฮ้ๆ แข่งกันแล้วหรอ” ไผ่วิ่งกระหืดกระหอบแทรกตัวเข้ากลางระหว่างประวิชและนทนที

“ฉันเพิ่งประชุมเสร็จอะ เจ้าวีชนะยัง” เจ้าตัวรีบถามต่อแทบหายใจหายคอไม่ทัน

“เพิ่งจบยกแรกเอง เหลืออีก 2 ยก………………….นี่อย่ามาเบียดได้มั้ย ไปยืนห่างๆไป๊…………..ยิ่งร้อนๆอยู่” ประวิชตอบให้แถมด้วยแววตาเขียวปั๊ด

“หึ” ฟังประวิชว่าก็ยิ่งแกล้งยืนเบียดแนบชิดจนออกหน้าออกตา ทำให้ร่างสูงเบี่ยงหลบพัลวัน

“เฮ้ย!” เสียงอุทานดังมาจากข้างหลัง เมื่อหันไปมองก็เจออนลยืนมองบนเวทีมวยสายตาตื่นๆ

“ไหนบอกว่าแค่จะมาดูเพื่อนชกเฉยๆไง ทำไมไปอยู่บนนั้นละ”

“อะไรนล พูดถึงใคร” นทนทีเห็นอนลทำหน้าแปลกๆพูดอะไรที่เขาไม่เข้าใจ

“พี่นท………ก็พี่ผมนะสิ………”

อนลยังคงมองพี่ชายนั่งให้น้ำอยู่บนเวที

“ก็นั้นไงพี่นาย” ไผ่เองก็งง

“ครับพี่ผม แต่เมื่อวานพี่เขากลับไปบ้านใหญ่แล้วไปทำท่าไรไม่รู้ลื่นตกบันไดตั้งหลายขั้นแนะ เห็นบอกว่าเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว ข้อมือก็เจ็บบวมด้วยละ ก็บอกผมเองว่าจะถอนตัว แล้วไปทำอะไรบนนั้นละนี่”

“ห๋า! ตกบันได” เสียงไผ่ร้องดังลั่นก่อนใครเพื่อน ส่วนร่างโปร่งข้างๆกลับนิ่งเงียบ หันขวับไปมองคนบนเวทีที่ตอนนี้เริ่มยกที่สองแล้ว

“ถึงว่าหมัดมันเบาๆ คงจะเสียดายโอกาสละมั้งถึงลากสังขารขึ้นชก” ประวิชมองขึ้นไปยังเวทีดูคู่ชกบนเวทีเริ่มแลกหมัดกันอีกครั้ง

“คงงั้นมั้งครับ พี่คงไม่อยากมานั่งเสียใจที่หลัง ว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่ลองพยายามดู ถึงผลมันจะออกมายังไงก็คงรู้สึกโล่งใจเพราะตัวเองได้ทำถึงที่สุดแล้วละครับ”

อนลพูดเสริมต่อประวิช โดยมีนทนทียืนฟังอยู่ข้างๆ ก่อนจะพาร่างตนเองไปยืนเกาะติดขอบเวทีมองคนบนเวทีปล่อยหมัดเข้าใส่กันเต็มๆตา เสียงกรรมการห้ามบนเวทีตะโกนให้หยุดการชกชั่วคราวเพื่อเข้ามาดูฝ่ายปถวีซึ่งมีเลือดกำเดาไหลออกมาจากจมูก สีหน้ามุ่งมั่นพยักหน้าให้กรรมการเห็นว่าตนยังชกต่อได้ กรรมการห้ามบนเวทีดูแผลแล้วสั่งให้ชกต่อ แต่มีเสียงระฆังหมดยกที่สองดังขึ้นเสียก่อน

“สู้ตายพี่”

อนลเข้ามายืนข้างนทนทีพลางตะโกนเชียร์พี่ตนลั่นจนคนข้างบนหันมามอง สายตามองผ่านเลยร่างบางไปยังอนล ยิ่งทำให้เจ้าของร่างโปร่งรู้สึกปั่นป่วนบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่อาจจะละสายตาจากร่างบนเวทีไปได้เลย

ปถวียกนิ้วโป้งให้น้องชายตนก่อนจะเริ่มยกที่สาม เสียงเฮจากกองเชียร์อีกฝ่ายดังขึ้นเมื่อปถวีโดนชกสองหมัดติดกันบริเวณใบหน้าและลำตัวจนเซ

“เฮ้ย! ไอ้วี แกแพ้ไม่ได้นะโว้ย ชกมันเข้าไปเลย” เสียงไผ่ออกอาการเชียร์จนสุดตัว

“ตายเป็นตาย” ร่างเล็กยังคงส่งเสียงดังจนประวิชต้องเข้ามาปราม

“น้อยๆหน่อยเจ้าไผ่ เดี๋ยวก็ถูกกองเชียร์อีกฝ่ายรุมตืบหรอกแก”

“ช่าง………….ไว้ตอนนั้นคอยมาหลบหลังนายก็ได้” พูดจบโดยไม่สนใจอาการตาโตของอีกฝ่าย หันไปตั้งหน้าตั้งตาเชียร์เพื่อนตนสุดฤทธิ์

“หลบ………อย่างนั้น…….มันต้องอย่างนั้น สวนไปเลย”

ประวิชจึงได้แต่ยืนมองคนตัวเล็กที่ทำท่ายังกับอยู่บนสังเวียนซะเอง แถมปากก็ภาษณ์ไปด้วยแต่โดยดี

“วี!” นทนทีอุทานเมื่อเห็นชายหนุ่มถูกหมัดสวนเข้าลำตัวเต็มๆ จนกลัวว่าจะยืนไม่ครบยก

“อีกนิด………..ก็จะหมดยกแล้ว อยู่ให้ครบยกก็ยังดี”

ภาพปถวีตอนนี้คงดูเยินสุดๆในสายตาใครต่อใคร เขาเห็นรอยช้ำบริเวณข้างลำตัวที่ไม่ได้เกิดจากการชกครั้งนี้ คงเพราะตกบันไดแน่ๆ

“วี!”

นทนทียืนงงระคนตกใจเมื่อมีคนล้มลงบนเวทีอย่างฉับพลัน

“ยะฮู้! ชนะแล้ว”

เสียงไผ่ตะโกนดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงบนเวทีจะเดินกลับมุมของตน และกรรมการก็ตามมาชูมือฝ่ายน้ำเงินซึ่งก็คือปถวีชนะน๊อก
 
“พี่! ชนะแล้ว………ยอดเลย”

“ไอ้วี………สุดยอด” ไผ่กับอนลต่างส่งเสียงยินดีที่ปถวีชนะมาได้อย่างเลือดตาแทบกระเด็น ทั้งหมดพากันไปรอปถวีลงจากเวที จนร่างสูงลงมาก็รับคำสวดจากน้องชายก่อนเลย

“พี่ เดี๋ยวก็ได้พิการหรอก ทำอะไรห่ามๆแบบนี้”

“เอาน่ะๆ ขี้เกียจจะฟัง ฉันเจ็บจนไม่อยากคุยอะไรด้วยหรอกนะ”

“เป็นห่วงนี่ แล้วพี่จะกลับบ้านเลยมั้ย ผมขับรถให้ จะได้แวะหาหมอตรวจดูหน่อยก็จะดีนะ” อนลถามไถ่พี่ตนอย่างเป็นห่วงแต่ดูท่าเจ้าของร่างเยินๆจะไม่ค่อยอยากจะใส่ใจ

“ไม่ละ เดี๋ยวฉันจะกลับคอนโด”

“ไหวหรอพี่”

“ไม่ได้หนักหนาอะไร แค่ฟกช้ำดำเขียวเอง”

“ไปหาหมอหน่อยเถอะ” นทนทีโพล่งออกมาด้วยสุดทน เขาอยากให้ชายหนุ่มทำตามที่น้องชายเสนอจะปลอดภัยกับตัวเองมากกว่า แต่ดูเหมือนคำพูดของเขาจะดังไปไม่ถึงปถวี เจ้าตัวถึงได้เมินเฉยกับคำพูดของเขา

“ฉันดูแลตัวเองได้ ไปละ” หันไปบอกน้องชายตนก่อนจะเดินฉับๆจากไป

“จะเป็นไรรึเปล่า ตามไปไม่ดีกว่าหรอ” ไผ่หันไปถามอนล

“ก็อยากตามไปอยู่หรอกนะพี่ไผ่ แต่ขืนเข้าไปตอนนี้มีหวังถูกเตะกลับมาแหงๆ ช่วงนี้ยิ่งขี้หงุดหงิดอยู่ ไว้ผมค่อยโทรถามเป็นระยะๆดีกว่า พี่เขาต้องรู้ตัวเขาเองดีที่สุด”

“งั้นก็กลับกันเลยดีกว่า ไม่มีอะไรแล้วนี่” ประวิชชวนเพื่อนๆกลับบ้านด้วยตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว

“ฉันไปส่งนะนท” ร่างสูงใหญ่หันไปบอกนทนที

“ไม่………..ไม่ต้องหรอกฉันกลับเอง”

“นทไม่ไป งั้นนายไปส่งฉันแทนก็แล้วกัน” ไผ่รีบเสนอตัวแทนเพื่อนที่สละสิทธิ์ทันที

“นายอีกละ ไปส่งอะไรกันบ่อยๆ เปลี่ยนหน้าบ้างสิ”

“ไปส่งไผ่เถอะ ฉันกลับละ” นทนทีบอกลาเพื่อนก่อนจะเดินจากไปก็ถูกไผ่ล๊อคอหยุดไว้

“อะไรละไผ่ ตกใจหมด” ร่างโปร่งหันมองเพื่อน

“แค่นี้ก็เหม่ออีกหละ …………………ไม่ไปหรอ?” จู่ๆเพื่อนที่ล๊อคคอก็ตั้งคำถามขึ้นมาลอยๆ

“ไปไหน”

“ก็ไปดูเจ้าวีมันหน่อยสิ ตอนนี้อาจจะยังไม่เป็นไร แต่พอซักพักอาจจะเป็นก็ได้นะ อยู่คนเดียวด้วยสิ เป็นอะไรไปก็แย่เลย”

“………………….จะให้ฉันไปหรอ เดี๋ยวก็ถูกไล่ตะเพิดออกมาหรอก”

“ก็บอกแล้วว่า อย่าคิดแทนคนอื่นไง………” ร่างบางส่งยิ้มอ่อนละมุนมายังนทนที

“ก็แล้วแต่นายนะ ฉันไปละ”

พูดจบไผ่ก็วิ่งปรู๊ดไปหาประวิชทันที ทิ้งคำพูดสะกิดใจให้เพื่อนตนต้องขมวดคิ้วคิดหนักจนได้

****************************************************************

ร่างของปถวีทอดตัวนอนบนโซฟาภายในห้องชุดของตน ร่างกายที่ใครๆต่างเป็นห่วงกลับไม่ได้เจ็บระบมอย่างที่คิดกังวลกัน เขาออกกำลังกายเป็นประจำกับแค่ลื่นตกบันไดไม่กี่ขั้น ไม่ได้ทำให้เขาถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อได้หรอก เพียงแต่เมื่อวานรู้สึกหงุดหงิดมาก จนพาลคิดจะถอนตัวจากการแข่งคัดตัวรอบสุดท้าย ก็มันหงุดหงิด หงุดหงิดเป็นที่สุด เจ็บตัวน่ะไม่เท่าไร เจ็บที่ใจนี่สิมันสุดทน เจ้าบ้านั้นพูดออกมาได้ยังไงกัน คำพูดของนทนทียังคงสะท้อนไปมาในหัวและบั่นทอนความรู้สึกดีๆที่มีให้ ยิ่งวันนี้มาเห็นหน้าร่างโปร่งก็ยิ่งสะท้อนใจ เห็นเขาเป็นพวกหว่านเงินล่อให้ใครๆ มาขึ้นเตียงด้วยรึไง

เหอะ….มาเองต่างหากเล่า ถึงยังงั้นความคิดนี้ก็ไม่เคยอยู่ในหัวซักนิด ตอนที่ได้ยินนทนทีพูดทำเอาเขาช๊อกไปเลย
 
แต่ถึงจะได้ยินกับหูเขาก็ไม่คิดว่านทนทีจะเห็นแก่เงินตามที่พูดมาหรอก จนวันนี้ก็ไม่คิดจะเชื่อ มันต้องมีอะไรแน่ๆ เพียงแต่ตอนนี้เขาอยากอยู่คนเดียวซักพักก่อนก็เท่านั้น ขืนเจอกันตอนนี้มีหวังได้จับกดแน่ๆ เหตุผลร้อยแปดคงเอาไว้ที่หลังแน่นอน
 
“ติ๊งต๊องๆ ติ๊งต๊องๆ” เสียงสัญญาณเตือนให้เจ้าของห้องทราบว่ามีแขกมาเยือนรออยู่หน้าประตูห้องไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มที่นอนเหยียดยาวคิดจะลุกไปเปิดประตูแต่อย่างใด เขาไม่อยากจะเสวนากับใครในตอนนี้จริงๆ

“ติ๊งต๊องๆ ติ๊งต๊องๆ”

“ใครฟะ”

เสียงยังคงดังย้ำอีกครั้งแต่ปถวีก็ยังคงนอนอยู่ที่เดิม คิดว่านอนเงียบๆ ไม่มีใครไปเปิดประตูเดี๋ยวก็กลับไปเอง

“ติ๊งต๊องๆ ติ๊งต๊องๆ”

“โว้ย!………….ใครวะจะเตะให้คว่ำเลย รำคาญจริง” ปถวีลากสังขารที่เจ็บพอดูไปเปิดประตูออกอย่างแรง

“อะ!”

---- TBC ----

วันนี้ 4 ตอนรวด ใกล้จะจบภาค 1 เเล้ว เย้ๆๆ
ขอบคุณผู้อ่านเเทนพี่ Sake ค่ะ  o13

ออฟไลน์ kungyung

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1756
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
น่ารักที่สู้ดดดดดดดดดดดดดด
มาต่อให้อีกตั้งสามตอนอ่ะ
สนุกจังเล้ยยย อ่านแล้วติดมากๆๆเลยอ่ะ
อยากอ่านต่ออีกอ่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ TONG

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-4
มาเยอะแยะเลย อ่านจนตาแฉะเลย ขอบคุณนะค่ะ

wanwisa

  • บุคคลทั่วไป
วันนี้มาต่อ 3 ตอนรวดเลย
ขอบคุณค่ะ  งานนี้นายปถวีจะหายเจ็บไวเพราะได้พยาบาลดีหรือเปล่าเนี่ย
รอลุ้นอยู่น้า.....

LoveNineTeen

  • บุคคลทั่วไป
กรี๊ดดดดดดดดดดดดด อ่านอย่างจุใจเลยสามตอนแหนะ

แต่ยิ่งอ่านยิ่งอึดอัด เมื่อไหร่จะเข้าใจกันสักที เฮ้อ...

ส่วนคู่ ประวิชกับไผ่น่ารัก ขำดี ชอบบบบบ


ตอบคุณ jeab_u เป็นเพลงค่ะ ชื่อเพลง "จะอยู่กับฉันทั้งคืนได้ไหม" หนึ่ง อีทีซีเป็นคนร้องค่ะ

Lollipop_pop

  • บุคคลทั่วไป
ยิ่งอ่านยิ่งลุ้นอะ

ISACBTMN

  • บุคคลทั่วไป
ชอบไผ่กับประวิชด้วยคน อิอิ

ออฟไลน์ Papoonn

  • inspiration <3
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
ตัดจบแบบเงียบ ๆ   แนวมาก   = [] =
555555   นทแรงมากประโยคพวกนั้นอ่ะ
สงสารปถวี   ตอนแรกอยากกระโดดถีบตอนนี้ขอกระโดดกอดเถอะ  555

3 หรือ 4 ตอนล่าสุดนี้สุดยอด     !!
หึงหรอจ่ะ  นท    555555
น่ารักน่ะเรา   


 :call: :call: :call: :call:

Donpopper

  • บุคคลทั่วไป
ใกล้จบแล้วเหรอ

แต่ยังดีบอกว่าใกล้จบภาคแรก  แสดงว่ามีต่อ

หุหุหุหุหุ

รออ่านต่อไปครับ

ออฟไลน์ benben

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 61
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ลุ้นสุดโต่ง o13 ยิ่งกว่าเจ้าไผ่อีกนะ
อยากอ่านต่อเร็วๆอ่ะ :sad4:รีบมาต่อนะ

ออฟไลน์ maxtorpis

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-4

ออฟไลน์ thaitanoi

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1451
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
รอลุ้นว่านทจะคืนดีกันได้หรือเปล่า ขอบคุณครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ pongsj

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6054
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +213/-9
ค้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงอีกแล้ว ใจจะขาดรอนๆๆๆๆ

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
ถ้าคนที่มาเป็น .... กล้าเตะปะ  เตะเลยดิ เตะเลย ฮิ้ววววว
รีบมาต่อนะคะ เรากำลังลุ้นว่า วี มันจะเตะปะ  :laugh:

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 19

“ติ๊งต๊องๆ ติ๊งต๊องๆ”

“โว้ย!………….ใครวะจะเตะให้คว่ำเลย รำคาญจริง” ประวีลากสังขารที่เจ็บพอดูไปเปิดประตูออกอย่างแรง

“อะ!”








ร่างสูงโปร่งตรงหน้าทำเอาปถวีชะงัก

“นท” เขาไม่คิดเลยว่าจะเป็นนทนทีมายืนอยู่หน้าประตูห้องเขาโดย…ไม่มีใคร………..เขาลากมา

“ฉันมาดูว่านายเป็นยังไงบ้าง อนลบอกว่าเมื่อวานนายตกบันไดด้วย”

นทนทีเอ่ยขึ้นหลังจากต่างคนต่างยืนนิ่งอึ้งกันอยู่นาน จึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบน่าอึดอัดนี่เสียเอง เพราะเขาได้รวบรวมกำลังใจทั้งหมดพาตนเองมาที่นี่ เขาจะไม่ยอมคว้าความว่างเปล่ากลับไปโดยที่ยังไม่ได้พยายามทำอะไร

“ไปหาหมอมายัง”

ร่างสูงยังคงยืนเฉยจนนทนทีอดรู้สึกใจแกว่งไม่ได้ แต่ยังไงวันนี้เขาก็อยากรู้ อยากรู้ความจริงใจในคำพูดสุดท้ายนั้น จะไม่ปล่อยให้มันค้างคาใจได้อีกต่อไป

“ให้ฉันช่วยดูแผลให้มั้ย” ร่างขาวนวลยังคงพยายาม

“แล้วฉันต้องจ่ายเงินมั้ย กับความเอื้อเฟื้อของนาย”

คำพูดกระทบกระเทียบทำให้หน้านวลแดงเรื่อขึ้นทันที

“มะ…………ไม่ต้อง”

ชั่วอึดใจร่างสูงของปถวีก็เอี้ยวตัวเปิดทางให้คนตัวบางเข้ามาภายในห้อง

คราวก่อนสภาพภายในห้องไม่ได้ดูสะอาดเรียบร้อยเช่นวันนี้ ทุกอย่างถูกเก็บให้เข้าที่เข้าทาง บนพื้นพรมไม่มีของบางสิ่งบางอย่างตกค้างให้สะดุดตาสะดุดใจ ปถวีเดินพาเขาไปยังห้องนอนที่เปิดรออยู่ ร่างบางทำใจอยู่นิดก่อนจะเดินตามเข้าไป

“กินข้าวกินยายัง ฉันซื้อมาด้วยนะ” นทนทีเดินมาหยุดหน้าปถวีที่ทรุดตัวนั่งลงขอบเตียง เขาเตรียมหยูกยามาพร้อม ก็เผื่อว่าเจ้าของห้องไม่อยากเห็นหน้าเขาจริงๆ ก็ยังมีข้ออ้างว่าเอายามาให้แก้เก้อไปได้ละ

“กินแล้วละ” ปถวีมองหน้านวลก้มหน้าดึงถุงยาออกมาจากกระเป๋าแล้วเลือกหยิบยาทาแก้ฟกช้ำออกมา

“ฉันเห็นรอยช้ำที่ชายโครงนายเลยซื้อติดมาด้วย” นทนทีทรุดนั่งลงกับพื้นห้อง เงยหน้ามองใบหน้าคมเข้มที่ตอนนี้ปูดบวมเป็นแห่งๆ ริมฝีปากได้รูปมีรอยแตกแดงเห็นได้ชัด

“ท่าจะเจ็บนะแผลนั้น” ร่างบางยังคงเพ่งพินิจแผลบนใบหน้าและตามลำตัว

“แล้วที่ข้อมือละ เคล็ดด้วยไม่ใช่หรอ” สายตาไล่ไปตามท่อนแขนจนถึงข้อมือบวมแดงกว่าปกติ

“สมใจนายมั้ยละ” ปถวีเห็นอากัปกิริยาอ่อนลงของร่างบาง จึงเกิดอาการอยากลองดี ด้วยไม่รู้เจ้าตัวมีจุดประสงค์อะไรถึงมาหาเขาเองได้ พลางเหล่ตามองร่างโปร่งขบริมฝีปากแน่นระงับอารมณ์ ให้หนีไปซะตอนนี้ยังดีกว่าต้องมาทะเลาะกัน สภาพเขาตอนนี้ก็ไม่มีความอดทนมากพอจะใจเย็นได้ ถ้าร่างบางมาพูดจาให้เจ็บใจอีก ไปซะตอนที่เขายังมีสติดีอยู่จะดีกว่า

นทนทีข่มกลั้นความเจ็บแปลบในใจตัวเอง คำพูดที่เขากล่าวหาร่างสูงไว้มันร้ายแรงจนเรียกคืนมาไม่ได้แล้วหรือ เขามาที่นี่ก็เพื่ออยากพิสูจน์คำพูดทิ้งท้ายของปถวีในวันนั้นแต่รู้สึกว่ามันจะเป็นไปไม่ได้แล้วละมัง แต่อย่างน้อยแค่เรื่องนี้ก็ยังดี เขาอยากขอโทษที่พูดเรื่องเลวร้ายกับอีกฝ่ายไว้ เขาอยากจะบอกว่าเขาไม่ได้คิดอย่างที่พูดวันนั้นจริงๆ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายคงไม่อยู่ในอารมณ์อยากฟังหรอก ช่างเถอะในเมื่อเขาไม่ได้มาเพื่อหาเรื่องทะเลาะ ร่างบางจึงถอนหายใจออกมา

“ฉันมาเพราะเป็นห่วง ไม่ได้คิดมาซ้ำเติมนายหรอกนะ” นทนทีเงยหน้าจ้องมองหน้าบวมปูดตรงๆ

เสียง คลืน ดังขึ้นในใจปถวีทันที เมื่อประโยคเล่านั้นผ่านพ้นจากริมฝีปากบาง

“แต่ถ้านายไม่เป็นไรมากฉันกลับก่อนดีกว่า ไว้วันหลังค่อยคุยกันก็ได้”

พูดจบเจ้าตัวก็ขยับลุกขึ้น แต่กลับถูกมือใหญ่ดึงรั้งไว้ นทนทีเหลียวมองคนที่คว้าแขนเขาไว้แน่น

“อะไร” ร่างบางถามออกไปด้วยเสียงสั่นๆ ถึงจะทำใจมาแล้วว่าคงไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีนัก แต่ก็ไม่คิดว่าจะรู้สึกว่างเปล่าขนาดนี้

“ห่วงฉัน?”คำถามสั้นๆแต่มันกินนัยในความรู้สึกของนทนที จึงนิ่งไปชั่วครู่เพื่อสำรวจความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้า

“อือ” ถึงจะเป็นเสียงครางตอบรับ แต่ก็ได้ใจความอย่างที่คนรออยากได้ยิน

ชั่วขณะหนึ่งที่ปถวีรู้สึกถึงธารน้ำเย็นๆไหลเข้ามาในตัว มันทั้งชุ่มชื้น เย็นฉ่ำชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก

นทนทีกระพริบตามองปถวีเขม่งว่าจะเอายังไงกับเขา เขาได้ละทิฐิตัวเองลงมาแล้วก็อยากให้ร่างสูงยอมเข้าใจเขาบ้าง อย่าได้ทำลายความหวังที่เหลืออยู่น้อยนิดนี่เลย

“งั้นช่วยทายาที่หลังให้หน่อยได้มั้ย ฉันทาไม่ถึง”

นทนทีมีสีหน้ากระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที พลางก้มลงแกะกล่องยา
 
“ถอดเสื้อสิ จะทาให้”

“อะ!…….” เสียงครางเล็ดรอดออกมาเมื่อร่างสูงขยับยกแขนถอดเสื้อ

“ถอดได้มั้ย ฉันช่วยนะ” นทนทีเห็นท่าทางเก้ๆกังๆ ของอีกฝ่ายจึงเข้าไปช่วย

ปถวีผงะเล็กน้อยเมื่อศีรษะกลมทุยชะโงกเข้ามาใกล้ กลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆลอยเข้าปะทะจมูกจนแอบสูดดมจนเต็มปอด

“โห………….” นทนทีเห็นจ้ำสีม่วงสีเขียวระบายทั่วชายโครง มือเรียวสัมผัสแตะแผ่วพลิ้วบนร้อยช้ำ

“โอ๊ะ! อูย…………”

“ขอโทษๆ เจ็บหรอ ว่าทาเบาแล้วนะ”

“เจ็บสิ”

ปถวีบอกเจ็บ แต่หากหน้านวลเงยหน้าขึ้นมามองสักนิด ก็คงจะเห็นล่องรอยความเจ้าเล่ห์แอบแฝงอยู่ในดวงตาคู่คมนั้น

“นายทำเกินตัวไปรึเปล่า เป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง” น้ำเสียงตัดพ้อกลายๆ ของนทนทีทำเอาหัวใจชายหนุ่มกระตุก ร้อนฉ่าขึ้นมาทันที

คนอะไรพอทำเสียงแบบนี้แล้วมันน่า………….จับกดเป็นบ้า

ใบหน้านวลเริ่มแสดงออกถึงความวิตกกังวลกับรอยฟกช้ำบนร่างกาย ถ้าไม่มีไข้ก็ดีไป ปากบางเผยอระบายลมหายใจไล้ลิ้นเลียริมฝีปากแห้งๆของตนช้าๆ

ปถวีลอบมองอาการนั้นแล้วอมยิ้ม ก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“เพราะนายนั้นละ”

“ฉัน!?”

“ใช่ ฉันตกบันไดเพราะคิดเรื่องของนายอยู่ไง”

“ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย”

“เกี่ยวสิ ก็คิดถึงนาย นายก็ต้องรับผิดชอบสิ”

“หือ………….” มือที่กำลังทายาหยุดชะงัก รู้สึกขนลุกยังไงพิกล แต่ความสงสัยนั้นเป็นไม่นานเพราะร่างสูงคว้าเอวบางไปโอบกอดเรียบร้อยแล้ว

“อะ!”

เสียงอุทานมาพร้อมกับแรงโอบกอดมากขึ้น แผงอกเปลือยเปล่าแนบชิดจนไม่มีที่ให้อากาศแทรกผ่าน ริมฝีปากได้รูปสัมผัสแผ่วเบาลงบนกลีบปากนุ่มรวดเร็ว และหนักหน่วงขึ้นจนนทนทีต้องยึดตัวปถวีไว้แน่น

“โอ๊ย!” ปถวีร้องดังด้วยมือบางกดแน่นบริเวณรอยช้ำ

“ขอโทษ………….แต่นายไม่ควรทำแบบนี้” น้ำเสียงบ่นอุบอิบ ไม่มีแววโกรธขึงกับการกระทำอย่างถือสิทธิของอีกฝ่าย

ปถวีมองร่างบนตักตนจนเจ้าตัวรู้สึกกระดาก เสมองไปทางอื่น

“ปล่อยได้แล้ว” นทนทีเริ่มหาเรื่องพูดกลบเกลื่อนความรู้สึกที่กำลังแกว่งไหว

“นทนที………มองฉัน” เสียงสั่งแกมบังคับของปถวีทำให้ร่างโปร่งต้องเงยหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

“นายมาหาฉันทำไม”

คำถามที่ตอบยากที่สุดได้มาถึงแล้ว ร่างบางอึกอัก เขาตอบตัวเองได้ แต่พอจะตอบร่างที่นั่งโอบกอดเขานี่ ทำไมมันยากจัง แต่เมื่อตัดสินใจมาแล้วก็ต้องข่มความกระดากอายพูดต่อไป

“ฉันอยากรู้………..”
 
“รู้อะไร?”

“ที่นายพูดวันนั้น”

“พูดอะไร?”

ถึงจะรู้ว่านทนทีหมายถึงเรื่องอะไร แต่จะตอบกันง่ายๆก็ใช่ที่ ในเมื่อเขาต้องทนทรมานเพราะคนๆนี้ตั้งนาน ขอเอาคืนบ้างคงไม่เป็นไรหรอกนะ

ให้ตายเถอะ………..ทำไมเขาถึงรู้สึกยากเย็นขนาดนี้นะ กับการจะรู้ความรู้สึกในใจของใครสักคน แล้วคนๆนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เรื่องมันง่ายขึ้นเลย ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรง หลับตานิ่งเพื่อรวบรวมความกล้าอีก

“ที่……ที่ว่ารัก…….จริงรึเปล่า” พูดออกไปแล้วก็อยากจะมุดหน้าหนีไปให้ไกล

“อยากจะรู้ไปทำไมละ มันสำคัญกับนายด้วยรึ”

คนตัวใหญ่ยอกย้อนถามทำให้คนในอ้อมแขนเกร็งตัว ก่อนหน้านี้เขารู้สึกร้อนรน อยากพบ อยากเจอ อยากถามว่าใจของชายหนุ่มคิดกับเขาจริงอย่างที่พูดมารึเปล่า แต่เขาไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ถ้าได้คำตอบแล้วจะทำยังไง ถ้าไม่จริงก็คงจบไป แต่ถ้ามันจริงละ ถ้าใจของเขาตรงกัน แล้วถ้าใจตรงกันเขาจะทำยังไง เขาไม่เคยคิดถึงขนาดนั้น ถ้าเป็นชายหญิงใจตรงกันก็คบกัน จบแบบแฮ้บปี้ แต่นี่ผู้ชายกับผู้ชาย เขาลืมคิดตรงนี้อะ………………….

“ฉัน………คือ……ไม่รู้” น้ำเสียงเบาโหวงกับแววตาสับสนในการกระทำของตัวเองทำให้ปถวีที่ทอดสายตารอคำตอบทอประกาย ก่อนจะคลายอ้อมแขน

ความเย็นวาบหลั่งไหลเข้ามาทันทีเมื่อปถวีคลายอ้อมแขนอุ่นและนิ่งขึง ทำให้ใจของนทนทีแกว่งไหวหนักขึ้น

“ไม่รู้………..อืม…..คำถามคงยากไป งั้นเอาง่ายๆก็แล้วกัน”

นทนทีมองปถวีด้วยความสงสัย

“ฉันจะให้นายเลือก ถ้าเลือกถูกฉันถึงจะบอก”

“เลือก?”

“ใช่…….กลับไปซะ เดี๋ยวนี้ แล้วพรุ่งนี้เราจะเป็นเพียงคนรู้จักกัน”

“อะ!”

“หรือไม่ นายก็จะไม่ได้ออกไปจากห้องนี้อีกนานเลยละ”

ดวงตาคู่รีเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าเข้มที่ไม่ได้บ่งบอกว่าพูดเล่นเลยสักนิด ร่างบางพยายามค้นหาสัญญาณอะไรบางอย่างในดวงหน้านั้น แต่เจ้าตัวกลับตีหน้าเครียดจริงจังจนเขาหวั่นใจ ถ้าเขาก้าวขาออกไป เขาจะยอมรับการเป็นเพียงคนรู้จักได้รึเปล่า ในขณะที่ถ้าเขาอยู่ เขาจะยอมรับสิ่งต่างๆนาๆที่จะตามมาได้หรอ ขอกลับไปคิดก่อนได้มั้ยอะ

“ไม่เห็นต้องเลือก”

“ต้องเลือก”

นทนทีพยายามบ่ายเบี่ยง จนปถวีขยับเปลี่ยนจับร่างบางนั่งบนที่นอน ส่วนตัวเองลุกขึ้นยืนก้มหน้าเผชิญหน้าขาว จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาแวววาวที่กำลังสั่นไหว
 
“ฉัน………ฉะ”

“เดี๋ยวนี้”

ถึงจะถูกยื่นคำขาดแต่นทนทีก็ไม่สามารถเลือกที่จะเดินออกไปจากห้องนี้ได้ เขาไม่อยากเป็นแค่คนรู้จัก แต่……………….จะคบกันหรอ……….ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวลสับสน เขามีแม่มีน้อง ไหนจะสังคมรอบข้างอีก เขาจะก้าวข้ามมันไปได้หรือ ด้วยไม่สามารถตัดสินใจได้จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่ยอมขยับ พลางก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตา ด้วยกลัวร่างสูงตรงหน้าจะลากเขาออกไปจากห้อง

ปถวียิ้มนิดกับท่าทางคิดหนักของคนบนเตียง ก่อนจะผลักร่างบางที่ทำหน้ายุ่งนอนราบไปกับที่นอนนุ่มแล้วตามทาบทับกักร่างบางที่กำลังตื่นตระหนกไว้ในวงแขน

“นาย!”

“นายเงียบ ฉันถือว่านายเลือกอย่างหลัง”

ไม่ให้ปากบางได้ประท้วง ปถวีประกบจูบปิดรวดเร็ว ลิ้นอุ่นรุกไล้จนอีกฝ่ายยอมเปิดปากให้เข้าไปซุกซนหาความหวานในรสสัมผัส ปลายลิ้นตวัดชักชวนให้ร่างบางตอบสนอง สองมือประคองใบหน้านวลนิ้วโป้งนวดคลึงขมับให้เบาๆช่วยคลายความหวั่นวิตก จนลิ้นเล็กๆขยับสอดรับจังหวะการรุกปถวี ร่างสูงจึงได้ถอนริมฝีปากมองดวงตาใสในระยะประชิด รอดูปฏิกิริยาของร่างบาง

ไม่มีอาการต่อต้านนอกจากแววตาไหววูบจนต้องหลุบตาหนี ปถวีตามประทับริมฝีปากแผ่วแล้วถอนออกเพื่อย้ำความมั่นใจว่าคนตรงหน้าจะไปหนีไปไหน
นทนทีได้แต่มองปลายคางเขียวจางเมื่ออีกฝ่ายจ้องมองใบหน้าตน เขาไม่ต้องการรู้คำตอบจากชายหนุ่มอีกแล้ว และก็จะไม่ถามตัวเองว่าอนาคตจะทำยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ขอแค่ปัจจุบันนี้เขามีความสุขสงบตามอัตภาพก็พอ วันข้างหน้าผู้ชายคนนี้จะเป็นยังไงค่อยคิดอีกที

สองแขนเรียววาดโอบกอดลำคอคนตัวใหญ่แน่นพลางหลับตาลง

เขายังคงทำหน้าที่เป็นลูกที่ดี เป็นพี่ที่ดีของน้อง เป็นเสาหลักของครอบครัวไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความรู้สึกและใจนี่ เขาขอไว้ให้ตัวเองเถอะนะ

“ฉันรักนาย……”

เสียงผะแผ่วจากคนที่ทาบทับทำให้นทนทีลืมตาและหลับลงอีกครั้ง ใบหน้าระบายรอยยิ้มน้อยๆให้คนตัวโตได้หัวใจพอง

“แล้วนายละ”

ไม่มีเสียงตอบจากร่างที่เอาแต่หลับตากอดคอร่างสูงไว้ ทำให้ปถวีขยับตัว แทรกนิ้วไล่เลาะปลดกระดุมเสื้อเข้าไปสัมผัสผิวเนื้อเนียนภายในพลางบีบเค้นตุ้มเนื้อสีชมพูจนแข็งเป็นไต เขารู้ว่าร่างบางกระดากอายเกินกว่าจะโต้ตอบอะไรเขาได้อีก แค่ที่มาหาเขาคนเดียวได้ ก็นับว่าเขาไม่ได้คิดและรู้สึกไปเองคนเดียวแน่นอน ก็กว่าเขาจะรู้ใจตัวเองก็เสียเวลาและความรู้สึกแทบแย่ กับเรื่องแค่นี้เขารอได้ เขามีวิธีที่จะทำให้นทนทีพูดว่ารักเขาจนได้ละน่า………





อารมณ์ร้อนแรงของปถวีได้หลั่งไหลสู่ร่างบาง ชักจุงให้ทุรนทุรายจนระงับไว้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อนิ้วมือยังคงบดขยี้ตุ้มไตสีชมพูจนเผลอคราง

“หะ…หยุด” สองมือดันไหล่หนาออก

“อะไรอีกละ” คนที่กำลังดื่มด่ำเพลิดเพลินกับการสัมผัสผิวเนื้อเนียนผละจากการคลึงเคล้าขึ้นมองแกมหงุดหงิด

“นายเป็นคนเจ็บ……..ต้องนอนเฉยๆ” ชั่วขณะที่ทักท้วงกับสภาพร่างกายของอีกฝ่าย กลับรู้สึกสั่นจนต้องหลบสายตา

“ไม่มีปัญหา” สีหน้าของปถวีบ่งบอกถึงความมั่นอกมั่นใจในสภาพร่างกายที่ยังสามารถทำภารกิจให้เสร็จลุล่วงไปได้แน่นอน ทำเอาหน้าบางร้อนแดงก่ำทันที

“ไม่ใช่แบบนั้น! ไม่ได้ถามซะหน่อยว่าจะทำได้มั้ย ในหัวนายมีแต่เรื่องบนเตียงรึไง ฉันหมายความว่านายต้องพักผ่อนมากๆ เดี๋ยวจะเจ็บหนักกว่าเดิม ”

หน้านวลบึ้งตึงด้วยมือซนไม่ยอมหยุดเคลื่อนไหว หากแต่ยังลดระดับคืบคลานเข้าเกาะกุมส่วนกลางลำตัว ก่อนจะบีบคลึงสร้างความรู้สึกรัญจวณใจให้ร่างบางต้องขบเม้มริมฝีปากสะกดกลั้นไว้

“ถ้านายร่วมมือ” ปถวีโน้มศีรษะมาชนหน้าผากอีกฝ่าย

“ก็สบายมาก”

“ห๊า!”

“น่า……น๊ะ” เสียงคนตัวโตปลอบประโลมกึ่งหว่านล้อมให้อีกฝ่ายยอมร่วมมือด้วย จมูกโด่งฝังลงซอกคอขาวสูดดมกลิ่นกาย ปลายลิ้นอุ่นลากเลียก่อนจะขบติ่งหูนิ่มให้คนใต้ร่างได้รับรู้ว่า

เขาจะเริ่มแล้วนะและไม่อยากรับฟังอะไรอีกแล้วด้วย ก็เปิดโอกาสให้กลับบ้านแล้วไม่กลับเองนะ เพราะฉะนั้น…………………

“อือ……..” อารมณ์จะห้ามปรามด้วยห่วงร่างกายอีกฝ่ายจะเจ็บช้ำไปกว่าเดิม ถูกลบล้างด้วยสัมผัสหวาบหวามจนสติกระเจิดกระเจิงคล้อยตามคนที่คอยคะยั้นคะยอ สองมือยึดแผ่นหลังไว้พอประคองตัว ด้วยยังสำนึกว่าอีกฝ่ายฟกช้ำดำเขียวบริเวณลำตัว แต่สองขากลับเกร็งจนแทบเป็นตะคริว

ปถวีเบียดตัวเองถูวนบริเวณกลางลำตัวอีกฝ่ายเรียกเสียงครางกระเส่าจากร่างบางได้ทันที มือข้างที่ว่างจากการบีบเค้นยอดอกลดลงสอดเข้าไปคลึงบั้นท้ายตึงแน่น คงยังไม่หนำใจร่างสูงจึงกางนิ้วตะบบลงแก้มก้นมนรั้งสะโพกให้บดเบียดเสียดสีกับกลางลำตัวอย่างสนุกมือ

การสัมผัสผ่านเนื้อผ้าหนาไม่ได้ช่วยลดอาการทุรนทุรายให้น้อยลงกลับทำให้ถวิลหาสัมผัสจากฝามือร้อนมากขึ้น

“อ๊า………..” น้ำเสียงพึงพอใจของกันและกันกระตุ้นให้ทั้งสองปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่ตอนนี้กลายเป็นอุปสรรคในการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเนื้อหนังมังสาไปซะแล้ว
นิ้วมือแข็งแรงเข้ากอบกุมกายของร่างบาง รับรู้ถึงความเบ่งบานเต็มที่จนหยาดเยิ้มเอ่อล้น การขยับรูดรั้งไปมาช้าๆทำให้นทนทีบิดกายคุ้มคลั่งในอารมณ์ที่จวนเจียนถึงขีดสุด

“อือ…..อย่า” เสียงกระท่อนกระแท่นเหมือนทรมานกับสิ่งที่อีกฝ่ายปรนเปรอให้

“รู้สึกดีไม่ใช่หรอ”

คำถามถามกลับมาอย่างมั่นอกมั่นใจในฝีมือของตนทำให้เปลือกตาที่ปิดสนิทเปิดมองส่งสายตาค้อนแกมหมันไส้ให้อีกฝ่าย

“จะทำให้รู้สึกดีกว่านี้อีก” สิ้นสุดคำบอกกล่าว นิ้วอันช่ำชองเข้าไปไล้วนรอบช่องทางแคบให้คลายตัวก่อนจะสอดแทรกเข้าไปในส่วนที่ร้อนและตอดรัดนิ้วเขาอย่างนุ่มนวล

“อ๊า!………..” หลุดเสียงครางกระเส่าออกไป นทนทีก็แทบจะกัดลิ้นตัวเอง เจ้าหมอนี่รู้ว่าจะต้องทำยังไงให้เขารู้สึกดีจนกลั้นไว้ไม่อยู่ ไม่อยากจะคิดเลยว่าคนที่กำลังบำรุงบำเรอความสุขให้เขาผ่านประสบการณ์บนเตียงอะไรมาบ้าง คิดแล้วก็น่าแค้นใจ ตัวเขาแม้แต่กับผู้หญิงก็ยังไม่เคย ประสบการณ์เซ็กส์ครั้งแรกของเขา ก็กับเจ้าคนที่กำลังฟอนเฟ้นร่างกายเขาอย่างไม่ปราณีปราสัยอยู่นี่ไง

การรับรู้ถึงแรงบีบบริเวณต้นแขนของตนทำให้ปถวีเงยหน้าละการคลึงเค้นหนักหน่วงขึ้นสบตากับร่างบางที่ส่งสายตาอ้อนวอนมายังเขาอยู่ก่อนแล้ว

“เบามือหน่อย”

นทนทีที่อดกลั้นมานานร้องครางขอ ด้วยสัมผัสหนักๆจากมือ จากริมฝีปากที่ขบเม้น จากกายใหญ่ที่เสียดสีกระแทกเย้าจนแสบร้อนแทบไหม้เป็นจุลอยู่แล้ว อย่าลืมสิว่าเขายังไม่ชิน จะเล่นแบบฟูลครอสกันเลยหรอ เห็นใจกันบ้างสิ เจ้าบ้า

เสียงอ้อนวอนเหมือนยั่วยุให้ชายหนุ่มอยากแกล้งร่างบางขาวโพลนต่อไปอีก ปถวีสอดนิ้วเพิ่มเพื่อสัมผัสถึงความลุ้มร้อนและดูดกลืนเขาอยู่ตลอดเวลา

“อือ………อา……..”

นทนทียังคงส่งเสียงครางหวานหูให้ปถวีได้ยินเป็นระลอก

ปถวีลุกฉุดให้ร่างบางขึ้นคร่อมตักตนเอง กลางลำตัวของนทนทีบดเบียดอยู่กับหน้าท้องของอีกฝ่ายไปมาสร้างความเสียวซ่านในช่องท้องจนอยากจะผละตัวออกห่าง แต่มือใหญ่กลับเกาะกุมบั้นท้ายทั้งสองข้างไว้แน่น

“นทขยับสะโพกขึ้นหน่อย” เสียงสั่งเหมือนลอยมาไกลๆ แต่ก็ทำให้นทนทีทำตาม

“นั่งลง” โดยไม่รอให้ผู้ฟังปฏิบัติตาม เจ้าของมือใหญ่ออกแรงกดสะโพกมนให้ทิ้งดิ่งสู่กายใหญ่ที่ผงาดรอรับอยู่ก่อนแล้ว

“โอ๊ย!” นทนทีร้องเสียงดังลั้นจากการสอดแทรกความใหญ่โตเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้เผลอตัวเกร็งรับการกระแทก ความเจ็บแล่นริ้วขึ้นมาทันที

“อ๊า!..เบาๆหน่อย นาย…..อะ…อืม”

ถึงปถวีจะเตรียมความพร้อมให้ร่างบางแล้ว แต่ความด้อยประสบการณ์ของอีกฝ่ายไม่ยอมผ่อนคลายทำให้ตัวปถวีเองก็ลำบาก

“อา!………….” ร่างสูงครางด้วยช่องทางบีบรัด จนเขาเผลอตัวกระแทกกายจนสุด

“อย่าเกร็งนท…ผ่อนคลายหน่อย”

ถึงจะร้องบอกให้ผ่อนคลายการบีดรัดแต่กลับไม่ได้ผลด้วยร่างบางยังคงเกร็งตัวรับสัมผัสจากเขา

“ให้ตายเถอะ……อย่าทำแบบนี้สิ………..ฉันไม่อยากให้นายเจ็บนะ”

ปถวีขมวดคิ้วเข้มเหงื่อชื้นเกาะตามแผ่นหลังกว้าง กล้ามเนื้อเกร็งเครียดไปทั่วตัว

“อ๊า……..ไม่ไหว…….นท..ขอฉันเถอะนะ”

ปถวีประกบปากดูดกลืนลิ้นอีกฝ่ายพลางเร่งจังหวะการกระแทกกระทั้นให้เร็วและแรงขึ้นตามอารมณ์ที่พุ่งสูงใกล้ถึงขีดสุด มือใหญ่เพิ่มแรงกดเนินเนื้อบั้นท้ายให้แนบสนิทสอดรับแกนกายที่เชื่อมเขาสองคนไว้ด้วยกัน

ร่างหนาโถมแรงสุดตัวใส่ช่องทางที่ชุ่มโชกพาร่างบางกรีดร้องรับอาการสั่นสะท้านเมื่อถึงจุดสุดยอด ก่อนจะพากายตัวเองกระแทกหนักเข้าไปหลั่งหยาดน้ำขาวขุ่นให้พุ่งฉีดจนร่างกายนทนทีไม่สามารถรองรับได้หมดจึงไหลล้นออกมาภายนอก

“อะ……อ๊า” ทั้งสองแอ่นตัวรับการเกร็งกระตุกเป็นระยะๆ

นทนทีร้องครางด้วยอาการเจ็บแปลบและสุขสมไปพร้อมกัน เสียงหอบหายใจดังหนักหน่วงพร้อมกับร่างบางทรุดตัวซบลงซอกคอหนาอย่างเหนื่อยอ่อน ปถวีก้มลงแนบริมฝีปากบนเรือนผมชุ่มเหงื่อ สายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูในอาการของอีกฝ่าย






“เจ็บรึเปล่า”

“อือ” เจ้าตัวตอบไปอย่างแกนๆด้วยเหนื่อยแทบขาดใจ

เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆของปถวียิ่งทำให้คนที่ยังนั่งทับไม่ได้ถอนกายออกแนบหน้าซุกซอกคอยิ่งขึ้น

“เดี๋ยวขอแก้ตัวใหม่นะ เมื่อกี้รีบร้อนไปหน่อย” ริมฝีปากเคล้าเคลียพวงแก้มสีเรื่อ ก่อนจะได้ยินเสียงตอบกลับมาอย่างเฉียบขาด

“ไม่” นทนทีผละออกเว้นระยะห่างแค่คืบ มองอีกฝ่ายถมึงทึง

“เอาน่า……” ปถวีสวมกอดพลางโยกตัวไปมาเหมือนกำลังกล่อมเด็กโข่งให้ยอมตามใจ
 
“บอกว่าไม่”

“น่า………….”

“ไม่ไหวแล้ว”

“จะค่อยๆนะ”

“อย่าเลย”

“ทำเถอะ”

เสียงต่อรองยังคงดังเป็นระยะๆ จนฝ่ายร่างโปร่งบางต้องยอมล่าถอยในที่สุด เพราะถ้าไม่ยอมเห็นที่คืนนี้เขาคงไม่ได้หลับได้นอนเป็นแน่ นอกจากจะพูดจาตะล่อมไม่ยอมหยุด มือไม้ยังไต่แตะป้วนเปี้ยนบนร่างกายเขาด้วยถือสิทธ์เป็นเจ้าข้าวเจ้าของไปเรียบร้อยแล้ว จนสมใจคนตัวโตนั้นละเขาถึงได้หลับได้นอนด้วยหมดเรี่ยวหมดแรงเพราะถูกรีดพลังงานไปจนหมดตัว

***********************************
V
V
V
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-10-2009 22:22:51 โดย jeab_u »

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #113 เมื่อ02-10-2009 22:20:08 »

ตอนที่ 20

เสียงประกาศข่าวสารดังก้องไปทั่วมหาวิทยาลัย อากาศร้อนยามเที่ยงวันทำให้เหล่าบรรดานักศึกษาที่รอเรียนคาบต่อไปพากันหลบร้อนใต้ร่มไม้ใหญ่รวมทั้งประวิชและไผ่ก็เหมือนกัน

“วิชขอน้ำหน่อย”

ไผ่นั่งขัดสมาธิบนพื้นหญ้าเขียว มือกำลังกดปุ่มเล่นเกมบนมือถือ มีประวิชนั่งอยู่ข้างๆพร้อมด้วยถุงขนม น้ำอัดลม วางอยู่ตรงหน้าร่างบาง

ร่างหนาเหล่ตามองแล้วหลับตานับหนึ่งถึงสิบก่อนจะเอื้อมหยิบขวดน้ำส่งให้ ไผ่รับไปดื่มแล้วส่งต่อให้เพื่อนตัวใหญ่ดื่มบ้าง

“ไม่ละ ไม่หิว”

“จริงสิ ยังไม่เห็นนทเลย วันนี้มาไม่ใช่หรอ” เมื่อประวิชส่ายหน้าไม่ดื่มเจ้าตัวจึงยกกระดกดื่มจนหมดเกลี้ยง

“เอารายงานไปส่งอาจารย์เดี๋ยวก็มา”

“หรอ…………ว่าจะชวนไปเที่ยวซะหน่อย”

“พอเลย…………ไม่ต้องคิดเลยนะ เดี๋ยวก็มีเรื่องอีกหรอก”

“นายนี่ขี้กังวลเป็นตาแก่ไปได้”

“แล้วมันเป็นอย่างที่พูดมั้ยละ”

“ฮึ………..”

ไผ่สะบัดหน้าหันมาจ้องมองเพื่อนหนุ่มติดจะฉุดนิดๆ

“ฉันจะชวนไปฉลองไม่ได้ชวนไปหาเรื่องใครนะ”

“มีอะไรให้น่าฉลอง เจ้านทมันยิ่งกลุ้มๆใจอยู่”
“หึ……..ป่านนี้หายกลุ้มแล๊วว…….นายที่มันบื้อชะมัด”

ประโยคหลังไผ่บ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ

“รู้ดี”

“แน่นอน ……………ใครจะทึ่มเหมือนนายกันละ”

ดวงตาใสแจ๋วมองลึกลงในดวงตานิ่งสงบของอีกฝ่ายชั่วครู่ ก่อนจะอมยิ้มให้กับตนเองพลางสูดอากาศเข้าเต็มปอด ความรู้สึกช้าจริ๊ง

“แล้วจะไปมั้ยละ ถ้าไม่ไปฉันก็ไปกับเจ้านทสองคน ไปหาเพื่อนเอาข้างหน้าก็ได้ แล้วอย่ามาโอดครวญว่าไม่ชวน”

เจ้าของร่างเล็กขยิบตาล้อเลียนให้ประวิชได้ขุ่นใจเล่น ส่วนคนตัวโตได้แต่มองตาเขียวปั๊ด ด้วยถึงจะรู้จักกันมานาน เขาก็ยังคาดเดาอารมณ์คนตัวเล็กไม่ได้ซักที รู้แต่ว่าปล่อยให้ไปออกลิงออกข้างที่ไหนคนเดียวไม่ได้แน่ๆ เพราะคนที่จะต้องมาเก็บกวาดเช็ดถูตอนท้ายก็คือเขานั้นเอง เพราะฉะนั้นตามไปควบคุมดูแลตั้งแต่ตนเป็นดีที่สุด



“เฮ้……………….ไผ่”

ร่างสูงของปถวีส่งเสียงทักมาแต่ไกล และเดินตรงมาหาทั้งคู่

“ไง หน้าบานมาเชียว” คำทักตอบแกมเสียดสีทำให้ปถวีหุบยิ้มฉับ

“ปากหรอนั้น”

“หึ อิจฉาคนมีความสุขไม่เผื่อแผ่เพื่อนฝูงจริงโว้ย” เจ้าของแก้มนวลใสทำหน้าบูดเหล่ตามองเพื่อนมาใหม่ทรุดนั่งกับพื้นหญ้า
 
“พูดอะไรไม่เห็นจะรู้เรื่อง คนยิ่งร้อนๆ”

ร่างบางทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้พลางเอื้อมมือหยิบถุงขนม ควักของที่อยู่ภายในถุงเข้าปากคำใหญ่

“เชอะ………..” หน้ามันฟ้องชัดๆ

“แล้วนทละ ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอ” คนมาใหม่กวาดตามองรอบๆ ไม่เห็นคนที่ตนอยากพบ

“ร้อยวันพันปีไม่เคยถามถึง ถ้าพรุ่งนี้โลกจะแตกซะละมั่ง”

ปากบางๆยังคงจีบปากจีบคอกัดไม่ปล่อยด้วยไม่สบอารมณ์ในความสุขของอีกฝ่าย ในขณะที่ตัวเองยังมองไม่เห็นอนาคต

“นายก็พูดไปโน้น ฉันมีธุระจะคุยด้วย หาตั้งแต่เช้าแล้ว”

“ไปส่งรายงาน เดี๋ยวก็มา”

สุดท้ายไผ่ก็ต้องยอมบอกเพราะชายหนุ่มทำท่าจะลุกไปเดินหาซะเอง จนเหลือบเห็นร่างโปร่งของนทนทีเดินเข้ามา

“มาพอดี”

“เรียบร้อยมั้ย” ประวิชขยับที่ให้ร่างบางนั่งลงใกล้ตน

“โอเค ผ่านฉลุย” นทนทีทรุดนั่งลงที่ว่างที่ประวิชเว้นไว้ให้ท่ามกลางสายตาสองคู่ที่มองมาด้วยอาการหลากหลาย

“งั้นเย็นนี้ไปเที่ยวกันนะนท” ไผ่ได้ทีหาเรื่องชวนเพื่อนทันที พลางหันไปชวนปถวีด้วยอีกคน

“นายก็ด้วยนะ”

แต่ปถวีกลับหันมองนทนทีเหมือนจะขอความเห็น ทำให้คนชวนต้องแก้มป่องอีกครั้ง

“ตัวติดกันไปซะแล้วเพื่อนเรา”

“ร้านนั้นนะหรอ” นทนทีทำท่านึกถึงร้านที่เคยไปคราวก่อน

“จะไปร้านอื่นก็ได้นะ” ไผ่รีบแสดงความเห็น

“ก็เอาสิ แต่คงแค่ครั้งนี้ละนะ เพราะเดือนหน้าจะสอบแล้ว”

“เออๆ” หน้าขาวๆรีบพยักหน้าตอบรับทันที

ท่าทางดีอกดีใจจนออกนอกหน้าทำให้ประวิชหมันไส้ แถมเจ้าตัวยังทำหน้าทำตาเจ้าเล่ห์ใส่เขาอีกต่างหาก

เพื่อนแสนรักไปแล้ว ดูสิจะยังไม่ไปอีกมั้ย

“งั้นเจอกันที่ร้านนะไผ่ ซักสามทุ่มละกัน” นทนทีนัดหมายเสร็จก็หันไปคุยกับประวิชต่อ

“ฉันจะไปชมรมหน่อยแล้วค่อยไปเข้าเรียน นายไม่ต้องรอฉันนะ”

ไม่รอให้เพื่อนตอบก็ลุกขึ้นเดินผละจากไป โดยไม่บอกกล่าวคนตัวโตอีกคนที่มองตาปริบๆ ก่อนจะลุกเดินตามไปด้วย ทิ้งให้คนที่เหลือมองตามคนที่พากันเดินจากไปด้วยอารมณ์ต่างกัน คนหนึ่งอมยิ้ม อีกคนขมวดคิ้วฉงนในท่าทีของคนทั้งคู่

“พวกนั้น………..”

“ฮึๆเขาญาติดีกันแล้ว อย่าทำเป็นพ่อหวงลูกสาวไปหน่อยเลย วันหนึ่งลูกมันก็ต้องออกเรือน ฮ้าๆ”

“พูดอะไรฟะ”

“เอาน่าๆ ฉันเป็นเพื่อนแก้เหงาได้นะ” ร่างบางทำหน้าเจ้าเล่ห์ให้ประวิชขนตั้งอีกครั้ง

“ขอบใจ…….แต่รับไม่ลงวะ”

ประวิชส่ายหน้าพลางรีบหยิบขวดน้ำอีกขวดยกดื่มปิดปากไม่ให้เผลอตัวบ่นใส่ตนข้างตัว เพราะถ้าพูดเป็นได้ยาว หึ เพื่อนแก้เหงาหรือตัวป่วนกันแน่วะ ชีวิตนี้เขาจะพ้นจากเจ้าตัวยุ่งนี่รึเปล่า เขายังคิดหนัก

***************************************************

“รอด้วยสินท” ร่างสูงของปถวีก้าวยาวๆจนทันร่างโปร่งที่ชะลอเดินไปพร้อมเขา

“มีอะไรหรอ”

ปถวีล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงที่เพิ่งซื้อมาสดๆร้อนๆตอนเช้าแทนเครื่องเก่าที่เขาปาพังไปคราวก่อนให้นทนที แต่ร่างบางกลับชักมือกลับ

“ทำไมละ”

นทนทียังคงก้าวเท้าเดินไปเรื่อยๆพร้อมทั้งส่งยิ้มน้อยๆให้คนตัวใหญ่ แต่ปถวีกลับไม่รู้สึกอยากยิ้มตาม ด้วยรอยยิ้มนั้นมันแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวมั่นคงอย่างคนที่ตัดสินใจให้กับตัวเองแล้ว

“ฉันจะไม่รับมันหรอก”

คำตอบของนทนทีทำให้ปถวีหน้าตึง

“ฉันคิดว่าเราเข้าใจกันแล้วซะอีก”

“ใช่ เข้าใจ”

“แล้วทำไมละ”

“นายรวย”

“แล้วไง ฉันผิดรึไงที่เกิดมารวย”

“ฮะฮ้า………ไม่ผิดหรอก นายก็คิดไปโน้น” ร่างบางเผลอหัวเราะออกมาเต็มเสียง

“จะพูดอะไรนท”

“ฉันอยากรู้สึกว่าตัวเองมีค่าน่ะ”

“นายมีค่าสำหรับฉัน” ปถวีรีบพูดต่อ

ร่างโปร่งไม่ตอบในทันทีกลับยังเดินไปเรื่อยๆ

“เรามีช่องว่างที่ห่างกันมาก ฉันไม่อยากให้ใครมาว่า ว่าฉันมาปอกลอกนายหรือจะอะไรก็แล้วแต่”

“นี่!”

“ฉันอยากจะย่นระยะทางนั้นให้ได้มากที่สุดก่อน” นทนทียังคงพูดไปเรื่อยๆโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทางร้อนรน บึ้งตึงขนาดไหน

“นายจะรอให้รวยเท่าฉันแล้วค่อยรู้สึกว่าตัวเองมีค่ารึไง”

“โฮ้………..ทำจนตายฉันก็คงไม่รวยเท่านายหรอก”

“งั้นถามหน่อย…………ตอนนี้เราคบกันอยู่ใช่มั้ย”

เท้าที่กำลังก้าวเดินสบายๆหยุดลง หันหน้าเข้าปะทะร่างสูง

“เปล่า”

“เฮ้ย! ได้ไง นอนด้วยกันโครมๆ แล้วมาพูดแบบนี้เนี่ยนะ”

“เพี๊ย!” เสียงมือเรียวตีแปะที่ต้นแขนกำยำ

“นี่! พูดจาน่าเกลียดที่สุด”

“ก็จริงนี่”

“นาย!”

ร่างโปร่งทำท่าฮึดฮัดใส่ชายหนุ่ม เขาอยากยืนเคียงข้างร่างสูงอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งตอนนี้เขายังทำตรงนั้นไม่ได้ ไว้วันหนึ่ง วันที่เขาสามารถจะเป็นกำลังให้คนๆนี้ได้ เขาจะตอบ yes ทุกอย่างเลย แต่วันนี้…………………..

“ทำไมคิดมากกันจัง ทำไมไม่ทำตามความรู้สึกของตัวเองละ” ปถวียังคงยื้อถามด้วยรู้สึกเหมือนว่าร่างโปร่งนี้กำลังจะห่างไกลเขาออกไป

“เพราะเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกไงละ”

“นท” เสียงครางอย่างอ่อนอกอ่อนใจของปถวีเรียกรอยยิ้มสวยจากร่างโปร่งบางได้ทันที

“เวลาจะพิสูจน์ความตั้งใจของเรา และวันนั้นถ้านายยังรักษาความรู้สึกนี้ไว้ได้ละก็นะ” ร่างโปร่งเว้นช่วงนิด

“ก็อะไร” ร่างสูงเริ่มทำหน้าเซ็งแกมหงุดหงิดเมื่อไม่ได้ดังใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาทะเลาะกันก็หาเรื่องจับกดหรือขู่ให้อีกฝ่ายยอมตามใจเขาได้สบาย แต่นี่ ร่างบางกลับยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ไม่เถียง ไม่โมโห แต่กลับยิ้มหวานให้ทำเอาเขารู้สึกไม่อยากฝืนใจอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย แล้วจะให้เขาเอาไม้ไหนไปหลอกล่อให้คนๆนี้ยอมตามใจเขาได้ละ

“จะไปรู้เรอะ เรื่องของอนาคตใครจะไปรู้ได้ละ”

“เฮ้ย!อย่าพูดครึ่งๆกลางๆ ตกลงกันมาให้ชัดดิ” ปถวีเริ่มตีรวนไม่ยอมรับฟังอะไรแล้ว

“ก็ตกลงไปคนเดียวเถอะ ฉันจะไปชมรมแล้ว บาย”

นทนทีเริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังชมรมอีกครั้ง โดยมีปถวียืนมองคนตัวบางตัดบทเดินจากไปด้วยอาการงงๆ ไม่เข้าใจว่าร่างบางจะต้องการอะไรไปมากกว่าความรู้สึกที่เขามีให้กัน

“เอ..?…เดี๋ยวแล้วคืนนี้ละ นายจะไปกับฉันใช่มั้ย” ปถวีตะโกนถามด้วยระยะห่างเริ่มมากขึ้น

“ถ้าไม่รบกวนก็ดี”

“งั้นค้างที่คอนโดฉันเลยละกันนะ”

“ไม่”

“อ้าว! ดึกแล้วก็ค้างซะด้วยกันสิ”

“งั้นนายก็ไปคนเดียวเถอะ เดี๋ยวฉันไปกับประวิชละกัน”

“เฮ้ย! ประวิชมาเกี่ยวอะไรด้วยเล่า!”

นทนทีไม่อยู่รอให้ร่างสูงตามมาพ่นคำบ่นให้ยืดยาว เจ้าตัวรีบจ้ำเดินหนีแต่ร่างสูงก็รีบเดินตามไปติดๆด้วยหวังจะคุยกันให้รู้เรื่อง

“หยุดเลยนะ มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน เจ้าประวิชนั้นก็ด้วย จะอะไรกันนักกันหนาห๊า” ปถวียึดแขนเรียวไปแน่น

“อะไรเล่า จะไปชมรม”

“ไม่ให้ไป”

“ปล่อย”

คนตัวเล็กกับคนตัวโตยังคงยื้อยุดจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาหันมามองเป็นตาเดียว ด้วยเป็นคู่ที่ใครๆต่างก็ให้ความสนใจมาตลอด 4 ปี แต่อีกไม่นานทั้งคู่ก็จะจบจากสถาบันออกไปใช้ชีวิตนอกรั่วมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วนกกระจิบนอกระจอกอย่างพวกเขาจะทำไงดีละ เหงาปากกันน่าดู คงต้องมองหาที่หมายใหม่ซะแล้ว


-------จบภาคที่ 1--------


ขอบคุณทุกคอมเมนท์ น่ารักจังเลยทุกคน
รออ่านภาค 2 + ตอนพิเศษ กันนะคะ
 :L1:

ออฟไลน์ Papoonn

  • inspiration <3
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #114 เมื่อ02-10-2009 22:34:46 »

อ่า    ๆ   นทนี้น่ารักจริง ๆ
พอเข้าใจความรู้สึกนท
แบบไม่อยากให้ใครมองว่า เกาะปถวีกิน

555555555555555
คู่นี้น่ารักจริง ๆ  


ภาค 2    ๆๆๆๆๆ
อยากอ่านมากกกกก    !
มาลงด่วนเลยค่ะ
แบบวันละหลาย ๆ ตอน

 :call: :call: :call: :call: :call:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-10-2009 22:47:38 โดย iaxezier »

DEVIL nures

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #115 เมื่อ02-10-2009 23:00:27 »

จบซะแว้วอะ :z2:

น่ารักดี ทั้งสองคู่เลย :impress2:

รออ่านภาคสอง :t3:

 :pig4:  คนโพส ที่เอาเรื่องดีๆมาให้อ่าน :pig4:

ออฟไลน์ ปี้ปี้ปี้~PalmY

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2427
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +273/-1
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #116 เมื่อ02-10-2009 23:05:54 »

งงอะ คือตอนที่ก่อนจะปรับความเข้าใจกันอยู่ ปี 4 แล้วใช่ปะ (ไมตูนึกว่าปี 3 ฟระ)  :z3:

wanwisa

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #117 เมื่อ02-10-2009 23:17:07 »

ในที่สุดก็จบภาค 1 ซะแล้ว รออ่านภาคต่อไปค่ะ
ลุ้นคู่วิชกับไผ่อ่ะ  ขอบคุณนะคะสนุกมาก

ออฟไลน์ TONG

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-4
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #118 เมื่อ03-10-2009 03:12:08 »

สนุกมากๆเลยค่า

รออ่านต่อนะค่ะ

ออฟไลน์ maxtorpis

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-4
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #119 เมื่อ03-10-2009 09:04:02 »

 :man1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด